ธุรกิจขนาดเล็ก Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ธุรกิจขนาดเล็ก/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 08 Apr 2026 02:08:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รัฐบาลกรุงโซลคืนเงิน 660 บาทต่อเดือน นาน 3 เดือน ให้ผู้ใช้รถสาธารณะ ลดภาระค่าเดินทางรับมือน้ำมันแพงจากสงครามตะวันออกกลาง https://thestandard.co/seoul-public-transport-refund/ Wed, 08 Apr 2026 02:08:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1195696 ภาพผู้คนใช้บริการรถไฟใต้ดินในกรุงโซล พร้อมข้อความเกี่ยวกับการคืนเงินค่าโดยสารเพื่อลดภาระค่าเดินทาง

รัฐบาลกรุงโซลประกาศมาตรการช่วยเหลือประชาชนด้วยการคืนเงิ […]

The post รัฐบาลกรุงโซลคืนเงิน 660 บาทต่อเดือน นาน 3 เดือน ให้ผู้ใช้รถสาธารณะ ลดภาระค่าเดินทางรับมือน้ำมันแพงจากสงครามตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนใช้บริการรถไฟใต้ดินในกรุงโซล พร้อมข้อความเกี่ยวกับการคืนเงินค่าโดยสารเพื่อลดภาระค่าเดินทาง

รัฐบาลกรุงโซลประกาศมาตรการช่วยเหลือประชาชนด้วยการคืนเงินสดจำนวน 30,000 วอน (ประมาณ 660 บาท) ต่อเดือนให้กับผู้ใช้งาน ‘Climate Card’ ซึ่งเป็นบัตรโดยสารรถสาธารณะแบบไม่จำกัดเที่ยว โดยจะมอบสิทธิประโยชน์นี้เป็นระยะเวลา 3 เดือนตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางท่ามกลางภาวะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

 

 
 

โอ เซฮุน นายกเทศมนตรีกรุงโซล ได้ประกาศมาตรการดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 เมษายน ระหว่างการประชุมฉุกเฉินด้านเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น โครงการคืนเงินนี้มีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงิน และจูงใจให้ผู้ขับขี่รถยนต์ส่วนตัวหันมาใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น

 

ลดภาระค่าเดินทางอย่างยั่งยืน

 

บัตรโดยสารดังกล่าวเป็นบัตรแบบเติมเงินราย 30 วันที่ให้สิทธิใช้บริการรถไฟใต้ดินและรถประจำทางในกรุงโซลและพื้นที่ปริมณฑลแบบไม่จำกัด ราคาปกติสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 62,000 วอน (ประมาณ 1,364 บาท) และ 55,000 วอน (ประมาณ 1,210 บาท) สำหรับเยาวชน

 

เมื่อรวมกับมาตรการคืนเงินสด ผู้ใหญ่จะจ่ายค่าเดินทางจริงเพียง 32,000 วอน (ประมาณ 704 บาท) ต่อเดือน ส่วนเยาวชนจะจ่ายเพียง 25,000 วอน (ประมาณ 550 บาท) ผู้ที่ได้รับส่วนลดค่าโดยสารอยู่แล้วอย่างวัยรุ่น, ผู้มีรายได้น้อย และครอบครัวที่มีลูกหลายคน ก็จะได้รับสิทธิ์คืนเงิน 30,000 วอนเช่นเดียวกัน

 

ผู้มีสิทธิ์จะต้องเป็นผู้อยู่อาศัยในกรุงโซลที่เติมเงินและใช้งานบัตรแบบ 30 วันอย่างครบถ้วนระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ผู้ที่ยกเลิกบัตรก่อนกำหนดหรือใช้บัตรระยะสั้นจะไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินคืน โดยจะเริ่มคืนเงินในเดือนมิถุนายนหลังจากตรวจสอบประวัติการใช้งานแล้ว

 

ผู้โดยสารจะต้องลงทะเบียนบัตรบนเว็บไซต์ Tmoney และยื่นคำร้องขอเงินคืน คาดว่าจะมีผู้ใช้งานราว 1 ล้านคนภายใต้โครงการนี้

 

ผู้ใช้งานใหม่ที่สมัครบัตรในช่วงเดือนเมษายนจะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมเป็นคะแนนสะสม Tmoney จำนวน 10% ของยอดเติมเงิน ทางการระบุว่านโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางในชีวิตประจำวันอย่างยั่งยืน มากกว่าที่จะเป็นการแจกเงินช่วยเหลือแบบครั้งเดียวจบ

 

ชี้รัฐบาลกลางช่วยชาวโซลน้อยกว่า

 

ทางเมืองยังมีแผนเตรียมมาตรการสนับสนุนเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่กำลังเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นและการบริโภคที่หดตัว รวมถึงการสนับสนุนด้านเงินทุนและการขยายตลาดสำหรับกลุ่มธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เช่น เงินอุดหนุนด้านโลจิสติกส์ฉุกเฉินและประกันการส่งออก

 

นายกเทศมนตรีได้ชี้ให้เห็นว่ากองทุนบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงของรัฐบาลกลางนั้นให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในเขตเมืองหลวงน้อยกว่า โดยเขาวิจารณ์ว่า “ชีวิตของชนชั้นแรงงานในเมืองหลวงที่กำลังดิ้นรนกับค่าที่พักอาศัยและค่าเดินทางที่สูง ไม่ได้รับการสะท้อนออกมาอย่างเพียงพอ”

 

เขายังแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับแผนงบประมาณเพิ่มเติมของรัฐบาลกลาง โดยระบุว่ารัฐบาลอ้างว่าเป็น ‘งบเพิ่มเติมแบบไม่ก่อหนี้’ แต่กลับผลักภาระมาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยไม่มีการหารือล่วงหน้า

 

“โซลกำลังถูกบังคับให้แบกรับภาระทางการคลังที่เสียเปรียบอย่างไม่ได้สัดส่วน ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักแห่งความเสมอภาค” นายกเทศมนตรีกล่าว

 

“เราไม่สามารถทนมองดูช่องว่างนี้ดำเนินต่อไปได้ โซลจะก้าวเข้ามาเพื่ออุดรอยรั่วนี้เอง” เขากล่าวย้ำ พร้อมเสริมว่า “ความรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญในการรับมือกับวิกฤต และมาตรการที่ไม่สามารถสัมผัสได้จริงในพื้นที่ก็ไร้ความหมาย”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 วอนเกาหลีใต้ เท่ากับ 0.022 บาทณ วันที่ 7 เมษายน 2569

 

ภาพ: Geliodor / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post รัฐบาลกรุงโซลคืนเงิน 660 บาทต่อเดือน นาน 3 เดือน ให้ผู้ใช้รถสาธารณะ ลดภาระค่าเดินทางรับมือน้ำมันแพงจากสงครามตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนี้เสียพุ่ง! แบงก์หยุดปล่อยกู้ อินเวสทรีชี้ถึงเวลาปัดฝุ่นช่วยชีวิต SMEs ไทย พร้อมโชว์ยอดระดมทุนทะลุ 4.2 พันล้าน https://thestandard.co/sme-survival-strategy/ Mon, 18 Aug 2025 11:03:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1108563 sme-survival-strategy

เศรษฐกิจไทยวันนี้เปรียบเสมือน ‘ต้นไม้ที่รากไม่แข็งแรง’ […]

The post หนี้เสียพุ่ง! แบงก์หยุดปล่อยกู้ อินเวสทรีชี้ถึงเวลาปัดฝุ่นช่วยชีวิต SMEs ไทย พร้อมโชว์ยอดระดมทุนทะลุ 4.2 พันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
sme-survival-strategy

เศรษฐกิจไทยวันนี้เปรียบเสมือน ‘ต้นไม้ที่รากไม่แข็งแรง’ ขาดน้ำหล่อเลี้ยงและต้องทนแดดเผาจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งสงครามการค้า พิษเศรษฐกิจ และหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง ทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจไทย ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก

 

ณัทสุดา พุกกะณะสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเวสทรี (ไทยแลนด์) จำกัด ฉายภาพว่า SMEs เป็นภาคธุรกิจที่มีสัดส่วนการจ้างงานสูง หาก SMEs ไปต่อไม่ไหว ผลกระทบจะตกถึงผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวม จริงๆ แล้วเริ่มเห็นชัดมาตั้งแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา และสัญญาณวิกฤตเริ่มปรากฏชัดมาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2565 สินเชื่อ SMEs ลดลงต่อเนื่อง แบงก์ปล่อยสินเชื่อลดลงเรื่อยๆ ทำให้หนี้เสีย (NPLs) ของภาคธุรกิจพุ่งสูงขึ้น

 

นอกจากปัญหาสภาพคล่องแล้ว รายได้ SMEs ยังไม่ฟื้นตัวเท่ากับช่วงก่อนโควิด แถมยังต้องเจอแรงกดดันใหม่จากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันเรียกเก็บในอัตรา 19% แม้จะยังไม่มีรายละเอียดเชิงลึกในแต่ละอุตสาหกรรม แต่ก็เพียงพอที่จะสร้างความไม่แน่นอนให้กับการลงทุนระยะยาว โดยธุรกิจรายใหญ่หลายแห่งชะลอแผนลงทุน ขณะที่ต้นทุนสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านทยอยขยับสูงขึ้น กดดันการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

 

เมื่อมองในภาพรวม เศรษฐกิจไทยยังเผชิญโจทย์ใหญ่ ทั้งหนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นประวัติการณ์ ภาระหนี้สาธารณะที่กดดันฐานะการคลัง และอัตราดอกเบี้ยที่แม้ไม่สูงมาก แต่ก็มีข้อจำกัดว่าควรลดลงได้อีกหรือไม่ ซึ่งล้วนสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

 

แนะภาครัฐปรับโครงสร้าง ต่อลมหายใจให้ SMEs

 

ณัทสุดา กล่าวต่อไปว่า ทางรอดของ SMEs รัฐบาลต้องจำเป็นต้องปัดฝุ่นนโยบาย และมีนโยบายให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ SMEs หรือแม้แต่การยกเว้นภาษีในระยะแรกเพื่อช่วยพยุงธุรกิจ รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวเพื่อเพิ่มโอกาสการฟื้นตัว

 

สำหรับตัว SMEs เอง ต้องเริ่มจากการประเมินกำไรที่แท้จริง ไม่ใช่มองแค่เพียงยอดขาย แต่ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายแฝง โดยเฉพาะการทำธุรกิจกับโมเดิร์นเทรดที่มักมีต้นทุนแอบแฝงสูง ที่ผ่านมาจะเห็นว่าหลายรายที่กู้เงินมาลงทุนจำนวนมาก แต่ยิ่งทำกลับยิ่งขาดทุน เพราะรายได้ไม่ครอบคลุมต้นทุน

 

และแม้จะมีหลายองค์กรพยายามเข้ามาช่วยอบรมและเพิ่มความรู้ให้ผู้ประกอบการ แต่ฝันร้ายยังไม่จบ เพราะสุดท้ายแล้วแบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อและยังระงับวงเงินกู้ใหม่ ในบางรายเพราะมองเห็นปัญหาความเสี่ยงธุรกิจที่เพิ่มขึ้น

 

โชว์ยอดระดมทุนทะลุ 4.2 พันล้าน เดินหน้าพยุง SMEs ไทยต่อเนื่อง

 

ท่ามกลางความยากลำบาก อินเวสทรี (ไทยแลนด์) ในฐานะแพลตฟอร์ม Crowdfunding ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ยังคงเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการมากว่า 4 ปี ตัวเลขยอดระดมทุนสะสมโตทะลุ 4.2 พันล้านบาท หนุนผู้ประกอบการไทยไปกว่า 120 ราย ผ่านดีลระดมทุน 2 พันครั้ง

 

ขณะเดียวกัน ยังยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วยการเป็น แพลตฟอร์มคราวด์ฟันดิง (Crowdfunding Platform) รายแรกในไทยที่ได้รับใบอนุญาตผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จาก ก.ล.ต. บทบาทดังกล่าวทำให้การออกตราสารหนี้เอกชนของ SME มีมาตรฐานการกำกับดูแลและการคุ้มครองสิทธิผู้ลงทุนที่ชัดเจนขึ้นตั้งแต่วันแรกที่ออกตราสาร ไปจนถึงวันครบกำหนดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย

 

เมื่อมาดูในส่วนของผู้ขอระดมทุน ปัจจุบันมีทุกระดับ ตั้งแต่ขอทุนเพื่อทำโปรเจกต์เล็ก ๆ ไม่กี่หมื่นบาท ไปจนถึงระดมทุนหลักร้อยล้าน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีคนขอเข้ามาจำนวนมาก แต่ออกได้น้อย ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของแต่ละราย เบื้องต้น ในช่วงเวลา 1 เดือน จะออกหุ้นกู้ได้อย่างต่ำ 7 ราย และเมื่อไหร่ที่อินเวสทรีออกต้องยื่นรายงานให้กับ ก.ล.ต.

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ภาพรวมพอร์ตมีหุ้นกู้ครบกำหนดและชำระคืนแล้ว 91% ผิดนัดชำระหนี้เพียง 2% และมีประวัติติดตามเรียกคืนหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ได้ 79%

 

วรกร สิริจินดา หนึ่งผู้ร่วมก่อตั้งอินเวสทรี กล่าวต่อว่า บทบาทของ Crowdfunding นั้นไม่ใช่แค่การระดมเงินทุน แต่คือการสร้างสาธารณูปโภคทางการเงินให้ SMEs สามารถขับเคลื่อนธุรกิจไปได้ และสามารถสร้างความเร็วในการปิดดีลและต้นทุนที่เหมาะสม เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้แพลตฟอร์มเติบโตได้แม้อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย

 

โดยอินเวสทรีมีระยะเวลาระดมทุนเฉลี่ยเพียงราว 1 วัน และต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 12% ต่อปี (ผลตอบแทนคิดจากค่าเฉลี่ยของหุ้นกู้ทั้งหมด ผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถยืนยันหรือค้ำประกันผลตอบแทนในอนาคตได้)

 

ทั้งนี้ แม้ดีลหุ้นกู้ Crowdfunding จะมีผลตอบแทนน่าสนใจและช่วยกระจายความเสี่ยงพอร์ตได้ แต่ทุกการลงทุนมีโอกาสขาดทุน การเลือกลงทุนจึงต้องประเมินทั้งคุณภาพผู้ออกหุ้นกู้ เงื่อนไขสัญญา และสภาพตลาด เพื่อให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

 

สุดท้ายแล้วเมื่อมาดูข้อมูลสะสมล่าสุด พอร์ตของอินเวสทรีมีคุณภาพการชำระหนี้อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยตลาด ซึ่งสะท้อนถึงวินัยการคัดกรองก่อนออกตราสารหนี้ กระบวนการติดตามหลังการออก และเครื่องมือกำกับดูแลใหม่ที่เข้ามาเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน

The post หนี้เสียพุ่ง! แบงก์หยุดปล่อยกู้ อินเวสทรีชี้ถึงเวลาปัดฝุ่นช่วยชีวิต SMEs ไทย พร้อมโชว์ยอดระดมทุนทะลุ 4.2 พันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าของธุรกิจรายเล็กในสหรัฐฯ ‘ยังกังวล’ ภาษีทรัมป์ แม้เจรจากับจีนคืบหน้า ระบุชะลอภาษี 90 วัน ไม่นานพอจะเติมสินค้าเข้าคลัง https://thestandard.co/us-small-business-trump-tariff-impact/ Thu, 15 May 2025 03:05:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1074454 us-small-business-trump-tariff-impact

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลดภาษีสินค้านำเข้าจาก […]

The post เจ้าของธุรกิจรายเล็กในสหรัฐฯ ‘ยังกังวล’ ภาษีทรัมป์ แม้เจรจากับจีนคืบหน้า ระบุชะลอภาษี 90 วัน ไม่นานพอจะเติมสินค้าเข้าคลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-small-business-trump-tariff-impact

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลดภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเหลือ 30% จากเดิม 145% ช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจขนาดเล็กของสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญภาวะสินค้าคงคลังและเงินสดร่อยหรอ อย่างไรก็ตาม เจ้าของธุรกิจมองว่านี่อาจเป็นเพียงการผ่อนคลายชั่วคราว และอนาคตยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

พวกเขาระบุว่าภาษีดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับในอดีต และสิ่งนี้ยังคงกดดันกำไรต่อไป อีกทั้งกรอบเวลา 90 วันที่มีการหยุดการขึ้นภาษีระหว่างการเจรจายังไม่มีความชัดเจนว่าอัตราภาษีจะสิ้นสุดลงที่จุดใด และทรัมป์ก็เตือนว่าอาจปรับขึ้นอีกได้

 

ระยะเวลา 90 วันก็ไม่ได้ช่วยมากนัก เพราะแม้จะสามารถจัดส่งสินค้าคงคลังที่มีอยู่จากจีนได้ทันในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับการสั่งซื้อสินค้าใหม่ แถมยังต้องใช้เวลาในการจัดเตรียมคลังสินค้าผ่านพิธีการศุลกากร และจัดส่งสินค้าอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริหารว่าจะสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติในเร็ววัน

 

แดน เทอร์เนอร์ เจ้าของบริษัท Turner Hydraulics กล่าวเมื่อวันจันทร์ หลังมีข้อตกลงทางการค้าเกิดขึ้นว่า เขายังคงระมัดระวังในการสั่งสินค้ารอบใหม่สำหรับบริษัทของเขา ซึ่งจำหน่ายอุปกรณ์ที่ถูกใช้งานโดยโรงละคร Metropolitan Opera ในนิวยอร์กซิตี้ และ The Colosseum ที่ Caesars Palace โดยปกติแล้วเขาต้องใช้เวลาราว 4 เดือนตั้งแต่การสั่งซื้อจนถึงการจัดส่งสินค้า

 

การเปลี่ยนนโยบายกะทันหันของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากมีเสียงเตือนจากกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากที่ระบุว่าอัตราภาษีที่พุ่งสูงกำลังกัดกินกระแสเงินสดของพวกเขา ธุรกิจขนาดเล็กกว่า 30 ล้านรายในสหรัฐฯ คิดเป็นครึ่งหนึ่งของแรงงานภาคเอกชนทั้งหมดของประเทศ และความเชื่อมั่นของกลุ่มนี้ก็อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีชี้วัดความมั่นใจของภาคธุรกิจขนาดเล็กลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ในเดือนเมษายน

 

ข้อมูลจาก American Bankruptcy Institute ระบุว่า ในเดือนเมษายนมีการยื่นขอล้มละลายเพิ่มขึ้นในรูปแบบธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งสะท้อนถึงความลำบากที่ยังคงอยู่ ในขณะเดียวกันปริมาณการนำเข้าที่ลดลงอย่างต่อเนื่องที่ท่าเรือลอสแอนเจลิส ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ก็บ่งชี้ถึงภาวะช็อกของห่วงโซ่อุปทานที่กำลังก่อตัวขึ้น

 

สำหรับบางบริษัท ข้อตกลงทางการค้าฉบับนี้มอบเวลาเพียงพอให้เริ่มต้นการผลิตใหม่และเริ่มส่งสินค้าได้อีกครั้ง ขณะที่ผู้นำเข้าหลายรายก็ได้เร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าก่อนที่มาตรการภาษีศุลกากรของทรัมป์ในเดือนเมษายนจะมีผล ทำให้พวกเขามี “กันชน” รองรับในช่วงนี้

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการผ่อนปรน การวิเคราะห์โดย Bloomberg Economics ชี้ว่าอัตราภาษีเฉลี่ยของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจากจีนยังอยู่ที่ราว 40% ขณะที่การประเมินโดย Yale Budget Lab ระบุว่าผู้บริโภคเผชิญกับอัตราภาษีที่แท้จริงโดยเฉลี่ยสูงถึง 17.8% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1934

 

นั่นคือเหตุผลที่ โจแอน คาร์ทิกเลีย เจ้าของบริษัท The Queen’s Treasures บริษัทผลิตตุ๊กตาและของเล่นแฮนด์เมดระดับไฮเอนด์จากจีน บอกว่า การลดภาษีรอบนี้ ‘ไม่ช่วยอะไร’ ในแง่ของเงินสดที่เธอกำลังสูญเสียอย่างต่อเนื่อง

 

กลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ยังคงระมัดระวังเช่นกัน โดยหอการค้าสหรัฐฯ เตือนว่า แม้จะมีการลดภาษีลง แต่ธุรกิจขนาดเล็กยังคงเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและการหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทาน  

 

ภาพ: Luzia Geier / Picture Alliance via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เจ้าของธุรกิจรายเล็กในสหรัฐฯ ‘ยังกังวล’ ภาษีทรัมป์ แม้เจรจากับจีนคืบหน้า ระบุชะลอภาษี 90 วัน ไม่นานพอจะเติมสินค้าเข้าคลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.คลัง เล็งรีดเก็บ VAT จากธุรกิจขนาดเล็ก รายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี นักวิชาการจุฬาฯ ห่วง SME จงใจหยุดโตเลี่ยงภาษี https://thestandard.co/mof-vat-small-business/ Tue, 06 May 2025 04:44:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1071523

รมว.คลัง ส่งสัญญาณเตรียมรีดเก็บ VAT ผู้ประกอบการรายได้ต […]

The post รมว.คลัง เล็งรีดเก็บ VAT จากธุรกิจขนาดเล็ก รายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี นักวิชาการจุฬาฯ ห่วง SME จงใจหยุดโตเลี่ยงภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>

รมว.คลัง ส่งสัญญาณเตรียมรีดเก็บ VAT ผู้ประกอบการรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี คาดโกยรายได้เข้ารัฐ 2 แสนล้านบาทต่อปี ลดการขาดดุลทางการคลัง ด้านนักวิชาการห่วงธุรกิจไทยจงใจหยุดโต เพื่อเลี่ยงจ่าย VAT แนะคำตอบอาจไม่ใช่แค่การเก็บ VAT จากธุรกิจเล็กในอัตราที่ต่ำ แต่อยู่ที่การลดต้นทุนและความซับซ้อนของระบบ เพื่อให้การเข้าระบบ VAT เป็นเรื่องที่ ‘คุ้ม’ และ ‘เป็นไปได้’ สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย

 

พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพิ่งส่งสัญญาณว่า เตรียมเพิ่มช่องทางจัดเก็บรายได้ใหม่ของรัฐบาล ผ่านการเก็บ VAT ผู้ประกอบการที่มีรายได้ ‘ต่ำกว่า’ 1.8 ล้านบาทต่อปี หลังรายได้รัฐบาลต่อ GDP ของไทยลดลงต่อเนื่อง เหลือ 13% ต่อ GDP ในปัจจุบันจาก เคยถึง 17% ต่อ GDP ในอดีต

 

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ปัจจุบันระบุว่า ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่มีรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

 

โดยพิชัยยังระบุว่า ปัจจุบันนี้เด็กรุ่นใหม่ที่ทำธุรกิจใหม่ๆ มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี แต่มักจะยื่นแบบรายได้ของธุรกิจให้ต่ำกว่า 1 ล้าน 8 แสนบาทต่อปี เพื่อไม่ต้องเข้าเกณฑ์จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคล

 

ดังนั้น จึงมีความคิดที่จะทำ VAT Category 2 เหมือนประเทศยุโรป ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี แต่อาจมีรายได้ 1.5 ล้านบาท อาจจะเพิ่มเป็น VAT Category 2 เหมือนประเทศในยุโรป โดยอาจขอเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 1% ของรายได้ 1.5 ล้านบาท ซึ่งประเมินว่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นราว 200,000 ล้านบาท

 

หากสามารถขยายฐานภาษีมูลค่าเพิ่มได้กว้างขึ้น นำคนเข้าระบบให้มากขึ้น จะทำให้รัฐบาลจัดทำงบประมาณขาดดุลต่ำลง ปัจจุบันขาดดุลอยู่ที่ 4.4% ของ GDP อาจเหลือแค่ 3.5% ของ GDP ทำให้รัฐบาลนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปลงทุนในโครงการที่เป็นประโยชน์ เช่น การบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น

 

 

นักวิชาการชี้ 3 ข้อสังเกตจากงานวิจัย ก่อนเก็บ VAT ธุรกิจรายย่อย

 

รศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่านช่องทาง Facebook โดยฝาก 3 ข้อสังเกตจากงานวิจัย ก่อนคลังเก็บ VAT ธุรกิจรายย่อย ได้แก่ 

 

1) พฤติกรรมการหลีกเลี่ยง 1.8 ล้าน และผลกระทบต่อการเติบโต

 

งานวิจัยของเราพบว่าธุรกิจไทยมี ‘พฤติกรรมกองตัว’ (bunching) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับรายรับก่อนถึง 1.8 ล้านบาทเล็กน้อย  นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนการตั้งใจหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ระบบ VAT

 

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ งานวิจัยพบว่าธุรกิจจำนวนมากจงใจ ‘หยุดการเติบโต’ เมื่อรายได้เข้าใกล้ 1.8 ล้านบาท และพยายามรักษารายได้ให้อยู่ในระดับเดิมหลายปีติดต่อกัน ส่งผลให้ระบบภาษีกลายเป็น ‘ข้อจำกัดในการเติบโต’ แทนที่จะเป็นกลไกสนับสนุนธุรกิจ

 

 

2) ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎ VAT สูงเกินรับไหวสำหรับธุรกิจเล็ก 

 

การเข้าระบบ VAT ไม่ได้แปลว่าแค่ ‘จ่ายภาษี’ แต่หมายถึงภาระการปฏิบัติตามกฎระเบียบจำนวนมาก ทั้งการออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง ทำบัญชีให้ได้มาตรฐาน ยื่นแบบรายเดือน เตรียมเอกสารพร้อมตรวจสอบ

 

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีฝ่ายบัญชีเป็นเรื่องเป็นราว นี่คือภาระที่ ‘เปลี่ยนเกม’ ไปเลย

 

ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยยังพบว่าหากธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมหรือพื้นที่ที่คู่แข่งจำนวนมากอยู่นอกระบบ (VAT informality สูง) การเสียภาษีกลายเป็นต้นทุนที่ทำให้แข่งขันไม่ได้ เพราะแข่งขันยากเมื่อต้องเก็บ VAT จากลูกค้า

 

3) กฎระเบียบ VAT แบบ ‘One Size Fits All’ เหมาะสมกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยหรือไม่  

 

คุณลักษณะสำคัญของระบบ VAT ไทยคือการใช้กฎเกณฑ์แบบเดียวกันกับทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะมีรายได้ 2 ล้านหรือ 200 ล้านบาท ทุกธุรกิจต้องปฏิบัติตามกฎ VAT แบบเดียวกัน ซึ่งข้อดีคือ เราได้ระบบภาษีที่เรียบง่ายและชัดเจน

 

แต่ ‘ความเท่าเทียม’ แบบนี้อาจไม่เป็นธรรมกับธุรกิจเล็กที่ไม่มีทรัพยากรหรือบุคลากรเพียงพอในการจัดการภาระทางภาษีที่ซับซ้อน เปรียบเสมือนให้เด็กและผู้ใหญ่แบกกระเป๋าหนักเท่ากัน

 

หลายประเทศที่ต้องการขยายฐานภาษีไปที่ธุรกิจขนาดเล็ก มีการสร้างระบบ simplified VAT โดยเฉพาะ เช่น

 

  • ลดความถี่การยื่นแบบเป็นรายไตรมาสหรือรายปี (แทนรายเดือนแบบปัจจุบันของไทย)
  • ทำระบบเครดิตภาษีซื้อให้ง่ายขึ้น หรือใช้อัตราเหมา (Flat rate)
  • ลดความซับซ้อนของเอกสารที่ต้องจัดทำ

 

ทั้งหมดนี้ช่วยให้การเข้าระบบ ‘ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว’ สำหรับรายย่อย

 

มองภาพใหญ่ของระบบ VAT ไทย

 

VAT คือแหล่งรายได้หลักของรัฐ คิดเป็นราว 30% ของรายได้ภาษีทั้งหมดในปัจจุบัน แต่ก็กลายเป็น ‘เพดาน’ ที่ทำให้ธุรกิจเล็กจำนวนมาก ‘ไม่กล้าโต’ เพราะกลัวข้ามเส้น 1.8 ล้านบาท หากอยากให้ระบบภาษีมีทั้งประสิทธิภาพและความเป็นธรรม เราจำเป็นต้องแก้จุดนี้

 

การขยายฐานภาษีเป็นสิ่งจำเป็น แต่โจทย์ท้าทายคือ ทำอย่างไรให้การขยายฐานภาษี ‘ไม่บั่นทอนแรงจูงใจในการเติบโต’ และ ‘ไม่ผลักให้ธุรกิจหลบซ่อนมากขึ้น’

 

คำตอบอาจไม่ใช่แค่การเก็บ VAT จากธุรกิจเล็กในอัตราที่ต่ำ แต่อยู่ที่การลดต้นทุนและความซับซ้อนของระบบ เพื่อให้การเข้าระบบ VAT เป็นเรื่องที่ ‘คุ้ม’ และ ‘เป็นไปได้’ สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย

The post รมว.คลัง เล็งรีดเก็บ VAT จากธุรกิจขนาดเล็ก รายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี นักวิชาการจุฬาฯ ห่วง SME จงใจหยุดโตเลี่ยงภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจธุรกิจไหนกระทบหนักเหตุแผ่นดินไหว เผย SMEs 18 จังหวัดอ่วม 4 พันล้านบาท อสังหาและท่องเที่ยวเจ็บสุด โครงการก่อสร้างรัฐหยุดชะงัก https://thestandard.co/quake-impact-businesses/ Thu, 03 Apr 2025 06:06:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1060102 quake-impact-businesses

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รายง […]

The post สำรวจธุรกิจไหนกระทบหนักเหตุแผ่นดินไหว เผย SMEs 18 จังหวัดอ่วม 4 พันล้านบาท อสังหาและท่องเที่ยวเจ็บสุด โครงการก่อสร้างรัฐหยุดชะงัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
quake-impact-businesses

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รายงานความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจกลางและขนาดย่อม หรือ ธุรกิจ SMEs รวมประมาณ 4,068 ล้านบาท โดยมี 18 จังหวัดได้รับผลกระทบ และจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ

 

ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหลัก ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยคาดว่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 2,168 ล้านบาท สาเหตุจากค่าใช้จ่ายซ่อมแซมและปรับปรุงอาคาร

 

แม้บางอาคารจะมีประกันก็ตาม นอกจากนี้ในระยะสั้นธุรกิจร้านอาหาร เครื่องดื่ม และร้านค้าปลีก ยังประสบปัญหารายได้ลดลงประมาณ 600 ล้านบาทจากการที่ไม่สามารถเปิดกิจการได้เต็มที่

 

ภาคการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบ โดยคาดว่านักท่องเที่ยวจะลดลงประมาณ 8-10% ส่งผลให้ SMEs ในธุรกิจนี้สูญเสียรายได้ราว 1,300 ล้านบาท เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต่างชาติและการเปลี่ยนแปลงจุดหมายปลายทาง คาดว่าความต้องการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูและช่วยเหลือ SME ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 650 ล้านบาท

 

สำหรับ ธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากการซ่อมแซมปรับปรุงอาคาร เช่น ธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและธุรกิจก่อสร้างจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 ล้านบาทในช่วง 3 เดือนข้างหน้า

 

ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีผู้ประกอบการ SMEs ประมาณ 193,891 ราย มีการจ้างงานประมาณ 709,010 คน ต้องเผชิญความท้าทายทั้งต้นทุนค่าก่อสร้าง ต้นทุนแรงงานและการแข่งขันที่สูงจากต่างประเทศ ราคาที่ดินและอุปกรณ์ก่อสร้างเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และปัจจัยด้านความปลอดภัยที่จะถูกผู้บริโภคนำมาพิจารณาในการเลือกซื้อในอนาคตเพิ่มขึ้น

 

ส่วนธุรกิจก่อสร้าง มีผู้ประกอบการ SMEs ประมาณ 142,138 ราย คาดว่าการลงทุนภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า จะทำให้การเติบโตในปี 2568 ขยายตัว 3% แต่โครงการก่อสร้างของภาครัฐอาจหยุดชะงักในระยะสั้นเพื่อตรวจสอบคุณภาพโครงสร้าง กลุ่มธุรกิจที่ปรึกษาตรวจสอบอาคารจะเป็นที่ต้องการในระยะสั้น รวมถึงการเข้าตรวจรับพื้นที่อาคารสูงต่อไปในอนาคต

 

ภาคการท่องเที่ยว ตามรายงานของนายกสมาคมโรงแรมไทย คาดว่า รายได้ของธุรกิจโรงแรมจะลดลงประมาณ 10-15% ในช่วง 2 สัปดาห์ และ สสว. ประเมินว่าอาจกระทบเทศกาลสงกรานต์ 

 

ขณะที่นักท่องเที่ยวอาจเลือกเปลี่ยนแปลงจุดหมายปลายทางไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า ในระยะยาว หากไม่มีเหตุแผ่นดินไหวหรือ Aftershock ที่รุนแรง คาดว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวจะเข้าสู่ระดับปกติได้ภายใน 1-2 เดือน

The post สำรวจธุรกิจไหนกระทบหนักเหตุแผ่นดินไหว เผย SMEs 18 จังหวัดอ่วม 4 พันล้านบาท อสังหาและท่องเที่ยวเจ็บสุด โครงการก่อสร้างรัฐหยุดชะงัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกธุรกิจ 2025 เวลาของปีศาจร้าย จาก The Secret Sauce Summit 2024 https://thestandard.co/business-world-2025/ Mon, 09 Sep 2024 10:15:49 +0000 https://thestandard.co/?p=981526

โลกเก่ากำลังล่มสลาย และโลกใหม่ยังคงต่อสู้เพื่อถือกำเนิด […]

The post โลกธุรกิจ 2025 เวลาของปีศาจร้าย จาก The Secret Sauce Summit 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

โลกเก่ากำลังล่มสลาย และโลกใหม่ยังคงต่อสู้เพื่อถือกำเนิด: นี่คือเวลาของปีศาจร้าย

 

ผมพบข้อความนี้ระหว่างคิดว่าพรุ่งนี้จะพูดอะไรสรุปงาน #TheSecretSauceSummit2024 ดี งานวันแรกจบลงไปด้วยความรู้และความรู้สึกท่วมท้น มีบางอย่างวิ่งตกตะกอนในหัว ผมยังจับประเด็นได้ไม่ชัด จนกระทั่งมาเจอประโยคดังกล่าวของ Antonio Gramsci

 

การสัมภาษณ์ผู้นำนับร้อยในแต่ละปี ความใกล้ชิดแหล่งข่าวทางเศรษฐกิจ และการค้นข้อมูลอย่างหนัก เพื่อย่อยให้เป็นงานซัมมิตเพื่อผู้ประกอบการ ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือน รอยต่อความเปลี่ยนแปลง และแผ่นดินไหวของการเปลี่ยนผ่าน แต่มันมาระเบิดตอนได้คุยและฟังสปีกเกอร์หลายสิบคนบนเวที

 

ในที่สุดผมก็เข้าใจแล้วว่า นี่คือเวลาแห่งปีศาจอย่างแท้จริง

 

แบรนด์ใหม่ สินค้าใหม่ บริษัทคลื่นลูกใหม่ กำลังไล่คว้าฝัน หลายแห่งทะยานพันล้านในช่วงไม่ถึง 5 ปี พวกเขามองเทรนด์ถูก ตีความได้ งับโอกาสก่อนที่คนอื่นจะมองเห็น ขยี้จุดแข็ง-จุดต่าง-คุณค่า ที่ตอบโจทย์ลูกค้า เมื่อรวมกับความสด ความใหม่ และพลังอันล้นเหลือ คลื่นเมกะเทรนด์ก็พาพวกเขาลอยสูงแบบที่ใครหลายคนอิจฉา

 

แต่หนทางข้างหน้า…กาลเวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์

 

มองอีกฟาก แบรนด์ใหญ่ สินค้าดั้งเดิม บริษัทคลื่นลูกเก่า แต่ทุนหนา ประสบการณ์แน่น เครือข่ายแข็งแรง ยังคงประคองตัวไปได้ ยอดขายแสนล้านไม่ใช่เรื่องยาก แต่การคงไว้ซึ่งอัตราการเติบโตของกำไรและฟัดกับยักษ์ด้วยกันต่างหากที่ท้าทาย ยากที่สุดคือเผลอพริบตาเดียว ยักษ์จิ๋วที่มองไม่เห็นอย่างคลื่นลูกใหม่อาจจะแซงได้ ถ้าไม่เร่งหา New S-Curve

 

แต่หนทางข้างหน้า…กาลเวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์

 

ข้อดีอย่างหนึ่งของการเป็นสื่อมวลชนคือการได้เฝ้าสังเกตการณ์ จับตาความเปลี่ยนแปลงแบบใกล้ชิด แต่ข้อดีมากกว่านั้นของการเป็น ‘ผู้ประกอบการสื่อ’ แบบผมนั้น คือกำไรเต็มๆ ของการเสพความรู้และประสบการณ์จากสุดยอดผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านและไอคอนผู้ประกอบการหลากอุตสาหกรรมแบบ Uncut

 

ผมค้นพบจากงานครั้งนี้ว่า จิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการวันนี้ไม่ใช่แค่การมอง คิด วิเคราะห์ เข้าใจเทรนด์ (Outside-In), ไม่ใช่แค่การสำรวจจุดแข็ง ความแตกต่างของตัวเอง หรือหลงใหลความเจ็บปวดของลูกค้า (Inside-Out) เพราะนั่นเป็นความปกติที่ใครๆ ก็ทำได้ ทุนจีนก็ทำได้

 

แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ เต้นฟุตเวิร์กตลอดเวลา มุ่งทรานส์ฟอร์มภายในโดยไม่ต้องรอใครบังคับ เน้นการวิจัยและพัฒนาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ปรับทัพครั้งแล้วครั้งเล่า

 

เพราะวิกฤต = ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ทันตั้งตัว แต่ถ้าเราตั้งตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงเสมอ นั่นคือ = โอกาส

 

บางคนอาจจะเรียกว่าโชค

 

อย่างไรก็ดี คนสำเร็จมักบอกผมเหมือนกันว่า แม้คุณจะทำงานหนัก ทำตัวเองให้พร้อมเต็มที่ มันก็ไม่ได้การันตีอะไร ไม่ใช่ทุกโอกาสจะเป็นของเรา รบ 100 ครั้ง ไม่มีทางจะชนะ 100 ครั้ง คิดมาแล้วอย่างดีก็ใช่ว่าจะสำเร็จ ลงทุน 10 อาจจะเข้าเป้าแค่ 1

 

ความกลัวจะเริ่มเกาะกินคุณ ความขยาดต่อความเจ็บปวด ความแขยงต่อความผิดพลาด จะหลอกหลอนคุณ ความสบายจะล่อให้คุณหยุดนิ่ง ไม่ทำอะไร

 

ยิ่งในโลกแห่งรอยต่อของความบ้าคลั่ง ความกลัวยิ่งขยายใหญ่ทบเท่าทวีคูณ

 

ผมจึงตกตะกอนจากงานตลอด 2 วันได้ว่า มีแต่ ‘จิตวิญญาณของปีศาจ’ เท่านั้น ที่จะปลุกความกล้าอันอหังการนี้ออกมาได้

 

ปีศาจที่เต็มไปด้วยพลัง ซึ่งมีเส้นบางๆ ระหว่างความกล้าและบ้าใกล้กันมาก แต่หากคุณจะประสบความสำเร็จระดับ Moonshot คว้าพันล้าน แสนล้าน เราต้องกล้าเปิดให้ปีศาจตนนี้เข้ามา เราต้องกล้าใช้ปีศาจตนนี้พาเราพุ่งทะยานไปข้างหน้า แม้ว่าจะเสี่ยงแค่ไหนก็ตาม

 

ขอบคุณสปีกเกอร์ พาร์ตเนอร์ ลูกค้าทุกท่าน ที่ร่วมกันสนับสนุนให้งานนี้เกิดขึ้นมาได้ ขอบคุณทีม THE STANDARD และ The Secret Sauce ที่ทุ่มเทอย่างหนัก เพื่อยกระดับงานให้ได้อย่างที่ตั้งใจ ขอบคุณผู้ร่วมงานทุกท่านที่มาเติมพลังให้กันนะครับ

 

May the best monster win

ขอให้ปีศาจที่เก่งที่สุดในวันนี้ชนะ 😈

 


 

Rerun Ticket บัตรชมย้อนหลังออนไลน์ ราคา 990.-

https://bit.ly/tsssbkk2024Key2025

✅ เปิดจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2567 – 22 กุมภาพันธ์ 2568 ทาง Zipevent

✅ ดูย้อนหลังได้ 6 เดือนเต็ม (ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2567 – 8 มีนาคม 2568)

✅ บัตรใบเดียว คุ้ม! พร้อมรับสรุปเนื้อหา Key Takeaway ทุกหัวข้อ

✅ ชมออนไลน์สะดวกจากทุกที่ผ่านเว็บไซต์

The post โลกธุรกิจ 2025 เวลาของปีศาจร้าย จาก The Secret Sauce Summit 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 ไม้เด็ดธุรกิจปลาเล็ก! สู้ปลาใหญ่ได้ไม่ต้องเกี่ยงไซส์ ทุนไม่หนาก็สร้างความสำเร็จในยุคดิจิทัลได้ https://thestandard.co/7-business-tips-to-fight-the-big-ones/ Tue, 16 Jul 2024 06:10:29 +0000 https://thestandard.co/?p=958535

ยุคสมัยที่ทุนหนาและส่วนแบ่งการตลาดเยอะไม่ได้การันตีความ […]

The post 7 ไม้เด็ดธุรกิจปลาเล็ก! สู้ปลาใหญ่ได้ไม่ต้องเกี่ยงไซส์ ทุนไม่หนาก็สร้างความสำเร็จในยุคดิจิทัลได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ยุคสมัยที่ทุนหนาและส่วนแบ่งการตลาดเยอะไม่ได้การันตีความสำเร็จในโลกธุรกิจอีกต่อไป! แม้ ‘ปลาใหญ่’ จะได้เปรียบเรื่อง Economy of Scale หรือการประหยัดต่อขนาด ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลงเมื่อผลิตในปริมาณมาก แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

 

โดยเฉพาะความเสี่ยงทางการเงินที่อาจทำให้ธุรกิจสะดุดได้หากยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของพฤติกรรมผู้บริโภคที่อาจทำให้สินค้าหรือบริการไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป

 

ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่ชอบอะไรซ้ำซากจำเจ ตามผลวิจัย ‘การตลาดของคนขี้เบื่อ’ จาก CMMU ยิ่งทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ที่เน้นปริมาณการผลิตมากๆ ต้องเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กที่มีความคล่องตัวสูงกว่าสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้

 

แต่ ‘ปลาเล็ก’ หรือธุรกิจขนาดเล็กก็ไม่ต้องน้อยใจไป เพราะในยุคดิจิทัลที่ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน ผศ. ดร.สุเทพ นิ่มสาย กูรูด้านบริหารธุรกิจจากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ได้แนะ 7 ไม้เด็ดที่ธุรกิจเล็กสามารถงัดมาสู้กับ ‘ปลาใหญ่’ ได้แบบไม่ต้องเกี่ยงไซส์

 

  1. หาช่องว่างทางการตลาด: มองหาโอกาสในตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ธุรกิจใหญ่ยังไม่ครอบคลุม หรือตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ไม่ดีพอ เช่น การนำเสนอบริการแบบ Personalized ที่สามารถปรับแต่งให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย หรือสินค้าเฉพาะทางที่ตอบโจทย์ความสนใจเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้ที่ชื่นชอบสินค้าทำมือ สินค้าออร์แกนิก หรือสินค้าที่มีเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจ
  2. สร้างจุดเด่น เน้นจุดขาย: สร้างความแตกต่างและเอกลักษณ์ให้กับสินค้าและบริการ เพื่อดึงดูดลูกค้าที่มองหาความแปลกใหม่และไม่ซ้ำใคร โดยอาจใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ หรือการนำเสนอเรื่องราวของแบรนด์ที่น่าสนใจ นอกจากนี้การสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับลูกค้า เช่น การจัดกิจกรรมพิเศษ การให้บริการหลังการขายที่เป็นเลิศ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยสร้างจุดเด่นให้กับธุรกิจ
  3. ใช้ประโยชน์จากความคล่องตัว: ธุรกิจขนาดเล็กมีความคล่องตัวสูงกว่า สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้รวดเร็วกว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มักมีขั้นตอนการตัดสินใจที่ซับซ้อนและใช้เวลานานกว่า ดังนั้นธุรกิจขนาดเล็กควรใช้ประโยชน์จากความคล่องตัวนี้ในการทดลองสิ่งใหม่ๆ ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ทันท่วงที
  4. เน้นเข้าถึง เข้าใจ สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับลูกค้า: มอบบริการที่ประทับใจและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า เพื่อสร้างความภักดีต่อแบรนด์ โดยการให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ และนำมาปรับปรุงพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การสร้างชุมชนของลูกค้าที่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ร่วมกัน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์และลูกค้า
  5. ใช้พลังโซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์: ใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการเข้าถึงลูกค้า สร้างการรับรู้แบรนด์ และสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยการสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจและมีคุณค่า สื่อสารกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ และใช้เครื่องมือต่างๆ ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าและปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  6. สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ: ร่วมมือกับธุรกิจอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ แลกเปลี่ยนทรัพยากร และลดความเสี่ยง โดยการมองหาพันธมิตรที่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน หรือมีสินค้าและบริการที่สามารถเสริมซึ่งกันและกันได้ การร่วมมือกันจะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น และลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ
  7. ถึงตัวเล็กแต่ใจต้องใหญ่ กล้าที่จะเสี่ยง พร้อมที่จะสู้: คิดบวก เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง และไม่หยุดพัฒนาเพื่อก้าวไปข้างหน้า แม้ว่าธุรกิจขนาดเล็กอาจมีทรัพยากรที่จำกัด แต่ความมุ่งมั่น ทัศนคติที่ดี และความกล้าที่จะลองสิ่งใหม่ๆ จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเอาชนะอุปสรรคและประสบความสำเร็จได้

 

นอกจากนี้ผลวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความแปลกใหม่มากกว่าแค่ราคาถูก ดังนั้นธุรกิจขนาดเล็กควรให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจและแตกต่างให้กับลูกค้า เพื่อสร้างความทรงจำที่ดีและกระตุ้นให้เกิดการบอกต่อ

 

แม้ธุรกิจขนาดเล็กอาจจะไม่ได้มีทรัพยากรมากมายเท่ากับธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่าง ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า ก็สามารถเอาชนะใจผู้บริโภคและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน

 

ในยุคนี้ ‘ขนาด’ ไม่ใช่ตัวตัดสิน! ปลาเล็กไม่จำเป็นต้องยอมแพ้ต่อปลาใหญ่ ด้วยพลัง ‘กลยุทธ์’ และ ‘ไอเดียสุดล้ำ’ ธุรกิจขนาดเล็กสามารถสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ทะยานสู่ความสำเร็จ และเขย่าวงการธุรกิจได้อย่างไม่น่าเชื่อ! ใครว่าเล็กสู้ใหญ่ไม่ได้? นี่แหละยุคทองของนักรบตัวจิ๋ว!

 

ภาพ: Roman Samborsky / Shutterstock

The post 7 ไม้เด็ดธุรกิจปลาเล็ก! สู้ปลาใหญ่ได้ไม่ต้องเกี่ยงไซส์ ทุนไม่หนาก็สร้างความสำเร็จในยุคดิจิทัลได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 เทรนด์เทคฯ 3 คำถาม และ 3 วิธีรับมือ เมื่อ SMEs ไม่สามารถเพิกเฉยต่อการทำธุรกิจโดยไม่ใช้เทคโนโลยีได้อีกต่อไป https://thestandard.co/3-trends-questions-howto-smes/ Tue, 29 Aug 2023 05:52:20 +0000 https://thestandard.co/?p=835098

แม้ธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง (SMEs) จะมีทรัพยากรน้อยกว่าบริ […]

The post 3 เทรนด์เทคฯ 3 คำถาม และ 3 วิธีรับมือ เมื่อ SMEs ไม่สามารถเพิกเฉยต่อการทำธุรกิจโดยไม่ใช้เทคโนโลยีได้อีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้ธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง (SMEs) จะมีทรัพยากรน้อยกว่าบริษัทใหญ่ แต่เทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพให้บริษัทเล็กมีโอกาสแข่งขันเพิ่มขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าถึงลูกค้าในวงกว้างผ่านอินเทอร์เน็ต และการเกิดขึ้นของเครื่องมือต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในการทำการตลาดให้ตรงจุด เป็นต้น

 

THE STANDARD WEALTH ได้สัมภาษณ์พิเศษ พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและเทคโนโลยี ที่จะมาอัปเดตเทรนด์ อุปสรรค และสิ่งที่ SMEs ต้องประเมินให้ดี เพื่อเคลื่อนตัวไปกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ทัน

 

 

เทรนด์เทคโนโลยีที่จะกระทบกับ SMEs ในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้มีดังนี้

 

  1. Cloud Technology จะมาช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงเครื่องมือต่างๆ ให้ง่ายขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง เพราะธุรกิจสามารถจ่ายค่าบริการเท่ากับจำนวนที่ใช้ ซึ่งในสมัยก่อน SMEs หลายรายไม่สามารถเข้าถึงฟังก์ชันการทำงานบางอย่างได้เพราะต้นทุนที่สูง เช่น ระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า บริหารทรัพยากรบุคคล และบริหารโปรเจกต์ เป็นต้น แต่การมาคลาวด์ได้ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านั้นไปได้อย่างมีนัยสำคัญ
  2. Low-code / Robotics Process Automation หรือแพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะช่วยลดการทำงาน Manual และเพิ่มประสิทธิภาพให้พนักงาน ซึ่ง SMEs สามารถใช้พัฒนาได้โดยไม่ต้องพึ่งความรู้การเขียนโค้ดมากเท่ากับในอดีต ตัวอย่างแอปพลิเคชัน เช่น การสร้างเอกสารอัตโนมัติ, การเลือกส่งส่วนลดให้ลูกค้าบางรายผ่านอีเมล/SMS แบบอัตโนมัติตามเงื่อนไขต่างๆ หรือการใช้แชตบอตเพื่อตอบข้อสงสัยลูกค้าเบื้องต้น
  3. Data Analytics / AI ที่เข้าถึงง่ายและใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน จะมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ หรือสร้างงานครีเอทีฟที่รวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันธุรกิจ SMEs ส่วนใหญ่ได้มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ไปแล้ว และในอนาคตบริษัทอย่าง Microsoft ก็มีแผนที่จะรวม AI เข้าไปในผลิตภัณฑ์เพื่อให้ผู้ใช้งานได้ประโยชน์มากขึ้น เช่น ในมิติของการสร้างสไลด์พรีเซนต์งาน ที่จะสามารถเขียนคำสั่งกำหนดรูปแบบให้ AI สร้างขึ้นได้แทนที่การนั่งทำทีละหน้าแบบเดิม หรือการดึงข้อมูลออกมาเป็นแผนภาพ เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม SMEs บางกลุ่มก็ยังคงลังเลที่จะเปิดรับเทคโนโลยี โดยเหตุผลหลักๆ มาจากความพร้อมของคนภายในองค์กร เช่น ความเข้าใจยังไม่เพียงพอ หรือการลดความสำคัญของผลตอบแทนระยะยาวแลกด้วยผลประโยชน์หรือความจำเป็นในระยะสั้น

 

สาเหตุดังกล่าวเป็นตัวอย่างของอุปสรรคที่มักจะพบได้ในธุรกิจ SMEs ซึ่งพชรมองว่าธุรกิจกลุ่มนี้จำเป็นต้องปรับแนวคิดและเปิดรับเทคโนโลยี เพราะเมื่อโลกเปลี่ยนไปเป็นการแข่งขันที่มีคู่แข่งต่างชาติมากขึ้น มีความสามารถในการแข่งขันและเทคโนโลยีที่เหนือกว่า สุดท้ายแล้วคนที่ไม่ยอมปรับอาจจะไม่ได้ไปต่อ “ถ้า Productivity เราเท่าเดิม ต้นทุนเราไม่ลด แข่งอย่างไรเราก็แพ้”

 

แต่การเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายและมักมีอุปสรรคในช่วงแรก ดังนั้นก่อนที่ SMEs จะปรับใช้เทคโนโลยีอะไรก็ตามในธุรกิจของตน มี 3 คำถามที่ต้องถามตัวเองดังนี้

 

  1. จุดแข็ง-จุดอ่อนของธุรกิจคืออะไร? และเราจะสามารถปรับใช้เทคโนโลยีอย่างไรเพื่อเสริมจุดแข็งและลดจุดอ่อนได้บ้าง?
  2. จังหวะของการลงทุนในเทคโนโลยีนั้นๆ ที่ SMEs จะนำมาใช้ว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ควรรอให้เทคโนโลยีนิ่งก่อนหรือไม่ และต้องหาอะไรมาใช้แทนได้ก่อนระหว่างรอ? พูดอีกอย่างคือ การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่เหมาะสม
  3. แผนรับมือความเปลี่ยนแปลง จากวิถีการทำงานแบบใหม่และแรงต้านในองค์กรที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นอย่างไร?

 

สุดท้ายแล้วเมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่จะเกิดการต่อต้านบ้าง ซึ่งพชรเผยแนวทาง 3 วิธีในการรับมือและลดแรงต้าน เพื่อสร้างวัฒนธรรมให้ส่วนต่างๆ ขององค์กรเปิดใจรับเทคโนโลยีมากขึ้น

 

  1. การเพิ่มแรงจูงใจให้กับพนักงาน เช่น การตั้งให้เป็นหนึ่งใน KPI หรือทำให้พนักงานรับรู้และได้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยี
  2. การสนับสนุนที่เพียงพอ เช่น การเตรียมความพร้อมในด้านความรู้กับพนักงานด้วยการอบรมและเครื่องมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พนักงานและเทคโนโลยีเชื่อมต่อกันได้อย่างราบรื่น
  3. การให้เหตุผลของการเปิดรับเทคโนโลยี และผลกระทบที่อาจเกิดหากไม่เปลี่ยน ต้องทำให้พนักงานเข้าใจว่าการเปลี่ยนไม่ใช่เพียงเพราะการอยู่รอดขององค์กร แต่หมายถึงความมั่นคงของพนักงานเองด้วย

The post 3 เทรนด์เทคฯ 3 คำถาม และ 3 วิธีรับมือ เมื่อ SMEs ไม่สามารถเพิกเฉยต่อการทำธุรกิจโดยไม่ใช้เทคโนโลยีได้อีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกาศแล้ว! ที่สุดของแผนงานเพื่อ ‘สุขภาพ’ จากโครงการ ‘LION HEALTH STARTUP BUSINESS CONTEST’ เวทีเฟ้นหาผู้ประกอบการหน้าใหม่ในธุรกิจเพื่อสุขภาพ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/lion-health-startup-business-contest/ Fri, 30 Jun 2023 10:30:02 +0000 https://thestandard.co/?p=810008 LION HEALTH STARTUP

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ‘ธุรกิจเพื่อสุขภาพ’ จะมีบทบาทสำคัญ […]

The post ประกาศแล้ว! ที่สุดของแผนงานเพื่อ ‘สุขภาพ’ จากโครงการ ‘LION HEALTH STARTUP BUSINESS CONTEST’ เวทีเฟ้นหาผู้ประกอบการหน้าใหม่ในธุรกิจเพื่อสุขภาพ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
LION HEALTH STARTUP

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ‘ธุรกิจเพื่อสุขภาพ’ จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพในทุกมิติ ไม่เฉพาะในประเทศไทย ธุรกิจสุขภาพทั่วโลกก็ตื่นตัวและเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจที่ซบเซาด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะหลังเกิดการระบาดของโควิด-19 โอกาสการเติบโตของธุรกิจนี้ยิ่งเปิดกว้าง ไม่จำกัดอยู่แค่การป้องกันและรักษาอีกต่อไป ทำให้นักลงทุนในกลุ่มธุรกิจต่างๆ ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในธุรกิจประเภทนี้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ธุรกิจสปาและความงาม ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหรือการให้บริการเพื่อสุขภาพ

 

 

บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อคนไทย มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจพัฒนาสินค้านวัตกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เล็งเห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจเพื่อสุขภาพในประเทศไทย ในปี 2023 จึงได้เกิดโครงการที่จัดขึ้นมาเพื่อให้การสนับสนุนเหล่าสตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิจสินค้า บริการ หรือเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพให้เติบโตไปด้วยกัน ผ่านโครงการ ‘LION HEALTH STARTUP BUSINESS CONTEST’ เพื่อเฟ้นหาผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่สามารถนำเสนอแผนการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ หรือเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ ที่มีศักยภาพสูง และสามารถดึงดูดการลงทุนได้ในอนาคต เพื่อชิงเงินรางวัลสูงสุด 200,000 บาท โดยเปิดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม – 9 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

 

ผลตอบรับในปีนี้ดีเกินคาด มีผู้สนใจเข้าร่วมสมัครเป็นจำนวนมาก และมีเพียง 10 ทีมเท่านั้นที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมกับโครงการ ‘LION HEALTH STARTUP BUSINESS CONTEST’ 

 

 

เกศกานดา พรรณกลิ่น DIGITAL SOLUTION EXECUTIVE MANAGER บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีแรกที่เราจัดประกวดแผนการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ หรือเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ ถือว่าดีเกินคาดทั้งจำนวนผู้สมัครและแผนธุรกิจที่ส่งเข้าประกวด ทุกทีมมีความน่าสนใจแตกต่างกันทั้งแง่ของผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ธุรกิจ ทำให้เราเห็นโอกาสทางธุรกิจอีกมากจากมุมมองของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กที่เขามีศักยภาพ มีองค์ความรู้ที่น่าสนใจ ไลอ้อนจึงอยากพัฒนาสินค้าหรือพัฒนารูปแบบอื่นๆ ร่วมกับ SMEs ในเชิงของ Ecosystem ด้วยการนำ Know-How ที่เรามีมาต่อยอดโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน” 

 

หลังจากทุกแผนธุรกิจได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้ 3 ทีมสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบมาร่วม Pitching Day พรีเซนต์แผนธุรกิจบนเวทีเพื่อเฟ้นหาที่สุดของแผนงานเพื่อ ‘สุขภาพ’ ในงานสหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 27 ที่ไบเทค บางนา และยังได้รับสิทธิ์ออกบูธในงานร่วมกับบูธกิจกรรมของบริษัท ไลอ้อนฯ ตลอด 4 วันของการจัดงานอีกด้วย

 

 

ต้องยอมรับว่าทั้ง 3 ทีมที่เข้าร่วมต่างก็มีแผนธุรกิจที่น่าสนใจ เต็มไปด้วยไอเดียและโซลูชันที่สดใหม่ อย่างทีม Talk to Peach แอปพลิเคชันเพื่อขอคำปรึกษาเรื่องเพศออนไลน์กับหมอและนักเพศวิทยาโดยตรงแบบไม่ต้องเปิดเผยตัวตน และยังเป็นแหล่งรวมผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลด้าน Sexology ครอบคลุมทุกเพศทุกวัย ปรึกษาได้ทุกที่ สามารถเลือกได้ว่าจะวิดีโอคอลส่วนตัวหรือส่งคำถามเพื่อรับคำตอบ 

 

 

ด้านทีม พรปัญญา ที่นำปลาทูมาทำเป็นแท่งอบกรอบที่มีส่วนผสมของแคลเซียมสกัดจากก้างปลา ผลิตจากปลาทู 100% ไม่ผสมแป้ง มีทั้งแคลเซียม วิตามิน คอลลาเจน และไฟเบอร์ เพื่อคนรักสุขภาพ 

 

 

และทีม ธรรมะรักษา ผงปรุงอาหารจากผัก นำวัตถุดิบจากธรรมชาติพื้นบ้านไทย ทั้งคะน้าไชยา ใบหม่อน และชะพลู จัดเก็บง่าย ใช้งานสะดวก สารอาหารครบถ้วน 

 

ทุกทีมนอกจากจะนำเสนอจุดเด่นของผลิตภัณฑ์และบริการ ยังนำเสนอกลยุทธ์ต่อยอดธุรกิจร่วมกับไลอ้อนได้อย่างน่าสนใจ คณะกรรมการก็ยิงคำถาม พร้อมเสนอคำแนะนำต่างๆ เพื่อปิดจุดอ่อนของแต่ละทีม และในที่สุดหลังจากขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นตลอด 3 ชั่วโมง ที่สุดของแผนงานเพื่อ ‘สุขภาพ’ ในปีนี้ได้แก่ ทีมพรปัญญา 

 

 

“ต้องขอบคุณไลอ้อนที่เปิดเวทีดีๆ แบบนี้ ให้โอกาสสตาร์ทอัพอย่างพวกเราได้เติบโตในธุรกิจ ทำให้ลูกค้าได้เห็นถึงความตั้งใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพราะต่อให้เราจะได้ที่เท่าไร แค่ผ่านมาถึงรอบนี้ก็ทำให้คนรู้จัก ‘พรปัญญา’ มากขึ้น รู้ว่าเราคือใคร เรากำลังทำอะไร เรามั่นใจว่าสินค้าเราดี วิสัยทัศน์ของเราคือ Health for all เราอยากเห็นทุกคนมีสุขภาพที่ดีค่ะ 

 

“อยากฝากถึงสตาร์ทอัพที่อยู่ในธุรกิจสุขภาพหรือธุรกิจไหนก็ตาม ถ้าคุณมีของดีอยู่ หาโอกาสให้เจอแล้วก็พาตัวเองออกมาให้ทุกคนเห็น เราเชื่อว่าโอกาสมีอยู่รอบตัว อยู่ที่ว่าเราจะคว้ามันได้หรือเปล่า” 

 

 

เกศกานดาเผยว่า “จริงๆ แล้ววันนี้ทั้ง 3 ทีมทำได้ดี เพราะเราให้โจทย์เพิ่มไปว่า เขาจะพัฒนาต่อยอดธุรกิจร่วมกับไลอ้อนอย่างไร ซึ่งทีมผู้ชนะเขานำก้างปลามาพัฒนาเป็นแคลเซียมสกัดและจะพัฒนาต่อเป็นวัตถุดิบแคลเซียม

 

“อยากชวนให้เหล่าสตาร์ทอัพสายสุขภาพมั่นใจในองค์ความรู้ของตัวเอง บางทีสิ่งที่คุณคิดว่ายังไม่ดีพอมันอาจจะดีอยู่แล้ว แค่ต่อยอดอีกหน่อยก็พัฒนาไปได้ไกล อยากให้ลงมาเข้าร่วมโครงการแบบนี้ ได้รางวัลหรือไม่ ไม่สำคัญ อย่างน้อยคุณจะได้เห็นว่าเพื่อนร่วมธุรกิจกำลังคิดอะไร คุณอาจจะได้ไอเดียดีๆ กลับไปพัฒนาธุรกิจต่อ มันเป็นเหมือนห้องเรียนใหญ่ๆ ที่มาแชร์ไอเดียกัน” เกศกานดากล่าวทิ้งท้าย 

 

THE STANDARD ขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะเลิศและผู้ที่ผ่านเข้ารอบทั้งหมด และหวังว่าจะได้เห็นโครงการดีๆ ที่เข้ามาช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการตัวเล็กในประเทศไทยได้มีเวทีและพื้นที่ในการเติบโตในธุรกิจเพิ่มมากขึ้นในสังคมไทย

The post ประกาศแล้ว! ที่สุดของแผนงานเพื่อ ‘สุขภาพ’ จากโครงการ ‘LION HEALTH STARTUP BUSINESS CONTEST’ เวทีเฟ้นหาผู้ประกอบการหน้าใหม่ในธุรกิจเพื่อสุขภาพ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาสหรัฐฯ เผชิญวิกฤตผิดนัดชำระหนี้-ธุรกิจขนาดเล็กเสี่ยงล้มละลาย หลัง Fed แย้มอาจยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยไปอีก 2-3 ปี https://thestandard.co/usa-debt-postponed-smes-bankrupt-risk/ Sun, 18 Jun 2023 03:06:17 +0000 https://thestandard.co/?p=804937 ธนาคารกลางสหรัฐฯ

การออกมาส่งสัญญาณของ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสห […]

The post จับตาสหรัฐฯ เผชิญวิกฤตผิดนัดชำระหนี้-ธุรกิจขนาดเล็กเสี่ยงล้มละลาย หลัง Fed แย้มอาจยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยไปอีก 2-3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารกลางสหรัฐฯ

การออกมาส่งสัญญาณของ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า สหรัฐอเมริกาจะยังไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยไปอีก 2-3 ปี ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับบริษัทที่มีภาระหนี้สูง เนื่องจากบริษัทเหล่านี้จะต้องแบกรับและหาวิธีรับมือกับต้นทุนการเงินที่จะอยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลาที่ยาวขึ้น

 

ข้อมูลจาก Morgan Stanley ระบุว่า ภายในเดือนมกราคมปีหน้า บริษัทต่างๆ จะมีหนี้ประมาณ 2.6 แสนล้านดอลลาร์ที่จะถึงกำหนดชำระ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงถึง 2 เท่าจากระดับปัจจุบัน นอกจากนี้บริษัทหลายแห่งจะต้องทำการรีไฟแนนซ์เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำที่พวกเขาได้รับในช่วงวิกฤตโควิดอีกด้วย ดังนั้นหาก Fed ยังเดินหน้าทำนโยบายการเงินที่ตึงตัวตามแถลงการณ์ล่าสุด ธุรกิจจำนวนมากอาจประสบปัญหาทางการเงิน

 

ท่าทีล่าสุดของ Fed สร้างความผิดหวังให้กับผู้บริหารของหลายบริษัท ที่ต่างหวังว่าจะได้เห็นการปรับลดดอกเบี้ยภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการเงินของพวกเขาได้ หลายบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ (Junk-Rated Companies) ได้ตัดสินใจชะลอการออกบอนด์เพื่อกู้ยืมออกไปจนกว่าต้นทุนการเงินจะลดต่ำลงกว่าในปัจจุบัน

 

ทีมนักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank AG ระบุว่า การมีหนี้ที่รอถูกรีไฟแนนซ์จำนวนมากสะท้อนถึงความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่สูงขึ้น โดยประเมินว่า อัตราการผิดนัดชำระหนี้ของ High Yield Bond และสินเชื่อความเสี่ยงสูงในสหรัฐฯ จะพุ่งขึ้นไปทำแตะจุดสูงสุดที่ 9% และ 11% ตามลำดับ

 

ขณะที่ ศรีคานธ์ สันการัน นักกลยุทธ์ของ Morgan Stanley เชื่อว่า ภาวะดอกเบี้ยสูงที่ยาวนานขึ้นจะทยอยสร้างแรงกดดันให้กับกลุ่มบริษัทขนาดเล็กที่มีเครดิตเรตติ้งต่ำ โดยจุดที่ต้องจับตามองคือ กลุ่มบริษัทเหล่านี้จะมีหนี้ที่ครบกำหนดชำระพร้อมกันตำนวนมากในปี 2025

 

โดยมีการคาดการณ์ว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการล้มละลาย บริษัทขนาดเล็กเหล่านี้อาจต้องปรับโครงสร้างหนี้ผ่านวิธีนำการถือหุ้นในบริษัทที่มีอยู่ไปแลกกับหนี้ (Debt-for-Equity Swap) หรือขอซื้อคืนหนี้ในราคาส่วนลด (Discounted Debt Repurchase)

 

อย่างไรก็ดี วิธีการข้างต้นจะช่วยให้บริษัทรอดพ้นปัญหาไปได้ในระยะสั้นเท่านั้น แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาแบบถาวรได้ ทำให้ในท้ายที่สุดเราน่าจะได้เห็นการล้มละลายในภาคธุรกิจที่สูงขึ้นอยู่ดี

 

ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ธุรกิจในสหรัฐฯ​ ต้องเผชิญกับต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นแล้วถึง 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ข้อมูลจาก Moody’s ยังระบุด้วยว่า ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีบริษัทในสหรัฐฯ ที่ล้มละลายไปแล้ว 16 แห่ง โดย 4 แห่งในจำนวนนี้ได้ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่รอด

 

เจเรมี เบอร์ตัน ผู้จัดการการลงทุนของ PineBridge Investments กล่าวว่า ภาวะดอกเบี้ยสูงที่ยาวนานจะไม่เพียงกระทบกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กเท่านั้น แต่ธุรกิจในกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่มีการปรับโมเดลทางธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนไป ก็จะได้รับผลกระทบในแง่ความสามารถของการทำกำไรในภาวะที่ต้นทุนการเงินสูงเช่นกัน 

 

อ้างอิง:

The post จับตาสหรัฐฯ เผชิญวิกฤตผิดนัดชำระหนี้-ธุรกิจขนาดเล็กเสี่ยงล้มละลาย หลัง Fed แย้มอาจยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยไปอีก 2-3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลชี้ ดัชนีเชื่อมั่น SME สูงสุดในรอบ 11 เดือน ส่งสัญญาณธุรกิจฟื้นตัวเกือบเป็นปกติ https://thestandard.co/smesi-11-months-new-high/ Sat, 24 Dec 2022 03:42:30 +0000 https://thestandard.co/?p=728082

วันนี้ (24 ธันวาคม) ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนา […]

The post รัฐบาลชี้ ดัชนีเชื่อมั่น SME สูงสุดในรอบ 11 เดือน ส่งสัญญาณธุรกิจฟื้นตัวเกือบเป็นปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (24 ธันวาคม) ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลรายงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME หรือ SMESI อยู่ที่ระดับ 53.8 เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลา 4 เดือน และสูงสุดในรอบ 11 เดือน ซึ่งมีปัจจัยมาจากการขยายตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและภาคการค้าที่ชัดเจนจนเกือบเป็นปกติ 

 

ส่วนในรายภาคธุรกิจ พบว่าภาคการบริการมีค่าดัชนี SMESI สูงสุดอยู่ที่ 55.3 จากการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องขยายตัว และที่น่าสนใจคือภาคการเกษตร มีค่าดัชนี SMESI เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 3.2 มาอยู่ที่ 53.4 จากการขายได้ราคาที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มพืชไร่ เช่น ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกเหนียว และกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ 

 

ส่วนภาคการค้าขยายตัวทั้งการค้าปลีกและค้าส่ง โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคใต้ที่ได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่ขยายตัว และยังทำให้ภาคการผลิตปรับตัวดีขึ้นจากกำลังซื้อและต้นทุนที่มีแนวโน้มดีขึ้นด้วย ทั้งนี้ ดัชนีเชื่อมั่น SMEs ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

 

ทิพานันกล่าวว่า สัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจ SMEs เป็นผลสำเร็จจากมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล นอกจากนี้ยังส่งผลให้แนวโน้มดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาคจากการคาดการณ์การขยายตัวของนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มมากขึ้น รวมถึงสัญญาณบวกจากแนวโน้มต้นทุนธุรกิจทำให้คลายกังวลต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของผู้บริโภคในอนาคต

 

สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจ SMEs ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 (เดือนมกราคม-กันยายน) นั้น มีข้อมูลจาก วีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการ สสว. ว่า การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GDP SMEs) มีมูลค่ารวม 4.54 ล้านล้านบาท ขยายตัว 5.1% คิดเป็นสัดส่วน 35.2% ของ GDP ประเทศ คาดว่าทั้งปีจะขยายตัวเป็น 6.02 ล้านล้านบาท จาก SMEs ในระบบฐานข้อมูลของ สสว. 3.178 ล้านราย คิดเป็น 99.57% ของจำนวนวิสาหกิจรวมทั้งหมด มีการจ้างงานกว่า 12.6 ล้านคน คิดเป็น 71.86% ของการจ้างงานรวมทั้งประเทศ และคาดว่าจะขยายตัว 4.1-5.8% ค่ากลาง 4.9% ในปี 2566

The post รัฐบาลชี้ ดัชนีเชื่อมั่น SME สูงสุดในรอบ 11 เดือน ส่งสัญญาณธุรกิจฟื้นตัวเกือบเป็นปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: 4 กลยุทธ์เพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ติดอาวุธป้องกันภัยไซเบอร์ https://thestandard.co/morning-wealth-03062022/ Fri, 03 Jun 2022 00:00:11 +0000 https://thestandard.co/?p=637010 กลยุทธ์ธุรกิจขนาดเล็ก

การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformati […]

The post ชมคลิป: 4 กลยุทธ์เพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ติดอาวุธป้องกันภัยไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลยุทธ์ธุรกิจขนาดเล็ก

การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) ถึงจะมีประโยชน์ แต่ก็พ่วงมาด้วยความเสี่ยงโดยเฉพาะภัยจากไซเบอร์ ยิ่งเป็นธุรกิจขนาดเล็กก็มีความเสี่ยงต่อกลวิธีของอาชญากรไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลามากกว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ จึงมีคำแนะนำเพื่อปกป้องธุรกิจให้รอดพ้นจากภัยโจมตีทางไซเบอร์ จะมีอะไรบ้าง ติดตามได้ในคลิปนี้

 

รายการ Morning Wealth ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-08.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อ้างอิง: 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ชมคลิป: 4 กลยุทธ์เพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ติดอาวุธป้องกันภัยไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Visa เผยผลสำรวจพบ 1 ใน 4 ของธุรกิจขนาดเล็ก วางแผนที่จะรับชำระเงินด้วย ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ ในปี 2022 https://thestandard.co/visa-small-business-plan-to-accept-payments-by-cryptocurrency/ Sun, 16 Jan 2022 08:54:36 +0000 https://thestandard.co/?p=583065 Visa

Visa เผยผลสำรวจที่พบว่า เกือบ 1 ใน 4 ของธุรกิจขนาดเล็กใ […]

The post Visa เผยผลสำรวจพบ 1 ใน 4 ของธุรกิจขนาดเล็ก วางแผนที่จะรับชำระเงินด้วย ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ ในปี 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Visa

Visa เผยผลสำรวจที่พบว่า เกือบ 1 ใน 4 ของธุรกิจขนาดเล็กใน 9 ประเทศทั่วโลกวางแผนที่จะรับสกุลเงินดิจิทัลเป็นรูปแบบการชำระเงินในปี 2022 ในขณะที่ 13% ของผู้บริโภคในประเทศเหล่านั้น คาดว่าร้านค้าปลีกจะเริ่มให้บริการชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัลในปีนี้และปีต่อๆ ไป

 

การสำรวจเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก 2,250 รายใน 9 ประเทศ รายที่มีพนักงาน 100 คนหรือน้อยกว่านั้นในบราซิล แคนาดา เยอรมนี ฮ่องกง ไอร์แลนด์ รัสเซีย สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสหรัฐอเมริกา ชี้ให้เห็นว่าสกุลเงินดิจิทัลอาจเริ่มกลายเป็นช่องทางหลักในการชำระเงิน

 

“ฉันคิดว่าผู้คนจำนวนมากรู้สึกมั่นใจกับคริปโตมากขึ้น” Jeni Mundy หัวหน้าฝ่ายขายและการจัดหาผู้ค้าระดับโลกของ Visa กล่าวในการให้สัมภาษณ์

 

แม้ว่าคริปโตจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนมืออาชีพ แต่สกุลเงินดิจิทัลก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการชำระค่าสินค้าและบริการ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมูลค่าที่ผันผวนบ่อยครั้ง

 

กระนั้นธุรกิจขนาดเล็กนอกอเมริกาเหนือเปิดรับสกุลเงินดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งรวมถึง Bitcoin เป็นรูปแบบการชำระเงิน โดย Visa พบว่ามากกว่า 30% ของธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฮ่องกง สิงคโปร์ และบราซิล วางแผนที่จะเสนอทางเลือกให้แก่ลูกค้าในการชำระเงินโดยใช้คริปโตในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

ในทางตรงกันข้าม 19% ของธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐอเมริกา และเพียง 8% ในแคนาดา คาดว่าจะเสนอคริปโตเป็นตัวเลือกการชำระเงินในปี 2022 

 

82% ธุรกิจทั่วโลกที่ทำการสำรวจกล่าวว่า พวกเขาวางแผนที่จะยอมรับรูปแบบการชำระเงินดิจิทัลบางรูปแบบในปี 2022 และเกือบ 3 ใน 4 ของธุรกิจที่ทำการสำรวจทั่วโลกรายงานว่า การยอมรับรูปแบบการชำระเงินใหม่ๆ เป็น ‘พื้นฐาน’ ของการเติบโตของธุรกิจ

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post Visa เผยผลสำรวจพบ 1 ใน 4 ของธุรกิจขนาดเล็ก วางแผนที่จะรับชำระเงินด้วย ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ ในปี 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ทรัมป์กลับลำ พร้อมอนุมัติเช็คเยียวยาประชาชน ต่ออายุโครงการเงินกู้ธุรกิจขนาดเล็ก https://thestandard.co/trump-returns-approval-renew-loan-program/ Thu, 08 Oct 2020 06:14:19 +0000 https://thestandard.co/?p=405250 Trump turn back word help people project

หลังจากประกาศเลื่อนเจรจากับเดโมแครตได้ไม่นาน ประธานาธิบ […]

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ทรัมป์กลับลำ พร้อมอนุมัติเช็คเยียวยาประชาชน ต่ออายุโครงการเงินกู้ธุรกิจขนาดเล็ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Trump turn back word help people project

หลังจากประกาศเลื่อนเจรจากับเดโมแครตได้ไม่นาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาเรียกร้องให้สภาคองเกรสเดินหน้าอนุมัติเช็คเยียวยาชาวอเมริกันหลายลัานคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมถึงกฎหมายจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือพิเศษแก่อุตสาหกรรมการบิน และเงินกู้พยุงกิจการธุรกิจขนาดเล็ก

 

ทรัมป์ทวีตว่า เขาสนับสนุนร่างกฎหมายเอกเทศสำหรับอนุมัติเช็คช่วยเหลือชาวอเมริกันรอบที่ 2 คนละ 1,200 ดอลลาร์ หลังจากก่อนหน้านี้เขาต้องการให้ตัวแทนของรัฐบาลเลื่อนการเจรจามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกับสมาชิกเดโมแครตในสภาคองเกรสจนกว่าการเลือกตั้งจะเสร็จสิ้นลง

 

นอกจากเช็คเยียวยาแล้ว เขายังสนับสนุนกฎหมายเอกเทศสำหรับจัดสรรงบประมาณช่วยเหลืออุตสาหกรรมการบินวงเงิน 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และต่ออายุโครงการเงินกู้ Paycheck Protection Program ด้วยงบประมาณเพิ่มอีก 1.35 แสนล้านดอลลาร์สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ประสบปัญหาการดำเนินงาน

 

ก่อนหน้านี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตได้ผลักดันร่างกฎหมายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ทำเนียบขาวต้องการใช้จ่ายเพียง 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่ง แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากเดโมแครตให้ความเห็นว่า ข้อเสนอของทรัมป์ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ฝ่าทางตันในครั้งนี้ได้

 

“ทั้งหมดที่เขาต้องการบนโต๊ะเจรจาก็คือการจ่ายเช็คที่พิมพ์ชื่อของเขาบนนั้น เขาลืมเรื่องไวรัส ลืมฮีโร่ของพวกเรา ลืมเด็กๆ ของเรา และความต้องการของพวกเขาในการกลับไปโรงเรียนอย่างปลอดภัย” เพโลซี ให้สัมภาษณ์ในรายการ The View ของโทรทัศน์ช่อง ABC 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ทรัมป์กลับลำ พร้อมอนุมัติเช็คเยียวยาประชาชน ต่ออายุโครงการเงินกู้ธุรกิจขนาดเล็ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Facebook เตรียมอัดฉีด 3 พันล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กทั่วโลกโดนโควิด-19 เล่นงาน https://thestandard.co/facebook-prepare-3-billion-baht-for-small-businesses-to-get-through-coronavirus-period/ Wed, 18 Mar 2020 08:15:40 +0000 https://thestandard.co/?p=343200

ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กกลายเป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้าย […]

The post Facebook เตรียมอัดฉีด 3 พันล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กทั่วโลกโดนโควิด-19 เล่นงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กกลายเป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกวิกฤตโควิด-19 เล่นงานเข้าอย่างจัง จนบางรายถึงขั้นต้องม้วนเสื่อพักกิจการชั่วคราวเพราะได้รับผลกระทบเต็มๆ จากการที่ผู้คนเริ่มเดินทางไปในที่ที่มีคนพลุกพล่านน้อยลง และสังคมรณรงค์การทำ Social Distance

 

Facebook แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและหนึ่งในพื้นที่ทำการตลาดยอดนิยมของแบรนด์ธุรกิจทั่วโลก ได้ออกมาประกาศผ่านหน้าเว็บไซต์ https://www.facebook.com/business/boost/grants ว่าพวกเขาเตรียมจะมอบเงินสนับสนุนเป็นจำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,200 ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กจำนวน 30,000 รายใน 30 ประเทศที่ Facebook Business ดำเนินกิจการ

 

โดยการช่วยเหลือในครั้งนี้จะมาในรูปแบบการให้เงินสดสนับสนุน รวมถึงการให้ Ad Credits เครดิตโฆษณาสำหรับการใช้ฟีเจอร์การโฆษณาต่างๆ บนแพลตฟอร์ม เฉลี่ยรายละประมาณ 3,333 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 108,000 บาท ซึ่ง Facebook ระบุว่า พวกเขาจะให้ข้อมูลการช่วยเหลือทั้งหมดอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

 

ก่อนหน้านี้ Facebook เพิ่งประกาศว่าพวกเขาจะมอบเงินโบนัส 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 32,000 บาทให้กับพนักงานกว่า 45,000 ชีวิตของบริษัททั่วโลก ในช่วงที่โควิด-19 กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรง

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post Facebook เตรียมอัดฉีด 3 พันล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กทั่วโลกโดนโควิด-19 เล่นงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินเชื่อเดือน มิ.ย. ขยายตัวเพียง 0.09% ธุรกิจขนาดเล็ก-รายย่อยแผ่วชัดเจน https://thestandard.co/june-loan-growth-009-percent/ Fri, 26 Jul 2019 06:20:50 +0000 https://thestandard.co/?p=273744 UPDATE_สินเชื่อเดือน มิ.ย. ขยายตัวเพียง 0.09%2

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปข้อมูลสินเชื่อ เงินฝาก และสภาพคล […]

The post สินเชื่อเดือน มิ.ย. ขยายตัวเพียง 0.09% ธุรกิจขนาดเล็ก-รายย่อยแผ่วชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
UPDATE_สินเชื่อเดือน มิ.ย. ขยายตัวเพียง 0.09%2

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปข้อมูลสินเชื่อ เงินฝาก และสภาพคล่อง ของธนาคารพาณิชย์ไทย 14 แห่ง ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2562 พบว่า แรงหนุนจากสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยหลายประเภทชะลอลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมสินเชื่อสุทธิเพิ่มขึ้นเพียง 1.07 หมื่นล้านบาท หรือ 0.09% เท่านั้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

แม้ยังมีพอร์ตสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่บางแห่งขยายตัวได้ดี แต่ผลกระทบของภาคการส่งออกและความเสี่ยงต่อเครดิตที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มลูกค้าขนาดเล็กยังกดดันการขยายตัวของสินเชื่อ ส่วนสินเชื่อรายย่อยแม้ยังขยายตัว แต่ก็โตด้วยอัตราที่ชะลอลง เนื่องจากธนาคารได้เร่งขยายสินเชื่อรายย่อยตัวหลักไปมากแล้วในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา

สินเชื่อสุทธิในเดือนมิถุนายนขยายตัว 3.88% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบประมาณ 1 ปีครึ่ง ยอดคงค้างสินเชื่อสุทธิยังคงขยับสูงขึ้นเกือบ 1% นับจากต้นปีที่ผ่านมา ขณะที่เงินฝากปรับลดลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนอีก 6.2 หมื่นล้านบาท หรือ 0.49% โดยเป็นผลจากการครบกำหนดของเงินฝากพิเศษที่มีดอกเบี้ยสูงในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่บางแห่ง ประกอบกับธนาคารอื่นๆ บริหารภาพรวมทิศทางเงินฝากให้สอดคล้องกับขนาดของการปล่อยสินเชื่อ อัตราการเติบโตของเงินฝากโดยรวมในเดือน ชะลอลงมาที่ 3% ถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 2 ปี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินแนวโน้มสินเชื่อในปี 2562 นี้ จะขยายตัว 4.5% ชะลอลงจากปีที่แล้วที่ขยายตัว 5.7% เนื่องจากการเบิกใช้สินเชื่อในช่วงครึ่งปีแรกยังฟื้นตัวไม่มาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อภาคธุรกิจ สำหรับสินเชื่อรายย่อยที่เติบโตดีในช่วงครึ่งแรกของปีนั้นคาดว่าจะชะลอลงในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งยังเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับข้อจำกัดการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

The post สินเชื่อเดือน มิ.ย. ขยายตัวเพียง 0.09% ธุรกิจขนาดเล็ก-รายย่อยแผ่วชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>