คณะกรรมาธิการวิสามัญ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/คณะกรรมาธิการวิสามัญ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 07 Sep 2026 01:05:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดภาพรวมงบปี 70 หลัง กมธ. ปรับลดกว่า 1.1 หมื่นล้าน ส่งเข้าสภาฯ พิจารณาวาระ 2-3 ในวันที่ 7-9 ก.ย. https://thestandard.co/budget-2570-cut-parliament/ Mon, 07 Sep 2026 01:05:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1251527 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปการปรับลดงบประมาณปี 2570 โดย กมธ. กว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ก่อนเข้าสภาฯ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษวันนี้ (7 กันยายน) ตามระ […]

The post เปิดภาพรวมงบปี 70 หลัง กมธ. ปรับลดกว่า 1.1 หมื่นล้าน ส่งเข้าสภาฯ พิจารณาวาระ 2-3 ในวันที่ 7-9 ก.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปการปรับลดงบประมาณปี 2570 โดย กมธ. กว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ก่อนเข้าสภาฯ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษวันนี้ (7 กันยายน) ตามระเบียบวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2-3 หลังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว

 

สำหรับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 มีผู้เสนอคำแปรญัตติ 154 คน แต่มีผู้ถอนคำแปรญัตติไป 2 คน

 

เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ยังคงตั้งงบประมาณไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท และมติคณะกรรมาธิการวิสามัญให้ปรับลดทั้งสิ้นราว 11,162 ล้านบาท

 

โดยจัดสรรให้ส่วนราชการตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอตามความเหมาะสมจำเป็นจำนวน 10,891 ล้านบาท และจัดสรรให้หน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอัยการ 271 ล้านบาท

 

สำหรับรายการปรับลดนั้นพบว่า มีการปรับลดงบประมาณลงของเกือบทุกกระทรวงและหน่วยงาน รวมรายการปรับลดทั้งสิ้น 11,162 ล้านบาท โดยหน่วยงานที่ถูกปรับลดมากที่สุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย

 

  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกปรับลดลงมากที่สุด จำนวน 3,278 ล้านบาท
  • กระทรวงกลาโหม 1,228 ล้านบาท
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 935 ล้านบาท
  • กระทรวงมหาดไทย 912 ล้านบาท
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 682 ล้านบาท

 

ขณะที่รายงานงบประมาณที่ปรับเพิ่ม รวมทั้งสิ้น 11,162 ล้านบาท มีทั้งหมด 8 รายการ ประกอบด้วย

 

  • งบกลาง ให้ตั้งเพิ่ม จำนวน 6,044 ล้านบาท
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ตั้งเพิ่ม จำนวน 148 ล้านบาท
  • กระทรวงศึกษาธิการ ให้ตั้งเพิ่ม จำนวน 96 ล้านบาท
  • ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี ให้ตั้งเพิ่ม จำนวน 97 ล้านบาท
  • หน่วยงานของรัฐสภา ให้ตั้งเพิ่ม จำนวน 24 ล้านบาท
  • หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ ให้ตั้งเพิ่ม จำนวน 247 ล้านบาท
  • แผนงานบุคลากรภาครัฐให้ตั้งเพิ่ม จำนวน 3.11 ล้านบาท
  • ทุนหมุนเวียน ให้ตั้งเพิ่ม จำนวน 4,500 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ หลังจบการพิจารณาวาระ 2-3 ของสภาผู้แทนราษฎรระหว่างวันที่ 7-9 กันยายนแล้ว จะตามด้วยการพิจารณาวาระ 2-3 ของวุฒิสภาต่อเนื่องในวันที่ 10-11 กันยายน

The post เปิดภาพรวมงบปี 70 หลัง กมธ. ปรับลดกว่า 1.1 หมื่นล้าน ส่งเข้าสภาฯ พิจารณาวาระ 2-3 ในวันที่ 7-9 ก.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สุรเดช’ ขอ กมธ.งบปี 70 ฟังข้อกังวลทุกฝ่าย ปรับ-ลด นึกถึงประชาชนในช่วงวิกฤติเป็นหลัก https://thestandard.co/suradej-budget-committee-crisis-people/ Fri, 03 Jul 2026 01:14:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1226172 ภาพ สุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ

วันนี้ (3 กรกฎาคม) สุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อด […]

The post ‘สุรเดช’ ขอ กมธ.งบปี 70 ฟังข้อกังวลทุกฝ่าย ปรับ-ลด นึกถึงประชาชนในช่วงวิกฤติเป็นหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ สุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ

วันนี้ (3 กรกฎาคม) สุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวาระที่ 1 ว่า จากการติดตามการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ตลอด 3 วัน หากรัฐบาลเปิดใจรับฟัง โดยไม่ได้แบ่งแยกว่า มาจากฝ่ายค้านหรือรัฐบาล จะพบว่า มีข้อห่วงใย ข้อท้วงติง และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งแม้ที่ประชุมสภาฯ จะรับหลักการในวาระที่ 1 ไปแล้ว แต่ยังสามารถปรับลดได้ในชั้นของคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว จึงขอฝาก กมธ.ทั้ง 72 คน ที่ที่ประชุมสภาฯแต่งตั้งขึ้น ถอดหัวโขนความเป็นฝ่ายค้านและรัฐบาลออก แล้วทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนของประชาชนในการปรับหรือลดให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง เพราะสถานการณ์ประเทศในขณะนี้ยังอยู่ในช่วงวิกฤติ งบทุกบาททุกสตางค์ควรถูกจัดสรรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่มีวาระแอบแฝงซ่อนเร้นเหมือนการจัดทำงบที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลที่กุมเสียงข้างมากใน กมธ. สามารถชี้เป็นชี้ตายได้

 

สุรเดช กล่าวว่า ในการประชุมวาระที่ 1 มีเรื่องที่ กมธ.ควรจะต้องดูเป็นพิเศษคือ กรณีสมาชิกหลายคนอภิปรายแสดงความกังวลคือ งบประมาณของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ครั้งนี้ได้รับการจัดสรรมากที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้เพิ่งจะเกิดกรณีโครงการ TH-AI Passport ที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า มีการล็อกสเปก เขียนทีโออาร์เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นพิเศษหรือไม่ และปัจจุบันรัฐบาลยังเดินหน้าอยู่ ทำให้เกิดความไม่สบายใจว่า โครงการอื่นๆ จะเกิดเรื่องในลักษณะเดียวกันหรือไม่ หรือแม้แต่กระทรวงอื่นๆ ที่ครั้งนี้มีการใส่คำว่า AI ลงไปในโครงการต่างๆ จนดูเหมือนทันสมัย เข้ากับกระแส หากแต่ไม่ชัดเจนว่า จะเกิดประโยชน์อย่างไรกับประชาชนหรือองค์กร รวมไปถึงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือสร้างรายได้ให้กับประเทศได้อย่างไร ตนกังวลที่สุดว่า จะมีการใช้เรื่อง AI บังหน้า เพื่อเปิดทางให้กับคนที่หวังจะหากินกับโครงการต่างๆ ของภาครัฐ จึงอยากให้ กมธ.พิจารณาเป็นพิเศษ

 

‘อยากให้ กมธ.ช่วยกันดูว่า จะเป็นการใช้เงินผิดประเภทหรือไม่ จะใช้แบบสุรุ่ยสุร่ายหรือไม่ ปากบอกให้ตรงจุด แต่ไม่ตรงจุด หนำซ้ำ ยังตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หากลงทุนตรงนี้ไม่เกิดประโยชน์อะไร จะทำให้เกิดหนี้สาธารณะ เราไม่ได้มีเงินมีทองเหมือนหลายประเทศที่มีเงินเก็บ มีรายได้มาก รายจ่ายน้อย ของเรากลับกัน รายจ่ายมาก รายได้น้อย จะหวังแค่รายได้ส่งออก และท่องเที่ยวได้อย่างไร แต่ต้องมีรายได้จากการลงทุน เงินหมุนเวียนในประเทศที่จะมีมากขึ้น ดังนั้น อย่าใช้เงินสะเปะสะปะ เพราะตอนนี้เราเสี่ยงหนี้สาธารณะที่จะทะลุเพดาน’ สุรเดช ระบุ

 

สุรเดช กล่าวว่า อีกเรื่องที่สมาชิกอภิปรายกันมากคือ การตัดลดงบจังหวัด ซึ่งในงบประมาณปี 2570 มีการปรับลดลงจำนวนมาก โดยในปี 2569 ได้รับการจัดสรร 26,330 ล้านบาท แต่ในปี 2570 เหลือแค่ 4,284 ล้านบาท ซึ่งลดลงกว่า 22,046 ล้านบาท หรือกว่า 83% ซึ่งเป็นการตัดงบอย่างรุนแรง ตนมีคำถามว่า ทำไมงบต่างจังหวัดถึงได้ตัดเยอะขนาดนั้นหรือไม่ รัฐบาลกลัวอะไร ซึ่งการกระจายอำนาจต้องทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม ที่ผ่านมาฝ่ายค้านอยู่พื้นที่ไหน งบจะไม่ค่อยลงไป แต่ในพื้นที่ของฝ่ายรัฐบาลจะลงไปจำนวนมาก ซึ่งไม่สมควรทำ เพราะกระทบกับประชาชน เป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำ จะมาคิดว่า เป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลไม่ได้ เพราะเป็นตัวแทนประชาชน เป็นคนไทย อยู่พื้นไหนคือ คนไทย งบจะต้องทั่วถึงและเท่าเทียม ส่วนพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และใหญ่ จะลงไปตามสัดส่วน ควรจะเป็นแบบนั้น ไม่อย่างนั้นจะเอาแต่พวกเดียวกัน ไม่เอาคนอื่น ทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะอาสาเข้ามาบริหารประเทศ บริหารงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมาจากภาษีประชาชนทุกคน ย้ำว่า ให้เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่พวกเขา พวกเรา

 

สุรเดช กล่าวว่า ส่วนที่รัฐบาลอ้างว่า เพื่อป้องกันการซ้ำซ้อน เรื่องนี้สามารถตรวจสอบลงไปได้ว่า ซ้ำซ้อนหรือไม่ ซ้ำซ้อนตรงไหน ถ้าซ้ำซ้อนไม่มีปัญหา สามารถตัดได้ แต่ถ้าห่วงเรื่องอื่น เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน เลยมาตัดงบประมาณ ตรงนี้ไม่ถูกจุด และแบบนี้จะพัฒนาอย่างไร เรื่องทุจริตต้องมององค์กรที่ถ่วงดุล ทั้ง สตง. ป.ป.ช. ที่สามารถเข้ามาตรวจสอบได้ รวมถึงประชาชนสามารถร่วมกันตรวจสอบว่า การประมูลมิชอบหรือไม่ มีการฮั้วกันหรือไม่ มีช่องทางร้องเรียนจำนวนมากในปัจจุบัน และที่ผ่านมามีผู้บริหารท้องถิ่นถูกจำคุกหลายกรณี

The post ‘สุรเดช’ ขอ กมธ.งบปี 70 ฟังข้อกังวลทุกฝ่าย ปรับ-ลด นึกถึงประชาชนในช่วงวิกฤติเป็นหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริกัญญาเรียกร้องประธานสภาฯ วางตัวเป็นกลาง เร่งเปิดทางตั้ง กมธ. วิสามัญตรวจสอบ พ.ร.ก. เงินกู้ฯ เป็นเรื่องด่วน https://thestandard.co/sirikanya-urges-speaker-loan-probe/ Fri, 22 May 2026 12:50:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1210093 ภาพประกอบ ศิริกัญญา ตันสกุล สส. พรรคประชาชน แถลงข่าวเรียกร้องประธานสภาฯ

ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียก […]

The post ศิริกัญญาเรียกร้องประธานสภาฯ วางตัวเป็นกลาง เร่งเปิดทางตั้ง กมธ. วิสามัญตรวจสอบ พ.ร.ก. เงินกู้ฯ เป็นเรื่องด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ ศิริกัญญา ตันสกุล สส. พรรคประชาชน แถลงข่าวเรียกร้องประธานสภาฯ

ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรวางตัวเป็นกลาง และไม่ขัดขวางการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลผ่านกลไกรัฐสภา โดยเฉพาะการเสนอญัตติด่วนเพื่อขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการใช้จ่ายงบประมาณตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

 

ศิริกัญญากล่าวว่า รัฐบาลได้อนุมัติโครงการใช้งบจากเงินกู้ไปแล้วกว่า 170,000 ล้านบาท และกำลังจะเริ่มกู้เงินจริง โดยเงินช่วยเหลือจะเริ่มถึงมือประชาชนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้ หรืออีกเพียง 8 วันข้างหน้า ทั้งที่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการชี้แจงต่อรัฐสภาและสังคมอย่างเพียงพอว่า การกู้เงินดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด มีเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จอย่างไร รวมถึงจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไรหลังมาตรการเยียวยาระยะเวลา 4 เดือนสิ้นสุดลง และเงินเยียวยาหมดลง

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลว่ารัฐบาลนำเงินกู้ไปใช้สนับสนุนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องดำเนินการอยู่แล้วตามปกติ อาจเข้าข่ายใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์และขัดต่อหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับการกู้เงินในสถานการณ์พิเศษ

 

“ในเมื่อรัฐบาลเริ่มดำเนินการกู้เงินและใช้งบประมาณแล้ว เหตุใดการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงจะไม่ถือเป็นญัตติด่วน หากไม่ถูกบรรจุเป็นญัตติด่วน ก็ต้องรอคิวตามระเบียบวาระปกติซึ่งมีญัตติค้างอยู่จำนวนมาก ทำให้การตรวจสอบเกิดขึ้นไม่ทันต่อสถานการณ์” ศิริกัญญากล่าว

 

ศิริกัญญายังตั้งข้อสังเกตต่อเหตุผลของประธานสภาฯ ที่ระบุว่าควรรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน โดยเห็นว่าในเมื่อรัฐบาลเดินหน้ากู้เงินโดยไม่ได้รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รัฐสภาก็ไม่ควรชะลอการทำหน้าที่ตรวจสอบเช่นกัน

 

“ฝ่ายค้านต้องต่อสู้กับความพยายามของรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญอยู่แล้ว แต่กลับต้องถูกประธานสภาฯ ขัดขวางด้วยการไม่รับรองความเป็นญัตติด่วนอีก กลไกตรวจสอบของสภากำลังถูกจำกัดตัดตอน และนี่คือการเปิดช่องให้รัฐบาลหนีการตรวจสอบจากสภาฯ” ศิริกัญญากล่าว

The post ศิริกัญญาเรียกร้องประธานสภาฯ วางตัวเป็นกลาง เร่งเปิดทางตั้ง กมธ. วิสามัญตรวจสอบ พ.ร.ก. เงินกู้ฯ เป็นเรื่องด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัดเกล้าชี้ แรงงานแพลตฟอร์มนับล้านตกอยู่ในสุญญากาศทางกฎหมาย มีงานทำแต่ล่องหน ไร้สถานะลูกจ้าง https://thestandard.co/rattaklao-platform-workers-legal-vacuum/ Wed, 29 Apr 2026 12:05:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1202473 ภาพกราฟิก รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี พร้อมข้อความชี้ปัญหาแรงงานนอกระบบและแพลตฟอร์มขาดการคุ้มครองทางกฎหมาย

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (29 เมษายน) รัดเกล้า อิ […]

The post รัดเกล้าชี้ แรงงานแพลตฟอร์มนับล้านตกอยู่ในสุญญากาศทางกฎหมาย มีงานทำแต่ล่องหน ไร้สถานะลูกจ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี พร้อมข้อความชี้ปัญหาแรงงานนอกระบบและแพลตฟอร์มขาดการคุ้มครองทางกฎหมาย

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (29 เมษายน) รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสะท้อนปัญหาแรงงานอิสระและแรงงานบนแพลตฟอร์มที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ยังขาดการคุ้มครองทางกฎหมาย ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากตกอยู่ในสุญญากาศทางกฎหมาย แม้จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 

รัดเกล้าระบุว่า ตัวเลขล่าสุด แรงงานนอกระบบมีมากกว่า 21.1 ล้านคน หรือกว่า 52.7% ของแรงงานทั้งประเทศ และในจำนวนนี้ราว 2 ใน 3 ยังอยู่นอกระบบความคุ้มครองทางสังคม พร้อมชี้ให้เห็นว่าการบริหารจัดการแรงงานผ่านอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม แม้จะเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ แต่กลับส่งผลให้แรงงานถูกควบคุมการทำงานโดยไม่มีอำนาจต่อรอง และไม่สามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐาน เช่น สวัสดิการหรือหลักประกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

 

“แรงงานกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า ‘พาร์ทเนอร์’ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีลักษณะคล้ายลูกจ้าง โดยไม่ได้รับสิทธิในฐานะลูกจ้าง ซึ่งเป็นปัญหาการอำพรางสถานะ หรือ ทางวิชาการเรียกว่า Misclassification” รัดเกล้ากล่าว

 

ทั้งนี้ ได้เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาแนวทางการจัดระบบคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงานอิสระและแรงงานบนแพลตฟอร์ม เพื่อหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ การปรับปรุงกฎหมายให้รองรับรูปแบบการจ้างงานใหม่, การสร้างระบบสวัสดิการที่เป็นธรรมผ่านแนวคิดการร่วมจ่ายและสวัสดิการแบบพกพา และการเปิดทางให้แรงงานสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง

 

นอกจากนี้ ยังเสนอให้รับรองสัญญาจ้างดิจิทัล และข้อมูลรายได้จากแพลตฟอร์มให้สามารถใช้เป็นหลักฐานทางการเงิน เพื่อแก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของหนี้นอกระบบ

 

รัดเกล้าย้ำว่า ญัตติดังกล่าวเป็นญัตติเหนือการเมืองที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาร่วมกันสนับสนุน เพื่อให้สภาเป็นมากกว่าพื้นที่ของการอภิปราย แต่เป็นกลไกในการสร้างการเปลี่ยนแปลง และคืนความเป็นธรรมให้แก่แรงงานนับล้านคนในประเทศไทย

The post รัดเกล้าชี้ แรงงานแพลตฟอร์มนับล้านตกอยู่ในสุญญากาศทางกฎหมาย มีงานทำแต่ล่องหน ไร้สถานะลูกจ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาปัดตกข้อเสนอฝ่ายค้านตั้ง กมธ. วิสามัญแก้ไขปัญหาราคาพืชผลเกษตร https://thestandard.co/parliament-rejects-farm-prices-committee/ Wed, 29 Apr 2026 11:56:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1202451 สภาผู้แทนราษฎร ลงมติปัดตกญัตติฝ่ายค้าน แก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตร

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก ‘ไม่เห็นด้วย’ […]

The post สภาปัดตกข้อเสนอฝ่ายค้านตั้ง กมธ. วิสามัญแก้ไขปัญหาราคาพืชผลเกษตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาผู้แทนราษฎร ลงมติปัดตกญัตติฝ่ายค้าน แก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตร

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก ‘ไม่เห็นด้วย’ กับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ตามข้อเสนอของพรรคร่วมฝ่ายค้าน

 

 
 

ที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อพิจารณาแทน ภายใต้กรอบเวลา 90 วัน แม้ฝ่ายค้านจะชี้แจงว่าวิกฤตดังกล่าวมีความซับซ้อนและต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันจากหน่วยงานระดับกระทรวงอย่างน้อย 7 กระทรวง

 

ย้อนไปตั้งแต่ช่วงสายของวันนี้ (29 เมษายน) การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาญัตติที่ค้างพิจารณาจากสัปดาห์ก่อนหน้า เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ

 

ภายหลังสมาชิกอภิปรายเสร็จสิ้นจำนวนประมาณ 60 คน ฝ่ายรัฐบาลได้เสนอให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการสามัญพิจารณา ขณะที่ฝ่ายค้านยืนยันให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาเรื่องพืชผลทางการเกษตรเป็นการเฉพาะ

 

ท้ายสุด ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญารับไปพิจารณา ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 270 เสียง ไม่เห็นชอบ 182 เสียง

 

ฝ่ายค้านหนุนตั้ง กมธ. เฉพาะ เหตุปัญหาสำคัญ-คาบเกี่ยวหลายกระทรวง

 

ก่อนการลงมติดังกล่าว พริษฐ์ วัชรสินธุ และ เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อยืนยันมติวิปฝ่ายค้านที่สนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ

 

พริษฐ์ระบุเหตุผล 3 ประการในการสนับสนุนข้อเสนอนี้

 

ประการแรก ปัญหาดังกล่าวมีความเร่งด่วนจากสภาวะราคาพืชผลหลายชนิดตกต่ำ เช่น ข้าว มะม่วง มะพร้าว ประกอบกับต้นทุนการผลิตทั้งราคาปุ๋ยและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

 

ประการที่สอง พรรคร่วมฝ่ายค้านประเมินว่าแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลยังไม่ตรงจุด โดยอ้างอิงถึงการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์ในกรณีการประชาสัมพันธ์จำหน่ายทุเรียนเกรดพรีเมียมราคาลูกละ 100 บาท จำนวน 1 ล้านลูกผ่านการถ่ายทอดสด ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ร่วมปรากฏตัว แต่ไม่มีการจำหน่ายในรูปแบบดังกล่าวจริง การสื่อสารของกระทรวงที่เปลี่ยนแปลงไปมาได้สร้างความสับสนและข้อกังวลแก่เกษตรกร รวมถึงมาตรการดูแลพืชผลชนิดอื่นที่มีความล่าช้า นำไปสู่ข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา

 

ประการที่สาม ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรมีความคาบเกี่ยวกับภารกิจของคณะกรรมาธิการสามัญหลายคณะ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจะทำให้สภาสามารถเริ่มปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาได้ทันที แตกต่างจากการส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการสามัญชุดใดชุดหนึ่งซึ่งอาจต้องใช้เวลาเตรียมการก่อนเริ่มปฏิบัติงานอีกระยะหนึ่ง สอดคล้องกับแนวทางการบริหารราชการแบบกลุ่มภารกิจของรัฐบาลที่ตระหนักถึงความทับซ้อนของปัญหาในหลายกระทรวง

 

ด้านเลาฟั้งกล่าวสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในฐานะผู้เสนอญัตติ โดยระบุว่าเกษตรกรกำลังได้รับผลกระทบจากปัญหาสินค้าเกษตรในทุกประเภท ทั้งกลุ่มที่ได้รับความเสียหายไปแล้วและกลุ่มที่รอการเก็บเกี่ยวซึ่งยังไม่มีสัญญาณบวกด้านราคา

 

ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอย่างน้อย 7 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ในการดูแลด้านราคา กระทรวงอุตสาหกรรมในด้านการแปรรูป กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเรื่องปุ๋ยและมาตรฐานสินค้า กระทรวงพลังงานในส่วนของต้นทุนน้ำมันและขนส่ง กระทรวงมหาดไทยและสำนักนายกรัฐมนตรีในการจัดการปัญหานอมินีต่างชาติ และกระทรวงการคลังในด้านมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน

 

เลาฟั้งระบุว่า การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจะเป็นกลไกในการดึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล สภา ส่วนราชการ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และกลุ่มเกษตรกร เข้ามาร่วมหาแนวทางบรรเทาความเดือดร้อน เพื่อให้เกษตรกรมีต้นทุนสำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไปและสามารถรับมือกับผลผลิตที่กำลังจะออกสู่ตลาด การที่สภาไม่มีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญอาจส่งผลให้การแก้ไขปัญหาของประชาชนต้องขยายระยะเวลาออกไป

 

ด้าน ปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร สส. นครนายก พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะขณะนี้พี่น้องเกษตรกรกำลังเผชิญทั้งปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง และมาตรการแก้ปัญหาที่ยังไม่ตรงจุด

 

ปิยวัฒน์ชี้ว่า สภาผู้แทนราษฎรควรเป็นพื้นที่สะท้อนความทุกข์ของประชาชน ไม่ใช่ปิดกั้นกลไกที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหา โดยเฉพาะ ‘กรรมาธิการวิสามัญ’ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษา ตรวจสอบ และหาทางออกจากต้นเหตุอย่างรอบด้าน

 

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากฝ่ายรัฐบาลไม่มีอะไรต้องปิดบัง ก็ไม่ควรกังวลต่อการตั้งกรรมาธิการ เพราะกรรมาธิการไม่ใช่เวทีทำลายใคร แต่เป็นเวทีหาความจริงและหาทางออกให้ประชาชน การคว่ำญัตติครั้งนี้จึงอาจทำให้สังคมตั้งคำถามว่า รัฐบาลไม่ต้องการให้เรื่องใดถูกตรวจสอบหรือไม่

The post สภาปัดตกข้อเสนอฝ่ายค้านตั้ง กมธ. วิสามัญแก้ไขปัญหาราคาพืชผลเกษตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรณ์เตรียมยื่นญัตติด่วนตั้ง กมธ. ค้านแลนด์บริดจ์ ชี้เร่งรีบผลักดันทั้งที่ไม่มีรายละเอียดในคำแถลงนโยบาย https://thestandard.co/korn-landbridge-committee-motion/ Wed, 29 Apr 2026 09:14:13 +0000 https://thestandard.co/korn-landbridge-committee-motion/ กรณ์ จาติกวณิช แถลงข่าวคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์

กรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธ […]

The post กรณ์เตรียมยื่นญัตติด่วนตั้ง กมธ. ค้านแลนด์บริดจ์ ชี้เร่งรีบผลักดันทั้งที่ไม่มีรายละเอียดในคำแถลงนโยบาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรณ์ จาติกวณิช แถลงข่าวคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์

กรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย สส. ภาคใต้และภาคตะวันออกของพรรค ร่วมกันแถลงข่าววันนี้ (29 เมษายน) กรณีการยื่นญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎรจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) โดยตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่าของโครงการเมกะโปรเจกต์มูลค่ามหาศาลที่รัฐบาลพยายามผลักดันอย่างผิดปกติ

 

กรณ์เปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความกังวลอย่างยิ่งต่อโครงการแลนด์บริดจ์ที่กลับมาเป็นข่าวและสะท้อนถึงการเร่งรีบอย่างผิดปกติของรัฐบาลที่จะผลักดันโครงการที่มีมูลค่ากว่าล้านล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการระดับที่ควรจะต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียด โปร่งใส และรอบคอบ

 

กรณ์ระบุว่า ความผิดปกติประการแรกคือ นอกจากการเร่งรีบโดยไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนในรายละเอียดแล้ว โครงการขนาดนี้กลับไม่ปรากฏเป็นนโยบายของทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยที่เคยนำเสนอต่อ กกต. ในช่วงหาเสียง

 

“พอมาถึงการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็ไม่ปรากฏว่าโครงการที่มีความสำคัญมากถึงขนาดนี้ มีผลผูกพันงบประมาณของประเทศไปอีกหลายสิบปีในอนาคต ถ้ามีการผลักดันจริง ก็ไม่ปรากฏว่ามีการนำเสนอรายละเอียดต่อรัฐสภาในการแถลงนโยบายของรัฐบาลแต่อย่างใด แต่กระนั้น วันนี้กลับกลายเป็นโครงการที่รัฐบาลบอกว่าให้ความสำคัญ เป็นโครงการระดับประเทศ และพร้อมที่จะผลักดันทันที” กรณ์กล่าว

 

สำหรับมิติของความคุ้มค่า สส. ภาคมใต้ของพรรคหลายคนได้ร่วมลงนามในญัตติเพื่อสะท้อนความกังวลของประชาชน กรณ์ชี้ว่า นักวิชาการต่างชี้ว่า โครงการนี้ไม่มีความคุ้มค่า บริษัทเดินเรือภาคเอกชนส่งสัญญาณมาทางพรรคประชาธิปัตย์ว่า ถึงสร้างเสร็จแล้ว ก็ไม่คุ้มสำหรับเขาที่จะมาใช้บริการ

 

“ถ้าคิดว่าการใช้แลนด์บริดจ์ในการลำเลียงขนส่งสินค้าจากซีกตะวันตกไปตะวันออก จะสามารถประหยัดเวลาได้ เทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา ต้องคิดใหม่ เพราะการขนส่งผ่านโครงการนี้เป็นการลำเลียงสินค้าขึ้นลงจากเรือหลายต่อ มีภาระทั้งค่าใช้จ่าย และเงื่อนไขเวลา เพราะฉะนั้นโครงการมูลค่ากว่าล้านล้านบาท ที่สร้างมาแล้วสุ่มเสี่ยงต่อการถูกทิ้งร้าง ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในสภาฯ” กรณ์ระบุ

 

พร้อมกันนี้ กรณ์ได้นำเสนอแนวทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าโดยอ้างอิงนโยบายพรรคที่เคยเสนอต่อประชาชน ซึ่งใช้งบประมาณรวมประมาณ 7 แสนล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าโครงการแลนด์บริดจ์ แต่เห็นผลชัดเจนในการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวใต้

 

  • มอเตอร์เวย์สายใต้ ก่อสร้างเส้นทางเชื่อมระหว่างนราธิวาสขึ้นไปถึงกรุงเทพมหานคร (งบประมาณ 4-5 แสนล้านบาท)
  • ระบบรถไฟทางคู่ไฟฟ้า พัฒนาการขนส่งทางรางทั้งคนและสินค้าด้วยระบบไฟฟ้าทั้งหมด (งบประมาณเพิ่มเติม 1-1.5 แสนล้านบาท)
  • ท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่งทะเล สนับสนุนทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทยในพื้นที่ที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ (งบประมาณ 1 แสนล้านบาท)

 

“โดยรวม 3-4 โครงการเหล่านี้ ใช้งบประมาณอยู่ที่ประมาณ 7 แสนล้านบาท อย่างไรก็น้อยกว่างบประมาณที่ต้องใช้กับโครงการที่มีประโยชน์ไม่ชัดเจน เริ่มสร้างแล้ว จะสร้างเสร็จหรือไม่ก็ไม่ทราบ และเมื่อสร้างเสร็จแล้ว ประชาชนชาวใต้ หรือคนไทยทั้งประเทศ จะมีใครได้รับประโยชน์บ้าง ก็ไม่มีความชัดเจนเช่นเดียวกัน” กรณ์กล่าว

 

นอกจากนี้ กรณ์กล่าวทิ้งท้ายว่า สาเหตุที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นญัตตินี้ เพราะมองว่าก่อนที่รัฐบาลจะเดินหน้า ควรให้ สส. ได้ศึกษารายละเอียด ปรึกษาฝ่ายวิชาการ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อมูลข้อเท็จจริงช่วยให้รัฐบาลพิจารณาตัดสินใจในเรื่องที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อการใช้เงินภาษีและงบประมาณของพี่น้องประชาชน

The post กรณ์เตรียมยื่นญัตติด่วนตั้ง กมธ. ค้านแลนด์บริดจ์ ชี้เร่งรีบผลักดันทั้งที่ไม่มีรายละเอียดในคำแถลงนโยบาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภณัฐประณามรัฐบาลอนุทินไม่ลงนามระเบียบลดชั้นผู้รับเหมา-ตัดสิทธิประมูล ทำเกิดอุบัติเหตุเครนซ้ำซาก https://thestandard.co/suphanat-anutin-contractor-crane-accidents/ Wed, 14 Jan 2026 10:17:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1165180 ศุภณัฐประณาม รัฐบาลอนุทินไม่ลงนามระเบียบลดชั้นผู้รับเหมา-ตัดสิทธิประมูล ทำเกิดอุบัติเหตุเครนซ้ำซาก

วันนี้ (14 มกราคม) ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้สมัคร สส. กทม. […]

The post ศุภณัฐประณามรัฐบาลอนุทินไม่ลงนามระเบียบลดชั้นผู้รับเหมา-ตัดสิทธิประมูล ทำเกิดอุบัติเหตุเครนซ้ำซาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภณัฐประณาม รัฐบาลอนุทินไม่ลงนามระเบียบลดชั้นผู้รับเหมา-ตัดสิทธิประมูล ทำเกิดอุบัติเหตุเครนซ้ำซาก

วันนี้ (14 มกราคม) ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงเหตุการณ์เครนก่อสร้างที่ใช้ในการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับพังถล่มลงมาทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษ บริเวณพื้นที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก โดยระบุว่า ในฐานะอดีต สส. ที่ผลักดันเรื่องการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง และเป็นตัวแทนพรรคประชาชนในการอภิปรายปัญหานี้ ณ วันที่รัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภา รวมถึงเป็นผู้เสนอญัตติให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นระบบ

 

ศุภณัฐกล่าวแสดงความเสียใจต่อผู้ประสบภัยและครอบครัวทุกท่าน และขอประณามการทำงานของ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ ที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุกับตึก สตง. เมื่อต้นปีก่อนมาแล้ว และขอเรียกร้องให้ผู้บริหารบริษัทออกมากราบขอขมาต่อผู้ประสบภัย และแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้โดยด่วน

 

ศุภณัฐยังขอประณามรัฐบาลอนุทินที่ไม่เร่งลงนาม “ระเบียบลดชั้นผู้รับเหมา” (ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้ที่มีสิทธิ์ขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ) ทั้งที่ร่างเสร็จแล้ว ซึ่งตนเองได้อภิปรายเรียกร้องให้ลงนามไปตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 แต่รัฐบาลกลับเพิกเฉยจนเกิดเหตุการณ์ยุบสภา ทำให้เราไม่สามารถ “ลดชั้น” และ ”ตัดสิทธิประมูลงาน“ บริษัทที่ทำงานประมาทเลินเล่อจนมีคนเสียชีวิตจำนวนมากได้

 

ศุภณัฐกล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ในช่วงที่ตนทำหน้าที่รองประธานกรรมาธิการวิสามัญยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างฯ พวกเราได้ศึกษาและจัดทำข้อเสนอการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างและความปลอดภัยหลายเรื่อง โดยจะขอหยิบแค่บางข้อมาแจ้งให้ทราบ เช่น

 

1. ให้สภาวิศวกรทำงานเชิงรุก จัดทำระบบตรวจสอบการรับงานเกินตัวของวิศวกร การยัดชื่อแต่ไม่อยู่คุมงาน การขายลายเซ็น การปลอมลายเซ็น รวมถึงการทดสอบสมรรถณะและความรู้ก่อนจะต่ออายุใบอนุญาตวิชาชีพ

 

2. ให้มีการจัดตั้งหน่วยงานอิสระ ที่มีอำนาจในการสุ่มตรวจสอบงานก่อสร้าง และสืบสวนกรณีอุบัติเหตุงานก่อสร้าง (accident investigation) หาสาเหตุเพื่อนำเสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมาย มาตรฐาน หลักเกณฑ์ต่างๆ และนโยบายต่อรัฐบาลได้ตลอด โดยไม่ต้องรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเป็นรายอุบัติเหตุ เพราะไม่เช่นนั้นหากมีกรณีใดที่รัฐมนตรีไม่สนใจ หรือมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองให้เลี่ยงการตรวจสอบ ก็จะไม่มีการตั้งคณะกรรมการไปตรวจสอบ

 

3. การเพิ่มใบรับรองความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านของวิศวกร เช่น ด้านการออกแบบอาคารสูงต้านแผ่นดินไหวในเขตชั้นดินอ่อน ด้านการออกแบบและควบคุมงานก่อสร้างโครงสร้างนั่งร้านชั่วคราว ด้านการรองรับการเทคอนกรีต ด้านการควบคุมการทำงานของโครงเหล็กเลื่อน (Launching Gantry: LG) และออกกฎหมายให้ครอบคลุมการทำงานของโครงเหล็กเลื่อน เพราะอุบัติเหตุหลายครั้งเกิดขึ้นเกิดจากการใช้โครงเหล็กเลื่อน

 

4. รัฐควรกำหนดงบประมาณค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการก่อสร้างที่มีความซับซ้อนสูง โครงการก่อสร้างใจกลางเมืองที่มีการจราจรคับคั่ง มีพื้นที่ปฎิบัติงานน้อย มีเวลาการทำงานสั้น หรือบังคับทำในเวลากลางคืน ว่าต้องมีการจัดสรรงบแปรผันตามที่เหมาะสมกับรูปแบบการทำงาน มีการแยกเฉพาะหมวดปริมาณงานด้านการจัดการเกี่ยวกับความปลอดภัย และค่าใช้จ่ายในการคำนวณแบบระหว่างขั้นตอนการก่อสร้าง

 

5. การจัดทำระบบติดตามการก่อสร้าง (construction site monitoring system) โดยกำหนดให้มีการติดกล้องวงจรปิด เก็บข้อมูลคนเข้าออกไซต์ก่อสร้าง ติดตั้งเซ็นเซอร์เสียง ฝุ่น แรงสั่นสะเทือน พร้อมจัดทำแดชบอร์ดและเปิดเผยข้อมูลแบบเรียลไทม์

 

6. การจัดทำแผนที่ระบุที่ตั้งและข้อมูล “โครงการที่กำลังก่อสร้าง” โดยเปิดเป็นฐานข้อมูลออนไลน์ให้ประชาชนทราบว่ามีโครงการอยู่ที่ตำแหน่งใดบ้าง พร้อมรายละเอียดโครงการ แบบก่อสร้าง ผู้ว่าจ้าง ผู้รับเหมา ผู้ควบคุมงาน รายชื่อผู้เกี่ยวข้อง ตำแหน่งหน้าที่ ความคืบหน้าโครงการ รายการแก้ไขแบบ บันทึกประจำวัน ประวัติการเข้าออกไซต์งาน และรายละเอียดกรมธรรม์อุบัติเหตุก่อสร้าง โดยที่ประชาชนไม่ต้องไปค้นหาข้อมูลเองแบบปัจจุบัน

 

7. รัฐควรเร่งกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้รับเหมาที่ทำผิดซ้ำซากหรือประมาท เช่น เพิกถอนการขึ้นทะเบียน ตัดสิทธิ์ในการเข้าร่วมประมูลงานในโครงการต่อไปโดยเร่งด่วน

 

ศุภณัฐทิ้งท้ายว่า ยังมีอีกหลายมาตรการและกฎหมายอีกหลายฉบับ ทั้งระดับ พ.ร.บ. และระดับกฎกระทรวงที่กรรมาธิการวิสามัญฯ ศึกษาแล้วเสร็จ และได้เสนอแก้ไขไว้ในรายงานของกรรมาธิการที่เสนอต่อสภาฯ แต่มีการยุบสภาเสียก่อน จึงมิได้อภิปรายรายงานต่อสภาฯ เพื่อส่งต่อไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการ

The post ศุภณัฐประณามรัฐบาลอนุทินไม่ลงนามระเบียบลดชั้นผู้รับเหมา-ตัดสิทธิประมูล ทำเกิดอุบัติเหตุเครนซ้ำซาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ. แก้ไขรัฐธรรมนูญล่ม หลังองค์ประชุมไม่ครบ ก่อนการลงมติว่าจะให้มี สสร. หรือไม่ ด้านขัตติยาทวงถามสามัญสำนึก https://thestandard.co/constitution-amendment-quorum-fails/ Fri, 07 Nov 2025 08:11:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1140697 กมธ. แก้ไขรัฐธรรมนูญล่ม หลังองค์ประชุมไม่ครบ ก่อนการลงมติว่าจะให้มี **สสร.** หรือไม่ ด้าน **ขัตติยา**ทวงถามสามัญสำนึก

วันนี้ (7 พฤศจิกายน) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมา […]

The post กมธ. แก้ไขรัฐธรรมนูญล่ม หลังองค์ประชุมไม่ครบ ก่อนการลงมติว่าจะให้มี สสร. หรือไม่ ด้านขัตติยาทวงถามสามัญสำนึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ. แก้ไขรัฐธรรมนูญล่ม หลังองค์ประชุมไม่ครบ ก่อนการลงมติว่าจะให้มี **สสร.** หรือไม่ ด้าน **ขัตติยา**ทวงถามสามัญสำนึก

วันนี้ (7 พฤศจิกายน) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ … พ.ศ. … ซึ่งได้กำหนดวาระประชุมเพื่อลงมติตัดสินในเนื้อหาของร่างมาตรา 256/1 ว่าด้วยองค์กรที่มีหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่าจะให้มี เฉพาะคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น หรือให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเริ่มประชุม เวลา 09.30 น. ที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้กรรมาธิการได้นำเสนอแนวคิดและรายละเอียดให้กรรมาธิการได้พิจารณา รวมถึงซักถามในรายละเอียดต่างๆ

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายเนื้อหาเสร็จสิ้นจนถึงเวลา 12.00 น. แล้ว ประธานในที่ประชุม ระบุว่า ให้มีการลงมติตัดสินเพื่อให้ได้พิจารณาในเนื้อหาอื่นต่อไป ซึ่งก่อนลงมติต้องตรวจสอบองค์ประชุม แต่พบว่า มีกรรมาธิการอยูในห้องประชุมเพียง 20 คนจากกรรมาธิการทั้งสิ้น 43 คน จึงถือว่าไม่ครบองค์ประชุม ทำให้ต้องปิดประชุม และนัดประชุมใหม่ในวันที่ 12 พฤศจิกายน เวลา 09.30 น. โดยกำหนดให้นัดลงมติทันที

 

จากนั้นเวลา 13.00 น. นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. พร้อมด้วย พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส. สมุทรปราการ พรรคประชาชน และ เอกพร รักความสุข สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกกรรมาธิการฯ แถลงผลการประชุม กรรมาธิการภายหลังองค์ประชุมล่ม

 

นรเศรษฐ์กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการพิจารณาครั้งที่ 7 ซึ่งการพิจารณา 6 ครั้งที่ผ่านมา ได้มีการพูดคุยเรื่องหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตามโจทย์สำคัญที่ต้องพูดคุยกันให้ละเอียด เช่น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สำหรับการพิจารณาในครั้งนี้ น่าเสียดายที่ไม่สามารถลงมติในมาตรานี้ได้ เพราะกรรมาธิการไม่ครบองค์ประชุม จึงไม่สามารถเดินหน้าในมาตรา ที่ถือเป็นมาตราสำคัญ เพราะหากพิจารณามาตรานี้ผ่านไปได้ จะทำให้การพิจารณาในมาตราถัดไปเป็นไปด้วยความรวดเร็ว

 

“เรากำลังพยายามเร่งอย่างเต็มที่ให้กระบวนการสิ้นสุดในกรอบเวลาเดิมที่ตั้งไว้ เพียงแต่วันนี้อาจเกิดอุปสรรคขององค์ประชุม จึงเลื่อนการลงมติครั้งนี้ไปในการประชุมครั้งต่อไป และจะเป็นวาระแรก เริ่มต้นในการประชุมจะมีการลงมติเลย เพื่อให้แน่ใจว่าการพิจารณาครั้งนี้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ขอเรียกร้องไปยังท่านกรรมาธิการทุกท่านที่เข้ามาอยู่ร่วมในกรรมาธิการชุดนี้ ถ้ามีภารกิจสำคัญ หากท่านเสนอตัวเข้ามาอยู่ในกรรมาธิการชุดนี้แล้ว ผมก็อยากเรียกร้องให้ทุกท่านเข้าร่วมประชุม พิจารณาหาฉันทามติของกรรมาธิการ เพื่อให้การผลักดันการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สามารถเดินหน้าต่อไปได้“ นรเศรษฐ์กล่าว

 

ด้าน พนิดากล่าวว่า ความจริงวันนี้จะต้องมีความคืบหน้าในมาตรา 256 /1 ในส่วนแรกที่จะเป็นตัวกำหนดว่า องค์กรที่จะทำการเขียนรัฐธรรมนูญจะมีหน้าตาอย่างไร แต่วันนี้เราไม่สามารถหาข้อสรุปที่เป็นมติได้ จึงอยากให้ร่วมกันติดตามการประชุมครั้งถัดไปในวันพุธที่ 12 พฤศจิกายนนี้ ที่จำเป็นต้องมีข้อสรุปแน่นอนว่าจะออกมาในรูปแบบใด จุดเริ่มต้นที่เราจะสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนจับตามอง เรารับทราบถึงความคาดหวังที่ประชาชนมีต่อพวกเรา

 

พนิดายังชี้แจงเหตุผลที่องค์ประชุมไม่ครบว่า มีกรรมาธิการบางส่วนที่มีภารกิจอื่นที่เร่งด่วน ทั้งการกลับไปดูงานในพื้นที่ ประเด็นเรื่องน้ำท่วม และการป้องกันเรื่องพายุ จึงไม่สามารถอยู่ร่วมลงมติในครั้งนี้ได้ และความขัดแย้งที่ทำให้ไม่สามารถลงมติได้ในครั้งนี้ ออาจมาจากความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ต้องยอมรับส่วนนี้ยังไม่สามารถหาข้อสรุป และ สร้างฉันทามติว่ารูปแบบที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของผู้เขียนร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นกรรมาธิการ หรือจะมาจาก สสร. ส่วนนี้อาจเป็นจุดที่ทำให้หลายๆ คนกังวล

 

สำหรับสัดส่วนขององค์ประชุมว่ามีใครบ้างที่ขาดหายไป พนิดากล่าวว่า มีหลายสัดส่วน จากหลายพรรค แต่ยังไม่เห็นบันทึกการประชุม ว่ามีใครที่ขาดประชุมบ้าง แต่ก็มีทั้งสส. และ สว. ที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม ในวาระที่โหวตเรื่องสำคัญเช่นนี้ หากองค์ประชุมไม่ครบ อาจนำไปสู่ปัญหาในอนาคต เพราะเมื่อโหวตไปแล้วในองค์ประชุมปริ่มน้ำเช่นนี้ คงต้องมาทบทวน จึงจำเป็นต้องปิดการประชุมในวันนี้เพื่อนัดประชุมในครั้งถัดไป

 

นรเศรษฐ์ชี้แจงเพิ่มเติมว่า กรรมาธิการบางส่วนที่อยู่ในห้องประชุมเมื่อถึงช่วงลงมติ ไม่ได้สังเกตว่ามีการวอล์คเอาท์อย่างชัดเจน แต่เมื่อนับองค์ประชุมพบว่าองค์ประชุมไม่ครบ โดยกรรมาธิการที่เข้าร่วมมีประมาณ 20 คน ขาดไปสองคน

 

ในวันเดียวกัน ขัตติยา สวัสดิผล สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ได้โพสต์ภาพบรรยากาศในห้องประชุมกรรมาธิการในวาระนี้ พร้อมข้อความระบุว่า “เมื่อถึงเวลาต้องลงมติเพื่อให้การพิจารณาเดินหน้า แต่ สว. เดินออกไปนั่งหน้าห้องประชุมบ้าง ไม่มาประชุมบ้าง ส่วน สส.พรรครัฐบาลแทบไม่เข้าเลย (เว้น สส. อ่างทองไว้ 2 คน เข้าใจว่าพื้นที่น้ำท่วม) ทำให้องค์ประชุมไม่ครบเหลือแค่ 20 คน ลงมติไม่ได้ สามัญสำนึกในการทำหน้าที่กรรมาธิการอยู่ตรงไหน”

The post กมธ. แก้ไขรัฐธรรมนูญล่ม หลังองค์ประชุมไม่ครบ ก่อนการลงมติว่าจะให้มี สสร. หรือไม่ ด้านขัตติยาทวงถามสามัญสำนึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
บวรศักดิ์เรียกฝ่ายความมั่นคง ถกแนวทางยกเลิก MOU 43 และ 44 ศึกษาข้อดี-ข้อเสีย บอกถึงเวลาจะพูด https://thestandard.co/bawornsak-security-meeting-mou43-44/ Fri, 17 Oct 2025 05:35:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1131800 บวรศักดิ์เรียกฝ่ายความมั่นคง ถกแนวทางยกเลิก MOU 43 และ 44 ศึกษาข้อดี-ข้อเสีย บอกถึงเวลาจะพูด

วันนี้ (17 ตุลาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บวรศักดิ์ อุวรร […]

The post บวรศักดิ์เรียกฝ่ายความมั่นคง ถกแนวทางยกเลิก MOU 43 และ 44 ศึกษาข้อดี-ข้อเสีย บอกถึงเวลาจะพูด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บวรศักดิ์เรียกฝ่ายความมั่นคง ถกแนวทางยกเลิก MOU 43 และ 44 ศึกษาข้อดี-ข้อเสีย บอกถึงเวลาจะพูด

วันนี้ (17 ตุลาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาประชุมหารือแนวทางการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 โดยมี พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณา MOU 43 และ MOU 44 สภาผู้แทนราษฎร, พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานความมั่นคง เข้าร่วมด้วย

 

พล.ท.อดุลย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า เป็นแค่การหารือกันเบื้องต้น ไม่มีอะไรเลย ส่วนรายละเอียดให้สอบถามบวรศักดิ์ ด้าน ศุภชัย ใจสมุทร โฆษกกระทรวงยุติธรรม ปฏิเสธเปิดเผยรายละเอียดผลการประชุม

 

ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามถึงผลการหารือ บวรศักดิ์จึงลดกระจกรถยนต์ลง และบอกกับผู้สื่อข่าวว่า “ถึงเวลาจะพูด”

 

อย่างไรก็ตาม การประชุมในวันนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเป็นการหารือเรื่องข้อดี-ข้อเสีย และแนวทางที่จะดำเนินการต่อไป ซึ่งกองทัพเป็นผู้เสนอ และหลังจากนี้จะให้หน่วยงานต่างๆ แยกย้ายไปทำข้อมูล เพื่อนำกลับมาส่งให้กับรัฐบาล

 

ส่วนกรมแผนที่ทหารมีความกังวลในการยกเลิก MOU หรือไม่ เนื่องจากส่งผลต่อการปักปันเขตแดน ทหารไม่ได้มีปัญหา เพราะไม่ว่าจะทางไหนก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งต้องนำข้อดีมาใช้ประโยชน์ และแก้ไขข้อเสีย ยืนยันว่าขณะนี้ไม่มีความกังวลในเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด

The post บวรศักดิ์เรียกฝ่ายความมั่นคง ถกแนวทางยกเลิก MOU 43 และ 44 ศึกษาข้อดี-ข้อเสีย บอกถึงเวลาจะพูด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐสภานัด 14-15 ต.ค. นี้ พิจารณา 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้าน สว. ชี้หากไม่แตะหมวด 1-2 ยินดีเห็นชอบ https://thestandard.co/14-15-oct-constitution-amendment-approval/ Wed, 08 Oct 2025 09:10:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1128123 รัฐสภานัด 14-15 ต.ค. นี้ พิจารณา 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้าน สว. ชี้หากไม่แตะหมวด 1-2 ยินดีเห็นชอบ

วันนี้ (8 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา ภายหลังการประชุมเพื่อห […]

The post รัฐสภานัด 14-15 ต.ค. นี้ พิจารณา 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้าน สว. ชี้หากไม่แตะหมวด 1-2 ยินดีเห็นชอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐสภานัด 14-15 ต.ค. นี้ พิจารณา 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้าน สว. ชี้หากไม่แตะหมวด 1-2 ยินดีเห็นชอบ

วันนี้ (8 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา ภายหลังการประชุมเพื่อหารือร่วมกันระหว่างคณะรัฐมนตรี (ครม.), คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เพื่อหารือกรอบเวลาในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาวาระพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ที่ 3 พรรคการเมืองเสนอ โดยมี วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประในการประชุม

 

ภายหลังใช้เวลาประมาณ 40 นาที วันมูหะมัดนอร์เปิดเผยผลการประชุมว่า ที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย เห็นว่า จะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับรวมกัน แต่การลงมติในวาระที่ 1 จะแยกกันลงมติ และจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาในวาระ 2 และ 3 จำนวน 42 คน โดยจะใช้เวลาในการอภิปรายทั้งหมดรวมการเสนอร่างทั้ง 3 ฉบับ 19 ชั่วโมงครึ่ง

 

แบ่งเป็นเวลาของประธานในที่ประชุม 1 ชั่วโมง สว. 5 ชั่วโมงครึ่ง พรรคร่วมรัฐบาล 3 ชั่วโมง และพรรคร่วมฝ่ายค้าน 10 ชั่วโมง ทั้งนี้ การลงมติอาจจะใช้เวลานาน เนื่องจากเป็นการลงมติแบบขานชื่อทีละบุคคลว่าจะรับหรือไม่รับหลักการร่างใด หรือรับหรือไม่รับหลักการทั้ง 3 ร่าง

 

ขณะที่ วุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือวิปวุฒิสภา ระบุถึงแนวโน้มการลงมติของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 1 โดยระบุว่า ดูจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับเต็ม ซึ่งจะต้องปฏิบัติตาม เพราะคำนิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ซึ่งประเด็นของ สว. เราเห็นด้วยว่า รัฐธรรมนูญบางมาตราที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทางการเมือง เรายินดี แต่ สว. ส่วนใหญ่ 80-90% มีความเห็นตรงกันคือ ไม่เห็นด้วยกับการแตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่ง สว. ไม่เอาด้วยแน่นอน

 

ส่วนติดใจที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มีที่มาจากประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อมหรือไม่ วุฒิชาติกล่าวว่า ส่วนตัวไม่ติดใจ เพราะความจริงต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลักว่า การได้มาซึ่ง สสร. ให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก โดยประชาชนไม่สามารถเลือกได้โดยตรง

 

“เชื่อว่า คร่าวๆ ที่ดู คงไม่เป็นประเด็นปัญหาทั้ง 3 ร่าง ส่วนรายละเอียดค่อยไปว่ากัน” วุฒิชาติกล่าว

 

ด้าน ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรอบเวลาของการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ว่าจะเสร็จทันก่อนการยุบสภาภายใน 4 เดือน หรือต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

 

ภราดรกล่าวว่า หลังจากการพิจารณาวาระที่ 1 ในวันที่ 14 และ 15 นี้ก็จะมีการตั้งกรรมาธิการ ซึ่งทางสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก็แสดงออกแล้วว่า ไม่ติดใจในหลักการในการแก้ไข แปลว่าทุกฝ่ายเห็นไปในทางเดียวกัน แต่ในส่วนของสาระทั้ง 3 ด้านยังแตกต่างกันอยู

 

ภราดรชี้ว่า ปลายทางของทุกฝ่ายเห็นตรงกันแล้วว่าจะเดินหน้าอย่างไร เพียงแต่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นที่ตั้ง สิ่งใดที่ดูแล้วอาจจะขัดต่อกับวินิจฉัยกรรมาธิการก็ต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และไม่ควรจะเลือกเดินในทิศทางนั้น เพราะจะนำไปสู่ความล้มเหลวของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

ทั้งนี้ เมื่อทุกฝ่ายเห็นตรงกัน คาดว่าจะใช้เวลาในชั้นกรรมาธิการไม่นานนัก และสามารถจะพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนเปิดสมัยประชุมหน้า คือประมาณเดือนธันวาคมเพื่อพิจารณาในวาระ 2 และ 3

 

สำหรับความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่ผ่านสภาฯ แล้ว และได้พ้น 90 วัน ก่อนการประกาศบังคับใช้นั้น ภราดรกล่าวว่า ขณะนี้ต้องยอมรับว่าสภาฯ อยู่ในขั้นตอนรอการโปรดเกล้าฯ ในตัวร่างกฎหมายที่ทูลเกล้าฯ ไปจะอยู่ในกรอบเวลาที่พอจะเป็นไปได้อยู่ แต่ก็ต้องอาศัยการหารือของกรรมาธิการ รวมถึงต้องคุยเรื่องกรอบเวลาในการทำประชามติซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ

 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการพิจารณาในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ จะเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. และจะเลิกประมาณเวลา 22.00-23.30 น. ส่วนวันที่ 15 ตุลาคม คาดว่าจะสามารถเริ่มลงมติได้วาระ 1 ชั้นรับหลักการได้ในเวลา 14.00 น.

The post รัฐสภานัด 14-15 ต.ค. นี้ พิจารณา 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้าน สว. ชี้หากไม่แตะหมวด 1-2 ยินดีเห็นชอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ที่ประชุม สว. ลงมติเห็นชอบตำแหน่ง คตง. 4 คน จากผู้สมัคร 6 คน ส่วนอดีตรองผู้ว่าการ คตง. – เลขาฯ ป.ป.ช. คะแนนไม่ถึง 100 https://thestandard.co/senate-approves-4-sac-members/ Tue, 11 Feb 2025 02:15:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1040568 คตง.

วานนี้ (10 กุมภาพันธ์) ในการประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 13 (ส […]

The post ที่ประชุม สว. ลงมติเห็นชอบตำแหน่ง คตง. 4 คน จากผู้สมัคร 6 คน ส่วนอดีตรองผู้ว่าการ คตง. – เลขาฯ ป.ป.ช. คะแนนไม่ถึง 100 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คตง.

วานนี้ (10 กุมภาพันธ์) ในการประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 13 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2) วาระพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) จำนวน 6 คน ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง คตง. พิจารณาเสร็จแล้ว และส่งให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณา 

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมวุฒิสภาดำเนินการประชุมเป็นการลับ ก่อนที่จะให้ที่ประชุมลงมติ โดยผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง คตง. ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภาคือ 100 คะแนนขึ้นไป

 

ผลปรากฏว่าที่ประชุมลงมติให้ความเห็นชอบ 4 คน ได้แก่ 

 

  1. เกล็ดนที มโนสันติ์ อดีตรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้รับคะแนนเห็นชอบ 167 คะแนน ไม่เห็นชอบ 9 คะแนน ไม่ออกเสียง 14 คะแนน 

 

  1. พรพิมล นิลทจันทร์ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับคะแนนเห็นชอบ 170 คะแนน ไม่เห็นชอบ 3 คะแนน ไม่ออกเสียง 17 คะแนน

 

  1. ยุทธพงษ์ อภิรัตนรังษี อดีตอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ได้รับคะแนนเห็นชอบ 161 คะแนน ไม่เห็นชอบ 6 คะแนน ไม่ออกเสียง 22 คะแนน 

 

  1. เฉลิมพล เพ็ญสูตร อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ได้รับคะแนนเห็นชอบ 175 คะแนน ไม่เห็นชอบ 4 คะแนน ไม่ออกเสียง 12 คะแนน 

 

ขณะที่อีก 2 คน ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาคือ 

 

พศุตม์ณิชา จำปาเทศ อดีตรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้คะแนนเห็นชอบ 48 คะแนน ไม่เห็นชอบ 116 คะแนน ไม่ออกเสียง 27 คะแนน 

 

และ นิวัติไชย เกษมมงคล อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้คะแนนเห็นชอบ 30 คะแนน ไม่เห็นชอบ 145 คะแนน ไม่ออกเสียง 15 คะแนน

The post ที่ประชุม สว. ลงมติเห็นชอบตำแหน่ง คตง. 4 คน จากผู้สมัคร 6 คน ส่วนอดีตรองผู้ว่าการ คตง. – เลขาฯ ป.ป.ช. คะแนนไม่ถึง 100 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถก กมธ.งบ 68 นัดแรก พิชัยนั่งประธานตามคาด กำหนดถกมาราธอน 3 เดือน ส่วน สส. ก้าวไกล ไม่รับตำแหน่งใดๆ https://thestandard.co/pichai-budget-committee-2568/ Mon, 24 Jun 2024 08:24:21 +0000 https://thestandard.co/?p=949059

วันนี้ (24 มิถุนายน) ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ […]

The post ถก กมธ.งบ 68 นัดแรก พิชัยนั่งประธานตามคาด กำหนดถกมาราธอน 3 เดือน ส่วน สส. ก้าวไกล ไม่รับตำแหน่งใดๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (24 มิถุนายน) ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 นัดแรก บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีคณะกรรมาธิการในสัดส่วนต่างๆ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกว่า 2 ชั่วโมง

 

ภายหลังการประชุม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการฯ ออกมาแถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ โดยมีระยะเวลาการพิจารณา 105 วัน และครบกำหนดในวันที่ 23 กันยายน 2567

 

การพิจารณางบประมาณปี 2568 จะเป็นการเรียงลำดับรายมาตราตามร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2568 ซึ่งเป็นทางเลือกที่ใช้ในปี 2567 รัฐวิสาหกิจ ทุนหมุนเวียน และแผนงานบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ จะเข้าพิจารณาพร้อมกับส่วนราชการในสังกัดกระทรวงนั้นๆ

 

สำหรับรองประธานคณะกรรมาธิการฯ 18 คน ประกอบด้วย

 

  • จักรพงษ์ แสงมณี รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 1
  • จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 2
  • ชาดา ไทยเศรษฐ์ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 3
  • วราเทพ รัตนากร รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 4
  • มนพร เจริญศรี รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 5
  • พงศกร อรรณนพพร รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 6
  • พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 7
  • เอกราช ช่างเหลา รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 8
  • ไผ่ ลิกค์ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 9
  • พัฒนา สัพโส รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 10
  • ภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 11
  • สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 12
  • ซูการ์โน มะทา รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 13
  • อนุรักษ์ จุรีมาศ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 14
  • วารุจ ศิริวัฒน์ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 15
  • พิทักษ์เดช เดชเดโช รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 16
  • วุฒิพงษ์ นามบุตร รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 17
  • นันทนา สงฆ์ประชา รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 18

 

เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ 8 คน ประกอบด้วย

 

  • พิษณุ หัตถสงเคราะห์ เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 1
  • สุรเกียรติ เทียนทอง เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 2
  • อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 3
  • พชร จันทรรวงทอง เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 4
  • วิริยะ ทองผา เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 5
  • กุลวลี นพอมรบดี เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 6
  • วรวงศ์ วรปัญญา เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 7
  • ธัญธารีย์ สันตพันธุ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 8

 

โฆษกคณะกรรมาธิการฯ 7 คน ประกอบด้วย

 

  • อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด
  • พลพีร์ สุวรรณฉวี
  • ผกามาศ เจริญพันธ์
  • อามินทร์ มะยูโซ๊ะ
  • วิชัย สุดสวาสดิ์
  • ร่มธรรม ขำนุรักษ์
  • วัชระพล ขาวขำ 

 

กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ 3 คน ประกอบด้วย

 

  • จักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล
  • ธเนศ เครือรัตน์
  • ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู

 

ทั้งนี้รายชื่อทั้งหมดไม่มีกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคก้าวไกลทั้ง 16 คน ที่ประกอบด้วย

 

  • ศิริกัญญา ตันสกุล
  • สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
  • วรภพ วิริยะโรจน์
  • ศุภโชติ ไชยสัจ
  • ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์
  • ณัฐพล เปรมพูลสวัสดิ์
  • อิทธิพล ชลธราศิริ
  • ภคมน หนุนอนันต์
  • ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์
  • เอกราช อุดมอำนวย
  • รักชนก ศรีนอก
  • สหัสวัต คุ้มคง
  • วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
  • สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา
  • วีระ ธีระภัทรานนท์
  • วิจักขณ์ฤทธิ์ จิวจินดา

 

ทั้งนี้มีการกำหนดวันประชุมทุกวันจันทร์-ศุกร์ โดยวันจันทร์จะเริ่มต้นในเวลา 13.00 น. ส่วนวันอื่นๆ จะเริ่มต้นในเวลา 09.00 น. ซึ่งระยะการพิจารณา 105 วัน เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2567 โดยจะครบกำหนดในวันที่ 23 กันยายน 2567 ซึ่งพิจารณาการเรียงลำดับตามภาพรวมสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

 

อนุสรณ์กล่าวว่า พิชัยได้เน้นย้ำให้กรรมาธิการทุกคนทำหน้าที่ในการผลักดันงบประมาณให้ราบรื่น เพื่อให้รัฐบาลนำงบประมาณไปใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป โดยคณะกรรมาธิการฯ จะเริ่มพิจารณาในวันพุธที่ 26 มิถุนายนนี้ ซึ่งจะเป็นการประชุมนัดแรกอย่างเป็นทางการ และวันนี้เป็นเพียงการพิจารณากรอบการดำเนินการและตำแหน่งกรรมาธิการต่างๆ ยังไม่มีการพิจารณาโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

 

ส่วนกรรมาธิการในสัดส่วนพรรคก้าวไกลไม่ขอรับตำแหน่งนั้น อนุสรณ์กล่าวว่า หากก้าวไกลไม่ได้แจ้ง และเป็นสิทธิของแต่ละพรรคการเมืองที่จะประสงค์รับตำแหน่งหรือไม่ แต่การรับหรือไม่รับตำแหน่งก็ไม่ส่งผลต่อการทำงานของกรรมาธิการ เพราะในฐานะกรรมาธิการก็ทำหน้าที่ได้อยู่แล้ว

 

ดิจิทัลวอลเล็ตอยู่ในงบกลางเรียบร้อยแล้ว

 

ขณะที่พิชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ทุกอย่างดำเนินการไปได้ด้วยดี โดยคณะทำงานทั้ง 72 คน ได้แบ่งภาระหน้าที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะมีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการเร็วๆ นี้ โดยหลังจากนี้จะกำหนดแนวทางการชี้แจง ทั้งเอกสารและผู้ชี้แจง ทั้งนี้คาดว่าจะพิจารณาภายในเดือนสิงหาคม ซึ่งจะแล้วเสร็จก่อน 105 วัน

 

พิชัยกล่าวย้ำว่า มีคนให้ความสนใจงบประมาณปี 2568 จำนวนมาก ดังนั้นจะใช้เวลาในการทำความเข้าใจการจัดสรรครั้งนี้ให้มากที่สุด ส่วนจะพิจารณาเรื่องโครงการดิจิทัลวอลเล็ตด้วยหรือไม่นั้น งบประมาณส่วนนี้อยู่ในงบกลางอยู่แล้ว และยังมีเวลาในการพิจารณาว่าจะใช้อย่างไร และเมื่อไร

 

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านเตรียมยื่นเรื่องโครงการดิจิทัลวอลเล็ตต่อศาลปกครอง ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2568 วาระที่ 3 นั้น พิชัยตอบเพียงสั้นๆ ว่า ไม่ทราบ ก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

The post ถก กมธ.งบ 68 นัดแรก พิชัยนั่งประธานตามคาด กำหนดถกมาราธอน 3 เดือน ส่วน สส. ก้าวไกล ไม่รับตำแหน่งใดๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิชัย รมว.คลัง เป็นประธาน กมธ.งบประมาณ 2568 ขณะที่ กมธ. สัดส่วนก้าวไกล ไม่รับตำแหน่งใดๆ https://thestandard.co/pichai-is-chairman-of-the-2025-budget-committee/ Mon, 24 Jun 2024 06:52:35 +0000 https://thestandard.co/?p=949015

วันนี้ (24 มิถุนายน) ที่อาคารรัฐสภา พิชัย ชุณหวชิร รัฐม […]

The post พิชัย รมว.คลัง เป็นประธาน กมธ.งบประมาณ 2568 ขณะที่ กมธ. สัดส่วนก้าวไกล ไม่รับตำแหน่งใดๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (24 มิถุนายน) ที่อาคารรัฐสภา พิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในวาระเลือกตำแหน่งต่างๆ ของคณะกรรมาธิการฯ โดยระบุว่า ทุกอย่างดำเนินการไปได้ด้วยดี คณะทำงานทั้ง 72 คน มีการแบ่งภาระหน้าที่เรียบร้อยแล้ว

 

พิชัยคาดว่าจะมีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯ เร็วๆ นี้ โดยหลังจากนี้จะกำหนดแนวทางการชี้แจง ทั้งเอกสารและผู้ชี้แจง ทั้งนี้คาดว่าจะพิจารณาภายในเดือนสิงหาคม ซึ่งจะแล้วเสร็จก่อนกรอบเวลา 105 วัน โดยมีคนให้ความสนใจงบประมาณปี 2568 จำนวนมาก ดังนั้นจะใช้เวลาในการทำความเข้าใจการจัดสรรครั้งนี้ให้มากที่สุด

 

ส่วนจะพิจารณาเรื่องโครงการดิจิทัลวอลเล็ตด้วยหรือไม่นั้น พิชัยกล่าวว่า งบประมาณส่วนนี้อยู่ในงบกลางอยู่แล้ว และยังมีเวลาในการพิจารณาว่าจะใช้อย่างไรและเมื่อไร

 

เมื่อสื่อมวลชนสอบถามถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นเรื่องโครงการดิจิทัลวอลเล็ตต่อศาลปกครอง ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2568 วาระที่ 3 นั้น พิชัยตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ไม่ทราบ”

 

กมธ. สัดส่วนก้าวไกล ไม่ขอรับตำแหน่ง

 

ขณะที่ อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงผลการประชุมว่า ที่ประชุมนัดแรกมีมติเห็นชอบให้พิชัยเป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ

 

ทั้งนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีรองประธานคณะกรรมาธิการฯ 18 คน เช่น จักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, ชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ วราเทพ รัตนากร กรรมาธิการในสัดส่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นต้น

 

ขณะที่โฆษกคณะกรรมาธิการฯ มีทั้งหมด 7 คน เช่น อนุสรณ์, พลพีร์ สุวรรณฉวี สส. นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย เป็นต้น

 

ทั้งนี้มีการกำหนดวันประชุมทุกวันจันทร์-ศุกร์ โดยวันจันทร์จะเริ่มต้นในเวลา 13.00 น. ส่วนวันอื่นๆ จะเริ่มต้นในเวลา 09.00 น. ซึ่งระยะการพิจารณา 105 วัน เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2567 โดยจะครบกำหนดในวันที่ 23 กันยายน 2567 ซึ่งพิจารณาการเรียงลำดับตามภาพรวมสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

 

อนุสรณ์ระบุด้วยว่า กรณีที่กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคก้าวไกลไม่รับตำแหน่งใดๆ นั้น พรรคก้าวไกลไม่ได้แจ้ง และเป็นสิทธิของแต่ละพรรคการเมืองว่าจะประสงค์รับตำแหน่งหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การรับหรือไม่รับตำแหน่งก็ไม่ส่งผลต่อการทำงาน เพราะสามารถทำหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการได้อยู่แล้ว

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 กรรมาธิการในสัดส่วนพรรคก้าวไกลก็ไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ ในคณะกรรมาธิการฯ เช่นเดียวกัน

The post พิชัย รมว.คลัง เป็นประธาน กมธ.งบประมาณ 2568 ขณะที่ กมธ. สัดส่วนก้าวไกล ไม่รับตำแหน่งใดๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI ไม่ใช่แค่เรื่องของเทค แต่คือ ‘ทางรอด’ ของเศรษฐกิจ แรงงานไทยพร้อมไหม? กมธ. AI ไทยนำประเทศเดินหน้าต่ออย่างไร? https://thestandard.co/ai-is-not-just-technology-but-a-survival/ Thu, 13 Jun 2024 01:13:16 +0000 https://thestandard.co/?p=944582

“ยุคหลัง Generative AI จะเป็นยุคที่การมีวุฒิการศึกษาสูง […]

The post AI ไม่ใช่แค่เรื่องของเทค แต่คือ ‘ทางรอด’ ของเศรษฐกิจ แรงงานไทยพร้อมไหม? กมธ. AI ไทยนำประเทศเดินหน้าต่ออย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ยุคหลัง Generative AI จะเป็นยุคที่การมีวุฒิการศึกษาสูงไม่ได้เป็นตัวการันตีว่างานของคุณจะปลอดภัย”

 

ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธปท. เคยกล่าวคำนี้ไว้เพื่อชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานที่กำลังจะมาถึงเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยงานวิจัยจาก McKinsey เคยประเมินเอาไว้ว่า ผลกระทบของ AI จะแผ่ขยายไปยังแรงงานทุกคนในทุกระดับการศึกษา ซึ่งเป็นภาพที่ต่างจากสมัยก่อนที่ความเสี่ยงในการถูกดิสรัปต์ของกลุ่มคนที่เรียนสูงก็ย่อมต่ำกว่าคนที่เรียนน้อยกว่า แต่ภาพในวันนี้ไม่เป็นแบบนั้นแล้ว เพราะความเสี่ยงดังกล่าวแทบจะไม่ต่างกันเลย

 

ในปัจจุบัน หลายคนคงได้เห็นแล้วว่าพัฒนาการ AI เดินหน้าไปอย่างก้าวกระโดด กระโดดถึงขั้นที่ ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ ViaLink ระบุไว้ในโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ศักยภาพของ AI ล่าสุดเรียกได้ว่าเก่งกว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ไปแล้ว ทั้งลึก เก่งงานเฉพาะทาง ทั้งกว้าง ทำงานรูทีนดีหรือเก่งกว่า ทั้งสร้างสรรค์กว่า เริ่มมีการทำงานเป็นทีม ทำงานแบบ Multimodel ได้ คือ AI หลายรูปแบบรวมกัน”

 

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางในการควบคุมและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ได้จัดประชุมหารือประเด็นตลาดแรงงาน การศึกษา และแนวทางของประเทศไทยต่อ AI ไว้หลากหลายแง่มุม ซึ่ง THE STANDARD WEALTH ขอสรุปทั้งหมดมาดังต่อไปนี้

 

ภัยรอบด้านไทย: ภาระหนี้ ค่าครองชีพสูง แถม AI เข้ามาแทนงานรูทีน

 

ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญกับภาวะที่ท้าทาย เพราะนอกจาก AI ที่กำลังเริ่มเข้ามาแทนที่งานในหลายประเภทมากขึ้น แรงงานไทยเองก็กำลังเจอกับความอ่อนล้าจากค่าแรงเฉลี่ยของไทยและทั่วโลกแทบไม่เพิ่มขึ้นเมื่อหักเงินเฟ้อ

 

หากเราไปดูที่ข้อมูลเงินสำรองของสังคมไทยจะพบว่า 88% ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด 93 ล้านบัญชีมีเงินน้อยกว่า 50,000 บาท และ 80% ในจำนวนนั้นมีไม่ถึง 5,000 บาท อีกทั้งหนี้ครัวเรือนก็กำลังมุ่งหน้าไปแตะที่ 100% ของ GDP 

 

ดร.ณภัทร ยังให้ข้อมูลว่า งานที่คนไทยส่วนใหญ่ทำในปัจจุบันราว 70-85% คืองานซ้ำๆ เดิมๆ (Routine) ที่แทบจะไม่ช่วยเสริมทักษะเลย

 

พอภาพเป็นแบบนี้และมีเทคโนโลยี AI เข้ามาอยู่ในสมการ นัยต่อตลาดแรงงานไทยจึงมีความเป็นไปได้ 4 แบบ

 

  1. แรงงานไทยบางประเภทจะเป็นที่ต้องการของตลาดน้อยลง และแม้ว่าจะยังมีงานทำ แต่รายได้ก็อาจไม่เพียงพอต่อการรักษามาตรฐานคุณภาพชีวิต
  2. แรงงานไทยบางส่วนจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งในบริบทของบทความนี้ก็คือ AI และอาจส่งผลให้การถูกกลับมาจ้างงานเป็นไปได้ยากมากขึ้น เหมือนดั่งที่ม้าถูกแทนที่ด้วยรถยนต์
  3. ในกรณีที่แรงงานปรับตัวได้ ทักษะใหม่บางส่วนจะเกิดขึ้นและเปิดโอกาสให้มนุษย์เข้าถึงงานรูปแบบใหม่
  4. สำหรับกรณีที่ดีที่สุดคือแรงงานโอบรับความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทักษะใหม่กับทักษะเสริม ส่งผลให้แรงงานประเภทนี้เป็นที่ต้องการในตลาด ซึ่งก็ตามมาด้วยรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น

 

สำหรับประเทศไทย เราจะลงเอยกับฉากทัศน์ตลาดแรงงานแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ว่าจ้างและพนักงานในวันนี้

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในการหาทิศทางที่จะเดินหน้าต่อก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และนั่นเป็นเหตุผลที่ตอนนี้ประเทศไทยได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางในการควบคุมและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งเราขอเรียกสั้นๆ ว่า ‘กมธ. AI’ 

 

กมธ. AI คืออะไร มีไว้เพื่ออะไร?

 

สยาม หัตถสงเคราะห์ ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวกับสื่อมวลชนถึงจุดประสงค์การก่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญนี้ว่า “วันนี้ AI มาถึงแล้ว ซึ่งโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยคือการหาทางรับมือกับเทคโนโลยีและกำกับดูแล พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและประชาชน”

 

กมธ. AI ถือเป็นหน่วยงานอิสระที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งภาคเอกชนและรัฐ ไม่ว่าจะเป็น ดร.สันติธาร เสถียรไทย, ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์, ธีระชาติ ก่อตระกูล, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปจนถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และอื่นๆ เพื่อเป็นหน่วยงานกลางที่รวมบุคลากรแนวหน้าเข้ามากำกับดูแลผลกระทบที่ AI จะมีต่อประชาชนไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกรรมการเพื่อนำไปต่อยอดพัฒนานโยบายเรื่องนี้ต่อไป

 

ภาพรวมการศึกษาของ กมธ. มี 3 ด้านคือ 1. ส่งเสริม 2. กำกับดูแล และ 3. เตรียมพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง

 

อย่างไรก็ดี หนึ่งในประเด็นที่ต้องหาทางแก้ไขจากข้อมูลในที่ประชุม คือการขาดฐานข้อมูลที่บ่งชี้ได้ว่าแรงงานไทยแต่ละคนถนัดอะไร และการจัดสรรงบประมาณสำหรับส่งเสริมและดูแลด้าน AI ที่ยังขาดความชัดเจนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะกรรมการมองว่าจำเป็นต้องหารือกันกับสำนักงานงบประมาณ

 

สำหรับแนวทางแก้ไขการขาดฐานข้อมูลแรงงานไทย การเข้าใจบริบทปัจจุบันกับการใช้งาน AI ในประเทศไทยเป็นประเด็นที่สำคัญมาก โดยทุกคนสามารถเข้าไปแชร์ข้อมูลการใช้งานของตัวเองได้ที่ thaith.ai ซึ่งอินไซต์จากประชาชนที่ทำงานหรือใช้งาน AI จะช่วยเป็นสารตั้งต้นให้แผนพัฒนาแรงงานสำหรับอนาคตทำได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

 

คว้าโอกาส AI พร้อมกับเข้าใจความเสี่ยง

 

หนึ่งในประเทศอาเซียนที่ขยับเร็วเรื่อง AI คือสิงคโปร์ พวกเขายอมรับว่าเทคโนโลยีนี้มีความเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับโอกาส โดยใจความสำคัญของการเดินหน้าในสิงคโปร์คือต้องสร้าง ‘ระบบนิเวศ Generative AI ที่มีความน่าเชื่อถือ’ 

 

สิงคโปร์ไม่เน้นสร้างกฎหมายที่เป็นการห้ามหรือลดแรงจูงใจการใช้ AI มากเกินไป แต่เลือกใช้วิธีสร้างสมดุลระหว่างโอกาสและความเสี่ยง เน้นสร้างความโปร่งใสและมาตรฐาน แล้วปล่อยให้คนเลือกสิ่งที่ตอบโจทย์การใช้งานด้วยตัวเอง เพื่อให้ผู้คนกล้าลอง กล้าเปิดรับ AI อย่างมั่นใจ และเน้นเพิ่มศักยภาพการแข่งขันเพื่อให้เกิดประโยชน์กับการต่อยอดนวัตกรรมต่างๆ 

 

ในส่วนของประเทศไทย ที่ประชุมมีการเสนอว่า เราจำเป็นต้องมี ‘AI Readiness’ หรือความพร้อมด้าน AI ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือสร้าง ‘ปัญญา’ ให้กับทุกคน โดยกรอบคิดที่เราควรจะเข้าใจให้ตรงกันคือ การไม่มอง AI เป็นนโยบายเทคโนโลยีมิติเดียว แต่ AI คือส่วนหนึ่งของนโยบายและ ‘ทางรอด’ เชิงเศรษฐกิจ แปลว่าการสร้างทักษะให้คนมีความรู้เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ คือโจทย์สำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยยังอยู่ในบริบทการค้าโลกได้ท่ามกลางความกดดันต่างๆ 

 

ดร.ณภัทร เสนอว่าแนวทางต่อไปคือการส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจถึงประโยชน์และความเสี่ยงจาก AI ผ่านการให้แรงงานและนายจ้างได้ทดลองใช้เทคโนโลยีจาก AI ที่ได้มาตรฐานระดับโลกเพื่อลดภาระงานรูทีนและให้โอกาสกับแรงงานได้มีเวลาปรับตัว

 

นอกจากนี้ ไทยอาจจำเป็นต้องพัฒนาฐานข้อมูลตลาดแรงงานเชิงลึกให้สามารถระบุได้ถึงทักษะกับตำแหน่ง และต้องคิดทบทวนใหม่เรื่องการจ้างงานที่ควรให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากกว่าการรับประกันการว่างงาน และต้องไม่กดดันนายจ้างที่อยากใช้ AI สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

 

อีกประเด็นเร่งด่วนที่ต้องปรับโครงสร้างคือระบบการศึกษาสำหรับแรงงานยุคต่อไป ซึ่งอาจพิจารณาให้นักเรียนใช้ AI เป็นสื่อการเรียนรู้ ลดโอกาสที่เยาวชนจะต้องเสียเวลาเรียนทักษะที่หมดอายุและไม่เป็นที่ต้องการของตลาดอีกต่อไปแล้ว ระบบการศึกษาจะได้ผลิตคนออกมาได้ตรงกับความต้องการของโลกปัจจุบัน แต่แน่นอนว่าส่วนนี้ก็อาจจำเป็นที่จะต้องมีกรอบการใช้งานที่ชัดเจน ไม่ให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้อย่างผิดวิธี

 

“อย่าเผลอตีกรอบการศึกษาให้แคบลง อย่าเลี้ยงเด็กๆ ให้ไฟแห่งการเรียนรู้มอดลง เราต้องปรับตัวให้ทันในระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว” ดร.ณภัทร ระบุทิ้งท้าย

 

ภาพ: Feodora Chiosea / Getty Images Plus

The post AI ไม่ใช่แค่เรื่องของเทค แต่คือ ‘ทางรอด’ ของเศรษฐกิจ แรงงานไทยพร้อมไหม? กมธ. AI ไทยนำประเทศเดินหน้าต่ออย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ.สันติภาพชายแดนใต้ จี้รัฐเยียวยาเหตุระเบิดมูโนะ ผ่านไปเกือบปีชาวบ้านนับร้อยยังไม่มีที่อยู่ https://thestandard.co/muno-villagers-dont-have-place-to-live/ Tue, 04 Jun 2024 09:42:23 +0000 https://thestandard.co/?p=941111 เหตุระเบิดมูโนะ

วันนี้ (4 มิถุนายน) คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึก […]

The post กมธ.สันติภาพชายแดนใต้ จี้รัฐเยียวยาเหตุระเบิดมูโนะ ผ่านไปเกือบปีชาวบ้านนับร้อยยังไม่มีที่อยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุระเบิดมูโนะ

วันนี้ (4 มิถุนายน) คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาผู้แทนราษฎร นำโดย จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการ และ รอมฎอน ปันจอร์ รองประธานคณะกรรมาธิการ แถลง ณ รัฐสภา ในกรณีได้ยื่นหนังสือต่อ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนะเร่งด่วนเกี่ยวกับกรณีมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก เหตุระเบิดมูโนะ ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ด้วยเห็นว่ารองนายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ในวันพรุ่งนี้ (5 มิถุนายน)

 

จากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนในจังหวัดนราธิวาสโดยคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าว เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม – 2 มิถุนายนที่ผ่านมา และได้ลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจประชาชน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 และเป็นข่าวสะเทือนขวัญครั้งใหญ่ เพราะมีผู้ได้รับผลกระทบมากถึง 2,513 คนใน 682 ครัวเรือน มีผู้บาดเจ็บ 389 คน และเสียชีวิต 11 คน รวมทั้งมีบ้านเรือนเสียหาย 649 หลัง โดยเสียหายทั้งหลัง 82 หลัง พบว่าได้มีการช่วยเหลือโดยคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี สำหรับค่าซ่อมบ้านตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายเป็นจำนวน 49,500 บาทต่อราย

 

ขณะที่บ้านที่เสียหายทั้งหลังมีการเซ็นสัญญาสร้างบ้านกับรัฐไปเพียง 2 หลังเท่านั้นจาก 82 หลัง ส่วนบ้านที่เสียหายบางส่วนประชาชนซ่อมบ้านด้วยตนเองไปกว่า 368 หลัง จากเงินที่รัฐให้จำนวนเพียง 49,500 บาท รวมกับเงินที่ได้รับจากการบริจาคของประชาชนทั่วประเทศและองค์กรอื่นๆ จำนวน 34 ล้านบาท ที่มีจังหวัดรับเป็นศูนย์กลางในการรับเงินช่วยเหลือ แม้การที่หลากหลายองค์กรเข้ามาช่วยเหลือจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่พบว่าการช่วยเหลือนี้มีลักษณะต่างกัน ทั้งในแง่ความเร็ว-ช้า วงเงินในการเยียวยา การรวบรวมข้อมูลผู้เสียหาย และไม่มีหน่วยงานมาจัดการภาพรวม ทำให้ประชาชนที่ได้รับการช่วยเหลือช้าหรือบางส่วนตกหล่นไม่ทราบว่าจะไปเสนอปัญหากับใคร

 

เงินจากภาครัฐโดยคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งอนุมัติตั้งแต่เหตุการณ์เกิดขึ้นใหม่ๆ ไปแล้ว 107 ล้านบาท แต่กลับไม่สามารถใช้ได้ เนื่องจากขัดระเบียบ ทำให้มีการเรียกร้องให้ยกเว้นระเบียบมาโดยตลอด จนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านไปถึง 9 เดือนจึงมีการเห็นชอบยกเว้นหลักเกณฑ์ โดยสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา

 

จาตุรนต์กล่าวว่า ในการลงพื้นที่พบว่ายังมีข้อมูลตกหล่น ประชาชนบางรายมาให้ข้อมูลโดยตรงว่าใช้เงินตนเองซ่อมบ้านไปแล้วล้านกว่าบาท แต่ยังไม่ได้รับเงินจากทางราชการเลย หลายคนทำอาชีพขายของในตลาด เมื่อเกิดเหตุการณ์จึงสูญเสียอาชีพไปเป็นปี และปัจจุบันต้องใช้เงินตนเองไปเช่าบ้านเอง หรือได้รับเงินบริจาคก็มาล่าช้ากว่าการจ่ายค่าเช่าบ้าน และประชาชนบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงการพูดคุยกับผู้รับผิดชอบระดับสูง เช่น เมื่อคณะกรรมาธิการไปรับฟังถึงพื้นที่ ชาวบ้านบางส่วนต้องหาทางเพื่อมาพบกับเรา

 

“หลักการสำคัญอย่างหนึ่งก็คือเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องภัยธรรมชาติ และไม่ใช่เรื่องของความไม่สงบที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัด ดังนั้นการไปใช้หลักเกณฑ์แบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติก็ดี ผู้ประสบผลกระทบจากความไม่สงบก็ดี เป็นการช่วยเหลือที่ไม่เพียงพอ เนื่องจากความเสียหายครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่โกดังพลุดอกไม้ไฟซึ่งเป็นวัตถุระเบิด ลักลอบเก็บโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถตรวจสอบควบคุมได้ ดังนั้นเหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นความบกพร่องของรัฐ จะมารับผิดชอบตามหลักเกณฑ์แค่ 50,000 บาทไม่ได้ แต่ต้องมีการรับผิดชอบขั้นต่ำคือเท่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้น กฎหมายระเบียบอะไรที่ยกมาใช้ได้ต้องเอามาใช้ให้หมด ความจริงจะใช้งบกลางในกรณีฉุกเฉินก็ได้ แต่ที่สำคัญคือต้องทำให้เร็วและครอบคลุมครบถ้วน” จาตุรนต์กล่าว

 

ด้านรอมฎอนกล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องแรกๆ ที่สภาผู้แทนราษฎรตั้งกระทู้สดอภิปรายกันในสภาอย่างเข้มข้น และคณะกรรมาธิการหลายชุดติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด จึงอยากจะให้ทางรัฐบาลช่วยยกระดับการแก้ไขปัญหาที่สลับซับซ้อนนี้ ที่สำคัญก็คือมีมาตรการช่วยเหลือจากองค์กรนอกภาครัฐด้วย ทั้งเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี หรือมูลนิธิคนช่วยน แต่เราพบว่าความช่วยเหลือนั้นยังไม่เห็นภาพรวม และมีช่องว่างอยู่ไม่น้อยทีเดียว จึงสมควรที่จะตั้งคณะทำงานระดับชาติขึ้นมาโดยรัฐบาลเอง

 

“อีก 2 เดือน เหตุการณ์จะครบ 1 ปี ท่านจะเห็นเลยว่าสภาพการณ์ยังไม่ได้มีการฟื้นฟูอย่างที่ควรจะเป็น ไม่นับรวมกับวิถีชีวิตตลาดนัดชายแดนที่แต่เดิมมูโนะเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย ตอนนี้สภาพเปลี่ยนไปอย่างมาก การที่รัฐบาลต้องการเสนอผลักดันเรื่องเศรษฐกิจและการค้าชายแดน รวมทั้งกิจกรรมการท่องเที่ยวต่างๆ ที่พยายามส่งเสริม มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าสัญลักษณ์ของการค้าชายแดนและการท่องเที่ยวอย่างมูโนะอยู่ในสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ท่านรองนายกฯ เดินทางลงไปในพื้นที่ จะแวะไปที่ด่านสุไหงโก-ลก และพอจะมีเวลาสักเล็กน้อยอาจจะแวะไปดูที่ตลาดด้วย”

The post กมธ.สันติภาพชายแดนใต้ จี้รัฐเยียวยาเหตุระเบิดมูโนะ ผ่านไปเกือบปีชาวบ้านนับร้อยยังไม่มีที่อยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนกรขอ กมธ.วิสามัญ ศึกษา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไม่นับความผิด ม.110, 112 เป็นแรงจูงใจการเมือง ชี้กระทบความมั่นคงของชาติ https://thestandard.co/thanakorn-amnesty-bill-study-110-112/ Sat, 20 Apr 2024 09:29:51 +0000 https://thestandard.co/?p=924941 ธนกร วังบุญคงชนะ

วันนี้ (20 เมษายน) ธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำ […]

The post ธนกรขอ กมธ.วิสามัญ ศึกษา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไม่นับความผิด ม.110, 112 เป็นแรงจูงใจการเมือง ชี้กระทบความมั่นคงของชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนกร วังบุญคงชนะ

วันนี้ (20 เมษายน) ธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ระบุว่า ขอเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยมี ชูศักดิ์ ศิรินิล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สรุปให้ชัดเจนเกี่ยวกับคำนิยามเรื่อง ‘แรงจูงใจทางการเมือง’ และความผิด 25 ฐานที่มีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมืองใดว่าเข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมบ้าง

 

ธนกรกล่าวว่า ขอให้พิจารณาไม่รวมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 และ 112 ซึ่งเกี่ยวกับการประทุษร้ายหมิ่นประมาทฯ สถาบันพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาท ขอให้ กมธ. และอนุ กมธ. พิจารณาให้รอบคอบ เพราะความผิดทั้ง 2 มาตรา เป็นความผิดร้ายแรง กระทบต่อความมั่นคงของรัฐคือประมุขของประเทศ ซึ่งไม่สามารถยอมรับได้ 

 

ทั้งนี้แม้ว่าบางพรรคการเมืองได้เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่รวมความผิดเกี่ยวกับมาตราดังกล่าวให้ได้รับการนิรโทษกรรมต่อสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วก็ตาม แต่ตนขอย้ำในหลักการกฎหมายว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งและขอคัดค้านจนถึงที่สุด เนื่องจากสถาบันฯ ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ 

 

ธนกรกล่าวว่า ขอเรียกร้องไปยัง กมธ.วิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พิจารณาตามหลักกฎหมายให้ดี ให้ถูกต้อง รอบคอบ เพื่อสรุปกำหนดนิยาม เรื่อง แรงจูงใจทางการเมือง ต้องไม่เหมารวมผู้กระทำความผิดร้ายแรงตามมาตรา 110 และ 112 ให้ได้รับการนิรโทษกรรม แต่หากกลับกัน มีการเหมารวมยกเข่ง เชื่อว่าเรื่องนี้จะทำให้คนทั้งประเทศที่รักเทิดทูนและปกป้องสถาบันฯ นั้นออกมาคัดค้านในเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอน รวมทั้งผมด้วย

The post ธนกรขอ กมธ.วิสามัญ ศึกษา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไม่นับความผิด ม.110, 112 เป็นแรงจูงใจการเมือง ชี้กระทบความมั่นคงของชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกลเปิดเบื้องหลัง กมธ.งบประมาณฯ 67 สภามีอำนาจน้อย ถกจริงจังแค่ 41% https://thestandard.co/behind-the-scenes-of-budget-committee-67/ Fri, 15 Mar 2024 10:37:31 +0000 https://thestandard.co/?p=911647

วันนี้ (15 มีนาคม) ที่อาคารอนาคตใหม่ ศิริกัญญา ตันสกุล […]

The post ก้าวไกลเปิดเบื้องหลัง กมธ.งบประมาณฯ 67 สภามีอำนาจน้อย ถกจริงจังแค่ 41% appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (15 มีนาคม) ที่อาคารอนาคตใหม่ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พร้อมด้วย สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และ ชยพล สท้อนดี สส. กทม. พรรคก้าวไกล ร่วมแถลงข้อสังเกตที่ได้จากการทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567

 

ศิริกัญญากล่าวว่า การพิจารณางบประมาณในปีนี้รวดเร็ว เนื่องจากปีนี้เป็นปีพิเศษที่งบประมาณออกล่าช้าไปประมาณ 6 เดือน และด้วยเงื่อนไขนี้ทำให้ปีนี้ได้มีการอนุมัติหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการใช้งบประมาณไปพลางก่อน โดยนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบตามคำแนะนำของผู้อำนวยการสำนักงบประมาณที่อนุมัติหลักเกณฑ์ว่าสามารถที่จะขอได้ 2 ใน 3 ของงบประมาณปี 2566 หรือราว 2 ล้านล้านบาท และเมื่อหน่วยงานส่งแผนงานมาจริงๆ ผอ.สำนักงบประมาณก็ได้อนุมัติไปทั้งสิ้น 58.8% 

 

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่ออนุมัติไปแล้วหน่วยงานก็เริ่มใช้งบประมาณไปตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมา และเมื่อสภาเข้ามาพิจารณางบประมาณปี 2567 จำนวน 3.48 ล้านล้านบาท ก็จะมีราวๆ เกือบ 2 ล้านล้านบาทที่ถูกอนุมัติและมีการใช้ไปแล้ว ดังนั้น ในความเป็นจริงสภามีอำนาจที่จะพิจารณาอย่างจริงจังเพียงแค่ 41% เท่านั้น นี่ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การพิจารณางบประมาณในปีนี้สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว

 

ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า แต่วิธีการแบบนี้ก็มีปัญหามีช่องโหว่อยู่เช่นกัน แม้จะเป็นการทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 141 และ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ และในขั้นตอนอนุมัติหลักเกณฑ์นายกรัฐมนตรียังเป็นผู้ที่ต้องเข้ามาเห็นชอบด้วย แต่ก็มีแค่คนเดียวเท่านั้นที่มีอำนาจอนุมัติ นั่นคือ ผอ.สำนักงบประมาณ ซึ่งเท่ากับว่าอำนาจในการอนุมัติงบประมาณตกไปอยู่ที่ ผอ.สำนักงบประมาณที่มาจากการแต่งตั้ง ทั้งที่ควรจะต้องได้รับการอนุมัติโดย ครม. หรือนายกฯ เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบในงบประมาณในส่วนที่สภาไม่สามารถเข้าไปปรับลดได้นี้

 

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ในห้องอนุกรรมาธิการที่ไปตัดโครงการบางโครงการแล้วจำเป็นที่จะต้องมาคืนในภายหลัง เพราะหน่วยงานบอกว่ามีการใช้ไปพลางก่อนแล้ว นี่จึงเป็นความพิเศษของปีงบประมาณนี้ และไม่แน่ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หรืออีก 4 ปีข้างหน้า หากมีการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าเหมือนปีที่ผ่านมา เราก็อาจจะต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้อีก จึงอยากให้เป็นบทเรียนว่า คนที่จะมีอำนาจในการอนุมัติแผนงานการใช้งบประมาณไปพลางก่อนควรจะต้องเป็นคณะรัฐมนตรี เพื่อให้คณะรัฐมนตรีรับผิดรับชอบกับงบที่ใช้ไปแล้วโดยไม่ได้ผ่านสภา

 

ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า ตามปกติแล้ว ในทุกๆ ปีคณะกรรมาธิการงบประมาณ ซึ่งมีราว 70 กว่าคน จะมีการแต่งตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาทำงานแทน เพราะมีเรื่องที่จะต้องลงรายละเอียดในรายโครงการ ซึ่งที่ผ่านมาจะมีการแบ่งตามรายการ แต่ปีนี้มีเรื่องแปลกใหม่คือ แม้ทางกรรมาธิการในสัดส่วนพรรคก้าวไกลจะพยายามจะผลักดันให้มีการแบ่งอนุกรรมาธิการตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ แต่ก็ไม่เป็นผล แล้วก็สรุปจบที่การแบ่งกันตามกระทรวง

 

ศิริกัญญากล่าวอีกว่า ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่า แต่ละอนุกรรมาธิการจะมีความเป็นเจ้าของของแต่ละรัฐมนตรีที่มาจากสังกัดพรรคการเมืองเดียวกันอยู่ ทำให้มีข้อกังวลมาจากกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการด้วยเช่นเดียวกันว่า การจัดแบบนี้อาจจะทำให้เกิดการเข้ามาปกป้องงบประมาณของรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่งจากการสังเกตการณ์จะพบว่า ในบางอนุกรรมาธิการจะมีผู้ที่อยู่ในคณะรัฐมนตรี หรือกระทั่งเลขานุการรัฐมนตรี มานั่งอยู่ในห้องนั้นด้วย ซึ่งพรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วยกับการแบ่งอนุกรรมาธิการแบบนี้มาตั้งแต่ต้น และสิ่งนี้ควรจะเป็นบทเรียนว่าในปีหน้าไม่ควรจะมีการจัดอนุกรรมาธิการเช่นนี้อีก

 

ศิริกัญญายังได้ตั้งข้อสังเกตถึงการตัดงบประมาณในชั้นกรรมาธิการ โดยระบุว่า สิ่งที่สังเกตเห็นได้ก็คือ มีความพยายามที่จะเร่งตัดกันในช่วงวันสุดท้ายหรือสัปดาห์สุดท้ายของการพิจารณาในห้องอนุกรรมาธิการ และยังมีอีกหลายรายการที่มาตัดกันต่อในห้องกรรมาธิการใหญ่ ทำให้น่าสังเกตว่าอาจจะมีการตั้งเป้าหมายไว้แล้วว่าจะต้องตัดได้ถึงเท่าไรหรือไม่ เมื่อไม่ถึงเป้าจึงต้องมาเร่งทำยอดกันในวันท้ายๆ ที่น่าสังเกตประการต่อมาคือ การที่แผนบูรณาการเป็นแผนที่ถูกตัดมากที่สุด โดยในห้องอนุกรรมาธิการมีการตัดไปประมาณ 3 พันล้านบาท แต่หน่วยงานกลับมาอุทธรณ์เพื่อขอคืนงบประมาณ 24 รายการ แทบจะเยอะที่สุดในบรรดาอนุกรรมาธิการทั้งหมด สุดท้ายก็คืนงบไป 2 พันล้านบาท

 

ศิริกัญญากล่าวสรุปว่า กรรมาธิการตัดงบประมาณไปได้ราว 9.2 พันล้านบาท ซึ่งตามประเพณีปฏิบัติทั่วไปก็จะส่งต่องบประมาณในส่วนที่ตัดได้ไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่ขอเข้ามาเพิ่ม ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไปลงที่งบกลางราว 8 พันกว่าล้านบาท ในปีนี้กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคก้าวไกลเห็นชอบด้วย เพราะอย่างที่ตนได้อภิปรายในการพิจารณางบประมาณวาระ 1 ว่า ปีนี้มีงบประมาณที่เรียกว่าเงินชดใช้เงินคงคลังอยู่ที่ประมาณเกือบ 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งเยอะมากเป็นประวัติการณ์ และทำให้งบประมาณที่เพิ่มขึ้นมาเกือบ 3 แสนล้านบาทใช้ไม่ได้จริงทั้ง 3 แสนล้านบาท เพราะส่วนหนึ่งต้องเอาไปคืนเงินคงคลัง จากการใช้งบประมาณแต่ละปีไม่พอแล้วต้องไปล้วงเอาเงินคงคลังออกมาใช้ 

 

ซึ่งเงินที่เอามาใช้ตรงนี้ไม่น่าที่จะเกิดขึ้น เพราะเราควรจะต้องตั้งงบประมาณไว้อย่างพอเพียง ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ เงินเดือนข้าราชการ แต่ในปีนี้ก็ยังจัดสรรพลาดอยู่เช่นเดียวกัน เช่น บำเหน็จบำนาญ หากเทียบกับงบที่เบิกจ่ายปีที่แล้วพบว่าตั้งงบขาดไปถึงเกือบ 3 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลของข้าราชการขาดไปประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เมื่อมีการตัดลดงบประมาณได้ สำนักงบประมาณเองจึงเป็นผู้ที่เสนอสองรายการนี้เข้ามา ก็เลยมีการอนุมัติให้ แต่เนื่องจากว่าตัดมาได้น้อย ก็เลยแบ่งให้กับค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลและบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้แค่ประมาณ 3 พันล้านบาท 

 

นอกจากนี้ยังมีการใส่เงินลงไปที่เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น ซึ่งก็คืองบกลางเจ้าปัญหาที่ตรวจสอบได้ยาก และนายกฯ มีอำนาจเต็ม แต่เมื่อขอมาแค่ 1 พันล้านบาท ก็เลยขอแลกกับการที่จะเพิ่มเงินในกองทุนประกันสังคมที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอแทน ถือว่าเป็นการเข้าไปเจรจาต่อรองและประนีประนอมกับทั้งสองฝั่ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เราอยากได้

The post ก้าวไกลเปิดเบื้องหลัง กมธ.งบประมาณฯ 67 สภามีอำนาจน้อย ถกจริงจังแค่ 41% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ.ศึกษากฎหมายนิรโทษกรรมเริ่มนับคดีตั้งแต่ 1 ม.ค. 2548 เตรียมเชิญอดีตแกนนำ 5 กลุ่มการเมืองให้ข้อมูลประกอบแนวทางนิรโทษ 14 มี.ค. นี้ https://thestandard.co/extraordinary-committee-study-the-guidelines-of-the-amnesty-act/ Thu, 07 Mar 2024 12:13:01 +0000 https://thestandard.co/?p=908467 นิรโทษกรรม

วันนี้ (7 มีนาคม) ที่รัฐสภา ชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะก […]

The post กมธ.ศึกษากฎหมายนิรโทษกรรมเริ่มนับคดีตั้งแต่ 1 ม.ค. 2548 เตรียมเชิญอดีตแกนนำ 5 กลุ่มการเมืองให้ข้อมูลประกอบแนวทางนิรโทษ 14 มี.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิรโทษกรรม

วันนี้ (7 มีนาคม) ที่รัฐสภา ชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมของคณะกรรมาธิการว่า ที่ประชุมมีมติจะเชิญบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ที่จำเป็นจะต้องขอทราบรายละเอียดว่าเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์เพราะอะไร และขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว เข้าให้ข้อมูลแก่คณะกรรมาธิการในวันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคมนี้ ประกอบด้วย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), สุริยะใส กตะศิลา อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, ถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.), ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล แกนนำกลุ่มคณะราษฎร, ตัวแทนจากกลุ่มโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เพื่อขอทราบความเห็น และรับทราบเหตุการณ์ที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองว่ามีเป้าหมาย มูลเหตุทางการเมืองอย่างไร เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ

 

ชูศักดิ์กล่าวต่อว่า มูลเหตุความขัดแย้งทางการเมืองที่จะนำมาพิจารณานั้นจะเริ่มนับจากวันที่ 1 มกราคม 2548 จนถึงปัจจุบัน เพื่อจำกัดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการว่าเป็นการพิจารณาเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงดังกล่าว และจะไปดูการกระทำที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นว่ามีการกระทำอะไรบ้าง โดยจะนำเหตุการณ์เป็นตัวตั้ง เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นตัวบ่งบอกความขัดแย้งทางการเมือง และเป็นแรงจูงใจทางการเมือง โดยมอบให้คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาข้อมูลและสถิติคดีที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองที่มี นิกร จำนง เป็นประธานอนุกรรมาธิการ ไปพิจารณารวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาพิจารณาในวันพฤหัสบดีถัดไป จากนั้นจะลงรายละเอียดในการพิจารณา

 

ขณะที่ นิกร จำนง กล่าวว่า ขณะนี้กรรมาธิการมีข้อมูล 50,000 กว่ากรณี นับตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งทางกรรมาธิการได้ส่งหนังสือถึงศาลยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศาลทหาร เพื่อขอข้อมูลมาเรียบเรียงและเปรียบเทียบกับข้อมูลที่คณะกรรมาธิการมี เพื่อนำไปพิจารณาดูความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ก่อนที่จะมีการตัดสินใจและนำสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการพิจารณาถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองอย่างไรนั้น นิกรกล่าวว่า คณะอนุกรรมาธิการได้มีการรวบรวมคดีที่เกิดจากมูลเหตุแรงจูงใจทางการเมือง โดยจะดูว่าแต่ละคดีมีที่มาที่ไปและแรงจูงใจทางการเมืองว่าเป็นอย่างไร

 

เช่นกลุ่มพันธมิตรฯ และ กปปส. มีแรงจูงใจที่ต่างกันในแต่ละช่วง โดยจะมาดูว่าเกิดจากแรงจูงใจหรือไม่ อย่างไร ก่อนที่จะสรุปและนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการใหญ่ ส่วนกรณีใดที่จะไม่เข้าข่ายให้พิจารณานั้น ยังไม่มีการพิจารณาตอนนี้ โดยจะดูคดีก่อนว่ามีอย่างไรบ้าง และคำที่สำคัญที่จะต้องหานิยามว่ามูลเหตุที่เกิดขึ้นนั้นมาจากแรงจูงใจทางการเมือง

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ารวมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือไม่นั้น ชูศักดิ์กล่าวเสริมว่า ความผิดในมาตรา 112 จะรวมด้วยหรือไม่ยังไม่มีการพิจารณาถึงตรงนั้น โดยจะดูเหตุการณ์เป็นตัวกำหนด ยกตัวอย่างเมื่อปี 2548 มีเหตุการณ์ใดบ้างที่มีมูลเหตุทางการเมือง เช่น การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็มีคดีมากมายเต็มไปหมด

 

ชูศักดิ์กล่าวต่อว่า คดีเหล่านั้นก็มีบทนิยามว่าเคลื่อนไหวโดยคดีเพราะมีมูลเหตุทางการเมือง หรือการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. เมื่อปี 2553 เพื่อต่อต้านการรัฐประหาร ก็เห็นได้ชัดเจนว่าถูกดำเนินคดี ท้ายที่สุดหากนำเหตุการณ์เป็นตัวตั้งก็จะรู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีคดีและมูลเหตุอะไรบ้าง ดังนั้นจะต้องนำเหตุการณ์มาดูในเบื้องต้น ซึ่งจะบอกเองว่าเวลาจะเริ่มนับตั้งแต่เมื่อไร และจะทำอะไร โดยจะไม่นำบุคคลมาเป็นตัวตั้ง จะเอาเฉพาะเหตุการณ์

The post กมธ.ศึกษากฎหมายนิรโทษกรรมเริ่มนับคดีตั้งแต่ 1 ม.ค. 2548 เตรียมเชิญอดีตแกนนำ 5 กลุ่มการเมืองให้ข้อมูลประกอบแนวทางนิรโทษ 14 มี.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกลยื่นญัตติด่วน ขอสภาตั้ง กมธ.วิสามัญ ศึกษาขอบเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ-นิติบัญญัติ https://thestandard.co/mfp-extraordinary-committee-06032024/ Wed, 06 Mar 2024 10:40:36 +0000 https://thestandard.co/?p=908023 พรรคก้าวไกล

วันนี้ (6 มีนาคม) ที่รัฐสภา ชัยธวัช ตุลาธน สมาชิกสภาผู้ […]

The post ก้าวไกลยื่นญัตติด่วน ขอสภาตั้ง กมธ.วิสามัญ ศึกษาขอบเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ-นิติบัญญัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคก้าวไกล

วันนี้ (6 มีนาคม) ที่รัฐสภา ชัยธวัช ตุลาธน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมด้วย สส. พรรคก้าวไกล ยื่นหนังสือถึง วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอญัตติด่วน ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาขอบเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญและขอบเขตอำนาจนิติบัญญัติ สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 เรื่องคดีการล้มล้างการปกครองของพรรคก้าวไกล โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวเพิ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวมถึงคำวินิจฉัยอื่นๆ 

 

ชัยธวัชกล่าวว่า พรรคก้าวไกลเห็นว่ามีประเด็นบางประการที่กระทบกับการทำหน้าที่และการปฏิบัติงานของ สส. รวมถึงสมาชิกรัฐสภาอย่างมีนัยสำคัญ จึงจำเป็นจะต้องเสนอญัตติด่วน เนื่องจากในการกล่าวหาว่า การเสนอแก้ไขร่างกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของ สส. พรรคก้าวไกลนั้นเป็นการล้มล้างการปกครอง ซึ่งมีประเด็นหนึ่งที่พรรคก้าวไกลได้โต้แย้งข้อกล่าวหาไว้ว่า การเสนอแก้ไขร่างกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่ใช่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ที่ปรากฏในคำร้อง

 

เสนอกฎหมายเป็นอำนาจ สส.-ไม่ล้มล้างการปกครอง

 

แต่การเสนอร่างกฎหมายไม่ว่าจะเป็นฉบับใด เป็นอำนาจของ สส. ตามกระบวนการนิติบัญญัติ และการเสนอร่างกฎหมายไม่สามารถเป็นการล้มล้างการปกครองได้ เพราะรัฐกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจการตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติ ทั้งก่อนและหลังการประกาศใช้อยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้มีการตีความขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญไว้ว่า แม้การเสนอร่างกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นวิธีการทางรัฐสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจโดยตรงในการเสนอกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่จะตรวจสอบและวินิจฉัยว่าการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้จะส่งผลต่อความชัดเจนของขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็น สส. หรือสมาชิกรัฐสภา

 

อำนาจศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ กระทบหน้าที่ สส. 

 

ชัยธวัชกล่าวต่อว่า พรรคก้าวไกลเห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรควรจะพิจารณาโดยเร่งด่วนในการเสนอญัตติด่วน ขอให้สภาตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาขอบเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญและขอบเขตอำนาจนิติบัญญัติ กรณีการตรวจสอบการกระทำของ สส. รวมถึงคำวินิจฉัยของศาลก่อนหน้านี้ ว่าด้วยการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) หรือกรณีที่เคยมีการวินิจฉัยไม่ให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในการแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ล้วนกระทบต่อสมดุลและดุลยภาพอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการอย่างมีนัยสำคัญ

 

ขอบรรจุญัตติด่วน เชื่อไม่ละเมิดอำนาจศาล

 

พรรคก้าวไกลหวังว่าจะสามารถบรรจุเป็นญัตติด่วนได้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากเราเห็นว่าควรจะเร่งด่วน เพราะคำวินิจฉัยขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญมีผลโดยตรง ทำให้ สส. และสมาชิกรัฐสภาไม่มีความชัดเจนแน่นอนว่าอะไรที่ทำได้หรือทำไม่ได้ และอะไรที่ถูกตีความหรือถูกตรวจสอบโดยศาลรัฐธรรมนูญได้มากกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นการเฉพาะอยู่แล้ว และเรื่องนี้เป็นเพียงญัตติเพื่อเสนอให้มีการศึกษาเท่านั้น ไม่ได้กระทบต่อคำวินิจฉัยที่เกิดขึ้นแล้ว และไม่ได้เกี่ยวกับการละเมิดศาลใดๆ ทั้งสิ้น

 

เตรียมพร้อมต่อสู้คดี

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สำเนาคดีล้มล้างการปกครองของพรรคก้าวไกลจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถือว่าเร่งรีบพิจารณาหรือไม่นั้น ชัยธวัชกล่าวว่า ยังสรุปไม่ได้ ตอนนี้ได้เตรียมตัวแล้ว เพราะทราบอยู่แล้วว่ามีคนไปร้อง ฝ่ายกฎหมายของพรรคจึงได้เตรียมตัวที่จะต่อสู้คดี ขณะนี้แค่รอว่าเมื่อไรที่ กกต. จะเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา ตามกระบวนการต้องมีการไต่สวนเพื่อเปิดโอกาสให้เราต่อสู้ ชี้แจงข้อกล่าวหาให้เร็วที่สุด 

 

ตีความขอบเขตศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องใหม่

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การเสนอ กมธ.วิสามัญฯ ครั้งนี้ไม่ได้มีผลเป็นรูปธรรมต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ ชัยธวัชกล่าวว่า ถูกต้องแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ และเราไม่ประสงค์ให้กระทบต่อคำวินิจฉัยที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ รวมถึงปัญหาในอนาคต หากการศึกษาสามารถนำไปสู่ข้อเสนอแนะในการแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญที่ดีขึ้นได้ในอนาคตก็จะเป็นเรื่องที่ดี ปัญหาการตีความขอบเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องใหม่ 

 

ชัยธวัชกล่าวว่า เป็นเรื่องประหลาดมากหากฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญเช่นนี้ได้ เพราะเราเคยแก้ไขมาแล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติรวมถึงสภาร่างรัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขที่มาของวุฒิสภาได้ แต่มาถึงยุคหนึ่งปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญขยายอำนาจในการตีความเรื่องดังกล่าว มาก้าวก่ายและล้ำแดนฝ่ายนิติบัญญัติก็จะเป็นปัญหาการเมืองได้ในอนาคต 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีการพูดคุยกับพรรคการเมืองอื่นหรือไม่ ชัยธวัชกล่าวว่า ได้แจ้งให้พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลทราบบ้างแล้ว แต่ท่าทีจะเป็นอย่างไรไม่ทราบ เพราะขึ้นอยู่กับเอกสิทธิ์ของพรรค หลังประชุมผู้นำฝ่ายค้าน ตนก็ได้แจ้งให้ทราบว่าจะมีการยื่นญัตติเรื่องดังกล่าว ซึ่งได้ย้ำกับทุกพรรคว่านี่เป็นญัตติว่าการใช้อำนาจการตีความของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาถูกหรือผิด และเป็นการเสนอให้มีการศึกษาเพื่ออนาคตเท่านั้น

 

ประธานสภาขอเวลาตรวจสอบกฎหมายก่อนบรรจุเข้าสภา

 

ขณะที่วันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า จะรับญัตติดังกล่าวไปให้ฝ่ายกฎหมายของสภาตรวจสอบขอบเขตของอำนาจประธานสภาและวิธีการดำเนินงานต่อไป โดยไม่ให้ขัดแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและข้อบังคับต่างๆ และจะดำเนินการตามที่พรรคต้องการ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทุกฝ่าย เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ

The post ก้าวไกลยื่นญัตติด่วน ขอสภาตั้ง กมธ.วิสามัญ ศึกษาขอบเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ-นิติบัญญัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกล-เป็นธรรม ขอสภาตั้ง กมธ.วิสามัญ แก้ปัญหาผู้ลี้ภัยอย่างยั่งยืน https://thestandard.co/move-forward-party-and-fair-party-set-up-extraordinary-committee/ Thu, 31 Aug 2023 05:16:38 +0000 https://thestandard.co/?p=835946 ก้าวไกล-เป็นธรรม

วันนี้ (31 สิงหาคม) ที่รัฐสภา มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผ […]

The post ก้าวไกล-เป็นธรรม ขอสภาตั้ง กมธ.วิสามัญ แก้ปัญหาผู้ลี้ภัยอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกล-เป็นธรรม

วันนี้ (31 สิงหาคม) ที่รัฐสภา มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พร้อมด้วย สส. พรรคก้าวไกล ร่วมกับ กัณวีร์ สืบแสง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ร่วมกันแถลงข่าว ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหากรณีผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่งในประเทศไทย และผู้หนีภัยจากการสู้รบแนวชายแดนไทย-พม่า 

 

มานพกล่าวว่า กรณีผู้ลี้ภัยและผู้หนีภัยสงครามได้กระจายอยู่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และราชบุรี ที่มาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ปี 2528 โดยสถานะไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการ ดังนั้นสถานะจึงกลายเป็นเพียงผู้พักพิงชั่วคราว โดยประเทศไทยเป็นประเทศปลายทางในการรับปัญหานี้โดยตรง ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

 

ดังนั้นในบทบาทของสภาผู้แทนราษฎรควรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาปัญหาดังกล่าว เนื่องจากคณะกรรมาธิการวิสามัญสามารถตั้งบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญในด้านที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นคณะกรรมาธิการได้

เพื่อพิจารณาว่าจะแก้ไขปัญหาคนเหล่านี้ในระดับภายในประเทศอย่างไร จะร่วมมือกับนานาประเทศได้อย่างไร และประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นปัญหาจะร่วมมือกันอย่างไร 

 

ขณะที่กัณวีร์กล่าวว่า ความจำเป็นที่ต้องมีกรรมาธิการเพื่อใช้กรอบของกฎหมายในการแก้ไขปัญหาต่างๆ พร้อมอธิบายรายงานสถานการณ์โลกว่า เรื่องของการกลับประเทศต้นกำเนิดโดยสมัครใจเป็นเรื่องที่ดีที่สุด และแนวทางในการแก้ปัญหาโดยการตั้งถิ่นฐานในประเทศใหม่เป็นเรื่องยาก เพราะมีปริมาณคนกว่า 1 ล้านคนต่อปี 

 

นอกจากนี้ การผสมกลมกลืนในประเทศลี้ภัยที่จะผสมกลมกลืนกันได้ กรรมาธิการจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และฝ่ายนิติบัญญัติในการจัดทำแนวทางแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยแบบยั่งยืน โดยใช้ฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติที่เป็นกรรมการอยู่ในสภาความมั่นคงแห่งชาติด้วย

 

มานพกล่าวเพิ่มเติมว่า จะประสานภาคประชาชน ภาควิชาการที่มีประสบการณ์เรื่องนี้อย่างยาวนาน และจะดำเนินการในลักษณะเป็นคณะทำงานคู่ขนานไปก่อนเพื่อความรวดเร็ว ทั้งนี้ หากคณะรัฐมนตรีได้รับรองชัดเจน คณะทำงานจะเข้าไปพูดคุยกับผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยจะไม่รอว่าการตั้งกรรมาธิการจะสำเร็จเมื่อใด เพราะเห็นว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ไม่ควรละเลยในประเด็นนี้ และควรให้ความสำคัญ

The post ก้าวไกล-เป็นธรรม ขอสภาตั้ง กมธ.วิสามัญ แก้ปัญหาผู้ลี้ภัยอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>