ความหลากหลายทางเพศ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ความหลากหลายทางเพศ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 20 Mar 2026 09:53:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ข้อบังคับมรรยาททนายความฉบับใหม่ เปิดทางแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศ มีผล 18 มี.ค. https://thestandard.co/lawyer-dress-code-gender-identity/ Wed, 18 Mar 2026 01:25:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1188599 ภาพประกอบ: ข้อบังคับมรรยาททนายความฉบับใหม่ อนุญาตให้แต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศ

วันนี้ (17 มีนาคม) ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ข้อบังคับสภาทน […]

The post ข้อบังคับมรรยาททนายความฉบับใหม่ เปิดทางแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศ มีผล 18 มี.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ: ข้อบังคับมรรยาททนายความฉบับใหม่ อนุญาตให้แต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศ

วันนี้ (17 มีนาคม) ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 โดยมีสาระสำคัญเปิดโอกาสให้ทนายความสามารถแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศได้อย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบเครื่องแต่งกายแบบสากลนิยม

 

ข้อบังคับดังกล่าวอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 8 มาตรา 27 (3) (จ) และมาตรา 51 โดยผ่านความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ ก่อนที่คณะกรรมการสภาทนายความจะมีมติออกข้อบังคับนี้

 

สาระสำคัญอยู่ที่การเพิ่มเติมข้อ (5) ในข้อ 20 ของข้อบังคับเดิม โดยระบุว่า ทนายความชายหรือหญิงที่มีอัตลักษณ์ทางเพศหรือเพศสภาพไม่ตรงกับเพศโดยกำเนิด สามารถแต่งกายได้ทั้งแบบสวมกระโปรงหรือกางเกงขายาว พร้อมรองเท้าหุ้มส้น สีขาว สีน้ำตาล หรือสีดำ ให้เข้าชุดกับเครื่องแต่งกายโดยรวม

 

ข้อบังคับฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือวันที่ 18 มีนาคม 2569

 

การปรับปรุงครั้งนี้สะท้อนความพยายามของสภาทนายความในการปรับตัวให้สอดคล้องกับความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย พร้อมยกระดับมาตรฐานวิชาชีพให้เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของบุคคลมากยิ่งขึ้น

The post ข้อบังคับมรรยาททนายความฉบับใหม่ เปิดทางแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศ มีผล 18 มี.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีรีส์ Heated Rivalry ช่วยให้นักฮอกกี้ Jesse Kortuem เปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ https://thestandard.co/jesse-kortuem-heated-rivalry-gay-reveal/ Fri, 16 Jan 2026 06:02:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1165943 ซีรีส์ Heated Rivalry ช่วยให้นักฮอกกี้ Jesse Kortuem เปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์

Heated Rivalry ซีรีส์ เควียร์ที่เล่าเรื่องราวของนักกีฬา […]

The post ซีรีส์ Heated Rivalry ช่วยให้นักฮอกกี้ Jesse Kortuem เปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีรีส์ Heated Rivalry ช่วยให้นักฮอกกี้ Jesse Kortuem เปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์

Heated Rivalry ซีรีส์ เควียร์ที่เล่าเรื่องราวของนักกีฬาฮอกกี้แห่ง NHL โดยโฟกัสที่ความรักระหว่างทีมคู่แข่ง Shane (รับบทโดย Hudson Williams) กับ Ilya (รับบทโดย Connor Storrie) ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ผลักดันให้นักฮอกกี้ตัวจริงอย่าง Jesse Kortuem ออกมาเปิดตัวว่าเป็นเกย์

 

Jesse Kortuem เล่าถึงเส้นทางการ Come Out ของเขาผ่าน Facebook ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อเขาเล่นกีฬาที่มี ‘ความเป็นชาย’ สูงมาก และ เขาก็รู้สึกมาเสมอว่าสนามแข่งฮอกกี้เป็นสถานที่ที่เขาต้องเก็บซ่อนความเป็นตัวเองเอาไว้ เขาเริ่มต้นว่า “ผมเป็นคนที่รักความเป็นส่วนตัว คนที่รู้จักผมจะรู้ดีว่าผมไม่ได้แชร์อะไรในโซเชียลมีเดียมากนัก แต่ช่วงนี้บางอย่างจุดประกายในตัวผม (โอเค ยกเครดิตให้ #HeatedRivalry) ผมรับรู้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะเล่าถึงเส้นทางที่ผมเก็บเอาไว้กับตัวเองมาเนิ่นนาน”

 

“ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นผมแบกรับความรู้สึกจากการที่ดูเหมือนว่าผมไม่สามารถเข้ากับโลกใบนั้นได้เลย และ ผมก็อยู่ในสภาวะที่มีความย้อนแย้งตลอดเวลา ผมชอบกีฬา แต่ผมใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวที่ฝังแน่นในจิตใจ ผมสงสัยว่าผมเป็นเกย์แล้วจะยังสามารถเล่นกีฬาที่โหดและเป็นชายแท้แบบนั้นได้อย่างไร”

 

Jesse Kortuem เติบโตในมินนิโซตา และไม่เคยคิดว่านักกีฬาฮอกกี้จะสามารถ Come Out ได้เลย โดยเฉพาะในช่วงยุค 2000s ที่สื่อยังไม่ค่อยนำเสนอคนกลุ่ม LGBTQIA+ ในแง่บวกเท่าไหร่นัก ด้วยเหตุผลหลายอย่างเขาตัดสินใจออกจากทีมฮอกกี้ในมัธยมเมื่อมีอายุ 17 ปี ก่อนที่จะกลับมาเล่นฮอกกี้ในระดับที่สูงขึ้นในนิวยอร์กและแอตแลนตา ซึ่งถึงแม้ว่าคนใกล้ชิดจะรู้เรื่องเพศวิถีของ Jesse Kortuem แต่เขายังคงเก็บเรื่องนี้เป็นความลับต่อเพื่อนในทีม เพราะเขาไม่อยากให้ทีมโดนมองในแง่ลบ และไม่อยากถูกเรียกว่า ‘ผู้เล่นที่เป็นเกย์’

 

อย่างไรก็ตาม Jesse Kortuem มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2017 เมื่อเขาลงเล่นในอีเวนต์กีฬาของเกย์ ซึ่งทำให้เขาได้พบกับนักฮอกกี้จากแคนาดาและอเมริกาที่เป็นเกย์มากมายและสามารถก้าวข้ามการเป็นนักกีฬาที่เก็บซ่อนเรื่องเพศวิถีของตัวเองเอาไว้อย่างอึดอัดและหวาดกลัว ในที่สุดเขาก็พบความสงบในจิตใจบนลานน้ำแข็งผ่านมิตรภาพเหล่านั้น

 

ภาพ: Jesse Kortuem + HB

 

อ้างอิง:

The post ซีรีส์ Heated Rivalry ช่วยให้นักฮอกกี้ Jesse Kortuem เปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : พรรคการเมืองประชันนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศภายในงาน PRIDE VOTE https://thestandard.co/parties-gender-policies-pride-vote/ Wed, 14 Jan 2026 14:12:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1165329 พรรคการเมืองประชันนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศภายในงาน PRIDE VOTE

วันนี้ (14 มกราคม) ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD เก็บภาพบ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : พรรคการเมืองประชันนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศภายในงาน PRIDE VOTE appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคการเมืองประชันนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศภายในงาน PRIDE VOTE

วันนี้ (14 มกราคม) ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD เก็บภาพบรรยากาศงาน ‘PRIDE VOTE’ ที่จัดโดยเครือข่ายองค์กรด้านความหลากหลายทางเพศกว่า 27 องค์กร เพื่อส่งเสียงสะท้อนความต้องการของชุมชน LGBTQIAN+ ไปยังว่าที่ผู้นำประเทศ

 

ทั้งนี้ มีตัวแทนจาก 4 พรรคการเมืองเข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่ พรรคเพื่อไทย นำโดย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ ภูร์ผา ไทยแท้ ผู้สมัคร สส. กทม., พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรค และ วีร์ ศรีวราธนบูลย์ ผู้สมัคร สส.กทม.

 

พรรคประชาชน ณัฐยา บุญภักดี ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ และทีมบริหารรัฐบาลประชาชน และ พรรคไทยสร้างไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ เบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุล ผู้สมัคร สส.กทม.

 

ในกิจกรรมมีการสุ่ม Keywords ให้แต่ละพรรคสลับกันกันขึ้นมานำเสนอนโยบายของตัวเองในเวลาจำกัด ตามหัวข้อต่างๆ อาทิ สิทธิทางกฎหมายและการรับรองอัตลักษณ์ เช่น การเปลี่ยนคำนำหน้านาม, การกำหนดเจตจำนงตนเอง (Self-Determination), การจดทะเบียน

 

พรรคการเมืองประชันนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศภายในงาน PRIDE VOTE 1พรรคการเมืองประชันนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศภายในงาน PRIDE VOTE 2พรรคการเมืองประชันนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศภายในงาน PRIDE VOTE 3พรรคการเมืองประชันนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศภายในงาน PRIDE VOTE 4พรรคการเมืองประชันนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศภายในงาน PRIDE VOTE 5พรรคการเมืองประชันนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศภายในงาน PRIDE VOTE 6พรรคการเมืองประชันนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศภายในงาน PRIDE VOTE 7พรรคการเมืองประชันนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศภายในงาน PRIDE VOTE 8พรรคการเมืองประชันนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศภายในงาน PRIDE VOTE 9พรรคการเมืองประชันนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศภายในงาน PRIDE VOTE 10พรรคการเมืองประชันนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศภายในงาน PRIDE VOTE 11พรรคการเมืองประชันนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศภายในงาน PRIDE VOTE 12

The post เลือกตั้ง 2569 : พรรคการเมืองประชันนโยบายเพื่อความหลากหลายทางเพศภายในงาน PRIDE VOTE appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. ชี้ตำรวจละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีปล่อยภาพเปลือยท่อนบนกลุ่มหลากหลายทางเพศ แนะออกระเบียบคำนึงถึงเพศ https://thestandard.co/police-human-rights-violation/ Fri, 22 Aug 2025 06:40:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1110047 police-human-rights-violation

วันนี้ (22 สิงหาคม) วสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธ […]

The post กสม. ชี้ตำรวจละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีปล่อยภาพเปลือยท่อนบนกลุ่มหลากหลายทางเพศ แนะออกระเบียบคำนึงถึงเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
police-human-rights-violation

วันนี้ (22 สิงหาคม) วสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า กสม. ได้ตรวจสอบข้อร้องเรียนกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าจับกุมกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศในโรงแรมแห่งหนึ่ง โดยมีข้อกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่เหมาะสมหลายประการ ทั้งการไม่ให้ผู้ถูกจับกุมแต่งกายให้เรียบร้อยขณะอยู่ในสภาพเปลือยท่อนบน, การปล่อยให้มีภาพถ่ายเผยแพร่สู่สาธารณะ, การตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดแบบเหมารวม และการใช้กุญแจมือเกินสมควรแก่กรณี ซึ่งเป็นการกระทำที่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 

จากการพิจารณา กสม. มีความเห็นว่า การเข้าตรวจค้นขณะผู้ต้องสงสัยเปลือยท่อนบน ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจากเป็นสถานการณ์จำเป็นเร่งด่วน เพื่อป้องกันการทำลายหลักฐานและเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามหลักประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

อย่างไรก็ตาม การที่มีภาพผู้ต้องหาในสภาพดังกล่าวหลุดออกไปสู่สื่อสังคมออนไลน์ ถือเป็น การกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน เพราะกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ และเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้ปล่อยภาพก็ตาม

นอกจากนี้ กสม. มีข้อสังเกตว่า การตรวจสารเสพติดควรคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความหลากหลายทางเพศ กรณีนี้พบว่าการตรวจปัสสาวะดำเนินการในสภาพที่อาจก่อให้เกิดความอับอายแก่ผู้ต้องหาที่เป็นบุคคลหลากหลายทางเพศ แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะยืนควบคุมและห้ามบุคคลอื่นเข้าไป แต่ยังมีลักษณะไม่เหมาะสม รวมถึง การใช้กุญแจมือกับผู้ต้องหาคดียาเสพติดซึ่งไม่ใช่คดีร้ายแรง ถือว่า เกินกว่าความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วน

 

ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงมีมติเสนอแนะให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กำหนดมาตรการที่รัดกุมเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลและภาพถ่ายจากการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมลงโทษผู้ที่นำไปเผยแพร่ รวมถึงให้ทบทวนแนวทางการใช้เครื่องพันธนาการให้ได้สัดส่วนกับความจำเป็น 

 

และให้ ตร. กำหนดระเบียบและแนวปฏิบัติที่คำนึงถึงความละเอียดอ่อนต่อเพศภาวะ (gender sensitivity) โดยเฉพาะการจัดสถานที่ตรวจปัสสาวะและห้องน้ำภายในสถานีตำรวจให้เหมาะสมกับบุคคลทุกเพศ เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติ

The post กสม. ชี้ตำรวจละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีปล่อยภาพเปลือยท่อนบนกลุ่มหลากหลายทางเพศ แนะออกระเบียบคำนึงถึงเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตไทยในฟินแลนด์ ร่วมส่งเสริมคุณค่าความหลากหลายทางเพศ-ความเท่าเทียม ช่วง Pride Month https://thestandard.co/thai-embassy-pride-month/ Sat, 14 Jun 2025 03:46:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1084954 เอกอัครราชทูตไทยและตัวแทนสถานทูตร่วมขบวน Pride ที่ Tallinn, เอสโตเนีย ปี 2025

สถานเอกอัครราชทูตไทยหลายแห่งทั่วโลก และกระทรวงการต่างปร […]

The post สถานทูตไทยในฟินแลนด์ ร่วมส่งเสริมคุณค่าความหลากหลายทางเพศ-ความเท่าเทียม ช่วง Pride Month appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกอัครราชทูตไทยและตัวแทนสถานทูตร่วมขบวน Pride ที่ Tallinn, เอสโตเนีย ปี 2025

สถานเอกอัครราชทูตไทยหลายแห่งทั่วโลก และกระทรวงการต่างประเทศ ได้สนับสนุนการส่งเสริมความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมในช่วงเดือน Pride Month โดยเฉพาะสถานเอกอัครราชทูตไทยในฟินแลนด์ที่ร่วมเฉลิมฉลองความแตกต่างหลากหลายอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา

 

ในเดือนแห่งความภาคภูมิใจ (Pride Month) และเทศกาล Pride ประจำปีของประเทศเอสโตเนียและฟินแลนด์ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ มีส่วนส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทยในด้านการยอมรับความหลากหลายทางเพศและหลักความเท่าเทียม โดย วรวุฒิ พงษ์ประภาพันธ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ เปิดเผยว่า สถานเอกอัครราชทูตฯ ให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่ม LGBTQIA+ มาโดยตลอด โดยเฉพาะหลังจากที่ประเทศไทยประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า ‘กฎหมายสมรสเท่าเทียม’ เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา นับเป็น ‘ก้าวสำคัญ’ ของประเทศไทยในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเสมอภาค

 

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตฯ ส่งผู้แทนเข้าร่วมงาน Tallinn Pride 2025 ณ ใจกลางกรุงทาลลินน์ เอสโตเนีย ซึ่งถือเป็นปีแรกของการเข้าร่วมงานดังกล่าวของประเทศไทย โดยงาน Tallinn Pride เป็นเทศกาล Pride ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศบอลติก (Baltic States) และเป็นเวทีสำคัญของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิและเสรีภาพของชุมชน LGBTQIA+ ในภูมิภาคยุโรปตะวันออก 

 

ในขบวนพาเหรด Diplomats for Equality ในงาน Tallinn Pride 2025 ปีนี้ ได้รับเกียรติจาก มาร์กุส ซาห์คนา (Margus Tsahkna) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเอสโตเนีย และ มินนา-ลีนา ลินด์ (Minna-Liina Lind) รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายกิจการโลก ตลอดจนเอกอัครราชทูตจากประเทศสำคัญในยุโรปและอเมริกาเหนือเข้าร่วมอย่างคับคั่ง โดยประเทศไทยเป็นประเทศเดียวจากภูมิภาคเอเชียที่เข้าร่วมในกิจกรรมระดับนานาชาติครั้งนี้ สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของไทยในเรื่องการเชิดชูคุณค่าความหลากหลายทางเพศ ท่ามกลางกระแสความผันผวนของทิศทางนโยบายด้านความหลากหลายทางเพศของประเทศมหาอำนาจทั้งในภูมิภาคอเมริกาเหนือและยุโรปที่มักเปลี่ยนแปลงไปตามแนวคิดของผู้นำฯ

 

โดยเอสโตเนียได้ประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2024 ซึ่งเป็นหนึ่งใน ‘ประเทศต้นแบบ’ ของยุโรปตะวันออกด้านการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ ขณะที่ฟินแลนด์ประกาศใช้กฎหมายนี้ตั้งแต่ปี 2017 

 

เอกอัครราชทูตไทยและตัวแทนสถานทูตร่วมขบวน Pride ที่ Tallinn, เอสโตเนีย ปี 2025 เอกอัครราชทูตไทยและตัวแทนสถานทูตร่วมขบวน Pride ที่ Tallinn, เอสโตเนีย ปี 2025

 

ภาพ: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ

อ้างอิง: 

  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ

The post สถานทูตไทยในฟินแลนด์ ร่วมส่งเสริมคุณค่าความหลากหลายทางเพศ-ความเท่าเทียม ช่วง Pride Month appeared first on THE STANDARD.

]]>
อำเภอหัวหินพร้อมจดทะเบียนสมรสคู่รัก LGBTQIA+ สนับสนุนความเท่าเทียม-ความหลากหลายทางเพศ มอบตั๋วรถไฟ Royal Blossom ให้ 23 คู่แรก https://thestandard.co/hua-hin-registers-lgbtqia-marriages/ Tue, 14 Jan 2025 01:15:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1030136 สมรสเท่าเทียม อำเภอหัวหิน

วันนี้ (14 มกราคม) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยอำเภอหัวหิ […]

The post อำเภอหัวหินพร้อมจดทะเบียนสมรสคู่รัก LGBTQIA+ สนับสนุนความเท่าเทียม-ความหลากหลายทางเพศ มอบตั๋วรถไฟ Royal Blossom ให้ 23 คู่แรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมรสเท่าเทียม อำเภอหัวหิน

วันนี้ (14 มกราคม) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยอำเภอหัวหิน ร่วมกับบลูพอร์ต หัวหิน พร้อมพันธมิตรภาครัฐและภาคเอกชน เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานประจวบคีรีขันธ์, เทศบาลเมืองหัวหิน และสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวหัวหิน-ชะอำ เชิญชวนประชาชนร่วมบันทึกประวัติศาสตร์การเดินทางของความเชื่อในความหลากหลายทางเพศ และนับถอยหลังสู่การบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม 

 

ด้วยการประกาศความพร้อมจดทะเบียนสมรสสำหรับคู่รัก LGBTQIA+ ภายใต้ชื่องาน ‘Hua Hin Grand Inter Pride 2025’ โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่หัวหิน คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น 1 บลูพอร์ต หัวหิน

 

พลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน กล่าวว่า อำเภอหัวหินมีความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญนี้ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ
และการยอมรับความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย กิจกรรม Hua Hin Grand Inter Pride 2025 ครั้งนี้จะไม่เพียงช่วยเพิ่มความเข้าใจในคุณค่าของความเท่าเทียม แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของหัวหินในฐานะแหล่งท่องเที่ยวที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม



หัวหินยังคงรักษามนตร์เสน่ห์ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ ที่สะท้อนคุณค่าของความเสมอภาค เสรีภาพ และความเข้าใจในความหลากหลาย โดยเราหวังว่างานนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และส่งเสริมภาพลักษณ์ของหัวหินให้เป็นที่รู้จักในระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

 

โดยในงานผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จะมาร่วมบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ความพร้อมในการเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQIA+ พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในการจดทะเบียนสมรส นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่างๆ เช่น การให้คำปรึกษาในการจดทะเบียนสมรสสำหรับคู่รัก LGBTQIA+ รวมถึงบูธถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ร้านค้า และบริการเกี่ยวกับการจัดงานแต่งงาน

 

สำหรับคู่รัก LGBTQIA+ 23 คู่แรกที่ลงทะเบียนร่วมจดทะเบียนสมรสในงาน
‘Hua Hin Grand Inter Pride 2025’ ในวันที่ 23 มกราคม 2568 จะได้รับสิทธิพิเศษเพื่อฉลองวันสำคัญให้พิเศษยิ่งขึ้น ด้วยแพ็กเกจฮันนีมูน นั่งรถไฟขบวน Royal Blossom ไปจดทะเบียนสมรสที่หัวหิน พร้อมที่พักและดินเนอร์สุดหรู 

 

โดยคู่รัก LGBTQIA+ ที่สนใจสามารถลงทะเบียนยืนยันสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://forms.gle/edeXJ8D7s7Y37udA8 หรือติดตามรายละเอียดอัปเดตกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ LINE: @MyHuaHin

The post อำเภอหัวหินพร้อมจดทะเบียนสมรสคู่รัก LGBTQIA+ สนับสนุนความเท่าเทียม-ความหลากหลายทางเพศ มอบตั๋วรถไฟ Royal Blossom ให้ 23 คู่แรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เศรษฐา’ ยินดี กฎหมายสมรสเท่าเทียมสร้างความเสมอภาค ความหลากหลายทางเพศ https://thestandard.co/srettha-marriage-equality-law/ Wed, 25 Sep 2024 00:57:27 +0000 https://thestandard.co/?p=987598 เศรษฐา กฎหมายสมรสเท่าเทียม

วันนี้ (24 กันยายน) เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต […]

The post ‘เศรษฐา’ ยินดี กฎหมายสมรสเท่าเทียมสร้างความเสมอภาค ความหลากหลายทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐา กฎหมายสมรสเท่าเทียม
วันนี้ (24 กันยายน) เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่าน X แสดงความยินดี หลังราชกิจจานุเบกษาประกาศกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยระบุว่า อีกก้าวสำคัญของสังคมไทย กฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านแล้ว
 
 
“ความเสมอภาคและเท่าเทียมเป็นรูปธรรมในสังคมไทย ความหลากหลายทางเพศสภาพจะได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่เสียที ยินดีด้วยครับ” เศรษฐาระบุ

The post ‘เศรษฐา’ ยินดี กฎหมายสมรสเท่าเทียมสร้างความเสมอภาค ความหลากหลายทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตม. สนามบินติดสติกเกอร์หัวใจสีรุ้ง สร้างความเชื่อมั่น ลดความกังวลนักเดินทาง LGBTQIA+ บินเข้า-ออกไทย https://thestandard.co/airport-immigration-rainbow-heart-stickers/ Thu, 01 Aug 2024 05:17:32 +0000 https://thestandard.co/?p=965921

วันนี้ (1 สิงหาคม) พล.ต.ต. เชิงรณ ริมผดี ผู้บังคับการตร […]

The post ตม. สนามบินติดสติกเกอร์หัวใจสีรุ้ง สร้างความเชื่อมั่น ลดความกังวลนักเดินทาง LGBTQIA+ บินเข้า-ออกไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (1 สิงหาคม) พล.ต.ต. เชิงรณ ริมผดี ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 (ผบก.ตม.2) กล่าวถึงกรณีที่ ตม. สนามบินสุวรรณภูมิติดสติกเกอร์มีสัญลักษณ์เป็นรูปหัวใจสีรุ้ง มีอักษร LGBTQIA2S+ และข้อความ Immigration 2 บริเวณช่องตรวจหนังสือเดินทางขาเข้าและขาออกประเทศว่า เนื่องจากโลกยุคปัจจุบันเปิดกว้างด้านเพศทางเลือกต่างๆ และรัฐบาลให้ความสำคัญกับความเสมอภาคทางเพศ โดยเฉพาะชาว LGBTQIA+ ซึ่งประเทศไทยประกาศจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 ขึ้น 

 

ผบก.ตม.2 กล่าวว่า ในฐานะที่ด่าน ตม. สนามบินทั้ง 5 แห่งของ บก.ตม.2 ได้แก่ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, ภูเก็ต, เชียงใหม่ และหาดใหญ่ เป็นประตูหลักของประเทศ และมีคนเดินทางเข้า-ออกจากทั่วโลกกว่าวันละ 1.2 แสนคน มีคนไทยและคนต่างชาติที่มีความหลากหลายทางเพศเดินทางผ่านแดนจำนวนมาก พบว่าที่ผ่านมา กลุ่ม LGBTQIA+ หลายท่านวิตกกังวลต่อการตรวจผ่านแดน เนื่องจากอาจมีเพศสรีระ เช่น การแต่งตัว ที่ไม่ตรงกับเพศสภาพในเอกสารการเดินทาง อาจด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายของประเทศเจ้าของสัญชาติในการเปลี่ยนสถานะทางเพศ หรือบางกรณีอาจทำศัลยกรรมเปลี่ยนแปลงเค้าโครงใบหน้าผิดไปจากเดิม ทำให้การตรวจผ่านแดนที่ช่องตรวจ ตม. ติดขัดไม่ราบรื่น และอาจเป็นข้อสงสัยว่า เจ้าหน้าที่กีดกั้นเจาะจงเฉพาะกลุ่ม

 

เพื่อสร้างความมั่นใจแก่คนเดินทางที่มีความหลากหลายทางเพศทั้งไทยและต่างชาติในการเข้า-ออกประเทศไทย โดยจะขยายการปฏิบัติไปยังช่องทางตรวจคนเข้าเมืองสนามบินหลักให้ครบทั้ง 5 แห่งในสังกัด บก.ตม.2 และเริ่มคิกออฟตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 เป็นต้นไป เพื่อบอกให้สังคมโลกได้รับทราบว่า ประเทศไทยเป็นดินแดนที่เปิดกว้างสำหรับนักเดินทางจากทั่วโลก โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเพศแต่อย่างใด และนับเป็นการจัดกิจกรรมที่ด่าน ตม. ของประเทศไทย เป็นแห่งแรกของโลกที่สร้างความชัดเจนในเรื่องดังกล่าวให้ปรากฏต่อสังคมชาวโลก 

 

แนะนักเดินทางชาว LGBTQIA+ เข้าไทยครั้งแรก 

 

  1. กรณีผู้เดินทางซึ่งเดินทางเข้าไทยครั้งแรก และเพศสภาพซึ่งระบุในหนังสือเดินทางมีความแตกต่างจากเพศสรีระจริงที่ปรากฏตัว ไม่ว่าจะเป็นกรณีทำศัลยกรรมหรือกรณีเพศสรีระไม่ตรงกับหนังสือเดินทาง เช่น แต่งกายเป็นหญิง แต่หนังสือเดินทางระบุเป็นชาย ฯลฯ ผู้เดินทางควรมีเอกสารยืนยันตัวตน เช่น บัตรประจำตัวประชาชน (Citizen Card) หรือใบอนุญาตขับขี่ (Driving License) หรือเอกสารเดินทางซึ่งเคยใช้ก่อนหน้า หรือเอกสารหรือประวัติทางการแพทย์ที่แสดงถึงการรับการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงเพศ ฯลฯ เพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ตม. หากมีข้อซักถาม เพื่อยืนยันตัวตนด้วย

 

  1. กรณีผู้เดินทางที่มีใบหน้าหรือสรีระทางกายขณะปัจจุบันแตกต่างกันกับภาพข้อมูลบุคคลในหนังสือเดินทาง แต่เคยมีการบันทึกข้อมูลใบหน้าและลายนิ้วมือตามข้อแรกดังกล่าวมาแล้ว ทางระบบ ตม. จะเก็บข้อมูลไว้ในระบบ Biometric เพื่อตรวจเปรียบเทียบใบหน้าผู้เดินทางปัจจุบันกับข้อมูลชิปภายในหนังสือเดินทางเพื่อยืนยันตัวตน โดยไม่ต้องเรียกซักถามอีก

 

  1. ผู้เดินทางคนไทย และคนต่างชาติที่เป็นชาว LGBTQIA+ ที่เดินทางเข้า-ออกประเทศไทย โดยเฉพาะคนต่างชาติที่ได้รับสิทธิยกเว้นวีซ่าหรือได้รับวีซ่าเข้าประเทศไทย จะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมเช่นเดียวกับนักเดินทางอื่นๆ โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกในการตรวจหนังสือเดินทางตามนโยบายรัฐบาล

 

  1. กรณีที่ประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม World Pride ในปี 2030 ตม. สนามบินพร้อมให้ความร่วมมือ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) เพื่อจัดช่องทางพิเศษ และอำนวยความสะดวกด้านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองตามที่ประสานงานอย่างเต็มที่ 

 

ทั้งนี้ เครื่องหมายสติกเกอร์หัวใจสีรุ้งของ ตม. ที่จัดทำขึ้น มาจากแนวคิดธงสีรุ้งที่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ภายใต้การออกแบบของ กิลเบิร์ต เบเกอร์ ศิลปินชาวอเมริกันและนักขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนของเกย์ในปี 1978

The post ตม. สนามบินติดสติกเกอร์หัวใจสีรุ้ง สร้างความเชื่อมั่น ลดความกังวลนักเดินทาง LGBTQIA+ บินเข้า-ออกไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
แซฟฟิกคืออะไร ถือว่าเป็น LGBTQIA+ ไหม https://thestandard.co/what-is-sapphic/ Sat, 29 Jun 2024 01:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=951360

ช่วงนี้หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า ‘สเปกแซฟฟิก’ อยู่บ่อยๆ ห […]

The post แซฟฟิกคืออะไร ถือว่าเป็น LGBTQIA+ ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>

ช่วงนี้หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า ‘สเปกแซฟฟิก’ อยู่บ่อยๆ หรืออาจเคยเห็นการนิยามตัวเองของคนบางกลุ่มว่า “เราเป็นแซฟฟิก ไม่ใช่เลสเบี้ยน’ หรือไม่ก็เพิ่งจะได้ยินคำนี้เป็นครั้งแรก

 

ในสังคมปัจจุบันที่ความหลากหลายทางเพศมีการเปิดกว้างมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน แน่นอนว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย และไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราจะยังไม่เข้าใจหรือตามไม่ทัน 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำว่า ‘แซฟฟิก’ ก็เป็นคำศัพท์ที่เพิ่งเอากลับมาใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งเราอาจได้ยินอยู่บ่อยครั้งในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์แซฟฟิกหรือสเปกแซฟฟิก ฯลฯ แล้วแซฟฟิกไม่ใช่เลสเบี้ยนเหรอ? ทำไมหลายคนเลือกที่จะนิยามตัวเองว่าแซฟฟิก ไม่ใช่เลสเบี้ยน

 

แซฟฟิกคืออะไร? ถือว่าเป็น LGBTQIA+ ไหม?

 

คำว่า ‘แซฟฟิก’ (Sapphic) มีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งมาจากชื่อของ ‘แซฟโฟ’ (Sappho) นักกวีหญิงชาวกรีกท่านหนึ่ง คำนี้ถูกใช้เพื่ออธิบายประเภทบทกวีของเธอที่หลายๆ คนตีความว่าเป็นบทกวีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิง ส่วนอัตลักษณ์ทางเพศของเธอยังคงเป็นที่ถกเถียงจนถึงปัจจุบันว่าเธอเป็นเลสเบี้ยนหรือไม่ เนื่องจากไม่มีหลักฐานหรือรายละเอียดที่ชัดเจน แต่บทกวีของเธอมักจะกล่าวถึงความรู้สึกของเธอต่อผู้หญิงคนหนึ่ง จึงเกิดเป็นคำว่า ‘แซฟฟิก’ ขึ้นมา

 

แซฟฟิกเป็นนิยามของอัตลักษณ์ทางเพศที่มีความเชื่อมโยงกับความเป็นหญิง อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ ได้ว่า แซฟฟิกเป็นร่มคันใหญ่ และใต้ร่มคันใหญ่นี้ก็มีไบเซ็กชวล แพนเซ็กชวล เควียร์ และทรานส์เจนเดอร์ ฯลฯ จึงถือได้ว่าแซฟฟิกก็อยู่ในกลุ่ม LGBTQIA+ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Cisgender (บุคคลที่อัตลักษณ์ทางเพศสอดคล้องกับเพศกำเนิด) หรือ Transgender (บุคคลข้ามเพศ) ก็สามารถเรียกตัวเองว่าแซฟฟิกได้ ไม่จำเป็นต้องมีอัตลักษณ์ทางเพศเป็นหญิงเท่านั้น 

 

ในความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงสองคนไม่ได้แปลว่าจะเป็นคู่รักเลสเบี้ยนเสมอไป คนใดคนหนึ่งอาจเป็น Bisexual หรือ Pansexual หรือกำลังค้นหาตัวตนอยู่ การแปะป้ายว่าคู่รักหญิง-หญิงเป็นเลสเบี้ยนอาจเป็นการลบตัวตนของไบเซ็กชวลว่าไม่มีอยู่จริง หรือที่เรียกว่า ‘Bisexual Erasure’ ได้ ดังนั้นไม่ใช่แซฟฟิกทุกคนจะเป็นเลสเบี้ยน และไม่ได้หมายความว่าเป็นแซฟฟิกแล้วจะมีความรักแค่กับเพศหญิงเท่านั้น การที่หลายๆ คนเลือกที่จะนิยามตัวเองว่าเป็นแซฟฟิก อาจเป็นเพราะเขารู้สึกว่าคำนี้ครอบคลุมความเป็นตัวเขามากกว่านั่นเอง

 

อย่างไรก็ตาม การเคารพซึ่งกันและกันคือสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนหรือนิยามตนเองว่าอย่างไร ทุกคนก็ควรได้รับการเคารพและมีสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน การเคารพในทุกๆ ความสัมพันธ์และอัตลักษณ์อาจสำคัญกว่าการมาชี้ว่าความสัมพันธ์นี้นิยามว่าอย่างไร หรืออัตลักษณ์ของบุคคลนี้คืออะไร

 

ภาพ: Carlo Prearo / Shutterstock

อ้างอิง: 

The post แซฟฟิกคืออะไร ถือว่าเป็น LGBTQIA+ ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจประเทศที่ยังมีบทลงโทษ LGBTQIA+ ในปี 2024 https://thestandard.co/countries-penalizing-lgbtqia-2024/ Wed, 26 Jun 2024 12:20:44 +0000 https://thestandard.co/?p=950160 สำรวจประเทศที่ยังมีบทลงโทษ LGBTQIA+ ในปี 2024

ถึงแม้หลายๆ ประเทศในประชาคมโลกช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา […]

The post สำรวจประเทศที่ยังมีบทลงโทษ LGBTQIA+ ในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจประเทศที่ยังมีบทลงโทษ LGBTQIA+ ในปี 2024

ถึงแม้หลายๆ ประเทศในประชาคมโลกช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาจะทยอยเปิดกว้างและสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ รวมถึงประกาศใช้กฎหมาย #สมรสเท่าเทียม แล้ว แต่ก็ยังมีประเทศอื่นๆ อีกจำนวนไม่น้อยที่ยังปฏิบัติต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA+) อย่างไม่เท่าเทียม

 

จากการสำรวจและเก็บข้อมูลโดย Human Dignity Trust องค์กรที่ทำงานด้านการปกป้องสิทธิของ LGBTQIA+ โดยเฉพาะในมิติทางด้านกฎหมาย ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร พบว่ามีมากถึง 63 ประเทศที่กำหนดให้ความสัมพันธ์หรือกิจกรรมทางเพศของ LGBTQIA+ ถือเป็นอาชญากรรม โดยมีบทลงโทษสูงสุดตั้งแต่จำคุก ทั้งจำทั้งปรับหรือถูกเฆี่ยนตี จำคุกตลอดชีวิต ไปจนถึงประหารชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกฎหมายที่เคยประกาศใช้ตั้งแต่ยุคอาณานิคม 

 

ปัจจุบันยังคงมีกลุ่ม LGBTQIA+ จำนวนไม่น้อยที่ต้องปิดบังตัวตน ไม่สามารถเปิดเผยรสนิยมทางเพศหรือเป็นตัวของตัวเองได้ เนื่องจากปัจจัยทางด้านกฎหมาย วัฒนธรรม สังคม หรือศาสนา ด้วยเหตุนี้ ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศจึงยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการขับเคลื่อนอย่างจริงจังในอีกหลายๆ ประเทศ 

 

ชวนสำรวจประเทศที่ยังมีบทลงโทษ LGBTQIA+ ในปี 2024

 

อัปเดตและเผยแพร่ล่าสุด: 26 มิถุนายน 2024

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

อ้างอิง:

The post สำรวจประเทศที่ยังมีบทลงโทษ LGBTQIA+ ในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกลเปิดวงเสวนาผลักดันกฎหมายคำนำหน้านามตามสมัครใจ ชูเลือกเพศตามเจตจำนง https://thestandard.co/move-forward-pushes-voluntary-title-law/ Sat, 15 Jun 2024 03:16:21 +0000 https://thestandard.co/?p=945407 ก้าวไกล

วานนี้ (14 มิถุนายน) พรรค ก้าวไกล จัดวงเสวนา ‘ร่างพระรา […]

The post ก้าวไกลเปิดวงเสวนาผลักดันกฎหมายคำนำหน้านามตามสมัครใจ ชูเลือกเพศตามเจตจำนง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกล

วานนี้ (14 มิถุนายน) พรรค ก้าวไกล จัดวงเสวนา ‘ร่างพระราชบัญญัติการแก้ไขคำนำหน้านามและการระบุเพศ’ ร่วมเสวนาโดย ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ, ภัสริน รามวงศ์ สส. กรุงเทพฯ เขต 7, คณาสิต พ่วงอำไพ นักกิจกรรมและคณะทำงานความหลากหลายทางเพศ พรรคก้าวไกล และ กิตตินันท์ ธรมธัช นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย

 

ธัญวัจน์กล่าวว่า หลักการของร่าง พ.ร.บ.แก้ไขคำนำหน้านาม คือการที่รัฐเคารพ คุ้มครอง และรับรองการแสดงเจตจำนงทางเพศของประชาชน กฎหมายฉบับนี้จะมีประโยชน์หลายอย่าง ทำให้ประชาชนได้แสดงเจตจำนงทางเพศของตัวเอง ทำให้ระบบทะเบียนราษฎร์ได้รับการปรับปรุงให้ตรงกับความเป็นจริงและเป็นปัจจุบัน โดยพรรคก้าวไกลเตรียมยื่นร่างกฎหมายนี้หลังเปิดสภาในเดือนกรกฎาคม

 

ด้านภัสรินกล่าวว่า เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น คนในสภาบางส่วนกังวลต่อการออกกฎหมายที่ก้าวหน้า เพราะมีมายาคติว่าหากมีการเปลี่ยนการระบุคำนำหน้านามแล้วจะมีใครหลอกใคร ทั้งที่การหลอกลวงนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ หรือกรณีการจัดสรรงบประมาณ Gender Responsive Budgeting ก็ต้องคำนึงถึงกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วย ไม่ใช่แค่งบสำหรับชายและหญิง

 

คณาสิตกล่าวว่า ตนเป็น Non-Binary เห็นปัญหาของการที่ไม่ได้เป็นทั้งชายและหญิง ความรู้สึกนี้เกิดตั้งแต่เป็นเด็ก ตอนนั้นไม่มีแม้แต่คำนิยามของ Non-Binary ด้วยซ้ำ เรื่องนี้นำมาซึ่งการต่อสู้เรียกร้องสิทธิ ตนจึงอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงผ่านกฎหมายฉบับดังกล่าว

 

ขณะที่กิตตินันท์กล่าวว่า สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้มีความหลากหลายทางเพศยังต้องได้รับการผลักดันต่อเนื่อง ปัจจุบันกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น กลุ่มคนข้ามเพศ ไม่ได้รับสถานะบุคคลที่ตรงตามเพศของตน การแก้ไขกฎหมายให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถเลือกเพศได้ตามเจตจำนง (Self-Determination) เป็นสิ่งที่สมควรทำได้

The post ก้าวไกลเปิดวงเสวนาผลักดันกฎหมายคำนำหน้านามตามสมัครใจ ชูเลือกเพศตามเจตจำนง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจกับสิทธิ LGBTQIA+ ว่าด้วยการปฏิเสธการจ้างงานคนที่มีความหลากหลายทางเพศ https://thestandard.co/lgbtqia-business-and-rights/ Mon, 03 Jun 2024 05:44:35 +0000 https://thestandard.co/?p=940646 LGBTQIA+

ยังไม่เคยรับกะเทยเป็นลูกเรือเลย? จริงไหมคะ ที่เวลามีกะเ […]

The post ธุรกิจกับสิทธิ LGBTQIA+ ว่าด้วยการปฏิเสธการจ้างงานคนที่มีความหลากหลายทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
LGBTQIA+

ยังไม่เคยรับกะเทยเป็นลูกเรือเลย?

จริงไหมคะ ที่เวลามีกะเทยสมัครงานแล้วไม่เคยเรียกสัมภาษณ์เลย?

 

การวัดว่าองค์กรหรือบริษัทของเรานั้นทำเรื่อง LGBTQIA+ จริงๆ แบบไม่จกตา ก็ใช้ตัวชี้วัดนี้ประเมินผลองค์กรไปเลยค่ะ สะดวก ชัดเจน มีคู่เทียบมากมาย ได้ผลมาก็เอามาแปะโชว์ว่าเรามันของจริง องค์กรเรามันคือที่สุดในเรื่องการสนับสนุนสิทธิความเท่าเทียม

 

ปี 2015 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ในประเทศไทยได้จัดการประชุมว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิLGBTQIA+ซึ่งในช่วงปีนั้นไทยมีข่าวการปฏิเสธการจ้างงาน ส่วนในกระแสภาคธุรกิจสากล The Economist ได้จัดเสวนาว่าด้วย ‘Pride And Prejudice The Business And Economic Case For LGBT Diversity And Inclusion’ ในปี 2016 จึงเป็นที่มาของการพูดถึงบทบาทของภาคเอกชนในการสนับสนุนสิทธิ LGBTQIA+มาอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวทางสังคมเป็นประเด็นการสื่อสารสังคมของกลุ่มLGBTQIA+ที่ใช้พื้นที่ในการแสดงออกอย่างภาคภูมิใจ

 

​แรกเริ่มกิจกรรมแนวนี้เป็นงานของนักรณรงค์ที่รวมกลุ่มกันในด้านการรำลึกถึงเหตุการณ์ต่อต้านและใช้ความรุนแรง สื่อใจความสำคัญเรื่องความเสมอภาคและความเท่าเทียม มีการสนับสนุนของแหล่งทุนจากภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่ากลุ่มทุนในโลกแบบทุนนิยมส่งผลด้านบวกต่อการจัดงานของLGBTQIA+แม้จุดประสงค์อยู่ที่การพยายามใช้กลไกการตลาดเพื่อสังคม หรือการลงทุนกับประเด็นสังคม และสนับสนุนด้านเงินทุนจำนวนมาก แต่ก็นับเป็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ทำให้เกิดมูลค่าและคุณค่าต่อทั้งองค์กรและสินค้าของแบรนด์นั้นๆ เป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคต่อสินค้าและบริการมากขึ้น

 

มองกลุ่มเพศหลากหลายเป็นกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ต้องตีตลาดด้วยความเข้าใจในเรื่องความทันสมัยและกำลังซื้อต่อสินค้า ทุนจึงเป็นอีกแรงหนึ่งของการทำงานเคลื่อนไหวในสิทธิความหลากหลายทางเพศ หากเทียบกับเมื่อก่อนที่ใช้กลไกทางการเมืองเป็นหลัก คือการพยายามสร้างความเข้าใจสิทธิกับพรรคการเมือง มีนักการเมืองสนับสนุนให้เป็นนโยบาย ระยะเวลาสั่งสมจนทำให้สามารถมีนักการเมืองที่สนับสนุนสิทธิและมีตัวแทนของเพศหลากหลายอยู่ในสภา แต่กลไกกลายมาแนวของการทำงานเรื่องสิทธิที่อิงกับแหล่งทุนทางภาคธุรกิจมีแนวโน้มสูงขึ้นดังที่ปรากฏชัดเจนในสหรัฐอเมริกา

 

The Economist เป็นอีกข้อยืนยันหนึ่ง การศึกษาโครงการ #EcoPride Pride and Prejudice ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจเพื่อเพศหลากหลาย ที่ให้บรรดาผู้นำองค์กร ผู้บริหารระดับสูง ออกมากล่าวถึงนโยบายการสนับสนุนเพศหลากหลายในภาคธุรกิจ ไทยเคยจัดงานนี้ดังที่กล่าวไปแล้วโดย UNDP มีบริษัทชั้นนำในไทยเข้าร่วมกว่า 10 บริษัท นับเป็นเวทีที่สะท้อนว่าภาคธุรกิจไทยห่างไกลจากแนวคิดเรื่องสิทธิอยู่มากหากเทียบกับบริษัทเอกชนในต่างประเทศ

 

เนื่องด้วยกลไกในระบบของราชการยังไม่สามารถรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นได้จริง งานส่วนใหญ่จึงเป็นงานของกลุ่มของนักเคลื่อนไหวหรือภาคประชาสังคม ไม่เพียงพอและตอบสนองต่อปัญหาได้ทันท่วงที สังคมไทยจะมีแนวโน้มการยอมรับความหลากหลายทางเพศได้มากขึ้นแบบทีละเรื่องอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ก้าวกระโดดในด้านสิทธิ แต่ในทางกลับกัน ในด้านทุนนิยม บริโภคนิยม การท่องเที่ยว จะถีบตัวไปไวมากเพื่อตอบโจทย์ของเพศหลากหลาย และเมื่อมีกิจกรรมเดินขบวนไพรด์ เราก็จะเห็นบริษัทเอกชนต่างใช้โอกาสนี้เข้ามาสนับสนุนและสร้างกระแสการมีส่วนร่วมสนับสนุนสิทธิของเพศหลากหลาย ในต่างประเทศมีการตั้งประเด็นว่าองค์กรเหล่านั้นช่วงชิงการตลาดเพื่อยอดขายเท่านั้นจริงหรือไม่

 

คำที่หลายคนคุ้นเคยมากขึ้นในสังคมไทยคือ Rainbow Washing คือการที่บริษัท แบรนด์ หรือองค์กรต่างๆ ใช้สัญลักษณ์LGBTQIA+เช่น ธงสีรุ้ง หรือการโปรโมต เพื่อให้ดูเหมือนสนับสนุนเพื่อจุดประสงค์ทางการตลาด โดยไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการสนับสนุนสิทธิหรือการแก้ไขปัญหาของLGBTQIA+สามารถเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงโลโก้ โฆษณา หรือผลิตภัณฑ์ในช่วงเดือนไพรด์ โดยที่ไม่ได้มีการสนับสนุนหรือช่วยเหลือที่จริงใจ คำถามก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าองค์กรไหนสนับสนุนจริง จึงขอยกตัวอย่างดัชนีชี้วัดที่น่าสนใจมาเล่าให้อ่านกัน

 

Human Rights Campaign (HRC) เป็นองค์กรในสหรัฐฯ ที่ประเมินนโยบายและแนวปฏิบัติของบริษัทต่างๆ ในการสนับสนุนความเท่าเทียมสำหรับพนักงานLGBTQIA+ผ่านดัชนีความเสมอภาคองค์กรภาคเอกชน (Corporate Equality Index: CEI) ดัชนีนี้ช่วยให้บริษัทต่างๆ นำแนวทางและภาษาที่เหมาะสมสำหรับLGBTQIA+มาใช้ในโครงสร้างบริหารธุรกิจที่มีอยู่ โดยมีการประเมินในหลายด้าน เช่น นโยบายการไม่เลือกปฏิบัติ สิทธิประโยชน์ทางสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งพนักงานข้ามเพศและครอบครัว การสนับสนุนวัฒนธรรมการรวมตัวในองค์กร และความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร

 

ในปี 2023-2024 มี 545 บริษัทที่ได้ 100 คะแนนเต็ม จากบริษัทที่เข้าร่วมการประเมินดัชนี CEI ทั้งหมด 1,384 บริษัท ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีบริษัทใหม่ 128 บริษัทจากหลากหลายอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมการประเมินในปีนี้ หนึ่งในความก้าวหน้าที่สำคัญของดัชนี CEI คือการนำแนวทางที่ครอบคลุมคนข้ามเพศมาใช้ โดยร้อยละ 90 ของบริษัทมีการระบุนโยบายไม่เลือกปฏิบัติตามอัตลักษณ์ทางเพศ และร้อยละ 73 มีประกันสุขภาพที่รวมถึงคนข้ามเพศ อีกทั้งดัชนี CEI ยังเน้นการจัดทำคู่มือสิทธิประโยชน์สำหรับLGBTQIA+เพื่อให้พนักงานทุกคนทราบถึงสิทธิประโยชน์ที่มี

 

โดยบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดในดัชนี CEI มาจากแทบทุกอุตสาหกรรมและภูมิภาคของสหรัฐฯ และเป็นตัวแทนของนายจ้างในทั้ง 50 รัฐด้วย

 

ในขณะที่เข้าสู่ปีที่ 30 ของการมีส่วนร่วมในสถานที่ทำงานเพื่อประโยชน์ของพนักงานLGBTQIA+และครอบครัว HRC ได้ยกระดับมาตรฐานในการเป็นพันธมิตรขององค์กรที่สนับสนุนการรวมตัวกัน การสำรวจในปีนี้ยากกว่าที่เคยเป็นมา เนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติของหลายรัฐโจมตีสมาชิกชุมชนคนข้ามเพศและนอน-ไบนารี รวมถึงฝ่ายที่ต่อต้านความเท่าเทียมของLGBTQIA+โจมตีพันธมิตรทางธุรกิจจำนวนมากขึ้น การโจมตีเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่การยกเลิกการคุ้มครอง และโจมตีความสามารถของพนักงานที่เป็นเพศหลากหลาย

 

การสำรวจดัชนี CEI ในปีนี้มีธุรกิจ 545 แห่งที่ผ่านเกณฑ์ใหม่และได้ 100 คะแนนเต็ม และได้รับรางวัล Equality 100 Award ปี 2023-2024 จาก HRC ในฐานะผู้นำด้านการรวมตัวของLGBTQIA+ในที่ทำงาน ซึ่งถือเป็นงานหนักของหลายบริษัทที่เข้าร่วม เพราะต้องมีทั้งนโยบายที่ชัดเจนและการปฏิบัติที่ครอบคลุมดัชนี CEI นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่ได้ 90 คะแนนขึ้นไปมากกว่าที่เคยเป็นมาด้วย แสดงให้เห็นว่านายจ้างจากบริษัทชั้นนำของประเทศเห็นถึงความจริงจังในความมุ่งมั่นในการรวมตัวและใช้ดัชนี CEI เป็นแนวทางพื้นฐานในองค์กรในเรื่องความเสมอภาคทางเพศ

 

เกณฑ์การให้คะแนนดัชนี CEI ปัจจุบันมีหลัก 4 ประการ ได้แก่

 

เกณฑ์ 1 การคุ้มครองพนักงาน

  • รสนิยมทางเพศ
  • อัตลักษณ์ทางเพศ

 

เกณฑ์ 2 สิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุม

  • สิทธิประโยชน์สำหรับคู่สมรสและคู่ชีวิต การรักษาพยาบาล และสิทธิประโยชน์อื่นๆ
  • สิทธิประโยชน์การสร้างครอบครัวที่ครอบคลุม
  • ประกันสุขภาพที่รวมถึงคนข้ามเพศ
  • คู่มือสิทธิประโยชน์LGBTQIA+

 

เกณฑ์ 3 การสนับสนุนวัฒนธรรมที่ครอบคลุม

  • แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการศึกษาและฝึกอบรมภายในเกี่ยวกับLGBTQIA+
  • การเก็บข้อมูลLGBTQIA+
  • แนวปฏิบัติที่ครอบคลุมสำหรับคนข้ามเพศ
  • แหล่งทรัพยากรสำหรับพนักงาน LGBTQIA+หรือมีชมรม/กลุ่ม

 

เกณฑ์ 4 ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร

  • ความพยายามในการมีส่วนร่วมกับชุมชนLGBTQIA+ ที่กว้างขึ้น
  • มาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร และแนวทางการบริจาคเพื่อการกุศลที่ครอบคลุมLGBTQIA+
  • นโยบายไม่เลือกปฏิบัติในหน่วยธุรกิจ
  • สวัสดิการที่เท่าเทียมกันสำหรับพนักงานLGBTQIA+ และครอบครัว
  • การสนับสนุนวัฒนธรรมการโอบรับ
  • ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร

 

ทั้งนี้ HRC ได้เผยแพร่รายงานดัชนี CEI ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการสำรวจประจำปีที่จัดทำขึ้นกับนายจ้างรายใหญ่ทั่วโลก ในดัชนีแรกในปี 2002 มีเพียง 13 บริษัทที่ได้ 100 คะแนนเต็ม เมื่อเทียบกับ 545 บริษัทที่ได้รับคะแนนเต็มในปีนี้ เมื่อภาคธุรกิจให้การศึกษา ฝึกอบรม และมีนโยบายความรับผิดชอบเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศและการรวมตัวในสถานที่ทำงาน พบว่ามีทิศทางที่ดีขึ้นต่อการรวมตัวของคนข้ามเพศในที่ทำงาน มีการนำเสนอเรื่องการดูแลสุขภาพและอื่นๆ ด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานทุกคนทราบถึงสิทธิประโยชน์และบริการที่นายจ้างของตนจัดหาให้อย่างเท่าเทียม

 

ลองจินตนาการว่าหากมีบริษัทในไทยสนใจลงทุนเพื่อเข้าร่วมเพื่อวัดดัชนีความเสมอภาคองค์กรภาคเอกชนก็คงจะดีไม่น้อย แม้ต้องใช้เวลาอยู่บ้างเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายในประเทศ การได้วัดและประเมินบริษัทด้วยแบบวัดที่เป็นสากลคงเป็นหลักฐานหนึ่งเพื่อจะยืนยันว่าบริษัทมีนโยบายและการปฏิบัติจริง และเป็นการยืนยันว่าการออกมาสนับสนุนสิทธิLGBTQIA+นั้นมีที่มาที่ไปที่จริงจังและจริงใจ

 

อ้างอิง:

The post ธุรกิจกับสิทธิ LGBTQIA+ ว่าด้วยการปฏิเสธการจ้างงานคนที่มีความหลากหลายทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2024 ชาติไหนประกาศใช้ ‘สมรสเท่าเทียม’ แล้วบ้าง https://thestandard.co/equal-marriage-2024/ Mon, 03 Jun 2024 03:58:44 +0000 https://thestandard.co/?p=940602 สมรสเท่าเทียม

หลายชาติในประชาคมโลกต่างทยอยเปิดพื้นที่และโอบรับความแตก […]

The post ปี 2024 ชาติไหนประกาศใช้ ‘สมรสเท่าเทียม’ แล้วบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมรสเท่าเทียม

หลายชาติในประชาคมโลกต่างทยอยเปิดพื้นที่และโอบรับความแตกต่างหลากหลายในสังคมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในมิติของความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศ นับตั้งแต่ปี 2001 จนถึงปัจจุบัน มีอย่างน้อย 37 ชาติทั่วโลกที่ประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม อนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถสมรสกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเช่นเดียวกับคู่รักชายหญิง

 

เนเธอร์แลนด์ถือเป็นประเทศแรกในโลกที่ประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2001 ก่อนที่จะตามมาอีกหลายๆ ชาติในยุโรปและลาตินอเมริกา ในขณะที่เอเชียมีเพียงไต้หวันและเนปาลเท่านั้นที่ประกาศใช้กฎหมายนี้

 

กลุ่มนักเคลื่อนไหว ผู้สนับสนุนสิทธิความหลากหลายทางเพศ และคู่รัก LGBTQIA+ ในไทยกำลังร่วมกันเฉลิมฉลองช่วงเวลาประวัติศาสตร์ หลังสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมในวันนี้ (18 มิถุนายน) โดยมีความเป็นไปได้ที่ไทยอาจบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมภายในช่วงปลายปีนี้ และจะทำให้ไทยเป็นชาติแรกในอาเซียนและชาติที่ 3 ในเอเชียที่ผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมจนเป็นผลสำเร็จ

 

ขณะที่ลิกเตนสไตน์ก็จะเป็นอีกหนึ่งชาติในประชาคมโลกที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2025

 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post ปี 2024 ชาติไหนประกาศใช้ ‘สมรสเท่าเทียม’ แล้วบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความเป็นมาและเป็นไปของ ‘Pride Month’ ที่ชื่อเดือนไม่เกี่ยวกับงาน Pride https://thestandard.co/the-origins-of-pride-month/ Sat, 01 Jun 2024 13:56:05 +0000 https://thestandard.co/?p=940279

​ขณะนี้เริ่มต้นเข้าสู่เดือนมิถุนายน หลายคนคงรับรู้ได้ถึ […]

The post ความเป็นมาและเป็นไปของ ‘Pride Month’ ที่ชื่อเดือนไม่เกี่ยวกับงาน Pride appeared first on THE STANDARD.

]]>

​ขณะนี้เริ่มต้นเข้าสู่เดือนมิถุนายน หลายคนคงรับรู้ได้ถึงการประดับประดาตกแต่งถนนและสถานที่ต่างๆ ด้วยสีรุ้ง รวมทั้งการเกิดขึ้นของกิจกรรมจำนวนมากที่เกี่ยวกับสิทธิในความหลากหลายทางเพศ บรรยากาศของเทศกาลสนับสนุนเรื่อง LGBTQIA+ อบอวลไปทั่ว สร้างสีสันให้กับชีวิตประจำของผู้คนไปพร้อมกับการตระหนักรู้ถึงความเท่าเทียมและความหลากหลายตลอดเดือนนี้

 

​หลายคนอาจมีคำถามในใจว่า ทำไม Pride Month ต้องเป็นเดือนมิถุนายน หรือเดือนมิถุนายนเกี่ยวอะไรกับผู้มีความหลากหลายทางเพศ

 

​ในเรื่องนี้บางคนอาจคิดว่าเดือนมิถุนายนมีสัญลักษณ์เป็นคนคู่ คนคู่น่าจะสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์จึงยกให้เดือนนี้เป็น Pride Month แต่ความคิดเช่นนั้นไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เพราะ Pride Month ไม่เกี่ยวอะไรกับ ‘ชื่อ’ ของเดือนนี้ หากแต่ที่ยกให้เดือนนี้เป็น Pride Month เนื่องจากมีที่มาจาก ‘เหตุการณ์’ ​(เอาเข้าจริงคนไทยมีศัพท์เรียกใช้เดือนต่างๆ ตามสุริยคติอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ไม่ว่าจะมิถุนายน กรกฎาคม ก็เพิ่งมีเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 นี่เอง โดยฝีมือของกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการที่คิดศัพท์ขึ้น ก่อนหน้าคนไทยใช้แต่เดือนอ้าย เดือนยี่ ตามจันทรคติ)

 

จุดเริ่มต้นจากการจับกุม

 

​ที่เดือนมิถุนายนถือว่าเป็น Pride Month เพราะเริ่มต้นจากการจับกุม เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ไนต์คลับชื่อ ‘The Stonewall Inn’ สถานที่รวมตัวสังสรรค์ของผู้มีความหลากหลายทางเพศในเมืองนิวยอร์ก โดยในวันที่ 28 มิถุนายน 1969 (พ.ศ. 2512) ตำรวจนิวยอร์กเข้าตรวจค้นและจับกุมลูกค้าที่อยู่ในคลับดังกล่าว มีการกล่าวหาเรื่องพฤติกรรมที่ขัดต่อศีลธรรมของสังคม เช่น แต่งกายไม่ตรงกับเพศกำเนิด เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ ต้องเข้าใจว่ากฎหมายอเมริกันในห้วงเวลาดังกล่าวยังกำหนดให้พฤติกรรมแบบผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นความผิดอาญาหรือขัดต่อค่ามาตรฐานศีลธรรมในสายตาของผู้มีอำนาจรัฐ

 

​อย่างไรก็ตาม การจับกุมครั้งนั้นเกิดการต่อต้านโดยผู้คนในคลับ และลุกลามบานปลายไปยังผู้คนในชุมชนอย่างรวดเร็ว แก่นแกนของความขัดแย้งคือการปะทะกันระหว่างกลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศและชาวบ้านที่มองว่านี่เป็นเสรีภาพในชีวิตที่จะมีอิสระในตัวตนกับตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมายบ้านเมืองที่คิดว่าตนมีหน้าที่รักษากติกา

 

ความขัดแย้งดังกล่าวขยายออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่กี่วันผู้คนจำนวนมากก็รวมตัวประท้วงและนำไปสู่การขับเคลื่อนขบวนการเมืองและจัดตั้งองค์กรภาคประชาชนเพื่อรณรงค์ ภายในเวลาไม่นานเท่าไร ในปีนั้นแกนนำก็จัดตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวที่ชื่อ The Gay Liberation Front (GLF) ในทันที

 

​การเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมให้เกิดกับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าก็เห็นปรากฏการณ์เกิดขึ้นในมลรัฐต่างๆ ของอเมริกาและกระจายแนวคิดไปสู่ประเทศอื่นๆ ด้วย 

 

​The Stonewall Inn หรือเรียกสั้นๆ ว่า Stonewall จึงกลายเป็นตำนานในฐานะหมุดหมายแห่งความทรงจำของผู้คนที่เรียกร้องในเรื่องสิทธิในความหลากหลายทางเพศ กล่าวได้ว่าการจับกุมในวันที่ 28 มิถุนายนครั้งนั้นถือเป็นชนวน ‘การลุกฮือ’ (Uprising) ต่อต้านความอยุติธรรม

 

ขยายไปสู่สากล

 

​เดือนมิถุนายนกลายเป็นเดือนแห่งสัญลักษณ์และเดือนแห่งกิจกรรมสนับสนุนความหลากหลายทางเพศในหลายประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม อีกหลายประเทศบนโลกใบนี้ยังกำหนดให้การมีความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ไม่รับรองให้สมรสกันตามกฎหมายได้ และปล่อยให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเพศสภาพ

 

ถึงกระนั้น กระแสของการผลักดันเรื่องความหลากหลายทางเพศดูจะเป็นเรื่องที่ยากจะถอยหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนนี้ ผู้คนจำนวนมากพร้อมให้การสนับสนุนและเข้าร่วมเดินขบวนหรือเป็นส่วนหนึ่งในเทศกาล Pride Month แต่ก็มีเรื่องที่ควรฟังไว้ นั่นคือ อเมริกาได้ออกประกาศเตือนทั่วโลกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขอให้งาน Pride Month ทั่วโลกระมัดระวังการก่อการร้ายหรือการโจมตีโดยอาศัยโอกาสในเทศกาลดังกล่าว

 

Pride Parade ใน Pride Month

 

กิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งใน Pride Month ที่มองว่าขาดเสียมิได้และถือว่าเป็นตัวชูโรงคือ Pride Parade ซึ่งเป็นการเดินขบวนที่เปิดโอกาสให้คนทุกเพศทุกวัยร่วมกันแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ

 

คำถามน่าคิดคือ Pride Parade กำลังทำหน้าที่อะไรในการสื่อสารต่อสังคม ผมคิดว่าเรื่องนี้มีการถกเถียงกันมากแม้ในหมู่แกนนำหรือผู้จัดกิจกรรม แต่สำหรับผมเองเห็นว่า Pride Parade กำลังทำหน้าที่ดังนี้

 

  1. สร้างความสนุกสนานร่าเริงให้กับผู้คน: เพราะ Pride Parade เปี่ยมด้วยสีสัน เสียงเพลง ความบันเทิง ความสนุกสนานครึกครื้น ไม่ใช่ขบวนเคร่งขรึมหรือการรำลึกอย่างเศร้าสร้อย และหน้าที่นี้ถือเป็นเครื่องมือแรกที่ผู้คนทุกเพศทุกวัยสัมผัสได้โดยง่าย หรืออาจเรียกได้ว่าทำหน้าที่เหมือนกับเมนูออร์เดิร์ฟให้ทุกคนได้รับรู้และมีความสุขไปด้วยกัน

 

  1. กระตุ้นให้ตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของความหลากหลายทางเพศ: โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมที่มองว่าผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นสิ่งประหลาด ผิดปกติ หรือชนกลุ่มน่าเวทนา การเดินขบวนดังกล่าวจึงมีขึ้นเพื่อทำหน้าที่ว่า ตัวตนทางเพศของมนุษย์มีหลายเฉด วิถีทางเพศมีความหลากหลาย ดังนั้น ผู้มีความหลากหลายทางเพศจึงเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในสังคม ในแง่นี้ การเดินขบวนด้วยสีสันและความบันเทิงจึงทำหน้าที่กู่ร้องให้ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของ LGBTQIA+

 

  1. รณรงค์ให้ขจัดความอยุติธรรมทางเพศ: ข้อนี้คือหน้าที่กระตุ้นเตือนผู้มีอำนาจและสะท้อนไปยังหัวใจของผู้คนถึงความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นกับผู้มีความหลากหลายทางเพศในฐานะมนุษย์ที่ควรได้รับสิทธิอันพึงมีพึงเป็นเหมือนกับเพื่อนมนุษย์คนอื่นในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นจากกฎหมายและนโยบายของบ้านเมือง

 

จับตาวุฒิสภาไทย

 

​ขอทิ้งท้ายว่า Pride Month ปีนี้มีข่าวดี วุฒิสภาเตรียมพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมในวันที่ 18 มิถุนายนที่จะถึง หลังจากที่ในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภาทำหน้าที่แล้วเสร็จ และมีการประเมินกันว่า ในวันที่ 18 มิถุนายนนี้ วุฒิสภาจะโหวตผ่านกฎหมาย ซึ่งนั่นหมายความว่า เป็นไปได้ที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะมีผลใช้บังคับไม่เกินสิ้นปี Pride Month ปีนี้จึงน่าจะเป็นเดือนแห่งความทรงจำเรื่องสิทธิในความหลากหลายทางเพศของไทยต่อไป

The post ความเป็นมาและเป็นไปของ ‘Pride Month’ ที่ชื่อเดือนไม่เกี่ยวกับงาน Pride appeared first on THE STANDARD.

]]>
หน้า-ผมพร้อม เอ็นจอย ม่วนจอย พาเหรดชาว LGBTQIA+ ไพรด์เฟสติวัล https://thestandard.co/bangkok-pride-festival-2024-parade/ Sat, 01 Jun 2024 07:43:11 +0000 https://thestandard.co/?p=940185

วันนี้ (1 มิถุนายน) ช่างภาพข่าว THE STANDARD เก็บภาพบรร […]

The post หน้า-ผมพร้อม เอ็นจอย ม่วนจอย พาเหรดชาว LGBTQIA+ ไพรด์เฟสติวัล appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (1 มิถุนายน) ช่างภาพข่าว THE STANDARD เก็บภาพบรรยากาศการเตรียมตัว แต่งตัวและแต่งหน้าของชาว LGBTQIA+ ที่เตรียมร่วมบางกอกไพรด์พาเหรดฉลองเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ

 

ขบวนแห่งความภาคภูมิใจประกอบไปด้วย 5 ขบวนหลัก 5 นิยามความรัก นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสในการยกระดับการจัดงานไพรด์สู่มาตรฐานการจัด WorldPride และเตรียมความพร้อมกรุงเทพมหานครสู่การเป็นเจ้าภาพ Bangkok WorldPride 2030 และยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่เท่าเทียมและปลอดภัยสำหรับทุกคนในประเทศไทย

 

ทั้งนี้ งาน Bangkok Pride Festival ในปีนี้ กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าปลีกชั้นนำ เจ้าของและผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม ไอซีเอส และสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ มีนโยบายและสนับสนุนด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมมาโดยตลอด ได้ร่วมสนับสนุน บางกอกไพรด์ หรือ บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด และ กรุงเทพมหานคร ในการจัดงาน Bangkok Pride Festival และยังจัดกิจกรรมภายใต้แคมเปญ ‘The Celebration : Right to Love’ ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2567 อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือน

 

 

The post หน้า-ผมพร้อม เอ็นจอย ม่วนจอย พาเหรดชาว LGBTQIA+ ไพรด์เฟสติวัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘LGBTQIAN+’ แต่ละตัวอักษรหมายถึงอะไร https://thestandard.co/lgbtqian-plus-acronym-explained/ Sat, 01 Jun 2024 06:05:09 +0000 https://thestandard.co/?p=940133

ชวนทำความรู้จักกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือที่ปัจจ […]

The post รู้จัก ‘LGBTQIAN+’ แต่ละตัวอักษรหมายถึงอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชวนทำความรู้จักกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือที่ปัจจุบันเราเรียกกันว่า ‘LGBTQIAN+’ ซึ่งมีอัตลักษณ์ที่เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่เราอาจเรียกกันสั้นๆ แค่ว่า ‘LGBT’ โดยแต่ละตัวอักษรมาจากคำว่าอะไร และหมายความว่าอย่างไร มาทำความเข้าใจและเรียนรู้ความหลากหลายนี้ไปพร้อมกัน

 

Lesbian-Gay Bisexual-Transgender Queer-Intersex

 

นอกจากนี้ยังมีเพศวิถีและอัตลักษณ์อื่นๆ ที่เราอาจไม่ได้กล่าวถึง เช่น Pansexual (บุคคลที่รัก ชอบหรือสนใจได้ทุกเพศ), Polysexual (บุคคลที่ชอบและสนใจหลายเพศ แต่ไม่ใช่ทุกเพศ), Aromantic (บุคคลที่ไม่มีแรงดึงดูดทางใจกับผู้อื่นหรือมีน้อยมาก) ฯลฯ ซึ่งรวมอยู่ในเครื่องหมาย + ของ ‘LGBTQIAN+’ นั่นเอง

 

ในอนาคตอาจมีคำศัพท์ที่ใช้เรียกเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้น สิ่งที่สำคัญมากกว่าการกำหนดหรือจำกัดนิยามว่าคนนั้นมีเพศวิถีแบบใด หรือคนนี้มีอัตลักษณ์ทางเพศแบบไหน คือการเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์

 

หมายเหตุ: การนิยามตัวตนของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันออกไป และเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้

 

อัปเดตและเผยแพร่ล่าสุด: 1 มิถุนายน 2024

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

อ้างอิง: THE STANDARD รวบรวม

The post รู้จัก ‘LGBTQIAN+’ แต่ละตัวอักษรหมายถึงอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนื่องในวันยุติโฮโมโฟเบียสากล ความหวังต่อการยุติการเกลียดกลัว LGBTQIA+ https://thestandard.co/opinion-international-day-against-homophobia/ Fri, 17 May 2024 14:07:25 +0000 https://thestandard.co/?p=934975 LGBTQIA+

เมื่อตอนกลางวันได้เห็นคลิปสั้นๆ ของสำนักข่าว THE STANDA […]

The post เนื่องในวันยุติโฮโมโฟเบียสากล ความหวังต่อการยุติการเกลียดกลัว LGBTQIA+ appeared first on THE STANDARD.

]]>
LGBTQIA+

เมื่อตอนกลางวันได้เห็นคลิปสั้นๆ ของสำนักข่าว THE STANDARD ที่ท่านทูตไวน์คาร์เดิน เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ได้กล่าวถ้อยคำเป็นกำลังใจต่อการส่งเสริมความเป็นธรรมทางเพศและยุติความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นกับกลุ่ม LGBTQIA + เนื่องในวัน International Day Against Homophobia, Biphobia and Transphobia ผมก็อดไม่ได้ที่อยากจะบอกเล่าเรื่องราว ข้อสังเกต และความหวังต่อการยุติการเกลียดกลัวบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทย

 

เหตุใดต้องเป็นวันที่ 17 พฤษภาคม

 

ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่ 17 พฤษภาคม ในทางสากลให้การยอมรับว่าทุกๆ ปี ถือเป็นวัน International Day Against Homophobia, Biphobia and Transphobia หรือที่อาจแปลเป็นไทยว่า วันสากลว่าด้วยการยุติการเกลียดกลัวผู้มีความหลากหลายทางเพศ บุคคลผู้รักทั้งสองเพศ และบุคคลข้ามเพศ ในที่นี้ขอเรียกสั้นๆ ว่าวันยุติโฮโมโฟเบียสากล

 

เหตุที่เป็นวันดังกล่าวเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1990 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศลบการเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ (Homosexuality) ออกจากบัญชีว่าด้วยโรค เพราะฉะนั้นการเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศจึงไม่ใช่ความเจ็บป่วย โรค หรือปัญหาสุขภาพอีกต่อไป ดังนั้นมุมมองว่าผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นคนป่วย หรือต้องบำบัด หรือเป็นความผิดปกติของมนุษยชาติ จึงเป็นเรื่องต้องห้ามและไม่อาจยอมรับได้ในทางสากล

 

ข้อที่น่าสนใจคือคำประกาศขององค์การอนามัยโลกดังกล่าว เคยถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นคดีในศาลไทย คดีนั้นเกิดที่ศาลปกครอง จากการที่ ใบ สด. ระบุว่าหญิงข้ามเพศรายหนึ่ง ‘เป็นโรคจิตถาวร’ จากสภาวะของการเป็นหญิงข้ามเพศ

 

การใช้คำดังกล่าวในเอกสารราชการนั้นสร้างความไม่พอใจแก่หญิงข้ามเพศรายนั้น ซึ่งจริงๆ แล้วการใช้คำดังกล่าวในใบ สด. ก็มีมาก่อนหน้านั้นแล้ว โดยเป็นคำที่ใช้สำหรับตัดบุคคลข้ามเพศออกจากการคัดเลือกทหารเกณฑ์

 

คดีนี้จบลงที่เธอผู้นั้นเป็นฝ่ายชนะคดี ฝั่งกลาโหมแพ้ โดยศาลปกครองตัดสินห้ามใช้คำว่า ‘เป็นโรคจิตถาวร’ อีกต่อไป และให้ปรับใช้คำใหม่ว่า ‘เพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด’ ซึ่งถือเป็นการกำจัดอคติทางเพศในเอกสารราชการอย่างน่าชื่นชม

 

ข้อที่น่าสนใจในคดีนั้นคือ หญิงข้ามเพศผู้ฟ้องคดีได้อ้างเรื่องที่องค์การอนามัยโลกไม่ระบุว่าความหลากหลายทางเพศเป็นโรคให้ศาลได้พิจารณา และศาลปกครองก็ได้รับฟังข้อมูลมุมมองดังกล่าวขององค์การอนามัยโลกด้วย คดีนี้สะท้อนโลกทัศน์ของศาลปกครองเกี่ยวกับความเป็นธรรมทางเพศได้เป็นอย่างดี และถือว่าเป็นหมุดหมายสำคัญประการหนึ่งเกี่ยวกับการยุติความเกลียดกลัวผู้มีความหลากหลายทางเพศในประวัติศาสตร์ไทย (คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ 1540/2554 ตัดสินเมื่อเดือนกันยายน 2554 ฝั่งกลาโหมผู้แพ้คดีไม่อุทธรณ์)

 

เหตุใดถึงเกลียดกลัว

 

​อาการเกลียดกลัวผู้มีความหลากหลายทางเพศมีปัจจัยเกิดขึ้นได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความไม่รู้ในสภาวะความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต อคติยึดมั่นถือมั่นว่าเพศมีแค่สองชนิดเท่านั้นบนโลกใบนี้ โดยไม่อาจมีเป็นอื่นได้ และเรียกร้องหรือบังคับให้มนุษย์สามารถแสดงออกทางเพศได้แค่สองมิติ คือชายแท้หรือหญิงแท้ตามทัศนะแคบๆ ของผู้มองเช่นนั้น รวมไปถึงความพยายามในการสร้างกติกาหรือไม่ยอมเปลี่ยนแปลงกติกาในสังคม บนฐานคิดของความไม่รู้หรือรักษาอำนาจหรือสถานะเหนือบางอย่าง

 

อีกทั้งการมองว่าหากเปิดโอกาสให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศได้รับสิทธิบางประการจะนำไปสู่การแสวงหาประโยชน์ทางกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง เช่น หากเปิดโอกาสให้มีการสมรส ก็จะทำให้จดทะเบียนสมรสหลอกๆ เพื่อไปรับสวัสดิการในฐานะคู่สมรสตามกฎหมาย (ทำไมไม่คิดบ้างว่าคู่สมรสชายแท้หญิงแท้ในทัศนะของผู้ต่อต้านเรื่องนี้ก็อาศัยโอกาสเช่นนั้นได้เหมือนกัน) พูดง่ายๆ คือการตั้งแง่ รวมถึงข้ออ้างที่ไปไกลแม้กระทั่งการนำเสนอว่าความหลากหลายทางเพศคือหายนะของมนุษยชาติ เช่น ธรรมชาติจะลงโทษหรือจะสิ้นเผ่าพันธุ์

 

ปรากฏการณ์ว่าด้วยการเกลียดกลัว

 

​บางคนกลัวผี บางคนไม่กลัวผี สุดแต่ว่าจะเชื่อเรื่องผีหรือไม่ และเชื่อแล้วกลัวหรือไม่ ความหลากหลายทางเพศก็เช่นกัน ประวัติศาสตร์มนุษยชาติบอกเล่าเรื่องราวในห้วงเวลาตลอดหลายพันปีที่บันทึกมาได้ความว่า มีทั้งช่วงที่กลัวและช่วงที่ไม่กลัว และมีพื้นที่ที่กลัวและไม่กลัวในเรื่องความหลากหลายทางเพศ ข้อนี้อาจทำให้เรา ณ โลกปัจจุบันได้ตระหนัก

 

​ย้อนไปประมาณหนึ่งพันห้าร้อยกว่าปีที่แล้วในโลกตะวันตก พบว่าเคยมีมุมมองเรื่องการเกลียดกลัวความหลากหลายทางเพศจากคัมภีร์ของศาสนาที่ถูกตีความบอกเล่าเรื่องราวตำนานเมือง ซึ่งต้องล่มสลายจากห่าฝนเพลิงพิโรธของพระเจ้า เพราะเหตุที่บุคคลเพศเดียวกันมีความสัมพันธ์เชิงความรัก บุคคลเช่นนี้ถือเป็นคนบาป

 

​หรือตัดมาในยุคจักรวรรดิอังกฤษ ที่มีกฎหมายกำหนดให้ความสัมพันธ์ทางเพศของบุคคลเพศเดียวกันเป็นเรื่อง ‘ผิดธรรมชาติ’ ถึงขนาดมีโทษทางอาญา แนวคิดนี้แผ่ไปยังประเทศอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากอังกฤษด้วย อลัน ทัวริง นักคณิตศาสตร์ชื่อดังของอังกฤษ ที่มีบทบาทในการถอดรหัสลับของเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เป็นบุคคลหนึ่งที่โดนคดีและต้องรับโทษตามกฎหมายเพราะไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชาย เหตุเกิดในปี 1952 กว่าจะได้รับการพระราชทานล้างมลทินโดยควีนเอลิซาเบธก็ล่วงเข้าปี 2013

 

​อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ดังระดับโลกคือการก่อวินาศกรรมในปี 2016 ที่ผับชื่อเดอะพัลส์ (The Pulse) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ก่อการร้ายเพราะการเกลียดกลัวทางเพศ (Homophobic Terrorism) ครั้งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์คราวนั้นผู้ร้ายได้เข้าไปยิงคนในผับดังกล่าวที่แน่นขนัด ณ ช่วงเวลาประมาณตีสอง มีเหยื่อผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 49 ราย ไม่รวมที่บาดเจ็บอีกจำนวนมาก

 

การที่ผับของผู้มีความหลากหลายทางเพศตกเป็นเป้าหมายของความรุนแรง นำไปสู่การตระหนักถึงการยุติความเกลียดชังต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างกว้างขวางในสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงมีท่าทีจากทางสหประชาชาติด้วย

 

มองว่าผู้คนล้วนเป็นมนุษย์เหมือนกัน

 

​หัวใจของการยุติความเกลียดกลัวผู้มีความหลากหลายทางเพศคือการทำความเข้าใจในความแตกต่างของเพศวิถีหรือการแสดงออกทางเพศของผู้คน ไม่ตีตราหรือจำกัดกรอบวิถีชีวิต ไม่ลงโทษหรือตั้งแง่เพียงเพราะเป็นบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนควรที่จะสามารถกำหนดชีวิตของตนเองได้ตามปรารถนา และได้รับความเท่าเทียมกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ ทั้งในด้านโอกาสและความเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเท่าเทียมในสายตาของกฎหมาย ที่สะท้อนว่าสังคมจะรับรองและคุ้มครองให้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ

 

ก้าวต่อไปของสังคมไทย

 

​มีอีกหลายต่อหลายเรื่องในสังคมไทยที่จำเป็นต้องขบคิดและพัฒนาต่อไป ภายใต้กรอบการยุติความเกลียดกลัวความหลากหลายทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายรับรองเพศ กฎหมายว่าด้วยคำนำหน้านาม การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการห้ามเลือกปฏิบัติทางเพศที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงเรื่องราวที่ในต่างประเทศเริ่มขยับปรับเปลี่ยนไปแล้ว แต่สังคมไทยยังคงรอคอยข้อสรุปอย่างเช่นข้อห้ามชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายบริจาคโลหิต ซึ่งเป็นประเด็นในต่างประเทศแล้วว่าข้อห้ามนี้ตั้งอยู่บนอคติมากกว่าข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์หรือการป้องกันการติดเชื้อในทางการแพทย์

 

​อย่างไรก็ตาม ผมยังเชื่อว่าสังคมไทยจะค่อยๆ เรียนรู้และปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ความเกลียดกลัวทางเพศน่าจะลดน้อยถอยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ความคิดความเชื่อของผู้คนในสังคมไทย ณ เวลานี้ และความพยายามผลักดันจากทุกภาคส่วน ทั้งนักการเมือง ระบบราชการ และประชาชน

The post เนื่องในวันยุติโฮโมโฟเบียสากล ความหวังต่อการยุติการเกลียดกลัว LGBTQIA+ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิรักเตรียมออกกฎหมายใหม่ LGBTQIA+ อาจต้องโทษจำคุก 10-15 ปี https://thestandard.co/iraq-criminalises-same-sex-relationships/ Sun, 28 Apr 2024 07:09:32 +0000 https://thestandard.co/?p=927651

รัฐสภาอิรักเตรียมออกกฎหมายใหม่ กำหนดโทษจำคุก 10-15 ปีสำ […]

The post อิรักเตรียมออกกฎหมายใหม่ LGBTQIA+ อาจต้องโทษจำคุก 10-15 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

รัฐสภาอิรักเตรียมออกกฎหมายใหม่ กำหนดโทษจำคุก 10-15 ปีสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือกลุ่ม LGBTQIA+ ในอิรัก โดยหนึ่งในสมาชิกของรัฐสภาเผยว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการต่อสู้กับ ‘ความเบี่ยงเบนทางเพศ’ ซึ่งแทรกซึมและก่อให้เกิดข้อถกเถียงต่อค่านิยมอิสลามในสังคมอิรักขณะนี้

 

กลุ่มคนข้ามเพศ หรือทรานส์เจนเดอร์ ในอิรักยังอาจตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายอนุรักษนิยมและเคร่งศาสนา โดยพวกเขาอาจถูกจำคุก 1-3 ปีภายใต้ร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ ขณะที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวที่สนับสนุนการค้าบริการทางเพศและการมีเพศสัมพันธ์ของ LGBTQIA+ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผ่าตัดแปลงเพศ ผู้ชายที่จงใจทำตัวเหมือนผู้หญิง และผู้ที่แลกเปลี่ยนภรรยากัน อาจมีความผิดทางศีลธรรมและต้องโทษจำคุกเช่นเดียวกัน

 

ก่อนหน้านี้อิรักเคยปรับแก้กฎหมายต่อต้านการค้าบริการทางเพศซึ่งประกาศใช้ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 โดยเคยกำหนดบทลงโทษประหารชีวิตสำหรับความสัมพันธ์ระหว่าง LGBTQIA+ หลังได้รับกระแสต่อต้านและแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาและบรรดาประเทศตะวันตก

 

ด้าน ราอิด อัล-มาลิกี สมาชิกสภานิติบัญญัติ เผยว่า การผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้เคยถูกเลื่อนการลงมติออกไป จนกว่า โมฮัมเหม็ด เชีย อัล-ซูดานี นายกรัฐมนตรีอิรัก จะเสร็จสิ้นการเดินทางเยือนสหรัฐฯ เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อลดผลกระทบต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงการเดินทางเยือน

 

อัล-มาลิกียังเน้นย้ำว่า “นี่เป็นเรื่องภายในอิรัก และเราไม่ยอมรับการแทรกแซงใดๆ ต่อกิจการในอิรัก”

 

กลุ่ม LGBTQIA+ ตกเป็นเป้าโจมตีของทางการอิรักมาอย่างยาวนาน โดยก่อนหน้านี้มีความพยายามใช้หลักศาสนาและกฎหมายศีลธรรมมาลงโทษคนกลุ่มนี้ เพื่อรักษาค่านิยมและศีลธรรมอันดีงามของสังคมอิรักต่อไป

 

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้ว่า การผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ทั้งยังบั่นทอนความสามารถของอิรักในการกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

 

ด้านลอร์ดเดวิด คาเมรอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ระบุว่า การเตรียมออกกฎหมายฉบับใหม่นี้ ‘เป็นอันตรายและน่ากังวล’ เพราะไม่ควรมีใครตกเป็นเป้าโจมตีเพียงเพราะตัวเขาเป็นเพศอะไร พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลอิรักสนับสนุนหลักสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของประชาชนทุกคน โดยไม่มีการแบ่งแยกด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม 

 

แฟ้มภาพ: Ameer Al-Mohammedawi / picture alliance via Getty Images

อ้างอิง:

The post อิรักเตรียมออกกฎหมายใหม่ LGBTQIA+ อาจต้องโทษจำคุก 10-15 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
พบกับงานสัมมนาแห่งปี ‘สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม: สิทธิของ LGBTQIAN+ กับการเปิดรับของสังคม’ จากมุมมองของผู้มีความหลากหลายทางเพศ https://thestandard.co/seminar-on-lgbtqian-rights/ Fri, 29 Mar 2024 07:25:40 +0000 https://thestandard.co/?p=917071

วันนี้ (29 มีนาคม) หลักสูตรผู้บริหารยุทธศาสตร์การสื่อสา […]

The post พบกับงานสัมมนาแห่งปี ‘สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม: สิทธิของ LGBTQIAN+ กับการเปิดรับของสังคม’ จากมุมมองของผู้มีความหลากหลายทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (29 มีนาคม) หลักสูตรผู้บริหารยุทธศาสตร์การสื่อสารมวลชนระดับสูง (บยสส.) รุ่นที่ 3 ร่วมกับสถาบันอิศรา เชิญผู้สนใจเข้าร่วมฟังการสัมมนาหัวข้อ ‘สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม: สิทธิของ LGBTQIAN+ กับการเปิดรับของสังคม’

 

เวทีที่เปิดเพื่อให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองจากผู้มีความหลากหลายทางเพศ การถอดบทเรียนบทบาทสื่อ และการระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางในการสร้างความเท่าเทียมในสังคมของกลุ่ม LGBTQIAN+

 

รับฟังหลากหลายมุมมองจาก ณชเล บุญญาภิสมภาร นักรณรงค์เคลื่อนไหวข้ามเพศ, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ผู้กำกับซีรีส์ ร่วมด้วยนักแสดง รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น และ นุ่น-ดารัณ ฐิตะกวิน

 

ดำเนินรายการโดย วศิน บุณยาคม จากช่อง 9 MCOT HD และ อังคนางค์ จิตรกร จากช่อง AMARIN TV ในวันเสาร์ที่ 20 เมษายนนี้ เวลา 09.00-12.00 น. ณ Hall 1-2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ

 

พินิจ จารุสมบัติ ประธานผู้เข้าอบรม บยสส. รุ่นที่ 3 เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันสังคมไทยจะมีการเปิดรับความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQIAN+ แต่ก็ยังพบว่ามีการเลือกปฏิบัติและความเหลื่อมล้ำในหลายๆ เรื่อง เช่น การถูกปฏิเสธโอกาสในการทำงานบางประเภท การถูกกีดกันจากสิทธิสวัสดิการจากรัฐ และการเป็นเหยื่ออาชญากรรมจากความเกลียดชัง

 

คณะผู้เข้าอบรม บยสส. รุ่นที่ 3 จึงร่วมกับสถาบันอิศรา จัดงานสัมมนา ‘สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม: สิทธิของ LGBTQIAN+ กับการเปิดรับของสังคม’ ขึ้น ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างพื้นที่ให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศได้สื่อสารสะท้อนตัวตนสู่สาธารณะผ่านสื่อแขนงต่างๆ

 

โดยสร้างความเข้าใจให้แก่สังคมว่าความหลากหลายทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย เคารพในความแตกต่างหลากหลาย และส่งเสริมสังคมที่ทุกคนมีศักดิ์ศรีและสิทธิอันเท่าเทียมกัน

 

“สัมมนาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่สังคมจะได้รับฟังเรื่องราวจากกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศโดยตรง เพื่อสร้างความเข้าใจและส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติในวงกว้าง ซึ่งเชื่อมั่นว่าผลที่ได้จากการแลกเปลี่ยนความเห็นบนเวทีแห่งนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่เคารพและให้คุณค่ากับการเปิดรับความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริง” พินิจกล่าว

 

ผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนา ‘สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม: สิทธิของ LGBTQIAN+ กับการเปิดรับของสังคม’ ในวันเสาร์ที่ 20 เมษายนนี้ เวลา 09.00-12.00 น. ณ Hall 1-2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ ลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาล่วงหน้าได้ที่ https://forms.gle/RhNeDZokEjNRn8Xb7 งานนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

The post พบกับงานสัมมนาแห่งปี ‘สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม: สิทธิของ LGBTQIAN+ กับการเปิดรับของสังคม’ จากมุมมองของผู้มีความหลากหลายทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สมรสเท่าเทียม’ ในความเงียบ เมื่อสังคมไปไกล แต่กฎหมายยังช้า https://thestandard.co/same-sex-marriage-in-the-silence/ Mon, 04 Mar 2024 11:45:45 +0000 https://thestandard.co/?p=907031 รศ.ดร.อานนท์ มาเม้า

“…ในเรื่องการสมรส ตามจารีตประเพณีที่มีมาช้านาน วั […]

The post ‘สมรสเท่าเทียม’ ในความเงียบ เมื่อสังคมไปไกล แต่กฎหมายยังช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รศ.ดร.อานนท์ มาเม้า

“…ในเรื่องการสมรส ตามจารีตประเพณีที่มีมาช้านาน วัตถุประสงค์ของการสมรสคือการที่ชายและหญิงอยู่กินกันฉันสามีภริยาเพื่อสร้างสถาบันครอบครัว มีบุตร ดำรงเผ่าพันธุ์ตามธรรมชาติ และมีการสืบทอดทรัพย์สิน มรดก มีการส่งต่อความผูกพันกันระหว่างพ่อ แม่ พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ซึ่งการสมรสในระหว่างบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศอาจไม่สามารถสร้างความผูกพันอันละเอียดอ่อนดังกล่าวได้ ทั้งนี้ หากวิทยาการก้าวหน้า มีการค้นพบรายละเอียดเพิ่มขึ้นว่าสัตว์โลกบางประเภทมีพฤติกรรม หรือมีลักษณะทางชีวภาพแปลกแยกออกไป ก็จัดให้เป็นกลุ่มต่างหากเพื่อแยกศึกษาต่อไป…”

 

ข้อความดังกล่าวหลายคนคงจำได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไทย ที่ตัดสินเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2564 

 

คำวินิจฉัยฉบับนี้ (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2564) ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และการเปิดประเด็นเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศอย่างกว้างขวาง รวมถึงการอภิปรายกล่าวโยงไปยังแนวคิด ความเชื่อ สิทธิเสรีภาพในเรื่องอื่นๆ ของผู้มีความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย ที่ไม่ใช่แต่เรื่องการสมรสตามกฎหมายเท่านั้น หากแต่รวมถึงกรณีอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ การขจัดการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และนโยบายสาธารณะ

 

แท้จริงเรื่องความหลากหลายทางเพศเป็นเรื่องที่มีการรับรู้และกล่าวถึงอยู่ในสังคมไทยและวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดประเด็นเมื่อมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในปี 2564 เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องใหม่หรือปราศจากพัฒนาการหรือความเป็นมา

 

กล่าวเฉพาะในสังคมไทย เราอาจเห็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับผู้มีความหลากหลายทางเพศย้อนกลับไปในอดีตได้เป็นหลายร้อยปี แต่ข้อที่ต้องช่วยกันคิดคือความหลากหลายทางเพศในสังคมไทยจะดำเนินไปในทิศทางไหน ที่สำคัญคือ ‘ควร’ จะดำเนินไปอย่างไร 

 

ผมเห็นว่าอย่างน้อยที่สุด หากกล่าวเฉพาะเรื่องการสมรส ทัศนะของศาลรัฐธรรมนูญที่ตีความว่าวัตถุประสงค์ของการสมรสคืออะไร หรือรองรับให้กับอะไร และเพราะอะไรนั้น ก็ไม่ใช่ทัศนะเดียวแบบที่ผมเห็นพ้องด้วย

 

นี่ยังไม่นับรวมประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย ซึ่งมีการจุดขึ้นแล้วและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงความคิดและกฎหมาย  

 

แน่นอนว่าความคิดเห็นในสังคมไทยมีจำนวนมากและแตกต่าง แต่ทั้งหมดทั้งมวลของสิ่งเหล่านี้รอคอยการคลี่คลายหรือการปรับเปลี่ยน โดยผมเชื่อว่าสังคมไทยนั่นเองจะเป็นผู้เผยคำตอบ แม้จะเป็นคำตอบที่มาจากการปะทะถกเถียงกันหรือเจรจาต่อรองรอมชอมกันในสังคมไทยก็เถอะ

 

ณ ปัจจุบันดูเหมือนว่าสังคมไทยจะใจกว้างต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศมากพอสมควร แต่หากเฝ้ามองนโยบายสาธารณะที่เป็นจริงเป็นจังถึงขั้นการยอมรับเป็นกฎหมาย กลับกลายเป็นว่าพัฒนาการเรื่องความหลากหลายทางเพศในสังคมไทยจะไปช้ามากกว่าที่ผมคาดคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมสังเกตเห็นถึงความเงียบนิ่งสงบของกระบวนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เกี่ยวกับการสมรส หรือที่เรียกว่า ‘สมรสเท่าเทียม’ ในขณะนี้ 

 

เงียบจนหวั่นใจว่าจะร่างออกมาเป็นเช่นใด และยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุดการที่สภาผู้แทนราษฎรโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.การรับรองเพศฯ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ทำให้ผมกลับมาขบคิดเกี่ยวกับทัศนะเรื่องความหลากหลายทางเพศของสภาไทย และก็ยิ่งต้องคิดหนักเมื่อได้ฟังคำอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนในวันนั้น

 

จากการสังเกตสิ่งต่างๆ ในเวลานี้ ทำให้ผมชักจะไม่แน่ใจเกี่ยวกับทิศทางเรื่องความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย ผมอดกลัวไม่ได้ว่าเรื่องนี้จะแย่ลงไปกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงบริบทสังคมโลกยุคปัจจุบัน ดังนั้นนี่จึงเป็นสาเหตุหรือที่มาของการที่ผมตั้งใจจะเขียนบทความสั้นๆ เพื่อให้ข้อมูลหรือจุดประกายความคิดเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศหรือ LGBTQIA+ ออกมาเป็นระยะ 

 

ทั้งนี้ เพราะความเชื่อส่วนตัวของผมที่เห็นว่าโอกาสที่กฎหมายหรือนโยบายสาธารณะอื่นๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ในสังคมไทยมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

 

การพิจารณาภาพรวมด้านความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยว่าเป็นอย่างไรบ้างนั้น ผมคิดว่าเราอาจมองได้ 2 แง่ ได้แก่ แง่กฎหมาย กับอีกมุมหนึ่งคือแง่ทัศนะของสังคม  

 

ในแง่กฎหมาย ผมขอให้ลองมองย้อนไปในทางประวัติศาสตร์ เพื่อพิจารณาว่าระบบกฎหมายไทยได้ ‘กระทำ’ ต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางบวกหรือลบ เราจะเห็นได้ว่าหากย้อนไปเริ่มต้นพิจารณา ณ ปี 2540 ซึ่งเป็นปีที่เชิดชูกันว่าเป็นปีประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย นับแต่เวลานั้นมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น เช่น

 

  1. กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข รับรองว่าบุคคลรักเพศเดียวกันไม่ได้ถือเป็นผู้มีความผิดปกติทางจิตหรือป่วยเป็นโรค (หนังสือที่ สธ 0605/375) เมื่อเดือนมกราคม 2545

 

  1. ศาลปกครองเพิกถอนข้อความในใบ สด. ที่ใช้คำว่า ‘โรคจิตถาวร’ กับบุคคลข้ามเพศ (คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ 1540/2554) เมื่อเดือนกันยายน 2554

 

  1. ความพยายามใส่คำว่า ‘เพศสภาพ’ เมื่อเดือนมกราคม 2558 ในการร่างรัฐธรรมนูญหลังรัฐประหารปี 2557 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จในท้ายที่สุด 

 

  1. พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ประกาศใช้เมื่อเดือนมีนาคม 2558 กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ ‘การแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด’ ได้รับการคุ้มครอง

 

  1. ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ว่าการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่กำหนดให้ทำได้เฉพาะชายและหญิงโดยกำเนิดเท่านั้นไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อความในคำตัดสินที่ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับทัศนะและการให้เหตุผลของตุลาการ

 

  1. ในเดือนมิถุนายน 2565 สภารับร่างกฎหมายคู่ชีวิตพร้อมกับร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม และมีมติให้นำมารวมกันพิจารณา สร้างข้อกังวลว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากร่างกฎหมายทั้งสองมีหลักการที่แตกต่างกัน ท้ายสุดการร่างกฎหมายไม่อาจดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากมีการยุบสภาในเดือนมีนาคม 2566

 

  1. ร่างกฎหมายคู่ชีวิตไม่ถูกให้ความสำคัญอีกต่อไป นโยบายของหลายพรรคการเมืองเลือกที่จะชูร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม หลังการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ สภามีมติรับร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมเข้าสู่การพิจารณาเมื่อเดือนธันวาคม 2566 

 

  1. ร่างกฎหมายรับรองเพศที่เสนอโดยฝ่ายค้านถูกบรรจุในการพิจารณาของสภา แต่สภามีมติโหวตคว่ำเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 สร้างความสงสัยเกี่ยวกับท่าทีของนักการเมืองในสภาและทิศทางการพัฒนาเกี่ยวกับสิทธิในความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย

 

สำหรับในแง่ทัศนะของสังคม ผมเห็นว่าสังคมไทยมีแนวโน้มที่จะเปิดกว้างต่อบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติ  

 

นอกจากนั้น ท่าทีในการสนับสนุนต่อเรื่องความหลากหลายทางเพศก็ดูจะโดดเด่นในบางกรณี

 

‘จุดเด่น’ ที่เห็นได้หรืออาจตีความได้ว่าทัศนะของสังคมไทยยอมรับเรื่องนี้อย่างใจกว้างมีอยู่ 3 ประการ ได้แก่

 

  1. การเป็นวิถีชีวิตปกติที่เห็นได้จากสื่อบันเทิง: การผลิตสื่อบันเทิงและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อออนไลน์ มีการนำเสนอเรื่องความหลากหลายทางเพศอย่างมากมาย และมีบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศทำหน้าที่เป็นนักแสดง พิธีกร หรือเจ้าของผลงานอย่างหลากหลาย  

 

ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้เพราะเชื่อว่าสังคมไทยใจกว้างพอที่จะยอมรับและเสพสื่อบันเทิงเหล่านี้ หรือกล่าวให้ถึงที่สุดคือมองเรื่องความหลากหลายทางเพศว่าเป็นเรื่องปกติในวิถีชีวิตประจำวัน

 

  1. ความโดดเด่นเรื่องการแพทย์สำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ: เป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่าความเชี่ยวชาญของแพทย์และวิทยาการเกี่ยวกับการผ่าตัดแปลงเพศ การดูแลรักษาผู้มีความหลากหลายทางเพศทั้งทางกายและใจ วงการแพทย์ไทยมีชื่อเสียงอย่างยิ่งยวด ส่งผลต่อการดึงดูดคนต่างชาติเข้ามาใช้บริการในประเทศไทยเป็นจำนวนมากในแต่ละปี สร้างจุดสนใจในแง่การทำรายได้เข้าประเทศและการเป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัยในเรื่องดังกล่าว

 

  1. การไม่ถือว่าเป็นคนผิดหรือคนบาปในสังคมไทย: ไม่มีกฎหมายกำหนดให้การเป็นบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยเป็นความผิดตามกฎหมายบ้านเมือง ตัวบทกฎหมายอาญาไทยที่อาจตีความว่ากิจกรรมทางเพศของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศถือเป็นความผิดอาญาก็ถูกยกเลิกไปตั้งแต่ปี 2500 แล้ว ที่สำคัญยังมีการตรากฎหมายเพื่อคุ้มครองการรังแกกลั่นแกล้งผู้มีความหลากหลายทางเพศเสียด้วย นอกจากนั้น สังคมไทยในภาพรวมไม่ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนาหรือความเชื่อที่สั่งสอนและกำหนดวิถีทางเพศที่ปิดช่องหรือเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศแต่อย่างใด การเป็นบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศจึงไม่ใช่อาชญากรหรือคนบาปในประเทศนี้

 

เราอาจกล่าวได้หรือไม่ว่า ในแง่ทัศนะของสังคม ประเทศไทยไปไกล แต่ในแง่กฎหมาย ประเทศไทยไปช้า 

 

เครื่องมือประการหนึ่งที่อาจทำให้เห็นภาพทิศทางของประเทศไทยชัดขึ้นคือ LGBT Equality Index ดัชนีว่าด้วยความเสมอภาคของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่จัดอันดับโดย Equaldex ตัวเลขในนั้นระบุว่า ในปี 2566 ประเทศไทยได้คะแนน 62 จากคะแนนเต็ม 100 และอยู่ในลำดับที่ 46 จากการสำรวจทั่วโลก 197 ประเทศ  

 

ประเทศที่ได้อันดับ 1 คือไอซ์แลนด์ ประเทศที่รั้งท้ายคืออัฟกานิสถาน ทั้งนี้ ไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน แต่เมื่อเทียบกับบางประเทศในเอเชีย ไทยมีอันดับที่ต่ำกว่า เช่น เนปาล และอินเดีย อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้วถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี และผมเชื่อว่าในอนาคตจะมีอีกหลายเรื่องที่ท้าทายและรอคอยการตัดสินใจกำหนดทิศทางที่ควรจะเป็นต่อไป 

 

ขอส่งท้ายด้วยคำตัดสินศาลฉบับหนึ่งซึ่งมีข้อความว่า “…ไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวใดจะลึกซึ้งมากกว่าการสมรส ซึ่งประกอบด้วยอุดมคติสูงสุดของความรัก ความซื่อสัตย์ การอุทิศตน การเสียสละ และการเป็นครอบครัวในรูปแบบของการสมรส…คงเป็นเรื่องเข้าใจผิดว่าชายและหญิงเหล่านั้น (บรรดาบุคคลคู่รักเพศเดียวกัน) ไม่เคารพแนวคิดเรื่องการสมรส คำร้องของพวกเขาเหล่านั้นแสดงถึงการเคารพแนวคิดดังกล่าว เคารพอย่างยิ่งในอันที่จะแสวงหาความอิ่มใจในตัวเขา และความหวังที่จะ…ไม่ถูกกีดกันออกจากการเป็นส่วนหนึ่งในสถาบันที่เก่าแก่ที่สุดของอารยธรรม  พวกเขาฟ้องร้องเรียกหาศักดิ์ศรีในความเท่าเทียมในสายตาของกฎหมาย…”

 

นั่นไม่ใช่คำตัดสินของศาลไทย หากแต่เป็นคำพิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาที่ตัดสินเมื่อปี 2558 (คดี Obergefell v. Hodges) 

 

(คำตัดสินดังกล่าวผมคัดมาจากคำแปลคำตัดสินของผมที่เคยเผยแพร่ใน Facebook เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2558 ท่านใดสนใจลองหาต้นฉบับตัวเต็มมาอ่านครับ เป็นคดีที่ให้เหตุผลคมคายมาก)

 

ผมเชื่อว่าสังคมไทยจะกำหนดทิศทางเรื่องความหลากหลายทางเพศไปในทางที่ดีขึ้น อุปสรรคระหว่างทางของการพยายามสนับสนุนเรื่องราวดังกล่าวก็คงมีบ้าง แต่คงไม่อาจหยุดยั้งความเป็นไปของโลกได้ การแลกเปลี่ยนและร่วมกันพิจารณาตัดสินใจอย่างเป็นกิจจะลักษณะทั้งในทางการเมืองและกฎหมาย โดยการยกระดับให้เป็นกติกาของสังคมผ่านการทำงานของรัฐสภาหรือการกำหนดนโยบายสาธารณะของผู้มีอำนาจบริหารน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดและส่งผลชัดเจนที่สุดในชีวิตจริง ไม่ใช่แต่เพียงประเด็นเรื่องการสมรสของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ผมจั่วหัวด้วยคำตัดสินศาลไทยและลงท้ายด้วยคำตัดสินของศาลต่างประเทศเท่านั้น หากแต่ยังมีเรื่องอื่นๆ ด้วยที่กำลังตามมา เช่น การบริจาคเลือด ความเข้าใจเกี่ยวกับเพศสภาพ การอุ้มบุญ การรับบุตรบุญธรรม และการกำหนดอัตลักษณ์ทางเพศ

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 

The post ‘สมรสเท่าเทียม’ ในความเงียบ เมื่อสังคมไปไกล แต่กฎหมายยังช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>