อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเต/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 15 Jan 2026 06:06:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 อว.รวมพลังรัฐ-เอกชน-การศึกษา ระดมสมองออกแบบ Thailand Semiconductor Roadmap [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/thailand-semiconductor-roadmap-2026/ Thu, 15 Jan 2026 06:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1165170 Thailand Semiconductor Roadmap 2026

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) […]

The post อว.รวมพลังรัฐ-เอกชน-การศึกษา ระดมสมองออกแบบ Thailand Semiconductor Roadmap [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thailand Semiconductor Roadmap 2026

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการประชุม Thailand Semiconductor Roadmap Co-Design Workshop เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ณ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วม เพื่อวางทิศทางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทย

 

การประชุมครั้งนี้ถูกออกแบบให้เป็น ‘สะพานเชื่อม’ ระหว่างนโยบายและการลงมือ ผ่านการนำเสนอกรอบนโยบายระดับชาติ การแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ และการอภิปรายกลุ่มย่อยใน 6 ประเด็นสำคัญ ครอบคลุมการพัฒนากำลังคน โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ 

 

Thailand Semiconductor Roadmap 2026

ดร. พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว.

 

ดร. พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวในปาฐกถาเปิดงานว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการยกระดับบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) โดยการพัฒนากำลังคนเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ดังกล่าว

 

Thailand Semiconductor Roadmap 2026

ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว.

 

ขณะที่ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า เวิร์กช็อปครั้งนี้เป็น ‘แพลตฟอร์มการทำงานจริง’  ที่เชื่อมโยงนโยบาย ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และระบบอุดมศึกษาเข้าด้วยกัน โดย อว. จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการบูรณาการผลลัพธ์จากเวทีนี้ไปสู่การกำหนดทิศทางเชิงนโยบาย และการพัฒนากำลังคนในระยะต่อไป

 

“ความสำเร็จของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย จะเกิดขึ้นได้จากการทำงานที่ประสานกันระหว่างนโยบาย ความต้องการของอุตสาหกรรม และการพัฒนากำลังคน ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญของ อว. ในการทำให้ทั้งระบบขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน” ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย กล่าว

 

Thailand Semiconductor Roadmap 2026

Thailand Semiconductor Roadmap 2026

 

ในมิติของภาคการศึกษา รศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และผู้แทนจาก MUT National Semiconductor Training Center สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะกลไกสำคัญในการถ่ายทอดยุทธศาสตร์ระดับชาติสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการสร้างกำลังคนในสาขาที่ประเทศมีศักยภาพและเป็นที่ต้องการสูง ควบคู่กับการพัฒนาต้นแบบการเรียนรู้ที่สามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ

 

Thailand Semiconductor Roadmap 2026

 

ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ Jose Quiroga ผู้แทนจาก Arizona State University (ASU) สหรัฐอเมริกา ชี้ให้เห็นว่า ความร่วมมือกับประเทศไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นการ ร่วมออกแบบทั้งระบบ ตั้งแต่กรอบนโยบาย การพัฒนาหลักสูตร ไปจนถึงการสร้างกำลังคนที่ทำงานได้จริง ภายใต้มาตรฐานสากลที่ปรับให้เข้ากับบริบทของประเทศ ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก เพื่อยกระดับระบบพัฒนาคน

 

ขณะเดียวกัน เวทียังดึงมุมมองจาก Semiconductor Industry Association (SIA) มาร่วมถอดรหัสทิศทางอุตสาหกรรมโลก ทั้งคลื่นเทคโนโลยีใหม่ โครงสร้างอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยน และทักษะที่ตลาดต้องการในอนาคต เพื่อนำมาเป็นฐานในการปรับเปลี่ยนหลักสูตร การฝึกอบรม และระบบพัฒนากำลังคนของไทย ให้ก้าวทันอุตสาหกรรมจริง และพร้อมแข่งขันในเวทีนานาชาติ

 

Thailand Semiconductor Roadmap 2026

 

ด้านมิติการลงทุน การประชุมยังได้รับความร่วมมือจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งเข้ามาเติมภาพจริงของการตัดสินใจลงทุน เชื่อมโยงนโยบายกับความต้องการของภาคเอกชน เพื่อให้การจัดทำ Roadmap ไม่ใช่เพียงแผนบนกระดาษ แต่เป็นกลไกที่ขับเคลื่อนทั้งการลงทุน การพัฒนากำลังคน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 

ทั้งนี้ ผลลัพธ์จากการประชุม Thailand Semiconductor Roadmap Co-Design Workshop จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการจัดทำ Thailand Semiconductor Roadmap และเป็นฐานในการขับเคลื่อนนโยบายและการดำเนินงานด้านเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทยอย่างเป็นระบบในระยะต่อไป

The post อว.รวมพลังรัฐ-เอกชน-การศึกษา ระดมสมองออกแบบ Thailand Semiconductor Roadmap [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต https://thestandard.co/national-semiconductor-roadmap-2050/ Thu, 08 Jan 2026 05:38:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1162741 เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต

ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานโลก ชิปจึงกลา […]

The post เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต

ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานโลก ชิปจึงกลายเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและความมั่นคงทางเศรษฐกิจใหม่ บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เดินหน้าวางโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ ครั้งแรก หลัง 9 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก แห่เข้ามาตั้งฐานผลิตในประเทศไทย

 

โดยวางกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน ตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท

 

พร้อมพัฒนาบุคลากรทักษะสูง กว่า 230,000 คน ปูทางสู่ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ในปี 2050

 

วันที่ 8 ม.ค. นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบาย อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) ซึ่งมีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นต่อ “ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ที่เริ่มจัดทำมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2568

 

โดยได้ว่าจ้างบริษัท Roland Berger ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก เป็นผู้ศึกษาและจัดทำร่างยุทธศาสตร์ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการฯ

 

เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต 1

 

ที่ประกอบด้วยทีมงานจากบีโอไอ สภาพัฒน์ฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และด้วยความร่วมมืออย่างดีจากภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ โดยการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ฯ ได้มีการศึกษาข้อมูลเชิงลึกทุกมิติ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เทียบคู่แข่งสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์

 

โดยได้ศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยกับประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งผู้นำอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมถึงประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ถึงแม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพของบุคลากร สภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และศักยภาพของอุตสาหกรรมปลายน้ำ พบว่า

 

“ประเทศไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโตและแข่งขันได้ โดยควรเน้น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete”

 

เนื่องจากเป็นชิปที่ใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์

 

ร่างยุทธศาสตร์ฯ จึงได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยมุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ (Made-in-Thailand Chips)

 

ตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท

 

โดยตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026 – 2050) พัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมได้มากกว่า 230,000 คน และทำให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค

 

โดยในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น กิจการประกอบและทดสอบชิป (Outsourced Semiconductor Assembly and Test: OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันให้เกิดการลงทุน ในกิจการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) ในประเทศไทย ควบคู่กับการเริ่มสร้างผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตเป็นผู้เล่นหลัก (Local Champion) ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต

 

มุ่งกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน

 

  • ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น การให้เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในระยะยาว เพื่อดึงดูดโครงการลงทุนเป้าหมาย
  • ด้านบุคลากรทักษะสูง เช่น การพัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการวิจัยขั้นสูง รวมทั้งการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการฝึกอบรมวิชาชีพเฉพาะทาง
  • ด้านเทคโนโลยี เช่น การยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และศูนย์วิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ของสถาบันการศึกษา การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในการวิจัยและพัฒนา
  • โครงสร้างพื้นฐาน เช่น การกำหนดพื้นที่ในรูปแบบคลัสเตอร์ การพัฒนาระบบน้ำและไฟฟ้า โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การพัฒนาระบบป้องกันและจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ
  • สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น การอำนวยความสะดวกในการอนุมัติ/อนุญาตประกอบธุรกิจ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรปในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ การออกแบบกลไกจัดซื้อภาครัฐเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

 

นฤตม์ ระบุอีกว่า ที่ประชุมยังได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป้าหมายให้มีความชัดเจน โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ และสามารถต่อยอดกับอุตสาหกรรมหลักที่ประเทศไทยมีความเข้มแข็งอยู่ในปัจจุบัน

 

เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในเวทีโลกในระยะยาว และช่วยยกระดับขีดความสามารถ ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น Local Champion ได้ในอนาคต

 

อีกประเด็นสำคัญซึ่งที่ประชุมได้เน้นย้ำ คือ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ไฟฟ้า น้ำ ระบบจัดการของเสีย ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานรูปแบบใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม

 

คาดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก โตพุ่ง 1 ล้านล้านเหรียญ

 

อุตสาหกรรมนี้เป็นยุทธศาสตร์ระดับโลกที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีขนาดตลาดใหญ่ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2030 และจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว

 

“นับเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การวางโรดแมปที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นระบบตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการออกแบบและผลิตชิปชั้นนำของภูมิภาค และสามารถบรรลุเป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ อย่างที่ตั้งใจไว้” นายนฤตม์ กล่าว

 

เปิดชื่อ 9 บิ๊กคอร์ปโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตชิปในไทย

 

ทั้งนี้ ในช่วงปี 2561-พฤศจิกายน 2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีจำนวน 1,748 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.17 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19% ของเงินลงทุนทั้งสิ้น

 

นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีคำขอรับการส่งเสริมมากที่สุด และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB)

 

ที่ผ่านมา มีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หลายรายที่ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย

 

  • บริษัท Infineon ผู้ผลิตชิปอันดับ 1 ของเยอรมนี
  • บริษัท Analog Devices (ADI)
  • Microchip Technology
  • Lumentum จากสหรัฐอเมริกา
  • บริษัท NXP Semiconductor จากเนเธอร์แลนด์
  • บริษัท Sony
  • Toshiba
  • Rohm จากญี่ปุ่น
  • บริษัท Fiti ในเครือ Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์ความแม่นยำสูงสำหรับเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวัน

The post เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกความคืบหน้า KMUTNB NSTC ศูนย์กลางพัฒนากำลังคนด้าน IC Assembly and Test และ PCBA บนพื้นฐานความเชี่ยวชาญกว่า 15 ปี [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/kmutnb-nstc/ Tue, 18 Nov 2025 10:05:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1144592

ปี 2568 เป็นปีแห่งการ ‘ปักหมุด’ ยุทธศาสตร์การพัฒนากำลัง […]

The post เจาะลึกความคืบหน้า KMUTNB NSTC ศูนย์กลางพัฒนากำลังคนด้าน IC Assembly and Test และ PCBA บนพื้นฐานความเชี่ยวชาญกว่า 15 ปี [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2568 เป็นปีแห่งการ ‘ปักหมุด’ ยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อย่างเอาจริงเอาจัง

 

หนึ่งในศูนย์ที่เดินหน้าภารกิจนี้อย่างเข้มข้น คือ ศูนย์พัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (National Semiconductor Training Center: NSTC) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ หรือ KMUTNB NSTC’ ซึ่งถูกเลือกให้เป็นแกนกลางในการพัฒนาคนสมรรถนะสูงด้าน IC Assembly and Test และ PCBA (Printed Circuit Board Assembly)

 

ถึงแม้ว่า KMUTNB NSTC จะเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2568

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เส้นทางของศูนย์แห่งนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นผลักดันเรื่องเซมิคอนดักเตอร์เป็นปีแรก

 

แต่มีประสบการณ์คลุกคลีอยู่ในแวดวงไมโครอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์มายาวนานกว่า 15 ปี มีทั้งองค์ความรู้ที่ครบครัน และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมในประเทศอย่างต่อเนื่อง

 

ก้าวย่างของศูนย์ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการเริ่มต้น แต่คือการ ‘ต่อยอด’ องค์ความรู้ที่สั่งสมมายาวนานให้พร้อมเดินหน้าปั้นบุคลากรคุณภาพสูงป้อนอุตสาหกรรมไทยได้อย่างทันเวลาและตรงความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

 

KMUTNB NSTC พื้นฐานแข็งแรง ประสบการณ์แน่น

 

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เริ่มเปิดการเรียนการสอนด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ร่วมกับบริษัท ยูแทคไทย จำกัด ที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตและทดสอบบรรจุภัณฑ์วงจรรวม มาตั้งแต่ปี 2553 นับเป็นเวลากว่า 15 ปี ก่อนต่อยอดสู่การเปิดหลักสูตร วิศวกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นทางการในปี 2561


ทำให้ที่นี่มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจำนวนมาก และพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเป็นศูนย์ฝึกอบรมระดับประเทศ

 

NSTC มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

 

มหาวิทยาลัยมีความพร้อมทั้งห้องปฏิบัติการสะอาดและเครื่องจักรสำหรับการบรรจุภัณฑ์วงจรรวม (IC Packaging) รวมถึงอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่รองรับงานด้าน Failure Analysis และ Research and Development (R&D) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และถ่ายทอดเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ที่มีการติดตั้งเครื่องมือหลากหลาย เช่น กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM) และเครื่องวิเคราะห์การเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (XRD)

 

เสริมแกร่งศูนย์ ด้วยพลังจากภาคเอกชน

 

ภาคอุตสาหกรรมในประเทศเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่เข้ามาช่วย ‘เสริมแกร่ง’ ให้การพัฒนาของ KMUTNB NSTC เดินหน้าได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น ทั้งในมิติของการเรียนรู้และการลงมือทำจริง ตั้งแต่โครงการสหกิจศึกษา โครงการศึกษาดูงาน การส่งผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมเข้ามาเป็นอาจารย์พิเศษประจำรายวิชา ไปจนถึงการพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ และการสนับสนุนทุนโครงงาน (Senior Project)

 

NSTC มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ความร่วมมือระหว่าง KMUTNB NSTC และ บริษัท ยูแทคไทย จำกัด

 

โดยมีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมร่วมขับเคลื่อน อาทิ บริษัท ยูแทคไทย จำกัด, บริษัท เอ็นเอ็กซ์พี แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด, บริษัท อนาล็อก ดีไวเซส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด,  บริษัท ฮานา เซมิคอนดักเตอร์ (อยุธยา) จำกัด และบริษัท โซนี่ ดีไวซ์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ฯลฯ


มาถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากหน้างานสู่ห้องเรียน ผ่านการทำ Co-training และการเรียนรู้ในโรงงานจริง (Factory-based Learning) เปิดโอกาสให้นักศึกษาและบุคลากรของศูนย์ได้เข้าใจภาพรวมกระบวนการผลิตพร้อมเข้าสู่การทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างมืออาชีพ

 

เดินหน้าสร้างคนสมรรถนะสูงผ่านการอบรมและสัมมนา

 

ตลอดปี 2568 KMUTNB NSTC เดินหน้าขับเคลื่อนแผนพัฒนากำลังคนอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมอบรมและสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมทักษะให้กับนักศึกษาและบุคลากรที่ต้องการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

 

เริ่มจาก KMUTNB Semiconductor Bootcamp ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 และ 24-27 มิถุนายน 2568 หลักสูตรนี้ออกแบบเพื่อฝึกอบรมนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ให้เข้าใจพื้นฐานด้านการประกอบบรรจุภัณฑ์วงจรรวม (IC Packaging) พร้อมพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมืออาชีพ มีนักศึกษาเข้าร่วมทั้งหมด 41 คน

 

NSTC มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ภาพบรรยากาศ KMUTNB Semiconductor Bootcamp

 

ต่อด้วยการอบรม Basics about IC Packaging เมื่อวันที่ 22-25 กรกฎาคม 2568 (รอบแรก) และ วันที่ 22-25 กรกฎาคม 2568 (รอบสอง) เปิดให้บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้เรียนรู้ภาพรวมของการผลิตบรรจุภัณฑ์วงจรรวม ตั้งแต่สายการผลิต การทดสอบทางไฟฟ้า ไปจนถึงการวิเคราะห์ความล้มเหลวของชิ้นงาน มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 77 คน

 

NSTC มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ภาพบรรยากาศ Basics about IC Packaging

 

นอกจากนี้ ยังมีการจัดสัมมนาวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่

  • “Semiconductor Technology Platform and Generative Innovation” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 มีผู้เข้าร่วม 86 คน
  • “From Design to Production – The Journey of Semiconductor Chip” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 มีผู้เข้าร่วม 42 คน
  • “Future Challenge for Failure Analysis of Advanced Electronics and Semiconductors” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 มีผู้เข้าร่วม 42 คน

และยังมีการอบรมที่รับสมัครอยู่ในขณะนี้อีกหลายโครงการ

 

NSTC มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

งานสัมมนา ในหัวข้อ ‘Future Challenge for Failure Analysis of Advanced Electronics and Semiconductors’

 

จากการดำเนินงานตลอดปี 2568 จะเห็นได้ว่า KMUTNB NSTC เดินหน้าตามแผนที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการพัฒนาหลักสูตร การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และการจัดอบรมสัมมนาเพื่อเสริมทักษะเชิงเทคนิคให้บุคลากรในทุกระดับ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของศูนย์และกระทรวง อว. ในการยกระดับศักยภาพคนไทยสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต

The post เจาะลึกความคืบหน้า KMUTNB NSTC ศูนย์กลางพัฒนากำลังคนด้าน IC Assembly and Test และ PCBA บนพื้นฐานความเชี่ยวชาญกว่า 15 ปี [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะทำเลทองหมื่นล้าน ‘นิคมอารยะ’ ศึก 3 เจ้าสัว ชิงฐานผลิตไฮเทคแรกของไทย รับยุคภาษีทรัมป์ https://thestandard.co/araya-industrial-estate-launch/ Wed, 03 Sep 2025 01:47:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1114848

หัวข้อในเนื้อหานี้   ‘ชิป’ ยักษ์ใหญ่เยอรมัน เลือกน […]

The post เจาะทำเลทองหมื่นล้าน ‘นิคมอารยะ’ ศึก 3 เจ้าสัว ชิงฐานผลิตไฮเทคแรกของไทย รับยุคภาษีทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

หลังจากที่ 3 ทายาททุนใหญ่วงการอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มเจ้าสัวเจริญ-โสภณพนิช-โรจนะ จับมือ กนอ. ทุ่มกว่า 20,000 ล้านบาท ร่วมทุนสร้าง ‘นิคมอารยะ’ ซึ่งคว้าทำเลทอง กิโลเมตรที่ 32 ของถนนบางนา-ตราด จ.สมุทรปราการ 4,600 ไร่

 

เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอัจฉริยะ หรือกลุ่มไฮเทคใกล้กรุงเทพฯ สนามบินสุวรรณภูมิ เชื่อมต่อจากถนนบางนา-ตราด สู่ทางพิเศษกรุงเทพ-ชลบุรีสายใหม่ (Motorway) ซึ่งคาดว่าจะมีการจ้างงานกว่า 14,560 อัตรา ที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปี 2025 

 

วันนี้ (2 ก.ย.68) THE STANDARD WEALTH ได้เข้าชมโครงการ พร้อมสัมภาษณ์พิเศษผู้บริหารถึงความคืบหน้า 

 

กมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด กล่าวว่า นิคมนี้ไม่ได้เพียงพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ แต่กำลังสร้างระบบนิเวศ เพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมไทย เป็นแคมปัสอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี, พื้นที่โลจิสติกส์, นิคมอุตสาหกรรมอารยะ และโซนไลฟ์สไตล์และบริการครบวงจรในที่เดียว เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจของนักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ และเป็นโอกาสดึงดูดนักลงทุนเข้ามาตั้งฐานผลิตในไทย ท่ามกลางนโยบายภาษีสหรัฐฯ 2025

 

กมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด

 

ปัจจุบัน โครงการ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ มีความคืบหน้าก่อสร้างเฟส 1 ซึ่งปลายปีหน้าจะครบ 100% โดยขณะนี้ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่ ‘นิคมอุตสาหกรรม’ อย่างเป็นทางการแล้ว และเพื่อสร้างจุดแข็งเชิงกลยุทธ์ โครงสร้างพื้นฐาน ได้ร่วมมือกับลูกค้า และพันธมิตร รายใหญ่ของไทยแล้ว 5 ราย

  • กลุ่ม ปตท. (PTT Group): ให้บริการโซลูชันด้านพลังงานผ่านการใช้ก๊าซธรรมชาติ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรม
  • เอไอเอส (AIS): พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร และเครือข่ายดิจิทัลด้วยระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (5G / Fiber Optic) เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีอัจฉริยะ
  • การไฟฟ้านครหลวง (MEA): ให้บริการจำหน่ายไฟฟ้าทั้งในระบบ 115kV/24kV อย่างเสถียร และเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมใหม่ 

 

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการจัดการพื้นที่ด้วยแนวทางการพัฒนา โครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การพัฒนาอาคารประหยัดพลังงาน และการผสานพลังงานแสงอาทิตย์เข้ากับระบบไฟฟ้าหลัก โดยได้มีการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาอาคารและพื้นที่โล่งในโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้ารายใหญ่ๆมักจะมองหาทำเลที่มี Green Energy 

 

ทั้งนี้ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ นับเป็น นิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate) แห่งแรกของประเทศไทย ที่พัฒนาภายใต้กรอบองค์ประกอบ หลัก 7 ด้าน ได้แก่ Smart Facilities, Smart IT, Smart Energy, Smart Economy, Smart Governance, Smart Living และSmart Workforce ผสานรวมผ่าน One-Stop Service Platform

 

‘ชิป’ ยักษ์ใหญ่เยอรมัน เลือกนิคมอารยะ ฐานผลิตใหม่ ‘แห่งแรกอาเซียน’ 

 

กมลกาญจน์ เผยอีกว่า จากศักยภาพด้านทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และแนวคิด โครงการ ล่าสุด นักลงทุนต่างชาติยักษ์ใหญ่ อย่าง ผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก คือ บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ แมนูแฟคเชอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์เบอร์ 1 จากเยอรมนี เลือกที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งโรงงานผลิต Back End แห่งใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้ซื้อที่ดินไปแล้ว 125 ไร่ 

 

“อินฟินีออนจะพัฒนาเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ (Back End Production) ซึ่งเป็นแผนขยายฐานการผลิตในเอเชีย รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของโมดูลพลังงาน ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้าง และมีแผนเปิดโรงงานต้นปี 2026”

 

ทั้งนี้ อินฟินีออน เป็นผู้นำระดับโลกด้านเซมิคอนดักเตอร์ในระบบพลังงาน และ IoT ที่ครองส่วนแบ่งการตลาด 21.3% และครองตำแหน่งผู้นำตลาดใน ตลาดไมโครคอนโทรลเลอร์ระดับโลกอีกด้วย โรงงานนี้จะเกิดการจ้างงานทักษะสูง ซึ่งจะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับวิศวกรคนไทย และกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจด้านชิปเซมิคอนดักเตอร์

 

นอกจากนี้ ยังมี (IFMT) ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ระดับภูมิภาค อย่าง มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. (MR. D.I.Y.) (ประเทศไทย) รวมไปถึงผู้ให้บริการ Data Center ชั้นนำ ที่อยู่ระหว่างพิจารณาอีกหลายราย

 

“หากถามถึงสัญญาณการย้ายฐานผลิตมาไทยของทุนต่างชาติ ขณะนี้เห็นสัญญาณชัดเจนของผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมชิปเซมิคอนดักเตอร์ ที่สนใจติดต่อเข้ามามากที่สุด”

 

กมลกาญจน์ ระบุว่า ลูกค้าอุตสาหกรรมที่เป็นกลุ่มต่างชาติ ที่จะมาส่วนใหญ่จะสอดรับไปกับนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ของ BOI ซึ่งมี 5 สาขาหลักที่เป็น Game Changer ของประเทศ เรียกได้ว่าเป็น New Growth Engine ของไทยในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น 

 

  1. Bio-based & Green Industries (BCG)
  2. EV+Battery
  3. Data Center
  4. Digital
  5. Semiconductor and Advanced Electronics

 

“อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่อุตสาหกรรม แต่คือฟันเฟือง ดันอนาคตอุตสาหกรรมไทย ตั้งแต่เทคโนโลยีขั้นสูงไปจนถึงคุณภาพชีวิต ที่คาดว่าจะมีการจ้างงานคนไทยถึงหมื่นคน และพร้อมเป็นประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ให้กับนักลงทุนที่มองการลงทุนระยะยาว ซึ่งเฟสแรก ตั้งเป้าไว้ที่ 400 ไร่” กมลกาญจน์ กล่าว 

 

เผยภาษีทรัมป์-การเมืองไทย ‘นักลงทุนมองข้ามช็อต’

 

เมื่อถามว่ามองบรรยากาศการลงทุนท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และภาษีสหรัฐฯ อย่างไรนั้น “แน่นอนว่า เราเห็นสัญญาณการย้ายฐานผลิต ซึ่งเรื่องนี้ก็ล้อไปกับนโยบายภาครัฐ ดังนั้น จึงมีทั้งลูกค้ารายเล็กและรายใหญ่สนใจ ทั้งจีน ไต้หวัน ยุโรป สหรัฐฯและไทยเองในสัดส่วนเท่าๆ กัน”

 

โรงงาน

 

เมื่อถามว่า หากเทียบแต้มต่อไทยและเพื่อนบ้าน อยู่ตรงไหนนั้น มองว่า เชื่อว่านักลงทุนมองโครงสร้างพื้นฐาน และลงทุนระยะยาว ประกอบกับความต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนเข้ามาบริหาร ก็ต้องเดินหน้าอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นอนาคต ซึ่งขณะนี้ก็เรียกได้ว่ามาถูกทาง 

 

ส่วน 4 เดือนที่เหลือจะเป็นอย่างไรนั้น “ไม่ว่าจะมีความท้าทายทั้งปัจจัยภายนอกและการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเชื่อว่า นักลงทุนมองข้ามช็อตนี้และต้องเดินหน้าลงทุนต่อ ซึ่งส่วนตัวมองว่าภาษีทรัมป์ท้าทายและยาก มากกว่าการเมืองภายใน” กมลกาญจน์ กล่าว 

 

สำหรับ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA-The Eastern Gateway) เปิดพื้นที่โครงการด้วยแนวคิด การเป็นนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ครบวงจรแห่งแรกของไทย (Thailand’s First Industrial-Tech Ecosystem) โดยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและอุตสาหกรรมระดับโลก ที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีขั้นสูงและระบบนิเวศธุรกิจครบวงจร พร้อมผลักดันอุตสาหกรรม S-Curve ยกระดับสู่ ‘Township’ อุตสาหกรรมอัจฉริยะ ที่ผสานการบริหารจัดการนิคมฯ เทคโนโลยี

 

นิคมแห่งนี้เป็นการสร้างระบบนิเวศเมืองอุตสาหกรรมและนวัตกรรมครบวงจรรูปแบบใหม่ ที่ยังไม่มีในไทย ที่พัฒนาขึ้นภายใต้ Industrial-Tech Ecosystem จากการร่วมทุนของ 3 ยักษ์ใหญ่ ทายาทวงการอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ 

 

  1. บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) (กลุ่มเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี)
  2. บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) 
  3. บริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จำกัด หรือเอเชีย อินดัสเตรียล เอสเตท (โสภณพนิช)

 

สำหรับสัดส่วนการถือหุ้น 

เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (เจ้าของที่ดิน) ถือหุ้น 50% 

นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย ถือหุ้น 25% 

และสวนอุตสาหกรรมโรจนะ ถือหุ้น 25% 

 

ที่มาของชื่อ ‘อารยะ’ คือสื่อถึงอารยธรรม ความเจริญรุ่งเรือง ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรม การเติบโตทางธุรกิจ ส่วน “ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์” สื่อถึงทำเลของโครงการที่เชื่อมต่อสู่ภาคตะวันออก และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่จะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหลักแห่งใหม่ของประเทศ

The post เจาะทำเลทองหมื่นล้าน ‘นิคมอารยะ’ ศึก 3 เจ้าสัว ชิงฐานผลิตไฮเทคแรกของไทย รับยุคภาษีทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมเซมิคอนดักเตอร์ ห่วงสหรัฐฯ คุมเกม Transshipment ชี้โจทย์ใหญ่แก้โครงสร้างส่งออกไทย https://thestandard.co/us-transshipment-rules-challenge/ Thu, 14 Aug 2025 13:47:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1107483

กลุ่มผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ ‘สมาคมเซมิคอนดักเตอร์-เดลต้า […]

The post สมาคมเซมิคอนดักเตอร์ ห่วงสหรัฐฯ คุมเกม Transshipment ชี้โจทย์ใหญ่แก้โครงสร้างส่งออกไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

กลุ่มผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ ‘สมาคมเซมิคอนดักเตอร์-เดลต้า-สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (PCB)’ ห่วงสหรัฐคุมเข้ม ‘Transshipment’ เขย่าโครงสร้างส่งออกไทย ‘พาณิชย์’ รับส่งออกสินค้าไทยยังกระจุกตัว ฉุดขีดความสามารถทางการแข่งขัน ย้ำเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ๆ ปรับโครงสร้างส่งออกด่วน

 

ดร.นัยวุฒิ วงษ์โคเมท อุปนายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทย เซมิคอนดักเตอร์ กล่าวในงานเสวนา ผลการศึกษา “โครงการศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาคการส่งออก เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในตลาดโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืน” ว่า ที่ผ่านมาไทยผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกจำนวนมาก แต่ไทยเพิ่งก่อตั้งสมาคมชิปเซมิคอนดักเตอร์เมื่อไม่นาน ซึ่งสมาคมนี้กลับมีเกือบทุกประเทศในโลก

 

30 ปีที่แล้วในยุคต้มยำกุ้ง ได้สะท้อนบทความจาก Wall Street Journal เขียนถึงอุตสาหกรรมนี้ในประเทศไทย ผ่านไป 30 ปียังเหมือนเดิม หมายความว่าเรื่องนี้ไทยยังอยู่ที่เดิม หันมามองที่ TSMC 30 ปีผ่านไป ก้าวเป็นอันดับ 1 ของโลก

 

สิ่งที่น่าสนใจของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ คือไทยยังไม่มีแผนยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติที่ชัดเจน ต่างจากมาเลเซีย ซึ่งเรายังล้าหลัง แม้ว่าไทยมีหน่วยงาน BOI ซึ่งอยู่ระหว่างก่อตั้งคณะทำงานและพัฒนาแผน

 

อย่างไรก็ตาม ชิปเซมิคอนดักเตอร์เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ 40% เป็นหัวใจของการส่งออก แต่หากดูหนังสือ ‘Chip War’ แทบไม่มีชื่อไทยแลนด์แม้แต่นิดเดียว

 

“สิ่งที่น่าห่วงของภาษีสหรัฐฯ จากนี้ คือประเด็น Transshipment จะกลายเป็น Uncertainty (ความไม่แน่นอน) ส่วนประเด็นการย้ายฐานผลิตไปยังสหรัฐฯ คงไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งต้องดูว่าตลาดในโลกนี้จะสามารถเพิ่มสัดส่วนส่งออกตลาดอื่นได้อีกหรือเปล่า ฉะนั้นการแก้โครงสร้างส่งออก ควรมองการแก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ มากกว่า”

 

ทั้งนี้ อยากฝากถึงรัฐบาลว่างบสนับสนุนต่างๆ ควรวางมาสเตอร์แพลนระยะยาว รวมถึง Local Purchase (การจัดซื้อ) 2 มุม คือความต่อเนื่องของอุตสาหกรรม โดยการเพิ่มมาตรการ Local content ควรเพิ่ม Local Knowhow และ Local Chip ถ้าใครทำก็ควรได้สิทธิประโยชน์ ซึ่งเรื่องนี้ล้วนขึ้นอยู่กับนโยบาย

 

อย่างไรก็ตาม นอกจากหน่วยงานหลักอย่าง BOI ที่จะเดินหน้ามาสเตอร์แพลน ควรมีกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศเข้ามามีบทบาท ซึ่งยอมรับว่าอุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมที่ยาก ต้องร่วมมือกันหลายหน่วยงาน

 

กิตติศักดิ์ เงินงอกงาม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน บริษัท เดลต้า อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เดลต้าทุ่มลงทุน R&D ถึง 8.3% เพื่อพัฒนาโปรดักต์โรงงานแต่ละประเทศ ดังนั้นกรณีภาษีทรัมป์จึงมอง ‘เกมระยะยาว’ มากกว่า ส่วนสำคัญที่ส่งออกไทยต้องปรับ คือการผลิตสินค้า ‘Made in Thailand’ รัฐต้องเจาะเฉพาะกลุ่มเชิงลึกที่มากกว่าการจัดงาน Business Matching ซึ่งเดลต้าเองก็อยากใช้ซัพพลายเออร์เมืองไทยที่ผลิตโดยคนไทย เพื่อสกัดการสวมสิทธิ์สินค้า

 

สอดคล้องกับ เสวก ประกิจฤทธานนท์ อุปนายกและเลขาธิการสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (PCB) มองว่าอุตสาหกรรมนี้เป็น ‘Long Term เกม’ ความเสี่ยงที่น่าห่วงจึงไม่ใช่แค่เรื่องภาษี 19% อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของสงครามการค้าที่ไม่จบลงง่ายๆ และเห็นด้วยในประเด็นที่ต้องจับตาคือ สหรัฐฯ ต้องการเข้มงวดถิ่นกำเนิดสินค้ามาจากไทย

 

สหรัฐฯ อาจลงลึกไปถึง ‘ผู้ถือหุ้น’

 

นอกจากสินค้า อาจต้องลงลึกไปถึง ‘ผู้ถือหุ้น’ อยากฝากรัฐบาลให้ดูแลเพราะบางเรื่องละเอียดอ่อน และควรคิดวางแผนปรับโครงสร้างการผลิตอย่างจริงจัง เพราะเรื่องอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร (NTB) เป็นเรื่องที่แก้ยาก แต่ในทางกลับกัน ก็เป็นโอกาสปรับของอุตสาหกรรมไทยด้วย

 

“ภาษีตอบโต้ ทำให้คนอเมริกันซื้อของน้อยลง กระทบคนอเมริกันเอง ท้ายที่สุดการย้ายฐานการผลิตไปสหรัฐฯ คงไม่ใช่เรื่องง่าย เกมนี้เป็นเกมยาว เล่นทั้งซัพพลายเชน เราต้องเตรียมรับมือ ซึ่งไม่ใช่แต่เอกชนที่ทำ ทุกฝ่ายต้องค่อยๆ สร้าง เตรียมพร้อมระยะยาว เช่น พัฒนาขีดความสามารถคน แรงงานฝีมือ ลงทุนพลังงานสีเขียว”

 

ณิชชาภัทร กาญจนอุดมการ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาความสามารถทางการแข่งขัน สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภาคการส่งออกที่เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน กำลังเผชิญกับทั้งปัจจัยเชิงโครงสร้างการผลิตภายใน และความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าสินค้าส่งออกยังกระจุกตัว โดยเฉพาะกลุ่มเกษตร และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องเร่งปรับโครงสร้าง ไทยต้องหาตลาดใหม่

 

รศ. ดร.อาชวัน เกาะไพบูลย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยว่า จากผลการศึกษาอย่างเช่น กลุ่มยานยนต์ ไทยควรผลักดันการส่งออกและเป็น Last Man Standing ให้ ICEVs ต่อยอด HEV ควรต้องเร่งสร้างชิ้นส่วนในประเทศ เพิ่มและกระจายตลาด และต่อยอดจุดเด่นเดิม ต้องพยายามต่อยอดจากสิ่งที่ไทยไปลงทุนดึงดูดผู้ผลิต BEVs มาตั้งโรงงานในไทยผ่านการส่งออก

 

ส่วนข้อเสนอทางนโยบาย เช่น ควรดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสสงครามการค้า กำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติเกี่ยวกับการพัฒนา FTA เพื่อกระจายตลาด ปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพบังคับใช้ชิ้นส่วนในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงถูกกล่าวหาสวมสิทธิ์

 

ภาพ: Ben Welsh / Getty Images

The post สมาคมเซมิคอนดักเตอร์ ห่วงสหรัฐฯ คุมเกม Transshipment ชี้โจทย์ใหญ่แก้โครงสร้างส่งออกไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโนเวสท์ เอกซ์ ไม่ห่วง หลังทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้าชิป 100% มองไม่กระทบผลประกอบการ ชี้ตลาดกังวลน้อยลง https://thestandard.co/innovestx-not-worried-about-chip-tariff/ Thu, 07 Aug 2025 09:01:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1104831 ภาษีนำเข้าชิป

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ไม่ห่วงผลประกอบการภาคธุรกิจเซมิคอนด […]

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ ไม่ห่วง หลังทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้าชิป 100% มองไม่กระทบผลประกอบการ ชี้ตลาดกังวลน้อยลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษีนำเข้าชิป

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ไม่ห่วงผลประกอบการภาคธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ล่วงหน้าแล้ว พร้อมชี้ว่าตลาดหุ้นจะกังวลน้อยลง

 

กรณี โดนัลด์ ทรัมป์​ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าชิปเซมิคอนดักเตอร์ทุกชนิดในอัตรา 100% แต่จะมีการยกเว้นสำหรับบริษัทที่ย้ายฐานการผลิตกลับมายังสหรัฐฯ รวมถึงยกเว้นให้กับบริษัทใดก็ตามที่รับปากว่าจะสร้างโรงงานผลิตเพิ่มในสหรัฐฯ นั้น 

 

อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินว่า ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอารมณ์ของนักลงทุน (Sentiment) จะไม่มากนัก เพราะบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ได้ขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ล่วงหน้าแล้วหลายแห่ง จึงมีแนวโน้มที่จะได้รับการยกเว้นภาษี 100% แม้จะเป็นอัตราภาษีซึ่งสูงกว่าระดับ 35% ที่คาดการณ์ไว้ก็ตาม 

 

และที่สำคัญ ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ส่วนใหญ่ มีลูกค้าเป็นกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ (Enterprise) ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อราคาต่ำ รวมถึงแนวโน้มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ (Cloud Service Provider : CPS) และกลุ่ม บริษัทคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) 

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนด้านมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้าน AI ที่อาจเกิดขึ้นในสหรัฐฯ รวมถึงแผนการลงทุนจากบริษัทใหญ่ต่างๆ อย่าง Microsoft และ Amazon ที่นับเป็นข่าวดีสำหรับห่วงโซ่อุปทานของเซมิคอนดักเตอร์

 

อินโนเวสท์ เอกซ์ จึงคาดว่า ราคาหุ้นในกลุ่ม CPS และ Semiconductor จะตอบสนองเชิงบวกประมาณ 2-3% จากความเสี่ยงที่ลดลง และแนะนำให้เพิ่มการถือครองหุ้น Nvidia และ TSMC

 

อย่างไรก็ตาม อินโนเวสท์ เอกซ์ เตือนให้ระมัดระวังหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้ในสหรัฐฯเยอะ หรือมีการลงทุนในสหรัฐฯ ค่อนข้างจำกัด รวมถึงหุ้นที่มีห่วงโซ่อุปทานนอกสหรัฐฯ ในสัดส่วนค่อนข้างมาก ได้แก่ Qualcomm, HP, Dell 

 

รวมถึงเตือนให้ระมัดระวังการถือหุ้นของบริษัทไต้หวันอย่าง Pegatron, Wistron, Quanta, Compal และผู้ผลิตชิปในญี่ปุ่น เช่น Renesas, Murata และ Rohm

 

เปิดโผบริษัทที่ได้เว้นภาษี 100%

 

TSMC: ก่อตั้งโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (fabs) 3 แห่ง เป็นเงิน 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

 

Intel: สร้างโรงงานผลิตใหม่ในวิทยาเขตที่แอริโซนา และ ‘ไซต์ขนาดใหญ่’ แห่งใหม่ในรัฐโอไฮโอ เม็ดเงินลงทุนเบื้องต้น 28,000 ล้านดอลลาร์ สูงสุดที่ 100,000 ล้านดอลลาร์

 

Samsung: สร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ สูงสุด 37,000 ล้านดอลลาร์

 

Micron Technology: ลงทุนสร้างโรงงานเพื่อการผลิต วิจัยและพัฒนาในรัฐนิวยอร์ก และไอดาโฮ เป็นเงิน 200,000 ล้านดอลลาร์

 

GlobalFoundries: ขยายและปรับปรุงโรงงาน ริเริ่มวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง และซิลิคอนโฟโตนิกส์ เป็นเงิน 16,000 ล้านดอลลาร์

 

Apple: โครงการ ‘American Manufacturing Program’ ระยะเวลา 4 ปี เพิ่มการใช้จ่ายและขยายความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ในสหรัฐฯ เป็นเงิน 600,000 ล้านดอลลาร์ 

 

Texas Instruments (TI): ลงทุนในโรงงานผลิตแห่งใหม่ และขยายโรงงานที่มีอยู่เดิมเป็นจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์

 

Amkor Technology: สร้างโรงงานบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง และโรงงานทดสอบแห่งใหม่ 2,000 ล้านดอลลาร์

 

Applied Materials: สร้างโรงงานผลิตส่วนประกอบแห่งใหม่ คาดใช้เงิน 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใน 5 ปี

 

Google: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Data Center และ AI สูงถึง 85,000 ล้านดอลลาร์

 

Amazon: ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน Cloud, Data Center, AI และการพัฒนาชิป คาดมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ 

 

NVIDIA: ลงทุนเชิงกลยุทธ์โครงสร้างพื้นฐาน AI และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ มากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์

 

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ ไม่ห่วง หลังทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้าชิป 100% มองไม่กระทบผลประกอบการ ชี้ตลาดกังวลน้อยลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Samsung ‘ติดหล่ม’ โรงงานชิปในเท็กซัส ทุ่ม 1.2 ล้านล้านบาทสร้างจนเกือบเสร็จ แต่เจอปัญหาใหญ่ ‘ไร้เงาลูกค้า’ https://thestandard.co/samsung-delaying-completion-of-us-chip-plant-due-to-lack-of-customers/ Sat, 05 Jul 2025 09:17:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1093262 Samsung

Samsung Electronics กำลังเผชิญกับ ‘มรสุมรุมเร้า’ เมื่อโ […]

The post Samsung ‘ติดหล่ม’ โรงงานชิปในเท็กซัส ทุ่ม 1.2 ล้านล้านบาทสร้างจนเกือบเสร็จ แต่เจอปัญหาใหญ่ ‘ไร้เงาลูกค้า’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Samsung

Samsung Electronics กำลังเผชิญกับ ‘มรสุมรุมเร้า’ เมื่อโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเม็ดเงินลงทุนกว่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) และได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเลื่อนกำหนดการแล้วเสร็จออกไปอย่างไม่มีกำหนด

 

ลึกลงไปสาเหตุกลับไม่ใช่ปัญหาการก่อสร้าง แต่เป็นเพราะยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากเกาหลีใต้รายนี้กำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหาลูกค้ามารองรับกำลังการผลิต

 

แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้เปิดเผยกับ Nikkei Asia ว่า “กระบวนการ (สร้างโรงงานให้เสร็จสมบูรณ์) ล่าช้าเพราะยังไม่มีลูกค้า ตอนนี้ Samsung ไม่อยู่ในสถานการณ์ที่จะทำอะไรได้ แม้จะนำเครื่องจักรเข้ามาติดตั้งในตอนนี้ก็ตาม” ปัญหานี้ตอกย้ำถึงภาวะที่น่าอึดอัดใจ เมื่อโรงงานที่ควรจะเป็นหัวหอกสำคัญกลับต้องหยุดชะงักเพราะ ‘ไร้เงาลูกค้า’ ที่จะมาใช้บริการ

 

ผู้บริหารในห่วงโซ่อุปทานชิปรายหนึ่งกล่าวว่า Samsung ซึ่งมีโรงงานอีกแห่งในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส อยู่แล้วนั้น ไม่ได้เร่งรีบที่จะติดตั้งเครื่องจักรผลิตชิปในโรงงานแห่งใหม่ “ความต้องการชิปในท้องถิ่นไม่ได้แข็งแกร่งเป็นพิเศษ และเทคโนโลยีกระบวนการผลิตที่ Samsung วางแผนไว้เมื่อหลายปีก่อนก็ไม่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันอีกต่อไป”

 

เขาเสริมว่า “อย่างไรก็ตาม การยกเครื่องโรงงานใหม่ทั้งหมดจะเป็นโครงการที่ใหญ่และมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นบริษัทจึงใช้แนวทาง ‘รอดูท่าที’ ไปก่อนในตอนนี้”

 

เดิมที Samsung วางแผนที่จะนำเสนอชิปเซ็ตขนาด 4 นาโนเมตร แต่ภายหลังได้เปลี่ยนแผนเพื่อรวมชิปขั้นสูงขนาด 2 นาโนเมตรเข้าไปด้วยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป

 

แม้ว่าเอกสาราก Samsung C&T บริษัทในเครือที่รับผิดชอบการก่อสร้าง จะระบุว่าการก่อสร้างแล้วเสร็จไปแล้วถึง 91.8% ณ เดือนมีนาคม และกำหนดการเดิมจะเสร็จสิ้นในเดือนเมษายน 2024 ก่อนจะเลื่อนเป็นสิ้นเดือนตุลาคมปีนี้ แต่การติดตั้งเครื่องจักรสำคัญกลับยังไม่เกิดขึ้น

 

ทาง Samsung Electronics ยืนยันกับ Nikkei Asia ว่าบริษัทยังคงวางแผนที่จะเปิดโรงงานแห่งนี้ในปี 2026 และกล่าวว่าโครงการกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาการหาลูกค้าหรือกรอบเวลาที่ชัดเจนในการติดตั้งเครื่องจักร

 

ความล่าช้านี้เกิดขึ้นในขณะที่ Samsung กำลังดิ้นรนเพื่อลดช่องว่างกับคู่แข่งตลอดกาลอย่าง Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) ซึ่งครองตลาดรับจ้างผลิตชิปด้วยส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกถึง 67.6% ในไตรมาสแรก ขณะที่ Samsung มีส่วนแบ่งเพียง 7.7% ตามข้อมูลของ TrendForce

 

‘เงาของคู่แข่ง’ อย่าง TSMC ยิ่งทำให้สถานการณ์ของ Samsung ดูท้าทายมากขึ้น แม้โรงงานแห่งแรกของ TSMC ในรัฐแอริโซนาจะเผชิญกับความล่าช้าในการก่อสร้างและปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นกัน แต่ในที่สุดโรงงานดังกล่าวก็สามารถเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้เมื่อปลายปีที่แล้ว

 

และยังสามารถคว้าลูกค้ารายใหญ่ในวงการชิป AI ได้ทั้ง Nvidia, AMD, Amazon และ Google ยิ่งไปกว่านั้น TSMC ยังได้ประกาศลงทุนเพิ่มอีก 1 แสนล้านดอลลาร์เมื่อต้นปีนี้เพื่อสร้างโรงงานผลิตและบรรจุชิปขั้นสูงในแอริโซนาอีกด้วย

 

Joanne Chiao นักวิเคราะห์จาก TrendForce กล่าวกับ Nikkei Asia ว่าธุรกิจรับจ้างผลิตชิปของ Samsung ประสบปัญหาสำคัญเรื่องคุณภาพ โดยมีสัดส่วนการผลิตชิปที่ได้มาตรฐาน (yield) ต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของอุตสาหกรรมนี้

 

“โรงงานของ Samsung เผชิญกับอัตราผลผลิตที่ไม่แน่นอนและการสูญเสียคำสั่งซื้อ แม้ว่าอัตราผลผลิตจะดีขึ้นแล้ว แต่ข้อจำกัดของสหรัฐฯ ในการผลิตชิประดับไฮเอนด์สำหรับจีนก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อบริษัท ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม”

 

อ้างอิง:

 

The post Samsung ‘ติดหล่ม’ โรงงานชิปในเท็กซัส ทุ่ม 1.2 ล้านล้านบาทสร้างจนเกือบเสร็จ แต่เจอปัญหาใหญ่ ‘ไร้เงาลูกค้า’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TSMC ทุบสถิติรอบ 3 ทศวรรษ โกยรายได้ทั้งปี 2024 ทะลุ 3 ล้านล้านบาท รับเทรนด์ AI แรงไม่แผ่ว https://thestandard.co/tsmc-record-revenue-2024/ Sat, 11 Jan 2025 03:46:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1029262

ปี 2024 ถือเป็นอีกหนึ่งปีประวัติศาสตร์ของ Taiwan Semico […]

The post TSMC ทุบสถิติรอบ 3 ทศวรรษ โกยรายได้ทั้งปี 2024 ทะลุ 3 ล้านล้านบาท รับเทรนด์ AI แรงไม่แผ่ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2024 ถือเป็นอีกหนึ่งปีประวัติศาสตร์ของ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) เมื่อบริษัทสามารถสร้างรายได้ทั้งปีสูงสุดตลอดกาลนับตั้งแต่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเมื่อปี 1994 ที่ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ หรือราว 3.04 ล้านล้านบาท

 

TSMC ผู้รับจ้างผลิตชิปรายใหญ่และล้ำหน้าที่สุดของโลก เปิดเผยตัวเลขรายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2024 ซึ่งออกมาเกินเป้าที่ถูกคาดการณ์ไว้ เนื่องจากบริษัทยังคงได้รับอานิสงส์จากความร้อนแรงของเทคโนโลยี AI

 

ในไตรมาสที่ผ่านมา TSMC โกยรายได้กว่า 8.67 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (TWD) หรือประมาณ 9.09 แสนล้านบาท โดย CNBC ประเมินว่ารายได้ในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันในปีก่อนหน้าถึง 38.3%

 

ตัวเลขรายได้ 8.67 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ ถือว่าสูงกว่าที่ Refinitiv บริษัทเทคโนโลยีด้านการเงินและประเมินความเสี่ยงประเมินไว้ที่ 8.50 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่

 

TSMC เป็นพาร์ตเนอร์ที่ผลิตชิปให้กับลูกค้ารายใหญ่อย่าง Apple, NVIDIA, Google, รวมทั้ง Microsoft ซึ่งตัวเลขรายได้ที่ออกมาดีเกินคาด ก็สะท้อนเป็นสัญญาณว่าแนวโน้มของนักลงทุนคือพวกเขายังเชื่อว่าการเติบโตของ AI จะยังคงไปได้ต่อในปี 2025

 

Brady Wang ผู้อำนวยการร่วมที่บริษัท Counterpoint Research กล่าวกับ CNBC ว่า ‘กำลังการผลิต’ ชิปที่ก้าวหน้าที่สุดขนาด 3 และ 5 นาโนเมตรของ TSMC ตอนนี้เกินกว่า 100% อย่างต่อเนื่อง

 

หุ้นของ TSMC ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวันปรับตัวเพิ่มขึ้น 88% ใน 12 เดือนที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน Microsoft ก็เพิ่งประกาศเดือนนี้ว่าบริษัทมีแผนจะใช้เงิน 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลที่สามารถรองรับงานด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งการอัปเกรดศูนย์ข้อมูลก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจสนับสนุน TSMC ต่อในปีนี้

 

อ้างอิง:

The post TSMC ทุบสถิติรอบ 3 ทศวรรษ โกยรายได้ทั้งปี 2024 ทะลุ 3 ล้านล้านบาท รับเทรนด์ AI แรงไม่แผ่ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลวางโรดแมปฐานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เร่งปั้นบุคลากร 84,000 คนทั่วประเทศ พร้อมดึง 10 บริษัทระดับโลกลงทุนในไทย 5 แสนล้านบาทใน 5 ปี https://thestandard.co/thailand-semiconductor-roadmap-84000-skilled-workers/ Wed, 04 Dec 2024 12:03:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1016084 เซมิคอนดักเตอร์

รัฐบาลเดินหน้านโยบายสร้างฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เ […]

The post รัฐบาลวางโรดแมปฐานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เร่งปั้นบุคลากร 84,000 คนทั่วประเทศ พร้อมดึง 10 บริษัทระดับโลกลงทุนในไทย 5 แสนล้านบาทใน 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซมิคอนดักเตอร์

รัฐบาลเดินหน้านโยบายสร้างฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เตรียมทัพบุคลากรระดับสูงกว่า 84,900 คน Upskill และ Reskill รองรับเป้าหมายการลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาทใน 5 ปีข้างหน้า พร้อมตั้งอนุกรรมการวางโรดแมปพัฒนาฐานเซมิคอนดักเตอร์ไทย ลุยเจาะ 10 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกปักหมุดไทย เผยยอดส่งเสริมการลงทุนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มต่อเนื่องรวมกว่า 1,200 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 8 แสนล้านบาท

 

วันนี้ (4 ธันวาคม) นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) ซึ่งมี แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบกรอบการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (National Semiconductor and Advanced Electronics Strategy) และรับทราบแผนยุทธศาสตร์พัฒนาบุคลากร รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทย พร้อมตั้งอนุกรรมการ 2 ชุด กำกับการจัดทำยุทธศาสตร์และขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากร ตั้งเป้าหมายดึงเม็ดเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาทในระยะ 5 ปี ข้างหน้า (ปี 2025-2029) เพื่อยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในภูมิภาค

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ปัจจุบันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โดยเฉพาะการผลิตชิป (Chip) หรือหน่วยประมวลผล ถือเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยมูลค่าตลาดที่คาดว่าจะพุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 โดยมาจากความต้องการใช้งานในกลุ่มเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI, Data Center, IoT, ยานยนต์ไฟฟ้า, เครื่องมือแพทย์, อุปกรณ์สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์, ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ซึ่งต้องใช้หน่วยประมวลผลที่ทำจากเซมิคอนดักเตอร์ที่ทันสมัยเป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น

 

ประเทศไทยถือเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกมายาวนาน โดยในปี 2023 อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามียอดส่งออกสูงถึง 2.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของการส่งออกทั้งหมดของประเทศ ในจำนวนดังกล่าวมูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ เช่น วงจรรวม (IC), เซมิคอนดักเตอร์ไดโอด และอุปกรณ์ต่างๆ มีมูลค่าสูงถึง 5.1 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานกลางน้ำและปลายน้ำของอุตสาหกรรม เช่น การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (OSAT) และการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB)

 

ดังนั้นการเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การออกแบบวงจรรวม (IC Design) และการผลิตแผ่นเวเฟอร์ (Wafer Fabrication) จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงและต่อยอดอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงได้ การจัดตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เพื่อสร้างโรดแมประดับประเทศจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมนี้ในภูมิภาคอาเซียน

 

วาง 2 ยุทธศาสตร์ ดึง 10 บริษัทชั้นนำระดับโลก

 

ทั้งนี้ บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์กำหนดแนวทางยุทธศาสตร์เพื่อเร่งสร้างระบบนิเวศที่ครบวงจรและแข่งขันได้ในระดับโลก โดยมีมติสำคัญ 2 เรื่อง ดังนี้

 

  1. การจัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยเห็นชอบให้จัดจ้างที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ ทั้งในระดับนโยบาย ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินศักยภาพของประเทศไทย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการกำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุน และในระดับปฏิบัติการ ตั้งแต่การจัดทำแผนดึงดูดนักลงทุนรายสำคัญอย่างน้อย 10 บริษัทชั้นนำระดับโลกให้เข้ามาลงทุนออกแบบและผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทย ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับประเทศผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อร่วมกันพัฒนาห่วงโซ่อุปทานระดับโลกและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

 

  1. การพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยรับทราบแผนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการผลิตบุคลากรเฉพาะทางและนักวิจัยระดับสูง 84,900 คนภายในปี 2030 ผ่านโครงการ Upskill และ Reskill หลักสูตรการศึกษารูปแบบใหม่ เช่น Sandbox และโปรแกรมฝึกงานนานาชาติ รวมถึงการตั้งศูนย์ฝึกอบรม 6 แห่ง พร้อมแผนสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ เช่น ศูนย์ผลิต Wafer Fabrication และศูนย์วิจัยและพัฒนา เพื่อเสริมความเชื่อมั่นและสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทย

 

นอกจากนี้ บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการกำกับการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยมีเลขาธิการ BOI เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธาน

 

“เซมิคอนดักเตอร์ถือเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยีแห่งอนาคตในแทบทุกอุตสาหกรรม การสร้างฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จึงเป็นยุทธศาสตร์ในระดับโลกและเป็นโอกาสครั้งใหญ่สำหรับประเทศไทย การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติ ช่วยเร่งสร้างความร่วมมือที่เอื้อต่อการลงทุนและการวิจัยขั้นสูง” นฤตม์กล่าว

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2018 – กันยายน 2024 มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมกว่า 1,213 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 876,328 ล้านบาท โดยในช่วง 2 ปีหลังมีการลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น

 

ภาพ: Pony Wang / Getty Images

The post รัฐบาลวางโรดแมปฐานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เร่งปั้นบุคลากร 84,000 คนทั่วประเทศ พร้อมดึง 10 บริษัทระดับโลกลงทุนในไทย 5 แสนล้านบาทใน 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แพทองธาร’ นั่งประธานบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ หนุนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดันไทยเป็นฮับของภูมิภาค https://thestandard.co/paetongtarn-semiconductor/ Fri, 25 Oct 2024 04:05:11 +0000 https://thestandard.co/?p=999912 เซมิคอนดักเตอร์

นายกฯ ตั้ง ‘บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ พร้อมนั่งประธ […]

The post ‘แพทองธาร’ นั่งประธานบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ หนุนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดันไทยเป็นฮับของภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซมิคอนดักเตอร์

นายกฯ ตั้ง ‘บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ พร้อมนั่งประธานบอร์ดฯ หนุนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมบูรณาการรัฐ-เอกชน พัฒนาบุคลากร เปิดรับการลงทุน ยกระดับไทยขึ้นแท่นฮับเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน พร้อมแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและเอกชนมาร่วมเป็นกรรมการ ได้แก่ รมว.ต่างประเทศ, รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, รมว.พลังงาน, รมว.อุตสาหกรรม, เลขาธิการสภาพัฒน์, เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ม.ล.ชโยทิต กฤดากร, วุฒินันท์ เจียมศักดิ์ศิริ และ ศุภกร คงสมจิตต์ โดยมีเลขาธิการ BOI เป็นกรรมการและเลขานุการ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ฯ จะทำหน้าที่กำหนดทิศทางนโยบายและเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (Semiconductor and Advanced Electronics) พร้อมทั้งจัดทำแผนแม่บท (Roadmap) ของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นรูปธรรมและครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านการส่งเสริมการลงทุน, การกำหนดสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม, การพัฒนาบุคลากรทักษะสูงทั้งในระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา, การพัฒนาซัพพลายเชน และการพัฒนาระบบนิเวศที่จำเป็นต่อการสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรม 

 

“บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ฯ จะมีหน้าที่พิจารณาแผนงานและโครงการต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ และบูรณาการติดตามให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม”

 

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ถือเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ในระดับโลก ซึ่งมีการแข่งขันดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศที่รุนแรง เนื่องจากเป็นหัวใจสำคัญของหน่วยประมวลผลและผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีขั้นสูงเกือบทุกประเภท 

 

ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์, สมาร์ทโฟน, ยานยนต์ไฟฟ้า, เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ, เครื่องมือแพทย์, ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ รวมถึงเทคโนโลยี AI ต่างๆ โดยอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงมีแนวโน้มการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และจะทวีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต จากการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศ

 

การแต่งตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ฯ จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมียุทธศาสตร์และแผนพัฒนาอุตสาหกรรมที่ชัดเจน ช่วยเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย 

 

นอกจากนี้การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญโดยเป็นประธานบอร์ดด้วยตนเอง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาค อีกทั้งจะช่วยให้การประสานนโยบายและมาตรการต่างๆ ของภาครัฐเป็นไปอย่างมีเอกภาพ มีเป้าหมายร่วมกัน และเกิดความรวดเร็วในการทำงาน ซึ่งเป็นหัวใจของการแข่งขันในเวทีโลก

The post ‘แพทองธาร’ นั่งประธานบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ หนุนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดันไทยเป็นฮับของภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ หลักสูตรนานาชาติใหม่ วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ https://thestandard.co/semiconductor-engineering-chula/ Mon, 21 Oct 2024 08:16:50 +0000 https://thestandard.co/?p=998459

‘เซมิคอนดักเตอร์: กุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิ […]

The post ‘วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ หลักสูตรนานาชาติใหม่ วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘เซมิคอนดักเตอร์: กุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย’

 

ในโลกปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการแข่งขันสูงและท้าทาย ภาคส่วนต่างๆ ล้วนต้องปรับตัวให้ทันต่อโอกาสที่กำลังเข้ามา เพราะหากไม่เตรียมพร้อมอาจทำให้ตกขบวนได้ 

 

หนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่ทั่วโลกต่างมีความต้องการสูงคือ ‘อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ ที่กำลังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจในประเทศไทย

 

ชิปขนาดเล็กแต่ทรงพลังเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนสรรพสิ่ง ตั้งแต่สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์การแพทย์และระบบควบคุมขั้นสูงในยานยนต์ไฟฟ้า การขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี รวมถึงการตอบรับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI), Internet of Things (IoT) และเครือข่าย 5G ผลักดันให้เกิดความต้องการโซลูชันเซมิคอนดักเตอร์ที่ซับซ้อนและเฉพาะทางมากขึ้น ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย

 

การเติบโตของเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทย

 

McKinsey & Company คาดการณ์ไว้ว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะเติบโตขึ้นจากมูลค่าประมาณ 6 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2021 ไปสู่ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 แสดงถึงความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ของโลกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ประเทศไทยจึงปรับบทบาทจากผู้เล่นกลางน้ำและปลายน้ำ มุ่งเข้าไปเป็นผู้เล่นต้นน้ำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ด้วยการจะเป็นฐานในการผลิตชิปที่มีความซับซ้อน และเป็นผู้ออกแบบชิป เช่น BOI ที่สนับสนุนบริษัทร่วมทุน ‘ฮานา-ปตท.’ สร้างโรงงานผลิตชิปชนิดซิลิคอนคาร์ไบด์แห่งแรกของไทย และสนับสนุนให้บริษัทชั้นนำระดับโลกเข้ามาลงทุนโครงการ Data Center เช่น Amazon Web Services จากสหรัฐอเมริกา ลงทุนสร้าง Data Center 3 แห่งในไทยมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทภายในปี 2580

 

‘วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ หลักสูตรนานาชาติใหม่จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

 

นอกจากการลงทุนโดยภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ต้องมุ่งไปข้างหน้า สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือการลงทุนเพื่อสร้างบุคลากรเฉพาะทางที่มีขีดความสามารถสูงและมีทักษะสำคัญต่ออุตสาหกรรมต้นน้ำดังกล่าว ด้วยการออกแบบหลักสูตรของมหาวิทยาลัยร่วมกับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสของประเทศไทยในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย ตระหนักถึงโอกาสดังกล่าว จึงเปิดหลักสูตร ‘วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ หลักสูตรนานาชาติ (SEMI) ในปีการศึกษา 2568 ที่กำลังจะมาถึง เพื่อเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตรุ่นใหม่เข้าสู่การทำงานในหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดแห่งศตวรรษนี้ โดยเซมิคอนดักเตอร์ทำหน้าที่เป็นแกนหลักทางวัสดุในทุกการประมวลผลข้อมูลและบริการคลาวด์บนโลกใบนี้

 

SEMI ถือเป็นหลักสูตรใหม่ที่มุ่งผลิตวิศวกรเซมิคอนดักเตอร์ที่มีทักษะเพื่อตอบสนองความต้องการในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยมีความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาในต่างประเทศ มุ่งเน้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ชิปสำหรับการประมวลผล AI ชิปสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV Chips) รวมถึงอุปกรณ์โฟโตนิกส์ (Photonic Devices) และวัสดุในระดับนาโน (Nanomaterials) โดยจะเปิดรับสมัครทั้งนิสิตไทยและนิสิตต่างชาติ และมีแผนจะพัฒนาเป็นหลักสูตรสองปริญญา (Double Degree) ร่วมกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ พร้อมทั้งมีรายวิชาการฝึกงานในสถานประกอบการชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอีกด้วย

 

นอกจากนี้ นักศึกษาที่สมัครเรียนในหลักสูตรนี้ยังมีโอกาสขอรับทุนการศึกษา โดยจะให้ทุนใน 2 รูปแบบ คือ 

 

  1. ทุน ISE 100 ครอบคลุมค่าธรรมเนียมพิเศษทั้งหมดเป็นเวลา 1 ปี จำนวน 3 ทุนต่อปี

 

  1. ทุน ISE 50 ครอบคลุมค่าธรรมเนียมพิเศษครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 1 ปี จำนวน 7 ทุนต่อปี

 

ทั้งนี้ นิสิตของหลักสูตรสามารถสมัครขอรับทุนได้ในช่วงก่อนเปิดเทอมต้นของแต่ละปีการศึกษา โดยหลักสูตรจะพิจารณาคัดเลือกผู้สมควรได้รับทุนจากผลการเรียนของนิสิต

 

ผู้ที่สนใจและต้องการมีบทบาทสำคัญหรือเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพร้อมเปิดรับสมัครในรอบ Admission ยื่นใบสมัครระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 26 มีนาคม 2568 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://ee.eng.chula.ac.th/bachelor-of-engineering-in-semiconductor-engineering/

 

อ้างอิง:

The post ‘วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ หลักสูตรนานาชาติใหม่ วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภานโยบาย อววน. ตั้งเป้าผลิตกำลังคนรองรับเซมิคอนดักเตอร์ภายใน 5 ปี พร้อมเห็นชอบระบบสะสมหน่วยกิตทำงานเทียบวุฒิสู่อาชีพที่อยากทำ https://thestandard.co/higher-education-policy-council-meeting/ Fri, 18 Oct 2024 09:19:21 +0000 https://thestandard.co/?p=997683

วันนี้ (18 ตุลาคม) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นปร […]

The post สภานโยบาย อววน. ตั้งเป้าผลิตกำลังคนรองรับเซมิคอนดักเตอร์ภายใน 5 ปี พร้อมเห็นชอบระบบสะสมหน่วยกิตทำงานเทียบวุฒิสู่อาชีพที่อยากทำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (18 ตุลาคม) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (อววน.) ครั้งที่ 3/2567 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยมี ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมการประชุม

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุมว่า การประชุมวันนี้มีสาระสำคัญที่มุ่งเน้นไปในการทำงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำมาต่อยอดอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศให้สามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ดึงดูดนักลงทุน และสร้างประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอุตสาหกรรม 4 + 2 วาระเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง

 

4 อุตสาหกรรม ประกอบด้วย

  • อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
  • อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI)
  • อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
  • อุตสาหกรรมการแพทย์ขั้นสูง

 

2 วาระอุตสาหกรรมเพื่ออนาคต ประกอบด้วย

  • เปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาด
  • การสร้างความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

นายกรัฐมนตรียังย้ำถึงการพัฒนาบุคลากรให้สามารถตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรม รวมไปถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนาทักษะ Upskill และ Reskill ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยสร้างแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ให้กับประชาชนผ่านระบบคลังหน่วยกิตกลาง (National Credit Bank: NCB) สร้างโอกาสทางการศึกษาให้ทุกช่วงวัย

 

ด้าน จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบกรอบแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงตามความต้องการของประเทศ รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม

 

นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างข้อเสนอโครงการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของประเทศ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การผลิตกำลังคน การยกระดับผู้ประกอบการ ไปจนถึงการพัฒนาศูนย์ทดสอบ โดยในระยะเวลา 5 ปี รัฐบาลตั้งเป้าผลิตกำลังคนเฉพาะทางด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่ต่ำกว่า 80,000 คน เพื่อรองรับการลงทุนที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้น รวมถึงเพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ จากต่างประเทศ ผ่านหลักสูตรในรูปแบบใหม่ๆ ที่ได้ออกแบบร่วมกันกับภาคอุตสาหกรรม หรือหลักสูตร Sandbox ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

 

รวมทั้งยังมีโครงการจัดตั้ง Training Center จำนวน 6 แห่งทั่วประเทศ เพื่อยกระดับและเพิ่มพูนทักษะใหม่ๆ ให้แก่กำลังแรงงานที่อยู่ในระบบ รวมถึงการวิจัยร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน และเห็นชอบโครงการระบบคลังหน่วยกิตกลาง (NCB) ซึ่งในอนาคตผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยกิตหรือเทียบโอนหน่วยกิตที่ได้จากการทำงานหรือประสบการณ์วิชาชีพต่างๆ เพื่อนำหน่วยกิตที่ได้ไปเทียบเป็นคุณวุฒิต่างๆ ได้ และผู้เรียนจะสามารถรู้ได้ว่าตนเองยังขาดทักษะหรือความรู้ในด้านใด และจำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกประสบการณ์ด้านใดเพิ่มเติม เพื่อนำตนเองไปสู่เป้าหมายอาชีพที่ต้องการทำในอนาคตได้

 

จิรายุกล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่สามารถมอบรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้กับประชากรทุกกลุ่มโดยไม่มีข้อจำกัดด้านอายุและวุฒิการศึกษา

 

นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณด้านการอุดมศึกษา และกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินรวมทั้งสิ้น 160,136 ล้านบาท โดยงบประมาณด้านการอุดมศึกษาประมาณ 115,000 ล้านบาท จะถูกนำไปใช้ในการผลิตและพัฒนากำลังคนทั้งในระบบปริญญาและหลักสูตรระยะสั้น ตั้งเป้าผลิตนักศึกษาในหลักสูตรที่สอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศกว่า 670,000 คน และกลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์กว่า 133,000 คน

The post สภานโยบาย อววน. ตั้งเป้าผลิตกำลังคนรองรับเซมิคอนดักเตอร์ภายใน 5 ปี พร้อมเห็นชอบระบบสะสมหน่วยกิตทำงานเทียบวุฒิสู่อาชีพที่อยากทำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค้นหาเส้นทางพาไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก ที่ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024 https://thestandard.co/semiconductor-strategy-thailands-path-to-tech-leadership/ Tue, 08 Oct 2024 12:08:12 +0000 https://thestandard.co/?p=993388

📌 Semiconductor Strategy: Thailand’s Path to Tech Leade […]

The post ค้นหาเส้นทางพาไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก ที่ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

📌 Semiconductor Strategy: Thailand’s Path to Tech Leadership

กลยุทธ์เซมิคอนดักเตอร์: เส้นทางของไทยสู่การเป็นผู้นำเทคโนโลยี

 

ไทยตกขบวนแล้วหรือยังในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หนทางในการสร้าง New S-Curve เป็นไปได้ไหม ร่วมหาคำตอบและวางกลยุทธ์ เพิ่มโอกาสในการก้าวสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก

 

☑ ภาพรวมซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก

☑ บทบาทปัจจุบันของประเทศไทยในอุตสาหกรรมนี้

☑ สิ่งที่ประเทศไทยยังขาด หากต้องการมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

☑ ไต้หวัน มาเลเซีย เวียดนาม ร่วมเรียนรู้บทเรียนจากประเทศคู่แข่ง

 

🔥 บัตรเข้างานได้ทั้ง 3 วัน! ในราคา 3,990.-

🔥 พิเศษ ซื้อบัตรแบบ 1 วัน ในราคาเพียงใบละ 1,590.-

 

เปิดจำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ Zipevent (ติดตามรายละเอียดในคอมเมนต์)

 

แล้วพบกันวันที่ 13-15 พฤศจิกายน 2567

ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน

 


 

ครบที่สุดแห่งปี! ไม่ตกเทรนด์ปี 2025 ด้วยงานเดียว

🔥 บัตร Early Bird จำนวนจำกัด ส่วนลดมากกว่า 2,000.- 

ดูรายละเอียดที่ https://bit.ly/tsef2024PTSSSMCDTSEG08

 

THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024

🔺 บัตรใบเดียวเข้างานได้ 3 วันเต็ม 

วันที่ 13-15 พฤศจิกายน 2567 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน

🔺 เลือกซื้อบัตร 1 วันได้ในราคาพิเศษ เพียงใบละ 1,590.-

🔺 เนื้อหาเจาะลึกเมกะเทรนด์ปี 2025 เศรษฐกิจ / AI / ภูมิรัฐศาสตร์ / EV 

🔺 ฟังอินไซต์จากผู้ออกแบบนโยบายจริง วางแผนอะไร คิดอะไรอยู่ 

 

ซื้อบัตรองค์กร ติดต่อ [email protected]

หรือ 0 2079 5428 กด 6 (เวลาทำการ 10.00-18.00 น.)

The post ค้นหาเส้นทางพาไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก ที่ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วงการชิปเดือด Qualcomm จ้องซื้อกิจการ Intel ดีลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเทค หวังครองตลาดชิปคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ https://thestandard.co/qualcomm-makes-offer-to-acquire-intel/ Sat, 21 Sep 2024 06:30:07 +0000 https://thestandard.co/?p=986270

Qualcomm ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปสัญชาติอเมริกัน ได้ยื่นข้อเ […]

The post วงการชิปเดือด Qualcomm จ้องซื้อกิจการ Intel ดีลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเทค หวังครองตลาดชิปคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Qualcomm ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปสัญชาติอเมริกัน ได้ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ Intel คู่แข่งสำคัญในวงการ ซึ่งหากสำเร็จจะกลายเป็นหนึ่งในการควบรวมกิจการที่ใหญ่ที่สุด และมีผลกระทบมากที่สุดในรอบหลายปีสำหรับวงการเทคโนโลยีของโลก

 

The Wall Street Journal รายงานเรื่องนี้ว่า Intel กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ 50 ปีของบริษัท โดยราคาหุ้นลดลงถึง 60% ในปีนี้ และ Market Cap ลดลงจาก 2.9 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2020 เหลือเพียง 9 หมื่นล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน 

 

ขณะที่ Qualcomm นั้นมี Market Cap อยู่ที่ 1.85 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 17% ในปีนี้ ถือเป็นผู้จัดหาชิปชั้นนำสำหรับสมาร์ทโฟน รวมถึงชิปที่จัดการการสื่อสารระหว่างโทรศัพท์และเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์ที่สำคัญที่สุดสำหรับ iPhone ของ Apple และอุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมาย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

การเข้าซื้อกิจการ Intel จะช่วยขยายขอบเขตธุรกิจของ Qualcomm อย่างมีนัยสำคัญ โดยจะเสริมธุรกิจชิปโทรศัพท์มือถือด้วยชิปจาก Intel ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและเซิร์ฟเวอร์

 

ทั้ง Intel และ Qualcomm ต่างก็พยายามที่จะได้รับประโยชน์จากความเฟื่องฟูของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยการเพิ่มฟีเจอร์ AI ในโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ แม้ว่าทั้งสองบริษัทจะถูกบดบังรัศมีโดย NVIDIA ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านชิป AI

 

อย่างไรก็ตาม การทำข้อตกลงครั้งนี้อาจไม่ง่ายนัก เนื่องจากขนาดของดีลมีแนวโน้มที่จะดึงดูดการตรวจสอบด้านการต่อต้านการผูกขาด แม้ว่าอาจมีมุมมองว่าเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ ด้านชิปก็ตาม แต่เพื่อให้การทำข้อตกลงสำเร็จ Qualcomm อาจต้องขายสินทรัพย์หรือบางส่วนของ Intel ให้กับผู้ซื้อรายอื่น

 

การเข้าซื้อกิจการของ Qualcomm เกิดขึ้นหลังจากความพยายามพลิกฟื้นธุรกิจของ Intel มานานกว่า 3 ปีภายใต้การนำของ Pat Gelsinger แต่ยังไม่เห็นผลที่ชัดเจน โดย Intel เคยเป็นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกตาม Market Cap แต่ตอนนี้ตามหลังคู่แข่ง เช่น Qualcomm, Broadcom, Texas Instruments และ AMD

 

ในเดือนสิงหาคม หลังจากรายงานผลประกอบการไตรมาสที่น่าผิดหวัง Intel ประกาศแผนที่จะปลดพนักงานหลายพันคนและระงับการจ่ายเงินปันผลเพื่อลดต้นทุน

 

เมื่อเดือนที่แล้ว Pat Gelsinger วางแผนที่จะลดต้นทุนมากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 หลังจากที่บริษัทรายงานผลขาดทุน 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสที่ 2 เทียบกับกำไร 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า

 

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา Intel ประกาศว่าจะแยกการดำเนินงานด้านการผลิตชิปและการออกแบบชิปออกจากกัน ระงับโครงการโรงงานในเยอรมนีและโปแลนด์เป็นเวลา 2 ปี และระงับโครงการผลิตในมาเลเซียจนกว่าความต้องการจะกลับมา รวมถึงมาตรการอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง

 

อ้างอิง:

The post วงการชิปเดือด Qualcomm จ้องซื้อกิจการ Intel ดีลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเทค หวังครองตลาดชิปคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
WHA มอง ปีแห่งยุคทองนิคมไทย นักลงทุนแห่ย้ายฐานผลิตชิป, EV, PCB และ Data Center มายังอาเซียน พร้อมจับตาเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนโยบาย America First https://thestandard.co/the-golden-age-of-thai-industrial-estates/ Thu, 12 Sep 2024 06:57:39 +0000 https://thestandard.co/?p=982659

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาเซียนกลายเป็นแหล่งดึงดูดการลง […]

The post WHA มอง ปีแห่งยุคทองนิคมไทย นักลงทุนแห่ย้ายฐานผลิตชิป, EV, PCB และ Data Center มายังอาเซียน พร้อมจับตาเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนโยบาย America First appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาเซียนกลายเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอย่างเห็นได้ชัด หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ซึ่งอาเซียนรวมถึงไทยเป็นหนึ่งในหมุดหมายที่บริษัทต่างๆ จะเข้าไปลงทุนมากขึ้น 

 

โดย จรีพร จารุกรสกุล แม่ทัพหญิงแห่ง WHA มองว่า ก่อนไปถึงปลายปี ปีนี้ถือเป็นยุคทองของนิคมไทยที่นักลงทุนย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่อย่างเซมิคอนดักเตอร์, EV, PCB และ Data Center

 

จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจภาพรวมในช่วงไตรมาส 4 และภาพรวมครึ่งหลังของปี 2567 ‘มีแนวโน้มที่แข็งแกร่ง’ เนื่องจากธุรกิจสอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลก โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ ซึ่งปีนี้ WHA Group ก้าวสู่การเป็น Tech & Sustainable Company เต็มรูปแบบ 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แง้มดีลใหญ่ปลายปี

 

ปัจจัยสำคัญคือ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายฐานการผลิต (Relocation) มายังภูมิภาคอาเซียน โดยเริ่มเห็นสัญญาณที่แข็งแกร่งมากขึ้นในช่วงต้นปีนี้ 

 

“ต้องบอกว่าขณะนี้ถือเป็นยุคทองของนิคมอุตสาหกรรมไทยและอาเซียน ซึ่งจะต่อเนื่องไปอีก 1-2 ปี ที่สำคัญไทยจะได้รับอานิสงส์คลื่นการลงทุน ทั้งไม่ใช่แค่จีน แต่ยังมีไต้หวันและสหรัฐฯ ด้วย โดยส่วนใหญ่สนใจลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV), เซมิคอนดักเตอร์, PCB, Data Center และอุตสาหกรรมซัพพลายเชน ส่งผลให้ขณะนี้บริษัทต้องปรับเป้ายอดขายที่ดินในปีนี้เพิ่มขึ้นจากเดิม 2,275 ไร่ เป็น 2,500 ไร่”

 

นอกจากนี้ เร็วๆ นี้จะมีข่าวดี ซึ่งบริษัทได้เซ็นสัญญาดีลใหญ่ไปแล้ว โดยเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ซื้อที่ดินราว 400 ไร่ และยังมีการเจรจาเพิ่มพื้นที่อีกกว่า 600 ไร่ ซึ่งขณะนี้ยังเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในเดือนตุลาคมนี้ รวมไปถึงค่ายรถ EV ที่ไม่ใช่เพียงค่าย EV จีนที่ยังอยู่ระหว่างตัดสินใจขั้นตอนสุดท้าย

 

ขณะเดียวกันการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน จรีพรบอกกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ยอมรับว่าในบางธุรกิจนักลงทุนบางรายอาจจะต้องรอผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก่อนตัดสินใจลงทุน แต่ไม่ว่าตัวแทนพรรคจะเป็นเดโมแครตหรือรีพับลิกัน โดนัล ทรัมป์ จะกลับมา หรือ คามาลา แฮร์ริส จะขึ้นมาเป็นผู้นำของสหรัฐฯ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนโยบายสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ ก็ยังมองแบบคนอเมริกันคือ ยึดความเป็น America First อเมริกาต้องมาก่อน และไม่ยอมให้เบอร์ 2 ขึ้นมาแทนที่ การหาเสียงของพรรคการเมืองจะยังมองจีนเป็นผู้ร้ายเสมอ ถ้ายังจำได้ 4 ปีที่แล้วตอนไบเดนหาเสียงก็เป็นเช่นนี้ 

 

ดังนั้นสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ จะยังเกิดขึ้นต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจคือ อาเซียนและไทยจะได้รับประโยชน์จากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิต 

 

เตรียมเพิ่มที่ดินอีกหมื่นไร่ ลุ้นทำสถิติ All Time High ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 เล็งเป้าใหม่ ‘อินโดนีเซีย’

 

จรีพรย้ำว่า จากปัจจัยทั้งหมดมั่นใจว่าในช่วงครึ่งหลังภาพรวมรายได้และส่วนแบ่งกำไรของกลุ่มบริษัทฯ ปีนี้จะทะลุ 15,000 ล้านบาท มีอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจัดหน่าย (EBITDA) สูงกว่า 50% ลุ้นทำสถิติ All Time High ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 

 

“ยอดขายที่ดินในไทยยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ขณะที่เวียดนามก็เติบโตและกำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนา เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ปี 2568 อีกทั้งบริษัทยังคงเดินหน้าเพิ่มที่ดินนิคมอุตสาหกรรมเกือบ 10,000 ไร่ในไทยให้เข้าสู่พอร์ตโฟลิโอในอีก 4 ปีข้างหน้า และมองประเทศอื่นๆ ที่น่าสนใจไปลงทุนนั่นคืออินโดนีเซีย” จรีพรกล่าว

 

จากปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมใหม่ 6 โครงการ เป็นการพัฒนาโครงการใหม่ 4 แห่ง และขยายพื้นที่โครงการเดิมอีก 2 แห่ง พร้อมอยู่ระหว่างหารือกับพันธมิตร สร้างคอนโดมิเนียม และรองรับนักลงทุนในพื้นที่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมอีกด้วย

 

มองมุมต่าง ‘จีนทำ EV ศูนย์เหรียญ’

 

จรีพรระบุอีกว่า กรณีที่หลายบทความกล่าวถึงการเข้ามาตั้งโรงงานรถยนต์ไฟฟ้าในไทยทำให้เกิด EV ศูนย์เหรียญนั้น มองว่า เหตุผลที่นักลงทุนเลือกเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เป็นเพราะไทยมีความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ซัพพลายเชน และอีโคซิสเต็มของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง รวมทั้งมีแรงงานทักษะสูง ดังนั้นเมื่อมาลงทุนที่ไทยก็จะสามารถผลิตได้ทันทีโดยไม่ต้องสร้างใหม่ทั้งหมด และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ ควบคู่กับ Local Content 

 

อีกทั้งไทยยังมีนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน สิทธิประโยชน์การลงทุนจาก BOI และการตอบรับของตลาดภายในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนที่เริ่มประกาศใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยซ้ายเพิ่มเติมจากการเป็นฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวา เพื่อให้ต้นทุนการผลิตและเทคโนโลยีการผลิตสามารถแข่งขันได้ 

 

ฝากการบ้านรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง 1

 

ขณะเดียวกันนโยบายการลงทุนที่อยากเสนอต่อรัฐบาลใหม่คือ การเดินหน้าออกไปโรดโชว์ต่างประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุน รวมทั้งการพัฒนาพื้นที่การลงทุนเพิ่มเติมในภูมิภาคอื่นๆ นอกจากเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นโครงการที่ดี และเชื่อว่ารัฐบาลต้องเดินหน้าต่อไปอยู่แล้ว ทั้งยังจะเป็นเรื่องดียิ่งขึ้นหากจะมีการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เพื่อเชื่อมต่อไปถึงโครงการแลนด์บริดจ์ให้เกิดเป็นรูปธรรม จะเกิดประโยชน์อย่างมากในอนาคต

 

นอกจากนี้ในฐานะภาคเอกชน ก็มีความกังวลเรื่องปัญหาเศรษฐกิจในหลายประเด็น ทั้งปัญหาการขยายตัวด้านเศรษฐกิจของประเทศ (GDP) ในระดับต่ำ และปัญหาสถานการณ์หนี้ในประเทศที่สูง

 

โดยเฉพาะหนี้ภาคครัวเรือนและหนี้ SMEs ที่อยู่ในภาวะน่ากังวล อีกทั้งสถาบันการเงินยังมีความเข้มงวดในการปล่อยกู้เพิ่มมากขึ้น และยังมีปัญหาความเชื่อมั่นในภาคตลาดทุน ส่งผลให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีอันดับเครดิตเรตติ้งไม่ดีระดมทุนผ่านตลาดหุ้นและหุ้นกู้ เพื่อนำไปขยายธุรกิจได้ยากขึ้น

 

ส่วนมุมมองนโยบาย Entertainment Complex นั้นไม่ถนัดเรื่องของสถานบันเทิง และประเด็นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในเดือนหน้านั้น จรีพรระบุว่า อุตสาหกรรมในนิคม WHA ล้วนเป็นแรงงานที่มีทักษะสูง ซึ่งให้ค่าแรงมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว ประเด็นนี้จึงไม่มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนหรือลูกค้า WHA

 

จรีพรทิ้งท้ายถึงมุมมองกองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง บริษัทจะได้รับอานิสงส์จากการตั้งกองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง เนื่องจากหุ้น WHA และ WHART ติดอยู่ในลิสต์ที่กองทุนลงทุนได้ เพราะมี SET ESG Ratings ระดับ AA ขึ้นไป

The post WHA มอง ปีแห่งยุคทองนิคมไทย นักลงทุนแห่ย้ายฐานผลิตชิป, EV, PCB และ Data Center มายังอาเซียน พร้อมจับตาเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนโยบาย America First appeared first on THE STANDARD.

]]>
การต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของ Intel: เมื่อผู้นำชิปโลกพลาดโอกาสในยุค AI ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดและศรัทธาที่ดิ่งลงของนักลงทุน https://thestandard.co/intel-survival-ai-era-challenges/ Sun, 11 Aug 2024 11:01:46 +0000 https://thestandard.co/?p=970114

Intel กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาส […]

The post การต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของ Intel: เมื่อผู้นำชิปโลกพลาดโอกาสในยุค AI ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดและศรัทธาที่ดิ่งลงของนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>

Intel กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ที่น่าผิดหวัง ยอดขายที่ลดลงในตลาดสำคัญ และต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากการลงทุนเพื่อพลิกโฉมการผลิต ทำให้ Intel ต้องดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการปลดพนักงาน 15% ของทั้งหมด ลดค่าใช้จ่ายด้านทุนสำหรับการสร้างและติดตั้งโรงงานผลิต และระงับการจ่ายเงินปันผลที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 1992

 

การปรับโครงสร้างครั้งล่าสุดนี้นำไปสู่การเทขายหุ้น Intel อย่างหนัก ราคาหุ้นลดลงกว่า 25% ในวันถัดจากการรายงานผลประกอบการเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม และลดลงอีก 8% นับตั้งแต่นั้น ทำให้มูลค่าหุ้น Intel ลดลงถึง 68% นับตั้งแต่ Pat Gelsinger ซีอีโอ ประกาศแผนฟื้นฟูบริษัทในช่วงต้นปี 2021 ขณะที่ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 39% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

วิกฤตครั้งนี้ของ Intel เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยปัญหาหลักคือยอดขายที่ลดลงในตลาดสำคัญๆ โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center ที่เคยเฟื่องฟูได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่งอย่าง AMD ในส่วนของ CPU สำหรับเซิร์ฟเวอร์ และ NVIDIA ในส่วนของ GPU ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว 

 

ยอดขายในส่วน Data Center ของ Intel คาดว่าจะอยู่ที่ 1.26 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งลดลงกว่าครึ่งหนึ่งจากจุดสูงสุดเมื่อ 4 ปีก่อน

 

ที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของตลาดไปสู่การลงทุนใน AI และ NVIDIA โดยเฉพาะ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ Intel คาดการณ์ไว้เมื่อ 3 ปีก่อน ตอนที่วางแผนทุ่มเงินมหาศาลเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้ทันกับ TSMC คู่แข่งจากไต้หวัน แต่ความพยายามดังกล่าวยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ส่งผลให้โรงงานผลิตของ Intel ไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ และเกิดค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

 

Chris Caso จาก Wolfe Research กล่าวว่า “ปัญหาในมุมมองของเราคือ Data Center ที่เน้นใช้เซิร์ฟเวอร์ซึ่ง Intel สร้างโรงงานผลิตเพื่อรองรับนั้นไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว แต่ถูกแทนที่ด้วยการใช้จ่ายด้าน AI ที่ Intel พลาดไป”

 

จุดนี้เองทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มหมดความเชื่อมั่นใน Intel สะท้อนจากราคาหุ้นของบริษัทได้ร่วงลงต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนให้คุณค่ากับ Intel น้อยกว่ามูลค่าของสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง

 

นักวิเคราะห์มีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางที่ Intel ควรดำเนินต่อไป บางคนคิดว่าบริษัทควรเน้นที่การฟื้นฟูความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ แม้ว่าจะต้องแลกกับการเสียสละธุรกิจ Foundry ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจใหม่ซึ่งดูแลในเรื่องการผลิตชิปของบริษัท 

 

ในขณะที่บางคนคิดว่าบริษัทควรเน้นที่การหาลูกค้ารายใหญ่เพิ่มเติมสำหรับธุรกิจ Foundry เนื่องจากโอกาสในการแข่งขันในตลาดสำคัญๆ เช่น GPU สำหรับ Data Center ดูริบหรี่

 

ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางใด การฟื้นตัวของ Intel คงต้องใช้เวลา และการตัดเงินปันผลก็ทำให้นักลงทุนยิ่งรู้สึกไม่มั่นคง อย่างไรก็ตาม บทบาทสำคัญของ Intel ในอุตสาหกรรมที่ถือว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงบริษัทไว้ได้ 

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ให้การสนับสนุน Intel ผ่าน CHIPS Act ด้วยเงินทุนกว่า 8.5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยในการสร้างโรงงานผลิตใหม่ในรัฐแอริโซนาและโอไฮโอ ซึ่งอาจเป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลไม่ต้องการให้ปัญหาของ Intel ลุกลามจนถึงขั้นวิกฤต และอาจเป็นความหวังเดียวที่เหลืออยู่ของ Intel ในตอนนี้

 

ที่เป็นอย่างนั้นเพราะ Intel ยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ โดยโรงงานผลิตปัจจุบันของบริษัทคิดเป็นประมาณ 41% ของกำลังการรผลิตชิปที่ใช้กันมากที่สุดในตลาดหลักๆ

 

Caso ตั้งข้อสังเกตว่า “เมื่อพิจารณาถึงความอ่อนไหวต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ เราไม่เชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะปล่อยให้ปัญหาของ Intel ลุกลามจนถึงขั้นวิกฤตได้”

 

อนาคตของ Intel ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือ บริษัทต้องเร่งปรับตัวและพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และกลับมาสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนอีกครั้ง

 

อ้างอิง:

The post การต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของ Intel: เมื่อผู้นำชิปโลกพลาดโอกาสในยุค AI ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดและศรัทธาที่ดิ่งลงของนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ระบุ ไต้หวันควรจ่ายเงินให้สหรัฐฯ พร้อมอ้าง “ถูกเอาธุรกิจชิปไป 100%” https://thestandard.co/donald-trump-taiwan-should-pay/ Wed, 17 Jul 2024 10:48:07 +0000 https://thestandard.co/?p=959271

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ไต […]

The post ทรัมป์ระบุ ไต้หวันควรจ่ายเงินให้สหรัฐฯ พร้อมอ้าง “ถูกเอาธุรกิจชิปไป 100%” appeared first on THE STANDARD.

]]>

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ไต้หวันควรจ่ายเงินให้สหรัฐฯ สำหรับการให้ความคุ้มครอง พร้อมอ้างว่าไต้หวัน “ไม่ได้ให้อะไรเราเลย” โดยความคิดเห็นดังกล่าวเป็นการตอบคำถามว่า เขาจะปกป้องไต้หวันจากจีนหรือไม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์กับ Bloomberg Businessweek เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (16 กรกฎาคม)

 

“ไต้หวันควรจ่ายเงินให้เราสำหรับการคุ้มกัน คุณก็รู้ว่าเราไม่ต่างอะไรกับบริษัทประกันภัย ไต้หวันไม่ได้ให้อะไรเราเลย” ทรัมป์กล่าว พร้อมระบุว่า “(ไต้หวัน) ได้เอาธุรกิจชิปของเราไปประมาณ 100%”

 

สหรัฐฯ เคยเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ แต่แนวโน้มที่เปลี่ยนไปในอุตสาหกรรม เช่น บริษัทหลายแห่งเปลี่ยนจากการผลิตชิปด้วยตัวเองไปเป็นการจ้างผลิต นำไปสู่การเติบโตของบริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) และบริษัทอื่นๆ ของไต้หวัน 

 

ปัจจุบันคาดว่าไต้หวันมีสัดส่วนการผลิตชิปสูงสุดในโลก ประมาณ 66% จากข้อมูลของ TrendForce ขณะที่สหรัฐฯ น่าจะมีสัดส่วนการผลิตเพียง 6% โดย TSMC เป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่และก้าวหน้าที่สุดในโลก ซึ่งรับผิดชอบการผลิตชิปให้กับบริษัทอเมริกันรายใหญ่ เช่น Apple และ NVIDIA

 

ราคาหุ้น TSMC ปิดตลาดลดลง 2.4% ในไต้หวัน หลังจากความคิดเห็นของทรัมป์ถูกเผยแพร่

 

ทรัมป์กล่าวต่อว่า “พวกเขาเอาอุตสาหกรรมชิปของเราไปเกือบทั้งหมด เราไม่ควรปล่อยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเลย ตอนนี้เรากำลังให้เงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อให้พวกเขาสร้างชิปใหม่ในประเทศของเรา และจากนั้นพวกเขาก็จะเอาธุรกิจกลับไปที่ประเทศของพวกเขาด้วย”

 

ขณะที่หุ้นผู้ผลิตชิปทั่วโลกต่างปรับตัวลดลง โดยหุ้นของ ASML, NVIDIA และ TSMC ลดลง ท่ามกลางรายงานเกี่ยวกับข้อจำกัดการส่งออกที่เข้มงวดขึ้นจากสหรัฐฯ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจากคำพูดของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ 

 

หุ้น ASML ที่จดทะเบียนในเนเธอร์แลนด์ลดลง 6.5% ในการซื้อขายช่วงเช้าของยุโรป ขณะที่หุ้น Tokyo Electron ในญี่ปุ่นปิดลดลงเกือบ 7.5%

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ระบุ ไต้หวันควรจ่ายเงินให้สหรัฐฯ พร้อมอ้าง “ถูกเอาธุรกิจชิปไป 100%” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทำไมอุตสาหกรรม ‘เซมิคอนดักเตอร์’ โตเร็วสุดในเวียดนาม | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-05072024/ Fri, 05 Jul 2024 06:00:34 +0000 https://thestandard.co/?p=953933

ส่องเหตุผล ทำไมอุตสาหกรรม ‘เซมิคอนดักเตอร์’ โตเร็วสุดใน […]

The post ชมคลิป: ทำไมอุตสาหกรรม ‘เซมิคอนดักเตอร์’ โตเร็วสุดในเวียดนาม | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

ส่องเหตุผล ทำไมอุตสาหกรรม ‘เซมิคอนดักเตอร์’ โตเร็วสุดในเวียดนาม และยังคงเป็นเสือตัวใหม่แห่งเอเชีย

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ทำไมอุตสาหกรรม ‘เซมิคอนดักเตอร์’ โตเร็วสุดในเวียดนาม | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาเลเซียนำไปแล้วกี่ก้าว? รัฐบาลบรรจุอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นยุทธศาสตร์ชาติ ทุ่มแสนล้านดอลลาร์ปั้นวิศวกรทักษะสูง 60,000 คน https://thestandard.co/malaysia-targets-semiconductor-strategy/ Wed, 29 May 2024 08:36:49 +0000 https://thestandard.co/?p=938918 อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

หลังจากเห็นข่าวคราวของการลงทุนเทค ผู้นำด้าน Data Center […]

The post มาเลเซียนำไปแล้วกี่ก้าว? รัฐบาลบรรจุอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นยุทธศาสตร์ชาติ ทุ่มแสนล้านดอลลาร์ปั้นวิศวกรทักษะสูง 60,000 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

หลังจากเห็นข่าวคราวของการลงทุนเทค ผู้นำด้าน Data Center ของมาเลเซียกันมาบ้างแล้ว วันนี้มาเลเซียก็ไม่รอช้า ทุ่มสุดตัว! ใส่เม็ดเงินกว่าแสนล้านดอลลาร์เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 

 

โดยล่าสุดอัดฉีดเงินสนับสนุนปั้นคนเก่งเทคขั้นสูงป้อนอุตสาหกรรม พร้อมวางเป้าหมายชัด บรรจุเป็นยุทธศาสตร์ชาติใหม่ ผลักดันสู่ศูนย์กลางการผลิตของโลก ซึ่ง ‘อันวาร์ อิบราฮิม’ นายกรัฐมนตรีประกาศชัดว่า นับจากนี้มาเลเซียจะเป็นหมุดหมายปลายทางของโอกาสที่มีความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ Trade War รองรับบริษัทระดับโลก กระจายห่วงโซ่การผลิตมายังตลาดอาเซียน

 

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเปิดเผยในงาน Semicon SEA 2024 ที่กำลังจัดขึ้นในขณะนี้ที่กัวลาลัมเปอร์ว่า รัฐบาลมีเป้าหมายยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อผลักดันให้มาเลเซียให้เป็นศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาค โดยรัฐบาลจะทุ่มเม็ดเงินอย่างน้อย 5.3 แสนล้านริงกิต (1.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ตลอดทั้งห่วงโซ่ และเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก   

 

โดยแผนดังกล่าวได้บรรจุภายใต้แผนยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (NSS) ที่รัฐบาลจะจัดสรรเงินสนับสนุนบุคลากรไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านริงกิต (5.33 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในระยะ 5-10 ปีต่อจากนี้ เพื่อสนับสนุนการฝึกอบรมวิศวกรชาวมาเลเซียผู้มีความสามารถและมีทักษะสูง 60,000 คน และจะสนับสนุนผ่านกองทุนเพื่อความมั่งคั่งของมาเลเซีย เช่น กองทุน Khazanah Nasional

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

 

 

ส่องวิสัยทัศน์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 2 เฟส

 

อันวาร์ระบุอีกว่า ยุทธศาสตร์ชาติฉบับนี้จะแบ่งการพัฒนาเป็น 2 เฟส เริ่มจากเฟสแรกที่มุ่งเน้นการลงทุนโดยตรงในประเทศ (DDI) ไปที่การออกแบบแผงวงจรรวม (IC) อุปกรณ์การผลิตและบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง ควบคู่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เน้นสร้างโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์และ CPU อุปกรณ์ แผงวงจรอื่นๆ

 

ส่วนเฟสที่ 2 จะโฟกัสไปที่การก่อตั้งบริษัทในประเทศอย่างน้อยอีก 10 แห่ง ซึ่งต้องเป็นบริษัทด้านการออกแบบและการบรรจุขั้นสูงสำหรับชิปเซมิคอนดักเตอร์ ที่บริษัทนั้นต้องมีมูลค่าอยู่ระหว่าง 210-1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1 พันล้านริงกิต – 4.7 พันล้านดอลลาร์ริงกิต) ซึ่งในส่วนนี้ก็เพื่อยกระดับค่าแรงของชาวมาเลเซียให้สูงขึ้นด้วย

 

“วิจัย พัฒนา คือยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์หลักของมาเลเซียให้เป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก โดยเราจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยระดับโลกขับเคลื่อนนวัตกรรม” อันวาร์กล่าว

 

นอกจากนี้ อันวาร์ยังย้ำอีกว่า รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนและส่งเสริมการลงทุนพลังงานไฮโดรเจนสีเขียวและพลังงานทดแทน โดยมีเป้าหมายเพิ่มอีก 40% และจะผลักดันให้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานหลักของมาเลเซียภายในปี 2035 อีกด้วย


มาเลเซียครองสัดส่วน 13% ของตลาดโลก

 

THE STANDARD WEALTH สำรวจข้อมูล มาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศผู้มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลกมาตั้งแต่ 5 ทศวรรษมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันมาเลเซียครองสัดส่วน 13% ของตลาดโลก ด้านการบรรจุและทดสอบชิป 

 

และหากย้อนไปในช่วงที่ผ่านมา มาเลเซียสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุน 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทชั้นนำต่างๆ อีกทั้งเมื่อปีที่แล้วมีทั้ง Intel และ Infineon จากเยอรมนีประกาศลงทุน 5 พันล้านยูโร ระยะ 5 ปี เพื่อสร้างโรงงานผลิตพลังงาน Silicon Carbide ขนาด 200 มิลลิเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่มาเลเซียอีกด้วย

 

นอกจากมาเลเซียจะส่งเสริมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ดังข้างต้นแล้ว เร็วๆ นี้รัฐบาลยังได้เปิดตัวแพ็กเกจ ‘Golden Pass’ เพื่อกระตุ้นการลงทุน จูงใจบริษัทร่วมลงทุนและบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีชั้นนำของโลกเข้ามาในประเทศ 

 

พร้อมทั้งประกาศจัดตั้งศูนย์กลางการออกแบบชิปครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคในรัฐสลังงอร์ (Selangor) ซึ่งเป็นรัฐเขตอุตสาหกรรม ใกล้เมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์

 

ไทยลุยปั้นวิศวกรทักษะสูง 300 คน ป้อน 7 บิ๊กคอร์ปไต้หวัน 

 

สำหรับไทย นอกจากรัฐบาลมุ่งลงทุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า ก็มุ่งพัฒนาไปที่อุตสาหกรรมกลุ่มแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board: PCB) ป้อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยการเว้นภาษีนักลงทุน 8 ปี  

 

ล่าสุด นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสมาคมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ไต้หวัน จะจัด Job Matching เป็นครั้งแรก วันที่ 5 มิถุนายน เพื่อให้นักศึกษาจบใหม่ทำงานกับบริษัทผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ชั้นนำระดับโลกจากไต้หวัน 7 บริษัท นำโดยผู้ผลิต Advanced PCB อันดับ 1-2 ของโลก ได้แก่ บริษัท Zhen Ding Tech และบริษัท Unimicron นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิต PCB และบริษัทในซัพพลายเชนชั้นนำจากไต้หวันอีก 5 ราย ได้แก่ Gold Circuit Electronics, Dynamic Technology Manufacturing, Unitech, First Hi-Tec Enterprise และ Yankey Engineering ซึ่งบริษัทเหล่านี้ได้ตัดสินใจลงทุนในไทยเมื่อปีที่ผ่านมา โดยจะมีการจ้างงานรวมกว่า 5,000 คน 

 

ทั้งนี้ ระหว่างนี้รัฐบาลจะเน้นกลุ่มฝึกบุคลากรทักษะสูงสำหรับเตรียมโรงงานและการตั้งสายการผลิตในช่วงแรก รวมกว่า 300 ตำแหน่ง เงินเดือนเริ่มต้นเฉลี่ย 20,000-40,000 บาท

 

อ้างอิง: 

The post มาเลเซียนำไปแล้วกี่ก้าว? รัฐบาลบรรจุอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นยุทธศาสตร์ชาติ ทุ่มแสนล้านดอลลาร์ปั้นวิศวกรทักษะสูง 60,000 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง…ปัญหาที่แก้ไม่ตกของเวียดนาม ซัพพลายเชนอุตสาหกรรมชิปโลกอาจตกเป็นของมาเลเซียและอินเดีย? https://thestandard.co/vietnam-pledges-more-energy-security-as-chip-race-heats-up/ Sun, 12 May 2024 07:15:33 +0000 https://thestandard.co/?p=932422 energy

บิ๊กเทคระดับโลกเริ่มถอนการลงทุนออกจาก ‘จีน’ เพื่อลดความ […]

The post ไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง…ปัญหาที่แก้ไม่ตกของเวียดนาม ซัพพลายเชนอุตสาหกรรมชิปโลกอาจตกเป็นของมาเลเซียและอินเดีย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
energy

บิ๊กเทคระดับโลกเริ่มถอนการลงทุนออกจาก ‘จีน’ เพื่อลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ปีนี้ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามรับอานิสงส์ไปเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็น Apple Inc. ที่เริ่มย้ายฐานการผลิต Apple Watch, MacBook, AirPods และซัพพลายเออร์รายใหญ่ Luxshare Precision Industry, Foxconn, Samsung แต่เมื่อเวียดนามเจอปัญหาความมั่นคงทางพลังงานที่ยังแก้ไม่ตกอาจต้องคิดใหม่

 

แม้ว่าเวียดนามจะให้คำมั่นสัญญาว่าจะเพิ่มความมั่นใจโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงด้านพลังงานให้มากขึ้น เนื่องจากการแข่งขันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) เริ่มร้อนแรงอีกครั้งทั้งโลกและในภูมิภาค

 

ส่งผลให้เวียดนามต้องรับแรงกดดันจากประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียและอินเดียมากขึ้น

 

เป็นที่ทราบกันดีว่าฮานอย เวียดนาม เป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนชิป เนื่องด้วยรัฐบาลส่งเสริมมาตรการ ทั้งการยกเว้นภาษี ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัย และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การผลิตไฟฟ้า 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

ล่าสุด เจิ่น ดุย ดง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการวางแผนและการลงทุน ออกมาระบุว่า เขารู้ดีว่าเศรษฐกิจประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่วันนี้อาจต้องเร่งเครื่อง เนื่องจากการแข่งขันอุตสาหกรรมชิปเริ่มร้อนแรงมากขึ้น 

 

“ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้ากลายเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ของธุรกิจ และเรารู้ดีว่าโอกาสจะไม่รอประเทศใดทั้งนั้น” 

 

เวียดนามมองมาเลเซีย-อินเดียคู่แข่งสำคัญ

 

ขณะนี้ต้องจับตาคู่แข่งอย่างอินเดียที่ได้รับการอนุมัติการก่อสร้างโรงงานผลิตชิปแห่งแรก ในขณะที่มาเลเซียกำลังดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศไปพร้อมกับกระตุ้นการลงทุนของนักลงทุนในประเทศ

 

นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในยุคโควิด ทำให้บริษัทต่างๆ กระจายการผลิตออกจากจีน 

 

จึงเป็นจังหวะและโอกาสสำคัญของการลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมชิปของหลายๆ ประเทศ ที่นำมาพร้อมการสร้างการแข่งขันที่รุนแรง ความท้าทายการลงทุน และความพร้อมด้านแรงงาน

 

เจิ่นยอมรับว่า “ปัญหาพลังงานของเวียดนามคือ เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังน้ำลดน้อยลง มักสะเทือนความมั่นคงในการใช้ บ่อยครั้งจึงเกิดไฟฟ้าตก ติดๆ ดับๆ ซึ่งทำให้โรงงานบริษัทระดับโลกอย่าง Samsung ต้องหยุดชะงักในปี 2023” เจิ่นกล่าว

 

เนื่องจากการผลิตชิปเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ความแม่นยำสูง ซึ่งมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อการหยุดชะงักของความไม่เสถียรด้านพลังงาน

 

เจิ่นกล่าวอีกว่า ทางออกของเวียดนาม ณ เวลานี้อยู่ระหว่างนำโครงการพลังงานมาหารือ ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาด 500 เมกะวัตต์ที่วางไว้ในปลายปีนี้ เพื่อผลิตไฟฟ้าให้กับเวียดนามตอนเหนือที่เป็นพื้นที่เน้นการลงทุนด้านชิป

 

จำเป็นต้องนำเข้าถ่านหิน

 

โดยจะเพิ่มการนำเข้าถ่านหิน ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นความท้าทายเป้าหมายของพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่อาจสร้างปัญหาให้กับบริษัทต่างๆ ที่อาจกดดันจากเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน

 

อย่างไรก็ตาม เวียดนามเป็นที่ตั้งของบริษัทชิปหลายสิบแห่ง รวมถึงโรงงานทดสอบและประกอบที่ใหญ่ที่สุดของ Intel 

 

จากความพยายามในการก้าวข้ามการผลิตขั้นพื้นฐานในช่วงสองปีที่ผ่านมา ถึงวันนี้บริษัทได้จัดสรรงบประมาณสำหรับการสร้างศูนย์วิจัยชิป 4 แห่ง ในกรุงฮานอย 2 แห่ง และเมืองโฮจิมินห์และดานังที่ละ 1 แห่ง ซึ่งจะร่วมมือกับบริษัทเอกชน 

 

นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย 36 แห่ง เพื่อฝึกอบรมวิศวกรอย่างน้อย 50,000 คน 

 

โดยบริษัทชิปจากไต้หวันและสหรัฐฯ ให้ความสำคัญอย่างมากต่อแผนนโยบายดังกล่าว ซึ่งในเดือนเมษายนจะมีการประชุมกับผู้บริหารและนักวิชาการเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

ที่สำคัญ เร็วๆ นี้เวียดนามจะพิจารณาภาษีและมาตรการดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่เสนอให้กับนักลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงทั้งหมด

 

“เราจะปรับปรุงประเทศของเรา เพราะงบประมาณของรัฐที่ทุ่มไปจะมีความสำคัญอย่างมาก” เจิ่นกล่าวทิ้งท้าย

 

อ้างอิง: 

The post ไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง…ปัญหาที่แก้ไม่ตกของเวียดนาม ซัพพลายเชนอุตสาหกรรมชิปโลกอาจตกเป็นของมาเลเซียและอินเดีย? appeared first on THE STANDARD.

]]>