บวรศักดิ์ อุวรรณโณ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บวรศักดิ์-อุวรรณโณ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 28 Aug 2026 07:40:58 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 วงเสวนานักกฎหมายชำแหละคดีฮั้ว สว. 2567 สะท้อนความล้มเหลวระบบตรวจสอบองค์กรอิสระ ชี้ระบบเลือกกันเอง ‘วิปริต’ https://thestandard.co/senate-election-corruption-failure/ Fri, 28 Aug 2026 07:40:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1247688 ภาพบรรยากาศการเสวนาวิชาการถอดรหัสวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ

การรวมตัวกันของผู้ทรงอิทธิพลด้านกฎหมายและรัฐธรรมนูญของไ […]

The post วงเสวนานักกฎหมายชำแหละคดีฮั้ว สว. 2567 สะท้อนความล้มเหลวระบบตรวจสอบองค์กรอิสระ ชี้ระบบเลือกกันเอง ‘วิปริต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศการเสวนาวิชาการถอดรหัสวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ

การรวมตัวกันของผู้ทรงอิทธิพลด้านกฎหมายและรัฐธรรมนูญของไทยครั้งสำคัญในโครงการสัมมนาวิชาการ ‘ถอดรหัสวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ ที่มาและทางออก’ นำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาขององค์กรอิสระในหลายมิติ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ดุเดือด โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่คดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 หรือ ‘คดีฮั้ว สว.’ กำลังถูกตรวจสอบอย่างหนัก

ดูภาพข่าว 

 
 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเปิดโครงการด้วยการฉายภาพประวัติศาสตร์การเมืองไทยในรอบ 30 ปี โดยระบุว่าความล้มเหลวเชิงรูปธรรมที่สำคัญที่สุดของระเบียบประชาธิปไตยไทย คือ ‘หลักความรับผิดชอบ’ ของนักการเมือง’ ที่ไม่เคยถูกนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง

 

อภิสิทธิ์ชี้ว่า สถานการณ์ความเสื่อมถอยได้มาถึงจุด ‘แทรกแซงแบบครบวงจร’ ในยุครัฐธรรมนูญปี 2560 เนื่องจากฝ่ายผู้มีอำนาจเป็นผู้เขียนกติกาเองเพื่อลงเล่นเอง และออกแบบนวัตกรรมการเลือก สว. ที่แปลกประหลาด เพื่อเปิดทางให้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มสามารถวางแผนเข้าไปยึดกุม สว. และใช้เสียง สว. นั้นไปแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระอีกทอดหนึ่ง

 

ความเชื่อมั่น กกต. ตกต่ำ เดินซ้ำรอยอดีต

 

จากนั้นในช่วงเสวนาวิชาการ ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตกรรมการกฤษฎีกา ชี้ว่าคะแนนความเชื่อถือของประชาชนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับอดีต เนื่องจากประชาชนคาดหวังผลงานปราบโกง แต่ผลลัพธ์กลับเป็นตรงกันข้าม

 

โดยเฉพาะการจัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ใช้ระบบเลือกกันเองระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ ซึ่งไม่มีประเทศใดในโลกเคยใช้มาก่อน และถึงแม้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะเชื่อว่าไม่นำมาสู่การจัดตั้งหรือซื้อเสียง แต่ปัจจุบันก็ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่เห็น

 

ศ.กิตติศุณ บวรศักดิ์ตั้งข้อสังเกตเรื่องพฤติกรรมการเพิกเฉยของ กกต. ชุดก่อนหน้า ที่มี อิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. ว่า ในคดีทุจริตฮั้ว สว. แม้คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 จะสรุปสำนวนว่ามีความผิดและควรส่งฟ้อง แต่ กกต. กลับตั้งอนุกรรมการชุดที่สองขึ้นมาเพื่อกลับความเห็นยกเรื่องว่าไม่มีความผิด โดยไม่ได้ตระหนักถึงบทเรียนและมาตรฐานในอดีตเลย

 

ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ได้มอบข้อเสนอการอภิวัฒน์โครงสร้างการเมืองหลายประการ เช่น เสนอให้สมาชิกรัฐสภาประชุมกันเพื่อลงมติเห็นชอบองค์กรอิสระ โดยนับคะแนนแยกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ สส.ฝ่ายรัฐบาล, สส.ฝ่ายค้าน และ สว. ซึ่งผู้ได้รับเลือกตั้งได้รับคะแนนสูงสุดอย่างน้อย 2 ใน 3 กลุ่ม เพื่อป้องกันปัญหารัฐบาลเสียงข้างมากผูกขาดหรือส่งคนของตนเองเข้าไป

 

ควรคืนอำนาจให้ประชาชนตรวจสอบ แทนพึ่งพาเครื่องมือรัฐ

 

ขณะที่ ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แสดงความกังวลต่อระบบเลือก สว. ปี 2567 โดยมองว่าเป็นการโกงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ความน่ากลัวของระบบนี้คือจะทำลายระบบตรวจสอบโดยตรง

 

ศ.พิเศษ วิชาชี้ว่า รากเหง้าของปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากวัฒนธรรมคนไทยที่เป็น ‘มนุษย์เฉย’ ซึ่งเลือกที่จะนิ่งเฉยยอมตามผู้มีอำนาจ โดยไม่มีการยืดหยัดขัดขืนเพื่อผลประโยชน์สาธารณะ ซ้ำร้าย รัฐไทยยังมีพฤติกรรมใช้ข้ออ้างความลับราชการ เข้ามาสกัดกั้นและปกปิดข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ทั้งที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ให้เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส

 

ศ.พิเศษ วิชาเสนอให้คืนอำนาจการตรวจสอบให้ประชาชน โดยยกระดับภาคประชาสังคม เช่น iLaw ให้เป็นผู้สอดส่องการทุจริตแทนการพึ่งพาแต่เฉพาะเครื่องมือของรัฐ และนำแนวคิดจัดตั้งสภาตรวจสอบภาคประชาสังคมทั้งระดับชาติและระดับจังหวัดจากร่างรัฐธรรมนูญในอดีต (ปี 2558) กลับมาบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

ระบบ สว. เลือกกันเอง ‘วิปริต’ ชี้หาก กกต. ไม่สั่งฟ้องคดีฮั้ว จะเดินถึงทางตัน

 

ด้าน วัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วิจารณ์ระบบการเลือก สว. ปี 2567 ว่าเป็นแนวคิดที่ ‘วิปริต’ พร้อมยืนยันว่า ถ้าไม่ฮั้วกันตั้งแต่รอบแรก ก็ไม่มีทางได้รับเลือกเป็น สว. แน่นอน

 

วัสกล่าวด้วยว่า ขณะนี้สำนวนคดีฮั้ว สว. ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหา 229 คน หาก กกต. ยกคำร้องหรือไม่ส่งคดีให้ศาลฎีกา จะทำให้เข้าสู่ ‘ทางตัน’ ในทางกฎหมาย และให้ความเห็นว่าจำนวนขั้นต่ำที่ตนเองยอมรับได้คือต้องส่ง 120 ผู้ถูกกล่าวหาฟ้องต่อศาลฎีกา เพราะผู้ที่ได้คะแนนมากเป็น 6 อันดับแรกของแต่ละกลุ่มอาชีพ ถือว่าฮั้วกันมาทั้งสิ้น

 

“เข้าข่ายหมิ่นประมาทแน่นอน เป็นความเห็นของผมที่มีเหตุผลประกอบ ฟ้องเลยครับ ผมจะได้นำหลักฐานที่คุณฮั้วกันไปแฉที่ศาล” วัสกล่าว

 

วัสยังเน้นย้ำด้วยว่า หากตนเองมีหน้าที่พิจารณาเอกสารประกอบสำนวนคดีฮั้ว สว. จากคณะกรรมการไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ซึ่งมีอยู่ประมาณ 90,000 หน้า เชื่อว่าใช้เวลาเพียง 7 วันก็แล้วเสร็จ ไม่ต้องรอจนผ่านมาถึง 2 ปี

 

 

ภาพบรรยากาศการเสวนาวิชาการถอดรหัสวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ 1

ภาพบรรยากาศการเสวนาวิชาการถอดรหัสวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ 2

ภาพบรรยากาศการเสวนาวิชาการถอดรหัสวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ 3

ภาพบรรยากาศการเสวนาวิชาการถอดรหัสวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ 4

ภาพบรรยากาศการเสวนาวิชาการถอดรหัสวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ 5

ภาพบรรยากาศการเสวนาวิชาการถอดรหัสวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ 6

ภาพบรรยากาศการเสวนาวิชาการถอดรหัสวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ 7

ภาพบรรยากาศการเสวนาวิชาการถอดรหัสวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ 8

ภาพบรรยากาศการเสวนาวิชาการถอดรหัสวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ 9

ภาพบรรยากาศการเสวนาวิชาการถอดรหัสวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ 10

The post วงเสวนานักกฎหมายชำแหละคดีฮั้ว สว. 2567 สะท้อนความล้มเหลวระบบตรวจสอบองค์กรอิสระ ชี้ระบบเลือกกันเอง ‘วิปริต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรงศักดิ์ เผยประชุมร่วม สทนช. เตรียมคลอด 9 มาตรการแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง มองตามหลักการไม่ใช่เรื่องยาก https://thestandard.co/thongsak-onwr-water-measures/ Thu, 30 Apr 2026 05:23:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1202641 ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (30 เมษายน) เวลา 09.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ทรงศั […]

The post ทรงศักดิ์ เผยประชุมร่วม สทนช. เตรียมคลอด 9 มาตรการแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง มองตามหลักการไม่ใช่เรื่องยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (30 เมษายน) เวลา 09.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวก่อนการประชุมคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการประจำปีงบประมาณ 2570 คณะที่ 1 แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 1/2569

 

ทรงศักดิ์กล่าวว่า เมื่อวาน (29 เมษายน) ได้ประชุมร่วมกับ สทนช. ซึ่ง จะมี 9 มาตรการในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดอุทกภัยและภัยแล้ง โดยได้มอบนโยบายไปแล้วว่า เรื่องน้ำมีทั้งท่วมและแล้ง หากมองในเชิงหลักการไม่ใช่เรื่องยาก น้ำท่วมเกิดจากน้ำเกินกว่าพื้นที่กักเก็บ ส่วนน้ำแล้งคือน้ำน้อยไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ทั้ง 2 ส่วนสามารถบูรณาการแก้ปัญหาร่วมกันได้

 

เมื่อถามว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จะจัดในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในเดือน มิถุนายน นี้ จะมีแผนแก้ไขปัญหาอุทกภัยหรือไม่ ทรงศักดิ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการตั้งคณะอนุกรรมการถอดบทเรียน ซึ่งใกล้แล้วเสร็จตั้งแต่สมัย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และได้เข้ามารับช่วงต่อ โดยส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าพื้นที่รับน้ำมีไม่เพียงพอ ทำให้เกิดมวลน้ำสะสม ขณะที่ สทนช. มีผังน้ำอยู่แล้ว ครอบคลุมทั้ง 22 ลุ่มน้ำ ว่าจุดใดเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จึงต้องศึกษาเพื่อทำแก้มลิง และตัดตอนน้ำในแต่ละจุดตามลุ่มน้ำต่างๆ ซึ่งได้กำชับให้เร่งรัดดำเนินการ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่มองเพียงว่าช่วงหนึ่งน้ำท่วม อีกช่วงหนึ่งน้ำแล้ง ทั้งที่บางพื้นที่ประสบทั้ง 2 ปัญหา

 

ขณะที่ความคืบหน้าการแยกกระทรวงเพื่อกำกับดูแลเรื่องน้ำโดยเฉพาะนั้น ทรงศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ สทนช. เป็นหน่วยงานสำคัญ และการแก้ปัญหาน้ำเป็นงานที่ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกัน

 

เมื่อถามย้ำว่า ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ในการแยกกระทรวงน้ำ ทรงศักดิ์กล่าวว่า การจัดตั้งองค์กรเฉพาะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ว่าจะสามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างเป็นระบบเพียงใด โดยปัจจุบัน สทนช. มีความพร้อมอยู่แล้ว

 

เมื่อถามถึงความเห็นส่วนตัวต่อการแยกกระทรวงดังกล่าว ทรงศักดิ์กล่าวว่า ปัจจุบันการทำงานของ สทนช. ไม่มีอุปสรรค มีโครงสร้าง บุคลากร และความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน โดยทำหน้าที่กำกับ ควบคุม และจัดสรรงบประมาณไม่ให้ซ้ำซ้อน ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและผลการศึกษาในแต่ละพื้นที่ เปรียบเสมือนหน่วยงานกลางที่จัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานปฏิบัตินำไปดำเนินโครงการตามที่เสนอ และต้องไม่เกิดความซ้ำซ้อน

The post ทรงศักดิ์ เผยประชุมร่วม สทนช. เตรียมคลอด 9 มาตรการแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง มองตามหลักการไม่ใช่เรื่องยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดใจ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เหตุใดรับนั่งรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ครม.อนุทิน 2 ขอสนองงานเพื่อประเทศชาติ ชี้ไม่ยุ่งคดีฮั้ว สว. – เขากระโดง https://thestandard.co/pakorn-nilprapan-accepts-deputy-pm/ Thu, 02 Apr 2026 04:04:35 +0000 https://thestandard.co/pakorn-nilprapan-accepts-deputy-pm/ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ถึงการรับตำแหน่งในครม.อนุทิน 2

วันนี้ (2 เมษายน) ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้ […]

The post เปิดใจ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เหตุใดรับนั่งรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ครม.อนุทิน 2 ขอสนองงานเพื่อประเทศชาติ ชี้ไม่ยุ่งคดีฮั้ว สว. – เขากระโดง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ถึงการรับตำแหน่งในครม.อนุทิน 2

วันนี้ (2 เมษายน) ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เปิดเผยถึงเหตุผลการตัดสินใจร่วมรัฐบาลอนุทิน 2 ว่า หลังจากที่มีข่าวว่า บวรศักดิ์ อุวรรณโณ แสดงความประสงค์ไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลชุดนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มาทาบทามให้มาช่วยทำงาน

 

ปกรณ์ยอมรับว่า เมื่อถูกทาบทาม ตนคิดหนัก เพราะเป็นข้าราชการมา 30 กว่าปี มีอายุราชการเหลืออีก 4 ปี ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 6 ปี และตำแหน่งดังกล่าวก็ไม่ได้มีการกำหนดวาระ

 

ช่วงแรกยืนยันกับนายกฯ ว่าขอช่วยในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ได้รับคำตอบจากนายกฯ ว่า ควรมาช่วยลงมือทำและผลักดันงานต่าง ๆ ที่ยังต้องขับเคลื่อนอีกหลายอย่าง หากอยู่เฉพาะกฤษฎีกาอาจผลักดันเรื่องต่าง ๆ ได้น้อย จากนั้นจึงมานั่งไตร่ตรองกับครอบครัวว่า หากจะผลักดันงานด้านกฎหมายของประเทศ ก็ต้องลงมือทำเอง จึงได้ตอบตกลง

 

ทั้งนี้ ตนได้ยืนยันกับนายกฯ อนุทิน ว่าไม่ขอเป็นสมาชิกพรรค และปัจจุบันก็ยังไม่ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยด้วย เพราะส่วนตัวไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จึงเข้ามาเป็นข้าราชการการเมืองเพียงอย่างเดียว

 

“ผมขอเป็นข้าราชการการเมือง ไม่ได้เป็นนักการเมือง ไม่สังกัดพรรค”

 

ส่วนสิ่งที่ตั้งใจอยากจะทำคือ การพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (OECD) และการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ให้สำเร็จ เพราะจะเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมายของประเทศให้อยู่ในระดับสากล และเป็นที่ยอมรับ เพื่อให้ประเทศไทยอยู่ในเรดาร์ของโลก

 

ส่วนหลักการทำงานด้านกฎหมายในตำแหน่งรองนายกฯ นั้น ปกรณ์ระบุว่า ตนยังคงทำเหมือนเดิม และตั้งใจมาผลักดันงานที่ค้างอยู่ รวมถึงดูแลด้านกฎหมายของรัฐบาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ใช่นึกอยากจะเขียนอะไรก็เขียน หรืออยากเสนออะไรก็เสนอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกหลัก แต่จะพยายามทำให้เต็มที่

 

เมื่อถามว่าจะเป็นเนติบริกรเพื่อทำงานสนองภาคการเมืองหรือไม่ ปกรณ์ระบุว่า
“ผมสนองอย่างเดียวคือประเทศชาติ ผมไม่ได้สนองการเมือง เพราะไม่ใช่นักการเมือง ผมเป็นข้าราชการการเมือง ซึ่งเป็นข้าราชการประเภทหนึ่งที่แต่งตั้งโดยฝ่ายการเมือง และทำหน้าที่เหมือนข้าราชการในการผลักดันงาน

 

แต่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและทิศทางการบริหารราชการแผ่นดิน แทนที่จะทำตามคำสั่งฝ่ายการเมืองหรือนโยบายอย่างเดียว คราวนี้ก็จะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและทิศทางต่าง ๆ แต่ยืนยันว่า ผมไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง และไม่มีใบสั่ง ผมยังคงเป็นผม”

 

เมื่อถามถึงหลักการทำงานต่อคดีฮั้วเลือก สว. – คดีเขากระโดง หรือคดีที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองสีน้ำเงิน ปกรณ์กล่าวว่า เรื่องเหล่านี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว รัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงได้ แม้ในตอนที่เป็นข้าราชการประจำ ตนก็ไม่เคยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

 

“ผมตรงไปตรงมา หากเรื่องอยู่ในกระบวนการศาล ก็ต้องรอคำวินิจฉัย การไปให้สัมภาษณ์ที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้สังคมสับสนและเป็นการชี้นำ ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ตนจะไม่ทำ หน้าที่ผมไม่เกี่ยวกับคดีใด ๆ”

The post เปิดใจ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เหตุใดรับนั่งรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ครม.อนุทิน 2 ขอสนองงานเพื่อประเทศชาติ ชี้ไม่ยุ่งคดีฮั้ว สว. – เขากระโดง appeared first on THE STANDARD.

]]>
“มีวิวัฒนาการ” : ภาพลักษณ์ศาลรัฐธรรมนูญในสายตา ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ https://thestandard.co/constitutional-court-image-evolution-nakarin/ Mon, 30 Mar 2026 09:21:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1192746 ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ

โอกาสที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์คณะตุลาการศาลฯ จะให้ […]

The post “มีวิวัฒนาการ” : ภาพลักษณ์ศาลรัฐธรรมนูญในสายตา ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ

โอกาสที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์คณะตุลาการศาลฯ จะให้สัมภาษณ์โดยตรงกับสื่อมวลชนถือว่าไม่บ่อยครั้งนัก หรืออย่างน้อยก็ใน ‘โครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน’ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นประจำปี และถือเป็นวาระสำคัญที่จะได้ติดตามความคืบหน้าในคดีความต่างๆ ที่สังคมติดตามให้ความสนใจ ตลอดจนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานะและบทบาทของตุลาการจะไม่สามารถแสดงความคิดเห็นต่อกรณีใดๆ ได้เพราะต้องวางตัวเป็นกลาง ดังนั้น แม้จะมีการให้สัมภาษณ์ ทั้งฝ่ายผู้ถามและผู้ตอบจึงต้องใช้ความระมัดระวัง

 

ดังเช่นที่ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เน้นย้ำหลายครั้งถึง “วุฒิภาวะ” ของสังคมไทย ที่สอดคล้องไปกับวิวัฒนาการของศาลรัฐธรรมนูญ ในโครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน เมื่อ 30 มีนาคม 2569

 

 

ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ 1

 

 

▪ “มีทั้งดีและไม่ดี” ความเปลี่ยนแปลงตลอด 28 ปี รัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ

 

โครงการฯ ดังกล่าวจัดขึ้นไม่กี่วันก่อนจะถึงวันครบรอบ 28 ปีการก่อตั้งศาลรัฐธรรมนูญชุดแรกเมื่อ 11 เมษายน 2541 โดยนครินทร์ได้บรรยายต่อคณะสื่อมวลชนว่า “หากเปรียบเป็นบุคคลถือว่ามีวุฒิภาวะพอและเหมือนคนหนุ่มสาว แสดงให้เห็นว่าตัวองค์กรของศาลและสังคมไทยได้เรียนรู้แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญทำอะไร”

 

ตลอดระยะเวลา 28 ปี ของศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการฉีกและร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่รวม 3 ฉบับ องค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของศาลฯ จึงได้เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ทั้งจำนวนตุลาการ และคุณสมบัติของตุลาการที่แตกต่างกันไป ซึ่งนครินทร์มองว่าความเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดเหล่านี้ “มีทั้งดีและไม่ดี”

 

เขายกตัวอย่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ปี 2560) ที่กำหนดองค์ประกอบว่าต้องมีตุลาการที่เป็นสายข้าราชการระดับอธิบดีไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งไม่มีคุณสมบัติชัดเจนว่าต้องมาจากอาชีพอะไร จากเดิมที่ให้มีตุลาการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ 2 ท่าน

 

“หลายคนก็คงจะแปลกใจว่า เรามีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 ท่าน ซึ่งเข้ามาโดยกระบวนการถูกต้องทุกอย่าง ท่านมาจากวิศวะ ท่านเป็นอดีตอธิบดีกรมทางหลวง ซึ่งผ่านกระบวนการสรรหา และผ่านวุฒิสภามาเรียบร้อยแล้ว โปรดเกล้าฯ เริ่มทำงานแล้ว ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยชัดเจนและชัดแจ้ง”

 

ตุลาการท่านที่นครินทร์เอ่ยถึง ย่อมเป็น สราวุธ ทรงศิวิไล อดีตอธิบดีกรมทางหลวง ตุลาการคนล่าสุดของชุดนี้ที่ดำรงตำแหน่งเมื่อ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนแรกในประวัติศาสตร์ที่มาจากสายงานของกระทรวงคมนาคมโดยตรง

 

ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ 2

 

 

นครินทร์ยังเปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 28 ปีนี้ วันที่ 7-8 เมษายน จะมีเวทีบรรยายพิเศษ โดยได้เชิญประธานสมาคมศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าแห่งเอเชีย (AACC) ซึ่งขณะนี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญประจำประเทศอุซเบกิซสถานดำรงตำแหน่งอยู่ รวมถึงคณะกรรมการเวนิส มาร่วมในการบรรยายพิเศษด้วย

 

นครินทร์ชี้ว่า การที่องค์กรระดับนี้มาร่วมในกิจกรรม เพื่อให้เป็นเครื่องประจักษ์พยานว่าคณะศาลรัฐธรรมนูญของไทยได้รับการยอมรับจากสมาคมศาลรัฐธรรมนูญโลก และจากสมาชิกศาลรัฐธรรมนูญโลก 125 ประเทศ แสดงเห็นให้ว่าประเทศไทยไม่ได้ทำงานแบบไร้ทิศทางหรือไม่เป็นที่ยอมรับของสมาคมโลก ซึ่งสมาคมศาลโลกให้การยอมรับประเทศไทยอย่างดียิ่งและยอมรับในทุกมิติ

 

▪วิวัฒนาการ ‘ภาพลักษณ์’ ศาลรัฐธรรมนูญไทย ยกเทียบต่างประเทศ

 

ต่อมา นครินทร์ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญในมุมมองของประชาชน ที่บางคำวินิจฉัยของศาลมีความท้าทายกับมุมมองนักวิชาการ กระแสสังคม ตลอดถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งในการใช้ระบบนิติรัฐทำร้ายฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ และภาพลักษณ์ในความเป็นกลาง จำเป็นต้องกู้คืนหรือไม่

 

ประธานศาลรัฐธรรมนูญตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องวิวัฒนาการ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นเพื่อตัดสินวินิจฉัยข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญ ผู้ที่ยื่นเรื่องต่อศาลส่วนใหญ่มีทุกฝ่าย ไม่ว่าเสียงส่วนใหญ่หรือเสียงส่วนน้อย ผลก็จะออกได้ทางใดทางหนึ่ง

 

“หากถามว่าคำตัดสินของศาลเป็นที่ยอมรับหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องเลือกข้าง ข้างใดข้างหนึ่ง ระหว่างข้างผิดข้างถูก และการตัดสินใจก็อาจไม่เป็นที่ถูกใจใครทั้งหมด

 

“วิวัฒนาการภาพลักษณ์ของศาลเกิดขึ้นเมื่อสังคม การเมือง มีวุฒิภาวะเพียงพอ แปลว่าการแก้ไขปัญหาทางการเมืองบางเรื่อง ควรมีกติกาเป็นที่ยอมรับในสังคม และวุฒิภาวะของสังคมต้องมีในระดับสูงที่มากพอ วุฒิภาวะสังคมแปลว่า กติการของการเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ การลงจากอำนาจ ต้องอยู่ในระดับที่ยอมรับกันได้”

 

“… ปัจจุบันสังคมไทย เมื่อมีปัญหาทางรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ก็คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นที่พึ่ง ผมเชื่อว่าการที่คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นที่พึ่ง ย่อมแปลว่าท่านให้การยอมรับแล้วส่วนหนึ่งว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นหนทางแก้ปัญหา”

 

ประธานศาลรัฐธรรมนูญยังได้ยกตัวอย่างปัญหาในกระบวนการยุติธรรมประเทศอื่นๆ มาเปรียบเทียบ เช่น กรณีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่ถูกศาลสูงสุดสั่งเพิกถอนคำสั่งเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศต่างๆ โดยชี้ว่าเป็นอำนาจของสภาฯ

 

“ท่านคิดว่าศาลช่วยใคร ช่วยคนส่วนน้อยหรือคนส่วนมาก” นครินทร์ตั้งคำถามกลับ

 

เขายังยกตัวอย่างกรณีประเทศเกาหลีใต้ เมื่อครั้ง ยุน ซอก ยอล อดีตประธานาธิบดี ออกกฎอัยการศึก สุดท้ายถูกรัฐสภาโหวตให้ประธานาธิบดีพ้นจากตำแหน่ง แต่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้งว่า การดำเนินการของรัฐสภาชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งในเชิงกระบวนการและเนื้อหาหรือไม่ สุดท้ายผลก็ลงเอยที่การถอดถอนประธานาธิบดี

 

เขาทิ้งคำถามอีกครั้งว่า สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญช่วยเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย ตกลงแล้วเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยอยู่ตรงไหนกันแน่

 

“มีใครตอบผมได้ไหมครับ นี่ไง นี่คือปัญหาแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เราถอยห่างออกมาสักนิดหนึ่ง เรามองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใน 2 ประเทศนี้ ลองคิดง่ายๆ ว่า ถ้าศาลตัดสินออกมาแบบนั้น แล้วศาลเป็นเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยของคนของประเทศนั้นๆ

 

“ถ้าเราใช้อารมณ์คิดก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเราใช้เหตุผลคิดก็จะเห็นว่าปัญหามันซับซ้อนมาก” นครินทร์ทิ้งท้าย

 

 

ภาพ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซ้อนทับโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญ 3

 

 

▪ย้อนมองเส้นทาง ‘นครินทร์’ 1 ทศวรรษบนบัลลังก์ตุลาการ

 

ศาสตราจารย์ ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นั่งบัลลังก์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วร่วม 10 ปี และอยู่บนเก้าอี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นปีที่ 3 ก่อนเข้าสู่สถานะนี้ เขาเคยเป็นหนึ่งในนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของไทย และได้ก้าวสู่ตำแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือสำนัก ‘สิงห์แดง’

 

นครินทร์ยังเคยผ่านงานระดับชาติในฐานะ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 2550 และเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชุดของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในปี 2558 ก่อนที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในสัดส่วน ‘ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์’ ในช่วงปลายปีเดียวกัน

 

ปัจจุบันนครินทร์ถือว่าพ้นวาระตุลาการไปแล้วตั้งแต่ 16 พฤศจิกายน 2567 หลังดำรงตำแหน่งครบ 9 ปี แต่ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อในฐานะรักษาการ จนกว่าจะสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งในสายผู้ทรงคุณวุฒิในสาขารัฐศาสตร์มาทดแทน และบุคคลนั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วย

 

ก่อนหน้านี้วุฒิสภาได้ ‘ตีตก’ ชื่อศาสตราจารย์ที่ได้รับการสรรหาในตำแหน่งดังกล่าวมาแล้ว 2 คน คือ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ ‘สิงห์ดำ’ และ ร.ต.อ. สุธรรม เชื้อประกอบกิจ จากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้อดีตครูใหญ่ ‘สิงห์แดง’ ต้องรักษาการต่อไป

 

The post “มีวิวัฒนาการ” : ภาพลักษณ์ศาลรัฐธรรมนูญในสายตา ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผล ทำไม ‘บวรศักดิ์’ ไม่ได้ไปต่อ เลือกดัน ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ คุมกฎหมายรัฐบาลอนุทิน 2 https://thestandard.co/bowornsak-replaced-pakorn-anutin/ Wed, 25 Mar 2026 01:38:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1190946 ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และปกรณ์ นิลประพันธ์ บุคคลผู้ถูกกล่าวถึงในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งทีมกฎหมายรัฐบาล

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า รัฐบาลสมัยที่ 2 ของอนุทิน ชาญวีรกู […]

The post เปิดเหตุผล ทำไม ‘บวรศักดิ์’ ไม่ได้ไปต่อ เลือกดัน ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ คุมกฎหมายรัฐบาลอนุทิน 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และปกรณ์ นิลประพันธ์ บุคคลผู้ถูกกล่าวถึงในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งทีมกฎหมายรัฐบาล

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า รัฐบาลสมัยที่ 2 ของอนุทิน ชาญวีรกูล ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ไม่มี ‘ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ’ หนึ่งในบุคคลที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘บิ๊กโฟร์ปรมาจารย์กฎหมายสายอนุรักษนิยม’ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายต่อ

 

แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคภูมิใจไทยยืนยัน THE STANDARD ว่า สาเหตุที่ไม่มีชื่อ ศ.ดร. บวรศักดิ์ ในตำแหน่งดังกล่าว มาจากปัญหาการทำงานร่วมกับข้าราชการประจำ และการประสานงานที่ไม่ราบรื่นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อีกทั้งตลอดระยะเวลา 96 วันที่ผ่านมา ยังไม่ปรากฏผลงานที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

 

ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และปกรณ์ นิลประพันธ์ บุคคลผู้ถูกกล่าวถึงในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งทีมกฎหมายรัฐบาล 1

ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และอนุทิน ชาญวีรกูล

 

นอกจากนี้ คดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดง อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องใช้ ศ.ดร. บวรศักดิ์ มาคุมงานด้านกฎหมายต่อ โดยก่อนหน้านี้เจ้าตัวเคยตั้งเงื่อนไข 3 ข้อ ได้แก่ ไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ไม่แทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะคดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดง และหากมีความเห็นใดจะพูดตามตรง โดยขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีว่าจะนำไปปฏิบัติหรือไม่

 

ขณะที่ท่าทีของอนุทินนั้น ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนอย่างมีนัยสำคัญว่า ได้พูดคุยกับ ศ.ดร. บวรศักดิ์ แล้ว พร้อมย้ำว่าตำแหน่งรัฐมนตรีมีวาระการทำงานเป็นรายเทอม แม้เทอมนี้และเทอมถัดไปจะมีนายกรัฐมนตรีคนเดิม แต่ถือเป็นคนละคณะ ไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง หรือยกชุดเดิมไปทั้งคณะ แม้รัฐบาลจะไม่มี ศ.ดร. บวรศักดิ์ เป็นกำลังหลักด้านกฎหมาย ก็ไม่เป็นปัญหาใดๆ

 

ขณะเดียว ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วเช่นกันว่า พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำตั้งรัฐบาล ได้เลือก ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาคนปัจจุบัน อายุ 57 ปีมาเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ที่คุมงานด้านกฎหมาย

 

ความเคลื่อนไหวล่าสุด ปกรณ์ได้ส่งประวัติเพื่อตรวจคุณสมบัติทั้ง 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม คดีความ และประวัติการต้องโทษจำคุก สำนักงานศาลยุติธรรม ตรวจสอบข้อมูลการถูกฟ้องร้อง คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และคำพิพากษาของศาลสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบประวัติการถูกชี้มูลความผิดด้านทุจริต การร่ำรวยผิดปกติ และการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง

 

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบว่ามีคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับลักษณะต้องห้ามทางการเมืองหรือไม่ กรมบังคับคดี ตรวจสอบสถานะการเป็นบุคคลล้มละลาย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และข้อห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบการถือครองหุ้นในกิจการต้องห้าม เช่น ธุรกิจสัมปทานรัฐ หรือสื่อมวลชน สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจสอบสถานะการสั่งฟ้องในคดีอาญา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และปกรณ์ นิลประพันธ์ บุคคลผู้ถูกกล่าวถึงในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งทีมกฎหมายรัฐบาล 2

ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

อย่างไรก็ตาม ปกรณ์เป็นข้าราชการสายกฎหมายที่เติบโตมาจากระบบราชการอย่างเต็มตัว และมีประสบการณ์ทำงานใกล้ชิดกับปรมาจารย์กฎหมายสายอนุรักษนิยมของประเทศไทย ทั้ง ‘มีชัย ฤชุพันธุ์’ อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 และ ‘วิษณุ เครืองาม’ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในหลายรัฐบาลติดต่อกันยาวนาน

 

เส้นทางชีวิตของปกรณ์นั้น เขาผูกพันกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาโดยตลอด ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในหลายหน่วยงาน อาทิ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายพัฒนาเศรษฐกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากฎหมาย ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายต่างประเทศ รวมถึงกรรมการร่างกฎหมาย และรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในฝ่ายบริหารนโยบายของรัฐบาล โดยเคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในสายงาน คือ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

อย่างไรก็ตาม ชื่อของปกรณ์ไม่ได้ปรากฏเพียงในมิติการทำงานเชิงเทคนิคทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเคยอยู่ในจุดตัดทางการเมืองสำคัญ โดยเฉพาะในรัฐบาลเพื่อไทย ภายใต้การนำของเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร จากกรณีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับนโยบาย ‘ดิจิทัลวอลเลต’ ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงขอพรรคเพื่อไทยในเวลานั้น ซึ่งระบุเงื่อนไขทางกฎหมายของการกู้เงิน 5 แสนล้านบาทอย่างเคร่งครัด จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในขณะนั้น

 

ความเห็นดังกล่าวถูกมองว่า เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล และเคยสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเส้นทางราชการของปกรณ์ ถึงขั้นมีคำถามเรื่องการต่ออายุราชการ ภายหลังครบวาระ 4 ปี สุดท้ายก็ได้รับการต่ออายุ และดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

 

ทำให้การเข้ามามีบทบาทในฐานะกุนซือกฎหมายของรัฐบาลอนุทิน 2 จึงน่าจับตาว่า ด้วยประสบการณ์ทั้งในเชิงกฎหมายและการบริหารนโยบาย ปกรณ์จะสามารถประสานโลกของกฎหมาย กับโลกของการเมือง ให้เดินไปในทิศทางเดียวกันได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางโจทย์ท้าทายของรัฐบาลชุดใหม่

 

The post เปิดเหตุผล ทำไม ‘บวรศักดิ์’ ไม่ได้ไปต่อ เลือกดัน ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ คุมกฎหมายรัฐบาลอนุทิน 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน แจงเหตุผล ทำไมบวรศักดิ์ไม่มีชื่อในครม.ชุดใหม่ ชี้รัฐมนตรีไม่ยกชุดเดิม จบเทอมแล้วแยกย้าย https://thestandard.co/anutin-bowornsak-new-cabinet/ Tue, 24 Mar 2026 07:35:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1190660 ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เกี่ยวกับ ครม.ชุดใหม่

วันนี้ (24 มีนาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นา […]

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน แจงเหตุผล ทำไมบวรศักดิ์ไม่มีชื่อในครม.ชุดใหม่ ชี้รัฐมนตรีไม่ยกชุดเดิม จบเทอมแล้วแยกย้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เกี่ยวกับ ครม.ชุดใหม่

วันนี้ (24 มีนาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ไม่มีชื่อบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวย้อนถามสื่อมวลชนว่า “รู้ได้อย่างไร”

 

เมื่อถูกถามว่าได้พูดคุยกับบวรศักดิ์หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้พูดคุยกันในฐานะผู้ร่วมงาน และไม่มีประเด็นใดเป็นพิเศษ โดยระบุว่า รัฐมนตรีมีวาระการทำงานเป็นเทอม แม้เทอมนี้และเทอมถัดไปจะมีนายกรัฐมนตรีคนเดิม แต่ถือว่าเป็นคนละคณะ ไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง ต้องแยกออกจากกัน พร้อมย้ำว่าไม่มีปัญหาใดๆ

 

นายกรัฐมนตรียังระบุว่า การตัดสินใจเสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทูลเกล้าฯ มีขั้นตอนชัดเจน และในฐานะนายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยย้ำว่า ไม่มีการยกชุดเดิมไปทั้งชุดในคณะใหม่ เพราะถือเป็นคนละคณะ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่จะให้ ปกรณ์ นิลประพันธ์ มาทำหน้าที่ดูแลด้านกฎหมายแทนนายบวรศักดิ์หรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว และเดินขึ้นรถทันที

 

อย่างไรก็ตาม พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาล ได้แจ้งให้ผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 36 คน ทยอยส่งเอกสารเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเข้มข้น ผ่าน 8 หน่วยงานหลักของรัฐ เพื่อยืนยันความโปร่งใส และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่

 

  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม คดีความ และประวัติการต้องโทษจำคุก
  • สำนักงานศาลยุติธรรม ตรวจสอบข้อมูลการถูกฟ้องร้อง คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และคำพิพากษาของศาล
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบประวัติการถูกชี้มูลความผิดด้านทุจริต การร่ำรวยผิดปกติ และการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง
  • สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบว่ามีคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับลักษณะต้องห้ามทางการเมืองหรือไม่
  • กรมบังคับคดี ตรวจสอบสถานะการเป็นบุคคลล้มละลาย
  • คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และข้อห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบการถือครองหุ้นในกิจการต้องห้าม เช่น ธุรกิจสัมปทานรัฐ หรือสื่อมวลชน
  • สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจสอบสถานะการสั่งฟ้องในคดีอาญา

 

ทั้งนี้ กระบวนการตรวจสอบทั้ง 8 ขั้นตอน ถือเป็นกลไกสำคัญในการคัดกรองรายชื่อ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ สะท้อนถึงมาตรฐานความโปร่งใสและความเข้มงวดของระบบการเมืองไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว หลัง เลือกตั้ง 2569 : อัปเดตข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ และ ผลการเลือกตั้ง 2569
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน แจงเหตุผล ทำไมบวรศักดิ์ไม่มีชื่อในครม.ชุดใหม่ ชี้รัฐมนตรีไม่ยกชุดเดิม จบเทอมแล้วแยกย้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : คืบหน้าเกมตั้งรัฐบาลสีน้ำเงิน ผู้มีชื่อติดโผ ครม. อนุทิน 2 ทยอยส่งประวัติ ตรวจคุณสมบัติ ฝ่า 8 ด่าน https://thestandard.co/anutin-2-cabinet-qualification-check/ Mon, 23 Mar 2026 09:56:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1190344 ภาพแฟ้มข่าว การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของรัฐบาล อนุทิน 2

ภายหลังจากที่ อนุทิน ชาญวีรกูล รับพระบรมราชโองการโปรดเก […]

The post เลือกตั้ง 2569 : คืบหน้าเกมตั้งรัฐบาลสีน้ำเงิน ผู้มีชื่อติดโผ ครม. อนุทิน 2 ทยอยส่งประวัติ ตรวจคุณสมบัติ ฝ่า 8 ด่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแฟ้มข่าว การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของรัฐบาล อนุทิน 2

ภายหลังจากที่ อนุทิน ชาญวีรกูล รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่สอง เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองมากที่สุดถัดมาคือกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางการบริหารประเทศในระยะต่อไป

 

 

ทั้งนี้ การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ได้เป็นเพียงการจัดสรรตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังสะท้อนสมดุลอำนาจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล การจัดวางบุคคลให้เหมาะสมกับภารกิจของแต่ละกระทรวง ตลอดจนความพร้อมในการผลักดันนโยบายที่ได้ให้คำมั่นไว้ต่อประชาชน

 

ท่ามกลางการจับตาของสังคม ทุกความเคลื่อนไหวของรายชื่อ ครม. และขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติ จึงกลายเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ถึงเสถียรภาพของรัฐบาล และความพร้อมในการเข้ามาบริหารประเทศอย่างเป็นทางการในระยะอันใกล้

 

เปิดโผ ครม.สะเด็ดน้ำ 35 คน

 

1. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

2. พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

 

3. ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี

 

4. ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี

 

5. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

6. สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

 

7. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

 

8. ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

9. ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

10. ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

11. นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

12. สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

13. พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

 

14. สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

 

15. สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

 

16. สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

17. วัชรพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

18. ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

19. พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

 

20.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

 

21.ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

 

22.สรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

 

23.ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

 

24. แนน บุญย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

 

25. สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

26. เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

 

27. เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

28. วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

29. พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

30. พลตำรวจตรี รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

 

31. จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

 

32. ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

 

33. ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

 

34. อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

 

35. พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

 

36. วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

ตลอดช่วงเช้า (23 มีนาคม) ที่ผ่านมา ที่ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ทำเนียบรัฐบาล มีสื่อมวลชนไปปักหลักรอทำข่าวอย่างต่อเนื่อง ภายหลังมีรายงานว่า พรรคภูมิใจไทยได้แจ้งให้ผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทยอยส่งเอกสารเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีตามขั้นตอน

 

เวลา 09.48 น. วัลลภ รุจิรากร คณะทำงานของประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมายื่นเอกสารแทน จากนั้น เวลา 10.43 น. ตัวแทนของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เดินทางเข้ามาส่งเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติ

 

ต่อมาเวลา 11.30 น. ตัวแทนของ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีชื่อเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม พร้อมด้วยตัวแทนของ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เดินทางยื่นเอกสารเป็นที่เรียบร้อย

 

เวลา 13.15 น. คณะทำงานของวัชระพล ขาวขำ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางมาส่งเอกสารที่ตึก สลค. จากนั้น ทีมงานของสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางมาส่งประวัติเช่นเดียวกัน

 

ต่อมาเวลา 13.40 น. วราวุธ ศิลปะอาชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ส่งทีมงานเดินทางมายื่นเอกสารเช่นเดียวกัน

 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า สรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงนี้ทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้ส่งทีมงานมาส่งเอกสารเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติแล้วเช่นกัน

 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า คณะทำงานของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการส่งเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยแล้วเช่นกัน สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

 

รวมถึง ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ส่งทีมงานมายื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติแล้วเช่นกัน

 

เปิด 8 ด่านโหด ตรวจประวัติรัฐมนตรี

 

ก่อนก้าวเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน 2 ผู้มีรายชื่อทุกคนต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเข้มข้น จาก 8 หน่วยงานหลักของรัฐ เพื่อยืนยันความโปร่งใส และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

 

1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม คดีความ และประวัติการต้องโทษจำคุก

 

2. สำนักงานศาลยุติธรรม ตรวจสอบข้อมูลการถูกฟ้องร้อง คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และคำพิพากษาของศาล

 

3. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

 

ตรวจสอบประวัติการถูกชี้มูลความผิดด้านทุจริต การร่ำรวยผิดปกติ และการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง

 

4. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบว่ามีคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับลักษณะต้องห้ามทางการเมืองหรือไม่

 

5. กรมบังคับคดี ตรวจสอบสถานะการเป็นบุคคลล้มละลาย

 

6. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และข้อห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง

 

7. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบการถือครองหุ้นในกิจการต้องห้าม เช่น ธุรกิจสัมปทานรัฐ หรือสื่อมวลชน

 

8. สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจสอบสถานะการสั่งฟ้องในคดีอาญา

 

ทั้งนี้ กระบวนการตรวจสอบทั้ง 8 ด่าน ถือเป็นกลไกคัดกรอง สำคัญก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งสะท้อนมาตรฐานความโปร่งใส และความเข้มงวดของระบบการเมืองไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

 

บวรศักดิ์ เริ่มเก็บของ ออกทำเนียบรัฐบาล

 

เวลา 15.30 น. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้มีรถบริษัทขนย้ายสิ่งของเอกชนมาขนของภายในห้องทำงาน ของนายบวรศักดิ์ ชั้น 3 บนตึกบัญชาการ 1 ภายในทำเนียบรัฐบาล หลังมีการรายงานข่าวว่า ไม่ได้ไปต่อกับรัฐบาลอนุทิน 2

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บวรศักดิ์ เดินทางไปปฏิบัติภารกิจสุดท้าย ร่วมการประชุมว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตและความซื่อสัตย์ระดับโลก (OECD) ปี 2026 ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยเจ้าตัวกล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ว่า ขอไม่ให้สัมภาษณ์

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : คืบหน้าเกมตั้งรัฐบาลสีน้ำเงิน ผู้มีชื่อติดโผ ครม. อนุทิน 2 ทยอยส่งประวัติ ตรวจคุณสมบัติ ฝ่า 8 ด่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากมือกฎหมายหลายรัฐบาล สู่เส้นทางร่วม ครม. อนุทิน 2 https://thestandard.co/pakorn-nilprapan-anutin-cabinet/ Mon, 23 Mar 2026 08:48:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1190294 ปกรณ์ นิลประพันธ์ ครม. อนุทิน 2

จากมือกฎหมายและที่ปรึกษาคนสำคัญของหลายรัฐบาล ล่าสุด ปกร […]

The post จากมือกฎหมายหลายรัฐบาล สู่เส้นทางร่วม ครม. อนุทิน 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปกรณ์ นิลประพันธ์ ครม. อนุทิน 2

จากมือกฎหมายและที่ปรึกษาคนสำคัญของหลายรัฐบาล ล่าสุด ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ถูกจับตาว่า มีชื่อปรากฏร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม). อนุทิน 2 ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี มาดูแลงานด้านกฎหมาย แทน บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

 

อย่างไรก็ตาม ย้อนดูเส้นทางของ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ก็ไม่ได้เหินห่างจาก ‘กูรูกฎหมาย’ หรือ ‘เนติบริกร’ ชั้นเซียนของประเทศไทย ที่สลับสับเปลี่ยนเข้ามาทำหน้าที่ให้รัฐบาลทุกยุคสมัย

 

ตั้งแต่การเป็นลูกศิษย์คนสำคัญในเครือข่ายสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กับ ‘วิษณุ เครืองาม’ และยังเคยมีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญถึง 2 ฉบับ ทั้ง ‘มีชัย ฤชุพันธ์’ และ ‘บวรศักดิ์ อุวรรณโณ’ เอง

 

การปรากฏชื่อของเขาในรัฐบาลครั้งนี้ อาจเป็นสัญญาณสะท้อนการก้าวขึ้นมาทำหน้าที่มือกฎหมายเคียงข้างรัฐบาล ของบรรดานักกฎหมาย รุ่นที่ 2 แล้วก็เป็นได้

 

ภาพ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และว่าที่รองนายกรัฐมนตรี 1

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post จากมือกฎหมายหลายรัฐบาล สู่เส้นทางร่วม ครม. อนุทิน 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใช้ ม.161 เร่งตั้งครม. แก้วิกฤต แก้โจทย์การเมืองไทยหรือไม่ https://thestandard.co/cabinet-formation-energy-crisis/ Fri, 20 Mar 2026 05:39:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1189476 ภาพแสดงนักวิชาการกล่าวถึงการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 161 เพื่อเร่งตั้ง ครม. ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและประเด็นทางการเมือง

ท่ามกลางสถานการณ์ ‘วิกฤตพลังงาน’ ที่ทวีความตึงตัว แนวคิ […]

The post ใช้ ม.161 เร่งตั้งครม. แก้วิกฤต แก้โจทย์การเมืองไทยหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงนักวิชาการกล่าวถึงการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 161 เพื่อเร่งตั้ง ครม. ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและประเด็นทางการเมือง

ท่ามกลางสถานการณ์ ‘วิกฤตพลังงาน’ ที่ทวีความตึงตัว แนวคิดการใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 161 วรรค 3 เพื่อเร่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่มีอำนาจเต็มเร็วขึ้น ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในทางเลือกเชิงนโยบาย

 

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชี้ว่า แนวทางดังกล่าวอาจไม่ใช่คำตอบ ต่อปัญหาที่แท้จริง และยังอาจเพิ่มความเสี่ยงทางการเมืองโดยไม่จำเป็น

 

เร่งอำนาจครม. แต่ไม่การันตีแก้วิกฤต

 

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เสนอในที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ว่า ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน รัฐบาลสามารถอาศัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 วรรค 3 เพื่อให้ ครม. ชุดใหม่ปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที แม้ยังไม่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยอาจขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยประกอบ

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า แม้รัฐธรรมนูญจะเปิดช่อง ให้ดำเนินการได้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน แต่การมีอำนาจเต็มเร็วขึ้นไม่ได้มีนัยสำคัญเพียงพอ ที่จะคลี่คลายวิกฤตพลังงานได้ในทันที

 

“โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า ครม. จะมีอำนาจเร็วหรือช้า แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมากกว่า”

 

ปัญหาเชิงโครงสร้าง แก้ไม่ได้ทันที

 

ดร.ปุรวิชญ์ อธิบายว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอกจำนวนมาก เช่น สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีอิหร่าน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

 

ผลกระทบดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันและความต้องการในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การจัดหาน้ำมันจากแหล่งใหม่ก็ไม่สามารถทำได้ทันที เนื่องจากต้องอาศัยกระบวนการจัดซื้อ การขนส่ง และการบริหารจัดการที่ใช้เวลา

 

แม้รัฐบาลจะสามารถใช้เครื่องมือเพิ่มเติม เช่น การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมัน การลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

 

แต่ก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะช่วยให้มีน้ำมันเพียงพอ หรือบรรเทาผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว

 

ทางลัดทางกฎหมาย กับความเสี่ยงทางการเมือง

 

ในอีกด้านหนึ่ง นักวิชาการธรรมศาสตร์เตือนว่า การใช้มาตรา 161 และ 162 อาจสร้าง ‘ความเสี่ยงทางการเมือง’ มากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ

 

เหตุผลสำคัญมีอย่างน้อย 2 ประเด็น

 

1.ไม่มีบรรทัดฐานการใช้มาก่อน การตีความคำว่า ‘จำเป็นเร่งด่วน’ ยังไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ข้อถกเถียงทางกฎหมายและการเมือง

 

2.ความคาดหวังสูง แต่ผลลัพธ์อาจไม่ทันการณ์ หากรัฐบาลมีอำนาจเต็มเร็วขึ้น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมในระยะสั้น อาจยิ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

 

“ถ้าทำแล้วไม่เห็นผลชัดเจน จะกลายเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวิกฤตพลังงานเชื่อมโยงไปถึงค่าครองชีพและราคาสินค้า”

 

ไทม์ไลน์ปกติ อาจต่างเพียงเล็กน้อย

 

เมื่อพิจารณาตามไทม์ไลน์ปกติ การจัดตั้ง ครม. ชุดใหม่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในช่วงวันที่ 10-11 เมษายน หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกิน 16 เมษายน 2569

 

ดังนั้น แม้การใช้มาตรา 161 จะช่วย ‘ร่นเวลา’ ให้รัฐบาลมีอำนาจเต็มเร็วขึ้น แต่ก็เป็นเพียง ‘ความแตกต่างเล็กน้อย’ เมื่อเทียบกับระยะเวลาทั้งหมด

 

อำนาจเต็มสำคัญ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

 

ดร.ปุรวิชญ์ ย้ำว่า แม้วิกฤตพลังงานจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการออกมาตรการเชิงรุก เช่น นโยบายภาษี การกู้เงิน หรือการจัดการโครงสร้างพลังงาน

 

แต่คำถามสำคัญยิ่งกว่าคือ “การมีอำนาจเต็มเร็วขึ้น จะทำให้แก้ปัญหาได้เร็วขึ้นจริงหรือไม่”

 

ในบริบทที่วิกฤตมีแนวโน้มยืดเยื้อ และนโยบายต้องใช้เวลาในการเห็นผล การเร่งใช้อำนาจอาจไม่ใช่ ‘ทางลัด’ ที่นำไปสู่ทางออก หากแต่เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง ‘ประสิทธิภาพ’ และ ‘ความเสี่ยงทางการเมือง’ อย่างรอบคอบ

The post ใช้ ม.161 เร่งตั้งครม. แก้วิกฤต แก้โจทย์การเมืองไทยหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง บวรศักดิ์ ชี้ยังเป็นความลับ หลายประเทศใช้ ยันไม่เคยเป็นโมฆะ แนะ กกต.นำผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์ต่อศาล https://thestandard.co/ballot-barcode-bovornsak-ect-court/ Wed, 18 Mar 2026 10:38:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1188820 บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ให้สัมภาษณ์ประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

วันนี้ (18 มีนาคม) เวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล บวรศั […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง บวรศักดิ์ ชี้ยังเป็นความลับ หลายประเทศใช้ ยันไม่เคยเป็นโมฆะ แนะ กกต.นำผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์ต่อศาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ให้สัมภาษณ์ประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

วันนี้ (18 มีนาคม) เวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ว่าเป็นเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้พิจารณา โดยผลจะขึ้นอยู่กับการนำสืบข้อเท็จจริงของ กกต.

 

เมื่อถามถึงความกังวลว่าการเลือกตั้งอาจเป็นโมฆะหรือไม่ บวรศักดิ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และการชี้แจงของ กกต.

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่https://election2569.thestandard.co/


 

ส่วนกรณีข้อกังวลว่าการมีคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจกระทบต่อความลับของการลงคะแนน บวรศักดิ์ระบุว่า เห็นว่ายังคงเป็นความลับ และหลายประเทศก็ใช้วิธีดังกล่าว โดยไม่พบว่ามีประเทศใดวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ พร้อมเสนอว่า กกต.ควรนำผู้เชี่ยวชาญมาสาธิตต่อศาล เพื่อยืนยันว่าการเข้าถึงข้อมูลในบัตรเลือกตั้งไม่สามารถทำได้โดยง่าย

 

ขณะที่ความคืบหน้าล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณา หลังมีการยื่นคำร้องรวม 21 เรื่อง โดยเห็นว่าเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง สส. ทั้งประเทศ และอาจมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการดำเนินการของ กกต.

 

ศาลรัฐธรรมนูญยังมีคำสั่งให้ กกต. เลขาธิการ กกต. และสำนักงาน กกต. จัดทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา พร้อมยื่นบัญชีพยานหลักฐานต่อศาล ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง

 

สำหรับคำร้องดังกล่าว ระบุว่า การใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้สามารถสืบย้อนถึงตัวตนผู้ลงคะแนนได้ ซึ่งอาจขัดต่อหลักการออกเสียงโดยลับ ตามรัฐธรรมนูญหลายมาตรา

 

ทั้งนี้ หลังครบกำหนดการชี้แจงของทุกฝ่าย ศาลรัฐธรรมนูญอาจพิจารณาไต่สวนเพิ่มเติม หรือเรียกพยานหลักฐาน ก่อนมีคำวินิจฉัยต่อไป

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง บวรศักดิ์ ชี้ยังเป็นความลับ หลายประเทศใช้ ยันไม่เคยเป็นโมฆะ แนะ กกต.นำผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์ต่อศาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยกหลักกาลามสูตร ชี้เลือกตั้งไม่โมฆะเพราะบาร์โค้ด ล้มได้ต่อเมื่อโกงกันทั้งประเทศ https://thestandard.co/bawornsak-election-barcode-not-void/ Fri, 20 Feb 2026 11:57:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1180469 บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อธิบายเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนต […]

The post เลือกตั้ง 2569 : บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยกหลักกาลามสูตร ชี้เลือกตั้งไม่โมฆะเพราะบาร์โค้ด ล้มได้ต่อเมื่อโกงกันทั้งประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อธิบายเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านโพสต์ส่วนตัวเกี่ยวกับกรณีการใช้ QR Code และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกูรูหลายฝ่ายที่มองว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 85 ซึ่งบัญญัติให้การเลือกตั้ง สส. ต้องเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ

 

บวรศักดิ์ ระบุว่า ประเทศไทยมีกูรูมากมาย มีเรื่องอะไรก็ออกมาให้ความเห็นกันอย่างแพร่หลาย ผมขอออกตัวเสียก่อนว่าไม่ใช่กูรู และผมไม่เชื่อกูรูคนใดทั้งสิ้น ผมเชื่อกาลามสูตรของพระพุทธเจ้า ทรงสอนว่า อย่าเชื่อข่าวลือ อย่าเชื่อตรรกะ อย่าเชื่อตำรา อย่าเชื่อเพราะเป็นกูรู (ครู) อย่าเชื่อเพราะเป็นศาสดาฯลฯ แต่ให้เชื่อเมื่อพิจารณาด้วยปัญญาจนรู้ได้ด้วยตนเองว่าสิ่งนั้นดี หรือชั่ว เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

เรื่อง QR Code และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง กูรูหลายคนให้ความเห็นว่า ขัดต่อหลักในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 ที่บัญญัติว่าการเลือกตั้งส.ส. “ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยโดยตรงและลับ” กูรูบางคนไปไกลเข้าทำนองเหาะเกินลงกาว่า ลับหมายถึงลับทั้งโลก ไม่ให้มีใครรู้เลยทั้งโลก

 

ในฐานะที่เป็นผู้สอนวิชากฏหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายมหาชนมา 40 ปี ผมก็ต้องมานั่งทบทวนความรู้ของตัวเอง ว่าอะไรคือการเลือกตั้งโดยลับ ‘secret vote’ การเลือกตั้งในอดีตเป็นการเลือกตั้งแบบเปิดเผย ยกมือกันในเวลาเลือกตั้ง ต่อมาออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่ให้ลงคะแนนโดยลับ ในปีคศ. 1850 ต่อมาขยายไปอังกฤษในปี 1872 และไปสหรัฐอเมริกาในปี 1884 และ 1891 จนเป็นหลักสากลที่นำไปบัญญัติ ไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไทย ฉบับพ.ศ. 2490 เป็นครั้งแรกโดยก่อนหน้านั้น  อยู่ในกฎหมายเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2475 

 

บวรศักดิ์ ระบุอีกว่า สังเกตให้ดีๆ 3 ประเทศที่เริ่มการเลือกตั้งโดยลับ คือออสเตรเลีย อังกฤษและสหรัฐอเมริกา การเลือกตั้งโดยลับ มีวัตถุประสงค์เพื่อความเป็นอิสระ และคุ้มครองเสรีภาพ ของผู้เลือกตั้ง ในการเลือกคนที่รัก พรรคที่ชอบ (Freedom of choice) คุ้มครองเสรีภาพในความคิดและเสรีภาพทางการเมือง และยังสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นแก่ความเป็นผู้แทนราษฎรของผู้ได้รับเลือกตั้ง

 

ทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นในระบอบการเมือง การคุ้มครองความเป็นอิสระและเสรีภาพเหล่านี้ ก็เพื่อไม่ให้ผู้เลือกตั้งตกอยู่ภายใต้อิทธิพล อำนาจมืด อำนาจเงินของผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมือง คุ้มครองผู้เลือกตั้ง ให้พ้นจากความกลัวและการคุกคามของผู้สมัครและพรรคการเมือง

 

แต่การเมืองที่แข่งขันกันสูง ผู้สมัครและพรรคการเมืองต่างประเทศและในประเทศไทย ก็อาจใช้วิธีการทุกชนิดเพื่อให้ตนได้รับเลือกตั้ง วิธีการเหล่านั้นจะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม (Free and Fair Election) ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

 

ตัวอย่างเช่นในการเลือกตั้งเมื่อปี 2500 พรรคเสรีมีนังคศิลาชนะเลือกตั้ง โดยวิธีการเอาบัตรเลือกตั้งที่กาเองไปใส่ลงในหีบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่าไพ่ไฟ หรือ ขนคนให้ย้ายคนให้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในเขตเลือกตั้งที่ตัวเองอาจแพ้ เพื่อลงคะแนนให้ตนเอง ซึ่งเรียกว่าพลร่ม การเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านมาสิบกว่าปี ก็มีข่าวว่าในจังหวัดหนึ่งใกล้กรุงเทพฯ มีการเอาบัตรเลือกตั้งไปใส่หีบในหน่วยเลือกตั้งที่คนเลือกตั้งน้อย เมื่อใส่ลงไปในหีบแล้วไพ่ไฟของผู้โกงเลือกตั้ง กับบัตรดีที่ผู้เลือกตั้งใส่ไว้ในหีบตอนลงคะแนนก็ปะปนกัน ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นบัตรดีบัตรปลอม นี่จึงเป็นที่มาที่กกต.ตัดสินใจ ใส่ QR Code บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง เพื่อแยกบัตรปลอมของผู้โกงเลือกตั้งออกจากบัตรดีของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

 

ถามว่า กกต.ไทย คิดแผลงๆ ใส่ QR Code หรือบาร์โค้ดลงไปบนบัตรเลือกตั้งที่เดียวในโลกใช่หรือไม่ คำตอบก็คือไม่ใช่ ประเทศที่เริ่มต้นการเลือกตั้งโดยลับประเทศแรกๆของโลก สามประเทศ คือออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกาหลายรัฐ ต่างก็ใช้ QR Code หรือบาร์โค้ดทั้งสามประเทศ เวลานี้ก็ยังใช้อยู่ ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ อังกฤษเป็นต้นแบบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา สหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดี

 

ยังมีประเทศอื่นอีกหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ บราซิล เอสโตเนียแคนาดา บ้างก็ใช้กับการเลือกตั้งระดับชาติบ้างก็ใช้ระดับการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ก็ยังมีข้อถกเถียง จึงทำให้หลายประเทศยกเลิกการใช้ แต่ไม่มีประเทศไหนเคยวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะมีบาร์โค้ดหรือ QR Code

 

เหตุที่ทำให้ การเลือกตั้งถูกเพิกถอน (ไม่ใช่เป็นโมฆะตามที่พูดกันอยู่) ทั้งประเทศได้ตามรัฐธรรมนูญไทยมีเหตุเดียวคือ การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ก็คือต้องโกงกันทั้งประเทศนั่นแหละ จึงจะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่

 

นอกจากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญสองครั้งคำวินิจฉัยแรก คือคำวินิจฉัยที่ 9/2549 ซึ่งศาลเห็นว่าการกำหนดวันเลือกตั้ง การจัดคูหาเลือกตั้งที่ให้คนอื่นอาจเห็นการลงคะแนนได้ ไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับ และผลการเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม จึงให้เพิกถอนการเลือกตั้ง สส. และจัดเลือกตั้งใหม่  และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2557 ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า การที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้ง 28 เขตเลือกตั้ง เพราะมีการชุมนุมขัดขวางการรับสมัครรับเลือกตั้ง  ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก่อนจะจัดเลือกตั้งคสช. ก็ยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

 

วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อน พรุ่งนี้จะมาพูดเรื่องการเลือกตั้งโดยลับ กับปัญหา QR Code และบาร์โค้ด ผมเชื่อว่าผู้มีปัญญาและมีจิตใจเป็นกลาง จะอ่านโพสต์นี้และใช้ปัญญาตรึกตรองเอา ว่ามีเหตุผล มีความเห็นที่มีฐานเป็นความรู้ หรือเป็นความเห็นลอยๆ ส่วนทัวร์ใส่เสื้อสีทั้งหลาย เมื่อยึดมั่นถือมั่นในในสีที่ตัวชอบ ก็เชิญขนกันมาได้ครับ ยินดีเปิดที่จอดรถทัวร์ให้

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยกหลักกาลามสูตร ชี้เลือกตั้งไม่โมฆะเพราะบาร์โค้ด ล้มได้ต่อเมื่อโกงกันทั้งประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน เผย กกต. ไฟเขียวเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่แล้ว สั่งจังหวัดเร่งจ่ายประชาชนทันที ไม่ต้องผ่าน ครม. https://thestandard.co/anutin-ect-flood-relief-hat-yai/ Tue, 17 Feb 2026 11:42:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1179467 อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังกล่าวแถลงข่าวเกี่ยวกับการเยียวยาน้ำท่วม หาดใหญ่

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) เวลา 16.50 น. อนุทิน ชาญวีรกูล น […]

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน เผย กกต. ไฟเขียวเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่แล้ว สั่งจังหวัดเร่งจ่ายประชาชนทันที ไม่ต้องผ่าน ครม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังกล่าวแถลงข่าวเกี่ยวกับการเยียวยาน้ำท่วม หาดใหญ่

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) เวลา 16.50 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวช่วงหนึ่งในการมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ โดยช่วงหนึ่งเป็นเรื่องการจ่ายงบเยียวยาน้ำท่วม ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาว่า วันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เห็นชอบเงินเยียวยาเรียบร้อยแล้ว หลังจากครั้งแรกที่ไม่เห็นชอบ เนื่องจากอาจมีการนำเสนอที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

 

อนุทินกล่าวว่า ในกรณีภัยพิบัติน้ำท่วม ครัวเรือนละ 9,000 บาท ขอฝากผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ทำเรื่องประสานอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้โอนงบฯ ไปจังหวัดได้เลย โดยไม่ต้องผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พร้อมขอให้เร่งดำเนินการโอนให้กับครัวเรือนแต่ละครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียนในทันที พร้อมรายงานกลับไปยัง อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อทำเรื่องให้ตนได้รายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบด้วย

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

อนุทินย้ำว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี และไม่ได้มีความล่าช้า เพียงแต่กระบวนการและขั้นตอนในช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการเลือกตั้ง จึงต้องมีการดำเนินการบางอย่างที่ต้องผ่านสำนักงาน กกต. ส่วนเรื่องการฟื้นฟูอำเภอหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียงที่ประสบภัยน้ำท่วมที่ผ่านมา ต้องขอชื่นชมที่ได้ดำเนินการฟื้นฟูด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจากที่ตนนั่งรถผ่านตัวเมืองเข้ามา ยังนึกสภาพไม่ออก เพราะเกิดเหตุช่วงเดือนธันวาคม แต่ตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง ขณะที่รัฐบาลก็ต้องเร่งถอดบทเรียนตามที่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ตั้งคณะถอดบทเรียนว่าเกิดอะไรขึ้น และควรต้องแก้ไขตรงไหน งานด้านสาธารณูปโภคและด้านการโยธา จะต้องมีการปรับปรุงเรื่องทางระบายน้ำ และช่วยเหลือชาวบ้านทันที

 

นายกรัฐมนตรี ยังเน้นย้ำ ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องถอดบทเรียนอย่างหนัก จะต้องไม่มีเหตุการณ์คนติดเตียงอยู่บ้านแล้วไม่สามารถออกมาได้ การส่งอาหาร หรือนำความช่วยเหลือเข้าไปไม่ได้ ขออย่าให้เกิดขึ้นอีก พร้อมเน้นย้ำการซีลพื้นที่โรงพยาบาล ห้ามน้ำท่วมโรงพยาบาลเป็นอันขาด จะต้องสร้างผนังหรือเขื่อนแบบถาวร และป้องกันห้องผู้ป่วยต่างๆ เพราะไม่เช่นนั้นเมื่อเกิดเหตุแล้ว โรงพยาบาลจะล่มทั้งระบบ

 

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวย้ำว่า ขณะนี้ยังมีเวลาที่จะทำ ซึ่งตนได้เตรียมการที่จะให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยปีนี้ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ใช้เงิน 40,000 ล้านบาท ในการเยียวยา โดยที่ชาวบ้านได้ 9,000 บาท ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และตนคิดว่า 4 หมื่นล้านบาท จะสามารถทำโครงการอื่นๆ ได้อีกมาก และแบ่งให้ไปบริหารแก้ไขปัญหาเป็นภาคๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชน ก็ไม่พ้นทหารและตำรวจที่ต้องออกมาช่วย รัฐบาลยืนยันพร้อมให้การสนับสนุนภารกิจของทุกท่านอย่างเต็มที่

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน เผย กกต. ไฟเขียวเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่แล้ว สั่งจังหวัดเร่งจ่ายประชาชนทันที ไม่ต้องผ่าน ครม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เป็นประธานพระราชทานเพลิงศพ ผอ. รร. พะตงประธานคีรีวัฒน์ สั่ง ศธ.ดูแลบุตรจนจบการศึกษา https://thestandard.co/pm-anutin-cremation-student-care/ Tue, 17 Feb 2026 10:16:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1179435 นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) เวลา 15.00 น. อนุทิน ชาญวีรกูล น […]

The post นายกฯ เป็นประธานพระราชทานเพลิงศพ ผอ. รร. พะตงประธานคีรีวัฒน์ สั่ง ศธ.ดูแลบุตรจนจบการศึกษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) เวลา 15.00 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานกองบิน 56 โดยมีพิพัฒน์ รัชกฤตการณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, อนุกูล พฤกษานุศักดิ์, สมยศ พลายด้วง และสรรเพชร บุญญามณี ว่าที่ ส.ส.สงขลา ให้การต้อนรับ

 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางไปยังวัดยูงทอง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา โดยอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุชายคลุ้มคลั่งบุกจับนักเรียนเป็นตัวประกัน

 

ทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงวัดยูงทอง นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้พาครอบครัวของผู้เสียชีวิต เจษฎา สินสโมสร ครูโรงเรียนพะตงวิทยามูลนิธิ และบุตร 2 คน ได้แก่ สุวิจักขณ์ สินสโมสร และธัญธร สินสโมสร ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา เข้าพบนายกรัฐมนตรี ก่อนจะเดินเข้าไปยังศาลาบำเพ็ญกุศลเพื่อเคารพศพ

 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เข้าไปให้กำลังใจมารดาผู้เสียชีวิต พร้อมกล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง ทำใจให้ดี เดี๋ยวหลานจะดูแลต่อ” ก่อนกราบที่ตักมารดาผู้เสียชีวิต พร้อมกล่าวว่า “ขออภัยด้วย”

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการฟังประวัติผู้วายชนม์ นายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับสามีของผู้เสียชีวิตซึ่งนั่งอยู่ติดกันตลอด ก่อนจะเป็นประธานทอดผ้าไตรพระราชทาน และวางดอกไม้จันทน์

 

ทั้งนี้ ในส่วนของเงินช่วยเหลือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 1 ล้านบาท และเงินจากกองทุนช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา กระทรวงยุติธรรม จำนวน 200,000 บาท โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นสักขีพยาน

 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินเข้าไปหาบุตรทั้ง 2 คน พร้อมนำมือแตะไหล่ทั้งสองข้าง พูดคุยให้กำลังใจ ก่อนที่ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ จะมอบนามบัตรให้กับสามีของผู้เสียชีวิต พร้อมกล่าวว่า “เงินโอนเข้าบัญชีไว้ให้แล้วนะ หากมีเรื่องอะไรของน้องทั้ง 2 คน ที่ต้องการให้ช่วย โทรมาได้ ผมก็เป็นคนสงขลาเหมือนกัน”

 

ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับ ได้ให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิตว่า “แม่ไปสบายแล้ว ไม่ต้องห่วง” พร้อมเปิดเผยว่า หลังจากนี้จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลช่วยเหลือ ให้บุตรทั้งสองคนได้เข้ารับราชการ และเข้าถึงการศึกษา รวมถึงดูแลค่าเล่าเรียนจนจบการศึกษา

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการพูดคุยกับนฤมลก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ก่อนจะเดินขึ้นรถเพื่อเดินทางไปประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงในทันที

 

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ 1นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ 2นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ 3นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ 4

The post นายกฯ เป็นประธานพระราชทานเพลิงศพ ผอ. รร. พะตงประธานคีรีวัฒน์ สั่ง ศธ.ดูแลบุตรจนจบการศึกษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บวรศักดิ์’ นั่งประธานถกคืบหน้าสร้างพระเมรุมาศสมเด็จพระพันปีหลวง ตั้งเป้าแล้วเสร็จ ต.ค. 69 https://thestandard.co/royal-crematorium-progress-update/ Tue, 17 Feb 2026 04:54:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1179223 บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานการประชุมหารือความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศสมเด็จพระพันปีหลวง

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) เมื่อเวลา 08.30 น. จิระเดช กรุณก […]

The post ‘บวรศักดิ์’ นั่งประธานถกคืบหน้าสร้างพระเมรุมาศสมเด็จพระพันปีหลวง ตั้งเป้าแล้วเสร็จ ต.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานการประชุมหารือความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศสมเด็จพระพันปีหลวง

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) เมื่อเวลา 08.30 น. จิระเดช กรุณกฤตกุล รองปลัดกรุงเทพมหานคร ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (เดิม) ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้บริหารกรมศิลปากร กรมโยธาธิการและผังเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือ

 

ในที่ประชุม กรมศิลปากรได้รายงานความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบ โดยขณะนี้ได้ดำเนินการเตรียมพื้นที่ ณ ท้องสนามหลวง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งการจัดทำรั้วกั้นพื้นที่ การวางผังอาคารหลักและอาคารประกอบ รวมถึงการกำหนดตำแหน่งพระเมรุมาศ พระที่นั่งทรงธรรม และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดจัด พิธีปักหมุดวางผัง เพื่อเริ่มการก่อสร้างอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 น. ตามโบราณราชประเพณี จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างโครงสร้างหลัก งานสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และงานภูมิสถาปัตยกรรมตามลำดับ โดยภาพรวมการดำเนินงานเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ และตั้งเป้าหมายให้การก่อสร้างแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานพระราชพิธี

 

ด้านความคืบหน้าการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศ และเครื่องประกอบในงานพระราชพิธีฯ ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. งานด้านโครงสร้างและความมั่นคงแข็งแรง และ 2. งานด้านการอนุรักษ์และศิลปกรรม

 

โดยแผนการดำเนินงานกำหนดให้การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการซักซ้อมริ้วขบวนพระราชพิธี

 

ทั้งนี้ เมื่อการเตรียมการทุกด้านมีความพร้อมสมบูรณ์ รัฐบาลจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อกำหนดวันประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพต่อไป

The post ‘บวรศักดิ์’ นั่งประธานถกคืบหน้าสร้างพระเมรุมาศสมเด็จพระพันปีหลวง ตั้งเป้าแล้วเสร็จ ต.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : โสภณ ปัดข่าวขึ้นประธานสภาฯ รอ กกต. รับรองก่อน ส่วนภราดร ยิ้มรับ ย้ำฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติ “ทำได้หมด” https://thestandard.co/sophon-paradorn-speaker-house/ Tue, 17 Feb 2026 03:27:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1179171 โสภณ ซารัมย์ และ ภราดร ปริศนานันทกุล แถลงข่าวกรณีตำแหน่งประธานสภาฯ

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) ที่ทำเนียบรัฐบาล โสภณ ซารัมย์ รอ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : โสภณ ปัดข่าวขึ้นประธานสภาฯ รอ กกต. รับรองก่อน ส่วนภราดร ยิ้มรับ ย้ำฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติ “ทำได้หมด” appeared first on THE STANDARD.

]]>
โสภณ ซารัมย์ และ ภราดร ปริศนานันทกุล แถลงข่าวกรณีตำแหน่งประธานสภาฯ

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) ที่ทำเนียบรัฐบาล โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวจะถูกชื่อนั่งเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า กระแสข่าวก็คือกระแสข่าวยังไม่มีการทาบทาม ซึ่งการจะแต่งตั้งทุกพรรคบอกว่าให้รอผลจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งขณะนี้มีปัญหา กกต.ยังไม่รับรองผล คนก็รอ เราก็หวังว่าจะเรียบร้อยโดยเร็ว

 

เมื่อถามว่า หากได้รับการมอบหมาย จะมีความพร้อมในการปฎิบัติหน้าที่หรือไม่นั้น โสภณ กล่าวว่า ตนเป็นคนทำอะไรเล่นไม่เป็น และทำเต็มที่ ซึ่งส่วนตัวไม่คิดว่าจะได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีเพราะทำแต่เรื่องยาเสพติดมาโดยตลอด

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

เมื่อถามถึงการควบคุมการประชุมในที่ประชุมสภา โสภณหันมาพูดกับสื่อว่า ยังไม่ได้เป็นขอให้เป็นก่อน โดยกระบวนการจะต้องรอ กกต. รับรอง หลังจากนั้นจึงจะมีการหารือภายในพรรคตามขั้นตอน ดังนั้นเราจะได้เห็นวิวัฒนาการการเมืองแบบใหม่ สมัยก่อนหลังเลือกตั้งเสร็จจะเห็นการชูไม้ชูมือ แต่ปัจจุบันเป็นไปตามกติกา

 

เมื่อถามว่านอกจากตำแหน่งประธานสภา ตำแหน่งรองประธานสภาคนที่หนึ่งและคนที่สองจะต้องเป็นของสีน้ำเงินด้วยหรือไม่ โสภณกล่าวว่า ตำแหน่งประธานสภายังตอบไม่ได้เลยแล้วมาถามเรื่องรองประธาน ยืนยันว่าตอบไม่ได้ ส่วนข้อบังคับการประชุมนั้นยังไม่ได้มีการศึกษา แต่ก็มีอยู่ในหนังสืออยู่แล้ว

 

เมื่อถามว่าถนัดทำหน้าที่ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติมากกว่า โสภณ กล่าวว่าไม่อยากทำอะไร แต่ถ้าได้ไปอยู่ตรงไหนก็จะทำให้ดีที่สุดตำแหน่งไม่ใช่อุปสรรค อยู่ตำแหน่งไหนก็ทำไป จะอยู่ให้คนสรรเสริญหรือนินทาก็อยู่ที่การกระทำของเรา หากทำดีคนก็สรรเสริญ อานิสงส์ก็ตกอยู่กับเรา ทำไม่ดีคนก็นินทา เป็นเรื่องปกติของโลก โลกธรรม8 ตนท่องทุกวัน เหมือนที่มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีเราก็ไม่ได้เป็นเจ้าของ

 

ผู้สื่อข่าวจึงแซวว่าวันนี้มาเป็นนายกฯนำประชุมคณะรัฐมนตรี โสภณจึงตอบกลับว่าเป็นแค่รักษาการ นักข่าวจึงแซวต่อว่าเป็นรองนายกฯ แล้วต่อไปก็เป็นประมุข ฝ่ายนิติบัญญัติ วันนี้ให้ซ้อมเป็นประธานก่อน โสภณกล่าวว่า ขี้กากจะกินหัว

 

ขณะที่ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามกระแสข่าวว่าจะได้นั่งประธานตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยตอบทีเล่นทีจริงว่า “จะไล่แล้วหรอ จะไล่ผมแล้วหรอ ไม่อยากให้ผมอยู่ทำเนียบรัฐบาลแล้วหรอ”

 

เมื่อถามว่า ระหว่างเป็นรัฐมนตรีกับเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ชอบอะไรมากกว่ากัน ภราดร ตอบสั้นๆ พร้อมยิ้มว่า “ทำได้หมด”

 

ส่วน บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการทาบทามกลับมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลหน้า โดยระบุเพียงสั้นๆ ว่า “ให้ไปถามท่านนายกฯ”

 

เมื่อถามถึงความกังวลว่าการเลือกผลการเลือกตั้งสส. 2569 จะเป็นโมฆะหรือไม่นั้น บวรศักดิ์ ระบุว่า อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : โสภณ ปัดข่าวขึ้นประธานสภาฯ รอ กกต. รับรองก่อน ส่วนภราดร ยิ้มรับ ย้ำฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติ “ทำได้หมด” appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ มองเศรษฐกิจไทยพ้น ICU แล้ว หลัง GDP โตแรงเกินคาด ชี้มาตรการ Quick Big Win ได้ผล กางแผนปีนี้ดัน GDP โต 3 Plus https://thestandard.co/thailand-economy-quick-big-win-gdp/ Mon, 16 Feb 2026 07:26:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1178956 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส แถลงข่าวเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากวิกฤต พร้อมชูมาตรการ Quick Big Win และแผนดัน GDP สู่ 3 Plus

เอกนิติชี้ เศรษฐกิจไทยพ้น ICU แล้ว หลังสภาพัฒน์เผยา GDP […]

The post ‘เอกนิติ’ มองเศรษฐกิจไทยพ้น ICU แล้ว หลัง GDP โตแรงเกินคาด ชี้มาตรการ Quick Big Win ได้ผล กางแผนปีนี้ดัน GDP โต 3 Plus appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส แถลงข่าวเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากวิกฤต พร้อมชูมาตรการ Quick Big Win และแผนดัน GDP สู่ 3 Plus

เอกนิติชี้ เศรษฐกิจไทยพ้น ICU แล้ว หลังสภาพัฒน์เผยา GDP ไตรมาส 4/2568 โตแรงเกินคาด ดันภาพรวมทั้งปี 2568 โต 2.4% YoY ย้ำมาตรการ ‘Quick Big Win’ ได้ผล พร้อมประกาศภารกิจถัดไป ‘3 Plus’ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้กลับมา ‘วิ่ง’ ได้อีกครั้งในปี 2569

 

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน หลังจากตัวเลข GDP Q4/2568 ซึ่งเป็นไตรมาสล่าสุดได้ประกาศออกมา แล้ว ‘ดีกว่าคาด’ ที่ระดับ 2.5% YoY ส่งผลให้ GDP ทั้งปีโต 2.4% YoY สูงกว่าประมาณการของตลาดและกระทรวงการคลัง

 

โดยดร.เอกนิติ มองว่า เศรษฐกิจไทยสามารถ ‘พ้นจากหล่ม’ ได้อย่างเป็นทางการ

 

เขากล่าวว่า มาตรการ Quick Big Win ที่รัฐบาลอัดฉีดลงไป สามารถสร้างแรงส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชน (C) ในไตรมาส 4 ที่ขยายตัวถึง 3.3% YoY ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่า 3 ไตรมาสแรกอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนถึงประสิทธิภาพของโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ และ ‘เที่ยวดีมีคืน’ ที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยกระจายรายได้และลดการรั่วไหล ทำให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) ที่สูง

 

ขณะที่มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศตามราคาตลาด (Nominal GDP) ขยับขึ้นมาแตะระดับเกือบ 19 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 3 แสนล้านบาท สะท้อนเม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจริง

 

นอกจากนี้ หนึ่งในตัวเลขที่ ดร.เอกนิติ ระบุว่า ‘ดีใจที่สุด’ คือตัวเลขการลงทุนรวมที่โตถึง 8.1% โดยการลงทุนภาครัฐที่เร่งเบิกจ่ายไป ถือเป็นหัวหอกในการเติบโต 13% ซึ่งช่วยดึงให้การลงทุนภาคเอกชนขยับตามมาอยู่ที่ 6%

 

“การลงทุนถือเป็นมาตรการที่กระตุ้นสั้นแต่ได้ผลยาว เพราะว่าเป็นเรื่องของอนาคต โดยรัฐบาลได้ปลดล็อกการลงทุนผ่านมาตรการ BOI Fast Pass ซึ่งช่วยให้เม็ดเงิน FDI ไหลลงสู่ระบบได้รวดเร็วขึ้น”

 

ไม่เพียงเท่านั้น ดร.เอกนิติ ยืนยันชัดเจนว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งนี้อยู่ภายใต้กรอบงบประมาณเดิม “ไม่ได้กู้เงินเพิ่ม และไม่ได้ขาดดุลเพิ่ม” แต่เป็นการจัดสรรงบให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง S&P Global ยังคงเชื่อมั่นในเสถียรภาพการคลังของไทย

 

สำหรับก้าวต่อไปในปี 2569 กระทรวงการคลังมองเป้าหมายขั้นต่ำที่ 2% แต่ ดร.เอกนิติ เชื่อมั่นว่าหากสามารถรักษาโมเมนตัมความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 และมีการจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็ว จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตได้มากกว่า 3% หรือ “3 Plus”

 

โดยแผนงานสำคัญคือการทำให้การลงทุนเป็นเรื่องถาวร ผ่านการเสนอเรื่องให้ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ พิจารณาแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เพื่อยกระดับสมรรถนะของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

 

เมื่อถูกถามถึงมุมมองจากสื่อต่างชาติที่เคยขนานนามไทยว่าเป็น ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ (Sick Man of Asia) ดร.เอกนิติ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยพ้นออกจากห้อง ICU แล้ว และยังอยู่ในภาวะพักฟื้นเพื่อให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

 

“ในฐานะ ‘หมอเอก’ ผมมองว่าวันนี้คนป่วยของเราออกจาก ICU แล้ว แต่โจทย์ถัดไปคือจะทำอย่างไรให้คนป่วยกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง เราต้องเริ่มให้ออกกำลังกาย ทำร่างกายให้แข็งแรงเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับ ‘การวิ่ง’ ซึ่งนี่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่เราต้องทำต่อเนื่อง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพอย่างที่ควรจะเป็น” ดร.เอกนิติ กล่าว

The post ‘เอกนิติ’ มองเศรษฐกิจไทยพ้น ICU แล้ว หลัง GDP โตแรงเกินคาด ชี้มาตรการ Quick Big Win ได้ผล กางแผนปีนี้ดัน GDP โต 3 Plus appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ เข้าปฏิบัติหน้าที่ ทำเนียบรัฐบาล ก่อนร่วมงานอัสสัมชัญ 141 ปี กลางข่าวสะพัดจัดโผ ครม. https://thestandard.co/pm-government-house-cabinet-reshuffle/ Mon, 16 Feb 2026 05:24:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1178885 นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางข่าวปรับ ครม.

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) เวลา 11.50 น.​ อนุทิน​ ชาญวีรกูล […]

The post เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ เข้าปฏิบัติหน้าที่ ทำเนียบรัฐบาล ก่อนร่วมงานอัสสัมชัญ 141 ปี กลางข่าวสะพัดจัดโผ ครม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางข่าวปรับ ครม.

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) เวลา 11.50 น.​ อนุทิน​ ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้ายังตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล​ ตามมาด้วยรถของ​อรรษิษฐ์​ สัม​พัน​ธ​รัตน์​ ปลัด​กระทรวง​มหาดไทย​ ซึ่งก่อนหน้านี้มี พัฒนา​ พร้อม​พัฒน์​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​สาธารณสุข​มารอพบยังตึกไทยคู่ฟ้า​ ท่ามกลางกระแสการจัดโผเก้าอี้รัฐมนตรี​ หลังพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล

 

ทั้งนี้ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรี มีภารกิจเป็นประธานในพิธีเปิดงานฉลองครบรอบ 141 ปี โรงเรียนอัสสัมชัญ ณ อาคาร Saint Louis-Marie Memorial Building โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก กรุงเทพฯ

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

ขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวที่ตึกบัญชาการ​ 1 มีศาสตรา​จารย์กิตติคุณ​ บวร​ศักดิ์​ ​อุ​วรรณ​โณ​ รองนายก​รัฐมนตรี​ฝ่าย​กฎหมาย​ และภราดร​ ปริ​ศ​นานัน​ท​กุล​ รัฐมนตรี​ประจำ​สำนักนายก​รัฐมนตรี​ เข้าปฏิบัติหน้าที่ด้วย

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : นายกฯ เข้าปฏิบัติหน้าที่ ทำเนียบรัฐบาล ก่อนร่วมงานอัสสัมชัญ 141 ปี กลางข่าวสะพัดจัดโผ ครม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินรับไม่สบายใจคะแนน CPI ไทยต่ำ 33 คะแนน อยู่ในเกณฑ์สอบตก สั่งกิโยตินกฎหมาย-ยกเครื่องระบบอนุมัติ https://thestandard.co/anutin-orders-cpi-corruption-reform/ Thu, 12 Feb 2026 05:43:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1177716 อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงผลคะแนน CPI ไทยต่ำ สั่งปฏิรูปกฎหมายและระบบอนุมัติเพื่อปราบปรามการทุจริต

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกู […]

The post อนุทินรับไม่สบายใจคะแนน CPI ไทยต่ำ 33 คะแนน อยู่ในเกณฑ์สอบตก สั่งกิโยตินกฎหมาย-ยกเครื่องระบบอนุมัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงผลคะแนน CPI ไทยต่ำ สั่งปฏิรูปกฎหมายและระบบอนุมัติเพื่อปราบปรามการทุจริต

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี และภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ร่วมแถลงเรื่องผลคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2568 (Corruption Perceptions Index: CPI 2025) ซึ่งไทยได้ 33 คะแนน อยู่อันดับ 116 จาก 182 ประเทศ

 

อนุทินยอมรับว่า คะแนนอยู่ในเกณฑ์ต่ำหรือสอบตก ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ที่ไม่ดี ตนไม่ได้นิ่งนอนใจและมีความไม่สบายใจ จึงเรียกเลขาธิการ ป.ป.ท. และบวรศักดิ์ มาหารือเพื่อเร่งปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนต่างๆ โดยเฉพาะการกิโยตินกฎหมาย เพื่อปราบปรามการทุจริตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

 

อนุทินกล่าวว่า การทุจริตไม่ได้มีแค่การให้สินบน แต่รวมถึงกระบวนการอนุมัติอนุญาตที่ต้องปฏิรูปเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน จึงสั่งการให้ ป.ป.ท. ปปง. ก.พ.ร. และ BOI บูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความโปร่งใส หากพบเจ้าหน้าที่ทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือเลือกปฏิบัติ ต้องดำเนินการทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด โดยหวังว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากที่จะช่วยสนับสนุนการแก้กฎหมายในสภา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบสัมมาชีพสุจริต

 

ในด้านเศรษฐกิจและการสร้างความเชื่อมั่น อนุทินระบุว่า รัฐบาลได้เร่งรักษาวินัยทางการเงินการคลัง โดยชำระหนี้ ธ.ก.ส. เพื่อไม่ให้ถูกลดเครดิตเรตติ้ง และเดินหน้าสมัครสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานประเทศ พร้อมย้ำว่าแม้จะเป็นช่วงรัฐบาลรักษาการ แต่เรื่อง CPI เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องวางรากฐานส่งมอบให้รัฐบาลชุดต่อไปสานต่อ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล การปราบโกงต้องเป็นนโยบายเร่งด่วน โดยจะตั้งคณะทำงานติดตามผลที่มีบุคคลอาวุโสน่าเชื่อถือเข้ามากำกับดูแล

 

นายกรัฐมนตรียังเปรียบเทียบว่า รัฐบาลต้องประกาศตัวเป็นศัตรู กับการทุจริตคอร์รัปชัน เช่นเดียวกับที่เป็นศัตรูกับยาเสพติดและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเน้นย้ำเรื่องการใช้ดุลยพินิจของข้าราชการที่ต้องไม่เลือกปฏิบัติจากความรู้สึกส่วนตัว หากจำเป็นเร่งด่วน รัฐบาลพร้อมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) หรือแก้ระเบียบให้รวดเร็วเพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม

 

ด้าน เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวเสริมว่า ปัญหาหลักที่ได้รับเสียงสะท้อนจากนักลงทุนต่างชาติคือเรื่องการอนุมัติและอนุญาต ซึ่งต้องเร่งแก้ไขให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบ แม้คะแนนภาพรวมจะลดลง แต่ในรายละเอียดบางด้านมีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือว่ามาถูกทางแล้ว และต้องพยายามไม่ให้เรื่องเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ

 

ขณะที่ บวรศักดิ์ กล่าวว่า นายกฯ เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้มาก โดยวางแนวทาง 5 ข้อหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำรัฐบาล คือ 1. กิโยตินกฎหมาย (ทบทวน ยกเลิก หรือปรับปรุงกฎหมาย) ลดระเบียบที่สร้างภาระ เพื่อตัดวงจรการวิ่งเต้นเจ้าหน้าที่ 2. ลดขั้นตอนการทำงาน 3. ใช้เทคโนโลยีอนุมัติผ่านอินเทอร์เน็ต 4. เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และ 5. คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสและตรวจสอบทันที

 

บวรศักดิ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงระบบราชการว่า หน่วยงานต่างๆ มักดูทางลม ช่วงยุบสภาเงียบหายไป แต่พอทราบว่าอนุทินอาจได้กลับมา ก็รีบติดต่อส่งโครงการกันเข้ามา ซึ่งรัฐบาลได้พิสูจน์ความจริงใจด้วยการสมัครเข้า OECD เพื่อให้สากลตรวจสอบได้

 

บวรศักดิ์ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า การทำให้คอร์รัปชันหมดไปทันทีคงยาก แต่เป้าหมายคือต้องทำให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้นักลงทุนและองค์กรความโปร่งใสนานาชาติรับรู้ว่ารัฐบาลนี้เอาจริง และหวังว่าหากรัฐบาลหน้าอยู่ครบ 4 ปี จะเห็นความก้าวหน้าในเรื่องนี้อย่างชัดเจน

The post อนุทินรับไม่สบายใจคะแนน CPI ไทยต่ำ 33 คะแนน อยู่ในเกณฑ์สอบตก สั่งกิโยตินกฎหมาย-ยกเครื่องระบบอนุมัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : อนุทินขอบคุณพรรคประชาชน ไม่มีเขาในวันนั้น ก็ไม่มีเราในวันนี้ ดันภูมิใจไทยแลนด์สไลด์เกือบ 200 เสียง https://thestandard.co/anutin-bhumjaithai-people-party-election/ Mon, 09 Feb 2026 05:31:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1176324 อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กล่าวขอบคุณพรรคประชาชนหลังการเลือกตั้ง

วันนี้ (9 กุมภาพันธ์) อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทินขอบคุณพรรคประชาชน ไม่มีเขาในวันนั้น ก็ไม่มีเราในวันนี้ ดันภูมิใจไทยแลนด์สไลด์เกือบ 200 เสียง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กล่าวขอบคุณพรรคประชาชนหลังการเลือกตั้ง

วันนี้ (9 กุมภาพันธ์) อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘กรรมกรข่าว นอกจอ’ โดยกล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยที่มอบความไว้วางใจให้พรรคภูมิใจไทย จนคว้าชัยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เป็นพรรคอันดับ 1 พร้อมย้ำความตั้งใจที่จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่ดีของประชาชนทุกคน และระบุว่ารู้สึกดีใจและปลาบปลื้มใจอย่างมาก

 

สำหรับผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทยได้ สส. เกือบ 200 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส. เขต 175 ที่นั่ง และ สส. บัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 อนุทินยอมรับว่าตัวเลขดังกล่าวสูงเกินความคาดหมาย เดิมประเมินไว้ว่าจะได้ประมาณ 130–170 ที่นั่งเท่านั้น ส่วนที่เคยกล่าวไว้ในรายการว่าจะได้ถึง 200 ที่นั่งนั้น เป็นการประเมินจากบรรยากาศในสนามเลือกตั้ง ประกอบกับผลโพลและการวิเคราะห์ต่างๆ

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

อนุทินมองว่าผลคะแนนครั้งนี้ยิ่งกว่าแลนด์สไลด์ เพราะสะท้อนถึงความไว้วางใจและความคาดหวังจากประชาชน ซึ่งถือเป็นแรงกดดันและพันธะที่พรรคต้องนำไปสู่การทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด

 

เมื่อถูกถามถึงคำให้สัมภาษณ์ก่อนการเลือกตั้ง ที่ระบุว่าหากไม่ได้เป็นพรรคอันดับ 1 ก็ต้องเป็นที่ 1 ของขั้วรัฐบาล อนุทินยอมรับว่า ได้เผื่อใจไว้จนถึงช่วง 17.00 น. หลังปิดหีบเลือกตั้ง แม้ไม่คิดว่าจะได้อันดับ 2 แต่ก็มีความหวั่นเกรงและไม่ประมาทคู่แข่ง โดยประเมินศักยภาพของคู่แข่งในระดับสูงมาโดยตลอด ทั้งณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นคนมีความรู้ ทำการบ้านหนัก และตั้งใจทำงานเพื่อประเทศ รวมถึง ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ที่ตนให้ความนับถือ เพราะไม่เคยใช้วาจาโจมตีหรือกล่าวร้ายผู้อื่น

 

อนุทินกล่าวอีกว่า ตนติดตามสถานการณ์และการวิเคราะห์จากทุกพรรคอย่างใกล้ชิด รวมถึงติดตามกระแสในโซเชียลมีเดียตลอดเวลา จนที่ปรึกษาใหญ่ถึงกับบอกให้ภรรยายึดโทรศัพท์ไว้ในช่วงสัปดาห์สุดท้าย เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่น แต่ตนยึดหลัก ‘พหูสูต รู้มากไว้ก่อน’ และเชื่อว่าสามารถรับแรงกดดันได้

 

เมื่อถูกถามว่าที่ปรึกษาใหญ่หมายถึง เนวิน ชิดชอบ หรือไม่ อนุทินหัวเราะก่อนตอบว่า ‘ใหญ่ๆ หลายคน’ พร้อมชี้แจงกรณีการย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่บ้านเนวิน และไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยกันว่า เป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงที่รัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ใช้ระบบบัญชีรายชื่อแบบแบ่งกลุ่มจังหวัด จึงจำเป็นต้องย้ายทะเบียนบ้าน และทำเช่นนี้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งใหญ่หรือเลือกตั้งท้องถิ่น โดยมักจะไปพบปะ พูดคุย และรับประทานอาหารร่วมกันเสมอ ถือเป็นความสัมพันธ์แบบพี่น้องที่ไม่ลืมที่มาที่ไป ล้มลุกคลุกคลานและเกื้อกูลกันมา พร้อมกล่าวถึงภาพหยอกล้อในอดีตว่าเป็นความผูกพันฉันพี่น้องที่มีความปรารถนาดีต่อกันมาโดยตลอด

 

อนุทินยังย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำงานทางการเมืองร่วมกับเนวิน ว่าจังหวะชีวิตของตนถือว่าดี ไม่เคยมีปัญหากับใคร พร้อมเปรียบเปรยถึงที่มาและเส้นทางชีวิตทางการเมืองของแต่ละคน ที่ล้วนมีทั้งความสำเร็จ ความผิดหวัง และบทเรียน พร้อมย้ำถึงความผูกพันในเชิงครอบครัว มีรสนิยมและวิถีชีวิตคล้ายกัน เป็นคนติดดิน ไม่ยึดพิธีรีตอง และร่วมกันสร้างพรรคภูมิใจไทยให้มีที่ยืนทางการเมืองอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา

 

ส่วนกระแสที่สังคมมองว่าอนุทินเป็นผู้ออกหน้า ขณะที่เนวินอยู่เบื้องหลังนั้น อนุทินระบุว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนทราบดีว่าในแต่ละช่วงเวลาใครเหมาะสมกับบทบาทใด พร้อมยืนยันว่าไม่เคยมีการวางแผนล่วงหน้าในการถอนตัวออกจากรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร แต่อย่างใด โดยขอบคุณที่ให้ออกจากรัฐบาล และขอบคุณ MOU พรรคประชาชน

 

พร้อมกันนี้ยังยืนยันจะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญตามมติประชาชนที่ให้ความเห็นชอบ โดยไม่มีการชะลอ และปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ามีอำนาจทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พร้อมตั้งคำถามว่า สว. เป็นของพรรคภูมิใจไทยตรงไหน

 

อนุทินยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยเดินตาม MOU กับพรรคประชาชน หลังจากนี้ต้องพิจารณารายละเอียดร่างต่าง ๆ ว่ามีบทบัญญัติใดบ้างที่ต้องการแก้ไข

 

ส่วนเรื่องอำนาจ สว. ย้ำว่าปัจจุบันไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว และถูกจำกัดบทบาทไว้ การจะแก้ไขอำนาจ สว. หรือองค์กรอิสระ ต้องดูธรรมชาติขององค์กรนั้นๆ ด้วย ไม่ใช่ ‘ได้คืบจะเอาศอก’ เพราะการเมืองยังมีทั้งคนรุ่นใหม่และคนมีประสบการณ์ ต้องค่อยเป็นค่อยไป เช่น หากผ่านวาระ 1-2 ก็ยังมีบริบทให้พูดคุยกันได้ หากตัดการเจรจาไปเลยก็จะลำบาก เพราะยังไม่ใช่ ‘the end of the world’ พร้อมย้ำว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการ ต้องอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้คนที่มีสถานภาพแตกต่างจากเราให้ได้มากที่สุด

 

ส่วนการจับมือร่วมรัฐบาล หากมี 3พรรค คือ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม จะรวมเสียงได้ 300 เสียงกว่า อนุทิน เราควรจะมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง ทำงานได้

 

เมื่อถามว่าโทรติดต่อแล้วหรือไม่ อนุทิน ระบุว่า ตนต้องรอให้ตัวเลขทั้งหมดนิ่งก่อน อย่าเพิ่งทำอะไรตอนนี้ เรามีขนบธรรมเนียม และมีสิ่งปฏิบัติที่เข้าใจได้ ในระบบไทยๆ โดยขอให้ความมั่นใจต่อประชาชนว่าทุกอย่างจะไม่มี ข้อสงสัยไม่มีข้อชนะไม่มีการลังเล ในการที่จะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับประเทศของเรา

 

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน ถือเป็นฝ่ายค้านที่น่ากลัว อนุทิน กล่าวว่า ถ้าโกงก็น่ากลัวมาก แต่ถ้าคิดดีตั้งใจทำงาน นึกโหวตเตอร์และประชาชน และนึกถึงประชาชนที่ไม่ได้เรา ก็ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว

 

สุดท้ายอนุทินได้ขอบคุณพรรคประชาชน ถ้าหากไม่มีเขาในวันนั้น ก็ไม่มีเราในวันนี้ รวมไปถึงคำด่าของพรรคอื่นด้วย เพราะในคำด่าก็มีคำแนะนำด้วย

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทินขอบคุณพรรคประชาชน ไม่มีเขาในวันนั้น ก็ไม่มีเราในวันนี้ ดันภูมิใจไทยแลนด์สไลด์เกือบ 200 เสียง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดภาพ พระเมรุมาศสมเด็จพระพันปีหลวง เริ่มสร้าง เดือน ก.พ.คาดแล้วเสร็จ ต.ค. 2569 https://thestandard.co/royal-crematorium-queen-mother-construction/ Mon, 26 Jan 2026 04:01:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1169450 ภาพจำลองการออกแบบพระเมรุมาศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ (25 มกราคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐ […]

The post เปิดภาพ พระเมรุมาศสมเด็จพระพันปีหลวง เริ่มสร้าง เดือน ก.พ.คาดแล้วเสร็จ ต.ค. 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองการออกแบบพระเมรุมาศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ (25 มกราคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงความคืบหน้าการจัดสร้าง พระเมรุมาศ และเครื่องประกอบ เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศฯ สันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ได้นำความเศร้าโศกเสียใจมาสู่พสกนิกรทั่วประเทศ ในการนี้ เพื่อให้การจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเป็นไปตามพระราชประเพณี และสมพระเกียรติทุกประการ ได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ที่ปรึกษาการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในครั้งนี้

 

โดยมอบหมายให้กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม รับผิดชอบการออกแบบและจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ การออกแบบพระหีบจันทน์ พระโกศจันทน์ และเครื่องสังเค็ดในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราชานุมัติให้จัดสร้างตามรูปแบบที่รัฐบาลกราบบังคมทูลพระกรุณาแล้ว

 

สำหรับการออกแบบพระเมรุมาศ กรมศิลปากรยึดหลักการออกแบบให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี ควบคู่กับความงดงามทางรูปแบบศิลปกรรม ที่สะท้อนพระราชจริยาวัตรและพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย พระเมรุมาศมีส่วนยอดเป็นทรงมงกุฎแปลง ตามเครื่องศิราภรณ์ของเจ้านาย ประกอบด้วยหลังคาซ้อน 7 ชั้น เชิงกลอน เสมอด้วยพระมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง

 

ส่วนปลียอดเป็นรูปพรหมพักตร์ สื่อถึงการเสด็จสู่พรหมโลกหลังการสวรรคต และสื่อถึงพระราชสมัญญา ‘แม่ของแผ่นดิน’ ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเสมือนมารดาดูแลรักษาบุตร ดังพรหมของบุตร ที่ยอดบนสุดของพระเมรุมาศประดับนพปฎลมหาเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น เพื่อแสดงถึงพระบรมราชอิสริยยศขั้นสูงสุด

 

พระเมรุมาศมีแผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทรงปราสาท ออกมุข 4 ด้าน ตั้งอยู่เหนือฐานชาลา 2 ชั้น ตกแต่งด้วยรูปเทวดาสื่อถึงการเสด็จสู่สวรรคาลัย หลังคาสีฟ้าหม่น สลับสีปีกแมลงทับ หน้าบันแต่ละด้านประดับอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. บนพื้นสีฟ้า ซึ่งเป็นสีประจำวันศุกร์ อันเป็นวันพระราชสมภพ พื้นหลังสีชมพูซึ่งเป็นสีแห่งศรีของวันพระราชสมภพ ซุ้มหน้าบันจัดสร้างในลักษณะซุ้มหน้านาง ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงมงกุฎและสร้อยพระศอที่เคยทรงขณะดำรงพระชนมชีพ ลายประกอบสำหรับตกแต่งพระเมรุมาศได้รับแรงบันดาลใจจากพรรณไม้ต่าง ๆ ที่เนื่องด้วยพระนาม ‘สิริกิติ์’ ส่วนฉากบังเพลิงจัดปักโดยฝีมือช่างสถาบันสิริกิติ์ ซึ่งถือกำเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

 

สำหรับภูมิทัศน์โดยรอบพระเมรุมาศ จัดวางตามแนวคิดภูมิจักรวาล ประดับด้วยสระทรงกลม รายล้อมด้วยรูปสัตว์หิมพานต์และตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ สื่อถึงพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์การแสดงโขน นอกจากนี้ ยังมีสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ได้แก่ พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทับเกษตร และทิม สำหรับเป็นที่ประทับและรับรองทูตานุทูต ตลอดจนแขกที่เข้าร่วมพิธี

 

ด้านกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดส่งไม้จันทน์หอมสำหรับจัดสร้างพระหีบจันทน์และพระโกศจันทน์ให้แก่สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากรแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายแบบและลวดลายเพื่อจัดสร้าง ส่วนพระโกศพระบรมอัฐิทำด้วยทองคำลงยาราชาวดี ประดับรัตนชาติ รูปทรงแปดเหลี่ยม ยอดทรงมงกุฎ ตามรูปแบบที่สืบทอดมาแต่โบราณ

 

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้างเครื่องสังเค็ดสำหรับพระราชทานไปยังพระอารามหลวงและศาสนสถานต่าง ๆ ประกอบด้วยโต๊ะหมู่ ตู้หนังสือ โต๊ะทำงานพร้อมชั้นหนังสือและเก้าอี้ จัดสร้างจำนวน 4 แบบ และโคมไฟ

 

การจัดสร้างพระเมรุมาศในครั้งนี้ จะเริ่มก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2569 จากนั้นจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อกำหนดวันประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพต่อไป

 

ภาพจำลองการออกแบบพระเมรุมาศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 1ภาพจำลองการออกแบบพระเมรุมาศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 2ภาพจำลองการออกแบบพระเมรุมาศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 3ภาพจำลองการออกแบบพระเมรุมาศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 4

The post เปิดภาพ พระเมรุมาศสมเด็จพระพันปีหลวง เริ่มสร้าง เดือน ก.พ.คาดแล้วเสร็จ ต.ค. 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>