เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 18 Jun 2024 12:04:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 แรงกดดันจากภาษีความหวาน ระยะที่ 4 กับทิศทางตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง
ที่การปรับลดน้ำตาลอาจไม่ใช่ทางออก https://thestandard.co/thai-sugar-tax-phase-4-consequences/ Tue, 18 Jun 2024 12:04:15 +0000 https://thestandard.co/?p=946740 energy drinks

เครื่องดื่มชูกำลังเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีบทบาทในตลาดเครื […]

The post แรงกดดันจากภาษีความหวาน ระยะที่ 4 กับทิศทางตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง
ที่การปรับลดน้ำตาลอาจไม่ใช่ทางออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
energy drinks

เครื่องดื่มชูกำลังเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีบทบาทในตลาดเครื่องดื่มของไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 24% ของตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในประเทศ ด้วยมูลค่าตลาด 4.4 หมื่นล้านบาทในปี 2566 อย่างไรก็ตาม ในมิติของการขยายตัวพบว่า ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศมีการเติบโตเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี เพียง 0.8% ต่ำกว่าการขยายตัวของตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในภาพรวมที่เติบโต 2.6% ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญเกิดจากจำนวนอุปสงค์ที่กระจุกตัวในกลุ่มผู้ใช้แรงงานรายได้ต่ำมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยมีจำนวนถึง 26.2 ล้านคนในปี 2556 เหลือเพียง 21.7 ล้านคนในปี 2566 กอปรกับแรงกดดันจากภาษีความหวาน ระยะที่ 3 (ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2566 – 30 กันยายน 2567) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปีที่ผ่านมา โดยเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 2 บาทต่อลิตร สำหรับเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลในสัดส่วน 10-18% (10-18 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร) ส่งผลให้เครื่องดื่มชูกำลังปรับราคาเพิ่มขึ้น 2 บาทต่อขวด ถึงแม้การเพิ่มราคาอาจไม่สูงมากนัก แต่หากคิดเป็นสัดส่วนของราคาพบว่า การปรับราคาอาจคิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นถึง 20% และอาจส่งผลต่อกำลังซื้อที่ลดลงของกลุ่มอุปสงค์ที่มีรายได้น้อย

 

ทั้งนี้ในปี 2568 ธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังเตรียมเผชิญกับแรงกดดันของภาษีความหวาน ระยะที่ 4 (เริ่มใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป) ที่ส่งผลต่อเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในสัดส่วน 10-14% จะถูกขยับอัตราภาษีอีกระลอก จากที่เก็บ 3 บาท เป็น 5 บาทต่อลิตร ส่งผลให้แรงกดดันจากราคาสินค้าในกลุ่มนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีความหวาน ระยะที่ 3 ในปีที่ผ่านมา ได้รับแรงกระทบอีกระลอกหนึ่ง และมีแนวโน้มในการขยับราคาเพื่อรองรับต้นทุนทางภาษีที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้บนบริบทของอุปสงค์หลักที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่มีจำนวนลดลง และอำนาจซื้อที่ไม่สูงนักของกลุ่มอุปสงค์ ถูกลดทอนลงจากราคาที่ขยับตัวตามภาระภาษีในปี 2568 ที่จะปรับเพิ่มถึง 4 บาทต่อลิตร เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2566 ด้วยเหตุนี้ ttb analytics จึงมองรูปแบบการปรับตัวของธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังได้ดังนี้

 

  1. การปรับลดปริมาณน้ำตาลอาจไม่ใช่คำตอบ เนื่องจากในระยะที่ผ่านมา กลุ่มผู้ผลิตน้ำอัดลมมีการปรับสูตรหวานน้อย ซึ่งสอดคล้องกับกระแสรักสุขภาพในยุคปัจจุบัน ส่งผลให้กลุ่มน้ำอัดลมที่เดิมมีสัดส่วนน้ำตาล 10-14% ถูกคิดอัตราภาษีความหวาน ระยะที่ 2 (ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 30 กันยายน 2564) ที่ 1 บาทต่อลิตร และขยับเป็น 3 บาทต่อลิตรในระยะที่ 3 ทำให้การปรับสูตรลดการใช้น้ำตาลให้อยู่ในสัดส่วน 6-8% ก็จะถูกเก็บอัตราภาษีความหวานในอัตราเดิมที่ 1 บาทต่อลิตรในระยะที่ 3

 

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มของเครื่องดื่มชูกำลัง การลดน้ำตาลอาจไม่ใช่คำตอบ เนื่องจากตามธรรมชาติ เครื่องดื่มชูกำลังเป็นเครื่องดื่มให้พลังงานสูง และผู้บริโภครู้สึกสดชื่นทันทีหลังดื่ม เนื่องจากปริมาณน้ำตาลสูง การปรับลดน้ำตาลอาจทำให้ความพอใจในการบริโภคสินค้าลดลง กอปรกับเครื่องดื่มชูกำลังเป็นสินค้าที่ทดแทนได้ง่าย ทำให้การปรับเปลี่ยนสูตรอาจต้องมีความระมัดระวังสูง และจากลักษณะตลาดที่เป็นตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly Market) ผู้ประกอบการควรต้องคำนึงถึงกลยุทธ์ของผู้ประกอบการรายอื่นอย่างจริงจัง

 

  1. การเปลี่ยนทัศนคติต่อตัวสินค้า (Perception) ของผู้บริโภค จากเครื่องดื่มชูกำลังแบบเดิมสู่เครื่องดื่มให้พลังงาน เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงกว่าเดิม เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มลูกค้าเครื่องดื่มชูกำลังส่วนมากเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่กำลังซื้อต่ำ ส่งผลให้การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) จึงเป็นเรื่องยาก การขยายฐานลูกค้าเพื่อเปลี่ยนมุมมองของผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่มอาจเป็นไปในเชิงรุกมากขึ้น เช่น เครื่องดื่มให้พลังงานสำหรับนักกีฬา ที่มีส่วนผสมที่ตอบโจทย์หลากหลายขึ้น ทั้งกระตุ้นการเผาผลาญ หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย หรือเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่เสริมสุขภาพ ทั้งเพิ่มวิตามินหรือสารสกัดที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้รักสุขภาพ ซึ่งทั้งกลุ่มผู้รักสุขภาพและนักกีฬาเป็นกลุ่มที่มีการกระจายตัวที่ดี ทั้งระดับรายได้และช่วงอายุ ส่งผลต่อการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค โดยจะสามารถตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละราย และช่วยลดข้อจำกัดการเพิ่มราคาให้กับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลังที่เคยเผชิญมาในอดีตได้

 

โดยสรุป ธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังที่ผ่านมาต้องเผชิญกับแรงกดดันต่อเนื่องจากทั้งฝั่งของจำนวนและกำลังซื้อที่ลดลงของกลุ่มอุปสงค์ มากไปกว่านั้น แรงกดดันยังเพิ่มขึ้นในปี 2568 จากภาษีความหวานที่ปรับขึ้นเต็มเพดาน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว อย่างไรก็ตาม การปรับลดปริมาณน้ำตาลอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักสำหรับเครื่องดื่มชูกำลัง ดังนั้นทางเลือกที่เหมาะสมคือการสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีกำลังซื้อ ผ่านการเปลี่ยนทัศนคติต่อสินค้า และการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ ซึ่งน่าจะเป็นกลยุทธ์สำคัญของการดำเนินธุรกิจในระยะถัดไป

The post แรงกดดันจากภาษีความหวาน ระยะที่ 4 กับทิศทางตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง
ที่การปรับลดน้ำตาลอาจไม่ใช่ทางออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยักษ์เครื่องดื่มน้ำอัดลมเปิดศึก! ส่งแคมเปญ พร้อมดึงพรีเซนเตอร์ไทย-เกาหลี จับ Gen Z ช่วงชิงยอดขายรับซัมเมอร์ https://thestandard.co/soft-drink-company-marketing-competition/ Fri, 17 Mar 2023 03:15:13 +0000 https://thestandard.co/?p=764354 โค้ก-เป๊ปซี่

ตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมมูลค่า 5.7 หมื่นล้านบาทแข่งเดือด […]

The post ยักษ์เครื่องดื่มน้ำอัดลมเปิดศึก! ส่งแคมเปญ พร้อมดึงพรีเซนเตอร์ไทย-เกาหลี จับ Gen Z ช่วงชิงยอดขายรับซัมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โค้ก-เป๊ปซี่

ตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมมูลค่า 5.7 หมื่นล้านบาทแข่งเดือด ‘โค้ก-เป๊ปซี่’ เดินหน้าส่งแคมเปญใหม่ ฝั่ง ‘เอส โคล่า’ ปรับแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี ดึงพรีเซนเตอร์ไทย-เกาหลี เจาะกลุ่ม Gen Z หวังช่วงชิงยอดขายฤดูร้อน 

 

ในช่วงโควิดตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมเติบโตไม่ค่อยจะสู้ดีนัก สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ไม่เป็นใจ แต่เมื่อทุกอย่างคลี่คลายลง เครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนน้ำดำ 70% และน้ำสี 30% เริ่มมีการเติบโต 2.2% จากการออกมาทำตลาดของแบรนด์ต่างๆ ที่ช่วยกระตุ้นให้ภาพรวมปรับตัวดีขึ้น

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ทั้งนี้ ปัจจุบันอัตราการบริโภคเครื่องดื่มน้ำอัดลมหนึ่งคนอยู่ราวๆ 1 ลิตรต่อเดือน แน่นอนว่าทุกค่ายต่างเร่งสร้างการเติบโต เพื่อสร้างยอดขายและรักษาส่วนแบ่งตลาดเอาไว้ ปัจจุบันตลาดมีผู้เล่นรายใหญ่ ประกอบไปด้วย โค้ก ถือส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 อยู่ที่ 51% ตามด้วยเป๊ปซี่ 37% และเอส โคล่า อยู่ในอันดับ 3 ของตลาด ด้วยส่วนแบ่งตลาดราว 8%

 

โดยเฉพาะในฤดูร้อนหรือช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ถือเป็นหน้าขายสำคัญของสินค้าประเภทเครื่องดื่มทุกชนิด ที่จะเข้าสู่ช่วงพีคที่มียอดขายสูงที่สุดเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ทำให้ความต้องการของการดื่มเครื่องดื่มมีมากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ 

 

เพื่อรับกับโอกาสดังกล่าว ทำให้ ‘เอส โคล่า’ เริ่มออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในปี 2555 ล่าสุดได้ปรับแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี 

 

สุภรณ์ เด่นไพศาล ผู้อำนวยการสำนักการตลาด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด กล่าวว่า ในช่วงฤดูร้อนตลาดน้ำอัดลมจะกลับหวือหวาหรือเติบโตในรอบ 3 ปี จากการท่องเที่ยวและร้านอาหารที่เปิดให้บริการ รวมถึงการจัดอีเวนต์ต่างๆ แน่นอนว่าจะได้เห็นแคมเปญใหม่ๆ จากตลาด และอาจมีการแข่งขันกันอย่างหนัก 

 

สำหรับ ‘เอส โคล่า’ การปรับเปลี่ยนแบรนด์ในครั้งนี้ เราได้ปรับสูตรเครื่องดื่มใหม่ตามรีเสิร์ชที่ได้มาจากกลุ่มผู้บริโภค ควบคู่กับการออกแบบโลโก้บนบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้มีสีสันมากขึ้น และยังสะท้อนกลิ่นอายความเป็นโมเดิร์นแบบเอเชีย

 

พร้อมทุ่มงบการตลาด 150 ล้านบาท ดึง ชาอึนอู, โบกี้ไลอ้อน, Yes Indeed และนักวอลเลย์บอลหญิงมาเป็นพรีเซนเตอร์กลุ่มใหม่ โดยวางเป้าหมายขยายกลุ่มผู้บริโภค Gen Z ทั้งในไทยและเอเชียเพิ่มขึ้น 

 

ต้องยอมรับว่าเอส โคล่า ยังมีส่วนแบ่งตลาดไม่มากนัก จึงต้องเร่งทำการตลาด ซึ่งเชื่อว่าชื่อเสียงของพรีเซนเตอร์จะช่วยทำให้แบรนด์เป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ของ Gen Z เพราะที่ผ่านมาหลังจากที่ควงบอยแบนด์จากเกาหลี GOT7 เพื่อตอกย้ำการรับรู้ ทำให้มีฐานลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม เอส โคล่า ไม่ได้โฟกัสแค่พรีเซนเตอร์ชื่อดังจากเกาหลีใต้เท่านั้น แต่จากนี้เราจะบาลานซ์ทั้งคนไทยและต่างชาติที่กำลังมีกระแสตอบรับดีเข้ามาช่วยเสริมทัพแบรนด์ 

 

ด้านความเคลื่อนไหวของเครื่องดื่มโค้ก กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย ล่าสุดได้เปิดตัวแคมเปญ โค้ก ‘ลุ้นซ่ากับ K-Pop’ เปิดให้ผู้บริโภคร่วมกิจกรรมผ่านการซื้อผลิตภัณฑ์โค้ก แฟนต้า และสไปรท์ ชนิดขวดพลาสติกจากร้านค้าที่ร่วมรายการ สแกน QR Code ข้างขวด ลงทะเบียนและกรอกรหัสใต้ฝาเพื่อลุ้นรางวัลบินไปเที่ยวที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

 

หากย้อนไปในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โค้กได้เปิดตัวรสชาติและคอลเล็กชันใหม่ๆ ออกมากระตุ้นตลาดอยู่เป็นระยะๆ เริ่มตั้งแต่โค้ก พลัส คอฟฟี่ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มโค้กผสานกับกาแฟโรบัสต้าเข้าเจาะกลุ่มคอกาแฟ 

 

และอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการเปิดตัวพรีเซนเตอร์ใหม่ๆ เห็นได้จากที่ผ่านมาก็มี นิชคุณ จากวง 2PM, เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ และ เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนไทยและมีชื่อเสียงในช่วงนั้นๆ เข้ามาสร้างสีสันให้กับแบรนด์ 

 

ขณะที่เป๊ปซี่ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด คู่แข่งอีกหนึ่งราย ได้เดินหน้ากลยุทธ์ Music Marketing โดยดึงตัว 6 หนุ่มสุดฮอตวง PROXIE นั่งแท่นพรีเซนเตอร์แคมเปญ ‘เป๊ปซี่ เปิดโหมดซ่าท้าร้อน’ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์วัยรุ่นและสร้างสีสันในช่วงฤดูร้อน พร้อมเตรียมออกแบบแพ็กเกจจิ้งคอลเล็กชันจำนวน 4 ลายให้เก็บสะสม และจัดกิจกรรมทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่อง

 

กลยุทธ์ที่ทุกค่ายงัดมาใช้ปี 2566 ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติใหม่หรือโปรโมชันเท่านั้น แต่กลับเป็นการเลือกพรีเซนเตอร์ที่มีฐานแฟนจำนวนมากเข้ามาช่วยผลักดันให้แคมเปญสามารถดึงคนรุ่นใหม่ได้ 

 

เรียกได้ว่าตลาดมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง และยิ่งไปกว่านั้น วันนี้เครื่องดื่มน้ำอัดลมไม่ได้แข่งขันแค่เพียงผู้เล่นด้วยกันเองแล้ว แต่ยังต้องต่อสู้กับเครื่องดื่มสุขภาพที่กำลังเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ผู้บริโภคดื่มน้ำอัดลมลดลง หรือหันไปดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพประเภทอื่นแทน ซึ่งเริ่มเห็นได้จากเครื่องดื่มน้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาลที่มีส่วนแบ่งตลาดราวๆ 10% แม้จะดูเหมือนน้อย แต่กลับมีการเติบโตสูงถึง 36% จนทำให้ ‘อิชิตัน’ กระโดดเข้ามาในตลาดด้วยการส่งแบรนด์ใหม่ ตันซันซู (TANSANSU) เครื่องดื่มน้ำอัดลมสไตล์เกาหลี ไม่มีน้ำตาล โดยมีเป้าหมายจับกลุ่ม Gen Z

 

นับเป็นที่น่าจับตาดูว่าในช่วงโค้งแรกไปจนถึงปลายปี ผู้เล่นรายใหญ่จะปล่อยหมัดเด็ดอะไรเข้ามาสู้ศึกการแข่งขันที่นับวันยิ่งดุเดือดมากขึ้น

The post ยักษ์เครื่องดื่มน้ำอัดลมเปิดศึก! ส่งแคมเปญ พร้อมดึงพรีเซนเตอร์ไทย-เกาหลี จับ Gen Z ช่วงชิงยอดขายรับซัมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอนามัยแนะ ควรสั่ง ‘ชาไทย’ หวานน้อยเพื่อสุขภาพ กินหวานมากเสี่ยงเบาหวาน หลอดเลือดสมองและหัวใจ https://thestandard.co/anamaidoh-thai-tea-low-sugar/ Thu, 02 Mar 2023 04:52:54 +0000 https://thestandard.co/?p=757563

วันนี้ (2 มีนาคม) จากกรณีที่เว็บไซต์ TasteAtlas จัดอับด […]

The post กรมอนามัยแนะ ควรสั่ง ‘ชาไทย’ หวานน้อยเพื่อสุขภาพ กินหวานมากเสี่ยงเบาหวาน หลอดเลือดสมองและหัวใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (2 มีนาคม) จากกรณีที่เว็บไซต์ TasteAtlas จัดอับดับอาหารท้องถิ่นทั่วโลก และประกาศให้ปาท่องโก๋เป็นอันดับ 5 ของหวานสตรีทฟู้ดที่ดีที่สุดของโลก รวมถึงจัดอันดับเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์อย่างชาไทย ชาเย็น หรือชาสีส้ม ติดอันดับ 7 เครื่องดื่มที่อร่อยที่สุดในโลก

 

ด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ชาไทยหรือชาเย็น 1 แก้ว ปริมาณ 200 มิลลิลิตร ให้พลังงานประมาณ 430 กิโลแคลอรี ขึ้นอยู่กับสูตรของแต่ละร้าน มีคาร์โบไฮเดรต 69 กรัม ไขมัน 15 กรัม น้ำตาล 53 กรัม หรือประมาณ 13 ช้อนชา

 

เสน่ห์ของชาไทยจะใส่นมข้นหวาน น้ำตาลหรือนมสด เพื่อให้มีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม จากการสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชากร ปี 2564 พบว่า ประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไป บริโภคเครื่องดื่มชงประเภทชา กาแฟ น้ำหวาน ชานม สูงถึงร้อยละ 26.3 และกลุ่มอายุ 45-59 ปี ดื่มเครื่องดื่มชงมากที่สุดถึงร้อยละ 34.8

 

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ในแต่ละวันร่างกายไม่ควรได้รับน้ำตาลที่มากเกิน 6 ช้อนชา ดังนั้นหากดื่มบ่อยหรือเป็นประจำทุกวันจะทำให้เกิดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หลอดเลือดสมองและหัวใจ มะเร็ง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคอ้วนลงพุงได้ วิธีดื่มชาไทยแบบใส่ใจสุขภาพคือควรสั่งแบบหวานน้อย ใส่น้ำตาลไม่เกิน 2 ช้อนชา รวมทั้งความหวานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนมข้น น้ำผึ้ง น้ำเชื่อม หรือไซรัปในเครื่องดื่มชงเย็นทุกประเภทไม่เกิน 2 ช้อนชาเช่นเดียวกัน

 

ส่วนปาท่องโก๋นอกจากจะติดอันดับของหวานสตรีทฟู้ดแล้ว จากข้อมูลของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ปี 2559 ยังระบุว่า ปาท่องโก๋เป็นอาหารยอดนิยมของคนไทยในหมวดกลุ่มเบเกอรีและอาหารว่างอีกด้วย แต่สำหรับคุณค่าทางโภชนาการ โดยสำนักโภชนาการ กรมอนามัย พบว่า ปาท่องโก๋ 100 กรัม ให้พลังงานถึง 441 กิโลแคลอรี มีคาร์โบไฮเดรต 40.56 กรัม ไขมัน 27.79 กรัม

 

นพ.สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า ปาท่องโก๋ 1 คู่ขนาดกลาง จะมีน้ำหนักประมาณ 30 กรัม จึงให้พลังงานประมาณ 132 กิโลแคลอรี คาร์โบไฮเดรต 12 กรัม ไขมัน 8 กรัม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดว่าตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ปาท่องโก๋เป็นขนมที่มีคาร์โบไฮเดรตและไขมันอิ่มตัว รวมทั้งให้พลังงานสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มพลังงาน แต่ก็มีโซเดียมจากผงฟูหรือเกลือปรุงรสสูงด้วย จึงไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นไทรอยด์เป็นพิษและโรคความดันโลหิตสูง

 

“ปาท่องโก๋ส่วนใหญ่จะนิยมใช้น้ำมันทอดซ้ำ ซึ่งก่อให้เกิดสารโพลาร์ที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง ดังนั้นวิธีกินปาท่องโก๋แบบไม่อ้วนและครบถ้วนคุณค่าจึงควรเลือกปาท่องโก๋ที่ใช้น้ำมันใหม่ในการทอด สังเกตได้จากสีที่เป็นน้ำตาลอ่อน และไม่ควรกินเกิน 2 คู่ต่อวัน อาจกินพร้อมโจ๊ก ไข่ต้ม เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนหรือกินกับผลไม้ไม่หวานจัด น้ำเต้าหู้ชนิดไม่หวานเพิ่มธัญพืช เช่น ถั่วแดง เม็ดแมงลัก ข้าวบาร์เลย์ หรือลูกเดือย เพื่อเพิ่มใยอาหารช่วยดักจับไขมัน และเลี่ยงการกินปาท่องโก๋แบบจิ้มกับดิปปิ้งอื่นๆ” นพ.สุวรรณชัยกล่าว

 

นพ.สุวรรณชัย กล่าวต่ออีกว่า การกินมื้อเช้าที่ดีต่อสุขภาพควรหลีกเลี่ยงอาหารเช้าแบบเร่งด่วนที่ให้พลังงานสูงเกินไป หรือผ่านการทอดซ้ำๆ เช่น การกินปาท่องโก๋จิ้มนมข้นหวานกับเครื่องดื่มชาเย็น ควรรับประทานมื้อเช้าให้ครบ 5 หมู่ เน้นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน หรืออาหารประเภทแป้งที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี ที่ยังคงคุณค่าของสารอาหารไว้ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต เพราะมีใยอาหารสูง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดทำให้รู้สึกอิ่มนาน กินคู่กับไข่ต้มหรือเนื้อไก่ที่ไม่ใช้น้ำมันในการปรุงมากเกินไปก็จะได้รับโปรตีนเพิ่มเติม รวมถึงผักผลไม้ เช่น มะเขือต่างๆ หอมหัวใหญ่ กระเทียม ถั่วเหลือง แอปเปิ้ล ฝรั่ง ส้ม มะละกอ เพื่อเพิ่มใยอาหารและวิตามิน ที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานควบคู่กันไปด้วย

The post กรมอนามัยแนะ ควรสั่ง ‘ชาไทย’ หวานน้อยเพื่อสุขภาพ กินหวานมากเสี่ยงเบาหวาน หลอดเลือดสมองและหัวใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 เทรนด์วงการอาหารและเครื่องดื่มที่ต้องจับตามองในปี 2023 https://thestandard.co/10-food-drink-trend-in-2023/ Tue, 03 Jan 2023 00:05:20 +0000 https://thestandard.co/?p=731969

มาเริ่มต้นปีใหม่กับเทรนด์อาหารใหม่ในปี 2023 ที่ต้องจับต […]

The post 10 เทรนด์วงการอาหารและเครื่องดื่มที่ต้องจับตามองในปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>

มาเริ่มต้นปีใหม่กับเทรนด์อาหารใหม่ในปี 2023 ที่ต้องจับตามองกัน เพราะปีที่ผ่านมาเป็นอีกครั้งที่มีเรื่องสนุกๆ หลายอย่างเกิดขึ้นตามคำทำนาย ทั้งร้านอาหารใหม่โดยเชฟมิชลิน เนเชอรัลไวน์จะครองซีนเครื่องดื่ม หรือวัฒนธรรมการจองร้านอาหารได้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วจริงๆ 

 

และเพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตลอดปีนี้ พวกเราจึงสรุป ‘10 เทรนด์ในวงการอาหารและเครื่องดื่ม’ ที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นแน่นอนมาให้ทุกคนลุ้นไปพร้อมๆ กันแล้ว

 

 

1. Butter Board

 

ถัดจากชีสและโคลด์คัต หรือชาร์คูเทอรี ที่หลายคนหลงรักมากขึ้นเนื่องจากเทรนด์การดื่มไวน์ เพราะทั้งสองอย่างมักต้องมาคู่กัน สิ่งต่อไปที่จะมาและกินสนุกไม่แพ้กันก็คือ ‘Butter Board’ หรือถาดเนย

 

Butter Board เป็นการปาดเนยทีละนิดลงบนถาดไม้หรือกระดานชาร์คูเทอรี หลังจากนั้นราดแยม โรยสมุนไพร ใส่เนื้อสัตว์ และท็อปด้วยผัก-ผลไม้แห้งต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติให้เนยได้ตามชอบใจ วิธีกินคือใช้ขนมปังหรือแครกเกอร์ปาดเนยพร้อมท็อปปิ้ง ก่อนใส่ปากในคำเดียว ฟังดูเป็น Party Snack หรือของว่างที่ต้องนิยมแน่ๆ

 

ถ้าใครอยากลองทำกินเองบ้าง จะมีท็อปปิ้งแนะนำ เช่น น้ำมันพริก โหระพา มะเขือเทศอบแห้ง ผลไม้ตระกูลเบอร์รีอบแห้ง ถั่ว ธัญพืช แซลมอน หรือเบคอนกรอบ

 

 

2. TikTok นำเทรนด์ของกินอร่อยๆ

 

ทุกคนต้องเห็น TikTok นำเทรนด์อาหารใหม่ๆ หรือบางทีก็แปลกๆ มาให้พวกเราทำตามตลอดปีที่แล้ว อย่างเช่น เมนูสุดเฮลตี้ Baked Oats หรือชาร์คูเทอรี ที่แพลตฟอร์มนี้ก็มีส่วนทำให้ฮิตขึ้นมาทั่วโลก รวมถึงเมนูเด็ดและร้านอาหารต่างๆ ในประเทศไทยเช่นกัน ที่บางครั้งก็กลายเป็นกระแสขึ้นมาจากผู้ใช้ TikTok

 

ในปีนี้เราจึงเชื่อมากว่าแพลตฟอร์มนี้จะกลายเป็นผู้สร้างกระแสของอร่อยที่ใครๆ ก็อยากตามรอยมากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงเทรนด์ใหม่ๆ ในวงการอาหารจะมีจุดเริ่มต้นมาจากที่นี่ด้วย

 

 

3. ค็อกเทลไร้แอลกอฮอล์

 

เมื่อการนั่งแฮงเอาต์ตามค็อกเทลบาร์เป็นสิ่งที่นิยมมากขึ้น จึงตามมาด้วยกลุ่มนักดื่มที่หลากหลายมากขึ้นเช่นกัน ทำให้ต่อจากนี้จะไม่มีเพียงนักดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้นที่อยากแวะมานั่งเสพบรรยากาศ แต่รวมถึงนักดื่มหน้าใหม่ นักดื่มสายเบา หรือคนรักสุขภาพเอง ก็อยากมานั่งคุยกับเพื่อนและทักทายบาร์เทนเดอร์ที่บาร์

 

เพราะฉะนั้นไม่ต้องตกใจหากในปี 2023 คุณจะได้เห็นเมนู Non-Alcoholic Cocktail เพิ่มขึ้นในบาร์หลายๆ แห่ง

 

 

4. จูงมือกันกินตามย่านเล็กๆ

 

ในปีนี้เราอาจไม่ชวนกันไปเดินห้างเพื่อหาของอร่อยกินแล้วก็ได้ เพราะทุกคนจะชวนกันไปเดินเล่นย่านต่างๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและร้านเด็ด-ร้านดังแทน เพราะนอกจากได้เปลี่ยนบรรยากาศ ใกล้ชิดชุมชนท้องถิ่น พวกเราก็ยังสามารถทำกิจกรรมหลายๆ อย่างในย่านเดียวได้ทั้งวันด้วย

 

ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่เราเชื่อว่าทำให้คนหันมาตามกินร้านดังในย่าน ก็อาจเพราะคอมมูนิตี้ของย่านที่เข้มแข็งขึ้น อย่างเช่น ย่านทรงวาด มี Made in Song Wat คอยแนะนำร้านเด็ด หรือย่านนางเลิ้ง ก็มี อีเลิ้ง คอยพาคนนอกย่านตามรอยของอร่อย ทำกิจกรรมร่วมกับคนในท้องถิ่น

 

หลายๆ คอมมูนิตี้เกิดจากคนรุ่นใหม่ เพราะฉะนั้นเชื่อเลยว่าในปี 2023 พวกเราจะได้เห็นคอมมูนิตี้ใหม่ในย่านอื่นๆ เพิ่มขึ้นอีกแน่นอน

 

ภาพ: โรงกลั่นเนื้อ (ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปิดใหม่ในย่านทรงวาด)

 

 

5. ใครๆ ก็จะเข้าคลาสเรียนทำอาหารและขนม

 

การเข้าคลาสเรียนทำอาหารและขนมจะกลายสิ่งที่คนให้ความสนใจ ไม่ว่าคุณจะตั้งใจไปเรียนจริงจังเพื่อทำเป็นอาชีพ หรือเป็นงานอดิเรกก็ตาม เพราะนอกจากคนส่วนใหญ่หันมาทำอาหารกินเองมากขึ้น (ส่วนหนึ่งก็เพราะค่าครองชีพที่แพงขึ้นด้วย) เทรนด์นี้ก็ยังเป็นเหมือนภาคต่อจากยุคที่ทุกคนค้นพบว่าตัวเองชอบทำอาหาร และการจะทำอาหารได้ดั่งมือโปร พวกเราย่อมต้องการเรียนรู้จากอาจารย์ที่ดี

 

ประจวบเหมาะกับตั้งแต่ต้นปีนี้มีโรงเรียนสอนทำอาหารเปิดใหม่จะเริ่มทำการสอนถึง 3 แห่งในกรุงเทพฯ เราว่าหลายคนจะมองหาคอร์สสั้นๆ เพื่อเรียนทำเมนูโปรดกินเองที่บ้าน หรือแม้กระทั่งเวิร์กช็อปเกี่ยวกับอาหารจะได้รับความนิยมขึ้นด้วย

 

ภาพ: École Ducasse Bangkok

 

 

6. เดินทางไปกินอาหารที่ร้านในต่างจังหวัด

 

การเดินทางเพื่อไปกินร้านอาหารในต่างจังหวัดจะกลายเป็นเรื่องปกติ หรือบางคนอาจตัดสินใจไปเที่ยวเพื่อชิมอาหารโดยเฉพาะก็มี เนื่องจากมีเชฟเก่งๆ หรือคนรุ่นใหม่ฝีมือดีมากมายออกไปเปิดร้านอาหารเองในบ้านเกิดหรือในต่างจังหวัด เหตุผลหนึ่งก็อาจเพราะมีพื้นที่ให้เฉิดฉายมากกว่าในกรุงเทพฯ แถมยังมีวัตถุดิบท้องถิ่นสดๆ หรือเมนูเฉพาะถิ่นช่วยดึงดูดให้นักชิมอยากเดินทางไปหาอีกด้วย

 

ตัวอย่างร้านอาหารในต่างจังหวัดที่น่าจับตามองก็อย่างเช่น HEH ร้านอาหารออสเตรเลียโดยเชฟคนไทย ที่ใช้วัตถุดิบอันดามัน, ฉันลมิตร ร้านอาหารไทยของทีมเชฟรุ่นใหม่ในจังหวัดระยอง หรือ รสิก ร้านอาหารไทยสมัยใหม่ ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลในจังหวัดเชียงใหม่

 

ภาพ: ฉันลมิตร จังหวัดระยอง

 

 

7. เมนูย้อนวัย รสชาติเก่าในความทรงจำ

 

นอกจากเทรนด์แฟชั่นย้อนยุค วงการอาหารก็กำลังย้อนความทรงจำผ่านรสชาติเช่นกัน เพราะหลายร้านเริ่มนำเมนูเก่ามาเล่าใหม่ หรือเชฟหลายคนเองก็เลือกเสิร์ฟรสชาติที่ตัวเองกินแต่เด็กให้พวกเราชิม เพราะฉะนั้นเชื่อได้เลยว่าในปีนี้พวกเราจะได้เห็นเมนูที่หายไปจากสมัยเด็กกลับมาอีกเยอะเลย

 

อย่างเช่นตอนนี้ Guss Damn Good นำเมนูไอศกรีมซันเดกลับมาด้วยการเปิดบาร์ไอศกรีมซันเดโดยเฉพาะ หรือร้านอาหาร LAUN ในย่านพระนคร ก็นำเมนูโปรดวัยเด็กอย่างไก่อบซอส สามชั้นตุ๋น สปาเกตตีไข่กุ้ง มาเสิร์ฟเป็นจานเด่นของร้าน

 

ภาพ: Guss Damn Good 

 

 

8. ของหวานแพริ่งแอลกอฮอล์

 

อาจฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา ทว่ายังไม่เคยมีที่ไหนเสิร์ฟสองอย่างนี้คู่กันอย่างจริงจังมาก่อน ส่วนใหญ่เกิดจากพวกเราหยิบมากินคู่กันเองเสียมากกว่า แต่ในปีนี้เรามั่นใจว่าทุกคนจะได้เห็นของหวานแพริ่งแอลกอฮอล์บ่อยมากขึ้น

 

ซึ่งการแพริ่งจะไม่ใช่เมนูที่ร้านให้เราสั่งมากินเองพร้อมกัน แต่เป็นการจัดคอร์ส หรือจัดเมนูแพริ่งเสิร์ฟของหวานพร้อมแอลกอฮอล์โดยเฉพาะ อย่างที่ร้าน Mia เริ่มทำของหวานแพริ่งค็อกเทลแล้ว หรือร้าน Roast เองก็จัดไอศกรีมคู่กับไวน์ แล้วเรายังได้ยินมาอีกว่าบาร์ Stella ในโรงแรม Capella ก็จะมีของหวานแพริ่งค็อกเทลเช่นกัน

 

 

9. ตัวเลือกเมนูอาหารน้อยลง ครบถ้วนแต่กระชับ

 

ไม่มีแล้วเมนูเล่มหนาๆ ใช้เวลาพลิกกลับไปมานานๆ เพราะต่อจากนี้ทั้งร้านอาหารและคาเฟ่จะทำเมนูให้สั้น กระชับ มีตัวเลือกแค่พอประมาณ ทว่าครบถ้วน คือมีครบทั้งจานกินเล่น จานหลัก จานเสริม และของหวาน แต่ทุกอย่างจะไม่ละลานตาจนเรารู้สึกกดดันเหมือนเมื่อก่อน

 

เหตุผลก็ไม่ใช่เพราะพวกเขาเหนื่อยกับการคิดเมนูให้แตกต่าง กลับเป็นเรื่องการคุมวัตถุดิบให้เหลือทิ้งน้อยที่สุดมากกว่า อีกทั้งยังทำให้ร้านใช้แต่วัตถุดิบสดใหม่ได้ง่ายขึ้น จัดการครัวได้ดีขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงต้นทุนด้วย

 

ภาพ: Larder

 

 

10. Sustainability and Laboratory Food

 

อย่าเพิ่งเบื่อกับคำนี้ เพราะคราวนี้ ‘ความยั่งยืน’ จะไม่มาเป็นกระแส แต่เป็นไลฟ์สไตล์ใหม่ที่ทุกคนจะเริ่มหันมาใช้อย่างจริงจังในปีหน้า ทั้งการเลือกกินให้ดีขึ้น ดูแลสุขภาพให้ครบถ้วน รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันอย่างสมดุลและใส่ใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว

 

เช่นเดียวกับเทรนด์อาหารสุขภาพที่จะมีอะไรใหม่ๆ ให้ติดตามตลอดปี ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ‘อาหารจากห้องทดลอง’ ที่จะเป็นแหล่งอาหารของพวกเราในโลกอนาคต เนื่องจากล่าสุด FDA หรือองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ได้รับรองให้ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากห้องแล็บ (Lab-grown Meat) ปลอดภัยสำหรับการบริโภคแล้ว

 

เอาล่ะ มีใครพร้อมกินผัดกะเพราจากเนื้อในห้องทดลองบ้างหรือยัง?

 

อ้างอิง:

The post 10 เทรนด์วงการอาหารและเครื่องดื่มที่ต้องจับตามองในปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Yelp เชื่อว่าค็อกเทลทางเลือกที่ไม่มี ‘แอลกอฮอล์’ จะยังคงเป็นที่นิยมในปี 2023 https://thestandard.co/yelp-non-alcoholic-cocktails/ Thu, 24 Nov 2022 01:42:10 +0000 https://thestandard.co/?p=714576 ค็อกเทลทางเลือก

ช่วงสิ้นปีแบบนี้หลายคนคงกำลังมองหาอาหารและเครื่องดื่มให […]

The post Yelp เชื่อว่าค็อกเทลทางเลือกที่ไม่มี ‘แอลกอฮอล์’ จะยังคงเป็นที่นิยมในปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค็อกเทลทางเลือก

ช่วงสิ้นปีแบบนี้หลายคนคงกำลังมองหาอาหารและเครื่องดื่มใหม่ๆ ไว้สำหรับการเฉลิมฉลองอย่างแน่นอน ซึ่งเทรนด์ต่างๆ ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา 

 

ล่าสุด Yelp ซึ่งเป็นเว็บไซต์รีวิวร้านอาหาร และธุรกิจบริการกล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยากลองค็อกเทลใหม่ๆ หรือเป็นนักผสมเครื่องดื่ม ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อลองเครื่องดื่มใหม่ๆ

 

ปีที่แล้ว Yelp ได้คาดการณ์ไว้ว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์รสแรงและรสขมจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเนโกรนี เช่นเดียวกับค็อกเทลคลาสสิกที่เลียนแบบมาร์ตินีอย่าง เอสเพรสโซ มาร์ตินี หรือคอสโมโพลิแทน แต่ที่น่าสนใจคือ เขาตั้งข้อสังเกตว่า เครื่องดื่มค็อกเทลที่ไม่มีแอลกอฮอล์จะเป็นที่น่าจับตามอง และในปีนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น

 

สำหรับปี 2023 ค็อกเทลทางเลือกที่ไม่มีแอลกอฮอล์จะยังคงเป็นที่นิยมต่อไป โดยเริ่มจาก Michelagua ซึ่งมีการค้นหาเพิ่มขึ้น 62% ซึ่งทาง Yelp คาดว่าม็อกเทลจะเติบโตในปีนี้ ด้วยเหล่าคนดังที่สร้างสรรค์แนวของตัวเอง ไปจนถึงความนิยมที่ไม่มีการดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งนี้อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้

 

อ้างอิง:

The post Yelp เชื่อว่าค็อกเทลทางเลือกที่ไม่มี ‘แอลกอฮอล์’ จะยังคงเป็นที่นิยมในปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เบียร์ไร้แอลกอฮอล์’ ผู้ชุบชีวิตตลาดเบียร์ที่ซบเซาของญี่ปุ่น https://thestandard.co/alcohol-free-beer-resurrector-japan-beer-market/ Mon, 15 Mar 2021 03:20:25 +0000 https://thestandard.co/?p=464867 ‘เบียร์ไร้แอลกอฮอล์’ ผู้ชุบชีวิตตลาดเบียร์ที่ซบเซาของญี่ปุ่น

การระบาดของโรคโควิด-19 ได้เข้ามาขับเคลื่อนการเติบโตอย่า […]

The post ‘เบียร์ไร้แอลกอฮอล์’ ผู้ชุบชีวิตตลาดเบียร์ที่ซบเซาของญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เบียร์ไร้แอลกอฮอล์’ ผู้ชุบชีวิตตลาดเบียร์ที่ซบเซาของญี่ปุ่น

การระบาดของโรคโควิด-19 ได้เข้ามาขับเคลื่อนการเติบโตอย่างไม่คาดคิดของ ‘เบียร์ไร้แอลกอฮอล์’ ในแดนซามูไร

 

Asahi Group Holdings คาดการณ์ว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 20% สำหรับเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์และมีแอลกอฮอล์ระดับต่ำในปีนี้หลังจากยอดขายคงที่ในปี 2020 Asahi ยังเปิดตัวแบรนด์ใหม่ Beery อีกทั้งยังมีแผนจะขยายไลน์อัพ 

 

ขณะที่ Kirin Holdings ซึ่งเป็นคู่แข่งหลักคาดว่ายอดขายในกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้น 23% ในปีนี้หลังจากที่เพิ่มขึ้น 10% ในปี 2020 และเพิ่งปรับปรุงเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ไปหมาดๆ

 

การเติบโตอย่างรวดเร็วถือเป็นสิ่งที่หาได้ยากสำหรับอุตสาหกรรมมูลค่า 3.3 ล้านล้านเยน หรือ 9.3 แสนล้านบาท ซึ่งได้เห็นความต้องการที่ลดลงเนื่องจากอายุของประชากรในญี่ปุ่นที่ลดลง และความนิยมของไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น

 

ในความเป็นจริงการบริโภคเบียร์ของญี่ปุ่นลดลงกว่าครึ่งในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา และการระบาดครั้งนี้ได้สร้างบาดแผลซ้ำเติมเข้าไปอีก เพราะร้านอาหารและบาร์ถูกบังคับให้ปิดก่อนเวลาอันควร ยอดขายเบียร์โดยรวมของ Asahi โดยเฉพาะที่บาร์ลดลง 16% ในปีที่แล้ว ส่วน Kirin พบว่ายอดขายลดลง 5%

 

เบียร์ไร้แอลกอฮอล์เริ่มมีวางจำหน่ายมากขึ้นในหลายประเทศโดย Anheuser-Busch InBev และ Heineken ได้เปิดตัวลาเกอร์ที่เป็นที่รู้จัก เช่น Budweiser และ Stella Artois ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

แม้ว่าเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์จะมีสัดส่วนเพียง 1% ของยอดขายเบียร์โดยรวมทั่วโลก แต่ก็มีการคาดการณ์การเติบโตอย่างรวดเร็ว Global Market Insights คาดการณ์ว่าในปี 2026 ตลาดเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์จะมีมูลค่า 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 8.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% จากปี 2018

 

ในขณะที่ญี่ปุ่นนั้น การเติบโตของเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ได้สร้างความประหลาดใจให้กับหลายคน เพราะแม้วางขายในตลาดมานาน แต่ข้อมูลของ Euromonitor ระบุว่ายอดขายเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์และแอลกอฮอล์ต่ำคิดเป็น 5% ของยอดขายเบียร์ญี่ปุ่นทั้งหมดในปี 2019 ซึ่งต่ำกว่าออสเตรเลียที่มีสัดส่วน 20% และ 12% ในเยอรมนี

 

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ ‘เบียร์ไร้แอลกอฮอล์’ ในแดนซามูไรมียอดขายที่พุ่งทะยานนั้น ผู้บริหารในอุตสาหกรรมเบียร์ระบุว่า เวลาอยู่บ้านที่เพิ่มขึ้นได้ปลดปล่อยนักดื่มชาวญี่ปุ่น จากบรรทัดฐานทางสังคมที่ดื่มเบียร์กับเพื่อนร่วมงาน แต่มักจะเห็นเบียร์ชนิดเดียวกันที่สั่งซื้อสำหรับทุกคน และในช่วงวิกฤตสุขภาพนี้เองทำให้ในช่วงนี้หลายคนได้มาทดลองดื่มเบียร์ไร้แอลกอฮอล์

 

นอกจากนี้ยังเป็นผลมาจากการโฆษณาอย่างต่อเนื่องทางทีวีและสื่ออื่นๆ ตลอดจนการปรับปรุงสูตรใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้เบียร์ที่ปราศจากแอลกอฮอล์มักถูกวิจารณ์ว่ามีลักษณะเป็นน้ำหรือเหนียวเกินไปแล้ว 

 

ซีอีโอของ Suntory กล่าวว่าผู้ผลิตเบียร์มีความก้าวหน้าในการนำรสชาติของเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์เข้าใกล้เบียร์ทั่วไป โดย Suntory พยายามลดกลิ่นเทียมและสารให้ความหวานที่ใช้ในการจำลองรสชาติที่เกิดขึ้นจากการหมัก ขณะที่บางส่วนยังใช้วิธีการผลิตที่ช่วยให้สามารถกำจัดแอลกอฮอล์ได้อย่างนุ่มนวลขึ้น ซึ่งจะช่วยรักษารสชาติของเบียร์

 

“แน่นอนว่ามีเรื่องของสุขภาพ แต่ผู้คนจะตอบสนองมากขึ้นก็ต่อเมื่อมีรสชาติที่ดีขึ้น” ซีอีโอของ Suntory กล่าวในระหว่างสรุปถึงกลยุทธ์ของบริษัท 

 

ตัวอย่างของการปรับปรุงรสชาติคือ Beery ที่มีความเข้มข้น 0.5% ของ Asahi ซึ่งใช้วิธีการสกัดแอลกอฮอล์ที่ช้าลง และมีการโฆษณาว่า ‘กลมกล่อมและมีความเข้มข้น’ มากกว่าเบียร์ทางเลือกอื่นๆ Asahi วางแผนที่จะเพิ่มผลิตภัณฑ์เบียร์ราคาต่ำและไม่มีแอลกอฮอล์ให้มากขึ้นในปีนี้ และตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้เป็น 3 เท่าภายในปี 2025 

 

ส่วน Kirin เพิ่งเปิดตัวเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ Green’s Free อีกครั้งในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยชูจุดเด่นว่ามีมอลต์และข้าวบาร์เลย์คุณภาพสูง ด้าน Suntory เพิ่งยกเครื่องเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์และไม่มีแคลอรีทั้งหมดด้วยสูตรใหม่ 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์ 

อ้างอิง:

The post ‘เบียร์ไร้แอลกอฮอล์’ ผู้ชุบชีวิตตลาดเบียร์ที่ซบเซาของญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดสูตรเครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ ใครดื่ม ดื่มอย่างไร และโฆษณาอย่างไรให้ถูกกฎหมาย? https://thestandard.co/zero-alcohol/ https://thestandard.co/zero-alcohol/#respond Fri, 15 Mar 2019 14:55:18 +0000 https://thestandard.co/?p=224115

สิ่งหนึ่งที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ตามหน้าข่าวในตอนนี้คือก […]

The post ถอดสูตรเครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ ใครดื่ม ดื่มอย่างไร และโฆษณาอย่างไรให้ถูกกฎหมาย? appeared first on THE STANDARD.

]]>

สิ่งหนึ่งที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ตามหน้าข่าวในตอนนี้คือการที่องค์การอาหารและยา หรือ อย. ออกมากล่าวถึงกรณีการโฆษณา ‘เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์’ ที่เป็นประเด็นยอดฮิตอยู่ในตอนนี้ แน่นอนว่ามันทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจของทั้งฝั่งผู้ผลิตเอง รวมไปถึงสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวเองก็ด้วย ทีนี้คำถามคือ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ว่านี้ผลิตขึ้นมาอย่างไร ทำให้ใครดื่ม รวมไปถึงสื่อและผู้ผลิตเองจะสามารถโฆษณาหรือนำเสนอเครื่องดื่มประเภทนี้ได้อย่างไรโดยไม่ผิดกฎหมาย

 

เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ของ Heineken 0.0 ในรูปแบบกระป๋อง

Photo: ABM Media

เครื่องดื่มมอลต์ ไม่ใช่เบียร์

เราสามารถพูดได้ตรงไปตรงมาว่าเครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์นี้ไม่ใช่เบียร์ แต่มีกระบวนการผลิตที่คล้ายคลึงกัน ใช้วัตถุดิบที่เหมือนกันทั้งตัวตั้งต้นของการหมักไม่ว่าจะเป็น มอลต์ ฮอปส์ รวมไปถึงยีสต์ และหลังจากกระบวนการผลิตเสร็จสรรพ พวกเขาจะใช้เครื่องมือสกัดนำแอลกอฮอล์ออกให้เหลือต่ำกว่า 0.5 ดีกรีหรือไม่มีเลย อย่างที่เราเห็นในตัวผลิตภัณฑ์ของ Heineken 0.0 ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเร็วๆ นี้ หรืออีกแบรนด์หนึ่งที่วางขายมาโดยตลอดก็จะมีวิธีจัดการในอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือการใช้ยีสต์หมักที่ไม่ก่อให้เกิดแอลกอฮอล์ตั้งแต่ในช่วงการผลิต ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือเครื่องดื่มมอลต์ที่ปราศจากแอลกอฮอล์ ให้รสชาติความหวาน และกลิ่นของมอลต์หมักอย่างครบถ้วน

 

ในแง่ของการโฆษณาซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันอยู่นั้น แน่นอนว่าทาง อย. ได้ทำหนังสือรับรองการโฆษณาของผลิตภัณฑ์นี้อย่างถูกต้องในชื่อ ‘เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์’ หรือ ‘เครื่องดื่มมอลต์ที่สกัดแอลกอฮอล์ออก’ ในปัจจุบันมีอยู่ในท้องตลาดกว่า 23 รายการ โดยสื่อและผู้ผลิตเองสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์นี้ได้อย่างถู​กต้อง แต่ต้องไม่มีการอ้างอิงหรืออวดอ้างสรรพคุณว่าสิ่งนี้มีรสชาติคล้ายเบียร์แต่อย่างใด ซึ่งในหนังสือชี้แจงกรณีนี้จาก อย. เป็นคำชี้แจงของนายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่าการโฆษณาเครื่องดื่มประเภทนี้ ต้องไม่สื่อในทำนองที่ทำให้เกิดความเชื่อมโยงถึงเบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมแสดงข้อความ ‘เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์/สกัดแอลกอฮอล์ออก’ ปรากฏคู่กับการแสดงภาพเครื่องดื่มดังกล่าวทุกครั้ง เพื่อความไม่เข้าใจผิดแก่ประชาชน เพราะตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ระบุว่าเบียร์ถูกจัดอยู่ในหมวดเดียวกันกับสุรา ซึ่งหมายถึงวัตถุทั้งหลาย หรือของผสมที่มีแอลกอฮอล์ สามารถดื่มกินได้เช่นเดียวกับสุรา ฉะนั้นไม่ว่าจะอย่างไรตามกฎหมายยืนยันว่าถ้าใช้คำว่า ‘เบียร์’ ก็จะหมายถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เสมอ

 

เราจะดื่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ไปทำไม?

แท้จริงแล้วไอเดียของผลิตภัณฑ์นี้ก็แทบจะไม่ได้แตกต่างกับเครื่องดื่มอื่นๆ ที่อยู่ในตู้ขายในร้านสะดวกซื้อเลย เพราะในเมื่อผลิตภัณฑ์นี้ระบุฉลากว่าเป็นเครื่องดื่มมอลต์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ฉะนั้นรูปแบบของเครื่องดื่มนี้ก็อยู่ในสถานะเดียวกันกับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์อื่นๆ ทั้งน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้ ซึ่งการทำตลาดของ Heineken 0.0 เองก็เป็นเหมือนใบเบิกทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่อยากดื่มหนัก ไม่ชอบน้ำอัดลม หรือน้ำผลไม้ รวมไปถึงกลุ่มคนที่ไม่อยากได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์ เนื่องด้วยเหตุผลของสุขภาพหรือปัจจัยอื่นๆ ในชีวิต แต่ยังต้องการรสชาติของมอลต์ที่เป็นเอกลักษณ์อยู่ ซึ่งก็นับเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ ที่จะสามารถทำให้พวกเขาสนุกกับการดื่มได้เหมือนเดิม เช่นกลุ่มผู้ปกครองที่มีลูกเล็ก กลุ่มคนทำงานที่อยากดื่มระหว่างวัน หรือกลุ่มคนที่กำลังดูแลสุขภาพตัวเอง

 

กิจกรรมในงานเปิดตัว Heineken 0.0 ที่น่าสนใจในแง่การสร้างภาพลักษณ์ให้ผลิตภัณฑ์

Photo: ABM Media

 

ชั้นเชิงในการนำเสนอ และการสร้างภาพลักษณ์

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจของ Heineken 0.0 คือการนำเสนอผลิตภัณฑ์โดยพ่วงมากับกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าเครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ สามารถตอบโจทย์ของนักดื่มได้ในทุกช่วงเวลา ซึ่งในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของ Heineken 0.0 มีกิจกรรม 4 รูปแบบให้ได้ลองทำ ทั้งการออกกำลัง ทำงานบ้าน การเต้น การเล่นโยคะ รวมไปถึงการรวบรวมสติระหว่างทำงาน สื่อสารผ่านเกมที่จะให้คุณได้ลองรับโทรศัพท์ให้ทันจากโทรศัพท์กว่า 20 เครื่อง โดยต้องนับว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์แก่เครื่องดื่มดังกล่าวให้ออกมามีส่วนร่วมกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจ ทั้งยังสนุก และไม่ได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์อีกด้วย

 

ความรับผิดชอบต่อสังคมและแนวทางการขาย

สิ่งหนึ่งที่ต้องยกให้ในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม คือการที่เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์นี้ ที่ถึงแม้ตัวผลิตภัณฑ์จะจดทะเบียนอย่างถูกต้องในแง่ของการเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ ที่สามารถวางขายได้เฉกเช่นเครื่องดื่มอื่นๆ นอกเชลฟ์แอลกอฮอล์ แต่ Heineken 0.0 กลับเลือกวางขายอยู่บนเชลฟ์เดียวกับเบียร์ในร้านสะดวกซื้อ ทั้งยังจำกัดเวลาขายเหมือนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปกติทั่วไป รวมไปถึงจำกัดอายุผู้ซื้อที่จะต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป ด้วยเหตุผลหลักๆ คือไม่ต้องการสนับสนุนให้เยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะลิ้มลองรสชาติของผลิตภัณฑ์ก่อนวัยอันควร เกิดเป็นภาพที่ไม่ดีงาม เนื่องด้วยชื่อแบรนด์ที่ยังคงสื่อสารถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

 

The post ถอดสูตรเครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ ใครดื่ม ดื่มอย่างไร และโฆษณาอย่างไรให้ถูกกฎหมาย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/zero-alcohol/feed/ 0