สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สวทช/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 20 Nov 2025 08:56:11 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก L’Oréal [Advertorial] https://thestandard.co/loreal-awards-women-asf-nano/ Thu, 20 Nov 2025 12:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1145525 เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial]

หนทางและความหวังในการพัฒนางานวิจัยเพื่อปกป้องเกษตรกรไทย […]

The post เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก L’Oréal [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial]

หนทางและความหวังในการพัฒนางานวิจัยเพื่อปกป้องเกษตรกรไทยและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ของ ดร. สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. และงานวิจัยที่เป็นความหวังใหม่สู้โรคเรื้อรัง ของ ดร.มัตถกา คงขาว ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กำลังสร้างผลกระทบเชิงสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็น “ต้นแบบวัคซีนโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” และ “การพัฒนาอนุภาคนาโนไขมันดัดแปลงพื้นผิวเพื่อนำส่งยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” จนสามารถคว้ารางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยสตรีไทย ในโครงการ “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ประจำปี 2568 จัดโดยลอรีอัล กรุ๊ป ประเทศไทย

 

ความสำเร็จที่นี้ ยังตอกย้ำอุดมการณ์ สวทช. ที่มุ่งสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนางานวิจัยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ตอบโจทย์ปัญหาสำคัญของชาติ และนำพาประเทศสู่ความยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand)

 

วัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร (ASF) สายพันธุ์ไทย ความหวังควบคุมโรคระบาด

 

ความหวังที่จะควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ ปกป้องเกษตรกรไทยและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ต้องใช้ทั้งแรงกาย กำลังใจ และความพยายามอย่างในฐานะนักวิจัยหญิงอายุน้อย ที่ต้องเข้ามารับบทบาทผู้นำในการนำเสนอผลงาน “ช่วงแรกไม่มีใครเชื่อว่างานวิจัยจะสำเร็จ” ดร. สพ.ญ.ฌัลลิกา กล่าว

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 1

 

เนื่องจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรหรือ African Swine Fever (ASF) เป็นโรคระบาดรุนแรงในสุกรที่เกิดจากเชื้อไวรัส African swine fever virus (ASFV) และเป็นโรคอุบัติใหม่ที่พบการระบาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2565 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้แก่อุตสาหกรรมสุกรไทย โดยเฉพาะในฟาร์มขนาดเล็กหรือขนาดกลาง คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท เกษตรกรจำนวนมากต้องปิดฟาร์ม ขาดรายได้ และตกอยู่ในภาวะหนี้สิน ขณะเดียวกันผู้บริโภคต้องประสบปัญหาราคาเนื้อสุกรพุ่งสูง รวมถึงการนำเข้าเนื้อสุกรเถื่อนจากต่างประเทศที่ไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงต่อโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่น โรคหูดับ หากมีการบริโภคเนื้อสุกรที่ปรุงไม่สุก

 

“ประเทศไทยยังไม่มีองค์ความรู้ เทคโนโลยีพื้นฐาน หรือแม้กระทั่งเรื่องของการพัฒนาวัคซีนที่แทบเรียกได้ว่าเป็นศูนย์ ระยะแรกมาตรการที่ใช้ควบคุมการระบาดจึงทำได้เพียงการสร้างระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ Biosecurity เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่เข้าหรือออกจากฟาร์ม แต่ด้วยต้นทุนการจัดการฟาร์มที่มีมูลค่าสูง จึงเป็นเรื่องยากที่ฟาร์มสุกรขนาดเล็กและกลางจะลงทุนไหว”

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 2

 

การวิจัยพัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพจึงเป็น ‘กุญแจสำคัญ’ ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาโรคระบาด ASF และนั่นคือโจทย์เร่งด่วนให้เธอและทีมวิจัยต้องเร่งเดินหน้าพัฒนา ‘วัคซีนต้นแบบป้องกันโรค ASF’ ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนงานการพัฒนา ‘วัคซีนสัตว์’ ภายใต้กลยุทธ์ S&T Implementation for Sustainable Thailand ของ สวทช. ที่มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยแก้ปัญหาสำคัญของชาติ และตอบโจทย์มิติการพึ่งพาตนเอง

 

การวิจัยและพัฒนาวัคซีนอาศัยฐานเทคโนโลยีแพลตฟอร์มที่ไบโอเทค สวทช. สั่งสมมายาวนาน จนสามารถพัฒนา “วัคซีน ASF ต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์” จาก “ไวรัสสายพันธุ์ไทย” ตัวแรกได้สำเร็จ

 

“ผลการศึกษาเบื้องต้นในระดับห้องปฏิบัติการชี้ว่า วัคซีนต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์มีประสิทธิผลสูง สามารถป้องกันโรค ASF ได้ถึง 70–100% และมีความปลอดภัย แม้ใช้ในขนาดโดสที่สูงก็ไม่ก่อให้เกิดโรครุนแรง”

 

ทั้งนี้ การทดสอบและประเมินประสิทธิผล ความปลอดภัย ผลข้างเคียง และการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันอย่างเป็นระบบในสุกร ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ เกษตรกร และสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์ม เพื่อศึกษาปัจจัยต่างๆ อย่างรอบด้าน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนหารือกับกรมปศุสัตว์และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมการทดสอบในระดับฟาร์มจริง โดยจะเริ่มทดสอบในฟาร์มขนาดเล็กภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดเพื่อเก็บข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิผลของวัคซีนต้นแบบในการป้องกันโรค ASF อย่างละเอียดก่อนที่จะขยายผลในวงกว้างต่อไป

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 3

 

หากวัคซีน ASF ต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ในฟาร์มจริงประสบความสำเร็จ ความหวังที่จะพัฒนาวัคซีนต่อสู้กับโรคระบาดในสุกร และช่วยฟื้นฟูฟาร์มสุกรขนาดเล็กและกลางให้หวนกลับมาทำอาชีพได้อีกครั้งของ ดร. สพ.ญ.ฌัลลิกา จะเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น

 

“ทุกวันนี้ แรงบันดาลใจสำคัญในการทำวิจัยคือ ‘เกษตรกรไทย’ แม้พวกเขาจะเคยสูญเสียทุกอย่างจากโรค ASF แต่พวกเขายังคงมีความหวังที่จะกลับมาเลี้ยงสุกรซึ่งเป็นอาชีพหลักและอาจเป็นอาชีพเดียวได้อีกครั้ง ดังนั้นถ้าวัคซีนที่พัฒนาขึ้นจะช่วยให้ฟาร์มเล็กๆ ของเกษตรกรฟื้นคืนกลับมาได้ และช่วยให้พวกเขามีรายได้และชีวิตที่ดีขึ้น ก็เป็นความภูมิใจสูงสุดในฐานะนักวิจัย”

 

“การวิจัยพัฒนาวัคซีน ASF ยังมีบทบาทในการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร รวมถึงลดการพึ่งพาวัคซีนจากต่างประเทศในอนาคต”

 

เธอบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยพัฒนาวัคซีน ASF หรือการวิจัยพัฒนาวัคซีนสัตว์อื่นๆ ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ต้องอาศัยความร่วมมือและผลักดันจากหลายภาคส่วนเพื่อสร้างความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และบริบทของกฎหมายที่จะช่วยส่งเสริมการผลิตวัคซีนสัตว์ที่มีมาตรฐานสากลและการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทางธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะทำให้ทีมวิจัยสามารถต่อยอดจากระดับห้องปฏิบัติการสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมได้ เป็นความหวังที่อยากให้เกิดการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้ผลิตวัคซีนสัตว์เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองและแข่งขันในภูมิภาคได้”

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 4

 

สำหรับเธอ การได้รางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยสตรีไทย เป็นเหมือนกำลังใจอันยิ่งใหญ่ และเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า มีคนมองเห็นคุณค่าในความพยายามและความอดทนของเธอ

 

“รู้สึกดีใจและภูมิใจที่แม้งานวิจัยการพัฒนาวัคซีนต้นแบบป้องกันโรค ASF จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ยังมีคนมองเห็นคุณค่าในความพยายามและความอดทนในการทำงานวิจัยที่เป็นเรื่องใหม่ โดยเฉพาะการทดสอบในสุกรซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญและทำงานภายใต้ข้อจำกัดมากมาย มันคือกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ให้เราและทีมวิจัยก้าวต่อไปในโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยให้สามารถแก้ปัญหาแก่เกษตรกรไทยได้จริง ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา กล่าว

 

“อนุภาคนาโนไขมันดัดแปลงพื้นผิว” ความหวังส่งยาแม่นยำ รักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ตรงจุด

 

สำหรับ ดร.มัตถกา คงขาว ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. นอกจากความหวังที่จะได้เห็นจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบข้างเคียงจากการกินยาลดลงด้วยการพัฒนายาที่ตรงจุดมากขึ้น เธอยังหวังที่จะเห็นการพัฒนาด้านเวชศาสตร์ป้องกันเพื่อชะลอการเกิดโรค โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) เช่น มะเร็ง สมองเสื่อม เบาหวาน ไขมันและหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 5

 

ประเทศไทยพบผู้ป่วยในกลุ่มโรค NCDs เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากกว่า 75% ของผู้เสียชีวิตต่อปี นอกจากนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรค NCDs ได้ง่าย

 

อีกทั้งปัจจุบันการรักษาโรคในกลุ่ม NCDs แบบเดิมยังมีข้อจำกัดมาก เช่น ยาดูดซึมได้ไม่ดี มีการกระจายไปทั่วร่างกายแบบไม่จำเพาะ ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ตัวยาสำคัญเกิดการสลายตัวในทางเดินอาหาร ส่งผลให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่ดีหรือไม่จำเพาะเจาะจง นอกจากนี้ตัวยาหรือสารออกฤทธิ์บางตัวที่ไวต่อสภาพแวดล้อม เช่น เพปไทด์หรือสารสมุนไพร มักเสื่อมสลายง่าย ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ประสิทธิภาพการรักษาลดลง ที่สำคัญผู้ป่วยบางรายมีโรคร่วมหลายอย่าง ทำให้ต้องรับประทานยาจำนวนมาก

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 6

 

การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับกลุ่มโรค NCDs เป็นโจทย์สำคัญที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมากขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ ดร.มัตถกา ทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนาอนุภาคนาโนไขมันกักเก็บยาและสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (API) ต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยดัดแปลงพื้นผิวของอนุภาคนาโนไขมันให้มีลักษณะที่จำเพาะเจาะจงกับโรคนั้นๆ เช่น การเพิ่มอนุภาคที่เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ การเพิ่มตัวจับเฉพาะกับเซลล์เป้าหมาย การปรับประจุพื้นผิวให้เกาะกับเนื้อเยื่อดีขึ้นเพื่อให้ดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหารได้ดี เพื่อใช้กักเก็บและนำส่งยาอย่างจำเพาะเจาะจง ลดผลข้างเคียง เพิ่มการดูดซึม และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ยาน้อยลงแต่ได้ผลมากขึ้น

 

“การนำเทคโนโลยีนาโนมาใช้พัฒนาระบบนำส่งยาสู่เป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง คือหนทางควบคุมการปลดปล่อยยาได้ตรงจุด เพิ่มเสถียรภาพของยา และช่วยให้ยาออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีนี้ถูกออกแบบให้รองรับโรคหลากหลาย ทั้งมะเร็ง ภาวะอักเสบเรื้อรัง เบาหวาน โรคหัวใจ ไปจนถึงงานด้านชะลอวัย โดยมีการทดสอบในระดับพรีคลินิกแล้วและเตรียมก้าวสู่การทดสอบทางคลินิก ซึ่งเป็นความหวังสำคัญที่อาจนำไปสู่ผลิตภัณฑ์รักษาและป้องกันโรคของคนไทยภายใน 3–5 ปี”

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 7

 

ปัจจุบันอนุภาคนาโนไขมันที่ออกแบบมีความจำเพาะกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคทางระบบประสาทเสื่อม มะเร็ง การอักเสบเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ไขมันช่องท้องและในเลือด รวมถึงความชราของผิวหนัง และอื่น ๆ

 

ดร.มัตถกา ยกตัวอย่าง ยาคีโมที่ผู้ป่วยมะเร็งได้รับจะมีกลไกการออกฤทธิ์เพื่อยับยั้งเซลล์ที่แบ่งตัวผิดปกติอย่างไม่จำเพาะเจาะจง ทำให้ยาคีโมไปทำลายเซลล์รากผมหรือเยื่อบุลำไส้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการผมร่วงหรืออาเจียน

 

“หากใช้อนุภาคนาโนไขมันนำส่งยาไปยังเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจง จะช่วยลดผลข้างเคียงและคุณภาพชีวิตผู้ป่วยก็ดีขึ้น หรือในกรณีผู้ป่วยสูงอายุกลุ่มโรค NCDs ที่มักมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดัน ไตวายเรื้อรัง อาจต้องรับประทานยาปริมาณมาก การใช้อนุภาคนาโนไขมันเข้าไปช่วยเพิ่มการดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหาร จะทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น สามารถลดปริมาณยาและลดการได้รับผลข้างเคียงจากยา ช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น”

 

อย่างไรก็ดี นวัตกรรมอนุภาคนาโนที่ ดร.มัตถกา พัฒนาขึ้น ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การรักษาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีแผนนำไปใช้ในเชิงเวชศาสตร์ป้องกันในด้านการชะลอและป้องกันการเกิดโรค NCDs รวมถึงประยุกต์ใช้ในการกักเก็บสารสกัดหรือสารออกฤทธิ์ (Active Ingredients) สำหรับผลิตภัณฑ์เวชสำอางและอาหารเสริมชะลอวัย ปัจจุบันสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารสกัดกระชายดำในเชิงเวชสำอางและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ผู้ประกอบการเพื่อผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ ถือเป็นผลงานวิจัยภายใต้แพลตฟอร์มสร้างนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทยเพื่อความงาม สุขภาพ และอายุยืนยาว (PhytoEX) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของ สวทช. ในการขับเคลื่อนงานวิจัยตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติในมิติเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง

 

“อนุภาคนาโนไขมันไม่เพียงเป็นนวัตกรรมที่ช่วยดูแลสุขภาพของคนไทย แต่ยังเป็นองค์ความรู้ที่ช่วยวางรากฐานให้ประเทศไทยพัฒนาอุตสาหกรรมยา สมุนไพร และเวชสำอางคุณภาพสูงในอนาคต ที่สำคัญหากประเทศพัฒนานวัตกรรมได้เอง จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศมากขึ้น”

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 8

 

การได้รับรางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยสตรีไทยจากลอรีอัลในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ยืนยันหรือสะท้อนให้เห็นว่า งานวิจัยและแผนกลยุทธ์ที่ สวทช. ผลักดันนั้นมาถูกทาง และสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้จริง สำหรับ ดร.มัตถกา นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเธอยังตั้งเป้าต่อยอดผลักดันอนุภาคนาโนไขมันเพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มาจากสมุนไพร และยาสมุนไพรให้สำเร็จ รวมทั้งวางแผนวิจัยต่อยอดในกลุ่มโรคติดเชื้อ เพราะทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยามากขึ้น อย่างไรก็ดีเป้าหมายสูงสุดของการทำวิจัยที่มุ่งหวังไว้คือให้คนไทยได้ใช้นวัตกรรมแล้วมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

 

โลกต้องการวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ต้องการสตรี

 

รางวัลที่ 2 นักวิจัยหญิงได้รับ ไม่เพียงเติมเต็มความหวังในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของคนไทย ความปลอดภัยทางอาหาร และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้กับประเทศไทย แต่ยังเป็นแรงบันดาลให้นักวิทยาศาสตร์หญิงไทยเดินหน้าสร้างสรรค์งานเพื่อสังคมอย่างไม่หยุดยั้ง

 

เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก LOréal [Advertorial] 9

 

ลอรีอัล กรุ๊ป (L’Oréal Group) ในฐานะองค์กรด้านความงามชั้นนำของโลก จึงเดินหน้าผลักดัน ส่งเสริม สร้างความตระหนักรู้ และสนับสนุนนักวิจัยสตรีในสายงานวิทยาศาสตร์ ผ่านโครงการทุนวิจัยลอรีอัล เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ หรือ For Women in Science (FWIS) ที่ไม่เพียงสนับสนุนและเชิดชูผลงานของนักวิจัยสตรีทั่วโลก และส่งเสริมความเท่าเทียมของสตรีในวงการวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังตั้งใจให้เวทีนี้เป็นตัวแทนของความเสมอภาคทางเพศในวงการวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กหญิงรุ่นใหม่เลือกทำงานในสายวิทยาศาสตร์ และเน้นย้ำความสำคัญของผู้หญิงต่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘วิทยาศาสตร์เพื่อมนุษยชาติ’

The post เชิดชู 2 นักวิจัยหญิง สวทช. ผลักดันความหวังใหม่ด้วยนวัตกรรม ‘วัคซีน ASF–นาโนส่งยา’ จนคว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์สตรีปี 2568 จาก L’Oréal [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวทช. ชวนเยาวชนไทยส่งไอเดียการทดลองให้นักบินอวกาศปฏิบัติจริง จากสถานีอวกาศนานาชาติ https://thestandard.co/nstda-youth-space-experiment-ideas-iss/ Sat, 23 Nov 2024 09:02:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1012038

สวทช. ชวนเยาวชนไทยร่วมส่งไอเดียการทดลองขึ้นไปให้นักบินอ […]

The post สวทช. ชวนเยาวชนไทยส่งไอเดียการทดลองให้นักบินอวกาศปฏิบัติจริง จากสถานีอวกาศนานาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สวทช. ชวนเยาวชนไทยร่วมส่งไอเดียการทดลองขึ้นไปให้นักบินอวกาศทดลองจริงจากบนสถานีอวกาศนานาชาติ ในโครงการ Asian Try Zero-G 2025

 

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ร่วมกับ องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXA และหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยเสนอแนวคิดการทดลองในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ เพื่อให้นักบินอวกาศนำขึ้นไปปฏิบัติจริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS

 

สำหรับปีนี้มีการเปิดรับไอเดียการทดลองทางฟิสิกส์อย่างง่าย ที่สามารถทำได้ด้วยอุปกรณ์บน ISS ขั้นตอนต่างๆ สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นทั้งหมดได้ภายในเวลา 10 นาที และไม่เคยถูกนำไปทดลองบนสถานีอวกาศมาก่อน

 

โดยโครงการ Asian Try Zero-G 2025 เปิดรับไอเดียการทดลองจากเยาวชนทุกระดับชั้นการศึกษา จนถึงระดับปริญญาตรี และสามารถส่งไอเดียการทดลองได้ทั้งแบบบุคคลเดี่ยว หรือแบบกลุ่ม (ไม่เกิน 3 คน) ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 มกราคม 2025 ก่อนมีการประกาศผลผู้ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยในเดือนมีนาคม เพื่อเดินทางไปร่วมรับชมการทดลอง ณ ศูนย์อวกาศสึคุบะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นลำดับถัดไป

 

คาดการณ์ว่าการทดลองจริงจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2025 คาบเกี่ยวต้นปี 2026 เนื่องจากผู้ทำการทดลองจะเป็นนักบินอวกาศญี่ปุ่นที่ต้องขึ้นไปปฏิบัติงานและดูแลการทดลอง Asian Try Zero-G 2025 จากโมดูล ‘คิโบะ’ บนสถานีอวกาศ ซึ่งในปัจจุบันไม่มีนักบินอวกาศของ JAXA ประจำการอยู่บน ISS

 

เมื่อช่วงต้นปี 2024 มี 3 ไอเดียการทดลองของเยาวชนไทยที่ได้รับคัดเลือกให้นักบินอวกาศ ซาโตชิ ฟุรุคาวะ ของ JAXA ทดลอง พร้อมกับพูดคุยสื่อสารกับนักเรียนผู้เสนอไอเดียในระหว่างการถ่ายทอดสดจากสถานีอวกาศลงมาบนโลก โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่: https://thestandard.co/thai-youth-ideas-in-space/ 

 

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถอ่านรายละเอียดโครงการและดาวน์โหลดไฟล์ใบสมัครได้ทางเว็บไซต์: https://www.nstda.or.th/spaceeducation/atzg2025/ 

 

ภาพ: JAXA / NSTDA

 

อ้างอิง:

 

The post สวทช. ชวนเยาวชนไทยส่งไอเดียการทดลองให้นักบินอวกาศปฏิบัติจริง จากสถานีอวกาศนานาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 5 มาตรการสกัดสินค้าจีนทะลัก ‘ภูมิธรรม’ คุมเข้มนอมินี ย้ำ ทุกแพลตฟอร์มต้องจดทะเบียนนิติบุคคล-มีสำนักงานในไทย https://thestandard.co/thai-measures-chinese-product-import-control/ Wed, 28 Aug 2024 09:29:48 +0000 https://thestandard.co/?p=976551 สินค้าจีน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ถกด่วน 28 หน่วยงาน เคาะ 5 ม […]

The post เปิด 5 มาตรการสกัดสินค้าจีนทะลัก ‘ภูมิธรรม’ คุมเข้มนอมินี ย้ำ ทุกแพลตฟอร์มต้องจดทะเบียนนิติบุคคล-มีสำนักงานในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินค้าจีน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ถกด่วน 28 หน่วยงาน เคาะ 5 มาตรการหลักแก้ปัญหา สินค้าจีน นำเข้าราคาถูกและการบริการไม่ได้มาตรฐาน

 

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เกี่ยวกับประเด็นปัญหาแพลตฟอร์ม Temu ซึ่งผู้ประกอบการ SMEs ไทยร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบ และได้ขอให้ช่วยผลักดันให้ Temu เข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทและลงทุนในไทย เพื่อให้อยู่ภายใต้กฎหมายไทย แข่งขันอย่างเป็นธรรม ซึ่งทางจีนได้รับทราบที่จะไปดำเนินการ โดยภูมิธรรมย้ำว่ารัฐบาลไทยจะใช้กฎหมายอย่างเต็มที่และจริงจังเหมือนกับประเทศอื่นๆ ภายใต้กลไกการค้าโลก

 

ล่าสุดวันนี้ (28 สิงหาคม) ภูมิธรรมเปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมแก้ปัญหาการนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานและราคาต่ำจากต่างประเทศ หารือร่วม 28 หน่วยงานว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปมาตรการที่หน่วยงานรัฐต้องดำเนินการ 5 มาตรการหลัก แยกเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที และมาตรการยั่งยืน รวม 63 มาตรการย่อย ดังนี้

 

  • ให้หน่วยงานบังคับใช้ระเบียบ/กฎหมายอย่างเข้มข้น โดยบูรณาการตรวจเข้มสินค้า ณ ด่านศุลกากร ทั้งการสำแดงพิกัดสินค้า การชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม การตรวจมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) การเพิ่มอัตราการเปิดตู้สินค้า (Full Container Load) เพิ่มความถี่ในการตรวจสอบของ Cyber Team ตรวจสอบสินค้ามาตรฐานจำหน่ายออนไลน์ ในส่วนการประกอบธุรกิจ มีมาตรการเชิงรุกตรวจสอบผู้ประกอบการ/ผู้ให้บริการให้ปฏิบัติตามกฎหมายไทย การป้องปรามการกระทำอันมีลักษณะเป็นนอมินี โดยให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นคนไทยต้องส่งเอกสารที่ธนาคารออกให้เพื่อรับรองหรือแสดงฐานะการเงิน พร้อมกับการขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

  • ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบให้สอดคล้องกับการค้าในอนาคต ซึ่งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) อยู่ระหว่างจัดทำประกาศให้ผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มต่างประเทศที่มีคุณสมบัติตามกำหนด ‘ต้องจดทะเบียนนิติบุคคล โดยให้มีสำนักงานในไทย’ พร้อมให้มีข้อกำหนดเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและคุ้มครองผู้บริโภคไทย นอกจากนี้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จะเร่งเพิ่มจำนวนรายการสินค้าควบคุมภายใต้มาตรฐานบังคับให้ครอบคลุมรายการสินค้าให้มากที่สุด

 

  • มาตรการภาษี โดยกรมสรรพากรอยู่ระหว่างปรับปรุงประมวลรัษฎากรสำหรับการกำหนดให้ผู้ขายสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ และแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่จำหน่ายสินค้าในไทย ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร ในขณะเดียวกัน กรมการค้าต่างประเทศเตรียมการจัดอบรมให้ความรู้เชิงเทคนิคกับภาคเอกชนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ

 

  • มาตรการช่วยเหลือ SMEs ไทย โดยได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ทุกหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์, กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, กรมพัฒนาชุมชน, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เร่งพัฒนาศักยภาพการผลิตสินค้าและการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทย เพื่อให้แข่งขันได้ในยุคการค้าโลกใหม่ โดยเฉพาะการส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ให้สามารถขยายการส่งออกผ่าน 9 แพลตฟอร์ม E-Commerce พันธมิตรในประเทศเป้าหมาย

 

  • สร้าง/ต่อยอดความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าเพิ่มขึ้น เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เพื่อส่งเสริมการค้าผ่านช่องทาง E-Commerce ให้เป็นอีกช่องทางในการผลักดันสินค้าไทยผ่าน E-Commerce ไปตลาดต่างประเทศให้ผู้ประกอบการไทย รวมถึงส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางรวบรวมและกระจายสินค้าสำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในระดับภูมิภาค

 

“จากปัญหาที่มีความกังวลในสินค้าจากต่างประเทศที่เข้ามา ทั้งปัญหาที่ไม่ได้มาตรฐานหรือผิดกฎหมาย คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มอบหมายให้ผมเป็นประธานในการประชุมแก้ไขปัญหา และให้รายงาน ครม. ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม“ ภูมิธรรมกล่าว

 

คุมเข้มเพิ่มความถี่ในการเปิดตู้ พร้อมตั้งวอร์รูมรายงานทุก 2 สัปดาห์

 

ภูมิธรรมกล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะมีการรายงานผลที่ศูนย์เฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามสินค้าและธุรกิจฝ่าฝืนกฎหมาย โดยปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานรับรายงานทุกสัปดาห์ และประชุมร่วมกันทุก 2 สัปดาห์

 

หากมีความจำเป็นก็จะทำงานให้เข้มข้นขึ้น สินค้าที่จะจำหน่ายในไทยต้องมีคุณภาพ ถูกกฎหมาย ไม่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล และจะตรวจให้เข้มข้นขึ้น ถ้ามีปัญหาอาจเพิ่มความถี่ในการเปิดตู้

 

โดยจะมีการทบทวนปรับกฎระเบียบเพิ่มเติม รักษาผลประโยชน์ประเทศอย่างเต็มที่ โดยมาตรการ/แนวทางที่ออกมาจะไม่ถือเป็นการกีดกันทางการค้า แต่จะคำนึงถึงความตกลงทางการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมกับรักษาผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมและธุรกิจทุกฝ่ายอย่างสมดุล สนับสนุนและพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในโลกการค้ายุคใหม่ ซึ่งทุกประเทศมีกลไกดูแลสินค้าผู้ประกอบการในประเทศของตัวเอง” ภูมิธรรมกล่าวทิ้งท้าย

The post เปิด 5 มาตรการสกัดสินค้าจีนทะลัก ‘ภูมิธรรม’ คุมเข้มนอมินี ย้ำ ทุกแพลตฟอร์มต้องจดทะเบียนนิติบุคคล-มีสำนักงานในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดโมเดลโครงการ ‘Food Innopolis Innovation Contest 2022’ เวทีปั้นนักวิทย์ให้กลายเป็นผู้ประกอบการ ผ่านการสร้างนวัตกรรมอาหารที่ใหม่ ใช่ โดน ขายได้! [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/food-innopolis-innovation-contest-2022/ Mon, 03 Oct 2022 03:00:29 +0000 https://thestandard.co/?p=686446 Food Innopolis Innovation Contest 2022

ในประเทศไทยน่าจะมีโครงการประกวดด้านนวัตกรรมอาหารไม่กี่เ […]

The post ถอดโมเดลโครงการ ‘Food Innopolis Innovation Contest 2022’ เวทีปั้นนักวิทย์ให้กลายเป็นผู้ประกอบการ ผ่านการสร้างนวัตกรรมอาหารที่ใหม่ ใช่ โดน ขายได้! [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Food Innopolis Innovation Contest 2022

ในประเทศไทยน่าจะมีโครงการประกวดด้านนวัตกรรมอาหารไม่กี่เวที ที่สามารถสร้างนักวิทย์ให้กลายเป็นผู้ประกอบการได้จริง หนึ่งในนั้นคือ Food Innopolis Innovation Contest โครงการประกวดนวัตกรรมอาหาร ที่จัดโดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย FI Accelerator ร่วมกับ บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ในเครือบุญรอดบริวเวอรี่ และร่วมสนับสนุนโดย ศูนย์การศึกษาด้านการท่องเที่ยวเชิงศิลปวิทยาการอาหารนานาชาติ (iGTC) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท พลังผัก จำกัด

 

เงื่อนไขการเข้าประกวดตลอด 4 ปี ซึ่งปีนี้เป็นการประกวดปีที่ 5 ไม่หนีกันเท่าไร หลักๆ คือผลิตภัณฑ์ที่ส่งเข้าประกวดต้องไม่เคยปรากฏอยู่ในตลาด ต้องถ่ายทอดความใหม่ของวิธีการ ส่วนประกอบ และวิธีการนำเสนอ หากผ่านเข้ารอบคัดเลือกจะต้องสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototype) ภายในระยะเวลาโครงการ 

 

ซึ่งโครงการ Food Innopolis Innovation Contest นี้ ได้รับการสนับสนุนและร่วมดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจากบริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ในเครือบุญรอด บริวเวอรี่ และบริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด 

 

ทุกปีจะเปิดให้ผู้ที่สนใจสมัครเข้าประกวดใน 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น ‘Flyweight’ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า รุ่น ‘Lightweight’ นิสิต-นักศึกษา ระดับปริญญาตรีทุกชั้นปี หรือเทียบเท่า และรุ่น ‘Heavyweight’ สำหรับบัณฑิตศึกษา อาจารย์ นักวิจัย และบุคคลทั่วไป โดยปีนี้มีโจทย์ให้เลือก 2 ธีม คือ ‘Street Food Innovation’ และ ‘Local Fermented Food Innovation’ 

 

หากอ่านรายละเอียดเพียงเท่านี้ คงคิดว่าไม่มีอะไรแตกต่างจากการประกวดค้นหานวัตกรรมอาหารทั่วๆ ไป แต่ตลอดระยะเวลาที่ได้คุยกับ ดร.เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการฝ่าย เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ดร.ปรเมษฐ์ ชุ่มยิ้ม ที่ปรึกษาอาวุโส และผู้จัดการแพลต Food Innopolis Accelerator ในฐานะผู้จัดการโครงการนี้ มุมมองต่อการประกวดนวัตกรรมอาหารของเราก็เปลี่ยนไปทันที

เริ่มตั้งแต่วัตถุประสงค์โครงการ ดร.เอกอนงค์บอกว่าตั้งใจใช้โครงการนี้กระตุ้นให้กับคนสนใจเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ๆ โดยที่นวัตกรรมนั้นต้องสามารถต่อยอดออกสู่ตลาดได้จริง ไม่อยู่แต่ในห้องทดลอง โครงการนี้จึงมีการอบรมให้ความรู้ตั้งแต่กระบวนการคิดเชิงออกแบบหรือ Design Thinking การสร้างโมเดลธุรกิจ การให้คำปรึกษาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่ผ่านเข้ารอบทุกคนได้ต่อยอดกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ   

 

“โครงการนี้ไม่ใช่แค่โครงการประกวดแล้วจบ มันมีเส้นทางของการทำงาน ตัวโครงการใช้ระยะเวลา 6-8 เดือน มีเซ็กชันของการให้ความรู้ระหว่างทาง เพื่อให้เขากลับไปพัฒนาแนวคิดเชิงธุรกิจ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ส่งเข้าประกวด ทุกคนที่ผ่านเข้ามายังรอบสุดท้ายจะได้อยู่บนเส้นทางของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เราจะช่วยบ่มเพาะองค์ความรู้ ทั้งในแง่แนวคิดธุรกิจ การสร้างโมเดลธุรกิจ ร่วมไปถึงการทำผลิตภัณฑ์ ทำออกมาเป็นต้นแบบได้จริงๆ กินได้จริงๆ พร้อมที่จะขึ้น Demo Day” 

 

Food Innopolis Innovation Contest 2022


ดร.ปรเมษฐ์ ชุ่มยิ้ม ในฐานะผู้จัดการโครงการ กล่าวเสริมว่า “นี่เป็นเวทีที่เด็กจะตื่นตัวกันมาก เพราะเวทีที่ผ่านๆ มาเด็กสายวิทย์ก็จะประกวดผลงานที่เน้นการโชว์ผลงานวิทยาศาสตร์หนักๆ สิ่งประดิษฐ์ที่น่าสนใจ แต่มันขายไม่ได้ แต่โครงการนี้ผู้เข้าประกวดจะต้องตื่นตัวและตระหนักเลยว่า ผลงานที่ทำออกมาจะต้องจับทั้งสองแกนคือ วิทยาศาสตร์ก็ต้องแม่น สินค้าผลิตออกมาแล้วต้องขายได้ จึงทำให้ผู้เข้าประกวดโครงการนี้ต้องผสมผสานระหว่างความเข้าใจเรื่องการพัฒนานวัตกรรมที่เอาวิทยาศาสตร์มาจับ กับทำอย่างไรให้ขายได้ จึงต้องเข้าใจเรื่องโมเดลธุรกิจ กลยุทธ์ ราคา เราจึงต้องการทีมที่ไม่ได้เป็นแค่นักวิทยาศาสตร์ที่ทำของได้ แต่คุณต้องทำของที่ใหม่ ใช่ โดน มีคนซื้อให้ได้” 

 

ดร.ปรเมษฐ์ยังบอกด้วยว่า เด็กสายวิทย์ที่เข้าโครงการจะได้เรียนเกี่ยวกับด้านธุรกิจเพิ่มเติม กลับกันเด็กสายธุรกิจก็ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เพราะคุณต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหาร ที่สำคัญยังเป็นเวทีที่ไม่จำกัดสาย ไม่ตีกรอบไอเดีย แม้ชื่อจะฟังดูเหมือนต้องใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เป็นสารตั้งต้น แต่ทุกคนเรียนรู้ได้  

 

“ความน่าสนใจคือ มันเป็นโครงการที่กระตุ้นให้เด็กมีระเบียบวินัยมากๆ เพราะเราต้องการสร้างคนที่เขาจะเติบโตไปเป็นผู้ประกอบการในอนาคต ดังนั้นเขาต้องคิดรอบด้านเป็น นี่คือเป้าหมายของโครงการ

 

“การที่เราผสมผสานทั้งในฝั่งที่ทำให้คนที่เรียนสายวิทย์ พูดภาษาที่คนทั่วไปฟังเข้าใจ ทำของได้ ก็ต้องขายของเป็นด้วย มองไปแล้วจริงๆ มันก็เหมือนกับโลกทุกวันนี้ คุณจะเก่งด้านเดียวไม่ได้ ซึ่งสำหรับผู้เข้าประกวดรุ่นมัธยมศึกษาจะได้ตรงนี้มาก ถ้าเป็นรุ่นปริญญาตรีก็จะได้ในมุมที่ว่าคุณเรียนมาเยอะแล้ว จะออกไปสู่ชีวิตจริงๆ โครงการนี้จะช่วยให้เขารู้ว่าน้ำลึกข้างหน้าจริงๆ เป็นอย่างไร ในขณะที่รุ่นใหญ่หลายๆ ทีมก็เป็นคนที่อยู่ในธุรกิจอยู่แล้ว แต่อาจจะยังไม่ค่อยคมนักในการปรับโมเดลทางธุรกิจ หรือปรับผลิตภัณฑ์ให้โดนใจตลาด โครงการนี้ก็จะมาช่วยเหลาเขาให้คมขึ้นจากสิ่งที่เราเติมให้ระหว่างทาง ทุกรุ่นจะต้องอยู่ในกระบวนการของการเรียนรู้ ทดลองทำ เรียนรู้ใหม่ และทดลองทำ แบบนี้กลับไปกลับมาเรื่อยๆ เพื่อเติมเต็มสิ่งที่เขาจะนำเสนอในวัน Demo Day ซึ่งเป็นวันตัดสินผู้ชนะการประกวดในโครงการนี้” ดร.เอกอนงค์

 

Food Innopolis Innovation Contest 2022

 

โจทย์การแข่งขันปีนี้ Street Food Innovation และ Local Fermented Food Innovation

เมื่อถามว่าในแต่ละปีมีการเลือกโจทย์อย่างไร ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ ทั้งสองท่านบอกว่า หลักๆ คือ เทรนด์การพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารโลกและเทรนด์นั้นต้องสร้างอิมแพ็กให้กับประเทศไทยด้วย

 

“ปีนี้มี 2 โจทย์คือ Local Fermented Food Innovation เพราะเราต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจอาหารหมักดอง ในเมืองไทยมีอาหารกลุ่มนี้เยอะมาก แต่ยังไม่ค่อยมีใครใส่นวัตกรรมเข้าไปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ของมันก็จะราคาถูก อีกอันคือเรื่องของ Street Food Innovation พอมีโควิดคนก็จะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหารที่เราเลือกซื้อมากขึ้น เช่น อาหารปรุงสุกพร้อมรับประทานจาก Street Food ถ้าเราสามารถทำให้ Street Food เป็นอีกเลเวลหนึ่งได้ หรือหยิบขึ้นมาตกแต่งให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ น่าจะช่วยให้คนมีอาชีพได้เยอะ” ดร.ปรเมษฐ์กล่าว

  

ดร.เอกอนงค์เสริมว่า “ทุกวันนี้เราพูดถึง Future Food กันเยอะ ซึ่งคืออาหารอนาคต และสิ่งที่กำหนดอนาคต คือปัจจุบัน หมายความว่าปัจจุบันเราอยู่กับสถานการณ์โควิดซึ่งทำให้เราคิดกันมาก ว่าเราควรกินอะไรและอาหารในอนาคตของเราจะเป็นแบบไหน อย่างอาหารหมักดองบ้านเรากินแบบนี้มานานแล้ว แต่ไม่มีใครยกมันขึ้นมาพูดกันมากนักในมุมอาหารสุขภาพ กระบวนการผลิตอาหารหมักดองทำให้เราได้กินจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์อาหารเสริมภูมิต้านโรค ในยุคนี้อย่างมาก”

 

 

ส่ององค์ความรู้ใน Bootcamp

อีกหนึ่งกิมมิกที่น่าสนใจสำหรับโครงการนี้ นอกจากหมวดของเทคโนโลยีที่ต้องเรียนเหมือนกัน คือผู้สมัครทุกรุ่นต้องเติมสกิลด้านธุรกิจโดย ดร.ปรเมษฐ์ เป็นผู้สอนหลัก ร่วมกับวิทยากรที่มีประสบการณ์มาช่วยกันเติมความรู้ให้กับผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านเข้ารอบ และโครงการนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจทั่วไปสามารถลงทะเบียนมาร่วมฟังได้ จากนั้นประกวดในธีมไหน ก็จะได้ไปต่อยอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ โดยด้าน Fermented Food ก็จะลงลึกเรื่องของเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับอาหารหมักดอง ประวัติศาสตร์ที่มาของการหมักดอง ส่วนสาย Street Food มีการเชิญผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมาช่วยชี้จุดอ่อน มองหาจุดแข็งของตลาดนี้ 

 

“อีกสิ่งที่เราเติมให้คือเรื่อง Creativity เราทำงานร่วมกับ CEA (Creative Economy Agency) ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์ใหม่ของเราในปีนี้ ที่มีเรื่องความคิดสร้างสรรค์และฐานข้อมูล แนวคิดผลิตภัณฑ์ แล้วก็ iGTC (International Gastronomy Tourism Centre) ศูนย์การศึกษาด้านการท่องเที่ยวเชิงศิลปวิทยาการอาหารนานาชาติ มาช่วยเติมเต็มในเรื่องความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง” ดร.เอกอนงค์กล่าว

 

นอกจากนั้นยังมีการสอนการนำเสนอธุรกิจแบบมืออาชีพ การเตรียมพรีเซนเทชัน เมื่อเรียนแล้วต้องซ้อมกับ ดร.ปรเมษฐ์ ก่อนจะถึง Demo Day เขาบอกว่าเป็นการฝึกความอดทนจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคณะกรรมการ 

 

“ผมจะบอกทุกคนเสมอว่า ตอนนี้เรากำลังคอมเมนต์ในบทบาทของนักธุรกิจ ดังนั้นคุณต้องคิดว่าตัวเองใส่หมวกของผู้ประกอบการ เราไม่ได้คอมเมนต์ด้วยสกิลของการเป็นเด็กมัธยมศึกษาแล้วลงประกวดชิงรางวัล” พูดง่ายๆ ก็คือการสร้างให้ผู้เข้าประกวดมี Growth Mindset ต้อง ‘เปิด’ เพื่อ ‘รับ’


“บอกได้เลยว่าคณะกรรมการของเราให้คอมเมนต์กันเข้มข้นมาก มองย้อนกลับไป ทุกคอมเมนต์ของกรรมการ ถ้าผู้เข้าประกวดปรับอย่างที่เราแนะนำ จะช่วยให้เขาเติบโตได้ต่อจริงๆ” ดร.เอกอนงค์กล่าว  

 

Food Innopolis Innovation Contest 2022

 

ความน่าสนใจของผู้แข่งขันปีนี้

ดร.ปรเมษฐ์เล่าว่า ฝั่งผู้แข่งขันโจทย์อาหารหมักดองมีไอเดียน่าสนใจเยอะ เนื่องด้วยเมืองไทยมีเอกลักษณ์ของอาหารหมักดองในแต่ละท้องถิ่น เด็กที่ได้รับการคัดเลือกในแต่ละภาคจะหยิบจุดเด่น ของดีของแต่ละภาคมานำเสนอ 

 

“นั่นคือสิ่งที่เรามองหา เราอยากเห็นอีกเวอร์ชันของอาหารหมักดอง ในขณะที่สตรีทฟู้ดก็เช่นเดียวกัน เราอยากเห็น Creativity ที่มาพร้อมกับนวัตกรรม ถ้ามันร่วมกันได้มันจะสนุกมาก เราคัดเลือกผู้สมัครจากหลายร้อยทีมจนเหลือเพียง 40 ทีมใน 3 รุ่น และเปิดโอกาสให้ทุกทีมสามารถเปลี่ยนโจทย์ได้ระหว่างทาง 1 ครั้ง เพราะนี่มันเป็นธรรมชาติของการทำธุรกิจ ที่คุณสามารถปรับเปลี่ยนไอเดียได้ระหว่างที่ทำธุรกิจ” ดร.ปรเมษฐ์กล่าว  

 

ฝั่งผู้เข้าแข่งขันรุ่น Heavyweight (รุ่นบุคคลทั่วไป) ดร.ปรเมษฐ์จะใช้เลนส์อีกแบบในการมองเนื่องจากเป็นรุ่นใหญ่ จึงต้องมองในมิติที่ลึกลงไป นอกจากไอเดียสดใหม่ เราจะดูไปถึงความสามารถในการสเกลอัพ มองหาอะไรที่มากกว่าตลาดเมืองไทย 

 

“เราสร้างนักธุรกิจจากนักวิทยาศาสตร์ง่ายกว่า ถ้าเรามีนักวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจธุรกิจ มันก็จะมีความสามารถในการเข้าใจโลกว่าตลาดต้องการอะไร ซึ่งคนกลุ่มนี้เข้าใจเทคโนโลยีอยู่แล้ว ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่ออกมามันก็เป็นสิ่งที่เกิดจาก Pain Point ของคน” 

 

ดร.เอกอนงค์ยังบอกต่อว่า ทุกปีจะมี Success Case ที่น่าสนใจมากมาย ถ้าคุณเคยได้ยินชื่อ ‘Trumpkin’ แบรนด์ Vegan Cheese ที่นำเมล็ดฟักทองมาทำเป็นชีส นี่คืออดีตผู้เข้าประกวดรุ่นปริญญาตรี หรือรุ่น Lightweight ที่คว้าชัยชนะและกลับมาประกวดอีกครั้งในรุ่นประชาชนทั่วไป หรือ Heavyweight ก่อนก้าวกระโดดไกลไปเข้าอีกโปรแกรมของ FI Accelerator คือ Deep Tech Acceleration by NSTDA 

 

“ในการทำงานของ FI Accelerator เราจะมีเส้นทางที่คอยซัพพอร์ตคนเหล่านี้ เรามีโปรแกรม Deep Tech Acceleration by NSTDA ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมอาหาร เพื่อสร้างธุรกิจ Deep Tech Start-up ซึ่ง ‘Trumpkin’ ก็มาสมัครร่วมในโครงการ และตอนนี้ทำ Prototype ทดลองผลิต และจดทะเบียนตั้งเป็นบริษัทเรียบร้อย เราก็ผลักดันช่วยให้พวกเขาไปขอทุน TED Fund ในการนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่วยสนับสนุน ผลักดัน และเชื่อมโยงให้คุยกับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ” 

 

หรือแม้แต่ Meat Avatar Start-up ที่ทำนวัตกรรมเนื้อจากพืช ก่อนที่พวกเขาจะสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างที่เห็น และได้รับการลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ นี่คือเวทีที่ลับคมพวกเขาด้วยเช่นกัน 

 

“Meat Avatar คือตัวอย่างของผู้เข้าแข่งขันที่ไม่ต้องคว้ารางวัลชนะเลิศ แต่ก็สามารถสเกลอัพตัวเองให้เติบโตได้ ใครที่ผ่านเวทีนี้และไม่หยุดที่จะทำต่อ ส่วนมากก็ประสบความสำเร็จในทางของเขา” ดร.ปรเมษฐ์กล่าว  

 

อึกหนึ่งจุดเด่นของโครงการคือ เด็กรุ่นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจะได้สิทธิ์ TCAS เข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร อีกฟากคืออาจารย์มหาวิทยาลัยที่มาดูการประกวดก็จะมาจองเด็ก เพราะเขาต้องการให้เด็กกลุ่มนี้ไปเรียนสายในมหาวิทยาลัยของเขา และถ้าเด็กคนไหนต้องการศึกษาต่อในคณะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอาหาร การได้สิทธิ์ TCAS คือเครื่องการันตีได้ว่าพวกเขาลอยลำแน่นอน  

 

“ทุกปีจะมีเด็กมหาวิทยาลัยที่ไปเตะตาบริษัทอาหารขนาดใหญ่ บางปีก็มา Recruit กันที่งาน เพราะเขามองหานักวิทยาศาสตร์ที่มีสกิลรอบด้าน เข้าใจตลาด และสร้างนวัตกรรมได้ ส่วนรุ่นใหญ่ ตัวผมเองทำงานกับ THAIFEX-Anuga Asia ซึ่งเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย เราก็จะมีพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ไปสร้างโอกาสให้กับตลาดต่างประเทศ” ดร.ปรเมษฐ์เล่าเสริม 

Food Innopolis Innovation Contest 2022

 

แพ้ชนะวัดกันที่ตรงไหน 

ทั้งสองท่านบอกว่า ดูหลายส่วนประกอบกัน ตั้งแต่ไอเดียที่น่าสนใจ ตรงกับธีมที่กำหนดหรือไม่ ผลิตออกมาได้จริงหรือเปล่า แน่นอนว่าต้องกินได้ ถ้าอร่อยด้วยก็ยิ่งดี ไปจนถึงการดูต้นทุนการผลิต แผนการตลาด คะแนนการพรีเซนต์ ทุกอย่างมีผลต่อการตัดสินด้วยกันทั้งสิ้น และใครจะเชื่อว่าเวทีนี้มี ‘คะแนนจิตพิสัย’ ที่อาจพลิกเกมจากผู้ใกล้แพ้ให้กลายเป็นผู้ชนะได้ 

 

“บางทีมเฉือนกันด้วยคะแนนนี้นะ คะแนนจิตพิสัยเราดูและให้คะแนนตลอด 6 เดือน เราจะได้เห็นว่าแต่ละทีมมี Performance ที่ดีหรือไม่ ส่งงานตรงเวลาไหม มี Growth Mindset หรือไม่ สามารถโค้ชได้หรือเปล่า ถ้าเรารู้สึกว่าสอนยาก ตามงานยาก ต่อให้เก่งคุณก็พ่ายได้

 

“เพราะการที่คุณจะเป็นผู้ประกอบการที่ดี คุณต้องเป็นคนรักษาสัญญา ตรงต่อเวลา และเปิดใจ” ดร.ปรเมษฐ์กล่าวทิ้งท้าย 

 

ผลงานของผู้เข้าประกวดที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายทุกรุ่น ทั้ง 40 ทีม จะถูกนำมาจัดแสดงใน Demo Day วันที่ 7-9 ตุลาคมนี้ ที่ ICONSIAM ไปร่วมลุ้นและเอาใจช่วย หรือจะไปดูเพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ก็ได้เช่นกัน 

 

The post ถอดโมเดลโครงการ ‘Food Innopolis Innovation Contest 2022’ เวทีปั้นนักวิทย์ให้กลายเป็นผู้ประกอบการ ผ่านการสร้างนวัตกรรมอาหารที่ใหม่ ใช่ โดน ขายได้! [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเผยผลสำเร็จงานวิจัยไทยสกัดสารเห็ดหลินจือ ลดริ้วรอย ร่วมผลิตกับเอกชน ตั้งเป้า 30 ล้านบาทใน 3 ปีแรก https://thestandard.co/nanotec-lacquered-bracket/ Sun, 25 Sep 2022 02:54:22 +0000 https://thestandard.co/?p=686217 เห็ดหลินจือ

วันนี้ (25 กันยายน) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนาย […]

The post รัฐบาลเผยผลสำเร็จงานวิจัยไทยสกัดสารเห็ดหลินจือ ลดริ้วรอย ร่วมผลิตกับเอกชน ตั้งเป้า 30 ล้านบาทใน 3 ปีแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เห็ดหลินจือ

วันนี้ (25 กันยายน) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในผลงานจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งได้รับงบสนับสนุนจากโครงการ Innovative House ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) คือการสกัดสารจากเห็ดหลินจือเพื่อทำเวชสำอางสรรพคุณสูง ลดริ้วรอย กระจ่างใส

 

จากข้อมูลพบว่า การสกัดสารสำคัญจากดอกเห็ดหลินจือจนได้สารออกฤทธิ์ทางเครื่องสำอางสูง และพัฒนาระบบห่อหุ้มที่เพิ่มความคงตัวและความปลอดภัย สามารถสกัดสารจากเห็ดหลินจือได้ 2 ชนิด คือ Ganoderic acid A และ Ganoderic acid C2 โดยได้ต่อยอดพัฒนาระบบอนุภาคนิโอโซม เพื่อกักเก็บสารสกัดเห็ดหลินจือดังกล่าวให้ยังคงสภาพ กระจายตัวได้ดี มีความปลอดภัยเมื่อสัมผัสผิวมนุษย์ และที่สำคัญ สามารถนำสารสกัดซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

รัชดากล่าวต่อไปว่า การพัฒนากรรมวิธีสกัดสารสำคัญจากดอกและสปอร์เห็ดหลินจือและระบบอนุภาคนาโนเพื่ออุตสาหกรรมเวชสำอาง ถือเป็นการเสริมจุดแข็งของประเทศในด้านพืชสมุนไพรและสารสกัดธรรมชาติที่หลากหลายให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยอาศัยกลไกวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สอดรับกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ตามนโยบายรัฐบาลอย่าง Bio-Circular-Green Economy หรือ BCG ซึ่งจะเป็นการต่อยอดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศสู่ความยั่งยืนใน 3 ด้าน ได้แก่ เกษตรและอาหาร การแพทย์และสุขภาพ วัสดุและพลังงาน  

 

สำหรับอนุภาคสารสกัดเห็ดหลินจือที่ทีมวิจัยนาโนเทคพัฒนาขึ้นนี้ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของอนุภาคในชื่อ ริชโอโซม (REISHOSOME) และพัฒนาผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมของริชโอโซมที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งได้ผ่านการทดสอบในอาสาสมัครแล้ว ทั้งการระคายเคืองผิวหนังและคุณสมบัติ 

 

รัชดากล่าวต่ออีกว่า ผลการทดสอบพบว่า ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวสามารถช่วยลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส และมีความชุ่มชื่นเพิ่มขึ้น ปัจจุบันได้ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยร่วมผลิตกับภาคเอกชน ตั้งเป้ายอดขาย 30 ล้านบาทใน 3 ปีแรก และจะต่อยอดการใช้อนุภาคสารสกัดเห็ดหลินจือในผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยเริ่มจากกลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดดด้วย

The post รัฐบาลเผยผลสำเร็จงานวิจัยไทยสกัดสารเห็ดหลินจือ ลดริ้วรอย ร่วมผลิตกับเอกชน ตั้งเป้า 30 ล้านบาทใน 3 ปีแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเปิดไทม์ไลน์ผลิตวัคซีนโควิดฝีมือคนไทย คาดเสร็จสมบูรณ์ในปีหน้า ก่อนขึ้นทะเบียนนำออกใช้ภายในปี 2567 https://thestandard.co/thai-covid-vaccine/ Thu, 15 Sep 2022 03:52:03 +0000 https://thestandard.co/?p=681699 วัคซีนโควิด

วันนี้ (15 กันยายน) ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนัก […]

The post รัฐบาลเปิดไทม์ไลน์ผลิตวัคซีนโควิดฝีมือคนไทย คาดเสร็จสมบูรณ์ในปีหน้า ก่อนขึ้นทะเบียนนำออกใช้ภายในปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัคซีนโควิด

วันนี้ (15 กันยายน) ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้รายงานผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาวัคซีนต้นแบบตั้งแต่ต้นน้ำ และเตรียมความพร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนโควิด ซึ่งเป็นโครงการที่สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้รับการจัดสรรงบกลางปี 2563 วงเงินรวม 995.03 ล้านบาท เพื่อดำเนินการใน 3 กิจกรรม

 

สำหรับความคืบหน้าทั้ง 3 กิจกรรม ประกอบด้วย

 

  1. งานด้านการเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมการผลิตวัคซีนชนิด Viral Vector เพื่อทดสอบกระบวนการผลิตวัคซีนกลุ่ม Adenovirus ตั้งแต่ระดับห้องปฏิบัติการ ระดับโรงงานต้นแบบ จนถึงระดับอุตสาหกรรม และรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้ผลิตวัคซีนที่ได้มาตรฐาน งบประมาณดำเนินการ 596.24 ล้านบาท ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว

 

  1. การพัฒนาวัคซีนต้นแบบ ตั้งแต่ต้นน้ำในประเทศไทยชนิด mRNA มีงบประมาณดำเนินการ 365 ล้านบาท มีการพัฒนาวัคซีน 2 รุ่น ประกอบด้วย วัคซีนรุ่นที่ 1 (1st Gen ChulaCoV-19, Wild Type) จะใช้เวลาเกินกว่าแผนเดิมที่มีกำหนดเสร็จสิ้นเดือนกันยายน 2565 ประมาณ 4-6 เดือน เนื่องจากมีการปรับกระบวนการผลิต ทำให้ต้องทดสอบเรื่องความปลอดภัย และความเป็นพิษในสัตว์ทดลองและในอาสาสมัครเพิ่มเติม เพื่อเทียบเคียงวัคซีนที่ผลิตในต่างประเทศ ส่วนวัคซีนรุ่นที่ 2 (2nd Gen ChulaCoV-19, New Variants) ที่ตอบสนองต่อไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์โอมิครอน โดยศึกษาในสัตว์ทดลอง จะดำเนินการจนถึงเดือนพฤษภาคม 2566 

 

  1. การเพิ่มศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านสัตว์ทดลอง งบประมาณที่ได้รับ 33.79 ล้านบาท เพื่อพัฒนาห้องปฏิบัติการทดสอบวัคซีนและยาในสัตว์ไพรเมต คาดว่าจะนำมาติดตั้งได้ในเดือนกันยายน 2565 และสามารถรับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพระดับที่ 3 ได้ในเดือนตุลาคม 2565 และสามารถทดลองใช้งานได้ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2565 – มกราคม 2566

 

ไตรศุลีกล่าวต่อไปว่า การพัฒนาวัคซีนโควิดชนิด mRNA ซึ่งดำเนินการโดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางการวิจัยและพัฒนาวัคซีน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2566 จะเป็นการวิจัยคลินิกระยะที่ 3 หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนรับการอนุมัติขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และนำออกใช้ ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รายงานว่าจะมีการอนุมัติภายในปี 2567

 

สำหรับวัคซีน Baiya SARS-CoV2 Vax (ผลิตจากโปรตีนใบยาสูบ) ซึ่งเป็นวัคซีนที่พัฒนาโดยคนไทยทั้งหมด คือความร่วมมือระหว่างบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทาง อว. ได้รายงานว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับสูตรเพื่อทดสอบทางคลินิกในระยะที่ 2 และจะศึกษาวิจัยในระยะที่ 3 ในต้นปี 2566 ก่อนจะขึ้นทะเบียนภายในปี 2567 เช่นเดียวกัน 

 

ไตรศุลีกล่าวต่ออีกว่า ด้านโครงการที่ร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ คือการพัฒนาวัคซีนโควิดชนิดเชื้อตาย NDV-HXP-S ซึ่งองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ร่วมกับสถาบัน PATH สหรัฐอเมริกา ดำเนินการวิจัยทางคลินิกระยะที่ 2 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และจะเริ่มระยะที่ 3 ในปลายปี 2565 และขึ้นทะเบียนภายในปี 2566

 

นอกจากนี้ อว. รายงานให้ทราบถึงความคืบหน้าของวัคซีนชนิดหยอดจมูก (Ad5 Wuhan) ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ว่าได้มีการทดสอบพบว่าสามารถกระตุ้นภูมิได้ดี ปลอดภัยในสัตว์ทดลอง ขณะนี้อยู่ระหว่างการผลิตวัคซีนในโรงงานต้นแบบ และจะพัฒนาต่อเนื่องสำหรับรองรับโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ในอนาคต

The post รัฐบาลเปิดไทม์ไลน์ผลิตวัคซีนโควิดฝีมือคนไทย คาดเสร็จสมบูรณ์ในปีหน้า ก่อนขึ้นทะเบียนนำออกใช้ภายในปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย. ยืนยัน แป้งฝุ่นไทยไร้แร่ใยหิน หลังเก็บตัวอย่างตรวจที่ สวทช. ขณะที่กัมพูชายกเลิกแบนนำเข้าแล้ว https://thestandard.co/fda-nstda/ Sat, 10 Sep 2022 05:14:21 +0000 https://thestandard.co/?p=679431 อย.

หลังปรากฏข่าวกัมพูชาประกาศห้ามการนำเข้าและจำหน่ายแป้งเด […]

The post อย. ยืนยัน แป้งฝุ่นไทยไร้แร่ใยหิน หลังเก็บตัวอย่างตรวจที่ สวทช. ขณะที่กัมพูชายกเลิกแบนนำเข้าแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย.

หลังปรากฏข่าวกัมพูชาประกาศห้ามการนำเข้าและจำหน่ายแป้งเด็กจากไทยเป็นการชั่วคราว หลังพบว่ามีการปนเปื้อนแร่ใยหินเมื่อปลายเดือนสิงหาคมนั้น

 

ล่าสุดวันนี้ (10 กันยายน) ภก.วีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย. มิได้นิ่งนอนใจ เร่งดำเนินการเก็บตัวอย่างแป้งฝุ่นโรยตัวตามที่เป็นข่าวจากสถานที่ผลิตและสถานที่จำหน่ายทุกรายการ ได้แก่ เบบี้มายด์ สวีทตี้ พิงค์ พลัส เบบี้ พาวเดอร์, เภสัช แป้งเย็น กลิ่นมาดาม, จอห์นสัน คลาสสิค เบบี้ พาวเดอร์, จอห์นสัน บลอสซั่ม เบบี้ พาวเดอร์, ดีนี่ นิวบอร์น เบบี้ พาวเดอร์, ดีนี่ คิดส์ แฮปปี้ ปริ้นเซส พาวเดอร์ และโคโดโม เบบี้ พาวเดอร์ (เอ็กซ์ตร้า มายด์) (ยกเว้น ผลิตภัณฑ์ดีนี่ คิดส์ แฮปปี้ ปริ้นเซส พาวเดอร์ ที่ไม่ได้เก็บตัวอย่าง ณ สถานที่จำหน่าย เนื่องจากบริษัทฯ ยกเลิกการจำหน่าย)

 

รวมทั้งสิ้น 15 ตัวอย่าง ส่งตรวจวิเคราะห์หาการปนเปื้อนแร่ใยหินที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทันที 

 

บัดนี้ทราบผลวิเคราะห์ว่าตัวอย่างทั้ง 15 รายการ ไม่พบการปนเปื้อนแร่ใยหิน 

 

อย. ขอให้ผู้บริโภควางใจและได้รับข้อมูลว่าประเทศกัมพูชาได้ส่งตัวอย่างแป้งฝุ่นโรยตัวที่เป็นข่าวไปตรวจวิเคราะห์หาแร่ใยหินซ้ำอีกครั้งที่ประเทศออสเตรเลีย ผลการตรวจวิเคราะห์ไม่พบแร่ใยหินปนเปื้อนในทุกตัวอย่าง จึงประกาศยกเลิกการแบนแป้งฝุ่นโรยตัวที่ผลิตจากประเทศไทยแล้ว

 

เพื่อความปลอดภัยในการใช้แป้งฝุ่นโรยตัว ภก.วีระชัย แนะนำว่า ไม่ควรใช้แป้งฝุ่นโรยตัวในปริมาณมากๆ เพราะผงแป้งจะฟุ้งกระจาย หากสูดดมเข้าไปอาจทำให้ระคายเคืองทางเดินหายใจ 

 

นอกจากนี้ กฎหมายได้กำหนดให้แสดงคำเตือนที่ฉลากของผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่นสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ว่าระวังอย่าให้แป้งเข้าจมูกและปากของเด็ก

The post อย. ยืนยัน แป้งฝุ่นไทยไร้แร่ใยหิน หลังเก็บตัวอย่างตรวจที่ สวทช. ขณะที่กัมพูชายกเลิกแบนนำเข้าแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติขอบคุณ สวทช. สำหรับระบบ Traffy Fondue เตรียมขยายโปรเจกต์ใหม่ ใช้วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีตอบโจทย์คน พัฒนาเมือง https://thestandard.co/chadchart-thanked-nstda-for-traffy-fondue-system/ Wed, 06 Jul 2022 01:48:43 +0000 https://thestandard.co/?p=650564 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

วานนี้ (5 กรกฎาคม) ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโ […]

The post ชัชชาติขอบคุณ สวทช. สำหรับระบบ Traffy Fondue เตรียมขยายโปรเจกต์ใหม่ ใช้วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีตอบโจทย์คน พัฒนาเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

วานนี้ (5 กรกฎาคม) ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ร่วมประชุมกับ ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

 

ชัชชาติกล่าวภายหลังประชุมว่า วันนี้ กทม. มาขอบคุณทาง สวทช. ที่ได้พัฒนาแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ซึ่งทีมงานได้ใช้มา 2 ปีกว่าแล้ว และได้ใช้อย่างเป็นทางการกับ กทม. ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการทางราชการ ทำให้การบริหารจัดการก็ดีขึ้น ประชาชนมีความสุขมากขึ้น 

 

นอกจากนี้ยังได้หารือถึงความร่วมมือต่อไปในอนาคต เพราะเชื่อว่า สวทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีนักวิจัยทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ของสังคม ซึ่งหลายๆ เรื่องได้ทำการศึกษามานานแล้ว และดูว่าจะต่อยอดอย่างไร เช่น Traffy Fondue อาจจะต่อยอดไปถึง Traffy Garbage เพื่อดูเรื่องขยะ และจะขยายให้ครอบคลุมมากขึ้น 

 

ชัชชาติกล่าวว่า การหารือในวันนี้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมหลายเรื่องจากทาง สวทช. เช่น การเก็บข้อมูลสุขภาวะเด็กในโรงเรียนโดยแอปพลิเคชัน หรือรถเข็นประเภทปิ้ง-ย่างที่สามารถเก็บควันได้ ซึ่ง สวทช. มีต้นแบบอยู่แล้ว หรือการส่งสัญญาณชีพของผู้ป่วยที่อยู่ในรถฉุกเฉินไปให้โรงพยาบาลก่อนที่รถฉุกเฉินจะถึงโรงพยาบาล เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมในการดูแลรักษาผู้ป่วยหรือให้คำแนะนำแก่รถฉุกเฉินได้ 

 

สำหรับสิ่งที่ กทม. อยากได้ เช่น ป้ายรถเมล์ ทาง สวทช. มีแอปพลิเคชันที่สามารถบอกตำแหน่งรถสาธารณะได้ว่าอยู่ที่ไหน ทำให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการเวลาได้ดีขึ้น เช่น จะต้องมาที่ป้ายรถเมล์กี่นาที ไม่ต้องรอนาน เพียงแค่ดูแอปพลิเคชันก็รู้ว่าอีกกี่นาทีรถจะมาถึง ซึ่งหากรวมกับป้ายรถเมล์ที่ต้องการ ที่เป็นป้ายรถเมล์แบบง่ายๆ ไม่ต้องหรูหรา แต่มีระบบบอกข้อมูล มี WiFi มีแสงสว่างที่ดี ก็จะเป็นป้ายรถเมล์ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น 

 

ชัชชาติกล่าวต่อไปว่า ในกรณีรถฉุกเฉินอาจจะขยายไปเป็นรถสำหรับตรวจชาวบ้านในชุมชน แทนที่ชาวบ้านจะต้องเดินทางไปที่ศูนย์บริการสาธารณสุขหรือที่โรงพยาบาล ก็เอารถนี้ออกไปตรวจ มีพยาบาลวัดความดัน วัดคลื่นหัวใจ และส่งสัญญาณชีพให้หมอที่อยู่ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข ซึ่งจะเป็นรูปแบบที่ลดการเดินทางของทั้งสองฝ่ายได้ รวมถึงการใช้โดรนในการตรวจการจราจร ตรวจจุดไม่ปลอดภัย จุดที่ไฟดับบนท้องถนน หรือแม้กระทั่งใช้ในการดับเพลิงหรือดูต้นเพลิง 

 

ชัชชาติกล่าวอีกว่า ต้องขอขอบคุณ สวทช. ซึ่งต่อไปอาจจะมีการ MOU ร่วมกัน เพื่อให้การให้บริการและการทำงานขยายวงกว้างและครอบคลุมเนื้อหาได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้หัวใจของเมืองคือการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ และให้เทคโนโลยีตอบโจทย์คน โดยเน้นคนเป็นหลัก ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีที่หรูหรา แต่เป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์คนอย่างแท้จริง เชื่อว่าเทคโนโลยีที่เหมาะสมสามารถเปลี่ยนเมืองได้ เพราะเป็นการลงทุนที่ไม่แพง แต่สามารถสร้างผลที่ขนาดใหญ่ได้

 

ด้านณรงค์กล่าวว่า สำหรับ สวทช. จะมีส่วนในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ และถือเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนได้ใช้ Traffy Fondue และคงมีอีกหลายเรื่องที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถเข้าไปขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตได้ 

 

ซึ่ง สวทช. พยายามจะเชื่อมต่อจุดต่างๆ ของการเดินทางในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์, เรือ, BTS, MRT และตารางการบินของเครื่องบินต่างๆ ถ้าสามารถเชื่อมต่อไปก็ตอบประชาชนได้ว่าท่านจะเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกหนึ่งควรจะใช้เวลาเท่าไร และอนาคตการซื้อตั๋ว การใช้ตั๋วต่างๆ ก็จะดีขึ้น การบริหารจัดการชีวิตก็จะดีขึ้น เพราะสามารถเตรียมเวลาล่วงหน้าได้ 

 

รวมถึงป้ายรถเมล์ที่ผู้ว่าฯ กทม. อยากจะเห็น เราจะสามารถบอกได้ว่ารถเมล์คันต่อไปจะมาเมื่อไร รถเมล์คันสุดท้ายไปหรือยัง ซึ่งจะดีทั้งคุณภาพชีวิตของคน และดีต่อชีวิตและทรัพย์สินด้วย โดยในเวลากลางคืน เราจะรู้ว่าควรจะออกมาขึ้นรถเมื่อไร ซึ่งยังมีอีกหลายโครงการที่ สวทช. จะหารือร่วมกับ กทม. เพื่อร่วมงานกันต่อไป

The post ชัชชาติขอบคุณ สวทช. สำหรับระบบ Traffy Fondue เตรียมขยายโปรเจกต์ใหม่ ใช้วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีตอบโจทย์คน พัฒนาเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติยืนยัน รัฐบาลไม่ได้ลอกการบ้าน หลังสั่งนำระบบสารสนเทศมาใช้แก้ปัญหา ชี้ Traffy Fondue ก็เอามาจาก สวทช. มองยิ่งใช้เทคโนโลยียิ่งดีกับประชาชน https://thestandard.co/chadchart-confirmed-government-did-not-copy-homework/ Wed, 29 Jun 2022 05:54:37 +0000 https://thestandard.co/?p=647845 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

วันนี้ (29 มิถุนายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกร […]

The post ชัชชาติยืนยัน รัฐบาลไม่ได้ลอกการบ้าน หลังสั่งนำระบบสารสนเทศมาใช้แก้ปัญหา ชี้ Traffy Fondue ก็เอามาจาก สวทช. มองยิ่งใช้เทคโนโลยียิ่งดีกับประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

วันนี้ (29 มิถุนายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลสั่งการให้หน่วยงานราชการนำระบบสารสนเทศมาใช้แก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนให้กับประชาชน ทำให้ต่อมามีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการลอกการบ้านชัชชาติหรือไม่

 

โดยชัชชาติกล่าวว่า ไม่ได้ลอกการบ้าน เพราะตนก็ลอกเขามาอีกที เรื่องนี้ทางสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เขาทำมาตั้งนานแล้ว มันทั่วไป มีเยอะแยะ และระบบของ สวทช. ก็เป็นเงินของรัฐบาล เพราะฉะนั้นไม่มีการลอกการบ้าน

 

ชัชชาติกล่าวต่อว่า ใครใช้ก็ดีหมดและยิ่งเป็นประโยชน์ หากใช้เยอะจะได้ยิ่งขยายการช่วยเหลือให้ถึงประชาชน ถ้าใช้เป็นระบบเดียวกันหมดทั้งประเทศเลยยิ่งดี เพราะระบบ Traffy Fondue ตนเองก็ไม่ได้คิดเองด้วย

 

ส่วนกรณีที่มีคนออกมาแสดงความเห็นตรงข้ามกับชัชชาติ แล้วมักถูกกระแสด้านลบนั้น ชัชชาติกล่าวว่า ต้องรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ในส่วนของตนยินดีให้คนติตลอด ไม่มีปัญหาอะไร ขอคนที่ติดตามอย่าทำแบบนั้น สร้างบรรยากาศที่คนกล้าเห็นต่างดีกว่า 

 

“ขอฝากถึงผู้สนับสนุนว่า รับฟังความเห็นเยอะๆ ดีกว่า เราอยู่อย่างนี้ได้เพราะเราฟังเยอะ ถ้าฟังจะได้ปรับตัวได้ มีแต่คนชมเราอยู่ไม่ได้ ต้องมีคนติ มองเห็นต่าง รับและปรับปรุงตัว ถ้าเขาว่าตนเองแล้วไม่จริงก็อย่าไปสนใจ ถ้าจริงเราก็ปรับปรุงตัว” ชัชชาติกล่าว 

The post ชัชชาติยืนยัน รัฐบาลไม่ได้ลอกการบ้าน หลังสั่งนำระบบสารสนเทศมาใช้แก้ปัญหา ชี้ Traffy Fondue ก็เอามาจาก สวทช. มองยิ่งใช้เทคโนโลยียิ่งดีกับประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองโฆษก อสส. ยอมรับ แนะกองทัพตรวจ GT200 จริง ก่อนคดีถึงที่สุด และประเด็นตกไปไม่ต้องตรวจแล้ว เชื่อการตั้งงบยังค้างท่อเก่า https://thestandard.co/ago-accept-recommend-thai-army-inspects-gt200/ Mon, 06 Jun 2022 08:07:54 +0000 https://thestandard.co/?p=638358 ประยุทธ เพชรคุณ

วันนี้ (6 มิถุนายน) ประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยก […]

The post รองโฆษก อสส. ยอมรับ แนะกองทัพตรวจ GT200 จริง ก่อนคดีถึงที่สุด และประเด็นตกไปไม่ต้องตรวจแล้ว เชื่อการตั้งงบยังค้างท่อเก่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ เพชรคุณ

วันนี้ (6 มิถุนายน) ประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ให้สัมภาษณ์รายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ถึงกรณีกองทัพบกตั้งงบประมาณให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตรวจสอบ GT200 โดยกระทรวงกลาโหมระบุว่าทำตามคำแนะนำของอัยการสูงสุด  

 

โดยผู้ดำเนินรายการถามว่า กรณีกระทรวงกลาโหมระบุอัยการแนะให้ตรวจสอบเครื่อง GT200 ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนั้น

 

ประยุทธกล่าวว่า เรื่องนี้มีที่มา สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560 กองทัพบกได้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเพื่อขอให้จัดพนักงานอัยการสำนักงานคดีปกครอง ว่าต่าง ฟ้องบริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด กับพวกรวม 4 คน เพื่อให้รับผิดตามสัญญาปกครอง กรณีซื้อขายเครื่อง GT200 รวม 12 สัญญา ทุนทรัพย์ขณะนั้นยังไม่รวมดอกเบี้ย ก็คือ 683,900,000 บาท เมื่อได้รับเรื่องมาเดือนมกราคม 2560 อัยการสูงสุดได้มอบให้สำนักงานคดีปกครอง และมอบหมายให้สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 5 เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินคดีนี้ 

 

ในระหว่างตรวจสำนวน ทางอัยการเห็นว่าการที่จะบอกว่าเครื่องนี้ไม่มีคุณสมบัติตามสัญญา หรือบอกว่าเป็นเครื่องที่ใช้การไม่ได้ เป็นสาระสำคัญในการที่จะบอกว่าคดีนี้แพ้หรือชนะ 

 

จึงแจ้งหนังสือไปยังกองทัพบกให้ดำเนินการเรื่องนี้ ระหว่างแจ้งไปมีการตอบโต้หนังสือกันหลายครั้ง แต่หลักใหญ่ใจความคือ ณ วันที่ 24 มกราคม 2560 ที่ออกหนังสือแจ้งให้ดำเนินการตรวจ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติ เพื่อให้ศาลใช้ประกอบการตัดสินคดี 

 

โดยวันที่ 23 เมษายน 2560 อัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 5 ก็ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยฟ้องบริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1, สุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 2, ธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 3 ในฐานะเป็นแบงก์การันตี รับผิดในวงเงินไม่เกิน 56 ล้านบาทเศษ และธนาคารกรุงเทพฯ เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 4 ในฐานะแบงก์การันตี รับผิดไม่เกิน 6 ล้านบาทเศษ ซึ่งทุนทรัพย์ที่ยื่นฟ้องไป ณ วันที่ 27 เมษายน 2560 คือ 687,691,975.49 บาท   

 

แต่เมื่อฟ้องแล้ว วันที่ 28 ธันวาคม 2560 ศาลปกครองกลางสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ โดยวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ขณะที่อัยการฝ่ายคดีปกครอง 5 ยื่นอุทธรณ์ว่าคดีไม่ขาดอายุความ 

 

ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งลงมาบอกว่า ให้ศาลปกครองกลางรับคดีไว้โดยคดีไม่ขาดอายุความ ให้ดำเนินการไปตามรูปเรื่อง และคดีก็ดำเนินการต่อไป 

 

โดยกระบวนการที่ให้ตรวจ GT200 ยังเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการดำเนินคดี ซึ่งหลักการมีแค่นี้ ส่วนรายละเอียดจะไปตรวจอย่างไรก็เป็นเรื่องของกองทัพบกจัดการเอง

 

ตรงนี้มีความสำคัญและต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย และเฉพาะกองทัพบกด้วย โดยวันที่ 1 กันยายน 2564 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาตามคำฟ้องที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 5 ฟ้องไปว่า เครื่อง GT200 จำนวน 757 เครื่อง เป็นสินค้าไม่มีคุณภาพ ไม่มีคุณลักษณะเฉพาะตามเอกสารแสดงคุณสมบัติของเครื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา จึงพิพากษาดังนี้ 

  • ให้บริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด ชำระเงินให้กับกองทัพบกเป็นเงิน 683,441,561.64 บาท 
  • ให้ธนาคารกสิกรไทยชำระในส่วนที่ตัวเองการันตี 56,856,438.87 บาท
  • ให้ธนาคารกรุงเทพฯ ชำระ 6,195,452.5 บาท 
  • ยกฟ้อง สุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ ผู้ถูกฟ้องที่ 2 เพราะเป็นผู้บริหารและไม่ได้ทำเกินขอบเขตของนิติบุคคล 

 

ประยุทธกล่าวอีกว่า สำนักงานอัยการสูงสุดได้ทำหนังสือถึงกองทัพบกเพื่อแจ้งผลคดีดังกล่าว ต่อมา วันที่ 23 กันยายน 2564 ผู้ถูกฟ้องทุกคนอุทธรณ์ จนวันที่ 8 มีนาคม 2565 อัยการได้อุทธรณ์ในส่วนที่ยกฟ้องคือ สุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ ผู้ถูกฟ้องที่ 2 

 

จากนั้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 ผู้ถูกฟ้องที่ 1 คือบริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด ยื่นถอนอุทธรณ์ ที่เคยอุทธรณ์หลังศาลพิพากษาให้ชำระเงินให้กับกองทัพบกเป็นเงิน 683,441,561.64 บาท และวันที่ 7 มีนาคม 2565 ศาลปกครองสูงสุดอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์และคดีถึงที่สุด

 

สรุปก็คือ ณ วันที่ 7 มีนาคม 2565 ที่ศาลปกครองสูงสุดอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์ หมายความว่าคำพิพากษาที่ศาลปกครองกลางให้บริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด ชำระเงินตามที่อัยการฟ้องให้กองทัพบก 683,441,561.64 บาท จึงเป็นที่สุด 

 

ฉะนั้น กระบวนการตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2565 รายละเอียดว่าจะต้องตรวจเครื่องหรือไม่ จึงไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะเลยตรงนั้นมาแล้ว 

 

ส่วนคดีที่ค้างอยู่ตอนนี้คืออัยการกำลังอุทธรณ์ว่า สุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ต้องมารับผิดชอบกับบริษัทด้วย ซึ่งกำลังอุทธรณ์ประเด็นนี้ค้างอยู่ประเด็นเดียว ส่วนธนาคารก็รับผิดชอบไม่เกินวงเงินที่แบงก์การันตีอยู่แล้ว 

 

ดังนั้น ประเด็นที่อัยการมีข้อสั่งการให้ตรวจ GT200 เพราะ ณ เวลานั้น เป็นสาระสำคัญในการต้องชี้แพ้ชนะคดี แต่ ณ เวลานี้ คดีเดินมาถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2565 แล้ว ส่วนรายละเอียดการตรวจจึงตกไปโดยปริยาย ไม่จำเป็นต้องไปพูดถึงตรงนั้น

 

ประยุทธกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกองทัพบกด้วย เพราะกระบวนการงบประมาณของหน่วยงานรัฐ เมื่ออัยการสั่งการทางคดีให้ทำอย่างไรตามลำดับ เพื่อวินิจฉัยว่าจะแพ้ชนะคดีอย่างไร ตามดุลพินิจอัยการเจ้าของสำนวนจะเป็นคนดูองค์รวมคดีว่าควรจะทำอย่างไร ส่วนประเด็นจะดำเนินการอย่างไรนั้นเราไม่ก้าวล่วง

 

ทีนี้การตั้งงบประมาณ ต้องเข้าใจว่ามันมีกระบวนการงบประมาณเป็นไทม์ไลน์ เพื่อร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายงบประมาณประจำปี 

 

“ผมเข้าใจว่าตรงนี้อาจจะค้างท่อมาเก่า อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ แต่โดยหลักการเชื่อว่าหลักใหญ่ใจความเป็นอย่างที่ชี้แจงโดยละเอียด อย่างที่ผมได้นำเรียนประมาณนี้ครับ” ประยุทธกล่าวในท้ายที่สุด

The post รองโฆษก อสส. ยอมรับ แนะกองทัพตรวจ GT200 จริง ก่อนคดีถึงที่สุด และประเด็นตกไปไม่ต้องตรวจแล้ว เชื่อการตั้งงบยังค้างท่อเก่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลาโหม แจง ทบ. ตั้งงบจ้าง สวทช. ตรวจ GT200 เครื่องละหมื่น ทำตามคำแนะนำอัยการสูงสุด เพื่อสู้คดี เรียกค่าเสียหาย https://thestandard.co/annual-budget-meeting-2566-11/ Sat, 04 Jun 2022 06:14:18 +0000 https://thestandard.co/?p=637790 คงชีพ ตันตระวาณิชย์

วันนี้ (4 มิถุนายน) พล.อ. คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทร […]

The post กลาโหม แจง ทบ. ตั้งงบจ้าง สวทช. ตรวจ GT200 เครื่องละหมื่น ทำตามคำแนะนำอัยการสูงสุด เพื่อสู้คดี เรียกค่าเสียหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คงชีพ ตันตระวาณิชย์

วันนี้ (4 มิถุนายน) พล.อ. คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงกรณี จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล อภิปรายว่าในงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยกองทัพบก ตั้งงบประมาณ 7,570,000 บาท ในร่างงบประมาณปี 2566 ให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตรวจสอบอุปกรณ์ตรวจสอบวัตถุระเบิด หรือ GT200 ในราคาชิ้นละ 10,000 บาท จำนวน 757 ชิ้น เพื่ออะไร ทั้งๆ ที่รู้กันอยู่แล้วว่าข้างในไม่มีอะไรนั้น

 

พล.อ. คงชีพกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ในการเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

 

ขณะที่กองทัพบก (ทบ.) แจ้งว่าในคดีอาญา กองทัพบกได้ฟ้องบริษัทผู้ขาย GT200 กับพวกรวม 5 คนต่อศาลแขวงไปแล้ว ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินแล้วว่ามีความผิด ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นฎีกา 

 

ส่วนเรื่องคดีทางปกครอง กองทัพบกได้ฟ้องบริษัทผู้ขายด้วย โดยศาลปกครองกลางได้ให้ผู้ถูกฟ้องต้องชำระหนี้กับกองทัพบกกว่า 683 ล้านบาท 

 

ต่อมา บริษัทได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดเช่นกัน ซึ่งกรณีนี้ทางสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) มีความเห็นว่า สาระสำคัญของคดีเป็นเรื่องของการตรวจเครื่อง GT200 ว่าไม่สามารถใช้งานได้ทุกเครื่องทั้ง 757 เครื่อง

 

พล.อ. คงชีพกล่าวย้ำว่า เป็นการดำเนินการตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดได้ชี้ว่ากองทัพบกควรจะตรวจสอบทุกเครื่อง ว่าเครื่องสามารถใช้งานได้หรือไม่ โดยได้ตั้งงบประมาณตามที่ สวทช. เสนอมาทั้งหมด ทำตามขั้นตอนเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย

The post กลาโหม แจง ทบ. ตั้งงบจ้าง สวทช. ตรวจ GT200 เครื่องละหมื่น ทำตามคำแนะนำอัยการสูงสุด เพื่อสู้คดี เรียกค่าเสียหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.อนันต์เผย งานวิจัยชี้ ผู้ติดเชื้อโควิดเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานภายใน 1 ปี อีกหนึ่งผลกระทบจาก Long COVID https://thestandard.co/anan-say-coronavirus-infector-risk-on-being-diabetes-within-1-year/ Thu, 24 Mar 2022 04:20:53 +0000 https://thestandard.co/?p=609297 ดร.อนันต์เผย งานวิจัยชี้ ผู้ติดเชื้อโควิดเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานภายใน 1 ปี อีกหนึ่งผลกระทบจาก Long COVID

วานนี้ (23 มีนาคม) ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา […]

The post ดร.อนันต์เผย งานวิจัยชี้ ผู้ติดเชื้อโควิดเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานภายใน 1 ปี อีกหนึ่งผลกระทบจาก Long COVID appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.อนันต์เผย งานวิจัยชี้ ผู้ติดเชื้อโควิดเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานภายใน 1 ปี อีกหนึ่งผลกระทบจาก Long COVID

วานนี้ (23 มีนาคม) ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Anan Jongkaewwattana’ ระบุว่า ผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เพิ่งได้ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Diabetes and Endocrinology ทำการเก็บข้อมูลจากประชากรกว่า 8.5 ล้านคน โดยในจำนวนประชากรเหล่านั้นมีผู้เคยป่วยด้วยโควิดถึง 181,000 คน

 

โดยทีมวิจัยพบว่า กลุ่มผู้ที่เคยป่วยโควิดมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานภายใน 1 ปี หลังจากป่วยเป็นโควิด โดยความเสี่ยงดังกล่าวไม่จำกัดอยู่ในผู้ป่วยที่มีอาการหนักเท่านั้น

 

นอกจากนั้น ความเสี่ยงที่สูงขึ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ที่เอื้อให้ผู้ป่วยรายนั้นเป็นเบาหวาน เช่น น้ำหนักตัวที่มาก ความดันโลหิตสูง คนที่สุขภาพแข็งแรงก่อนติดโควิดมีความเสี่ยงไม่น้อยไปกว่ากัน ตัวเลขที่รายงานมาในการศึกษานี้บอกว่า ในทุก 100 คนที่ติดโควิด จะมีถึง 2 คนที่จะมีอาการของโรคเบาหวานภายใน 1 ปี ซึ่งเป็นตัวอย่างของ Long COVID ที่อยู่นอกระบบทางเดินหายใจหรือระบบประสาทแบบที่ทราบกันมา

 

ถ้าตัวเลขที่การศึกษานี้เป็นจริง ประชากรที่จะเป็นเบาหวานจะมีมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเลยทีเดียว ทั้งนี้ เบาหวานเมื่อเป็นแล้วจะอยู่กับคนนั้นไปตลอดชีวิต เป็นภาระทางสาธารณสุขที่สำคัญ หรือคิดง่ายๆ ว่า คนติดโควิด 1 ล้านคน จะมีผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่เกิดขึ้นอีก 2 หมื่นคน

 

โควิดติดแล้วอาการไม่หนักรักษาหายได้ แต่ความเสี่ยงทำนองแบบนี้เรายังมีข้อมูลน้อยมาก ยังไงก็ไม่ควรเสี่ยงไปติดเชื้อไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดๆ

 

อ้างอิง:

The post ดร.อนันต์เผย งานวิจัยชี้ ผู้ติดเชื้อโควิดเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานภายใน 1 ปี อีกหนึ่งผลกระทบจาก Long COVID appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: โมลนูพิราเวียร์ ยาเปลี่ยนโลก พลิกวิกฤตสู่ความหวัง https://thestandard.co/thestandardnow041064/ Tue, 05 Oct 2021 00:30:08 +0000 https://thestandard.co/?p=544019

The Standard Now คุยกับดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผอ.กลุ่มวิ […]

The post ชมคลิป: โมลนูพิราเวียร์ ยาเปลี่ยนโลก พลิกวิกฤตสู่ความหวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

The Standard Now คุยกับดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผอ.กลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ไบโอเทค สวทช. ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา ถึงยา “โมนูลพิราเวียร์​” ที่ว่ากันว่าจะเป็น Game Changer ของวิกฤตโควิด-19 ประสิทธิภาพสูง ลดอัตราป่วยหนัก-เสียชีวิตได้ 50% สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนโควิด-19 ได้หรือไม่ ?

The post ชมคลิป: โมลนูพิราเวียร์ ยาเปลี่ยนโลก พลิกวิกฤตสู่ความหวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: โควิด 20,000 รายต่อเนื่อง ตรวจ 10 เจอ 4 และคุยกับนักศึกษาฯ ทีมวิจัยวัคซีน 2 in 1 จากไบโอเทค | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow050864/ Thu, 05 Aug 2021 12:53:52 +0000 https://thestandard.co/?p=521924 THE STANDARD NOW050864

3 สัปดาห์ล็อกดาวน์พบผู้ติดเชื้อทะลุ 20,000 รายเป็นวันที […]

The post ชมคลิป: โควิด 20,000 รายต่อเนื่อง ตรวจ 10 เจอ 4 และคุยกับนักศึกษาฯ ทีมวิจัยวัคซีน 2 in 1 จากไบโอเทค | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE STANDARD NOW050864

3 สัปดาห์ล็อกดาวน์พบผู้ติดเชื้อทะลุ 20,000 รายเป็นวันที่สอง ด้าน ศบค. วันนี้โชว์ผลตรวจทั่วประเทศ พบติดเชื้อสูงถึง 4 ใน 10 ราย ส่วนกรุงเทพฯ ยิ่งวิกฤตหนัก พบติดเชื้อถึง 3 จาก 5 ราย ท่ามกลางคำครหาว่าล็อกดาวน์ครั้งนี้จะเสียเปล่า

 

และสัมภาษณ์สด เจมส์-รัชชานนท์ วิริยกิจโกศล นักศึกษาร่วมทีมวิจัยไวรัสวิทยาและเซลล์เทคโนโลยี ไบโอเทค สวทช. กับงานวิจัยวัคซีนโควิดแบบพ่นจมูก-ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ที่กันได้ทั้งโควิดและไข้หวัดใหญ่ 

 

THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ ชมสดทาง Facebook Live และ YouTube Live ของ THE STANDARD วันที่ 5 สิงหาคม 2564 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป

The post ชมคลิป: โควิด 20,000 รายต่อเนื่อง ตรวจ 10 เจอ 4 และคุยกับนักศึกษาฯ ทีมวิจัยวัคซีน 2 in 1 จากไบโอเทค | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
เผยผลทดสอบ Sinovac เข็มสามในจีน ฉีดห่างเข็มสอง 6 เดือน กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าห่างเข็มสอง 1 เดือน https://thestandard.co/sinovac-3nd-needle-test-in-china-research/ Wed, 28 Jul 2021 03:41:56 +0000 https://thestandard.co/?p=518384 Sinovac

วานนี้ (27 กรกฎาคม) ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา […]

The post เผยผลทดสอบ Sinovac เข็มสามในจีน ฉีดห่างเข็มสอง 6 เดือน กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าห่างเข็มสอง 1 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sinovac

วานนี้ (27 กรกฎาคม) ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึงผลทดสอบการฉีดวัคซีนโควิด Sinovac สามข็ม ว่าในที่สุด Sinovac สามเข็มก็มีผลออกมาแล้ว

 

โดยเป็นการทดสอบของทีม Sinovac เองในประเทศจีน ในอาสาสมัครอายุ 18-59 ปี ที่ได้รับ Sinovac ไปสองเข็ม แบบห่างกัน 2 สัปดาห์ และ 4 สัปดาห์ และให้เข็มสามที่ห่างจากเข็มสองเป็นเวลา 1 เดือน และ 6 เดือน หลังจากนั้นนำซีรั่มมาตรวจหาปริมาณแอนติบอดีชนิด Neutralizing Antibodies ต่อเชื้อโควิดสายพันธุ์ดั้งเดิมที่แยกมาได้ตั้งแต่ปี 2020 เนื่องจากผลการทดสอบ NAb แบบเข็มสองที่ 2 สัปดาห์ อาจจะไม่เป็นประโยชน์เพราะเราไม่ได้ใช้สูตรนี้ในประเทศไทย และจริงๆ แล้วผลก็ออกมาในแนวเดียวกับสูตรเข็มสองที่ 4 สัปดาห์ จึงขอวิเคราะห์ผลแบบเข็มแรก-เข็มสอง 4 สัปดาห์ และเข็มสามที่ 1 เดือน และ 6 เดือนแทน

 

โดยสูตรที่ได้เข็มสามที่ 1 เดือน ค่าของ NAb วัด 1 เดือนหลังได้เข็มสอง อยู่ที่ 39.6 และได้วัคซีนเข็มสามในวันเดียวกัน อีก 4 สัปดาห์ต่อมาตรวจภูมิดูพบว่า NAb ขึ้นมาที่ 49.7 ซึ่งนับว่าค่อนข้างน้อยสำหรับการกระตุ้นด้วยเข็มสาม ภูมิ NAb หลังเข็มสามเมื่อตรวจใหม่อีก 5 เดือนต่อมา ตกลงมาที่ 10.0 ซึ่งหมายความว่าตกลงมาค่อนข้างไวเหมือนที่มีเคยรายงานมา

 

ดร.อนันต์กล่าวต่อไปว่า การให้เข็มสามที่ 6 เดือนหลังเข็มสอง ภูมิหลังเข็มสองจะเหมือนกับกลุ่มแรกคือที่ประมาณ 49.1 แต่รอไปอีก 6 เดือน เพื่อกระตุ้นเข็มสามจะเห็นว่าภูมิลดต่ำลงมาเหลือแค่ 6.7 การฉีดเข็มสามในช่วงที่ภูมิลดลงนี้ดูเหมือนจะช่วยกระตุ้นภูมิให้สูงขึ้นมาได้ที่ 143.1 และหลังจากนั้นไม่มีข้อมูลว่าจะอยู่อีกนานเท่าไรจะเริ่มลดลงมาอีก

 

“ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลแรกที่บอกว่า Sinovac สามเข็ม กระตุ้นภูมิได้มากน้อยเท่าไร การรอให้ภูมิจาก Sinovac ตกต่ำมาก กว่าจะกระตุ้นได้ดีขึ้นอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าการรอการกระตุ้นด้วยวัคซีนชนิดอื่นๆ และมีความเสี่ยงต่อเดลตา ทั้งนี้ ระดับ NAb ที่กระตุ้นขึ้นมาได้ไม่ได้ทดสอบกับไวรัสเดลตา ทำให้เราไม่ทราบว่าตัวเลขจริงๆ จะป้องกันได้มากน้อยแค่ไหน” ดร.อนันต์กล่าว

 

อ้างอิง: 

The post เผยผลทดสอบ Sinovac เข็มสามในจีน ฉีดห่างเข็มสอง 6 เดือน กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าห่างเข็มสอง 1 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ 3 วัน หลังพบเจ้าหน้าที่ 1 รายติดโควิด-19 ด้าน มธ. เร่งตรวจสอบเหตุที่ตั้งใกล้กัน https://thestandard.co/science-park-closed-3-days-found-officer-infected-covid-19/ Tue, 22 Dec 2020 04:22:08 +0000 https://thestandard.co/?p=434352 ปิดอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ 3 วัน หลังพบเจ้าหน้าที่ 1 รายติดโควิด-19 ด้าน มธ. เร่งตรวจสอบเหตุที่ตั้งใกล้กัน

วานนี้ (21 ธันวาคม) ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนั […]

The post ปิดอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ 3 วัน หลังพบเจ้าหน้าที่ 1 รายติดโควิด-19 ด้าน มธ. เร่งตรวจสอบเหตุที่ตั้งใกล้กัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ 3 วัน หลังพบเจ้าหน้าที่ 1 รายติดโควิด-19 ด้าน มธ. เร่งตรวจสอบเหตุที่ตั้งใกล้กัน

วานนี้ (21 ธันวาคม) ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้ออกแถลงการณ์กรณีพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่สำนักงานว่า 

 

เนื่องด้วยในวันที่ 21 ธันวาคม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยคณะกรรมการอำนวยการโควิด-19 สวทช. ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี กรณียืนยันการตรวจพบผู้ปฏิบัติงานในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยจำนวน 1 คน เข้ารับการรักษาตัวด้วยภาวะไข้ขึ้นสูง ณ โรงพยาบาลเอกชนเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม โดยผลจากการตรวจสอบตามขั้นตอนทางการแพทย์พบว่าผู้ปฏิบัติงานคนดังกล่าวติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งขณะนี้ได้เข้าพักรักษาตัวตามกระบวนการในการควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุขเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้สำนักงานฯ ขอแจ้งให้ทราบถึงการดำเนินการดังต่อไปนี้

 

1. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานีได้ดำเนินการสอบสวนทางระบาดวิทยาแล้ว และได้นำส่งผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยงสูงเข้ารับการตรวจคัดกรองโควิด-19 ต่อไปแล้ว หากกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดได้รับผลตรวจเป็นลบจะให้กักตัวที่ที่พักอาศัยเพื่อสังเกตอาการเพิ่มเติมเป็นเวลา 14 วัน หรือหากผลการตรวจเป็นบวกจะส่งเข้าพักรักษาตัวตามกระบวนการในการควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุขต่อไป พร้อมกับขยายวงการสอบสวนทางระบาดวิทยาอย่างต่อเนื่อง

 

2. กรณีผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยงต่ำ ให้กักตัวที่ที่พักอาศัยเป็นเวลา 14 วันเพื่อเฝ้าดูอาการอย่างต่อเนื่อง

 

3. ประกาศปิดพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยเป็นระยะเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 22-24 ธันวาคม เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อทุกพื้นที่ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และให้บุคลากรและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ปฏิบัติงานในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยปฏิบัติงานที่บ้าน (Work from Home)

 

อนึ่ง สำนักงานฯ ให้ความสำคัญต่อมาตรการการเฝ้าระวัง ป้องกัน และการควบคุมโรค ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้สอบทานมาตรการรักษาความสะอาดและแนวปฏิบัติของ สวทช. แล้วพบว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ทั้งนี้จะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

 

ต่อมา ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “เพื่อที่จะไม่ตื่นตระหนกกันเกินไป ผมขอแจ้งข้อเท็จจริงในเบื้องต้นให้ทราบว่าเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ที่ติดเชื้อโควิด-19 ไม่ได้เข้ามาในพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เลยครับ ที่พาดหัวว่า ‘ธรรมศาสตร์มีคนติดโควิด-19’ อาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้างนะครับ”

 

พร้อมระบุในการแสดงความเห็นผ่านทางเฟซบุ๊ก Thammasat Today ว่า “บุคลากร สวทช. ที่ติดโควิด-19 เข้ามาทำงานที่ห้องปฏิบัติการของ สวทช. เพียง 2 วันคือ 16 และ 17 ธันวาคมแล้วมีอาการป่วย จึงไปโรงพยาบาลและพบว่าติดเชื้อโควิด-19 โดยที่ในระหว่างนั้นและก่อนหน้านั้น บุคลากร สวทช. คนนี้ไม่ได้เข้ามาในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ผมได้ตรวจสอบแล้ว ขออย่าเพิ่งตื่นตระหนกเกินไปนะครับ ขอบคุณครับ”

 

ผศ.ดร.ปริญญา ระบุอีกว่าข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตามที่ตนเองได้สอบทานมาพบว่า

 

1. บุคลากรของ สวทช. ที่ติดเชื้อคนนี้ไม่ได้เข้ามาในโรงอาหารหรือเข้ามาในพื้นที่ใดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และในไทม์ไลน์ก็ไม่ปรากฏวันเวลาใดที่ได้เข้ามาในศูนย์รังสิต 

 

2. ขณะนี้กำลังตรวจสอบว่ากลุ่มเสี่ยง 8 คนได้เข้ามาในพื้นที่ศูนย์รังสิตหรือไม่ ถ้าเคยเข้ามา ระดับความเสี่ยงก็จะลดลงไปชั้นหนึ่งคือเป็นสัมผัสเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ตาม ต้องรอยืนยันข้อเท็จจริงวันนี้อีกครั้ง 

 

3. สำหรับเรื่องหอพักนั้นกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่างไรก็ดี เนื่องจากบุคลากรที่ติดเชื้อคนนี้เพิ่งกลับเข้ามาทำงานเพียง 2 วัน และไม่ได้ออกไปสัมผัสกับใครนอกจากที่ทำงานที่ สวทช. จึงขอให้อย่าเพิ่งตื่นตระหนก วันนี้มีความคืบหน้าประการใดจะรีบแจ้งให้ทราบโดยเร็ว

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ปิดอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ 3 วัน หลังพบเจ้าหน้าที่ 1 รายติดโควิด-19 ด้าน มธ. เร่งตรวจสอบเหตุที่ตั้งใกล้กัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอกาสในการเป็นสตาร์ทอัพอยู่ใกล้แค่เอื้อม ชวนสำรวจบริการครบวงจรที่จะต่อยอดธุรกิจเทคโนโลยีของคุณให้เป็นจริง [Advertorial] https://thestandard.co/nac2019/ Fri, 12 Apr 2019 04:14:06 +0000 https://thestandard.co/?p=233545 NSTDA

อาจดูเป็นเรื่องยากสำหรับสตาร์ทอัพที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจใ […]

The post โอกาสในการเป็นสตาร์ทอัพอยู่ใกล้แค่เอื้อม ชวนสำรวจบริการครบวงจรที่จะต่อยอดธุรกิจเทคโนโลยีของคุณให้เป็นจริง [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
NSTDA

อาจดูเป็นเรื่องยากสำหรับสตาร์ทอัพที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง เพราะนอกจากจะมีไอเดียเจ๋งๆ แล้ว ยังจะต้องนำไอเดียเหล่านั้นไปต่อยอดเพื่อให้เกิดเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งบ่อยครั้งก็มักจะพบกับปัญหาหรืออุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทุน การวิจัย การทดสอบ การออกแบบ หรือสิ่งอำนวยความสะดวก แต่จะดีแค่ไหนหากมีบริการด้านเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยสนับสนุนและแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้อย่างครบวงจร

 

หากคุณเป็นนักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม หรือนักลงทุนที่มีความสนใจทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่กำลังพบเจอปัญหามากมายจนอยากพับโปรเจกต์นั้นโยนทิ้งไปเสีย ขอแนะนำให้รู้จักกับบริการของ สวทช. หรือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์กรวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ไม่ได้มีภารกิจแค่ทำวิจัยเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีบริการสนับสนุนผู้ประกอบการในหลากหลายมิติที่จะเข้ามาเป็นตัวช่วยเติมเต็มและต่อยอดไอเดียของคุณให้เป็นจริงได้ ด้วยความพร้อมในด้านบุคลากรวิจัย ห้องปฏิบัติการ และนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจทุกประเภท

 

NSTDA

 

ภายในงาน 15th NSTDA Annual Conference: NAC2019 หรืองานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 15 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25-28 มีนาคม 2562 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย มีการสัมมนาให้ความรู้และจัดแสดงผลงานวิจัยของ สวทช. รวมไปถึงหน่วยงานพันธมิตรอื่นๆ ซึ่งในปีนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมชมงานกว่า 4,000 คน

 

NSTDA

NSTDA

 

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญภายในงานที่มีโอกาสได้เข้าร่วม คือ กิจกรรม NSTDA Open House เปิดบ้าน สวทช. ที่ให้เหล่าสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการได้เยี่ยมชมเทคโนโลยีที่เกิดจากศักยภาพของบุคลากรวิจัยและห้องปฏิบัติการของ สวทช. รวมถึงบริษัทผู้เช่าพื้นที่ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โดยทางเจ้าของบ้านก็ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี และพร้อมนำเสนอจุดเด่นที่งานวิจัยไปตอบโจทย์อุตสาหกรรมต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 7 เส้นทางอุตสาหกรรม ได้แก่

 

  • Modern Agriculture เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตรให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น และใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
  • Food For The Future เทคโนโลยีที่ช่วยปรับอาหารให้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ และทำให้อาหารเพื่อสุขภาพมีรสชาติอร่อย ตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภค
  • Cosmeceutical เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นสารมูลค่าสูงด้วยนาโนเทคโนโลยี และนำไปต่อยอดเป็นเครื่องสำอางคุณภาพสูง
  • Industrial Microbe ขับเคลื่อนไปกับขบวนเศรษฐกิจฐานชีวภาพด้วยคลังจุลินทรีย์ โรงงานต้นแบบ และตัวอย่างการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพ
  • Mobility เทคโนโลยีที่จะทำให้การเดินทางในเมืองคล่องตัว พาหนะที่ลดมลพิษ และการควบคุมคุณภาพของรถยนต์ให้ได้มาตรฐาน
  • Digital Transformation หมุนไปพร้อมกับโลกของข้อมูลและการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
  • Energy รีชาร์จธุรกิจด้วยนวัตกรรมด้านพลังงาน ที่มาพร้อมกับมาตรฐานและการวิเคราะห์ทดสอบ

 

ในครั้งนี้ เราได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปสัมผัสกับศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PTEC ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นห้องปฏิบัติการฯ ระดับอาเซียน ที่น้อยคนนักจะรู้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าหลากหลายประเภทที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้ จะต้องผ่านการทดสอบจาก PTEC จึงจะมั่นใจได้ว่าปลอดภัยต่อการใช้งาน โดยที่ผ่านมาได้มีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ชั้นนำที่เข้ามาใช้บริการและผ่านการทดสอบจากที่นี่มากมาย

 

ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช. กล่าวว่า หากมองในมุมของธุรกิจ PTEC เปรียบเสมือนธุรกิจแบบ B2B หรือธุรกิจที่มุ่งเน้นการให้บริการแก่ผู้ประกอบการด้วยกัน โดยมีหน้าที่หลักคือทดสอบมาตรฐานและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออนุญาตให้นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศได้อย่างถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น แบตเตอรี่หรือที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ ที่จะต้องได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน อย่างตู้เย็น เครื่องซักผ้า และโทรทัศน์ โดยของพวกนี้จะต้องมีเครื่องหมายมาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. กำกับเสมอ ซึ่งทาง PTEC จะช่วยให้อุตสาหกรรมเหล่านั้นประหยัดเวลาและค่าขนส่งในการนำเอาสินค้าไปทดสอบที่ต่างประเทศ

 

NSTDA

NSTDA

 

มาถึงห้องที่ผู้ประกอบการหลายท่านให้ความสนใจเป็นพิเศษ นั่นก็คือ ห้องปฏิบัติการนาโนเวชสำอางของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) เป็นศูนย์วิจัยที่ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการธุรกิจและผู้สนใจที่กำลังมองหาโอกาสทำธุรกิจเครื่องสำอาง โดย NANOTEC จะเป็นศูนย์วิจัยที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Personal Care อาทิ เครื่องสำอางและเวชสำอางนาโน ที่ประยุกต์เทคโนโลยีการสกัดสมุนไพรเข้ากับนาโนเทคโนโลยี

 

NSTDA

 

NANOTEC ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสอบถามนักวิจัยถึงรายละเอียดที่มาของการทำวิจัยผลิตภัณฑ์และคุณสมบัติการออกฤทธิ์ของสมุนไพรชนิดต่างๆ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันมีผู้หันมาสนใจใช้ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดธรรมชาติและสมุนไพรกันมากขึ้น เมื่อผสานกับนาโนเทคโนโลยีที่ลงตัวก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าของสมุนไพรมากขึ้นตามไปด้วย และส่งผลให้ผลิตภัณฑ์นั้นมีศักยภาพพร้อมส่งออกต่างประเทศ เช่น ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากมะขามป้อม และผลิตภัณฑ์ครีมทามือจากใบบัวบก ที่เป็นผลิตภัณฑ์ตัวอย่างที่ผ่านการวิจัยและทดสอบจากห้องปฏิบัติการนาโนเวชสำอาง ซึ่งผู้ประกอบการที่มาเข้าชมสามารถลองสัมผัสผลิตภัณฑ์ตัวอย่างด้วยตัวเอง

 

NSTDA

NSTDA

NSTDA

 

โรงงานต้นแบบผลิตเครื่องสำอางระดับนาโน เป็นอีกหนึ่งบริการของ NANOTEC ที่มีบริการครบวงจร เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอาง (Cosmetic GMP) ตั้งแต่บริการพัฒนาและปรับสูตรต้นตำรับ บริการวิเคราะห์และตรวจสอบคุณสมบัติ บริการทดลองผลิตระดับโรงงาน บริการผลิตอนุภาคนาโนสมุนไพร บริการทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงบริการจดแจ้งขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ ตอบโจทย์และครอบคลุมความต้องการของผู้ประกอบการด้านเวชสำอางที่ยังขาดแคลนปัจจัยในการดำเนินธุรกิจ เรียกได้ว่าหากใครที่มีสูตรที่คิดค้นของตัวเองก็สามารถใช้บริการผลิตเพื่อจำหน่ายทดลองตลาดได้ หรือจะมาซื้อสิทธิเทคโนโลยีจาก สวทช. ที่มีอยู่ก็ได้เช่นกัน

 

เมื่อผู้ประกอบการได้เยี่ยมชมผลงานจากห้องปฏิบัติการต่างๆ ของ สวทช. จนครบแล้ว ก็ไปพบกับกิจกรรมปิดท้ายของงาน NSTDA Open House ที่มีบริการให้คำปรึกษาเชิงลึก สำหรับผู้ประกอบการหลายท่านที่อาจจะเกิดไอเดียต้องการต่อยอดธุรกิจเทคโนโลยี หรือบางท่านอาจจะมีโจทย์ปัญหาที่ยังหาทางออกไม่ได้ สวทช. จึงได้จัดบูธให้คำปรึกษาและแนะนำบริการแบบครบวงจร โดยมีทีมงานคอยให้ข้อมูลอย่างใกล้ชิด ซึ่งบริการของทาง สวทช. จะมีให้เลือกใช้ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ อาทิ

 

บริการด้านการเงิน ภาษี และมาตรการส่งเสริม

ข่าวดีสำหรับสตาร์ทอัพที่มีความต้องการหาผู้ร่วมลงทุน เพราะ สวทช. จะร่วมลงทุนกับธุรกิจของคุณไม่เกินร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน เพื่อเพิ่มโอกาสในการวิจัยพัฒนาและต่อยอดไอเดีย พร้อมทั้งสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นคงให้กับธุรกิจ โดยธุรกิจนั้นจะต้องเข้าตามหลักเกณฑ์การร่วมลงทุน ได้แก่ จะต้องเป็นธุรกิจที่บุกเบิกทางด้านเทคโนโลยี ธุรกิจวิจัยและพัฒนา ธุรกิจที่รับการถ่ายทอดผลงานวิจัยของ สวทช. และธุรกิจที่มี สวทช. เป็นผู้สนับสนุนด้านเทคโนโลยี

 

นอกเหนือจากนี้ ยังมีบริการอื่นๆ อีกมากมายเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี ทั้งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ, การสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์, การสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์ BOI, การรับรองการวิจัย การพัฒนา และนวัตกรรม เพื่อยกเว้นภาษี 300%, การรับรองธุรกิจเทคโนโลยีเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้, การรับรองผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย และการรับเงินบริจาค RDI มาตรการการบริจาคเงินเข้ากองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช. เพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่า

 

NSTDA

 

บริการด้านการอบรม

ไม่เพียงแต่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ธุรกิจเท่านั้น สวทช. ยังมีบริการอบรมและถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการ โดยจัดตั้ง NSTDA Academy หรือสถาบันวิทยาการ สวทช. ที่มีหลักสูตรฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 หลักสูตรด้วยกัน ได้แก่ วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เชิงบูรณาการ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการและยกระดับธุรกิจให้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

 

บริการให้คำปรึกษา

เมื่อพบเจอปัญหาหรืออุปสรรคที่ยากจะแก้ไข ผู้ประกอบการหลายคนคงต้องการความช่วยเหลือหรือคำปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยี สวทช. ได้จัดตั้งโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Innovation and Technology Assistance Program: ITAP) ที่จะแก้ไขปัญหาทุกข้อจำกัดของคุณให้ถึงโรงงาน โดยจะได้รับการวินิจฉัยปัญหาจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้มีการแก้ไขอย่างตรงจุด พร้อมทั้งสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการสูงสุดถึง 50% ของงบประมาณโครงการ และยังมีบริการนอกเหนือจากนี้ที่จะช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดแรง และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น

 

บริการด้านสิ่งอำนวยความสะดวก

อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park) นิคมวิจัยที่ครบวงจรและใหญ่ที่สุดในประเทศ ที่พร้อมรองรับและสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรม การวิจัย และการพัฒนาในภาคเอกชน โดยจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ ประกอบไปด้วยศูนย์วิจัย 4 แห่ง ได้แก่

 

  • BIOTEC ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
  • MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
  • NECTEC ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
  • NANOTEC ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ

 

ภายในจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเพื่อรองรับงานวิจัยที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบห้องปฏิบัติการที่สามารถปรับเปลี่ยนขนาดพื้นที่ตามความต้องการได้ ห้องวิจัยที่สามารถควบคุมความสะอาดของอากาศภายในเป็นพิเศษ ห้องวิจัยที่รับรองอุปกรณ์ที่มีน้ำหนักมากถึง 2 ตันต่อตารางเมตร ห้องวิจัยที่ออกแบบให้มีความปลอดภัยสูง และห้องปฏิบัติการกลางที่ให้บริการด้านเทคนิค

 

เห็นอย่างนี้แล้วรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้างหรือยัง กางแผนโปรเจกต์ของคุณแล้วเดินหน้าต่อไปได้เลย เพราะยังมีบริการของ สวทช. อีกมากมายที่จะช่วยสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ธุรกิจของคุณได้ก้าวเข้าสู่ตลาดโลกอย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้มั่นใจได้ว่า แม้คุณจะเป็นสตาร์ทอัพหรือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กก็สามารถต่อยอดธุรกิจให้เป็นจริงได้

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post โอกาสในการเป็นสตาร์ทอัพอยู่ใกล้แค่เอื้อม ชวนสำรวจบริการครบวงจรที่จะต่อยอดธุรกิจเทคโนโลยีของคุณให้เป็นจริง [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าด้วยวิทยาศาสตร์ ใครกันที่อยู่เบื้องหลัง? [Advertorial] https://thestandard.co/nstda/ https://thestandard.co/nstda/#respond Fri, 22 Mar 2019 13:20:41 +0000 https://thestandard.co/?p=228154

เราทุกคนรู้ดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรานั้นล้วน […]

The post ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าด้วยวิทยาศาสตร์ ใครกันที่อยู่เบื้องหลัง? [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

เราทุกคนรู้ดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรานั้นล้วนเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ แต่ทุกครั้งที่ได้ยินคำนี้ หลายคนก็มักนึกถึงห้องทดลองสีขาวโพลน หลอดทดลองและน้ำยาสารพัดสี จนไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับชีวิตประจำวันของเราได้ ทั้งที่จริงแล้วงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ นั้นเป็นอีกสิ่งที่คอยขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจประเทศไทยมาโดยตลอด อยู่เคียงข้างการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดต้นทุนในการผลิตสินค้า กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมมาแก้ปัญหาเดิมๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

 

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน เพียงแต่เราอาจจะยังไม่รู้ว่าโครงการเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแนวใหม่นี้!

 

สวทช. หรือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์กรวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเต็มไปด้วยนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางกว่า 1,000 คนนี่แหละ คือผู้อยู่เบื้องหลังการค้นพบแนวทางใหม่ๆ ในการพัฒนาประเทศ พวกเขาและพันธมิตรได้นำผลการค้นคว้าวิจัยในห้องทดลองมาถ่ายทอดให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ เกษตรกรรม เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ เป้าหมายหลักของพวกเขาในปีนี้ก็คือ การนำโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาร่วมพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ที่แตกต่างกันถึง 6 ด้าน

 

เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)

เป็นการนำความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และต้นทุนความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย มาเป็นตัวช่วยสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ

 

ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ

 

ตัวอย่างเช่น ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank Thailand) ของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ไม่รับฝากเงินเหมือนธนาคารทั่วไป แต่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อจัดเก็บรักษาทรัพยากรชีวภาพโดยเฉพาะ ภายในธนาคารนี้จะจัดเก็บวัสดุชีวภาพ (Biomaterial) และข้อมูลทางชีวภาพ (Biodata) แบบระยะยาว (Long-term Preservation) อาศัยกระบวนการจัดเก็บที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งในด้านความหลากหลายทางชีวภาพสูง แต่มีอัตราการทำลายพื้นที่ทางธรรมชาติสูงกว่า การค้นคว้าวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าจากทรัพยากรชีวภาพเหล่านี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้มีแหล่งวัตถุดิบทางธรรมชาติที่มีคุณภาพ มีรายละเอียดทางพันธุกรรมครบถ้วน ถือเป็นการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมขนาดใหญ่ (Big Genome Data) นำมาใช้ทั้งในระดับการอนุรักษ์พืชพันธุ์ในชุมชน การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของ SME ไปจนถึงการคัดสรรวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เลยทีเดียว

 

เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

แนวคิดในการใช้ประโยชน์จากวัสดุต่างๆ อย่างคุ้มค่าที่สุด เป็นการหมุนเวียนทรัพยากรที่มีอยู่ในระบบโดยไม่ต้องนำทรัพยากรใหม่มาใช้ นำของเหลือทิ้งมาใช้เป็นวัตถุดิบ เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

 

ตัวอย่างที่น่าสนใจก็คือ การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาผลิตไบโอดีเซลจากเปลือกไข่ ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ใกล้ตัวจากการที่คนไทยบริโภคไข่กันมากถึง 43 ล้านฟองต่อวัน นักวิจัยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. ค้นพบว่า เปลือกไข่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีระดับนาโนเมตร ในรูปแบบของแข็งที่มีคุณสมบัติเป็นด่าง เหมาะกับการใช้เร่งปฏิกิริยาการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล ช่วยร่นระยะเวลาในการผลิตไบโอดีเซลทำให้ได้กลีโซรีนที่มีความบริสุทธิ์สูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากไม่ทำให้เกิดของเสียในกระบวนการผลิต แถมยังนำกลับมาใช้ซ้ำได้หลายครั้ง ช่วยลดต้นทุนการนำเข้าตัวเร่งปฏิกิริยาแบบเหลว และที่สำคัญช่วยลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดเปลือกไข่เหลือทิ้งปีละกว่า 60,000 ตันอีกด้วย

 

 

เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

มุ่งเน้นประหยัดพลังงาน ลดความเสี่ยงที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย ตอบสนองการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะงานวิจัยเกี่ยวกับยางพารา ที่นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. นำไปใช้กับชุมชนในจังหวัดน่าน พัฒนาสารบีเทพ (BeThEPS) ช่วยยืดอายุน้ำยางสดได้นาน 1-3 วัน ได้ยางแผ่นที่มีคุณภาพทดแทนการใช้แอมโมเนียที่เป็นพิษต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม หรือโซเดียมซัลไฟต์ที่ทำให้แผ่นยางมีคุณภาพต่ำลง

 

 

นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมน้ำยางชนิดใหม่ที่เรียกว่า ParaFIT มาทดลองใช้กับสหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหา จังหวัดพัทลุง นำมาผลิตหมอนและที่นอนยางพาราคุณภาพดีทดแทนการใช้น้ำยางพาราข้น ช่วยลดเวลาในการบ่มน้ำยางก่อนนำไปใช้งานจาก 21 วัน เหลือเพียง 3 วันเท่านั้น แถมกระบวนการผลิตยังไม่เป็นพิษเป็นภัยกับทั้งคนทำงาน สิ่งแวดล้อม และชุมชนอีกด้วย

 

เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Intelligence Economy)

คือระบบเศรษฐกิจที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ประโยชน์ ด้วยเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับการคำนวณ ประมวลผล เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) นำระบบอัจฉริยะต่างๆ มาช่วยแก้ปัญหาได้มากกว่าแค่เพียงอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน

 

ตัวอย่างที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องหลบฟุตปาธน้ำดีดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือ Traffy Fondue แอปพลิเคชันแจ้งและติดตามปัญหาเมือง ให้ประชาชนแจ้งปัญหาที่พบเจอในพื้นที่สาธารณะต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบได้โดยตรง โดยการระบุข้อมูล ตำแหน่งบนแผนที่ ภาพถ่าย ติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้ว่าการปรับปรุงอยู่ในขั้นตอนใดแล้ว ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมืองที่ตัวเองอาศัยอยู่

 

 

ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TPMAP: Thai People Map and Analytics Platform) เกิดจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) โดยขยายข้อมูลจากระบบบริหารจัดการข้อมูลคนจนแบบชี้เป้าให้ครอบคลุมปัญหาได้กว้างขึ้น ตั้งแต่เด็กแรกเกิด การศึกษา ผู้สูงอายุ ไปจนถึงการพัฒนาสภาพที่อยู่อาศัย ทำให้ระบุปัญหาความยากจนในระดับบุคคล ครัวเรือน ชุมชน ท้องถิ่น/ท้องที่ จังหวัด ประเทศ หรือปัญหาความยากจนรายประเด็นได้อย่างแม่นยำ ทำให้การแก้ปัญหาตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยกระจายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดใช้รวบรวมเพื่อให้ได้ฐานข้อมูลกลางของประชาชน ให้รัฐบาลนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนบริหารประเทศ

 

เศรษฐกิจร่วมใช้ประโยชน์ (Sharing Economy)

มาจากพื้นฐานแนวคิดความร่วมมือระหว่างกัน ทำให้เกิดรูปแบบสินค้าและบริการใหม่ สร้างรายได้แบบพึ่งพากัน ใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆ ร่วมกัน โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

 

หลายคนคงเคยเห็นผ่านตามาบ้างสำหรับ โครงการระบบสื่อสาระออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ทางไกลเฉลิมพระเกียรติฯ (oer.learn.in.th) เพื่อขยายการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ จากที่เคยทำระบบ eDLTV ให้ครอบคลุมการใช้งานได้มากขึ้น ซึ่ง MOOC หรือ Massive Open Online Courses เป็นระบบ e-Learning ระดับใหญ่แบบเปิดที่ให้คนทุกระดับชั้นหรือบุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาศึกษาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ มีเนื้อหาความรู้ครบทุกสาระวิชา รวมถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยอีกระบบที่เชื่อมโยงกันคือ OER หรือ Open Education Resource ซึ่งเป็นคลังสื่อแบบเปิดเช่นเดียวกัน เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถหาสื่อความรู้ทุกรูปแบบไปใช้งานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสื่อแต่ละชิ้นใช้สัญญาอนุญาตแบบ Creative Commons (CC) ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้นำสื่อไปใช้ได้โดยไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ใคร

 

 

ส่วนปัญหาตลาดแรงงานของไทยยังขาดแคลนวิศวกรวิจัย สวทช. ก็ไม่นิ่งเฉย สร้างโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม หรือ Fabrication Lab (Fab Lab) ขึ้นมา รวบรวมอุปกรณ์และเครื่องมือทางวิศวกรรมตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค ให้เยาวชนได้ฝึกทำการทดลอง และลงมือสร้างชิ้นงานจากความคิดและจินตนาการ เพื่อปลูกฝังแนวคิดการแก้ปัญหาด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก โดยมุ่งหวังว่าภายในปี พ.ศ. 2565 ประเทศไทยจะมีนักวิจัยเพิ่มเป็นสองเท่าของที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

เศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy)

เป็นระบบที่นำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้

 

 

หนึ่งในโครงการที่น่าสนใจก็คือ โครงการอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งนำความรู้ด้านวัสดุศาสตร์มาพัฒนาโครงสร้างสามมิติให้ชิ้นเนื้อหมูที่ประกอบด้วยเนื้อหมูไขมันต่ำ กรดอะมิโน น้ำ สารก่อเจลอาหารประเภทพอลิแซ็กคาไรด์ ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการ ยังคงรูปร่างได้ ตัดเป็นชิ้นได้ แต่มีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่ม กดให้เป็นชิ้นเล็กลงได้ด้วยเหงือกและลิ้น ช่วยแก้ปัญหาการรับประทานอาหารของผู้สูงอายุ และผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเคี้ยว หรือโครงการวิจัยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติทางทันตกรรมและศัลยกรรมบริเวณช่องปากและใบหน้า (Dentiiscan) ซึ่งเริ่มวิจัยพัฒนาและเปิดตัวใช้งานแล้วเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา และกำลังขยายผลไปยังโรงพยาบาล 50 แห่งทั่วประเทศ

 

 

Dentiiscan

 

อนาคตอันน่าตื่นเต้นของประเทศไทยอยู่ใกล้เราแค่เอื้อม ใครอยากรู้ก่อน เห็นก่อนว่าเศรษฐกิจแนวใหม่ที่กล่าวมาจะช่วยให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง เชิญไปชมและพิสูจน์ผลงานด้วยตัวเองได้ที่ 15th NSTDA Annual Conference: NAC2019 หรืองานประชุมวิชาการประจำปี ครั้งที่ 15 ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระหว่างวันที่ 25-28 มีนาคม 2562 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ปทุมธานี (ติดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต)

 

ภายในงานจะพบกับเรื่องราวของงานวิจัยและเทคโนโลยีที่จะตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งในรูปแบบของการเสวนา และชมผลงานวิจัยของ สวทช. และกิจกรรม Open House ซึ่งผู้ประกอบการยุคนี้ไม่ควรพลาดที่จะมองหาโอกาสค้นหาตัวช่วยในการทำธุรกิจด้วยวิทย์และนวัตกรรมครอบคลุม 7 กลุ่มธุรกิจที่สำคัญ ได้แก่ เกษตรสมัยใหม่ อาหารเพื่ออนาคต เครื่องสำอาง ธุรกิจฐานชีวภาพ ขนส่งอัจฉริยะ ธุรกิจดิจิทัล และพลังงาน ชมฟรีตลอดงาน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nstda.or.th/nac

 

แล้วจะรู้ว่าวิทยาศาสตร์ไม่ได้แค่อยู่ใกล้ตัว หากแต่อยู่รอบตัวเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยจริงๆ

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าด้วยวิทยาศาสตร์ ใครกันที่อยู่เบื้องหลัง? [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/nstda/feed/ 0
สทป. นำโดรนฉีดพ่นละอองน้ำผสมสารดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 https://thestandard.co/dti-drone-decrease-pm25-solution/ https://thestandard.co/dti-drone-decrease-pm25-solution/#respond Tue, 22 Jan 2019 06:55:34 +0000 https://thestandard.co/?p=183997

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ซึ่งรับผิดชอบแก้ไขป […]

The post สทป. นำโดรนฉีดพ่นละอองน้ำผสมสารดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ซึ่งรับผิดชอบแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กให้กับประชาชน ตามโครงการช่วยลดสถานการณ์ฝุ่นละอองเฉพาะพื้นที่ของกระทรวงกลาโหม ได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. และกรมควบคุมมลพิษ ในการส่งอากาศยานไร้คนขับขึ้นฉีดพ่นละอองน้ำผสมสารดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเบื้องต้น

 

ปฏิบัติการดังกล่าวไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต โดยมีการประสานพันธมิตรทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนที่สนับสนุนโดรนในการพ่นสารกำจัดฝุ่นละอองขนาด PM2.5 จำนวน 25 ลำ โดยร่วมทำการทดลองและทดสอบในบริเวณสวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร และทำการตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ก่อนและหลังทำการทดสอบโดยหน่วยตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเคลื่อนที่ของกรมควบคุมมลพิษ

 

The post สทป. นำโดรนฉีดพ่นละอองน้ำผสมสารดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/dti-drone-decrease-pm25-solution/feed/ 0
เริ่มวันนี้ กล้องเลนเชนจ์ 15 จุดทั่วกรุงเทพฯ เผยสถิติช่วงทดสอบ พบผู้ฝ่าฝืนวันละ 7,542 ราย https://thestandard.co/lane-change-management-system-bkk/ https://thestandard.co/lane-change-management-system-bkk/#respond Wed, 09 May 2018 06:33:04 +0000 https://thestandard.co/?p=89475

ตั้งแต่วันนี้ หรือ 9 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไป กองบังคับกา […]

The post เริ่มวันนี้ กล้องเลนเชนจ์ 15 จุดทั่วกรุงเทพฯ เผยสถิติช่วงทดสอบ พบผู้ฝ่าฝืนวันละ 7,542 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตั้งแต่วันนี้ หรือ 9 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไป กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) จะเริ่มใช้ระบบตรวจจับรถฝ่าฝืนเปลี่ยนช่องเดินรถในเขตห้าม (Lane Change Camera System) โดยในระยะเริ่มต้นได้ดำเนินการติดตั้งระบบตรวจจับดังกล่าว จำนวน 15 จุด ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก กรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 14,387,220 บาท ว่าจ้าง บริษัท นิวซีโน่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ติดตั้งระบบตรวจจับฯ และพัฒนาระบบร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) โดยเริ่มดำเนินการติดตั้งมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560 ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการติดตั้งทั้ง 15 จุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้แก่

  1. สะพานข้ามแยกบางเขน ถนนงามวงศ์วาน ขาเข้า
  2. สะพานข้ามแยกศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ขาออก
  3. ทางลอดแยกห้วยขวาง ถนนรัชดาภิเษก ขาเข้า
  4. สะพานข้ามแยกบรมราชชนนี ถนนบรมราชชนนี ขาออก
  5. สะพานข้ามแยกวงเวียนบางเขน ถนนแจ้งวัฒนะ ขาเข้า     
  6. สะพานข้ามแยกราชเทวี ถนนเพชรบุรี ขาออก
  7. แยกสามเหลี่ยมดินแดง ถนนราชวิถี ขาเข้า
  8. สะพานข้ามแยกประชานุกูล ถนนรัชดาภิเษก ขาออก
  9. สะพานศิริราชด้านอรุณอมรินทร์ ถนนอรุณอมรินทร์ ขาออก
  10. สะพานข้ามแยกรัชดา-ลาดพร้าว ถนนลาดพร้าว ขาเข้า
  11. สะพานข้ามแยกรัชดา-ลาดพร้าว ถนนลาดพร้าว ขาออก
  12. สะพานข้ามแยกวงศ์สว่าง ถนนรัชดาภิเษก ขาออก
  13. สะพานข้ามแยกพระราม 4 ถนนรัชดาภิเษก ขาออก
  14. สะพานพุทธ ถนนประชาธิปก ขาเข้า
  15. สะพานข้ามแยกกำนันแม้น ถนนกัลปพฤกษ์ ขาออก     

 

โดยแต่ละจุดจะมีป้ายแจ้งเตือน 3 ระยะคือ ในระยะ 100 เมตร, 50 เมตร และ 30 เมตร ก่อนถึงจุดตรวจจับ ในส่วนของระบบการตรวจจับในแต่ละจุดประกอบไปด้วยกล้อง 4 ตัว ทำงานอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง มีความคมชัดและละเอียดสูง 2 ล้านเมกะพิกเซล สามารถตรวจจับได้ทั้งกลางวัน กลางคืน และทุกสภาพอากาศ สามารถบันทึกข้อมูลเก็บไว้ได้ไม่น้อยกว่า 1 ปี ระบบจะดำเนินการตรวจจับ เมื่อพบการกระทำความผิด กล้องจะทำการบันทึกข้อมูลทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวผ่านระบบ ATS (Automated Ticketing System) และส่งภาพข้อมูลดังกล่าวกลับมายังศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร (บก.02) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของทะเบียนรถ, ยี่ห้อ, รุ่น และสีของรถ หากถูกต้องครบถ้วนจะดำเนินการออกใบสั่งและส่งไปยังระบบ PTM (Police Ticket Management) ของธนาคารกรุงไทยเพื่อได้บาร์โค้ดกลับมา จากนั้นจะยืนยันความถูกต้องเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการออกใบสั่งส่งไปยังผู้ครอบครองหรือเจ้าของรถภายใน 7 วัน สามารถตรวจสอบความผิดย้อนหลังผ่านเว็บไซต์ URL หรือทางเว็บไซต์ www.trafficpolice.go.th ด้วยรหัสผ่านที่ระบุท้ายใบสั่งได้  

 

 

ขณะที่สถิติการทดลองตรวจจับตั้งแต่วันที่ 1-30 เมษายน 2561 ที่ผ่านมาพบผู้ฝ่าฝืนจำนวนทั้งสิ้น 226,257 รายต่อเดือน เฉลี่ย 7,542 รายต่อวัน

 

สำหรับความผิดดังกล่าวเป็นข้อหาฝ่าฝืนเครื่องหมายบนพื้นที่ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 21 ประกอบมาตรา 152 มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ในเบื้องต้น บก.จร. จะทำการเปรียบเทียบปรับไม่เกิน 500 บาท โดยสามารถชำระค่าปรับผ่านเคาน์เตอร์และตู้ ATM ของธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ หรือผ่านบริการ KTB netbank หรือสถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่ง

 

The post เริ่มวันนี้ กล้องเลนเชนจ์ 15 จุดทั่วกรุงเทพฯ เผยสถิติช่วงทดสอบ พบผู้ฝ่าฝืนวันละ 7,542 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/lane-change-management-system-bkk/feed/ 0