Market – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-market/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 10 Sep 2026 05:12:51 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กัลฟ์ฯ จับมือ Singtel รุก ‘เคเบิลใต้น้ำ’ เชื่อมโครงข่ายไทย–สิงคโปร์ รับเทรนด์ AI-Data Center ในภูมิภาคโตแรง https://thestandard.co/gulf-singtel-cable-thailand-singapore-ai/ Thu, 10 Sep 2026 05:10:44 +0000 https://thestandard.co/gulf-singtel-cable-thailand-singapore-ai/ ภาพโลโก้ GULF และ Singtel พร้อมข้อความความร่วมมือพัฒนาเคเบิลใต้น้ำรองรับ AI และ Data Center

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) และ Sin […]

The post กัลฟ์ฯ จับมือ Singtel รุก ‘เคเบิลใต้น้ำ’ เชื่อมโครงข่ายไทย–สิงคโปร์ รับเทรนด์ AI-Data Center ในภูมิภาคโตแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ GULF และ Singtel พร้อมข้อความความร่วมมือพัฒนาเคเบิลใต้น้ำรองรับ AI และ Data Center

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) และ Singtel Group ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบเคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ โดยมุ่งยกระดับศักยภาพการเชื่อมต่อระหว่างประเทศและเสริมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของทั้งสองประเทศ ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

โดยความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการต่อยอดศักยภาพของ GULF ในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจดิจิทัล เข้ากับความเชี่ยวชาญของ Singtel ในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบเคเบิลใต้น้ำระดับสากล โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาและลงทุนในโครงการเคเบิลใต้น้ำ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของบริการคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และบริการดิจิทัล พร้อมต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสร้างคุณค่าและสร้างการเติบโตร่วมกันในระยะยาว

 

สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF กล่าวว่า ความร่วมมือกับ Singtel ในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ GULF ในการขยายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยโครงการดังกล่าวจะช่วยเสริมศักยภาพการเชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค อีกทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและ AI ของอาเซียน เราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างสององค์กรจะช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความมั่นคงและมีประสิทธิภาพ รองรับการเติบโตของภาคธุรกิจดิจิทัล และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ด้านหยวน กวน มูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Singtel Group กล่าวว่า ประเทศไทยและสิงคโปร์เป็นสองประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความร่วมมือกับ GULF จะผสานความเชี่ยวชาญของทั้งสององค์กรในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบเคเบิลใต้น้ำ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของบริการคลาวด์ AI ศูนย์ข้อมูล และบริการดิจิทัล เรามุ่งหวังที่จะเสริมสร้างโครงข่ายการเชื่อมต่อระหว่างสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนการเติบโตและนวัตกรรมดิจิทัลในระยะต่อไปของภูมิภาค

 

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มต้นด้วยการเข้าร่วมพัฒนาโครงการ Vietnam-Thailand-Singapore (VTS) Cable System ซึ่งเป็นระบบเคเบิลใต้น้ำที่เชื่อมโยงเวียดนาม ไทย และสิงคโปร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพการรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศและยกระดับการเชื่อมต่อของภูมิภาค โดย Singtel Singapore และ AIS ผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำของสิงคโปร์และประเทศไทยตามลำดับ จะนำความเชี่ยวชาญในตลาด ความสามารถด้านโครงข่ายการเชื่อมต่อ และฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง มาสนับสนุนการพัฒนาและการให้บริการเชิงพาณิชย์ของโครงการ

 

โครงการ VTS Cable System มีกำหนดเปิดให้บริการภายในปีพ.ศ. 2573 และจะมีการทยอยลงทุนตามแผนการดำเนินงานในระยะยาว นอกจากนี้ GULF และ Singtel ยังอาจพิจารณาโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมในโครงข่ายเคเบิลภาคพื้นดินและโครงการเคเบิลใต้น้ำอื่น ๆ ในอนาคต

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนระดับโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจศูนย์ข้อมูล บริการคลาวด์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล ขณะที่ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเทคโนโลยี AI เติบโตอย่างรวดเร็ว การมีโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศที่มีความมั่นคงและประสิทธิภาพสูงจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ชั้นนำของภูมิภาค

 

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือครั้งนี้ยังตอกย้ำบทบาทของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมต่อดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การพัฒนาโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำที่เชื่อมโยงสองประเทศเศรษฐกิจดิจิทัลสำคัญของภูมิภาค จะช่วยตอบสนองความต้องการด้านการเชื่อมต่อที่มีความมั่นคง หลากหลาย และมีประสิทธิภาพสูงของภาคธุรกิจ ผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้ให้บริการ Hyperscale และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ

 

ความร่วมมือในครั้งนี้ต่อยอดจากการดำเนินธุรกิจร่วมกันของ GULF และ Singtel Group ในประเทศไทย ทั้งในธุรกิจโทรคมนาคมและศูนย์ข้อมูล และยังเป็นก้าวสำคัญในการขยายความร่วมมือไปสู่โอกาสการลงทุนใหม่ ๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่งเสริมนวัตกรรม และร่วมขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของภูมิภาค

The post กัลฟ์ฯ จับมือ Singtel รุก ‘เคเบิลใต้น้ำ’ เชื่อมโครงข่ายไทย–สิงคโปร์ รับเทรนด์ AI-Data Center ในภูมิภาคโตแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไทยวิวัฒน์ฯ’ เดินแผนใช้โครงสร้างโฮลดิ้งเร่งโต ทุ่ม 60.24 ล้าน ถือหุ้น ‘ทูนประกันภัย’ 25.1% พร้อมฉลอง 75 ปี ชูนวัตกรรมยกระดับ https://thestandard.co/thaivivat-holdings-invests-tune-insurance/ Wed, 09 Sep 2026 06:57:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1252641 เทพพันธ์ อัศวะธนกุล กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)

บริษัท ไทยวิวัฒน์ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TVH เผยย […]

The post ‘ไทยวิวัฒน์ฯ’ เดินแผนใช้โครงสร้างโฮลดิ้งเร่งโต ทุ่ม 60.24 ล้าน ถือหุ้น ‘ทูนประกันภัย’ 25.1% พร้อมฉลอง 75 ปี ชูนวัตกรรมยกระดับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทพพันธ์ อัศวะธนกุล กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)

บริษัท ไทยวิวัฒน์ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TVH เผยยุทธศาสตร์สร้างการเติบโตและการหารายได้ใหม่หลังการปรับโครงสร้างองค์กรสู่บริษัทโฮลดิ้งตั้งแต่ปี 2566 ที่ผ่านมา โดยมุ่งเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุน ควบคู่การขยาย Ecosystem โดยล่าสุดทุ่มเงิน 60.24 ล้านบาท เข้าถือหุ้น บริษัท ทูนประกันภัย จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 25.1% ผ่านการซื้อหุ้น PP เพื่อสร้าง Synergy ทางธุรกิจ พร้อมแสดงความพร้อมเข้าร่วม ‘กองทุนภัยพิบัติแห่งชาติ’

 

 
 

จีรพันธ์ อัศวะธนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยวิวัฒน์ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TVH เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจหลังการปรับโครงสร้างองค์กรสู่บริษัทโฮลดิ้งว่า การปรับโครงสร้างดังกล่าวช่วยเพิ่มศักยภาพและความยืดหยุ่นในการขยายการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยโฮลดิ้งสามารถจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อให้บริการสนับสนุน (Supporting Services) เช่น ธุรกิจตรวจสำรวจความเสียหาย ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดในการดำเนินงานเดิมของธุรกิจประกันภัย และช่วยส่งเสริมให้ประกันภัยไทยวิวัฒน์ขยายการให้บริการแก่ผู้บริโภคได้อย่างคล่องตัวยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ในมิติการสร้างการเติบโตและขยายพอร์ตการลงทุน TVH ได้เข้าลงทุนใน บริษัท ทูนประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผ่านการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement หรือ PP) มูลค่ารวมประมาณ 60.24 ล้านบาท ส่งผลให้เข้าถือหุ้นในสัดส่วน 25.1%

 

โดยการเข้าถือหุ้นในครั้งนี้ไม่ใช่การควบรวมกิจการ แต่เป็นการเข้าลงทุนเพื่อรับรู้ผลตอบแทนจากเงินปันผล และมุ่งสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ (Synergy) เนื่องจากทูนประกันภัยมีลักษณะธุรกิจและจุดแข็งที่แตกต่างจากไทยวิวัฒน์ เช่น พันธมิตรกลุ่มสายการบิน ประกันภัยการเดินทาง ประกันสุขภาพ ตลอดจนช่องทางโบรกเกอร์ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ TVH กระจายความเสี่ยงในพอร์ตโฟลิโอ และเพิ่มโอกาสในการรับส่งต่อประกันภัยเพื่อบริหารความเสี่ยงร่วมกัน โดยเงินทุนที่ใช้ในการลงทุนครั้งนี้มาจากเงินกองทุนส่วนเกิน (Surplus Fund) ของบริษัท

 

ขณะเดียวกัน TVH ยังเดินหน้าสร้างรายได้จากธุรกิจอื่น ๆ นอกเหนือจากประกันภัย ผ่านบริษัทลูกอย่าง Thaivivat Asset เพื่อนำสินทรัพย์ที่มีอยู่อย่างที่ดินมาพัฒนาโครงการสร้างรายได้เพิ่มเติม รวมถึงการขยายระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) นอกเหนือจากช่องทางดั้งเดิม (Traditional) ไปสู่ช่องทางใหม่ ๆ ทั้งพันธมิตรสายการบิน สื่อมวลชนรายใหญ่ และระบบ Digital Wallet เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงประกันภัยได้สะดวกยิ่งขึ้น

 

สำหรับประเด็น ‘กองทุนภัยพิบัติแห่งชาติ’ ที่ภาครัฐกำลังผลักดันอยู่นั้น TVH และอุตสาหกรรมประกันภัยมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมมือและสนับสนุนนโยบายดังกล่าวเพื่อร่วมสร้างความมั่นคงให้แก่อุตสาหกรรมและประชาชน

 

ตั้งเป้า Double-Digit Growth – บาลานซ์พอร์ต Motor, Non-Motor ด้วย Cross-Selling

 

จีรพันธ์ อัศวะธนกุล ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงเป้าหมายทางการเงินว่า บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของเบี้ยประกันภัยในระดับ Double Digit หรือไม่น้อยกว่า 10% ซึ่งสูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมประกันภัยที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 3-4% ขณะที่ GDP ครึ่งปีแรกเติบโตประมาณ 1-2% โดยมุ่งขยายฐานไปยังกลุ่มผู้ที่ยังไม่เคยทำประกันภัย ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์รายบุคคล

 

ปัจจุบัน พอร์ตประกันภัยรถยนต์ (Motor) มีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยคิดเป็นประมาณ 70% ของเบี้ยประกันภัยรวม มีอัตราการเติบโตประมาณ 7% และมีฐานลูกค้าเกือบ 1 ล้านกรมธรรม์ ขณะที่พอร์ตประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Motor) แม้จะมีสัดส่วนเบี้ยที่เล็กกว่า แต่มีการเติบโตสูงถึง 15% หรือคิดเป็นสองเท่าของพอร์ตรถยนต์

 

กลยุทธ์สำคัญหลังจากนี้ คือการใช้ Thaivivat Application เป็นศูนย์กลางดิจิทัลในการผลักดันการขายข้ามผลิตภัณฑ์ (Cross-selling) ระหว่างลูกค้า Motor และ Non-Motor เพื่อสร้างความสมดุล (Balance) ทั้งในมิติของผลตอบแทนและการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้แก่บริษัทในระยะยาว

 

ก้าวสู่ปีที่ 75 ‘ประกันภัยไทยวิวัฒน์’ ชูนวัตกรรม ยกระดับ Quality of Life

 

ด้าน เทพพันธ์ อัศวะธนกุล กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในโอกาสครบรอบ 75 ปี ของประกันภัยไทยวิวัฒน์ ภายใต้สโลแกน “คิดเผื่อเพื่อทุกชีวิต” โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการดูแลลูกค้า จากเดิมที่เป็นการรับมือเมื่อเกิดเหตุ (Reactive) ไปสู่การดูแลเชิงรุก (Active Care) ที่พร้อมเข้าช่วยเหลือในวินาทีที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต (Quality of Life) ของผู้ถือกรมธรรม์ในทุก ๆ วัน

 

เทพพันธ์ อัศวะธนกุล กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)

 

สำหรับผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมบริการไฮไลต์ ประกอบด้วย

 

  • ประกันรถยนต์เปิดปิด: นวัตกรรมประกันภัยที่ตอบโจทย์ Insight ผู้บริโภคจนได้รับอัตราการตอบรับและการต่ออายุสูงถึง 90% ล่าสุดได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘Crash Detection’ ระบบแจ้งเตือนอุบัติเหตุอัตโนมัติเมื่อเกิดการชนผ่านแอปพลิเคชัน โดยระบบจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนเพื่อให้ทีมงานประสานงานเข้าช่วยเหลือทันทีโดยที่ลูกค้าไม่ต้องร้องขอ
  • บริการ Self-Service Claims บน Thaivivat App: พัฒนาระบบให้รองรับการเคลมแห้ง การถ่ายรูปความเสียหาย และการส่งวิดีโอแบบ Real-time ผ่านแอปพลิเคชัน ช่วยเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วให้แก่ผู้ใช้บริการ โดยไม่ต้องรอพนักงานสำรวจภัยเดินทางมายังจุดเกิดเหตุ ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำมันจากการเดินทางของพนักงาน รวมถึงการใช้ระบบ QR Code แทนเอกสารกระดาษ ซึ่งถือเป็นการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (ESG) อีกทางหนึ่ง
  • ผลิตภัณฑ์ประกันภัยครอบคลุมไลฟ์สไตล์: อาทิ ประกันภัยการเดินทางพร้อมระบบ Smart Delay, ประกันภัยบ้านพร้อมบริการ Home Care และประกันสุขภาพ Active Health

The post ‘ไทยวิวัฒน์ฯ’ เดินแผนใช้โครงสร้างโฮลดิ้งเร่งโต ทุ่ม 60.24 ล้าน ถือหุ้น ‘ทูนประกันภัย’ 25.1% พร้อมฉลอง 75 ปี ชูนวัตกรรมยกระดับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ADNOC เจรจาถือหุ้นโรงกลั่นเครือ ปตท. พ่วงสัญญาป้อนน้ำมันดิบและสิทธิขายน้ำมันสำเร็จรูป คาดสรุปดีลภายในปีนี้ https://thestandard.co/adnoc-ptt-refinery-stake-deal/ Wed, 09 Sep 2026 04:11:08 +0000 https://thestandard.co/adnoc-ptt-refinery-stake-deal/ โลโก้ ปตท. และ ADNOC วางคู่กัน

Bloomberg รายงานว่า ADNOC บริษัทน้ำมันแห่งชาติของยูเออี […]

The post ADNOC เจรจาถือหุ้นโรงกลั่นเครือ ปตท. พ่วงสัญญาป้อนน้ำมันดิบและสิทธิขายน้ำมันสำเร็จรูป คาดสรุปดีลภายในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ ปตท. และ ADNOC วางคู่กัน

Bloomberg รายงานว่า ADNOC บริษัทน้ำมันแห่งชาติของยูเออีกำลังหารือเข้าถือหุ้นในโรงกลั่นของกลุ่ม ปตท. ควบคู่กับดีลในโรงกลั่น Dangote ของไนจีเรีย เพื่อสร้างตลาดรองรับน้ำมันดิบของตัวเองและขยายธุรกิจเทรดดิ้ง ขณะที่ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เตือนแรงกดดันระยะสั้นจาก dilution

 

 

Abu Dhabi National Oil Co. หรือ ADNOC บริษัทน้ำมันแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ประกอบการโรงกลั่นรายใหญ่ที่สุดในไทยและแอฟริกา เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นของทั้งสองแห่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างหลักประกันว่าจะมีผู้รับซื้อน้ำมันดิบของตัวเองในระยะยาว และขยายธุรกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง (trading) ตามรายงานของ Bloomberg ซึ่งอ้างแหล่งข่าว

 

หนึ่งในนั้นคือการเข้าถือหุ้นในโรงกลั่นที่ดำเนินงานโดยบริษัทในเครือ บมจ.ปตท. (PTT) ขณะที่อีกด้านหนึ่งบริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับกลุ่ม Dangote ของไนจีเรีย ซึ่งเป็นเจ้าของโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา และมีแผนสร้างโรงกลั่นแห่งใหม่ในแอฟริกาตะวันออกด้วยเช่นกัน แหล่งข่าวระบุว่าข้อตกลงอาจประกาศได้ภายในปีนี้

 

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) ระบุว่า ขอบเขตของดีลนี้กว้างกว่าการเข้าถือหุ้นตามปกติ เพราะข้อตกลงอาจครอบคลุมถึงสัญญาจัดหาน้ำมันดิบจาก ADNOC ป้อนให้โรงกลั่นไทยโดยตรง พร้อมกับสิทธิในการเข้าถึงและซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันจากโรงกลั่นเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ

 

โครงสร้างลักษณะนี้ทำให้ ADNOC ได้ประโยชน์สองต่อ คือมีตลาดรองรับน้ำมันดิบของตัวเองในระยะยาว และมีสินค้าเพิ่มขึ้นสำหรับป้อนเข้าสู่เครือข่ายเทรดดิ้งระดับโลก ขณะที่โรงกลั่นไทยได้ความมั่นคงด้านวัตถุดิบและช่องทางส่งออกใหม่ผ่านเครือข่ายของพันธมิตร

 

นอกจากนี้ ธุรกิจเทรดดิ้งของ ADNOC ยังสามารถจัดหาน้ำมันดิบจากประเทศอื่น เช่น อิรัก เพื่อป้อนให้โรงกลั่นในไทยได้ในอนาคต ซึ่งจะยิ่งเพิ่มบทบาทของ ADNOC ในห่วงโซ่อุปทานน้ำมันของภูมิภาคเอเชีย

 

INVX มองว่าข่าวนี้สอดคล้องกับแนวโน้มที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติในตะวันออกกลางกำลังขยายการลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นปลายน้ำในเอเชีย เพื่อสร้าง captive demand หรืออุปสงค์ที่ผูกติดกับน้ำมันดิบของตัวเอง หากดีลกับ ปตท. เกิดขึ้นจริง จะเป็นอีกหนึ่งดีลสำคัญที่ยกระดับความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมพลังงานไทยกับผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก

 

INVX คงเป้า 47 บาท แต่จับตา dilution ระยะสั้น

 

INVX ระบุว่าข่าวนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์การหาพันธมิตรทางธุรกิจของ ปตท. จึงคงมุมมองเชิงบวก คงคำแนะนำ OUTPERFORM และคงราคาเป้าหมายที่ 47 บาท

 

ในเชิงอุตสาหกรรม INVX มองว่าข่าวนี้มีนัยเชิงบวกต่อกลุ่มโรงกลั่นไทยในระยะกลางถึงยาว จากการได้พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับโลก ความมั่นคงด้านการจัดหาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น ช่องทางเข้าถึงตลาดส่งออกผ่านเครือข่ายเทรดดิ้งของ ADNOC และการสะท้อนว่ามูลค่าทรัพย์สิน (asset value) ของธุรกิจโรงกลั่นไทยยังอยู่ในความสนใจของผู้เล่นระดับโลก

 

อย่างไรก็ตาม INVX เตือนว่าสิ่งที่อาจทำให้นักลงทุนกังวลในระยะสั้นคือผลของ dilution จากการที่หุ้นโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ต้องเพิ่มจำนวนหุ้นเพื่อขายให้พันธมิตร แต่ในระยะยาวมองว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งขึ้น ทั้งนี้ ผลต่อมูลค่าหุ้นยังต้องรอผลการเจรจาและรายละเอียดเพิ่มเติม

 

ขณะที่ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในเครือ ปตท. ปรับตัวขึ้นทันทีในช่วง 1 ชั่วโมงแรกของการเปิดตลาดซื้อขายวันนี้ (9 กันยายน)

 

บมจ.ไทยออยล์ (TOP) พุ่ง 4% ขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 69.50 บาท ด้านบมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) เพิ่มขึ้น 1.3% แตะระดับ 3.18 บาท ขณะที่ บมจ.ปตท.โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เพิ่มขึ้นราว 2% แตะระดับ 48.25 บาท

 

ทำไมยูเออีสนใจโรงกลั่นไทย

 

ด้านแหล่งข่าวของ Bloomberg ระบุว่า โรงกลั่นไทยเป็นเป้าหมายที่เหมาะสม เพราะหลายแห่งออกแบบมาให้กลั่นน้ำมันดิบชนิดหนักได้ ซึ่งตรงกับคุณสมบัติของน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตนอกชายฝั่งของอาบูดาบี ความสอดคล้องทางเทคนิคตรงนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ดีลลักษณะ crude supply agreement มีความหมายจริงในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงการลงทุนทางการเงิน

 

ที่ผ่านมา ADNOC พึ่งพาโรงกลั่น Ruwais ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดของโลก เป็นฐานผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงป้อนตลาดโลก การหันมาพิจารณาเข้าถือหุ้นในโรงกลั่นต่างประเทศจึงเป็นการเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญ

 

Bloomberg ระบุเหตุผลเบื้องหลังไว้หลายชั้น ทั้งการสร้างฐานผู้ซื้อน้ำมันดิบของตัวเองและน้ำมันจากแหล่งอื่น การเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเทรดดิ้ง และการกระจายความเสี่ยงเชิงภูมิศาสตร์ หลังสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การขยายการดำเนินงานออกนอกอ่าวเปอร์เซียมีความสำคัญมากขึ้น

 

ดีลโรงกลั่นในต่างประเทศจะต่อยอดจากการรุกลงทุนระดับหลายพันล้านดอลลาร์ของ ADNOC ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งดีลสินทรัพย์ก๊าซธรรมชาติของหน่วยงาน XRG ตั้งแต่สหรัฐฯ ไปจนถึงแอฟริกาและเอเชียกลาง การเข้าซื้อ Covestro AG ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์สัญชาติเยอรมัน และการที่ ADNOC Distribution บรรลุข้อตกลงซื้อธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของ Shell ในแอฟริกาใต้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

ADNOC ยังสนใจเข้าสู่ตลาดปลายน้ำในอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทพยายามหาที่ยืนมานานแต่ยังไม่สำเร็จ โดยในปี 2018 ADNOC เคยเข้าร่วมกับดีลของ Saudi Aramco เพื่อซื้อหุ้นในธุรกิจโรงกลั่นของ Reliance Industries แต่การเจรจาไม่จบลงด้วยการทำธุรกรรม

 

ภาพ: บริษัทน้ำมันยูเออี

อ้างอิง:https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-09-07/adnoc-said-to-be-in-talks-for-thailand-dangote-refinery-stakes

 

The post ADNOC เจรจาถือหุ้นโรงกลั่นเครือ ปตท. พ่วงสัญญาป้อนน้ำมันดิบและสิทธิขายน้ำมันสำเร็จรูป คาดสรุปดีลภายในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Webull Thailand ทุ่ม 3,200 ล้านบาท ปิดดีลฮุบกิจการ บล.พาย ตั้งเป้าดัน AUM ทะยานแตะ 2 แสนล้านบาทในปี 2570 https://thestandard.co/webull-thailand-pi-securities-aum/ Wed, 09 Sep 2026 02:08:36 +0000 https://thestandard.co/webull-thailand-pi-securities-aum/ ภาพกราฟิก Webull Thailand ทุ่ม 3,200 ล้านบาท ซื้อกิจการ บล.พาย

ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในแวดวงการเงินการลงทุนไท […]

The post Webull Thailand ทุ่ม 3,200 ล้านบาท ปิดดีลฮุบกิจการ บล.พาย ตั้งเป้าดัน AUM ทะยานแตะ 2 แสนล้านบาทในปี 2570 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก Webull Thailand ทุ่ม 3,200 ล้านบาท ซื้อกิจการ บล.พาย

ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในแวดวงการเงินการลงทุนไทย เมื่อ บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Webull Thailand บริษัทย่อยของ Webull Corporation แพลตฟอร์มเทรดออนไลน์ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้น NASDAQ ได้ประกาศทุ่มงบ 3,200 ล้านบาท เข้าซื้อกิจการบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย หรือ Pi Securities เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 หลังจากได้รับความเห็นชอบและอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างเป็นทางการ

 

 

 

ชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Webull Thailand เปิดเผยว่า สำหรับการเข้าลงทุนใน Pi Securities ของ Webull ในครั้งนี้ ดำเนินการผ่านบริษัทแม่โดยตรงคือ Webull Holdings (Singapore) Pte. Ltd. และบริษัทแม่สูงสุดคือ Webull Corporation โดยมีโครงสร้างการทำธุรกรรมแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก

 

  • เข้าซื้อหุ้นสัดส่วน 90.98% จาก บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGH ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เดิม ด้วยมูลค่ารวมประมาณ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • เข้าซื้อหุ้นส่วนที่เหลืออีก 8.38% จากผู้ถือหุ้นรายย่อยอีกรายหนึ่ง ด้วยมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ส่งผลให้ยอดการเข้าถือหุ้นทั้งหมดรวมเป็น 99.36% ด้วยมูลค่าธุรกรรมรวมทั้งสิ้น 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,200 ล้านบาท ทำให้ บล.พาย กลายมาเป็นบริษัทในกลุ่มของ Webull อย่างเป็นทางการ และจะเริ่มรับรู้รายได้รวมกัน (Consolidated Revenue) ตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป

 

แผน 3 ขั้นตอน หลังถือหุ้นใหญ่ บล.พาย

 

ชลเดช ยังเปิดเผยว่า วิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง (Founder) ของ Webull ได้ให้แนวทางเชิงกลยุทธ์ในการควบรวมกิจการครั้งนี้ไว้ผ่าน 3 คำสำคัญ:

 

  • Acquire คือ เข้าซื้อกิจการ ซึ่งขณะนี้เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว
  • Transform ปรับเปลี่ยนบุคลากร โดยการพัฒนาทักษะ (Up-skill & Re-skill) ของผู้แนะนำการลงทุน (Investment Consultant: IC) และผู้จัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (Relationship Manager: RM) ของ บล.พาย ที่มีอยู่กว่า 300-350 คน ให้มีความเชี่ยวชาญในการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น กองทุนรวม , หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Notes), และผลิตภัณฑ์การลงทุนต่างประเทศ แทนที่จะพึ่งพิงค่าคอมมิชชันจากหุ้นไทยเพียงอย่างเดียว
  • Migrate คือ โอนย้ายและควบรวบกิจการ สำหรับในระยะแรก ทั้งสองบริษัทจะยังคงแยกกันดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์เดิมเพื่อความเป็นระเบียบและรักษาความต่อเนื่องในการบริการลูกค้า โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการทยอยโอนย้ายและควบรวมระบบการทำงานเข้าด้วยกันเป็นบริษัทเดียว

 

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในธุรกิจหลักทรัพย์ คือ คน ดังนั้นเราจะรักษาโครงสร้างผลตอบแทน และการแบ่ง Revenue Sharing ของทีม RM และ IC เดิมไว้ทั้งหมด พร้อมมอบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไปช่วยเสริมทัพให้พวกเขาสามารถให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น” ชลเดช กล่าวเน้นย้ำ

 

ตั้งเป้า AUM แตะ 2 แสนล้านบาท ก้าวสู่อันดับ 2 ของโลกในเครือ Webull

 

ปัจจุบัน Webull และ บล.พาย มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (AUM) ร่วมกันอยู่แล้วกว่า 1 แสนล้านบาท โดย บล.พาย มี AUM อยู่ราว 100,000 ล้านบาท และ Webull Thailand มีอยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท สำหรับเป้าหมายหลังจากนี้ ตั้งไว้ดังนี้

 

  • สิ้นปี 2569 ตั้งเป้าหมาย AUM เฉพาะในส่วนของ Webull Thailand และพาร์ตเนอร์ ไว้ที่ 40,000 ล้านบาท
  • ภายในปี 2570 ตั้งเป้าหมายนำพา AUM รวมของทั้งสองบริษัทขึ้นไปแตะ 200,000 ล้านบาท ให้ได้เร็วที่สุด

 

หากทำได้สำเร็จตามเป้าหมายนี้ จะทำให้สาขาประเทศไทย Webull Thailand กับ บล.พาย ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกในเครือ Webull Corporation ทั้งหมด เป็นรองเพียงแค่ Webull สหรัฐอเมริกา เท่านั้น พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายนำงบการเงินเดี่ยวกลับมาพลิกมีกำไรให้ได้ภายในปีหน้า หลังจากขาดทุนมาต่อเนื่องในช่วง ปี 2567-2569

 

แผนธุรกิจระยะสั้น-ระยะยาว และกลยุทธ์เรือธง ปี 69 – 70

 

ทาง Webull ได้กำหนดแนวทางกลยุทธ์ เรือธงองแต่ละปีไว้อย่างชัดเจนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม ในปี 2569 ปัจจุบันรายได้หลักกว่า 96% ของ Webull Thailand มาจากการลงทุนในหุ้นอเมริกา โดยปีนี้มีตัวเร่งการเติบโตที่สำคัญคือ รายได้จากออปชันหุ้นสหรัฐฯ ซึ่ง Webull เป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวในประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้ลูกค้ารายใหญ่สามารถส่งคำสั่งชอร์ตออปชัน (Short Option) ภายใต้กลยุทธ์ต่างๆ เช่น Covered Call และ Short Put ซึ่งช่วยสร้างผลตอบแทนจากพรีเมียมท่ามกลางสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

สำหรับแผนงาน ปี 2570 ชลเดช คาดหวังการเติบโตแบบก้าวกระโดดจากโครงการ TISA (Thai Individual Savings Account) หรือกองทุนออมทรัพย์เพื่อการลดหย่อนภาษีของไทยที่จะประกาศความชัดเจนในเร็วๆ นี้ โดยมองว่าจะกลายเป็น Game-Changer ซึ่งจะผลักดันให้นักลงทุนหันมาซื้อกองทุนรวมไทยและหุ้นไทยผ่านแพลตฟอร์มอย่างล้นหลาม โดย Webull ได้เตรียมความพร้อมด้านระบบการเปิดบัญชีและ KYC ไว้เพื่อรองรับโอกาสนี้อย่างเต็มที่

 

การผนึกพลังนวัตกรรมและพันธมิตร ขยายฐานลูกค้าครอบคลุมทุกเซกเมนต์

 

ชลเดช กล่าวต่อว่า ดีลการควบรวมกับ บล.พาย เป็นการควบรวมที่สมบูรณ์แบบระหว่างเทคโนโลยีระดับโลก ของ Webull และความเข้าใจคนไทย ของ บล.พาย โดยจะแบ่งกลุ่มการเข้าถึงฐานลูกค้าออกเป็น 3 ระดับหลัก ดังนี้

 

  • กลุ่ม High Net Worth / Ultra High Net Worth โดยเจาะกลุ่มผ่านสิทธิประโยชน์พิเศษภายใต้โครงการ Webull Prime เปิดตัวร่วมกับ Gaysorn Village ตั้งแต่ปี 2568) โดยนักลงทุนระดับ Ultra High Net Worth ที่ผ่านเกณฑ์ตามกฎหมายจะสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางเลือกพิเศษ เช่น Crypto ETFs หรือ Leveraged & Inverse ETFs ได้โดยตรงบนแพลตฟอร์ม
  • กลุ่ม Mass Affluent กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง โดยเตรียมผนึกกำลังร่วมกับ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) ในช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 นี้ เพื่อผสานเทคโนโลยีการลงทุนหุ้นอเมริกาของ Webull เข้ากับแอปพลิเคชัน ttb touch เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าธนาคารที่ต้องการกระจายพอร์ตการลงทุนทั่วโลก
  • กลุ่ม Mass Market กลุ่มลูกค้ารายย่อยทั่วไป โดยจะจับมือร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับ TrueMoney เตรียมเปิดตัว TrueMoney Mini App ภายในกลางเดือนกันยายน 2569 นี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานกระเป๋าเงินดิจิทัลสามารถลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ได้อย่างง่ายดายผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet โดยตรง

 

ดันนวัตกรรม DR สู่อันดับท็อป 3 และบุกตลาดวาณิชธนกิจ ระดับโลก

 

ทั้งนี้บริษัทฯ มีแผนรุกผลิตภัณฑ์ DR (Depository Receipt) ซึ่งปัจจุบัน บล.พาย อยู่ในกลุ่ม Top 5 ของตลาดหลักทรัพย์ไทย หลังจากรวมกิจการและได้รับทุนสนับสนุนเพิ่ม รวมถึงความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกในการออกแบบผลิตภัณฑ์ ETF ที่เป็นหลักทรัพย์อ้างอิงระดับโลก รวมถึงหุ้นเทคโนโลยี, AI แถวหน้า ทาง Webull มั่นใจว่าจะสามารถผลักดันให้ธุรกิจ DR ของบริษัทก้าวขึ้นสู่ อันดับ 1 ใน 3 ของประเทศ ได้ภายในปีหน้า

 

นอกจากบริการด้านวาณิชธนกิจข้ามชาติ (Investment Banking: IB): Webull มีทีมงาน IB ที่แข็งแกร่งในฮ่องกงอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มเข้าไปเจรจากับบริษัทสตาร์ทอัพและบริษัทไทยที่มีศักยภาพสูงหลายราย เพื่อเตรียมความพร้อมนำบริษัทเหล่านั้นเข้าจดทะเบียนซื้อขาย (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) หรือตลาดแนสแด็ก (NASDAQ) สหรัฐอเมริกา ซึ่งกระบวนการสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 6 เดือน

The post Webull Thailand ทุ่ม 3,200 ล้านบาท ปิดดีลฮุบกิจการ บล.พาย ตั้งเป้าดัน AUM ทะยานแตะ 2 แสนล้านบาทในปี 2570 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮั่วเซ่งเฮงชี้ ‘September Effect’ กดดันทองคำพักตัวระยะสั้น ลุ้นตั้งฐาน 4,200 ดอลลาร์ รับรอบใหญ่ คิดเป็นราคาทองคำไทย 66,500 – 66,800 บาทต่อบาททองคำ https://thestandard.co/gold-september-effect-outlook/ Tue, 08 Sep 2026 08:02:54 +0000 https://thestandard.co/gold-september-effect-outlook/ ภาพทองคำแท่งหรือกราฟแสดงราคาทองคำที่กำลังพักตัวจากปรากฏการณ์ September Effect

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่าราคาทองคำมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,20 […]

The post ฮั่วเซ่งเฮงชี้ ‘September Effect’ กดดันทองคำพักตัวระยะสั้น ลุ้นตั้งฐาน 4,200 ดอลลาร์ รับรอบใหญ่ คิดเป็นราคาทองคำไทย 66,500 – 66,800 บาทต่อบาททองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทองคำแท่งหรือกราฟแสดงราคาทองคำที่กำลังพักตัวจากปรากฏการณ์ September Effect

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่าราคาทองคำมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,200 – 4,230 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำแท่งในประเทศประมาณ 66,500 – 66,800 บาทต่อบาททองคำ หลังจากที่ราคาทะยานขึ้นไปทำจุดสูงสุดใกล้ระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนสิงหาคม

 

 

ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงปรับฐาน

 

ฮั่วเซ่งเฮง รายงานว่า ราคาทองคำในตลาดโลกเริ่มเคลื่อนไหวเข้าสู่ช่วงปรับฐาน หลังจากปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดใกล้ระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยแรงส่งของแนวโน้มขาขึ้นเริ่มชะลอลงหลังจาก เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมเศรษฐกิจประจำปีที่เมืองแจ็กสันโฮลเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พร้อมส่งสัญญาณว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ Fed ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่สูงกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2%

 

สุนทรพจน์ดังกล่าวนำไปสู่การที่ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 15-16 กันยายนนี้ ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำในระยะสั้น

 

นอกจากนี้ ตลาดยังเผชิญกับปรากฏการณ์ตามฤดูกาลอย่าง ‘September Effect’ ซึ่งจากสถิติข้อมูลย้อนหลังพบว่า เดือนกันยายนเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ราคาทองคำมักเผชิญแรงขายทำกำไรและให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ ก่อนที่จะมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นในช่วงเดือนถัดไป อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุดของแนวโน้มขาขึ้น แต่สะท้อนถึงช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูงก่อนจะประเมินปัจจัยพื้นฐานรอบใหม่

 

เปิดปัจจัยกดดันระยะสั้น และแรงหนุนระยะยาว

 

สำหรับปัจจัยที่จะเข้ามาสร้างความผันผวนในเดือนกันยายน ฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่า นอกเหนือจากการประชุม FOMC วันที่ 15-16 กันยายน ที่จะมีการเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจและ Dot Plot ชุดใหม่แล้ว ตลาดยังจับตาดูทิศทางเงินเฟ้อและข้อมูลตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด หากข้อมูลเศรษฐกิจยังสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อและ Fed ส่งสัญญาณคงนโยบายการเงินที่เข้มงวด Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์จะยังคงทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ

 

ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรยังมีความผันผวนจากภาระการกู้ยืมและหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตาม หากเกิดแรงขายในตลาดหุ้นเทคโนโลยีและ AI จากความเชื่อมั่นที่ลดลง เงินทุนบางส่วนก็มีโอกาสไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำได้เช่นกัน

 

ในส่วนของปัจจัยพื้นฐานระยะกลางถึงระยะยาวยังคงมีแรงหนุนที่แข็งแกร่ง ทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อ ระดับหนี้ภาครัฐที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนแรงซื้อสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงราคาทองคำเอาไว้

 

ฮั่วเซ่งเฮง มองแค่พักตัว ไม่ใช่การเปลี่ยนเทรนด์

 

ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่า แม้ราคาทองคำในเดือนกันยายนจะเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ และ Bond Yield แต่ปัจจัยพื้นฐานระยะกลางถึงยาวของทองคำยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางเทคนิคราคาทองคำได้กลับมาอยู่ในช่วงปรับฐานหลังหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (SMA200) อีกครั้งในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หลังจากที่เคยปรับตัวทะลุผ่านขึ้นไปได้ในช่วงกลางเดือน

 

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่า ราคาทองคำยังมีโอกาสอ่อนตัวต่อในระยะสั้น โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่บริเวณ 4,200 – 4,230 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำแท่งในประเทศประมาณ 66,500 – 66,800 บาทต่อบาททองคำ หากราคาสามารถยืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้ จะมีโอกาสเห็นแรงซื้อกลับและการฟื้นตัวในระยะถัดไป โดยมีแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 4,530 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหากผ่านไปได้จะเป็นสัญญาณยืนยันการกลับมาของโมเมนตัมขาขึ้น

The post ฮั่วเซ่งเฮงชี้ ‘September Effect’ กดดันทองคำพักตัวระยะสั้น ลุ้นตั้งฐาน 4,200 ดอลลาร์ รับรอบใหญ่ คิดเป็นราคาทองคำไทย 66,500 – 66,800 บาทต่อบาททองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหาเศรษฐีอเมริกันแห่ซื้อประกันชีวิตแบบพิเศษ ที่เงินลงทุนโตแบบปลอดภาษี แต่ห้ามสั่งซื้อขายสินทรัพย์ด้วยตัวเอง https://thestandard.co/us-wealthy-tax-free-investments/ Sun, 06 Sep 2026 12:03:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1251519 มือถือธนบัตรดอลลาร์โผล่พ้นน้ำทะเล สื่อถึงการลงทุนของเศรษฐี

กลุ่มคนรวยที่สุดในสหรัฐฯ กำลังเทเงินหลายพันล้านดอลลาร์เ […]

The post มหาเศรษฐีอเมริกันแห่ซื้อประกันชีวิตแบบพิเศษ ที่เงินลงทุนโตแบบปลอดภาษี แต่ห้ามสั่งซื้อขายสินทรัพย์ด้วยตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือถือธนบัตรดอลลาร์โผล่พ้นน้ำทะเล สื่อถึงการลงทุนของเศรษฐี

กลุ่มคนรวยที่สุดในสหรัฐฯ กำลังเทเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้าสู่มุมที่เคยเงียบเหงาของธุรกิจประกันชีวิต เพื่อเป้าหมายเดียวคือการลดภาระภาษีของตัวเองลง

 

 
 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดกระแสนี้คือการที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นมาหลายปี ทำให้ผู้มีความมั่งคั่งสูงจำนวนมากเปลี่ยนโฟกัสจากคำถามว่าจะลงทุนในอะไร มาเป็นคำถามว่าควรวางเงินลงทุนไว้ที่ไหนจึงจะได้เปรียบที่สุด

 

ในทางปฏิบัติ คำตอบมักหมายถึงการนำการลงทุนที่สร้างดอกเบี้ยสม่ำเสมอหรือกำไรระยะสั้น ไปไว้ในบัญชีที่ปลอดภาษีอย่างบัญชีเพื่อการเกษียณ (IRA) ทว่าบัญชีประเภทนั้นจำกัดวงเงินฝากไว้ที่เพียงปีละ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 246,750 บาท)

 

ทางออกที่คนกลุ่มนี้หันไปใช้จึงเป็นประกันชีวิตแบบเสนอขายเฉพาะกลุ่ม หรือ Private-Placement Life Insurance (PPLI) ซึ่งเป็นสัญญาประกันที่ปรับแต่งได้ตามต้องการ และเปิดให้ลงทุนได้ไม่จำกัดวงเงินโดยเงินเติบโตแบบปลอดภาษี

 

จิม ไวต์ ผู้ก่อตั้ง Great Oak Wealth Management เปรียบเทียบว่ามันคือบัญชีเกษียณแบบ Roth IRA ที่อัดสเตียรอยด์เข้าไป สำหรับคนที่มีกำลังจ่ายและต้องการส่งต่อให้ทายาท

 

สินทรัพย์ในกรมธรรม์ทะลุ 1.45 ล้านล้านบาท

 

กรมธรรม์ประเภทนี้ได้รับความนิยมพุ่งขึ้นในหมู่คนรวย ซึ่งใช้มันลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอย่างเฮดจ์ฟันด์, สินเชื่อนอกระบบธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด

 

เหตุผลที่ต้องใช้กรมธรรม์ห่อหุ้มก็เพราะการลงทุนเหล่านั้นให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ก็มาพร้อมภาระภาษีรายปีที่หนักตามไปด้วย

 

บริษัทประกันรายใหญ่ที่สุด 5 แห่งซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแลในกรมธรรม์ประเภทนี้มากกว่า 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นปี 2025 ตามข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษา Life Insurance Strategies Group

 

ที่มาของกรมธรรม์ประเภทนี้เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1990 โดยอาศัยข้อกำหนดในประมวลกฎหมายภาษีที่ตั้งใจส่งเสริมให้ผู้คนดูแลผู้อยู่ในอุปการะผ่านการทำประกันชีวิต

 

ทว่ามันเริ่มได้รับความนิยมจริงจังเมื่อกว่าทศวรรษก่อน เมื่อที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่งพบว่าตัวเองสามารถบริหารสินทรัพย์เหล่านั้นและเก็บค่าธรรมเนียมได้ เนื่องจากเงินก้อนดังกล่าวถูกล็อกไว้เป็นเวลาหลายปี

 

กฎ IRS บังคับให้สละอำนาจสั่งซื้อขาย

 

จุดที่เป็นข้อแลกเปลี่ยนสำคัญคือ เพื่อให้เป็นไปตามกฎของกรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS) ผู้ลงทุนต้องสละอำนาจควบคุมสินทรัพย์ที่อยู่ในกรมธรรม์

 

นั่นหมายถึงการนำเงินไปไว้ในกองทุนเฉพาะทางที่เรียกว่ากองทุนสำหรับกรมธรรม์ประกันโดยเฉพาะ หรือบัญชีที่บริหารแยกต่างหาก ซึ่งการลงทุนทั้งหมดจะถูกจัดหาและดูแลโดยที่ปรึกษาเพียงฝ่ายเดียว

 

เงื่อนไขดังกล่าวทำให้ลูกค้าผู้มั่งคั่งบางรายที่ทำงานในวงการไพรเวทอิควิตี้ถอยออกไป เพราะพวกเขาต้องการลงทุนในกองทุนของตัวเองหรือกองทุนที่เพื่อนบริหารอยู่

 

ไมเคิล ฟอนตานีนี รองประธานอาวุโสฝ่ายการขายและออกแบบขั้นสูงของ Lion Street เครือข่ายประกันชีวิต อธิบายว่าเจ้าของกรมธรรม์จะโทรบอกที่ปรึกษาว่าให้ขายหุ้น Apple แล้วไปซื้อ Google แทนไม่ได้

 

เขาเสริมว่าเจ้าของกรมธรรม์ยังตกลงแผนล่วงหน้ากับที่ปรึกษาเกี่ยวกับการเลือกสินทรัพย์ที่จะลงทุนไม่ได้เช่นกัน

 

นอกจากนี้สินทรัพย์ในกรมธรรม์ยังต้องกระจายความเสี่ยง โดยทั่วไปต้องมีอย่างน้อย 5 รายการ และเพื่อรักษาสถานะปลอดภาษีเอาไว้ กรมธรรม์ต้องผ่านการทดสอบการกระจายความเสี่ยงทุกไตรมาส รวมถึงการทดสอบเรื่องอำนาจควบคุมของผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง

 

เกณฑ์ขั้นต่ำเริ่มที่สินทรัพย์ 32.9 ล้านบาท

 

กรมธรรม์ประเภทนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะผู้ถือต้องเป็นนักลงทุนที่ได้รับการรับรอง ซึ่งมีสินทรัพย์ที่ลงทุนได้อย่างน้อย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.9 ล้านบาท) หรือเป็นผู้ซื้อที่มีคุณสมบัติ ซึ่งต้องมีอย่างน้อย 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 164.5 ล้านบาท)

 

ทว่าในทางปฏิบัติ คนที่ใช้กรมธรรม์นี้มักร่ำรวยกว่าเกณฑ์ดังกล่าวมาก โดยที่ปรึกษาระบุว่าโดยทั่วไปควรใส่เบี้ยประกันอย่างน้อย 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงจะประหยัดภาษีได้มากพอที่จะคุ้มกับความซับซ้อนและค่าธรรมเนียม

 

ค่าธรรมเนียมที่ว่านั้นสูงถึง 2-4% ต่อปีในช่วงปีแรกๆ ซึ่งรวมค่าบริหารการลงทุนเข้าไปแล้ว

 

ทอม คัลลาฮาน จาก BFA Family Offices ระบุว่าราว 1 ใน 4 ของครอบครัวที่มีความมั่งคั่งสูงมากซึ่งเขาให้คำปรึกษา มีกรมธรรม์ประเภทนี้อยู่แล้วหรือกำลังพิจารณา และเขาคาดว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นอีก

 

ตัวอย่างที่เขากำลังดูแลคือผู้บริหารในวงการไพรเวทอิควิตี้ที่เปิดกรมธรรม์เมื่อเกือบ 3 ปีก่อน โดยคาดว่าจะได้รับเงินคืนจากกองทุนของบริษัทตัวเอง 30-50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 987 ล้านถึง 1.65 พันล้านบาท ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ผู้บริหารรายนี้ต้องการกระจายความเสี่ยงด้วยการนำเงินสดไปลงทุนในเฮดจ์ฟันด์, สินเชื่อนอกระบบธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์นอกตลาดที่บริหารโดยบริษัทอื่น

 

สิ่งที่เขาต้องทำตามกฎคือทยอยใส่เบี้ยประกันตลอดช่วง 5 ปี เนื่องจากกฎประกันห้ามอัดเบี้ยเข้าไปกระจุกตัวในช่วงต้น เพราะการใส่เงินเร็วเกินไปอาจทำให้กรมธรรม์สูญเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีบางส่วน

 

ผลลัพธ์ที่คาดไว้คือการลงทุนของเขาอาจมีมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ในวันข้างหน้า โดยไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้หรือภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์แม้แต่บาทเดียวจากการเติบโตนั้น

 

แม้เขาจะถอนเงินหรือกู้โดยใช้มูลค่าเงินสดในกรมธรรม์เป็นหลักประกันได้ แต่โดยทั่วไปก็ไม่ได้คิดจะแตะเงินก้อนนี้ เพราะเมื่อเสียชีวิต เงินดังกล่าวจะตกถึงผู้รับผลประโยชน์แบบปลอดภาษีเงินได้ในรูปของเงินสินไหมมรณกรรม

 

อีกชั้นหนึ่งที่ที่ปรึกษามักแนะนำคือการวางกรมธรรม์ไว้ในทรัสต์ที่เพิกถอนไม่ได้ซึ่งตั้งไว้ให้บุตร ซึ่งทำให้ไม่ต้องเสียภาษีมรดกด้วย โดยคัลลาฮานสรุปว่านี่คือวิธีสร้างเปลือกที่ประหยัดภาษีมาห่อหุ้มการลงทุนที่เสียภาษีหนัก

 

ร่างกฎหมายในสภาจ่อเก็บภาษีรายปี

 

ในอีกด้านหนึ่ง สมาชิกรัฐสภาบางส่วนต้องการให้กรมธรรม์ประเภทนี้เสียสถานะปลอดภาษี โดยเมื่อเดือนเมษายน รอน ไวเดน วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต รัฐออริกอน เสนอร่างกฎหมายที่จะแยกกรมธรรม์ประเภทนี้ออกจากประกันชีวิตแบบดั้งเดิม

 

ผลของร่างกฎหมายดังกล่าวคือกำไรและขาดทุนจะต้องถูกนำมาคิดภาษีกับผู้ถือกรมธรรม์ในแต่ละปีที่เกิดขึ้นจริง

 

ไวเดนระบุในเอกสารประกาศร่างกฎหมายว่าไม่อาจปล่อยให้คนรวยจำนวนหนึ่งที่เลี่ยงภาษี ใช้ประโยชน์จากการปฏิบัติทางภาษีแบบพิเศษนี้ในทางที่ผิด เพื่อตั้งเฮดจ์ฟันด์ปลอดภาษีและซุกซ่อนเงินก้อนมหาศาล

 

ขณะเดียวกันก็มีทางเลือกที่เสี่ยงกว่านั้น โดยที่ปรึกษาซึ่งทำงานกับลูกค้าผู้มั่งคั่งในต่างประเทศระบุว่า บริษัทประกันนอกสหรัฐฯ มักดำเนินการในเชิงรุกมากกว่า ถึงขั้นเปิดให้ผู้ถือกรมธรรม์ใส่ทั้งหุ้นในธุรกิจ, เรือยอชต์, งานศิลปะ และบิตคอยน์เข้าไปในกรมธรรม์ได้

 

ทว่าฟอนตานีนีจาก Lion Street เตือนว่าธุรกรรมลักษณะนั้นอาจไม่ผ่านการตรวจสอบของ IRS โดยระบุว่าสิ่งที่ได้ไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่ต้องแลก และการที่มีคนบอกว่าทำได้ ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะผ่านการตรวจสอบจริง

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.90 บาท ณ วันที่ 4 กันยายน 2569

 

ภาพ : Golden Dayz / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post มหาเศรษฐีอเมริกันแห่ซื้อประกันชีวิตแบบพิเศษ ที่เงินลงทุนโตแบบปลอดภาษี แต่ห้ามสั่งซื้อขายสินทรัพย์ด้วยตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุนน้ำมันนอร์เวย์เสนอลดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 2.6 ล้านล้านบาท ย้ายไปตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านหนุนหลัง และถือหนี้ญี่ปุ่นมากขึ้น https://thestandard.co/norway-oil-fund-cut-us-bonds/ Sun, 06 Sep 2026 07:58:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1251471 ภาพธนบัตร 100 ดอลลาร์สหรัฐ

Norges Bank Investment Management (NBIM) ผู้บริหารกองทุ […]

The post กองทุนน้ำมันนอร์เวย์เสนอลดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 2.6 ล้านล้านบาท ย้ายไปตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านหนุนหลัง และถือหนี้ญี่ปุ่นมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธนบัตร 100 ดอลลาร์สหรัฐ

Norges Bank Investment Management (NBIM) ผู้บริหารกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมูลค่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 75.72 ล้านล้านบาท) เสนอให้ลดสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลในพอร์ตลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด

 

 
 

ข้อเสนอดังกล่าวอยู่ในจดหมายที่ส่งถึงกระทรวงการคลังนอร์เวย์และเผยแพร่เมื่อสัปดาห์นี้ ซึ่งแนะนำให้ลดน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลในดัชนีอ้างอิงตราสารหนี้จาก 70% เหลือ 50% เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทน

 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะหมายถึงการลดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กองทุนถืออยู่ราว 2.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.08 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ลงเกือบ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.63 ล้านล้านบาท) ตามการคำนวณของ Reuters

 

ขณะที่การคำนวณของ Bloomberg ประเมินว่าการถือพันธบัตรสหรัฐฯ จะลดลงราว 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.47 ล้านล้านบาท) ส่วนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอาจเพิ่มขึ้นราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.58 แสนล้านบาท)

 

ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ขนาดของกองทุน ซึ่งเข้าไปถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกเฉลี่ยบริษัทละ 1.5% ทำให้การตัดสินใจเรื่องพอร์ตลงทุนสามารถส่งอิทธิพลต่อกระแสเงินในตลาดวงกว้างได้

 

สัดส่วนใหม่ที่เสนอ และเหตุผลเบื้องหลัง

 

รายละเอียดของข้อเสนอระบุว่าน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในดัชนีตราสารหนี้จะลดจาก 34.1% เหลือ 21.9% ขณะที่สัดส่วนพันธบัตรของกลุ่มยูโรโซนจะลดลงในระดับที่น้อยกว่า จาก 16.8% เหลือ 14.1%

 

ในทางกลับกัน สัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นจาก 4.6% เป็น 7.4% ส่วนสัดส่วนของอังกฤษจะคงเดิมที่ 4.2% ซึ่งกองทุนระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ดัชนีสอดคล้องกับน้ำหนักของตลาดโดยรวมมากขึ้น

 

ที่ต้องเข้าใจให้ถูกคือสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่การถอนตัวออกจากตลาดสหรัฐฯ เพราะโฆษกของ NBIM ระบุว่าสัดส่วนสินทรัพย์ที่อยู่ในสกุลเงินดอลลาร์โดยรวมจะยังคงอยู่ที่ราว 50% เท่าเดิม

 

สิ่งที่เปลี่ยนคือส่วนผสมภายในตลาดดอลลาร์ นั่นคือถือหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ น้อยลง แล้วไปถือตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์และหน่วยงานรัฐของสหรัฐฯ มากขึ้นแทน

 

โดยสัดส่วนตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่ไม่ใช่พันธบัตรรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นจาก 16.2% เป็น 27.6% ทำให้น้ำหนักรวมของสกุลเงินดอลลาร์ในดัชนีตราสารหนี้ลดลงเพียงเล็กน้อย จาก 52.9% เหลือ 52.5%

 

อีดา วอลเดน บาเช ผู้ว่าการธนาคารกลางนอร์เวย์ และ นิโคไล ตังเงน ซีอีโอของ NBIM ระบุในจดหมายว่าสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลที่ 50% เพียงพอต่อความต้องการสภาพคล่อง รวมถึงในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวน

 

ทั้งสองยังอธิบายว่ากองทุนจะได้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่สูงขึ้นจากการกระจายไปยังสินทรัพย์ที่เสี่ยงกว่า อย่างตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลัง ซึ่งพวกเขามองว่าเหมาะกับสถานะนักลงทุนระยะยาว

 

เหตุผลที่ยกมาคือตราสารประเภทดังกล่าวมักเคลื่อนไหวสวนทางกับหุ้นในช่วงวิกฤต จึงช่วยลดความผันผวนเพิ่มเติมได้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าหุ้นกู้เอกชน

 

อีกข้อเสนอที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนวิธีถ่วงน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาล จากเดิมที่อิงกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มาเป็นการอิงกับมูลค่าตลาดแทน โดยให้เหตุผลว่าปัจจุบันหนี้ภาครัฐที่สูงกลายเป็นลักษณะทั่วไปของประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของบางประเทศอีกต่อไป

 

จังหวะที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ กำลังถูกกดดัน

 

ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อ่อนไหวสำหรับตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เพราะต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี จากความกังวลของนักลงทุนต่อทิศทางการคลังและภาระหนี้ที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ของสหรัฐฯ

 

โมฮาเหม็ด เอล-เอเรียน นักเศรษฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่ากลุ่มที่เคยเป็นผู้ซื้อและผู้ถือพันธบัตรสหรัฐฯ รายประจำที่พึ่งพาได้ กำลังเผชิญแรงกดดัน โดยยกตัวอย่างญี่ปุ่น, จีน และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ

 

เมื่อถูกถามถึงข้อเสนอของ NBIM โดยเฉพาะ เขาระบุว่าขนาดของการลดนั้นไม่ได้ใหญ่มาก แต่สัญญาณที่ว่าผู้ถือและผู้ซื้อรายเดิมเริ่มพึ่งพาได้น้อยลงต่างหากที่สำคัญอย่างยิ่ง

 

ในมุมของนักวิเคราะห์อีกด้าน เคนเนธ ครอมป์ตัน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยของ National Australia Bank มองว่า NBIM ไม่ได้กำลังตัดสินเรื่องความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ โดยตรง

 

เขาอธิบายว่ากองทุนกำลังโต้แย้งว่าตัวเองถือพันธบัตรรัฐบาลมากพอสำหรับความต้องการสภาพคล่องอยู่แล้ว และนักลงทุนที่มองระยะยาวควรเก็บเกี่ยวผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากตราสารหนี้ที่หลากหลายกว่านี้

 

ข้อเสนอที่ยังไม่จบ และต้องผ่านอีกหลายด่าน

 

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นคือทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอ และไม่มีอะไรรับประกันว่ากองทุนจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินการตามนั้น

 

กระบวนการที่รออยู่คือ NBIM จะรอคำตอบจากกระทรวงการคลัง ก่อนที่ข้อเสนอจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำแนะนำที่ยื่นต่อกระทรวงในเดือนมกราคม จากนั้นจะถูกหารือในกระบวนการจัดทำสมุดปกขาวประจำปีของกองทุนในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า

 

หลังจากนั้นกระทรวงจึงจะเสนอคำแนะนำขั้นสุดท้ายต่อรัฐสภา ซึ่งจะจัดการพิจารณาต่อไป โดยโฆษกของ NBIM ระบุว่าหากมีการปรับลดพอร์ตตราสารหนี้จริง ก็ไม่น่าจะเริ่มดำเนินการได้จนกว่าจะเข้าสู่ปี 2027 ไปแล้วหลายเดือน

 

กองทุนยังย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อจำกัดผลกระทบต่อตลาดและต้นทุนการทำธุรกรรม

 

ด้าน เอลเลน ไรทัน เลขานุการแห่งรัฐ ระบุผ่านอีเมลว่ารัฐบาลจะพิจารณาข้อเสนอปรับกลยุทธ์การลงทุนทั้งหมดในสมุดปกขาวที่จะเสนอต่อรัฐสภาในฤดูใบไม้ผลิ หลังกระทรวงการคลังทบทวนคำแนะนำอย่างละเอียดแล้ว

 

เธอยังชี้ว่าคณะผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับมอบหมายให้ทบทวนกลยุทธ์การลงทุนของกองทุน มีกำหนดเสนอรายงานในเดือนมกราคมปีหน้าด้วย

 

คารีน ธอร์เบิร์น ศาสตราจารย์จาก Norwegian School of Economics ซึ่งเคยร่วมเป็นกรรมการหลายชุดที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์การลงทุนของกองทุน มองว่านี่เป็นก้าวที่ถูกทาง

 

อย่างไรก็ตาม เธอเห็นว่านี่เป็นทางเลือกที่ดีเป็นอันดับสอง เพราะคิดว่าการปรับสัดส่วนพอร์ตโดยรวมด้วยการเพิ่มหุ้นและลดตราสารหนี้น่าจะดีกว่า

 

สำหรับสถานะปัจจุบันของกองทุนนั้น ข้อมูลของ Bloomberg ระบุว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน กองทุนมีสินทรัพย์ตราสารหนี้มากกว่า 6.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 20.25 ล้านล้านบาท) ซึ่งราว 59.5% ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และหากรวมตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลด้วยจะอยู่ที่ 69%

 

ทั้งนี้ กองทุนซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อนำรายได้จากน้ำมันและก๊าซของนอร์เวย์ไปลงทุน เพิ่งทำผลตอบแทนสูงเป็นประวัติการณ์ในครึ่งปีแรกที่ 1.89 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.22 ล้านล้านบาท) ซึ่งตังเงน ซีอีโอของกองทุน ระบุเมื่อเดือนสิงหาคมว่านี่คือระดับที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว

 

เขายังออกมาเตือนคนนอร์เวย์บ่อยครั้งขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่ากองทุนจะต้องเจอกับภาวะตกต่ำในสักวันหนึ่ง โดยผลทดสอบภาวะวิกฤตล่าสุดของ NBIM พบว่าหากเกิดการปรับฐานของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI มูลค่ากองทุนอาจหายไปถึง 7.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 24.36 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 35%

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.92 บาท ณ วันที่ 6 กันยายน 2569

 

ภาพ : Volodymyr TVERDOKHLIB / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post กองทุนน้ำมันนอร์เวย์เสนอลดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 2.6 ล้านล้านบาท ย้ายไปตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านหนุนหลัง และถือหนี้ญี่ปุ่นมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลดล็อกเกณฑ์ดึงบริษัท New Economy จำนวน 10 กลุ่ม ดึงบริษัทต่างชาติทำ IPO ในตลาดหุ้นไทย เริ่มใช้ 11 ก.ย. นี้ https://thestandard.co/set-unlock-new-economy-foreign-ipo/ Fri, 04 Sep 2026 11:14:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1251059 ภาพแสดงข้อมูลบนแดชบอร์ดที่มีกราฟและแผนภูมิ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับเกณฑ์เข้าจดทะเบียนให้สอด […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลดล็อกเกณฑ์ดึงบริษัท New Economy จำนวน 10 กลุ่ม ดึงบริษัทต่างชาติทำ IPO ในตลาดหุ้นไทย เริ่มใช้ 11 ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อมูลบนแดชบอร์ดที่มีกราฟและแผนภูมิ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับเกณฑ์เข้าจดทะเบียนให้สอดรับบริบทเศรษฐกิจใหม่และเป็นสากล เปิดกว้างให้บริษัท New Economy ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมการต่อยอดทางการแพทย์และสุขภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ทั้งในและต่างประเทศ บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC รวมถึงบริษัทต่างประเทศชั้นนำ เข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยได้มากขึ้น โดยยังคงมาตรฐานด้านคุณภาพ ฐานะการเงิน และการเปิดเผยข้อมูลในระดับเดิม

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนในตลาดทุนไทยแทบไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่อุตสาหกรรม New Economy กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและต้องการแหล่งทุนที่เข้าถึงได้จริง การปรับปรุงเกณฑ์รับหลักทรัพย์ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับตลาดทุนไทยตามแผนกลยุทธ์ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” โดยเกณฑ์ใหม่จะเปิดทางให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC ตลอดจน บริษัทต่างประเทศชั้นนำ เข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยได้สะดวกรวดเร็วขึ้น โดยยังคงยึดมาตรฐานด้านคุณภาพไว้เช่นเดิม และที่สำคัญ คือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนไทยได้เติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเหล่านี้ด้วย

 

ทั้งนี้ เกณฑ์ดังกล่าวผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้ว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

 

  • ปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติสำหรับบริษัทใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New Economy) เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ที่มีความเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ (Special Track) สำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
  • ปรับเกณฑ์การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนสำหรับบริษัทต่างประเทศที่มีการระดมทุนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศอยู่แล้ว ให้สามารถใช้เกณฑ์ Secondary Listing ได้ สอดคล้องกับความจำเป็นในการระดมทุนของบริษัทในกลุ่มนี้ โดยยังคงสัดส่วนหุ้นของบริษัทต่างประเทศให้มีปริมาณการซื้อขายและมีสภาพคล่องที่เพียงพอในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งนี้ บริษัทต่างประเทศที่จดทะเบียนอยู่ใน Unrecognized Country ยังคงต้องมีคุณสมบัติอื่น ๆ เช่นเดียวกับบริษัทไทย ทั้งด้านคุณภาพ ฐานะการเงิน ผลประกอบการ รวมถึงการกระจายการถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) และการเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์ปัจจุบัน
  • ปรับปรุงเงื่อนไขการห้ามขายหุ้นภายหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (Silent Period) ทั้งด้านสัดส่วนและระยะเวลาของ Silent Period สำหรับทุกบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลยิ่งขึ้น โดยยังคงกำหนดให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในการบริหาร (Strategic Shareholders) ต้องถือหุ้นในบริษัทต่อเนื่องในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน

 

ดูรายละเอียดเกณฑ์ที่มีการปรับปรุงได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯhttps://www.set.or.th/th/rules-regulations/circulars ภายใต้หัวข้อ “กฎเกณฑ์/การกำกับ” และ “กฎเกณฑ์ – หนังสือเวียนส่วนที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์จดทะเบียน” เรื่อง “การปรับปรุงเกณฑ์เพื่อดึงดูดบริษัทที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”

 

หมายเหตุ: 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New Economy) ได้แก่ 1. การเกษตรและอาหารขั้นสูง (Advanced Agriculture & Food) 2. เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels & Biochemical) 3. การต่อยอดทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical and Health Advances) 4. การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) 5. ยานยนต์สมัยใหม่ (Next-Generation Automotive) 6. การบินและโลจิสติกส์ (Aviation & Logistics) 7. ดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Digital & E-Commerce) 8. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics)
9. หุ่นยนต์ (Robotics) 10. การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้แก่ Biotechnology, Nanotechnology, Digital Technology และ Advanced Material Technology

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปลดล็อกเกณฑ์ดึงบริษัท New Economy จำนวน 10 กลุ่ม ดึงบริษัทต่างชาติทำ IPO ในตลาดหุ้นไทย เริ่มใช้ 11 ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จ่อคลอด 4 เกณฑ์ใหม่ ยกระดับคุมเข้ม บจ. https://thestandard.co/set-new-rules-delisting-companies/ Thu, 03 Sep 2026 07:35:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1250354 ภาพกราฟิกแสดง ตลท. เตรียมออก 4 เกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม บจ. และร่นเวลาเพิกถอนหุ้น

ในตลาดทุนไทยการเปิดเผยข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและความโปร่ […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ จ่อคลอด 4 เกณฑ์ใหม่ ยกระดับคุมเข้ม บจ. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดง ตลท. เตรียมออก 4 เกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม บจ. และร่นเวลาเพิกถอนหุ้น

ในตลาดทุนไทยการเปิดเผยข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและความโปร่งใส ถือเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน ด้วยเหตุนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จึงได้เดินหน้าขับเคลื่อนแผนงานการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ระยะ 3 ปี (ปี 2567-2569) อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance: CG)

 

ดวงรัตน์ สมุทวณิช ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานกำกับ บริษัทจดทะเบียนและตราสารอื่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้นำเสนอความคืบหน้าของแผนงานการกำกับดูแล บจ. ซึ่งหากเปรียบแผนงาน 3 ปีเป็น ‘รถไฟ 3 ขบวน’ ปัจจุบัน ตลท. ได้ดำเนินมาตรการไปแล้วถึง 2 ขบวน ได้แก่ ขบวนแรกคือการยกระดับเครื่องหมายเตือน C (Caution) เป็น 4 ประเภท (CB, CS, CC, CF) และขบวนที่ 2 คือการเพิ่มมาตรการรายงานรายการที่มีความเสี่ยงและการอัปเดตรายชื่อผู้ถือหุ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

 

ขณะนี้ ตลท. กำลังก้าวเข้าสู่ ‘รถไฟขบวนที่ 3’ ซึ่งเป็นมาตรการส่วนที่อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น(เฮียริ่ง) จนถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมาโดยเน้นน้ำหนักไปที่กลไกการตรวจสอบภายในและการกำกับดูแลกิจการ (Governance) เป็นสำคัญ เพื่อกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนมีความรับผิดชอบต่อการเปิดเผยข้อมูลของตนเอง และสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงที่เข้มแข็งจากภายในก่อนจะถึงมือผู้กำกับดูแล

 

ภาพกราฟิกแสดง ตลท. เตรียมออก 4 เกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม บจ. และร่นเวลาเพิกถอนหุ้น 1

 

ดวงรัตน์ สมุทวณิช ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานกำกับ บริษัทจดทะเบียนและตราสารอื่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

 

โดยมีสาระสำคัญของร่างเกณฑ์ใหม่ทั้ง 4 มาตรการที่อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ดังนี้

 

  • ยกระดับมาตรการกรณีกรรมการอิสระ-กรรมการตรวจสอบ ไม่ครบถ้วน

 

คณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee: AC) และกรรมการอิสระ (Independent Director: ID) มีบทบาทและหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ตลอดจนการสอบทานงบการเงินและระบบควบคุมภายใน

 

ที่ผ่านมา ตลท. มีมาตรการบังคับใช้เฉพาะกรณี กรรมการตรวจสอบ (AC) ไม่ครบถ้วน เท่านั้น โดยมีลำดับขั้นตอนคือ

 

  • เมื่อพ้นกำหนด 3 เดือนนับจากวันที่กรรมการตรวจสอบไม่ครบถ้วน ตลท. จะขึ้นเครื่องหมายเตือน CC เพื่อเตือนผู้ลงทุนว่าหลักทรัพย์ดังกล่าวอาจถูกขึ้นเครื่องหมาย SP ในระยะถัดไป
  • หากครบกำหนดอีก 3 เดือน รวมเป็น 6 เดือน ยังไม่สามารถแต่งตั้งได้ครบ ตลท. จะขึ้นเครื่องหมาย SP เพื่อหยุดพักการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 2 ปี ก่อนเข้าสู่กระบวนการเพิกถอน

 

อย่างไรก็ดี ในส่วนของ กรรมการอิสระ (ID) ไม่ครบถ้วน เดิมเกณฑ์ระบุเพียงให้

 

บริษัทเปิดเผยข้อมูลในวัน Record Date เท่านั้น ยังไม่มีการขึ้นเครื่องหมาย CC เพื่อเตือนผู้ลงทุน เนื่องจากในอดีต ตลท. มองว่า ID เป็นเรื่องของคุณสมบัติ แต่ไม่ใช่ผู้มีหน้าที่โดยตรงในการลงนามงบการเงินหรือกำกับระบบควบคุมภายในเหมือน AC

 

สิ่งที่ปรับปรุงใหม่ภายใต้เกณฑ์ที่กำลังเปิด Hearing

 

  • ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด โดย ตลท. เสนอให้นำมาตรการควบคุมและส่งสัญญาณเตือน คือ CC และ SP มาใช้บังคับกับกรณี กรรมการอิสระ (ID) ไม่ครบถ้วน ในรูปแบบและระยะเวลาเดียวกับกรณีกรรมการตรวจสอบ (AC)
  • ร่นระยะเวลาการเพิกถอนให้เร็วขึ้น จากเดิมที่กำหนดระยะเวลาการขึ้นเครื่องหมาย SP ไว้ 2 ปี ก่อนจะเพิกถอนหลักทรัพย์ ตลท. ได้เสนอทบทวนปรับลดระยะเวลาดังกล่าวเหลือเพียง 1 ปี หากบริษัทไม่สามารถแก้ไขเยียวยากรณี ID หรือ AC ไม่ครบถ้วนได้สำเร็จ เนื่องจาก ตลท. เล็งเห็นว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อความโปร่งใส จึงต้องการกระตุ้นให้ บจ. เร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

 

“ส่วนใหญ่บริษัทจดทะเบียนมักจะแก้ไขปัญหา ID หรือ AC ไม่ครบถ้วนได้ภายใน 3 เดือนแรกอยู่แล้ว แต่สำหรับรายที่แก้ไขไม่ได้ มักจะมีเหตุอื่นๆ พ่วงอยู่ด้วย เช่น ปัญหางบการเงินล่าช้า หรือฐานะการเงินย่ำแย่ ทำให้หาผู้มาดำรงตำแหน่งได้ยาก” ดวงรัตน์ ระบุ

 

ภาพกราฟิกแสดง ตลท. เตรียมออก 4 เกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม บจ. และร่นเวลาเพิกถอนหุ้น 2

 

  • การกำหนดคุณสมบัติหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Audit: IA)

 

ระบบการควบคุมภายในที่ดีคือหัวใจสำคัญในการทำให้บริษัทจดทะเบียนเข้มแข็ง และหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน(Head of IA) ถือเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักรวมถึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนงานของกรรมการตรวจสอบ ด้วยเหตุนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. และ ตลท. จึงได้ร่วมมือกันกำหนดมาตรฐานและคุณสมบัติของหัวหน้า IA ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

เกณฑ์คุณสมบัติที่เสนอร่วมกัน

 

  • ด้านวุฒิการศึกษา/ประกาศนียบัตร ต้องผ่านการทดสอบหลักสูตรวุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตรที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมภายในตามที่ สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด
  • ด้านประสบการณ์การทำงาน ต้องมีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบควบคุมภายในหรือ IA ไม่น้อยกว่า 3 ปี

 

เนื่องจาก สำนักงาน ก.ล.ต. บังคับใช้เกณฑ์นี้กับบริษัทที่ทำ IPO ใหม่ แต่ ตลท. ต้องบังคับใช้กับ บจ. ปัจจุบันกว่า 800 แห่ง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบในวงกว้าง

 

ตลท. จึงเสนอแนวทางผ่อนผันและสนับสนุนเพื่อไม่ให้เกิดภาระต้นทุนที่สูงเกินไปแก่บริษัทจดทะเบียน ดังนี้

 

  • ยกเว้นเกณฑ์ด้านประสบการณ์การทำงาน: สำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้า IA ของ บจ. นั้นๆ อยู่แล้วในปัจจุบัน โดย ตลท. จะยกเว้นเงื่อนไขประสบการณ์ทำงานให้ แต่หากบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงตัวหัวหน้า IA คนใหม่ คนใหม่นั้นจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ ก.ล.ต. ทุกประการ ทั้งนี้ บจ. จะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงหัวหน้า IA ผ่านระบบ ตลท. ภายใน 3 วันทำการ เทียบเท่าเกณฑ์แจ้งเปลี่ยน AC
  • เน้นการเปิดเผยข้อมูลแทนการลงโทษรุนแรงในระยะแรก หากบริษัทใดที่หัวหน้า IA ปัจจุบันยังมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน เช่น ยังไม่ได้วุฒิบัตร บริษัทเพียงแค่ต้อง เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้ผู้ลงทุนทราบ ผ่านระบบของ ตลท. ว่าคุณสมบัติของหัวหน้า IA ยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์ และระบุแผนการปรับปรุงแก้ไขหรือตารางการสอบ เพื่อให้ผู้ลงทุนติดตาม

 

โดย ตลท. จะยังไม่มีการขึ้นเครื่องหมายเตือนภัยใดๆ ในระยะแรก เพื่อเน้นให้เวลา บจ. พัฒนาบุคลากรภายในมากกว่าการบีบบังคับให้ไปจ้าง IA ภายนอกซึ่งมีราคาแพง

 

กำหนดระยะเวลาปรับตัว (Effective Date) ดังนี้

  • บจ. จดทะเบียนใหม่ (New Listing) บังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2571 เป็นต้นไป
  • บจ. ปัจจุบัน ให้เวลาปรับตัวเพิ่มเติมอีก 1 ปี โดยเกณฑ์จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2572 เป็นต้นไป

 

 

ภาพกราฟิกแสดง ตลท. เตรียมออก 4 เกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม บจ. และร่นเวลาเพิกถอนหุ้น 3

 

เปิดเผยแบบประเมินการดำรงคุณสมบัติของ บจ.

 

ปกติแล้ว บริษัทจดทะเบียนมีหน้าที่ตามเกณฑ์ที่จะต้องดำรงคุณสมบัติในเรื่องต่างๆ เช่น สัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float), การมีสัดส่วน ID และ AC ครบถ้วน รวมถึงการมีระบบควบคุมภายในตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

อย่างไรก็ตาม ในอดีตเมื่อเกิดความบกพร่องในข้อกำหนดเหล่านี้ บริษัทจะรายงานข้อมูลออกมาเป็นชิ้นๆ (Piece by Piece) เช่น แจ้งข่าวกรรมการตรวจสอบลาออก หรือแจ้งข่าวกรณี Free Float ต่ำกว่าเกณฑ์ ทำให้ทั้งผู้ลงทุนติดตามภาพรวมได้ยาก และบางครั้งตัวกรรมการบริษัทเองก็อาจจะหลงลืมว่าตนเองยังขาดคุณสมบัติข้อใดไปบ้าง

 

โดยตลท. จึงเสนอให้มี แบบประเมินการดำรงคุณสมบัติประจำปี(Checklist) ซึ่งเปรียบเสมือน ‘ใบตรวจสุขภาพประจำปี’ ของ บจ. โดยมีรูปแบบสำคัญคือ

 

  • ตลท. จะกำหนดแบบฟอร์มสำเร็จรูปที่ระบุเกณฑ์การดำรงคุณสมบัติสำคัญทั้งหมดของบริษัท
  • บจ. มีหน้าที่จัดทำแบบประเมินนี้ส่งให้ ตลท. เป็นประจำทุกปี ควบคู่ไปกับการจัดทำรายงานประจำปี (One Report)
  • ในแบบฟอร์มจะต้องแสดงสถานะอย่างชัดเจนว่าบริษัทสามารถปฏิบัติตามเกณฑ์ได้ครบทุกข้อหรือไม่ หากข้อใดปฏิบัติไม่ได้ จะต้องชี้แจงแผนงาน กรอบเวลา และแนวทางแก้ไขปรับปรุงให้ชัดเจน
  • คณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) จะต้องเป็นผู้ลงนามรับรองแบบประเมินนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าบอร์ดได้รับทราบสถานะสุขภาพและข้อบกพร่องของบริษัทตนเองอย่างแท้จริง

 

ภาพกราฟิกแสดง ตลท. เตรียมออก 4 เกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม บจ. และร่นเวลาเพิกถอนหุ้น 4

 

  • ยกระดับการดำเนินการกรณี บจ. ไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์เปิดเผยข้อมูล

 

ความโปร่งใสในการปฏิบัติตามเกณฑ์เปิดเผยข้อมูลเป็นด่านแรกของการคุ้มครองผู้ลงทุน ที่ผ่านมาหาก บจ. มีพฤติกรรมเปิดเผยข้อมูลล่าช้า หรือข้อมูลผิดพลาดจนต้องขอแก้ไข ตลท. จะใช้วิธีส่งจดหมายตักเตือนไปยังบริษัทเป็นการภายในโดยตรง และให้บริษัทชี้แจงมาตรการแก้ไขกลับมา ซึ่งกระบวนการนี้เป็นความลับรับรู้กันเพียงแค่ สองฝ่าย ระหว่าง ตลท. และ บริษัทจดทะเบียนเท่านั้น โดยที่ผู้ลงทุนไม่มีโอกาสรับรู้ถึงความพยายามหรือแนวทางแก้ไขป้องกันของบริษัทเลย

สิ่งที่ปรับปรุงใหม่ภายใต้เกณฑ์ Hearing

 

  • เปิดเผยมาตรการป้องกันต่อสาธารณะ ซึ่งหากบริษัทใดทำข้อมูลผิดพลาดบ่อยครั้งหรือเปิดเผยล่าช้า ตลท. จะยังคงออกหนังสือเตือนเช่นเดิม แต่บริษัทจะต้องชี้แจงแผนป้องกันความผิดพลาดและกรอบเวลาการยกระดับระบบเปิดเผยข้อมูลของตน ผ่านระบบการเผยแพร่ของ ตลท. ให้ผู้ลงทุนทั่วไปรับทราบพร้อมกันด้วย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นและความตั้งใจในการแก้ปัญหาของบริษัท
  • ร่นระยะเวลา SP สำหรับ บจ. ที่ไม่เปิดเผยข้อมูล ในกรณีร้ายแรงที่ บจ. เพิกเฉยและไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลสำคัญ ตลท. จะสั่งหยุดพักการซื้อขายชั่วคราว (SP) ทันที ซึ่งภายใต้เกณฑ์เดิมจะให้เวลา บจ. แก้ไขได้ถึง 2 ปี ก่อนจะถูกเพิกถอน แต่เกณฑ์ใหม่จะปรับลดระยะเวลาพักการซื้อขายเพื่อแก้ไขปรับปรุงลงเหลือเพียง 1 ปี หากครบกำหนดแล้วยังไม่ยอมปฏิบัติตามเกณฑ์เปิดเผยข้อมูล ตลท. จะพิจารณาเพิกถอนทันที เพื่อเร่งกระตุ้นให้ บจ. เปิดเผยข้อมูลและจำกัดเวลาการค้างสถานะที่ไร้ความโปร่งใส

 

“ทั้งนี้ ในกรณีที่ข้อมูลผิดพลาด ตลท. จะพิจารณาจาก 2 มิติควบคู่กัน คือ ‘เจตนา’ และ ‘ผลกระทบต่อผู้ลงทุน’ หากไม่มีเจตนาทุจริตและผลกระทบอยู่ในวงจำกัด ตลท. จะเน้นการให้คำแนะนำและให้โอกาสแก้ไขผ่านกระบวนการปกติเป็นหลัก” ดวงรัตน์ กล่าว

 

ทั้งนี้ภายหลังจากเสร็จสิ้นการรับฟังความคิดเห็นแล้ว ตลท. จะดำเนินการรวบรวมข้อเสนอแนะทั้งหมดเพื่อนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการ คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ และทำงานประสานสอดคล้องอย่างใกล้ชิดร่วมกับ สำนักงาน ก.ล.ต. โดยเฉพาะในมาตรการด้านคุณสมบัติของหัวหน้า IA เพื่อให้เกิดเกณฑ์มาตรฐานและทิศทางการบังคับใช้ที่เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

ดวงระบุว่า คาดว่าจะสรุปผลการเฮียริ่ง และประกาศเกณฑ์ได้ในปีนี้ และทยอยบังคับใช้ สำหรับการเปิดเผยแบบประเมินการดำรงคุณสมบัติของบจ ซึ่งเดิมตั้งเป้าเริ่มปี 2570

 

อย่างไรก็ดีเนื่องจากบริษัทจดทะเบียนบางส่วนขอเวลาเตรียมตัวเพิ่มเติม ตลท. จึงอยู่ระหว่างพิจารณาว่าอาจจะเลื่อนออกไปเพื่อไม่ให้สร้างภาระต้นทุนที่สูงเกินไปในช่วงแรก

 

ภาพกราฟิกแสดง ตลท. เตรียมออก 4 เกณฑ์ใหม่ คุมเข้ม บจ. และร่นเวลาเพิกถอนหุ้น 5

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ จ่อคลอด 4 เกณฑ์ใหม่ ยกระดับคุมเข้ม บจ. appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 10 ข้อเสนอธนาคารโลก ถ้าไทยอยากไปถึง ‘ประเทศรายได้สูง’ ในอีก 11 ปี แทนที่จะต้องรออีก 30 ปี https://thestandard.co/world-bank-thailand-high-income/ Thu, 03 Sep 2026 05:14:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1250243 ภาพตลาดกลางคืนเยาวราช พร้อมข้อความ 10 ข้อเสนอธนาคารโลก ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูงในปี 2037 เร็วขึ้น 19 ปี

รายงาน Flagship Report ฉบับล่าสุดของธนาคารโลก ชื่อ Buil […]

The post เปิด 10 ข้อเสนอธนาคารโลก ถ้าไทยอยากไปถึง ‘ประเทศรายได้สูง’ ในอีก 11 ปี แทนที่จะต้องรออีก 30 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตลาดกลางคืนเยาวราช พร้อมข้อความ 10 ข้อเสนอธนาคารโลก ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูงในปี 2037 เร็วขึ้น 19 ปี

รายงาน Flagship Report ฉบับล่าสุดของธนาคารโลก ชื่อ Building Thailand’s Future Today ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อประกอบการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้วางโจทย์ให้ประเทศไทยไว้ตรงไปตรงมา

 

 
 

ไทยตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 ธนาคารโลกคำนวณว่า เป้าหมายนั้นเป็นไปได้ แต่ต้องยกระดับการเติบโตของ GDP ต่อหัวที่แท้จริงให้ได้เฉลี่ย 5.4% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป

 

แต่ปัญหาคือ ค่าเฉลี่ยที่ไทยทำได้จริงในช่วงปี 2021-2024 อยู่ที่ 2.2% ต่อปี

 

และถ้าไทยเติบโตด้วยอัตรานี้ต่อไป แบบจำลองของธนาคารโลกชี้ว่าไทยจะข้ามเส้นรายได้สูงในปี 2056 ช้ากว่าเป้าหมายที่รัฐบาลไทยประกาศไว้เกือบสองทศวรรษ หรือหากนับจากปีนี้ ก็คือความต่างระหว่าง อีก 11 ปี กับ อีก 30 ปี

 

“เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงของไทยอยู่ในวิสัยที่ทำได้ แต่การไปให้ถึงจะต้องอาศัยการเติบโตระยะใหม่ที่สร้างมูลค่าสูงขึ้น” คาร์ลอส เฟลีเป ฆารามีโย (Carlos Felipe Jaramillo) รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าว “ไทยสามารถต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่ ด้วยการเปิดทางให้ธุรกิจจำนวนมากขึ้นเติบโตและแข่งขันได้ ลงทุนในทักษะและนวัตกรรม และทำให้ความมั่งคั่งกระจายไปถึงผู้คนและชุมชนทั่วประเทศ”

 

ช่องว่าง 2.5% มาจากไหน

 

จุดตั้งต้นคือ ศักยภาพการเติบโตปัจจุบัน (baseline potential growth) ที่ 2.9% จากนั้นบวกเพิ่มด้วยการปฏิรูป 4 กลุ่ม ได้แก่

 

1.อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Industries of the future) +0.8%

 

2.ภาคธุรกิจแห่งอนาคต (Firms of the future) +0.7%

 

3.แรงงานแห่งอนาคต (Workforce of the future) +0.7%

 

4.เมืองแห่งอนาคต (Cities of the future) +0.4%

 

ทั้ง 4 กลุ่มนี้จะช่วยเพิ่มการเติบโตรวมเป็น +2.5% ซึ่งจะดัน GDP ต่อหัวขึ้นไปแตะ 5.4%

 

ธนาคารโลกระบุว่าตัวเลขเหล่านี้ควรตีความในแง่ “ฉากทัศน์การปฏิรูปเชิงภาพประกอบ” (illustrative reform scenarios) ไม่ใช่การพยากรณ์ และตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการปฏิรูปทั้งหมดถูกนำไปปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ

 

10 ข้อเสนอ ที่ทำให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูงเร็วขึ้น

 

จากข้อเสนอทั้งหมดในรายงาน ธนาคารโลกคัดออกมา 10 ข้อ ที่เรียกว่า no-regrets priorities โดยใช้เกณฑ์สามข้อคือ ผลกระทบสูง, ทำได้จริงภายใน 1-2 ปีข้างหน้า และมีต้นทุนสูงหากล่าช้า

 

กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

1.ใช้ประโยชน์จากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อสร้างขีดความสามารถของประเทศ ไม่ใช่แค่รับการลงทุนเข้ามาตั้ง

 

2.ปรับปรุงระบบนิเวศสตาร์ทอัพ และเปิดทางเลือกวีซ่าสำหรับผู้ประกอบการ

 

3.เพิ่ม spillover จากการลงทุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และขยายการผลิต EV เพื่อการส่งออก

 

4.ขยายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อสร้างงานที่ดีกว่าในพื้นที่ที่หลากหลายขึ้น

 

5.ลดข้อจำกัดทางการค้าในภาคบริการดิจิทัล

 

กลุ่มภาคธุรกิจแห่งอนาคต

 

6.เพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับ SMEs

 

7.ปรับปรุงบรรยากาศการทำธุรกิจและการลงทุน พร้อมยกระดับ spillover จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อสร้างงานในระบบ

 

กลุ่มแรงงานแห่งอนาคต

 

8.ยกระดับทักษะพื้นฐาน และบ่มเพาะบุคลากรด้าน STEM และ AI

 

กลุ่มเมืองแห่งอนาคต

 

9.ผลักดันการเติบโตของเมืองรอง เพื่อสร้างงานที่ดีนอกกรุงเทพฯ

 

10.ขยายพลังงานสะอาดและความสามารถในการรับมือสภาพภูมิอากาศ เพื่อดึงดูดการลงทุนสีเขียว

 

ธนาคารโลกเตือนด้วยว่า การทำทั้ง 10 ข้อภายใต้พื้นที่การคลังที่จำกัด จะต้องอาศัยการเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภายในประเทศ การจัดลำดับความสำคัญอย่างรอบคอบ และการเรียงลำดับการดำเนินการให้สอดคล้องกับขีดความสามารถทางการคลังและเชิงสถาบัน พร้อมระบุว่าธรรมาภิบาลและสถาบันที่เข้มแข็งขึ้นก็เป็นเงื่อนไขสำคัญ ทั้งความโปร่งใส ความรับผิดรับชอบ การลดดุลยพินิจ และการเดินหน้าสู่มาตรฐาน OECD

 

สองโจทย์ที่อยู่เบื้องหลัง 10 ข้อเสนอ

 

โจทย์แรกคือการยกระดับ ธนาคารโลกชี้ว่าโมเดลการพัฒนาช่วงแรกของไทยประสบความสำเร็จในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ดึง FDI เพิ่มการส่งออก และสร้างงานชนชั้นกลางในระบบ แต่ก้าวช้าในการเปลี่ยนไปสู่โมเดลที่อิงขีดความสามารถ คือ know-how การรับเทคโนโลยีใหม่ นวัตกรรม และการสร้างงานทักษะสูง เมื่อค่าจ้างสูงขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของความสำเร็จในอดีต ไทยจึงแข่งด้วยต้นทุนแรงงานต่ำไม่ได้อีกต่อไป

 

โจทย์ที่สองคือพลวัต ธนาคารโลกใช้คำว่าไทยมี “แนวหน้า” ที่แข็งแรงมาก แต่ฐานกว้างตามไม่ทัน บริษัทที่ใหญ่ที่สุดของไทยมีผลิตภาพใกล้เคียงประเทศรายได้สูง โรงเรียนที่ดีที่สุดของไทยให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ค่อนข้างดี และกรุงเทพฯ มี GDP ต่อหัวเทียบเท่าประเทศรายได้สูง แต่เมื่อขยับออกจากแนวหน้าไปยังฐานกว้างที่คิดเป็นสามในสี่ของบริษัท โรงเรียน และเมืองทั้งหมด ตัวเลขจะร่วงลงทันที

 

รายงานระบุว่าที่ระดับบริษัท ไทยมีการหมุนเวียนของธุรกิจต่ำ มีบริษัทจำนวนน้อยที่เติบโตจนกลายเป็นรายใหญ่ ซึ่งสะท้อนตำแหน่งทางการตลาดที่ฝังลึกของผู้เล่นเดิม การแข่งขันที่จำกัด ภาระด้านกฎระเบียบที่สูง และการปฏิรูปเชิงสถาบันที่เดินช้า

 

ปัจจุบันการเติบโตของผลิตภาพการผลิตรวม (TFP) เคยเติมการเติบโตให้เศรษฐกิจไทย 2.2% ในช่วงปี 1999-2008 แต่หลังโควิด-19 เหลือเพียง 0.4%

 

ขณะที่การเปิดรับ AI ยังตามหลังมาก โดยรายงานฉบับนี้พบว่า บริษัทไทยที่มีลูกจ้าง 5 คนขึ้นไป มีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพียง 12% เทียบกับสหรัฐฯ ที่ 43% ในกลุ่มบริษัทขนาดกลางและใหญ่ (20 คนขึ้นไป) ช่องว่างคือ 23% ต่อ 61% ธนาคารโลกประเมินว่า AI อาจเพิ่มศักยภาพการเติบโตของไทยได้ราว 10% หรือคิดเป็น 0.28% ต่อการเติบโตของ TFP

 

นอกจากนี้ ในภาคการผลิต บริษัทขนาดจิ๋วคิดเป็น 81% ของจำนวนบริษัททั้งหมด แต่รองรับการจ้างงานเพียง 16% ขณะที่บริษัทซูเปอร์สตาร์ซึ่งนิยามเป็น 1% บนสุดของบริษัทที่วัดจากมูลค่าเพิ่มต่อแรงงาน กลับกินสัดส่วนเกินครึ่งของมูลค่าเพิ่มและยอดขายทั้งภาค ธนาคารโลกยังอ้างดัชนี Product Market Regulation ปี 2025 ของ OECD ที่ชี้ว่าสภาพแวดล้อมการแข่งขันของไทยยังมีข้อจำกัดเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ย OECD

 

ส่วนรายรับต่อนักท่องเที่ยวต่อวันพักของไทยอยู่ที่ 103 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2024) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศท่องเที่ยวเทียบเคียง (ฝรั่งเศส สเปน ตุรกี ญี่ปุ่น) ที่ 249 ดอลลาร์ และต่ำกว่ามาเลเซียที่ 107 ดอลลาร์

 

ระหว่างปี 1991-1996 ไทยเติบโต 8% ต่อปีและสร้างงานในระบบราว 870,000 ตำแหน่งต่อปี หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ทศวรรษถัดมาเติบโตเฉลี่ย 4.8% และสร้างงานลดเหลือ 490,000 ตำแหน่งต่อปี และหลังโควิด-19 การเติบโตเฉลี่ยเหลือ 2.2% พร้อมการสร้างงานในระบบที่จำกัด

 

5 อุตสาหกรรมที่ธนาคารโลกเลือก

 

ภายใต้โจทย์การยกระดับ รายงานเจาะจงไปที่ 5 อุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบอยู่แล้ว และมีศักยภาพสร้างงานคุณภาพสูง ได้แก่ การผลิตขั้นสูง (9% ของ GDP), บริการดิจิทัล (13%), การท่องเที่ยวยั่งยืนและเวลเนส (13%), เกษตรและอาหาร (31%) และ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (5%)

 

ในกลุ่มนี้ เกษตรและอาหารมีตัวคูณการจ้างงานสูงสุดที่ 2.5 เท่า ตามด้วยการท่องเที่ยวที่ 2.2 เท่า

 

รายงานยังยกกรณีที่สะท้อนศักยภาพส่งออกของคอนเทนต์ไทย โดยอ้างถึงภาพยนตร์ How to Make Millions Before Grandma Dies (หลานม่า) ที่ทำรายได้ทั่วโลก 73.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมระบุว่าทุก 1 บาทที่ใช้จ่ายในการผลิตภาพยนตร์ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 2.4-2.5 บาท

 

ด้านการผลิตขั้นสูง ธนาคารโลกชี้ว่าการส่งออกสินค้าที่รองรับ AI ของไทยเพิ่มจาก 51,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 เป็น 76,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 หรือ 50% พร้อมระบุว่าไทยเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศอันดับ 3 ของโลก และสัดส่วนยอดขาย EV ในประเทศเพิ่มจาก 1% เป็น 21%

 

รายงานฉบับเต็มจัดทำโดยทีมของธนาคารโลกที่นำโดย แคเธอรีน สเตเปิลตัน (Katherine Stapleton) และ ซิลลา ลากาโตส (Csilla Lakatos) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส อ้างอิงจากเอกสารประกอบ 15 ชิ้น และผ่านกระบวนการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในไทย 28 เวที รวมผู้เข้าร่วม 1,154 คน ครอบคลุมภาคเอกชน ผู้นำอุตสาหกรรม นักวิชาการ ภาครัฐ นักศึกษา และภาคประชาสังคม

The post เปิด 10 ข้อเสนอธนาคารโลก ถ้าไทยอยากไปถึง ‘ประเทศรายได้สูง’ ในอีก 11 ปี แทนที่จะต้องรออีก 30 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
CMDF เตรียมตั้ง PE Trust 1 พันล้านบาท หนุนสตาร์ทอัพ New Economy พร้อมขยายผล ‘Jump+’ ปลดล็อกศักยภาพ บจ. ขนาดกลาง-เล็ก หวังฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย https://thestandard.co/cmdf-pe-trust-new-economy-startups/ Thu, 03 Sep 2026 03:48:59 +0000 https://thestandard.co/cmdf-pe-trust-new-economy-startups/ ภาพผู้บริหาร CMDF แถลงข่าวการจัดตั้งกองทุน PE Trust มูลค่า 1 พันล้านบาท เพื่อสนับสนุนธุรกิจ New Economy

กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ภายใต้การนำของ จัก […]

The post CMDF เตรียมตั้ง PE Trust 1 พันล้านบาท หนุนสตาร์ทอัพ New Economy พร้อมขยายผล ‘Jump+’ ปลดล็อกศักยภาพ บจ. ขนาดกลาง-เล็ก หวังฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร CMDF แถลงข่าวการจัดตั้งกองทุน PE Trust มูลค่า 1 พันล้านบาท เพื่อสนับสนุนธุรกิจ New Economy

กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ภายใต้การนำของ จักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุน CMDF แถลงถึงทิศทางการขับเคลื่อนตลาดทุนไทยในปี 2569 ซึ่งอยู่ภายใต้ช่วงแผนยุทธศาสตร์ 4 ปี (ปี 2567-2570) โดยมุ่งเน้นเรื่องการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรม (Impact) และการจัดลำดับความสำคัญ (Priority) ภายใต้แกนหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึงตลาดทุน (Accessibility), การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและผู้ลงทุน (Capability) และการสร้างความเชื่อมั่นเชิงระบบ (Trust & Confidence)

 

 
 

 

โดยในครึ่งแรกของปี 2569 กองทุน CMDF ได้อนุมัติเงินทุนสนับสนุนไปแล้วรวม 11 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 400 ล้านบาท และคาดการณ์เม็ดเงินอนุมัติรวมตลอดทั้งปีจะอยู่ในกรอบ 600 ถึง 800 ล้านบาท โดยมีสภาพคล่องหมุนเวียน สำหรับสนับสนุนโครงการปกติจัดสรรไว้เฉลี่ยปีละประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเพียงพออย่างแน่นอน

 

หนึ่งในแผนงานสำคัญของปี 2569 คือ แผนการร่วมทุนจัดตั้งกองทุน Private Equity Trust (PE Trust) มูลค่าเป้าหมายรวม 1,000 ล้านบาท โดย CMDF คาดว่าจะอัดฉีดเม็ดเงินสนับสนุนร่วมกับพันธมิตรหรือผู้ร่วมลงทุนสถาบันรายอื่น (Limited Partners) เป็นหลักหลายร้อยล้านบาท โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขข้อจำกัด และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงสตาร์ทอัพ (Startups) ในกลุ่ม New Economy อาทิ อุตสาหกรรมเทคโนโลยี, การแพทย์ (Medical) และเกษตรกรรมสมัยใหม่ (Agri-Tech) ได้เข้าถึงตลาดทุน

 

พร้อมส่งทีมบริหารเข้าไปช่วยวางระบบปฏิบัติการและระบบหลังบ้าน ตลอดจนร่วมวางกลยุทธ์การถอนตัวจากการลงทุน (Exit) ผ่านการควบรวมกิจการ (M&A) หรือการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ในอนาคต โดยคาดว่าจะเริ่มเข้าลงทุนอย่างเป็นทางการได้ในช่วงปลายปี 2569 หรือต้นปี 2570

 

โดย CMDF จะเข้าไปร่วมลงทุนและถือหุ้นในสัดส่วนประมาณ 30% คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกราว 700 ล้านบาท จะมาจากการร่วมลงทุนของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งกองทุน PE Trust มีอายุไม่เกิน 10 ปี โดยแบ่งโครงสร้างระยะเวลาออกเป็น 2 ช่วงอย่างชัดเจน คือ ช่วง 4-5 ปีแรกสำหรับการลงทุน และ ช่วง 4-5 ปีหลังสำหรับการทยอยถอนการลงทุน

 

ขยายผลโครงการ ‘Jump+’ และ IPO Subsidy

 

สำหรับโครงการเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของบริษัทจดทะเบียนไทยอย่าง Jump+ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก CMDF ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้รับการตอบรับท่วมท้นจนมีผู้ร่วมโครงการถึง 142 บริษัท เพิ่มจากเป้าหมายเดิม 100 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จำนวน 86 ราย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) จำนวน 56 ราย ซึ่งเซกเตอร์หลักคือ ภาคบริการ (Services)

 

ทั้งนี้พบว่ากว่า 75% เป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ไม่เกิน 5,000 ล้านบาท และมีบริษัทถึง 55% ที่มีค่า Price-to-Book (P/B) ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพสูงแต่ยังขาดการรับรู้จากผู้ลงทุน (Visibility) และยังไม่มีบทวิเคราะห์รองรับ โครงการนี้จะดำเนินการ 3 เฟส คือ เฟสวางแผนกลยุทธ์, เฟสทำบทวิเคราะห์ร่วมกับสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA), และเฟสประชาสัมพันธ์

 

โดยตั้งเป้าวัดผลสำเร็จ (KPI) ตามมาตรฐานสากลจากอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตราการเติบโตของกำไร (Earnings Growth) เทียบกับอดีตย้อนหลัง 3 ปี ภายใต้งบประมาณสนับสนุนเพดานสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย

 

นอกจากนี้ CMDF ยังสนับสนุนงบประมาณระยะยาว 5 ปี ผ่าน ตลท. ในโครงการ IPO Subsidy เพื่อสนับสนุนค่าธรรมเนียมและที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) วงเงินสูงสุดไม่เกิน 7 ล้านบาทต่อราย สำหรับบริษัทที่พร้อมจดทะเบียนอย่างรวดเร็วใน 2-3 ปีแรก

 

สร้าง Trust & Confidence ด้วยเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัย

 

สำหรับการยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย CMDF ได้มุ่งปฏิรูปเชิงระบบผ่านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสำคัญ 2 โครงการ ประกอบด้วย

 

  • การสนับสนุนจัดตั้ง TCM-CERT ศูนย์ประสานงานความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ภาคตลาดทุน เพื่อเป็นแกนกลางเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์แบบ One Stop Solutionsช่วยให้สมาชิกกว่า 100 บริษัท สามารถเฝ้าระวัง ประสานงาน และประหยัดงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • โครงการ Data Exchange Platform ที่ CMDF ร่วมสนับสนุนเงินลงทุนหลักหลายสิบล้านบาท มาอย่างต่อเนื่องกว่า 3-4 ปี ทำหน้าที่เสมือน Securities Bureau เชื่อมข้อมูลวงเงินระหว่างโบรกเกอร์ เพื่อตรวจสอบและสกัดกั้นการเปิดบัญชีวงเงินซ้ำซ้อน สกัดความเสี่ยงเชิงระบบและป้องกันความเสียหายซ้ำรอยเคสขนาดใหญ่ในอดีต

 

ชงโมเดลบัญชีออมเงิน ‘TISA’ สู้ศึกสูงวัย-ยกระดับวิชาชีพ CFA Level 3

 

เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงกว่า 90% ของ GDP และภาวะสังคมผู้สูงอายุที่ขาดความพร้อมด้านการเงิน CMDF จึงได้ร่วมว่าจ้างสถาบันการศึกษาเพื่อศึกษาโมเดลการออมระยะยาว โดยศึกษาข้อดีของโมเดลบัญชีออมเงิน NISA ของญี่ปุ่น นำมาพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายจัดตั้ง TISA (Thailand Individual Saving Account) ด้วยแนวคิดรวมพอร์ตลงทุนแบบ One Umbrella โดยสามารถออมได้หลากหลายสินทรัพย์ ทั้ง กองทุนรวม หุ้น พันธบัตร บัญชีเงินฝากเพื่อการศึกษาบุตร สะสมสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ที่พ่อแม่นำไปลดหย่อนภาษีได้

 

ขณะเดียวกันยังร่วมมือกับสมาคม CFA ในโครงการสนับสนุนทุนสำหรับผู้สอบใบอนุญาตสากล ภายใต้เงื่อนไขหาก ‘สอบผ่านแล้วเบิกเงินคืน’ โดยมุ่งหมายจะผลักดันให้ประเทศไทยมีผู้ผ่านเกณฑ์ CFA Level 3 เป็นมากกว่า 1,000 คนให้เร็วที่สุด จากปัจจุบันที่มีเพียงประมาณ 700 คน ซึ่งตามหลังมาเลเซียที่มีผู้สอบผ่านสูงถึงประมาณ 2,800 คน เพื่อยกระดับความเชี่ยวชาญสู่สากล

 

เปิดฐานะทางการเงินและสภาพคล่องสะท้อนเสถียรภาพแข็งแกร่ง

 

เพื่อความโปร่งใส CMDF เผยโครงสร้างสถานะทางการเงินของกองทุน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

 

  • เงินกองทุนสำหรับบริหารจัดการเพื่อหาดอกผล (Principal Reserve): มีจำนวนนิ่งอยู่ที่ประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท บริหารจัดการความเสี่ยงแบบมืออาชีพผ่านกลยุทธ์ SAA สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 4-5% ต่อปี (คิดเป็นกระแสเงินสดกลับเข้าสู่กองทุนประมาณ 200 ถึง 300 ล้านบาทต่อปี) เพื่อนำไปเติมเป็นสภาพคล่องหมุนเวียน
  • เงินทุนหมุนเวียนและสภาพคล่องเพื่อดำเนินงานสนับสนุนโครงการ (Working Capital) มีสภาพคล่องหมุนเวียนเฉลี่ยรอบปีละประมาณ 800 ล้านบาท โดยได้รับเงินนำส่งสมทบรายปีจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ตามกฎหมายในสัดส่วน 90% ของกำไรสุทธิหลังหักสำรอง

 

ทั้งนี้ ยอดการนำส่งจะแปรผันตามสภาวะตลาด โดยในช่วงแรกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี และปรับลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 100 กว่าล้านบาทต่อปีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจากผลกระทบของสภาวะตลาดชะลอตัว แต่อย่างไรก็ดี CMDF ยืนยันว่าโครงสร้างฐานะการเงินและสภาพคล่องในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งและเพียงพอในการผลักดันเสถียรภาพและการพัฒนาตลาดทุนไทยในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง

The post CMDF เตรียมตั้ง PE Trust 1 พันล้านบาท หนุนสตาร์ทอัพ New Economy พร้อมขยายผล ‘Jump+’ ปลดล็อกศักยภาพ บจ. ขนาดกลาง-เล็ก หวังฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘การบินไทย’ ประกาศเปิดรับสมัครซีอีโอคนใหม่ ระหว่าง 7-27 ก.ย.นี้ แทน ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ ที่จะครบวาระเดือน ม.ค. 2570 ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติอย่างไร https://thestandard.co/thai-airways-recruit-new-ceo-qualifications/ Wed, 02 Sep 2026 07:29:28 +0000 https://thestandard.co/thai-airways-recruit-new-ceo-qualifications/ ภาพประกาศการบินไทย เปิดรับสมัครประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ พร้อมระบุคุณสมบัติผู้สมัคร

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ออกประกาศเปิดร […]

The post ‘การบินไทย’ ประกาศเปิดรับสมัครซีอีโอคนใหม่ ระหว่าง 7-27 ก.ย.นี้ แทน ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ ที่จะครบวาระเดือน ม.ค. 2570 ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกาศการบินไทย เปิดรับสมัครประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ พร้อมระบุคุณสมบัติผู้สมัคร

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ออกประกาศเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer) เพื่อมารับตำแหน่งต่อจาก ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) คนปัจจุบันที่กำลังจะครบวาระในเดือนมกราคม 2570 ดังนี้

 

โดยกำหนดคุณสมบัติทั่วไปของผู้สมัครไว้ ดังนี้

 

  • สัญชาติไทย (ตามข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือน ฉบับที่ 97 ว่าด้วยการอนุญาตประกอบกิจการการบินพลเรือนฯ)
  • อายุไม่เกิน 65 ปี ในวันที่สมัคร
  • สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป
  • มีประสบการณ์บริหารระดับสูงในองค์กรขนาดใหญ่และซับซ้อน โดยเฉพาะระดับ N-1 หรือ CEO/MD และมีความเข้าใจบริบทธุรกิจสายการบินหรืออุตสาหกรรมการบิน ตามที่กำหนดไว้ดังนี้

 

4.1 สำหรับผู้สมัครที่เป็น หรือเคยเป็นพนักงานของบริษัท ดำรงหรือเคยดำรงตำแหน่งระดับ 13 และต้องดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่น้อยกว่า 1 ปี ณ วันปิดประกาศรับสมัคร

 

4.2 สำหรับผู้สมัครจากภายนอกบริษัท เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารภาคเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจซึ่งองค์กร เคยมีรายได้ไม่น้อยกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี หรือมีสินทรัพย์รวมไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท โดยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้บริหารอันดับ 2 ขององค์กร (N-1) ทั้งนี้ ต้องมีหนังสือรับรองจากหน่วยงาน พร้อมแนบโครงสร้างองค์กร รวมทั้งงบการเงินหรือรายงานประจำปี (Annual Report) ในขณะดำรงตำแหน่งมาแสดงด้วยทั้งนี้ ต้องดำรงหรือเคยดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่น้อยกว่า 1 ปี ณ วันปิดประกาศรับสมัคร

 

คุณสมบัติประจำตำแหน่ง

 

ผู้สมัครอาจมีคุณสมบัติด้านหนึ่งด้านใดหรือหลายด้าน โดยไม่จำเป็นต้องครบทุกข้อ ทั้งนี้ คณะกรรมการจะพิจารณาความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ และความเหมาะสมโดยรวมของผู้สมัคร ดังนี้

 

  • มีประสบการณ์บริหารองค์กรขนาดใหญ่และซับซ้อนในระดับ CEO/MD หรือผู้บริหารระดับรองจาก CEO (N-1) โดยผู้มีประสบการณ์ในธุรกิจการบินหรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
  • การกำหนดทิศทางการออกแบบองค์กร การบริหารการเปลี่ยนแปลง และการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนสร้างความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร
  • การกำหนดนโยบายด้านการเงิน การบริหารต้นทุน การลงทุน และการบริหารเชิงพาณิชย์
  • การกำหนดและกำกับกลยุทธ์ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ในการสร้างการเติบโตใหม่ผ่านการขยายตลาด พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และการร่วมลงทุน
  • การกำกับการดำเนินธุรกิจในบริบทนานาชาติ และบริหารความสัมพันธ์กับคณะกรรมการบริษัท หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนได้เสีย
  • การกำหนดทิศทางการนำเทคโนโลยีและดิจิทัลมาสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากข้อมูล และการกำกับดูแลความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
  • การดำเนินงานที่ปลอดภัย (Safety) เชื่อถือได้ (Reliability) สามารถกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงและภาวะวิกฤต พร้อมกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมาภิบาล
  • ยึดมั่นในจริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ สามารถนำองค์กรภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการปฏิบัติตามกฎหมาย
  • สามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและการปฏิบัติงานได้ในระดับดีมาก

 

เอกสารประกอบการสมัคร

 

  • Resume/CV ที่ระบุถึงประสบการณ์การทำงาน
  • Transcript ฉบับสมบูรณ์ หากสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศต้องมีเอกสารการเทียบวุฒิการศึกษาจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • หนังสือรับรองจากหน่วยงาน
  • โครงสร้างองค์กร
  • งบการเงินหรือรายงานประจำปี
  • ผลงานในอดีต
  • หนังสือรับรองบุคคลอ้างอิง จำนวน 2 ราย ไม่เกิน 3 ปี
  • วิสัยทัศน์ (โดยต้องแสดงถึงความรู้ความเข้าใจและแผนงานที่เกี่ยวข้องกับ Aviation Business)

 

ทั้งนี้ การสมัครจะสมบูรณ์เมื่อแนบเอกสารที่ระบุไว้ครบถ้วน

 

การให้ความยินยอมในการตรวจสอบข้อมูลของผู้สมัคร ผู้สมัครต้องให้ความยินยอมแก่บริษัทในการตรวจสอบและเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคุณสมบัติ รวมถึงข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะบนสื่อสังคมออนไลน์ ข้อมูลเครดิต และประวัติอาชญากรรม

 

ขั้นตอนการรับสมัคร

 

  • สำหรับผู้สมัครที่เป็นหรือเคยเป็นพนักงานของบริษัทสามารถสมัครผ่านช่องทางภายในของบริษัท
  • สำหรับผู้สมัครจากภายนอกบริษัทสามารถกรอกข้อมูลผ่านทาง Website ให้ครบถ้วน

 

โดยเปิดรับสมัครและยื่นเอกสารการรับสมัครระหว่างวันที่ 7-27 กันยายน 2569

 

อ้างอิง:

  • บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

The post ‘การบินไทย’ ประกาศเปิดรับสมัครซีอีโอคนใหม่ ระหว่าง 7-27 ก.ย.นี้ แทน ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ ที่จะครบวาระเดือน ม.ค. 2570 ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. สั่งลงโทษทางแพ่ง 22 ราย รวม 192.8 ล้านบาท คดีปั่นหุ้น META และ TPL https://thestandard.co/sec-fines-meta-tpl-manipulation/ Tue, 01 Sep 2026 11:46:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1249522 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปข่าว ก.ล.ต. ลงโทษ 22 ราย คดีปั่นหุ้น META และ TPL ปรับรวม 192.8 ล้านบาท

ก.ล.ต. เปิดชื่อผู้กระทำความผิด 18 รายในคดีปั่นหุ้น META […]

The post ก.ล.ต. สั่งลงโทษทางแพ่ง 22 ราย รวม 192.8 ล้านบาท คดีปั่นหุ้น META และ TPL appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปข่าว ก.ล.ต. ลงโทษ 22 ราย คดีปั่นหุ้น META และ TPL ปรับรวม 192.8 ล้านบาท

ก.ล.ต. เปิดชื่อผู้กระทำความผิด 18 รายในคดีปั่นหุ้น META ที่ลากยาว 3 ช่วงเวลาตลอดเกือบ 2 ปี พร้อมอีก 4 รายที่ดันราคาหุ้น TPL ตั้งแต่วันแรกที่เข้าซื้อขาย

 

 
 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่ง (Civil Sanction) พร้อมกัน 2 คดีเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ครอบคลุมผู้กระทำความผิดรวม 22 ราย ในความผิดฐานร่วมกันสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ โดยเรียกให้ชำระเงินตามมาตรการลงโทษทางแพ่งรวมกัน 192,859,101 บาท พร้อมกำหนดระยะเวลาห้ามซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์

 

ทั้งสองคดีมีลักษณะร่วมกันคือเป็นการกระทำแบบ แบ่งหน้าที่กันทำ (concerted action) ระหว่างกลุ่มบุคคลที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ทั้งด้านความสัมพันธ์ส่วนบุคคล บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ พฤติกรรมการส่งคำสั่ง และเส้นทางการเงิน แต่ต่างกันอย่างชัดเจนที่ขนาดและระยะเวลา

 

คดีหุ้น META 18 ราย 3 ช่วงเวลา ยาวเกือบ 2 ปี

 

คดีแรกเกี่ยวข้องกับหุ้นบริษัท เมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ META ซึ่ง ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงปี 2561-2563 และตรวจสอบเพิ่มเติมจนพบพยานหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่ามีผู้กระทำความผิด 18 ราย ร่วมกันสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหุ้น

 

พฤติกรรมที่ ก.ล.ต. ระบุ ได้แก่ การส่งคำสั่งซื้อขายในลักษณะสอดรับและสนับสนุนกัน ทั้งในจำนวน ราคา และภายในเวลาใกล้เคียงกัน การส่งคำเสนอซื้อปริมาณมากในหลายระดับราคาเพื่อขัดขวางการซื้อของบุคคลอื่น การส่งคำสั่งผลักดันราคาให้ปรับตัวสูงขึ้น และการส่งคำสั่งเสนอซื้อในช่วงก่อนปิดตลาดโดยมุ่งหมายให้ราคาปิดปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นเทคนิคที่รู้จักกันในชื่อ marking the close

 

นอกจากนี้ยังมีการซื้อขายหุ้น META ผ่านรายการซื้อขายบนกระดานหลักทรัพย์รายใหญ่ (Big Lot) ระหว่างกันเองเป็นจำนวนมาก ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาหรือปริมาณการซื้อขาย

 

ก.ล.ต. แบ่งการกระทำออกเป็น 3 ช่วงเวลา ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มผู้กระทำความผิดมีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นตลอดช่วงเกือบ 2 ปี

 

ช่วงที่ 1 26 กุมภาพันธ์ – 29 มิถุนายน 2561 ผู้กระทำความผิด 12 ราย

 

ช่วงที่ 2 2 กรกฎาคม 2561 – 28 มิถุนายน 2562 ผู้กระทำความผิด 13 ราย

 

ช่วงที่ 3 1 กรกฎาคม 2562 – 3 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้กระทำความผิด 14 ราย

 

มีผู้กระทำความผิด 8 รายที่ปรากฏชื่อครบทั้ง 3 ช่วงเวลา ได้แก่ นายชนน วังตาล, นางสาวทิตานัน หรุ่นเริงใจ, นายพิเชษฐ์ เพิ่มทรัพย์หิรัญ, นายณัฐปภัสร์ เกสร์ชัยมงคล, นางสาวมณทิกา มงคลนาวิน, นายณรุจ วิวรรธนไกร, นางสาวอัญชฎา ธีรพงศ์วิษณุพร และนายศุภศิษฏ์ โภคินจารุรัศมิ์

 

โดยผู้กระทำความผิดที่ถูกปรับสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ นายณัฐปภัสร์ เกสร์ชัยมงคล ถูกปรับ 39.05 ล้านบาท และห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ 33.5 เดือน นายณรุจ วิวรรธนไกร ถูกปรับ 26.56 ล้านบาท และห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ 51 เดือน นายวิสาร วิวรรธนไกร ถูกปรับ 26.28 ล้านบาท และห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ 22.5 เดือน นายสุเมธ เศษธะพานิช ถูกปรับ 13.18 ล้านบาท และห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ 22.5 เดือน นางสาวกมาตยา ศรวณียารักษ์ ถูกปรับ 13.13 ล้านบาท และห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ 14 เดือน

 

การเปิดเผยคดีเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่ META เผชิญปัญหาด้านงบการเงิน โดยตลาดหลักทรัพย์ mai ประกาศขึ้นเครื่องหมาย SP (ห้ามซื้อขายชั่วคราว) หุ้น META มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 จากเหตุผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงิน และบริษัทยังไม่ส่งงบการเงินไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ปี 2569

 

พร้อมกันนี้ยังขึ้นเครื่องหมาย CS มีผล 2 กันยายน 2569 จากเหตุผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินปี 2568 และเพิ่มเหตุเครื่องหมาย CB จากส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่า 50% ของทุนชำระแล้ว โดยนักลงทุนต้องซื้อหุ้นผ่านบัญชี Cash Balance หรือวางเงินสดเต็มจำนวนก่อนซื้อ

 

ปัจจุบัน META ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน รับเหมาและติดตั้งระบบวิศวกรรมประกอบอาคาร ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาธุรกิจและการเงิน และการจัดสรรที่ดินและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีผู้ถือหุ้นรายย่อย 5,438 ราย คิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้น 77.52% ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569

 

คดีหุ้น TPL ปั่นตั้งแต่วันแรกที่เข้าเทรด

 

ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อเดือนตุลาคม 2566 และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ในวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ซึ่งเป็นวันแรกที่หุ้นบริษัท ไทยพาร์เซิล จำกัด (มหาชน) หรือ TPL เข้าซื้อขาย ผู้กระทำความผิด 4 ราย ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันทั้งด้านส่วนบุคคลและด้านธุรกิจ ได้ร่วมกันแบ่งหน้าที่กันสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขาย

 

พฤติกรรมเริ่มตั้งแต่ ช่วงก่อนเปิดตลาด ด้วยการส่งคำสั่งเสนอซื้อในราคาสูงและปริมาณมาก ทำให้ราคาเปิดของ TPL สูงกว่าราคา IPO จากนั้นในระหว่างวันจึงส่งคำสั่งเคาะซื้อผลักดันราคา และจับคู่ซื้อขายระหว่างกันเองเพื่อกระตุ้นให้ผู้ลงทุนรายอื่นซื้อขายตาม พร้อมทั้งครองคำเสนอซื้อหลายระดับราคาเพื่อไม่ให้ราคาปรับตัวลดลง และขัดขวางผู้ลงทุนรายอื่นจนต้องส่งคำสั่งซื้อในราคาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดทั้ง 4 รายดังกล่าว โดยกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง ดังนี้

 

นางสาวอรอร ชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 18.53 ล้านบาท ห้ามซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเวลา 11 เดือน และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นเวลา 22 เดือน

 

นายภควันต์ ชำระค่าปรับทางแพ่ง และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 585,833 บาท ห้ามซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเวลา 8 เดือน และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นเวลา 16 เดือน

 

นางสาวอริสษา และนางสาวกัญจนารัศม์ ชำระค่าปรับทางแพ่ง และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้นคนละ 585,833 บาท ห้ามซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเวลาคนละ 6 เดือน และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นเวลาคนละ 12 เดือน

 

The post ก.ล.ต. สั่งลงโทษทางแพ่ง 22 ราย รวม 192.8 ล้านบาท คดีปั่นหุ้น META และ TPL appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอนด์ยีลด์ทั่วโลกพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 นักวิเคราะห์เตือนหุ้นเสี่ยงติดลบ https://thestandard.co/global-bond-yields-surge-stocks-risk/ Tue, 01 Sep 2026 10:19:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1249475 ธนบัตร 100 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมข้อความสรุปสถานการณ์บอนด์ยีลด์ทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกไต่กลับขึ้นสู่ระดับสูงสุดใน […]

The post บอนด์ยีลด์ทั่วโลกพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 นักวิเคราะห์เตือนหุ้นเสี่ยงติดลบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนบัตร 100 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมข้อความสรุปสถานการณ์บอนด์ยีลด์ทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกไต่กลับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ หลังราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นจุดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และนักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย

 

 
 

บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นอายุ 10 ปี แตะ 3% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี ขณะที่ออสเตรเลียพุ่งสู่ระดับที่ไม่เห็นมาตั้งแต่ปี 2011 ทั้งจากเงินเฟ้อที่ค้างอยู่ในระดับสูง และการขาดดุลการคลังที่กว้างขึ้นพร้อมกันหลายประเทศ ต่อเนื่องจากแรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ผลักให้อัตราผลตอบแทนอายุ 10 ปีขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมของปีที่แล้ว

 

ขณะที่อัตราผลตอบแทนของดัชนีพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกที่จัดทำโดย Bloomberg ปรับขึ้นเป็นวันทำการที่ 4 ติดต่อกัน ขึ้นมาอยู่ที่ 3.72% ณ วันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2008

 

สุนทรพจน์ที่พลิกความคาดหวังของตลาด

 

สำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า ตัวเร่งล่าสุดที่ดันอัตราผลตอบแทนขึ้นคือสุนทรพจน์ของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเขาย้ำจุดยืนอีกครั้งถึงคำมั่นที่จะควบคุมเงินเฟ้อให้ได้

 

แรงเทขายพันธบัตรครั้งนี้เป็นโจทย์ใหม่สำหรับ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่งออกมาตรการเพิ่มเติมเมื่อเดือนที่ผ่านมาเพื่อควบคุมอัตราผลตอบแทนไม่ให้พุ่งเกินไป และยังเป็นโจทย์สำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วย เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นเสี่ยงจะกดดันเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน

 

“ตลาดกำลังสะท้อนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่สูงขึ้น ไม่เฉพาะในสหรัฐฯ แต่ทั่วโลกด้วย” Idanna Appio ผู้จัดการกองทุนและนักวิเคราะห์วิจัยอาวุโสของ First Eagle Investments กล่าวกับ Bloomberg TV “นักลงทุนเริ่มประเมินใหม่ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เป็นกลางควรอยู่ตรงไหน และระดับดังกล่าวก็ค่อยๆ ขยับสูงขึ้น”

 

พันธบัตรทั่วโลกอยู่ภายใต้แรงกดดันมาหลายเดือนแล้ว จากความกังวลเรื่องการใช้จ่ายภาครัฐที่อยู่ในระดับสูงในตลาดอย่างญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ซึ่งทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยที่สูงขึ้นสำหรับการถือครองตราสารหนี้อายุยาว

 

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้จุดความกังวลว่าการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกกระทบเป็นเวลานาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ทั้งชุดปัจจุบันและอดีตหลายรายประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้จะยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน

 

ล่าสุด ดัชนีตราสารหนี้โลกของ Bloomberg ปรับตัวลง 0.9% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ หลังจากที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก 6.8% ในปี 2025 ขณะที่การประมูลพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีเมื่อวันอังคาร มีอุปสงค์อยู่ในระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 12 เดือน ขณะที่ในออสเตรเลีย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุใกล้เคียงกันพุ่งขึ้นสู่ระดับที่ไม่เห็นมาตั้งแต่ปี 2011

 

“ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ย แต่คือความเชื่อมั่นที่เปลี่ยนไป”

 

กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ให้มุมมองว่าการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์รอบนี้สะท้อนความเชื่อมั่นที่เปลี่ยนไป มากกว่าจะเป็นเพียงเรื่องทิศทางดอกเบี้ย

 

“บอนด์ยีลด์ขึ้นมาสักระยะแล้ว จากทั้งเรื่องหนี้และเงินเฟ้อ” กรรณ์กล่าว พร้อมชี้ว่าจุดที่กระทบความเชื่อมั่นโดยตรงคือขนาดของมาตรการซื้อคืนพันธบัตรที่สหรัฐฯ ประกาศออกมา ซึ่งเล็กเกินกว่าที่ตลาดคาดหวัง จนทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าสหรัฐฯ กำลังมีปัญหาหนี้หรือไม่

 

กรรณ์ยังชี้ถึงแรงกดดันอีกด้านที่มักถูกมองข้าม คือการที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ออกหุ้นกู้ระยะยาวเพื่อระดมทุนไปลงทุน โดยผลตอบแทนของหุ้นกู้กลุ่มนี้สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล ทำให้นักลงทุนมีทางเลือกเปรียบเทียบเพิ่มขึ้น และกลายเป็นการดูดสภาพคล่องออกจากระบบไปอีกทาง

 

สามเหตุผลที่ทำให้ยีลด์ยังไม่ลง

 

ด้าน สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย ประเมินว่าแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรรอบนี้มาจากสามปัจจัยหลัก

 

ปัจจัยแรก คือระดับหนี้ของสหรัฐฯ ที่แตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และการขาดดุลที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเขาย้ำว่าไม่ใช่ประเด็นใหม่ แต่เป็นฉากหลังที่กดดันตลาดอยู่ตลอด

 

ปัจจัยที่สอง คือไตรมาสหน้าจะเป็นไตรมาสแรกนับตั้งแต่ ChatGPT เปิดตัว ที่กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่พลิกมาติดลบ จากเดิมที่เคยอยู่ระดับ 5-6 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องออกตราสารหนี้เพื่อระดมทุน โดยมีต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลราว 1-1.2% ส่งผลให้ซัพพลายตราสารหนี้ไหลออกสู่ตลาดจำนวนมาก

 

ปัจจัยที่สาม คือการลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ของผู้ถือรายใหญ่ โดยญี่ปุ่นลดลงราว 2% จาก 1.14 ล้านล้านดอลลาร์ เหลือ 1.11 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่อังกฤษและจีนก็ลดการถือครองลงเช่นกัน

 

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ทะลุ 4.5% มักกดดันตลาดหุ้น

 

นักวิเคราะห์ทั้งสองรายเห็นตรงกันว่าระดับที่ต้องจับตาคือเมื่อบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีทะลุ 4.5%

 

“ทุกครั้งที่บอนด์ 10 ปีพุ่งขึ้นทะลุ 4.5% ดัชนีตลาดหุ้นจะเป็นบวกได้น้อยมาก” กรรณ์ระบุ ซึ่งสอดคล้องกับสถิติของ Raymond James และ FactSet ที่ CGS International นำมาวิเคราะห์ พบว่าในรอบดอกเบี้ยนี้ ผลตอบแทนรายวันเฉลี่ยของดัชนี S&P 500 เริ่มลดลงเมื่อยีลด์ 10 ปีสูงกว่า 4.3% และพลิกเป็นลบเมื่อยีลด์สูงกว่า 4.5% โดยหากยีลด์ขึ้นไปเกิน 4.8% ผลตอบแทนรายวันเฉลี่ยจะติดลบถึง 0.38%

 

ผลพวงอีกด้านของบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นคือการเคลื่อนย้ายของกระแสเงินลงทุน โดยกรรณ์ระบุว่าเมื่อหุ้นสหรัฐฯ เริ่มย่อตัว เงินก็ไหลเข้าสู่สินทรัพย์อย่างบิตคอยน์และทองคำมากขึ้น

 

สรพลประเมินในทิศทางเดียวกัน โดยอ้างอิงข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 1960 ว่าหากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีซึ่งขณะนี้อยู่ที่ราว 4.7% – 4.8% ขยับขึ้นไปแตะ 5% จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างตลาดพันธบัตรกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ และทำให้หุ้นสหรัฐฯ ติดลบได้ แม้ผลประกอบการของบริษัทจะไม่มีปัญหาก็ตาม

 

“ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะไม่ขึ้นไม่ลง โดย P/E จะลดลงมาที่ค่าเฉลี่ย 20 เท่า จากปัจจุบันที่ 22 เท่า” สรพลกล่าว พร้อมมองว่าดัชนี S&P 500 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ (Sideway) โดยประเมินระดับดัชนีที่เหมาะสมไว้ที่ 7,600 จุด

 

อัตราผลตอบแทนที่พุ่งขึ้นยังเสี่ยงจะลดความน่าสนใจของหุ้น และเป็นความเสี่ยงต่อการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลกที่นำโดยธีมปัญญาประดิษฐ์ โดยดัชนี MSCI All Country World ปรับตัวลงราว 1% นับตั้งแต่ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อกลางเดือนสิงหาคม

 

สรพลระบุว่าสิ่งที่ต้องติดตามคือวันที่ 9 กันยายนนี้ ที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะเข้าซื้อพันธบัตร ซึ่งเขามองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เนื่องจากวงเงินที่จะเข้าซื้อราว 6-7 หมื่นล้านดอลลาร์ ยังน้อยกว่าซัพพลายพันธบัตรที่ทยอยออกสู่ตลาด โดยสถานการณ์นี้จะคลี่คลายได้ก็ต่อเมื่อเริ่มเห็นเงินเฟ้อปรับตัวลง ซึ่งผูกโยงกลับไปที่ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โดยตรง

 

ภาพ: Deacons docs / Shutterstock

The post บอนด์ยีลด์ทั่วโลกพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 นักวิเคราะห์เตือนหุ้นเสี่ยงติดลบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shein ยักษ์ฟาสต์แฟชั่นจีน เตรียมเข้า IPO ฮ่องกง มูลค่าร่วงเหลือเพียงหนึ่งในสี่ ฉุดความมั่งคั่งผู้ก่อตั้ง https://thestandard.co/shein-ipo-hong-kong-valuation-drop/ Mon, 31 Aug 2026 10:32:20 +0000 https://thestandard.co/shein-ipo-hong-kong-valuation-drop/ ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ Shein และข้อความเกี่ยวกับการเข้า IPO ฮ่องกง มูลค่าบริษัทที่ลดลง

บริษัท Shein Global Holdings Ltd. เจ้าของแพลตฟอร์มค้าปล […]

The post Shein ยักษ์ฟาสต์แฟชั่นจีน เตรียมเข้า IPO ฮ่องกง มูลค่าร่วงเหลือเพียงหนึ่งในสี่ ฉุดความมั่งคั่งผู้ก่อตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ Shein และข้อความเกี่ยวกับการเข้า IPO ฮ่องกง มูลค่าบริษัทที่ลดลง

บริษัท Shein Global Holdings Ltd. เจ้าของแพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์และยักษ์ใหญ่ด้านฟาสต์แฟชั่นจากจีน เคยมีมูลค่าสูงกว่าบริษัทแม่ของ H&M และ Zara จนทำให้ Xu หรือ สกาย ซวี ผู้บริหารที่ไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณชน มีทรัพย์สินสุทธิมากกว่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์

 

 

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาเพียง 4 ปี ความมั่งคั่งของ Xu ลดลงอย่างมาก หลัง Shein ต้องเผชิญกับปัญหาภาษีนำเข้า ตลอดจนการตรวจสอบจากฝ่ายการเมือง และการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงขึ้น

 

ในวันอังคาร (1 ก.ย.) นี้ Shein เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยคาดว่ามูลค่าบริษัทจะอยู่ที่เพียงประมาณหนึ่งในสี่ของช่วงที่เคยได้รับการประเมินมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2022

 

จากราคาเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก ในครั้งนี้ Xu ซึ่งถือหุ้นอยู่ประมาณ 30% จะมีทรัพย์สินลดลงเหลือราว 8 พันล้านดอลลาร์ ตามการประเมินของดัชนีมหาเศรษฐี Bloomberg Billionaires Index

 

จังหวะตลาดไม่เอื้อ

 

กล่าวได้ว่า ความมั่งคั่งของ Xu ลดลงมากกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากจังหวะเวลาที่ไม่เอื้อ ทั้งเขาและ Shein พลาดช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเข้าตลาด ขณะที่แบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคจากจีนหลายแห่งซึ่งเข้าจดทะเบียนในช่วงราว 1 ปีที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากนักลงทุนในระยะแรก

 

หลังจากนั้น บริษัทด้าน AI หลายแห่งทยอยเข้าจดทะเบียนในตลาด ส่งผลให้ความสนใจของนักลงทุนย้ายไปอยู่ที่ธุรกิจเหล่านี้ และยังทำให้เกิดมหาเศรษฐีรายใหม่จำนวนมาก

 

“พวกเขาพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดไปอย่างชัดเจน” แซม ไวแอตต์ ผู้จัดการกองทุนหุ้นต่างประเทศของ U Ethical Investors ในเมืองเมลเบิร์น กล่าวถึงการ IPO ของ Shein พร้อมย้ำว่า ปัจจุบันธุรกิจอีคอมเมิร์ซไม่ได้ดึงดูดนักลงทุนเท่ากับธุรกิจ AI และแม้บริษัท AI บางแห่งจะทำผลงานได้โดดเด่นในวันแรกของการซื้อขาย แต่ภาพรวมของ IPO ในฮ่องกงยังมีทั้งบริษัทที่ประสบความสำเร็จและบริษัทที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลง

 

ยกตัวอย่างหุ้นของ Eastroc Beverage Group Co. ผู้ผลิตเครื่องดื่ม และ Muyuan Foods Co. ผู้เพาะเลี้ยงสุกร ต่างซื้อขายกันต่ำกว่าราคา IPO แม้ทั้งสองบริษัทจะระดมทุนได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ และราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันแรกที่เข้าตลาด ขณะเดียวกัน พี่น้องผู้ก่อตั้ง Mixue Group เชนร้านชานมไข่มุกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ก็มีความมั่งคั่งลดลงมากกว่าหนึ่งในห้า นับตั้งแต่บริษัทเข้าจดทะเบียนเมื่อปีที่แล้ว

 

ด้าน โฆษกของ Shein ไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าว

 

จากสตาร์ตอัปสู่แบรนด์แฟชั่นระดับโลก หากย้อนดูประวัติของ Xu วัย 43 ปี ก่อตั้ง Shein ในปี 2012 ร่วมกับหุ้นส่วนอีก 3 คน ทั้งหมดเคยทำงานอยู่ในบริษัทด้านการตลาดผ่านเสิร์ชเอนจินแห่งเดียวกัน และนำประสบการณ์ดังกล่าวมาใช้สร้าง Shein จนเติบโตเป็นผู้ค้าปลีกออนไลน์ชื่อดัง ซึ่งมีจุดเด่นด้านเสื้อผ้าราคาถูกและทันสมัย

 

ธุรกิจของ Shein เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด เมื่อผู้บริโภควัยหนุ่มสาวหันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่หลังจากนั้นการเติบโตของรายได้ก็เริ่มชะลอตัวลง อ้างอิงตามข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยเมื่อเดือนกรกฎาคม ก่อนการ IPO

 

สำหรับหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ Shein คือการจัดส่งสินค้าในรูปแบบพัสดุขนาดเล็ก เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าในสหรัฐฯ และยุโรป แต่กลยุทธ์ดังกล่าวได้รับผลกระทบในปีที่ผ่านมา หลังรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยกเลิกข้อยกเว้นด้านภาษีสำหรับสินค้าประเภทนี้ และสหภาพยุโรปยังประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรแบบเหมาจ่ายสำหรับพัสดุขนาดเล็กอีกด้วย

 

เชิง ลู่ ศาสตราจารย์ด้านแฟชั่นและเครื่องแต่งกายจากมหาวิทยาลัยเดลาแวร์กล่าวว่า ทิศทางของตลาดกำลังเปลี่ยนไป และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อ Shein โดยเฉพาะ

 

พร้อมยังระบุว่า AI กำลังช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้คู่แข่งของ Shein ทำให้บริษัทเหล่านั้นสามารถตอบสนองต่อความต้องการและรสนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น

 

Shein พยายามเข้าตลาดสหรัฐฯ และอังกฤษ

 

แม้ห่วงโซ่อุปทานของ Shein จะมีรากฐานอยู่ในจีน แต่ตลาดสำคัญของบริษัทกลับอยู่ในสหรัฐฯ และยุโรป ทำให้ที่ผ่านมา Shein เคยพยายามเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงที่บริษัทกำลังเติบโตสูงสุด แต่ไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดในตลาดสหรัฐฯ และอังกฤษได้มากพอ เนื่องจากถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับแนวทางการจ้างงานและสภาพแรงงาน

 

นอกจากนี้ผู้บริหารของ Shein พยายามลดภาพลักษณ์ความเป็นแบรนด์จีน ด้วยการย้ายสำนักงานใหญ่ระดับโลกไปยังสิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม บริษัทก็ยังต้องได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลของจีนก่อนจึงจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้

 

“เมื่อ 2-3 ปีก่อน Shein เป็นบริษัทที่ได้รับความสนใจมากที่สุด บริษัทจีนแห่งนี้มีโอกาสเข้าจดทะเบียนในสหรัฐฯ ได้ เพราะมีแบรนด์ฟาสต์แฟชั่นที่แข็งแกร่งและเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคชาวอเมริกันอยู่แล้ว แต่ในเวลานี้ ประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ AI” เจสัน ซู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Rayliant Global Advisors กล่าว

 

มูลค่า IPO ต่ำกว่ายุครุ่งเรือง

 

ตามเอกสารที่ Shein ยื่นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา บริษัทมีแผนระดมทุนสูงสุดประมาณ 1.38 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือราว 1,770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเสนอขายหุ้น IPO ในฮ่องกง

 

บริษัทจะเสนอขายหุ้นประเภท B ประมาณ 280 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 47.60-49.50 ดอลลาร์ฮ่องกง หากกำหนดราคาเสนอขายที่ระดับสูงสุดของช่วงดังกล่าว Shein จะมีมูลค่าบริษัทเกือบ 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และบริษัทจะประกาศราคาเสนอขายสุดท้ายในวันที่ 31 สิงหาคม และคาดว่าหุ้นจะเริ่มซื้อขายในวันที่ 1 กันยายน 2026

 

แม้ Shein จะเคยได้รับการประเมินมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 6.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 และในเดือนเมษายน 2024 แต่ตัวเลขดังกล่าวลดลงอย่างมากจากการระดมทุนในตลาดเอกชนก่อนหน้านี้ ซึ่งเคยประเมินมูลค่าบริษัทไว้สูงถึง 9.82 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 จะเห็นว่ามูลค่าของ Shein ลดลงตามการเติบโตของรายได้ที่ชะลอตัวลง และแรงกดดันต่อความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้น

 

โดยการเติบโตของรายได้ลดลงเหลือ 8% ในปี 2025 จาก 20.7% ในปีก่อนหน้า

 

ขณะที่การยกเลิกข้อยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับพัสดุขนาดเล็กในสหรัฐฯ รวมถึงค่าใช้จ่ายทางบัญชีแบบครั้งเดียว ส่งผลให้บริษัทขาดทุน 99 ล้านดอลลาร์ในช่วงต้นปี 2026 และภาษีนำเข้ายังส่งผลกระทบต่อรายได้และยอดขายของ Shein ตลอดปีที่ผ่านมา โดยบริษัทระบุว่าจำเป็นต้องส่งต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้ผู้บริโภค และปรับขึ้นราคาสินค้า

 

Shein ได้รับอนุมัติให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของจีนเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม หลังความพยายามเข้าจดทะเบียนในลอนดอนและนิวยอร์กล้มเหลว

 

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนและผู้บริโภคไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับ Shein ในฐานะผู้ค้าปลีกฟาสต์แฟชั่นที่เติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนในอดีตแล้ว ฌอน ไรน์ กรรมการผู้จัดการของ China Market Research Group กล่าวกับ CNBC เมื่อเดือนที่แล้ว

 

ภาพ: Wirestock Creators/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Shein ยักษ์ฟาสต์แฟชั่นจีน เตรียมเข้า IPO ฮ่องกง มูลค่าร่วงเหลือเพียงหนึ่งในสี่ ฉุดความมั่งคั่งผู้ก่อตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Just Don’t Do It? ถอดบทเรียน Nike แบรนด์ที่ทั้งโลกรู้จัก แต่หุ้นร่วง 78% จนมูลค่าบริษัทหายไป 6.58 ล้านล้านบาท https://thestandard.co/nike-stock-crash-china-strategy/ Mon, 31 Aug 2026 01:26:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1248606 Just Don't Do It? ถอดบทเรียน Nike แบรนด์ที่ทั้งโลกรู้จัก แต่หุ้นร่วง 78% จนมูลค่าบริษัทหายไป 6.58 ล้านล้านบาท

ปี 2536 ไมเคิล จอร์แดน ประกาศเลิกเล่นบาสเกตบอลอาชีพครั้ […]

The post Just Don’t Do It? ถอดบทเรียน Nike แบรนด์ที่ทั้งโลกรู้จัก แต่หุ้นร่วง 78% จนมูลค่าบริษัทหายไป 6.58 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Just Don't Do It? ถอดบทเรียน Nike แบรนด์ที่ทั้งโลกรู้จัก แต่หุ้นร่วง 78% จนมูลค่าบริษัทหายไป 6.58 ล้านล้านบาท

ปี 2536 ไมเคิล จอร์แดน ประกาศเลิกเล่นบาสเกตบอลอาชีพครั้งแรกตอนอายุเพียง 30 ปี ซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ของ Nike ผู้ผลิตรองเท้าที่ได้ประโยชน์มหาศาลจากรองเท้าตระกูล Jordan ของเขา

 

 
 

33 ปีต่อมา หุ้น Nike กำลังจะปิดปีด้วยผลตอบแทนที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปีนั้น และหนึ่งในสาเหตุก็คือยอดขายสินค้าแบรนด์ Jordan ที่ตกลงนั่นเอง

 

เฉพาะปีนี้ปีเดียว หุ้นของบริษัทร่วงไปแล้ว 39% โดยราคาปิดที่ 39.09 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,285 บาท) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี และถ้าปีนี้จบลงด้วยการติดลบจริง จะเป็นการ ‘ติดลบต่อเนื่องปีที่ 5’ ซึ่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Game On! เบื้องหลังกลยุทธ์พา On วิ่งทะลุเมฆ จากรองเท้าเฉพาะกลุ่ม สู่การไล่ล่าบัลลังก์ Nike Game On! เบื้องหลังกลยุทธ์พา On วิ่งทะลุเมฆ จากรองเท้าเฉพาะกลุ่ม สู่การไล่ล่าบัลลังก์ Nike
29 เม.ย. 2568 | 18:37
Nike เลย์ออฟรอบสอง สั่งปลดพนักงานอีก 1,400 ตำแหน่ง เดินหน้าผ่าตัดองค์กรหลังยอดขายซบยาว พร้อมสู้แบรนด์ใหม่แย่งตลาด Nike เลย์ออฟรอบสอง สั่งปลดพนักงานอีก 1,400 ตำแหน่ง เดินหน้าผ่าตัดองค์กรหลังยอดขายซบยาว พร้อมสู้แบรนด์ใหม่แย่งตลาด
27 เม.ย. 2569 | 11:06
New Balance ยอดขายพุ่ง 2.8 แสนล้าน โต 19% เมื่อ 'Dad Shoes' มรดกยุค 90 มัดใจคนรุ่นใหม่ ท่ามกลาง Nike สะดุด New Balance ยอดขายพุ่ง 2.8 แสนล้าน โต 19% เมื่อ ‘Dad Shoes’ มรดกยุค 90 มัดใจคนรุ่นใหม่ ท่ามกลาง Nike สะดุด
22 ก.พ. 2569 | 19:12

 

เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดที่เคยทำได้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ซึ่งอยู่ที่ 169.15 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5,562 บาท) ราคาหุ้นลดลงมาแล้วราว 78% ทำให้มูลค่าตลาดหายไปราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.58 ล้านล้านบาท) ซึ่งนักกลยุทธ์ตลาดเรียกมันว่า ‘การดิ่งลงครั้งใหญ่ที่สุด’ เท่าที่ Nike เคยเจอในฐานะบริษัทมหาชน

 

ตัวเลขนี้มีน้ำหนักเป็นพิเศษ เพราะ Nike เคยผ่านทั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอย, การถูกบอยคอต และปัญหาห่วงโซ่อุปทานมาแล้ว โดยไม่เคยเสียหายหนักเท่าครั้งนี้

 

ความผิดพลาดที่สะสมมาตั้งแต่ผู้บริหารชุดก่อน

 

การร่วงครั้งนี้ไม่ได้เริ่มจากผลประกอบการที่แย่เพียงไตรมาสเดียว แต่มาจากการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ ‘ค่อยๆ บั่นทอนธุรกิจ’ ลงทีละน้อย

 

ต้นทางอยู่ที่ยุคของ จอห์น โดนาโฮ ซีอีโอคนก่อนที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม 2563 และผลักดันให้บริษัทหันมา ‘ขายตรงถึงผู้บริโภค’ อย่างหนักผ่านร้านและเว็บไซต์ของตัวเองภายใต้ชื่อ Nike Direct

 

แนวคิดนี้มีเหตุผลในทางทฤษฎี เพราะการขายเองหมายถึงการควบคุมประสบการณ์ลูกค้าได้มากขึ้นและได้กำไรต่อชิ้นสูงขึ้น แต่ปัญหาคือ Nike ลดความสำคัญของร้านค้าส่งอย่าง Foot Locker ลงก่อนที่ช่องทางดิจิทัลของตัวเองจะแข็งแรงพอจะทดแทนได้ ผลคือคู่แข่งเข้าไปยึด ‘พื้นที่บนชั้นวาง’ ที่ Nike ทิ้งไว้อย่างเต็มใจ

 

ความผิดพลาดข้อที่สองคือการพึ่งพารุ่นคลาสสิกมากเกินไป ทั้ง Air Force 1, Dunk และ Air Jordan รุ่นคลาสสิกที่นำกลับมาผลิตใหม่ ซึ่งเคยทำยอดขายมหาศาล แต่บริษัทกลับผลิตป้อนตลาดต่อเนื่องจนของที่เคย ‘หายาก’ กลายเป็นของที่หาซื้อได้ทั่วไป และต้องพึ่งการลดราคามากขึ้นเรื่อยๆ

 

Just Don't Do It? ถอดบทเรียน Nike แบรนด์ที่ทั้งโลกรู้จัก แต่หุ้นร่วง 78% จนมูลค่าบริษัทหายไป 6.58 ล้านล้านบาท 1

ภาพ : 8th.creator / Shutterstock

 

ราคาที่จ่ายไปกับช่วงเวลานั้นเห็นได้จากตลาดหุ้น เพราะนับตั้งแต่โดนาโฮเข้ารับตำแหน่งจนถึงวันที่ออกไปเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ราคาหุ้น Nike ลดลงราว 20% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้นราว 80% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

คนที่เข้ามารับช่วงต่อคือ เอลเลียต ฮิลล์ ผู้บริหารที่อยู่กับ Nike มายาวนานและกลับมารับตำแหน่งสูงสุดหลังเกษียณไปช่วงสั้นๆ ซึ่งเป็นเส้นทางที่คล้ายกับจอร์แดนที่กลับมาเล่นบาสเกตบอลอีกครั้งในปี 2538

 

ฮิลล์เดินหน้าแผนพลิกฟื้นชื่อ ‘Win Now’ ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปลายปี 2567 เพื่อหยุดยอดขายที่ตกต่อเนื่อง, รักษาส่วนแบ่งตลาดให้นิ่ง และดึงแบรนด์กลับไปโฟกัสที่ ‘กีฬาของจริง’ อย่างบาสเกตบอลกับการวิ่ง

 

แต่แผนนี้ยังไม่ใช่ ‘ยาที่ออกฤทธิ์เร็ว’ เพราะแม้หุ้นจะขยับขึ้นราว 7% ตอนมีข่าวว่าฮิลล์จะกลับมา แต่หลังเขารับตำแหน่งจริง ราคาหุ้นกลับหายไปราวครึ่งหนึ่ง คิดเป็นมูลค่าตลาดที่หายไปกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.97 ล้านล้านบาท)

 

ไบรอัน มัลเบอร์รี หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดจาก Zacks Investment Management ซึ่งขายหุ้น Nike ออกไปตั้งแต่ราว 2 ปีก่อน ระบุว่านักลงทุนยังไม่เชื่อในการฟื้นตัวครั้งนี้ เพราะแผนของฮิลล์ยังไม่แสดงความคืบหน้าที่ ‘วัดผลได้’ จนทำให้ใครสักคนพูดได้ว่ามันกำลังได้ผล พร้อมประเมินว่าการซ่อมความสัมพันธ์กับร้านค้าส่งและห่วงโซ่อุปทานไม่ใช่เรื่องที่ทำเสร็จในข้ามคืน และการพลิกฟื้นน่าจะยังอยู่อีก 3-4 ไตรมาสข้างหน้า

 

เดวิด แวกเนอร์ ผู้จัดการกองทุนจาก Aptus Capital Advisors มองในทางเดียวกันว่าแบรนด์เสียพื้นที่ให้คู่แข่งที่คล่องตัวกว่า ขณะที่สินค้าใหม่ของตัวเองออกมาไม่ทัน พร้อมชี้ว่าธุรกิจที่สร้างขึ้นบนการเป็นผู้นำด้านวัฒนธรรมและนวัตกรรม จะกลายเป็นหุ้นที่ถือต่อได้ยากขึ้นมากเมื่อความได้เปรียบนั้นจางลง โดยเขาเลือกถือหุ้นผู้เล่นหน้าใหม่มากกว่าเดิมพันกับผู้นำเก่าที่กำลังปีนกลับขึ้นมา

 

ฝั่ง Nike ชี้แจงว่าบริษัทพูดชัดมาตลอดว่าการพลิกฟื้นจะไม่เป็นเส้นตรง เพราะการพลิกฟื้นที่นำด้วยแบรนด์มีลำดับสำคัญ คือ ‘ทำให้นิ่งก่อน, จากนั้นจึงรีเซ็ต แล้วค่อยเติบโต’

 

Just Don't Do It? ถอดบทเรียน Nike แบรนด์ที่ทั้งโลกรู้จัก แต่หุ้นร่วง 78% จนมูลค่าบริษัทหายไป 6.58 ล้านล้านบาท 2

ภาพ : Andrea Verdelli/Getty Images

 

รายได้แทบเท่าเดิม แต่กำไรหายไปเกือบครึ่ง

 

ถ้าดูแค่ยอดขาย สถานการณ์อาจไม่ดูเลวร้ายนัก โดยปีบัญชีของ Nike สิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม ทำให้ตัวเลขปีบัญชี 2569 ประกาศออกมาแล้ว ซึ่งรายได้อยู่ที่ 4.64 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.53 ล้านล้านบาท) ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนจากปีก่อน และลดลงเพียง 2% หลังหักผลจากอัตราแลกเปลี่ยน

 

แต่ปัญหาที่แท้จริง ‘ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลขนั้น’ เพราะเมื่อเทียบกับปีบัญชี 2565 ที่มีรายได้ระดับใกล้เคียงกัน กำไรสุทธิกลับลดลงเกือบ 49% และกระแสเงินสดอิสระหายไปราว 51%

 

พูดง่ายๆ คือ Nike ไม่ได้แค่ขายได้ช้าลง แต่ ‘ความสามารถในการเปลี่ยนยอดขายให้กลายเป็นเงินสด’ แย่ลงอย่างมาก

 

ตัวเลขกำไรต่อหุ้นก็มีรายละเอียดที่ต้องดูให้ดี เพราะบริษัทรายงานไว้ที่ 2.10 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ในจำนวนนั้นมี 0.52 ดอลลาร์สหรัฐที่มาจากการคาดว่าจะได้เงินภาษีนำเข้าคืน ซึ่งเป็น ‘รายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว’ โดยฝ่ายบริหารเปิดเผยเองว่าหากไม่นับรายการนี้ กำไรต่อหุ้นจะอยู่ที่ราว 1.58 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น และอัตรากำไรขั้นต้นทั้งปีจะอยู่ที่ 40.8% แทนที่จะเป็น 42.9% ตามที่รายงาน

 

อีกจุดที่นักลงทุนจับตาคือเงินปันผล เพราะปีบัญชี 2569 Nike จ่ายปันผลไป 2.41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.92 หมื่นล้านบาท) ขณะที่สร้างกระแสเงินสดอิสระ ซึ่งหมายถึงเงินสดที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและการลงทุนแล้ว ได้ราว 2.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.17 หมื่นล้านบาท) เท่ากับว่าปันผลที่จ่ายออกไปมากกว่าเงินสดที่งอกใหม่ในปีนั้น แม้บริษัทจะยังจ่ายได้จากเงินสดที่สะสมไว้ก็ตาม

 

ด้านงบดุลยังถือว่ารับมือได้ เพราะบริษัทมีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นราว 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับหนี้รวมราว 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังไม่ใช่ปัญหาเรื่องความอยู่รอดในระยะสั้น

 

สัญญาณอีกอย่างที่นักวิเคราะห์มองว่าน่าสนใจคือการเปลี่ยนตัวประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน โดย Nike ดึง เดวิด เดนตัน ที่เคยคุมการเงินให้ทั้ง Lowe และ Pfizer เข้ามาในจังหวะที่บริษัทกำลังเข้าสู่ช่วงยากที่สุดของการพลิกฟื้น ซึ่งโดยปกติแล้วบริษัทมักไม่ดึงคนนอกที่เข้มงวดเรื่องตัวเลขเข้ามาตอนที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดี

 

จีนคือสนามที่แพ้หนักที่สุด ทั้งที่ตลาดกีฬาโตขึ้น 51%

 

ตลาดที่เจ็บที่สุดของ Nike เวลานี้คือจีน และสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้แปลกคือตลาดกีฬาในจีนกำลังเติบโตอย่างมาก

 

ข้อมูลจาก GlobalData ระบุว่าตลาดชุดกีฬาโดยรวมของจีนขยายตัวถึง 51% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจากกระแสใส่ใจสุขภาพ ขณะที่การเล่นกีฬาและออกกำลังกายของคนจีนอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบหลายสิบปี

 

แต่แทนที่จะได้ประโยชน์ ธุรกิจของ Nike ในจีนกลับซบเซาลง โดยยอดขายลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนติดต่อกัน 8 ไตรมาส และธุรกิจโดยรวมหดตัว 30% นับตั้งแต่ปี 2564 จนรายได้ทั้งปีลงไปอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี

 

ตัวเลขล่าสุดของปีบัญชี 2569 อยู่ที่ 5.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.92 แสนล้านบาท) หรือราว 13% ของยอดขายทั้งหมด ลดลง 11% เทียบกับจุดสูงสุดในปีบัญชี 2564 ที่เคยทำได้ถึง 8.29 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.73 แสนล้านบาท)

 

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2564 เมื่อแถลงการณ์เก่าของ Nike ที่ระบุว่าบริษัทกังวลกับรายงานเรื่องการบังคับใช้แรงงานในซินเจียงถูกนำกลับมาเผยแพร่อีกครั้ง จนผู้บริโภคจีนบางส่วนเรียกร้องให้บอยคอตทั่วประเทศ ขณะที่แบรนด์ในประเทศอย่าง Anta และ Li-Ning ใช้จังหวะนั้นเน้นย้ำการใช้ ‘ฝ้ายจากซินเจียง’ เป็นจุดขาย

 
Just Don't Do It? ถอดบทเรียน Nike แบรนด์ที่ทั้งโลกรู้จัก แต่หุ้นร่วง 78% จนมูลค่าบริษัทหายไป 6.58 ล้านล้านบาท 3

ภาพ : Robert Way / Shutterstock

 

เหตุการณ์นั้นไปเสริมแรงให้แคมเปญที่รัฐบาลจีนเริ่มไว้ก่อนหน้าแล้วชื่อ Guochao หรือที่เรียกกันว่า ‘China Chic’ ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างความภูมิใจในสินค้าที่ผลิตและออกแบบในจีน

 

หยาหลิง เจียง ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยผู้บริโภค ApertureChina อธิบายว่าช่วงปี 2553 จนถึงก่อนโควิด คนจีนเคยรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าถ้าใส่แบรนด์จีน แต่แคมเปญนี้เปลี่ยนความคิดนั้นไปหมด จนคนเริ่มรู้สึกว่า ‘การใส่ของจากวัฒนธรรมตัวเอง’ เท่กว่าการใส่แบรนด์ต่างชาติ

 

เธอยังให้ความเห็นที่ตรงที่สุดว่า Nike แทบจะกลายเป็นแบรนด์ที่ ‘ไม่เกี่ยวข้อง’ กับคนจีนไปแล้ว เพราะเธอไม่คิดว่าคนหนุ่มสาวจะจำได้ว่าสิ่งใหม่ล่าสุดที่ Nike ทำคืออะไร แต่ถ้าเอ่ยถึง Adidas พวกเขาจะเล่าได้ทันที

 

เทรซี ได ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของบริษัทที่ปรึกษา China Skinny เสริมว่าเมื่อหลายปีก่อน ถ้าถามเด็กมัธยมชายว่าอยากได้รองเท้ากีฬายี่ห้อไหน คำตอบน่าจะเป็น Nike หรือ Adidas แต่ถ้าถามตอนนี้ พวกเขาจะตอบว่า Anta หรือ Li-Ning

 

รากของปัญหาอีกข้อที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ตรงกันคือทีมในจีนแทบไม่มีอำนาจตัดสินใจเอง โดย เว่ย คาน ที่เคยทำงานกับ Nike และ Converse ในภูมิภาคนี้ราว 15 ปี ระบุว่าทุกอย่างโดยเฉพาะเรื่องการออกแบบมาจากสำนักงานใหญ่ที่พอร์ตแลนด์ทั้งหมด ทำให้ทีมท้องถิ่นมี ‘พื้นที่จำกัดมาก’ ในการออกแบบสินค้าที่ตรงกับผู้บริโภคในพื้นที่

 

ความต่างเห็นได้จาก Adidas ที่เคยเจอปัญหาคล้ายกันแต่กลับมาโตได้อีกครั้ง หลังเปลี่ยนมาเน้นการสร้างสินค้าในพื้นที่และให้อำนาจทีมท้องถิ่น โดยตัวอย่างที่ดังที่สุดคือแจ็กเก็ต Chinese Track Top ที่ทีมในจีนออกแบบเองเพื่อฉลองตรุษจีนเมื่อต้นปี ซึ่ง ‘ขายหมดภายใน 27 นาที’ จนบางคนบินไปจีนเพื่อซื้อโดยเฉพาะ

 

ด้าน แคที สปาร์กส์ ที่เข้ามาเป็นรองประธานและผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคจีนของ Nike เมื่อเดือนมกราคม ยอมรับว่าคำวิจารณ์เรื่องอำนาจตัดสินใจกระจุกอยู่ที่สำนักงานใหญ่นั้น ‘ไม่ได้พูดเกินจริง’ แต่ยืนยันว่าตั้งแต่เธอมาถึงจีน เธอรู้สึกว่าทีมท้องถิ่นมีอิสระเต็มที่ในการทำสิ่งที่จำเป็น พร้อมบอกว่าสิ่งที่เรียนรู้ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาคือ ‘ผู้บริโภคจีนเปลี่ยนไปแล้ว’ และมีมาตรฐานสูงมาก

 

ความเคลื่อนไหวล่าสุดคือการจ้างรองประธานฝ่ายการสร้างสินค้าท้องถิ่นประจำภูมิภาคจีนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์บริษัท เพื่อดูแลสินค้าที่ ‘ออกแบบ, พัฒนา และผลิตในจีนเพื่อคนจีน’ โดยเฉพาะ โดยจะทยอยเกิดขึ้นในอีก 18 เดือนข้างหน้า

 

อีกเรื่องที่กำลังแก้คือระบบจัดจำหน่ายที่ซับซ้อนเกินไป หลังบริษัทยอมให้ตัวแทนจำหน่ายหน้าร้านเริ่มขายออนไลน์ได้ในช่วงโควิด ทั้งที่สัญญาไม่ได้ครอบคลุมช่องทางดิจิทัล แต่พอผู้บริโภคกลับไปเดินหน้าร้าน บริษัทกลับไม่ได้รีเซ็ตเรื่องนี้ จนช่องทางขายกระจัดกระจายไปหมดและเส้นทางการซื้อของลูกค้าก็สับสน

 

ทางแก้คือตั้งแต่เดือนมกราคม 2570 Nike จะตัดร้านค้าออนไลน์ของบุคคลที่สามในจีนออกมากกว่า 1,000 ราย แล้วรวมการขายไว้ที่แอป, เว็บไซต์ และร้านค้าทางการของตัวเองบน Tmall, JD.com และ Douyin เท่านั้น แต่ราคาที่ต้องจ่ายก็ไม่น้อย เพราะนักวิเคราะห์จาก BNP Paribas ประเมินว่ารายได้อาจหายไปมากถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.29 หมื่นล้านบาท) ต่อปี หรือราว 17% ของยอดขายทั้งหมดในภูมิภาค

 

กลุ่มวิ่งเริ่มฟื้น แต่ Jordan กับ Converse ยังทรุดหนัก

 

ท่ามกลางข่าวร้าย ก็มีบางส่วนที่เริ่มฟื้น โดยกลุ่มสินค้าวิ่งโตเป็นเลข 2 หลักติดต่อกัน 5 ไตรมาส และเพิ่มรายได้ราว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลานั้น พร้อมได้ส่วนแบ่งตลาดรองเท้าวิ่งในอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตกเพิ่มขึ้น 5% ในปีบัญชี 2569 ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เพราะก่อนหน้านี้ Nike เสียพื้นที่ให้กับ Hoka, On, New Balance และ Adidas ในหมวดที่แข่งกันด้านนวัตกรรมสูงที่สุดหมวดหนึ่ง

 

อเมริกาเหนือก็เริ่มฟื้นเช่นกัน โดยรายได้ปีบัญชี 2569 เพิ่มขึ้น 5% เป็น 2.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.74 แสนล้านบาท) และในไตรมาสที่ 4 ยอดขายผ่าน Foot Locker กลับมาเป็นบวกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี

 

แต่ปัญหาใหญ่ที่ยังไม่ขยับคือกลุ่มที่คิดเป็นครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งบริษัท นั่นคือ Nike Sportswear และ Jordan สายสตรีทแวร์ ซึ่งยังหดตัวต่อเนื่อง โดยรายได้แบรนด์ Jordan ลดลง 3% เหลือ 7.03 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.31 แสนล้านบาท) ส่วน Converse หนักกว่านั้นมาก เพราะรายได้ทรุดลง 31% เหลือ 1.17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.85 หมื่นล้านบาท) และกำไรจากการดำเนินงานหายไป 93% เหลือเพียง 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 592 ล้านบาท)

 

พูดง่ายๆ คือธุรกิจวิ่งที่แข็งแรงอย่างเดียว ‘ไม่พอจะซ่อมบริษัทได้’ ตราบใดที่ยอดขายอีกครึ่งหนึ่งยังลดลง

 

Just Don't Do It? ถอดบทเรียน Nike แบรนด์ที่ทั้งโลกรู้จัก แต่หุ้นร่วง 78% จนมูลค่าบริษัทหายไป 6.58 ล้านล้านบาท 4

ภาพ : REUTERS/Tingshu Wang

 

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นคือส่วนผสมของช่องทางขายที่กำลัง ‘เคลื่อนไปผิดทิศ’ เพราะรายได้จากค้าส่งที่กำไรต่อชิ้นต่ำกว่ากำลังโต ขณะที่ธุรกิจขายตรงและดิจิทัลที่ทำกำไรได้ดีกว่ากลับหดตัว โดยในไตรมาสที่ 4 รายได้ของ Nike Direct ลดลง 7% จากยอดขายดิจิทัลที่ดิ่งลง 12%

 

จุดนี้เองที่ทำให้ Nike ต่างจากคู่แข่ง เพราะ On Holding จงใจส่งของให้ร้านค้าส่งน้อยลง เพื่อป้องกันไม่ให้ของเหลือไหลไปอยู่ในช่องทางลดราคา ขณะที่ Nike กลับต้องพึ่งการเติบโตของค้าส่งมาชดเชยยอดขายตรงที่หดตัว เท่ากับว่าช่องทางที่ Nike กำลังโตอยู่ คือช่องทางเดียวกับที่คู่แข่งระดับพรีเมียมกำลัง ‘ถอยห่าง’

 

คู่แข่งโตในสภาพแวดล้อมเดียวกัน

 

ถ้าจะอธิบายว่าปัญหาทั้งหมดมาจากตลาดที่ไม่ดี ก็มีข้อเท็จจริงหนึ่งที่หักล้างได้ทันที นั่นคือคู่แข่งของ Nike กำลังโตอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันนี้

 

Adidas รายงานว่ารายได้กลุ่มสินค้า Performance โตถึง 39% ในไตรมาสล่าสุด โดยกลุ่มวิ่งโตราว 30%, ยอดขายในจีนเพิ่มขึ้น 15% และรายได้จากการขายตรงถึงผู้บริโภคโตขึ้น 25% ส่วน Lululemon ก็มียอดขายสาขาเดิมในจีนโตถึง 20% ในปีบัญชี 2568

 

แม้แต่ On ที่ตลาดลงโทษด้วยการเทขายหุ้น ก็ยังรายงานรายได้เติบโต 13.5% ในไตรมาสที่ 2 โดยยอดขายตรงถึงผู้บริโภคโตถึง 26% และอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 65.4% ซึ่งเหตุผลที่ตลาดไม่พอใจคือ ‘ความคาดหวังที่สูงกว่านั้นมาก’ ไม่ใช่เพราะผลงานแย่

 

ภาพรวมของอุตสาหกรรมก็ไม่ได้กำลังหดตัว เพราะข้อมูลจาก Grand View Research ประเมินว่าตลาดชุดกีฬาทั่วโลกมีมูลค่า 3.99 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 13.13 ล้านล้านบาท) ในปี 2568 และจะเติบโตไปถึง 8.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 29.28 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2576

 

ปัญหาของ Nike จึงโทษ ‘ภาษีนำเข้า, กำลังซื้อที่อ่อนแอ หรือวัฏจักรของอุตสาหกรรม’ เพียงอย่างเดียวไม่ได้

 

ความยากที่สุดของฮิลล์อยู่ตรงที่เขาต้องซ่อมช่องทางจำหน่าย, สินค้า, สินค้าคงคลัง และการตั้งราคาไปพร้อมกัน ซึ่งการแก้จุดหนึ่งอาจทำให้อีกจุดแย่ลงชั่วคราว เช่น การลดโปรโมชันช่วยให้กำไรต่อชิ้นดีขึ้นแต่ทำให้ยอดขายดิจิทัลลดลง หรือการลดการผลิตรุ่นคลาสสิกที่ล้นตลาดช่วยสุขภาพแบรนด์ระยะยาว แต่ทำให้รายได้ระยะสั้นหายไป

 

ฝั่งวอลล์สตรีทเองก็แบ่งเป็นสองขั้ว โดยข้อมูลที่ Bloomberg รวบรวมไว้ระบุว่ามีนักวิเคราะห์ 16 รายที่ให้คำแนะนำในกลุ่มซื้อ, 24 รายที่แนะนำถือ และอีก 4 รายที่แนะนำขาย ขณะที่ในปีนี้ Nike ถูกโบรกเกอร์อย่างน้อย 12 แห่งปรับลดคำแนะนำลงแล้ว

 

หมุดหมายถัดไปที่นักลงทุนรออยู่คือ Investor Day ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นเวทีที่ฝ่ายบริหารจะอธิบายแผนระยะต่อไป โดย ไมเคิล โอบูชอฟสกี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Merlin Asset Management ระบุว่านักลงทุนกำลังรอเห็นการเติบโตของยอดขายที่ต่อเนื่องก่อนจะกลับเข้ามาซื้อหุ้นอีกครั้ง พร้อมชี้ว่าบริษัทต้องแสดงให้เห็นว่ามีสินค้าที่เป็นนวัตกรรมและแข่งกับผู้เล่นหน้าใหม่ทั้งหมดได้จริง

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.88 บาท ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2569

 

ภาพปก : MDV_0916 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Just Don’t Do It? ถอดบทเรียน Nike แบรนด์ที่ทั้งโลกรู้จัก แต่หุ้นร่วง 78% จนมูลค่าบริษัทหายไป 6.58 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC เผยผลสำรวจคนไทย 1 ใน 4 เคยถูกสแกมเมอร์หลอก ‘ช็อปออนไลน์’ ครองแชมป์หลอกลวงสูงสุด 73% https://thestandard.co/scb-eic-thai-scam-online-shopping/ Sun, 30 Aug 2026 05:56:35 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1248440 ภาพกราฟิกแสดงสถิติคนไทยถูกสแกมเมอร์หลอกลวง โดยเฉพาะการช็อปออนไลน์

ภัยสแกมเมอร์ในไทยยังเป็นประเด็นที่น่ากังวล และในปีนี้สร […]

The post SCB EIC เผยผลสำรวจคนไทย 1 ใน 4 เคยถูกสแกมเมอร์หลอก ‘ช็อปออนไลน์’ ครองแชมป์หลอกลวงสูงสุด 73% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงสถิติคนไทยถูกสแกมเมอร์หลอกลวง โดยเฉพาะการช็อปออนไลน์

ภัยสแกมเมอร์ในไทยยังเป็นประเด็นที่น่ากังวล และในปีนี้สร้างความเสียหายแล้วไม่ต่ำกว่า 9.3 ล้านบาท โดยการหลอกลวงผ่านการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์เป็นเคสที่ได้รับแจ้งเหตุสูงสุด

 

โดยในช่วงเดือนมกราคม – กรกฎาคมที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ได้รับแจ้งเหตุอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือเหตุจากภัยสแกมเมอร์แล้วกว่า 1.9 แสนเคส มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 9.3 พันล้านบาท ซึ่งแม้แนวโน้มจำนวนการรับแจ้งเหตุจะลดลงมาอยู่ที่เฉลี่ย 902 เคสต่อวันในปีนี้เมื่อเทียบกับปี 2025 ที่ราว 1,040 เคสต่อวัน แต่จำนวนการรับแจ้งเหตุถือว่ายังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ที่ได้รับแจ้งเหตุสูงสุดที่ 1.39 แสนเคสหรือประมาณ 73% ของจำนวนรับแจ้งเหตุทั้งหมด นอกจากนี้ การที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนยุคใหม่ จึงทำให้แพลตฟอร์มเหล่านี้กลายเป็นช่องทางหลักที่สแกมเมอร์ใช้เข้าถึงเป้าหมาย และส่งผลให้ผู้ใช้งานเผชิญความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้น

 

คนไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากภัยสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง จากผลสำรวจของ SCB EIC พบว่าราว 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามเคยตกเป็นเหยื่อและได้รับความเสียหาย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์

 

ในมุมมองผู้บริโภคจากผลสำรวจ SCB EIC Consumer survey “When Life Goes Digital : เทคโนโลยีดิจิทัลมีผลต่อชีวิตคุณอย่างไร?” พบว่า ทุกวันนี้คนไทยยังเผชิญกับความพยายามหลอกลวงจากสแกมเมอร์ แต่ที่น่ากังวลคือราว 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามเคยได้รับความเสียหายจากสแกมเมอร์มาแล้ว โดยรูปแบบที่พบมากที่สุดคือการหลอกให้ซื้อสินค้าและบริการออนไลน์

 

ทั้งนี้ ผู้ได้รับความเสียหายมากกว่าครึ่งยังระบุว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ไม่ได้รับการแก้ไขหรือเยียวยาทั้งในกรณีซื้อสินค้าและบริการแล้วไม่ได้รับสินค้า และการถูกหลอกให้โอนเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

 

ในทางกลับกัน ความเสียหายจากกรณีการถูกตัดบัตรเครดิตโดยไม่ได้รับอนุญาตมีแนวโน้มได้รับการแก้ไขค่อนข้างสูง สะท้อนถึงกลไกของสถาบันการเงินที่สามารถตรวจสอบและระงับธุรกรรมที่ผิดปกติได้อย่างทันท่วงที

 

ความกังวลต่อภัยสแกมเมอร์ส่งผลให้คนไทยหันไปเลือกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์บนแพลตฟอร์มรายใหญ่หรือช่องทางของแบรนด์ทางการมากขึ้น ขณะที่ร้านค้าขนาดเล็ก-กลางยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคได้ หากแสดงข้อมูลที่ชัดเจน

 

และได้รับการรับรองจากแพลตฟอร์ม

 

ปัจจุบันการซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนไทยในยุคดิจิทัล แม้จะยังมีความเสี่ยงจากภัยสแกมเมอร์ก็ตาม โดยผู้บริโภคยังคงเชื่อมั่นว่าการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม e-Commerce รายใหญ่และแพลตฟอร์มทางการของแบรนด์โดยตรงมีความปลอดภัยมากกว่า

 

อย่างไรก็ตาม หลายคนยังเลือกหลีกเลี่ยงการผูกบัตรเครดิตหรือบัญชีธนาคารกับแพลตฟอร์มเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกเข้าถึงข้อมูลทางการเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่การซื้อสินค้าและบริการออนไลน์กับร้านค้าขนาดเล็ก-กลาง ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของร้านค้าเป็นหลัก โดยมักพิจารณาข้อมูลร้านค้า ประวัติการดำเนินงาน และรีวิวจากผู้ใช้งานรายอื่นก่อนตัดสินใจ

 

ดังนั้น ร้านค้าควรให้ข้อมูลและช่องทางการติดต่อที่ครบถ้วน ชัดเจน และตรวจสอบได้ ในขณะเดียวกัน สัญลักษณ์รับรองร้านค้าที่ออกโดยแพลตฟอร์มจะช่วยยืนยันความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคได้ในระดับหนึ่ง

 

ธุรกิจ e-Commerce และร้านค้าออนไลน์จำเป็นต้องยกระดับด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้แก่ผู้บริโภค

 

ปัจจุบัน ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม e-Commerce ต่างยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างกลไกคุ้มครองผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องทั้งการใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจจับสแกมเมอร์ที่แฝงตัวเข้ามา การคัดกรองร้านค้าอย่างเข้มงวด ตลอดจนการสร้างกลไกคุ้มครองผู้บริโภคอย่างการชะลอการจ่ายเงินให้ร้านค้าจนกว่าผู้ซื้อ

 

จะยืนยันการได้รับสินค้า ขณะเดียวกัน ร้านค้าที่ต้องการขยายช่องทางการขายสู่ตลาดออนไลน์ก็ควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น

 

  • 1. การให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนและตรวจสอบได้ ครอบคลุมทั้งข้อมูลร้านค้า รายละเอียดสินค้า เงื่อนไขการสั่งซื้อ การรับประกันสินค้า ตลอดจนการแสดงรีวิวจากผู้ใช้จริง รวมถึงระบบบริการลูกค้าที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ
  • 2. การกำหนดนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคที่โปร่งใสและเป็นธรรม เช่น เงื่อนไขการรับประกันความพึงพอใจในสินค้าและบริการ การคืนเงิน/เปลี่ยนสินค้า/การชดเชยเมื่อสินค้าเกิดปัญหา
  • 3. การนำเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยมาใช้ เช่น ระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงการเลือกใช้ระบบชำระเงินที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในทุกขั้นตอนการซื้อสินค้า

 

ในขณะเดียวกัน ภาครัฐอาจพิจารณายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามภัย

 

สแกมเมอร์ ผ่านการออกกฎหมายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น การบูรณาการข้อมูลและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการตรวจจับ

 

และแจ้งเตือนภัย

 

การปราบปรามสแกมเมอร์ถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ภาครัฐได้ออกมาตรการเชิงรุกหลายด้าน อาทิ การสกัดกั้นเครือข่ายสแกมเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ การอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลสแกมเมอร์ อย่างไรก็ดี ภาครัฐอาจพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ อย่างเช่น

 

  • 1. การออกกฎหมายที่เข้มงวดและครอบคลุมมากขึ้น ด้วยการขยายกรอบกฎหมายเพิ่มความรับผิดชอบให้แก่ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องผ่านการกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนในกรณีที่ละเลยมาตรการป้องกันการฉ้อโกง หรือระบบรักษาความปลอดภัยไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจนเปิดช่องให้สแกมเมอร์สร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภค
  • 2. การยกระดับการบูรณาการข้อมูลและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ผ่านการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการรับมือปัญหาสแกมเมอร์ รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการตรวจจับและระงับภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงทีแบบเรียลไทม์
  • 3. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการป้องกันและแจ้งเตือนภัย อย่างการนำเทคโนโลยี AI และการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้พัฒนาเครื่องมือป้องกันภัยให้แก่ประชาชน เช่น ระบบหรือแอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัยสแกมเมอร์ระดับชาติที่จะช่วยลดโอกาสที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงจากเหล่าสแกมเมอร์ได้

 

อ่านต่อบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม:

 

https://www.scbeic.com/th/detail/product/AI-Supercycle-250826

The post SCB EIC เผยผลสำรวจคนไทย 1 ใน 4 เคยถูกสแกมเมอร์หลอก ‘ช็อปออนไลน์’ ครองแชมป์หลอกลวงสูงสุด 73% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออก ก.ค. โต 21.6% SCB EIC ปรับเป้าทั้งปีพุ่ง 16% ชี้จุดสุ่มเสี่ยงไทยติด Tier 2 รายงานสหรัฐฯ อาจโดนตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเข้มงวด https://thestandard.co/thailand-export-us-tier2-inspection/ Sun, 30 Aug 2026 04:01:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1248407 ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลการส่งออกเดือนกรกฎาคมที่เติบโต 21.6% และการจัดอันดับไทยเป็น Tier 2 โดยสหรัฐฯ

ส่งออกโตดี แต่นำเข้ายังโตแรงกว่า ไทยยังขาดดุลการค้าสูง […]

The post ส่งออก ก.ค. โต 21.6% SCB EIC ปรับเป้าทั้งปีพุ่ง 16% ชี้จุดสุ่มเสี่ยงไทยติด Tier 2 รายงานสหรัฐฯ อาจโดนตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเข้มงวด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลการส่งออกเดือนกรกฎาคมที่เติบโต 21.6% และการจัดอันดับไทยเป็น Tier 2 โดยสหรัฐฯ

ส่งออกโตดี แต่นำเข้ายังโตแรงกว่า ไทยยังขาดดุลการค้าสูง แม้ข้อมูล ก.ค. 2026 ปรับดีขึ้นต้องจับตาความเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ เพิ่มเติม

 

ภาพรวมส่งออกไทยเดือน ก.ค. 2026 ยังขยายตัวสูงต่อเนื่อง

 

มูลค่าส่งออกเดือน ก.ค. อยู่ที่ 34,789.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตสูง 21.6% จาก 20.8% ในเดือนก่อน ขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 22.5% และค่ากลาง Reuters Poll 17.8%) มูลค่าส่งออกที่ปรับฤดูกาลแล้วขยายตัว 1.8%MOM_SA ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทย 7 เดือนแรกของปี 2026 ขยายตัวสูง 18.2%

 

ส่งออกเดือนนี้ได้แรงส่งต่อเนื่องจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ

 

  • การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 67.8% เร่งขึ้นจาก 66% ในเดือนก่อน สินค้ากลุ่มนี้ยังคงได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก สะท้อนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไป 14 ใน 15 คู่ค้าสำคัญยังคงขยายตัวดี ทั้งนี้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 14.5% หรือกว่า 2 ใน 3 ของการเติบโตส่งออกรวมที่เติบโต 21.6%
  • การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง 45.3% ต่อเนื่องจาก 44.3% เดือนก่อน โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงถึง 81.7% ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม สำหรับสินค้ากลุ่มอื่น ๆ ขยายตัวสูงเช่นกันที่ 18.3% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งอาจเป็นการเร่งส่งออกสินค้าไทยไปตลาดสหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนภาษีนำเข้าเพิ่มเติมภายใต้ Section 301 การส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ มีส่วนทำให้การส่งออกเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 10%

 

มูลค่านำเข้าเดือนนี้ชะลอลงบ้าง แต่ยังโตสูงมาก

 

มูลค่านำเข้าเดือน ก.ค. อยู่ที่ 38,399.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 36.7% ชะลอจาก 50.3% ในเดือนก่อนและต่ำกว่าประมาณการ (SCB EIC ประเมิน 45.8% และค่ากลาง Reuters Poll 42.2%) ภาพรวมมูลค่านำเข้าไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026 ขยายตัวสูง 37.8% (รูปที่ 3 และ 4)

 

การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุนที่ขยายตัวสูง สอดคล้องกับข้อมูลส่งออกและลงทุนที่เร่งตัว ขณะที่การนำเข้าเชื้อเพลิงเร่งขึ้นในเดือนนี้

 

  • สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 41.1% ชะลอลงจาก 71.2% แต่ยังสูงมาก การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนให้การนำเข้าเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 18.1% เกือบครึ่งของอัตราการเติบโตมูลค่านำเข้ารวม 36.7% โดยการนำเข้าจากจีนและไต้หวันคิดเป็น 47.6% ของมูลค่านำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปของไทยทั้งหมดในเดือนนี้ ขณะที่สินค้าหลักได้แก่ อุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัว 138.4% (CTG : 15.6%) โดยเฉพาะการนำเข้าแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวสูง 161.9% (CTG : 14.1%) การนำเข้าสินค้าอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับมูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวสูงมากต่อเนื่องเช่นกัน
  • สินค้าทุนขยายตัว 39% ชะลอลงบ้างจาก 42.7% ในเดือนก่อน การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนให้การนำเข้าเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 11.4% โดยการนำเข้าจากจีนคิดเป็น 55.1% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทุนทั้งหมดของไทยในเดือนนี้ ขณะที่สินค้าหลักได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สอดคล้องกับข้อมูลการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล เช่น Data center ขณะที่ไทยผลิตสินค้าทุนประเภทนี้ได้จำกัด
  • สินค้าเชื้อเพลิงขยายตัว 54.4% เร่งขึ้นจาก 39.5% ในเดือนก่อน การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 5.5%

 

ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือน ก.ค. นี้ขาดดุลต่อเนื่อง -3,610.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการขาดดุลน้อยสุดในรอบ 4 เดือน และดีกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน -5,700 และค่ากลาง Reuters Poll -5,380) ในภาพรวมไทยขาดดุลการค้าสะสม 7 เดือนแรกของปีนี้ -35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกและนำเข้าไทยปี 2026 เพิ่มเป็น 16% และ 28% ตามลำดับ แนวโน้มดุลการค้าจะขาดดุลสูงขึ้นในปีนี้

 

SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการมูลค่าส่งออกไทยปี 2026 เป็น 16%YoY (เดิมมอง 10%, ตัวเลขระบบดุลการชำระเงิน) สอดคล้องกับข้อมูลส่งออกปัจจุบันที่ออกมาเติบโตสูง และมีแนวโน้มสูงต่อเนื่องในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วโลก ทั้ง Data center, Semiconductor และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนจากมูลค่าส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้ 25 วันแรกของเดือน ส.ค. ที่ขยายตัวสูงกว่า 122.8% อีกทั้งสินค้ากลุ่มนี้มีสหรัฐฯ เป็นตลาดหลัก ซึ่งยังไม่ถูกสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติม

 

แม้ภาพแนวโน้มส่งออกไทยจะขยายตัวได้ดี แต่การเติบโตที่เห็นมีลักษณะ K-shaped กระจุกตัวสูงในบางกลุ่มสินค้าและตลาดหลัก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ ขณะที่สินค้าและตลาดอื่นขยายตัวค่อนข้างจำกัด สะท้อนว่าการเติบโตของภาคส่งออกยังไม่กระจายตัวในวงกว้าง

 

ประมาณการมูลค่านำเข้าปี 2026 มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นเช่นกันเป็น 28% (เดิมมอง 16.9%, ตัวเลขในระบบดุลการชำระเงิน) อัตราการเติบโตของนำเข้าไทยสูงกว่าส่งออกมาก โดยการนำเข้าในช่วง 7 เดือนแรกขยายตัวสูงถึง 37.8% ในช่วงที่เหลือของปีแม้มูลค่านำเข้าสินค้าพลังงานอาจมีแนวโน้มลดลงได้ หากสงครามในตะวันออกกลางคลี่คลายลง แต่ความไม่แน่นอนยังสูง สำหรับการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป และสินค้าทุนมีแนวโน้มขยายตัวสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ดุลการค้า (ทั้งตัวเลขระบบดุลการชำระเงินและระบบศุลกากร) ปี 2026 มีแนวโน้มขาดดุลสูงกว่าปีก่อน

 

หัวข้อพิเศษ The Great Transshipment Scam : ไทยถูกจัดอยู่ใน Tier 2 ในกรณี Transshipment เสี่ยงถูกสหรัฐฯ ตรวจสอบเข้มขึ้น

 

ในระยะข้างหน้า การส่งออกไทยยังเผชิญความเสี่ยงสูงจากมาตรการการค้าสหรัฐฯ เพิ่มเติม โดยเฉพาะการสอบสวนภายใต้ Section 301 กรณี Structural Excess Capacity ซึ่งในประเด็นนี้ไทยเป็นเพียง 1 ใน 16 ประเทศคู่ค้าสหรัฐฯ ที่ถูกสอบสวน (คาดว่าจะรู้ผลภายในเดือน ก.ย. 2026)

 

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2026 สหรัฐฯ เผยแพร่รายงาน The Great Transshipment Scam เพื่อชี้ให้เห็นความเสี่ยงจากการลักลอบส่งผ่านสินค้า (Illegal Transshipment) เข้าประเทศสหรัฐฯ ผ่านประเทศที่สาม เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าและมาตรการการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับจีน (China-linked goods) ทั้งด้านแหล่งวัตถุดิบ ชิ้นส่วน ผู้ถือหุ้น กระบวนการผลิต หรือเส้นทางการค้า สหรัฐฯ พบว่าตั้งแต่เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนภายใต้ Section 301 ในปี 2018 สินค้าจีนบางส่วนมีแนวโน้มเปลี่ยนเส้นทางส่งผ่านประเทศที่สามมากขึ้น โดยอาจเป็นเพียงการประกอบขั้นปลาย บรรจุใหม่ เปลี่ยนฉลาก หรือแก้ไขเอกสารแหล่งกำเนิดสินค้า ก่อนส่งออกไปยังสหรัฐฯ

 

รายงานฉบับนี้ได้ระบุจำนวนประเทศที่มีความเสี่ยง Transshipment Scam มากกว่า 40 ประเทศ แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

 

  • Tier 1 : Diversified Scale Leaders ประเทศที่มีปริมาณส่งผ่านสินค้าที่เชื่อมโยงกับจีนในระดับสูง แต่มีฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่ใหญ่และหลากหลาย ได้แก่ แคนาดา สหภาพยุโรป อินเดีย อิสราเอล ญี่ปุ่น เม็กซิโก เกาหลีใต้ และไต้หวัน
  • Tier 2 : Scale Leaders with Significant Economic Integration with China ประเทศที่มีปริมาณส่งผ่านสินค้าที่เชื่อมโยงกับจีนสูง และมีห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับจีนสูง ได้แก่ บราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ตุรกี และเวียดนาม
  • Tier 3 : Small, Opportunistic Chinese Targets ประเทศที่มีปริมาณสินค้าส่งผ่านจากจีนค่อนข้างต่ำ แต่อาจมีข้อได้เปรียบพิเศษที่เป็นเป้าหมายให้จีนลักลอบส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯ ได้ เช่น ต้นทุนแรงงาน เขตปลอดภาษี การบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวด เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมา ปานามา และจอร์แดน

 

SCB EIC มองว่าผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทยเสี่ยงเผชิญปัญหาการค้าขายในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยถูกจัดอยู่ใน Tier 2 สะท้อนว่าสหรัฐฯ มองไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเชื่อมโยงกับ Supply chain จีนค่อนข้างสูงและมีศักยภาพในการรองรับสินค้าที่ส่งต่อไปยังตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าที่พึ่งพาวัตถุดิบจากจีนสูง ดังนั้นในระยะข้างหน้า ผู้ส่งออกไทยอาจเผชิญการตรวจสอบ Rule of Origin เส้นทางการค้า สัดส่วนวัตถุดิบจากจีน และกำลังการผลิตจริงในประเทศที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะถูกสอบสวนหรือใช้มาตรการทางการค้าเพิ่มเติม หากสหรัฐฯ เห็นว่าสินค้าส่งออกจากไทยมีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลงแหล่งกำเนิด เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี มากกว่าการผลิตที่เกิดขึ้นจริงในไทย

 

อ่านต่อบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม: https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-270826

The post ส่งออก ก.ค. โต 21.6% SCB EIC ปรับเป้าทั้งปีพุ่ง 16% ชี้จุดสุ่มเสี่ยงไทยติด Tier 2 รายงานสหรัฐฯ อาจโดนตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเข้มงวด appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI Supercycle : ไทยควรอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก https://thestandard.co/ai-supercycle-thailand-tech-supply-chain/ Sat, 29 Aug 2026 11:50:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1248271 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI Supercycle และกลยุทธ์ของไทยในห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก

SCB EIC ถอดรหัส AI Supercycle ชี้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิก […]

The post AI Supercycle : ไทยควรอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI Supercycle และกลยุทธ์ของไทยในห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก

SCB EIC ถอดรหัส AI Supercycle ชี้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ฟื้นแบบ K-shaped แนะไทยเลือกแข่งจุดที่มีแต้มต่อ เพื่อยกระดับสู่ฐานผลิตแห่งอาเซียน

 

อุปสงค์ AI ยังโตแรง แต่เผชิญความเสี่ยงสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนของผลตอบแทนด้านการลงทุน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามเทคโนโลยี

 

แม้ AI supercycle ยังไม่สิ้นสุด แต่การเติบโตในระยะต่อไปของ AI คาดว่าจะเผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้น ทั้งจากวัฏจักร AI ที่กำลังเข้าสู่ช่วงที่ตลาดเริ่มจับตาความเสี่ยงของการเกิดฟองสบู่ (AI Bubble) มากขึ้น

 

โดย SCB EIC มองว่า วัฏจักรการเติบโตของการลงทุนเทคโนโลยี AI จะยังคงดำเนินต่อไป สะท้อนได้จากการลงทุนด้าน AI ในสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าการลงทุนของกลุ่ม Hyperscalers จะเติบโตเฉลี่ยราว 48% ต่อปี (CAGR 2025-2027) จนมีมูลค่าอยู่ที่ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2027

 

อย่างไรก็ตาม AI กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากระยะของการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไปสู่ระยะของการสร้างรายได้

 

โดยระยะข้างหน้าผู้ประกอบการต้องพิสูจน์ว่า AI สามารถสร้างรายได้และผลตอบแทนจากการลงทุนได้จริง ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และวัตถุดิบสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการผลิตชิปขั้นสูงและการลงทุนใน Data center ปรับสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ สงครามเทคโนโลยีและมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ ยังเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความไม่แน่นอนต่อต้นทุนชิปขั้นสูงและ AI server ในตลาดโลก

 

การเติบโตของ AI ช่วยหนุนให้รอบการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกยาวนานขึ้น แต่ผลประโยชน์ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้า AI-related เป็นหลัก

 

การเติบโตของ AI ช่วยยืดรอบการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกให้ยาวนานขึ้นกว่ารอบที่ผ่านมา โดยเฉพาะอานิสงส์จากการลงทุนใน AI Infrastructure ทั้ง Data center, AI Server, Semiconductor, Storage และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จากข้อมูล Trade Map สะท้อนว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลกที่เกี่ยวข้องกับ AI ในหมวด HS 84 และ 85 ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI เติบโตเร่งขึ้นจากเฉลี่ย 8.9% และ 10.3% (CAGR 2020-2022) เป็น 35.6% และ 11.5% (CAGR 2023-2025) สะท้อนอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากกระแสการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก ขณะที่กลุ่มสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ขยายตัวชะลอลงหรือทรงตัว จากเฉลี่ย 3.9% และ 7.4% CAGR เหลือ 4.0% และ 3.2% CAGR ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

สะท้อนว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกจะยังเป็นในลักษณะ K-shaped ที่ฟื้นตัวไม่เท่ากันในทุกกลุ่มสินค้า โดยกลุ่มที่อยู่ในห่วงโซ่ AI Infrastructure จะเติบโตโดดเด่นกว่ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปที่ยังถูกกดดันจากอุปสงค์ผู้บริโภคและเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง เนื่องจากเม็ดเงินลงทุน AI ยังเน้นอยู่ในห่วงโซ่ AI Infrastructure โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง อุปกรณ์เครือข่าย และ Data center ขณะที่การประยุกต์ใช้ AI ในสินค้าอุปโภคบริโภคยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

 

ไต้หวันยังคงเป็นห่วงโซ่อุปทานชิปต้นน้ำที่สำคัญของโลก ขณะที่บทบาทของจีนในสินค้าขั้นสูงถูกจำกัดมากขึ้นจากมาตรการกีดกันทางการค้า

 

ไต้หวันยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน AI โลก โดยเฉพาะชิปขั้นสูงและวงจรรวม ซึ่งมี TSMC เป็นผู้เล่นหลัก และมีสัดส่วนการผลิตชิปขั้นสูงราว 90% ของโลก จากแรงหนุนของ AI ทำให้ไต้หวันครองบทบาทผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงอันดับต้นของโลก โดยเฉพาะการส่งออกคอมพิวเตอร์ที่รวมถึงชิ้นส่วนขั้นสูงอย่าง AI server กับ GPU server ที่เติบโตเฉลี่ยสูงถึง 61% CAGR ในช่วงปี 2020-2025

 

ขณะที่จีนยังเป็นฐานการผลิตคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ของโลก แต่บทบาทในสินค้าขั้นสูงเริ่มถูกลดทอนลงจาก Trade War/Tech War และมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าคอมพิวเตอร์ขั้นสูงของจีนชะลอลง -2% CAGR ในช่วงปี 2020-2025 สวนทางกับไต้หวันที่ได้ประโยชน์จากความต้องการ AI และการย้ายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน ทั้งนี้ แม้ว่าจีนยังคงมีบทบาทในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป แต่การเติบโตเริ่มชะลอตัวและต่ำกว่ากลุ่มประเทศอาเซียนในบางกลุ่มสินค้า เช่น กลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้ากำลัง อุปกรณ์สื่อสาร และ PCB

 

อาเซียนกำลังก้าวเข้ามาเป็นฐานการผลิตสำคัญแห่งใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน AI โลก สะท้อนจากภาคการค้าและการลงทุนที่ขยายตัวต่อเนื่อง

 

การกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน และอุปสงค์จาก AI ที่เติบโตต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการขยายบทบาทของอาเซียนในห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลกในระยะข้างหน้า ในด้านการค้าอาเซียนมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำมากขึ้น โดยจากข้อมูล Trade Map พบว่า มาเลเซียมีมูลค่าการส่งออก IC และชิปขั้นสูงเติบโตเฉลี่ยสูงสุดที่ 13% ต่อปีในช่วงปี 2020–2025 ตามด้วยเวียดนาม 9% สิงคโปร์ 8% และไทย 8% ตามลำดับ

 

ขณะเดียวกัน อาเซียนยังเป็นฐานผลิตคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบสำคัญของโลก โดยในปี 2025 เวียดนามมีมูลค่าส่งออกสูงถึง 6.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือ ไทยและมาเลเซีย ที่มีมูลค่าส่งออกคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ 2.26 และ 1.54 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ

 

นอกจากนี้ อาเซียนยังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในสินค้าที่เกี่ยวกับ AI Infrastructure และ Data center เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้ากำลัง อุปกรณ์สื่อสาร และ PCB

 

นอกจากนี้ ในด้านการลงทุน อาเซียนสามารถดึงดูด FDI ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เฉลี่ยราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในช่วงปี 2021–2024 หรือราว 12% ของ Greenfield investment ด้านเซมิคอนดักเตอร์โลก แม้อาเซียนยังไม่ใช่ผู้นำด้านชิปต้นน้ำ แต่กำลังมีบทบาทสำคัญในขั้นกลางและปลายน้ำ เช่น การประกอบ ทดสอบ บรรจุภัณฑ์ชิป PCB และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง สะท้อนการยกระดับจากฐานการผลิตทางเลือกสู่หนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก

 

ไทยควรเร่งยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยไปสู่ห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

 

SCB EIC มองว่า ไทยยังมีโอกาสยกระดับจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์เดิม ไปสู่ฐานการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI มากขึ้น โดยเลือกแข่งขันในกลุ่มที่มีศักยภาพและต่อยอดจากฐานเดิมได้ เช่น ชิป PCB ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง คอมพิวเตอร์/HDD อุปกรณ์ไฟฟ้ากำลัง และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Data center แทนการลงทุนในทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน

 

ขณะเดียวกัน ต้องเร่งยกระดับ R&D และเพิ่มสัดส่วน Local content เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้า และลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษีและกฎแหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดขึ้น

 

นอกจากนี้ การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน น้ำ ดิจิทัล และโครงข่ายสื่อสารที่มีเสถียรภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ท้ายที่สุด ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนากำลังคนทักษะสูง ทั้งวิศวกร ช่างเทคนิค ผู้เชี่ยวชาญ Data center ระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์ และ Data analytics เพื่อรองรับการยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในระยะยาว

 

การคว้าโอกาสของไทยในห่วงโซ่อุปทาน AI ไม่ได้อยู่ที่การแข่งในทุกสนาม แต่อยู่ที่การเลือกแข่งในจุดที่ไทยมีแต้มต่อและยกระดับได้จริง ไทยจึงจำเป็นต้องเร่งต่อยอดฐานการผลิตเดิมไปสู่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการลงทุนด้าน R&D, Local content, โครงสร้างพื้นฐานพลังงานและดิจิทัล ซึ่งหากไทยทำได้จริง ไทยจะมีโอกาสขยับจากฐานการผลิตแบบดั้งเดิม ไปสู่ฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์

 

ในห่วงโซ่อุปทาน AI ของภูมิภาคอาเซียนในระยะข้างหน้าได้อย่างสมบูรณ์

 

อ่านต่อบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม:

 

https://www.scbeic.com/th/detail/product/AI-Supercycle-250826

The post AI Supercycle : ไทยควรอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
GGC จับมือ CP AXTRA ศึกษาการจัดเก็บน้ำมันพืชใช้แล้ว https://thestandard.co/ggc-cp-axtra-used-cooking-oil/ Fri, 28 Aug 2026 08:56:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1247746 ภาพผู้บริหาร GGC และ CP AXTRA ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ร่วมมือ […]

The post GGC จับมือ CP AXTRA ศึกษาการจัดเก็บน้ำมันพืชใช้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร GGC และ CP AXTRA ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ร่วมมือ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CP AXTRA ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อศึกษา ความเป็นไปได้ในการจัดเก็บน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) จากสาขาของ CP AXTRA รวมถึงบริษัทในกลุ่ม และเครือข่าย เพื่อนำกลับมาปรับปรุงคุณภาพ และต่อยอด สร้างมูลค่าใหม่ สะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน สู่เศรษฐกิจ คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) อย่างเป็นรูปธรรม

 

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีน เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยว่า ความร่วมมือ ครั้งนี้ เกิดขึ้น จากความมุ่งมั่นและเจตนารมณ์ร่วมกัน ของทั้งสององค์กรในการนำทรัพยากรที่ผ่านการใช้งานแล้วกลับมาใช้ประโยชน์ โดย GGC จะร่วมกับ CP AXTRA ศึกษาความเป็นไปได้ ในการรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วจาก CP AXTRA รวมถึงบริษัทต่างๆ ในกลุ่มและเครือข่ายของ CP AXTRA เพื่อนำมาปรับปรุงคุณภาพ และต่อยอดเป็นวัตถุดิบ สำหรับผลิตภัณฑ์ในอนาคต รวมถึงผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ และพลาสติกชีวภาพ โดยสิ่งที่ GGC ให้ความสำคัญ คือ การสร้างระบบความร่วมมือที่สามารถนำทรัพยากรกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และขยายผลได้ในอนาคต ซึ่งสอดรับกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เปลี่ยน ‘ของเสีย’ เป็น ‘โอกาส’ ที่พร้อมขับเคลื่อนการ เปลี่ยน ผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) อย่างเป็นรูปธรรม

 

“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการศึกษาและต่อยอดการใช้วัตถุดิบทางเลือก รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากร ที่ผ่านการใช้งานแล้ว ขณะเดียวกัน CP AXTRA มีเครือข่ายธุรกิจ และสาขาจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการศึกษารูปแบบ การรวบรวมและจัดเก็บน้ำมันพืชใช้แล้วให้มีประสิทธิภาพ” ดร.กฤษฎา กล่าว

 

ด้านศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงาน ความยั่งยืน และสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CP AXTRA กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งศึกษา การพัฒนากระบวนการจัดเก็บและรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วอย่างเป็นระบบ โดยคาดว่าจะสามารถรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วได้ประมาณ 50,000 ลิตรต่อปี ก่อนนำไปปรับปรุงคุณภาพ เพื่อพิจารณา ความเป็นไปได้ ในการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิต น้ำมันอากาศยานชีวภาพ (Sustainable Aviation Fuel: SAF) พลาสติกชีวภาพ และเคมีชีวภาพ ซึ่งเป็นการนำทรัพยากร กลับมาใช้ประโยชน์ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

 

“CP AXTRA มุ่งขับเคลื่อนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ด้วยการนำสิ่งของเหลือจากการดำเนินธุรกิจกลับเข้าสู่กระบวนการสร้างคุณค่าอีกครั้ง ต่อยอดสู่การใช้ทรัพยากร อย่างยั่งยืน และลดการสูญเสีย ให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ความร่วมมือกับ GGC ในครั้งนี้จึงเป็นการนำจุดแข็งของทั้งสององค์กรมาเชื่อมต่อกัน ตั้งแต่การจัดเก็บน้ำมันพืชใช้แล้วในระดับสาขา ไปจนถึงการ ปรับปรุงคุณภาพและศึกษาการนำกลับมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่สำคัญ ความร่วมมือนี้ยังสะท้อนแนวทางของ CP AXTRA ในการนำหลัก Circular Economy มาสู่การปฏิบัติจริง โดยเปลี่ยนของเหลือจากการดำเนินงานให้กลับมาเป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่า และหากการศึกษาประสบความสำเร็จ ยังมีโอกาส ต่อยอด ไปสู่การผลิต SAF ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงการจัดการทรัพยากร ในระดับร้านค้าเข้ากับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการบิน” ศิริพร กล่าว

The post GGC จับมือ CP AXTRA ศึกษาการจัดเก็บน้ำมันพืชใช้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>