ภาวะโลกรวน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ภาวะโลกรวน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 29 Mar 2025 08:23:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เมื่อความมั่นคงทางอาหารโลก ‘ยังสั่นคลอน’ https://thestandard.co/global-food-security-crisis-climate-change-impact/ Sat, 29 Mar 2025 08:23:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1058037 โลกรวนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก เกษตรกรเผชิญภัยแล้ง น้ำท่วม และสภาพอากาศแปรปรวน

เรื่องความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เป็นสิ่งสำคัญเ […]

The post เมื่อความมั่นคงทางอาหารโลก ‘ยังสั่นคลอน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกรวนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก เกษตรกรเผชิญภัยแล้ง น้ำท่วม และสภาพอากาศแปรปรวน

เรื่องความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นเป้าหมายข้อที่ 2 เรื่องการขจัดความหิวโหย (Zero Hunger) จากทั้งหมด 17 ข้อของ SDGs ที่ 195 ประเทศได้ทำข้อตกลงกันจะช่วยให้บรรลุในปี 2573 แต่ปัจจุบันมีหลายอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ได้ค่อนข้างเป็นไปตามข้อตกลงได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

 

Climate Change กระทบคลังอาหารโลก

 

UNDP Thailand เปิดเผยข้อมูลที่อ้างอิงจาก Food and Agriculture Organization of the United Nations ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารทั่วโลกมากขึ้น จากฐานปี 2561 พบว่า 820 ล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญการขาดสารอาหาร แต่ภาวะโลกรวนได้มาเป็นปัจจัยซ้ำเติมเรื่องความไม่มั่นคงทางอาหารไปอีก โดยคาดว่าอีก 25 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2593 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ราคาธัญพืชและผลผลิตพืชสำคัญมีการปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 29% ขณะที่ปริมาณการผลิตก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งทำให้เกิดโรคระบาดในสัตว์และศัตรูพืชแพร่กระจายข้ามพรมแดนเร็วขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาการเกิดโรคในพืชส่งผลกระทบจนสร้างมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลก 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี 

 

 

 

80% ประชากรโลกเผชิญความไม่แน่นอนทางอาหาร 

 

โดยมี 80% ของประชากรโลกที่ได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมีความเสี่ยงที่พืชผลทางการเกษตรจะเสียหายใน 3 พื้นที่ คือ แอฟริกาใต้ซาฮารา เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ เกษตรกรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 100 ล้านคน ต้องเจอความแปรปรวนของอากาศ ตั้งแต่อุณหภูมิสูงขึ้นและฝนตกไม่ตรงตามฤดูกาล ขณะที่อินเดียและปากีสถานเจอคลื่นความร้อนและน้ำท่วมรุนแรงเมื่อปี 2565-2566 ทำให้ผลผลิตทางเกษตรลดลง จนอินเดียต้องจำกัดการส่งออกข้าว และเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาข้าวทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น หรือในเอธิโอเปีย เคนยา โซมาเลีย มีผู้คนกว่า 22.5-23.4 ล้านคน ต้องขาดแคลนอาหารเนื่องจากต้องเจอภาวะแล้งหนัก

 

การประเมินความมั่นคงทางอาหาร

 

Economist Impact ได้มีการวิเคราะห์และประเมินความมั่นคงทางอาหารตาม รายงานดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารของโลกปี 2565 (Global Food Security Index : GFSI) โดยใช้หลักการประเมินครอบคลุมทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ 1. ความสามารถในการซื้ออาหาร (Food Affordability) 2. ความมีอยู่อย่างสมบูรณ์ของอาหาร (Availability) 3. คุณภาพและความปลอดภัย (Quality and Safety) และ 4. ความยั่งยืนและการปรับตัว (Sustainability and Adaptation) 

 

ทั้งนี้ พบว่า ปัญหาหรืออุปสรรคในการสร้างความมั่นคงทางอาหารโลกและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกมีอยู่ 3 หัวข้อหลักคือ 

 

  • ความอ่อนแอในด้านความมั่นคงทางอาหาร พบว่า ยังคงลดลงจากระดับสูงสุดในปี 2562 สาเหตุหลักเนื่องจากราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นและการระบาดของโควิด 
  • การเผชิญหน้ากับแรงกระแทกจากผลกระทบของวิกฤตต่างๆ ที่มีความถี่และความรุนแรงมากขึ้น เช่น การแพร่ระบาดของโรค เหตุความขัดแย้ง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ระบบอาหารโลกอ่อนแอลง 
  • ความจำเป็นในการสร้างการตั้งรับปรับตัว (Resilience) จำเป็นต้องมีการดำเนินการที่หลากหลายและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสร้างการตั้งรับปรับตัวให้เกิดขึ้นในระบบอาหาร

 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤตด้านอาหาร 2567 

 

แต่รายงานวิกฤตการณ์อาหารโลก ปี 2567 (Global Report on Food Crises : GRFC) ได้ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านอาหารในปี 2567 ได้แก่ 

 

  • ปัญหาความขัดแย้ง ทำให้ 135 ล้านคน ใน 20 ประเทศและเขตแดนเผชิญความไม่มั่นคงทางอาหารเฉียบพลัน โดยเฉพาะประเทศซูดานมากถึง 8.6 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับสูง เมื่อเทียบปี 2566 ที่คนศรีลังกาเจอความหิวโหย
  • เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว คนกว่า 77 ล้านคน ใน 18 ประเทศและเขตแดนต้องขาดแคลนอาหาร เพิ่มขึ้นจากปี 2566 จาก 57 ล้านคน ใน 12 ประเทศและเขตแดน ซึ่งปี 2566 เป็นปีที่โลกมีสภาพอากาศที่ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ และยังเจอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสุดขั้วทั้งเกิดน้ำท่วมรุนแรง พายุ ความแห้งแล้ง ไฟป่า โรคและการระบาดศัตรูพืช
  • ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ที่กระทบคนกว่า 75 ล้านคน ใน 21 ประเทศต้องขาดอาหาร โดยต้องนำเข้าอาหารและปัจจุบันยังเจอความท้าทายต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ค่าเงินอ่อนค่า สินค้ามีราคาสูง และภาวะหนี้สูง

 

ความมั่นคงทางอาหารของไทย

 

รายงานดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารของโลก ปี 2565 จาก 113 ประเทศ ไทยอยู่อันดับที่ 64 ระดับเดียวกับประเทศโคลอมเบีย และตกลงมาถึง 13 อันดับจากเดิมในปี 2564 ที่อยู่อันดับ 51 ทั้งนี้ แม้ไทยจะมีคะแนนโดดเด่นประเด็นการเข้าถึงอาหารที่ 83.7 คะแนน แต่ประเด็นคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารกลับอ่อนแอสุดที่ 45.3 คะแนน หมายความว่า ทุกครัวเรือนสามารถเข้าถึงอาหารได้ แต่อาหารนั้นยังไม่มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีพอ อีกกำลังเจอปัญหาการบริหารจัดการน้ำไม่มีประสิทธิภาพและความไม่พร้อมเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับการเกษตรและการผลิตหยุดชะงักลงได้ ถือเป็นความเสี่ยงต่อการผลิตอาหารในระยะยาว 

 

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก&โลกรวนในไทย

 

จากข้อมูลทาง UNDP Thailand ระบุว่า ระยะ 22 ปี ตั้งแต่ปี 2543-2565 ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจก จาก 245,899.56 กิกะกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพิ่มขึ้นเป็น 372,648.77 กิกะกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.34 % ต่อปี หรือเท่ากับจำนวนก๊าซเรือนกระจกจากรถยนต์ทั้งหมด 81 ล้านคัน โดยภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดคือ ภาคพลังงาน 65.89 % ส่วนภาคเกษตรกรรมนั้นเป็นอันดับสอง 17.86 % จากกิจกรรม เช่น การเผาไร่ การปลูกข้าว การเลี้ยงสัตว์ รองลงมาคือ ภาคอุตสาหกรรม 10.50 % และ ภาคของเสีย 5.75 % 

 

และตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดในหลายมิติ อุณหภูมิเฉลี่ยในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2554-2564 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 0.09 องศาเซลเซียส และ ปริมาณน้ำฝนก็มีความผันผวนรุนแรงมากขึ้น โดยปี 2562 ฝนตกในไทยน้อยที่สุดในรอบ 40 ปี และในปี 2560 ปริมาณน้ำฝนรายปีกลับมีปริมาณสูงสุดนับแต่มีการบันทึกเมื่อปี 2494 

 

นอกจากนี้ สภาพภูมิอากาศในประเทศไทยยังเผชิญความแปรปรวน เช่น จำนวนวันที่ร้อนเกิน 35 องศาเซลเซียส เพิ่มจาก 1.9 วัน ในปี 2493 เป็น 49.43 วัน ในปี 2563 อีกทั้งจำนวนวันที่ฝนตกติดต่อกันปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปริมาณน้ำฝนสะสมสูงสุดใน 5 วันของแต่ละช่วงเวลาก็มีความแปรปรวนมากขึ้นจากอดีต และอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างต่อเนื่อง

 

โลกรวนทำผลผลิต เกษตร-ปศุสัตว์-ประมง ลด

 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ย่อมส่งผลกระทบรอบด้านทั้งต่อการเพาะปลูก ปศุสัตว์ และการประมง เพราะต่างต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศ 

 

โลกรวนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก เกษตรกรเผชิญภัยแล้ง น้ำท่วม และสภาพอากาศแปรปรวน

 

ที่ผ่านมา มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อภาคการเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแง่งบประมาณรัฐ ตั้งแต่ปี 2551-2564 ภาครัฐช่วยเหลือเฉลี่ย 8,182 ล้านบาทต่อปี โดยปี 2553 และ 2554 คือปีที่ภาครัฐให้เงินช่วยเหลือภัยพิบัติด้านเกษตรสูงสุดที่ 21,685 และ 33,764 ล้านบาท ตามลำดับ อีกทั้งมีการประเมินต้นทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ที่ 14,000 ล้านบาท ซึ่งจะกระทบเชิงเศรษฐกิจจากผลผลิตต่อไร่ที่เปลี่ยนแปลงจะมีมูลค่าความเสียหาย 1,800-3,000 ล้านบาท 

 

พร้อมกับคาดว่า มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจของภาคเกษตรกรไทยตั้งแต่ 2554/2555 ถึง 2584-2593 จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ระหว่าง 18,000 ถึง 84,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีการคาดการณ์ทั้งย้อนหลังและล่วงหน้าประมาณ 40 ปี (2553-2593) ได้แก่ 

 

 

 

ตั้งการ์ดลดก๊าซเรือนกระจก & เสริมความมั่นคงทางอาหาร

 

ถึงเวลาต้องเร่งร่วมมือกันทุกส่วนเพื่อช่วยให้โลกนี้น่าอยู่และมีความมั่นคงทางอาหาร เพราะเชื่อแน่ว่า ถ้าเกิดวิกฤตใดๆ ขึ้นมา แหล่งที่มีทรัพยากรธรรมชาติหรือแหล่งอาหารย่อมจะเป็นที่ปลอดภัยที่ดีของประชากรทั้งในประเทศและโลก 

 

  1. เร่งการวิจัยและพัฒนา นำนวัตกรรมเข้าไปช่วยในการผลิตมากขึ้น ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและรายย่อย พร้อมมีหน่วยงานสนับสนุนเงินทุนการวิจัย

 

  1. ถ่ายทอดการใช้เทคโนโลยีเข้าไปสู่การผลิตต้นทางแก่เกษตรกรเพื่อช่วยประหยัดทั้งเวลา แรงงาน และต้นทุนการผลิต เช่น การทำสมาร์ท ฟาร์มเมอร์หรือทำระบบควบคุมแบบอัตโนมัติเพิ่มปริมาณออกซิเจนกับการเพาะสัตว์น้ำ

 

  1. สร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนทุกห่วงโซ่การผลิตเพื่อสร้างฐานความมั่นคงทางอาหารตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ 

 

  1. ศึกษาและพัฒนาเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทนทานต่อโรคของผลผลิตทางการเกษตร พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงสุดขั้ว

 

  1. อย่าปล่อยให้บทเรียนภัยธรรมชาติที่มีแต่จะขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้นผ่านไปโดยไม่เกิดการเรียนรู้ เช่น วางแผนและทบทวนการปฏิบัติเพื่อรองรับกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปี ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ และแผ่นดินไหว

 

  1. สนับสนุนให้เอกชนทั้งรายใหญ่และรายเล็ก ปรับตัวตลอดห่วงโซ่การทำธุรกิจเพื่อปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยลง 

 

  1. ภาคชุมชนควรให้เกิดการผลักดันหรือสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างคลังอาหารด้วยตัวเองง่ายๆ ภายในครัวเรือน เช่น การสอนหรือแนะนำวิธีการทำสวนครัวแบบแนวตั้ง การปลูกผักสวนครัวในพื้นที่ขนาดเล็กภายในที่อยู่อาศัย 

 

  1. สร้างแรงจูงใจให้เกิดการทำงานหรือการถ่ายทอดเรื่องราวซึ่งกันและกันของคนรุ่นก่อนและรุ่นปัจจุบัน เพื่อให้เกิดคลังอาหารที่มั่นคงได้ในระยะยาว 

 

  1. เอาจริงกับบทลงโทษของผู้ที่ไม่รู้จักรับผิดชอบทางสังคมและทำลายระบบนิเวศพื้นที่สาธารณะ เช่น บุกรุกพื้นที่ป่าด้วยการเผา การออกเอกสารสิทธิ์ให้เป็นที่ของตัวเอง โรงงานหรือโรงแรมที่ปล่อยน้ำเสียโดยไม่ผ่านการบำบัด

 

  1. เริ่มที่ตัวเราตั้งแต่ปรับ Mindset และเริ่มช่วยโลกจากการสร้างจิตสำนึกด้วยตัวเอง ตั้งแต่กินอาหารแต่พอดี เรียนรู้ที่จะกำจัดเศษอาหารให้เกิดเป็นวงจรที่ดีต่อโลก แยกขยะ ไม่ใช่พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

 

เมื่อเหตุการณ์หลายอย่างบนโลกขณะนี้เหมือนส่งสัญญาณให้เราต้องพร้อมเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้ที่จะเผชิญเหตุมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การถามตัวเองว่า วันนี้เราเริ่มสตาร์ทช่วยโลกแล้วหรือยัง เพราะถ้าโลกเพี้ยนเราก็จะแย่ตามไปด้วยอย่างแน่นอน

 

ภาพ: Anton Petrus / Getty Images

อ้างอิง: 

The post เมื่อความมั่นคงทางอาหารโลก ‘ยังสั่นคลอน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงคราม-โลกรวน อาจดันผู้พลัดถิ่นเพิ่มเป็น 139 ล้านคนในปี 2025 https://thestandard.co/war-climate-crisis-139-million-displaced-2025/ Fri, 27 Dec 2024 10:45:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1024742 war-climate-crisis-139-million-displaced-2025

“ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ความขัดแย้ง การกดขี่ข่มเหง […]

The post สงคราม-โลกรวน อาจดันผู้พลัดถิ่นเพิ่มเป็น 139 ล้านคนในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
war-climate-crisis-139-million-displaced-2025

“ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ความขัดแย้ง การกดขี่ข่มเหง และความรุนแรง บีบให้ผู้คนนับล้านต้องละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง – ทั้งในซูดาน ยูเครน และล่าสุดที่เลบานอน ขณะเดียวกันอีกหลายล้านคนยังคงไร้ที่อยู่อาศัยเป็นเวลานานนับปีหรือนับทศวรรษจากการหลบหนีความรุนแรงและความไม่สงบ ตั้งแต่เมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ไปจนถึงพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลก”

 

ข้อความนี้มาจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR สะท้อนภาพรวมของวิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งไม่ได้เกิดจากสงครามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภัยคุกคามใหม่ อาทิ ภาวะโลกรวน ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนมหาศาล 

 

จากยูเครนถึงเมียนมา: ผู้คนที่ถูกผลักดันให้ออกจากบ้าน

 

ยูเครน

 

สงครามยูเครน-รัสเซียที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 3 ปี ผลักดันให้ประชากรกว่า 8 ล้านคนต้องอพยพไปยังประเทศต่างๆ ในยุโรป เช่น โปแลนด์ เยอรมนี และสแกนดิเนเวีย ผู้พลัดถิ่นเหล่านี้ยังคงเผชิญกับความท้าทายในการตั้งถิ่นฐานใหม่

 

ซีเรีย

 

สงครามในซีเรียสร้างผู้พลัดถิ่นกว่า 13 ล้านคน โดยแบ่งเป็น 7.2 ล้านคนที่พลัดถิ่นในประเทศ และ 6 ล้านคนที่ลี้ภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ตุรกี เลบานอน และจอร์แดน การลดความช่วยเหลือด้านอาหารลงถึง 80% ในพื้นที่นี้ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย

 

ซูดาน

 

สงครามกลางเมืองในซูดานส่งผลให้ประชากรหลายแสนคนต้องหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ชาดและอียิปต์ ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ยังคงต้องการความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน

 

เมียนมา

 

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวโรฮิงญากว่า 1 ล้านคนยังคงอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยค็อกซ์บาซาร์ในบังกลาเทศ ซึ่งเป็นค่ายผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้ลี้ภัยเหล่านี้เผชิญปัญหาขาดแคลนอาหาร น้ำสะอาด และการศึกษา รวมถึงสถานะไร้รัฐไร้สัญชาติที่ยืดเยื้อมานาน

 

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งและสงครามที่ยังคงยืดเยื้อนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้จำนวนผู้พลัดถิ่นเพิ่มขึ้น 

 

โลกรวน: ปัจจัยใหม่ที่ผลักผู้คนให้พลัดถิ่น

 

อรุณี อัชชะกุลวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการแผนกส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชนของ UNHCR กล่าวว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สาเหตุหลักของการพลัดถิ่นมาจากสงครามและความขัดแย้ง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ผู้คนต้องอพยพจากบ้านเรือน

 

ภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่า ทำให้ภูมิภาคแอฟริกา อาทิ จะงอยแอฟริกา ที่โซมาเลียกำลังเผชิญกับวิกฤตอาหารและภัยพิบัติที่รุนแรง กลายเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

 

UNHCR ได้พัฒนาโครงการในค่ายผู้ลี้ภัยหลายแห่งเพื่อช่วยผู้พลัดถิ่นปรับตัว ยกตัวอย่างเช่น การใช้พลังงานหมุนเวียนในกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่การประกอบอาหารไปจนถึงการดำรงชีวิต

 

การดำเนินงานของ UNHCR และความท้าทายที่เผชิญ

 

เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ UNHCR วางแผนดำเนินงานใน 16 ด้านหลัก (Outcome Areas) และเน้นความสำคัญใน 7 ด้านยุทธศาสตร์ (Areas of Strategic Focus) โดยใช้งบประมาณที่ต้องการสำหรับปี 2025 รวมทั้งสิ้น 10,248 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2024 UNHCR ได้รับเงินทุนเพียง 43% ของที่ต้องการ ส่งผลให้ต้องลดการช่วยเหลือในบางพื้นที่ อาทิ การลดความช่วยเหลือด้านอาหารในซีเรีย

 

อนาคตของผู้พลัดถิ่น: อุปสรรคและทางออก

 

อรุณีระบุว่า การแก้ไขวิกฤตผู้พลัดถิ่นอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากการหยุดสงครามและความขัดแย้งผ่านความร่วมมือจากภาครัฐทั่วโลก “สิ่งที่เราต้องการเห็นคือการหยุดยิง การไม่มีสงคราม ทางที่ดีที่สุดคือให้ทุกฝ่ายสงบสุขและคนสามารถอยู่บ้านของตัวเองได้อย่างปลอดภัย”

 

นอกจากนี้ข้อตกลงโลกว่าด้วยผู้ลี้ภัย (Global Compact on Refugees) ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ UNHCR สามารถให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม อาทิ การพูดคุยกับผู้พลัดถิ่น เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถกลับประเทศต้นทางได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

 

วิกฤตผู้พลัดถิ่นไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นบททดสอบของมนุษยชาติ หากเราไม่ร่วมมือแก้ไขในวันนี้ ตัวเลข 139 ล้านชีวิตที่ต้องพลัดถิ่นในปีหน้าอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น คำถามคือ เราจะปล่อยให้วิกฤตนี้ดำเนินไป หรือจะเริ่มสร้างอนาคตที่ยั่งยืนตั้งแต่ตอนนี้?

 

ภาพ: Hatem Khaled TPX Images of the Day / Reuters

 

อ้างอิง:

The post สงคราม-โลกรวน อาจดันผู้พลัดถิ่นเพิ่มเป็น 139 ล้านคนในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ผู้พลัดถิ่นจากสงคราม-โลกรวนอาจทะลุ 139 ล้านคนในปี 2025 https://thestandard.co/news-digest-2612024/ Thu, 26 Dec 2024 15:08:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1024373

โลกในปีที่ผ่านมาเผชิญกับความขัดแย้ง สงคราม และภัยพิบัติ […]

The post ชมคลิป: ผู้พลัดถิ่นจากสงคราม-โลกรวนอาจทะลุ 139 ล้านคนในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>

โลกในปีที่ผ่านมาเผชิญกับความขัดแย้ง สงคราม และภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมหาศาล รายงานของ UNHCR คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นและผู้ไร้สัญชาติทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นเกิน 139 ล้านคนภายในปี 2025

 

ตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นนี้สะท้อนถึงปัญหาที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ทั้งจากสงครามที่ยืดเยื้อ ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงหลัง การแก้ไขวิกฤตนี้ต้องการความร่วมมือจากประชาคมโลกอย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องชีวิตและอนาคตของผู้พลัดถิ่น

The post ชมคลิป: ผู้พลัดถิ่นจากสงคราม-โลกรวนอาจทะลุ 139 ล้านคนในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.วิรไท ชี้ว่าไทยต้องสร้างแผนรับมือโลกรวนแบบบูรณาการ มุ่งลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับตัวรับผลกระทบ https://thestandard.co/thestandardeconomicforum2024-veerathai-santiprabhob/ Mon, 18 Nov 2024 10:11:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1010050 วิรไท สันติประภพ

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในงาน THE STANDARD EC […]

The post ดร.วิรไท ชี้ว่าไทยต้องสร้างแผนรับมือโลกรวนแบบบูรณาการ มุ่งลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับตัวรับผลกระทบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิรไท สันติประภพ

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024: BRAVE NEW WORLD เศรษฐกิจไทย ไล่กวดโลกใหม่ ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมเวทีเสวนาหัวข้อ ‘Staying Ahead with Climate Change Adaptation รับมือโลกรวนอย่างไรให้เท่าทัน’ โดยชี้ถึงทิศทางการรับมือภาวะโลกรวนของไทยว่าต้องมุ่งเน้นการสร้างแผนรับมือแบบบูรณาการ (Integrated Plan) และต้องนำไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง

 

โดยสิ่งสำคัญสำหรับแผนรับมือภาวะโลกรวนแบบบูรณาการ นอกจากการ Mitigation หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย Net Zero และบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกรวน ยังต้องมี Adaptation หรือการปรับตัวเพื่อป้องกันและรับมือผลกระทบจากภาวะโลกรวน เพราะไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

 

ในส่วนของ Adaptation นั้น ดร.วิรไท กล่าวว่าจำเป็นต้องอาศัยบริบทท้องถิ่นเยอะ ซึ่งกรณีของไทยคือไม่ค่อยมีการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง และการดำเนินการต่างๆ เพื่อรับมือภาวะโลกรวนจะเป็นการตัดสินใจแบบบนลงล่าง (Top Down)

 

โดยเขาชี้ว่าหน่วยงานรัฐทั้งหมดต้องให้ความสำคัญต่อการคำนึงถึง Adaptation ในการดำเนินมาตรการต่างๆ ว่าจะมีผลต่อการปรับตัวรับมือภาวะโลกรวนอย่างไร เช่น การพัฒนาพันธุ์พืชอย่างไรให้ทนต่อภัยแล้ง หรือการพัฒนาระบบชลประทานอย่างไรให้รับมือปรากฏการณ์ Rain Bomb หรือฝนตกที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลานาน

 

นอกจากแผนดำเนินการแล้ว อีกสิ่งสำคัญคือการคำนวณงบประมาณ เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถจัดสรรทรัพยากรสำหรับการรับมือภาวะโลกรวนได้อย่างเท่าทันและเพียงพอ โดยจะต้องมีการลงทุนสูงมากทั้งจากภาครัฐและเอกชน เพื่อให้มีโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ที่ประเทศต้องการสำหรับรองรับแผนดำเนินการเหล่านี้

 

อย่างไรก็ตาม ดร.วิรไท ชี้ว่าเราต้องกล้ายอมรับความจริงว่าการดำเนินการเกี่ยวกับแผนปรับตัวรับมือภาวะโลกรวนของไทยนั้นช้ากว่าประเทศอื่นๆ เป็นสิบปี

 

“เราต้องกล้ายอมรับความเป็นจริงว่าวันนี้เราช้าไปเป็นสิบปีถ้าเทียบกับประเทศอื่น ประเทศระดับการพัฒนาใกล้เคียงหรือด้อยกว่าเราเขามีแผนปรับตัวรับมือโลกรวนที่ไปไกลกว่าเรามาก และนำไปสู่การปฏิบัติจริง”

 

ส่วนการทำให้เกิดการปฏิบัติจริงนั้น เขาเน้นย้ำสิ่งสำคัญคือการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ

 

“โลกรวนไม่ได้มีทางออกหรือทางแก้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง จะต้องประสานงานข้ามกระทรวง ระหว่างรัฐบาลกลางไปสู่ท้องถิ่นและชุมชน ต้องทำให้เกิดการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน”


 

🔥Rerun Ticket โอกาสสุดท้ายของงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024🔥

 

ซื้อบัตรรับชมออนไลน์สุดคุ้ม! ราคาพิเศษเพียง 990.- https://bit.ly/tsef2024UDRerunVT

🎟เปิดจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 – 18 พฤษภาคม 2568

⚡เปิดให้เข้ารับชมนานถึง 6 เดือนเต็ม!

⚡พร้อมรับสรุปเนื้อหา Key Takeaway ทุกหัวข้อ

⚡ชมออนไลน์สะดวกจากเว็บไซต์ อยู่ที่ไหนก็ดูได้

⚡เก็บครบประเด็นเศรษฐกิจแห่งอนาคต 3 วันเต็ม กว่า 30 เซสชัน

⚡ ฟังผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากทุกแวดวงของไทย เศรษฐกิจ / ภูมิรัฐศาสตร์ / AI / EV

The post ดร.วิรไท ชี้ว่าไทยต้องสร้างแผนรับมือโลกรวนแบบบูรณาการ มุ่งลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับตัวรับผลกระทบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกรวนต้นเหตุเฮอริเคนเฮลีนแรงขึ้นกว่าเดิม จับตามิลตันจ่อซ้ำรอย https://thestandard.co/hurricane-helene-intensification/ Thu, 10 Oct 2024 01:50:08 +0000 https://thestandard.co/?p=994024 เฮอริเคนเฮลีน

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ภาวะโลกรวนเป็นต้นเหตุที่ทำให้ เ […]

The post โลกรวนต้นเหตุเฮอริเคนเฮลีนแรงขึ้นกว่าเดิม จับตามิลตันจ่อซ้ำรอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฮอริเคนเฮลีน

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ภาวะโลกรวนเป็นต้นเหตุที่ทำให้ เฮอริเคนเฮลีน ที่พัดถล่มสหรัฐอเมริกามีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม พร้อมเตือนด้วยว่าเฮอริเคนมิลตันที่เตรียมพัดถล่มรัฐฟลอริดาก็จะเป็นไปในลักษณะเดียวกัน

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐฯ เผชิญกับพลังทำลายล้างของ เฮอริเคนเฮลีน ที่ถล่มหนักในรัฐทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ สร้างความเสียหายใหญ่หลวง คร่าชีวิตผู้คนหลายร้อยคน อีกทั้งยังทำให้ประชาชนนับพันต้องอยู่โดยไม่มีไฟฟ้าใช้และขาดน้ำดื่ม

 

ล่าสุด World Weather Attribution ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิเคราะห์เกี่ยวกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เผยแพร่รายงานชี้ว่า ความเร็วลมของเฮอริเคนเฮลีนมีความรุนแรงขึ้น 11% ขณะเดียวกันยังเพิ่มปริมาณน้ำฝนสูงขึ้น 10% ด้วย เนื่องจากภาวะโลกรวน

 

ฟรีเดอริเก ออตโต นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศจาก Imperial College London ซึ่งเป็นผู้ร่วมวิจัยครั้งนี้กล่าวว่า “ขณะนี้เรามีงานวิจัยมากมายที่บ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างภาวะโลกรวนและความรุนแรงของเฮอริเคน”

 

ที่ต้องจับตากันต่อคือเฮอริเคนมิลตัน ซึ่งเคลื่อนตัวเหนือมหาสมุทรที่มีอุณหภูมิร้อนเป็นประวัติการณ์ โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในอ่าวเม็กซิโกสูงกว่าปกติมาก และน้ำที่อุ่นก็ทำหน้าที่เสมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้พายุดังกล่าวมีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

พวกเขาอธิบายต่อว่า เฮอริเคนทั้ง 2 ลูกผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ‘การเพิ่มความรุนแรงอย่างรวดเร็ว’ ซึ่งความเร็วลมของเฮอริเคนจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 35 ไมล์ต่อชั่วโมงภายใน 24 ชั่วโมง และเหตุการณ์ในลักษณะนี้จะเกิดถี่ขึ้น เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีมนุษย์เป็นตัวการสำคัญจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยคณะนักวิจัยได้รวมผลการวิเคราะห์เชิงสถิติเข้ากับการสร้างแบบจำลองสภาพอากาศโดยละเอียด และพบว่าเฮอริเคนที่รุนแรงเหมือนเฮลีนนั้นมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากกว่าเดิมราว 2.5 เท่า

 

เวลานี้ชาวอเมริกันกำลังจับตาเฮอริเคนมิลตันอย่างใกล้ชิด โดยเฮอริเคนมิลตันในเวลานี้มีความรุนแรงระดับ 4 และคาดว่าจะพัดถล่มฟลอริดาในช่วงคืนวันที่ 9 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่น สำนักข่าว CNN รายงานว่า เฮอริเคนลูกนี้อาจเป็นหนึ่งในลูกที่สร้างความเสียหายได้มากเป็นประวัติการณ์ และแม้เฮอริเคนมิลตันจะอ่อนกำลังลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพลังการทำลายล้างของมันจะลดลงเนื่องจากขนาดที่ใหญ่มหึมา โดยในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เฮอริเคนขยายตัวจากประมาณ 80 ไมล์นับจากตาพายุเป็น 140 ไมล์ ซึ่งแปลว่าผลกระทบอันเลวร้ายของเฮอริเคนจะแผ่ขยายกว้างขึ้นมาก

 

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ของรัฐฟลอริดาเร่งประกาศเตือนให้ประชาชนรีบอพยพออกจากพื้นที่โดยด่วน หรือให้หลบอยู่ในที่ปลอดภัยเท่านั้น โดยย้ำว่า “อย่าลังเล หากออกไปได้ให้ออกไปเลยทันที”

 

ภาพ: Eduardo Munoz / Reuters

อ้างอิง:

The post โลกรวนต้นเหตุเฮอริเคนเฮลีนแรงขึ้นกว่าเดิม จับตามิลตันจ่อซ้ำรอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียนอุทกภัยแม่สาย สู่การหาคำตอบในการจัดการวิกฤตโลกรวนในโลกร้อนของไทย https://thestandard.co/thai-flood-lessons-climate-crisis/ Thu, 26 Sep 2024 14:07:16 +0000 https://thestandard.co/?p=988589 อุทกภัย

“ในเมืองนอก ฝรั่งจะสอนกันเสมอเลยว่า ตรงไหนเป็นที่สูงชัน […]

The post ถอดบทเรียนอุทกภัยแม่สาย สู่การหาคำตอบในการจัดการวิกฤตโลกรวนในโลกร้อนของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุทกภัย

“ในเมืองนอก ฝรั่งจะสอนกันเสมอเลยว่า ตรงไหนเป็นที่สูงชันแล้วมีไฟป่า เตรียมตัวได้แล้วว่า ถ้าน้ำมาเยอะ เตรียมตัวน้ำหลาก ดินโคลนถล่ม แล้วฝนจะอยู่ 6-7 ปีเลยนะจนกว่าดินจะปรับตัวได้” 

 

นี่คือหนึ่งในสาเหตุที่ผู้เข้าร่วมเสวนา ‘Dialogue Forum 1 l Year 5 โลกรวนในโลกร้อน: ไต้ฝุ่นยางิ Monsoons และความท้าทายด้านภูมิอากาศในภูมิภาค’ ชี้ให้เห็นตรงกันว่า ไฟป่าคือตัวการส่วนหนึ่งที่ทำให้ดินไม่อุ้มน้ำ และเป็นสาเหตุสำคัญของดินโคลนถล่มในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

 

ปี 2566 ประเทศไทยประสบภาวะน้ำแล้ง ฝนทิ้งช่วง จากปรากฏการณ์เอลนีโญ ท่ามกลางคำเตือนขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลกว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญพัฒนาขึ้นในเขตร้อนแปซิฟิกเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ทำให้เกิดแนวโน้มอุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้น รวมถึงสภาพอากาศและภูมิอากาศที่แปรปรวน กระทบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ต่อมาช่วงกลางปี 2567 สถานการณ์เปลี่ยนแปลงในทิศทางตรงกันข้ามที่เรียกว่า ลานีญา ฝนตกหนัก น้ำท่วมรุนแรงขึ้น พนังกั้นน้ำแตก น้ำเต็มเขื่อน

 

ผศ. ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า นักวิชาการ ระบุว่า จากสถิติพบว่าสถานการณ์มีแนวโน้มที่จะท่วมมากขึ้น และแล้งมากขึ้นในทุกๆ ปี ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของความไม่แน่นอน การคาดการณ์ให้แม่นยำทำได้ยาก ต้องอาศัยการอัปเดตข้อมูลถี่ๆ และหากในภาวะปกติไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือ ในยามวิกฤตก็คงยากที่จะจัดการ

 

THE STANDARD ร่วมถอดบทเรียนอุทกภัยแม่สาย สู่การหาคำตอบในการจัดการวิกฤตโลกรวนในโลกร้อนของไทย จากงานเสวนาที่จัดโดย มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ สำนักงานประเทศไทย ร่วมมือกับองค์กรพันธมิตร, สำนักข่าว Bangkok Tribune ร่วมกับ Decode.plus Thai PBS, SEA-Junction, และชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม

 

วงเสวนาโลกรวนในโลกร้อน

ภาพ: Bangkok Tribune News 

 

รศ. ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ประธานกรรมการบริหารและที่ปรึกษาด้านการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงภัยพิบัติ ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา (FutureTales LAB by MQDC) และผู้เชี่ยวชาญ IPCC เปิดการเสวนา โดยเล่าย้อนถึงสถานการณ์เอลนีโญว่า เราทราบดีว่าอุณหภูมิโลกสูงขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัด ส่งผลกระทบให้อากาศประเทศไทยเปลี่ยนแปลง เจอปรากฏการณ์ฝนตกหนักสลับกันปีเว้นปี และเทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่สามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาระยะไกลได้อย่างแม่นยำ 

 

ช่วงปี 2559 มีสถิติว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อุณหภูมิสูงขึ้น มีสาเหตุจากภาวะโลกร้อน และเอลนีโญที่ต่อไปจะมาถี่ขึ้นแต่อาจไม่รุนแรง

 

ในปี 2567 พบว่า แนวโน้มภาวะโลกร้อนในระยะยาวสูงขึ้น เอเชียเป็นภูมิภาคที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติมากที่สุดในโลก อันตรายที่เกี่ยวข้องกับน้ำถือเป็นภัยคุกคามอันดับต้นๆ แต่ความร้อนจัดกลับรุนแรงมากขึ้น ธารน้ำแข็งที่กำลังละลายคุกคามความมั่นคงทางน้ำในอนาคต และอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลและความร้อนในมหาสมุทรทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งกว่าจะทราบผลที่ชัดเจนก็ยังต้องใช้เวลาในการศึกษาอีก 5-6 ปี 

 

นอกจากนี้ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา อุณหภูมิประเทศไทยเกิน 35 องศาเซลเซียสประมาณ 17 วัน อนาคตจะเพิ่มขึ้นเป็น 30 วัน ขณะที่ค่าเฉลี่ยหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไป ฝนรายปีและฝนสูงสุดรายวันก็เปลี่ยนไป จากสถิติย้อนหลัง 100 ปี, 50 ปี และปัจจุบัน จะพบว่าสถานการณ์มีทั้งท่วมหนักและแล้งจัดสลับกันไปในทุกๆ ปี

 

รศ. ดร.เสรี ยังตั้งคำถามด้วยว่า จากสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เราจะอยู่กันอย่างนี้ต่อไปหรือ แล้วสิ่งที่เราต้องทำคืออะไร 

 

รศ. ดร.เสรี อธิบายว่า ในระดับโลกใช้วิธีการ ‘ปรับตัวเอง จัดทำแผนรับมือภัยพิบัติ’ และ ‘ลดปัญหาที่ต้นตอ’ แล้วในประเทศไทยการปฏิบัติจริงทำตามแผนหรือไม่ มีระบบพยากรณ์เตือนภัย การประเมินความเสี่ยง หรือแผนอพยพหนีภัยหรือไม่ 

 

ยอมรับความล้มเหลวเพื่อหาคำตอบ

 

รศ. ดร.เสรี แนะนำว่า สิ่งสำคัญเราจะต้องยอมรับว่าเราล้มเหลว ถึงจะหาคำตอบได้ ซึ่งวิธีการที่ง่ายที่สุดคือสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมยังเห็นชาวบ้านหนีน้ำท่วมไปอยู่บนหลังคา ทำไมถึงเห็นกู้ภัยเข้าไปในพื้นที่โดยที่ต่างคนต่างเข้าไปไม่มีการรวมศูนย์ ทำให้เกิดช่องว่างในการจัดการ

 

หรืออีกตัวอย่าง สถานการณ์น้ำที่เชียงใหม่ กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่าน้ำจะท่วมเวลา 03.00 น. ท้องถิ่นไม่มีการจัดการอะไร ชาวบ้านถามในโซเชียลจนกระทั่งน้ำมา ท้องถิ่นต้องปรับ ต้องทำให้การสื่อสารแม่นยำขึ้น ข้อมูลจากหลายส่วนเหมือนวนอยู่ในอ่าง ควรถึงเวลาที่นายกฯ จะทุบโต๊ะบูรณาการข้อมูลรวมกันและให้ท้องถิ่นนำข้อมูลนี้ไปจัดการ ท้องถิ่นต้องเข้มแข็งและเป็นหลักเมื่อเกิดเหตุในหลายพื้นที่แล้วส่วนกลางทำงานไม่ไหว

 

ส่วนคณะกรรมการที่ตั้งมาดูแลสถานการณ์น้ำในขณะนี้ รศ. ดร.เสรี เปิดเผยว่า ในชีวิตไม่เคยเจอคณะกรรมการ 50 คน ในต่างประเทศไม่มี เพราะไม่ต้องการให้มาถกเถียงกัน มีแต่จะมาให้ทำหน้าที่ ทำอย่างไรจะหยุดความตื่นตระหนกนี้ได้ 

 

สภาพความเสียหายจากดินโคลนถล่มในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ภาพ: ฐานิส สุดโต 

 

ถ้ามีไฟป่า ให้เตรียมรับน้ำหลาก

 

ดร.เจน ชาญณรงค์ ประธานชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล และผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กเพจ ‘ฝ่าฝุ่น’ ในฐานะบุคคลที่เคยดูแลเรื่องไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ให้ข้อสังเกตว่า ในมุมส่วนตัวฝนที่ตกลงมาในภาคเหนือมีปริมาณปกติ อาจจะมีบางจุดที่ตกหนัก แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือสภาพดินและเสถียรภาพของดิน เนื่องจากปี 2566 พบว่ามีไฟผลาญพื้นที่ป่าไปกว่า 9 ล้านไร่ โดยเฉพาะในอำเภอแม่สายพบว่ามีค่ามลพิษสูงสุด สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ไฟไหม้ป่า แต่ไฟนั้นได้เผาดินและสารต่างๆ ที่อยู่ในดิน

 

“ในเมืองนอกฝรั่งจะสอนกันเสมอเลยว่า ตรงไหนเป็นที่สูงชันแล้วมีไฟป่า เตรียมตัวได้แล้วว่า ถ้าน้ำมาเยอะ เตรียมตัวน้ำหลาก ดินโคลนถล่ม แล้วฝนจะอยู่ 6-7 ปีเลยนะจนกว่าดินจะปรับตัวได้”

 

ดร.เจน ระบุว่า ไฟจะเผาชีวมวลต่างๆ ซึ่งในนั้นจะมีพวกน้ำมันอยู่ สิ่งนี้จะซึมลงไปในดินข้างใต้ และดินก้อนนี้จะเริ่มมีสมบัติที่เราเรียกว่า ผลักน้ำ ไม่ยอมซึม ดินจะทำหน้าที่เหมือนแผ่นพลาสติกไม่ยอมให้น้ำลงไปข้างล่าง ซึ่งนักฟิสิกส์ทางดินบอกว่า ไทยอาจจะรุนแรงกว่าในต่างประเทศ เพราะว่าไฟเบา ความร้อนไม่สูง ทำให้สารเหล่านั้นเผาไหม้ไม่หมด ในอนาคตจึงต้องมีการทำแผนที่ไฟป่าให้มากขึ้น และควบคุมไม่ให้ลุกลาม

 

ประชาชนต้องเข้มแข็ง มีแผน อย่ารอหน่วยงานกลาง

 

ดร.เจน ยังฝากถึงประชาชนด้วยว่า ประชาชนมีหน้าที่ไม่ใช่แค่รับข่าวสารอย่างเดียว แต่ต้องมีแผน ประชาชนต้องฉลาด ต้องเข้มแข็ง ขณะเดียวกันกลุ่มผู้บริหารท้องถิ่น มหาวิทยาลัยท้องถิ่น สามารถช่วยในเรื่องนี้ได้ ขออย่ารอหน่วยงานกลาง 

 

ขอให้เตรียมการล่วงหน้าเพื่อให้รู้ว่าหากน้ำท่วมจะต้องดำเนินการอย่างไร ให้ทำไว้ในทุกหมู่บ้าน เมื่อน้ำมาคราวหน้าเตือนแค่ว่าน้ำจะมาภายในกี่ชั่วโมงแค่นั้นพอ เชื่อว่าหากประชาชนร่วมมือกับภาครัฐจะมีทางออกและสถานการณ์จะดีขึ้นเรื่อยๆ

 

อุทกภัย

แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะ
ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ภาพ: ทำเนียบรัฐบาล 

 

กานท์กลอน รักธรรม หัวหน้าด้านการสื่อสารและการมีส่วนร่วม โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP) ระบุว่า สถานการณ์ที่ผ่านมาพบว่ามีช่องว่างระหว่างการสื่อสาร ตั้งแต่ระดับโลกมายังระดับประเทศ ไปยังระดับท้องถิ่น UNDP ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งผลกระทบแต่ละคนไม่เท่ากัน จำเป็นต้องมีกรอบสังคมในการมอง และทุกนโยบายต้องมองถึงกลุ่มเปราะบางเสมอ 

 

กานท์กลอนยังชี้จุดให้เห็นว่า ในรายงานแห่งชาติฉบับที่ 4 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ UNDP ซึ่งประเทศไทยต้องจัดทำเสนอประชาคมโลกในทุก 4 ปี ว่าสถานการณ์ความเสี่ยงของไทยมีอะไรบ้าง และเราจะมีนโยบายอะไรในการรับมือ

 

พบว่าไทยมีภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 3 รูปแบบ ความร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วม ในรายงานจะมีข้อมูลว่ากระทบจังหวัดใดบ้าง และกระทบในด้านใดบ้าง และข้อมูลบอกลึกลงไปถึงสัตว์ พืช ชนิดใดที่ตายบ้าง 

 

รายงานนี้จะทำให้ประชาชนเห็นว่า ผลกระทบจากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใกล้ตัวอย่างไร สถานที่ท่องเที่ยวใดจะถูกทำลาย สุขภาพคนในพื้นที่ใดจะได้รับผลกระทบ 

 

อุทกภัย

ฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

ภาพ: สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

 

สทนช. หน่วยงานป้อนข้อมูล ไร้อำนาจจัดการ

 

ด้าน ฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุว่า แผนแม่บทตัวใหม่ได้บรรจุการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปด้วย รวมถึงเพิ่มเติมระบบฟื้นฟูป่า

 

ขณะเดียวกัน ฐนโรจน์ยอมรับว่าสถานการณ์ที่เชียงรายอาจจะมองว่าเป็นภาวะวิกฤต แต่ตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 แบ่งความรุนแรงเป็น 3 ระดับ โดยความรุนแรงระดับ 3 ในเรื่องน้ำต้องส่งผลกระทบกับความเสียหายของคน พืช หรือสิ่งของทรัพย์สินต่างๆ นายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจในการยกระดับเป็นศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ และจะต้องมีพื้นที่ที่มีน้ำล้นตลิ่งมากกว่า 30 วัน กระทบพื้นที่เศรษฐกิจ หรือพื้นที่ทางการเกษตรบริเวณกว้างมากกว่า 1 ลุ่มน้ำขึ้นไป 

 

ส่วนการส่งข้อมูลน้ำท่วมไปยังประชาชน ฐนโรจน์ย้ำว่า ตามกฎหมาย สทนช. เป็นเพียงผู้ให้ข้อมูล ไม่มีอำนาจในการสั่งการ

 

“เราประกาศแจ้งไปยังหน่วยงานเพราะไม่มีอำนาจในการที่จะประกาศไปถึงประชาชน เราแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงต่างๆ รวมทั้งกรมประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่จะรับข้อมูลไปแจ้งเตือนต่อ”

 

ฐนโรจน์บอกด้วยว่า ในช่วงที่เกิดพายุยางิ สทนช. แจ้งเตือนล่วงหน้าและลงพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย หารือกับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายกเทศมนตรีล่วงหน้าถึง 2 สัปดาห์เพื่อเคลียร์ทางน้ำ เตรียมการแจ้งเตือน ก่อนที่พายุจะเกิดขึ้น 

 

กระบวนการทั้งหมดจะไปสู่หน่วยงานที่รับผิดชอบคือ ปภ. ต้องต่อยอดไปยังพี่น้องประชาชนให้ได้รับข่าวสาร ทั้งนี้ เรานำรถโมบายล์ไปตั้งในพื้นที่ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูล แต่มีข้อจำกัดเนื่องจากมีรถโมบายล์เพียงคันเดียว

 

ฐนโรจน์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทราบว่า ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเข้ามาดูแลในเรื่องของน้ำ โดยจะมีการแต่งตั้งกองอำนวยการแห่งชาติเพื่อมาบูรณาการ สรุปและประเมินปริมาณน้ำ เพื่อให้ข้อมูลเป็น Single Command ก่อนส่งให้คณะใหญ่พิจารณาสั่งการ

 

ไฟไหม้ป่า

 

ผศ. ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุถึงสถานการณ์น้ำในปีนี้ว่า ปีนี้หนักมาก และมีคำถามที่ถูกถามมาตลอดหน้าฝนว่าจะเหมือนน้ำท่วมปี 2554 หรือไม่ ซึ่งก็ตอบมาตลอดว่า ภาคกลางจะไม่เหมือนปี 2554 แต่หวยดันไปออกที่ภาคเหนือ แม้จะมาเร็วไปเร็วแต่ล้มละลายได้ 

 

คำถามคือ น้ำน้อยกว่าปี 2554 แต่ความเสียหายมากกว่าที่เคยเกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะว่าลักษณะภูมิประเทศต่างๆ ของประเทศไทยเปลี่ยนไปมาก โคลนที่มาก็กัดเซาะเอาหน้าดินมาด้วย ทำให้ไม่รู้ว่าน้ำท่วมรอบนี้ระดับความสูงต่ำของพื้นที่จะยังเป็นเหมือนเดิมหรือไม่ 

 

ขณะเดียวกันพบว่าสถานการณ์ป่าไม้ของไทยลดลงเรื่อยๆ ทั้งที่ตั้งเป้าไว้ให้มีป่าไม้ประมาณ 40% ของพื้นที่ทั้งประเทศ ตอนนี้ลดลงไปอยู่ที่ 31.47% นับว่าเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบ 10 ปี 

 

ผศ. ดร.สิตางศุ์ ยังบอกเล่าถึงสิ่งที่เปลี่ยนไปและส่งผลให้สถานการณ์น้ำรุนแรงขึ้น ทั้งที่ดินซึ่งกลายเป็นที่ชุมชนและที่อยู่อาศัยมากขึ้นทำให้กีดขวางทางน้ำ กิจกรรมที่ปล่อยมลพิษของมนุษย์ การรุกล้ำลำน้ำทำให้ทางน้ำแคบลง โดยเฉพาะเมืองสุโขทัยที่สามารถมองความเป็นลำน้ำเดิมได้ 

 

รวมถึงการสร้างโครงสร้างทางชลศาสตร์ที่เอื้อให้เกิดภัยพิบัติมากยิ่งขึ้น เช่น คันกั้นน้ำ ซึ่งควรทำหน้าที่แผ่น้ำลงไปในลำน้ำให้มากขึ้น กลับกลายเป็นโอกาสที่น้ำจะเซาะใต้คันกั้นน้ำ ทำให้เกิดโมเมนตัมที่จะทำลายล้างได้มากขึ้นเมื่อน้ำมามาก ทำให้คันกั้นน้ำแตกได้

 

กลไกพิเศษในภาวะวิกฤต ควรเดินหน้าในยามปกติ

 

ผศ. ดร.สิตางศุ์ ระบุด้วยว่า จากการศึกษาข้อมูลพบว่า น้ำท่วมและน้ำแล้งจะสลับกันไป และมีแนวโน้มท่วมมากขึ้น แล้งมากขึ้นในทุกๆ ปี แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องของความไม่แน่นอน คาดการณ์ให้แม่นยำได้ยาก ต้องอาศัยการอัปเดตข้อมูลให้ถี่ และเตรียมพร้อมในภาวะปกติเพื่อรับมือในภาวะวิกฤต

 

“เขื่อนแก่งเสือเต้น ถามว่าเป็นเขื่อนที่มีอนาคตหรือไม่ บอกได้ว่าไม่มีอนาคต เพราะทำ EHIA 5 ปีก็ไม่เสร็จ ชาวบ้านไม่ให้เข้าพื้นที่ 10 ปีไม่ได้สร้างแน่นอน ใครที่ผลักการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นออกไป ต้องบอกว่าใจร้ายกับคนสุโขทัยมาก เพราะคนสุโขทัยต้องลุ้นกับน้ำทุกปี แม้จะมีพนังกั้นน้ำสูงท่วมหัวก็ตาม” 

 

อีกสิ่งสำคัญที่ ผศ. ดร.สิตางศุ์ ชี้ให้เห็นชัด คือการประสานข้อมูลระหว่างฝ่ายมหาดไทยกับฝ่ายน้ำ (สทนช.) ที่ไม่ราบรื่น เช่น ช่วงที่แม่น้ำโขงยกระดับสูงขึ้น รองเลขาธิการ สทนช. บอกว่า คุยกับผู้ว่าฯ ไป 3 จังหวัดแล้ว ในความเป็นจริงควรจะประชุมจังหวัดที่น้ำไหลผ่านเพื่อแจ้งข้อมูลในคราวเดียว 

 

รวมถึงความไม่มั่นใจในเรื่องของการคาดการณ์และสถานการณ์น้ำ ไม่รู้ว่าเตือนแล้วจะเกิดหรือไม่ หรือจะเป็นการตื่นตูมเพราะที่ผ่านมาไม่แม่นยำ เกิดความลังเลในการที่จะเตือน แม้จะมีการซักซ้อมอยู่บ้าง แต่พอเกิดภัยจริงๆ มันโกลาหลไปหมด และที่สำคัญหน่วยงานแต่ละแห่งมีพันธกิจของตัวเอง มีกรอบการทำงานที่จะไม่ก้าวล่วงกัน ฉะนั้นผู้บัญชาการจะต้องทำให้ช่องว่างเหล่านั้นลดลง 

 

ผศ. ดร.สิตางศุ์ ยังฝากคำถามชวนให้คิดถึงการแก้ไขสถานการณ์น้ำท่วม ดินโคลนถล่มในหลายพื้นที่ขณะนี้ว่า การตั้ง ศปช., คอส. ในปีนี้นับเป็นกลไกพิเศษ แต่ปีหน้าถ้าเราต้องรอเพื่อให้กลไกในการที่จะรับมือกับภัยพิบัติราบรื่นหรือไม่ หรือเราต้องทำให้กลไกปกติเดินหน้าได้อย่างที่ควรจะเป็น 

 

ขณะที่ชาวบ้านสะเอียบ แก่งเสือเต้น จังหวัดแพร่ กล่าวว่า แม้ตนจะเห็นด้วยกับการบริหารจัดการน้ำ แต่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เพราะเชื่อว่าการบริหารจัดการน้ำแบบชุมชนจะช่วยแก้ปัญหาลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำเจ้าพระยา และแก้ปัญหาน้ำท่วมจังหวัดสุโขทัยได้ 

 

มุมสูงสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดสุโขทัย

ภาพ: อรวรรณ ธีรพัฒนไพโรจน์

 

เสริมความรู้ เตรียมประชาชนพร้อมรับมือภัยพิบัติ 

 

ขณะที่ หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ แนะนำว่า ตนลงพื้นที่อำเภอเชียงของและอำเภอเมืองเชียงราย ไม่มีใครรู้ว่าน้ำมาจากไหน จนกระทั่งน้ำมาถึงและไหลจากหน้าบ้านไปหลังบ้านจนมิดหลังคา

 

ประชาชนมีความกังวลและไม่ทราบว่าจะต้องเช็กข้อมูลจากหน่วยงานใด ควรบูรณาการการแจ้งข้อมูลข่าวสาร และมีบุคคลกลางเป็นคนแจ้งข่าวสารในทุกๆ วัน นอกจากนี้ควรมีกฎหมายที่อนุญาตให้ทุบสิ่งกีดขวางทางน้ำได้ 

 

ด้าน ไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท และเครือข่ายภัยพิบัติชุมชน กล่าวถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งและให้ความรู้ให้กับชุมชนทั่วประเทศได้เตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติว่า ปภ. ยืนยันว่ามีพื้นที่ชุมชนที่เสี่ยงภัยประมาณ 40,000 ชุมชนทั่วประเทศ แต่รัฐบาลให้งบประมาณมาประมาณ 20 ชุมชน คาดว่าเราจะใช้เวลาประมาณ 2,000 ปี กว่าจะทำให้ชุมชนทั้งหมดในประเทศรับรู้และเตรียมรับมือกับภัยพิบัติได้

 

“เรายังไม่มีระบบเตือนภัยที่ถึงประชาชน และไม่มีองค์กรแจ้งเตือนประชาชน ข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาอ่านไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าน้ำจะมาเมื่อไร มาอย่างไร จะมากี่นาที กี่ชั่วโมง สูงเท่าไร จึงต้องสถาปนาองค์กรที่ประชาชนเชื่อมั่น ให้ประชาชนเชื่อว่าถ้าเราเชื่อคุณเราจะรอดได้”

 

ในการเสวนาครั้งนี้ ไมตรียังชวนให้พิจารณาถึงข้อความเตือนภัยที่ระบุว่า “ได้แจ้งเตือนไปยังนายอำเภอที่แจ้งเตือนไปยังผู้ใหญ่บ้านแล้ว ขอให้ทำตามคำแนะนำของผู้ใหญ่” จะมีผู้ใหญ่บ้านสักกี่คนที่เข้าใจว่าต้องทำอย่างไร จะบอกประชาชนอย่างไร และจะมีประชาชนกี่คนที่เชื่อผู้ใหญ่บ้าน เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องยากถ้าทำอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ได้เกิดจากส่วนร่วมกับประชาชนในภาวะวิกฤต

 

ไมตรีแนะนำว่า ก่อนเกิดภัยพิบัติต้องทำแผนให้ความรู้กับประชาชน โดยให้ท้องถิ่นและชุมชนร่วมกัน มีหลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เจอน้ำท่วมทุกปี แต่ไม่มีเรือสักลำ รอเพียงเรือจากส่วนอื่นมาช่วย หรือการที่แผนระดับชาติกำหนดไว้ชัดเจนให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นผู้ดูแลศูนย์อพยพ แต่หลายจังหวัดยังงงว่ามีหน้าที่นี้ด้วย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ 

 

“ถ้าเราไม่คิดจะมุ่งมั่นทำให้ชุมชนได้วิเคราะห์ภัย จัดทำแผน หาเครื่องมือ และจุดอพยพ หน่วยงานผู้ปฏิบัติไม่รู้เรื่องแผน ประชาชนไม่เข้าใจ คงไม่มีทางที่จะทำแผนให้สำเร็จได้”

 

อ้างอิง: 

  • เสวนา Dialogue Forum 1 l Year 5 โลกรวนในโลกร้อน: ไต้ฝุ่นยางิ Monsoons และความท้าทายด้านภูมิอากาศในภูมิภาค
  • ​​https://www.youtube.com/watch?v=gFIuP4cuED8 

The post ถอดบทเรียนอุทกภัยแม่สาย สู่การหาคำตอบในการจัดการวิกฤตโลกรวนในโลกร้อนของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานแห่งชาติระบุ ภาคเหนือ-อีสาน เสี่ยงน้ำท่วมจากโลกรวน https://thestandard.co/undp-chiang-rai-flood/ Fri, 13 Sep 2024 03:17:46 +0000 https://thestandard.co/?p=983043 UNDP

จากสถานการณ์ #น้ำท่วมเชียงราย และ #น้ำท่วมภาคเหนือ ที่ห […]

The post รายงานแห่งชาติระบุ ภาคเหนือ-อีสาน เสี่ยงน้ำท่วมจากโลกรวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNDP

จากสถานการณ์ #น้ำท่วมเชียงราย และ #น้ำท่วมภาคเหนือ ที่หลายพื้นที่กำลังเผชิญกับฝนตกหนักอากาศแปรปรวน ชวนย้อนดูข้อมูลจากรายงานแห่งชาติฉบับที่ (NC4) และข้อมูลที่น่าสนใจ

 

รายงานแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2565) จัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ UNDP สนับสนุนโดยกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) ระบุไว้ว่า ภาคอีสานและภาคเหนือเสี่ยงภัยพิบัติหนัก เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และความร้อน ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ การเก็บเกี่ยวผลผลิตล้มเหลว กระทบปากท้องเกษตรกร สัตว์สูญพันธุ์ จนถึงน้ำปนเปื้อนที่นำไปสู่โรคระบาด

 

ขณะที่รายงานองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกระบุไว้ว่า ในปี 2023 ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเจอกับสภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงที่สุด เช่น ฝนตกหนัก ระดับน้ำของแม่น้ำโขงลดลง

 

ไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงที่สุดจากภาวะโลกรวน โดยหนึ่งในอาชีพที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเกษตรกรไทยกว่า 12 ล้านคน ที่คิดเป็น 1 ใน 6 ของคนไทย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี

 

ภาพ: Boonwed Saetiow / Reuters

อ้างอิง:

  • UNDP ประเทศไทย

The post รายงานแห่งชาติระบุ ภาคเหนือ-อีสาน เสี่ยงน้ำท่วมจากโลกรวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
21 ก.ค. 2024 ‘ร้อนสุดในประวัติศาสตร์’ อุณหภูมิเฉลี่ยโลกพุ่ง 17.09 องศาเซลเซียส https://thestandard.co/21-jul-2024-hottest-global-temp/ Wed, 24 Jul 2024 07:12:54 +0000 https://thestandard.co/?p=962204 21 ก.ค. ร้อนสุดในประวัติศาสตร์

Copernicus Climate Change Service (C3S) หน่วยงานติดตามก […]

The post 21 ก.ค. 2024 ‘ร้อนสุดในประวัติศาสตร์’ อุณหภูมิเฉลี่ยโลกพุ่ง 17.09 องศาเซลเซียส appeared first on THE STANDARD.

]]>
21 ก.ค. ร้อนสุดในประวัติศาสตร์

Copernicus Climate Change Service (C3S) หน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป รายงานว่า วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นวันที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก นับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลในปี 1940 โดยอุณหภูมิอากาศพื้นผิวเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มสูงถึง 17.09 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าสถิติก่อนหน้าคือ 17.08 องศาเซลเซียส ที่บันทึกไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว

 

จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เนื่องจากคลื่นความร้อนที่รุนแรงและปกคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ยุโรป และรัสเซีย

 

คาร์โล บวนเทมโป (Carlo Buontempo) ผู้อำนวยการ Copernicus Climate Change Service ชี้ว่า ยังมีความเป็นไปได้ที่ช่วงต้นสัปดาห์นี้ อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกอาจสูงทุบสถิติ เนื่องจากคลื่นความร้อนที่ยังคงแผ่ปกคลุมทั่วโลก

 

โดยในปีที่แล้ว อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มสูงทำลายสถิติติดต่อกันถึง 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 3-6 กรกฎาคม เนื่องจากภาวะโลกรวนที่มีปัจจัยหลักจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล ซ่งส่งผลให้เกิดความร้อนรุนแรงทั่วซีกโลกเหนือ

 

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์บางคนชี้ว่า ปี 2024 อาจเป็นปีที่ร้อนที่สุด ทุบสถิติปี 2023 ซึ่งระดับอุณหภูมิพุ่งสูงทำลายสถิติต่อเนื่องทุกเดือนนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2023

 

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา / Issei Kato / Reuters

อ้างอิง:

The post 21 ก.ค. 2024 ‘ร้อนสุดในประวัติศาสตร์’ อุณหภูมิเฉลี่ยโลกพุ่ง 17.09 องศาเซลเซียส appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบิน Qatar Airways ตกหลุมอากาศ เจ็บ 12 คน เพิ่มความวิตกภาวะโลกรวนทำอากาศปั่นป่วนมากขึ้น https://thestandard.co/qatar-airways-turbulence-injured/ Mon, 27 May 2024 00:12:17 +0000 https://thestandard.co/?p=937795 เครื่องบิน Qatar Airaways ตกหลุมอากาศ

เกิดเหตุเครื่องบินตกหลุมอากาศจนมีผู้บาดเจ็บอีกครั้ง ครา […]

The post เครื่องบิน Qatar Airways ตกหลุมอากาศ เจ็บ 12 คน เพิ่มความวิตกภาวะโลกรวนทำอากาศปั่นป่วนมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบิน Qatar Airaways ตกหลุมอากาศ

เกิดเหตุเครื่องบินตกหลุมอากาศจนมีผู้บาดเจ็บอีกครั้ง คราวนี้เกิดขึ้นกับเครื่องบิน Boeing 787-9 เที่ยวบิน QR017 สายการบิน Qatar Airways ระหว่างเดินทางจากโดฮา ประเทศกาตาร์ สู่กรุงดับลินของไอร์แลนด์ เมื่อวันอาทิตย์ (26 พฤษภาคม) โดยเครื่องบินสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัยที่กรุงดับลิน 

 

แถลงการณ์จากสนามบินดับลินระบุว่า มีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ตกหลุมอากาศครั้งนี้ 12 คน แบ่งเป็นลูกเรือ 6 คน และผู้โดยสาร 6 คน ซึ่งหลังจากประเมินอาการเบื้องต้นแล้วมีการส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล 8 คน

 

โดยสายการบิน Qatar Airways ระบุในแถลงการณ์ว่า จะมีการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวกันภายใน ส่วนผู้โดยสารและลูกเรือเที่ยวบินนี้บาดเจ็บเล็กน้อยและได้รับการดูแลรักษาแล้ว พร้อมยืนยันว่า ความปลอดภัยของผู้โดยสารและลูกเรือเป็นเรื่องสำคัญลำดับแรก

 

การตกหลุมอากาศครั้งนี้เกิดขึ้นขณะเครื่องบินบินอยู่เหนือน่านฟ้าตุรกี โดยหลังจากลงจอดและตรวจสอบความปลอดภัยแล้ว เครื่องบินลำดังกล่าวได้กลับมาให้บริการเที่ยวบินขากลับ (QR018) สู่โดฮาตามตารางเดิม แต่มีการดีเลย์

 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังเครื่องบิน Singapore Airlines เที่ยวบิน SQ321 ตกหลุมอากาศรุนแรงขณะบินที่ระดับความสูง 37,000 ฟุตเหนือน่านฟ้าเมียนมา ก่อนจะลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน และเสียชีวิต 1 คน

 

สภาพอากาศแปรปรวนที่เกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกรวนทำให้เครื่องบินเสี่ยงตกหลุมอากาศมากขึ้น โดย ศ.พอล วิลเลียมส์ สาขาบรรยากาศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเรดดิง สหราชอาณาจักร เคยให้ความให้เห็นกับ CNN ในปี 2022 ว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนของอากาศมากขึ้น นอกจากความปั่นป่วนจากสภาพอากาศแปรปรวนจากพายุฝนฟ้าคะนองแล้ว ยังรวมถึงความปั่นป่วน​ในวันฟ้าใส หรือ Clear Air Turbulence (CAT)​ ด้วย ซึ่งอย่างหลังนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่ตรวจจับได้ ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงได้ยาก

 

ซึ่งวิลเลียมส์ระบุว่า จากการคำนวณด้วยแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์พบว่า การเกิดเหตุตกหลุมอากาศอาจเพิ่ม 2-3 เท่าภายในหลายทศวรรษข้างหน้า

 


บทความที่เกี่ยวข้อง: 


 

ภาพ: Flightradar24, Sky News 

อ้างอิง:

The post เครื่องบิน Qatar Airways ตกหลุมอากาศ เจ็บ 12 คน เพิ่มความวิตกภาวะโลกรวนทำอากาศปั่นป่วนมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: อนาคตไทยในยุคโลกเดือด ร้อนจัด-น้ำท่วมหนัก แทบอยู่ไม่ได้ | KEY MESSAGES #137 https://thestandard.co/thai-future-climate-crisis-heat/ Sat, 18 May 2024 11:10:48 +0000 https://thestandard.co/?p=935193 ร้อนจัด

อากาศร้อน 40 องศาเซลเซียสที่คนไทยเจอทุกวันนี้อาจกลายเป็ […]

The post ชมคลิป: อนาคตไทยในยุคโลกเดือด ร้อนจัด-น้ำท่วมหนัก แทบอยู่ไม่ได้ | KEY MESSAGES #137 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้อนจัด

อากาศร้อน 40 องศาเซลเซียสที่คนไทยเจอทุกวันนี้อาจกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อในอนาคตมีโอกาสจะร้อนเหยียบ 50 องศาเซลเซียส และร้อนสุดขั้วไม่ใช่ภัยธรรมชาติอย่างเดียวที่ไทยต้องเจอ แล้วไทยต้องเจออะไรบ้าง?

 

เรื่อง: ตรีนุช อิงคุทานนท์

ตัดต่อ: ธนวัฒน์ กางกรณ์

The post ชมคลิป: อนาคตไทยในยุคโลกเดือด ร้อนจัด-น้ำท่วมหนัก แทบอยู่ไม่ได้ | KEY MESSAGES #137 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานแห่งชาติเผย ภาวะโลกร้อน-โลกรวน ทำภาคอีสานเสี่ยงน้ำท่วม-ภัยแล้ง-ขาดอาหาร https://thestandard.co/risks-to-the-northeastern-from-global-chaos/ Tue, 07 May 2024 09:45:42 +0000 https://thestandard.co/?p=930758

รายงานแห่งชาติฉบับที่ 4 (Fourth National Communication: […]

The post รายงานแห่งชาติเผย ภาวะโลกร้อน-โลกรวน ทำภาคอีสานเสี่ยงน้ำท่วม-ภัยแล้ง-ขาดอาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>

รายงานแห่งชาติฉบับที่ 4 (Fourth National Communication: NC4) จัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ  (UNDP) ซึ่งสนับสนุนโดยกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะนครราชสีมาเสี่ยงภัยพิบัติหนักทั้งวิกฤตน้ำท่วม ภัยแล้ง และส่งผลให้เกิดภาวะเสี่ยงขาดสารอาหารตามมา เพราะอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นและสภาพอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น ส่งผลให้ปศุสัตว์เครียดหรือตาย และพืชพันธุ์ต่างๆ ขาดน้ำ ขณะที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เสี่ยงได้รับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด โดยเฉพาะในมิติการตั้งถิ่นฐาน

 

รายงาน NC4 ประเมินความเสี่ยงของไทยต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนำภัยพิบัติ 3 ประเภทที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ ความร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วม ไปประเมินผลกระทบใน 6 ด้านคือ ภาคการจัดการทรัพยากรน้ำ, ภาคการท่องเที่ยว, ภาคสาธารณสุข, ภาคเกษตรและภาคความมั่นคงทางอาหาร, ภาคทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และภาคการตั้งถิ่นฐานและความปลอดภัยของมนุษย์ โดยประเมินความเสี่ยงระยะยาวจากข้อมูล 4 ช่วงเวลาคือ ปี 1970-2005, 2016-2035, 2046-2065 และ 2081-2099 

 

รายงานฉบับนี้ยังอ้างถึงข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในปี 2018 โดยชี้ว่าภาคพลังงานปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด (69.06%), ภาคเกษตรกรรม (15.69%), ภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (10.77%) และภาคของเสีย (4.88%) โดยด้านเกษตรกรรม โลกร้อนส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยตรง ทั้งยังคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2011-2045 ผลกระทบสะสมต่อภาคเกษตรสามารถสร้างความเสียหายรวมเป็นมูลค่ารวมสูง 17,912-83,826 ล้านบาทต่อปี  

 

รายงาน NC4 ยังระบุว่า หากมองถึงระดับท้องถิ่นจากแผนที่ความเสี่ยงของประเทศไทย ที่ประเมินความเสี่ยงต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากภัยธรรมชาติยังสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในเชิงภูมิภาค เนื่องจากจังหวัดได้รับการจัดอันดับว่าเสี่ยงภัยความร้อนสูงสุด 7 จังหวัดล้วนอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งสิ้น ได้แก่ นครราชสีมา, อุบลราชธานี, บุรีรัมย์, ขอนแก่น, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ และร้อยเอ็ด

 

นอกจากนี้รายงานยังชี้ว่า ยิ่งเมืองใหญ่ ยิ่งประชากรเยอะ ยิ่งเสี่ยงได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมรอบด้าน โดยคาดการณ์ว่าในปี 2040 ประชากรไทย 74.3% จะอาศัยอยู่ในเมือง และจะเหลือประชากรเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศเสี่ยงส่งผลให้ระบบประปาหยุดชะงัก กระทบที่อยู่อาศัย และบริการสาธารณะซึ่งจะส่งผลต่อคนในเมืองนับล้านคน โดยจังหวัดที่เสี่ยงสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา สมุทรปราการ และขอนแก่น นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีคนอยู่อาศัยมากที่สุดในประเทศไทยถึง 5.4 ล้านคน ยังเป็นจังหวัดที่เสี่ยงสูงสุดทั้งภัยความร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วม 

 

แฟ้มภาพ: Witsawat.S / Shutterstock

อ้างอิง: UNDP ประเทศไทย

The post รายงานแห่งชาติเผย ภาวะโลกร้อน-โลกรวน ทำภาคอีสานเสี่ยงน้ำท่วม-ภัยแล้ง-ขาดอาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิจัยชี้ วิกฤตโลกเดือด คลื่นความร้อนสาหัส ‘ทำร้ายมนุษย์หนักขึ้น’ https://thestandard.co/the-global-crisis-harming-people-more/ Fri, 03 May 2024 08:55:23 +0000 https://thestandard.co/?p=929673

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Science Advances ชี้ผลกระทบภ […]

The post วิจัยชี้ วิกฤตโลกเดือด คลื่นความร้อนสาหัส ‘ทำร้ายมนุษย์หนักขึ้น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Science Advances ชี้ผลกระทบภาวะโลกรวน หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังทำให้คลื่นความร้อนขนาดยักษ์เคลื่อนที่ไปทั่วโลกช้าลง ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากเผชิญอากาศร้อนจัดเป็นเวลานานขึ้น

 

รายงานผลการวิจัยซึ่งร่วมเขียนโดยเว่ยจาง (Wei Zhang) นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ (Utah State University) และ กาเบรียล เหลา (Gabriel Lau) จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) ชี้ว่า ตั้งแต่ปี 1979 คลื่นความร้อนทั่วโลกมีการเคลื่อนตัวช้าลง 20% ซึ่งหมายความว่าผู้คนจะเผชิญความร้อนที่นานขึ้น โดยภาวะเช่นนี้เกิดบ่อยขึ้นราว 67%

 

“เช่นเดียวกับในเตาอบ ยิ่งใช้ความร้อนนานเท่าไรก็ยิ่งปรุงอาหารได้มากขึ้นเท่านั้น ในกรณีนี้คือผู้คน” หนึ่งในทีมวิจัยระบุ

 

นอกจากนี้พบว่าตั้งแต่ปี 1979-1983 คลื่นความร้อนทั่วโลกจะเกิดขึ้นกินเวลาโดยเฉลี่ยราว 8 วัน แต่ในช่วงปี 2016-2020 พบว่าระยะเวลาการเกิดคลื่นความร้อนโดยเฉลี่ยนั้นเพิ่มเป็น 12 วัน

 

จากการศึกษายังพบว่าระดับอุณหภูมิสูงสุดในคลื่นความร้อน ณ ปัจจุบันจะเพิ่มสูงกว่าเมื่อ 40 ปีที่แล้ว และพื้นที่ใต้โดมคลื่นความร้อนจะมีขนาดใหญ่กว่าในอดีต

 

พื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษจากภาวะคลื่นความร้อนที่รุนแรงและยืดเยื้อคือทวีปยูเรเชีย

 

ขณะที่แอฟริกานั้นเผชิญคลื่นความร้อนที่เคลื่อนที่ช้ามากที่สุด ส่วนอเมริกาเหนือและออสเตรเลียมีขนาดคลื่นความร้อนเพิ่มสูงขึ้นมากที่สุด

 

ทีมนักวิจัยเผยว่า ได้จำลองด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของภาวะคลื่นความร้อนนี้เกิดจากการปลดปล่อยความร้อนที่กักเก็บจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ

 

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาร่องรอยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยใช้วิธีการจำลองโลกที่ไร้การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้ผลสรุปที่น่าสนใจว่า เมื่อไม่มีการแพร่กระจายก๊าซเรือนกระจก ภาวะคลื่นความร้อนที่เลวร้ายลงจนสังเกตได้ในช่วง 45 ปีที่ผ่านมาก็จะไม่เกิดขึ้น

 

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

อ้างอิง:

The post วิจัยชี้ วิกฤตโลกเดือด คลื่นความร้อนสาหัส ‘ทำร้ายมนุษย์หนักขึ้น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลกเปราะบาง รอเวลาธรรมชาติเอาคืน https://thestandard.co/opinion-natures-revenge/ Tue, 23 Apr 2024 13:30:37 +0000 https://thestandard.co/?p=925879 โลก เปราะบาง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาโลกร้อนดูจะเป็นปัญหาวิกฤตด้า […]

The post ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลกเปราะบาง รอเวลาธรรมชาติเอาคืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลก เปราะบาง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาโลกร้อนดูจะเป็นปัญหาวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าร้ายแรงที่สุด

 

ผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเริ่มประจักษ์ชัดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธารน้ำแข็งละลาย ความแห้งแล้ง ไฟป่าที่เกิดบ่อยขึ้นทั่วโลก อุณหภูมิโลกอันคาดเดาไม่ได้ว่าจะร้อนจัดหรือหนาวจัดเมื่อใด

 

ล่าสุดในปี 2023 โลกมีอุณหภูมิร้อนเกิน 1.5 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ปี 1850-1900) เป็นครั้งแรกไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งๆ ที่ทั่วโลกพยายามจะจำกัดอุณหภูมิไม่ให้ร้อนเกิน 1.5 องศาเซลเซียส

 

แต่อันที่จริงโลกร้อนยังไม่ใช่ปัญหาสิ่งแวดล้อมอันน่าสะพรึงกลัวที่สุด

 

 

ภาพที่เห็นข้างบนคือแผนภูมิแสดงสิ่งที่เรียกว่า Planetary Boundaries หรือ ‘ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก’ ศึกษาและวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมกลุ่มหนึ่ง นำโดย Dr.Johan Rockström แห่ง Stockholm Resilience Centre ได้ประมวลปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั่วโลก เพื่อวิเคราะห์ว่าโลกใบนี้ยังมีศักยภาพพอเพียงในการรับมือกับปัญหาเหล่านี้มากน้อยเพียงใด

 

ในอดีตหลายพันล้านปีที่ผ่านมาระบบนิเวศของโลกอาจเจอวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมมาตลอด แต่ก็ยังมีความสามารถและความยืดหยุ่นตามธรรมชาติในการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหามลภาวะต่างๆ ให้กลับคืนมาสู่ความสมดุลอีกครั้ง หรือพูดง่ายๆ คือ ธรรมชาติได้ช่วยเยียวยา ค่อยๆ จัดการให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพปกติที่สิ่งมีชีวิตยังสามารถมีชีวิตรอดได้ และอาจต้องใช้เวลานาน

 

แต่ถ้าเกิดปัญหารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่ง ธรรมชาติก็ไม่อาจเยียวยาให้โลกกลับคืนความสมดุลมาได้ พูดง่ายๆ คือ ธรรมชาติเอาอยู่ไหม

 

Rockström และคณะได้ย่อยข้อมูลตัวเลขทั้งหมดเป็นกราฟง่ายๆ ว่าปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญบนโลกใบนี้แบ่งได้เป็น 9 ปัญหาใหญ่ๆ เรียงตามลำดับความรุนแรงจากมากที่สุดจนเกินเยียวยา ได้แก่

 

  1. การทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ
  2. ปัญหาการใช้สารไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ส่วนใหญ่มาจากการใช้ปุ๋ยเคมี
  3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  4. การทำลายคุณภาพดิน ทำลายป่า
  5. การใช้น้ำจืดแบบไม่ยั่งยืน
  6. ปรากฏการณ์ทะเลกรด
  7. การเปลี่ยนแปลงของละอองในบรรยากาศ
  8. มลภาวะจากสารเคมีใหม่
  9. การลดลงของโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ (Stratosphere)

 

ในกราฟนี้จะเห็นมีเส้นประ เส้นสีดำ และเส้นสีเทา

 

โซนสีเขียว หมายความว่า ยังปลอดภัย ระบบนิเวศหรือธรรมชาติบนโลกที่สรรพชีวิตทำงานร่วมกันโดยมีความสมดุลและความยืดหยุ่นสูง ยังสามารถรับมือเยียวยากับปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นได้ คล้ายกับเวลาเราเจอเชื้อโรคที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน พอเราไปนอนพักฟื้นก็ดีขึ้น สามารถรับมือและรักษาสมดุลให้กลับมาแข็งแรงได้ในระดับหนึ่ง

 

ถ้าปัญหาเริ่มเลยไปโซนสีเหลือง ส้ม แสดงว่ามีปัญหาสะสมมากเกินไป กลไกที่มีก็รับมือไม่ไหว ธรรมชาติจึงเริ่มผันผวน เข้าสู่ภาวะเสี่ยงที่เราคาดการณ์ไม่ได้ เช่น หากเราคาดการณ์ได้ว่าช่วงนี้มีมรสุม เราจะรู้แล้วว่าต้องปลูกข้าวเมื่อใด แต่เมื่อความสมดุลล่ม ช่วงที่ฝนเคยตกก็ไม่ตก ช่วงที่เคยแล้งก็ไม่แล้ง ถือว่าเข้าสู่ภาวะเสี่ยง เป็นภาวะที่แย่แล้ว สถานการณ์ที่อยู่ในโซนนี้ประกอบไปด้วยการทำลายถิ่นอาศัยของสัตว์ และภาวะโลกร้อน  

 

แต่หากปัญหาเลยไปถึงโซนแดงเข้ม ม่วง นั่นหมายความว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น ระบบนิเวศ ธรรมชาติไม่สามารถเยียวยากลับคืนมาเหมือนเดิมอีกต่อไป มนุษย์ไม่มีองค์ความรู้พอจะแก้ไขได้ จะเกิดความปั่นป่วนและยากที่จะกลับคืนมาสู่ภาวะปกติได้ หรือเลยขีดจำกัดความปลอดภัยของโลกแล้วคือเรื่องการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต และเรื่องมลภาวะจากปุ๋ย

 

ในภาพจะเห็นว่าปัญหารุนแรงที่สุดอันดับแรกคือ การทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ หรือสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิต ดูเหมือนจะเป็นปัญหาวิกฤตที่สุดจนเกินเยียวยาแล้ว

 

ประวัติศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตบนผืนโลกที่ผ่านมา โลกเจอกับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่มาแล้ว 5 ครั้ง

 

ทั้งหมดเกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟ แผ่นดินไหว อุกกาบาตถล่มโลก แต่ปัจจุบันนี้โลกกำลังก้าวสู่การสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่ 6 สาเหตุหลักไม่ได้มาจากธรรมชาติ แต่มาจากน้ำมือของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่

 

ที่น่าตกใจคือ การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตครั้งนี้มีอัตราการทำลายล้างสูงมากกว่าในอดีต 100-1,000 เท่า

 

สาเหตุมาจากการไล่ล่าของมนุษย์ การทำลายป่า และการปล่อยมลพิษจำนวนมหาศาลสะสมทางอากาศ น้ำ และแผ่นดิน โลกของเรากำลังก้าวสู่ยุคการทำลายล้างที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งสัตว์และพืชอย่างน้อย 3 ใน 4 ที่มีอยู่ทั้งหมดต้องสูญพันธุ์และหายไปจากโลกใบนี้

 

ในช่วงเวลาเพียง 40 ปีที่ผ่านมา มนุษย์ทำลายสิ่งมีชีวิตจนสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ไปถึงร้อยละ 50 ปัจจุบันสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำสูญพันธุ์ไป 41 เปอร์เซ็นต์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสูญพันธุ์ไป 26 เปอร์เซ็นต์ และอีก 50 ปีข้างหน้า สิ่งมีชีวิต 70 เปอร์เซ็นต์จะสูญพันธุ์ไป และอวสานของมนุษย์อาจมาเยือนเร็วกว่าที่คิด

 

เรากำลังเดินเข้าสู่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 สิ่งมีชีวิตนับพันล้านตัวกำลังจะหายไป และมนุษย์อาจสูญพันธุ์ไปด้วยจากสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

 

ปัญหาสิ่งแวดล้อมอันดับต่อมาที่เกินเยียวยาในโซนสีดำก็แทบจะไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงจนเกินจะเยียวยาแก้ไข คือปัญหาไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่มากเกินไป ไม่ว่าจากปุ๋ยเคมี หรือผงซักฟอก และปล่อยลงสู่แหล่งน้ำเป็นเวลานานจนมีปริมาณสะสมมากขึ้น กระตุ้นให้สาหร่าย วัชพืช และจุลินทรีย์บางชนิด โดยเฉพาะสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวเพิ่มขึ้น แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว น้ำกลายเป็นสีเขียว เกิดน้ำเน่าเสีย เพราะออกซิเจนในน้ำมีน้อย ทำให้ปลาและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ตายหมด เป็นปัญหาใหญ่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา แหล่งน้ำหลายแห่งเน่าเสีย ไร้สิ่งมีชีวิต และปัญหานี้กำลังลุกลามไปตามแหล่งน้ำต่างๆ ทั่วโลก เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ยากจะแก้ไขให้กลับสู่ธรรมชาติเหมือนเดิมได้

 

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ นักนิเวศวิทยา ได้เคยกล่าวว่า “เรื่องผลกระทบจากปุ๋ย ในไทยไม่มีการพูดถึงเลยอย่างน่ามหัศจรรย์ ปัญหาเริ่มจากเราไม่ได้ปกป้องลำน้ำ และใช้ปุ๋ยเคมีสำเร็จรูปในการทำเกษตรกรรม ธรรมชาติของพืชจะต้องการไนโตรเจน ซึ่งไนโตรเจนอยู่ในอากาศ พืชเอามาใช้เองไม่ได้ ก็ต้องไปพึ่งจุลชีพ เช่น รา แบคทีเรีย ที่อาศัยอยู่ในดิน พวกนี้จะแปรไนโตรเจนในอากาศมาเป็นไนเตรท NO3 ซึ่งอยู่ในภาวะที่ละลายน้ำได้ พอละลายน้ำได้พืชก็ดูดขึ้นมาใช้ได้เป็นสารอาหาร

 

“แต่ปัจจุบันเมื่อคุณเอาปุ๋ยไนเตรทสำเร็จรูปที่ผลิตจากน้ำมันมาละลายน้ำให้พืช พืชก็คล้ายเด็กโดนสปอยล์ เลิกเอาน้ำตาลไปเลี้ยงจุลชีพในดิน ดินก็ตายในที่สุด และเกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น โครงสร้างดินพังพินาศ จุลชีพตาย ทำให้ไส้เดือนไม่มา ไม่เหลือสิ่งมีชีวิตที่คอยดูดซับสารอินทรีย์ สารพัดสารอาหารและน้ำเก็บไว้ พอฝนตกลงมาก็ชะสารอินทรีย์ที่ค้างในดินไปสู่ทะเล ผ่านแม่น้ำลำธาร และกลายเป็นมลภาวะในที่สุด

 

“ขณะนี้มีข่าวทะเลแถวจังหวัดชลบุรีเป็นสีเขียวส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงจากปัญหาการปล่อยปุ๋ยไนโตรเจนลงในแม่น้ำและลงสู่ทะเล เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Dead Zone (พื้นที่มรณะ) จากปุ๋ย เพราะเมื่อสารอินทรีย์ลงมาในน้ำเยอะๆ ก็จะเกิด Plankton Bloom หรือปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี เป็นผลมาจากการที่แพลงก์ตอนพืชบางชนิดได้รับธาตุอาหารในปริมาณมากกว่าปกติ แพลงก์ตอนพวกนี้ก็เน่า มีแบคทีเรียมากิน และดึงออกซิเจนจากน้ำไป จึงกลายเป็น Dead Zone ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ได้ และตอนนี้ Dead Zone กำลังขยายตัวเพิ่มเป็น 4 เท่า”

 

ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลกเปราะบางยิ่งนัก ธรรมชาติไม่อาจเยียวยาให้กลับคืนมาได้เหมือนเดิม แต่รอเวลาที่จะเอาคืนกับมวลมนุษย์

The post ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลกเปราะบาง รอเวลาธรรมชาติเอาคืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกรวนทำทะเลเดือด ปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลตาย เต่ามีแต่ตัวเมีย https://thestandard.co/global-chaos/ Thu, 18 Apr 2024 11:50:49 +0000 https://thestandard.co/?p=924246 ภาวะโลกรวน

ไม่ใช่แค่มนุษย์เดินดินที่เป็นประจักษ์พยานต่อสภาพอากาศร้ […]

The post โลกรวนทำทะเลเดือด ปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลตาย เต่ามีแต่ตัวเมีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาวะโลกรวน

ไม่ใช่แค่มนุษย์เดินดินที่เป็นประจักษ์พยานต่อสภาพอากาศร้อนระอุจนแทบจะอยู่ไม่ไหว แต่สัตว์น้ำในโลกใต้ทะเลก็กำลังประสบเคราะห์กรรมจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทะเลอันกว้างใหญ่ซึ่งเคยเป็นบ้านอันฉ่ำเย็นของสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ บัดนี้กำลังร้อนขึ้นทุกขณะ 

 

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและสัตว์ทะเลหายาก เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า ระบบนิเวศทางทะเลกำลังเผชิญกับผลกระทบหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นหญ้าทะเลเกิดความเสื่อมโทรมและตายลง อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นผิดปกติจนทำให้เกิดสถานการณ์ปะการังฟอกขาว รวมถึงเต่าทะเลที่ปัจจุบันเป็นเพศเมียมากกว่าเพศผู้

 

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลพวงจากภาวะโลกรวนที่มนุษย์ก่อขึ้นทั้งสิ้น 

 

  • ปะการังฟอกขาว

 

โดยปกติแล้วปะการังในทะเลจะมีสีสันที่หลากหลาย ดึงดูดให้บรรดานักท่องเที่ยวและนักดำน้ำลงไปแหวกว่ายเพื่อชื่นชมความงาม แต่เมื่อเกิดภาวะที่อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 31 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่อง (ประมาณ 1 สัปดาห์ถึง 1 เดือน) จะทำให้ปะการังเครียด จนเนื้อเยื่อของมันมีสีจางลงจนกลายเป็นสีขาว ซึ่งเราเรียกเหตุการณ์นี้ว่า ‘ปะการังฟอกขาว’ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในฤดูร้อนช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม

 

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดี ทช. กล่าวว่า ปีนี้คาดการณ์ว่าจะเกิดปะการังฟอกขาวใหญ่เป็นวิกฤตโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของปะการัง โดยปกติกว่าปะการังจะกลับคืนมาสภาพเดิมได้นั้น ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 5-10 ปีขึ้นไป 

 

ทั้งนี้ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเคยเกิดสถานการณ์ปะการังฟอกขาวขนานใหญ่ 2 ครั้ง ทำให้ปะการังเติบโตไม่ทัน ผลพวงที่ตามมาจะทำให้สัตว์น้ำขาดแหล่งที่อยู่อาศัย วางไข่ และหลบภัย ขณะที่นักท่องเที่ยวเองก็อาจไม่อยากไปเที่ยวชมอีก ทำให้กระทบต่อภาคเศรษฐกิจและสังคมด้วย โดยปะการังฟอกขาวมักเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ในเวลาใกล้เคียงกัน

 

ขณะเดียวกัน รายงานขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA เผยถึงภาวะปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่รอบที่ 4 ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศของโลก ส่งผลให้อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และส่งผลต่อแนวปะการังทั่วโลก 

 

  • หญ้าทะเลเสื่อมโทรม

 

ไม่เพียงแค่ปะการังเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ภาวะโลกเดือดยังสร้างความเสียหายต่อหญ้าทะเล ทำให้หญ้าทะเลเกิดความเสื่อมโทรมและตายในที่สุด ซึ่งเมื่อหญ้าทะเลตาย สัตว์น้อยใหญ่ก็จะขาดแหล่งอาหาร รวมถึงพะยูนและเต่าทะเลซึ่งมีจำนวนน้อยอยู่แล้วด้วย 

 

โดยปกติหญ้าทะเลที่ตายลง ใบจะร่วงแล้วงอกขึ้นมาใหม่ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ปีนี้นับเป็นปีแรกที่สถานการณ์โลกเดือดทำให้เหง้าของหญ้าทะเลเกิดการเน่าเปื่อย เนื่องจากดินมีความร้อนสูงกว่าปกติ ซึ่งเกิดจากอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้น ส่งผลให้หญ้าทะเลเกิดการอืดแห้งนาน แต่ส่วนหนึ่งก็เกิดจากระดับน้ำทะเลต่ำกว่าปกติ 30-50 เซนติเมตร ทำให้หญ้าทะเลอืดแห้งนานกว่าปกติมากกว่าหนึ่งชั่วโมง 

 

ทช. ได้ส่งทีมนักวิชาการ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานและสถาบันการศึกษา ดำเนินการค้นคว้าและวิจัยหาสาเหตุการตายของหญ้าทะเล ปรากฏว่าภาวะโลกเดือดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หญ้าทะเลเสื่อมโทรมลง ซึ่ง ทช. ได้ดำเนินการปฏิบัติตามมาตรการในการแก้ปัญหาหญ้าทะเลเสื่อมโทรม เพื่อเร่งฟื้นฟูสภาพแหล่งหญ้าทะเลให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม 

 

  • โลกเดือดกระทบเพศเต่าทะเล

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกเดือด นั่นก็คือการขาดความสมดุลเพศของเต่าทะเล เนื่องจากอุณหภูมิเป็นตัวกำหนดเพศของเต่าทะเล 

 

รายงานของ National Ocean Service ระบุว่า หากไข่เต่าฟักตัวที่อุณหภูมิต่ำกว่า 27.7 องศาเซลเซียส ลูกเต่าส่วนใหญ่จะออกมาเป็นตัวผู้ แต่หากไข่เต่าฟักตัวที่อุณหภูมิสูงกว่า 31 องศาเซลเซียส ลูกเต่าจะเป็นตัวเมีย นักวิจัยยังพบด้วยว่า ยิ่งทรายมีอุณหภูมิอุ่นมากขึ้นเท่าไร สัดส่วนของลูกเต่าเพศเมียก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น 

 

ในอดีตโลกเคยสามารถรักษาสมดุลให้เต่ามีเพศผู้และเพศเมียอย่างละครึ่ง แต่ปรากฏว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากภาวะโลกรวนทำให้เต่าเพศเมียเยอะขึ้น ส่วนเพศผู้ลดลง ปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อเต่าเพศผู้ลดน้อยลงก็ไม่เกิดการผสมพันธุ์ ทำให้ไข่ของแม่เต่าเป็นไข่ลมและเน่าเสียได้ 

  • ภาครัฐดำเนินการอะไรแล้วบ้าง

 

พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สิ่งที่ระบบนิเวศทางทะเลกำลังเผชิญกับผลกระทบหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นหญ้าทะเลเกิดความเสื่อมโทรม อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นผิดปกติ และการเกิดสถานการณ์ปะการังฟอกขาว นับว่าเป็นสัญญาณเตือนของวิกฤตทะเลเดือด จากปัญหาที่เกิดขึ้น ตนในฐานะผู้นำของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้หารือกับ จตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเร่งหาแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานในการจัดการและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ตามที่ได้ประกาศไว้ พร้อมทั้งมอบหมายให้ ทช. เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ปะการังฟอกขาวที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน

 

ส่วน ทช. ได้ติดตามสถานการณ์โลกเดือดอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้หน่วยงานในพื้นที่เตรียมความพร้อมในการรับมือ และดำเนินการวางแผนเฝ้าระวังสถานการณ์ปะการังฟอกขาว โดยมีการร่วมมือกับเครือข่ายอนุรักษ์ปะการัง รวมถึงกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาปะการังฟอกขาว มีระบบติดตาม เฝ้าระวัง การตรวจวัดอุณหภูมิใต้ทะเล หากพบน้ำทะเลสูงขึ้นผิดปกติจะดำเนินการตามกฎระเบียบและข้อบังคับที่กำหนด โดยการลดกิจกรรมที่ทำให้เกิดปัญหาต่อปะการัง รวมถึงลดภัยคุกคามต่างๆ ที่ทำให้ปะการังเครียด เช่น กิจกรรมการท่องเที่ยวทางทะเล กิจกรรมดำน้ำดูปะการัง และการปล่อยน้ำเสียลงในทะเล  

 

นอกจากนี้ ทช. ได้เปิดโอกาสให้เครือข่ายชุมชนชายฝั่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เมื่อพบจุดปะการังฟอกขาวที่รุนแรง หรือมีแนวโน้มที่กำลังจะตาย ให้รีบแจ้งเบาะแสไปยังสำนักงานภายในพื้นที่สังกัด ทช. ทั้ง 24 จังหวัดชายฝั่งทะเล หรือโทรไปที่เบอร์ 1362 สายด่วนพิทักษ์ป่าและรักษาทะเล ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อที่ ทช. จะดำเนินการประเมินและพิจารณาในการตัดสินใจย้ายปะการังไปไว้ในที่ปลอดภัยบริเวณพื้นที่ทะเลที่มีอุณหภูมิเย็น เพื่อปะการังจะฟื้นตัวกลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิมอีกครั้ง

 

ดร.ปิ่นสักก์ กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกเดือดที่ลุกลามไปทั่วโลก ส่งผลให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเกิดความวุ่นวายกลายเป็นทะเลเดือด สร้างความเสียหายแก่พี่น้องชุมชนชายฝั่ง ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังคงต้องจับตามองและให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด 

 

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ มันเกิดขึ้นจริง ถ้าหากเราไม่ช่วยกัน เราก็อาจไม่มีทรัพยากรทางทะเลที่สวยงามหลงเหลือให้ลูกหลานได้เห็น ฉะนั้น ความร่วมมือคือสิ่งสำคัญ มาร่วมกันปกป้องทรัพยากรทางทะเลไม่ให้เสียสมดุลจากภาวะโลกเดือด เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติ และช่วยกันกอบกู้โลกใบนี้ให้กลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง” ดร.ปิ่นสักก์ กล่าว

 

ภาพ: กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

อ้างอิง:

  • กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

The post โลกรวนทำทะเลเดือด ปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลตาย เต่ามีแต่ตัวเมีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทะเลระอุ นักวิทย์ไทยคาดอาจเกิดปะการังฟอกขาวช่วงเมษายนถึงกรกฎาคมนี้ https://thestandard.co/coral-bleaching-in-april-july/ Thu, 07 Mar 2024 04:54:19 +0000 https://thestandard.co/?p=908300 นักวิทย์ไทยคาดอาจเกิด ปะการังฟอกขาว ช่วงเมษายนถึงกรกฎาคมนี้

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) แจ้งข่าวเกี่ยวกับสถา […]

The post ทะเลระอุ นักวิทย์ไทยคาดอาจเกิดปะการังฟอกขาวช่วงเมษายนถึงกรกฎาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิทย์ไทยคาดอาจเกิด ปะการังฟอกขาว ช่วงเมษายนถึงกรกฎาคมนี้

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) แจ้งข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ปะการังฟอกขาวในประเทศไทย โดยคาดการณ์ว่าอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากปัจจัยต่างๆ รวมถึงภาวะโลกรวน อาจทำให้เกิดเหตุปะการังฟอกขาวได้ในปีนี้

 

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยสถาบันวิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (สวพ.) ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิน้ำทะเลมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสมุทรศาสตร์และอุณหภูมิน้ำทะเลอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ ประกอบกับการที่หน่วยงานองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติในสหรัฐอเมริกา (NOAA) รายงานว่า ขณะนี้มหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ El Niño-Southern Oscillation (ENSO) ซึ่งทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ย ทำให้มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดปะการังฟอกขาวในประเทศไทยในช่วงระหว่างเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม 2567 โดยระดับความรุนแรงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ 

 

โดย ทช. ได้แจ้งข่าวแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความเข้าใจ รวมถึงแนวทางการเผชิญเหตุ และขอความร่วมมือแจ้งข่าวพบเห็นการเกิดปะการังฟอกขาว ผ่านเว็บไซต์ https://thailandcoralbleaching.dmcr.go.th/th ซึ่ง ทช. จะติดตามและแจ้งข่าวสถานการณ์ปะการังฟอกขาวอย่างใกล้ชิดต่อไป

 

ปะการังฟอกขาวคืออะไร

 

โดยปกติแล้วปะการังในทะเลจะมีสีสันที่หลากหลาย ดึงดูดให้บรรดานักท่องเที่ยวและนักดำน้ำลงไปแหวกว่ายเพื่อชื่นชมความงาม แต่เมื่อเกิดภาวะที่อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 31 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่อง (ประมาณ 1 สัปดาห์ถึง 1 เดือน) จะทำให้ปะการังเครียด จนเนื้อเยื่อของมันมีสีจางลงจนกลายเป็นสีขาว ซึ่งเราเรียกเหตุการณ์นี้ว่า ‘ปะการังฟอกขาว’

 

นอกจากอุณหภูมิน้ำที่ร้อนขึ้นแล้ว ปัจจัยที่ทำให้เกิดปะการังฟอกขาวได้ก็ยังมีอีกหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเล ความเป็นกรด-ด่าง ความเค็ม คุณภาพน้ำทะเล มลพิษ คราบน้ำมันหรือสารเคมีต่างๆ แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปะการังฟอกขาวและทำให้ปะการังตายในบริเวณกว้างในปัจจุบันคือการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำทะเล

 

ข้อมูลจาก ทช. ระบุว่า ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวอันเนื่องมาจากภาวะโลกรวน ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มขึ้น กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปะการังได้รับความเสียหายและมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มว่าจะเกิดถี่และทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย โดยมักจะพบปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในฤดูร้อนช่วงเดือนเมษายน ถึงพฤษภาคม ที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงเกิน 30 องศาเซลเซียสต่อเนื่องกันหลายวัน

 

อันตรายแค่ไหน

 

ถามว่าเมื่อฟอกขาวแล้ว มันยังพอมีโอกาสรอดชีวิตได้หรือไม่นั้น ทช. ให้ข้อมูลว่า ในช่วงแรกของการฟอกขาว แม้ปะการังจะอ่อนแอลงอย่างหนักแต่พวกมันก็ยังไม่ตาย หากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นลดลงกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ปะการังจะสามารถฟื้นตัวได้เอง แต่ถ้าอุณหภูมิน้ำยังคงสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานานจะส่งผลให้ปะการังตายในที่สุด

 

ผลพวงที่ตามมาจะทำให้สัตว์น้ำขาดแหล่งที่อยู่อาศัย วางไข่ และหลบภัย ขณะที่นักท่องเที่ยวเองก็อาจไม่อยากไปเที่ยวชมอีก ทำให้กระทบต่อภาคเศรษฐกิจและสังคมด้วย โดยปะการังฟอกขาวมักเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ในเวลาใกล้เคียงกัน

 

เราช่วยอะไรได้บ้าง

 

ในฐานะประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนซึ่งหลายคนอาจเลือกทะเลไทยสวยๆ เป็นจุดหมายปลายทางในการพักผ่อนหย่อนใจ ให้ระมัดระวังเป็นพิเศษในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่อาจเพิ่มความเครียดให้กับแนวปะการัง งดการทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูล ที่สำคัญคือควรหลีกเลี่ยงการจับต้องหรือสัมผัสปะการัง ยืน หรือตีขาเตะปะการัง อีกทั้งควรร่วมมือกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

ภาพ: Alexis Rosenfeld / Getty Images

อ้างอิง:

The post ทะเลระอุ นักวิทย์ไทยคาดอาจเกิดปะการังฟอกขาวช่วงเมษายนถึงกรกฎาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมีขั้วโลกเสี่ยงอดตาย เหตุเวลาที่น้ำแข็งในอาร์กติกละลายยาวนานกว่าเดิม https://thestandard.co/polar-bears-at-risk-of-starvation/ Thu, 15 Feb 2024 08:04:53 +0000 https://thestandard.co/?p=900320

หมีขั้วโลกในเมืองฮัดสันเบย์ของแคนาดาเสี่ยงที่จะอดอาหารต […]

The post หมีขั้วโลกเสี่ยงอดตาย เหตุเวลาที่น้ำแข็งในอาร์กติกละลายยาวนานกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>

หมีขั้วโลกในเมืองฮัดสันเบย์ของแคนาดาเสี่ยงที่จะอดอาหารตาย หลังภาวะโลกรวนทำให้ระยะเวลาที่น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกละลายนั้นยาวนานกว่าเดิม แม้พวกหมีจะพยายามปรับตัวมาหาอาหารบนพื้นดินแล้วก็ตาม

 

ต้องอธิบายแบบนี้ว่า ปกติแล้วในช่วงเดือนที่อากาศหนาวจัด หมีขั้วโลกจะใช้แผ่นน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติกออกล่าหาอาหาร เช่น แมวน้ำวงแหวน (Ringed Seal) ที่อุดมไปด้วยไขมัน ส่วนในเดือนที่อากาศอบอุ่นมากขึ้นจนปริมาณแผ่นน้ำแข็งลดลง หมีขั้วโลกจะปรับตัวเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานหรือเข้าสู่ภาวะจำศีล

 

อย่างไรก็ตาม ภาวะโลกรวนที่มนุษย์ก่อขึ้นทำให้ช่วงระยะเวลาที่แผ่นน้ำแข็งละลายนั้นยาวนานกว่าเดิม บีบให้หมีขั้วโลกต้องใช้ชีวิตบนบกมากขึ้น โดยผลการวิจัยล่าสุดที่ทำการเฝ้าติดตามพฤติกรรมของหมีขั้วโลก 20 ตัวในเมืองฮัดสันเบย์ชี้ว่า หมีขั้วโลกพยายามปรับตัวเพื่อหาอาหารในช่วงที่พื้นที่บางส่วนของมหาสมุทรอาร์กติกไร้น้ำแข็ง

 

สำนักข่าว AFP สัมภาษณ์ แอนโธนี ปากาโน นักชีววิทยาสัตว์ป่าที่ทำการวิจัยร่วมกับสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกา และผู้เขียนหลักของการศึกษานี้ โดยเขากล่าวว่า หมีขั้วโลกเป็นสัตว์ที่ฉลาด มีความคิดสร้างสรรค์ในการหาแหล่งอาหารบนพื้นที่ใหม่ๆ เพื่อเอาชีวิตรอด

 

ผลการวิจัยของปากาโนได้รับการตีพิมพ์ลงวารสารวิชาการ Nature Communications โดยเขาได้เฝ้าติดตามกลุ่มหมีขั้วโลกตลอดระยะเวลา 3 ปีในช่วงที่ระยะเวลาปลอดน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกยาวนานขึ้น โดยผลการวิจัยระบุว่า ระยะเวลาปลอดน้ำแข็งดังกล่าวยาวนานขึ้นถึง 3 สัปดาห์ในช่วงปี 1979-2015 หรือแปลว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเหล่าหมีขั้วโลกต้องปรับตัวไปใช้ชีวิตบนบกเฉลี่ยที่ 130 วัน

 

การวิจัยพบว่ามีหมีขั้วโลกแค่ 2 ตัวที่เข้าโหมดประหยัดพลังงานในระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงจำศีล แต่อีก 18 ตัวที่เหลือนั้นพยายามเอาชีวิตรอดด้วยการปรับรูปแบบการหาอาหาร โดยพวกเขาพบว่าหมีกินอาหารที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงหญ้า ผลเบอร์รี นกนางนวล สัตว์จำพวกหนู และซากแมวน้ำ 

 

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่าความพยายามของหมีที่จะออกไปหาอาหารทดแทนบนแผ่นดินก็ยังให้พลังงานไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับเหยื่อที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลตามปกติ โดยหมี 19 ตัวจาก 20 ตัวน้ำหนักลดลงอย่างมากในช่วงระยะเวลาดังกล่าว หรือเฉลี่ยที่ 1 กิโลกรัมต่อวัน พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ยิ่งหมีขั้วโลกต้องใช้เวลาอยู่บนแผ่นดินนานเท่าไร พวกมันก็ยิ่งเสี่ยงต่อการอดอาหารตายมากขึ้น

 

ปัจจุบันโลกของเราเหลือหมีขั้วโลกอยู่ตามธรรมชาติที่ราว 25,000 ตัว และกำลังตกอยู่ในอันตรายจากภาวะโลกรวน โดยหนึ่งในวิธีการสำคัญที่มนุษย์จะช่วยเซฟประชากรหมีขั้วโลกไว้ได้คือการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม แต่ก็ถือว่าสถานการณ์ปัจจุบันน่ากังวล เพราะโลกของเรามีอุณหภูมิทะลุ 1.2 องศาเซลเซียสไปแล้ว อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่แผ่นน้ำแข็งในทะเลก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ

 

อ้างอิง:

The post หมีขั้วโลกเสี่ยงอดตาย เหตุเวลาที่น้ำแข็งในอาร์กติกละลายยาวนานกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตนิวเคลียร์-AI-โลกรวน ทำนาฬิกาวันสิ้นโลกอยู่ใกล้เส้นตายมากสุดในประวัติศาสตร์ https://thestandard.co/nuclear-crisis-ai-world-chaos/ Wed, 24 Jan 2024 04:21:50 +0000 https://thestandard.co/?p=891360

วานนี้ (23 มกราคม) กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ปรมาณูออกแถลงการณ […]

The post วิกฤตนิวเคลียร์-AI-โลกรวน ทำนาฬิกาวันสิ้นโลกอยู่ใกล้เส้นตายมากสุดในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (23 มกราคม) กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ปรมาณูออกแถลงการณ์ว่า พวกเขายังคงระดับของเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลก (Doomsday Clock) ไว้ในจุดที่เข้าใกล้เส้นตายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยสาเหตุหลักนั้นมาจากความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์ในหลายสมรภูมิรบ รวมถึงสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และสงครามระหว่างอิสราเอล-ฮามาส ประกอบกับสถานการณ์โลกรวนที่ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ผลักดันให้โลกเข้าใกล้เขตแดนของหายนะมากขึ้น

รู้จักนาฬิกาวันสิ้นโลก

 

นาฬิกาวันสิ้นโลกเป็นสัญลักษณ์ที่สร้างขึ้นโดยสมาคม Bulletin of the Atomic Scientists เมื่อปี 1947 อันเป็นช่วงที่บรรยากาศโลกคุกรุ่นด้วยสงครามเย็น เพื่อหวังใช้เป็นเครื่องมือสะท้อนผลการกระทำของมวลมนุษยชาติที่ก่อให้เกิดผลพวงอันเลวร้ายต่อโลก และอีกนัยหนึ่งก็เพื่อย้ำเตือนมนุษย์ทุกคนว่า ‘วันโลกาวินาศ’ อยู่ใกล้ตัวเรามากแค่ไหน

 

สมาคมฯ ใช้นาฬิกาวันสิ้นโลกนี้เพื่อส่งสัญญาณเตือนอันตราย แต่ก็เน้นย้ำว่านาฬิกาวันสิ้นโลกไม่ได้ทำหน้าที่ทำนายอนาคตแต่อย่างใด แต่ใช้สำหรับการวิเคราะห์เหตุการณ์ระหว่างประเทศ รวมถึงแนวโน้มและความพยายามของรัฐต่างๆ เพื่อหาวิถีทางในการบรรเทาเหตุการณ์เลวร้ายเท่านั้น

สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร

 

สำหรับปี 2024 นี้ สมาคมฯ ตั้งเข็มนาฬิกาไว้ที่เหลือ 90 วินาทีก่อนจะถึงเวลาเที่ยงคืน อันเป็นเส้นตายตามทฤษฎี ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเมื่อปี 2023 และเป็นระดับที่เข้าใกล้เวลาเที่ยงคืนมากสุดเป็นประวัติการณ์

 

เรเชล บรอนสัน ประธานและซีอีโอของสมาคมฯ เปิดเผยกับสำนักข่าว Reuters ว่า สำหรับปี 2024 พวกเขาเล็งเห็นความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์ เนื่องจากปัจจุบันโลกมีจุดวาบไฟอันเป็นพื้นที่ปะทะของกลุ่มหรือประเทศต่างๆ

 

ขณะเดียวกัน ภาวะโลกรวนก็ได้สร้างความเสียหายใหญ่หลวง ปี 2023 ที่ผ่านมานั้นเป็นปีที่โลกร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ สลับกับภาพภัยพิบัติทางธรรมชาติแสนเลวร้ายที่โหมกระหน่ำตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมใหญ่หรือไฟป่า ส่งผลให้ผู้คนและสัตว์น้อยใหญ่ต่างล้มตาย ขณะที่มีประชากรโลกอีกหลายล้านได้รับผลกระทบ

 

ส่วนเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาพลิกโฉมการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เช่น AI หรือเทคโนโลยีชีวภาพ ก็พัฒนารุดหน้าไปอย่างรวดเร็วโดยขาดนโยบายป้องกันที่เหมาะสม

 

บรอนสันย้ำด้วยว่า การที่ทางสมาคมฯ ไม่ได้ขยับเข็มให้เข้าใกล้เที่ยงคืนมากกว่าระดับของปี 2023 ไม่ได้แปลว่าโลกเรามีเสถียรภาพมากขึ้นแต่อย่างใด

สถานการณ์นิวเคลียร์น่ากังวล

 

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก เราได้เห็นชาติใหญ่ๆ อย่างจีน รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ที่ทุ่มทั้งเงินละสรรพกำลังมหาศาลในการขยายหรือพัฒนาคลังอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะมาจากความไม่ตั้งใจหรือเกิดการคำนวณที่ผิดพลาดก็ตาม

 

ขณะสงครามยูเครนที่ยืดเยื้อมากว่า 2 ปีนั้น ก็ไม่อาจตัดทิ้งความเป็นไปได้ที่ว่ารัสเซียอาจตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์เข้าจริงๆ ในสักวันหนึ่ง

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้ประกาศระงับการเข้าร่วมสนธิสัญญา New START ซึ่งเป็นข้อตกลงจำกัดหัวรบนิวเคลียร์ที่สหรัฐฯ และรัสเซียสามารถนำมาประจำการได้

 

โดยภายใต้สนธิสัญญานี้ รัสเซียและสหรัฐฯ ตกลงกันว่าแต่ละฝ่ายจะมีหัวรบประจำการที่พร้อมใช้งานไม่เกิน 1,550 หัวรบ ซึ่งเป็นการจำกัดหัวรบนิวเคลียร์ให้อยู่ในระดับที่ถือว่าต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ และจำกัดปริมาณเครื่องบินทิ้งระเบิดให้อยู่ที่ไม่เกิน 700 ลำ และขีปนาวุธพิสัยไกลที่ไม่เกิน 700 ลูก โดยในแต่ละปีทั้งสองฝ่ายสามารถตรวจสอบคลังอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของอีกฝ่ายได้สูงสุด 18 ครั้งด้วยกัน ซึ่งในเวลานั้นเพนตากอนมองว่าหากสนธิสัญญาได้รับการต่ออายุไปเรื่อยๆ ชาวอเมริกันจะมีความปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ทั้งสองชาติเป็นปรปักษ์ต่อกัน

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายวิเคราะห์ว่า หากสนธิสัญญาสิ้นสุดลงโดยไม่มีการต่ออายุ อาจนำไปสู่การแข่งขันผลิตอาวุธทางยุทธศาสตร์ ทั้งจำนวนหัวรบนิวเคลียร์และระบบยิงขีปนาวุธที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย

 

ปัจจุบันรัสเซียและสหรัฐฯ ครอบครองหัวรบนิวเคลียร์รวมกันคิดเป็นสัดส่วนราว 90% ของจำนวนทั้งหมดในโลก หรือมากพอที่จะทำลายล้างโลกนี้ได้

 

ภาพ: HANDOUT / Hastings Group Media / AFP

อ้างอิง:

The post วิกฤตนิวเคลียร์-AI-โลกรวน ทำนาฬิกาวันสิ้นโลกอยู่ใกล้เส้นตายมากสุดในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุกๆ 1 ชั่วโมง น้ำแข็งกรีนแลนด์จะละลายตัว 30 ล้านตัน ผลพวงจากโลกรวนที่น่าวิตก https://thestandard.co/greenland-ice-melt/ Thu, 18 Jan 2024 08:07:55 +0000 https://thestandard.co/?p=889259 กรีนแลนด์

ผลการวิจัยล่าสุดชี้ว่า น้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายตัวเฉลี่ยถึ […]

The post ทุกๆ 1 ชั่วโมง น้ำแข็งกรีนแลนด์จะละลายตัว 30 ล้านตัน ผลพวงจากโลกรวนที่น่าวิตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรีนแลนด์

ผลการวิจัยล่าสุดชี้ว่า น้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายตัวเฉลี่ยถึง 30 ล้านตันในทุกๆ 1 ชั่วโมง สะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตการณ์โลกรวนนับวันจะยิ่งสร้างผลกระทบที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

สำหรับการศึกษานี้ นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์ภาพถ่ายจากดาวเทียม เพื่อระบุตำแหน่งสิ้นสุดของธารน้ำแข็งหลายแห่งของกรีนแลนด์ทุกเดือน นับตั้งแต่ปี 1985-2022 ซึ่งผลออกมาว่า น้ำแข็งมีการหดตัวลงอย่างมากและเกิดขึ้นในหลายจุด โดยรวมแล้วปริมาณน้ำแข็งที่หายไปมีมากนับล้านล้านตัน

 

อนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบว่า น้ำแข็งกรีนแลนด์มีการสูญเสียมวลน้ำแข็งปริมาณมหาศาลตั้งแต่ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เนื่องจากอุณหภูมิโลกของเราปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์จะใช้วิธีการตรวจวัดระดับความสูงของแผ่นน้ำแข็งหรือน้ำหนักของมันผ่านข้อมูลแรงโน้มถ่วง ซึ่งทำให้สามารถประเมินปริมาณน้ำแข็งที่สูญเสียไปได้แม่นยำขึ้น

 

นักวิทย์หวั่น การละลายตัวของน้ำแข็งกรีนแลนด์อาจทำให้กระแสน้ำ AMOC ล่มสลาย

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเกิดความวิตกกังวลว่า การที่ธารน้ำแข็งละลายตัวจะทำให้มีน้ำจืดไหลลงมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การล่มสลายของกระแสน้ำ AMOC ในแอตแลนติกเหนือ อันเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของเทอร์โมฮาไลน์ (Thermohaline Circulation) หรือสายพานลำเลียงกระแสน้ำขนาดยักษ์ที่ไหลเวียนไปในทุกมหาสมุทรทั่วโลก และคอยทำหน้าที่รักษาสมดุลของภูมิอากาศ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อมนุษยชาติ

 

ปัจจุบันกระแสน้ำ AMOC อยู่ในสถานการณ์ที่อ่อนไหวมากที่สุดในรอบ 1,600 ปี เนื่องจากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะโลกรวนส่งผลให้ธารน้ำแข็งของเกาะกรีนแลนด์เกิดการละลาย น้ำจืดปริมาณมหาศาลจะไหลลงสู่จุดเริ่มต้นของ AMOC ซึ่งก็คือจุดเริ่มต้นของเทอร์โมฮาไลน์ในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ บริเวณนอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของกรีนแลนด์ และเมื่อความเค็มของน้ำทะเลบริเวณดังกล่าวเจือจาง จะทำให้กระบวนการจมตัวของมวลน้ำบริเวณดังกล่าวค่อยๆ ช้าลงจนหยุด ส่งผลให้สายพานการไหลเวียนทั้งระบบทั่วโลกจะไหลช้าลง จนในที่สุดก็จะหยุดชะงักตามไปด้วย โดยผลการวิจัยล่าสุดชี้ว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด การล่มสลายอาจเริ่มเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดในปี 2025

 

ภาพ: Jason Edwards Via Getty Images

อ้างอิง:

The post ทุกๆ 1 ชั่วโมง น้ำแข็งกรีนแลนด์จะละลายตัว 30 ล้านตัน ผลพวงจากโลกรวนที่น่าวิตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: 2023 ปีโลกเดือด โลกต้องเผชิญอะไร? | KEY MESSAGES #112 https://thestandard.co/2023-the-year-the-world-rages/ Mon, 01 Jan 2024 03:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=881010

ผลกระทบจากอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น 1.1 องศาเซลเซียส ทำให้ […]

The post ชมคลิป: 2023 ปีโลกเดือด โลกต้องเผชิญอะไร? | KEY MESSAGES #112 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผลกระทบจากอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น 1.1 องศาเซลเซียส ทำให้ภาวะโลกร้อนยกระดับไปสู่ภาวะโลกเดือดแทน จนสร้างความแปรปรวนให้กับหลายประเทศ เช่น ในแคลิฟอร์เนียที่เผชิญกับภาวะแล้งที่สุดในรอบพันปี ซ้ำยังเจอน้ำท่วมหนักครั้งประวัติศาสตร์

 

ไม่เพียงแค่มนุษย์ที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงนี้ แต่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็กำลังทยอยล้มตายเช่นกัน โลกกำลังนับถอยหลังสู่การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6

 

THE STANDARD ชวนทบทวนปัญหาทั้งหมดด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

The post ชมคลิป: 2023 ปีโลกเดือด โลกต้องเผชิญอะไร? | KEY MESSAGES #112 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สติ’ และ ‘พลัง’ ก้าวสู่โลก 2024 https://thestandard.co/mindfulness-and-power-enter-the-world-in-2024/ Thu, 28 Dec 2023 03:00:47 +0000 https://thestandard.co/?p=882007

ถ้าให้สรุปปี 2023 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป ปีนี้ของคุณผู้ชม […]

The post ‘สติ’ และ ‘พลัง’ ก้าวสู่โลก 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้าให้สรุปปี 2023 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป ปีนี้ของคุณผู้ชม THE STANDARD เป็นอย่างไรบ้างครับ

 

ดอกเบี้ยสูง เงินเฟ้อดื้อ หนี้ท่วม เศรษฐกิจโตช้า หุ้นไทยร่วงหนัก

การเมืองพลิกผัน วิกฤตศรัทธาความยุติธรรม คนรุ่นใหม่สิ้นหวัง

อิสราเอล-ฮามาส สงครามขัดแย้งที่ช็อกคนทั้งโลก

ปัญญาประดิษฐ์ที่ไม่ได้จบแค่โดนแย่งงาน แต่กำลังทิ้งใครบางคนไว้ข้างหลัง จากโลกร้อนถึงโลกรวน ข้ามสู่โลกเดือด

 

2023 เต็มไปด้วยเหตุการณ์สั่นสะเทือนโลก สิ้นปีจึงเดินมาถึงไวราวกับชั่วพริบตา ใครบางคนมองว่าช่างเป็นปีที่แสนหนักหน่วง ใครบางคนได้โอกาสเปลี่ยนชีวิตให้พุ่งทะยาน แต่คงไม่มีใครปฏิเสธใช่ไหมครับว่า โลกหมุนเร็ว ซับซ้อน และท้าทายกว่าที่เคย 

 

การทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนผู้เฝ้ามองความเป็นไปของสังคม การได้รับโอกาสในการสนทนาแลกเปลี่ยนกับผู้นำระดับท็อปของประเทศ รวมถึงการค้นคว้าหาข้อมูลมานำเสนอในสื่อของเรา ทั้งหมดทั้งมวล ผมตกผลึกออกมาเป็น 5 สภาวะที่ใช้ในการอธิบายความเป็นไปของโลกในปีที่ผ่านมาครับ

 

5 สภาวะสะท้อนโลกในปี 2023 

 

ผมนิยามโลกในปีที่ผ่านมาว่าคือ ‘โลก Hyper’ ที่มีความมากล้นในแง่มุมต่างๆ ต่อไปนี้ครับ

 

1. Hyper-Connected 

 

โลกเราตอนนี้เชื่อมโยง สัมพันธ์ และส่งผลกระทบถึงกันในทุกมิติ 

 

เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ การเงิน ไลฟ์สไตล์ การสื่อสาร ฯลฯ ทุกสาขาล้วนเชื่อมโยงกัน การจะแก้ปัญหาหรือพัฒนาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะต้องเกี่ยวพันกับสาขาอื่นๆ ด้วย 

 

นอกจากนี้ โลกเรายังมีความเชื่อมโยงกันในลักษณะ Global-Local หมายความว่า เมื่อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ผลกระทบจากเหตุการณ์นั้นสามารถสั่นสะเทือนโลกทั้งใบได้ภายในชั่วข้ามคืนเลยครับ อย่างเช่นสงครามที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินยูเครน แต่สร้างความปั่นป่วนมาถึงตลาดหุ้น S&P รวมถึงตลาด SET ในประเทศไทยด้วย 

 

2. Hyper-Evolving 

 

เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ วิวัฒนาการอย่างรวดเร็วจนไม่อาจควบคุม 

 

หนังสือ The Coming Wave: Technology, Power, and the 21st Century’s Greatest Dilemma ที่ผู้เขียนคือ Mustafa Suleyman หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Google DeepMind พูดถึงวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Generative AI และ Biotechnology 

 

เทคโนโลยีแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นตามที่ต่างๆ บนโลก อาจเปรียบได้กับซูเปอร์ฮีโร่แต่ละตัวที่แยกกันอยู่คนละทิศทาง แต่ในที่สุดเมื่อถึงจุดหนึ่ง เทคโนโลยีเหล่านี้จะเดินเข้าหากัน รวมกลุ่มกัน พัฒนาด้วยกัน ซ้อนทับและพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และก่อให้เกิดอิมแพ็กต์ต่อโลกอย่างมหาศาล ราวกับการรวมตัวของเหล่า Avengers 

 

สิ่งที่ต้องระวังคือความไม่สมมาตร (Asymmetry) กล่าวคือ แม้เทคโนโลยีจะเกิดขึ้นมาเพื่อรับใช้มนุษย์ แต่ถึงจุดหนึ่งคงต้องยอมรับว่า มันกำลังนำโลกไปสู่สภาวะที่คนบางกลุ่มมีอำนาจในการเก็บกุมมันไว้ ในขณะที่คนจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงหรือไม่สามารถปรับตัวได้ทันกำลังจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง 

 

ที่น่าใจหายคือ Mustafa ยังประเมินไว้ว่าเราอาจมาไกลเกินกว่าจุดที่จะสามารถ ‘ควบคุม’ เจ้า AI ได้แล้วด้วยซ้ำ

 

3. Hyper-Polarized 

 

ความขัดแย้ง การแบ่งขั้วทางความคิด เกิดอย่างรุนแรงมากขึ้น 

 

ความขัดแย้งจีน-สหรัฐฯ ที่แยกห่วงโซ่อุปทานออกเป็นสองขั้ว ตอกย้ำว่าเราคงไม่มีโอกาสได้เห็นโลกทั้งใบที่เชื่อมโยงกันภายใต้กรอบคิดแบบ Globalization อีกแล้ว สภาวะเช่นนี้นำโจทย์ท้าทายมาสู่ทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะการจัดการห่วงโซ่อุปทาน การจัดวางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง 

 

อย่างไรก็ตาม Hyper-Polarized ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในมิติเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีความขัดแย้งรุนแรงระดับการทำสงครามร้อนด้วยอาวุธที่เกิดขึ้นกับรัสเซีย-ยูเครน และอิสราเอล-ฮามาส ยังไม่รวมถึงการขัดแย้งทางชนชั้นจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจบนความเหลื่อมล้ำ การแบ่งขั้วของความเชื่อทางการเมือง หรือกระทั่งประเด็นอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่กระทบประเทศกำลังพัฒนาอย่างรุนแรง รวมถึงการมองอนาคตของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่แตกต่างกันด้วย 

 

4. Hyper-Sensitive 

 

คนเราเปราะบาง เกิดความเครียดง่าย และมีปัญหาสุขภาพจิตกันมากขึ้น 

 

คนในยุคปัจจุบันมีความอ่อนไหวและแตกสลายอย่างง่ายดาย ไม่ใช่เพราะความอ่อนแอที่เกิดจากข้างในเท่านั้น หากยังเป็นส่วนผสมของโลกที่หมุนเร็วและปั่นป่วน ทั้งการเร่งสปีดของเทคโนโลยี ความแตกแยกในสังคม การมุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ฯลฯ 

 

แม้แต่เรื่องที่อยู่นอกใจก็แตกสลายง่ายดายไม่ต่างกัน อย่างเช่นการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด หรือการพูดหรือวางตัวที่ไม่เหมาะสม ที่สามารถทำให้ชื่อเสียงของบุคคลหรือองค์กรที่สั่งสมมาเป็นเวลานานหมดลงไปในทันที

 

5. Hyper-Informed 

 

ข้อมูลข่าวสารท่วมท้นจนยากต่อการตัดสินใจ 

 

ภาวะข้อมูลท่วมท้นจนก่อให้เกิดความเครียดไม่ใช่เรื่องใหม่ มันท้าทายเรามาเป็นสิบๆ ปีแล้ว แต่ในยุคปัญญาประดิษฐ์ยิ่งยากเกินการควบคุม   

 

หากความสามารถของ Generative AI ใช้เพื่อการสร้างสรรค์ข้อมูล รูปภาพ ก่อให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมากมาย โอกาสของการนำมาใช้เพื่อสร้างข่าวปลอม หลักฐานเท็จเพื่อหลอกลวงผู้คนก็เกิดขึ้นได้ง่ายดายไม่ต่างกัน 

 

ยังไม่รวมถึงกูรู ไลฟ์โค้ชที่อุปโลกน์ตัวเองขึ้นมาเพื่อหาประโยชน์จากความรู้ไม่เท่าทันของคน ในยุคที่สื่อไร้พรมแดน คนคัดกรองข่าวสารถูกลดบทบาทลง ปัญหานี้ดูจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก 

 

กลยุทธ์ 5B เพื่อชนะในโลก Hyper 

 

ความมากหรือความล้นเกินในมิติต่างๆ ที่ผมว่ามานี้ กำลังท้าทายชีวิตของพวกเรา และเราทุกคนคือมนุษย์ Homo Sapiens ที่กำลังใช้ชีวิตอยู่บนหัวเลี้ยวหัวต่อของโลก แถมยังเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะชี้ชะตาว่าองค์กรหรือธุรกิจของเราจะเติบโตต่อไปอย่างไร – จะแพ้หรือชนะในเกมนี้ 

 

ผมคิดว่าผู้นำต้องอ่านเกมให้ออกและต้องหาที่ยืนของตัวเองให้ได้ เท่านี้ยังไม่พอ คุณต้องพาทีมหรือคนที่อยู่รอบตัวติดสปีดไปข้างหน้าอย่างมีกลยุทธ์ ชัยชนะถึงจะเป็นของคุณ ในช่วงเวลาที่หลายๆ องค์กรกำลังวางกลยุทธ์เพื่อพาธุรกิจเติบโตในปี 2024 ต่อไปนี้คือ 5 กลยุทธ์ที่ผมมองว่าคุณไม่ควรละเลยครับ

 

1. Being Brave and Bold with Purpose 

 

ต้องมีจุดยืนและต้องกล้าที่จะยืนหยัด 

 

99.99 เปอร์เซ็นต์ของผู้นำองค์กรยุคนี้ ไม่มีใครไม่พูดถึง Purpose แม้จะเป็นองค์กรย่อมๆ ที่สร้างอิมแพ็กต์เพียงสเกลเล็กๆ ก็สำคัญ เรียกได้ว่า Purpose ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือสิ่งจำเป็นของการทำธุรกิจในปัจจุบัน 

 

มันคือเหตุผลการมีอยู่ขององค์กรที่ต้อง Relevant หรือสอดคล้องกับบริบทโลกยุคปัจจุบัน

 

หลายองค์กรที่มีประวัติยาวนานทำการ Reinvent หรือคิดค้น Purpose ใหม่อีกครั้งเพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้ 

 

คุณจะออกแบบนโยบายโดยไม่คิดถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือไม่? คุณจะเลือกให้ความสำคัญกับ ‘People’ หรือ ‘Profit’ มากกว่ากัน? 

 

เมื่อไรที่เจอบททดสอบที่ซับซ้อนหรือมีสถานการณ์ที่อาจทำให้คุณหวั่นไหว ‘จุดยืน’ หรือ ‘เหตุผลของการมีอยู่’ จะเป็นเครื่องนำทางให้เราไม่หวั่นไหวไปกับภัยคุกคามหรือความไม่ถูกต้อง 

 

2. Building Trust, Transparency and Strong Relationship 

 

ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ โปร่งใส และมีพันธมิตรที่แน่นแฟ้น 

 

หมดยุคอัศวินขี่ม้าขาว หมดเวลาของผู้นำเดี่ยว ในสภาวะที่โลกแตกเป็นเสี่ยงเสี้ยว ปัญหาทวีความซับซ้อน การพาองค์กรเติบโตต่อไปข้างหน้านั้นไม่อาจทำได้เพียงคนเดียวแล้วครับ หลายองค์กรอาจต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่ต้องอาศัยการร่วมมือ รวมพลังจากคนทุกๆ ฝ่าย

 

ยุคนี้อาวุธของผู้นำจึงไม่ใช่ความเก่งกาจแบบ ‘เก่งคนเดียว ทำคนเดียว’ แต่คือทักษะในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส รวมถึงการมีสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับคู่ค้าหรือพันธมิตรที่จะมาร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมไปด้วยกันครับ 

 

3. Balancing Short-Term and Long-Term Vision

 

ต้องหาสมดุลระหว่างเป้าหมายระยะสั้นและจุดหมายระยะยาว

 

ระหว่างการกระโจนเข้าคว้ากำไรในระยะสั้น กับการลงทุนมหาศาลเพื่อโอกาสที่รออยู่ในอนาคต คุณจะบริหารให้กลมกล่อมได้อย่างไร? 

 

การหาสมดุลระหว่างทางเลือกทั้งสองนั้นไม่ง่าย แต่เป็นสิ่งที่ผู้นำในยุคสมัยแห่ง AI และ Climate Boiling จะต้องทำ ผู้นำต้องคอยสังเกตสถานการณ์ ปรับเปลี่ยนแผน เพื่อหาจังหวะเหมาะสม กระโจนเข้าคว้าโอกาสในระยะสั้น รวมถึงวางแผนลงทุนเพื่อที่จะพาองค์กรก้าวต่อไปข้างหน้าในระยะยาว 

 

ระหว่าง ‘กินสั้น’ กับ ‘กินยาว’ ไม่มีทางเลือกไหนที่ถูกหรือผิดไปทั้งหมด สิ่งสำคัญคือ คุณเป็นผู้นำที่รู้ใช่ไหมว่าเรากำลังก้าวไปข้างหน้าเพื่อสิ่งใด และเรากำลังหยุดรออะไร  

 

4. Broadening Through the Global Perspective

 

ต้องเปิดรับและเปิดตัวไปสู่โลกกว้าง 

 

นักธุรกิจหลายต่อหลายคนพูดตรงกันว่า ธุรกิจไทยกำลังถูกท้าทายจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งสังคมผู้สูงวัย กำลังซื้อของคนไทยที่หดตัวลง รวมถึงตลาดที่การแข่งขันเข้มข้นรุนแรง นักธุรกิจจำนวนมากบอกผมว่า พวกเขาคิดถึงเรื่องการ Go Global โดยเฉพาะการขยายไปในกลุ่มประเทศอาเซียนที่กำลังเนื้อหอมเป็นอย่างมาก

 

ผู้นำยุคนี้จึงต้องทั้ง ‘รู้จักโลก’ และ ‘รู้ทันโลก’ เพื่อเปิดประตูพาธุรกิจไปสู่โลกที่กว้างขึ้น ตลาดที่ใหญ่ขึ้น ลูกค้าที่เพิ่มขึ้น คู่ค้าที่มากขึ้น รวมถึงกระจายความเสี่ยงที่ดีขึ้น 

 

5. Breath-Aware 

 

ต้องมีสติ

 

โลกที่ Hyper ทำให้เหนื่อยล้า เบิร์นเอาต์ เสียสมาธิได้ง่าย ผู้นำจึงต้องคอยถามตัวเองอยู่บ่อยๆ เลยว่า เราตัดสินใจโดยใช้สติไหม ลงมือทำโดยมีสติหรือเปล่า 

 

สติอาจไม่ค่อยถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงในโลกการทำงานสักเท่าไร แต่จริงๆ แล้วผมเชื่อว่า Performance ของงานขึ้นอยู่กับสติมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ต่อให้มีความสามารถมากมาย สั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน แต่หากไม่มีสติ ผลลัพธ์ที่ได้กลับหายไปถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว 

 

เหมือนดั่งที่ยอดนักชก ‘ไมค์ ไทสัน’ ได้กล่าวไว้ว่า “Everyone has a plan ‘till they get punched in the mouth.” 

 

มองไปข้างหน้า ปี 2024 คงจะมีอุปสรรคและความท้าทายรออยู่มากมาย ในโลกที่เต็มไปด้วยความ Hyper ‘ผู้นำ’ ที่จะนำองค์กรฝ่าคลื่นความเปลี่ยนแปลง เพื่อเติบโตต่อไปในอนาคต ต้องมี 5B คือ กล้ายืนหยัด ปรับตัวไว สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ หาสมดุลเป้าหมายสั้น-ยาว พร้อมเปิดประตูสู่โลกกว้าง และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่าง ‘มีสติ’ 

 

ขอบคุณคุณผู้ฟัง ผู้อ่าน ผู้ชม ที่อยู่เคียงข้าง THE STANDARD เสมอมานะครับ กำลังใจจากทุกท่าน ผมและทีมงานขอน้อมรับไว้ด้วยหัวใจ ขอให้ทุกท่านมีความสุข สุขภาพกายและใจแข็งแรง ความสัมพันธ์ราบรื่น ได้พักผ่อนและทบทวนบทเรียนช่วงหยุดยาวข้ามปี สำคัญที่สุดคือขอให้มี ‘พลัง’ และ ‘สติ’ พร้อมสู้ต่อในปี 2024

 

May 2024 Be Fueled By Your Mindfulness and Relentless Energy!

 

สวัสดีปีใหม่ครับ ❤

The post ‘สติ’ และ ‘พลัง’ ก้าวสู่โลก 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>