ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงเทขายอย่างหนักในสัปดาห์นี้ จนด […]
The post ‘ชีวิตผมพังแล้ว’ เสียงนักลงทุนรายย่อยและคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ หลัง KOSPI ร่วง 40% ประเมินว่าขาดทุนจาก Leveraged ETF รวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงเทขายอย่างหนักในสัปดาห์นี้ จนดัชนี KOSPI ร่วงลงเกือบ 40% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนมิถุนายน คิดเป็นมูลค่าตลาดที่หายไปราว 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 67 ล้านล้านบาท)
แรงเทขายครั้งนี้ดึงนักลงทุนรายย่อยหลายสิบล้านคนเข้าไปอยู่ในวงจร และทำให้คนจำนวนมากขาดทุนหนัก โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปเดิมพันผ่านกองทุน Leveraged ETF
ตามรายงานของ Financial Times ระบุว่า ดัชนี KOSPI ร่วงลงกว่า 17% ภายในเวลาเพียง 3 วัน ลงไปแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน หลังหุ้น Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของดัชนี ถูกเทขายอย่างรุนแรง
| หุ้นเกาหลีใต้ร่วง 40% ใน 40 วัน บทเรียน 3,100 ล้านล้านวอน เมื่อรัฐผลิตความเสี่ยงด้วย Single-stock leveraged ETFs 30 ก.ค. 2569 | 17:59 |
| หุ้นเทคฯ เอเชียดิ่งยกแผง! SK Hynix นำทีมร่วง แม้กำไรพุ่ง 557% แต่ยังต่ำกว่าคาด นักวิเคราะห์ชี้ตลาดกำลังล้าง ‘ฟองสบู่’ AI 29 ก.ค. 2569 | 12:18 |
| หุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ ‘ตลาดหมี’ ร่วงเกือบ 30% ใน 3 สัปดาห์ สวนทางมูลค่าที่ลงมาถูกกว่าวิกฤตปี 2008 13 ก.ค. 2569 | 16:12 |
ความเจ็บปวดสะท้อนผ่านกรณีของ ซงมีคยอง หญิงวัย 60 ปีในกรุงโซล ที่เคยทำกำไรได้ราว 300 ล้านวอน (ประมาณ 6.9 ล้านบาท) ในช่วงต้นปีจากภาวะตลาดขาขึ้นตามกระแส AI แต่ปัจจุบันพอร์ตของเธอกลับขาดทุนที่ยังไม่ได้ขายไปแล้วมากกว่า 60%
เธอระบุว่าไม่เคยเห็นราคาหุ้นร่วงเร็วเช่นนี้ แม้แต่ในช่วงวิกฤตการเงินเอเชีย และตอนนี้กำลังจะต้องคืนกำไรทั้งหมดที่ทำได้ในปีนี้กลับไป
นักลงทุนรายย่อยกลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของตลาดเกาหลีใต้ในปีนี้ หลังพลาดโอกาสในช่วงที่ดัชนีปรับขึ้น 75% เมื่อปี 2025 โดยหลายคนใช้สินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์และกองทุน Leveraged ETF เพื่อเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี
กองทุน Leveraged ETF คือกองทุนที่ออกแบบให้เคลื่อนไหวแรงเป็นเท่าตัวของหุ้นอ้างอิง กล่าวคือเมื่อหุ้นขึ้นจะได้กำไรมากกว่าการถือหุ้นปกติ แต่เมื่อหุ้นลงก็ขาดทุนหนักกว่าหลายเท่าเช่นกัน
ความเสียหายที่เกิดขึ้นสะท้อนผ่านข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ Korea Investment & Securities ที่เปิดเผยเมื่อวันพุธ (29 ก.ค.) ว่า ในกลุ่มลูกค้า 880,000 รายที่ซื้อหุ้น Samsung มีเกือบครึ่งที่กำลังขาดทุน ขณะที่ลูกค้า 408,000 รายที่ลงทุนใน SK Hynix มีเกือบ 70% ที่ขาดทุนเช่นกัน
เมื่อตลาดพลิกกลับ เงินจึงไหลออกอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลของสมาคมการลงทุนทางการเงินเกาหลีระบุว่า เงินฝากในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่กันไว้ซื้อหุ้นลดลงเหลือ 107 ล้านล้านวอน (ประมาณ 2.46 ล้านล้านบาท) จากจุดสูงสุดเดือนมิถุนายนที่ 139.7 ล้านล้านวอน (ประมาณ 3.21 ล้านล้านบาท)
ส่วนยอดสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่เคยทำสถิติสูงสุดเมื่อเดือนก่อนที่ 38.6 ล้านล้านวอน (ประมาณ 8.88 แสนล้านบาท) ลดลงมาอยู่ที่ 33.2 ล้านล้านวอน (ประมาณ 7.64 แสนล้านบาท) หลังเกิดการบังคับขายหลักทรัพย์เป็นระลอก
นามู รี ประธาน Korean Corporate Governance Forum กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้ถือหุ้นรายย่อย ระบุว่าการที่นักลงทุนพากันเทขายกองทุน Leveraged ETF ที่อ้างอิงกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งผันผวนสูงออกมา กำลังส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาด จนรายย่อยจำนวนมากเห็นเงินต้นของตัวเองแทบหมดไป
เขามองว่าตลาดกำลังเข้าใกล้จุดที่แรงขายถึงขีดสุด เพราะรายย่อยลดการใช้เงินกู้ลงเกือบเสร็จสิ้นแล้ว และเกิดการบังคับขายหุ้นในวงกว้าง
ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากการที่หน่วยงานกำกับดูแลตัดสินใจอนุมัติกองทุน Leveraged ETF ที่อ้างอิงหุ้นรายตัวของ Samsung และ SK Hynix จำนวน 16 กองทุนเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นตัวขยายการเคลื่อนไหวของทั้งดัชนีและหุ้นรายตัว โดยกองทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่ร่วงลงมากกว่า 60% นับตั้งแต่เปิดตัว
ชิม จงมิน นักวิเคราะห์หุ้นจาก CLSA ระบุว่ากองทุนกลุ่มนี้กลายเป็นตัวจุดชนวน ในจังหวะที่ตลาดถึงเวลาต้องขายทำกำไรอยู่แล้ว
ขณะที่รายงานของ Korea Times อ้างประมาณการของ Citi ที่ส่งถึงนักลงทุนสถาบันว่า นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ขาดทุนจากกองทุน Leveraged ETF ที่อ้างอิงหุ้นรายตัวไปแล้วราว 38,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท) ในช่วงเดือนที่ผ่านมา
ด้านการรับมือ หลังการประชุมฉุกเฉินคืนวันพุธ (29 ก.ค.) กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ระบุว่าจะจำกัดการเข้าถึงกองทุน Leveraged ETF โดยรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และหน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน ออกแถลงการณ์ร่วมว่าการลงทุนในกองทุนกลุ่มนี้เป็นตัวขยายความผันผวนของตลาด
นอกจากนี้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ยังเตือนถึงความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ อันชอลซู สมาชิกสภา ยื่นร่างกฎหมายยกเว้นภาษีธุรกรรมการซื้อขายหุ้นให้นักลงทุนรายย่อยที่ขาดทุน
ที่น่าสังเกตคือประชาชนจำนวนมากเข้าสู่ตลาดหุ้นในช่วงที่ดัชนี KOSPI ปรับขึ้นกว่าเท่าตัวในปีนี้ โดยประธานาธิบดี อี แจมยอง เคยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้ เพื่อเคลื่อนย้ายความมั่งคั่งของครัวเรือนออกจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนแรงเกินไป
ฮา ซอกคึน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Eugene Asset Management ระบุว่าตลาดที่ทำผลงานได้ดีมากในช่วงก่อนหน้าดึงนักลงทุนมือใหม่จำนวนมากเข้ามาในปีนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ความเสียหายของรายย่อยรุนแรงกว่า
ห้องแชตของบริษัทหลักทรัพย์เต็มไปด้วยเสียงของรายย่อยที่คร่ำครวญถึงการขาดทุนจากกองทุน ETF ในระดับ 70-80% โดยนักลงทุนรายหนึ่งในกองทุน Tiger SK Hynix Leverage ETF ที่ขาดทุน 65% ตั้งคำถามว่าเมื่อไรจะออกจากนรกนี้ได้ ขณะที่อีกรายเขียนว่าชีวิตของเขาพังแล้ว
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษคือคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ที่หันมาลงทุนในผลิตภัณฑ์ความเสี่ยงสูงเหล่านี้ ในภาวะที่การเป็นเจ้าของบ้านกลายเป็นเรื่องเกินเอื้อมสำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนมาก โดยฮาระบุว่ากองทุน Leveraged ETF ถูกมองว่าเป็นช่องทางรวยเร็วและง่ายสำหรับคนกลุ่มนี้
ชิมมองว่านักลงทุนรายย่อยกำลังเผชิญการขาดทุนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะหลายคนเข้าตลาดหลังจากราคาหุ้นปรับขึ้นไปมากแล้ว และเห็นว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่แย่ที่สุด ซึ่งปัจจัยพื้นฐานไม่มีความหมายอีกต่อไป จนดูเหมือนกลไกการกำหนดราคาของตลาดใช้การไม่ได้อีกต่อไป
เขาคาดว่าวงจรอันตรายนี้จะดำเนินต่อไปอีกระยะ เพราะนักลงทุนสถาบันหลีกเลี่ยงความผันผวน ขณะที่รายย่อยถอนเงินออกด้วยความกลัว ส่วนฮาระบุว่าการปรับฐานที่รวดเร็วและรุนแรงกำลังทำร้ายทั้งบัญชีหุ้นและสุขภาพจิตของนักลงทุน
ความย้อนแย้งปรากฏชัดในการซื้อขายวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) เมื่อดัชนี KOSPI เปิดบวกแต่กลับปิดลบ 1.2% ขณะที่หุ้น Samsung Electronics ปิดบวกเพียง 0.7% แม้จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ทำสถิติสูงสุด
โดยรายได้ของ Samsung เพิ่มขึ้น 130% เป็น 171 ล้านล้านวอน (ประมาณ 3.93 ล้านล้านบาท) เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรจากการดำเนินงานพุ่งขึ้นราว 1,800% เป็น 89.5 ล้านล้านวอน (ประมาณ 2.06 ล้านล้านบาท) ซึ่งสะท้อนความสามารถทำกำไรของธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่ได้แรงหนุนจาก AI
ในวันเดียวกัน หุ้น SK Hynix ร่วงลงกว่า 5% ทำให้ราคาปรับลดลงราว 27% ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ซึ่งซ้ำเติมความเจ็บปวดของนักลงทุนรายย่อยที่ในเกาหลีใต้ถูกเรียกกันว่านักลงทุน ‘มด’
อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวมทั้งปี ราคาหุ้นของ Samsung และ SK Hynix ยังปรับขึ้นราว 60% และ 95% ตามลำดับ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าการฟื้นตัวของตลาดจะเป็นไปอย่างช้าๆ เพราะความผันผวนทำให้นักลงทุนสถาบันไม่กล้าเข้าถือหุ้นก้อนใหญ่ ส่วนรายย่อยยังบอบช้ำจากการขาดทุนที่เพิ่งเกิดขึ้น
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.56 บาท, 1 วอนเกาหลีใต้ เท่ากับ 0.023 บาท ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2569
ภาพ : Chris Jung/NurPhoto via Getty Images
อ้างอิง:
The post ‘ชีวิตผมพังแล้ว’ เสียงนักลงทุนรายย่อยและคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ หลัง KOSPI ร่วง 40% ประเมินว่าขาดทุนจาก Leveraged ETF รวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในเวลาไม่ถึง 2 ปี รัฐบาลเกาหลีใต้ทำการปฏิรูปตลาดหุ้นครั […]
The post หุ้นเกาหลีใต้ร่วง 40% ใน 40 วัน บทเรียน 3,100 ล้านล้านวอน เมื่อรัฐผลิตความเสี่ยงด้วย Single-stock leveraged ETFs appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในเวลาไม่ถึง 2 ปี รัฐบาลเกาหลีใต้ทำการปฏิรูปตลาดหุ้นครั้งใหญ่ผ่าน 2 สิ่งที่สำคัญ
สิ่งแรกคือการปฏิรูปที่นักลงทุนทั่วโลกเรียกร้องมานาน แก้กฎหมายพาณิชย์ให้กรรมการบริษัทมีหน้าที่ต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย ปฏิรูปภาษีเงินปันผล และผลักดันโครงการ Corporate Value-Up จนบริษัทเกาหลีที่เคยถูกตลาดตีมูลค่าต่ำกว่าสินทรัพย์ของตัวเองเริ่มได้รับการประเมินค่าใหม่ นี่คือการทำให้สินทรัพย์มีค่ามากขึ้นจริง
สิ่งที่สองคือการอนุมัติผลิตภัณฑ์การเงินที่ให้ผลตอบแทน 2 เท่าของหุ้นเพียง 2 ตัว ในเดือนที่หุ้น 2 ตัวนั้นรวมกันคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาดทั้งประเทศ นี่ไม่ได้ทำให้บริษัทไหนมีค่ามากขึ้นแม้แต่วอนเดียว มันแค่ทำให้คนถือความเสี่ยงได้มากขึ้นด้วยเงินเท่าเดิม
สิ่งแรกใช้เวลา 2 ปี สิ่งที่สองใช้เวลา 4 เดือน ที่นำมาสู่ตลาดกระทิงครั้งใหญ่ และการปรับฐานอย่างรุนแรง ของหุ้นเกาหลีใต้
จากตลาดหุ้นที่เติบโตร้อนแรงมากที่สุดของโลกตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดมูลค่าของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ลดลงไป 40% ภายในเวลาเพียงประมาณ 40 วัน คิดเป็นมูลค่ามากถึง 3,100 ล้านล้านวอน หรือราว 73 ล้านล้านบาท
ย้อนไปเมื่อ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กู ยุนชอล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเกาหลีใต้ ยอมรับว่า ETF เลเวอเรจหุ้นตัวเดียว (Single-stock leveraged ETFs) ถูกนำเข้าสู่ตลาดโดย “ไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบเพียงพอ”
ขณะที่ อี จงอุก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคฝ่ายค้าน กล่าวว่า “ประเทศนี้กลายเป็นคาสิโนไปแล้ว นี่คือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ควรได้รับอนุญาตให้เข้าตลาดตั้งแต่แรก ผมถือว่านี่คือความล้มเหลวเชิงนโยบาย”
คำขอโทษของรมว.คลัง เกิดขึ้นท่ามกลางการดิ่งลงของดัชนี KOSPI ที่ร่วงลงไปแตะ 5,263 จุด ลดลงราว 6% ต่อเนื่องจากวันก่อนหน้าที่ร่วงเกือบ 11% ทำให้ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ต้องสั่งหยุดการซื้อขาย (Circuit Breaker) เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ปัญหาที่รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามแก้ เรียกว่า Korea Discount ระหว่างปี 2014-2024 มูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีเฉลี่ยอยู่ที่ 93% ของ GDP ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD อย่างมีนัยสำคัญ อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B) เฉลี่ยของบริษัทใน KOSPI ช่วงเดียวกันอยู่ที่ 0.99 เทียบกับญี่ปุ่น 1.8 และสหรัฐฯ 3.7 แปลว่าบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากถูกตลาดตีมูลค่าต่ำกว่าสินทรัพย์สุทธิของตัวเอง
สาเหตุหลักคือธรรมาภิบาลที่อ่อนแอ โครงสร้างการถือหุ้นไขว้ที่ซับซ้อนของกลุ่มธุรกิจครอบครัวเอื้อประโยชน์ให้ตระกูลผู้ก่อตั้งโดยแลกกับผู้ถือหุ้นรายย่อย ปี 2023 สมาคมธรรมาภิบาลบริษัทแห่งเอเชีย (ACGA) จัดอันดับเกาหลีไว้ที่ 8 จาก 12 เขตเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก ตามหลังอินเดียและมาเลเซีย โดยชี้จุดอ่อนเรื่องการเปิดเผยการประเมินคณะกรรมการ ค่าตอบแทนกรรมการ และการอบรมกรรมการ
สิ่งที่เกาหลีทำ เป็นชุดการปฏิรูปที่ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มทำ Corporate Value-Up Program ตั้งแต่ต้นปี 2024 การแก้กฎหมายพาณิชย์ ขยายหน้าที่ความซื่อสัตย์ของกรรมการให้ครอบคลุมผู้ถือหุ้น เปลี่ยน “กรรมการภายนอก” เป็น “กรรมการอิสระ” และห้ามบริษัทเลี่ยงการลงคะแนนสะสม เพิ่มกรรมการตรวจสอบที่ต้องเลือกแยกจาก 1 เป็น 2 คนในปี 2025 รวมทั้งปฏิรูปภาษีเงินปันผลครั้งใหญ่ ลดการเก็บภาษีซ้ำซ้อน
เดือนเมษายน 2025 ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี อี แจมยอง โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่าจะ “เปิดยุคดัชนี 5000” ด้วยการขจัด Korea Discount ตอนนั้นคำมั่นดังกล่าวถูกฝ่ายตรงข้ามและนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเย้ยว่าเป็นประชานิยม เพราะดัชนี KOSPI ในเวลานั้นยังวนเวียนอยู่แถว 2,500 จุด การจะขึ้นไปแตะ 5,000 หมายถึงการเพิ่มขึ้นเท่าตัว
วันที่ 22 มกราคม 2026 ดัชนี KOSPI แตะ 5,019 จุดระหว่างวัน ทำได้ภายในเวลาเพียง 7 เดือนครึ่ง พรรครัฐบาลออกแถลงการณ์ในวันเดียวกันว่าจะเดินหน้าเปิดยุค 6000 และ 7000 ต่อไปพร้อมกับประชาชน และเมื่อดัชนีทะลุ 9,000 จุดในเดือนมิถุนายน หัวหน้าพรรคประกาศว่ารัฐบาลชุดนี้ได้เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ให้ตลาดทุนเกาหลีภายในเวลา 1 ปี
แต่คำพูดที่สะท้อนโครงสร้างแรงจูงใจได้ชัดที่สุดเกิดขึ้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026 ซึ่งเป็น 2 สัปดาห์ก่อนดัชนีทำจุดสูงสุด เมื่อประธานาธิบดีแชร์ข่าวที่ระบุว่าตลาดกระทิงทำให้กองทุนบำนาญแห่งชาติหมดช้าลง 24 ปี พร้อมเขียนข้อความว่า “การทำให้การประเมินมูลค่าหุ้น ซึ่งเป็นสินทรัพย์หลักของสาธารณรัฐเกาหลี กลับสู่ภาวะปกติ คือเครื่องมือที่ดีของการปฏิรูปบำนาญแบบไม่เจ็บปวด”
ประโยคนี้สะท้อนว่า ราคาสินทรัพย์กำลังถูกใช้แทนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง หากดัชนีที่สูงขึ้นทำหน้าที่แทนการขึ้นเงินสมทบบำนาญได้ รัฐก็ย่อมมีเหตุผลที่จะไม่อยากให้มันลง
จอน ซองอิน นักเศรษฐศาสตร์ชาวเกาหลีใต้ เขียนคอลัมน์เตือนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 หรือแปดเดือนก่อนตลาดปรับฐาน ว่ารัฐบาลกำลังทุ่มหมดหน้าตักไปกับการดันราคาหุ้น โดยระงับการเก็บภาษีทุกรูปแบบในตลาดหุ้นโดยไม่พิจารณาว่ามีประสิทธิภาพหรือเป็นธรรมหรือไม่
ในมุมหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้อานิสงส์จากกระแส AI ไปเต็มๆ หุ้นอย่าง Samsung และ SK Hynix คือผู้เล่นรายสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยี AI
แต่ Single-stock leveraged ETFs ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ระบบนิเวศ ETF ของเกาหลีใต้ก็ขยายตัวเร็วผิดปกติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน สินทรัพย์สุทธิรวมของ ETF เกาหลีเพิ่มขึ้น 4 เท่า มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ ETF เพิ่มจาก 6.6 ล้านล้านวอนในเดือนธันวาคม 2025 เป็น 34 ล้านล้านวอน ในเดือนมิถุนายน 2026 หรือราว 5 เท่าในครึ่งปี ปัจจุบัน ETF คิดเป็นราว 30% ของมูลค่าซื้อขายทั้งตลาด และในบรรดา ETF 1,142 กองในเกาหลี ราวหนึ่งในห้าเป็นประเภทเลเวอเรจ
ย้อนไปเมื่อเดือนมกราคม 2026 วงการหลักทรัพย์ของเกาหลีใต้มองว่าเงินทุนไหลออกเป็นดอลลาร์รุนแรงเกินไป จากการที่นักลงทุนรายย่อยที่เล่นหุ้นต่างประเทศแห่ซื้อ ETF เลเวอเรจในตลาดต่างประเทศ
ครึ่งแรกปี 2025 ETF ต่างประเทศที่คนเกาหลีถือเป็นประเภทเลเวอเรจและอินเวิร์สถึง 43.2% ผลิตภัณฑ์เลเวอเรจ SK Hynix ที่จดทะเบียนในฮ่องกงเคยมีขนาดทะลุ 20 ล้านล้านวอนและใหญ่ที่สุดในโลก ธนาคารกลางเกาหลีเองก็ชี้ว่าเงินไหลออกกลุ่มนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของค่าเงินวอนที่อ่อน
ประเด็นดังกล่าวถูกนำเข้าสู่การประชุมประจำของคณะกรรมการกำกับดูแลบริการทางการเงิน (FSC) เป็นครั้งแรก หลังจากนั้น Single-stock leveraged ETFs ก็ถูกนำเข้ามาในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ภายในเวลาพิจารณาประมาณ 4 เดือน จนทำให้ อี ชานจิน ผู้ว่าการสำนักงานกำกับดูแลทางการเงิน (FSS) กล่าวในงานแถลงข่าววันที่ 22 มิถุนายน ในขณะที่ดัชนียังใกล้เคียงจุดสูงสุดตลอดกาลอยู่ว่า เขากำลังสำนึกผิดและขวางไม่ให้ผลิตภัณฑ์นี้เข้ามาในตลาดหรือไม่
มีการวิเคราะห์กันว่าเหตุผลที่ใช้อนุมัติเป็นเหตุผลเชิงมหภาค ไม่ใช่ประโยชน์ของผู้ลงทุน และเป็นคนละหมวดหมู่กับการปฏิรูปธรรมาภิบาลโดยสิ้นเชิง นโยบาย Value-Up ทำให้บริษัทมีมูลค่ามากขึ้นจริง แต่ ETF เลเวอเรจไม่ได้ทำให้บริษัทมีมูลค่ามากขึ้นแม้แต่วอนเดียว มันแค่ขยายการเปิดรับความเสี่ยงต่อบริษัทเดิม
Single-stock leveraged ETFs ดึงดูดให้นักลงทุนรายย่อยในเกาหลีใต้เข้ามาลงทุนคิดเป็นการซื้อสุทธิถึง 14 ล้านล้านวอน คิดเป็นสัดส่วน 92% ของผลิตภัณฑ์นี้ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิประมาณ 2 ล้านล้านวอน ขณะที่อัตราหมุนเวียนซื้อขายต่อวันคิดเป็นถึง 122% สูงกว่า ETF เลเวอเรจปกติราว 4 เท่า
ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อภาพรวมตลาดคือ ดัชนีความผันผวน KOSPI ทะลุระดับสูงสุดของวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว ดัชนีแกว่งเกิน 4% ถึงเก้าวันทำการ อีกด้านหนึ่งของสมการคือแรงขายจากต่างชาติ ครึ่งแรกของปี 2026 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นเกาหลี 148.3 ล้านล้านวอน หรือราว 3.5 ล้านล้านบาท สะท้อนว่ารายย่อยเกาหลีใต้ที่ใช้เงินกู้และผลิตภัณฑ์เลเวอเรจ คือฝ่ายที่รับซื้อหุ้นที่ต่างชาติทยอยขายทำกำไรออกมาตลอดครึ่งปี
กู ยุนชอล รมว.คลัง กล่าวเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมว่า “เราตระหนักดีถึงความกังวลว่า ETF เลเวอเรจเพิ่มความผันผวนของตลาด” ก่อนจะออกมาตรการเพิ่มเติม เช่น ขึ้นเงินวางหลักประกันขั้นต่ำเป็นเงินสด 30 ล้านวอน และระงับการจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมห้ามโฆษณา
รวมทั้งจำกัดสัดส่วนการถือไม่เกิน 20% ของพอร์ตรวมรายบุคคล เพิ่มต้นทุนการซื้อขาย บังคับใช้ระบบเทรดจำลอง และเตรียมฐานกฎหมายให้แทรกแซงในภาวะฉุกเฉินได้ โดยอ้างอิงกรอบ flexible leverage ของฮ่องกง
ประธาน FSC ยังระบุต่อรัฐสภาว่ากำลังพิจารณาจำกัดการเข้าถึงให้เหลือเฉพาะนักลงทุนมืออาชีพ และอาจลดตัวคูณเลเวอเรจลง “เนื่องจาก 2 เท่ามันใหญ่เกินไป การลดลงน่าจะมีผลในแง่การบรรเทาความผันผวน”
Nic Puckrin นักวิเคราะห์ cross-asset จาก Coin Bureau ให้ความเห็นกับ Bloomberg ว่ามาตรการเหล่านี้ถูกต้อง “แต่มันสายเกินไปสำหรับคนที่สูญเงินไปแล้ว 80% ของสินทรัพย์” และควรเป็น “อุทาหรณ์สำหรับหน่วยงานกำกับทุกแห่ง โดยเฉพาะที่ดูแลตลาดที่กระจุกตัวสูงมากและมีสัดส่วนรายย่อยสูง”
บทวิเคราะห์ Korea Equity Strategy ของ JP Morgan ประเมินว่าการลดสถานะของ ETF เลเวอเรจเสร็จสิ้นแล้ว และเฮดจ์ฟันด์ลดการใช้เลเวอเรจไปแล้วราว 90% โดยมองว่าสถานะการลงทุนในเกาหลี “ดูน่าสนใจเมื่อชั่งน้ำหนักโดยรวม”
ณัฐชาตให้เห็นสอดคล้องกันว่า ยอดสินเชื่อมาร์จินดิ่งลงเร็วจนกลับไปอยู่ระดับเดือนเมษายน แต่การปรับฐานรุนแรงจะจบลงเมื่อเห็นเลเวอเรจลงมาใกล้ระดับต้นปี
“ถ้าระดับการใช้ leverage ลงมา จะเป็นการเคลียร์ภาพทั้งหมด และเป็นการ set zero แต่หุ้นเทคโนโลยีจะกลับมาได้ ต้องเห็นการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจบลง มีความชัดเจนเกิดขึ้น หรืออีกมิติคือสงครามจบลง น้ำมันลดลง 70-80 ดอลลาร์อีกครั้ง”
ณัฐชาตกล่าวต่อว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ณ จุดสูงสุด Forward P/E อยู่ที่ประมาณ 8-9 เท่า ก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังที่ประมาณ 10 เท่า ปัจจุบัน Forward P/E ลงมาต่ำกว่า 5 เท่า ขณะที่ประมาณการกำไรยังถูกปรับขึ้นต่อเนื่อง จึงมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการปรับฐานครั้งใหญ่ มากกว่าจะเป็นฟองสบู่แตก ซึ่งเป็นธรรมชาติของตลาดที่ขึ้นมา 80-90%
ด้าน กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า สัญญาณบวกอย่างหนึ่งในเชิงปัจจัยพื้นฐานคือ ผลประกอบการไตรมาส 2 ของ Samsung ที่มีกำไรจากการดำเนินงาน 89.5 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้นราว 19 เท่าจากปีก่อน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 88.13 ล้านล้านวอน อัตรากำไรขั้นต้นขึ้นไปที่ 69.6% จาก 61.2%
สิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นเกาหลีใต้อาจไม่ใช่บทเรียนว่ารัฐไม่ควรยุ่งกับตลาดทุน ตรงกันข้าม การปฏิรูปธรรมาภิบาลที่ทำมาตั้งแต่ปี 2024 ได้ผลจริง วัดได้จากผลตอบแทนของบริษัทในดัชนี Korea Value-Up ที่สูงกว่า KOSPI 200 ถึง 17% และแม้ดัชนีจะร่วง 40% ใน 1 เดือน ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกราว 30% นับจากต้นปี และยังเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่ทำผลงานดีที่สุดในโลกในปีนี้
ความเสียหายไม่ได้กระจายเท่ากัน คนที่ถือมาตั้งแต่ต้นปียังกำไร คนที่เข้ามาในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนพร้อมเลเวอเรจคือคนที่เจ็บ และนั่นคือสิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวังอยู่เสมอกับการลงทุนที่กำลังขยายความเสี่ยงให้เพิ่มขึ้น
อ้างอิง:
The post หุ้นเกาหลีใต้ร่วง 40% ใน 40 วัน บทเรียน 3,100 ล้านล้านวอน เมื่อรัฐผลิตความเสี่ยงด้วย Single-stock leveraged ETFs appeared first on THE STANDARD.
]]>
Hybe ค่ายเพลงและบริหารศิลปินรายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ก […]
The post คัมแบ็ก BTS ดัน Hybe พลิกกำไรหลังขาดทุน 3 ไตรมาสติด แต่นักลงทุนยังไม่มั่นใจ เพราะคำถามใหญ่คือจะอยู่อย่างไรเมื่อไม่มี BTS appeared first on THE STANDARD.
]]>
Hybe ค่ายเพลงและบริหารศิลปินรายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ กลับมามีกำไรอีกครั้งหลังขาดทุนติดต่อกัน 3 ไตรมาส จากการคัมแบ็กของ BTS วงบอยแบนด์ระดับโลกที่กลับมารวมตัวครบทั้งวงอีกครั้ง โดยทำรายได้และกำไรจากการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสเดียวกัน
บริษัทรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 ที่ 109,700 ล้านวอน (ประมาณ 2.52 พันล้านบาท) ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อนมาอยู่ที่ 1.44 ล้านล้านวอน (ประมาณ 3.31 หมื่นล้านบาท) และกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเป็น 170,900 ล้านวอน (ประมาณ 3.93 พันล้านบาท)
อี แจซัง ซีอีโอของ Hybe ระบุระหว่างการแถลงผลประกอบการเมื่อวันอังคาร (28 ก.ค.) ว่า การคัมแบ็กครั้งประวัติศาสตร์ของ BTS ที่แฟนเพลงรอคอยมานาน ได้ผลักดันการเติบโตของตลาดเพลงทั่วโลก และยืนยันถึงพลังและสถานะของทั้ง K-pop และ BTS อีกครั้ง
ผู้ที่สร้างรายได้ให้บริษัทมากที่สุดคือ BTS ซึ่งเป็นวงหลักของ Hybe โดยสมาชิกทุกคนปลดประจำการจากการเกณฑ์ทหารเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน และหลังเตรียมงานอยู่หลายเดือน วงก็ปล่อยอัลบั้มใหม่พร้อมจัดคอนเสิร์ตคัมแบ็กในเดือนมีนาคม
ต่อมาในเดือนเมษายน BTS ออกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก ทั้งญี่ปุ่น, อเมริกาใต้ และยุโรป ส่งผลให้ยอดสตรีมมิงออนไลน์เติบโต ขณะที่รายได้จากธุรกิจคอนเสิร์ตของ Hybe ในไตรมาส 2 แตะระดับ 647,600 ล้านวอน (ประมาณ 1.49 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดและเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทว่าตัวเลขที่สวยงามนี้กลับสะท้อนโจทย์เดิมของบริษัทไปพร้อมกัน เพราะก่อนปี 2022 ที่ BTS พักวง รายได้ของ Hybe มาจากวงนี้ถึง 90% ก่อนที่สัดส่วนดังกล่าวจะลดลงเหลือราว 20% ในปี 2024
แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีการเปิดเผยสัดส่วนที่แน่ชัด แต่การลดการพึ่งพา BTS ยังถือเป็นภารกิจสำคัญของ Hybe ที่ต้องพิสูจน์ให้ได้
Hybe ระบุว่าการสร้างศิลปินนอกเหนือจาก BTS มีความคืบหน้า โดยยกตัวอย่างวงน้องใหม่อย่าง Cortis ที่เริ่มออกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกเมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งค่ายระบุว่าวงทำผลงานได้ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับวงที่เดบิวต์มายังไม่ถึงปี
อีกแนวทางที่บริษัทให้ความสำคัญคือการจับมือกันเองระหว่างศิลปินในค่าย โดยเมื่อเดือนมิถุนายนได้ปล่อยซิงเกิลที่รวมเกิร์ลกรุ๊ปยอดนิยม 3 วง ได้แก่ Le Sserafim, Illit และ Katseye ซึ่งทำอันดับได้ดีบนชาร์ต Billboard
นักวิเคราะห์จาก Daol Investment & Securities ระบุว่าศิลปินรุ่นใหม่ของค่ายกำลังเติบโตในภาพรวม และคาดว่าจะได้เห็นทัวร์คอนเสิร์ตขนาดใหญ่ตามมา สอดคล้องกับ SK Securities ที่มองว่ารายได้จากทรัพย์สินทางปัญญาของศิลปินใหม่เติบโตเร็วกว่าที่คาดไว้
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นของ Hybe กลับยังต่ำกว่าระดับเมื่อปีก่อนถึง 25% สวนทางกับดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ที่ปรับขึ้น 88% ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้แรงหนุนหลักจากอุตสาหกรรมชิป
สาเหตุที่นักลงทุนไม่ตอบรับเท่าที่ควร เป็นเพราะได้รับรู้ผลบวกจาก BTS ไปแล้ว ประกอบกับความไม่แน่นอนว่าอนาคตของบริษัทจะเป็นอย่างไรหลังยุคของวงระดับตำนานวงนี้ ขณะที่ SK Securities ยังชี้ถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่ออุตสาหกรรมบันเทิงโดยรวมซึ่งลดลงด้วย
เพื่อรับมือกับโจทย์ดังกล่าว เมื่อเดือนพฤษภาคม Hybe ประกาศผนวกเทคโนโลยีเข้าไปในวิสัยทัศน์องค์กร ซึ่งรวมถึงการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้งาน โดยมีแอปพลิเคชันสำหรับแฟนคลับอย่าง Weverse เป็นหัวใจหลัก
การใช้ AI จะครอบคลุมทั้งงานแปลภาษา, การแนะนำคอนเทนต์ และการวิเคราะห์ข้อมูลแฟนคลับ ซึ่งอีระบุว่าเป้าหมายคือการสร้างโมเดลธุรกิจที่ยังทำกำไรได้ต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ศิลปินระดับท็อปไม่ได้มีผลงานเพลงออกมา พร้อมเดินหน้าลงทุนเพื่อลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและโปรโมตศิลปิน
อีกหนึ่งเรื่องที่ Hybe ต้องคลี่คลายคือความขัดแย้งกับ Ador ค่ายลูกที่ดูแลเกิร์ลกรุ๊ป NewJeans ซึ่งถือเป็นวงทำเงินอันดับ 2 รองจาก BTS โดยความขัดแย้งเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2024 และหลายฝ่ายเคยกังวลว่า NewJeans อาจแยกตัวออกจาก Hybe แต่ขณะนี้สถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลายลง
สัญญาณบวกปรากฏเมื่อวันพุธของสัปดาห์ก่อน (22 ก.ค.) เมื่อ Ador ปล่อยวิดีโอใหม่ที่มี NewJeans ร่วมแสดงเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี หลังวงต้องหยุดกิจกรรมไปในช่วงที่ความขัดแย้งรุนแรงที่สุด
ทว่าในวิดีโอดังกล่าวมีสมาชิกปรากฏตัวเพียง 4 คนจากทั้งหมด 5 คน โดยสมาชิกที่ขาดหายไปยังอยู่ระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นศาลกับ Hybe
ต้นตอของความขัดแย้งมาจากการที่ มินฮีจิน ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอของ Ador มีความเห็นไม่ตรงกับ Hybe ในการตัดสินใจทางธุรกิจ ก่อนบานปลายกลายเป็นคดีความ และสุดท้ายจบลงด้วยการยอมความ
มินลาออกจาก Ador เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 และก่อตั้งบริษัทบริหารศิลปินแห่งใหม่เมื่อเดือนตุลาคม 2025 โดยระหว่างการแถลงข่าวเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม เธอระบุว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะรู้สถานการณ์ของ NewJeans โดยตรง แต่ก็ขอให้ Hybe ดูแลพวกเธอให้ดี
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 วอนเท่ากับ 0.023 บาท ณ วันที่ 29 กรกฎาคม 2569
ภาพ : Hector Vivas – FIFA/FIFA via Getty Images
อ้างอิง:
The post คัมแบ็ก BTS ดัน Hybe พลิกกำไรหลังขาดทุน 3 ไตรมาสติด แต่นักลงทุนยังไม่มั่นใจ เพราะคำถามใหญ่คือจะอยู่อย่างไรเมื่อไม่มี BTS appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตลาดหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาคเอเชียเผชิญ […]
The post หุ้นเทคฯ เอเชียดิ่งยกแผง! SK Hynix นำทีมร่วง แม้กำไรพุ่ง 557% แต่ยังต่ำกว่าคาด นักวิเคราะห์ชี้ตลาดกำลังล้าง ‘ฟองสบู่’ AI appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตลาดหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาคเอเชียเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในวันนี้ (29 กรกฎาคม) ในทิศทางเดียวกันกับหุ้นชิปของสหรัฐฯ ในคืนก่อนหน้า โดยมีชนวนสำคัญมาจากผลประกอบการของหุ้นชิปความจำยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ อย่าง SK Hynix ที่แม้จะทำกำไรและรายได้เติบโตกว่า 500% แต่ตัวเลขยังไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความคาดหวังที่พุ่งสูงลิ่วของนักลงทุนในกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI)
SK Hynix รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 โดยมีรายได้พุ่งขึ้นถึง 257% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แแตะระดับ 79.32 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 1.83 ล้านล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานทะยานขึ้นเกือบ 557% แตะ 60.54 ล้านล้านวอน หรือราว 1.39 ล้านล้านบาท ส่งผลให้รายได้สะสมครึ่งปีแรกทะลุ 100 ล้านล้านวอนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์บริษัท สะท้อนถึงอุปสงค์ AI ที่แข็งแกร่งอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังคงพลาดเป้าเมื่อเทียบกับประมาณการ LSEG SmartEstimates ที่คาดการณ์รายได้ไว้ที่ 84 ล้านล้านวอน และกำไรจากการดำเนินงานที่ 64 ล้านล้านวอน ส่งผลให้ราคาหุ้น SK Hynix ดิ่งลงรุนแรงมากกว่า 10%
จอช กิลเบิร์ต นักวิเคราะห์อาวุโสจาก eToro ชี้ว่า อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ของ SK Hynix ที่สูงถึง 83% แสดงให้เห็นว่าบริษัทยังคงมีอำนาจในการกำหนดราคาที่แข็งแกร่ง “สภาวะแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในตลาดที่อุปสงค์แห้งเหือด แต่มันเกิดขึ้นในตลาดที่ลูกค้ากำลังแย่งชิงอุปทานกันอย่างหนัก”
SK Hynix ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปความจำให้แก่มหาอำนาจเทคโนโลยีรวมถึง Nvidia ผ่านดีลระยะยาวมูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ เปิดเผยว่า ได้เริ่มจัดส่งชิป HBM4 ล็อตใหญ่ในไตรมาส 2 เพื่อเร่งการผลิตในครึ่งปีหลัง และได้ส่งมอบตัวอย่าง HBM4E ไปแล้วในครึ่งปีแรก พร้อมวางแผนงบลงทุน (CapEx) ปีนี้ในระดับเกือบ 50 ล้านล้านวอน
ความผิดหวังจาก SK Hynix ได้ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังหุ้นเทคโนโลยีทั่วภูมิภาคเอเชีย อย่างในเกาหลีใต้ หุ้น Samsung Electronics ร่วงลงมากกว่า 4%, LG Innotek ดิ่งลง 9% และ Seoul Semiconductor ลดลงกว่า 6%
ในญี่ปุ่น หุ้น Kioxia ผู้ผลิตชิปความจำร่วงลง 10%, Tokyo Electron ลดลง 8.5% ขณะที่ SoftBank Group ซึ่งเป็นตัวแทนการลงทุน AI หลักผ่านการถือหุ้นใน Arm ร่วงลงไปมากกว่า 7%
ในไต้หวัน หุ้น TSMC ผู้ผลิตชิปสัญญาจ้างรายใหญ่ที่สุดของโลก ปรับตัวลดลง 1.32%
ในจีน ดัชนี ChiNext 300 ปรับตัวลง 1.83% ส่วนดัชนี Hang Seng China Semiconductor Chips ดิ่งลงมากกว่า 5%
ส่วนในไทยวันนี้เป็นวันหยุดทำการของตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ราคาหุ้น DELTA ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม AI ก็ปรับตัวลง 7.17% ทำให้ราคาหุ้นย่อตัวลงมาแล้วกว่า 23% ใน 1 เดือนที่ผ่านมา
ส่วนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในคืนก่อนหน้า หุ้นชิปเผชิญแรงเทขายถ้วนหน้า โดย Intel ร่วงเกือบ 6%, AMD ลดลง 8%, Micron และ Seagate ลดลงกว่า 8%, Western Digital ร่วงเกือบ 7% และ Sandisk ดิ่งลงถึง 14% ขณะที่หุ้น Nvidia ดิ่งลงในช่วงเปิดตลาดก่อนจะประคองตัวกลับมาปิดเสมอตัว
อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มอินเทอร์เน็ตของจีนที่จดทะเบียนในฮ่องกงกลับสามารถสวนทางตลาดภาพรวมได้ โดย Tencent บวก 3.6%, Meituan บวก 2.7% รวมถึง Alibaba, Baidu และ Kuaishou ต่างปิดในแดนบวก
คีรอน ปูน ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนหุ้นเอเชียจาก Aberdeen Investments ระบุว่า ความอ่อนแอของหุ้นชิปเอเชียเกิดจาก “กระบวนการลดเลเวอเรจ (Deleveraging) ในเกาหลีใต้ และบรรยากาศการลงทุนที่อ่อนตัวลงต่อหุ้นเทคโนโลยีโลก” แต่ยืนยันว่าความผันผวนนี้ไม่ได้เปลี่ยนมุมมองเชิงบวกในระยะยาว พร้อมมองว่าการปรับฐานช่วยให้ราคาหุ้นย้อนกลับมาอยู่ในระดับที่ดึงดูดใจ และเปิดโอกาสให้เข้าซื้อธุรกิจคุณภาพสูงในราคาที่สมเหตุสมผล
ขณะที่ เดวิด ไรเดล ผู้ก่อตั้ง Riedel Research Group ให้ความเห็นกับ CNBC ว่า การร่วงลงของหุ้นชิป AI เป็นเพียงการที่นักลงทุน “ระบายความร้อนและฟองสบู่ส่วนเกินในตลาด AI ออกมาบางส่วน” แม้ความกังวลเรื่องการระดมทุน AI และการแข่งขันจากจีนจะกดดันตลาด แต่เขายืนยันว่าโครงสร้างตลาดยังคงแข็งแกร่ง และผู้ผลิตชิปความจำจะยังคงไปได้สวย เพียงแต่ต้องยอมคืนกำไรที่เคยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วออกมาก่อนเท่านั้น
อ้างอิง:
The post หุ้นเทคฯ เอเชียดิ่งยกแผง! SK Hynix นำทีมร่วง แม้กำไรพุ่ง 557% แต่ยังต่ำกว่าคาด นักวิเคราะห์ชี้ตลาดกำลังล้าง ‘ฟองสบู่’ AI appeared first on THE STANDARD.
]]>
บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) หรือ TSD ยืนยั […]
The post TSD ยันหลักทรัพย์ยังปลอดภัยแม้ข้อมูลรั่วไหล 2 แสนบัญชี เตรียมย้ายระบบขึ้นแอป wiset เพิ่มความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.
]]>
บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) หรือ TSD ยืนยันว่า ยังไม่พบความเสียหายต่อหลักทรัพย์ แม้จะมี TSD ข้อมูลรั่วไหล จากระบบ TSD Investor Portal จำนวน 200,000 บัญชี จากทั้งหมด 5 ล้านบัญชี โดยข้อมูลที่หลุดไปไม่สามารถนำไปทำธุรกรรมได้ เนื่องจากเป็นการถูกแฮกเพียงระบบหน้าบ้านเท่านั้น ไม่กระทบระบบหลังบ้านที่เก็บข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์ TSD ได้ส่งอีเมลแจ้งเตือนผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบแล้ว และเตรียมย้ายระบบ Investor Portal ไปยังแอปพลิเคชัน wiset เพื่อเพิ่มความปลอดภัย
วันนี้ (28 ก.ค. 2569) บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) หรือ TSD อัปเดตความคืบหน้ากรณีระบบ TSD Investor Portal ถูกโจมตีทางไซเบอร์ ทำให้ข้อมูลผู้ใช้งานบางส่วนรั่วไหล จึงส่ง อีเมล แจ้งเตือนผู้ใช้งาน ให้ระวังการให้ข้อมูลส่วนตัวแก่เบอร์โทรศัพท์หรือคลิกลิงก์ที่ไม่ทราบที่มาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
พิชยา ชมชัยยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากช่องโหว่โค้ดในส่วนของโปรไฟล์ผู้ใช้งาน (User Profile) เท่านั้น ไม่ได้กระทบกับระบบหลังบ้านที่ใช้เก็บข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์ และช่องโหว่ที่เกิดขึ้นมาจากส่วนของระบบ เว็บไซต์ TSD Investor Portal ซึ่งเป็นคนละระบบกับบริการ TSD e-Service บนแอปพลิเคชัน wiset
โดยในช่วงเย็นของวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา ฝ่ายไอทีได้แจ้งเตือนความผิดปกติ และดำเนินการเข้าตรวจสอบระบบจนถึงเช้าวันที่ 26 กรกฎาคม จึงพบว่ามีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานบางส่วน ต่อมาได้ดำเนินการส่ง ข้อความ แจ้งเตือนผู้ที่ได้รับผลกระทบทันที
โดยข้อมูลส่วนตัวที่รั่วไหล ประกอบด้วย
ปัจจุบันมีบัญชีที่ได้รับผลกระทบข้อมูลหลุดจำนวน 200,000 บัญชี จากบัญชีทั้งหมด
5 ล้านบัญชี อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานความเสียหายเกิดขึ้น เนื่องจากข้อมูลที่หลุดไปนั้น ไม่สามารถนำไปทำธุรกรรมใดๆ ได้ ทั้งนี้ในอนาคตหากมีความเสียหายเกิดขึ้น TSD จะพิจารณา ข้อเท็จจริง และดำเนินการดูแลผู้เสียหายอย่างเหมาะสม
สำหรับแนวทางยกระดับความปลอดภัยระบบ TSD Investor Portal ถิรพันธุ์ สรรพกิจ ในฐานะ IT ที่ดูแลระบบ TSD กล่าวว่า หลังตรวจพบความผิดปกติในระบบ TSD ได้ดำเนินการแก้ไขโค้ดในส่วนที่มีปัญหาโดยทันที และได้นำเทคโนโลยี AI มาช่วย สแกนโค้ดทั้งหมดของระบบเพื่อตรวจหาความเสี่ยงเพิ่มเติม หลังจากนี้จะมีการปรับปรุง ระบบยืนยันตัวตนให้มีความเข้มข้นขึ้น และจ้างผู้เชี่ยวชาญมาทดสอบการเจาะระบบ (Penetration test) เพื่อค้นหาความเสี่ยงที่อาจซ่อนอยู่
นอกจากนี้ในอนาคตจะมีการย้ายระบบ TSD Investor Portal ซึ่งให้บริการในรูปแบบ เว็บไซต์มานานกว่า 5 ปี ไปให้บริการบนแอปพลิเคชัน wiset ซึ่งมี เทคโนโลยี ที่ทันสมัยและรัดกุมกว่า
แนวทางการตรวจสอบว่าข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลหรือไม่ พิชยา กล่าวว่า เบื้องต้นหลังเกิดเหตุ TSD ได้ส่งอีเมลและ SMS แจ้งเตือนไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงแล้ว หากได้รับข้อความจาก TSD แสดงว่าบุคคลนั้นคือผู้ที่ได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้ TSD ได้ประสานความร่วมมือไปยังโบรกเกอร์และธนาคาร ในฐานะตัวกลางเชื่อมโยง ข้อมูลหลักทรัพย์ ส่ง SMS และอีเมลแจ้งเตือนไปยังลูกค้า ทั้งลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ และลูกค้าทั่วไป โดยจะไม่มีการแนบลิงก์ใดๆ ให้กดเด็ดขาด หากมีข้อความแนบลิงก์ อ้างว่ามาจาก TSD ขอให้ระมัดระวังว่าเป็นมิจฉาชีพ
ด้าน พ.ต.ท. พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ กองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ตอท) เปิดเผย ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแกะรอยคนร้าย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการสืบสวน ยังไม่สามารถระบุได้ว่า การโจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นมาจากในประเทศหรือต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม อยากขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และมีสติระมัดระวัง มิจฉาชีพที่อาจอาศัยจังหวะช่วงที่เกิดปัญหา สร้างเรื่องหลอกลวงเพิ่มเติม จากข้อมูลที่หลุดไป โดยแอบอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่
สำหรับประชาชนที่ได้รับข้อความแจ้งเตือนว่าข้อมูลส่วนตัวหลุด ยังไม่จำเป็น ต้องรีบไปแจ้งความ หากยังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น แต่หากพบความผิดปกติ หรือได้รับความเสียหายตามลักษณะต่อไปนี้ ให้รีบติดต่อสถาบันทางการเงิน ที่เกี่ยวข้องเพื่อระงับเหตุทันที หลังจากระงับเหตุแล้ว จึงค่อยเดินทางไปแจ้งความ กับพนักงานสอบสวน หรือสามารถโทรศัพท์ติดต่อศูนย์ AOC ที่เบอร์ 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
The post TSD ยันหลักทรัพย์ยังปลอดภัยแม้ข้อมูลรั่วไหล 2 แสนบัญชี เตรียมย้ายระบบขึ้นแอป wiset เพิ่มความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.
]]>
CXMT ค่ายชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่ของจีน สร้างแรงสะเทือนท […]
The post CXMT ยักษ์ชิปจีนสร้างประวัติศาสตร์ IPO ไอพีโอพุ่ง 472% วันแรก มาร์เก็ตแคปทะลุ 3.3 ล้านล้านหยวน appeared first on THE STANDARD.
]]>
CXMT ค่ายชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่ของจีน สร้างแรงสะเทือนทั่วตลาดการเงินโลก หลังนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาด Shanghai STAR Market พุ่งทะยานถึง 472% หนุนมูลค่าบริษัทแตะ 3.3 ล้านล้านหยวน หลังระดมทุนใน IPO ใหญ่ที่สุดแห่งปีของเอเชีย สะท้อนแรงหนุนมหาศาลจากทั้งนักลงทุนรายย่อยและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเทคโนโลยีของปักกิ่ง
ราคาหุ้นของ CXMT Corp. (ChangXin Memory Technologies) ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่ของจีน เปิดการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (STAR Market) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ด้วยการพุ่งขึ้นทันทีถึง 472% ส่งผลให้บริษัทขึ้นแท่นเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดหุ้นจีน onshore ทันที
ความร้อนแรงในการลงสนามวันแรก เกิดขึ้นหลังจากที่ CXMT สามารถระดมทุนจากการทำ IPO ได้สูงถึง 6.66 แสนล้านหยวน (ราว 9,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งนับเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นจีน เป็นรองเพียงการเสนอขายหุ้นมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ของ Agricultural Bank of China เมื่อปี 2010 เท่านั้น
ราคาหุ้น IPO ของ CXMT ที่กำหนดไว้ที่ 8.66 หยวน ทะยานขึ้นไปแตะระดับ 49.50 หยวน ณ ราคาเปิด ส่งผลให้มูลค่าบริษัท (Market Capitalization) พุ่งขึ้นสู่ระดับ 3.3 ล้านล้านหยวน
CXMT ถือเป็น ‘แชมป์เทคโนโลยีแห่งชาติ’ และเป็นผู้ผลิตชิป DRAM (Dynamic Random-Access Memory) รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก โดยมีส่วนแบ่งในตลาด DRAM โลกอยู่ที่ 7.67% ณ ไตรมาส 4 ของปี 2025
ชิปชนิดนี้คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุปกรณ์ตั้งแต่สมาร์ทโฟน ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ประมวลผล AI ขนาดใหญ่
การเติบโตอย่างรวดเร็วของ CXMT กลายเป็นความหวังสูงสุดของรัฐบาลจีนในการลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์ต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่ม High-Bandwidth Memory (HBM) ซึ่งเป็นชิปหน่วยความจำขั้นสูงที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับศูนย์ข้อมูล AI
เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทระบุว่าจะนำไปใช้ในการขยายกำลังการผลิต Memory Wafer แบบมวลชน (Mass Production) รวมถึงการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีให้ทัดเทียมคู่แข่งระดับโลกอย่าง Samsung Electronics, SK Hynix และ Micron Technology
มุมมองเชิงบวกที่มีต่อหุ้น CXMT นั้น สะท้อนผ่านยอดจองซื้อของนักลงทุนรายย่อยที่เกินจำนวนเสนอขาย (Oversubscribed) สูงถึง 212 เท่า โดยมีคำสั่งซื้อจากนักลงทุนบุคคลรวมกันกว่า 9.4 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7.07 ล้านล้านหยวน ซึ่งมากกว่ายอดคำสั่งซื้อของนักลงทุนรายย่อยใน IPO ประวัติศาสตร์ของ SpaceX ถึงประมาณ 10 เท่า
นอกจากนี้ การกำหนดราคา IPO และจำนวนหุ้นของ CXMT ที่ลงท้ายด้วยเลข 6 และเลข 8 ซึ่งเป็นเลขมงคลตามความเชื่อของจีนที่สื่อถึงความมั่งคั่งและความราบรื่น ยังสะท้อนถึงความตั้งใจและความสำคัญของดีลนี้ ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความทะเยอทะยานด้านเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศจีน
ผลการดำเนินงานของ CXMT เติบโตอย่างก้าวกระโดดตามรอบการฟื้นตัวและราคาชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้น โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 บริษัทพลิกกลับมากำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 3.54 หมื่นล้านหยวน จากที่เคยขาดทุน 2.83 พันล้านหยวนในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีรายงานข่าวลือหนาหูว่า Apple ได้เริ่มทดสอบนำชิป DRAM ของ CXMT ไปใช้งานในอุปกรณ์ที่วางจำหน่ายภายในประเทศจีนแล้ว ซึ่งยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
นักวิเคราะห์จาก Huaxi Securities มองข้ามช็อต โดยประเมินว่ามูลค่าตลาดของ CXMT อาจเติบโตไปถึง 5 ล้านล้านหยวน โดยคาดการณ์ว่ารายได้ของบริษัทจะโตเกินสองเท่าแตะ 5.72 แสนล้านหยวนภายในปี 2028 ขณะที่กำไรสุทธิอาจสูงถึง 2.9 แสนล้านหยวน
แม้ว่าการเข้าตลาดของหุ้นขนาดใหญ่ในอดีตของจีน มักจะตามมาด้วยแรงเทขายในภาพรวมของตลาด แต่บรรดานักลงทุนรายใหญ่และผู้จัดการกองทุนยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ CXMT ในระยะยาว
“ไม่เหมือนกับ Mega IPO หลายๆ ตัวในอดีต CXMT ยังไม่ได้โตจนชนเพดาน ทั้งในแง่ของเทคโนโลยีหรือส่วนแบ่งทางการตลาด บริษัทนี้ยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมหาศาล” เซิง จี๋ฉิง (Zeng Jiqing) ผู้จัดการกองทุนจาก Beijing Nuohua Investment Management กล่าว
ความสำเร็จในการเข้าตลาดของ CXMT ยังถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกที่อาจช่วยจุดชนวนความคึกคักให้กับบริษัทเทคโนโลยีจีนรายอื่นๆ ที่รอคิวเข้า IPO ไม่ว่าจะเป็น YMTC (Yangtze Memory Technologies) ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ NAND, Kunlunxin บริษัทออกแบบชิปของ Baidu รวมถึงสตาร์ทอัพ AI ร้อนแรงอย่าง DeepSeek ที่มีข่าวลือว่าอาจยื่นจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นภายในปีนี้เช่นกัน
ภาพ: NurPhoto / Contributor / Getty Images
อ้างอิง:
The post CXMT ยักษ์ชิปจีนสร้างประวัติศาสตร์ IPO ไอพีโอพุ่ง 472% วันแรก มาร์เก็ตแคปทะลุ 3.3 ล้านล้านหยวน appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากรายงานปริศนาถือหุ้น TRUE เกิน 7% สู่บทสรุปทางกฎหมาย […]
The post ก.ล.ต. กล่าวโทษ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ต่อ บก.ปอศ. ปมส่งรายงานถือหุ้นเท็จ 11 ฉบับ appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากรายงานปริศนาถือหุ้น TRUE เกิน 7% สู่บทสรุปทางกฎหมาย ก.ล.ต. ยืนยันรายงานของ นางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ไม่มีธุรกรรมจริง ชี้นำส่งเอกสารเท็จรวม 11 ฉบับ เข้าข่ายส่งเอกสารเท็จตามมาตรา 302/1 พร้อมส่งไม้ต่อกระบวนการอาญาให้ บก.ปอศ.
หลังจากปมรายงานการได้มาซึ่งหุ้นในชื่อบุคคลธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จัก กลายเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อตลาดทุนไทยมาตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เดินหน้าสู่บทสรุปทางกฎหมาย ด้วยการ กล่าวโทษ นางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.)
ความผิดที่ถูกกล่าวโทษคือ การนำส่งรายงานการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของกรรมการ ผู้บริหาร ผู้สอบบัญชี ผู้ทำแผน และผู้บริหารแผน (แบบ 59) และรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งเป็นการนำส่งเอกสารที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จ เข้าข่ายฝ่าฝืนและต้องระวางโทษตาม มาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่า นางสาวสุภาพรได้นำส่งเอกสารเท็จรวม 11 ฉบับ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
แบบ 59 รวม 4 ฉบับ ครอบคลุมหุ้นบริษัทจดทะเบียน 4 แห่ง นำส่งระหว่างวันที่ 27–28 มิถุนายน 2569 และ แบบ 246-2 รวม 7 ฉบับ ครอบคลุมหลักทรัพย์บริษัทจดทะเบียน 6 แห่ง นำส่งระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม 2569
ก.ล.ต. ระบุชัดว่า นางสาวสุภาพร ไม่ได้มีการถือหลักทรัพย์ หรือมีการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ ของบริษัทจดทะเบียนตามที่แสดงในแบบ 59 และแบบ 246-2 แต่อย่างใด กล่าวคือ ทั้ง 11 รายการเป็นการรายงานธุรกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. ระบุว่า การดำเนินการของ ก.ล.ต. เป็นไปตามลำดับขั้น และให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เผยแพร่เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยแจ้งสถานะในแบบ 246-2 ให้ทราบทันทีที่พบความผิดปกติ ควบคู่กับการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุมก่อนนำข้อมูลออกจากระบบ
จากนั้นในวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. ได้ดำเนินการร่วมกับ บก.ปอศ. ในการยืนยันตัวตนและเชิญผู้รายงานมาให้ถ้อยคำ ตามกระบวนการให้สิทธิในการชี้แจงที่ต้องเป็นไปตามหลักการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม (Due Process of Law) พร้อมทั้งรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการเพิ่มเติม เพื่อนำมาศึกษาร่วมกับผู้เกี่ยวข้องในการป้องกันและป้องปรามเหตุการณ์ลักษณะนี้ต่อไป
ก.ล.ต. ระบุว่า ภายหลังการกล่าวโทษ กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาลำดับต่อไปจะเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรมตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่
ก.ล.ต. ชี้แจงว่าที่ผ่านมาได้ตรวจสอบการรายงานข้อมูลในแบบ 59 และแบบ 246-2 กรณีนี้อย่างใกล้ชิด และดำเนินการทันทีที่พบความผิดปกติ ตามลำดับขั้นดังนี้
เริ่มจากการนำข้อมูลในแบบ 59 ออกจากระบบ เมื่อตรวจพบว่านางสาวสุภาพรไม่ได้เป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงาน จากนั้นในวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ได้ระบุสถานะในแบบ 246-2 เป็น ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ เพื่อแจ้งเตือนผู้ลงทุน
ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. เปลี่ยนสถานะเป็นอยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง ควบคู่กับการเร่งตรวจสอบเชิงลึก เนื่องจากข้อมูลมีความไม่สอดคล้อง และเมื่อตรวจพบความไม่ถูกต้องประกอบกับได้รับการยืนยันจากผู้เกี่ยวข้อง จึงได้นำข้อมูลออกจากระบบเผยแพร่ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569
The post ก.ล.ต. กล่าวโทษ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ต่อ บก.ปอศ. ปมส่งรายงานถือหุ้นเท็จ 11 ฉบับ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ค่าเงินบาทของไทยปรับตัวอ่อนค่า […]
The post เจาะลึก ‘เงินบาทอ่อนค่า’ หนักสุดในภูมิภาค! พร้อมเปิด 3 ปัจจัยกดดัน พร้อมประเมินแนวโน้มระยะสั้น-ยาว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ค่าเงินบาทของไทยปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าหนักที่สุดในภูมิภาคเมื่อนับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่มีสถานการณ์สงคราม อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้
วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ได้ให้สัมภาษณ์ผ่าน รายการ Morning Wealth เพื่อเจาะลึกถึง 3 ปัจจัยหลักที่กำลังกดดันค่าเงินบาท พร้อมประเมินทิศทางในระยะสั้นและระยะยาวไว้ดังนี้
เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทรุนแรงกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค นอกจากนี้ สัดส่วนการนำเข้าที่สูงกว่าการส่งออก ยังทำให้ดุลการค้าของไทยขาดดุล ซึ่งเป็นแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก
ท่าทีดังกล่าวได้เปิดช่องว่างให้นักลงทุนต่างชาติมองว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงได้อีก ประกอบกับเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคที่เริ่มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยกันแล้ว ประเทศไทยกลับมีแนวโน้มที่จะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ทำให้ปัจจุบันไทยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในภูมิภาค ยิ่งเป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน เงินที่ไหลเข้าตลาดหุ้นส่วนใหญ่ก็มักจะมีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedged) ไว้แล้ว จึงไม่ได้ช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นแต่อย่างใด
นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Global Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ที่สูงขึ้นตามแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าและกดดันเงินบาท สถานการณ์ดอกเบี้ยไทยที่ต่ำสุดในภูมิภาคยังดึงดูดให้นักลงทุนทำกลยุทธ์ Carry Trade โดยการกู้ยืมเงินบาทที่มีต้นทุนต่ำ เพื่อนำไปลงทุนในกลุ่มประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ละตินอเมริกา หรือประเทศในกลุ่ม EM เอเชีย ซึ่งยิ่งสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก
สำหรับแนวโน้มในระยะสั้น วชิรวัฒน์ มองว่าแรงกดดันด้านอ่อนค่าจะยังคงครอบงำตลาด (Dominate) โดยเฉพาะจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อ หากการโจมตีในทะเลแดงทำให้ซัพพลายน้ำมันหายไป 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือรุนแรงจนหายไป 8-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน อาจดันราคาน้ำมันดิบโลกขึ้นอีก 15-25 ดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้เงินบาทมีโอกาสทะลุแนวต้าน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ไม่ยาก โดยประเมินกรอบระยะสั้นไว้ที่ 33.75 – 34.50 บาทต่อดอลลาร์
ส่วนในระยะกลางถึงยาว เงินบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าได้ โดยขึ้นอยู่กับ 2 เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่
ภาพ: k-mookpan / Shutterstock
The post เจาะลึก ‘เงินบาทอ่อนค่า’ หนักสุดในภูมิภาค! พร้อมเปิด 3 ปัจจัยกดดัน พร้อมประเมินแนวโน้มระยะสั้น-ยาว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บลจ. กรุง […]
The post บลจ.กรุงศรี มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2569 โตต่อเนื่อง รับส่งออกและต่างชาติลงทุน AI ดัน SET ลุ้นแตะ 1,700 จุด แนะซื้อหุ้นเทคจีน รับฟันด์โฟลว์ หุ้นชิปปรับฐาน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บลจ. กรุงศรี เปิดเผยมุมมองเศรษฐกิจไทย ครึ่งปีหลัง 2569 โดยเศรษฐกิจไทยจะยังได้รับแรงหนุนจากการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชนต่อเนื่อง สะท้อนจากช่วงครึ่งแรกของปี ที่มูลค่าการส่งออกเดือนมกราคม-มิถุนายน เติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 17% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น แผงวงจรพิมพ์ (PCB), ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD)
โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ที่สุดของโลกเป็นรองเพียงไต้หวัน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ บลจ. กรุงศรี มองว่าเศรษฐกิจไทยจะได้ประโยชน์ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าจากการเข้ามาลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ และซัพพลายเชน AI
สอดคล้องกับข้อมูลของ BOI ที่รายงานว่าในช่วงไตรมาส 1/2569 ประเทศไทยมีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 1.02 ล้านล้านบาท เติบโตมากถึง 142% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ และซัพพลายเชน AI แบ่งเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย BCG, EV, Smart Electronics, Digital, Creative รวมมูลค่า 0.94 ล้านล้านบาท และเป็นเงินลงทุนในโครงการใหม่มูลค่า 0.94 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และราคาน้ำมันที่ปรับลดลง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลาง หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และอัตราเงินเฟ้อที่อาจปรับขึ้นแตะระดับ 3-4% จากฐานที่ต่ำในปีก่อน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคภายในประเทศ
บลจ. กรุงศรี ยังคงมุมมองการลงทุนในตราสารหนี้ที่ระดับ “Neutral” โดยมองว่าโอกาส การปรับลดอัตราดอกเบี้ยมีจำกัด ขณะที่ระดับอัตราผลตอบแทนในปัจจุบันยังน่าสนใจ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังส่งสัญญาณแข็งแกร่ง ส่งผลให้ความกังวลด้านเงินเฟ้อ ยังคงมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
ตลาดจึงให้น้ำหนักว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในสิ้นปี 2569 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่า จะยังคงอัตราดอกเบี้ย นโยบายไว้ที่ 1% และยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่า GDP จะเติบโตที่ระดับศักยภาพ
ฑลิต โชคทิพย์พัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนตราสารทุน ประเมินว่า ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ตลาดหุ้นไทยจะเติบโตแต่ไม่หวือหวา โดย บลจ. กรุงศรี ให้เป้าหมาย SET ไว้ที่ 1,620 จุด กรณีฐาน แต่ปัจจุบันดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,630-1,650 จุด ในระยะข้างหน้า Best Case มีโอกาสปรับขึ้นเป็น 1,700 จุด และมีประมาณการกำไรต่อหุ้น (SET EPS) ปี 2569 อยู่ที่ 97.4 บาทต่อหุ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แนวโน้มเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่องและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มผ่อนคลาย

ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยยังได้รับความสนใจในฐานะ safe haven หลบความผันผวน และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูงที่ 5-7% โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มแบงก์ ที่แม้ราคาจะปรับขึ้นมาเยอะแล้ว แต่ยังให้เงินปันผลที่ระดับ 6-7% สะท้อนว่าบริษัทจดทะเบียนไทยมีงบดุลที่แข็งแกร่ง และหันมาใช้กลยุทธ์ซื้อหุ้นคืน (Stock Buyback) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น
ประกอบกับรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ วางแผนดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว มากกว่าระยะสั้น ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน ทำให้ปีนี้นักลงทุนต่างชาติ กลับมาซื้อสุทธิครั้งแรกในรอบหลายปี สวนทางกับนักลงทุนสถาบัน ที่ทยอยขายทำกำไรอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรก รวมมูลค่าประมาณ 60,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ประมาณการกำไรต่อหุ้นยังถูกปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีปรับขึ้นมาแล้ว 13% มาอยู่ที่ 96.87 ในปัจจุบัน โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จากสงครามตะวันออกกลาง การคลายตั้งสำรองของบริษัท และ ความคาดหวัง ของตลาดที่ต่ำ จากบรรยากาศตลาดหุ้นไทยที่ซบเซาต่อเนื่องหลายปี
แตกต่างกับแนวโน้มในอดีต ซึ่งปกติแล้วในช่วงต้นปี ตลาดมักจะตั้งความคาดหวัง ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนไว้สูง แต่หลังจากนั้นจะค่อยๆปรับลดประมาณการลงมาเรื่อยๆ

ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แม้จะมีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ย แต่ บลจ. กรุงศรี มองว่าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น ยังมีแนวโน้ม สร้างผลตอบแทนได้ดี จากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ทั้งนี้ยังลงทุนสินทรัพย์ในธีม AI ต่อไปได้
ข้อมูลล่าสุดในเดือนมิถุนายน พบว่า ความต้องการชิ้นส่วนในซัพพลายเชน AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2570 ท่ามกลางอุปทานที่ยังตึงตัว ทำให้บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน มีอำนาจกำหนดราคาขายในตลาด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนมาร์จิ้นให้ปรับเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ การลงทุนหุ้นต่างประเทศในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังต้องเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
เพิ่มเสถียรภาพพอร์ต ด้วยการเลือกลงทุนบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง กระแสเงินสดมั่นคง และทำกำไรต่อเนื่อง ขณะที่หุ้นปันผลช่วยเพิ่มผลตอบแทนในภาวะที่ตลาดผันผวน คว้าโอกาสการเติบโตตามกระแสโลก โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงให้พอร์ต
AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่ช่วงการพิสูจน์ ว่าสามารถสร้างรายได้และกำไรได้จริงแค่ไหน โดยหุ้นกลุ่มที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ ครอบคลุมซัพพลายเชนตั้งแต่แพลตฟอร์ม AI เซมิคอนดักเตอร์ คลาวด์ ไปจนถึง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
แม้หุ้นกลุ่มนี้จะมีศักยภาพสร้างการเติบโตให้พอร์ตในระยะยาว แต่ก็พ่วงมาด้วย ความผันผวน และความเสี่ยงเรื่องมูลค่าที่ยังสูงเกินพื้นฐาน แนะนำให้ลงทุนในกองทุน Global Tech และ Chinese Tech
ปัจจุบันจีนมีความโดดเด่นด้านการผลิตหุ่นยนต์ (Robotics) เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา จีนมีการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมเกือบทั้งซัพพลายเชน ทั้งชิปประมวลผล พลังงาน ระบบระบายความร้อน และแบตเตอรี่
ทำให้จีนสามารถผลิตหุ่นยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม โดยผลิตได้จำนวนมากกว่าและมีราคาถูกกว่าคู่แข่งอย่างสหรัฐฯ
ในส่วนของซอฟต์แวร์ ล่าสุด Moonshot AI ได้เปิดตัวโมเดล Kiwi K3 ซึ่งได้สร้าง แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้บริษัท AI เจ้าใหญ่ในสหรัฐฯ โดยทำคะแนนทดสอบ และการใช้งานจริงสูสีกับโมเดล AI ระดับท็อปอย่าง Fable5 ของ Claude และ GPT 5.6 Sol ของ ChatGPT ในราคาที่ถูกกว่า สะท้อนว่าหุ้นเทคโนโลยีจีนมี Upside สูงมาก แต่มูลค่ายังถูกกว่าสหรัฐฯ อยู่มาก
นอกจากนี้ หุ้นเทคโนโลยีจีนและฮ่องกงมักได้อานิสงส์จากกระแสเงินทุนที่ย้ายออกจากสหรัฐฯ เมื่อมีการขายทำกำไรหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
สุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (บลจ. กรุงศรี) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมีทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) อยู่ที่ 691,000 ล้านบาท
โดยกองทุนรวมยังคงเป็นธุรกิจหลักของบริษัทและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของอุตสาหกรรม (ข้อมูล ณ มิ.ย. 69) และในช่วงครึ่งปีแรก บลจ.กรุงศรี ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมมือกับ บริษัทจัดการสินทรัพย์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Invesco เปิดตัว 3 กองทุนใหม่ ได้แก่
KF-GEI ที่มีขนาดกองทุน 1,398 ล้านบาท กองทุน KF-SP500M และ กองทุน KF-SP500MFX ซึ่งมีขนาดกองทุนรวม 1,352 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นหนึ่งในผู้นำด้านกองทุนสกุลเงินตราต่างประเทศที่ครอบคลุมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และธีมการลงทุนศักยภาพด้วยขนาดกองทุนรวมกันกว่า 1.39 พันล้านบาท
ทั้งนี้ในช่วงครึ่งปีหลัง บลจ. กรุงศรียังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง คาดว่า AUM ทั้งปี 2569 จะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่ 720,000 ล้านบาท
ภาพ: Who is Danny / Shutterstock/
The post บลจ.กรุงศรี มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2569 โตต่อเนื่อง รับส่งออกและต่างชาติลงทุน AI ดัน SET ลุ้นแตะ 1,700 จุด แนะซื้อหุ้นเทคจีน รับฟันด์โฟลว์ หุ้นชิปปรับฐาน appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลัก […]
The post ‘สกลกรย์’ ยืดอกรับทำผิดคนเดียว! ปมปิดข่าว Bitkub ถูกแฮกหวังป้องลูกค้า-พนักงานตกงาน ย้ำ ก.ล.ต. เพิ่งเข้าตรวจ เมื่อปี 68 appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษ Bitkub ผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ของไทย พร้อมอดีตกรรมการอีก 2 ราย ต่อ บก.ปอศ. ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อหน่วยงานกำกับดูแล หลังตรวจสอบพบว่าบริษัทไม่ได้รายงานผลกระทบจากเหตุโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าราว 1,700 ล้านบาท เมื่อปี 2564 ด้าน Bitkub ยืนยันว่าทรัพย์สินของลูกค้าปลอดภัยครบถ้วน และชี้แจงว่าการตัดสินใจไม่เปิดเผยข้อมูลในเวลานั้นมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการแห่ถอนสินทรัพย์
ล่าสุด สกลกรย์ สระกวี หรือ ต้น อดีตกรรมการ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub Exchange) ได้แถลงการณ์ผ่านคลิป เพื่อชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างละเอียดครบถ้วนทุกประเด็น
สกลกรย์ ได้ออกมาเปิดใจ ระบุ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 โดยยอมรับว่าในเวลานั้นศูนย์ซื้อขายถูกโจรไซเบอร์แฮกเหรียญไปจริงๆ แม้ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของบริษัทจะดีและเป็นไปตามมาตรฐานที่แจ้งต่อ ก.ล.ต. ก็ตาม ซึ่งนับจากวันนั้นกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท (Co-founder) ทุกคนได้ตัดสินใจใช้เงินส่วนตัวเพื่อซื้อเหรียญคืนให้กับลูกค้าครบถ้วนทั้งหมดตั้งแต่ในปี 2564 แล้ว
“เหตุการณ์ ณ เวลานั้น จริงๆ ก็คือ Bitkub Exchange ถูกแฮกเหรียญจริงๆ ครับ มันเป็นการถูกแฮกเหรียญโดยโจรไซเบอร์ เป็นเรื่องที่เกิดเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แล้ว Co-founder ทุกคนตัดสินใจใช้เงินส่วนตัวในการซื้อเหรียญฯ นำมาคืนลูกค้าครบทั้งหมดแล้วตั้งแต่ในปีนั้นเลย”
สกลกรย์ อธิบายว่า ทางเลือกที่ง่ายที่สุดในวันนั้นคือการเปิดเผยข้อมูลให้ทุกคนทราบทันที เพราะบริษัทและผู้ร่วมก่อตั้งไม่ได้ทำผิดและไม่ต้องรับความเสี่ยงใดๆ จากการกระทำของตนเอง แต่ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจสูงสุด เขาเป็นคนตัดสินใจปกปิดเหตุการณ์นี้จากทั้ง ก.ล.ต. และสาธารณชน เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบอย่างรุนแรงที่จะตามมาทันที หากเปิดเผยความจริง ลูกค้าที่ถูกขโมยเหรียญจะตื่นตระหนกและเกิดการแห่ถอนหรือเทขายเหรียญจนทำให้ราคาดิ่งลงอย่างหนัก
สมมติจากราคา 1 ล้านบาท อาจลดลงเหลือเพียง 200,000 บาท ซึ่งความโกลาหลนี้เรียกว่าวิกฤต Bank Run หากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ลูกค้านับแสนคนจะได้รับความเสียหาย พนักงานหลายร้อยชีวิตต้องตกงาน ท้ายที่สุดจะมีแต่ผู้สูญเสีย และจะไม่มี Bitkub Exchange อยู่ในวันนี้ การยื้อเวลาจึงเป็นทางเลือกที่ยากกว่าที่เขาต้องทำเพื่อหาทางช่วยลูกค้าและปกป้องทุกคนจากความเสียหาย
“ถ้าหากว่ามันเกิดเหตุการณ์ว่าเราเปิดเผยข้อมูลแล้วเนี่ย มันจะเกิดเหตุการณ์วิกฤตทันที มันจะเกิดเหตุการณ์สูญเสียแผ่ขยายเป็นมุมกว้าง ลูกค้าหลายแสนคนจะเสียหาย พนักงานหลายร้อยคนจะตกงาน และท้ายที่สุดจะมีแต่ผู้สูญเสียครับ และวันนี้จะไม่มี Bitkub Exchange ครับ”
สกลกรย์เปิดเผยเบื้องหลังว่า ตนเองเป็นคนเดียวที่เข้าไปแก้ไขแบบรายงานสรุปข้อมูล (NCR) หรือแบบ ดจ. 1 โดยไม่ให้ใครรู้ ทั้งนี้ กรรมการคนอื่น ผู้บริหาร และพนักงาน ไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ ทั้งสิ้นกับการกระทำของเขา เขาต้องแบกรับความลับที่หนักอึ้งนี้เพียงลำพังมาตลอด 4 ปี โดยมีความสุขของการที่เห็นคนนับแสนไม่ต้องสูญเสียเงินแม้แต่บาทเดียวเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจ
“ผมยอมรับว่าผมไม่ได้ปฏิเสธความผิดครับ แต่ในเวลานั้นเนี่ยผมคิดแค่เรื่องเดียวครับว่า ผมจะปกป้องลูกค้าและน้องๆ พนักงานหลายร้อยคนนี้ยังไง ผมอาจจะกระทำผิดในเรื่องการปิดบังเรื่องนี้ แต่สิ่งนึงที่ผมคิดว่าผมไม่ได้ผิดคือ การปกป้องและรับผิดชอบต่อลูกค้า ไม่ว่าด้วยจะต้องแลกอะไรด้วยก็ตามครับ”
โดยสกลกรย์กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ตนเองได้ทำผิด ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ เป็นกรรมการสูงสุด ซึ่งเป็นผู้ตัดสินใจปกปิดข้อมูลของเหตุการณ์นี้ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. และสาธารณะชน
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจดังกล่าว พร้อมได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการของทั้ง Bitkub Exchange และ Bitkub Capital Group Holdings เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งยินดีให้ความร่วมมือกับ ก.ล.ต. และหน่วยงานต่างๆ อย่างเต็มที่เพื่อทำให้องค์กรดีขึ้นและเพื่อหาตัวโจรไซเบอร์มาลงโทษตามกฎหมายให้สาสมกับความผิด
นอกจากนี้ เขายังมองว่าการตัดสินใจของตนเองมีส่วนช่วยปกป้องอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยไปในตัว เพราะหากมีข่าวการแฮกเกิดขึ้นในเวลานั้น การพัฒนาของวงการอาจต้องล่าช้าไปอีกเป็น 10 ปี
ในปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้เข้ามาตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าไปเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 และแจ้งแล้วว่ามีความปลอดภัยและครบถ้วน โดยไม่มีลูกค้าคนใดเสียหายเลยแม้แต่สตางค์เดียว ทาง Bitkub Exchange ได้พัฒนาระบบความปลอดภัยอย่างก้าวกระโดดด้วยเงินลงทุนหลายร้อยล้านบาท ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระหลายครั้ง มีระบบตรวจสอบภายในที่รัดกุม และที่สำคัญที่สุดคือได้ย้ายเงินของลูกค้าไปเก็บไว้กับผู้ดูแลสินทรัพย์ (Custodian) ระดับโลกอย่าง Coinbase ซึ่งดูแลสินทรัพย์มูลค่าหลายหมื่นหรือหลายแสนล้านบาท
ในช่วงท้าย สกลกรย์ได้กล่าวขอโทษที่ปิดบังความจริงและทำให้ทุกคนผิดหวัง แต่ยืนยันว่าเมื่อย้อนกลับไปตนเองไม่มีทางเลือกอื่น และได้ทำสิ่งที่จำเป็นที่สุดเพื่อคำนึงถึงผู้อื่นก่อนตัวเอง เขาขอให้ทุกคนคลายความกังวลและยังคงเชื่อมั่นใน Bitkub Exchange ต่อไป ไม่ใช่เพื่อตัวเขาเอง แต่เพื่อพนักงานกว่า 700 ชีวิตที่ทำงานหนัก และเพื่อบริษัทของคนไทยที่ช่วยกันสร้างมาเพื่ออนาคตของวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทยโดยไม่ได้ตกเป็นของต่างชาติ พร้อมย้ำว่า Bitkub Exchange จะไม่หยุดพัฒนาและปรับปรุงเพื่ออยู่เคียงข้างคนไทยตลอดไป
อ้างอิง:
The post ‘สกลกรย์’ ยืดอกรับทำผิดคนเดียว! ปมปิดข่าว Bitkub ถูกแฮกหวังป้องลูกค้า-พนักงานตกงาน ย้ำ ก.ล.ต. เพิ่งเข้าตรวจ เมื่อปี 68 appeared first on THE STANDARD.
]]>
งบครึ่งปีแรก 2569 ของ 11 ธนาคารพาณิชย์ไทยออกมาทรงตัว ทั […]
The post ภาพรวม 11 แบงก์ไทย ครึ่งปี 69 รายได้และกำไรทรงตัว จับตา! แบงก์เล็กฟื้นตัวเด่น – แบงก์ใหญ่เริ่มชะลอ นักวิเคราะห์ห่วงคุณภาพลูกหนี้ ‘บ้าน – SME’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
งบครึ่งปีแรก 2569 ของ 11 ธนาคารพาณิชย์ไทยออกมาทรงตัว ทั้งรายได้จากการดำเนินงานรวมที่ 4.98 แสนล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.3% ส่วนกำไรสุทธิรวมทรงตัวที่ 1.34 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หากมองลงไปในรายละเอียดจะเห็นภาพที่แยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน
แบงก์ขนาดกลาง–เล็กฟื้นตัวโดดเด่น สวนทางแบงก์ใหญ่บางแห่งที่เริ่มชะลอตัว ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาครึ่งในปีหลังคือ “คุณภาพลูกหนี้” โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านและ SME ที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง
เมื่อแยกผลประกอบการรายธนาคาร จะเห็นว่าจากทั้งหมด 11 แห่ง มีถึง 9 แบงก์ที่กำไรสุทธิเติบโต โดยการเติบโตกระจุกอยู่ที่กลุ่มขนาดกลาง–เล็กที่ฟื้นตัวโดดเด่น นำโดยเกียรตินาคินภัทร (KKP) ที่กำไรพุ่ง 65.0% จากฐานต่ำในปีก่อน, ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เพิ่มขึ้น 46.9% และแอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHFG) เพิ่มขึ้น 37.3% ตามด้วยธนาคารไทยเครดิต (CREDIT) เพิ่มขึ้น 17.8%
ในทางกลับกัน การชะลอตัวกลับกระจุกอยู่ที่แบงก์ใหญ่ โดยเฉพาะเอสซีบี เอกซ์ (SCB) และธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นเพียง 2 จาก 11 แบงก์ ที่กำไรลดลง โดยติดลบ 15.7% และ 16.2% ตามลำดับ ส่วนแบงก์ที่รายได้ลดลงในครึ่งปีแรกก็มีเพียง 3 แบงก์ คือ SCB, BBL และธนาคารกรุงไทย (KTB)
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิครึ่งปีแรกของ BBL ลดลง 12.4% เหลือ 55,744 ล้านบาท ตามการปรับลดดอกเบี้ย โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.46% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยถูกฉุดหนักจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุนที่ทรุดลงถึง 69.3% เหลือเพียง 1,919 ล้านบาท ประกอบกับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่ขยับขึ้นเป็น 47.1% จาก 45.3%
ที่สำคัญ แม้ BBL จะตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต ลดลง 12.0% เหลือ 17,435 ล้านบาท แต่คุณภาพสินทรัพย์กลับอ่อนแอลง โดยสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (NPL) เพิ่มขึ้นเป็น 105,261 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 11.2% จากสิ้นปีก่อน ดันสัดส่วน NPL ขึ้นมาอยู่ที่ 3.3% จาก 3.0% ณ สิ้นปี 2568 แม้อัตราส่วนสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) จะยังแข็งแกร่งสูงสุดในกลุ่มที่ 306.3% ก็ตาม
ด้านไทยพาณิชย์ ซึ่งรายงานในระดับกลุ่ม SCBX กำไรที่ลดลงมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง 12.0% รวมกับรายได้จากการลงทุนและการค้าที่ลดลง 36.8% เหลือ 3,120 ล้านบาท ท่ามกลางการเติบโตของสินเชื่อที่ยังจำกัด (โต 2.2% จากสิ้นปี โดยมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อ SME หดตัว 5.2%) โดยมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่โต 16.3% เป็นตัวช่วยพยุงไว้บางส่วน
อัตราส่วน NPL ของ SCBX ปรับดีขึ้น มาอยู่ที่ 3.17% จาก 3.29% ณ สิ้นปีก่อน แต่คำอธิบายงบระบุชัดว่าการปรับดีขึ้นนี้ได้แรงหนุนจากมาตรการบริหารเชิงรุก ซึ่งรวมถึง การขายหนี้เสียและการตัดหนี้สูญ ขณะที่หากดูสินเชื่อด้อยคุณภาพที่เกิดใหม่ กลับเพิ่มขึ้นเป็น 1.24% ในครึ่งปีแรก (จาก 1.03%) และหนี้เสียของธุรกิจเช่าซื้อในเครือ (ออโต้ เอกซ์) พุ่งขึ้นไปแตะ 10.0% จาก 2.9% ในปีก่อน
ธนาคารกรุงไทย (KTB) แม้รายได้จากการดำเนินงานจะลดลง 4.4% แต่กำไรสุทธิกลับเพิ่มขึ้น 7.6% เป็น 24,562 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจาก 3 ส่วน ส่วนแรกคือการคุมต้นทุน อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงมาอยู่ที่ 38.9% (จาก 41.3%) ต่ำที่สุดในกลุ่มแบงก์ใหญ่
ส่วนที่สองคือค่าใช้จ่ายสำรองที่ลดลง 12.4% สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังคุมได้ (NPL 2.92%, Coverage 205.2%) และส่วนที่สามคือรายได้จากการดำเนินงานอื่นที่โตถึง 21.8% จากธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน การปรับมูลค่าเงินลงทุนในกลุ่มขนส่ง และรายได้หนี้สูญรับคืน ขณะที่ด้านสินเชื่อ แรงหนุนสำคัญมาจากสินเชื่อภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่โตถึง 12.9% จากสิ้นปีก่อน
กรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย ประเมินว่า ผลประกอบการโดยรวมออกมาใกล้เคียงกับที่ตลาดคาด โดย NIM ยังลดลงต่อเนื่องแต่เริ่มชะลอตัว ทำให้มองว่า NIM น่าจะแตะจุดต่ำสุดไปแล้ว และครึ่งปีหลังน่าจะเริ่มทรงตัว ส่วนสินเชื่อยังขยายตัวได้จากกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก และรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งยังเป็นจุดเด่น
ประเด็นที่กรกชให้น้ำหนักคือคุณภาพสินทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ยังเห็น NPL เพิ่มขึ้น รวมถึงสินเชื่อบ้านที่อ่อนแอลง โดยยกตัวอย่างธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) ที่ตั้งสำรองพิเศษเกี่ยวกับสินเชื่อบ้านต่อเนื่องสองไตรมาสติดต่อกัน ส่วนตลาดสินเชื่อรถยนต์มองว่าปรับดีขึ้นมากในหลายแบงก์ ทั้ง ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) และ KKP ยกเว้น SCB ที่ยังเห็น NPL เพิ่มจากปัจจัยเฉพาะตัว
ด้าน ธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ประเมินในทิศทางเดียวกันว่ากำไรส่วนใหญ่ใกล้เคียงคาด NIM ของแบงก์ใหญ่ลดลงเล็กน้อยจากการปรับดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัว และครึ่งปีหลังน่าจะค่อยๆ ทรงตัว ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนภัทรระบุว่ากลุ่มที่เห็น NPL เพิ่มขึ้นชัดเจนคือธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นลูกหนี้กลุ่มเดิมๆ สอดคล้องกับตัวเลขในงบที่ NPL ของ BBL เพิ่มขึ้น 11.2% จากสิ้นปีก่อน
สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง นักวิเคราะห์ทั้งสองรายมองไปในทิศทางเดียวกันว่า NIM น่าจะทรงตัว ขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองโดยรวมมีโอกาสลดลง หลังจากที่หลายแบงก์ตั้งสำรองส่วนเกินไว้ในระดับสูง กรกชเสริมว่าน่าจะเริ่มเห็นการเติบโตของสินเชื่อค่อยๆ ดีขึ้น จากแนวโน้มการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม การเข้ามาของ Data Center และการลงทุนต่อเนื่องของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในไทย
อีกประเด็นที่นักลงทุนจับตาคือการคืนเงินให้ผู้ถือหุ้น โดยกรกชระบุว่ารอบนี้หลายแบงก์ยอมรับว่าการซื้อหุ้นคืนเบาลง เพราะราคาหุ้นปรับขึ้นจนเกิน 1 เท่าของมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ไปเกือบหมดแล้ว ทำให้แบงก์หันมาจ่ายเงินปันผลเพิ่มเติมแทน
สำหรับภาพทั้งปี 2569 กรกชประเมินว่ากำไรของกลุ่มแบงก์อาจลดลงเล็กน้อยราว 2–3% จาก NIM ที่อ่อนตัวลง ขณะที่สินเชื่ออาจโตเพียง 1% ไม่เพียงพอชดเชย สอดคล้องกับมุมมองของธนภัทรที่ประเมินว่าผลประกอบการทั้งกลุ่มน่าจะปรับลดลง แต่ลดลงน้อยกว่าที่เคยคาด เนื่องจากเดิมตลาดคาดว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยนโยบายอีกราว 1 ครั้งในปีนี้ แต่ภาพดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงไป

อ้างอิง: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, รวบรวมโดย THE STANDARD WEALTH
The post ภาพรวม 11 แบงก์ไทย ครึ่งปี 69 รายได้และกำไรทรงตัว จับตา! แบงก์เล็กฟื้นตัวเด่น – แบงก์ใหญ่เริ่มชะลอ นักวิเคราะห์ห่วงคุณภาพลูกหนี้ ‘บ้าน – SME’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความผันผวนอย่างหนักของตลาดหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกในช่วงที่ […]
The post หุ้นเทคฯ ทั่วโลกปรับฐานแรง! หมดรอบขาขึ้นแล้วหรือไม่ พร้อมชำแหละเบื้องหลังทำมราคาดิ่งหนัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความผันผวนอย่างหนักของตลาดหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนว่านี่คือจุดจบของรอบขาขึ้นหรือเป็นเพียงการพักฐานเพื่อไปต่อ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังบอกอะไร หมดรอบขาขึ้น AI แล้วหรือไม่
ความผันผวนอย่างหนักของตลาดหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนว่านี่คือจุดจบของรอบขาขึ้นหรือเป็นเพียงการพักฐานเพื่อไปต่อ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังบอกอะไร หมดรอบขาขึ้น AI แล้วหรือไม่
เกษรี อายุตตะกะ, CFP SVP Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ถึงสถานการณ์ตั้งแต่ตลาดสหรัฐฯ จนถึงเอเชียเหนืออย่างเกาหลีใต้และจีน ว่าในวิกฤตนี้ยังมีโอกาสซ่อนอยู่ เพียงแต่ต้องเลือกลงทุนให้ถูกจุด (Selective)
พร้อมระบุว่าแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคฯ ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นลักษณะของการ ปรับฐานสลับกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) โดยหุ้นกลุ่มที่ถูกเทขายหนักคือกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์ เนื่องจากมีการกระจุกตัวสูง (Crowded Trade) มูลค่า (Valuation) เริ่มตึงตัว และนักลงทุนเริ่มกังวลเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในทางกลับกัน เม็ดเงินได้ไหลเข้าสู่กลุ่มความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) และกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyper Scaler) เช่น Microsoft, Amazon และ Meta ที่นักลงทุนเริ่มเห็นความชัดเจนในการสร้างรายได้ (Monetization) และมี Valuation ที่ถูกลง
สาเหตุหลัก 5 ประการที่ทำให้หุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ปรับฐานรุนแรง ได้แก่
SCB CIO มองว่าการปรับฐานครั้งนี้เป็น ‘โอกาส’ แต่ต้องเน้นการลงทุนแบบคัดเลือก (Selective) ไม่หว่านซื้อ โดยแนะนำกลุ่มที่เป็น ‘คอขวด’ หรือมีความขาดแคลน เช่น การกระจายไปกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานอย่าง พลังงานสะอาด, โรงไฟฟ้า, ศูนย์ข้อมูล (Data Center) รวมไปถึงกลุ่มหุ้นคุณภาพที่มีกระแสเงินสดดีและกลุ่ม Hyper Scaler ที่เริ่มรับรู้รายได้แล้ว พร้อมแนะให้หลีกเลี่ยงกลุ่มซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันที่ยังมีความผันผวนสูง
สำหรับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ถูกเทขายอย่างหนัก ปัจจัยหลักไม่ได้มาจากแค่เรื่องพื้นฐานธุรกิจ แต่เกิดจาก
แม้ระยะสั้นตลาดเกาหลีใต้จะยังคงผันผวน แต่สำหรับระยะกลางถึงยาวถือเป็น โอกาสในการนำเข้าพอร์ตสะสม เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจยังเติบโตได้ดี รัฐบาลสนับสนุนโปรเจกต์เซมิคอนดักเตอร์ระยะยาวกว่า 2,000 ล้านล้านวอน ประกอบกับคาดการณ์กำไร (EPS) ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปีนี้ยังเติบโตได้ถึง 168% และกลุ่มเทคฯ โตระดับ 200% เมื่อราคาหุ้นถูกกดดันจากแรงขาย Leverage จนปรับลดลงมา Valuation จึงกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง โดยไม่แนะนำให้เข้าไปเก็งกำไรในระยะสั้น
เมื่อมองข้ามมาที่จีน คุณเกษรีประเมินว่าหุ้นเทคฯ จีนสามารถใช้เป็นสินทรัพย์เพื่อ กระจายการลงทุนได้ เนื่องจากวัฏจักรนโยบายและทิศทางผลกำไรมีความแตกต่างจากชาติตะวันตกและเกาหลีใต้ โดยจีนเน้นการพึ่งพาตนเองและมุ่งเน้นโครงการ AI Plus เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ อีกทั้งความเกี่ยวโยง (Correlation) กับตลาดสหรัฐฯ ยังต่ำ และมีการกระจุกตัวของนักลงทุนต่างชาติน้อยกว่า
แม้จะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ แต่ต้องระวังความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยเฉพาะตัวในจีน โดยแนะนำให้เลือกลงทุนใน Hard Tech คุณภาพสูงที่ได้ประโยชน์จากการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ส่วนกลุ่ม Soft Tech ที่ถูกเทขายจน Valuation ถูกลงมามาก แนะนำให้ใช้วิธีค่อยๆ “ทยอยสะสม” เมื่อเริ่มเห็นการฟื้นตัวของกำไรและโครงสร้างรายได้ที่ชัดเจนขึ้น
SCB CIO ย้ำชัดเจนว่าเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว มากกว่าจะเป็นความเสี่ยง หัวใจสำคัญคือการปรับกลยุทธ์มาเป็นแบบ Selective เลือกบริษัทที่เริ่มสร้างรายได้จาก AI ได้จริง กระจายความเสี่ยงสู่กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรระยะสั้นในตลาดที่มีความเปราะบางจาก Leverage สูง
ภาพ: Shutterstock AI
The post หุ้นเทคฯ ทั่วโลกปรับฐานแรง! หมดรอบขาขึ้นแล้วหรือไม่ พร้อมชำแหละเบื้องหลังทำมราคาดิ่งหนัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยติดต่อกัน 13 วันทำการ ต […]
The post ต่างชาติซื้อหุ้นไทย 13 วันติด ยาวสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง สัญญาณเตือนหรือขาขึ้น? appeared first on THE STANDARD.
]]>
นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยติดต่อกัน 13 วันทำการ ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม ถึง 20 กรกฎาคม 2026 ด้วยเม็ดเงินสะสมกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อต่อเนื่องยาวนานที่สุดในรอบกว่า 3 ปีครึ่ง ดันดัชนี SET ปรับขึ้น 3.3% จาก 1,593.56 จุด สู่ 1,646.00 จุด ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดในเอเชียที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าเป็นบวกในปีนี้ อย่างไรก็ตาม การซื้อยาวนานครั้งสุดท้าย 17 วันทำการ ในช่วงปลายปี 2022 ถึงต้นปี 2023 กลับเป็นจุดสูงสุดก่อนที่ดัชนีจะปรับตัวลงอย่างรุนแรง ทำให้เกิดคำถามว่าสถานการณ์รอบนี้จะซ้ำรอยอดีตหรือไม่
นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยติดต่อกัน 13 วันทำการ ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม จนถึง 20 กรกฎาคม 2026 คิดเป็นเม็ดเงินซื้อสุทธิสะสม ราว 4.5 หมื่นล้านบาท และในช่วงเวลาเดียวกัน ดัชนี SET ปรับขึ้นจาก 1,593.56 จุด สู่ 1,646.00 จุด หรือราว 3.3%
ขณะที่ยอดซื้อสุทธิเดือนกรกฎาคม (1-20 ก.ค.) อยู่ที่ 43,977 ล้านบาท และตั้งแต่ต้นปี (YTD) ซื้อสุทธิสะสม 71,150 ล้านบาท สวนทางกับนักลงทุนสามกลุ่มที่เหลือซึ่งขายสุทธิตั้งแต่ต้นปี ทั้งสถาบันในประเทศ (-78,471 ล้านบาท) และรายย่อย (-3,988 ล้านบาท)
ข้อมูล Foreign Portfolio Investment ใน Asia ex Japan ของ บล.ทรีนีตี้ ชี้ว่า ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าเป็นบวกในปีนี้ (+2,198 ล้านดอลลาร์) ขณะที่ตลาดใหญ่ในเอเชียเหนือถูกเทขายหนัก ทั้งเกาหลีใต้ (-102,632 ล้านดอลลาร์) และไต้หวัน (-38,835 ล้านดอลลาร์) รวมถึงอินเดีย (-27,546 ล้านดอลลาร์) และอินโดนีเซีย (-4,359 ล้านดอลลาร์)
ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ อธิบายว่า Fund Flow รอบนี้เกิดจาก ‘country rotation’ ที่เม็ดเงินซึ่งเคยกระจุกในกลุ่มเทคโนโลยีและเอเชียเหนือ ถูกโยกออกมาหากลุ่มมูลค่าเหมาะสม (value play) และปันผลสูง (dividend play) โดยส่วนหนึ่งไหลเข้าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ทำให้ทั้ง flow และ performance ของกลุ่มประเทศเหล่านี้ดีขึ้น และตลาดหุ้นไทยก็ตอบโจทย์ในฐานะ value plays
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ครั้งสุดท้ายที่ต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่องยาวนานกว่ารอบนี้ คือช่วง 27 ธันวาคม 2022 ถึง 19 มกราคม 2023 ซึ่งซื้อติดต่อกันถึง 17 วันทำการ คิดเป็นเม็ดเงินซื้อสุทธิสะสมราว 41,812 ล้านบาท ดันดัชนี SET จาก 1,643 จุด ขึ้นไปที่ 1,689 จุด (นับตั้งแต่มกราคม 2023 เป็นต้นมา ไม่เคยมีการซื้อของต่างชาติที่ยาวเกิน 8 วันทำการอีกเลย ทำให้ 13 วันรอบนี้คือยาวที่สุดในรอบกว่า 3 ปีครึ่ง)
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ไม่ใช่การพุ่งต่อ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของขาลงที่ลากยาว ดัชนี SET ทำจุดสูงสุดที่ 1,691 จุด เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2023 ก่อนจะค่อยๆ ไหลลงตลอดปี 2023–2024 และไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,063 จุด เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2025
ท่ามกลางแรงกดดันจากภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ คิดเป็นการปรับตัวลงราว 37% จากจุดสูงสุด ก่อนที่ดัชนีจะทยอยฟื้นตัวกลับมายืนเหนือ 1,600 จุดอีกครั้งในกลางปี 2026
นักวิเคราะห์ประเมินว่าจุดที่คล้ายกันของการซื้อสะสมของต่างชาติในรอบปี 2026 กับปี 2022 มีหลายจุด ได้แก่
อย่างไรก็ดี บริบทในรอบนี้ก็มีบางจุดที่ต่างออกไป และอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยค้ำยันไม่ให้ตลาดหุ้นไทยปรับฐานรุนแรงคล้ายกับในอดีต
สรพล คาดว่ากำไรไตรมาส 2/2026 มีโอกาสออกมาดีกว่าประมาณการ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและธนาคาร ซึ่งอาจทำให้นักวิเคราะห์ปรับ EPS ขึ้นสู่ 100–102 บาทต่อหุ้น จาก 98 บาท
สอดคล้องกับ บล.ทรีนีตี้ ที่ระบุว่าประมาณการกำไรตลาดกลับมาเร่งตัวอีกครั้งหลังเข้าเดือนกรกฎาคม และผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ของกลุ่มสถาบันการเงินออกมาดีต่อเนื่อง โดยหุ้นอย่าง KKP และ TTB รายงานกำไรดีกว่าตลาดคาด 16% และ 7% ตามลำดับ
“หากรอบนี้มีเพียงแรงกดดันเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย โดยไม่มีปัจจัยอื่นซ้ำเติมเหมือนปี 2022 ดัชนีหุ้นไทยน่าจะไม่ลงแรงแบบในอดีต โดยประเมินว่าค่าเฉลี่ยการปรับลงของ SET หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกอยู่ที่ราว 7% หรือคิดเป็นระดับ 1,530–1,540 จุด” ณัฐชาตกล่าว
ปัจจัยที่จะเป็นตัวตัดสินทิศทางหุ้นไทยระยะถัดไปผ่านมุมมองนักวิเคราะห์จากทรีนีตี้และกสิกรไทย สรุปได้ดังนี้
ภาพ: Janews / Shutterstock
The post ต่างชาติซื้อหุ้นไทย 13 วันติด ยาวสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง สัญญาณเตือนหรือขาขึ้น? appeared first on THE STANDARD.
]]>
หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปีเหลือ 85.9% ใน […]
The post SCB EIC เผยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาส 1/2026 ลดฮวบเหลือ 85.9% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี ชี้ชัดเกิดจาก ‘กู้ยากจนหนี้ลด’ ไม่ใช่เพราะฐานะการเงินแกร่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปีเหลือ 85.9% ใน Q1/2026 แต่ยังไม่สะท้อนฐานะการเงินครัวเรือนที่แข็งแกร่งขึ้น
SCB EIC พบสาเหตุที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงเร็วในไตรมาสนี้เพราะ
SCB EIC ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP จะลดลงสู่ระดับ 83.5-84.5% ณ สิ้นปี 2026 โดยมีแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
มองไปข้างหน้าสุขภาพการเงินของครัวเรือนไทยยังเปราะบางเห็นได้จาก 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
และค่าจ้างเฉลี่ยที่กลับมาหดตัว ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้
ดังนั้น การลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ Nominal GDP ที่เห็นนี้ไม่อาจมองว่าเป็นสัญญาณของฐานะการเงินครัวเรือนที่แข็งแรงขึ้น แต่สะท้อนข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อและรายได้ที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ซึ่งอาจกดดันการฟื้นตัวของการบริโภคและเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า
อ่านต่อรายงานฉบับเต็มได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/HouseholdDebt-150726
The post SCB EIC เผยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาส 1/2026 ลดฮวบเหลือ 85.9% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี ชี้ชัดเกิดจาก ‘กู้ยากจนหนี้ลด’ ไม่ใช่เพราะฐานะการเงินแกร่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ‘ […]
The post PTTGC ชูแผน ‘Holistic Optimization’ ดึง AI-เทคโนโลยี ช่วยลดต้นทุนโรงกลั่นฯ ดัน EBITDA เพิ่มอีก 300 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 มีแผนใช้ AI ต่อยอดดีลร่วมทุน SCGC appeared first on THE STANDARD.
]]>
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ‘Holistic Optimization’ โดยดึงเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเป็นแกนหลักแบบเต็มสูบ พร้อมตั้งเป้าหมายสร้างการเติบโตของ EBITDA ส่วนเพิ่มอีก 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030
พรศักดิ์ มงคลตรีรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจเพื่อความเป็นเลิศ ของ PTTGC ซึ่งคลุกคลีกับองค์กรมานานกว่า 37 ปี ได้แถลงแผนกลยุทธ์ธุรกิจเจาะลึก โดยระบุว่า บริษัทฯ มีเป้าหมายในการยกระดับ EBITDA (EBITDA Uplift) ส่วนเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 โดยจะใช้ปี 2025 เป็นปีฐาน และเริ่มสะสมส่วนเพิ่มผลกำไรไปเรื่อยๆ ในแต่ละปีจนให้ถึงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
สำหรับกลไกสำคัญที่จะทำให้บริษัทฯ ไปถึงเป้าหมายดังกล่าว คือการขับเคลื่อนผ่านแนวทาง Holistic Optimization ซึ่งเป็นการยกระดับประสิทธิภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบไปจนถึงมือลูกค้า (End-to-End) โดยนำเทคโนโลยีอย่าง AI, หุ่นยนต์ (Robotics), โดรน และ Cloud Computing เข้ามาช่วย ภายใต้กลยุทธ์ ‘Digital 3 Smarts’ ที่มีรายละเอียดเชิงลึก ดังนี้

พรศักดิ์ มงคลตรีรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจเพื่อความเป็นเลิศ ของ PTTGC
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงโอกาสในการนำเทคโนโลยีและ AI ระดับสูงของ PTTGC ไปช่วยสนับสนุนดีลร่วมทุนกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ที่ทั้ง 2 บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาร่วมกันอย่างไร
พรศักดิ์ระบุว่า ปัจจุบันโครงการนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 3 นี้ แต่ในแง่แนวคิดเรื่องเทคโนโลยีถือเป็นเรื่องที่ดี หากการศึกษาพบว่าสามารถก้าวเดินไปด้วยกันได้ การนำระบบ AI และเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ในบริษัทร่วมทุนก็ถือเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์
ก่อนหน้านี้ ผู้บริหาร SCGC เคยแถลงให้ข้อมูลก่อนหน้านี้ระบุว่า ขอบเขตของการศึกษาโครงการร่วมทุนนี้ จะครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (PE) โรงงานผลิตพอลิโพรพิลีน (PP) และบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง ผนวกรวมเข้ากับธุรกิจของ PTTGC ในประเทศไทย ซึ่งมีไทม์ไลน์ไว้ดังนี้
ในด้านความมั่นคงทางวัตถุดิบภายใต้กลยุทธ์ Global Feedstock PTTGC ยืนยันว่า โครงการจัดหาอีเทนนำเข้าจากสหรัฐอเมริกายังคงเดินหน้าตามแผนงานปกติ ไม่มีความล่าช้าแต่อย่างใด ปัจจุบันกำลังดำเนินงานแบบคู่ขนาน ทั้งเรื่องการเตรียมท่าเรือที่สหรัฐฯ การจัดหาเรือขนส่งขนาดใหญ่ และการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่เมืองไทย เพื่อให้พร้อมรับมอบในช่วงต้นปี 2572 ตามแผนงานที่วางไว้
ทั้งนี้ การนำเข้าอีเทนถือเป็นการยกระดับด้านต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ เพราะอีเทนเป็นวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับการผลิตโอเลฟินส์ โดยจะมีปริมาณนำเข้าอยู่ที่ประมาณ 400,000 ตันต่อปี
สำหรับโครงการนำเข้าอีเทนนี้ PTTGC มีแผนลงนามระยะยาวกับบริษัทในเครือของ Enterprise Products Partners L.P. ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายชั้นนำของสหรัฐฯ เพื่อรองรับการแข่งขันในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ที่ดุเดือด
สำหรับประเด็นของ บริษัท จีซี โพลีออลส์ จำกัด (GCP) บริษัทย่อยของ PTTGC พรศักดิ์ได้ชี้แจงสถานการณ์ว่า สาเหตุหลักที่ต้องหยุดการดำเนินการผลิตชั่วคราว (Mothball) มาจากการที่มีสินค้าเคมีภัณฑ์จากประเทศจีนเข้ามาตีตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สภาวะของตลาดโพลีออลส์ในปัจจุบันไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ชั่วคราว ทางบริษัทจึงตัดสินใจพักการผลิตไว้ก่อนเพื่อลดผลกระทบ และจะพิจารณากลับมาเดินเครื่องจักรอีกครั้งแน่นอนเมื่อสถานการณ์ตลาดฟื้นตัวและสามารถกลับมาแข่งขันได้
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา PTTGC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึงแผนปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทย่อย หวังรับมือและให้สอดรับกับทิศทางของสถานการณ์อุตสาหกรรมในปัจจุบัน
โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทของ บริษัท จีซี โพลีออลส์ จำกัด (GCP) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ได้มีมติอนุมัติแผนปรับโครงสร้างธุรกิจซึ่งมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้:
ทั้งนี้ กระบวนการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นดังกล่าว ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา
The post PTTGC ชูแผน ‘Holistic Optimization’ ดึง AI-เทคโนโลยี ช่วยลดต้นทุนโรงกลั่นฯ ดัน EBITDA เพิ่มอีก 300 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 มีแผนใช้ AI ต่อยอดดีลร่วมทุน SCGC appeared first on THE STANDARD.
]]>
บลจ.วรรณ ชี้แจงกรณี ROH ไม่ซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอ […]
The post บลจ.วรรณ ย้ำชัด สิทธิซื้อคืนโรงแรม 4,873 ล้านของ ROH ‘สิ้นสุดแล้ว’ พร้อมเดินหน้าขายทรัพย์สิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
บลจ.วรรณ ชี้แจงกรณี ROH ไม่ซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ยืนยันตามกฎหมายสิทธิซื้อคืนและสิทธิบริหารโรงแรมของ ROH สิ้นสุดลงแล้ว ย้ำจุดยืนไม่ต้องการบริหารโรงแรม หวังเดินหน้าขายทรัพย์สินหลัง ROH ส่งมอบทรัพย์สินภายใน 30 วัน ประเมินราคาขายขั้นต่ำ 4,873 ล้านบาท
หลังจากข้อพิพาทระหว่างกองทรัสต์ GROREIT กับ บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH กลายเป็นประเด็นร้อนของตลาดทุน จากกรณี ROH ไม่มาซื้อคืนทรัพย์สินโครงการโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส ในราคา 4,873 ล้านบาท เมื่อครบกำหนดสัญญา 5 ปีในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ล่าสุด บลจ.วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
อลงกรณ์ ประธานราษฎร์นิกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด เปิดเผยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างองค์กร แต่เป็นข้อผิดพลาดในการดำเนินธุรกรรมตามสัญญา โดยธุรกรรมซื้อคืนต้องเกิดขึ้นในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เท่านั้นตามสัญญา ซึ่งที่ผ่านมา MFC ในฐานะทรัสตีได้แจ้งเตือน ROH มาโดยตลอด รวมถึงแจ้งล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ 3 เดือนก่อนครบกำหนด
“ถ้าตามกฎหมายจริงๆ ROH หมดสิทธิในการซื้อคืนแล้ว และหมดสิทธิในการบริหารโรงแรม” อลงกรณ์ระบุ พร้อมอธิบายว่า ขณะนี้ Starwood ซึ่งเป็นเชนผู้บริหารโรงแรมแบรนด์ Sheraton เข้าบริหารโรงแรมแทน ROH แล้ว
โดยโครงสร้างรายได้เปลี่ยนจากเดิมที่รายได้เข้า ROH แล้ว ROH จ่ายค่าเช่าให้กองทรัสต์ มาเป็นกองทรัสต์รับรายได้จากการดำเนินงานโรงแรมโดยตรงในฐานะเจ้าของเต็มตัว ยืนยันว่าธุรกิจโรงแรมไม่สะดุด และหาก ROH ยังต้องการซื้อโรงแรมคืน จะต้องเข้าสู่กระบวนการยื่นเสนอซื้อใหม่ ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดให้ต้องประเมินมูลค่าทรัพย์สินใหม่ก่อน
อลงกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ROH เพิ่งแจ้งมาเมื่อสัปดาห์ก่อนครบกำหนดว่า กำลังอยู่ระหว่างการขอเงินกู้จากธนาคารเพื่อนำมาชำระค่าซื้อคืน และเมื่อพิจารณาสัญญาแล้วไม่มีช่องให้ยืดหยุ่นเรื่องกำหนดเวลา เพราะแนวคิดของ REIT Buy-Back คือการกำหนดราคาและเวลาซื้อคืนไว้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เมื่อไม่ดำเนินการตามนั้น สิทธิซื้อคืนก็สิ้นสุด
นับถอยหลัง 30 วัน ส่งมอบทรัพย์สินให้กองทุน
สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ อลงกรณ์ระบุว่า MFC ได้ส่งหนังสือแจ้งให้ ROH ส่งมอบทรัพย์สินโรงแรมคืนแก่กองทรัสต์ภายใน 30 วัน หรือภายในราววันที่ 14 สิงหาคม 2569 โดยใน 30 วันนี้ ROH มีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินและลงนามเอกสารส่งมอบพื้นที่ ซึ่งสถานการณ์หลังจากนั้นแบ่งเป็น 2 กรณี
กรณีส่งมอบทรัพย์สิน กองทรัสต์จะเข้าสู่กระบวนการเปิดประมูลขายทอดตลาด โดยต้องเรียกประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์เพื่อขออนุมัติว่าราคาและเงื่อนไขที่ได้เป็นที่ยอมรับหรือไม่ ขณะนี้ได้เริ่มเตรียมความพร้อม รวมถึงหารือกับผู้ประเมินราคาทรัพย์สินแล้ว แต่จะรอให้ครบกำหนด 30 วันก่อน
กรณีไม่ส่งมอบ จะต้องดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
“คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจนถึงการขายทรัพย์สินและคืนเงินแก่ผู้ถือหน่วยจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยเป็นการคาดการณ์เบื้องต้นภายใต้เงื่อนไขว่าการส่งมอบเป็นไปตามแผน”
นอกจากนี้ บลจ.วรรณ มีนัดหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต. ในสัปดาห์หน้า และอยู่ระหว่างทำเรื่องขอขยายระยะเวลาชำระหนี้กับธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ของกองทรัสต์ราว 1,350 ล้านบาท โดยมีทรัพย์สินโครงการจดจำนองเป็นหลักประกัน
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือสถานะของตัวกองทรัสต์เอง เนื่องจากเมื่อการซื้อคืนไม่เกิดขึ้น GROREIT จะไม่เข้าหลักเกณฑ์กอง REIT Buy-Back อีกต่อไป ซึ่งกำลังหารือกับ ก.ล.ต. ว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยหากจะเปิดให้กองดำเนินต่อไปในรูปแบบ REIT ปกติ ต้องขออนุมัติจากผู้ถือหน่วยลงทุน แต่ ณ ขณะนี้ยังไม่มีการเรียกประชุมผู้ถือหน่วย
มีผู้สนใจซื้อแล้วราว 8 ราย ย้ำ 4,873 ล้านคือราคาขั้นต่ำ
ในด้านมูลค่าทรัพย์สิน อลงกรณ์เปิดเผยว่า ราคาประเมินเมื่อ 5 ปีก่อนอยู่ที่ 5,200 ล้านบาท ขณะที่กองทรัสต์ซื้อเข้ามาที่ 4,500 ล้านบาท และกำหนดราคาซื้อคืนที่ 4,873 ล้านบาท ส่วนราคาประเมินปัจจุบันอยู่ที่ราว 4,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นการประเมินภายใต้เงื่อนไข Buy-Back เดิม เมื่อเงื่อนไขดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว จะต้องประเมินมูลค่าโรงแรมใหม่ตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต.
จากการสำรวจตลาดเบื้องต้น ราคาทรัพย์สินไม่ต่ำกว่าราคาที่กองซื้อเข้ามา และปัจจุบันมีผู้สนใจติดต่อเข้ามาแล้วประมาณ 8 ราย โดยในอดีตเคยมีนักลงทุนจากตะวันออกกลางเสนอราคาที่ดีให้กับทรัพย์สินนี้ด้วย ซึ่งหากความต้องการซื้อเข้ามามาก เชื่อว่าราคาขายจะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยมองว่า 4,873 ล้านบาท ควรเป็นราคาขั้นต่ำ
ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว ผลตอบแทนของผู้ถือหน่วยลงทุนขั้นต่ำจะอยู่ที่ IRR ราว 8% ต่อปี จากเงินปันผลระหว่างทางบวกส่วนต่างกำไรจากการขายทรัพย์สิน โดยตลอด 4 ปีครึ่งที่ผ่านมา ผู้ถือหน่วยได้รับผลตอบแทนไปแล้วราว 27% หรือประมาณปีละ 6% ขณะที่ผลการดำเนินงานโรงแรมปีล่าสุดมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 72% และมีกำไรกว่า 300 ล้านบาท
ทั้งนี้ กองทรัสต์ยังคงมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิ ปีละ 2 ครั้ง ที่อัตราเกือบ 6% ต่อปี แต่อัตราผลตอบแทน (Yield) หลังจากนี้อาจลดลง เนื่องจากต้องกันสำรองค่าใช้จ่ายบางส่วนระหว่างกระบวนการ
สำหรับโครงสร้างเงินทุนของกอง GROREIT มูลค่าลงทุนรวมราว 4,500 ล้านบาทเมื่อปี 2564 แบ่งเป็นเงินกู้จากธนาคารออมสิน 1,350 ล้านบาท และเงินระดมทุนจากผู้ลงทุน 3,150 ล้านบาท ปัจจุบันมีผู้ถือหน่วยทรัสต์รวมราว 1,600 ราย โดยผู้ถือหน่วยรายใหญ่ที่สุดคือ บล.เคจีไอ (KGI) ซึ่งลงทุนราว 700 ล้านบาท
“ความตั้งใจของเราตั้งแต่แรกคือไม่ได้อยากได้โรงแรม ณ ตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม คืออยากได้เงินคืน” อลงกรณ์กล่าว พร้อมย้ำว่าเป้าหมายคือการดูแลผู้ถือหน่วยให้ได้รับเงินคืนเร็วที่สุด ภายใต้สัญญาและหลักเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำกับ โดยจะเจรจากับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งธนาคารออมสิน, Marriott, ก.ล.ต. และที่ปรึกษากฎหมาย
ด้าน พจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ กล่าวว่า เงื่อนไขการซื้อคืนถูกกำหนดไว้ชัดเจนตั้งแต่จัดตั้งกองทรัสต์ว่าต้องซื้อคืนในปีที่ 5 แต่เมื่อถึงกำหนดกลับไม่สามารถซื้อได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดของการลงทุนลักษณะนี้จึงเป็นเรื่องกฎหมายและสัญญา เพราะต่อให้สัญญาเขียนไว้ดีเพียงใด หากคู่สัญญาไม่ดำเนินการตาม กระบวนการที่ตามมาก็ยากลำบาก โครงสร้างทางกฎหมายจึงเป็นหัวใจสำคัญ
ขณะเดียวกัน ยังชี้ว่าปัจจุบันกอง REIT ในตลาดมีจำนวนน้อยลงมาก โดยเฉพาะ REIT โรงแรมซึ่งหายาก เพราะโรงแรมเป็นทรัพย์สินที่ขายยาก รายได้ไม่เสถียร ขึ้นกับฤดูกาล อ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกจำนวนมาก และมีสภาพคล่องต่ำเมื่อเทียบกับทรัพย์สินอย่างคลังสินค้า (Warehouse) หรือดาต้าเซ็นเตอร์
สำหรับกอง REIT Buy-Back อื่นที่ยังมีอยู่ในตลาด อลงกรณ์ระบุว่า มีกองในกลุ่ม MQDC และดุสิตธานี ซึ่งทำให้กรณี GROREIT ถูกจับตาในฐานะบรรทัดฐานแรกของตลาดทุนไทย ว่าเมื่อกลไกซื้อคืนไม่ทำงานตามที่สัญญากำหนด กระบวนการคุ้มครองผู้ถือหน่วยจะเดินหน้าได้จริงเพียงใด
The post บลจ.วรรณ ย้ำชัด สิทธิซื้อคืนโรงแรม 4,873 ล้านของ ROH ‘สิ้นสุดแล้ว’ พร้อมเดินหน้าขายทรัพย์สิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ครบ 5 ปีพอดีกับวันที่ ROH ต้องกลับมาซื้อคืนโรงแรมรอยัล […]
The post เจาะปม ‘GROREIT’ เมื่อ ROH ไม่มาซื้อคืนโรงแรม 4,873 ล้านบาท บทพิสูจน์แรกของ ‘REIT Buy-Back’ กองแรกของไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ครบ 5 ปีพอดีกับวันที่ ROH ต้องกลับมาซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน จากกองทรัสต์ GROREIT ตามสัญญา แต่ดีลมูลค่า 4,873 ล้านบาทกลับไม่เกิดขึ้น ทั้งสองฝ่ายโยนความรับผิดชอบใส่กันผ่านหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ขณะที่ราคาหน่วยทรัสต์ร่วงแรงกว่า 14% ในวันเดียว THE STANDARD WEALTH สัมภาษณ์พิเศษทั้ง MFC ในฐานะทรัสตี และรองเลขาธิการ ก.ล.ต. เพื่อไขคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ และผู้ถือหน่วยลงทุนต้องกังวลแค่ไหน
วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ควรจะเป็นวันปิดฉากอย่างสวยงามของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพิทาลิตี้ ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน (GROREIT) กองทรัสต์ประเภท ‘REIT Buy-Back’ กองแรกของประเทศไทย ที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยธุรกิจโรงแรมฝ่าวิกฤตโควิด-19
ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำกันไว้เมื่อ 5 ปีก่อน บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH เจ้าของเดิมของโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีหน้าที่ต้องซื้อทรัพย์สินโครงการคืนจากกองทรัสต์ในราคา 4,873 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เมื่อสิ้นสุดปีการเช่าปีที่ 5 เพื่อให้ GROREIT นำเงินไปชำระคืนเงินกู้ธนาคาร คืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์ แล้วเลิกกองตามหลักเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. แต่เมื่อถึงวันนัดหมาย การซื้อคืนกลับไม่เกิดขึ้น
14 กรกฎาคม 2569 – วันครบกำหนดตามสัญญาจะซื้อจะขาย บลจ.วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ของ GROREIT ระบุว่า ROH มิได้มาซื้อคืนและรับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินโครงการ ณ สำนักงานที่ดินที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนดในสัญญา
14 กรกฎาคม 2569 (หนังสือ จท. 49/2569) – บลจ.วรรณ แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ROH ‘ไม่ซื้อคืนอสังหาริมทรัพย์ตามข้อตกลงที่กำหนดในสัญญาจะซื้อจะขาย’ พร้อมแจ้งว่า บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) ในฐานะทรัสตีของกองทรัสต์ จะดำเนินการ 3 มาตรการในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ได้แก่
15 กรกฎาคม 2569 – ROH ร่อนหนังสือชี้แจงตลาดหลักทรัพย์ฯ โต้กลับทันควัน ยืนยันว่าบริษัท ‘มีเจตจำนง’ ที่จะซื้อคืนทรัพย์สินตามหน้าที่ในสัญญา และมิได้มีปัญหาหรือข้อขัดข้องในการซื้อคืนแต่ประการใด แต่ปัญหาเกิดจาก MFC ในฐานะทรัสตี ได้มีหนังสือแจ้ง ‘วิธีการชำระราคาซื้อคืนทรัพย์สินที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญา’
ซึ่งบริษัทได้มีหนังสือแจ้งให้ MFC แก้ไขการปฏิบัติที่ผิดสัญญาดังกล่าวแล้ว และในวันที่ 14 กรกฎาคม ผู้รับมอบอำนาจของบริษัทได้ไปยังสำนักงานที่ดินเพื่อชี้แจงการปฏิบัติที่ผิดสัญญาดังกล่าว พร้อมระบุว่าในระหว่างนี้บริษัทยังคงมีสิทธิในการบริหารโรงแรมต่อไป
ราคาหน่วย GROREIT ดิ่งลงกว่า 15% ภายในช่วงเช้าวันที่ 15 กรกฎาคม ไปทำจุดต่ำสุดที่ 7.55 บาท สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนของดีล
การจะเข้าใจข้อพิพาทครั้งนี้ ต้องย้อนกลับไปที่จุดกำเนิดของ GROREIT ในช่วงที่ธุรกิจท่องเที่ยวไทยดำดิ่งจากการปิดเมืองท่ามกลางวิกฤตโควิด-19
สำนักงาน ก.ล.ต. ออกหลักเกณฑ์การระดมทุนด้วยกอง ‘REIT Buy-Back’ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบธุรกิจที่มีอสังหาริมทรัพย์พร้อมให้เช่าแต่ประสบปัญหาสภาพคล่องจากโควิด-19 สามารถขายทรัพย์สินให้กองทรัสต์เพื่อนำเงินมาเสริมสภาพคล่อง
โดยมีกลไกให้ซื้อคืนได้ในอนาคตภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงล่วงหน้า พร้อมทำสัญญาเช่าทรัพย์สินกลับไปบริหารต่อได้ โดยคณะรัฐมนตรียังเห็นชอบมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและค่าธรรมเนียมสำหรับธุรกรรมขายและซื้อคืนระหว่างเจ้าของทรัพย์สินกับกองทรัสต์ประเภทนี้ด้วย
GROREIT คือกองแรกที่เกิดขึ้นภายใต้เกณฑ์ดังกล่าว ระดมทุนราว 4,500 ล้านบาทในเดือนกรกฎาคม 2564 เข้าลงทุนซื้อกรรมสิทธิ์ (Freehold) โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน จาก ROH ในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินของโรงแรมในขณะนั้น (ซึ่ง ROH ระบุว่ามีมูลค่าสูงกว่า 5,000 ล้านบาท) จากนั้น ROH เช่าทรัพย์สินกลับไปดำเนินกิจการโรงแรมต่อ ภายใต้เงื่อนไขว่าเมื่อสิ้นสุดปีการเช่าปีที่ 5 ROH ต้องซื้อทรัพย์สินคืนในราคา 4,873 ล้านบาท
ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) ในฐานะทรัสตีของ GROREIT เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ที่มาที่ไปของการจัดตั้ง GROREIT เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด ซึ่ง ROH เจรจากับ บลจ.วรรณ เพื่อจัดตั้งกองทรัสต์ระดมทุนเสริมสภาพคล่อง โดยกำหนดให้ MFC เป็นทรัสตี และด้วยการระดมทุนที่ราคาต่ำกว่าราคาตลาด จึงกำหนดให้ ROH มีสิทธิซื้อทรัพย์สินคืนได้ในราคา 4,873 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดเช่นกัน
โครงสร้างเช่นนี้ถูกออกแบบให้ ‘วิน-วิน’ ทุกฝ่าย ผู้ถือหน่วยได้ผลตอบแทนที่ล็อกไว้ค่อนข้างแน่นอนในระยะเวลาลงทุนสั้นเพียง 5 ปี ส่วน ROH ได้สภาพคล่องมาต่อลมหายใจโดยไม่เสียโรงแรมไปถาวร และมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจชัดเจนที่จะซื้อคืน เพราะราคาซื้อคืนต่ำกว่ามูลค่าตลาดของทรัพย์สิน ตราบใดที่ ROH หาเงินมาซื้อคืนได้
หัวใจของข้อพิพาทตอนนี้อยู่ที่คำถามเดียว ใครคือฝ่ายผิดสัญญา?
ฝั่ง ROH อ้างว่าตนพร้อมซื้อคืน แต่ MFC เป็นฝ่ายแจ้งวิธีการชำระราคาที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา จึงเท่ากับทรัสตีเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญาก่อน
ขณะที่ฝั่งทรัสตี ธนโชติ ยืนยันกับ THE STANDARD WEALTH ว่า MFC ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระราคาแต่อย่างใด ทุกอย่างยังเป็นไปตามสัญญา พร้อมอธิบายว่าในขั้นตอนก่อนครบกำหนด มีการพูดคุยกันอยู่แล้วว่า ROH มีสิทธิในการซื้อคืน โดย MFC ในฐานะทรัสตีทำหน้าที่ติดตามให้เกิดการซื้อกลับ แต่เมื่อไม่มีการซื้อกลับ ก็ต้องดำเนินการแจ้งทั้งธนาคารและ Operator ของโรงแรมให้เข้ามาเกี่ยวข้องตามขั้นตอน
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ว่าวิธีการชำระราคาที่เป็นปัญหาคืออะไรกันแน่ ยังไม่มีฝ่ายใดเปิดเผยรายละเอียด ซึ่ง ROH เองระบุในหนังสือชี้แจงว่าจะรายงานให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนทราบเมื่อมีข้อยุติที่ชัดเจนแล้ว
เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยกับ กับ THE STANDARD WEALTH ว่า ขณะนี้อยู่ในกระบวนการที่บริษัทที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจงข้อมูลไปยังตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้เกิดความชัดเจน เนื่องจากข้อมูลมีความไม่ตรงกัน ก.ล.ต. ขอให้ผู้ลงทุนติดตามการเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ
ทั้งนี้ REIT Buy-Back มีกระบวนการที่กำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มต้นการระดมทุน (Filing) และการทำสัญญาระหว่างกองทรัสต์กับบริษัท จะมีการระบุเงื่อนไขไว้ว่า เมื่อครบกำหนดเวลา แต่ละฝ่ายมีสิทธิและหน้าที่อย่างไร และหากไม่มีการซื้อคืน กระบวนการขั้นต่อไปจะเป็นอย่างไร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีระบุอยู่ในคำเตือนความเสี่ยงและไฟลิ่ง
ดังนั้น ในฝั่งของกองทรัสต์ ทั้งผู้จัดการกองทรัสต์ และทรัสตีจะต้องเข้ามาดูแลตามสิทธิที่กำหนดไว้ในสัญญา หากเกิดกรณีตกลงกันไม่ได้ หรือไม่มีการซื้อคืน ผู้จัดการกองทรัสต์และทรัสตีจะต้องพิจารณาตัดสินใจดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ และทางฝั่งของเจ้าของทรัพย์เดิมต้องเปิดเผยข้อมูลกับผู้ลงทุน
จากกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นจะมีผลกระทบภาพรวมตลาด REIT โดยรวมหรือไม่ ชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในภาพรวมของตลาดอาจมีประเด็นอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะจำกัดอยู่ในกลุ่มโรงแรมที่เคยได้รับบาดแผลหนักจากช่วงวิกฤตโควิด
สำหรับทรัพย์สินประเภทอื่นๆ ชวินดามองว่าไม่มีประเด็นที่น่ากังวล ไม่ว่าจะเป็นคลังสินค้าหรือโลจิสติกส์ที่มีผู้เช่าอยู่แล้ว ศูนย์การค้าที่สถานการณ์กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม รวมถึงอาคารสำนักงาน (Office Building) ที่แม้อัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) อาจมีความผันผวนบ้าง แต่โดยรวมยังถือว่าดำเนินการได้ดี ส่วนกลุ่มโรงแรมนั้นจริงๆ แล้วสถานการณ์ก็ทยอยปรับตัวดีขึ้นในทุกๆ แห่ง
สำหรับความกังวลในเชิงโครงสร้างของกองทรัสต์ประเภทที่มีเงื่อนไขการซื้อคืน ชวินดาอธิบายว่า โดยเนื้อแท้แล้วกองทรัสต์ลักษณะนี้มีโครงสร้างไม่ต่างจากการ “ฝากขาย” ซึ่งกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินได้ตกเป็นของนักลงทุน (กองทรัสต์) ตั้งแต่วันแรกที่เจ้าของเดิมนำทรัพย์สินออกมาฝากขายแล้ว
ดังนั้น หากเจ้าของเดิมไม่นำเงินมาซื้อคืนตามกำหนดสัญญา กองทรัสต์ก็มีสิทธิ์อย่างเต็มที่ที่จะสามารถยึดทรัพย์สินและนำไปขายทอดตลาดได้เลย โดยที่เจ้าของทรัพย์สินเดิมจะไม่มีสิทธิ์หรืออำนาจในการเจรจาต่อรองใดๆ หากไม่มาซื้อคืนตามสัญญา
“จริงๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น ในที่สุดหากไม่เอาเงินมาซื้อคืน เขาก็ต้องยอมปล่อยมือไป ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายไม่ได้ยุ่งยากมากนัก และยังไงทรัพย์ก็ต้องตกเป็นของนักลงทุนอยู่ดี” ชวินดากล่าว
ส่วนข้อสงสัยที่ว่าเหตุใดผู้ประกอบการจึงอาจมีปัญหาในการซื้อทรัพย์สินคืน ชวินดาให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า เป็นไปได้ที่เจ้าของทรัพย์สินอาจมีปัญหาสภาพคล่อง เนื่องจากกองทรัสต์ประเภท Buyback ส่วนใหญ่มักมีกรอบเวลาสัญญาประมาณ 5 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโดยรวมอาจจะยังไม่ได้ฟื้นฟูหรือเฟื่องฟูเต็ม 100% ทำให้การหาเงินก้อนใหญ่มาเพื่อซื้อคืนเป็นเรื่องท้าทาย อย่างไรก็ตาม ตามหลักการแล้วหากเครดิตของเจ้าของเดิมยังดีอยู่ ก็สามารถใช้วิธีการยืดอายุสัญญา (Rollover) ออกไปได้
แต่สำหรับกรณีเฉพาะเจาะจงของ GROREIT นั้น ชวินดาระบุว่าอาจเป็นเรื่องของการต่อรอง หรืออาจต้องสอบถามรายละเอียดในเชิงลึกกับทาง บลจ.วรรณ ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทรัสต์โดยตรง
ท้ายที่สุด มุมมองจากนายกสมาคม AIMC ได้ช่วยตอกย้ำให้เห็นว่า โครงสร้างของ REIT Buy-Back ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องความเสี่ยงให้นักลงทุนอย่างรัดกุมแล้ว แม้จะเกิดการผิดนัดชำระ แต่ตัวสินทรัพย์หรือที่ดินอันเป็นหลักประกันก็ยังคงอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ของกองทรัสต์ ซึ่งเป็นหลักประกันสำคัญที่ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลลงได้ในสถานการณ์เช่นนี้
ธนโชติ สรุปสถานการณ์ว่า หาก ROH สามารถนำเงินมาซื้อได้ภายในกำหนดระยะเวลาที่ยืดออกไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรึกษากับทีมกฎหมาย ประเด็นที่เกิดขึ้นก็จะได้ข้อยุติ
แต่หาก ROH ไม่ใช้สิทธิซื้อคืนภายในกรอบเวลาดังกล่าว ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้มีอย่างน้อย 2 ทาง
ฉากทัศน์ที่ 1: ขายทรัพย์สินให้ผู้ลงทุนรายอื่น หรือขายทอดตลาด ธนโชติระบุว่า หาก ROH ไม่ใช้สิทธิซื้อคืน MFC ในฐานะทรัสตีอาจพิจารณานำทรัพย์สินเสนอขายให้ผู้ลงทุนรายอื่น หรือขายทอดตลาดเพื่อให้ได้มูลค่าสูงสุด โดยยึดผลประโยชน์ผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ หลังจากนั้นจะพิจารณาข้อเสนอต่างๆ และเรียกประชุมผู้ถือหน่วยลงทุนเพื่อขออนุมัติอีกครั้ง
ฉากทัศน์ที่ 2: กองทรัสต์เดินหน้าต่อ พร้อมหาผู้เช่ารายใหม่ หากผู้ถือหน่วยลงทุนมองว่าการขายทอดตลาดหรือขายให้ผู้ลงทุนรายอื่นจะได้มูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ก็อาจเลือกให้กองทรัสต์ดำเนินต่อไปโดยหาผู้เช่ารายอื่นมาทดแทน ROH ซึ่งระหว่างนี้ MFC ได้ว่าจ้าง Starwood เข้าบริหารโรงแรมเป็นการชั่วคราวแล้ว เพื่อให้กิจการไม่สะดุด
คำถามที่นักลงทุนใน GROREIT ต้องการคำตอบมากที่สุดคือ เงินต้นและผลตอบแทนที่ควรได้รับตามเงื่อนไขกองจะยังอยู่ครบหรือไม่
ในมุมของทรัสตี ธนโชติยืนยันว่า สถานการณ์นี้ “ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะกองรีทมีทรัพย์สินอยู่ หากนำทรัพย์สินที่มีอยู่ไปเสนอขาย ก็น่าจะมีนักลงทุนรายอื่นที่สนใจ และราคาประเมินของทรัพย์สินในปัจจุบันก็น่าจะสูงกว่า 5,000 ล้านบาท”
เมื่อราคาตลาดของทรัพย์สิน (ประเมินสูงกว่า 5,000 ล้านบาท) สูงกว่าราคาซื้อคืนตามสัญญา (4,873 ล้านบาท) ROH จึงมีแรงจูงใจ (Incentive) ที่จะซื้อคืน และในทางกลับกัน หากต้องขายทรัพย์สินให้บุคคลอื่นแทน มูลค่าทรัพย์สินก็ยังสูงพอที่จะรองรับภาระหนี้และเงินลงทุนของผู้ถือหน่วย
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ผู้ถือหน่วยเผชิญจริงในระยะสั้นถึงกลาง สามารถแยกได้เป็น 3 มิติ
The post เจาะปม ‘GROREIT’ เมื่อ ROH ไม่มาซื้อคืนโรงแรม 4,873 ล้านบาท บทพิสูจน์แรกของ ‘REIT Buy-Back’ กองแรกของไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความตึงตัวของกำลังซื้อที่เกิดจากหนี้ครัวเรือนและความเข้ […]
The post ส่องเกมรุก เอพี ครึ่งปีหลัง 2569 ทุ่ม 3.2 หมื่นล้าน ปูพรม 27 โครงการใหม่ ภายใต้แนวคิด AP CODE [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความตึงตัวของกำลังซื้อที่เกิดจากหนี้ครัวเรือนและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารยังคงส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์
หลายค่ายเลือกแตะเบรก ชะลอตัว เพื่อรอดูสถานการณ์ แต่ AP Thailand กลับเร่งเครื่องเดินเกมรุกประกาศแผนกลยุทธ์ครึ่งปีหลัง 2569 เตรียมเปิดตัว 27 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 32,320 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพที่แข็งแกร่งของเอพีในฐานะผู้นำหนึ่งเดียวในกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัย ที่มีความพร้อมในการส่งมอบที่อยู่อาศัยคุณภาพ ครอบคลุมครบทุกพอร์ตสินค้า เพื่อสานต่อคำมั่นสัญญา ‘ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้’

รัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) เน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญในการเดินเกมท่ามกลางความท้าทาย คือการมีเข็มทิศที่ชัดเจนภายใต้แนวคิด ‘AP CODE – The Code of Living Quality’ ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตจากความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ควบคู่กับวินัยในการพัฒนาโครงการ การบริหารพอร์ต และการส่งมอบคุณภาพในทุกมิติ

เมื่อเจาะไส้ในของ 27 โครงการใหม่ เห็นได้ชัดว่าเอพีเลือกที่จะกระจายพอร์ตโฟลิโอและบริหารกระแสเงินสดอย่างรัดกุม เพราะในจำนวนนี้เป็นโครงการกลุ่มแนวราบ 22 โครงการ ได้แก่ ทาวน์โฮมและบ้านแฝด 8 โครงการ, บ้านเดี่ยว 8 โครงการ, โครงการภูมิภาค 6 โครงการ
โดยมีโครงการไฮไลท์ในแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์ บนทำเลศักยภาพสูง ดังนี้

กลุ่มบ้านเดี่ยว ต่อยอดความสำเร็จด้วยซีรีส์บ้านเดี่ยว NATURE ARCHITECT DESIGN SERIES ที่ผสานธรรมชาติเข้ากับพื้นที่ชีวิตจริง ตอบโจทย์ฟังก์ชัน ดีไซน์ และคุณภาพชีวิตเพื่อการอยู่อาศัยของครอบครัวที่ต้องการมองหาบ้านคุณภาพสำหรับการอยู่อาศัยจริง โดยมีโครงการไฮไลต์ในไตรมาส 3 ได้แก่ CENTRO ศรีนครินทร์–บางนา 2, CENTRO พหลโยธิน–สายไหม และ CENTRO ทวีวัฒนา 2 เตรียมเปิดจอง 25–26 ก.ค. นี้
กลุ่มทาวน์โฮมและบ้านแฝด ยกระดับความเป็นผู้นำอีกขั้น ผ่านการนำเสนอนวัตกรรมดีไซน์ใหม่ บนทำเลที่เชื่อมต่อเมืองได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ครอบครัวเมืองที่มองหาความยืดหยุ่นและการขยายตัวในอนาคต โดยมี 3 โครงการไฮไลต์ในไตรมาส 3 ได้แก่



ขยายอาณาจักรแบรนด์ “อภิทาวน์”
อีกหนึ่งเกมรุกตลาดแนวราบคือการพาแบรนด์ ‘อภิทาวน์’ ขยายพอร์ตโครงการในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม 6 จังหวัดยุทธศาสตร์ ได้แก่ หาดใหญ่, ฉะเชิงเทรา 2, จันทบุรี, ชลบุรี, สุพรรณบุรี 2 และบุรีรัมย์ เพื่อจับกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัดที่มีกำลังซื้อสูงและต้องการที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐานระดับเดียวกับแบรนด์ในกรุงเทพฯ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์บริบทการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ภายใต้มาตรฐานเดียวกับโครงการในกรุงเทพฯ ทั้งด้านคุณภาพการออกแบบ ความปลอดภัย พื้นที่ส่วนกลาง และการดูแลหลังการขาย
การขยับตัวในกลุ่มคอนโดมิเนียมก็น่าจับตา เอพีเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 5 โครงการ โดยมี 2 โครงการไฮไลท์ที่รองรับดีมานด์ของคนเมือง คนรุ่นใหม่ และกลุ่ม First Jobber ที่กำลังมองหาพื้นที่ชีวิตที่เป็นของตัวเอง ได้แก่

ASPIRE Sathorn–Taksin Priva: คอนโด High-rise 22 ชั้น ที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงเพราะมียูนิตน้อยที่สุดในโซนเพียง 381 ยูนิต และยังเป็นคอนโดเลี้ยงสัตว์ได้ (Pets Allowed) แห่งเดียวบนทำเลสาทร–ตากสิน หนึ่งในทำเลฝั่งธนบุรีที่มีศักยภาพการเติบโตต่อเนื่องจากการเชื่อมต่อเข้าสู่ย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ รองรับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการความสะดวกในการเดินทาง ควบคู่กับการอยู่อาศัยที่เป็นส่วนตัว ใกล้ตลาดพลู ศูนย์รวมสตรีทฟู้ดร้านดังและตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน มาพร้อมเลย์เอาท์ใหม่ ‘ห้องพลัสใหญ่’ 2 ห้องนอน ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.49 ล้านบาท* ซึ่งเป็นราคาเปิดตัวสุดช็อกเสมือนย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน

GOOD DAY More Bangmod แบรนด์น้องใหม่ พื้นที่ใช้สอย 26–38 ตารางเมตร ห้องชุดแต่งครบ ในราคาเริ่มต้นแค่ 2.19 ล้านบาท ใกล้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) และทางพิเศษเฉลิมมหานคร รองรับทั้งกลุ่มนักศึกษา คนทำงานรุ่นใหม่ และผู้ที่มองหาที่อยู่อาศัยใกล้แหล่งการศึกษา แหล่งงาน และโครงข่ายการเดินทางสำคัญของโซนพระราม 2–บางมด

หนึ่งในแกนหลักของการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด ‘AP CODE – The Code of Living Quality’ คือ ‘วินัยในการพัฒนาโครงการ’ ซึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนความแข็งแกร่งในเรื่องนี้คือ การได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากล
ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ในฐานะบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดในกลุ่มอสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัยไทยบนทำเนียบ FORTUNE Southeast Asia 500 ปีล่าสุด และติดอันดับต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 พร้อมคงอันดับเครดิตที่ระดับ “A” แนวโน้ม “Stable” จาก TRIS Rating ได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4
ด้านสถาปัตยกรรม โครงการ LIFE อุดมสุข สเตชั่น คว้ารางวัลระดับ 5 ดาว Best Residential High Rise Architecture Thailand จากเวทีอันทรงเกียรติ Asia Pacific Property Awards 2026–2027
และยังเป็นผู้นำด้านแบรนด์และนวัตกรรม พิสูจน์ได้ผ่านการคว้า 6 รางวัลจาก Future Trends Awards 2026 (สถิติสูงสุดในกลุ่มอสังหาฯ ไทย), 5 รางวัลจาก Thailand’s Most Admired Awards 2026 โดยนิตยสาร BrandAge และรางวัล Business+ Product Innovation Awards 2026 ในสาขา Housing Innovation
รวมไปถึงความสำเร็จในระดับวิสัยทัศน์ เมื่อหัวเรือใหญ่อย่าง รัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ คว้ารางวัลสุดยอดผู้นำองค์กรแห่งปี (Thailand Top CEO of the Year 2026) สาขาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาครองได้สำเร็จ
ในมุมของ The Standard Wealth ยุทธศาสตร์ครึ่งปีหลัง 2569 ของเอพีสะท้อนให้เห็นว่าการจะฝ่ามรสุมเศรษฐกิจอย่างมีชั้นเชิงนั้น นอกจากฐานการเงินที่แข็งแกร่ง ต้องมาพร้อมกลยุทธ์ที่เฉียบคม เพื่อส่งมอบโปรดักต์ที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยจริงในทุกเซกเมนต์ ควบคู่ไปกับการบริหารพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลายภายใต้วินัยธุรกิจที่เข้มงวด ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะสร้างความอุ่นใจและเสถียรภาพระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งลูกค้า พันธมิตร และนักลงทุน
เหนือสิ่งอื่นใด คือการทำตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับคนไทยทุกคนนั่นคือ การส่งมอบ “ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้”
อัปเดตข่าวสารของทุกโครงการใหม่จากเอพี กับ บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม บ้านแฝด และคอนโดฯ ตลอดปี 2026 นี้ คลิก ›
The post ส่องเกมรุก เอพี ครึ่งปีหลัง 2569 ทุ่ม 3.2 หมื่นล้าน ปูพรม 27 โครงการใหม่ ภายใต้แนวคิด AP CODE [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.
]]>
ศึกกองทรัสต์ GROREIT ส่อเค้าเดือดต่อเนื่องและอาจกลายเป็ […]
The post ROH โต้ไม่ได้เบี้ยวซื้อคืน ‘รอยัล ออคิด เชอราตัน’ 4.87 พันล้าน ชี้ทรัสตีเปลี่ยนวิธีจ่ายเงินไม่เป็นตามสัญญา ยันพร้อมซื้อคืนตามดีลเดิม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ศึกกองทรัสต์ GROREIT ส่อเค้าเดือดต่อเนื่องและอาจกลายเป็นหนังคนละม้วน หลังจากที่ บลจ.วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ ออกมาเปิดเผยว่า บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH ผิดนัดสัญญาไม่ยอมซื้อคืนทรัพย์สินโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส มูลค่ากว่า 4,873 ล้านบาท เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา
ล่าสุดในวันนี้ (15 กรกฎาคม 2569) วิทวัส วิภากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ร่อนหนังสือด่วนชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อตอบโต้ฝั่งกองทรัสต์ โดยระบุว่า บริษัทฯ มิได้มีเจตนาที่จะผิดนัดสัญญา หรือมีข้อขัดข้องในการซื้อคืนทรัพย์สินดังกล่าวแต่อย่างใด ยืนยันว่ายังมีเจตนาอย่างแรงกล้าที่จะซื้อคืนตามข้อตกลงเดิม
ROH ชี้แจงว่า สาเหตุที่ไม่สามารถดำเนินการรับโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมาได้นั้น เกิดจากการที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC ในฐานะทรัสตีของกองทรัสต์ ได้ส่งหนังสือแจ้ง ‘วิธีการชำระราคารับซื้อคืนทรัพย์สิน’ มายังบริษัทฯ ซึ่งเงื่อนไขและวิธีการดังกล่าว ไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญาเดิม
ฝั่ง ROH มองว่า การเปลี่ยนวิธีชำระราคาของฝั่งทรัสตีถือเป็นการปฏิบัติที่ผิดสัญญา ซึ่งที่ผ่านมา ROH ได้ทำหนังสือแจ้งให้ MFC แก้ไขการปฏิบัติที่ผิดสัญญาดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 พร้อมทั้งส่งผู้รับมอบอำนาจของบริษัทฯ ไปยังสำนักงานที่ดินที่เกี่ยวข้องเพื่อชี้แจงและบันทึกการปฏิบัติที่ผิดสัญญาของฝั่งทรัสตีไว้เป็นหลักฐานแล้วเช่นกัน
ROH ย้ำว่า ปัจจุบันเรื่องนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนและกระบวนการจัดการซื้อคืนให้ลุล่วงไปตามข้อสัญญา และในระหว่างที่ความเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาระหว่าง ‘บริษัท’ และ ‘กองทรัสต์’ ยังไม่ตรงกันนี้ ROH ยืนยันว่าบริษัทยังคงมีสิทธิ์ชอบธรรมในการบริหารจัดการโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ต่อไป
ทั้งนี้ จุดยืนของ ROH นั้น สวนทางกับแผนฉุกเฉินของ บลจ.วรรณ ที่ระบุว่าจะดึง Starwood เข้ามาบริหารชั่วคราวแทนทันที
“บริษัทมีเจตนาที่จะซื้อคืนทรัพย์สินตามสัญญา แต่ไม่สามารถปฏิบัติตามวิธีการชำระราคาที่ MFC แจ้งได้เพราะมิได้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา ทั้งนี้ บริษัทยังคงมีสิทธิในการบริหารโรงแรมต่อไป” ROH ระบุในแถลงการณ์
ทาง ROH ทิ้งท้ายว่าจะเร่งรายงานข้อเท็จจริงเพิ่มเติมให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้ที่เกี่ยวข้องทราบทันทีเมื่อบริษัทมีข้อสรุปที่ชัดเจนร่วมกับทางกองทรัสต์ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนต่อสาธารณชนต่อไป

The post ROH โต้ไม่ได้เบี้ยวซื้อคืน ‘รอยัล ออคิด เชอราตัน’ 4.87 พันล้าน ชี้ทรัสตีเปลี่ยนวิธีจ่ายเงินไม่เป็นตามสัญญา ยันพร้อมซื้อคืนตามดีลเดิม appeared first on THE STANDARD.
]]>
เกิดประเด็นร้อนในแวดวงกองทรัสต์ เมื่อ บริษัทหลักทรัพย์จ […]
The post ROH ผิดนัดซื้อคืน ‘รอยัล ออคิด เชอราตัน’ 4.87 พันล้านบาท ด้าน GROREIT งัดแผนสำรองดูแลผู้ถือหน่วย ดึง Starwood บริหารต่อ-เจรจาออมสินยืดหนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เกิดประเด็นร้อนในแวดวงกองทรัสต์ เมื่อ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด (บลจ.วรรณ) ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพิทาลิตี้ ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน (GROREIT) ได้ทำหนังสือด่วนลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีบริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH ไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงซื้อคืนทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในสัญญา
ตามข้อตกลงเดิมของ GROREIT ซึ่งได้ลงทุนในทรัพย์สินโครงการโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส โดยให้ ROH ซึ่งเป็นเจ้าของเดิมเช่ากลับไปดำเนินการนั้น สัญญาได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญให้ ROH ต้อง ‘ซื้อคืน’ ทรัพย์สินโครงการเมื่อสิ้นสุดการเช่าปีที่ 5 ซึ่งตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ในราคาที่ตกลงกันไว้คือ 4,873 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
หากเป็นไปตามแผน บลจ.วรรณ จะนำเงินที่ได้จากการขายคืนนี้ ไปชำระหนี้เงินกู้ คืนเงินต้นและผลตอบแทนแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ ก่อนที่จะดำเนินการเลิกกองทรัสต์ตามเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ต่อไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันครบกำหนด (14 กรกฎาคม 2569) ปรากฏว่า ROH กลับไม่ได้มาดำเนินการรับโอนกรรมสิทธิ์และชำระค่าซื้อคืน ณ สำนักงานที่ดินที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด ถือเป็นการผิดนัดเงื่อนไขสำคัญของสัญญา
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว บลจ.วรรณ ได้ประสานงานให้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) (MFC) ในฐานะทรัสตีของ GROREIT ดำเนินการ 3 ขั้นตอนเร่งด่วนในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ดังนี้
ด้านอลงกรณ์ ประธานราษฎร์นิกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ ระบุในตอนท้ายของหนังสือว่า บลจ.วรรณ จะพิจารณาร่วมกับ MFC ในการประเมินขั้นตอนการจัดการทรัพย์สินโครงการอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกองทรัสต์และผู้ถือหน่วยทรัสต์ โดยจะดำเนินการภายใต้กรอบของสำนักงาน ก.ล.ต. และพร้อมจะอัปเดตความคืบหน้าให้ผู้ถือหน่วยทราบอย่างใกล้ชิดต่อไป


บรรยาย: หนังสือที่บลจ.วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพิทาลิตี้ ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน (GROREIT) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีบริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH ไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงซื้อคืนทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในสัญญา
The post ROH ผิดนัดซื้อคืน ‘รอยัล ออคิด เชอราตัน’ 4.87 พันล้านบาท ด้าน GROREIT งัดแผนสำรองดูแลผู้ถือหน่วย ดึง Starwood บริหารต่อ-เจรจาออมสินยืดหนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>