Market – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-market/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 19 Jun 2026 03:53:43 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 JPMorgan มอง AI CAPEX ไปต่อ ลุ้นหนุนเศรษฐกิจโตแรง แซงค่าจ้าง เปิดทาง Fed ลดดอกเบี้ย https://thestandard.co/jpmorgan-ai-capex-economy-fed-rates/ Fri, 19 Jun 2026 03:52:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1220438 ธนบัตรหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐร่วงหล่นลงมา

ปัจจุบัน AI เข้ามามีบทบาทในภาคครัวเรือน และธุรกิจทั่วโล […]

The post JPMorgan มอง AI CAPEX ไปต่อ ลุ้นหนุนเศรษฐกิจโตแรง แซงค่าจ้าง เปิดทาง Fed ลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนบัตรหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐร่วงหล่นลงมา

ปัจจุบัน AI เข้ามามีบทบาทในภาคครัวเรือน และธุรกิจทั่วโลก ผ่านการยกระดับผลิตภาพการทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ จนหลายคนกังวลว่าในอนาคตอันใกล้ AI อาจเข้ามาแย่งงานมนุษย์และทำลายโมเดลธุรกิจดั้งเดิม

 

 
 

ในแง่ของการลงทุน แม้ปีนี้ตลาดหุ้นเอเชียและสหรัฐฯ จะทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง จากแรงหนุนหุ้นกลุ่ม AI ที่ผลประกอบการออกมาเหนือความคาดหมาย แต่ตอนนี้ตลาดมีมุมมอง bearish มากขึ้นว่า CAPEX ที่ลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จะสร้างกำไรจริงเมื่อไร ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าแค่ไหน

 

รายงาน Mid-Year Outlook 2026 ของ J.P. Morgan ชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่ AI กำลังสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงมากขึ้นใน 3 มิติ พร้อมเปิดกลยุทธ์ลงทุนรับกระแส AI Supercycle ในช่วงครึ่งปีหลัง

 

1.วัฏจักรการลงทุน AI จะยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

 

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยในปี 2025 GDP ไต้หวัน เติบโตทะลุ 7% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดตั้งแต่ปี 2010 แค่บริษัท TSMC เพียงแห่งเดียวก็สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ GDP ไต้หวัน ได้ถึง 5%-6% ขณะที่เกาหลีใต้มูลค่าการส่งออกทะลุ 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรก โดยเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็นหนึ่งในสี่ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

 

ในฝั่งของสหรัฐอเมริกา การลงทุนด้าน AI ช่วยเพิ่มการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง (Real GDP) ได้ถึง 0.25% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 นอกจากนี้การก่อสร้าง Data center ยังเติบโตขึ้นเกือบ 4 เท่า เมื่อเทียบกับการก่อสร้างนอกภาคที่อยู่อาศัยทั้งหมด สอดคล้องกับแผนการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Hyperscalers) ทั้ง 5 แห่ง ที่เพิ่มงบลงทุน (Capex) รวมกันกว่า 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2026 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูลเพื่อรองรับระบบ AI

 

แม้ทั่วโลกจะกังวลว่า AI จะสามารถพัฒนาความเก่งจนแย่งงานมนุษย์ โดยเฉพาะงานประจำในออฟฟิศ แต่ J.P. Morgan มองว่า ปัจจุบันยังมีหลักฐานจำกัดว่า AI สร้างความเสียหายต่อตลาดแรงงานในวงกว้าง

 

ภาพที่ชัดกว่าคือ AI เริ่มทำงานบางอย่างแทนคนได้ดีขึ้น เช่น ช่วยสร้างใบเสนอราคาค่าขนส่ง กรอกข้อมูลจากเอกสาร จัดลำดับอีเมล ตอบคำถามลูกค้าทั่วไป หรือแปลเอกสาร งานเหล่านี้เป็นงานที่มีรูปแบบค่อนข้างชัด และ AI สามารถช่วยลดเวลาการทำงานได้มาก

 

แต่ปัญหาคือ ‘งานหนึ่งตำแหน่ง’ ไม่ได้มีแค่งานย่อยงานเดียว แต่การจะทำงานให้สำเร็จจะต้องอาศัยการตัดสินใจและประสบการณ์เฉพาะที่ปรับเปลี่ยนไปตามบริบท ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถแทนที่มนุษย์ได้

 

เมื่อเปรียบเทียบด้านต้นทุน พนักงานออฟฟิศหนึ่งคนมีต้นทุนราว 50 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ขณะที่การเช่าใช้ Nvidia H100 GPU อยู่ที่ประมาณ 2.50 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ในเชิงตัวเลข AI ต้นทุนถูกกว่าคนมาก ถ้าสามารถทำงานแทนคนได้จริง

 

แต่ปัจจุบัน แม้โมเดล Claude Opus 4 6 จะทำงานที่ซับซ้อนได้มากขึ้น แต่เมื่อต้องทำงานที่ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นมนุษย์ใช้เวลาทำราว 12 ชั่วโมง Opus มีอัตราทำงานสำเร็จอยู่ที่ 50% เท่านั้น แปลว่า AI เก่งขึ้นจริง แต่ยังไม่ได้แม่นพอสำหรับทุกงาน โดยเฉพาะงานที่ซับซ้อน และ ต้องการความรับผิดชอบสูง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ปัจจุบันเรายังไม่เห็นคลื่นการปลดแรงงานครั้งใหญ่

 

ข้อมูลจาก Indeed ยังสะท้อนภาพเดียวกัน โดยตำแหน่งงานเปิดรับสำหรับ software engineers กลับมาเร่งตัวขึ้น สวนทางกับตำแหน่งงานโดยรวมในตลาดที่ชะลอลง สะท้อนว่าตำแหน่งนี้ยังมีความสำคัญ แม้งาน coding จะเป็นหนึ่งในทักษะที่ AI ทำงานได้ใกล้เคียงมนุษย์มากที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม J. P. Morgan มองว่า การใช้ AI ทำงานอัตโนมัติแทนพนักงานออฟฟิศจะใช้เวลาหลายปี เพราะแรงงานทักษะสูงไม่ได้ทำงานจากคำสั่งที่ชัดเจนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ในการตัดสินใจรับมือกับปัญหาที่ไม่มีรูปแบบตายตัว

 

นอกจากนี้ การผสานระบบ AI เข้าสู่เศรษฐกิจจริงอย่างเต็มรูปแบบยังต้องใช้เวลา เพราะองค์กรต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ปรับระบบการทำงาน และรับมือกับแรงเสียดทานด้านกฎระเบียบก่อนที่ AI จะสามารถเปลี่ยนกระบวนการทำงานได้ในวงกว้าง

 

2. AI ยกระดับผลิตภาพและเพิ่มกำไรหนุนมูลค่าหุ้น

 

สำหรับภาคธุรกิจ AI คือเครื่องมือทำงานอัตโนมัติที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพให้กับพนักงานและองค์กร พบว่าบริษัทที่มีการประยุกต์ใช้ AI มีอัตรากำไรจากการดำเนินงานเฉลี่ยสูงถึง 17% เทียบกับบริษัทที่ไม่ได้ใช้ ซึ่งมีอัตรากำไรอยู่ที่ 13%

 

ผลลัพธ์จากการนำ AI มาใช้งาน ส่งผลให้อัตรากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 13.3% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 15.5% ภายในปี 2027 แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอาจสร้างผลกระทบต่อบางอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มซอฟต์แวร์ดั้งเดิม แต่ท้ายที่สุด องค์กรที่ปรับตัวได้ผ่านการยกระดับทักษะแรงงาน จะสามารถรักษาอัตรากำไรและสนับสนุนให้มูลค่าหุ้นเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว

 

3.AIเพิ่ม productivity เปิดทางเฟดลดทั้งดอกเบี้ยและหนี้สาธารณะ

 

หาก AI ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และสามารถเพิ่มผลิตภาพให้กับภาคธุรกิจและเศรษฐกิจได้จริงในวงกว้าง อาจทำให้เกิดภาวะ ‘Disinflationary boom’ ที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง

 

เมื่อ AI สามารถสร้างผลผลิตได้เร็วกว่าต้นทุนค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น จะช่วยลดแรงกดดันด้านราคา ส่งผลให้เงินเฟ้อมีความผันผวนน้อยลง และเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดดอกเบี้ยลงได้ โดยไม่ต้องรอให้เงินปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย

 

แม้ตลาดอาจต้องรอถึงปลายทศวรรษจึงจะเห็นผลิตภาพของ AI อย่างชัดเจน แต่ข้อมูลล่าสุดเริ่มสะท้อนสัญญาณบวกว่าผลิตภาพแรงงานของสหรัฐฯ แข็งแกร่งขึ้น โดยผลิตภาพแรงงานนอกภาคเกษตรขยายตัวราว 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้ค่าเฉลี่ย 5 ปี ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2% ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับเฉลี่ย 1.5% ในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลก

 

นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่เติบโตจากการใช้ AI จะส่งผลดีต่อฐานะ ‘การคลัง’ เพราะเมื่อ GDP เติบโตเร็วขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่า รัฐบาลจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะพุ่งสูงถึง 118% ในปี 2035 ปรับตัวลดลงได้

 

ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับ ‘ยุคบูมของอินเทอร์เน็ต’ โดยในปี 1993 นักวิเคราะห์เคยคาดการณ์ว่าผลิตภาพปี 2000 จะโตเพียง 0.8% และหนี้ต่อ GDP อยู่ที่ 61% แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาแบบก้าวกระโดด ทำให้ผลิตภาพโตถึง 2% สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จึงลดลงเหลือเพียง 34% เท่านั้น

 

กลยุทธ์จับกระแสลงทุน AI ครึ่งหลังปี 2026

 

J. P. Morgan ได้เสนอแนวทางการลงทุนกระจายความเสี่ยง เพื่อคว้าโอกาสจากกระแส AI Supercycle แม้ว่าตอนนี้ตลาดจะมีมุมมอง bearish ว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้หรือไม่

 

  • ลงทุนบริษัทที่ได้ประโยชน์จาก Data Center

 

กลุ่มที่ J. P Morgan มองว่าน่าสนใจ ได้แก่ บริษัทในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายและอุปกรณ์ออปติคัล (Manufacturer of Networking and Optical Equipment) รวมถึงสินทรัพย์ด้านการผลิตและส่งพลังงาน (Energy Generation and Transmission Assets) เพราะโครงสร้างพื้นฐาน AI ไม่ได้พึ่งพาแค่ชิปหรือซอฟต์แวร์ แต่ต้องใช้ทั้งระบบไฟฟ้า การเชื่อมต่อ และกำลังประมวลผลขนาดใหญ่

 

โดยบริษัทเหล่านี้จะกลายเป็นธีมการลงทุนระดับโลก เพราะได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI มหาศาล และหลายบริษัทมีพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแรง โดยไม่ได้แค่ผ่านเกณฑ์ Rule of 40 ซึ่งใช้ประเมินคุณภาพของบริษัทเทคโนโลยี แต่บางบริษัทสามารถยกระดับไปไกลกว่านั้น

 

เช่น Nvidia ซึ่ง J.P. Morgan มองว่าเป็นผู้ชนะรายใหญ่ใน AI cycle จนถึงปัจจุบัน และเป็นบริษัทระดับ “Rule of 140” อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่ม price in ความคาดหวังว่ายอดขายกำลังเข้าใกล้จุดอิ่มตัว หุ้น Nvidia ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ Forward P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีราว 40%

 

  • โอกาสลงทุน Hyperscalers

 

อีกกลุ่มที่ J.P. Morgan มองว่ายังน่าสนใจคือ Hyperscalers หรือผู้ให้บริการ Cloud ขนาดใหญ่ ซึ่งยังอยู่ในตำแหน่งที่ได้ประโยชน์จากการใช้งาน AI ต่อเนื่อง แม้ตลาดจะเริ่มกังวลกับแผน Capex ที่ขยายตัวเร็ว

 

รายงานระบุว่า ผู้บริหารในองค์กรส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า ความต้องการ Cloud Capacity จาก AI Applications, Projects และ Companies ยังสูงกว่าอุปทานที่มีอยู่ สะท้อนจากต้นทุนการเข้าถึง AI Computing Power แบบ On-demand หรือค่าเช่า GPU เพิ่มขึ้นประมาณ 40% ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025

 

ประกอบกับการเติบโตของ Agentic AI และ Reasoning AI Models ที่จะช่วยเพิ่มความต้องการใช้งาน Token Providers เช่น Microsoft Azure และ Google Cloud

 

  • สตาร์ทอัป Physical AI อนาคตผู้นำตลาด

 

ปัจจุบันบริษัทที่พัฒนาแอปพลิเคชัน AI สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและองค์กรจำนวนมากยังอยู่ในตลาด Private Markets ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า สตาร์ทอัปบางรายอาจกลายเป็นบริษัทผู้นำเทคโนโลยีที่มีมูลค่าระดับ Mega-cap โดยบริษัทที่ทำธุรกิจในธีมที่เกี่ยวข้องกับ “Physical AI” เช่น Robotics ซึ่งเป็นการนำ AI เข้ามาเชื่อมโยงกับการทำงานจริงในภาคอุตสาหกรรม

 

  • หุ้นนอกสหรัฐฯ และตราสารหนี้ ลดความเสี่ยงฟองสบู่ AI

 

แม้ J.P. Morgan จะสนับสนุนการลงทุนใน AI Supercycle แต่หากมุมมองเชิงบวกต่อ AI ผิดพลาด หรือเกิดภาวะฟองสบู่แตก พอร์ตจำเป็นต้องมีเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอย่างหุ้นนอกสหรัฐฯ และตราสารหนี้ ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนจากภาวะดังกล่าว โดยเฉพาะพอร์ตที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ สูง

 

เนื่องจากหุ้นนอกสหรัฐฯ มีสัดส่วนการลงทุนในบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ต่ำกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จึงช่วยกระจายความเสี่ยง เมื่อหุ้นธีม AI เข้าสู่ช่วงขาลง สะท้อนจากช่วงฟองสบู่ดอทคอม ที่หุ้นนอกสหรัฐฯ ทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นสหรัฐฯ

 

เช่นเดียวกับตราสารหนี้ที่จะให้ผลตอบแทนดีกว่าสินทรัพย์เสี่ยง หากตลาดต้องเผชิญกับภาวะฟองสบู่ AI แตก สะท้อนจากผลตอบแทนในอดีตช่วง 5 ปี หลังจากฟองสบู่ดอทคอมแตกที่ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 5.9% ขณะที่หุ้นโลกให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 2.7% ต่อปีเท่านั้น

The post JPMorgan มอง AI CAPEX ไปต่อ ลุ้นหนุนเศรษฐกิจโตแรง แซงค่าจ้าง เปิดทาง Fed ลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟุตบอลโลก 2026 อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ฮั่วเซ่งเฮงชี้ ‘Fed-เงินเฟ้อ-ภูมิรัฐศาสตร์’ ยังเป็นตัวแปรชี้ชะตาทองคำ https://thestandard.co/world-cup-2026-us-economy-gold-2/ Thu, 18 Jun 2026 07:41:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1220080 โลโก้ FIFA World Cup 2026

แม้มหกรรมฟุตบอลโลก 2026 จะสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อเศ […]

The post ฟุตบอลโลก 2026 อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ฮั่วเซ่งเฮงชี้ ‘Fed-เงินเฟ้อ-ภูมิรัฐศาสตร์’ ยังเป็นตัวแปรชี้ชะตาทองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ FIFA World Cup 2026

แม้มหกรรมฟุตบอลโลก 2026 จะสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่สำหรับตลาดทองคำแล้ว ปัจจัยที่นักลงทุนจับตายังคงเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มากกว่า

 

 
 

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ราคาทองคำโลกยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง หลังปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,020 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (SMA200) ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สะท้อนภาพการลงทุนที่กลับเข้าสู่โหมดระมัดระวังมากขึ้น และทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มประเมินความเป็นไปได้ที่ราคาทองคำอาจอ่อนตัวลงต่ำกว่าระดับ 4,000 ดอลลาร์ หากปัจจัยมหภาคยังไม่เอื้อต่อการฟื้นตัว

 

ฟุตบอลโลกครั้งประวัติศาสตร์กับเม็ดเงินเศรษฐกิจมหาศาล

 

ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว ตลาดกลับได้รับปัจจัยใหม่ที่น่าสนใจจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการแข่งขัน FIFA World Cup 2026

 

การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม 2026 โดยมีสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ร่วมเป็นเจ้าภาพ นับเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ขยายจำนวนทีมจาก 32 ทีมเป็น 48 ทีม และเพิ่มจำนวนการแข่งขันเป็น 104 นัด ทำให้กลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

 

ขนาดของการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอเมริกาเหนืออย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง การจัดอีเวนต์ และอุตสาหกรรมบันเทิงในเมืองเจ้าภาพของสหรัฐฯ

 

ผลการศึกษาของ OpenEconomics (OE) ซึ่งเผยแพร่ผ่าน FIFA และองค์การการค้าโลก (WTO) ระบุว่า ฟุตบอลโลก 2026 อาจสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้สหรัฐฯ ราว 17,200 ล้านดอลลาร์ และสนับสนุนการจ้างงานประมาณ 185,000 ตำแหน่ง ผ่านการใช้จ่ายด้านการเดินทาง การท่องเที่ยว และภาคบริการ แม้เม็ดเงินดังกล่าวจะมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ผลประโยชน์มีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในเมืองเจ้าภาพและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง

 

เศรษฐกิจแข็งแรง อาจไม่ใช่ข่าวดีของทองคำ

 

การฟื้นตัวของภาคบริการและตลาดแรงงานอาจช่วยเสริมภาพลักษณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้แข็งแกร่งขึ้นในระยะสั้น ซึ่งส่งผลต่อการคาดการณ์นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนในตลาดโลก

 

อย่างไรก็ตาม ฮั่วเซ่งเฮงมองว่า ฟุตบอลโลกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะกำหนดทิศทางราคาทองคำในระยะถัดไป เพราะนักลงทุนยังให้น้ำหนักกับปัจจัยมหภาคที่สำคัญกว่า โดยเฉพาะ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

 

  • ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
  • แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ภายใต้แรงกดดันจากเงินเฟ้อ
  • ทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ยังได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

 

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อราคาทองคำ เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแรงมีแนวโน้มผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และค่าเงินดอลลาร์ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ และลดความน่าสนใจของสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น

 

“การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจช่วยหนุนค่าเงินดอลลาร์และ Bond Yield ในระยะสั้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักที่ตลาดให้ความสำคัญยังคงอยู่ที่แนวโน้มนโยบายการเงินของ Fed ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางเงินเฟ้อโลก” ฮั่วเซ่งเฮงระบุ

 

ทองคำเสีย Momentum แต่ยังไม่เข้าสู่ขาลงเต็มตัว

 

ในมุมมองทางเทคนิค ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่าราคาทองคำอยู่ในภาวะ ‘เสีย Momentum’ หลังหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ซึ่งสะท้อนแรงกดดันระยะสั้นที่ยังคงอยู่

 

อย่างไรก็ดี การปรับฐานรอบนี้อาจยังไม่ใช่สัญญาณของการเปลี่ยนผ่านสู่แนวโน้มขาลงอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังคงสนับสนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ทั้งความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงทั่วโลก และการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางหลายประเทศ

 

สำหรับระยะต่อจากนี้ นักลงทุนควรติดตามพัฒนาการของเงินเฟ้อ นโยบายเศรษฐกิจและการเงินของสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพราะปัจจัยเหล่านี้ยังมีอิทธิพลต่อทิศทางราคาทองคำมากกว่าแรงหนุนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากมหกรรมกีฬาโลก

 

ท้ายที่สุด ฟุตบอลโลก 2026 อาจเป็นเพียงแรงส่งระยะสั้นที่ช่วยเติมสีสันให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่สำหรับตลาดทองคำแล้ว เกมสำคัญยังคงอยู่ที่การต่อสู้ระหว่างเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีมากกว่าเสียงเชียร์จากข้างสนาม

 

ภาพ: Rokas Tenys / Shutterstock

The post ฟุตบอลโลก 2026 อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ฮั่วเซ่งเฮงชี้ ‘Fed-เงินเฟ้อ-ภูมิรัฐศาสตร์’ ยังเป็นตัวแปรชี้ชะตาทองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะปรากฏการณ์หุ้น SpaceX พุ่งแซง Amazon สู่ Top 5 โลก ท่ามกลางคำเตือน ‘แชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์’ ที่รายย่อยถูกบังคับให้เล่น https://thestandard.co/spacex-elon-musk-ponzi-scheme/ Wed, 17 Jun 2026 09:20:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1219619 อีลอน มัสก์ ยืนอยู่หน้าจรวด SpaceX พร้อมข้อความเกี่ยวกับหุ้น SpaceX และคำถามเรื่องแชร์ลูกโซ่

หุ้นของ SpaceX ภายใต้การนำของ อีลอน มัสก์ กำลังสร้างปรา […]

The post เจาะปรากฏการณ์หุ้น SpaceX พุ่งแซง Amazon สู่ Top 5 โลก ท่ามกลางคำเตือน ‘แชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์’ ที่รายย่อยถูกบังคับให้เล่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ ยืนอยู่หน้าจรวด SpaceX พร้อมข้อความเกี่ยวกับหุ้น SpaceX และคำถามเรื่องแชร์ลูกโซ่

หุ้นของ SpaceX ภายใต้การนำของ อีลอน มัสก์ กำลังสร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวอลล์สตรีท หลังจากการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งประวัติศาสตร์บนกระดาน Nasdaq หุ้นของบริษัทพุ่งทะยานไปแล้วกว่า 50% ดันมูลค่าตลาดพุ่งแตะ 2.78 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 90 ล้านล้านบาท แซงหน้าอาณาจักรค้าปลีกอย่าง Amazon ที่มีมูลค่า 2.66 ล้านล้านดอลลาร์ ขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดอันดับ 5 ของโลกเป็นที่เรียบร้อย

 

 
 

ความร้อนแรงล่าสุดนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับการที่ SpaceX ประกาศทุ่มเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์เข้าซื้อกิจการ Cursor สตาร์ทอัพด้าน AI สำหรับการเขียนโค้ด เพื่อนำมาผสานเข้ากับขุมพลังซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Colossus ยกระดับธุรกิจ AI อย่าง xAI ในการสร้างโมเดลที่มีประโยชน์ที่สุดในโลก รวมถึงวิสัยทัศน์สุดล้ำอย่างการส่งศูนย์ข้อมูล AI ขึ้นสู่อวกาศ

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความตื่นเต้นที่ส่งให้มัสก์กลายเป็น “เศรษฐีล้านล้านดอลลาร์” (Trillionaire) คนแรกของโลก กลับมีเสียงเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เจ้าของรางวัลโนเบลเมื่อปี 2008 ดังขึ้นมาว่า หรือ ‘อีลอน มัสก์ คือแชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์’

 

เมื่อความศรัทธาสวนทางปัจจัยพื้นฐาน

 

แม้ SpaceX จะแซงหน้า Amazon ในแง่มูลค่าตลาด แต่หากกางงบการเงินดูจะพบความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ในไตรมาสแรกของปี 2026 Amazon ทำกำไรสุทธิได้ถึง 3.03 หมื่นล้านดอลลาร์ จากยอดขายมหาศาลกว่า 7.169 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 ในขณะที่ SpaceX กลับรายงานผลขาดทุน 4.3 พันล้านดอลลาร์ จากยอดขายเพียง 1.867 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีเดียวกัน

 

ปีเตอร์ บุกวาร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ One Point BFG Wealth Partners กล่าวว่า นักลงทุนในตอนนี้กำลัง “ซื้อขายกับเรื่องราว ความตื่นเต้น และความเป็นอีลอน มัสก์” แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ปัจจัยพื้นฐานจะต้องเติบโตให้สอดคล้องกับความตื่นเต้นเหล่านั้น ซึ่งบริษัทจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้คู่ควรกับมูลค่าอันมหาศาลนี้

 

สอดคล้องกับ ไอลีน เบอร์บริดจ์ นักลงทุน (VC) ที่มองว่า เทรดเดอร์จำนวนมากกำลังซื้อหุ้นตาม “โอกาสทางการตลาดที่ถูกนำเสนอมาอย่างดี” เพื่อลงทุนในวิสัยทัศน์ของมัสก์ มากกว่าจะดูจากปัจจัยพื้นฐานทางการเงินจริงๆ ของ SpaceX

 

พอล ครุกแมน ชี้ อีลอน มัสก์ คือแชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์

 

พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ เมื่อปี 2008 เปิดเผยผ่านบทความบนเว็บไซต์ส่วนตัว โดยจั่วหัวว่า Elon Musk, Human Ponzi Scheme หรือแปลเป็นไทยได้ว่า อีลอน มัสก์ แชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์

 

ครุกแมนบอกว่า นักลงทุนกำลังถูกบังคับให้ซื้อหุ้น SpaceX ด้วยกลไกของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และประเด็นสำคัญที่ครุกแมนกำลังตั้งคำถามคือ “จริงอยู่ว่า มัสก์ก็ประสบความสำเร็จจริงๆ อยู่บ้าง Tesla เป็นผู้นำในเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Starlink ก็เป็นบริการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดรวมถึงเป็นธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้จริง แต่ความสำเร็จเหล่านี้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้มัสก์กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกได้”

 

ในทางกลับกัน ความมั่งคั่งของเขามักจะตั้งอยู่บน Self-fulfilling faith นั่นคือ การที่นักลงทุนเชื่อมั่นในความอัจฉริยะของมัสก์ต่างพากันแห่ซื้อหุ้นในบริษัทที่เขาควบคุมอยู่ และมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้นของบริษัทเหล่านี้ก็ยิ่งเสริมสร้างชื่อเสียงความเป็นอัจฉริยะของเขาให้มากขึ้นไปอีก

 

เรามีคำเรียกสำหรับกิจการที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ เพราะพวกเขาสามารถดึงดูดนักลงทุนรายใหม่ๆ เข้ามาได้เรื่อยๆ และที่ดึงดูดนักลงทุนรายใหม่ได้เรื่อยๆ ก็เพราะมันดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ สิ่งนี้เรียกว่า ‘แชร์ลูกโซ่’ (Ponzi schemes) และโดยพื้นฐานแล้ว อีลอน มัสก์ ก็คือแชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์นี่เอง

 

ยิ่งไปกว่านั้น การทำ IPO ของ SpaceX ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนกว่าที่เคยว่า ทักษะที่ยอดเยี่ยมที่สุดของมัสก์ไม่ใช่การพัฒนาผลิตภัณฑ์แห่งอนาคต แต่มันคือความเชี่ยวชาญในการเล่นกลลวงทางการเงิน และความสามารถของเขาในการใช้ประโยชน์จากอิทธิพลของคนวงใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลที่เขามีต่อคณะบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

ครุกแมนยังได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดจากการเข้าซื้อ Twitter หรือ X ในปัจจุบัน ซึ่ง Wall Street Journal เคยบอกไว้ในเดือนสิงหาคม 2024 ว่าเป็น “การเข้าซื้อกิจการ Twitter ของอีลอน มัสก์ กลายเป็นการซื้อกิจการที่เลวร้ายที่สุดสำหรับธนาคารนับตั้งแต่วิกฤตการเงิน”

 

สำหรับ SpaceX บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลกในปัจจุบัน กำลังถูกตั้งคำถามโดยนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงตัวของครุกแมนว่า มูลค่าประเมินที่สูงลิ่วทะลุอวกาศขนาดนี้ มันจะสมเหตุสมผลได้อย่างไร? การทำ IPO ในครั้งนี้ส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า นักลงทุนรายย่อยจะเข้ามาซื้อหุ้น ไม่ใช่เพราะพวกเขาได้ประเมินมูลค่าของ SpaceX ในฐานะธุรกิจอย่างมีเหตุมีผล แต่เป็นเพราะพวกเขาเชื่อว่าพวกเขากำลังซื้อส่วนแบ่งในความอัจฉริยะของอีลอน มัสก์ ต่างหาก

 

แต่แค่จำนวนของผู้ศรัทธาอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้เกมกลลวงนี้ดำเนินต่อไปได้ ดังนั้น พันธมิตรในวอลล์สตรีทของมัสก์จึงเข้ามาช่วยจัดฉากในเกมนี้ด้วย ดัชนีหุ้นหลักบางตัว โดยเฉพาะ Nasdaq 100 และ FTSE Russell เพิ่งได้ทำการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของตนเพื่ออนุญาตให้ SpaceX เข้าคำนวณในดัชนีได้แทบจะในทันที

 

สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าการนำหุ้นของบริษัทไปรวมอยู่ในดัชนีหุ้นหลักๆ นั้นนำมาซึ่งผลตอบแทนทางการเงินอย่างมหาศาล สัดส่วนการถือครองหุ้นจำนวนมากถูกถือครองโดย ‘กองทุนดัชนี’ (Index funds) ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่ถือพอร์ตการลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อเลียนแบบพฤติกรรมของดัชนีหลักๆ ดังนั้น มันจึงมีความต้องการหุ้นของบริษัทเหล่านั้นเกิดขึ้นมาในทันทีที่หุ้นของพวกเขาถูกเพิ่มเข้าไปในดัชนีหลัก เนื่องจากบรรดากองทุนดัชนีจำเป็นจะต้องเพิ่มหุ้นเหล่านั้นเข้าไปในพอร์ตการลงทุนของพวกเขาด้วย

 

ในอดีตที่ผ่านมา ดัชนีหลักๆ มักจะรออย่างน้อย 1 ปีหลังจากการทำ IPO ของบริษัท ก่อนที่จะพิจารณานำเข้าไปรวมอยู่ในมาตรวัดของตลาด เพื่อให้เวลาหุ้นได้เติบโตเต็มที่ การยอมบิดเบือนกฎเกณฑ์เพื่อ SpaceX ในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า มัสก์กำลังใช้อำนาจความสามารถของเขาเพื่อครอบงำและบ่อนทำลายสถาบันสำคัญๆ อีกครั้ง

 

ซึ่งนั่นก็นำผมมาสู่ประเด็นสุดท้าย แชร์ลูกโซ่มนุษย์ขนาดมหึมาที่เป็นตัวตนของ อีลอน มัสก์ ท้ายที่สุดแล้วมันก็จะต้องล่มสลายลง แต่แชร์ลูกโซ่แบบดั้งเดิมจะเอาเปรียบเฉพาะนักลงทุนที่เลือกจะเข้ามามีส่วนร่วมเท่านั้น ทว่าในครั้งนี้ เงินส่วนใหญ่ที่ช่วยพยุงการหลอกลวงของมัสก์จะมาจากคนอเมริกันธรรมดาทั่วไปที่ในทางปฏิบัติแล้วถูกบังคับให้ต้องซื้อหุ้น

 

ประมาณ 52% ของสินทรัพย์ในกองทุนรวมในขณะนี้ถูกนำไปลงทุนในกองทุนดัชนีหรือกองทุนที่อิงตามดัชนี และกว่า 50% ของครัวเรือนในอเมริกาล้วนมีการลงทุนในกองทุนรวม ด้วยการสมรู้ร่วมคิดระหว่างมัสก์และวอลล์สตรีท ซึ่งได้รับการอำนวยความสะดวกจากการรับรู้ที่ว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์คอยหนุนหลังมัสก์อยู่ ทำให้นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากหรืออาจจะส่วนใหญ่ จะต้องถูกลากเข้าไปเป็นเชื้อเพลิงให้กับเครื่องจักรทำเงินขนาดยักษ์ของมัสก์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

การเดิมพันที่ ‘แพง’ และ ‘อันตราย’

 

ความเสี่ยงนี้สะท้อนชัดเจนในตลาดออปชัน (Options) คริส เมอร์ฟี นักกลยุทธ์จากบริษัทการลงทุน Susquehanna ระบุว่า การซื้อขายออปชันของ SpaceX ในวันแรก แสดงให้เห็นถึงโอกาสประมาณ 15% ที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นอีก 50% ในเดือนกันยายน แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสถึง 13% ที่มูลค่าหุ้นจะร่วงลงครึ่งหนึ่งเช่นกัน

 

“คำสั่งซื้อ Call Options (เก็งกำไรขาขึ้น) สะท้อนความหวังว่าราคาจะพุ่งขึ้นอีก ขณะที่ Put Options (เก็งกำไรขาลง) สะท้อนความกังวลเรื่องอุปทานหุ้นที่จะถูกปลดล็อก ความเสี่ยงด้านมูลค่า และภาวะหมดความตื่นเต้น” เมอร์ฟีกล่าว

 

นอกจากนี้ การที่ปัจจุบันมีหุ้นเพียง 4% เท่านั้นที่เปิดให้ซื้อขายอย่างอิสระในตลาด ทำให้แดน ชีแฮน จาก Telos Wealth Advisors เตือนว่า รายย่อยอาจกำลังจ่ายราคาพรีเมียมที่แพงเกินจริง และอาจเผชิญภาวะมูลค่าหุ้นเจือจาง (Diluted) ทันทีที่นักลงทุนสถาบันเริ่มเทขาย

 

ปรากฏการณ์ SpaceX จึงเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของตลาดทุนโลก ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการบุกเบิกอนาคตแห่งเทคโนโลยีและอวกาศ หรือเป็นเพียงเกมกลลวงทางการเงินที่อาศัยศรัทธาของมวลชนตามคำเตือนของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์

 

อ้างอิง:

 

The post เจาะปรากฏการณ์หุ้น SpaceX พุ่งแซง Amazon สู่ Top 5 โลก ท่ามกลางคำเตือน ‘แชร์ลูกโซ่ในร่างมนุษย์’ ที่รายย่อยถูกบังคับให้เล่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น SpaceX พุ่ง 42% หลังเข้าเทรดสองวันแรก มูลค่าเพิ่ม 4.1 แสนล้านดอลลาร์ จ่อแซง Amazon ขึ้น Top 5 หุ้นมูลค่าสูงสุดของโลก https://thestandard.co/spacex-stock-surge-amazon-top5/ Tue, 16 Jun 2026 03:40:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1218849 จรวด SpaceX กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

หุ้น SpaceX พุ่งขึ้นในการซื้อขายเป็นวันที่สอง (15 มิถุน […]

The post หุ้น SpaceX พุ่ง 42% หลังเข้าเทรดสองวันแรก มูลค่าเพิ่ม 4.1 แสนล้านดอลลาร์ จ่อแซง Amazon ขึ้น Top 5 หุ้นมูลค่าสูงสุดของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จรวด SpaceX กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

หุ้น SpaceX พุ่งขึ้นในการซื้อขายเป็นวันที่สอง (15 มิถุนายน) โดยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอีก 20% หลังจากพุ่งขึ้นมาแล้ว 19% ในวันศุกร์ (14 มิถุนายน) ซึ่งเป็นวันแรกของการซื้อขาย ส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) เพิ่มขึ้น 4.12 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 13.4 ล้านล้านบาท

 

 
 

ล่าสุด ราคาหุ้น SpaceX ปิดที่ 192.46 ดอลลาร์ สูงกว่าราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์มากกว่า 42% การเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยดันมูลค่าตลาดของบริษัทให้ทะลุ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือกว่า 81 ล้านล้านบาท ส่งผลให้บริษัทติดอันดับ 1 ใน 6 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

ด้วยมูลค่าตามราคาตลาดในปัจจุบัน ทำให้บริษัทมีมูลค่าน้อยกว่าอันดับ 5 อย่าง Amazon.com ซึ่งมีมูลค่าราว 2.64 ล้านล้านดอลลาร์ อยู่ไม่ถึง 1.4 แสนล้านดอลลาร์

 

ทั้งนี้ SpaceX ได้ใช้สิทธิการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-allotment option) ของการทำ IPO ซึ่งเปิดทางให้ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย (Underwriters) สามารถขายหุ้นเพิ่มเติมได้อีก 83.3 ล้านหุ้น ตามแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ สิทธิดังกล่าว หรือที่เรียกกันว่า Greenshoe ทำให้ยอดการระดมทุนเพิ่มขึ้นเป็น 8.62 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 8.57 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ 500 ล้านดอลลาร์ที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนออกไปแล้ว

 

ข้อมูลจาก Vanda Research ระบุว่า นักลงทุนรายย่อยเข้าซื้อหุ้น SpaceX ในช่วง 2 วันแรกของการซื้อขายมากเท่ากับที่ซื้อหุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งตลาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

การทำ IPO ครั้งนี้ส่งผลให้ Elon Musk ผู้ก่อตั้ง กลายเป็นเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์ (Trillionaire) คนแรกของโลก โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิมากกว่า Larry Page ผู้ร่วมก่อตั้ง Google ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีอันดับสองของโลกถึงกว่า 3 เท่า

 

เทรดสนั่น 500 ล้านหุ้น ในวันแรก!

 

การซื้อขายหุ้น SpaceX ในวันแรกที่เข้าซื้อขาย มีหุ้นถูกเปลี่ยนมือไปราว 244 ล้านหุ้น ปริมาณการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ทะลุ 500 ล้านหุ้น เข้าใกล้สถิติการเปิดตัวของ Facebook ในปี 2012 ซึ่งมีการซื้อขายเกือบ 580 ล้านหุ้น

 

Elon Musk ซีอีโอของ SpaceX โพสต์บนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์ว่า บริษัท ‘อาจจะสามารถทำรายได้แตะระดับประมาณ’ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030

 

“และผมคงจะแปลกใจถ้ารายได้ไม่มากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2031”

 

ทั้งนี้ SpaceX รายงานรายได้ 1.87 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 โดยมีธุรกิจหลักจากการให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink และดำเนินงานกองยานจรวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ในเดือนกุมภาพันธ์ Musk ได้ควบรวมบริษัทเข้ากับ xAI ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ของเขา SpaceX ขาดทุนเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และการทำ IPO ที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงกันว่า มูลค่าอันมหาศาลของบริษัทนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทวิจัย CFRA ได้เริ่มต้นให้คำแนะนำ ‘ขาย’ (Sell) และให้ราคาเป้าหมายในระยะ 12 เดือนที่ 115 ดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นความเสี่ยงราว 40% จากราคาปิดล่าสุด เนื่องจากกลยุทธ์การเติบโตที่ทะเยอทะยานอย่างมาก ความคาดหวังต่อการประเมินมูลค่าที่สูงลิ่ว และความเข้มข้นในการใช้เงินทุนอย่างมีนัยสำคัญของบริษัท

 

ขณะที่ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุน (Capital expenditures) ของ SpaceX ในช่วง 3 เดือนสิ้นสุดเดือนมีนาคม มีมูลค่ารวม 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์ เทียบกับ 4.1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนใหญ่ของเม็ดเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์

 

Nicolas Owens นักวิเคราะห์จาก Morningstar ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน โดยเขาระบุว่าทางบริษัทประเมินมูลค่าของ SpaceX ไว้ที่ 63 ดอลลาร์ต่อหุ้น และอธิบายว่าหุ้นตัวนี้มีมูลค่าสูงเกินจริง (Overvalued)

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์รายอื่นๆ มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นตัวนี้มากกว่า เช่น NewStreet Research เริ่มต้นให้คำแนะนำครอบคลุม SpaceX ด้วยราคาเป้าหมายที่ 165 ดอลลาร์

 

James Ratzer หุ้นส่วนและนักวิเคราะห์อาวุโสจาก NewStreet Research กล่าวกับ CNBC ว่า คุณต้องมองข้ามไปในกรอบเวลาประมาณ 20 – 25 ปี ผมคิดว่าองค์ประกอบหลายอย่างถูกวางไว้เพื่อความสำเร็จแล้ว แต่มันเป็นเรื่องราวของหุ้นที่มีระยะเวลายาวนานกว่าปกติทั่วไปมากอย่างแน่นอน

 

Ratzer กล่าวว่า SpaceX มีความได้เปรียบอย่างน้อย 10 ปี เหนือคู่แข่งในแง่ของขีดความสามารถในการปล่อยจรวด ศูนย์ข้อมูลในวงโคจร ทุกสิ่งล้วนต้องเชื่อมโยงกลับไปสู่ความสำเร็จในการปล่อยจรวด และคุณดูในสิ่งที่พวกเขากำลังสร้างด้วย Starship ความได้เปรียบที่พวกเขาจะมีจากสิ่งนั้น มวลที่พวกเขาสามารถส่งขึ้นสู่วงโคจรได้ถือเป็นข้อได้เปรียบมหาศาล

 

ภาพ: berni0004 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post หุ้น SpaceX พุ่ง 42% หลังเข้าเทรดสองวันแรก มูลค่าเพิ่ม 4.1 แสนล้านดอลลาร์ จ่อแซง Amazon ขึ้น Top 5 หุ้นมูลค่าสูงสุดของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา BOJ จ่อขึ้นดอกเบี้ย 1% สูงสุดในรอบ 31 ปี กระทบตลาดหุ้น-ตลาดบอนด์เอเชียแค่ไหน Yen Carry Trade ไปต่อได้ไหม https://thestandard.co/boj-hike-yen-carry-trade/ Tue, 16 Jun 2026 03:09:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1218806 ภาพธนบัตร 10,000 เยนกำลังลุกไหม้

ทั่วโลกจับตาธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จ่อขึ้นดอกเบี้ย 1% […]

The post จับตา BOJ จ่อขึ้นดอกเบี้ย 1% สูงสุดในรอบ 31 ปี กระทบตลาดหุ้น-ตลาดบอนด์เอเชียแค่ไหน Yen Carry Trade ไปต่อได้ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธนบัตร 10,000 เยนกำลังลุกไหม้

ทั่วโลกจับตาธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จ่อขึ้นดอกเบี้ย 1% สูงสุดในรอบ 31 ปี ในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 16 มิ.ย. 2569 หากขึ้นดอกเบี้ยจริง นี่อาจไม่ใช่แค่จุดเปลี่ยนนโยบายการเงินญี่ปุ่น 

 

 

แต่เป็นบททดสอบสำคัญของสภาพคล่องโลก เมื่อ ‘เยน’ ที่เคยเป็นแหล่งเงินกู้ต้นทุนต่ำที่หล่อเลี้ยงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เริ่มมีต้นทุนสูงขึ้นท่ามกลางค่าเงินเยนที่ผันผวน ตลาดหุ้น-ตลาดบอนด์เอเชียกระทบแค่ไหน กลยุทธ์ Yen Carry Trade ยังไปต่อได้ไหม มีความเสี่ยงอะไรที่ต้องจับตา

 

สงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ตอนนี้ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยจากระดับ 0.75% สู่ 1.00% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี ในการประชุมนโยบายการเงินที่จะเกิดขึ้นในวันอังคารนี้ ซึ่งตลาดสะท้อนผลกระทบในราคาไปมากแล้ว (Price in) 

 

จะเห็นได้จากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ที่ปรับขึ้นมาที่ประมาณ 2.6% ลดลงจากระดับ 2.8% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับบอนด์ยีลด์ประเทศอื่นๆ โดยบอนด์ยีลด์ทั่วโลกปรับสูงขึ้นตั้งแต่สหรัฐฯ-อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน  และทำจุดสูงสุดในเดือน พ.ค. ก่อนจะลดระดับลงมา เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง มีท่าทีผ่อนคลายลง ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

BOJ ขึ้นดอกเบี้ย 1% กระทบตลาดหุ้น-ตลาดบอนด์เอเชียแค่ไหน? 

 

ทั้งนี้หาก BOJ ปรับขึ้นดอกเบี้ยตามคาดที่ระดับ 1% จะไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดเงินและตลาดหุ้นเอเชีย โดยกระแสเงินจะไม่ได้ไหลออกจากตลาดอื่น มาลงทุนในญี่ปุ่นเพิ่ม เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาแม้บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นจะปรับสูงขึ้น แต่ผลตอบแทนไม่ได้น่าดึงดูด เนื่องจากบอนด์ยีลด์ในกลุ่มประเทศเอเชียก็ปรับสูงขึ้นเช่นกัน ทำให้นักลงทุนหันมาถือครองพันธบัตรท้องถิ่นมากขึ้น เพราะให้ผลตอบแทนดีกว่าพันธบัตรต่างประเทศ

 

สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นปี 2568 พบว่า นักลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่สัดส่วน 13% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 12% เมื่อต้นปี ทั้งนี้อาจเห็นเงินเยนอ่อนค่าลงบ้าง หาก BOJ ตัดสินใจคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่สุดท้ายจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งหน้า เพื่อสกัดเงินเฟ้อและปกป้องค่าเงิน

 

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้น้อยที่เงินเยนจะแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว  เนื่องจาก BOJ มีท่าทีระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการดำเนินนโยบายการเงินที่จะส่งผลกระทบรุนแรง ต่อตลาดเงินและตลาดหุ้น เช่น กระตุ้นให้เกิดแรงเทขาย หรือเงินเยนผันผวนหนัก โดยในช่วง 1 ปีข้างหน้า คาดว่า BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกประมาณ 1-2 ครั้ง สู่ระดับ 1.5% 

 

Yen Carry Trade ไปต่อ แม้ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย

 

หากญี่ปุ่นปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ระดับ 1% คาดว่าจะทำให้การเปิดสถานะ Yen Carry Trade เข้าสู่จุดสมดุลมากขึ้น โดยการกระจุกตัวของการลงทุนรูปแบบนี้จะลดน้อยลงเนื่องจากนักลงทุนต้องเผชิญกับความผันผวนค่าเงิน และความเสี่ยงจากการเข้าแทรกแซงค่าเงิน (Intervention) ของรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นระยะๆ โดยเฉพาะเมื่อเงินเยนอ่อนค่าไปแตะระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ 

 

ทั้งนี้ กลยุทธ์ Yen Carry Trade ยังสามารถทำกำไร เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังกว้างมาก ในระยะข้างหน้าตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะยังมีท่าทีที่เข้มงวด (Hawkish) ต่อการดำเนินนโยบายการเงิน  และอาจถูกกดดันให้กลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง เพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยล่าสุดเงินเฟ้อสหรัฐฯ ปรับขึ้นมาที่ระดับ 4.2% สูงสุด ในรอบ 3 ปี ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง 

 

ในขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แม้จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่เป็นการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินเยนไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำลายผลกำไรจากการ Carry Trade

 

สอดคล้องกับข้อมูลของ Commodity Futures Trading Commission (CFTC)  พบว่า ในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 9 มิ.ย. กองทุนกลุ่ม Leveraged Funds เปิดสถานะ Short Yen เดิมพันว่าเงินเยนจะอ่อนค่าลง รวมมากกว่า 115,000 สัญญา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 9 ปี  (ตั้งแต่ พ.ย. 2560) ขณะที่เงินเยนเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่ากลยุทธ์ Yen Carry Trade กำลังกลับมาได้รับความนิยม แม้ตลาดยังเผชิญความเสี่ยงจากการแทรกแซงค่าเงินของรัฐบาลญี่ปุ่น และความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันนี้ (16 มิถุนายน)

 

ด้านนักกลยุทธ์ของ JPMorgan Chase มองว่า ตลาดรับรู้ผลกระทบ (Price in) จากความเสี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ และการแทรกแซงค่าเงินของรัฐบาลญี่ปุ่นไปมากแล้ว ต่างจากในปี 2567 ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นเซอร์ไพรส์ตลาด ด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ย พร้อมกับประกาศแผนลดการซื้อพันธบัตร เงินเยนจึงแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนที่ถือสถานะ Yen Carry Trade ต้องเร่งลดสถานะ เพื่อปิดความเสี่ยงการขาดทุนค่าเงิน 

 

ในขณะที่ปัจจุบัน นักลงทุนส่วนใหญ่มองว่า การแทรกแซงค่าเงินของรัฐบาลทำให้เยนแข็งค่าขึ้นระยะสั้นเท่านั้น และถือเป็นโอกาสในการกลับเข้าไปขายเงินเยนอีกครั้ง สะท้อนจากสถานะ Short Yen ที่ปรับลดลงชั่วคราวในเดือน เม.ย.-พ.ค. หลังรัฐบาลญี่ปุ่นเข้ามาแทรกแซงค่าเงิน แต่หลังจากนั้นไม่นาน นักลงทุนก็กลับมาเปิดสถานะขายเงินเยนอีกครั้ง จนจำนวนสัญญากลับมาใกล้ระดับเดิมก่อนการแทรกแซงค่าเงิน

The post จับตา BOJ จ่อขึ้นดอกเบี้ย 1% สูงสุดในรอบ 31 ปี กระทบตลาดหุ้น-ตลาดบอนด์เอเชียแค่ไหน Yen Carry Trade ไปต่อได้ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาน้ำมันร่วงต่ำสุดรอบ 3 เดือน หลัง ‘สหรัฐฯ – อิหร่าน’ เจรจาสงบศึก ทิสโก้คาดราคาน้ำมันร่วงชั่วคราว ก่อนกลับสู่ 90-100 ดอลลาร์ จับตา! Stagflation ครึ่งปีหลัง https://thestandard.co/oil-price-drop-us-iran-stagflation/ Mon, 15 Jun 2026 11:32:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1218671 ภาพประกอบอุตสาหกรรมน้ำมันดิบและวิกฤตราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงต่ำสุดในรอบ 3 เดือน หลังสหรัฐฯ […]

The post ราคาน้ำมันร่วงต่ำสุดรอบ 3 เดือน หลัง ‘สหรัฐฯ – อิหร่าน’ เจรจาสงบศึก ทิสโก้คาดราคาน้ำมันร่วงชั่วคราว ก่อนกลับสู่ 90-100 ดอลลาร์ จับตา! Stagflation ครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบอุตสาหกรรมน้ำมันดิบและวิกฤตราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงต่ำสุดในรอบ 3 เดือน หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม อย่างไรก็ตาม ทิสโก้มองว่า ราคาน้ำมันจะย่อตัวแค่ชั่วคราว ก่อนวิ่งกลับสู่ระดับ 90 – 100 ดอลลาร์ ในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมกับความเสี่ยง Stagflation ที่เพิ่มสูงขึ้น

 

วันนี้ (15 มิถุนายน) ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงลงแตะ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่เคยพุ่งขึ้นไปแตะ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงแรกหลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ปะทุขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบ Brent ล่าสุด ยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม ซึ่ง ณ​ เวลานั้นราคาน้ำมันอยู่ที่ราว 73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

น้ำมันย่อชั่วคราว ก่อนกลับสู่ 90 – 100 ดอลลาร์

 

คมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันจะย่อตัวแค่ชั่วคราว ก่อนวิ่งกลับสู่ระดับ 90 – 100 ดอลลาร์ ในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะสต็อกน้ำมันดิบที่ลดลงไปมาก และอุปทานที่ยังเพิ่มขึ้นไม่ทัน แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดให้เรือขนส่งสัญจรได้อีกครั้ง

 

“แม้จะมีการเจรจาสงบศึกแล้ว แต่ยังมีหลายคำถามที่สำคัญคือ อุปทานน้ำมันจะกลับออกมาได้เมื่อไร เรือขนส่งต้องใช้เวลาเดินทางกลับเข้าไปรับน้ำมัน ทำให้เกิดคำถามว่าในช่วง 2-3 เดือนถัดจากนี้สต็อกน้ำมันจะเพียงพอหรือไม่ รวมทั้งสถานการณ์ถัดจากนี้จะมีความขัดแย้งเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ดังนั้นการที่น้ำมันลงมาที่ 80 ดอลลาร์ จึงถือว่าต่ำเกินไป”

 

คมศร ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตสต็อกน้ำมันว่า ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ต้องดึงสต็อกน้ำมันเก่าออกมาใช้ถึง 15 ล้านบาร์เรลต่อสัปดาห์ ปัจจุบันสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ อยู่ที่ 420 ล้านบาร์เรล หากยังลดลงในอัตรานี้ จะเข้าใกล้จุดวิกฤตที่ต่ำกว่า 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ราคาพุ่งกลับไปแตะ 90-100 ดอลลาร์ ได้ไม่ยาก

 

3 ปัจจัยเสี่ยง ลากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ ‘Stagflation’

 

ในฝั่งของตลาดหุ้นโลก คมศร ระบุว่า ตลาดหุ้นรอบนี้ใช้เวลาฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดช่วงต้นสงครามเพียง 16 วัน ถือเป็นการฟื้นตัวที่เร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยได้รับแรงหนุนจากกระแส AI ที่ทำให้กำไรของ S&P 500 ขยายตัวถึง 27% สูงสุดนับแต่ปี 2021

 

อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีหลังตลาดจะต้องเผชิญกับ 2 แรงที่ดึงและดันกันอยู่ ระหว่างแรงบวกจาก AI และความเสี่ยงเศรษฐกิจ โดยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกมีโอกาสเข้าสู่ภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจโตช้า แต่เงินเฟ้อสูง) จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

 

  • Oil Shock ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง กัดกร่อนกำลังซื้อของผู้บริโภค
  • Trade War สงครามการค้าที่จะกลับมาปะทุในเดือนกรกฎาคม จากการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมงัดกฎหมายมาตรา 301 มาใช้ขึ้นภาษีประเทศที่ใช้แรงงานบังคับโดยไม่ชอบ
  • การลงทุน AI และป้องกันประเทศ การทุ่มเม็ดเงินมหาศาลไปกับเทคโนโลยี AI และการป้องกันประเทศ ผลักดันให้เงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ บอนด์ยีลด์ทั่วโลกที่พุ่งขึ้น 0.50% – 0.70% สวนทางกับตลาดหุ้นโลกที่ทำจุดสูงสุดใหม่ ถือเป็นความผิดปกติ เพราะโดยหลักการแล้ว เมื่อบอนด์ยีลด์สูงขึ้น หุ้นควรจะเทรดที่ P/E ต่ำลง แต่ปัจจุบันหุ้นกลับเทรดที่ P/E แพงมาก ส่งผลให้ Earning Yield Gap ของสหรัฐฯ ลงมาติดลบ (ผลตอบแทนคาดหวังจากหุ้นต่ำกว่าพันธบัตร) ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการปรับฐานของหุ้นบิ๊กเทค

 

“ช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่ากลุ่มที่จะกำไรยังโตได้ดีคือเทคโนโลยีและวัสดุพื้นฐาน แต่หุ้นบิ๊กเทคอาจเริ่มมีปัญหาเรื่อง Cash Flow เพราะต้องนำเงินกลับไปลงทุนสูงมาก” คมศรกล่าว

 

ทั้งนี้ กระแสเงินสดของกลุ่มบิ๊กเทคทยอยลดลงจากช่วงพีกที่ 3 แสนล้านดอลลาร์ ลงมาเหลือไม่ถึงครึ่งที่ราว 1 แสนล้านดอลลาร์

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน TISCO แนะนำ ได้แก่

 

1.กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย การถือครองหุ้น พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนที่สมดุล ช่วยรองรับความผันผวน โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นและพันธบัตรเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน

 

2.เพิ่มน้ำหนัก (Overweight) หุ้นกลุ่มพลังงานและวัสดุพื้นฐาน ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น โดยคาดการณ์กำไรของทั้งสองหมวดยังคงเป็นบวก และ Materials ยังมีส่วนช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น จากความสัมพันธ์กับตลาดโดยรวมลดลง

 

3.ลดน้ำหนัก (Underweight) หุ้นเทคโนโลยีที่กระแสเงินสดต่ำระยะยาว โดยเฉพาะในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่กำไรพึ่งพากระแสเงินสดในอนาคตไกล ๆ ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขัน AI ที่เข้มข้นยังกดดันให้ Hyperscalers ต้องเพิ่มงบลงทุน (CAPEX) สูงที่สุดในรอบทศวรรษ กัดกร่อนกระแสเงินสดอิสระ ทำให้ความน่าดึงดูดของหุ้นกลุ่มนี้ลดลงในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยยังสูง

 

“Stagflation ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงการหยุดลงทุน แต่เป็นสัญญาณให้ปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับบริบทใหม่ โดยบทเรียนจากปี 2564-2565 ชี้ชัดว่า นักลงทุนที่ปรับตัวได้จะสามารถผ่านความผันผวนไปได้ ขณะที่ผู้ที่ยึดติดกับพอร์ตเดิมอาจเผชิญผลตอบแทนที่น่าผิดหวัง” คมศรกล่าว

 

หุ้นไทยกลับมา ‘เนื้อหอม’ พ้นยุคหลุมหลบภัย

 

ด้าน ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังไปได้ดี โดย IMF คาดปีนี้เติบโต 3.1% ปีหน้า 3.2% ถือว่าชะลอตัวไม่มากนัก จากปีก่อนที่เติบโต 3.4% โดยเงินเฟ้อที่ระดับ 3-4% ไม่ได้น่ากังวลนัก ขณะที่เศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 1.8% ในปีนี้ และ 1.7% ในปีหน้า

 

ความน่าสนใจคือ ตลาดหุ้นไทยในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 3 ปีหลังสุด ทำผลงานได้แย่กว่าตลาดโลกมาตลอด แต่ปีนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยกลับมาบวกได้ถึง 26% ทิ้งห่างหุ้นโลกที่โตเพียง 9%

 

หลายคนตั้งคำถามว่า ดัชนี SET ที่ระดับ 1,600 จุด แพงไปหรือยัง?

 

ไพบูลย์ อธิบายว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่าดัชนีถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้น DELTA ที่ปรับตัวขึ้นแรง หากถอด DELTA ออกไป SET Index จะอยู่ที่ระดับ 1,449 จุด และจะมีค่า P/E ลดลงจาก 16 เท่า เหลือเพียง 12 เท่า ซึ่งถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยก่อนโควิดที่ 14-15 เท่า

 

“วันนี้หุ้นไทยกำลังเนื้อหอม เพราะใช้เศรษฐกิจมานำ มาตรวัดต่างๆ ชี้ว่าหุ้นไทยไม่ได้แพง กำไรบริษัทจดทะเบียนฟื้นตัวชัดเจน โดยเฉพาะกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.1 ล้านล้านบาท ในปี 2025 หลังจากที่หดตัวมา 3 ปีติดต่อกัน นอกจากนี้ นโยบายของรัฐบาล ทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และกองทุนลดหย่อนภาษีรูปแบบใหม่อย่าง TISA ที่คาดว่าจะออกได้ในปีนี้ จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้หุ้นไทยไปต่อได้ในครึ่งปีหลัง” ไพบูลย์กล่าว

 

จบวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง แต่เทรนด์ขาขึ้นยังมาไม่ถึง หนุนทองคำฟื้นตัว

 

ทิสโก้ประเมินว่า เทรนด์ดอกเบี้ยขาลงน่าจะจบแล้ว และเข้าสู่ Policy Rate Divergence โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) และธนาคารกลางแห่งประเทศไทย (ธปท.X อาจจะคงดอกเบี้ยยาวตลอดทั้งปีนี้ไปจนถึงปีหน้า ขณะที่ยุโรปและญี่ปุ่นเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย

 

โดยเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วที่ 4.2% แต่เชื่อว่าจะไม่กลับไปสู่ระดับ 2% ทำให้อัตราดอกเบี้ยจะไม่ลดลงไปต่ำกว่าปัจจุบัน ทั้งนี้ การที่เฟดมีแนวโน้มรอดูสถานการณ์ (Wait and See) และไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย ทำให้มองว่าราคาทองคำน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วที่ระดับ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ภาพ: FOTOGRIN / Shutterstock

The post ราคาน้ำมันร่วงต่ำสุดรอบ 3 เดือน หลัง ‘สหรัฐฯ – อิหร่าน’ เจรจาสงบศึก ทิสโก้คาดราคาน้ำมันร่วงชั่วคราว ก่อนกลับสู่ 90-100 ดอลลาร์ จับตา! Stagflation ครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SET Index พุ่ง 26% แกร่งท็อปเอเชีย KTAM ลุ้นเป้าดัชนี 1,750 จุด พร้อมเปิดกลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลัง ชูพอร์ตสมดุลเกาะกระแส AI Supercycle https://thestandard.co/ktam-set-index-ai-supercycle-strategy/ Mon, 15 Jun 2026 06:15:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1218465 ภาพประกอบแสดงกราฟดัชนี SET Index และกลยุทธ์การลงทุนของ KTAM

บลจ.กรุงไทย (KTAM) กางแผนครึ่งปีหลังพร้อมรับมือ Asset C […]

The post SET Index พุ่ง 26% แกร่งท็อปเอเชีย KTAM ลุ้นเป้าดัชนี 1,750 จุด พร้อมเปิดกลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลัง ชูพอร์ตสมดุลเกาะกระแส AI Supercycle appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงกราฟดัชนี SET Index และกลยุทธ์การลงทุนของ KTAM

บลจ.กรุงไทย (KTAM) กางแผนครึ่งปีหลังพร้อมรับมือ Asset Class ผันผวนรุนแรง ชี้เป้าเทรนด์ ‘AI Supercycle’ และ ‘หุ้นญี่ปุ่น’ ยังเป็นโอกาสหลัก พร้อมเปิด performance หุ้นไทย โชว์ฟอร์มเจ๋ง บวก 26% แซงหน้าหุ้นโลก เดินหน้าพัฒนา ‘Tokenized Security’ ตามแนวทางก.ล.ต.

 

ท่ามกลางสภาวะตลาดการเงินโลกที่ยังเต็มไปด้วยความผันผวนจากนโยบายดอกเบี้ย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ บลจ.กรุงไทย (KTAM) ยังคงมองเห็นโอกาสการลงทุนในหลายสินทรัพย์สำคัญ โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง รวมถึงธีมการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ช่วง Supercycle รอบใหม่ของเศรษฐกิจโลก

 

ในการเปิดเผยวิสัยทัศน์การลงทุนครึ่งหลังปี 2569 ผู้บริหารและทีมกลยุทธ์ของ KTAM ระบุว่า บริษัทสามารถผลักดันมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ทะลุระดับ 1 ล้านล้านบาทได้สำเร็จ พร้อมวางเป้าหมายขยายสู่ระดับ 1.1 ล้านล้านบาทภายในสิ้นปี ผ่านการพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์การลงทุนและนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่

 

หุ้นไทยกลับมาโดดเด่น ผลตอบแทนแซงตลาดโลก

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ KTAM ให้ความสนใจคือการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทย โดยข้อมูลระบุว่า SET Index ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 26% สูงกว่าดัชนีหุ้นโลก (ACWI) ราว 14% สะท้อนการกลับมาของความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังจากตลาดเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องหลายปี

 

ภาพประกอบแสดงกราฟดัชนี SET Index และกลยุทธ์การลงทุนของ KTAM 1

 

แรงหนุนสำคัญมาจากผลประกอบการไตรมาส 1 ของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ หรือ Earning Surprise สูงถึง 67% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระดับสูงสุดของเอเชีย ส่งผลให้ตลาดเริ่มเห็นการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่อง หลังจากก่อนหน้านี้กำไรของบริษัทจดทะเบียนถูกปรับลดลงมาตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

 

ปัจจุบันตลาดคาดว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของปี 2570 จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 103 บาทต่อหุ้น และหากกำไรเติบโตได้ตามเป้าหมายดังกล่าว KTAM ประเมินว่าดัชนี SET มีโอกาสขยับขึ้นสู่บริเวณ 1,650 จุดภายใต้ระดับ Historical PE ที่ 16 เท่า ขณะที่กรณีที่ตลาดให้มูลค่าสูงขึ้นจนเกิดภาวะ PE Expansion ไปสู่ระดับ 17-18 เท่า ดัชนีอาจมีโอกาสแตะระดับ 1,750 จุดได้

 

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกมองว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดไทย ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Data Center Infrastructure กลุ่ม ICT โรงไฟฟ้า และพลังงาน ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI ในระยะยาว

 

ภาพประกอบแสดงกราฟดัชนี SET Index และกลยุทธ์การลงทุนของ KTAM 2

 

โลกการลงทุนเปลี่ยนจากจับตา Fed สู่การแข่งขันด้าน AI

 

ชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงไทย หรือ KTAM พร้อมทีมวิเคราะห์เศรษฐกิจ (CIO) มองว่า นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานมากกว่าความผันผวนระยะสั้นของตลาด เนื่องจากข้อมูลข่าวสารที่ไหลเวียนอย่างรวดเร็วทำให้ตลาดตอบสนองต่อข่าวในลักษณะระยะสั้นมากขึ้น

 

สำหรับสหรัฐอเมริกา KTAM ประเมินว่าความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation ยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากกำไรบริษัทจดทะเบียนและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งลดดอกเบี้ย และมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปจนถึงสิ้นปี 2569

 

ขณะเดียวกัน เม็ดเงินลงทุนด้าน AI ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากเดิมที่อยู่ในระดับประมาณ 600,000-700,000 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันขยับขึ้นสู่ราว 750,000 ล้านดอลลาร์ และอาจแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในอีก 1-2 ปีข้างหน้า กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก

 

ญี่ปุ่นเด่น จีนยังเร่งเครื่อง ยุโรปเผชิญแรงกดดัน

 

KTAM มองว่ายุโรปเป็นภูมิภาคที่มีความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation มากที่สุด เนื่องจากยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและน้ำมันดิบ ขณะที่เศรษฐกิจประเทศหลักอย่างเยอรมนียังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

 

ในทางกลับกัน ญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับมุมมองเชิงบวก จากสัญญาณการหลุดพ้นภาวะเงินฝืด การปรับขึ้นค่าจ้าง การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ และการเริ่มเข้าสู่รอบดอกเบี้ยขาขึ้น ประกอบกับการปฏิรูปภาคธุรกิจที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์หรือ ROA

 

นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งของญี่ปุ่นยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีต้นน้ำที่มีลักษณะใกล้เคียงผู้เล่นกึ่งผูกขาด ทำให้ยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่องจากกระแส AI

 

ส่วนจีน แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของการบริโภค แต่รัฐบาลยังคงเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อผลักดันอัตราการเติบโตให้อยู่ในกรอบ 4.5-5.0% ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพมากขึ้น

 

KTAM ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยดีขึ้น

 

สำหรับประเทศไทย KTAM ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 1.9% โดยได้รับแรงหนุนจากภาคส่งออกที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การนำเข้าเครื่องจักรเพื่อการลงทุน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

 

แม้ภาคการท่องเที่ยวจะขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายในประเทศมากขึ้น

 

ในด้านนโยบายการเงิน KTAM คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันไปจนถึงสิ้นปี ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าตามทิศทางดอลลาร์สหรัฐที่อาจอ่อนค่าลง โดยมองกรอบค่าเงินบาทสิ้นปีไว้ที่ประมาณ 31.75-32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

แนะพอร์ตสมดุล รับมือความผันผวนครึ่งปีหลัง

 

ภายใต้สภาวะที่สินทรัพย์ทั่วโลกมีการหมุนเวียนและเปลี่ยนผู้นำตลาดอย่างรวดเร็ว KTAM ยังคงแนะนำกลยุทธ์ Balanced Portfolio หรือการจัดพอร์ตแบบสมดุล เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาว

 

ภาพประกอบแสดงกราฟดัชนี SET Index และกลยุทธ์การลงทุนของ KTAM 3

 

กองทุนหลักที่ถูกวางให้เป็นแกนกลางของพอร์ตคือกลุ่ม KTWC Series ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Fidelity และทีม KTB CIO โดยครอบคลุมตั้งแต่กองทุนที่เน้นการเติบโตอย่าง KTWC-GROWTH ไปจนถึงกองทุนที่เน้นสร้างรายได้และรักษาเสถียรภาพอย่าง KTWC-INCOME และ KTWC-DEFENSIVE

 

ชู AI และญี่ปุ่น เป็นธีมลงทุนเด่นครึ่งปีหลัง

 

สำหรับการลงทุนต่างประเทศ KTAM ยังคงให้น้ำหนักกับธีม AI Supercycle และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น

 

กองทุน KT-WTAI เน้นลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ตลอดทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่ผู้ผลิตชิป ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและซอฟต์แวร์

 

ขณะที่ KT-JAPANALL มุ่งลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นที่มีมูลค่าน่าสนใจและได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปภาคธุรกิจ ส่วน KT-ASIAG เน้นคัดเลือกบริษัทเติบโตคุณภาพสูงในภูมิภาคเอเชียเหนือ โดยลดน้ำหนักการลงทุนในอินเดีย เนื่องจากมองว่าความได้เปรียบด้านแรงงานต้นทุนต่ำเริ่มถูกท้าทายจากการเข้ามาของ AI

 

คัดหุ้นไทยเชิงรุก เน้นสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนี

 

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการโอกาสจากตลาดหุ้นไทย KTAM แนะนำกองทุน KTEF ซึ่งเป็นกองทุนบริหารเชิงรุก (Active Fund) ที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นทั้งหุ้นขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ตามภาวะตลาด

 

ขณะที่ KT-HiDiv มุ่งเน้นการลงทุนในหุ้นปันผลสูงที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน โดยกองทุน KT-HiDiv RMF ยังได้รับรางวัล Morningstar Awards ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อนในช่วงปี 2567-2569

 

เดินหน้าพัฒนาด้าน Tokenization

 

นอกจากกลยุทธ์การลงทุนแล้ว KTAM ยังเตรียมเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ผ่านความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย ภายใต้แนวคิด One Krungthai เพื่อยกระดับประสบการณ์การลงทุนของลูกค้า

 

โดย KTAM มีโครงการพัฒนาด้าน tokenization ตามแนวทางของสำนักงานก.ล.ต. ที่ มีนโยบายผลักดันสนับสนุนในด้านนี้ ซึ่งสอดคล้องกับ Global Trend 

 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก KTAM มองว่าการกระจายความเสี่ยงอย่างสมดุล ควบคู่กับการลงทุนในเมกะเทรนด์ระยะยาวอย่าง AI และการคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง จะยังเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างผลตอบแทนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

The post SET Index พุ่ง 26% แกร่งท็อปเอเชีย KTAM ลุ้นเป้าดัชนี 1,750 จุด พร้อมเปิดกลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลัง ชูพอร์ตสมดุลเกาะกระแส AI Supercycle appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้น ‘เกาหลีใต้-เวียดนาม’ ลุ้นถูกอัปเกรดสถานะโดย MSCI สิ้นเดือนนี้ จับตาจุดเปลี่ยนเอเชีย https://thestandard.co/south-korea-vietnam-msci-upgrade/ Sun, 14 Jun 2026 07:41:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1218181 ภาพกราฟิกธงชาติเกาหลีใต้และเวียดนาม พร้อมข้อความตลาดหุ้นลุ้นเลื่อนสถานะโดย MSCI

บรรดานักลงทุนกำลังเฝ้ารอการทบทวนการจัดหมวดหมู่ตลาดประจำ […]

The post ตลาดหุ้น ‘เกาหลีใต้-เวียดนาม’ ลุ้นถูกอัปเกรดสถานะโดย MSCI สิ้นเดือนนี้ จับตาจุดเปลี่ยนเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกธงชาติเกาหลีใต้และเวียดนาม พร้อมข้อความตลาดหุ้นลุ้นเลื่อนสถานะโดย MSCI

บรรดานักลงทุนกำลังเฝ้ารอการทบทวนการจัดหมวดหมู่ตลาดประจำปีของ MSCI ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้จัดทำดัชนีจะตัดสินใจว่า เกาหลีใต้ เวียดนาม และตลาดอื่นๆ จะได้เปลี่ยนแปลงสถานะหรือไม่ โดยกลุ่มธุรกิจในเกาหลีใต้คาดหวังอย่างมากที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้จะได้รับการเลื่อนสถานะเป็นตลาดพัฒนาแล้ว (DM) หลังดัชนี Kospi พุ่งแรงในปีนี้

 

 

ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ กลายเป็นดัชนีอ้างอิงที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในโลกในปีนี้ โดยพุ่งขึ้นมากกว่า 90% เนื่องจากนักลงทุนแห่เข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้การพุ่งทะยานในครั้งนี้ก็ทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีความผันผวนมากที่สุดในโลกเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม การพุ่งทะยานรอบนี้ทำให้เกาหลีใต้ถูกจับตาว่า จะได้รับการบรรจุเข้าในรายชื่อกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามอง (Watchlist) สำหรับสถานะตลาดพัฒนาแล้ว (DM) ในที่สุดหรือไม่ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกไปสู่การยกระดับสถานะในท้ายที่สุด

 

โดยนักลงทุนและนักกลยุทธ์ส่วนใหญ่จากทั้งหมด 15 คนที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) คาดการณ์ว่า MSCI จะยังคงจัดให้เกาหลีใต้อยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ต่อไปในปัจจุบัน โดยให้เหตุผลว่ามาตรการปฏิรูปเมื่อเร็วๆ นี้ยังต้องการเวลามากกว่านี้เพื่อพิสูจน์ความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กังขาในทิศทางของการเปลี่ยนแปลงนี้

 

ขณะที่ ยอง แจ ลี ผู้จัดการฝ่ายการลงทุนอาวุโสของ Pictet Asset Management กล่าว “เกาหลีใต้จะกลายเป็นตลาดพัฒนา (DM) แล้วอย่างน้อยภายใน 2-3 ปีข้างหน้า นั่นคือสมมติฐานหลักของผม”

 

เกาหลีใต้ถือเป็นสมาชิกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในดัชนีตลาดเกิดใหม่ของ MSCI (MSCI Emerging Markets Index) ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เริ่มกลายเป็นสิ่งสะท้อนภาพการซื้อขายหุ้นกลุ่ม AI ระดับโลกอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยบริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics Co.) และบริษัท เอสเค ไฮนิกส์ (SK Hynix Inc.) มีสัดส่วนน้ำหนักรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของน้ำหนักในดัชนี Kospi

 

เมื่อพิจารณาจากเกณฑ์ชี้วัดแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่ เกาหลีใต้มีลักษณะเหมือนตลาดพัฒนาแล้วอยู่แล้ว โดยมูลค่าตลาดหุ้นของประเทศเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าในปีที่ผ่านมา สู่ระดับประมาณ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าอินเดียขึ้นมาเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกชั่วคราว

 

นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ของเกาหลีใต้ยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ทั้งในด้านเซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ และการผลิต

 

เปิดปมปัญหาที่อาจขัดขวางเกาหลีใต้

 

ขณะที่ เชตัน เซธ นักยุทธศาสตร์ด้านหุ้นเอเชียของ Nomura Holdings Inc. ในสิงคโปร์ กล่าวว่า การที่ประเทศที่มีบทบาทและอิทธิพลสูงมากอย่างเกาหลีใต้จะเปลี่ยนการจัดหมวดหมู่นั้น ถือเป็นเรื่องที่ “ไม่เคยมีมาก่อน”

 

“ในช่วงที่ผ่านมา ไม่มีประเทศอื่นใดที่มีสัดส่วนน้ำหนักมหาศาลในดัชนีปัจจุบันเหมือนเกาหลีใต้ ที่จะย้ายจากหมวดหมู่ตลาดหนึ่งไปยังอีกหมวดหมู่หนึ่ง” เซธกล่าว

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน เกาหลีใต้ครองสัดส่วนน้ำหนัก 23% ในดัชนีตลาดเกิดใหม่ของ MSCI เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว กรีซและอิสราเอล ซึ่งเป็นสองประเทศล่าสุดที่ได้รับการปรับสถานะเป็นตลาดพัฒนาแล้ว มีขนาดเศรษฐกิจและน้ำหนักในดัชนีที่เล็กกว่ามากเมื่อครั้งที่ได้รับการเลื่อนสถานะ

 

นอกจากนี้ อีกประเด็นที่เป็นปัญหามาโดยตลอดคือเรื่อง ‘ความสามารถในการเข้าถึงตลาดของนักลงทุนต่างชาติ’

 

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ MSCI ได้ถอดเกาหลีใต้ออกจากรายชื่อกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองสำหรับตลาดพัฒนาแล้วในปี 2014 โดยอ้างถึงข้อจำกัดในการซื้อขายเงินตราต่างประเทศและปัญหาการเข้าถึงตลาดอื่นๆ และเมื่อปีที่แล้ว ผู้จัดทำดัชนีได้ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องในการปฏิรูปอัตราแลกเปลี่ยนและภาระผูกพันในการปฏิบัติตามกฎระเบียบอีกครั้ง

 

นับตั้งแต่นั้นมา เกาหลีใต้ได้กลับมาเปิดให้ทำธุรกรรมขายชอร์ต (Short Selling) อีกครั้ง และกำลังเตรียมขยายเวลาการซื้อขายเงินวอนในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นการปฏิรูปสองประการที่นักลงทุนระดับโลกเรียกร้องมานาน

 

นอกจากนี้ ประธานาธิบดี อี แจ มยอง ยังได้กำหนดให้การปฏิรูปตลาดทุนเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนอีกด้วย

 

อี้ ผิง เหลียว ผู้จัดการกองทุนของ Templeton Global Investments กล่าวว่า “มีโอกาสสูงขึ้นอย่างแน่นอนที่จะได้รับการบรรจุในดัชนีตลาดพัฒนาแล้ว (DM) เพียงเพราะรัฐบาลชุดนี้ได้กำหนดเป็นนโยบายที่จะผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากตลาดเกิดใหม่ (EM) ไปสู่ตลาดพัฒนาแล้ว”

 

การได้รับการยกระดับจ่อดูดเงินได้กว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์

 

การได้รับการยกระดับโดย MSCI จะนำมาซึ่งประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม โดย BNP Paribas Securities ประเมินว่าอาจดึงดูดเม็ดเงินไหลเข้าได้ราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากการที่กองทุนที่ลงทุนตามดัชนี (Benchmark-tracking funds) ทำการปรับสมดุลพอร์ตการลงทุน

 

นอกจากนี้ ยังอาจช่วยลดช่องว่างราคาที่เรียกว่า “Korea Discount” ซึ่งเป็นส่วนต่างของมูลค่าหุ้นที่ทำให้หุ้นเกาหลีใต้มีราคาต่ำกว่าหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดพัฒนาแล้วมาเป็นเวลานาน

 

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การเปลี่ยนกรอบความคิดของนักลงทุนจะช่วยสร้างความมั่นคงและลดความผันผวนลงได้ โดยนักลงทุนในตลาดพัฒนาแล้วมักจะมีวิสัยทัศน์การลงทุนในระยะยาวที่ยาวกว่า โดยมุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืนของบริษัท การกำกับดูแลกิจการ และผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น มากกว่าการเติบโตในระยะสั้น ตามข้อมูลจาก คีรอน พุน (Kieron Poon) ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนหุ้นเอเชียของ Aberdeen Investments

 

“ดังนั้น การจัดหมวดหมู่ใหม่จึงสามารถช่วยยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการในเกาหลีใต้ และช่วยลดความผันผวนของตลาดได้ในระยะยาว” พุนกล่าวเสริม

 

เวียดนามก็หวังเลื่อนขั้นโดย MSCI รอบนี้

 

ภายหลังได้รับการเลื่อนชั้นโดย FTSE Russell ที่ประกาศยกระดับสถานะตลาดหุ้นเวียดนาม ขึ้นเป็น Emerging Market จากตลาดชายขอบ (Frontier Market) อย่างเป็นทางการ โดยมีผลวันที่ 21 กันยายน 2026 นี้ ซึ่งจะมีหุ้นเวียดนามประมาณ 30 ตัวถูกเพิ่มเข้าไปในดัชนีอ้างอิงหลัก ทำให้เวียดนามหวังจะเข้าไปอยู่ในรายชื่อเฝ้าดู (Watch List) ของ MSCI ซึ่งนับเป็นขั้นตอนสำคัญในการดึงดูดกระแสเงินทุนต่างประเทศจำนวนมหาศาลเข้าสู่ตลาดทุนของประเทศ

 

ก่อนหน้านี้ ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์และนักวิเคราะห์ตลาดหลายรายคาดการณ์ว่า เวียดนามมีโอกาสสูงที่จะได้รับการเพิ่มชื่อเข้าในรายชื่อเฝ้าดูเพื่อยกระดับของ MSCI อย่างเร็วที่สุดภายในเดือนมิถุนายนปีนี้

 

โดยเจือง กวาง บิ่ญ (Truong Quang Binh) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยลูกค้าบุคคลของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า เวียดนาม (Yuanta Securities Vietnam) กล่าวว่า การจัดประเภทตลาดใหม่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดึงดูดกระแสเงินทุนต่างประเทศเข้าสู่ตลาดทุนของเวียดนาม

 

“ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นผู้ขายสุทธิ นอกเหนือจากความผันผวนของตลาดโลกแล้ว ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังเข้าสู่ช่วงก่อนการยกระดับ (Pre-upgrade Phase) ส่งผลให้กองทุนที่เน้นลงทุนในตลาดชายขอบ (Frontier Market) บางแห่งเริ่มทยอยถอนเงินทุนออกไป อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบเชิงบวกจะกลับมาในไม่ช้า” เจือง กวาง บิ่ญ ระบุ

 

เจือง กวาง บิ่ญ ได้อธิบายถึงความสำคัญของการยกระดับโดย MSCI ว่า เนื่องจากจำนวนกองทุนรวมที่ใช้ดัชนี MSCI เป็นเกณฑ์มาตรฐานมีมากกว่ากองทุนที่ติดตามดัชนี FTSE อย่างมหาศาล กระแสเงินทุนที่จะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนามจึงอาจมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยการนำระบบสำนักหักบัญชีกลาง (CCP) มาใช้ในปี 2027 จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการดังกล่าว

 

ณ เดือนพฤษภาคม 2026 เวียดนามได้ผ่านเกณฑ์ของ MSCI แล้ว 10 ข้อจากทั้งหมด 18 ข้อ และใกล้ที่จะบรรลุข้อกำหนดเชิงคุณภาพ 17 ข้อจาก 18 ข้อ ซึ่งจำเป็นสำหรับการได้รับการบรรจุเข้าในรายชื่อเฝ้าดู อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเกิดการยกระดับจริง ตลาดจะต้องผ่านช่วงเวลาการอยู่ในรายชื่อเฝ้าดูก่อนเป็นเวลาประมาณ 2 ถึง 3 ปี

 

อย่างไรก็ตาม เจือง กวาง บิ่ญ เน้นย้ำว่า อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Sovereign Credit Rating) ของเวียดนามยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยวิกฤต โดยการได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต อาจช่วยผลักดันให้ประเทศก้าวเข้าสู่กลุ่ม ‘ระดับน่าลงทุน’ (Investment Grade) ซึ่งจะช่วยเปิดประตูต้อนรับกระแสเงินทุนจำนวนมหาศาลเข้าสู่ตลาดทุนของประเทศได้ในที่สุด

 

อ้างอิง:

The post ตลาดหุ้น ‘เกาหลีใต้-เวียดนาม’ ลุ้นถูกอัปเกรดสถานะโดย MSCI สิ้นเดือนนี้ จับตาจุดเปลี่ยนเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาฯ รับหลักการ ‘กฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์’ ด้วยมติ 455 เสียง หนุนตลาดทุนไทยเดินหน้าสู่ดิจิทัล เตรียมสู่การพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ต่อไป https://thestandard.co/parliament-approves-electronic-securities-law/ Sat, 13 Jun 2026 08:53:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1218010 ภาพเหรียญเงินซ้อนกันในแสงนีออนสีฟ้า สื่อถึงตลาดทุนดิจิทัล

อีกก้าว! ตลาดทุนไทยเดินหน้าสู่ยุคดิจิทัล หลังสภาผู้แทนร […]

The post สภาฯ รับหลักการ ‘กฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์’ ด้วยมติ 455 เสียง หนุนตลาดทุนไทยเดินหน้าสู่ดิจิทัล เตรียมสู่การพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเหรียญเงินซ้อนกันในแสงนีออนสีฟ้า สื่อถึงตลาดทุนดิจิทัล

อีกก้าว! ตลาดทุนไทยเดินหน้าสู่ยุคดิจิทัล หลังสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการ ‘การแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์’ เพื่อรองรับการออกและใช้ ‘หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์’ ด้วยคะแนนเสียง 455 เสียง เตรียมเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2 และวาระ 3 ต่อไป

 

วันนี้ (13 มิถุนายน) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อรองรับการออกและใช้ ‘หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์’ อย่างเป็นระบบ ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ ได้ผ่านขั้นตอนสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

 

โดยสภาฯ มีมติรับหลักการแล้ว ด้วยคะแนนเสียง 455 เสียง และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นพิจารณารายละเอียด ก่อนนำกลับเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2 และวาระ 3 ต่อไป ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญของการปรับโครงสร้างกฎหมายตลาดทุนไทยให้รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม

 

โดยการแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ครั้งนี้ จะช่วยให้การออก การถือครอง การโอน และการใช้หลักทรัพย์เป็นหลักประกันสามารถดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีผลทางกฎหมาย

 

รัชดากล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ไม่ใช่การเปิดทางให้เกิดสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใหม่โดยไร้กรอบกำกับ แต่เป็นการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพให้หลักทรัพย์เดิมด้วย เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรือหน่วยลงทุน เพื่อให้ธุรกรรมในตลาดทุนมีความรวดเร็ว ลดขั้นตอน ลดต้นทุนเอกสาร และเพิ่มความคล่องตัวให้ภาคธุรกิจและนักลงทุน

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงควบคู่กัน โดยสนับสนุนให้มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิของผู้ถือหลักทรัพย์ ทะเบียนผู้ถือหลักทรัพย์ การแยกทรัพย์สินของลูกค้า การใช้หลักทรัพย์เป็นหลักประกัน รวมถึงบทกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพของตลาดทุน

 

“ทิศทางของรัฐบาลคือทำให้กฎหมายไทยเป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่ข้อจำกัดของภาคธุรกิจ การพัฒนาตลาดทุนดิจิทัลต้องเดินไปพร้อมกับความปลอดภัย ความโปร่งใส และการกำกับดูแลที่เหมาะสม” รัชดา กล่าว

 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนให้ผู้ประกอบการทุกขนาด โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่ต้องการเข้าถึงแหล่งทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งทำให้ตลาดทุนไทยมีความพร้อมรองรับเทคโนโลยีทางการเงินสมัยใหม่ และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

The post สภาฯ รับหลักการ ‘กฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์’ ด้วยมติ 455 เสียง หนุนตลาดทุนไทยเดินหน้าสู่ดิจิทัล เตรียมสู่การพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทลูกแบงก์- Non Bank- บจ. เจราร่วมทุนถือหุ้น ‘Brandname Money’ แพลตฟอร์มสินเชื่อลักชัวรี หวังเจาะตลาด New Money https://thestandard.co/brandname-money-luxury-loan-ipo-2/ Sat, 13 Jun 2026 05:48:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1217951 ภาพประกอบข่าว Brandname Money แพลตฟอร์มสินเชื่อลักชัวรี พร้อมข้อความการเจรจาร่วมทุน

บริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) ผู้ให้บ […]

The post บริษัทลูกแบงก์- Non Bank- บจ. เจราร่วมทุนถือหุ้น ‘Brandname Money’ แพลตฟอร์มสินเชื่อลักชัวรี หวังเจาะตลาด New Money appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว Brandname Money แพลตฟอร์มสินเชื่อลักชัวรี พร้อมข้อความการเจรจาร่วมทุน

บริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) ผู้ให้บริการสินเชื่อและขายฝากสินค้าแบรนด์เนมแห่งเดียวในไทยและแห่งแรกของโลก ได้ประกาศวิสัยทัศน์ในโอกาสครบรอบ 2 ปี ด้วยผลประกอบการที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดสวนทางภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว พร้อมตั้งเป้าหมายขยายพอร์ตสินเชื่อทะยานแตะ 400 ล้านบาทภายในปี 2569

 

 
 
ปพน มนัสภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง Brandname Money กล่าวว่า ภาพรวมตลาดสินค้าแบรนด์เนมในประเทศไทยพบว่ามีมูลค่าสูงเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี และกลุ่มแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้หันมาทุ่มทำการตลาดในไทยเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียรองจากญี่ปุ่นและเกาหลี ปพนจึงเห็นโอกาสทางธุรกิจมหาศาล โดยมองว่าเพียงแค่บริษัทสามารถชิงส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ได้เพียง 1% ก็ถือเป็นมูลค่ามหาศาลแล้ว

 

3 โปรดักต์หลักเจาะกลุ่ม New Money ที่ดันพอร์ตโตทะยาน ปัจจุบัน

 

Brandname Money ให้บริการผ่านโมเดลธุรกิจ 3 รูปแบบหลัก ซึ่งครอบคลุมทุกความต้องการของคนรักแบรนด์เนม ได้แก่

 

  • สินเชื่อเช่าซื้อ (ผ่อนไป-ใช้ไป) โดยวางเงินดาวน์เริ่มต้น 30% ผ่อนสบายนานสูงสุด 24 เดือน ดอกเบี้ยเพียง 0.99% ต่อเดือน โดยลูกค้าสามารถรับสินค้าไปใช้ได้ทันที คล้ายกับการผ่อนรถยนต์
  • ผ่อนจบ-รับของ ซึ่งไม่ต้องยื่นเอกสารการเงิน ตรวจสอบเพียงบัตรประชาชนใบเดียว ดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือน อนุมัติไวภายใน 1 ชั่วโมง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการล็อกราคาสินค้าหรือจองสินค้า (Waiting List) ไว้ล่วงหน้า และรับของเมื่อผ่อนครบ
  • ขายฝาก (เปลี่ยนแบรนด์เนมเป็นทุน) โดยคิดอัตราดอกเบี้ยถูกกฎหมายไม่เกิน 1.25% ต่อเดือน รับเงินไวภายใน 1 ชั่วโมง พร้อมบริการย้ายค่าย หรือรีไฟแนนซ์จากแหล่งอื่นมาฝากไว้ที่บริษัทได้

 

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 สินเชื่อเช่าซื้อ (ผ่อนไป-ใช้ไป) มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด มียอดปล่อยสินเชื่อสูงถึง 53-54 ล้านบาท ซึ่งโตขึ้นมากกว่า 1 เท่าตัว เมื่อเทียบกับตัวเลขรวมตลอดทั้งปี 2568 ที่ 25.5 ล้านบาท

 

โดยการเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ของกลุ่ม New Money และกลุ่มลูกค้าอายุ 30-40 ปี ที่ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจ SME และมนุษย์เงินเดือน ที่ต้องการเข้าถึงสินค้าลักชัวรีโดยไม่ต้องกระทบสภาพคล่องทางการเงิน ทำให้ปัจจุบันสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อของบริษัทปรับเปลี่ยนมาเป็น สินเชื่อเช่าซื้อ 45% ขายฝาก 45% และผ่อนจบรับของ 10% จากเดิมที่เน้นบริการขายฝากเป็นหลัก

 

ปพน ยังกล่าวต่อว่า เพื่อยกระดับบริการและตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าในระดับมือ 1 Brandname Money ได้เปิดตัวบริการใหม่ Personal Assistant (PA) โดยทำหน้าที่เสมือนเลขาส่วนตัวที่ช่วยอำนวยความสะดวกตั้งแต่ให้คำปรึกษา ตรวจสอบราคา ดำเนินการสินเชื่อ ไปจนถึงเดินทางไปชำระเงินให้ที่ Official Shop เพื่อให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์การซื้อของในช็อปอย่างเต็มที่

 

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายเครือข่ายพันธมิตรร้านค้าแบรนด์เนมมือสอง จาก 40 ร้านค้า เพิ่มเป็น 70 ร้านค้าทั่วประเทศ และเปิดตัวโครงการ Agent ที่ให้ผู้ชื่นชอบสินค้าลักชัวรีสามารถสร้างรายได้เสริมด้วยการแนะนำลูกค้ามาใช้บริการสินเชื่อกับทางบริษัท

 

แผนคุมเข้มความเสี่ยง ดัน NPL 0% สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

 

แม้พอร์ตสินเชื่อจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่จุดแข็งสำคัญที่ Brandname Money รักษาไว้ได้คือ อัตราหนี้เสีย (NPL) ที่ระดับ 0% ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงแบบจัดเต็มเทียบเท่าสถาบันการเงิน บริษัทใช้นโยบายแบบระมัดระวัง (Conservative) โดยปฏิเสธลูกค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์เครดิตถึงกว่า 50% รวมถึงการมีระบบประเมินราคาสินทรัพย์อ้างอิงกับราคาตลาดรับซื้อคืน (Resale Market) ที่แม่นยำ เพื่อปกป้องความเสี่ยงในกรณีที่ต้องนำทรัพย์สินมาแปลงสภาพ

 

ก้าวต่อไป ตามหา Strategic Partner ปูทางสู่ตลาดหุ้น

 

สำหรับการเติบโตในระยะต่อไป Brandname Money ตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อให้แตะระดับ 400 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2569 และมีเป้าหมายระยะยาวที่จะดันพอร์ตสินเชื่อให้ถึง 1,000 ล้านบาท เพื่อกรุยทางสู่การเสนอขายหุ้น IPO เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ได้ภายในปี 2570

 

ปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับ Strategic Partner ประมาณ 3-4 ราย ซึ่งมีทั้งบริษัทลูกของสถาบันการเงิน (Bank), Non-bank และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยบริษัทต้องการเลือกพาร์ตเนอร์เพียง 1 ราย ที่ไม่ได้แค่มีเงินทุน (Source of Fund) ดอกเบี้ยต่ำมาสนับสนุนการขยายพอร์ตเท่านั้น แต่ต้องสามารถนำองค์ความรู้ด้านระบบหลังบ้าน หรือความเชี่ยวชาญด้านการตามหนี้ มาเสริมความแข็งแกร่งและติดปีกให้ Brandname Money สามารถเติบโตเป็นสถาบันการเงินเฉพาะทางสำหรับคนรักแบรนด์เนมได้อย่างครบวงจร

The post บริษัทลูกแบงก์- Non Bank- บจ. เจราร่วมทุนถือหุ้น ‘Brandname Money’ แพลตฟอร์มสินเชื่อลักชัวรี หวังเจาะตลาด New Money appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุบสถิติโลก! หุ้น SpaceX ปิดพุ่ง 19% ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ส่ง ‘อีลอน มัสก์’ ขึ้นแท่นเศรษฐีระดับ ‘ล้านล้าน’ คนแรกของโลก https://thestandard.co/spacex-elon-musk-trillionaire/ Sat, 13 Jun 2026 05:28:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1217944 อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ SpaceX

การก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นวันแรกของ SpaceX (Space Explorati […]

The post ทุบสถิติโลก! หุ้น SpaceX ปิดพุ่ง 19% ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ส่ง ‘อีลอน มัสก์’ ขึ้นแท่นเศรษฐีระดับ ‘ล้านล้าน’ คนแรกของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ SpaceX

การก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นวันแรกของ SpaceX (Space Exploration Technologies Corp.) ได้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับตลาดทุนโลก ไม่เพียงแต่เปลี่ยนสถานะจากสตาร์ทอัพสู่หนึ่งในบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก และสร้างผลตอบแทนวันแรกให้ผู้จองซื้อสูงถึง 19% แต่ยังส่งให้ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ผู้ก่อตั้ง กลายเป็น ‘เศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์’ (Trillionaire) คนแรกของโลกอย่างเป็นทางการ

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น การเสนอขายหุ้น IPO มูลค่า 75,000 ล้านดอลลาร์ที่ทุบสถิติโลกในครั้งนี้ ยังช่วยให้ตลาดหุ้นในภาพรวมได้ ‘หายใจทั่วท้อง’ หลังจากที่ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสความคาดหวังในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาอย่างต่อเนื่องตลอดปีนี้

 

การที่ SpaceX ตัดสินใจควบรวมกิจการกับ xAI (บริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI ของมัสก์) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้การเข้าตลาดหุ้นครั้งนี้เปรียบเสมือน ‘บททดสอบ’ ของตลาด และเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับบริษัทคู่แข่งอย่าง Anthropic PBC และ OpenAI ที่มีแผนจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปีนี้เช่นกัน

 

“นี่เป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับตลาด และสำหรับ IPO ขนาดใหญ่ตัวอื่นๆ ที่กำลังจะตามมา” โรเบิร์ต กรูเอนไดค์ (Robert Gruendyke) ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโออาวุโสของ Allspring Global Investments กล่าว

 

“พวกเขาตั้งราคา IPO ได้ถูกต้อง อย่างน้อยก็สำหรับวันแรก ซึ่งมันช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นเติบโตสูง (Growth Stocks)”

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เทรดวันแรก ‘SPCX’ ร้อนแรงเทียบชั้น Facebook

 

หุ้น SpaceX เริ่มต้นซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ ‘SPCX’ โดยเปิดตลาดที่ราคา 150 ดอลลาร์ จากราคา IPO ที่ตั้งไว้ 135 ดอลลาร์ ระหว่างวันราคาหุ้นทะยานขึ้นไปสูงสุดถึง 176.52 ดอลลาร์ (พุ่งขึ้นราว 31%) ก่อนจะย่อตัวลงมาปิดตลาดปกติที่ราว 161 ดอลลาร์ (หรือ 160.95 ดอลลาร์) เพิ่มขึ้น 19%

 

ราคาปิดดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของบริษัทอยู่ที่ 2.1 – 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ รั้งตำแหน่งบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกในปัจจุบัน และความร้อนแรงยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะในการซื้อขายนอกเวลาทำการ ราคาหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อ ดันมาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นอีกราว 100,000 ล้านดอลลาร์

 

อีกหนึ่งสถิติที่น่าสนใจคือ ในวันแรกมีหุ้น SPCX เปลี่ยนมือกันมากกว่า 500 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับสถิติวันแรกของ Facebook ในปี 2012 ที่ทำไว้ราว 580 ล้านหุ้น

 

มัสก์ยอมรับ ‘เคยคิดว่าจะเจ็บตัว’

 

ที่ผ่านมา มีนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากที่แสดงความไม่มั่นใจในวิสัยทัศน์ที่ดูเกินตัวของมัสก์ อย่างไรก็ตาม คนที่ยอมรับว่าเซอร์ไพรส์ที่สุดกลับเป็นตัวของมัสก์เอง

 

“มันยากที่จะเชื่อจริงๆ ว่าบริษัทเล็กๆ ที่เริ่มต้นในโกดังที่เมืองเอล เซกุนโด (El Segundo) วันนี้จะกลายมาเป็นบริษัทมหาชนผ่านการ IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” มัสก์กล่าวระหว่างการถ่ายทอดสดเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมาผ่านแพลตฟอร์ม X

 

สำหรับบรรยากาศที่ Nasdaq MarketSite ในย่านไทม์สแควร์ นครนิวยอร์ก เต็มไปด้วยความคึกคัก โดยมี กวินน์ ช็อตเวลล์ (Gwynne Shotwell) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ, เบรต จอห์นเซน (Bret Johnsen) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน และเมย์ มัสก์ (Maye Musk) มารดาของอีลอน มัสก์ เดินฝ่าฝูงชนและช่างภาพเพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดการซื้อขาย

 

ขณะที่ตัวของ อีลอน มัสก์ เลือกที่จะอยู่ที่สำนักงานใหญ่ Starbase ในรัฐเท็กซัส และทำการสั่นระฆังเปิดตลาดจากระยะไกล ส่วนพนักงานคนอื่นๆ ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เพราะเพียง 1 ชั่วโมงก่อนตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดทำการ SpaceX ได้ทำการปล่อยจรวด Falcon 9 นำดาวเทียม Starlink จำนวน 29 ดวงขึ้นสู่วงโคจรจากฐานยิงที่ฟลอริดา

 

ดีมานด์ถล่มทลาย 3.5 แสนล้านดอลลาร์ รายย่อยแย่งชิง-ระบบโรบินฮู้ดล่ม

 

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การ IPO ครั้งนี้ดึงดูดเม็ดเงินความต้องการซื้อ (Demand) จากทั้งสถาบันและนักลงทุนรายย่อยรวมกันสูงกว่า 350,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สถาบันเกือบ 1 ใน 3 ที่ยื่นความจำนงนั้น ไม่ได้รับจัดสรรหุ้นเลยแม้แต่หุ้นเดียว

 

ขณะที่นักลงทุนรายย่อยสร้างปรากฏการณ์ส่งคำสั่งซื้อเข้ามามากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ (ตามรายงานของ Bloomberg) แต่เนื่องจากโควตาที่จัดสรรให้รายย่อยมีเพียง 15,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ส่วนใหญ่ต้องผิดหวัง

 

ข้อมูลเบื้องต้นจาก Vanda Research ระบุว่า SpaceX กลายเป็นหุ้นที่นักลงทุนรายย่อยเข้าซื้อสุทธิมากที่สุดในวันศุกร์ โดยมีปริมาณซื้อขายมากกว่าอันดับสองอย่าง Nvidia Corp. ถึง 3.5 เท่า ความร้อนแรงนี้ส่งผลให้ระบบของแอปพลิเคชันเทรดหุ้นชื่อดังอย่าง Robinhood เกิดการขัดข้องชั่วคราวในช่วงนาทีแรกๆ ของการซื้อขาย โดยมีรายงานระบบล่มกว่า 5,000 ครั้งบนเว็บไซต์ Downdetector

 

นักลงทุนทั่วโลกจับตา ‘ราคาแพงเกินไป’

 

แม้จะมีความยินดีทั่วตลาด แต่นักลงทุนอีกฟากหนึ่งยังคงมองว่า ราคาหุ้นในปัจจุบัน ‘เกินมูลค่าพื้นฐาน’ ไปมากสำหรับบริษัทที่ยังไม่มีผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 SpaceX รายงานผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 4,280 ล้านดอลลาร์

 

“ถ้าดูจากปัจจัยพื้นฐาน นักลงทุนกำลังซื้ออนาคตที่ไกลเกินไป” อะแมนดา ไลออนส์ (Amanda Lyons) หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก Energy Group Capital กล่าว พร้อมประเมินว่าหากคำนวณมูลค่าแบบแยกส่วนธุรกิจ มูลค่าที่แท้จริงควรจะอยู่ที่ราว 600,000 ล้านดอลลาร์ หรือเพียง 1 ใน 3 ของมาร์เก็ตแคปปัจจุบัน

 

“แต่คำว่า ‘แพงเกินไป’ ไม่เคยใช้ได้ผลกับ อีลอน มัสก์ และการเดิมพันฝั่งตรงข้ามกับเขาก็เป็นบทเรียนที่เจ็บปวดของนักลงทุนมาตลอดทศวรรษ” ไลออนส์ กล่าวย้ำ

 

ด้าน จิม เชนอส (Jim Chanos) นักลงทุนขาชอร์ตระดับตำนาน ออกมาเตือนผ่าน Bloomberg Television ว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเตือนให้เราต้องระวัง “ในศตวรรษที่ 20 และ 21 ทุกครั้งที่คุณเห็นการ IPO หรือการระดมทุนรอบสองที่มีขนาดใหญ่ยักษ์เมื่อเทียบกับขนาดของตลาดหรือเศรษฐกิจ มันคือสัญญาณที่เตือนให้นักลงทุนควรระมัดระวังหรือลดความเสี่ยง”

 

นอกจากนี้ การขึ้นแท่นเป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลกของมัสก์ ยังจุดชนวนให้แกนนำพรรคเดโมแครต อย่าง สว. เอลิซาเบธ วอร์เรน (Elizabeth Warren) และ สส. โร คันนา (Ro Khanna) ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax) กับกลุ่มคนรวยที่สุดในอเมริกาอีกครั้งด้วยเช่นกัน

 

บทพิสูจน์ที่เพิ่งเริ่มต้น

 

การพุ่งขึ้นในวันแรกของหุ้น IPO ขนาดใหญ่ไม่ได้เป็นเครื่องค้ำประกันอนาคตเสมอไป ข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ว่า Figma Inc. ที่เคยทำสถิติหุ้น IPO พันล้านที่พุ่งแรงที่สุดในวันแรกถึง 250% เมื่อปี 2025 ปัจจุบันราคาหุ้นกลับร่วงลงต่ำกว่าราคา IPO ถึง 45%

 

ขณะที่รายงานจาก Trivariate Research ระบุว่า บริษัทที่เข้าตลาดทั้งที่ยังมีผลประกอบการติดลบ มักจะมีผลตอบแทนตามหลังกลุ่มบริษัทที่มีกำไรอยู่ราว 10% ในช่วง 18 เดือนแรก

 

หลังจากนี้ SpaceX ยังคงต้องพิสูจน์ตัวเองภายใต้แรงกดดันของตลาดทุน ทั้งการทำกำไรจากเทคโนโลยี AI, ภารกิจนำมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์และดาวอังคาร รวมถึงโครงสร้างการบริหารที่เบ็ดเสร็จให้อำนาจมัสก์อย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางเสียงเชียร์ของวอลล์สตรีทที่เริ่มทยอยปรับเป้าหมายราคาหุ้นของ SpaceX ขึ้นไปสูงถึง 190 ดอลลาร์แล้ว

 

ภาพ: Spencer Platt / Staff / Getty Images

อ้างอิง:

The post ทุบสถิติโลก! หุ้น SpaceX ปิดพุ่ง 19% ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ส่ง ‘อีลอน มัสก์’ ขึ้นแท่นเศรษฐีระดับ ‘ล้านล้าน’ คนแรกของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา 3 จุดเปลี่ยนตลาดหุ้นสหรัฐฯ รับคลื่น IPO ยักษ์ใหญ่ เมื่อ AI นำตลาด หยุดลงทุนเท่ากับพัง https://thestandard.co/us-stocks-ai-ipo-turning-points/ Fri, 12 Jun 2026 07:30:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1217635 ภาพประกอบธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมโลโก้บริษัท AI และโลโก้ WEALTH IN DEPTH

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อบริษ […]

The post จับตา 3 จุดเปลี่ยนตลาดหุ้นสหรัฐฯ รับคลื่น IPO ยักษ์ใหญ่ เมื่อ AI นำตลาด หยุดลงทุนเท่ากับพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมโลโก้บริษัท AI และโลโก้ WEALTH IN DEPTH

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อบริษัท AI ยักษ์ใหญ่อย่าง SpaceX, OpenAI และ Anthropic ทยอย เข้า IPO พร้อมกันในปี 2026 เพราะนี่ไม่ใช่แค่การเพิ่มหุ้นเทคโนโลยีตัวใหม่เข้าตลาด เพื่อเป็นตัวเลือกการลงทุน แต่คือบททดสอบว่า narrative ‘AI Boom’ ที่ผลักดันให้ราคาหุ้นสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา สะท้อน ‘กำไรในอนาคต’ จริงแค่ไหน หรือนักลงทุนกำลังมองบวกเกินไปจนก่อคลื่นฟองสบู่ครั้งใหม่

 

 

หลายสำนักประเมินว่า SpaceX, OpenAI และ Anthropic จะมีมูลค่ากิจการรวมกันหลัง IPO ประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์ คำถามก็คือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีสภาพคล่องพร้อมดูดซับความร้อนแรงของหุ้นที่มีมูลค่าสูงระดับ mega cap แค่ไหน ?

 

ในระยะยาวกลุ่มหุ้นผู้นำตลาด ‘Magnificent 7’ หน้าตาจะเปลี่ยนไปอย่างไร ?

 

กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัยลูกค้ารายย่อย และ นักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ CGS International ประเทศไทย ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในช่วงที่ผ่านมา เริ่มเห็นแรงเทขายลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ ต่างๆ เพื่อเตรียมสภาพคล่องไว้ซื้อหุ้น IPO บริษัท AI บ้างแล้ว

 

โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก จากบอนด์ยีลด์ที่ปรับสูงขึ้น เนื่องจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามในตะวันออกกลาง ผลักดันให้ราคา น้ำ มัน โลกสูงขึ้น ทำให้ตลาดมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง หรืออาจถูกกดดันจนต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

 

เช่นเดียวกับทองคำ และ สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง Bitcoin ที่ราคาผันผวนหนัก และ ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางมูลค่าตลาดหุ้นที่ตึงตัว ดังนั้นการที่ SpaceX, OpenAI และ Anthropic ทยอย เข้า IPO จะกระทบต่อสภาพคล่องตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

 

สำหรับหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า หรือ ‘Magnificent 7’ อาจเผชิญแรงขายทำกำไรบ้าง เพื่อโยกเงินไปรอซื้อหุ้น AI แต่ผลกระทบจำกัด เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มบิ๊กเทค เช่น Microsoft, Amazon และ Google ถือหุ้นใน OpenAI และ Anthropic อยู่ในสัดส่วนที่สูงอยู่แล้ว หลังเข้า IPO หากราคาหุ้นปรับขึ้นเหนือราคาจอง จะทำให้เกิดการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ (Revalue) ซึ่งจะส่งผลบวกต่อราคาหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า

 

ด้านดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ Head of Global Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส (Finansia Syrus) มองว่า การที่บริษัท AI ขนาดใหญ่เข้ามา IPO จะทำให้โครงสร้างตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปราะบางมากขึ้น เนื่องจากเป็นบริษัทที่มี story เติบโตสูงในอนาคต แต่ยังไม่มีกำไรจริงมารองรับ ทำให้มูลค่าตลาดตึงตัวขึ้นไปอีก เพิ่มความเสี่ยงภาวะฟองสบู่แตก

 

นอกจากนี้ยังต้องจับตาแรงขายทำกำไร จากกลุ่มผู้ถือหุ้นกลุ่มแรกที่เป็นนักลงทุนสถาบัน และ VC นอกตลาดที่เตรียมเทขายหุ้น เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาห้ามขาย (Lock-up period) ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะดูดสภาพคล่องออกจากตลาดเป็นระยะเวลาหนึ่ง

 

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ คือ กองทุน Passive Fund จะถูกบังคับให้ต้องเข้าซื้อหุ้น AI โดยอัตโนมัติ เพื่อปรับสัดส่วนการถือหุ้นให้ใกล้เคียงดัชนี ซึ่งอาจทำให้หุ้นขนาดกลาง ขนาดเล็กเผชิญแรงขายอย่างหนัก เมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม Magnificent 7 อย่างไรก็ตามในระยะสั้นตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีศักยภาพดูดซับสภาพคล่องได้

 

จับตา 3 จุดเปลี่ยน Narrative หุ้นสหรัฐฯ

 

ดร.จิติพล มองว่า การที่บริษัทยักษ์ใหญ่ AI ตบเท้า IPO พร้อมกันในปี 2026 อาจทำให้ Narrative ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปลี่ยนไปใน 3 ด้าน

 

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดินตามรอยจีน อยู่รอดด้วยเงินลงทุน

 

เมื่อบริษัท AI ขนาดใหญ่ ทยอย IPO อย่างต่อเนื่อง อาจทำให้โครงสร้างตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปลี่ยนไป โดยหุ้นกลุ่ม AI จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ พึ่งพาการเติบโตจากการลงทุน มากกว่าการบริโภคในประเทศ คล้ายกับโมเดลเศรษฐกิจจีนในอดีตที่บริษัทเทคโนโลยีจะต้องอัดฉีดเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้กระแสเงินสดหมุนเวียนหล่อเลี้ยงกันเอง หากหยุดลงทุนเมื่อใดระบบจะพังทันที เนื่องจากสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

  • AI ผู้นำตลาดหุ้นกลุ่มใหม่

 

ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นช่วงปลายวัฏจักรการเติบโตแล้ว (Late Cycle) เมื่อมีบริษัทเทคโนโลยีหน้าใหม่ที่ทรงพลัง เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดจะทำให้วัฏจักรตลาดหุ้นสหรัฐฯ ย้อนกลับไปสู่ช่วงคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ (Early Tech Wave) คล้ายยุคเริ่มต้นการมี อินเทอร์เน็ต ในช่วงปี 1990 หรือ 1997 ที่กลุ่มผู้ชนะ ในยุคอินเทอร์เน็ต เริ่มเปิดศึกแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด ซึ่งจะทำให้หุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้าถูกจัดระเบียบใหม่ โดยบริษัท AI จะเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้นำตลาด หรืออาจเกิดการจัดกลุ่มผู้นำใหม่ที่พลิกโฉมไปจากเดิม

 

  • จีน-สหรัฐฯ แบ่งขั้วเทคโนโลยี (Tech Decoupling)

 

การที่สหรัฐฯ สนับสนุนให้บริษัท AI เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่า รัฐบาลต้องการให้บริษัทเหล่านี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณแบ่งขั้วเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐฯ อย่างชัดเจน และเป็นการปิดโอกาสบริษัท AI จีนที่หวังจะมาตีตลาดสหรัฐฯ ในทางตรงข้าม สหรัฐฯ อาจจะต้องส่งบริษัท AI เกิดใหม่ ไประดมทุนนอกประเทศแทน เนื่องจากสภาพคล่องตึงตัวแล้ว การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization) จะบังคับให้แต่ละประเทศต้องพึ่งพาการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองแบบ 100% ทำให้ต้นทุนทำธุรกิจสูงขึ้นตามเม็ดเงินลงทุนที่ต้องอัดฉีดเข้ามาแข่งกัน

 

ภาพ: bluecrayola/Shutterstock

The post จับตา 3 จุดเปลี่ยนตลาดหุ้นสหรัฐฯ รับคลื่น IPO ยักษ์ใหญ่ เมื่อ AI นำตลาด หยุดลงทุนเท่ากับพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX เตรียมสร้างประวัติศาสตร์ IPO ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ: เจาะลึก 3 ช่องทางลงทุนสำหรับคนไทย และข้อควรระวังก่อนขึ้นยาน https://thestandard.co/spacex-ipo-thai-invest-risks/ Fri, 12 Jun 2026 05:00:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1217504 จรวด SpaceX กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

แม้ว่าคนไทยไปอวกาศจะยังเป็นแค่ความฝัน เหมือนที่บอลไทยจะ […]

The post SpaceX เตรียมสร้างประวัติศาสตร์ IPO ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ: เจาะลึก 3 ช่องทางลงทุนสำหรับคนไทย และข้อควรระวังก่อนขึ้นยาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จรวด SpaceX กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

แม้ว่าคนไทยไปอวกาศจะยังเป็นแค่ความฝัน เหมือนที่บอลไทยจะไปบอลโลก แต่คนไทยก็ลงทุนในหุ้นอวกาศได้

 

 
 

โดยเฉพาะช่วงนี้ SpaceX บริษัทเทคโนโลยีอวกาศของ Elon Musk กำลังจะเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ สร้างปรากฏการณ์หน้าใหม่ให้วงการลงทุน ด้วยมูลค่า IPO ครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งคนไทยอย่างเราก็มีช่องทางเข้าร่วมได้เหมือนกัน

 

ทำไม IPO SpaceX ถึงเขย่าตลาด?

 

SpaceX เข้า IPO ครั้งนี้ ด้วยชื่อย่อ SPCX ในวันที่ 12 มิถุนายน 2569 และเป็นการเตรียมเข้าตลาด Nasdaq ที่ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ดีลนี้ได้กลายเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ระดมทุนไปมหาศาลถึง 75,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่า Alibaba แชมป์เก่าถึง 3.4 เท่า

 

ความน่าสนใจและแปลกใหม่ของดีลนี้คือ SpaceX เลือกที่จะจัดสรรหุ้นให้นักลงทุนรายย่อยสูงถึง 30% ซึ่งผิดวิสัยของ IPO ฟอร์มยักษ์ที่มักจะเก็บไว้ให้สถาบันใหญ่ โดยเปิดให้จองผ่านโบรกเกอร์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ หลายแห่ง แล้วบางแอปขวัญใจรายย่อยอย่าง Robinhood และ SoFi เปิดโอกาสให้จองได้โดยไม่มีเงื่อนไขยอดเงินขั้นต่ำเลย

 

คนไทยซื้อ IPO โดยตรงได้ไหม?

 

แม้ SpaceX จะใจป้ำแบ่งโควต้าให้รายย่อยในอเมริกาจอง IPO ได้ง่ายขึ้น แต่สำหรับนักลงทุนชาวไทย การจะได้สิทธิ์ซื้อหุ้น IPO สหรัฐฯ โดยตรงยังคง ‘ยากมาก’ เพราะเราติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและการเปิดบัญชีโบรกเกอร์สหรัฐฯ ที่ต้องใช้เอกสารยืนยันตัวตนของที่นั่น ทำให้ชาวไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถซื้อหุ้นในราคาจองได้

 

แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีทางเสียเลย คนไทยยังมีช่องทางอื่นๆ ที่ให้เราร่วมเติบโตไปกับ SpaceX ได้

 

3 วิธีลงทุนหุ้น SpaceX ฉบับมือใหม่

 

1. ซื้อหุ้น SPCX ในตลาดรองหลังเปิดซื้อขาย

 

รอให้หุ้น SPCX เปิดกระดานเทรดอย่างเป็นทางการ แล้วเข้าไปซื้อผ่านแอปพลิเคชันลงทุนต่างประเทศของโบรคเกอร์ไทย เช่น InnovestX หรือ Dime! แค่ค้นหาชื่อหุ้นแล้วกดซื้อได้เลย หลายแอปอนุญาตให้ซื้อแบบเศษหุ้นได้ ทำให้ใช้เงินเริ่มต้นเพียงหลักร้อยก็เป็นเจ้าของได้แล้ว หรือซื้อผ่านแพลตฟอร์มระหว่างประเทศอย่าง Interactive Brokers ซึ่งเปิดให้ซื้อขายหุ้นอเมริกาโดยตรงก็ได้

 

2. ลงทุนผ่าน ETF ที่มี SpaceX อยู่ในพอร์ต

 

หากไม่อยากแบกรับความเสี่ยงจากการพึ่งพาหุ้นบริษัทเดียว การซื้อกองทุนรวมดัชนี (ETF) ด้านนวัตกรรมอวกาศในตลาดสหรัฐฯ ก็เป็นทางเลือกที่ดี ทันทีที่ SPCX เข้าตลาด กองทุนเหล่านี้ก็จะปรับพอร์ตและกว้านซื้อหุ้นเข้าไปเก็บไว้ เป็นการกระจายความเสี่ยงที่ปลอดภัยขึ้น

 

  • NASA: กองที่คัดสรรบริษัทในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอวกาศโดยตรง ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอวกาศหลายสิบแห่งในตลาดจรวดนำส่งเข้าสู่วงโคจร การสื่อสารผ่านดาวเทียม และโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ นอกจากนี้ยังเป็นกองทุน ETF แรกที่ได้ลงทุนใน SpaceX โดยตรงผ่านบริษัทเฉพาะกิจ (SPV) โดยถือ SpaceX สัดส่วน 6.4% ของพอร์ตโฟลิโอ
  • XOVR: กองทุนที่มุ่งเน้นลงทุนในนวัตกรรมยุคใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจอวกาศ การบิน และเทคโนโลยี ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven รวมถึง SpaceX และAndruil ผ่านบริษัทเฉพาะกิจ (SPV) การลงทุนใน SpaceX คิดเป็น 13.2%

 

3. ลงทุนผ่านกองทุนรวมในไทย (ง่ายที่สุดและกระจายความเสี่ยง)

 

วิธีนี้เหมาะสำหรับมือใหม่มากที่สุด เพราะมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลปรับพอร์ตให้ และไม่ต้องไปปวดหัวเรื่องการโอนเงินข้ามประเทศหรือภาษีต่างประเทศให้วุ่นวาย เราสามารถซื้อกองทุนรวมไทยที่มีนโยบายนำเงินไปลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจอวกาศ หรือมีสัดส่วนของ SpaceX อยู่ด้วย

 

ยกตัวอย่างเช่น กองทุน X-SPACE: (มีการเปิดเสนอขายช่วง 4-10 มิ.ย. 2026) กองทุนนี้จะไปลงทุนในกองทุนหลักในต่างประเทศอย่าง Tema Space Innovators ETF (ตัวย่อ NASA) ซึ่งมีสัดส่วนครอบคลุมอุตสาหกรรมอวกาศ โดยเราสามารถเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนรวมผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ เช่น InnovestX หรือแอปพลิเคชันของ บลจ. XSpring โดยตรงได้เลย

 

Checklist พร้อมขึ้นยาน SpaceX หรือยัง?

 

1. มูลค่าที่อาจแพงเกินจริง

 

นักวิเคราะห์จาก Morningstar เตือนว่ามูลค่าที่เป็นธรรมของ SpaceX ควรอยู่ที่ 780,000 ล้านดอลลาร์ แต่บริษัทกลับตั้งเป้าประเมินมูลค่าช่วง IPO สูงลิ่วถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ นั่นหมายความว่านักลงทุนกำลังถูกขอให้จ่ายซื้อหุ้นในราคาที่แพงกว่ามูลค่าพื้นฐานถึงสองเท่ากว่าๆ

 

2. ผลประกอบการยังน่าเป็นห่วง

 

แม้บริษัทจะดูเติบโต แต่ตัวเลขกำไรยังน่าจับตา ในปี 2568 รายได้ SpaceX โต 33% แตะ 18,600 ล้านดอลลาร์ แต่กลับรายงานผลขาดทุนจากการดำเนินงานถึง 4,900 ล้านดอลลาร์ ซ้ำร้ายในไตรมาสแรกของปี 2569 การเติบโตของรายได้ยังชะลอตัวลงเหลือ 15% ขณะที่ผลขาดทุนขยายตัวเพิ่มเป็น 1,900 ล้านดอลลาร์

 

3. ความเสี่ยงทางเทคโนโลยีและผู้บริหาร

 

อย่าลืมว่าเทคโนโลยีอวกาศมีความเสี่ยงสูง จรวดมีโอกาสขัดข้องได้เสมอ รวมถึงปัจจัยความเชื่อมั่นที่ผูกติดอยู่กับตัว Elon Musk หากเขามีปัญหา หรือมีข่าวเชิงลบ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

Checklist พร้อมขึ้นยาน SpaceX หรือยัง?

 

  • เงินก้อนนี้เป็น ‘เงินเย็น’ จริงๆ ใช่ไหม?

 

หุ้นเทคโนโลยีอวกาศในช่วงแรกราคาจะผันผวนสูงมาก ถ้าเงินก้อนนี้มีแพลนต้องใช้ในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า แนะนำให้ข้ามก่อน แต่ถ้าเป็นเงินที่พร้อมถือยาว 3-5 ปีขึ้นไป ก็อาจจะน่าสนใจ

 

  • รับได้ไหมถ้าเปิดพอร์ตมาแล้วเห็นตัวเลข ‘ติดลบ 20-30%’ ในบางวัน

 

ด้วยความคาดหวังของตลาดที่สูงลิ่ว เปิดตัวราคาหุ้นอาจจะสวิงแรงมาก ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนตื่นตระหนกง่ายเวลาเห็นตัวเลขแดง แนะนำให้รอหุ้นนิ่งก่อน หรือไปลงทุนผ่านกองทุนรวมจะสงบจิตสงบใจได้มากกว่า

 

  • มีบัญชีหุ้นต่างประเทศหรือแอปพร้อมหรือยัง

 

หุ้นจะเริ่มเทรดในตลาด Nasdaq วันพรุ่งนี้ (12 มิ.ย.) แล้ว! ถ้ายังไม่มีแอปอย่าง Dime!, InnovestX, หรือแอปธนาคารที่ซื้อกองทุนได้ ต้องรีบเปิดบัญชีและยืนยันตัวตนให้พร้อมนะ

 

ลองถามตัวเองว่ารับความเสี่ยงเหล่านี้ได้หรือเปล่า ถ้ายังมีลังเล แนะนำให้เริ่มต้นจากการลงทุนผ่านกองทุน หรือ ETF ก่อน ใช้เงินลงทุนที่เป็นเงินเย็น ไม่ได้กู้ใครเขามา เพราะก่อนจะไปห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง เราต้องหยัดยืนบนโลกให้มั่นคงเสียก่อน

 

ภาพ: FellowNeko / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post SpaceX เตรียมสร้างประวัติศาสตร์ IPO ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ: เจาะลึก 3 ช่องทางลงทุนสำหรับคนไทย และข้อควรระวังก่อนขึ้นยาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น เปิดแผนลุย M&A ต่างประเทศ เจรจาซื้อกิจการโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในจีน-สหรัฐฯ ดันรายได้โตแตะ 1,500 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 https://thestandard.co/itc-ma-pet-food-china-us/ Fri, 12 Jun 2026 03:47:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1217464 ภาพกราฟิกสรุปกลยุทธ์ ITC ซื้อกิจการต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์

บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น หรือ ITC ประกาศเป้าหมายภายในปี […]

The post ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น เปิดแผนลุย M&A ต่างประเทศ เจรจาซื้อกิจการโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในจีน-สหรัฐฯ ดันรายได้โตแตะ 1,500 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปกลยุทธ์ ITC ซื้อกิจการต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์

บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น หรือ ITC ประกาศเป้าหมายภายในปี 2573 จะมีรายได้โตแตะ 1,500 ล้านดอลลาร์ จะมาจากการเติบโตด้วยศักยภาพของบริษัทเอง (Organic Growth) 1,000 ล้านดอลลาร์ และอีก 500 ล้านดอลลาร์จะมาจากการทำ M&A

 

 

รอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ITC ได้กำหนดเป้าหมายกวาดรายได้แตะระดับ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 ซึ่งกลยุทธ์หลักที่จะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายนั้นคือ กลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการหรือควบรวมกิจการ (M&A) ที่จะเข้ามาเป็นแกนสำคัญในการสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด

 

โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2573 จะมาจากการเติบโตด้วยศักยภาพของบริษัทเอง (Organic Growth) 1,000 ล้านดอลลาร์ และอีก 500 ล้านดอลลาร์ จะมาจากการทำ M&A โดยบริษัทได้วางหลักเกณฑ์พิจารณาเป้าหมายการลงทุนแบ่งเป็น 3 กลุ่ม (โซน) โดยประเมินจากอัตรากำไร (Margin) และความสามารถในการบริหารจัดการ เมื่อเทียบกับธุรกิจหลักของ ITC ที่เป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) อาหารสัตว์เลี้ยงชนิดเปียก ไว้ดังนี้

 

  • โซน A คือ ธุรกิจที่ใกล้เคียงกับความเชี่ยวชาญหลัก และมีอัตรากำไรสูง ซึ่งบริษัทจะเลือกลงทุนด้วยตัวเอง
  • โซน B คือ ธุรกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องแต่อยู่กึ่งกลาง อาจจะต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง โดยอาจใช้วิธีร่วมทุนผ่านพาร์ตเนอร์
  • โซน C คือ ธุรกิจที่ห่างไกลจาก Core Business และมีอัตรากำไรไม่จูงใจนัก เช่น การทำซูเปอร์มาร์เก็ต หรือทำฟาร์มเลี้ยงไก่ ซึ่งบริษัทจะไม่เข้าไปลงทุนในโซนนี้อย่างแน่นอน

 

ภาพกราฟิกสรุปกลยุทธ์ ITC ซื้อกิจการต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์ 1

รอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ITC

 

เดินหน้าเจรจาดีล M&A ในจีน คาดปิดดีลใน Q3/69 ส่วนสหรัฐฯ ชัดเจนปีนี้

 

รอย กล่าวต่อว่า กลยุทธ์การทำ M&A จะพุ่งเป้าไปที่ 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มโรงงานผลิต (Manufacturing) และกลุ่มแบรนด์ (Brand) เพื่อเข้ามาเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอในสิ่งที่บริษัทยังไม่มี หรือต่อยอดให้บริษัทแข็งแกร่งขึ้น ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาดีลใน ประเทศจีน ซึ่งเน้นเจาะตลาดในประเทศ ซึ่งจีนเป็นตลาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก คาดว่าจะมีข่าวดีให้เห็นในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งเป็นดีลลงทุนใน Manufacturing ซึ่งถือเป็นดีล M&A ดีลแรกตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ มา รวมถึงกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนใน สหรัฐอเมริกา ด้วยเช่นกันซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้

 

ทั้งนี้ บริษัทมีกระแสเงินสดเพียงพอและปัจจุบันไม่มีหนี้สินกู้ยืม หากดีลมีขนาดใหญ่ก็พร้อมพิจารณาการกู้เงินตามความเหมาะสม โดยตั้งเป้าหมายผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ในระดับตัวเลขสองหลัก หรือ Double Digits

 

ตั้งงบลงทุนปี 69 ที่ 1,000 ล้านบาท อัปเกรดฐานการผลิตเดิม ไม่รวมงบ M&A

 

สำหรับแผนการใช้จ่ายฝ่ายทุน (CAPEX) ประจำปี 2569 นั้น ทาง ITC ได้ตั้งงบลงทุนไว้ที่ 1,000 ล้านบาท โดยงบประมาณก้อนนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อรองรับการเติบโตด้วยศักยภาพของบริษัทเอง (Organic Growth) เน้นไปที่การปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานผลิตที่มีอยู่เดิม เพื่อเตรียมความพร้อมของสายการผลิตให้สอดรับกับการเติบโตของยอดขายในอนาคต

 

ทั้งนี้ ผู้บริหารได้เน้นย้ำว่า งบลงทุน 1,000 ล้านบาทดังกล่าว “ไม่รวม” กับงบประมาณที่จะใช้สำหรับการทำ M&A เนื่องจากเม็ดเงินสำหรับการควบรวมกิจการนั้นยังไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขที่แน่ชัดได้ โดยจะขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการเป้าหมาย ประเทศที่เข้าไปลงทุน และประเภทของธุรกิจที่ตกลงกัน

 

ตัวอย่างเช่น หากเป็นการเข้าซื้อกิจการในกลุ่มการผลิต (Manufacturing) มักจะใช้เม็ดเงินลงทุนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเข้าซื้อกิจการในกลุ่มแบรนด์ (Brand) นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาประกอบกับหลักเกณฑ์การลงทุนทั้ง 3 โซน (A, B และ C) ที่มีอัตรากำไร (Margin) และต้นทุนที่แตกต่างกันออกไป

 

อย่างไรก็ตาม ในด้านความพร้อมของแหล่งเงินทุนสำหรับดีล M&A ปัจจุบัน ITC เป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้สินกู้ยืม (Zero Debt) และมีกระแสเงินสดในกระเป๋าอยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งหากในอนาคตบริษัทพบดีลเป้าหมายที่มีขนาดใหญ่และมีความเหมาะสม ก็พร้อมที่จะพิจารณาจัดหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม เช่น การกู้ยืมเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับขนาดของดีลและสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดให้กับบริษัท

 

กางแผนธุรกิจ 4 เสาหลัก ดันรายได้ปี 2569 โตทะลุเป้า

 

รอย ยังกล่าวต่อว่า ในสภาวะที่โลกเผชิญความผันผวน ทั้งจากสถานการณ์โควิด สงครามรัสเซีย-ยูเครน มาตรการภาษีสหรัฐฯ และความขัดแย้งในอิหร่าน ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ITC จึงเลือกดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด Back to Basic คือการเน้นเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและบริการที่รวดเร็ว

 

โดยตั้งเป้ายอดขายปี 2569 เติบโต 9-12% ซึ่งสูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงโลกที่คาดว่าจะโตเพียง 3-4% สะท้อนความสำเร็จจากผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ทำรายได้ 5,174 ล้านบาท เติบโต 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขับเคลื่อนผ่าน 4 เสาหลัก ดังนี้

 

  • Innovation โดยโฟกัสการพัฒนาสินค้ากลุ่ม Health and Wellness โดยตั้งเป้าให้ยอดขาย 15% มาจากสินค้านวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่มขนม (Treats) ที่ช่วยเสริมสร้างความผูกพัน (Bonding) ระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยง ซึ่งมียอดขายเติบโตเกือบเท่าตัว หรือคิดเป็น 21% ของยอดขายในไตรมาส 1 ตัวอย่างนวัตกรรมเด่น เช่น ‘Chicken Rox Powder’ ที่ไม่เพียงเพิ่มความหอมน่าทาน แต่ยังเสริมฟังก์ชันช่วยเรื่องภูมิแพ้ให้สัตว์เลี้ยงอีกด้วย
  • Supply Chain Resilience โดยบริษัทจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ไตรมาส 1 ได้ที่ 24.3% ผ่านการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้สนับสนุนสายการผลิตกว่า 25% เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็ว รวมทั้งใช้โปรแกรม “Kelvin Transformation Program” (เปิดตัวปี 2567 โดยเทียบกับฐานปี 2566) ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตและจัดซื้อได้แล้ว 10-12 ล้านดอลลาร์ต่อปี และคาดว่าจะประหยัดเพิ่มได้อีก 5-6 ล้านดอลลาร์ สำหรับปี 2567 บริษัทตั้งงบลงทุน (CAPEX) ไว้ที่ 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้ปรับปรุงโรงงานให้พร้อมรองรับการเติบโต
  • Local Presence เนื่องจากยอดขาย 99% เป็นการส่งออก บริษัทจึงรุกขยายสำนักงานไปยังต่างประเทศ เช่น สำนักงานในสหรัฐฯ (US Pet Nut) มีทีมงานราว 30 คน คอยซัปพอร์ตด้านโลจิสติกส์ คลังสินค้า และจัดส่งในพื้นที่ ขณะที่สำนักงานในยุโรปช่วยให้สามารถออกใบแจ้งหนี้เป็นสกุลเงินท้องถิ่น หรือสกุลยูโร ได้ สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง กลยุทธ์นี้ส่งผลให้ไตรมาส 1 ยอดขายในสหรัฐฯ โต 22% ยุโรปโตทะลุ 50% และเอเชียโต 9.4%
  • Sustainability โดย ITC มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในฐานะสิ่งสำคัญที่ควรทำ ปัจจุบัน 99% ของวัตถุดิบปลาทูน่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) และได้การรับรองมาตรฐาน MSC บริษัทยังตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ลง 22% ภายในปี 2568 (เทียบกับฐานปี 2564) ซึ่งการประหยัดพลังงานนี้จะส่งผลดีต่อการลดต้นทุนตามแนวทาง Back to Basic ด้วยเช่นกัน

 

ภาพกราฟิกสรุปกลยุทธ์ ITC ซื้อกิจการต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์ 2

โครงสร้างสัดส่วนรายได้ของ ITC แยกตามกลุ่มประเทศ

 

รับมือความท้าทายด้านต้นทุน-ภูมิรัฐศาสตร์

 

จากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนน้ำมันและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะแพ็กเกจจิ้งที่ราคาปรับขึ้นเลขสองหลัก บริษัทได้ทยอยเจรจาปรับขึ้นราคากับลูกค้ามาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 และหาแนวทางบริหารต้นทุนร่วมกัน เช่น การลดงบประมาณส่งเสริมการขาย (VBA) ส่วนวัตถุดิบหลักอย่างไก่นั้น บริษัทใช้วัตถุดิบในไทยซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับ 3 ของโลก ขณะที่ปลาทูน่าซึ่งเป็นการจับตามธรรมชาติ ได้มีการทำสัญญาครอบคลุมราคา 6-12 เดือน และเสริมด้วยการซื้อขายแบบ Spot เพื่อบริหารสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ไว้ในระดับ 50-70% ทำให้ความผันผวนของค่าเงินบาทไม่กระทบต่อบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

 

ในประเด็นสงครามการค้าและการปรับขึ้นภาษีนำเข้าตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ นั้น บริษัทระบุว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง ทำให้ ITC ยังสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ จากกรณีภาษีสหรัฐฯ เมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทได้รับเช็คคืนภาษีนำเข้าใบแรกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกเสริมในงบไตรมาส 2 ปีนี้

 

ทั้งนี้ ITC ประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 2 ปีนี้ จะยังคงรักษาระดับการเติบโตได้ใกล้เคียงกับไตรมาส 1 และคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตได้อีกมาก จากแผนการทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

The post ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น เปิดแผนลุย M&A ต่างประเทศ เจรจาซื้อกิจการโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในจีน-สหรัฐฯ ดันรายได้โตแตะ 1,500 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องดีล IPO ของ SpaceX ผ่านบทเรียน Facebook ปี 2012 ที่หุ้นเคยดิ่ง 50% เมื่อมูลค่าแพงและวงในจ่อเทขายคือความเสี่ยง https://thestandard.co/spacex-ipo-facebook-lesson/ Fri, 12 Jun 2026 03:41:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1217457 ภาพกราฟิกแสดงการเปรียบเทียบดีล IPO ของ SpaceX กับ Facebook ปี 2012

SpaceX บริษัทจรวดและดาวเทียมของ อีลอน มัสก์ กำลังจะเสนอ […]

The post ส่องดีล IPO ของ SpaceX ผ่านบทเรียน Facebook ปี 2012 ที่หุ้นเคยดิ่ง 50% เมื่อมูลค่าแพงและวงในจ่อเทขายคือความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการเปรียบเทียบดีล IPO ของ SpaceX กับ Facebook ปี 2012

SpaceX บริษัทจรวดและดาวเทียมของ อีลอน มัสก์ กำลังจะเสนอขายหุ้น IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ในสัปดาห์นี้ โดยตั้งเป้าระดมทุน 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.48 ล้านล้านบาท) ที่ระดับมูลค่ากิจการสูงถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 57.75 ล้านล้านบาท)

 

 
 

ท่ามกลางกระแสความคาดหวังที่ร้อนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในตลาดทุน Business Insider ได้เปรียบเทียบดีลดังกล่าวกับการ IPO ของ Facebook เมื่อปี 2012 ซึ่งเคยเป็นการเสนอขายหุ้นเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น แต่กลับจบลงด้วยราคาหุ้นที่ดิ่งลงกว่า 50% ในช่วงหลายเดือนหลัง IPO เนื่องจากนักลงทุนมองว่ามูลค่าบริษัทสูงเกินจริง

 

4 ความเสี่ยงที่คล้ายกับ Facebook

 

ประเด็นที่นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับ SpaceX หลายเรื่องมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เคยฉุดหุ้น Facebook ในอดีต โดยเรื่องแรกคือสัดส่วนหุ้นที่จัดสรรให้นักลงทุนรายย่อย เช่นเดียวกับ Facebook ที่เคยจัดสรรหุ้นให้รายย่อยสูงถึง 15% SpaceX ก็กันหุ้น IPO ไว้ให้กลุ่มนักลงทุนรายย่อยมากถึง 30%

 

แม้มัสก์และบริษัทในเครือจะมีฐานแฟนคลับนักลงทุนรายย่อยอยู่แล้ว แต่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยมองว่าการเน้นขายให้รายย่อยอาจสะท้อนว่าความต้องการจากนักลงทุนสถาบันอ่อนแอกว่าที่คาด ขณะที่ในฟอรัมออนไลน์เองก็เริ่มมีความกังวลว่ารายย่อยอาจกลายเป็น ‘ผู้รับเคราะห์’ หรือสภาพคล่องให้นักลงทุนรุ่นแรกได้ถอนทุนออกไป

 

เรื่องที่ 2 คือธุรกิจที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ว่าจะทำกำไรได้จริง แผนงานหลายอย่างของ SpaceX ทั้งศูนย์ข้อมูลในวงโคจรและการทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อย ฟังดูราวกับหลุดมาจากนิยายวิทยาศาสตร์

 

โดยบริษัทประเมินว่าจะคว้าส่วนแบ่ง 21% ของความต้องการประมวลผลทั่วโลกได้ แต่ Morningstar บริษัทวิจัยการลงทุนมองว่าโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นมีเพียง 7% และน่าจะทำได้จริงราว 4% ภายในปี 2040 มากกว่า

 

เรื่องที่ 3 คือมูลค่าบริษัทที่สูงเกินปัจจัยพื้นฐาน ก่อนหน้า IPO มูลค่าของ Facebook เคยไต่ขึ้นเรื่อยๆ จนนักลงทุนมองว่าปัจจัยพื้นฐานไม่สามารถรองรับราคาได้

 

ส่วน SpaceX กำลังจะเข้าตลาดด้วยมูลค่าที่ใหญ่พอจะติดอันดับบริษัทมูลค่าสูงสุดของโลกทันที ทั้งที่เพิ่งขาดทุนไป 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.65 แสนล้านบาท) เมื่อปีก่อน โดย Morningstar ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมไว้ที่ 63 ดอลลาร์ต่อหุ้น (ประมาณ 2,079 บาท) ซึ่งต่ำกว่าราคาเสนอขายถึง 53%

 

เรื่องสุดท้ายคือสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนซื้อขายในตลาดจริง (Free Float) มีน้อยมาก โดย SpaceX เปิดขายหุ้นให้สาธารณชนเพียง 5% ของหุ้นทั้งหมดเท่านั้น ต่างจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่นๆ ที่มักปล่อยหุ้นให้ซื้อขายได้เกือบทั้งบริษัท

 

เมื่อหุ้นในตลาดมีจำนวนจำกัด ราคาก็มีแนวโน้มผันผวนสูงในช่วงเริ่มซื้อขาย และยังต้องจับตาแรงเทขายจากคนวงในที่จะตามมา เมื่อหุ้นล็อตที่ติดเงื่อนไขห้ามขายทยอยเข้าสู่ตลาดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

บทเรียนสำคัญจากซัปพลายหุ้นล็อตใหม่

 

เบเนดิกต์ วิก อาจารย์ด้านการเงินจากมหาวิทยาลัย Washington & Lee ชี้ว่าความคล้ายคลึงสำคัญระหว่าง SpaceX กับ Facebook คือภาวะ ‘หุ้นล้นตลาด’ ในอนาคต

 

วิกอธิบายว่า Facebook ในช่วงแรกปล่อยหุ้นเข้าตลาดเพียงส่วนน้อย ส่วนที่เหลือติดเงื่อนไขห้ามขาย (Lock-up) นานถึง 1 ปี และเมื่อหุ้นล็อตใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาด ราคาหุ้นจึงค่อยปรับลงไปสู่ระดับที่แท้จริง

 

ซึ่งสถานการณ์ของ SpaceX ก็คล้ายกันแต่ในขนาดที่ใหญ่กว่ามาก โดยบทพิสูจน์ที่แท้จริงจะมาถึงก็ต่อเมื่อช่วงเวลา Lock-up สิ้นสุดลงและหุ้นเริ่มทยอยเข้าตลาดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

เสียงส่วนใหญ่จากผู้เชี่ยวชาญแนะให้รอ

 

นอกจากบทเรียนจาก Facebook แล้ว Business Insider ยังรวบรวมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่แนะนำให้นักลงทุนชะลอการซื้อหุ้นในวันแรก โดยให้เหตุผลด้านมูลค่าที่สูงเกินปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

 

โรเบิร์ต อาร์. จอห์นสัน ศาสตราจารย์ด้านการเงินจากมหาวิทยาลัย Creighton ระบุว่าเขา “จะไม่แตะ” หุ้น IPO ตัวนี้ และแนะนำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ทำเช่นเดียวกัน เพราะมูลค่าบริษัทตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าทุกอย่างจะเติบโตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

จอห์นสันยังเตือนว่าแฟนคลับของมัสก์เคยดันมูลค่า Tesla ให้สูงเกินปัจจัยพื้นฐานมาแล้ว และ SpaceX ก็อาจเจอภาวะเดียวกัน

 

อีกหนึ่งเสียงเตือนที่น่าสนใจมาจาก คีธ ฟิตซ์-เจอรัลด์ ผู้ก่อตั้งกองทุน Fitz-Gerald Must Have Portfolio ที่มองว่านักลงทุนรายย่อย “แทบจะต้องเสียใจอย่างแน่นอน” ที่เข้าซื้อหุ้น IPO ขนาดใหญ่อย่าง SpaceX

 

เพราะรายย่อยมักไม่พร้อมรับมือกับสนามที่ถูกครอบงำด้วยนักลงทุนสถาบันและระบบเทรดอัตโนมัติที่ใช้คอมพิวเตอร์คำนวณ ซึ่งมีเครื่องมือซับซ้อนทั้งตราสารอนุพันธ์และการวิเคราะห์เชิงเทคนิคที่ได้เปรียบกว่า จนอาจทำให้ราคาหุ้นผันผวนรุนแรงในระยะสั้น

 

ด้าน แอนดี แวนเดนเบิร์ก ผู้ก่อตั้ง VDB Wealth อ้างอิงข้อมูลจาก Truist ว่าจากการ IPO ของหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ 30 ครั้งล่าสุด แม้ 57% จะปรับขึ้นในสัปดาห์แรก แต่กลับมีการปรับฐานลงเฉลี่ยสูงสุดถึง 55% ในปีแรก จึงมองว่าน่าจะมีจังหวะที่ดีกว่าในการเข้าลงทุน

 

อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้เชี่ยวชาญบางส่วนที่มองต่าง เช่น สเตฟานี ลิงก์ จาก Hightower Advisors ที่จะซื้อหุ้นในวันแรกทันที แต่แนะนำให้ถือในสัดส่วนเล็กๆ เพียง 2% ของพอร์ตแล้วลืมมันไป เพราะมองว่าไม่ควรพลาดโอกาสในธีมการลงทุนครั้งใหญ่ครั้งต่อไป

 

สอดคล้องกับ โจเอล ชูลแมน ผู้ก่อตั้ง ERShares ที่เชื่อว่าหุ้นจะเปิดตลาดด้วยราคาที่สูงกว่าราคา IPO อย่างแน่นอน เพราะคำสั่งซื้อล้นเกินจำนวนหุ้นที่เสนอขายไปแล้ว สะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่ง

 

ทั้งนี้ ไมก์ เซริโอ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Trilogy Financial ทิ้งท้ายด้วยมุมมองที่น่าสนใจว่า การ IPO ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในอดีต มักเป็นเพียง ‘การปลดล็อกสภาพคล่อง’ ให้ผู้ถือหุ้นเดิม มากกว่าจะเป็นโอกาสลงทุนครั้งเดียวในชีวิต

 

โดยยกตัวอย่างว่าหุ้น Meta กว่าจะเริ่มทำผลตอบแทนชนะดัชนี S&P 500 ก็ใช้เวลานานกว่า 10 ปีหลัง IPO ดังนั้นหากใครสนใจหุ้นกลุ่มนี้จริง สุดท้ายก็มักจะมีโอกาสเข้าซื้อในจังหวะที่ดีกว่าเสมอ

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.00 บาท ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569

 

ภาพ: Steve Travelgui / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ส่องดีล IPO ของ SpaceX ผ่านบทเรียน Facebook ปี 2012 ที่หุ้นเคยดิ่ง 50% เมื่อมูลค่าแพงและวงในจ่อเทขายคือความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปผลประชุม ‘กระทรวงคลัง-ตลาดทุน’ เร่งปั้น Growth Story ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ FETCO เร่งเดินหน้า TISA-กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน https://thestandard.co/thai-capital-market-growth-story/ Thu, 11 Jun 2026 11:59:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1217352 ภาพกราฟิกสรุปผลการประชุมกระทรวงการคลังและตลาดทุน เพื่อสร้าง Growth Story ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

กระทรวงการคลังชูนโยบาย 5T เป็นหนึ่งใน Growth Story ใหม่ […]

The post สรุปผลประชุม ‘กระทรวงคลัง-ตลาดทุน’ เร่งปั้น Growth Story ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ FETCO เร่งเดินหน้า TISA-กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปผลการประชุมกระทรวงการคลังและตลาดทุน เพื่อสร้าง Growth Story ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

กระทรวงการคลังชูนโยบาย 5T เป็นหนึ่งใน Growth Story ใหม่ให้ตลาดทุนไทย ด้าน FETCO ชงคลังเร่งเดินหน้า TISA และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Infrastructure Fund) หวังดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติ ปลุกตลาดทุนไทย

 

 
 

วันนี้ (11 มิถุนายน) ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังการประชุมหารือกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางและมาตรการต่างๆ ในการสนับสนุนตลาดทุน โดยระบุว่า ปัจจุบันเป็นจังหวะสำคัญของประเทศไทยในการฉกฉวยความสนใจของนักลงทุน ท่ามกลางภาวะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนักลงทุนกำลังหาพื้นที่ปลอดภัย โดยมีความสนใจอาเซียนมากเป็นพิเศษ ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องสร้าง ‘Growth Story’ ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยจะยึดนโยบาย 5T ของดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นหลัก

 

“ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจประเทศไทยมาก แต่สิ่งที่พวกเขากำลังมองหาและตั้งคำถามคือ เรื่องราวการเติบโตหรือ Growth Story ของไทยคืออะไร ซึ่งเรื่องราวหนึ่งที่ผมมองว่า เริ่มมีความชัดเจนคือ นโยบาย 5T” ดร.สันติธารกล่าว

 

ทั้งนี้ นโยบาย 5T ได้แก่ Targeted (มุ่งเป้าเยียวยา) Transition (เปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน) Transform (ปฏิรูปเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง) Transparency (เน้นความโปร่งใสใช้ดิจิทัลตรวจสอบได้) และ Together (ดึงเอกชนร่วมกลั่นกรอง)

 

“นโยบาย 5T ซึ่งมีทั้งTransition และ Transform กำลังเกิดในช่วงที่หลายประเทศยังมีทิศทางนโยบายไม่ชัดเจน ขณะที่หลายประเทศก็ยังติดอยู่กับความพยายามที่จะชดเชยราคาน้ำมันและแก้ปัญหาด้านการคลังของตัวเอง” ดร.สันติธารกล่าว

 

ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งนี้ ดร. เอกนิติ นั่งเป็นประธาน โดยมีผู้บริหารกระทรวงการคลัง และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมการประชุม

 

เปิดข้อเสนอตลาดทุน: เร่งดัน TISA-กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

 

ขณะที่ ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ระบุว่า การพูดคุยวันนี้ได้เสนอให้ภาครัฐใช้กลไกตลาดทุน ซึ่งมีสภาพคล่องพร้อม มาช่วยขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ เนื่องจาก ปัจจุบันรัฐบาลมีภาระหนี้ค่อนข้างสูงแล้ว นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ตลาดทุนก็แก้ไขประเด็นธรรมาภิบาล (Governance) ต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมไว้แล้ว

 

นอกจากนี้ ไพบูลย์ยังเปิดเผยอีกว่า ตลาดทุนได้เสนอให้ผลักดันโครงการต่างๆ ผ่านการใช้เครื่องมืออย่างโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคลหรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Infrastructure Fund)

 

TISA คืบหน้า 80% เผยแนวปรับปรุง ‘ต้องพิจารณาพื้นที่ทางการคลัง’ ร่วมด้วย

 

โดยไพบูลย์กล่าวต่อว่า ข้อเสนอเกี่ยวกับ TISA ที่ฝั่งตลาดทุนเสนอไป คือควรเป็นโครงการลดหย่อนภาษีแบบถาวร หรือเป็นสิทธิที่ให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เพื่อป้องกันปัญหาแบบที่เคยเกิดกับกองทุน LTF ในอดีต ที่เมื่อครบกำหนด 5 ปีแล้วนักลงทุนแห่เทขายจนสร้างผลกระทบต่อตลาด

 

ขณะที่ วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคลหรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) โดยระบุว่า ปัจจุบันการพูดคุยคืบหน้าไปแล้วประมาณ 70-80% โดยเหลือรายละเอียดที่จะต้องตกลงกันอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

“กระทรวงการคลังเคยเสนอไปแล้ว วันนี้จึงเป็นโอกาสที่ได้รับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง แล้วนำมาปรับปรุง ซึ่งคาดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำงานร่วมกันอีกไม่นาน ก่อนจะชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดให้ทราบพร้อมกันในเร็วๆ นี้” วินิจกล่าว

 

วินิจกล่าวต่อว่า แนวทางการปรับปรุง TISA จะมุ่งให้ความสำคัญไปที่ 2 ส่วนสำคัญคือ การเพิ่มดีมานด์ในตลาดทุน และพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ควบคู่กัน

 

หนุนฟื้น ‘กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน’

 

ไพบูลย์ย้ำอีกว่า เพื่อเป็นการช่วยรัฐบาลแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ตลาดทุนได้เสนอให้ใช้กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Infrastructure Fund) เป็นทางเลือกในการระดมทุน เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ แทนการกู้ยืม พร้อมชี้ว่า กองทุนประเภทนี้มีความน่าสนใจอยู่แล้ว เนื่องจากสามารถสร้างกระแสเงินสดและให้ผลตอบแทนที่คาดการณ์ได้

The post สรุปผลประชุม ‘กระทรวงคลัง-ตลาดทุน’ เร่งปั้น Growth Story ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ FETCO เร่งเดินหน้า TISA-กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนพฤษภาคม ชี้ชะตาทิศทางดอกเบี้ย Fed โบรกมองเงินเฟ้อสูงแตะ 4.5% ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เสี่ยงผลตอบแทนติดลบ https://thestandard.co/us-inflation-fed-rate-stocks-risk/ Wed, 10 Jun 2026 11:44:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1216903 ภาพมือถือธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฯ มีคำว่า 'INFLATION' พร้อมกราฟเศรษฐกิจ

ทั่วโลกจับตารายงานตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) คืนนี้เวลา […]

The post จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนพฤษภาคม ชี้ชะตาทิศทางดอกเบี้ย Fed โบรกมองเงินเฟ้อสูงแตะ 4.5% ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เสี่ยงผลตอบแทนติดลบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมือถือธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฯ มีคำว่า 'INFLATION' พร้อมกราฟเศรษฐกิจ

ทั่วโลกจับตารายงานตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) คืนนี้เวลา 19.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย) จะออกมาทิศทางไหน หากเงินเฟ้อร้อนแรงกว่าตลาดคาดการณ์ที่ระดับ 4.2% จะเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ภายใต้การนำของเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed คนใหม่ ต้องกลับลำขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหรือไม่

 

ท่ามกลางการปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เผชิญแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ โดยล่าสุดกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของสหรัฐฯ

 

ปัจจุบันเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ (Headline CPI) อยู่ที่ระดับ 3.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี ในขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่า เงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพฤษภาคม จะเพิ่มขึ้นที่ 4.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี หากตัวเลขออกมาตามคาดจะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2023 ที่เงินเฟ้อแตะระดับ 4% ขึ้นไป

 

บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ประเมินว่า หากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ สามารถขยายตัวอยู่แถวบริเวณ 4% ต้นๆ ได้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักจะยังยืนหยัดอยู่ได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากก้าวไปถึงระดับ 4.5-6.0% จะกดดันภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนผ่าน Performance ของดัชนี S&P500 ที่มักจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบเสมอ ไม่ว่าจะลงทุนในช่วง 1, 3, 6 หรือ 12 เดือน หลังจากนั้นก็ตาม

 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามในคืนนี้ก็คือ Reaction ของ Bond yield สหรัฐฯ ภายหลังจากรายงานตัวเลข CPI และผลการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี ว่าจะออกมาในทิศทางใด โดยหากตัวเลข CPI ออกมาในเชิงบวก คล้ายกับการประกาศในเดือนก่อน (12 พ.ค.) หรือผลการประมูลพันธบัตรออกมาอ่อนแอ จนทำให้ Bond yield ปรับตัวสูงขึ้นรุนแรง อาจเป็นปัจจัยลบที่เข้ามากดดันบรรยากาศการลงทุนในทุกสินทรัพย์ได้

 

ด้าน ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงินตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ใกล้ระดับ 4% เป็นผลพวงมาจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้นจากผลกระทบสงคราม แม้ปัจจุบันจะปรับตัวลงมาต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ก็ยังสูงกว่าระดับปกติก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระตุกความเสี่ยงเงินเฟ้อ ผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น จากแรงเทขายอย่างหนักในเดือนพฤษภาคม

 

ดังนั้น จากนี้ไปจึงต้องจับตารายงานตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และแนวทางดำเนินโยบายการเงินของเควิน วอร์ช ประธาน Fed คนใหม่ว่าจะให้ guidance ทิศทางอัตราดอกเบี้ยกับตลาดเงิน ตลาดทุนมากน้อยแค่ไหน ในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 16-17 มิถุนายนนี้

 

ทั้งนี้ หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาดการณ์ และ Fed จำเป็นต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ย จะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้น ทำให้ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างหุ้นและพันธบัตร (Earning Yield Gap) แคบลง

 

โดยปัจจุบัน Earning Yield Gap เมื่อเทียบกับ SET Index ปรับตัวลงใกล้ระดับ 4% เมื่อจากผลตอบแทนดัชนีที่ปรับสูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงในช่วงก่อนหน้า

 

The post จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนพฤษภาคม ชี้ชะตาทิศทางดอกเบี้ย Fed โบรกมองเงินเฟ้อสูงแตะ 4.5% ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เสี่ยงผลตอบแทนติดลบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำไทยร่วงหลุด 65,000 บาท ล้างภาพบวกของปี 69 ที่เคยพุ่งขึ้นไปถึง 81,950 บาท ตลาดเชื่อเฟดกำลังจะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ https://thestandard.co/thai-gold-price-drop-fed-rate/ Wed, 10 Jun 2026 10:20:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1216867 มือคนกำลังจัดเรียงทองคำแท่ง

ราคาทองคำไทยร่วงหลุด 65,000 บาทต่อบาททองคำ จ่อทำสถิติต่ […]

The post ทองคำไทยร่วงหลุด 65,000 บาท ล้างภาพบวกของปี 69 ที่เคยพุ่งขึ้นไปถึง 81,950 บาท ตลาดเชื่อเฟดกำลังจะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือคนกำลังจัดเรียงทองคำแท่ง

ราคาทองคำไทยร่วงหลุด 65,000 บาทต่อบาททองคำ จ่อทำสถิติต่ำสุดใหม่ของปีนี้ ขณะที่ทองคำโลกแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 สัปดาห์ หลักตลาดคาดเฟดมีโอกาส 70% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนธันวาคมนี้

 

วันนี้ (10 มิถุนายน) ราคารับซื้อทองคำแท่งในประเทศไทยลดลง 2,350 บาท ร่วงลงต่ำสุด 64,850 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับราคาปิดของปี 2568 ขณะที่ราคาทองคำสปอต (Spot gold) ลดลง 1.7% สู่ระดับ 4,191.84 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โลกร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 สัปดาห์ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากการสู้รบที่ปะทุขึ้นอีกครั้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

 

Ilya Spivak หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์มหภาคระดับโลกของ Tastylive กล่าวว่า “เรากำลังเห็นการปรับเปลี่ยนในวงกว้างว่าธนาคารกลางทั่วโลกกำลังจะทำอะไร และมีการเปลี่ยนท่าทีอย่างมากไปในทางสายเหยี่ยว (เน้นนโยบายการเงินเข้มงวด)”

 

แม้ว่าทองคำจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมักจะกดดันทองคำซึ่งไม่มีผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยหรือเงินสด

 

เทรดเดอร์ในตลาดคาดการณ์ว่ามีโอกาสมากกว่า 70% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนธันวาคม อิงจากข้อมูลของ CME FedWatch

 

ขณะที่ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ​ ประจำเดือนพฤษภาคม ที่กำลังจะรายงานออกมาในคืนนี้ และตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่จะรายงานออกมาพรุ่งนี้ (11 พฤษภาคม) จะเป็นปัจจัยที่จะส่งผลต่อจุดยืนนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ

 

“หากราคาทองคำสามารถทะลุระดับ 4,100 ดอลลาร์ลงไปได้ แนวต้านพื้นฐานจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงสำหรับทองคำ และเราอาจเริ่มมองเห็นระดับ 3,500 ดอลลาร์เป็นระดับถัดไปในช่วงสิ้นปี” Spivak กล่าว

 

ภาพ : Mr. thanyathep / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ทองคำไทยร่วงหลุด 65,000 บาท ล้างภาพบวกของปี 69 ที่เคยพุ่งขึ้นไปถึง 81,950 บาท ตลาดเชื่อเฟดกำลังจะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เตรียมเปิดเฮียริ่ง บังคับหัวหน้า Internal Audit ของบริษัทที่จะขาย IPO ต้องมีใบอนุญาตและประสบการณ์ 5 ปี พร้อมคุยตลท. ออกเกณฑ์เดียวกันคุมทุกบริษัทในตลาด https://thestandard.co/sec-internal-audit-ipo-experience/ Wed, 10 Jun 2026 08:39:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1216795 ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ ก.ล.ต. พร้อมข้อความเกี่ยวกับการปรับเกณฑ์คุณสมบัติหัวหน้า Internal Audit ของบริษัทจดทะเบียน

รองเลขาฯ ก.ล.ต. เผยเตรียมเปิดรับฟังความเห็น เกณฑ์ใหม่ที […]

The post ก.ล.ต. เตรียมเปิดเฮียริ่ง บังคับหัวหน้า Internal Audit ของบริษัทที่จะขาย IPO ต้องมีใบอนุญาตและประสบการณ์ 5 ปี พร้อมคุยตลท. ออกเกณฑ์เดียวกันคุมทุกบริษัทในตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ ก.ล.ต. พร้อมข้อความเกี่ยวกับการปรับเกณฑ์คุณสมบัติหัวหน้า Internal Audit ของบริษัทจดทะเบียน

รองเลขาฯ ก.ล.ต. เผยเตรียมเปิดรับฟังความเห็น เกณฑ์ใหม่ที่จะบังคับให้หัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบภายในของบริษัทที่เตรียมเสนอขายหุ้น IPO หรือ PO ต้องมีใบอนุญาตและประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 5 ปี พร้อมหารือตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ออกเกณฑ์เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อควบคุมบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดก่อนหน้านี้

 

เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. มีแนวคิดที่จะปรับปรุงกฎเกณฑ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการควบคุมภายในของบริษัทจดทะเบียน เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย หลังจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบปัญหาการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) นำไปสู่การทุจริตในบริษัทจดทะเบียนหลายกรณี

 

สาระสำคัญของแนวคิดดังกล่าว คือการกำหนดคุณสมบัติของหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน ซึ่งเป็นบุคลากรสายงานสูงสุดที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติงาน การประเมินระบบ และการควบคุมความเสี่ยงภายในองค์กร โดยกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) ของบริษัทต้องเป็นผู้คัดกรองและแต่งตั้งผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ใหม่นี้

 

สำหรับเกณฑ์คุณสมบัติที่ ก.ล.ต. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ

 

  • คุณวุฒิความรู้ โดยบุคคลที่จะมารับตำแหน่งหัวหน้า Internal Audit ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานวิชาชีพในระดับสากล เช่น Certified Internal Auditor (CIA) หรือ Internal Audit Practitioner (IAP) ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับนานาชาติ เป็นต้น โดยใบรับรองเหล่านี้เทียบเท่ากับ CFA ในวงการวิเคราะห์การเงิน หรือ CPA ในวงการบัญชี เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ดำรงตำแหน่งมีความรู้ความสามารถพร้อม
  • ประสบการณ์ทำงาน ต้องมีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับสายงานตรวจสอบภายในอย่างน้อย 5 ปี

 

เอนกย้ำถึงความจำเป็นของการออกเกณฑ์นี้ว่า หากกระบวนการตรวจสอบภายในสามารถฟังก์ชันงานได้ตามระบบที่วางไว้ จะช่วยมองเห็นสิ่งผิดปกติและป้องกันความเสียหายไม่ให้รุนแรงเมื่อเกิดเคสทุจริต

 

“กระบวนการต้องถูกออกแบบให้มีการตรวจเช็กจากหลายฝ่าย ไม่ใช่คนเดียวหรือฝ่ายเดียวทำได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น ฝ่ายจัดซื้อ ไม่ควรเป็นคนรับของและจ่ายเงินเองทั้งหมด เพราะมีความเสี่ยงสูง การยกระดับหัวหน้า IA จะช่วยให้ First Tier (คนปฏิบัติงาน) และ Second Tier (ฝ่ายตรวจสอบภายใน) ทำงานสอบยันกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนจะรายงานขึ้นไปยังกรรมการตรวจสอบ” เอนกกล่าว

 

นอกจากนี้ เกณฑ์ใหม่จะกำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลคุณสมบัติและประสบการณ์ของหัวหน้า IA ในแบบ Filing และแบบ 56-1 One Report (Annual Report) เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้

 

จ่อเปิด Hearing เดือนนี้ ยันไม่สร้างภาระเกินควร

 

อเนกกล่าวต่อว่า ก.ล.ต. เตรียมจะเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ดังกล่าวภายในเดือนมิถุนายนนี้ หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกินกลางเดือนกรกฎาคม 2569 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อออกเกณฑ์ควบคุมบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในตลาดอยู่แล้ว ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

 

ต่อข้อซักถามเรื่องความเพียงพอของบุคลากร เอนกกล่าวว่า จากการหารือเบื้องต้นกับสมาคมผู้ตรวจสอบภายในประเทศไทย เชื่อว่ามีบุคลากรรองรับเพียงพอ แต่ ก.ล.ต. จะพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการบังคับใช้ (Grace Period) เพื่อให้บริษัทมีเวลาปรับตัว

 

ส่วนประเด็นเรื่องภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นของบริษัท เอนกยอมรับว่ากฎเกณฑ์ใหม่ย่อมสร้างภาระบ้าง แต่ ก.ล.ต. มองว่าเป็นการสร้างสมดุล เพราะสิ่งที่ได้มาคือการยกระดับการควบคุมภายใน ซึ่งมีความคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการทุจริต อีกทั้งต่อให้ไม่ออกกฎเกณฑ์ กรรมการตรวจสอบของบริษัทก็ย่อมอยากได้หัวหน้า IA ที่มีความรู้และประสบการณ์อยู่แล้ว

 

โชว์ผลงานบังคับใช้กฎหมาย ปรับแล้วกว่า 660 ล้าน

 

นอกเหนือจากเกณฑ์ IA เอนก ยังได้อัปเดตข้อมูลการบังคับใช้กฎหมาย โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงเดือนพฤษภาคม ก.ล.ต. บังคับใช้กฎหมายในคดีอาญาไปแล้ว 8 คดี รวมผู้กระทำผิด 43 ราย ครอบคลุมเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรม การทุจริต ข้อมูลเท็จ และการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตทั้งธุรกิจหลักทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ส่วนคดีทางแพ่ง มีการใช้มาตรการลงโทษทางแพ่ง 3 คดี รวมผู้กระทำผิด 6 ราย ปรับไปรวม 662 ล้านบาท และเรียกคืนผลประโยชน์ 519 ล้านบาท

 

สำหรับแนวปฏิบัติใหม่ ก.ล.ต. เตรียมยกระดับการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะเข้มงวดการตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Owner) แหล่งที่มาของเงินทุน และความสมเหตุสมผลระหว่างฐานะทางการเงินกับวงเงินซื้อขาย เพื่อสกัดกั้นปัญหาบัญชีม้าและการฟอกเงินทั้งในตลาดหลักทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ภาพ: ก.ล.ต. จ่อยกเครื่อง

The post ก.ล.ต. เตรียมเปิดเฮียริ่ง บังคับหัวหน้า Internal Audit ของบริษัทที่จะขาย IPO ต้องมีใบอนุญาตและประสบการณ์ 5 ปี พร้อมคุยตลท. ออกเกณฑ์เดียวกันคุมทุกบริษัทในตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะปรากฏการณ์ AI ครอบงำหุ้นโลก ยุคทองที่อาจสั้นกว่าคิด และปมปัญหาใหญ่ของผู้คุมกฎทั่วโลก https://thestandard.co/ai-stocks-golden-age-short-regulators/ Tue, 09 Jun 2026 07:58:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1216257 ภาพกราฟหุ้นและสัญลักษณ์ AI แสดงถึงอิทธิพลของ AI ในตลาดหุ้น

หุ้นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับ AI กำลังมีอิทธิพลเหนือตลาด […]

The post เจาะปรากฏการณ์ AI ครอบงำหุ้นโลก ยุคทองที่อาจสั้นกว่าคิด และปมปัญหาใหญ่ของผู้คุมกฎทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟหุ้นและสัญลักษณ์ AI แสดงถึงอิทธิพลของ AI ในตลาดหุ้น

หุ้นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับ AI กำลังมีอิทธิพลเหนือตลาดหุ้นทั่วโลก ไล่ตั้งแต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันมีมูลค่า 67 ล้านล้านดอลลาร์ มีสัดส่วนมาจากหุ้นเทคเกือบ 40% และหากนับรวมไปถึงบริษัทอื่นๆ ที่ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเทค ตัวอย่างเช่น Alphabet (กลุ่มสื่อสาร), Amazon (กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย) และ Meta Platforms (กลุ่มสื่อสาร) ซึ่งล้วนแต่มีการใช้จ่ายอย่างมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เข้ามารวมด้วย สัดส่วนมูลค่าตลาดของกลุ่มเทคโนโลยีและบริษัทที่ลงทุนใน AI ในดัชนี S&P 500 จะพุ่งสูงขึ้นเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าทั้งตลาด

 

 
 

อิทธิพลของหุ้นเทคที่ครอบงำตลาดหุ้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ ตลาดหุ้นในฝั่งเอเชีย อย่างกรณีของเกาหลีใต้และไต้หวันก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างกัน โดยหุ้น Samsung และ SK Hynix เพียงสองตัวคิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ขณะที่หุ้น Taiwan Semiconductor เพียงตัวเดียวคิดเป็นสัดส่วนเกิน 50% ของตลาดหุ้นไต้หวัน

 

แม้แต่ตลาดหุ้นไทย (ที่หลายคนบอกว่าไม่มีหุ้นเทค) ก็ได้รับอิทธิพลนี้เช่นกัน ถ้าย้อนไปดู 5 ปีก่อน หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักราว 20-25% ของหุ้นไทย ส่วนหุ้นอิเล็กทรอนิกส์มีน้ำหนักประมาณ 5% ปัจจุบันหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ที่นำโดยหุ้นอย่าง DELTA ขยับขึ้นมามีน้ำหนักเกือบ 25%

 

ภาพความยิ่งใหญ่ของหุ้น AI ที่เป็นตัวนำดัชนีหุ้นหลายประเทศทั่วโลกให้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High) ดูเหมือนจะเป็นเทรนด์ที่ไม่มีวันสะดุด แต่ท่ามกลางการปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งใหม่นี้ อาจซ่อนความเปราะบางของตลาดไว้ใต้วัฏจักรเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงความท้าทายของหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนที่อาจเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

 

รอยร้าวในตลาดกระทิง เมื่อ ‘หุ้นยุคใหม่’ ทิ้งห่าง ‘หุ้นยุคเก่า’

 

ปมปัญหาแรกคือ การกระจุกตัวแบบสุดขั้ว (Extreme Bifurcation) สัดส่วนมูลค่าตลาดของหุ้นกลุ่มเทคใน S&P 500 ที่พุ่งทะลุ 39.4% ในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นระดับที่สูงยิ่งกว่าช่วงที่เกิดภาวะฟองสบู่ดอตคอมในปี 2000 ที่ประมาณ 35%

 

Jim Paulsen อดีตหัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Leuthold Group และนักลงทุนชื่อดังอย่าง Michael Burry เริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างหุ้นยุคเก่าและหุ้นยุคใหม่ที่น่ากังวลมากขึ้น เพราะตามปกติแล้วดัชนีตลาดที่แข็งแกร่ง หุ้นเศรษฐกิจยุคเก่า เช่น ธนาคาร ภาคการผลิต มักจะเติบโตไปในทิศทางเดียวกับหุ้นเทค

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ หุ้น AI วิ่งทะยานนำหน้าไปอย่างเห็นได้ชัด และสถิติที่น่าสนใจคือในช่วงที่ดัชนี S&P 500 ทำจุดสูงสุดใหม่ กลับมีหุ้นถึง 5% ในดัชนีที่ราคาดิ่งลงทำจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์

 

ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา หุ้น AI ยุคใหม่ทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นส่วนที่เหลือในดัชนีโดยเฉลี่ยเกือบเจ็ดเท่า โดยเพิ่มขึ้น 36.2% เทียบกับ 5.3%

 

Paulsen บอกว่า การปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงของหุ้นยุคใหม่นับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2026 ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด ที่ส่งผลให้นักลงทุนมองโลกในแง่ดีอย่างมาก ความตื่นเต้นในเรื่อง AI กำลังพาตลาดหุ้นพุ่งขึ้นทำสถิติใหม่อีกระลอก อย่างไรก็ตาม การแรลลี่ครั้งล่าสุดนี้มาพร้อมกับความสัมพันธ์ของราคาหุ้นยุคใหม่กับยุคเก่าที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง ซึ่งสะท้อนว่าการแรลลี่ในปัจจุบันอาจไม่มีความยั่งยืน

 

Paulsen ย้ำว่า ความแตกต่างของสองขั้วไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันดำเนินมาถึงจุดแตกหักแล้ว ความแตกต่างนี้จะเริ่มมาตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดกระทิงยุคปัจจุบันเริ่มต้นขึ้น แต่ความไม่สมดุลนี้ทวีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แม้ว่าเหตุผลเบื้องหลังที่ว่าทำไมหุ้นในกลุ่มหนึ่งถึงทำผลงานได้ดีกว่าอีกกลุ่มหนึ่งจะฟังดูสมเหตุสมผล แต่คำถามคือนักลงทุนสามารถเชื่อมั่นได้มากน้อยแค่ไหนบนความร้อนแรงที่กำลังเกิดขึ้น

 

ก้าวข้ามจุดพีก? ทำไมยุคทอง AI อาจสั้นกว่าที่คิด

 

ปมปัญหาที่สองคือ ‘เงื่อนเวลา’ นักลงทุนส่วนใหญ่มักคาดหวังว่าการปฏิวัติ AI จะสร้างผลตอบแทนระดับปรากฏการณ์ไปอีกหลายทศวรรษ แต่ข้อมูลกลับชี้ว่าเราอาจกำลังวิ่งเข้าสู่จุดอิ่มตัวเร็วกว่าที่คิดไว้มาก

 

Aashray Iyer นักวิจัยของ HCI & Cognitive Science บอกว่า ในอดีตวัฏจักรของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ไม่ว่าจะเป็นยุคเมนเฟรม ยุคพีซี ยุคอินเทอร์เน็ต หรือยุคสมาร์ทโฟน มักจะมีช่วงเวลาฟูเฟื่องและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนอย่างบ้าคลั่งยาวนานประมาณ 1 ทศวรรษ (10-12 ปี) ก่อนจะกลายเป็นเพียงเรื่องพื้นฐาน แต่ AI กลับมีวิวัฒนาการที่เร็วกว่ายุคเหล่านั้นถึง 2-3 เท่า เพราะมันสามารถใช้ตัวมันเองในการเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดได้

 

สัญญาณนี้ปรากฎให้เห็นในงาน Google I/O ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่ง Sundar Pichai ซีอีโอของ Google เน้นย้ำถึงการนำ AI มาผสานเข้ากับโปรแกรมใช้งานพื้นฐานอย่าง Search, Gmail หรือ Docs

 

Iyer บอกว่า คำกล่าวของซีอีโอ Google สะท้อนว่า AI กำลังเปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก กลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่สำคัญที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันเหมือนกับอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้

 

ซึ่งในท้ายที่สุดยุคทองของ AI จะไม่ได้จบลงด้วยการพังทลายแบบฟองสบู่แตก แต่มันจะจบลงด้วยการกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาเสียจนไม่มีใครเรียกมันว่ายุค AI อีกต่อไป และเมื่อถึงจุดนั้น การประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มนี้ระดับพรีเมียมมหาศาลก็อาจไม่ใช่สิ่งสมเหตุสมผลอีกต่อไป

 

ความท้าทายของผู้คุมกฎ เมื่อราคาพุ่งทะยานแซงปัจจัยพื้นฐาน

 

ปมปัญหาที่สาม ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในฝั่งของหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ทั่วโลก คือการจัดการกับพฤติกรรมเทรดแบบปั่นกระแส

 

ในสหรัฐฯ ไต้หวัน หรือเกาหลีใต้ ผู้คุมกฎอาจปล่อยให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากหุ้นเทคในประเทศเหล่านั้น เช่น NVIDIA, TSMC, SK Hynix มีการเติบโตของกำไรสุทธิที่แข็งแกร่งรองรับมูลค่าหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นจริง

 

แต่สำหรับประเทศอื่นที่ได้รับอานิสงส์ทางอ้อม เรื่องนี้กลับกลายเป็นดาบสองคม ในประเทศจีน อู๋ ชิง ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ (CSRC) เพิ่งออกมาเตือนผู้จัดการกองทุนอย่างจริงจังว่าให้สนับสนุนนวัตกรรมที่แท้จริง และหยุดทุ่มเดิมพันแบบหลับหูหลับตาในหุ้นที่เกาะกระแส AI เพียงเพื่อหวังทำกำไรระยะสั้น

 

ขณะที่ในประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพิ่งออกโรงเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) หลังพบว่าราคาพุ่งสูงขึ้นจนค่า P/E และ P/BV ทะลุระดับที่เกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก แม้จะมีสตอรี่เรื่อง AI และ Data Center มาสนับสนุนก็ตาม ปัจจุบันหุ้นอย่าง DELTA ที่ถูกเพ่งเล็งยังคงอยู่ในช่วง Cooling period ขณะที่ CCET และ SMT เข้าสู่มาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 ไปแล้ว

 

ล่าสุด อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า การออกคำเตือนดังกล่าว พิจารณจากภาพรวมว่าการซื้อขายและความผันผวนที่ผิดปกติไปในบางช่วงเวลา โดยพิจารณาร่วมกับปัจจัยพื้นฐานว่ามีส่วนที่ทำให้การซื้อขายเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

 

“จริงๆ เราไม่ได้ถึงกับเตือนเพื่อหยุดยั้งการซื้อขาย แค่ทำหน้าที่ของเราในการเตือนให้นักลงทุนใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน อย่างการเปรียบเทียบมูลค่าของธุรกิจนั้นๆ เทียบกับธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันที่จดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ ว่าแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน”

 

คำถามคือ ทำไมผู้คุมกฎไทยถึงต้องแอ็กชันในเรื่องนี้?

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ชี้ให้เห็นว่า เมื่อตลาดกระจุกตัวมากเกินไป ย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยงที่จะทำให้ตลาดผันผวนมากยิ่งขึ้น อย่างที่เราเห็นกับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ปัจจุบันอาจพูดได้ว่า เป็นเหมือนการลงทุนซื้อหุ้นเพียงแค่ 2 ตัวหลักๆ

 

สำหรับหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่ปรับตัวขึ้นมา ไม่ได้มีส่วนเชื่อมโยงกับการผลิต AI โดยตรงเท่ากับผู้เล่นหลักในต่างประเทศ ขณะที่ผู้บริหารของบริษัทอย่าง DELTA หรือ KCE เองก็ยอมรับว่า กำไรจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง ยังไม่ได้ส่งผลบวกชัดเจนในระยะสั้น

 

เพราะฉะนั้นการที่นักลงทุนเก็งกำไรจน P/E พุ่งไปไกล จึงเต็มไปด้วยความเปราะบาง ยิ่งไปกว่านั้นดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ใช้การคำนวณแบบ Market Cap Weighted ซึ่งทำให้หุ้นขนาดใหญ่ที่มีราคาผันผวนเพียง 1-2 ตัว สามารถบิดเบือนทิศทางของดัชนีทั้งตลาดได้

 

อย่างไรก็ตาม เราเห็นการพยายามแก้ปัญหานี้ต่อเนื่องมาเป็นระยะ รวมทั้งการเปิดตัวดัชนี SET50FF (SET50 Free Float Adjusted Market Capitalization Weighted Index) และดัชนี SET100FF (SET100 Free Float Adjusted Market Capitalization Weighted Index) เมื่อเดือนมกราคม 2567 ซึ่งเป็นดัชนีที่ปรับน้ำหนักของหุ้นแต่ละตัวตามสัดส่วน Free Float เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของหุ้นบางตัวหรือบางกลุ่มที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมา

 

มุมมองนี้สอดคล้องกับ กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ที่ประเมินอย่างตรงไปตรงมาว่า หุ้นในกลุ่ม Supply chain ของไทยทั้ง DELTA, HANA, KCE และ CCET ปัจจุบันราคาพุ่ง “เกินมูลค่าพื้นฐานไปแล้วถึง 20-40%”

 

“DELTA กำไรเติบโตจริง แต่โตไม่ทันกับ P/E ที่ทะลุ 100 กว่าเท่าไปแล้ว และปีหน้าก็ยังคงอยู่ระดับเฉียด 100 เท่า สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกมาเตือนคือการเตือนแบบอ้อมๆ เพราะหากระบุชื่อ DELTA ตรงๆ อาจทำให้ตลาด Panic ได้ทันที เนื่องจากโครงสร้างตลาดของเรา ปัจจุบันทุกๆ 1 บาทของการเปลี่ยนแปลงในหุ้น DELTA จะส่งผลกระทบต่อดัชนี SET ถึง 1 จุด” กรรณ์ระบุ

 

สถานการณ์นี้จึงกลายเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของผู้คุมกฎ เพราะหากปล่อยให้ดัชนีถูกผลักดันด้วยความคาดหวังที่ไร้กำไรมารองรับ ความเสียหายยามที่ฟองสบู่ความเชื่อมั่นแตกออกจะรุนแรงเกินเยียวยา แต่หากสกัดกั้นแรงเกินไป ก็อาจทำลายสภาพคล่องและบรรยากาศการลงทุนในตลาดที่ซบเซาอยู่แล้วให้เงียบเหงาลงไปอีก

 

ภาพ: Yuichiro China

The post เจาะปรากฏการณ์ AI ครอบงำหุ้นโลก ยุคทองที่อาจสั้นกว่าคิด และปมปัญหาใหญ่ของผู้คุมกฎทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>