THE STANDARD WEALTH - สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน

×
THE STANDARD HOME ECONOMIC MARKET BUSINESS CRYPTOCURRENCY OPINION WEALTH MANAGEMENT WORK & LEADERSHIP LIFESTYLE & PASSION
global-stock-rebound-tech-sector-2026
EXCLUSIVE CONTENT BY SCB WEALTH

สุนทรพจน์ทรัมป์คือ ‘เทคนิคเจรจา’ บีบอิหร่านเข้าโต๊ะสันติภาพ อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะจับตา 3 เงื่อนไขชี้ชะตาตะวันออกกลาง

... • 7 เม.ย. 2026

HIGHLIGHTS

  • สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกฟื้นตัว แต่ยังคงผันผวนไปตามกระแสข่าวสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยปธน. ทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ อาจยุติปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านภายใน 2-3 สัปดาห์ เนื่องจากมองว่าบรรลุเป้าหมายหลักในการสกัดการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านแล้ว ด้าน ปธน. อิหร่าน แถลงว่ามีเจตจำนงยุติความขัดแย้ง แต่ต้องได้รับหลักประกันว่าจะไม่ถูกโจมตีซ้ำ
  • บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า การที่สหรัฐฯ ขู่อิหร่านอย่างรุนแรงในการแถลงสุนทรพจน์ของทรัมป์ เป็นเทคนิคในการเจรจาเพื่อให้อิหร่านยอมตกลงตามข้อเสนอของสหรัฐฯ 
  • โดยแนะนำให้จับตา 3 ประเด็นของการเจรจา สหรัฐฯ จะรับประกันความปลอดภัยของอิหร่านในอนาคตอย่างไร, ผู้นำที่จะสามารถตัดสินขั้นสุดท้ายของอิหร่านคือใคร และบทบาทของอิสราเอลในการตกลงครั้งนี้ 
  • ในระยะยาว การยอมสงบศึก (Deescalate) ของทั้งสหรัฐฯ และอิหร่าน จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในมุมมองทฤษฎีเกม แต่หากตกลงกันไม่ได้ เป็นไปได้ที่สงครามจะขยายวงกว้าง (Escalate) สู่สงครามภูมิภาค

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกฟื้นตัวขึ้นได้ หนุนโดยกลุ่มเทคฯ ที่เพิ่มขึ้น 3.3% WoW แต่ยังคงผันผวนไปตามกระแสข่าวสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่เริ่มเห็นแสงสว่างของการสงบศึกมากขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ทำให้ตลาดฟื้นตัวขึ้นได้แรง โดยปธน. ทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ อาจยุติปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านภายใน 2-3 สัปดาห์ เนื่องจากมองว่าบรรลุเป้าหมายหลักในการสกัดการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านแล้ว ด้าน ปธน. อิหร่าน แถลงว่ามีเจตจำนงยุติความขัดแย้ง แต่ต้องได้รับหลักประกันว่าจะไม่ถูกโจมตีซ้ำ 

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดกลับอ่อนตัวลงอีกครั้งหลังสุนทรพจน์ของทรัมป์เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่กลับมาส่งสัญญาณลบ โดยระบุว่า แม้สหรัฐฯ เตรียมพร้อมจะถอนทหาร แต่ก็ไม่มี timeline ชัดเจน ไม่มีแผนเปิดฮอร์มุซ และไม่มีความคืบหน้าการเจรจา โดยระบุว่าพร้อมโจมตีอิหร่าน หากไม่ทำตามข้อตกลงในสัญญาสันติภาพ 

 

ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่ง ยอดค้าปลีกเดือน ก.พ. เพิ่มขึ้น +0.6%MoM สูงกว่าที่ตลาดคาด ด้านตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐฯ (ADP) เดือน มี.ค. เพิ่มขึ้น สูงกว่าตลาดคาด ด้านเงินเฟ้อยูโรโซนเดือน มี.ค. ขยายตัว 2.5%YoY แม้จะต่ำกว่าที่ตลาดคาด แต่เร่งขึ้นจาก 1.9%YoY ในเดือน ก.พ. จากปัจจัยด้านพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น โดยเงินเฟ้อหมวดพลังงานพลิกขยายตัวแรงที่ 4.9%YoY จาก -3.1%YoY ในเดือนก่อน 

 

ด้านตลาด EM ปรับขึ้น 1.6%WoW ในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นโลก ตัวเลข PMI ของจีนออกมาขยายตัวสูงสุดในรอบปี ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น 1.6%WoW เด่นกว่าภูมิภาค ส่วนหนึ่งคาดเป็นผลจากการเก็งกำไรในหุ้นที่จ่ายปันผลดี โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่มูลค่าไม่แพง และมีสัดส่วนหุ้นพลังงานที่ปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน 

 

ด้านราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 0.9%WoW จากกังวลความรุนแรงสงครามกลับมา สวนทางกลุ่มพลังงานโลกที่ปรับลง 2.9%WoW จากกังวลราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่ออุปสงค์ในระยะถัดไป

 

เจาะลึกทฤษฎีเกมของทรัมป์ และภาวะ Data-Dependent ของ Fed

 

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า การที่สหรัฐฯ ขู่อิหร่านอย่างรุนแรงในการแถลงสุนทรพจน์ของทรัมป์ เป็นเทคนิคในการเจรจาเพื่อให้อิหร่านยอมตกลงตามข้อเสนอของสหรัฐฯ 

 

อย่างไรก็ตาม INVX มองว่าประเด็นที่ต้องจับตาในการเจรจาของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ 1. สหรัฐฯ จะรับประกันความปลอดภัยของอิหร่านในอนาคตอย่างไร

  1. ผู้นำที่จะสามารถตัดสินขั้นสุดท้ายของอิหร่านคือใคร 
  2. บทบาทของอิสราเอลในการตกลงครั้งนี้ 

 

อย่างไรก็ตาม บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่าในระยะยาว การยอมสงบศึก (Deescalate) ของทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในมุมมองทฤษฎีเกม แต่หากตกลงกันไม่ได้ เป็นไปได้ที่สงครามจะขยายวงกว้าง (Escalate) สู่สงครามภูมิภาค

 

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งจากยอดค้าปลีกที่ฟื้นตัวและตลาดแรงงานที่ทรงตัว ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลางแม้มีแนวโน้มผ่อนคลายหลัง ปธน. ทรัมป์เผยว่าอิหร่านต้องการเจรจาหยุดยิง แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้โอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยได้จริงในปีนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลล่าสุดเป็นหลัก (data-dependent) เนื่องจาก Fed ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบเชิงลึกของสงครามในตะวันออกกลางได้ชัดเจน 

 

ซึ่งมุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับถ้อยแถลงล่าสุดของ Jerome Powell ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ส่งสัญญาณว่า Fed พร้อมอดทนรอดูผลกระทบทางเศรษฐกิจก่อนตัดสินใจปรับดอกเบี้ย แต่เตือนว่าหากเงินเฟ้อฝังตัวในการคาดการณ์ระยะยาว ความอดทนนั้นจะสิ้นสุดทันที 

 

กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย

 

นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ (มองบวกต่อการเจรจา): ให้ปรับพอร์ตตามกรอบเวลาและความผันผวน ดังนี้

  1. ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์): เล่นเก็งกำไรในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันปรับฐานและ Supply Chain ฟื้น อาทิ สายการบิน (AAV THAI) โรงไฟฟ้า (GPSC BGRIM) ท่องเที่ยว (CENTEL ERW MINT) รพ. (BH BDMS) ยานยนต์ (AH SAT) รวมทั้งหุ้น SET50 ที่เป็นเป้า Short Covering ได้แก่ BTS LH MINT AWC BDMS HMPRO OR CPALL   
  2. ระยะกลาง (3-6 เดือน): สะสมหุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power รับมือเงินเฟ้อ (ADVANC TRUE BDMS BH CHG BCH CPALL CPAXT BJC CPN)
  3. ระยะยาว (6-12 เดือน+): ลงทุนกลุ่มพลังงานสะอาดและนิคมฯ ตามเทรนด์ลดการพึ่งพาฟอสซิล (GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHA AMATA)

 

นักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำ (กังวลเจรจาล้มเหลว): เน้นถือเงินสด/ตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบ Bond Yield พุ่งและรอจังหวะซื้อเมื่อสถานการณ์ชัดเจน รวมทั้งทำ Strategic Hedging ในหุ้นน้ำมัน (PTTEP PTTGC) และหุ้น High Dividend (Yield > 5%) ก่อน XD เม.ย.-พ.ค. นี้ (KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI)

 

Trading Idea: ธีม Summer Play ซึ่งได้อานิสงส์บวกจากปริมาณการบริโภคที่จะสูงขึ้นตามอุณหภูมิที่ร้อนจัด  นำโดย 1) กลุ่มเครื่องดื่ม ได้แก่ ICHI HTC และ 2) กลุ่มพาณิชย์ โดยเลือกหุ้นได้ประโยชน์จากเป็นช่องทางจำหน่ายเครื่องดื่มและสินค้าคลายร้อน ได้แก่ CPALL HMPRO และ GLOBAL 

 

“ช่วงสั้นมอง SET จะผันผวนตามสถานการณ์ตะวันออกกลางเป็นสำคัญ โดยหากการเจรจาได้ข้อตกลงสันติภาพถาวรคาดดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบที่ 1,500-1,530 จุด สะท้อนการกลับมาของความเชื่อมั่นลงทุน แต่หากการเจรจาล้มเหลวหรือมีการเผชิญหน้าทางทหารคาดดัชนีจะเผชิญแรงขายลดความเสี่ยงลงไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมหรือต่ำกว่าที่ 1,320-1,350 จุด อย่างไรก็ดี จับตามูลค่าซื้อขายใน SET อาจเริ่มเบาบางในช่วงปลายสัปดาห์ก่อนเข้าสู่ช่วงหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ดัชนีอาจผันผวนแรงกว่าปกติหากมีแรงขายออกมา” บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุไว้ในส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์

 

ปัจจัยต้องติดตามสัปดาห์นี้

 

  1. สถานการณ์ในตะวันออกกลางหลังกำลังเข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 โดยจับตาผลการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
  2. นโยบายของรัฐบาลใหม่ที่จะแถลงต่อรัฐสภา และ พ.ร.ก. เงินกู้เพื่อต่ออายุมาตรการควบคุมราคาน้ำมัน
  3. FOMC minutes และตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ CPI ของไทย จีนและสหรัฐฯ, PCE และ PMI ภาคบริการ ของสหรัฐฯ

 

หุ้นเด่นประจำสัปดาห์:GLOBAL - เริ่มเห็นสัญญาณยอดขายฟื้นตัว

 

แนะนำ บมจ. สยามโกลบอลเฮ้าส์ หรือ GLOBAL เนื่องจากเหตุผลหลัก ดังนี้

  • ผู้ประกอบการค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและสินค้าปรับปรุงตกแต่งบ้านชั้นนำในประเทศไทย โดยสิ้นปี 2025 มี 96 สาขาในไทย และ 2 สาขาในกัมพูชา โดยการมีแผนขยายสาขาในไทยปีละ 4-5 แห่ง คาดจะหนุนให้กำไรเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว 
  • ยอดขายสาขาเดิมเริ่มฟื้น โดย มี.ค. 26 พลิก +1%YoY จากที่ -5-6%YoY ใน ม.ค.-ก.พ. 26 และคาดยอดขายสาขาเดิมจะมีโมเมนตัมบวกต่อใน 2Q26 หนุนจากการปรับขึ้นราคาวัสดุก่อสร้างและความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความเย็นที่เพิ่มขึ้นจากอากาศร้อน ขณะที่ปี 2026 คาดมีกำไรปกติ 2.18 พันลบ. พลิกโต 8.7%YoY
  • ระยะสั้นมีปัจจัยกระตุ้นจากเป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้อานิสงส์จากอากาศร้อน รวมทั้งได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลในการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนระดับฐานราก อีกทั้ง Valuation ไม่แพง โดยปัจจุบันซื้อขาย PER 15.3 เท่า คิดเป็นเพียง -2SD.    
  • เราประเมินราคาเป้าหมายที่หุ้นละ 8.90 บาท อิงวิธี DCF และคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2026 หุ้นละ 0.18 บาท คิดเป็น Div. Yield ราวปีละ 3%     

 

ธีมการลงทุนตลาดหุ้นโลก

 

ผลประกอบการ 4Q25 ของ China Terrific 10 สะท้อนว่า AI ของจีนเริ่มเข้าสู่ช่วงคัดผู้ชนะชัดขึ้น โดยบริษัทที่เด่นไม่ใช่เพียงผู้ที่ลงทุน AI มาก แต่เป็นผู้ที่เริ่มเปลี่ยน AI ให้เป็นรายได้และเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักได้จริงแล้ว ขณะที่หลายบริษัทยังถูกกดดันจากการแข่งขัน การลงทุนสูง และความอ่อนแอของธุรกิจเดิม

 

  • ในกลุ่ม Platform อย่าง Tencent, Alibaba และ Kuaishou ซึ่งเริ่มเห็น AI monetization ชัดในโฆษณา Cloud คอนเทนต์ และบริการลูกค้าองค์กร แม้กำไรระยะสั้นบางส่วนจะถูกกดจากรอบลงทุนใหม่ 
  • ขณะที่ SMIC และ Hua Hong ได้ sentiment บวกจากกระแสพัฒนา AI ในประเทศและธีม China local supply chain ที่ยังแข็งแรง
  • สำหรับ Xiaomi เรามองเป็นการลงทุนระยะยาว โดยระยะสั้นถูกกดดันจากธุรกิจสมาร์ตโฟน ต้นทุนหน่วยความจำ และการแข่งขันใน EV แต่ระยะยาวยังน่าสนใจจากการที่ EV เริ่มทำกำไรได้และ ecosystem ด้าน AI เริ่มชัดขึ้น
  • ในทางตรงกันข้าม เรายังมีมุมมองระมัดระวังต่อ BYD, Meituan, JD.com และ Baidu เพราะพื้นฐานระยะสั้นยังไม่แข็งแรงพอ ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันจากสงครามราคา การขาดทุนจากธุรกิจใหม่ หรือการอ่อนตัวของธุรกิจเดิม
  • โดยสรุป เราให้น้ำหนักการลงทุนกับหุ้นที่มีทั้ง คุณภาพกำไรแข็งแรง + ตำแหน่งได้ประโยชน์จาก AI ชัดเจน ได้แก่ Tencent, Alibaba และ Kuaishou ขณะที่ SMIC และ Hua Hong ได้แรงหนุนจากกระแสพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ส่วน Xiaomi ยังมองเป็นหุ้นที่ระยะสั้นมีแรงกดดัน แต่ระยะยาวยังน่าสนใจจาก EV + AI ecosystem ขณะที่ BYD, Meituan, JD.com และ Baidu เรายังคงมุมมองระมัดระวัง เนื่องจากพื้นฐานระยะสั้นยังไม่แข็งแรงพอเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่เผชิญอยู่

 

มุมมองการลงทุนต่อสินทรัพย์ต่างๆ โดย SCB CIO

 

เงินสด / สภาพคล่อง

 

ได้แรงหนุนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้น ท่ามกลางความกังวลอุปทานน้ำมันชะงักงัน ที่กดดันตลาดสู่ภาวะ Risk-off โดยล่าสุด ประเทศตัวกลางเร่งผลักดันข้อเสนอหยุดยิง 45 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง ขณะที่ Trump ขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานอิหร่าน หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในเช้าวันที่ 8 เม.ย. ตามเวลาไทย

 

ตราสารหนี้ / เงินฝากระยะยาว

 

UST Yield และ TH Bond Yield มีโอกาสปรับลดลง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยคาดว่าธนาคารกลางจะชะลอการลดดอกเบี้ย เพื่อดูผลกระทบด้านเงินเฟ้อระยะสั้น แต่จะยังไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากเงินเฟ้อไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบถาวร ทั้งนี้ แนะนำพันธบัตรระยะสั้น-กลาง เพื่อลดความเสี่ยงด้าน Duration

 

U.S. Treasury & IG

 

แนะนำ UST และหุ้นกู้ US IG ระยะสั้น แม้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะดันราคาน้ำมันให้พุ่งขึ้นจนเพิ่มความกังวลเงินเฟ้อ และการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ดีกว่าคาด อาจทำให้ Fed คงดอกเบี้ยสูงไว้นานขึ้น แต่เรายังมองว่า Fed จะยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ขณะที่ ควรหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ตัวยาว จากความกังวลหนี้ภาครัฐที่สูง

 

High Yield Bond

 

ความเสี่ยงที่ HY credit spread จะกว้างขึ้นยังมีอยู่ จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นตามความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่รุนแรงและยืดเยื้อ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และเพิ่มต้นทุนภาคธุรกิจ โดยเราคาด ความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างผู้ออกตราสาร HY ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและอ่อนแอ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 

สินทรัพย์ผสมกึ่งหนี้กึ่งทุนและ REITs

 

กองทุนสินทรัพย์ผสม ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน โดยลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ภายนอก  อีกทั้ง บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นตามภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยง

 

Asia REITs

 

REITs ในเอเชียมีโอกาสฟื้นตัว จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เริ่มปรับลดลง ควบคู่กับความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวที่เริ่มผ่อนคลาย หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการเชิงบวก โดยเรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ Singapore REITs จากประโยชน์ของต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลง ขณะที่ TH REITs มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงราว 8%

 

Global Infrastructure

 

โครงสร้างพื้นฐานเป็นแรงหนุนสำคัญต่อผลิตภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น นำไปสู่การเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทางเลือกและระบบสายส่งไฟฟ้า (Grid) เพื่อลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันและ LNG นอกจากนี้ โครงสร้างรายได้ส่วนใหญ่สามารถปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ช่วยสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงได้

 

Private Asset *สำหรับนักลงทุน Ultra High Net Worth เท่านั้น

 

Private Credit ได้รับแรงกดดันด้านสภาพคล่อง หลังมีการจำกัดการไถ่ถอนเพิ่มขึ้น โดยความเสี่ยงผิดชำระหนี้ส่งสัญญาณเพิ่มขึ้น แนะนำคัดเลือกกองทุนที่ปล่อยสินเชื่อให้บริษัทขนาดใหญ่/ Private Equity ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของ IPO และ M&A แนะนำคัดเลือกกองทุนที่มีกระจายความเสี่ยงและมีความยืดหยุ่นด้านสภาพคล่อง

 

หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว

 

หุ้นสหรัฐฯ ยังได้อานิสงส์หลักจากความเป็นผู้นำในธีม AI / หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจากการดำเนินนโยบายการคลังสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและงบกลาโหม / หุ้นญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากการปฏิรูปบรรษัทภิบาล และการอ่อนค่าของเงินเยน แม้ว่าอาจมีผลกระทบจากสงครามอิหร่าน แนะนำทยอยเข้าลงทุน และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 

หุ้นสหรัฐฯ

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มเผชิญความผันผวนในระยะสั้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยง Stagflation อย่างไรก็ดี เรามองว่าปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวยังดี โดยเฉพาะความเป็นผู้นำ AI โดยล่าสุด Nvidia ลงทุน 2 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ใน Marvell พร้อมพัฒนาระบบให้รองรับการทำงานร่วมกับชิปที่หลากหลายขึ้น

 

หุ้นยุโรป

 

ดัชนีหุ้นยุโรปได้รับแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้นในเดือน มี.ค. จากต้นทุนพลังงาน เพิ่มโอกาสที่ ECB จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน เม.ย.นี้ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวได้ หากแรงกดดันด้านพลังงานเริ่มคลี่คลาย และนโยบายการคลังเริ่มส่งผ่านชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและกลาโหมของเยอรมนี

 

หุ้นญี่ปุ่น

 

ดัชนีหุ้นญี่ปุ่น เผชิญความผันผวนในระยะสั้น จากการพึ่งพานำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิต แต่แนวโน้มระยะยาวยังคงได้แรงหนุนจาก 1) เสถียรภาพรัฐบาลที่สูงขึ้นและมาตรการกระตุ้นการคลัง และ 2) การปฏิรูปธรรมาภิบาลหนุน ROE และยกระดับ P/BV ผ่านการหุ้นคืนและจ่ายปันผล

 

หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่

 

ตลาดหุ้น EM เอเชีย ถูกกดดันจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอยู่ในระดับสูง กดดันทำให้เงินทุนไหลออก ส่งผลให้ค่าเงินยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องระยะสั้น อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้น EM เอเชียระยะยาว ยังมีแรงหนุนจากการเป็นห่วงโซ่อุปทานด้าน AI เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ทั้งนี้ แนะนำทยอยเข้าลงทุน และ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 

หุ้นอินเดีย

 

ดัชนีหุ้นอินเดีย ถูกกดดันจากความกังวลราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ประมาณการ EPS มีแนวโน้มถูกปรับลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงขายสุทธิหุ้นอินเดียจากต่างชาติ อย่างไรก็ดี เราคาด รัฐบาลอินเดียจะทยอยออกมาตรการบรรเทาผลกระทบเพิ่มเติม โดยล่าสุด ได้ประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีต้นน้ำที่สำคัญหลายรายการ

 

หุ้นไทย

 

แม้ดัชนีหุ้นไทย จะได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานที่ทรงตัวอยู่สูง อย่างไรก็ตาม ยังเผชิญแรงกดดันจาก แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันโลก ทำให้ กนง.มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ระดับเดิม ขณะที่เศรษฐกิจไทยและกำไรตลาดยังคงโตต่ำ แนะนำทยอยเข้าลงทุน และ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 

หุ้นจีน All-Share

 

ดัชนีหุ้นจีน ได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่ผลักดันการใช้เทคโนโลยี AI ขณะที่ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจจีนยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจาก ภาครัฐยังมีเครื่องมือที่ช่วยบรรเทาผลกระทบข้างต้น ทั้งนี้ ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ล่าสุดคาด GDP จีนใน 1Q2569 จะเติบโต 4.7%YoY เพิ่มขึ้นจากใน 4Q2568 ที่ 4.5%%YoY

 

หุ้นเกาหลีใต้

 

ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ ยังคงผันผวนตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี เรามองว่าปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวยังดี โดยการส่งออก Semiconductor ในเดือน มี.ค. ยังเติบโตได้ถึง 151.4%YoY สะท้อนอุปสงค์ที่ยังแข็งแกร่ง นอกจากนี้ TrendForce คาดการณ์ว่าราคา DRAM จะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องใน 2Q2569 ที่ระดับ 58-63%QoQ

 

สินค้าโภคภัณฑ์ - ทองคำ 

 

ราคาทองคำ เผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจาก US Bond Yield ที่ปรับเพิ่มขึ้น ตามคาดการณ์ว่า Fed จะยังคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง และสกุลเงินดอลลาร์ สรอ.ที่แข็งค่า ขณะที่ระยะกลาง-ยาว ยังได้แรงหนุนจากแรงซื้อของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก ทั้งนี้ แนะนำทยอยลงทุนในกองทุนทองคำเมื่อย่อตัว เพื่อใช้กระจายความเสี่ยงของพอร์ต

 

ทองคำ

 

ราคาทองคำยังคงผันผวน ตามพัฒนาการสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอนสูง US Bond Yield ที่ปรับเพิ่มขึ้น และ สกุลเงินดอลลาร์ สรอ.ที่แข็งค่า  ขณะที่ ตลาดได้ปรับลดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ Fed ไปบ้างแล้ว ทั้งนี้ เรามองหากสถานการณ์ขัดแย้งคลี่คลาย ราคาทองคำมีแนวโน้มฟื้นตัว แนะนำทยอยลงทุนเมื่อราคาย่อตัว

 

หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน

 

การลงทุนบน Data Center ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทำให้หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืนได้รับอานิสงส์จากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยหนุนการเติบโตของกำไร ทว่าความกังวลต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ย อาจสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง แนะนำทยอยลงทุน และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 

หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

 

หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ยังเติบโตสอดคล้องกับกระแส AI Buildout และ Data Center จากแผนลงทุนของกลุ่ม Hyperscalers ที่จะเร่งตัวต่อเนื่อง ผลประกอบการใน 1H2026 มีแนวโน้มขยายตัวโดดเด่น ตามความต้องการ Memory Chip ที่สูงกว่ากำลังการผลิต ช่วยเพิ่มอำนาจกำหนดราคา และหนุน Margin ของผู้ผลิต แนะนำทยอยลงทุนเมื่อย่อตัว

 

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก

 

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็น Sector หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต จากธีมโครงสร้างระยะยาว เช่น AI และ Data Center อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น อาจเพิ่มความผันผวนระยะสั้น จึงแนะนำให้รอติดตามสถานการณ์ก่อนเข้าลงทุน และเน้นกลยุทธ์แบบ Active เพื่อคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพการเติบโต และได้เปรียบเชิงโครงสร้าง

 

หุ้นตลาดเกิดใหม่ เอเชีย (ไม่รวมจีน)

 

เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งได้อานิสงส์จากห่วงโซ่อุปทานด้าน AI อย่างไรก็ตาม ดัชนีฯ อาจผันผวนระยะสั้น จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และเงินดอลลาร์ สรอ.แข็งค่า เนื่องจากประเทศในเอเชียพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง จึงอ่อนไหวต่อสถานการณ์มาก แนะนำติดตามสถานการณ์ ก่อนทยอยเข้าลงทุน

กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความ EXCLUSIVE CONTENT ฟรี!

... • 7 เม.ย. 2026




Latest Stories