Market – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-market/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 10 Jul 2026 13:57:49 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดคำให้การ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ผู้ปั้นพอร์ตหุ้นทิพย์มูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านบาท หลังผลสอบสวนของ บก.ปอศ. กับ ก.ล.ต. ทำไปเพราะอะไร https://thestandard.co/supaporn-pimpong-phantom-stocks-testimony/ Fri, 10 Jul 2026 13:56:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1229321 ภาพประกอบข่าวสุภาพร พิมพงษ์ พร้อมข้อความ 'เปิดคำให้การ สุภาพร พิมพงษ์ ลงทุน 10,000 บาท/เดือน จนมีพอร์ตหุ้นกว่า 9 หมื่นล้าน'

รายงานข่าวจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวก […]

The post เปิดคำให้การ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ผู้ปั้นพอร์ตหุ้นทิพย์มูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านบาท หลังผลสอบสวนของ บก.ปอศ. กับ ก.ล.ต. ทำไปเพราะอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวสุภาพร พิมพงษ์ พร้อมข้อความ 'เปิดคำให้การ สุภาพร พิมพงษ์ ลงทุน 10,000 บาท/เดือน จนมีพอร์ตหุ้นกว่า 9 หมื่นล้าน'

รายงานข่าวจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ถึงความคืบหน้ากรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบพบการทำธุรกรรมการสร้าง ‘หุ้นทิพย์’ ในกรณีที่ สุภาพร พิมพงษ์ ได้ยื่นแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ซึ่งทาง ก.ล.ต. เคยแถลงว่าเป็นธุรกรรมปลอมหรือหุ้นทิพย์ที่ไม่ได้มีการซื้อจริง

 

 
 

แหล่งข่าวระดับสูงจาก บก.ปอศ. เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า วันนี้(10 ก.ค.) ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ. ได้ร่วมกับ ก.ล.ต. เรียกตัว สุภาพร วัย 38 ปี ซึ่งมีพื้นเพเดิมเป็นคนจังหวัดปราจีนบุรีแต่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร มาสอบปากคำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

คำให้การสุดอึ้ง! อ้างโดนหักเงินบัญชีเดือนละหมื่น ทึกทักว่าตัวเองมีหุ้น

 

จากการสอบสวน สุภาพรให้การอ้างว่า ตนเองเข้าใจว่าเคยถูกหักเงินออกจากบัญชีธนาคารไปประมาณเดือนละ 10,000 บาท เป็นระยะเวลาหลายปี จึงทำให้เข้าใจไปเองว่าตนน่าจะมีการถือครองหุ้นอยู่ จากนั้นเจ้าตัวจึงได้ไปค้นหาข้อมูล และเข้าไปดูข้อมูลรายชื่อหุ้นผ่าน NVDR เมื่อเห็นข้อมูลดังกล่าวจึงคิดเอาเองว่าหุ้นเหล่านี้น่าจะเป็นของตน จึงได้ดำเนินการยื่นรายงานเข้าไป

 

สำหรับมูลเหตุจูงใจในการกระทำดังกล่าวนั้น แหล่งข่าวระบุว่า สุภาพรทำไปเพื่อหวังจะได้เงินปันผล เนื่องจากรู้สึกว่าตนเองโดนหักเงินมานานแต่ยังตรวจสอบไม่ได้ว่าเป็นค่าซื้อหุ้นจริงหรือไม่


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คำถามหมื่นล้าน! แกะปม 'สุภาพร' รายงานซื้อหุ้นเท็จ ทั้งที่ราคาหุ้นไม่ขยับ ได้ประโยชน์อะไร? พร้อมข้อเสนออุดรูรั่วตลาดทุนไทย คำถามหมื่นล้าน! แกะปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้นเท็จ ทั้งที่ราคาหุ้นไม่ขยับ ได้ประโยชน์อะไร? พร้อมข้อเสนออุดรูรั่วตลาดทุนไทย
10 ก.ค. 2569 | 17:03
สรุปปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น 7 รายการ ก.ล.ต. ชี้เป็นข้อมูลเท็จ อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจง ก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย สรุปปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น 7 รายการ ก.ล.ต. ชี้เป็นข้อมูลเท็จ อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจง ก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย
9 ก.ค. 2569 | 13:35
ตลท.ไม่ห่วงปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น TRUE กระทบความเชื่อมั่น เผยช่วย TRUE เร่งปิดสมุดทะเบียน พร้อมขอข้อมูลโบรกเกอร์หาข้อเท็จจริง ตลท.ไม่ห่วงปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น TRUE กระทบความเชื่อมั่น เผยช่วย TRUE เร่งปิดสมุดทะเบียน พร้อมขอข้อมูลโบรกเกอร์หาข้อเท็จจริง
8 ก.ค. 2569 | 18:29

 

ทั้งนี้ จากผลการสอบพบข้อเท็จจริงว่า สุภาพร ไม่เคยได้รับเงินปันผลใดๆ และจากการหาข้อมูลทำให้เธอเข้าใจว่าต้องแสดงตัวเป็นผู้ถือหุ้นเสียก่อนจึงจะได้รับสิทธิ

 

นอกจากนี้ จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า สุภาพรลงมือก่อเหตุเรื่องนี้เพียงคนเดียว และเจ้าตัวอ้างว่าไม่ได้คิดว่าเรื่องราวจะกลายเป็นประเด็นใหญ่โต เป็นเพียงการรายงานข้อมูลตามความเข้าใจของตนเองเท่านั้น

 

ทนายฯ ‘สุภาพร’ เตรียมสู้คดี อ้างลูกความอาจมีหุ้นในต่างประเทศจริง

 

แม้ทาง ก.ล.ต. จะฟันธงไปแล้วว่าธุรกรรมดังกล่าวไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นจริง และจากการตรวจสอบรายชื่อในบริษัทมหาชนในไทยหลังปิดสมุดทะเบียนก็ไม่ปรากฏชื่อของ สุภาพรเป็นผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด แต่ในการสอบปากคำ ทางฝั่งของสุภาพรได้พาทนายความมาร่วมรับฟังด้วย ซึ่งทนายความแจ้งว่ากำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและต่อสู้คดี โดยอ้างว่าลูกความอาจจะมีการถือครองหุ้นในต่างประเทศจริง

 

พบความผิดชัดแจ้งข้อมูลเท็จ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

 

ในประเด็นของการดำเนินคดีทางกฎหมาย แหล่งข่าวชี้แจงว่า ความผิดที่ปรากฏชัดเจนที่สุดคือ การรายงานข้อมูลเท็จซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ส่วนจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือไม่นั้น ยังไม่สามารถสรุปได้ในขณะนี้

 

สาเหตุที่ยังสรุปไม่ได้ เนื่องจากต้องพิจารณาเจตนาว่า สุภาพรทราบหรือไม่ว่าข้อมูลที่ตนนำเข้าไปในระบบของ ก.ล.ต. นั้นจะถูกนำไปเผยแพร่ต่อ และรู้หรือไม่ว่าข้อมูลนั้นเป็นเท็จ เพราะสุภาพรไม่ได้เป็นผู้นำข้อมูลไปเผยแพร่เองโดยตรง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานเรื่องระบบการเข้าคอมพิวเตอร์ต่อไป หากพบว่ามีความผิดก็จะแจ้งข้อหาเพิ่มเติม

 

รอ ก.ล.ต. สรุปพยานหลักฐาน คาดยื่นร้องฟ้องเร็วๆ นี้

 

สำหรับขั้นตอนต่อไป ขณะนี้ทาง ก.ล.ต. จะต้องนำคำให้การกลับไปพิจารณาตามขั้นตอนระเบียบของหน่วยงานก่อน โดย ก.ล.ต. ต้องประเมินว่าข้อชี้แจงของ สุภาพร นั้นสามารถรับฟังได้หรือไม่ หากรับฟังหรือหักล้างไม่ได้จึงจะเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษ

 

“ถ้า ก.ล.ต. เขาร้องทุกข์มา คดีก็จะไปได้ไกลกว่านี้อีก โดยหลังจากหาก ก.ล.ต. มาร้องทุกข์แล้ว ทางตำรวจจึงจะสามารถเปิดคดีและดำเนินการแจ้งความเอาผิดได้ ซึ่งเบื้องต้นทาง ก.ล.ต. ระบุว่าจะเร่งดำเนินการในเคสนี้ให้เร็วที่สุด” แหล่งข่าวกล่าว

 

ล่าสุดวันนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ได้ประสานความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ให้ สุภาพร พิมพงษ์ ซึ่งเป็นผู้รายงานแบบ 246-2 มาให้ถ้อยคำกับ ก.ล.ต. และพนักงานสอบสวน

 

ตามที่มีการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) จำนวน 7 รายงาน รวม 6 หลักทรัพย์ โดยมีการบันทึกเข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ซึ่งปรากฏชื่อผู้ที่บันทึกข้อมูลเข้ามาในระบบการรายงานแบบ 246-2 คือ นางสาวสุภาพร พิมพงษ์

 

โดย ก.ล.ต. ได้พบประเด็นความไม่ถูกต้องของข้อมูล จึงดำเนินการตรวจสอบและสอบทานกับบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการนำข้อมูลในรายงานดังกล่าวออกจากระบบเผยแพร่ข้อมูลแล้วนั้น ขณะเดียวกันที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ประสานความร่วมมือกับ บก.ปอศ. มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย และในวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. และ บก.ปอศ. ได้เชิญบุคคลรายดังกล่าวมาให้ถ้อยคำและได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ซึ่ง ก.ล.ต. จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

 

ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญ โดยได้รับการสนับสนุนจาก บก.ปอศ. เป็นอย่างดีในการเร่งรัดกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย จนนำมาสู่การให้ถ้อยคำของผู้รายงาน

 

ทั้งนี้ เนื่องจากอยู่ระหว่างกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย จึงไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลในรายละเอียดได้ และหากมีความคืบหน้า ก.ล.ต. จะเปิดเผยให้สาธารณะรับทราบต่อไป

 

และขอย้ำว่า ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่มีการเผยแพร่เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนของผู้ลงทุน จึงมีกระบวนการทั้งการระบุสถานะของข้อมูลและนำข้อมูลออกจากระบบเมื่อพบความไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นไปตามมาตรการที่คำนึงถึงความสำคัญในการเปิดเผยสารสนเทศต่อสาธารณะ

 

ด้านพันตำรวจเอก วิญญู แจ่มใส ผู้กำกับการ 3 บก.ปอศ. กล่าวว่า บก.ปอศ. ได้ร่วมกับ ก.ล.ต. ในการสอบถ้อยคำบุคคลรายดังกล่าวเรียบร้อยแล้วซึ่งได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูล โดย บก.ปอศ. พร้อมให้การสนับสนุนและทำงานร่วมกันกับ ก.ล.ต. เพื่อให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

 

ภาพประกอบข่าวสุภาพร พิมพงษ์ พร้อมข้อความ 'เปิดคำให้การ สุภาพร พิมพงษ์ ลงทุน 10,000 บาท/เดือน จนมีพอร์ตหุ้นกว่า 9 หมื่นล้าน' 1

 

ขณะที่เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. กล่าวว่า จากที่พบกระแสข่าวการกล่าวถึงกรณี สุภาพร พิมพงษ์ ชาวกรุงเทพฯ ไม่ได้รับการติดต่อจาก ก.ล.ต. หรือตำรวจ นั้น ขอเรียนว่าไม่ใช่บุคคลเดียวกันกับผู้ที่รายงานข้อมูลตามแบบรายงาน 246-2 โดย ก.ล.ต. ขอยืนยันว่า ขณะนี้ ก.ล.ต. ได้ร่วมกับ บก.ปอศ ในการเชิญนางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ซึ่งเป็นผู้รายงานแบบ 246-2 มาให้ถ้อยคำกับ ก.ล.ต. และพนักงานสอบสวน

The post เปิดคำให้การ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ผู้ปั้นพอร์ตหุ้นทิพย์มูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านบาท หลังผลสอบสวนของ บก.ปอศ. กับ ก.ล.ต. ทำไปเพราะอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
คำถามหมื่นล้าน! แกะปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้นเท็จ ทั้งที่ราคาหุ้นไม่ขยับ ได้ประโยชน์อะไร? พร้อมข้อเสนออุดรูรั่วตลาดทุนไทย https://thestandard.co/supaporn-false-stock-report-loophole/ Fri, 10 Jul 2026 10:03:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1229254 ภาพผู้หญิงในเงาดำหน้าอาคาร ก.ล.ต. และกราฟหุ้น พร้อมเอกสารรายงานเท็จที่มองไม่ชัด

ในตลาดทุน ข้อมูลคือทุกสิ่ง และความน่าเชื่อถือของข้อมูลค […]

The post คำถามหมื่นล้าน! แกะปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้นเท็จ ทั้งที่ราคาหุ้นไม่ขยับ ได้ประโยชน์อะไร? พร้อมข้อเสนออุดรูรั่วตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้หญิงในเงาดำหน้าอาคาร ก.ล.ต. และกราฟหุ้น พร้อมเอกสารรายงานเท็จที่มองไม่ชัด

ในตลาดทุน ข้อมูลคือทุกสิ่ง และความน่าเชื่อถือของข้อมูลคือรากฐานของความเชื่อมั่นทั้งระบบ นั่นคือเหตุผลที่การยื่นรายงานการได้มาซึ่งหุ้น บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) สัดส่วน 7.0992% ของสิทธิออกเสียง ซึ่งเป็นจำนวนที่มากพอจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับต้นๆ ของบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ ในชื่อบุคคลธรรมดาที่ไม่เคยปรากฏในแวดวงตลาดทุน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

เมื่อผลการตรวจสอบสรุปว่าข้อมูลทั้งหมด ‘เป็นเท็จ’ คำถามจึงไม่ได้จบที่ตัวบุคคล แต่ลามไปถึงระบบที่เปิดช่องให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ และความน่าเชื่อถือของข้อมูลทั้งหมดที่นักลงทุนรับรู้มาในอดีต

 

เพราะเมื่อตรวจสอบย้อนไปไกลกว่านั้น จะเห็นว่าการรายงานซื้อหุ้น TRUE ไม่ใช่เคสเดียวที่เกิดขึ้นและเป็นข้อมูลเท็จ แต่ยังมีข้อมูลอีก 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ ที่ท้ายที่สุดแล้ว ก.ล.ต. ระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จ และนำออกจากระบบไป

 

ภาพผู้หญิงในเงาดำหน้าอาคาร ก.ล.ต. และกราฟหุ้น พร้อมเอกสารรายงานเท็จที่มองไม่ชัด 1

 

ไทม์ไลน์ 10 วัน จากรายงานปริศนา สู่บทสรุป ‘ข้อมูลเท็จ’

 

30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม 2569 – มีผู้บันทึกรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) เข้าระบบของ ก.ล.ต. ในชื่อ สุภาพร พิมพงษ์ รวม 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ โดยอ้างการได้มาย้อนหลังหลายช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2564 รายการที่สะดุดตาที่สุดคือหุ้น TRUE ที่อ้างว่าถือรวม 7.0992% ซึ่งรวมถึงหุ้นบุริมสิทธิที่บริษัทไม่เคยออกเสนอขาย

 

3 กรกฎาคม – ก.ล.ต. พบความผิดปกติ ขึ้นสถานะ ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ กำกับรายงานดังกล่าว เป็นการแจ้งเตือนระดับแรกต่อผู้ใช้ข้อมูล ขณะที่เรื่องเริ่มแพร่สะพัดในสังคมตลาดทุนช่วงสุดสัปดาห์

 

6 กรกฎาคม – TRUE ทำหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าข้อมูลในแบบ 246-2 อาจไม่ถูกต้อง และบริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิแก่บุคคลทั่วไป

 

7 กรกฎาคม – ก.ล.ต. ยกระดับสถานะเป็น ‘ข้อมูลอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง’ วันเดียวกันเป็นวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) ล่าสุดของ TRUE ซึ่งจะกลายเป็นหลักฐานชี้ขาดในเวลาต่อมา

 

8 กรกฎาคม – ก.ล.ต. เปิดเผยข้อสังเกต 5 ประการจากการตรวจสอบร่วมกับบริษัทจดทะเบียน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งการให้ ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบ ด้านอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. แถลงยืนยันสนับสนุนการหาข้อเท็จจริง พร้อมเร่งรัดกระบวนการปิดสมุดทะเบียนและขอข้อมูลจากโบรกเกอร์ และในวันเดียวกัน เมื่อได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนว่าข้อมูลไม่ตรงกัน ก.ล.ต. จึงนำรายงานทั้ง 7 รายการออกจากระบบเผยแพร่

 

9 กรกฎาคม – ก.ล.ต. เปิดแถลงใหญ่ นำโดย ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สรุปว่าข้อมูลทั้งหมดไม่มีความถูกต้อง ธุรกรรมไม่เคยเกิดขึ้นจริง ผู้รายงานมีตัวตนจริงและติดต่อได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจงก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย วันเดียวกัน TRUE ยื่นหนังสือฉบับที่สอง รายงานผลจากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 7 กรกฎาคม ว่าไม่ปรากฏชื่อบุคคลผู้ยื่นรายงานเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแต่อย่างใด

 

แบบรายงาน 246-2 คืออะไร?

 

แบบรายงาน 246-2 ของสำนักงาน ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) คือ แบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ

 

พูดให้เข้าใจง่ายๆ มันคือแบบฟอร์มที่กฎหมายบังคับให้ผู้ถือหุ้นต้องแจ้งให้ ก.ล.ต. และประชาชนทราบ เมื่อมีการซื้อหรือขายหุ้นจนทำให้สัดส่วนการถือหุ้นข้าม ‘ทุกๆ 5%’ ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัทนั้นๆ

 

ทำไมต้องรายงานข้ามทุกๆ 5%?

 

ก.ล.ต. กำหนดเกณฑ์นี้ขึ้นมาเพื่อความโปร่งใส เพื่อให้ผู้ลงทุนรายย่อยรู้ว่ากำลังมี ‘ผู้เล่นรายใหญ่’ หรือกลุ่มทุนไหนเข้ามาสะสมหุ้นหรือเทขายหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจการบริหารควบคุมบริษัท

 

โดยตัวเลขสัดส่วนที่จะต้องรายงาน (ทั้งขาขึ้นและขาลง) คือ 5%, 10%, 15%, 20% ยาวไปจนถึง 100%

 

มีข้อมูลอะไรบ้างในแบบ 246-2

 

เมื่อมีการยื่นรายงานนี้ ข้อมูลจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะบนเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. โดยจะระบุข้อมูลสำคัญ เช่น:

 

  • ใคร เป็นคนซื้อหรือขาย (ชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล)
  • ทำรายการเมื่อไหร่ และทำผ่านช่องทางไหน (เช่น ซื้อในตลาดหลักทรัพย์โดยตรง หรือโอนหุ้นนอกตลาด)
  • จำนวนหุ้นและเปอร์เซ็นต์ ที่ได้มาหรือจำหน่ายไปในรอบนั้น
  • ยอดรวมล่าสุด หลังจากทำรายการเสร็จแล้วว่าเหลือถืออยู่กี่เปอร์เซ็นต์

 

ต้องยื่นแบบรายงานเมื่อไหร่

 

กฎหมายกำหนดให้ผู้ถือหุ้นต้องยื่นแบบรายงานนี้ภายใน 3 วันทำการ นับจากวันที่เกิดรายการ (วันที่ซื้อขายสำเร็จ)

 

ทั้งนี้ นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่มักจะใช้ข้อมูลจากแบบ 246-2 นี้ในการติดตามดูความเคลื่อนไหวของเจ้าของบริษัท, นักลงทุนรายใหญ่ (Whales) หรือกองทุนต่างๆ ว่าพวกเขากำลังมองเห็นโอกาสหรือกำลังถอนตัวจากหุ้นตัวนั้นๆ หรือไม่

 

รูรั่วอยู่ตรงไหน?

 

ข้อเท็จจริงที่หลายคนอาจแปลกใจคือ ระบบยืนยันตัวตนของ ก.ล.ต. ไม่ได้หละหลวม ผู้ที่จะบันทึกข้อมูลต้องลงทะเบียนด้วยชื่อ-นามสกุล วันเกิด เลขบัตรประชาชน 13 หลัก ไปจนถึงชื่อบิดามารดา ซึ่งระบบสอบยันกับฐานข้อมูลกรมการปกครองโดยอัตโนมัติ หากไม่ตรงระบบจะปฏิเสธ และยังต้องยืนยันผ่าน OTP อีกชั้น เลขาธิการ ก.ล.ต. ยืนยันชัดว่า ‘บอท’ หรือบุคคลไร้ตัวตนไม่สามารถยิงข้อมูลเข้ามาได้ และในเคสนี้ผู้รายงานก็มีตัวตนจริง ติดต่อได้จริง

 

รูรั่วที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่การยืนยันตัวตน แต่ระบบแบบ 246-2 เป็นระบบรายงานด้วยตนเอง (Self-declare) ที่ผู้รายงานรับรองความถูกต้องเอง และข้อมูลถูกเผยแพร่สู่สาธารณะทันทีโดยไม่ผ่านการรับรองล่วงหน้า ด้วยเหตุผลเชิงหลักการที่ ก.ล.ต. อธิบายว่า ข้อมูลการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นต้องถึงมือนักลงทุน ‘เร็วที่สุด’ หากให้สำนักงานตรวจรับรองทุกรายการก่อนเผยแพร่ จะแลกมาด้วยความล่าช้าของสารสนเทศทั้งระบบ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกใช้

 

แต่เคสนี้เผยจุดอ่อนของสมดุลดังกล่าวอย่างน้อย 3 จุด

 

จุดแรกคือช่องว่างของเวลา

 

ข้อมูลเท็จลอยอยู่บนระบบสาธารณะรวม 8 วัน (30 มิถุนายน – 8 กรกฎาคม) แม้จะมีป้ายเตือนกำกับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม แต่ในโลกที่ข้อมูลเดินทางเร็วกว่ากระบวนการตรวจสอบ คำถามจากห้องแถลงข่าวที่ว่า “ในยุค AI ทุกอย่างมันไวหมด มันควรเช็กได้เร็วกว่านี้หรือไม่?”

 

จุดที่สองคือขอบเขตของความเสียหายที่กว้างกว่าแบบ 246-2

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ตั้งข้อสังเกตกับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่แบบ 246-2 แต่บุคคลดังกล่าวยังเคยรายงานผ่านแบบ 59 ซึ่งเป็นรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของผู้บริหาร ทั้งที่ไม่ปรากฏชื่อเป็นผู้บริหารบริษัทใดเลย สะท้อนว่าช่องทางการรายงานด้วยตนเองหลายระบบเปิดรับข้อมูลจากผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตามที่แบบรายงานนั้นกำหนดได้

 

จุดที่สามคือแรงจูงใจเชิงลบมีต้นทุนต่ำ

 

ความผิดฐานยื่นเอกสารอันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต. มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ตัวเลขที่ถูกตั้งคำถามว่าเพียงพอให้กลัวการกระทำหรือไม่ เมื่อเทียบกับแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นทั้งตลาด และการแก้บทลงโทษให้หนักขึ้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ทันที เพราะต้องผ่านกระบวนการแก้กฎหมายในรัฐสภา

 

คำถามหมื่นล้าน ‘สุภาพร’ ได้อะไรจากการรายงานข้อมูลเท็จ?

 

ในหลายกรณีเกี่ยวกับการสร้างข่าวปลอมหรือให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น มักจะเชื่อมโยงกับผลประโยชน์เป็นตัวเงินหรือกำไรที่เรียกได้ว่า ‘ปั่นหุ้น’ แต่ในกรณีของ ‘สุภาพร’ ยังคงมีคำถามว่าเป็นการทำเพื่อหวังผลประโยชน์ในด้านนี้ด้วยหรือไม่

 

ข้อมูลจากการติดตามภาวะตลาดของ ตลท. ที่เลขาธิการ ก.ล.ต. อ้างถึงในการให้สัมภาษณ์รายการ Morning Wealth ระบุว่า ไม่พบความเคลื่อนไหวผิดปกติของราคาหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง ในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้สมมติฐานปั่นราคาเพื่อขายทำกำไร แบบตรงไปตรงมามีน้ำหนักน้อยลง อย่างน้อยก็ในระยะที่ข้อมูลยังปรากฏบนระบบ

 

สมมติฐานที่เป็นไปได้จึงกระจายออกเป็นหลายทิศทาง

 

สมมติฐานที่ 1: หวังผลต่อความสนใจในตัวหุ้น แม้ไม่ใช่การปั่นราคาโดยตรง

 

ณัฐชาตวิเคราะห์ว่า รายงานประเภทนี้ ทั้งแบบ 246-2 และแบบ 59 มักดึงดูดสายตานักลงทุนโดยเฉพาะรายย่อย เพราะเป็นสัญญาณว่าหุ้นนั้นอาจกำลังมีความเคลื่อนไหว หรืออาจมีผู้รู้ข้อมูลวงใน (Insider) กำลังทำอะไรบางอย่าง แม้จะต่างจากการจงใจปั่นหุ้น แต่ก็สามารถโน้มน้าวความสนใจของตลาดได้ ในกรอบนี้ ประโยชน์อาจไม่ได้อยู่ที่ราคาในทันที แต่อยู่ที่การสร้างกระแสหรือเงื่อนไขบางอย่างในอนาคต

 

สมมติฐานที่ 2: สร้างหลักฐานความมั่งคั่งปลอม

 

เอกสารที่ปรากฏบนระบบทางการของ ก.ล.ต. คือ หลักฐานชั้นดีในสายตาคนนอกตลาดทุน สถานะผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทระดับประเทศสามารถถูกนำไปใช้อ้างอิงเพื่อประโยชน์นอกตลาด ตั้งแต่การสร้างเครดิตทางธุรกิจ การเจรจากู้ยืม ไปจนถึงการหลอกลวงในรูปแบบอื่น สมมติฐานนี้อธิบายได้ว่าทำไมจึงไม่จำเป็นต้องมีความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น

 

สมมติฐานที่ 3: มีผู้อยู่เบื้องหลังหรือกระทำการร่วม

 

ก.ล.ต. ยืนยันในการแถลงว่าประเด็นจำนวนผู้เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ หากพบผู้เกี่ยวข้องเพิ่มก็จะดำเนินการทุกคน ความเป็นไปได้ที่ผู้ยื่นรายงานเป็นเพียง ‘หน้าฉาก’ ของบุคคลอื่นจึงยังไม่ถูกตัดออก

 

สมมติฐานที่ 4: การทดสอบระบบ ความเข้าใจผิด หรือปัจจัยส่วนบุคคล

 

ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่าการกระทำนี้ไม่มีเหตุผลทางการเงินรองรับเลย ตั้งแต่การจงใจท้าทายระบบ ไปจนถึงปัจจัยเฉพาะตัวของผู้ยื่นรายงานเอง

 

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ ณ วันนี้มีเพียงว่า ก.ล.ต. ติดต่อบุคคลดังกล่าวได้ เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นผู้ยื่นรายงานเอง แต่เนื้อหาคำชี้แจงยังไม่ถูกเปิดเผยเนื่องจากอยู่ในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย คำตอบสุดท้ายของ ‘คำถามหมื่นล้าน’ จึงต้องรอผลการสอบสวน ซึ่ง ก.ล.ต. ระบุว่าจะเปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อกรณีเป็นที่ยุติ

 

ป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดซ้ำ จากเกณฑ์ใหม่ที่มาแล้ว ถึงข้อเสนอ ‘ยกเครื่อง’

 

1. เกณฑ์ปิดสมุดทะเบียนอัตโนมัติ

 

ตลท. เปิดเผยว่ามีเกณฑ์ใหม่ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว กำหนดให้เมื่อมีการยื่นแบบ 246-2 TSD จะปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นอัตโนมัติ ณ สิ้นเดือน เท่ากับทุกการกล่าวอ้างการถือหุ้นจะถูกพิสูจน์กับทะเบียนจริงโดยอัตโนมัติในเวลาไม่นาน

 

เคสสุภาพรเองก็พิสูจน์แล้วว่ากลไกนี้ช่วยให้ข้อเท็จจริงกระจ่างได้มากขึ้น เพราะสิ่งที่ปิดฉากข้อสงสัยคือผลปิดสมุดทะเบียนของ TRUE ณ วันที่ 7 กรกฎาคม ที่ไม่พบชื่อผู้รายงาน

 

2. เชื่อมฐานข้อมูล ยุติการรายงานแบบทางเดียว

 

ณัฐชาตเสนอว่า หัวใจของการป้องกันคือการเชื่อมระบบและข้อมูลของหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน ทั้ง ก.ล.ต., ตลท., TSD, บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทจดทะเบียน เพื่อตรวจสอบว่าธุรกรรมเกิดขึ้นจริงและข้อมูลเป็นปัจจุบัน แทนการปล่อยให้เป็นการรายงานแบบทางเดียว (One-way Communication) แบบที่ผ่านมา

 

“คงต้องเป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ของ ก.ล.ต. เหมือนกัน และทำให้รายงานมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น” ณัฐชาตกล่าว

 

อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. ชี้ข้อจำกัดทางเทคนิคว่า การเชื่อมกับ TSD ไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด เพราะกฎหมายกำหนดให้รายงานทันทีที่ได้มา แม้ยังไม่มีการโอนหลักทรัพย์เข้าทะเบียน และทะเบียนผู้ถือหุ้นไม่ได้ปิดทุกวัน

 

3. ลดช่องว่างเวลาของการเตือน

 

บทเรียนตรงจากเคสนี้คือความเร็วของการยกระดับป้ายเตือนและการสื่อสาร ซึ่งเลขาธิการ ก.ล.ต. ยอมรับว่าเป็นจุดที่น้อมรับไปพัฒนา โดยเฉพาะการทำให้สาธารณชนเข้าใจความหมายของสถานะข้อมูลแต่ละระดับ เช่น ข้อมูลเบื้องต้นที่แปลว่ายังไม่ผ่านการสอบทาน ไม่ใช่ข้อมูลที่ ก.ล.ต. รับรองแล้ว

 

4. ทบทวนบทลงโทษให้ได้สัดส่วนกับความเสียหาย

 

เพดานโทษปัจจุบัน (จำคุก 1 ปี ปรับ 100,000 บาท) ถูกตั้งคำถามถึงพลังป้องปราม แต่การแก้ไขต้องผ่านรัฐสภา จึงเป็นวาระระยะยาวที่ต้องอาศัยแรงผลักจากทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและฝ่ายนโยบาย

 

5. ยกระดับความเท่าทันของผู้ใช้ข้อมูล

 

ทั้งนักลงทุนและสื่อมวลชนคือด่านสุดท้าย เคสนี้แสดงให้เห็นว่าข้อมูลที่มีป้ายเตือนกำกับยังสามารถแพร่กระจายในวงกว้างราวกับข้อมูลที่ได้รับการรับรอง ความเข้าใจในสถานะของข้อมูลจึงสำคัญไม่แพ้ตัวข้อมูลเอง

 

“ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญในตลาดทุน แต่ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า” เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวระหว่างการแถลงข่าวก่อนหน้านี้ เคสสุภาพรคือ Stress Test ครั้งสำคัญของสมดุลที่ตลาดทุนทุกแห่งในโลกต้องเผชิญ ระหว่างความเร็วของข้อมูลที่นักลงทุนต้องได้รับ กับความถูกต้องที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์

 

ระบบไทยตรวจจับและหักล้างข้อมูลเท็จได้ภายใน 8 วัน พร้อมเกณฑ์ใหม่ที่จะทำให้ครั้งหน้าเร็วขึ้น แต่ ‘ราคาที่จ่ายไปแล้ว’ คือคำถามต่อความน่าเชื่อถือของทุกรายงานในระบบ

 

ดังที่นักวิเคราะห์สะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มถามว่า ‘ข้อมูลก่อนหน้านี้ถูกต้องมากน้อยเพียงใด?’

The post คำถามหมื่นล้าน! แกะปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้นเท็จ ทั้งที่ราคาหุ้นไม่ขยับ ได้ประโยชน์อะไร? พร้อมข้อเสนออุดรูรั่วตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรีวิวผลงานไตรมาส 2 ‘บจ.สหรัฐฯ’ เจาะลึกกลุ่มหุ้นเด่น-หลบหุ้นเสี่ยงครึ่งปีหลัง กลุ่มไหนจะได้ไปต่อ https://thestandard.co/us-stocks-q2-preview/ Thu, 09 Jul 2026 10:43:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1228902 ภาพกราฟตลาดหุ้นสหรัฐฯ พร้อมข้อความพรีวิวผลงานไตรมาส 2 บจ.สหรัฐฯ

ผลประกอบการ บจ.สหรัฐฯ ในไตรมาส 2/2026 คาดการณ์ว่ากำไรต่ […]

The post พรีวิวผลงานไตรมาส 2 ‘บจ.สหรัฐฯ’ เจาะลึกกลุ่มหุ้นเด่น-หลบหุ้นเสี่ยงครึ่งปีหลัง กลุ่มไหนจะได้ไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟตลาดหุ้นสหรัฐฯ พร้อมข้อความพรีวิวผลงานไตรมาส 2 บจ.สหรัฐฯ

ผลประกอบการ บจ.สหรัฐฯ ในไตรมาส 2/2026 คาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี S&P 500 จะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยกลุ่มพลังงานคาดโต 110% และกลุ่มเทคโนโลยีโต 39-59% ขณะที่กลุ่มเฮลท์แคร์อาจติดลบ 11% SCB CIO แนะนักลงทุนควรจับตาผลตอบแทนจากการลงทุนของกลุ่ม Hyper Scaler และระมัดระวังกลุ่มพลังงานที่ราคาหุ้นอาจไม่สะท้อนแนวโน้มกำไรในอนาคต

 

 
 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ฤดูกาลประกาศงบไตรมาส 2/2026 จะเริ่มต้นที่กลุ่มธนาคารก่อนจะไล่เรียงไปสู่กลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในช่วงปลายเดือน โดยในภาพรวมของไตรมาสนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี S&P 500 จะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

อย่างไรก็ตาม หากเจาะลึกลงไปจะพบว่าการเติบโตนั้นไม่ได้กระจายตัวเท่ากัน แต่เกิดจากบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด เช่น กลุ่มพลังงานที่คาดว่าจะโตถึง 110% และกลุ่มเทคโนโลยี รวมถึงวัสดุที่ใช้ทำเซมิคอนดักเตอร์ที่โตประมาณ 39-59% ในขณะที่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค ค้าปลีก สินค้าฟุ่มเฟือย และการเงิน ได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และการจ้างงานที่ชะลอตัว ทำให้เติบโตเพียงเลขหลักเดียว หรือกลุ่มเฮลท์แคร์ที่เฉลี่ยอาจติดลบถึง 11%

 

“หากเราใช้ค่ากลาง (Median) ตัดค่าที่สูงหรือต่ำผิดปกติออกไป จะพบว่ากำไรค่ากลางของ S&P 500 เติบโตจริงที่ 9% และกลุ่มเฮลท์แคร์กลับมาเป็นบวก 8%” ชาตรีกล่าว

 

พร้อมชี้ให้เห็นว่านี่คือสาเหตุที่ราคาหุ้นแต่ละกลุ่มขึ้นไม่เท่ากัน โดย S&P 500 ขึ้นมา 8% แต่กลุ่มเทคโนโลยีบางตัววิ่งไปถึง 70-80%

 

จับตา Hyper Scaler ตัวแปรชี้ชะตากลุ่มเทคโนโลยี-AI

 

ในช่วงครึ่งปีแรก หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวขึ้นแรงและร่วงลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงปรากฏการณ์ ‘Sell on Fact’ หรือการขายทำกำไรเมื่อความจริงปรากฏ เนื่องจากราคาหุ้นวิ่งนำความคาดหวังไปมากแล้ว

 

สำหรับกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ชาตรีแบ่งผู้เล่นเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ‘ผู้ขายจอบขายเสียม’ (กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์) และ ‘ผู้ลงทุนระบบ’ หรือ Hyper Scaler (เช่น Google, Microsoft, Meta, Amazon, Oracle) สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดในงบไตรมาสนี้คือ ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ของกลุ่ม Hyper Scaler ที่ใช้เงินลงทุนระดับแสนล้านเหรียญสหรัฐ

 

หากผลตอบแทนไม่ออกมาดีอย่างที่คาด อาจส่งผลให้มีการลดงบลงทุน (CapEx) ในอนาคต ซึ่งจะสร้างแรงกดดันและแรงเทขายมหาศาลต่อกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ดังนั้น คอมเมนต์ของผู้บริหารต่อทิศทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ากลุ่มนี้จะได้ไปต่อหรือไม่

 

สัญญาณเศรษฐกิจจากกลุ่มธนาคาร และกับดัก PE กลุ่มพลังงาน

 

งบไตรมาส 2/2026 ของกลุ่มธนาคารที่จะประกาศออกมา จะเป็นตัวสะท้อนภาพรวมการบริโภค การใช้จ่าย และความเชื่อมั่นในสหรัฐฯ ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและน้ำมันแพง แม้ตลาดจะคาดหวังกำไรกลุ่มธนาคารเติบโตเพียง 4% แต่ชาตรีมองว่ามีโอกาสที่ตัวเลขจะออกมาดีกว่าคาด เพราะสถานการณ์ความกังวลเรื่องสงครามเริ่มเบาบางลง

 

ส่วนกลุ่มพลังงานที่คาดว่ากำไรจะโตเป็น 100% นั้น นักลงทุนต้องระมัดระวังให้มาก เนื่องจากราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงจาก 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลงมาเหลือช่วง 70 ดอลลาร์กลางๆ แล้ว ดังนั้น การจะมองแค่การเติบโตย้อนหลัง หรือดูค่า PE ที่ต่ำในวันนี้เพียงอย่างเดียวอาจทำให้ประเมินผิดพลาดได้ เพราะแนวโน้มกำไรในอนาคตจะไม่เติบโตร้อนแรงเหมือนเดิม

 

Healthy Correction เงินหมุนจาก Growth สู่ Value

 

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดเริ่มเห็นการโยกเงิน (Rotation) จากหุ้นเติบโต (Growth) ไปสู่หุ้นคุณค่า (Value) ชาตรีอธิบายว่านี่ไม่ใช่เพราะหุ้น Growth แย่ แต่เป็นเพียง ‘Healthy Correction’ หรือการปรับสมดุลราคาที่ขึ้นมาสูงเกินไป เพื่อให้ต้นทุนใกล้เคียงกันและตลาดสามารถไปต่อได้ ท้ายที่สุด หากกลุ่ม Value เติบโตได้เพียง 4-6% แม้ PE จะต่ำ แต่เงินลงทุนก็มีโอกาสหมุนกลับไปหาเทคโนโลยีที่เติบโตสูงกว่าอยู่ดี เพราะในระยะยาวแล้ว “ผลประกอบการคือเจ้ามือที่แท้จริง”

 

กลยุทธ์การลงทุนครึ่งปีหลัง ตั้งรับความผันผวน ทยอยเก็บเมื่อย่อตัว

 

ผลประกอบการ S&P 500 ที่ปรับตัวขึ้นถึง 21% ในรอบ 1 ปี ทำให้ตลาดเต็มไปด้วยความคาดหวังที่สูงมาก ซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยงและความผันผวน ชาตรีได้ให้คำแนะนำในการจัดพอร์ตไว้ดังนี้

 

  • สำหรับนักลงทุนระยะสั้น/เก็งกำไร: ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ Leverage หรือ Futures เพราะหากงบออกมาผิดคาด ราคาหุ้นสหรัฐฯ สามารถร่วงลงได้ลึกแบบไม่มีเพดานรองรับ
  • สำหรับนักลงทุนระยะยาว: การปรับฐานของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ (ที่บางวันอาจร่วง 5-10%) ถือเป็นจังหวะทยอยสะสมหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตระยะยาว แต่ต้องเตรียมจิตใจให้เข้มแข็งรับความผันผวน
  • การกระจายความเสี่ยง: ควรมีกลุ่มหุ้นอุปโภคบริโภคติดพอร์ตไว้ด้วย แม้การเติบโตจะไม่หวือหวา แต่ช่วยลดความผันผวนและทำให้พอร์ตสมดุลยิ่งขึ้น

 

ตราบใดที่กำไรของ S&P 500 ยังสามารถเติบโตได้เกิน 2 หลัก (ไตรมาสก่อนโต 17% และไตรมาสนี้คาดการณ์ที่ 22%) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาวยังคงมีความน่าสนใจอย่างแน่นอน

 

ภาพ: ShutterstockProfessional/ Shutterstock

The post พรีวิวผลงานไตรมาส 2 ‘บจ.สหรัฐฯ’ เจาะลึกกลุ่มหุ้นเด่น-หลบหุ้นเสี่ยงครึ่งปีหลัง กลุ่มไหนจะได้ไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น 7 รายการ ก.ล.ต. ชี้เป็นข้อมูลเท็จ อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจง ก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย https://thestandard.co/supaporn-sec-false-share-report/ Thu, 09 Jul 2026 06:35:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1228715 ภาพกราฟิก ก.ล.ต. ชี้แจงกรณีสุภาพร รายงานซื้อหุ้น 7 รายการเป็นข้อมูลเท็จ

ก.ล.ต. เคลียร์ปม ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ยืนยันราย […]

The post สรุปปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น 7 รายการ ก.ล.ต. ชี้เป็นข้อมูลเท็จ อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจง ก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก ก.ล.ต. ชี้แจงกรณีสุภาพร รายงานซื้อหุ้น 7 รายการเป็นข้อมูลเท็จ

ก.ล.ต. เคลียร์ปม ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ยืนยันรายงานการได้มาซึ่งหุ้นทั้ง 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ เป็นข้อมูลเท็จทั้งหมด ธุรกรรมไม่เคยเกิดขึ้นจริง ก่อนถอดข้อมูลออกจากระบบเผยแพร่ หลังได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียน ด้านตัวผู้รายงานพบว่ามีตัวตนจริง ติดต่อได้ และรับว่าเป็นผู้ยื่นเอง ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจง ก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย

 

 
 

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการยื่นแบบ 246-2 ที่อ้างการได้มาซึ่งหุ้น บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) และหลักทรัพย์อื่นรวม 6 แห่ง ซึ่งมีข้อพิรุธหลายประการ อาทิ การอ้างถือหุ้นบุริมสิทธิที่บริษัทไม่เคยออก จนนำไปสู่การตรวจสอบของ ก.ล.ต. โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำชับให้เร่งหาข้อเท็จจริง ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เร่งประสานการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและขอข้อมูลจากโบรกเกอร์เพื่อร่วมพิสูจน์ข้อเท็จจริงคู่ขนานกันไป

 

วันนี้ (9 กรกฎาคม) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นำโดย พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. พร้อมด้วยรองเลขาธิการ แถลงข่าวชี้แจงความคืบหน้ากรณีการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ในชื่อ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ที่กลายเป็นประเด็นร้อนในตลาดทุนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าข้อมูลการรายงานทั้ง 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ ไม่มีความถูกต้องทั้งหมด และได้นำข้อมูลออกจากระบบเผยแพร่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

พรอนงค์กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์จำนวน 7 รายการ รวม 6 หลักทรัพย์ ซึ่งผู้รายงานบันทึกเข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม โดยเป็นการรายงานย้อนหลังที่ระบุช่วงเวลาการได้มาแตกต่างกันตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา

 

ทั้งนี้ เมื่อ ก.ล.ต. พบความผิดปกติ จึงดำเนินการเป็นลำดับขั้น เริ่มจากการขึ้นสถานะ ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม ได้ยกระดับเป็น ‘ข้อมูลอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง’ เนื่องจากพบความไม่สอดคล้องของข้อมูล กระทั่งวันที่ 8 กรกฎาคม เมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง ประกอบกับได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้อง จึงนำข้อมูลทั้งหมดออกจากระบบการเผยแพร่

 

เปิด 3 ข้อพิรุธ ชี้ชัดข้อมูลเท็จ ธุรกรรมไม่เคยเกิดขึ้นจริง

 

สำหรับความไม่ถูกต้องของข้อมูลที่นำไปสู่การถอดรายงานออกจากระบบ เลขาธิการ ก.ล.ต. สรุปสาระสำคัญเป็น 3 ประการ ได้แก่

 

ประการแรก ไม่พบชื่อผู้รายงานเป็นผู้ถือหุ้นในวันปิดสมุดทะเบียนในช่วงภายหลังของการได้มา และไม่มีการรายงานการจำหน่ายออก ประการที่สอง ประเภทหลักทรัพย์ที่รายงานการได้มาไม่มีอยู่จริงในช่วงระยะเวลาที่ระบุในการรายงาน และประการสุดท้าย จำนวนหลักทรัพย์ที่รายงานว่าถือครองไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง อาทิ การรายงานการใช้สิทธิซื้อหุ้นจากใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) ที่แสดงจำนวนตรงกับการใช้สิทธิหุ้นกู้แปลงสภาพซึ่งเป็นของบุคคลอื่น

 

ด้านเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. เปิดเผยเพิ่มเติมระหว่างตอบคำถามสื่อมวลชนว่า จากการตรวจสอบข้ามกับฐานข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน พบว่าข้อมูลไม่ตรงกัน จึงเชื่อว่าธุรกรรมการซื้อขายตามที่รายงานทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นจริง

 

“ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญในตลาดทุน แต่ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า” พรอนงค์กล่าวย้ำ พร้อมระบุว่า สิ่งที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกคือการสอบทานและแจ้งเตือนสถานะของข้อมูลในระบบ ซึ่งมาตรการของสำนักงานถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

 

ยืนยัน ‘สุภาพร’ มีตัวตนจริง ติดต่อได้แล้ว เจ้าตัวรับเป็นผู้ยื่นรายงานเอง

 

ประเด็นที่สื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างมากคือตัวตนของผู้รายงาน ซึ่ง ก.ล.ต. ชี้แจงว่า ระบบ 246-2 กำหนดให้ผู้ที่จะบันทึกข้อมูลต้องลงทะเบียนด้วยข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึก ทั้งชื่อ-นามสกุล วันเกิด เลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ไปจนถึงชื่อบิดามารดา โดยระบบจะสอบยันข้อมูลกับฐานของกรมการปกครอง หากข้อมูลไม่ตรงกันระบบจะปฏิเสธการลงทะเบียน และยังต้องผ่านการยืนยันตัวตนด้วยรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) ผ่านหมายเลขโทรศัพท์อีกชั้นหนึ่ง

 

จากกระบวนการดังกล่าว ก.ล.ต. ยืนยันว่าผู้รายงานรายนี้มีตัวตนจริงตามฐานทะเบียนราษฎร และเมื่อพบข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อมูล สำนักงานได้ติดต่อประสานไปยังผู้ยื่นรายงานโดยตรง ซึ่งสามารถติดต่อตัวได้ และเจ้าตัวยืนยันว่าเป็นผู้ยื่นรายงานดังกล่าวเอง ส่วนรายละเอียดการชี้แจงว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร รวมถึงมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่ง ก.ล.ต. ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมาย

 

จ่อบังคับใช้กฎหมาย ยื่นเอกสารเท็จ โทษคุก 1 ปี ปรับ 100,000 บาท

 

ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า ความผิดที่มีความเป็นไปได้ในกรณีนี้ คือความผิดฐานยื่นเอกสารหลักฐานต่อสำนักงาน ก.ล.ต. โดยมีข้อความอันเป็นเท็จ หรืออาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

 

เอกสาร 9 ก.ค. (3)

 

โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลและเปิดให้บุคคลที่เกี่ยวข้องชี้แจง หากพบว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมายใด เมื่อกรณีเป็นที่ยุติแล้วจะเปิดเผยต่อสาธารณะต่อไป เช่นเดียวกับกรณีอื่นๆ ที่ผ่านมา ทั้งนี้ หากพบความผิดตามกฎหมายอื่นที่อยู่นอกเหนือการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. สำนักงานก็สามารถส่งเรื่องต่อไปยังพนักงานสอบสวนได้ แต่ปัจจุบันยังไปไม่ถึงขั้นตอนดังกล่าว

 

“ขั้นตอนการดำเนินการตรวจสอบการรายงาน ตอนนี้เราเลือกวิธีสอบทานข้อมูลที่รายงานกับแหล่งที่ 3 จึงไม่ได้ให้เขายื่นไฟล์เอกสารการซื้อขายหุ้นแนบมาในการรายงานแบบ 246-2” นายธวัชชัย กล่าว

 

ส่วนเรื่องการแก้ไขปรับปรุงระบบนั้น ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่ได้เป็นผู้ดูแลเรื่องระบบ แต่สำนักงาน ก.ล.ต.ยืนยันข้อมูลที่อยู่ในระบบเราดำเนินการมานานแล้ว ซึ่งการเปิดให้ลงทะเบียนก็ไม่ได้หละหลวมและเชื่อว่าระบบการยืนยันตัวตนเพียงพอ รวมถึงมีมาตรฐานสากล ส่วนกรณีมีคำแนะนำสำนักงาน ก.ล.ต.ก็ยินดีพร้อมรับฟัง แต่ไม่ได้เชื่อว่าระบบมันไม่ดี เพราะเราได้มีการพัฒนาระบบต่อเนื่องอยู่แล้ว

 

โต้ข่าวลือปิดระบบ ยันเป็นระบบรายงานตนเองตามมาตรฐานสากล

 

พรอนงค์ยังกล่าวถึงกระแสข่าวว่ามีการปิดระบบรายงานว่า “เป็นเรื่องของข่าวลือทั้งสิ้น” โดยระบบการรายงานยังคงเปิดดำเนินการตามปกติ เนื่องจากเป็นระบบของผู้มีหน้าที่รายงานตามกฎหมาย

 

ขณะที่เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. อธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบ 246-2 เป็นระบบการรายงานด้วยตนเอง (Self-declare) ตามแนวทางสากลที่หน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกาใช้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ ผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายเป็นผู้รายงานและรับผิดชอบความถูกต้องของข้อมูล

 

ส่วนหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลคือการสอบทานข้อมูลกับแหล่งที่เป็นอิสระและเชื่อถือได้ เช่น ฐานข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน นายทะเบียนหลักทรัพย์ และผู้รับฝากทรัพย์สิน เนื่องจากข้อมูลตลาดทุนจำเป็นต้องเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างรวดเร็ว การให้สำนักงานรับรองความถูกต้องก่อนเผยแพร่ทุกรายการจะแลกมากับความล่าช้าของข้อมูล จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างความรวดเร็วกับการสอบทาน ผ่านกลไกการขึ้นสถานะเตือนผู้ใช้ข้อมูลเป็นลำดับขั้นดังที่ดำเนินการในกรณีนี้

 

The post สรุปปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น 7 รายการ ก.ล.ต. ชี้เป็นข้อมูลเท็จ อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจง ก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท.ไม่ห่วงปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น TRUE กระทบความเชื่อมั่น เผยช่วย TRUE เร่งปิดสมุดทะเบียน พร้อมขอข้อมูลโบรกเกอร์หาข้อเท็จจริง https://thestandard.co/set-supaporn-true-shares-probe/ Wed, 08 Jul 2026 11:29:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1228362

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประเมินกรณี สุภาพร พิมพงษ์ รายงานซื้อหุ […]

The post ตลท.ไม่ห่วงปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น TRUE กระทบความเชื่อมั่น เผยช่วย TRUE เร่งปิดสมุดทะเบียน พร้อมขอข้อมูลโบรกเกอร์หาข้อเท็จจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประเมินกรณี สุภาพร พิมพงษ์ รายงานซื้อหุ้น TRUE ต้องสงสัย ไม่กระทบความเชื่อมั่น ชี้นักลงทุนโฟกัสพื้นฐานธุรกิจเป็นหลัก พร้อมเผย TRUE ยื่นขอปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว พร้อมเร่งรัดขอข้อมูลจากโบรกเกอร์ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง เตรียมใช้เกณฑ์ใหม่ปิดสมุดทะเบียนอัตโนมัติทุกสิ้นเดือน กรณีสัดส่วนถือหุ้นเปลี่ยนแปลงทุก 5%

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

วันนี้ (8 กรกฎาคม) อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงกรณีการรายงานการได้มาซึ่งหุ้นของ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ในชื่อ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ซึ่งกลายเป็นคำถามในสังคมและตลาดทุนอย่างกว้างขวางว่าจะกระทบความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยหรือไม่

 

ตลท. ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว และพร้อมสนับสนุน ก.ล.ต. ในการหาข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้ ก.ล.ต. กำลังตรวจสอบข้อมูลอย่างลึกซึ้งจากหลายมุมมอง เพื่อยืนยันว่าข้อมูลที่ปรากฏจริงหรือไม่จริงอย่างไร

 

“ต้องยอมรับว่า ถ้าดูข้อมูลที่เปิดเผยออกมา มีคำถามแน่นอน” อัสสเดชกล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่า ในกรณีของ TRUE มีการรายงานว่าได้ซื้อหุ้นบุริมสิทธิ ทั้งที่บริษัทแจ้งว่าไม่เคยออกหุ้นบุริมสิทธิมาก่อน

 

เร่งปิดสมุดทะเบียน-ขอข้อมูลโบรกเกอร์ เร็วกว่ากรอบปกติ 5 วันทำการ

 

อัสสเดชอธิบายว่า ขั้นตอนการยื่นรายงานเป็นไปตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ซึ่งสำนักงานกำลังตรวจสอบอยู่ ส่วนคำถามสำคัญที่ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้นจริงหรือไม่ ต้องพิสูจน์ด้วยการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ซึ่งตามระบบปกติจะใช้เวลาไม่เกิน 5 วันทำการ หลังจากขอข้อมูลจากโบรกเกอร์ทั้งหมด แต่สำหรับกรณีนี้ ตลท. กำลังเร่งรัดให้โบรกเกอร์ส่งข้อมูลโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ตลาดทุนได้รับคำตอบที่ชัดเจนโดยเร็ว

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน TRUE ได้ยื่นขอปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยอัสสเดชย้ำว่า ขณะนี้มีการประสานงานกันทุกภาคส่วน และมีการพูดคุยกัน 3 ฝ่ายมาโดยตลอด ทั้ง TRUE, ก.ล.ต. และ ตลท. เนื่องจากตัวบริษัทเองก็ต้องการทราบข้อเท็จจริงเช่นกัน

 

เคสนี้จ่อเข้าเกณฑ์ใหม่ ยื่น 246-2 สัดส่วนหุ้นเปลี่ยนแปลงเกิน 5% TSD ปิดสมุดทะเบียนอัตโนมัติสิ้นเดือน

 

จากกฎเกณฑ์ใหม่ของ ตลท.ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว กำหนดให้เมื่อมีการยื่นรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) และมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นทุกๆ 5% บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD จะปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นให้อัตโนมัติทุกสิ้นเดือน ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นนี้จะเข้ากับเกณฑ์ใหม่ดังกล่าว เพื่อให้นักลงทุนได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน และช่วยลดภาระของบริษัทจดทะเบียนไปพร้อมกัน

 

“การรายงานข้อมูล แน่นอนว่าอยากให้นักลงทุนได้ข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเท่าเทียม คงต้องค่อยๆ พัฒนาและเรียนรู้กันไป เพราะวันนี้ต้องยอมรับว่าข้อมูลสื่อสารได้เร็วในหลายรูปแบบ” อัสสเดชกล่าว

 

มองนักลงทุนยังไม่กังวล พื้นฐานธุรกิจไม่เปลี่ยน ต่างชาติยังไม่ถาม

 

สำหรับผลกระทบต่อความเชื่อมั่น อัสสเดชประเมินว่า ณ วันนี้นักลงทุนยังไม่ได้กังวลมากนัก เพราะพื้นฐานของธุรกิจต่างๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติก็ยังไม่มีการสอบถามในประเด็นนี้เข้ามา เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเน้นพิจารณาผลการดำเนินงานเป็นหลัก โดยผลกระทบต่อธุรกิจที่แท้จริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจในการบริหารงาน

 

นอกจากนี้ยังอธิบายในเชิงโครงสร้างว่า การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนผ่านผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian) ในต่างประเทศ ชื่อที่ปรากฏในทะเบียนผู้ถือหุ้นจะเป็นชื่อของคัสโตเดียนรายนั้น ไม่ใช่ชื่อผู้ลงทุนตัวจริง

 

ย้อนปมพิรุธ ‘สุภาพร’ โผล่ถือหุ้น TRUE กว่า 7% ก.ล.ต. พบ 5 ข้อสังเกต

 

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการยื่นแบบ 246-2 ที่ระบุว่า สุภาพร พิมพงษ์ ได้มาซึ่งหุ้น TRUE เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 คิดเป็น 3.2174% ของสิทธิออกเสียง ส่งผลให้สัดส่วนถือครองรวมเพิ่มเป็น 7.0992% โดยในจำนวนดังกล่าวมีการระบุว่าถือหุ้นบุริมสิทธิราว 0.0388% ทั้งที่ TRUE ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อ ตลท. เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ว่าบริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้แก่บุคคลทั่วไป และปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิอยู่แล้ว

 

ก่อนหน้านี้ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ตรวจพบรายงานแบบ 246-2 ที่เกี่ยวข้องรวม 7 ฉบับ ครอบคลุมหลักทรัพย์ 6 แห่ง ซึ่งถูกยื่นเข้าระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม 2569 โดยผู้รายงานอ้างว่าสะสมหุ้นมาตั้งแต่ปี 2564 และจากการตรวจสอบร่วมกับบริษัทจดทะเบียน ก.ล.ต. พบข้อสังเกตสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การไม่พบชื่อดังกล่าวในสมุดทะเบียนย้อนหลังของ 5 หลักทรัพย์ การอ้างถือครองหลักทรัพย์ที่บริษัทไม่เคยออกเสนอขาย สัดส่วนการถือหุ้นที่ขัดแย้งกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่บริษัทแจ้งไว้ การยื่นรายงานตามมาตรา 59 ทั้งที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหาร และปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้ขึ้นข้อความเตือนในรายงานดังกล่าวว่า ‘อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง’ แล้ว

 

ขณะเดียวกัน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กำชับให้เลขาธิการ ก.ล.ต. เร่งติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีนี้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในตลาดทุนไทย และความน่าเชื่อถือในการกำกับดูแลของ ก.ล.ต.

 

ทั้งนี้ ระบบรายงานแบบ 246-2 เป็นระบบที่ผู้ยื่นรับรองความถูกต้องของข้อมูลด้วยตนเอง เพื่อให้การเปิดเผยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นทำได้รวดเร็ว แต่หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการจงใจแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

นักวิเคราะห์คาดกำไรหุ้นไทยปีนี้ทะลุ 100 บาทต่อหุ้น สูงสุดรอบ 3 ปี

 

ฉัตรชัย ทิศาดลดิลก ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลท. เปิดเผยว่า ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยปีนี้จากความเห็นของนักวิเคราะห์โดยเฉลี่ย (Consensus) ถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่ 100.7 บาทต่อหุ้น ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี หลังจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยไตรมาสแรกเติบโตขึ้นราว 25%

 

ขณะที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับสู่หุ้นไทยอีกครั้ง โดยล่าสุด ณ วันที่ 7 กรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 4.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai ในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 74,436 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 65,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมี 6 วันทำการที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยเกิน 1 แสนล้านบาท

 

ปัจจัยภายในประเทศที่เป็นแรงหนุนตลาดหุ้นไทยในเดือนมิถุนายน 2569 ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็น 2.3% จากประมาณการเดิมที่ 2% โดยมีภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี

 

ขณะที่ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะเดียวกัน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำอย่าง Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings มีมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

The post ตลท.ไม่ห่วงปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น TRUE กระทบความเชื่อมั่น เผยช่วย TRUE เร่งปิดสมุดทะเบียน พร้อมขอข้อมูลโบรกเกอร์หาข้อเท็จจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิเคราะห์ชี้บอลโลกไม่ช่วยดันท่องเที่ยวฟื้น หลังยอดผู้โดยสารสนามบินเม็กซิโกหลุดเป้า ฉุดหุ้น 3 ค่ายใหญ่ร่วง https://thestandard.co/mexico-tourism-world-cup-airport-stocks/ Wed, 08 Jul 2026 09:24:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1228308 เครื่องบินจำลองพร้อมกราฟหุ้นและสัญลักษณ์ฟุตบอลโลก

เมื่อวันอังคาร 7 ก.ค. ที่ผ่านมา หุ้นของกลุ่มบริษัทผู้ปร […]

The post นักวิเคราะห์ชี้บอลโลกไม่ช่วยดันท่องเที่ยวฟื้น หลังยอดผู้โดยสารสนามบินเม็กซิโกหลุดเป้า ฉุดหุ้น 3 ค่ายใหญ่ร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบินจำลองพร้อมกราฟหุ้นและสัญลักษณ์ฟุตบอลโลก

เมื่อวันอังคาร 7 ก.ค. ที่ผ่านมา หุ้นของกลุ่มบริษัทผู้ประกอบการสนามบินของเม็กซิโกปรับตัวลงหนัก หลังตัวเลขผู้โดยสารประจำเดือนมิถุนายนออกมาน่าผิดหวังและไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดหวังว่าจะได้แรงหนุนจากการแข่งขันฟุตบอลโลก

 

สอดคล้องกับ Grupo Aeroportuario del Pacífico (GAP) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทผู้ประกอบการสนามบินของเม็กซิโก รายงานจำนวนผู้โดยสารในสนามบินลดลง 5.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งน้อยกว่าประมาณการของ Bradesco BBI ถึง 14.9%

 

ขณะที่ Grupo Aeroportuario del Sureste แจ้งว่าการเดินทางของผู้โดยสารรวมในเม็กซิโกลดลง 8.5% โดยการเดินทางระหว่างประเทศเป็นกลุ่มที่หดตัวมากที่สุด ส่วน Grupo Aeroportuario del Centro Norte เป็นเพียงรายเดียวที่ยังได้ตัวเลขเป็นบวก โตขึ้น 2.1% แต่ก็ยังต่ำกว่าคาดการณ์ของ Bradesco BBI

 

นักวิเคราะห์จาก Bradesco BBI กล่าวว่า ตลาดคงไม่คาดหวังการฟื้นตัวจากการมีฟุตบอลโลกเพียงแค่เดือนเดียว แต่เมื่อทั้งสามกลุ่มสนามบินรายงานตัวเลขแล้ว ก็ชัดเจนว่าสัญญาณการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวยังกดดันอุตสาหกรรม และจะยืดเยื้อนานกว่าที่คาดไว้ เบื้องต้นทำให้เขาต้องพิจารณาทบทวนประมาณการการฟื้นตัวของปีนี้เพิ่มขึ้น

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัวเลขเดือนมิถุนายนอ่อนแอ สะท้อนปัจจัยหลายด้าน เริ่มตั้งแต่ราคาค่าโดยสารที่ปรับขึ้นตามราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการเดินทางลดลง ขณะเดียวกันเหตุความรุนแรงหลังการจับกุมและการสังหาร เนเมซิโอ โอเซเกรา เซร์บันเตส หรือที่รู้จักในชื่อ ‘เอลเมนโช’ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้จุดให้เกิดการลอบตั้งด่านเถื่อน เผายานพาหนะ และการโจมตีเป้าหมายทางธุรกิจในหลายพื้นที่ ทำให้ผู้โดยสารเกิดความไม่มั่นใจและหลีกเลี่ยงการเดินทางในบางเส้นทาง

 

นอกจากปัจจัยด้านความปลอดภัยแล้ว อุตสาหกรรมยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ ความล่าช้าในการส่งมอบเครื่องยนต์จากผู้ผลิต P&W ซึ่งจำกัดจำนวนที่นั่งที่สายการบินสามารถให้บริการ และสร้างความกังวลต่อการขยายเส้นทางบินในระยะสั้น

 

ส่วนปัจจัยภายนอกอื่นๆ อย่างนโยบายการย้ายถิ่นของสหรัฐฯ และการแพร่ของสาหร่ายซาร์กัสซัม ในแถบแคริบเบียน ก็มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวชายฝั่งและลดแรงจูงใจในการเดินทางเช่นกัน

 

ผู้ประกอบการและนักวิเคราะห์ต่างมองว่า เมื่อรวมกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุให้การฟื้นตัวของปริมาณผู้โดยสารเป็นไปอย่างช้าๆ และคาดว่าจะยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวจนกว่าจะมีการคลี่คลายทั้งด้านต้นทุนและความมั่นคงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

 

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากตัวเลขที่ออกมาทำให้หุ้นของผู้ประกอบการสนามบินทั้ง 3 ค่ายต่างปรับตัวลงในการซื้อขายช่วงวันอังคารที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา โดย ASUR ร่วงหนักสุด ขณะที่หุ้น OMA ลงได้สูงสุดถึง 5.2% และ GAP ลดลง 5.8% ทำให้ทั้ง 3 บริษัทเป็นปัจจัยหลักในการดึงดัชนี Mexbol ให้ปรับตัวลง

 

แม้ว่าการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกจะถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการกระตุ้นท่องเที่ยวระยะสั้น แต่ตัวเลขที่อ่อนแอแสดงให้เห็นว่าแรงหนุนชั่วคราวนี้ไม่เพียงพอที่จะชดเชยปัจจัยลบที่สะสมมานาน ตลอดจนความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัยและปัญหาด้านอุปทานยังคงเป็นเงื่อนไขหลักที่ต้องเฝ้าจับตาต่อไป

 

ภาพ: vectorfusionart / shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post นักวิเคราะห์ชี้บอลโลกไม่ช่วยดันท่องเที่ยวฟื้น หลังยอดผู้โดยสารสนามบินเม็กซิโกหลุดเป้า ฉุดหุ้น 3 ค่ายใหญ่ร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. สั่งสอบปม ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ยื่นแบบถือหุ้นทิพย์ หลังพบพิรุธ เคลมนั่งบอร์ดบจ. – อ้างครอบครองหลักทรัพย์ที่ไม่เคยมีอยู่จริง https://thestandard.co/sec-probe-supaporn-shares/ Tue, 07 Jul 2026 13:47:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1227871

ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบเชิงลึกกรณีข่าว ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ส่งร […]

The post ก.ล.ต. สั่งสอบปม ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ยื่นแบบถือหุ้นทิพย์ หลังพบพิรุธ เคลมนั่งบอร์ดบจ. – อ้างครอบครองหลักทรัพย์ที่ไม่เคยมีอยู่จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบเชิงลึกกรณีข่าว ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ส่งรายงานถือหุ้นใหญ่ในบจ. หลายแห่ง พบข้อมูลขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างรุนแรง ทั้งกรณีไม่มีชื่อในสมุดทะเบียน และยื่นถือหลักทรัพย์ที่บริษัทไม่เคยออก ย้ำหากพบจงใจส่งข้อมูลเท็จพร้อมดำเนินคดีโทษจำคุก-ปรับเงิน

 

 
 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่มีกระแสข่าวและการแชร์ข้อมูลในตลาดทุน เกี่ยวกับรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของบุคคลปริศนาชื่อ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ที่ทำรายการส่งข้อมูลเข้ามาในระบบว่าตนเองเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง (เช่น บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE และ บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป หรือ MAJOR) จนสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ลงทุนในวงกว้าง

 

ปูพรมตรวจย้อนหลัง พบ 5 จุดพิรุธสำคัญ

 

ก.ล.ต. ระบุว่า จากการตรวจสอบระบบรับข้อมูลอัตโนมัติ พบว่าบุคคลดังกล่าวได้ส่งรายงานแบบ 246-2 เข้ามาในวันที่ 30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม 2569 จำนวนทั้งหมด 7 รายงาน ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ โดยอ้างว่าเป็นรายการซื้อสะสมมาตั้งแต่ปี 2564

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อ ก.ล.ต. นำข้อมูลดังกล่าวมาตรวจสอบเชิงลึกร่วมกับบริษัทจดทะเบียน กลับพบข้อผิดปกติร้ายแรงดังนี้:

 

  • ไม่มีชื่ออยู่จริง: เมื่อเช็กวันปิดสมุดทะเบียนย้อนหลังในอดีตของ 5 หลักทรัพย์ ไม่พบชื่อ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ เป็นผู้ถือหุ้นตามที่กล่าวอ้าง (ส่วนอีก 1 หลักทรัพย์อยู่ระหว่างตรวจสอบ)
  • เคลมสินทรัพย์ที่ไม่มีอยู่จริง: มีการรายงานว่าตนเองถือครองหลักทรัพย์บางประเภท ที่บริษัทจดทะเบียนแห่งนั้น ‘ไม่เคยมีการออกเสนอขาย’ มาก่อนในประวัติศาสตร์ (เช่น หุ้นบุริมสิทธิ)
  • สัดส่วนไม่ตรงความจริง: ตัวเลขอัตราการถือหุ้นที่รายงาน ขัดแย้งกับข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่บริษัทจดทะเบียนแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างสิ้นเชิง
  • สวมรอยตำแหน่ง: บุคคลดังกล่าวมีการยื่นรายงานตามมาตรา 59 (รายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นของบอร์ด) ทั้งที่ตัวเธอ ไม่ได้มีตำแหน่งเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร ของบริษัทเหล่านั้น ซึ่ง ก.ล.ต. ได้สั่งถอดข้อมูลส่วนนี้ออกจากระบบแล้ว
  • ขึ้นเครื่องหมายเตือนภัย: ปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้เข้าไปแขวนข้อความเตือนนักลงทุนในแบบรายงานดังกล่าวแล้วว่า “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง” เพื่อป้องกันไม่ให้นำข้อมูลไปใช้ผิดๆ

 

ลั่น หากพบตั้งใจ ‘ปั่นข้อมูลเท็จ’ โดนโทษหนัก

 

ก.ล.ต. ชี้แจงว่า โดยปกติระบบรายงานแบบ 246-2 ของสากล จะใช้แนวทางให้ผู้ถือหุ้นรับรองความถูกต้องด้วยตนเอง (Self-declared reporting) เพื่อความรวดเร็วในการเปิดเผยโครงสร้างกลุ่มทุนใหม่แก่นักลงทุน

 

อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า ผู้รายงานไม่ได้มีหน้าที่แต่ตั้งใจส่งข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือมีเจตนาอำพรางเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ จะถือเป็นความผิดตามมาตรา 302/1 พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และหากพบว่าเข้าข่ายแฮกเกอร์หรือจงใจป้อนข้อมูลปลอมเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จะประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ต่อไปทันที

The post ก.ล.ต. สั่งสอบปม ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ยื่นแบบถือหุ้นทิพย์ หลังพบพิรุธ เคลมนั่งบอร์ดบจ. – อ้างครอบครองหลักทรัพย์ที่ไม่เคยมีอยู่จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมตราสารหนี้เผยครึ่งปีแรกหุ้นกู้ผิดนัดชำระ 7 ราย มูลค่าสุทธิ 7.4 พันล้านบาท https://thestandard.co/thai-bond-default-first-half/ Tue, 07 Jul 2026 09:56:02 +0000 https://thestandard.co/thai-bond-default-first-half/ ชายใช้แว่นขยายส่องเอกสารหุ้นกู้ พร้อมข้อความ 'ตลาดหุ้นกู้ยังไม่ฟื้น! ครึ่งปีผิดนัดชำระ 7 ราย 7.4 พันล้านบาท'

ThaiBMA เผยสถานการณ์หุ้นกู้เอกชนยังไม่ฟื้นตัวดีนัก โดยเ […]

The post สมาคมตราสารหนี้เผยครึ่งปีแรกหุ้นกู้ผิดนัดชำระ 7 ราย มูลค่าสุทธิ 7.4 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชายใช้แว่นขยายส่องเอกสารหุ้นกู้ พร้อมข้อความ 'ตลาดหุ้นกู้ยังไม่ฟื้น! ครึ่งปีผิดนัดชำระ 7 ราย 7.4 พันล้านบาท'

ThaiBMA เผยสถานการณ์หุ้นกู้เอกชนยังไม่ฟื้นตัวดีนัก โดยเฉพาะปัญหาผิดนัดชำระหนี้ ครึ่งปีแรกมีจำนวน 7 ราย มูลค่าสุทธิ 7.4 พันล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มี 8 ราย มูลค่า 8.3 พันล้านบาท

 

อริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยณ สิ้นไตรมาส 2/69 เท่ากับ 18.3 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 96% ของ GDP) เพิ่มขึ้น 2.0% จากสิ้นปี 68 ที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาลเป็นสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการผิดนัดชำระ (Default) ยังคงมีต่อเนื่อง โดยช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระจากผู้ออก 7 ราย มูลค่าสุทธิ 7,422 ล้านบาท และมีหุ้นกู้ที่ปรับโครงสร้างหนี้จากผู้ออก 7 ราย มูลค่าสุทธิ 1,188 ล้านบาท

 

ขณะที่การผิดนัดชำระในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปี 2566 มีจำนวน 5 ราย มูลค่า 16,363 ล้านบาท ปี 2567 จำนวน 5 ราย มูลค่า 3,172 ล้านบาท และ ปี 2568 จำนวน 8 ราย มูลค่า 8,319 ล้านบาท

 

อริยากล่าวต่อว่า จากจำนวนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระในช่วงครึ่งปีหลังรวม 416,877 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่ม Non-rated อยู่ประมาณ 20,739 ล้านบาท และบางส่วนที่ได้ยืดหนี้ไปแล้ว จึงคาดว่าหุ้นกู้กลุ่มนี้คงไม่มาออกหุ้นกู้ชุดใหม่แล้วและมีความเป็นไปได้สูงที่จะดำเนินการยืดหนี้ต่อ รวมถึงคงไม่มีอะไรที่เป็นเซอร์ไพรส์สำหรับนักลงทุน

 

ทั้งนี้ การออกหุ้นกู้ใหม่ช่วงครึ่งปีแรก กลุ่มอุตสาหกรรมหลักยังคงเป็นพลังงาน ไฟแนนซ์ และอสังหาริมทรัพย์ โดยกลุ่มพลังงานและไฟแนนซ์ยังคงเห็นการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มอสังหาฯ ออกหุ้นกู้ใหม่ลดลง

 

“กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ฯ บางส่วนสถานการณ์ไม่ค่อยดี และนักลงทุนระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนต้องหันไปพึ่งธนาคารแทน รวมทั้งบางบริษัทชะลอการออกหุ้นกู้ระยะยาว เพื่อรอดูทิศทางของดอกเบี้ย”

 

คาดหุ้นกู้เอกชนออกใหม่ปีนี้ 8.8 – 9 แสนล้านบาท

 

สมาคมตราสารหนี้คาดการณ์ว่า มูลค่าการหุ้นกู้เอกชนปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 880,000 – 900,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่ยังมีความต้องการระดมทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัทที่เลื่อนมาออกจากช่วงครึ่งปีแรก ประกอบกับในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะมีหุ้นกู้ครบกำหนดชำระรวม 416,877 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นกู้ในกลุ่ม Investment Grade สัดส่วน 90% และกลุ่ม High Yield (รวม Non-rated bond) อีก 10%

 

โดยผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ 10 อันดับแรกอยู่ในกลุ่ม Investment Grade มีอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) ระหว่าง 2.08 -10.6 เท่า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity) ส่วนใหญ่อยู่ในระดับไม่เกิน 2 เท่า

 

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดในช่วงครึ่งปีหลังมากสุดคือ กลุ่มพลังงาน มูลค่า 95,793 ล้านบาท รองลงมาคือ การเงิน 71,842 ล้านบาท,อสังหาฯ 69,482 ล้านบาท,ไอซีที 35,185 ล้านบาท และพาณิชย์ 34,148 ล้านบาท เป็นต้น

 

ภาพ: Andrii Yalanskyi / Shutterstock

The post สมาคมตราสารหนี้เผยครึ่งปีแรกหุ้นกู้ผิดนัดชำระ 7 ราย มูลค่าสุทธิ 7.4 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
FETCO ชงยกเว้นภาษีกำไร Capital gain ชั่วคราว ดึงเงินลงทุนกลับไทย หวังเพิ่มสภาพคล่องตลาดหุ้น พร้อมอัปเดตความคืบหน้า TISA https://thestandard.co/fetco-capital-gain-tax-thailand/ Mon, 06 Jul 2026 10:01:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1227340 ภาพไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธาน FETCO ซ้อนทับธงชาติไทยและเหรียญกษาปณ์

วันนี้ (6 ก.ค. 2569) ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิ […]

The post FETCO ชงยกเว้นภาษีกำไร Capital gain ชั่วคราว ดึงเงินลงทุนกลับไทย หวังเพิ่มสภาพคล่องตลาดหุ้น พร้อมอัปเดตความคืบหน้า TISA appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธาน FETCO ซ้อนทับธงชาติไทยและเหรียญกษาปณ์

วันนี้ (6 ก.ค. 2569) ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) แถลงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ตั้งเป้าหมายยกระดับสถานะตลาดหุ้นไทยสู่ ‘ตลาดพัฒนาแล้ว’ ภายใน 15 ปี รับโจทย์รัฐบาลดันไทยเป็นประเทศรายได้สูง เล็งรื้อแนวคิดยกเว้นภาษี Capital gain ชั่วคราว หวังดึงเงินนักลงทุนไทยกลับประเทศ เพิ่มสภาพคล่องตลาด

 

 
 

นอกจากนี้ นักลงทุนยังหลีกเลี่ยงนำกำไรต่างประเทศกลับเข้าไทย เพราะต้องนำกำไรดังกล่าวมาคำนวณรวมกับเงินได้ในประเทศ เพื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

ทั้งนี้ การยกเว้นภาษีกำไรชั่วคราว เพื่อแลกกับเงื่อนไข เช่น การนำเงินบางส่วนกลับมาลงทุนในประเทศ จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดหุ้นไทย

 

แนวคิดดังกล่าวเป็นหนึ่งในแนวทางขับเคลื่อนเป้าหมายระยะสั้น ยกระดับตลาดทุนไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ผ่านการเพิ่มสภาพคล่องระยะยาวและฐานนักลงทุนที่เข้มแข็ง เพราะในช่วงที่ผ่านมา สาเหตุที่ตลาดทุนไทยซบเซา มีบริษัทเข้าระดมทุนน้อย เป็นผลมาจากการมีสภาพคล่องระยะสั้นมากกว่าระยะยาว ทำให้ตลาดโดยรวมค่อนข้างผันผวน

 

TISA ยกเลิกตัวคูณ-แยกวงเงินลดหย่อนภาษี

 

สำหรับความคืบหน้า TISA โครงการบัญชีออมและลงทุนส่วนบุคคลเพื่อการเกษียณ ซึ่ง FETCO, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลัง ได้หารือร่วมกันในช่วงที่ผ่านมา ปัจจุบันรายละเอียดโครงการคืบหน้าไปกว่า 90% เหลือเพียงการเคาะวงเงินลงทุนลดหย่อนภาษีจากกระทรวงการคลัง และกรอบเวลาเริ่มโครงการดังกล่าว ซึ่งจะมีการหารือร่วมกันอีกครั้ง โดยคาดว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้นภายในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

 

ทั้งนี้ รายละเอียดเบื้องต้นที่มีความชัดเจนแล้ว คือ ยกเลิกเงื่อนไขตัวคูณ ซึ่งกำหนดเพดานลดหย่อนภาษี เนื่องจากสร้างความยุ่งยากและสับสนให้กับประชาชน หลังจากที่ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังกำหนดให้ผู้ที่มีเงินได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้สิทธิลดหย่อน 1.3 เท่า ส่วนผู้มีเงินได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 0.7 เท่า โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนที่ฐานภาษีน้อยได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีมากขึ้น

 

นอกจากนี้ วงเงินลงทุนใน TISA จะไม่นับรวมกับวงเงินลดหย่อนภาษีเพื่อการเกษียณเดิม 500,000 บาท อย่าง RMF และ PVD ทำให้ผู้ลงทุนสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้เพิ่มเติมจากสิทธิเดิม

 

สำหรับวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ภายใต้การนำของประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) คนใหม่ ซึ่งมีวาระ 2 ปี ไพบูลย์ มองว่า เป้าหมายของตลาดทุนไทยในวันนี้คือ ต้องมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศด้วยการเป็นแหล่งระดมทุนของภาคธุรกิจที่ได้มาตรฐานสากล เป็นไม่ใช่แค่แหล่งซื้อขายหุ้น สร้างความมั่งคั่งให้คนบางกลุ่ม เหมือนภาพจำในอดีต

 

ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ยกระดับตลาดทุนไทย

 

เพื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าว สภาธุรกิจตลาดทุนไทยจะดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ประกอบด้วย

 

  • Demand Side: ขยายฐานผู้ลงทุน

 

มุ่งสร้างฐานนักลงทุนระยะยาวของประเทศ ผ่านการส่งเสริมวัฒนธรรมการลงทุนด้วยโครงการ TISA ผลักดันการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ดึงดูดเงินลงทุนระยะยาวจากกองทุนต่างชาติและผู้มีความมั่งคั่งสูง (Global HNW) ตลอดจนสร้างแรงจูงใจให้เงินลงทุนของคนไทยในต่างประเทศไหลกลับเข้าสู่ตลาดทุนไทย รวมถึงผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายโอกาสการลงทุนของภาคเอกชน

 

  • Supply Side: เพิ่มศักยภาพและความน่าสนใจของตลาดทุน

 

พัฒนาผลิตภัณฑ์และกลไกการระดมทุนให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่านการเพิ่มสภาพคล่องของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนให้กิจการในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผลักดันสิทธิประโยชน์สำหรับบริษัทในโครงการ Jump+ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs ขนาดใหญ่ และปรับปรุงกฎหมายเพื่อรองรับการระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยี

 

  • Ecosystem & Infrastructure: พัฒนาโครงสร้างตลาดทุนและลดอุปสรรค

 

ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุน ผ่านการเชื่อมโยงตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล การพัฒนาระบบข้อมูลกลางด้านลงทุน การจัดตั้ง SME Credit Scoring Agency และการปรับปรุงกฎหมายทรัสต์ เพื่อรองรับการบริหารและวางแผนทรัพย์สิน

 

  • Trust & Confidence: ยกระดับธรรมาภิบาลและความเชื่อมั่น

 

ผลักดันการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การกำกับดูแลเชิงรุก การจัดตั้งศาลตลาดทุน การแก้ไขกฎหมายล้มละลาย และการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุน

 

  • Investor Relations: ยกระดับการสื่อสารกับนักลงทุน

 

ผลักดันการจัด Government Outbound Roadshow เพื่อประชาสัมพันธ์ตลาดทุนไทยสู่ผู้ลงทุนทั่วโลก จัดกิจกรรม “ตลาดทุนพบภาครัฐ” อย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความเชื่อมั่น จัดทำและเผยแพร่ดัชนี FETCO Investor Confidence Index ทุกเดือน และร่วมให้ข้อมูลเศรษฐกิจและการลงทุนผ่านเวทีสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

สำหรับเป้าหมายระยะยาว FETCO มุ่งยกระดับสถานะตลาดทุนไทยสู่ ‘ตลาดพัฒนาแล้ว’ (Developed Market) ภายใน 15 ปี สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี ถ้าทำได้ตามเป้าหมาย จะดึงดูดให้กองทุนทั่วโลกเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดทุนไทย

 

ทั้งนี้ การจะเป็นตลาดพัฒนาแล้ว จะต้องผ่าน 3 เกณฑ์ตามมาตรฐานสากล ดังนี้

 

  • ต้องเป็นประเทศรายได้สูงต่อเนื่อง 3 ปี
  • ขนาดตลาดหุ้นต้องใหญ่ มี market cap สูง และมีสภาพคล่องในการซื้อขายที่หนาแน่น
  • กฎเกณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานสากล นักลงทุนทั่วโลกเข้าถึงการลงทุนได้จริง

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็นสัญญาณเงินทุนต่างชาติไหลกลับ โดยมีทั้งเม็ดเงินระยะสั้นที่เข้ามาหนุนโมเมนตัม และเงินลงทุนระยะยาวที่เริ่มให้ความสนใจตลาดไทยมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นกองทุนต่างประเทศที่ทยอยเข้าสะสมหุ้นไทยมากขึ้น โดยปัจจัยหนุนหลักมาจาก การโยกเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีและหุ้น AI หลังราคาปรับขึ้นแรงและมีแรงขายทำกำไร รวมถึงความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยที่ปรับดีขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี

 

ภาพ: Dilok Klaisataporn/ Shutterstock

The post FETCO ชงยกเว้นภาษีกำไร Capital gain ชั่วคราว ดึงเงินลงทุนกลับไทย หวังเพิ่มสภาพคล่องตลาดหุ้น พร้อมอัปเดตความคืบหน้า TISA appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เร่งสอบข้อเท็จจริง กรณี TRUE ชี้แจงรายงานได้มาหุ้น 3.2% อาจไม่ถูกต้อง ยันปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ https://thestandard.co/sec-investigates-true-share-report/ Mon, 06 Jul 2026 07:51:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1227274 โลโก้ ก.ล.ต. และ TRUE พร้อมข้อความ ก.ล.ต. เร่งสอบ ปมรายงานซื้อหุ้น TRUE อาจคลาดเคลื่อน

ก.ล.ต. พร้อมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้แจ้งรายงานกา […]

The post ก.ล.ต. เร่งสอบข้อเท็จจริง กรณี TRUE ชี้แจงรายงานได้มาหุ้น 3.2% อาจไม่ถูกต้อง ยันปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ ก.ล.ต. และ TRUE พร้อมข้อความ ก.ล.ต. เร่งสอบ ปมรายงานซื้อหุ้น TRUE อาจคลาดเคลื่อน

ก.ล.ต. พร้อมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้แจ้งรายงานการได้มาซึ่งหุ้น บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) จนสัดส่วนถือครองแตะระดับกว่า 7% ข้อมูลอาจคลาดเคลื่อน หลัง TRUE ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ท้วงว่าข้อมูลในรายงานอาจไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะส่วนที่ระบุว่าเป็น ‘หุ้นบุริมสิทธิ’ ทั้งที่บริษัทยืนยันว่าปัจจุบันไม่มีหลักทรัพย์ประเภทดังกล่าวแล้ว

 

กรณีดังกล่าว มาจากสรุปแบบรายงานการได้มา/จำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ที่สำนักงาน ก.ล.ต. เผยแพร่ประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ซึ่งระบุว่า ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ได้มาซึ่งหุ้นของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 คิดเป็น 3.2174% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด ส่งผลให้ถือครองภายหลังการได้มาเพิ่มเป็น 7.0992%

 

ด้าน TRUE ทำหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าจำนวนที่ได้มารวม 3.2174% นั้น แบ่งเป็นหุ้นสามัญราว 3.1786% และ หุ้นบุริมสิทธิราว 0.0388% ซึ่งเป็นจุดที่บริษัทตั้งข้อสังเกต เพราะ TRUE ไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้บุคคลทั่วไป และปัจจุบันไม่มีหลักทรัพย์ประเภทหุ้นบุริมสิทธิแล้ว บริษัทจึงมองว่าข้อมูลในแบบ 246-2 อาจมีความไม่ถูกต้อง และได้แจ้งข้อเท็จจริงนี้ต่อ ก.ล.ต. ในวันเดียวกัน

 

อนึ่ง หุ้นบุริมสิทธิ คือ หุ้นที่ผู้ถือมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลก่อนหุ้นสามัญทั่วไป แต่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในการบริหารบริษัท

 

TRUE ยังย้ำว่า ตามหมายเหตุบนหน้าเว็บไซต์แบบ 246-2 ของ ก.ล.ต. ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นเพียง ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ กล่าวคือยังไม่ครบถ้วนและ/หรืออยู่ระหว่างการสอบทาน โดยบริษัทรับทราบว่า ก.ล.ต. จะติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้ยื่นแบบต่อไป พร้อมประเมินว่ารายการนี้จะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทิศทางธุรกิจ การบริหารจัดการ หรือการดำเนินงานของบริษัท

 

ขณะที่ เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. ระบุว่า ก.ล.ต. อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่มีการรายงานเข้ามา และพบข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูล จึงได้ทำเครื่องหมายเตือนผู้ลงทุนต่อรายงานแบบ 246-2 ฉบับดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ หากพบการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ก.ล.ต. จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

 

ภาพ: ก.ล.ต. เร่งสอบ

The post ก.ล.ต. เร่งสอบข้อเท็จจริง กรณี TRUE ชี้แจงรายงานได้มาหุ้น 3.2% อาจไม่ถูกต้อง ยันปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อสมท’ ประกาศ 10 ก.ค. นี้ เริ่มขายเอกสารเปิดให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ มูลค่า 9,000 ล้านบาท ทำเลรัชดา-พระราม 9 เปิดทางเอกชนลงทุนได้ทุกรูปแบบ https://thestandard.co/mcot-land-lease-ratchada-rama9/ Mon, 06 Jul 2026 07:48:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1227265 ภาพกราฟิกโครงการให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ ย่านรัชดา-พระราม 9 ของ อสมท

‘อสมท’ ประกาศขายเอกสารโครงการให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ ทำเลธ […]

The post ‘อสมท’ ประกาศ 10 ก.ค. นี้ เริ่มขายเอกสารเปิดให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ มูลค่า 9,000 ล้านบาท ทำเลรัชดา-พระราม 9 เปิดทางเอกชนลงทุนได้ทุกรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโครงการให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ ย่านรัชดา-พระราม 9 ของ อสมท

‘อสมท’ ประกาศขายเอกสารโครงการให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ ทำเลธุรกิจ CBD รัชดา – พระราม 9 มูลค่าทรัพย์สิน 9,000 ล้านบาท ดีเดย์ 10 ก.ค. นี้ เปิดกว้างเอกชนลงทุนได้ทุกรูปแบบ

 

ดร.ญาดา กาศยปนันทน์ กรรมการ รักษาการในตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT กล่าวว่า “ภายหลังจากที่ บมจ.อสมท ได้จัดประชุมรับฟังข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็น (Market Sounding) จากนักลงทุนและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่อข้อกำหนดและหลักเกณฑ์การเข้าร่วมยื่นข้อเสนอโครงการให้เช่าเพื่อลงทุนพัฒนา และบริหารจัดการที่ดินเชิงพาณิชย์ ของ บมจ.อสมท เมื่อไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก โดย บมจ.อสมท ประกาศเปิดจำหน่ายเอกสารโครงการให้เช่าที่ดินฯระยะยาวด้วยวิธีการประมูล ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม – 26 สิงหาคม 2569

 

ดร ญาดา กาศยปนันทน์ กรรมการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่

ดร.ญาดา กาศยปนันทน์ กรรมการ รักษาการในตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT

 

โดยคาดว่า ด้วยศักยภาพของที่ดินจะได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนอย่างมาก

 

สำหรับที่ดินผืนใหญ่ ย่านรัชดา – พระราม 9 นี้ มีเนื้อที่รวมกว่า 50 ไร่ เป็นสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูงตั้งอยู่ในย่านธุรกิจ ใกล้ถนนรัชดาภิเษก ด้านทิศเหนือติดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และกระทรวงวัฒนธรรม ด้านทิศใต้ติดถนนเทียมร่วมมิตร ด้านทิศตะวันออกติดลำชวดกระทุ่มโพลง ด้านทิศตะวันตกติดที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย และศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน มีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญครบครัน จุดเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะที่สำคัญ ซึ่งเป็นสถานีร่วมของรถไฟฟ้า 2 สาย ได้แก่ สายสีส้ม (บางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรม – มีนบุรี) และสายสีน้ำเงินช่วงบางซื่อท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค)

 

 

โครงการให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ ทำเลธุรกิจ CBD รัชดา – พระราม 9 มูลค่าทรัพย์สิน 9,000 ล้านบาท

 

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดต่อซื้อเอกสารได้ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม – 26 สิงหาคม 2569 ที่ฝ่าย Asset Management ชั้น 4 อาคารอำนวยการ 1 บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนพระราม 9 หรือโทร.02-201-6195-6 และ 061-410-8841 หรือทาง www.mcot.net

The post ‘อสมท’ ประกาศ 10 ก.ค. นี้ เริ่มขายเอกสารเปิดให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ มูลค่า 9,000 ล้านบาท ทำเลรัชดา-พระราม 9 เปิดทางเอกชนลงทุนได้ทุกรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
OPEC+ เพิ่มผลิตน้ำมัน เขย่าราคาตลาดโลก ไทยจับตาต้นทุนพลังงาน หลัง EV พุ่งแรง 68% https://thestandard.co/opec-plus-oil-production-thailand-ev/ Mon, 06 Jul 2026 07:01:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1227199 ภาพโรงกลั่นน้ำมันและถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ สะท้อนการผลิตและอุปทานน้ำมันในตลาดโลก

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) เห็นชอบให […]

The post OPEC+ เพิ่มผลิตน้ำมัน เขย่าราคาตลาดโลก ไทยจับตาต้นทุนพลังงาน หลัง EV พุ่งแรง 68% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงกลั่นน้ำมันและถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ สะท้อนการผลิตและอุปทานน้ำมันในตลาดโลก

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) เห็นชอบให้มีการปรับเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันอีกครั้งในเดือนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจนำไปสู่อุปทานน้ำมันที่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น หากข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน

 

 
 

โดยตามแถลงการณ์ของ OPEC ประเทศสมาชิกหลัก 7 ชาติ นำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ได้ตกลงกันผ่านการประชุมทางวิดีโอ เมื่อวันอาทิตย์ให้เพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันรวมกันอีก 1.88 แสนบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสอดคล้องกับแผนของกลุ่มที่ต้องการทยอยยกเลิกมาตรการลดกำลังการผลิตที่เริ่มใช้เมื่อหลายปีก่อน

 

ราคาน้ำมันดิบร่วงราว 43% ตลาดเริ่มกังวลภาวะ ‘น้ำมันล้นตลาด’

 

นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น OPEC+ ได้เพิ่มโควตาการผลิตรวมแล้ว 9.4 แสนบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นเกือบ 1% ของอุปสงค์น้ำมันโลก

 

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มโควตาเหล่านี้ยังเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากสงครามส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ทำให้ประเทศผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถ เพิ่มการส่งออกและการผลิตได้ตามเป้าหมาย

 

หลังจากที่อิหร่านและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ซาอุดีอาระเบียและประเทศเพื่อนบ้านเริ่มฟื้นฟูการส่งออกน้ำมันอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดน้ำมันในเอเชียกลับมามีอุปทานส่วนเกินมากขึ้น

 

ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าปรับตัวลดลงถึง 43% จากจุดสูงสุดในช่วงสงครามมาอยู่ใกล้ระดับ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในตลาดลอนดอน

 

ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายเริ่มคาดการณ์ ว่าตลาดน้ำมันโลกอาจกลับเข้าสู่ภาวะอุปทานล้นตลาดอีกครั้ง

 

สถานการณ์ดังกล่าวอาจบีบให้ OPEC+ ต้องเผชิญทางเลือกระหว่างการจำกัดกำลังการผลิตต่อไป หรือแข่งขันแย่งส่วนแบ่งตลาดกันเอง ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามราคาในอนาคต

 

ในขณะเดียวกัน OPEC ก็กำลังเผชิญความท้าทายด้านเอกภาพภายในกลุ่ม หลังจากอิรัก ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง ส่งสัญญาณเมื่อเดือนที่แล้วว่าอาจพิจารณาถอนตัวจากกลุ่ม หากไม่ได้รับการอนุมัติโควตาการผลิตที่สูงขึ้น

 

UAE ถอนตัว OPEC สร้างแรงกดดันราคา

 

ก่อนหน้านี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ถอนตัวออกจาก OPEC ไปแล้วในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากไม่พอใจกับข้อจำกัดด้าน โควตาการผลิตเช่นเดียวกัน

 

โดย UAE มีศักยภาพการผลิตส่วนเกินจำนวนมากที่ยังไม่ได้ถูกนำกลับมาใช้หลังสงคราม และมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและต่อประเทศผู้ผลิตรายอื่น

 

ข้อมูลการติดตามเรือบรรทุกน้ำมันระบุว่า ซาอุดีอาระเบียและ UAE สามารถฟื้นฟูการส่งออกน้ำมันกลับมาใกล้ระดับก่อนสงครามได้แล้ว อันเป็นผลจากข้อตกลงสันติภาพและการกลับมาใช้งานช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม ระดับการผลิตจริงของทั้งสองประเทศยังคงต่ำกว่าระดับปกติอย่างมีนัยสำคัญ

 

ด้านรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้นำร่วมของ OPEC+ ร่วมกับซาอุดีอาระเบีย ก็กำลังเผชิญปัญหาเฉพาะตัว แม้ว่าการส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซีย จะเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่โรงกลั่นน้ำมัน ภายในประเทศได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครน ทำให้น้ำมันที่เดิมจะถูกกลั่นภายในประเทศต้องถูกส่งออกแทน

 

รายได้ที่สูญเสียไประหว่างสงครามยังเป็นแรงผลักดันให้อิรักเรียกร้องให้ OPEC ปรับเพิ่มโควตาการผลิตของตนอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมส่งสัญญาณว่าพร้อมพิจารณาออกจากกลุ่ม หากข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนอง

 

ปัจจุบัน OPEC+ กำลังดำเนินการตรวจสอบศักยภาพ การผลิตที่แท้จริงของสมาชิกแต่ละประเทศ เพื่อกำหนดเป้าหมายการผลิตใหม่ สำหรับปี 2027 ก่อนหน้านี้ Bloomberg รายงานว่า OPEC+ มีแผนเดินหน้าปรับเพิ่มโควตาการผลิตต่อเนื่องจนถึงเดือนกันยายน

 

เพื่อยุติมาตรการลดกำลังการผลิตสองชุดที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2023 โดยการเพิ่มโควตาในเดือนสิงหาคมจะถือเป็นขั้นตอนรองสุดท้ายของกระบวนการดังกล่าว

 

สำหรับมาตรการลดกำลังการผลิตชุดสุดท้าย ซึ่งเป็นชุดที่สาม ยังคงมีกำหนดบังคับใช้จนถึงสิ้นปีนี้ แม้ว่าผู้แทนบางประเทศจะระบุเมื่อเดือนที่แล้วว่า อาจมีการเร่งกำหนดเวลายกเลิกมาตรการดังกล่าวให้เร็วขึ้น

 

OPEC+ มีกำหนดประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 2 สิงหาคม อย่างไรก็ตาม แม้ก่อนเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ สมาชิกหลายประเทศก็ประสบปัญหาข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตอยู่แล้ว ทำให้ไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เต็มตามโควตาที่ได้รับ ดังนั้น การเพิ่มอุปทานจริงเข้าสู่ตลาดอาจต่ำกว่าที่ตัวเลขโควตาระบุไว้มาก

 

ขณะที่ วัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรก 3 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-มีนาคม) การใช้พลังงานของไทยยังขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

 

โดย การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นเพิ่มขึ้น 2.1% สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัว 2.8% ในไตรมาสแรก จากแรงหนุนของภาคอุตสาหกรรม การส่งออก และภาคบริการ

 

ไทยจับตาต้นทุน เผยยอดใช้น้ำมันยังเพิ่ม 5 %

 

ขณะที่ การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นสุดท้ายเพิ่มขึ้น 4.5% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการใช้น้ำมันสำเร็จรูปและไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 4.9% เท่ากัน สะท้อนความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นทั้งในภาคการผลิต ภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือน

 

เมื่อแยกตามประเภทเชื้อเพลิง พบว่า การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 5.0% โดยเฉพาะน้ำมันเบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยาน ขณะที่ การใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 6.9% จากความต้องการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น ส่วนการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 19.1% ในทางกลับกัน การใช้ถ่านหินและลิกไนต์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

แม้ว่าการใช้พลังงานโดยรวมจะเพิ่มขึ้น แต่ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) จากการใช้พลังงานกลับลดลง 0.3%เหลือ 59.5 ล้านตัน CO₂ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

เนื่องจากภาคการผลิตไฟฟ้าปล่อยคาร์บอนลดลง 8.7% จากการใช้เชื้อเพลิงที่มีความเข้มข้นของคาร์บอนต่ำลง แม้ว่าการปล่อย CO₂ จากภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็ตาม

 

สัญญาณใหม่ ยอดจดทะเบียน BEV พุ่ง 68%

 

อีกหนึ่งสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ ยอดจดทะเบียนสะสมรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 68% จากปีก่อน แตะ 435,013 คัน สะท้อนว่าการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ายังเติบโตต่อเนื่อง

 

“แม้ภาพรวมการใช้น้ำมันในภาคขนส่งจะยังเพิ่มขึ้นตามการเดินทางและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากราคาพลังงาน โลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและทิศทาง การใช้พลังงานของประเทศในระยะต่อไป” วัฒนพงษ์ กล่าว

 

ภาพ: ShutterStock / Minh 8686

 

อ้างอิง:

 

The post OPEC+ เพิ่มผลิตน้ำมัน เขย่าราคาตลาดโลก ไทยจับตาต้นทุนพลังงาน หลัง EV พุ่งแรง 68% appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นสหรัฐฯ อาจแพงกว่าที่คิด เมื่อทุกคนยอมจ่ายให้กับ AI บน ‘ฟองสบู่สองชั้น’ https://thestandard.co/us-stocks-ai-double-bubble/ Sun, 05 Jul 2026 07:16:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1226869 ภาพแนวคิดฟองสบู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI

กระแสของเทคโนโลยี AI ทำให้นักลงทุนท่ัวโลกต่างยอมจ่ายราค […]

The post หุ้นสหรัฐฯ อาจแพงกว่าที่คิด เมื่อทุกคนยอมจ่ายให้กับ AI บน ‘ฟองสบู่สองชั้น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแนวคิดฟองสบู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI

กระแสของเทคโนโลยี AI ทำให้นักลงทุนท่ัวโลกต่างยอมจ่ายราคาพรีเมียมให้กับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกครั้งใหม่นี้ แม้ทุกคนจะยอมรับว่าหุ้น AI ส่วนมากมีราคาที่สูงเกินกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นในปัจจุบัน โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ ที่มีบริษัท AI กระจุกตัวอยู่จำนวนมาก

 

 
 

John Stepek นักข่าวอาวุโสของ Bloomberg เขียนวิเคราะห์ในประเด็นนี้ โดยบอกว่า “หุ้นสหรัฐฯ แพงกว่าที่คุณคิดไว้เสียอีก” นักลงทุนที่กระหาย AI กำลังยอมจ่ายในราคาฟองสบู่เพื่อแลกกับผลกำไรที่เป็นฟองสบู่

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงเกินจริงมากๆ

 

Stepek ระบุว่า อัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ P/E ratio (Price/Earnings ratios) P/E แบบดั้งเดิมนั้นคิดง่ายๆ โดยนำราคาหุ้นปัจจุบันมาหารด้วยตัวเลขกำไรต่อหุ้นล่าสุด หรือค่าเฉลี่ยที่คาดการณ์ไว้สำหรับผลประกอบการรอบถัดไป เช่นเดียวกับอัตราส่วนทางการเงินอื่นๆ มันไม่ควรถูกนำมาพิจารณาโดดเดี่ยวๆ แต่มันคำนวณง่ายและช่วยเติมเต็มภาพรวมของบริษัทที่คุณกำลังศึกษาอยู่ได้

 

ค่า P/E บอกให้คุณรู้ว่านักลงทุนยินดีจ่ายเงินเท่าไหร่ในวันนี้ เพื่อแลกกับกำไร 1 ปอนด์ หรือ 1 ดอลลาร์ (หรือสกุลเงินใดๆ ก็ตาม) ในแง่ที่เข้าใจง่าย ตัวเลขที่สูงหมายความว่าหุ้นนั้นแพง (เพราะนักลงทุนยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อแลกกับกำไร 1 หน่วย) ในขณะที่ตัวเลขที่ต่ำหมายความว่าหุ้นนั้นถูก

 

แต่ถ้าคุณตั้งสมมติฐานว่านักลงทุนมีเหตุผลอยู่พอสมควร และทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ (Efficient market hypothesis) ก็ถูกต้องอยู่พอสมควร แนวคิดแบบง่ายๆ นั้นก็จะดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่

 

หากคุณยอมรับสมมติฐานนี้ การตีความที่ดีกว่าก็คือ ในสภาวะตลาดปกติ ค่า P/E ที่สูงจะชี้ให้เห็นว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่าผลกำไรนั้นเชื่อถือได้และมีแนวโน้มที่จะเติบโต (ดังนั้นคุณจึงยอมจ่ายแพงในวันนี้ บนสมมติฐานที่ว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งจะทำให้ราคาที่คุณจ่ายไปดูสมเหตุสมผล) ในขณะที่ตัวเลขที่ต่ำนั้นแฝงนัยถึงความกังวลว่าผลกำไรอาจจะสะดุดลง

 

แต่ทีนี้ ในภาวะฟองสบู่ ตรรกะทั้งหมดนี้จะถูกโยนทิ้งไป ผู้คนอาจจงใจซื้อหุ้นที่พวกเขาเองก็มองว่าแพง เพียงเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็มีคนอื่นยอมมาซื้อต่อในราคาที่สูงกว่านี้ในภายหลัง แต่เดี๋ยวเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กัน

 

ฟองสบู่ด้านราคาที่ซ้อนทับบนฟองสบู่ด้านผลกำไร

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนึ่งของค่า P/E แบบดั้งเดิมคือความเป็นวัฏจักร ภาพเพียงหนึ่งปีอาจไม่ได้บอกอะไรคุณมากนักหากขาดบริบทในระยะยาว นี่จึงเป็นที่มาของอัตราส่วน P/E ที่ปรับค่าตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclically-adjusted p/e ratio หรือ CAPE) อัตราส่วนนี้โด่งดังขึ้นมาโดยศาสตราจารย์ Robert Shiller มันมีชื่อเสียงส่วนหนึ่งเป็นเพราะหนังสือของเขาในหัวข้อนี้ที่ชื่อ Irrational Exuberance ได้ตีพิมพ์ออกมาตรงกับช่วงพีกของฟองสบู่ดอทคอมพอดี

 

ปกติแล้วอัตราส่วน CAPE จะถูกนำมาใช้กับดัชนีตลาดหุ้นมากกว่าหุ้นรายตัว และมันจะไม่ใช้กำไรแค่ปีเดียว แต่จะใช้ค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปี กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มันช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าหุ้นนั้นถูกหรือแพง โดยไม่ต้องสนใจว่าคุณอยู่ในช่วงไหนของวัฏจักรเศรษฐกิจ และน่าจะเป็นตัวบ่งชี้ “มูลค่าที่แท้จริง” ได้ดีกว่า

 

ถึงอย่างนั้น ประสิทธิภาพของมันก็ถูกตั้งคำถามอย่างหนักในช่วงตลาดกระทิงรอบปัจจุบัน โดยพื้นฐานแล้ว ค่า CAPE อยู่ในระดับสูงปานกลางถึงสูงมากมาเป็นเวลากว่าทศวรรษแล้ว แต่หุ้นสหรัฐฯ ก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าดึงดูดที่สุด

 

แต่บทความชิ้นหนึ่งโดย Joachim Klement จาก Panmure Liberum ชี้ให้เห็นว่าค่า CAPE ของดัชนี S&P 500 ได้กลับไปอยู่เหนือระดับ 40 อีกครั้ง ในปี 1929 มันเคยพุ่งไปถึง 32.6 และในปี 2000 มันเคยขึ้นไปแตะ 44.2 ปัจจุบันที่ระดับ 41 มันยังไม่กลับไปถึงระดับฟองสบู่ดอทคอม ดังนั้นเราน่าจะสบายใจได้ใช่ไหม?

 

Klement เตือนว่าไม่ใช่อย่างนั้น เพราะมีความแตกต่างที่สำคัญมากประการหนึ่งระหว่างตอนนี้กับช่วงฟองสบู่ดอทคอม ฝั่งกระทิงมักจะโต้แย้งเสมอว่าการประเมินมูลค่าในปัจจุบันนั้นสมเหตุสมผล เพราะต่างจากยุคดอทคอม บริษัทต่างๆ ที่ขับเคลื่อนความตื่นเต้นด้าน AI ล้วนเป็นบริษัทจริงที่สามารถทำเงินสดได้จริง ไม่ใช่แค่หุ้นฉาบฉวยที่ขับเคลื่อนความบ้าคลั่งในยุคดอทคอมที่เลวร้ายที่สุด

 

แต่นี่คือดาบสองคม อย่างที่ Klement ชี้ให้เห็น ปัจจุบันนักลงทุนกำลังให้มูลค่าแบบฟองสบู่ บนผลกำไรที่สูงมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานในอดีต พูดอีกอย่างก็คือ ฝั่งหมีจะโต้แย้งว่าตอนนี้คุณมี ฟองสบู่ด้านราคา (Price bubble) ซ้อนทับอยู่บนฟองสบู่ด้านผลกำไร (Earnings bubble) อีกที

 

หากคุณปรับค่าความจริงที่ว่าผลกำไรนั้นเติบโตสูงกว่าแนวโน้มระยะยาวไปมาก คุณจะได้ค่า CAPE ที่เข้าใกล้ 68 ซึ่งถือว่า ห่างไกลจากคำว่าปกติไปมาก เป็นจุดที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงเกินจริงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

แน่นอนว่า อย่างที่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value investor) น่าจะรู้ดีว่า ฟองสบู่สามารถคงอยู่ได้นานกว่าที่คุณคิด นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องมี การกระจายความเสี่ยง (Diversification) ตัวอย่างเช่น S&P 500 นั้นแพงกว่าตลาดหุ้นยุโรป (วัดจากดัชนี Stoxx Europe) ประมาณ 28% และแพงกว่าดัชนี FTSE 100 ถึงเกือบ 41% นี่คือตัวเลขหลังจากที่ปรับค่าความแตกต่างด้านองค์ประกอบแล้ว

 

แม้แต่ภายในสหรัฐฯ เอง ก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ถูกมองข้ามหรืออย่างน้อยก็ถูกกว่าค่อนข้างมาก หุ้นขนาดเล็กโดยทั่วไปจะถูกกว่าหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นกลุ่ม Mega-caps ขณะที่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ก็ยังมีราคาถูกกว่ากลุ่มอื่นๆ

 

ดังนั้น เมื่อคุณมองไปที่พอร์ตโฟลิโอของคุณและการเปิดรับความเสี่ยงในหุ้นสหรัฐฯ มันไม่ใช่เรื่องของการล้างพอร์ตขายทิ้งทั้งหมด แต่เป็นการทำให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้เปิดรับความเสี่ยงมากเกินไป ในกรณีที่สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปตามที่ฝั่งกระทิง AI คาดหวังไว้ทั้งหมด

 

อ้างอิง:

 

The post หุ้นสหรัฐฯ อาจแพงกว่าที่คิด เมื่อทุกคนยอมจ่ายให้กับ AI บน ‘ฟองสบู่สองชั้น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุเรียนมาเลเซียล้นตลาด ‘มูซังคิง’ ราคาขายปลีกร่วงเกือบ 90% https://thestandard.co/malaysia-durian-musang-king-price-plunge/ Sun, 05 Jul 2026 05:30:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1226832 ทุเรียนมูซังคิงของมาเลเซียที่วางขายในตลาด

ทุเรียนสายพันธุ์ที่ชื่อว่ามูซังคิงของมาเลเซีย ได้รับควา […]

The post ทุเรียนมาเลเซียล้นตลาด ‘มูซังคิง’ ราคาขายปลีกร่วงเกือบ 90% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุเรียนมูซังคิงของมาเลเซียที่วางขายในตลาด

ทุเรียนสายพันธุ์ที่ชื่อว่ามูซังคิงของมาเลเซีย ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พร้อมกับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้กลายเป็นสินค้าเกษตรสำหรับส่งออกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ล่าสุดด้วยภาวะอุปทานล้นตลาด (Oversupply) ทำให้ราคาขายปลีกในปีนี้ลดลงเกือบ 90%

 

สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ราคาทุเรียนมูซังคิงลดลงจากปกติที่ 90-100 ริงกิต (ประมาณ 750 – 820 บาท) ต่อกิโลกรัม เหลือเพียง 9 ริงกิต (ประมาณ 80 บาท) ต่อกิโลกรัม ภาวะล้นตลาดยังทำให้เกิดคำถามในวงกว้างด้วยว่า กำลังการผลิตขยายตัวเร็วกว่าขีดความสามารถของประเทศในการทำการตลาด การแปรรูป และการส่งออกผลผลิตที่เพิ่มขึ้นหรือไม่

 

“การเติบโตของผลผลิตแซงหน้าการเติบโตของความต้องการในประเทศและขีดความสามารถของตลาดในการดูดซับอุปทานในช่วงเวลาเดียวกัน” องค์การการตลาดเกษตรแห่งสหพันธรัฐ (FAMA) กล่าวกับสำนักข่าว Nikkei Asia และระบุเพิ่มเติมว่า “ในสถานการณ์เช่นนี้ ราคาหน้าสวนย่อมได้รับแรงกดดันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่ออุปทานมีมากกว่าอุปสงค์”

 

เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนรายหนึ่งในมาเลเซียเปิดเผยว่า การร่วงลงของราคาเป็นผลมาจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ ต้นทุเรียนที่ปลูกพร้อมๆ กันก่อนหน้านี้ ได้ให้ผลผลิตพร้อมกัน รวมทั้งสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งซึ่งเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ได้กระตุ้นให้ต้นทุเรียนออกดอกพร้อมกันในหลายพื้นที่ของมาเลเซีย

 

ทุเรียนมาเลเซียถูกทำการตลาดในฐานะสินค้าพรีเมียมมาอย่างยาวนาน โดยสามารถทำราคาสูงได้ในตลาดอย่างจีนและสิงคโปร์ ต่างจากประเทศไทยที่มักจะเก็บเกี่ยวทุเรียนก่อนสุกเพื่อให้ทนทานต่อการขนส่งทางไกล เกษตรกรชาวมาเลเซียให้ความสำคัญกับผลไม้ที่สุกตามธรรมชาติบนต้น โดยจะใช้ตาข่ายขนาดใหญ่รองรับเมื่อผลทุเรียนร่วงหล่นลงมา

 

FAMA ปฏิเสธว่าราคาที่ลดลงไม่ได้มีสาเหตุมาจากความต้องการของจีนที่ลดลง โดยมาเลเซียส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีนจำนวน 11,803 เมตริกตันในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ เทียบกับ 3,029 ตันในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 สะท้อนว่าความต้องการยังคงแข็งแกร่ง หลังจากที่ได้รับอนุมัติให้ส่งออกทุเรียนผลสดได้ในปี 2024 ในทางกลับกัน ผลไม้ที่ไม่ผ่านมาตรฐานการส่งออกส่วนใหญ่ได้ถูกระบายเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ ซึ่งยิ่งสร้างแรงกดดันต่อราคา

 

ความท้าทายในตอนนี้คือ การรับประกันว่าขีดความสามารถด้านการตลาดของมาเลเซียจะเติบโตควบคู่ไปกับกำลังการผลิต เช่น การหาเป้าหมายปลายทางการส่งออกใหม่ๆ และการสร้างธุรกิจใหม่ๆ ในตลาดภายในประเทศ

 

อ้างอิง:

The post ทุเรียนมาเลเซียล้นตลาด ‘มูซังคิง’ ราคาขายปลีกร่วงเกือบ 90% appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา 4 ความเสี่ยงใหญ่กระทบตลาดหุ้นโลก ส่องทางรอดครึ่งปีหลังเกาะขบวน AI Super Cycle https://thestandard.co/global-stock-market-risks-ai-supercycle/ Sun, 05 Jul 2026 04:59:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1226815 กราฟแท่งเทียนสีแดงและเขียวแสดงความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น

แม้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกจะเผชิญก […]

The post จับตา 4 ความเสี่ยงใหญ่กระทบตลาดหุ้นโลก ส่องทางรอดครึ่งปีหลังเกาะขบวน AI Super Cycle appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแท่งเทียนสีแดงและเขียวแสดงความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น

แม้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกจะเผชิญกับความผันผวนจากหลากหลายปัจจัย ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางดอกเบี้ย แต่ตลาดหุ้นหลายแห่งยังคงสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) ได้อย่างต่อเนื่อง

 

 
 

ศรัณย์ โพธิวิรัตนานนท์, CFA, FRM ผู้อำนวยการอาวุโส Proprietary Trading Department, InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ให้สัมภาษณ์ในนรายการ Morning Wealth ถึงมุมมองทิศทางการลงทุนในไตรมาสที่ 3 ว่า สาเหตุที่ตลาดหุ้นยังคงทำนิวไฮ เป็นเพราะตลาดให้น้ำหนักกับผลประกอบการและทิศทางของเศรษฐกิจโลก มากกว่าการตอบสนองต่อข่าวร้ายเพียงอย่างเดียว

 

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 3 นี้ ตลาดอาจเริ่มมีการย่อตัวและคงตัว โดยเม็ดเงินจะไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มีปัจจัยสนับสนุนชัดเจนมากขึ้น

 

สแกนตลาดหุ้นทั่วโลก เน้นจับจังหวะสลับกลุ่มลงทุน

 

  • สหรัฐอเมริกา: หุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง ทำให้เกิดภาวะนักลงทุนแห่กระจุกตัว (Crowded Trade) ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกเทขายหากมีข่าวลบแม้เพียงเล็กน้อย กลยุทธ์ที่แนะนำคือการ จับจังหวะสลับกลุ่มลงทุน (Rotate) เข้าสู่กลุ่มซอฟต์แวร์ ที่ได้ประโยชน์จาก AI และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริง รวมถึง กลุ่ม Healthcare ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) ที่มีกำไรสม่ำเสมอ ซึ่งมักจะทำผลงานได้ดีในช่วงตลาดผันผวน
  • ยุโรป: เป็นตลาดที่มีความท้าทายจากเศรษฐกิจที่เปราะบางและเงินเฟ้อที่กลับมาสูงขึ้น ทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น แต่ยังมีปัจจัยบวกจากนโยบายการคลังของเยอรมนีและการเติบโตของกำไรต่อหุ้นที่ยังดีอยู่ แนะนำให้เลือกลงทุนเฉพาะกลุ่ม (Selective Buy) ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรม (Industrial), กลุ่มธนาคาร (Bank) และกลุ่มวัสดุ (Material)
  • ญี่ปุ่น: เป็นตลาดที่ InnovestX ชื่นชอบ เนื่องจากมีการปฏิรูปธรรมาภิบาลบริษัท (Corporate Governance) การซื้อหุ้นคืน และการเพิ่มผลตอบแทน (ROE) ที่สูงขึ้น โดยมี 2 ธีมหลักที่น่าสนใจคือ หุ้นในห่วงโซ่อุปทาน AI ด้านเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ และหุ้นกลุ่มที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ที่มีมูลค่าไม่แพงและได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • จีน: ภาพรวมค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นและสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ (New Quality Productive Forces) เช่น AI และหุ่นยนต์ แนะนำให้ลงทุนใน หุ้นจีน A-Shares (ดัชนี CSI 300) ในขณะที่ฝั่งฮ่องกงยังคงมีแรงกดดันด้านเทคโนโลยี จึงควรปรับลดน้ำหนักและมองเป็นการลงทุนระยะกลางถึงยาว

 

4 ปัจจัยเสี่ยงกับปัจจัยบวก ที่ต้องจับตาในครึ่งปีหลัง

 

ในด้านความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง ได้แก่

 

  • ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก (Fed, ECB, BOJ) ที่อาจชะลอการลดดอกเบี้ยหรือปรับขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากเงินเฟ้อสูงกว่าคาด ซึ่งจะกดดันบริษัทที่มีหนี้สูงและหุ้นที่มีมูลค่าแพง
  • ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ก่อให้เกิดภัยแล้ง ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูงขึ้น กระทบต้นทุนผู้ผลิตอาหารและเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ
  • นโยบายภาษีของสหรัฐฯ (Section 301) ที่มีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยการเลือกตั้ง
  • ราคาน้ำมันและสถานการณ์ตะวันออกกลาง หากยืดเยื้อและราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น จะกระทบต้นทุนภาคขนส่ง โลจิสติกส์ และกดดันเงินเฟ้ออีกครั้ง

 

ส่วนปัจจัยบวกที่สนับสนุนตลาด ได้แก่

 

  • วัฏจักรการลงทุน AI (Super Cycle) ที่ไม่ใช่แค่กระแส แต่สร้างผลผลิต (Productivity) ให้ภาคธุรกิจได้จริง ทำให้เกิดการลงทุนจากบริษัทเทคฯ ขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง
  • การเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ (รวมถึงประเทศไทย) ที่เน้นโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะหนุนภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง
  • การเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่หากผลออกมาในลักษณะที่ไม่มีพรรคใดครองอำนาจเบ็ดเสร็จในสภา (Gridlock) ตามสถิติแล้วมักจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้น

 

แนะกระจายความเสี่ยง พร้อมเปิดประตูสู่เมกะเทรนด์ผ่าน DR23

 

สำหรับกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง ศรัณย์ แนะนำให้มีการกระจายการลงทุน (Diversification) ไปในหลายประเทศที่มีจุดเด่นแตกต่างกัน เน้นการลงทุนระยะยาว ไม่ไล่ราคาหุ้นที่ขึ้นแรง และใช้วิธีทยอยสะสมการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ (DCA) เพื่อลดความผันผวน

 

สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการคว้าโอกาสในหุ้นแห่งอนาคต สามารถลงทุนผ่าน DR (Depositary Receipt) ซึ่งสามารถซื้อขายได้ด้วยเงินบาทผ่านบัญชีหุ้นไทย โดยมีข้อดีคือได้รับยกเว้นภาษีจากการลงทุนต่างประเทศ (Capital Gain Tax) ปัจจุบัน InnovestX มีการออก DR ภายใต้สัญลักษณ์ต่อท้าย “23” ครอบคลุมทั้งตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง จีน และญี่ปุ่น รวมกว่า 85 ตัว

 

ล่าสุด InnovestX ได้เปิดตัว DR ใหม่อีก 9 ตัว เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักลงทุน ตั้งแต่กลุ่มที่เน้นเงินปันผล (Stable Income), กลุ่มเติบโตต่อเนื่อง (Steady Growth) ไปจนถึงกลุ่มศักยภาพสูง (High Potential Growth) โดยมีธีมไฮไลต์ที่น่าจับตาคือ เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Computing) ผ่าน DR IONQ23 และ อุตสาหกรรมอวกาศ (Space Industry) ผ่าน DR RKLB23 (Rocket Lab) และกำลังเตรียมนำ SpaceX เข้ามาให้นักลงทุนไทยได้เลือกลงทุนในเร็วๆ นี้

 

ทั้งนี้ การลงทุนใน DR ยังคงมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ต่างประเทศอ้างอิง, อัตราแลกเปลี่ยน, ความเสี่ยงของผู้ออกตราสาร และสภาพคล่อง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน

 

The post จับตา 4 ความเสี่ยงใหญ่กระทบตลาดหุ้นโลก ส่องทางรอดครึ่งปีหลังเกาะขบวน AI Super Cycle appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุนต่างชาติกลับมาไล่ซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง รวม 2.8 หมื่นล้านบาท ภายใน 7 วันทำการ ดัน SET ปิดที่ 1,611 จุด https://thestandard.co/foreign-investors-thai-stocks/ Sat, 04 Jul 2026 06:12:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1226589 ภาพซ้อนธงชาติไทยบนเหรียญกษาปณ์ พร้อมข้อความต่างชาติไล่เก็บหุ้นไทย

นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม 2.8 หมื […]

The post นักลงทุนต่างชาติกลับมาไล่ซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง รวม 2.8 หมื่นล้านบาท ภายใน 7 วันทำการ ดัน SET ปิดที่ 1,611 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพซ้อนธงชาติไทยบนเหรียญกษาปณ์ พร้อมข้อความต่างชาติไล่เก็บหุ้นไทย

นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม 2.8 หมื่นล้านบาท ในช่วง 7 วันทำการล่าสุด หลังจากที่ขายออกไปเกือบ 5 หมื่นล้านบาท ในช่วงกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา

 

ตั้งแต่ 25 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้เล่นหลักที่ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย รวม 2.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและสถาบันในประเทศเป็นฝ่ายขายสุทธิ 2.2 หมื่นล้านบาท และ 7.4 พันล้านบาท ตามลำดับ ส่วนบัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 1.6 พันล้านบาท

 

ขณะที่ดัชนี SET พุ่งขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 3 ปี ปิดที่ 1,611.28 จุด เพิ่มขึ้นเฉียด 69 จุด หรือราว 4.4% ในสัปดาห์ล่าสุด (ณ วันที่ 3 กรกฎาคม) และช่วยให้ดัชนีปรับตัวขึ้นมาแล้วเกือบ 27% นับแต่ต้นปีที่ผ่านมา

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเกือบตลอดสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ นำโดยหุ้นที่อยู่ในรายชื่อหุ้นที่ใช้สำหรับการคำนวณดัชนี SET50 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่ง

 

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยสามารถเพิ่มช่วงบวกได้ แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอน หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่จากประเด็นเรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ

 

อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงช่วงสั้นๆ กลางสัปดาห์ ก่อนจะขยับขึ้นอีกครั้งในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 3 ปี 4 เดือนที่ 1,621.19 จุดช่วงท้ายสัปดาห์

 

ทั้งนี้ แรงซื้อกระจายไปในหลายอุตสาหกรรม นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีแรงซื้อเก็งกำไรก่อนประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นไทยในช่วงท้ายสัปดาห์ยังสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคด้วยเช่นกัน เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด หนุนคาดการณ์ที่ว่าเฟดอาจไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย

 

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (6-10 กรกฎาคม) บล.กสิกรไทย มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,585 จุด และ 1,570 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,625 จุด และ 1,645 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิถุนายนของไทย 2.สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และ 3.ทิศทางเงินทุนต่างชาติ

 

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM/PMI ภาคการบริการและยอดขายบ้านมือสองเดือนมิถุนายน บันทึกการประชุมเฟด รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PPI และยอดค้าปลีกเดือนพฤษภาคมของยูโรโซน ดัชนี CPI และ PPI เดือนมิถุนายนของจีน ตลอดจนดัชนี PPI เดือนมิถุนายนของญี่ปุ่น

 

เงินบาทกลับมาแข็งค่า

 

เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยช่วงต้นสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของราคาทองคำในตลาดโลก และทิศทางฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งซื้อสุทธิทั้งหุ้นและพันธบัตรไทย อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกและกลับไปอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงกลางสัปดาห์สอดคล้องกับสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชีย และเงินเยน (ที่ทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 40 ปี) สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่ได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ถึงโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

 

เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง โดยแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 1 สัปดาห์ที่ 33.13 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงท้ายสัปดาห์ตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก

 

ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงขายท่ามกลางกระแสการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) อาจไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ เนื่องจากตลาดตีความถ้อยแถลงของ เควิน วอร์ช ประธานเฟดว่าเป็นท่าทีในเชิง Dovish จากคำกล่าวที่ว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อได้ปรับตัวลงตลอดในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด

 

ณ 3 กรกฎาคม 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.14 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 33.36 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในสัปดาห์ก่อนหน้า (26 มิถุนายน) สัปดาห์ระหว่างวันที่ 6 – 10 กรกฎาคม 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.70 – 33.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ

The post นักลงทุนต่างชาติกลับมาไล่ซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง รวม 2.8 หมื่นล้านบาท ภายใน 7 วันทำการ ดัน SET ปิดที่ 1,611 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 3 ฉากทัศน์ทองคำครึ่งปีหลัง 2026 จะกลับไป $5,000 ได้หรือไม่? หลังปิดไตรมาสแย่สุดในรอบ 13 ปี https://thestandard.co/gold-price-outlook-2026/ Thu, 02 Jul 2026 11:42:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1226081 ภาพแท่งทองคำ 3 แท่งวางซ้อนกัน สื่อถึงฉากทัศน์ราคาทองคำครึ่งปีหลัง 2026

ทองคำเพิ่งปิดไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 13 ปี ร่วงจากจ […]

The post เปิด 3 ฉากทัศน์ทองคำครึ่งปีหลัง 2026 จะกลับไป $5,000 ได้หรือไม่? หลังปิดไตรมาสแย่สุดในรอบ 13 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแท่งทองคำ 3 แท่งวางซ้อนกัน สื่อถึงฉากทัศน์ราคาทองคำครึ่งปีหลัง 2026

ทองคำเพิ่งปิดไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 13 ปี ร่วงจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงมาหลุด 4,000 ดอลลาร์ ในเวลา 5 เดือน คำถามใหญ่ของครึ่งปีหลังจึงอยู่ที่ว่า ทองจะกลับไปแตะ 5,000 ดอลลาร์ ได้อีกครั้งหรือไม่

 

สภาทองคำโลก (World Gold Council) เปิด 3 ฉากทัศน์ที่จะกำหนดทิศทางราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง

 

รถไฟเหาะที่ยังไม่จบ

 

ปี 2026 ถือเป็นหนึ่งในปีที่ราคาทองคำผันผวนมากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ถึง 12 ครั้งในครึ่งปีแรก 2026 ก่อนพลิกกลับเป็นขาลงอย่างรุนแรง

 

รายงาน Gold Mid-Year Outlook 2026 ในชื่อ ‘Point break’ ของ World Gold Council (WGC) ระบุว่า ราคา LBMA Gold Price พุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุด 5,405 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นและกิจกรรมในตลาดออปชันที่หนาแน่น ก่อนจะร่วงลงมาหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ ในช่วงปลายมิถุนายน โดยทำจุดต่ำสุดที่ 4,001.80 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

หากอ้างอิงราคาสปอต (XAU) จุดสูงสุดระหว่างวันอยู่ที่ 5,595.47 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม และจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 3,959.33 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน

 

การเหวี่ยงตัวครั้งนี้ดันความผันผวนทะลุระดับ 50% ในช่วงเริ่มต้นความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน ก่อนจะลดลงมาต่ำกว่า 30% แต่ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 ปีที่ 17% อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะปรับฐานลง แต่ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดตัวหนึ่งในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยปรับตัวขึ้นราว 23%

 

ไตรมาสที่แย่ที่สุดในรอบ 13 ปี

 

CNBC รายงานว่า มูลค่าทองคำลดลงไป 16% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2013 และปรับตัวลง 7.76% นับจากต้นปี

 

จิโอวานนี สเตาโนโว นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จาก UBS ระบุว่า เสน่ห์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven) ของทองถูกหักล้างในระยะหลังด้วยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าคาด อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yields) ที่สูงขึ้น ดอลลาร์ที่แข็งค่า และมุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ที่ผ่อนคลายน้อยลง

 

เปิด 3 ฉากทัศน์ครึ่งปีหลัง

 

สภาทองคำโลกประเมินว่า ราคาทองในปัจจุบันสอดคล้องกับสภาวะของเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบัน ทั้งการเติบโตปานกลาง เงินเฟ้อที่ชะลอลงแต่ยังอยู่ในระดับสูง และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะยังคุมเข้มนโยบายการเงินต่อในระดับจำกัด

 

ภายใต้เงื่อนไขนี้ หากสถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ราคาทองน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบบวกลบ 5% ในบริเวณ 4,100 ดอลลาร์ ตลอดครึ่งปีหลัง โดยแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ ดังนี้

 

  • ฟื้นตัวสู่ขาขึ้น ผลตอบแทน +5% ถึง +20% เกิดขึ้นเมื่อมีตัวกระตุ้นที่ชัดเจน จากอย่างน้อย 1 ใน 3 ปัจจัย ได้แก่ เศรษฐกิจหรือภูมิรัฐศาสตร์ที่เลวร้ายลง การกลับทิศของความคาดหวังด้านอัตราดอกเบี้ย หรือการเข้าซื้อของนักลงทุนระยะยาว (ทำให้ราคาทองคำมีโอกาสกลับไปใกล้ระดับ 5,000 ดอลลาร์ อีกครั้ง)
  • เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ผลตอบแทน -5% ถึง +5% กรณีที่ภาพมหภาคยังเป็นไปตามที่ตลาดคาด ราคาจะแกว่งตัวในกรอบรอบระดับ 4,100 ดอลลาร์
  • ปรับฐานลงต่อ ผลตอบแทน -5% ถึง -15% เกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจแข็งแกร่งต่อเนื่อง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้น และตลาดสงบลง (ทำให้ราคาทองคำมีโอกาสลงไปสู่ระดับ 3,500 ดอลลาร์)

 

 

จะได้เห็นทองคำ 5,000 ดอลลาร์ อีกเมื่อไร?

 

คำตอบสั้น ๆ ของสภาทองคำโลก คือ ‘ได้ แต่ต้องมีตัวกระตุ้นที่ชัดเจน’

 

การวิเคราะห์เชิงฉากทัศน์บนพื้นฐานมหภาคชี้ว่า ทองสามารถกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นได้ที่ราวระดับ 4,500 ดอลลาร์ แต่จะต้องมีสัญญาณที่แข็งแกร่งและชัดเจนเท่านั้น จึงจะผลักดันราคาขึ้นสู่ระดับ 5,000​ ดอลลาร์ ได้อย่างยั่งยืน

 

ปัจจัยที่อาจจุดชนวนขาขึ้น ประกอบด้วย

 

  • ภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาด สภาทองคำโลกระบุว่าในเชิงสถิติ การเพิ่มขึ้นของดัชนีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (GPR index) 100 จุดต่อเดือน มักดันราคาทองขึ้นราว 2.5% โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้แรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยีและกระแส AI แม้จะไม่สะทกสะท้านกับความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่าน แต่มูลค่าหุ้นที่สูงและตลาดสินเชื่อเอกชน (private credit) ยังเป็นความเสี่ยงที่อาจกระตุ้นการโยกเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย
  • การเมืองสหรัฐฯ และความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) ตลาดคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปี แต่ dot plot ล่าสุดยังแตกเป็นสองฝ่าย โดยประธาน Fed เควิน วอร์ช เลือกไม่ร่วมใส่ประมาณการใน dot plot ขณะที่รัฐบาลทรัมป์กดดันอย่างต่อเนื่องให้ปรับลดดอกเบี้ย หากตลาดกลับมาคาดหวังดอกเบี้ยขาลง (dovish) ทองจะได้ประโยชน์ ทั้งนี้ คำถามเรื่องความเป็นอิสระของ Fed เคยเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนทองพุ่งช่วงต้นมกราคม
  • เงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ในช่วงเงินเฟ้อพุ่ง ทองมักตามหลังสินทรัพย์อื่นอย่างสินค้าโภคภัณฑ์ แต่จะไล่ตามและทำผลตอบแทนได้ดีกว่าเมื่อเงินเฟ้อยืดเยื้อ

 

ส่วนปัจจัยกดดันที่อาจสร้างแรงต้าน ได้แก่ ดอลลาร์แข็งค่าและดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นเกินคาด นักลงทุนกลับเข้าสู่โหมดรับความเสี่ยง (risk-on) และปัจจัยเชิงเทคนิค โดยสภาทองคำโลกระบุว่าหากทองหลุดระดับราว 3,860 ดอลลาร์ อาจทำให้ราคาไหลลงต่อ โดยค่าเฉลี่ยราคา 2 ปีอยู่ที่ราว 3,520 ดอลลาร์

 

‘เอเชีย’ เครื่องยนต์ใหม่ของราคาทอง

 

ประเด็นที่น่าจับตาสำหรับนักลงทุนในภูมิภาค คือบทบาทของเอเชียในการกำหนดทิศทางราคา การวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างวันของทองคำพบว่า การเคลื่อนไหวของราคาส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับกิจกรรมในช่วงเวลาซื้อขายของเอเชียและสหรัฐฯ โดยการปรับฐานมักเกิดในช่วงตลาดสหรัฐฯ ขณะที่การฟื้นตัวมักเกิดในช่วงตลาดเอเชีย

 

 

เมื่อแยกผลตอบแทนตามช่วงเวลาซื้อขายในครึ่งปีแรก พบว่าช่วงตลาดเอเชียให้ผลตอบแทน +12.97% ขณะที่ยุโรปอยู่ที่ -1.32% และสหรัฐฯ ติดลบถึง -15.08% สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนและผู้บริโภคเอเชียที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางราคาทองคำ

 

ทั้งนี้ อินเดียซึ่งเป็นตลาดทองใหญ่อันดับสองด้วยดีมานด์สุทธิราว 800 ตันต่อปี ได้ออกมาตรการชะลอการนำเข้าทองตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน รวมถึงการขึ้นภาษีนำเข้าจาก 6% เป็น 15% เพื่อรักษาทุนสำรองเงินตราต่างประเทศท่ามกลางแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี ซึ่งสภาทองคำโลกประเมินว่าเฉพาะการขึ้นภาษีจะฉุดดีมานด์เครื่องประดับ ทองแท่ง และเหรียญลง 50-60 ตัน หรือราว 10% เมื่อเทียบปีต่อปี

 

ภาพ: NMK-Studio / Shutterstock

The post เปิด 3 ฉากทัศน์ทองคำครึ่งปีหลัง 2026 จะกลับไป $5,000 ได้หรือไม่? หลังปิดไตรมาสแย่สุดในรอบ 13 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 3 โมเดลสหรัฐฯ ดึงความมั่งคั่ง AI คืนประชาชน OpenAI ชงรัฐตั้งกองทุนสาธารณะถือหุ้น 5% https://thestandard.co/us-ai-wealth-openai-fund/ Thu, 02 Jul 2026 11:24:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1226071 ภาพแนวคิด AI แสดงถึงการกระจายความมั่งคั่งจากเทคโนโลยีสู่ประชาชน

วันนี้ (2 ก.ค. 2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า OpenA […]

The post เปิด 3 โมเดลสหรัฐฯ ดึงความมั่งคั่ง AI คืนประชาชน OpenAI ชงรัฐตั้งกองทุนสาธารณะถือหุ้น 5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแนวคิด AI แสดงถึงการกระจายความมั่งคั่งจากเทคโนโลยีสู่ประชาชน

วันนี้ (2 ก.ค. 2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า OpenAI อยู่ระหว่างการหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับข้อเสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ถือหุ้น 5% ในบริษัท หลังจากเมื่อต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาประกาศว่าจะหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท AI ราว 12-15 ราย ถึงข้อเสนอให้รัฐบาลถือหุ้นในบริษัทเหล่านี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์จากกำไรมหาศาลของบริษัท AI สู่ประชาชน ซึ่งทรัมป์อ้างว่า หากบริษัทให้ความร่วมมือ จะทำให้พลเมืองสหรัฐฯ มั่งคั่งขึ้น

 

แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI มองว่า การเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนได้เสียทางการเงินในบริษัท อาจเป็นแนวทางที่ช่วยแบ่งปันผลประโยชน์จากการเติบโตของ AI ให้กับสังคมในวงกว้าง

 

ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน Sam ได้เสนอแนวคิดให้บริษัท AI ชั้นนำของสหรัฐฯ โอนหุ้นประมาณ 5% เข้ากองทุนสาธารณะ (Public Wealth Fund) ซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับ ‘Alaska Permanent Fund’ ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งของรัฐอะแลสกาที่นำรายได้จากน้ำมันไปลงทุนในหุ้น และนำผลตอบแทนมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้รัฐบาลท้องถิ่นและประชาชนในรัฐ

 

โดย ‘Public Wealth Fund’ คือกองทุนที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในผลประโยชน์จากสินทรัพย์หรืออุตสาหกรรมที่สร้างความมั่งคั่งระดับชาติ

 

การเสนอให้รัฐบาลเข้ามาถือหุ้นบริษัท อาจเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างภาคธุรกิจกับรัฐบาลสหรัฐฯ และลดแรงกดดันทางการเมืองด้วยการทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการเติบโตของอุตสาหกรรม AI

 

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ประชาชนออกมาแสดงความกังวลถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงานความมั่นคงทางไซเบอร์ ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าตรวจสอบบริษัท OpenAI และ Anthropic อย่างเข้มข้น ส่งผลให้การเปิดตัวโมเดล AI ขั้นสูงของทั้งสองบริษัทต้องล่าช้าออกไป

 

อย่างไรก็ตาม การหารือระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และ OpenAI ยังอยู่ในขั้นต้น และอาจต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนจัดสรรหุ้นจริง สิ่งที่ต้องจับตาคือข้อเสนอของ OpenAI ครั้งนี้ จะกลายเป็นบรรทัดฐานให้บริษัท AI เจ้าอื่น จัดสรรหุ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกันหรือไม่

 

3 โมเดลคืนกำไร AI สู่ประชาชน

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐฯ แสดงความต้องการเข้าถือหุ้นในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางผู้ผลิตนวัตกรรมระดับโลก ซึ่งสร้างข้อได้เปรียบทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกจนถึงปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ หากรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถเข้าถือหุ้นในบริษัท AI ทุกแห่ง นี่อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อโครงสร้างรายได้ของรัฐบาลกลาง โดยหุ้น AI อาจกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐในระยะยาว เมื่อมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น รายได้ของรัฐบาลก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้รัฐบาลไม่ต้องใช้วิธีขึ้นภาษีตรงๆ เพื่อเพิ่มการจัดเก็บรายได้ และอาจได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนใหม่ จากการที่ OpenAI และ Anthropic เดินหน้าเตรียมเสนอขายหุ้น IPO ในปีนี้และปีหน้า

 

และนี่คือ 3 โมเดลที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจใช้เป็นเครื่องมือกระจายความมั่งคั่งจากกำไรบริษัท AI สู่ประชาชน

 

1. เก็บภาษีเป็นหุ้น แทนการจ่ายเป็นเงินสด

 

หนึ่งในข้อเสนอที่ถูกพูดมากที่สุด คือข้อเสนอของ Bernie Sanders วุฒิสมาชิกอิสระจากรัฐเวอร์มอนต์ ซึ่งเสนอร่างกฎหมาย American AI Sovereign Wealth Fund Act ที่กำหนดให้บริษัท AI ต้องจ่ายภาษีในรูปแบบ ‘หุ้น’ แทนเงินสด แล้วหุ้นนั้นจะถูกโอนเข้าไปอยู่ในกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนได้เสียโดยตรงในมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ AI สร้างขึ้น

 

โดยบริษัทขนาดใหญ่จะต้องจ่ายภาษีเป็นหุ้นครั้งเดียวในสัดส่วน 50% และให้สิทธิประชาชนส่งตัวแทนเข้าไปนั่งในคณะกรรมการบริษัท เพื่อร่วมตัดสินใจและป้องกันไม่ให้บริษัทดำเนินกิจการที่สร้างความเสียหายแก่สาธารณะ

 

Sanders ระบุว่า หากปล่อยให้ AI และหุ่นยนต์พัฒนาโดยไม่มีการกำกับดูแล เทคโนโลยีเหล่านี้อาจกระทบต่อการจ้างงาน สิทธิความเป็นส่วนตัว และสุขภาพจิตของประชาชน พร้อมย้ำว่า อนาคตของ AI ไม่ควรถูกกำหนดโดยกลุ่มมหาเศรษฐีเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ราย เพราะรากฐานของ AI เกิดจากองค์ความรู้ร่วมของมนุษยชาติและผลงานสร้างสรรค์ของผู้คนจำนวนมาก

 

แนวคิดนี้คล้ายกับข้อเสนอของนักกฎหมาย 2 ราย ที่เสนอให้บริษัทจ่ายภาษีในรูปแบบ ‘หุ้น’ แทนเงินสด เปรียบเหมือนการโอนหุ้นให้รัฐบาล โดยที่รัฐไม่ต้องใช้เงินลงทุนโดยตรง อย่างไรก็ตาม Jeremy Bearer-Friend ศาสตราจารย์จากคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน (George Washington University Law School) ระบุว่า แนวทางนี้ไม่ได้ทำให้รัฐบาลมีอำนาจควบคุมบริษัท

 

2. รัฐให้เงินสนับสนุน แลกกับการถือหุ้น

 

อีกโมเดลหนึ่ง ซึ่งถือเป็นท่าไม้ตายใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ คือการให้เงินทุนสนับสนุนบริษัท AI เพื่อแลกกับสัดส่วนการถือหุ้นส่วนน้อยในบริษัท เช่น ในปี 2568 ที่รัฐบาลสหรัฐฯ แปลงเงินอุดหนุนภายใต้กฎหมาย CHIPS Act (กฎหมายส่งเสริมการผลิตชิป) เป็นการถือหุ้นสัดส่วน 10% ในบริษัท Intel เพื่อช่วยพยุงบริษัทที่ราคาหุ้นตกต่ำ จากการเทคโนโลยีผลิตชิปที่ล้าหลัง และกระตุ้นให้เกิดการเร่งลงทุนผลิตชิปภายในประเทศ

 

หรือในช่วงเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศแผนเงินอุดหนุน 2 พันล้านดอลลาร์ กระจายการลงทุนในบริษัทควอนตัมคอมพิวติ้ง 9 แห่ง พร้อมเข้าถือหุ้นส่วนน้อย เพื่อผลักดันเทคโนโลยี ‘ควอนตัมคอมพิวติ้ง (Quantum Computing)’ เป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายหลักในการป้องกันการผูกขาดเทคโนโลยีและรักษาความเป็นผู้นำเหนือประเทศคู่แข่ง

 

ปัจจุบันโมเดลนี้ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรม AI ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง กระจายการลงทุนไปยังดาต้าเซ็นเตอร์ ชิปประมวลผล และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อื่นๆ โดยในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเร่งระดมทุนจำนวนมากเพื่อรองรับการลงทุนดังกล่าว

 

Alphabet บริษัทแม่ของ Google DeepMind ระบุว่า จะเพิ่มวงเงินการเสนอขายหุ้นเป็น 84,750 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความต้องการเงินทุนขนาดใหญ่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในยุค AI

 

อย่างไรก็ตาม Neil Chilson นักวิเคราะห์นโยบาย AI จาก Abundance Institute เตือนว่า รัฐบาลไม่ควรนำโมเดลแบบ Intel มาใช้กับอุตสาหกรรม AI อย่างกว้างขวาง เพราะอาจทำให้บทบาทของรัฐบิดเบือนไป จากผู้กำกับดูแลปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ กลายเป็นนักธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนจากการลงทุนมากกว่า

 

3. จัดตั้ง ‘Public Wealth Fund’

 

อีกแนวทางหนึ่งคือการให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จาก AI โดยตรง คือการจัดตั้ง ‘Public Wealth Fund’ หรือกองทุนความมั่งคั่งสาธารณะ ซึ่งเป็นแนวคิดของ OpenAI ที่เสนอให้รัฐบาลถือหุ้นในบริษัท AI ผ่านกองทุน และนำผลตอบแทนที่ได้ไปกระจายให้ประชาชนในรูปแบบต่างๆ เช่น เงินปันผล สวัสดิการ การศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

 

ขณะที่ Anthropic กำลังศึกษาแนวคิด Digital Dividend หรือเงินปันผลดิจิทัล ที่แบ่งรายได้จากการจัดเก็บภาษีอุตสาหกรรม AI มาจ่ายเป็นเงินปันผลให้ชาวอเมริกัน

 

โดยมีคนจำนวนมากให้การสนับสนุนโมเดลนี้ เพราะมองว่าการพัฒนา AI พึ่งพาข้อมูลจำนวนมากจากสาธารณชน ดังนั้น ผลประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้จึงไม่ควรถูกกระจุกอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีและผู้ถือหุ้นเดิมเพียงกลุ่มเดียว

 

ภาพ: TSViPhoto/ Shutterstock

The post เปิด 3 โมเดลสหรัฐฯ ดึงความมั่งคั่ง AI คืนประชาชน OpenAI ชงรัฐตั้งกองทุนสาธารณะถือหุ้น 5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องผลตอบแทนสินทรัพย์ครึ่งปี 2026 ‘หุ้นเกาหลีใต้’ ครองแชมป์ ดัชนีพุ่ง 101% ส่วนหุ้นอินโดนีเซียรั้งท้าย ติดลบ 35% https://thestandard.co/south-korea-stocks-lead-returns/ Thu, 02 Jul 2026 09:51:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1226029 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลตอบแทนสินทรัพย์ครึ่งปี 2026 โดยหุ้นเกาหลีใต้เป็นอันดับหนึ่ง และหุ้นอินโดนีเซียรั้งท้าย

หุ้นเกาหลีใต้ครองแชมป์ต่อเนื่อง! ในฐานะตลาดหุ้นที่ให้ผล […]

The post ส่องผลตอบแทนสินทรัพย์ครึ่งปี 2026 ‘หุ้นเกาหลีใต้’ ครองแชมป์ ดัชนีพุ่ง 101% ส่วนหุ้นอินโดนีเซียรั้งท้าย ติดลบ 35% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลตอบแทนสินทรัพย์ครึ่งปี 2026 โดยหุ้นเกาหลีใต้เป็นอันดับหนึ่ง และหุ้นอินโดนีเซียรั้งท้าย

หุ้นเกาหลีใต้ครองแชมป์ต่อเนื่อง! ในฐานะตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด หลังจากปีก่อนดัชนี KOSPI พุ่งขึ้นมา 75% ก่อนจะพุ่งขึ้นต่อเนื่องอีก 101% ในช่วง 6 เดือนแรก ทำให้ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาหุ้นเกาหลีใต้ให้ผลตอบแทนสูงถึง 200%

 

ส่วนทองคำและโลหะเงินที่ปีก่อนให้ผลตอบแทนโดดเด่น 65% และ 150% ตามลำดับ เริ่มย่อตัวในปีนี้ โดยราคาติดลบไป 7% และ 18%

 

ขณะที่ดัชนี SET ของหุ้นไทยหลังจากติดลบมาต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน ในครึ่งแรกพุ่งขึ้นมาได้ 26% และกลับมาสู่ระดับ 1,600 จุด อีกครั้ง

 


 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลตอบแทนสินทรัพย์ครึ่งปี 2026 โดยหุ้นเกาหลีใต้เป็นอันดับหนึ่ง และหุ้นอินโดนีเซียรั้งท้าย 1

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

The post ส่องผลตอบแทนสินทรัพย์ครึ่งปี 2026 ‘หุ้นเกาหลีใต้’ ครองแชมป์ ดัชนีพุ่ง 101% ส่วนหุ้นอินโดนีเซียรั้งท้าย ติดลบ 35% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ รื้อใหญ่กฎคุม บจ. ล้อมคอก Backdoor Listing สั่งเปิดรายชื่อผู้ถือหุ้นทุกเดือน ห้ามซุกความเสี่ยง บังคับใช้ 1 ก.ค. 69 https://thestandard.co/set-tightens-backdoor-listing-rules/ Wed, 01 Jul 2026 13:24:47 +0000 https://thestandard.co/set-tightens-backdoor-listing-rules/ ภาพกราฟิกแสดงข้อความ ตลท.ปรับเกณฑ์บจ. ห้ามซุกความเสี่ยง สแกนผู้ถือหุ้นทุกเดือน ดีเดย์ 1 ก.ค. 69

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศยกระดับเกณฑ์กำ […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ รื้อใหญ่กฎคุม บจ. ล้อมคอก Backdoor Listing สั่งเปิดรายชื่อผู้ถือหุ้นทุกเดือน ห้ามซุกความเสี่ยง บังคับใช้ 1 ก.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ ตลท.ปรับเกณฑ์บจ. ห้ามซุกความเสี่ยง สแกนผู้ถือหุ้นทุกเดือน ดีเดย์ 1 ก.ค. 69

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศยกระดับเกณฑ์กำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) รวมถึงกองทรัสต์ และกองทุนรวมครั้งใหญ่ มุ่งเป้าอุดช่องโหว่การทำ Backdoor Listing คุมเข้มการเปิดเผยความเสี่ยงทางการเงิน และสั่งสแกนการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทุกเดือน เพื่อยกระดับความโปร่งใสและปกป้องนักลงทุนให้ได้รับข้อมูลที่ ‘เพียงพอและทันเวลา’ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

 

หลังจากผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แจ้งให้บริษัทจดทะเบียนรับทราบถึงหลักเกณฑ์ใหม่ที่มีการปรับปรุง ซึ่งสรุปได้ 5 สาระสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้ ดังนี้

 

  • ปิดช่อง Backdoor Listing วัดกันที่ ‘เนื้อแท้’ ของการทำรายการ

 

ที่ผ่านมา การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นทางอ้อม (Backdoor Listing) มักอาศัยช่องโหว่ทางรูปแบบเพื่อหลบเลี่ยงเกณฑ์ที่เข้มงวดของการทำ IPO เกณฑ์ใหม่นี้ ตลท. จะพิจารณาจาก “ผลลัพธ์ของรายการ” (Substance) เป็นหลัก มากกว่าแค่รูปแบบ โดยจะครอบคลุมถึง

 

  • การเข้าซื้อหรือได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่กว่า บจ. เดิม
  • การทำรายการที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนอำนาจควบคุม
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรรมการหรือผู้บริหารเกิน 50%
  • การทำรายการที่ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมของ บจ. เหลือสัดส่วนการถือหุ้นต่ำกว่า 50% ของทุนชำระแล้ว
  • สั่งสแกน ‘ผู้ถือหุ้นใหญ่’ ทุกเดือน พร้อมห้ามซุกความเสี่ยงทางการเงิน

 

เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยตามทันความเคลื่อนไหวของบริษัท ตลท. ได้ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลสำคัญให้รวดเร็วและถี่ขึ้น แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

 

บจ. ต้องเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้นเป็นรายเดือนหากมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น การถือหุ้นเปลี่ยนไปทุกๆ 5% (ตามแบบ 246) หรือหลังจบการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer) ยกเว้นกรณีเพิกถอน บจ. ออกจากตลาดโดยสมัครใจ

 

ต้องเปิดเผยรายการที่มีความเสี่ยงต่อฐานะการเงิน เช่น การด้อยค่าสินทรัพย์, ขาดทุนด้านเครดิต, เงินมัดจำที่ไม่ได้คืน พร้อมกับการส่งงบการเงิน และต้องรายงานความคืบหน้าทุกไตรมาสจนกว่าจะแก้ปัญหาจบ

 

หากบอร์ดหรือบอร์ดตรวจสอบพบเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อระบบควบคุมภายในที่สำคัญ ต้องเปิดเผยทันที และอัปเดตความคืบหน้าทุกไตรมาส

 

  • อุดช่องโหว่ Cash Company ประเมินจากภาพรวมฐานะการเงิน

 

สำหรับเกณฑ์บริษัทที่มีสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นเงินสด หรือ Cash Company (ไม่มีธุรกิจหลักที่ชัดเจน) เกณฑ์ใหม่จะประเมินจาก “ฐานะทางการเงินในภาพรวม” โดยไม่จำกัดเงื่อนไขว่าต้องเกิดจากการขายสินทรัพย์ออกไปเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต ซึ่งเกณฑ์นี้จะเริ่มพิจารณาจากงบการเงินในงวดบัญชีที่สิ้นสุดหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

 

  • สกัดทริกประวิงเวลา ปรับเกณฑ์นับวันขึ้นเครื่องหมาย C

 

เพื่อไม่ให้ บจ. ใช้แท็กติกเตะถ่วงเวลา ตลท. ได้ปรับวิธีการนับระยะเวลาการขึ้นเครื่องหมายเตือนผู้ลงทุน (Caution) ในกลุ่ม CC (ไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์) และ CF (สัดส่วน Free Float ไม่ถึงเกณฑ์)

 

โดยกฎใหม่จะเริ่มนับจาก “วันที่เกิดเหตุการณ์ที่บริษัทมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูล” แทนกฎเดิมที่นับจาก “วันที่ บจ. เปิดเผยข้อมูล” ซึ่งมักทำให้บริษัทที่ส่งข้อมูลล่าช้าได้ประโยชน์จากการมีเวลาแก้ไขปัญหานานกว่าบริษัทที่ทำตามกฎและส่งข้อมูลตรงเวลา

 

  • คุมเข้ม Free Float หุ้น IPO ไซส์ยักษ์

 

สำหรับบริษัทเข้าใหม่ (New Listing) เกณฑ์ใหม่จะยกเลิกการผ่อนผันระยะเวลาการกระจายการถือหุ้นรายย่อย (Free Float) สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ (ทุนชำระแล้วตั้งแต่ 10,000 ล้านบาทขึ้นไป) นอกจากนี้ หากหุ้นน้องใหม่กระทำการใดๆ ที่ส่งผลให้สัดส่วน Free Float ต่ำกว่าเกณฑ์ ‘ทันที’ ที่เริ่มซื้อขายในตลาด จะถือว่าบริษัทนั้นขาดคุณสมบัติเรื่อง Free Float ทันที เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และสร้างมาตรฐานที่เท่าเทียมกันทุกบริษัท

 

 

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ รื้อใหญ่กฎคุม บจ. ล้อมคอก Backdoor Listing สั่งเปิดรายชื่อผู้ถือหุ้นทุกเดือน ห้ามซุกความเสี่ยง บังคับใช้ 1 ก.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>