- จับตาว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับแนวคิด ‘AI Productivity’ ที่เชื่อว่าเทคโนโลยีจะทำให้เศรษฐกิจโตแรงโดยไม่เกิดเงินเฟ้อ พร้อมกลยุทธ์ลดดอกเบี้ยไปพร้อมๆ กับการดูดเงินกลับ (QT) ที่จะทำให้ Yield Curve ชันขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
- หลังทราบผลคะแนนการเลือกตั้ง 2569 เบื้องต้น ตลาดหุ้นไทยขานรับทันทีด้วยความหวังในการจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็ว ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หนุนโดยกลุ่มหุ้นอิงการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง
- บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะกลยุทธ์เก็บหุ้นที่ได้รับอานิสงส์ตรงจากนโยบายรัฐบาลใหม่ ทั้งกลุ่มรับเหมา (STECON, CK), ค้าปลีก (CPALL, CPAXT) และกลุ่มนิคมฯ (WHA, AMATA) ที่เตรียมรับ Fund Flow ไหลเข้า
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลดลง กดดันจากแรงขายของกลุ่มเทคฯ นำโดยกลุ่ม software จากความกังวลรายจ่ายลงทุนที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยดัชนี Nasdaq อ่อนตัวลง 4.6% ขณะที่หุ้น Value ลดลงน้อยกว่า ดัชนี S&P500 ลดลง 2.1% และดัชนี Dow Jones ทรงตัว ความผันผวนต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหลัง ปธน. ทรัมป์เลือก Kevin Warsh เป็นประธาน Fed คนใหม่ในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่ง Warsh เป็นแคนดิเดตที่มีท่าที Hawkish มากกว่าท่านอื่น ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น กดดันตลาดโลหะมีค่าทั้งทองและโลหะเงินปรับฐานแรง
ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ISM PMI ภาคการผลิตเดือน ม.ค. อยู่ที่ 52.6 สูงกว่าตลาดคาดและกลับเข้าสู่โซนขยายตัวครั้งแรกในรอบ 12 เดือน ด้าน ISM PMI ภาคบริการอยู่ที่ 53.8 สูงกว่าตลาดคาด และสูงสุดในรอบ 15 เดือน ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน (ADP) เพิ่มขึ้น +22,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาด ส่วนตำแหน่งงานเปิดใหม่ (JOLTs) ลดลงเหลือ 6.54 ล้านตำแหน่ง ต่ำสุดตั้งแต่ผ่านวิกฤต Covid-19 เป็นต้นมา
ด้าน ECB และ BoE คงดอกเบี้ยนโยบายตามคาด โดย BoE ส่งสัญญาณผ่อนคลายเพิ่มเติม ตลาดหุ้น EM ทรงตัว แม้จีนจะมีโอกาสปรับเป้า GDP ปี 2026 ลดลงจาก 5% ปีก่อน หลังการประชุมระดับมณฑลทยอยประกาศเป้าลงเป็นส่วนใหญ่ ตัวเลขจีน PMI การผลิตเดือน ม.ค. ลดลงสู่ระดับ 49.3 จาก 50.1 ในเดือน ธ.ค. ต่ำกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่ PMI นอกภาคการผลิตลดลงสู่ 49.4 จาก 50.2 ในเดือนก่อน ต่ำสุดนับตั้งแต่ ธ.ค. 2022
ตลาดหุ้นอินโดนีเซียถูกกดดันหลัง MSCI เตรียม Downgrade ล่าสุด Moody's ปรับแนวโน้มเครดิตเรตติ้งอินโดนีเซียเป็น Negative จาก Stable
ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นสวนทางจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า ในช่วงก่อนการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. เงินเฟ้อเดือน ม.ค. หดตัว 0.66% YoY ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ราคาน้ำมันลดลงหลังอิหร่านเตรียมเจรจานิวเคลียร์กับสหรัฐฯ
‘Kevin Warsh’ กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า Kevin Warsh ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 แทน Jerome Powell ที่จะครบวาระในเดือนพฤษภาคมนี้ จะนำนโยบายการเงินที่ ‘ผ่อนคลายแต่แตกต่าง’ มาใช้ โดยแม้เขามีประวัติเป็น ‘inflation hawk’ แต่ได้เปลี่ยนท่าทีมาสนับสนุนการลดดอกเบี้ยในช่วงหลัง จาก productivity boom จาก AI และนวัตกรรมเทคโนโลยีจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตได้เร็วขึ้นโดยไม่ก่อเงินเฟ้อ แต่ Warsh เชื่อว่าเงินเฟ้อเกิดจากการพิมพ์เงินของรัฐบาลเกินไป ดังนั้น Fed ในยุคเขาอาจลดดอกเบี้ย แต่กลับมาทำ QT อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรชันขึ้น อย่างไรก็ตาม หาก productivity จาก AI ไม่เกิดขึ้นตามคาด หรือการลด balance sheet ก่อให้เกิดวิกฤตสภาพคล่อง ตลาดการเงินอาจเผชิญความผันผวน
เรามองว่า ISM PMI สะท้อนภาพที่หลากหลาย โดย Manufacturing ฟื้นตัวแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ 2022 จาก demand ที่พุ่งขึ้นและ order backlogs ที่ขยายตัว แต่ส่วนหนึ่งเป็นการสั่งล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า ขณะที่ Services ยังแข็งแกร่ง แต่ new orders เริ่มชะลอลง ด้านตลาดแรงงาน ตัวเลข ADP ที่เพิ่มต่ำกว่าคาด สะท้อนภาวะ ‘stagnant’ ที่ไม่ได้แย่ลงแต่ก็ไม่ได้ดีขึ้น ชี้ให้เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่กว้างขวาง ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังสูง โดยดัชนีย่อยด้านราคาพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบหลายเดือน
ภาพรวมดังกล่าวสนับสนุนท่าที FOMC ที่ระมัดระวังและไม่เร่งลดดอกเบี้ย จนกว่าจะเห็นสัญญาณชัดเจนว่าเงินเฟ้อชะลอลงและความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าลดลง
กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย
1. หุ้น Earning Play ซึ่งคาดกำไร 4Q25 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY พื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ BGRIM CHG GPSC GULF OR PRM
2. หุ้นปันผลคุณภาพดีระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และหุ้นปันผลระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 2025 มั่นคง, ให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI
3. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นเก็งกำไรจากคาดหวังการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหลังทราบผลเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC) กลุ่มพลังงาน (GULF GPSC) กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCC) 2) หุ้น Laggard Play เพื่อรับอานิสงส์จากการหมุนกลุ่มเล่นของ Fund Flow แนะนำ CENTEL CPALL CPN HMPRO SAWAD WHA และ 3) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจากความไม่แน่นอนที่สูงของนโยบาย ปธน. ทรัมป์ โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว แนะนำ PTTEP PTT TOP SPRC 4) หุ้นที่คาดสัปดาห์หน้าจะประกาศกำไร 4Q68 เติบโต YoY แนะนำ PTTGC GPSC FTREIT
Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด
“ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์ในกรอบ 1,300-1,400 จุด โดยปัจจัยในประเทศติดตามสรุปผลคะแนนการเลือกตั้งและความเร็วในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมองหากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วและเป็นขั้วเดิมจะหนุนความต่อเนื่องของนโยบาย ดึงดูด Fund Flow ทำให้ SET ปรับขึ้นต่อได้ โดยมีแนวต้าน 1,400 จุด แต่หากเป็นขั้วใหม่หรือการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ Fund Flow อาจชะลอไหลเข้าเพื่อรอดูความชัดเจนของนโยบาย ทำให้ SET ไซด์เวย์ในกรอบ, การประกาศงบ 4Q68 ของหุ้น real sectors, ส่วนปัจจัยภายนอกติดตามนโยบาย ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศ ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลก รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ อาทิ ตัวเลขจ้างงาน, ยอดค้าปลีก และ CPI ซึ่งแม้คาดจะยังไม่เปลี่ยนมุมมองเรื่องดอกเบี้ยสหรัฐ แต่เป็นปัจจัยที่ตลาดให้ความสนใจ” บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุไว้ในส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์
ปัจจัยต้องติดตามสัปดาห์นี้
1. ผลการเลือกตั้งของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 8 ก.พ.
2. การทบทวนหุ้นเข้า-ออกและปรับน้ำหนักคำนวณดัชนี MSCI ครั้งที่ 1/2026 (10 ก.พ.)
3. ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ยอดค้าปลีก, การจ้างงานนอกภาคเกษตร และ CPI
หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: GPSC - โอกาสเติบโตยังสดใสในปี 2026
แนะนำ บมจ. โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC เนื่องจากเหตุผลหลัก ดังนี้
- เป็นแกนนำด้านธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม PTT โดยดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ไอน้ำและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม โดยสินทรัพย์ที่เปิดดำเนินการส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงในไทย ส่วนลาวและอินเดียส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดย 3Q25 มีกำลังผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น 6,547MW
- 4Q25 คาดกำไรปกติจะเพิ่มขึ้นทั้ง QoQ และ YoY ปัจจัยหนุนจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่ดีขึ้นและดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง ส่วน 1Q26 คาดกำไรจะเติบโตต่อเนื่องทั้ง QoQ และ YoY แรงหนุนจากต้นทุนก๊าซที่ลดลงและส่วนแบ่งกำไรที่สูงขึ้นจากผลการดำเนินงานปกติที่ดีขึ้นของโครงการ CFXD และ Avaada
- มองกำไรปกติจะได้รับอานิสงส์จากเงินบาทแข็งค่า ต้นทุนก๊าซที่ลดลง และมี Upside จากการทำ asset monetization ตามแผนของ PTT ซึ่งอาจมีการโอนโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงภายในกลุ่มมายัง GPSC
- เราประเมินราคาเป้าหมายที่หุ้นละ 46.3 บาท อิงวิธี DCF และคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2025 หุ้นละ 1.10 บาท คิดเป็น Div. Yield ราวปีละ 3%
ธีมการลงทุนตลาดหุ้นโลก
กลุ่มเทคฯเผยงบโตดีกว่าคาดหนุนจากอุปสงค์ AI และ Data Center อย่างไรก็ดีภาพรวมหุ้นตอบสนองเชิงลบหลังมีความคาดหวังที่สูงต่อการเติบโตของรายได้ ทำให้เมื่อหลายบริษัทให้คาดการณ์ CAPEX ที่สูงกว่าคาด ตลาดจึงเกิดความกังวลในระยะสั้นว่ารายได้จะเติบโตไม่ทันการเติบโตของเงินลงทุน อย่างไรก็ดี เรามองว่าการลงทุนนี้จำเป็นต่อการเติบโตระยะยาวเพื่อรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขัน จึงถือเป็นโอกาส 'ซื้อเมื่อย่อตัว' สำหรับหุ้นที่มีพื้นฐานแกร่ง
- Mag7: AMZN และ GOOGL เผยงบโตดีกว่าคาด โดยยังคงมีแรงหนุนจากกลุ่มคลาวด์และโฆษณาที่โตดี อย่างไรก็ดีหุ้นตอบสนองเชิงลบหลัง CapEx ปี 26 พุ่งเกินกว่าคาดเพื่อลงทุน AI/Data Center นอกจากนี้ Guidance ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย
- เราประเมินว่าระยะสั้นหุ้นยังคงมีความผันผวนจากความกังวลการเติบโตรายได้โตไม่ทันการเติบโตของเม็ดเงินลงทุน แต่อย่างไรก็ดีเรามองการเร่งลงทุนเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาแชร์ตลาดคลาวด์ ด้วยภาพนี้จึงมองหุ้นย่อตัวเป็นโอกาสในการลงทุนที่ดีในระยะยาว
- ซอฟต์แวร์: PLTR เผยงบโตแกร่งหนุนจากลูกค้าภาครัฐฯ และเอกชนที่ใช้จ่ายต่อเนื่อง รวมถึงให้คาดการณ์ปี 26 โตดีกว่าคาด
- ภาพรวมเชื่อว่า PLTR ยังคงมีแนวโน้มที่ดีหนุนจากการเติบโตของ AI ประกอบกับ งบและแนวโน้มที่โตทำให้เราเชื่อว่าราคาหุ้นยังขึ้นได้ในระยะสั้น ทำให้เราแนะเก็งกำไรและไม่ไล่ตามราคา โดยมองลงทุนในช่วงที่หุ้นย่อตัวลง
- กลุ่มเซมิฯ: ARM และ QCOM 4Q25 ดีกว่าคาดจากแรงหนุน AI แต่หุ้นผันผวนจากประมาณการไตรมาสถัดไปที่ยังไม่เด่นและปัญหาซัพพลายเมมโมรีกดดันกลุ่มสมาร์ทโฟน ในทางตรงกันข้าม AMD เผยงบ 4Q25 ดีกว่าคาด โดยรายได้โต 34%YoY และตั้งเป้า 1Q26 ดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นลงเนื่องจากความคาดหวังต่อ AI สูง ขณะที่หากตัดความคาดหวังออก ปัจจัยพื้นฐานยังดี รวมถึงมีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่ม Server CPU (EPYC) ที่แกร่งและมีแนวโน้มเติบโตจาก Data center อีก
ภาพงบกลุ่มเซมิฯ ที่ออกมาสะท้อนได้ว่า เซมิฯ ที่มีสัดส่วนอิง Data Center และ Infrastructure ยังคงเติบโตชัดเจนกว่าเซมิฯ ดั้งเดิม ด้วยภาพนี้เราจึงแนะอยู่ในกลุ่ม AI ต่อเนื่อง โดยแนะมอง NVDA, AMD และ TSMC
มุมมองการลงทุนต่อสินทรัพย์ต่างๆ โดย SCB CIO
เงินสด / สภาพคล่อง
ได้แรงหนุนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน แม้ว่าจะมีการเจรจากันที่โอมาน สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังยืดเยื้อ ก่อนการเจรจาสันติภาพ รวมทั้ง ความกังวลต่อกำไรในระยะยาวของบริษัทด้าน AI ทั้งนี้ สินทรัพย์สภาพคล่องให้ผลตอบแทนใกล้เคียงดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังสูง แม้อาจลดลง ตามแนวโน้มลดดอกเบี้ยของ Fed
ตราสารหนี้ / เงินฝากระยะยาว
UST Yield ในระยะยาว มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากความกังวลแนวนโยบายด้านงบดุลของ Warsh ด้าน TH Yield ในระยะยาว มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ตามอุปทานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังเลือกตั้ง และอุปสงค์ที่ยังชะลอตัว ขณะที่ Yield ระยะสั้น มีแนวโน้มลดลง ตามทิศทางการลดดอกเบี้ยของกนง. ที่คาดอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้
U.S. Treasury & IG
แนะนำ UST และหุ้นกู้ US IG ตัวสั้น ตามแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed ที่มีอยู่ หลังตัวเลขการเปิดรับสมัครงานล่าสุดลดลงต่ำสุด ตั้งแต่เดือนก.ย. 2563 และต่ำกว่าคาด แต่ให้หลีกเลี่ยงตราสารหนี้ตัวยาว จากความกังวลปัญหาขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ และแนวโน้มการคุมเข้มนโยบายการเงิน ผ่านการลดขนาดงบดุลของ Warsh
High Yield Bond
ความเสี่ยงที่ HY credit spread จะเพิ่มขึ้นจากในระดับที่ค่อนข้างต่ำยังมีอยู่ แม้ดัชนี PMI ภาคบริการของสหรัฐฯ ในเดือน ม.ค. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า และสูงกว่าที่ตลาดคาด รวมทั้ง UST yield โดยเฉพาะระยะสั้นถึงกลาง ยังมีแนวโน้มลดลง ตามการทยอยผ่อนคลายทางการเงินของ Fed ก็ตาม
สินทรัพย์ผสมกึ่งหนี้กึ่งทุนและ REITs
กองทุนสินทรัพย์ผสม ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน โดยลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ภายนอก อีกทั้ง บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นตามภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยง
Asia REITs
อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลบวกต่อ REITs ในเอเชีย โดยผลประกอบการ Singapore REITs ใน 4Q2568 สะท้อนผลประกอบการที่แข็งแกร่ง อัตราการเช่าอยู่ในระดับสูง รวมถึงต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลง ด้าน TH REIT ได้แรงหนุนจากเกณฑ์ใหม่ของ ก.ล.ต. ที่เพิ่มความยืดหยุ่นด้านการกู้ยืม รวมถึงมีอัตราการจ่ายปันผลที่สูงถึง 8%
Global Infrastructure
โครงสร้างพื้นฐาน มีแนวโน้มเติบโตตามอุปสงค์โครงสร้างในระยะยาว เช่น ความมั่นคงทางพลังงาน การเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ Valuation ยังไม่สะท้อนศักยภาพระยะยาว เนื่องจากหุ้นโครงสร้างพื้นฐานมีมูลค่าซื้อขายบน EV/EBITDA ที่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวราว 20% เพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นและมีกระแสเงินสดที่มั่นคง
Private Credit *สำหรับนักลงทุน Ultra High Net Worth เท่านั้น
Private Asset ช่วยกระจายความเสี่ยงจากสินทรัพย์แบบดั้งเดิมและให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจและการกระจายความเสี่ยง โดย Private Credit ขยายตัวจากการเป็นแหล่งเงินกู้ทางเลือก และมีบทบาทสำคัญในการจัดหาเงินทุนให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI โดยเรามีมุมมองบวกต่อ Private Equity จากปริมาณ IPO ที่ฟื้นตัว และ M&A ที่เพิ่มขึ้น
หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว
หุ้นสหรัฐฯ ได้อานิสงส์จากโมเมนตัมเศรษฐกิจ และ EPS ของสหรัฐฯ ที่ยังดี / หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจาก Valuation ที่ต่ำกว่าของสหรัฐฯ และการฟื้นตัวของกำไรบริษัท รวมถึงโอกาสในการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น / หุ้นญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นการคลัง การปฏิรูปบรรษัทภิบาล และการอ่อนค่าของเงินเยน
หุ้นสหรัฐฯ
ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจาก 1) เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวดี จาก AI ที่หนุนการลงทุนและผลิตภาพ และจากแผน OBBBA 2) EPS ใน 4Q2568 ที่มีแนวโน้มดีกว่าคาด 3) การผ่อนคลายด้านกฎระเบียบ และ 4) Fed ที่มีแนวโน้มผ่อนคลายการเงิน แม้ว่าความกังวลต่อแนวโน้มกำไรของบริษัทด้าน AI อาจสร้างความผันผวนระยะสั้น
หุ้นยุโรป
ดัชนีหุ้นยุโรป ได้แรงหนุนจากแนวโน้มผลประกอบการ 4Q2568 ที่น่าจะดีกว่าตลาดคาด และแรงหนุนจาก Fund Flows ที่กระจายความเสี่ยงออกจากตลาดสหรัฐฯ แม้ว่า ECB จะยังคงดอกเบี้ยที่ 2% และไม่ได้ส่งสัญญาณผ่อนคลายด้านนโยบายเพิ่มเติม ทั้งนี้ เศรษฐกิจยุโรปจะทยอยฟื้นตัวในระยะยาว จากการเร่งใช้จ่ายด้านการคลัง
หุ้นญี่ปุ่น
ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นในระยะสั้น ได้รับแรงหนุนหลังผลการเลือกตั้งสนับสนุนภาพความมั่นคงของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายการคลัง ขณะที่ในระยะยาว ได้แรงหนุนจาก 1) นโยบายการคลังขยายตัว 2) การปฏิรูปบรรษัทภิบาลหนุน ROE 3) กระแส AI ในญี่ปุ่น 4) เงินเยนที่อ่อนค่า และ 5) การเติบโตกำไรของ บจ.
หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่
ตลาดหุ้น EM เอเชีย ได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นก่อนเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนกระจายการลงทุนมาตลาดหุ้น EM เอเชีย รวมถึงได้ประโยชน์จากการเป็นห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน นอกจากนี้ คาดกำไรปี 2569 จะ +16%YoY ขณะที่ P/E ยังอยู่ต่ำกว่าตลาด DM โดยเทรดที่ 13.5 เท่า
หุ้นอินเดีย
ตลาดหุ้นอินเดีย ได้แรงหนุนจากความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศที่มีต่อเศรษฐกิจอินเดียลดลง หลังอินเดียบรรลุข้อตกลงการค้ากับ EU และสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยหนุน EPS ของหุ้นอินเดีย โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการส่งออกไปสหรัฐฯ นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้าลงทุนควบคู่กับนักลงทุนในประเทศ
หุ้นไทย
ตลาดหุ้นไทย ระยะสั้นจะผันผวน ตามพัฒนาการการจัดตั้งรัฐบาลหลังทราบผลการเลือกตั้ง โดยจับตานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ขณะที่ระยะยาว ยังมีแรงหนุนจากการทยอยฟื้นตัวของผลประกอบการ และ แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของกนง.ใน 1H2569 ทั้งนี้ ติดตาม MSCI ทบทวนน้ำหนักลงทุน
หุ้นจีน All-Share
ดัชนีหุ้นจีน มีแนวโน้มได้อานิสงส์จาก 1) นโยบาย anti-involution ที่จะช่วยหนุน margin 2) พัฒนาการ AI จีน 3) ความหวังมาตรการกระตุ้นเพิ่มจากทางการจีน และ 4) ความกังวลภาคอสังหาฯ ที่ลดลง หลังทางการจีนเผยจะใช้แนวทางที่ควบคุมอุปทานใหม่ ลดจำนวนที่อยู่อาศัยคงค้าง และปรับปรุงคุณภาพที่อยู่อาศัย
หุ้นเกาหลีใต้
ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ มีแนวโน้มผันผวนระยะสั้น ตามทิศทางหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก รวมถึงแรงขายทำกำไรหลังตลาดปรับเพิ่มขึ้นร้อนแรงตั้งแต่ต้นปี ทั้งนี้ เรามองว่าการที่กลุ่ม Hyperscalers เร่งลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 60%YoY ในปีนี้ จะส่งผลบวกต่ออุปสงค์ชิปหน่วยความจำเพิ่มขึ้น ขณะที่อุปทานยังตึงตัว ส่งผลบวกต่อราคาขายต่อเนื่อง
สินค้าโภคภัณฑ์
ราคาทองคำเผชิญความผันผวนในระยะสั้น หลัง CME ปรับเพิ่มเกณฑ์วางประกัน Margin การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. รวมทั้งการเสนอชื่อ Warsh เป็นประธาน Fed แต่ระยะยาวยังได้แรงหนุนจากอุปสงค์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และจากอุปสงค์ทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังแข็งแกร่ง
ดัชนีหุ้น Nasdaq 100
แม้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ มีแนวโน้มผันผวน หลังบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ขยายการลงทุนด้าน AI สูงและเร็วกว่าที่ตลาดคาด รวมถึงความกังวลต่อหุ้นกลุ่ม Software ที่อาจถูก Disrupt จาก AI อย่างไรก็ดี Consensus ยังคาดภาพรวม EPS กลุ่มฯ ใน 4Q2568 ยังมีแนวโน้มขยายตัวโดดเด่นที่ 30%YoY
หุ้นกลุ่ม Health Care
ราคาหุ้นผันผวนตามการประกาศผลประกอบการ และบรรยากาศลงทุนถูกกดดันจากนโยบายภาครัฐ อย่างไรก็ดี แนวโน้มกลุ่มยา และ Biotech ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่โดดเด่น โดยกลุ่มยาได้แรงหนุนจากความคืบหน้างานวิจัยยาลดความอ้วนแบบใหม่ ในช่วง 1H2569 ขณะที่กลุ่ม Biotech จะมีการเพิ่มขึ้นของ M&A เป็นปัจจัยหนุนสำคัญ
หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน
หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI และการลงทุน Data Center และในเชิง Valuation ยังคงซื้อขายต่ำกว่ากลุ่ม Tech และมี Dividend Yield สูงกว่า ทำให้ความผันผวนน้อยกว่า ขณะที่แนวโน้มกำไรยังเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ยังคงเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของ Data Center
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
การประกาศผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ บ่งชี้ว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ยังคงขยายตัว สนับสนุนภาพการเติบโตอุปสงค์บนห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ทั้งนี้ Consensus คาดว่ากำไรของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ จะเติบโตในอัตราที่เร่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 1H2569
ทองคำ
ราคาทองคำเผชิญความผันผวน โดยถูกเทขายทำกำไร หลังการเสนอชื่อ Warsh เป็นประธาน Fed คนใหม่ ทำให้ตลาดกังวลนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่อาจเข้มงวดกว่าที่คาด ท่ามกลางดอลลาร์สรอ.ที่แข็งค่า เรามองตลาดกังวลมากเกินไป โดยทองคำยังได้แรงหนุนจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และอุปสงค์จากธนาคารกลางหลักที่ยังแข็งแกร่ง
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีน
แนะนำขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีนในพอร์ตระยะสั้น จากความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบของทางการจีนต่อหุ้นกลุ่มแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต ที่อาจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน และกดดัน valuation ของกลุ่มฯ ให้ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ อย่างไรก็ดี ยังคงแนะนำลงทุนในดัชนีหุ้นจีน All-Share สำหรับพอร์ตระยะยาว

Facebook
Google
