ปปง. Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ปปง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 20 Mar 2026 10:12:48 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กรณ์เรียกร้อง ก.ล.ต. และ ปปง. แจงกรณีปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้นหนี ตั้งข้อสังเกตยังเกรงใจพรรคร่วมรัฐบาลเอี่ยว MOU สแกนม่านตาหรือไม่ https://thestandard.co/korn-sec-amlo-cai-stock/ Wed, 11 Mar 2026 06:41:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1186489 กรณ์ จาติกวณิช แถลงข่าวถึงกรณี ก.ล.ต. และ ปปง. ไม่ดำเนินการกับกองทุน CAI

วันนี้ (11 มีนาคม) กรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ ร […]

The post กรณ์เรียกร้อง ก.ล.ต. และ ปปง. แจงกรณีปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้นหนี ตั้งข้อสังเกตยังเกรงใจพรรคร่วมรัฐบาลเอี่ยว MOU สแกนม่านตาหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรณ์ จาติกวณิช แถลงข่าวถึงกรณี ก.ล.ต. และ ปปง. ไม่ดำเนินการกับกองทุน CAI

วันนี้ (11 มีนาคม) กรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวแสดงความกังวลหลังทางการสิงคโปร์ โดยสถาบันการเงินแห่งประเทศสิงคโปร์ หรือ MAS และสำนักงานตำรวจสิงคโปร์ หรือ SPF ได้กวาดล้างเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ โดยมีการจับกุมผู้บริหารระดับสูง 2 รายของบริษัท Capital Asia Investments หรือ CAI และอายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

 

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานของไทยโดย เฉพาะคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยังไม่ดำเนินการใดๆ

 

กรณ์กล่าวต่อไปว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้แถลงเตือน ก.ล.ต. และ ปปง.ทราบตั้งแต่ 20 พฤศจิกายนปีที่แล้ว และปัจจุบันพรรคยังได้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อ ก.ล.ต. และออกแถลงกรณ์เพื่อติดตามเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด แต่สิ่งที่ปรากฏคือ ปัจจุบันทางการของสิงคโปร์ ได้ดำเนินการกับ CAI แล้ว แต่ทั้ง 2 หน่วยงานของไทย ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทั้งที่กองทุน CAI มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการตลาดทุนไทย และการปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย

 

กรณ์ยังกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้กองทุน CAI เคยถือหุ้น BCBG ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบางจาก จำนวน 16 ล้านหุ้น ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ เคยเรียกร้องให้หน่วยงานทั้ง ก.ล.ต. และ ปปง.ไปตรวจสอบ แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ จน CAI ได้ขายหุ้น BCBG ออกไปเกือบทั้งหมด จึงเกิดเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้น และหน่วยงานสิงคโปร์ยืนยันแล้วว่า CAI มีความเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน และปั่นตลาดหุ้นไทย เว้นแต่กรณีของบางจากที่ ปปง. และ ก.ล.ต. ได้มีการอายัดไป

 

“ดังนั้น จึงตั้งข้อสงสัยว่า เมื่อ ปปง. เห็นพฤติกรรมของบางจาก จนมีคำสั่งยึดอายัดการขายหุ้น BCBG แล้ว เหตุใดไม่ดีเนินการกับหุ้นอื่น ๆ ที่ CAI ถือหุ้นไว้อยู่ จนปล่อยให้มีการขายหุ้นไปด้วย รวมทั้งในกรณีหุ้น BCBG นี้ เป็นเป็นการขายหุ้นหนีโดยกองทุน CAI ซึ่งตามกฎหมายใครก็ตามที่ซื้อหรือขายหุ้น ในระดับที่ที่ให้การถือหุ้นต่ำกว่า 5% จะต้องรายงานต่อ ก.ล.ต. แต่ CAI ได้ขายไปถึง 5.62% ก็ไม่เคยมีการรายงานใด ๆ ให้ ก.ล.ต. รับทราบ และ ก.ล.ต. ยังปล่อยให้ CAI ดำเนินการดังกล่าวได้โดยไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ทั้งที่ควรประสานกับ ปปง. เพื่อดำเนินการตาม พ.ร.บ. ตลาดหลักทรัพย์ จนปล่อยให้ CAI ขายหุ้นต่อไปได้”

 

กรณ์ยังตั้งคำถามต่อรัฐบาลที่กำกับ ปปง. และ ก.ล.ต. ว่า รัฐบาลมีอุปสรรค หรือมีคำอธิบายอย่างใดว่า หน่วยงานรัฐทั้ง 2 หน่วยงานนี้ ไม่สามารถดำเนินการปกป้องประโยชน์ประชาชนได้อย่างทันท่วงที ทั้งที่รัฐบาล ได้เคยประกาศต่อสู้เอาจริงกับทุนเทา แต่ก็ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน และความเสียหาย ก็ได้เกิดขึ้นในไทย จนทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ เกิดความเสียหายหลายครั้งรวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้เคยเตือนรัฐบาลแล้วให้เร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการอายัดทรัพย์เป็นของรัฐ เพื่อสกัดไม่ให้มีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และนำเงินไปชดเชยให้กับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อจากการหลอกลวง

 

“จนที่สุดกองทุน CAI ได้ขายหุ้น BCBG มูลค่าหลายพันล้านบาทไปแล้ว และยังมีหุ้นอีกหลายตัวที่ถือหุ้นโดย CAI ที่ยังไม่ถูกอายัด และยังอยู่ในนามของคนกลุ่มนี้ในตลาดหลักทรัพย์ไทย ดังนั้น ต่อจากนี้รัฐบาล ก.ล.ต. และ ปปง. จะดำเนินการอย่างไร เมื่อใด และจะมีแนวทางใดที่จะติดตามทรัพย์สินหน่วยงานที่ควรถูกยึด เพราะทรัพย์สินต่าง ๆ ควรจะถูกยึดไปได้แล้ว เพื่อนำไปชดเชยให้กับประชาชน ที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง” กรณ์กล่าว

 

ส่วนหลังจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมีการดำเนินการเอาผิดทางอาญากับ ก.ล.ต.และ ปปง.อย่างไรหรือไม่นั้น กรณ์ระบุว่า ขณะนี้ พรรคจะยังรอการชี้แจงจาก ก.ล.ต. และ ปปง. ว่ามีเหตุผลหรือปัญหาใดที่ไม่ดำเนินการ ซึ่งในมุมของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เห็นความชัดเจนของปัญหา และความเสี่ยงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น จึงขอรอความชัดเจนจาก ก.ล.ต. และ ปปง. ก่อนพิจารณาจะดำเนินการต่อไป

 

กรณ์ชี้ว่า มีประเด็นที่สังคมเคลือบแคลงใจต่อปัญหาดังกล่าวว่า มีการเกรงใจใครเกรงใจหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยึดตามหลักฐานที่ปรากฏว่า CAI ไปเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในวงการการเมืองหลายคน หรือแม้แต่กรณี MOU สแกนม่านตา ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ชี้ข้อกล่าวหาคู่สัญญาณ ก็เป็นบริษัทที่อยู่ในเครือของ CAI ซึ่งในวันที่ลงนามสัญญา เบน สมิธ ก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

 

“พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ยึดตามภาพที่แพร่กระจายออกมาว่า เบน สมิธ เคยกินข้าวกับใครบ้าง แต่ยึดตามหลักฐานที่ปรากฏ” กรณ์กล่าว

 

กรณ์ยังตั้งคำถามว่า พรรคการเมืองที่กำลังจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน มีส่วนหรือเป็นสาเหตุที่ทำให้หน่วยงานไทยไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมในการกำจัดขบวนการฟอกเงินในตลาดทุนไทยหรือไม่ ซึ่งยังไม่รับรวมกับผู้ลงนามในสัญญาที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในขณะนั้น ปัจจุบันก็เป็นประธาน ก.ล.ต. ซึ่งก็ทำให้สังคมท้อใจ ที่จะเห็นโอกาสการเอาจริงเอาจังกับการต่อสู้กับทุนเทา ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการ

 

“พรรคประชาธิปัตย์ จะเดินหน้าต่อ และจะรอคำถามจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า จะมีคำอธิบายอย่างไร ก่อนจะตัดสินใจเดินหน้าดำเนินการต่อไป และการต่อสู้ทุนเทา พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า เป็นวาระสำคัญที่จะต้องปฏิบัติเรื่องดังกล่าวต่อไป โดยจะทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง ต่อกรกับกลุ่มสแกมเมอร์ ที่ใช้ระบบเศรษฐกิจ ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งฟอกเงินจากธุรกิจที่มาจากการเอาเปรียบคนไทย” กรณ์ทิ้งท้าย

The post กรณ์เรียกร้อง ก.ล.ต. และ ปปง. แจงกรณีปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้นหนี ตั้งข้อสังเกตยังเกรงใจพรรคร่วมรัฐบาลเอี่ยว MOU สแกนม่านตาหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
DSI จับเว็บพนันพันล้าน โยง ‘ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว’ ยันพยานหลักฐานแน่น-เอกสิทธิ์ไม่คุ้มครอง https://thestandard.co/dsi-busts-gambling-chonnapat-link/ Fri, 06 Mar 2026 08:51:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1185074 ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว นักการเมืองชื่อดัง

วันนี้ (6 มีนาคม) ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พล.ต.ท.รุ […]

The post DSI จับเว็บพนันพันล้าน โยง ‘ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว’ ยันพยานหลักฐานแน่น-เอกสิทธิ์ไม่คุ้มครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว นักการเมืองชื่อดัง

วันนี้ (6 มีนาคม) ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง แถลงข่าวผลการปฏิบัติการทลายเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์รายใหญ่ ซึ่งสืบสวนพบความเชื่อมโยงกับ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว นักการเมืองชื่อดัง โดยมีเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 1,000 ล้านบาท

 

พล.ต.ท.รุทธพล ชี้แจงถึงผลการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่าง DSI และ ปปง. ในการทลายเครือข่ายเว็บพนันรายใหญ่ ซึ่งสืบสวนพบว่าเป็นเครือข่ายของ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว นักการเมืองชื่อดัง โดยเจ้าหน้าที่ได้ขออนุมัติหมายศาลเข้าตรวจค้นเป้าหมายหลายจุดเมื่อวานนี้ (5 มีนาคม) เพื่อติดตามจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องตามหมายจับ

 

สำหรับกรณีการออกหมายเรียกชนนพัฒฐ์ให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 12 มีนาคม 69 ซึ่งอาจไปตรงกับช่วงเปิดสมัยประชุมสภานั้น พล.ต.ท.รุทธพล ยืนยันว่าไม่ได้มีนัยสำคัญทางการเมืองซ่อนเร้น แต่เป็นไปตามกรอบเวลาของกฎหมายที่ต้องออกหมายเรียกหลังจากวันเข้าตรวจค้น 7 วัน ซึ่งหากผู้ถูกออกหมายเรียกไม่มาตามกำหนด ก็จะดำเนินการออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ในวันที่ 19 มีนาคม และจะดำเนินกระบวนการตามกฎหมายต่อไปจนกว่าจะถึงช่วงปิดสมัยประชุมสภา ซึ่งกรณีเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งเนื่องจากผู้ถูกกล่าวหามีเอกสิทธิ์คุ้มครองในฐานะสมาชิกรัฐสภา

 

รมว.ยุติธรรม กล่าวย้ำด้วยความมั่นใจว่า การดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตามพยานหลักฐานที่แน่นหนา มิเช่นนั้นศาลคงไม่อนุมัติหมายค้นและหมายจับให้ และในเบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงถึงนักการเมืองรายอื่นๆ เพิ่มเติม แต่ทางเจ้าหน้าที่จะยังคงสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง

 

ทางด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า คดีนี้ถือเป็นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยสืบเนื่องมาจากการแจ้งเบาะแสเรื่องการฟอกเงินและเว็บพนัน ซึ่งไปสอดคล้องกับฐานข้อมูลการสืบสวนคดีพิเศษของ DSI ในปี 2566 (มีการออกหมายจับ 36 ราย ดำเนินคดีแล้ว 24 ราย) จากการสืบสวนขยายผลพบว่า เครือข่ายนี้มีการถ่ายโอนเงินและกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งในปี 2568 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยมีมูลค่าเงินหมุนเวียนสูงถึง 1,000 ล้านบาท

 

ด้วยพยานหลักฐานที่ปรากฏ DSI จึงขออนุมัติศาลออกหมายจับ 25 หมาย และสนธิกำลังกับ ปปง. เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 10 จุด (สงขลา 5 จุด, ปทุมธานี 1 จุด, นนทบุรี 2 จุด, กทม. 2 จุด) เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ผลการตรวจค้นสามารถจับกุม นารีรัตน์ (สงวนนามสกุล) ผู้ทำหน้าที่แอดมินเครือข่ายเว็บพนันได้ในพื้นที่เขตดินแดง กทม. ขณะเดินทางกลับมาจากกัมพูชา โดยถูกแจ้งข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันและร่วมกันฟอกเงิน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถตรวจยึดทรัพย์สินที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำผิดหลายรายการ ประกอบด้วย ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 3 แห่ง กระเป๋าแบรนด์เนม 9 ใบ และเอกสารแสดงการถือครองทรัพย์สินอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้ส่งมอบให้ ปปง. ดำเนินการตรวจสอบต่อไป

 

พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวย้ำถึงกรณีของชนนพัฒฐ์ว่า เจ้าหน้าที่เชื่อว่ายังคงกบดานอยู่ภายในประเทศ และแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะมีเอกสิทธิ์ สส. คุ้มครอง แต่พนักงานสอบสวนก็พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

 

ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมถึงขั้นตอนการสืบสวนว่า จากการแกะรอยเส้นทางการเงิน พบการเชื่อมโยงกับเครือข่ายเว็บพนันเดิมที่มีเงินหมุนเวียนกว่า 39 ล้านบาท โดยคดีใหม่นี้เริ่มสืบสวนมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 พนักงานสอบสวนได้รวบรวมหลักฐานขอหมายจับ 27 ราย แต่ศาลอนุมัติ 25 ราย ส่วนอีก 2 รายรวมถึงชนนพัฒฐ์ ศาลเห็นว่ามีที่อยู่เป็นหลักแหล่งจึงให้ออกเป็นหมายเรียกแทน ในข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันและฟอกเงิน โดยนัดหมายให้มารับทราบข้อกล่าวหาที่ DSI ในวันที่ 12 มีนาคม เวลา 10.00 น.

 

จากการตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของ นารีรัตน์ (แอดมิน) พบหลักฐานสำคัญเป็นแชตสนทนาและคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการพนันจำนวน 30 คลิป ซึ่งมีความเชื่อมโยงไปถึงนักการเมือง นอกจากนี้ จากการตรวจสอบหมายค้นอีก 5 จุดที่เป็นลักษณะบริษัทห้างร้าน พบว่ามีการจดทะเบียนประกอบธุรกิจบังหน้า (เช่น บริษัทคอมพิวเตอร์ เครื่องจักรกล) แต่สถานที่จริงกลับตั้งอยู่ในชุมชนแออัด และไม่มีความสอดคล้องกับประเภทธุรกิจที่จดแจ้งไว้ ซึ่ง DSI จะตรวจสอบรายชื่อผู้จดทะเบียนทั้งหมดว่ามีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่

 

จุดสำคัญในการตรวจค้นครั้งนี้คือคฤหาสน์หรูในพื้นที่ 1.8 ไร่ ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเดิมเป็นที่ดินที่ ปปง. เคยอายัดไว้ แต่กลับพบว่ามีสิ่งปลูกสร้างอาคาร 3 หลังเกิดขึ้นใหม่ในระหว่างการดำเนินคดี แม้ในวันตรวจค้นจะไม่พบตัวชนนพัฒฐ์ (พบเพียงผู้ดูแล 6 คน) แต่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นบ้านพักของชนนพัฒฐ์ และได้ตรวจพบหลักฐานสำคัญหลายอย่าง ทั้งการสนทนาผ่านแอปพลิเคชันที่เชื่อมโยงกับเว็บพนัน รายได้จากเว็บพนัน รวมถึงหลักฐานการตกแต่งบัญชีภาษีโดยมีบุคคลใกล้ชิดคอยช่วยเหลือ ซึ่งหลังจากนี้ DSI จะขยายผลการตรวจสอบไปยังเส้นทางเงินดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การออกหมายจับเพิ่มเติมต่อไป

 

กมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมา ปปง. ได้ทำงานร่วมกับ DSI อย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ปี 2566 โดยได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินของกลุ่มผู้ต้องหาเครือข่ายนี้ไปแล้วมูลค่ากว่า 168 ล้านบาทเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา (คดียังอยู่ในชั้นศาล)

 

สำหรับปฏิบัติการล่าสุด ปปง. จะนำพยานหลักฐานและทรัพย์สินทั้งหมดที่ DSI ตรวจยึดได้ มาดำเนินการสืบสวนขยายผลและใช้มาตรการทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอย่างเด็ดขาดต่อไป

The post DSI จับเว็บพนันพันล้าน โยง ‘ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว’ ยันพยานหลักฐานแน่น-เอกสิทธิ์ไม่คุ้มครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทนายความของ เบน สมิธ เผย ลูกความยังไม่พร้อมกลับไทยมาสู้คดี เหตุไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม ตั้งข้อสังเกตตำรวจทำคดีรวดเร็วผิดปกติ เชื่อพยายามทำคดีให้เชื่อมโยงกับการเมือง https://thestandard.co/ben-smith-not-ready-thailand/ Tue, 03 Mar 2026 09:56:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1183897 ภาพเบน สมิธ พร้อมข้อความพาดหัวข่าวว่ายังไม่พร้อมกลับไทยมาสู้คดี เหตุไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม

วันนี้ (3 มีนาคม) วิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของ เบน สมิธ […]

The post ทนายความของ เบน สมิธ เผย ลูกความยังไม่พร้อมกลับไทยมาสู้คดี เหตุไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม ตั้งข้อสังเกตตำรวจทำคดีรวดเร็วผิดปกติ เชื่อพยายามทำคดีให้เชื่อมโยงกับการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเบน สมิธ พร้อมข้อความพาดหัวข่าวว่ายังไม่พร้อมกลับไทยมาสู้คดี เหตุไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม

วันนี้ (3 มีนาคม) วิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของ เบน สมิธ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงกรณีตำรวจออกหมายจับ ‘เบน สมิธ’ โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาที่ตำรวจ CIB ใช้ในการออกหมายจับ แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่นักการเมืองหรือใครหลายคนออกมาพูดว่า เบน สมิธ เป็นนักฟอกเงินหรือสแกมเมอร์นั้น เป็นเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหวังใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโจมตี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ ธรรมนัส พรหมเผ่า

 

ข้อกล่าวหาที่ตำรวจตั้งเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่าง เบน สมิธ กับบริษัทในประเทศลาว จึงยืนยันได้ว่าสิ่งที่ อนุทิน ชาญวีรกูล เคยให้สัมภาษณ์ในรายการดังว่า เบน สมิธ เป็นเพียงนักธุรกิจหรือโบรกเกอร์ ไม่ใช่สแกมเมอร์นั้น สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

 

ลักษณะข้อกล่าวหาชัดเจนว่าแตกต่างจากสิ่งที่ รังสิมันต์ โรม เคยอภิปรายในสภาในวันแถลงนโยบายรัฐบาล ที่กล่าวหาว่า เบน สมิธ เป็นเจ้าพ่อสแกมเมอร์ ซึ่งความเป็นจริงเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่ตำรวจออกหมายจับ กลายเป็นว่าข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ใช่เรื่องสแกมเมอร์ ฉ้อโกงคนไทย หรือกระทำผิดกฎหมายตามที่มีการกล่าวอ้างตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

 

ภายหลังตำรวจออกหมายจับ รังสิมันต์ โรม ได้โพสต์เฟซบุ๊กพูดถึงคดีดังกล่าว พร้อมชื่นชมตำรวจ CIB และเรียกร้องให้ออกหมายแดง ในฐานะทนายความของ เบน สมิธ จึงอยากฝากถึง รังสิมันต์ โรม ว่า การออกหมายจับเมื่อวานเป็นเพียงคดีทางแพ่ง เรื่องที่อาจเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นของบริษัท การพยายามเชียร์ให้ออกหมายแดง ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเป็นการประโคมข่าวเพื่อเข้าสู่เกมการเมืองหรือไม่ เพราะมองว่าการโพสต์ดังกล่าวเหมือนต้องการเบี่ยงเบนประเด็นจากคดีที่ รังสิมันต์ โรม ถูก เบน สมิธ ฟ้องฐานหมิ่นประมาทอยู่

 

วิฑูรย์ กล่าวว่า ในคดีเมื่อวานมีการแจ้งความมูลค่าความเสียหาย 991 ล้านบาท แต่มีการยึดทรัพย์สินของ เบน สมิธ กว่าหมื่นล้านบาท หากจะยึดตามความเสียหายจริงก็ควรยึด 991 ล้านบาท และคืนส่วนที่เกินมา เพราะสัดส่วนการยึดทรัพย์ไม่สอดคล้องกับมูลค่าคดี โดยคดีมูลฐานที่ส่ง ปปง. อยู่ที่ 991 ล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นข้อพิพาททางแพ่งด้วยซ้ำ

 

สิ่งที่น่ากังวลคือ มีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงจากเรื่องซื้อขายหุ้นปกติให้กลายเป็นคดีอาญา ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะต้องใช้ต่อสู้คดี แต่คดีของบริษัทลาวที่แจ้งกับ CIB มีข้อพิรุธหลัก 3 ประการ

 

1. ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อบริษัทผู้แจ้งความ

 

2. มีการแจ้งความตั้งแต่ปี 2567 แต่ในช่วงแรกหนังสือมอบอำนาจจากประเทศลาวไม่มีการรับรองลายมือชื่อ ต่อมาวันที่ 9 ก.พ. มีตำรวจ CIB ติดต่อไปยังบริษัทในลาวให้มาแจ้งความใหม่ และทำหนังสือมอบอำนาจอีกครั้ง จากนั้นวันที่ 12 ก.พ. มีการลงเลขคดีอาญา และวันที่ 26 ก.พ. ออกหมายจับ ซึ่งถือว่าใช้เวลารวดเร็วมาก จึงอยากให้มาตรฐานความรวดเร็วเป็นแบบเดียวกันทุกคดี

 

3. มีการอ้างว่าถูกโกงตั้งแต่ปี 2565 แต่มาแจ้งความปี 2567 ซึ่งคดีฉ้อโกงอาญาส่วนตัวมีอายุความร้องทุกข์ 3 เดือนนับแต่วันที่ทราบเรื่อง จึงตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใด CIB จึงรับแจ้งความ ทั้งที่อายุความอาจขาดไปแล้ว

 

วิฑูรย์ ระบุว่า คดีฉ้อโกงปกติธุระเคยเกิดกับทนายตั้ม และศาลแพ่งมีคำสั่งคืนทรัพย์สินแล้ว โดย เบน สมิธ เป็นรายที่สอง จึงมองว่ามีความผิดปกติและอาจมีแรงจูงใจทางการเมือง

 

กรณีที่หลายคนสงสัยว่าเหตุใด เบน สมิธ ไม่ไปชี้แจง วิฑูรย์ แสดงเอกสารยืนยันว่า เบน สมิธ เคยเข้าชี้แจงกับตำรวจ CIB เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 มีการลงรับเอกสารเรียบร้อย แต่ภายหลังกลับมีการออกหมายจับ อีกทั้งมีการยึดทรัพย์ก่อนคดีอาญา ทั้งที่โดยปกติควรเป็นคดีอาญาก่อน แล้วจึงขยายผลไปสู่คดีฟอกเงิน

 

วิฑูรย์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ เบน สมิธ ยังไม่มีแผนกลับไทยมาสู้คดี เนื่องจากกังวลเรื่องการประกันตัว โดยเฉพาะคดีที่อยู่ในความสนใจของสังคม หากจะกลับมาก็ควรได้รับสิทธิประกันตัวตามมาตรฐานสากล มิฉะนั้นต้องชั่งน้ำหนักความเสี่ยง อีกทั้งมองว่าคดีนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองสูง และเมื่อเป็นบุคคลที่สังคมจับตา ศาลมักไม่อนุญาตให้ประกันตัว

 

ส่วนหลักฐานในการต่อสู้คดี ระบุว่า เอกสารที่ยื่นให้ตำรวจสอบสวนกลางครบถ้วนแล้ว จะยื่นเพิ่มเติมหรือไม่ต้องหารือกันอีกครั้ง

 

เมื่อถามว่า เบน สมิธ เคยคิดหรือไม่ว่าจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง วิฑูรย์ ตอบว่า นักธุรกิจรายใหญ่ในประเทศไทยย่อมรู้จักนักการเมือง และอาจถูกโยงเข้าสู่เกมการเมืองได้ในบางสถานการณ์ ส่วนปัจจุบัน เบน สมิธ อยู่ประเทศใดนั้น ตนเองขอไม่เปิดเผย

The post ทนายความของ เบน สมิธ เผย ลูกความยังไม่พร้อมกลับไทยมาสู้คดี เหตุไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม ตั้งข้อสังเกตตำรวจทำคดีรวดเร็วผิดปกติ เชื่อพยายามทำคดีให้เชื่อมโยงกับการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รังสิมันต์ ชื่นชมออกหมายจับเบน สมิธ จี้คดี Huione Pay ทำไมยังเงียบ ตั้งคำถามสอบสวนกลาง-ตำรวจไซเบอร์-ปปง. เอาจริงแค่ไหน ทั้งที่มีข้อมูลครบ https://thestandard.co/rangsiman-ben-smith-huione-pay-quiet/ Tue, 03 Mar 2026 05:07:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1183777 รังสิมันต์ โรม ให้สัมภาษณ์สื่อ ชื่นชม การออกหมายจับ เบน สมิธ แต่จี้ถามความคืบหน้าคดี Huione Pay ที่ยังเงียบ

วานนี้ (2 มีนาคม) รังสิมันต์ โรม ว่าที่ สส. บัญชีรายชื่ […]

The post รังสิมันต์ ชื่นชมออกหมายจับเบน สมิธ จี้คดี Huione Pay ทำไมยังเงียบ ตั้งคำถามสอบสวนกลาง-ตำรวจไซเบอร์-ปปง. เอาจริงแค่ไหน ทั้งที่มีข้อมูลครบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รังสิมันต์ โรม ให้สัมภาษณ์สื่อ ชื่นชม การออกหมายจับ เบน สมิธ แต่จี้ถามความคืบหน้าคดี Huione Pay ที่ยังเงียบ

วานนี้ (2 มีนาคม) รังสิมันต์ โรม ว่าที่ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ความเห็นกรณีปรากฏข่าวการออกหมายจับ เบน สมิธ หรือ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ และภรรยา โดยชื่นชมสอบสวนกลางที่ดำเนินการเรื่องนี้จนนำไปสู่การออกหมายจับ เพราะการออกหมายจับเบน สมิธ และภรรยา ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาและกระบวนการจำนวนมากจึงจะสำเร็จ

 

พร้อมระบุว่าอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดถอดบทเรียนและพัฒนาแนวทางการทำงานให้รวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากการจับกุมอาชญากรสำคัญ เช่น กรณีเบน สมิธ อาจไม่สามารถทำได้เลย เพราะกว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จ ผู้ต้องหาอาจหลบหนีและยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปหมดแล้ว

 

รังสิมันต์กล่าวว่า แม้จะเห็นความก้าวหน้าของคดีนี้อยู่บ้าง และเจ้าหน้าที่สอบสวนกลางควรได้รับความชื่นชม แต่คดีสำคัญขนาดใหญ่ยังน่ากังวลว่าจะจบลงอย่างไร เพราะแม้ฝั่ง ปปง. จะมีการยึดทรัพย์กว่า 10,000 ล้านบาท รวมถึงการออกหมายจับในคดีฉ้อโกงนักลงทุนต่างชาติ หากเทียบกับคดีหลักอย่าง Huione Pay กลับแทบไม่เห็นความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

 

ทั้งที่ข้อมูลของคดีนี้มีมูลค่ามหาศาลเกี่ยวข้อง โดยเงินที่ไหลผ่านแพลตฟอร์ม Huione สูงถึง 33 ล้านล้านบาท หากต้องการทำลายโครงสร้างแก๊งสแกมเมอร์อย่างถึงราก การเพิกเฉยต่อคดีดังกล่าวย่อมไม่สามารถถอนรากถอนโคน และคืนเงินให้ประชาชนผู้เสียหายได้จริง

 

รังสิมันต์กล่าวถึงคดี Huione Pay ว่า สอบสวนกลางเคยมีปฏิบัติการ Skyfall และจับกุมผู้ต้องหาบางส่วน ส่วนใหญ่มักเป็นรายเล็ก โดยในปฏิบัติการดังกล่าวพบข้อมูลกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิด ซึ่งหากเข้าใจไม่ผิด ตัวเลขในกระเป๋าเงินดังกล่าวน่าจะเกินกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ และนี่เป็นเพียงกระเป๋าเดียว ขณะที่ Huione ยังมีกระเป๋าอีกจำนวนมาก

 

จากการทำหน้าที่ในกรรมาธิการความมั่นคงฯ ได้มีการเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไชยชนก ชิดชอบ รวมถึง ปปง. สอบสวนกลาง และตำรวจไซเบอร์ เข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการ โดยข้อมูลทั้งหมดกรรมาธิการได้ส่งมอบให้หน่วยงานภาครัฐแล้ว เกี่ยวกับความเชื่อมโยงของเครือข่ายเบน สมิธ โดยเฉพาะแคทลียา บีเวอร์

 

รังสิมันต์กล่าวต่อว่า สิ่งที่ไม่เข้าใจคือเหตุใดคดีใหญ่เช่นนี้จึงไม่มีความคืบหน้าอย่างจริงจัง เพราะข้อมูลเกี่ยวกับ Huione ไม่ได้มีเฉพาะสอบสวนกลางเท่านั้น แต่ตำรวจไซเบอร์ก็มีข้อมูลเช่นกัน ทั้งหมดนี้ทำให้อดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า หากมีการเปิดโปง Huione อย่างจริงจัง อาจไม่ได้พบเพียงเส้นทางการเงินของแก๊งสแกมเมอร์ แต่อาจพบความเชื่อมโยงกับยาเสพติด หรือการฟอกเงินของผู้มีอำนาจในไทยหรือไม่ และนี่หรือไม่ที่ทำให้คดีหยุดชะงัก

 

รังสิมันต์ระบุว่า เสียดายคดีนี้ เพราะเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะยึดอายัดทรัพย์สินจำนวนมหาศาลมาคืนเหยื่อ และยังเป็นโอกาสในการดำเนินคดีกับฮุน โต ลูกพี่ลูกน้องของฮุน มาเนต ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ Huione โดยตรง

 

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องการคำอธิบายจากสอบสวนกลาง ตำรวจไซเบอร์ และ ปปง. ว่าเหตุใดคดีจึงไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่ผ่านมาแล้วกว่า 6 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลานานพอที่ผู้เกี่ยวข้องจะยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินได้จำนวนมาก และไม่ใช่เพียงเบน สมิธ และภรรยาเท่านั้น แต่รวมถึงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องก็อาจมีเวลาเคลียร์ตัวเองเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ที่ปรึกษาของร้อยเอกธรรมนัสเคยกล่าวว่า เบน สมิธ ทำธุรกิจกับนักการเมืองไทยหลายคน ซึ่งเป็นประเด็นที่รอการขยายผล

 

รังสิมันทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้ต้องติดตามว่าจะมีการขอออกหมายแดงเพื่อติดตามจับกุมเบน สมิธ และภรรยาหรือไม่ พร้อมหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพราะประชาชนกำลังจับตาว่าหน่วยงานของไทยจะเอาจริงเพียงใด

The post รังสิมันต์ ชื่นชมออกหมายจับเบน สมิธ จี้คดี Huione Pay ทำไมยังเงียบ ตั้งคำถามสอบสวนกลาง-ตำรวจไซเบอร์-ปปง. เอาจริงแค่ไหน ทั้งที่มีข้อมูลครบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝ่ายกฎหมาย ยิม เลียก ชี้แจงข้อกล่าวหา ย้ำไม่มีพยานหลักฐานโยงธุรกรรม เฉิน จื้อ https://thestandard.co/yim-leak-clarifies-allegations/ Mon, 23 Feb 2026 06:11:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1180925 ภาพแถลงการณ์ของบริษัท เด็นตันส์ พิสุทธิ์ ชี้แจงข้อกล่าวหาต่อ ยิม เลียก และครอบครัว

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) บริษัท เด็นตันส์ พิสุทธิ์ จำกัด […]

The post ฝ่ายกฎหมาย ยิม เลียก ชี้แจงข้อกล่าวหา ย้ำไม่มีพยานหลักฐานโยงธุรกรรม เฉิน จื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแถลงการณ์ของบริษัท เด็นตันส์ พิสุทธิ์ ชี้แจงข้อกล่าวหาต่อ ยิม เลียก และครอบครัว

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) บริษัท เด็นตันส์ พิสุทธิ์ จำกัด ได้โพสต์ข้อความพร้อมแนบเอกสาร ผ่านเฟซบุ๊ก Dentons Pisut โดยเนื้อหาแถลงการณ์ ข้อเท็จจริงกรณีข้อกล่าวหาต่อครอบครัว ‘ยิมจ์’ และการคุ้มครองสิทธิผู้เยาว์ บริษัท เด็นตันส์ พิสุทธิ์ จำกัด ขอแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนและสาธารณชน ระบุว่าดังนี้

 

คุณยิม เลียก (Mr. Leak Yim) ไม่เคยมีสัญชาติไทย และไม่เคยถือหนังสือเดินทางไทย การรายงานข่าวเรื่องเพิกถอนพาสปอร์ตไทย จึงไม่เป็นความจริง คุณยิม เลียก และ คุณวิรินยา ยิม ได้เดินทางออกนอกประเทศตามแผนธุรกิจล่วงหน้าหลายเดือนก่อนเกิดข่าว ไม่ใช่การหลบหนี

 

อีกทั้งล่าสุด รัฐสภาสหรัฐอเมริกาได้ถอดชื่อออกจากร่างกฎหมาย U.S. Dismantle Foreign Scam Syndicates Act แล้ว แม้การพิจารณาของรัฐสภาของประเทศสหรัฐอเมริกาจะไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดผลคดีในประเทศไทย แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงระดับนานาชาติที่ควรนำมาประกอบการพิจารณาอย่างเป็นธรรม

 

ข้อกล่าวหาเชื่อมโยงกับบุคคลอื่น เช่น เฉิน จื้อ ยังไม่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงไม่ว่าเกี่ยวกับธุรกรรมประเภทใดๆ และลูกความไม่เคยมีส่วนร่วมในธุรกรรมหรือการถือครองร่วมใดๆ การกล่าวพาดพิงเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องดำเนินไปอย่างถูกต้อง

 

ประเด็นกรณี ‘แตงไทย’ นั้น แถลงการณ์ระบุว่า ธุรกรรมที่ปรากฏเป็นเพียงกระบวนการภายในของผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราแบบ Pooled Account ซึ่งลูกความไม่อาจทราบหรือควบคุมตัวบุคคลต้นทางได้ และศาลได้พิพากษาว่า แตงไทยเป็น “ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตรา” ไม่ใช่อาชญากรที่เกี่ยวข้องกับลูกความ

 

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการออกหนังสือเชิญให้เด็กอายุ 6 ปี เข้าให้ถ้อยคำ เรื่องเงินออมส่วนตัวจำนวนเล็กน้อย ซึ่งอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิเด็กตามหลักสากล

 

นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติในการส่งหนังสือราชการ และการตรวจสอบทรัพย์สินซ้ำซ้อน ทั้งที่เคยผ่านกระบวนการพิสูจน์และคืนทรัพย์สินไปแล้ว

 

แถลงการณ์ทิ้งท้ายว่า ครอบครัวยิมยังคงเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทย และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ พร้อมเรียกร้องให้การบังคับใช้กฎหมายยึดหลักสิทธิมนุษยชน ความถูกต้อง และความเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแถลงการณ์ดังกล่าวรับเป็นการชี้แจงครั้งแรกต่อสาธารณะจากทาง ยิม เลียก ภายหลังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติส่งเรื่องไปยังอัยการเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์ราว 1.2 หมื่นล้าน ให้ตกเป็นของแผ่นดิน

The post ฝ่ายกฎหมาย ยิม เลียก ชี้แจงข้อกล่าวหา ย้ำไม่มีพยานหลักฐานโยงธุรกรรม เฉิน จื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รังสิมันต์ โรม ขึ้นศาลสู้คดี ‘เบน สมิธ’ ฟ้องหมิ่นฯ 100 ล้าน ปมแฉสแกมเมอร์ ทนายโจทก์ตั้งคำถาม ทำไมต้องดึงลูก-ภรรยา เป็นพยานผิดมารยาท https://thestandard.co/rangsiman-rome-ben-smith-lawsuit/ Mon, 23 Feb 2026 05:43:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1180907 รังสิมันต์ โรม ระหว่างเดินทางเข้า ศาลอาญา เพื่อต่อสู้คดีหมิ่นประมาท

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) เวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชด […]

The post รังสิมันต์ โรม ขึ้นศาลสู้คดี ‘เบน สมิธ’ ฟ้องหมิ่นฯ 100 ล้าน ปมแฉสแกมเมอร์ ทนายโจทก์ตั้งคำถาม ทำไมต้องดึงลูก-ภรรยา เป็นพยานผิดมารยาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
รังสิมันต์ โรม ระหว่างเดินทางเข้า ศาลอาญา เพื่อต่อสู้คดีหมิ่นประมาท

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) เวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน ในคดีที่ เบน สมิธ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง รังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจำนวน 100 ล้านบาท จากกรณีที่รังสิมันต์อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร พาดพิงว่านายเบน สมิธ มีส่วนพัวพันกับขบวนการแก๊งสแกมเมอร์และฟอกเงิน

 

รังสิมันต์ เปิดเผยก่อนเข้าห้องพิจารณาคดีว่า ฝ่ายตนได้ยื่นบัญชีพยานบุคคลจำนวน 16 ปาก หนึ่งในนั้นคือตัวเบน สมิธ เอง ซึ่งเป็นสิทธิ์ของจำเลย เพื่อประโยชน์ในการซักถามข้อเท็จจริงโดยตรง ทั้งนี้ ในบัญชีพยานยังไม่มีรายชื่อนักการเมืองระดับแกนนำที่ถูกกล่าวอ้างว่าสนิทสนมกับโจทก์ แต่ยอมรับว่าอาจพิจารณาเพิ่มเติมในภายหลังได้

 

“ผมไม่หนักใจ เพราะเป็นการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา สุจริต ทั้งในสภาฯ และการให้สัมภาษณ์สื่อ การฟ้องร้องเช่นนี้ประชาชนย่อมมองออกว่ามีเจตนาอะไร ผมกังวลเพียงว่าจะสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว ทำให้ไม่มีใครกล้าขุดคุ้ยปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาลต่อประเทศ” รังสิมันต์ กล่าว

 

ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองซึ่งถูกพาดพิงว่าเชื่อมโยงกับเบน สมิธ อาจต้องมาร่วมงานในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้านนั้น รังสิมันต์ระบุว่า เป็นเรื่องปกติของกลไกรัฐสภา และพรรคประชาชนพร้อมเดินหน้าทำงานตามกรอบกฎหมายโดยไม่มีความหนักใจ

 

นอกจากนี้ รังสิมันต์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ ปปง. ส่งสำนวนคดียึดทรัพย์เครือข่ายเบน สมิธ ในคดี แตงไทย มูลค่า 12,123 ล้านบาท ให้อัยการสูงสุดพิจารณา โดยระบุว่า ตำรวจสอบสวนกลางควรเร่งขยายผลในคดี Huione pay ด้วย เพราะหากสืบเส้นทางการเงินสำเร็จ อาจนำไปสู่การยึดทรัพย์ได้สูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท ซึ่งจะสามารถนำมาเยียวยาผู้เสียหายชาวไทยได้จำนวนมาก

 

ต่อมาเวลา 10.12 น. วิฑูรย์ เก่งงาน หนึ่งในทีมทนายความของเบน สมิธ (รับผิดชอบเฉพาะคดีฟอกเงินที่ถูก ปปง. อายัดทรัพย์) ให้สัมภาษณ์ถึงคดีหมิ่นประมาทว่า ฝั่งโจทก์เตรียมพยานบุคคล 5 ปาก ขณะที่ฝั่งจำเลยเบิกพยานถึง 16 ปาก

 

วิฑูรย์ แสดงความไม่พอใจเมื่อทราบว่าในบัญชีพยาน 16 ปากของรังสิมันต์ มีชื่อของ อดีตภรรยา, ภรรยาปัจจุบัน, ลูกชาย และลูกสาว ของเบน สมิธ รวมอยู่ด้วย

 

“เรื่องนี้ทางเราไม่โอเคอย่างมาก คดีนี้เป็นเรื่องระหว่างคุณรังสิมันต์กับเบน การดึงครอบครัวที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นพยานถือว่าผิดมารยาท คนเราทำสงครามรบกัน ไม่ควรดึงลูกเมียเขามาเกี่ยว ผมตั้งคำถามถึงจรรยาบรรณว่าต้องเล่นกันขนาดนี้เลยหรือ” วิฑูรย์ กล่าว

 

ทนายความกล่าวทิ้งท้ายว่า การอภิปรายของรังสิมันต์เป็นการกล่าวหาและใส่ร้ายนักธุรกิจที่เข้ามาลงทุนตามปกติ โดยจับแพะชนแกะเพื่อหวังผลทางการเมืองในการโจมตี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งอยู่ฝ่ายรัฐบาลในขณะนั้น ส่วนคดีฟอกเงินที่ถูก ปปง. อายัดทรัพย์ ตนพร้อมต่อสู้ตามพยานหลักฐานอย่างเต็มที่โดยไม่มีความกังวลใดๆ

The post รังสิมันต์ โรม ขึ้นศาลสู้คดี ‘เบน สมิธ’ ฟ้องหมิ่นฯ 100 ล้าน ปมแฉสแกมเมอร์ ทนายโจทก์ตั้งคำถาม ทำไมต้องดึงลูก-ภรรยา เป็นพยานผิดมารยาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
สแกมเมอร์ฟอกเงินผ่านโครงการรัฐ สแกนม่านตา และ MOU ต้องสงสัย? https://thestandard.co/scammer-money-laundering-government-iris-scan-mou/ Thu, 12 Feb 2026 04:29:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1177683 ภาพประกอบแสดงการเชื่อมโยงระหว่างโครงการรัฐ การสแกนม่านตา และ MOU ต้องสงสัย ที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าโครงการของรัฐอาจถูกใช้เป็นฉากหน้าแก่บร […]

The post สแกมเมอร์ฟอกเงินผ่านโครงการรัฐ สแกนม่านตา และ MOU ต้องสงสัย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการเชื่อมโยงระหว่างโครงการรัฐ การสแกนม่านตา และ MOU ต้องสงสัย ที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าโครงการของรัฐอาจถูกใช้เป็นฉากหน้าแก่บริษัทเอกชนและบุคคลต้องสงสัยที่ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป ด้วยการเซ็น MOU ที่ใช้เวลาดำเนินการเพียง 3 วัน ก่อนจะพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงินสแกมเมอร์และโครงการสแกนม่านตาแลกคริปโต ที่คนไทยกว่า 1.2 ล้านคน เข้าร่วมโครงการไปแล้ว และไม่เคยได้รู้ว่าข้อมูลของตัวเองถูกนำไปใช้อย่างไร

 

KEY MESSAGES สัปดาห์นี้จะพาทุกคนขุดคุ้ย MOU ของรัฐที่เชื่อมโยงถึงบริษัทต้องสงสัย รวมถึงข้อมูลจากรัฐมนตรี และการยืนยันจากกรมสอบสวนพิเศษ ว่าเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และใครอยู่เบื้องหลัง

 

โครงการ TIDC ของกระทรวงดีอีและบริษัทเอกชนต้องสงสัย?

 

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายปี 2567 การรายงานข่าวของกระทรวงดีอียุคประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรัฐมนตรี ได้สนับสนุนให้ทำโครงการที่ชื่อว่า ศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลและการเงินของประเทศไทย (Thailand International Digital Business & Finance Centre) หรือ TIDC เพื่อสร้างศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลและออนไลน์ยุคใหม่ โดยมีกระทรวงดีอี บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และบริษัทเอกชนที่ชื่อว่า Prime Opportunity Fund VCC Singapore เป็นผู้ร่วมผลักดันโครงการ และทั้งสามฝ่ายได้ตกลงเซ็น MOU ร่วมกัน

 

ทุกอย่างดูจะเป็นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งเกิดข่าวใหญ่ว่าไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีกระทรวงดีอีคนถัดมา ได้ประสานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI และสำนักงาน ปปง. เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงหลังพบว่าบริษัท Prime Opportunity อาจมีส่วนเชื่อมโยงกับขบวนการฟอกเงินระดับโลก และพบความผิดปกติของ MOU ฉบับดังกล่าว ทั้งเนื้อหาและระยะเวลาที่ใช้ดำเนินการก่อนลงนามเพียง 3 วันเท่านั้น

 

Key Messages ได้เอกสาร MOU ของโครงการ TIDC มาสองฉบับ ฉบับแรกคือข้อตกลงร่วมระหว่างกระทรวงดีอี กับบริษัท Prime Opportunity และอีกฉบับคือข้อตกลงร่วมระหว่าง NT กับบริษัท Prime Opportunity

 

MOU ฉบับแรกลงนามเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ระบุวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำโครงการ TIDC โดยใช้เวลาเริ่มต้น 36 เดือน กับการทดสอบโครงการผ่านระบบ Digital Economy Regulatory Sandbox หรือ DERS หมายถึงพื้นที่ที่ถูกออกแบบให้ครอบคลุมทุกกิจกรรมดิจิทัลให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เป็นพื้นที่จำลอง เป็นการทดสอบแบบปิด และจะไม่ถือว่าเป็นการทำธุรกรรมในโลกแห่งความจริง

 

สิ่งที่จะอยู่ใน DERS มีหลายอย่าง เช่น ระบบการทำธุรกรรมและการชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัล ธนาคารดิจิทัล การจัดการการลงทุนและกองทุน รวมถึง E-commerce ที่เน้นสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างการแปลงหลักทรัพย์เป็นโทเคน บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกและสตาร์ทอัพ ผู้เชี่ยวชาญด้าน CGI ผู้พัฒนาเกม ทรัพย์สินทางปัญญา กองทุน R&D ระบบรักษาความปลอดภัย วิทยาศาสตร์ข้อมูล ชีวิต และสุขภาพ รวมถึงกิจกรรมที่น่าสนใจอย่าง ‘บริการเกมออนไลน์และการพนันกีฬา’ ปรากฎอยู่ด้วย

 

เมื่อมีข้อตกลงเกี่ยวกับอภิมหาโปรเจกต์ขนาดนี้ MOU เลยระบุให้ Developer อย่างบริษัท Prime Opportunity จัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและออกวีซ่าพิเศษจำนวน 500 คน เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาทำงานในไทย และจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการแต่เพียงผู้เดียว โดยหนึ่งในเหตุผลสำคัญของการทำ DERS ก็เพื่อให้กระทรวงดีอีได้เห็นถึงความสามารถในการติดตามและกำกับดูแลกิจกรรมหรือธุรกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในโครงการ TIDC

 

และท้ายสุดของ MOU มีบุคคลร่วมลงชื่อสองคน ฝั่งหน่วยงานรัฐคือ วิศิษฎ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ในเวลานั้น และฝั่ง Prime Opportunity คือชายที่ชื่อว่า Tan Kun Chiao George หรือ George Tan (จอร์จ แทน)

 

ส่วน MOU อีกฉบับเป็นข้อตกลงระหว่าง NT กับบริษัท Prime Opportunity เน้นใจความสำคัญไปยังโปรเจกต์ที่อยู่ในโครงการ TIDC อีกที ชื่อว่า Next Generation Gaming Project โดยบริษัท Prime Opportunity จะจัดการเกี่ยวกับโปรเจกต์ ส่วน NT จะคอยกำกับดูแล ให้ข้อเสนอแนะ มีส่วนพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ รวมถึงเรื่อวค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ ร่วมกับบริษัท Prime Opportunity

 

MOU ฉบับดังกล่าวลงนามโดย พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ส่วนฝั่งบริษัท Prime Opportunity คือ จอร์จ แทน เหมือนที่เซ็นไว้กับ MOU ของกระทรวงดีอี

 

และอีกหนึ่งความน่าสนใจของการเซ็น MOU ฉบับนี้ คือการมีสักขีพยานเป็นนักการเมืองระดับชาติหลายราย เช่น ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีดีอี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กับ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่ดูแลกระทรวงกระเกษตรในเวลานั้น รวมถึงชายที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปีที่ผ่านมาอย่าง เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerberger) นักการเงินที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นล็อบบี้ยิสต์และเป็นนายหน้าฟอกเงินให้เครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาคอาเซียน

 

จึงเป็นที่น่าสงสัยอย่างมากว่าทำไม เบนจามิน เมาเออร์เบอเกอร์ ถึงอยู่ในการเซ็น MOU ของรัฐไทย เขาเกี่ยวข้องอะไรกับ MOU ฉบับนี้ เกี่ยวข้องกับบริษัทเอกชนหรือคนของกระทรวงดีอี ทำไมคนจากกระทรวงเกษตรถึงมาเป็นพยานในการเซ็น MOU ของกระทรวงดีอี และทำไมบริษัท Prime Opportunity ถึงถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายฟอกเงินและบริษัทสแกนม่านตาแลกคริปโตเคอเรนซี

 

ทางด้านของวิศิษฎ์ที่เป็นคนเซ็น MOU เคยตอบสื่อมวลชนว่าในช่วงเวลานั้นเขาไม่รู้จักกับเบนจามิน เมาเออร์เบอเกอร์เลย และในส่วนของเนื้อหา MOU บริษัท Prime Opportunity จะมาดำเนินธุรกิจที่กฎหมายไทยยังไม่รองรับอย่างพนันออนไลน์ เขาอธิบายว่าโดยหลักการแล้วบริษัทจะประกาศว่าอยากทำอะไรใน MOU แต่ก็จะยังทำไม่ได้จนกว่าจะมีกฎหมายอนุญาต อันนี้เป็นหลักปกติ และ MOU จะไม่ได้ยกเว้นหรือให้สิทธิพิเศษใดๆ แก่บริษัท

 

ทางด้านของประเสริฐ หลังเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน เขาตอบสื่อมวลชนว่าข้อมูลที่มอบให้ DSI เป็นความลับ ขอไม่เปิดเผย แต่จะมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ ก็สามารถมองได้ เพราะ MOU ฉบับนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2567 แต่เพิ่งมาเป็นประเด็น

 

ส่วนร้อยเอกธรรมนัสในฐานะพยานการเซ็น MOU เคยถูกสื่อมวลชนจี้ถามเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน แต่เขากลับตอบว่าให้ไปถามเรื่องสงครามหรือเรื่องซีเกมได้ไหม และไม่ยอมตอบคำถามใดๆ ว่าทำไมเขาถึงไปปรากฎตัวอยู่ในงานนี้

 

ความเชื่อมโยงของ Prime Opportunity กับสแกนม่านตาแลกคริปโตฯ และเครือข่ายฟอกเงินสแกมเมอร์?

 

เมื่อดูรายละเอียดของ MOU จะเห็นว่าเนื้อหาไม่ได้พูดถึงการเปิดบริษัทที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงดีอีกับบริษัท Prime Opportunity แบบชัดเจน แต่ไชยชนกให้ข้อมูลกับรายการ KEY MESSAGES ว่าจากการลงนาม MOU มีการตั้งบริษัทที่ชื่อว่า TIDC Group และบริษัทลูกอย่าง TIDC Worldverse ขึ้นมาทำอะไรบางอย่างด้วย

 

ไชยชนก: มันมีการสื่อสาร มีการทำการโปรโมทที่เป็นการติดต่อกันระหว่าง TIDC ทางฝั่งของกระทรวงฯ ให้กระทรวงโปรโมท เว็บไซต์ของ TIDC เองมีการสื่อสารแล้วประสานให้นำโลโก้ของทั้งกระทรวง DE โลโก้ของทาง NT ขึ้นไปอยู่บนเว็บไซต์ พอเลื่อนลงไปล่างสุดจะเห็นข้อความที่เขียนว่า TIDC Group และใน TIDC มันก็จะมี TIDC Holding, TIDC Worldverse, TIDC Limited โดยหลักฐานที่เห็นทุกอย่างมันเครือเดียวกัน

 

เมื่อมีการยืนยันว่ากระทรวงดีอีและบริษัท Prime Opportunity มีบริษัทร่วมกันเป็น TIDC Group ไชยชนกระบุอีกว่า สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์หรือ ETDA และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เคยได้รับเอกสารจากบริษัท TIDC Worldverse ผู้นำเข้ากล้องสแกนม่านตา และเป็นกลุ่มบริษัทที่ไปเซ็นสัญญาโดยตรงกับ Tools for Humanity เพื่อขอทำโครงการ World ID ระบบที่ยืนยันตัวตนว่าเป็นมนุษย์จริงๆ ด้วยการสแกนม่านตา แต่ถูก ETDA และ สคส. ปฏิเสธไม่อนุญาตให้ดำเนินโครงการ

 

แต่กลายเป็นว่าในปี 2567 มีคนไทยกว่า 1.2 ล้านคนทั่วประเทศ สแกนม่านตาไปแล้ว และมอบเงินคริปโตสกุล Worldcoin (WLD) เป็นการตอบแทน แต่แหล่งข่าวอีกรายระบุว่า พอสแกนม่านตา ได้เหรียญดิจิทัลมาแล้ว ก็จะมีคนรอรับซื้อเหรียญดิจิทัลนั้นทันทีโดยจ่ายเป็นเงินสด

 

เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่ซื้อขายเหรียญดิจิทัล แต่เป็นเรื่องของการที่ผู้จัดทำโครงการไม่ได้แจ้งรายละเอียดทั้งหมดต่อประชาชน ม่านตาของพวกเขาถูกบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ โดยไม่มีใครทราบว่าจะถูกเอาไปใช้ต่อหรือไม่ ใช้อย่างไรบ้าง และบริษัทอาจนำข้อมูลไปขายต่อให้พันธมิตรโดยไม่บอกผู้ใช้ หรือคิดในกรณีที่แย่ที่สุด ม่านตาของคนไทยกว่า 1.2 ล้านคน จะถูกเอาไปเป็นบัญชีม้าทางดิจิทัลด้วยหรือเปล่า ก็ไม่มีใครรู้

 

ไชยชนก: เวลาจะเก็บข้อมูลมันจะมีในเรื่องกฎหมายของ PDPA อยู่แล้วว่ามันต้องขอการยินยอม ต้องมีการแจ้งผู้ที่จะได้รับการเก็บข้อมูลก่อนว่าคุณเก็บไปทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการส่วนที่ทำถูกต้อง หรือกระบวนการส่วนที่ทำแบบมีความจงใจเก็บเหรียญที่มันถือเป็นการฉ้อโกงประชาชน ไม่ได้มีการแจ้งให้พี่น้องประชาชนรับทราบเลยว่าคุณจะเก็บอะไร แล้วก็ไม่ได้มีการแจ้งอย่างละเอียดในเรื่องของผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับจากการที่คุณไปสมัครทำ ID

 

ไชยชนก: พอเราไปบอกเขาแล้วว่าทำไม่ได้ เขาก็อ้างว่าเขาไม่ได้เก็บ เขาทำในเชิงแค่ยืนยันตัวตนว่าเป็นมนุษย์โดยการใช้ม่านตาหรือ IR สแกน พอสแกนเสร็จแล้วลบทิ้งไม่มีการเก็บแน่นอน เราเลยให้คนไปสแกน พอคนสแกนเสร็จปุ๊บ รอบแรกก็สร้าง ID สร้างแอ็กเคานต์ได้หมด หลังจากนั้นเราก็เว้นระยะไว้ ถ้าเกิดจริงอย่างที่ว่าคือลบ ไม่เก็บ ตอนไปสแกนอีกครั้งหนึ่งก็ต้องสแกนได้อีกหรือเขาก็ต้องไม่รู้ แต่พอเราทดสอบกลับไปสแกนอีกครั้ง คนเดิม สรุปแล้วคือระบบมัน identify มาว่าคุณเคยสแกนแล้ว

 

ไชยชนก: หมายความว่าต้องเก็บแน่นอน แล้วทีนี้ถามว่ามันส่งต่อได้ไหม มีอีกข้ออ้างหรือเหตุผลหนึ่งที่เขาให้มาว่ามันไม่ได้เป็นการเก็บม่านตา เพราะว่าเขาสแกนเสร็จปุ๊บ เขาเอาม่านตา convert มาเป็นโค้ด พอ convert เป็นโค้ด เขาก็จะบอกว่ามันไม่ได้เป็นการเก็บ ID แต่ไม่ว่าอย่างไรข้ออ้างที่ให้มันพิสูจน์มาแล้วว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง ความเป็นจริงก็คือท่านเก็บแล้ว ไม่ว่าจะเก็บในรูปแบบม่านตาหรือเก็บในรูปแบบโค้ด ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะว่าทั้งสองแบบมันถูก transfer หรือปรับเปลี่ยนได้

 

หลังจากนั้น วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้ออกคำสั่งระงับการดำเนินงานสแกนม่านตาในประเทศไทย จะต้องลบทำลายข้อมูลม่านตาและข้อมูลส่วนบุคคลจำนวน 1.2 ล้านคนภายใน 7 วัน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการโอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย หรือป้องกันการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ถูกต้อง รวมถึงเหตุผลเรื่องการจูงใจด้วยการมอบเหรียญคริปโต ถือเป็นการขอความยินยอมที่ไม่เป็นไปโดยอิสระตามกฎหมายกำหนด และใช้ข้อมูลเกินวัตถุประสงค์

 

ไชยชนก: ยังมีอีกหลายเรื่องที่เรายังสามารถเรียกความเป็นธรรมให้พี่น้องประชาชนได้ ทั้งในเรื่องของการปรับกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องจากการละเมิดในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลชีวภาพ เราสามารถปรับได้มากสุดถึงตั้ง 5 ล้านบาทต่อ 1 ถ้าเกิดเราสามารถทำตรงนี้ได้สามารถทั้งเยียวยา ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับการเยียวยาจากความสูญเสียที่เกิดขึ้น แล้วก็นำไปซึ่งแม้กระทั่งการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมากมาย ลองนึกภาพว่า 5 ล้านบาทต่อ 1 ID มหาศาลแค่ไหนครับ

 

และ DSI รับเรื่องนี้มาเป็นคดีพิเศษเลขคดีที่ 148/2568 โดยจะดูในฐานความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14

 

นอกเหนือจากความเชื่อมโยงกับประเด็นสแกนม่านตา บริษัทต้นเรื่องอย่าง Prime Opportunity ซึ่งเป็นบริษัทแบบทุนแปรผัน จัดตั้งและดำเนินงานภายใต้กฎหมายของประเทศสิงคโปร์ ที่มีตัวแทนเซ็น MOU อย่าง จอร์จ แทน ก็ถูกพบว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงินของแก๊งสแกมเมอร์ และอาจเกี่ยวข้องกับเบนจามิน เมาเออร์เบอเกอร์ ที่ถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. อายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท รวมถึงนายยิมเลี๊ยก ประธานกลุ่มธนาคารในประเทศกัมพูชา

 

ไชยชนก: ถ้าจะโยงจากสัญญาก็จะเป็นบริษัท TIDC ที่เกิดขึ้นจากสัญญาที่เซ็นโดยกระทรวงกับทาง Prime Opportunity ตัวผู้ถือหุ้นของ TIDC เนื่องจากเป็นบริษัทในไทยก็จะมี 51% เป็นคนไทย แล้วคนไทยท่านนั้นผมขออนุญาตไม่เอ่ยนาม แต่ผมคิดว่าท่านคงไปสืบหากันเองได้ แต่ว่าท่านเองก็เป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับการก่อตั้งธนาคาร BIC เช่นกันกับบริษัทที่เคยมีข้อพิพาทในกรรมาธิการความมั่นคง เรื่องมีความเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ก็คือ Prime Street Consultant

 

ไชยชนก: ในส่วนผู้ถือหุ้นของตัว Prime Opportunity อีก 49% ก็มีผู้ลงนามที่ลงนามในสัญญาเป็นจอร์จ แทน ซึ่งคุณจอร์จแม้จะลงนามในบริษัท Prime Opportunity แต่ลงนามโดยตำแหน่งคือ Chief Commercial Officer ของทาง Capital Asia Investment (CAI) ซึ่งก็เป็นกลุ่มธนาคารหรือกลุ่มฟันด์ที่มันมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับในเครือข่ายต่างๆ ที่ผมเชื่อว่าหลายท่านก็เห็นในเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ถูกพูดถึงในสื่อ

 

เมื่อเอาข้อมูลจากไชยชนก มาประกบกับการรายงานของสำนักข่าวอิสรา ทำให้เห็นความเชื่อมโยงชัดเจนขึ้นว่า จอร์จ แทน นั่งอยู่ในบอร์ดของบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งมีแคทรียา บีเวอร์ ภรรยาของเบนจามิน เมาเออร์เบอเกอร์ และ วิรันยา ยิมจ์ ภรรยาของยิมเลี๊ยก ถือหุ้นอยู่ เป็นบริษัทที่ออกใบอนุญาตจ้างงานเบนจามิน ปรึกษาและโครงการลงทุนในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในบริษัทที่ถูก ปปง. ออกคำสั่งอายัดทรัพย์

 

ไชยชนก: แค่จุดเริ่มต้นเหล่านี้มันก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกให้เห็นถึง Connection ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราก็มีโอกาสทำงานควบคู่ในส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับทางการปราบปรามการสแกม ในเรื่องของยิมเลี๊ยก ที่นำไปซึ่งการยึดทรัพย์ต่างๆ แล้วเราก็จะพบว่าเครือข่ายเหล่านี้มันมีความพัวพันกันคุณจอร์จ แทน ผมจำไม่ได้ว่าเป็นการบริหารทรัพย์ของกลุ่มไหน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นภรรยาของยิมเลี้ยกด้วย มันจะมีสิ่งที่พัวพันกันเยอะมาก ที่เป็นที่เป็นข้อมูลที่เป็นประจักษ์แล้ว ที่อยู่ในสื่อมวลชนทั่วไปด้วย

 

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเรื่องราวทั้งหมดไม่ถูกเปิดโปง?

 

สิ่งที่อันตรายที่สุดในเรื่องนี้อาจไม่ใช่คริปโต ไม่ใช่การสแกนม่านตา และไม่ใช่ชื่อของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่อยู่ที่ตราประทับของรัฐที่ถูกใช้สร้างความชอบธรรมให้กับระบบที่ประชาชนไม่รู้จัก ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ และไม่เคยยินยอมอย่างแท้จริง

 

เมื่อโครงการใดก็ตามสามารถอ้างความร่วมมือกับกระทรวง อ้างโลโก้หน่วยงานรัฐ และอ้างการอยู่ใน sandbox ของรัฐบาลได้ ความระแวดระวังของสังคมจะลดลงโดยอัตโนมัติ เพราะถูกแทนที่ด้วยความเชื่อที่ว่า “ถ้ารัฐรับรองแล้ว ก็คงจะปลอดภัย”

 

แต่ในโลกดิจิทัล ความน่าเชื่อถือคือทรัพยากรที่มีมูลค่าสูง และถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือได้ง่ายกว่างบประมาณหรืออำนาจตามกฎหมาย หากกลไกของรัฐถูกใช้เป็นฉากหน้าให้กับเครือข่ายธุรกิจที่ไม่มีใครรู้ว่ามาจากไหน ทำอะไรอยู่ และมีใครอยู่เบื้องหลัง ระบบฟอกเงินในศตวรรษที่ 21 ก็ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนอีกต่อไป แต่สามารถดำเนินการได้อย่างเปิดเผยภายใต้คำว่านวัตกรรม เทคโนโลยีแห่งอนาคต และการทดสอบเชิงนโยบาย กลายเป็นการฟอกเงินในระบบดิจิทัลที่รัฐรับรอง เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ไม่มีที่สิ้นสุดของการฟอกเงิน

 

ไชยชนก: ตอนเข้ามาในตอนแรกก็มีการขอเกี่ยวกับเรื่องนี้ วินาทีที่เราทราบว่ามันมีแล้วก็ได้รับการตอบรับกลับมาที่บอกว่าไม่มี ไม่รู้ ทั้งในเชิงของตัวสัญญา ในเชิงของกระบวนการลงนาม MOU ในเรื่องของพิธีต่างๆ บอกว่าไม่มีนะครับ แต่ท้ายที่สุดแล้ว มีสื่อหนึ่งที่ออกรูปภาพออกมาก่อน หลังจากนั้นผมสามารถที่จะเอาหลักฐานตรงนี้ไปจี้ถามหน่วยงาน จนนำมาซึ่งว่าเราได้เจอครบภาพของกระบวนการตรงนั้นเยอะ แล้วก็ได้ทำให้เราสืบไปเจอในเรื่องของการทำการโปรโมทโฆษณา TIDC โดยกระทรวง ที่เกี่ยวข้องกับมิติอื่นๆ ที่ก่อนหน้านี้หาไม่พบ

 

ไชยชนก: จริงๆ ใน 1 สิ่งที่อยู่ใน MOU ที่ผมคิดว่ามันอาจจะดูเป็นเรื่องที่พอเรามามองเรื่องสแกมเมอร์ เรื่องอะไรแล้วจะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ผมว่าเป็นหนึ่งในเรื่องใหญ่มากๆ ที่อยู่ใน MOU คือ Cyber Security ถ้าเกิดกลุ่มกระบวนการเหล่านี้เข้ามาสร้างแล้วทำแล้วเป็นคนคุมในเรื่องของ Cyber Security มันเปรียบเสมือนทุกสิ่งทุกอย่าง ในอนาคตมันไม่มีความปลอดภัยทางไซเบอร์อีกต่อไป อะไรที่เราต้องพึ่งพา แล้วเราคิดว่าเป็นสิ่งที่จะเป็นเกาะกำบังให้เรา กลับกลายจะเป็นสิ่งที่นำเราไปสู่เอาข้อมูลต่างๆ เอาความปลอดภัยเราต่างๆ ไปมอบให้สแกมเมอร์

 

และถ้าวันหนึ่งโครงสร้างเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเก็บข้อมูลหรือการแลกคริปโต แต่ขยายไปสู่การควบคุมระบบความมั่นคงไซเบอร์ ระบบยืนยันตัวตน หรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ คำถามจะไม่ใช่แค่ว่าใครทำผิดกฎหมายหรือไม่ แต่จะกลายเป็นคำถามว่าใครคือผู้มีอำนาจแท้จริงของประเทศนี้กันแน่ และเมื่อเรื่องราวถูกอ้างชื่อของหน่วยงานรัฐ ประชาชนก็ย่อมจะต้องตรวจสอบได้

 

เพราะถ้าเรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีใครตั้งคำถาม วันนี้มันอาจเป็น sandbox วันหนึ่งมันอาจเป็นโครงการนำร่อง และวันต่อไปมันอาจกลายเป็นโครงสร้างถาวรของประเทศ โดยที่ประชาชนไม่เคยมีโอกาสเลือก ไม่แม้กระทั่งได้รับรู้เลยด้วยซ้ำ

 

ดู VDO KEY MESSAGES สแกมเมอร์ฟอกเงินผ่านโครงการรัฐ สแกนม่านตา และ MOU ต้องสงสัย?:

 

 

The post สแกมเมอร์ฟอกเงินผ่านโครงการรัฐ สแกนม่านตา และ MOU ต้องสงสัย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปปง. มีมติส่งเรื่องให้อัยการยื่นขอให้ศาลให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สิน 1.3 หมื่นล้าน แก๊งค์ ‘ยิม เลียก’-‘เบน สมิธ’ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน https://thestandard.co/amlo-asset-seizure-leak-yim-ben-smith/ Thu, 12 Feb 2026 02:05:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1177598 เจ้าหน้าที่ ปปง. แถลงข่าวเรื่องการยึดทรัพย์สิน 1.3 หมื่นล้านบาท ของแก๊งฉ้อโกงข้ามชาติ

สำนักงาน ปปง. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ […]

The post ปปง. มีมติส่งเรื่องให้อัยการยื่นขอให้ศาลให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สิน 1.3 หมื่นล้าน แก๊งค์ ‘ยิม เลียก’-‘เบน สมิธ’ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ ปปง. แถลงข่าวเรื่องการยึดทรัพย์สิน 1.3 หมื่นล้านบาท ของแก๊งฉ้อโกงข้ามชาติ

สำนักงาน ปปง. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีรายคดีสำคัญที่คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินชั่วคราวของผู้มีส่วนได้เสียแล้ว ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราวนั้น มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ในคดีสำคัญ 4 รายคดี รวมมูลค่า ประมาณ 13,074 ล้านบาท ดังนี้

 

1. รายคดี นางสาวแตงไทยฯ กรณี MR.LEAK YIM นางวิรินยาฯ MR.SMITH BEN และนางสาวแคทรียาฯ กับพวก ได้หลอกลวงผู้เสียหาย มีข้อมูลเชื่อมโยง นายยิม เลียก และพบข้อมูลการทำธุรกรรม เชื่อมโยงไปยังนายเบน สมิธ ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน

 

ผลคดี ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 68 รายการ (ย.300 – 302/2568 และ ย.305/2568 เช่น ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ เรือยอชท์ และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 12,123 ล้านบาท

 

2. รายคดี นายเฉิน จื้อ กับพวก สำนักงาน ปปง. ได้ตรวจสอบพบข้อมูลเครือข่ายการฉ้อโกงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล เชื่อมโยง นายเฉิน จื้อ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจข้ามชาติในประเทศกัมพูชา

 

ผลคดี ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 96 รายการ (ย.293/2568 เช่น ที่ดิน เงินสด สินค้าแบรนด์เนม และเครื่องประดับ) รวมมูลค่าประมาณ 345 ล้านบาท

 

3. รายคดี นายก๊ก อาน กับพวก สืบเนื่องจากกรณีการจับกุมผู้กระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงิน

 

ผลคดี ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 89 รายการ (ย.297/2568 เช่น ที่ดิน และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 560 ล้านบาท

 

4. รายคดี นายเอื้ออังกูรฯ กับพวก กรณี กลุ่มมิจฉาชีพชักชวนให้ประชาชนลงทุนเทรดหุ้น ผ่านกลุ่มไลน์

 

ผลคดี ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 31 รายการ (ย.296/2568 เช่น เงินสด และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท

 

อนึ่ง ในรายคดีดังกล่าวข้างต้น หากมีผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน สำนักงาน ปปง. จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานตามกฎหมาย และส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลนำเงินหรือทรัพย์สินในรายคดีดังกล่าว มาคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

 

เจ้าหน้าที่ ปปง. แถลงข่าวเรื่องการยึดทรัพย์สิน 1.3 หมื่นล้านบาท ของแก๊งฉ้อโกงข้ามชาติ 1

 

ภาพ: DC Studio / Shutterstock

The post ปปง. มีมติส่งเรื่องให้อัยการยื่นขอให้ศาลให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สิน 1.3 หมื่นล้าน แก๊งค์ ‘ยิม เลียก’-‘เบน สมิธ’ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทนาย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บุก ปปง. ยื่นสอบบิ๊กตำรวจนั่ง กก.ธุรกรรม ปมเอี่ยวเว็บพนัน หวั่นใช้อำนาจมิชอบกลั่นแกล้งคู่ขัดแย้ง https://thestandard.co/surachate-hakparn-aml-police-probe/ Mon, 09 Feb 2026 10:24:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1176541 ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ยื่นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ ปปง. เพื่อขอให้ตรวจสอบบิ๊กตำรวจที่อาจเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์

วันนี้ (9 กุมภาพันธ์) ที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการ […]

The post ทนาย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บุก ปปง. ยื่นสอบบิ๊กตำรวจนั่ง กก.ธุรกรรม ปมเอี่ยวเว็บพนัน หวั่นใช้อำนาจมิชอบกลั่นแกล้งคู่ขัดแย้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ยื่นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ ปปง. เพื่อขอให้ตรวจสอบบิ๊กตำรวจที่อาจเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์

วันนี้ (9 กุมภาพันธ์) ที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีต รอง ผบ.ตร.) ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนถึงเลขาธิการ ปปง. เพื่อขอให้มีการตรวจสอบนายตำรวจระดับสูงรายหนึ่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ โดยมี วิทยาพร จันทวาส ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสืบสวนสอบสวนทางการเงิน และรองโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. เป็นผู้รับมอบหนังสือ

 

สัญญาภัชระ เปิดเผยว่า สาระสำคัญของการยื่นหนังสือในครั้งนี้ คือการเรียกร้องให้ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรรมการธุรกรรมท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นนายตำรวจระดับสูง ว่ามีพฤติการณ์เข้าไปเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งถือเป็นความผิดมูลฐาน หรือมีความสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการธุรกรรมเป็นไปด้วยความอิสระ โปร่งใส และธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมอย่างแท้จริง ปราศจากข้อครหา

 

ทางด้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ฝากข้อความยืนยันผ่านทนายความว่า ตนพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนของกฎหมายที่ถูกต้อง ภายใต้อำนาจการสอบสวนและพิจารณาที่บัญญัติไว้ แต่ขอใช้สิทธิปฏิเสธและทักท้วงการใช้อำนาจใดๆ ที่มิชอบด้วยกฎหมาย หรือการดำเนินการโดยองค์กรที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ ซึ่งมีลักษณะเลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการใช้อำนาจนั้นมาจากบุคคลที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับท่าน ย่อมเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน สร้างภาระเกินควรและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์

 

ดังนั้น บุคคลที่จะใช้อำนาจดังกล่าวควรต้องได้รับการตรวจสอบความบริสุทธิ์ของตนเองก่อน หรือให้คณะกรรมการที่สังกัดอยู่ทำการตรวจสอบว่ามีส่วนพัวพันกับความผิดมูลฐานฟอกเงินหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อสาธารณชน

 

สัญญาภัชระ กล่าวทิ้งท้ายว่า การมายื่นหนังสือในวันนี้ เป็นการดำเนินการเพื่อปกป้องสิทธิทางกฎหมายของอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาจะกลั่นแกล้งผู้หนึ่งผู้ใด แต่เป็นการทำหน้าที่เพื่อให้เกิดความถูกต้องและเป็นธรรมตามครรลองของกฎหมาย

The post ทนาย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บุก ปปง. ยื่นสอบบิ๊กตำรวจนั่ง กก.ธุรกรรม ปมเอี่ยวเว็บพนัน หวั่นใช้อำนาจมิชอบกลั่นแกล้งคู่ขัดแย้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปปง. แถลงผลยึด-อายัดทรัพย์สินกว่า 1,148 ล้านบาท พบอดีตเจ้าอาวาสวัดดังและเครือข่ายตี่ลี่ ฮวงจุ้ย พัวพันคดีฟอกเงิน https://thestandard.co/amlo-seized-assets-abbot-feng-shui/ Wed, 14 Jan 2026 05:47:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1165076 ปปง. แถลงผลยึด-อายัดทรัพย์สินกว่า 1,148 ล้านบาท พบอดีตเจ้าอาวาสวัดดังและเครือข่าย ตี่ลี่ ฮวงจุ้ย พัวพันคดีฟอกเงิน

วันนี้ (14 มกราคม) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน […]

The post ปปง. แถลงผลยึด-อายัดทรัพย์สินกว่า 1,148 ล้านบาท พบอดีตเจ้าอาวาสวัดดังและเครือข่ายตี่ลี่ ฮวงจุ้ย พัวพันคดีฟอกเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปปง. แถลงผลยึด-อายัดทรัพย์สินกว่า 1,148 ล้านบาท พบอดีตเจ้าอาวาสวัดดังและเครือข่าย ตี่ลี่ ฮวงจุ้ย พัวพันคดีฟอกเงิน

วันนี้ (14 มกราคม) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีมติจัดการทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ทั้งยาเสพติด ทุจริตต่อหน้าที่ ฉ้อโกงประชาชน และพนันออนไลน์ รวมมูลค่าการดำเนินการทั้งสิ้นกว่า 1,148 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดคดีสำคัญ ดังนี้:

 

1. มติยึดและอายัดทรัพย์สินใหม่ (16 รายคดี รวม 252 ล้านบาท)

 

คณะกรรมการฯ มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมในคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ได้แก่:

 

  • คดีอดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ และ หมอบี : (อลงกต และเสกสันน์) กรณีเบียดบังเงินบริจาคของวัดไปใช้ส่วนตัว พบความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และฟอกเงิน ยึดทรัพย์สิน 20 รายการ มูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท (เช่น รถยนต์ สินค้าแบรนด์เนม ที่ดิน)
  • คดีเครือข่ายตี่ลี่ ฮวงจุ้ย: (สุพิชฌาย์ กับพวก) เชื่อมโยงธนวันต์ฯ กรณีฉ้อโกงประชาชนและพนันออนไลน์ ยึดและอายัดทรัพย์สิน 369 รายการ มูลค่าประมาณ 124 ล้านบาท (เช่น วัตถุมงคล เครื่องประดับ ที่ดิน)
  • คดีพนันออนไลน์ผ่านแอปฯ ไลน์: (ฉัตรชัย กับพวก) พฤติการณ์ไลฟ์สดจัดเล่นพนัน ยึดและอายัดทรัพย์สิน 396 รายการ มูลค่าประมาณ 47 ล้านบาท
  • คดีค้ายาเสพติดชายแดนภาคเหนือ: เครือข่ายสิทธิพงษ์ฯ ยึดทรัพย์สินรวมมูลค่าประมาณ 2 ล้านบาท

 

2. มติส่งเรื่องให้อัยการเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน (17 รายคดี รวม 769 ล้านบาท)

 

เนื่องจากผู้มีส่วนได้เสียไม่สามารถนำสืบที่มาของทรัพย์สินได้เพียงพอ ปปง. จึงส่งเรื่องดำเนินการตามกฎหมายในคดีสำคัญ อาทิ:

 

  • คดีอดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง: (พระธรรมวชิรานุวัตร หรือแย้ม) กรณีทุจริตเบียดบังเงินวัดไปซื้อทรัพย์สินในชื่อผู้เกี่ยวข้อง รวม 205 รายการ มูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท
  • คดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ: (ทวีศักดิ์ กับพวก) เชื่อมโยงเครือข่าย พัด สุภาภา (ลี ยงพัด) และทุนจีนในกัมพูชา ส่งเรื่องดำเนินการเพิ่มเติมมูลค่าประมาณ 350 ล้านบาท
  • เครือข่ายเว็บพนันออนไลน์: อาทิ เว็บไซต์ 888point .com และ หวยแบงค์ .com รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ส่งศาลกว่า 347 ล้านบาท

 

3. การคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย (14 รายคดี รวม 127 ล้านบาท)

 

ปปง. มีมติส่งเรื่องให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อนำทรัพย์สินคืนหรือชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงและลักทรัพย์ที่เป็นปกติธุระ ได้แก่:

 

  • เครือข่ายไฮบริดสแกมข้ามชาติ: (วาสนา กับพวก) มูลค่าประมาณ 80 ล้านบาท
  • คดีลักทรัพย์และฉ้อโกงอื่นๆ: อาทิ รายยงยุทธ และ สุรเชษฐ์ รวมมูลค่าประมาณ 41 ล้านบาท

 

สำนักงาน ปปง. ยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมาย พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โดยยึดหลักความรอบคอบและพยานหลักฐาน เพื่อตัดวงจรอาชญากรรมและเยียวยาผู้เสียหายอย่างเท่าเทียม

The post ปปง. แถลงผลยึด-อายัดทรัพย์สินกว่า 1,148 ล้านบาท พบอดีตเจ้าอาวาสวัดดังและเครือข่ายตี่ลี่ ฮวงจุ้ย พัวพันคดีฟอกเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แบงก์ชาติ’ แจงปมการถอนเงินสดสูงผิดปกติในก.ย. 68 มาจากความกังวลอายัดบัญชีม้า ยืนยันติดตามดูแลปริมาณเงินสดในช่วงเลือกตั้งใกล้ชิด https://thestandard.co/bot-clarifies-cash-surge-mule-account-fears/ Sun, 11 Jan 2026 11:53:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1163956 ‘แบงก์ชาติ’ แจงปมการถอนเงินสดสูงผิดปกติ ใน ก.ย. 68 มาจากความกังวลอายัดบัญชีม้า ยืนยันติดตามดูแลปริมาณเงินสดในช่วงเลือกตั้งใกล้ชิด

‘แบงก์ชาติ’ แจงปมการถอนเงินสดสูงผิดปกติในก.ย. 2568 มาจา […]

The post ‘แบงก์ชาติ’ แจงปมการถอนเงินสดสูงผิดปกติในก.ย. 68 มาจากความกังวลอายัดบัญชีม้า ยืนยันติดตามดูแลปริมาณเงินสดในช่วงเลือกตั้งใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แบงก์ชาติ’ แจงปมการถอนเงินสดสูงผิดปกติ ใน ก.ย. 68 มาจากความกังวลอายัดบัญชีม้า ยืนยันติดตามดูแลปริมาณเงินสดในช่วงเลือกตั้งใกล้ชิด

‘แบงก์ชาติ’ แจงปมการถอนเงินสดสูงผิดปกติในก.ย. 2568 มาจากความกังวลปมอายัดบัญชีม้า ระบุยอดถอนเงินพุ่งแค่ช่วงสั้นๆ ยืนยันดูแลติดตามปริมาณเงินสดในช่วงเลือกตั้งใกล้ชิด พร้อมทั้งธนาคารพาณิชย์ให้ติดตามดูแลการเบิกถอนเงินสดที่ผิดปกติอย่างเคร่งครัด และรายงาน ธปท. ทราบด้วย หลังพรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตมีการเบิกธนบัตรมากผิดปกติ หวั่นเตรียมทุ่มซื้อเสียงเลือกตั้งใหญ่

 

วันนี้ (11 มกราคม) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าว การถอนเงินสดที่สูงผิดปกติในช่วงเดือนกันยายน 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอชี้แจงว่า การเบิกถอนเงินสดที่สูงผิดปกติในเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา เป็นผลจากความกังวลต่อการขยายผลของมาตรการอายัดบัญชีม้า ที่ทำให้ประชาชนถอนเงินสดออกมาเก็บและใช้จ่ายแทนการทำธุรกรรมผ่านบัญชีออนไลน์ อีกทั้งร้านค้าหลายแห่งก็หันมารับชำระค่าสินค้าเป็นเงินสดมากขึ้น โดยสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้น ๆ และการชำระเงินของประชาชนได้กลับสู่ภาวะปกติแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม

 

ยืนยันดูแลติดตามปริมาณเงินสดในช่วงเลือกตั้งใกล้ชิด

 

สำหรับการดูแลปริมาณเงินสดที่อาจเพิ่มขึ้นผิดปกติในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ธปท. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องใกล้ชิด และจะบริหารจัดการควบคุมการสำรองเงินสดให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อรองรับความต้องการใช้จ่ายที่แท้จริงของประชาชน ที่รวมความต้องการเงินสดที่ปกติจะเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนด้วยแล้ว

 

รวมทั้ง ธปท. ได้ประสานกับธนาคารพาณิชย์ให้ติดตามดูแลการเบิกถอนเงินสดที่ผิดปกติอย่างเคร่งครัด และรายงาน ธปท. ทราบด้วย

 

พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตมีการเบิกธนบัตรมาก ‘ผิดปกติ’ ห่วงการทุ่มซื้อเสียง

 

การชี้แจงดังกล่าวของธปท. เกิดขึ้น หลังจากชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ผ่าน Facebook โดยตั้งข้อสังเกตว่า มีเงินสด 160,000 ล้านบาทถูกเบิกออกไปไหน ในช่วง 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง

 

ชัยวัฒน์ยังระบุต่อว่า มีผู้ใหญ่ในวงการธนาคารกระซิบมาว่า “ช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา มีการถอนเงินสดจากธนาคารต่างๆมากผิดสังเกต มาถอนกันหลักร้อยล้าน พวกคุณสู้เหนื่อยแน่”

 

ตนจึงไปเปิดข้อมูลสถิติธนบัตรของแบงก์ชาติ แล้วพบว่า ขณะที่เราประกาศว่าไทยจะเป็นสังคมไร้เงินสด แต่ระหว่างกรกฎาคม 2568 –พฤศจิกายน 2568 ธนบัตรที่ถูกเบิกออกจากแบงก์ชาติ มีรวม 160,816 ล้านบาท เฉพาะกันยายน 2568 เดือนเดียว ถูกเบิกออกไปถึง 127,010 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขการเบิกเงินสดรายเดือนที่ ‘สูงที่สุดในประวัติศาสตร์’ แม้อาจจะอ้างได้ว่าเป็นฤดูกาลปลายปีงบประมาณ แต่ถ้าเทียบข้อมูลย้อนหลังหลายปี มันไม่ใช่ค่าปกติตามฤดูกาล (Seasonal) แต่อย่างใด

 

ชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ไทม์ไลน์ทางการเมืองในช่วงเดียวกันคือกรกฎาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง “แพทองธาร” หยุดปฏิบัติหน้าที่ กรณีคลิปเสียง ฮัลโหลอังเคิลกับฮุนเซนสิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญสั่งแพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกฯ และกันยายน 2568 อนุทิน ทำ MOA ยุบสภา ภายใน 4 เดือน

 

“คำถามที่ผมขอฝากไปถึง ปปง. และผู้เกี่ยวข้องและสังคมไทย: เงินสดแสนกว่าล้านนี้ ถูกเบิกไปเตรียมทำอะไร? ในช่วงที่การเลือกตั้งกำลังจะมาถึง? นี่คือสัญญาณอันตรายต่ออนาคตของประชาชนคนไทย เงินสดมหาศาลขนาดนี้ ไม่ใช่เงินซื้อข้าวซื้อของตามปกติแน่นอน แต่คือเงินที่สามารถซื้อเสียง ซื้อเครือข่าย และซื้ออำนาจรัฐได้ และแน่นอนเงินเหล่านี้ไม่มากก็น้อยมาจากทุนเทาที่ปล้นประชาชนมา” ชัยวัฒน์ กล่าว

The post ‘แบงก์ชาติ’ แจงปมการถอนเงินสดสูงผิดปกติในก.ย. 68 มาจากความกังวลอายัดบัญชีม้า ยืนยันติดตามดูแลปริมาณเงินสดในช่วงเลือกตั้งใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ สั่ง 3 มาตรการสกัดทุนเทา อุดรอยรั่วธุรกรรม ‘ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล’ มอบ ปปง. คุมเข้ม หวังเสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย https://thestandard.co/pm-targets-illicit-gold-digital/ Fri, 09 Jan 2026 07:35:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1163321 นายกฯ สั่ง 3 มาตรการสกัดทุนเทา อุดรอยรั่วธุรกรรม ‘ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล’ มอบ ปปง. คุมเข้ม หวังเสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

วันนี้ (9 มกราคม) ที่อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง อนุทิน […]

The post เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ สั่ง 3 มาตรการสกัดทุนเทา อุดรอยรั่วธุรกรรม ‘ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล’ มอบ ปปง. คุมเข้ม หวังเสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ สั่ง 3 มาตรการสกัดทุนเทา อุดรอยรั่วธุรกรรม ‘ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล’ มอบ ปปง. คุมเข้ม หวังเสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

วันนี้ (9 มกราคม) ที่อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน เพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (Data Bureau) ว่า การประชุมวันนี้ เพื่อมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ยกระดับการจัดเก็บฐานข้อมูลธุรกรรมต่างๆ และมีการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ Data Hub เพื่อสามารถนำไปใช้ในการติดตามธุรกรรมทางการเงินได้ แต่ตัวกลางทางการเงินบางประเภทอย่างเช่นทองคำ ยังมีข้อจำกัดในการจัดเก็บข้อมูลทางธุรกรรม จึงได้สั่งการ 3 ข้อ ดังนี้

 

1. ทองคำ ขอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูล ในฐานะหน่วยงานกำหนดหลักเกณฑ์ และวางมาตรการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินของผู้ประกอบการค้าทองคำ และพิจารณายกระดับหลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติให้เข้มข้นมากขึ้น เช่น การปรับลดวงเงินของร้านค้าทองคำที่ต้องมารายงานต่อปปง.หรือกรมสรรพากร ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ขอให้พิจารณาปรับลดลงว่าจะปรับลดลงมาเป็นจำนวนเท่าไหร่ และทำเป็นขั้นบันได

 

2. ทองคำที่ผ่านการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ขอให้ปรับปรุงประกาศกระทรวงการคลัง ที่ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินที่กำหนดการซื้อขายทองคำโดยที่ไม่มีการส่งทองคำจริง จะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข เพื่อให้กรมสรรพากรพิจารณากำหนดจัดทำบัญชีพิเศษ โดยให้ผู้บริการซื้อขายทองคำออนไลน์นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำดังกล่าว ให้แก่กรมสรรพากร และให้ศึกษาแนวทางภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับผู้ประกอบธุรกิจซื้อขายทองคำร่วมกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อไป

 

3. สินทรัพย์ดิจิทัลขอให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พิจารณากำหนดการใช้หลักการกฎเกณฑ์ด้านข้อมูลธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล (Travel Rule) เพื่อให้ผู้บริหารสินทรัพย์ดิจิทัลทุกราย ได้รวบรวมข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายระหว่างกระเป๋าของบุคคลที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม ของผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลหรือวอลเลตต่างๆ สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้โอนได้ และเป้าหมายสุดท้ายของข้อมูลธุรกรรมทางการเงินนี้ เราจะทำให้มีการจัดเก็บได้อย่างครบถ้วนมีคุณภาพ และต้องสร้างระบบป้องกัน เพราะช่วงนี้มีการแฮ็กข้อมูลกันง่ายมาก รวมถึงเพื่อให้เกิดการตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพทันท่วงที

 

รวมถึงการจำกัดวงเงินธุรกรรมตามระดับความเสี่ยงของลิสต์โปรไฟล์ด้วย จึงขอให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ประสานการทำงานแบบบูรณาการทุกระดับ และทำงานร่วมกันด้วยความเป็นเอกภาพ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับกรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน ซึ่งพวกเราทุกคนต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อให้ภารกิจนี้สำเร็จลุล่วงได้

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า เชื่อว่าสิ่งที่ประชุมในวันนี้จะสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว และสามารถปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้ รวมถึงสกัดกั้นป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินทุกรูปแบบ วันนี้เราไม่ได้พูดถึงเรื่องเฉพาะดิจิทัลเท่านั้น แต่พูดถึงระบบอนาล็อคด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบโบราณดั้งเดิมก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง เพื่อให้หน่วยงานต่างๆมีความระมัดระวังอย่าคิดว่าหมดไปแล้ว หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดประโยชน์มหาศาลให้กับระบบเศรษฐกิจ และสถานะของประเทศไทย ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีความเชื่อมั่นจากนานาประเทศได้ในทุกมิติ

 

นายกฯ สั่ง 3 มาตรการสกัดทุนเทา อุดรอยรั่วธุรกรรม ‘ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล’ มอบ ปปง. คุมเข้ม หวังเสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย 1นายกฯ สั่ง 3 มาตรการสกัดทุนเทา อุดรอยรั่วธุรกรรม ‘ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล’ มอบ ปปง. คุมเข้ม หวังเสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย 2นายกฯ สั่ง 3 มาตรการสกัดทุนเทา อุดรอยรั่วธุรกรรม ‘ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล’ มอบ ปปง. คุมเข้ม หวังเสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย 3นายกฯ สั่ง 3 มาตรการสกัดทุนเทา อุดรอยรั่วธุรกรรม ‘ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล’ มอบ ปปง. คุมเข้ม หวังเสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย 4นายกฯ สั่ง 3 มาตรการสกัดทุนเทา อุดรอยรั่วธุรกรรม ‘ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล’ มอบ ปปง. คุมเข้ม หวังเสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย 5นายกฯ สั่ง 3 มาตรการสกัดทุนเทา อุดรอยรั่วธุรกรรม ‘ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล’ มอบ ปปง. คุมเข้ม หวังเสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย 6นายกฯ สั่ง 3 มาตรการสกัดทุนเทา อุดรอยรั่วธุรกรรม ‘ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล’ มอบ ปปง. คุมเข้ม หวังเสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย 7นายกฯ สั่ง 3 มาตรการสกัดทุนเทา อุดรอยรั่วธุรกรรม ‘ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล’ มอบ ปปง. คุมเข้ม หวังเสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย 8

The post เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ สั่ง 3 มาตรการสกัดทุนเทา อุดรอยรั่วธุรกรรม ‘ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล’ มอบ ปปง. คุมเข้ม หวังเสริมความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? https://thestandard.co/grey-money-economy-data-bureau/ Fri, 09 Jan 2026 03:41:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1163177 เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด?

เศรษฐกิจจีนอ่อนแอ ต้นตอการไหลทะลักของ ‘ทุนเทา’ สู่ไทยแล […]

The post เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด?

เศรษฐกิจจีนอ่อนแอ ต้นตอการไหลทะลักของ ‘ทุนเทา’ สู่ไทยและอาเซียน?

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ การว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ การชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการควบคุมเงินทุนและธุรกิจเทคโนโลยีอย่างเข้มงวดของรัฐ ประกอบกับการไหลบ่าของทุนจีนได้พลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมของอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ จากโครงการเมกะโปรเจ็กต์ยักษ์ เส้นทางสายไหม (Belt and Road Initiative: BRI)

 

ปัจจัยเหล่านี้เป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสที่ซ่อนอยู่ใน ‘ทุนเทา’ โดยเฉพาะทุนที่ไม่สามารถเติบโต หรือแสดงตัวได้อย่างโปร่งใส แต่เลือกเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศภาพชัดขึ้นอีกครั้ง

 

หลังการระบาดโควิด-19 ทุนจีนมองหา ‘พื้นที่ใหม่’ ที่ต้นทุนต่ำ ช่องว่างกฎหมายอ่อนแอ และอยู่ใกล้จีน-อาเซียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ‘ไทย เมียนมา และกัมพูชา’ กลายเป็นเป้าหมายสำคัญ ทั้งในฐานะพื้นที่เคลื่อนผ่านเงิน และฐานปฏิบัติการ นำมาสู่เส้นทางหากินใหม่ไป จนถึงกลายเป็นปมใหญ่ที่เรียกว่า ‘ฐานฟอกเงิน’

 

บวกกับกระแสข่าวร้อนหลังเหตุการณ์การหายตัวไปของดาราจีน ‘หวังซิง’ เมื่อต้นปี 2568 กลายเป็นชนวนที่ฉายภาพปัญหานี้อย่างชัดเจน ความกังวลของสังคมจีนต่อความปลอดภัย ทำให้นักท่องเที่ยวจีนยกเลิกการเดินทางมาไทย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยว

 

เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? 1

 

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ภาพยนตร์จีนฟอร์มยักษ์ No More Bets ที่เข้าฉายเมื่อราว 3 ปีก่อน ยิ่งสะท้อนโลกของแก๊งสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และธุรกิจผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งวันนี้พิสูจน์แล้วว่า ไม่ใช่หนังโรงทั่วไป แต่คือ ‘หนังฉายซ้ำ’ ที่เปิดโปงขบวนการทุนสีเทาที่ยังอยู่และเติบโตไปเรื่อยๆ

 

ปัญหานี้แผ่ขยายไปทั่วภูมิภาค ส่งผลให้เมียนมาและกัมพูชากลายเป็น

 

  • ฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  • แหล่งค้ามนุษย์
  • เงินเทา
  • ตลาดมืดคริปโต
  • ตลาดมืดทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ โดยมีไทยเป็นทั้งทางผ่าน ‘จุดฟอกเงิน และตลาดรองรับ’

 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

แม้จะไม่มีตัวเลขมูลค่ารวมที่แน่ชัด แต่ผลกระทบนั้นมหาศาล โดยเฉพาะมีการประเมินผลกระทบเชิงเศรษฐกิจสูญเงิน 1.15 แสนล้านบาทต่อปี จากแก๊งสแกมเมอร์ รัฐสูญเสียรายได้ภาษี

 

ภาพทั้งหมดนี้ยิ่งสะท้อนว่า ‘อาชญากรรมข้ามชาติ’ ไม่ใช่ปัญหาใต้ดินอีกต่อไป แต่กำลังกระทบเศรษฐกิจไทยจริง

 

สอดคล้องมุมผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ภาคเอกชน โดย กกร. ชี้ตรงกันว่า หลังโควิด-19 หนึ่งในภัยร้ายแรงที่สุดต่อระบบเศรษฐกิจไทย คือ ‘ทุนสีเทาที่แทรกซึมทุกระดับ’ ซึ่ง การแก้ทุนเทา ต้องแก้ที่ไทยเทาด้วย

 

ตั้งแต่ธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงกลไกอำนาจรัฐ ผู้บริโภคและผู้ประกอบการสุจริตต้องแบกรับต้นทุนที่มองไม่เห็น ทั้งการแข่งขันที่บิดเบือน ความโปร่งใสที่หายไป และความเสื่อมถอยของความเชื่อมั่น

 

หากรัฐแก้ไขล่าช้า ปัญหาจะกัดกร่อนเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในระยะยาว จนกลายเป็น ‘บาดแผลเชิงโครงสร้าง’ ของไทยและเพื่อนบ้าน

 

เปิดโปง 10 ประเภท ‘แหล่งฟอกเงิน’

 

แม้เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงาน ปปง. ระบุว่า เงินที่ถูกนำมาฟอกมักมาจากแหล่งหลักกว่า 10 ประเภท เช่น การค้ายาเสพติด การพนัน การฉ้อโกงประชาชน การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ การหลีกเลี่ยงภาษีของภาคธุรกิจ และการรับสินบนหรือการใช้ตำแหน่งโดยมิชอบ

 

“การฟอกเงินในปัจจุบันมีความซับซ้อนสูง ตั้งแต่การซื้อทรัพย์สินหรูด้วยเงินสด การตั้งธุรกิจบังหน้า การใช้นอมินี ไปจนถึงการโอนเงินข้ามประเทศผ่านระบบดิจิทัล เมื่อเงินผิดกฎหมายเหล่านี้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ” ย่อมทำให้ตลาดเสียสมดุล และเปิดช่องให้ทุนสีเทา ‘เติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจจริง’

 

ดังนั้น การปราบปรามทุนจีนสีเทา ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปฏิบัติการด้านความมั่นคงหรือการท่องเที่ยว แต่ต้องยกระดับเป็น ‘วาระแห่งชาติด้านเศรษฐกิจ ’

 

ตั้งแต่การสกัดเส้นทางเงิน การตรวจสอบนอมินี การคุมอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงความร่วมมือระดับภูมิภาค หากไทยยังปล่อยให้เศรษฐกิจสีเทาเติบโตบนความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีน

 

ปลายทางอาจไม่ใช่แค่การสูญเสียรายได้ แต่คือการถูกบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจภายในไปเรื่อยๆ

 

‘Data Bureau’ กลไกปราบทุนสีเทา ช่วยได้แต่ไม่ 100% แนะต้องอุดรอยรั่ว

 

จากกรณีที่กระทรวงการคลังเดินหน้าผลักดันการจัดตั้ง ‘Data Bureau’ หรือศูนย์รวมข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและธุรกิจสีเทา THE STANDARD WEALTH ได้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวในวงการเทคโนโลยีที่มาวิเคราะห์ประโยชน์ของกลไกที่ว่าจะช่วยสกัดทุนเทาได้แค่ไหน

 

เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? 2

 

สมคิด จิรานันตรัตน์ ที่ปรึกษาทางด้านเทคโนโลยี ของบริษัท Arise by Infinitas (บริษัทร่วมทุนระหว่างธนาคารกรุงไทยและ Accenture) และเป็นผู้ก่อตั้งและอดีตประธาน Kasikorn Business Technology Group (KBTG) อธิบายกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในเชิงเทคนิค Data Bureau คือระบบที่เชื่อมต่อข้อมูลจากหน่วยงานทางการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

 

ไม่ว่าจะเป็น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), กรมสรรพากร และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

 

กลไกการทำงานจะใช้การเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน Open API ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย คือ ฝ่ายผู้เก็บข้อมูล (Data Holder) และฝ่ายรับข้อมูล โดยผู้เก็บข้อมูลต้องมีความสามารถในการส่งข้อมูลผ่านระบบเชื่อมต่อเมื่อมีการร้องขอจากผู้มีอำนาจ (Authority)

 

“หากพบข้อสงสัยหรือพิรุธ แต่ละหน่วยงานสามารถดึงข้อมูลเหล่านี้มาตรวจสอบได้ทันที ทำให้เห็นภาพความเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ (Asset) ว่าบุคคลใดเป็นเจ้าของอะไรบ้าง หรือมีเส้นทางการเงิน (Money Trail) จากต้นทางไปถึงใคร ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินการเอาผิดทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าในปัจจุบัน” สมคิดกล่าว

 

จุดบอดที่ต้องระวัง ‘เงินสด’ และ ‘คริปโต’ ที่ตรวจสอบยาก

 

แม้ Data Bureau จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการตรวจสอบสินทรัพย์ส่วนใหญ่ แต่คุณสมคิดชี้ให้เห็นว่า ระบบนี้อาจ ช่วยได้ไม่ 100% เนื่องจากยังมีสินทรัพย์บางประเภทที่ตรวจสอบได้ยาก หรือไม่สามารถเรียกดูข้อมูลได้

 

  • สินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) หากเป็นการซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขาย (Exchange) ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ข้อมูลเหล่านี้จะสามารถดึงมาตรวจสอบได้ แต่หากเป็นการถือครองในบัญชีต่างประเทศ หรือ Exchange ที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล จะเป็นเรื่องยากในการเข้าถึงข้อมูล
  • เงินสด (Cash) เป็นช่องทางหลักที่กลุ่มทุจริตมักใช้ในการตัดตอนเส้นทางการเงิน เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

 

“คนที่มีความประสงค์ไม่สุจริต เขาจะนำสินทรัพย์ไปเก็บไว้ในที่ที่ตรวจสอบลำบาก เช่น คริปโตที่ตรวจสอบยาก หรือบัญชีธนาคารในต่างประเทศที่ไทยไม่มีอำนาจเรียกดูข้อมูล” สมคิดกล่าว

 

แนะทางออก ต้อง ‘คุมเข้ม’ การเคลื่อนย้าย ควบคู่การตรวจสอบ

 

เพื่อให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพสูงสุด คุณสมคิดเสนอแนะว่า ลำพังแค่เครื่องมือตรวจสอบ (Audit) อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีมาตรการป้องกัน และควบคุม การเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ร่วมด้วย

 

สมคิดยกตัวอย่างกรณี บัญชีม้า ที่มักมีการถอนเงินสดออกมาเพื่อตัดตอนเส้นทางการเงิน โจทย์คือเราจำเป็นต้องควบคุมหรือไม่ ว่าให้ถอนเงินสดได้ไม่เกินจำนวนเท่าไรต่อวัน เพื่อสกัดกั้นการขนย้ายเงินสดออกจากระบบ

 

เช่นเดียวกับ คริปโตเคอร์เรนซี หากต้นทางของทรัพย์สินอยู่ในเมืองไทย จะต้องมีวิธีการควบคุมการโอนย้ายไปยัง Wallet ต่างประเทศ หรือต้องมีกลไกที่สามารถระบุตัวตนและตรวจสอบธุรกรรมเหล่านั้นได้

 

“การใช้ Data Bureau จะได้ผลดีในบางส่วน แต่ในส่วนที่ตรวจสอบไม่ได้ รัฐต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินไปยังพื้นที่สีเทาเหล่านั้น ต้องทำควบคู่กันทั้งสองส่วน” สมคิดทิ้งท้าย

 

ก.ล.ต. ร่วมทีม ‘Connect the Dots’ ผนึกคลัง-ธปท. ลุยโปรเจกต์ ‘Data Bureau’ หวังเชื่อมโยงข้อมูลยกระดับการกำกับดูแลทั้งระบบ

 

เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? 3

 

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยยืนยันว่า สำนักงาน ก.ล.ต. ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะอนุกรรมการชุดที่เรียกว่า ‘Connecting the Dots’ ซึ่งเป็นคณะทำงานภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานภาคการเงินต่างๆ

 

โดยเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในคณะทำงานชุดนี้ด้วยตนเอง

 

เจาะลึกคอนเซปต์ ‘Data Bureau’ เมื่อข้อมูลต้อง ‘เชื่อมโยง’ สำหรับแนวคิดหลัก (Concept) ของการจัดตั้ง Data Bureau และการทำงานของชุด Connecting the Dots นั้น เลขาธิการ ก.ล.ต. อธิบายว่า เป้าหมายสำคัญคือผลลัพธ์ในเรื่องของ ‘การเชื่อมโยงข้อมูล’ (Data Integration)

 

เนื่องจากในปัจจุบัน หน่วยงานกำกับดูแลแต่ละแห่งต่างถือครองข้อมูลภายใต้กฎหมายและบทบาทหน้าที่ตามบริบทของตนเอง ซึ่งมีความซับซ้อนและบางส่วนมีความทับซ้อนกันอยู่ การมีระบบ Data Bureau จะช่วยให้เกิดการแชร์ข้อมูลและเข้าถึงข้อมูลระหว่างกันได้

 

โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโครงสร้างของ Data Bureau นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตลาดทุน แต่ยังรวมถึงหน่วยงานสำคัญระดับประเทศ

 

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
  • กลุ่มธนาคารพาณิชย์

 

ยกเครื่องกำกับดูแล ‘Data Flow’

 

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ ขยายความเพิ่มเติมว่า การที่ทุกภาคส่วนซึ่งดูแลบริบทของตนเองอยู่แล้วภายใต้ข้อมูลที่มีการไหลเวียน (Data Flow) สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนหรือแชร์ร่วมกันได้ จะนำไปสู่ประโยชน์สำคัญ 2 ประการ ดังนี้

 

  • การกำกับดูแลภาพรวมที่ดีขึ้น: ช่วยให้เห็นภาพรวมของการกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะส่วนของตลาดทุน แต่รวมถึงระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกัน
  • เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล: การเชื่อมโยงข้อมูลจะช่วยลดความซับซ้อนในการทำงาน และทำให้การกำกับดูแลในขอบเขตที่ทับซ้อนกันนั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ ทางคณะทำงาน ‘Connecting the Dots’ มีกำหนดการที่จะเข้ารายงานความคืบหน้าต่อท่านนายกรัฐมนตรี และจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการร่วมกับกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ

 

ตั้งทีม ‘ปราบทุนเทา’ วาระชาติ

 

เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? 4

 

ทางด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศให้ปัญหา ‘สแกมเมอร์ฺเป็นวาระแห่งชาติ’ และได้แต่งตั้งอนุกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 คณะ ดังนี้

 

  • คณะอนุกรรมการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
  • คณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
  • คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
  • คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย

 

โดยแต่ละคณะอนุกรรมการจะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การปราบปราม การป้องกัน การประชาสัมพันธ์ และการตรวจสอบเส้นทางเงินเทา

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติ นิทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั่งเป็นประธาน ในคณะอนุกรรมการด้านการตรวจสอบเส้นทางเงินเทา และได้ประกาศตั้ง Data Bureau ไปเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

 

โดย Data Bureau มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วของหน่วยงานต่างๆ มาเชื่อมด้วยกัน ซึ่งเบื้องต้น จะเน้นที่การทำงานร่วมกันของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดช่องทางการเงินที่อาจเป็นพฤติกรรมต้องสงสัยและต้องเร่งตรวจสอบไว้ 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

 

  • สินทรัพย์ดิจิทัล หรือ คริปโทเคอเรนซี โดยเฉพาะส่วนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของ (ก.ล.ต.) หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่นอกประเทศไทย
  • Money Changer ซึ่งเป็นส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำกับดูแล
  • ตลาดทองคำ โดยรวมถึงทองคำที่เป็นกายภาพ (Physical) และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivative) ที่เป็นกระดาษ ซึ่งปัจจุบันตลาดทองคำยังไม่มีหน่วยงานใดกำกับดูแลโดยตรง

 

ส่วนการดำเนินงานตรวจสอบ ทาง Data Bureau จะเน้นตรวจสอบใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่

 

  • การพิสูจน์ตัวตน (Know Your Customer – KYC) โดยตรวจสอบว่าบุคคลหรือนิติบุคคลนั้นเป็นตัวจริงหรือเป็นนอมินีหรือไม่ เนื่องจากบางตลาด เช่น ตลาดทองคำ อาจยังไม่มีการตรวจสอบและยืนยันตัวตนที่เข้มข้นเท่ากันในภาคการเงิน เช่น การเปิดบัญชีธนาคาร
  • พฤติกรรม (Behavior) โดยตรวจสอบพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น แจ้งว่าเป็นนักท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจ แต่มีเงินไหลเข้าออกที่ผิดปกติหรือ
  • ธุรกรรม (Transaction) โดยตรวจสอบการไหลเข้าและไหลออกของเงินผ่านช่องทางต่างๆ ที่ต้องผ่านธปท.

 

โดยที่ประชุมตั้งเป้าหมายว่าจะได้รูปแบบของ Data Bureau ภายในพฤศจิกายน 2568 และระบบทั้งหมดจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568

 

เก็บภาษีธุรกิจเฉพาะเทรดทองออนไลน์

 

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 กระทรวงการคลัง ได้ผนึกกำลัง ธปท. และ ก.ล.ต. ออกมาตรการสกัด ‘การแข็งค่าของเงินบาท’ หลังเงินบาทแข็งค่าเร็ว แรง เกินปัจจัยพื้นฐาน และแข็งค่านำภูมิภาค โดยมี 3 มาตรการสำคัญ ดังนี้

 

1. สรรพากรเก็บข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองบนแพลตฟอร์ม จากผู้ให้บริการซื้อขายทองคำในลักษณะเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าหรือบริการออนไลน์ที่มีการนำส่งข้อมูลอยู่แล้ว

 

2. กรมสรรพากรเล็งเก็บ ‘ภาษีธุรกิจเฉพาะ’ สำหรับการซื้อ-ขายทองคำผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งต้องเข้าสู่ขั้นตอนการเปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการ (Hearing) และอาจต้องผ่านความเห็นของกฤษฎีกา และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนจึงจะประกาศใช้ได้

 

3. ธปท.เล็งกำหนดเพดานปริมาณการซื้อ-ขายทองคำในแพลตฟอร์มออนไลน์

 

สำหรับมาตรการเก็บ ‘ภาษีธุรกิจเฉพาะ’

 

ดร.เอกนิติ เผยว่า รัฐบาลจะแถลงความคืบหน้าในการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการตรวจสอบเส้นทางเงินเทา วันที่ 9 มกราคม 2569 นี้

 

งานนี้อาจต้องฝากความหวังทีม ‘Connect the Dots’ กับโปรเจกต์ ‘Data Bureau’

 

ภาพ: Craig Hastings, chainatp, Caia Image/Getty Images

The post เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรณ์กระตุ้น ก.ล.ต. ออกคำเตือนซื้อ Big Lot หุ้นบางจาก เสี่ยงรับซื้อของโจร ชี้แก๊งฟอกเงินกำลังเร่ขายหุ้นก่อนเลือกตั้ง https://thestandard.co/korn-sec-big-lot-bangchak/ Wed, 24 Dec 2025 07:37:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1157846 กรณ์กระตุ้น ก.ล.ต. ออกคำเตือนซื้อ Big Lot หุ้นบางจาก เสี่ยงรับซื้อของโจร ชี้แก๊งฟอกเงินกำลังเร่ขายหุ้นก่อนเลือกตั้ง

กรณ์กระตุ้น ก.ล.ต. เตือนซื้อ Big Lot หุ้นบางจาก (BCP) เ […]

The post กรณ์กระตุ้น ก.ล.ต. ออกคำเตือนซื้อ Big Lot หุ้นบางจาก เสี่ยงรับซื้อของโจร ชี้แก๊งฟอกเงินกำลังเร่ขายหุ้นก่อนเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรณ์กระตุ้น ก.ล.ต. ออกคำเตือนซื้อ Big Lot หุ้นบางจาก เสี่ยงรับซื้อของโจร ชี้แก๊งฟอกเงินกำลังเร่ขายหุ้นก่อนเลือกตั้ง

กรณ์กระตุ้น ก.ล.ต. เตือนซื้อ Big Lot หุ้นบางจาก (BCP) เสี่ยงซื้อของโจร และช่วยกลุ่มสแกมเมอร์ขนเงินหนี ชี้แก๊งฟอกเงินกำลังเร่ขายหุ้นก่อนเลือกตั้ง พร้อมจี้บอร์ดบางจากร่วมรับผิดชอบกรณีแต่งตั้งผู้ถือหุ้นรายใหม่เป็นกรรมการ

 

เมื่อวานนี้ (23 ธันวาคม) กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “เป็นที่รู้กันในวงการหุ้นว่าช่วงนี้ (ก่อนเลือกตั้ง) มีความพยายามที่จะเร่งขายหุ้นโดยกลุ่มที่โยงกับแก๊งฟอกเงิน ซึ่งหุ้นที่ว่านี้ยังไม่ได้ถูกอายัด เพราะมีการแอบถืออยู่ในบัญชี nominee”

 

พร้อมระบุต่อว่า “เรื่องด่วนที่ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ต้องรีบดำเนินการคือ ต้องออกคำเตือนว่าการซื้อหุ้น 7 บริษัทที่ ก.ล.ต. อยู่ในช่วงการสอบสวน มีความสุ่มเสี่ยงที่จะมีผลเป็นการซื้อของโจร ซึ่งจะเป็นการช่วยให้กลุ่ม Scammer ขนเงินหนีไปได้ (โดยเฉพาะการซื้อหุ้นแบบ Big Lot) ก.ล.ต. ต้องยํ้าว่าการรับซื้อหุ้นจากกลุ่มฟอกเงิน อาจถูกตีความว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับโจร สุ่มเสี่ยงกับถูกการดำเนินการทางกฎหมาย”

 

ล่าสุดกรณ์เปิดเผยเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ช่วงเช้านี้ (24 ธันวาคม) ว่า 1 ใน 7 บริษัทที่กล่าวถึงนี้คือ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ที่เคยมีข่าวตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดหุ้น BCP มูลค่าราว 6 พันล้านบาท

 

“กลุ่มฟอกเงินจะพยายามผ่องถ่ายหุ้นและสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่ลงเงินไว้ ก่อนจะมีการอายัดเพิ่มเติม สิ่งนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีความพยายามขายหุ้นที่อยู่ในชื่อคนอื่น และไม่ได้อยู่ในบัญชีที่ถูกอายัดไป” กรณ์กล่าว

 

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวต่อว่า อยากกระตุ้นสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าต้องปิดช่องโหว่เหล่านี้ให้ได้โดยเร็ว ในความเป็นจริงแล้วหุ้นที่เกี่ยวโยงกับการฟอกเงินมีมากกว่า 7 บริษัท

 

“ผมคิดว่า สิ่งที่ ก.ล.ต. ควรต้องเร่งดำเนินการคือ ออกคำเตือนให้ระมัดระวัง จริงๆ ที่อยากให้ทำเลยด้วยซ้ำไปคือฟรีซการซื้อขายหุ้นเหล่านี้เลย แต่ก็อาจจะไม่เป็นธรรมต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นขั้นต่ำเลยคือควรต้องออกมาเตือน” กรณ์กล่าว

 

นอกจากนี้โบรกเกอร์ต้องระมัดระวังว่าการทำหน้าที่นายหน้าในการขายหลักทรัพย์ของกลุ่มคนที่สุ่มเสี่ยงต่อการมีส่วนร่วมกับการฟอกเงิน ทำให้โบรกเกอร์อาจมีส่วนผิดด้วย

 

จับตาผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ของบางจาก

 

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ กรณีกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ของบางจาก

 

เมื่อ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา บางจากแจ้งเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท จากเดิมปรากฎชื่อของ ณัฐกร อธิธนาวานิช ก่อนจะถอนอำนาจลงนามออกไป

 

“กรณีบางจากมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้น เพราะกรรมการที่มีอำนาจลงนามท่านหนึ่งถอนอำนาจลงนาม และกรรมการขอลาประชุมกว่า 30 วัน รู้มาว่ากรรมการท่านนั้นไปต่างประเทศกับครอบครัวแล้ว กรรมการท่านนี้เป็นกรรมการในฐานะผู้ถือหุ้นทางอ้อมโดยกลุ่มที่ถูกอายัดไป” กรณ์กล่าว

 

สิ่งที่ต้องย้อนกลับไปถามบริษัทคือ กรรมการท่านนี้ได้เข้ามาซื้อหุ้นเมื่อเดือนเมษายนปี 2567 หลังจากนั้นเพียงสองวันมีการประชุมผู้ถือหุ้นบางจาก และอนุมัติแต่งตั้งกรรมการ 5 คน และหลังจากนั้น 7 วัน กรรมการ 2 คนที่ผู้ถือหุ้นแต่งตั้งไปลาออก เปิดทางให้ตัวแทนจากกองทุนที่ถูกอายัดเข้ามาเป็นกรรมการ ซึ่งเกิดขึ้นเร็วมากและไม่ต้องผ่านการอนุมัติโดยผู้ถือหุ้น และยังเป็นกรรมการที่มีอำนาจลงนามด้วย

 

“คำถามคือ ตอนแต่งตั้งคณะกรรมการของบางจากได้ตรวจสอบแล้วหรือยัง ที่มาที่ไปของกรรมการท่านนี้ รวมทั้งตัวแทนที่เข้ามาซื้อหุ้น ซึ่งมีทุนเพียง 50 ล้านบาท แต่สามารถซื้อหุ้นมูลค่าหมื่นล้านบาทได้ และเป็นบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาเมื่อต้นปีที่แล้ว ก่อนจะมาซื้อหุ้นเพียงไม่กี่เดือน” กรณ์กล่าว “สุดท้ายจะบอกว่าบริษัทหรือคณะกรรมการบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ได้ เพราะว่าท่านเป็นผู้อนุมัติให้เข้ามามีบทบาท”

 

เมื่อถูกถามว่า 7 บริษัทดังกล่าวนี้เชื่อมโยงกับ BIC Group หรือ ยิม เลียก ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม กรณ์ยืนยันว่า “ใช่”

The post กรณ์กระตุ้น ก.ล.ต. ออกคำเตือนซื้อ Big Lot หุ้นบางจาก เสี่ยงรับซื้อของโจร ชี้แก๊งฟอกเงินกำลังเร่ขายหุ้นก่อนเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์ชี้การกระทำรัฐบาลจะพิสูจน์ว่าเกรงใจใครในเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่ https://thestandard.co/parit-government-prove-scammer-network/ Fri, 05 Dec 2025 06:32:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1151657 พริษฐ์ ชี้การกระทำรัฐบาลจะพิสูจน์ว่าเกรงใจใครในเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่

วันนี้ (5 ธันวาคม) พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ […]

The post พริษฐ์ชี้การกระทำรัฐบาลจะพิสูจน์ว่าเกรงใจใครในเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์ ชี้การกระทำรัฐบาลจะพิสูจน์ว่าเกรงใจใครในเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่

วันนี้ (5 ธันวาคม) พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีปรากฏภาพเก่าของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมถ่ายร่วมกับ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ

 

พริษฐ์ระบุว่า เมื่อวานนี้ (4 ธันวาคม) อนุทินได้เข้ามาชี้แจง คิดว่าสิ่งที่จะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนที่สุดว่า รัฐบาลมีความจริงใจจริงจังในการแก้ปัญหาสแกมเมอร์หรือไม่ รัฐบาลมีความเกรงใจบุคคลใดที่มีความเชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่ ไม่ใช่คำพูดของนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการกระทำของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล

 

พริษฐ์กล่าวว่า ดังนั้น สิ่งที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ออกมาแถลงข่าว ส่วนตัวมองว่า เป็นการนับหนึ่งเท่านั้น หลังจากนี้อยากเชิญชวนทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนทุกคนจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า รัฐบาลจะเดินหน้าขยายผลจากการแถลงข่าวของ ปปง. อย่างไร โดยมองว่าการกระทำนั้นต่างหากที่จะเป็นตัวพิสูจน์ว่ารัฐบาลมีความจริงใจแก้เรื่องนี้มากแค่ไหน จะพ้นข้อครหาของการที่มีภาพปรากฏกับบุคคลที่อาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่ ซึ่งตัวอย่างรูปธรรม เช่น การยึดทรัพย์ในเวลานี้เป็นการยึดทรัพย์ชั่วคราวภายในกรอบเวลา 90 วัน ที่เปิดให้ผู้ที่ถูกยึดทรัพย์มาชี้แจงและติดตามอย่างใกล้ชิดว่าผ่าน 90 วันไปแล้วการยึดทรัพย์จะเกิดขึ้นจริงต่อหรือไม่

 

ซึ่งเราจะเห็นการขยายผลในการออกหมายจับหรือว่าในการยึดทรัพย์บุคคลอื่นๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ที่มีฐานอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าหลายคนตั้งข้อสังเกตว่ามูลค่าที่ถูกยึดทรัพย์เบื้องต้น ครอบคลุมมูลค่าทั้งหมดที่เป็นทรัพย์สินที่มาจากเงินการหลอกลวงประชาชน โดยทางเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่ ซึ่งตัวอย่างของรูปธรรมและการทำงานของรัฐบาลจะเป็นตัวพิสูจน์

 

▪แนะอนุทินควรใช้ภาษาอังกฤษหาความร่วมมือนานาชาติ

 

“เมื่อวานนี้เห็นคุณอนุทินมีการชี้แจงเป็นภาษาอังกฤษบางคำ ผมมองว่าหากคุณอนุทินอยากใช้ภาษาอังกฤษให้เป็นประโยชน์ สิ่งสำคัญตอนนี้คือการพยายามประสานความร่วมมือกับเวทีนานาชาติ เพราะเรื่องสแกมเมอร์เป็นเรื่องที่ไม่ได้กระทบแค่คนไทยเท่านั้น แต่กระทบถึงชีวิตและทรัพย์สินของคนในหลายประเทศ” พริษฐ์กล่าว

 

ทั้งนี้ หลายประเทศรู้ดีว่า จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ต้องอาศัยประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีภูมิศาสตร์อยู่ระหว่าง 2 ชายแดน ที่ถูกมองว่าเป็นฐานของศูนย์สแกมเมอร์ จึงคิดว่าประเทศไทยต้องใช้ประโยชน์จากความร่วมมือในระดับนานาชาติด้วยเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้และปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล ทรัพยากร รวมถึงการพูดคุยวางมาตรฐานในเรื่องของการฟอกเงินที่ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกประเทศ รวมถึงการอาศัยความร่วมมือในการดำเนินคดีของผู้กระทำความผิดที่อาจจะมีการเดินทางไประหว่างประเทศเป็นต้น

 

▪ตั้งคำถามหลักสูตรหน่วยงานรัฐเป็นประโยชน์จริงหรือไม่

 

พริษฐ์ยังได้ตั้งข้อสังเกตหลังจากได้ฟังคำชี้แจงของผู้มีอำนาจที่ปรากฏภาพกับบุคคลที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ ก็จะเห็นว่าคำชี้แจงหลายครั้งคือเจอกันตามหลักสูตรต่าง ๆ ทั้ง วปอ. หรือการร่วมงานเลี้ยงในหลักสูตรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้คิดว่าก็ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมาทบทวนหรือพิจารณายกเลิกหลักสูตรดังกล่าวของหน่วยงานภาครัฐ ที่จัดโดยหลายหน่วยงานมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น หลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) ของศาลรัฐธรรมนูญ หลักสูตร ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.) ของศาลยุติธรรม หลักสูตร นักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นปยส.) ของ ปปช. เป็นต้น

 

พริษฐ์ระบุว่า ตนเองเคยตรวจสอบผ่านกลไกของกรรมาธิการว่า การมีหลักสูตรเหล่านี้ได้คุ้มเสียหรือไม่ ตอนเชิญหน่วยงานมาชี้แจง ก็ให้เหตุผลว่าเป็นความพยายามเพื่อสร้างความเรียนรู้ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนรวมถึงหน่วยงานต่างๆ

 

พริษฐ์ยังตั้งคำถามว่าหากหลักสูตรเหล่านี้สร้างประโยชน์ได้จริงเรื่องการเรียนรู้ ไม่ได้มีไว้เพื่อการสร้างคอนเนคชั่นเป็นหลัก ทำไมไม่ค่อยเห็นผลงานความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมจากผู้เข้าเรียน ถ้าหลักสูตรเหล่านี้มีประโยชน์ในการเรียนรู้จริงไม่ได้มีไว้เพื่อคอนเนคชั่นทำไมถึงไม่เห็น ความพยายามในการปรับรูปแบบหลักสูตรในการลดความเสี่ยงหล่อเลี้ยงรูปแบบอุปถัมภ์ เช่น ปรับการเรียนการสอนเป็นรูปแบบออนไลน์ หรือการรับคนเป็นรุ่นๆ หรือ การเผยแพร่องค์ความรู้จากหลักสูตรในโลกออนไลน์

 

“ผมจึงตั้งคำถามว่า ประโยชน์ในเรื่องการเรียนรู้มีจริงหรือไม่ และอีกมุมหนึ่งสิ่งที่เห็นชัดคือข้อเสียหรือความเสี่ยงเรื่องระบบอุปถัมภ์ เพราะกลายเป็นว่าหลักสูตรเหล่านี้รวมตัวแทนรัฐจากหลายหน่วยงานและภาคเอกชนก็อาจมีความเสี่ยงในการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน หลักสูตรเหล่านี้กลายเป็นทำเลทอง หรือศูนย์บริการครบวงจร One Stop Service ให้เขาสามารถเข้าถึงผู้มีอำนาจทุกแวดวงในประเทศได้อย่างง่ายดาย” พริษฐ์กล่าว

 

พริษฐ์ยังมองว่า เป็นเรื่องตลกร้ายที่หลักสูตรซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันความมั่นคงของประเทศ กลับถูกตั้งคำถามว่า หลักสูตรเหล่านี้กลายเป็นการสร้างพื้นที่ให้บุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์เข้าถึงผู้มีอำนาจรัฐหรือไม่ ทั้งที่สแกมเมอร์เป็นหนึ่งในภัยความมั่นคงของประเทศ

 

ส่วนที่พรรคประชาชนดำเนินเรื่องการปราบสแกมเมอร์มาสักระยะหนึ่งแล้ว และตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็นำหลักฐานสแกมเมอร์ไปยื่นร้องหน่วยงาน ทำให้หลายคนวิจารณ์ว่าเป็นการเคลมผลงานกันหรือไม่ พริษฐ์มองว่า เรื่องสแกมเมอร์เป็นเรื่องที่กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งตอนนี้มีหลายภาคส่วนเข้ามาเอาจริงเอาจังเข้ามาร่วมกันตรวจสอบเรื่องนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ดี

The post พริษฐ์ชี้การกระทำรัฐบาลจะพิสูจน์ว่าเกรงใจใครในเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ รมว.คลัง ยืนยันไม่เคยคบหาสมาคมกับเบน สมิท พร้อมย้ำคนทำผิดต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย https://thestandard.co/ekniti-denies-association-ben-smith/ Fri, 05 Dec 2025 05:35:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1151633 เอกนิติ รมว.คลัง ยืนยันไม่เคยคบหาสมาคมกับ เบน สมิท พร้อมย้ำคนทำผิดต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ดร.เอกนิติ รมว.คลัง ชี้แจงภาพถ่ายร่วมกับ เบน สมิทยืนยัน […]

The post เอกนิติ รมว.คลัง ยืนยันไม่เคยคบหาสมาคมกับเบน สมิท พร้อมย้ำคนทำผิดต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ รมว.คลัง ยืนยันไม่เคยคบหาสมาคมกับ เบน สมิท พร้อมย้ำคนทำผิดต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ดร.เอกนิติ รมว.คลัง ชี้แจงภาพถ่ายร่วมกับ เบน สมิทยืนยันไม่เคยคบหาสมาคมด้วย พร้อมย้ำคนทำผิดต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ยันดาต้าบูโรกำลังทำงานอยู่

 

วันนี้ (4 ธันวาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจง หลังมีการแพร่ภาพถ่ายร่วมกับ เบน สมิท นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวโยงกับขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชา และล่าสุดถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยึดทรัพย์

 

โดยดร.เอกนิติกล่าวว่าเป็น “เหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต ตอนที่ผมเป็นอาจารย์ และที่ปรึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นงานเลี้ยง มีการสังสรรค์ตามปกติ ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าต้องเจอคนหลายคน รูปถ่ายผมก็ไม่มี ก็ตกใจเหมือนกันที่มีรูปถ่ายนี้ออกมา ผมไม่ได้คบหาสมาคมด้วย และยังยืนยันว่าคนที่ทำผิดกฎหมายต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย”

 

สำหรับทีมดาต้าบูโร ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเชื่อมโยง และบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายแห่งเข้าด้วยกัน ซึ่งตั้งเป้าจัดทำระบบให้สมบูรณ์ภายในเดือนธันวาคม 2568 ดร.เอกนิติระบุว่า “ทีมกำลังทำงานอยู่กับทั้งสมาคมธนาคารไทย และสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย”

 

ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 7/2568 ที่จะมีการจัดขึ้นในวันที่ 8 ธันวาคม ดร.เอกนิติระบุว่า จะมีสาระสำคัญอยู่ที่การออม และการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้ประชาชนคนไทย ผ่านการจัดตั้งบัญชีการออมส่วน บุคคลของประเทศไทย (Thailand Individual Saving Account) หรือ TISA

The post เอกนิติ รมว.คลัง ยืนยันไม่เคยคบหาสมาคมกับเบน สมิท พร้อมย้ำคนทำผิดต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดอาณาจักรสีเทาข้ามชาติ จาก เฉิน จื้อ – ก๊ก อาน สู่ เบน สมิธ และปฏิบัติการยึดทรัพย์หมื่นล้าน https://thestandard.co/transnational-gray-empire-asset-seizure/ Thu, 04 Dec 2025 06:58:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1151353 เปิดอาณาจักรสีเทาข้ามชาติ จาก เฉิน จื้อ - ก๊ก อาน สู่ เบน สมิธ และปฏิบัติการยึดทรัพย์หมื่นล้าน

ในห้วงเวลาที่ภัยคุกคามจากอาชญากรรมไซเบอร์และการฟอกเงินก […]

The post เปิดอาณาจักรสีเทาข้ามชาติ จาก เฉิน จื้อ – ก๊ก อาน สู่ เบน สมิธ และปฏิบัติการยึดทรัพย์หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดอาณาจักรสีเทาข้ามชาติ จาก เฉิน จื้อ - ก๊ก อาน สู่ เบน สมิธ และปฏิบัติการยึดทรัพย์หมื่นล้าน

ในห้วงเวลาที่ภัยคุกคามจากอาชญากรรมไซเบอร์และการฟอกเงินกำลังกัดกร่อนระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชื่อของบุคคลกลุ่มหนึ่งได้ปรากฏขึ้นในฐานะศูนย์กลางของเครือข่ายที่ซับซ้อน

 

เชื่อมโยงอำนาจทางการเมืองระดับสูงในกัมพูชา เข้ากับกลไกทางการเงินในประเทศไทย และอาชญากรรมข้ามชาติระดับโลก

 

3 ตัวละครหลัก เฉิน จื้อ ,ก๊ก อาน และ เบน สมิธ ได้รับการเปิดเผยข้อมูลแล้วว่าคือผู้อยู่เบื้องหลังข้อกล่าวหาเครือข่ายสีเทา ผ่านคำสั่งยึดทรัพย์ครั้งสำคัญของ ปปง. มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท

 

เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ ‘ตัวกลางผู้เชื่อมต่ออำนาจ’

 

เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือที่รู้จักในชื่อ เบน สมิธ เปรียบเหมือน ทูต ผู้เชื่อมประสานรอยต่อระหว่างโลกธุรกิจสีเทากับขั้วอำนาจทางการเมือง

 

เบน สมิธ มีภูมิหลังที่คลุมเครือ โดยมีข้อมูลระบุว่าเกิดในแอฟริกาใต้ ถือสัญชาติกัมพูชา (ตั้งแต่ปี 2557) และเคยพยายามแปลงสัญชาติเป็นไทยในชื่อ สาธิต แต่ไม่สำเร็จ ตัวเขาใช้สถานะที่มีหลายสัญชาติและประวัติในระดับนานาชาติเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ในการเคลื่อนไหวข้ามพรมแดน

 

ต้องยอมรับว่าความแข็งแกร่งของเบน สมิธ มาจากการเป็นคนวงใน ของรัฐบาลกัมพูชา เขาได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของ สมเด็จฯ ฮุน เซน และเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่แนบแน่นกับ ยิม เลียก (ประธาน B.I.C. Group และบุตรชายรองนายกฯ กัมพูชา) ซึ่งความสัมพันธ์นี้เปรียบเสมือนเกราะคุ้มกัน ทางการเมืองชั้นดี

 

ชื่อของเบน สมิธ กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อปรากฏความเชื่อมโยงกับ ‘บิ๊กเนม’ ในเมืองไทย

 

  • อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร : ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จัดการการเงิน จัดหาเครื่องบินเจ็ตและเรือยอชต์หรู
  • นักการเมืองระดับสูง: ปรากฏภาพถ่ายร่วมกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ซึ่งทั้งสองได้ชี้แจงแล้วว่าเป็นภาพเก่าและไม่มีความเกี่ยวข้องส่วนตัว)
  • ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีภาพถ่ายร่วมวงสนทนากับเบนจามิน ทาง ร.อ. ธรรมนัส ยอมรับว่ารู้จักกันในฐานะเป็นเพื่อนนักธุรกิจของทักษิณที่รู้จักกันที่ดูไบตั้งแต่ปี 2562

 

แม้ที่ผ่านมาเบน สมิธ จะออกแถลงการณ์ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยระบุว่าตนตกเป็นเหยื่อทางการเมืองและยืนยันความบริสุทธิ์ด้วยหลักฐานจาก DSI แต่เส้นทางการเงินที่ถูกตรวจสอบกลับชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม

 

ขณะที่ปรากฏการณ์ครั้งหลังสุดที้เกิดภาพแชร์ในโลกออนไลน์ กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนการเมืองไทย จนนายกฯ ออกมาปฏิเสธต่อสื่อว่า “พวกคุณก็เห็นรูปแล้ว จะมาเอาเรื่องอะไรจากรูปที่ถ่าย 7 ปีที่แล้ว”

 

เมื่อถูกถามย้ำว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลไม่กล้าปราบกลุ่มของเบน สมิธ อย่างจริงจังหรือไม่ นายกฯ ตอบโต้ทันทีว่า “ผมหรือไม่กล้าแตะ? You know me little, go. รู้หรือเปล่าแปลว่าอะไร คุณรู้จักผมน้อยไป”

 

เฉิน จื้อ (Chen Zhi) ‘เจ้าพ่อ แห่ง Prince Group’

 

หากเบน สมิธ คือนักการทูต เฉิน จื้อ หรือ วินเซน คือ นายทุนใหญ่ ผู้สร้างอาณาจักรธุรกิจบนกองเงินที่ต้องสงสัย

 

เฉิน จื้อ ชาวจีนวัย 37 ปี ถือสัญชาติกัมพูชา ก่อตั้ง Prince Holding Group เปลี่ยนโฉมเมืองสีหนุวิลล์ให้เป็นศูนย์กลางคาสิโน ตัวเขามีสถานะเทียบเท่ารัฐมนตรีในฐานะที่ปรึกษาของสมเด็จฯ ฮุน เซน

 

ภายใต้ฉากหน้าของธุรกิจอสังหาฯ และธนาคาร ทางการสหรัฐฯ และหลายประเทศได้ระบุว่า Prince Group คือองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

 

  • โรงงานนรก: ถูกกล่าวหาว่าสร้างคอมเพล็กซ์ ที่มีสภาพเหมือนคุก เพื่อกักขังแรงงานทาสให้ทำงานสแกมเมอร์ (Pig Butchering Scams) หลอกลวงเหยื่อทั่วโลก
  • การฟอกเงินระดับโลก: สหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้องและยึดทรัพย์สินคริปโตฯ มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท นับเป็นการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับเขา

 

ก๊ก อาน (Kok An) ‘ราชาคาสิโนและแดนสนธยาชายแดน’

 

สว.กัมพูชาเชื้อสายจีน เจ้าของอาณาจักร Crown Resort ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เขาคือผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่ชายแดน (ปอยเปต-บาเวต) ธุรกิจคาสิโนของเขาถูกระบุว่าเป็นฐานที่มั่นของแก๊งคอลเซ็นเตอร์:

 

  • ตึกมรณะ: อาคารสูงในปอยเปตถูกขนานนามว่าเป็นสถานที่กักขังและทรมานเหยื่อชาวไทยและต่างชาติที่ถูกหลอกมาทำงานสแกม
  • ท่อน้ำเลี้ยง: เขาคือหนึ่งในผู้สนับสนุนทางการเงินหลักของระบอบฮุน เซน การแตะต้องก๊ก อาน จึงเปรียบเสมือนการยุ่งกับหม้อข้าวของผู้มีอำนาจ

 

จากข้อมูลการสืบสวนที่เชื่อมโยงพฤติการณ์ของทั้ง 3 กลุ่มเข้าด้วยกัน นำมาสู่มาตรการขั้นเด็ดขาดของทางการไทย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2567 คณะกรรมการธุรกรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติคำสั่ง ยึดและอายัดทรัพย์สินครั้งประวัติศาสตร์ รวมมูลค่ากว่า 10,165 ล้านบาท

 

  1. กลุ่มเครือข่าย เบน สมิธ – ยิม เลียก: ยึดทรัพย์สิน 66 รายการ มูลค่ากว่า 9,279 ล้านบาท (เกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงของ น.ส.แตงไทย) ซึ่งพบเส้นเงินโอนต่อไปยังเบน สมิธ
  2. กลุ่มเครือข่าย ก๊ก อาน: ยึดทรัพย์สิน 90 รายการ มูลค่าประมาณ 467 ล้านบาท ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์

 

การยึดทรัพย์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมายปกติ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการตัดเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของอาชญากรรมข้ามชาติ แม้กระบวนการทางกฎหมายและการต่อสู้ในชั้นศาลจะยังคงดำเนินต่อไป แต่คำสั่งยึดทรัพย์กว่าหมื่นล้านบาทนี้ คือหนึ่งในมูพใหญ่ที่ชัดเจนขึ้น ประเทศไทยกำลังเอาจริงกับขบวนการที่กัดกินความมั่นคงของชาติ ขณะเดียวกันก็มีคำถามถึงขบวนการเครือข่ายที่ยังคลุมเครือว่ายังมีคนในแวดวงไหนที่เกี่ยวข้องด้วยอีกหรือไม่

The post เปิดอาณาจักรสีเทาข้ามชาติ จาก เฉิน จื้อ – ก๊ก อาน สู่ เบน สมิธ และปฏิบัติการยึดทรัพย์หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน แจงภาพร่วมเฟรม ‘เบน สมิธ’ เป็นภาพเก่า ปี 57 เอกนิติ ยืนยันไม่รู้จัก แค่ไปร่วมงานเลี้ยง https://thestandard.co/anutin-ekniti-ben-smith-party-photo/ Thu, 04 Dec 2025 01:27:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1151190 อนุทิน แจงภาพร่วมเฟรม ‘เบน สมิธ’ เป็นภาพเก่า ปี 57 เอกนิติ ยืนยันไม่รู้จัก แค่ไปร่วมงานเลี้ยง

หลังมีการเผยแพร่ภาพถ่ายที่ปรากฏ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรั […]

The post อนุทิน แจงภาพร่วมเฟรม ‘เบน สมิธ’ เป็นภาพเก่า ปี 57 เอกนิติ ยืนยันไม่รู้จัก แค่ไปร่วมงานเลี้ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน แจงภาพร่วมเฟรม ‘เบน สมิธ’ เป็นภาพเก่า ปี 57 เอกนิติ ยืนยันไม่รู้จัก แค่ไปร่วมงานเลี้ยง

หลังมีการเผยแพร่ภาพถ่ายที่ปรากฏ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ในเฟรมเดียวกับ เบน สมิธ ผู้ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติยึดและอายัดทรัพย์สินกว่า 9,000 ล้านบาท ล่าสุดทั้งสามบุคคลได้ออกมาชี้แจงยืนยันว่าเหตุการณ์ในภาพเป็น ‘ภาพเก่า’ และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพฤติกรรมทางกฎหมายของคู่กรณี

 

ขณะที่รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ของช่องสาม รายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา อนุทินให้สัมภาษณ์ผ่านโทรศัพท์กับคุณสรยุทธ ยืนยันว่าภาพดังกล่าวถ่ายขึ้นตั้งแต่ปี 2557 ช่วงหลังรัฐประหาร ระหว่างการเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ โดยเป็นเพียงการพบกันในโอกาสทั่วไป ไม่ได้รู้จักคุ้นเคยหรือมีความสัมพันธ์เชิงคบหา พร้อมมองว่าการนำภาพออกมาเผยแพร่ในช่วงที่ ปปง. มีคำสั่งอายัดทรัพย์เครือข่ายเบน สมิธ เป็นความตั้งใจทางการเมืองบางอย่าง นอกจากนี้ยังย้ำว่า ตนไม่เคยอนุญาตให้สัญชาติไทย กับเบน สมิธ ตามที่มีการตั้งข้อสงสัย

 

ด้านสารัชถ์ รัตนาวะดี ซีอีโอกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ ชี้แจงสอดคล้องกันว่าเป็นภาพจากงานที่สิงคโปร์ในปี 2557 เช่นเดียวกัน และไม่มีความสนิทสนมหรือความเกี่ยวข้องใดกับเบน สมิธ

 

ขณะที่สำนักข่าวอิศรา รายงานโดยมีรายละเอียดระบุว่า เอกนิติ ได้เปิดเผยถึงเหตุการณ์ในภาพเกิดขึ้นเมื่อราว 5 ปีก่อน ก่อนช่วงการระบาดของโควิด ขณะไปทำหน้าที่อาจารย์หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเป็นงานเลี้ยงที่มีผู้เข้าร่วมจากหลายวงการ และมีการเข้ามาขอแลกนามบัตรเท่านั้น หลังจากนั้นไม่มีการติดต่อใดๆ ต่ออีก พร้อมยืนยันต่อสำนักข่าวอิศราว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของกลุ่มบุคคลที่ถูกดำเนินคดี และสนับสนุนให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

 

สำหรับภาพถ่ายดังกล่าวกำลังถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในโลกออนไลน์อีกครั้ง กลายเป็นประเด็นทางการเมืองและสังคม ท่ามกลางการขยายผลคดีฟอกเงินมูลค่าหลายพันล้านบาทที่กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากสาธารณะ

 

อ้างอิง:

  • สำนักข่าวอิศรา
  • เรื่องเล่าเช้านี้

The post อนุทิน แจงภาพร่วมเฟรม ‘เบน สมิธ’ เป็นภาพเก่า ปี 57 เอกนิติ ยืนยันไม่รู้จัก แค่ไปร่วมงานเลี้ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปชป. จี้นายกฯ แจงภาพคู่ ‘เบน สมิธ’ ชี้กระทบความเชื่อมั่นปราบสแกมเมอร์ https://thestandard.co/democrat-party-pm-ben-smith/ Wed, 03 Dec 2025 14:52:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1151164 ปชป. จี้นายกฯ แจงภาพคู่ ‘เบน สมิธ’ ชี้กระทบความเชื่อมั่นปราบสแกมเมอร์

พรรคประชาธิปัตย์ ออกแถลงการณ์วันนี้ (3 ธันวาคม) เรียกร้ […]

The post ปชป. จี้นายกฯ แจงภาพคู่ ‘เบน สมิธ’ ชี้กระทบความเชื่อมั่นปราบสแกมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปชป. จี้นายกฯ แจงภาพคู่ ‘เบน สมิธ’ ชี้กระทบความเชื่อมั่นปราบสแกมเมอร์

พรรคประชาธิปัตย์ ออกแถลงการณ์วันนี้ (3 ธันวาคม) เรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงกรณีมีภาพถ่ายร่วมกันระหว่าง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง บุคคลสำคัญในรัฐบาล และ เบน สมิธ (เบนจมิน เมาเออเบอร์เกอร์) ผู้ซึ่งมีรายชื่อปรากฏใน ร่างกฎหมายของสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ระหว่างประเทศ และถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการอายัดทรัพย์มาก่อน

 

ประชาธิปัตย์ระบุว่า แม้ภาพถ่ายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถชี้ผิดได้ทันที แต่ยอมรับว่า “เป็นเรื่องธรรมดาที่ประชาชนจะตั้งคำถาม” โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลเองถือเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ

 

พรรคจึงเรียกร้องให้นอนุทินและเอกนิติ ออกมาชี้แจง ที่มาของภาพดังกล่าว และอธิบาย ลักษณะความสัมพันธ์ ระหว่างทั้งสองกับเบน สมิธอย่างโปร่งใส เพื่อคลายข้อกังวลของสังคม

 

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังตั้งข้อสังเกตถึง บุคคลที่เคยเกี่ยวข้องกับเบน สมิธในฐานะอดีตที่ปรึกษากฎหมาย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งในรัฐบาล พร้อมเสนอว่ารัฐบาลควรพิจารณาให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อแสดงถึงความจริงใจและความตั้งใจจริงด้านการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์

 

พรรคประชาธิปัตย์ย้ำว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเชื่อมั่นของประชาชน และความสามารถของรัฐบาลในการดำเนินมาตรการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปได้

The post ปชป. จี้นายกฯ แจงภาพคู่ ‘เบน สมิธ’ ชี้กระทบความเชื่อมั่นปราบสแกมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมื่นล้านเข้าไทยอย่างไร? เปิดเส้นทางฟอกเงิน Hybrid Scam แบบหมดเปลือก และความเสี่ยงเชิงระบบที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย https://thestandard.co/hybrid-scam-explained/ Wed, 03 Dec 2025 14:46:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1151160 หมื่นล้านเข้า ไทยอย่างไร? เปิดเส้นทางฟอกเงิน Hybrid Scam แบบหมดเปลือก และความเสี่ยงเชิงระบบที่ฉุดรั้ง เศรษฐกิจ ไทย

ปปง. ขยายผลคดี Hybrid Scam ครั้งใหญ่ ยึดทรัพย์ 289 รายก […]

The post หมื่นล้านเข้าไทยอย่างไร? เปิดเส้นทางฟอกเงิน Hybrid Scam แบบหมดเปลือก และความเสี่ยงเชิงระบบที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมื่นล้านเข้า ไทยอย่างไร? เปิดเส้นทางฟอกเงิน Hybrid Scam แบบหมดเปลือก และความเสี่ยงเชิงระบบที่ฉุดรั้ง เศรษฐกิจ ไทย

ปปง. ขยายผลคดี Hybrid Scam ครั้งใหญ่ ยึดทรัพย์ 289 รายการ มูลค่ารวมกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมเครือข่ายกัมพูชา -จีน – ข้ามชาติ ตั้งแต่กลุ่ม เบนสมิธ-แตงไทย, เฉิน จื้อ, ก๊ก อาน และ Aella Max โครงสร้างอาชญากรรมที่ซ่อนอยู่หลังเงินดิจิทัลกำลังโยงมาถึงตลาดอสังหาฯ ไทยโดยตรง และอาจกลายเป็นตัวเร่งให้ไทยถูกจับตาโดย FATF และ OECD หนักขึ้นกว่าเดิม

 

เปิดเส้นทางฟอกเงิน: Mapping แบบ Step-by-Step

 

ภาพรวมจากสำนวนคดีและพฤติการณ์ของ 4 เครือข่ายใหญ่ สะท้อนถึงความเป็นจริงที่น่าตกใจ โดยเงินผิดกฎหมายไม่ได้วิ่งจาก ‘บัญชีม้า -> ซื้อของหรู’ แบบยุคก่อนอีกต่อไป แต่กลายเป็น Supply Chain เต็มรูปแบบ ที่ใช้ทั้งเทคโนโลยี สกุลเงินดิจิทัล และช่องว่างในตลาดอสังหาฯ ของไทย

 

หากวิเคราะห์ ‘ไทม์ไลน์ธุรกรรม’ จะทำให้เห็นภาพชัดสุดว่า เงินเทานี้ไหลอย่างไร

 

Step 1: เริ่มต้นที่โลก Crypto Wallet

 

เงินจากการหลอกลวง จะเข้าสู่ Hybrid Scam, Romance Scam, Investment Scam และจะถูกเก็บในรูป คริปโต โดยเฉพาะ USDT และเหตุผลที่เก็บเป็น USDT ก็เพราะ USDT เป็น Stablecoin ที่เสถียร, เคลื่อนย้ายเร็ว, ตรวจสอบย้อนเส้นทางได้ยากกว่าเงินสดในธนาคารบางประเทศ

 

Step 2: Swap เป็น USDT -> กระจายหลาย Wallet

 

อาชญากรใช้เทคนิค ‘Chain Hopping’ (ข้ามบล็อกเชน) และ ‘Wallet Layering’ (ซอยย่อยกระเป๋าเงิน) เพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน กระบวนการนี้ใช้ Bot และบริการ Mixing เพื่อลดความเชื่อมโยงระหว่างต้นทาง – ปลายทาง

 

Step 3: ส่งเข้า Exchange ที่ไม่ใช้ KYC หรือใช้ KYC ผ่านคนกลาง

 

ทั้งนี้ หลายคดีพบรูปแบบเดียวกัน นั่นคือการเปิดบัญชีบน Exchange ผ่าน ‘นอมินี’ ทั้งไทยและต่างชาติ โดยบางรายใช้ ‘บัญชีม้า’ เปิดด้วยการสแกนใบหน้า บางกลุ่มแลกเป็นเงินบาทโดยตรงผ่านตลาด OTC

 

Step 4: นอมินี ในฐานะบริษัทเปลือก

 

เมื่อเงินออกจาก Exchange แล้ว เครือข่ายจะใช้บริษัทนอมินีที่จดในไทย (หรือใช้บริษัทที่ก่อตั้งไว้แล้ว) เพื่อ

  • โอนเงินข้ามบัญชี
  • สร้างเอกสารธุรกิจปลอม เช่น invoice และยอดขาย
  • ทำให้เงินดูเหมือนรายได้ปกติ

 

Step 5: ซื้อคอนโด – ที่ดิน – อสังหาฯ

 

จุดหมายปลายทางคือ ‘สินทรัพย์ที่จับต้องได้’ เพราะ

 

  • ตรวจสอบยาก
  • ซื้อผ่านนอมินีได้
  • ราคาปล่อยขายต่อสามารถปรับได้ตามใจ
  • เป็นสินทรัพย์ที่เอาไปค้ำกู้หรือเข้าระบบต่อได้

 

สำหรับคดี เบนสมิธ – แตงไทย ทรัพย์ที่ถูกยึดส่วนใหญ่คือ ที่ดิน, คอนโด, หลักทรัพย์ รวม 9,279 ล้านบาท ถือเป็นเครือข่ายที่ใช้ ‘อสังหาฯ ไทย’ เป็นปลายทางมากที่สุด

 

ผลกระทบเศรษฐกิจจริง: ราคาอสังหาฯ – เงินสกปรกไหลเข้าระบบ และความเสี่ยง FATF โดนจับตา

 

ภาพรวมปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องอาชญากรรม แต่เริ่มขยับเป็น ‘ความเสี่ยงเชิงระบบ’ ของเศรษฐกิจไทยใน 3 ทางพร้อมกัน

 

1. ตลาดอสังหาฯ ถูกบิดเบือนราคา (Price Distortion)

 

เมื่อเงินผิดกฎหมายไหลเข้าซื้อคอนโด – ที่ดินผ่านนอมินี ราคาทรัพย์ในบางทำเลจะ ‘สูงกว่าความเป็นจริง’ เพราะผู้ซื้อไม่ได้กังวลต้นทุน ทั้งนี้ โมเดลเดียวนี้เคยเกิดขึ้นในแวนคูเวอร์, ซิดนีย์ และฮ่องกง

 

จุดร่วมคือราคาบ้านพุ่งเร็วกว่ารายได้จริงของประชาชน เพราะมี ‘อุปสงค์เทียม’ จากเงินนอกระบบ ดันราคาให้หลุดไปจากปัจจัยพื้นฐาน

 

2. ระบบการเงินปนเปื้อนเงินผิดกฎหมาย

 

เมื่อเงินจาก scam เข้าไปหมุนในระบบผ่านนอมินี, บริษัทเปลือก และการซื้อสินทรัพย์ เงินจำนวนนี้จะเข้าไปปะปนกับระบบเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์ ซึ่งทั้งธนาคาร, ผู้พัฒนาอสังหา รวมถึงผู้ให้บริการ exchange อาจเสี่ยงกับการ ‘รับรู้ไม่ครบถ้วน’ ว่าเงินต้นทางคืออะไร

 

3. ความเสี่ยงถูกจับตาจาก FATF / OECD หนักขึ้น

 

หลายประเทศเคยโดนขึ้น Grey List เพราะตลาดอสังหาฯ เปิดรับเงินต่างชาติแบบตรวจสอบยาก, การกำกับ Crypto ยังตามไม่ทัน รวมถึงใช้นอมินีมากเกินไปในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน

 

ทั้งนี้ หากไทยถูกมองว่ากลายเป็น ‘ปลายทางของเงินสกปรกอาเซียน’ จะเสี่ยงเชิงระบบเศรษฐกิจขึ้นหลายด้าน ทั้งต้นทุนกู้ยืมจากต่างประเทศสูงขึ้น, นักลงทุนต่างชาติชะลอเข้ามา รวมถึงระบบธนาคารต้อง Tighten AML ระดับสูงขึ้น

 

ทำไมไทยเสี่ยงกลายเป็น Hub ฟอกเงินของอาเซียน?

 

เมื่อมองครบทั้ง Supply Chain ของอาชญากรรม จะพบปัจจัยโครงสร้างชัดเจน 4 ข้อ

 

1. ช่องโหว่ด้าน KYC–AML ในตลาด Crypto ยังไม่ปิดสนิท

 

แม้ไทยออกกฎคริปโตเข้มระดับหนึ่ง แต่ตลาด OTC, Exchange ต่างชาติ, Wallet นอมินี ยังเป็นช่องทางที่คุมยาก

 

2. ตลาดอสังหาฯ ไทยเปิดให้ Non-Resident ซื้อได้ง่ายกว่าเพื่อนบ้าน

 

ทั้งนี้ กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย มีข้อจำกัดเข้มกว่า ในขณะที่ไทยมี supply คอนโดล้นเมือง ทำให้ไทยกลายเป็น ‘ตลาดพร้อมขาย’ สำหรับเงินที่ต้องการเปลี่ยนสภาพเป็นทรัพย์สิน

 

3. เครือข่ายอาชญากรรมมีฐานในกัมพูชา แต่ต้องการ ‘ปลายทางที่มั่นคง’

 

พิสูจน์ทราบได้จากการที่มีหลายคดี เช่น เฉิน จื้อ, ก๊ก อาน, เบนสมิธ–แตงไทย ล้วนปฏิบัติการในกัมพูชา แต่ปลายทางฟอกเงินคือไทย ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นระบบศาลไทย, ตลาดอสังหาไทย และสกุลเงินบาท มีเสถียรภาพมากกว่า ทำให้ money laundering ‘น่าใช้กว่า’

 

4. ความเร็วของเทคโนโลยี vs ความเร็วของกฎระเบียบ

 

Hybrid Scam ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน – AI ซึ่ง voice – deepfake ก้าวเร็วกว่ากฎกำกับเสมอ ทำให้การฟอกเงินแบบใหม่ ‘ข้ามประเทศภายในไม่กี่นาที’ ซึ่งหน่วยงานรัฐไล่ไม่ทัน

 

ทั้งหมดนี้ทำให้ไทย ‘มีความพร้อมโดยไม่ตั้งใจ’ ที่จะถูกใช้เป็น hub ฟอกเงินในอาเซียน

 

ข้อเท็จจริงปม ‘ยึดหุ้นบางจาก’ และแถลงของบางจาก

 

ในการยึดทรัพย์รอบนี้ มีประเด็นที่สังคมให้ความสนใจคือกรณี ‘หุ้นบางจาก’ ซึ่ง
ข้อมูลจาก ปปง. ระบุชัดว่า หุ้นบางจากที่ถูกอายัด ไม่ได้เป็นทรัพย์ของบริษัทบางจาก
แต่เป็นทรัพย์สินในชื่อ ‘บุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการฟอกเงิน’ ซึ่งไปถือครองหุ้นบางจากในตลาดหลักทรัพย์ ลักษณะเป็น ‘สินทรัพย์ลงทุน’ ที่คนร้ายใช้เพื่อบริหารเงิน

 

โดยทางบริษัท บางจาก ชี้แจงว่า “บริษัทไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นรายนั้น จึงไม่กระทบการดำเนินธุรกิจหรือฐานะการเงิน โดยบริษัทยืนยันว่าเป็นการอายัดทรัพย์เฉพาะบุคคล ไม่กระทบสิทธิสอดคล้องอื่นของผู้ถือหุ้นทั่วไป”

 

กล่าวอีกนัย หุ้นบางจากเป็น ‘ปลายทางที่คนร้ายเอาเงินไปซื้อ’ ไม่ใช่ ‘ต้นทางของปัญหา’ กรณีนี้สะท้อนอีกด้านหนึ่งว่าเงินผิดกฎหมายเริ่มเข้าสู่สินทรัพย์ที่เป็น ‘mainstream ทั้งตลาด’ มากขึ้น นอกเหนือจากอสังหาฯ

 

บทสรุป

 

คดีฟอกเงินรอบนี้ไม่ใช่แค่การยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านบาท แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า เศรษฐกิจไทยกำลังถูกใช้เป็น ‘จุดแปลงสภาพเงินสกปรกที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน’

 

เส้นทาง Crypto -> OTC -> นอมินี -> อสังหาฯ กำลังกลายเป็นระบบนิเวศใหม่ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปิดช่องโหว่ เพื่อลดความเสี่ยงที่ไทยจะถูกจับตาในระดับประเทศจาก FATF/OECD

 

กรณีปปง. ขยายผลคดี Hybrid Scam ครั้งใหญ่ และยึดทรัพย์ครั้งนี้ ยังเป็นเพียง ‘ยอดภูเขาน้ำแข็ง’ แต่เป็นยอดที่ใหญ่พอจะสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยต้องเลือกว่าจะยืนอยู่ฝั่งใดของระบบการเงินโลกที่กำลังเข้มงวดขึ้นอย่างรวดเร็ว

The post หมื่นล้านเข้าไทยอย่างไร? เปิดเส้นทางฟอกเงิน Hybrid Scam แบบหมดเปลือก และความเสี่ยงเชิงระบบที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>