กองทุนหุ้น Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กองทุนหุ้น/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 26 Sep 2025 00:15:34 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กระจายการลงทุน สร้างพอร์ตแข็งแรง รับมือความไม่แน่นอนปี 2025 https://thestandard.co/investing-strategy-2025-uob-multi-asset-gold/ Fri, 26 Sep 2025 02:00:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1119532 investing-strategy-2025-uob-multi-asset-gold

โลกการลงทุนปี 2025 ยังเต็มไปด้วยความผันผวนที่คาดเดาได้ย […]

The post กระจายการลงทุน สร้างพอร์ตแข็งแรง รับมือความไม่แน่นอนปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
investing-strategy-2025-uob-multi-asset-gold

โลกการลงทุนปี 2025 ยังเต็มไปด้วยความผันผวนที่คาดเดาได้ยาก ตั้งแต่นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ไปจนถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค นักลงทุนจึงต้องมีกลยุทธ์ที่มากกว่า ‘การเลือกลงทุนเพียงสินทรัพย์เดียว’ หากต้องการรักษาความมั่นคงและสร้างโอกาสในทุกสภาวะตลาด

 

กลยุทธ์การลงทุนที่เน้นการกระจายการลงทุน จึงถูกมองว่าเป็นคำตอบที่ช่วยทั้ง “ลดความเสี่ยง” และ “สร้างโอกาสให้กับการเติบโต” ไปพร้อมกัน

 

🌎 Global Market Challenge: ความไม่แน่นอนยังคงปกคลุม

 

ปี 2025 ผ่านมาแล้ว 9 เดือน เป็นอีกหนึ่งปี ที่ต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงและความผันผวนมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

 

  • นโยบายภาษีทรัมป์ที่กดดันการค้าและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
  • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความตึงเครียดในหลายภูมิภาค
  • ภาวะเงินเฟ้อที่เสี่ยงกลับมาเร่งตัว และตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่เริ่มอ่อนแอ
  • แรงกดดันทางการเมืองที่มีต่อความเป็นอิสระของ Fed

 

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนต้องการ “เกราะป้องกัน” ที่ช่วยให้พอร์ตไม่ผันผวนจนเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่พลาดโอกาสในตลาดใหม่ ๆ

 

📈 Multi-Asset + Gold: เสริมความแกร่งให้พอร์ต

 

กลยุทธ์การลงทุน Multi Asset ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างพอร์ตให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งกลยุทธ์นี้จะช่วยกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหุ้น หรือ ตราสารหนี้ทั่วโลกเพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง และเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุนในเหมาะสมกับทุกภาวะเศรษฐกิจ

 

ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ได้รับความสนใจในปีนี้ ล่าสุดราคาทะลุ 3,600 ดอลลาร์/ออนซ์ และ UOB คาดว่าราคาทองคำจะอยู่ที่ 4,000 ดอลลาร์/ออนซ์ ในไตรมาส 3 ปี 2026 โดยยังมีปัจจัยหนุนจากการเข้าซื้อของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก และทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่ใช้ปกป้องพอร์ตได้ในภาวะที่ยังมีความผันผวนและความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย

 

🔑 UOB Solutions กระจายการลงทุนและสร้างพอร์ตที่แข็งแรง

 

UOB มีทางเลือกการลงทุนที่ครอบคลุมทั้ง Multi-Asset และ Gold เพื่อให้นักลงทุนสามารถสร้างพอร์ตที่มั่นคง

 

  • Multi Asset กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายทั่วโลก

 

UIFT-N/UIFTRMF (ระดับความสี่ยงกองทุน 5)

กองทุนหลักมีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้น 50% และตราสารหนี้ 50% กระจายการลงทุนทั่วโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในกอง United CIO Funds กองทุนนี้สามารถปรับพอร์ตอย่างยืดหยุ่นและบริหารเชิงรุก โดยเน้นโอกาสสร้างกระแสรายได้ที่มั่นคงและสม่ำเสมอ ซึ่งบริหารโดยทีมผู้เชี่ยวชาญจาก UOB Private Bank Chief Investment Office (CIO) จาก UOB Singapore สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Offshore Fund สามารถเลือกลงทุน United CIO Income Fund สกุลเงิน USD ได้

 

  • Gold (ทองคำ) สินทรัพย์ทางเลือก 

 

UOBSG-H (ระดับความเสี่ยงกองทุน 8)

กองทุนหลักมีนโยบายเน้นลงทุนใน SPDR Gold Trust ที่ลงทุนในทองคำแท่งโดยตรงที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ และมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Offshore Fund สามารถเลือกลงทุน Pictet Physical Gold Fund สกลุเงิน USD กองทุนมีนโยบายลงทุนในทองคำแท่ง (Physical Gold)

 

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมกับ UOB หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking โทร. 0 2081 0999 หรือคลิก www.uob.co.th/privilegebanking    

 

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

 


 

กระจายการลงทุน

The post กระจายการลงทุน สร้างพอร์ตแข็งแรง รับมือความไม่แน่นอนปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน โอกาสลงทุนซ่อนอยู่ตรงไหน สรุปประเด็นจากเวที UOB 2025 Market Outlook https://thestandard.co/global-economic-turmoil-uob-2025/ Tue, 25 Feb 2025 04:43:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1044730 global-economic

ช่วงเริ่มต้นปี 2025 ดูเหมือนกำลังส่งสัญญาณเตือนไปยังนัก […]

The post เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน โอกาสลงทุนซ่อนอยู่ตรงไหน สรุปประเด็นจากเวที UOB 2025 Market Outlook appeared first on THE STANDARD.

]]>
global-economic

ช่วงเริ่มต้นปี 2025 ดูเหมือนกำลังส่งสัญญาณเตือนไปยังนักลงทุนทุกคนว่า เศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกหลังจากนี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงของความไม่แน่นอนและผันผวนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะจากการหวนกลับมาสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นครั้งที่ 2 ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเริ่มต้นเดือนแรกของการรับตำแหน่งด้วยการขยับในเรื่องของกำแพงภาษีกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง อย่างที่เคยได้ประกาศไว้ แม้ว่าจะยังมีท่าทีประนีประนอมอยู่บ้างก็ตาม 

 

เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนและความไม่แน่นอนที่จะเพิ่มสูงขึ้นของเศรษฐกิจโลก สิ่งสำคัญคือข้อมูลที่นักลงทุนสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจ ซึ่งธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จัดงานเพื่อให้ข้อมูล 2025 Market Outlook ภายใต้ธีม Navigating Market Currents in Dynamic Conditions โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจากหลากหลายบริษัทมาร่วมฉายภาพโอกาสและความท้าทายต่อจากนี้ 

 

เศรษฐกิจโลกปี 2025 ไม่แน่นอนและผันผวนยิ่งขึ้น

 

จากเวที Global and Asia Economic Outlook ผ่านมุมมองของ Enrico Tanuwidjaja, ASEAN Economist ของ UOB Group สะท้อนว่าตั้งแต่ปี 2002-2024 ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกคนให้ความสำคัญ แต่ตอนนี้ประเด็นได้เปลี่ยนไปเป็นเรื่องของ ‘สงครามการค้า’ จากการตั้งกำแพงภาษี ซึ่งจะเป็นประเด็นที่ทำให้ความผันผวนและความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น

 

จริงๆ แล้วสงครามการค้าเริ่มปะทุขึ้นมาตั้งแต่ยุคทรัมป์ 1.0 แต่ในยุคทรัมป์ 2.0 นี้ ความไม่แน่นอนและความผันผวนจะมากขึ้น ขณะที่เงินดอลลาร์จะยิ่งแข็งค่า เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะสั้น ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) น่าจะยังไม่ลดดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ก่อนที่จะเริ่มลดดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง 

 

ส่วนผลกระทบจากสงครามการค้า ส่วนใหญ่จะโฟกัสไปที่สินค้าเทคโนโลยี ทำให้ผลกระทบต่อบางประเทศ เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ อาจจะไม่มากนัก 

ส่วนไทยซึ่งถูกใช้เป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท เช่น แผงโซลาร์ ทำให้เราเห็นตัวเลขการส่งออกของผู้ผลิตจีนไปยังสหรัฐฯ ผ่านการใช้ไทยเป็นฐานการผลิต เป็นสิ่งที่ต้องติดตามว่าสหรัฐฯ จะมองประเด็นนี้อย่างไร 

 

ความเสี่ยงเหล่านี้จะนำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย จีน หรือยุโรป จะมีเพียงแค่เศรษฐกิจสหรัฐฯ​ ที่น่าจะยังแข็งแกร่ง แต่โดยรวมแล้วการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.1% ส่วนเศรษฐกิจไทยน่าจะโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกเล็กน้อยที่ประมาณ 2.9% ต่างจากประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ที่ส่วนใหญ่จะเติบโตได้ค่อนข้างดีกว่า

 

โอกาสและความท้าทายในช่วงท้ายของวัฏจักรขาขึ้น

 

Abel Lim, Head of Wealth Management Strategy and advisory ของ UOB Group บอกว่า ปัจจุบันเราอยู่ในช่วงท้ายของวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่ละประเทศดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น การเติบโตของเศรษฐกิจก็ชะลอตัว ขณะที่กำไรของบริษัทโดยภาพรวมก็เบาบางลง

 

3 ปัจจัยหลักที่จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในระยะถัดไปคือ 1. การเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ น่าจะ Outperform ประเทศอื่นๆ 2. เงินเฟ้อ น่าจะเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ระยะยาวจะค่อยๆ ลดลงไปอยู่ที่ประมาณ 2% 3. นโยบายของธนาคารกลางแต่ละประเทศ ที่อาจจะไม่ได้ลดดอกเบี้ยเร็วเท่ากับที่คาดหวังกันไว้ก่อนหน้านี้ 

 

ส่วนนโยบายของทรัมป์ เช่น การลดภาษีนิติบุคคลและผ่อนคลายกฎเกณฑ์จะส่งผลบวกต่อบริษัทต่างๆ และทำให้การบริโภคดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ 

 

ในสถานการณ์แบบนี้ กลยุทธ์การลงทุนที่สำคัญที่นักลงทุนควรพิจารณามี 3 กลยุทธ์

กลยุทธ์แรกคือ Income Strategy เน้นลงทุนในหุ้นปันผลเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อในระยะยาว เน้นบริษัทคุณภาพดี ธุรกิจอยู่มานาน มี ROI สูง มีหนี้สินต่ำ ที่สามารถจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ รวมถึงการลงทุนในตราสารหนี้ภาคธนาคารประเภท AT1 และ AT2 ที่มีอัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจ

 

กลยุทธ์ที่สอง Diversify amid potential market volatility กระจายการลงทุนในหุ้นอาเซียนที่มูลค่าค่อนข้างต่ำและได้อานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิต นอกจากนี้ ทองคำในฐานะ Safe Haven ก็เป็นการลงทุนที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนและความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ต่างๆ

 

กลยุทธ์ที่สามคือ Trump’s pro-growth policies จะส่งผลบวกต่อหุ้นขนาดเล็กในสหรัฐฯ หุ้นกลุ่มการเงินและหุ้นเทคโนโลยี จากทั้งภาษีนิติบุคคลที่ลดลง และการผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ 

 

สินทรัพย์ที่จะเป็นผู้ชนะ

 

สินทรัพย์แรกที่น่าสนใจคือ ‘ตราสารหนี้’ ซึ่ง Ivan Lee, Senior Vice President, Client Service in South Asia ของ PIMCO บอกว่า บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ที่ 5.1% เทียบกับค่าเฉลี่ยนับแต่ปี 2010 อยู่ที่ 2.7% และคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ จะยังอยู่ในระดับที่สูงกว่า 5% 

 

Anthony Joseph Raza, Head of Multi-Asset Strategy ของ UOB Asset Management บอกว่า ที่ผ่านมานักลงทุนบางส่วนอาจจะยังกลัวการลงทุนในตราสารหนี้ เพราะผลตอบแทนที่ติดลบหนัก 20% เมื่อปี 2022 แต่ตอนนี้เราได้ออกจากยุคของดอกเบี้ยต่ำและเงินเฟ้อต่ำเรียบร้อย ซึ่งคล้ายกับช่วงทศวรรษที่ 90 ซึ่งในยุคนั้นเราเริ่มต้นด้วยการลดดอกเบี้ย แต่หลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยก็ค่อนข้างจะทรงตัวในอีก 7 ปีต่อมา 

 

ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนประมาณ 10-12% ส่วนตราสารหนี้จะให้ผลตอบแทน 5-6% ถ้ามองเทียบกับความเสี่ยงด้วย ตราสารหนี้ค่อนข้างจะน่าสนใจมากกว่า แต่ภายใต้สภาวะที่เศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจถดถอยอยู่ในระดับต่ำ เป็นโอกาสลงทุนทั้งหุ้นและตราสารหนี้ ด้วยการจัดพอร์ตกระจายการลงทุนแบบ 60:40 มีโอกาสกลับมาทำผลตอบแทนได้น่าสนใจ

 

นอกจากตราสารหนี้แล้ว Anthony ยังมองว่า ‘ทองคำ’ เป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่ดี หลังจากอุปทานของทองคำลดลง เนื่องจากการลงทุนในเหมืองทองคำน้อยกว่าปกติในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่อุปสงค์กำลังเพิ่มขึ้น ทั้งจากบุคคลทั่วไป หรือแม้แต่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ทั่วโลก 

 

คาดว่าทองคำจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ถือเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี 

 

สำหรับตลาดหุ้น ‘หุ้นขนาดเล็ก’ จะกลับมาเป็นผู้ชนะ แทนที่หุ้นขนาดใหญ่อย่าง Magnificent 7 

 

Christian Mariani, Executive director, Investment Specialist ของ J.P. Morgan Asset Management บอกว่า ปัจจัยหลักต่อการลงทุนหลังจากนี้คือผลกระทบจากกำแพงภาษี ซึ่งในกรณีเลวร้ายสุดจะทำให้ต้นทุนสินค้าต่างๆ เพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญคือการเลือกธุรกิจที่มีคุณภาพที่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้มากกว่า นอกเหนือจากการพิจารณาว่าบริษัทใดจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน 

 

โอกาสของการลงทุนหลังจากนี้จะค่อยๆ กระจายไปยังหุ้นอื่นๆ นอกกลุ่ม Magnificent 7 อย่าง Alphabet, Amazon, Apple, Meta, Microsoft, NVIDIA และ Tesla 

 

สอดคล้องกับที่ Dhanajit Ray, Executive Director, Client Portfolio Manager, Goldman Sachs Asset Management บอกว่า โอกาสจะไปอยู่ในหุ้นขนาดเล็กของสหรัฐฯ ถ้าลองดูหุ้นในกลุ่ม Russell 2000 ของจะเห็นว่า 76% มีรายได้มาจากในประเทศ ต่างจาก S&P 500 ที่มีรายได้จากในประเทศเพียง 58% ทำให้ผลกระทบจากนโยบายกีดกันการค้าทรัมป์น้อยกว่าโดยประเมินว่ากำไรของหุ้นขนาดเล็กพวกนี้น่าจะโตได้ 44% ในปีนี้ และ 31% ในปีหน้า 

 

Christopher Wong, Client Portfolio Strategist Southeast Asia ของ Fidelity International บอกว่า 2 ปีที่ผ่านมา เม็ดเงินลงทุนค่อนข้างกระจุกตัว ในปี 2023 และ 2024 ในสหรัฐฯ มีหุ้นที่ Outperform ตลาดแค่ 26% และ 28% ตามลำดับ ต่ำกว่าในอดีตที่อยู่ประมาณ 45-50%

 

โอกาสที่น่าสนใจตอนนี้คือหุ้นที่อยู่นอกเหนือจาก Magnificent 7 ที่จะเห็นว่ากำไรค่อยๆ ปรับตัว ขณะที่มูลค่าหุ้นยังต่ำกว่า นอกจากนี้คือหุ้นที่อยู่นอกสหรัฐฯ​ และเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมต่างๆ และมีอำนาจในการกำหนดราคาสูง 

 

กองทุนที่น่าสนใจเพื่อคว้าโอกาสในปี 2025 

 

UOB Privilege Banking แนะนำกองทุนที่น่าสนใจเพื่อคว้าโอกาสการลงทุนตามธีม Navigating Market Currents in Dynamic Conditions ดังนี้ 

  • กลุ่มหุ้นปันผลเพื่อสร้าง Income แนะนำกองทุน KFGDIV-A / KFGDIV-D และสามารถลงทุนโดยตรงผ่าน Offshore Fund ในกองทุน Fidelity Global Dividend A-Acc-USD ที่เน้นกระจายการลงทุนในหุ้นทั่วโลกและสร้างผลตอบแทนรวมจากเงินปันผล พร้อมสร้างการเติบโตให้พอร์ตการลงทุน และยังมีความผันผวนต่ำกว่ากองทุนตลาดหุ้นโลก

 

  • โอกาสการเติบโตที่กระจายตัวออกจาก Mag7  แนะนำกองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็กของสหรัฐฯ  KF-HSMUS ที่มีกลยุทธ์การลงทุนที่ผสมผสานเพื่อกระจายความเสี่ยงและแสวงหาโอกาสการลงทุนที่หลากหลาย เน้นการลงทุนด้วยมุมมองระยะยาว และสำหรับนักลงทุนที่มองหาการลงทุน offshore fund ขอแนะนำกองทุน Goldman Sachs US Small Cap Equity Base Acc USD ที่เน้นการคัดสรรหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี มีโอกาสเติบโต ในราคาที่เหมาะสม

 

นักลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking ได้ที่ โทร. 0 2081 0999 หรือคลิก www.uob.co.th/privilegebanking 


คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน 

 

 

The post เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน โอกาสลงทุนซ่อนอยู่ตรงไหน สรุปประเด็นจากเวที UOB 2025 Market Outlook appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลจีนคลอดระเบียบใหม่ มุ่งกำกับดูแล Private Equity Funds หวังดึงมือเอกชนสนับสนุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี https://thestandard.co/china-private-equity-funds/ Mon, 10 Jul 2023 05:42:03 +0000 https://thestandard.co/?p=814686 Private Equity Funds

เว็บไซต์ Global Times รายงานเมื่อวันอาทิตย์ (9 กรกฎาคม) […]

The post รัฐบาลจีนคลอดระเบียบใหม่ มุ่งกำกับดูแล Private Equity Funds หวังดึงมือเอกชนสนับสนุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Private Equity Funds

เว็บไซต์ Global Times รายงานเมื่อวันอาทิตย์ (9 กรกฎาคม) ว่าทางการจีนได้ประกาศลงในกฤษฎีกาของสภาแห่งรัฐเกี่ยวกับกฎระเบียบกำกับดูแลและการบริหารกองทุนหุ้นเอกชน ซึ่งเป็นกฎระเบียบการบริหารประเภทแรกของจีน โดยมีข้อบังคับทั้งหมด 7 บท รวม 62 ประการ ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนเป็นต้นไป

   

เจ้าหน้าที่ผู้เป็นตัวแทนของกระทรวงยุติธรรมและคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ของจีน (Ministry of Justice and China Securities Regulatory Commission: CSRC) กล่าวว่า การบังคับใช้กฎดังกล่าวจะเอื้อต่อการปรับปรุงระบบการกำกับดูแลของกองทุนหุ้นเอกชน และส่งเสริมการพัฒนาที่ดีของอุตสาหกรรมโดยรวม รวมทั้งสนับสนุนให้ภาคส่วนกองทุนหุ้นเอกชนดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการให้บริการเศรษฐกิจกายภาพ และส่งเสริมนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

ทั้งนี้ กองทุนหุ้นเอกชน หรือ Private Equity Funds เกี่ยวข้องกับการลงทุนในหุ้นนอกตลาด หรือหุ้นของบริษัทที่ยังไม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยผู้ลงทุนคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาว

 

แถลงการณ์เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ CSRC ระบุว่า การพัฒนาที่ดีของอุตสาหกรรมกองทุนรวมเพื่อการลงทุนภาคเอกชนจะส่งเสริมการก่อตัวของทุนตราสารทุนให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพต่อเศรษฐกิจทางกายภาพ (Physical Economy) สาขาเศรษฐกิจหลัก และอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ ภาคการลงทุนจะช่วยกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการ และการจ้างงาน

 

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมกองทุนรวมเพื่อการลงทุนส่วนบุคคลของจีนได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือนพฤษภาคม 2023 มีผู้จัดการกองทุน Private Equity 22,000 รายแล้วที่ลงทะเบียนในสมาคมบริหารสินทรัพย์แห่งประเทศจีน (AMAC) ซึ่งปัจจุบันมีกองทุนภายใต้การจัดการ 153,000 กองทุน รวมมูลค่า 21 ล้านล้านหยวน (2.9 ล้านล้านดอลลาร์)

 

เจ้าหน้าที่ของ CSRC ย้ำว่า กองทุนหุ้นเอกชนมีบทบาทสำคัญและเป็นไปในทางบวกในการสนับสนุนผู้ประกอบการและนวัตกรรม เพิ่มสัดส่วนของการจัดหาเงินทุนโดยตรง และให้บริการจัดการความมั่งคั่งแก่บรรดานักลงทุน 

 

ขณะเดียวกัน อ้างอิงจากข้อมูลของทาง CSRC ระบุว่า ณ ไตรมาส 1 ปี 2023 กองทุนหุ้นเอกชนได้ลงทุนในตราสารทุนเกือบ 200,000 ตราสารทุนของวิสาหกิจที่จดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียน วิสาหกิจ New Third Board และโครงการรีไฟแนนซ์ ก่อให้เกิดทุนจดทะเบียนมากกว่า 11.6 ล้านล้านหยวน

 

นอกจากนี้ กองทุนการลงทุนในภาคเอกชนก็ให้การสนับสนุนด้านนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญและยุทธศาสตร์ระดับชาติ เช่น ภาคส่วนคอมพิวเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ เวชภัณฑ์ และชีววิทยา ซึ่งในไตรมาส 1 ปี 2023 ทางกองทุนการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment) ได้ลงทุนเกือบ 5 ล้านล้านหยวนในบริษัทเหล่านี้

 

ขณะนี้บรรดาผู้จัดการของกองทุนหุ้นเอกชนในกรุงปักกิ่งยอมรับว่า บริษัทของตนกำลังศึกษารายละเอียดของกฎระเบียบ

 

ด้าน Dong Dengxin ผู้อำนวยการสถาบันการเงินและหลักทรัพย์ของ Wuhan University of Science and Technology กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนหุ้นเอกชนของจีนบางแห่งดำเนินการลงทุนเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งคิดเป็นประมาณ 80-90% ของส่วนแบ่งการตลาดของกองทุนหุ้นส่วนบุคคล

 

Dong กล่าวอีกว่า ตัวกฎระเบียบใหม่จะชี้แจงบทบัญญัติพิเศษเกี่ยวกับกองทุนร่วมลงทุนภาคเอกชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการชี้นำกองทุนหุ้นเอกชนให้ลงทุนในนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงและการยกระดับเศรษฐกิจของจีน

 

Dong กล่าวต่อว่า กฎระเบียบในการจัดการกองทุนส่วนบุคคลได้รับการออกแบบมาเป็นหลักสำหรับการพัฒนาและการเติบโตของตลาดกองทุนของจีน ในขณะที่การลดค่าธรรมเนียมที่ประกาศโดยกลุ่มกองทุนตราสารทุนเมื่อวันเสาร์ (8 กรกฎาคม) จะช่วยดึงดูดนักลงทุนเข้าสู่ตลาดมากขึ้น

 

ก่อนหน้าที่ทางการจีนออกประกาศเกี่ยวกับกฎระเบียบดังกล่าว บริษัทจัดการกองทุนหลายแห่งในจีนได้ประกาศลดค่าธรรมเนียมการจัดการของผลิตภัณฑ์กองทุนตราสารทุนลงเหลือไม่เกิน 1.2% และค่าธรรมเนียมผู้ดูแลทรัพย์สินเหลือ 0.2 %

 

ทั้งนี้ สินทรัพย์ภายใต้การจัดการโดยกองทุนรวมสาธารณะของจีนมีมูลค่ารวม 27.77 ล้านล้านหยวน (3.97 ล้านล้านดอลลาร์) ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม ในขณะเดียวกันกองทุนรวมสาธารณะทั้งหมด 10,890 กองทุน ดำเนินการโดยบริษัทจัดการกองทุน 143 แห่ง ซึ่งตามสถิติของ AMAC พบว่า จากบริษัทจัดการกองทุน 143 แห่ง มี 47 แห่งเป็นบริษัทที่ได้รับทุนจากต่างประเทศ

 

อ้างอิง: 

The post รัฐบาลจีนคลอดระเบียบใหม่ มุ่งกำกับดูแล Private Equity Funds หวังดึงมือเอกชนสนับสนุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กองทุนหุ้นไทย’ คึกคัก! เงินไหลเข้าสุทธิสะสมแตะหลักพันล้านบาทในรอบ 3 ปี บลจ.ไทยพาณิชย์ แชมป์เงินเข้ามากสุด https://thestandard.co/thai-funds-1q-66/ Sun, 09 Apr 2023 03:43:07 +0000 https://thestandard.co/?p=774596

กองทุนหุ้นไทยไตรมาส 1/66 กลับมาคึกคักอีกครั้ง เหตุดัชนี […]

The post ‘กองทุนหุ้นไทย’ คึกคัก! เงินไหลเข้าสุทธิสะสมแตะหลักพันล้านบาทในรอบ 3 ปี บลจ.ไทยพาณิชย์ แชมป์เงินเข้ามากสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

กองทุนหุ้นไทยไตรมาส 1/66 กลับมาคึกคักอีกครั้ง เหตุดัชนี SET Index ปรับลดลง ดึงความสนใจนักลงทุนเพิ่ม ส่งผลให้เงินไหลเข้าสุทธิสะสม 3.3 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการแตะหลักพันล้านบาทครั้งแรกรอบ 3 ปี โดย บลจ.ไทยพาณิชย์ มีเงินไหลเข้าสุทธิมากสุดที่ 1.8 พันล้านบาท 

 

Morningstar เผยแพร่บทความระบุว่า ดัชนี SET Index มีทิศทางปรับตัวลงจนมาถึงช่วงกลางเดือนมีนาคม ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นมาปิดไตรมาสแรกที่ 1,609.17 จุด แต่นักลงทุนกลับมามีความสนใจกองทุนหุ้นไทยมากขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้านี้

 

ในไตรมาสแรกดัชนี SET Index มีทิศทางปรับตัวลงจนมาอยู่ที่ระดับ 1,600 จุด ช่วงกลางเดือนมีนาคม ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นมาปิดไตรมาสแรกที่ 1,609.17 จุด และผลตอบแทนรวมหรือ SET TR ที่ -2.7% ต่ำกว่าการลงทุนต่างประเทศที่ส่วนใหญ่ฟื้นตัวได้ค่อนข้างมาก โดย Morningstar Global Markets Index อยู่ที่ 7.3% ซึ่งส่วนมากมาจากกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีที่ฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี

 

อย่างไรก็ดี จากดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลงทำให้นักลงทุนมีความสนใจกองทุนหุ้นไทยมากขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้านี้ โดยกองทุนหุ้นไทยที่ไม่รวมกองทุน LTF, RMF และ SSF มีเงินไหลเข้าสุทธิสะสม 3 เดือนแรกรวม 3.3 พันล้านบาท ซึ่งหากมองย้อนกลับไปจะพบว่าเป็นเงินไหลเข้าระดับพันล้านบาทครั้งแรกในรอบ 3 ปี 

 

ทั้งนี้ กองทุนกลุ่มนี้มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมาราว 2.3 แสนล้านบาท ลดลง 2.8% จากไตรมาสก่อนหน้า อันเป็นผลมาจากผลตอบแทนกองทุนส่วนใหญ่ติดลบ

 

บลจ.ไทยพาณิชย์ มีเงินไหลเข้าสุทธิกองทุนหุ้นไทยรวมสูงสุดในไตรมาสแรก 1.8 พันล้านบาท คิดเป็น Organic Growth ที่ 4.8% ในมูลค่าดังกล่าวเป็นเงินไหลเข้ากองทุน SCB SET Index (Acc) ที่ระดับ 1 พันล้านบาท ทำให้โดยรวม บลจ.ไทยพาณิชย์ มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากเดิมที่ 16.0% มาที่ 16.6% ขณะที่ บลจ.อีสท์สปริง และ บลจ.บัวหลวง ถือว่ามีการเคลื่อนไหวของเม็ดเงินสุทธิไม่มากนัก ทำให้ Organic Growth ลดลงเพียงเล็กน้อย

 

ด้าน บลจ.กสิกรไทย ที่มีส่วนแบ่งตลาดที่อันดับ 5 แต่มีเงินไหลเข้าสุทธิมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในไตรมาสแรกรวม 1.1 พันล้านบาท นำโดยมูลค่าเงินไหลเข้าจากกองทุนดัชนี K SET 50 Index ที่ระดับ 425 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ กองทุนหุ้นไทยที่เงินไหลเข้าสุทธิสูงสุดในไตรมาส 1/66 คือ

 

  1. SCB SET Index (Acc) เงินเข้าสุทธิ 1,908 ล้านบาท ผลตอบแทน 3 เดือน -3.3%
  2. AIA Thai Equity เงินเข้าสุทธิ 507 ล้านบาท ผลตอบแทน 3 เดือน -2.9% 
  3. K SET 50 Index เงินเข้าสุทธิ 425 ล้านบาท ผลตอบแทน 3 เดือน -2.5%

 

ส่วนกองทุนหุ้นไทยที่เงินไหลออกสุทธิสูงสุดในไตรมาส 1/66 คือ

 

  1. Principal Enhanced Equity D เงินออกสุทธิ 422 ล้านบาท ผลตอบแทน 3 เดือน -2.8%
  2. Krung Thai SET50 A เงินออกสุทธิ 238 ล้านบาท ผลตอบแทน 3 เดือน -2.3%
  3. Krungsri Dividend Stock เงินออกสุทธิ 130 ล้านบาท ผลตอบแทน 3 เดือน -5.1%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post ‘กองทุนหุ้นไทย’ คึกคัก! เงินไหลเข้าสุทธิสะสมแตะหลักพันล้านบาทในรอบ 3 ปี บลจ.ไทยพาณิชย์ แชมป์เงินเข้ามากสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กองทุนน้ำมัน’ ครองแชมป์รีเทิร์นสูงสุด 2 ปีติด ปี 2022 ทำผลตอบแทน 14.6% ฟากกองทุนหุ้นไทยผลงานเด่น ทำรีเทิร์นชนะหุ้นนอก https://thestandard.co/fund-group-average-return-in-2022/ Fri, 06 Jan 2023 10:20:53 +0000 https://thestandard.co/?p=733709 กองทุนน้ำมัน

กองทุนน้ำมันครองแชมป์ทำผลตอบแทนสูงสุด 2 ปีติด ปี 2022 โ […]

The post ‘กองทุนน้ำมัน’ ครองแชมป์รีเทิร์นสูงสุด 2 ปีติด ปี 2022 ทำผลตอบแทน 14.6% ฟากกองทุนหุ้นไทยผลงานเด่น ทำรีเทิร์นชนะหุ้นนอก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุนน้ำมัน

กองทุนน้ำมันครองแชมป์ทำผลตอบแทนสูงสุด 2 ปีติด ปี 2022 โชว์รีเทิร์นดีต่อเนื่องที่ 14.6% ส่วนกองทุนหุ้นไทยผลงานปีนี้โดดเด่น สร้างผลตอบแทน 3.5% ชนะขาดหุ้นเทคต่างประเทศที่รีเทิร์นติดลบอย่างหนัก 43.5%

 

Morningstar Thailand เผยผลตอบแทนเฉลี่ยกลุ่มกองทุนในปี 2022 พบว่า กองทุนน้ำมันให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดเป็นปีที่ 2 ที่ 14.6% หรือสูงสุดเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ส่งผลให้เป็นกลุ่มที่มีผลตอบแทนสูงสุด 10 กลุ่มแรกในรอบ 3-5 ปี แต่ในระยะยาวยังมีผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 6.3%

 

ด้านกองทุนทองคำมีผลตอบแทนเฉลี่ยทั้งปีที่ติดลบ 1.1% จากราคาทองคำที่ปรับลงต่อเนื่องในช่วงที่มีการปรับดอกเบี้ยและเงินดอลลาร์แข็งค่า แต่มีการปรับตัวขึ้นได้ในไตรมาสสุดท้าย สะท้อนไปที่ผลตอบแทนเฉลี่ย 4.8%

 

กองทุนหุ้นไทยผลงานเด่น รีเทิร์นชนะหุ้นต่างประเทศ

ในปี 2022 ตลาดหุ้นไทยถือว่าทำได้ค่อนข้างดี จากการเปิดประเทศช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจในประเทศ การส่งออก รวมทั้งการปรับดอกเบี้ยที่ไม่มากจากสถานการณ์เงินเฟ้อที่ต่างกัน โดย SET TR ทั้งปี 2022 อยู่ที่ 3.5% ขณะเดียวกันกองทุนหุ้นไทยกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ 2.0% หรืออันดับ 2 ในอุตสาหกรรม ด้านกองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก แม้จะมีผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบเล็กน้อยที่ 1.6% แต่ยังถือว่าดีกว่ากลุ่มหุ้นต่างประเทศอย่างมาก

 

กองทุนเทคต่างประเทศผลงานทรุด รีเทิร์นติดลบหนักสุด 43.5%

กองทุนหุ้นต่างประเทศหลายกลุ่มติดลบค่อนข้างหนัก โดยกลุ่มเทคโนโลยีติดลบมากที่สุดเฉลี่ยที่ 43.5% จากการลงทุนที่มีน้ำหนักในหุ้นสหรัฐฯ ที่สูง และเป็นกลุ่มหุ้นเติบโต ทำให้การปรับขึ้นดอกเบี้ยส่งผลต่อมูลค่าหุ้นค่อนข้างมาก รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจในปีนี้ก็ถือเป็นปัจจัยกดดันเช่นกัน ทั้งนี้ ในปี 2022 ดัชนี Morningstar Global Technology TR ติดลบอยู่ที่ 32.2%

 

แม้กองทุนหุ้นจีนจะมีผลตอบแทนเป็นบวกได้ในไตรมาสสุดท้ายที่เฉลี่ย 5.3% จากมาตรการปิดเมืองที่ค่อยๆ ผ่อนคลายมาอย่างต่อเนื่อง ที่จะช่วยกระตุ้นภาคการบริโภค รวมทั้งการกระตุ้นภาคอสังหาในประเทศ แต่ในภาพผลตอบแทนเฉลี่ยสะสมทั้งปีของกองทุนกลุ่มนี้ยังติดลบที่ 27.2%

 

กองทุนตราสารหนี้ไทยบวกเล็กน้อย 0.5% ส่วนต่างประเทศรีเทิร์นร่วงหนัก 11%

ด้านกองทุนตราสารหนี้ในประเทศในปีที่ผ่านมานี้มีผลตอบแทนติดลบในบางช่วง จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่ฟื้นตัวขึ้นมาได้ในช่วงท้ายปี ทำให้รอบ 1 ปีเป็นบวกเล็กน้อย นำโดยกลุ่มตราสารหนี้ระยะสั้น 0.5% ขณะที่ตราสารหนี้ต่างประเทศติดลบค่อนข้างมาก เช่นกลุ่ม Global Bond ติดลบ 11.0% โดยดัชนี Morningstar Global Core Bond Index รอบ 1 ปี ติดลบอยู่ที่ 17.3%


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ‘กองทุนน้ำมัน’ ครองแชมป์รีเทิร์นสูงสุด 2 ปีติด ปี 2022 ทำผลตอบแทน 14.6% ฟากกองทุนหุ้นไทยผลงานเด่น ทำรีเทิร์นชนะหุ้นนอก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เงินเฟ้อลามต่อ กองทุนทิ้งหุ้นทั่วโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ | Morning Wealth 26 ธันวาคม 2565 https://thestandard.co/morning-wealth-26122022/ Mon, 26 Dec 2022 01:19:38 +0000 https://thestandard.co/?p=728496

เงินเฟ้อลามต่อ กองทุนทิ้งหุ้นทั่วโลกสูงสุดเป็นประวัติกา […]

The post ชมคลิป: เงินเฟ้อลามต่อ กองทุนทิ้งหุ้นทั่วโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ | Morning Wealth 26 ธันวาคม 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เงินเฟ้อลามต่อ กองทุนทิ้งหุ้นทั่วโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

ประเมินสถานการณ์ หลังนักลงทุนเทขายหุ้นทั่วโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกส่งสัญญาณต่อสู้กับเงินเฟ้อ โดยจะใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

ส่องราคาทองคำปีหน้าหลังแบงก์ทั่วโลกแห่ซื้อตุน บอกสัญญาณอะไร? พูดคุยกับ วรุต รุ่งขํา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เงินเฟ้อลามต่อ กองทุนทิ้งหุ้นทั่วโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ | Morning Wealth 26 ธันวาคม 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กสิกรไทย’ แนะลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก-กระจายความเสี่ยงพอร์ต สร้างผลตอบแทนในช่วงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย https://thestandard.co/kbank-investment-strategy-advice/ Thu, 10 Nov 2022 07:05:32 +0000 https://thestandard.co/?p=706996

KBank Private Banking แนะกลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือ […]

The post ‘กสิกรไทย’ แนะลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก-กระจายความเสี่ยงพอร์ต สร้างผลตอบแทนในช่วงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>

KBank Private Banking แนะกลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน และกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนในช่วงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย 

 

ตรีพล ภูมิวสนะ Senior Managing Director, Private Banking Business Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดทุนตลอดทั้งปี 2565 มีความผันผวนต่อเนื่อง โดยผลตอบแทนในเกือบทุกสินทรัพย์หลักลดลงแรง และดัชนี MSCI World ปรับลดลงไปแล้วถึง 20% ยิ่งไปกว่านั้นปีนี้ยังเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 30 ปีที่ผลตอบแทนในหุ้นและตราสารหนี้ปรับลดลงพร้อมกัน และเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองสินทรัพย์ปรับลดลงมากถึง 20% การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาดจึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักที่ธนาคารแนะนำแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความผันผวน และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้แก่พอร์ตการลงทุน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ปัจจุบันสินทรัพย์ทางเลือกได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากนักลงทุน โดยผลการสำรวจล่าสุดโดย Lombard Odier ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาความผันผวนของตลาดทุนซึ่งอาจนำไปสู่ผลตอบแทนที่เป็นลบเป็นความกังวลลำดับแรกของลูกค้าบุคคลสินทรัพย์สูงในประเทศไทย โดยกว่า 50% ได้ปรับพอร์ตการลงทุนของตน โดยใช้บริการหรือรับคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านการลงทุน และเกือบ 30% มีแผนที่จะลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้

 

ในฐานะที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน KBank Private Banking ได้ให้ความสำคัญกับตัวเลือกที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันไปของลูกค้า เช่น ความเสี่ยงและระยะเวลาในการลงทุน สินทรัพย์ทางเลือกที่แนะนำประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ 6 ประเภท ดังนี้

 

  1. กองทุนทางเลือกที่กลยุทธ์ลงทุนยืดหยุ่น (Quantitative Hedge Fund) ลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย และมุ่งสร้างผลตอบแทนเป็นบวกในทุกสภาพตลาด ที่ผ่านมา KBank Private Banking ได้นำเสนอกองทุน ASP-LEGACY-UI ซึ่งมีจุดเด่นคือกลยุทธ์ในการจับสัญญาณการซื้อขายรายวินาทีด้วยอัลกอริทึม ทำให้มีผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยงที่โดดเด่น 

 

  1. กองทุนหุ้นนอกตลาดทั่วโลก (Global Private Equity Fund) เป็นผลิตภัณฑ์สินทรัพย์ทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีความผันผวนด้านราคาต่ำ สำหรับกองทุน K-GPE19A-UI และ K-GTPE20A-UI ที่ KBank Private Banking แนะนำแก่ลูกค้า สามารถสร้างผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนได้สูงถึง 47.83%** และ 25.67%** ตามลำดับ และล่าสุดกองทุน K-GPE22B-UI ซึ่งมีจุดเด่นคือการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรมกว่า 50 ธุรกิจ โดยหลังจากการเสนอขายครั้งแรกในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ถือเป็นกองทุนหุ้นนอกตลาดทั่วโลกกองทุนแรกในประเทศไทยที่สามารถระดมเงินทุนได้หลักพันล้านบาท 

 

  1. กองทุนอสังหาริมทรัพย์นอกตลาดทั่วโลก (Global Private Real Estate Fund) เป็นประเภทสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงจากโอกาสในการรับผลตอบแทนในรูปแบบค่าเช่าที่สม่ำเสมอ ที่ผ่านมา KBank Private Banking ได้นำเสนอกองทุน UGREF-UI ซึ่งลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรงกว่า 9,000 โครงการ และรายได้จากผู้เช่าที่มีคุณภาพกว่า 30,000 ราย และมีการกระจายการลงทุนทั้งกลุ่มโรงงาน รีเทล และที่อยู่อาศัย โดยกองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปีที่ 8.33%

 

  1. กองทุนระดมเงินลงทุนเพื่อให้สินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ โดยไม่ผ่านสถาบันการเงิน (Private Credit Fund) เป็นการให้สินเชื่อโดยตรงแก่ภาคธุรกิจ เพื่อเสริมสภาพคล่อง โดยจุดเด่นในการให้สินเชื่อโดยตรงลักษณะนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate) ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งจะให้ผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วไป สำหรับ KBank Private Banking ได้ร่วมกับ Lombard Odier ในการแนะนำกองทุนประเภทนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และเตรียมเสนอขายครั้งแรกในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

 

  1. อสังหาริมทรัพย์ไทยนอกตลาด (Thai Private Real Estate) เป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาด เช่น อาคารสำนักงาน ไฟฟ้า และโทรคมนาคม ในประเทศไทย 

 

  1. หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงแบบ Knock-In Knock-Out (KIKO) เป็นสินทรัพย์ที่เพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ และสามารถให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยรายเดือนที่สม่ำเสมอ นอกจากนี้นักลงทุนยังสามารถเลือกอ้างอิงผลตอบแทนได้ทั้งตะกร้าหุ้นไทย หรือหุ้นต่างประเทศ ที่ผ่านมากองทุนที่ KBank Private Banking แนะนำสามารถให้ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยสูงถึง 11-13% ต่อปี 

 

“ในสภาวะที่เงินเฟ้อได้กลายเป็นปัญหาระยะยาว และเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2566 การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกจะมีความสำคัญยิ่งขึ้นในการเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน” ตรีพลกล่าวปิดท้าย

The post ‘กสิกรไทย’ แนะลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก-กระจายความเสี่ยงพอร์ต สร้างผลตอบแทนในช่วงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 กองทุนหุ้นจีน ผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน แกร่งสุด https://thestandard.co/10-chinese-equity-funds/ Thu, 15 Sep 2022 10:16:33 +0000 https://thestandard.co/?p=682068 กองทุนหุ้นจีน

กรณี กองทุนหุ้นจีน การเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ถือเป็นปี […]

The post 10 กองทุนหุ้นจีน ผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน แกร่งสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุนหุ้นจีน

กรณี กองทุนหุ้นจีน การเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ถือเป็นปีที่ยากลำบากอย่างมาก หลังจากที่จีนยังคงเข้มงวดกับการใช้นโยบาย Zero-COVID จากการแพร่ระบาดของโควิด นำมาสู่การใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง รวมถึงปัญหาอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้น ยิ่งเป็นเหมือนตัวฉุดให้เศรษฐกิจจีนต้องเผชิญกับความท้าทายอุปสรรคในครั้งนี้มากยิ่งขึ้น

 

ด้าน Goldman Sachs ประเมินเศรษฐกิจจีนปีนี้น่าจะโตได้แค่ 3% เท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเติบโตได้ 3.3% ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีการเข้าไปลงทุนกับทางจีนไม่น้อย โดยเฉพาะกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในจีน ทีมงาน THE STANDARD WEALTH จึงได้ทำการสำรวจอัตราผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือนที่สามารถฝ่าด้านมรสุมจากจีนครั้งนี้ได้ ดังนี้ 

 

  1. กองทุนเปิด TISCO China Consumer ผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน 17.16%

 

  1. กองทุนเปิด SCB China Equity (E-channel) ผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน 10.71%

 

  1. กองทุนเปิด SCB China Equity (I/G) ผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน 10.24%

 

  1. กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นจีน ผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน 10.15%

 

  1. BCAP China Technology ผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน 7.81%

 

  1. SCB Machine Learning China All Share Acc ผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน 2.73%

 

  1. Krungsri China Megatrends-A ผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน 2.73%

 

  1. SCB Machine Learning China All Share RMF ผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน 2.53%

 

  1. กองทุนเปิดทหารไทย China Equity Index ผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน 2.36%

 

  1. กองทุนเปิด Phillip China Green Energy & Environment ผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน 2.22%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


กองทุนหุ้นจีน

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post 10 กองทุนหุ้นจีน ผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน แกร่งสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับชีพจร 10 กองทุนหุ้นสหรัฐฯ ผลตอบแทน YTD ติดลบน้อยสุด https://thestandard.co/us-stock-funds/ Mon, 12 Sep 2022 07:24:17 +0000 https://thestandard.co/?p=680133 กองทุนหุ้นสหรัฐฯ

ความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผล […]

The post จับชีพจร 10 กองทุนหุ้นสหรัฐฯ ผลตอบแทน YTD ติดลบน้อยสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุนหุ้นสหรัฐฯ

ความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนักลงทุนเฝ้าจับตารายงานภาวะเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 20-21 กันยายนนี้ เพื่อจับสัญญาณทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต

 

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กองทุนหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ทีมงาน THE STANDARD WEALTH ได้ทำการสำรวจอัตราผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี (YTD) ติดลบทั้งหมดมากสุด -50.00% ขณะที่กองทุนติดลบน้อยสุดมีด้วยกัน 10 กองทุน ดังนี้

 

  • กองทุนเปิดเค อิควิตี้แอบโซลูทรีเทิร์น ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (K-ART) ผลตอบแทน YTD -1.13%

 

  • กองทุนเปิดทิสโก้ ยูเอส อิควิตี้ อันเฮดจ์ (TUSEQ-UH) ผลตอบแทน YTD -8.40%

 

  • กองทุนเปิดทหารไทยยูเอสออพพอร์ทูนิตี้ส์ (TMBUSO) ผลตอบแทน YTD -9.98%

 

  • กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นยูเอส ดีเจไอ ชนิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (SCBDJI(E)) ผลตอบแทน YTD -11.46%

 

  • กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นยูเอส ดีเจไอ (ชนิดผู้ลงทุนกลุ่ม/บุคคล) (SCBDJI(P)) ผลตอบแทน YTD -11.76%

 

  • กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นยูเอส ดีเจไอ ชนิดสะสมมูลค่า (SCBDJI(A)) ผลตอบแทน YTD -11.77%

 

  • กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นยูเอส ดีเจไอ (ชนิดเพื่อการออม) (SCBDJI(SSF)) ผลตอบแทน YTD -11.77%
  • กองทุนเปิดเอ เอฟ ยูเอส ไวด์ โมท เฮดจ์ ชนิดสะสมมูลค่า (AFMOAT-HA) ผลตอบแทน YTD -13.17%

 

  • กองทุนเปิดเค หุ้นยูเอส พาสซีฟ (K-US500X) ผลตอบแทน YTD -14.72%

 

  • กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นยูเอส (ชนิดผู้ลงทุนกลุ่ม/บุคคล) (SCBS&P500P) ผลตอบแทน YTD -14.81%

 

กองทุนหุ้นสหรัฐฯ

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post จับชีพจร 10 กองทุนหุ้นสหรัฐฯ ผลตอบแทน YTD ติดลบน้อยสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจ 5 อันดับ กองทุนยั่งยืน ขนาดใหญ่ที่สุด ลงทุนอะไรบ้าง https://thestandard.co/largest-sustainable-fund/ Thu, 18 Aug 2022 04:24:19 +0000 https://thestandard.co/?p=668625 กองทุนยั่งยืน

สำรวจการลงทุนของ 5 กองทุนยั่งยืน ขนาดใหญ่ที่สุดของไทย พ […]

The post สำรวจ 5 อันดับ กองทุนยั่งยืน ขนาดใหญ่ที่สุด ลงทุนอะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุนยั่งยืน

สำรวจการลงทุนของ 5 กองทุนยั่งยืน ขนาดใหญ่ที่สุดของไทย พบว่า ส่วนมากเน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี, การแพทย์, ภาคการผลิต และพลังงาน โดยหุ้นเทคที่ 2 ใน 5 กองทุน ลงทุนในสัดส่วนที่มากที่สุดคือ หุ้น ASML บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติดัตช์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดชิปมือถือและคอมพิวเตอร์ทั้งโลก 

 

ปัจจุบันการลงทุนในกองทุนยั่งยืนได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากเป็นการลงทุนที่สร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน และยังตอบโจทย์ด้าน ESG ซึ่งนักลงทุนและภาคธุรกิจหันมาให้ความสำคัญอย่างมาก ขณะเดียวกันผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนยั่งยืนก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ในระยะยาวนั้นให้ผลตอบแทนดีกว่ากองทุนหุ้นทั่วไป 

 

โดยข้อมูลจาก Morningstar Thailand ระบุว่า ในรอบปี 2021 หรือในรอบ 5 ปี Sustainability Index มีผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนแบบ Broad Market Index ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการลงทุนยั่งยืน ที่นอกจากช่วยลดความเสี่ยง ESG แล้ว ยังสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงหรือดีกว่าการลงทุนโดยทั่วไปได้

 

ส่วนในรอบครึ่งปีที่ผ่านมานั้น การลงทุนอย่างยั่งยืนมีผลตอบแทนไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นทั่วโลก โดย Morningstar Global Markets Sustainability Index มีผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ต้นปี -21.1% เทียบกับ Morningstar Global Markets Large-Mid Index -20.1% ซึ่ง Sustainability Index มีผลตอบแทนที่แย่กว่าเล็กน้อยนั้นมีเหตุผลจากการมีส่วนของการลงทุนในหุ้นเติบโตมากกว่า และส่วนของ Value ที่น้อยกว่า Global Markets Index ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้

 

กองทุนยั่งยืน

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post สำรวจ 5 อันดับ กองทุนยั่งยืน ขนาดใหญ่ที่สุด ลงทุนอะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายได้ธุรกิจคลาวด์ยังเติบโตต่อ แม้ราคาหุ้นของหลายบริษัทจะถูกถล่มขายออกมาในช่วงครึ่งปีแรก https://thestandard.co/cloud-business-revenue-grow/ Sun, 14 Aug 2022 07:50:27 +0000 https://thestandard.co/?p=666784 ธุรกิจคลาวด์

หุ้นของบริษัทคลาวด์ เริ่มฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ในปีนี้ รา […]

The post รายได้ธุรกิจคลาวด์ยังเติบโตต่อ แม้ราคาหุ้นของหลายบริษัทจะถูกถล่มขายออกมาในช่วงครึ่งปีแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจคลาวด์

หุ้นของบริษัทคลาวด์ เริ่มฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ในปีนี้ ราคาของหุ้นหลายบริษัทปรับตัวขึ้น 50% จากจุดต่ำสุด ขณะที่กองทุนอย่าง The WisdomTree Cloud Computing ปรับขึ้นถึง 26% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เทียบกับดัชนี S&P 500 ที่ปรับขึ้นเกือบ 9% ในช่วงเวลาเดียวกัน 

 

ก่อนหน้านี้ หุ้นบริษัทคลาวด์ถูกกดดันหลังจากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และนักลงทุนต่างให้พรีเมียมลดลงสำหรับหุ้นเทคโนโลยีที่เติบโตเร็ว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหุ้นของบริษัทคลาวด์จะถูกเทขายออกมาในช่วงครึ่งปีแรก แต่ผลประกอบการของหลายบริษัทยังแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้น 

 

เอลเลียตต์ โรบินสัน ผู้ร่วมก่อตั้ง Bessemer Venture Partners กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนการพักตัว เรายังไม่ได้เห็นพื้นฐานของธุรกิจคลาวด์ย่ำแย่ลง

 

อย่างกรณีของ GitLab (GTLB) ซึ่งให้บริการเก็บ Source Code ของบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างๆ ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นของ GitLab ลดลง 75% ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2021 ถึงเมษายน 2022 ล่าสุด บริษัทยังคงรายงานรายได้เติบโต 75% ทำให้ Goldman Sachs ปรับคำแนะนำจากถือเป็นซื้อ 

 

ด้านบริษัทอย่าง Atlassian รายงานรายได้ไตรมาสล่าสุดออกมาเติบโต 36% ขณะที่ราคาหุ้นก็ฟื้นตัวขึ้นมาถึง 67% ใน 3 เดือน เช่นเดียวกันกับบริษัทคลาวด์ที่ให้บริการแก่กลุ่มพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับร้านอาหารอย่าง Toast รายงานรายได้เติบโต 58% มากกว่าที่ตลาดคาดไว้ 

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทอย่าง Shopify ซึ่งให้บริการซอฟต์แวร์สำหรับผู้ค้าขายออนไลน์ เพื่อช่วยบริหารจัดการระบบชำระเงิน จัดการสต๊อก และขนส่ง มองว่าปี 2022 จะแตกต่างออกไป จากการที่อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซจะเริ่มปรับตัวเข้าสู่ยุคหลังโควิด พร้อมกับแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังสูง 

 

ทั้งนี้ ราคาหุ้น Shopify ฟื้นตัวเกือบ 30% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ราคายังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดถึง 77% 

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post รายได้ธุรกิจคลาวด์ยังเติบโตต่อ แม้ราคาหุ้นของหลายบริษัทจะถูกถล่มขายออกมาในช่วงครึ่งปีแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝ่าวิกฤตลงทุน ผ่านการเฟ้นหาโอกาสทั่วโลก ด้วยแนวทาง Factor Investing [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/scb-factor-investing/ Thu, 11 Aug 2022 00:30:52 +0000 https://thestandard.co/?p=665130 Factor Investing

ช่วงเวลากว่า 7 เดือนของปี 2565 เรียกได้ว่าเป็นปีแห่งการ […]

The post ฝ่าวิกฤตลงทุน ผ่านการเฟ้นหาโอกาสทั่วโลก ด้วยแนวทาง Factor Investing [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Factor Investing

ช่วงเวลากว่า 7 เดือนของปี 2565 เรียกได้ว่าเป็นปีแห่งการเผชิญหน้ากับปัจจัยเสี่ยง ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้น จนหลายคนเรียกช่วงเวลาของปีนี้ว่า ‘Perfect Storm’ ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของโควิดที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องในครึ่งปีแรก ทำให้ประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 อย่างจีนต้องประกาศปิดเมืองตามนโยบาย Zero-COVID

 

ขณะที่สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนยังคงยืดเยื้อ จนราคาพลังงานและอาหารแพงขึ้น นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงทั่วโลก กระทั่งธนาคารกลางแต่ละประเทศต้องพยายามควบคุมเงินเฟ้อโดยการขึ้นดอกเบี้ยและลดสภาพคล่อง นำมาซึ่งความเสี่ยงในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจถดถอย ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เป็นลบต่อตลาดหุ้น

 

นับแต่ต้นปีที่ผ่านมา ดัชนี MSCI All Country World Index ซึ่งเป็นตัวแทนของตลาดหุ้นทั่วโลก ปรับตัวลดลง 18.4% (ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2565) บนความเสี่ยงที่อาจจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในระยะ 12 เดือนข้างหน้า

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นแต่ละประเทศก็มีผลตอบแทนที่บวกลบมากน้อยต่างกันไป สำหรับนักลงทุนไทย การกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศนับว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และยังเป็นการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น รวมถึงการเพิ่มโอกาสลงทุนในอุตสาหกรรมที่แตกต่างไปจากในประเทศ

 

แต่หลายคนอาจมีคำถามขึ้นมาว่า เราจะเลือกหุ้นอย่างไรดี? หากต้องการจะกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลา Perfect Storm เช่นนี้

 

ทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์หุ้นทุกตัวได้ ไม่ว่าขอบเขตการลงทุนของเราจะขยายออกไปใหญ่แค่ไหนคือ แนวทางการเลือกหุ้นแบบ Factor Investing

 

Factor Investing คืออะไร?

Factor Investing เป็นที่รู้จักกันมานานในต่างประเทศ แต่ในไทยเริ่มให้ความสนใจกันเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลักการเบื้องต้นคือการคิดคำนวณในเชิงปริมาณ โดยใช้มาตราทางคณิตศาสตร์เพื่อเลือกหุ้นตามปัจจัยแต่ละด้าน โดยนักลงทุนจะนำข้อมูลของปัจจัย (Factor) ต่างๆ ได้แก่

 

  • Value อาจใช้ค่า P/E หรือ P/BV โดยจะให้คะแนนสูงกับหุ้นที่มีค่า P/E หรือ P/BV ต่ำ
  • Quality อาจวัดจากกระแสเงินสดหรืออัตราผลตอบแทนจากส่วนของเจ้าของ (ROE) โดยให้คะแนนสูงกับหุ้นที่มีกระแสเงินสดหรือ ROE สูง
  • Momentum อาจใช้ผลตอบแทนย้อนหลัง 12 เดือนล่าสุดเป็นตัวแทน โดยให้คะแนนสูงกับหุ้นที่มีผลตอบแทนย้อนหลังสูง
  • Growth อาจวัดจากอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ โดยให้คะแนนสูงกับหุ้นที่มีการเติบโตสูง
  • Volatility อาจวัดจากความผันผวนของราคาหุ้น โดยให้คะแนนสูงกับหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ

 

ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถเลือกผสมผสานปัจจัยต่างๆ ได้ตามปรัชญาการลงทุนของแต่ละคน เช่น นักลงทุนที่ชื่นชอบหุ้น Value และ Quality อาจใช้คะแนนของ 2 ปัจจัยนี้มารวมกันเพื่อเลือกหุ้นที่มีคะแนนรวมสูงสุด หรืออีกแนวทางหนึ่งคืออาจใช้หลัก Factor Investing เพื่อปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับช่วงเวลาในวงรอบเศรษฐกิจ

 

ตัวอย่างเช่น ช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ หุ้นกลุ่ม Growth สามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Value แต่ในปี 2564 หุ้นกลุ่ม Value ในหลายภูมิภาคสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าหุ้นกลุ่ม Growth

 

ทางเลือกการลงทุนในภาวะ Bear Market

สำหรับช่วงเวลานี้ที่เศรษฐกิจเผชิญกับความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะตลาดหมี (Bear Market) ปัจจัยที่น่าสนใจในการคัดเลือกหุ้นอาจเป็น Quality และ Value สะท้อนถึงการเป็นผู้นำตลาด มีปัจจัยพื้นฐานดี และสามารถสร้างกำไรเติบโตอย่างสม่ำเสมอ

 

ในกรณีของนักลงทุนมือใหม่ที่ยังมีประสบการณ์ไม่มาก การเปลี่ยน Factor จัดหุ้นในพอร์ต หากทำไม่สอดคล้องกับสภาวะตลาดอาจไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดี โดยเฉพาะหากต้องการกระจายไปลงทุนต่างประเทศที่เราอาจไม่คุ้นชินนัก ทำให้การลงทุนผ่านกองทุนรวมจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

 

ข้อดีของการเลือกใช้กองทุนรวมคือ การเข้าลงทุนได้ทันที และมีกองทุนที่ใช้หลักการ Factor Investing ให้เลือก บล.ไทยพาณิชย์ เชื่อว่ากองทุนหุ้นที่ใช้แนวทาง Factor Investing อย่าง SCBGQUAL กองทุนหุ้น Quality และ SCBGVALUE กองทุนหุ้น Value ที่เน้นการบริหารพอร์ตลงทุนแบบเชิงรับ (Passive Fund) จะสามารถตอบโจทย์และเป็นทางเลือกที่ดีของนักลงทุน 

 

Factor Investing

Factor Investing

 

สำหรับ SCBGQUAL จะเน้นเลือกหุ้นที่มี ETF ที่มีคุณภาพ มีเงินสด เป็นบริษัทขนาดใหญ่และมีกำไร โดยมุ่งสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี MSCI World Sector Neutral Quality Index ซึ่งติดตามหุ้นบริษัทขนาดใหญ่และกลางใน 23 ประเทศของตลาดพัฒนาแล้ว โดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

 

  1. ROE สูง
  2. หนี้บริษัทที่อยู่ในระดับต่ำ
  3. มีความผันผวนของกำไรบริษัทที่ไม่สูงมาก

 

SCBGQUAL จะลงทุนในกองทุนหลักคือ iShares Edge MSCI World Quality Factor UCITS ETF ซึ่งบริหารจัดการโดย BlackRock Asset Management Ireland Limited

 

Factor Investing

 

ส่วนกองทุน SCBGVALUE เป็นอีกหนึ่งกองทุนที่เหมาะสำหรับการลงทุนในช่วงนี้ เนื่องจากหุ้นกลุ่ม Value สามารถทนทานต่อสภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นได้ดีกว่าตลาดโดยรวม โดยกองทุน SCBGVALUE เน้นลงทุนให้มีผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนี MSCI World Enhanced Value Index

 

SCBGVALUE จะลงทุนในกองทุนหลักคือ iShares Edge MSCI World Value Factor UCITS ETF (กองทุนหลัก) ชนิดหน่วยลงทุน Share Class USD (ACC) ซึ่งบริหารงานภายใต้ความดูแลของ BlackRock Asset Management Ireland Limited

 

ปัจจุบันนักลงทุนสามารถลงทุนกับ SCBGQUAL และ SCBGVALUE ได้ผ่านแอปพลิเคชัน SCB Easy โดยเลือกซื้อกองทุนได้ที่เมนู Investment

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

 

หมายเหตุ:

  • เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนทำการลงทุน

The post ฝ่าวิกฤตลงทุน ผ่านการเฟ้นหาโอกาสทั่วโลก ด้วยแนวทาง Factor Investing [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
GIC เบนเข็มเพิ่มพอร์ตอสังหา หวังรับมือเงินเฟ้อ มองตลาดหุ้นทั่วโลกปีนี้ลงทุนยาก https://thestandard.co/gic-increase-investment-in-real-estate-portfolio/ Wed, 27 Jul 2022 11:21:00 +0000 https://thestandard.co/?p=659742 GIC

GIC PRIVATE LIMITED หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของรั […]

The post GIC เบนเข็มเพิ่มพอร์ตอสังหา หวังรับมือเงินเฟ้อ มองตลาดหุ้นทั่วโลกปีนี้ลงทุนยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
GIC

GIC PRIVATE LIMITED หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของรัฐบาลสิงคโปร์ กำลังพิจารณาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเพื่อรับมือกับความเสี่ยงเงินเฟ้อ หลังจากประเมินว่าการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกในปีนี้เป็นเรื่องที่ยากลำบาก 

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า GIC (GIC PRIVATE LIMITED) หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของรัฐบาลสิงคโปร์ (Sovereign Wealth Fund: SWF) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานบริหารกองทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศเป็นหลัก กำลังเบนเข็มการลงทุนไปสู่อสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นในรอบหลายปี  

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 


 

ผู้บริหารของ GIC กล่าวกับ Financial Times ว่าอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นเกือบจะหักกลบกำไรที่กองทุนเคยได้รับมาได้หมด และเตือนว่าโลกอาจเผชิญกับภาวะซบเซาเป็นเวลานานหากผู้กำหนดนโยบายการเงินไม่ดำเนินการตามความเหมาะสม

 

คำเตือนจาก GIC ครั้งนี้สะท้อนถึงผลกระทบจากเงินเฟ้อระดับสูงที่อาจกดดันนักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะกลุ่มที่คุ้นชินกับการลงทุนในบริบทของนโยบายการเงินผ่อนคลายมาหลายปี 

 

โอกาสที่เศรษฐกิจจะซบเซาระยะยาวก่อความกังวลอย่างมีนัยสำคัญแก่ GIC ซึ่งมีหน้าที่หลักในการแสวงหาผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อระยะยาวได้ และช่วยเพิ่มปริมาณทุนสำรองต่างประเทศของสิงคโปร์ โดย Lim Chow Kiat ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยอมรับว่าอัตราเงินเฟ้อระดับสูงรอบนี้อาจหักกลบกำไรที่ GIC สร้างผลงานไว้นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1981 ได้เลย  

 

Lim กล่าวว่า เราอาจเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจซบเซา (Stagflation) เป็นเวลานานถึง 1 ทศวรรษ ด้วยเหตุนี้การกระจายพอร์ตการลงทุนของ GIC จะท้าทายมากขึ้น เนื่องจากมีทรัพย์สินเพียงไม่กี่ประเภทที่ได้รับการยกเว้นจากผลกระทบของภาวะเงินเฟ้อที่แย่ลงและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้าลง

 

“อัตราเงินเฟ้อที่สูงไม่เพียงแต่ลดผลตอบแทนที่แท้จริงในทันที แต่ยังส่งผลกระทบในทางลบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสินทรัพย์ทางการเงิน” Lim กล่าว

 

ล่าสุด GIC เปิดเผยผลประกอบการ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2022 ซึ่งแสดงผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 4.2% สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่เป็นตัวเลขผผลตอบแทนที่ต่ำกว่าปีก่อนหน้าที่อยู่ในระดับ 4.3% ขณะที่ผลตอบแทนของกองทุนในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 7% 

 

อย่างไรก็ตาม Lim ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุนในปีนี้ 

 

GIC ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าครอบครองมูลค่าสินทรัพย์เกิน 7 แสนล้านดอลลาร์ ได้เพิ่มการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จาก 8% เป็น 10% ของพอร์ตลงทุน (ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2022) และลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นลง 2% มาอยู่ที่ 30% ของพอร์ตลงทุนทั้งหมด

 

โดยในช่วงครึ่งปีแรก CIG มีการรายงานการเข้าลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นระยะ เช่น การเข้าลงทุนใน Paddington Central Office ในลอนดอน ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ให้บริการที่พักนักศึกษาอย่างน้อย 2 แห่งในยุโรป 

 

เจฟฟรีย์ เจนสุภากิจ หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุน กล่าวว่า อสังหาริมทรัพย์ให้เช่าระยะสั้น เช่น อาคารสำนักงาน และที่พักนักศึกษา มีความเสี่ยงน้อยในยามที่เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถขึ้นราคาได้ตามนั้น

 

“เราจำเป็นต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อพยายามค้นหาสินทรัพย์ที่เราคิดว่าจะสามารถอยู่รอดได้ในระยะใกล้ จากภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อในช่วงทศวรรษ 1970” เจฟฟรีย์กล่าว 

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post GIC เบนเข็มเพิ่มพอร์ตอสังหา หวังรับมือเงินเฟ้อ มองตลาดหุ้นทั่วโลกปีนี้ลงทุนยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมพอร์ตเกษียณต้องมี กองทุน ESG https://thestandard.co/retirement-portfolios-and-esg-funds/ Tue, 26 Jul 2022 00:51:17 +0000 https://thestandard.co/?p=658822 กองทุน ESG

นักลงทุนทั่วโลกต่างก็ให้ความสนใจกับแนวทางการลงทุนอย่างย […]

The post ทำไมพอร์ตเกษียณต้องมี กองทุน ESG appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุน ESG

นักลงทุนทั่วโลกต่างก็ให้ความสนใจกับแนวทางการลงทุนอย่างยั่งยืน ( กองทุน ESG ) อย่างต่อเนื่องจนเริ่มเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่หลายคนอาจยังไม่เห็นภาพว่ามันสำคัญแค่ไหน แล้วจะมีส่วนผลักดันอุตสาหกรรมการลงทุนได้อย่างไร จะช่วยสิ่งแวดล้อมและสังคมในระยะยาวได้จริงหรือไม่ และที่สำคัญจะเหมาะกับแผนกองทุนเพื่อการเกษียณของเราอย่างไร

 

ปัจจุบันหลายธุรกิจได้ให้บทบาทความสำคัญกับการลงทุนอย่างยั่งยืนภายในองค์กรมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน โดยได้นำประเด็นผลการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัทจดทะเบียนมาใช้เป็นองค์ประกอบในการพิจารณาคัดเลือกหลักทรัพย์ในการลงทุน ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกทยอยออกหลักเกณฑ์การกำกับดูแล เพื่อกำหนดมาตรฐานด้านการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใสและทำให้นักลงทุนมีข้อมูลที่เพียงพอประกอบการตัดสินใจลงทุน แต่ด้วยการเติบโตของการลงทุนแบบยั่งยืนที่เป็นที่แพร่หลายมากขึ้น ก็อาจมีความเป็นไปได้ว่าเงินลงทุนเหล่านั้นอาจจะไม่ได้ถูกนำไปช่วยสิ่งแวดล้อมและสังคมได้อย่างแท้จริง ซึ่งก่อให้เกิด ‘การฟอกเขียว’ ได้

 

การฟอกเขียว หรือ Greenwashing คือการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดด้วยการโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือองค์กรให้มีภาพลักษณ์ว่ารับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เป็นเพียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการตลาดหรือการขายโดยไม่ได้มีการทำจริง เราในฐานะนักลงทุนจึงควรตรวจสอบและศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน 

 

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจตามเกณฑ์ ESG โดยการพิจารณาที่ Megatrends หรือแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่เกิดขึ้นกับสังคมและระบบเศรษฐกิจ ก็จะเป็นตัวช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนอย่างยั่งยืนได้ชัดเจนขึ้น เช่น แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศ (Climate Change) การให้ความสำคัญกับการกำจัดขยะ (Waste Management) หรือการให้ความสำคัญกับการจ้างงานที่เป็นธรรม (Fair Employment) เป็นต้น และเมื่อนักลงทุนเห็นภาพที่ชัดเจนว่าบริษัทใดหรืออุตสาหกรรมใดจะได้ประโยชน์หรือได้รับผลกระทบต่อแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ก็จะทำให้นักลงทุนสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาปรับประมาณการตัวเลขทางการเงินของบริษัทให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ยังคงมีนักลงทุนหลายคนที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับลงทุนแบบยั่งยืน จึงทำให้พลาดโอกาสการลงทุนที่ดีอีกทางหนึ่งไป ซึ่งจริงๆ แล้วการลงทุนประเภทนี้

 

  1. ไม่ใช่เป็นเพียงกระแสการลงทุนระยะสั้นแต่จะคงมีบทบาทมากขึ้นด้วยความสนใจของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การลงทุนอย่างยั่งยืนเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

 

  1. ไม่ใช่เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่ำ แต่อาจช่วยเพิ่มโอกาสด้านผลตอบแทนในระยะยาว และลดความเสี่ยงและความผันผวนจากการลงทุนได้ โดยจากรูปด้านล่าง จะเห็นว่าการเปรียบเทียบผลตอบแทนของดัชนี MSCI All Country Word Index (ACWI) และ MSCI Emerging Markets (EM) แบบที่ไม่ได้คำนึงถึงความยั่งยืน กับแบบที่คำนึงถึงความยั่งยืนคือ MSCI ACWI ESG Leaders และ MSCI EM ESG Leaders พบว่า ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวผลตอบแทนของดัชนีที่ดูเรื่องความยั่งยืนดูจะได้ผลตอบแทนมากกว่า

 

กองทุน ESG

 

  1. ไม่ใช่การลงทุนที่มีทางเลือกจำกัด เนื่องจากจริงๆ แล้วมีผลิตภัณฑ์หลากหลายพร้อมให้นักลงทุนเลือกลงทุนอย่างยั่งยืนได้ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ESG เช่น รายชื่อหุ้นยั่งยืนใน Thailand Sustainability Investment (THSI), ดัชนี ESG, กองทุนรวมหุ้น ESG, กองทุนรวมหุ้น CG และตราสารหนี้ ESG เป็นต้น

 

  1. ไม่มีความซับซ้อนและลงทุนได้ไม่ยาก เนื่องจากมีข้อมูลจากหลากหลายแหล่งที่นักลงทุนสามารถนำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์และการตัดสินใจลงทุนได้

 

  1. ไม่ใช่การลงทุนที่เหมาะกับเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่นักลงทุนกลุ่มอื่นๆ ก็ให้ความสนใจมากเช่นกัน

 

จากการที่การลงทุนประเภทนี้จะสร้างบทบาทสำคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจไปอีกในระยะยาวหรืออาจจะตลอดไป ดังนั้นการลงทุนประเภทนี้จึงเหมาะกับพอร์ตการลงทุนเพื่อการเกษียณและยังได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกด้วย สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในการลงทุนแบบยั่งยืนแต่ไม่มีเวลาศึกษาด้วยตนเอง ก็สามารถลงทุนในกองทุนรวมผ่านบริษัทจัดการได้ ซึ่งในปัจจุบันก็มีให้เลือกลงทุนในกองทุนที่เป็น Megatrend หลากหลายธีมทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ธีมกลุ่มเทคโนโลยี ธีมสุขภาพ ธีมพลังงานทดแทน และธีมพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น

 

ยกตัวอย่างเช่น กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Electric Vehicles and Future Mobility (ชนิดเพื่อการออม) SCBEV(SSF) คลิก ที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการเติบโตที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Global Clean Energy เพื่อการเลี้ยงชีพ (ชนิดสะสมมูลค่า) SCBRMCLEAN(A) คลิก ที่เน้นลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) หรือกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Healthcare Innovation (ชนิดเพื่อการออม) SCBIHEALTH(SSF) คลิก ที่เน้นลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพเป็นหลัก กองทุนดังกล่าวก็เป็นตัวอย่างของการลงทุนแบบยั่งยืนที่ควรค่าแก่การเลือกสะสมระยะยาวเพื่อสร้างโอกาสให้กับพอร์ตเกษียณในอนาคต

 

การลงทุนแบบยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงกระแส แต่เป็นการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว และที่สำคัญ เป็นการลงทุนที่จะช่วยสร้างโลก สร้างสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นต่อไป

 

อ้างอิง: ภาพจาก SETinvestnow

 


 

คำเตือน:

  • ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุน RMF/SSF ก่อนตัดสินใจลงทุน กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของกองทุน
  • ศึกษาข้อมูลกองทุนหลักได้จากเว็บไซต์ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม www.scbam.com
  • กองทุนบางกองทุนมิได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันทั้งด้านสินทรัพย์ / ภูมิภาค / ประเทศ / กลุ่มธุรกิจ ราคาของหลักทรัพย์จึงมีความผันผวนตามปัจจัยที่กระทบ กองทุนที่ลงทุนในภูมิภาค / ประเทศ / กลุ่มธุรกิจเดียว จะมีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนที่มีการกระจายการลงทุนมากกว่า
  • ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ทำไมพอร์ตเกษียณต้องมี กองทุน ESG appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่อง 9 หุ้นในพอร์ต กองทุนสิงคโปร์ GIC PRIVATE LIMITED มูลค่าเกือบ 4 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/stocks-in-portfolio-singapore-fund-gic-private-limited/ Thu, 21 Apr 2022 08:01:42 +0000 https://thestandard.co/?p=619777 GIC PRIVATE LIMITED

กองทุนสิงคโปร์ GIC PRIVATE LIMITED หรือกองทุนความมั่งคั […]

The post ส่อง 9 หุ้นในพอร์ต กองทุนสิงคโปร์ GIC PRIVATE LIMITED มูลค่าเกือบ 4 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
GIC PRIVATE LIMITED

กองทุนสิงคโปร์ GIC PRIVATE LIMITED หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของรัฐบาลสิงคโปร์ หรือ Sovereign Wealth Fund (SWF) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานบริหารกองทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศเป็นหลัก และเป็นหนึ่งในนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยข้อมูล ณ วันที่ 20 เมษายน 2565 มีการลงทุนในหลักทรัพย์สัดส่วนเกิน 0.50% จำนวน 9 หลักทรัพย์ มูลค่ารวมประมาณเกือบ 4 หมื่นล้านบาท

 

ทั้งนี้ พอร์ตการลงทุนในตลาดหุ้นไทยของ GIC PRIVATE LIMITED ประกอบไปด้วย หุ้นสามัญ 9 หลักทรัพย์ และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 1 หลักทรัพย์  ซึ่งมีรายชื่อตามสัดส่วนการลงทุน มูลค่าจากมากลงไปหาน้อย ดังนี้

 

  1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL มูลค่า 22,479.31 ล้านบาท 

 

  1. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC มูลค่า 9,009.02 ล้านบาท

 

  1. บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP มูลค่า 2,742.03 ล้านบาท

 

  1. บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มูลค่า 2,306.37 ล้านบาท

 

  1. บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC มูลค่า 2,249.42 ล้านบาท

 

  1. บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR มูลค่า 1,024.65 ล้านบาท

 

  1. บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR มูลค่า 885.81 ล้านบาท

 

  1. บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM มูลค่า 498.38 ล้านบาท

 

  1. บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX มูลค่า 312.75 ล้านบาท

 

  1. ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบต่ออายุได้เพื่อธุรกิจโรงแรมและสิทธิการเช่าสตราทีจิก ฮอสพิทอลลิตี้ หรือ SHREIT มูลค่า 178.75 ล้านบาท


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post ส่อง 9 หุ้นในพอร์ต กองทุนสิงคโปร์ GIC PRIVATE LIMITED มูลค่าเกือบ 4 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะลึกปมเหตุ ‘กองทุน’ เทหุ้นไทยไม่หยุด คาดกลับซื้อช่วงดัชนีพักฐาน 1,600 จุด https://thestandard.co/morning-wealth-11042022-2/ Mon, 11 Apr 2022 05:55:08 +0000 https://thestandard.co/?p=616461 กองทุน

เจาะปมเหตุ ‘กองทุน’ เทขายหุ้นไทยไตรมาสเดียว 9 หมื่นล้าน […]

The post ชมคลิป: เจาะลึกปมเหตุ ‘กองทุน’ เทหุ้นไทยไม่หยุด คาดกลับซื้อช่วงดัชนีพักฐาน 1,600 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุน

เจาะปมเหตุ ‘กองทุน’ เทขายหุ้นไทยไตรมาสเดียว 9 หมื่นล้านบาท นักวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์นี้อย่างไร

 

ติดตามรายการ Morning Wealth ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-08.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ชมคลิป: เจาะลึกปมเหตุ ‘กองทุน’ เทหุ้นไทยไม่หยุด คาดกลับซื้อช่วงดัชนีพักฐาน 1,600 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘DELTA’ ร่วง 7.37% กองทุนขายปรับพอร์ตหลังหลุดกลุ่ม SET50 และ SET100 นักวิเคราะห์มองพื้นฐานยังน่าสนใจจากธุรกิจเกี่ยวเนื่องรถ EV-Data Center https://thestandard.co/delta-fund-sells-adjusts-portfolio-after-out-of-set50-and-set100/ Wed, 29 Dec 2021 06:23:32 +0000 https://thestandard.co/?p=577340 DELTA

หุ้น บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ปร […]

The post ‘DELTA’ ร่วง 7.37% กองทุนขายปรับพอร์ตหลังหลุดกลุ่ม SET50 และ SET100 นักวิเคราะห์มองพื้นฐานยังน่าสนใจจากธุรกิจเกี่ยวเนื่องรถ EV-Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
DELTA

หุ้น บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ปรับตัวลดลงตั้งแต่เปิดการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (29 ธันวาคม) โดยเปิดการซื้อขาย 434 บาท จากนั้นราคาปรับลดลงต่อเนื่องแตะราคาต่ำสุดของวันที่ระดับ 402 บาท ลดลง 7.37% จากราคาเปิด 

 

ขณะที่ราคาปิดการซื้อขายช่วงเช้าอยู่ที่ 408 บาท ลดลง 32 บาท หรือ 7.27% มูลค่าการซื้อขาย 2,405.62 ล้านบาท สวนทางดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ปิดการซื้อขายช่วงเช้าที่ 1,649.41 จุด เพิ่มขึ้น 7.89 จุด หรือ 0.48% 

 

ทั้งนี้ ราคาตั้งแต่ต้นปีจนปัจจุบัน (YTD) DELTA เคยมีราคาต่ำสุดที่ 288 บาท เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2564 และราคาสูงสุดที่ 768 บาท เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2564

 

ณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า แรงขายหุ้น DELTA ในช่วงนี้เกิดจากแรงกดดันจากการหลุดจากกลุ่มดัชนี SET50/SET100 ทำให้กองทุนดัชนีต้องปรับพอร์ตการลงทุน โดยประเมินว่าแรงขายในวันพรุ่งนี้ (30 ธันวาคม) ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้ายของปีนี้ จะมีมากขึ้น

 

นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากการหลุดออกจากดัชนี MSCI ด้วยหากว่าราคาหุ้น DELTA ปรับลดลงต่อเนื่อง ซึ่งจะผลไปถึงมาร์เก็ตแคป 

 

“แรงขายช่วงนี้เกิดจากกการปรับพอร์ตของกองทุน โดยเฉพาะกองทุนดัชนีที่ต้องลงทุนให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับ SET Index มากที่สุด ซึ่งพรุ่งนี้น่าจะมีแรงขายออกมาอีกเพราะเป็นวันสุดท้ายที่กองทุนดัชนีจะปรับหุ้นเข้า-ออกจากพอร์ต” 

 

สำหรับแนวโน้มปี 2565 ประเมินว่า DELTA มีความน่าสนใจจากการเป็นหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มได้อานิสงส์จากการก้าวเข้าสู่ New Economy ทั่วโลก นอกจากนี้ DELTA ยังโดดเด่นเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ด้วยกัน เนื่องจากมีสินค้าที่เกี่ยวกับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และธุรกิจ Data Center ทั้งนี้ บล.หยวนต้า ให้ราคาเหมาะสมหุ้น DELTA ในปี 2565 ที่ระดับ 380 บาท 

 

บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ทิศทางกำไรสุทธิงวด 4/64 ของ DELTA จะกลับมาฟื้นตัวจากงวด 3/64 อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิทั้งปี 2564 ลดลง 7.4% เนื่องจากปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนและน้ำท่วม ซึ่งกดดันแนวโน้ม Gross Margin ให้ลดลง 

 

สำหรับแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2565 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 21.6% หลังจากปัญหาเรื่องวัตถุดิบเริ่มคลี่คลาย ในขณะที่ความต้องการใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง หนุนแนวโน้มรายได้รวมปี 2565 เติบโต 9.3% จากปีนี้ 

 

ทั้งนี้ ประเมินราคาเหมาะสมปี 2565 ไว้ที่ 190 บาท แม้แนวโน้มธุรกิจเติบโตระยะยาว เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันมี Valuation ที่แพงและเกินมูลค่าพื้นฐานไปมาก จนล่าสุดมีค่า PER สูงถึง 72 เท่า 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘DELTA’ ร่วง 7.37% กองทุนขายปรับพอร์ตหลังหลุดกลุ่ม SET50 และ SET100 นักวิเคราะห์มองพื้นฐานยังน่าสนใจจากธุรกิจเกี่ยวเนื่องรถ EV-Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ช่วงนี้…ลงทุนกองทุนหุ้นต่างประเทศกองไหนดี | HIGHLIGHT 20 พฤศจิกายน 2563 https://thestandard.co/morning-wealth-20112020-3/ Fri, 20 Nov 2020 05:34:43 +0000 https://thestandard.co/?p=423262 ช่วงนี้...ลงทุนกองทุนหุ้นต่างประเทศกองไหนดี | HIGHLIGHT 20 พฤศจิกายน 2563

แนะนำกองทุนหุ้นต่างประเทศที่น่าสนใจ และเหมาะกับการลงทุน […]

The post ชมคลิป: ช่วงนี้…ลงทุนกองทุนหุ้นต่างประเทศกองไหนดี | HIGHLIGHT 20 พฤศจิกายน 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช่วงนี้...ลงทุนกองทุนหุ้นต่างประเทศกองไหนดี | HIGHLIGHT 20 พฤศจิกายน 2563
  • แนะนำกองทุนหุ้นต่างประเทศที่น่าสนใจ และเหมาะกับการลงทุนในช่วงเวลานี้ กับ สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายที่ปรึกษาบริหารเงินลงทุน บล. ฟิลลิป

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ช่วงนี้…ลงทุนกองทุนหุ้นต่างประเทศกองไหนดี | HIGHLIGHT 20 พฤศจิกายน 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทียบผลตอบแทน ‘กองทุนหุ้น’ แต่ละประเภท (YTD) จากกองทุนที่ผลตอบแทนดีที่สุดในแต่ละกลุ่ม https://thestandard.co/compare-the-individual-stock-fund-returns-ytd/ Fri, 06 Nov 2020 14:49:25 +0000 https://thestandard.co/?p=418144

กองทุนหุ้นทั่วโลก (Global Equity) เน้นกระจายการลงทุนหลา […]

The post เทียบผลตอบแทน ‘กองทุนหุ้น’ แต่ละประเภท (YTD) จากกองทุนที่ผลตอบแทนดีที่สุดในแต่ละกลุ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>

กองทุนหุ้นทั่วโลก (Global Equity) เน้นกระจายการลงทุนหลายประเทศ ให้ผลตอบแทนเด่นสุดปีนี้ ‘กองทุนเปิด วรรณ โกลบอล อีคอมเมิร์ซ’ (ONE-GECOM) แชมป์กำไรสูงสุด 82.23% ขณะที่กองทุนอิงดัชนี SET50 แพ้ขาด! ผลงานของกองทุนดีที่สุดยังติดลบ 22.94% 

 

กองทุนหุ้นทั่วโลก (Global Equity)

The post เทียบผลตอบแทน ‘กองทุนหุ้น’ แต่ละประเภท (YTD) จากกองทุนที่ผลตอบแทนดีที่สุดในแต่ละกลุ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>