กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/podcast_tag/กองทุนรวมเพื่อการเลี้ย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 08 Jan 2018 09:06:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 LTF & RMF: ตอบทุกคำถามให้หายว้าวุ่นใจ โดย หมอนัท คลินิกกองทุน https://thestandard.co/podcast/themoneycase17/ Sun, 24 Dec 2017 17:01:25 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=57183

มันนี่โค้ช คุยกันต่อเรื่อง LTF RMF กับ หมอนัท กูรูกองทุ […]

The post LTF & RMF: ตอบทุกคำถามให้หายว้าวุ่นใจ โดย หมอนัท คลินิกกองทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>

มันนี่โค้ช คุยกันต่อเรื่อง LTF RMF กับ หมอนัท กูรูกองทุนที่พูดจาเข้าใจง่ายที่สุดในยุคสมัยนี้ โดยโค้ชหนุ่มคัดเลือกทั้งคำถามฮิต ชวนคิด หรือแม้กระทั่งคำถามของพวกหัวใส มาให้หมอนัทตอบแบบเคลียร์ๆ จะได้ไม่ต้องเสียแรงเสียเวลาไปลงทุนแบบผิดๆ

 

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ติดตามตอนแรก สามารถเข้าไปฟัง/อ่าน ได้ที่ LTF & RMF: คุยกับ หมอนัท คลินิกกองทุน ให้รู้เรื่อง หายงง และลงทุนเป็นสักที

 

กองทุน LTF กับ RMF ลงทุนแบบไหนได้ผลตอบแทนสูงกว่า

ต้องบอกว่าคนละเรื่องกันครับ LTF ก็ส่วน LTF เพราะมันคือกองทุนรวมหุ้น RMF ก็ส่วน RMF มีหลากหลายประเภททั้งความเสี่ยงต่ำและความเสี่ยงสูง แต่ถ้าอยากเทียบจริงๆ ต้องลองเทียบ LTF กับ RMF ที่เป็นหุ้นแล้วลองเทียบเพอร์ฟอร์แมนซ์กันพอไหว แต่ถ้าถามว่าอันไหนดีกว่ากันมันตอบไม่ได้

 

เห็นหมอนัทมีสถิติเยอะ ถ้าลงทุนแบบ DCA คือการตัดซื้อทุกๆ เดือน เท่าๆ กัน เมื่อเทียบกับซื้อปลายปีทีเดียว ทุกๆ ปี ทำเหมือนกัน คือซื้อทุกเดือนเป็นประจำทุกปี กับการซื้อวันที่ 28 ธันวาคมทีเดียวเป็นประจำทุกปี ผลลัพธ์แบบไหนดีกว่ากัน

ถ้าให้ผมคอมเมนต์ คือเนื่องจากการซื้อทุกปีมันก็เป็นการ DCA แบบหนึ่ง แต่เป็นรายปี ซึ่งต้องบอกว่ามันต้องยาวมาก นึกภาพ DCA รายเดือนคือ 1 ปี 12 ครั้ง ระหว่างทางที่มีผันผวนขึ้นลง เราจะได้ค่าเฉลี่ยที่สมูทขึ้น ความผันผวนจะลดลงในระหว่างปีนั้นเลย แต่ว่าถ้าคุณจะซื้อรายปี ต้องซื้อ 12 ปี มันถึงจะเท่ากับ 1 ปีที่ซื้อทุกเดือน การซื้อปลายปีมันต้อง Long Game แบบ 20-30 ปี ผมอยากให้เน้นรายเดือนมากกว่า ระหว่างปีได้ลดหย่อนภาษีไป และลดความผันผวนระหว่างปีไปด้วย

 

DCA คือ Dollar-Cost Averaging ซื้อด้วยจำนวนเงินเท่าๆ กันเป็นประจำ บางคนก็ตั้งเลยว่าคุยกับ บลจ. ไว้ เลือกกองแล้วก็บอกเขา ขอซื้อทีละ 2,000 3,000 5,000 บาท ตัดบัญชีไปเลย ก็รักษาวินัยได้ง่าย แต่มองในมุมหนึ่งคนที่ซื้อปลายปีก็ DCA เหมือนกัน แต่ว่า DCA พีเรียด 365 วัน การถัวเฉลี่ยมันก็น้อยกว่า เพราะฉะนั้นคือได้เหมือนกัน แล้วอะไรดีกว่า

ผมว่ารายเดือนดีกว่าอยู่แล้ว

 

LTF ถ้าซื้อก่อนปรับเป็น 7 ปีปฏิทิน สมัยก่อนกฎคือ 5 ปีปฏิทิน ผมจะต้องถือ 5 หรือ 7 ปี

5 ปีครับ ใช้กฎเดิม เข้าตอนกฎไหนก็กฎนั้น คือซื้อก่อนปี 2559 ก็ 5 ปีปฏิทิน

 

ถ้าเกิดจำผิดแล้วอยู่นานก็ไม่เป็นไรใช่ไหม

จริงๆ ผมว่าถ้ามันทำผลตอบแทนได้ดีไปเรื่อยๆ ก็ปล่อยมันไปได้

 

มีคนขายกองทุนแนะนำว่า เงินครบ 5 ปี ครบ 7 ปี แล้วให้รีบเอาออก เพราะตอนเข้าเมื่อ 5 ปีที่แล้วได้ลดหย่อนภาษี 1 ครั้ง พอเอาออก เงินก้อนเดิมได้ลดหย่อนภาษี 2 ครั้ง

อย่าทำตามนั้นเลย ต้องดูว่าการพูดตรงนั้นเป็นการพูดบนผลประโยชน์ของใครมากกว่า

 

สมมติซื้อ RMF ตั้งแต่เริ่มทำงาน พออายุครบ 55 ปี คือซื้อทุกปีไปเรื่อยๆ เงินที่ถอนออกมาตอนอายุ 56 ปี ต้องเอาเงินก้อนไหน จะได้ทั้งก้อนไหม

ได้ทั้งก้อนเลย ไม่ว่าจะเป็นก้อนไหน แต่ประเด็นคือเมื่อขายแล้ว ขายมาก ขายน้อย ถือว่าขายไปแล้ว สิทธิ์ก็จบแล้ว

 

สมมติว่าสะสมมาตั้งแต่สาวๆ จนอายุ 55 ปี มีเงินในนั้น 2,000,000 บาท ขาย 100,000 บาท แสดงว่าการขายเกิดขึ้นแล้ว เงื่อนไขต้องรีเซตใหม่หมด

เริ่มนับ 1 ใหม่ หมายความว่าถ้าคุณอายุ 57 ปี ซื้อ RMF นับปีแรกใหม่เลย

 

เพราะฉะนั้นถ้าเป็น RMF ถ้าคุณสะสมตามเงื่อนไขเขาไปจนถึงอายุ 55 ปี หรือคุณเกษียณ คุณอยากใช้เงิน คุณจะถอน สามารถถอนได้ทั้งก้อนโดยไม่มีเงื่อนไข แต่เมื่อไรที่ถอน แม้จะถอน 1 บาท ก็ถือว่าเงื่อนไขนั้นจบแล้ว ถ้าจะทำอะไรต้องเริ่มใหม่

หลายคนถามว่าก้อนเก่าก็ต้องถือ 5 ปี หรือก้อนเก่าคุณขายเมื่อไรก็ได้ แต่ถ้าก้อนใหม่ที่คุณซื้อเข้าไปในปีใหม่ต้องนับ 1 ใหม่ ต้องรันไปอีก 5 ปี

 

บางคนหงุดหงิด ซื้อผ่านไปแล้ว 1 ปี น้อยกว่าเพื่อน 2% นอนไม่หลับ ย้ายได้ไหม ขอเปลี่ยนได้ไหม

RMF เขาเปิดโอกาสสามารถปรับเปลี่ยนไปเลือกกองที่เสี่ยงต่ำก็ได้ หรือกองที่เสี่ยงสูงขึ้นกว่าเดิมก็ได้ หรือคุณก็เลือกแบบไหนก็ได้ตามสบาย และได้ทุก บลจ. ด้วย หมายความว่าคุณซื้อ บลจ. สีม่วง แล้วจะย้ายไปอยู่สีเขียว ปีหน้าไปอยู่สีเหลืองด้วยเงินก้อนเดียวกัน ย้ายได้ ไปได้หมดเลย ได้หลายสไตล์มาก แต่ประเด็นคือจะย้ายทำไม ถ้าผลตอบแทนยังถึงเป้าหมายที่เราวางไว้อยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องไปย้ายมัน ยกเว้นอยากได้มากขึ้นก็ลองดู แต่ถ้าไม่ได้มีประเด็นอะไรก็ปล่อยไว้เถอะ มันวุ่นวายมากในการย้าย คือเวลาย้าย RMF เราต้องไปคุยกับ บลจ. แรกก่อนว่าเราจะย้ายออก เขาก็บอกว่าเราต้องไปติดต่อ บลจ. ใหม่ก่อนนะ พอเราไปที่ บลจ. ใหม่ เขาก็บอกว่าต้องไปคุยกับ บลจ. เก่ามาก่อนนะ มันเกิดความวุ่นวายแบบนี้ขึ้น

 

การย้าย RMF ถือว่าเป็นการซื้อไหม

ไม่ครับ

 

สมมติปีที่แล้วผมซื้อไว้ 50,000 บาทในกอง RMF (1) พอปีถัดมาผมโยก RMF (1) ไป RMF (2) อย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นเงื่อนไขของการซื้อ เพราะฉะนั้นคุณต้องมีเงินอีกก้อนที่ซื้อต่างหาก อย่ามั่ว คุณโยกก็คือโยก มันก็คือเงินก้อนเดิม แต่เงื่อนไขคือซื้อทุกปี อย่างต่ำ 5,000 บาท หรือ 3% อันไหนน้อยกว่าก็เลือกอันนั้น

ปีหนึ่ง 5,000 บาท ตกเดือนละ 400 กว่าบาทเอง น่าจะซื้อกันได้หมด

 

สมมติว่าซื้อ RMF (1) มีอีกก้อนจะซื้อ แล้วเพื่อนบอกว่าผลตอบแทนน้อย ไปกอง (2) ดีกว่า ภายในปีเดียวกัน พอปีถัดมาซื้อกอง (3)

ได้หมด จะซื้อกองไหน กี่ บลจ. กี่กอง ภายใน 1 ปี ซื้อได้หมดเลย ไม่จำเป็นว่าต้องอยู่ บลจ. เดียวกัน ไม่จำเป็น แต่สามารถเลือกประเภทต่างๆ กันได้ ไม่ใช่จะต้องกองหุ้นอย่างเดียว

 

เพราะฉะนั้นเรียกว่าถ้าเป็นการลงทุน คุณจะซื้อกี่กอง อะไรก็ได้ แต่ขอให้ภายใต้เงื่อนไขทั้งปีไม่เกิน 15% และถ้าเป็นขั้นต่ำ 5,000 บาท หรือ 3% นี่คือสำหรับ RMF แล้วส่วน LTF ย้ายได้ไหม

ย้ายได้เหมือนกัน ซื้อกี่กองก็ได้ ซื้อกี่ บลจ. ก็ได้ แต่ว่ายิ่งซื้อเยอะก็ยิ่งปวดหัว เหมือนที่เคยเล่าให้ฟัง ต้องมานั่งดู นั่งจัดการ แล้วแต่ละที่ส่งตัวเลขมาไม่เหมือนกัน งงไปหมด

 

เพราะฉะนั้นเรามีสิทธิ์โยกย้ายของเราได้เต็มที่ ในมุมของเรา การโยกย้ายเปลี่ยนแปลงตรงนี้มันมีค่าบริหารจัดการเพิ่มขึ้น

มีครับ ส่วนใหญ่กองขาออกเขาจะคิดค่าสับเปลี่ยนขาออก เพราะฉะนั้นต้องไปนั่งดูหน่อยว่า ถ้าคุณย้ายข้าม บลจ. ส่วนใหญ่จะคิดเงินค่อนข้างแพงเลยล่ะ เพราะว่าเขาไม่อยากให้เราออก แต่คนที่รับเข้าเนี่ย มาเลยๆ แต่ว่าถ้าย้ายภายใน บลจ. เดียวกัน ค่าธรรมเนียมจะไม่ค่อยเก็บ น้อย บลจ. มากที่จะเก็บ เพราะฉะนั้นดูดีๆ การย้ายถ้าไม่จำเป็นอย่าย้าย

 

“นักลงทุนเองหรือคนที่เพิ่งลงทุนกับ LTF/RMF เราควรเลือกกองให้ดีเหมือนติดกระดุมเม็ดแรกให้ดี เม็ดถัดไปจะสบายแล้ว ยอมเสียเวลาที่จะเลือกครั้งแรกหน่อย แล้วอยู่กับเขาไปนานๆ อย่างนั้นผมว่าเวิร์ก”

 

แล้วถ้าซื้อเกินเกณฑ์ที่เขากำหนดละครับ

คนส่วนใหญ่จะมีแนวคิด ถ้าเขาบอกอะไรตามกฎหมาย เราจะไปคิดเพิ่มเองว่ามันทำได้ เช่น ซื้อเกินมาแล้วไม่ได้เอามาลดหย่อนภาษีทั้งหมด แต่เอามาลดหย่อนเฉพาะส่วนที่ลดหย่อนได้ แล้วคิดว่าคงไม่ได้ผิดเงื่อนไขอะไร คือต้องบอกว่าส่วนที่เกินเขาเขียนไว้ชัดเจนว่าต้องเอาไปรวมกับภาษีเพื่อคิดเป็นรายได้ แล้วเสียภาษีเงินก้อนนั้น ส่วนกำไรที่เกิดขึ้นต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% อีก และกำไรต้องมาคิดรวมภาษีเงินได้ตอนปลายปีอีก มันจะปวดหัวมาก

 

แล้วถ้ามีบางคนตัดซื้อทุกปี แต่ปีนี้รายได้ลด แต่ไปผูกกับธนาคารไว้แล้วว่าให้ตัดเท่านั้นเท่านี้ มันก็เลยเหลื่อม กลุ่มนี้ไม่ตั้งใจ ควรทำอย่างไร

จริงๆ ไม่ตั้งใจไม่เป็นไร แค่แจ้งสรรพากร บอกเขาว่าจะซื้อเกินเพราะว่าเงื่อนไขอย่างนั้นอย่างนี้ อาจมีเบี้ยปรับนิดหน่อย ต้องคุยกับสรรพากรแล้วว่าอย่างนี้ทำอย่างไร เหมือนเรามอบตัวก่อน ยกมือว่าเราผิดเอง รับรองว่าอย่างนี้ไม่มีปัญหาระยะยาว เพราะมันคือแค่ครั้งเดียว แล้วอีกอย่างหนึ่งถ้าใครไม่มั่นใจเรื่องกฎสรรพากร แล้วชอบถามสรรพากรเขตหรือที่ไหนก็แล้วแต่ แล้วคำตอบที่ได้ไม่ตรงกัน ผมมีวิธีหนึ่งที่ใช้ คือเขียนข้อหารือเข้าไปที่กรมสรรพากรเลย ซึ่งข้อหารือนี้ประมาณ 1-2 สัปดาห์เขาจะตอบเรากลับมา เราเขียนได้ว่าเราผิดเงื่อนไขอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องทำอย่างไรบ้าง หรือทำแบบนั้นแบบนี้ได้ไหม ส่งเป็นคำถามแบบนี้เข้าไป สรรพากรก็จะมีนิติกรฝ่ายกฎหมายมานั่งตอบให้ แล้วส่งจดหมายฉบับนี้กลับมาเป็นตราครุฑเรียบร้อยว่าคำถามที่คุณถามมาทำได้หรือไม่ อย่างไหนคือผิดหรือถูก ถ้าคุณทำตามเงื่อนไขไม่ได้ผิดอะไร แล้วส่งยื่นภาษี แต่เกิดสรรพากรเรียกตรวจบอกว่าทำอย่างนี้ไม่ได้ผิดกฎ เราสามารถหยิบจดหมายที่นิติกรเขียนไว้เอามายัน สอดแทรกเข้าไปในเอกสาร เขาจะเงียบทันที เพราะถูกต้องตามที่นิติกรอธิบายไว้แล้ว

 

แล้วถ้าเราซื้อ LTF แบบ DCA ไปเรื่อยๆ จนถึงอายุ 55 ปี จะดีกว่าการซื้อ RMF หรือไม่ เพราะเงื่อนไข LTF น้อยกว่า

จริงๆ มันคนละหน้าที่กันครับ ทำแบบนี้ก็ได้ ไม่ได้ห้าม เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าคุณจะเทียบกับ RMF ถ้าคุณจะ DCA จนถึงอายุ 55 ปี ก็ใช้ RMF เพราะมันถึงอายุ 55 ปีอยู่แล้ว แล้วคุณเลือกกองที่มีความเสี่ยงต่ำได้ด้วย เพราะ LTF คุณได้แต่กองเสี่ยงสูงนะ แล้วพออายุ 55 ปี คุณก็ไม่ควรจะเสี่ยงสูงมากขนาดนั้นแล้ว

 

คือความหมายว่า LTF เขาลงในหุ้น เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะลงทุนแบบฉันไม่สนใจ 7 ปี ปฏิทิน ฉันจะลงทุนยาวๆ ไปจนถึง 55 ปีอยู่แล้ว แต่ว่าต้องไม่ลืมว่า LTF ต่อให้ไปถึง 55 ปี มันก็คือการลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงอยู่ ซึ่งตรงกับช่วงใกล้เกษียณของคุณแล้ว ถึงตอนนั้นควรจะปรับมันมาเป็นตราสารหนี้ หรือ RMF อสังหาริมทรัพย์ก็มี

จริงๆ RMF ไม่มีปันผล แต่เขาจะเก็บปันผลไว้ให้เราก่อน ซึ่งมันดีมาก

 

ต้องบอกว่าทางตลาดหลักทรัพย์เองก็พยายามเชียร์ให้ซื้อ RMF ก่อน เพราะว่าวัตถุประสงค์มันเกิดมาชัดเจนเพื่อวางแผนเกษียณ ในขณะที่ LTF เกิดมาเพื่อสนับสนุนตลาดทุน เงื่อนไขมันเลยสั้นกว่า แต่จะจับจ้อง 7 ปี กับถึง 55 ปี เป็นประเด็นสำคัญ

จริงๆ ควรเปลี่ยนตัวเองให้มองเป้าหมายการลงทุนดีกว่า

 

ตอนแก่จะได้มีเงินใช้เงินเก็บ และใช้ช่องทางนี้เป็นตัวเก็บน่าจะเป็นสิ่งที่ดี

หรือจะใช้การลงทุนทั้ง 2 กองนี้ก็ได้ เช่น ผมซื้อ LTF เป็นสัดส่วนหุ้นในพอร์ต และ RMF เป็นกองประเภทอื่น พอร์ตเกษียณผมก็จะมีทั้ง LTF และ RMF ในนั้น

 

เหมือนหยิบตะกร้าหนึ่งมีทั้ง LTF ที่เป็นหุ้นและ RMF แล้วไปใส่อย่างอื่น

ตราสารหนี้บ้าง ทองคำบ้าง

 

เพื่อให้พอร์ตสมดุลกัน เสี่ยงเยอะส่วนหนึ่ง เสี่ยงน้อยส่วนหนึ่ง วิธีนี้เอาไปใช้ได้นะครับ

แนะนำเลยครับ

 

บางคนไปซื้อ LTF/RMF ที่มีปันผล สิ้นปีต้องนำเงินเหล่านี้ไปรวมในรายการเงินได้เพื่อมาคิดคำนวณภาษีใช่ไหม

จริงๆ ไม่ต้อง เงินปันผลถ้าเราทำหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วก็ไม่ต้องนำมารวมแล้วก็ได้ จบในตอนได้เลย หรือเอามารวมก็ได้ แต่จะไม่ได้เครดิตภาษีคืนเหมือนหุ้น เพราะเงินปันผลจากกองทุนรวมเรานับเป็น มาตรา 40 (8) ซึ่งคือคนละก้อนกับเงินปันผลของหุ้น ซึ่งคือ มาตรา 40 (4)

 

แล้วถ้าซื้อแบบมีปันผลไปแล้ว พอได้ปันผลมา เงินก้อนนี้ควรจะบริหารอย่างไร แนะนำหน่อย

ต้องบอกว่าคนที่ซื้อกอง LTF ปันผล ผมเชื่อว่าตอนแรกที่เขาคิดคือเขาอยากได้เงินปันผลมาใช้ระหว่างทาง ถ้าคุณมีเป้าหมายอยู่แล้วว่าจะเอาก้อนนั้นมาใช้ ก็ใช้มันซะ แต่ถ้าบางคนไม่อยากได้เป็นปันผลแต่ไปเลือกกองปันผลนี่ไม่ดี คิดผิด เพราะว่าถ้าคุณไม่อยากมีปันผล แต่อยากได้ปันผลมาเก็บกำไรไว้ก่อน แล้วค่อยเอากลับไปลงทุน คุณจะโดน 2 ดอก ดอกแรกคุณจะโดนภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% ดอกที่ 2 เสียค่าธรรมเนียมในการซื้อ ถ้ามี เพราะฉะนั้นผมว่าจริงๆ แล้วคุณต้องคิดให้ชัดเจนตั้งแต่แรกว่า เป้าหมายในการซื้อกองปันผลคือเพื่ออะไร ถ้าเพื่อเอามาใช้ คุณก็เอามาใช้ แต่ถ้าเพื่อจะเก็บระยะยาว ก็อย่าเลือกกองปันผลตั้งแรกเลยดีกว่า

 

โฆษณากองทุนมักชูจุดเด่นว่าผลตอบแทนย้อนหลัง 5-10 ปีที่ผ่านมาสูง แต่มักจบด้วยผลตอบแทนในอดีตไม่มีผลต่อการลงทุน มันแปลกนะ เรากำลังซื้อเพื่ออนาคต คุณก็เอาข้อมูลในอดีตมาเปรียบเทียบกัน เสร็จแล้วเราเริ่มเคลิ้ม แล้วคุณก็จบด้วยประโยคนั้น มันขัดแย้งในตัวเองไหม

ต้องบอกว่าจริงๆ แล้วที่เขาต้องพูดอย่างนี้เพราะไม่มีใครรู้อนาคตจริงๆ ว่าจะดีต่อไหมหรืออย่างไร เขาเลยต้องเคลมตัวเองไว้ก่อนว่าดูได้ ที่ผ่านมาเจ๋ง แต่ไม่ได้บอกว่าต่อไปจะดีแบบนี้ พอดีว่ามีเปเปอร์หนึ่งของ กลต. ถ้าดูผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี ระดับ Top Fund 20 กว่ากองนี้เขาตามต่อ ลองลงทุนต่อเนื่องไปอีก 5 ปีข้างหน้า ปรากฏว่าเหลือครึ่งหนึ่งที่ยังเจ๋งอยู่ ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี ถ้าคุณไปดูผลตอบแทนย้อนหลังยาวๆ ก็อาจได้กองที่เจ๋งต่อเนื่องก็มี มีครึ่งหนึ่ง พูดง่ายๆ ว่า หนึ่งกองอาจจะหายไป แต่อีกหนึ่งกองอาจยังเป็น Top Fund เหมือนเดิม

 

“เราไม่ต้องหากองทุนที่เจ๋งที่สุด แต่เราหากองทุนที่สม่ำเสมอที่สุด อย่างนี้เราหาได้ มันมีอยู่”

 

หมอนัทมีคำแนะนำ เกณฑ์ให้เขาพิจารณาบ้างไหม

ขั้นแรก เซตเป้าหมายก่อนว่าตัวเองอยากได้ผลตอบแทนประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ถึงเป้าหมายที่จะวางไว้ ก็ดูตรงนั้นก่อน สมมติว่าได้ 7-8% เราก็ไปหากอง ทีนี้การไปหากองเราก็ดูผลตอบแทนย้อนหลังที่บอกเมื่อสักครู่ ประมาณ 3-5 ปี ว่ากองไหนมีเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ดี กองพวกนี้อาจจะได้สัก 12% อันนี้ก็โอเคแล้ว แล้วเราก็ลิสต์มา 4-5 กอง

 

ต่อจากนี้ก็ดูว่ากองไหนที่ค่าธรรมเนียมน้อยที่สุด เลือกมาสัก 2 กอง อาจดูจากหนังสือชี้ชวนได้ เอามากางดูเลย แต่ถ้าเขาบอกว่าเก็บสูงสุดเท่านั้นเท่านี้แต่ไม่ได้บอกว่าปัจจุบันเก็บเท่าไร โทรถามเลย มันคือเงินของเรา เขาจะมีตัวเลขจริงอยู่ แล้วไม่ต้องไปกลัวว่าเงินมากเงินน้อยเขาจะไม่บอกเรา เขาบอกหมด แล้วพอได้ 2 กองที่พอใจแล้วก็แบ่งเงินลงทุนเลย เพื่อเฉลี่ยความเสี่ยง เราทำงานเลือกกองทุน ตัดเงินสัก 6 เดือน 1 ปี เปิดพอร์ตดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง เวลามอนิเตอร์ก็ต้องเทียบกับผลโดยเฉลี่ย อย่าให้ไปหาสูงสุดต่ำสุด

 

สามารถติดตามหมอนัทได้ที่ไหน

ผมเขียนบนเพจเฟซบุ๊ก คลินิกกองทุน และเขียนสกู๊ปในการเงินการธนาคาร และคอลัมน์ทุกเดือนที่โพสต์ทูเดย์ หรือใครอยากเริ่มลงทุนผมก็อยู่หลายที่ สามารถเข้าไปอ่านบทความใน Aommoney หรือ Treasurist ก็สามารถติดตามได้

 

 


 

Credits

 

Show Creator จักรพงษ์ เมษพันธุ์

Episode Producer เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director กริณ ลีราภิรมย์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Shownote อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Music Westonemusic

The post LTF & RMF: ตอบทุกคำถามให้หายว้าวุ่นใจ โดย หมอนัท คลินิกกองทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
LTF & RMF: คุยกับ หมอนัท คลินิกกองทุน ให้รู้เรื่อง หายงง และลงทุนเป็นสักที https://thestandard.co/podcast/themoneycase16/ Sun, 17 Dec 2017 17:01:09 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=55405

มันนี่โค้ช ชวน หมอนัท แห่งเพจ คลินิกกองทุน มาคุยเรื่อง […]

The post LTF & RMF: คุยกับ หมอนัท คลินิกกองทุน ให้รู้เรื่อง หายงง และลงทุนเป็นสักที appeared first on THE STANDARD.

]]>

มันนี่โค้ช ชวน หมอนัท แห่งเพจ คลินิกกองทุน มาคุยเรื่อง LTF และ RMF กองทุนที่คนชอบแห่ซื้อช่วงปลายปีเพื่อใช้ลดหย่อนภาษี มาฟังกันให้เข้าใจแบบเคลียร์ๆ ว่ามันคืออะไร ต่างกันอย่างไร แล้วต้องลงทุนแบบไหนถึงจะเวิร์กที่สุด

 

หมอนัทแนะนำตัวให้คุณผู้ฟังรู้จักกันหน่อย

หมอนัทครับ ปัจจุบันทำเพจคลินิกกองทุน เบื้องหลังเคยอยู่ทีมนักวิเคราะห์กองทุนรวมมาก่อน และทำงานด้านไฟแนนซ์วางแผนการเงินเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันเป็นหนึ่งในทีมงานของ กลต. ทำหนังสือชี้ชวนฉบับย่อ หรือที่เรียกว่า Fact Sheet

 

ทราบมาว่านัทไม่ได้จบสายการเงินมาตั้งแต่เริ่ม แล้วกระโดดมาตรงนี้ได้อย่างไร

จริงๆ ตอนเรียนสัตวแพทย์ปี 5 สนใจเรื่องลงทุนอยู่แล้ว คืออยากทำงานแต่ว่าไม่อยากทำงานหนักไปตลอดทั้งชีวิต เลยรู้สึกว่าต้องหาอะไรลงทุน เลยอ่านหนังสือลงทุนตั้งแต่ตอนนั้น พออ่านเสร็จ ปี 6 ก็เริ่มหาว่าเรียนจบเดือนแรกจะเอาไปเล่นหุ้นสักหน่อย ตอนนั้นประมาณปี 2007 พอ 2008 ก็วิกฤตเลย จำได้เลยว่าเงินที่ลงทุนไปทั้งหมดเหลือไม่ถึงครึ่ง กะว่าจะเลิกเลย แต่พอดีซื้อ LTF ไว้ ปีแรกๆ ผมอยู่สายการแพทย์เงินเดือนต้องเริ่มเสียภาษี เลยซื้อไว้ ปรากฏพอพ้นวิกฤตมาปีหนึ่ง ผลตอบแทนมันดี เลยรู้สึกว่าเฮ้ย เราไม่รู้อะไรบางอย่างที่เราลงพลาด ก็เลยไปเรียนต่อการเงินปริญญาโท เพราะรู้สึกว่าเราต้องเอาคืน (หัวเราะ) จนได้รู้ว่าสิ่งที่เราลงทุนพลาดมันมีหลายเรื่องมาก

 

วันนี้เรามาคุยกันเรื่อง LTF (กองทุนรวมหุ้นระยะยาว) และ RMF (กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ) กองทุนทั้ง 2 ตัวนี้ สรุปให้ฟังง่ายๆ ว่าต่างกันอย่างไร และประโยชน์คืออะไรบ้าง

LTF หลายคนไม่รู้ พอเพื่อนบอกว่ากองทุนลดหย่อนภาษีแล้วซัดตามเลย จริงๆ มันคือกองหุ้น ซึ่งลงทุนในหุ้นความเสี่ยงมันสูงมาก ถ้าใครมีเพื่อนเล่นหุ้นอยู่พอหุ้นแดงทีก็จะมาโพสต์ทีว่าชีวิตฉันมันบัดซบขนาดนี้ แต่ถ้าลงทุนระยะยาว 5-7 ปีขึ้นไป โอกาสขาดทุนก็จะน้อยลงไปด้วย แต่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ลงทุนกับ LTF เสร็จปุ๊บ 2 เดือนผ่านไปทำไมมันแดง ทำไมไม่ขึ้นเสียที ก่อนเข้าเขาไม่รู้ว่าเงินที่ลงไปลงกับอะไร และไม่ได้เข้าใจว่าการลงทุนตรงนี้จะใช้เวลายาวหน่อย และเอาใจไปผูกกับผลตอบแทน

 

ซึ่งมันไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นหลักของเราคือลงทุนระยะยาว อีกอย่างคือกองหุ้นพวกนี้ซื้อแล้วลดหย่อนภาษีในปีนั้น หลายคนคิดว่ายื่นภาษีเดือนมีนาคม ก็ซื้อเดือนมกราคม จริงๆ มันคือปีหน้า คือเขาไปฟังว่าซื้อปีไหนลดหย่อนปีนั้น จริงๆ หมายความว่าต้องซื้อก่อนธันวาคมปีที่แล้ว เพราะเรายื่นภาษีในปีต่อไป และลงทุนแล้วต้องถือ 7 ปีปฏิทินเพราะขยายเวลา ให้มันเป็นเรื่องของการลงทุนอย่างแท้จริง สมัยก่อนมันแค่ 5 ปีปฏิทิน และมีประเด็นคือคนไปถือประมาณ 3 ปี กับ 4-5 วัน คือซื้อปลายปี แล้วไปขายปลายปีสุดท้ายที่จะออกได้ นับจริงๆ แค่ 3 ปีนิดๆ ซึ่งจริงๆ มันไม่ตรงตามระยะเวลาจริงๆ ที่เขาควรลงทุน มันก็เลยโดนขยายเป็น 7 ปีปฏิทิน เพราะอย่างน้อยถือ 5 ปีกว่าก็ยังโอเค

 

เป็นการช่วยลดความเสี่ยงให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนด้วย

ใช่ครับ และหลายคนนึกว่า LTF ซื้อแล้วต้องซื้อที่เดิมตลอด จริงๆ แล้วซื้อที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องหยุดกับกองเดิม

 

หมายความว่าปีนี้ซื้อกองนี้ ของ บลจ. นี้ ปีหน้าไม่ถูกใจเราก็ย้ายไปซื้ออีกที่ เงินก้อนใหม่ซื้อ บลจ. ใหม่ กลับไปกลับมาได้หมด

หรือจะสลับก็ได้ ระหว่างปีไม่พอใจก็สลับเปลี่ยนได้เหมือนกัน คือจริงๆ เงื่อนไขค่อนข้างกว้างพอสมควร และอีกอย่างหนึ่งต้องระมัดระวังเพราะหลายคนชอบซื้อเกิน ปกติซื้อได้แค่ 15% ของรายได้

 

สมมติรายได้ทั้งปี 1 ล้านบาท ก็ซื้อได้ 150,000 บาท

นี่คือสูงสุด อย่าซื้อเกิน ถ้าซื้อเกินนี่เป็นหนังชีวิตที่วุ่นวายมาก

 

ย้ำอีกทีว่า LTF คือการลงทุนในหุ้นนะ ถ้าคุณเกลียดหุ้นคุณต้องคิดแล้ว ส่วนอีกอย่างคือ RMF

RMF เป็นเหมือนกองทุนลูกเมียน้อยเพราะลงทุนระยะยาวมาก คือเริ่มซื้อเมื่อไหร่ต้องซื้อยาวไปจนถึงอายุ 55 ปี

 

อารมณ์เหมือนแต่งงานเลยใช่ไหม คือซื้อแล้วต้องอยู่กันยาว แต่ LTF นี้พอซื้อปุ๊บต้องอยู่ 7 ปีปฏิทิน แต่ RMF เมื่อเริ่มแล้วหยุดไม่ได้ ต้องลงทุนไปเรื่อยๆ ทุกๆ ปี เหมือนเมีย ทิ้งไม่ได้

แล้วกฎ RMF มีข้อหนึ่งบอกว่าถ้าคุณลืมซื้อ 1 ปีไม่เป็นไร หลายคนเลยบอกว่าซื้อปีเว้นปีก็ได้นี่หว่า แต่ขอบอกว่าอย่าไปทำแบบนั้นเลย

 

วัตถุประสงค์ของ RMF คือการเลี้ยงชีพเพื่อเกษียณอยู่แล้ว ก็สะสมไปทุกๆ ปี

ผมว่าจริงๆ เป็นกองที่ควรซื้อก่อน LTF ด้วยซ้ำ เพราะว่ากองพวกนี้มันช่วยเราในการวางแผนการเงินได้อย่างดีมาก คือเราอาจจะคำนวณแล้วว่าก่อนเกษียณต่อเดือนต้องลงทุนเท่าไรแล้วกับ RMF มันพอดีกับลงภาษีแต่ละปีก็ซื้อ RMF เป็นเงินเก็บเกษียณไปเลย ได้ทั้งลดหย่อนภาษี ได้ผลตอบแทน ได้เงินเก็บเกษียณด้วย คือครบมาก

 

อีกมุมหนึ่งที่ดีมันเป็นการบังคับออม ทำให้เรารู้สึกต้องเก็บเงินเพื่อปลายทาง เพราะมีคนชอบใช้ RMF คู่ไปกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท คู่ไปกับ กบข. บำเหน็จบำนาญข้าราชการ มีตรงนั้นช่วยส่วนหนึ่ง สะสมเองอีกส่วนหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นข้อดี

ต้องบอกว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มันเป็นเครื่องมืออีกอย่างที่ดีมากถ้าใช้คู่กัน นึกภาพเราสมทบไป บริษัทสมทบให้อีกเท่าหนึ่ง หาได้ที่ไหนลงทุนแล้วได้ 100% แล้วผมเจอบริษัทหนึ่งให้ 10% ก่อน แล้วก็ค่อยๆ เพิ่มให้อีกจนสูงสุดที่ 15% ซึ่งสูงมาก คือเหมือนได้โบนัส 1 เดือนทั้งปีทำงาน

 

ถ้าใช้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. แล้วบวกด้วย RMF นี่โป๊ะเชะเลย

บอกเลยว่าอย่างไรก็ทัน อย่างไรก็พอ ผมเคยคำนวณให้หลายคนที่มาปรึกษา เอา 2 อย่างนี้รวมกันอย่างไรก็พอ

 

ข้อที่คนส่วนใหญ่จะมองเป็นข้อเสียคือการผูกพันระยะยาว คนเลยไม่นิยม จะเห็นเลยว่าเงินที่ไหลไป LTF จะเยอะกว่ามาก

แต่ข้อดีของ RMF อีกอย่างที่ไม่อยากให้มองข้ามคือมันมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำถึงความเสี่ยงสูง เราเลือกได้ทุกอย่าง ต่างประเทศก็มี เสี่ยงสุดอย่างทองคำก็มี อยากได้แบบไหนเราเลือกได้

 

แต่ LTF คือหุ้นอย่างเดียว ลงทุนไปก็เจอหุ้นไทย

อย่างมากที่สุดที่ลดความเสี่ยงได้คือ 70:30 คือมีตราสารหนี้ 30%

 

มีบางคนแนะนำว่า LTF ดีกว่าให้ไป LTF เลยเพราะว่า 7 ปีปฏิทินปุ๊บ เงินก้อนครบกำหนดพอดีเอาออก ไม่เสียสิทธิทางภาษี แล้วเอามาลงทุนซ้ำ ชอบมีคนอย่างนี้นัทคิดอย่างไร

จริงๆ ทำอย่างนี้ทำได้ตามสิทธิ แต่ประเด็นคือเงินมันไม่ได้งอกเงยตามที่มันควรจะเป็น มันต้องเอาออกมาก็เสียจังหวะต้องกลับเข้าไปอีก ตอนซื้อ LTF บางกองมีค่าธรรมเนียมในการเข้าอีกทีหนึ่ง แล้วเงินก้อนเดิมมันไม่ได้พอกพูนแบบค่อยๆ ทบต้นไปเรื่อยๆ เหมือนเราไปเบรกมัน แล้วเราไม่มีก้อนไหนเข้าไป แทนที่มันจะพอกพูนเป็นสินทรัพย์ที่ค่อยๆ ใหญ่ มันก็เป็นก้อนเดิม ผมว่าในระยะยาวแล้วมันไม่ได้ประโยชน์เท่าไร ไม่คุ้ม

 

มีคนชอบเชื่อว่าเราสามารถลงทุนด้วยเงินก้อนเล็กๆ ก้อนหนึ่งแล้วมันจะเติบโตเป็นก้อนใหญ่ได้ แต่มาถึงวันนี้วิธีนี้คิดแบบนี้อาจจะผิด สิ่งหนึ่งที่ต้องมีคือเงินที่เราต้องเติมเข้าไปเรื่อยๆ เราลงทุนได้ผลตอบแทนที่ดี แล้วค่อยๆ ใส่เงินของเราให้มันเติบโตขึ้นไปอีก

ผมเคยคิดเล่นๆ เอาเงิน 20,000 บาท ตั้งผลตอบแทนประมาณ 6-7% ให้มันกลายเป็นเงิน 400,000-500,000 บาท ต้องใช้เวลา 10-20 ปี เพราะฉะนั้นเงินก้อนแรกก้อนเดียวแล้วลงทุนไป มันจะโตยากมาก

 

มีกูรูมาบอกว่าเงิน 100,000 บาท กลายเป็นสิบล้านบาท พูดได้คำเดียวว่าตลกแล้ว คือถ้าเอาการลงทุนจริงๆ มันมีองค์ประกอบ เครื่องมือเป็นตัวหนึ่ง ระยะเวลาเป็นตัวหนึ่ง และคิดว่าเงินที่เราสะสมเข้าไปต่อเนื่องเรื่อยๆ เพราะเครื่องมือทำได้ 10% ต่อปีก็เก่งแล้ว แต่ถ้าคุณไม่มีเงินเข้าไปต่อเนื่องก็ยากหน่อย

 

ทีนี้ต้องถามนัทก่อนว่าเป็นกูรูด้านกองทุนนานๆ มีคำถามไหนที่นิยมถูกถามมากที่สุดเกี่ยวกับ RMF LTF บ้าง

กองไหนดีบอกมาเลย ไม่อยากฟัง ไม่ต้องมาเล่าแล้ว จะบอกว่าไม่มีกองทุน LTF ไหนที่เป็นแชมป์ตลอดระยะเวลา ไม่มี

 

“ผมไม่เคยเห็นกองไหนเป็นอันดับ 1-2 มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่มันจะมีกองทุนประเภทติด 20 อันดับอยู่ตลอดเวลา เราต้องหากองแบบนี้มากกว่า”

 

แสดงว่าเวลาที่ บลจ. ตามธนาคาร เขาจะชอบโปรโมตว่าเขาที่ 1 เขาเสียงดังเลย หูตาเราก็นี่สิที่เราตามหา

จะบอกว่าผมมีเปเปอร์อันหนึ่งที่ กลต. ทำไว้ดีมาก คือถ้าคุณไปเฟ้นหากองทุนที่มีผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีดีที่สุดมาแล้วคุณลงทุนกับมัน แล้วต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า กองนั้นหายไปแล้วมีงานวิจัยว่าถ้าปีนี้ผมไปเสิร์ชหาว่าใครเจ๋งสุด แล้วซัดหนักจัดเต็มกับกองนั้นไป ภายในเวลา 2-3 ปี กองนั้นจะหายไปจากสารบบ มันมันตรงนี้แหละ

 

เพราะฉะนั้นเวลาเราได้ยินเขาโฆษณาว่ากองเราเป็นอันดับ 1 คือต้องบอกว่าอยู่ในวงการนี้มานาน ผมก็เห็นมันผลัดกันเป็นอันดับ 1 จนไม่รู้ว่าใครเป็นที่ 1 ตัวจริงกันแน่ เราต้องไม่ลืมว่าเวลา บลจ. หนึ่ง เขามีหลายกอง ปีนี้เขาก็หยิบกองนี้ขึ้นมา ผ่านไป 5 ปี อีกกองชนะ มันชอบมีคำถามว่า เราจะลงทุน LTF RMF บลจ. ไหนดี

ต้องบอกว่าไม่เกี่ยวกับ บลจ. เลย เพราะว่าอันนี้ขึ้นอยู่กับฝีมือผู้จัดการกองทุน เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วมันจะตกอยู่ที่ว่าแนวคิดในการเลือกลงทุนของผู้จัดการเป็นอย่างไร ผมมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่าผู้จัดการกองทุนคนไหนที่ทำเพอร์ฟอร์แมนซ์ย้อนหลัง 5 ปีได้ดี แล้วขั้นตอนดีเหมือนเดิมพิสูจน์แล้วว่าขั้นตอนแบบนี้มันถูกต้องถูกทาง แล้วถ้าเขาทำต่อมันก็จะดีต่อ เราต้องไปเฟ้นหาคนที่ทำเป็นระบบระเบียบ อย่างนี้ดีกว่า

 

ถ้าเป็นส่วนตัวของผม ผมเป็นคนที่ลงทุนใน LTF RMF ด้วยเหมือนกัน ผมคิดว่าตอนที่เราซื้อกอง โจทย์ของผมแทบไม่ได้ฟังอะไรจากใครที่ว่าดีอันดับ 1 แต่ผมตั้งโจทย์ว่ามีเงินก้อนหนึ่งที่เราสามารถใส่ได้ทุกเดือน ลงทุนได้ทุกปี สมมติปีหนึ่ง 100,000-200,000 บาทว่ากันไป ถ้ามันได้ผลตอบแทนในระดับนี้ สมมติ 7% ทุกปีเฉลี่ยกันไป ผมจะไปมองที่ปลายทางว่าอยากได้ประมาณนี้ ถ้าเราใส่ทุกปีปีละประมาณเท่านี้ แล้วผลตอบแทนเท่านี้ ผมเป็นคนลงทุนง่ายๆ แบบนี้ไม่รู้ว่าถูกหรือผิดอย่างไร

เป็นหลักที่ถูกต้องมาก คือหลายคนชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น อย่างเช่นลงทุนอยู่ จริงๆ แล้วต้องการ 7% อย่างโค้ช กองให้ 8% เผอิญเพื่อนบอกว่า LTF ได้ 12% เราก็รู้สึกหวั่นไหวว่ากองไหน แล้วจำเพื่อนมา หารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้วกองที่ตัวเองถืออยู่ความเสี่ยงไม่สูง แต่กองเพื่อนที่ได้ 12% นี่เสี่ยงและหวือหวามาก ถ้าเราลงปุ๊บกองนั้นจาก 12% อาจจะเหลือ 5% ก็ได้ แทนที่จะได้เป้าหมายก็ไม่ได้แล้ว

 

“เราควรลงตามเป้าหมายของตัวเองเวิร์กที่สุด ไม่จำเป็นต้องเลือกหลายกอง ไม่จำเป็นต้องเลือกทุกกอง”

 

ผมเคยเจอบางคนมาถามว่า ช่วยดูกองให้หน่อย ช่วงนี้มี LTF ไหนที่น่าลงทุนบ้าง พูดอย่างนี้แสดงว่าเขาตามหาหลายๆ กองอยู่ ผมเลยถามว่าถือกองไหนอยู่บ้าง เขาตอบว่ามี 15 กอง 15 บลจ. แต่ความเสี่ยงมาก ผมก็เลยบอกว่า มันมี 22 บลจ. อีก 7 ก็ครบทุก บลจ. แล้ว คือจริงๆ ต้องบอกว่าผมเคยทำตัวเลข การที่เราซื้อหลายกองแบบนี้ ไม่ได้ประโยชน์อะไรทั้งสิ้น มันกระจายมากเกินไป เพราะกองหนึ่งมันถือหุ้นอยู่แล้ว 30 ตัว แล้วพอไปซื้อหลายกองมันก็ซ้ำๆ กัน ความเสี่ยงไม่ได้ลดลงเลย หุ้นก็ซ้ำกัน แล้วประเด็นคือความเสี่ยงไม่ลดลง แต่สิ่งที่คุณต้องจ่ายคือค่าธรรมเนียม แล้วแต่ละที่ไม่เท่ากัน บางที่มากบ้างน้อยบ้าง แต่ส่วนใหญ่คือ 2-3% แล้วนึกภาพเพอร์ฟอร์แมนซ์ไม่ค่อยดี แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมที่เยอะก็ไม่ค่อยคุ้มเท่าไร ถ้าคนอยากจะทำแบบนี้ อยากจะกระจายจริงๆ ซื้อกองพวก Passive Index, Passive Fund พวกนั้นคุ้มกว่าเพราะในกองเขามีหุ้นอยู่ในนั้นครบทุกตัวในตลาดอยู่แล้ว ก็ซื้อกองแบบนี้ไป ค่าธรรมเนียมถูกกว่า ผมเคยลองทำระหว่างการซื้อ 8-10 กอง กับซื้อ Passive Index เพอร์ฟอร์แมนซ์ดีกว่าเยอะ คือการซื้อไปหมดมันไม่มีประโยชน์ ดูแลยากด้วย

 

เพราะตอนนั้นเริ่มลงทุนก็เริ่มรู้สึกว่าถ้าเราต้องวิ่งตามทุกปี มันจะเหนื่อย ก็เลยใช้หลักว่า เราอยากได้ผลตอบแทนสักเท่าไรที่ตอบโจทย์เรา สมมติว่าเกษียณอยากเก็บเงินให้ได้ 10 ล้าน เราใส่เงินปีละ 100,000-200,000 บาท แล้วเราได้ผลตอบแทนประมาณนี้มันถึง มันโอเค ปีหนึ่งก็เปิดมอนิเตอร์หน่อย เพราะฉะนั้นพยายามยึดจากตัวเลขของเราว่านี่คือแผนการณ์ของเรา จะได้ไม่ต้องไปวุ่นวายคอยวิ่งตาม เพราะมันมีคนที่ใช้เครื่องมือ เช่น Morning Star Thailand, Wealth Magic เราพยายามหาและวิ่งตามซื้อตัวใหม่ทุกปี มุมอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่อย่างไร

จริงๆ ไม่ควรเท่าไร เพราะเสียเวลาตามหา ถ้ากองที่เราถืออยู่แล้วมันยังดีอยู่ ก็ถือต่อได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน ไม่ต้องไปซื้อหลายกองมากเกินไป มันดูแลลำบาก จริงๆ ทำตัวให้ง่ายๆ สบายๆ เบาที่สุด ถ้ามอนิเตอร์แล้วเกิดผิดปกติ เช่น กองอื่นเขาบวกกันเยอะแยะ แต่กองนี้ยังไม่บวกแถมติดลบด้วย เราค่อยดู ค่อยเปลี่ยน ผมว่าน่าจะเวิร์กกว่า

 

“สุดท้ายกลับมาที่ว่าการลงทุนคือเรื่องของวินัย”

 

คนส่วนใหญ่จะซื้อ LTF RMF สัปดาห์สุดท้ายของธันวาคม อยากจะบอกแฟนรายการนิดหนึ่งว่าวิธีการแบบนี้มันโอเคไหม ถ้ามันไม่โอเคมันมีวิธีการที่เหมาะกว่าอย่างไรบ้าง

เวลาผมไปบรรยายที่ไหนผมจะบอกว่าเลิกเถอะวิธีนี้ ประเด็นคือผมทำข้อมูลมา 14-15 ปี มีแค่ 4-5 ปีที่ซื้อตอนเดือนธันวาคมแล้วได้หน่วยถูก ที่เหลืออีก 11 ปีคือแพงหมด แล้วเราจะไปรอของแพงทำไม วิธีที่ดีที่สุดคือสมมติว่าปีนี้ต้องซื้อ LTF 100,000 บาทก็หั่นไปเลย 12 เดือน เดือนละ 9,000 กว่าบาท เหมือนตัดรายเดือนสร้างวินัยให้ตัวเอง อย่างปีนี้ทั้งปีมานิ่งมากไม่มีขึ้น แล้วมากระโดดเอาช่วงเดือนพฤศจิกายน สุดท้ายแพง และผมประหลาดใจมากพอของแพงคนก็ยิ่งไปรอแพงกว่า แล้วพอตลาดหุ้นมันขึ้นไปแล้ว พอจะลงมันลงไม่ได้แล้ว พอจะลงคนก็ซื้อ LTF ดันขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นผมว่าท้ายปี โอกาสที่เราจะได้ของถูกมีน้อยจริงๆ มันเป็นเรื่องธรรมชาติมาก

 

น่าจะมาจากการไม่ได้วางแผนหรือเปล่า บางคนเคยได้ยินมาว่าเงินออมไม่ค่อยมี รายได้เยอะ ภาษีเยอะ ต้องรอปลายปีเพราะกะจะใช้โบนัสซื้อ สุดท้ายเอาโบนัสมาซื้อของแพง

บางทีใช้บัตรเครดิตซื้อด้วย ตังค์ไม่มีแต่ห่วงเรื่องลดหย่อนภาษี แล้วก็ไปผ่อน

 

ต้องบอกว่าเอาจริงๆ แล้วอยากแนะนำว่าปีนี้จะซื้ออะไรก็ซื้อตามจังหวะเพราะเหลือเวลาอีกไม่นาน แต่อยากให้ช่วงเวลาเดียวกันนี้พอซื้อเสร็จปุ๊บ ได้สติ วางแผนปีหน้าเลย

หรือปีนี้ถ้าอยากจะหวังจริงๆ เอาเงินปีนี้ที่ต้องซื้อหารจำนวนสัปดาห์ ซื้อรายสัปดาห์ไปเลย แล้วผมทำย้อนหลัง ผมมีตัวเลขให้ด้วย ซื้อวันจันทร์ อังคารกับศุกร์ ได้หน่วยลงทุนที่ถูกหน่อย แต่อย่าไปยึดติดมาก มันช่วยลดความผันผวนมากแต่ก็ไม่ควรอยู่ดี

 

ถ้าให้ดีกระจาย 12 เดือนดีที่สุด เพราะฉะนั้นอาจจะใช้ช่วงเวลาแบบนี้ซื้อลดหย่อนของตัวเองไป พอซื้อปุ๊บกลับมานั่งทบทวนว่าปีหน้าพอจะรู้ รายได้เราประมาณเท่าไร ภาษีประมาณเท่าไร ถ้าเจตนาเพื่อลดหย่อน ผมเองก็ซื้อตัดทุกเดือน แล้วค่อยมาหาจังหวะซื้อเพิ่มเข้าไปเมื่อไร

หรือบริหารว่าวันไหนอยากแซ่บ มีจังหวะลงก็ทำเป็น timing ก็ได้

 

 


 

Credits

Show Creator จักรพงษ์ เมษพันธุ์

Episode Producer เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director กริณ ลีราภิรมย์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Shownote อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Music Westonemusic.com

The post LTF & RMF: คุยกับ หมอนัท คลินิกกองทุน ให้รู้เรื่อง หายงง และลงทุนเป็นสักที appeared first on THE STANDARD.

]]>