- ท่ามกลางการรายงานเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ที่ออกมา 2.7% ซึ่งดูเหมือนจะต่ำกว่าคาด แต่ตลาดกำลังตั้งคำถามถึง ‘ความน่าเชื่อถือ’ เนื่องจากเหตุการณ์ Government Shutdown ทำให้การจัดเก็บข้อมูลไม่ครบถ้วน
- บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ วิเคราะห์เชิงลึกพบว่า เงินเฟ้อตัวจริงอาจพุ่งสูงถึง 3.0% โดยมีแรงผลักดันหลักจากภาคบริการ (Core Services) ที่ยังสูงเกิน 3% และราคาอาหารที่พุ่งแรงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี จนราคาน้ำมันที่ลดลงก็เอาไม่อยู่
- ขณะที่เงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิต (PPI) ก็เร่งตัวขึ้นมาที่ 3.0% สวนทางกับยอดค้าปลีกที่ยังโตแกร่ง สะท้อนว่ากำลังซื้อยังไม่แผ่ว
- สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวเลขเศรษฐกิจ คือ ‘ความเป็นอิสระของ Fed’ ที่กำลังถูกท้าทาย หลังกระทรวงยุติธรรมออกหมายเรียกประธาน Fed กรณีอื้อฉาวงบก่อสร้างที่ทำการ จน Jamie Dimon CEO ของ JP Morgan ออกมาเตือนว่าการแทรกแซง Fed จะทำให้ตลาดพันธบัตรปั่นป่วน
- ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ดันราคาทองคำและเงินพุ่งสูงขึ้น โดย InnovestX มองเป้าหมายทองคำที่ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกยังปรับตัวขึ้นได้ต่อ โดยตลาดหุ้น DM ปรับขึ้น หลังตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรปไม่ได้แย่อย่างที่ตลาดกังวล โดยสหรัฐฯ มียอดค้าปลีกที่ขยายตัว 3.3% YoY สูงสุดนับตั้งแต่ ก.ค., เงินเฟ้อ CPI ธ.ค. ออกมาที่ 2.7% YoY ต่ำกว่าคาด แม้มีประเด็นกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ออกหมายเรียกต่อ ประธาน Fed ในประเด็นค่าใช้จ่ายปรับปรุงอาคาร ทำให้มีความเสี่ยงรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงการทำงานของธนาคารกลางเพิ่มมากขึ้น และอาจนำไปสู่ความเชื่อมั่นต่อนโยบายการเงินลดลง
รวมทั้งมีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากการประท้วงรุนแรงในอิหร่าน อีกทั้ง ปธน. ทรัมป์ระบุอาจมีการเข้าแทรกแซง และยังเรียกเก็บภาษีจากประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน
ส่วนกลุ่มธนาคารสหรัฐฯ อ่อนตัวลง แม้หลายธนาคารจะรายงานผลประกอบการดีกว่าคาด แต่ถูกกดดันหลังจาก ปธน. ทรัมป์เรียกร้องจำกัดดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 10%
ด้านตลาดหุ้น EM ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยแม้จีนประกาศเพิ่มเกณฑ์การใช้มาร์จินจาก 80% เป็น 100% เพื่อชะลอความร้อนแรงของตลาดหุ้น A-Shares แต่คาดหนุน Fund Flow ไหลเข้าตลาด EM อื่นแทน
อีกทั้งตัวเลขส่งออกจีน ธ.ค.ยัง เติบโต 6.6% สูงกว่าคาด ขณะที่นำเข้าเติบโต 5.7% ทำให้จีนเกินดุลการค้าทำสถิติใหม่ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้น 20% แม้ส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลง 20% แต่การขยายตลาดไปยัง EU (+12%), ASEAN (+11%) ช่วยหนุนเศรษฐกิจเข้าใกล้เป้าหมาย GDP
ส่วนตลาดหุ้นไทยอ่อนตัวช่วงต้นสัปดาห์สวนทางตลาดโลก แต่ฟื้นตัวแรงช่วงปลายสัปดาห์ จากแรงซื้อในหุ้นที่ลงแรงก่อนหน้านี้ ด้านราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง แม้ตลาดจะกังวลความเสี่ยงอุปทานจากเวเนซุเอลาจะออกมาเพิ่มขึ้น แต่ระยะสั้นความไม่สงบในอิหร่านสร้างความกังวลต่ออุปทานในตะวันออกกลางจะชะงักงัน นอกจากนี้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นยังหนุนให้มีเงินทุนไหลไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง ทองคำ โลหะเงิน และเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
คาดทองคำพุ่งสู่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
เงินเฟ้อผู้บริโภคทั่วไปสหรัฐฯ ออกมาที่ 2.7% YoY และ Core CPI ที่ 2.6% ต่ำกว่าคาด แต่ความน่าเชื่อถือของข้อมูลเป็นประเด็นสำคัญจาก government shutdown ที่ทำให้การเก็บข้อมูลไม่ครบถ้วน
โดยการวิเคราะห์ของ InnovestX จากองค์ประกอบหลัก 4 หมวดบ่งชี้ว่า เงินเฟ้อตัวจริงน่าจะใกล้ 3.0% เนื่องจากแรงกดดันจาก Core Services ที่ยังสูงกว่า 3.0% และราคาอาหารที่พุ่ง 0.7% (สูงสุดนับแต่ ต.ค. 2022) ซึ่งราคาน้ำมันที่ลด 6.5% YoY ไม่สามารถชดเชยได้
นอกจากนั้น ตัวเลขเงินเฟ้อผู้ผลิตเดือน พ.ย. ที่ 3.0% เร่งตัวขึ้นและสูงกว่าคาด ท่ามกลางยอดค้าปลีกที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง (3.3% YoY; 0.6% MoMsa) ขณะที่ Jamie Dimon CEO JP Morgan เตือนว่าการแทรกแซง Fed อาจส่งผลให้ inflation premium ในตลาดพันธบัตรสูงขึ้น ซึ่ง InnovestX คาดว่า Fed จะคงดอกเบี้ยในการประชุม 27-28 ม.ค. นี้
ราคาทองคำและสินแร่เงินพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจาก
1. ความเป็นอิสระของ Fed ที่ลดลงจากการที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ออกหมายเรียกต่อ ประธาน Fed ในกรณีการก่อสร้างที่ทำการ Fed ที่ต้นทุนสูงกว่าคาด
2. กลยุทธ์ต่างประเทศที่ทวีความรุนแรง ตั้งแต่การจับกุม Maduro และประกาศ "บริหารเวเนซุเอลา" ไปจนถึงการพิจารณาโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 14 ม.ค. ปธน. ทรัมป์ประกาศว่าอาจไม่โจมตีอิหร่านหลังได้รับรายงานว่าความรุนแรงระหว่างรัฐบาลกับผู้ประท้วงเริ่มยุติลง ทั้งนี้ InnovestX มองว่า ทองคำมีโอกาสสูงที่จะพุ่งสู่ระดับ $5,000 จากปัจจัยหนุนสามประการ คือ อัตราดอกเบี้ยที่ยังลดลง ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง และความเป็นอิสระของธนาคารกลางที่ลดลง
กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย
1. หุ้น Earning Play ซึ่งคาดกำไร 4Q25 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY พื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ ADVANC BGRIM CHG GPSC GULF OR PRM TRUE
2. หุ้นปันผลคุณภาพดีระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และหุ้นปันผลระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 2025 มั่นคง, ให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI TLI
3. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นธนาคารที่คาดรายงานกำไร 4Q25 จะออกมาเติบโตดีหรือยังทรงตัว YoY ตามคาด พร้อมยังมีแนวโน้มจ่ายปันผลสูงจากกระแสเงินสดแข็งแกร่ง แนะนำ KTB BBL KBANK KKP 2) หุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์จาก Election Rally เพราะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง อาทิ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL CPN TNP) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (GFPT OSP) และกลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL ERW) และ 3) หุ้นที่คาดจะได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจากความไม่แน่นอนที่ยังสูงของนโยบาย ปธน. ทรัมป์ โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว แนะนำ PTTEP PTT
“ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวในกรอบ 1,220–1,300 จุด โดยติดตามการประกาศงบ 4Q25 ของกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ซึ่งจะออกมาครบในสัปดาห์หน้านี้, นโยบายหาเสียงด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมืองซึ่งจะมีผลต่ออุตสาหกรรม ส่วนปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง (เวเนซุเอลา, อิหร่าน, รัสเซีย-ยูเครน) ซึ่งจะมีผลต่อความผันผวนของราคาน้ำมันและหุ้นกลุ่มพลังงาน, ความคืบหน้าการเจรจาทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ รวมทั้งข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ GDP 4Q25 และยอดค้าปลีกของจีน, PCE พ.ย. และ GDP 3Q25 (รายงานครั้งสุดท้าย) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ” บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุไว้ในส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์
ปัจจัยต้องติดตามสัปดาห์นี้
1. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังอยู่ในระดับสูง จากความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายของ ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์
2. ข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ GDP 3Q25 (ประมาณการสุดท้าย), Core PCE พ.ย. 25
3. การประชุมนโยบายการเงินของ BoJ และการเตรียมประกาศยุบสภาของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในวันที่ 23 ม.ค. นี้
หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: KTB - ปันผลสูง...มี Upside แผนซื้อหุ้นคืน
แนะนำ บมจ. ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB เนื่องจากเหตุผลหลัก ดังนี้
- เป็นธนาคารของรัฐที่มีสินทรัพย์ในงบการเงินรวมมากเป็นอับดับ 3 ในกลุ่มธนาคาร และมองอยู่ในตำแหน่งดีที่สุดในการคว้าโอกาสปล่อยสินเชื่อภาครัฐ อีกทั้งยังมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลติดต่อกันมาแล้ว 24 ปี ด้วย Div. Yield จูงใจอย่างน้อยปีละ 7% และมีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำกว่าธนาคารอื่นๆ
- 4Q25 คาดกำไรลดลง 23%QoQ จากกำไร FVTPL ลดลงและค่าใช้จ่ายสูง แต่จะเติบโต 7%YoY จาก non-NII ดีขึ้น หนุนให้ปี 2025 คาดกำไรเติบโต 10%YoY ก่อนลดลง 7%YoY ในปี 2026 หลักๆ จากกำไร FVTPL และเงินลงทุนที่ไม่ยั่งยืน
- Valuation ไม่แพง โดยซื้อขายด้วย PBV 2026F ที่ 0.8x เทียบกับ ROE ที่ระดับ 10% ซึ่งสูงเป็นอันดับสองในกลุ่มธนาคาร อีกทั้งคาดให้ Div. Yield สูงราวปีละ 7.5% พร้อมมี Upside Risk จากประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารเงินสด
- เราประเมินราคาเป้าหมายที่หุ้นละ 31 บาท อิงวิธี PBV 0.8 เท่า และคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2025 ที่ยังเหลือจ่ายหลังจากที่หักเงินปันผลจ่ายระหว่างกาลไปแล้วอีกราวหุ้นละ 1.72 บาท คิดเป็น Div. Yield สูงราว 6%
ธีมการลงทุนตลาดหุ้นโลก
กลุ่มธนาคารใหญ่สหรัฐฯ โดยรวมเติบโตแกร่ง หนุนโดยรายได้ตลาดทุน คุณภาพสินเชื่อยังดี แต่ OPEX เพิ่มขึ้น เพื่อลงทุนใน AI และลดต้นทุนพนักงานในระยะยาว ขณะที่เราแนะลงทุนใน GS และ MS เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากตลาดทุนสูง แนวโน้มเติบโตดี และมีความเสี่ยงต่ำต่อผลกระทบจากนโยบายจำกัดดอกเบี้ยบัตรเครดิต เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อื่นๆ
- ผลประกอบการธนาคารใหญ่สหรัฐฯ (JPM, BAC, C , GS, MS , WFC) โดยรวมแข็งแกร่ง โดยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตได้ดี (Non-NII) เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ในขณะที่รายได้ดอกเบี้ย (NII) และสินเชื่อยังขยายตัวในเกณฑ์ที่ดีอยู่ คุณภาพสินเชื่อโดยรวมยังดี แม้จะมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นในบางจุด
- ค่าใช้จ่ายของกลุ่มธนาคารใหญ่มีการเร่งตัวขึ้น โดยมีจุดร่วมกันคือ เน้นลงทุน AI และปรับโครงสร้างองค์กรผ่านการลดพนักงาน จึงมีต้นทุนการชดเชยที่สูงขึ้น เราแนะติดตามหากยังเร่งตัวต่อเนื่องจะกระทบอัตรากำไรในระยะสั้น-กลาง ซึ่งอาจนำไปสู่ราคาหุ้นที่ปรับลงได้
- ทั้งนี้ ตลาดมีความกังวลต่อข้อเสนอของ ปธน. ทรัมป์ ที่จะจำกัดดอกเบี้ยบัตรเครดิต 10% ซึ่งอาจกระทบต่อกำไรของ C, BAC และ JPM อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ GS และ MS มีผลกระทบจำกัด แต่เรายังมองว่าข้อเสนอดังกล่าวมีโอกาสผ่านในสภาคองเกรสต่ำ
- เราคาดว่ากำไรในปี 2026 จะเติบโตได้ดี หนุนโดยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเป็นหลัก เนื่องจากการฟื้นตัวของดีล M&A ยังอยู่ในช่วงต้น และกระบวนการควบรวมกิจการที่รวดเร็วขึ้นภายใต้รัฐบาลใหม่ รวมถึงความผันผวนของตลาดที่ช่วยหนุนรายได้จากการเทรด
- แนะนำเลือกลงทุนใน GS และ MS เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากตลาดทุนสูง แนวโน้มเติบโตดี และมีความเสี่ยงต่ำต่อผลกระทบจากนโยบายจำกัดดอกเบี้ยบัตรเครดิต เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อื่นๆ
- ความเสี่ยงที่แนะติดตาม ได้แก่ การชะลอตัวของการไหลเข้าของเงินทุน, ข้อกำหนดด้านเงินทุนที่สูงขึ้น, การสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด และภาวะตลาดที่ซบเซา
มุมมองการลงทุนต่อสินทรัพย์ต่างๆ โดย SCB CIO
เงินสด / สภาพคล่อง
ได้แรงหนุนจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่มีอยู่ ตามที่ประธานาธิบดี Trump ได้แสดงความปรารถนาที่จะครอบครองกรีนแลนด์หลายครั้ง และเพิ่งยกระดับการข่มขู่เมื่อไม่นานมานี้ทั้งนี้ ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังอยู่สูง แม้อาจลดลงจาก Fed ที่มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยก็ตาม
ตราสารหนี้ / เงินฝากระยะยาว
UST Yield ตัวยาว มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากความกังวลบนความเป็นอิสระของ Fed และกังวลหนี้ภาครัฐฯ ที่สูงในประเทศหลัก ด้านตราสารหนี้ไทย Bond Yield เพิ่มขึ้น จากแรงขายในตลาดระยะสั้น อย่างไรก็ดี เราคาดว่า กนง.มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ ตามเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงชัดเจน และอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มติดลบต่อเนื่อง
U.S. Treasury & IG
แนะนำ UST และหุ้นกู้ US IG ระยะสั้น ตามแนวโน้มการทยอยลดดอกเบี้ยของ Fed ในปีนี้ หลัง Core CPI สหรัฐฯ ล่าสุด ต่ำกว่าที่ตลาดคาด แต่ให้หลีกเลี่ยงตราสารระยะยาว จาก term premium ที่สูงขึ้น ตามความกังวลต่อความเป็นอิสระของ Fed แม้ Trump ระบุว่า ยังไม่มีแผนปลด Powell ก็ตาม
High Yield Bond
ความเสี่ยงที่ HY credit spread จะปรับเพิ่มขึ้นจากระดับที่ค่อนข้างต่ำยังมีอยู่ แม้ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ในเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า และดีกว่าที่ตลาดคาด รวมทั้ง UST yield โดยเฉพาะระยะสั้นถึงกลาง ยังมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ตามการทยอยผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed ก็ตาม
สินทรัพย์ผสมกึ่งหนี้กึ่งทุนและ REITs
กองทุนสินทรัพย์ผสม ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน โดยลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ภายนอก อีกทั้ง บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นตามภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยง
Asia REITs
ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในเอเชียมีแนวโน้มลดลงในปี 2569 ส่งผลบวกต่อการลงทุนใน REIT โดยเราคาดว่า Singapore REITs จะได้รับประโยชน์จากการ Refinance หนี้ที่มีต้นทุนกู้ยืมในระดับสูง หนุนอัตราปันผลต่อหน่วย (DPU) เพิ่มขึ้น 2.5% ในปีนี้ และเรายังมีมุมมองบวกต่อ TH REIT เนื่องจากมีอัตราการจ่ายปันผลที่สูงถึง 8-9%
Global Infrastructure
โครงสร้างพื้นฐานเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว หนุนโดยการเติบโตเชิงโครงสร้างจาก Mega Trend ที่สำคัญ เช่น AI, การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) และการปรับสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ ยังมีความโดดเด่นด้านการสร้างกระแสรายได้ที่มั่นคง และปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ
Private Credit *สำหรับนักลงทุน Ultra High Net Worth เท่านั้น
Private Asset ช่วยกระจายความเสี่ยงจากสินทรัพย์แบบดั้งเดิม โดย Private credit ที่มาจากบริษัทขนาดใหญ่มีความน่าสนใจมากกว่าบริษัทขนาดเล็ก เนื่องจากอัตราการผิดนัดชำระหนี้ต่ำกว่าและมีการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจน โดยเรามีมุมมองบวกต่อ Private Equity เนื่องจาก IPO และ M&A ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลบวกต่อการรับรู้ผลตอบแทนและการระดมทุน
หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว
หุ้นสหรัฐฯ ได้อานิสงส์จากแผนกระตุ้นต่างๆ EPS ที่มีแนวโน้มดีกว่าคาด และพัฒนาการบน AI / หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจาก Valuation ที่ต่ำกว่าของสหรัฐฯ และการฟื้นตัวของกำไรบริษัท รวมถึงโอกาสในการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น / หุ้นญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นการคลัง การปฏิรูปบรรษัทภิบาล และการอ่อนค่าของเงินเยน
หุ้นสหรัฐฯ
ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจาก 1) Fed ที่มีแนวโน้มผ่อนคลายทางการเงิน 2) การผ่อนคลายด้านกฎระเบียบ 3) EPS ใน 4Q2568 ที่มีแนวโน้มดีกว่าคาด และ 4) ความหวังแผนกระตุ้นเพิ่มเติมจากรัฐบาล แม้ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้ายังมีอยู่ หลังสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงเพิ่มเติมอยู่ที่ 25%
หุ้นยุโรป
ดัชนีหุ้นยุโรปได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจเยอรมนีที่ขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี และ จากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลัง TSMC ปรับเพิ่มงบลงทุนมากกว่าคาด ขณะที่ EPS มีแนวโน้มฟื้นตัวในปี 2569 โดยตลาดฯ คาดว่าจะเติบโตที่ 11%YoY รวมถึงโอกาสที่จะเพิ่มอัตราการจ่ายปันผล จากกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง
หุ้นญี่ปุ่น
ในระยะสั้น ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากแรงเก็งกำไร หลังนายกฯ ส่งสัญญาณการยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่ในช่วงเดือน ก.พ.2569 ด้านตลาดหุ้นญี่ปุ่นในระยะยาวยังมีแรงหนุนจาก 1) มาตรการการคลังที่ขยายตัว 2) การปฏิรูปบรรษัทภิบาลหนุน ROE 3) กระแส AI ในญี่ปุ่น 4) เงินเยนอ่อนค่า และ 5) การเติบโตของกำไร บจ.ญี่ปุ่น
หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่
ตลาดหุ้น EM เอเชีย ได้แรงหนุนจากแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. จากความกังวลความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ นอกจากนี้ ตลาดฯ ยังได้ปัจจัยบวกจากนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลาย ที่ช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึง Valuation ที่เทรดอยู่ในระดับต่ำกว่าตลาด DM หนุน Fund flows ไหลเข้า
หุ้นอินเดีย
ตลาดหุ้นอินเดีย ได้แรงหนุนจากความหวังการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมจาก RBI หลัง CPI ล่าสุด ต่ำกว่าคาด และจาก EPS ตลาดฯ ที่มีแนวโน้มฟื้นตัว แม้ว่าประเด็นความไม่แน่นอนด้านการค้ากับสหรัฐฯ อาจสร้างความผันผวน หลัง Trump เตือนประเทศใดที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน จะถูกเก็บภาษีนำเข้าที่ 25%
หุ้นไทย
ดัชนีหุ้นไทยระยะสั้นผันผวนตามผลประกอบการหุ้นรายตัว หลังเข้าฤดูประกาศผลประกอบการ 4Q2568 ซึ่ง Consensus คาดว่ากำไรโดยรวมจะฟื้นได้ดี ขณะที่คาดว่า Sentiment ตลาดจะดีขึ้นหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.2569 เสร็จสิ้น และมีแรงหนุนจากการที่ กนง. มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอย่างน้อยอีก 1 ครั้งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569
หุ้นจีน All-Share
ดัชนีหุ้นจีน มีแนวโน้มได้อานิสงส์จาก 1) นโยบาย anti-involution ที่คาดช่วยหนุน margin 2) กระแส AI จีน และ 3) ความหวังมาตรการกระตุ้นเพิ่ม หลัง PBOC ส่งสัญญาณว่ายังมีโอกาสที่จะลด RRR ในปีนี้ แม้การที่จีนเพิ่มเกณฑ์วางเงินประกันสำหรับการกู้เพื่อซื้อหุ้น จะกระทบ sentiment ช่วงสั้นก็ตาม
หุ้นเกาหลีใต้
ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ ได้แรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของชิปหน่วยความจำ หลัง TSMC เพิ่มคาดการณ์รายได้และงบลงทุนในปีนี้ โดยเราคาดว่าตลาดมีแนวโน้มปรับประมาณการกำไรของ Samsung Electronics และ SK Hynix เพิ่มขึ้น จากราคา HBM ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 50-55%QoQ ใน 1Q2569 ทั้งนี้ ระยะยาว ยังได้แรงหนุนจากนโยบายปฏิรูปตลาดทุน
สินค้าโภคภัณฑ์
ราคาทองคำ ได้แรงหนุนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์การเมือง เช่น รัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น รวมถึงการส่งสัญญาณของสหรัฐฯ ที่จะเข้าควบคุมกรีนแลนด์ ทั้งนี้ ยังเห็นแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก เพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในเงินทุนสำรองประเทศในระยะกลาง–ยาว
ดัชนีหุ้น Nasdaq 100
แม้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ มีแนวโน้มผันผวน จากความกังวลความสามารถในการทำกำไรในบางบริษัท แต่ Consensus คาดว่าภาพรวม EPS กลุ่มเทคโนโลยีใน 4Q2568 ยังเติบโตเด่น ขณะที่ กลุ่มฯ มีแนวโน้มได้ sentiment บวก หลัง Trump ให้ไฟเขียวอย่างเป็นทางการในการขายชิป H200 ของ Nvidia ให้กับจีน
ดัชนีหุ้น S&P 500
ความกังวลต่อความเสี่ยงฟองสบู่ AI ที่ลดลง การขยายงบดุลชั่วคราวของ Fed และโมเมนตัมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ปรับตัวดีขึ้น จะช่วยหนุนดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ระยะสั้น นอกจากนี้ ดัชนีฯ ยังได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการเติบโตที่ดีของ EPS ตลาดฯ ปี 2569 จะช่วยรองรับให้ Fwd P/E ยังเทรดอยู่ในระดับที่สูง
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีน
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนได้แรงหนุนจาก 1) AI Inference และ Cloud ที่เริ่มสร้างรายได้ 2) การลงทุน AI ของ hyperscalers จีนที่เร่งตัว สอดรับการใช้ชิปในจีนที่เพิ่มขึ้น 3) แผนพัฒนาฯ 5 ปี ล่าสุด ที่หนุนภาคเทคโนโลยี โดยล่าสุด PBoC เพิ่มโควตาโครงการ relending เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หุ้นกลุ่ม Health Care
หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ ยังอยู่ในแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามการเติบโตของกำไรของกลุ่ม และคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากความคืบหน้าเชิงบวกของงานวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะ กลุ่มยาลดความอ้วนที่จะมีความคืบหน้าในช่วง 1H2569 ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในวัฏจักรขาลง หนุนการเพิ่มขึ้นของ M&A ภาคอุตสาหกรรม
หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน
หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI เช่นเดียวกับกลุ่ม Tech และในเชิง Valuation ยังคงซื้อขายต่ำกว่ากลุ่ม Tech และมี Dividend Yield สูงกว่า ทำให้ความผันผวนน้อยกว่า ขณะที่แนวโน้มกำไรยังเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ยังคงเพิ่มขึ้น จากการขยายตัวของ Data Center
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
งบใน 4Q2568 ของ TSMC ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด จากยอดขายผลิตภัณฑ์ด้าน AI ที่หนุนอุปสงค์การลงทุนใน AI และ Data Center ให้เร่งตัวขึ้น ส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่ม เซมิคอนดักเตอร์โดยรวม ทั้งนี้ Consensus มองว่ากำไรของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์จะเติบโตในอัตราที่เร่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 1H2569
ภาพ: spawns/Getty Images

Facebook
Google
