บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัท-บ้านปู-เพาเวอร์-จ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 30 Oct 2025 09:32:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘บ้านปู’ รื้อโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ควบรวมกับ BPP ตั้งบริษัทใหม่ โบรกคาดมูลค่าใหม่ 8-9 หมื่นล้านบาท จับตาธุรกิจพลังงานในสหรัฐฯ https://thestandard.co/banpu-bpp-merger-restructuring/ Thu, 30 Oct 2025 09:32:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1137510 ‘บ้านปู’ รื้อโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ควบรวมกับ BPP ตั้งบริษัทใหม่ โบรกคาดมูลค่าใหม่ 8-9 หมื่นล้านบาท จับตาธุรกิจพลังงานใน สหรัฐฯ

‘บ้านปู’ ประกาศควบรวมธุรกิจกับ ‘บ้านปู เพาเวอร์’ ตั้งเป […]

The post ‘บ้านปู’ รื้อโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ควบรวมกับ BPP ตั้งบริษัทใหม่ โบรกคาดมูลค่าใหม่ 8-9 หมื่นล้านบาท จับตาธุรกิจพลังงานในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บ้านปู’ รื้อโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ควบรวมกับ BPP ตั้งบริษัทใหม่ โบรกคาดมูลค่าใหม่ 8-9 หมื่นล้านบาท จับตาธุรกิจพลังงานใน สหรัฐฯ

‘บ้านปู’ ประกาศควบรวมธุรกิจกับ ‘บ้านปู เพาเวอร์’ ตั้งเป็นบริษัทใหม่ นักวิเคราะห์คาดมูลค่าตลาดของหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 8-9 หมื่นล้านบาท

 

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ได้ประกาศแผนการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 คณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติแผนการ ‘ควบบริษัท’ ระหว่าง BANPU (บริษัทแม่) และ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP (บริษัทย่อย) เพื่อจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัดใหม่ (บริษัทใหม่ หรือ NewCo)

 

การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่นี้มีเป้าหมายเพื่อปลดล็อกศักยภาพของกลุ่มบริษัท เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน และสนับสนุนการดำเนินกลยุทธ์ ‘Energy Symphonics’ เพื่อมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหิน (Non-coal EBITDA)

 

ล่าสุด ราคาหุ้นของ BANPU และ BPP ในวันนี้ (30 ตุลาคม) พุ่งขึ้นราว 16% และ 26% ตามลำดับ โดยก่อนหน้านี้ราคาหุ้นของทั้ง BANPU และ BPP ต่างอยู่ในทิศทางขาลงอย่างต่อเนื่อง โดย BANPU เคยทำจุดสูงสุดไว้ที่ 55.25 บาท ตั้งแต่ปี 2554 ก่อนจะร่วงลงมาอยู่ที่ราว 4 บาท ขณะที่ BPP เคยขึ้นไปสูงสุดที่ 31.75 บาท ก่อนจะร่วงไปต่ำสุดที่ 6.20 บาท

 

บล.หยวนต้า เชื่อแผนควบรวมช่วยปลดล็อกมูลค่า

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า ในแง่ของผลประกอบการของ BANPU ในระยะสั้นหลังจากเสร็จสิ้นการควบรวมครั้งนี้ เชื่อว่ากำไรอาจจะยังไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนัก ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอาจดีขึ้นเล็กน้อย

 

แต่ส่วนที่น่าสนใจและมีแนวโน้มเชิงบวกคือ การลงทุนในโครงการต่างๆ จาก BANPU โดยตรงจะชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงกลับมายัง BANPU

 

ขณะเดียวกัน มูลค่าตลาด (Market Cap.) มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ BANPU มีมูลค่าราว 4.3 หมื่นล้านบาท ส่วน BPP มีมูลค่า 3.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งรวมกันตรงๆ จะมีมูลค่าประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท แต่การจัดโครงสร้างครั้งนี้อาจจะเห็นมูลค่าเพิ่มเป็น 8-9 หมื่นล้านบาท ทำให้บริษัทมีน้ำหนักในดัชนี SET50 มากขึ้น

 

นอกจากนี้ ในระยะยาวบริษัทยังมีโอกาสที่จะถูกนำเข้าไปคำนวณในดัชนี MSCI หากธุรกิจโรงไฟฟ้าและพลังงานสะอาดในสหรัฐฯ ยังเติบโตต่อเนื่อง

 

“หุ้น BANPU ถือว่าค่อนข้างถูก แม้วันนี้ราคาหุ้นจะขึ้นมาแรง แต่ P/BV ยังอยู่ที่เพียง 0.45 เท่า อย่างธุรกิจในสหรัฐฯ คือ BKV Corporation ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตดีในระยะยาวจากธุรกิจ Carbon Capture และโรงไฟฟ้าที่ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากความต้องการที่มากขึ้นของ Data Center และ AI ค่าไฟฟ้ามีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีก” ภาดลกล่าว

 

ส่วนแรงหนุนราคาหุ้นในระยะสั้นนอกจากแนวโน้มเชิงบวกจากการควบรวมแล้ว ยังมีแรงหนุนจากราคาหุ้น BKV ในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น 13% เมื่อวานนี้ (29 ตุลาคม) ซึ่ง BANPU ถือหุ้นอยู่ทางอ้อม

 

เปิดแผน 3 ขั้นตอนสำคัญ สู่ ‘บริษัทใหม่’

 

กระบวนการปรับโครงสร้างครั้งนี้ประกอบด้วย 3 ธุรกรรมหลักที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน โดยได้กำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (E-Meeting) เพื่อขออนุมัติในวันที่ 29 มกราคม 2569

 

1. ทำ General Offer ซื้อหุ้น BPP ส่วนที่เหลือ ก่อนที่จะดำเนินการควบบริษัท BANPU จะเข้าทำ ‘ธุรกรรมการรับซื้อหุ้นเป็นการทั่วไป (General Offer)’ จากผู้ถือหุ้นรายย่อยของ BPP ปัจจุบัน BANPU ถือหุ้นใน BPP อยู่ 78.66% โดยจะรับซื้อหุ้นส่วนที่เหลือทั้งหมด 21.34% (จำนวน 650,532,203 หุ้น) ราคารับซื้อ 13.00 บาทต่อหุ้น ช่วงเวลารับซื้อ 1 – 23 ธันวาคม 2568

 

2. การควบบริษัท (Amalgamation) คาดแล้วเสร็จ ไตรมาส 3/2569 หลังจากทำ General Offer (ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม) จะเข้าสู่กระบวนการควบบริษัทตามกฎหมาย โดย BANPU และ BPP จะสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลทั้งคู่ และจะเกิดบริษัทมหาชนจำกัดใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะรับไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ และความรับผิดชอบทั้งหมดของทั้งสองบริษัท

 

ทั้งนี้ บริษัทใหม่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แทนที่ BANPU และ BPP ซึ่งจะถูกเพิกถอนหุ้นออกไปในวันเดียวกัน คาดว่าบริษัทใหม่จะยังคงใช้ชื่อ ‘บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)’ และใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ ‘BANPU’

 

3. การจัดสรรหุ้น (Swap Ratio) และการเพิ่มทุนทางเทคนิค ผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัทจะได้รับการจัดสรรหุ้นใน ‘บริษัทใหม่’ ตามอัตราส่วนแลกหุ้น (Swap Ratio) ซึ่งจะขึ้นอยู่กับผลของการทำ General Offer ในข้อ 1

 

โดยอัตราส่วนพื้นฐาน (กรณีไม่มีผู้ตอบรับ General Offer) คือ 1 หุ้นเดิม BANPU ต่อ 0.35575 หุ้นในบริษัทใหม่ และ 1 หุ้นเดิม BPP ต่อ 0.74615 หุ้นในบริษัทใหม่

 

คณะกรรมการยังอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนของ BANPU อีก 5 หุ้น (มูลค่ารวม 21.95 บาท) โดยเสนอขายแบบ Private Placement ให้แก่ สินนท์ ว่องกุศลกิจ ซึ่งเป็นกรรมการและซีอีโอของบริษัท ในราคา 4.39 บาทต่อหุ้น (ซึ่งเท่ากับราคาตลาดเฉลี่ย 7 วันทำการ) โดยมีวัตถุประสงค์ทางเทคนิคเพื่อให้ทุนจดทะเบียนของบริษัทใหม่สามารถคำนวณและจัดสรรหุ้นที่มูลค่าที่ตราไว้ (Par) 10 บาท ได้อย่างลงตัวโดยไม่มีเศษหุ้น

 

ปรับโครงสร้างในสหรัฐฯ – BKV รวบธุรกิจโรงไฟฟ้า

 

นอกจากการควบรวมในไทย คณะกรรมการยังรับทราบการปรับโครงสร้างการลงทุนในบริษัทย่อยทางอ้อมในสหรัฐอเมริกา โดย BKV Corporation (BKV) (บริษัทย่อยของ BANPU) จะเข้าซื้อสิทธิการลงทุน 25% ใน BKV-BPP Power, LLC (บริษัทร่วมทุนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ) จาก Banpu Power US Corporation (BPPUS) (บริษัทย่อยของ BPP)

 

ดีลนี้มีมูลค่าประมาณ 376 ล้านดอลลาร์ (หักด้วยหนี้สินสุทธิ) โดย BKV จะชำระค่าตอบแทนเป็นเงินสด 50% และหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ BKV อีก 50% ส่งผลให้ BKV จะเพิ่มสัดส่วนการถือครองใน BKV-BPP จาก 50% เป็น 75% ซึ่งเป็นการรวบธุรกิจก๊าซต้นน้ำ (Upstream) และโรงไฟฟ้า (Midstream) ในสหรัฐฯ ให้อยู่ภายใต้การบริหารของ BKV อย่างเบ็ดเสร็จมากขึ้น

 

สำหรับผู้ถือหุ้นของ BANPU หรือ BPP ที่เข้าประชุมและออกเสียงคัดค้านการควบบริษัท คณะกรรมการได้อนุมัติให้ บริษัท บ้านปู มินเนอรัล จำกัด (BMC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ BANPU ถือหุ้น 100% เป็นผู้รับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการถือหุ้นไขว้ (Cross-holding) ชั่วคราว โดยบริษัทใหม่มีแผนที่จะดำเนินการแก้ไขสถานะการถือหุ้นไขว้ดังกล่าวภายใน 4 เดือนนับจากวันที่บริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

The post ‘บ้านปู’ รื้อโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ควบรวมกับ BPP ตั้งบริษัทใหม่ โบรกคาดมูลค่าใหม่ 8-9 หมื่นล้านบาท จับตาธุรกิจพลังงานในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านปู เพาเวอร์ พร้อมขยายการลงทุนในสหรัฐฯ หนุนไทยปิดดีลภาษีทรัมป์อย่างเป็นทางการ https://thestandard.co/banpu-us-investment/ Mon, 04 Aug 2025 12:08:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1103534 บ้านปู เพาเวอร์ เดินหน้าลงทุนพลังงานสะอาดในสหรัฐอเมริกา

บ้านปู เพาเวอร์พร้อมสนับสนุนรัฐบาล หากสหรัฐฯ ยื่นข้อเสน […]

The post บ้านปู เพาเวอร์ พร้อมขยายการลงทุนในสหรัฐฯ หนุนไทยปิดดีลภาษีทรัมป์อย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านปู เพาเวอร์ เดินหน้าลงทุนพลังงานสะอาดในสหรัฐอเมริกา

บ้านปู เพาเวอร์พร้อมสนับสนุนรัฐบาล หากสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอให้ไทยเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการบรรลุข้อตกลงด้านภาษีระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ

 

พัฒนาศักดิ์ นักสอน Vice President – Strategic Planning and Business Support ผู้ดูแลการพัฒนาธุรกิจในสหรัฐฯ ของ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า บริษัทพร้อมร่วมมือกับภาครัฐในการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ หากมีข้อเสนอที่ผลักดันให้ไทยต้องมีบทบาททางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในประเทศดังกล่าว แต่ในขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อหรือหารือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้น

 

โดยเขาให้ความเห็นว่า สหรัฐฯ เป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ซึ่ง BPP ได้วางแผนรองรับการขยายธุรกิจระยะยาวไว้แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายอย่างชัดเจน

 

พัฒนาศักดิ์ระบุว่า โครงการถัดไปของ BPP ในสหรัฐฯ จะเน้นการขยายธุรกิจด้านระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Utility-scale Battery Energy Storage System: BESS) เพื่อรองรับพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน โดยใช้รูปแบบเดียวกับที่บริษัทเริ่มดำเนินงานแล้วในออสเตรเลียและญี่ปุ่น

 

เขาชี้ว่า แม้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มสูงขึ้นจากเป้าหมาย Net Zero และความพยายามลดการปล่อยคาร์บอน แต่เทคโนโลยีการผลิตพลังงานสะอาดในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านเสถียรภาพ จึงจำเป็นต้องมีระบบแบตเตอรี่เพื่อรองรับการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ปัจจุบัน บ้านปูมีแหล่งก๊าซธรรมชาติ 2 แห่งในสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารงานของ BKV Corporation บริษัทย่อยของบ้านปู ได้แก่ แหล่งก๊าซบาร์เนตต์ (Barnett) ในรัฐเท็กซัส และแหล่งก๊าซมาร์เซลลัส (Marcellus) ในรัฐเพนซิลเวเนีย

 

ทั้งสองแหล่งมีกำลังการผลิตรวมกันสูงถึง 860 ล้านลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่าต่อวัน ส่งผลให้ BKV ติดอันดับหนึ่งใน 20 ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ บ้านปู เพาเวอร์ยังมีโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 2 แห่งในรัฐเท็กซัส ได้แก่ Temple I และ Temple II ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของตลาดไฟฟ้าเสรี ERCOT (Electric Reliability Council of Texas) โดยมีกำลังการผลิตรวมกัน 1,499 เมกะวัตต์

 

พัฒนาศักดิ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังปรับปรุงกระบวนการด้านกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อเร่งการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR)

 

เขาเชื่อว่า ‘ภาพของพลังงานหมุนเวียนยุคใหม่’ กำลังจะเริ่มเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้ โดยคาดว่าจะได้เห็นการพัฒนา SMR อย่างชัดเจนมากขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2030

The post บ้านปู เพาเวอร์ พร้อมขยายการลงทุนในสหรัฐฯ หนุนไทยปิดดีลภาษีทรัมป์อย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บ้านปู’ เผยภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันสิ่งแวดล้อม หนุน 5 เทรนด์พลังงาน ที่องค์กรธุรกิจควรจับตา https://thestandard.co/banpu-5-energy-trends/ Fri, 11 Jul 2025 10:28:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1095499

บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ชี้ความขัดแย้งด้ […]

The post ‘บ้านปู’ เผยภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันสิ่งแวดล้อม หนุน 5 เทรนด์พลังงาน ที่องค์กรธุรกิจควรจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>

บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ชี้ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเปลี่ยนเกมพลังงาน หนุนทุกภาคส่วนเร่งสร้างระบบพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน พร้อมเผย 5 เทรนด์พลังงาน สำคัญที่องค์กรธุรกิจควรจับตา

 


 

1. ความมั่นคงทางพลังงาน ปัจจัยสำคัญผลักดันการลงทุนทั่วโลก

 

รายงานล่าสุดจากองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security)” กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกในปี 2025 พุ่งสูงถึง 3.3 ล้านล้านดอลลาร์

 

โดยแบ่งเป็นการลงทุนในพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน รวมมูลค่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ และการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น พลังงานหมุนเวียน พลังงานนิวเคลียร์ ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และแบตเตอรี่ รวมมูลค่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์

 

ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและความกังวลด้านความ
มั่นคงทางพลังงาน ภาครัฐและภาคธุรกิจทั่วโลกจึงเร่งวางแผนรับมือความเสี่ยงรอบด้านผ่านการลงทุนที่สมดุลทั้งในพลังงานดั้งเดิมและพลังงานสะอาดเพื่อรักษาความต่อเนื่องในการใช้

 

ไฟฟ้าสร้างความมั่นใจว่าจะมีไฟฟ้าที่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานภายในประเทศอย่างยั่งยืนพร้อมเสริมความมั่นคงทางธุรกิจและเศรษฐกิจระดับประเทศในระยะยาว

 


 

2. เทคโนโลยี Co-firing ทางเลือกสู่เป้าหมายลดคาร์บอน

 

ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนยังคงเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักที่ช่วยให้เรามีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่อง รองรับการใช้ชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างไม่สะดุด เทคโนโลยี Co-firing คือ การนำเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ชีวมวล (Biomass), ไฮโดรเจน (Hydrogen) และแอมโมเนีย (Ammonia) มาใช้ร่วมกับเชื้อเพลิงหลักอย่างฟอสซิลในโรงไฟฟ้า เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอน

 

โดยหลายประเทศให้ความสนใจและเริ่มทดลองใช้งานจริงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น จีนได้กำหนดให้โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ผ่านการปรับปรุงหรือสร้างใหม่ต้องสามารถผสมชีวมวลหรือแอมโมเนียไม่น้อยกว่า 10% ภายในปี 2027

 

ในปี 2023 ตามแผนปฏิบัติการ “Low-Carbon Transformation of Coal Power Plants (2024–2027)” ด้านไทย แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2024) ได้มีการวางแผนใช้ไฮโดรเจนเริ่มต้นที่ 5% ผสมกับก๊าซธรรมชาติ นำร่องใช้ในโรงไฟฟ้าในช่วงปี 2030-2037 ซึ่งเทคโนโลยี Co-firing กำลังเปลี่ยนโฉมโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนแบบเดิมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

 


 

3. Data Centers โตดันดีมานด์ไฟฟ้าพุ่ง พลังงานหมุนเวียน หนึ่งในทางเลือกที่ตอบโจทย์

 

พลังงานหมุนเวียนเติบโตต่อเนื่องเพื่อตอบรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล (Data Centers) โดยองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่าภายในปี 2030 ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลจะเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า เป็นประมาณ 945 เทราวัตต์-ชั่วโมง

 

โดยกลุ่มยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี เช่น Amazon Web Services ได้ตั้งเป้าใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในศูนย์ข้อมูล ภายในปี 2025

 

ขณะที่ Microsoft และ Google Cloud ได้ขยายความมุ่งมั่นไปสู่การใช้พลังงานที่ปราศจากคาร์บอน (Carbon-Free Energy หรือ CFE) ตลอด 24 ชั่วโมง ภายในปี 2030

 

อย่างไรก็ตาม พลังงานความร้อนยังคงมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

 

โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง รายงานจาก Precedence Research คาดว่า ตลาดโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทั่วโลกจะมีมูลค่า 1.56 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 และจะเติบโตถึง 2.13 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2034

 

นอกจากนี้ เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage: BESS) กำลังมีบทบาทสำคัญในการสำรองและจ่ายไฟฟ้ากลับสู่ระบบในช่วงที่ไม่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทำให้บริหารความต้องการใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

โดยตลาด BESS ในเอเชียแปซิฟิกคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 14.67 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2033 สะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานยังคงต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างพลังงานความร้อน พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีพลังงาน เพื่อเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า

 


 

4. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) เทคโนโลยีพลังงานสะอาด

 

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR คือ โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ใช้ความร้อนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิชชัน (Nuclear Fission) ในการผลิตไฟฟ้า โดยมีจุดเด่นสำคัญคือ การบริหารจัดการวัสดุกัมมันตรังสีใช้แล้วอย่างมีประสิทธิภาพ และการออกแบบที่ส่งเสริมความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ด้วยระบบระบายความร้อนที่ช่วยรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งเครื่องปฏิกรณ์ถูกออกแบบให้เป็นโมดูลขนาดเล็กช่วยลดระยะเวลาก่อสร้างและติดตั้งจาก 5-6 ปี เหลือเพียง 3-4 ปี

 

โดยมีกำลังผลิตสูงสุดถึง 300 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องโดยไม่ปล่อย CO₂ ปัจจุบันหลายประเทศอยู่ระหว่างพัฒนาและทดลองการใช้งาน เช่น จีน มีโครงการ ACP100 หรือ Linglong One กำลังการผลิตประมาณ 125 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่มณฑลไห่หนาน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2026

 

ขณะที่ในสหรัฐฯ ได้อนุมัติแบบเครื่องปฏิกรณ์ SMR ขนาด 77 เมกะวัตต์ของ NuScale Power

 

สำหรับไทย ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP2024) ได้มีการบรรจุแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก 2 แห่ง ขนาดกำลังผลิตแห่งละ 300 เมกะวัตต์ โดยอยู่ระหว่างเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาในอนาคต เทคโนโลยี SMR จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าจับตามองในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว

 


 

5. Grid Modernization อัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้าให้ชาญฉลาดและทันสมัยยิ่งขึ้น

 

Grid Modernization คือ การปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ชาญฉลาด ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อรองรับแหล่งพลังงานที่หลากหลาย เช่น พลังงานหมุนเวียน และตอบโจทย์การใช้พลังงานในอนาคต

 

โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เช่น ระบบควบคุมอัตโนมัติ การวิเคราะห์ข้อมูล และการจัดการโหลดไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ ช่วยลดการปล่อย CO₂ และรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าโดยรวม

 

ในเอเชียแปซิฟิก ตลาด Grid Modernization คาดว่าจะเติบโตจาก 12.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 เป็นกว่า 51.5 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2032

 

ขณะที่สหรัฐฯ ดำเนินโครงการ Grid Resilience and Innovation Partnerships (GRIP) มูลค่า 10.5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้าในการรับมือกับสภาพอากาศที่ผันผวน

 

ส่วนจีนมีการประกาศแผนลงทุนในระบบโครงข่ายไฟฟ้ามูลค่าสูงถึง 800 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 เพื่อรองรับความต้องการไฟที่เพิ่มขึ้นและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

 

อนาคตพลังงานกำลังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างระบบพลังงานที่มั่นคง ยืดหยุ่น และลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม แนวโน้มนี้ไม่ได้เป็นเพียงนโยบาย แต่เกิดขึ้นจริงในภาคธุรกิจทั่วโลก ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานใน 8 ประเทศทั่วโลก BPP มุ่งมั่นผลิตและพัฒนาพลังงานคุณภาพสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงด้านพลังงาน

 

ภาพ: zhongguo/Getty Images

The post ‘บ้านปู’ เผยภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันสิ่งแวดล้อม หนุน 5 เทรนด์พลังงาน ที่องค์กรธุรกิจควรจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บ้านปู เพาเวอร์’ เล็งทุ่ม 1-1.5 พันล้านดอลลาร์ ขยายธุรกิจพลังงาน เน้นลงทุนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ-พลังงานสะอาด https://thestandard.co/banpu-power-expansion/ Wed, 12 Mar 2025 09:42:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1051410

อิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพา […]

The post ‘บ้านปู เพาเวอร์’ เล็งทุ่ม 1-1.5 พันล้านดอลลาร์ ขยายธุรกิจพลังงาน เน้นลงทุนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ-พลังงานสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

อิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เปิดเผยในงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานประจำปี 2567 ของ BPP ระบุว่า บริษัทฯ ตั้งงบลงทุนระยะ 6 ปี ระหว่างปี 2568-2573 จะใช้ประมาณ 1,000-1,500 ล้านดอลลาร์ แบ่งสัดส่วนการลงทุนเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ (GFP) สัดส่วน 60% และพลังงานสะอาด (Renewables) สัดส่วน 40% 

 

สำหรับในปี 2568 คาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 200-400 ล้านดอลลาร์เน้นการขยายโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ เพื่อสู่เป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่จากก๊าซธรรมชาติอีก 1,500 เมกะวัตต์ เฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 300 เมกะวัตต์ 

 

พร้อมทั้งคาดว่าในปี 2573 กำไรก่อนภาษี, ค่าเสื่อม และดอกเบี้ยจ่าย (EBITDA) จะมีสัดส่วนจากกลุ่มสินทรัพย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Greener assets) กว่า 65%

 

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2567 รักษาผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าทุกแห่งได้อย่างมีเสถียรภาพควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อย CO2 โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าในจีนลดการปล่อยคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าได้ดีกว่าเกณฑ์ ทำให้มีรายได้เพิ่มเติม จากการขายสิทธิการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Carbon Emission Allowances: CEAs) เกือบ 90 ล้านบาท 

 

อีกทั้งเตรียมความพร้อมโรงไฟฟ้า Temple I และ Temple II ในสหรัฐฯ รับแรงหนุนจากแนวโน้มราคาซื้อขายไฟล่วงหน้าในตลาดไฟฟ้าเสรี ERCOT สูงขึ้นเกือบเท่าตัวในปี 2568 และการคาดการณ์อัตราความต้องการใช้ไฟฟ้าในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 15-17% ภายในปี 2573 จากการลงทุน Data Centers โดยรัฐเท็กซัสมี การเติบโตของ Data Centers ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสหรัฐฯ

 

คาดการณ์เทรนด์พลังงานไฟฟ้าของและกลยุทธ์ธุรกิจของ BPP 

คาดการณ์เทรนด์พลังงานไฟฟ้าของและกลยุทธ์ธุรกิจของ BPP 

 

อิศรากล่าวต่อว่า BPP ขับเคลื่อนการเติบโตตามแนวทางการดำเนินธุรกิจ Beyond Quality Megawatts โดยมุ่งมั่นบริหารพอร์ตโฟลิโอให้มีความสมดุลและครอบคลุมมากไปกว่าการขยายกำลังผลิตไฟฟ้า เพื่อมีความยืดหยุ่นในการหาโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโต และสร้างกระแสเงินสดได้อย่างมั่นคงในระยะยาว โดยปีที่ผ่านมาธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I และ II ในรัฐเท็กซัส สหรัฐฯ สามารถเดินเครื่องเพื่อส่งมอบพลังงานได้ต่อเนื่อง 

 

อย่างไรก็ดี แม้จะมีราคาซื้อขายไฟฟ้าเฉลี่ยลดลงจากอุณหภูมิและสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่เราเชื่อมั่นว่าราคาซื้อขายไฟในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นสอดรับกับเทรนด์เทคโนโลยีพลังงานและดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ 

 

อีกทั้ง BPP มีมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา (Hedging Risk Management) ด้วยการใช้เครื่องมือทางการเงิน (Financial Derivative) สำหรับโรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งนี้ 

 

โดยในปี 2568 จะมีกระแสเงินสดที่จะได้รับจากการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ 40% นอกจากนี้ เรามองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มเติมของธุรกิจในจีนจากการขายสิทธิการปล่อยก๊าซคาร์บอน (CEAs) ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

 

นอกจากนี้ยังเร่งขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง (Renewables+) เดินหน้าสร้างห่วงโซ่ธุรกิจพลังงานที่แข็งแกร่ง โดยเน้นการลงทุนในโครงการแบตเตอรี่ฟาร์มขนาดใหญ่ (BESS) และการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) เพื่อสร้าง New S-Curve ให้กับบริษัทฯ รวมถึงนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเสริมการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

 

ขณะที่ผลการดำเนินงานปี 2567 BPP มีรายได้รวม 25,827 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,746 ล้านบาท โดยมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จากการดำเนินงานปกติ รวม 7,383 ล้านบาท พร้อมรักษาอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E) อยู่ในระดับต่ำเพียง 0.49 เท่า โดยในปี 2567 บริษัทฯ มีพัฒนาการที่สำคัญ ดังนี้ 

 

ธุรกิจพลังงานความร้อน (Thermal Energy): โรงไฟฟ้าเอชพีซี (HPC) ใน สปป.ลาว และโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) ในไทย ยังคงเดินเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูงที่ 86% และ 90% ตามลำดับ และจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเพิ่มเติม จากจำนวนชั่วโมงการผลิตตามสัญญา 

 

รวมถึงการดำเนินงานที่ดีขึ้นของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (CHP) และโรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง (SLG) ในจีน จากการบริหารต้นทุนถ่านหินที่ดีขึ้นและมีรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้นเกือบ 90 ล้านบาท จากการขายสิทธิการปล่อยก๊าซคาร์บอนของโรงไฟฟ้า (CEAs) ปริมาณประมาณ 290,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุด ที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพของ การบริหารจัดการและควบคุมการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์

ได้ดีกว่าเกณฑ์ 

 

ธุรกิจ Renewables+: ลงทุนในโครงการ BESS เพิ่มเติมอีก 2 แห่งในญี่ปุ่น ได้แก่ โครงการ Aizu (ไอสึ) และโครงการ Tsuno (ซึโนะ) กำลังการผลิตรวม 208 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2571 ขณะที่โครงการ Iwate Tono กำลังการผลิต 58 เมกะวัตต์-ชั่วโมง มีความคืบหน้า 99% เตรียมเปิด COD ในไตรมาส 2 ปีนี้ และเดินหน้าธุรกิจขายไฟฟ้า Energy Trading ในญี่ปุ่น ซึ่งมีผลการดำเนินงานที่ดี

 

โดยมีการซื้อขายทั้งหมด 2,816 กิกะวัตต์-ชั่วโมง ล่าสุดในปี 2568 บ้านปู เน็กซ์ ซึ่ง BPP ถือหุ้นร้อยละ 50 ได้ร่วมกับโซลาร์บีเค บริษัทชั้นนำด้านพลังงานสะอาดในเวียดนาม จัดตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อให้บริการโซลาร์รูฟท็อปสำหรับกลุ่มธุรกิจเชิงพาณิชย์ และอุตสาหกรรมในเวียดนาม ตั้งเป้าเฟสแรก 390 เมกะวัตต์ 

 

“ด้วยพอร์ตธุรกิจที่มีความหลากหลายและกระจายตัวอย่างสมดุลผ่านการดำเนินธุรกิจเชิงรุกใน 8 ประเทศยุทธศาสตร์ทั่วโลก ทำให้ BPP มีความสามารถปรับตัวรับมือกับภาวะวิกฤติต่างๆ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในแต่ละประเทศ”

The post ‘บ้านปู เพาเวอร์’ เล็งทุ่ม 1-1.5 พันล้านดอลลาร์ ขยายธุรกิจพลังงาน เน้นลงทุนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ-พลังงานสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บ้านปู เพาเวอร์’ จ่อซื้อโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มพอร์ต 1 พันเมกะวัตต์ มอง ‘อินโดนีเซีย’ ประเทศม้ามืดทางเศรษฐกิจ ขึ้นแท่นว่าที่สมาชิกใหม่ OECD https://thestandard.co/banpu-power-new-power-plant/ Sat, 13 Apr 2024 05:49:22 +0000 https://thestandard.co/?p=922551

หลังผลการดำเนินงาน บ้านปู เพาเวอร์ มีรายได้รวม 30,443 ล […]

The post ‘บ้านปู เพาเวอร์’ จ่อซื้อโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มพอร์ต 1 พันเมกะวัตต์ มอง ‘อินโดนีเซีย’ ประเทศม้ามืดทางเศรษฐกิจ ขึ้นแท่นว่าที่สมาชิกใหม่ OECD appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังผลการดำเนินงาน บ้านปู เพาเวอร์ มีรายได้รวม 30,443 ล้านบาท โดยมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 12,262 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา

 

ก่อนที่การดำเนินงานของบ้านปู เพาเวอร์ หลังจากนี้ ซีอีโอ ‘กิรณ ลิมปพยอม’ จะส่งไม้ต่อให้ อิศรา นิโรภาส ผู้อำนวยการสายอาวุโส-สายงานปฏิบัติการธุรกิจไฟฟ้า บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) โดยมีผลเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 นั้น 

 

กิรณระบุแผนการดำเนินธุรกิจปีนี้ว่า บริษัทคาดการณ์รายได้จะเติบโตไม่น้อยกว่าปีก่อน หรือราว 20% และวางงบสำหรับ 1-2 ปีนี้อยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อการลงทุนซื้อโรงไฟฟ้าใหม่เข้าพอร์ต ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับโรงไฟฟ้าและพลังงานสะอาด โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตอีกประมาณ 1,000 กว่าเมกะวัตต์

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เจาะลงทุน 4 ประเทศ

 

ปัจจุบันบริษัทมีกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนรวม 225 เมกะวัตต์ โดยภายในปี 2568 วางเป้าว่าจะเพิ่มอีก 500 เมกะวัตต์ เข้าไปในพอร์ตพลังงานสะอาด ทั้งจากโซลาร์รูฟท็อปและโซลาร์ลอยน้ำที่มีกำลังผลิตรวม 335 เมกะวัตต์ โดยแบ่งการลงทุนไปที่ 4 ประเทศ ดังนี้

 

  1. ไทย ล่าสุดได้ลงนามลงทุนเพิ่มการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอีก 2 เมกะวัตต์ ทำให้ปัจจุบันมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 98 เมกะวัตต์

 

  1. จีน ลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าบนหลังคา Zhengding CHP มีกำลังผลิตรวม 66 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันติดตั้งไปแล้ว 12.9 เมกะวัตต์

 

  1. เวียดนาม บริษัท Solar ESCO ที่มีกำลังผลิตรวมที่ตกลงไว้แล้ว 40 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันมีกำลังผลิตที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 13.3 เมกะวัตต์

 

  1. อินโดนีเซีย โดยบริษัท IBP ได้ลงนามสัญญาก่อสร้างผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคาแบบ PPA (Power Purchase Agreement) 9 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง ปัจจุบันมีกำลังผลิตที่ติดตั้งไปแล้ว 7 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง ส่งผลให้บ้านปู พาวเวอร์ มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมในอินโดนีเซียจำนวน 25 เมกะวัตต์

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้ลงทุนธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับโซลาร์รูฟท็อปไปแล้ว 3 เมกะวัตต์ รวมถึงมีการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ PPA อีก 9 เมกะวัตต์ ที่สำคัญ อินโดนีเซียถือว่าเป็นประเทศที่มีแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าสีเขียวเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ส่วนแผนนอกเหนือจากนี้ยังมีโครงการศึกษาใช้แอมโมเนีย Co-firing ในโรงไฟฟ้า BLCP ที่ได้ทุนสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น

 

เล็งดีลซื้อโรงไฟฟ้าเพิ่มที่สหรัฐฯ จับตาอินโดนีเซียประเทศม้ามืด

 

ขณะนี้มีหลายโครงการจากหลายประเทศที่น่าสนใจ อย่างสหรัฐฯ ที่มีโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ยังจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานตามเทรนด์พลังงานใหม่ 3Ds รวมถึงการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในรัฐเท็กซัสที่ยังมีโอกาสอีกมาก 

 

อีกทั้งบริษัทมีโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Sequestration: CCS) ซึ่งลงทุนไปแล้ว 1 โครงการ นั่นคือ Barnett Zero กับบริษัทในเครือบ้านปู 

 

ยังมีอีกประเทศที่น่าจับตามองคือ จีน เพราะถือว่าเป็นประเทศที่มีนโยบายสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนที่น่าสนใจ รวมถึงไทยเองก็ยังเป็นอีกตลาดที่น่าลงทุน และด้วยนโยบายแผน PDP ก็สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และไทยถือว่าติด Top 10 ของประเทศที่มีอัตราการใช้รถ EV สูงสุด 

 

โดยบริษัทจะสร้างโอกาสเข้าลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนและธุรกิจเกี่ยวเนื่องจากพอร์ตบ้านปู เน็กซ์ ไม่ว่าจะเป็น BESS และ e-Mobility

“ผมมองว่าจากนี้ประเทศที่เป็นม้ามืดคือ อินโดนีเซีย ซึ่งตอนนี้ทราบว่ารัฐบาลกำลังผลักดันและอยู่ระหว่างการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประกอบกับบ้านปูถือว่ามีรากฐานที่แข็งแกร่งในอินโดนีเซียมามากกว่า 30 ปี วันนี้จึงเป็นจังหวะและโอกาสที่น่าจับตา” รายงานข่าวระบุ 

 

ความสำคัญของ OECD คือ การกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าโลก และเป็นเวทีในการเปรียบเทียบนโยบาย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และประสานงานนโยบายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งรวมถึงการปราบปรามการค้าผิดกฎหมายด้วย ปัจจุบันประเทศสมาชิกของ OECD มีทั้งหมด 38 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว

The post ‘บ้านปู เพาเวอร์’ จ่อซื้อโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มพอร์ต 1 พันเมกะวัตต์ มอง ‘อินโดนีเซีย’ ประเทศม้ามืดทางเศรษฐกิจ ขึ้นแท่นว่าที่สมาชิกใหม่ OECD appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านปู เพาเวอร์ เปิด 2 ความเสี่ยงใหญ่ปี 67 ทั้งดอกเบี้ยสูง ต้องระวังการลงทุน คัดกรองเข้มดีล M&A ต่างประเทศ-จับตาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก https://thestandard.co/banpupower-unveiled-2-risks-2024/ Fri, 01 Dec 2023 09:53:14 +0000 https://thestandard.co/?p=872378 บ้านปู เพาเวอร์

บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ ยอมรับปีหน้าระมัดระวังการลงทุนมากขึ […]

The post บ้านปู เพาเวอร์ เปิด 2 ความเสี่ยงใหญ่ปี 67 ทั้งดอกเบี้ยสูง ต้องระวังการลงทุน คัดกรองเข้มดีล M&A ต่างประเทศ-จับตาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านปู เพาเวอร์

บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ ยอมรับปีหน้าระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น เตรียมทบทวนดีล M&A โรงไฟฟ้าใหม่ และเน้นลงทุนโครงการที่ Return ดี เหตุมีผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงดอกเบี้ยขาขึ้นทรงตัวสูง ดันต้นทุนการเงินพุ่ง กดดัน Project Return และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ 

 

กิรณ ลิมปพยอม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ หรือ BPP กล่าวว่า ยอมรับว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2567 มีปัจจัยเสี่ยง 2 เรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจที่ต้องติดตามและบริหารความเสี่ยง ปัจจัยเสี่ยงแรกคือ ทิศทางของตลาดดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นและทรงตัวอยู่ในระดับสูง ทั้งสหรัฐอเมริกาและไทย ซึ่งมีผลกระทบทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทปรับเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้การลงทุนในโครงการใหม่ในปีหน้า โดยเฉพาะแผนการเข้าซื้อกิจการหรือควบรวมกิจการ (M&A) โครงการโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ของบริษัทต้องมีความระมัดระวัง โดยจะเน้นพิจารณาคัดกรองความเสี่ยงที่รอบคอบขึ้นอย่างมากจากภาวะปกติ

 

เนื่องจากแผนการลงทุนของบริษัทในการทำ M&A แหล่งเงินลงทุนจะใช้จากวิธีการทำสินเชื่อโครงการ (Project Finance) ดังนั้นเมื่อทิศทางดอกเบี้ยสูงขึ้น จะมีความเสี่ยงให้ผลกระทบจากการลงทุนในโครงการมีอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity: ROE) ลดลงจากเดิม 

 

หากยกตัวอย่างเปรียบเทียบในอดีตก่อนช่วงดอกเบี้ยจะปรับขึ้นมา ดีลการเข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้า มี Project Return ที่ประมาณ 15% หากมีการกู้เงินมาลงทุนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ประมาณ 5% ส่วนต่างระหว่างต้นทุนของเงินกู้กับ Project Return (สเปรด) จะอยู่ในระดับ 10% ซึ่งยังสามารถบริหารจัดการได้ง่าย แต่ด้วยภาวะปัจจุบันที่ดอกเบี้ยปรับขึ้นมาสูง ส่งผลให้การกู้ยืมมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มสูงขึ้นด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเป็น 8-9% ขณะที่ Project Return ที่ประมาณ 15% เท่าเดิม หมายถึงว่าบริษัทจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทันที 

 

“แผนการลงทุนในปี 2567 ตั้งเป้าหมายจะทำ M&A เพื่อให้สร้างกระแสเงินสดกลับมาได้ทันที โดยมีแผนลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าในต่างประเทศทั้งหมดอีกประมาณ 800-1,000 เมกะวัตต์ หากทำได้ก็ถือว่า Success จากตอนนี้มีโครงการที่กำลังศึกษาดูอยู่จำนวนมากจำนวนหลายเมกะวัตต์ แต่ภาวะดอกเบี้ยที่สูงชัดเจนแบบนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องพิจารณาให้รอบคอบมากขึ้นเยอะ ต้องเลือกลงทุนในโครงการที่ต้องมี Return ดีจริงๆ ซึ่งไม่กระทบให้ต้องถึงขั้นหยุดทำธุรกิจ แต่ต้องดูความเสี่ยงให้มากขึ้นกว่าเดิม”

 

สำหรับแผนการทำ M&A ในปี 2567 จะเน้นในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ และพลังงานหมุนเวียนโรงไฟฟ้าพลังงานในสหรัฐฯ, จีน, ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย โดยงบลงทุนสำหรับดีล M&A โรงไฟฟ้าในปีหน้า คาดว่าเฉพาะในส่วนทุนที่บริษัทจะใส่เงินลงทุนรวมอยู่ที่ประมาณ 500-600 ล้านดอลลาร์ โดยนำมาใช้รวมกับแหล่งเงินกู้จากสินเชื่อโครงการ (Project Finance) ซึ่งสัดส่วนของส่วนทุนที่ใช้กับเงินกู้ Project Finance ขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละโครงการ 

 

ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิ (Net Debt to Equity Ratio) ปัจจุบันของบริษัทยังอยู่ในระดับต่ำที่เพียง 0.4 เท่า จากกรอบนโยบายที่วางไว้ไม่เกิน 2.5 เท่า บริษัทจึงยังสามารถกู้ได้อีก เพื่อนำลงทุนในโครงการใหม่ๆ ที่มีผลตอบแทนดีได้อย่างต่อเนื่อง โดยจากแผนการลงทุนดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของบริษัทอย่างแน่นอน

 

ปัจจัยความเสี่ยงที่สองที่มีผลกระทบต่อธุรกิจในปี 2567 คือ ปัญหาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เนื่องจากปัจจุบันมีการลงทุนทำธุรกิจใน 8 ประเทศ จำนวน 42 โครงการ ซึ่งในแต่ละประเทศก็จะมีความเสี่ยงเฉพาะที่แตกต่างกันไปในแต่ละที่ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม

 

เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนกำไรก่อนภาษี ค่าเสื่อม และดอกเบี้ยจ่าย (EBITDA) ที่มาจากโครงการโรงไฟฟ้าจากต่างประเทศประมาณ 85% หลังจากที่ผ่านมาบริษัทเร่งขยายการลงทุนโครงการในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนที่เหลือของ EBITDA อีก 15% ที่มาจากในประเทศจะมาจากการรับรู้ EBITDA จากการถือหุ้นในโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี สัดส่วน 50% 

 

สำหรับแนวโน้มรายได้ในปี 2567 คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องมากกว่าระดับ 10-15% เปรียบจากปีนี้ จากปัจจัยสนับสนุนในการทำ M&A โรงไฟฟ้าใหม่ในต่างประเทศในปีหน้าเข้ามาเติมพอร์ตเพิ่มอีกประมาณ 800-1,000 เมกะวัตต์ ตามแผนงานที่กล่าวไว้ข้างต้น เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ปี 2568 ที่จะพอร์ตมีกำลังการผลิตไฟฟ้าถึงระดับ 5,300 เมกะวัตต์ จากในช่วง 9 เดือนแรกปี 2566 ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 3,685 เมกะวัตต์ โดยบริษัทมีแผนที่จะทยอยลงทุนซื้อโรงไฟฟ้าใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว

The post บ้านปู เพาเวอร์ เปิด 2 ความเสี่ยงใหญ่ปี 67 ทั้งดอกเบี้ยสูง ต้องระวังการลงทุน คัดกรองเข้มดีล M&A ต่างประเทศ-จับตาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
EXCLUSIVE: ‘บ้านปู เพาเวอร์’ ลุยธุรกิจดักจับคาร์บอนในสหรัฐฯ พร้อมวางรายได้จากพลังงานสะอาด 25-30% ภายในปี 2568 https://thestandard.co/exclusive-bpp-greener-smarter/ Mon, 28 Aug 2023 07:20:39 +0000 https://thestandard.co/?p=834538

จากกลยุทธ์ของ บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ หรือ BPP ที่ว่า Green […]

The post EXCLUSIVE: ‘บ้านปู เพาเวอร์’ ลุยธุรกิจดักจับคาร์บอนในสหรัฐฯ พร้อมวางรายได้จากพลังงานสะอาด 25-30% ภายในปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากกลยุทธ์ของ บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ หรือ BPP ที่ว่า Greener & Smarter ด้วยแผนการขยายกำลังผลิตให้ได้มากกว่า 5,300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 ในส่วนนี้จะช่วยให้สัดส่วนรายได้จากพลังงานสะอาดของบริษัทมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 25-30% ของรายได้รวม 

 

ปัจจุบัน BPP เป็นผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครอบคลุมประเทศไทย, สปป.ลาว, จีน, ญี่ปุ่น, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา โดยมีการลงทุนในโรงไฟฟ้าหลากหลายประเภท ทั้งโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน และโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 

 

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายการลงทุนในส่วนของธุรกิจดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ซึ่งล่าสุดมีแผนที่จะร่วมทุนกับบริษัท BKV dCarbon Ventures ในสหรัฐฯ โดยใช้เงินลงทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทราว 10 ล้านดอลลาร์ หรือราว 350 ล้านบาท จากมูลค่าการลงทุนทั้งโครงการประมาณ 14-24 ล้านดอลลาร์ โดยจัดตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อ BKV-BPP Cotton Cove LLC ซึ่งมีบริษัทย่อยในสหรัฐฯ ถือหุ้น 49% และ BKV dCarbon ถือหุ้น 51% 

 

กิรณ ลิมปพยอม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BPP เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า โครงการ Cotton Cove เป็นโครงการที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2565 โดย BKV dCarbon ซึ่งโครงการนี้ใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์กลางน้ำของกลุ่มบริษัทบ้านปูในการแยก กำจัด และกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่ง Barnett ของกลุ่มบ้านปู 

 

BKV dCarbon คาดว่าโครงการ Cotton Cove จะมีอัตราการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยประมาณ 45,000 เมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี และตลอดระยะเวลาของโครงการทั้งหมด 12 ปี จะช่วยให้โครงการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 500,000 เมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์ โดยจะเริ่มดำเนินการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ภายในไตรมาส 4 ปี 2567

 

กิรณกล่าวต่อว่า ธุรกิจ CCUS ในแต่ละภูมิภาคของโลกจะมีการเติบโตที่แตกต่างกัน เนื่องจากต้นทุนที่ยังค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นผลจากกระบวนการในการดักจับคาร์บอนและนำไปกักเก็บต้องอาศัยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เป็นต้นทุนที่ค่อนข้างสูงมาก 

 

“ในรัฐเท็กซัสที่บ้านปูลงทุนเรื่องของก๊าซธรรมชาติอยู่แล้วก่อนหน้านี้ ทำให้เรามีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอนอยู่แล้ว ขณะเดียวกันสหรัฐฯ มีนโยบายที่เรียกว่า Inflation Reduction Act (IRA) ที่ให้สิทธิประโยชน์ด้านเครดิตภาษี ทำให้ BPP วางแผนที่จะขยายการลงทุนในเรื่อง CCUS ต่อเนื่องหลังจากนี้” 

 

สำหรับการร่วมทุนในโครงการ Cotton Cove เป็นการศึกษาเรื่องของเทคโนโลยีให้มากขึ้น และพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะทำให้โรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติของบริษัทกลายเป็นโรงไฟฟ้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้ทั้งหมดในระยะยาว และที่สำคัญคือหากบริษัทมีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยี CCUS ก็ต้องการที่จะพัฒนาธุรกิจนี้ในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

 

“แต่ปัจจัยสำคัญคือการสนับสนุนจากนโยบายรัฐ เรื่องของ CCUS ก็เหมือนกับการพัฒนาพลังงานทดแทนในช่วงแรกที่ต้องอาศัยการอุดหนุนจากภาครัฐ

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่พลังงานสะอาดของ BPP ต้องยอมรับว่ายังมีธุรกิจโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ด้วย ซึ่งเป็นไปตามสัญญาระยะยาวที่ทำไว้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แต่ที่ผ่านมาบริษัทได้หยุดการลงทุนใหม่ในส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหิน และมุ่งลงทุนในโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานทดแทนเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยให้รายได้จากพลังงานสะอาดของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 25-30% ภายในปี 2568 

 

“โอกาสของ BPP ตอนนี้ไม่ได้อยู่แค่ CCUS และพลังงานสะอาด แต่ยังมีการศึกษาเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นในการนำแอมโมเนียมาใช้กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน และช่วยให้พลังงานไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดยิ่งขึ้น”  

 

ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการวางเป้าหมายมุ่งสู่พลังงานสะอาดของปี 2573 และเป้าหมายที่ไกลกว่านั้น

The post EXCLUSIVE: ‘บ้านปู เพาเวอร์’ ลุยธุรกิจดักจับคาร์บอนในสหรัฐฯ พร้อมวางรายได้จากพลังงานสะอาด 25-30% ภายในปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บ้านปู เพาเวอร์’ ทุ่ม 700 ล้านดอลลาร์ ปิดดีลซื้อโรงไฟฟ้า 2 พันเมกะวัตต์ เดินหน้าลุยลงทุนแบตเตอรี่-พลังงานไฮโดรเจน https://thestandard.co/banpu-deal-power-plant/ Fri, 17 Mar 2023 02:49:32 +0000 https://thestandard.co/?p=764346 บ้านปู เพาเวอร์

บ้านปู เพาเวอร์ หรือ BPP ทุ่ม 700 ล้านดอลลาร์ ปิดดีลใหญ […]

The post ‘บ้านปู เพาเวอร์’ ทุ่ม 700 ล้านดอลลาร์ ปิดดีลซื้อโรงไฟฟ้า 2 พันเมกะวัตต์ เดินหน้าลุยลงทุนแบตเตอรี่-พลังงานไฮโดรเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านปู เพาเวอร์

บ้านปู เพาเวอร์ หรือ BPP ทุ่ม 700 ล้านดอลลาร์ ปิดดีลใหญ่ซื้อโรงไฟฟ้า 2,000 เมกะวัตต์ เผยมองโอกาสลงทุน New S-Curve เพิ่ม ทั้งแบตเตอรี่ ไฮโดรเจน CCS พร้อมลุยขยายโซลาร์ฟาร์มในจีน ศึกษา Energy Trading ตลาดไฟฟ้าสหรัฐอเมริกา ลั่นรายได้ปีนี้นิวไฮต่อเนื่อง

 

กิรณ ลิมปพยอม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ หรือ BPP เปิดเผยว่า ปี 2023 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตขึ้นต่อเนื่อง โดยการเติบโตของรายได้จะมาจากการควบรวมหรือซื้อกิจการโรงไฟฟ้า (M&A) ที่ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งเป็นดีลใหญ่ประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ 

 

นอกเหนือจากดีล M&A ที่จะเพิ่มเข้ามาในพอร์ตแล้ว ยังมีโครงการอื่นๆ ที่จะทยอยเข้ามาเกิดขึ้นและสร้างรายได้ เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมหวินเจา (Vinh Chau) ระยะที่ 1 ในเวียดนาม กำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ การขยายการลงทุนโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ เช่น จีน และอินโดนีเซีย นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนาโซลาร์ฟาร์ม 2-3 โครงการ ขนาดกำลังผลิต 200-800 เมกะวัตต์ ในประเทศจีนอีกด้วย

 

ขณะที่การลงทุนระยะ 3 ปี (2023-2025) BPP วางงบลงทุนอยู่ที่ 500-700 ล้านดอลลาร์ สำหรับลงทุนขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่อีก 2,000 เมกะวัตต์ เพื่อให้มีกำลังการผลิตตามเป้าหมาย 5,300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2025 จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 3,337 เมกะวัตต์ โดยจะเน้นการลงทุนโรงไฟฟ้าที่มีก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศที่บริษัทมีฐานการผลิตอยู่แล้ว

 

“ตามเป้าหมาย 5,300 เมกะวัตต์ ยังขาดอยู่อีก 2,000 เมกะวัตต์ ดังนั้นในช่วง 3 ปีที่เหลือเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย บริษัทได้เตรียมเงินลงทุนตามแผน โดยเงินทุนจะมาจากงบที่มีและการขอกู้จากสถาบันการเงิน” กิรณกล่าว

 

ส่วนปัจจัยที่จะส่งผลต่อรายได้ปีนี้ ต้องติดตามผลกระทบที่สหรัฐฯ สั่งปิด 3 แบงก์ว่าจะมีผลกระทบลามเป็นโดมิโนหรือไม่ แต่เชื่อว่าน่าจะผ่อนคลายลงแล้ว รวมทั้งเกาะติดสถานการณ์ดอกเบี้ยสหรัฐฯ หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรง 

 

“แต่หากถามว่าจะมีผลกระทบมาก-น้อยแค่ไหน ต้องบอกว่าเวลาเราซื้อธุรกิจ เรามองระยะยาว ภาพรวมมูลค่าสินทรัพย์อาจส่งผลดีด้วยซ้ำไป ทั้งนี้ทั้งนั้นเรามองว่าในทุกๆ วิกฤตมีโอกาสเสมอ” กิรณกล่าวเพิ่ม 

 

เขากล่าวว่า บริษัทมุ่งขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งนอกเหนือจากการประสบความสำเร็จในการลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I แล้ว BPP ยังพิจารณาขยายการลงทุนเพิ่มเติม เช่น ธุรกิจซื้อขายไฟฟ้าผ่านแพลตฟอร์มระบบกลาง (Energy Trading) และธุรกิจค้าปลีกไฟฟ้า จากข้อได้เปรียบในการบริหารจุดคุ้มทุนและกระจายความเสี่ยงด้านธุรกิจไฟฟ้าครบวงจรที่มี

 

ขณะที่ธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานที่ดำเนินการโดยบ้านปู เน็กซ์ บริษัทจะเน้นการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่ส่งเสริมศักยภาพและการเติบโต รวมถึงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ (New S-Curve) เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับไฮโดรเจน และเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน (CCS)

 

นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้เพิ่มสัดส่วนการเข้าถือหุ้นในบริษัท ดูราเพาเวอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด (Durapower) จาก 47.68% เป็น 65.10% ด้วยเงินลงทุน 70 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจแบตเตอรี่ให้แข็งแกร่งมากขึ้นอีกด้วย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ‘บ้านปู เพาเวอร์’ ทุ่ม 700 ล้านดอลลาร์ ปิดดีลซื้อโรงไฟฟ้า 2 พันเมกะวัตต์ เดินหน้าลุยลงทุนแบตเตอรี่-พลังงานไฮโดรเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กลุ่มบ้านปู’ เข้าซื้อ 2 โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในออสเตรเลีย มูลค่า 2.3 พันล้านบาท https://thestandard.co/banpu-buy-2-solar-power-plants-in-australia/ Mon, 07 Jun 2021 04:41:22 +0000 https://thestandard.co/?p=497069 บ้านปู

บมจ.บ้านปู หรือ BANPU และ บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ หรือ BPP […]

The post ‘กลุ่มบ้านปู’ เข้าซื้อ 2 โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในออสเตรเลีย มูลค่า 2.3 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านปู

บมจ.บ้านปู หรือ BANPU และ บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ หรือ BPP รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ เรื่องการจัดตั้งหน่วยลงทุน Banpu Energy Hold Trust เพื่อเข้าซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศออสเตรเลีย 2 แห่ง ในสัดส่วน 100% จากบริษัท New Energy Solar Limited (NEW) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน เรียบร้อยแล้ว มูลค่าการลงทุน 97.5 ล้านออสเตรเลียดอลลาร์ หรือ 2,332 ล้านบาท 

 

สมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BANPU แจ้งว่า Banpu Energy Australia Pty Ltd (BEN) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ BANPU โดยถือหุ้นในสัดส่วน 100% และ Banpu Renewable Australia Pty Ltd (BREA) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท บ้านปู เน็กซ์ จํากัด (Banpu NEXT มี BANPU และ BPP ถือหุ้นในสัดส่วน 50:50) ถือหุ้นในอัตรา 100% ได้จัดตั้งหน่วยลงทุน Banpu Energy Hold Trust โดย BEN ถือหุ้น 80% และ BREA ถือหุ้น 20% เพื่อเข้าซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศออสเตรเลีย 2 แห่ง ได้แก่ Beryl (BSF) และ Manildra (MSF) ในสัดส่วนร้อยละ 100 ซึ่งได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายหลักทรัพย์หุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าวกับ NEW เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน เรียบร้อยแล้ว โดยมีมูลค่าการลงทุน 97.5 ล้านออสเตรเลียดอลลาร์ หรือเทียบเท่า 2,332 ล้านบาท 

 

โรงไฟฟ้า 2 แห่งมีกําลังการผลิตรวม 166.8 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ BSF กําลังการผลิต 110.9 เมกะวัตต์ เปิดดําเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนมิถุนายน 2562 และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ MSF กําลังการผลิต 55.9 เมกะวัตต์ เปิดดําเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนธันวาคม 2561 

 

โรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งตั้งอยู่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีปริมาณความต้องการและการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง กอปรกับทางภาครัฐได้มีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบสายส่งของประเทศ หรือ National Electricity Market (NEM) ตามสัญญาการซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ระยะยาว โดยผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งมีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในกลุ่มน่าลงทุน (Investment Grade) ซึ่งสะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่มีกระแสเงินสดที่มั่นคงในระยะยาว 

 

การลงทุนในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสําคัญในการดําเนินตามแผนกลยุทธ์ Greener & Smarter เพื่อสร้างรากฐานการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในประเทศออสเตรเลีย และยังเป็นการก้าวสู่ตลาดซื้อขายไฟฟ้าที่มีความก้าวหน้าและเป็นตลาดขายส่ง (Wholesale Electricity Market) ที่เปิดเสรีอีกด้วย

 

บริษัทยังคงเดินหน้าในการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายกําลังการผลิต 6,100 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 โดยมองหาโอกาสการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในตลาดที่มีความเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าและมีนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล

 

ขณะที่ ดร.กิรณ ลิมปพยอม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BPP กล่าวว่า บริษัทยังคงเดินหน้าในการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายกําลังการผลิต 5,300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ‘กลุ่มบ้านปู’ เข้าซื้อ 2 โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในออสเตรเลีย มูลค่า 2.3 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
BPP ทุ่ม 2.5 พันล้านบาท ถือหุ้นโรงไฟฟ้าญี่ปุ่นสัดส่วน 33.5% ขนาด 543 เมกะวัตต์ https://thestandard.co/bpp-invested-2-5-billion-baht-on-japanese-power-plant/ Thu, 01 Apr 2021 03:28:22 +0000 https://thestandard.co/?p=471408 BPP ทุ่ม 2.5 พันล้านบาท ถือหุ้นโรงไฟฟ้าญี่ปุ่นสัดส่วน 33.5% ขนาด 543 เมกะวัตต์

บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) แจ้งว่า บริษัท Banpu Power In […]

The post BPP ทุ่ม 2.5 พันล้านบาท ถือหุ้นโรงไฟฟ้าญี่ปุ่นสัดส่วน 33.5% ขนาด 543 เมกะวัตต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BPP ทุ่ม 2.5 พันล้านบาท ถือหุ้นโรงไฟฟ้าญี่ปุ่นสัดส่วน 33.5% ขนาด 543 เมกะวัตต์

บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) แจ้งว่า บริษัท Banpu Power Investment Co., Ltd (BPIC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 100% ได้ลงนามในสัญญาเพื่อการลงทุนในบริษัท Nakoso IGCC Management Co., Ltd (NIMCO) สัดส่วน 33.5% โดยบริษัท NIMCO ถือหุ้น 40% ในโรงไฟฟ้า Nakoso Integrated Gasification Combined Cycle (IGCC) ขนาด 543 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 2.5 พันล้านบาท ซึ่งการโอนกรรมสิทธิ์คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายนนี้

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้า Nakoso IGCC พัฒนาขึ้นภายใต้การร่วมทุนของ 5 บริษัท (Joint Venture Partners) โดยมีบริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น พาวเวอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้พัฒนาหลักในการนำเทคโนโลยี Integrated Gasification Combined Cycle ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง โดยเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการแปลงสถานะถ่านหินให้เป็นก๊าซ (Gasification) กับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมกังหันก๊าซ (Gas Fired Combined Cycle Plant) เข้าด้วยกัน

โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีการศึกษาวิจัยเพื่อการพัฒนามากว่า 30 ปี และโรงไฟฟ้า Nakoso เป็นโรงไฟฟ้า IGCC ที่มีการพัฒนามาเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (Commercial Scale) ซึ่งมีประสิทธิภาพของการผลิตไฟฟ้าที่สูง และลดการปล่อยมลภาวะให้อยู่ในระดับต่ำ (HELE) โดยคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในเดือน เมษายน 2564 โดยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบสายส่งของประเทศตามสัญญาการซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ระยะยาว และมีสัญญาการจัดหาเชื้อเพลิงระยะยาวเช่นกัน

ทั้งนี้ BPP ยังคงเดินหน้าลงทุนเพิ่มต่อเนื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายกำลังการผลิต 5,300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 โดยมองหาโอกาสการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในตลาดที่มีความเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้า และมีนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล

สำหรับราคาหุ้นของ BPP ตั้งแต่ต้นปี 2564 ปรับตัวขึ้นมา 33.11% โดยมีราคาปิดวันก่อนหน้าที่ 20.10 บาท 

 

พิสูจน์อักษร: ชฎานิสภ์ นุ้ยฉิม

The post BPP ทุ่ม 2.5 พันล้านบาท ถือหุ้นโรงไฟฟ้าญี่ปุ่นสัดส่วน 33.5% ขนาด 543 เมกะวัตต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การ Turnaround ครั้งสำคัญของหุ้น BANPU https://thestandard.co/turnaround-of-banpu-shares/ Fri, 26 Feb 2021 09:00:54 +0000 https://thestandard.co/?p=459408 หุ้น BANPU

BANPU บางไตรมาสมีการขาดทุนหลักพันล้าน แต่ในปี 2021 แนวโ […]

The post การ Turnaround ครั้งสำคัญของหุ้น BANPU appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น BANPU

BANPU บางไตรมาสมีการขาดทุนหลักพันล้าน แต่ในปี 2021 แนวโน้มน่าจะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ นักลงทุนอาจเห็นการเติบโตของกำไรในระดับ 500-1000% ได้เลยในบางไตรมาส โดยมี 2-3 ประเด็นหลักที่ต้องจับตา 

 

หุ้น BANPU เคยเป็นหนึ่งในหุ้นที่นิยมเทรดที่สุดของนักลงทุนเมื่อ 5-10 ปีก่อน หุ้น BANPU เคยมีราคาสูงถึงหุ้นละ 600 บาท ในยุคที่รุ่งเรือง (ราคาหลังแตกพาร์คือ 60 บาท) 

 

หลังจากที่ราคาถ่านหินตกลงมาอย่างต่อเนื่องจากหลายๆ สาเหตุ เช่น การลดลงของการใช้ถ่านหินของจีน และนโยบายพลังงานสะอาดทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการใช้ถ่านหินลดลงเยอะ ราคาถ่านหินเป็นขาลงมาตั้งแต่ปี 2008 ระหว่างทางมีการปรับตัวขึ้นมาบ้างเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่เคยกลับไปที่ราคาเดิมอีกเลย 

 

ตอนนี้นับเป็นช่วงเวลากว่า 12 ปีแล้ว ที่คนที่เคยถือหุ้น BANPU ต้องเจอกับความอึดอัดอย่างหนัก ถ้าซื้อไว้ตอน 60 บาท (600 ก่อนแตกพาร์) ช่วง COVID-19 จะขาดทุนสูงถึง 93% เงิน 1 ล้าน เหลือ 93,000 บาท เกือบสิ้นเนื้อประดาตัว

 

จากความยิ่งใหญ่ในอดีตมาถึงยุคปัจจุบัน แทบไม่มีใครพูดถึงหุ้น BANPU หุ้นในตอนนี้ถูกทดแทนด้วยหุ้นเทคโนโลยีและธุรกิจสมัยใหม่ ที่น่าสนใจและมีอัตราการเติบโตที่มากกว่าหลายเท่า

 

อย่างไรก็ตาม ในยามที่ไม่มีใครสนใจ หุ้นตัวนี้กลับมีการเปลี่ยนแปลงธุรกิจไปไม่น้อย ตอนนี้ทิศทางของ BANPU คือการเป็นบริษัทพลังงานที่ยั่งยืน และไม่ยึดติดกับถ่านหินอีกต่อไปแล้ว ซึ่งถ้าทำสำเร็จได้ หุ้น BANPU อาจกลับมาเติบโตอีกครั้ง

 

การเติบโตของหุ้น BANPU ในปีนี้มีอยู่ 2-3 ประเด็นหลักๆ ด้วยกันที่นักลงทุนกำลังจับตามอง

 

  1. การซื้อแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ชื่อแหล่ง Barnett ความสำเร็จในการซื้อครั้งนี้จะทำให้ BANPU เป็นบริษัทที่มีแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 20 ของสหรัฐฯ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ในสภาวะปกติ แหล่งก๊าซธรรมชาติแหล่งนี้เป็นแหล่งที่ทำกำไรได้ค่อนข้างดี แม้ในช่วง COVID-19 ราคาก๊าซตกต่ำมากๆ ยังมีกำไร นักลงทุนเลยเริ่มเก็งกันว่า ถ้าเริ่มรับรู้รายได้จากแหล่งนี้เมื่อไร กำไรอาจสูงถึง 3,000-4,500 ล้านต่อปี ถ้าทำได้จริง จะทำให้หุ้น BANPU กลับมามีกำไรอีกครั้ง หลังจากขาดทุนต่อเนื่องมานานมากๆ
  2. ราคาถ่านหินมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน ดังนั้นในปี 2021 ราคาถ่านหินน่าจะยังสามารถยืนในระดับสูงได้ BANPU มีรายได้จากธุรกิจถ่านหิน 70% บริษัทมีการจัดการต้นทุนในการผลิตให้ปรับลดลง ดังนั้นเป็นไปได้สูงมากว่า โอกาสที่จะขาดทุนด้วยธุรกิจถ่านหินแบบในอดีตนั้นอาจจะมีน้อยแล้ว ปี 2021 น่าจะเป็นปีที่ดีอีกปีสำหรับธุรกิจถ่านหิน
  3. การเปิดดำเนินงานโรงไฟฟ้า SLG ของบริษัทลูก BPP ซึ่งจะทำให้รายได้เติบโตเพิ่มขึ้นมาอีก

 

พอเห็นแบบนี้แล้ว มองย้อนหลังกลับไปในปี 2020 ที่ BANPU บางไตรมาสมีการขาดทุนหลักพันล้าน แต่ในปี 2021 แนวโน้มน่าจะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ นักลงทุนอาจเห็นการเติบโตของกำไรในระดับ 500-1000% ได้เลยในบางไตรมาส นอกจากนั้นถ้า BANPU ไม่กลับไปขาดทุนอีกแล้ว ก็จะเริ่มเห็นการเติบโตของกำไรที่ต่อเนื่องขึ้นได้

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับราคาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติด้วยว่าจะขึ้นสูงแค่ไหน เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้นเมื่ออ่านข้อมูลแล้วอย่าลืมบริหารหน้าตักดีๆ และติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดด้วยครับ

 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post การ Turnaround ครั้งสำคัญของหุ้น BANPU appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านปูฯ เปิดฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่ในญี่ปุ่น ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิต 5,300 เมกะวัตต์ปี 68 https://thestandard.co/banpu-solar-power-plant-japan/ Tue, 24 Dec 2019 06:14:17 +0000 https://thestandard.co/?p=315106

บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โรงไฟฟ้ […]

The post บ้านปูฯ เปิดฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่ในญี่ปุ่น ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิต 5,300 เมกะวัตต์ปี 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์คุโรคาวะ กำลังผลิต 18.9 เมกะวัตต์ในญี่ปุ่น ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วตามแผนที่วางไว้และรับรู้รายได้ทันที นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังปรับเป้าหมายกำลังผลิตไฟฟ้าเป็น 5,300 เมกะวัตต์ภายในปี 2568 แบ่งเป็นพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป 4,500 เมกะวัตต์เทียบเท่า และพลังงานหมุนเวียนอีก 800 เมกะวัตต์

 

โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์คุโรคาวะ ตั้งอยู่ที่จังหวัดมิยางิ เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินท้องถิ่นในการพัฒนาโครงการฯ และมีราคารับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed-in-Tariff (FiT) 36 เยนต่อกิโลวัตต์ 

 

จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันบ้านปู เพาเวอร์ฯ มีกำลังผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 2,894 เมกะวัตต์เทียบเท่า โดยมาจากโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 2,189 เมกะวัตต์เทียบเท่า และอีก 705 เมกะวัตต์อยู่ในระหว่างการก่อสร้างและพัฒนา 

 

ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าที่คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2563 ประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมหลวนหนานระยะที่ 3 ในจีน กำลังผลิต 52 เมกะวัตต์เทียบเท่า, โครงการโรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง ระยะที่ 1 และ 2 ในจีน กำลังผลิต 396 เมกะวัตต์, โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเวียดนาม ระยะที่ 1 กำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นอีก 4 แห่ง รวม 57 เมกะวัตต์

 

สำหรับเป้าหมายใหม่ที่ 5,300 เมกะวัตต์ภายในปี 2568 ส่วนแรกเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป (Base-Load Power Plant) รวม 4,500 เมกะวัตต์เทียบเท่า ซึ่งมาจากโรงไฟฟ้าและโครงการโรงไฟฟ้าที่บริษัทฯ มีอยู่ ณ ปัจจุบัน ที่ใช้เทคโนโลยีระบบ Ultra-Super Critical (USC) ที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (High Efficiency, Low Emissions: HELE) บริษัทฯ กำลังมองหาโอกาสในเวียดนาม และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย 

 

ขณะที่ส่วนที่สองเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวม 800 เมกะวัตต์จากการถือหุ้นร้อยละ 50 ผ่าน ‘บ้านปู เน็กซ์’ (BANPU NEXT) บริษัทใหม่ของกลุ่มบ้านปูฯ ที่จะเข้ามาบริหารจัดการธุรกิจพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีพลังงาน ซึ่งปัจจุบันมีกำลังผลิตอยู่แล้ว 406.7 เมกะวัตต์ การเข้าถือหุ้นในบ้านปู เน็กซ์ นอกจากจะเพิ่มการเติบโตของกำลังการผลิตแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ สามารถเติบโตทางธุรกิจด้วยพอร์ตการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น เช่น เทคโนโลยีด้านพลังงาน และระบบพลังงานอัจฉริยะ เป็นต้น

 

สุธี สุขเรือน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บ้านปู เพาเวอร์ฯ พร้อมเดินหน้าตามหลักความสมดุลด้านพลังงานของโลก และสอดคล้องกับทิศทางการเติบโตในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ด้วยความสามารถในการบริหารกระแสเงินสดอย่างแข็งแกร่ง ความสามารถในการบริหารพอร์ตลงทุน และแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในประเทศที่มีโอกาสทางธุรกิจสูง ผนวกกับการผนึกพลังร่วมภายใน และการปรับโครงสร้างใหม่ของกลุ่มบ้านปูฯ ทำให้บ้านปู เพาเวอร์ฯ มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นในการดำเนินธุรกิจไฟฟ้า และเทคโนโลยีด้านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมาย 5,300 เมกะวัตต์ ในปี 2568 ได้สำเร็จ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้มีส่วนได้เสียตามที่เรามุ่งมั่นมาโดยตลอด” 

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post บ้านปูฯ เปิดฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่ในญี่ปุ่น ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิต 5,300 เมกะวัตต์ปี 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลังงานโซลาร์อยู่ใกล้เรากว่าที่คิด : บ้านปูฯ สร้างประสบการณ์ให้คนไทยสัมผัสพลังงานสะอาด ผ่าน 3 ไลฟ์สไตล์อีเว้นท์ระดับท็อปของเมืองไทย [Advertorial] https://thestandard.co/banpu-solar-solution/ Sat, 21 Dec 2019 03:00:01 +0000 https://thestandard.co/?p=312876

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประ […]

The post พลังงานโซลาร์อยู่ใกล้เรากว่าที่คิด : บ้านปูฯ สร้างประสบการณ์ให้คนไทยสัมผัสพลังงานสะอาด ผ่าน 3 ไลฟ์สไตล์อีเว้นท์ระดับท็อปของเมืองไทย [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดจากธรรมชาติที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งในทุกวันนี้ที่โลกกำลังรับภาระหนักกับสภาวะโลกร้อน กระแสเรื่องพลังงานสะอาดจึงยิ่งทวีความสำคัญ อย่างในประเทศไทยเราก็เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ในการเปิดรับพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาในการใช้พลังงานสะอาดในระดับครัวเรือนที่เริ่มมีต้นทุนที่ถูกลง อีกทั้งยังสอดรับกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเล็งเห็นเรื่องวิกฤติพลังงานเป็นเรื่องสำคัญ จึงเห็นคุณค่าในการใช้นวัตกรรมมาสร้างความยั่งยืนในการดำรงชีวิตมากขึ้น

 

ส่วนการใช้พลังงานในระดับธุรกิจ หลายองค์กรเริ่มหันมาใช้พลังงานสะอาดในการสร้างการเติบโต และสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว

 

กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้นำธุรกิจพลังงานแบบครบวงจรแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ Greener & Smarter และมีหลักการสร้างความยั่งยืนที่คำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (Environment, Social and Governance: ESG) ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมพลังงานสะอาดในราคาที่เหมาะสม เสถียร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อสู่สังคมไทย ได้มองเห็นโอกาสที่จะทำให้ผู้คนได้สามารถสัมผัสประสบการณ์การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดอย่างใกล้ชิด จึงนำนวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์อีเว้นท์ เช่น คอนเสิร์ต งานเทศกาล และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ โดยในรอบปีที่ผ่านมา ได้เข้าไปสนับสนุนและสร้างพลังงานดีๆ ในอีเว้นท์ที่คนไทยเรารู้จักกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น งานประเพณีลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย, ซิเคด้า มาร์เก็ต และบิ๊กเมาน์เท่น มิวสิกเฟสติวัล ครั้งที่ 10 ทว่าพลังงานสะอาดเหล่านี้ได้เข้าไปหลอมรวมกับชีวิตผู้คนในรูปแบบไหนบ้าง The Standard ขอใช้พื้นที่ตรงนี้ในการรวบรวมประสบการณ์จากพลังงานสะอาดมาเล่าสู่กันฟัง

 

 

โซลาร์เซลล์ระบบไมโครกริด ในงานประเพณีลอยกระทง จ.สุโขทัย

นวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ระบบไมโครกริด ได้ถูกนำมาเผยแพร่ในงานประเพณีไทยๆ ในงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียนเล่นไฟ จ.สุโขทัย ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2-11 พฤศจิกายน 2562 โดยบ้านปูฯ ได้เข้าไปสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าในโซนต่างๆ ดังนี้ กิจกรรมข้าวขวัญ วันเล่นไฟ พื้นที่ในการจัดประเพณีที่เป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลแก่ผู้มาเยือนจังหวัดสุโขทัย และไฟส่องสว่างภายในงาน รวมถึงบูธจำหน่ายตั๋ว ให้สามารถใช้ไฟฟ้าจากพลังงานโซลาร์ได้ 100% จึงไม่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งอื่น โดยติดตั้งในรูปของตู้ผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์ และตู้กักเก็บพลังงานมีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในตัว ซึ่งสามารถเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ใช้ในตอนกลางคืน ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีบูธบ้านปูฯ ที่จัดเป็นนิทรรศการพลังงานสะอาดขนาดย่อมให้ความรู้เรื่องพลังงานแสงอาทิตย์แก่ประชาชนผู้สนใจ นับเป็นครั้งที่ 2 ที่บ้านปูฯ สนับสนุนงานสืบสานวัฒนธรรมไทยอันเก่าแก่นี้

 

 

มอบประสบการณ์พลังงานสะอาดแก่คนรุ่นใหม่ผ่านงานศิลปะที่ ซิเคด้า มาร์เก็ต

บ้านปูฯ นำนวัตกรรมพลังงานมาผสมผสานกับศิลปะ ภายใต้แนวคิด เอเนอร์จี ออฟ อาร์ต ณ ซิเคด้า มาร์เก็ต แหล่งท่องเที่ยวสุดครีเอทีฟในอำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีไฮไลท์เป็นโรงละครพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Amphitheatre) ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์พร้อมแบตเตอรี่แบบออฟกริด เพื่ออำนวยความสะดวกด้านแสงไฟให้กับเวทีแสดงละครแบบมิวสิคัล ทั้งยังสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ในคอนเทนท์ของละครเวทีอย่างเพลิดเพลิน  นอกเหนือจากนั้น ยังตกแต่งจุดพักผ่อนแบบถาวรด้วยวัสดุรีไซเคิล พร้อมติดตั้งจุดบริการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือด้วยพลังงานโซลาร์ (BANPU Solar Rest Area) อาณาบริเวณ 43 ตารางเมตร เพื่อเป็น Sharing Space ให้นักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่เข้าถึงประสบการณ์การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างใกล้ชิด ตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

สนุกกับเสียงดนตรีแบบไม่สะดุดกับพลังงานโซลาร์ ในบิ๊กเมาน์เท่น มิวสิกเฟสติวัล

เพิ่งผ่านพ้นความสนุกไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 7-8 ธันวาคมที่ผ่านมา สำหรับเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย “บิ๊ก เมาน์เท่น มิวสิกเฟสติวัล ครั้งที่ 10” ณ ดิโอเชี่ยน เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ซึ่งบ้านปูฯ ได้นำนวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ระบบไมโครกริดที่ทรงประสิทธิภาพ และโซลาร์โซลูชัน ไปผสานกับไลฟ์สไตล์อีเว้นท์ของคนรุ่นใหม่อย่างกลมกลืน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านพลังงานไฟฟ้า ประกอบด้วย ตู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบเคลื่อนที่ได้ ขนาด 47,600 วัตต์, ตู้กักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์แบบเคลื่อนที่ได้ พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ขนาด 500,000 วัตต์ชั่วโมง สำหรับผลิตและกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ในเวลากลางคืน เพื่อให้กิจกรรมความบันเทิงของเวที K9 PUB รันไปได้แบบไม่มีสะดุด เรื่อยไปจนถึงพลังงานไฟฟ้าในห้องพักศิลปิน โซนพักผ่อนสำหรับวีไอพี จุดบริการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ (Rest area for VIP) กว่า 100 จุด, แท่นชาร์จสมาร์ทโฟนพลังงานโซลาร์ (Solar Mobile Charging Kiosk) ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง กระจายอยู่ทั่วงาน และจุดให้เช่าแบตเตอรี่สำรองจากพลังงานโซลาร์ ซึ่งรายได้ทั้งหมดได้นำไปสมทบทุนเพื่อติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลนไฟฟ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนจำนวน 15 โรงเรียน ภายใต้โครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเรียนรู้ “Light & Learn”

 

 

ภาพทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ คือความพยายามของบ้านปูฯ ในการกระตุ้นให้เกิดการตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของพลังงานสะอาด โดยมุ่งหวังว่าพลังงานโซลาร์จะเป็นพลังงานสะอาดที่เข้ามาช่วยสร้างสมดุลด้านพลังงานเพื่ออนาคต รวมถึงช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้  เพราะพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานทดแทนที่นำไปใช้แล้วสามารถหมุนเวียนเกิดขึ้นใหม่ได้ตามธรรมชาติ จึงเป็น มิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และช่วยลดต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งบ้านปูฯ ยกให้เรื่องนี้เป็นภารกิจสำคัญ จึงมุ่งมั่นที่จะนำพลังงานสะอาดเข้าไปเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนยุคใหม่มาโดยตลอด

 

อ้างอิง:

The post พลังงานโซลาร์อยู่ใกล้เรากว่าที่คิด : บ้านปูฯ สร้างประสบการณ์ให้คนไทยสัมผัสพลังงานสะอาด ผ่าน 3 ไลฟ์สไตล์อีเว้นท์ระดับท็อปของเมืองไทย [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านปูฯ เผย ปี 2560 กำไรกว่า 7.9 พันล้านบาท เตรียมเพิ่มงบลงทุนอีก 5.7 พันล้านบาท https://thestandard.co/banpu-net-profit-for-2017/ https://thestandard.co/banpu-net-profit-for-2017/#respond Tue, 27 Feb 2018 06:29:10 +0000 https://thestandard.co/?p=73484

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจพลังงาน รายงานผล […]

The post บ้านปูฯ เผย ปี 2560 กำไรกว่า 7.9 พันล้านบาท เตรียมเพิ่มงบลงทุนอีก 5.7 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจพลังงาน รายงานผลประกอบการประจำปี 2560 โดยพบว่ามีรายได้จากการขายรวม 2,877 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 97,640 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ถึง 27% หรือ 618 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีกำไรสุทธิกว่า 234 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7,941 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 4 เท่าตัวจากกำไรสุทธิของผลประกอบการในปี 2559 โดยสาเหตุสำคัญมาจากราคาถ่านหินที่ปรับตัวสูงต่อเนื่อง (เฉลี่ยปรับเพิ่มจากปีก่อน 38%) ปริมาณการขายไฟฟ้าที่สม่ำเสมอ และธุรกิจก๊าซธรรมชาติเริ่มสร้างกระแสเงินสด


นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในปี 2560 ของบ้านปูฯ ชี้ให้เห็นการเติบโตในธุรกิจของบริษัทอย่างแข็งแกร่งตามเป้าหมายด้วยปัจจัยสนับสนุนจากธุรกิจทั้งต้นน้ำ (ธุรกิจถ่านหินที่ราคาปรับตัวสูง และธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่ขยายการลงทุนเพิ่ม), ธุรกิจกลางน้ำ (การจัดซื้อน้ำมันดีเซลที่ใช้ในเหมืองของบริษัทในอินโดนีเซีย และจัดตั้งบริษัทเทรดดิ้งร่วมกับรัฐวิสาหกิจของจีนเพื่อขนส่งถ่านหินจากแหล่งผลิตในอินโดนีเซียและออสเตรเลีย) และธุรกิจปลายน้ำ (ธุรกิจโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้สม่ำเสมอ)”

 

สำหรับรายได้จากการขายรวม 2,877 ล้านเหรียญสหรัฐนั้นสามารถจำแนกออกเป็น 3 ส่วน ด้งนี้ ธุรกิจถ่านหิน มีรายได้คิดเป็นสัดส่วน 91% ทำเงินจากการขายได้ 2,624 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 89,053 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 27% จากปีก่อน, ธุรกิจไฟฟ้า มีรายได้คิดเป็นสัดส่วน 7.5% ทำเงินจากการขายได้  216 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7,331 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อน และธุรกิจก๊าซธรรมชาติ มีรายได้คิดเป็นสัดส่วน 1.3% ทำรายได้รวมที่ 37 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,256 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 147%

ขณะที่ในปี 2561 นี้ บ้านปูฯ เปิดเผยว่าบริษัทพร้อมจะทุ่มงบลงทุนอีก 182 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.7 พันล้านบาท เพื่อเดินหน้าพัฒนาธุรกิจพลังงานในเครือ โดยในจำนวนนี้ 70 ล้านเหรียญสหรัฐจะถูกนำไปลงทุนธุรกิจพลังงานทางเลือกรูปแบบใหม่ๆ อีก 32 ล้านเหรียญสหรัฐ จะนำไปต่อยอดธุรกิจก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน (20 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 12 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ)

 

ที่เหลืออีก 80 ล้านเหรียญสหรัฐ จะแบ่งเป็นเงินลงทุนดำเนินกิจการของ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ที่มีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ในประเทศญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วนเงินลงทุน 69% หรือ 55 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนอีก 31% หรือ 25 ล้านเหรีญสหรัฐ จะนำไปพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมในประเทศจีน (CHP)

The post บ้านปูฯ เผย ปี 2560 กำไรกว่า 7.9 พันล้านบาท เตรียมเพิ่มงบลงทุนอีก 5.7 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/banpu-net-profit-for-2017/feed/ 0
‘บ้านปู เพาเวอร์’ รุกญี่ปุ่น เตรียมสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 13 แห่ง หวังครองตลาดพลังงานทดแทน https://thestandard.co/banpupower-japan-solar-farms/ https://thestandard.co/banpupower-japan-solar-farms/#respond Wed, 22 Nov 2017 09:56:31 +0000 https://thestandard.co/?p=49013

     คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า ‘ญี่ปุ่น’ ค […]

The post ‘บ้านปู เพาเวอร์’ รุกญี่ปุ่น เตรียมสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 13 แห่ง หวังครองตลาดพลังงานทดแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>

     คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า ‘ญี่ปุ่น’ คือหนึ่งในประเทศเจ้านวัตกรรมสุดสร้างสรรค์ของโลกยุคปัจจุบัน เพราะไม่ว่าจะเผชิญปัญหาการดำรงชีวิตกี่ครั้งต่อกี่ครั้งในระดับความรุนแรงที่มากน้อยแตกต่างกันออกไป แต่ที่สุดแล้วพลเมืองญี่ปุ่นก็มักจะคิดหาหนทางถอดสลักอุปสรรคเหล่านั้นได้ด้วยนวัตกรรมไอเดียบรรเจิดอยู่ดี

     โดยเฉพาะกรณีที่ญี่ปุ่นหันมาให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันกำลังกลายเป็นกระแสนิยมทั่วโลก เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในการร่วมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการลดปริมาณการปล่อยมลพิษ ทั้งยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่าการพึ่งพาเชื้อเพลิงแบบเก่าๆ ได้อีกหลายเท่าตัว

     ที่สำคัญยังเปิดโอกาสให้ฝั่งเอกชนเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและพัฒนาพลังงานภายในประเทศอีกด้วย จนมีบริษัทที่สนใจหลายแห่งๆ รวมถึง ‘บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)’ จากประเทศไทยที่ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งผู้เล่นในตลาดพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์เป็นที่เรียบร้อย

     แต่กว่าจะผ่านมาถึงจุดที่ญี่ปุ่นมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ใช้งานอย่างทุกวันนี้ และเป็นฟันเฟืองสำคัญผลักดันหลายๆ ประเทศให้หันมาใช้พลังงานทางเลือกได้นั้น พวกเขาก็เคยผ่านจุดวิกฤตครั้งสำคัญของประเทศมาก่อนเช่นกัน

 

Photo: Flickr

 

จากหายนะสู่พลังงานทางเลือก เมื่อญี่ปุ่นเปลี่ยนภัยพิบัติให้เป็นโอกาสพัฒนาประเทศ

     ย้อนกลับไปในเดือนมีนาคม ปี 2011 หรือเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งสำคัญ เมื่อฟุกุชิมะ (Fukushima) เมืองทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรง จนนำไปสู่การก่อตัวของคลื่นสึนามิที่สร้างความเสียหายชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด คร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 18,500 คน มีประชาชนมากกว่า 2 แสนคนต้องอพยพหนีเอาชีวิตรอด

     ไม่เพียงเท่านั้น เหตุการณ์ครั้งดังกล่าวยังสร้างความเสียหายให้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิอีกด้วย ซึ่งแม้จะไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความเสียหายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิโดยตรง แต่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ก็ได้ออกมาประกาศภายหลังว่า อุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นนี้คิดเป็นมาตรความเสียหายในระดับที่ 7 (ระดับสูงสุด) เป็นรองเพียงแค่ภัยพิบัติเชอร์โนบิลที่เคยเกิดขึ้นในสหภาพโซเวียต เมื่อปี 1986 เท่านั้น!

     ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังบั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจที่ชาวญี่ปุ่นมีต่อโรงพลังงานผลิตไฟฟ้าแบบเดิมๆ และนำไปสู่การตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของแหล่งพลังงานชนิดนี้อีกด้วย

     โทชิฮิเดะ คุโบะ (Toshihide Kubo) ประธานบริหารบ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ประเทศญี่ปุ่น เล่าถึงจุดเริ่มต้นการหันมาใส่ใจพลังงานทางเลือกของประเทศญี่ปุ่นว่า “การที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศไปสู่แหล่งพลังงานไฟฟ้าทดแทนได้อย่างรวดเร็วมากๆ ในเชิงอุตสาหกรรมนั้น สืบเนื่องมาจากผลของเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิเมื่อปี 2011

     “เดิมทีนั้นคนญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นในตัวโรงงานผลิตพลังงานแบบเดิมมากๆ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น โรงพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ถูก disrupt ทันที ความน่าเชื่อถือในตัวองค์กรผลิตพลังงานไฟฟ้าก็ลดลงต่อเนื่อง และทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มเกิดความคิดที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตพลังงานไฟฟ้าใหม่”

     จากหายนะครั้งดังกล่าวนี่เองที่ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นหันไปมองตัวเลือกอื่นๆ อย่างเช่นพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และไม่สร้างผลกระทบหรือความเสียหายให้กับธรรมชาติเหมือนที่โรงพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ก่อไว้

     นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในเชิงธุรกิจของพลังงานในประเทศ (restructure energy power) เพื่อเปิดทางให้บริษัทเอกชนต่างๆ ก้าวเข้ามาลงทุนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขายได้ (energy provider) รวมถึงบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘BPP’ หนึ่งในผู้ประกอบการด้านพลังงานไฟฟ้าจากไทยเจ้าแรกๆ ที่ประสบความสำเร็จในการกลายเป็นผู้เล่นด้านพลังงานทางเลือกที่น่าจับตาในตลาดแดนอาทิตย์อุทัย

 

 

บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทจากประเทศไทยที่รุกหนักเดินหน้าขยายฐานธุรกิจในประเทศญี่ปุ่น

     ผลจากการปรับโครงสร้างธุรกิจด้านพลังงานครั้งใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น บ้านปู เพาเวอร์ จึงเล็งเห็นโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์หรือ ‘โซลาร์ เซลล์’ ไปยังต่างแดน และเริ่มเข้าไปลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นเป็นรายแรกๆ ตั้งแต่ช่วงปี 2014 ผ่านการสนับสนุนและความเชื่อมั่นจากพันธมิตรในญี่ปุ่น

     ปัจจุบันบ้านปูมีฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ที่เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในเชิงพาณิชย์ที่ญี่ปุ่นมากถึง 3 แห่งแล้ว ได้แก่ โครงการโอลิมเปีย (Olympia), โครงการฮิโนะ (Hino) และโครงการอวาจิ (Awaji) ซึ่งทั้ง 3 แห่งนี้มีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวม 12.6 เมกะวัตต์ และยังมีอีก 10 แห่งที่จ่อคิวเตรียมทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเร็วๆ นี้ รวมถึงโครงการยามางาตะ ไออีเดะ (Yamagata Iide) ที่จะมีขนาดกำลังการผลิตสูงถึง 200 เมกะวัตต์! (คาดว่าจะเสร็จสิ้นทุกแห่งในช่วงปี 2020)

     หากแล้วเสร็จทั้ง 13 โครงการฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น บ้านปู เพาเวอร์จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์คิดรวมเป็น 233.3 เมกะวัตต์เลยทีเดียว

 

 

     วรวุฒิ ลีนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “ตอนนี้เรามีทีมงานที่แข็งแกร่งมาก ขณะที่บ้านปูก็ยังได้รับการยอมรับจากบริษัทพันธมิตรมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นช่องทางในการขยายธุรกิจที่ดี

     “ส่วนในเชิงของผลงานบ้านปู เพาเวอร์นั้น อาจจะต้องแยกตามลักษณะธุรกิจ แต่พอร์ตโฟลิโอของเราก็เริ่มชัดเจนและขยายไปยังต่างประเทศมากขึ้น ไม่ได้กระจุกตัว เรามีกำลังผลิตที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ชนิดของพลังงานที่เราผลิตได้ก็เป็นพลังงานทดแทน (renewable energy) ด้วย และเชื่อว่าผลประกอบการโดยรวมของเราจะดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน”

     ในฐานะที่เป็นพลเมืองญี่ปุ่น โทชิฮิเดะ คุโบะ ให้ความเห็นเช่นกันว่าการเข้ามาลงทุนที่ญี่ปุ่นในครั้งนี้ของบ้านปู เพาเวอร์นับเป็นโอกาสที่ดีมากๆ เพราะเข้ามาเป็นผู้เล่นตลาดพลังงานทดแทนในช่วงที่ญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปไกลแล้ว และยังทันการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (FIT) เป็นระยะเวลา 20 ปีกับทาง KEPCO หรือการไฟฟ้าโอซาก้า (จากโรงไฟฟ้าอวาจิ) ในเรตราคาที่ยัง ‘สูง’ อยู่ คิดเป็น 40 เยนต่อกิโลวัตต์ เพราะยิ่งปล่อยให้เวลาผ่านไปก็จะมีผู้เล่นในตลาดนี้มากขึ้นและจะเป็นผลให้เรตราคาในการขายต่อไฟฟ้าลดลงนั่นเอง

 

 

โครงการอวาจิ หนึ่งในแลนด์มาร์กฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ชุดบุกเบิกของบ้านปู

     สำหรับโครงการพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในอวาจิที่ THE STANDARD มีโอกาสได้แวะเวียนไปเยี่ยมชมนั้นตั้งอยู่บนเกาะอวาจิ ในจังหวัดเฮียวโงะ (Hyogo) บนพื้นที่โล่งขนาดกว่า 160,000 ตารางเมตรหรือราว 100 ไร่

     ฟาร์มผลิตพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้สร้างขึ้นด้วยงบลงทุนกว่า 4 พันล้านเยน และสามารถให้กำลังการผลิตไฟฟ้าได้รวมกว่า 7.92 เมกะวัตต์ โดยเพิ่งจะเปิดใช้งานเชิงพาณิชย์ไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมานี่เอง

     เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทบ้านปู เพาเวอร์ ประเทศญี่ปุ่นรายหนึ่งบอกกับเราว่า เดิมทีพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ปล่อยทิ้งร้าง ไม่ได้ถูกนำไปทำประโยชน์มาก่อน รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเล็งเห็นว่าน่าจะนำมาทำประโยชน์ต่อได้มหาศาล ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการนำมาพัฒนาเป็นแหล่งผลิตพลังงานทดแทน จึงได้ติดต่อขอซื้อที่ดินจากผู้สูงอายุเจ้าของที่ในขณะนั้นเพื่อนำมาขายต่ออีกทอดหนึ่งให้เหล่าผู้ประกอบการพลังงานทดแทนในที่สุด

     และเมื่อได้ลงพื้นที่จริงก็พบว่าฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ที่อวาจิของบ้านปูแห่งนี้มีอาณาบริเวณที่กว้างขวาง แผงพลังงานแสงอาทิตย์ทุกแผงตั้งตระหง่านเรียงรายประจันหน้ากับแสงแดดที่สาดส่องลงมาพร้อมสะสมประจุพลังงานไฟฟ้าอย่างไม่หยุดหย่อน

     กระนั้นก็ตาม เราก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ดีว่าในกรณีที่อาจจะเกิดภัยพิบัติหรือภัยธรรมชาติกับฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้ขึ้น บ้านปูจะมีวิธีรับมือกับมันอย่างไร

     เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทบ้านปู เพาเวอร์ ประเทศญี่ปุ่นคนเดิมบอกกับเราว่าสบายใจได้เลย เพราะก่อนที่จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้ ทางธนาคารผู้อนุมัติเงินทุนในการก่อสร้างได้ประเมินความคุ้มทุนในการก่อสร้างก่อนที่จะเริ่มอนุมัติเงินอยู่แล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีการทำประกันกรณีเกิดอุบัติเหตุล่วงหน้าไว้อีกด้วย

     ทั้งนี้ เป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของบ้านปู ณ เวลานี้ คือการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยปัจจุบันพวกเขามีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 2,068 เมกะวัตต์ โดยใน 8% ของพลังงานในสัดส่วนดังกล่าวคือพลังงานทดแทน แต่ภายในปี 2025 ที่จะถึงนี้ บ้านปู เพาเวอร์ตั้งเป้าว่าจะต้องผลิตพลังงานไฟฟ้าให้ได้มากกว่า 4,300 เมกะวัตต์จากโรงไฟฟ้าในหลายๆ ประเทศเช่น ไทย, จีน, ญี่ปุ่น, เวียดนาม, อินโดนีเซีย และลาว โดยสัดส่วนกว่า 20% ของพลังงานไฟฟ้าจำนวนดังกล่าวจะต้องเป็นพลังงานทดแทน

     วรวุฒิ กล่าวว่า “ในฐานะ regional player บ้านปู เพาเวอร์ ยังคงมองหาโอกาสทางธุรกิจที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าจากพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป และพลังงานหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่มีศักยภาพทางการเติบโตด้านการใช้ไฟฟ้าและมีนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้

     “ที่สำคัญบ้านปู เพาเวอร์ ไม่เพียงมุ่งขยายการลงทุนในประเทศต่างๆ เพื่อสร้างความเติบโตทางธุรกิจแต่เพียงอย่างเดียว เพราะมีปณิธานที่จะเป็นพลเมืองที่ดีที่มีส่วนช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนที่เข้าไปดำเนินธุรกิจด้วยเช่นกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นกรอบแนวทางที่เรายึดปฏิบัติเสมอมา”

     ถือเป็นความเคลื่อนไหวในแวดวงธุรกิจและพลังงานทดแทนที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับการบุกตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ที่ญี่ปุ่นในคราวนี้ของบ้านปู เพาเวอร์ ส่วนพวกเขาจะบรรลุเป้าหมายในการเดินหน้าสู่ความสำเร็จได้หรือไม่นั้นก็คงต้องติดตามกันต่อไป

 

อ้างอิง:

The post ‘บ้านปู เพาเวอร์’ รุกญี่ปุ่น เตรียมสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 13 แห่ง หวังครองตลาดพลังงานทดแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/banpupower-japan-solar-farms/feed/ 0