สมัคร สุนทรเวช Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สมัคร-สุนทรเวช/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 18 Aug 2025 10:22:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ชะตานายกรัฐมนตรีไทยในคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ https://thestandard.co/thai-prime-ministers-constitutional-court/ Mon, 18 Aug 2025 07:54:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1108452 thai-prime-ministers-constitutional-court

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เส้นทางการเมืองของนายกรัฐมน […]

The post ชะตานายกรัฐมนตรีไทยในคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-prime-ministers-constitutional-court

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เส้นทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีไทยหลายต่อหลายคน ต้องเผชิญกับบททดสอบสำคัญในกระบวนการยุติธรรม ผ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอำนาจชี้ขาดคุณสมบัติและการกระทำที่ส่งผลต่อการดำรงตำแหน่ง

 

THE STANDARD รวบรวมผลของนายกรัฐมนตรีที่เคยผ่านกระบวนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งผู้ที่ ‘รอด’ จากคำตัดสิน และผู้ที่ ‘ไม่รอด’ ต้องพ้นจากตำแหน่งไป รวมถึงกรณีล่าสุดของ แพทองธาร ชินวัตร ที่กำลังรอคำตัดสินชี้ชะตา

 


 

ชะตานายกรัฐมนตรีไทยในคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post ชะตานายกรัฐมนตรีไทยในคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เมื่อศัตรูกลายเป็นมิตร’ 2 ทศวรรษความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ https://thestandard.co/two-decades-of-conflict-between-pheu-thai-and-democrat/ Sat, 31 Aug 2024 02:16:24 +0000 https://thestandard.co/?p=977840

ความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 2 ทศวรรษระหว่างพรรคเพื่อไทยแ […]

The post ‘เมื่อศัตรูกลายเป็นมิตร’ 2 ทศวรรษความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 2 ทศวรรษระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์จบสิ้นอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อเวลา 22.40 น. ของคืนวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา 

 

เมื่อ เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 9 นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และผู้บริหารพรรค แถลงมติตอบรับคำเชิญร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่มี แพทองธาร ชินวัตร เป็นผู้นำรัฐบาล พร้อมส่งชื่อตนเองและ เดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตามสัดส่วนโควตา

 

‘พระแม่ธรณีบีบมวยผม’ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพรรค

ซึ่งประดิษฐานไว้ ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์

ภาพ: ฐานิส สุดโต 

 

หลังการปฏิวัติสยาม 2475 ให้หลังจากนั้น 14 ปี พรรคประชาธิปัตย์ถูกก่อตั้งขึ้นโดย ควง อภัยวงศ์ และกลุ่มคนที่มีแนวคิดและอุดมการณ์เหมือนกันมารวมตัวกันในปี 2489 

 

หากต้องเปรียบเทียบพรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้เป็นมนุษย์แล้ว ก็น่าจะเข้าสู่ช่วงวัยผู้สูงอายุ ด้วยนับเนื่องตามอายุขัยแล้วยาวนานถึง 78 ปี ถือว่าผ่านร้อนผ่านหนาวทางการเมืองไทยมาอย่างโชกโชน 

 

เคยเป็นทั้งแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 4 คน คือ ควง อภัยวงศ์, ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช, ชวน หลีกภัย และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือกระทั่งฝ่ายค้าน ที่ถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีผู้นำฝ่ายค้านมากที่สุด 

 

กล่าวโดยสรุป เส้นทางของพรรคการเมืองนี้ผ่านมาทุกฉากทัศน์การเมืองไทยแล้ว

 

และเส้นทางที่หลายฝ่ายไม่คาดคิด หรืออาจกล่าวได้ว่าอะไรที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นก็ได้เห็นก็คือ เหตุการณ์ที่ต้องบันทึกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือการที่พรรคประชาธิปัตย์จับมือร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

 

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยต่างได้รับ ‘ก้อนหิน’ และ ‘ก้อนอิฐ’​ มากเป็นพิเศษ เนื่องจากการเมืองไทยตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมานับตั้งแต่ที่ ทักษิณ ชินวัตร ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองด้วยการก่อตั้งพรรคไทยรักไทยจนถึงปัจจุบันคือพรรคเพื่อไทย

 

พรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นศัตรูคู่อาฆาต มีอุดมการณ์คนละขั้วมาโดยตลอด

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2541 ทักษิณก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และนำทัพชนะศึกเลือกตั้ง 2 สมัยต่อเนื่องในการเลือกตั้งปี 2544 และปี 2548 จากนั้นในปี 2549 เขาถูกยึดอำนาจทำรัฐประหารโดย คมช. ทำให้ทักษิณต้องหลบภัยการเมืองไปอยู่นอกแผ่นดินเกิดยาวนานถึง 17 ปี 

 

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ยื่นฟ้องต่อ กกต. ให้ดำเนินคดียุบพรรคไทยรักไทย ด้วยสาเหตุเพราะทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง จ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง ในเวลาต่อมาพรรคประชาธิปัตย์ก็ถูกพรรคไทยรักไทยฟ้องกลับว่ามีการสร้างพยานเท็จขึ้นมาป้ายสีปรักปรำ 

 

ท้ายที่สุด คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอันมีที่มาจากคณะรัฐประหาร ได้วินิจฉัยยกคำร้องในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ แต่มีมติให้ยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคเล็กที่ถูกฟ้องร่วมในคดี รวมทั้งตัดสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจำนวน 111 คนและพรรคเล็กทั้งหมดเป็นเวลา 5 ปี 

 

จากนั้นพรรคไทยรักไทยขนองคาพยพมาอยู่พรรคใหม่ที่ชื่อว่า ‘พลังประชาชน’ เข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2550 ที่นำโดย สมัคร สุนทรเวช แม้พรรคประชาธิปัตย์จะแพ้การเลือกตั้งและเป็นฝ่ายค้าน แต่ก็ได้ประกาศจัดตั้งรัฐบาลเงา เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลพรรคพลังประชาชน พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการบริหารของพรรคประชาธิปัตย์ควบคู่ไปกับรัฐบาล ก่อนที่ในเวลาต่อมาศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินให้สมัครพ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีจากกรณีรายการ ชิมไปบ่นไป

 

ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติยุบ 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ด้วยข้อกล่าวหากระทำการที่เข้าข่ายทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคทั้ง 3 พรรคจำนวน 109 คน ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

 

คดีนี้เป็นผลมาจากการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมากให้ใบแดง ยงยุทธ ติยะไพรัช สส. แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เนื่องจากพบว่ามีการกระทำที่น่าเชื่อได้ว่าทุจริตการเลือกตั้ง ก่อนที่จะมีการตัดสินยุบพรรคตามมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ 2550 เช่นเดียวกับพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่กรรมการบริหารพรรคกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเช่นกัน 

 

จากคดีดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย เพราะ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากการถูกตัดสิทธิทางการเมืองด้วยเช่นกัน 

 

จากนั้น สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้เดินหน้าดีลใหญ่กับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมคือ พรรคชาติไทย, พรรคเพื่อแผ่นดิน (บางส่วน), พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา รวมไปถึง สส. กลุ่มเพื่อนเนวิน (ที่เคยสังกัดพรรคพลังประชาชน) ที่ต่อมาก่อตั้งเป็นพรรคภูมิใจไทย ให้สนับสนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของพรรค และถูกจดจำจากสาธารณชนว่ารัฐบาลชุดนี้ก่อตั้งขึ้นในค่ายทหาร

 

ขณะที่พรรคพลังประชาชนเดิมได้ก่อกำเนิดเปลี่ยนรูปใหม่เป็น ‘พรรคเพื่อไทย’ ในเวลาต่อมา ทำให้ฝ่ายทักษิณต้องเผชิญชะตากรรมทางการเมือง กลายเป็นฝ่ายค้านครั้งแรกด้วย 

 

อย่างไรก็ตาม ห้วงเวลาดังกล่าวยังเป็นช่วงเดียวกับที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือที่รู้จักกันในนาม ‘คนเสื้อแดง’ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการต่อต้านการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 และการแสดงพลังของคนชนบทที่เป็นฐานเสียงของพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน มีการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในเดือนเมษายน 2552 

 

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ธิดา ถาวรเศรษฐ และ เหวง โตจิราการ

ขณะร่วมชุมนุมกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ 

รำลึกครบรอบ 14 ปี เหตุสลายการชุมนุม

และมีภาพถ่ายของคนที่เสียชีวิตเป็นฉากหลัง

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

‘คนเสื้อแดง’ เลือกสถานที่ในการปักหลักชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ ใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งต่อมานำไปสู่การมีมาตรการทางทหารในการสลายการชุมนุมโดยใช้ยุทธการล้อมปราบใหญ่ในเมือง และมีคนเสื้อแดงจำนวน 99 ชีวิตถูกสังหารกลางใจเมือง ทั้งยังบาดเจ็บกว่า 2,000 คน และกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่สังคมไทยอยู่ในภาวะกล้ำกลืน ลืมไม่ได้ จำไม่ลง กับป้ายที่เขียนว่า ‘เขตใช้กระสุนจริง’

 

จากนั้นเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ในปี 2554 จากพรรคพลังประชาชนสู่พรรคเพื่อไทย และทักษิณก็เปิดหน้าส่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว เข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัว โดยใช้เวลาเพียง 49 วันก็สามารถสร้างประวัติศาสตร์เป็น ‘นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย’ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงพ่ายแพ้การเลือกตั้งหนนี้เช่นเดิม

 

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยของยิ่งลักษณ์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบนัก ตั้งแต่ต้องเจอกับมหาอุทกภัยใหญ่ในปี 2554 ขณะที่อีก 2 ปีต่อมา​​ได้ก่อเกิดกลุ่มการเมืองที่ทำให้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกต้องพลัดพรากจากแผ่นดินเกิด นับเนื่องจนถึงเวลานี้ก็เกือบ 1 ทศวรรษแล้ว 

 

คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่รู้จักกันในนาม ‘กปปส.’ ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเลขาธิการ คือพายุลูกใหญ่ทางการเมืองของยิ่งลักษณ์ ที่ปมเหตุเริ่มต้นประท้วงจนหลุดเก้าอี้มาจากกรณีการเสนอให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง ที่อาจรวมถึงทักษิณด้วย

 

การชุมนุมประท้วงกินเวลาเกือบปี ก่อนจะนำมาซึ่งการก่อรัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นำโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะก่อการ ก่อนที่ในเวลาต่อมา พล.อ. ประยุทธ์ จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ด้วยตนเอง และอยู่ในตำแหน่งนี้ยาวนานถึง 8 ปี 363 วัน

 

ธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตแกนนำ นปช.

ระหว่างร่วมกิจกรรม ‘รำลึกและสดุดีวีรชน 14 ปี เมษา-พฤษภา 2553’

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

THE STANDARD สนทนากับ ธิดา ถาวรเศรษฐ ในฐานะอดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และอดีตคนเสื้อแดง ถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทย ที่มี แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวนายใหญ่ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ส่วนตัว ณ เวลานี้ไม่ได้รู้สึกอะไรตั้งแต่พรรคเพื่อไทยได้ข้ามขั้วไปแล้ว ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ก็เกือบจะได้เข้าร่วมรัฐบาลตั้งแต่ 16 เสียงโหวตเห็นชอบ เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว

 

พรรคประชาธิปัตย์เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่อยู่ในขั้วรัฐบาลเดิม (รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์) ดังนั้นบริบททางสังคมก็หมายความว่า “คุณเป็นพวกเดียวกันอยู่แล้ว” ดังนั้นการจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ก็เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น และเพื่อป้องกันพรรคการเมืองอื่นออกเสียงได้เท่าที่ควรจะเป็น 

 

“ส่วนตัวอาจารย์ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจ เรื่องใหญ่คือเขาตัดสินใจไปแล้ว ประชาธิปัตย์เป็นแค่ส่วนเล็กๆ เป็นส่วนย่อยที่เข้าไปเสริม”

 

ธิดากล่าวอีกว่า หากให้เธอพูดในฐานะอดีตประธาน นปช. และพูดความรู้สึกแทนคนเสื้อแดงก็รู้สึกว่าเหมือนถูกตอกย้ำ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นตัวแทนของฝั่งอำมาตย์และขั้วอนุรักษนิยมในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์มีอำนาจ โดยเฉพาะเมื่อปี 2553 ที่ปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน และการร่วมรัฐบาลในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการตอกย้ำให้แผลของคนเสื้อแดงที่เคยมีอยู่ ‘ถูกกระทุ้ง’ ให้เจ็บปวดมากขึ้นอีกครั้ง 

 

ในส่วนของคนเสื้อแดงที่ยังสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ธิดากล่าวว่า ไม่ใช่ว่าคนเหล่านั้น ‘ไม่เจ็บ’ กับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ยังมีความจงรักภักดีกับพรรคเพื่อไทย กล่าวคือถึงอย่างไรก็หยวนๆ ไม่อย่างนั้นก็จะไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ 

 

ขณะเดียวกันเวลานี้ความคิดของคนเสื้อแดงกระจายไปเป็นโหวตเตอร์ให้กับพรรคก้าวไกลและพรรคอนาคตใหม่ไปบ้างแล้ว แต่ส่วนที่ยังเหลืออยู่ คนที่ยังเลือกอยู่ ก็เพราะยังเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยยังอยู่ในฟากฝั่งประชาธิปไตย ยังอยู่ในดินแดนเดียวกัน ส่วนตัวคิดว่าคนส่วนนี้น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด 

 

ธิดาขยายความเพิ่มว่า เมื่อพรรคเพื่อไทยมีการข้ามขั้วเพื่อจัดตั้งรัฐบาล สำหรับตนเองมองว่า ณ เวลานี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่ในฝั่งพรรคประชาธิปไตยอีกต่อไป และได้เข้าไปเป็นแกนนำของฝั่งจารีตนิยมแล้ว แต่ยังไม่ถือว่าเป็นศัตรู เนื่องจากเพิ่งก้าวข้ามไปได้ไม่นาน ยังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แต่สุดท้ายต้องรอดูว่าจะถูกกลุ่มอำมาตย์จัดการอย่างไร เนื่องจากฝั่งอำมาตย์ก็ยังไม่ได้ไว้ใจพรรคเพื่อไทยขนาดนั้น 

 

“ถ้าไม่มีพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทยก็ไม่มีวันนี้ เขาไม่ได้ไว้ใจและยังต้องการให้พรรคเพื่อไทยอยู่ใต้อาณัติ เชื่อว่าคุณทักษิณจะต้องถูกดำเนินคดีอีกมาก เพราะฝั่งอนุรักษนิยมยังคงกลัวและเกลียด”

 

ถึงกระนั้นธิดาก็กล่าวว่า ยังถึงไม่เวลาที่จะต้องมองว่าพรรคเพื่อไทยเป็นศัตรู เพราะยังหวังความร่วมมือในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม รวมถึงแก้กฎหมายต่างๆ หากทำได้สำเร็จก็อาจจะรักษาฐานเสียงของคนเสื้อแดงที่ยังรักทักษิณและยังพอที่จะลงคะแนนเสียงให้อยู่

 

ธิดายังมองสถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ล่มสลายในฐานะแกนนำพรรคอนุรักษนิยมไปแล้ว ในเวลานี้จึงทำได้เพียงแค่พยายามที่จะเกาะติดไปกับพรรคแกนนำรัฐบาลเท่านั้น 

 

ธิดาประเมินสถานการณ์อนาคตของรัฐบาลของแพทองธารว่า ตนเองไม่สามารถตอบได้ว่าจะอยู่ครบเทอมหรือไม่หรือนานแค่ไหน แต่เท่าที่ตนเองทราบ ความเป็นเอกภาพและความเกลียดชังของฝั่งอนุรักษนิยมที่มีต่อพรรคเพื่อไทยนั้นยังมีสูงมาก 

 

ดังนั้นเสถียรภาพของรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่เสียงในสภามีเพียงพอหรือไม่ แต่จะรัฐบาลจะถูกช่องโหว่ทางกฎหมายเล่นงาน 

 

แม้จะมีความเชื่อมั่นว่ามีบิ๊กดีล กล่าวคือฝั่งจารีตนิยมยังต้องการตัว แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้การถูกควบคุม โดยที่ไม่สามารถทำอะไรตามใจได้ ดังนั้นเราจะเห็นนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตก็ไม่ได้อนุญาตให้ถูกทำตามใจชอบ ไม่สามารถทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามที่เคยโฆษณาไว้ได้ 

 

“ต้องอยู่ภายใต้กรอบที่อนุญาตให้ทำได้ อย่าเกินขอบเขตและอย่าเปิดช่องโหว่ โดยเฉพาะการพูดว่าไม่ใช่การครอบงำแต่เป็นครอบครองนั้น ครอบครองนั้นแย่กว่าครอบงำด้วยซ้ำ เรื่องดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรโอ้อวด ที่จะต้องเที่ยวไปประกาศหรือต้องพูด” ธิดากล่าวทิ้งท้าย

The post ‘เมื่อศัตรูกลายเป็นมิตร’ 2 ทศวรรษความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนมอง นายกฯ คนใดบ้างที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตกเก้าอี้ https://thestandard.co/history-thailand-pm-disqualifications/ Tue, 13 Aug 2024 10:50:42 +0000 https://thestandard.co/?p=970535 นายกฯ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ก่อนวันชี้ชะตาของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน […]

The post ย้อนมอง นายกฯ คนใดบ้างที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตกเก้าอี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ก่อนวันชี้ชะตาของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดฟังคำวินิจฉัยว่าจะหลุดจากตำแหน่งนายกฯ หรือไม่ จากกรณีแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี ทั้งที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่ามีคุณสมบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ

 

THE STANDARD ชวนย้อนมองประวัติศาสตร์การเมืองไทย เปิดรายชื่ออดีตนายกฯ ที่ถูกถอดถอนจากตำแหน่งด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนหันกลับมามองยุคปัจจุบันที่บทบาทขององค์กรอิสระกำลังถูกตั้งคำถามว่าแทรกแซงการเมืองหรือไม่

 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

 

The post ย้อนมอง นายกฯ คนใดบ้างที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตกเก้าอี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วันที่พ้นมลทินขายชาติ วันที่ ‘นพดล ปัทมะ’ หวนสู่การเมือง https://thestandard.co/noppadon-pattama-come-back-for-politics/ Fri, 26 Jan 2024 13:35:34 +0000 https://thestandard.co/?p=892766 นพดล ปัทมะ

สายของต้นสัปดาห์แรก เดือนมกราคม 2567 เปิดศักราชด้วยการส […]

The post วันที่พ้นมลทินขายชาติ วันที่ ‘นพดล ปัทมะ’ หวนสู่การเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพดล ปัทมะ

สายของต้นสัปดาห์แรก เดือนมกราคม 2567 เปิดศักราชด้วยการสนทนากับ ‘นพดล ปัทมะ’ ที่ปัจจุบันเป็น สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และได้รับมอบหมายงานสำคัญในสภา ให้นั่งเก้าอี้ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ ด้วยมีประสบการณ์เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาแล้วในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช

 

และการรับตำแหน่งหนนั้นเอง ที่กลายเป็นปฐมบททางการเมืองในข้อหา ‘ขายชาติ’ ที่การเมืองขั้วตรงข้ามพยายามสร้างภาพนี้ขึ้น จนต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ภายหลังจากที่ได้ลงนามคำแถลงการณ์ร่วมกับประเทศกัมพูชา กรณีเขาพระวิหาร

 

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 4 กันยายน 2558 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษา มีมติ 6 ต่อ 3 ยกฟ้องนพดล ไม่มีความผิด ระบุว่าการลงนามแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวมีความสมเหตุสมผลถูกต้องตามสถานการณ์ ไม่กระทบต่อสิทธิทางเขตแดนและการทวงคืนเขาพระวิหารในอนาคต

 

วันนั้นเขา ‘เสียน้ำตา’ หลังต้องทนต่อข้อหาขายชาติที่ฝ่ายตรงข้ามหยิบยื่น วันนี้เขากลับสู่สนามการเมืองในวัยเกษียณ แต่ยังคงมีความปรารถนาอันแรงกล้าต่อบ้านเมือง เขาบอกว่า ‘อโหสิกรรม’ และมีฝันที่จะทำงานให้ประเทศนี้ต่อไป 

 

ต่อไปนี้คือฉากชีวิตของชายที่ชื่อ ‘นพดล ปัทมะ’ ในวันที่พ้นมลทินร้อยเปอร์เซ็นต์ และในวันที่หวนคืนสู่สนามการเมือง

 

นพดล ปัทมะ

 

ตัวตนของ ‘นพดล ปัทมะ’ เป็นอย่างไร

 

เป็นเด็กต่างจังหวัดแล้วก็มาที่กรุงเทพฯ เรียนจบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล เรียนจบกฎหมายในอังกฤษ และเรียนจบปริญญาโทด้านกฎหมาย 

 

แนวคิดโดยพื้นฐานผมเป็นนักกฎหมาย ผมเชื่อว่าการศึกษาทำให้ชีวิตคนดีขึ้น เราเชื่อมั่นในความยุติธรรมและมนุษยธรรม นั่นเป็นตัวตนของผม และคิดว่าเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกทางในชีวิตของเราได้ ท้ายที่สุดก็คือ อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อันนี้เป็นแนวคิดทั่วไป 

 

ส่วนอาชีพผมเป็นนักกฎหมายมาก่อน มาเป็นนักการเมือง แล้วก็มาเป็น สส. แล้วก็มาช่วย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นที่ปรึกษากฎหมายหลังถูกยึดอำนาจเมื่อปี 2549 แล้วก็มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แล้วถูกตัดสิทธิเพราะยุบพรรคพลังประชาชน ผมเป็นรองเลขาธิการพรรค ถูกตัดสิทธิไป 5 ปี ก็เลยช่วยพรรคเพื่อไทยมาระยะหนึ่ง แล้วก็มาลงสมัคร สส. ปี 2566

 

ทำไมต้องนักกฎหมาย แล้วนักกฎหมายคือใคร

 

นักกฎหมายเป็นถ้อยคำที่กว้าง แต่ผมเป็นที่ปรึกษากฎหมายที่สำนักงานกฎหมายระหว่างประเทศ ที่เขาไปจองตัวตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่ธรรมศาสตร์ เลยได้ไปทำงานที่นั่น

 

ส่วนตัวผมคิดว่าถ้าไปทำงานเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย ก็จะส่งผลกระทบเฉพาะเรื่องหนึ่งเรื่องใด แต่ถ้าเรามาเป็นผู้ออกกฎหมาย หรือมาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ได้ใช้ความรู้ทางกฎหมายเหมือนกัน แต่การออกกฎหมายฉบับหนึ่ง ถ้าเป็นกฎหมายที่ดีหรือไม่ดี ก็กระทบคนทั้งประเทศ 

 

นพดล ปัทมะ

 

อยากเป็นนักการเมืองตอนไหน

 

ส่วนความคิดอยากเป็นนักการเมืองเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว แล้วตอนเด็กก็ร่างนโยบายการเมืองเล่น ผมจบโรงเรียนโยธินบูรณะ ที่เป็นที่ตั้งสภาแห่งนี้ ผมก็จะคุ้นเคยกับการรัฐประหารมากเลย เพราะว่า ม.พัน 4 อยู่แถวนี้

 

จะถูกใช้เพื่อการยึดอำนาจอยู่บ่อย เป็นเหตุการณ์ในอดีต ก็จะบอกว่าค่อนข้างคุ้นเคย 

 

เราคิดว่าการเป็นนักการเมืองสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ค่อนข้างเยอะ ประกอบกับคุณพ่อผมเป็นครูประชาบาลต่างจังหวัด เราก็จะคุ้นเคยกับการเป็นหัวคะแนนให้ สส. สมัยเด็กๆ ก็จะไปแจกแผ่นพับ โบรชัวร์ แลกค่าขนม คุ้นเคยกับนโยบายหลายๆ ส่วน ซึ่งจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศได้

 

อย่างสมัยก่อนมีนโยบายผันน้ำมาลงแม่น้ำโขง ก็จะคุ้นเคยกับนโยบายสาธารณะ ซึ่งจะสร้างความเปลี่ยนแปลงก็ต้องมาเป็นนักการเมือง

 

นพดล ปัทมะ

 

เข้ามาการเมืองและบอบช้ำมากกับข้อหาขายชาติ จนวันนี้พ้นมลทินแล้วรู้สึกอย่างไร 

 

รู้สึกโล่ง แล้วก็อโหสิกรรมให้ทุกคน ไม่อยากไปดำเนินคดีทางกฎหมายกับคนที่ใส่ร้ายป้ายสีมาโดยตลอด เราพ้นผิดแล้วสังคมเข้าใจว่าสิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์ ในคำพิพากษาที่ตัดสินเขียนว่าหลายเรื่องที่เราทำเป็นประโยชน์ต่อประเทศ เพราะฉะนั้นผมมีความรู้สึกว่าเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ถ้าเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำถูกต้อง ไม่ว่าจะโดนโจมตีเพียงไหน เราก็ยืนหยัดต่อสู้

 

ตอนนั้นหนักนะ ตอนนั้นผมเป็นรัฐมนตรี เดือนกุมภาพันธ์ 2551 แล้วกัมพูชาจะเอาเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก ก็เหมือนเอาศาลพระภูมิไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก แต่บังเอิญเขาเอาพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งเปรียบเสมือนสนามหญ้าหน้าศาลพระภูมิเอาขึ้นไปด้วย

 

ตอนนั้นผมตั้งใจจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ดีที่สุดคนหนึ่ง ก็ต้องตัดสินใจว่าจะเลื่อนออกไป แล้วเสี่ยงว่ากัมพูชาจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้ทั้งตัวปราสาทเขาพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อน หรือจะเจรจาให้เขาได้เฉพาะสิ่งที่เขาได้ตามคำตัดสินเมื่อปี 2505 แล้วก็ตัดพื้นที่ทับซ้อนออกมา

 

ผมเลือกอย่างหลังแล้วก็ไปเจรจาที่กรุงปารีส แล้วประสบความสำเร็จ ถามว่าเรื่องนี้นพดลทำเก่งคนเดียวหรือไม่ ก็ไม่ใช่ เป็นการสนับสนุนแนวทางจากทั้งกรมแผนที่ทหาร กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ สนับสนุนแนวทางนี้ แต่ก็โดนทั้งม็อบพันธมิตร โดนนักวิชาการ โดน 40 สว. โดนสื่อเลือกข้าง แต่ท้ายที่สุดก็เป็นความภาคภูมิใจที่เราเกิดเป็นคนไทย เราได้ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ได้ปกป้องดินแดน ซึ่งผมภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง 

 

นพดล ปัทมะ

 

ผ่านชีวิตช่วงนั้นมาได้อย่างไร เพราะตอนนั้นเอ่ยชื่อนพดลออกมา ก็จะมีการเอ่ยในทางเสียหาย 

 

อย่างนพดลขายชาติ ตอนนั้นโชคดีผมไม่ค่อยอ่านสื่อสังคมออนไลน์ แต่มีเพื่อนๆ ไปอ่าน ซึ่งก็เสียกำลังใจค่อนข้างเยอะ เป็นเรื่องที่ต้องชี้แจง ยืนหยัด มีอดีตนักการเมืองโจมตีผมอย่างต่อเนื่อง แต่เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำถูกต้อง 

 

ถ้าต้องสู้กับคนทั้งโลก เราก็ต้องชี้แจงยืนหยัดถ้าเป็นความจริง อย่างเรื่องนี้ก็ถูกโจมตีหนักมาก ท้ายสุดเราถูกพิสูจน์ว่าเราทำประโยชน์ ไม่ได้หวั่นไหว ก็ผ่านพ้นมาได้ แต่มองย้อนหลังไปก็อย่าเกิดขึ้นบ่อยนะแบบนี้

 

คนที่เคยโจมตีเคยมากล่าวขอโทษอะไรไหม

 

ไม่เคยมี แต่ผมก็ปล่อยไป เพราะว่ามนุษย์เป็นไปตามยถากรรมของแต่ละคน เราไม่ต้องไปจองล้างจองผลาญ ผมไม่อยากพูด แต่ว่าบางคนไปติดคุก บางคนหมดอนาคตทางการเมือง ผมเชื่อว่าเป็นไปตามกฎแห่งกรรม 

 

ส่วนที่ถามว่าทำอย่างไรถึงประคับประคองตัวเองผ่านตอนนั้นมาได้ ผมมองอย่างนี้ว่า มันมีคำสอนว่า น้ำถ้าอยู่นอกเรือ เรือไม่จม แต่ถ้าน้ำเข้าไปในเรือ เรือจม ก็เหมือนกับชีวิตคนเรา ถ้าเราเอาความเครียด การถูกใส่ร้ายต่างๆ เข้ามาในจิตใจเราก็จะซึมเศร้า แต่ถ้าเราสู้ต่อไป เราไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามาเพราะสิ่งที่เราทำถูกต้อง ถ้าเรามั่นใจว่าเราไม่ได้ทำผิดเราก็ต้องพยายามประคับประคอง

 

นพดล ปัทมะ

 

หลังจากผ่านช่วงชีวิตที่หนักมามาก การได้กลับเข้ามาทำงานการเมืองอีกครั้ง วันนี้มีบทบาทอย่างไร

 

ช่วง 8 ปีผมช่วยพรรคทำสื่อสารด้านการเมือง และร่วมรับผิดชอบทำนโยบายยุทธศาสตร์ร่วมกับหลายๆ ท่าน แล้วปี 2566 เราก็กลับมาลง สส. โดยพรรคก็กรุณาให้อยู่ในลำดับบัญชีรายชื่อ ผมค่อนข้างมีวินัยและเห็นพรรคมากกว่าประโยชน์ของตัวเอง และเห็นประเทศมากกว่าผลประโยชน์ของพรรค พรรคให้ลงบัญชีรายชื่อก็ไม่มีปัญหาอะไร แล้วพอตั้งรัฐบาลก็ได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เพราะเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และสนใจเรื่องนี้ ผมก็ยินดี ก็มีเท่านี้

 

นพดล ปัทมะ

 

ในบทบาทของ สส. ตอนนี้วางแนวทางการทำงานอย่างไรบ้าง

 

ผมมีงานจะเสนอกฎหมายที่สำคัญ ที่อยากจะปรับโครงสร้างการบริหารงานกรุงเทพฯ โดยใช้มาตรฐานเมืองหลวงทั่วโลก เช่น ปารีส โตเกียว ลอนดอน แบ่งงานเป็น 2 ชั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดชั้นหนึ่ง แล้วก็เทศบาลนครชั้นหนึ่ง เพื่อให้กรุงเทพฯ มีการกระจายอำนาจ เพราะปัญหาของเขตแต่ละเขตต่างกัน เขาควรเลือกนายกเทศบาลมาดูแลเขตของเขาได้ แล้วก็มีผู้ว่าฯ ดูภาพรวมทุกเขต อย่างการกำจัดขยะใช้งบประมาณค่อนข้างสูง ก็เป็นงานของผู้ว่าฯ แต่งานเก็บขยะก็เป็นงานของแต่ละเขตได้ 

 

ผมเคยต่อสู้เรื่องนี้หลายปีแล้ว กฎหมายนี้ก็เคยเสนอด้วยแต่ตกไป แล้วตอนนี้ก็จะเข้ามาทำเรื่องนี้

 

อยากเสนอกฎหมายหลายเรื่องเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม เพราะว่าความเป็นธรรม ความยุติธรรม มันอยู่ในใจผม ผมอยากจะต่อสู้ในเรื่องนี้ต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ 

 

ส่วนเรื่องงานกรรมาธิการการต่างประเทศก็เป็นเรื่องชั่วคราว เพราะทางพรรคอยากจะให้ทำงานในระยะเวลาหนึ่งแล้วก็อาจเปลี่ยนคน แต่เวลาผมทำอะไรก็อยากจะทำให้ดี มีทีมงานหลายๆ คนมาช่วยกัน โดยการทำประเด็นในคณะกรรมาธิการจะเป็นประเด็นใหญ่ๆ เพราะว่าเวลามีจำกัด เช่น เรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา จะเอาอย่างไร เอาพลังงานมาช่วยลดค่าครองชีพ เพิ่มขีดความสามารถประเทศจะทำอย่างไร เรื่องเมียนมา เรื่องของ FTA ที่จะไปเปิดตลาด แล้วก็เรื่องสืบเนื่องจากสมัยยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ ไปเริ่มเจรจา FTA กับ EU ไว้เพื่อไปเปิดตลาด ซึ่งมีหลายประเทศ 

 

ถ้าเปิดตลาด EU เท่ากับเปิดตลาดใหญ่มหาศาลเลย เราไม่ได้ไปเจรจาในช่วงรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ไปหลายปี พอรัฐบาลเศรษฐาก็ควรไปเร่งเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี เช่น ไทย – EU แล้วก็ลองมาดูว่าทิศทางการต่างประเทศไทยเป็นอย่างไร เพื่อมาดูว่าเราอยู่ตรงไหนของโลกตอนนี้ แล้วเราจะเล่นกระดานโต้คลื่นในกระแสพลวัตของโลกอย่างไร เพื่อตักตวงประโยชน์ของกระแสโลกให้มาอยู่ในมือคนไทยมากที่สุด 

 

นพดล ปัทมะ

 

นพดลมองทิศทางประเทศไทยในเวทีการเมืองโลกอย่างไร 

 

ประเด็นแรก งานเฉพาะหน้า ต้องกอบกู้เกียรติภูมิคืนมาให้ไทยอยู่ในจอเรดาร์โลก อำนาจการต่อรองระหว่างประเทศจะเกิดได้เมื่อประเทศไทยแข็งแรง เรื่องทุนมนุษย์ เรื่องโลจิสติกส์ ไทยก็ต้องปรับตัวให้แข็งแรง 

 

ประเด็นที่สอง คิดว่าท่านเศรษฐา นายกฯ ทำได้ดีในการไปฟื้นฟูกอบกู้เกียรติภูมิ โดยมีการไปพบปะ จับมือ การทูตเริ่มจากการไปพบปะ ไปเจรจา อย่างที่ผมเคยอภิปรายว่า ท่านไปพบปะมหาอำนาจ ทั้งจีน รัสเซีย และอเมริกา และผู้นำในภูมิภาคอาเซียน

 

ประเด็นที่สาม คิดว่าไทยต้องปรับท่าทีในแง่การทูต ที่ผมขอย้ำว่ายึดมั่นหลักการ ยึดมั่นหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ยึดมั่นหลักกฎบัตรระหว่างประเทศ ยึดมั่นกติการะหว่างประเทศ เพื่อให้สิ่งเหล่านั้นเป็นหลังพิงฝาให้เรา 

 

เช่น ตอนที่เราลงมติเรื่องยูเครน เราจะลงมติอย่างไรดี จะไม่เห็นด้วยกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน การบุกยูเครนของรัสเซีย บางคนอาจบอกว่าจะกระทบความสัมพันธ์ไทยกับรัสเซียไหม แต่บางคนบอกว่าคุณยึดมั่นกฎกติกากฎหมายระหว่างประเทศสิ ซึ่งเขากำหนดแล้วว่าห้ามบุกรุกดินแดนคนอื่น หรือห้ามใช้ความรุนแรง รัสเซียก็เข้าใจคุณ 

 

อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าการทูตแบบที่บางคนเขาหยัน เขาเรียกว่าการทูตแบบไผ่ลู่ลม แต่ผมก็จะเสนอว่าเป็นการทูตแบบไม้สัก เป็นไม้ที่เกิดในประเทศไทยเยอะ คือมั่นคง ยืนหยัด ไม่ว่าเป็นฤดูไหน แล้วไม้สักเป็นไม้ที่ไม่แข็งเกินไป สามารถมาแกะสลักได้ เพราะฉะนั้นผมก็อยากให้การทูตของเรามีกระดูกสันหลัง การทูตที่มีหลักการ การทูตที่พึ่งพิงได้ แล้วกำหนดจุดยืนประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่มุ่งแสวงหาสันติภาพและความมั่งคั่ง ความมั่นคงในภูมิภาค ในอาเซียน และในโลก อันนี้ผมคิดว่าเป็นแนวทางที่ประเทศไทยควรไป

 

นพดล ปัทมะ

 

กลับมามองบทบาทตัวเรา และคนรุ่นใหม่ของประเทศเรา เป็นอย่างไรในสายตาคนทั้งโลก

 

เรายังต้องแก้ไข เราพูดกันถึงขีดความสามารถในการแข่งขัน เวลาเราแข่งกับต่างชาติ เราแข่งเรื่องทุนมนุษย์ เรื่องการศึกษา เรื่องทุนขนส่ง มีเรื่องพลังงานด้วย และเรื่องระบบภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และเรื่องสุดท้าย เรื่องซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ 

 

ทีนี้เรื่องการทดสอบระดับความรู้ PISA การวัดความรู้ด้านภาษาอังกฤษ การหาความรู้ อันนี้ก็ต้องรีบทำ รัฐบาลที่เก่งก็ต้องตั้งเป้า KPI ว่าปีหน้าระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของประเทศจะเป็นอย่างไร 

 

ผมบอกว่าเพิ่มทุนมนุษย์ก็จะเพิ่ม GDP เพราะทักษะคนเพิ่ม ก็ต้องตั้งเป้า มีตัวชี้วัด อย่างเรื่องการศึกษา เรามีรัฐมนตรี มีประธานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เรามีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผมอยากให้เรามีเจ้าภาพชัดเจน ถ้าการศึกษามีปัญหาให้โทษรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้มีผู้รับผิดชอบ แต่ตอนนี้เรามีหลายคณะกรรมการ มีสิทธิที่จะตัดสินในหลายเรื่อง ท้ายที่สุดถ้า KPI ในด้านการศึกษาไม่กระเตื้องขึ้นแล้วจะไปโทษใคร เขาเรียก Accountability ผู้รับผิดชอบทางการเมืองต้องมี 

 

ก็ต้องถามว่าคนเก่งๆ เขาต้องการอะไรในชีวิต เขาต้องการงานที่ดี ค่าตอบแทนที่ดี สังคมที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ดีใช่ไหม ไม่ใช่มีปัญหา PM2.5 ต้องการชีวิตที่ไปไหนสะดวก ราคาที่อยู่อาศัยไม่แพง ต้องการโรงพยาบาลดีใช่หรือไม่ 

 

ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องการก็ต้องมาปรับปรุงสิ่งเหล่านี้ ผมว่าเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการ คุณภาพชีวิตที่ดี งานที่ดี เราก็ต้องสร้างงาน ก็ต้องพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ ทำให้เขามองถึงอนาคต อย่างรัฐบาลอยากให้เพิ่มประชากร แต่รัฐบาลก็ต้องไปดูด้วย คุณต้องสร้างระบบนิเวศที่ทำให้คนรู้สึกอยากจะมีลูก แล้วในระหว่างนี้เราจะหาคนที่มีทักษะดีๆ มาอย่างไร มันต้องเปลี่ยนแปลงเรื่องของวีซ่า การเข้ามาทำงาน เราจะดึงคนที่มีฝีมือเป็น Digital Nomad อย่างไร 

 

ตอนนี้ผมคิดว่าเราต้องปรับนโยบายการต่อวีซ่า อย่างคนที่เข้ามาจากบางประเทศยังต้องไปต่อวีซ่าทุกระยะเวลา ควรให้วีซ่าเขายาวขึ้นไหม การมาซื้อทรัพย์สินในประเทศไทยควรทบทวนไหม ตอนนี้ยังซื้อได้จำกัดก็ต้องมาคุยกัน อย่างบางคนจะเสนอให้ซื้อเป็นที่ดินได้ วาทกรรมขายชาติก็มาโดยไม่ได้ถกเถียงดีเบตกัน หลายประเทศเขาก็ไม่ให้ซื้อทรัพย์สินนะ อันนี้ผมไม่ได้ต้องการให้มาซื้อที่นาที่ไร่ของชาวบ้านเรานะ แต่ก็ต้องดูที่ที่มันเหมาะสมเป็นต้น 

 

หรืออย่างเรื่องการศึกษา หลายประเทศอย่างประเทศจีน นักศึกษาก็มาเรียนประเทศเราเยอะ อันนี้ต้องดูจุดขายของเรา เราชอบฝันเยอะแต่เราไม่สามารถทำให้เกิดตามฝันได้ ผมว่าขีดความสามารถเราต้องพัฒนาอีกเยอะ 

 

นพดล ปัทมะ

 

ในระดับโลกทุกวันนี้ อีกคุณค่าหนึ่งที่สากลให้ความสำคัญ คือเรื่องคุณค่าด้านหลักนิติธรรม มีมุมมองเกี่ยวกับตัวชี้วัดคุณค่าด้านหลักนิติธรรมอย่างไรบ้าง ต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในเวทีโลก

 

ปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ขีดความสามารถประเทศไทยเพิ่มขึ้นคือ Rule of Law หลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด กระบวนการออกกฎหมายต้องดีและถูกต้อง การบังคับใช้กฎหมายต้องเสมอหน้ากัน มีความคาดหวังได้ในการตีความและบังคับใช้กฎหมาย อย่างกฎหมายที่เป็นข้อยกเว้นจะต้องตีความอย่างเคร่งครัด  ส่วนกฎหมายที่ขยายสิทธิก็จะต้องตีความอย่างกว้าง 

 

ประเด็นเรื่อง Rule of Law มีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างความเชื่อมั่นของต่างประเทศที่จะมาลงทุนในประเทศไทย เวลาเราเป็นนักกฎหมายระหว่างประเทศ เวลาร่างสัญญา การกำหนดกฎหมายที่จะใช้บังคับเป็นเรื่องสำคัญ เช่น เวลาทำสัญญากำหนดให้ใช้กฎหมายนิวยอร์ก กฎหมายอังกฤษ จะมีความมั่นคงแน่นอน ในขณะที่กฎหมายของเรามีประเด็นเรื่องการตีความได้เยอะ ซึ่งควรต้องตีความตามหลัก Rule of Law ที่ควรมีทั้งความชัดเจนแน่นอนและความคาดหวังได้ รู้เลยว่าถ้าผิดสัญญาจะต้องบังคับใช้อย่างไร ไม่มีการบิดพลิ้ว 

 

ดังนั้น Rule of Law คือความชัดเจน ไม่ใช่ Rule by Law ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมจะตั้งตัวชี้วัดเรื่อง Rule of Law ไว้เลยว่าไทยจะต้องมีสูงขึ้นเพราะเป็นเรื่องสำคัญ ถ้ากฎหมายไหนไม่เป็นธรรมควรให้มีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายไปศึกษาเลย มีกฎหมายกี่ฉบับที่ไม่เป็นธรรม เราจะแก้ไขอย่างไร และมีกฎหมายกี่เรื่องที่จะทำให้ Rule of Law เราสูงขึ้น หรือไปคุยกับหอการค้าต่างประเทศว่ากฎหมายไหนไม่เป็นธรรม อันนี้ก็จะเป็นในมิติของด้านพาณิชย์เศรษฐกิจ

 

นพดล ปัทมะ

 

ในทางหลักการของหลักนิติธรรม โลกสากลก็จะมีเสียงสะท้อนเกี่ยวกับหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ ในประเทศไทยมีมุมมองอย่างไรกับประเด็นนี้

 

ก็จะมีบางเรื่องที่เป็นกฎหมายคุ้มครองชื่อเสียง เกียรติภูมิของคน เช่น กฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา อย่างที่ผมถูกกล่าวหาว่าขายชาติ คิดว่าผมเสียหายเยอะไหม ผมเสียหายเยอะมากเพราะเป็นนักการเมือง แม้ว่าผมจะไม่ได้ฟ้องใครเลย ผมอโหสิกรรมเพราะท้ายที่สุดเขาก็เข้าใจ 

 

แต่จะบอกว่าแต่ละเรื่องมีคุณธรรมทางกฎหมายที่ต้องการปกป้องไว้อยู่ เช่น กฎหมายห้ามลักทรัพย์ คุณธรรมทางกฎหมายคือกรรมสิทธิ์ของทรัพย์ กฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา คุณธรรมทางกฎหมายคือการปกป้องชื่อเสียง เกียรติคุณของผมต้องได้รับการปกป้อง คุณไม่สามารถกล่าวหาว่านพดลมีชู้กับเมียชาวบ้าน นพดลลักทรัพย์ นพดลโกงชาวบ้านมา 

 

ดังนั้นแม้จะมีการถกเถียงว่ากฎหมายเรื่องนั้นเรื่องนี้ควรจะมีการแก้ไข แต่โดยส่วนตัวผมมีความเห็นว่า กฎหมายเรื่องการปกป้องชื่อเสียงเกียรติคุณของบุคคล และกฎหมายที่สำคัญที่มีเรื่องละเอียดอ่อนบางเรื่อง ผมไม่เห็นด้วยในการเสนอแก้ไข ผมขอย้ำ

 

นพดล ปัทมะ

 

การทำงานของคณะกรรมาธิการการต่างประเทศเป็นอย่างไร และบรรยากาศการทำงานในกรรมาธิการเป็นอย่างไร

 

กรรมาธิการเราเลียนแบบของระบบอังกฤษมา กรรมาธิการจะมาจากทุกพรรค ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล มีหน้าที่ศึกษาและหาข้อเท็จจริง โดยคณะกรรมการนั้นควรเป็นฝ่ายตรวจสอบ ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบฝ่ายบริหาร โดยสภาจะตรวจสอบฝ่ายรัฐบาลผ่านวิธีการ หนึ่ง การตั้งกระทู้ถาม สอง การไม่อนุมัติกฎหมาย สาม การยื่นญัตติ สี่ ผ่านกรรมาธิการเพื่อศึกษาหาข้อเท็จจริง ติติงรัฐบาลได้ เสนอแนะสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อกรรมาธิการได้ เช่น เสนอว่า FTA ทำกันช้า ควรไปเร่งดำเนินการ  เป็นต้น

 

ในส่วนของงานกรรมาธิการ ผมเห็นว่าประธานกรรมาธิการควรเป็นคนละพรรคกันกับพรรคที่เป็นรัฐมนตรี เช่น พรรค ก. เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ควรมาจากพรรคอื่น ไม่ใช่พรรค ก. อันนี้ประเทศไทยก็ยังไม่ไปถึงจุดนั้น ผมเห็นว่าควรเป็นแบบนั้น ผมก็เสียดายเหมือนกัน

 

เรื่องที่สอง กรรมาธิการก็มาจากทุกพรรค ประธานจะเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้ เราต้องให้เกียรติรับฟังพรรคอื่น ไม่ใช่ว่าประธานกรรมาธิการเป็นเพื่อไทยก็ตะพึดตะพือ ผมคิดว่าการทำงานควรรับฟังซึ่งกันและกัน การทำงานกรรมาธิการเน้นผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชน ให้มองพ้นเส้นแบ่งเขตพรรคระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล 

 

นพดล ปัทมะ

 

กลับมามองเส้นทางชีวิตของคนชื่อนพดล ที่เคยอยู่กับทักษิณ อดีตนายกฯ จากวันก่อนถึงวันนี้ เห็นอะไรบ้าง

 

ประเด็นแรก ทุกอย่างเป็นไปได้ แต่ก่อนถูกโจมตีถูกใส่ร้ายต่างๆ เมื่อก่อนผมเดินกับท่าน (ทักษิณ) ที่กรุงปักกิ่ง 2-3 คนหลังรัฐประหาร ก็ปรับทุกข์กันว่าจะไปอย่างไรดี 

 

ประเด็นที่สอง ผมเห็นความอดทนของท่าน ซึ่งเวลาผมเหนื่อย ผมก็นึกถึงความเหนื่อยของท่าน เจอแต่ละเรื่อง 17 ปี แต่ก่อนคนอยากเป็นรัฐมนตรีก็บินไปหาท่าน อยากให้พรรคเสนอชื่อ อะไรอย่างนี้ จะมีคำกล่าวว่าพวกคุณยังไม่ได้ว่ายน้ำกลางทะเล แต่ผมว่ายน้ำกลางทะเล ในขณะที่พวกคุณจิบแชมเปญกันเสียงดัง

 

แต่ผมคิดว่าท่านทักษิณเป็นคนที่รักประชาชนนะ กลับมาคราวนี้ผมคิดว่าท่านอายุเยอะแล้ว อายุ 74 ปี ผมคิดว่าบนพื้นฐานของความรักประชาชนกับวัยที่ไปค่อนข้างเยอะ 

 

ผมคิดว่าท่านจะใช้ชีวิตเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ จากที่สัมผัสท่าน ท่านเป็นคนที่อ่านหนังสือเยอะ อย่างผมถามท่านว่าท่านเอาเวลาไหนไปหาความรู้ ไปอ่านหนังสือ ท่านตอบผมว่าวิธีหาความรู้ที่เร็วที่สุดคือคุยกับคนที่มีประสบการณ์ ท่านมีองค์ความรู้แล้วยังมีความกระตือรือร้น ก็หวังว่าท่านยังจะใช้ชีวิตเพื่อประชาชน ให้ประชาชนมีความสุข ให้ประเทศเดินหน้า 

 

ตอนนี้เราพยายามมาถามเรื่องของชั้น 14 บ้างละ เรื่องกฎระเบียบของกรมราชทัณฑ์บ้างละ แต่เราก็เชื่อว่ากรมราชทัณฑ์ แพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจ คงบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม

 

นพดล ปัทมะ

 

โดนการเมืองทำร้าย แล้วยังกลับมาทำการเมืองต่อในวันนี้ คนจำนวนหนึ่งเวลาเห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ก็จะมีการพูดกันว่าจะย้ายประเทศ คุณคิดว่าเราจะรับมือกับจุดนี้อย่างไร

 

ผมอยากจะฝากว่าทุกอย่างมันสามารถทำให้ดีขึ้นได้ ถ้าสมมติเราอยู่ในบ้านเรา บ้านเราไม่สะอาด ไม่แข็งแรง เราก็ทำความสะอาดบ้านเรา เราต้องสู้ ปัญหามีไว้ให้แก้ 

 

ผมว่ามันต้องเป็นความศักดิ์สิทธิ์สักอย่างที่เรามาเกิดเป็นคนไทย ไม่ได้ไปเกิดในแอฟริกา อเมริกาใต้ มันเป็นสิ่งที่แปลก มันเป็นโชคชะตา ผมอาจจะหัวโบราณ ผมยังเชื่อมั่นในคุณธรรม การรู้คุณ การสำนึกบุญคุณของประเทศ การต่อสู้ไม่หนีปัญหา ไม่ใช่ว่าบ้านเราเป็นอย่างนี้เราจะย้ายประเทศ ประเทศไทยมีศักยภาพเยอะ มีสิ่งดีๆ เยอะ มีวัฒนธรรม ทำไมมีคนมาเที่ยวประเทศไทย เขาคงไม่ได้มาดูรถติด แต่เขาชอบอาหาร ชอบนิสัยใจคอของคนไทย 

 

ผมเชื่อว่ายังมีความดีงามอยู่มากมาย พวกเราอายุเยอะแล้ว อีกไม่นานก็ต้องลงจากเวที ทุกคนแก่ขึ้นทั้งนั้น เด็กวัยรุ่นวันนี้อีกไม่นานก็แก่ เรามาสู้ด้วยกัน ทำให้ประเทศไทยแข็งแกร่งไปด้วยกัน ฟังคนแก่บ้างครับ ฟังคนวัยกลางคนบ้างครับ ป่าไม้มีต้นไม้นานาพรรณถึงเป็นป่าที่สวยงาม 

 

ผมคิดว่าอย่าแบ่งเขาแบ่งเรา มาสู้ด้วยกัน สู้ตามหลักประชาธิปไตย สู้ด้วยสันติวิธี เคารพหลัก Rule of Law มีมนุษยธรรม มีเมตตาต่อกัน ผมว่าเราเดินหน้าได้ครับ 

 

นพดล ปัทมะ

 

เราจะทำอย่างไรให้คนอยากเข้ามาเป็นนักการเมือง 

 

ถ้าคนอยากจะร่ำรวยก็ไม่น่ามาเป็นนักการเมือง แล้วถ้าไม่อยากถูกวิพากษ์วิจารณ์ที่ทุกวันนี้แสบมากขึ้นก็ไม่ควรมาเป็นนักการเมือง ถ้าไม่อยากถูกยุ่งเรื่องส่วนตัวก็ไม่ควรมาเป็นนักการเมือง 

 

แต่ถ้าเห็นว่านักการเมืองไม่มีคุณภาพพอจึงอยากเข้ามาทำการเมือง เพื่อทำงานการเมืองให้ดีขึ้น เชิญเข้ามาเลยครับ การเมืองต้องการคนเก่งๆ เข้ามาร่วมกัน แต่ก็ต้องรู้ต้นทุนที่ต้องจ่าย การถูกวิจารณ์ในทางเสียหายอย่างที่ผมเจอมา ท้ายที่สุดก็ต้องกลืนเลือด แล้วก็ทำความดีต่อไป อยากให้เดินเข้ามา อย่างที่เขาบอก ตำแหน่งอยู่ไม่นาน แต่ตำนานอยู่ตลอดไป

The post วันที่พ้นมลทินขายชาติ วันที่ ‘นพดล ปัทมะ’ หวนสู่การเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
24 พฤศจิกายน 2552 – สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ถึงแก่อนิจกรรม https://thestandard.co/onthisday-24112552/ Fri, 24 Nov 2023 02:28:42 +0000 https://thestandard.co/?p=869201 สมัคร สุนทรเวช

สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย นอกจาก […]

The post 24 พฤศจิกายน 2552 – สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ถึงแก่อนิจกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมัคร สุนทรเวช

สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย นอกจากตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองแล้ว เขายังผ่านตำแหน่งอื่นๆ มามากมาย ทั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

 

สมัคร สุนทรเวช ยังเป็นผู้ก่อตั้งพรรคประชากรไทย เป็นอดีตหัวหน้าพรรคพลังประชาชน หลายคนจดจำเขาได้ในฐานะนักพูดฝีปากกล้าที่สามารถอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย มีลีลาการพูดที่เร้าใจ โต้ตอบได้อย่างมีไหวพริบ ปากตรงกับใจ อีกทั้งยังมีฉายาหลากหลายที่สื่อมวลชนตั้งให้ โดยเฉพาะฉายา ‘แมวเก้าชีวิต’ อีกทั้งยังมีความชื่นชอบในเรื่องอาหาร

 

สมัคร สุนทรเวช เกิดเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2478 ที่บ้านหน้าวังบางขุนพรหม เขาเป็นบุตรของพระยาบำรุงราชบริพาร (เสมียน สุนทรเวช) กับคุณหญิงบำรุงราชบริพาร (อำพัน จิตรกร) 

 

เริ่มต้นเส้นทางการเมืองจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2511 ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2518 และได้เป็น สส. หลายสมัย ก่อตั้งพรรคประชากรไทยและดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคในปี 2522 รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนในปี 2550 และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทยในปี 2551 ก่อนจะถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง เนื่องจากรับเป็นพิธีกรกิตติมศักดิ์ของรายการ ‘ชิมไป บ่นไป’ และ ‘ยกโขยง 6 โมงเช้า’ เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 เรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551

 

ให้หลังเพียงปีเศษ สมัคร สุนทรเวช ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 จากโรคมะเร็งที่ขั้วตับ สิริอายุได้ 74 ปี

The post 24 พฤศจิกายน 2552 – สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ถึงแก่อนิจกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
26 สิงหาคม 2551 – ม็อบเสื้อเหลืองบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและสถานที่ราชการสำคัญ https://thestandard.co/onthisday26082551/ Sat, 26 Aug 2023 01:00:45 +0000 https://thestandard.co/?p=833901

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ กลุ่มเสื้อเหล […]

The post 26 สิงหาคม 2551 – ม็อบเสื้อเหลืองบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและสถานที่ราชการสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ กลุ่มเสื้อเหลือง ที่ปักหลักชุมนุมขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เปิดฉาก ‘ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า’ ด้วยการนำกำลังคนไปบุกยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ หรือ NBT ในช่วงเช้าของวันที่ 26 สิงหาคม 2551 โดยพังประตูเข้าไป และอ้างว่าต้องการทวงคืนสื่อของรัฐที่ทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง 

 

จากนั้นยังได้บุกเข้ายึดสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่ง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง กระทั่งช่วงบ่ายกลุ่มพันธมิตรฯ ได้บุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลได้สำเร็จ โดยอ้างเหตุผลว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรมแล้ว จึงไม่ต้องมีการประชุมคณะรัฐมนตรีอีกต่อไป และจะใช้ทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานที่ชุมนุมไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ 

 

การปักหลักชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มีต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม จนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2551 โดยในช่วงกลางดึกวันที่ 1 กันยายน กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้นัดชุมนุมกันที่สนามหลวง ก่อนจะเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อกดดันให้กลุ่มพันธมิตรฯ สลายการชุมนุม กระทั่งเกิดการเผชิญหน้าและปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บทั้งหมด 42 คน

 

อย่างไรก็ตาม ต่อมาในวันที่ 9 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้สมัครสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี จากการจัดรายการโทรทัศน์ทำอาหาร ‘ชิมไปบ่นไป’ และ ‘ยกโขยง 6 โมงเช้า’ อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงไม่ยอมยุติการชุมนุม และปักหลักใช้พื้นที่ทำเนียบฯ ในการขับไล่ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนถัดไปที่ได้รับการโหวตเลือกในสภา จนทำให้สมชายกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยได้เข้าทำงานในทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากถูกกลุ่มผู้ชุมนุมยึดครอง

 

ภาพ: Chumsak Kanoknan / Getty Images

The post 26 สิงหาคม 2551 – ม็อบเสื้อเหลืองบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและสถานที่ราชการสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2566 : ย้อนดูโครงการแนว ‘นโยบายประชานิยม’ ผ่าน 6 รัฐบาลไทย https://thestandard.co/info-populism-in-6-goverments/ Wed, 19 Apr 2023 11:01:20 +0000 https://thestandard.co/?p=778611

THE STANDARD ชวนประชาชน ย้อนเวลาพิจารณาผลงานรัฐบาลไทยทั […]

The post เลือกตั้ง 2566 : ย้อนดูโครงการแนว ‘นโยบายประชานิยม’ ผ่าน 6 รัฐบาลไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD ชวนประชาชน ย้อนเวลาพิจารณาผลงานรัฐบาลไทยทั้ง 6 สมัย ผ่านนโยบายประชานิยมที่มีปัจจัยของงบประมาณเป็นแรงขับเคลื่อนสังคม

 

 

ภาพประกอบ: พุทธิพงศ์ โรจน์ศตพงค์

The post เลือกตั้ง 2566 : ย้อนดูโครงการแนว ‘นโยบายประชานิยม’ ผ่าน 6 รัฐบาลไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลปกครองสูงสุดสั่ง ภรรยา-ลูก ‘สมัคร สุนทรเวช’ ชดใช้ 587 ล้านบาท ปมรถและเรือดับเพลิง แต่ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอด https://thestandard.co/supreme-administrative-court-ordered-wife-and-children-of-samak-sundaravej-to-pay-compensation/ Fri, 17 Jun 2022 02:22:17 +0000 https://thestandard.co/?p=642967 สมัคร สุนทรเวช

วานนี้ (16 มิถุนายน) ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนสั่งใ […]

The post ศาลปกครองสูงสุดสั่ง ภรรยา-ลูก ‘สมัคร สุนทรเวช’ ชดใช้ 587 ล้านบาท ปมรถและเรือดับเพลิง แต่ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมัคร สุนทรเวช

วานนี้ (16 มิถุนายน) ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนสั่งให้ คุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช ภรรยา สมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) และ กาญจนากร ไชยลาโภ, กาญจนาภา มุ่งถิ่น บุตรสาว ในฐานะทายาทของสมัคร รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน 587,580,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 – 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกตามความในมาตรา 7 วรรค 2 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

 

ทั้งนี้ หากคดีที่กรุงเทพมหานครฟ้องบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รซอยก์ จํากัด ประเทศออสเตรีย ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายเรียกทรัพย์คืน ตามคดีหมายเลขดำที่ กค.155/2552 โดยศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม หรือคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของ ICC มีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้คู่กรณีตกลงกันด้วยดี ทำให้ค่าความเสียหายลดลงเพียงใด ก็ให้ทายาททั้ง 3 รับผิดตามอัตราส่วนตามที่ศาลกำหนดให้สมัครรับผิดชอบเพียงนั้น ทั้งนี้ ทายาททั้ง 3 ต้องรับผิดต่อกรุงเทพมหานครเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของสมัครที่ตกทอดแก่ตน

 

สำหรับกรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรุงเทพมหานครได้ยื่นฟ้องบุคคลทั้ง 3 ให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่สมัครต้องรับผิดชอบจากกรณีการทุจริตในโครงการจัดซื้อเรือและรถดับเพลิงพร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานครกับบริษัทสไตเออร์ฯ เมื่อปี 2547-2548 ซึ่งกระทรวงการคลังกำหนดให้สมัครซึ่งเป็น 1 ใน 6 ของผู้ร่วมกระทำผิด ต้องรับผิดชดใช้เป็นเงิน 956,931,442 บาท

 

ส่วนเหตุผลที่ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ทายาททั้ง 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีสมัครกระทำละเมิด ระบุว่า การที่สมัครในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอำนาจหน้าที่บริหารราชการของกรุงเทพมหานครให้เป็นไปตามกฎหมายมาตรา 49 (1) พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร 2528 และเป็นผู้มีอำนาจสั่งซื้อตามข้อ 5 ของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่องการพัสดุ 2538 ได้ทราบถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดซื้อตามที่ พล.ต.ต. อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีตผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เสนอเรื่องผ่าน คุณหญิงณัษฐนนท ทวีสิน ปลัดกรุงเทพมหานครขณะนั้น เพื่อให้พิจารณามาโดยตลอด แต่ไม่ได้มีการตรวจสอบหรือทักท้วงถึงการกระทำดังกล่าว และยังคงอนุมัติให้กรุงเทพมหานครจัดซื้อ

 

การกระทำของสมัครจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถือเป็นการกระทำละเมิดต่อกรุงเทพมหานครตามมาตรา 420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเมื่อความเสียหายที่กรุงเทพมหานครได้รับเกิดจากการจัดซื้อที่ไม่เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่องการพัสดุ ปี 2538 ทำให้ราคาที่ซื้อสูงเกินจริงเป็นเงินจำนวน 1,958,600,000 บาท และการจัดซื้อยังมีผู้เกี่ยวข้องหลายราย จึงสมควรกำหนดสัดส่วนความรับผิดชอบของสมัคร โดยเทียบเคียงแนวทางการกำหนดสัดส่วนความรับผิดชอบของกระทรวงการคลัง ตามหนังสือกระทรวงการทางด่วนที่สุดที่ กค.0406.2/ว.66 ลงวันที่ 25 กันยายน 2550 ที่กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาขั้นสูงหรือผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อรับผิดกรณีไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบด้านการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากกำหนดราคาสูงกว่าความเป็นจริง โดยให้รับผิดในอัตราร้อยละ 30 ของมูลค่าความเสียหาย

 

เมื่อสมัครเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกรุงเทพมหานคร และเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อ จึงสมควรต้องรับผิดต่อกรุงเทพฯ ในอัตราร้อยละ 30 ของความเสียหายจากเงินจำนวน 1,958,600,000 บาท คิดเป็นเงินที่ต้องรับผิด 587,580,000 บาท

 

เมื่อความรับผิดอันเกิดจากการกระทำละเมิดของสมัครต่อกรุงเทพมหานครเป็นความรับผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินเป็นเงิน มิใช่ความรับผิดซึ่งตามกฎหมายถือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของสมัครผู้ตายโดยแท้ ดังนั้นบุคคลทั้ง 3 ในฐานะทายาทโดยธรรมของสมัครจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 587,580,000 บาท ให้แก่กรุงเทพมหานคร โดยไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดให้แก่ตน ทั้งนี้ ตามมาตรา 1600 และมาตรา 1601 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

The post ศาลปกครองสูงสุดสั่ง ภรรยา-ลูก ‘สมัคร สุนทรเวช’ ชดใช้ 587 ล้านบาท ปมรถและเรือดับเพลิง แต่ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
29 มกราคม 2551 – โปรดเกล้าฯ ‘สมัคร สุนทรเวช’ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 https://thestandard.co/onthisday29012551/ Fri, 29 Jan 2021 00:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=447296 29 มกราคม 2551 - โปรดเกล้าฯ ‘สมัคร สุนทรเวช’ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25

สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย มีเส้น […]

The post 29 มกราคม 2551 – โปรดเกล้าฯ ‘สมัคร สุนทรเวช’ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 appeared first on THE STANDARD.

]]>
29 มกราคม 2551 - โปรดเกล้าฯ ‘สมัคร สุนทรเวช’ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25

สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย มีเส้นทางสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยเริ่มจากการก้าวเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 

 

พรรคพลังประชาชนมีจำนวนผู้ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นอันดับหนึ่ง และจัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรค โดย สมัคร สุนทรเวช ได้รับการโหวตให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนเสียง 310 ต่อ 163 เสียง ซึ่งเสียงของพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรคโหวตให้

 

หลังจากนั้นในวันที่ 28 มกราคม 2551 สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบในการแต่งตั้ง สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

 

สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย ตามประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2551

 

อย่างไรก็ตาม สมัคร สุนทรเวช ลงจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้ไม่สวยนัก เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่ากระทำการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 267 และมาตรา 182 วรรค 1 (7) เนื่องจากการที่เขาได้รับเป็นพิธีกรกิตติมศักดิ์ในรายการโทรทัศน์ ชิมไปบ่นไป และ ยกโขยง 6 โมงเช้า ซึ่งคณะตุลาการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง เห็นว่าสมัครกระทำต้องห้ามขัดต่อรัฐธรรมนูญ

 

โดยหลังจากนั้นสมัครได้ห่างหายไปจากวงการการเมือง และเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552

 

แต่ประวัติศาสตร์การเมืองต้องจารึกถึงเขาอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2556 วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้กล่าวช่วงหนึ่งระหว่างการสัมมนาเรื่อง ‘การรักษาดุลยภาพทางการเมืองของศาลรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย’ จัดโดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่า คำวินิจฉัยในคดีของสมัครนั้นเป็นคำวินิจฉัยที่ใช้ไม่ได้ เพราะนำข้อกฎหมายขึ้นก่อน ทั้งที่จริงแล้วการเขียนคำวินิจฉัยต้องระบุก่อนว่าสมัครรับจ้างจริงหรือไม่ ขณะที่การต้องรีบเร่งอ่านคำวินิจฉัยในวันตัดสินคดีก็ทำให้การเขียนคำวินิจฉัยในคดีผิดพลาดได้ง่ายด้วย  

The post 29 มกราคม 2551 – โปรดเกล้าฯ ‘สมัคร สุนทรเวช’ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 appeared first on THE STANDARD.

]]>
24 พฤศจิกายน 2552 – สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ถึงแก่อนิจกรรม https://thestandard.co/onthisday24112552/ Sun, 24 Nov 2019 05:03:25 +0000 https://thestandard.co/?p=306848 สมัคร สุนทรเวช

สมัคร สุนทรเวช คือนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย นอก […]

The post 24 พฤศจิกายน 2552 – สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ถึงแก่อนิจกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมัคร สุนทรเวช

สมัคร สุนทรเวช คือนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย นอกจากตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองแล้ว เขายังผ่านตำแหน่งอื่นๆ มามากมาย ทั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ฯลฯ อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งพรรคประชากรไทย เป็นอดีตหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และเป็นนักการเมืองที่คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองมาอย่างยาวนาน หลายคนจดจำเขาได้ในฐานะนักพูดฝีปากกล้าที่สามารถอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย มีลีลาการพูดที่เร้าใจ โต้ตอบได้อย่างมีไหวพริบ ปากตรงกับใจ อีกทั้งยังมีฉายาหลากหลายที่สื่อมวลชนตั้งให้ โดยเฉพาะฉายา ‘แมวเก้าชีวิต’ 

 

สมัคร สุนทรเวช เกิดเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2478 ที่บ้านหน้าวังบางขุนพรหม เขาเป็นบุตรของพระยาบำรุงราชบริพาร (เสมียน สุนทรเวช) กับคุณหญิงบำรุงราชบริพาร (อำพัน จิตรกร) โดยเริ่มต้นเส้นทางการเมืองจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2511 ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2518 และได้เป็น ส.ส. หลายสมัย ก่อตั้งพรรคประชากรไทยและดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคในปี 2522 รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนในปี 2550 และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทยในปี 2551 ก่อนจะถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง เนื่องจากรับเป็นพิธีกรกิตติมศักดิ์ของรายการ ‘ชิมไป บ่นไป’ และ ‘ยกโขยง 6 โมงเช้า’ เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 เรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี

 

สมัคร สุนทรเวช ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 จากโรคมะเร็งที่ขั้วตับ สิริอายุได้ 74 ปี

The post 24 พฤศจิกายน 2552 – สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ถึงแก่อนิจกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลิกตำนาน ‘พรรคทหาร’ กับการเมืองไทย ถอดรหัส สืบทอดอำนาจ? https://thestandard.co/thai-military-politics/ https://thestandard.co/thai-military-politics/#respond Thu, 09 Nov 2017 03:24:34 +0000 https://thestandard.co/?p=41886

     “การที่ คสช. จะสนับสนุนพรรคการเมือง […]

The post พลิกตำนาน ‘พรรคทหาร’ กับการเมืองไทย ถอดรหัส สืบทอดอำนาจ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

     “การที่ คสช. จะสนับสนุนพรรคการเมืองใด ก็ถือเป็นสิทธิของ คสช. ใช่หรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอยู่แล้ว” คือ 1 ใน 6 คำถามที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้โยนขึ้นกลางอากาศ ขอให้ประชาชนทุกจังหวัดได้ตอบคำถามนี้ (คลิกอ่านรายละเอียด 6 คำถาม)

 

 

     ความน่าสนใจของคำถามดังกล่าว หากมองโดยทั่วไปก็เป็นการถามความเห็นจากประชาชน ให้ตอบชัดว่าๆ ถ้าในอนาคต คสช. จะหนุนพรรคใดในการลงสมัครรับเลือกตั้งจะได้หรือไม่ แต่ขณะเดียวกันก็มีนัยที่ซ่อนแฝงอย่างชัดเจนเหมือนกันว่า คสช. อาจจะไม่ปล่อยมือจากการเมือง แม้จะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง และเด่นชัดไปกว่านั้นคือ เป็นไปได้ที่ คสช. อาจตั้งพรรคการเมืองเอง เพื่อกระโดดเข้าสนามการเมืองอย่างเต็มตัว

     แต่นี่เป็นเพียงวันแรกของการโยนคำถามนี้ขึ้นมา ยังไม่เห็นคำตอบ แต่หลายคนแสดงออกแล้วในโลกโซเชียล หากถามว่า ความพยายามในการที่คณะบุคคล ซึ่งทำการรัฐประหารยึดอำนาจ เมื่อกำลังจะก้าวลงจากอำนาจ ‘การตั้งพรรค’ เคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่ ประวัติศาสตร์และตำนานต่อเรื่องนี้ เคยมีบันทึกเอาไว้ทั้งจุดจบเเละจุดเริ่มต้น

 

 

ย้อนตำนาน ‘พรรคทหาร’

     กว่า 8 ทศวรรษที่ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อาจมีคำถามขึ้นมาจากหลายคนเช่นเดียวกันว่าเป็น ‘ประชาธิปไตย’ จริงหรือ?

     เพราะหากย้อนไปดูประวัติศาสตร์จะพบว่า การเมืองไทยมีการทำรัฐประหารมาแล้วถึง 13 ครั้ง ฉีกรัฐธรรมนูญร่างใหม่มาจนถึงปัจจุบันเป็นฉบับที่ 20 แล้ว มีผู้พูดเชิงเย้าแหย่ว่า น่าจะเป็นประเทศที่เขียนรัฐธรรมนูญถี่และมากที่สุดในโลก

 

 

     สถิติเหล่านี้กำลังบอกเราว่า การเมืองไทยวังวนที่หมุนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ตลอด แล้ว ‘บทเรียน’ จากประวัติศาสตร์เหล่านี้เคยได้ถูกใช้หรือไม่ เหตุใดจึงหมุนวนทับรอยประวัติศาสตร์เดิมอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเกิดเป็นวลีในทางการเมืองว่า ‘วงจรอุบาทว์’

     ในห้วงที่พรรคการเมืองออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ‘ปลดล็อกทางการเมือง’ ให้สามารถดำเนินกิจกรรมได้ เพื่อแต่งองค์ทรงเครื่องรับการเลือกตั้งในอนาคต (คลิกอ่านที่นี่) จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีท่าทีที่ คสช. จะเปิดทางให้ดำเนินการอย่างอิสระ

     คำถามถึง ‘อนาคต คสช.’ ที่มาพร้อมๆ กับกระแส ‘การตั้งพรรค’ ก็ดังขึ้นถี่ยิบรายวัน เกิดเป็นกระแสพรรคทหารที่หวังปูทางสืบทอดอำนาจต่อไปอีก

     หรือ ‘กงล้อประวัติศาสตร์การเมือง’ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี 2475 จะหมุนวนกลับมาเกิดเป็น ‘สูตรสำเร็จ’ ในการตั้ง ‘พรรคทหาร’ อีกครั้ง ซึ่งแน่นอน หนทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีบทเรียนให้เห็นอยู่แล้ว

 

(จอมพล ป. พิบูลสงคราม : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

 

     เริ่มต้นที่ ‘พรรคเสรีมนังคศิลา’ ก่อตั้งเมื่อ 29 ก.ย. 2498 ถือว่าเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกในประเทศไทย หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. พรรคการเมือง 2498 เปิดให้ตั้งพรรคการเมืองได้ครั้งแรก และนับว่าเป็น ‘พรรคทหาร’ พรรคแรกของการเมืองไทย มี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคคือ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ รองหัวหน้าพรรค ได้แก่ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์, พลตรีประภาส จารุเสถียร ชนะการเลือกตั้ง ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘การเลือกตั้งสกปรกรกในประวัติศาสตร์’ ต่อมาเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทหารของจอมพล สฤษดิ์ และกลุ่มทหารของจอมพล ป. และกลุ่มตำรวจของ พล.ต.อ. เผ่า บานปลายกลายเป็นการรัฐประหารในวันที่ 16 ก.ย. 2500 นำโดย จอมพล สฤษดิ์

     ถัดมาในปี 2500 มีการก่อตั้ง ‘พรรคสหภูมิ’ มีนายสุกิจ นิมมานเหมินท์ อดีต ส.ส. พรรคเสรีมนังคศิลา ที่ได้ลาออกมาเป็นหัวหน้าพรรค ได้รับการสนับสนุนจาก จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น

     หลังยึดอำนาจก็หนุนให้ ‘พจน์ สารสิน’ เป็นนายกฯ เมื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ ปรากฏว่าได้เสียงไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด จอมพล สฤษดิ์ จึงตัดสินใจยุบพรรคเสรีมนังคศิลา รวมพรรคสหภูมิเกิดใหม่เป็นพรรคชาติสังคม

 

(จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

 

     ‘พรรคชาติสังคม’ มี จอมพล สฤษดิ์ เป็นหัวหน้าพรรค โดยมี พล.ท. ถนอม กิตติขจร, นายสุกิจ นิมมานเหมินท์ เป็นรองหัวหน้าพรรค และมี พล.ท. ประภาส จารุเสถียร เป็นเลขาธิการพรรค แต่เลือกตั้งเมื่อปลายปี 2500 พรรคชาติสังคมไม่อาจจัดตั้งรัฐบาลแบบได้เสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงต้องจับมือกับพรรคการเมืองอื่น ตั้งรัฐบาลผสมดันให้ พล.ท. ถนอม เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 1 ม.ค. 2501

     ปี 2501 การบริหารบ้านเมืองมีความยากลำบาก จอมพล สฤษดิ์ ทำรัฐประหารซ้ำอีกครั้ง พรรคชาติสังคมก็ไม่มีบทบาททางการเมืองอีกต่อไป แต่คราวนี้ จอมพล สฤษดิ์ นั่งเป็นนายกฯ เอง และเมื่อเขาเสียชีวิต จอมพล ถนอม ก็ขึ้นเป็นนายกต่อ

 

(จอมพล ถนอม กิตติขจร : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

 

     ปี 2511 เกิด ‘พรรคสหประชาไทย’ จอมพล ถนอม ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมกับมีพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2511 ออกมาบังคับใช้ จึงได้ก่อตั้งพรรคนี้ขึ้นมา และเป็นหัวหน้าพรรคเอง มีจอมพล ประภาส จารุเสถียร, รพล.ต.อ. ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดีกรมตำรวจ และนายพจน์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นรองหัวหน้าพรรค โดยมี พล.อ.อ. ทวี จุลละทรัพย์ เป็นเลขาธิการพรรค

     แต่ก็เกิดความวุ่นวายในปี 2514 จอมพล ถนอม ประกาศยึดอำนาจตัวเอง ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยกเลิกพรรคการเมือง สั่งห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน จึงเป็นการปิดฉากพรรคสหประชาไทย เป็นชนวนเหตุของการชุมนุมใหญ่เหตุการณ์ ‘14 ต.ค. 2516’

     ในยุคต่อมาหลังจากคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ยึดอำนาจ ปี 2534 เกิดพรรค ‘สามัคคีธรรม’ ขึ้นในปี 2535 โดยมี ณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรค แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เป็นนายกฯ เนื่องจากมีการระบุว่าเขาถูกแบล็กลิสต์จากสหรัฐฯ ทำให้พรรคสามัคคีธรรมผลักดัน พล.อ. สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกฯ ภายใต้วาทกรรม ‘เสียสัตย์เพื่อชาติ’ จนเป็นที่มาของเหตุการณ์ ‘พฤษภาทมิฬ’ ปี 2535 ในที่สุด

 

(พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน : Madaree Tohlala / AFP) 

 

     ถัดมาในปี 2549 มีการรัฐประหารรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร นำโดย พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ในขณะนั้น ภายหลังในปี 2550 มีการตั้งพรรคการเมืองที่ชื่อว่า ‘พรรคเพื่อแผ่นดิน’ โดยมีนายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นหัวหน้าพรรค นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย, นายพินิจ จารุสมบัติ, นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ และนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ร่วมก่อตั้งท่ามกลางกระแสข่าวว่าเป็นพรรคที่ทหารให้การสนับสนุน และก็ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง เพราะพรรคพลังประชาชนชนที่นำโดย นายสมัคร สุนทรเวช ชนะเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาลและพรรคนี้ก็เข้าร่วมรัฐบาลด้วย

     ปลายปี 2551 มีการก่อตั้ง ‘พรรคมาตุภูมิ’ โดยมี พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ที่เคยเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารเมื่อปี 2549 นั่งเก้าอี้เป็นหัวหน้าพรรค แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง

     หากไล่เรียงการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองในประวัติศาสตร์ ที่เรียกว่า ‘พรรคทหาร’ จะเห็นว่าล้วนเป็นสูตรสำเร็จที่มุ่งหวังสืบทอดอำนาจอย่างปฏิเสธไม่ได้ เส้นทาง ผู้คนในสารบบที่เวียนวนล้วนเป็นผลมาจากการก่อรัฐประหารยึดอำนาจ ก้าวลงจากเก้าอี้ก็สร้างพรรค หวังปูทางให้ตนเองกลับมายิ่งใหญ่อีก มีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว แต่การก่อรูปเห็นได้ชัดว่าเป็นไปในแบบ ‘เฉพาะกิจ’ เสียมากกว่า เพราะเมื่อผ่านกาลเวลา พรรคเหล่านี้ก็ล้วนสูญหายไปจากสารบบ

 

ทหาร กับ การเมือง ผ่าน ‘พรรคทหาร’ จะกลับมาจริงหรือ?

     อะไรทำให้ ‘ทหาร’ หรือ กองทัพ ยังคงวนเวียนอยู่ในสารบบของการเมืองไทย ชนิดที่แยกกันไม่ออกมาหลายทศวรรษ

 

 

     ศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายไว้ในบทสัมภาษณ์ ‘รู้เขารู้เรา เข้าใจวิธีคิดกองทัพไทย ผ่าน สุรชาติ บำรุงสุข’ โดย ผ่าน The 101 (คลิกอ่าน) ว่า

     “ทหารมีชุดความเชื่อว่าตนเองเป็น national guardian หรือ ‘ผู้พิทักษ์แห่งชาติ’ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่อดีต ที่ใช้คำว่า ‘อดีต’ เพราะในหลายประเทศปรากฏการณ์นี้ได้ยุติลงแล้ว

     เมื่อทหารสร้างความรู้สึกหรือจินตนาการว่าพวกเขาเป็นผู้พิทักษ์ของประเทศแล้ว เวลาที่การเมืองมีปัญหา ทหารจะคิดว่าตัวเองมีหน้าที่ต้องเข้ามาจัดการ และเมื่อมีอะไรที่ขัดแย้งกับทหาร เขาก็จะถือว่าเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์แห่งชาติไปด้วย ดังนั้นไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ถ้าทหารยังมีชุดความคิดแบบนี้อยู่ พวกเขาก็พร้อมที่จะเข้าแทรกแซงทางการเมือง”

 

Dominique Faget / AFP

 

     ขณะที่ พล.อ. สุจินดา คราประยูร กล่าวไว้ในหนังสือ ‘บันทึกคำให้การ สุจินดา คราประยูร กำเนิดและอวสาน รสช.’ เกี่ยวกับบทบาทของทหารกับการเมืองว่า

     “ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับทหารจะแยกกันโดยเด็ดขาดนั้นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะรู้อยู่แล้วว่าฝ่ายบริหารนั้นเป็นผู้ควบคุมนโยบาย ในขณะที่กองทัพบกเป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบายนั้น ดังนั้นคงจะแยกจากกันโดยเด็ดขาดไม่ได้ ซึ่งคงจะเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าว มากกว่าที่จะเป็นการก้าวก่ายซึ่งกันและกัน”

 

Pornchai Kittiwongsakul / AFP

 

     หากย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อปี 2549 สิ่งที่ พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะหัวหน้ารัฐประหารเวลานั้น ได้เขียนไว้ในหนังสือ ‘THE TRUTH I ความจริงที่เป็นเรื่องจริง’ ในอีก 11 ปีต่อมา ดูเหมือนจะสอดรับกับที่ ศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ ได้กล่าวไว้

     “ในขณะที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตอย่างหนัก และต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ผมต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและเด็ดเดี่ยวเพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่งคงของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ในการแก้ปัญหาจึงจำเป็นต้องใช้ผู้ที่มีจิตใจกล้าหาญ มุ่งมั่น เสียสละ และให้ความร่วมมือกันอย่างจริงใจ”

 

AFP

 

     เมื่อย้อนไปดู วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต หัวข้อ “ทหารกับพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง (2500 – 2526)” โดย ชัยวัฒน์ สารสมบัติ ภาควิชาการปกครอง บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2528 ได้ทำการศึกษาบทบาทหารในช่วง 26 ปี กับการตั้งพรรคการเมืองว่า มีปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้นำทหารสามารถจัดตั้งพรรคการเมืองได้ 3 ประการคือ

     1. กฎหมาย ได้แก่ รัฐธรรมนูญ ที่เปิดโอกาสให้ทหารซึ่งเป็นข้าราชการประจำเข้ามามีตำแหน่งทางการเมืองได้ และรัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจแก่วุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาแต่งตั้งให้มีเท่าเทียมกับสภาเลือกตั้ง มีผลทำให้ผู้นำทหารเหล่านั้นมีฐานเสียง ให้สภาสนับสนุนอยู่เพียงพอ

     2. การเติบโตของพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ไม่อยู่ในระดับที่จะแข่งขันกับกลุ่มทหาร ซึ่งเป็นข้าราชการประจำ มีอำนาจ มีบทบาท และมีอิทธิพลได้ ทำให้การตั้งพรรคสามารถทำได้ อาจเนื่องมาจากกระบวนการของทหาร ที่ได้วางพื้นฐานเอาไว้ เช่น ภายหลังจากที่ปฏิวัติรัฐประหาร ก้ได้ยึดอำนาจและห้ามการชุมนุมทางการเมือง ฝ่ายค้านและฝ่ายการเมืองอื่นๆจึงไม่มีโอกาสได้รวมตัวกัน

     3. เอกภาพของกองทัพ ผู้นำของกองทัพสามารถควบคุมองค์กรได้อย่างเด็ดขาดและสมบูรณ์ อันมีผลทำให้ผู้นำมีอำนาจที่มั่นคงและเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างมีความชอบธรรมพอสมควร

     วิทยานิพนธ์ นี้ได้สรุปด้วยว่า การจัดตั้งพรรคการเมืองของทหาร เป็นรูปแบบหนึ่งของความพยายามี่จะมีบทบาททางการเมืองอย่างต่อเนื่องและเพื่อคงลักษณะเผด็จการทหารเอาไว้ เห็นได้จากที่ต้องมีการพึ่งพาอำนาจกองทัพอยู่ พรรคการเมืองทหารที่ตั้งขึ้นจะประกอบด้วยผู้นำทหารเป็นส่วนใหญ่ที่เป็นกรรมการบริหารพรรค และมักจะใช้อิทธิพลในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

     ขณะเดียวกัน จากการศึกษายังพบว่า ทหารใช้พรรคการเมืองเเบบนี้ เป็นเครื่องมือครองอำนาจทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง แต่พรรคการเมืองดังกล่าวก็ไม่มีความคงทนพอที่จะกลายเป็นสถาบันทางการเมืองต่อไปได้ เมื่อทหารไม่สามารถจัดตั้งพรรคการเมืองได้จึงต้องเร่งพัฒนาบทบาททางด้านอื่นมาเสริม ให้มีความชอบธรรมในทางการเมือง และจะได้มีบทบาทต่อไป

 

AFP

 

ถอดรหัส “พล.อ.ประยุทธ์” กับ สนามการเมือง ในอนาคต?

     ในห้วงเวลาปัจจุบัน รัฐบาลที่ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารมีกำเนิดจากการเข้ายึดอำนาจรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในเดือนพฤษภาคม ปี 2557 นับจนถึงเวลานี้เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่นั่งบริหารประเทศ ฉีกทุกกฎของความเชื่อและประวัติศาสตร์การเมือง เพราะทุกคนเชื่อว่ารัฐบาลทหารในลักษณะนี้มักจะอยู่ไม่ยาวนานนัก และจะต้องเจอกับกระแสต่อต้าน และเรียกร้องให้คืนประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง แต่ทว่า ‘รัฐบาล คสช.’ ไม่เป็นเช่นนั้น ย่อมสะท้อนถึงความผิดปกติบางอย่างของสังคมไทยได้ด้วย

     การเข้ามาสู่การเมืองของ ‘ทหาร’ ในครั้งหลังสุด ด้วยวลี “เพื่อสลายความขัดแย้ง” และประคองบ้านเมืองให้รอดพ้น จึงพิเคราะห์ได้ในท่วงทำนองเดียวกัน หากแต่การ “ขอเวลาอีกไม่นาน” ยังคงเป็นข้อพิสูจน์ที่รู้เพียงโรดแมปการเลือกตั้ง ยังไม่อาจตัดสินความยืดยาวออกไปของการดำรงคงอยู่ในถนนการเมืองของ ‘คสช.’

     แม้ว่า ‘พรรคทหาร’ ที่ดูท่าทีแล้วมีโอกาสวนกลับมาอีกครั้ง ก็ยังไม่ชัดเจนเท่าไรนัก แต่แน่นอนทุกเหตุการณ์ย่อมมี ‘บทเรียน’ และมีเรื่องให้ต้องเรียนรู้ ว่าจุดเริ่มต้น และจุดจบของสิ่งเหล่านี้เป็นเช่นไร

     พล.อ. ประยุทธ์ และสมาชิก อาจจะไม่สามารถลงสมัคร ส.ส. ได้ด้วยรัฐธรรมนูญขีดเส้นห้าม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถกลับมาเป็น ‘นายกฯ’ ได้ เพราะยังมีช่องทางจากการเสนอชื่อในบัญชีของพรรคการเมือง และอาจเป็น ‘นายกฯ คนนอก’ ได้หาก ส.ว. ร่วมโหวต กับ ส.ส.

     ไม่ว่าพรรคทหารจะเกิด หรือ คสช. จะหนุนพรรคใด แต่ พล.อ. ประยุทธ์ ดูเหมือนจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้แจ่มชัดกว่าใคร รอแค่ ‘เลือก’ ว่าจะเดินทางไหนเท่านั้น

The post พลิกตำนาน ‘พรรคทหาร’ กับการเมืองไทย ถอดรหัส สืบทอดอำนาจ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thai-military-politics/feed/ 0