โรคระบาด Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/โรคระบาด/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 22 Mar 2026 06:52:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รัฐบาลเตือนระวัง ‘ไข้กาฬหลังแอ่น’ หลังพบระบาดในสหราชอาณาจักร ผู้ป่วยในไทยเสียชีวิตแล้ว 3 ราย https://thestandard.co/meningococcal-uk-thailand-deaths/ Sun, 22 Mar 2026 06:21:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1189947 ภาพอินโฟกราฟิกเตือนภัย ‘ไข้กาฬหลังแอ่น’ พร้อมตัวเลขผู้ป่วยและเสียชีวิตในไทย

วันนี้ (22 มีนาคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำ […]

The post รัฐบาลเตือนระวัง ‘ไข้กาฬหลังแอ่น’ หลังพบระบาดในสหราชอาณาจักร ผู้ป่วยในไทยเสียชีวิตแล้ว 3 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกเตือนภัย ‘ไข้กาฬหลังแอ่น’ พร้อมตัวเลขผู้ป่วยและเสียชีวิตในไทย

วันนี้ (22 มีนาคม) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมอบหมายกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่นในสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิด

 

ทั้งนี้ จากข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขระหว่างประเทศ อาทิ UKHSA และ ECDC พบว่า การระบาดในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศมีลักษณะเกิดขึ้นในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสมประมาณ 20 ราย (ยืนยันแล้ว 9 ราย) และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย

 

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 5 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยยังไม่พบความเชื่อมโยงกับการระบาดจากต่างประเทศ

 

แม้จำนวนผู้ป่วยจะอยู่ในระดับต่ำ กรมควบคุมโรคยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นโรครุนแรงและต้องรายงานตามกฎหมาย โดยหากพบผู้ป่วยต้องสงสัยจะต้องรายงานทันที และหากยืนยันว่าป่วยแม้เพียง 1 ราย เจ้าหน้าที่จะเร่งสอบสวนโรคโดยเร็วเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดต่อไป

 

“ผู้ป่วยไข้กาฬหลังแอ่น มักมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง ซึม และบางรายอาจมีจุดเลือดออกหรือผื่นเลือดออกตามผิวหนัง หากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางหรือการสัมผัสเสี่ยง เช่น พื้นที่ที่มีการรายงานโรค หรือมีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วย” อัยรินทร์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ และมีวัคซีนป้องกันเป็นทางเลือก โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยง ควรปรึกษาหน่วยบริการสาธารณสุขก่อนรับวัคซีนป้องกันล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วันก่อนการเดินทางโดยเฉพาะวัคซีนสายพันธุ์ MenB

 

ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยงที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก วัยรุ่น ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ

 

“รัฐบาลแนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเอง โดยแนะนำให้ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ จาม เนื่องจากโรคติดต่อผ่านละอองฝอย และการใช้สิ่งของร่วมกัน ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเคร่งครัด หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422” อัยรินทร์กล่าว

The post รัฐบาลเตือนระวัง ‘ไข้กาฬหลังแอ่น’ หลังพบระบาดในสหราชอาณาจักร ผู้ป่วยในไทยเสียชีวิตแล้ว 3 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมควบคุมโรค เผยพบผู้ป่วยฝีดาษวานร ในเรือนจำเพิ่ม 2 ราย เป็น อส.เรือนจำ อาการไม่รุนแรง ยันคุมเข้มจำกัดวงระบาดแค่แดน 6 https://thestandard.co/monkeypox-prison-cases-control/ Wed, 18 Feb 2026 08:26:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1179711 เจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรคและกรมราชทัณฑ์ติดตามสถานการณ์ฝีดาษวานรในเรือนจำ

วันนี้ (18 กุมภาพันธ์) นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบด […]

The post กรมควบคุมโรค เผยพบผู้ป่วยฝีดาษวานร ในเรือนจำเพิ่ม 2 ราย เป็น อส.เรือนจำ อาการไม่รุนแรง ยันคุมเข้มจำกัดวงระบาดแค่แดน 6 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรคและกรมราชทัณฑ์ติดตามสถานการณ์ฝีดาษวานรในเรือนจำ

วันนี้ (18 กุมภาพันธ์) นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการสอบสวนโรคฝีดาษวานร (Mpox) ภายในเรือนจำ หลังบูรณาการความร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์เชิงรุก ล่าสุดจากการตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงสูงจำนวน 49 ราย ซึ่งประกอบด้วยผู้ต้องขังและอาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำ (อสร.) ที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดดูแลผู้ป่วยเสียชีวิตก่อนหน้านี้ พบผู้ติดเชื้อเพิ่มจำนวน 2 ราย

 

สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้ง 2 ราย เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำ โดยสภาพร่างกายทั่วไปแข็งแรงดี มีเพียงอาการผื่นหนองเล็กน้อย จัดเป็นผู้ป่วยกลุ่มอาการไม่รุนแรง ขณะนี้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เรียบร้อยแล้ว ส่วนผู้สัมผัสเสี่ยงสูงรายอื่นที่เหลือ ผลการตรวจร่างกายยังปกติ แต่ยังคงต้องแยกกักตัวเพื่อสังเกตอาการให้ครบ 21 วัน ตามมาตรฐานการควบคุมโรค

 

ด้าน พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์ได้ยกระดับมาตรการป้องกันขั้นสูงสุด โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการเยี่ยมญาติมาเป็นระบบสื่อสารทางไกล (Video Conference) เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่กระจายเชื้อ พร้อมกำหนดมาตรการตรวจสุขภาพกลุ่มเสี่ยงวันละ 2 ครั้ง ตลอดระยะเวลาเฝ้าระวัง 21 วัน

 

“ขอให้มั่นใจว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังจำกัดวงอยู่เฉพาะภายในพื้นที่ แดน 6 เท่านั้น ยังไม่พบการแพร่ระบาดไปยังแดนอื่นๆ และเจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังผู้ต้องขังทุกแดนอย่างใกล้ชิด” อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยืนยัน

 

ขณะที่ นายแพทย์นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเสริมถึงมาตรการทางการแพทย์ว่า ได้ดำเนินการสนับสนุนวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานรให้กับกลุ่มเสี่ยงสูงหลังสัมผัสโรคไปแล้วจำนวน 25 ราย (ผู้ต้องขัง 21 ราย และบุคลากรทางการแพทย์ 4 ราย) รวมถึงฉีดวัคซีนป้องกันให้กับบุคลากรของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์อีก 20 ราย ซึ่งเบื้องต้นไม่พบอาการข้างเคียงรุนแรง

 

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมสำรองยา Tecovirimat (TPOXX) สำหรับรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือมีอาการรุนแรงไว้พร้อมแล้ว รวมถึงแจกจ่ายสื่อความรู้ 100 ชุด เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องลดความตื่นตระหนกในเรือนจำ

 

ในส่วนของการควบคุมสุขอนามัย ผลการเก็บตัวอย่างจากจุดสัมผัสร่วม 10 จุดภายในเรือนจำ ไม่พบสารพันธุกรรมของเชื้อ Mpox แต่ยังคงกำชับให้ทำความสะอาดพื้นที่พักอาศัยและห้องแยกกักอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับการปล่อยตัว ทางกรมฯ ได้ประสานงานไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปลายทางเพื่อติดตามเฝ้าระวังอาการต่อจนครบกำหนด

 

กรมควบคุมโรคขอยืนยันว่า สถานการณ์ปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุม สามารถติดตามสอบสวนโรคได้ครบถ้วน หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

The post กรมควบคุมโรค เผยพบผู้ป่วยฝีดาษวานร ในเรือนจำเพิ่ม 2 ราย เป็น อส.เรือนจำ อาการไม่รุนแรง ยันคุมเข้มจำกัดวงระบาดแค่แดน 6 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เผยเหตุปะทะชายแดน สระแก้วเจ็บเพิ่ม 7 ราย ยังปิด 9 รพ.พื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวัง 1.6 แสนผู้อพยพหวั่นโรคระบาด-เครียดสะสม https://thestandard.co/health-border-sa-kaeo-refugees/ Tue, 23 Dec 2025 09:59:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1157500 สธ. เผยเหตุปะทะชายแดน สระแก้วเจ็บเพิ่ม 7 ราย ยังปิด 9 รพ.พื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวัง 1.6 แสนผู้อพยพหวั่นโรคระบาด-เครียดสะสม

วันนี้ (23 ธันวาคม) นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระท […]

The post สธ. เผยเหตุปะทะชายแดน สระแก้วเจ็บเพิ่ม 7 ราย ยังปิด 9 รพ.พื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวัง 1.6 แสนผู้อพยพหวั่นโรคระบาด-เครียดสะสม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เผยเหตุปะทะชายแดน สระแก้วเจ็บเพิ่ม 7 ราย ยังปิด 9 รพ.พื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวัง 1.6 แสนผู้อพยพหวั่นโรคระบาด-เครียดสะสม

วันนี้ (23 ธันวาคม) นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงความคืบหน้าการดูแลด้านการแพทย์และสาธารณสุขจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขยังคงเฝ้าระวังเข้มข้นในพื้นที่ 7 จังหวัด พร้อมรายงานสถานการณ์ล่าสุด

 

วานนี้ (22 ธันวาคม) พบประชาชนในจังหวัดสระแก้วได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบจำนวน 7 ราย แบ่งเป็น:

 

  • ผู้บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด 5 ราย: อาการสาหัส 1 ราย และอาการปานกลาง 4 ราย ทั้งหมดอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
  • ผู้ที่มีอาการตกใจ/แน่นหน้าอก 2 ราย: แพทย์ตรวจรักษาแล้วอนุญาตให้กลับบ้านได้

 

สถานการณ์การให้บริการทางการแพทย์มีการเปลี่ยนแปลง โดยโรงพยาบาลในพื้นที่ จ.ตราด คือ รพ.บ่อไร่ และ รพ.คลองใหญ่ กลับมาเปิดให้บริการได้แล้ว แต่ยังมีความจำเป็นต้องปิดบริการในพื้นที่เสี่ยงอีก 9 แห่ง ได้แก่:

 

  • จ.อุบลราชธานี: รพ.น้ำยืน
  • จ.ศรีสะเกษ: รพ.ภูสิงห์
  • จ.สุรินทร์: รพ.กาบเชิง, รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา
  • จ.บุรีรัมย์: รพ.บ้านกรวด
  • จ.สระแก้ว: รพ.ตาพระยา, รพ.โคกสูง, รพ.คลองหาด, รพ.อรัญประเทศ

 

ในส่วนของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) กลับมาเปิดบริการได้ 78 แห่ง และยังคงปิดบริการ 147 แห่ง มีการย้ายผู้ป่วยในออกจากพื้นที่เสี่ยงเพิ่มขึ้น 76 ราย (รวมสะสม 973 ราย) อย่างไรก็ตาม ศักยภาพเตียงรองรับยังเพียงพอ โดยเหลือเตียงวิกฤต 280 เตียง และเตียงทั่วไปกว่า 5,133 เตียง พร้อมปริมาณเลือดสำรองที่เพียงพอ

 

ปัจจุบันมีศูนย์พักพิงชั่วคราว 817 จุด มีผู้อพยพรวม 160,611 คน (เป็นกลุ่มเปราะบาง 49,563 คน) สธ. ได้เน้นย้ำมาตรการสุขอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันโรคระบาดที่มักมากับความแออัด ได้แก่:

 

  • โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ (ไข้หวัดใหญ่, โควิด-19)
  • กลุ่มโรคจากการสัมผัสและแมลงสัตว์กัดต่อย
  • โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร (เฝ้าระวังเรื่องอาหารปรุงทิ้งไว้นาน และน้ำดื่มน้ำใช้ที่อาจปนเปื้อน)

 

จากการคัดกรองสุขภาพจิตประชาชนกว่า 2 แสนราย พบผู้ที่มีความเครียดสูงสะสม 1,495 ราย และเสี่ยงทำร้ายตนเอง 287 ราย แต่หลังจากทีมเยียวยาจิตใจ (MCATT) เข้าดูแล ตัวเลขความเสี่ยงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเหลือกลุ่มเครียดสูง 379 ราย และกลุ่มเสี่ยงทำร้ายตนเอง 124 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะติดตามดูแลอย่างต่อเนื่องต่อไป

The post สธ. เผยเหตุปะทะชายแดน สระแก้วเจ็บเพิ่ม 7 ราย ยังปิด 9 รพ.พื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวัง 1.6 แสนผู้อพยพหวั่นโรคระบาด-เครียดสะสม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุดารัตน์ส่งกำลังใจถึงหาดใหญ่ สอนมวยรัฐบาลหยุดหนี้ทั้งต้นและดอก ลดความทุกข์ประชาชน https://thestandard.co/sudarat-hatyai-suspends-debt/ Fri, 28 Nov 2025 12:39:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1149272 สุดารัตน์ส่งกำลังใจถึง หาดใหญ่ สอนมวย รัฐบาล หยุดหนี้ทั้งต้นและดอก ลดความทุกข์ ประชาชน

วันนี้ (28 พฤศจิกายน) ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คุณห […]

The post สุดารัตน์ส่งกำลังใจถึงหาดใหญ่ สอนมวยรัฐบาลหยุดหนี้ทั้งต้นและดอก ลดความทุกข์ประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุดารัตน์ส่งกำลังใจถึง หาดใหญ่ สอนมวย รัฐบาล หยุดหนี้ทั้งต้นและดอก ลดความทุกข์ ประชาชน

วันนี้ (28 พฤศจิกายน) ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยทีมงานพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่

 

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำทันทีหลังจากนี้ คือการเร่งกอบกู้และช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นระบบ อย่าให้เหมือนที่ผ่านมา เพราะประชาชนต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องติดอยู่ในน้ำ หรือบนหลังคา อดข้าวอดน้ำนานถึง 3-4 วัน

 

“การบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาลชุดนี้จึงถือว่าสอบตก ประชาชนต้องพึ่งพาอาสาสมัครกู้ภัย จิตอาสา และกำลังทหารเป็นหลักในการช่วยชีวิต ไม่ใช่มหาดไทยที่เป็นหน่วยงานหลัก”

 

คุณหญิงสุดารัตน์เสนอให้รัฐบาลเร่งเตรียมแผนจัดการหลังน้ำลด ดังต่อไปนี้

 

1. งานด้านสาธารณสุข เป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากสงขลามีโรงพยาบาลทั้งหมด 5 แห่ง ต้องดูแลประชาชนกว่า 700,000 คน มีเตียงรวมกันประมาณ 2,000 เตียง แต่ขณะนี้โรงพยาบาลถูกน้ำท่วมเสียหายไปถึง 4 แห่ง คงเหลือที่ใช้การอย่างสมบูรณ์เพียงโรงพยาบาลสงขลานครินทร์แห่งเดียว ที่ต้องรองรับผู้ป่วยปกติทั่วทั้งจังหวัดและผู้ป่วยจากน้ำท่วมอีก รัฐบาลจึงต้องเร่งดูแลเรื่องบุคลากรให้เพียงพอ และสำหรับโรงพยาบาลที่ถูกน้ำท่วม ต้องเร่งจัดหาเครื่องมือที่เสียหายจากการถูกน้ำท่วมให้กลับมาใช้ได้อย่างปกติโดยเร็ว

 

จากนั้น ต้องเตรียมป้องกันไม่ให้เกิดโรคระบาด ที่เกิดจากขยะที่กองเต็มเมือง รวมทั้งซากสัตว์ ยิ่งในขณะนี้ยังไม่มีน้ำประปาใช้อีกด้วย และที่สำคัญคือการดูแลสุขภาพจิตของผู้ประสบภัยที่ขณะนี้อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่มาก เพราะสิ้นเนื้อประดาตัว

 

2. การดูแลด้านกายภาพ ทั้งระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา การทำความสะอาดบ้านเรือน การซ่อมแซมบ้านเรือน พาหนะ และเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ประสบภัย

 

3. การดูแลเรื่องการเงินและหนี้ ให้กับผู้ประสบภัย ต้องหยุดต้นหยุดดอกเบี้ยให้กับผู้ประสบภัยอย่างน้อย 1 ปีทันที พร้อมเติมเงินใหม่ โดยให้ธนาคารปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 1 ปี เพื่อซ่อมแซมร้านค้า และซื้ออุปกรณ์เพื่อเริ่มต้นอาชีพได้ใหม่ รวมทั้งเรื่องการชดเชยที่จะให้บ้านละ 9,000 บาทนั้นไม่เพียงพอต่อการซ่อมแซมโดยแน่นอน ขอให้จ่ายตามความเสียหายจริง เพราะความเสียหายเกิดจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการของรัฐบาลเอง

 

คุณหญิงสุดารัตน์เปิดเผยด้วยว่า พรรคไทยสร้างไทยเตรียมเปิดอีก 2 โครงการช่วยเหลือเพิ่มเติมหลังน้ำลด ดังนี้

 

1. “ไทยสร้างไทยมอบความอบอุ่นให้ผู้ประสบภัย” โดยมอบที่นอน–หมอน–ผ้าห่ม ซึ่งเป็นสิ่งของจำเป็นในขณะนี้ เพราะทุกอย่างแช่น้ำหมด

 

2. โครงการช่วยซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานพาหนะ โดยร่วมมือกับ “วิทยาลัยเทคโนโลยีสงขลา” เพื่อช่วยผู้ประสบภัย ลดภาระ และค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอุปกรณ์และยานพาหนะที่เสียหาย

 

สุดารัตน์ส่งกำลังใจถึง หาดใหญ่ สอนมวย รัฐบาล หยุดหนี้ทั้งต้นและดอก ลดความทุกข์ ประชาชน 1
สุดารัตน์ส่งกำลังใจถึง หาดใหญ่ สอนมวย รัฐบาล หยุดหนี้ทั้งต้นและดอก ลดความทุกข์ ประชาชน 2
สุดารัตน์ส่งกำลังใจถึง หาดใหญ่ สอนมวย รัฐบาล หยุดหนี้ทั้งต้นและดอก ลดความทุกข์ ประชาชน 3
สุดารัตน์ส่งกำลังใจถึง หาดใหญ่ สอนมวย รัฐบาล หยุดหนี้ทั้งต้นและดอก ลดความทุกข์ ประชาชน 4
สุดารัตน์ส่งกำลังใจถึง หาดใหญ่ สอนมวย รัฐบาล หยุดหนี้ทั้งต้นและดอก ลดความทุกข์ ประชาชน 5

The post สุดารัตน์ส่งกำลังใจถึงหาดใหญ่ สอนมวยรัฐบาลหยุดหนี้ทั้งต้นและดอก ลดความทุกข์ประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิลล์ เกตส์ พลิกจุดยืนก่อนประชุม COP30 ชี้โลกทุ่มเงินลดโลกร้อนมากเกินไป ควรหันไปแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยแทน https://thestandard.co/gates-prioritizes-poverty-over-climate/ Sat, 01 Nov 2025 05:14:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1138629 บิลล์ เกตส์ พลิกจุดยืนก่อนประชุม COP30 ชี้โลกทุ่มเงินลดโลกร้อนมากเกินไป ควรหันไปแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยแทน

บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ซึ่งเ […]

The post บิลล์ เกตส์ พลิกจุดยืนก่อนประชุม COP30 ชี้โลกทุ่มเงินลดโลกร้อนมากเกินไป ควรหันไปแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิลล์ เกตส์ พลิกจุดยืนก่อนประชุม COP30 ชี้โลกทุ่มเงินลดโลกร้อนมากเกินไป ควรหันไปแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยแทน

บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ซึ่งเคยเขียนหนังสือ How to Avoid a Climate Disaster ในปี 2021 ได้ออกมาเรียกร้องให้ผู้นำทั่วโลกเปลี่ยนแนวทางในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่ โดยเขาแย้งว่าปัจจุบันมีการทุ่มเททรัพยากรไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเกินไป และควรนำเงินส่วนนั้นไปใช้ ‘พัฒนาชีวิต’ และขจัดความยากจนและโรคภัยไข้เจ็บแทน

 

ในจดหมายที่เผยแพร่ก่อนการประชุมสุดยอดสภาพภูมิอากาศ COP30 ของสหประชาชาติในสัปดาห์หน้า เกตส์ได้วิจารณ์มุมมองแบบวันสิ้นโลก (doomsday view) ที่มีต่อปัญหาโลกร้อน และเรียกร้องให้ผู้นำต่างๆ ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ (strategic pivot) ไปมุ่งเน้นในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของมนุษย์โดยตรงมากกว่า

 

“สภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่ต้องพิจารณาในแง่ของสวัสดิภาพโดยรวมของมนุษย์” เกตส์กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ CNBC “ผมไม่ได้เลือกจุดยืนนี้เพราะทุกคนเห็นด้วย แต่ผมคิดว่านี่คือคำตอบที่สมเหตุสมผลที่สุด”
เกตส์ได้ยกตัวอย่างที่ชัดเจนว่า หากต้องเลือกระหว่างการกำจัดโรคมาลาเรียกับการปล่อยให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 0.1 องศาเซลเซียส

 

“ถ้าให้ผมเลือกระหว่างการกำจัดโรคมาลาเรีย กับการที่อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้น 0.1 องศา ผมยอมเลือกกำจัดมาลาเรียดีกว่า เพราะผู้คนไม่เข้าใจจริงๆ ว่าความทุกข์ทรมาน (จากโรคภัย) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมันเลวร้ายแค่ไหน” เขากล่าว ซึ่งสะท้อนจุดยืนจากมูลนิธิ Gates Foundation ของเขาที่ทุ่มเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บทั่วโลก

 

การเปลี่ยนจุดยืนของเกตส์เกิดขึ้นในจังหวะที่การเมืองในสหรัฐฯ กลับมาให้ความสำคัญกับประเด็นอื่น โดย Breakthrough Energy ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเขา ก็มีรายงานว่าได้ปลดพนักงานเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งสื่ออย่าง The New York Times วิเคราะห์ว่าเป็นการ ‘ปรับทัพอาณาจักรของเกตส์เพื่อรับมือกับยุคของทรัมป์’

 

จุดยืนใหม่ของเกตส์ได้สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทันทีจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศ เจฟฟรีย์ แซคส์ (Jeffrey Sachs) ผู้อำนวยการศูนย์การพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เรียกบันทึกของเกตส์ว่า “ไร้จุดหมาย คลุมเครือ ไม่เป็นประโยชน์ และน่าสับสน”

 

เขายังกล่าวอีกว่า “ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเลือกระหว่างการลดความยากจนกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งสองสิ่งนี้สามารถทำควบคู่กันไปได้”

 

คริสตี เอบี (Kristie Ebi) นักวิทยาศาสตร์จาก University of Washington กล่าวว่าเธอเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการเจรจาควรเน้นไปที่การพัฒนามนุษย์ แต่ก็ชี้ว่าแนวคิดของเกตส์นั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ไม่น่าเป็นไปได้

 

ขณะที่ คริส ฟิลด์ (Chris Field) จาก Stanford University มองว่าเราควรลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว “อนาคตที่สดใสในระยะยาวนั้นขึ้นอยู่กับการจัดการปัญหาโลกร้อนและการพัฒนามนุษย์ไปพร้อมกัน”

 

แม้จะถูกวิจารณ์ แต่เกตส์ก็ยังคงยืนยันในบันทึกของเขาว่าสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีคือ ‘เกราะป้องกัน’ ที่ดีที่สุดจากปัญหาโลกร้อน โดยอ้างอิงงานวิจัยที่พบว่าอัตราการเสียชีวิตจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงจะลดลงกว่า 50% หากเศรษฐกิจโลกเติบโตตามที่คาดการณ์ไว้ เขายังได้วิจารณ์การที่รัฐบาลในกลุ่มประเทศร่ำรวยนำโดยสหรัฐฯ กำลังตัดงบประมาณช่วยเหลือต่างประเทศ

 

เกตส์ยกตัวอย่าง Gavi องค์กรจัดซื้อวัคซีนที่เขาก่อตั้ง กำลังจะได้รับเงินทุนน้อยลง 25% ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทั้งที่ Gavi สามารถช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งได้ด้วยเงินเพียง 1,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 32,300 บาท) “เด็กที่ไม่ตายเพราะโรคหัดหรือไอกรน จะมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้นเมื่อคลื่นความร้อนมาเยือน” เขากล่าว

 

ในขณะเดียวกัน เกตส์ก็ยังคงแสดงความผิดหวังอย่างมากต่อการที่รัฐบาลทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงปารีสอีกครั้ง แต่เขาก็ยังคงเชื่อมั่นว่านวัตกรรมจะเป็นทางออกในระยะยาว และได้ชื่นชมบริษัทอย่าง Microsoft ที่ยังคงลงทุนในพลังงานทางเลือก ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนพลังงานสะอาดถูกลง

 

จุดยืนของ Microsoft เองก็กำลังถูกท้าทายเช่นกัน เมลานี นากางาวะ (Melanie Nakagawa) ประธานฝ่ายความยั่งยืนของบริษัท ยอมรับว่าเป้าหมายด้านสภาพอากาศของบริษัทนั้นไกลออกไปกว่าเดิม หลังจากที่บริษัทหันมาทุ่มเทให้กับ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ (AI) ซึ่งต้องใช้พลังงานมหาศาล แต่เธอก็แย้งว่า AI จะเป็น ‘จรวดที่ใหญ่ขึ้น เร็วขึ้น และทรงพลังขึ้น’ ที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้ในระยะยาว

 

ภาพ : Leon Neal – WPA Pool /Getty Images

อ้างอิง:

The post บิลล์ เกตส์ พลิกจุดยืนก่อนประชุม COP30 ชี้โลกทุ่มเงินลดโลกร้อนมากเกินไป ควรหันไปแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.สาธารณสุข สั่งกรมอนามัยดูแลปัญหากลิ่นและป้องกันโรคระบาด ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา https://thestandard.co/somsak-border-disease-control/ Mon, 04 Aug 2025 07:59:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1103418

วันนี้ (4 สิงหาคม) ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สมศักดิ์ […]

The post รมว.สาธารณสุข สั่งกรมอนามัยดูแลปัญหากลิ่นและป้องกันโรคระบาด ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (4 สิงหาคม) ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงผลการประเมินความเสียหายของสถานพยาบาลจากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งถูกโจมตีโดยกองทัพกัมพูชา มีมูลค่าความเสียหายด้านโครงสร้างและอาคารพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

จากการลงพื้นที่สำรวจจริงของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ (สสจ.สุรินทร์) เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 พบว่าความเสียหายมีจำนวนมาก เมื่อเทียบกับประมาณการครั้งแรกที่ประเมินจากภาพถ่าย โดยแรงระเบิดคาดว่าส่งผลกระทบถึงระดับโครงสร้างและฐานรากของอาคาร ทำให้จำเป็นต้องสร้างใหม่ถึง 4 อาคาร กระทรวงสาธารณสุขจึงปรับตัวเลขประมาณการความเสียหายใหม่เป็น 45,050,000 บาท จากประมาณการเบื้องต้นที่ 3,350,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้จากภาพถ่ายในช่วงที่ยังไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้

 

สมศักดิ์กล่าวว่า ตัวเลขความเสียหายในภาพรวมน่าจะสูงกว่า 285 ล้านบาท ที่เคยประเมินเบื้องต้นก่อนหน้านี้ เนื่องจากเฉพาะโรงพยาบาลพนมดงรักฯ แห่งเดียวก็เพิ่มขึ้นจาก 3.5 ล้านบาท เป็นกว่า 45 ล้านบาทแล้ว รัฐบาลจะมีการตั้งงบประมาณและมาตรการจ่ายเงินช่วยเหลือสำหรับความเสียหายลักษณะนี้ รวมถึงกรณีน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือที่กำลังประเมินความเสียหายอยู่ด้วย

 

สมศักดิ์ยังกล่าวถึงการประชุมครั้งที่ผ่านมาว่า กระทรวงสาธารณสุขเสนอขอเพิ่มวงเงินทดรองจ่ายจาก 10 ล้านบาท เป็น 50 ล้านบาท และขอให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทุกแห่งมีเงินทดรองจ่ายจังหวัดละ 2 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังได้รับเรื่องไปพิจารณาเพื่อเพิ่มระเบียบกระทรวงการคลังในส่วนนี้ให้ สธ.

 

สำหรับปัญหากลิ่นชายแดน ซึ่งอาจเกิดจากซากต่างๆ นั้น สมศักดิ์ระบุว่าได้มอบหมายให้กรมอนามัยเข้าไปช่วยดูแลและพิจารณาแนวทางจัดการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคระบาดจากซากมนุษย์หรือซากอื่นๆ โดยยอมรับว่าเป็นปัญหาอุปสรรคที่ต้องใช้เวลาและต้องประสานงานกับกองทัพในพื้นที่

 

เมื่อถามถึงกรณีที่โรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดนบางแห่งมีการปลดป้ายภาษาเขมรลง สมศักดิ์ยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุขไม่ได้สั่งการในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของบุคลากรทางสาธารณสุขต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งกฎเกณฑ์สากลควรปฏิบัติ แต่ก็มีข้อยกเว้นในเรื่องความปลอดภัย จึงควรพิจารณาตามสถานการณ์และเหตุผลที่เหมาะสม เพื่อรักษาและดูแลบุคลากรให้ดีที่สุด

 

รายละเอียดความเสียหายเบื้องต้นของโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา

 

  1. อาคารภูมิพัฒน์: 7,000,000 บาท
  2. อาคารขวัญภูมินทร์: 7,000,000 บาท
  3. อาคารหลวงตารอด: 15,000,000 บาท
  4. อาคารแฟลตพยาบาล 3 ชั้น: 15,000,000 บาท
  5. หลังคาห้องน้ำ: 300,000 บาท
  6. ป้อมยาม: 150,000 บาท
  7. ป้ายทางออกหน้าโรงพยาบาล: 200,000 บาท
  8. หลังคาหน้าอาคารขวัญภูมินทร์: 200,000 บาท
  9. หลังคาที่จอดรถข้างแฟลตพยาบาล: 200,000 บาท

The post รมว.สาธารณสุข สั่งกรมอนามัยดูแลปัญหากลิ่นและป้องกันโรคระบาด ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ อนุมัติ ‘ยาป้องกัน HIV’ ชนิดฉีดปีละสองครั้ง เปิดความหวังพลิกโฉมการต่อสู้โรคระบาด แต่ห่วงเข้าถึงยาก https://thestandard.co/us-fda-approves-twice-yearly-injectable-hiv-prep-drug/ Sun, 22 Jun 2025 07:13:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1087691 ยาป้องกัน HIV

สหรัฐอเมริกาได้อนุมัติยาฉีด ‘ป้องกัน HIV’ ช […]

The post สหรัฐฯ อนุมัติ ‘ยาป้องกัน HIV’ ชนิดฉีดปีละสองครั้ง เปิดความหวังพลิกโฉมการต่อสู้โรคระบาด แต่ห่วงเข้าถึงยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยาป้องกัน HIV

สหรัฐอเมริกาได้อนุมัติยาฉีด ‘ป้องกัน HIV’ ชนิดแรกของโลกที่ใช้เพียงปีละสองครั้ง ซึ่งนับเป็น ‘นวัตกรรม’ ครั้งสำคัญในวงการแพทย์ โดย FDA อนุมัติยา lenacapavir ที่จะจำหน่ายในชื่อ Yeztugo สำหรับการป้องกัน เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 

 

ขณะที่ยาตัวเดียวกันนี้เคยได้รับอนุมัติในชื่อ Sunlenca สำหรับรักษาผู้ติดเชื้อ HIV ที่ดื้อยา Gilead Sciences ผู้ผลิตยา คาดการณ์ว่าจะมีการเปิดตัวทั่วโลก ซึ่งอาจช่วยปกป้องผู้คนนับล้านได้ แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าจะมีผู้คนจำนวนเท่าใดในสหรัฐฯ และต่างประเทศที่จะเข้าถึงทางเลือกใหม่ที่ทรงพลังนี้ได้

 

แม้ว่าวัคซีนป้องกัน HIV ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่ายาฉีดชนิดนี้ ซึ่งมีชื่อว่า lenacapvir อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดรองลงมา ยาตัวนี้แทบจะ ‘กำจัด’ การติดเชื้อใหม่ทั้งหมดในการศึกษาบุกเบิกสองฉบับในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง และมีประสิทธิภาพดีกว่ายา PrEP ชนิดเม็ดรายวันที่ผู้ใช้อาจลืมรับประทาน 

 

“สิ่งนี้มีความเป็นไปได้ที่จะยุติการแพร่เชื้อ HIV ได้อย่างแท้จริง” เกร็ก มิลเล็ต ผู้อำนวยการนโยบายสาธารณะของ amfAR, The Foundation for AIDS Research กล่าว

 

PrEP หรือยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ ซึ่งรวมถึงยาเม็ดรายวัน หรือยาฉีดที่ให้ทุกสองเดือน มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในการช่วยป้องกันการติดเชื้อ HIV (นอกเหนือจากการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธี) 

 

โดย lenacapvir ถือเป็นยาชนิดออกฤทธิ์ยาวนานที่สุดถึงหกเดือน ซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่ดึงดูดผู้ที่ไม่ต้องการไปพบแพทย์บ่อยๆ หรือกังวลเรื่องการตีตราจากการรับประทานยาเม็ดทุกวัน อย่างไรก็ตาม ยานี้ป้องกันได้เฉพาะการติดเชื้อ HIV เท่านั้น ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้

 

Gilead ยังไม่ได้ประกาศราคาของ Yeztugo อย่างเป็นทางการ แต่โฆษกบริษัทระบุว่าน่าจะอยู่ ‘ในระดับเดียวกับยา PrEP แบรนด์อื่นๆ ที่มีอยู่’ ซึ่งอาจหมายถึงราคาที่ค่อนข้างสูงและอาจเข้าไม่ถึงสำหรับผู้คนในประเทศที่มีรายได้น้อย 

 

อย่างไรก็ดี Gilead ได้ทำข้อตกลงอนุญาตให้ผู้ผลิตยาสามัญ 6 ราย ผลิต lenacapavir เพื่อใช้ในการป้องกัน HIV โดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ สำหรับจำหน่ายใน 120 ประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลาง

 

ในการศึกษาที่เข้มงวดในแอฟริกาใต้และยูกันดา ซึ่งเปรียบเทียบผู้หญิงและวัยรุ่นหญิงที่มีเพศสัมพันธ์กว่า 5,300 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับ lenacapavir ปีละสองครั้ง กับกลุ่มที่ได้รับยา PrEP ชนิดเม็ดรายวัน พบว่าไม่มีการติดเชื้อ HIV ในกลุ่มที่ได้รับยาฉีดเลย (ประสิทธิภาพ 100%) ขณะที่ประมาณ 2% ในกลุ่มที่ใช้ยาเม็ดรายวันติดเชื้อ HIV จากคู่นอนที่ติดเชื้อ

 

การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งพบว่ายาฉีดปีละสองครั้งมีประสิทธิภาพ 96% ในกลุ่มชายรักชายและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก HIV เอียน แฮดด็อก ผู้เข้าร่วมการศึกษา กล่าวว่า “ตอนนี้ผมลืมไปเลยว่ากำลังใช้ PrEP เพราะผมไม่ต้องพกขวดยา” และเสริมว่า “มันขยายโอกาสในการป้องกันสำหรับชายหญิง เกย์ หรือคนทั่วไป”

 

ปัจจุบันมีคนอเมริกันเพียง 400,000 คนที่ใช้ PrEP ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวของจำนวนที่ควรได้รับประโยชน์ การศึกษาล่าสุดพบว่ารัฐที่มีการใช้ PrEP สูงมีการติดเชื้อ HIV ใหม่ลดลง 38% ระหว่างปี 2012-2022 ขณะที่รัฐที่เข้าถึง PrEP ได้น้อยกลับมีอัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้น 27% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

อย่างไรก็ตาม อนาคตของ lenacapvir ยังคงเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ เช่น การปรับโครงสร้างระบบการดูแลสุขภาพในสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการลดงบประมาณหน่วยงานสาธารณสุข และโครงการ Medicaid รวมถึงการลดความช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐฯ เพื่อต่อสู้กับ HIV 

 

เกร็ก มิลเล็ต กล่าวว่า ช่องโหว่ขนาดใหญ่ในระบบทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลก “จะทำให้เราลำบากในการทำให้แน่ใจว่าเราไม่เพียงแต่จะสามารถนำ lenacapvir เข้าสู่ร่างกายผู้คนได้ แต่ยังต้องมั่นใจว่าพวกเขาจะกลับมา (รับยา) แม้เพียงปีละสองครั้ง”

 

ฮุย หยาง หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการด้านอุปทานของ Global Fund to Fight HIV, TB, and Malaria กล่าวว่าการมียาออกฤทธิ์ยาวนานอย่าง lenacapavir เป็นทิศทางใหม่ที่อาจช่วยแก้ปัญหาการรับประทานยาไม่ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในโครงการป้องกัน HIV มาหลายทศวรรษ Global Fund ตั้งเป้าให้มีคนเข้าโครงการป้องกันเพิ่มอีก 2 ล้านคนใน 3 ปีข้างหน้า และ lenacapavir อาจช่วยเร่งให้ถึงเป้าหมายนี้ได้เร็วขึ้น

 

นายแพทย์เดวิด โฮ ศาสตราจารย์ที่ Columbia University ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการใช้ยาต้าน HIV แบบผสมผสาน มองว่า lenacapavir เป็น ‘ความก้าวหน้าครั้งใหญ่’ แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาวัคซีน HIV ในอนาคต เนื่องจากการมียาป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงขนาดนี้ อาจทำให้การทดลองวัคซีนทำได้ยากขึ้นจากประเด็นจริยธรรมในการใช้ยาหลอกกับผู้เข้าร่วมการทดลอง “เราอาจเสียแรงผลักดันในการวิจัยวัคซีนไปบ้าง เพราะมีสิ่งที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ HIV ขนาดนี้แล้ว” เขากล่าว


ภาพ: StanislavSukhin / Shutterstock

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ อนุมัติ ‘ยาป้องกัน HIV’ ชนิดฉีดปีละสองครั้ง เปิดความหวังพลิกโฉมการต่อสู้โรคระบาด แต่ห่วงเข้าถึงยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลห่วงสุขภาพเด็ก แนะผู้ปกครองระวัง 5 โรคฮิตรับเปิดเทอมฤดูฝน https://thestandard.co/rainy-season-kids-disease-warning/ Sat, 17 May 2025 03:33:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1075226 ผู้ปกครองดูแลสุขภาพลูกหลาน ป้องกัน 5 โรคฮิตช่วงฤดูฝนก่อนเปิดเทอม

วันนี้ (17 พฤษภาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายก […]

The post รัฐบาลห่วงสุขภาพเด็ก แนะผู้ปกครองระวัง 5 โรคฮิตรับเปิดเทอมฤดูฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ปกครองดูแลสุขภาพลูกหลาน ป้องกัน 5 โรคฮิตช่วงฤดูฝนก่อนเปิดเทอม

วันนี้ (17 พฤษภาคม) คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความห่วงใยสุขภาพของเด็กนักเรียน โดยเฉพาะในช่วงใกล้เปิดภาคเรียนใหม่ ซึ่งมักตรงกับช่วงเริ่มต้นฤดูฝน ทำให้สภาพอากาศมีความชื้นสูง เอื้อต่อการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเชื้อโรค จึงขอแนะนำให้ผู้ปกครองเตรียมความพร้อมและดูแลสุขภาพบุตรหลานเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มักมีความเสี่ยงสูงต่อโรคระบาดที่มาพร้อมกับฤดูฝน ทั้งโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคติดต่อผ่านการสัมผัส และกลุ่มโรคที่มียุงเป็นพาหะ

 

คารม พลพรกลาง กล่าวว่า โรคที่พบได้บ่อยในช่วงนี้ ได้แก่

 

  1. โรคมือ เท้า ปาก: มักพบในเด็กเล็กวัยก่อนเข้าเรียนหรือต่ำกว่า 5 ปี ติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรง อาการเด่นคือมีไข้สูง มีแผลในปาก และมีผื่นที่มือและเท้า หากติดเชื้อสายพันธุ์รุนแรงอาจมีภาวะแทรกซ้อนทางสมอง กล้ามเนื้อ และหัวใจ
  2. โรคไข้หวัดใหญ่: มีความรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา เด็กจะมีไข้สูง ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย อาจมีอาการไอ น้ำมูก อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดบวมและสมองอักเสบ
  3. โรคปอดบวม: เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างที่อาจพัฒนามาจากไข้หวัดธรรมดา เด็กจะมีอาการไอและมีเสมหะมาก หายใจเร็วหรือหอบเหนื่อย เสียงหายใจผิดปกติ บางรายอาจมีริมฝีปากเขียวคล้ำ ซึ่งเป็นสัญญาณอาการรุนแรง
  4. โรคตาแดงจากไวรัส: แพร่กระจายได้ง่าย เด็กจะมีอาการตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล และมีขี้ตามาก
  5. โรคไข้เลือดออก: มียุงลายเป็นพาหะ ระยะแรกเด็กจะมีไข้สูง ปวดเมื่อย มีจุดเลือดออกสีแดงตามร่างกาย ระยะที่ต้องระวังคือช่วงไข้ลด เพราะบางรายอาจเกิดภาวะช็อก และมีอาการเลือดออก เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด

 

คารม กล่าวว่า รัฐบาลห่วงใยสุขภาพเด็ก แนะผู้ปกครองควรเสริมภูมิคุ้มกันให้บุตรหลานเพื่อป้องกันโรคระบาด โดยให้เด็กกินอาหารครบ 5 หมู่ รวมถึงผักผลไม้ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน และควรนอนหลับอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงต่อวัน นอกจากนี้ ควรฉีดวัคซีน เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก และมือเท้าปาก โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอมนี้เวลาไปโรงเรียนหรือสถานที่ที่มีคนเยอะ

 

แนะนำให้บุตรหลานรักษาความสะอาด ใช้ช้อนกลาง ฉีดสเปรย์แอลกอฮอล์หรือล้างมือบ่อย ๆ และสวมใส่หน้ากากอนามัย ถ้าหากพบอาการเจ็บป่วยหรืออาการผิดปกติที่น่าเป็นห่วงจะได้พาไปพบแพทย์ทันที เพื่อให้ลูกหลานของเราปลอดภัยมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

 

รองโฆษกฯ ย้ำว่า ผู้ปกครองจึงควรสังเกตอาการของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด หากพบอาการผิดปกติหรืออาการที่เข้าข่ายโรคเหล่านี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

The post รัฐบาลห่วงสุขภาพเด็ก แนะผู้ปกครองระวัง 5 โรคฮิตรับเปิดเทอมฤดูฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นโรไวรัสระบาดจริงหรือไม่? รับมือกับข่าวโรคระบาดอย่างไรไม่ให้ตื่นตระหนก https://thestandard.co/norovirus-outbreak-how-to-handle-news/ Sat, 21 Dec 2024 06:36:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1022081 norovirus-outbreak-how-to-handle-news

ทุกครั้งที่เราได้ยิน ‘ข่าวการระบาด’ ของโรคที่ไม่คุ้นหู […]

The post นโรไวรัสระบาดจริงหรือไม่? รับมือกับข่าวโรคระบาดอย่างไรไม่ให้ตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
norovirus-outbreak-how-to-handle-news

ทุกครั้งที่เราได้ยิน ‘ข่าวการระบาด’ ของโรคที่ไม่คุ้นหู

 

โรคนั้นอาจเป็นโรคที่ไม่เคยพบมาก่อน (โรคอุบัติใหม่) โรคที่ไม่ได้ยินมานานแล้ว (โรคอุบัติซ้ำ) หรือโรคที่พบบ่อยแต่ไม่ค่อยเป็นข่าว (โรคประจำถิ่น) แต่เราก็มักจะนึกถึงฝันร้ายโควิด-19 เมื่อ 5 ปีก่อน เกิดเป็นความกังวลว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเช่นนั้นอีก ซึ่งในความเป็นจริงอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ เราจะรับมือกับข่าวโรคระบาดอย่างไรไม่ให้ตื่นตระหนก

 

ในฐานะแพทย์ระบาดวิทยา ขอแนะนำให้ใช้ ‘คำถาม 3 ข้อ’ ในการรับมือกับข่าวโรคระบาด และยกตัวอย่างข่าว ‘โนโรไวรัสระบาด’ ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในขณะนี้

 

ถามตัวเองก่อน 3 ข้อ

 

ก่อนที่สิ่งที่เรารับรู้จะกลายเป็นความกังวล ผมอยากให้ตั้งสติด้วยคำถามที่ผมประยุกต์มาจากขั้นตอนการทำงานของทีมตระหนักรู้สถานการณ์ (Situation Awareness Team: SAT) ของหน่วยงานด้านสาธารณสุข ซึ่งทำหน้าที่เฝ้าระวัง เตือนภัย ประเมินสถานการณ์ และรายงานโรคและภัยสุขภาพในพื้นที่ที่รับผิดชอบ สรุปเป็นคำถาม 3 ข้อ ดังนี้

 

  1. ข่าวจริงหรือไม่? เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของข่าว เริ่มจากตรวจสอบ ‘แหล่งข่าว’ คือมีที่มาชัดเจน เป็นบุคคลหรือหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น บุคลากรทางการแพทย์ หน่วยงานรัฐ สำนักข่าว เพราะบางครั้งอาจเป็นข่าวลือ จากนั้นตรวจสอบ ‘ข้อเท็จจริง’ โดยอาจเปรียบเทียบ (รีเช็ก) กับแหล่งข่าวอื่น หรือสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคนั้นๆ 

 

เมื่อตรวจสอบแล้วว่าเป็นข่าวจริง ก็ไปต่อกันที่ข้อถัดไป

 

  1. เราเสี่ยงแค่ไหน? เป็นการประเมินความเสี่ยงจากโรคนั้นๆ พิจารณาจาก ความเสี่ยง = โอกาสที่จะเกิด x ความรุนแรง แปลให้เข้าใจง่ายคือ ความเสี่ยงขึ้นกับว่าโรคนี้มีโอกาสเกิดขึ้นกับเราหรือไม่ และถ้าเกิดแล้วเราจะป่วยรุนแรงหรือไม่

 

ปัจจัยแรก เรามีโอกาสป่วยเป็นโรคนั้นหรือไม่ การตอบคำถามนี้เราควรมีความรู้เกี่ยวกับ ‘โรค’ ก่อน จากนั้นเปรียบเทียบกับ ‘ตัวเรา’ ว่าเกี่ยวข้องกับโรคนั้นเพียงใด

 

เราควรมีความรู้เกี่ยวกับโรคใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1. เชื้อโรค เกิดจากเชื้ออะไร ติดต่อผ่านทางไหน มีพาหะนำโรคหรือไม่ 2. คน เกิดขึ้นกับใคร ที่ไหน และเมื่อไร เช่น กลุ่มอายุใดที่พบผู้ป่วยมากที่สุด มีรายงานผู้ป่วยในประเทศไทยหรือไม่ เมื่อเดือนอะไร 3. สิ่งแวดล้อม เกิดในสภาพแวดล้อมแบบใด เช่น ฤดูอะไรที่พบผู้ป่วยมากที่สุด หลังจากเกิดภัยพิบัติอะไรแล้วพบผู้ป่วยมากขึ้น

 

ตัวอย่างการเปรียบเทียบกับตัวเรา เช่น เรามีพฤติกรรมเสี่ยงที่เป็นช่องทางให้เชื้อเข้าสู่ตัวเราหรือไม่ เรามีอายุอยู่ในกลุ่มที่พบผู้ป่วยจำนวนมากหรือไม่ เราอยู่ในพื้นที่ที่มีรายงานโรคหรือไม่ เป็นต้น

 

ปัจจัยที่ 2 ถ้าป่วยแล้ว เราจะป่วยรุนแรงหรือไม่ พิจารณาจาก ‘อัตราป่วยตาย’ ว่าในคนป่วย 100 ราย พบเสียชีวิตกี่ราย เช่น โควิด-19 ในช่วงแรกมีอัตราป่วยตาย 2% บางโรคมีอัตราป่วยตายสูงกว่านั้น เช่น อีโบลา 25-90% และพิจารณาจาก ‘กลุ่มเสี่ยงอาการรุนแรง’ ว่ากลุ่มใดที่ต้องนอนโรงพยาบาล/เสียชีวิตบ้าง ซึ่งมักเป็นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว เพราะมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าคนทั่วไป

 

นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาจาก ‘การรักษา’ ว่ามียารักษาเฉพาะ เช่น ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านไวรัสหรือไม่

 

เมื่อพิจารณาทั้งสองปัจจัยแล้วก็จะสามารถสรุปได้ว่า เรามีความเสี่ยงต่ำ-ปานกลาง-สูง

 

  1. เราควรทำอะไร? เป็นการระบุวิธีการป้องกันการป่วยและอาการรุนแรง ระดับความเข้มขึ้นกับความเสี่ยงที่เราประเมินได้ โดยการปฏิบัติตัวแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ 

 

  1. การป้องกันโรค มีวัคซีนป้องกันโรคหรือไม่ มีการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคอะไรบ้าง ซึ่งจะขึ้นกับวิธีการติดต่อ เช่น โรคติดต่อทางเดินหายใจ ป้องกันด้วยการสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือเป็นประจำ 2. การสังเกตอาการ อาการของโรคมีอะไรบ้าง อาการแบบใดที่ควรไปพบแพทย์ เพื่อจะได้รีบไปโรงพยาบาล และ 3. การรักษาโรค หากไม่มียารักษาเฉพาะก็จะเป็นยารักษาตามอาการ

 

ยกตัวอย่างข่าวโนโรไวรัสระบาด

 

โนโรไวรัส เป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคอุจจาระร่วง มักพบการระบาดในฤดูหนาว หลายคนมักจะเชื่อมโยงโรคอุจจาระร่วงกับฤดูร้อน เพราะอากาศร้อนทำให้อาหารบูดเสียง่าย ซึ่งเป็นผลมาจาก ‘แบคทีเรีย’ เติบโตได้เร็วขึ้นเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ทว่าตรงกันข้ามกับ ‘ไวรัส’ ที่มีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานขึ้นเมื่ออุณหภูมิลดต่ำลง จึงพบโรคอุจจาระร่วงในช่วงนี้ได้เช่นกัน

 

ข่าวโนโรไวรัสระบาดมี 2 ข่าวหลักด้วยกัน คือ การระบาดของโนโรไวรัสที่ประเทศจีน และการระบาดของโรคอุจจาระร่วงในงานกีฬาสีที่จังหวัดระยอง มีนักเรียนป่วยมากกว่า 1,400 ราย

 

เริ่มจากคำถามข้อแรก 1. ข่าวจริงหรือไม่? วิธีการตรวจสอบข่าวที่ผมใช้บ่อยคือการค้นหาในเว็บไซต์ Google ด้วยคำค้น ชื่อโรค ตามด้วยชื่อสถานที่ และเวลา และหากเป็นการระบาดในต่างประเทศควรใช้ภาษาอังกฤษ เช่น Norovirus China 2024 พบว่า

 

– การระบาดของโนโรไวรัสในหลายพื้นที่ของประเทศจีน เป็น ‘ข่าวจริง’ และศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งประเทศจีนได้ออกคำแนะนำแนวทางการป้องกันการติดเชื้อโนโรไวรัสในโรงเรียนและสถานที่สำคัญ เช่น ศูนย์เด็กเล็ก และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

 

– การระบาดของโรคอุจจาระร่วงในงานกีฬาสีที่จังหวัดระยองจากโนโรไวรัส เพจกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ว่าเป็น ‘ข่าวปลอม’ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สาเหตุจากเชื้ออีโคไล และโคลิฟอร์มแบคทีเรีย (แบคทีเรียที่พบในแหล่งน้ำ ดิน และอุจจาระ)

 

ทว่าเมื่อสืบค้นข่าวย้อนหลังกลับไปเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 6 เคยแถลงข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ว่า เกิดจากการติดเชื้อโนโรไวรัสที่ปนเปื้อนมากับน้ำและน้ำแข็ง ซึ่งหากอ้างอิงตามข่าวนี้ก็ไม่น่าจะใช่ ‘ข่าวปลอม’ แต่อย่างใด ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึง

ควรอธิบายเพิ่มเติมว่าเพราะอะไรที่ทำให้ข้อเท็จจริงถึงไม่ตรงกัน 

 

  1. เราเสี่ยงแค่ไหน? โนโรไวรัสก่อให้เกิดโรคอุจจาระร่วง สามารถติดต่อได้ง่าย เนื่องจากไวรัสจำนวนไม่ถึง 100 ตัวสามารถก่อให้เกิดโรคได้ ติดต่อผ่านการปนเปื้อนของอาหารและน้ำ พื้นผิวที่ปนเปื้อนอาเจียนหรืออุจจาระ และมีรายงานว่าติดต่อผ่านอากาศได้ โดยละอองขนาดเล็กเกิดจากการอาเจียนแรงหรือแรงดันน้ำหลังกดชักโครก แต่ไม่ใช่วิธีการติดต่อหลัก

 

เด็กและผู้ใหญ่สามารถติดเชื้อโนโรไวรัสได้ ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลว ไข้ต่ำๆ มักหายได้เองภายใน 1-3 วัน แต่บางรายอาจมีอาการรุนแรงจากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ได้แก่ เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ ไม่มียาต้านไวรัส ดังนั้นอาการและความรุนแรงของโนโรไวรัสจึงใกล้เคียงกับโรคอุจจาระร่วงทั่วไป

 

เมื่อพิจารณาจากความสามารถในการติดเชื้อ และช่วงนี้เป็นฤดูหนาว ซึ่งอากาศเย็นต่อเนื่องหลายวัน ผมจึงประเมิน ‘โอกาสที่จะเกิด’ อยู่ในระดับปานกลาง ส่วน ‘ความรุนแรง’ อยู่ในระดับต่ำ ประมวลเป็นความเสี่ยง = โอกาสที่จะเกิด x ความรุนแรง ในระดับปานกลาง

 

  1. เราควรทำอะไร? โนโรไวรัสยังไม่มีวัคซีนป้องกัน จึงต้องเน้นที่สุขอนามัยส่วนบุคคล 

 

โรคนี้ติดต่อผ่านอาหารและน้ำ จึงควรยึดหลัก ‘กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ’ และ ‘สุก ร้อน สะอาด’ คืออาหารต้องปรุงสุก หากปรุงไว้นานเกิน 2 ชั่วโมงควรนำมาอุ่นร้อน น้ำและน้ำแข็งต้องสะอาด ที่สำคัญคือต้องล้างมือเป็นประจำด้วยสบู่ เนื่องจากแอลกอฮอล์ไม่สามารถฆ่าเชื้อโนโรไวรัสได้

 

การรักษาเหมือนโรคอุจจาระร่วงทั่วไป คือ ดื่มน้ำเกลือแร่ชดเชย ยารักษาตามอาการ เช่น ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ยาแก้ปวดท้อง อาการจะดีขึ้นเองภายใน 1-3 วัน อาการที่ควรไปพบแพทย์คือ ถ่ายอุจจาระมากหรือเป็นมูกเลือด อาเจียนบ่อย ดื่มน้ำเกลือแร่ไม่ได้ อ่อนเพลีย

 

โดยสรุปเมื่อได้ยินข่าวการระบาดของโรค ผมแนะนำให้รับมือด้วยการถามตัวเองก่อน 3 ข้อ คือ 1. ข่าวจริงหรือไม่ เพราะบางครั้งอาจเป็นข่าวปลอม 2. เราเสี่ยงแค่ไหน ขึ้นกับโอกาสที่จะเกิด x ความรุนแรง ทำให้เราไม่กังวลมากเกินไป แต่ก็ไม่ชะล่าใจ และ 3. เราควรทำอะไรเพื่อป้องกันโรค ส่วนโนโรไวรัสไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ เป็นโรคประจำถิ่นที่มักพบการระบาดในช่วงฤดูหนาว การป้องกันและการรักษาเหมือนกับโรคอุจจาระร่วงอื่น ที่ต้องเน้นย้ำคือต้องล้างมือเป็นประจำด้วยสบู่เท่านั้น

 

อ้างอิง:

The post นโรไวรัสระบาดจริงหรือไม่? รับมือกับข่าวโรคระบาดอย่างไรไม่ให้ตื่นตระหนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำความรู้จัก ‘เชื้อโนโรไวรัส’ ที่มักพบระบาดในฤดูหนาวกับกลุ่มเด็กเล็ก-ผู้สูงอายุ https://thestandard.co/norovirus-winter-outbreak-risk-kids-elderly/ Thu, 19 Dec 2024 08:03:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1021421 norovirus-winter-outbreak-risk-kids-elderly

กรมอนามัยแนะนำวิธีป้องกันการติด ‘เชื้อโนโรไวรัส’ ที่มัก […]

The post ทำความรู้จัก ‘เชื้อโนโรไวรัส’ ที่มักพบระบาดในฤดูหนาวกับกลุ่มเด็กเล็ก-ผู้สูงอายุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
norovirus-winter-outbreak-risk-kids-elderly

กรมอนามัยแนะนำวิธีป้องกันการติด ‘เชื้อโนโรไวรัส’ ที่มักพบระบาดในฤดูหนาวกับกลุ่มเด็กเล็ก-ผู้สูงอายุ

 

Norovirus Info

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

 

The post ทำความรู้จัก ‘เชื้อโนโรไวรัส’ ที่มักพบระบาดในฤดูหนาวกับกลุ่มเด็กเล็ก-ผู้สูงอายุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอนามัยเตือนเฝ้าระวัง ‘โนโรไวรัส’ ช่วงเทศกาล หลังพบผู้ป่วยแล้ว 1,436 ราย ในงานกีฬาสีโรงเรียน https://thestandard.co/1436-cases-of-norovirus-reported/ Wed, 18 Dec 2024 03:54:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1020854

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา นพ.ธิติ แสวงธรรม รองอธิ […]

The post กรมอนามัยเตือนเฝ้าระวัง ‘โนโรไวรัส’ ช่วงเทศกาล หลังพบผู้ป่วยแล้ว 1,436 ราย ในงานกีฬาสีโรงเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา นพ.ธิติ แสวงธรรม รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงกรณีเกิดการระบาดของโรคอุจจาระร่วงของนักเรียน ครูและบุคลากร 2 โรงเรียนในอำเภอแกลง จังหวัดระยอง พบผู้ป่วยรวม 1,436 ราย เป็นนักเรียน 1,418 ราย ครูและบุคลากร 18 ราย อันเกิดจากการติดเชื้อ โนโรไวรัส ที่ปนเปื้อนมาจากน้ำและน้ำแข็งที่บริโภคในช่วงสัปดาห์ของการจัดกิจกรรมกีฬาสี

 

สำหรับโนโรไวรัส (Norovirus) นั้นมักจะแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กที่มีภูมิต้านทานน้อยกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว พบบ่อยตามโรงเรียน ภัตตาคาร โรงพยาบาล สถานที่เลี้ยงเด็ก รวมไปถึงรถหรือเรือท่องเที่ยว โนโรไวรัสเป็นโรคติดต่อจากคนสู่คน สามารถติดต่อได้ง่ายจากการสัมผัสทางอาหาร น้ำดื่ม อากาศ การสัมผัส และการหายใจ เช่น การสัมผัสผู้ป่วยที่ติดเชื้อโนโรไวรัสโดยตรง การสัมผัสสิ่งของที่มีเชื้อโนโรไวรัส รวมถึงสภาพแวดล้อมไม่ถูกหลักสุขาภิบาล

 

โนโรไวรัสมีระยะฟักตัวสั้น 12-48 ชั่วโมงหลังการรับเชื้อ อาการที่พบส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ปวดมวนท้อง ท้องเสีย มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะและปวดเมื่อยตามร่างกาย อาการรุนแรงในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ บางรายอาจทำให้มีอาการขาดน้ำ จึงควรดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนการเสียน้ำและเกลือแร่

 

ทั้งนี้ ประชาชนควรมีมาตรการในการป้องกันตนเองจากโนโรไวรัสตามคำแนะนำดังนี้

 

  1. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ใช้ช้อนกลาง
  2. ล้างผักและผลไม้ให้สะอาด
  3. ล้างมือด้วยน้ำสะอาดและสบู่ก่อนและหลังทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
  4. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่ไม่สะอาดและหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำที่ไม่สะอาด

 

ส่วนหน่วยงานและสถานประกอบกิจการควรมีมาตรการควบคุมป้องกันดังนี้

 

  1. การเติมคลอรีนในถังพักน้ำดื่มและน้ำใช้
  2. การตรวจประเมินคุณภาพน้ำใช้และน้ำดื่มอย่างต่อเนื่อง
  3. จัดให้มีจุดล้างมือพร้อมสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ที่เพียงพอ
  4. การให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพและส่งเสริมพฤติกรรมอนามัยส่วนบุคคลที่ดี

 

“สำหรับการป้องกันโรค สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สามารถตรวจแนะนำและออกคำสั่งให้ผู้ประกอบกิจการปรับปรุงแก้ไขด้านสุขลักษณะของสถานประกอบกิจการ การสุขาภิบาลและสุขวิทยาส่วนบุคคลของคนงานได้” รองอธิบดีกรมอนามัยกล่าว

The post กรมอนามัยเตือนเฝ้าระวัง ‘โนโรไวรัส’ ช่วงเทศกาล หลังพบผู้ป่วยแล้ว 1,436 ราย ในงานกีฬาสีโรงเรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเทศไหนที่พบผู้ป่วยฝีดาษลิง ‘Mpox’ สายพันธุ์ Clade 1b แล้วบ้าง https://thestandard.co/which-countries-have-found-mpox-clade-1b/ Wed, 21 Aug 2024 12:21:31 +0000 https://thestandard.co/?p=973686

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของ ‘เอ็มพ็อกซ์ […]

The post ประเทศไหนที่พบผู้ป่วยฝีดาษลิง ‘Mpox’ สายพันธุ์ Clade 1b แล้วบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของ ‘เอ็มพ็อกซ์’ (Mpox) หรือชื่อเดิมคือ ‘ฝีดาษลิง’ เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) เมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการประกาศครั้งที่ 2 ในรอบ 2 ปี หลังจากที่หลายประเทศยืนยันการตรวจพบผู้ป่วยฝีดาษลิงสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า ‘Clade 1b’ โดยเฉพาะพื้นที่ทางตอนกลางและตะวันออกของทวีปแอฟริกา โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่กว่า 90% พบในดีอาร์คองโก 

 

ด้านกรมควบคุมโรคเผยว่า พบผู้ป่วยฝีดาษลิงสงสัยสายพันธุ์ Clade 1 รายแรกในไทย ซึ่งเป็นชาวยุโรปที่เดินทางมาจากทวีปแอฟริกา ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบเพื่อยืนยันสายพันธุ์ พร้อมส่งทีมสอบสวนโรคลงพื้นที่ติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย โดยมีผู้สัมผัสเสี่ยงใกล้ชิดกับผู้ป่วยในช่วงก่อนเดินทางเข้าประเทศไทยจำนวน 43 คน และขอให้ผู้ที่เดินทางมาจากทวีปแอฟริกาสังเกตอาการตัวเองภายใน 21 วัน หากมีอาการไข้ มีผื่น หรือต่อมน้ำเหลืองโต ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

 

ขณะที่โฆษกกระทรวงสาธารณสุขอาร์เจนตินาเผยว่า จะดำเนินการตรวจสอบเรือสินค้าลำหนึ่งที่ลอยลำอยู่ในแม่น้ำนอกเมืองซานลอเรนโซ ทางตอนใต้ของประเทศ หลังพบว่าลูกเรือ 1 คนมีอาการเข้าข่ายโรคฝีดาษลิง หากพบว่าติดเชื้อจริง จะมีการกักตัวผู้ใกล้ชิดและลูกเรือไว้ เพื่อการรักษาและเก็บตัวอย่างเชื้อไวรัสต่อไป

 

ด้านผู้เชี่ยวชาญจาก WHO ชี้ว่า ความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของฝีดาษลิงในหมู่ประชากรทั่วไปนั้นยังอยู่ในระดับต่ำ ยืนยันว่าไม่ระบาดหนักเหมือนโควิดหากรู้วิธีรับมือ

 

อัปเดตล่าสุด ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2024

 

 

อ้างอิง:

The post ประเทศไหนที่พบผู้ป่วยฝีดาษลิง ‘Mpox’ สายพันธุ์ Clade 1b แล้วบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โรคกวางซอมบี้​’ ภัยที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจแพร่ระบาดไปยังมนุษย์ https://thestandard.co/zombie-deer-disease-experts-warn/ Fri, 05 Jan 2024 05:27:46 +0000 https://thestandard.co/?p=884539

หลังพบการระบาดล่าสุดในกลุ่มสัตว์จำพวกกวางในอุทยานแห่งชา […]

The post ‘โรคกวางซอมบี้​’ ภัยที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจแพร่ระบาดไปยังมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังพบการระบาดล่าสุดในกลุ่มสัตว์จำพวกกวางในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2023 ที่ผ่านมา เหล่านักวิทยาศาสตร์และผู้เกี่ยวข้องเริ่มเกิดความกังวลว่า ‘โรคกวางซอมบี้’ มีโอกาสจะระบาดจากสัตว์สู่มนุษย์ในวงกว้าง

 

โรคระบาดดังกล่าวมีชื่อว่า CWD ซึ่งย่อมาจากคำว่า Chronic Wasting Disease ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ของใหม่ โรคนี้พบกันมานานหลายสิบปีแล้ว โดยมีการตรวจพบครั้งแรกในปี 1967 จากกวางที่อาศัยอยู่ในศูนย์วิจัยสัตว์ป่าทางตอนเหนือของรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ต่อมาพบว่ามันระบาดในกวางหลายชนิด เช่น กวางแคริบู, กวางหางขาว, กวางเอลก์, กวางมูส และกวางล่อ

 

มีการตรวจพบการระบาดของโรคเป็นระยะๆ ครั้งหลังสุดคือปี 2019 แล้วก็มาถึงครั้งนี้จากการพบฝูงกวางจำนวนมากตายด้วยโรคเดียวกัน และหลังจากมีการสอบสวนของศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ หรือ CDC ก็ได้พบการแพร่กระจายของโรคนี้ใน 31 รัฐของสหรัฐฯ และอีก 3 รัฐในแคนาดา รวมทั้งเริ่มมีการพบในประเทศอื่นด้วย เช่น นอร์เวย์, ฟินแลนด์, สวีเดน และเกาหลีใต้

 

ทำไมเรียกโรคนี้ว่า ‘กวางซอมบี้’

 

ชื่อเรียก Zombie Deer Disease หรือ ‘กวางซอมบี้’ นั้นมาจากอาการของโรค นั่นคือสมองกวางที่ติดเชื้อจะเกิดรูพรุน ส่งผลให้กวางเริ่มผอมแห้ง น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว มีอาการน้ำลายไหล เซื่องซึม จากนั้นจะเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าว เดินสะดุดไปทั่ว ด้วยอาการดวงตาล่องลอยว่างเปล่าเหมือนซอมบี้ในภาพยนตร์ และกวางที่ติดเชื้อก็จะเสียชีวิตในที่สุด

 

สาเหตุของโรค

 

โรค CWD จัดอยู่ในกลุ่มของโรคสมองฟ่ามติดต่อ (Transmissible Spongiform Encephalopathies) เกิดจากโปรตีนรูปร่างผิดปกติที่มีชื่อว่า ‘พรีออน’ (Prion) ซึ่งเป็นโปรตีนขนาดเล็กที่ตรวจไม่พบกรดนิวคลีอิก ไม่ละลายน้ำ ทนความร้อน ทนการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิทั้งร้อนและเย็น ทนต่อความแห้ง ทนต่อแสงยูวี ทนต่อการย่อยสลายโดยเอนไซม์ ทั้ง Protease และ Nuclease โปรตีนตัวนี้สามารถแพร่กระจายความผิดปกติไปสู่โปรตีนตัวอื่นได้ มีระยะฟักตัวนานมากอาจถึงหลายสิบปี ออกฤทธิ์ทำให้โปรตีนต่างๆ เกิดการผลิตสารสื่อประสาทที่ผิดปกติ ในที่สุดสมองที่ติดเชื้อจะเกิดรูพรุนเหมือนฟองน้ำ รักษาไม่หาย และเจ้าของสมองก็จะตายลงในที่สุด

 

การระบาดระหว่างสัตว์ด้วยกัน

 

โปรตีน ‘พรีออน’ สาเหตุของโรค CWD ในกวางนั้นส่งต่อกันโดยสารคัดหลั่ง ตั้งแต่น้ำลาย เลือด ปัสสาวะ หรืออุจจาระ ซึ่งมันจะคงอยู่ในสภาพแวดล้อมได้นานจนกวางหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ เช่น หมาป่า, เสือคูการ์ และหมี หรือแม้กระทั่งนกมากินเข้าไป ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

 

การระบาดสู่มนุษย์

 

การระบาดข้ามจากสัตว์สู่มนุษย์ของโรค CWD เกิดขึ้นโดยการรับประทานชิ้นส่วนของกวางที่มี ‘พรีออน’ เข้าไป ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคสมองฝ่อวาเรียนท์ (vCJD) ในมนุษย์ ลักษณะคล้ายกับที่เกิดการระบาดจากวัวสู่มนุษย์ในโรควัวบ้าหรือ BSE (Bovine Spongiform Encephalopathy) ซึ่งเป็นโรคสมองฝ่อในวัวที่มีสาเหตุมาจากพรีออนเช่นเดียวกัน

 

โรคสมองฝ่อวาเรียนท์ (vCJD) ในมนุษย์นั้นไม่มีทางรักษา และด้วยคุณสมบัติที่อาจมีการฟักตัวของโรคนานมาก ทำให้การตรวจหาสาเหตุในภายหลังเป็นเรื่องยาก สุดท้ายผู้ติดเชื้อก็จะเสียชีวิตในที่สุด

 

‘พรีออน’ นั้นแทบจะฆ่าไม่ตาย ทำลายไม่ได้ ไม่ว่าจะนำชิ้นส่วนของกวางไปต้มให้สุกเพียงใดก็ตาม เนื่องจากอุณหภูมิที่สามารถทำลายโปรตีนนี้ได้สูงกว่าอุณหภูมิที่ใช้ประกอบอาหารตามปกติมาก นอกจากนี้มันยังมีอายุยืน แม้เอาไปแช่เย็นแล้วนำมาปรุงอาหารใหม่อีกกี่ครั้งก็ไม่อาจทำลายพรีออนลงได้

 

ปัญหาคือฤดูการล่าสัตว์ในสหรัฐอเมริกากำลังดำเนินไปในเวลานี้ และผู้ที่ยิงกวางได้มักนิยมนำเนื้อกวางมาบริโภค นำไปเป็นของฝาก และอื่นๆ ซึ่งทางศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ ได้ออกประกาศขอความร่วมมือให้งดพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว แต่ก็ยังคงพบว่ามีการนำเนื้อกวางไปบริโภคตามค่านิยมอยู่อีกเป็นจำนวนมาก

 

นอกจากติดเชื้อผ่านทางการบริโภคแล้ว พรีออนอาจเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านการชำแหละซากกวางด้วยมือเปล่าแบบไม่สวมถุงมืออีกด้วย

 

จากโรคโควิด-19 ที่ระบาดไปก่อนหน้านี้ ที่ได้คร่าชีวิตมนุษย์ทั่วโลกไปหลายล้าน ซึ่งมีข้อสันนิษฐานจากหลักฐานบางอย่างว่าอาจเกิดจากการระบาดของไวรัสข้ามจากสัตว์สู่มนุษย์ หน่วยงานทั่วโลกต่างจับตามองโรคระบาดอื่นๆ ที่อาจระบาดจากสัตว์ข้ามมาสู่มนุษย์ได้อีก ไม่ว่าเกิดจากไวรัส, แบคทีเรีย หรือโปรตีนผิดปกติอย่าง ‘พรีออน’ ก็ตาม แต่เนื่องจากการรุกล้ำถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การระมัดระวังหรือชะลอการเกิดโรคลักษณะนี้จึงเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ก็เพียงแต่หวังให้ผู้มีโอกาสสัมผัสเชื้อเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น และคอยติดตามข่าวสารตลอดจนปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆ อย่างเคร่งครัด

 

ภาพ: Karl Gehring / The Denver Post via Getty Images

อ้างอิง:

The post ‘โรคกวางซอมบี้​’ ภัยที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจแพร่ระบาดไปยังมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีเอสไอเตรียมบุกค้นห้องเย็นอีก 2 จุดใหญ่ คาดเชื่อมโยงหมูเถื่อนช่วงโรคระบาดปี 64 กว่า 10,000 ตู้ https://thestandard.co/dsi-head-2-cold-rooms-for-illegal-pig/ Sun, 17 Dec 2023 08:26:51 +0000 https://thestandard.co/?p=877719 หมูเถื่อน

วันนี้ (17 ธันวาคม) พ.ต.ต. ณฐพล ดิษยธรรม หัวหน้าชุดสอบส […]

The post ดีเอสไอเตรียมบุกค้นห้องเย็นอีก 2 จุดใหญ่ คาดเชื่อมโยงหมูเถื่อนช่วงโรคระบาดปี 64 กว่า 10,000 ตู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมูเถื่อน

วันนี้ (17 ธันวาคม) พ.ต.ต. ณฐพล ดิษยธรรม หัวหน้าชุดสอบสวนคดีหมูเถื่อน กล่าวถึงความคืบหน้าการทำคดีว่า ก่อนเทศกาลปีใหม่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมเปิดปฏิบัติการตรวจค้นห้องเย็นครั้งใหญ่ จำนวนพื้นที่เป้าหมาย 2 จุดในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นเครือข่ายใหม่ที่ไม่เคยปรากฏชื่อในสำนวนมาก่อน เกี่ยวข้องกับคดีพิเศษใน 9 เลขคดีที่ดีเอสไอกำลังดำเนินการขยายผล และมีความสำคัญกับขบวนการองค์กรอาชญากรรมกลุ่มใหม่ขนาดใหญ่ ที่พัวพันกับการลักลอบนำเข้าตู้หมูเถื่อนกว่า 10,000 ตู้ ในปี 2564 

 

พ.ต.ต. ณฐพลกล่าวว่า แม้ตู้หมูของกลางจะถูกกระจายจัดจำหน่ายไปหมดแล้ว แต่ดีเอสไอจะตรวจค้นเพื่อยึดวัตถุพยานเอกสาร ส่วนสาเหตุที่ทำให้พนักงานสอบสวนขยายผลจนเจอ 2 ห้องเย็นนี้ เนื่องจากพบพฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยมีผู้ต้องหาในคดีของดีเอสไอโอนเงินไปยังเจ้าของห้องเย็น โดยที่ไม่มีหลักฐานการทำนิติกรรมร่วมกันมาก่อน คล้ายลักษณะของกรณีห้องเย็นในจังหวัดนครปฐม

 

ส่วนกรณีสำนวนคดีหมูเถื่อนอีก 2 สำนวนที่เตรียมส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงนั้น พ.ต.ต. ณฐพลกล่าวว่า ใน 2 สำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐจาก 2 หน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง และในช่วง 2 สัปดาห์ คณะพนักงานสอบสวนจะดำเนินการสอบปากคำพยานทั้งหมด ที่รับรู้ถึงพฤติการณ์การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านี้ โดยพยานที่เราจะสอบปากคำมีทั้งพยานที่เป็นบริษัทชิปปิ้งเอกชน และพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐเองด้วย 

 

พ.ต.ต. ณฐพลกล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีกลุ่มนายทุนหมูเถื่อน 161 ตู้ นอกเหนือจากการจับกุมสองพ่อลูก วิรัช และธนกฤต ภูริฉัตร คณะพนักงานสอบสวนยังได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาแก่กรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท เรนโบว์ กรุ๊ป จำกัด อีก 1 ราย ซึ่งขอสงวนชื่อและนามสกุลไว้ก่อน โดยได้รับการประสานมาว่าเจ้าตัวประสงค์เข้าพบพนักงานสอบสวนและให้ปากคำในวันที่ 20 ธันวาคม เวลา 10.00 น. 

 

ส่วนพฤติการณ์จากรายงานการสืบสวนพบว่า กรรมการรายนี้เกี่ยวข้องกับตู้หมูเถื่อน 1 ตู้ โดยมีหน้าที่เป็นบริษัทชิปปิ้งเอกชน สั่งซื้อชิ้นส่วนสุกรแช่แข็งเข้าไทย เบื้องต้นมีความผิดฐานร่วมกันโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 และนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 68 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83

 

พ.ต.ต. ณฐพลกล่าวอีกว่า หลังจากเทศกาลปีใหม่ 2566 เมื่อคณะพนักงานสอบสวนดำเนินการตรวจสอบพฤติการณ์การทุจริตของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานกรมปศุสัตว์และกรมศุลกากรเสร็จสิ้นแล้ว จะเดินหน้าตรวจสอบหน่วยงานอีก 1 หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการนำเข้าและส่งออกสินค้าชิ้นส่วนสุกรแช่แข็งเช่นเดียวกัน และยังเกี่ยวข้องกับขบวนการองค์กรอาชญากรรมกลุ่มใหม่ขนาดใหญ่ ซึ่งพัวพันกับการลักลอบนำเข้าตู้หมูเถื่อนกว่า 10,000 ตู้ ในปี 2564

The post ดีเอสไอเตรียมบุกค้นห้องเย็นอีก 2 จุดใหญ่ คาดเชื่อมโยงหมูเถื่อนช่วงโรคระบาดปี 64 กว่า 10,000 ตู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองประธานสภายื่นข้อมูลลับปมโรคระบาดในหมูปี 64 ให้ DSI สืบขบวนการหมูเถื่อน ชี้เป็นบททดสอบรัฐบาลชุดนี้ https://thestandard.co/plague-in-pigs-06122023/ Wed, 06 Dec 2023 09:01:50 +0000 https://thestandard.co/?p=874010 โรคระบาดในหมู

วันนี้ (6 ธันวาคม) ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แท […]

The post รองประธานสภายื่นข้อมูลลับปมโรคระบาดในหมูปี 64 ให้ DSI สืบขบวนการหมูเถื่อน ชี้เป็นบททดสอบรัฐบาลชุดนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรคระบาดในหมู

วันนี้ (6 ธันวาคม) ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำดับที่ 1 พรรคเป็นธรรม เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อยื่นข้อมูลเกี่ยวกับการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับโรคอหิวาต์ในสุกร หรือ ASF ที่ระบาดในปี 2564 เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการสอบสวนเพิ่มเติมในคดีเกี่ยวกับขบวนการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนในประเทศไทย โดยมี พ.ต.ต. วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ และในฐานะโฆษก DSI เป็นตัวแทนรับเรื่อง

 

ปดิพัทธ์กล่าวว่า จากกรณีที่มีการจับกุมและกวาดล้างการนำเข้าหมูเถื่อนเข้าในประเทศไทยในปัจจุบันนี้ และได้มีการเปิดเผยรายชื่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากทั้งภาครัฐและเอกชน ตนเองในฐานะที่เคยเป็น สส. และติดตามเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด จึงได้นำข้อมูลที่เกี่ยวกับหน่วยงานภาครัฐคือ กรมปศุสัตว์ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการปกปิดข้อมูลโรคระบาดดังกล่าวในปี 2564-2565 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศไทยประสบปัญหาเนื้อหมูหน้าเขียงขาดตลาด แต่กลับมีวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 

 

ขณะเดียวกันยังพบว่า บริษัทส่งออกรายใหญ่มีการส่งออกเนื้อหมูในปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 400% ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ จึงคาดว่าสอดคล้องกับการปกปิดข้อมูลโรคระบาด เพราะหากมีการประกาศเกี่ยวกับโรคระบาดที่เกิดขึ้นจะทำให้ไม่สามารถส่งออกเนื้อหมูจากประเทศไทยได้

 

ร้อง ป.ป.ช. เอาผิดรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแห่งหนึ่ง 

 

ต่อมายังเกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยที่กำลังจะฟื้นตัวจากโรคระบาด เพราะพบว่ามีการนำเข้าเนื้อหมูเถื่อนอีกเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยประสบปัญหาไม่สามารถแข่งขันด้านราคา ไม่สามารถฟื้นฟูกิจการได้ กลไกดังกล่าวจึงถือเป็นการทำลายเกษตรกรรายย่อยอย่างถาวร

 

ปดิพัทธ์ยังกล่าวอีกว่า เนื่องจากรัฐบาลในขณะนั้นไม่สามารถดำเนินการเอาผิดได้ จึงต้องการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสืบสวนเอาผิดกับผู้ที่กระทำความผิดในอดีตด้วย ไม่ว่าจะเป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์หรือผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ โดยตนเองเคยยื่นข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการนี้ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อปี 2565 เพื่อให้เอาผิดกับรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแห่งหนึ่ง 

 

แต่ทาง ป.ป.ช. กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น วันนี้จึงถือโอกาสนำข้อมูลชุดเดียวกันมายื่นให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ล้างบางขบวนหมูเถื่อนทั้งหมด ซึ่งข้อมูลมีความเกี่ยวข้องกับทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการการเมืองระดับสูงโดยตรง เชื่อว่าจะสามารถช่วยให้สาวไปถึงตัวการใหญ่ได้ และเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถสืบสวนสอบสวนเอาผิดไปจนถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังในระดับสูง แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะมาจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ก็ตาม ก็น่าจะสามารถแยกแยะและปฏิบัติหน้าที่ได้ 

 

เป็นบททดสอบรัฐบาลชุดนี้ 

 

อีกทั้งยังต้องให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลชุดนี้ด้วย เนื่องจากเรื่องไม่ได้เกิดในรัฐบาลชุดนี้ การแก้ปัญหาการทุจริตถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำหรับรัฐบาลชุดนี้ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตภาครัฐได้หรือไม่

 

นอกจากนี้ปดิพัทธ์ยังกล่าวถึงหมูเถื่อนที่ทางกรมศุลกากรอายัดไว้ทั้งหมด 161 ตู้ที่ท่าเรือแหลมฉบังในขณะนี้ไม่ใช่จำนวนทั้งหมดที่นำเข้า ซึ่งคาดว่าน่าจะมีมากกว่านี้อีกหลายพันตู้

The post รองประธานสภายื่นข้อมูลลับปมโรคระบาดในหมูปี 64 ให้ DSI สืบขบวนการหมูเถื่อน ชี้เป็นบททดสอบรัฐบาลชุดนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาธารณสุขไทยเฝ้าระวัง หลังพบการระบาดโรคปอดอักเสบในเด็กที่จีน แม้ WHO ระบุเป็นเชื้อเดิมที่ว่างเว้นจากการระบาดมา 3 ปี https://thestandard.co/moph-pneumonia-china-who/ Sat, 25 Nov 2023 11:37:28 +0000 https://thestandard.co/?p=869787

จากการระบาดของโรคปอดอักเสบในเด็กที่ประเทศจีน ทำให้มีข้อ […]

The post สาธารณสุขไทยเฝ้าระวัง หลังพบการระบาดโรคปอดอักเสบในเด็กที่จีน แม้ WHO ระบุเป็นเชื้อเดิมที่ว่างเว้นจากการระบาดมา 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากการระบาดของโรคปอดอักเสบในเด็กที่ประเทศจีน ทำให้มีข้อกังวลเรื่องการแพร่ระบาดมายังประเทศไทย ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขระดมผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ได้แก่ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ, ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ และ รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ และหน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมมาตรการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรครองรับ

 

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกยืนยันชัดเจนว่า โรคปอดอักเสบในเด็กที่ประเทศจีนเกิดจากเชื้อก่อโรคตัวเดิมที่ว่างเว้นการระบาดช่วง 3 ปีในช่วงของการเข้มงวดมาตรการโควิด แต่เพื่อความไม่ประมาท ได้สั่งการให้กรมควบคุมโรคติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ล่าสุดได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อมาหารือเพื่อเตรียมมาตรการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคแล้ว

 

นพ.ชลน่าน ระบุว่า หากสถานการณ์มีความจำเป็นจะเพิ่มความเข้มข้นใน 4 มาตรการ คือ 

 

  1. มาตรการเฝ้าระวังโรค ให้ทุกจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว ติดตามสถานการณ์โรคปอดอักเสบในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด กรณีพบผู้ป่วยปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุ ให้เก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งทางเดินหายใจส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาเชื้อก่อโรค หากพบผู้ป่วยปอดอักเสบจำนวนมากผิดปกติ หรือบุคลากรทางการแพทย์เป็นปอดอักเสบ หรือพบผู้ป่วยปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน หรือเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ ให้รีบสอบสวนและเก็บตัวอย่างส่งตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและควบคุมโรคต่อไป 

 

  1. มาตรการป้องกันโรคส่วนบุคคล ให้สื่อสารความเสี่ยงกับประชาชน ทั้งเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยและการล้างมือบ่อยๆ สำหรับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและผู้ที่ใกล้ชิดผู้ป่วย โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ 

 

  1. มาตรการด้านการรักษา ให้โรงพยาบาลเตรียมชุดอุปกรณ์ป้องกันตนเอง ยา เวชภัณฑ์ และเตียง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินตามแผนการตอบโต้สถานการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง เมืองท่องเที่ยว 

 

  1. กรณีพบการระบาดของโรคปอดอักเสบรุนแรงไม่ทราบสาเหตุเป็นวงกว้างในต่างประเทศ จะยกระดับการเฝ้าระวัง และตรวจคัดกรองผู้ป่วยที่เดินทางมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค โดยด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศที่สนามบินนานาชาติ คัดกรองผู้มีอาการทางเดินหายใจและเก็บตัวอย่างตรวจหาเชื้อก่อโรค รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขเพื่อรับมือกับสถานการณ์ได้ทันที 

 

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนตระหนักเพื่อระมัดระวังป้องกัน แต่ไม่ต้องวิตกกังวล ติดตามข้อมูลสถานการณ์และคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นระยะต่อไป

The post สาธารณสุขไทยเฝ้าระวัง หลังพบการระบาดโรคปอดอักเสบในเด็กที่จีน แม้ WHO ระบุเป็นเชื้อเดิมที่ว่างเว้นจากการระบาดมา 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล เกตส์ เชื่อว่าโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า จะเป็นโลกที่ดีกว่าทุกช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ https://thestandard.co/bill-gates-world-in-20-years/ Wed, 25 Jan 2023 07:07:51 +0000 https://thestandard.co/?p=741815

บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ใช้เวลาส่วน […]

The post บิล เกตส์ เชื่อว่าโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า จะเป็นโลกที่ดีกว่าทุกช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตหลังการเกษียณไปกับการส่งสัญญาณเตือนผู้คนเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อน และโรคระบาดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ท้ายที่สุดแล้ว บิล เกตส์ ยังคงเชื่อว่า โลกในอีก 20-60 ปีข้างหน้าจะเป็นโลกที่ดีกว่า เมื่อเทียบกับทุกช่วงเวลาก่อนหน้านี้ในประวัติศาสตร์

 

“ผมยังคงเชื่อมั่นว่าคนที่เกิดในอีก 20 ปี 40 ปี หรือ 60 ปีหลังจากนี้ จะมีช่วงเวลาที่ดีกว่าทุกช่วงเวลาในอดีตที่ผ่านมา” บิล เกตส์ ให้สัมภาษณ์กับ Lowy Institute สถาบันวิจัยในเมืองซิดนีย์

 

โลกของเราเต็มไปด้วยกระแสของการที่ทำให้ผู้คนขาดความเชื่อมั่น อย่างกรณีของการรับมือกับโควิดที่ไม่ดีเพียงพอ หรือความล้มเหลวของรัฐบาลแต่ละประเทศที่จะจัดการกับปัญหาโลกร้อน

 

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผลสำรวจความเห็นของ Gallup สะท้อนว่า 42% ของชาวอเมริกันเชื่อมั่นว่า เยาวชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมากกว่ารุ่นพ่อแม่ของพวกเขา ตัวเลขดังกล่าวลดลงถึง 18% จากการสำรวจเมื่อปี 2019 และเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา อ้างอิงจากผลสำรวจเดียวกันในอดีต

 

แต่คนที่มองแง่ลบไม่ได้เห็นภาพใหญ่ทั้งหมด บิล เกตส์ กล่าวว่า “มันง่ายมากที่จะมองในแง่ลบเกี่ยวกับกระแสต่างๆ ที่เกิดขึ้น มากกว่าที่จะมองอย่างเป็นกลาง” 

 

บิล เกตส์ เชื่อว่าสาธารณสุขดีขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดจากอัตราการตายของเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี ลดลงครึ่งหนึ่งจากช่วงสองทศวรรษก่อนหน้านี้ 

 

“นวัตกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยยกระดับชีวิตของมนุษย์ กำลังถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เราจะรักษาโรคอ้วน รักษาโรคมะเร็ง และทำให้โปลิโอหมดไปได้” 

 

มากไปกว่านั้น เราจะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดที่ถูกและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการทำงานของผู้คนในแวดวงการศึกษาและการแพทย์ 

 

“ความเฉลียวฉลาดที่ถูกถ่ายทอดผ่านการเรียนรู้ คุณภาพของเครื่องมือที่ช่วยยกระดับนวัตกรรม ไม่ว่าจะด้านสุขภาพ พลังงาน หรือการศึกษา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งมหัศจรรย์” 

 

หากมองย้อนกลับไปยังอดีตที่ผ่านมา สิ่งต่างๆ กำลังล้วนถูกพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

 

“มองภาพกว้างออกมา และถามว่าเราอยู่ตรงจุดไหนเมื่อ 300 ปีก่อน?” บิล เกตส์ ชี้ให้เห็นว่าผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้นมาก ย้อนกลับไปเมื่อศตวรรษที่ 1700 ผู้คนโดยเฉลี่ยเสียชีวิตก่อนที่จะอายุครบ 40 ปี แต่ปัจจุบันผู้คนในสหรัฐอเมริกามีอายุขัยเฉลี่ย 76.1 ปี

 

อย่างไรก็ตาม บิล เกตส์ มองว่านวัตกรรมไม่ได้การันตีว่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป เทคโนโลยีและวิวัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์สามารถก่อให้เกิดสิ่งที่อันตรายได้เช่นกัน อย่างอาวุธนิวเคลียร์และการก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพ

 

“ยุคสมัยใหม่มาพร้อมกับความเสี่ยงบางประการด้วยเช่นกัน แต่โดยรวมแล้วผมมั่นใจว่ามันจะให้ผลลัพธ์ที่ดี” บิล เกตส์ กล่าวทิ้งท้าย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

The post บิล เกตส์ เชื่อว่าโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า จะเป็นโลกที่ดีกว่าทุกช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอมนูญเทียบ 4 โรคระบาด แนวโน้มชนิดไหนขาขึ้น-ขาลง ชี้การใส่หน้ากาก-เว้นระยะห่าง ป้องกันติดเชื้อทางเดินหายใจทุกชนิด https://thestandard.co/manoon-4-potential-epidemics/ Mon, 05 Dec 2022 02:58:04 +0000 https://thestandard.co/?p=719771 มนูญ ลีเชวงวงศ์

วันนี้ (5 ธันวาคม) นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโ […]

The post หมอมนูญเทียบ 4 โรคระบาด แนวโน้มชนิดไหนขาขึ้น-ขาลง ชี้การใส่หน้ากาก-เว้นระยะห่าง ป้องกันติดเชื้อทางเดินหายใจทุกชนิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
มนูญ ลีเชวงวงศ์

วันนี้ (5 ธันวาคม) นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ‘หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC’ ระบุว่า เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ข้อมูลของโรงพยาบาลวิชัยยุทธที่ติดตามโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนา, ไวรัสไข้หวัดใหญ่, RSV และ Human metapneumovirus (hMPV)

 

เดือนที่แล้วพบผู้ติดโควิดจากการตรวจทั้ง ATK และ RT-PCR จำนวน 1,536 ราย อยู่ในช่วงขาขึ้น 2 เดือนติดต่อกัน พบผู้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เดือนที่แล้ว 34 ราย อยู่ในขาลง เชื้อไวรัสทางเดินหายใจ RSV 23 ราย อยู่ในขาลง และเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ hMPV Human metapneumovirus 5 ราย

 

พบโรคไข้เลือดออกที่เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกีเพิ่มสูงขึ้นเป็น 56 ราย พบโรคชิคุนกุนยาหรือไข้ปวดข้อยุงลาย 5 ราย โรคไวรัส Noro (โนโร) และ Rota (โรตา) ทำให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เดือนที่แล้วพบโนโรไวรัส 8 ราย พบโรตาไวรัส 6 ราย

 

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด โอมิครอน อยู่ในช่วงขาขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่ไวรัสไข้หวัดใหญ่ และ RSV ลดลง ขณะนี้โรคไข้เลือดออกที่ติดจากถูกยุงกัดกำลังพบมากขึ้น การใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง และหมั่นล้างมือ ช่วยป้องกันการติดเชื้อและแพร่เชื้อไวรัสทางเดินหายใจทุกชนิด

 

“ขอให้ทุกคนไปรับวัคซีนป้องกันโรคโควิดอย่างน้อย 3 เข็ม ตามด้วยเข็มกระตุ้นเพิ่มอีก 1 เข็ม 4 เดือนหลังเข็มสุดท้าย โดยเฉพาะคนที่ยังไม่ติดโควิดตามธรรมชาติ สำหรับคนที่ฉีดวัคซีน 3-4 เข็มแล้วติดเชื้อตามธรรมชาติแล้ว ให้รอไปฉีดวัคซีนรุ่นใหม่ปีหน้าเลย และทุกคนควรไปรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีละครั้ง” นพ.มนูญ ระบุ

The post หมอมนูญเทียบ 4 โรคระบาด แนวโน้มชนิดไหนขาขึ้น-ขาลง ชี้การใส่หน้ากาก-เว้นระยะห่าง ป้องกันติดเชื้อทางเดินหายใจทุกชนิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมควบคุมโรคคาดสถานการณ์โควิด จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้น เตือนกลุ่ม 608 และกลุ่มเด็กเล็กเร่งฉีดวัคซีน ลดอาการรุนแรง https://thestandard.co/ddc-expects-covid-situation/ Sun, 13 Nov 2022 09:58:27 +0000 https://thestandard.co/?p=708434

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมค […]

The post กรมควบคุมโรคคาดสถานการณ์โควิด จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้น เตือนกลุ่ม 608 และกลุ่มเด็กเล็กเร่งฉีดวัคซีน ลดอาการรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิดในประเทศไทย สัปดาห์ที่ 45 มีแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยนอนรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 12.8 เปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ผู้ป่วยอาการหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนผู้ป่วยเสียชีวิตยังมีแนวโน้มคงตัว ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ ในช่วงเริ่มต้นการระบาดครั้งใหม่ที่มีลักษณะเป็น Small Wave หลังจากการปรับให้โควิดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 

 

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคได้ติดตามข้อมูลเฝ้าระวังโรคจากทั้งผู้ป่วยรับการรักษาในโรงพยาบาล รวมทั้งผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อที่ดูแลอาการตนเองที่บ้านผ่านทางระบบการรายงานโดย สปสช. และดำเนินการเฝ้าระวังสถานที่เสี่ยงใน 8 จังหวัด เริ่มพบผู้ป่วยที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งจังหวัดท่องเที่ยว โดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งจังหวัดส่วนใหญ่รับนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติเพิ่มขึ้น และมีการจัดกิจกรรมที่มีคนรวมตัวกันจำนวนมากขึ้นด้วย 

 

แม้ว่าผู้ป่วยอาการหนักใส่ท่อช่วยหายใจและผู้เสียชีวิตในรอบสัปดาห์ที่ 45 (วันที่ 6-12 พฤศจิกายน 2565) มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นผู้ที่ไม่รับวัคซีนป้องกันโควิด และไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น ทำให้ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรค หากติดเชื้อโควิดมีโอกาสป่วยหนักได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยและผู้ที่มีโรคประจำตัว  

 

ทางด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้แล้ว เน้นมาตรการตรวจรักษากลุ่ม 608 ที่เริ่มมีอาการป่วย ทั้งมีไข้ ไอ และ ATK พบเชื้อ ให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาโรคโดยเร็ว ทั้งนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้ LAAB (ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป)โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่อาจจะสร้างภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้น้อย 

 

สำหรับคำแนะนำ ในช่วงนี้ผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับวัคซีนงดออกจากบ้าน และสมาชิกในครอบครัวที่เป็นกลุ่มวัยทำงาน มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสผู้ติดเชื้อนอกบ้าน เช่น ไปสถานบันเทิง ให้งดใกล้ชิดผู้สูงอายุ และพาพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอาในบ้าน รวมทั้งเด็กเล็ก เด็กนักเรียน เข้ารับการฉีดวัคซีนทั้งเข็มแรกหรือเข็มกระตุ้น หากได้รับเข็มสุดท้ายมานานเกิน 4 เดือน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการป่วยหนัก และลดระยะเวลาการรักษาโรคที่พ่อแม่ผู้ปกครองหรือญาติต้องลางานเพื่อดูแลรักษาด้วย 

 

นพ.โสภณกล่าวต่ออีกว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมยา เวชภัณฑ์ วัคซีน รวมทั้ง LAAB ไว้เพียงพอเพื่อรองรับการระบาดของโรคที่กำลังเพิ่มขึ้น รวมทั้งสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ มีความพร้อมให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด โดยสามารถสอบถามวันเวลาที่ให้บริการก่อนไปรับการฉีดวัคซีนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

The post กรมควบคุมโรคคาดสถานการณ์โควิด จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้น เตือนกลุ่ม 608 และกลุ่มเด็กเล็กเร่งฉีดวัคซีน ลดอาการรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิจัยเผย โลกอาจเผชิญโรคระบาดใหม่ จากเหตุธารน้ำแข็งละลาย หลังนักวิทย์พบไวรัสหลายชนิดฝังตัวในน้ำแข็ง https://thestandard.co/melting-glacier-viruses/ Wed, 19 Oct 2022 05:04:12 +0000 https://thestandard.co/?p=697163 ธารน้ำแข็งละลาย

งานวิจัยล่าสุดเปิดเผยว่า โรคระบาดใหญ่ที่โลกของเราอาจต้อ […]

The post วิจัยเผย โลกอาจเผชิญโรคระบาดใหม่ จากเหตุธารน้ำแข็งละลาย หลังนักวิทย์พบไวรัสหลายชนิดฝังตัวในน้ำแข็ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธารน้ำแข็งละลาย

งานวิจัยล่าสุดเปิดเผยว่า โรคระบาดใหญ่ที่โลกของเราอาจต้องเผชิญรอบใหม่ อาจไม่ได้มาจากค้างคาวหรือสัตว์ปีก แต่อาจมาจากเหตุธารน้ำแข็งละลาย หลังนักวิทยาศาสตร์ได้นำดินและตะกอนในทะเลสาบฮาเซน ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดอาร์กติกที่ใหญ่ที่สุดในโลก มาทำการวิเคราะห์ทางพันธุกรรม และพบความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสที่เคยฝังตัวอยู่ในน้ำแข็งจะแพร่กระจายไปยังโฮสต์ชนิดใหม่ที่เป็นสัตว์หรือมนุษย์มากขึ้น

 

ผลการวิจัยบ่งชี้ว่า เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ฝังตัวอยู่ในธารน้ำแข็งและชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) อาจละลายตัวปนเปื้อนมากับน้ำ และส่งผลให้เกิดการติดเชื้อในสัตว์ป่าในท้องถิ่นมากขึ้น 

 

ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2016 การระบาดของโรคแอนแทรกซ์ทางตอนเหนือของไซบีเรียที่คร่าชีวิตเด็ก 1 คน และมีการติดเชื้ออย่างน้อย 7 คน ก็เป็นผลมาจากคลื่นความร้อนที่ทำให้ชั้นดินเยือกแข็งคงตัวละลาย และทำให้ซากกวางเรนเดียร์ที่มีเชื้อแอนแทรกซ์ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกฝังอยู่ในน้ำแข็งโผล่ขึ้นมา เชื้อดังกล่าวจึงถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้การระบาดครั้งสุดท้ายที่พบในภูมิภาคคือปี 1941

 

เพื่อทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงที่เกิดจากไวรัสแช่แข็งให้ดียิ่งขึ้น สเตฟาน แอริส-โบรซู และเพื่อนร่วมงานของเธอจากมหาวิทยาลัยออตตาวาในแคนาดา ได้เก็บตัวอย่างดินและตะกอนจากทะเลสาบฮาเซน ในบริเวณที่มีน้ำซึ่งเกิดจากการละลายตัวของธารน้ำแข็งในท้องถิ่นไหลเข้ามา และทำการวิเคราะห์ลำดับ RNA และ DNA ในตัวอย่างเหล่านั้นเพื่อดูว่าตรงกับเชื้อไวรัสที่เราเคยรู้จักมาก่อนหรือไม่ รวมถึงสัตว์และพืชที่อาจเป็นโฮสต์ของเชื้อไวรัส พร้อมใช้อัลกอริทึมเพื่อประเมินโอกาสที่เชื้อไวรัสเหล่านี้จะแพร่เชื้อไปยังกลุ่มสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

 

โดยการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the Royal Society B พบว่า ความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสจะแพร่กระจายตัวไปยังโฮสต์ชนิดใหม่นั้นสูงขึ้นในสถานที่ที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำแข็งละลาย และยิ่งโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเท่าไร ความเสี่ยงก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

 

อย่างไรก็ตาม การวิจัยในครั้งนี้ไม่ได้ระบุถึงตัวเลขที่ชัดเจนว่า พวกเขาพบไวรัสที่โลกไม่เคยรู้จักมากน้อยแค่ไหน และไม่มีการระบุว่าไวรัสเหล่านั้นสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้หรือไม่ แต่ในอดีตที่ผ่านมา มีงานวิจัยอื่นๆ ที่บ่งชี้ว่า เชื้อไวรัสที่เราไม่เคยรู้จักนั้นสามารถคงสภาพอยู่ในธารน้ำแข็งได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อปีที่ผ่านมา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอในสหรัฐฯ ประกาศว่า พบสารพันธุกรรมจากไวรัส 33 ชนิดในตัวอย่างน้ำแข็งที่นำมาจากที่ราบสูงทิเบตในประเทศจีน โดย 28 ตัวเป็นไวรัสชนิดใหม่ ซึ่งหากประเมินจากที่ตั้งแล้ว ก็เชื่อได้ว่าไวรัสดังกล่าวเป็นเชื้อโบราณที่มีอายุประมาณ 15,000 ปี

 

รายงานล่าสุดนี้จึงเป็นอีกครั้งที่ตอกย้ำให้เราเห็นชัดเจนว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศไม่เพียงแต่ส่งผลเสียในด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมีแนวโน้มก่อให้เกิดภัยคุกคามด้านสาธารณสุขอีกด้วย

 

ภาพ: Nicolas Economou / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

The post วิจัยเผย โลกอาจเผชิญโรคระบาดใหม่ จากเหตุธารน้ำแข็งละลาย หลังนักวิทย์พบไวรัสหลายชนิดฝังตัวในน้ำแข็ง appeared first on THE STANDARD.

]]>