นิเวศน์ เหมวชิรวรากร – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-opinion/wealth-นิเวศน์-เหมวชิรวรากร/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 23 May 2026 06:12:08 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 หุ้นยักษ์ AI โลกจะโตไปถึงไหน เมื่อไรฟองสบู่จะแตก https://thestandard.co/ai-stock-bubble-risk/ Sat, 23 May 2026 06:12:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1210231 ภาพประกอบฟองสบู่ในตลาดหุ้น AI แสดงถึงความเสี่ยง

ความก้าวหน้าแบบ ‘ก้าวกระโดด’ ของ AI เฉพาะอย่างยิ่งการเป […]

The post หุ้นยักษ์ AI โลกจะโตไปถึงไหน เมื่อไรฟองสบู่จะแตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบฟองสบู่ในตลาดหุ้น AI แสดงถึงความเสี่ยง

ความก้าวหน้าแบบ ‘ก้าวกระโดด’ ของ AI เฉพาะอย่างยิ่งการเปิดตัวของ ChatGPT ในช่วงปลายปี 2022 ดูเหมือนว่าจะ ‘เปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างสิ้นเชิง’ ในแง่ที่ว่า AI นั้นจะฉลาดและเก่งกว่ามนุษย์แน่ๆ และมันสามารถที่จะคิดและปฏิบัติงานแทนมนุษย์ในกิจกรรมต่างๆ ได้แทบทุกอย่าง

 

ทั้งงานที่ซับซ้อนมากๆ อย่างเรื่องของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การแพทย์ซึ่งรวมถึงการผ่าตัดใหญ่ งานทางด้านกฎหมาย งานบัญชีและสำนักงานทุกอย่าง และงานที่ไม่ซับซ้อนแต่เป็นงานที่น่าเบื่อหรือสกปรกเช่น การทำความสะอาด ล้างจานและการขับรถ ไม่ต้องพูดถึงงานโรงงานที่มันทำมานานแล้วก่อนที่จะมีคำว่า AI ทั้งหมดนั้นถูกประเมินว่าจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 10-20 ปี

 

หุ้นเทคหรือหุ้นดิจิทัลขนาดใหญ่หรือขนาด ‘ยักษ์’ ทั้งโลก เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ‘หุ้นเจ็ดนางฟ้า’ หรือ ‘Magnificent 7’ ที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้วก่อนการมาของ ChatGPT ต่างก็เข้ามาร่วมเล่น ‘เกม’ นี้ นั่นก็คือ การพัฒนา AI ตัวใหม่อาทิ Gemini และ Claude ถูกเปิดตัวตามออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ละตัวต่างก็มีจุดเด่นที่สามารถแข่งขันได้กับ AI ตัวอื่น

 

และทั้งหมดต่างก็ทุ่มทุนพัฒนา AI คิดเป็นเงินลงทุนเป็นล้านล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ‘กระแสของ AI’ กำลังมาแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์การพัฒนาของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

 

ในด้านของผู้ใช้งานทั้งที่เป็นบุคคลและบริษัทหรือหน่วยงานทั้งโลก ต่างก็เข้ามาใช้งาน AI อย่างรวดเร็ว เพราะคนที่ไม่ใช้หรือยังใช้ไม่เป็นก็จะมีปัญหาในอนาคตในการแข่งขันกับคนอื่น เหตุเพราะว่า AI ทำงานได้เก่งมากและเก่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว ทำงานได้ 24 ชั่วโมง และด้วยต้นทุนที่ต่ำและจะต่ำลงเรื่อยๆ จนทำให้งานจำนวนมากรวมถึงงานที่ซับซ้อนต้องใช้คนที่มีค่าแรงแพงมากจะถูกแทนที่ด้วย AI ที่มี ‘ค่าจ้าง’ ต่ำลงเรื่อยๆ

 

ดังนั้น AI จึงกลายเป็นธุรกิจที่จะโตมหาศาลและจะโตไปอีกนาน อาจจะนานจนกว่าโลกหรือรัฐบาลของทุกประเทศจะบอกว่าต้อง ‘หยุดได้แล้ว’ เพราะคนในโลกจะ ‘ไม่มีงานทำ’ และไม่มีเงินที่จะซื้อสินค้าที่ผลิตและควบคุมโดย AI

 

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ถ้าหยุด AI ไม่ได้ ในระยะยาว AI ก็อาจจะเข้ามาครองโลกแทนมนุษย์ อาจจะเป็นไปได้ว่า ในอีกหลายพันปีข้างหน้าหรือน้อยกว่านั้น มนุษย์ที่เป็นสารชีวภาพแบบพวกเราในปัจจุบันอาจจะ ‘สูญพันธุ์’ ไป และโลกจะมีแต่ ‘มนุษย์ AI’ ที่เป็น ‘ซิลิคอน’ มีตัวเป็นเหล็กที่ทำเป็นหุ่นยนต์ที่จะ ‘ไม่ตาย’ และเผยแพร่จำนวนเพิ่มขึ้นได้ตามที่ต้องการ

 

ผมอาจจะพูด ‘เพ้อฝัน’ ไปหน่อย แต่ถ้าดูวิวัฒนาการของโลกตั้งแต่กำเนิดสิ่งมีชีวิตเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายจะมีมนุษย์ขึ้นมาและครองโลกได้ในเวลาแค่ไม่กี่หมื่นหรือแสนปี?

 

ในมุมมองทางด้าน ‘หุ้น’ ซึ่งก็คือการมองไปข้างหน้าในอนาคตอันยาวไกล AI จึงเป็น ‘Ultimate Super Growth’ หรือธุรกิจที่จะ ‘โตเร็ว โตมาก และโตนานที่สุด’ และอาจจะโตตลอดกาลจนสิ้นสุดยุคมนุษย์ ดังนั้น หุ้น AI จึงมีศักยภาพที่จะโตมหาศาลจนแทบกลืนกินหรือ ‘ครอบงำ’ ตลาดหุ้นได้ และนั่นก็คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกที่เราเห็นหุ้นยักษ์ AI อาจจะแค่ 10 ตัวมี Market Cap. เกือบครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้นในดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตลาดหุ้นของทั้งประเทศสหรัฐฯ

 

หุ้นของประเทศอื่นที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น หุ้น TSMC ของไต้หวัน หุ้น Samsung Electronics ของเกาหลีใต้ และหุ้น ASML ของเนเธอร์แลนด์ เพียงตัวเดียวของแต่ละประเทศแต่มี Market Cap. มากกว่า 50% ของตลาดหุ้นทั้งหมด

 

พูดง่ายๆ ตอนนี้ นักลงทุนมองว่าสินค้าหรือบริการที่เราเคยใช้มาตลอด ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 2-300 ปีก่อนนั้น คงจะไม่โตอีกต่อไป หรือคงจะโตช้ามาก ต่อไปนี้ มีแต่ AI และอุตสาหกรรมหรือบริการที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะโต ‘ระเบิด’ และจะโตเร็วมากจนแทบจะกลืนกินโลก และสิ่งที่พิสูจน์ก็คือ ราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับรายได้ของบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ AI ทั้งหลาย และกำไรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามหรือสูงยิ่งกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น

 

ทั้งหมดนั้นก็คือ ‘สตอรี่’ ของหุ้นที่ทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปมหาศาลแบบ ‘หลุดโลก’ แต่แค่ ‘เรื่องราวหรือเรื่องเล่า’ นั้น ยังไม่พอที่จะทำให้หุ้นขึ้นระดับนั้นได้

 

หุ้นที่ขึ้นรอบนี้ยังมีองค์ประกอบเพิ่มเติมนั่นก็คือ

 

1) ความเชื่อที่ว่าหุ้นทั้งหมดนั้น จะเป็นผู้ชนะและสามารถครองตลาดเพราะพวกเขามีอำนาจผูกขาดหรือมี Moat หรือป้อมปราการทางธุรกิจที่จะกันไม่ให้คู่แข่งเข้ามาแย่งชิงตลาดได้

 

2) หุ้นถูก ‘คอร์เนอร์’ โดยกลุ่มนักลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมาก นั่นก็คือ คนเข้ามาลงทุนโดยไม่ได้คิดถึงเรื่อง ‘พื้นฐาน’ ที่แท้จริงที่ต้องมองถึงกำไรและ ‘ราคาหุ้นที่เหมาะสม’ เช่น กลุ่มกองทุนอิงดัชนีต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ต้องซื้อหุ้นตามสัดส่วนในดัชนีโดยไม่ต้องคำนึงถึงคุณค่า ดังนั้น เมื่อหุ้นขึ้นก็ต้องซื้อเพิ่ม ทำให้หุ้นขึ้นไปอีก

 

นักลงทุนรายย่อยที่ในระยะหลังมีเพิ่มขึ้นมาก และตอนนี้สามารถเข้ามาซื้อหุ้นเก็งกำไรได้ทั่วโลกด้วยเม็ดเงินแค่หมื่นบาทผ่านแพลตฟอร์มที่แทบไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชัน พวกเขาต่างก็เข้ามาซื้อหุ้นที่กำลังร้อนเหล่านี้เพื่อการเก็งกำไร

 

และสุดท้ายก็คือ การซื้อ-ขายหุ้นด้วยโปรแกรมซึ่งตอนนี้ก็ใช้ AI ในการวิเคราะห์และสั่งการ และเป็นระบบที่ใช้กันมากทั่วโลก นี่ก็มีส่วนทำให้การซื้อ-ขาย เน้นไปที่หุ้นกลุ่มยักษ์ที่มีสภาพคล่องสูงมาก และนี่ก็ช่วยให้หุ้น AI วิ่งกันระเบิด

 

3) อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่อยู่ในช่วงต่ำต่อเนื่องมานานน่าจะนับ 10 ปีแล้ว ก็มีส่วนทำให้การเก็งกำไรในหุ้น AI เพิ่มขึ้นทวีคูณ เฉพาะอย่างยิ่ง การใช้มาร์จินหรือการกู้เงินลงทุนก็มากขึ้นมากเมื่อเทียบกับภาวะปกติ

 

คำถามสำคัญก็คือ หุ้นยักษ์ AI หลังจากนี้จะขึ้นต่อ หรือหยุด หรือจะตกลงมาและแรงแค่ไหน?

 

คำตอบของผมก็คือ มันก็คงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้หุ้นขึ้นตั้งแต่แรกที่กล่าวถึงนั่นคือ

 

1) สตอรี่เรื่องของ AI ว่ามันจะเป็นจริงอย่างรวดเร็วตามที่คุยกันหรือไม่ เช่น บริษัทหรือธุรกิจอื่นจะซื้อบริการหรือผลิตภัณฑ์ AI มาใช้แทนการจ้างคนงานมากน้อยแค่ไหน และบุคคลธรรมดาจะยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทที่ทำ AI แคไหน เป็นต้น

 

หากรายได้ของบริษัทที่ทำ AI เพิ่มขึ้นช้ากว่ารายจ่ายและการลงทุนในการสร้าง AI มากกว่าที่คิดซึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นกับบางบริษัทจนทำให้ฐานะทางการเงินมีปัญหา นั่นก็อาจจะทำให้ความมั่นใจในธุรกิจ AI โดยรวมลดลงจนอาจจะก่อให้เกิดวิกฤติบางอย่างตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของราคาหุ้นหรือ Market Cap. ของหุ้นในกลุ่มนี้ทั้งหมด และนี่ก็คือความเสี่ยงแรกที่สำคัญที่อาจจะทำให้ ‘ฟองสบู่หุ้น AI’ แตก

 

2) อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับตัวขึ้นอย่างแรงและรวดเร็ว อานิสงส์จากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอันเป็นผลจากราคาสินค้าเช่น น้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมาก สิ่งนี้จะทำให้สภาพคล่องของตลาดเงินลดลงอย่างแรง และทำให้เงินถูกถอนออกจากหุ้นด้วยการลดมาร์จินลง ซึ่งทำให้หุ้นตกลงมาแรง ซึ่งก็จะทำให้ต้องลดการกู้หรือลดมาร์จินลงอีก วนเป็นลูป และนั่นอาจจะทำให้หุ้นเก็งกำไรทั้งหลายถล่มทลายได้ ว่าที่จริงประเด็นนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปี ของอเมริกาและของประเทศใหญ่ทั้งหลายเช่น ญี่ปุ่นกำลังไต่ขึ้นไปสูงลิ่วในช่วงนี้

 

3) อาจจะเป็นความเสี่ยงทางด้านกฎเกณฑ์การดูแลและควบคุมจากรัฐต่อธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI ที่ทั้งกังวลและกลัวว่าสาธารณชนจะต่อต้านหรือกลัวว่าวันหนึ่ง AI อาจจะเป็นภัยต่อรัฐบาล ตัวอย่างที่เกิดก็เช่น มี ‘ข่าวลือ’ ว่ารัฐบาลเกาหลีใต้อาจจะพิจารณาเก็บภาษี ‘ลาภลอย’ ของบริษัท AI ที่ ‘ทำกำไรมากเกินไป’ หรือในโอกาสต่อไปเมื่อ AI ทำให้คน ‘ตกงาน’ มาก รัฐบาลก็อาจจะออกกฎหมาย ‘คิดภาษีสรรพสามิต’ สำหรับ AI ที่นำมาใช้แทนคน เป็นต้น หรือ อย่างในประเทศที่รัฐต้องการ ‘ควบคุมข่าวสาร’ เพื่อความมั่นคงของรัฐหรือรัฐบาล พวกเขาก็อาจจะออกกฎเกณฑ์บางอย่างที่ทำให้บริษัท AI ไม่สามารถทำกำไรที่ดีได้ เป็นต้น

 

ทั้งหมดนั้น ดูแล้วก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ไม่น้อย แต่ก็อาจจะยังมีอย่างอื่นที่จะเกิดขึ้นและเปลี่ยนภาพที่สดใสมายาวนานของหุ้นและตลาดหุ้นได้ และนั่นก็คือความเสี่ยงของการลงทุนโดยเฉพาะในหุ้นที่มีราคาขึ้นมาแบบ ‘ฟองสบู่’ ที่เราควรจะนำมาคิดคำนวณหรือประเมินว่าเราควรจะลงทุนในหุ้นอย่างไรในช่วงเวลานี้

 

สำหรับผมเองนั้น ก็ได้แต่รอต่อไป

 

ภาพ: Lightspring / Shutterstock

The post หุ้นยักษ์ AI โลกจะโตไปถึงไหน เมื่อไรฟองสบู่จะแตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำนานนักลงทุน กลยุทธ์ ความรุ่งโรจน์และร่วงโรย https://thestandard.co/investor-strategies-rise-fall-lessons/ Sun, 29 Mar 2026 09:06:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1192499 ภาพซ้อนนักธุรกิจในบริบทการลงทุนและความมั่งคั่ง

ผมเขียนถึงนักลงทุนเอกของโลกมาตลอดตั้งแต่เกือบ 30 ปีมาแล […]

The post ตำนานนักลงทุน กลยุทธ์ ความรุ่งโรจน์และร่วงโรย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพซ้อนนักธุรกิจในบริบทการลงทุนและความมั่งคั่ง

ผมเขียนถึงนักลงทุนเอกของโลกมาตลอดตั้งแต่เกือบ 30 ปีมาแล้ว จำนวนไม่น้อยได้หายไปจากวงการ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของอายุ หลายคนตายไปแล้ว หลายคนผลงานตกลงไปจน ‘หมดสภาพ’ อย่างไรก็ตาม ความเป็น ‘ตำนาน’ ก็ยังคงอยู่

 

เหตุผลเพราะ ‘ความรุ่งโรจน์’ ที่พวกเขาได้ทำไว้นั้น ฝังอยู่ในใจของสังคมนักลงทุน อย่างน่าประทับใจ หรือไม่ก็เพราะกลยุทธ์หรือหลักการที่พวกเขาใช้นั้น มีความเป็น ‘ต้นแบบใหม่’ ที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงและเป็นหลักการที่ยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ทำให้บางคนกลายเป็น ‘บิดา’ ของการลงทุนบางอย่างสำหรับบางคน ที่สนใจการลงทุนแบบนั้น

 

วันนี้เรามารวบรวม ‘ตำนานนักลงทุน’ ระดับโลกว่าพวกเขาใช้กลยุทธ์อะไร ความโดดเด่นและความตกต่ำหรือถดถอยของแต่ละคน และ ‘บทเรียน’ ที่เราควรจะศึกษาไว้เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นนักลงทุนที่ ‘ชาญฉลาด’ เอาตัวรอดและรุ่งเรืองตลอดชีวิต โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องร่ำรวยหรือมั่งคั่ง เกินความสามารถและความรู้ที่ตนเองมี

 

คนแรกก็คือคนที่มาก่อนใครทั้งหมดในเรื่องของการลงทุนคือ Jesse Livermore ผู้ที่เกิดตั้งแต่ปี 1877 หรือ 149 ปีมาแล้วและตายในปี 1940 หรือ 85 ปีมาแล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยวันที่เขาตายนั้น บัฟเฟตต์อายุเพิ่งจะ 10 ขวบ

 

เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ นั้นต้องถือว่าเป็น ‘ตำนานของนักเก็งกำไร’ สิ่งที่เขาทำก็คือ การเล่นเก็งกำไรราคาและ ‘โมเมนตัม’ ของหุ้นสิ่งที่ทำให้มีชื่อเสียงก็คือ การ ‘จับกระแส’ ซื้อหุ้นและขายชอร์ตเซลด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่มักจะกู้มา โดยเหตุการณ์ ที่สร้างชื่อเสียงมาก ก็คือการทำกำไรมโหฬารจากวิกฤติตลาดหุ้นครั้งใหญ่ในปี 1929 ลิเวอร์มอร์รวยและเจ๊งจนล้มละลายถึง 3 ครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายทำให้เขาฆ่าตัวตายตอนอายุ 63 ปี

 

คนที่ 2 คือ เบน เกรแฮม ที่ ‘เจ๊ง’ จากหุ้นในช่วงวิกฤตใหญ่ตอนที่มีอายุ 35 ปีและเป็นคนที่บริหารกองทุนให้คนอื่น และนั่นทำให้เขาคิดถึงหลักการลงทุนใหม่ ที่จะต้องมีการวิเคราะห์หุ้นก่อนที่จะลงทุนซึ่งต่อมากลายเป็นหนังสือชื่อ Securities Analysis ในปี 1934 หรือ 5 ปีหลังวิกฤติ และตามมาด้วย Intelligent Investor ซึ่ง ทั้ง 2 เล่มกลายเป็น ‘ไบเบิล’ ของนักลงทุนแบบ Value Investments จนถึงวันนี้

 

หลักการของ VI ก็คือ ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากพอ หรือมี Margin of Safety สูง เขาทำผลงานการลงทุนที่ดีมากในช่วงต้นของการใช้หลักการ VI ใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ในภายหลังเมื่อเขาแก่ตัวอายุ 82 ปีในช่วงปี 1976 เขาบอกว่าเขาไม่เชื่อในกลยุทธ์แบบ VI แล้ว เหตุผลก็คือ ตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น หาหุ้นแบบ VI ไม่ได้แล้ว

 

คนที่ 3 คือ วอเร็น บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็น ‘ศิษย์เอก’ ของเบน เกรแฮม ที่ทำให้หลักการ VI ดังไปทั่วโลก เพราะบัฟเฟตต์ซึ่งใช้หลักการนี้สร้างผลงานระดับที่ไม่มีใครเทียบได้ที่ 20% ต่อปีแบบทบต้นเป็นเวลากว่า 50 ปี และทำให้เขากลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลก ในช่วงเวลาหลายปี

 

กลยุทธ์ของบัฟเฟตต์ก็คือการลงทุนในกิจการที่ดีเยี่ยมสุดยอด และถือตลอดไปคล้ายๆ กับเป็น ‘เจ้าของ’ และไม่ถอนเงินออก ไม่จ่ายปันผล แต่ทบต้นเงินลงทุนไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ผลงานการลงทุนของเขาก็ลดลง มาจนอยู่ในระดับปกติพอๆ กับตลาด อานิสงค์จากการที่พอร์ตมีขนาดใหญ่จนโตเร็วไม่ได้

 

นอกจากนั้น การที่หุ้นเทคซึ่งเขาไม่ค่อยมีความรู้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บัฟเฟตต์ไม่เข้าใจและไม่สามารถเลือกหุ้นกลุ่มนี้ได้อาจจะทำให้ผลงานของเขาต่ำลง

 

คนที่ 4 คือ ฟิลิป ฟิสเชอร์ ซึ่งเป็นนักลงทุนรุ่นน้องของเบนเกรแฮม อายุห่างกัน 13 ปี มีโปรไฟล์คล้ายๆ กันคือเป็นนักบริหารการลงทุน เพียงแต่ว่าเขาเติบโต ในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว และโลกกำลังก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เขาโด่งดังขึ้นจากการใช้เทคนิกค้นหาหุ้นใน ‘ภาคสนาม’ เรียกว่า ‘Scuttlebutt’ ฟังข่าวซุปซิบจากแหล่งต่างๆ รวมถึงคู่แข่งของบริษัทที่เขาสนใจ ซึ่งหุ้นตัวที่โดดเด่นที่สุดของเขาก็คือ ‘หุ้นโมโตโรร่า’ ที่กำลังเป็นผู้นำทางด้านอุปกรณ์การสื่อสารของโลก

 

กลยุทธ์หลักของฟิสเชอร์ก็คือการลงทุนในหุ้นเติบโตที่มีคุณภาพโดยไม่สนใจเรื่องของราคาหุ้นมากนัก แล้วถือไว้ให้ยาวที่สุด ซึ่งก็เป็นแนวทางที่บัฟเฟตต์เริ่มหันมาใช้ หลังจากที่ลงทุนแบบ VI มาพักใหญ่ บัฟเฟตต์เคยบอกว่า เขาเป็นแบบเบนเกรแฮม 70% และแบบฟิสเชอร์ 30% และนี่ก็คือ ‘บิดา’ แห่งหุ้น Growth หรือหุ้นเติบโต

 

คนที่ 5 คือ John Bogle ซึ่งนักลงทุนที่เลือกหุ้นเองไม่เคยสนใจ เพราะเขาไม่ใช่ ‘เซียน’ ที่บริหารการลงทุนโดยการเลือกหุ้นที่จะทำให้รวยหรือมีผลงานประทับใจ ที่จริงเขาไม่ดังเลยทั้งๆ ที่เป็นผู้บริหารกองทุนมานานมากและเป็นคนรุ่นเดียวกับบัฟเฟตต์ เกิดปี 1929 และแก่กว่าบัฟเฟตต์ 1 ปี

 

แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็น ‘ตำนาน’ ก็คือ เขาเป็นคนก่อตั้งกองทุนอิงดัชนีหรือ ‘Index Fund’ กองแรกที่ขายให้กับบุคคลทั่วไปชื่อ Vanguard Fund ในปี 1976 ที่ซื้อหุ้นทั้งตลาดคือ S&P500 โดยมีต้นทุนการบริหารที่ต่ำมาก และถือกองทุนนี้ตลอดไป

 

ผลงานกองทุนนี้คือได้ผลตอบแทนพอๆ กับดัชนีตลาด ซึ่งพบว่าให้ผลตอบแทนที่ดีมาก ในระยะยาวและดีกว่ากองทุนที่จัดการโดยผู้บริหารกองทุนที่เชี่ยวชาญรวมถึง ‘เซียน’ ที่บริหารเฮดจ์ฟันด์ดังๆ ด้วย และนั่นทำให้จอห์น โบเกิล ได้รับการยกย่องว่า สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมให้แก่นักลงทุนรายย่อยสูงมากกว่านักลงทุนอื่น แทบทั้งหมด

 

คนที่ 6 คือ Jim Simons ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2024 ด้วยอายุ 86 ปี เขาอ่อนกว่าบัฟเฟตต์ 8 ปี และเพิ่งจะดังมากจนนาทีนี้น่าจะเป็น ‘ตำนาน’ นักลงทุนที่ทำผลงานได้สูงที่สุดในโลกที่ประมาณ 60% ต่อปีแบบทบต้นโดยที่คนทั่วไปไม่รู้เลยว่าเขาทำอย่างไรหรือทำได้อย่างไร นอกจากว่าเขาเป็นนักคณิตศาสตร์และใช้เทคนิคซื้อ-ขายหุ้นที่เรียกว่า ‘Quant’ ซึ่งเป็น ‘ตัวเลขเชิงปริมาณ’ ที่คนอื่นไม่รู้ว่าเป็นอะไร

 

กลยุทธ์ก็คือ ใช้ตัวเลขข้อมูลบางอย่างแล้วให้คอมพิวเตอร์คิดคำนวณออกมา โดยที่ไม่ต้องรู้ว่ามันเป็นหุ้นอะไร ทำสินค้าอะไร รู้แต่ว่าตอนนี้ควรจะขายหรือซื้อ และจะซื้อเท่าไรขายเท่าไรโดยไม่มีคนเข้าไปเกี่ยวข้อง และนี่ก็เป็น ‘การปฏิวัติการลงทุน’ อย่างสิ้นเชิง แต่คนที่จะทำได้นั้น มักจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องของตัวเลข อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของ AI ก็อาจจะทำให้โลกในอนาคตเปลี่ยนไปได้อีก ถึงขนาดที่ว่าไม่ต้องใช้หลักการอื่นหรือความคิดของคนก็เป็นไปได้

 

คนที่ 7 คือ George Soros นี่คือคนที่เกิดในปีเดียวกับบัฟเฟตต์ และมีชื่อเสียงดังมาก ตอนที่ ‘ปล้นแบ้งค์ชาติอังกฤษ’ ในปี 1992 และต่อมาช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งก็มีข่าวว่า ‘ปล้นแบ้งค์ชาติไทย’ ในปี 1997 หรือ 2540 และอีกหลายๆ ประเทศ เพราะเขาคือคนที่ลงทุนโดยดูภาพใหญ่หรือ ‘Macro Investing’ หรือลงทุนโดยวิเคราะห์ภาพของเศรษฐกิจ การเงินการเมือง แล้วเข้ามาพนันว่าทิศทางของทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งรวมถึงค่าเงินและหุ้นจะไปทางไหน แล้วเขาก็จะ ‘เข้าโจมตี’ ทำกำไรมากมาย

 

กลยุทธ์ที่ใช้นั้น เขาเคยอธิบายว่าเป็นเรื่องของการใช้ทฤษฎี ‘Reflexibility’ ซึ่งผมอ่านดูแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร แต่ผลงานของเขาก็คงน่าประทับใจมาก ช่วงที่กำลังรุ่งเขาน่าจะได้ผลตอบแทนมากกว่าบัฟเฟตต์ที่ได้ปีละ 20% อย่างไรก็ตาม เขาเลิกบริหารกองทุนไปนานแล้วและเปลี่ยนมาบริหารเงินของตนเองแบบ ‘Family Office’ และไม่เปิดตัวต่อสาธารณชนอีกต่อไป

 

คนที่ 8 คือ ปีเตอร์ ลินช์ นี่คือนักบริหารกองทุนระดับมือต้นๆ ของโลก ในช่วงที่เขารุ่งสุดขีด ผลงานการลงทุนของเขาในช่วง 13 ปี ตั้งแต่ปี 1977-1990 อยู่ที่ 29% แบบทบต้น ซึ่งน่าจะเป็นผลตอบแทนที่ไม่มีกองทุนขนาดใหญ่ ที่ขายให้กับคนทั่วไปทำได้ และนั่นทำให้เขาได้เขียนหนังสือการลงทุน ที่ขายดีระเบิดและกลายเป็น ‘คู่มือการลงทุนแบบชาวบ้าน’ ที่ ‘เหนือกว่ามืออาชีพ’ ชื่อ ‘One Up on Wall Street’ และ ‘Beating the Street’

 

กลยุทธ์ของปีเตอร์ ลินช์ คือ ลงทุนในสิ่งที่ตนเองรู้ในฐานะที่เป็นผู้ใช้สินค้าหรือเห็นสินค้า ผสมผสานระหว่างหุ้นเติบโตและราคาที่ต้องยุติธรรมแบบ VI ที่เรียกว่า ‘GARP’ หรือ ‘Growth at a Reasonable Price’ โดยที่ไม่ต้องไปสนใจภาพใหญ่ หรือภาวะเศรษฐกิจอะไรทั้งสิ้น

 

ปีเตอร์ ลินช์ น่าจะเป็นนักลงทุนระดับเซียนหรือตำนานที่เกษียณอายุต่ำมากที่ 46 ปี เพราะเขา ‘Burnout’ หรือหมดไฟเพราะทำงานหนักเกินไปจนทำให้ไม่ได้ดูแลลูกเท่าที่ควร แต่ทุกวันนี้เขาก็ยังออกงานอยู่บ้างในฐานะผู้เชี่ยวชาญการลงทุน และแน่นอน ยังบริหารเงินส่วนตัวอยู่

 

คนที่ 9 คือ Ray Dalio นี่คือคนที่ผมรู้สึกว่าเพิ่งจะดังไม่นานหลังจากที่เขาเริ่มเปิดตัว ต่อสาธารณชนมากขึ้นและได้เขียนหนังสือกลุ่ม ‘Principles’ พูดถึงว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นดับไป เป็นวัฎจักรและมีหลักการแน่นอน รวมถึงประเทศก็จะมีขึ้นมีลงและเป็นเพราะเหตุใด ซึ่งนั่นทำให้เขาสามารถคาดการณ์ได้ว่าใครจะดีใครจะแย่

 

ผลงานที่ทำให้เขาโดดเด่นและเมื่อพูดหรือเขียนอะไรคนเชื่อถือก็คือ เขาเป็นคนที่สร้าง ‘Bridgewater’ ขึ้นเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยหลักการหรือกลยุทธ์ การลงทุนก็คือ การมองภาพใหญ่อย่างเป็นระบบและการกระจายความเสี่ยง โดยการมองความเสี่ยงของแต่ละประเทศหรือแต่ละทรัพย์สินเป็นคู่ๆ อย่างไรก็ตาม ในทางการบริหาร เขาเกษียณแล้ว และในเรื่องของผลตอบแทนที่ทำได้ ก็ดูเหมือนว่าไม่โดดเด่นโดยเฉพาะในช่วงหลังๆ นี้

 

คนที่ 10 คือ John Templeton นี่คือนักลงทุนในตำนานที่ส่วนใหญ่มักจะอายุยืนมาก เกิดปี 1912 และตายปี 2008 อายุรวม 96 ปี เขาเป็นนักลงทุนคนแรกๆ ที่ กระจายการลงทุนไปทั่วโลกเพื่อลดความเสี่ยง โดยกลยุทธ์หลักก็คือ ‘VI’ และมักจะเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดเลวร้ายที่สุด และนี่ก็เป็นสิ่งใหม่ของโลกการลงทุน ที่ทำให้การลงทุนในต่างประเทศในเวลาต่อมาจนถึงวันนี้กลายเป็นเรื่องปกติและทำให้ จอห์นเทมเปิลตันกลายเป็นตำนานอีกคนหนึ่งของโลก

 

ภาพ: Khakimullin Aleksandr / Shutterstock

The post ตำนานนักลงทุน กลยุทธ์ ความรุ่งโรจน์และร่วงโรย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เข้าใจและทำใจในการลงทุน https://thestandard.co/opinion-understand-accept-investment/ Sat, 27 Dec 2025 07:31:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1159110 เข้าใจและทำใจในการลงทุน

เวลาลงทุนนั้น ผมมักจะเปรียบเทียบกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ […]

The post เข้าใจและทำใจในการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เข้าใจและทำใจในการลงทุน

เวลาลงทุนนั้น ผมมักจะเปรียบเทียบกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ในสมัยยุคหินที่ต้องหากินเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งวิธีการก็มี 2 แบบ นั่นคือ หาของป่า และ / หรือ ล่าสัตว์ การหาของป่านั้น ผลตอบแทนที่ได้รับก็คือพืชผล ซึ่งก็จะมีคุณค่าอาหารที่น้อย หรือให้ผลตอบแทนน้อย แต่ก็จะค่อนข้างปลอดภัย ถ้าเทียบกับการลงทุนก็อาจจะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมอิงดัชนี ซึ่งก็มีความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนก็อาจจะไม่สูงนัก

 

ส่วนการล่าสัตว์นั้น ผลตอบแทนที่จะได้รับนั้นก็มักจะสูง เพราะเนื้อสัตว์มีคุณค่าทางอาหารที่สูงและ “อร่อย” แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นเดียวกัน เพราะแทนที่จะเป็นผู้ “ล่า” ก็อาจจะพลาดท่ากลายเป็นเหยื่อให้สัตว์อื่นแทน ถ้าเปรียบเทียบก็คือ การลงทุนแบบที่เราเลือกหุ้นลงทุนเป็นรายตัวเอง ผลตอบแทนที่เราคาดหวังก็จะต้องสูงกว่าปกติ แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นเดียวกัน บ่อยครั้งแทนที่จะกำไรมาก ๆ กลายเป็นขาดทุนหมดตัวก็มี

 

เราเป็นคนหาของป่าหรือเป็นคนเพาะปลูกหรือเป็นนักล่าก็ต้องตัดสินใจเอง ส่วนตัวผมเองนั้น เป็น “นักล่า” มาตลอดตั้งแต่เริ่มลงทุนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนนี้ด้วยอายุที่มากขึ้น ความสามารถในการผจญภัยในป่าที่ห่างไกลออกไปก็ลดลงมาก จึงคิดว่าจะต้องปรับเปลี่ยนเป็นคนหาของป่าหรือเพาะปลูกแทนในบางพื้นที่ นั่นก็คือ ลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีใน “ตลาดหุ้นโลก” แทนที่จะเลือกหุ้นลงทุนเอง

 

ผมอารัมภบทมายาว แต่หัวข้อหลักที่จะพูดในวันนี้ก็คือ ไม่ว่าจะหากินหรือลงทุนแบบไหน สิ่งที่จะช่วยให้เราเอาตัวรอดปลอดภัยได้ดีขึ้นรวมถึงการที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีนั้น สิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งก็คือ การเข้าใจสิ่งที่เราเผชิญหรือทำอยู่ และ การ “ทำใจ” ในภาวะที่ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปตามคาด

 

เรื่องแรกที่เราต้องเข้าใจก็คือ การลงทุนไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกับการไปปิกนิก คนสมัยยุคหินนั้น ก่อนที่จะเข้าป่าล่าสัตว์คงต้องเรียนรู้ฝึกฝนนานก่อนที่จะกล้าทำ เพราะอันตรายสูงมาก ในป่านั้น อย่าคิดว่าเราจะเก่งกว่าสัตว์อื่นหรือคนอื่นที่ต่างก็ออกไป “ล่าสัตว์” ซึ่งก็รวมถึงมนุษย์เช่นกัน

 

เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่าในตลาดหุ้นนั้น เต็มไปด้วย “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ที่พร้อมจะขย้ำคุณเสมอ พวกเขาอาจจะมาแนะนำหรือชักชวนด้วยกลวิธีร้อยแปด บอกวิธีหรือเชียร์หุ้นให้คุณเข้าไปลงทุนเหมือนกับล่อให้เข้าไปติดกับ แล้วก็อาจจะขย้ำคุณไม่มีชิ้นดี

 

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องโวยวายถ้าเจ๊งหุ้นที่คุณซื้อตามเขาหรือตามคำแนะนำของเขา เพราะคุณเป็นคนเลือกที่จะเข้าไป “ล่า” ผลตอบแทนเอง แล้วก็พลาดกลายเป็น “เหยื่อ” ตลาดหุ้นมันโหดร้ายนะครับ

 

เรื่องที่สองก็คือ ตราบใดที่คุณยังอยู่ในป่าหรือในสนาม หรือหากินหรือลงทุนในตลาดหุ้น คุณยังไม่สามารถประกาศความสำเร็จหรือความมั่งคั่งของตนเองได้หรอก

 

เพราะสิ่งที่คุณเห็นในวันหนึ่งนั้น มันอาจจะเป็น “Illusion” หรือ “ภาพลวงตา” สิ่งที่คุณมีอาจจะเป็นมูลค่าหุ้นจำนวนมหาศาลแบบที่เรียกว่า “เหนือจินตนาการ” แต่ผ่านมาสักระยะหนึ่ง มูลค่าทั้งหมดอาจจะหายไปได้ในชั่วข้ามคืน วอเร็น บัฟเฟตต์ เองก็เคยพูดว่า ถ้าคุณทนเห็นหุ้นตกลงไป 50% ไม่ได้ คุณก็ไม่ควรจะอยู่ในตลาดหุ้น

 

ผมเองอยู่ในตลาดหุ้นไทยมานานแล้ว และก็เห็นคนที่รวยมหาศาลจากตลาดหุ้น พลิกกลับมาจนแทบไม่เหลืออะไรในเวลาไม่นาน ไม่ต้องพูดถึงคนที่รวยหรือรวยมากที่กลับมารวยน้อยหรือไม่รวยแล้วเมื่อเวลาผ่านไปและตลาดเปลี่ยนจากตลาดกระทิงกลายเป็นตลาดหมี ซึ่งทำให้นักลงทุนจำนวนมากพอร์ตหายไป 50% หรือ 70% หรือมากกว่านั้นภายในปีหรือสองปี

 

เพราะฉะนั้น ก็เตรียมใจไว้บ้างที่เราอาจจะไม่ได้รวยอย่างที่คิดแม้ว่าตัวเลขพอร์ตจะใหญ่โต หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเข้าใจเรื่องของการดูแลความเสี่ยงในการลงทุนอย่างเข้มงวดและตั้งสมมติฐานว่า สิ่งที่เลวร้ายมากที่สุดก็อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอเพื่อลดโอกาสในการเกิด “หายนะ”

 

เรื่องที่ 3 ยีนของมนุษย์ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์จนถึงเดี๋ยวนี้ก็คือ เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีและมีความหวังที่เรียกว่า “โลกสวย” มากกว่าที่จะมืดมนและเศร้าหมองมาก เราจะมองเห็นอะไรที่ดีๆ มากกว่าที่จะเห็นข้อเสีย เช่นเดียวกับที่เรามักจะเชื่ออะไรที่สดใสมากกว่าสิ่งที่หดหู่

 

มนุษย์ยุคก่อนที่เห็นสัตว์เนื้อตัวโตก็มักจะ “โลภ” และทุ่มสุดตัวเข้าไปล่าโดยอาจจะลืมอันตรายที่มองไม่เห็นเช่น เสืออีก 2-3 ตัวที่กำลังจ้องมองสัตว์ตัวนั้นเหมือนกัน ผลก็คือ คนๆ นั้นกลายเป็นเหยื่อของเสือเพราะตนเองมองแต่ลาภก้อนโต ไม่ได้เห็นอันตรายที่อยู่ข้าง ๆ

 

อุทาหรณ์ก็คือ ลงทุนในตลาดหุ้น “อย่าโลภ” เกินไป อย่าเล่น “All In” หรือหุ้นตัวเดียวด้วยเงินทั้งหมด แถมบางทีใช้มาร์จินเต็มที่เพราะหวังรวยแบบ “หลาย ๆ เด้ง” แล้วคิดว่าจะต้องสำเร็จ อาจจะเพราะมั่นใจในตัวหุ้นมากเกินไป แต่การทำแบบนั้น วันหนึ่งก็อาจจะพลาดและทำให้เสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้

 

และนั่นก็นำมาสู่ “ความกลัว” ที่ก็อยู่ในยีนมนุษย์เช่นเดียวกัน เราต้องเข้าใจว่า เวลาที่หุ้นตกมาก ๆ นั้น คนจะกลัวกันมากและถอนตัวออกจากตลาดไปเลย ทั้ง ๆ ที่ นั่นเป็นเวลาที่ความเสี่ยงในการลงทุนลดลงมาก อันตรายที่หุ้นจะตกต่อมันลดลงแล้วโดยเฉพาะในหุ้นของกิจการที่ดีหรือดีเยี่ยม นี่ก็เป็นคำคมคลาสสิกของบัฟเฟตต์ที่ว่า

 

“จงกลัวเมื่อคนกล้า และกล้าเมื่อคนกลัว”

 

เรื่องที่ 4 ก็คือ ถ้าจะประสบความสำเร็จในการลงทุนคุณจะต้อง “ไม่ลำเอียง” และต้องรู้ว่าทุกคนต่างก็มีแนวโน้มที่จะลำเอียงรวมถึงตัวคุณเอง เรามีแนวโน้มที่จะเข้าข้างอะไรที่เป็น “ตัวกู-ของกู” อย่างที่ท่านพุทธทาส พระภิกษุนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่กล่าวไว้

 

ตัวอย่าง เช่น อย่ามองหุ้นที่ตนเองถืออยู่นั้น ดีเกินไปหรือดีกว่าหุ้นตัวอื่นที่เป็นคู่แข่งกันในธุรกิจ หรือบริษัทเรามีสินค้าที่สุดยอดกว่าหรือเติบโตดีกว่า หรือสินค้าของเราเป็นที่นิยมในต่างประเทศ “คนจีนชอบมาก” หรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้นกำลังเป็น “เมกาเทรนด์” และเราจะเป็นผู้นำ และไม่ว่าจะมี “เสียงค้าน” จากคนอื่น เราก็จะไม่ฟังหรือไม่เชื่อ เพราะนี่คือ “หุ้นกู-ของกู”

 

เรายังคิดว่าเรา “รู้ดี” กว่าคนอื่น ในเรื่องที่เราศึกษามา เรารู้เรื่องของเทคโนโลยี เรื่อง AI รู้ว่าบริษัทไหนโดดเด่นทางด้านไหนและจะเป็น “ผู้ชนะ” และดังนั้นเราจึงเลือกลงทุนในหุ้นตัวนั้น แต่สุดท้ายเราคิดถูกต้องหรือเปล่า เราเคยประเมินไหมว่าเราคิดถูกกี่เปอร์เซ็นต์ และคิดผิดกี่เปอร์เซ็นต์. แล้วโดยรวมแล้วเรากำไรหรือขาดทุนมากน้อยแค่ไหน—ในระยะยาว

 

ความลำเอียงนั้น ไม่ใช่เฉพาะที่เป็น ตัวกู-ของกู แต่รวมไปถึง “พวกเรา-ของเรา” “ประเทศไทย-ของไทย” เวลาจะวิเคราะห์อะไรเราก็จะมีความโน้มเอียงไปในทาง “เข้าข้าง” สิ่งที่เป็นของเราหรืออยู่ฝ่ายเรา เช่น เราดีกว่า เราเก่งกว่า เราสวยกว่า เราน่าเที่ยวกว่า สินค้าบริการของเราเหนือกว่าคู่แข่งจากประเทศอื่น ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลาง” คนไทยให้บริการดีกว่า เราจะเป็น“ฮับทางด้านสุขภาพ” ที่เหนือกว่าประเทศอื่น เป็นต้น เพราะเราก็“ลำเอียง” ที่มักจะฟังเฉพาะเสียง “ชื่นชม” จากชาวต่างประเทศโดยไม่สนใจที่จะไปหาคนที่เขาไม่ชอบหรือนิ่งเฉยซึ่งมีมากกว่า

 

เป็นเรื่องยากที่จะไม่ลำเอียงครับ แต่ก็ต้องพยายามถ้ารักจะเป็นนักลงทุนหรือนักเลือกหุ้น

 

เรื่องที่ 5 จะเป็นเรื่องของ “การทำใจ” หรือปรับใจให้เป็นนักลงทุนที่ดีโดยพื้นฐานในความเห็นของผม

 

5. 1 ใจเย็น นี่ก็เป็นเรื่องที่ต้องหักห้ามใจ เพราะยีนของเราเป็นคนใจร้อน โดยเฉพาะเวลาเกิดเหตุการณ์ที่เราหรือสังคมคิดว่ามันจะเป็นวิกฤติหรือเป็นเรื่องรุนแรง ใจเย็น ๆ แล้วค่อยพินิจพิจารณา เช่น คิดว่ามันจะเกิดขึ้นไหมและรุนแรงแค่ไหน และถ้าเกิดผลกระทบจะเป็นอย่างไร ถ้าจะให้ดีก็ควรดู “ประวัติศาสตร์” ประกอบด้วย

 

5. 2 อย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะเรามักจะชอบเปรียบกับคนที่ดีกว่าหรือเหนือกว่าเพราะต้องการเอาชนะเขา ซึ่งก็มักจะเป็นเรื่องยาก เพราะเมื่อเราทำได้ เราก็จะไปเปรียบกับคนใหม่ที่อาจจะยากยิ่งกว่า สุดท้ายแล้ว เราคงหาความสุขได้ยาก ดังนั้น อย่าไป “อิจฉา” ใครเลยคือสิ่งที่ดีที่สุดและจะทำให้เราลงทุนอย่างสบายใจและพอใจกับผลตอบแทนที่ตนได้รับ

 

ผมเคยฟังคนระดับ “เจ้าสัว” ของไทยคนหนึ่งที่พูดนานมาแล้วว่า “ต่อให้คุณรวยแค่ไหน ก็จะมีคนที่รวยกว่าคุณเสมอ” และคุณจะรวยที่สุดได้ไม่นานหรอก ลองดูรายชื่อมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกดูก็ได้ เปลี่ยนไปเร็วแค่ไหน

 

5. 3 ในชีวิตคนนั้น ไม่มีใครทำได้ดีทุกปี มีปีที่ดีมาก ดี ธรรมดา ไม่ดี และแย่ หรือแย่มาก เราต้องยอมรับและอยู่กับมันอย่างสงบและสมถะ สิ่งที่ต้องระมัดระวังและป้องกันอย่างเต็มที่ก็คือ ต้องหลีกเลี่ยง “หายนะ” ให้ได้ โดยเฉพาะหายนะที่ “ทำลายชีวิต” การลงทุนอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็เกิดขึ้นได้ไม่น้อย เพราะชีวิตเรายืนยาว แต่หายนะมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยมาก เราต้องอยู่ห่างจากมัน สำหรับผมแล้ว จะต้องไม่มีคำว่า “จำนองบ้านมาลงทุน” ในทุกกรณี

 

สรุปของหัวข้อนี้ก็คือ นักลงทุนควรเป็นคน “สมถะ” ไม่ว่าจะมีพอร์ตใหญ่แค่ไหน และก็ต้องสามารถทำใจได้ว่าปีนี้เราอาจจะ“แพ้ทุกด้าน” ทำอะไรหรือลงทุนตรงไหนก็ไม่สำเร็จ ว่าที่จริงเราก็มีประวัติศาสตร์หลายกรณีที่ “VI ระดับโลก” บางคน เลิกลงทุนไปเลย เพราะเคยมีผลงานยอดเยี่ยม เสร็จแล้วมาเจอกับสถานการณ์ที่ตนเองทำอะไรก็ไม่สำเร็จแม้ว่าจะใช้หลักการแบบ VI ที่ทำมาตลอดชีวิต

 

VI ที่แท้จริงนั้น ไม่โม้โอ้อวด เซียนระดับโลกแทบทุกคนเป็นคน “สมถะ” รวมถึงการใช้ชีวิต จอร์จ โซรอส เองนั้น แม้ไม่ใช่ VI แต่ก็เคยพูดว่า “You are not invincible” ทุกคนตายได้เสมอไม่มีใครเป็นอมตะ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน

The post เข้าใจและทำใจในการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุร้ายทำลายตลาดหุ้น https://thestandard.co/market-crash-incident/ Sat, 13 Dec 2025 11:50:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1154369 เหตุร้ายทำลายตลาดหุ้น

เหตุการณ์ร้ายแรงที่นักลงทุนกลัวมากว่าถ้าเกิดขึ้นแล้วจะท […]

The post เหตุร้ายทำลายตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุร้ายทำลายตลาดหุ้น

เหตุการณ์ร้ายแรงที่นักลงทุนกลัวมากว่าถ้าเกิดขึ้นแล้วจะทำให้ตลาดหุ้น “พัง” บางครั้งถึงขั้น “วิกฤติ” ร้ายแรง มีหลายๆ เรื่อง ทั้งหมดนั้นเคยเกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์ และก็จะเกิดขึ้นอีก เพราะเราอาจจะแก้ไขหรือป้องกันอะไรไม่ได้ เพราะบางเรื่องอาจจะเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์

 

เรื่องแรกที่ผมจะพูดถึงก็คือ “สงคราม” ระหว่างชาติหรือแม้แต่สงครามกลางเมืองของคนชาติเดียวกัน โดยเฉพาะถ้าเป็น “สงครามใหญ่” ที่ก่อให้เกิดความเสียหายสูง เช่น สงครามยูเครนกับรัสเซียในขณะนี้ ส่วนสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชาที่กำลังเกิดขึ้นในช่วง 5-6 วันที่ผ่านมานั้น ยังไม่เข้าข่าย แต่ถ้าเกิดลุกลามและทำให้เกิดความเสียหายสูงมาก ทั้งจากชีวิตและทรัพย์สินหรือทำให้เศรษฐกิจเสียหายหนัก เช่น สหรัฐประกาศเพิ่มภาษีศุลกากรทั้งจากไทยและกัมพูชามากจนกระทบการส่งออกจำนวนมหาศาลของไทย นั่นก็อาจจะทำให้เข้าข่ายที่จะทำให้ตลาดหุ้นพังได้

 

ประวัติศาสตร์ของสงครามที่ทำให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นพังนั้นมีมากมาย เพราะโลกโดยเฉพาะในสมัยก่อนนั้นเกิดสงครามใหญ่จำนวนมาก เพิ่งจะมายุคหลังๆ นี้ที่ความคิดของคนโดยเฉพาะในสังคมของประเทศที่เจริญแล้ว ที่มองว่าสงครามเป็นสิ่งที่เลวร้ายและไม่มีประโยชน์ที่จะไปยึดดินแดนของฝ่ายตรงข้าม การเป็นมิตรและเจรจาเพื่อทำการค้ากันนั้นได้ประโยชน์มากกว่ามากมายและเป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย

 

เริ่มตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นสงครามที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์และมีประเทศที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก หลายๆ ประเทศมีตลาดหุ้นที่ใหญ่โตและมั่นคงแล้ว แต่หลายแห่งก็ต้องปิด หรือเปิดๆ ปิดๆ การซื้อ-ขายหุ้นแทบจะหยุดลงอย่างสิ้นเชิง ราคาหุ้นตกลงมามากมาย บางตัวก็อาจจะไม่ได้ตกมากนัก เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่ามันแทบไม่มีการซื้อหรือขายเลย

 

ดัชนีตลาดหุ้นของประเทศที่อยู่ในศูนย์กลางของการสู้รบ คืออยู่ในภาคพื้นของทวีปยุโรป เช่น ฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 2 ดัชนีตลาดหุ้นตกจากก่อนสงครามถึงวันสิ้นสุดสงครามและเปิดตลาดขึ้นใหม่นั้น ลดลงประมาณ 60-70% ในเวลา 6-7 ปี โดยที่ตัวเลขนั้นมีการปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว เพราะหลังจากเกิดสงคราม เงินเฟ้อเป็นสิ่งที่รุนแรงมากและกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมหาศาล และนี่คือฝรั่งเศสที่การรบเกิดขึ้นไม่มากเพราะยอมแพ้ตั้งแต่แรก

 

ประเทศที่ร้ายแรงกว่าก็คืออิตาลีที่เป็นฝ่ายแพ้สงครามและเกิดการรบพุ่งหนัก ตลาดหุ้นตกลงไปประมาณ 85-90% ส่วนเยอรมันนั้น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 คงไม่มีตลาดหุ้นที่ทำงานได้เพราะเป็นฝ่ายที่แพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งในช่วงเวลานั้น ดัชนีตลาดหุ้นก็ตกลงมา 70-80% ในเวลาประมาณ 4-5 ปี

 

ญี่ปุ่นเองก็เป็นฝ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และบอบช้ำหนักที่สุด เพราะถูกถล่มด้วยนิวเคลียร์ 2 ลูก นั่นทำให้ตลาดหุ้นแทบจะล่มสลาย ดัชนีตลาดหุ้นโตเกียวลดลงถึง 95% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ของจีนที่ตกอยู่ภายใต้สงครามที่ยาวนานคือสงครามกับญี่ปุ่นก่อนที่จะเข้าสู่สงครามโลกจนจบสงคราม ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้นั้นต้องถือว่าตกลงไป 100% คือล่มสลายไปเลย

 

อังกฤษนั้นผ่านทั้ง 2 สงครามโลก แต่เนื่องจากเป็นเกาะและศัตรูไม่สามารถยกพลขึ้นบกได้ ความเสียหายจึงมาจากทางอากาศและเรื่องของเศรษฐกิจที่ทรุดลงเพราะโรงงานไม่สามารถผลิตได้ และการค้าก็ทำได้ยาก ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ดัชนีตลาดหุ้นลอนดอนตกลงไป 35% ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ดัชนีตกลงไปประมาณ 20% ปรับเรื่องเงินเฟ้อไปแล้ว

 

ในสงครามยูเครน-รัสเซียซึ่งยังไม่จบนั้น มีการประมาณการกันว่า ตลาดหุ้นรัสเซีย น่าจะตกลงไปประมาณ 20% ในช่วงเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มสงคราม เหตุที่ใช้การประมาณก็เพราะว่ามีความซับซ้อนในเรื่องของค่าเงินที่รัสเซียถูกแซงชั่นจากอเมริกาและประเทศในยุโรป และอื่นๆ และการที่ค่าเงินรูเบิลลดลงซึ่งทำให้การคำนวณคิดเป็นดอลลาร์ค่อนข้างจะไม่แน่นอน เหนือสิ่งอื่นใดก็คือรัสเซียเองนั้นไม่ได้เป็นสนามรบ

 

ตลาดหุ้นยูเครนเองนั้น น่าจะตกลงไปอย่างน้อย 50% หรือมากกว่านั้น เพราะยูเครนถูกบุกและถูกยึดครองพื้นที่ประเทศไปมาก เศรษฐกิจของประเทศแทบจะล้มละลายและที่อยู่ได้ทุกวันนี้ก็ต้องอาศัยประเทศในยุโรปและสหรัฐที่เข้าไปสนับสนุนเต็มกำลัง

 

และนั่นก็คือผลร้ายจากสงครามต่อตลาดหุ้น เมื่อ “เสียงปืนดังขึ้น ดัชนีหุ้นก็ฟุบลง”

 

เหตุร้ายเรื่องที่ 2 ที่ทำลายตลาดหุ้นก็คือ เมื่อสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของประเทศเกิดปัญหาและล่มสลายลง นั่นก็คือสัญญาณว่าตลาดหุ้นจะพังพาบตามมา

 

โดยที่ความล่มสลายของสถาบันการเงินนั้น มักจะมาจากการปล่อยกู้หรือลงทุนเกินตัวโดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงเท่าที่ควร อาจจะเพราะว่าสภาวะทางเศรษฐกิจกำลังร้อนแรง หรือไม่ก็เกิดขึ้นจากการบริหารงานที่ผิดพลาดหรือเกิดการฉ้อฉลขึ้น เมื่อสถาบันแห่งหนึ่งล่มสลาย ก็มักจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้สถาบันที่เกี่ยวข้องเกิดปัญหาตามมา และถ้าหยุดไม่อยู่สถาบันการเงินเกือบทั้งระบบก็จะเกิดปัญหา กลายเป็นปัญหาระดับชาติและลามไปถึงตลาดหุ้นอย่างแน่นอน

 

กรณีที่โด่งดังที่สุดกรณีหนึ่งก็คือการล่มสลายของ Lehman Brothers แบงก์เก่าแก่อายุ 158 ปีในช่วงก่อนวิกฤติซับไพร์ม ที่ดึงให้แบงก์อื่นๆ มีปัญหาตามมาและแบงก์อื่นๆ รวมถึงคนทั่วไปขาดความเชื่อมั่นในสถาบันการเงิน โดยที่จุดเริ่มก็คือการที่ลีห์แมนเข้าไปเล่นเก็งกำไรกับตราสารการเงินซับไพร์มโดยที่ตนเองใช้เงินกู้มหาศาล เมื่อหนี้เสียเกิดขึ้นแบ้งค์ก็ล้มสร้างความเสียหายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ประมาณ 600,000 ล้านเหรียญ ในช่วงปี 2008 ซึ่งกลายเป็นวิกฤติตลาดหุ้นที่รุนแรงตามมา

 

ในปี 2540 ที่เป็นวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ก็คือวิกฤติที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของไทยเกิดปัญหาหนี้เสียและขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถใช้คืนเงินกู้ยืมระยะสั้นเป็นเงินดอลลาร์จากต่างประเทศ ซึ่งในช่วงเวลานั้น การปล่อยกู้ทำกันอย่างเกินตัวไปมากเพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยกำลังร้อนแรงมาก ลูกหนี้จำนวนมากได้รับเงินกู้ทั้งๆ ที่ไม่ควรได้ ผลก็คือแบงก์เจ๊งและตลาดหุ้นก็พังพินาศ

 

เหตุร้ายแรงเรื่องที่ 3 ก็คือเรื่องของเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องและคงตัวในระดับที่สูงมาก ซึ่งทำให้สภาพคล่องทางการเงินลดลง คนกู้เงินยาก เม็ดเงินที่ใช้ในการทำธุรกิจติดขัด ทำให้บริษัทล้มละลายจำนวนมาก เช่นเดียวกัน เม็ดเงินก็จะถูกดึงออกจากตลาดหุ้น ทำให้หุ้นตกลงมารุนแรง ในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อสูงมากอย่างในช่วงปีทศวรรษ 1970 ในอเมริกาที่เกิด “Stagflation” คือเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจกลับหดตัวรุนแรงได้ก่อให้เกิดวิกฤติรุนแรงในตลาดหุ้นของสหรัฐ

 

เรื่องสุดท้ายที่มีโอกาสทำให้ตลาดหุ้นตกรุนแรงมาก แต่เป็นการตกอย่างช้าๆ ใช้เวลานานมากเป็นสิบๆ ปี และในระหว่างนั้น ตลาดหุ้นก็มีช่วงเวลาปรับตัวขึ้นเป็นระยะ ๆ อาจจะเป็นปีๆ แต่ก็จะเป็นการปรับตัวขึ้นไม่สูงไปกว่าช่วงสูงสุดเดิม และนี่ก็คือประเด็นของประเทศที่กำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ และจำนวนคนทำงานกำลังลดลงและประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นน้อยลงหรือไม่เพิ่มเลย ซึ่งนั่นก็จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำลงมากหรือแทบจะไม่โตเลย ส่งผลให้ตลาดหุ้นนิ่งและค่อยๆ ปรับตัวลดลงเรื่อย ๆ

 

และนั่นก็คือกรณีของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในช่วงตั้งแต่ปลายปี 1989 ถึงปลายปี 2012 เป็นเวลาถึง 23 ปี ที่ดัชนีตกลงมาจากประมาณ 39,000 จุด เหลือเพียงประมาณ 9,000 จุด หรือตกลงไปถึง 77% ก่อนที่จะฟื้นขึ้นมาและปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนถึงประมาณ 50,836 ในช่วงนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าญี่ปุ่น โดยการนำของรัฐบาลตั้งแต่สมัยนายชินโซ อาเบะ ได้ทำการเปลี่ยนแปลงแนวทางของประเทศอย่างรุนแรง ซึ่งทำให้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นแม้ว่าโครงสร้างของประชากรก็ยังเป็นแบบเดิม

 

สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ประเทศไทยเองก็กำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุและจำนวนคนทำงานเริ่มลดลงแล้ว และการเติบเศรษฐกิจทางเศรษฐกิจก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ จนล่าสุดโตแค่ประมาณ 2% และต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในย่านนี้ และนั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเลยจากเมื่อ 10 ปีก่อน กลายเป็น “Loss Decade” ไปแล้ว และนับจากนี้ไปก็ดูเหมือนว่ายังไม่มีสัญญาณอะไรว่าจะดีขึ้น

 

เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ รัฐบาลเองก็ไม่ได้มีความคิดหรือแนวทางในการแก้ปัญหานี้ ว่าที่จริงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยก็แทบไม่ได้ทำอะไรที่จะต้านเทรนด์หรือแนวโน้มเรื่องคนไทยแก่ตัวลงเรื่อยๆ ระบบต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของคนทำงาน ทั้งทางด้านของ โครงสร้างพื้นฐานซึ่งรวมถึงนโยบายของรัฐและระบบกฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญถึงกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจและสังคม ดูเหมือนว่าจะไม่เอื้ออำนวยให้กับการทำธุรกิจที่จะสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

 

ดังนั้น การเริ่มทศวรรษใหม่หลังจาก “ทศวรรษที่หายไป” ของตลาดหุ้นจึงยังไม่เห็นว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะไปทางไหนได้ ทุกวันนี้นักวิเคราะห์แทบทุกคนต่างก็เพียงแต่ตั้ง “ความหวัง” ว่าสถานการณ์ต่างๆ จะดีขึ้น และตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นใน “ปีหน้า” ซึ่งก็เป็นแบบนี้มาหลายๆ ปีแล้ว แต่สำหรับผมแล้ว ถ้าประเทศเราไม่ทำอะไร ก็อย่าไปหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

 

อ้างอิง:

The post เหตุร้ายทำลายตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
อะไรเอ่ย… มาก่อนวิกฤติตลาดหุ้น https://thestandard.co/stock-market-crisis-bubble-sign/ Sat, 22 Nov 2025 07:07:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1146167 อะไรเอ่ย… มาก่อนวิกฤติตลาดหุ้น

การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของหุ้นเทคโนโลยีและตลาดหุ้นอเมริก […]

The post อะไรเอ่ย… มาก่อนวิกฤติตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
อะไรเอ่ย… มาก่อนวิกฤติตลาดหุ้น

การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของหุ้นเทคโนโลยีและตลาดหุ้นอเมริกาในช่วงเร็วๆ นี้ทำให้เกิดความวิตกกังวลกันว่าหุ้นและตลาดกำลังเกิด ‘ฟองสบู่’ และในไม่ช้าก็จะ ‘แตก’ และตลาดหุ้นก็จะเกิด ‘วิกฤติ’ ดังนั้น เราควรมาดูกันหน่อยว่าตลาดหุ้นในรอบนี้จะเกิดวิกฤติหรือไม่?

 

มองจากประวัติศาสตร์ของวิกฤติตลาดหุ้นผมพบว่า ก่อนการเกิดวิกฤตินั้น ภาวะของตลาดมักจะมี 2 แบบที่อยู่กันคนละขั้ว คือแบบแรก ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจรุ่งเรืองสดใสมากและนำโดยภาคเศรษฐกิจ ‘ยุคใหม่’ ที่จะก่อให้เกิดความรุ่งเรืองและเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นมากเกินไปและเกินพื้นฐานที่ควรจะเป็นมาก และเมื่อถึงจุดหนึ่ง คนก็เริ่มตระหนักและเทขายหุ้นจนกลายเป็นวิกฤติ

 

และแบบที่สองก็คือ เศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็ปกติ แต่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น อาจจะเกิดจากการกระทำของรัฐหรือองค์กรหรือสถาบัน หรือเกิดขึ้นเนื่องจากความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจมหภาค ที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำหรือสภาพคล่องทางการเงินมีปัญหารุนแรงมาก จนทำให้คนขาดความมั่นใจเทขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง และนั่นทำให้ตลาดหุ้นตกต่ำจนเป็นวิกฤติ

 

เริ่มจากวิกฤติครั้งใหญ่ของโลกหรือ ‘The Great Depression’ ในปี 1929 ที่ตลาดหุ้นดาวโจนส์ตกลงมาจาก 380 จุดเหลือเพียง 43 จุด ในปี 1932 หรือตกลงมาประมาณ 90% ภายในเวลา 3 ปี และใช้เวลาประมาณ 25 ปี ก่อนที่ดัชนีจะกลับมาเท่าเดิม และในช่วงที่เลวร้ายที่สุดนั้น คนตกงานมากกว่า 20% ของคนทำงานทั้งหมด

 

แต่ก่อนวันวิกฤตินั้น เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของอเมริกากำลังรุ่งเรืองสุดยอด สหรัฐกำลังกลายเป็นประเทศ ‘มหาอำนาจ’ ของโลกเพราะเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างแรง อุตสาหกรรมกำลังเติบโตและแซงประเทศอื่นๆ อย่างอังกฤษ ฝรั่งเศสและประเทศในยุโรปที่เป็นมหาอำนาจเดิม นอกจากนั้น อเมริกากำลังก้าวหน้าและนำในด้านของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในโลก อานิสงส์ส่วนหนึ่งเพราะยุโรปต่างก็บอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ในขณะที่อเมริกาสงบและทำแต่เรื่องค้าขายกับประเทศเหล่านั้นเป็นหลัก

 

อุตสาหกรรมที่กำลังรุ่งเรืองที่สุดอย่างหนึ่งก็คือรถยนต์ซึ่งกำลังเติบโตมหาศาลเพราะคนอเมริกันเริ่มใช้รถยนต์กันมากขึ้น ถนนหนทางที่เคยมีแต่รถม้าเริ่มเต็มไปด้วยรถยนต์ของบริษัท General Motor หรือ GM ที่กลายเป็นผู้ชนะ หุ้นของ GM ที่เคยมีราคา 9.6 เหรียญในต้นทศวรรษปรับตัวขึ้นไปเป็น 97.9 เหรียญหรือปรับขึ้น 10 เท่าตอนสิ้นปี 1928

 

แต่ที่โดดเด่นที่สุดในช่วงเวลาเดียวกันคือหุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี ‘เปลี่ยนโลก’ คือหุ้น RCA หรือ Radio Corporation of America บริษัทเจ้าของสิทธิบัตรวิทยุที่ขายทั้งเครื่องรับวิทยุและเป็นเจ้าของสถานีวิทยุกระจายเสียงที่เป็นเครื่องมือสื่อสารใหม่ที่จะ ‘เปลี่ยนโลก’ ไปอย่างสิ้นเชิง

 

RCA กลายเป็น ‘หุ้น 100 เด้ง’ และในช่วงปี 1926 ถึง 1929 ก่อนวิกฤติ 2-3 เดือน ราคาก็ขึ้นจาก 43 เหรียญเป็น 568 เหรียญ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าในเวลา 3-4 ปี ซึ่งช่วงเวลานั้นก็เป็นยุคแห่งการเก็งกำไรในตลาดหุ้นอย่าง ‘บ้าคลั่ง’ ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยนักลงทุนส่วนบุคคลที่ซื้อหุ้นด้วยมาร์จิ้นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

เช่นเดียวกับภาวะตลาดหุ้นที่ร้อนแรงต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้นจาก 68.4 จุดในปี1921 กลายเป็น380.3 ในปี 1929 หรือเพิ่มขึ้น 456% ในเวลา 8 ปี หรือให้ผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 22.4% เป็น ‘ยุคทอง’ ของการลงทุนในตลาดหุ้น ดัชนีตลาดหุ้นขึ้นไปสูงและแพงมาก คิดเป็นค่า PE น่าจะประมาณ 30-40 เท่าขึ้นไป

 

อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้น ถึงแม้ว่าจะมีคนกลัวกันว่าหุ้นอาจจะตกลงมาแรงเป็น งวิกฤติง แต่ ‘เซียน’ ซึ่งรวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังอย่าง Irving Fisher ในช่วงก่อนวิกฤติเพียง 2-3 เดือนกลับ ‘ยอมรับ’ ว่า ตลาดหุ้นคราวนี้ ‘ไม่เหมือนเดิม’ และ ‘หุ้นก็จะราคาสูงแบบนี้อย่างถาวร’ แล้ว

 

วิกฤติใหญ่ครั้งที่ 2 ก็คือ วิกฤติในปี 1973-74 ซึ่งเป็นวิกฤติแบบที่ 2 คือ เศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก อานิสงส์จากวิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้นเนื่องจากประเทศกลุ่ม OPEC ซึ่งควบคุมการผลิตน้ำมันใหญ่ที่สุดของโลกประกาศแซงก์ชันไม่ขายน้ำมันให้อเมริกาที่หนุนอิสราเอลในสงคราม Yom Kippur ระหว่างชาติอาหรับกับอิสราเอล ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 300% และส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลกที่เรียกว่า ‘Stagflation’

 

อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของเฟดเพิ่มขึ้นสูงลิ่วกว่า 10% จากระดับ 3-4% ก่อนหน้านั้น ซึ่งทำให้สภาพคล่องทางการเงินในตลาดลดลงไปมากและทำให้ดัชนีตลาดหุ้นตกต่ำลงไปประมาณกว่า 40% ในเวลา 2 ปี และใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปี กว่าดัชนีจะกลับมาที่เดิม

 

วิกฤติครั้งที่ 3 คือ วิกฤติ ‘ดอทคอม’ ในปี 2000 ที่หุ้นเทคโนโลยีโดยเฉพาะดิจิทัล-อินเทอร์เน็ต เจริญเติบโตขึ้นในโลก อินเทอร์เน็ตที่แต่เดิมเป็นของรัฐบาลนั้น กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปสามารถใช้ได้ และหลังจากนั้น ผลิตภัณฑ์สารพัดชนิดก็เกิดขึ้น โลกทั้งโลกเชื่อมต่อกันได้ภายในเสี้ยววินาที ‘โลกใหม่’ กำลังเกิดขึ้น ชีวิตของคนทั่วโลกจะ ‘ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป’ และบริษัทเทคโนโลยีที่เป็นผู้นำอย่างเช่น อะมาซอน จะครองโลก ราคาหุ้นเทคโนโลยีทั้งหลายวิ่งขึ้น ‘ทะลุฟ้า’ แม้ว่าจำนวนมากยังไม่มีกำไรและมีรายได้น้อยมาก ขอให้มีชื่อต่อท้ายว่า ‘ดอทคอม’ ก็พอ

 

ดัชนีหุ้น Nasdaq ปรับตัวขึ้นจาก 1,614 จุดในช่วงปลายปี 1998 ขึ้นเป็น 4,963 ในช่วงต้นปี 2000 หรือเพิ่มขึ้น 207% ในเวลาเพียง 1 ปี 3 เดือน ก่อนที่จะเกิดวิกฤติและดัชนีตกลงมาเหลือเพียง 1,687 จุดในปี 2001 หรือลดลงถึง 66% ในเวลา 1 ปี 6 เดือน โดยที่หุ้นจำนวนมากรวมถึงหุ้นอะมาซอนตกลงมากว่า 90% และหุ้นจำนวนที่มากกว่ากลายเป็น 0

 

เหตุผลของวิกฤติก็คือ ราคาหุ้นสูงเกินไป และแม้จะมีสตอรี่ว่ารายได้และกำไรจะโตแบบระเบิดเมื่อมีผู้ใช้มากขึ้นและมี ‘Network Effect’ ที่สามารถยึดกุมลูกค้าไว้ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป รายได้และกำไรกลับมาไม่ทัน ทำให้คนคิดว่าหุ้นแพงเกินไปมาก ตลาดโดยรวมมีค่า PE สูงมากระดับน่าจะเกิน 40 เท่า

 

นักลงทุนก็ขาดความมั่นใจเทขายหุ้นทำให้หุ้นตกลงมาแรงทำให้คนอื่นที่ต่างก็เป็นนักเก็งกำไรขายตาม กลายเป็น ‘Snowball Effect’ หรือเหมือน ‘หิมะถล่ม’ และนี่ก็เป็นกรณีที่สภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่ ‘ดีเกินไป’ ที่ก่อให้เกิดวิกฤติแบบที่ 1

 

วิกฤติสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือ วิกฤติ ‘ซับไพร์ม’ ในปี 2008 ที่เกิดขึ้นจาก ‘ระบบ’ และเศรษฐกิจที่ผิดพลาด ไม่ใช่ดัชนีตลาดที่สูงหรือเศรษฐกิจที่ดีเกินไป หรือเป็นวิกฤติแบบที่ 2

 

ก่อนวิกฤติ 2-3 ปี เศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้มีอะไรโดดเด่นนัก ตลาดหุ้นวัดโดยดัชนี S&P ก็ทรงๆ มาเป็นปีๆ แล้ว ที่ประมาณ1,300-1,400 จุด เงินในตลาดส่วนใหญ่ก็เน้นไปที่การลงทุนในตลาดเงินและตลาดพันธบัตรเป็นหลัก แต่แล้วในวันหนึ่ง ก็มี ‘นวัตกรรมการเงิน’ ใหม่เกิดขึ้นเรียกว่า CDO (Credit Default Swaps) ที่สามารถแปลงหนี้ลูกหนี้เงินกู้ซื้อบ้านที่มีคุณภาพต่ำ (Sub Prime) ให้เป็นตราสารการเงินที่มี ‘คุณภาพสูง’ เอาไปขายให้กับนักลงทุนสถาบันรวมถึงธนาคารต่างๆ

 

ตราสารได้รับการยอมรับและมีการเติบโตขึ้นอย่างมาก ลูกหนี้ที่ไม่มีศักยภาพในการใช้หนี้ต่างก็เข้ามาซื้อบ้านเพราะแบงก์ก็อยากปล่อยกู้เพราะสามารถนำไปขายต่อเพื่อทำเป็น CDO ได้ นั่นทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เฟื่องฟูและราคาบ้านเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็ส่งผลให้คนซื้อบ้านมีกำไรทั้งๆ ที่ผ่อนต่อไม่ไหว

 

แต่แล้ว ในที่สุด อัตราการเป็นหนี้เสียก็เพิ่มขึ้นจนระบบและการทำ CDO รับไม่ไหว ราคาของตราสารตกลงมาจนทำให้สถาบันการเงินที่เข้ามาลงทุนหรือเกี่ยวข้องด้วยล้มละลายเป็นจำนวนมาก ผลกระทบส่งถึงเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงอย่างแรงและทำให้ตลาดหุ้นวิกฤติตามมา

 

ดัชนี S&P 500 ร่วงลงจากประมาณ 1,300 จุดในช่วงเดือนสิงหาคม 2008 เหลือเพียง 750 จุดในเดือนมีนาคม 2009 หรือลดลง 42% ในเวลาเพียง 7 เดือน อานิสงส์จากการที่เงินหรือสภาพคล่องในระบบที่หายไปทันทีจากการ ‘ล่มสลาย’ ของสถาบันการเงินจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การทำ QE หรือการเพิ่มสภาพคล่องด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลของรัฐบาลในเวลาต่อมา ได้ทำให้ดอกเบี้ยลดลงมาเหลือใกล้ 0% และทำให้หุ้นฟื้นขึ้นอย่างรวดเร็วและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

 

ที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาสูงสุดในประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งนำโดยหุ้นไฮเทคที่ร้อนแรงเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการปรากฏขึ้นของ AI ที่มีความฉลาด ‘เหนือมนุษย์’ และกำลังจะมา ‘เปลี่ยนโลก’ อย่างที่เราจะไม่เคยเห็นในอนาคตอันใกล้ นั่นคือเรื่องแรก

 

ประเด็นที่ 2 ก็คือ ดัชนี Nasdaq ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นมา 100% แล้วและทำให้ค่า PE สูงกว่า 30 เท่า ตลาดหุ้นเองก็ร้อนแรงมากและเต็มไปด้วยนักลงทุนส่วนบุคคลที่ใช้มาร์จินในการลงทุนน่าจะสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ข้อ 3 ก็คือ หุ้นที่ร้อนแรงมากที่สุดตัวหนึ่งก็คือ TESLA ซึ่งผลิตรถไฟฟ้าที่กำลังขับเคลื่อนบนท้องถนนด้วยตนเอง คล้ายๆ กับหุ้น GM ในปี 1929 เช่นเดียวกับหุ้น NVIDIA ที่ร้อนยิ่งกว่าเพราะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนโลกใหม่คล้ายกับหุ้น RCA และผมคงไม่ต้องพูดว่าหุ้นทั้งสองตัวนั้นเป็นหุ้นกี่เด้งไปแล้ว?

 

แต่ ‘เซียน’ จำนวนมากก็บอกว่า ‘ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม’ เพราะบริษัท ‘เทคนางฟ้า’ ทั้ง 7 มีกำไรรองรับเพียงพอ คล้ายๆ กับพูดว่า หุ้นไม่ได้แพงและ ‘ราคาหุ้นก็คงขึ้นมาอย่างถาวรแล้ว’ ไม่ตกลงไปแบบวิกฤติเดิมหรอก ไม่ว่าจะเป็นปี 1929 หรือ 2000

 

แต่ผมเองก็รู้สึก ‘หนาว’ เพราะคำว่า ‘ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม’ ในความคิดของผมกลับเป็นว่า เพราะครั้งนี้เรายังมีเรื่องการ ‘เปลี่ยนแปลงภาษีศุลกากรครั้งใหญ่’ ที่อาจจะเป็นเหตุของวิกฤติแบบที่ 2 ที่ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงด้วย

 

ภาพ: SARINYAPINNGAM/Getty Images

The post อะไรเอ่ย… มาก่อนวิกฤติตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดตำนานบัฟเฟตต์ – หมดยุค VI https://thestandard.co/end-buffett-vi-era/ Mon, 17 Nov 2025 12:57:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1144315 ปิดตำนาน บัฟเฟตต์ - หมดยุค VI

ภายในสิ้นปี 2025 นี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งอายุ 95 ปีแล้ […]

The post ปิดตำนานบัฟเฟตต์ – หมดยุค VI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดตำนาน บัฟเฟตต์ - หมดยุค VI

ภายในสิ้นปี 2025 นี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งอายุ 95 ปีแล้วก็จะก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ของ เบิร์กเชียร์ แฮททาเวย์ ที่เขาบริหารมาแทบจะตลอดชีวิตการลงทุนของเขา และทำให้เขากลายเป็น ‘ตำนาน VI’ ที่ยังมีชีวิตที่ได้เผยแพร่ ‘หลักการ VI’ ที่เริ่มก่อตั้งโดย เบน เกรแฮม ให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าเป็นเทคนิคการลงทุนที่สุดยอดและเหนือกว่าหลักการอื่นๆ โดยผลงานการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทบต้นระยะยาวที่เกือบ 20% ต่อปี ซึ่งทำให้เงินลงทุนเริ่มต้น 100 ดอลลาร์ กลายเป็นเงินประมาณ 5 ล้านดอลลาร์ หรือ 163 ล้านบาท ในเวลา 60 ปี

 

หลักการหรือเรื่องราวของ ‘VI’ นั้น เริ่มต้นหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจและตลาดหุ้นครั้งใหญ่ในปี 1929 ซึ่งได้ทำให้นักลงทุนแทบทั้งตลาดเสียหายล้มละลายแทบหมดตัว และเป็นจุดที่เบน เกรแฮม ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์และนักลงทุนที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเริ่มคิดถึงหลักการวิเคราะห์หุ้นและการลงทุนที่เป็นระบบและเป็นวิชาการที่ถูกต้อง เพื่อที่จะทำให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับผลตอบแทนที่แน่นอนและ ‘ไม่เสี่ยง’

 

หลักการใหญ่ๆ ของเบน เกรแฮมถูกรวมอยู่ในหนังสือ 2 เล่มคือ ‘Securities Analysis’ ที่เขียนร่วมกับ David Dodd ลูกศิษย์ที่เรียนปริญญาเอกกับเขาที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในปี 1934 กับ ‘The Intelligent Investor’ ที่เขียนขึ้นเพื่อให้นักลงทุนทั่วไปได้อ่านในปี 1949 ซึ่งทั้ง 2 เล่มนี้กลายเป็น ‘ไบเบิล’ ของนักลงทุนแบบ VI ทั่วโลก

 

ข้อคิดสำคัญที่เป็นหัวใจของหลักการของเบน เกรแฮม ที่ต่อมาคนเรียกว่า ‘Value Investing’ หรือการลงทุนแบบที่ ‘เน้นความถูก’ ของหุ้น นั้นกล่าวว่า

 

  • บริษัทหรือหุ้นนั้นมี ‘มูลค่าที่แท้จริง’ หรือ Intrinsic Value ซึ่งอิงอยู่กับทรัพย์สิน กำไรและกระแสเงินสด ที่สามารถประเมินหรือประมาณการได้
  • การซื้อหุ้นนั้น จะต้องมี ‘ส่วนเผื่อความปลอดภัย’ หรือ Margin of Safety นั่นก็คือ ราคาหุ้นต้องต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากพอเพื่อที่จะป้องกันความผิดพลาดต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
  • ตลาดหุ้นนั้นมักจะขึ้นลงรุนแรงและทำให้หุ้นแต่ละตัวขึ้นลงรุนแรงได้มากกว่ามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ซึ่งเบน เกรแฮมเรียกว่า ‘Mr Market’ หรือ ‘นายตลาด’

 

ดังนั้น เราสามารถฉกฉวยทำกำไรได้จากความแตกต่างนี้ คือ ‘ซื้อถูก-ขายแพง’
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นนักศึกษาในชั้นเรียนของเบน เกรแฮม ที่ทำคะแนนสูงระดับ A+ รวมถึงได้ฝึกและทำงานในบริษัทจัดการลงทุนของเขา และต่อมาก็มาบริหารกองทุนที่ตนเองตั้งขึ้นซึ่งสุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นเบิร์กไชร์ แฮททาเวย์

 

ผลงานการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้น ‘สุดยอด’ และถูกเผยแพร่ไปทั่วประเทศ จากผู้บริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในเมืองเล็กเหมือน ‘ต่างจังหวัด’ อย่างโอมาฮา ชื่อเขาก็ดังระเบิดจากหนังสือของ George Goodman ชื่อ ‘Supermoney’ ในปี 1972 ที่มีบทหนึ่งกล่าวถึงบัฟเฟตต์โดยเฉพาะ และตั้งแต่นั้นมา ชื่อวอร์เรน บัฟเฟตต์ และ Value Investing ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของการลงทุนสุดยอดที่ทุกคนต่างก็ยอมรับและเรียนรู้เพื่อที่จะสามารถลงทุนได้อย่าง ‘ชาญฉลาด’

 

หลักการ กลยุทธ์ และชุมชนคน VI เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ บัฟเฟตต์เองนั้น เริ่มจากการลงทุนตามแนวของเบน เกรแฮม จนถึงปี 1972 เมื่ออายุได้ 42 ปี และพอร์ตมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก เขาก็เริ่มเปลี่ยนแนวทางไปอย่างมีนัยสำคัญ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การหันมาลงทุนในหุ้นที่โดดเด่น มีความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน ถือหุ้นในอัตราส่วนที่มากหรือทั้งหมดของบริษัทแบบที่เรียกว่าเป็น ‘เจ้าของ’ และถือหุ้นยาวมากแทบจะตลอดไป แทนที่จะซื้อหุ้นถูกและขายไปเมื่อหุ้นแพงและมีกำไรเป็นกอบเป็นกำแล้วในสไตล์ของเบน เกรแฮม

 

โดยหุ้นที่เขาลงทุนเป็นตัวแรกตามคำแนะนำของชาลี มังเกอร์ก็คือ หุ้นขายช็อกโกแลต ‘ซีแคนดี’ ในปี 1972 ตามด้วยหุ้นหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ปี 1973 หุ้นใหญ่อย่างหุ้นประกัน GEICO ในปี 1976 หุ้นโคคาโคลา ปี 1988 หุ้นมีดโกนยิลเล็ต และอื่นๆ รวมถึงหุ้นไอบีเอ็มและหุ้นแอปเปิลในช่วงหลังๆ นี้ ที่เป็นกิจการทั้งโดดเด่นและใหญ่โตระดับประเทศและโลก โดยที่หุ้นเหล่านั้นไม่ใช่หุ้นถูก ขอให้เป็นหุ้นที่มี ‘ราคายุติธรรม’ ก็พอ เพราะบัฟเฟตต์เชื่อว่าหุ้นเหล่านั้นจะโตไปเรื่อยๆ จนทำให้ราคาที่เขาจ่ายในวันแรกนั้น ‘ต่ำมาก’

 

ตัวอย่างเช่น เขาซื้อซีแคนดี้ทั้งบริษัทด้วยเงินเพียง 25 ล้านเหรียญ ในปี 1972 แต่ถึงวันนี้เขาได้รับเงินสดคืนมาถึง 2,000 ล้านเหรียญหรือ 80 เท่าแล้วจากเงินปันผลในเวลา 50 ปี เช่นเดียวกับหุ้นแอปเปิลที่เขาเริ่มซื้อมาในปี 2016 ที่ราคาหุ้นละประมาณ 35 เหรียญ ด้วยเงิน 1 พันล้านเหรียญ แต่ถึงวันนี้เขาน่าจะมีกำไรประมาณ 175 พันล้านเหรียญ คำนวณจากราคาหุ้นที่ประมาณ 185 เหรียญต่อหุ้นที่เขาขายไปบ้างแล้วบางส่วน

 

การเปลี่ยนแปลงในกลยุทธ์และแนวทางการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้น ผมเชื่อว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาสามารถสร้างผลงานการลงทุนระดับสุดยอดให้กับการลงทุน ‘แบบ VI’ ได้ยาวนานจนถึงวันนี้ เพราะถ้าเขายังยึดหลักการแบบ เบน เกรแฮม อยู่ เขาก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จมากนักตั้งแต่ประมาณปี 1972 มาจนถึงวันนี้

 

เพราะตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณปี 1973-1974 ที่ตลาดหุ้นอเมริกาประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้น อานิสงส์จากสงครามเวียดนาม วิกฤติราคาน้ำมันและเงินเฟ้อครั้งใหญ่ จนถึงปี 1976 ก่อนที่เบน เกรแฮมจะตายนั้น เขาได้เริ่มแสดงความเห็นและให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์และวารสารการลงทุนว่า “ตลาดหุ้นสหรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เขาไม่เชื่อแล้วว่าการลงทุน ‘แบบ VI ดั้งเดิม’ จะสามารถเอาชนะตลาดได้สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่” พูดง่ายๆ มันคือ ‘อวสานของ VI’ แล้วในสายตาของเบน เกรแฮม

 

เหตุผลก็คือ 1. นักลงทุน เฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนสถาบันเก่งขึ้นเรื่อยๆ และมีจำนวนมาก 2. ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับหุ้นกระจายไปสู่สาธารณะอย่างรวดเร็วและทุกคนเข้าถึงได้เท่ากันโดยที่แทบจะไม่มีต้นทุน ดังนั้น ราคาหุ้นทุกตัวก็สะท้อนกับข่าวสารทันที ไม่มีใครสามารถซื้อหุ้นที่ ‘ราคาถูก’ ได้ต่อเนื่องยาวนาน หรือก็คือ ‘ตลาดมีประสิทธิภาพ’ ตามที่นักวิชาการได้เสนอทฤษฎีและพิสูจน์แล้วว่า ไม่มีใคร รวมถึง VI ที่จะสามารถเอาชนะดัชนีตลาดได้

 

ผมเองก็เชื่อว่า ถ้ายังลงทุนซื้อ-ขายหุ้นในระยะสั้นหรือแม้แต่ในระยะกลาง 2-3 ปี วิธีแบบ VI ของเบน เกรแฮมก็อาจจะไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้วแม้แต่ในตลาดหุ้นไทยหรือเวียดนามที่หลายคนบอกว่าตลาดยัง ‘ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ’ นัก

 

แต่การลงทุนแบบ VI ในเวอร์ชั่นของบัฟเฟตต์ล่ะ ยังใช้ได้อยู่ไหม ในวันที่บัฟเฟตต์เองก็กำลังเลิกลงทุน และก็ไม่เคยพูดตรงๆ ว่า ‘VI อวสานแล้ว’ แบบเดียวกับ เกรแฮม แต่ครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน เขาก็เคยพนันว่า ผลตอบแทน 10 ปี ของ S&P 500 จะชนะผลตอบแทนจากกองทุน Hedge Fund ระดับเซียนได้ และผลก็คือ เขาพูดถูก นอกจากนั้น ในระยะหลังๆ เขาเองก็แนะนำให้นักลงทุนลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีแทนที่จะพยายามเลือกหุ้นและนั่นก็อาจจะเป็นสัญญาณว่า ‘VI จบแล้ว’ เหมือนกัน

 

ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งของผมก็คือ บัฟเฟตต์เองก็คงตระหนักในความจริงเรื่องนี้ เพราะตัวเลขผลตอบแทนรายปีที่เบิร์กไชร์ทำได้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมานั้น แพ้ตลาดมาก ผลตอบแทนทบต้นย้อนหลัง 20 ปี ของบัฟเฟตต์อยู่ที่ประมาณ 4.5% ในขณะที่ S&P 500 ให้ผลตอบแทน 6% และของ Nasdaq ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นไฮเทค นั้นสูงถึง 8% ต่อปี และนี่คือช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นผ่านวิกฤตในปี 2008 ด้วย

 

แต่ถ้าคิดย้อนหลังแค่ 10 ปี เพื่อที่จะวัดผลตอบแทนเฉพาะในช่วงปัจจุบันที่เป็นช่วงบูมและไม่มีภาวะวิกฤตจริงๆ ตัวเลขก็คือ เบิร์กไชร์ให้ผลตอบแทนที่ 13.9% ต่อปี S&P อยู่ที่ 12.7% และ Nasdaq สูงถึง 15.5% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหลักการ VI แบบบัฟเฟตต์นั้น ใช้แทบไม่ค่อยได้แล้วในช่วง 10 – 20 ปีที่ผ่านมา คือผลตอบแทนของ ‘โคตรเซียน VI’ อย่างบัฟเฟตต์ก็แค่เท่าๆ กับตลาด แต่แพ้ในตลาดของโลกยุคใหม่คือ Nasdaq ค่อนข้างมาก

 

ความเห็นของผมในฐานะที่เป็น VI ยุคแรกของไทย และเห็นวิวัฒนาการของ VI ไทยมาตลอดคืออะไร

 

ผมคิดว่าเราก็คงตามสิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกา ยุคแรกเริ่มและต่อเนื่องไปสัก 10-15 ปี นั้น การลงทุนแบบ VI ดั้งเดิม คือซื้อหุ้นที่ถูกมากและขายหุ้นไปเมื่อแพงหรือราคาหุ้นขึ้นไปมาก ทำผลงานได้ดี อานิสงส์ส่วนหนึ่งจากการที่หุ้นตกลงไปมากหลัง ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ และคนที่เป็น VI ก็ยังมีน้อย ทำให้ตลาดหุ้นไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ หาหุ้นถูกได้เกลื่อนตลาด

 

ต่อมา การลงทุนแนวหุ้น ‘ซูเปอร์สต็อก’ เน้นที่หุ้นที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน โดยหุ้นอาจจะไม่ได้ถูกมาก ก็เริ่มสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะราคาหุ้นนอกจากปรับตัวขึ้นตามผลประกอบการที่ดีขึ้นแล้ว ค่า PE ก็ปรับตัวขึ้นอย่างมากมายด้วย

 

แต่ก็คงคล้ายกับบัฟเฟตต์ในช่วง 20 ปีหลัง ตลาดหุ้นไทยในช่วง 5-6 ปี นี้ ก็ตกต่ำลงตามภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มถดถอยลง ‘แบบถาวร’ และส่งผลให้หุ้น ‘ซูเปอร์สต็อก’ ที่อยู่ในเศรษฐกิจเก่าด้อยลงในแง่ของคุณค่าทางธุรกิจ ผลก็คือ หุ้นแบบ VI ทุกประเภทก็ไม่ไปไหนมานานหลายปีหรืออาจจะตลอดไป สำหรับผมแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่เรียกว่า ‘หมดยุค VI’ ในตลาดหุ้นไทย และอาจจะเป็นในอเมริกาด้วย

 

ส่วนคนที่เป็น VI และเปลี่ยนไม่ได้นั้น คงต้องไปลงทุนในตลาดอื่น เช่น เวียดนาม หรืออินเดีย เป็นต้น ที่ตลาดหุ้นอาจจะยังไม่มีประสิทธิภาพ สามารถหาหุ้นถูกและหุ้นดีแบบ VI ได้

The post ปิดตำนานบัฟเฟตต์ – หมดยุค VI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว https://thestandard.co/opinion-global-market-10-stocks/ Sun, 16 Nov 2025 05:51:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1143853 ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ตลาดหุ้นอเมริกาโดยเฉพาะ Nasdaq มีการ […]

The post ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ตลาดหุ้นอเมริกาโดยเฉพาะ Nasdaq มีการปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่โดดเด่นและเห็นได้ชัดกว่าก็คือ หุ้นเทคโนโลยีโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI ที่เป็นผู้นำและมีขนาดใหญ่จำนวนประมาณ 7-10 ตัวที่นักลงทุนเรียกว่า “หุ้น 7 นางฟ้า” มีการปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าดัชนีและหุ้นอื่นๆ มาก

 

การปรับตัวขึ้นต่อเนื่องยาวนานโดยที่มีช่วงปรับตัวลงน้อยกว่ามากนั้น ทำให้หุ้นดังกล่าวมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับหุ้นอื่น จนถึงนาทีนี้เราคงต้องเรียกว่าเป็น “หุ้นยักษ์” ที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นสูงมาก หุ้นตัวใหญ่ที่สุดคือ Nvidia นั้นมีมูลค่าถึงกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับ 162.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 10 เท่าของ Market Cap. ของมูลค่าหุ้นทั้งหมด 700-800 ตัวของตลาดหุ้นไทย

 

และถ้าเปรียบบริษัทเหมือนกับประเทศๆ หนึ่งในโลกที่ผลิตสินค้าและบริการให้กับโลก หุ้น NVIDIA ก็ใหญ่ขนาดที่เรียกว่าใหญ่กว่าทุกประเทศในโลกยกเว้นสหรัฐฯ และจีนในแง่ของ GDP พูดง่ายๆ Market Cap. ของ Nvidia ใหญ่กว่า GDP ของประเทศเยอรมันที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลกที่ประมาณ 5 ล้านล้านดอลลาร์เช่นเดียวกัน

 

“หุ้นยักษ์” ที่เป็นหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวในดัชนี S&P 500 ที่ส่วนใหญ่เป็นหุ้นเทคโนโลยีทางด้าน AI กลุ่ม 7 นางฟ้าซึ่งประกอบไปด้วยหุ้น Nvidia, Apple, Microsoft, Alphabet (Google), Amazon, Broadcom, Meta, Tesla, Berkshire Hathaway และ JPMorgan มี Market Cap. รวมกันประมาณ 25.7 ล้านล้านดอลลาร์ นับที่วันสิ้นเดือนตุลาคม 2025 เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดของหุ้นในดัชนี S&P 500 ที่ 61 ล้านล้านดอลลาร์ ก็เท่ากับว่าหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวรวมกันมีมูลค่าเท่ากับ 42.2% ของหุ้นทั้งตลาด และหุ้น เอนวิเดียที่เป็นหุ้นตัวใหญ่ที่สุดเพียงตัวเดียวก็มีมูลค่าประมาณ 8.2% ในดัชนี S&P 500 แล้ว

 

พูดอย่างหยาบๆ ก็คือ หุ้นตัวใหญ่ที่สุดในตลาด 10 ตัวนั้น ได้ “Dominate” หรือ “ครอบงำ” ตลาด S&P 500 ซึ่งเป็นตัวแทนประเทศสหรัฐอเมริกาไปแล้ว คือหุ้นอเมริกาจะขึ้นหรือลงก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มหุ้น 10 ตัวนี้ เป็นหลัก ตลาดหุ้นจะบูมหนักหรือเกิดวิกฤติในอนาคต ก็ขึ้นอยู่กับ “หุ้นนางฟ้า” เหล่านี้ และประเทศสหรัฐจะแพ้หรือชนะจีนในการต่อสู้แข่งขัน ก็ขึ้นอยู่กับผลงานของหุ้นกลุ่มนี้

 

นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญต่างก็เชื่อกันว่า อนาคตของสหรัฐก็คือการเติบโตของสินค้าบริการที่นำโดย AI ที่แทบจะ “กินรวบ” กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมด เพราะถ้ามองจากสัดส่วนของ Market Cap. ที่สูงถึง 42.2% นั้นก็อาจจะแปลว่า ในอนาคต คนก็จะใช้หรือทำอะไรเกี่ยวกับ AI มากมายในชีวิตประจำวัน รายจ่ายต่างๆ ที่จ่ายไปก็อาจจะจ่ายให้กับ AI เกือบครึ่งหนึ่งของรายจ่ายทั้งหมด โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

แต่หลายคนก็อาจจะคิดว่าจริงหรือ? จำนวนไม่น้อยก็อาจจะคิดว่า “คิดเวอร์กันไปเอง” โลกยังไปไม่ถึงจุดนั้น จริงอยู่ AI นั้นมีความสำคัญสุดยอด การปฎิวัติ AI กำลังเกิดขึ้นก็จริง แต่มันคงต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าที่มันจะมาทำงานแทนคนมากเสียจนคนเริ่มไร้ความหมายและตกงานกันไปหมด สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตอนนี้กับหุ้นก็คือ การเก็งกำไรอย่างบ้าคลั่งที่ดันให้ราคาหุ้นขึ้นไปแบบหลุดโลกและไม่ช้าหุ้นก็อาจจะปรับตัวลงอย่างแรงจนอาจจะเกิดหายนะได้

 

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ดูเหมือนคนจะคิดกันว่า ตลาดหุ้นอเมริกากำลัง “กระจุกตัว” มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ อานิสงค์จากการที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI ขนาดใหญ่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบจะ “กลืนกิน” ธุรกิจรุ่นเก่าที่แทบจะไม่โตอีกต่อไปแล้ว

 

แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ตลาดหุ้นอื่นๆ ในโลกก็คงไม่เหมือนอเมริกา เพราะประเทศอื่นส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ได้มีหุ้นเทค AI ที่ยิ่งใหญ่เท่า ไม่ต้องพูดถึงตลาดหุ้นไทยที่เราเป็น “เศรษฐกิจเก่า” ดังนั้น หุ้นไทยก็คง “ไม่กระจุกตัว” และหุ้นตัวใหญ่ที่สุดก็คงไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับตลาด จริงไหม? ลองมาดูกัน

 

ตลาดหุ้นไทย ณ ประมาณสิ้นเดือนตุลาคม 2568 มี Market Cap. ประมาณ 16.8 ล้านล้านบาท หุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวมีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 7.8 ล้านล้านบาท คิดแล้วเท่ากับ 46.3% ซึ่งสูงกว่าตลาด S&P 500 ที่อยู่ที่ 42.2% น่าตกใจใช่ไหมครับ และหุ้นใหญ่ที่สุดตัวเดียวคือหุ้นเดลต้ามี Market Cap. 2.73 ล้านล้านบาทหรือเท่ากับ 16.2% เทียบกับหุ้น Nvidia ที่ 8.2% งงไหมครับ? ที่ตลาดหุ้นไทยนั้น หุ้นยักษ์ 10 ตัวก็ครอบงำตลาดหุ้นไทย และครอบงำมากกว่าตลาดหุ้นอเมริกาด้วยซ้ำ

 

ลองมาดูตลาดหุ้นเวียตนามที่คนไทยไปลงทุนกันมาก “อัตราการครอบงำ” ของหุ้นยักษ์ Top 10 ของเวียตนามก็คือ หุ้นยักษ์ 10 ตัว มีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 4 ล้านล้านบาท ในขณะที่ตลาดมี Market Cap. รวมประมาณ 9.33 ล้านล้านบาท คิดแล้วเท่ากับ 42.6% หุ้นที่ใหญ่ที่สุดคือหุ้น VIC หรือวินกรุ๊ปมีมูลค่าประมาณ 9.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 10.2% ของตลาดทั้งหมด นี่ก็กระจุกตัวสูงกว่า S&P 500 เช่นเดียวกันแม้จะน้อยกว่าตลาดหุ้นไทย

 

มาดูตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ก็มีหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่จำนวนมากแม้ว่าจะไม่ใช่ AI มากนักยกเว้นหุ้น Samsung หุ้น Top 10 จำนวน 10 ตัว มี Market Cap. รวมกันเท่ากับ 1.05 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่มูลค่าหุ้นทั้งตลาดเท่ากับ 2.45 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้น อัตราการกระจุกตัวของหุ้นยักษ์ก็คือ 43% สูงกว่า S&P 500 ที่ 42.2% และหุ้นซัมซุงที่ใหญ่ที่สุดมี Market Cap. 4.54 แสนล้านดอลลาร์เท่ากับ 18.53% ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทั้งหมด

 

ตลาดหุ้นไต้หวันนั้น ถ้าจะพูดไปก็คล้ายๆ ตลาดเกาหลีในแง่ที่มีหุ้นยักษ์ AI ระดับโลกจริงๆ ก็คือหุ้น TSMC ที่มี Market Cap. ใหญ่มโหฬารที่ 1.52 ล้านล้านดอลลาร์หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 49 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณเกือบ 3 เท่าของมูลค่าหุ้นทั้งตลาดของไทย และคิดเป็น 58.8% ของตลาดหุ้นไต้หวันที่มีมูลค่า 2.59 ล้านล้านดอลลาร์

 

หุ้นยักษ์ 10 ตัวของไต้หวันมี Market Cap. รวมกันเท่ากับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้มีสัดส่วนเท่ากับ 76.8% ของตลาดหุ้นทั้งหมด และจึงน่าจะเป็นตลาดหุ้นที่มีอัตราการกระจุกตัวสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ถ้าจะพูดไปก็คือ ตลาดหุ้นไต้หวันนั้นถูกครอบงำสมบูรณ์แบบด้วยหุ้น 10 ตัว หรือบางทีอาจจะบอกได้ด้วยว่าถูกครอบงำด้วยหุ้นตัวเดียวคือ TSMC

 

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเป็นตลาดที่น่าสนใจในแง่ที่ว่าเป็นประเทศที่มีบริษัทไฮเทคจำนวนมากแต่มักอยู่ในเทคโนโลยียุคก่อนอย่างเช่น รถยนต์สันดาป เครื่องจักรกล หรืออิเลคโทรนิกส์รุ่นก่อนๆ

 

หุ้นยักษ์ 10 ตัวซึ่งนำโดยโตโยต้าและหุ้นซอฟแบ้งค์ที่เป็นผู้นำทางด้านการลงทุนในธุรกิจดิจิทัลรวมถึง AI มี Market Cap. รวมกัน 1.52 ล้านล้านดอลลาร์ จากตลาดหุ้นทั้งหมดที่มีมูลค่าตลาดของหุ้น 5.54 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้น อัตรากระจุกตัวจึงอยู่ที่ 27.4% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ทั้งหมดที่กล่าวมา หุ้น Toyota ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดก็มี Market Cap. เพียง 2.68 แสนล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับ 8.71 ล้านล้านบาท คิดเป็นแค่ 4.84% ของมูลค่ารวมของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นในขณะนี้ ไม่ได้มีอาการของการเก็งกำไรและการกระจุกตัวของหุ้นใหญ่แต่อย่างใด

 

สุดท้ายก็คือตลาดหุ้นจีนที่นักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยเข้าไปลงทุน ตลาดจีนนั้นมีความซับซ้อนในแง่ที่ว่ามีตลาดหุ้นหลายแห่งรวมถึงตลาดฮ่องกงซึ่งมักจะแยกออกจากจีน และหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงที่เป็นหุ้นเทคและหุ้นขนาดใหญ่ก็มักจะไปจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ด้วยการเปรียบเทียบต่างๆ เรื่องของการกระจุกตัวของหุ้นจึงเป็นเรื่องยากและไม่แม่นยำ อย่างไรก็ตาม ผมเองพยายามจะทำและใช้ข้อมูลแบบหยาบๆ เพื่อจะดูว่าตลาดหุ้นจีนนั้นเป็นอย่างไรเทียบกับตลาดอื่นๆ ที่กล่าวมาแล้ว

 

หุ้น Top10 ที่ผมเลือกนั้นเริ่มจากตัวที่ใหญ่ที่สุดคือหุ้น Tencent ที่มี Market Cap. 5.94 แสนล้านดอลลาร์ ตามด้วย Alibaba และหุ้นอื่นๆ เช่น ธนาคารขนาดใหญ่ หุ้นให้บริการโทรศัพท์มือถือ หุ้น PetroChina และตบท้ายด้วยหุ้น Xiaomi ที่อยู่อันดับ 10 ผลรวมของ Market Cap. เท่ากับ 2.79 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่ตลาดหุ้นนั้นคิดจากตลาดในแผ่นดินใหญ่จีนไม่รวมฮ่องกงมีมูลค่าตลาดที่ประมาณ 11.87 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้อัตราการกระจุกอยู่ที่ 23.5% น้อยกว่าของตลาดญี่ปุ่นด้วยซ้ำ ในขณะที่หุ้นตัวใหญ่ที่สุดก็มีสัดส่วนแค่ 5% ของตลาดหุ้นโดยรวม

 

โดยสรุปแล้ว ตลาดหุ้นที่ดูเหมือนว่าจะมีหุ้นที่วิ่งขึ้นไปมากเทียบกับหุ้นอื่นๆ ในตลาดเดียวกันจนทำให้หุ้นเหล่านั้นมีขนาดใหญ่ขึ้นมากมายแบบเหลือเชื่อ และทำให้หุ้นมีการกระจุกตัวสูงในแง่ที่ว่าหุ้นแค่ 10 ตัวรวมกันมีสัดส่วนหรือมีน้ำหนักสูงมากในตลาด เช่น 40% ขึ้นไปนั้น คือตลาดหุ้นไต้หวัน ไทย เกาหลีใต้ เวียดนาม และสหรัฐฯ ที่มา “รั้งท้าย” ไม่ใช่อันดับ 1 อย่างที่คิด

 

ส่วนหุ้นที่ไม่มีอาการกระจุกตัวของหุ้นเลยน่าจะเป็นตลาดหุ้นญี่ปุ่นกับตลาดหุ้นจีน ที่ไม่มีหุ้นที่วิ่งขึ้นรุนแรงต่อเนื่องจนกลายเป็นหุ้นยักษ์ระดับโลกและทำให้หุ้นมีการกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่เพียง 10 ตัว ที่จะกำหนดชะตากรรมของตลาดหุ้นทั้งหมด

 

มองอีกด้านหนึ่งก็คือ หุ้นของตลาดที่มีการกระจุกตัวสูงอาจจะเป็นสัญญาณว่าหุ้นยักษ์ 10 ตัวนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วราคาอาจจะแพงจัดเป็นฟองสบู่ที่อาจจะแตกได้ในเร็ววัน เพราะราคาขึ้นมาจากการเก็งกำไรใน “อนาคต” ของบริษัทที่อิงอยู่กับธุรกิจระดับที่ปฏิวัติโลกที่อาจจะไม่จริง หรือถึงจะจริง แต่บริษัทเหล่านั้นก็อาจจะไม่ได้กำไรมากมายอย่างที่คิดเพราะบริษัทอาจจะพ่ายแพ้ในการแข่งขันที่ยังไม่รู้ว่าใครจะชนะ ดังนั้น จึงเป็นความเสี่ยงสำหรับคนที่เข้าไปลงทุนในหุ้นเหล่านั้น

The post ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว https://thestandard.co/thai-stock-market-domination-higher-than-sp500-top10-concentration/ Sun, 09 Nov 2025 10:01:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1141272 thai-stock-market-domination-higher-than-sp500-top10-concentration

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ตลาดหุ้นอเมริกาโดยเฉพาะ NASDAQ มีการ […]

The post ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-stock-market-domination-higher-than-sp500-top10-concentration

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ตลาดหุ้นอเมริกาโดยเฉพาะ NASDAQ มีการปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่โดดเด่นและเห็นได้ชัดกว่าก็คือ หุ้นเทคโนโลยีโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI ที่เป็นผู้นำและมีขนาดใหญ่จำนวนประมาณ 7-10 ตัวที่นักลงทุนเรียกว่า ‘หุ้น 7 นางฟ้า’ มีการปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าดัชนีและหุ้นอื่นๆ มาก

 

การปรับตัวขึ้นต่อเนื่องยาวนานโดยที่มีช่วงปรับตัวลงน้อยกว่ามากนั้น ทำให้หุ้นดังกล่าวมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับหุ้นอื่น จนถึงนาทีนี้เราคงต้องเรียกว่าเป็น ‘หุ้นยักษ์’ ที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นสูงมาก หุ้นตัวใหญ่ที่สุดคือ NVIDIA นั้นมีมูลค่าถึงกว่า 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 162.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 10 เท่าของ Market Cap. ของมูลค่าหุ้นทั้งหมด 7 – 800 ตัวของตลาดหุ้นไทย

 

และถ้าเปรียบบริษัทเหมือนกับประเทศๆ หนึ่งในโลกที่ผลิตสินค้าและบริการให้กับโลก หุ้น NVIDIA ก็ใหญ่ขนาดที่เรียกว่าใหญ่กว่าทุกประเทศในโลกยกเว้นสหรัฐและจีนในแง่ของ GDP พูดง่ายๆ Market Cap. ของเอนวิเดียใหญ่กว่า GDP ของประเทศเยอรมันที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลกที่ประมาณ 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเช่นเดียวกัน

 

‘หุ้นยักษ์’ ที่เป็นหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวในดัชนี S&P 500 ที่ส่วนใหญ่เป็นหุ้นเทคทางด้าน AI กลุ่ม 7 นางฟ้าซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นเอนวิเดีย หุ้นแอปเปิล ไมโครซอฟท์ กูเกิล อะมาซอน บรอดคอม เมตา เทสลา เบิร์กไชร์ และเจพีมอร์แกน มี Market Cap. รวมกันประมาณ 25.7 ล้านล้านเหรียญนับที่วันสิ้นเดือนตุลาคม 2025 เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดของหุ้นในดัชนี S&P ที่61 ล้านล้านเหรียญ ก็เท่ากับว่าหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวรวมกันมีมูลค่าเท่ากับ 42.2% ของหุ้นทั้งตลาด และหุ้น เอนวิเดียที่เป็นหุ้นตัวใหญ่ที่สุดเพียงตัวเดียวก็มีมูลค่าประมาณ 8.2% ในดัชนี S&P 500 แล้ว

 

พูดอย่างหยาบๆ ก็คือ หุ้นตัวใหญ่ที่สุดในตลาด 10 ตัวนั้น ได้ ‘Dominate’ หรือ ‘ครอบงำ’ ตลาด S&P500 ซึ่งเป็นตัวแทนประเทศสหรัฐอเมริกาไปแล้ว คือหุ้นอเมริกาจะขึ้นหรือลงก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มหุ้น 10 ตัวนี้ เป็นหลัก ตลาดหุ้นจะบูมหนักหรือเกิดวิกฤติในอนาคต ก็ขึ้นอยู่กับ ‘หุ้นนางฟ้า’ เหล่านี้ และประเทศสหรัฐจะแพ้หรือชนะจีนในการต่อสู้แข่งขัน ก็ขึ้นอยู่กับผลงานของหุ้นกลุ่มนี้

 

นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญต่างก็เชื่อกันว่า อนาคตของสหรัฐก็คือ การเติบโตของสินค้าบริการที่นำโดย AI ที่แทบจะ ‘กินรวบ’ กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมด เพราะถ้ามองจากสัดส่วนของ Market Cap. ที่สูงถึง 42.2% นั้นก็อาจจะแปลว่า ในอนาคต คนก็จะใช้หรือทำอะไรเกี่ยวกับ AI มากมายในชีวิตประจำวัน รายจ่ายต่างๆ ที่จ่ายไปก็อาจจะจ่ายให้กับ AI เกือบครึ่งหนึ่งของรายจ่ายทั้งหมด โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

แต่หลายคนก็อาจจะคิดว่า จริงหรือ? จำนวนไม่น้อยก็อาจจะคิดว่า ‘คิดเวอร์กันไปเอง’ โลกยังไปไม่ถึงจุดนั้น จริงอยู่ AI นั้นมีความสำคัญสุดยอด การปฏิวัติ AI กำลังเกิดขึ้นก็จริง แต่มันคงต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าที่มันจะมาทำงานแทนคนมากเสียจนคนเริ่มไร้ความหมายและตกงานกันไปหมด สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตอนนี้กับหุ้นก็คือ การเก็งกำไรอย่างบ้าคลั่งที่ดันให้ราคาหุ้นขึ้นไปแบบหลุดโลกและไม่ช้าหุ้นก็อาจจะปรับตัวลงอย่างแรงจนอาจจะเกิดหายนะได้

 

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ดูเหมือนคนจะคิดกันว่า ตลาดหุ้นอเมริกากำลัง ‘กระจุกตัว’ มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ อานิสงส์จากการที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI ขนาดใหญ่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบจะ ‘กลืนกิน’ ธุรกิจรุ่นเก่าที่แทบจะไม่โตอีกต่อไปแล้ว

 

แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ตลาดหุ้นอื่นๆ ในโลกก็คงไม่เหมือนอเมริกา เพราะประเทศอื่นส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ได้มีหุ้นเทค AI ที่ยิ่งใหญ่เท่า ไม่ต้องพูดถึงตลาดหุ้นไทยที่เราเป็น ‘เศรษฐกิจเก่า’ ดังนั้น หุ้นไทยก็คง ‘ไม่กระจุกตัว’ และหุ้นตัวใหญ่ที่สุดก็คงไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับตลาด จริงไหม? ลองมาดูกัน

 

ตลาดหุ้นไทย ณ.ประมาณสิ้นเดือนตุลาคม 2568 มี Market Cap. ประมาณ 16.8 ล้านล้านบาท หุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัวมีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 7.8 ล้านล้านบาท คิดแล้วเท่ากับ 46.3% ซึ่งสูงกว่าตลาด S&P 500 ที่อยู่ที่ 42.2% น่าตกใจใช่ไหมครับ และหุ้นใหญ่ที่สุดตัวเดียวคือหุ้นเดลต้ามี Market Cap. 2.73 ล้านล้านบาทหรือเท่ากับ 16.2% เทียบกับหุ้นเอนวิเดียที่ 8.2% งงไหมครับ? ที่ตลาดหุ้นไทยนั้น หุ้นยักษ์ 10 ตัวก็ครอบงำตลาดหุ้นไทย และครอบงำมากกว่าตลาดหุ้นอเมริกาด้วยซ้ำ

 

ลองมาดูตลาดหุ้นเวียดนามที่คนไทยไปลงทุนกันมาก ‘อัตราการครอบงำ’ ของหุ้นยักษ์ Top 10 ของเวียดนามก็คือ หุ้นยักษ์ 10 ตัว มีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 4 ล้านล้านบาท ในขณะที่ตลาดมี Market Cap. รวมประมาณ 9.33 ล้านล้านบาท คิดแล้วเท่ากับ 42.6% หุ้นที่ใหญ่ที่สุดคือหุ้น VIC หรือวินกรุ๊ปมีมูลค่าประมาณ 9.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 10.2% ของตลาดทั้งหมด นี่ก็กระจุกตัวสูงกว่า S&P 500 เช่นเดียวกันแม้จะน้อยกว่าตลาดหุ้นไทย

 

มาดูตลาดหุ้นเกาหลีที่ก็มีหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่จำนวนมากแม้ว่าจะไม่ใช่ AI มากนักยกเว้นหุ้นซัมซุง หุ้น Top 10 จำนวน 10 ตัว มี Market Cap. รวมกันเท่ากับ 1.05 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่มูลค่าหุ้นทั้งตลาดเท่ากับ 2.45 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้น อัตราการกระจุกตัวของหุ้นยักษ์ก็คือ 43% สูงกว่า S&P 500 ที่ 42.2% และหุ้นซัมซุงที่ใหญ่ที่สุดมี Market Cap. 4.54 แสนล้านดอลลาร์เท่ากับ 18.53% ของตลาดหุ้นเกาหลีทั้งหมด

 

ตลาดหุ้นไต้หวันนั้น ถ้าจะพูดไปก็คล้ายๆ ตลาดเกาหลีในแง่ที่มีหุ้นยักษ์ AI ระดับโลกจริงๆ ก็คือหุ้น TSMC ที่มี Market Cap. ใหญ่มโหฬารที่ 1.52 ล้านล้านเหรียญหรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 49 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณเกือบ 3 เท่าของมูลค่าหุ้นทั้งตลาดของไทย และคิดเป็น 58.8% ของตลาดหุ้นไต้หวันที่มีมูลค่า 2.59 ล้านล้านเหรียญ

 

หุ้นยักษ์ 10 ตัวของไต้หวันมี Market Cap. รวมกันเท่ากับ 2 ล้านล้านเหรียญ ทำให้มีสัดส่วนเท่ากับ 76.8% ของตลาดหุ้นทั้งหมด และจึงน่าจะเป็นตลาดหุ้นที่มีอัตราการกระจุกตัวสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ถ้าจะพูดไปก็คือ ตลาดหุ้นไต้หวันนั้นถูกครอบงำสมบูรณ์แบบด้วยหุ้น 10 ตัว หรือบางทีอาจจะบอกได้ด้วยว่าถูกครอบงำด้วยหุ้นตัวเดียวคือ TSMC

 

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเป็นตลาดที่น่าสนใจในแง่ที่ว่าเป็นประเทศที่มีบริษัทไฮเทคจำนวนมากแต่มักอยู่ในเทคโนโลยียุคก่อนอย่างเช่น รถยนต์สันดาป เครื่องจักรกล หรืออิเล็กทรอนิกส์รุ่นก่อนๆ 

 

หุ้นยักษ์ 10 ตัวซึ่งนำโดยโตโยต้าและหุ้นซอฟแบ้งค์ที่เป็นผู้นำทางด้านการลงทุนในธุรกิจดิจิทัลรวมถึง AI มี Market Cap. รวมกัน 1.52 ล้านล้านเหรียญ จากตลาดหุ้นทั้งหมดที่มีมูลค่าตลาดของหุ้น 5.54 ล้านล้านเหรียญ ดังนั้น อัตรากระจุกตัวจึงอยู่ที่ 27.4% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ทั้งหมดที่กล่าวมา หุ้นโตโยต้าที่ใหญ่ที่สุดในตลาดก็มี Market Cap. เพียง2.68 แสนล้านเหรียญหรือเท่ากับ 8.71 ล้านล้านบาท คิดเป็นแค่ 4.84% ของมูลค่ารวมของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นในขณะนี้ ไม่ได้มีอาการของการเก็งกำไรและการกระจุกตัวของหุ้นใหญ่แต่อย่างใด

 

สุดท้ายก็คือตลาดหุ้นจีนที่นักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยเข้าไปลงทุน ตลาดจีนนั้นมีความซับซ้อนในแง่ที่ว่ามีตลาดหุ้นหลายแห่งรวมถึงตลาดฮ่องกงซึ่งมักจะแยกออกจากจีน และหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงที่เป็นหุ้นเทคและหุ้นขนาดใหญ่ก็มักจะไปจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ด้วย การเปรียบเทียบต่างๆ เรื่องของการกระจุกตัวของหุ้นจึงเป็นเรื่องยากและไม่แม่นยำ อย่างไรก็ตาม ผมเองพยายามจะทำและใช้ข้อมูลแบบหยาบๆ เพื่อจะดูว่าตลาดหุ้นจีนนั้นเป็นอย่างไรเทียบกับตลาดอื่นๆ ที่กล่าวมาแล้ว

 

หุ้น Top10 10 ตัวที่ผมเลือกนั้นเริ่มจากตัวที่ใหญ่ที่สุดคือหุ้น Tencent ที่มี Market Cap. 5.94 แสนล้านเหรียญ ตามด้วย อาลีบาบา และหุ้นอื่นๆ เช่น แบงก์ ขนาดใหญ่ หุ้นให้บริการโทรศัพท์มือถือ หุ้นปิโตรไชน่าและตบท้ายด้วยหุ้นเสียวหมี่ที่อยู่อันดับ 10 ผลรวมของ Market Cap. เท่ากับ 2.79 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ตลาดหุ้นนั้นคิดจากตลาดในแผ่นดินใหญ่จีนไม่รวมฮ่องกงมีมูลค่าตลาดที่ประมาณ 11.87 ล้านล้านเหรียญ ทำให้อัตราการกระจุกอยู่ที่ 23.5% น้อยกว่าของตลาดญี่ปุ่นด้วยซ้ำ ในขณะที่หุ้นตัวใหญ่ที่สุดก็มีสัดส่วนแค่ 5% ของตลาดหุ้นโดยรวม

 

โดยสรุปแล้ว ตลาดหุ้นที่ดูเหมือนว่าจะมีหุ้นที่วิ่งขึ้นไปมากเทียบกับหุ้นอื่นๆ ในตลาดเดียวกันจนทำให้หุ้นเหล่านั้นมีขนาดใหญ่ขึ้นมากมายแบบเหลือเชื่อ และทำให้หุ้นมีการกระจุกตัวสูงในแง่ที่ว่าหุ้นแค่ 10 ตัวรวมกันมีสัดส่วนหรือมีน้ำหนักสูงมากในตลาด เช่น 40% ขึ้นไปนั้น คือตลาดหุ้นไต้หวัน ตลาดหุ้นไทย เกาหลี เวียดนาม และอเมริกาที่มา ‘รั้งท้าย’ ไม่ใช่อันดับ 1 อย่างที่คิด

 

ส่วนหุ้นที่ไม่มีอาการกระจุกตัวของหุ้นเลยน่าจะเป็นตลาดหุ้นญี่ปุ่นกับตลาดหุ้นจีน ที่ไม่มีหุ้นที่วิ่งขึ้นรุนแรงต่อเนื่องจนกลายเป็นหุ้นยักษ์ระดับโลกและทำให้หุ้นมีการกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่เพียง 10 ตัว ที่จะกำหนดชะตากรรมของตลาดหุ้นทั้งหมด

 

มองอีกด้านหนึ่งก็คือ หุ้นของตลาดที่มีการกระจุกตัวสูงอาจจะเป็นสัญญาณว่าหุ้นยักษ์ 10 ตัวนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วราคาอาจจะแพงจัดเป็นฟองสบู่ที่อาจจะแตกได้ในเร็ววัน เพราะราคาขึ้นมาจากการเก็งกำไรใน ‘อนาคต’ ของบริษัทที่อิงอยู่กับธุรกิจระดับที่ปฏิวัติโลกที่อาจจะไม่จริง หรือถึงจะจริง แต่บริษัทเหล่านั้นก็อาจจะไม่ได้กำไรมากมายอย่างที่คิดเพราะบริษัทอาจจะพ่ายแพ้ในการแข่งขันที่ยังไม่รู้ว่าใครจะชนะ ดังนั้น จึงเป็นความเสี่ยงสำหรับคนที่เข้าไปลงทุนในหุ้นเหล่านั้น

 

ภาพ: sankai / Getty Images

The post ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก่อนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น คุณกินยาเม็ดสีแดงหรือสีน้ำเงิน https://thestandard.co/opinion-red-pill-or-blue-pill/ Sat, 04 Oct 2025 11:42:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1126543 ก่อนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น คุณกินยาเม็ดสีแดงหรือสีน้ำเงิน

ในปี 1999 ภาพยนตร์เรื่อง “The Matrix” ดังมาก ฉากสำคัญใน […]

The post ก่อนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น คุณกินยาเม็ดสีแดงหรือสีน้ำเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก่อนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น คุณกินยาเม็ดสีแดงหรือสีน้ำเงิน

ในปี 1999 ภาพยนตร์เรื่อง “The Matrix” ดังมาก ฉากสำคัญในหนังที่เป็นที่จดจำและคนนำมาพูดต่อจนกลายเป็นกระแสและเป็นปรัชญาชีวิตในด้านต่าง ๆ ก็คือ การกินยาเม็ดของนักแสดงนำคือ “Neo” ก่อนเข้านอนที่มีให้เลือกว่าจะเอาสีแดงหรือสีน้ำเงิน
 
ถ้ากินเม็ดสีแดง คุณก็จะตื่นขึ้นมาพบกับความจริงและสิ่งที่เป็นความจริงที่คุณต้องประสบ ไม่ว่ามันจะเจ็บปวดรวดร้าวแค่ไหน จาก “The Matrix” หรือ “ภาพลวง” ที่คุณอยู่ก่อนกินยา และเมื่อคุณกินยาเม็ดสีแดงนี้ คุณจะไม่สามารถกลับไปที่เดิมได้เลย พูดง่าย ๆ คุณไม่สามารถ “ถอน” สิ่งที่คุณเห็นแล้วว่าเป็นจริง คุณกลับไป “หลอกตนเอง” ไม่ได้อีกต่อไป
 
ถ้าคุณกินยาเม็ดสีน้ำเงิน นั่นแปลว่าคุณเลือกความสบายใจและ “ภาพลวงตา” หรือมายา คุณจะตื่นขึ้นมา แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างที่เป็นตามปกติ และก็ไม่เคยรู้หรือตระหนักเลยว่า “Matrix” หรือ “ภาพลวง” หรือมายานั้นมีอยู่
 
พูดอย่างสั้นที่สุดก็คือ ยาเม็ดสีแดงนั้นแทนความตระหนักรู้ สัจจธรรม และความเป็นจริงของโลกที่โหดร้าย และไม่มีทางหวนกลับ ส่วนยาเม็ดสีน้ำเงินเป็นตัวแทนของความไม่รู้ ความสะดวกสบายใจ และความปลอดภัย อย่างที่เคยเป็นมาตลอดก่อนหน้านั้น
 
หลังจากการฉายหนังแล้ว คนในวงการต่าง ๆ ก็นำแนวคิดนั้นไปใช้เพื่อจะเปรียบเทียบระหว่างความจริงที่อาจจะเจ็บปวด กับความหลอกลวงที่อาจจะทำให้สบายใจ และอยู่กับมายาคติอย่างที่เป็นมา ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงและไม่ต้องรับรู้อะไรทั้งสิ้น และในหลาย ๆ กรณีก็ยังดัดแปลงให้เหมาะสมกับสถานการณ์โดยการเปลี่ยนและเพิ่มสีของยาเม็ดเข้าไปด้วย
 
ตัวอย่างเช่น ในทางสังคมและการเมืองที่มีการพูดถึงยาเม็ดสีดำว่า เป็นยาที่แทนความสิ้นหวัง เชื่อว่าความเป็นจริงก็คือความสิ้นหวังหดหู่และไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ สีขาวคือการมองโลกในแง่ดีและมีความหวัง คือเห็นความจริงและเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงทางด้านบวกเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และสีม่วงที่อยู่ตรงกลางคือต้องการความจริงแต่ก็ต้องสบายใจด้วย
 
ว่าที่จริงผมยังจำได้ถึงเหตุการณ์ทางการเมืองของไทยช่วงหนึ่งเมื่อสัก 20 ปีมาแล้วที่เกิดการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างคนที่อยู่ต่างจังหวัดที่มีฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่ากับคนชั้นนำในเมืองและก็เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า “ตาสว่าง” ของกลุ่มคนที่อยู่ต่างจังหวัด ผู้นำทางจิตวิญญาณของเขาบางคนที่ “รวยมาก” ที่ผมรู้จักได้พูดกับผมว่า เขาเหมือนกับดาราในหนัง Matrix คือเลือกกินยาเม็ดสีแดง และตื่นขึ้นมาพบกับความจริงที่โหดร้าย แต่เขากลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้แล้ว
 
กลับมาที่ “การลงทุน” ซึ่งแน่นอนว่ามีการใช้อุปมาอุปมัยเกี่ยวกับยาเม็ดของหนัง The Matrix แต่ก็ไม่ได้กว้างขวางมากนัก อย่างไรก็ตาม ผมเองก็ชอบ เพราะตัวผมเองนั้น เมื่อมาคิดดู หลังจากที่ผมเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเต็มตัวเกือบ 30 ปีมาแล้ว ผมก็ได้เลือกกินยาเม็ดสีแดงก่อนเข้านอนและตื่นขึ้นมาในโลก “ใบใหม่” ที่ผมพบกับความจริงและความเป็นจริงของตลาดหุ้นและการลงทุน
 
โดยที่ปรัชญาชี้นำในชีวิตผมก็เปลี่ยนเป็นแบบ Value Investment หรือการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผมรู้สึกหลุดพ้นจาก “ภาพลวง” ของตลาดหุ้นและการลงทุนก่อนหน้านั้นอย่างสิ้นเชิง และหลังจากนั้น ผมก็กลับไปเหมือนเดิมไม่ได้อีกต่อไปแม้ว่าจะเกิดอุปสรรคและสิ่งเลวร้ายเป็นช่วง ๆ ตลอดมาโดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ดูเหมือนว่า “VI” อาจจะใช้ไม่ได้อีกต่อไปในตลาดหุ้นไทย พูดง่าย ๆ เมื่อเป็น VI แล้ว เราก็ต้องเป็นตลอดชีวิต ไม่สามารถกลับไปเล่นเก็งกำไรหรือเล่นไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
 
ในการลงทุนนั้นพูดกันว่า ยาเม็ดสีน้ำเงินก็คือ การลงทุนที่คุณเชื่อหรือปฏิบัติการลงทุนดังต่อไปนี้คือ (ซึ่งมักจะเป็นภาพลวงและให้ความสบายใจเวลาทำ)
 
1) เกาะกลุ่มไปกับฝูงชน หรือที่เรียกกันว่าเล่นหุ้นตามแห่ เพราะนี่จะทำให้เกิดความสบายใจ เพราะหุ้นมักจะวิ่งขึ้นเร็วและแรงและมีสภาพคล่องที่ดี ไม่อยากเล่นหุ้นที่ไม่มีใครเล่น
 
2) เชื่อว่า ตลาดหุ้นนั้นไม่ได้อันตรายถ้าคุณคอยติดตามอย่างใกล้ชิด และราคาหุ้นนั้นสะท้อนพื้นฐานของกิจการ หุ้นขึ้นก็เพราะมันมีข่าวดี หุ้นลงเพราะมีข่าวร้าย การปั่นหุ้นหรือเก็งกำไรถ้ามีก็เป็นสิ่งที่ทำให้ราคาหุ้นเป็นแบบนั้นอย่างรวดเร็ว
 
3) มักติดตามและเชื่อนักวิเคราะห์ นักข่าว และ “เซียน” โดยไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ ถ้าในตลาดหุ้นไทยก็มักจะถูกเรียกว่าเป็น “เม่า”
 
4) ชอบเล่นหุ้นที่อยู่ในกระแส เป็นหุ้นที่ทุกคนพูดถึงหรือทุกคนเล่นโดยไม่สนใจเรื่องความถูกความแพงของราคาหุ้นทั้ง ๆ ที่เห็นได้ชัดว่าราคาหุ้นสูงเกินไป
 
ยาเม็ดสีแดงในตลาดหุ้นจะทำให้คน ๆ นั้นเชื่อในหลักการที่เป็นความจริงและสภาพความเป็นจริง เช่น
 
1) กล้าเผชิญกับความเป็นจริงที่โหดร้ายเกี่ยวกับความเสี่ยง ฟองสบู่หุ้นและตลาดหุ้น และการปั่นหุ้นที่มีตลอดเวลา
 
2) ตระหนักว่านักลงทุนส่วนใหญ่ลงทุนแย่กว่าตลาด และอารมณ์ความรู้สึกนั้นมีผลกระทบต่อการซื้อ-ขายหุ้นและราคาตลาดมาก
 
3) พร้อมที่จะศึกษาและวิเคราะห์ตลาดและหุ้นด้วยตัวเอง กล้า “สวนกระแส” ทำตรงกันข้ามกับคนส่วนใหญ่หรือฝูงชน ยอมรับความผันผวนของหุ้น ไม่ซื้อ-ขายหุ้นเมื่อราคาขึ้นลงรุนแรง
 
4) กล้าถือหุ้นยาวผ่านช่วงวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้น
 
ตัวอย่างของนักลงทุนที่มีชื่อเสียงและเป็นพวกกินยาเม็ดสีแดงก็คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์
 
ชาร์ลี มังเกอร์ เรย์ ดาลิโอ โฮเวิร์ด มาร์กส์ และโมนิช พาไบร เป็นต้น ส่วนในตลาดหุ้นไทยนั้น VI โดยเฉพาะที่เป็น “รุ่นบุกเบิก” ส่วนมาก ผมเชื่อว่าคงกินยาเม็ดสีแดงตอนเข้าตลาดหุ้นอย่างน้อย 20 ปีที่ผ่านมา ที่ผมคิดว่าถึงวันนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงความคิดและแนวทางแบบ VI แม้ว่าจะประสบกับอุปสรรคในการลงทุนในช่วงหลัง ๆ นี้
 
ยาเม็ดสีแดงที่ผมกินตั้งแต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 นั้นก็คือ การศึกษาหลักการลงทุนแบบ VI อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะหลักการของบัฟเฟตต์ที่เพิ่งเริ่มมีคนเขียน อย่างเช่น เรื่อง The Intelligent Investor ของเบน เกรแฮม The Warren Buffett Way ของ Robert G Hagstrom รวมถึง Buffettology ของแมรี บัฟเฟตต์ เป็นต้น
 
ผมเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นและการลงทุน เริ่มวางแผนการเงินและเส้นทางสู่ความมั่งคั่ง ผมยังจำได้ว่าผมตั้งความหวังที่จะมีเงิน “พันล้านบาทก่อนตาย” โดยที่ผมสามารถที่จะลงทุนจนถึงอายุ 80 ปี แนวคิดว่าผมมี “ตะเกียง 3 ดวง” ที่ผมจะต้องจัดการและดูแล ซึ่งก็คือ 1) เงินต้นที่มีอยู่ในตอนนั้น ซึ่งก็ไม่ได้มากมายอะไร 2) ผลตอบแทนการลงทุนที่ผมจะสามารถทำได้ต่อปีแบบทบต้น ซึ่งผมวางไว้ว่าสูงถึง 15% และ 3) ผมจะต้องมีชีวิตอยู่ให้ถึง 80 ปี ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นในตอนนั้นซึ่งยังไม่เคยมีใครคิดหรือพูดถึงมาก่อน
 
สิ่งที่ผมคิดบนกระดาษในช่วงเวลานั้น ดูในทางทฤษฎีแล้วก็น่าจะทำได้ แต่ลึก ๆ แล้วผมก็ไม่เชื่อว่ามันจะเป็นจริงได้ เหตุผลสำคัญน่าจะอยู่ที่ Mentality หรือความคิดที่ติดตัวผมตั้งแต่เกิดที่ว่า “เราเป็นคนจน” ถึงแม้จะพยายามแค่ไหนก็คงทำได้แค่ระดับหนึ่ง ไม่สามารถไปเทียบกับ “คนรวย” ที่เป็นคนจ้างเราทำงานและจ่ายเงินเดือนให้เรามาตลอด ถ้าจะพูดไป ผม “เจียมตัว” มาตลอดชีวิต การที่จะมีเงินพันล้านบาทในช่วงปี 2542-2543 นั้นคือคนที่แทบจะเรียกว่าเป็น “มหาเศรษฐี”
 
แต่ในตอนนั้น ตัวเลขจากการคำนวณบอกว่าถ้าผมรักษาเงินต้นและเพิ่มพูนมันขึ้นไปโดยการทำงานไปเรื่อย ๆ และไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และลงทุนแบบที่ผมเชื่อว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมในระยะยาวซึ่งก็คือการลงทุนในแบบ VI อย่างมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง และผมรักษาสุขภาพไม่ให้เจ็บหรือตายก่อน 80 ปี ซึ่งผมคิดว่าทำได้ ผมก็จะต้องรวยเป็น “มหาเศรษฐี” ทั้ง ๆ ที่มีเงินเพียงหลักสิบล้านบาทในวันเริ่มต้น
 
หลังจากเวลาที่เริ่มกินยาเม็ดสีแดงในวันนั้นแล้ว ก็อย่างที่รู้ สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศและตลาดหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปมาก ในช่วงเกือบ 20 ปีแรก กลายเป็น “ยุคทอง” ของการลงทุน ผลตอบแทนการลงทุนของผมดีมาก แทบจะเรียกว่า “ระดับโลก” เป้าหมายความมั่งคั่งที่เคยคิดว่า “เป็นไปไม่ได้” สามารถบรรลุไปอย่างรวดเร็ว แต่นั่นอาจจะไม่ใช่เพราะความสามารถที่เหนือชั้น เพราะนักลงทุนคนอื่นจำนวนมากรวมถึงคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่เรียกตัวเองว่า “VI” ตาม “กระแส VI” ที่กำลังโด่งดัง กลับ “ดีกว่า” และทำให้เกิด “เศรษฐีพันล้าน” เกลื่อนตลาด
 
แต่แล้ว ในช่วง 10 ปีหลังนี้ ดูเหมือนว่าสิ่งต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปอีก แต่ในทางที่แย่ลง ตลาดหุ้นย่ำแย่มายาวนานเป็น 10 ปี หลักการและวิธีการลงทุนแบบ VI เริ่มใช้ไม่ได้ผล นักลงทุนจำนวนมากที่เคยรวยมาก เดี๋ยวนี้รวยน้อยลงไปมาก บางคนกลายเป็นคนเคยรวย ผลตอบแทนที่ลดลงในตลาดหุ้นไทยอาจจะทำให้หลายคนเปลี่ยนแนวการลงทุนหรือเลิกไปเลย จำนวนมากหันไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งก็อาจจะเลิกความคิดแบบ VI ไปด้วย เนื่องจากไม่สามารถหาหุ้นที่เข้าเกณฑ์ได้ หลายคนกลับไปใช้เทคนิคเดิมที่คุ้นเคย
 
ผมเองก็ต้องปรับตัว พยายามลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นมากแต่ก็ยังเลือกไม่ค่อยได้เนื่องจากความรู้ในตัวหุ้นจำกัด บางครั้งผมก็คิดว่าเราอาจจะต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการลงทุนให้เข้ากับสถานการณ์ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เพราะผมกินยาเม็ดสีแดงไปแล้ว ผมไม่สามารถกลับไปเป็นอย่างเดิมได้ ตอนนี้ก็เลยเก็บแต่เงินสดไปเรื่อย ๆ คงจะรอจนกว่าหุ้นจะเข้าข่ายเป็น VI คือคุณภาพดี ราคาถูก ถึงจะซื้อ

The post ก่อนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น คุณกินยาเม็ดสีแดงหรือสีน้ำเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อฟองสบู่หุ้นยักษ์แตก ตลาดหุ้นคงดูไม่ดีเท่าไร https://thestandard.co/opinion-giant-stock-bubble/ Sat, 27 Sep 2025 08:20:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1123758

ช่วงเร็ว ๆ นี้ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นโลกและทรัพย์สิน “โลก” […]

The post เมื่อฟองสบู่หุ้นยักษ์แตก ตลาดหุ้นคงดูไม่ดีเท่าไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ช่วงเร็ว ๆ นี้ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นโลกและทรัพย์สิน “โลก” อย่างเช่นทองคำวิ่งขึ้นเป็น “All Time High” หรือ “สูงสุดตลอดกาล” เกือบทุกวัน และหุ้นที่วิ่งนำตลาดก็มักจะเป็นหุ้นที่ใหญ่มากขนาดที่เรียกว่า “หุ้นยักษ์” จำนวนเพียงระดับ 10 ตัวที่ใหญ่ที่สุดในตลาด ส่วนหุ้นขนาดกลางหรือเล็กนั้น บางทีก็ไม่ขึ้นเลยเพราะ “ไม่มีใครเล่น”

 

การขึ้นของหุ้นยักษ์ประเภทหุ้น “นางฟ้า” หรือ “หุ้นเทพ” นั้น มาจากความตื่นเต้นต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI ที่เชื่อกันว่ากำลัง “เปลี่ยนโลก” ไปสู่อีกมิติหนึ่งที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นคือ AI ที่มีความสามารถ “เหนือมนุษย์” และจะสามารถมาทำงานแทนหรือมาแทนมนุษย์ได้ในเวลา “ไม่นาน” ตัวอย่างอาจจะรวมถึงรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองโดยมี AI เป็น “คนขับ” ที่ตอนนี้ก็เริ่มทดลองกันแล้วในหลาย ๆ เมืองใหญ่ทั่วโลก อีกไม่เกิน 10 ปี มันก็อาจจะทำแทนคนเป็นล้าน ๆ คนแล้ว

 

การวิ่งขึ้นของหุ้นไฮเทคยักษ์โดยเฉพาะ AI นั้น สูงมากจน “ไม่น่าเชื่อ” หุ้นตัวเดียวบางตัวมีมูลค่าตลาดถึง 4 ล้านล้านเหรียญ หรือประมาณ 130 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่าตลาดหุ้นไทยถึงกว่า 8 เท่า

 

นั่นทำให้ตลาดหุ้นของสหรัฐมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 61 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือสูงเป็น ประมาณ 215% ของ GDP ที่อยู่ที่ประมาณ 29 ล้านล้านดอลลาร์ อย่างที่แทบไม่เคยเป็นมาก่อน และนี่ก็คือตัวเลขที่แสดงว่าตลาดหุ้นมีมูลค่าสูงเกินไปและสูงเกินพื้นฐานไปมากในความคิดของบัฟเฟตต์ หรือที่เรียกกันว่า Buffett Indicator ที่บอกว่า Market Cap. ของตลาดหุ้นไม่ควรมีมูลค่าสูงกว่า GDP ของประเทศนั้น

 

และข้อมูลที่ผ่านมาของประเทศต่าง ๆ รวมถึงตลาดสหรัฐในอดีตก็แสดงว่า ส่วนใหญ่แล้ว Market Cap. จะต่ำกว่า GDP ของประเทศ และถ้าช่วงไหนสูงกว่า ตลาดก็จะร้อนแรงเกินไป ราคาสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานที่ควรเป็น สักพักหนึ่งตลาดหุ้นก็จะปรับตัวลงมาจนต่ำกว่า GDP. ว่าที่จริงในช่วงนี้ค่าเฉลี่ยของ Market Cap. ทั่วโลกก็แค่ประมาณ 90% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทยเองก็มีค่าพอ ๆ กัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นประเทศอื่น ๆ ตอนนี้ก็มีมูลค่าปกติ

 

แต่ข้อโต้แย้งของนักลงทุนที่ชอบเล่นหุ้นโตเร็วและเก็งกำไรก็คือ หุ้นในตลาดสหรัฐนั้นเป็น “ข้อยกเว้น” เพราะบริษัทใหญ่ ๆ ของอเมริกานั้น ที่จริง เป็น “บริษัทของโลก” พวกเขาขายสินค้าไปทั่วโลกและรายได้และกำไรส่วนใหญ่ก็มาจากโลกไม่ได้มาจากอเมริกาเพียงประเทศเดียว ดังนั้น อัตราส่วนนี้จึงใช้ไม่ได้ Market Cap. ของบริษัทใหญ่ ๆ เหล่านั้น ยังเล็กกว่า GDP โลก และดังนั้น หุ้นยังไม่แพง

 

แต่ถ้ามาดูตัวเลขอีกตัวหนึ่ง ก็ยังอาจจะบอกได้ว่าหุ้นสหรัฐนั้น “แพงเกินไป” เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก นั่นก็คือ ขณะที่ GDP ของสหรัฐนั้นอยู่ที่ประมาณ 26% ของ GDP โลก แต่มูลค่า Market Cap. ของตลาดหุ้นอเมริกากลับใหญ่มากถึงประมาณ 49% ของตลาดหุ้นโลก

 

อย่างไรก็ตาม ข้อโต้แย้งก็ยังคงมีอีกว่า ก็อเมริกานั้นเป็นผู้นำของโลกทุกด้าน โดยเฉพาะทางด้านอำนาจทางการรบและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สะท้อนจากบริษัทจดทะเบียนยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ดังนั้น ตลาดหุ้นมีมูลค่าสูงกว่าสัดส่วนของ GDP มากก็เหมาะสมแล้ว

 

พูดง่าย ๆ ถ้าสหรัฐก็เหมือนกับประเทศอื่น ๆ Market Cap. ของตลาดหุ้นก็ควรจะประมาณ 26% ของ Market Cap. ของโลก ไม่ใช่ 49% หรือใหญ่เป็นเกือบ 2 เท่าอย่างที่เป็นอยู่ แต่ใครจะบอกได้ว่า Market Cap. ของสหรัฐควรเป็นเท่าไร นอกจากนักลงทุนทั่วโลกที่เข้ามาไล่ซื้อหุ้นจนมันขึ้นมาสูงขนาดนี้ พูดง่าย ๆ คนเชื่อมั่นในอเมริกาตามที่ทรัมป์บอกว่ากำลังทำให้ “Make America Great Again” หรือ “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง”

 

แต่ทั้งหมดนั้น จริงหรือ คนจำนวนไม่น้อยรวมถึงนักคิดชื่อดังอย่าง เรย์ ดาลิโอ หรือ บัฟเฟตต์ กลับคิดว่า หุ้นอเมริกานั้น อาจจะแพงเกินไป แพงเกินพื้นฐานที่แท้จริง และแม้ว่าส่วนใหญ่ยังไม่คิดว่าอเมริกาจะถึงจุดที่เริ่มตกต่ำลงแล้วอย่างที่เรย์ ดาลิโอบอก แต่ราคาหุ้นตอนนี้มันสูงเกินไปจนหลายคนคิดว่ามันเป็น “Bubble” หรือ “ฟองสบู่หุ้น” ที่พร้อมจะ “แตก” และพวกเขาก็เตรียมตัวโดยการทยอยขายหุ้นเพื่อเก็บเป็นเงินสด และนั่นก็คือเหตุผลที่เบิร์กไชร์ถือเงินสดสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ประมาณเกือบ 4 แสนล้านเหรียญหรือ 12 ล้านล้านบาทไทย

 

ซึ่งเป็นความคิดที่ตรงกันข้ามกับนักลงทุนส่วนบุคคลรายย่อยของอเมริกาที่ขนเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และยังกู้เงินผ่านบัญชีมาร์จินมาใช้ลงทุนถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหรือ 32 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 2 เท่า ของ GDP ไทย เข้ามาซื้อหุ้นยักษ์เพียงไม่กี่สิบตัวและเฉพาะอย่างยิ่งหุ้น 7 นางฟ้า ซึ่งส่งผลให้หุ้นแค่หยิบมือเดียวนี้มีมูลค่าตลาดรวมกันสูงถึงกว่า 1 ใน 3 ของทั้งตลาดหุ้น S&P 500

 

เราคงต้องมาดูกันต่อไปว่าในที่สุด ใครจะถูกหรือใครจะผิด ระหว่างเซียนหุ้นระดับโลก ที่กำลังจะจากไปในไม่ช้า กับคนหนุ่มสาวที่หลายคนเพิ่งจะเริ่มลงทุน และคิดว่า “โลกใหม่” ในอนาคตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และบริษัทที่จะ “ครองโลก” ทั้งหมดนั้นก็จะมีแค่หยิบมือเดียวที่เห็น นั่นก็คือ บริษัทเทคโนโลยีโดยเฉพาะที่กำลังเร่งพัฒนา AI อย่างบ้าคลั่ง ที่อาจจะกลืนกินธุรกิจอื่นทั้งหมดในเวลาอีกไม่นาน

 

ผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่าอนาคตของตลาดหุ้นอเมริกาและหุ้นยักษ์จะเป็นอย่างไร และดังนั้นผมก็พยายามมองหาคำตอบจาก “ประวัติศาสตร์” ที่คล้าย ๆ กันแม้ว่าหลายคนจะเลิกคิดถึงประวัติศาสตร์ไปแล้วในยามที่โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเช่นทุกวันนี้ ไม่ต้องพูดถึงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตลาดหุ้นที่ “ถูกทำลาย” ไปอย่างไม่มีชิ้นดีแทบทุกวัน

 

ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ของตลาดหุ้นอเมริกาผมดูว่าจะคล้าย ๆ ตลาดหุ้น—และเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษปี 1980 ถึง 1989 ที่ดัชนีนิกเกอิขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ประมาณ 39,000 จุด จาก 6,500 จุด หรือเพิ่มขึ้น 500% ในเวลา 10 ปี หรือเฉลี่ยทบต้นปีละเกือบ 20% ในขณะที่ดัชนี S&P 500 ในช่วงเวลา 10 ปีย้อนหลังก็ให้ผลตอบแทนสูงมากที่ประมาณ 13% ต่อปี แต่ถ้าคิดแค่ 5 ปีย้อนหลังก็ให้ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ 15% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร้อนแรงของตลาดหุ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นโตมากแทบจะคับฟ้าอยู่แล้ว

 

เหตุผลที่ตลาดเติบโต้อนแรงมากของญี่ปุ่นนั้นเป็นเพราะคนแทบทั้งโลกต่างก็เชื่อว่าญี่ปุ่นกำลังขึ้นแซงหน้าอเมริกาทางด้านเศรษฐกิจหลังจากที่ GDP ของญี่ปุ่นเติบโตขึ้นในระดับตัวเลขสองหลักมานานและคนร่ำรวยมหาศาล GDP ต่อหัวน่าจะสูงเท่า ๆ คนอเมริกันหรือสูงกว่าและก็ยังเติบโตในระดับ 4-6% ในช่วงปี 1985-1990 ซึ่งยังเป็น “ปีทอง” ของญี่ปุ่นในทุกด้านแม้ว่าอเมริกาจะบังคับให้ญี่ปุ่นเพิ่มค่าเงินเยนตามข้อตกลงพลาซาแอคคอร์ดในปี 1985 เพื่อลดการส่งออกของญี่ปุ่นลง

 

ในช่วงเวลานั้น นอกจากการเติบโตของเศรษฐกิจแล้ว ดูเหมือนว่าอนาคตของประเทศญี่ปุ่นเองก็กำลังสดใสสุดยอด ญี่ปุ่นกลายเป็น “อัจฉริยะ” ในทุกด้าน สินค้าญี่ปุ่นเป็นที่ต้องการทั่วโลก ทั้งในด้านคุณภาพที่ดีสมบูรณ์แบบ เช่น พวกรถยนต์และเครื่องจักรกลทั้งหลาย เครื่องเสียงและเครื่องใช้ไฟฟ้าของญี่ปุ่นเหนือกว่าคู่แข่งและมีราคาถูกสามารถตีตลาดไปทั่วโลก นอกจากนั้น ในด้านของความคิดสร้างสรรค์นั้น ญี่ปุ่นก็มีสินค้าใหม่เช่น Walkman ที่ใช้ฟังดนตรีขณะเดินได้ เช่นเดียวกับเกมคอมพิวเตอร์เช่น นินเทนโด ที่คนนิยมกันทั่วโลก

 

เซมิคอนดักเตอร์ที่จะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาดิจิทัลในเวลานี้ก็เป็นสินค้าที่ญี่ปุ่นเป็นผู้นำในการผลิตในวันนั้น เช่นเดียวกับแนวคิดในการบริหารงานเช่น ระบบการผลิตและการจัดการสินค้าคงคลังของโตโยตาก็กลายเป็นมาตรฐานสมัยใหม่ที่ทุกประเทศต่างก็ต้องเลียนแบบ ญี่ปุ่นกำลังครองโลก.

 

และก็แน่นอนว่าตลาดหลักทรัพย์และสินทรัพย์ของญี่ปุ่นก็สะท้อนความรุ่งเรืองนั้นอย่างเต็มที่ โดยที่ขณะที่ GDP ของญี่ปุ่นเมื่อเทียบกับโลกในเวลานั้นก็แค่ 15% แต่ Market Cap. ของตลาดหุ้นโตเกียวสูงถึง 45% ของตลาดหุ้นทั้งโลกและใหญ่กว่าตลาดหุ้นของสหรัฐที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่า ค่า PE ของตลาดก็สูงถึงกว่า 60 เท่า โดยที่หุ้นยักษ์ ๆ สูงยิ่งกว่านั้น

 

อสังหาริมทรัพย์ของญี่ปุ่นกลับเป็น “ฟองสบู่” มากกว่าหุ้น ราคาวิ่งขึ้นไปแบบหลุดโลก เพราะญี่ปุ่นมีพื้นที่น้อย ว่ากันว่าแค่วังของจักรพรรดิ ถ้าตีราคาขึ้นมาก็จะมีค่ามากกว่าแคลิฟอร์เนียทั้งรัฐ นอกเหนือจากนั้นก็คือ คนญี่ปุ่นคิดว่าที่จะขึ้นไปเรื่อย ๆ ขายไปแล้วจะอยู่ที่ไหน แน่นอนว่าเขาก็มีคำอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมหุ้นจึงมาราคาแพงมาก เพราะนอกเหนือไปจากการที่บริษัทกำลังบูมสุดยอดด้วยความสามารถและเทคโนโลยีที่เหนือชั้นและทำกำไรได้ดีมากแล้วก็เป็นเพราะว่า บริษัทจดทะเบียนใหญ่ ๆ ในตลาดหุ้นต่างก็ถือหุ้นไขว้กันหมดและพวกเขาไม่ขายไม่ว่าราคาจะขึ้นมาแค่ไหน

 

หลังจากปี 1989 ตลาดหุ้นก็ “ถล่ม” ลงมา ภายในเวลา 2 ปีครึ่ง ดัชนีตกจากจุดสูงสุด 39,000 จุด เหลือเพียงประมาณ 15,000 จุด ในช่วงกลางปี 1992 หรือเป็นการลดลงมาถึงกว่า 60% เมื่อ “เรื่องจริง” เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นปรากฏขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เศรษฐกิจของญี่ปุ่นตกต่ำลงเหลือโตปีละแค่ 1-2% คนญี่ปุ่นแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วกลายเป็นสังคมคนสูงอายุ ความคิดสร้างสรรค์หายไป ญี่ปุ่นแทบจะไม่มี Innovation ใหม่ ๆ และถูกแซงโดยเกาหลีใต้และต่อมาก็จีน ไม่ต้องพูดถึงอเมริกาที่พุ่งขึ้นมาอย่างโดดเด่นด้วยพลังของสตาร์ทอัพของคนรุ่นใหม่ที่ญี่ปุ่นแทบจะไม่มี

 

ที่พูดมาทั้งหมดนั้น ไม่ได้หมายความว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกัน แต่ในฐานะของ VI เราก็ต้องระมัดระวังความเสี่ยงด้านลบที่รุนแรงที่อาจจะทำให้เกิดหายนะได้ถ้าตลาดหุ้นสหรัฐเกิดสถานการณ์แบบเดียวกับญี่ปุ่นเมื่อ 35 ปีมาแล้ว

The post เมื่อฟองสบู่หุ้นยักษ์แตก ตลาดหุ้นคงดูไม่ดีเท่าไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเทศไทยปฏิรูป-ฝันไป https://thestandard.co/opinion-thailand-and-reform/ Sun, 21 Sep 2025 07:11:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1121199

ผมมีความคิดมานานแล้วว่าประเทศไทยจำเป็นที่จะต้อง ‘ปฏิรูป […]

The post ประเทศไทยปฏิรูป-ฝันไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผมมีความคิดมานานแล้วว่าประเทศไทยจำเป็นที่จะต้อง ‘ปฏิรูป’ คือเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีทำ ที่เคยทำมายาวนานอย่างน้อย 72 ปี ตั้งแต่ผมเกิด เพราะโลกและประเทศไทยเปลี่ยนไปมากเกินกว่าที่เราจะทำแบบเดิมแล้วยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาอย่างที่เคยเป็นมา

 

เหตุผลสำคัญก็คือ โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปมากโดยเฉพาะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีซึ่งทำให้ประเทศที่ ‘ตามไม่ทัน และยังทำงานด้วยความรู้และ ‘ภูมิปัญญาแบบเดิม’ พ่ายแพ้แก่ประเทศที่ก้าวหน้ากว่า

 

ประเด็นก็คือ ความสำเร็จในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยในอดีตนั้น อาศัย ‘การลงทุน’ เช่นการตั้งโรงงานจากต่างประเทศ และต่อมาก็จากคนไทยที่ร่ำรวยขึ้น และอาศัย ‘คนงาน’ ที่ทำงานการเกษตรในชนบทเข้ามาทำงานในเมือง ต่อมาก็อาศัยชาวต่างชาติรอบบ้านเราที่มาหางานที่มีค่าแรงสูงกว่าทำ

 

ตอนนี้คนไทยที่ย้ายมาทำงานตามโรงงานก็หมดแล้ว เพราะนอกจากจะไม่มีคนหนุ่มสาวในชนบทแล้ว คนไทยโดยรวมก็กำลังลดลงและจะลดลงเรื่อยๆ ส่วนคนที่ยังทำงานก็แก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร พวกเขาก็ยังทำงาน ‘แบบเดิม’ และด้วยเทคโนโลยีแบบเดิม และประสิทธิภาพก็ ‘เท่าเดิม’ ผลก็คือ ขนาดของเศรษฐกิจหรือ GDP ก็ไม่โตหรือโตน้อยมาก และถ้ายังเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ GDP ก็อาจจะลดลงในอนาคต

 

การ ‘ปฏิรูป’ ที่ผมจะพูดถึงก็คือ 1. การเพิ่มจำนวนประชากรคนทำงาน และ 2. การเพิ่มประสิทธิภาพของคนทำงาน โดยที่ข้อ 1 นั้นดูเหมือนจะยากกว่าเนื่องจากพฤติกรรมของคนไทยหรือแม้แต่คนที่พัฒนาแล้วทั่วโลก ต่างก็ไม่อยากมีลูกมากเหมือนเดิม ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งก็เพราะไม่อยาก หรือไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกอย่างที่ต้องการ

 

การเพิ่มประสิทธิภาพที่สำคัญที่สุดข้อแรกก็คือ การศึกษาหรือการสอนนักเรียนให้เก่งขึ้นในเรื่องของเทคโนโลยี ซึ่งเรื่องนี้ก็จะต้องปฏิรูปการศึกษาทั้งหมด โดยข้อแรกจะต้องปรับให้การใช้ทรัพยากรหรืองบที่ใช้ในการสอนนักเรียนมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งวิธีที่ผมคิดว่าน่าจะทำได้ง่ายก็คือ ปิดโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยมากและให้เด็กไปเรียนรวมกันในโรงเรียนขนาดใหญ่ นี่จะทำให้เกิด Economies of Scale หรือต้นทุนการสอนต่อเด็กแต่ละคนลดลงได้มาก โดยที่เงินที่ประหยัดได้ก็จะถูกนำไปใช้ในการจ้างครูหรือเพิ่มและปรับปรุงอุปกรณ์การสอนให้ดีขึ้น

 

วิชาที่จะสอนแบบปฏิรูปนั้นจะต้องเปลี่ยนแปลงไป ที่ต้องเน้นเป็นพิเศษก็คือ STEM หรือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ที่ต้องใช้ความคิดแบบเหตุผลมีตรรกะ และต้องลดวิชาเกี่ยวกับศิลปะศาสตร์ที่เน้นให้เด็กท่องจำลง นอกจากนั้น ต้องเพิ่มวิชาเกี่ยวกับ AI และการใช้ AI กับเด็กทุกคน

 

อีกวิชาหนึ่งที่ผมคิดว่าจำเป็นและมีประโยชน์มากก็คือภาษาอังกฤษ เหตุผลก็เพราะมันเป็นภาษาของ ‘โลก’ และ ‘ดิจิทัล’ คนที่ภาษาอังกฤษดีจะทำให้สามารถติดต่อกับคนทั่วโลกและเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ ง่ายกว่าคนที่ไม่เชี่ยวชาญภาษานี้

 

การเปลี่ยนแปลงที่ผมคิดว่าจะสำเร็จนั้น จะต้องทำอย่างมีคุณภาพและได้ผลชัดเจน  อย่างครูภาษาอังกฤษนั้น ควรจะต้องเป็น Native Speaker หรือคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักหรือใกล้เคียง ซึ่งปัจจุบันเราแทบจะไม่มี ดังนั้น การจ้างครูจึงเป็นเรื่องใหญ่และอาจต้องใช้เงินมาก อย่างไรก็ตาม ด้วยความสามารถของ AI ในปัจจุบัน เราอาจจะสามารถให้ AI สอนโดยมีครูคนเดิมเป็นผู้สนับสนุนก็ได้

 

รายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษานั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่พอให้คนในแวดวงการศึกษาคิดก็อาจจะบอกทันทีว่า ‘ทำไม่ได้’ อาจจะเพราะ ‘ไม่มีเงิน’ ‘ไม่มีครู’ ‘ยุบโรงเรียนไม่ได้’ ‘ลดวิชานั้นวิชานี้ไม่ได้’ และอีกร้อยแปด นั่นก็อาจจะเพราะว่าพวกเขา ‘ชินกับความคิดแบบเดิม’ ที่ทำมาแล้วอย่างน้อย 70-80 ปีขึ้นไปจนฝังอยู่ในสมองและมีแนวคิดว่าครูคือ ‘แม่พิมพ์’ ที่ปั๊มเด็กออกมาให้เหมือนกับตนเอง แต่ถ้าเราจะ ‘ปฏิรูป’ ก็ต้อง ‘คิดใหม่’ และก็จะต้องมีคนใหม่ๆ ที่อาจจะพูดในสิ่งที่ ‘ไร้สาระที่สุด’ เช่น ไม่ต้องมีครูก็ได้ เพราะ ‘AI สอนได้ และดีกว่า’ เป็นต้น

 

โรงเรียน ‘ใหม่’ นี้ อาจจะไม่ได้มีต้นทุนสูงก็ได้ เพราะถูกออกแบบมาให้มี Economies of Scale สูงมากคล้ายๆ กับสินค้าหลายอย่างในช่วงนี้ที่มีของ ‘คุณภาพดี ราคาถูก’ ในหลายๆ ผลิตภัณฑ์ และเรื่องนี้อาจจะมีผลกระทบไปถึงเรื่องของการเพิ่มประชากรได้ด้วยหากคนที่ไม่ต้องการมีลูกเพราะคิดว่าไม่สามารถให้การศึกษาที่ดีกับเด็กได้ ค้นพบว่าเขาไม่ต้องจ่ายเงินมากมายอะไรกับการเรียนในโรงเรียนใหม่ที่มีคุณภาพ พวกเขาก็อาจจะอยากมีลูกมากขึ้น 

 

การปฏิรูปเรื่องที่สองที่ผมว่าจำเป็นมากที่จะนำประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปอีกระดับหนึ่งก็คือ การปฏิรูปในเรื่องของระบบราชการและการปกครอง ประเด็นก็คือ ประสิทธิภาพของระบบการปกครองและการให้บริการแก่ประชาชนมีประสิทธิภาพต่ำกว่าประเทศอื่นที่ก้าวหน้ากว่า และสิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะเราไม่ได้ใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะดิจิทัลเท่าที่ควรทั้งๆ ที่โลกและภาคเอกชนมีและใช้มันมานานแล้ว

 

เรื่องแรกที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ หน่วยงานจำนวนไม่น้อยที่ให้บริการประชาชน เช่นกรมที่ดิน ยังไม่ได้ใช้ดิจิทัลทั้งๆ ที่เทคโนโลยีมีมานานแล้ว เช่น ระบบ GPS ที่บอกพิกัดได้ละเอียดมากพอน่าจะเป็นระดับเซ็นติเมตร แต่เราก็ยังใช้หมุดและคนรังวัดที่ดินจำนวนมหาศาล ไม่ต้องพูดถึงการโอนและกรรมสิทธิ์การเป็นเจ้าของที่ยังอยู่ในรูปของกระดาษ

 

ผมเองคิดว่าระบบทั้งหมดนั้นควรจะอยู่ในรูป ‘Online’ เวลาจะซื้อหรือขายควรจะทำผ่านคอมพิวเตอร์แบบการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ เช่นเดียวกับการจ่ายภาษีที่ดินที่น่าจะจ่ายผ่านแพลตฟอร์มและตัดบัญชีธนาคารได้เลย  แต่ทั้งหมดนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย

 

หน่วยราชการอื่นๆ ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ยังทำงานอย่างไม่ค่อยมีประสิทธิภาพและบางทีก็ซ้ำซ้อน เรื่องเดียวกันแต่เราต้องผ่านหลายหน่วยงานทั้งๆ ที่ข้อมูลก็อยู่ในระบบของราชการอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น ถ้าจะตั้งโรงงาน ก็จะต้องขออนุญาตและผ่านการอนุมัติจากหลายหน่วยงานและก็จะต้องกรอกข้อมูลเดิมซ้ำๆทำไมเราไม่หาคนออกแบบระบบ ทำโปรแกรมที่ลิงค์ข้อมูลถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุกอย่างสามารถพิจารณาและอนุมัติได้ทันทีจากปลายนิ้วของคนขอและคนอนุมัติ?

 

แม้แต่หน่วยงานปกครองท้องถิ่นเช่น อำเภอและจังหวัด เองนั้น ก็ควรจะต้อง ‘ปฏิรูป’ เพราะเหตุผลที่ต้องแบ่งเป็นเขตแดนจำนวนมากก็เพราะในสมัยก่อนนั้นเราไม่มีระบบ Logistic ที่ดี การเดินทางเข้า ‘ส่วนกลาง’ ใช้เวลานานมาก อาจจะหลายๆ วัน แต่ทุกวันนี้ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ เป็นออนไลน์หมดแล้ว การมีอยู่ของเขตการปกครองแบบท้องถิ่นในเรื่องต่างๆ แทบไม่มีความจำเป็น ดังนั้น อำเภอหรือจังหวัดในปัจจุบันนั้น จึงมีจำนวนมากเกินไป สามารถยุบรวมกันได้ อย่างน้อยก็น่าจะสัก 2 จังหวัดเหลือ 1 จังหวัด เช่นเดียวกับอำเภอที่น่าจะสามารถลดลงได้ในอัตราส่วนที่มากกว่าด้วยซ้ำ

 

นอกจากจะลดงบประมาณลงได้แล้ว ยังสามารถเพิ่มคุณภาพหรือประสิทธิภาพให้กับการปกครองหรือการให้บริการได้ เพราะคนจะใช้เวลาน้อยลงในการขอรับบริการ เนื่องจากมันเป็นดิจิทัล ไม่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

 

การปฏิรูปอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าจะช่วยให้ประเทศก้าวหน้าหรือพัฒนาเร็วขึ้นก็คือเรื่องความสัมพันธ์กับประเทศอื่นและเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของความมั่นคงซึ่งระยะหลังๆ นี้เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ กล่าวโดยเฉพาะก็คือ ถ้าความมั่นคงไม่ดีมีศึกสงคราม เศรษฐกิจก็จะแย่ไปด้วย ไม่ใช่เฉพาะการค้าขาย แต่การลงทุนก็จะถูกกระทบ นักลงทุนต่างชาติไม่อยากลงทุนในประเทศที่กำลังทำสงครามอย่างแน่นอน

 

เช่นเดียวกับสงครามก็คือเรื่องของความไม่สงบของสังคมภายในประเทศที่มักจะเกิดขึ้นจากอาชญากรรม การโกง และจากความไม่พอใจใน ‘กติกา’ ทางสังคมและการเมือง ซึ่งก็คือเรื่องของรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆเพราะความไม่สงบนั้นทำให้คนไม่มั่นใจที่จะมาลงทุนทำธุรกิจหรือแม้จะแค่มาท่องเที่ยวซึ่งก็เป็นอุตสาหกรรมที่ทำเงินให้แก่ประเทศมหาศาลและเป็นตัวสำคัญในการผลักดันให้ GDP เติบโตขึ้นได้ไม่น้อย

 

การปฏิรูปในเรื่องเหล่านี้ก็คือ ทำให้ประเทศมีความสงบ มีความมั่นคง อาชญากรรมน้อย และผู้คนมีความพอใจกันทุกฝ่ายในด้านของการเมือง ซึ่งนั่นก็จะเป็นการส่งเสริมให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ด้วยดี และสุดท้ายก็จะกลับมาส่งเสริมให้ประเทศมีความมั่นคงเพิ่มขึ้น พูดง่ายๆ การปฏิรูปเรื่องนี้เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่า  ความมั่นคงและความสงบนั้นมาจากหลายๆ มิติ ไม่ใช่เฉพาะการมีกำลังทางทหารหรือมีอาวุธที่เข้มแข็งในปัจจุบัน แต่มาจากความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการเติบโตที่จะทำให้เรามีพลังที่จะต่อสู้และป้องกันศัตรูได้ในระยะยาวด้วย

 

ที่พูดมาทั้งหมดนั้น ว่าที่จริงก็คล้ายๆ กับการแถลงนโยบายของรัฐบาลหรือการเสนอนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่มักจะ ‘เกิดขึ้นยาก’ หลายเรื่องเสนอหรือทำไปแล้วก็ไม่ได้รับความนิยม เรื่องที่ทำก็ไม่สำเร็จเพราะอาจจะถูกต่อต้านจนคนทำต้องล้มไปก่อน ดังนั้น ผมจึงคิดว่าเรื่องนี้สำหรับประเทศไทยแล้ว มันคงเป็นแค่ ‘ความฝัน’ แต่ผมเองก็ยังฝันว่าวันหนึ่งมันอาจจะเป็นความจริงได้

 

ภาพ: Vector mall/Shutterstock, Formatoriginal/Shuttersstock

 

อ้างอิง:

The post ประเทศไทยปฏิรูป-ฝันไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก VI สู่ AI เทรดเดอร์อัจฉริยะ https://thestandard.co/quant-vs-vi-ai-investing/ Sat, 13 Sep 2025 09:38:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1118974 quant-vs-vi-ai-investing

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับความก้าวหน้าของ AI ที่จะสามารถเ […]

The post จาก VI สู่ AI เทรดเดอร์อัจฉริยะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
quant-vs-vi-ai-investing

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับความก้าวหน้าของ AI ที่จะสามารถเข้ามาแทนที่คนในธุรกิจต่าง ๆ พบว่า วงการเงินซึ่งรวมถึงธนาคาร การประกัน และหลักทรัพย์นั้น อยู่ในระดับสูงมากถึงระดับ 50% ไปแล้ว โดยที่ธุรกิจหลักทรัพย์ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงการบริหารทรัพย์สินและการลงทุนนั้นอยู่ที่ประมาณ 40%

 

การลงทุนและการเทรดหลักทรัพย์ของผู้บริหารกองทุนต่าง ๆ ทั่วโลก ในปัจจุบันนั้น ผมคิดว่าทำโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์น่าจะมากกว่า 50% ไปแล้ว บางแห่งอาจจะสูงเป็นกว่า 90% ไปแล้วก็ได้ เพราะแม้แต่ในตลาดหุ้นไทยเอง โปรแกรมเทรดดิ้งกลายเป็นผู้เล่นหลักในแต่ละวัน คือเทรดมากกว่ากลุ่มอื่นทั้งหมด ว่าที่จริงในตลาดอย่างในสหรัฐนั้น 

 

ผมเชื่อว่าคนที่ซื้อขายในตลาดส่วนใหญ่กลายเป็น “เครื่องจักร” หรือหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่นี้เป็นหลัก โดยเครื่องจักรที่ว่าก็คือคอมพิวเตอร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เป็น AI ที่คิดแทนคนในการตัดสินใจสั่งซื้อ-สั่งขาย

 

หลักคิดหรือกลยุทธ์ในการลงทุนในยุคที่คอมพิวเตอร์และ AI มีบทบาทนำในปัจจุบันนั้น ก็เป็นการลงทุนหรือการเทรดหลักทรัพย์ที่เน้นความรวดเร็วและออกแนวเก็งกำไรเป็นหลัก และแนวที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากก็คือสิ่งที่เรียกว่า “Quant” หรือการวิเคราะห์หลักทรัพย์โดยอาศัยข้อมูลเชิงปริมาณหรือข้อมูลที่เป็นตัวเลขเป็นหลัก

 

พวก Quant ก็คือคนที่ประยุกต์สถิติทางคณิตศาสตร์ระดับสูง กับตัวเลขในตลาดการเงินโดยใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์และ AI เข้าไปคำนวณเพื่อมองหารูปแบบและแนวโน้มของราคาหลักทรัพย์ โดยที่โปรแกรมจะถูกออกแบบมาให้ทำการซื้อ-ขายอย่างอัตโนมัติตามกลยุทธ์ที่จะทำให้สามารถทำกำไรได้

 

ความสำเร็จและการขยายตัวของพวก Quant นั้น ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และถึงวันนี้น่าจะเป็น “กระแสหลัก” ไปแล้ว และแน่นอนว่า เหนือกว่าการลงทุนแบบ “VI” ที่เคยโดดเด่นและดังมานานอานิสงส์จากการสนับสนุนและรับรองโดย วอเร็น บัฟเฟตต์ นักลงทุนมือหนึ่งของโลกที่สร้างผลงานยอดเยี่ยมโดยมีผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 20% ติดต่อกันประมาณ 70 ปี

 

ความสำเร็จและความนิยมของ Quant นั้น ส่วนสำคัญอย่างหนึ่งก็คงมาจากตัวนักลงทุนที่เป็นผู้นำเช่นกัน ซึ่งก็คือ Jim Simons ผู้บริหารของ Renaissance Technologies ซึ่งบริหารกองทุนหลักคือ “Medallion Fund” ตั้งแต่ปี 1988-2018 เป็นเวลา 30 ปีและได้ผลตอบแทนแบบทบต้นถึง 66% ต่อปี และถ้าหักค่าธรรมเนียมค่าบริหารก็ยังให้ผลตอบแทนถึงปีละ 39% เหนือกว่าผลตอบแทนของบัฟเฟตต์มาก และกลายเป็นสถิติโลกที่ไม่มีใครทำได้ ส่วนตัวของจิม ไซม่อนเองซึ่งเพิ่งเสียชีวิตเมื่อปีก่อนที่อายุ 86 ปี ก็ร่ำรวยติดอันดับโลก ด้วยความมั่งคั่งประมาณ 30 พันล้านเหรียญหรือ 1 ล้านล้านบาทในวันที่เขาตาย

 

ที่มาของการลงทุนแบบ Quant เองนั้น ก็มีอะไรคล้ายคลึงกับการลงทุนแบบ VI ในแง่ที่ว่าทั้งคู่มี “บิดา” หรือผู้ให้กำเนิดแนวคิดที่สามารถสร้างผลงานการลงทุนแบบใหม่ที่เหนือกว่าได้ ในกรณีของ VI ก็คือเบน เกรแฮม ในช่วงประมาณปี 1934 หลังวิกฤติตลาดหุ้นครั้งใหญ่ในปี 1929 ที่หุ้นตกลงมาและมีราคาถูกมาก

 

Quant นั้น คนที่น่าจะเป็น “บิดา” ก็คือ Edward O Thorp ศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ที่หันไปศึกษาเรื่องการพนันในบ่อนและการลงทุนใน “ตลาดการพนันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” หรือตลาดหุ้น โดยวัตถุประสงค์ก็คือการพิสูจน์ว่าเราสามารถเอาชนะในเกมนี้ได้โดยอาศัยการคำนวณด้วยคณิตศาสตร์และสถิติ

 

เริ่มแรก เขาเข้าไปเล่นไพ่แบล็กแจ็กหรือไพ่ 21 ในคาสิโนโดยการคิด “สูตร” ตามสถิติและคณิตศาสตร์และกำหนดวิธีการเล่นโดยการ “นับไพ่” และการกำหนด “เม็ดเงินพนันในแต่ละรอบ” ที่ทำให้เขา “ได้เปรียบ” ทางสถิติ ซึ่งผลก็คือ เขาก็สามารถทำเงินได้กำไรจากบ่อนเป็นประจำจนทำให้คาสิโนต่างก็ปฏิเสธไม่ให้เขาเล่น เขาเขียนหนังสือเล่าเรื่องนี้ในชื่อ “Beat the Dealer” หรือ “เอาชนะบ่อน” ในปี 1964 ซึ่งดังมาก เพราะไม่มีใครเคยคิดว่านักพนันจะชนะบ่อนได้

 

ต่อมา เขาเปลี่ยนไปเล่นหุ้นหรือซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาด โดยการใช้สูตรคณิตศาสตร์และเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ในการคำนวณหามูลค่าหลักทรัพย์ที่เป็นอนุพันธ์เช่น วอร์แรนต์และออปชันที่มีหลักทรัพย์แม่ที่มีราคาตลาดอยู่แล้ว เขาจะซื้อ-ขายหลักทรัพย์โดยมีกลยุทธ์ที่จะเฮดจ์ความเสี่ยงที่หุ้นจะขึ้นหรือลงโดยการซื้อหุ้นในด้านหนึ่ง และขายชอร์ตหุ้นตัวเดียวกันเมื่อออปชันของหุ้นตัวนั้นมีราคาที่ผิดเพี้ยนไปจากสูตรที่เขาคำนวณได้มากพอ ด้วยการทำแบบนั้น เขาก็แทบจะไม่มีความเสี่ยงเลยไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง แต่จะได้ผลตอบแทนเพียงเล็กน้อยในการเทรดแต่ละครั้ง แต่เมื่อเทรดหุ้นมาก กำไรก็จะเป็นกอบเป็นกำ และทั้งหมดนั้นเขาก็เขียนไว้ในหนังสืออีกเล่มหนึ่งก็คือ “Beat the Market” หรือเอาชนะตลาดในปี 1967

 

ผลตอบแทนการลงทุนในตลาดหุ้นของเขาในช่วง 20 ปี ตั้งแต่ปี 1969-1988 คือ บวก 19.1% ต่อปีแบบทบต้น และไม่มีปีไหนที่ขาดทุนเลย เทียบกับดัชนี S&P 500 ที่ 10 2% และติดลบไป 4 ปี ความมั่งคั่งของเขาก็ “รวย” ระดับเศรษฐี แม้อาจจะไม่ใช่มหาเศรษฐี เขาเลิกจากการลงทุนและกลับไปใช้ชีวิตที่เขาชอบ นั่นก็คือ การเป็นนักวิชาการ ซึ่งนั่นก็คงคล้าย ๆ กับเบน เกรแฮมที่มีธรรมชาติเป็นนักคิดมากกว่าการหาเงินจากการลงทุนมาก ๆ

 

โดยสรุปแล้ว ความแตกต่างระหว่าง VI กับการเทรดหุ้นหรือลงทุนแบบ Quant ก็คือ คนที่เป็น VI นั้น จะเป็นคนที่เน้นพื้นฐานทางธุรกิจของหุ้นหรือหลักทรัพย์ ซึ่งต้องมองหรือวิเคราะห์ธุรกิจในระยะยาว เสร็จแล้วก็ต้องดูว่าผลประกอบการในระยะยาวจะคุ้มกับราคาหุ้นหรือไม่ ดังนั้น คนที่จะเป็น VI จะต้องรอบรู้ในศิลปะต่าง ๆ ที่หลากหลายมากรวมถึงเรื่องทางธุรกิจที่ทุกบริษัทจะต้องแข่งขันกัน

 

พวก Quant นั้น ต้องใช้ข้อมูลตัวเลขในการคำนวณดูความเคลื่อนไหวของราคาเพื่อหาสถิติและความผิดเพี้ยนที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ แล้วถือโอกาสซื้อ-ขายทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว คนที่เป็น Quant จึงมักจะเป็นคนที่รู้เรื่องของตัวเลข การคำนวณและเป็นคนเก่งทางด้านโค้ดดิ้ง โดยที่แทบจะไม่ต้องรู้เลยว่าหุ้นตัวนั้นเป็นบริษัทที่ทำอะไร

 

“บิดา” ของ Quant คือ Ed Thorp นั้น เป็นนักคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ เช่นเดียวกับ Jim Simons ก็เป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์และเคยเป็นนักถอดรหัสโค้ดในช่วงสงครามเย็น นอกจากนั้น เฮดจ์ฟันด์ดัง ๆ ส่วนใหญ่เวลาจ้างพนักงานก็มักจะไม่จ้างนักการเงินแต่จ้างนักคณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ นักคอมพิวเตอร์ วิศวกร หรือแม้แต่นักดาราศาสตร์มาบริหารกองทุน ถ้าจะพูดไป คนเหล่านี้จำนวนมากเป็นคน “อัจฉริยะ” IQ ระดับ 130-140 น่าจะเป็นเรื่องปกติ ผมเองรู้จักเด็กหนุ่มสาวคนไทยที่ทำงานให้กับกองทุนเหล่านี้ที่ไม่ได้จบทางด้านการเงินการลงทุน แต่เป็นเด็กทุนระดับ Top ของประเทศที่ไม่มีใครรู้จัก

 

ผลงานของ VI นั้น มองในระยะยาวแล้วก็ค่อนข้างโดดเด่น โดยเฉพาะถ้าเป็นระดับ “เซียน” ก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีต่อเนื่องยาวนานและเป็นที่ยอมรับของสังคมการลงทุน เหตุผลอาจจะเป็นว่าคนรู้ว่ากองทุนอย่าง ARK Invest ของป้าเคที่วูด หรือบริษัทอย่างเบิร์กไชร์นั้น “รวยยังไง” ถือหุ้นอะไรบ้าง

 

ในกรณีของ Quant นั้น เกมก็คือการทำกำไรแต่ละครั้งจะน้อย ๆ และมีการป้องกันความเสี่ยงได้ดี ไม่มีการขาดทุนเพราะทุกเทรดทำด้วยโปรแกรมที่คำนวณถึงโอกาสขาดทุนไว้แล้ว วิธีทำกำไรให้มากก็คือการเทรดให้มากด้วยต้นทุนที่ต่ำ เช่น ค่าธรรมเนียมน้อยมาก คิดเป็นเปอร์เซ็นต์อาจจะใกล้ 0 ดังนั้น Quant จำนวนมากในช่วงเวลานี้จึงอาจจะทำผลงานได้ดีเนื่องจากโลกของการเทรดหลักทรัพย์พัฒนาไปมาก ต้นทุนการดำเนินการลดลงมาก เช่นเดียวกับโปรแกรมหรือโค้ดก็อาจจะทำได้เร็วและถูก อานิสงส์จากความก้าวหน้าของ AI

 

อย่างไรก็ตาม ผลงานของ Quant ส่วนมากมักจะไม่ค่อยได้เปิดเผยมากนัก เพราะกองทุนมักจะเสนอให้กับผู้ลงทุนรายใหญ่จำนวนจำกัดที่ไม่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน สิ่งที่พอรู้นอกจากผลงานของ Jim Simons ในกองทุน Medallion Fund ซึ่งไม่ได้เปิดให้กับประชาชนทั่วไปที่โดดเด่นมากแล้ว ผลงานกองทุนอื่น ๆ ของ Jim Simons เองก็อยู่ในระดับประมาณปีละ 8-12% แบบทบต้นเท่านั้น และน่าจะไม่ต่างจากผลงานในกลุ่ม VI ทั่วไปมากนัก

 

สุดท้ายก็คือ เราในฐานะของนักลงทุน ควรจะเลือกแนวทางไหนในการลงทุน ควรจะเป็นแนว VI หรือเชื่อในแนว Quant.

 

โดยส่วนตัวผมเองนั้น ผมคิดว่าคนที่จะเป็นนักลงทุนแนว Quant นั้น จะต้องมีความรู้ความสามารถทางตัวเลขและวิทยาศาสตร์สูง หรือเป็นพวก “อัจฉริยะ” คนที่รู้แต่วิธีใช้โปรแกรมเทรดหุ้นนั้นยากที่จะประสบความสำเร็จแบบยั่งยืน เพราะโปรแกรมที่ประสบความสำเร็จนั้น พอใช้ไปสักระยะก็มักจะใช้ไม่ได้ต่อไป คนที่จะชนะคงต้องเป็นคนที่สามารถดัดแปลงโปรแกรมไปเรื่อย ๆ เมื่อเห็นว่าของเดิมเริ่มใช้ไม่ได้แล้ว

 

ด้วยการพัฒนาของ AI ในช่วงเร็ว ๆ นี้ ผมเองคิดว่ามีความเสี่ยงมากสำหรับคนที่ลงทุนระยะสั้นหรือเทรดหุ้นที่จะเอาชนะผลตอบแทนของตลาดได้ไม่ว่าจะใช้กลยุทธ์ไหนรวมถึง VI ดังนั้น ผมคิดว่าน่าจะยังเหลือแค่ทางเดียวที่จะเอาตัวรอดได้ในตลาดนั่นก็คือ การ “ลงทุนระยะยาวจริง ๆ” ที่ AI ก็ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ดีกว่าคนที่ยังมี “จินตนาการ” มากกว่า

 

ภาพ: Andriy Onufriyenko / Getty images

The post จาก VI สู่ AI เทรดเดอร์อัจฉริยะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุคสินค้า Value (for money) https://thestandard.co/value-for-money-products-thailand/ Sun, 07 Sep 2025 03:26:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1116424 ตัวอย่างสินค้า Value for money ในไทย ทั้งสุกี้บุฟเฟ่ต์และของใช้คุณภาพดีราคาคุ้มค่า

ยุคของหุ้น ‘Value’ ในตลาดหุ้นไทย หลายคนอาจจะบอกว่าผ่านไ […]

The post ยุคสินค้า Value (for money) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวอย่างสินค้า Value for money ในไทย ทั้งสุกี้บุฟเฟ่ต์และของใช้คุณภาพดีราคาคุ้มค่า

ยุคของหุ้น ‘Value’ ในตลาดหุ้นไทย หลายคนอาจจะบอกว่าผ่านไปแล้ว แต่ยุคของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ขายให้กับผู้บริโภคในตลาด สินค้าที่เป็นของคุณภาพดี ราคาถูก หรือเรียกว่าเป็นสินค้า ‘Value for money’ ช่วงนี้กลับเกิดขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็ว ลองมาดูกันว่ามีสินค้าอะไรบ้าง

 

เริ่มที่ร้อนที่สุด ในช่วงนี้หนีไม่พ้นสุกี้หม้อไฟ อาหารยอดนิยมของคนทุกชั้นที่ตอนนี้แข่งกันขายที่ราคาถูกมากและคุณภาพดี โดยการขายแบบบุฟเฟ่ต์ ที่ลูกค้ากินได้ไม่อั้นในราคาที่ถูกมาก ซึ่งทำให้คนที่ปกติจะกินอาหารอย่างอื่นจำนวนมาก หันมากินสุกี้ในร้านที่ขายอาหารด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวแทน ผลก็คือ ภัตตาคารอื่น ๆ เหงาลงไปมากในขณะที่ร้านสุกี้หม้อไฟที่ใช้กลยุทธ์โปรโมชันแบบบุฟเฟ่ต์ราคาถูก คนแน่น

 

ร้านสุกี้บุฟเฟ่ต์ขายของดีราคาถูกได้ก็เพราะว่าสามารถขายได้จำนวนมาก ภัตตาคารคนเต็มแทบจะตลอดเวลา และนอกจากนั้นก็ยังเปิดด้วยชั่วโมงบริการยาวนาน บางร้านแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง ผลก็คือ ต้นทุนต่อหน่วยของการขายลดลงมากจนต่ำกว่ารายได้ต่อหน่วยที่ต่ำมากอยู่แล้ว ดังนั้น ธุรกิจก็อยู่ได้และมีกำไร ในทางวิชาการ ร้านสุกี้นั้นมี Economies of Scale หรือมีการประหยัดเนื่องจากขนาดที่ใหญ่ขึ้นสูงมาก

 

หลักการก็คล้ายๆ กับธุรกิจแบบสตาร์ทอัป ที่ตอนเริ่มต้นขายสินค้า จะขายในราคาที่ต่ำมากเพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาดให้เข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการก่อน โดยที่ในช่วงแรกก็จะขาดทุนมหาศาลเพราะต้นทุนสูง แต่เมื่อขายได้มากขึ้น ต้นทุนต่อหน่วยก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว จนถึงจุดหนึ่งบริษัทก็จะมีกำไรแทนที่จะขาดทุน และกำไรก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้น

 

ธุรกิจที่สามารถขยายตัวไปเรื่อยๆ และกิน Market Share หรือส่วนแบ่งทางการตลาดของคู่แข่งไปเรื่อยๆ สุดท้ายคู่แข่งก็จะตายหมด เรียกว่าธุรกิจถูก Disrupt หรือถูกทำลายและต้องล้มหายตายจากไป และนี่ก็คือกรณีของธุรกิจสตาร์ทอัปในสายของเทคโนโลยีโดยเฉพาะดิจิทัลที่คู่แข่งเดิมไม่สามารถที่จะผลิตหรือให้บริการสินค้าได้เนื่องจากไม่มีเทคโนโลยีหรือกำลังเงินเพียงพอที่จะลงทุนหรือเพียงพอสำหรับการที่จะต้องขาดทุนมหาศาลในช่วงที่กำลังเพิ่มยอดขายเพื่อให้ธุรกิจมีกำไรและยืนอยู่ได้

 

และนั่นก็ไม่เหมือนธุรกิจขายสุกี้หรืออาหารภัตตาคารที่ใช้หลักการคล้ายๆ กับธุรกิจสตาร์ทอัป เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ร้านสุกี้นั้น พอขยายถึงจุดหนึ่งก็จะเริ่มอิ่มตัว เพราะคนชอบกินอาหารหลากหลาย ถึงแม้ว่าสุกี้บุฟเฟ่ต์จะมีคุณภาพดีราคาถูกและเป็นอาหารที่มี Value for money สูงเมื่อเทียบกับอาหารอย่างอื่น แต่คนก็จะไม่กินทุกวัน และอาจจะกินแค่ “เดือนละครั้ง” ซึ่งก็ไม่เหมือนกับการใช้เฟซบุ๊กหรือดูไลน์ที่ใช้หรือดูทุกวันไม่เบื่อ

 

นอกจากนั้น เมื่อคนนิยมและกินสุกี้จากร้านที่เริ่มเสนออาหาร “คุณภาพดี ราคาถูก” สุดท้ายแนวคิดนี้ก็จะมีคนอื่นที่ทำได้เช่นเดียวกัน และแถม “ทำได้ดีกว่าด้วย” และต้นทุนหรือพลังเงินที่จะใช้ในช่วงแรกที่อาจจะต้องยอมขาดทุนก่อนเพื่อดึงลูกค้าก็ไม่ได้สูงนัก ผู้ประกอบการจำนวนมากสามารถทำได้ไม่ยาก

 

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ขายอาหารแบบอื่นที่ถูกแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดจากสุกี้บุฟเฟ่ต์ เช่น หมูกระทะ บางรายที่มีกำลังเงินพอก็อาจจะเริ่มเข้ามาเสนออาหารคุณภาพดี ราคาถูก แบบ “Value for money” เช่นเดียวกัน และก็อาจจะได้ลูกค้าจำนวนมากซึ่งทำให้สามารถลดต้นทุนลงเรื่อยๆ จนสามารถทำกำไรได้ไม่ต่างจากกรณีของสุกี้มากนัก

 

ในระยะยาว ภัตตาคารที่ไม่ใช่ ‘Value for money’ จะค่อยๆ ตายเพราะขายไม่ได้ เพราะถ้าอาหารมีคุณภาพดีเท่าๆ กันแต่ราคาแพงกว่าใครจะไปซื้อ ถ้าจะอยู่ได้ก็ต้องคุณภาพสูงกว่าหรืออร่อยกว่า และราคาก็สูงกว่าได้ แต่ก็ต้องเป็นราคาที่เหมาะสมที่ลูกค้ายอมรับ ทั้งหมดนั้น กลไกตลาด ก็จะบอกเอง โดยที่กลไกตลาดเองนั้น ก็ขึ้นอยู่กับภาวะทางเศรษฐกิจของผู้บริโภคเองด้วยว่าดีหรือแย่แค่ไหน อย่างช่วงนี้ ก็ต้องถือว่าเศรษฐกิจไม่ดี คนไม่ค่อยยอมจ่ายเงินมากเพื่อคุณภาพที่ดีขึ้นไม่มาก ผลก็คือ สินค้า Value for money ขายดีกว่าปกติ

 

ที่กล่าวมาข้างต้นค่อนข้างยาวเพื่อที่จะได้เข้าใจกลไกของการตลาดของสินค้าแบบนี้ที่ผมพบว่ากำลังเฟื่องฟูในตลาดไทย ซึ่งผมจะพูดถึงแบบเร็วๆ ดังต่อไปนี้

 

กลุ่มแรกที่เกิดขึ้นนานแล้ว แต่ถึงวันนี้ก็ยังเกิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คือสินค้าอุปโภคหรือของใช้ในบ้าน ของใช้ส่วนตัว และอื่นๆ อีกมากที่เรียกกันว่า ร้าน 100 เยน ในญี่ปุ่น หรือ ร้าน 1 ดอลลาร์ ในอเมริกา เหล่านี้ก็คือร้านที่เสนอขายสินค้าคุณภาพดี ราคาถูก คุ้มค่าเงิน

 

พวกเขาอยู่ได้เพราะขายของได้มากกว่าร้านเล็กๆ แบบโชห่วยที่ “คุณภาพแย่ ราคาแพง” ของไม่ครบ และต้นทุนของร้าน Value for money นั้นจะถูกลงเรื่อยๆ เนื่องจากเขาสั่งซื้อสินค้าจำนวนมาก เขาสามารถออกแบบที่สวยและน่าใช้ให้กับสินค้าโดยต้นทุนในการออกแบบนั้นน้อยมากเนื่องจากกระจายไปยังสินค้าจำนวนเป็นล้านๆ ชิ้น เช่นเดียวกับต้นทุนในการขายและการสร้างระบบต่างๆ ของร้านที่ก็น้อยนิดเช่นเดียวกันเมื่อคิดเป็นต้นทุนต่อหน่วย

 

คงไม่ต้องบอกว่าโมเดลธุรกิจแบบนี้ใช้ได้ผลมากในตลาดไทย เพราะธุรกิจขยายตัวและมีการเลียนแบบไปใช้กับสินค้าอื่นๆ เช่น สินค้า กุ๊กกิ๊ก สำหรับเด็กสาวหรือผู้หญิงทำงาน หรือ สินค้าชิ้นละ 10 บาท ที่มักจะเป็นร้านขนาดเล็ก และสินค้าประเภทซ่อมแซมบ้านประเภท “Do it yourself” หรือทำด้วยตนเอง เป็นต้น

 

กลยุทธ์ขายสินค้าหรือบริการ คุณภาพดี ราคาถูก คุ้มค่า โดยอาศัยการแย่งส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว ขยายธุรกิจจนมี Economies of Scale สูง ลดต้นทุนต่อหน่วยและทำกำไรในภายหลังนั้น ไม่ใช่ว่าจะสามารถทำได้ในทุกอุตสาหกรรม แต่ต้องเป็นอุตสาหกรรมที่มีการวิเคราะห์แล้วว่าเมื่อขยายยอดขายหรือจำนวนหน่วยที่ผลิต ต้นทุนส่วนเพิ่มนั้นจะน้อยมาก บางทีใกล้ศูนย์อย่างในกรณีของดิจิทัล

 

และต้องดูว่าตลาดที่จะขยายไปนั้น จะทำได้มากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การที่คู่แข่งจะเข้ามานั้นทำได้ยากแค่ไหนด้วย แม้ว่าประเด็นหลังนี้ คนที่ทำก่อนก็อาจจะได้เปรียบว่าเป็น “First Mover” ที่ลูกค้าจะคุ้นเคยกว่า

 

ตัวอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นการแข่งขันโดยอาศัยกลยุทธ์ คุณภาพดี ราคาถูก เพื่อขยายธุรกิจและลดต้นทุนในภายหลังก็คือ การส่งพัสดุ ที่เกิดขึ้นมามากอานิสงส์จากการบูมของ E-commerce หรือการขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งผมเองก็ยังสงสัยว่าคนใช้กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จหรือไม่

 

เพราะการส่งพัสดุในไทยเองนั้นก็อาศัยแต่ไรเดอร์หรือคนขับรถซึ่งไม่สามารถลดต้นทุนได้มากนักแม้ว่ายอดส่งจะมากขึ้น เพราะเมื่อยอดส่งมากขึ้น คนขับรถก็ต้องคิดค่าแรงตามจำนวนที่ส่ง สิ่งที่จะประหยัดได้เมื่อขนาดธุรกิจเพิ่มขึ้นนั้น ก็อาจจะเป็น ระบบ คัดแยกหรืออื่นๆ ที่ต้นทุนไม่ค่อยเพิ่มขึ้นเมื่อจำนวนพัสดุมากขึ้น แต่สิ่งนี้อาจจะไม่มากนัก เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ผู้ให้บริการอื่นๆ นั้นก็มักจะไม่ใช่รายเล็กมากที่จะไม่สามารถมีระบบคัดแยกที่ลดต้นทุนลงมากอยู่แล้ว

 

และนั่นก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม แม้แต่รายใหญ่ในวงการส่งพัสดุที่ใช้กลยุทธ์คุณภาพดี ราคาถูก ก็ไม่ประสบความสำเร็จในด้านของกำไรของกิจการมากนัก

 

ยังมีธุรกิจที่ใช้โมเดลคุณภาพดี ราคาถูก คุ้มค่าอีกมากมายที่เพิ่งจะเข้าสู่ตลาด อาทิเช่น ซุ้มหรือร้านขายน้ำหวานตามศูนย์การค้าหรือสถานที่ท่องเที่ยวหรู ที่เริ่มเห็นการขายระเบิดและขยายสาขาอย่างรวดเร็ว เพราะรสชาติอร่อย ราคาพอๆ กับแผงข้างทางที่ไม่อร่อยและไม่สะอาด

 

ผมเองก็ไม่เคยกิน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าสุดท้ายจะทำกำไรได้ดีหรือไม่ เพราะต้นทุนสถานที่และพนักงานซึ่งเป็นรายการใหญ่นั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ลดลงเมื่อมีการขยายธุรกิจ นอกจากนั้น น้ำหวานแต่งกลิ่นเองก็เป็นอะไรที่คนอาจจะไม่กินซ้ำมากและก็อาจจะเจอคู่แข่งในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเข้ามาเป็นรายแรกหรือ First Mover ก็อาจจะได้เปรียบเล็กน้อยและอาจจะทำให้ธุรกิจอยู่ได้ แต่ผมเองก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นธุรกิจที่ดีมากในระยะยาว

 

ว่าที่จริงผมเองไม่ค่อยชอบธุรกิจที่แข่งขันกันหนักทางด้านราคาเป็นหลัก โดยเฉพาะที่ไม่ได้เป็นธุรกิจดิจิทัล เพราะราคานั้นเป็นสิ่งที่ธุรกิจทุกแห่งสามารถทำได้และทำได้ง่าย ทำให้ต้องแข่งกันตลอดเวลา ซึ่งวันหนึ่งก็จะต้องมีคนแพ้และอาจตายได้ ไม่เหมือนกับคุณภาพที่ต้องเก่ง ต้องพยายาม ต้องสร้างมายาวนานและคนเลียนแบบยาก ดังนั้น ความยั่งยืนจึงสูงกว่ามาก

 

ถ้าไม่เชื่อก็ขอให้ดูธุรกิจรถไฟฟ้าที่หลายรายต้องเลิกกิจการไปแล้วหลังจากที่ขายได้ดีมากในช่วงแรกเพราะลดราคากันแบบไม่คิดถึงต้นทุน และเมื่อรายแรกเริ่มทำ รายหลังๆ ก็ต้องทำด้วย และกลายเป็นสงครามราคาที่ทำให้เสียหายและล้มหายตายจากกันไป เหลือไว้เฉพาะบริษัทที่แข็งแรงที่สุดที่ยังเอาตัวรอดอยู่ได้แต่ก็ไม่ได้กำไรอะไร เพราะต้นทุนที่ไม่ได้ลดลงมากนักแม้ว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นมาก

 

ภาพ: Nach-Noth/Shutterstock 

อ้างอิง:

The post ยุคสินค้า Value (for money) appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริหารหุ้น VS บริหารสุขภาพ https://thestandard.co/retirement-health-investment-tips/ Sun, 31 Aug 2025 04:30:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1113761 retirement-health-investment-tips

กว่า 20 ปีหลังเกษียณจากงานประจำในวัยประมาณ 51-52 ปี ชีว […]

The post บริหารหุ้น VS บริหารสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
retirement-health-investment-tips

กว่า 20 ปีหลังเกษียณจากงานประจำในวัยประมาณ 51-52 ปี ชีวิตในแต่ละวันถูกแบ่งออกเป็น 2 เรื่องสำคัญคือ การบริหารการลงทุน และ การดูแลสุขภาพ ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ถือเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดคุณภาพชีวิตและความสุขในบั้นปลายชีวิต

 

ถึงวันนี้ทำได้ค่อนข้างดีทั้งสองเรื่องดูจากความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง คือเงินในพอร์ตลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 30 เท่า ขาดทุนเพียง 3 ปี โดยปีที่หนักที่สุดคือช่วงวิกฤติซับไพร์มที่ติดลบราว 15% เท่านั้น จุดแข็งอยู่ที่การลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีระยะยาว เลือกบริษัทชั้นนำของประเทศที่มีความแข็งแกร่ง ไม่เน้นเก็งกำไร ไม่ใช้มาร์จิน และถือครองยาวนานเพื่อรับปันผล โดยตั้งเป้าผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ย 7-10% ต่อปี

 

ในด้านของสุขภาพ ถือเป็นอีกเสาหลักที่ได้รับความสำคัญไม่แพ้กัน แม้อายุล่วงเลยกว่า 70 ปี แต่ไม่เคยเจ็บป่วยรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และยังไม่พบโรคเรื้อรังยอดนิยมอย่างเบาหวาน ความดัน หัวใจ หรือมะเร็ง การดูแลสุขภาพอาศัยทั้งการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการตรวจสุขภาพประจำ ซึ่งทำมาตลอดและเพิ่มมากขึ้นหลังเกษียณจากงานประจำ

 

แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะคุยหรือฉลองความสำเร็จ เพราะประสบการณ์จากคนอื่นที่พอจะรู้จักหรือได้ยินได้เห็นก็คือ อย่าโม้ เกี่ยวกับการลงทุนและสุขภาพ เพราะ สงครามยังไม่จบ อย่านับศพทหาร หรือความหมายก็คือ ทั้งการลงทุนและสุขภาพนั้นมักจะวัดกันที่ตอนจบ คือหยุดลงทุนและเสียชีวิตเท่านั้น

 

ในเรื่องของสุขภาพนั้น ยังจำได้ถึงยุคหนึ่งที่คนไทยเริ่มสนใจการรักษาสุขภาพกันมาก ซึ่งเกิดจากหนังสือแนวการดูแลสุขภาพสมัยใหม่ เช่น อยู่ 100 ปีมีสุข จนมีผู้นำทางสังคมและเศรษฐกิจบางคนประกาศตั้ง ชมรมคนอยู่ 100 ปี ที่เผยแพร่เคล็ดลับการมีชีวิตและสุขภาพที่ดีเลิศและประกาศว่าตนเอง ที่มีอายุระดับ 60 ปีแล้วจะอยู่จนถึง 100 ปี แน่นอน ซึ่งคนจำนวนมากรวมถึงผมเองก็เชื่อ เพราะเขายังแข็งแรงและดูหนุ่มมาก

 

แต่ถ้าจำไม่ผิด ประธานชมรมได้เสียชีวิตหลังจากจัดตั้งชมรมไม่เกิน 10 ปี ซึ่งก็จำไม่ได้แล้วว่าเสียชีวิตเพราะอะไร แต่ไม่ใช่ด้วยอุบัติเหตุอย่างแน่นอน ตั้งแต่นั้นมาผมก็มักจะคอยจดจำว่ามีใครที่บอกว่าตนจะอยู่จนอายุ 100 ปีหรือคุยว่าตนเองแข็งแรงขนาดไหน และก็พบบ่อยๆ ว่า ที่เสียชีวิตในอายุขัยปกติหรือบางคนก็ต่ำกว่านั้น ไม่ได้ต่างจาก ‘คนธรรมดา’ ที่ไม่ได้บริหารจัดการอะไรกับสุขภาพเลย

 

คนที่อายุยืนและสุขภาพดีจริงๆ ที่ยังคุยได้ทั้งที่อายุเกิน 90 ปีแล้ว ที่เช็กดูนั้น นอกจากจะบริหารจัดการสุขภาพ บางคนก็ทำอย่างดีตามที่คุยแล้ว ส่วนใหญ่มักจะมีพ่อแม่หรือบรรพบุรุษที่อายุยืนมากทั้งที่ไม่เคยต้องออกกำลังกายและควบคุมอาหารหรือทำสิ่งต่างๆ แบบที่เชื่อกันในปัจจุบัน

 

ดังนั้นจึงคิดว่าเรื่องของสุขภาพที่ดีและอายุขัยที่ยืนยาวนั้น คงต้องมี ‘โชค’ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ได้ขึ้นกับ ‘ฝีมือ’ ในการบริหารหรือดูแลสุขภาพทั้งหมด บางครั้งปัจจัยสำคัญที่สุดอาจจะเป็นเรื่องของยีนแต่ละคนที่อาจจะมีอิทธิพลมากกว่า ส่วนเรื่องของการดูแล จัดการสุขภาพอาจจะเป็นแค่ปัจจัยสนับสนุนให้ร่างกายทำหน้าที่ได้ตามธรรมชาติ

 

และนั่นก็คือความเชื่อของผมในตอนนี้ว่า เรื่องของสุขภาพนั้น 80-90% อาจจะขึ้นอยู่กับการจัดการไม่กี่เรื่อง และส่วนใหญ่แล้วผมก็จะทำถ้ามันไม่ได้ลดความสุข หรือทำให้ผมรู้สึกว่ามันทรมานมากเกินไป

 

ข้อแรกคือ เรื่องของการกิน เน้น ‘พออิ่มแล้วหยุด’ หลีกเลี่ยงแป้งและน้ำตาลเพื่อควบคุมน้ำหนัก แต่จะไม่ อดอาหาร ที่เรียกว่า Fasting ทุกรูปแบบ เช่นเดียวกับการไม่เลี่ยงอาหารมันหรือมีคอเลสเตอรอลสูง ผมจะกิน ตามใจปาก ถ้าอร่อย ผมกิน รวมถึงเบียร์วันละกระป๋อง โดยเชื่อว่าหากไม่มากเกินไปย่อมไม่เป็นอันตรายแม้ว่าจะมีการศึกษาใหม่ ที่บอกว่าเบียร์แค่วันละกระป๋องก็อันตรายต่อสุขภาพ ไม่ควรกิน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นบอกว่าไวน์วันละแก้วเป็นผลดีต่อสุขภาพ

 

นอกจากอาหารแล้ว ยังได้กินวิตามินหลักๆ หลายชนิด เช่น วิตามิน C B และ D แร่ธาตุบางอย่างที่สำคัญต่อการทำงานของร่างกาย เช่น สังกะสี สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนน้ำมันหล่อลื่นที่ช่วยให้เครื่องยนต์ ซึ่งก็คือร่างกาย ทำงานได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด

 

ที่ผ่านมาผมตรวจสุขภาพและตรวจเลือดทุก 6 เดือน เพื่อดูและควบคุมสารเคมีต่างๆ เช่น ระดับคอเลสเตอรอล น้ำตาล และอื่นๆ ซึ่งอายุมากขึ้นก็จำเป็นต้องคอยควบคุมไม่ให้ตัวเลขเกินเลยหรือต่ำกว่าค่าปกติ เพราะตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวบ่งบอกที่ชัดเจนว่าร่างกายจะเกิดปัญหาถ้าไม่จัดการ 

 

ดังนั้นจึงต้องกินยาบางอย่างที่จำเป็น แต่ก็เลิกที่จะกินยาหรืออาหารเสริมประเภท ที่กินแล้วอายุยืน กินแล้วสมองดี หรือกินแล้วหลับสบาย และอื่นๆ ที่มีการโฆษณาแนะนำกันมากมายในสมัยนี้ รวมถึงไม่ฉีดฮอร์โมนหรือสเต็มเซลล์ที่อาจจะกำลังฮิตกัน

 

ข้อสองที่ผมทำมาตลอดในการดูแลเรื่องสุขภาพก็คือ การออกกำลังกาย ใช้วิธีวิ่งช้าๆ หรือจ็อกกิงวันละประมาณ 3 กิโลเมตร และใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที สัปดาห์ละ 5-6 วัน ซึ่งทำมาอย่างสม่ำเสมอ ไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งคิดว่าถ้าผมยังทำเท่าเดิมได้ สุขภาพก็น่าจะยังดีหรือไม่ถดถอยลง 

 

เวลาวิ่งก็มักจะคิดไปเรื่อยๆ ในทุกเรื่องที่ต้องการสมาธิและการตรึกตรองแบบลึกซึ้ง ผมคิดว่าไอเดียสำคัญในชีวิตเกิดขึ้นใน ขณะที่กำลังวิ่งไม่น้อยกว่า 30% และบ่อยครั้งเวลาวิ่ง จะนึกถึงชื่อของซีรีส์ทีวีดังในสมัยที่เป็นหนุ่มคือเรื่อง Run For Your Life หรือ วิ่งเพื่อชีวิต

 

ส่วนเรื่องของการลงทุนนั้น ผมคิดว่ามีความคล้ายคลึงกับเรื่องของสุขภาพในหลายๆ ประเด็น เริ่มตั้งแต่การที่ผมเชื่อว่า ‘โชค’ มีผลต่อผลตอบแทนการลงทุนค่อนข้างมาก 

 

ส่วนการจัดการหรือการบริหารการลงทุนนั้น แน่นอนก็เป็นส่วนสำคัญ แต่เป็นประเด็นว่าเราจะทำผิดไม่ได้ ถ้าทำผิดจากที่ควรเป็นผลตอบแทนอาจจะเลวร้ายหรือถึงหายนะได้ คล้ายๆ กับเรื่องของสุขภาพที่ว่า ถ้าคุณสูบบุหรี่ ต่อให้คุณออกกำลังและดูแลสุขภาพแค่ไหนมันก็ไปไม่รอด

 

นับว่าความโชคดีของการลงทุนของผมคงอยู่ที่ว่าได้เริ่มลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังโตสุดยอดและบริษัทจดทะเบียนรุ่นใหม่ที่ขยายตัวขึ้นและเอาชนะบริษัทรุ่นเก่าที่กำลังถูกทำลาย โดยที่บริษัทผู้ชนะสามารถสร้างป้อมปราการปกป้องตนเองในระหว่างที่ธุรกิจขยายตัวขึ้นและกลายเป็น ‘ซูเปอร์สต็อก’ หรือหุ้นที่มีค่ามาก วัดจากค่า PE ที่สูงลิ่ว และนั่นก็คือ สถานการณ์ที่เรียกว่าเป็นตลาดหุ้นยุค VI ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ผม ที่โชคดี แต่เป็นกลุ่มนักลงทุน VI แทบทั้งหมด ที่ทำผลงานการลงทุนติดระดับโลกในยุคนั้น

 

การบริหารการลงทุนนั้น ก็คล้ายๆ กับเรื่องของสุขภาพ ไม่ได้ทำอะไรซับซ้อน พูดง่ายๆ ไม่มีสูตรลับหรือความสามารถพิเศษ ผมแทบไม่เคยไปพลิกหินทุกก้อน เพื่อค้นหาหุ้นมหัศจรรย์ ผมไปเยี่ยมบริษัทน้อยมากและไม่เคยไปงาน Company Visit หรือพบผู้บริหารจดทะเบียนที่ตลาดหลักทรัพย์เลย 

 

ที่ทำตลอดก็คือการเดินช็อปปิงตามห้างและร้านค้าต่างๆ เหมือนกับคนทั่วไป เพียงแต่ผมจะคิดไปด้วยว่าสินค้านั้นเป็นของบริษัทจดทะเบียนไหน และมันดีแค่ไหน ราคาของหุ้นเป็นอย่างไร ผมอยากจะเป็นเจ้าของบริษัทหรือไม่

 

ผมจะเลือกบริษัทหรือหุ้นที่ดีระดับต้นๆ ของประเทศ ที่ไม่มีใครสามารถแข่งขันได้และซื้อได้ในราคาที่ค่อนข้างถูก คือค่า PE ไม่สูงเกินไปเทียบกับหุ้นทั่วไปในตลาดและในอุตสาหกรรมเดียวกัน จำนวนบริษัทที่ถือก็ประมาณ 5-6 ตัวหลักๆ เก็บไว้โดยแทบไม่ต้องทำอะไร แต่ทุกไตรมาสก็ต้องคอยดูผลประกอบการและธุรกิจว่ายังดีขึ้นหรือดีเหมือนเดิมไหม ถ้าใช่ก็ถือต่อไป ถ้าไม่ใช่ก็อาจจะต้องเปลี่ยน แต่กรณีหลังนั้นมักจะเกิดไม่บ่อย เพราะหุ้นหรือบริษัทที่ดีจริงนั้นจะไม่แย่ลงง่ายๆ

 

ผมลงทุนระยะยาวมาก แทบจะตลอดชีวิต ตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลง ผมไม่ค่อยสนใจ สนใจว่าหุ้นหรือพอร์ตควรจะขึ้นมากกว่าลงนับเป็นรายปี ผมสนใจว่ามูลค่าปันผลแต่ละปีควรจะขึ้นไปทุกปีแบบช้าๆ

 

“ผมไม่สนใจที่จะเข้าไปเล่นหุ้นเก็งกำไร ที่มักจะขึ้นลงแรงมาก บางทีเป็นเท่าๆ ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ผมไม่สนใจที่จะใช้มาร์จินหรือการกู้เงินมาลงทุนซื้อหุ้น ผมไม่ต้องการผลตอบแทนที่สูงมากในบางช่วงแต่ต้องเสี่ยงมากถ้าเกิดเหตุการณ์เลวร้าย”

 

เป้าหมายการลงทุนของผมก็คือ ได้ผลตอบแทนปีละ 10% แบบทบต้นในช่วงที่เข้าตลาดหุ้นใหม่ๆ แต่ในระยะหลังนี้ผมคิดว่าน่าจะลดลงเหลือ 7% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของไทยถดถอยลงมาก และบริษัทจดทะเบียนก็โตช้าลงมากหรือแทบไม่โตเลย

 

ที่จริงผมกำลังเปลี่ยนแปลงการจัดการลงทุนของผมครั้งใหญ่คือ จะไปลงทุนทั่วโลก เนื่องจากตลาดโลกของการลงทุนเปิดกว้างมาก นักลงทุนแทบทุกคนก็สามารถไปลงทุนได้ บางทีอีกสัก 10 ปี ผมคงมาเล่าได้ว่าผมจัดการอย่างไรและผลลัพธ์คืออะไร

 

ภาพ: sorbetto / Getty Images 

 

อ้างอิง:

The post บริหารหุ้น VS บริหารสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นขึ้นไม่มี (หุ้น) เรา (แต่หุ้นลงเราลงด้วย) https://thestandard.co/stocks-up-my-portfolio-down/ Sat, 16 Aug 2025 11:30:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1108150 stocks-up-my-portfolio-down

ตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมาจนถึงวันนี้ หุ้นในตลาดหลักขอ […]

The post หุ้นขึ้นไม่มี (หุ้น) เรา (แต่หุ้นลงเราลงด้วย) appeared first on THE STANDARD.

]]>
stocks-up-my-portfolio-down

ตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมาจนถึงวันนี้ หุ้นในตลาดหลักของโลกอย่างเช่นสหรัฐอเมริกา หุ้นในตลาด ‘โตเร็ว’ อย่างเวียดนาม และแม้แต่ตลาดหุ้นไทยที่เคยตกลงมาแรงก่อนหน้านี้ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นตลาดหุ้นที่คนไทยเข้าไปลงทุนเป็นเรื่องเป็นราว มีการปรับตัวขึ้นอย่างคึกคัก

 

ดัชนีหุ้น S&P 500 ปรับตัวขึ้นประมาณ 9.6% ดัชนี VN ของเวียดนามปรับตัวขึ้นถึง 28.7% และดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงประมาณ 10% จากที่เคยตกลงไปถึงเกือบ 25% ในช่วงเดือนมิถุนายน 2568 ดังนั้น นักลงทุนทั้งหลายหรือส่วนใหญ่ควรที่จะดีใจและน่าจะมีความหวังที่เต็มเปี่ยมกับการลงทุนในปีนี้ใช่ไหม

 

แต่สำหรับหลายคน และรวมถึงตัวผมเองนั้น ผลประกอบการของการลงทุนตั้งแต่ต้นปีมานั้นต้องบอกว่าน่าผิดหวังอย่างแรง พอร์ตตั้งแต่ต้นปียังขาดทุนหนักและแทบไม่ได้ดีกว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงด้วยซ้ำ เหตุผลก็เพราะว่าหุ้นที่เราเลือกและถือลงทุน ‘ระยะยาว’ ซึ่งเน้นการลงทุนเพียงไม่เกิน 10 ตัวหลัก ๆ ในแต่ละตลาดนั้น ไม่ได้ปรับตัวขึ้นตามดัชนีในแทบทุกตลาดหุ้นที่ไป หลาย ๆ ตัวปรับตัวลงมาด้วย

 

หลายคนเฝ้ามองดัชนีและหุ้นบางตัวที่กำลังวิ่งขึ้นในวันที่ตลาดหุ้นร้อนแรงและก็เห็นหุ้นที่ตนเองถือนิ่งหรือปรับตัวลงวันแล้ววันเล่าก็รู้สึกเศร้าใจและหดหู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เหตุผลก็เพราะว่าหุ้นตัวที่ถืออยู่นั้นเป็นหุ้นที่ดีและถูก เข้าตำราการลงทุนแบบ VI อยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะขายทิ้ง

 

ตรงกันข้าม หุ้นที่วิ่งขึ้นรุนแรงทุกตัวนั้น พื้นฐานทางธุรกิจก็ยังแย่อยู่มาก บางตัวก็อาจจะกำลังฟื้น แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ราคาหุ้นที่ขึ้นไปสูงลิ่วนั้น แพงเกินไปมาก แม้แต่กับหุ้นไฮเทคสุดยอดของอเมริกาที่กำลังโตจนแทบคับตลาดหุ้น

 

คอมเมนต์ที่เห็นบ่อยมากในเว็บเกี่ยวกับการลงทุนในช่วงนี้จึงเป็น ‘หุ้นขึ้นไม่มี(หุ้น)เรา แต่เวลาหุ้นลง เราลงด้วย’ และนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะกับหุ้นไทย หุ้นเวียดนามและหุ้นอเมริกาก็น่าจะเป็นแบบเดียวกัน เหตุผลก็เพราะว่า หุ้นขึ้นรอบนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่ได้กระจายไปทั้งตลาดแบบที่จะเป็นเมื่อตลาดอยู่ในภาวะกระทิง

 

หุ้นขึ้นรอบนี้ ถูกนำโดยหุ้นบางกลุ่มหรือบางตัวที่มีขนาดใหญ่มากและหุ้นขึ้นไปแรงมาก ซึ่งส่งผลต่อดัชนีตลาดมหาศาล ในขณะที่หุ้นอื่น ๆ อีกหลายร้อยตัวเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นตัวเล็ก ๆ ที่มีสภาพคล่องต่ำนั้นแทบจะไม่ขึ้นเลย หรือตกลงมาด้วยซ้ำ

 

ลองดูตลาดหุ้นอเมริกาคือดัชนี S&P 500 ซึ่งหุ้นตัวหลัก ๆ ตอนนี้คือกลุ่มหุ้น 7 นางฟ้า ซึ่งมีมูลค่าตลาดของหุ้นรวมกันถึงประมาณ 32% ของหุ้นทั้งตลาด หุ้น NVIDIA มีมูลค่าสูงถึง 7.6% และให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีที่ 34.4% หุ้นไมโครซอฟต์ มีสัดส่วน 6.8% และให้ผลตอบแทน 23.9% หุ้นเมตาหรือเฟซบุ๊กมีสัดส่วน 3.4% และให้ผลตอบแทนประมาณ 32% ส่วนหุ้นตัวอื่น ๆ อีก 4 ตัวซึ่งประกอบด้วย หุ้นแอปเปิล, กูเกิล, แอมะซอน และเทสลา นั้น ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 5-6% เท่านั้น ส่วนหนึ่งเพราะหุ้นเทสลาติดลบถึงกว่า 10%

 

คิดเฉพาะหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูง 3 ตัวคือ เอ็นวิเดีย, ไมโครซอฟต์ และเมตา ก็มีส่วนทำให้ดัชนี S&P ขึ้นไปประมาณ 5.3% แล้ว และถ้าคิดเฉพาะหุ้น 7 นางฟ้า ก็น่าจะมีส่วนทำให้ดัชนี S&P เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1% เป็น 6.3% ดังนั้น ถ้าหุ้น S&P ซึ่งรวมหุ้นทั้งหมดปรับขึ้นไป 9.6% หุ้นเกือบ 500 ตัวในดัชนีที่ไม่รวมหุ้น 7 นางฟ้าก็จะโตขึ้นเพียงประมาณ 3.3% ตั้งแต่ต้นปี

 

ข้อสรุปก็คือ ถ้าคุณเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ และคุณไม่ได้ลงทุนในหุ้นสุดยอด 3 ตัวดังกล่าวหรือไม่ได้ลงทุนในหุ้น 7 นางฟ้า ถ้าคุณกระจายความเสี่ยงดี คุณก็น่าจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณแค่ 3% แต่ถ้าหุ้นที่คุณเลือกนั้น ‘ผิดตัว’ คุณก็จะมีโอกาสขาดทุนได้ง่าย ๆ ทั้ง ๆ ที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นดีมาก

 

ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามในช่วงตั้งแต่ต้นปีนั้น ปรับตัวขึ้นอย่าง ‘ระเบิด’ คือปรับตัวขึ้นถึง 28.7% ซึ่งน่าจะ ‘ดีที่สุดในโลก’ แต่ถ้ามองลึกเข้าไป หุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลงานดีสุดยอดนั้น มีไม่กี่ตัว เฉพาะอย่างยิ่งก็คือหุ้นในกลุ่ม ‘VIN Group’ ซึ่งประกอบไปด้วย หุ้น VIC ที่เป็นบริษัทแม่ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของตลาดและมี Market Cap คิดเป็น 8.3% ของทั้งตลาด หุ้น VHM มีขนาดคิดเป็น 7.3% และ VRE 1.3% โดยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีของหุ้น VIC เท่ากับ 186% VHM 135% และ VRE 77%

 

คิดไปแล้ว หุ้น 3 ตัวนี้น่าจะมีส่วนทำให้ดัชนี VN ของเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของการเพิ่มขึ้นของดัชนีคือ 14.4% เข้าไปแล้ว ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนาม ถ้าไม่นับหุ้นกลุ่มวินกรุ๊ป 3 ตัวปรับตัวขึ้นไปประมาณ 143% และถ้ามองดูแบบคร่าว ๆ ก็จะพบว่าหุ้นอื่น ๆ ที่ปรับตัวขึ้นไปมากกว่าปกติก็คือหุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ ที่เป็นหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว

 

ซึ่งทำให้พอสรุปได้ว่า ตลาดหุ้นเวียดนามที่ขึ้นไปมากนั้น จริง ๆ เป็นการปรับขึ้นของหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่ตัวที่ปรับตัวขึ้นไปอย่างมโหฬาร อานิสงส์จากการที่กลุ่มบริษัทเริ่ม ‘ฟื้นตัว’ จากปัญหาการเงินที่รุนแรงจนเอาตัวแทบไม่รอด

 

สำหรับตลาดหุ้นไทยเองนั้น ผมไม่ได้ศึกษาในรายละเอียด แต่ก็พบว่าหุ้นขนาดใหญ่มากหลาย ๆ ตัว อาทิกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันปตท. และปตท. สผ. หุ้นเดลต้า กลุ่มแบงก์ขนาดใหญ่ กลุ่มหุ้นสื่อสารขนาดใหญ่นั้น ราคาหุ้นตกลงมาน้อยหรือเพิ่มขึ้นจากต้นปีบ้าง และเป็นตัวค้ำไม่ให้ดัชนีตลาดโดยรวมตกลงมามากกว่า 10% อย่างที่เห็นล่าสุด

 

แต่หุ้นขนาดเล็กที่ไม่มีสภาพคล่องและไม่มีคนเล่นนั้น ตกลงมาแรง บางตัวเป็น ‘หายนะ’ พูดง่าย ๆ ถ้าคุณไม่มีหุ้นเหล่านั้น ซึ่งมีจำนวนไม่มาก พอร์ตหุ้นไทยปีนี้มักจะมีผลตอบแทนที่ ‘เลวร้าย’ และน่าจะตกมากกว่า 10% จากต้นปีจนถึงวันนี้

 

ปรากฏการณ์ที่หุ้นใหญ่เพียงไม่กี่ตัวถูก ‘เล่น’ โดยนักลงทุนจำนวนมาก ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ และถูก ‘ขยายกำลัง’ หรือพลังในการซื้อโดยโรบอต ทำให้หุ้นขนาดใหญ่ถึงยักษ์เหล่านั้นมีราคาพุ่งเป็นจรวด ซึ่งส่งผลให้ดัชนีตลาดพุ่งขึ้นแรง ในขณะที่หุ้นตัวอื่นหรือกลุ่มอื่นอาจจะถูกละเลยจนทำให้ราคาไม่เพิ่มขึ้นตามดัชนีหรือแม้แต่ตามผลประกอบการที่ควรจะเป็น

 

ทำให้การ ‘เลือกหุ้น’ โดยเฉพาะเพื่อการลงทุนระยะยาวตามพื้นฐานของกิจการโดยเฉพาะในแนว VI นั้น น่าจะลำบากขึ้น อย่างน้อยก็ในแง่ของผลตอบแทนในระยะเวลาสั้นที่อาจจะด้อยลงเมื่อเทียบกับการลงทุนแนวทางอื่น

 

ในอีกมุมหนึ่งก็คือ มันอาจจะทำให้ VI บางคน ‘ถอดใจ’ และไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับตัวหุ้นอาจจะผิด ซึ่งทำให้ราคาหุ้นไม่ไปไหนหรือลดลงไปมากจนทำให้ตนเองรับไม่ไหวและขายหุ้นทิ้งและอาจจะพลาดผลตอบแทนที่อาจจะมาภายหลัง หลังจากที่กระแส ‘หุ้นตัวใหญ่กินเรียบ’ หมดไป

 

ในความคิดผมเองนั้น ก็คงจะคล้ายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ช่วงนี้ต้องนั่งมอง ‘หุ้นนางฟ้า AI’ วิ่งเอา ๆ แต่พอร์ตตนเองกลับไม่ค่อยดีนัก โตแค่ประมาณ 5.7% จากต้นปี แพ้ดัชนี S&P ที่ประมาณเกือบ 10% ไม่ต้องพูดถึงหุ้น ‘สามนางฟ้า AI’ ที่โตถึงประมาณ 30% แต่ถึงอย่างนั้น บัฟเฟตต์ก็ดูเหมือนจะไม่กระวนกระวายใจอะไร ยังนั่งทับกองเงินสดกองใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเบิร์กไชร์ รอว่าเวลาของหุ้นที่ตนเองถืออยู่จะกลับมาเมื่อไร

 

ผมเองตอนนี้ก็ร้องเพลงรอว่าเมื่อไรหุ้น ‘ซูเปอร์สต็อก’ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นเวียดนามของผมจะฟื้นกลับมาเมื่อไร โดยไม่ได้คิดว่าจะต้องทำอะไรกับมัน แม้ว่าเพลงที่ร้องนั้นมันเป็น ‘เพลงเศรา’ เพราะพอร์ตเวียดนามของผมตกลงมาหนักมาก เปรียบเทียบกับตลาดแล้วก็แทบเป็น ‘หายนะ’ และผลงานที่ดีเยี่ยมในปีที่แล้วก็ยังไม่พอเทียบกับดัชนีตลาดที่พุ่งขึ้นมากกว่าในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา จนแทบจะพูดว่า ‘รู้งี้ ลงทุนในดัชนี VN เสียยังดีกว่า’

 

อย่างไรก็ตาม ผมก็หวังว่าสถานการณ์แบบนี้จะไม่อยู่คงทน และในที่สุด หุ้นที่ดีในแบบ VI พันธุ์แท้ ก็จะยังเป็นผู้ชนะอยู่ดี แม้จะไม่รู้ว่าต้องรออีกนานแค่ไหน

 

ภาพ : Natanael Ginting / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post หุ้นขึ้นไม่มี (หุ้น) เรา (แต่หุ้นลงเราลงด้วย) appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นใครไร้กังวล https://thestandard.co/how-to-invest-in-thailands-volatile-market/ Sun, 06 Jul 2025 11:35:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1093468 หุ้นไทย

ตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ผมคิดว่าเต็มไปด้วยความ ‘กังวล’ เหตุ […]

The post หุ้นใครไร้กังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทย

ตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ผมคิดว่าเต็มไปด้วยความ ‘กังวล’ เหตุเพราะว่ามีเรื่องที่ ‘เลวร้าย’ กับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเกิดขึ้นแทบไม่เว้นวัน

 

ล่าสุดก็คงต้องเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดเมื่อ 2-3 วันก่อนที่ดูเหมือนว่าการเจรจาของผู้แทนไทยกับสหรัฐเรื่องภาษีศุลกากรจะไม่สามารถสรุปได้ก่อนเส้นตายในวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 หรืออีกแค่ 2-3 วันที่จะถึงนี้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ไทยอาจจะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากอเมริกาถึง 36% ซึ่งก็จะเป็นอัตราที่น่าจะทำให้การส่งออกสินค้าของไทยไปยังสหรัฐลดลงมาก และก็จะทำให้การส่งออกโดยรวมของไทยลดลงอย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับการเติบโต GDP ของไทยในปีนี้และปีต่อๆ ไปที่มีการคาดมาก่อนหน้านี้ว่าจะโตช้ามากอยู่แล้ว

 

ว่าที่จริงหน่วยงานระดับธนาคารโลกได้ลดการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ของไทยเหลือเพียง 1.8% ในปีนี้ และ 1.7% ในปีหน้าจากที่เคยคาดว่าจะเกิน 2% ในทั้ง 2 ปี และนั่นก็อาจจะยังไม่ได้รวมถึงผลกระทบจากการปรับภาษีของทรัมป์อย่างเต็มที่ด้วย

 

เรื่องนี้ก็คงจะทำให้นักลงทุนหลายคนกังวลใจและอาจจะนอนไม่ค่อยหลับถ้าถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมากโดยเฉพาะที่ส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐเป็นจำนวนมาก

 

แต่คนที่กังวลใจยิ่งกว่านั้น น่าจะเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าส่งออกไปยังตลาดสหรัฐเป็นหลักหรือเป็นจำนวนมากที่กังวลว่าสินค้าของตนเองจะ ‘ขายไม่ได้’ หรือขายได้น้อยลงมาก เพราะราคาของสินค้าสู้กับคู่แข่งที่ไม่ต้องเสียภาษีหรือเสียภาษีน้อยกว่าสินค้าจากไทยซึ่งก็รวมถึงสินค้าจากเวียดนามที่ได้ตกลงกับสหรัฐเรียบร้อยแล้วว่าจะเสียภาษีนำเข้าที่ 20% สำหรับหลายๆ บริษัทแล้ว นี่อาจจะเป็น ‘หายนะ’

 

ผมไม่คิดว่าคนงานที่ทำงานในกิจการส่งออกจะรู้สึกกังวลกับเรื่องนี้ เพราะในช่วงหลายๆ เดือนที่ผ่านมา การผลิตและส่งออกดีขึ้นมาก แต่เหตุผลน่าจะมาจากการที่โรงงาน ‘เร่งผลิต’ และส่งออกก่อนที่ ‘ภาษีทรัมป์’ จะถูกบังคับใช้ แต่หลังจากวันที่ 9 ก.ค. ทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนไปเพราะภาษีนำเข้าสหรัฐอาจจะเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง และวันนั้นคนงานจำนวนมากอาจจะต้องกังวลว่าจะตกงานและไม่รู้ว่าจะไปหางานที่ไหน เพราะโรงงานหลายแห่งที่อยู่ข้างๆ ก็อาจจะกำลังปิดตัวลงเพราะไม่สามารถแข่งขันได้และไม่สามารถหาตลาดอื่นมาทดแทนได้

 

เรื่องที่น่ากังวลที่เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งก็คือปัญหาทางการเมืองที่นายกรัฐมนตรีต้องถูก ‘พักงาน’ และไม่รู้ว่าสุดท้ายจะต้องหลุดจากตำแหน่งหรือไม่โดยศาลรัฐธรรมนูญกรณี ‘คลิปปล่อยของฮุน เซน’ ผู้นำของกัมพูชา

 

ที่น่ากังวลก็เพราะว่ากรณีนี้ทำให้รัฐบาลที่มีเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรเกินครึ่งเพียงไม่กี่เสียงเกิดความไม่มั่นคงและอาจจะล้มได้ทุกเมื่อ เพราะนอกจากการแพ้โหวตในสภาแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องที่ฝ่ายตรงข้ามลงถนนประท้วงและใช้ ‘นิติสงคราม’ เพื่อล้มรัฐบาลอย่างที่เคยใช้ได้ผลมานานในการเมืองของไทย

 

การที่รัฐบาลอาจจะล้มนั้น ผลกระทบสำคัญในระยะสั้นก็คือ งบประมาณประจำปีหน้าก็จะออกช้าลงไปอย่างน้อย 6-9 เดือน โครงการที่จะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นหรือการแก้ปัญหาสังคมการเมืองก็จะช้าตามกันไป ส่วนในระยะยาวเองนั้น ความสามารถทางการแข่งขันของไทยก็จะยิ่งด้อยลงไป เพราะการลงทุนของไทยที่ช้าลงนั้น ทำให้คู่แข่งพัฒนาไปจนเราตามไม่ทัน และเราจะค่อยๆ ลดบทบาทลงในเศรษฐกิจและการเมืองของโลก

 

เป็นเรื่องที่น่ากังวลและบางครั้งก็ทำให้คน ‘สูงอายุ รวย และใจเย็น’ อย่างผม ที่ไม่ควรกังวลอะไรแล้ว ‘นอนไม่หลับ’ เพราะคิดถึงคนไทยและลูกหลานที่กำลังเติบโตขึ้น ไม่รู้ว่าประเทศไทยในอีกหลายสิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

 

ในฐานะของนักลงทุนที่ได้ปรับโครงสร้างพอร์ตหุ้นไปแล้วบางส่วน กล่าวโดยเฉพาะก็คือ มีพอร์ตหุ้นเวียดนาม 30% กว่า เงินสดประมาณ 10% ต้นๆ และพอร์ตหุ้นไทยประมาณ 55% ความกังวลของผมต่อการลงทุนก็น่าจะมีเพียงครึ่งเดียวคือ พอร์ตหุ้นไทย และเนื่องจากการที่ผมกังวลเกี่ยวกับสถานะทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองไทยของไทยมานานหลายปีแล้ว ผมจึงลงเฉพาะหุ้นแนว ‘Defensive’ คือหุ้นที่ค่อนข้างปลอดภัยต่อภาวะเลวร้ายต่างๆ ได้ดี และมีราคาถูก ดังนั้น โอกาสที่หุ้นจะตกลงมารุนแรงก็ควรจะน้อยลง ดังนั้น ผมจึงไม่ได้กังวลมากนักในช่วง ‘เวลาแห่งความกังวล’ ที่กำลังเกิดขึ้น

 

พอร์ตหุ้นเวียดนามของผมนั้น ผมรู้สึกว่าแทบจะ ‘ไร้ความกังวล’ ตั้งแต่ทรัมป์ประกาศสงครามการค้า ซึ่งในช่วงแรก ผมกลับคิดว่าอาจจะเป็นผลดีต่อเวียดนามที่จะได้อานิสงส์จากการเป็นตัวแทนจีนในการผลิตสินค้าให้กับอเมริกา อย่างไรก็ตาม ต่อมาก็ดูเหมือนว่าทรัมป์จะ ‘เล่นงาน’ ทุกประเทศ รวมถึงเวียดนามที่ได้ดุลการค้าอเมริกามหาศาลอันดับ 3 หรือ 4 รองเฉพาะจีนกับเม็กซิโก แต่ผมก็ยังคิดอยู่ดีว่าเวียดนามก็จะไม่ถูกกระทบ เพราะยังไงคนอเมริกันก็ต้องใช้สินค้านำเข้าในสิ่งที่อเมริกาไม่สามารถผลิตได้ที่ต้นทุนที่ยอมรับได้ และคนที่จะส่งให้อเมริกานั้น ยังไงก็ต้องมีเวียดนามอยู่ด้วย

 

การประกาศข้อตกลงการค้าเวียดนามกับอเมริกาที่ ‘0-20-40’ หรือ สินค้าที่อเมริกาส่งเข้าเวียดนามไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร สินค้าที่เวียดนามส่งเข้าอเมริกาจะเสียภาษี 20% ถ้าเป็นสินค้าที่ผลิตในเวียดนามและโดยคนเวียดนาม และเสียภาษี 40% กรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตโดยคนจีนแต่มาอาศัยเวียดนามเป็นคนส่งออกแทนนั้น ผมคิดว่าเป็นดีลที่ ‘ดีเยี่ยม’ สำหรับเวียดนาม

 

เพราะดีลนี้น่าจะเป็นดีลที่ ‘win-win’ คือได้ประโยชน์มากทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ อเมริกาสามารถส่งสินค้าไฮเทค เช่น สินค้าเกี่ยวกับดิจิทัลและชิปอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องบินพาณิชย์ และ อาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีมูลค่าสูงให้เวียดนามได้มากขึ้นแทนที่ยุโรปที่ต้องเสียภาษี เช่นเดียวกับสินค้าเกษตรและอาหารหลายๆ อย่าง รวมถึงอาหารสัตว์ที่อเมริกามีความสามารถและผลิตได้เหลือเฟือที่จะกลายเป็นวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมอาหารของเวียดนามที่จะส่งกลับไปยังสหรัฐได้

 

ในด้านของเวียดนามเองนั้น อัตราภาษีนำเข้าที่ 20% ของอเมริกานั้น ผมเชื่อว่าเป็นอัตราที่ต่ำกว่าคู่แข่งเช่น จีนที่สูงถึงกว่า 50% ซึ่งผมคิดว่าด้วยศักยภาพของเวียดนามที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จะทำให้สินค้าของเวียดนามสามารถแข่งขันกับสินค้าของจีนได้ ส่วนกรณีของคู่แข่งอื่นโดยเฉพาะไทยเองนั้น คงต้องดูว่าเราจะได้ดีลอย่างไร แต่ผมเองคิดว่าไทยมีข้อเสียเปรียบเวลาไปเจรจากับอเมริกาหลายด้าน

 

เรื่องแรกก็คือ ปัญหาทางการเมืองที่ผมคิดว่าในยามที่รัฐกำลังประสบปัญหาความมั่นคงของรัฐบาล เราอาจจะไม่สามารถรับปากหรือตกลงอะไรที่จะทำให้ถูกต่อต้านจากคนที่เสียประโยชน์จากสัญญาการค้าได้มากนัก ตัวอย่างเช่นเรื่องของสินค้าเกษตรบางอย่างที่เราเคยกีดกันสินค้าจากอเมริกา เช่น พวกเนื้อและเครื่องในสัตว์เป็นต้น เราจึงอาจจะไม่ยอมตกลงให้สินค้าทุกชนิดของอเมริกาเข้าไทยโดยไม่มีภาษีแบบในกรณีของเวียดนาม

 

เรื่องต่อมาก็คือ ในระยะหลัง เราเองไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางการเมืองใกล้ชิดกับอเมริกาเหมือนก่อน ในขณะที่เวียดนามนั้น กลายเป็น ‘เพื่อน’ และถ้าวันหนึ่งต้องเลือกว่าจะอยู่ฝ่ายใดระหว่างจีนหรือสหรัฐ คงเลือกที่จะเป็นฝ่ายอเมริกา และนั่นไม่ใช่สิ่งที่แค่คาดเดา โพลที่ทำในระดับนานาชาติชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คนเวียดนามชอบอเมริกามากกว่าจีน ในขณะที่ไทยเองนั้น รู้สึกว่าจีนเป็นมิตรมากกว่า

 

พูดถึงเรื่องนี้แล้วผมก็นึกถึงข่าวการลงทุนมหาศาลของครอบครัวทรัมป์ในเวียดนามที่กำลังเกิดขึ้น ถ้าเข้าใจไม่ผิด นี่จะเป็นการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของครอบครัวทรัมป์นอกสหรัฐ และเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องอาศัยการสนับสนุนอย่างมากจากรัฐบาลเวียดนาม ดังนั้น ผมคิดว่าเราก็น่าจะพอคาดการณ์ได้ว่า ยังไง ดีลการค้าระหว่างเวียดนามกับสหรัฐก็น่าจะต้องดีต่อเวียดนามด้วย

 

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ สงครามการค้าครั้งนี้ ลึกๆ แล้วมาจากการแข่งขันชิงความเป็น ‘เจ้าโลก’ ระหว่างจีนกับอเมริกาที่คิดว่าต้องบล็อกจีนไม่ให้พัฒนาก้าวหน้าล้ำไปทั้งทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี และดังนั้น ด้านหนึ่งก็ต้องใช้เวียดนามในการต้านจีน ในขณะที่ไทยเองนั้น เนื่องจากบทบาททางเศรษฐกิจที่ด้อยลง และความรู้สึกที่ว่าไทยเองสนิทกับจีนมากกว่า ดังนั้น อเมริกาจึงไม่ค่อยจะสนใจมาก และคงให้ดีลที่เหนื่อยกว่าของเวียดนามกับไทย

 

ทั้งหมดนั้นก็ทำให้ผม ‘ไร้ความกังวล’ กับพอร์ตหุ้นเวียดนามมาตลอดแม้ว่าผลงานการลงทุนของพอร์ตเวียดนามครึ่งปีที่ผ่านมาลดลงมาพอสมควร ทั้งๆ ที่ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามบวกเกือบ 10% และผมก็คิดมาตลอดว่า ในที่สุดพอร์ตผมก็น่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อประเด็นเรื่องภาษีทรัมป์ผ่านไป แต่ในด้านของพอร์ตหุ้นไทยเองนั้น แน่นอนว่าผมก็ยังกังวลเรื่องภาษีศุลกากรของอเมริกาที่มีโอกาสที่จะทำให้เศรษฐกิจโดยรวม ‘เละ’ แต่ความกังวลของผมไม่ใช่เรื่องของพอร์ตหุ้นไทย แต่เป็นความกังวลว่าเศรษฐกิจประเทศไทยจะเป็นอย่างไร และคนไทยบางกลุ่มจะเดือดร้อนสาหัสและทุกข์ทรมานระดับไหน

 

ภาพ: Richard Drury/Getty Images, KanawatTH/Getty Images 

อ้างอิง:

The post หุ้นใครไร้กังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Perfect Corner-Perfect Storm https://thestandard.co/opinion-perfect-corner-perfect-storm/ Sun, 29 Jun 2025 05:29:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1090658

ก่อนที่จะเข้าบทความนี้ ผมมีเรื่องที่จะบอกกับทุกคนที่ติด […]

The post Perfect Corner-Perfect Storm appeared first on THE STANDARD.

]]>

ก่อนที่จะเข้าบทความนี้ ผมมีเรื่องที่จะบอกกับทุกคนที่ติดตามข้อเขียนและผลงานการลงทุนของผมว่า ผมถูกมิจฉาชีพจำนวนมากแอบอ้างชื่อว่าจะให้คำแนะนำการลงทุนหรือเปิดการฝึกอบรมแบบไม่คิดค่าใช้จ่ายและกระทำการอื่นๆ อีกมากผ่านสื่อสังคมทุกรูปแบบ เมื่อเหยื่อเข้าไปติดต่อก็จะถูกหลอกให้หลงเชื่อว่าเป็นตัวผมจริงและก็จะถูกโกงจนเกิดความเสียหาย

 

และในช่วงเร็วๆ นี้ ก็มีการเขียนบทความและการกล่าวอ้างว่าเป็นข้อเขียนและคำพูดของผมทั้งๆ ที่เป็นเรื่องไม่จริง คนที่ทำอาจจะมีแรงจูงใจอะไรต่างๆ รวมถึงเรื่องการเมือง ที่เป็นประโยชน์กับตนเองแต่ทำให้คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวผม

 

ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนรับทราบและไม่ตกเป็นเหยื่อหรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวผม ผมขอเรียนว่า ผมไม่มีหรือไม่เคยใช้สื่อสังคมของตนเองเพื่อติดต่อกับสาธารณชน เพราะผมไม่มีสื่อสังคมสาธารณะอะไรทั้งสิ้น ผมเป็นคน ‘โลว์เทค’ และไม่สามารถทำเครื่องมือดิจิทัลที่เป็นสื่อสังคมสมัยใหม่และไม่สามารถโพสต์ข้อมูลหรือข้อความอะไรทั้งนั้น

 

บทความและรายการสัมภาษณ์ของผมนั้น จะสื่อถึงสาธารณชนผ่านสื่ออื่นๆ ที่เป็นสถาบันหรือหน่วยงานที่มีมาตรฐานและจรรยาบรรณสูงเท่านั้น ดังนั้น ถ้าพบข้อมูลหรือการโฆษณาประชาสัมพันธ์อะไรที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ผมกล่าวข้างต้น ก็ต้องสรุปว่ามันเป็น ‘ของปลอม’ อย่างแน่นอน ไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องหรือสนใจครับ

 

บทความสำหรับวันนี้ของผมเป็นเรื่องที่เกิดเมื่อ 4-5 วันที่ผ่านมา คือเรื่องที่หุ้น KTC หรือบริษัทบัตรกรุงไทย ตกลงมาแรงมาก รวมแล้วประมาณ 30% ภายในเวลา 5 วัน ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นกับการดำเนินงานของบริษัท และบริษัทก็ได้ออกมาประกาศด้วยว่าพื้นฐานและการประกอบการของบริษัทก็ปกติทุกอย่าง ซึ่งโดยนัยก็คือ ผลประกอบการในไตรมาส 2 ของปี 2568 ที่กำลังจะจบลงในไม่กี่วันก็น่าจะ ‘ปกติ’

 

การที่หุ้นตกลงมาแรงถึง ‘พื้น’ ติดต่อกัน 2 วัน พร้อมๆ กับปริมาณเสนอขายจำนวนหลายร้อยล้านหุ้น คิดเป็นเงินหลายพันล้านบาท โดยที่ไม่มีผู้เสนอซื้อเลยนั้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหุ้นถูก ‘Forced Sale’ หรือถูกบังคับขายเนื่องจากคนที่ซื้อหุ้นด้วยมาร์จินจำนวนมากและมีหนี้กับโบรกเกอร์หลักพันล้านบาทขึ้นไป ไม่มีเงินมาเติมเมื่อราคาหุ้นตกลงมาถึงจุดที่จะต้องถูกบังคับขายแล้ว

 

สำหรับผม ปรากฏการณ์หุ้น KTC นั้น เป็นกรณีของหุ้นที่ผมเรียกว่าเป็น หุ้นที่ ‘ถูก Corner’ ที่ทำได้อย่าง ‘สมบูรณ์แบบ’ ไม่ใช่ว่าราคาขึ้นไปแบบ ‘สุดโต่ง’ จนเห็นได้ชัดแบบหุ้นที่ถูกคอร์เนอร์หลายๆ ตัวที่มีค่า PE สูงเป็น 100 หรือ 50 เท่าในเวลาอันสั้น ว่าที่จริง คนส่วนใหญ่รวมถึงนักวิเคราะห์หุ้นแทบทั้งหมดต่างมองว่าหุ้น KTC มีพื้นฐานที่ดีเยี่ยมและราคาก็ ‘ไม่แพง’ และน่าจะโตไปได้อีกมาก

 

เหตุผลส่วนหนึ่งอาจจะมาจากราคาหุ้น KTC ที่ไม่เคยตกลงมาแรงเป็นเวลายาวนานหลายปีในขณะที่แม้แต่หุ้นที่ยอดเยี่ยมระดับ ‘ซูเปอร์สต็อก’ หลายๆ ตัวต่างก็ทยอยตกลงมาอย่างต่อเนื่องแม้ว่าผลประกอบการก็ยังดีหรือดีกว่า KTC ด้วยซ้ำ

 

แต่ภายใต้การคอร์เนอร์หุ้นที่สมบูรณ์แบบของ KTC นั้น มีจุดอ่อนที่การรองรับการซื้อและถือหุ้น KTC ด้วย ‘หนี้’ มาร์จินและการจำนำหุ้นจำนวนมหาศาล คร่าวๆ น่าจะประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าหุ้นที่เป็น ‘Free Float’ ทั้งหมด

 

หนี้จำนวนนี้ถูกแช่แข็งไว้ยาวนานมาก น่าจะหลายปี เพราะสถานการณ์ตลาดและตัวหุ้นที่ไม่เอื้ออำนวย ปริมาณการซื้อขายหุ้นของตลาดที่ลดลงอย่างมาก และปริมาณการซื้อขายหุ้น KTC ที่ลดลงมากยิ่งกว่า คือลดลงเหลือแค่วันละหลักไม่เกิน 100 ล้านบาทนั้น ทำให้การ ‘ออกของ’ หรือขายหุ้น KTC จำนวนหลายพันหรือหมื่นล้านแทบเป็นไปไม่ได้ และนี่ก็คือปัญหาของการคอร์เนอร์หุ้น KTC ที่ต้อง ‘แตก’ ลง เพราะการถูก ‘Force Sale’ แบบมโหฬารในวันที่เลวร้ายที่สุดของหุ้น

 

มาดูสตอรี่หรือเรื่องราวของหุ้น KTC กัน

 

เริ่มตั้งแต่ฉากสุดท้ายก่อนที่คอร์เนอร์จะแตก ตรวจดูก็จะพบว่าผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้น ชัดเจนว่าเป็นหุ้นที่กำลังอยู่ในคอร์เนอร์ กล่าวคือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดหรือเรียกว่า ‘เจ้าของ’ ที่จะไม่ขายหุ้นเลยไม่ว่าราคาหุ้นจะขึ้นไปแค่ไหนก็คือ ธนาคารกรุงไทย ถือหุ้นเกือบ 50%

 

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่เป็นกลุ่มที่เข้ามาถือหุ้นนานแล้ว และน่าจะเป็นกลุ่มที่ใช้มาร์จินหรือกู้เงินมาซื้อจำนวนมาก จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม บางทีอาจจะเห็นว่านี่คือ ‘หุ้นสุดยอด’ ที่กำลังจะโตมหาศาลในราคาที่ ‘ไม่แพง’ ก็เลยทำแบบ ‘All In’ ซื้อหุ้นตัวเดียวด้วยเงินทั้งหมดและยังกู้หนี้เต็มอัตราเพื่อที่จะเร่งพอร์ตให้เติบโตขึ้นแบบทวีคูณโดยอาจจะคิดว่า ‘ความเสี่ยงต่ำ’ กลุ่มนี้น่าจะถือหุ้นอยู่ประมาณ 20%

 

กลุ่มที่ 3 ที่ถือหุ้นจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญก็คือ กลุ่มสถาบันและนักลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะที่เป็นกองทุน ถือหุ้นรวมๆ กันประมาณน่าจะสัก 20% ซึ่งการถือหุ้นของกลุ่มนี้ บางทีอาจจะเป็นส่วนมากด้วย เป็นคนที่ ‘ถูกบังคับให้ซื้อและถือลงทุน’ เพราะเป็นกองทุนที่อิงดัชนี เช่น ดัชนีหุ้น SET50 หรือดัชนี MSCI Small Cap Index เป็นต้น

 

รวมแล้วผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 กลุ่มข้างต้น ที่มีแนวโน้มจะไม่ขายหุ้นแม้ว่าราคาหุ้นอาจจะขึ้นไปสูงเกินพื้นฐานมาก รวมกันแล้วถือหุ้นถึงเกือบ 90% เหลือหุ้นที่ถือโดยนักลงทุนรายย่อยแค่ประมาณ 10% ซึ่งอาจจะซื้อๆ ขายๆ แนว ‘เล่นหุ้น’ ระยะสั้น ซึ่งก็ทำให้ปริมาณการซื้อขายต่อวันของหุ้นลดน้อยลงเหลือไม่กี่สิบล้านบาทต่อวันทั้งๆ ที่ Market Cap หรือมูลค่าตลาดของหุ้นนั้นอยู่ในระดับแสนล้านบาทมานาน ซึ่งในทางวิชาการก็ถือว่าเป็นหุ้นที่ ‘สภาพคล่องต่ำ’

 

คอร์เนอร์หุ้น KTC นั้น น่าจะเกิดขึ้นมานานหลายๆ ปีแล้ว จากข้อมูลผลประกอบการย้อนหลังไปยาวๆ นั้นก็พบว่าบริษัทเคยมีปัญหาขาดทุนต่อเนื่องหลังวิกฤตซับไพรม์ในปี 2009 จนถึงปี 2012 ก็เริ่มฟื้นตัวมีกำไรเล็กน้อย และหลังจากนั้นบริษัทก็กำไรมากขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจนถึงปี 2019 บริษัทก็ทำกำไรถึง 5,500 ล้านบาท และ Market Cap แตะ 100,000 ล้านบาท จากปี 2012 ที่มูลค่าของหุ้นอยู่ที่ประมาณ 8,000 ล้านบาท หรือเป็นการเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 13 เท่าในเวลา 7 ปี

 

การเติบโตอย่างรวดเร็วนั้น คงทำให้นักลงทุน ‘แห่’ กันเข้าไปซื้อหุ้นจนทำให้ค่า PE ของหุ้น KTC สูงถึง 18.4 เท่าในปี ก่อน ‘โควิด 19’ ระบาด แต่ในช่วงเวลานั้น ดูเหมือนว่าหุ้นกำลังถูกคอร์เนอร์แล้ว เพราะหุ้นสถาบันการเงินขนาดใหญ่เช่น หุ้นธนาคารพาณิชย์นั้น ต่างก็มักมีค่า PE ไม่เกิน 10 เท่า แต่หุ้น KTC และหุ้นไฟแนนซ์ที่เน้นการปล่อยกู้ให้รายย่อยหลายแห่งที่ ‘โตเร็ว’ กลับมีค่า PE สูงกว่ามาก ‘กว่าเท่าตัว’ คือมีค่า PE ระดับ 20 เท่าขึ้นไป

 

และนั่นก็อาจจะเป็นเหตุผลว่า เมื่อโควิด 19 ระบาดในปี 2020 และตลาดหุ้นตกลงมาแรง หุ้น KTC กลับปรับตัวขึ้นไป 50% จาก Market Cap แสนล้านบาทเป็น หนึ่งแสนห้าหมื่นล้านบาท ใหญ่กว่าแบงก์พาณิชย์หลายๆ แห่ง ทั้งๆ ที่กำไรลดลงและต่ำกว่ากำไรของแบงก์ที่เปรียบเทียบกัน ค่า PE ของ KTC พุ่งขึ้นเป็น 29 เท่า คอร์เนอร์หุ้น KTC สมบูรณ์แล้ว ราคาหุ้นอาจจะสูงเกิน ‘พื้นฐาน’ ที่ควรเป็นได้ถึง 3 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจเดียวกันที่ไม่ได้มีการคอร์เนอร์เช่น ธนาคารพาณิชย์ที่ก็ทำธุรกิจบัตรเครดิตด้วยเช่นกัน

 

ผลประกอบการของ KTC ตั้งแต่ปี 2021 จนถึงสิ้นปี 2024 ยังเติบโตขึ้นบ้างแต่ก็ไม่ได้เร็วหรือสูงไปกว่าแบงก์คือเฉลี่ยปีละประมาณ 8-9% และมีแนวโน้มถดถอยลงเรื่อยๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนี่ก็เป็นอาการแบบเดียวกับสถาบันการเงินอื่น ซึ่งเป็นผลจากปัญหาทางเศรษฐกิจของไทยที่ถดถอยลงในช่วง 2-3 ปีหลังนี้ ซึ่งก็ส่งผลให้หุ้นหลายๆ ตัว รวมถึงหุ้นไฟแนนซ์ที่ถูกคอร์เนอร์มานาน ‘แตก’ ราคาหุ้นตกลงมามาก บางครั้งแทบ ‘หายนะ’

 

หุ้น KTC เองนั้นต้องถือว่าสามารถประคองตัวไม่ให้คอร์เนอร์แตกได้นานมาก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นว่า ราคาของหุ้นนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ได้แพงมากเหมือนหุ้นคอร์เนอร์ที่อยู่ในอุตสาหกรรมอื่น และอาจจะเป็นเพราะว่าคนไม่เข้าใจว่า ค่า PE จะสูงหรือไม่สูงนั้น จะต้องเปรียบเทียบกับหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

 

ฉากสุดท้าย คอร์เนอร์หุ้น KTC ก็แตก ผมเองคิดว่าเหตุผลใหญ่เรื่องหนึ่งก็คือ การที่ KTC ถูกถอดออกจากดัชนีอ้างอิง MSCI Global Standard Index เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งส่งผลให้กองทุนต่างประเทศบางแห่งต้องขายหุ้นทิ้ง และจำนวนที่ขายอาจจะมากเกินกว่าที่ตลาดจะรับได้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เม็ดเงินที่จะมารับหุ้น KTC ในภาวะตลาดแบบนี้คงไม่มีแล้ว พูดง่ายๆ ไม่มีโบรกเกอร์หรือสถาบันการเงินไหนจะให้กู้อีกแล้ว

 

ดังนั้น หุ้นจึงถล่ม ราคาหุ้น KTC ตกลงไปจนมีค่า PE ต่ำกว่า 10 เท่า ปันผลตอบแทนก็น่าจะเกิน 5% ต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับหุ้นอื่นๆ ในธุรกิจเดียวกัน สำหรับผมแล้ว หุ้น KTC หลุดออกจากคอร์เนอร์แล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็นหุ้นที่ถูกกว่าปกติ

 

ว่าที่จริง หุ้น KTC ก็ยังแพงกว่าหุ้นแบงก์ทั้งหลายโดยเฉพาะ KTB ซึ่งเป็นหุ้นแม่ที่มีค่า PE ไม่ถึง 7 เท่าและปันผลถึงกว่า 7% ต่อปี ดังนั้น ก่อนที่จะรีบเข้าไปเล่นเพราะคิดว่าหุ้นมีราคาต่ำกว่าพื้นฐานมาก ก็จะต้องระวังว่า หุ้นที่คอร์เนอร์แตกแล้วจะกลับสู่การคอร์เนอร์อีกครั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย

The post Perfect Corner-Perfect Storm appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โปรไฟไหม้’ https://thestandard.co/jumpplus-stock-campaign/ Sun, 22 Jun 2025 09:15:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1087733 jumpplus-stock-campaign

ตลาดหลักทรัพย์มีโครงการ ‘Jump+’ ที่จะช่วยสน […]

The post ‘โปรไฟไหม้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
jumpplus-stock-campaign

ตลาดหลักทรัพย์มีโครงการ ‘Jump+’ ที่จะช่วยสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนสร้างการเติบโตและสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนแบบ ‘ก้าวกระโดด’ โดยที่โครงการนี้จะให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีและการให้คำแนะนำแก่บริษัทจดทะเบียนในหลายๆ เรื่องที่จะทำให้กิจการเติบโต มีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น ทั้งจากการเติบโตจากภายในและการควบรวมกิจการที่เป็นประโยชน์กับบริษัท นอกจากนั้น ก็ยังช่วยให้กิจการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการดำเนินงานที่สามารถแข่งขันได้กับทั่วโลก

 

ผลที่คาดหวังก็คือ มูลค่าของกิจการของบริษัทที่คาดว่าจะเข้าร่วมในโครงการ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 50% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างถาวรในช่วงเวลา 2-3 ปีของโครงการ พูดง่ายๆ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าจะเห็น ‘หุ้นขึ้น’ แบบ ‘ก้าวกระโดด’

 

ผมเองเห็นด้วยทุกประการ โดยเฉพาะในยามที่หุ้นโดยรวมมีราคาตกลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ผลประกอบการก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร หุ้นจำนวนมากมีผลประกอบการที่ดีใช้ได้ มีความแข็งแกร่ง มีธุรกิจที่มั่นคงมาก และที่สำคัญ จ่ายปันผลได้งดงามสูงที่สุดเป็น ‘ประวัติการณ์’ เมื่อเทียบกับราคาหุ้น และแทบจะสูงที่สุดในโลกที่ประมาณเกือบ 5% ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด

 

ผมคิดว่าสถานการณ์ในยามนี้ของประเทศไทยนั้น มีแต่เรื่องเลวร้ายที่ประดังเข้ามาซึ่งทำให้คนขาดความมั่นใจที่จะลงทุนในตลาดหุ้นทั้งๆ ที่หุ้นจำนวนมากมีราคาต่ำกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด

 

ดังนั้น มีความจำเป็นที่เราจะต้องมีมาตรการกระตุ้นความต้องการซื้อหุ้นลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แบบ ‘เห็นผลทันที’ โดยเฉพาะจากนักลงทุนชาวไทยที่รู้จักและเข้าใจบริษัทจดทะเบียนเหล่านั้นว่าอย่างไรเสียบริษัทก็ยังอยู่กับเราไปเรื่อยๆ เรายังต้องใช้สินค้าหรือบริการทุกวัน เราเชื่อมั่นว่าเป็นบริษัทที่ดีและมีบรรษัทภิบาลที่น่าเชื่อถือ และที่สำคัญ บริษัททำกำไรได้ดีต่อเนื่องไปอีกยาวนานและสามารถที่จะจ่ายปันผลงดงามให้ผู้ถือหุ้นแทบจะตลอดไป

 

วิธีที่บริษัทจะทำนั้น เพื่อที่จะมีประสิทธิผล จะต้องทำแบบเดียวกับแคมเปญขายสินค้าที่มักจะออกแนว ‘ลด แลก แจกแถม’ แต่ในกรณีนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการ ‘ขายหุ้น’ ของบริษัท ถ้าจะเปรียบเทียบในช่วงนี้ก็จะเป็นคล้ายๆ ‘โปรโมชั่นไฟไหม้’ ของร้านสุกี้ที่มีการลดราคาอาหารลงหนักมากระดับที่นักกิน ‘พลาดไม่ได้’ ซึ่งน่าจะส่งผลให้ยอดขายสุกี้โดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับอาหารแบบอื่น ร้านสุกี้ที่เคยดูเหงาๆ อาจจะเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีหรือคนกินสุกี้น้อยลงก็กลับคึกคักขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 

แคมเปญ ‘ขายหุ้น’ ในความหมายของผมก็คือ แนะนำให้บริษัทจดทะเบียนคิดว่าอะไรจะทำให้คนอยากเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นของตนเองในตลาด และเก็บไว้ยาวนาน ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละบริษัทก็อาจจะมีประเด็นที่แตกต่างออกไป แน่นอนว่าการเข้าร่วมโครงการ Jump+ ก็เป็นทางหนึ่งที่จะดึงดูดคนที่ชอบหุ้นเติบโตเร็วเข้ามาซื้อหุ้นลงทุน ทำให้หุ้นขึ้นได้ในระยะยาว หรือขึ้นได้ทันทีถ้าเริ่มเห็นว่าบริษัทสามารถขับเคลื่อนโครงการได้แน่นอน

 

ส่วนตัวผมเองนั้น คิดว่าในยามนี้ สิ่งที่นักลงทุนสนใจเพิ่มขึ้นมากก็คือ ‘เงินปันผล’ แต่นี่ก็มีประเด็นว่าเงินปันผลนั้น บ่อยครั้งจ่ายแค่ครั้งเดียวตอนสิ้นปี วิธีที่อาจจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความต้องการอยากซื้อหุ้นก็คือ แคมเปญจ่ายปันผลปีละ 2 ครั้ง หรือถ้าจะให้ ‘เปรี้ยง’ ก็คือ จ่ายทุก 3 เดือน ครั้งละ 2% ของราคาหุ้นที่ลงทุน และคนที่จ่ายในอัตรานี้ได้ก็คือหุ้นธนาคารพาณิชย์หลายแห่งที่ล่าสุดนั้นจ่ายปันผลได้ปีละ 8% จากราคาหุ้นแล้ว

 

แน่นอนว่านี่คือ ‘แคมเปญ’ หรือ ‘โปรโมชั่น’ ที่มีอายุหรือมีเวลา อาจจะแค่ปีหรือสองปีเพื่อที่จะทำให้คนซื้อหุ้น ‘ตัดสินใจทันที’ ซึ่งถ้าคนจำนวนมากเข้ามาซื้อหุ้นลงทุน ราคาหุ้นก็ควรจะวิ่งขึ้นไปได้

 

ถ้าบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากต่างก็ออก ‘โปรโมชั่น’ ของตนเอง ซึ่งก็ทำได้หลากหลาย แต่ที่สำคัญก็คือ ต้องตรงกับความต้องการของผู้ถือหุ้นหรือคนที่จะซื้อหุ้นลงทุนที่เป็น ‘ลูกค้า’ ตัวอย่างเช่น บริษัทออกมารับรองว่างวดหน้าและงวดต่อไปอีก 2-3 งวด จะเพิ่มอัตราส่วนปันผลที่เคยจ่ายในระดับ 50% ของกำไร เป็น 60% และ 70% ตามลำดับ หรือถ้าจะให้ ‘เปรี้ยง’ ก็อาจจะบอกว่าจะจ่าย 100% เลย นักลงทุนก็อาจจะสนใจเข้ามาลงทุนในหุ้นและทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปได้

 

ผมเองเคยสนใจ และ/หรือ ลงทุนกับบริษัทที่ดีจำนวนไม่น้อย แต่บางครั้งก็ต้องถอยหรือลงทุนน้อยกว่าที่ควรเพราะเหตุที่ว่าบริษัททำอะไรบางอย่างไม่ถูกใจ เช่นบริษัทชอบไปลงทุนในบริษัทหรือธุรกิจอื่นที่ผมคิดว่าไม่เป็นประโยชน์ แต่ถ้าบริษัทนั้นเสนอแคมเปญว่า บริษัทจะเลิกทำเรื่องแบบนี้ภายในช่วง เช่น 3 ปีข้างหน้า และบอกว่าจะนำเงินจำนวนนั้นมาซื้อหุ้นคืนคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของบริษัท ซึ่งจะทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นและสามารถจ่ายปันผลมากขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ นี่ก็จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้คนที่คิดแบบเดียวกับผมเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นเพิ่ม หุ้นก็จะมีราคาหรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทันที

 

เรื่องที่จะทำอะไรหรือสัญญาอะไรที่จะทำให้นักลงทุนตื่นเต้นและสนใจเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทนั้น สิ่งที่ทำหรือคำมั่นสัญญานั้นจะต้องมี ‘คุณค่า’ ในสายตาของนักลงทุน การเปิดรับฟังความคิดเห็นหรือการติดตามคอมเมนต์ในสื่อสังคมต่างๆ จะทำให้บริษัทรู้ว่าบริษัทควรจะทำอะไรหรือควรจะมีแคมเปญอะไรที่จะทำให้นักลงทุนสนใจมาซื้อหุ้นลงทุน ซึ่งจะทำให้หุ้นมีมูลค่ามากขึ้น นอกจากนั้น บริษัทก็จะใกล้ชิดกับนักลงทุนมากขึ้นและความไว้วางใจในตัวบริษัทก็จะมีมากขึ้น นี่จะเป็น ‘คุณค่า’ ให้กับตัวหุ้นและบริษัทในทุกด้านซึ่งรวมถึงการที่นักลงทุนจะซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทมากขึ้นด้วยหากว่ากิจการของบริษัทนั้นขายสินค้าผู้บริโภค

 

พูดถึงเรื่องนี้ ผมเองชอบใจบริษัทจดทะเบียนของเวียดนามที่เขาประกาศผลประกอบการ ‘ทุกเดือน’ ผมไม่แน่ใจว่าจะมีงบบัญชีละเอียดหรือมาตรฐานมากน้อยแค่ไหน แต่ที่เห็นคือมีตัวเลขยอดขายและกำไรทุกเดือนซึ่งทำให้ผมสามารถติดตามได้และรู้ถึงสถานการณ์ของบริษัทอย่างรวดเร็วแทนที่จะต้องลุ้นถึง 3 เดือนแบบของเรา

 

การรู้ถึงความเป็นไปของบริษัทอย่างรวดเร็วนั้น ช่วยลดความเสี่ยงของนักลงทุนได้ เพราะถ้าประกาศงบออกมาไม่ดี เขาก็จะได้ตัดสินใจได้ทันทีว่าจะทำอะไรกับหุ้น แทนที่จะต้องรอ 3 เดือนในสถานการณ์ที่หุ้นทยอยตกลงมาโดยที่เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งนี่ก็จะช่วยเพิ่ม ‘คุณค่า’ ให้กับหุ้นได้

 

นี่ก็เช่นเดียวกับ ‘โปร’ อื่น ไม่ใช่เรื่องของข้อบังคับของตลาด แต่เป็นเรื่องที่บริษัททำด้วยความสมัครใจและดูแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุน นักลงทุนชอบซื้อ-ขายหุ้นที่ทำ ‘โปร’ แบบนี้และเขาก็เข้ามาลงทุนซื้อหุ้นมากขึ้น สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ข้อมูลรายเดือนที่เป็นเรื่องรายได้และกำไรของบริษัทจะต้องเปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์ก่อนสื่ออื่น เช่นเดียวกับรายงานงบรายไตรมาสตามปกติ และก็ต้องเป็นรายงานที่ถูกต้องแต่ไม่ต้องสอบทานแบบสมบูรณ์เหมือนรายงานที่เป็นทางการอื่น

 

ทั้งหมดที่เสนอมานั้น ผมเองก็ต้องออกตัวว่าคงมีคนเห็นด้วยไม่มากโดยเฉพาะคนที่อยู่ในแวดวงที่เรียกว่า ‘Establishment’ หรือองค์กรที่เป็นสถาบันจัดตั้งที่เป็นทางการรวมถึงตลาดหลักทรัพย์ เพราะมันคงดู ‘แหวกแนว’ เกินไป อาจจะเพราะว่า ‘หุ้นไม่ใช่สินค้า’ ถ้าให้มีการทำ ‘โปรโมชั่น’ จะกลายเป็นการ ‘ปั่นหุ้น’ แล้วคนที่เข้ามาซื้อจะเจ็บตัวหนักแล้วใครจะรับผิดชอบ

 

ข้อถกเถียงของผมก็ตอบว่า เราก็ต้องดูว่าสิ่งที่บริษัททำนั้นจะเป็นการ ‘ปั่นหุ้น’ หรือไม่ เราต้องมั่นใจว่าสิ่งที่บริษัทเสนอนั้น อยู่ในกรอบของกฎข้อบังคับของการเป็น ‘Good Governance’ หรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็ต้องไม่อนุญาตให้ทำ

 

แต่ผมคิดว่าอย่างการจ่ายปันผลทุก 3 เดือนไม่น่าจะมีปัญหา เช่นเดียวกับการเปิดเผยข้อมูลผลประกอบการเร็วขึ้นอย่างสมัครใจก็ไม่น่าจะมีปัญหา หรือแม้แต่การประกาศว่าจะมีนโยบายซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่องผมก็คิดว่าเป็นผลดีต่อหลายๆ บริษัทที่ไม่สามารถเติบโตทางธุรกิจได้แล้วจึงตัดสินใจคืนเงินให้เจ้าของก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีและแน่นอนว่าไม่ใช่การปั่นหุ้น แม้ว่าหุ้นอาจจะขึ้นทันทีที่ประกาศ

 

ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร นี่คือสิ่งที่ผม ในฐานะ ‘ลูกค้า’ ขาประจำที่ซื้อหุ้นในตลาดมานานอยากจะเห็น อยากได้ ‘โปรโมชั่น’ หุ้น ที่จะให้ ‘คุณค่า’ แบบชนิดที่ยอดเยี่ยมถูกใจใช่เลย โดยเฉพาะกับลูกค้าหุ้นแนว ‘VI’ ที่ชอบถือหุ้นพื้นฐานดีๆ และถือยาวนาน ส่วนบริษัทที่ทำ ‘โปร’ ที่ขายหุ้นแย่ๆ ซื้อแล้วมีแต่เสียหาย หลอกนักลงทุนด้วย ‘โปร’ ที่ไม่ได้เพิ่มคุณค่าของหุ้นจริงๆ นั้น เราก็ต้องจับตาและต่อต้าน เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐและองค์กรของตลาดทุนที่จะต้องควบคุมและจัดการ

 

ภาพ: wutwhanfoto / Shutterstock 

 

อ้างอิง:

The post ‘โปรไฟไหม้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปลี่ยนสนามการค้าให้เป็นสนามรบ https://thestandard.co/trade-to-war-economy-crisis-analysis/ Sun, 15 Jun 2025 05:19:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1085245 ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจในยุคสงครามการค้า สะท้อนความเสี่ยงของนโยบาย

ในเดือนสิงหาคมปี 2531 อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากการเ […]

The post เปลี่ยนสนามการค้าให้เป็นสนามรบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจในยุคสงครามการค้า สะท้อนความเสี่ยงของนโยบาย

ในเดือนสิงหาคมปี 2531 อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ‘อย่างแท้จริง’ คือ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ประกาศนโยบาย ‘เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า’ ซึ่งเป็นนโยบายที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งทางการทหารกับประเทศกัมพูชาและส่งเสริมการทำธุรกิจร่วมกันกับประเทศในกลุ่มอินโดจีน สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านที่มักมีเหตุกระทบกระทั่งและรบกันที่เขตชายแดนมาตลอด

 

พล.อ. ชาติชาย ดำรงตำแหน่งนายกฯ ประมาณ 2 ปีครึ่ง และเศรษฐกิจในช่วง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2531 เติบโตเกิน 10% ต่อปี ถึง 3 ปีติดต่อกัน กลายเป็นประเทศที่เติบโต ‘สูงที่สุดในโลก’

 

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสะท้อนการเติบโตของ GDP และการเปลี่ยนแปลงนโยบายและการเมืองของประเทศไทย โดยการปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงจากประมาณ 450 จุดในช่วงที่มีการประกาศนโยบายเป็นกว่า 1,700 จุด ในช่วงปี 2537 หรือเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 4 เท่าในเวลา 5 ปีครึ่งเท่ากับผลตอบแทนทบต้นประมาณ 28% ต่อปี และกลายเป็น ‘ยุคทอง’ ของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย ที่ร้อนแรงเกินไปจนต้องประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในปี 2540

 

เวลาผ่านมา 37 ปีแล้ว ขณะนี้ทุกอย่างในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถดถอยลงโดยเฉพาะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ – และความคิดหรือนโยบายเกี่ยวกับการเมืองการค้าและความสัมพันธ์กับนานาชาติรวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน เฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งทางทหารกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา และดูเหมือนว่าเราไม่ได้มีความคิดที่จะแก้ไขให้สงบลง คนหลายกลุ่มเรียกร้องให้ไทย ‘รบ’

 

ถ้าจะเปรียบไปก็คล้ายๆ กับว่าเรากำลัง ‘เปลี่ยนสนามการค้าให้เป็นสนามรบ’ ในยามที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นกำลังถดถอยลงอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน

 

บางทีผมก็คิดว่าโลกนี้ก็มี ‘วัฏจักร’ ของตัวเอง ช่วงที่ พล.อ. ชาติชาย ประกาศนโยบายของประเทศไทยนั้น โลกเองก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่สงบสุขขึ้น สงครามกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัย ประเทศหลักๆ ส่วนใหญ่กำลังเปิดประเทศทำการค้าขายกันอย่างกว้างขวาง อุดมการณ์ทางการเมืองเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของความคิด ‘ชาตินิยม’ หรือ ‘สังคมนิยม’ ที่พูดว่าเป็น ‘ซ้าย’ หรือ ‘ขวา’ เริ่ม ‘ตกยุค’ มีแต่การพัฒนาการทางเศรษฐกิจให้เติบโตโดยอาศัยระบบทุนนิยมและการเปิดประเทศค้าขายกันอย่างเสรีทั่วโลกเท่านั้นที่เป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จและสร้างความอยู่ดีกินดีให้กับมวลมนุษยชาติ

 

แต่แล้ว ‘วัฏจักร’ แห่งความรุ่งเรือง ก็เริ่มเปลี่ยนไป ย้อนหลังไปหลายปี โลกก็เริ่มมีสงครามใหญ่เกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่สงครามยูเครนกับรัสเซีย ซึ่งดำเนินต่อมาถึงวันนี้ก็กว่า 3 ปีแล้วที่ยังหาจุดจบไม่ได้ ต่อมาก็เกิดสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส และล่าสุดก็คือ สงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านที่เพิ่งโจมตีทางอากาศต่อกันเมื่อ 2-3 วันมานี้เอง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร

 

นอกจากสงครามจริงๆ แบบใช้อาวุธห้ำหั่นกันแล้ว โลกยังเริ่มเห็น ‘สงครามยุคใหม่’ ที่รัฐชาติต่อสู้กันด้วยการค้าและการแข่งขันกันทางด้านเทคโนโลยี เพราะการบอกว่าใครหรือชาติไหนจะเป็นผู้ชนะและมีอำนาจในโลกยุคใหม่นั้น ระดับของความสามารถทางเศรษฐกิจหรือ GDP และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี คือสิ่งที่จะตัดสิน และนี่ก็คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น มันคือ ‘สงครามการค้า’ ที่อาศัยการตั้งหรือกำหนดกฎเกณฑ์ที่จะทำให้ประเทศได้เปรียบในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่จะทำให้ได้ชัยชนะและเป็นมหาอำนาจของโลกต่อไปในอนาคต

 

สงครามการค้าระหว่างประเทศนั้น สุดท้ายก็ต้องสะท้อนไปยังเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ว่าที่จริง ช่วงที่ ‘เริ่มประกาศสงคราม’ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ ดัชนีหุ้นหลักๆ ของอเมริกาก็ตกลงมาอย่างแรง ซึ่งก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า สงครามนั้น มีแต่จะทำลายล้าง เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจรุนแรง โอกาสที่ทำสงครามแล้วชนะและทำให้ประเทศร่ำรวยขึ้นซึ่งส่งผลให้ดัชนีหุ้นวิ่งขึ้นไปนั้น มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยใน ‘โลกยุคใหม่’ พูดง่ายๆ สงครามในโลกยุคใหม่นั้น มีแต่ผู้เสียหายทั้งฝ่ายผู้แพ้และผู้ชนะ ไม่เหมือนในอดีตที่ผู้ชนะมักจะร่ำรวยจากการได้ครอบครองทรัพยากรและความมั่งคั่งจากผู้แพ้

 

อย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้ หลังจากการประกาศสงครามการค้า ดัชนีหุ้นของอเมริกาเริ่มจะปรับตัวกลับขึ้นมาบ้าง หุ้นหลักๆ บางตัวกลับขึ้นมาเกือบเท่าเดิมก่อนที่จะตก แต่หลายตัวก็ยังแย่อยู่มาก อาทิเช่นหุ้นอย่างเทสลาที่ประสบกับการตกต่ำลงของยอดขายและกำไรที่เป็นผลส่วนหนึ่งจากเรื่องของสงครามการค้า 

 

เราคงต้องดูกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้ว เศรษฐกิจและตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรเมื่อสงครามการค้าดำเนินต่อไปยาวนานพอและเริ่มเห็นความเสียหายที่จะเกิดขึ้นของคู่สงครามแต่ละฝ่าย

 

มองในภาพที่เล็กลงมาในระดับอุตสาหกรรมและตัวหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เราก็เริ่มเห็น ‘สงคราม’ ที่กำลังเกิดขึ้นมากมาย เริ่มตั้งแต่ ‘สงครามรถไฟฟ้า’ ที่มีการประกาศลดราคาขายลงแบบ ‘บ้าคลั่ง’ คืออาจจะต่ำกว่าต้นทุนโดยเฉพาะในรถจากจีน ซึ่งมองดูแล้ว การลดราคาแบบนั้นก็จะต้องโดนคู่แข่งประกาศลดราคาตามเพื่อรักษาตลาด สุดท้าย ทุกคนก็เสียหายกันหมดโดยไม่มีใครชนะ และสุดท้ายก็จะมีบริษัทหรือยี่ห้อที่ต้อง ‘เจ๊ง’ เพราะอ่อนแอกว่า

 

ในประเทศไทยเองนั้น เราก็มี ‘สงครามส่งด่วน’ ซึ่งก็เป็นสงครามระหว่างผู้ให้บริการส่งพัสดุหรือสินค้าซึ่งเป็นธุรกิจที่เติบโตสูงมาก และแทบทุกบริษัทต่างก็พยายามแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดเพื่อที่จะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วผ่านการ ‘ลดราคาค่าส่งอย่างบ้าระห่ำ’ ผลก็คือ ทุกคนเจ็บหนัก ขาดทุนกันมากมายและบางรายก็ ‘เจ๊ง’ ไปเลย

 

ในภาพยนตร์ซีรีส์ที่กำลังดังมากในเน็ตฟลิกซ์เรื่อง ‘สงครามส่งด่วน’ นั้น อาจจะเห็นว่ามี ‘ผู้ชนะ’ ที่จะเจริญรุ่งเรืองต่อไป แต่ในชีวิตจริงผมคิดว่าทุกคนต่างก็เจ็บ ‘ปางตาย’ และอนาคตผมก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ผมคิดแต่ว่า สงครามนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะทำให้ทุกคนเจ็บและยากลำบาก ซึ่งในที่สุดก็มักจะสะท้อนลงมาที่หุ้น

 

เช่นเดียวกัน สงครามล่าสุดอีกกรณีหนึ่งที่ประกาศออกมาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือสิ่งที่สื่อพาดหัวกันว่าเป็น ‘สงครามสุกี้’ ซึ่งก็เป็นการประกาศลดราคาอาหารโดยการทำโปรโมชั่นขายสุกี้แบบบุฟเฟต์ที่ราคาต่ำมากของหลายบริษัท ซึ่งส่งผลให้ร้านอาหารแบบอื่นๆ ที่ไม่ได้ปรับลดราคาต่างก็เหนื่อยกันไปหมด เพราะขายอาหารได้น้อยลงมาก เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ อาหารภัตตาคารนั้น เป็นคู่แข่งกันทั้งนั้น แม้ว่าจะไม่ได้ขายสุกี้ก็ถูกกระทบไปด้วย และหลายร้านก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องทำโปรโมชั่น สุดท้ายก็อาจจะกลายเป็นสงครามอาหารภัตตาคาร ที่อาจจะทำให้บริษัทที่อ่อนแอต้อง ‘เจ๊ง’ และออกจากตลาดไป

 

ข้อสรุปของผมโดยรวมก็คือ ในช่วงนี้ดูเหมือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะของความปั่นป่วน โลกมุ่งเข้าสู่การสู้รบแข่งขันกันรุนแรงขึ้นในทุกด้าน ซึ่งมีโอกาสที่จะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงหรือเป็นหายนะทั้งฝ่ายที่แพ้หรือชนะ มีโอกาสน้อยมากที่ผู้ชนะจะ ‘กินรวบ’ หรือได้ประโยชน์จากสงคราม ในขณะที่ผู้แพ้นั้นมักจะเจ็บหนัก บางทีถึงตาย ดังนั้น หากมองในสายตาของนักลงทุนแล้ว การลงทุนในสถานการณ์ของสงครามจึงเป็นความเสี่ยงที่ได้ผลตอบแทนต่ำกว่าที่ควรเป็นและมีโอกาสเสียหายหนัก ถ้าไม่จำเป็นก็ควรจะหลีกเลี่ยงหรือรอ

 

ภาพ: Douglas Rissing / Getty Images 

อ้างอิง:

The post เปลี่ยนสนามการค้าให้เป็นสนามรบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซียนหุ้นยังต้องร้องขอชีวิต https://thestandard.co/thai-stock-market-crisis/ Sun, 08 Jun 2025 03:05:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1082890 thai-stock-market-crisis

สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในช่วงเร็วๆ นี้ต้องบอกว่า “ยากลำบาก […]

The post เซียนหุ้นยังต้องร้องขอชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-stock-market-crisis

สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในช่วงเร็วๆ นี้ต้องบอกว่า “ยากลำบากที่สุดในชีวิต” ตั้งแต่ผมเริ่มลงทุนมาหลังปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤตซับไพรม์ ไม่ใช่เพราะว่าหุ้นตกลงมามาก เพราะช่วงที่หุ้นตกลงมาในอดีตนั้นแรงและเร็วกว่าการตกของหุ้นในช่วงนี้มาก แต่เป็นเพราะว่าการตกของหุ้นในช่วงหลังๆ นี้ มักจะเป็นการตกลงมาอย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่องยาวนาน และไม่ค่อยมีจังหวะที่หุ้นจะปรับตัวขึ้นแรงแบบที่มักจะเกิดขึ้นในอดีต

 

นอกจากนั้น ปริมาณการซื้อขายก็ค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ ถ้ามองแบบนักเทคนิคก็อาจจะบอกว่า คนที่เล่นหุ้นหรือลงทุนในตลาดหุ้นไทยจำนวนมากคงจะขายหุ้นและทยอยออกจากตลาดไปเรื่อยๆ หลายๆ คนก็อาจจะขายไม่ได้เพราะ “ติดหุ้น” ที่ซื้อที่ต้นทุนสูงกว่าปัจจุบันมาก

 

​การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้น ผมคิดว่าแม้แต่ “เซียนหุ้น” ส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถที่จะทำผลงานได้ดีหรือเอาชนะตลาดหุ้นที่ก็แย่มากอยู่แล้วได้ แม้แต่คนที่ใช้หลักการแบบ “VI” และเลือกหุ้นลงทุนโดยไม่สนใจสภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ก็อาจจะพบว่าการคาดการณ์หรือประเมินคุณค่าของธุรกิจผิดพลาดเพราะ “ธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป” หรือบางทีก็ประเมินไม่ผิด แต่ราคาและผลตอบแทนของหุ้นก็ไม่ตอบสนองอย่างที่ควรเป็น คำว่า “ในระยะยาวราคาหุ้นจะสะท้อนพื้นฐานเสมอ” นั้น อาจจะยังจริงอยู่ แต่ในระยะยาว จอห์น เมย์นาร์ด เคน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อก้องโลกบอกว่า “ทุกคนต้องตายหมด” –ก่อนที่หุ้นจะสะท้อนพื้นฐาน!

 

​ลองมาดูย้อนหลังไปซัก 4-5 ปี ว่า “เซียนหุ้น” ชอบเล่นหุ้นตัวไหนกันบ้าง เพราะอะไร และเดี๋ยวนี้ราคาหุ้นวิ่งไปอยู่ที่ไหน

 

​หุ้นกลุ่มแรกที่น่าจะมีส่วนทำให้เซียน VI หลายๆ คนรวยกันไปเลยในยุคหลังปี 2008 ที่เกิดวิกฤตซับไพรม์ ดัชนีหุ้นตกลงไปเหลือแค่ 400 จุด และนักลงทุนกลุ่มใหม่ที่มีฐานะดี หลายคนเป็นนักธุรกิจหรือมีครอบครัวที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ต่างก็เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นด้วยเม็ดเงินจำนวนมากและมีส่วนในการขับเคลื่อนราคาหุ้นโดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและตามความเข้าใจของพวกเขาก็คือ จะกลายเป็น “ซูเปอร์สต็อก” และที่จริงในช่วงเวลาหนึ่ง หุ้นเหล่านั้นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นซูเปอร์สต็อกได้จริง เพราะส่วนใหญ่แล้ว Market Cap. ของมันสูงแตะ “แสนล้านบาท”

 

​หุ้นตัวแรกก็คือ หุ้นเครื่องดื่มเพิ่มพลังงานที่กำลังเติบโตเร็วและเป็นหนึ่งในผู้นำในตลาดไทย และกำลังพยายามไปสู่ระดับโลก โดยที่นักลงทุนเชื่อว่าบริษัทมีความสามารถสูงและสามารถตีตลาดเพื่อนบ้านได้แล้ว ผลก็คือ มูลค่าหุ้นวิ่งขึ้นเป็นจรวดเกินกว่า 1 แสนล้านบาททั้งๆ ที่เป็น “ธุรกิจขนาดระดับกลางๆ” ในอุตสาหกรรมที่ “อิ่มตัว”

 

​เวลาผ่านไปหลายปี การเติบโตของรายได้และกำไรเติบโตน้อย การเปิดตลาดต่างประเทศไม่ประสบความสำเร็จ ประเทศที่ก้าวหน้ากว่าไทยซึ่งรวมถึงจีนในวันนี้คงไม่ชอบสินค้าผู้บริโภคของไทย ในตลาดไทยเอง คนหนุ่มสาวที่มีน้อยลงยิ่งไม่เอื้อให้กับการบริโภคสินค้านี้ Market Cap. ของหุ้นลดลงเรื่อยๆ เหลือไม่ถึงครึ่งของช่วงสูงสุด และตั้งแต่ต้นปีหุ้นตกลงมาเกือบ 30%

 

​หุ้นตัวที่สอง อยู่ในอุตสาหกรรมการเงินที่ซื้อหนี้เสียมาเก็บหนี้ต่อ ต้นทุนในการซื้อหนี้ต่ำมาก บางทีแค่ 5% ของมูลหนี้ ดังนั้น ถ้าเก็บได้ดีแค่ 10% ต่อปี ก็กำไร 100% แล้ว มูลหนี้ที่ซื้อมามีเป็นแสนล้านบาท กำไรปีหนึ่งก็เป็นพันล้านบาทแล้วและแนวโน้มก็เพิ่มขึ้นทุกปีอย่างรวดเร็ว บริษัทเก็บหนี้ “เก่งมาก” พอร์ตหนี้เป็นแสนล้านบาท ต้นทุนนิดเดียว ไม่มีอะไรมาขวางไม่ให้โตไปเรื่อยๆ ยิ่งเศรษฐกิจแย่หนี้เสียมากบริษัทก็ยิ่งซื้อหนี้เสียได้มาก นี่คือสิ่งที่นักลงทุนเชื่อและซื้อหุ้นจน Market Cap. สูงเป็นแสนล้านบาท

 

​รายได้รวมหลายปีต่อมาเติบโตช้าๆ กำไรรวมก็เติบโตช้าๆ เศรษฐกิจที่ไม่ดีทำให้คนไม่มาจ่ายหนี้ที่เสียไปแล้วตั้งนาน สุดท้ายคนก็อาจจะคิดว่าเดี๋ยวรัฐบาลก็ช่วยล้างเครดิตที่เสียไปนานแล้วให้กลับมาดีได้ ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงิน เหนือสิ่งอื่นใด ตอนนี้กู้เงินยากอยู่แล้ว

 

​ราคาหุ้นไหลลงมาเรื่อยๆ ทั้งที่กำไรก็ไม่ได้หายไปเพียงแต่ไม่ค่อยโต และอนาคตก็ดูไม่สดใส Market Cap. ตกลงมาเกือบ 90% จากจุดสูงสุด เฉพาะจากต้นปีนี้หุ้นตกลงมาแล้วเกือบ 50% จากซูเปอร์สต็อก กลายเป็นบริษัทระดับกลางค่อนไปทางเล็ก หุ้นมีค่า PE ต่ำกว่า 10 เท่า คล้ายๆ กับสถาบันการเงินระดับท็อปเกรดอื่นๆ จากที่เคยมีค่า PE เกือบ 100 เท่า

 

​ยังมีหุ้นแนว “ซูเปอร์สต็อก” ที่มีอาการหรือลักษณะแบบเดียวกับหุ้น 2 ตัวดังกล่าวอีกหลายตัวที่ “เซียน” เข้าไปเล่นเพราะเห็นว่าเป็นหุ้นโตเร็ว และผู้บริหารมีความสามารถสูงมาก สามารถที่จะเพิ่มรายได้และกำไรต่อเนื่องยาวนานในธุรกิจที่อุตสาหกรรม “อิ่มตัว” โดยสตอรี่ก็คือ บริษัทมีผู้บริหารที่เก่งมาก สามารถแข่งขันเอาชนะคู่แข่งและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลซึ่งทำให้ Market Cap. ในช่วงพีกสูงถึงแสนล้านบาท ทั้งๆ ที่เป็นบริษัท “ระดับกลางๆ”

 

​และก็เช่นเดียวกัน ถึงวันนี้ หุ้นแสนล้านที่เคยเป็นขวัญใจเซียนหุ้น ก็ตกลงมา อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 50% จากจุดสูงสุด โดยที่ช่วงหนักที่สุดช่วงหนึ่งก็คือปีนี้ที่หุ้นตกลงมาไม่ต่ำกว่า 25% ในเวลาแค่ 5-6 เดือน ทั้งๆ ที่หลายปีที่ผ่านมาธุรกิจก็ไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติจากช่วงที่เป็นหุ้นแสนล้านบาท

 

​หุ้นอีกกลุ่มหนึ่งเป็นหุ้นขนาดเล็กไม่เกิน 10,000 ล้านบาทที่ช่วงหนึ่งในช่วงที่ “เซียนหุ้น” เข้าไปลงทุนมีสถานะเป็นหุ้นระดับกลาง คือ Market Cap. ระดับเช่น 20,000 ล้านบาทขึ้นไป นี่มักจะเป็นกลุ่มหุ้นที่อิงกับผู้บริโภค เช่น หุ้นขนมขบเคี้ยว หุ้นขนมหวานและเครื่องดื่ม หุ้นเกี่ยวกับความสวยงามทั้งหลาย ตั้งแต่เครื่องสำอางถึงคลินิกเสริมความงามและโรงพยาบาลศัลยกรรมความงามและสปา นอกจากนั้นก็ยังมีร้านอาหารและซอส เป็นต้น

 

​สำหรับนักลงทุนที่เป็นเซียนแล้ว หุ้นกลุ่มนี้มีความสามารถในการแข่งขัน เพราะมียี่ห้อที่อาจจะเป็นอันดับหนึ่งหรืออันดับต้นๆ ในกลุ่มธุรกิจของตนเอง สินค้าผู้บริโภคนั้น คนมักจะติดหรือคุ้นชินกับผลิตภัณฑ์ที่เคยกินเคยใช้อยู่ ดังนั้น อย่างน้อยลูกค้าก็ไม่หนีไปไหนง่ายๆ

 

​จริงอยู่ สินค้าจำนวนมากมีตลาดอยู่ในประเทศ ดังนั้น อุตสาหกรรมโดยรวมก็มักจะไม่ค่อยโตแล้ว แต่สินค้าหลายบริษัทก็มีตลาดใหญ่ในต่างประเทศด้วย และสตอรี่ก็คือ บริษัทจะโตขึ้นอีกมากในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับจีน หุ้นบางตัวก็ขายไปทั่วโลกรวมถึงยุโรปโดยเน้นไปทางด้านรสชาติแบบไทยเช่น ซอสเผ็ด หรือน้ำหวานผสมเนื้อผลไม้เช่น มะพร้าว เป็นต้น

 

​หุ้นที่เคยโดดเด่นตัวหนึ่งขายขนมขบเคี้ยวเป็นผู้นำตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศบางส่วนโดยเฉพาะที่เป็นคนจีน ดังนั้น สตอรี่ก็คือ บริษัทจะสามารถขยายธุรกิจและเป็น “Global Brand” คือเป็นสินค้าที่จะขายไปทั่วโลก กำไรหลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสอดคล้องกับภารกิจของบริษัท ราคาหุ้นวิ่งขึ้นและทำให้กลายเป็นบริษัทระดับกลาง อย่างไรก็ตาม ค่า PE ของหุ้นสูงลิ่วกว่า 100 เท่า ความคาดหวังของนักลงทุนก็คือ บริษัทจะ “ยึดครองตลาดจีน” ที่มีคนกว่าพันล้านคนที่ “ชอบ” สินค้าของบริษัท

 

​ในช่วงหลายปีต่อมา กำไรของบริษัทยังเพิ่มขึ้นเร็วพอสมควร แต่ราคาหุ้นก็เริ่มทยอยลดลง สตอรี่เรื่องจีนถอยลงไปมาก ตลาดจีนมีปัญหา “ทางเทคนิค” หลายอย่าง ความฝันเรื่องจีนค่อยๆ หมดไป อาจจะพร้อมๆ กับการที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มไม่ค่อยสนใจซื้อสินค้าของบริษัทเวลามาเที่ยวไทยแล้ว ยิ่งเมื่อขึ้นปี 2568 ยอดขายและกำไรของบริษัทตกฮวบ ราคาหุ้นดิ่งเหลือไม่ถึงครึ่งของช่วงพีก และต่ำกว่าตอนสิ้นปีที่แล้วถึงกว่า 30% และทำให้ค่า PE ของหุ้นเหลือเพียงในระดับ 10 เท่าบวกลบ

 

​และทั้งหมดนั้นก็คล้ายๆ กับหุ้นของกินที่โดดเด่นทั้งหลายที่เหล่าเซียนเข้าไปเล่นด้วยสตอรี่ของการเติบโตโดยเฉพาะจากตลาดต่างประเทศ ซึ่งก็ช่วยขับดันราคาหุ้นขึ้นไปสูงมากในช่วงแรก อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงหลังจากนั้นก็คือ ตลาดของสินค้าผู้บริโภคของไทยนั้น มักจะไม่มีความยั่งยืนที่จะเติบโตไปได้มาก และบ่อยครั้งก็จะถดถอยลงเนื่องจากความนิยมลดลง สินค้าไทยนั้น ที่สำเร็จส่วนใหญ่อาจจะเป็นแค่ “แฟชั่น” ในต่างประเทศ

 

​หุ้นตัวสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงทำเกี่ยวกับการศัลยกรรมเสริมความงามซึ่งก็เป็นอุตสาหกรรมที่น่าจะกำลังเติบโตในประเทศในช่วงเร็วๆ นี้และบริษัทเป็น “ผู้นำ” และก็กำลังพยายามขยายธุรกิจทั้งโดยตนเองและควบรวมกิจการบริษัทอื่น Market Cap. ของหุ้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและกลายเป็นบริษัทระดับกลางที่มีมูลค่าระดับ 15,000-20,000 ล้านบาทในเวลาอันรวดเร็ว

 

​ยอดขายและกำไรเพิ่มขึ้นโดดเด่นตามคาดจนถึงสิ้นปีที่แล้ว แต่งบไตรมาส 1 ของปีนี้กลับลดลงแรงมาก คุณภาพของธุรกิจและการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมนี้คงเริ่มส่งผลให้เห็นว่านี่คือธุรกิจที่ไม่มีใครมีความได้เปรียบที่ยั่งยืน สงครามราคาเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาโดยเฉพาะในกลุ่ม “ตลาดมวลชน” ผลก็คือ ราคาหุ้นร่วงมารุนแรงถึง 70% ในเวลาแค่ 5-6 เดือน และถ้านับจากพีก หุ้นตกลงมาแล้วเกือบ 80% ค่า PE ของหุ้นเหลือต่ำกว่า 10 เท่าจากที่เคยสูงถึงประมาณ 50 เท่า

 

​บทสรุปของผมก็คือ หุ้นที่เซียนเข้าไปลงทุนนั้น พวกเขาเข้าไปด้วยการวิเคราะห์ในแบบของ VI โดยเฉพาะในแง่ของคุณภาพของตัวกิจการ แต่ด้วยการมองโลกในแง่ดีเกินไป อาจจะเพราะอยู่ในช่วงที่ตลาดของผลิตภัณฑ์และตลาดหุ้นที่ดี ทำให้พวกเขาให้คุณค่ากับหุ้นมากเกินไป และอาจจะมองหรือประเมินกิจการสั้นเกินไป ซึ่งนั่นทำให้เกิดความผิดพลาดในแง่ที่ว่า ประเมินหุ้นธรรมดาหรือหุ้นที่ดีพอใช้เป็นหุ้นซูเปอร์สต็อก

 

​และนั่นก็คือเหตุผลว่าทำไมหุ้นที่เซียนซื้อหรือถืออยู่นั้น ราคาลงมาต่อเนื่อง ลงหนักมากทั้งๆ ที่การดำเนินธุรกิจก็ยังปกติเหมือนเดิม แต่ราคาหุ้นตกลงมา 50-80% จากจุดสูงสุด และค่า PE เหลือต่ำกว่า 10 เท่า แล้วก็ยังไม่มีคนซื้อ

The post เซียนหุ้นยังต้องร้องขอชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>