Market – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-market/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 19 Apr 2026 06:18:55 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Nasdaq ทำสถิติปิดบวกติดต่อกันยาวนานสุดนับตั้งแต่ปี 1992 ขณะที่ S&P 500 ทะลุ 7,100 จุด จับตาช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดได้จริงหรือไม่ https://thestandard.co/nasdaq-s-p-500-hormuz-strait/ Sun, 19 Apr 2026 06:05:42 +0000 https://thestandard.co/nasdaq-s-p-500-hormuz-strait/ ภาพอาคารตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq พร้อมข้อความ Nasdaq ปิดบวก 13 วันรวด สถิตินานสุดตั้งแต่ปี 1992

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่า […]

The post Nasdaq ทำสถิติปิดบวกติดต่อกันยาวนานสุดนับตั้งแต่ปี 1992 ขณะที่ S&P 500 ทะลุ 7,100 จุด จับตาช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดได้จริงหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq พร้อมข้อความ Nasdaq ปิดบวก 13 วันรวด สถิตินานสุดตั้งแต่ปี 1992

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากอิหร่านประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเกิดขึ้นตามมาติดๆ หลังการประกาศหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน

 

ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.52% ปิดที่ระดับ 24,468.48 จุด ซึ่งถือเป็นการปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 13 และเป็นสถิติการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992 ขณะที่ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้น 1.2% ปิดที่ 7,126.06 จุด ทะลุแนวต้านสำคัญที่ 7,100 จุดได้เป็นครั้งแรก โดยทั้งสองดัชนีต่างทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) ทั้งในระหว่างวันและราคาปิด ด้านดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones) พุ่งขึ้น 868.71 จุด หรือ 1.79% ปิดที่ 49,447.43 จุด ส่วนดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นขนาดเล็กก็ทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน โดยพุ่งขึ้นกว่า 2%

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก ซัยยิด อับบาส อะรากชี (Seyed Abbas Araghchi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันศุกร์ว่า “เพื่อให้สอดคล้องกับการหยุดยิงในเลบานอน เราขอประกาศเปิดเส้นทางสัญจรสำหรับเรือพาณิชย์ทุกลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ตลอดช่วงเวลาที่เหลือของการหยุดยิง โดยใช้เส้นทางที่ประสานงานไว้ตามที่องค์การท่าเรือและการเดินเรือแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้ประกาศไปแล้ว”

 

ก่อนหน้านี้ในวันพฤหัสบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาระบุว่า ผู้นำของอิสราเอลและเลบานอนตกลงที่จะหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ตามเวลาตะวันออก (ET) ของวันเดียวกัน

 

หลังจากการประกาศของอิหร่าน ราคาน้ำมันได้ดิ่งลงอย่างหนักเนื่องจากความกังวลเรื่องอุปทานหยุดชะงักเริ่มคลี่คลาย โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ร่วงลงเกือบ 12% ปิดที่ 83.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากล ลดลง 9% ปิดที่ 90.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ทางด้านทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันศุกร์ เพื่อขอบคุณอิหร่านที่เปิดช่องแคบดังกล่าว พร้อมระบุในอีกโพสต์หนึ่งว่า อิหร่านตกลงที่จะไม่ปิดเส้นทางน้ำแห่งนี้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ย้ำว่าการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของกองทัพเรือสหรัฐฯ จะ “ยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่” จนกว่าจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับเตหะราน พร้อมเสริมว่า “กระบวนการนี้ควรดำเนินไปอย่างรวดเร็วมาก เนื่องจากประเด็นส่วนใหญ่ได้รับการเจรจาตกลงกันเรียบร้อยแล้ว”

 

อย่างไรก็ดี การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งอาจมีข้อจำกัด โดยสำนักข่าว Tasnim ของอิหร่านรายงานว่า เรือและสินค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศปรปักษ์จะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางผ่าน นอกจากนี้ รายงานยังระบุด้วยว่าช่องแคบจะถูกปิดลงอีกครั้งหากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านต่อไป ขณะเดียวกันก็ยังมีความไม่แน่นอนว่าเรือต่างๆ จะถูกบังคับให้จ่ายค่าผ่านทางเพื่อสัญจรในเส้นทางนี้หรือไม่

 

อิหร่านกลับลำ ปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ประกาศกลับมาปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งวันหลังจากที่เพิ่งประกาศเปิดเส้นทางสัญจรทางเรือ สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นทันทีเมื่อมีรายงานการใช้กำลังทางทหาร ได้แก่ ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักรระบุว่า เรือปืน 2 ลำจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Revolutionary Guard) ได้เปิดฉากยิงใส่เรือบรรทุกน้ำมันที่กำลังเดินทางผ่านช่องแคบ

 

แหล่งข่าวในแวดวงการเดินเรือเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า มีเรืออีกอย่างน้อย 2 ลำรายงานว่าถูกยิงขณะพยายามเดินทางผ่านเส้นทางน้ำดังกล่าว

 

ทางการอินเดียได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าพบในนครมุมไบ หลังจากเรือบรรทุกน้ำมันดิบติดธงชาติอินเดียถูกโจมตีขณะพยายามข้ามช่องแคบ

 

กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามเตือนว่า การเข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกมองว่าเป็นการให้ความร่วมมือกับศัตรูและจะตกเป็นเป้าหมายการโจมตี โดยกองทัพเรืออิหร่านระบุย้ำว่า ช่องแคบจะถูกปิดจนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อม

 

ความสับสนที่เกิดขึ้นทำให้อุตสาหกรรมการเดินเรือตกอยู่ในสภาวะชะงักงัน โดยภาพวิดีโอจากบริษัทติดตามการเดินเรือ Kpler แสดงให้เห็นว่ามีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าหลายลำพยายามจะออกจากเส้นทางน้ำเมื่อวันศุกร์ แต่ต้องหันหัวเรือกลับ

 

ทางด้านสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน (IRIB) ซึ่งเป็นสื่อของรัฐ ได้ออกมาชี้แจงว่า สาเหตุที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดอีกครั้ง และการเดินทางผ่านต้องได้รับการอนุมัติจากอิหร่าน เป็นเพราะสหรัฐฯ ไม่ปฏิบัติตามภาระผูกพัน โดยอิหร่านกล่าวโทษว่าสหรัฐฯ ยังคงดำเนินการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านอยู่อย่างต่อเนื่อง

 

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทรัมป์ออกมาตอบโต้ผ่านงานแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว โดยเตือนว่า อิหร่านไม่สามารถแบล็กเมล์สหรัฐฯ ได้ด้วยการปิดเส้นทางน้ำ พร้อมระบุว่าอิหร่าน “ทำตัวเจ้าเล่ห์นิดหน่อย” (got a little cute) ที่ต้องการจะกลับมาปิดช่องแคบอีกครั้ง

 

สถานการณ์ที่พลิกผันอย่างรวดเร็วนี้ สร้างความเสี่ยงอย่างหนักต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่งจะรับรู้ข่าวดีและผลักดันดัชนีตลาดหุ้นจนทำสถิติสูงสุดไปก่อนหน้านี้ การกลับมาปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซพร้อมการใช้กำลังทางทหาร อาจเป็นตัวจุดชนวนให้ราคาน้ำมันและตลาดหุ้นทั่วโลกกลับมาผันผวนอย่างรุนแรงอีกครั้งในสัปดาห์ที่จะถึงนี้

 

 

อ้างอิง:

 

The post Nasdaq ทำสถิติปิดบวกติดต่อกันยาวนานสุดนับตั้งแต่ปี 1992 ขณะที่ S&P 500 ทะลุ 7,100 จุด จับตาช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดได้จริงหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ACWI พุ่ง 3 สัปดาห์รวด! หุ้นโลกใช้เวลา 31 วันทำการ ฟื้นตัวกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง หลังจากสงครามอิหร่านปะทุ https://thestandard.co/acwi-world-stock-new-high-iran-war/ Sat, 18 Apr 2026 04:10:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1198701 ภาพนักลงทุนกำลังทำงานในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก

ACWI หนึ่งใน ETF ที่ลงทุนตามดัชนีหุ้นโลก ใช้เวลา 31 วัน […]

The post ACWI พุ่ง 3 สัปดาห์รวด! หุ้นโลกใช้เวลา 31 วันทำการ ฟื้นตัวกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง หลังจากสงครามอิหร่านปะทุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักลงทุนกำลังทำงานในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก

ACWI หนึ่งใน ETF ที่ลงทุนตามดัชนีหุ้นโลก ใช้เวลา 31 วันทำการในการฟื้นตัวกลับมาทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้งที่ 151.42 ดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะสงครามและวิกฤตพลังงานโลก

 

 
 

ราคาต่อหุ้นของ iShares MSCI ACWI ETF (ACWI) ปรับตัวขึ้น 3 สัปดาห์ติดต่อกัน จนทำสถิติสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง หลังจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ปะทุขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

ท่ามกลางสถานการณ์สงคราม ACWI ร่วงลงไปเกือบ 10% โดยใช้เวลา 21 วันทำการในการร่วงลงไปทำจุดต่ำสุด ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในรอบกว่า 6 เดือน

 

ทำไมตลาดหุ้นถึงทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์แม้มีสงครามอิหร่าน

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,126.06 จุด

 

CNBC รายงานว่า นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ตลาดระบุว่า สาเหตุหลักเป็นเพราะตลาดหุ้นคือเครื่องวัดของสิ่งที่นักลงทุนคิดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต มากกว่าที่จะเป็นการประเมินสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยพื้นฐานแล้วนักลงทุนกำลังมองข้ามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยมองว่าเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นที่จะคลี่คลายได้ค่อนข้างเร็ว

 

“ตลาดหุ้นไม่ได้พยายามกำหนดราคาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้” โจ เซย์เดิล นักเศรษฐศาสตร์ตลาดอาวุโสจาก J.P. Morgan Private Bank กล่าว “ตลาดหุ้นมักจะพยายามกำหนดราคาจากสิ่งที่โลกจะเป็นในอีก 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้าเสมอ”

 

ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงประมาณ 8% ในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของสงครามอิหร่าน แต่หลังจากนั้นตลาดหุ้นก็ดีดตัวขึ้น โดยลบล้างความสูญเสียทั้งหมดนับตั้งแต่เริ่มสงคราม

 

ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากอิหร่านระบุว่าช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้เรือพาณิชย์ทุกลำสัญจรได้ในช่วงหยุดยิง 10 วันระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ทั้งนี้ สหรัฐฯ และอิหร่านประกาศหยุดยิงเป็นเวลาสองสัปดาห์ในวันที่ 7 เมษายน และในขณะที่นักลงทุนต่างยินดีกับความเป็นไปได้ที่จะมีทางออกทางการทูตสำหรับความขัดแย้งนี้

 

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นถึงตัวอย่างล่าสุดของการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในลักษณะเช่นนี้ อย่างในเดือนเมษายน 2025 ในช่วงที่เรียกว่า ‘วันประกาศอิสรภาพ’ (liberation day) เมื่อฝ่ายบริหารของทรัมป์เรียกเก็บภาษีศุลกากรจำนวนมากกับคู่ค้าของสหรัฐฯ

 

ภายในไม่กี่วัน หลังจากที่ตลาดหุ้นร่วงลงอย่างหนักกว่า 12% ทรัมป์ก็ประกาศระงับการเก็บภาษีดังกล่าวชั่วคราวเป็นเวลา 90 วัน หลังจากนั้น ตลาดหุ้นก็เห็นการปรับตัวขึ้นรายวันครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ตามมาจากการกลับลำของทรัมป์

The post ACWI พุ่ง 3 สัปดาห์รวด! หุ้นโลกใช้เวลา 31 วันทำการ ฟื้นตัวกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง หลังจากสงครามอิหร่านปะทุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดตำนาน ‘บิดาแห่งตลาดเกิดใหม่’ มาร์ค โมเบียส เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 89 ปี ทิ้งมรดกทางความคิดสู่นักลงทุนทั่วโลก https://thestandard.co/mark-mobius-emerging-markets-dies/ Thu, 16 Apr 2026 06:59:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1198350 มาร์ค โมเบียส นักลงทุนระดับโลก ‘บิดาแห่งตลาดเกิดใหม่’

นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการการเงินโลก เมื่อมีกา […]

The post ปิดตำนาน ‘บิดาแห่งตลาดเกิดใหม่’ มาร์ค โมเบียส เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 89 ปี ทิ้งมรดกทางความคิดสู่นักลงทุนทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาร์ค โมเบียส นักลงทุนระดับโลก ‘บิดาแห่งตลาดเกิดใหม่’

นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการการเงินโลก เมื่อมีการยืนยันว่า มาร์ค โมเบียส (Mark Mobius) นักลงทุนระดับตำนานเจ้าของฉายา ‘บิดาแห่งตลาดเกิดใหม่’ (Father of Emerging Markets) ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 89 ปี เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2026 ณ ประเทศสิงคโปร์

 

 
 

อาลัย ‘อินเดียนา โจนส์’ แห่งโลกการลงทุน

 

มาร์ค โมเบียส ไม่ได้เป็นเพียงนักบริหารกองทุนทั่วไป แต่เขาคือผู้บุกเบิกที่เปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนตะวันตกที่มีต่อประเทศกำลังพัฒนา จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงอันตราย ให้กลายเป็น ‘ขุมทรัพย์’ แห่งโอกาสในการเติบโต

 

ด้วยสไตล์การทำงานที่ต้องลงพื้นที่จริง (On-the-ground research) เขาเดินทางไปมากกว่า 112 ประเทศทั่วโลกเพื่อพูดคุยกับผู้บริหารและสำรวจโรงงานด้วยตัวเอง จนได้รับฉายาว่า ‘Indiana Jones of Emerging Markets’

 

ทั้งนี้ ในการประกาศล่าสุดจาก Mobius Investments ระบุว่าหุ้นส่วนอย่าง John Ninia และ Eric Nguyen จะเป็นผู้รับไม้ต่อในการบริหารงาน เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของโมเบียส ที่ต้องการให้การลงทุนในตลาดเกิดใหม่เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

 

ประวัติโดยย่อ

 

  • เกิด: 17 สิงหาคม 1936 ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

 

  • การศึกษา: ปริญญาตรีและโทจาก Boston University และปริญญาเอก (Ph.D.) ด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์จาก MIT

 

  • จุดเริ่มต้น: เริ่มเส้นทางสายการลงทุนในเอเชีย โดยพำนักอยู่ที่ฮ่องกงมาอย่างยาวนาน ก่อนที่ในปี 1987 เขาจะได้รับคำชวนจาก เซอร์ จอห์น เทมเพิลตัน ให้มาร่วมงานกับ Franklin Templeton

 

ผลงานโดดเด่นและมรดกทางความคิด

 

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ Franklin Templeton และภายหลังกับบริษัทของเขาเอง Mobius Capital Partners เขาได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets):

 

ผู้บุกเบิกกองทุนตลาดเกิดใหม่: เขาเป็นผู้บริหารกองทุนรวมกองทุนแรก ๆ ของโลกที่เน้นลงทุนในตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะ ซึ่งในช่วงนั้นยังไม่มีใครกล้าเสี่ยง

 

วิสัยทัศน์ที่สวนกระแส: ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 หรือวิกฤตการเงินในรัสเซีย โมเบียสมักจะมองเห็น ‘โอกาสในวิกฤต’ เสมอ โดยเขายึดคติที่ว่า “สิ่งที่ตกลงมา มักจะกลับขึ้นไปเสมอ หากคุณมีความอดทนพอและไม่กดปุ่มตื่นตระหนก (Panic Button) ไปเสียก่อน”

 

การมองการณ์ไกลในแอฟริกาและจีน: เขาเป็นนักลงทุนกลุ่มแรก ๆ ที่มองเห็นศักยภาพของทวีปแอฟริกาและผลักดันการลงทุนในจีนอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง

 

นักเขียนและที่ปรึกษา: เขาเขียนหนังสือมากกว่า 12 เล่ม เช่น The Investor’s Guide to Emerging Markets และ Passport to Profits ซึ่งกลายเป็นคัมภีร์ให้นักลงทุนรุ่นหลัง

 

ความผูกพันกับประเทศไทย: จากนักวิจัยสู่ผู้กอบกู้ในวิกฤต

 

มาร์ค โมเบียส เริ่มต้นความสัมพันธ์กับไทยนานกว่าที่หลายคนคิด:

 

  • ช่วงปี 1964: หลังจบปริญญาเอกที่ MIT เขาได้มาทำงานที่ประเทศไทยเป็นเวลา 1 ปี เพื่อทำวิจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภคและการสำรวจตลาด ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเข้าใจโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทย

 

  • หนึ่งใน 6 ตลาดแรก: เมื่อเขาเริ่มตั้งกองทุนตลาดเกิดใหม่กับ Franklin Templeton ในปี 1987 ‘ประเทศไทย’ คือ 1 ใน 6 ประเทศกลุ่มแรกของโลกที่เขาเลือกนำเงินเข้ามาลงทุน

 

  • การมองเห็นโอกาสในวิกฤตต้มยำกุ้ง (1997): ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติพากันหนีออกจากไทยหลังการลอยตัวค่าเงินบาท โมเบียสกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาเข้าซื้อหุ้นไทยอย่างหนัก (Aggressively bought) เพราะเชื่อว่าพื้นฐานของบริษัทไทยยังดี และมองว่าวิกฤตคือโอกาสทองในการซื้อของถูก

 

มุมมองการลงทุนต่อตลาดหุ้นไทย (SET Index)

 

แม้ในช่วงหลังเขาจะหันไปให้ความสนใจตลาดใหญ่อย่างอินเดียและไต้หวันมากขึ้น แต่เขายังคงมีมุมมองต่อไทยที่เป็นเอกลักษณ์:

 

  • ความผันผวนคือมิตร: เขามักกล่าวว่า “ความผันผวนไม่ใช่ศัตรูที่น่ากลัว แต่เป็นสัญญาณว่าโอกาสอยู่ใกล้แค่เอื้อม” สำหรับตลาดหุ้นไทย เขามองว่าเป็นตลาดที่มีพลวัตและมักจะฟื้นตัวได้เสมอหากการเมืองมีเสถียรภาพ

 

  • การเลือกหุ้นแบบ Kicking the Tires: เขาเคยมีออฟฟิศและคอนโดมิเนียมส่วนตัวในกรุงเทพฯ เพื่อให้สามารถลงพื้นที่ดูหน้างานจริงได้ เขาให้ความสำคัญกับการมาเห็นด้วยตาตัวเองมากกว่าการอ่านแค่ตัวเลขในงบการเงิน

 

  • สัดส่วนพอร์ตล่าสุด (ปลายปี 2024 – 2025): จากบทสัมภาษณ์กับ ET Now เขาได้จัดพอร์ตโดยแบ่งเงินส่วนหนึ่ง (Scattered around) มาที่ประเทศไทยและกลุ่มอาเซียน แม้สัดส่วนจะน้อยกว่าอินเดีย (20-30%) แต่ไทยยังคงเป็นหมุดหมายที่ขาดไม่ได้ในพอร์ตตลาดเกิดใหม่ของเขา

 

มรดกทางความคิดที่ทิ้งไว้ให้นักลงทุนไทย

 

บทเรียนที่โมเบียสมักจะย้ำเตือนเสมอเมื่อพูดถึงการลงทุนในประเทศอย่างไทยคือ:

 

  • อย่ากลัววิกฤต: ถ้าคุณเชื่อในศักยภาพของคนและบริษัท ให้ซื้อเมื่อคนอื่นกลัว

 

  • เน้นคุณภาพของธรรมาภิบาล: เขาจะเลือกเฉพาะบริษัทที่มีความโปร่งใสและบริหารงานโดยนึกถึงผู้ถือหุ้น

 

  • ความอดทนคือผลตอบแทน: การลงทุนในตลาดเกิดใหม่ต้องใช้เวลาและการมองระยะยาว (Long-term view)

 

“หากคุณต้องการเข้าใจตลาด ให้เริ่มที่ผู้คน” นี่คือปรัชญาที่เขาใช้ในการวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยมาตลอดกว่า 40 ปี

 

บทเรียนสุดท้าย

 

จนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต มาร์ค โมเบียส ยังคงมีไฟในการทำงานและมองหาโอกาสใหม่ ๆ อยู่เสมอ (เมื่อต้นปี 2026 เขายังคงให้สัมภาษณ์ถึงโอกาสการลงทุนในเวเนซุเอลา)

 

การจากไปของเขาถือเป็นการปิดตำนานนักลงทุนผู้กล้าหาญที่พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “ความมั่งคั่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตลาดที่พัฒนาแล้ว แต่ซ่อนตัวอยู่ในทุกมุมโลกที่กำลังเติบโต”

 

ร่วมไว้อาลัยแด่… มาร์ค โมเบียส (1936 – 2026)

 

อ้างอิง:

 

The post ปิดตำนาน ‘บิดาแห่งตลาดเกิดใหม่’ มาร์ค โมเบียส เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 89 ปี ทิ้งมรดกทางความคิดสู่นักลงทุนทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ก.ล.ต. – สอบสวนกลาง’ ยกระดับผนึกข้อมูลเชิงรุก สกัดช่องโหว่ทุนเทาฟอกเงินผ่าน ‘หุ้น-คริปโต’ โชว์ผลงานอายัดทรัพย์แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท ลั่นใช้ Data บูรณาการข้ามหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายให้จบในที่เดียว https://thestandard.co/sec-cib-stop-grey-capital-crypto/ Thu, 16 Apr 2026 06:02:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1198332 ก.ล.ต. และสอบสวนกลางร่วมมือเชื่อมข้อมูล เพื่อทลายทุนเทาและอายัดทรัพย์ 2 หมื่นล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล […]

The post ‘ก.ล.ต. – สอบสวนกลาง’ ยกระดับผนึกข้อมูลเชิงรุก สกัดช่องโหว่ทุนเทาฟอกเงินผ่าน ‘หุ้น-คริปโต’ โชว์ผลงานอายัดทรัพย์แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท ลั่นใช้ Data บูรณาการข้ามหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายให้จบในที่เดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. และสอบสวนกลางร่วมมือเชื่อมข้อมูล เพื่อทลายทุนเทาและอายัดทรัพย์ 2 หมื่นล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มุ่งประสานการทำงานเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการกระทำความผิดอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นและยับยั้งช่องทางของทุนเทาในทุกมิติ

 

ตามที่การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ และทุกหน่วยงานมุ่งปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงินเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน โดยบูรณาการกระบวนการสืบสวนสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลไปยังทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด

 

การประสานความร่วมมือหลายหน่วยงานในการเชื่อมโยงข้อมูลและติดตามเส้นทางการเงิน เป็นปัจจัยสำคัญในการสกัดกั้นและยับยั้งการโยกย้ายทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดที่เข้าข่ายเป็นความผิดมูลฐานในหลายกฎหมาย ก.ล.ต. และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จึงมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกัน นำไปสู่การดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สิน รวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้มีการแถลงความคืบหน้าของคดีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 โดย ก.ล.ต. และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการสกัดกั้นทุนเทาและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อันเป็นการปกป้องและดูแลประชาชน

 

พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางมุ่งเน้นการสืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการเงินที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะคดีที่มีการนำทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดเข้าสู่ตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัล จึงได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้การสืบสวนขยายผลเป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุม จนนำไปสู่การประสานงานกับหน่วยงานอื่น เช่น ปปง. ซึ่งสามารถยึดและอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางพร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือในลักษณะนี้กับทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีเอกภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรม

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ก.ล.ต. มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้การตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีเอกภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง เพราะข้อมูลในส่วนของ ก.ล.ต. สามารถนำไปใช้ดำเนินการภายใต้ความผิดหลายกฎหมาย ขณะเดียวกันข้อมูลหรือการกระทำความผิดในกฎหมายอื่นๆ เช่น ความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน ก็สามารถนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ได้เช่นกัน ทั้งในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และบริษัทจดทะเบียน

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. พร้อมดำเนินการในทุกมิติเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 มาตรการสกัดกั้นทุนเทาของ ก.ล.ต. เพื่อให้มั่นใจว่า สามารถสกัดกั้นและยับยั้งช่องทางของทุนเทาหรืออาชญากรรมทางการเงิน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสให้ตลาดทุนไทยในระยะยาว

 

The post ‘ก.ล.ต. – สอบสวนกลาง’ ยกระดับผนึกข้อมูลเชิงรุก สกัดช่องโหว่ทุนเทาฟอกเงินผ่าน ‘หุ้น-คริปโต’ โชว์ผลงานอายัดทรัพย์แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท ลั่นใช้ Data บูรณาการข้ามหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายให้จบในที่เดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ หุ้นเอเชียเปิดร่วง หลังทรัมป์สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ Bloomberg Economics ประเมินกรณีเลวร้าย อาจเห็นน้ำมันแตะ 170 ดอลลาร์ https://thestandard.co/oil-price-surge-hormuz-blockade/ Mon, 13 Apr 2026 05:03:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1197606 ภาพประกอบช่องแคบฮอร์มุซและธงชาติอิหร่าน สื่อถึงวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งหลังทรัมป์สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ราคาน้ำมันดิบโลกทะยานขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีก […]

The post น้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ หุ้นเอเชียเปิดร่วง หลังทรัมป์สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ Bloomberg Economics ประเมินกรณีเลวร้าย อาจเห็นน้ำมันแตะ 170 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบช่องแคบฮอร์มุซและธงชาติอิหร่าน สื่อถึงวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งหลังทรัมป์สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ราคาน้ำมันดิบโลกทะยานขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง สวนทางกับตลาดหุ้นและพันธบัตรที่ปรับตัวร่วงลง หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจาสันติภาพกับอิหร่านล้มเหลว ก่อให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับวิกฤตพลังงาน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

 

ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นสูงสุด 8.6% ทะลุ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI สำหรับส่งมอบเดือนพฤษภาคมกระโดดขึ้นเกือบ 8% ไปอยู่ที่ 104.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลว่าการปิดล้อมครั้งนี้จะทำให้การขนส่งพลังงานผ่านเส้นทางน้ำที่สำคัญหยุดชะงัก

 

สหรัฐฯ เดินหน้าปิดล้อม ยกระดับความตึงเครียด

 

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command) ประกาศว่า กองกำลังสหรัฐฯ จะเริ่มดำเนินการปิดล้อมการสัญจรทางทะเลทั้งหมดที่เข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่าน ตั้งแต่วันจันทร์เวลา 10.00 น. ตามเวลานิวยอร์ก อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยืนยันว่าจะไม่ขัดขวางเสรีภาพในการเดินเรือสำหรับเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังและจากท่าเรือที่ไม่ใช่อิหร่าน

 

ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ จะสกัดกั้นเรือทุกลำที่จ่ายค่าผ่านทางให้กับอิหร่านเพื่อให้เดินทางผ่านฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย และจะทำการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบ การปิดล้อมครั้งนี้จะส่งผลให้การขนส่งน้ำมันของอิหร่านเกือบ 2 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบนี้ต้องหยุดชะงักลง ซึ่งจะยิ่งสร้างความตึงตัวให้กับอุปทานโลกและตัดเส้นเลือดใหญ่ของอิหร่าน ทางด้านอิหร่านได้ออกมาประกาศว่าจะ “ไม่อนุญาต” ให้การปิดล้อมเกิดขึ้น

 

การตัดสินใจของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการเจรจาโดยตรงที่ปากีสถาน โดย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำคณะผู้แทนสหรัฐฯ กล่าวว่าการเจรจาล้มเหลวเนื่องจากอิหร่านไม่ยอมยืนยันว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

 

ขณะที่ โมฮัมหมัด-บาเกอร์ กาลิบัฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ระบุว่าสหรัฐฯ “ไม่สามารถได้รับความไว้วางใจจากคณะผู้แทนอิหร่านในการเจรจารอบนี้”

 

ผลกระทบต่อเอเชียและเศรษฐกิจโลก

 

การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซเสี่ยงที่จะทำให้วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียที่พึ่งพาพลังงานรุนแรงยิ่งขึ้น รวมถึงพันธมิตรของอเมริกาในภูมิภาคและจีน ชาติในเอเชีย ซึ่งรวมถึงพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ พลังงานมากกว่า 80% ที่ใช้มักจะต้องขนส่งผ่านช่องแคบนี้

 

เดโบราห์ เอล์มส์ หัวหน้านโยบายการค้าของ Hinrich Foundation ในสิงคโปร์ ชี้ให้เห็นว่าปัญหาสำหรับเอเชียไม่ได้จำกัดอยู่แค่พลังงาน แต่อุตสาหกรรมปลายน้ำตั้งแต่ปุ๋ยไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ หรือแม้แต่สิ่งทอก็จะได้รับผลกระทบจากการปิดล้อมครั้งนี้ด้วย “นั่นหมายความว่าการหยุดชะงักครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว นี่เป็นปัญหาที่อาจจะยาวนาน และน่าเสียดายโดยเฉพาะสำหรับเอเชียที่ไม่มีทางเลือกมากนัก”

 

Bloomberg Economics ประเมินสถานการณ์ไว้ 3 รูปแบบ ในกรณีฐาน (base case) หากความขัดแย้งดำเนินต่อไปด้วยความรุนแรงระดับต่ำ ราคาน้ำมันจะเฉลี่ยอยู่ที่ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสที่ 2 ก่อนจะลดลงเหลือ 85 ดอลลาร์ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งในกรณีนี้ GDP โลกจะเติบโต 2.9% ในปีนี้ และอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 4.2% ในไตรมาสที่ 4 แต่หากการสู้รบมีความรุนแรงมากขึ้น โดยช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดส่วนใหญ่เป็นเวลาหลายเดือน ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นไปถึง 170 ดอลลาร์ ส่งผลให้การเติบโตทั่วโลกชะลอตัวลงเหลือ 2.2% และอัตราเงินเฟ้อจะจบลงที่ 5.4% ส่วนในกรณีที่มีการหยุดยิงอย่างถาวรหรืออิหร่านล่มสลาย ช่องแคบอาจเปิดได้เร็วขึ้นและราคาน้ำมันอาจกลับสู่ระดับก่อนสงคราม ซึ่งจะส่งผลให้การเติบโตของโลกอยู่ที่ 3.1% และเงินเฟ้อจบลงที่ 3.7%

 

ความเคลื่อนไหวในตลาดสินทรัพย์อื่นๆ

 

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินในกลุ่ม G10 ขณะที่ตลาดพันธบัตรร่วงลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของญี่ปุ่นพุ่งขึ้นแตะ 2.49% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1997 ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ด้านราคาทองคำปรับตัวลดลง 0.6% มาอยู่ที่ประมาณ 4,720 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้เกิดความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยอย่างทองคำ ส่วนราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ 71,200 ดอลลาร์

 

ทางด้านตลาดหุ้นเอเชียที่เปิดทำการวันแรกของสัปดาห์วันนี้ (13 เมษายน) ดัชนี Nifty 50 ของอินเดีย ลดลง 1.9% ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกง ลดลง 1.2% ดัชนี ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ ลดลง 1.1% Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ลดลง 1.10% ดัชนี ASX 200 ของออสเตรเลีย ลดลง 0.5% ดัชนี CSI 300 ของจีน ลดลง 0.1% ดัชนี IDX Composite ของอินโดนีเซีย ลดลง 0.1% ส่วนตลาดหุ้นไทยปิดทำการช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 13 – 15 เมษายน ก่อนจะกลับมาเปิดทำการอีกครั้งในวันที่ 16 เมษายนนี้

 

อ้างอิง:

 

The post น้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ หุ้นเอเชียเปิดร่วง หลังทรัมป์สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ Bloomberg Economics ประเมินกรณีเลวร้าย อาจเห็นน้ำมันแตะ 170 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รับมือวิกฤตซัพพลายเชน ซ้อนวิกฤตพลังงาน สินทรัพย์ไหนรุ่ง-ร่วง และควรจัดพอร์ตอย่างไร https://thestandard.co/supply-chain-energy-crisis-investment-strategy/ Sun, 12 Apr 2026 13:15:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1197557 ภาพแสดงความขัดแย้งตะวันออกกลางและผลกระทบต่อวิกฤตซัพพลายเชนพลังงาน พร้อมคำแนะนำการจัดพอร์ตลงทุน

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ไม […]

The post รับมือวิกฤตซัพพลายเชน ซ้อนวิกฤตพลังงาน สินทรัพย์ไหนรุ่ง-ร่วง และควรจัดพอร์ตอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงความขัดแย้งตะวันออกกลางและผลกระทบต่อวิกฤตซัพพลายเชนพลังงาน พร้อมคำแนะนำการจัดพอร์ตลงทุน

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่เพียงการสู้รบ แต่กำลังลุกลามและสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการก่อตัวของ ‘วิกฤตซัพพลายเชน’ ที่ซ้อนทับไปกับ ‘วิกฤตพลังงาน’ ซึ่งหลายฝ่ายประเมินว่าอาจส่งผลกระทบรุนแรงไม่แพ้ช่วงวิกฤตโควิด-19

 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ตะวันออกกลางถือเป็นแหล่งพลังงานพื้นฐานที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะน้ำมันดิบ รวมถึงสินค้าเกี่ยวเนื่องอย่างพลาสติก ปิโตรเคมี และปุ๋ย การที่ความขัดแย้งนำไปสู่การยุติหรือชะงักงันของซัพพลาย เช่น ปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคการผลิตทั่วโลก เนื่องจากอุตสาหกรรมในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันสูง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หรืออุตสาหกรรมอาหาร เมื่อซัพพลายหยุดชะงัก ย่อมกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด

 

แม้ในระยะสั้นอาจมีข่าวดีเรื่องการเจรจาหรือการหยุดยิงชั่วคราวให้เห็นบ้าง ซึ่งช่วยคลายความกังวลได้ส่วนหนึ่ง แต่ในระยะยาว เหตุการณ์นี้ได้ให้บทเรียนสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องหันมาปรับแผนการรับมือและกระจายความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน (Supply Chain Disruption) ให้รัดกุมยิ่งขึ้นในอนาคต

 

จัดพอร์ตรับความผันผวน มีวินัย กระจายความเสี่ยง และเลิกเดาทางรายวัน

 

ในมุมมองของการลงทุนระยะยาว (10-20 ปี) ตลาดหุ้นยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น แต่ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง การลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียวจะทำให้พอร์ตแกว่งตัวรุนแรง ซึ่งอาจกดดันให้นักลงทุนตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายหากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ

 

ดังนั้น หัวใจสำคัญในการจัดพอร์ตเพื่อฝ่าวิกฤตคือ ‘การมีวินัยและแผนการลงทุนที่ชัดเจน’ นักลงทุนต้องรู้เป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มลงทุน พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงไปยังหลากหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ หรืออาจเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมแบบผสมที่มีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลปรับสัดส่วนให้เหมาะสมตามสถานการณ์

 

ที่สำคัญคือ ไม่แนะนำให้พยายามปรับพอร์ต (Rebalance) หรือเทรดซื้อขายไปมาตามข่าวรายวันในช่วงที่เกิดวิกฤต เนื่องจากข่าวสารในภาวะสงครามมีความผันผวนและมีทั้งข่าวลวงข่าวจริงสลับกันไปมา การจัดพอร์ตที่ดีคือการสร้างพอร์ตที่เรารับความเสี่ยงได้ และมั่นใจว่าจะสามารถผ่านวิกฤตในระยะ 5-10 ปีข้างหน้าไปได้

 

สินทรัพย์ไหนได้เปรียบ-เสียเปรียบ หาโอกาสในวิกฤตเมื่อสงครามจบ

 

ชาตรี ยังกล่าวต่อว่า แทนที่จะพยายามจับจังหวะการลงทุนรายวัน SCB CIO แนะนำให้มองข้ามช็อตไปถึงอนาคตว่า เมื่อสงครามจบลง อุตสาหกรรมใดจะสามารถเติบโตไปต่อได้

 

  • ผู้ได้ประโยชน์กลุ่มที่ 1 ธุรกิจที่เติบโตได้ดีอยู่แล้วและไม่ได้รับผลกระทบเชิงโครงสร้าง (เช่น AI) อุตสาหกรรมอย่าง AI มีการเติบโตที่ดีมาก่อนเกิดสงคราม และแม้จะมีสงคราม ความต้องการใช้งาน AI ก็ไม่ได้ลดลง เมื่อราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวลดลง (Discount) จากความกลัวหรือความไม่แน่นอนของตลาด จึงถือเป็นโอกาสอันดีในการเข้าทยอยสะสมเพื่อลงทุนระยะยาว
  • ผู้ได้ประโยชน์กลุ่มที่ 2 พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ประเทศที่เคยพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน เวียดนาม และไทย ได้รับบทเรียนสำคัญจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเกิดการปรับสมดุลซัพพลายเชนครั้งใหญ่ โดยประเทศเหล่านี้จะเร่งกระจายความเสี่ยงหันไปพึ่งพาแหล่งพลังงานทดแทนที่สงครามทำลายไม่ได้ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ และนิวเคลียร์ รวมถึงกระแสการต่อคิวซื้อรถยนต์ EV ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันแพง สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์เหล่านี้จึงมีโอกาสเติบโตสูงในโลกหลังสงคราม

The post รับมือวิกฤตซัพพลายเชน ซ้อนวิกฤตพลังงาน สินทรัพย์ไหนรุ่ง-ร่วง และควรจัดพอร์ตอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘เดิมพันหยุดยาว’ ดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านที่อิสลามาบัดชี้ชะตาหุ้นไทย! ลุ้น Short Covering ดันดัชนีแตะ 1,530 จุด หรือเสี่ยงดิ่งรับสงกรานต์เลือดหากเจรจาล้มเหลว https://thestandard.co/us-iran-deal-thai-stocks/ Sun, 12 Apr 2026 04:40:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1197339 กราฟตลาดหุ้นไทยผันผวน ลุ้นผลดีลสันติภาพ สหรัฐฯ-อิหร่าน ชี้ชะตาก่อนหยุดยาวสงกรานต์

The post จับตา ‘เดิมพันหยุดยาว’ ดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านที่อิสลามาบัดชี้ชะตาหุ้นไทย! ลุ้น Short Covering ดันดัชนีแตะ 1,530 จุด หรือเสี่ยงดิ่งรับสงกรานต์เลือดหากเจรจาล้มเหลว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟตลาดหุ้นไทยผันผวน ลุ้นผลดีลสันติภาพ สหรัฐฯ-อิหร่าน ชี้ชะตาก่อนหยุดยาวสงกรานต์

The post จับตา ‘เดิมพันหยุดยาว’ ดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านที่อิสลามาบัดชี้ชะตาหุ้นไทย! ลุ้น Short Covering ดันดัชนีแตะ 1,530 จุด หรือเสี่ยงดิ่งรับสงกรานต์เลือดหากเจรจาล้มเหลว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. มอง SET ยังโตแกร่ง ปรับเพิ่ม EPS แม้สงครามตะวันออกกลางเดือด เดือนมีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค https://thestandard.co/thai-set-eps-middle-east-war/ Sat, 11 Apr 2026 07:37:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1197096 ภาพ ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลท. กำลังอธิบายสถานการณ์ตลาดหุ้นไทย โดยมีกราฟหุ้นและข้อความ "SET ยังโตแกร่ง แม้สงครามเดือด มีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค" ประกอบฉากหลัง

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์ก […]

The post ตลท. มอง SET ยังโตแกร่ง ปรับเพิ่ม EPS แม้สงครามตะวันออกกลางเดือด เดือนมีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลท. กำลังอธิบายสถานการณ์ตลาดหุ้นไทย โดยมีกราฟหุ้นและข้อความ "SET ยังโตแกร่ง แม้สงครามเดือด มีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค" ประกอบฉากหลัง

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย ในเดือนมีนาคมปรับตัวแข็งแกร่งกว่าภูมิภาค โดย SET Index สิ้นเดือน มี.ค. 2569 ปิดตลาดที่ 1,448.14 จุด ลดลง 5.24% จากสิ้นเดือน ก.พ. 2569 จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งนี้เป็นการปรับลดลงน้อยกว่า ค่าเฉลี่ยของภูมิภาค เมื่อนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ 15% คงระดับดัชนีที่ประมาณ 1,500 จุด

 

 
 

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี สินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากร

 

มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ SET และ mai รวมกันอยู่ที่ 75,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ทั้งนี้สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงน้อยกว่าภูมิภาค มาจาก 4 ปัจจัย

 

  • ไม่มีภาวะฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หรือ ‘ฟองสบู่ AI’ เหมือนตลาดหุ้นเกาหลีใต้หรือไต้หวันที่มีกระแส AI บูม ประกอบกับช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยก็ไม่ได้ปรับตัวขึ้นไปสูงมากนัก จึงไม่ได้เกิดการปรับฐานอย่างรุนแรง
  • มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงเฉลี่ยระดับ 4% กว่าๆ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอยู่ที่ระดับ 3% ต้นๆ เท่านั้น
  • ตลาดหุ้นไทยมีสตอรี่เชิงบวกมากขึ้น หลังจากได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น การผลักดันโปรเจกต์ขนาดใหญ่ (Mega Projects) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงความสนใจของนักลงทุน
  • โครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีความหลากหลายของกลุ่มนักลงทุน การตัดสินใจซื้อขายจึงไม่ได้พึ่งพาหรือเทน้ำหนักไปที่นักลงทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงอย่างเดียว

 

ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัย (Safe Haven) ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความเชื่อมั่น สะท้อนจากเดือน มี.ค. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 39,754 ล้านบาท และนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือน มี.ค. นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิสะสมที่ 19,152 ล้านบาท

 

ทั้งนี้สัดส่วนนักลงทุนไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 53.85% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยนักลงทุนรายย่อยในประเทศ 32.17% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 7.36% และบริษัทหลักทรัพย์ 6 62%

 

ปรับเพิ่ม EPS หุ้นไทย ไม่หวั่นผลกระทบสงคราม

 

ด้านคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนไทย พบว่า ปัจจุบันมีทิศทางที่น่าสนใจและมีสัญญาณบวก โดยนักวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน แม้ว่าจะมีปัจจัยกดดันเรื่องสงคราม ซึ่งสะท้อนว่าคนรับรู้ข่าวร้ายไปเยอะแล้ว ประกอบกับตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มพลังงานค่อนข้างใหญ่ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค หากกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสามารถปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ เช่น การลดการพึ่งพาพลังงาน ก็จะกลายเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับตลาดหุ้นไทย

 

อย่างไรก็ตาม ในบางกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ขนส่งและ โลจิสติกส์ สินค้าอุปโภคบริโภค และอสังหาริมทรัพย์ แม้นักวิเคราะห์จะปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลง ซึ่งอาจเกิดจากความตื่นตระหนกของตลาดที่มากเกินไป

 

จับตาผลกระทบสงคราม-นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ กดดันตลาดหุ้น

 

สำหรับคาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการตลาดหุ้นไทยใน 1/2569 ศรพลมองว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยจะออกมาดี คล้ายกับช่วงเหตุการณ์ภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ปีที่แล้ว ที่ทุกคนตื่นตระหนกเรื่องผลกระทบ แต่ท้ายที่สุด GDP ทั้งปีออกมาดีเกินคาด เนื่องจากมีการเร่งการนำเข้าและส่งออกไว้ล่วงหน้าก่อนที่สถานการณ์จะตึงเครียดขึ้น

 

แม้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในไตรมาสแรกจะออกมาดี แต่ผลกระทบจากสงครามจะเริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจจริงอย่างชัดเจนในไตรมาส 2/2569 แต่ด้วยความหน่วงของการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ จะทำให้เรารับรู้ข้อมูลในไตรมาส 3/2569 ทำให้การเติบโตของตลาดหุ้นไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจาก

 

นักลงทุนอาจตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลในอดีตมากกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งตลาดหุ้นมักจะทำหน้าที่สะท้อนความคาดหวังในอนาคตไปอีกหนึ่งก้าวเสมอ

 

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินทิศทางตลาดในช่วงที่เหลือของปี ต้องติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (Mega Projects) ว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในระยะยาวได้แค่ไหน รวมถึงต้องติดตามเงินเฟ้อที่จะเป็นตัวกดดันทิศทางนโยบายดอกเบี้ย ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีความท้าทายว่าจะต้องคงดอกเบี้ยนานขึ้น หรืออาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อควบคุมความร้อนแรง ของเงินเฟ้อที่กลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง

The post ตลท. มอง SET ยังโตแกร่ง ปรับเพิ่ม EPS แม้สงครามตะวันออกกลางเดือด เดือนมีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกมเส้นตายที่ไม่มีวันจบ เมื่อสหรัฐฯ-อิหร่านยื้อกันถึงขีดสุด ตลาดเริ่ม ‘ชินชา’ แต่ความเสี่ยงยังไม่หายไป https://thestandard.co/us-iran-conflict-market-risk/ Fri, 10 Apr 2026 05:55:57 +0000 https://thestandard.co/us-iran-conflict-market-risk/ ภาพกราฟิกข่าวเกมเส้นตายความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน พร้อมคำโปรย ทรัมป์ถอยไม่ได้ หรือต้องจบด้วยสงคราม?

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมร […]

The post เกมเส้นตายที่ไม่มีวันจบ เมื่อสหรัฐฯ-อิหร่านยื้อกันถึงขีดสุด ตลาดเริ่ม ‘ชินชา’ แต่ความเสี่ยงยังไม่หายไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าวเกมเส้นตายความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน พร้อมคำโปรย ทรัมป์ถอยไม่ได้ หรือต้องจบด้วยสงคราม?

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในช่วงเวลานี้ กำลังพัฒนาไปสู่ ‘เกมกดดันเชิงยุทธศาสตร์’ ทั้งยืดเยื้อและซับซ้อนเกินกว่าที่ตลาดประเมินไว้ โดยเฉพาะประเด็น ‘เส้นตาย’ ที่ถูกเลื่อนเวลาออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า จนกลายเป็นสัญญาณว่า ความขัดแย้งและการเจรจาจะยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในเวลาอันใกล้นี้

 

แม้ก่อนหน้านี้จะมีข้อเสนอหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 45 วัน จากกลุ่มประเทศผู้ไกล่เกลี่ย แต่แนวคิดดังกล่าวกลับไม่ได้รับความเห็นชอบจากสหรัฐฯ และอิหร่านแต่อย่างใด โดยล่าสุดทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้เพียง 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดทางการเจรจาและเปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันในตลาดพลังงานและทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง ขณะที่ตลาดหุ้นปรับตัวได้ดีขึ้น สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มประเมินถึงสถานการณ์ที่ยังไม่บานปลายในระยะสั้น ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังคงมีความเปราะบาง และมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวได้ทุกเมื่อ หากการเจรจาไม่สามารถหาข้อยุติได้

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญกลับอยู่ที่ ‘พฤติกรรมของตลาดการเงิน’ มากกว่าตัวข่าวเอง แม้กระแสข่าวจะออกมาอย่างต่อเนื่องและเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่ราคาน้ำมันกลับไม่ได้ปรับตัวขึ้นรุนแรงเหมือนในอดีต โดยยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด สะท้อนว่านักลงทุนเริ่ม ‘ปรับตัว’ และลดระดับความตื่นตระหนกลง

 

ในตลาดหุ้น ภาพรวมยังคงมีแรงซื้อสะสมในสินทรัพย์พื้นฐานดีในช่วงที่ตลาดปรับฐาน ทำให้บรรยากาศการลงทุนยังไม่เข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเต็มตัว และช่วยจำกัดแรงไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น ส่งผลให้ตลาดยังคงมีแรงพยุงอยู่ในระดับหนึ่ง

 

ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม หากความขัดแย้งถูกยกระดับและทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจริง อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจกลับมาเร่งตัว ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องชะลอการลดดอกเบี้ย และผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ทรงตัวในระดับสูง ทั้งอาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและจำกัดการปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น

 

เกมนี้ ‘ทรัมป์’ อาจไม่มีทางถอย

 

นูริเอล รูบินี นักเศรษฐศาสตร์และศาสตราจารย์ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว–อิหร่าน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฉายา ‘ดร.ดูม’ (Dr. Doom) จากการทำนายวิกฤติซับไพรม์ (Subprime mortgage crisis) ในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2008 ได้วิเคราะห์ผ่าน Bloomberg Television ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันอาจเดินมาถึง ‘จุดที่สหรัฐฯไม่มีทางถอย’ นอกจากนี้ รูบินียังได้ประเมินว่า ทรัมป์มีทางเลือกหลักเพียง 2 ทาง ได้แก่

 

  • ‘ลดระดับความรุนแรง’ เข้าสู่โหมดการหยุดยิง ซึ่งแม้ดูเหมือนเป็นทางออก แต่กลับมีความเสี่ยงสูง เพราะทางเลือกนี้อาจเปิดโอกาสให้อิหร่านฟื้นกำลังทางทหาร เสริมศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์ และเพิ่มอิทธิพลเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก อีกทั้งการยุติสงครามจะนำมาซึ่งการที่ทรัมป์อาจเผชิญกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2026 ทั้งในเวทีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เนื่องจากประชาชนจะมองว่าการตัดสินใจเริ่มสงครามของทรัมป์ในครั้งนี้ คือความล้มเหลวของรัฐบาล
  • ‘ยกระดับการโจมตีเพื่อจบเกม’ (escalate and finish the job) รูบินีประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงถึง 67% ที่สหรัฐฯ จะเลือกใช้วิธีนี้และมีโอกาสชนะมากกว่าแพ้ โดยให้เหตุผลว่า อิหร่านคือภัยคุกคามโดยตรงต่ออิสราเอล ยุโรป เอเชีย และสหรัฐฯ ทำให้มีความจำเป็นต้องบุกยึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่าน ด้วยการโจมตีอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องหลายสัปดาห์ รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อกดดันให้อิหร่านอยู่ในภาวะล่มสลาย ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายโดยสมบูรณ์

 

ทั้งนี้ หากสถานการณ์พัฒนาไปในทิศทางของการยกระดับความรุนแรง ในระยะสั้นราคาน้ำมันอาจมีโอกาสพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงาน แต่ในระยะยาวหากความขัดแย้งสิ้นสุดลงและภูมิภาคกลับสู่เสถียรภาพ ตลาดพลังงานอาจค่อย ๆ กลับเข้าสู่ความสมดุล

 

ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ เลือกที่จะถอยหรือไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โอกาสที่อิหร่านจะปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจผลักดันเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ ‘เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว’ (Stagflation) ซึ่งคล้ายกับวิกฤตในช่วงทศวรรษ 1970

 

ทองคำกำลังปรับฐาน ลุ้นกลับตัวขาขึ้น หากสงครามคลี่คลายในเร็วๆ นี้

 

ในจังหวะที่ตลาดการเงินทั่วโลกยังถูกกดดันจากภาวะสงคราม ซึ่งหนุนให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยเคลื่อนไหวอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยิ่งสะท้อนถึงภาวะเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น แม้ว่าก่อนหน้านี้ นักลงทุนต้องเผชิญกับ ‘แรงเทขายทองคำในช่วงวิกฤต’ ไปพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะการปรับตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งกดราคาลงไปแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 4,100 ดอลลาร์

 

ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่าระดับดังกล่าวถือเป็น ‘จุดเปลี่ยนเชิงเทคนิค’ ที่สำคัญ เนื่องจากเป็นแนวรับของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (SMA 200 วัน) และเริ่มเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างชัดเจน สะท้อนว่านักลงทุนระยะกลางถึงยาวเริ่มกลับเข้าสะสมทองคำอีกครั้ง สัญญาณเชิงบวกที่น่าสนใจ คือโครงสร้างราคาที่เริ่ม ‘จุดต่ำยกสูงขึ้น’ อย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ว่าฝั่งขายเริ่มอ่อนแรง ขณะที่แรงซื้อค่อย ๆ กลับมาเป็นลำดับ

 

จุดสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา ราคาทองคำสามารถดีดตัวขึ้นแรงและ ‘ทะลุเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน (SMA 100 วัน)’ ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกในเชิงโมเมนตัม แต่นักลงทุนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าราคาจะสามารถ ‘ยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง’ หรือไม่?

 

ราคาทองคำในตลาดโลก

 

แนวต้าน 4,800 / 5,000 ดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายหลักที่ 5,200 ดอลลาร์

 

แนวรับ 4,300 / 4,100 ดอลลาร์

 

ราคาทองคำแท่ง ภายในประเทศ

 

แนวต้าน 73,500 / 75,500 บาท และ 77,500 บาท

 

แนวรับ 67,000 / 65,000 บาท

The post เกมเส้นตายที่ไม่มีวันจบ เมื่อสหรัฐฯ-อิหร่านยื้อกันถึงขีดสุด ตลาดเริ่ม ‘ชินชา’ แต่ความเสี่ยงยังไม่หายไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกแผน ‘เอกนัฏ’ รีดกำไรส่วนเกิน ทุบ ‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ ความเสี่ยงที่อาจแลกมาด้วย ‘สงครามภาษี’ รอบใหม่ครั้งใหญ่กับสหรัฐฯ? https://thestandard.co/ekanat-refinery-profit-tax-war/ Thu, 09 Apr 2026 13:48:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1196487 เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล

สืบเนื่องจาก แหล่งข่าวระดับสูงในวงการพลังงาน เปิดเผยกับ […]

The post เจาะลึกแผน ‘เอกนัฏ’ รีดกำไรส่วนเกิน ทุบ ‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ ความเสี่ยงที่อาจแลกมาด้วย ‘สงครามภาษี’ รอบใหม่ครั้งใหญ่กับสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล

สืบเนื่องจาก แหล่งข่าวระดับสูงในวงการพลังงาน เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระบุก่อนหน้านี้ว่า ในวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา

 

จากกรณีที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.กระทรวงพลังงาน ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อสั่งลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ‘หน้าโรงกลั่น’ ลงลิตรละ 2 บาท

 

โดยคาดว่าจะสามารถดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อนำมาเป็นส่วนลดราคาน้ำมันขายปลีก หน้าปั๊มให้ประชาชนลงได้ 2.14 บาทต่อลิตรนั้น รมว.กระทรวงพลังงาน ได้เชิญซีอีโอของบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงกลั่นในประเทศไทยจำนวน 6 แห่งเพื่อเข้ามาหารือ ทีละราย

 

ปรากฏว่า ไม่มีตัวแทนผู้บริหารของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มาเข้าไปพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตามคำเชิญ

 

โดยคาดว่า บางจากฯ เข้าใจว่าการเรียกหารือนี้ จะเป็นการขอความร่วมมือให้มอบเงินกำไร ส่วนเกินของบริษัทเพื่อช่วยเหลือรัฐตามที่ถูกร้องขอ จำเป็นต้องนำเรื่องเข้าหารือและได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) หรือผู้ถือหุ้นเสียก่อน ไม่สามารถรับปากโดยพลการได้

 

อีกทั้งมีกระแสข่าวว่า บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ซึ่งมีผู้ถือหุ้นต่างชาติ ได้ส่งซีอีโอเข้าร่วมการเจรจาด้วย มีรายงานว่า SPRC กำลังเตรียมพิจารณาเพื่อดำเนินการคัดค้านและอาจถึงขั้นฟ้องร้องรัฐ เนื่องจากไม่สามารถยอมรับการถูกบังคับหักเงินกำไรส่วนเกินได้

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 1

 

SPRC ชี้แจงไม่มีการฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐ กรณีลดราคาหน้าโรงกลั่น

 

ขณะที่ล่าสุดวันนี้ (9 เมษายน) บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ออกแถลงการณ์ชีแจง ระบุว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นในสื่อบางช่องทาง เกี่ยวกับกรณีมาตรการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล และมีการพาดพิงว่าบริษัท SPRC อาจไม่ให้ความร่วมมือ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานภาครัฐนั้น บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ขอเรียนชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง และก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชน โดยบริษัทฯ ไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายและไม่มีการฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐในกรณีนี้แต่อย่างใด

 

บริษัทฯ ยืนยันว่า ได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่องเสมอมา ในการหารือและดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่สถานการณ์พลังงานมีความผันผวน ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย บริษัทฯ ดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล โดยยึดมั่นในความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงความสมดุลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน

 

บริษัทฯ ขอเน้นย้ำว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่องในการบริหารจัดการด้านพลังงานของประเทศ และสนับสนุนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พร้อมทั้งดำเนินการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 2เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 3

 

วันนี้ (9 เมษายน) ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กรรมการที่เป็นผู้บริหาร และ กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงประเด็นที่มีการระบุว่าไม่มีตัวแทนผู้บริหารบางจากของบางจากเข้าไปพบ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตามคำเชิญเพื่อหารือเรื่องค่าการกลั่น ว่า ตนติดภารกิจจึงไม่ได้ไปตามคำเชิญ

 

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า มีเจ้าหน้าที่ของบางจากที่ไปสแตนด์บายอยู่ ซึ่งหลังจากนี้ก็มีการจะเข้าไปชี้แจงกับ รมว.พลังงาน ว่า ตนมีภารกิจ จึงไม่ได้เข้าไปร่วมหารือในวันเวลาดังกล่าว

 

หากถามว่าบางจากรู้สึกอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่กับการลดค่าการกลั่นลง 2 บาทตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ต้องเรียนว่า

 

“ประเทศไทยมีการปันส่วนน้ำมันครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2516 หลังจากนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้น จึงหมายความว่าไทยมีระบบที่สามารถตอบโจทย์กับสถานการณ์ได้ค่อนข้างมาก”

 

โดยมองว่ามาตรการต่างๆ ที่ออกมาเป็นการดูแลประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งตราบใดที่ยังอยู่บนกลไกของตลาด ก็เชื่อว่าน่าจะตอบโจทย์และสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ

 

“หลายประเทศเริ่มมีกระบวนการปันส่วนน้ำมันแล้ว แต่ไทยยังมีน้ำมันให้ใช้ อีกทั้งราคายังเกือบถูกที่สุดในภูมิภาค จึงคิดว่าไทยมีระบบกลไกอาจจะซับซ้อน แต่ตอบโจทย์การที่ให้คนไทยมีน้ำมันใช้ในราคาที่เหมาะสม”

 

กระแสข่าวว่า บริษัทได้มีการจ่ายเงินให้รัฐบาลอิหร่านเพื่อให้เรือขนส่งน้ำมันสามารถผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ได้อย่างปลอดภัย

 

ฝ่ายบริหารของบริษัทชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข่าวดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่าไม่มีการจ่ายเงินให้รัฐบาลอิหร่านแต่อย่างใด การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการประสานงานผ่านช่องทางทางการทูต โดย กระทรวงการต่างประเทศ ของไทยได้ส่งหนังสือไปยังสถานทูต อิหร่านเพื่อขอความอนุเคราะห์ และได้รับการยืนยันเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ว่าเรือขนส่งน้ำมันสามารถผ่านพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 4

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นผลมาจากค่า War Premium หรือค่าประกันภัยความเสี่ยงจาก สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค ซึ่งเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นตามภาวะสงคราม ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในลักษณะของการจ่ายให้กับรัฐบาลใด

 

“บริษัทไม่ได้เป็นเด็กดื้อ ตามที่มีการนำเสนอในบางสื่อ แต่เป็นเด็กน่ารักที่พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศในช่วงเวลาที่ความผันผวนจากปัจจัยภายนอกยังคงกดดันอย่างต่อเนื่อง”

 

นอกจากนี้ 9 เมษายน 2569 ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจากเข้าพบและแสดงความยินดีกับ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในโอกาสดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมหารือประเด็นสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน ที่สัปปายะสภาสถาน

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 5

 

หวั่นประเด็น ‘รีดกำไรส่วนเกิน’ จุดชนวนปัญหา Tariff War กับสหรัฐฯ รุนแรงขึ้น

 

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายด้านพลังงานระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า กระทรวงพลังงาน ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อสั่งลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 หน้าโรงกลั่น เมื่อพิจารณาในข้อกฎหมายแล้ว การนำ พ.ร.ก. น้ำมันเชื้อเพลิงฯ มาใช้เพื่อสั่งการในลักษณะนี้ยังมีช่องโหว่ และข้อโต้แย้งให้เอกชนต่อสู้ทางกฎหมายได้ แม้วัตถุประสงค์ของกฎหมายจะทำไปเพื่อผ่อนหนักเป็นเบาให้แก่ประชาชน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะสามารถใช้อำนาจสั่งกำหนดราคาขายของเอกชนได้ตามอำเภอใจ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการแทรกแซง อย่างรุนแรงโดยอำนาจรัฐ

 

หากย้อนกลับไปพิจารณาบริบทในอดีตช่วงปี 2565 ในยุคที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลเคยมีแนวคิดที่จะจัดเก็บภาษีกำไรส่วนเกิน (Windfall Tax) และพยายามแทรกแซงโรงกลั่นมาแล้ว แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่กล้าบังคับใช้ เนื่องจากโรงกลั่นต่างชาติ ทั้ง SPRC และ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO ในขณะนั้นไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และมีแนวคิดที่ฟ้องร้องรัฐบาลด้วยในขณะนั้น

 

ดังนั้น รัฐบาลยุคนั้นจึงต้องเปลี่ยนวิธีการไปเป็นการขอความร่วมมือ หรือขอบริจาค เงินจากโรงกลั่นแทน ซึ่งโรงกลั่นของกลุ่มทุนต่างชาติก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการบริจาค โดยมีเพียง ปตท. ที่ยอมช่วยเหลือเนื่องจากมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ

 

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายประเมินว่า หากรัฐบาลเดินหน้าใช้มาตรการบังคับสั่งลดราคาหน้าโรงกลั่นในครั้งนี้ ยังมีความเสี่ยงที่รัฐบาลถูกฟ้องร้อง แม้ล่าสุด SPRC จะออกแถลงการณ์ว่าจะไม่ฟ้องร้องรัฐบาลไทยจากกรณีดังกล่าวนี้

 

อย่างไรก็ดี มองว่ายังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการฟ้องตามมาในอนาคตจากกลุ่มผู้ถือหุ้นของ SPRC คือ กลุ่ม เชฟรอน (CHEVRON) พร้อมทั้งประเมินว่า หากเกิดกรณีฟ้องร้องเกิดขึ้น รัฐบาลไทยโอกาสแพ้คดีสูงมาก และที่น่ากังวลที่สุดคือ ข้อพิพาทนี้อาจไม่จบแค่การแทรกแซงราคาธรรมดาน้ำมันหน้าโรงกลั่น แต่จะยกระดับสร้างอีกปัญหาใหม่กลายเป็นกรณีศึกษาระดับชาติที่คล้ายคลึงกับปัญหา ‘เหมืองทองอัครา’

 

ยิ่งไปกว่านั้น ความน่ากลัวที่แท้จริงคือความเสี่ยงที่จะจุดชนวนสงครามการค้า (Trade War) หรือสงครามกำแพงภาษี (Tariff War) ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐฯ ให้กลับมามีความเสี่ยงรุนแรงขึ้น เนื่องจากบริษัทแม่และผู้ถือหุ้นใหญ่ของ SPRC คือกลุ่ม CHEVRON เป็นกลุ่มทุนขนาดยักษ์สัญชาติสหรัฐฯ

 

การที่รัฐบาลไทยไปงัดข้อหรือบังคับหักเงินเอกชนต่างชาติที่มีการศึกษาข้อกฎหมายอย่างลึกซึ้งและดำเนินธุรกิจอยู่ทั่วโลกนั้นมีความสุ่มเสี่ยงอย่างมาก หาก SPRC ดำเนินการฟ้องร้องแล้วเกิดพ่ายแพ้คดีในศาลไทย เรื่องนี้จะยิ่งลุกลามใหญ่โตเป็นประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่พอใจในประเด็นนี้ จนมีผลทำให้กลับมาเล่นงานประเทศไทยด้วยการงัดมาตรการกีดกันทางการค้าหรือกำแพงภาษี (Trade Tariff) ในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อเป็นการตอบโต้กลับมายังประเทศไทย

 

ในมุมมองของการแก้ปัญหา ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะว่า รัฐบาลไม่ควรใช้วิธีการแทรกแซงราคาแบบบังคับโรงกลั่น แต่ควรเปลี่ยนไปใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงเป้าหมาย (Targeted Subsidy) ที่มีความเปิดเผยและโปร่งใสกว่า

 

เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลปริมาณน้ำมันเข้า-ออก จากโรงกลั่นสู่สถานีบริการน้ำมัน เป็นข้อมูลที่มีการบันทึกแบบเรียลไทม์ (Real-time) และสามารถตรวจสอบได้ทันทีอยู่แล้ว หรือหากรัฐบาลต้องการจัดการกับกลุ่มทุนที่มีกำไรส่วนเกินระดับมหาศาลจริงๆ รัฐบาลควรใช้วิธีการลดความเหลื่อมล้ำผ่านการปรับโครงสร้างภาษีนิติบุคคลให้กลับไปเก็บในอัตราเดิม สำหรับส่วนกำไรที่ทะลุขีดจำกัด ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมและถูกต้องตามหลักการมากกว่าการไปบังคับยึดกำไรส่วนเกินเอาดื้อๆ

 

 

 

ภาพ: Andrii Sedykh, QQMinh88 / Shutterstock

The post เจาะลึกแผน ‘เอกนัฏ’ รีดกำไรส่วนเกิน ทุบ ‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ ความเสี่ยงที่อาจแลกมาด้วย ‘สงครามภาษี’ รอบใหม่ครั้งใหญ่กับสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาทองคำ มีนาคม 2026 เดือนที่ราคาดิ่งหนักสุดรอบ 13 ปี แม้สงครามปะทุ สภาทองคำโลกชี้ทองคำไม่ได้การันตีว่าราคาจะขึ้นเสมอไป ท่ามกลางความเสี่ยง https://thestandard.co/gold-price-march-2026-drop-war/ Thu, 09 Apr 2026 08:42:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1196291 ภาพกราฟแสดงราคาทองคำดิ่งลงอย่างหนัก พร้อมข้อความว่าทองคำร่วงหนักสุดรอบ 13 ปี สงครามเดือดราคาลง

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ได้ชื่อว่า ‘หลุมหลบภัย (Safe Haven […]

The post ราคาทองคำ มีนาคม 2026 เดือนที่ราคาดิ่งหนักสุดรอบ 13 ปี แม้สงครามปะทุ สภาทองคำโลกชี้ทองคำไม่ได้การันตีว่าราคาจะขึ้นเสมอไป ท่ามกลางความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงราคาทองคำดิ่งลงอย่างหนัก พร้อมข้อความว่าทองคำร่วงหนักสุดรอบ 13 ปี สงครามเดือดราคาลง

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ได้ชื่อว่า ‘หลุมหลบภัย (Safe Haven)’ ในยามที่เศรษฐกิจย่ำแย่ เงินเฟ้อสูง หรือเกิดความไม่แน่นอน เช่น ภาวะสงคราม แต่ตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้น ราคาทองคำกลับดิ่งลงหนัก สวนทางกับความเข้าใจของนักลงทุนจำนวนมาก

 

 
 

หลังสงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราคาทองคำโลกร่วงลงหนักสุดกว่า 20% โดยราคาทองคำพุ่งขึ้นแค่ช่วงวันแรกหลังสงคราม ไปแตะ 5,419 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากนั้นราคาดิ่งลงไปทำจุดต่ำสุดในรอบ 4 เดือนที่ 4,098 ดอลลาร์

 

ก่อนที่ราคาจะค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงปลายเดือนมีนาคม และพุ่งขึ้นกว่า 150 ดอลลาร์ ในช่วงหนึ่งวันหลังการประกาศข้อตกลงหยุดยิง

 

ส่วนราคาทองคำไทยหลังจากพุ่งไปแตะ 80,000 บาทต่อบาททองคำ อีกครั้ง หลังจากนั้นราคาร่วงลงไปแตะ 65,000 บาท ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ราว 71,000 บาท

 

ทองคำไม่ได้การันตีว่าจะพุ่งขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงเสมอไป

 

สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า การเทขายทองคำในช่วงสามสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมค่อนข้างรุนแรง ขัดกับความเชื่อในตลาด แต่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยความเคลื่อนไหวช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นับเป็นเดือนที่อ่อนแอที่สุดสำหรับทองคำนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2013 ซึ่งเป็นผลจากการลดการใช้อัตราทด (Deleveraging) และสภาพคล่องที่ลดลง มากกว่าเรื่องของปัจจัยพื้นฐาน

 

“ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นและความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่กลับมาอีกครั้ง เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าทองคำไม่ใช่เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่การันตีว่าราคาจะสูงขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงเสมอไป แต่ราคาทองคำจะสูงขึ้นก็ต่อเมื่อมีผู้ซื้อรายใหม่ๆ เข้ามาในตลาดมากกว่าผู้ขาย เพียงเท่านั้น”

 

ช่วงสามสัปดาห์แรกของเดือนก่อนจนถึง ณ วันที่ 24 มีนาคม ทองคำดูเหมือนจะตอบสนองรุนแรงเกินไปต่อการดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของสหรัฐฯ ที่ขับเคลื่อนโดยความขัดแย้ง เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ราคาทองคำร่วงลงอย่างรุนแรง

 

การลดลงส่วนใหญ่ของราคาทองคำมาจากปัจจัยด้านโมเมนตัม คือเงินทุนไหลออกจาก ETF ทองคำทั่วโลก, การลดสถานะซื้อสุทธิ (Net Long) ในตลาด COMEX

 

โดย ETF ทองคำ ทั่วโลกมียอดขายสุทธิ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 84 ตัน ในเดือนมีนาคม นำโดยอเมริกาเหนือเกือบที่ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 87 ตัน และยุโรปที่ 0.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 7 ตัน ส่วนฝั่งเอเชียยังเห็นเงินทุนไหลเข้า 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 10 ตัน

 

5 ปัจจัยหลัก กดดันราคาทองคำ

 

บทวิเคราะห์จากโมเดล GRAM ของสภาทองคำโลกสะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับราคาทองคำในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยทองคำได้รับแรงกดดันอย่างหนักจนผลตอบแทนสะสมออกมาเป็นลบถึง 12% ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานที่นักลงทุนคุ้นเคยอย่างการพุ่งสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yields) และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดแรงขายสุทธิ แต่รายงานระบุชัดเจนว่ายังมีปัจจัยเบื้องหลังอื่นๆ ที่เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว

 

ปัจจัยแรก คือเรื่องของสถานะการถือครอง ซึ่งพบความเสี่ยงจากการสะสมสถานะซื้อของผู้เล่นฝั่งรายย่อยที่สูงมาก ทำให้เสี่ยงต่อภาวะแห่ขายระลอกใหญ่ หากราคาเริ่มปรับตัวลดลง ข้อมูลยืนยันสิ่งนี้ผ่านการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของสถานะ Non-Reportable ในตลาด COMEX ซึ่งมักเชื่อมโยงกับกลุ่มรายย่อย รวมถึงเม็ดเงินที่ไหลออกจากกองทุน ETF ทองคำทั่วโลกสุทธิถึง 80 ตัน โดยส่วนใหญ่มาจากสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าเป็นเงินทุนจากนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก

 

ปัจจัยที่สอง คือกลุ่มที่ปรึกษาการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นนักลงทุนตามเทรนด์ก็เข้ามาเป็นตัวคูณแรงขาย โดยก่อนหน้านี้ CTA ถือสถานะ Long (ซื้อ) ไว้สูงมาก แต่เมื่อราคาทองคำร่วงลงจนหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ราย 50/55 วัน ซึ่งเป็นแนวรับทางเทคนิคที่สำคัญในวันที่ 16 มีนาคม กลุ่มนี้จึงทำการปิดสถานะอย่างรวดเร็วเพื่อทำกำไรหรือตัดขาดทุน ทำให้แรงเทขายยิ่งทวีความรุนแรง

 

ปัจจัยที่สาม คือวิกฤตสภาพคล่องจากการลดเลเวอเรจในสินทรัพย์ต่างๆ ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นที่ดิ่งลงอย่างหนัก โดยเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง นักลงทุนจึงต้องเร่งขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเพื่อนำเงินไปสมทบเงินประกัน (margin call) ทองคำจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงแรงกดดันในการถูกขายทำกำไรหรือขายเพื่อนำสภาพคล่องไปพยุงพอร์ตการลงทุนอื่นที่กำลังขาดทุน

 

ปัจจัยที่สี่ คือตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เข้ามาซ้ำเติม โดยนักลงทุนเทขายพันธบัตรเนื่องจากกังวลเรื่องช็อกเงินเฟ้อในระยะสั้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 2 ปี พุ่งสูงขึ้น

 

ปัจจัยที่ห้า คือความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางและการคาดการณ์ในตลาด แม้ว่าธนาคารกลางตุรกีจะตัดสินใจใช้ทองคำประมาณ 50 ตันเป็นหลักประกัน ผ่านการทำสวอปเพื่อหาเงินสดชั่วคราว ไม่ใช่การเปลี่ยนกลยุทธ์การถือครองทองคำ แต่ข่าวนี้กลับถูกนำไปตีความจนกลายเป็นข่าวลือเรื่องการขายทองคำระลอกใหญ่ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่แสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางหลายแห่งมีการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อรองรับความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เป็นการยืนยันว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ด้านสภาพคล่องเป็นหลัก

 

ในทางกลับกัน รายงานมองว่าการหยุดชะงักของกิจกรรมทางการตลาดในบางส่วนของภูมิภาคตะวันออกกลางในเดือนมีนาคมนั้น ไม่น่าส่งผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อราคาทองคำในตลาดโลก แม้ว่าปัญหาด้านการเดินทางและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์เครื่องประดับและทองแท่งขนาดเล็กโดยเฉพาะจากผู้ซื้อต่างชาติ จนทำให้ราคาในท้องถิ่นปรับตัวลงสู่ระดับที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับราคา COMEX แต่การปรับตัวดังกล่าวก็ยังอยู่ในวงจำกัด

 

‘ตุรกี’ ปัจจัยเร่งเทขายทองคำมหาศาล 2 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ข้อมูลล่าสุดจาก Financial Times เผยให้เห็นปัจจัยกดดันที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยระบุว่า นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น ตุรกีได้เทขายหรือปล่อยกู้ทองคำรวมมูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.4 แสนล้านบาท ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำดิ่งลงหนักที่สุดรายเดือนนับตั้งแต่ปี 2013

 

รายงานจากการวิเคราะห์ของที่ปรึกษา Metals Focus บนข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ธนาคารกลางตุรกี (CBRT) ขายทองคำไปถึง 52 ตัน ในช่วงระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 27 มีนาคม ทำให้ปริมาณทองคำสำรองสุทธิลดลงเหลือ 440 ตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี

 

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน ธนาคารกลางตุรกีได้จัดทำทองคำสวอป (Swaps) อีกประมาณ 79 ตัน ซึ่งเป็นกระบวนการปล่อยเช่าทองคำแท่งเพื่อสร้างรายได้และนำเงินสดมาพยุงค่าเงินลีรา แต่ในทางกลับกัน กระบวนการนี้กลับไปเพิ่มอุปทานทองคำที่มีอยู่ในตลาด ทำให้ความกดดันด้านราคาทองคำมีมากขึ้นไปอีก

 

การเทขายทองคำของตุรกียังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการบริหารทองคำสำรองของธนาคารกลางทั่วโลก โดยในปีที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อทองคำสุทธิของธนาคารกลางทั่วโลกลดลง 20% และในปีนี้ นอกจากตุรกี ยังมีรัสเซียที่ขายทองคำออกไป 15 ตันในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์

 

แม้ว่าธนาคารกลางจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ในเดือนมกราคมที่กว่า 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมล่าสุดกลับกลายเป็นแรงกดดัน Nicky Shiels นักวิเคราะห์จาก MKS Pamp กล่าวว่า “การขายของธนาคารกลางเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาลดลงกว่า 1,000 ดอลลาร์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดมักจะคิดว่าธนาคารกลางจะเป็นผู้รับซื้อเสมอ แต่ข้อมูลล่าสุดและแถลงการณ์อย่างเป็นทางการกำลังหักล้างแนวคิดนั้น”

 

อ้างอิง:

 

The post ราคาทองคำ มีนาคม 2026 เดือนที่ราคาดิ่งหนักสุดรอบ 13 ปี แม้สงครามปะทุ สภาทองคำโลกชี้ทองคำไม่ได้การันตีว่าราคาจะขึ้นเสมอไป ท่ามกลางความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐสั่งเฉือนกำไรโรงกลั่น ตัดตอนวิกฤตของแพงถาวร ‘ดร.นิเวศน์’ ห่วงทำลายความเชื่อมั่นต่างชาติ อุตสาหกรรมพังทลาย https://thestandard.co/refinery-profit-cut-investor-confidence-niwes/ Wed, 08 Apr 2026 11:53:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1195964 ภาพประกอบแสดงโรงกลั่นน้ำมันและกราฟราคาน้ำมัน พร้อมภาพ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร สะท้อนประเด็นการแทรกแซงราคาพลังงานและความเชื่อมั่นนักลงทุน

จากกรณีที่กระทรวงพลังงาน โดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังง […]

The post รัฐสั่งเฉือนกำไรโรงกลั่น ตัดตอนวิกฤตของแพงถาวร ‘ดร.นิเวศน์’ ห่วงทำลายความเชื่อมั่นต่างชาติ อุตสาหกรรมพังทลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงโรงกลั่นน้ำมันและกราฟราคาน้ำมัน พร้อมภาพ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร สะท้อนประเด็นการแทรกแซงราคาพลังงานและความเชื่อมั่นนักลงทุน

จากกรณีที่กระทรวงพลังงาน โดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เตรียมใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อสั่งลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ‘หน้าโรงกลั่น’ ลงลิตรละ 2 บาท โดยคาดว่าจะสามารถดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อนำมาเป็นส่วนลดราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มให้ประชาชนลงได้ 2.14 บาทต่อลิตรนั้น

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและแผนพลังงาน (กบง.) ระบุว่า ต้องการให้โรงกลั่นเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนพลังงานของประเทศ โดยการลดค่าการกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร ถือเป็นอีกกลไกหนึ่งในการช่วยพยุงราคาน้ำมัน นอกเหนือจากกลไกเดิมผ่านกองทุนน้ำมัน

 

ทำไมค่าการกลั่นพุ่งสูง?

 

ค่าการกลั่นของไทยจะอิงจากค่าการกลั่นของสิงคโปร์ โดยช่วงที่ผ่านมาค่าการกลั่นในตลาดสิงคโปร์พุ่งขึ้นสูงมาก ทำให้ค่าการกลั่นของไทยพุ่งขึ้นจากราว 2 บาทต่อลิตร มาเป็น 17.40 บาทต่อลิตร

 

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ (Singapore GRM) ตามการคำนวณของ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) พุ่งขึ้น 396% จากสัปดาห์ก่อน แตะระดับ 44.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จาก 9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้น

 

โดยส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้น 876% จากสัปดาห์ก่อน แตะระดับ 29.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนต่างราคาน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 61% จากสัปดาห์ก่อน แตะระดับ 110.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 67% จากสัปดาห์ก่อน แตะระดับ 140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งส่วนต่างราคาเหล่านี้อยู่สูงกว่าช่วงปกติที่ 12-16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างมีนัยสำคัญ จากความขัดแย้งที่ยังคงยืดเยื้อระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ก่อนการประกาศข้อตกลงหยุดยิง

 

ทั้งนี้ บล.เคจีไอ คาดว่าผลกระทบต่อโรงกลั่นจะมีอยู่อย่างจำกัด เนื่องจากส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายืนอยู่ในระดับสูงที่ราว 140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้จะมีการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลง 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลที่ 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ยังคงอยู่สูงกว่าระดับปกติที่ 12-16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นอย่างมาก

 

สำหรับความเคลื่อนไหวราคาหุ้นโรงกลั่นน้ำมัน หลังสงครามปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนถึง 7 เมษายนที่ผ่านมา ราคาหุ้นของทั้ง 5 บริษัท มีทั้งหุ้นที่ราคาเพิ่มขึ้นและลดลง ได้แก่ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ซึ่งมีทั้งธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น +34.55% บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) มีทั้งธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น +27.74% บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) มีธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 0.67%

 

ส่วน บมจ.ไทยออยล์ (TOP) และ บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) ที่เน้นธุรกิจโรงกลั่นเป็นหลัก ราคาหุ้นลดลง -11.85% และ -9.93% ตามลำดับ

 

ดร.นิเวศน์ ค้านรัฐแทรกแซง ‘เฉือนกำไรโรงกลั่น’ ชี้ทำลายบรรยากาศการลงทุน หวั่นความเสี่ยงนโยบายทำต่างชาติเมินไทย

 

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor: VI) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยแสดงจุดยืน ‘ไม่เห็นด้วย’ กับแนวทางดังกล่าวอย่างชัดเจน พร้อมประเมินผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้นกับภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทยในระยะยาว

 

ชี้สะเทือนหลักการการค้าเสรี ‘ตอนกำไรถูกยึดคืน ถ้าขาดทุนใครชดเชย?’

 

ดร.นิเวศน์ มองว่า การดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นเป็นเรื่องที่ผิดเกณฑ์และกระทบต่อหลักการสำคัญของประเทศ เนื่องจากเป็นการแทรกแซงธุรกิจของภาคเอกชนที่ควรดำเนินการภายใต้ระบบการค้าเสรี

 

“หลักการทางธุรกิจคือการประกอบการเพื่อแสวงหากำไร และบางครั้งก็ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจ แต่การที่อยู่ๆ รัฐบาลจะมาขอกำไรคืน โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนว่าหากเอกชนขาดทุน รัฐจะช่วยชดเชยให้หรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล” ดร.นิเวศน์ กล่าว

 

แม้จะเข้าใจได้ว่าธุรกิจน้ำมันอาจไม่ใช่ธุรกิจที่เสรี 100% และมีการกำหนดกฎเกณฑ์หรือมาตรฐานด้านราคาไว้แล้ว แต่เมื่อเอกชนดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานจนมีกำไรในช่วงที่สถานการณ์เอื้ออำนวย (Windfall Profit) รัฐกลับมองว่ากำไรมากเกินไปและสั่งยึดคืน ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดีอย่างมากในภาพใหญ่ในการทำธุรกิจในประเทศไทย

 

เตือนความเสี่ยง Regulatory Risk ทำลายความเชื่อมั่นต่างชาติ

 

ดร.นิเวศน์ ระบุต่อว่า ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดคือ ภาพใหญ่ของการลงทุนจะเสีย ดร.นิเวศน์ อธิบายว่า เหตุการณ์นี้จะส่งสัญญาณเตือนไปยังนักลงทุนและผู้ประกอบการต่างชาติว่า รัฐบาลไทยสามารถใช้อำนาจแทรกแซงเพื่อดึงกำไรกลับคืนได้ทุกเมื่อ

 

การกระทำลักษณะนี้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงทางด้านการควบคุมของรัฐ (Regulatory Risk) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นักธุรกิจประเมินได้ยากและรับไม่ได้ แตกต่างจากความเสี่ยงทางธุรกิจทั่วไปเช่นยอดขายตกหรือขาดทุน เมื่อความเสี่ยงในการทำธุรกิจที่ประเทศไทยสูงขึ้น ต้นทุนการลงทุนก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติรายใหม่ไม่กล้าเข้ามาลงทุน หรือหากได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าความเสี่ยงก็จะปฏิเสธการลงทุนในไทย ในขณะที่นักลงทุนรายเดิมก็อาจจะค่อยๆ ถอนตัวออกไป

 

“หลักการทำธุรกิจสมัยใหม่เรื่องธรรมาภิบาล มีความสำคัญมาก การที่รัฐได้เงินคืนมาไม่กี่พันล้านบาท มันไม่คุ้มเลยกับความเชื่อมั่นที่เสียไปเลยในสายตานักลงทุนที่มองว่าการลงทุนในภาพใหญ่ของประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงขึ้นจาก Regulatory Risk ทำให้คิดหนักขึ้น หากจะต้องลงทุนในไทย ” ดร.นิเวศน์ กล่าวย้ำ

 

ยกบทเรียน ‘เวเนซุเอลา’ รัฐแทรกแซงจนอุตสาหกรรมพังทลาย

 

ดร.นิเวศน์ ยังได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับประเทศที่ใช้กฎหมายในลักษณะนี้ เช่น เวเนซุเอลา ซึ่งรัฐบาลเข้าไปแทรกแซงและยึดกำไรจากธุรกิจน้ำมันเพราะเห็นว่ามีกำไรมหาศาล ผลลัพธ์สุดท้ายคือไม่มีใครกล้าเข้าไปลงทุนผลิตน้ำมัน ทำให้ประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรน้ำมันต้องประสบกับปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก

 

สำหรับแนวทางการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเรื่องราคาน้ำมันนั้น ดร.นิเวศน์ เสนอว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องจัดการด้วยตัวเอง เช่น การลดภาษี หรือใช้งบประมาณรัฐเข้าไปอุดหนุน แต่ไม่ควรนำภาคเอกชนเข้ามาร่วมรับภาระบังคับนี้ เพราะเอกชนเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงทางธุรกิจและโอกาสขาดทุนไว้เองอยู่แล้ว

 

“เวลาที่เราต้องแข่งขันดึงดูดการลงทุน ประเทศไทยต้องเน้นย้ำภาพลักษณ์ว่าเราสนับสนุนธุรกิจ เข้ามาลงทุนแล้วไม่ต้องกลัวว่าวันดีคืนดีจะถูกยึดกำไรคืน” ดร.นิเวศน์กล่าว

 

ในช่วงท้าย ดร.นิเวศน์ ได้เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า ตนเองก็มีรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในกลุ่มโรงกลั่น แต่การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะความกังวลเรื่องผลขาดทุนส่วนตัว เนื่องจากนักลงทุนย่อมต้องยอมรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่เป็นการมองในระยะยาวของประเทศว่า การสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีและการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้

 

นายกฯ สมาคมนักลงทุน มองหุ้นโรงกลั่นขาดทุนกำไรช่วงวัฏจักรขาขึ้น

 

ทิวา ชินธาดาพงศ์ นักลงทุนหุ้นคุณค่า และและนายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย (Investors Association of Thailand) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การหักค่าการกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร ถือว่าเยอะ คิดเป็นกว่า 8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยธรรมชาติแล้วธุรกิจโรงกลั่นจะมีกำไรจากสองส่วน คือ กำไรจากค่าการกลั่น และกำไรจากสต็อกสินค้าและวัตถุดิบ เมื่อภาครัฐเข้ามาแทรกแซงถือเป็นปัจจัยลบต่อธุรกิจโรงกลั่น ซึ่งเป็นหุ้นวัฏจักรที่มักจะทำกำไรได้สูงจากช่วงที่อุปสงค์และอุปทานไม่สมดุล

 

“รอบนี้โรงกลั่นโชคร้ายนิดหน่อย จริงๆ ควรเป็นรอบที่เขาจะได้ผลประโยชน์เต็มที่ แต่เมื่อค่าการกลั่นพุ่งขึ้นไปสูงผิดปกติ รัฐบาลก็อยากให้เข้ามาแชร์สุขแชร์ทุกข์” ทิวากล่าว

 

แม้ราคาน้ำมันดิบโลกจะเริ่มปรับลง หลังจากมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ แต่ทิวามองว่า “มีโอกาสที่รัฐบาลจะลดค่าการกลั่นลงต่อ เพื่อให้ราคาขายหน้าปั๊มลงมาอีก เพราะสถานการณ์รอบนี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง ความเสี่ยงเรื่องการแทรกแซงจากภาครัฐ แม้แต่ค่าการตลาด ก็จะเข้ามากดดันธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้ทุกคนผ่อนคลายลงและช่วยในเชิง Sentiment”

 

อย่างไรก็ตาม ทิวามองว่าแม้จะถูกหักค่าการกลั่น 2 บาท แต่ในแง่ของการดำเนินงาน โรงกลั่นก็ไม่ได้ถึงกับต้องหยุดผลิต เพราะมีต้นทุนคงที่ที่สูงมาก และด้วยค่าการกลั่นในระดับ 2-3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ธุรกิจก็ยังสามารถอยู่รอดและมีกำไรที่ดีได้ โดยกำไรส่วนใหญ่ที่ผันผวนมักจะมาจาก Stock Gain หรือ Stock Loss มากกว่า

 

ตัดไฟแต่ต้นลม สกัดราคาสินค้าพุ่ง

 

สำหรับเหตุผลที่รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงอย่างรวดเร็ว ทิวามองว่า รัฐบาลต้องการตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อหยุดวิกฤตพลังงานไม่ให้ลุกลาม เพราะหากปล่อยไว้ ต้นทุนในทุกภาคส่วนจะพุ่งสูงจนคุมไม่อยู่ และหากข้าวของเครื่องใช้ปรับราคาขึ้นไปแล้ว มักจะปรับลงได้ยาก การกดราคาน้ำมันลงมาให้เร็วที่สุด เช่น หากกดราคาดีเซลลงไปต่ำกว่า 40 บาทต่อลิตรได้ จะช่วยชะลอการขึ้นราคาสินค้าอื่นๆ ได้

 

“ผลกระทบรอบนี้กว้างมาก เราอาจจะยังไม่เห็นภาพทั้งหมด แต่ถ้าข้าวของแพงขึ้นมาก บางอุตสาหกรรมอาจจะไปต่อไม่ไหว ขณะที่บางอุตสาหกรรม เช่น ประมง เริ่มเห็นการหยุดชะงักบ้างแล้ว” ทิวาระบุ

 

เทรนด์ระยะยาวกดดันอุตสาหกรรมโรงกลั่น

 

ทิวายังให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับวัฏจักรของค่าการกลั่นในรอบนี้ว่า ปกติแล้วค่าการกลั่นจะปรับตัวสูงขึ้นจากฝั่งอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง แต่ในรอบนี้กลับมาจากฝั่งอุปทานที่หายไปจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ประกอบกับปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เปลี่ยนไปเมื่อประเทศผู้บริโภครายใหญ่อย่างสหรัฐฯ กลายมาเป็นผู้ผลิต ทำให้อุตสาหกรรมพลิกผันไปมาก

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในระยะยาว อุปสงค์ของน้ำมันมีแนวโน้มแย่ลงจากการมาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้ปัจจุบันจะมีจุดสะดุดเรื่องค่าเบี้ยประกันและค่าซ่อมที่แพงกว่ารถสันดาป รวมถึงการรออะไหล่นาน แต่หากระบบนิเวศ (Ecosystem) ของ EV สมบูรณ์ขึ้น อย่างเช่นในจีนที่ไม่ได้เผชิญอุปสรรคเหล่านี้แล้ว เทรนด์การใช้น้ำมันจะลดลงอย่างแน่นอน

 

“โดยส่วนตัว ผมชอบลงทุนในธุรกิจที่มีอุปสงค์ใหม่ๆ มากกว่า การเล่นหุ้นโรงกลั่นเป็นเหมือนการเล่นเกมสั้น ได้เงินมาก็มีความเสี่ยง ผมชอบอะไรที่สมเหตุสมผลกับมูลค่า ในระยะยาวจริงๆ หุ้นโรงกลั่นควรเทรดในระดับที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี เพราะเทรนด์ในอนาคตคนจะใช้น้ำมันน้อยลงเรื่อยๆ แน่นอน จะช้าจะเร็ว คนก็ต้องการของชิ้นนี้น้อยลง เวลาผมลงทุนผมจะมองว่าอีก 5 ปีข้างหน้า มนุษย์จะใช้สิ่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่” ทิวากล่าวทิ้งท้าย

The post รัฐสั่งเฉือนกำไรโรงกลั่น ตัดตอนวิกฤตของแพงถาวร ‘ดร.นิเวศน์’ ห่วงทำลายความเชื่อมั่นต่างชาติ อุตสาหกรรมพังทลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำมันดิบร่วงแรง สู่ระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ เงินบาทแข็งแตะ 32.07 บาท หลังสหรัฐฯ-อิหร่านตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ https://thestandard.co/us-iran-ceasefire-oil-baht/ Wed, 08 Apr 2026 02:32:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1195707 แท่นขุดเจาะน้ำมันยามเย็น สื่อถึงราคาน้ำมันดิบที่ลดลงและเงินบาทแข็งค่า

ราคาน้ำมันดิบร่วง สู่ระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ โดย Brent […]

The post น้ำมันดิบร่วงแรง สู่ระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ เงินบาทแข็งแตะ 32.07 บาท หลังสหรัฐฯ-อิหร่านตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แท่นขุดเจาะน้ำมันยามเย็น สื่อถึงราคาน้ำมันดิบที่ลดลงและเงินบาทแข็งค่า

ราคาน้ำมันดิบร่วง สู่ระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ โดย Brent ลงราว 15% แตะ 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI ลงกว่า 16% สู่ระดับ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังสหรัฐฯ-อิหร่านตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ ขณะที่ ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.07 บาทต่อดอลลาร์ ‘แข็งค่าขึ้นมาก’ จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์

 

สัญญาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ส่งมอบเดือนพฤษภาคม ร่วงลงกว่า 16% สู่ระดับ 94.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (เมื่อเวลา 20:03 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ) ขณะที่น้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์ราคาน้ำมันมาตรฐานระดับโลกสำหรับการส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวลดลงกว่า 15% อยู่ที่ 92.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.07 บาทต่อดอลลาร์ ‘แข็งค่าขึ้นมาก’ จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ ตอบรับข่าว สหรัฐฯ ระงับการโจมตีอิหร่านเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ เพียงไม่นานก่อนถึงกำหนดเส้นตายของประธานาธิบดี Donald Trump หลังจากนั้นไม่นาน ทางการอิหร่าน ยังได้ออกแถลงการณ์พร้อมระงับการโจมตีตอบโต้และประสานงานการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz หากสหรัฐฯ กับอิสราเอล ระงับการโจมตีอิหร่านจริง

 

“ภาพดังกล่าวได้หนุนให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางและมีความหวังมากขึ้น ว่าการเจรจาหยุดยิงจะกลับมาดำเนินต่ออีกครั้ง นำไปสู่การคลี่คลายและยุติความขัดแย้งได้ในที่สุด โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างกลับมาคาดว่า Fed มีโอกาสราว 60% ที่จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ จากช่วงก่อนกระแสข่าวการระงับการโจมตี ที่ผู้เล่นในตลาดมองเพียงว่า Fed อาจคงดอกเบี้ยในปีนี้” พูนกล่าว

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เพื่อรอลุ้น พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังใกล้ครบกำหนดเส้นตายที่ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ระบุไว้ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.08% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.10% ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ตอบรับกระแสข่าวการพักรบ 2 สัปดาห์ โดยล่าสุด สัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นราว +2% ถึง +3% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย

 

ตลาดหุ้นยุโรป: ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงกว่า -1.01% หลังผู้เล่นในตลาดต่างระมัดระวังและลดความเสี่ยง ก่อนจะถึงกำหนดเส้นตายที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ระบุไว้ โดยแรงขายได้กระจุกอยู่ในบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ อาทิ ASML -4.1% รวมถึงหุ้นกลุ่ม Healthcare และกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารและการบิน ขณะที่ หุ้นกลุ่มพลังงานสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ อย่างไรก็ดี กระแสข่าวการพักการโจมตีเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ได้หนุนให้ ล่าสุด สัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นยุโรป (อ้างอิง ตลาดหุ้นเยอรมนี) พุ่งขึ้นราว +4% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย

 

ส่วนตลาดบอนด์: บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ก่อนที่จะปรับตัวลงสู่ระดับ 4.26% ตามความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลงได้ ตามกระแสข่าวการพักการโจมตีอิหร่าน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดช่องทางให้มีการเจรจาหยุดยิง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดกลับมาประเมินว่า Fed มีโอกาสราว 60% ที่จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้

 

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ โดยหากสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังทรงตัว ไม่มีพัฒนาการเพิ่มเติมชัดเจน ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ (อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ที่จะรับรู้ในสัปดาห์นี้) ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่

 

Krungthai GLOBAL MARKETS คงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อย่างช่วงที่ตลาดกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักชัดเจน เช่น ประเมินว่า Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% (ที่เป็นระดับ Fair Value ที่ประเมินจากโมเดล ACM และ Yield Spread) ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ Fed 1-2 ครั้ง ในปีนี้

 

ตลาดค่าเงิน: เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ก่อนจะพลิกกลับมาอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจทยอยคลี่คลายลงได้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวลดลง สู่โซน 99 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9-100.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจทยอยคลี่คลายลง กอปรกับการย่อตัวลงบ้างของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมา รีบาวด์สูงขึ้น เหนือโซน 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed รวมถึง รายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (รับรู้ในช่วง 01.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ของเช้าวันพฤหัสฯ นี้) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed

 

‘สัญญาณบวก’ ดันบาทแข็งค่าหลุดโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้

 

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) พูนกล่าวว่า แม้โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทมีกำลังมากขึ้น จนทำให้ เงินบาทสามารถทยอยแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ทว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง และยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ทำให้ Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่เร่งรีบปรับมุมมองต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างชัดเจน จนปรับเปลี่ยนสถานะถือครอง ทั้งในส่วนของ Long USD (มองเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น) และ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) อย่างมีนัยสำคัญ (อาจมีการทยอยปิดสถานะบ้าง) ทำให้เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ไปก่อนได้ เพื่อรอรับรู้ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเพิ่มเติม

 

โดย Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า หากเริ่มเห็นสัญญาณการเจรจาหยุดยิงที่มีความคืบหน้ามากขึ้น หรือการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz เริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดมีความหวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จนทำให้ทยอยเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งจะพอช่วยหนุนให้ เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นจนหลุดโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ (แม้ว่า สถานการณ์สงครามอาจจะยังไม่ได้จบลงจริง หรือยังไม่ได้เกิดข้อตกลงหยุดยิงได้จริง)

 

แต่หากเงินบาทยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน ในเชิงเทคนิคัล จากกลยุทธ์ Trend-Following Krungthai GLOBAL MARKETS จะยังคงมองว่า เงินบาทยังมีโอกาสเพียงแกว่งตัว Sideways เป็นอย่างน้อย และยังอยู่ในแนวโน้มการอ่อนค่าลง

 

อนึ่ง ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง จากกระแสข่าวการพักการโจมตีเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งอาจหนุนให้ บรรดานักลงทุนต่างชาติทยอยกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยได้บ้าง โดยเฉพาะในฝั่งหุ้น ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงซื้อเงินดอลลาร์จากบรรดาผู้นำเข้า หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นใกล้โซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ รวมถึงแรงซื้อเงินดอลลาร์ เพื่อจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ ที่จะเริ่มกลับเข้ามากดดันเงินบาทมากขึ้น ในช่วงฤดูกาลจ่ายเงินปันผลในไตรมาสที่ 2 ขณะเดียวกัน หากเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงจากแรงขายของบรรดาผู้ส่งออก โดยเฉพาะแถวโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ที่กลายเป็นแนวต้าน

 

Krungthai GLOBAL MARKETS คงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ Krungthai GLOBAL MARKETS จะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน Krungthai GLOBAL MARKETS ถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

 

ภาพ: QiuJu Song/ Shutterstock

The post น้ำมันดิบร่วงแรง สู่ระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ เงินบาทแข็งแตะ 32.07 บาท หลังสหรัฐฯ-อิหร่านตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุนทรพจน์ทรัมป์คือ ‘เทคนิคเจรจา’ บีบอิหร่านเข้าโต๊ะสันติภาพ อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะจับตา 3 เงื่อนไขชี้ชะตาตะวันออกกลาง https://thestandard.co/global-stock-rebound-tech-sector-2026/ Tue, 07 Apr 2026 07:06:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1195489 global-stock-rebound-tech-sector-2026

The post สุนทรพจน์ทรัมป์คือ ‘เทคนิคเจรจา’ บีบอิหร่านเข้าโต๊ะสันติภาพ อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะจับตา 3 เงื่อนไขชี้ชะตาตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
global-stock-rebound-tech-sector-2026

The post สุนทรพจน์ทรัมป์คือ ‘เทคนิคเจรจา’ บีบอิหร่านเข้าโต๊ะสันติภาพ อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะจับตา 3 เงื่อนไขชี้ชะตาตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ThaiBMA เผย หุ้นกู้ Q2/69 จ่อปรับโครงสร้างหนี้ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ จับตาอุปทานพันธบัตรล้น ดันต้นทุนหุ้นกู้ https://thestandard.co/thaibma-corporate-bonds-iran-war/ Fri, 03 Apr 2026 12:58:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1194537 นักธุรกิจบนเรือกระดาษท่ามกลางทะเลเงิน สื่อถึงความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นกู้ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ

วันนี้ (3 เมษายน 2569) ดร.สมจินต์ ศรโพศาล กรรมการผู้จัด […]

The post ThaiBMA เผย หุ้นกู้ Q2/69 จ่อปรับโครงสร้างหนี้ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ จับตาอุปทานพันธบัตรล้น ดันต้นทุนหุ้นกู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักธุรกิจบนเรือกระดาษท่ามกลางทะเลเงิน สื่อถึงความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นกู้ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ

วันนี้ (3 เมษายน 2569) ดร.สมจินต์ ศรโพศาล กรรมการผู้จัดการสมาคม ตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ประเมินผลกระทบสงครามอิหร่าน ต่อตลาดตราสารหนี้ไทย โดยมองว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่ผลกระทบจากสงครามมีโอกาสที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นได้

 

 
 

เช่นเดียวกับอุปทานของพันธบัตรที่อาจปรับเพิ่มขึ้น เนื่องด้วยผลกระทบจากสงคราม ทำให้เงินเฟ้อและราคาน้ำมันแพงขึ้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดหาเงินทุน (Funding) นำมาใช้ในมาตรการอุดหนุน (Subsidize) ค่าครองชีพและราคาสินค้า บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โตต่อไปได้

 

ตามกลไกตลาด เมื่อปริมาณพันธบัตรออกมาสู่ตลาดมากขึ้น ราคาของพันธบัตร ก็จะถูกลง และกดดันให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นไปอีก เพื่อดึงดูดความสนใจนักลงทุน

 

ทั้งนี้ ในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ อันดับความน่าเชื่อถือของตลาดตราสารหนี้ไทยยังอยู่ในระดับใช้ได้ ส่วนใหญ่เป็น Investment grade แม้ว่าปี 2568 ที่ผ่านมาจะมีบางเจ้าที่ถูกปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือเชิงลบ (Negative outlook) แต่เจ้าล่าสุดที่ระดมทุนอยู่ในระดับเสถียรภาพ (Neutral) ซึ่งสะท้อนว่าฐานะการคลังของไทยยังคงเป็นบวก

 

สอดคล้องกับกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทย ประมาณ 70,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และยังคงไหลเข้าต่อเนื่องในไตรมาส 1/2569 อีกประมาณ 19,589 ล้านบาท ทำให้สิ้นไตรมาสแรก ต่างชาติถือครองตราสารหนี้ไทย 937,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.1% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.3 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.1 ปี เมื่อสิ้นปี 2568 ซึ่งหากมองในภาพใหญ่ นักลงทุนต่างชาติยังมีความเชื่อมั่น ในตลาดตราสารหนี้ไทยโดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ไม่แน่นอน ปัจจัยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก็จะเห็นฟันด์โฟลว์เข้า-ออกอยู่เรื่อยๆ เนื่องจากนักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อปิดความเสี่ยง จะเห็นได้จากเดือนมีนาคมตลาดตราสารหนี้ประเทศเกิดใหม่ (Emerging market) ต้องเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลออก อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ต่างๆ เริ่มสงบลง การไหลออกของเงินทุนอย่างรวดเร็วก็จะชะลอลง

 

หุ้นกู้ไตรมาส 2 จ่อยืดหนี้ หากสงครามยืดเยื้อ

 

ด้านสถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า สถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับบริษัทที่มีปัญหาสภาพคล่องตึงตัวลากยาวสะสมมานาน 2-3 ปีแล้ว

 

โดยบริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้ส่วนใหญ่ มีแนวโน้มปรับโครงสร้างหนี้มากกว่า ผิดนัดชำระหนี้ถาวร เมื่อบริษัทเริ่มรู้ตัวว่าไม่สามารถหาเงินก้อนใหญ่มาจ่ายคืนเงินต้นหรือดอกเบี้ยได้ทัน ก็จะมีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อเจรจาขอผ่อนผันและยืดอายุการชำระหนี้ออกไปก่อน เพื่อประคองธุรกิจให้ไปต่อได้ ตราบใดที่เศรษฐกิจไม่ดี มีโอกาสที่หุ้นกู้จะผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น ในขณะเดียวกันหากเศรษฐกิจดี บริษัทผู้ออกหุ้นกู้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจจนมีกำไร ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้กลับมาสูงขึ้นตามไปด้วย

 

“ตอนนี้หลายๆ บริษัทพยายามประคับประคองสถานการณ์ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อ ดังนั้นจำนวนหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้อาจไม่เพิ่มขึ้น แต่การปรับโครงสร้างหนี้จะเพิ่มขึ้นแน่นอน”

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า หลายบริษัทที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ สุดท้ายสามารถกลับมาชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย ได้จนครบสัญญา แม้ว่าอาจจะมีบางรายที่จ่ายไปได้สักระยะแล้วกลับมา สะดุดซ้ำอีกก็ตาม

 

ทั้งนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย คาดว่าจะมีการออกหุ้นกู้ทั้งหมด มูลค่า 880,000-900,000 ล้านบาทในปี 2569 เฉลี่ยไตรมาสละ 220,000 ล้านบาท ระดับใกล้เคียงกับปีที่แล้ว

 

โดยอาจเห็นแนวโน้มการออกหุ้นกู้เร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เนื่องจากเดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่บริษัทต่างๆ อยู่ระหว่างเตรียมตัวออกหุ้นกู้ แต่เมื่อสงครามปะทุขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรผันผวนหนัก บริษัทต่างๆ จึงต้องชะลอการออกหุ้นกู้ออกไป เพื่อประเมินสถานการณ์ เช่นเดียวกับปี 2568 ที่ครึ่งปีแรกมีจำนวนการออกหุ้นกู้น้อยแค่ 20% แต่กลับมาพลิกฟื้นได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

 

อย่างไรก็ตาม ในการลงทุนหุ้นกู้ช่วงนี้นักลงทุนจำเป็นต้องใช้ความรอบคอบและระมัดระวังอย่างมาก โดยต้องให้ความสำคัญกับการจัดพอร์ตโฟลิโอ เพื่อกระจายความเสี่ยง และต้องประเมินล่วงหน้าให้ชัดเจนว่า พอร์ตการลงทุนสามารถยอมรับผลกระทบได้มากน้อยเพียงใด หากเกิดกรณีที่การคืนเงินลงทุนต้องถูกยืดระยะเวลาออกไป หรือมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นบางส่วน

 

ทั้งนี้ในไตรมาส 1/2569 มีการออกหุ้นกู้มูลค่า 171,889 ล้านบาท ลดลง 15% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยผู้ออกในกลุ่ม Investment grade สามารถออกได้ใกล้เคียงหรือมากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกและมูลค่าเฉลี่ยการออกที่ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ขณะที่กลุ่ม High yield ออกหุ้นกู้โดยรวมได้น้อยกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกและมูลค่าเฉลี่ยการออกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย กลุ่มอุตสาหกรรม ที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ENERGY PROPERTY และ FOOD and BEVERAGE

 

บอนด์ยีลด์พุ่ง กระทบต้นทุนหุ้นกู้แค่ไหน

 

ผู้ออกหุ้นกู้ทุกเรทติ้งมีต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ในทิศทางเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล โดยในไตรมาส 1/2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ทุกอันดับเครดิตปรับตัวสูงขึ้น 28-59 bps. ใกล้เคียงกับการปรับขึ้นของพันธบัตรรัฐบาล ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี อันดับเครดิต AAA AA A และ BBB+ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.09% 2.35% 2.82% และ 4.37% ตามลำดับ

 

ภาพ: Elnur / Shutterstock

The post ThaiBMA เผย หุ้นกู้ Q2/69 จ่อปรับโครงสร้างหนี้ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ จับตาอุปทานพันธบัตรล้น ดันต้นทุนหุ้นกู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 3 ฉากทัศน์ ของจุดจบสงครามตะวันออกกลาง พร้อมสถิติการเคลื่อนไหวสินทรัพย์ หากสงครามคลี่คลายจะลงทุนอะไรดี https://thestandard.co/middle-east-war-investment-scenarios/ Fri, 03 Apr 2026 11:11:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1194527 เปิด 3 ฉากทัศน์ ของจุดจบสงครามตะวันออกกลาง

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง จากสงครามในตะวันออกกลางที่ […]

The post เปิด 3 ฉากทัศน์ ของจุดจบสงครามตะวันออกกลาง พร้อมสถิติการเคลื่อนไหวสินทรัพย์ หากสงครามคลี่คลายจะลงทุนอะไรดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 3 ฉากทัศน์ ของจุดจบสงครามตะวันออกกลาง

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง จากสงครามในตะวันออกกลางที่สร้างความผันผวนให้กับภูมิทัศน์การลงทุนทั่วโลก ที่ยังไร้แววว่าจะจบเมื่อไหร่ และปลายทางของสงครามครั้งมีโอกาสจบอย่างไร ไปติดการวิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์ จุดจบของสงครามครั้งนี้ รวมทั้งคำแนะนำให้นักลงทุนเตรียมพร้อมรับมือ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ได้ร่วมให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH เพื่อฉายภาพทิศทางตลาด สถิติการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ในภาวะสงคราม รวมถึงกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับมือกับ ‘New Normal’ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

3 ฉากทัศน์การจบลงของสงคราม ‘จุดที่เลวร้ายที่สุด’ ผ่านพ้นไปแล้ว

 

ประเมินภาพรวมของสงครามว่าจะมีบทสรุปในรูปแบบใดนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แนวทางหลัก ได้แก่

 

  • จบด้วยการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คาดหวังไว้ตั้งแต่แรก แต่ไม่สามารถเปลี่ยนกลยุทธ์แบบ Multilateral Strategy ของอิหร่านได้ ทำให้แนวทางนี้ไม่สำเร็จ
  • การเจรจาพบกันคนละครึ่งทาง แม้จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงทำได้ยาก เนื่องจากข้อเรียกร้อง 5 ข้อของอิหร่าน และ 15 ข้อของสหรัฐฯ ไม่สามารถตกลงกันได้อย่างลงตัว
  • สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรบุกอิหร่าน หากคุยกันไม่รู้เรื่องและต้องใช้กำลัง แนวทางนี้ต้องอาศัยการชั่งน้ำหนักอย่างหนักจากผู้มีอำนาจ เพราะมีบทเรียนจากอิรักและอัฟกานิสถานว่าการบุกเข้าประเทศเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจเกิดความสูญเสียสูง ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ เลือกที่จะถอยหรือประกาศชัยชนะแบบดื้อๆ ก็อาจส่งผลเสียต่อการเป็นมหาอำนาจของตนเอง และทำให้ประเทศในภูมิภาคหันไปพึ่งพามหาอำนาจอีกขั้วอย่างจีนและรัสเซียแทน

 

อย่างไรก็ตาม หากมองสถานการณ์ในปัจจุบัน สิทธิชัยประเมินว่า “สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของสงครามในอิหร่านได้ผ่านไปแล้ว” โดยอ้างอิงจากสถิติการยิงโดรนและขีปนาวุธที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งตลาดได้รับรู้และซึมซับความกังวลไปมากพอสมควรแล้ว เว้นแต่จะลุกลามไปสู่สงครามนิวเคลียร์

 

เปิดสถิติ S&P 500 หากมีการ ‘บุก’ ตลาดหุ้นมักปรับตัวขึ้น

 

ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ หากสงครามนำไปสู่การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจบุกอิหร่าน สถิติของดัชนี S&P 500 นับตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามเป็นต้นมา บ่งชี้ว่า เมื่อมีการบุกเกิดขึ้น ตลาดหุ้นเกือบทั้งหมดจะปรับตัวขึ้น เนื่องจากความชัดเจนของสถานการณ์จะทำให้นักลงทุนสามารถจัดการพอร์ตการลงทุนได้ถูกต้อง โดยการบุกจะถือเป็น จุดกลับตัว (Turning Point) ของการลงทุนในรอบนั้นๆ

 

4 ปัจจัยหนุนการลงทุน หากสงครามคลี่คลาย

 

ในกรณีที่สงครามยืดเยื้อ กลยุทธ์พื้นฐานคือการตั้งรับและป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ด้วยน้ำมันหรือหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จะเกิด 4 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาด ได้แก่

 

  • ราคาน้ำมันลดลง จะเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มสายการบิน สายการเดินเรือ และกลุ่มยานยนต์
  • ความเสี่ยงในภูมิภาคลดลง เมื่อความกังวลเรื่องสงครามลดลง หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มที่อิงกำลังซื้อ และ Tech Platform จะกลับมาฟื้นตัวได้ดี
  • ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยลดลง จะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และธนาคารขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มวาณิชธนกิจ (เช่น Goldman Sachs, Morgan Stanley) ที่จะได้ประโยชน์จากดีล M&A และการทำ IPO ที่จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง
  • ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) คลี่คลาย กลุ่มที่จะได้ประโยชน์คือหุ้นปิโตรเคมีสาย Naphtha รวมถึงกลุ่มก๊าซธรรมชาติในยุโรป

 

เจาะกลยุทธ์ตลาดหุ้นไทย และฐานราคาน้ำมันยุคใหม่

 

ในส่วนของราคาน้ำมัน สิทธิชัยให้มุมมองว่า โครงสร้างพื้นฐานบางส่วนที่ถูกทำลายไปจะทำให้ราคาน้ำมันไม่สามารถกลับไปอยู่ในระดับ 50-60 ดอลลาร์เหมือนช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่านได้ แต่จะทรงตัวระดับสูงและ ค้างอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ ซึ่งสถานการณ์นี้แตกต่างจากช่วงสงครามยูเครนที่ผู้คนยังมีเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในรอบนี้ไม่มีมาตรการกระตุ้นและดอกเบี้ยก็ยังไม่สามารถลดลงได้

 

ดังนั้น แนะนำกลยุทธ์สำหรับตลาดหุ้นไทยจึงแบ่งเป็น

 

  • ระยะสั้น เน้นเก็งกำไรในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง, ห่วงโซ่อุปทานที่คลี่คลาย และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการทำ Short Covering
  • ระยะกลาง (3-6 เดือน) ทยอยสะสมหุ้นกลุ่มที่มี Pricing Power (อำนาจในการกำหนดราคา) ซึ่งสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังลูกค้าได้โดยไม่กระทบกับปริมาณการขาย (Volume)
  • ระยะยาว (6-12 เดือน) มองหาโอกาสในหุ้นพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มของ New Normal และควรระมัดระวังหุ้นกลุ่มพลังงานแบบดั้งเดิม

 

เปิด 4 New Normal โลกการลงทุนหลังสงครามอิหร่าน

 

สิทธิชัย ยังประเมินต่อว่า หลังจากการสิ้นสุดของความขัดแย้ง โลกจะก้าวเข้าสู่ New Normal 4 ประการ ได้แก่:

 

  • การลงทุนด้านการทหารสูงขึ้น จะมุ่งเน้นไปที่ระบบไร้คนขับ (Unmanned Systems) และเทคโนโลยีโดรน
  • การเติบโตของพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานนิวเคลียร์ที่จะได้รับความสนใจมากขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานพลังงาน จะมีการย้ายฐานความพึ่งพาจากเอเชียไปยังสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย (คล้ายกับที่ยุโรปเปลี่ยนจากรัสเซียมาพึ่งพาสหรัฐฯ)
  • ความเสี่ยงด้าน Stagflation ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง จะทำให้นักลงทุนต้องเน้นลงทุนในหุ้นที่มีรายได้แน่นอน มีการจ่ายเงินปันผล มีอำนาจในการกำหนดราคา และเน้นพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play)

 
 

บทสรุปกลยุทธ์ 4C รับมือความผันผวน

 
 

นอกจากนี้ยังแนะนำกลยุทธ์เพื่อให้นักลงทุนนำไปปรับใช้ได้จริง InnovestX ได้สรุปกลยุทธ์ผ่านแนวคิด 4C ได้แก่

 

  • C1 หากเชื่อว่าสงครามกำลังจะจบ ให้เตรียมตัวรับโอกาสการลงทุน
  • C2 หากไม่แน่ใจว่าสถานการณ์จะลากยาวหรือไม่ ให้เน้น ‘ทยอยซื้อสะสม’ หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีในทุกช่วงเวลา (DCA)
  • C3 ซื้อหวังผลระยะยาว เพื่อสอดรับกับเทรนด์ 4 New Normal ที่กำลังจะเกิดขึ้น
  • C4 เน้นตั้งรับเป็นสำคัญ สำหรับผู้ที่ยังไม่มีความมั่นใจในสถานการณ์สงครามเลย

The post เปิด 3 ฉากทัศน์ ของจุดจบสงครามตะวันออกกลาง พร้อมสถิติการเคลื่อนไหวสินทรัพย์ หากสงครามคลี่คลายจะลงทุนอะไรดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกวิกฤต ‘ปิโตรเคมีช็อก’ ทำไมพลาสติกแพง เสี่ยงขาดแคลน น่ากลัวกว่าน้ำมัน 60 บาท/ลิตร https://thestandard.co/petrochemical-shock-plastic-scarcity/ Fri, 03 Apr 2026 10:06:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1194438 ภาพประกอบแสดงชั้นวางสินค้าที่ว่างเปล่า สื่อถึงการขาดแคลนพลาสติกและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีฉากหลังเป็นภาพสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมากว่าหนึ่งเดือน กำลังก่ […]

The post เจาะลึกวิกฤต ‘ปิโตรเคมีช็อก’ ทำไมพลาสติกแพง เสี่ยงขาดแคลน น่ากลัวกว่าน้ำมัน 60 บาท/ลิตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงชั้นวางสินค้าที่ว่างเปล่า สื่อถึงการขาดแคลนพลาสติกและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีฉากหลังเป็นภาพสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมากว่าหนึ่งเดือน กำลังก่อตัวเป็นพายุลูกใหญ่ที่ชื่อว่า ‘ปิโตรเคมีช็อก’ พายุลูกนี้กำลังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในวงกว้าง และจะรุนแรงยิ่งกว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่พุ่งขึ้นมาแล้วเกือบ 60% ถ้าสถานการณ์ความขัดแย้งยังดำเนินต่อไป

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

สาเหตุที่ทำให้ ‘Second Round Effect’ หรือผลกระทบระลอกที่สอง ดูเหมือนจะรุนแรงกว่าระลอกแรก มาจากสิ่งที่เรียกว่า ‘พลาสติก’ ที่ราคากำลังแพงขึ้นไม่แพ้น้ำมัน และมีความเสี่ยงว่าจะขาดแคลน กระทบเป็นลูกโซ่ไปยังหลายอุตสาหกรรม จนอาจถึงขั้นทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอย่างหยุดชะงักได้

 

‘ปิโตรเคมีช็อก’ กำลังสั่นสะเทือนโลก

 

เพื่อให้เข้าใจถึงวิกฤตนี้ เราควรเข้าใจห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) พื้นฐานเสียหน่อย โดย Philip Geurts, chemicals and oil analyst ของ BloombergNEF อธิบายว่า ต้นทางของพลาสติกที่เราใช้กันอยู่ทุกวันเริ่มต้นจากน้ำมันดิบ (Crude oil) ที่ถูกนำมากลั่นจนได้ออกมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้น (Feedstocks) ที่สำคัญคือ แนฟทา (Naphtha) และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) นี่คือวัตถุดิบหลักที่ป้อนเข้าสู่โรงงานที่เรียกว่าแครกเกอร์ (Crackers)

 

จากนั้นแครกเกอร์จะเปลี่ยนวัตถุดิบเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราเรียกว่า เคมีภัณฑ์ขั้นต้น ในทางเทคนิคมีเคมีภัณฑ์ขั้นต้นหลักๆ 6 ชนิดที่ออกมาจากกระบวนการนี้ แต่สามตัวที่สำคัญคือ เอทิลีน, โพรพิลีน และพาราไซลีน ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของพลาสติกส่วนใหญ่ที่เราใช้กัน

 

สารเหล่านี้จะถูกนำไปผ่านกระบวนการโพลิเมอไรซ์เพื่อให้กลายเป็นโพลีเอทิลีน (Polyethylene) โพลีโพรพิลีน (Polypropylene) และโพลีเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET) ก่อนจะถูกสับเป็นเม็ดพลาสติกเล็กๆ ที่เรียกว่า “เนอร์เดิลส์” (Nurdles) และนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกต่างๆ

 

วิกฤตปิโตรเคมีช็อกเกิดขึ้นเพราะตะวันออกกลางคือหัวใจสำคัญของห่วงโซ่นี้ ข้อมูลของ Altana บอกว่า มีโรงงานปิโตรเคมีในตะวันออกกลางที่ยังดำเนินกิจการอยู่ถึง 193 แห่ง ซึ่งรองรับอุปทานถึง 22% ของโลก และทั้งหมดต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซในการขนส่งสินค้า เฉพาะซาอุดีอาระเบียเพียงประเทศเดียวก็ครองสัดส่วนถึง 75% ของกำลังการผลิตในภูมิภาคนี้

 

หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์ โพลีเอทิลีนราว 18 ล้านตัน หรือคิดเป็น 1 ใน 8 ของกำลังการผลิตทั้งหมดทั่วโลกจะหายไปจากตลาด ผลกระทบที่หนักที่สุดจะตกอยู่กับเอเชีย โดยการนำเข้าวัตถุดิบตั้งต้นอย่างแนฟทาและน้ำมันดิบที่ลดลง อาจทำให้การผลิตเอทิลีนและโพลีเอทิลีนในเอเชียลดลงถึง 15-17% ของการผลิตทั่วโลก

 

ปัจจุบันเราเริ่มเห็นสัญญาณอันตรายแล้ว เมื่อโรงงานแครกเกอร์ในเอเชียบางแห่งเริ่มหยุดการผลิตและต้องประกาศเหตุสุดวิสัย

 

วัตถุดิบตั้งต้นเหล่านี้เข้าไปเป็นส่วนประกอบในแทบทุกสิ่ง ตั้งแต่ถุงมือแพทย์ ชิ้นส่วนในการผลิตรถยนต์ สิ่งทอ ผงซักฟอก ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม การชะงักงันของปิโตรเคมีในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบปลายน้ำต่อสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันที่มีมูลค่าสูงถึง 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

คำถามสำคัญคือ พลาสติกที่หลายคนกำลังกังวลอยู่นี้ เป็นแค่เรื่องของราคาที่แพงขึ้น หรือจะลุกลามไปเป็นการขาดแคลน แต่หนึ่งในผลกระทบสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือ ในยุคหลังโควิด ปัจจัยขับเคลื่อนเงินเฟ้อที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึงในตอนนั้นคือ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์

 

Second Round Effect คืออะไร?

 

หลายคนอาจสงสัยว่าในเมื่อต้นทุนพุ่งสูงขึ้นแล้ว ทำไมของใช้บนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ตถึงยังไม่ปรับราคาขึ้นทันทีตั้งแต่ช่วงแรก? คำตอบคือสิ่งที่เรียกว่า ‘Time Lag’ หรือความล่าช้าในวงจรการผลิต

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) อธิบายว่า ก่อนหน้านี้เรากำลังเผชิญกับผลกระทบรอบแรก (First Round Effect) นั่นคือค่าน้ำมันแพงขึ้น

 

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่ากำลังตามมา นั่นคือผลกระทบระลอกที่สอง (Second Round Effect) เพราะน้ำมันไม่ใช่แค่พลังงาน แต่เป็น “ต้นทุนของปิโตรเคมี” โดยเฉพาะพลาสติกที่แทรกซึมอยู่ในทุกส่วนของการใช้ชีวิต รวมทั้งน้ำมันที่แพงขึ้นไปกระทบกับค่าขนส่งโดยตรง และเนื่องจากค่าขนส่งเป็นต้นทุนแฝงอยู่ในสินค้าทุกชนิด สิ่งนี้จึงเริ่มทำให้ต้นทุนสินค้าแพงขึ้นเรื่อยๆ

 

“คนเริ่มรู้สึกกันแล้วจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่การขึ้นถือว่ายังไม่สุด เพราะกองทุนน้ำมันยังชดเชยอยู่เกือบ 20 บาทต่อลิตร แต่น้ำมันแพงไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน เพราะเป็นต้นทุนของหลายอย่าง โดยเฉพาะพลาสติก ทำให้สินค้าจะแพงขึ้นเรื่อยๆ”

 

‘แพงขึ้น’ ไม่น่ากลัวเท่า ‘ขาดแคลน’

 

ดร.พิพัฒน์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าของแพง ก็คือ ‘ภาวะขาดแคลน’

 

“สินค้าราคาแพงคนยังพอหาซื้อหรือหลีกเลี่ยงการใช้ได้ แต่ถ้าของขาดแคลนจะเป็นเรื่องใหญ่กว่ามาก ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมอาหาร ต่อให้ทำอาหารเสร็จแล้ว แต่ถ้าไม่มีบรรจุภัณฑ์พลาสติกมาใส่ ก็ไม่สามารถนำออกไปขายได้ หรือหากไม่มีพลาสติกสำหรับบรรจุน้ำดื่ม สถานการณ์ก็จะยิ่งน่ากังวล” ดร.พิพัฒน์กล่าว

 

หากความขัดแย้งจบลงเร็ว วิกฤตจะไม่เกิดเพราะทุกคนยังมีสต็อกสินค้า แต่หากสินค้าที่ไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซหายไป 15-20% โดยไม่กลับมา ในระยะแรกตลาดจะดึงสต็อกออกมาใช้ก่อน แต่เมื่อพ้นช่วงไตรมาสที่ 2 ไปแล้ว สถานการณ์จะเริ่มน่ากังวล

 

ในกรณีเลวร้ายที่สุดหากของขาดแคลนจริงๆ กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะต้องหยุดชะงักลงทันที เพราะห่วงโซ่อุปทานนั้นเชื่อมโยงกันไปหมด และจะเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องทำในเวลานี้คือการพยายามรักษาอุปทานไว้ให้ได้ เช่น เม็ดพลาสติกและปุ๋ย พร้อมกับ “Hoping for the best, prepare for the worst”

 

Eka Global เผยต้นทุนบรรจุภัณฑ์จ่อพุ่ง 20-40% SME เสี่ยงขาดแคลนของ

 

แหล่งก๊าซธรรมชาติหลักของโลกที่ถูกโจมตีในตะวันออกกลาง ส่งผลสะเทือนถึงอุตสาหกรรมพลาสติกไทยด้วยเช่นกัน ล่าสุด CEO ของบริษัท Eka Global บอกว่าซัพพลายเม็ดพลาสติกโลกตึงตัวหนัก คาดต้องปรับราคาขายส่งผ่านต้นทุนสู่เจ้าของแบรนด์สินค้า 20-40%

 

ชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (Eka Global) ผู้นำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารระดับโลก เปิดเผยกับ THE STANDAR WEALTH ว่าเหตุระเบิดแหล่งก๊าซธรรมชาติ ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น เนื่องจากไม่สามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่เป็นสารตั้งต้นในการผลิตเม็ดพลาสติกได้

 

ชัยวัฒน์ประเมินว่า ตั้งแต่สัปดาห์แรกของสงคราม ซัพพลายเม็ดพลาสติกในตลาดโลกหายไปแล้วกว่า 30-50% ส่งผลให้เกิดภาวะซัพพลายตึงตัวอย่างหนัก แม้ปัจจุบันจะยังมีวัตถุดิบหลงเหลืออยู่บ้างแต่ต้องใช้วิธี ‘แบ่งกัน’ ระหว่างผู้ประกอบการ

 

“ในระยะสั้นของยังมีอยู่บ้างแต่น้อย และราคาจะแพงขึ้นมาก กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ SME ที่อาจจะหาของไม่ได้เลย ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่ยังพอหาได้แต่ต้องสู้ด้วยราคา”

 

สถานการณ์นี้ไม่ได้กระทบแค่พลาสติกชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ลามไปถึงทุกอุตสาหกรรมที่ใช้แพ็กเกจจิ้ง เพราะโรงงานปิโตรเคมี (กลางน้ำ) ในไทยมีผู้เล่นรายใหญ่เพียง 3-4 รายเท่านั้น เมื่อสารตั้งต้นขาดแคลน บางแพลนต์ต้องหยุดการผลิตหรือลดกำลังการผลิตลงตามรายงานที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อนหน้านี้

 

CEO Eka Global ยืนยันว่าในฐานะผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Cost Pass-through หรือการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกรายต้องทำ

 

ทั้งนี้ ชัยวัฒน์คาดการณ์ว่า สินค้าประเภทบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีแนวโน้มต้องปรับขึ้นราคาเฉลี่ย 20-40% เพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

 

“จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับ ‘สต็อก’ ของแต่ละแบรนด์ หากสงครามลากยาว 3-6 เดือน สินค้าบนชั้นวางอาจเริ่มขาดแคลนในบางสาขาหรือบางแบรนด์” ชัยวัฒน์ กล่าว

 

โดยยกตัวอย่างโครงสร้างราคาสินค้าที่ใช้พลาสติกเยอะ เช่น น้ำดื่ม หากขวดแพงขึ้น 40% ราคาน้ำดื่มอาจต้องขึ้น 10-15% แต่สินค้ามูลค่าสูงอย่างคอสเมติกหรือครีมกระปุกละหลายร้อยบาท อาจจะไม่ได้รับผลกระทบจนต้องปรับราคาตาม

 

ใช้เครือข่ายโรงงาน จีน-อินเดีย พยุงซัพพลาย

 

ท่ามกลางวิกฤต ชัยวัฒน์ระบุว่า Eka Global ยังคงมีความได้เปรียบจากการมีฐานการผลิตกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะโรงงานใน จีนและอินเดีย ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์วัตถุดิบยังไม่ตึงตัวเท่าประเทศไทย

 

“เรามีการทำ Risk Management โดยอาศัยความเป็นกรุ๊ปในการซอร์สซิงวัตถุดิบจากจีนและอินเดียมาช่วยเสริม ซึ่งที่นั่นหาของได้ง่ายกว่าและราคาถูกกว่าไทย ส่วนหนึ่งอาจเพราะความสัมพันธ์ระดับประเทศระหว่างจีน-อินเดีย กับอิหร่าน ทำให้เขายังนำเข้าของได้อยู่”

 

แม้จะมีสัญญาณการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ CEO Eka Global เชื่อว่าโลกจะไม่กลับไปเหมือนเดิม โดยประเมินว่า หากสงครามสงบวันนี้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน กว่าโรงงานปิโตรเคมีจะกลับมาเดินเครื่องได้เต็มสูบ

 

“แต่อย่างไรก็จะเป็น New Normal ของราคา มองว่าราคาเม็ดพลาสติกที่พุ่งสูงขึ้นไปแล้ว มีโอกาสยากมากที่จะปรับลดลงมาเท่าเดิมก่อนสงคราม หรืออาจต้องใช้เวลานานเป็นปี” ชัยวัฒน์ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม Eka Global ยังคงเป้าการเติบโตในปีนี้ไว้ที่ 10-15% หรือตั้งเป้ายอดขายที่ประมาณ 1,300 ล้านบาท จากปี 2568 ที่มียอดขาย 1,100 ล้านบาท โดยเชื่อมั่นว่านวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยังเป็นที่ต้องการของตลาดไทยและตลาดโลกตราบเท่าที่ผู้บริโภคยังต้องกินต้องใช้ แม้จะต้องเผชิญกับภาวะค่าไฟและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงานก็ตาม

 

MALEE ปรับแผนรับมือ หลังต้นทุน PET แพงขึ้น

 

จากต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น เอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.มาลี กรุ๊ป (MALEE) เปิดเผยว่า ผลกระทบและกลยุทธ์การตั้งรับของบริษัทต่อวิกฤตการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ MALEE ต้องปรับแผนการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเดิมทีภูมิภาคตะวันออกกลางคือหนึ่งในเป้าหมายหลักที่บริษัทเตรียมบุกตลาดและได้เริ่มส่งออกสินค้าไปบ้างแล้ว

 

ปัจจัยหลักที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบคือ ‘ต้นทุนวัตถุดิบ’ โดยเฉพาะพลาสติกที่อิงกับราคาน้ำมัน รวมถึงค่าขนส่งที่อาจเพิ่มขึ้นจากราคาดีเซล ซึ่งปัจจุบันราคาตลาดของพลาสติก PET ปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างมาก

 

อย่างไรก็ตาม MALEE มีข้อได้เปรียบด้านความยืดหยุ่นของบรรจุภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย ทั้งขวดพลาสติก PET, กล่องกระดาษ (UHT), กระป๋องอะลูมิเนียม และกระป๋องเหล็กทินแคน

 

“สัดส่วนบรรจุภัณฑ์ที่เราใช้มากที่สุดคือกล่องกระดาษ รองลงมาคือกระป๋องอะลูมิเนียม หากพลาสติกเริ่มขาดแคลน เราก็มีทางออกโดยการเพิ่มสัดส่วนไปที่กล่องกระดาษแทน เนื่องจากเรามีเครื่องจักรและโรงงานที่สามารถผลิตได้เอง ทำให้เราบริหารจัดการต้นทุนได้ดีระดับหนึ่ง” เอกรินทร์กล่าว

 

“เป้าหมายสำคัญอันดับแรกของเราตอนนี้คือ ทำยังไงให้ไม่เกิดภาวะของขาด วัตถุดิบต้องเข้ามาที่โรงงานอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้กระทบการขาย ส่วนประเด็นการปรับขึ้นราคาสินค้านั้น เราจับตาดูการแข่งขันอย่างใกล้ชิด แม้ว่าสินค้าบางประเภทในตลาดจะเริ่มประกาศขึ้นราคาแล้ว แต่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเรายังไม่มีใครปรับขึ้น เราพยายามจัดการต้นทุนภายในให้ดีที่สุดก่อนเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อผู้บริโภค หากไม่จำเป็นจริงๆ จะยังไม่มีการปรับราคา” เอกรินทร์กล่าว

 

สำหรับต้นทุนหลักที่แท้จริงของบริษัทคือค่าวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่จัดหาได้จากในประเทศ จึงยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ขณะที่วัตถุดิบทางการเกษตรอย่าง ‘น้ำมะพร้าว’ ปัจจุบันปริมาณผลผลิตในตลาดยังมีสูงจากกระแสการปลูกที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับตลาดจีนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ราคาวัตถุดิบยังอยู่ในจุดที่รับได้

 

พับแผนบุกตะวันออกกลางชั่วคราว เบนเข็มลุย ‘จีน-เกาหลี-อาเซียน’

 

แม้ว่าสงครามจะทำให้แผนการเจาะตลาดตะวันออกกลางต้องสะดุดลง และเริ่มมีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มอย่าง ‘ค่าประกันภัยสงคราม (War Risk Surcharge)’ สำหรับเส้นทางเดินเรือในพื้นที่เสี่ยง แต่โชคดีที่สัดส่วนรายได้จากภูมิภาคตะวันออกกลางของบริษัทยังไม่ใหญ่มากนัก

 

เพื่ออุดรอยรั่วดังกล่าว MALEE ได้งัดแผนสำรองในช่วงไตรมาสที่ 2 โดยการ ‘เบนเข็ม’ มุ่งเน้นไปที่ตลาดจีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และเวียดนามแทน ซึ่งประเทศเหล่านี้ไม่ได้รับผลกระทบจากเส้นทางการเดินเรือ โดยคาดหวังว่าหากสถานการณ์สงครามคลี่คลาย ตลาดตะวันออกกลางจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาสที่ 3

 

บริษัทยังคงเดินหน้าตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปี 2569-2571 ไว้ที่ เติบโตเฉลี่ยที่ 10-15% ต่อปี จากฐานรายได้ปีที่แล้วที่ 7,800 ล้านบาท และจากการประกาศงดจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2568 เพราะเป็นการเตรียมเงินสดสำรองสำหรับการลงทุนครั้งใหญ่ โดยแบ่งเป็น

 

  • งบลงทุนด้านเครื่องจักร (CAPEX) ใช้มากกว่า 100-200 ล้านบาทต่อปี เพื่อปรับปรุงระบบหลังบ้านและเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานด้วยระบบ Automation
  • งบการตลาดและวิจัย (OPEX) ในระดับหลายร้อยล้านบาท เพื่อใช้สร้างแบรนด์ทั้งในและต่างประเทศอย่างดุดัน รวมถึงลงทุนในทีมนักวิจัยและเครื่องมือสำหรับคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ

 

อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ผู้ชนะท่ามกลางไฟสงคราม?

 

ในขณะที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญกับคลื่นค่าครองชีพ ภาคธุรกิจในกลุ่มปิโตรเคมีต้นน้ำบางแห่งกลับกลายเป็นผู้ได้รับอานิสงส์จากวิกฤตครั้งนี้ โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่นอกพื้นที่สงครามและไม่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง

 

หลังจากสงครามปะทุขึ้นมาเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ดัชนีหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี (PETRO) ของไทย เป็นกลุ่มที่ราคาพุ่งขึ้นมากที่สุด 17% นำโดยหุ้นอย่าง GGC, PTTGC และ IVL

 

นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.เอเซีย พลัส วิเคราะห์ว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญ ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เกิดข้อจำกัดในการจัดหาแนฟทาและโพรเพน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตของโรงงานโอเลฟินส์ในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์

 

ผลกระทบทางตรงจะเกิดกับโรงงานที่ต้องใช้น้ำมันดิบหรือแนฟทาจากตะวันออกกลางเป็นหลัก เช่น บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ที่ประกาศตั้งแต่เมื่อ 10 มีนาคมที่ผ่านมาว่า

 

“มีความจำเป็นต้องหยุดการเดินโรงงานบริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCC ในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์เป็นการชั่วคราว โดย ROC ได้ประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ต่อคู่ค้าและลูกค้าตามสิทธิที่กำหนดไว้ในสัญญาที่เกี่ยวข้องแล้ว การหยุดโรงงาน ROC มีผลกระทบต่อต้นทุนโดยประมาณ 150 ล้านบาทต่อเดือน”

 

ในทางตรงกันข้าม บริษัทอย่าง บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ที่พึ่งพาก๊าซจากอ่าวไทยถึง 60-70% จะไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนอุปทานแน่นอน ทำให้มีความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่าโรงงานที่ใช้แนฟทาอย่างชัดเจน

 

ในช่วงไตรมาส 1 โรงกลั่นและปิโตรเคมีหลายแห่งจะมีกำไรมหาศาล เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องอุปทานขาดแคลน ในขณะที่โรงงานเหล่านี้ยังคงใช้วัตถุดิบต้นทุนต่ำที่สั่งซื้อมาล่วงหน้า ทำให้ส่วนต่างกำไร (Margin) กว้างขึ้น แถมยังมีกำไรจากสต็อกวัตถุดิบอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2 หรือเดือนเมษายน บริษัทต่างๆ จะต้องเริ่มสั่งซื้อวัตถุดิบในราคาที่แพงขึ้น ซึ่งต้องไปลุ้นกันต่อว่าราคาผลิตภัณฑ์ปลายทางจะยังคงปรับตัวขึ้นสอดคล้องกันหรือไม่ ทั้งนี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดแบบ 100% เต็มคือธุรกิจต้นน้ำอย่าง PTTEP ที่ราคาขายปรับขึ้นในขณะที่ปริมาณผลิตยังเป็นปกติ

 

ด้านสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า หนึ่งในผู้ชนะท่ามกลางวิกฤตนี้เห็นได้ชัดเจนจากหุ้นในกลุ่ม MSCI Asia อย่าง Petronas Chemicals Group ในมาเลเซีย ทะยานขึ้นถึง 102% ภายในเดือนเดียว นักวิเคราะห์มองว่าบริษัทได้เปรียบมหาศาลเนื่องจากใช้วัตถุดิบภายในประเทศที่มั่นคงและไม่หยุดชะงัก ในขณะที่คู่แข่งที่ใช้แนฟทาต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนวัตถุดิบอย่างรุนแรง ซึ่งสถานการณ์นี้อาจผลักดันให้ราคาขายผลิตภัณฑ์พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด หากการปิดช่องแคบยังคงยืดเยื้อ

The post เจาะลึกวิกฤต ‘ปิโตรเคมีช็อก’ ทำไมพลาสติกแพง เสี่ยงขาดแคลน น่ากลัวกว่าน้ำมัน 60 บาท/ลิตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
EssilorLuxottica เข้าถือหุ้นใน ‘แว่นท็อปเจริญ’ รุกตลาดธุรกิจค้าปลีกแว่นตาในประเทศไทย https://thestandard.co/essilorluxottica-topcharoen-thailand-stake/ Fri, 03 Apr 2026 07:11:49 +0000 https://thestandard.co/essilorluxottica-topcharoen-thailand-stake/ โลโก้ EssilorLuxottica และข้อความ EssilorLuxottica ยักษ์ใหญ่แว่นตาโลก เข้าถือหุ้น แว่นท็อปเจริญ

วันนี้ (2 เมษายน) EssilorLuxottica และ แว่นท็อปเจริญ (T […]

The post EssilorLuxottica เข้าถือหุ้นใน ‘แว่นท็อปเจริญ’ รุกตลาดธุรกิจค้าปลีกแว่นตาในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ EssilorLuxottica และข้อความ EssilorLuxottica ยักษ์ใหญ่แว่นตาโลก เข้าถือหุ้น แว่นท็อปเจริญ

วันนี้ (2 เมษายน) EssilorLuxottica และ แว่นท็อปเจริญ (Top Charoen) ประกาศในวันนี้ว่า ทั้งสองบริษัทได้บรรลุข้อตกลงในการทำธุรกรรมเพื่อให้ EssilorLuxottica เข้าเป็นพันธมิตรของแว่นท็อปเจริญ ผ่านการเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ

 

แว่นท็อปเจริญ เป็นเครือข่ายร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีสาขามากกว่า 2,000 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ ประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางเชิงกลยุทธ์สำหรับการผลิตและการดำเนินธุรกิจระดับโลกของ EssilorLuxottica

 

การเป็นพันธมิตรกับแว่นท็อปเจริญในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างความมุ่งมั่นของ EssilorLuxottica ในการยกระดับการดูแลสุขภาพสายตาทั่วทั้งภูมิภาคและทั่วโลก พร้อมทั้งช่วยให้เราเข้าถึงผู้บริโภคได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการในอนาคตของพวกเขา

 

แว่นท็อปเจริญ ก่อตั้งขึ้นในปี 2490 โดยเปิดสาขาแรกที่จังหวัดสระบุรี พร้อมด้วยบริการรถเคลื่อนที่เพื่อให้ผู้คนในพื้นที่ห่างไกลและชนบทสามารถเข้าถึงบริการด้านสายตาได้ ปัจจุบัน แว่นท็อปเจริญ ดำเนินธุรกิจภายใต้หลากหลายแบรนด์ ได้แก่ Top Charoen, Luxoptic, Eye Class, Eye Bright, Eye Sport, Big C Optical, Robinson Optical และ Beautiful Optic นอกจากนี้ แว่นท็อปเจริญยังดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซด้านสายตาผ่านแพลตฟอร์มของตนเอง และผ่านตลาดออนไลน์อื่นๆ ในประเทศ

 

ฟรานเชสโก มิลเลรี (Francesco Milleri) ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ พอล ดู ไซแลนท์ (Paul du Saillant) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ EssilorLuxottica กล่าวว่า “ความร่วมมือของเรากับแว่นท็อปเจริญ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินธุรกิจที่มีอยู่เดิมของเราในหนึ่งในประเทศที่สำคัญที่สุดของเอเชีย ยกระดับมาตรฐานการดูแลสายตา และผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable category) ที่กำลังเติบโตทั่วทั้งภูมิภาค”

 

ในขณะเดียวกัน เรายังคงมุ่งมั่นในการตอบสนองความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการดูแลสายตาที่มีคุณภาพสูงและเป็นนวัตกรรมใหม่ ร่วมกันในฐานะพันธมิตร เราจะอยู่ในจุดที่ได้เปรียบในการขับเคลื่อนการรับรู้และการเพื่อแก้ไขปัญหาความต้องการด้านสุขภาพสายตาที่กำลังเติบโตในเอเชีย ผู้ป่วยและผู้บริโภคยังคงเป็นหัวใจสำคัญในกลยุทธ์ของกลุ่มบริษัทเรา ในขณะที่เราเดินหน้าขยายการเข้าถึงแว่นตาและการดูแลสายตาขั้นสูงทั่วโลก

 

EssilorLuxottica เป็นผู้นำระดับโลกด้านการออกแบบ การผลิต และการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลสายตาขั้นสูง แว่นตา และโซลูชันเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Med-tech solutions) กลุ่มบริษัทเป็นศูนย์รวมของเทคโนโลยีเลนส์ที่มีนวัตกรรมสูงสุด ได้แก่ Varilux, Stellest และ Transitions รวมถึงแบรนด์ระดับไอคอนอย่าง Ray-Ban, Oakley และ Supreme ตลอดจนผลิตภัณฑ์แว่นตาอัจฉริยะ (Smart eyewear) ที่ขายดีที่สุด ได้แก่ Ray-Ban Meta, Oakley Meta Vanguard และ Nuance Audio แบรนด์ลิขสิทธิ์ระดับลักชัวรีที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด และเครือข่ายร้านค้าปลีกระดับโลก ได้แก่ Sunglass Hut, LensCrafters, Vision Express และ Apollo ด้วยพนักงานกว่า 200,000 คนใน 150 ประเทศ, โรงงานผลิต 600 แห่ง, การให้บริการผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา 300,000 ราย และร้านค้าที่เปิดดำเนินการ 18,000 แห่ง กลุ่มบริษัทสร้างรายได้รวม (Consolidated revenue) ถึง 2.85 หมื่นล้านยูโร ในปี 2568 หุ้นของ EssilorLuxottica ซื้อขายในตลาด Euronext Paris และรวมอยู่ในดัชนี Euro Stoxx 50 และ CAC 40 รหัสและสัญลักษณ์: ISIN: FR0000121667; Reuters: ESLX.PA; Bloomberg: EL:FP

 

ส่วนแว่นท็อปเจริญ เป็นผู้นำด้านการค้าปลีกแว่นตาในประเทศไทย เชี่ยวชาญในการจัดหาผลิตภัณฑ์และบริการดูแลสายตาอย่างครบวงจร บริษัทนำเสนอโซลูชันที่ครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจวัดสายตาโดยผู้เชี่ยวชาญ เลนส์คุณภาพสูง และแว่นตาที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้า แว่นท็อปเจริญยังให้บริการแว่นตาด่วน (Express optical eyewear services) เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายอีกด้วย ด้วยประสบการณ์ 79 ปี แว่นท็อปเจริญได้สร้างชื่อเสียงที่แข็งแกร่งในด้านความเชี่ยวชาญและความเป็นเลิศในการบริการ โดยได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาที่ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี บริษัทได้ก่อตั้งศูนย์ฝึกอบรมขนาดใหญ่ และมีสาขาให้บริการมากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศไทย พร้อมด้วยพนักงานกว่า 6,500 คน เพื่อสานต่อพันธกิจ แว่นท็อปเจริญมุ่งมั่นที่จะส่งมอบการดูแลสายตาคุณภาพสูงที่เข้าถึงได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนผ่านการมองเห็นที่ดีขึ้น

The post EssilorLuxottica เข้าถือหุ้นใน ‘แว่นท็อปเจริญ’ รุกตลาดธุรกิจค้าปลีกแว่นตาในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ นัดประชุมหน่วยงานกำกับ ประเมินความเสี่ยง Private credit หลังบริษัทประกันรุกลงทุนหนัก แลกผลตอบแทนสูง กังวลเครดิตเรตติ้งไม่สะท้อนความเสี่ยงจริง https://thestandard.co/us-treasury-private-credit-risk/ Thu, 02 Apr 2026 13:30:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1194213 ภาพกราฟิกแสดงข้อความ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประชุมบริษัทประกัน คุมเข้มความเสี่ยงลงทุน Private credit

รัฐบาลสหรัฐฯ คุมเข้มตลาด Private Credit หลังบริษัทประกั […]

The post กระทรวงการคลังสหรัฐฯ นัดประชุมหน่วยงานกำกับ ประเมินความเสี่ยง Private credit หลังบริษัทประกันรุกลงทุนหนัก แลกผลตอบแทนสูง กังวลเครดิตเรตติ้งไม่สะท้อนความเสี่ยงจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประชุมบริษัทประกัน คุมเข้มความเสี่ยงลงทุน Private credit

รัฐบาลสหรัฐฯ คุมเข้มตลาด Private Credit หลังบริษัทประกันภัยลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าระบบจัดอันดับความน่าเชื่อถืออาจไม่สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริง และมาตรฐานการปล่อยกู้อาจหละหลวมเกินไป​​​​​​​​​​​​​​​​

 

เมื่อวันพุธที่ 1 เมษายน 2569 (ตามเวลาสหรัฐฯ) กระทรวงการคลังสหรัฐฯ นัดประชุมหน่วยงานกำกับประกันภัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อจับตาความเสี่ยงในตลาดตราสารหนี้นอกระบบ (Private Credit) หลังบริษัทประกันเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ท่ามกลางความปั่นป่วนในตลาด เนื่องจากนักลงทุนแห่ขอถอนเงินจากกองทุนก่อนกำหนด จนเกิดปัญหา สภาพคล่องตามมา

 

“การประชุมครั้งนี้จะสำรวจเหตุการณ์ในตลาดล่าสุด ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ วิธีบริหารความเสี่ยง และมุมมองต่ออนาคตอุตสาหกรรมประกัน” กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าว

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มแสดงความกังวลอย่างจริงจัง ต่อสุขภาพของตลาด Private Credit ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยการประชุมครั้งนี้จะมีตัวแทนจากหน่วยงานกำกับดูแลประกันภัยทั้งของสหรัฐฯ และต่างประเทศเข้าร่วม

 

ทั้งนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภาคประกันภัยในสหรัฐฯ ซึ่งถูกกำกับดูแลในระดับมลรัฐ มีเชื่อมโยงกับตลาด Private credit มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากบริษัทประกันภัย ต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้น จึงให้ความสนใจลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในตลาด Private credit ทั้งการปล่อยกู้โครงการอสังหาริมทรัพย์นอกระบบ และหลักทรัพย์ที่ซับซ้อนซึ่งมีสินทรัพย์ต่างๆ เป็นหลักประกัน ตั้งแต่แผงโซลาร์เซลล์ไปจนถึงเครื่องบินให้เช่า

 

ในขณะเดียวกัน บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกด้านการบริหารสินทรัพย์ทางเลือก

 

อย่าง Apollo และ KKR ได้เข้าซื้อกิจการบริษัทประกัน และผู้ให้บริการกองทุน บำเหน็จบำนาญ ส่วนกองทุนอื่นๆ เช่น Blackstone ร่วมมือกับบริษัทประกัน เพื่อบริหารเงินลงทุนให้

 

แนวโน้มนี้ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลเริ่มกังวลมากขึ้น เพราะผลิตภัณฑ์ Private Credit ส่วนใหญ่ข้อมูลไม่โปร่งใส ดูรายละเอียดยาก มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง เพราะไม่มีตลาดรองรับซื้อขายง่ายๆ เหมือนหุ้นกู้หรือพันธบัตรทั่วไป อีกทั้งยังมีโครงสร้างการลงทุนที่ซับซ้อนเข้าใจยาก

 

ด้วยเงื่อนไขนี้ทำให้อุตสาหกรรมประกันภัยต้องพึ่งพาบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เฉพาะทาง เพื่อประเมินความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปกติแล้วบริษัทประกันมักลงทุนทั้งหมด ในหลักทรัพย์ที่ได้เครดิตเรตติ้งสูง ไม่ใช่สินทรัพย์เสี่ยงสูง แต่ปัจจุบันคุณภาพการจัดอันดับเรตติ้งของบริษัทต่างๆ เริ่มถูกตั้งคำถาม

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังคาดหวังว่าการหารือครั้งนี้ จะนำไปสู่ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับหน่วยงานกำกับดูแล โดยการประชุมชุดแรกจะเริ่มในเดือนเมษายน และจะมีการประชุมติดตามสถานการณ์เพิ่มเติมตลอดช่วงฤดูร้อน

 

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม มีรายงานว่าธนาคารในสหรัฐฯ เรียกเก็บดอกเบี้ยสูงขึ้น สำหรับเงินกู้บางส่วนที่ให้แก่กองทุน Private Credit และบริษัทพัฒนาธุรกิจ (Business Development Companies – BDCs) ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนที่ให้กู้แก่ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก โดยมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ปลายปี 2568 ท่ามกลางข้อสงสัยเกี่ยวกับมาตรฐานการปล่อยกู้ และผลการดำเนินงานของบริษัทซอฟต์แวร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ จะเพิ่มต้นทุนทางการเงิน ซึ่งอาจกดดันผลตอบแทนของกองทุน Private credit ในที่สุด

 

ภาพ: Shutterstock AI

 

อ้างอิง:

 

The post กระทรวงการคลังสหรัฐฯ นัดประชุมหน่วยงานกำกับ ประเมินความเสี่ยง Private credit หลังบริษัทประกันรุกลงทุนหนัก แลกผลตอบแทนสูง กังวลเครดิตเรตติ้งไม่สะท้อนความเสี่ยงจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บลจ.บัวหลวงกางแผนควบรวม BCAP เสร็จในปีนี้ จิ๊กซอว์สำคัญดัน AUM ทะลุ 9.8 แสนล้านบาท ชูกลยุทธ์ ‘Multi-Partner’ รุกฐานลูกค้าแบงก์กรุงเทพ https://thestandard.co/bblam-bcap-merger-aum-target/ Thu, 02 Apr 2026 02:02:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1193846 บรรณรงค์ พิชญากร ซีอีโอ บลจ.บัวหลวง แถลงแผนควบรวม BCAP และกลยุทธ์ Multi-Partner

หลังจากที่คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติการเข้าถือหุ้นทั้ […]

The post บลจ.บัวหลวงกางแผนควบรวม BCAP เสร็จในปีนี้ จิ๊กซอว์สำคัญดัน AUM ทะลุ 9.8 แสนล้านบาท ชูกลยุทธ์ ‘Multi-Partner’ รุกฐานลูกค้าแบงก์กรุงเทพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรณรงค์ พิชญากร ซีอีโอ บลจ.บัวหลวง แถลงแผนควบรวม BCAP และกลยุทธ์ Multi-Partner

หลังจากที่คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติการเข้าถือหุ้นทั้งหมดใน บลจ.บีแคป หรือ BCAP ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/2568 ที่ผ่านมา ล่าสุด บรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM ได้ออกมาแถลงทิศทางและแผนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในครั้งนี้

 

โดยการควบรวมกิจการระหว่าง BBLAM และ บลจ.บีแคป หรือ BCAPถือเป็นการผสานจุดแข็งที่ลงตัว เนื่องจากฐานลูกค้าและโปรดักต์ของทั้งสองบริษัทสามารถส่งเสริมกันได้โดยไม่มีความทับซ้อนกัน BBLAM มีรากฐานที่แข็งแกร่งด้านการบริหารจัดการกองทุนแบบ Active และมีฐานลูกค้ารายย่อย หรือกลุ่มม Mass เป็นหลัก ในขณะที่ BCAP มีความเชี่ยวชาญด้านกองทุนประเภท Passive/ETF และโดดเด่นในการเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่งสูง (Ultra High Net Worth)

 

บรรณรงค์ระบุว่า กระบวนการควบรวมกิจการคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยความท้าทายหลักอยู่ที่การปรับปรุงระบบไอที เนื่องจากทั้งสอง บลจ. พึ่งพาระบบจากธนาคารกรุงเทพ หลังจากการควบรวม พนักงานของ BCAP ทั้งหมดประมาณ 60 คน จะถูกโอนย้ายมารวมกับ BBLAM ที่มี 220 คน ทำให้มีพนักงานรวมทั้งสิ้นราว 280 คน โดยไม่มีการปลดพนักงานและไม่มีความจำเป็นต้องยุบรวมกองทุนเดิม

 

การรวมเป็นหนึ่งเดียวในครั้งนี้ จะช่วยลดความสับสนของทั้งลูกค้าและพนักงานสาขาของธนาคารที่เคยต้องเผชิญกับการเสนอขายผลิตภัณฑ์จาก 2 บลจ. ที่แยกกัน ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) รวมกันขยับขึ้นมีมูลค่ารวม 980,466 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.17% จากปีก่อน แบ่งเป็นกองทุนรวม 811,708 ล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 131,089 ล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 37,669 ล้านบาท

 

ก้าวข้าม ‘Victim of Success’ ตั้งเป้าโตทะลุ 10%

 

ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา AUM ของ BBLAM เติบโตค่อนข้างต่ำในระดับเพียง 1-2% ต่อปี ซึ่งบรรณรงค์ยอมรับว่า BBLAM ตกเป็นเหมือน ‘Victim of Success’ หรือเหยื่อของความสำเร็จในอดีต จากการที่กองทุนประหยัดภาษีอย่าง LTF และ RMF ที่เคยประสบความสำเร็จและมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ได้ทยอยครบกำหนดอายุและถูกไถ่ถอนออกไป

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของอุตสาหกรรมจัดการกองทุนยังคงเติบโตเฉลี่ยที่ 9-10% ต่อปี BBLAM จึงตั้งเป้าหมายที่จะกลับมาเติบโตให้ได้อย่างน้อยเท่ากับอุตสาหกรรม หรือเติบโตในระดับมากกว่า 10% ขึ้นไป

 

บรรณรงค์ พิชญากร ซีอีโอ บลจ.บัวหลวง แถลงแผนควบรวม BCAP และกลยุทธ์ Multi-Partner 1

ภาพ : บรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM

 

3 กลยุทธ์หลัก ปลดล็อกศักยภาพ ดัน AUM สู่เป้าหมาย

 

บรรณรงค์ กล่าวต่อว่า เพื่อทวงคืนอัตราการเติบโตและตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่ BBLAM ได้วางแผนยุทธศาสตร์สำคัญ ดังนี้

 

1. เจาะลึกฐานลูกค้าธนาคารกรุงเทพเต็มสูบ

 

ปัจจุบันช่องทางการขายกว่า 99% ของ BBLAM มาจากธนาคารกรุงเทพ ทว่าสัดส่วนลูกค้าที่เปิดบัญชีกองทุนเมื่อเทียบกับฐานเงินฝากมหาศาลของธนาคารยังถือว่ามีโอกาสเติบโตได้อีกไกลมาก BBLAM จึงได้ปรับรูปแบบการทำงานแบบพลิกโฉม โดยจัดตั้งทีม Investment Strategy ลงพื้นที่พบปะกับผู้ดูแลลูกค้า (RM) และพนักงานสาขาของธนาคารทุกสัปดาห์ เพื่อให้ข้อมูลและเตรียมความพร้อมในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้ตรงตาม Segment ของลูกค้าธนาคารกรุงเทพอย่างใกล้ชิด

 

2. รุกยุทธศาสตร์ Multi-Partner เปลี่ยนพันธมิตรระดับโลกเป็น Knowledge Partner

 

BBLAM เลือกใช้กลยุทธ์แบบเปิดกว้าง (Open Architecture) โดยจะไม่ผูกมัดหรือทำสัญญากับพันธมิตรระดับโลกเพียงรายเดียว ปัจจุบัน BBLAM มีการลงทุนผ่านกองทุนพันธมิตรชั้นนำระดับโลกกว่า 16 ราย BBLAM จะทำหน้าที่เสมือน ‘Quarterback’ หรือผู้รวบรวมและคัดกรองกองทุนที่ดีที่สุดจากพันธมิตรแต่ละแห่งมาเสิร์ฟให้ลูกค้า นอกจากนี้ ยังยกระดับความสัมพันธ์จาก Product Partner ให้กลายเป็น Knowledge Partner เพื่อดึงข้อมูลเชิงลึก (Insight) ตรงจากผู้จัดการกองทุนระดับโลกมาสู่ทีมงานขายและนักลงทุนไทยอย่างทันท่วงที

 

3. เตรียมคลอดกองทุน Core Portfolio ภายในไตรมาส 3

 

เพื่อลดปัญหาการที่นักลงทุนเลือกลงทุนเป็นรายกองแล้วขาดทุนเนื่องจากไม่มีเวลาติดตามตลาด BBLAM เตรียมออกกองทุนใหม่ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยจะทำหน้าที่เป็น Core Portfolio ที่เน้นการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ทีมผู้จัดการกองทุนจะคัดเลือกกองทุนต่างประเทศชั้นนำจากพันธมิตรหลากหลายแห่งเข้ามาจัดพอร์ตและปรับเปลี่ยนสัดส่วนให้โดยอัตโนมัติ เพื่อเป็นกองทุนหลักที่ลูกค้าสามารถถือลงทุนได้อย่างสบายใจ

 

นอกจากการรุกช่องทางธนาคารแล้ว BBLAM ยังมุ่งขยายความร่วมมือกับตัวแทนขายอิสระ (Selling Agent) ชั้นนำที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกันอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น Finnomena, บล.บัวหลวง หรือ InnovestX เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงนักลงทุนในวงกว้างมากขึ้น

 

บรรณรงค์เน้นย้ำว่า ท่ามกลางภาวะตลาดที่ผันผวน BBLAM จะไม่เน้นการเร่งออกโปรดักต์เพื่ออัดยอดขายชั่วคราวในช่วง IPO แต่จะมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์ให้ครบถ้วนเต็มเชลฟ์ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับลูกค้าเพื่อให้เกิดการทยอยลงทุนสะสม (DCA) หรือเลือกลงทุนในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อเป้าหมายในการสร้างความมั่งคั่งระยะยาวอย่างแท้จริง

 

ประเมินสงครามตะวันออกกลางส่อแววจบ พ.ค.-มิ.ย. นี้

 

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านจนเกิดการตอบโต้กันไปมา ได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤตครั้งนี้จะยืดเยื้อยาวนานเพียงใด และจะส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนอย่างไรบ้าง

 

อิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ. บัวหลวง ระบุว่า ได้นำเทคโนโลยี AI มาช่วยคำนวณแบบจำลองร่วมกับทฤษฎีเกม (Game Theory) เพื่อประเมินความน่าจะเป็นของทิศทางสงคราม โดยพบว่ามีโอกาสถึง 49% ที่สถานการณ์จะยุติลงในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนนี้

 

ปัจจัยสำคัญที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือ ข้อจำกัดทางการเมืองของ โดนัลด์ ทรัมป์เนื่องจากกำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอีก 218 วัน หากสงครามยืดเยื้อและมีการส่งกองกำลังทหารราบ เข้าไปในพื้นที่ อาจส่งผลให้คะแนนความนิยมของทรัมป์ลดลงอย่างหนัก คล้ายกับกรณีของสงครามอิรักในอดีตที่ทำให้อัตราความนิยมร่วงลงกว่า 30% ซึ่งหากยังไม่จบภายใน 3 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ทรัมป์อาจเผชิญความพ่ายแพ้และสูญเสียที่นั่งในสภาให้กับพรรคเดโมแครต

 

บรรณรงค์ พิชญากร ซีอีโอ บลจ.บัวหลวง แถลงแผนควบรวม BCAP และกลยุทธ์ Multi-Partner 2

ภาพ : อิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ. บัวหลวง

 

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและทิศทางดอกเบี้ยเฟด

 

ในมิติของเศรษฐกิจโลก เริ่มเห็นผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะภาคการขนส่งทางเรือ ที่เคลื่อนไหวได้ยากขึ้น ส่งผลให้ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยพุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันยังถือว่าแข็งแกร่งและสามารถดูดซับผลกระทบจากสงครามได้ในระดับหนึ่ง โดยคาดว่า GDP ไตรมาสแรกจะเติบโตได้ราว 2%

 

แต่สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือทิศทางของราคาน้ำมัน ซึ่ง BBLAM ได้อ้างอิงแบบจำลอง DSGE ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) พบว่า

 

  • หากราคาน้ำมันทรงตัวที่ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เฟดอาจไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเลยในปีนี้ (Flat rate)
  • หากราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจเห็นเฟด ‘ปรับขึ้น’ อัตราดอกเบี้ยภายในเดือนกรกฎาคม เพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ

 

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่องภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง) และความเสี่ยงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะเกิดภาวะ Inverted Yield Curve หากเฟดต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้น โดยภูมิภาคที่น่ากังวลที่สุดคือ “ยุโรป” ที่อาจเผชิญวิกฤต Stagflation รุนแรงกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องจากได้รับผลกระทบจากทั้งราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้นพร้อมกัน

 

เชื่อไทยรับมือไหว แม้เป้า GDP อาจถูกหั่นลง

 

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบในช่วงเริ่มต้นถือว่า ไม่น่ากลัว เท่าที่ควร เนื่องจากไทยมีกันชน (Buffer) จากอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบอยู่ 0.88% ก่อนเกิดเหตุการณ์ ประกอบกับมีปริมาณน้ำมันสำรองใช้ได้ถึง 98 วัน

 

นอกจากนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันพึ่งพาการใช้น้ำมันต่อการผลิต 1 หน่วย GDP (Oil Intensity) ลดลงเมื่อเทียบกับอดีต จากการเปลี่ยนผ่านสู่ภาคบริการมากขึ้น รวมถึงการเข้ามาของรถยนต์ EV และโซลาร์เซลล์

 

อย่างไรก็ตาม หากสงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือน อาจกดดันให้ GDP ไทยปีนี้เติบโตลดลงเหลือประมาณ 1.6-1.7% จากเดิมที่คาดไว้ระดับ 2% แต่ในเชิงของการประเมินมูลค่าหุ้น ตัวเลขกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดอาจไม่ได้ลดลงตาม เพราะตัวเลข Nominal GDP จะยังคงเติบโตที่ระดับ 3% กว่าๆ จากผลของเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

 

เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทยและกลยุทธ์การลงทุน

 

ปัจจุบัน SET Index แกว่งตัวอยู่ในระดับ 1,400 กว่าจุด โดยมีอัตราส่วน P/E อยู่ที่ประมาณ 15-16 เท่า ซึ่งถือเป็นค่าเฉลี่ยระยะยาว ไม่ถูกและไม่แพงจนเกินไป ในแง่ของการปรับประมาณการกำไร (Earnings Upgrade) พบว่ามีเพียงกลุ่มพลังงานและ ปตท. เท่านั้นที่ถูกปรับขึ้นรับอานิสงส์ราคาน้ำมัน ขณะที่กลุ่มอื่นๆ ส่วนใหญ่ยังถูกปรับลดลง

 

BBLAM ประเมินว่า หากอิงตามปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) และคาดการณ์ EPS ที่ 91-93 บาทต่อหุ้น เป้าหมายที่สมเหตุสมผล (Realistic) ของ SET Index จะอยู่ที่ประมาณ 1,450-1,480 จุด แต่หากสงครามจบลงตามคาดและมีกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ ดัชนีก็มีโอกาสบวกเพิ่มได้อีกราว 100 จุด ไปทดสอบระดับ 1,580 จุดได้

 

อิสระ ยังแนะนำให้ใช้วิธี หมุนเวียนกลุ่มลงทุน (Rotation) โดยเลือกทยอยเข้าซื้อในจังหวะที่ราคาหุ้นปรับฐานลงมาอยู่ในระดับที่ถูก และขายทำกำไรเมื่อราคาปรับตัวแพงขึ้น เนื่องจากภาพรวมตลาดยังคงแกว่งตัวในกรอบเพื่อรอความชัดเจนของสถานการณ์ต่อไป

The post บลจ.บัวหลวงกางแผนควบรวม BCAP เสร็จในปีนี้ จิ๊กซอว์สำคัญดัน AUM ทะลุ 9.8 แสนล้านบาท ชูกลยุทธ์ ‘Multi-Partner’ รุกฐานลูกค้าแบงก์กรุงเทพ appeared first on THE STANDARD.

]]>