Market – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-market/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 29 May 2026 10:47:46 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Money & Energy Shock วิกฤตพลังงานอ่านอย่างไร ปกป้องพอร์ตลงทุนของคุณ https://thestandard.co/energy-shock-investment-protection/ Fri, 29 May 2026 09:30:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1211900 อินโฟกราฟิกอธิบายวิกฤตพลังงานและกลยุทธ์ปกป้องพอร์ตลงทุน

ทุกครั้งที่ราคาพลังงานผันผวน นักลงทุนต้องอ่านให้ออกว่า […]

The post Money & Energy Shock วิกฤตพลังงานอ่านอย่างไร ปกป้องพอร์ตลงทุนของคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกอธิบายวิกฤตพลังงานและกลยุทธ์ปกป้องพอร์ตลงทุน

ทุกครั้งที่ราคาพลังงานผันผวน นักลงทุนต้องอ่านให้ออกว่า เพราะอะไร และแรงกระแทกนั้นจะส่งต่อไปถึงเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ค่าเงิน และกำไรบริษัทอย่างไร

 

พลังงานคือต้นทุนพื้นฐานของเศรษฐกิจ เมื่อราคามีการเปลี่ยนแปลง ตลาดการเงินย่อมได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง นักลงทุนจึงต้องเข้าใจสาเหตุที่แตกต่างกันในแต่ละวิกฤต เพื่อใช้เป็นกรอบความคิดในการตัดสินใจแทนการตอบสนองตามข่าวรายวัน

 

⁉ต้นเหตุมาจากอะไรได้บ้าง?

 

  • Supply Shock เกิดจากอุปทานหายไป เช่น สงคราม การคว่ำบาตร หรือเส้นทางขนส่งสะดุด ราคาพลังงานจึงพุ่งขึ้นทั้งที่เศรษฐกิจไม่ได้แข็งแรงขึ้นตาม ความเสี่ยงสำคัญคือเงินเฟ้อสูงขึ้นพร้อมเศรษฐกิจชะลอ
  • Demand Shock เกิดจากความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น เพราะเศรษฐกิจโลกขยายตัวแรง ช่วงแรกอาจสะท้อนว่าเศรษฐกิจยังมีแรงส่ง แต่หากราคาสูงเกินไป อาจเริ่มกดดันกำลังซื้อและทำให้เศรษฐกิจชะลอตามมา
  • Supply Expansion เกิดจากอุปทานใหม่เข้ามามากจนราคาพลังงานลดลง ผู้ใช้น้ำมันหรือประเทศนำเข้าอาจได้ประโยชน์ แต่ผู้ผลิตพลังงาน หุ้นพลังงาน หรือสินค้าโภคภัณฑ์บางกลุ่มอาจถูกกดดัน

 

🔎ตลาดจะต้องเจอกับอะไรบ้าง?

 

เมื่อเกิด Energy Crisis แรงกระแทกมักไหลต่อเป็นลูกโซ่ เริ่มจากราคาพลังงานขยับแรง กดดันเงินเฟ้อ ทำให้ดอกเบี้ยอาจอยู่สูงนานขึ้น ต้นทุนบริษัทเพิ่มขึ้น กำไรถูกบีบ ค่าเงินของประเทศนำเข้าพลังงานอ่อนไหวมากขึ้น เงินทุนหมุนกลุ่มสินทรัพย์ และสุดท้ายพอร์ตลงทุนอาจผันผวนกว่าปกติ

 

คำถามที่นักลงทุนควรถามทุกครั้งคือ ราคาพลังงานขึ้นเพราะ “ของขาด” หรือ “เศรษฐกิจโต?” วิกฤตนี้เป็นเรื่องชั่วคราว หรือกำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดพลังงาน? เงินเฟ้อจะถูกดันขึ้นนานแค่ไหน? ดอกเบี้ยจะลดได้ยากขึ้นหรือไม่? พอร์ตของเราเสี่ยงกับอะไรมากที่สุด น้ำมัน ดอกเบี้ย ค่าเงิน หรือกำไรบริษัท?

 

ผู้ที่จะชนะในยุค Energy Crisis ได้นั้น คือคนที่อ่านออกว่า Shock ครั้งนั้นเกิดจากอะไร กระทบตลาดไหน และพอร์ตของตัวเองเปิดรับความเสี่ยงด้านใดมากที่สุด

 

อินโฟกราฟิกอธิบายวิกฤตพลังงานและกลยุทธ์ปกป้องพอร์ตลงทุน 1

The post Money & Energy Shock วิกฤตพลังงานอ่านอย่างไร ปกป้องพอร์ตลงทุนของคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Energy Crisis กับตลาด 101 จากวิกฤตน้ำมัน 1973 ถึงช็อกพลังงานครั้งใหม่ นักลงทุนควรอ่านเกมอย่างไร https://thestandard.co/energy-crisis-investor-guide/ Fri, 29 May 2026 08:30:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1211895 กราฟและแผนภาพแสดงผลกระทบของวิกฤตพลังงานต่อตลาดทุน ตั้งแต่ปี 1973 ถึงปัจจุบัน พร้อมแนวทางรับมือ

เวลาข่าวพลังงานกลับมาเป็นประเด็นใหญ่ นักลงทุนจำนวนมากมั […]

The post Energy Crisis กับตลาด 101 จากวิกฤตน้ำมัน 1973 ถึงช็อกพลังงานครั้งใหม่ นักลงทุนควรอ่านเกมอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟและแผนภาพแสดงผลกระทบของวิกฤตพลังงานต่อตลาดทุน ตั้งแต่ปี 1973 ถึงปัจจุบัน พร้อมแนวทางรับมือ

เวลาข่าวพลังงานกลับมาเป็นประเด็นใหญ่ นักลงทุนจำนวนมากมักเริ่มตั้งคำถามเรื่องการลงทุนมากมาย ทองคำเป็นอย่างไรบ้าง หุ้นไหนได้ประโยชน์บ้างจากวิกฤตนี้ เป็นต้น

 

วิกฤตพลังงาน นอกจากจะส่งผลต่อค่าพลังงานที่เราต้องควักเงินจ่ายแล้ว ยังเป็นแรงกระแทกที่ส่งต่อไปยังเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ค่าเงิน กำไรบริษัท และการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั่วโลก เพราะพลังงานคือต้นทุนตั้งต้นของเศรษฐกิจแทบทุกส่วน เมื่อราคาพลังงานขยับขึ้นอย่างหนัก ตลาดต้องประเมินว่าเงินเฟ้อจะเร่งตัวเร็วแค่ไหนโดยมองให้รอบด้านและหลากหลายมิติ

 

นี่เป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินทิศทางเศรษฐกิจและตลาดทุน และวันนี้ เราจะมาเข้าใจ Energy Crisis 101 มองโลกและตลาดในสภาวะวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ผ่านบทเรียนในอดีตเพื่อเข้าใจปัจจุบันและอนาคต

 

Energy Crisis คืออะไร และทำไมตลาดต้องสนใจ?

 

Energy Crisis คือภาวะที่ระบบพลังงานตึงตัวจนราคาผันผวนรุนแรงหรืออุปทานไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเกิดจากสงคราม การคว่ำบาตร ภัยธรรมชาติ หรืออุปสงค์ที่โตเร็วกว่ากำลังผลิต พูดง่าย ๆ คือช่วงที่พลังงานซึ่งควรไหลเวียนปกติกลายเป็นข้อจำกัดของเศรษฐกิจ

 

สิ่งที่ทำให้พลังงานต่างจากสินค้าทั่วไปคือมันแทรกอยู่ในแทบทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่โรงงาน การขนส่ง ภาคเกษตร ไปจนถึงครัวเรือน เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ผลกระทบจึงค่อย ๆ ส่งต่อไปยังต้นทุนการผลิต ราคาอาหาร และกำลังซื้อผู้บริโภค โดยวิกฤตพลังงานส่งผลต่อตลาดการเงินหลายด้าน

 

1. เงินเฟ้อเร่งตัว

 

2. ดอกเบี้ยคงตัวนาน

 

3. กำไรบริษัท (โดยเฉพาะธุรกิจพลังงาน) ลดลง

 

4. ค่าเงินและการเคลื่อนย้ายเงินทุนเปลี่ยนไปสำหรับประเทศนำเข้าและส่งออกพลังงาน

 

อย่างไรก็ตาม วิกฤตพลังงานแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน การขึ้นของราคาน้ำมันจากสงครามต่างจากเศรษฐกิจโลกเติบโต นักลงทุนจึงควรรู้ว่าวิกฤตครั้งนี้เกิดจากอะไร และส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร

 

6 บทเรียนจากวิกฤตพลังงานในอดีต

 

หากเราลองมองย้อนกลับไป วิกฤตพลังงานแต่ละครั้งคือบททดสอบเศรษฐกิจ ตลาดทุน และความสามารถของนักลงทุนในการแยกแยะความผันผวนว่าเป็นเพียงแรงกระเพื่อมชั่วคราว หรือเป็นจุดเปลี่ยนวัฏจักรเศรษฐกิจ

 

ปี 1973 พลังงานกลายเป็นอาวุธ

 

กลุ่มประเทศอาหรับจำกัดการส่งออกน้ำมันหลังสงครามอาหรับ-อิสราเอล ราคาพุ่งหลายเท่าตัว โลกตะวันตกเจอเงินเฟ้อสูงพร้อมเศรษฐกิจชะลอ ทำให้เห็นว่าพลังงานสามารถกลายเป็นเครื่องมือทางอำนาจ และผลกระทบลามไปถึงเงินเฟ้อ ค่าเงิน และกำลังซื้อ

 

ปี 1979 ความกลัวรุนแรงเท่าความจริง

 

การปฏิวัติอิหร่านและสงครามอิหร่าน-อิรักทำให้ตลาดกังวลอุปทานน้ำมัน ราคาพุ่งอีกระลอก Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และเห็นได้ว่าตลาดเคลื่อนไหวตามความกลัว ไม่ใช่แค่ปริมาณที่หายจริง และการตอบสนองของธนาคารกลางอาจกลายเป็นแรงกระแทกอีกชั้น

 

ปี 1990 วิกฤตรุนแรงไม่จำเป็นต้องยาว

 

อิรักได้บุกคูเวต ทำให้ราคาน้ำมันพุ่ง ตลาดผันผวน แต่เมื่อสงครามคลี่คลายเร็วกว่าคาดและอุปทานไม่ได้เสียหายเชิงโครงสร้าง ตลาดก็ฟื้นตัว บทเรียนในปีนี้สอนว่า เราต้องแยกให้ออกว่าเป็น Temporary หรือ Structural Shock เพราะวิกฤตที่ “คลี่คลายได้” อาจสร้างความผันผวนรุนแรงระยะสั้นโดยไม่เปลี่ยนทิศทางระยะยาว

 

ปี 2008 ราคาสูงเกินไปทำลายตัวเอง

 

ราคาน้ำมันพุ่งจากอุปสงค์ที่โตเร็ว โดยเฉพาะจากจีนและตลาดเกิดใหม่ แต่เมื่อแพงเกินรับไหว กำลังซื้อพัง ภาคธุรกิจลดการผลิต และราคาร่วงหนักเมื่อวิกฤตการเงินโลกปะทุ ปีนั้นทำให้เราพบว่า ราคาพลังงานสูงไม่ได้ขึ้นต่อได้ไม่สิ้นสุด เพราะถึงจุดหนึ่งจะทำลายอุปสงค์ของตัวเอง

 

ปี 2014 อุปทานใหม่เปลี่ยนเกม

 

Shale Revolution ในสหรัฐฯ ทำให้อุปทานน้ำมันโลกเพิ่มเร็ว ขณะที่ OPEC เลือกปกป้องส่วนแบ่งตลาดแทนพยุงราคา ราคาน้ำมันร่วงแรง ประเทศผู้นำเข้าได้ประโยชน์ แต่ผู้ส่งออกและบริษัทพลังงานถูกกดดัน ทั้งหมดส่งผลให้ราคาสูงดึงอุปทานใหม่เข้ามาเสมอ และสมดุลตลาดอาจเปลี่ยนเร็วกว่าที่คาด

 

ปี 2021-2022 Energy Security กลับมาเป็นโจทย์ใหญ่

 

สงครามรัสเซีย-ยูเครนทำให้ก๊าซยุโรปสะดุด ราคาพลังงานพุ่งในช่วงที่เงินเฟ้อสูงอยู่แล้ว ธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรง หุ้นและพันธบัตรถูกกดดันพร้อมกัน บทเรียนนี้ได้สอนว่าพอร์ตดั้งเดิมไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป เพราะในภาวะเงินเฟ้อจากพลังงาน สินทรัพย์ที่เคยกระจายความเสี่ยงได้อาจร่วงไปพร้อมกัน

 

วิกฤตพลังงาน 6 ครั้งสอนหลากหลายบทเรียน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ จิตวิทยาตลาด การทำลายอุปสงค์ และความสัมพันธ์สินทรัพย์กับเงินเฟ้อ นักลงทุนไม่ควรจำแค่ปีหรือราคา แต่ควรสร้างกรอบคิดว่า ทุกครั้งที่เกิดพลังงานช็อก ควรถามว่าผลกระทบมาจากไหน จะอยู่นานแค่ไหน และส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ค่าเงิน และพอร์ตลงทุนอย่างไร

 

วิกฤตพลังงานแต่ละปีสอนอะไร?

 

ความผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อตลาดเจอข่าวพลังงาน คือการเหมารวมว่า “น้ำมันขึ้น” ต้องแปลเหมือนกันทุกครั้ง และจะให้ผลต่อตลาดแบบเดียวกันเสมอ ในความเป็นจริง ราคาพลังงานที่ปรับขึ้นอาจมาจากคนละสาเหตุ และแต่ละสาเหตุส่งผลต่อเศรษฐกิจ ตลาดการเงิน และพอร์ตลงทุนไม่เหมือนกันเลย

 

โดยกรอบแรกที่นักลงทุนควรแยกให้ออกคือ วิกฤตครั้งนั้นเป็น Supply Shock หรือ Demand Shock หรือแม้แต่รูปแบบที่มักถูกมองข้ามอย่าง Supply Expansion

 

  • Supply Shock คือราคาพลังงานพุ่งเพราะอุปทานหายไป เช่น สงคราม การคว่ำบาตร หรือเส้นทางขนส่งขัดข้อง ช็อกแบบนี้ยากที่สุดสำหรับตลาด เพราะราคาสูงขึ้นโดยเศรษฐกิจไม่ได้แข็งแรงขึ้นตาม ต้นทุนสูง กำลังซื้อถูกบีบ และธนาคารกลางต้องเลือกระหว่างคุมเงินเฟ้อหรือพยุงเศรษฐกิจ นำไปสู่ความเสี่ยง Stagflation

 

  • Demand Shock คือราคาพลังงานขึ้นเพราะเศรษฐกิจโลกขยายตัวแรง ในระยะแรกอาจไม่ใช่ข่าวร้าย เพราะสะท้อนแรงส่งของเศรษฐกิจ แต่เมื่อราคาแพงเกินไป จะเกิด Demand Destruction คือผู้บริโภคและธุรกิจลดการใช้จ่ายจนเศรษฐกิจชะลอตามมา เช่นในปี 2008 ราคาน้ำมันพุ่งจากความต้องการที่โตเร็ว โดยเฉพาะจากจีนและตลาดเกิดใหม่ ก่อนร่วงหนักเมื่อวิกฤตการเงินโลกทำให้อุปสงค์หายไป

 

  • Supply Expansion คืออุปทานใหม่เข้ามาเปลี่ยนสมดุลจนราคาร่วง มักถูกมองข้าม แต่ส่งผลสำคัญต่อการปรับมูลค่าสินทรัพย์ทั้งกลุ่ม จะเห็นได้จากปี 2014 Shale Revolution ในสหรัฐฯ ทำให้อุปทานน้ำมันเพิ่มขึ้นเร็ว ประเทศผู้นำเข้าได้ประโยชน์ แต่ผู้ผลิตพลังงานและหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ถูกกดดันหนัก

 

บทเรียนจากวิกฤตแต่ละปีจะทำให้เห็นว่า ตลาดพลังงานขับเคลื่อนด้วยหลายปัจจัย ทั้งอุปสงค์ อุปทาน ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และนโยบายผู้ผลิตรายใหญ่ ก่อนตัดสินว่าวิกฤตพลังงานดีหรือร้ายต่อพอร์ต นักลงทุนควรมองที่ “สาเหตุ” การเปลี่ยนแปลงราคา

 

Energy Crisis ส่งแรงกระแทกถึงตลาดอย่างไร?

 

วิกฤตพลังงานไม่ได้จบที่ราคาน้ำมันหรือก๊าซ แต่ส่งต่อไปยังตลาดการเงินผ่านหลายชั้น ตั้งแต่ต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ นโยบายดอกเบี้ย กำไรบริษัท ค่าเงิน การหมุนกลุ่มสินทรัพย์ ไปจนถึงพฤติกรรมของนักลงทุน

 

1. ราคาพลังงานขยับแรงก่อน

 

เมื่ออุปทานหายไปหรือความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้ามักสูงขึ้น เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนที่จำเป็นต่อโรงงาน การขนส่ง และครัวเรือนในระยะสั้น

 

2. เงินเฟ้อเริ่มถูกกดดัน

 

ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อเชื้อเพลิง ค่าไฟ และค่าขนส่งก่อน จากนั้นจึงกระทบอาหาร สินค้าบริโภค และบริการอื่น ๆ หากราคายังสูงต่อเนื่อง ตลาดจะมองว่าเงินเฟ้ออาจไม่ใช่แค่ผลกระทบระยะสั้น

 

3. ธนาคารกลางตัดสินใจยากขึ้น

 

หากเงินเฟ้อเกิดจากต้นทุน ธนาคารกลางจะลำบาก การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้เพิ่มปริมาณพลังงาน แต่การปล่อยให้เงินเฟ้อหลุดกรอบก็เสี่ยงกว่า ตลาดจึงต้องประเมินใหม่ว่าดอกเบี้ยจะลดได้เร็วหรือต้องคงระดับสูงนานกว่าเดิม

 

4. กำไรบริษัทถูกบีบ

 

ดอกเบี้ยและต้นทุนพลังงานสูงขึ้น กดดันธุรกิจด้วยต้นทุนการเงินและดำเนินงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้พลังงานมากหรือส่งผ่านต้นทุนได้จำกัด เช่น สายการบิน ขนส่ง และอุตสาหกรรมหนัก จะถูกบีบกำไรและเสี่ยงถูกลดประมาณการในตลาด

 

5. ค่าเงินเริ่มสะท้อนความเปราะบางของแต่ละประเทศ

 

ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงจะเผชิญต้นทุนนำเข้าและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ดุลการค้าอ่อนแอ และค่าเงินอ่อนไหว ขณะที่ประเทศที่ผลิตพลังงานหรือพึ่งพาน้อยกว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า

 

6. เงินทุนเริ่มหมุนกลุ่ม

 

เมื่อกำไร ค่าเงิน และดอกเบี้ยเปลี่ยน ทิศทางเงินทุนจะเปลี่ยนตาม นักลงทุนจะเพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์ที่ต้านเงินเฟ้อหรือความเสี่ยงได้ดี เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นพลังงาน ทองคำ หรือดอลลาร์ และลดน้ำหนักในสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยสูงและกำลังซื้อที่ลดลง

 

7. นักลงทุนตอบสนองต่อข่าวเร็วขึ้น

 

ข่าวพลังงานที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ทั้งจากสงคราม OPEC สต็อกน้ำมัน และเงินเฟ้อ ทำให้นักลงทุนมักตอบสนองต่อข่าวรายวันมากกว่าภาพรวมวัฏจักร ส่งผลให้ความผันผวนสูง และความสัมพันธ์ของสินทรัพย์อาจเปลี่ยนไป

 

สินทรัพย์ไหนมักได้รับผลกระทบจาก Energy Crisis

 

วิกฤตพลังงานไม่ได้ทำให้ทุกสินทรัพย์ขึ้นหรือลงพร้อมกัน ผลกระทบขึ้นอยู่กับว่า shock ครั้งนั้นเกิดจากอะไร กินเวลานานแค่ไหน และตลาดประเมินว่าเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปอย่างไร

 

1. น้ำมันและก๊าซ

 

สินทรัพย์นี้ตอบสนองเร็วสุดเมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะ Supply Shock ราคามักพุ่งจากความกังวลเรื่องอุปทาน แต่ก็ผันผวนสูง เพราะราคาอาจกลับตัวแรงได้ทันทีเมื่อข่าวคลี่คลาย หรือราคาสูงเกินไปเริ่มทำลายความต้องการใช้

 

2. ทองคำ

 

ทองคำมักเป็นสินทรัพย์หลบภัยช่วงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อสูง แต่ไม่ได้ขึ้นจากวิกฤตพลังงานเสมอไป ต้องพิจารณาดอกเบี้ยจริงและค่าเงินดอลลาร์ร่วมด้วย หากดอกเบี้ยจริงสูง อาจจำกัดแรงหนุนต่อทองคำได้

 

3. ดอลลาร์สหรัฐ

 

ยามที่ตลาดกังวลความเสี่ยง เงินทุนมักไหลเข้าดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อวิกฤตพลังงานทำให้เกิดภาวะ Risk-off หรือคาดว่า Fed อาจคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น

 

4. หุ้นพลังงาน

 

แม้บริษัทพลังงานจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมัน/ก๊าซที่สูงขึ้น แต่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเสมอไป นักลงทุนต้องพิจารณาต้นทุนการผลิต มูลค่าหุ้น นโยบายรัฐ ภาษี และความเสี่ยงที่ราคาพลังงานสูงเกินไปจนกระทบอุปสงค์ในอนาคต

 

5. หุ้นสายการบิน ขนส่ง และอุตสาหกรรมหนัก

 

กลุ่มนี้โดนกดดันเร็ว เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงและขนส่งสูง หากส่งผ่านไม่ได้ กำไรจะถูกบีบ และตลาดอาจลดประมาณการกำไร

 

6. พันธบัตร

 

ผลต่อพันธบัตรขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตลาดกลัว: หากกลัวเงินเฟ้อ/ดอกเบี้ยสูง พันธบัตรอาจถูกขาย แต่ถ้ากลัวเศรษฐกิจถดถอย เงินทุนอาจไหลกลับเข้าพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

 

7. หุ้นเติบโต

 

หุ้นเติบโตอ่อนไหวต่อดอกเบี้ย หากวิกฤตพลังงานทำให้เงินเฟ้อสูงและดอกเบี้ยคงอยู่สูงนาน มูลค่าหุ้นกลุ่มนี้อาจถูกกดดันจากอัตราคิดลดที่สูงขึ้น แม้ไม่เกี่ยวข้องกับพลังงานโดยตรง

 

8. ค่าเงินประเทศนำเข้าพลังงาน

 

ประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานมากจะเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น ดุลการค้าอ่อนแอลง และเงินเฟ้อนำเข้าเพิ่ม ทำให้ค่าเงินอ่อนไหวกว่าประเทศที่ส่งออกหรือนำเข้าน้อย

 

ภาพรวมคือ Energy Crisis ทำให้ตลาดเกิดการหมุนกลุ่ม ไม่ใช่การขึ้นลงพร้อมกันทั้งกระดาน สิ่งที่นักลงทุนต้องอ่านจึงไม่ใช่แค่สินทรัพย์ไหน “ได้ประโยชน์” หรือ “เสียประโยชน์” แต่ต้องดูว่าแรงกดดันหลักของรอบนั้นคือเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ค่าเงิน หรือความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยกันแน่

 

นักลงทุนควรรับมือ Energy Crisis อย่างไร?

 

การรับมือวิกฤตพลังงานไม่ใช่การเดาว่าราคาน้ำมันจะขึ้นหรือลงให้ถูกทุกครั้ง แต่คือการอ่านว่า shock นั้นกำลังเปลี่ยนสมมติฐานของตลาดตรงไหน และพอร์ตของเรามีจุดเปราะบางอย่างไร

 

1. แยกก่อนว่าเป็น Supply Shock หรือ Demand Shock

 

ราคาพลังงานขึ้นจากของขาด (Supply Shock) หรือความต้องการใช้เพิ่ม (Demand Shock) หาก Supply Shock ตลาดจะกังวลเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะลอ หาก Demand Shock ตลาดจะรับได้ช่วงแรก เพราะสะท้อนเศรษฐกิจมีแรงส่ง

 

2. ดูว่าวิกฤตนี้ชั่วคราวหรือเปลี่ยนโครงสร้าง

 

หากความเสี่ยงเป็นระยะสั้น ตลาดอาจฟื้นตัวได้เร็ว แต่ถ้าวิกฤตกระทบห่วงโซ่อุปทาน การขนส่ง นโยบายพลังงาน หรือโครงสร้างต้นทุนของประเทศ ผลกระทบอาจยาวนานกว่าที่คาดการณ์

 

3. อย่าดูน้ำมันอย่างเดียว

 

ราคาน้ำมันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น นักลงทุนควรพิจารณาเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ค่าเงิน ทองคำ พันธบัตร และกำไรบริษัทร่วมด้วย เนื่องจากวิกฤตพลังงานจะส่งผลต่อตลาดมากขึ้น เมื่อกระทบการตัดสินใจของธนาคารกลาง หรือทำให้กำไรบริษัทลดลง

 

4. ระวังการไล่ราคาหลังข่าวใหญ่

 

ตลาดพลังงานตอบสนองต่อข่าวสารเร็วมาก ราคาจึงผันผวนรุนแรงก่อนเห็นผลกระทบจริง นักลงทุนที่ไล่ราคาตามข่าวโดยไม่มีแผน อาจเจอการกลับตัวเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย หรือเมื่ออุปสงค์ลดลง

 

5. คิดเรื่องการกระจายความเสี่ยงให้กว้างกว่าเดิม

 

ปกติหุ้นกับพันธบัตรจะถ่วงดุลกัน แต่เมื่อวิกฤตพลังงานดันเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขึ้นพร้อมกัน สินทรัพย์ทั้งสองอาจถูกกดดัน นักลงทุนจึงควรพิจารณาความเสี่ยงพอร์ตจากหลายปัจจัย ทั้งเงินเฟ้อ ค่าเงิน สภาพคล่อง และความสัมพันธ์ของสินทรัพย์ที่อาจเปลี่ยนไปในช่วงวิกฤต

 

6. ใช้มุมมอง Multi-Asset แทนการมองสินทรัพย์เดี่ยว

 

วิกฤตพลังงานส่งผลกระทบหลายตลาดพร้อมกัน ทั้งน้ำมัน ก๊าซ ทองคำ ดอลลาร์ หุ้นพลังงาน ขนส่ง พันธบัตร และค่าเงินประเทศนำเข้าพลังงาน การมองแบบ Multi-Asset ช่วยให้นักลงทุนเห็นทิศทางการไหลของเงิน และแรงกดดันหลักของตลาด

 

อ่าน Energy Crisis ให้ออก คืออ่านตลาดให้ลึกขึ้น

 

วิกฤตพลังงานกลับมาในรูปแบบใหม่เสมอ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือพลังงานยังเป็นต้นทุนตั้งต้นของเศรษฐกิจ เมื่อพลังงานสะดุด ตลาดต้องประเมินใหม่ทั้งเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ค่าเงิน กำไรบริษัท และความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์

 

บทเรียนสำคัญคือการเข้าใจว่าแต่ละวิกฤตมีแรงขับเคลื่อนต่างกัน Supply Shock นำมาซึ่งความเสี่ยง Stagflation, Demand Shock อาจสะท้อนเศรษฐกิจที่ยังแข็งแรงในช่วงแรก, Structural Shock อยู่กับตลาดนานกว่าคาด ส่วนความเสี่ยงชั่วคราวอาจคลี่คลายเร็วกว่าความกลัว

 

วิกฤตพลังงานส่งแรงสะเทือนไปถึงทองคำ ค่าเงิน ดัชนีหุ้น พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์พร้อมกัน การมองตลาดแบบ Multi-Asset จึงสำคัญมากขึ้น นักลงทุนต้องอ่านให้เห็นว่าแรงกดดันกำลังไหลผ่านตลาดไหน และกำลังเปลี่ยนสมมติฐานของสินทรัพย์ใดบ้าง

 

สุดท้าย การมีเครื่องมือที่หลากหลายไม่ได้หมายความว่าควรเร่งตัดสินใจตามความผันผวน สิ่งสำคัญกว่าคือกรอบคิดที่ชัด รู้ว่า Shock ครั้งนั้นเกิดจากอะไร มีผลต่อเงินเฟ้อและดอกเบี้ยอย่างไร และพอร์ตเปิดรับความเสี่ยงด้านใดมากที่สุด เพราะผู้ชนะในยุค Energy Crisis ไม่ใช่คนที่เดาราคาน้ำมันถูก แต่คือคนที่อ่านแรงกระแทกของพลังงานต่อตลาดได้เป็นระบบ ก่อนที่ความผันผวนจะกลายเป็นต้นทุนของพอร์ต

 

*ข้อมูลนี้มิใช่คำแนะนำด้านการลงทุน การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาจากความเข้าใจและระดับความเสี่ยงของนักลงทุน

 

The post Energy Crisis กับตลาด 101 จากวิกฤตน้ำมัน 1973 ถึงช็อกพลังงานครั้งใหม่ นักลงทุนควรอ่านเกมอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตือนนักลงทุน ระวังการซื้อขายหุ้นกลุ่ม ‘อิเล็กทรอนิกส์’ หลังพบเก็งกำไรสูง P/E พุ่งเกินพื้นฐาน https://thestandard.co/set-warns-etron-speculation/ Thu, 28 May 2026 13:24:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1212112 ภาพกราฟแสดงการเตือนของตลาดหลักทรัพย์ฯ เกี่ยวกับหุ้นอิเล็กทรอนิกส์

วันนี้ (28 พ.ค.2569) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดห […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตือนนักลงทุน ระวังการซื้อขายหุ้นกลุ่ม ‘อิเล็กทรอนิกส์’ หลังพบเก็งกำไรสูง P/E พุ่งเกินพื้นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงการเตือนของตลาดหลักทรัพย์ฯ เกี่ยวกับหุ้นอิเล็กทรอนิกส์

วันนี้ (28 พ.ค.2569) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) ติดตามความเคลื่อนไหวของสภาพการซื้อขายหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจ ETRON พบว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาและปริมาณการซื้อขายปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งได้อานิสงส์บวกจากการประกาศผล การดำเนินงานที่ออกมาดีและแผนการลงทุนของบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI และ Data center ทั้งในและต่างประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม บางหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจดังกล่าวมีระดับราคา ปริมาณการซื้อขาย และอัตราการหมุนเวียนเปลี่ยนมือ (Turnover ratio) ปรับตัวขึ้นอย่างมาก โดยมีอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E) และอัตราส่วนราคาตลาด ต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) อยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนถึงสภาพการเก็งกำไรสูง กว่าปัจจัยพื้นฐานของหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจดังกล่าว

 

ทั้งนี้หากพบสภาพการซื้อขายผิดปกติ เช่น ราคาปริมาณหรืออัตราการหมุนเวียน เปลี่ยนมือ ที่สะท้อนถึงภาวะ การเก็งกำไรสูง โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน หรือเมื่อเข้ามาตรการกำกับ การซื้อขายแล้ว สภาพการซื้อขาย ยังคงไม่สอดรับกับปัจจัยพื้นฐาน

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะพิจารณาใช้มาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 หรือยกระดับมาตรการกำกับการซื้อขาย (ระดับ 2และ 3) ต่อไป ปัจจุบันมีหลักทรัพย์ CCET และหลักทรัพย์ SMT อยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 และหลักทรัพย์ DELTA ที่ยังอยู่ใน Cooling period ซึ่งอาจพิจารณายกระดับมาตรการได้

 

ดังนั้น ขอให้ผู้ลงทุนพิจารณาข้อมูลปัจจัยพื้นฐานและข้อมูลสารสนเทศอื่นๆ ที่สำคัญ ก่อนตัดสินใจซื้อขาย

 

หมายเหตุ :

 

  • มาตรการกำกับการซื้อขายให้สมาชิกดำเนินการ ดังนี้

 

ระดับ 1: ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance (ซื้อด้วยเงินสด 100%)

 

ระดับ 2: ระดับ 1 + ห้าม Net settlement และให้ซื้อขายด้วยวิธี Auction

 

ระดับ 3: หยุดพักการซื้อขาย 1 วัน ในวันทำการแรก และเมื่อให้กลับมาซื้อขายได้ จะยังคงใช้มาตรการระดับที่ 2

 

  • Cooling period คือ ในช่วงเวลา 1 เดือนหลังพ้นจากมาตรการ หากพบความผิดปกติ หลักทรัพย์จะถูกนำกลับเข้ามาในมาตรการ หรือนำกลับเข้ามาในระดับมาตรการที่สูงขึ้นหากสภาพการซื้อขายผิดปกติมากขึ้น

 

ภาพ: Summit Art Creations/ Shutterstock

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตือนนักลงทุน ระวังการซื้อขายหุ้นกลุ่ม ‘อิเล็กทรอนิกส์’ หลังพบเก็งกำไรสูง P/E พุ่งเกินพื้นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองข้ามช็อตสงคราม คาด Fed -แบงก์ชาติ ‘คงดอกเบี้ย’ สวนทางตลาด ชี้เงินบาทส่อแววอ่อนค่าระยะสั้น ก่อนฟื้นตัวปลายปีแตะ 32 บาท https://thestandard.co/fed-bot-hold-rates-baht-forecast/ Thu, 28 May 2026 11:53:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1212036 fed-bot-hold-rates-baht-forecast

ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ตลาดก […]

The post มองข้ามช็อตสงคราม คาด Fed -แบงก์ชาติ ‘คงดอกเบี้ย’ สวนทางตลาด ชี้เงินบาทส่อแววอ่อนค่าระยะสั้น ก่อนฟื้นตัวปลายปีแตะ 32 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
fed-bot-hold-rates-baht-forecast

ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ตลาดการเงินทั่วโลกต่างเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก ขณะที่มุมมองของนักลงทุนเปลี่ยนจากความกังวลเรื่องภาวะ Stagflation ไปสู่ภาวะ Reflation

 

 
 

วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผลกระทบจากสงครามได้ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรรัฐบาล (Bond Market) มีปฏิกิริยา (Reaction) ที่รุนแรงกว่าตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX) สาเหตุหลักมาจากการที่ตลาดเกิดการประเมินราคาใหม่ (Reprice) เนื่องจากมองว่าสงครามอาจจะไม่จบลงง่ายๆ ภายใน 1-2 เดือนตามที่เคยคาดไว้

 

ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐอเมริกาและไทย ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อหรือการจ้างงาน ต่างออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้มุมมองของนักลงทุนเปลี่ยนจากความกังวลเรื่องภาวะ Stagflation คือภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจแย่ ไปสู่ภาวะ Reflation หรือเงินเฟ้อมาและเศรษฐกิจยังดี

 

ความเชื่อมั่นนี้ทำให้นักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไป (Behind the curve) จึงเกิดแรงเทขายพันธบัตร (Sell-off) ดันให้บอนด์ยีลด์พุ่งสูงขึ้น ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า และกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

 

มองต่างตลาด คาด Fed และ กนง. ‘คงดอกเบี้ย’

 

ปัจจุบัน ตลาดให้โอกาสสูงถึง 80% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และมองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยมีโอกาส 70% ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ธนาคารไทยพาณิชย์ประเมินต่างจากมุมมองของตลาด โดยวิเคราะห์จากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Fundamental) ว่าเป็นไปได้ยากที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

 

แม้ว่าเงินเฟ้ออาจพุ่งทะลุระดับ 5% ในช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้า แต่หากพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การบริโภคและการจ้างงาน จะพบว่ายังคงมีความอ่อนแอซ่อนอยู่ การที่ตลาดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการโยกย้ายเม็ดเงิน (Rotation) จากตลาดพันธบัตรที่ถูกเทขายไปยังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ยังคงเดินหน้าทำ New High อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้การมองปัจจัยพื้นฐานอาจถูกบิดเบือนไปบ้าง

 

ทางด้านประธาน Fed คนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) แม้จะออกมาให้ความเห็นว่าโอกาสการขึ้นและลดดอกเบี้ยอยู่ที่ 50-50 แต่เชื่อว่านั่นเป็นเพียงการให้สัมภาษณ์เพื่อลดแรงกดดันทางการเมือง หากประเมินในเชิงลึก วอร์ชให้ความสำคัญกับมาตรวัดเงินเฟ้อแบบ Trimmed Mean Inflation ที่ตัดความผันผวนจากราคาพลังงานออกไป ซึ่งสะท้อนว่าในระยะถัดไป หากสงครามเริ่มคลี่คลาย Fed ก็อาจมีโอกาสกลับมาปรับลดดอกเบี้ย (Dovish) ได้ในปีหน้า

 

สอดคล้องกับฝั่ง กนง. ของไทย ที่คาดว่าจะเลือกมองข้ามปัจจัยเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นชั่วคราวนี้ไปก่อน ตราบใดที่สงครามไม่ยืดเยื้อเกินกว่ากรณีฐาน (Baseline) โดยคาดว่า กนง. จะเลือกคงดอกเบี้ยเพื่อมุ่งเน้นการดูแลการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth) และการบริโภคเป็นหลัก

 

ไม่ใช่ภาวะ Behind the Curve เมื่อเทียบกับวิกฤตปี 2022

 

หลายคนมักนำสถานการณ์ปัจจุบันไปเปรียบเทียบกับวิกฤตพลังงาน (Energy Shock) ในปี 2022 ที่ทำให้ธนาคารกลางต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย แต่คุณวชิรวัฒน์ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน ได้แก่

 

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยกว่า: ปัจจุบันคาดการณ์ GDP ไทยปี 2026 โตเพียง 2% (ซึ่งมีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมาช่วยพยุงด้วย) เทียบกับปี 2022 ที่เติบโตได้ 2.6%
  • เงินเฟ้อต่ำกว่า: ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อปัจจุบันแม้จะสูงแต่ก็ยังต่ำกว่าปี 2022 ที่พุ่งสูงถึงเฉลี่ย 6%
  • ปัญหา Supply Chain น้อยลง: ปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งไม่ได้รุนแรงเหมือนช่วงหลังโควิด-19 ใหม่ๆ
  • ภาวะการเงินตึงตัวอยู่แล้ว: ดอกเบี้ยไม่ได้อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหมือนในอดีต ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยแรงๆ

 

อย่างไรก็ดี มีความเสี่ยงสำคัญคือ หากสงครามยืดเยื้อข้ามไปถึงไตรมาส 3 และราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานยืนเหนือ 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่องยาวนาน เงินเฟ้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้นชั่วคราวอาจกลายเป็นความยืดเยื้อ ซึ่งจุดนั้นอาจต้องนำโมเดลการประเมินดอกเบี้ยมาพิจารณากันใหม่อีกครั้ง

 

คาดเงินบาทอ่อนค่าระยะสั้น เตรียมกลับมาแข็งค่าแตะ 32 บาทปลายปี

 

สำหรับทิศทางค่าเงินบาท ในระยะสั้นมีโอกาส อ่อนค่า ลงได้อีก ตราบใดที่สงครามยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากขณะนี้ค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์ (Correlation) วิ่งตามทิศทางราคาน้ำมันในระดับที่สูงมาก แซงหน้าความสัมพันธ์ที่มีกับราคาทองคำไปแล้ว นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญแรงกดดันจากการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น เพราะต้องนำเข้าน้ำมันในราคาที่แพง

 

แต่ในทางกลับกัน หากมองไปในช่วงครึ่งหลังของปี ถ้าสงครามสามารถจบลงได้ในช่วงกลางปี ค่าเงินบาทจะกลับเข้าสู่เทรนด์ แข็งค่า ได้ สาเหตุมาจากความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจะลดลง ประกอบกับการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบจะย่อตัวลงมาอยู่แถว 80 กว่าดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อเงินบาทได้

 

นอกจากนี้ หากบอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงตามคาด จะส่งผลบวกให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น (Inverse Correlation) ซึ่งจะกลับมาเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้เช่นกัน โดย SCB ให้กรอบเป้าหมายค่าเงินบาทในช่วงปลายปีอยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ราว 31.90 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการแข็งค่าจากปัจจุบัน แต่คงไม่กลับไปแข็งค่าเท่ากับช่วงก่อนเกิดสงครามที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์อย่างแน่นอน

 

ภาพ: Kenishirotie / Shutterstock

The post มองข้ามช็อตสงคราม คาด Fed -แบงก์ชาติ ‘คงดอกเบี้ย’ สวนทางตลาด ชี้เงินบาทส่อแววอ่อนค่าระยะสั้น ก่อนฟื้นตัวปลายปีแตะ 32 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด BCPG อนุมัติขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ https://thestandard.co/bcpg-sells-us-power-plant/ Thu, 28 May 2026 11:41:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1212024 ภาพกราฟิกแสดงการอนุมัติขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติของ BCPG ในสหรัฐฯ

คณะกรรมการบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG มีมติ […]

The post บอร์ด BCPG อนุมัติขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการอนุมัติขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติของ BCPG ในสหรัฐฯ

คณะกรรมการบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG มีมติเห็นชอบการจำหน่ายเงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 2 แห่งในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา รวมกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 426 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่ากิจการรวมกว่า 575 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 18,754 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถโอนหุ้นและรับชำระเงินได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งจะช่วยเสริมสภาพคล่องและรองรับแผนการลงทุนตามยุทธศาสตร์ของบริษัทฯ ในอนาคต

 

รวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทย่อยของ BCPG ได้เข้าลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 25 ใน Hamilton Holdings II, LLC (Hamilton) ซึ่งถือหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 2 แห่ง ได้แก่ โครงการ Hamilton Liberty กำลังการผลิตติดตั้ง 848 เมกะวัตต์ และโครงการ Hamilton Patriot กำลังการผลิตติดตั้ง 857 เมกะวัตต์ ในรัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา คิดเป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนรวมประมาณ 426 เมกะวัตต์ นั้น

 

วันนี้ (28 พฤษภาคม 2569) ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 7/2569 ได้มีมติเห็นชอบให้เข้าทำธุรกรรมการจำหน่ายเงินลงทุนดังกล่าว และให้นำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ โดยกำหนดจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 ในวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 น. ในรูปแบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting)

 

โดยการจำหน่ายหุ้นดังกล่าว เป็นการจำหน่ายหุ้นร่วมกับผู้ถือหุ้นใน Hamilton รายอื่นทั้งหมด ภายใต้เงื่อนไขสิทธิบังคับเข้าร่วมขายหุ้น (Drag-along Rights) ซึ่งบริษัทฯ ได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569

 

ทั้งนี้ การจำหน่ายหุ้นดังกล่าวจะทำให้บริษัทฯ ได้รับเงินสดประมาณ 354 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเมื่อรวมกับเงินปันผลที่บริษัทฯ ได้รับมาแล้วจากโครงการดังกล่าวอีกประมาณ 72 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะทำให้บริษัทฯ ได้รับเงินสดจากการลงทุนดังกล่าวรวมคิดเป็น 1.6 เท่าของเงินลงทุนที่เคยลงทุนไป

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการจำหน่ายหุ้นดังกล่าว บริษัทฯ ยังคงมีการลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกาอีกจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ Carroll County Energy LLC (CCE) และ South Field Energy LLC (SFE) รวมกำลังการผลิดติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้น 431 เมกะวัตต์ ซึ่งยังคงสนับสนุนความมั่นคงของผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ต่อไป

 

“การทำธุรกรรมนี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินและสภาพคล่องของบริษัทฯ พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินเพื่อรองรับโอกาสการทางธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต โดยคาดว่าจะสามารถรับรู้กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนดังกล่าวได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569” รวีกล่าวเพิ่มเติม

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนนำเงินที่ได้รับไปลงทุนตามยุทธศาสตร์ในธุรกิจพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวเนื่อง ตลอดจนชำระคืนเงินกู้บางส่วน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อสนับสนุนการเติบโตของบริษัทฯ อย่างยั่งยืนในระยะยาว

The post บอร์ด BCPG อนุมัติขายหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มบริษัทบางจาก ชี้แจงดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้านบาท ย้ำลงทุนโปร่งใส-คุ้มค่า https://thestandard.co/bangchak-phetchaburi-oil-deal/ Thu, 28 May 2026 09:53:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1211851 ผู้บริหารกลุ่มบางจาก ชี้แจงดีลลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรี

กลุ่มบริษัทบางจาก นำโดย ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้า […]

The post กลุ่มบริษัทบางจาก ชี้แจงดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้านบาท ย้ำลงทุนโปร่งใส-คุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหารกลุ่มบางจาก ชี้แจงดีลลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรี

กลุ่มบริษัทบางจาก นำโดย ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP)

 

พร้อมด้วย บัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น และ รวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. บีซีพีจี (BCPG)

 

โดยเปิดแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงประเด็น BCPG เข้าลงทุน 9,000 ล้านบาทในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรี เมื่อปี 2565 โดยยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดผ่านบอร์ดบริหารอย่างโปร่งใส มีการประเมินมูลค่าอย่างรัดกุม

 

ชัยวัฒน์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของดีลนี้มาจากข้อจำกัดของโรงกลั่นบางจากพระโขนง ที่เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ไม่สามารถแล่นเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ทำให้ที่ผ่านมาต้องอาศัยคลังลอยน้ำและการเช่าคลังที่ศรีราชามาโดยตลอด บริษัทได้จ้างที่ปรึกษาทางวิศวกรรมศึกษาการสร้างคลังแห่งใหม่ที่ศรีราชา แต่พบว่าต้นทุนก่อสร้างคลัง ท่อใต้น้ำ และท่าเรือขนาดใหญ่ ต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 10,000-12,000 ล้านบาท การซื้อกิจการคลังน้ำมันเพชรบุรีที่ใช้งานได้ทันทีจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับการสร้างใหม่

 

อีกทั้ง BCPG ถูกวางบทบาทให้เป็นผู้ดูแลพอร์ตโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของกลุ่มบริษัทบางจาก ซึ่งจะให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอช่วยสร้างกระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพ เพื่อลดความผันผวนของธุรกิจโรงกลั่น โดยโครงการนี้สามารถสร้างรายได้ตามเป้า 900 ล้านบาทต่อปี

 

สำหรับการตั้งข้อสังเกตการเปรียบเทียบมูลค่าดีล 9,000 ล้านบาท กับราคาเสนอขาย 3,000 ล้านบาทเมื่อ 13 ปีก่อน ชัยวัฒน์ชี้แจงว่าเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่เป็นธรรม ชัยวัฒน์ชี้แจงว่าการนำราคาจากเมื่อกว่า 10 ปีก่อนมาเปรียบเทียบกับมูลค่าปัจจุบัน อาจไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของสินทรัพย์ที่ได้รับการพัฒนาและขยายศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ

 

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานยังได้รับการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังเก็บน้ำมันที่เพิ่มจาก 16 เป็น 20 ถัง ความจุเพิ่มจาก 500ลิตร เป็น 720 ล้านลิตร ท่อส่งน้ำมันใต้ทะเลเพิ่มจาก 3 เป็น 5 เส้น ท่าเทียบเรือขยายจาก 2 เป็น 6 จุด และศักยภาพรองรับเรือขยายจากขนาด 30,000 ตัน เป็น 120,000 ตัน ซึ่งหากประเมินมูลค่าก่อสร้างส่วนต่อขยายเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ (Replacement Cost) จะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มอีกราว 5,000 ล้านบาท

 

ชี้แจงมีการศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ

 

ขณะที่ บัณฑิต ฉายภาพให้เห็นถึงความสำคัญของระบบโลจิสติกส์คลังน้ำมันที่มีต่อธุรกิจโรงกลั่นของบางจาก โดยเฉพาะ ‘โรงกลั่นบางจาก พระโขนง’ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านที่ตั้งที่แตกต่างจากโรงกลั่นแห่งอื่นๆ เนื่องจากไม่ได้ตั้งอยู่ริมทะเล แต่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครริมแม่น้ำเจ้าพระยา

 

การรับน้ำมันดิบทางเรือซึ่งเป็นช่องทางหลักและต้องอาศัยเรือขนาดใหญ่จากต่างประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่โรงกลั่นพระโขนงจะต้องพึ่งพา คลังน้ำมันขนาดใหญ่ภายนอก เพื่อรองรับเรือขนส่งเหล่านี้ ซึ่งความจำเป็นดังกล่าวตามมาด้วยต้นทุนค่าใช้บริการคลังน้ำมันที่สูงถึงระดับ พันล้านบาทต่อปี ทำให้ทีมงานต้องพิจารณาหาทางเลือกต่างๆ อย่างรอบคอบและละเอียดมาโดยตลอด

 

ทั้งนี้การตัดสินใจเข้าลงทุนในครั้งนี้จึงเป็นผลลัพธ์จากการศึกษาและพิจารณาอย่างรอบคอบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และสร้างความมั่นคงทางโลจิสติกส์ให้กับโรงกลั่นพระโขนงในระยะยาว

 

คลังน้ำมันเพชรบุรี สร้างรายได้ตามเป้า 900 ล้านบาท/ปี ทำ IRR ที่ 8-9%

 

ด้าน รวีอธิบายเพิ่มเติมการประเมินมูลค่าที่ 9,000 ล้านบาทนั้น ใช้วิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow: DCF) โดยตั้งสมมติฐานที่ระมัดระวัง (Conservative) อย่างมาก เช่น กำหนดอัตราใช้บริการที่ 85-90% และใช้อัตราคิดลด (Discount rate) 7-8% รวมถึงหักส่วนลดค่าเช่าจากราคาตลาดลงไปอีกถึง 30-50%

 

อีกทั้งในขั้นตอนการทำสัญญาซื้อขายยังกำหนดเงื่อนไขที่มีความรัดกุมว่า BCPG ต้องการปิดความเสี่ยงและภาระแอบแฝงจากผู้ขาย จึงกำหนดให้โอนเฉพาะสินทรัพย์ สัญญา และใบอนุญาต มายังบริษัทย่อยใหม่ (ALT) เพื่อให้การรับโอนเป็นไปอย่างชัดเจนและแยกความเสี่ยงจากธุรกิจเดิม ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนผ่าน 5 เดือนนี้เป็นเรื่องปกติของการทำ M&A

 

ด้านการบันทึกบัญชี BCPG ย้ำว่าต้องทำกระบวนการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) ภายใน 12 เดือนตามมาตรฐานบัญชี เพื่อแจกแจงมูลค่า 9,000 ล้านบาท ออกเป็นดังนี้ สินทรัพย์ที่มีตัวตน 6,490-6,500 ล้านบาท, สินทรัพย์ไม่มีตัวตน 1,900 ล้านบาท, สินทรัพย์ทางภาษีฯ 170 ล้านบาท และที่เหลือบันทึกเป็นค่าความนิยม (Goodwill) โดยผลรวมยังคงเท่ากับ 9,000 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่า ‘ไม่มีการด้อยค่า (Impairment) ของสินทรัพย์แต่อย่างใด’ อีกทั้งยังได้แต่งตั้งที่ปรึกษาอิสระ จำนวน 2 รายเพื่อทำการศึกษาในการลงทุนในดีลนี้อย่างรอบครอบ

 

สำหรับตัวเลขผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นว่า คลังน้ำมันเพชรบุรีสามารถสร้างรายได้ตามเป้าหมายที่ 900 ล้านบาทต่อปี มีอัตราผลตอบแทน (IRR) อยู่ในช่วง 8-9% และสามารถสร้างกระแสเงินสดสุทธิกลับเข้าบริษัทได้สูงถึงปีละ 700-800 ล้านบาท โดยในอนาคต BCPG ตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนกำไรจากกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ให้ก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับ 50:50 เมื่อเทียบกับธุรกิจโรงไฟฟ้า นอกจากนี้ คลังเพชรบุรียังมีพื้นที่เหลือสำหรับการขยายตัว และมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นฮับ (Hub) สำหรับทำ Trading เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Upside) ในอนาคตได้อีกด้วย

 

ในช่วงท้าย ชัยวัฒน์ยืนยันความโปร่งใสว่า ตลอด 14 ปีที่ตนนั่งเป็นกรรมการและผู้บริหารบางจากฯ บริษัทที่ปรึกษาเดิมของตนไม่เคยรับงานใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กลุ่มบริษัทบางจากเลย กลุ่มบริษัทบางจากและ BCPG ย้ำว่า ธุรกรรมทั้งหมดผ่านขั้นตอนบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล การตัดสินใจทุกอย่างทำด้วยเหตุผลและเพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงขององค์กร

The post กลุ่มบริษัทบางจาก ชี้แจงดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้านบาท ย้ำลงทุนโปร่งใส-คุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสพอร์ตลงทุนสู้ศึกยุค AI และโลกแบ่งขั้ว แนะจับตาหุ้นกลุ่ม ‘HALO’ โครงสร้างพื้นฐานที่ AI แย่งงานไม่ได้ https://thestandard.co/ai-geopolitical-investment-halo/ Thu, 28 May 2026 08:24:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1211954 ภาพประกอบแนวคิด AI และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมข้อความ '2 เรื่องใหญ่ AI - โลกแบ่งขั้ว จุดเปลี่ยนการลงทุนโลก'

ภูมิทัศน์การลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำค […]

The post ถอดรหัสพอร์ตลงทุนสู้ศึกยุค AI และโลกแบ่งขั้ว แนะจับตาหุ้นกลุ่ม ‘HALO’ โครงสร้างพื้นฐานที่ AI แย่งงานไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด AI และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมข้อความ '2 เรื่องใหญ่ AI - โลกแบ่งขั้ว จุดเปลี่ยนการลงทุนโลก'

ภูมิทัศน์การลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อกระแสของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โคจรมาพบกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น นักลงทุนควรปรับพอร์ตรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร

 

 
 

เกษรี อายุตตะกะ, CFP SVP, Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth โดยชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของตลาดทุนที่กำลังก้าวข้ามจากยุคของ สินทรัพย์เบา ไปสู่ สินทรัพย์หนักที่ AI ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้

 

เกษรี ระบุต่อว่า ตลาดทุนโลกในปัจจุบันกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย 2 ปัจจัยเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ (Mega Forces) ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่

 

  • การเติบโตของเทคโนโลยี AI
  • การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Fragmentation)

 

ปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนผ่านความสนใจของนักลงทุน จากเดิมที่เคยให้มูลค่าสูงกับอุตสาหกรรม ซอฟต์แวร์และบริการดิจิทัล หรือ สินทรัพย์เบา ซึ่งมีอัตราการเติบโตเร็วและกำไรสูง ไปสู่อุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานเชิงกายภาพ (Physical Infrastructure) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจ

 

หมดยุคทองของ ‘ซอฟต์แวร์’ สู่การผงาดของกลุ่ม ‘HALO’

 

ในอดีต หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์เคยเป็นที่นิยมอย่างมาก แต่เมื่อ AI เข้ามา โมเดลธุรกิจเดิมเริ่มเผชิญกับความเสี่ยง เนื่องจากนักลงทุนมองว่าเทคโนโลยี AI สามารถลอกเลียนแบบและเข้ามาทดแทนซอฟต์แวร์เหล่านั้นได้ง่าย

 

ในทางกลับกัน การที่ AI จะขยายตัวได้นั้น จำเป็นต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานเชิงกายภาพแบบใหม่จำนวนมหาศาล เช่น เหมืองแร่ โครงข่ายไฟฟ้า และระบบทำความเย็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนได้ในเวลาอันรวดเร็ว

 

ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่า การก่อสร้าง AI Data Center ขาดกำลังผลิตไฟฟ้า 1 กิกะวัตต์ ต้องใช้เงินลงทุนสูงถึงประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมทั้งต้นทุนที่ดิน โครงข่ายสายส่ง และระบบทำความเย็นขนาดใหญ่ ขณะที่กลุ่ม Hyperscaler ในสหรัฐฯ มีแผนจะลงทุนสูงถึงเกือบ 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 ส่งผลให้ความต้องการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับศูนย์ข้อมูลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังบีบให้ประเทศต่างๆ หันมามุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) และย้ายฐานการผลิตโครงสร้างพื้นฐานกลับสู่ประเทศตนเอง (Reshoring) รวมถึงเพิ่มงบประมาณด้านพลังงานและกลาโหม

 

การบรรจบกันของ 2 ปัจจัยนี้ ทำให้เกิด ภาวะคอขวดของเศรษฐกิจ(Economic Bottleneck) ที่มีความต้องการสูงมากแต่ซัพพลายตามไม่ทัน ประกอบกับอุตสาหกรรมเหล่านี้มีกำแพงการเข้าถึง (Barrier to Entry) สูง และต้องใช้เวลาก่อสร้างนาน ตลาดทุนจึงเริ่มหันมาให้มูลค่าส่วนเพิ่ม (Premium) กับธุรกิจกลุ่มที่ครอบครองสินทรัพย์ที่เป็นคอขวดเหล่านี้ ซึ่งในทางอักษรย่อทางการเงินเรียกว่ากลุ่ม HALO (Heavy Asset, Low Obsolescence) หรือกลุ่มสินทรัพย์หนักที่มีความเสี่ยงล้าสมัยต่ำนั่นเอง

 

ส่องกลุ่ม ‘ผู้ชนะ – ผู้แพ้’ ในภูมิทัศน์ใหม่

 

เกษรีได้แบ่งกลุ่มสินทรัพย์ที่จะได้รับผลกระทบออกเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจน ดังนี้

 

  • กลุ่มที่ได้รับส่วนเพิ่มมูลค่า (Premium): คือกลุ่มสินทรัพย์ที่จับต้องได้ มีความยืดหยุ่นสูง ถูกดิสรัปต์ (Disrupt) ได้ต่ำ เช่น โครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า ผู้ผลิตหม้อแปลง/สายส่งพลังงาน, ระบบทำความเย็นขั้นสูงใน Data Center, ผู้ครอบครองที่ดินศักยภาพ, โรงไฟฟ้า, ท่อส่งก๊าซ, ผู้ผลิตเครื่องจักรกล รวมถึงแร่ธาตุสำคัญอย่าง ทองแดง ที่ต้องใช้วางระบบสายไฟ และ ยูเรเนียม สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตลอดจนกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ยุทธศาสตร์ความมั่นคง และอาวุธยุทโธปกรณ์
  • กลุ่มที่เสียมูลค่า (Penalty): คือกลุ่มธุรกิจที่ลอกเลียนหรือทดแทนได้ง่าย เช่น ซอฟต์แวร์ดั้งเดิม, หุ้นเติบโตที่ราคาตึงตัวแต่ไม่สามารถสร้างกำไรได้ตามคาด, ธุรกิจสินทรัพย์เบาที่กระแสเงินสดไม่ชัดเจน รวมถึงกลุ่มที่มีหนี้สูงและขาดอำนาจในการตั้งราคา ซึ่งในปัจจุบันพบว่ากลุ่มพลังงาน (Energy) และสาธารณูปโภค (Utility) สามารถทำผลงานได้เหนือกว่าดัชนี MSCI Country World Index อย่างเห็นได้ชัด

 

เจาะลึกคำแนะนำจัดพอร์ตสไตล์ SCB CIO ใช้ Barbell Strategy

 

สำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นเทคโนโลยีหรือ AI และได้กำไรมาค่อนข้างมาก คุณเกษรีแนะนำว่า AI ยังคงเป็น ธีมระยะยาว ที่สามารถลงทุนต่อได้ แต่ไม่ควรลงทุนกระจุกตัว (Concentrate) อยู่แค่กลุ่มชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์เพียงอย่างเดียว ควรจัดพอร์ตในลักษณะ Barbell Strategy ดังนี้

 

  • หุ้นต่างประเทศ (Equities): จับคู่การลงทุนระหว่าง กลุ่มเทคโนโลยี/ฮาร์ดแวร์ AI ที่เติบโตสูง ควบคู่ไปกับ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน/HALO เช่น Energy และ Materials ที่มีความทนทานต่อสภาวะดอกเบี้ยและเงินเฟ้อสูง มีอำนาจในการตั้งราคาและทดแทนได้ยาก
  • ภูมิภาคที่น่าสนใจ: ให้น้ำหนักเชิงบวกกับ ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย(Emerging Asia) โดยเฉพาะเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งเป็นแกนหลักของห่วงโซ่อุปทานฮาร์ดแวร์โลก และมีการคาดการณ์กำไร (EPS Growth) ในอีก 12 เดือนข้างหน้าเติบโตสูงกว่า 100%
  • ภูมิภาคที่ควรระวัง: มีมุมมอง “เป็นกลาง” สำหรับตลาดหุ้นยุโรป เนื่องจากมีความเปราะบางจากวิกฤตพลังงานนำเข้า

 

  • ตราสารหนี้ (Fixed Income): แนะนำให้ หลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการขาดดุลการคลัง ทำให้เรียกร้องส่วนชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น ควรเน้นลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้ ระยะสั้น ของสหรัฐอเมริกาแทน

 

  • สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities): ควรมี ทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองแดง น้ำมัน ติดพอร์ตไว้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedge) จากภาวะเงินเฟ้อและเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงวิกฤตสงคราม โดยเฉพาะแร่ธาตุอุตสาหกรรมที่ยังคงได้รับอานิสงส์มหาศาลจากความต้องการในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI

 

โดยสรุป ในยุคที่ AI โตระเบิดท่ามกลางโลกที่แบ่งขั้ว การกระจายการลงทุนอย่างมีกลยุทธ์ จากแค่ชิปไปสู่โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จากสหรัฐฯ ขยายมายังภูมิภาคเอเชีย พร้อมทั้งปกป้องพอร์ตด้วยตราสารหนี้ระยะสั้นและทองคำ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้พอร์ตการลงทุนเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

ภาพ: OMG_Studio, Phonlamai Photo/ Shutterstock

The post ถอดรหัสพอร์ตลงทุนสู้ศึกยุค AI และโลกแบ่งขั้ว แนะจับตาหุ้นกลุ่ม ‘HALO’ โครงสร้างพื้นฐานที่ AI แย่งงานไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจอสังหาไทยเจอวิกฤตสภาพคล่อง? จับตาคลื่นผิดนัดชำระ เหตุกระแสเงินสดไม่พอจ่ายหนี้จะครบกำหนดใน 1 ปี https://thestandard.co/thai-property-liquidity-crisis-debt/ Thu, 28 May 2026 02:08:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1211704 ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ยอดผิดนัดชำระหุ้นกู้เฉียด 8 พันล้านบาทของบริษัทอสังหาริ […]

The post ธุรกิจอสังหาไทยเจอวิกฤตสภาพคล่อง? จับตาคลื่นผิดนัดชำระ เหตุกระแสเงินสดไม่พอจ่ายหนี้จะครบกำหนดใน 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ยอดผิดนัดชำระหุ้นกู้เฉียด 8 พันล้านบาทของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงต้นปีนี้อาจเป็นแค่ ‘ยอดภูเขาน้ำแข็ง’ เท่านั้น เนื่องจากธุรกิจอสังหาฯ ไทยกำลังเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องหนัก หลังยอดโอนฯ จ่อติดลบเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ท่ามกลางภาวะหนี้สูง โดยอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (DSCR) ของบริษัทอสังหาฯ ไทยราว 60 แห่งในไตรมาส 1 ของปีนี้อยู่ที่ประมาณ 0.30 เท่านั้น สะท้อนว่า กระแสเงินสดมีน้อยกว่าภาระหนี้ ที่จะครบกำหนดภายใน 1 ปี จับตาครึ่งหลังปี 2569 จ่อท้าทายหนัก เหตุพิษตะวันออกกลางจ่อลามกำลังซื้อและดันต้นทุนพุ่ง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

บริษัทอสังหาฯ ไทยผิดนัดชำระหุ้นกู้เฉียด 8 พันล้านบาทแล้วในปีนี้

 

ตามข้อมูลจากสมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 มีบริษัทในภาคอสังหาฯ ผิดนัดชำระหนี้ (Default) หุ้นกู้ไปแล้ว 3 บริษัท รวมมูลค่าหุ้นกู้กว่า 7,756 ล้านบาท ดังนี้

 

  • บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ A ผิดนัดชำระหุ้นกู้จำนวน 6 รุ่น รวมมูลค่า 3,102 ล้านบาท และปรับโครงสร้าง (Restructure) 14 รุ่น 4,625 ล้านบาท
  • บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND ผิดนัดชำระหุ้นกู้จำนวน 6 รุ่น มูลค่า 2,807 ล้านบาท
  • บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF ผิดนัดชำระหุ้นกู้จำนวน 5 รุ่น รวมกว่า 1,847 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) เปิดเผยว่า ได้ชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ครบทั้ง 10 รุ่นที่ครบกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569 แล้ว พร้อมเดินหน้าแผนขายสินทรัพย์ ทั้งตึกสีลมและที่ดินริมแม่น้ำ เพื่อเร่งจ่ายเงินเดือนพนักงานให้ครบ ปรับลดขนาดองค์กรในครึ่งปีหลัง และปรับกลยุทธ์ใหม่กระตุ้นยอดขาย สร้างบ้านมาตรฐานใหม่ และศูนย์สุขภาพใกล้บ้าน

 

กระนั้น แนวโน้มระยะข้างหน้ายังต้องระวัง เนื่องจากโดยตามข้อมูลจาก ThaiBMA ระบุว่า ในไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 4 ของปี 2569 นี้ กลุ่มอสังหาฯ ยังมีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดอีกกว่า 1.21 แสนล้านบาท ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง

 

เปิดสาเหตุ ทำไมบริษัทอสังหาฯ ไทยเผชิญ ‘ปัญหาสภาพคล่อง’

 

  • ยอดขายชะลอตัว สต็อกบ้านคงค้างสูง กำลังซื้ออ่อนแอ

 

สรพงษ์ จักรธีรังกูร ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า หนึ่งในสาเหตุบริษัทอสังหาฯ ไทยเผชิญปัญหาสภาพคล่องมาจากอุปสงค์ที่ลดลง สะท้อนจากยอดขายที่ลดลง 3 ปีติดต่อกัน

 

“ถ้าดูตัวเลขปีก่อน เฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ดีมานด์หายไปครึ่งหนึ่งจากปี 2565 ซึ่งแต่ละบริษัทไม่ได้คาดการณ์ว่าตัวเลขจะหายไปเยอะขนาดนี้ภายใน 3 ปี” สรพงษ์กล่าว

 

ย้อนไปในปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงหลังโควิด-19 อุปสงค์บ้านใหม่เพิ่มขึ้นมาก ทำให้ผู้ประกอบการคาดหวังโมเมนตัมเชิงบวกต่อเนื่องในปี 2566 – 2567 แต่ด้วยหลายปัจจัย เช่น เศรษฐกิจที่ชะลอลง สงครามและภาษีการค้า รวมทั้งเหตุการณ์แผ่นดิน ทำให้อุปสงค์ลดลง ทำให้โครงการหลายแห่งยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

 

ก่อนหน้านี้อุปสงค์บ้านใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 1 แสนหน่วยต่อปี ส่วนอุปทานซึ่งรวมโครงการที่ยังสร้างไม่เสร็จ อยู่ที่เกือบ 2 แสนหน่วยต่อปี แต่ปัจจุบันอุปสงค์ลดลงมาเหลือเพียง 5 หมื่นหน่วยต่อปี ขณะที่อุปทานลดลงเพียงเล็กน้อย

 

  • บางบริษัทมีปัญหาจากการบริหารเงินทุน

 

สรพงษ์ กล่าวว่า อีกปัญหาที่สำคัญคือ ปัญหาจากการบริหารเงินทุนและสภาพคล่องของบางบริษัท โดยเฉพาะบริษัทที่ออกหุ้นกู้ระยะสั้น 1-2 ปี เพื่อมาพัฒนาโครงการ 2-3 ปี จนประสบปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ เพราะไม่สามารถออกหุ้นกู้ชุดใหม่มาทดแทนชุดเก่า (Rollover) ได้สำเร็จ

 

“ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ หรือค้างจ่ายเงินเดือนพนักงาน โดยสรุปมาจาก 2 ส่วนคือ อุปสงค์และอุปทานที่ไม่สอดคล้องกัน และการบริหารเงินแบบเสี่ยงมากขึ้น” สรพงษ์กล่าว

 

  • ภาระหนี้สินสูง กระแสเงินสดไม่พอจ่ายหนี้จ่อครบกำหนดใน 1 ปี

 

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch)

 

เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากข้อมูลบริษัทอสังหาฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ประมาณ 60 แห่งชี้ให้เห็นว่า ผู้พัฒนาโครงการกำลังเผชิญโจทย์ด้านสภาพคล่องและแนวโน้มการระดมทุนที่ยากขึ้น โดยความตึงตัวทางการเงินของผู้พัฒนาอสังหาฯ นี้สะท้อนผ่านอัตราส่วนทางการเงิน อ่อนแอลงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

 

โดยเฉพาะอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) ซึ่งอยู่ในระดับสูงประมาณ 1.3-1.4 เท่า ขณะที่อัตราส่วนความสามารถในการชำระภาระผูกพัน (Debt Service Coverage Ratio: DSCR) อยู่ที่ประมาณ 0.30 เท่า ซึ่งสะท้อนว่า กระแสเงินสดจากการดำเนินงานน้อยกว่าภาระหนี้ที่จะครบกำหนดภายใน 1 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการที่มีสต็อกคงค้างสูงและพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอกเป็นหลัก

 

แรงกดดันดังกล่าวเริ่มส่งผ่านไปยังความเสี่ยงด้านเครดิต โดยเห็นสัญญาณการปรับลดอันดับเครดิตในกลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยนับจากต้นปี 2569 จนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม TRIS Rating ได้ปรับลดอันดับเครดิต (Downgrade) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ไปแล้ว 6 แห่ง

 

ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 1

 

  • ระดมทุนใหม่ยากขึ้น เหตุนักลงทุนระมัดระวัง

 

ดร.กาญจนา กล่าวต่อว่า เริ่มเห็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า บริษัทอสังหาฯ ระดมทุนในตลาดหุ้นกู้ได้ยากขึ้น ตัวอย่างเช่น ยอดการเสนอขายหุ้นกู้เทียบกับยอดที่ระดมทุนได้จริง (Success Rate) ในกลุ่มอสังหาฯ ที่เหลือประมาณ 80% สะท้อนว่า มีบางรายไม่สามารถระดมทุนได้เต็มจำนวนตามที่ต้องการ

 

โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากนักลงทุนมีความกังวลและระมัดระวังมากขึ้น หลังจากมีข่าวบริษัทอสังหาฯ บางรายผิดนัดชำระหนี้หรือขอปรับโครงสร้าง ทำให้บางบริษัทไม่สามารถออกหุ้นกู้ได้ตามเป้าหมาย

 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการสามารถออกหุ้นกู้ระยะยาวได้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และต้องหันมาออกตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น Commercial Paper มากขึ้น

 

โดยปริมาณการออกตราสารหนี้ระยะยาวช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 ลดลง -27.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่วนทางกับยอดออกตราสารหนี้ระยะสั้น 4 เดือนแรกปี 2569 ที่เพิ่มขึ้น 25.52%

 

ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2

 

ส่องการผิดนัดชำระหนี้แบงก์: บริษัทอสังหาฯ เจอปัญหาระดมสินเชื่อด้วย

 

ดร.กาญจนา กล่าวต่อว่า ในทำนองเดียวกัน การระดมทุนผ่านสินเชื่อธนาคารก็มีความท้าทาย เห็นได้จากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย (Pre-Financing) ของผู้ประกอบการอสังหาฯ ในระบบธนาคารพาณิชย์กลับมาหดตัวลง -6.5% YoY ในไตรมาส 1/2569 โดยเป็นการลดลงทั้งในส่วนที่อยู่อาศัยแนวราบและคอนโด (-7.9% YoY และ -4.0% YoY ตามลำดับ) ท่ามกลางสัญญาณระมัดระวังทั้งในฝั่งสถาบันการเงินและผู้ประกอบการสอดคล้องกับแนวโน้มการชะลอการเปิดโครงการใหม่ เน้นระบายสต็อกและรักษาสภาพคล่องมากกว่าการขยายการลงทุน

 

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ภาพดังกล่าวมีโอกาสลากยาวเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี คาดว่า สินเชื่อ Pre-Financing เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยของระบบแบงก์มีแนวโน้มหดตัวลงประมาณ -3.0% ถึง -2.0% ในปี 2569 เทียบกับที่ขยายตัว 2.2% ในปี 2568

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ผู้ประกอบการอสังหาฯ พึ่งพาแหล่งเงินทุนจากสินเชื่อธนาคาร (Pre-Financing) อยู่ที่ประมาณ 60% ขณะที่การหาแหล่งเงินทุนจากการออกหุ้นกู้อยู่ที่ประมาณ 40% เท่านั้น

 

เมื่อมาพิจารณาในฝั่งคุณภาพสินเชื่อ ดร.กาญจนา เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ หนี้กลุ่ม Stage 2 ที่ผิดนัดชำระ 1-3 เดือน เพิ่มสูงขึ้นเป็น 8.66% ในไตรมาส 1 ปีนี้จาก 8.61% ในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ขณะที่หนี้เสีย (NPL) ที่ผิดนัดชำระเกิน 90 วันขยับขึ้นมาทะลุระดับ 4% ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว อยู่ที่ 4.32% ในไตรมาส 4 ของปี 2568 และยังคงทรงตัวในระดับสูงที่ 4.20% ในไตรมาส 1 ของปีนี้

 

สำหรับในระยะต่อไป ดร.กาญจนามองว่า แนวโน้มคุณภาพหนี้ (Quality) จะยังเป็นประเด็นสำคัญที่สถาบันการเงินต้องระมัดระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันยังคงมีความเปราะบางสูง

 

ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 3

 

เตือน! แนวโน้มช่วงที่เหลือของปีนี้ ‘ท้าทายขึ้น’

 

ดร.กาญจนา กล่าวว่า สถานการณ์ในภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่เหลือของปี (ไตรมาสที่ 2-4) น่าจะมีความท้าทายเพิ่มขึ้นค่อนข้างเยอะ เมื่อเทียบกับตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ที่ออกมาค่อนข้างดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะเมื่อรวมกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่อาจทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจอ่อนแอลง กดดันให้กำลังซื้อของผู้บริโภค และเพิ่มภาระต้นทุนในการดำเนินงานให้กับผู้ประกอบการ

 

สอดคล้องกับ ดร.ณรงค์พล ประภานิรินธน์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานการตลาด รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 312,814 หน่วย ลดลง 1.1% และมีมูลค่าประมาณ 845,235 ล้านบาทลดลง 2.3% (ในกรณีฐาน) ซึ่งนับเป็นการหดตัวเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน

 

ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 4

 

โดยณรงค์พล ยังมองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคาดว่า จะทำให้ราคาบ้านใหม่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกส่งผ่านไปยังราคาบ้าน โดยคาดการณ์ว่าราคาบ้านในอนาคตจะปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10%

 

“แม้ในไตรมาส 1 ปี 2569 ดัชนีราคาก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.2% เนื่องจากยังไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานอย่างเต็มที่ แต่คาดว่าผลกระทบที่แท้จริงจะเริ่มเห็นชัดเจนในไตรมาสที่ 2 โดยคาดว่าจะดัชนีราคาก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นเป็น 10% โดยต้นทุนที่สูงขึ้นประกอบกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงเกือบ 3% จะกระทบต่อความสามารถในการกู้เงินและการตัดสินใจซื้อของประชาชนด้วย” ดร.ณรงค์พลกล่าว

 

ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 5

 

KSecurities หวั่นลุกลามอุตสาหกรรมอื่น แต่อาจไม่ลุกลามถึงขั้นวิกฤต

 

สรพงษ์กล่าวต่อว่า แม้หลายบริษัทจะประสบปัญหายอดขายชะลอตัวหนัก แต่ก็ยังมีบางบริษัทขนาดใหญ่ที่ยังประคองยอดขายไว้ได้ เช่น บมจ.เอพี (ประเทศไทย) หรือ บมจ.แสนสิริ

 

ส่วนหลายบริษัทที่ยอดขายชะลอลงก็เริ่มหยุดพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในหลายทำเล รวมทั้งชะลอการซื้อที่ดิน เพื่อรักษาสภาพคล่อง

 

“แต่ถ้าจะบอกว่าปัญหาไม่ลุกลามออกไปนอกอุตสาหกรรมเลย ก็คงจะมองโลกแง่ดีเกินไป เพราะอสังหาฯ มี Multiplier Effect สูง และมี Supply Chain กว้าง ทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีมาก”

 

อย่างไรก็ตาม สรพงษ์เชื่อว่าปัญหาจะไม่ลุกลามไปถึงขั้นวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมาตลอด ทั้งนี้ การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอสังหาฯ จะเกิดขึ้นได้เมื่ออุปสงค์ฟื้นตัว เพราะการลดอุปทานทำได้ไม่เร็วนัก

 

สำหรับนักลงทุนไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้นหรือหุ้นกู้ของกลุ่มอสังหาฯ​ สรพงษ์กล่าวว่า ต้องระมัดระวังบริษัทที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) สูง โดยเฉพาะบริษัทที่มี D/E สูงเกิน 1 เท่าไปมาก สวนทางกับยอดขายที่ลดลงต่อเนื่อง

The post ธุรกิจอสังหาไทยเจอวิกฤตสภาพคล่อง? จับตาคลื่นผิดนัดชำระ เหตุกระแสเงินสดไม่พอจ่ายหนี้จะครบกำหนดใน 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC เผยมูลค่าตลาด T-Pop จ่อแตะ 1.1 หมื่นล้านบาท ชูพลัง ‘Superfan’ และโมเดลความร่วมมือรัฐ-เอกชน ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ https://thestandard.co/scb-eic-tpop-superfan-economy/ Tue, 26 May 2026 13:42:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1211283 ภาพกราฟิกแสดงการเติบโตของตลาด T-Pop และมูลค่าที่คาดว่าจะสูงถึง 1.1 หมื่นล้านบาท

T-Pop ยุคใหม่ โตได้ไกลกว่าแค่ในประเทศ   กระแส T-Po […]

The post SCB EIC เผยมูลค่าตลาด T-Pop จ่อแตะ 1.1 หมื่นล้านบาท ชูพลัง ‘Superfan’ และโมเดลความร่วมมือรัฐ-เอกชน ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการเติบโตของตลาด T-Pop และมูลค่าที่คาดว่าจะสูงถึง 1.1 หมื่นล้านบาท

T-Pop ยุคใหม่ โตได้ไกลกว่าแค่ในประเทศ

 

กระแส T-Pop ที่กำลังมาแรงช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมเพลงของไทยเติบโตสอดคล้องตามเทรนด์โลก

 

 
 

ในช่วงปี 2016-2019 มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมเพลงของไทยเติบโตเฉลี่ย 16% CAGR จากเทรนด์การฟังเพลงผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และการเข้าชมคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรี

 

โดยมูลค่าตลาดดนตรีสดมีสัดส่วนเฉลี่ยราว 50% ของมูลค่าตลาดเพลงของไทย อย่างไรก็ดี แม้รายได้รวมของอุตสาหกรรมเพลงไทยจะได้รับผลกระทบจากมาตรการ

 

เว้นระยะห่างทางสังคมในช่วงโควิด-19 แต่ด้วยกระแสความนิยม T-Pop ที่เพิ่มสูงขึ้นจากการโพรโมตต่อเนื่องผ่านทางโซเชียลมีเดียจึงทำให้อุตสาหกรรมเพลงไทยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว กลับมาอยู่ในระดับก่อนโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2022 และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

 

โดย SCB EIC คาดว่า รายได้รวมของผู้ประกอบการธุรกิจ T-Pop จะอยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท ในปี 2026 และขยายตัวสู่ระดับ 1.3 หมื่นล้านบาท ในปี 2029 หรือราว 5.8% CAGR ซึ่งชะลอตัวลงจากช่วงก่อนโควิด-19 จากฐานมูลค่าตลาดที่อยู่ในระดับสูง แต่ยังคงสอดคล้องกับทิศทางการขยายตัวของตลาดโลก

 

ในภาพรวมแนวโน้มความนิยม T-Pop ที่เพิ่มขึ้นในไทยและเริ่มขยายสู่ต่างประเทศ

 

มีแรงหนุนจากการเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัล กระแสโซเชียลมีเดีย คุณภาพผลงานเพลง และการต่อยอดจากซีรีส์วายไทย

 

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เพลง T-Pop ยังคงมาแรงต่อเนื่องในไทยและกำลังขยายตลาดในต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ศิลปินไทยได้รับโอกาสเข้าร่วมแสดงในเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Coachella และ Summer Sonic อีกทั้งยังดึงดูดผู้เล่นระดับโลกหลายรายให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเพลงไทย

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้เพลง T-Pop ขยายความนิยมไปในวงกว้าง ได้แก่

 

  • การเพิ่มขึ้นของผู้ใช้งาน Music streaming ที่ช่วยให้ผู้ฟังทั่วโลกเข้าถึงเพลงไทยได้ง่ายขึ้น
  • กระแส Viral บนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเร่งให้เพลงไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างรวดเร็ว
  • คุณภาพผลงานเพลงที่ยกระดับสู่สากล ทั้งการผลิตผลงานเพลงภาพลักษณ์ศิลปิน และการนำเสนอผลงานที่ตอบโจทย์ผู้ฟังยุคใหม่
  • ความนิยมของซีรีส์วายไทย ช่วยส่งต่อความนิยมจากเพลงประกอบซีรีส์สู่ผลงานเพลงอื่นของศิลปิน

 

กลุ่มแฟนคลับที่พร้อมสนับสนุนศิลปินอย่างเต็มที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมเพลงไทยเติบโต และยังขยายโอกาสให้ธุรกิจอื่นเติบโตตามไปด้วย

 

แม้ T-Pop จะสามารถเข้าถึงฐานผู้ฟังที่กว้างขึ้นผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่ยังเผชิญข้อจำกัดของรายได้ต่อยอดการฟังที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้อุตสาหกรรมเพลงหันมาให้ความสำคัญกับกลุ่ม Superfan ซึ่งมีกำลังซื้อสูงและพร้อมสนับสนุนศิลปินอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง ยังต่อยอดขยายการเติบโตไปสู่ธุรกิจอื่นด้วย ได้แก่

 

  • ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคอนเสิร์ตและอีเวนต์ ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจจัดงาน สถานที่ ระบบแสงสีเสียง แพลตฟอร์มจำหน่ายบัตร และสินค้าที่ระลึก ซึ่งขยายตัวตามจำนวนงานคอนเสิร์ตและอีเวนต์ที่เพิ่มขึ้น โดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดธุรกิจ MICE ของไทยในปี 2026 จะเติบโต9.8%YoY

 

  • ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ Fandom marketing และกิจกรรมแฟนคลับ อาทิ การดึงศิลปินมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ธุรกิจสื่อและโฆษณาที่รองรับทั้งการตลาดของแบรนด์และการเป็นสื่อกลางที่แฟนคลับใช้สนับสนุนศิลปิน รวมถึงธุรกิจ Food truck จากวัฒนธรรมส่ง Food support เป็นกำลังใจศิลปินและทีมงานตามงานต่างๆ

 

  • ธุรกิจอื่นที่ได้อานิสงส์จากการเดินทางเข้าร่วมงานของแฟนคลับ ทั้งคอนเสิร์ตเทศกาลดนตรี และกิจกรรมอีเวนต์ของศิลปิน อาทิ ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยว สายการบิน ไปจนถึงระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงกลุ่มค้าปลีกและศูนย์การค้าที่เป็นพื้นที่จัดกิจกรรม

 

ในระยะข้างหน้า T-Pop มีแนวโน้มขยายไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น แต่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรง การขาดแคลนบุคลากรเบื้องหลังที่มีประสบการณ์ด้านการจัดการในระดับสากล รวมถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเพลงของไทย

 

การเติบโตของ T-Pop ที่มีแนวโน้มขยายสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะอาเซียน และเอเชียตะวันออก ตามทิศทางของผู้ประกอบการที่เริ่มผลักดันศิลปินในค่ายสู่เวทีต่างประเทศ และสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้เล่นต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการรักษาฐานแฟนเพลงในประเทศ อย่างไรก็ดี การเติบโตดังกล่าวยังเผชิญความท้าทายหลายประการ อาทิ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากกลุ่มศิลปินไทยที่เปิดตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและศิลปินต่างชาติที่เข้ามาในตลาด ความต้องการบุคลากรเบื้องหลังที่มีทักษะการจัดการด้านดนตรีและวางแผนการตลาดระดับสากล ตลอดจนข้อจำกัดด้านแหล่งเงินทุนและการเชื่อมโยงของระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ยังต้องอาศัยกลไกการสนับสนุนจากภาครัฐ

 

อย่างไรก็ดี การพิจารณานโยบายสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐ มีส่วนช่วยให้ T-Pop ก้าวสู่ตลาดโลกได้เร็วยิ่งขึ้น แม้ปัจจุบันภาครัฐได้สนับสนุนอุตสาหกรรมเพลงผ่านนโยบาย Soft power ทั้งการสร้างและพัฒนาทักษะบุคลากรผ่านหลักสูตรอบรม

 

และการผลักดันศิลปินไทยสู่ตลาดต่างประเทศ แต่ในระยะต่อไปหากภาครัฐพิจารณานโยบายสนับสนุนเพิ่มเติมอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เพลง T-Pop ไปสู่ตลาดโลกได้เร็วยิ่งขึ้น ได้แก่

 

  • การกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจน จะช่วยให้ค่ายเพลงสามารถวางกลยุทธ์ระยะยาวให้สอดคล้องกับทิศทางของประเทศ
  • มาตรการสนับสนุนด้านการเงิน อาทิ การพัฒนากลไกการเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับค่ายเพลงขนาดกลาง ขนาดเล็ก และศิลปินอิสระ รวมถึงการใช้มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนสำหรับค่ายเพลงขนาดใหญ่
  • การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตบุคลากรเบื้องหลัง, การผลิตศิลปิน, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดนตรี รวมถึงพื้นที่แสดงผลงานที่เป็นมาตรฐานสากล
  • การยกระดับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อปกป้องผลประโยชน์และสร้างรายได้ให้อุตสาหกรรม T-Pop ได้ต่อเนื่องในระยะยาว

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่

In focus / T-Pop ยุคใหม่ โตได้ไกลกว่าแค่ในประเทศ | SCBEIC In focus / T-Pop ยุคใหม่ โตได้ไกลกว่าแค่ในประเทศ | SCBEIC
26 พ.ค. 2569 | 13:21

 

The post SCB EIC เผยมูลค่าตลาด T-Pop จ่อแตะ 1.1 หมื่นล้านบาท ชูพลัง ‘Superfan’ และโมเดลความร่วมมือรัฐ-เอกชน ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ทำสถิติใหม่อีกครั้ง หลังพุ่ง 90% ภายใน 5 เดือน นักวิเคราะห์ชี้ P/E ยังอยู่ 8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปี หลังถูกปรับกำไรเพิ่ม 109% https://thestandard.co/south-korea-stock-market-record/ Tue, 26 May 2026 11:06:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1211230 ภาพหน้าจอแสดงดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ KOSPI

ดัชนี KOSPI ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งทะลุ 8,100 จุด ทำสถ […]

The post ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ทำสถิติใหม่อีกครั้ง หลังพุ่ง 90% ภายใน 5 เดือน นักวิเคราะห์ชี้ P/E ยังอยู่ 8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปี หลังถูกปรับกำไรเพิ่ม 109% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหน้าจอแสดงดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ KOSPI

ดัชนี KOSPI ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งทะลุ 8,100 จุด ทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง ตั้งแต่ต้นปี 2026 พุ่งขึ้นกว่า 90% แต่นักวิเคราะห์ชี้ราคายังไม่แพงเท่ากับหุ้นไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน และไทย ที่ดัชนีเพิ่มขึ้นน้อยกว่า

 

 
 

ตลอดช่วงเวลาเกือบ 5 เดือนที่ผ่านมา (ณ วันที่ 26 พฤษภาคม) ดัชนี KOSPI ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่ (All time high) ต่อเนื่อง ล่าสุดพุ่งแตะ 8,131 จุด

 

ขณะที่ดัชนี Taiwan Weighted ของไต้หวันเพิ่มขึ้นราว 45% ทำสถิติสูงสุดที่ 44,097 จุด ส่วนดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นราว 30% ทำสถิติสูงสุดที่ 65,408 จุด

 

“แม้หุ้นเกาหลีใต้จะพุ่งขึ้นกว่า 90% แต่ดูเหมือนจะยังไม่แพงเท่ากับตลาดหุ้นในหลายๆ ประเทศ อย่างจีน เวียดนาม หรือไทย” ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าว

 

ณัฐชาตกล่าวต่อว่า การพุ่งขึ้นของหุ้นเกาหลีใต้ นอกจากการเก็งกำไรบนธีม AI ยังถูกขับเคลื่อนจากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรอย่างมีนัยสำคัญ โดยแนวโน้มกำไรของ KOSPI ถูกปรับเพิ่มขึ้น 109% ในปีนี้

 

“ฉะนั้นเมื่อเราพล็อตภาพ P/E ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้วันนี้ จะต่ำกว่าช่วงต้นปี เพราะกำไรขยับขึ้นมาแรงกว่า” ณัฐชาตกล่าว

 

ปัจจุบันตลาดหุ้นเกาหลีใต้มี P/E 8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีที่ -1.5SD

 

หุ้นจีน P/E 11 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย +0.5SD

 

หุ้นญี่ปุ่น P/E 23 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย +1.3SD

 

หุ้นเวียดนาม P/E 15.7 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย +1.4SD

 

หุ้นไทย P/E 15.6 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย +1.5SD

 

หุ้นไต้หวัน P/E 19.6 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย +2.5SD

 

ทั้งนี้ หุ้นญี่ปุ่นที่ดัชนีเพิ่มขึ้น 29% ถูกปรับเพิ่มประมาณการกำไร 28% หุ้นไต้หวันเพิ่มขึ้น 45% ถูกปรับเพิ่มกำไร 20% ส่วนหุ้นไทยที่ดัชนีเพิ่มขึ้น 23% ถูกปรับเพิ่มกำไรเพียง 1.6%

 

หากดูจากสถิติเหล่านี้ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ก็ดูจะปรับขึ้นสมเหตุสมผลมากขึ้น และยังมีโอกาสจะปรับขึ้นได้ต่อ เมื่อเทียบกับหุ้นญี่ปุ่นที่เริ่มมีความเสี่ยงด้านนโยบายการเงิน จากการขึ้นดอกเบี้ย หรือหุ้นไต้หวันที่ราคาขึ้นแรงกว่ากำไร

 

หุ้นไต้หวันแซงอินเดียขึ้นอันดับ 5 มูลค่าสูงสุดโลก

 

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า การพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นไต้หวัน ทำให้มูลค่าแซงหน้าหุ้นอินเดียเป็นที่เรียบร้อย โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของหุ้น Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก

 

ข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg ระบุว่า มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของไต้หวันขยับขึ้นแตะระดับ 4.95 ล้านล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่มูลค่าตลาดของอินเดียลดลงมาอยู่ที่ 4.92 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ปัจจุบันตลาดหุ้นไต้หวันมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก เป็นรองเพียงสหรัฐฯ จีนแผ่นดินใหญ่ ญี่ปุ่น และฮ่องกง ส่วนหุ้นเกาหลีใต้ปัจจุบันอยู่ในอันดับ 7 ด้วยมูลค่า 4.54 ล้านดอลลาร์

 

“การเพิ่มขึ้นของมูลค่าตลาดไต้หวัน โดยพื้นฐานแล้วเป็นภาพสะท้อนของการกระจุกตัวอย่างหนักในฮาร์ดแวร์เทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันเป็นศูนย์กลางของวัฏจักรการลงทุนด้าน AI” อี้ผิง เหลียว ผู้จัดการกองทุนจาก Franklin Templeton กล่าว

 

นอกจากนี้ กฎระเบียบใหม่ยังเป็นประโยชน์ต่อ TSMC ด้วยเช่นกัน โดยเมื่อเดือนที่แล้ว หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของไต้หวันได้ขยายเพดานการลงทุนที่กองทุนในประเทศสามารถลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งได้ ภายใต้เกณฑ์ใหม่นี้ กองทุนที่ลงทุนเฉพาะในหุ้นไต้หวันสามารถถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียนใดๆ ที่มีน้ำหนักเกิน 10% ในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน ได้สูงสุดถึง 25% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ เพิ่มขึ้นจากเพดานเดิมที่ 10% ซึ่งในปัจจุบัน มีเพียง TSMC เท่านั้นที่เข้าเกณฑ์นี้

 

ภาพ: NurPhoto / GettyImages

The post ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ทำสถิติใหม่อีกครั้ง หลังพุ่ง 90% ภายใน 5 เดือน นักวิเคราะห์ชี้ P/E ยังอยู่ 8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปี หลังถูกปรับกำไรเพิ่ม 109% appeared first on THE STANDARD.

]]>
พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เคลียร์ดอกเบี้ยหุ้นกู้ 10 รุ่น เร่งขายตึกสีลม-ที่ดินริมเจ้าพระยา 2,150 ล้านบาท เติมสภาพคล่องจ่ายเงินเดือนพนักงาน https://thestandard.co/property-perfect-sell-assets-liquidity/ Tue, 26 May 2026 08:35:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1211126 ภาพประกอบข่าว พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้และแผนขายสินทรัพย์

บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ชำระดอกเบี้ […]

The post พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เคลียร์ดอกเบี้ยหุ้นกู้ 10 รุ่น เร่งขายตึกสีลม-ที่ดินริมเจ้าพระยา 2,150 ล้านบาท เติมสภาพคล่องจ่ายเงินเดือนพนักงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้และแผนขายสินทรัพย์

บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ครบทั้ง 10 รุ่นที่ครบกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมแผนขายสินทรัพย์ทั้งอาคารสำนักงานริมถนนสีลมและที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเร่งจ่ายเงินเดือนพนักงานให้ครบ ควบคู่กับการปรับลดขนาดองค์กรในครึ่งปีหลัง และปรับกลยุทธ์เพิ่มยอดขาย

 

 
 

ศานิต อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัทชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ชุด PF263A ที่ครบกำหนดวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เรียบร้อยแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569 ครบแล้วอีก 9 รุ่น

 

แบ่งเป็นหุ้นกู้ที่ครบกำหนดวันที่ 7-11 พฤษภาคม จำนวน 5 รุ่น ได้แก่ PF264A, PF265B, PF268A, PF25NA และ PF258B และหุ้นกู้ที่ครบกำหนดวันที่ 18-19 พฤษภาคม อีก 4 รุ่น ได้แก่ PF258A, PF265A, PF268B และ PF26NA

 

ขายตึกสีลม 150 ล้านบาท ที่ดินริมเจ้าพระยา 2,000 ล้านบาท

 

ศานิตกล่าวว่า หลังชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้เรียบร้อย แผนต่อไปบริษัทจะเพิ่มสภาพคล่องให้เพียงพอสำหรับการจ่ายเงินเดือนพนักงานครบถ้วน

 

โดยขณะนี้แผนการขายทรัพย์สินมีความคืบหน้า ทั้งข้อตกลงขายอาคารสำนักงาน 6 ชั้นริมถนนสีลม มูลค่า 150 ล้านบาท และการขายที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่ 8 ไร่ ทำเลใกล้ไอคอนสยาม มูลค่า 2,000 ล้านบาท

 

ที่ดินดังกล่าวเป็นของบริษัทร่วมทุนที่เพอร์เฟคถือหุ้น 9% และจะได้รับเงินภายใน 3 เดือน ทั้งนี้ แผนการขายสินทรัพย์บางส่วนล่าช้ากว่ากำหนด จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุน อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่าสถานการณ์เริ่มมีทิศทางชัดเจนขึ้น และคาดว่าจะช่วยให้ธุรกรรมอื่นมีความคืบหน้า

 

ลดพนักงานกว่า 100 คนครึ่งปีหลัง คุมต้นทุน-ค่าใช้จ่าย

 

บริษัทดำเนินมาตรการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้วยการปรับลดขนาดองค์กรให้เล็กลง ลดจำนวนพนักงานกว่า 100 คนในช่วงครึ่งปีหลัง และบริหารทรัพยากรบุคคลให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจในปัจจุบัน

 

ศานิตกล่าวว่า ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมียอดขายลดลงต่ำสุดในรอบ 40 ปี จึงต้องเร่งปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสขายโครงการทั้งบ้านและคอนโดมิเนียม โดยมีแผนปรับกลยุทธ์การสร้างบ้านมาตรฐานใหม่ที่เน้นการรักษาสิ่งแวดล้อมและลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน

 

พร้อมปรับปรุงสโมสรเป็น Health Club ศูนย์สุขภาพดีใกล้บ้านที่รองรับสมาชิกทุกวัยในครอบครัว ตลอดจนนำระบบ AI เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

The post พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เคลียร์ดอกเบี้ยหุ้นกู้ 10 รุ่น เร่งขายตึกสีลม-ที่ดินริมเจ้าพระยา 2,150 ล้านบาท เติมสภาพคล่องจ่ายเงินเดือนพนักงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด GGC ไฟเขียวลดพาร์ เดินหน้าล้างผลขาดทุนสะสม 1,200 ล้านบาท ปลดล็อกพร้อมกลับมาจ่ายเงินปันผลทันที หากบริษัทมีกำไร https://thestandard.co/ggc-reduce-par-clear-loss-dividend/ Tue, 26 May 2026 06:52:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1211066 ภาพกราฟิก GGC ลดพาร์ ล้างขาดทุนสะสม 1,200 ล้านบาท เพื่อกลับมาจ่ายเงินปันผล

บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ผู้นำผล […]

The post บอร์ด GGC ไฟเขียวลดพาร์ เดินหน้าล้างผลขาดทุนสะสม 1,200 ล้านบาท ปลดล็อกพร้อมกลับมาจ่ายเงินปันผลทันที หากบริษัทมีกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก GGC ลดพาร์ ล้างขาดทุนสะสม 1,200 ล้านบาท เพื่อกลับมาจ่ายเงินปันผล

บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ผู้นำผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม ประกาศเดินหน้าปรับโครงสร้างทุนผ่านการลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (Par Value) เพื่อล้างขาดทุนสะสมทั้งหมดประมาณ 1,200 ล้านบาท ปูทางสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น

 

 

กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยว่า เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจใหม่ที่มีความแข็งแกร่ง และมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่มั่นคง คณะกรรมการบริษัทฯ (บอร์ด) จึงมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการปรับโครงสร้างทุนโดยการลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (Par) จาก 9.50 บาท เป็น 8.00 บาท เพื่อนำมาชดเชยผลขาดทุนสะสมที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 1,200 ล้านบาท

 

“การดำเนินการในครั้งนี้ ถือเป็นการบริหารจัดการทางการเงินเชิงรุก (Financial Optimization) การล้างขาดทุนสะสมจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย และทำให้ GGC สามารถกลับมาพิจารณาจ่ายเงินปันผลได้ทันทีเมื่อบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ ซึ่งเราถือเป็นพันธกิจสำคัญในการสร้าง Value Creation คืนสู่ผู้ถือหุ้นที่เชื่อมั่นในบริษัทฯ มาโดยตลอด” กฤษฎากล่าว

 

อีกทั้งบริษัทฯ มีสถานะเป็นบริษัทปลอดหนี้ (Debt-Free) ที่พร้อมกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยยุทธศาสตร์ GGC Taking the Future โดยตั้งเป้าหมาย EBITDA ไว้ที่ 1,200 ล้านบาท ภายในปี 2573

 

ยืนยันสถานะทางการเงินแกร่ง – ไม่กระทบสิทธิผู้ถือหุ้น

 

 

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ให้ความเห็นชอบให้บริษัทฯ ดำเนินการปรับโครงสร้างทุน โดยการลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (Par) เสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (E-EGM) เพื่อพิจารณาอนุมัติ

 

ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ต่อไป ซึ่งบริษัทฯ ยืนยันว่าการลด Par ในครั้งนี้ เป็นเพียงรายการทางบัญชีที่ไม่มีการคืนทุนให้แก่ผู้ถือหุ้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนหุ้น โดยสินทรัพย์ สภาพคล่อง ส่วนของผู้ถือหุ้น และสิทธิการออกเสียงใดๆ ยังคงเดิม โดยบริษัทฯ ได้คำนึงถึงผลประโยชน์แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน สูงสุด และดำเนินการภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี โปร่งใส

 

ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างทุนในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมของ GGC สำหรับการเติบโตในระยะยาว ภายใต้ยุทธศาสตร์ GGC Taking the Future เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และเพิ่มความสามารถในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นในอนาคต

The post บอร์ด GGC ไฟเขียวลดพาร์ เดินหน้าล้างผลขาดทุนสะสม 1,200 ล้านบาท ปลดล็อกพร้อมกลับมาจ่ายเงินปันผลทันที หากบริษัทมีกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Futures 4 เดือนแรก โต 19% จากค่าเฉลี่ยปี 68 สูงสุดในตลาดอาเซียน พร้อมเปิดเทรด Mini Gold Futures ลดหลักประกันลง 10 เท่า ให้รายย่อยเข้าถึงง่ายขึ้น https://thestandard.co/tfex-gold-futures-mini-asean-retail/ Mon, 25 May 2026 09:07:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1210674 ภาพกราฟิกแสดงทองคำแท่งและกราฟการซื้อขาย พร้อมข้อความ 'คนไทยเทรด Gold Futures สูงสุดในอาเซียน TFEX เปิด Mini Gold ลดหลักประกันลง 10 เท่า'

TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Online Futures โต 19% ทะลุ 5.2 […]

The post TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Futures 4 เดือนแรก โต 19% จากค่าเฉลี่ยปี 68 สูงสุดในตลาดอาเซียน พร้อมเปิดเทรด Mini Gold Futures ลดหลักประกันลง 10 เท่า ให้รายย่อยเข้าถึงง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงทองคำแท่งและกราฟการซื้อขาย พร้อมข้อความ 'คนไทยเทรด Gold Futures สูงสุดในอาเซียน TFEX เปิด Mini Gold ลดหลักประกันลง 10 เท่า'

TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Online Futures โต 19% ทะลุ 5.2 หมื่นสัญญาต่อวัน สูงสุดในตลาดอาเซียน ล่าสุด เปิดการซื้อขาย Mini Gold Online Futures ลดมูลค่าหลักประกันลง 10 เท่า มาเหลือ 1.5 หมื่นบาทต่อสัญญา

 

จากข้อมูลรายงานการซื้อขายรายเดือนของ TFEX พบว่า ปริมาณการซื้อขาย Gold Online Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำในตลาด TFEX ตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ 52,937 สัญญาต่อวัน เพิ่มขึ้น 19% จากค่าเฉลี่ยเมื่อปี 2568 และเพิ่มขึ้น 37% จากค่าเฉลี่ยในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TFEX กล่าวว่า ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นทำให้การซื้อขาย Gold Online Futures ของไทย เป็นอันดับ 1 ในตลาดอาเซียน

 

ทั้งนี้ TFEX เปิดให้ซื้อขาย Gold Online Futures ตั้งแต่ปี 2561 ก่อนที่ปริมาณการซื้อขายจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปีแรกมีการซื้อขายเฉลี่ย 2,759 สัญญา ขยับขึ้นไปถึง 6 หมื่นสัญญา ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากราว 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปสูงสุดที่ 5,600 ดอลลาร์ ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ 4,500 ดอลลาร์ ในปัจจุบันทำให้หลักประกันในการซื้อขาย Gold Online Futures เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.5 แสนบาทต่อสัญญา

 

ตรีวิทย์กล่าวต่อว่า แม้ปริมาณการซื้อขาย Gold Online Futures จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังมีช่องว่างที่สำคัญ เนื่องจากราคาทองคำโลกที่เพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าของสัญญาและมูลค่าของหลักประกันเพิ่มขึ้นตาม จนนักลงทุนบางส่วน โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยเข้าถึงผลิตภัณฑ์นี้ได้ยากขึ้น

 

“Mini Gold Online Futures จะเข้ามาปิดช่องว่างนี้ โดย 1 สัญญา จะเท่ากับ 1 ทรอยออนซ์ หรือประมาณ 2 บาททองคำไทย โดยที่หลักประกันลดลง 10 เท่า” ตรีวิทย์กล่าว

 

ณ วันที่ 25 พฤษภาคม มูลค่าหลักประกันของ Mini Gold Online Futures อยู่ที่ 15,050 บาทต่อสัญญา

 

ภาพ: e-crow/ Shutterstock

The post TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Futures 4 เดือนแรก โต 19% จากค่าเฉลี่ยปี 68 สูงสุดในตลาดอาเซียน พร้อมเปิดเทรด Mini Gold Futures ลดหลักประกันลง 10 เท่า ให้รายย่อยเข้าถึงง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์สหรัฐฯ แห่ซื้อ Credit Default Swap ป้องกัน Big Tech ผิดนัดชำระหนี้โครงการ AI สูงสุดเป็นประวัติการณ์ https://thestandard.co/us-banks-cds-big-tech-ai-default/ Sun, 24 May 2026 11:34:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1210494 ภาพประกอบโครงสร้างพื้นฐาน AI แสดงเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ในศูนย์ข้อมูล

ธนาคารในวอลสตรีทแห่ซื้อ Credit Default Swap ลดความเสี่ย […]

The post แบงก์สหรัฐฯ แห่ซื้อ Credit Default Swap ป้องกัน Big Tech ผิดนัดชำระหนี้โครงการ AI สูงสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบโครงสร้างพื้นฐาน AI แสดงเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ในศูนย์ข้อมูล

ธนาคารในวอลสตรีทแห่ซื้อ Credit Default Swap ลดความเสี่ยง Hyperscaler ผิดนัดชำระหนี้ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังปล่อยกู้กลุ่ม Big tech ลงทุนโครงการ AI มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ปกติแล้วธนาคารมีเพดานจำกัดว่าจะรับความเสี่ยงหนี้จากบริษัทใดบริษัทหนึ่งได้มากแค่ ไหน ทั้งจากพอร์ตสินเชื่อและสัญญาอนุพันธ์ต่างๆ แต่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI หรือเรียกว่า Hyperscaler อย่าง Meta และ Alphabet กำลังระดมทุนมหาศาล เพื่อลงทุนเพิ่มในโครงการ AI โดยประมาณการว่า ทั้งสองเจ้านี้ระดมเงินทั่วโลก รวมกันไปแล้วกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ธนาคารหลายแห่งความเสี่ยงใกล้เต็มเพดาน

 

ทำให้สัญญาป้องกันความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Default Swap) หรือ CDS ได้รับความนิยม โดยเข้ามามีบทบาททำหน้าที่เหมือน ‘ประกันภัย’ ชดเชยค่าเสียหาย กรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ให้กับธนาคาร ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิต เมื่อธนาคารมีความเสี่ยงลดลง ก็มีพื้นที่ในการปล่อยกู้เพิ่มให้กับริษัท Hyperscaler

 

ธนาคารซื้อขายสัญญาประกันหนี้ CDS ของ Hyperscalers อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันความเสี่ยง และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้กับธุรกิจ ความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นนี้ทำให้ราคา CDS แพงขึ้นผิดปกติ เมื่อเทียบกับอันดับเครดิตของบริษัทของ Hyperscalers ที่อยู่ในระดับสูง เป็นโอกาสให้เฮดจ์ฟันด์ทำกำไรเพิ่มขึ้น จากการปรับขึ้นราคาขายสัญญาประกันหนี้

 

ตัวอย่างเช่น สัญญาประกันหนี้ CDS ของ Meta ที่มีอายุสัญญา 5 ปี มีการซื้อขายที่ระดับราว 0.73% ต่อปี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หมายความว่า เฮดจ์ฟันด์ที่ขายความคุ้มครองความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้บนมูลค่าเงินต้น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะได้รับผลตอบแทนราว 73,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี บนความเสี่ยงที่ต่ำ เนื่องจาก Meta มีอันดับเครดิตเรตติ้งระดับ AA- จาก S&P Global และระดับ Aa3 จาก Moody’s ซึ่งถือเป็นอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดลำดับที่ 4

 

ทำให้ผลตอบแทนดังกล่าว สูงกว่าการขายสัญญาประกันหนี้ CDS ที่อ้างอิงบริษัทในดัชนี North American investment-grade ซึ่งมีอายุสัญญา 5 ปี บนวงเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 52,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่อันดับเครดิตเฉลี่ยของดัชนีอยู่ที่ BBB+ ซึ่งต่ำกว่า Meta ถึง 4 ระดับ

 

พูดง่ายๆ คือ การขายสัญญาประกันหนี้ CDS ของ Meta ได้เงินมากกว่าแต่ความเสี่ยงต่ำกว่า เมื่อเทียบกับบริษัทในดัชนีทั่วไป

 

มูลค่าซื้อขายประกันหนี้ Hyperscaler สูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

Matt Mandell (แมตต์ แมนเดล) หัวหน้าฝ่ายซื้อขาย CDS รายบริษัท (Single-Name CDS) ประจำ Bank of America เปิดเผยว่า ปริมาณซื้อขายประกันหนี้ของ Hyperscalers รายเดือน เพิ่มขึ้นสิบเท่า นับตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยความต้องการซื้อขายส่วนใหญ่มาจากฝ่าย CVA (Credit Valuation Adjustment) ของธนาคาร ซึ่งทำหน้าที่บริหารการจัดการความเสี่ยงด้านเครดิต

 

ความต้องการของธนาคารกำลังผลักดันให้ราคาประกันหนี้ของ Hyperscalers ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงผลักดันให้ปริมาณการซื้อขายสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกด้วย

 

โดยประกันหนี้ของ Microsoft, Amazon และ Oracle มีมูลค่าตามสัญญาซื้อขายรวม 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาสแรก เพิ่มขึ้นจาก 759 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนประกันหนี้ของ Meta ที่เพิ่งเปิดให้ซื้อขาย เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีมูลค่าตามสัญญาซื้อขาย 534 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่าสองเท่าของไตรมาสก่อนหน้า

 

ลงทุน AI ทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์ เฮดจ์ฟันด์ แบกความเสี่ยงหนี้เพิ่ม

 

ภายในปี 2573 มีการประมาณการว่า การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI จะมีมูลค่าสูงถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เฮดจ์ฟันด์มีโอกาสทำกำไรจากการขาย CDS มากขึ้น จากส่วนต่างค่าพรีเมียมที่สูงกว่าปกติในอนาคต

 

ปัจจุบัน Hyperscaler ได้ขยายช่องทางการกู้ โดยหันมากู้เงินในสกุลเงินต่างประเทศมากขึ้น ทั้งยูโร ปอนด์สเตอร์ลิง และเยน กดดันให้ให้ฝ่าย CVA ของธนาคารต้องซื้อ CDS เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยแปลงกลับเป็นดอลลาร์ผ่านสัญญา Cross-Currency Swap กับธนาคาร

 

นอกจากนี้ CDS ยังช่วยให้ฝ่าย CVA สามารถบริหารความเสี่ยงทางอ้อมจากดีลศูนย์ข้อมูล (Data Center) และสินเชื่อที่ใช้ชิปประมวลผลกราฟิก (GPU) เป็นหลักประกันอีกด้วย

 

“ธนาคารซื้อ CDS เพื่อเปิดวงเงินสินเชื่อ ทำให้สามารถทำธุรกิจและปล่อยกู้ให้ Hyperscalers ได้มากขึ้น” Matt Mandell (แมตต์ แมนเดล) หัวหน้าฝ่ายซื้อขาย CDS รายบริษัท (Single-Name CDS) ประจำ Bank of America กล่าว

 

ขณะเดียวกันดัชนี S&P500 และ Dow Jones ได้เพิ่ม Meta, Alphabet และ Microsoft เข้าในดัชนี CDX Investment-Grade แล้ว และ JPMorgan Chase เพิ่งเปิดตัว CDS basket ที่เทรดเดอร์สามารถใช้เดิมพันว่าหนี้ ของ Hyperscalers ทั้งห้ารายจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาด CDS ของบริษัทยักษ์เทคกำลังเติบโตและเป็นที่ยอมรับกว้างขวางมากขึ้น

 

Vishwas Patkar (วิษวาส ปัตการ์) และ Joyce Jiang (จอยซ์ เจียง) นักกลยุทธ์จาก Morgan Stanley ระบุว่า การซื้อประกันหนี้ CDS ของ Hyperscalers เมื่อเทียบกับดัชนี CDX Investment-Grade โดยรวม ให้อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่น่าสนใจ แม้จะยอมรับว่าบริษัทเทคขนาดใหญ่มีคุณภาพเครดิตสูงผิดปกติ แต่ปริมาณหนี้ที่พุ่งสูงขึ้นกำลัง กระจุกความเสี่ยงไว้ในเฮดจ์ฟันด์เพียงไม่กี่ราย ซึ่งเป็นจุดที่น่าระวัง

 

อ้างอิง:

The post แบงก์สหรัฐฯ แห่ซื้อ Credit Default Swap ป้องกัน Big Tech ผิดนัดชำระหนี้โครงการ AI สูงสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากของเล่นวัยเด็กสู่สินทรัพย์หลักล้าน เมื่อโลก Pokémon ไม่ได้มีแค่นักสะสม แต่เต็มไปด้วยนักเก็งกำไร และ พ่อค้ากว้านซื้อ https://thestandard.co/pokemon-cards-investment-asset/ Sat, 23 May 2026 04:29:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1210184 ภาพการ์ดโปเกมอนที่มีข้อความระบุว่าจากของเล่นวัยเด็กสู่สินทรัพย์หลักล้าน

หากพูดถึงวันวานที่ผ่านมา ‘การ์ดโปเกมอน’ เคยเป็นแค่ความส […]

The post จากของเล่นวัยเด็กสู่สินทรัพย์หลักล้าน เมื่อโลก Pokémon ไม่ได้มีแค่นักสะสม แต่เต็มไปด้วยนักเก็งกำไร และ พ่อค้ากว้านซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการ์ดโปเกมอนที่มีข้อความระบุว่าจากของเล่นวัยเด็กสู่สินทรัพย์หลักล้าน

หากพูดถึงวันวานที่ผ่านมา ‘การ์ดโปเกมอน’ เคยเป็นแค่ความสุขเล็กๆ หลังเลิกเรียนของเด็กยุค 90 หลายคน การซื้อซองการ์ดหนึ่งแพ็กในวันนั้น มีเป้าหมายง่ายๆ คือหวังว่าจะเปิดเจอการ์ดโฮโลแกรมแวววาว หรือได้ตัวหายากเอาไว้ไปอวดเพื่อน ยิ่งในวันเสาร์เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการนั่งแลกการ์ดหรือรวมกลุ่มกันเพื่อทำภารกิจ สะสมการ์ดให้ครบทุกตัว

 

แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป หน้าร้านขายของเล่นในหลายประเทศไม่ได้มีแค่เด็กกับผู้ปกครอง แต่เต็มไปด้วยนักสะสมวัยทำงาน นักลงทุนหน้าใหม่ หรือแม้แต่คนที่ทำเงินจากคริปโต ไปจนถึงพ่อค้ากว้านซื้อที่พร้อมเหมาการ์ดทั้งสต็อกเพื่อไปขายต่อ ทำให้การ์ดบางใบไม่ได้มีมูลค่าเป็น ‘ของสะสม’ อีกต่อไป แต่ถูกตีราคาในระดับสินทรัพย์และ บางใบมีมูลค่าทะลุหลายล้านดอลลาร์

 

วันนี้ตลาดที่โตเร็วเกินกว่าจะเรียกว่า ‘งานอดิเรก’ ภาพที่เคยเห็นในอดีตอย่างการเดินเข้าร้านแล้วหยิบการ์ดโปเกมอนได้ตามใจ กลายเป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้ในหลายพื้นที่

 

นักสะสมบางคนเล่าว่า พวกเขาต้องไปต่อแถวตั้งแต่เช้าร่วมกับคนอีกกว่าร้อยชีวิต เพื่อรอร้านเติมสต็อกสินค้า ขณะที่อีกมุมหนึ่งมีคนขับรถตระเวนซื้อการ์ดจากหลายร้านภายในวันเดียว เพื่อรวบของไปขายต่อ และ เมื่อร้านเปิดสินค้าใหม่หลายชุดถูกซื้อหมดภายในไม่กี่นาที และทำให้แพลตฟอร์ม X กลายเป็นศูนย์กลางแชร์ข้อมูลให้รู้ว่า ร้านไหนของเข้า และ ต้องไปต่อแถวที่ไหน

 

ทำให้โลกของโปเกมอนเริ่มไม่ต่างจากตลาดการเงิน และ มีข่าวลือว่า หลายคนเริ่มกลัวตกขบวน เพราะมีคนเข้ามาเพื่อหวังผลตอบแทน ทำให้การ์ดโปเกมอนโตแรงกว่าสินทรัพย์ดั้งเดิม สะท้อนข้อมูลจากบริษัท Collectors เจ้าของบริษัทจัดเกรดการ์ด PSA ชี้ว่า ราคาการ์ดโปเกมอนระหว่างปี 2004-2020 ปรับขึ้นราว 282% แต่หลังปี 2020 ตลาดกลับพีกขึ้นไปอีก โดยมีราคาพุ่งอีกกว่า 1,350%

 

ตัวเลขนี้ทำให้การ์ดโปเกมอนหลุดจากสถานะ ‘ของเล่น’ และเริ่มถูกจัดวางในหมวดสินทรัพย์ทางเลือกไม่ต่างจากงานศิลปะ นาฬิกาหรู หรือของสะสมวินเทจ มีทั้งนักลงทุนความมั่งคั่งสูงเริ่มเข้ามา ตลอดจนนักเก็งกำไรระยะสั้น และคนที่มองหาที่พักเงินใหม่ก็เริ่มสนใจตลาดนี้มากขึ้น และอีกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ การเข้ามาของกลุ่มนักลงทุนคริปโต

 

ผู้เชี่ยวชาญในตลาดประมูล กล่าวว่า คนจำนวนไม่น้อยที่ทำกำไรจากคริปโต กำลังนำเงินเข้ามาซื้อการ์ดระดับไฮเอนด์ พวกเขาไม่ได้มองโปเกมอนในฐานะความทรงจำวัยเด็ก แต่มองเหมือนสินทรัพย์สะสมที่สามารถเก็บมูลค่าและเพิ่มราคาได้

 

ยิ่งหากไล่ดูบทสนทนาบนโซเชียล จะพบว่าการ์ดโปเกมอนเริ่มถูกพูดถึงเหมือนหุ้น โดยคำที่เคยใช้ในตลาดทุน เช่น จังหวะเข้าซื้อ, การปรับฐานราคา, แนวรับแนวต้าน และรอบเก็งกำไร คำเหล่านี้ถูกหยิบมาใช้กับการ์ดสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

อีกหนึ่งในเหตุการณ์ที่ผลักกระแสให้แรงขึ้น คือการที่ Logan Paul ซื้อและขายการ์ดหายาก Pikachu Illustrator โดยการ์ดใบดังกล่าวถูกซื้อไว้ราว 5 ล้านดอลลาร์ (ราว 163 ล้านบาท) ในปี 2021 ก่อนถูกขายต่อในมูลค่ามากกว่า 16 ล้านดอลลาร์ (523 ล้านบาท) ดีลนี้ไม่ได้สะเทือนเฉพาะวงการนักสะสม แต่มันส่งสัญญาณไปยังตลาดว่าการ์ดโปเกมอนอาจสร้างผลตอบแทนระดับมหาศาลได้

 

ผลลัพธ์คือ นักลงทุนหน้าใหม่หลั่งไหลเข้ามา บางคนไม่มีเงินซื้อการ์ดระดับหลายแสนดอลลาร์ จึงหันไปกักตุนกล่องการ์ดรุ่นใหม่แทน เปรียบเสมือนว่าซื้อวันนี้ หวังขายอีกไม่กี่เดือนในราคาสูงกว่าเดิม

 

หลายคนบอกว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นเหมือนตัวศัตรูใหม่ของแฟนโปเกมอน ที่ในโลกนักสะสม เรียกว่า ‘Scalpers’ หมายถึงคนที่ไม่ได้ซื้อเพราะชอบ แต่ซื้อเพื่อนำไปขายต่อ และคนกลุ่มนี้มักใช้บอตหรือระบบอัตโนมัติแย่งซื้อสินค้าออนไลน์ทันทีที่เปิดขาย ผลคือเกิดภาวะขาดแคลนแบบปลอมๆ เมื่อของหายากขึ้น ราคาตลาดรองก็พุ่งตาม

 

ยิ่งเมื่อมีความรู้สึกกลัวที่จะตกขบวนเริ่มทำงาน ผู้ซื้อจำนวนมากตัดสินใจเร็วขึ้น เพราะกลัวว่าหากไม่ซื้อวันนี้ วันพรุ่งนี้อาจแพงกว่าเดิมหลายเท่า ปรากฏการณ์นี้ทำให้ตลาดโปเกมอนมีลักษณะคล้ายตลาดเก็งกำไรในสินทรัพย์อื่นๆ มากขึ้นทุกที

 

แต่ท้ายที่สุด ตลาดยังถูกขับเคลื่อนด้วย ‘นักสะสม’ แม้โลกโปเกมอนจะเต็มไปด้วยนักลงทุน พ่อค้ากว้านซื้อ และเงินคริปโต แต่แรงขับเคลื่อนสำคัญยังไม่หายไป นั่นคือคนที่สะสมเพราะรักจริง พวกเขายังคงตามหาการ์ดเพื่อปิดเซต ยังออกงานโชว์การ์ดตามท้องถิ่น และยังมองโปเกมอนเป็นความทรงจำมากกว่าสินทรัพย์ ซึ่งอาจเป็นกลุ่มคนเหล่านี้เอง ที่ทำให้ตลาดยังไม่หลุดจากรากเดิมทั้งหมด

 

เพราะในวันที่การ์ดใบหนึ่งถูกตีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ สิ่งที่น่าสนใจกว่าอาจไม่ใช่ราคาที่เพิ่มขึ้น แต่คือการที่ของเล่นวัยเด็กกำลังค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองเป็นตลาดลงทุนขนาดใหญ่ และเป็นตลาดที่มีครบทั้งอารมณ์, ความทรงจำ, เงินทุน และการเก็งกำไรอยู่ในที่เดียวกัน

 

ภาพ:Gill_figueroa/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post จากของเล่นวัยเด็กสู่สินทรัพย์หลักล้าน เมื่อโลก Pokémon ไม่ได้มีแค่นักสะสม แต่เต็มไปด้วยนักเก็งกำไร และ พ่อค้ากว้านซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Passive Income ที่จริงใจ ปันผลแบบไหนที่ใช่สำหรับเรา? https://thestandard.co/passive-income-investment-guide/ Sat, 23 May 2026 02:38:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1210117 ภาพประกอบแนวคิดการสร้าง Passive Income และการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน

ช่วงนี้เลื่อนฟีดแพลตฟอร์มไหน ก็เจอแต่คนรีวิวพอร์ต ‘หุ้น […]

The post Passive Income ที่จริงใจ ปันผลแบบไหนที่ใช่สำหรับเรา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดการสร้าง Passive Income และการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน

ช่วงนี้เลื่อนฟีดแพลตฟอร์มไหน ก็เจอแต่คนรีวิวพอร์ต ‘หุ้นปันผล’ โชว์ยอดเงินโอนเข้าบัญชีกันเต็มไปหมด จนวัยรุ่นสร้างตัวหลายคนเริ่มเกิดอาการกลัวตกรถ อยากจะมี Passive Income เริดๆ ให้เงินทำงานแทนเราบ้าง จะได้รวยไวๆ

 

 
 

แต่ว่าก่อนจะรีบกำเงินกระโดดเข้าไปตามใครก็ไม่รู้ในโซเชียล เราต้องมาจูนมายด์เซ็ตกันก่อนว่า Passive Income ที่จริงใจ ไม่ใช่การรวยทางลัดข้ามคืน แต่มันคือการที่เราลงแรงและลงทุนอย่างหนักในช่วงเริ่มต้น แล้วปล่อยให้สินทรัพย์นั้นๆ ทำหน้าที่ผลิตกระแสเงินสดกลับมาให้เราในระยะยาว ซึ่งจริงๆ แล้วคำว่า ‘ปันผล’ หรือ ‘ดอกผล’ ไม่ได้มีแค่ในตลาดหุ้นนะ

 

วันนี้ จะพาไปดู 7 ไอเดีย Passive Income ทั้งช่วยสแกนข้อดี-ข้อควรระวัง พร้อมเรื่องภาษีที่หลายคนมักจะเผลอมองข้าม เพื่อให้เราวางแผนการเงินได้ปังและรัดกุมที่สุด

 

สแกน 7 ไอเดีย Passive Income ตัวไหนเหมาะกับเรา?

 

  • 1. หุ้นปันผล

 

ตัวท็อปของวงการ นี่คือการที่เราซื้อหุ้นของบริษัทที่ทำกำไรได้สม่ำเสมอ และเขาแบ่งกำไรนั้นมาจ่ายเป็นเงินสดให้เราทุกๆ ปี หรือครึ่งปี

 

ข้อดี: ถ้าเราเลือกบริษัทถูกตัว เราจะได้กระแสเงินสดเข้าบัญชีทุกปี (หรือปีละ 2 ครั้ง) ชนะเงินเฟ้อได้สบายๆ แถมถ้าบริษัทขยายกิจการจนโตขึ้น ราคาหุ้นก็อาจจะแพงขึ้น ทำให้เราได้กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เป็นเด้งที่สองด้วย

 

ข้อควรระวัง: ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูงมาก ราคาหุ้นมีขึ้นมีลงตามเศรษฐกิจ ถ้าราคาหุ้นตกหนัก เงินปันผลที่ได้มาอาจจะไม่คุ้มกับเงินต้นที่หดหายไป ที่สำคัญคือบริษัท ‘ไม่จำเป็น’ ต้องจ่ายปันผลทุกปีเสมอไป ปีไหนเศรษฐกิจแย่ ขาดทุน เขาก็สามารถประกาศงดจ่ายได้

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: เงินปันผลจากหุ้นจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ทันที แต่ความเริดคือ ถ้ารายได้รวมต่อปีของเรายังไม่สูง (ฐานภาษีเราต่ำกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลที่บริษัทนั้นเสีย) เราสามารถนำปันผลไปยื่นขอ ‘เครดิตภาษีเงินปันผล’ คืนจากกรมสรรพากรตอนต้นปีถัดไปได้ ถือเป็นสิทธิประโยชน์ของคนเล่นหุ้นเลย

 

เหมาะกับใคร: คนที่มีเงินเย็น รับความเสี่ยงจากราคาหุ้นที่เหวี่ยงไปมาได้ มีเวลาศึกษาอ่านงบการเงินของบริษัท และมองการลงทุนระยะยาว (5-10 ปีขึ้นไป)

 

  • 2. กองทุนรวมปันผล

 

สำหรับคนที่อยากลงทุนในหุ้นปันผล แต่ไม่มีเวลามานั่งจัดพอร์ตเอง กองทุนรวมตอบโจทย์มาก เพราะมีผู้จัดการกองทุน คอยคัดเลือกและจัดการนำเงินก้อนใหญ่นี้ไปกระจายซื้อหุ้นปันผลหลายๆ ตัวแทนเรา พอได้กำไรมา กองทุนก็จะเอามาจ่ายปันผลให้เราอีกที เรียกว่ากระจายความเสี่ยงให้เราเสร็จสรรพ

 

ข้อดี: กระจายความเสี่ยงได้ดี เพราะเงินเราถูกแบ่งไปซื้อหุ้นหลายบริษัท และใช้เงินเริ่มต้นน้อยมาก (หลักร้อยบาทก็ซื้อได้แล้ว) และที่สำคัญคือ ไม่ต้องปวดหัวมานั่งวิเคราะห์กราฟหรือเฝ้าหน้าจอเอง

 

ข้อควรระวัง: โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี เราต้องจ่าย ‘ค่าธรรมเนียมการจัดการ’ ให้กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทุกปี ที่ต่อให้ปีนั้นกองทุนจะขาดทุน เราก็ต้องจ่ายค่าจ้างให้เขาอยู่ดี และมูลค่าของกองทุนก็มีขึ้นลงตามสภาพตลาดหุ้นเช่นกัน

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: เงินปันผลจากกองทุนรวม จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% เหมือนหุ้น (ยกเว้นกองทุนตราสารหนี้) และ ‘ไม่สามารถขอเครดิตภาษีเงินปันผลได้’ แต่นักลงทุนมีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะยอมให้หัก 10% แล้วจบเลย (Final Tax) หรือจะนำไปรวมคำนวณภาษีตอนสิ้นปีเพื่อขอเงินคืนก็ได้

 

เหมาะกับใคร: มือใหม่หัดลงทุน คนที่ทำงานยุ่งจนไม่มีเวลาตามข่าว หรือคนที่อยากลงทุนในหุ้นต่างประเทศแต่ไม่อยากเปิดพอร์ตเองให้ยุ่งยาก

 

  • 3. พันธบัตรรัฐบาล

 

ฟีลเหมือนเราเป็นเจ้าหนี้ปล่อยกู้ให้รัฐบาล แล้วรัฐบาลก็จ่ายดอกเบี้ยให้เราตามกำหนดเวลา พอครบดีล (เช่น 3 ปี, 5 ปี, 10 ปี) ก็คืนเงินต้นให้เราครบทุกบาททุกสตางค์

 

ข้อดี: ความเสี่ยงต่ำมากถึงมากที่สุด (เพราะคนกู้คือประเทศ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเบี้ยวหนี้) ได้ดอกเบี้ยแทบจะชัวร์ๆ ตามรอบที่กำหนด นอนหลับสบายไม่ต้องลุ้นว่ากราฟจะแดงหรือเขียว (แต่ถ้าประเทศล้มก็ตัวใครตัวมันนะ)

 

ข้อควรระวัง: ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยมักจะต่ำกว่าการลงทุนในหุ้นค่อนข้างมาก และสภาพคล่องต่ำ เพราะเงินเราจะถูกล็อกไว้ตามระยะเวลาที่ตกลงกัน ถ้าจู่ๆ เราช็อตเงินอยากขายก่อนกำหนด อาจจะขายยากหรือต้องยอมขายขาดทุน

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: ดอกเบี้ยที่ได้รับจากพันธบัตร จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% (แต่ถ้ารายได้เราไม่เยอะ ฐานภาษีต่ำกว่า 15% ก็สามารถนำดอกเบี้ยที่ได้ไปยื่นรวมตอนสิ้นปีเพื่อ ‘ขอคืนภาษี’ ได้เหมือนกัน)

 

เหมาะกับใคร: สายคอนเซอร์เวทีฟ เน้นปกป้องเงินต้นเป็นหลัก รับความเสี่ยงได้ต่ำมาก หรือคนที่อยากหาที่พักเงินเพื่อรับกระแสเงินสดแบบชัวร์ๆ

 

  • 4. หุ้นกู้เอกชน

 

คอนเซปต์ฝาแฝดกับพันธบัตรรัฐบาลเลย แต่เปลี่ยนจากปล่อยกู้ให้ลุงๆ รัฐบาล มาเป็นปล่อยกู้ให้ ‘บริษัทเอกชน’ แทน (เช่น บริษัทมือถือ ปั๊มน้ำมัน หรือบริษัทอสังหาฯ ใหญ่ๆ ที่เราคุ้นชื่อ) โดยบริษัทจะแจกแจงชัดเจนเลยว่าจะขอกู้เงินเรากี่ปี และจะจ่ายดอกเบี้ยให้เราปีละกี่เปอร์เซ็นต์ พอครบกำหนดปุ๊บ เขาก็จะเอาเงินต้นมาคืนเรา

 

ข้อดี: ให้ดอกเบี้ยปังกว่าพันธบัตรรัฐบาลและเงินฝากธนาคารค่อนข้างเยอะเลย (ทั่วไปมักจะอยู่ที่เรต 3% – 5% หรือบางตัวสูงกว่านั้น) แถมได้กระแสเงินสดเข้ากระเป๋าเป๊ะๆ ตามรอบ ไม่ต้องลุ้นใจตุ๊มๆ ต่อมๆ เหมือนราคาหุ้น

 

ข้อควรระวัง: สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ ‘ความเสี่ยงในการเบี้ยวหนี้’ ถ้าเศรษฐกิจแย่แล้วบริษัทเจ๊งขึ้นมา เราอาจจะไม่ได้เงินต้นคืนเลย (ดังนั้นต้องดูเรตติ้งความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating ให้เป็น เน้นพวก AAA ถึง BBB- ไว้ก่อนจะปลอดภัย) และอีกเรื่องคือเงินเราจะถูกล็อกตามระยะเวลาสัญญา ถ้าอยากขายก่อนกำหนดจะหาคนซื้อต่อยากมาก

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: ดอกเบี้ยที่ได้รับจากหุ้นกู้ จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เงื่อนไขเหมือนพันธบัตรรัฐบาลเลย

 

เหมาะกับใคร: คนที่อยากได้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝาก รับความเสี่ยงได้มากกว่าพันธบัตรรัฐบาล มีเงินเย็นที่สามารถล็อกทิ้งไว้ได้ยาวๆ 2-5 ปีขึ้นไป และพอจะวิเคราะห์ความมั่นคงของบริษัทเอกชนเป็นด้วยนะ

 

  • 5. บัญชีเงินฝากดิจิทัลดอกเบี้ยสูง

 

อาจจะฟังดูน่าเบื่อและจำเจมาก แต่อย่างไรบัญชีเงินฝากก็ยังจำเป็นต้องมี ซึ่งสมัยนี้ก็มีบัญชีเงินฝากออนไลน์ที่ไม่มีสมุดคู่ฝาก แต่ทดแทนกันด้วยดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ (บางที่ให้สูงถึง 1.5% – 3.0% ต่อปี ในขณะที่ออมทรัพย์ธรรมดาให้แค่ 0.25%)

 

ข้อดี: สภาพคล่องสูงสุดๆ นึกอยากจะโอนเงินออกไปกินสุกี้เมื่อไหร่ก็ได้ เงินต้นไม่หายแน่นอน (รับประกันโดยสถาบันคุ้มครองเงินฝากตามวงเงินที่กำหนด)

 

ข้อควรระวัง: ธนาคารมักจะตั้งเพดานเอาไว้ เช่น ให้ดอกเบี้ยสูง 2.0% เฉพาะเงินฝาก 100,000 บาทแรกเท่านั้น ส่วนที่เกินจะให้แค่ 0.5% และธนาคารสามารถประกาศปรับลดดอกเบี้ยลงเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจเขา

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: ถ้าเราได้รับดอกเบี้ยเงินฝากรวมจากทุกบัญชี ทุกธนาคาร เกิน 20,000 บาทต่อปี ดอกเบี้ยทั้งหมดจะถูกสรรพากรหักภาษี 15% ตั้งแต่บาทแรกทันที (ใครเงินฝากเยอะๆ ต้องคำนวณดีๆ นะ)

 

เหมาะกับใคร: ทุกคนบนโลกใบนี้ โดยเฉพาะควรใช้เป็นหลุมหลบภัยสำหรับเก็บ ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’ (Emergency Fund) เพราะถอนง่ายและได้ดอกเบี้ยช่วยสู้เงินเฟ้อนิดหน่อย

 

 

อันนี้คืออาชีพเสือนอนกินคลาสสิกสุดๆ ของคนรวยสมัยก่อน คือการที่เราเอาเงินไปซื้อ บ้าน คอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม หรืออาคารพาณิชย์ มาเป็นชื่อของเราเอง แล้วประกาศหาคนมาเช่า พอถึงสิ้นเดือน ผู้เช่าก็ต้องโอน ‘ค่าเช่า’ ให้เราตามสัญญา

 

ข้อดี: เราได้ถือครองสินทรัพย์ที่จับต้องได้ ซึ่งในระยะยาวมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมักจะปรับตัวแพงขึ้นเรื่อยๆ ชนะเงินเฟ้อ และการเก็บค่าเช่าทุกเดือนก็เป็นกระแสเงินสดที่ทำให้เราชื่นใจสุดๆ

 

ข้อควรระวัง: ต้องใช้เงินก้อนใหญ่มากในการเริ่มต้น (หรือถ้าจะกู้ ก็ต้องมีเครดิตหน้าที่การงานที่ดีพอให้ธนาคารปล่อยกู้) สภาพคล่องต่ำสุดๆ ถ้าวันหนึ่งร้อนเงินอยากขายคอนโดทิ้ง มันก็ไม่ได้ขายออกได้ในวันสองวัน แถมยังต้องเตรียมปวดหัวกับปัญหาจุกจิก เช่น ผู้เช่าเบี้ยวจ่าย ท่อน้ำแตก แอร์เสีย ทำห้องพัง เราในฐานะเจ้าของต้องคอยตามล้างตามเช็ดอีก และไม่ใช่ทำเลทุกที่จะได้ราคาดีเท่ากันหมด ต้องศึกษาตลาดให้ดีนะ

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: รายได้จากค่าเช่า ถือเป็นรายได้ตามกฎหมายที่เราต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.) ด้วยนะ (จัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 5) และอาจจะมีภาระเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ต้องจ่ายเป็นรายปีแฝงอยู่ด้วย

 

เหมาะกับใคร: คนที่มีเงินก้อน หรือมีเครดิตกู้แบงก์ผ่าน มีเวลาไปดูแลทรัพย์สิน มีทักษะในการคัดกรองผู้เช่า และชอบการลงทุนที่มีสินทรัพย์จับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน

 

  • 7. ค่าลิขสิทธิ์

 

สายครีเอเตอร์ต้องเลิฟสิ่งนี้ เพราะคือการที่เราใช้ความสามารถส่วนตัว สร้างสรรค์ผลงานขึ้นมา 1 ชิ้น (เช่น วาดสติกเกอร์ไลน์ เขียน E-book ขายภาพถ่ายออนไลน์ แต่งเพลง หรือเขียนโปรแกรม) แล้วเอาผลงานนั้นไปวางขายบนแพลตฟอร์มต่างๆ พอมีคนมากดซื้อหรือกดใช้งาน ระบบก็จะแบ่งรายได้ (ค่าลิขสิทธิ์) ให้เราเรื่อยๆ ตลอดไป

 

ข้อดี: ลงแรงสร้างผลงานแค่อย่างหนักหน่วงแค่ครั้งเดียว (ต้นทุนทางการเงินอาจจะน้อยมาก ใช้แค่ไอเดียกับแรงงาน) แต่ผลงานนั้นสามารถทำงานทำเงินให้เราได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขยายสเกลการขายได้เรื่อยๆ ไม่มีขีดจำกัด

 

ข้อควรระวัง: ช่วงแรกจะเหนื่อยและท้อมาก เพราะสร้างเสร็จอาจจะขายไม่ออกเลยก็ได้ ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองและสะสมฐานแฟนคลับ แถมพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไว ผลงานเราอาจจะหมดความนิยมเมื่อไหร่ก็ได้

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: รายได้จากค่าลิขสิทธิ์ จัดเป็นเงินได้ประเภทมาตรา 40(3) เวลาคำนวณภาษี สรรพากรจะอนุญาตให้นำไปหักค่าใช้จ่ายได้ 50% (แต่ไม่เกิน 100,000 บาท) หรือหักตามค่าใช้จ่ายจริง แล้วค่อยนำไปเข้าตารางคำนวณภาษีแบบขั้นบันได

 

เหมาะกับใคร: สายผลิต สายครีเอทีฟ มีทักษะเฉพาะตัวสูง มีวินัย และมีความอดทนรอความสำเร็จได้

 

ปันผลที่มองไม่เห็น พลังของหุ้นเติบโต

 

นอกเหนือจากการโฟกัสที่กระแสเงินสดรับเข้ามือแล้ว บางครั้ง ‘หุ้นเติบโต’ หรือ Growth Stock ก็มีปันผลที่ดีเมื่อมองในระยะยาว ตัวอย่างเช่น หุ้นแอปเปิ้ล ที่แม้จะไม่มีปันผลรายทาง บริษัทแนวนี้จะเลือกเอา ‘กำไร’ ที่หามาได้ กลับไปลงทุนต่อยอด พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือขยายตลาดให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

 

ผลลัพธ์คือ มูลค่าของกิจการจะเติบโตแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้ ‘ราคาหุ้น’ ที่เราถืออยู่แพงขึ้นตามไปด้วย จากที่เคยซื้อหุ้นในราคา 1,000 บาท เวลาผ่านไป 10 ปี ราคาอาจจะพุ่งไปเป็น 5,000 บาท การที่มูลค่าพอร์ตของเราโตถือเป็นความมั่งคั่งที่ทรงพลังมากๆ และถ้าวันหนึ่งเราอยากใช้เงิน เราก็วางแผนทยอยขายหุ้น ออกมาทีละส่วน มันก็เปรียบเสมือนการสร้าง Passive income ให้ตัวเองใช้ไปเรื่อยๆ ได้เหมือนกัน

 

หมายเหตุ: ข้อมูลข้างต้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ มิใช่การชี้ชวนหรือให้คำแนะนำในการลงทุน

 

กฎเหมาเข่งของสรรพากร

 

ก่อนเริ่มลงทุน สิ่งที่ควรจำคือเรามีสิทธิขอคืนภาษีได้ แต่ก็มีเงื่อนไขของสรรพากรบางอย่างที่ต้องศึกษาให้ดี เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

การยื่นภาษีปันผลของหุ้นและกองทุน: เงินปันผลหุ้นและกองทุนรวมถือเป็นรายได้หมวดเดียวกัน หากเลือกจะยื่นขอคืนภาษี จะต้องนำปันผล ‘ทุกรายการ’ ที่ได้รับในปีนั้นมารวมคำนวณทั้งหมด จะเลือกยื่นแค่บางรายการไม่ได้

 

  • ฐานภาษี 0% (รายได้สุทธิไม่เกิน 1.5 แสนบาท/ปี) ควรยื่นขอคืน เพราะจะได้เงิน 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายกลับมาทั้งหมด
  • ฐานภาษี 10% ขึ้นไป แนะนำให้หัก 10% จบไปเลย (Final Tax) จะคุ้มกว่าถ้ายื่นรวมแล้วต้องเสียภาษีเพิ่ม

 

การยื่นภาษีดอกเบี้ยพันธบัตรและหุ้นกู้: หากจะนำดอกเบี้ยไปยื่นขอคืนภาษี ต้องนำ ‘รายได้ดอกเบี้ยทุกก้อน’ ที่ได้รับในปีนั้นมารวมยื่นทั้งหมด ไม่สามารถเลือกยื่นแค่บางบัญชีได้ ควรคำนวณเปรียบเทียบก่อนว่าการขอคืนภาษี กับการยอมให้หัก 15% จบไปตั้งแต่แรก แบบไหนส่งผลดีต่อกระเป๋าเงินของเรามากกว่ากัน

 

แล้วเราควรเลือกปันผลแบบไหน? คำตอบคือ ‘ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง’ เราสามารถใช้กลยุทธ์ จัดพอร์ตผสมผสานหลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน

 

อาจจะเริ่มจากเอาเงินสำรองฉุกเฉินไปพักไว้ใน บัญชีดิจิทัลดอกเบี้ยสูง จากนั้นพอมีรายได้พิเศษ ก็เอาไปซื้อ กองทุนรวมปันผล สะสมกระแสเงินสดทีละนิด ส่วนใครที่มีพลังมีไอเดียล้นเหลือ ก็ใช้เวลาว่างหลังเลิกงานมาสร้างผลงานรับ ค่าลิขสิทธิ์ เพิ่มช่องทางรายได้

 

การมี Passive Income ไม่ใช่เวทมนตร์หรือแชร์ลูกโซ่ แต่มันคือ ‘คณิตศาสตร์ + ความมีวินัย’ เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ศึกษาให้เข้าใจลึกซึ้ง และปล่อยให้เวลาและดอกเบี้ยทบต้นช่วยทำงานแทนเราไปยาวๆ

 

ภาพ: Photon photo / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post Passive Income ที่จริงใจ ปันผลแบบไหนที่ใช่สำหรับเรา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ โรดโชว์ลอนดอน นำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทยพบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง ชูโอกาสลงทุนระยะยาว https://thestandard.co/set-roadshow-london-thai-companies/ Fri, 22 May 2026 08:11:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1210032 ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ 5 บริษัทจดทะเบียนไทย พร้อมข้อความ ตลท.นำ 5 บจ. โรดโชว์ลอนดอน พบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับ บล. ซี แอล เ […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ โรดโชว์ลอนดอน นำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทยพบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง ชูโอกาสลงทุนระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ 5 บริษัทจดทะเบียนไทย พร้อมข้อความ ตลท.นำ 5 บจ. โรดโชว์ลอนดอน พบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับ บล. ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) และ CITIC Securities จัดงาน ‘CLSA ASEAN Access Day in London’ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในวันที่ 20-21 พฤษภาคม 2569 พร้อมนำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทยชั้นนำ เข้าพบกองทุนสถาบันระดับโลกเพื่อนำเสนอข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคและศักยภาพตลาดทุนไทย

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยการส่งออกไตรมาสแรกขยายตัว 17.6% และมีแนวโน้มที่ดีในระยะยาวจากมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศและมูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ที่เพิ่มขึ้น

 

ด้านตลาดทุน SET Index ปรับตัวขึ้นกว่า 22% ตั้งแต่ต้นปี พร้อมเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสุทธิ โดยจุดแข็งของประเทศไทยคือ มีความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับความผันผวนได้ดี การลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น และหุ้นก็ยังมีระดับราคาที่น่าสนใจอยู่

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้นำเสนอโครงการ JUMP+ เพื่อยกระดับความน่าดึงดูดใจของตลาดทุนไทยด้วย

 

“การโรดโชว์ครั้งนี้ ได้รับการตอบรับที่ดีจากกองทุนชั้นนำกว่า 20 แห่งเข้าร่วมงาน ส่วนใหญ่เป็นกองทุนขนาดใหญ่จากยุโรปที่ลงทุนในตลาดโลกและตลาดเกิดใหม่ผู้ลงทุนสถาบันให้ความสนใจกับตลาดไทยในบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงและกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความทนทานต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ ข้อมูลที่นำเสนอ ช่วยตอกย้ำความน่าสนใจของตลาดทุนไทยในฐานะแหล่งลงทุนระยะยาวที่มีเสถียรภาพและมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเป็น The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” อัสสเดชกล่าว

 

 

 

บจ. ไทย 5 แห่ง ที่ร่วมโรดโชว์ครั้งนี้ ได้แก่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) บมจ. เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) บมจ. เอสซีบี เอกซ์ (SCB) และ บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP)

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีกำหนดเข้าร่วมโรดโชว์กับ บล. ยูบีเอส (ประเทศไทย) ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ฮ่องกง และงานสัมมนาประจำปี Thailand Focus 2026 ในเดือนสิงหาคม 2569

 

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ โรดโชว์ลอนดอน นำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทยพบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง ชูโอกาสลงทุนระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เดินหน้าผลักดันโครงการ TISA หนุนคนไทยมีเงินใช้ ‘หลังเกษียณ’ ถกรัฐบาลเพิ่มวงเงินออม แยกจากลงทุนลดหย่อนภาษี https://thestandard.co/sec-tisa-retirement-savings/ Thu, 21 May 2026 13:03:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1209816 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดโครงการ TISA ของ ก.ล.ต.

วันนี้ (21 พฤษภาคม 2569) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรั […]

The post ก.ล.ต. เดินหน้าผลักดันโครงการ TISA หนุนคนไทยมีเงินใช้ ‘หลังเกษียณ’ ถกรัฐบาลเพิ่มวงเงินออม แยกจากลงทุนลดหย่อนภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดโครงการ TISA ของ ก.ล.ต.

วันนี้ (21 พฤษภาคม 2569) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดแนวคิด ‘โครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account: TISA)’ เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนการออมและการลงทุนระยะยาว ของคนไทยทุกคน ภายใต้โครงสร้างบัญชีเดียวที่เข้าใจง่าย ยืดหยุ่น และเชื่อมโยงทางเลือกการลงทุนที่หลากหลายไว้ด้วยกัน ช่วยให้คนไทยบริหารเงินระยะยาวได้อย่างเป็นระบบ เห็นภาพรวมการลงทุนของตนเองชัดเจนขึ้น

 

เพื่อความอยู่ดีมีสุขทางการเงิน (Financial well-being) ของประชาชน และเพิ่มโอกาสสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ควบคู่กับการสนับสนุนการลงทุนเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

 

โครงการ TISA ถูกออกแบบให้เป็นกลไกสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงิน ของคนไทย จากการออมในลักษณะพักเงิน ไปสู่การลงทุนระยะยาวอย่างมีเป้าหมาย โดยผู้ลงทุนจะได้รับคำแนะนำหรือบริการจัดการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ในการจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยโครงสร้างบัญชีเดียวของ TISA จะช่วยให้ประชาชนเห็นภาพรวมของพอร์ตการลงทุนชัดเจนขึ้น สามารถวางแผนการเงินได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

โดย TISA จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างวินัยการออมและการลงทุน ให้มีการออมการลงทุนสะสมเงินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมความพร้อม สำหรับชีวิตหลังเกษียณ

 

นอกจากนี้ เพื่อให้โครงการ TISA เป็นไปเพื่อคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง รัฐก็อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มเติมวงเงินสนับสนุนการออมการลงทุน แยกจากวงเงินการลงทุนที่นำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบการลงทุนเพื่อการเกษียณ แต่จะเป็นวงเงินการลงทุนที่จะได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลหรือดอกเบี้ยอย่างเต็มเม็ด เต็มหน่วยให้แก่ประชาชนทุกคน เพื่อส่งเสริมให้คนไทยออมและลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย หรือผู้ปกครองจะใช้สำหรับการวางแผนการลงทุนให้แก่บุตรก็สามารถทำได้ ถึงแม้จะเงินที่เริ่มลงทุนในช่วงต้นอาจจะน้อย แต่หากเริ่มลงทุนเร็ว ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และได้รับคำแนะนำในการจัดสรรพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสมก็ช่วยให้คนไทยสะสมความมั่งคั่งเพื่อความมั่นคงในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

 

ในมิติของระบบเศรษฐกิจ TISA จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระดมทุน หรือการลงทุนภายในประเทศ โดยเปลี่ยนเงินออมของประชาชนให้เป็นเงินลงทุน ระยะยาวที่สามารถสนับสนุนภาคธุรกิจและเศรษฐกิจจริง ส่งเสริมการลงทุนในกิจการที่มุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับความยั่งยืน อาทิ บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ Corporate Value Up (CVUP) หรือ JUMP+ ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญหรือเด่นในเรื่องธรรมาภิบาลที่ดีที่มีแผนพัฒนาธุรกิจอย่างชัดเจน ให้ผู้ลงทุนติดตามได้ หรือส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐ ต้องการสนับสนุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

ขณะเดียวกัน TISA ในฐานะแพลตฟอร์มการลงทุนระยะยาว จะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบธุรกิจด้านการเงินพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ เครื่องมือวางแผนการเงิน และระบบให้คำแนะนำที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุนมากขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายทางการเงิน ในระยะยาวอย่างเป็นระบบ

 

ช่วยลดพฤติกรรมการลงทุนตามกระแสหรือแรงจูงใจระยะสั้น โดยผู้ประกอบธุรกิจมุ่งแข่งขันกันบนพื้นฐานของความเหมาะสมของคำแนะนำ คุณภาพการให้บริการ เกิดการแข่งขันการให้บริการที่ดีขึ้น ภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม ทำให้เกิดระบบนิเวศการลงทุนที่เอื้อต่อผู้ลงทุนมากขึ้น

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า แนวคิดโครงการ TISA เป็นก้าวสำคัญในการปรับเปลี่ยน landscape ของการออมและการลงทุนของประเทศ จากระบบที่มีหลายผลิตภัณฑ์และหลายเงื่อนไข ไปสู่โครงสร้างที่เรียบง่าย ชัดเจน และเชื่อมโยงกันมากขึ้น ภายใต้บัญชีเดียวที่สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้ทุกกลุ่มและครอบคลุมทุกช่วงชีวิต

 

โดย TISA จะช่วยให้คนไทยบริหารเงินออมและการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถปรับพอร์ตให้เหมาะกับเป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาการลงทุน และสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ด้วยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ที่น่าเชื่อถือภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต.

 

ก.ล.ต. เชื่อว่า TISA จะช่วยยกระดับคุณภาพของการออมการลงทุน ให้เป็นการออมการลงทุนที่มีเป้าหมาย มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างความมั่นคงทางการเงินได้ในระยะยาว ทั้งในระดับบุคคลและครอบครัว เพื่อความอยู่ดีมีสุขทางการเงิน (Financial well-being) ของประชาชน อันเป็นการเสริมสร้างรากฐานที่แข็งแรงของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดข้อเสนอเชิงนโยบายและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอต่อกระทรวงการคลัง โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในตลาดทุน พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนการผลักดันแนวคิด TISA ให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและส่วนรวม

The post ก.ล.ต. เดินหน้าผลักดันโครงการ TISA หนุนคนไทยมีเงินใช้ ‘หลังเกษียณ’ ถกรัฐบาลเพิ่มวงเงินออม แยกจากลงทุนลดหย่อนภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังจ่อยกระดับเกณฑ์คัดกรอง ‘บัตรสวัสดิการฯ’ จ่อตรวจสอบสินทรัพย์ ตัดสิทธิผู้จดทะเบียน VAT-ลงทุนหุ้น-ประกันชีวิตมูลค่าสูง https://thestandard.co/welfare-card-screening-assets/ Thu, 21 May 2026 10:38:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1209767 ภาพกราฟิกแสดงการคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยเน้นการตรวจสอบสินทรัพย์ การลงทุนหุ้น และประกันชีวิตมูลค่าสูง เพื่อหาผู้มีรายได้น้อยที่แท้จริง

คลังเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ภายใ […]

The post คลังจ่อยกระดับเกณฑ์คัดกรอง ‘บัตรสวัสดิการฯ’ จ่อตรวจสอบสินทรัพย์ ตัดสิทธิผู้จดทะเบียน VAT-ลงทุนหุ้น-ประกันชีวิตมูลค่าสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยเน้นการตรวจสอบสินทรัพย์ การลงทุนหุ้น และประกันชีวิตมูลค่าสูง เพื่อหาผู้มีรายได้น้อยที่แท้จริง

คลังเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ภายในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ ยันเกณฑ์ใช้รายได้ 100,000 บาทต่อปีตามเดิม แต่จ่อนำข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์พิจารณาด้วย พร้อมตรวจสอบการถือครองสินทรัพย์ รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ พร้อมจ่อตัดสิทธิกลุ่มจดทะเบียน VAT ลงทุนหุ้น และมีประกันชีวิตมูลค่าสูง หวังคัดเหลือเฉพาะ ‘คนจนจริง’ เท่านั้น

 

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่เร็วๆ นี้ ภายในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม โดยเป้าหมายของการลงทะเบียนรอบนี้ทำไปเพื่อต้องการทบทวนและคัดกรองสิทธิให้เหลือเฉพาะ ‘ผู้มีรายได้น้อยจริงๆ’ อยู่ในระบบสวัสดิการของรัฐ

 

ลวรณอธิบายเพิ่มเติมว่า การคัดกรองรอบใหม่จะยังคงเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีไว้ตามเดิม แต่จะเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบผ่านระบบดิจิทัลและฐานข้อมูลที่มีความละเอียดมากขึ้น โดยจะตรวจสอบทั้งการถือครองสินทรัพย์ เช่น รถยนต์ และรถจักรยานยนต์

 

“เกณฑ์คัดกรองรอบใหม่ จะทำให้เหลือจำนวนผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการเป็นคนจนอย่างแท้จริง” ลวรณกล่าว

 

สอดคล้องกับ วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และโฆษกกระทรวงการคลัง ที่กล่าวว่า แม้เกณฑ์รายได้ยังคงเดิม แต่ระบบคัดกรองจะมีความรอบคอบมากขึ้น จากเดิมที่ตรวจสอบเฉพาะข้อมูลภาษีเงินได้ที่ยื่นแบบเท่านั้น แต่หลังจากนี้จะนำข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) เข้ามาพิจารณาร่วมด้วย รวมไปถึงตัดสิทธิผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผู้ที่ลงทุนในตลาดหุ้น รวมถึงการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่าสูง

 

นอกจากนี้ วินิจยังระบุว่า ในการลงทะเบียนใหม่รอบนี้ กระทรวงการคลังจะเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานอย่างน้อย 18 หน่วยงาน และนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อให้ข้อมูลมีความเป็นปัจจุบัน (Real-time) มากที่สุดเช่นกัน

 

“ที่ผ่านมามีทั้งผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผู้ที่ลงทุนในตลาดหุ้น รวมถึงการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่าสูง และบางรายสูงกว่า 1 ล้านบาทเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” วินิจกล่าว

 

โดยลวรณกล่าวเพิ่มเติมว่า เกณฑ์คัดกรองรอบใหม่ยังอยู่ระหว่างสรุปรายละเอียด ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา โดยจะมีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้ง หลังขั้นตอนการจัดทำหลักเกณฑ์แล้วเสร็จอย่างเป็นทางการ

The post คลังจ่อยกระดับเกณฑ์คัดกรอง ‘บัตรสวัสดิการฯ’ จ่อตรวจสอบสินทรัพย์ ตัดสิทธิผู้จดทะเบียน VAT-ลงทุนหุ้น-ประกันชีวิตมูลค่าสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บิทคับ’ เตรียมยกระดับเป็น Super App คาดเปิดให้เทรดหุ้นไทย – หุ้นนอก ในปี 70 เผยอยู่ระหว่างดีลซื้อกิจการเพิ่มใบอนุญาต หวังขยายฐานลูกค้าอีก 1 ล้านราย https://thestandard.co/bitkub-super-app-stocks-acquisition/ Thu, 21 May 2026 10:07:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1209763 โลโก้บิทคับ พร้อมข้อความ ‘บิทคับ’ ปั้น Super App เปิดเทรด ‘หุ้นไทย-นอก’ ปี 70

บิทคับ (Bitkub) กระดานเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีส่วนแบ่ง […]

The post ‘บิทคับ’ เตรียมยกระดับเป็น Super App คาดเปิดให้เทรดหุ้นไทย – หุ้นนอก ในปี 70 เผยอยู่ระหว่างดีลซื้อกิจการเพิ่มใบอนุญาต หวังขยายฐานลูกค้าอีก 1 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้บิทคับ พร้อมข้อความ ‘บิทคับ’ ปั้น Super App เปิดเทรด ‘หุ้นไทย-นอก’ ปี 70

บิทคับ (Bitkub) กระดานเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีส่วนแบ่งตลาดราว 70% ในไทย เตรียมยกระดับแพลตฟอร์มสู่การเป็น Super App ด้านการลงทุนที่ครบวงจร เพื่อเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อขายได้ทั้งคริปโตเคอร์เรนซี หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ไปจนถึงตราสารอนุพันธ์ต่างๆ ภายในแอปพลิเคชันเดียว โดยมีเป้าหมายคือการทลายกำแพงระหว่างโลกการเงินดั้งเดิมและโลกสินทรัพย์ดิจิทัล

 

อรรถกฤต ชิมผลาพิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การสร้าง Super App ในลักษณะนี้เคยเป็นเรื่องที่มีข้อจำกัดทางกฎหมายมาโดยตลอด จนกระทั่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เปิดทางให้สามารถดำเนินการได้เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา

 

โดยแนวทางในการดำเนินการคือการเข้าไปซื้อกิจการหรือบริษัทที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ เพื่อนำมาบูรณาการอยู่ภายใต้แอปพลิเคชันเดียวกัน ซึ่งขณะนี้บิทคับอยู่ระหว่างการพิจารณาและเจรจาดีลซื้อกิจการดังกล่าว

 

“สำหรับธุรกิจคริปโตต้องไปซื้อธุรกิจเข้ามาเพื่อให้มีใบอนุญาตให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ ก่อนจะให้บริการในแอปเดียวกันได้ คือเทรดได้ทั้งคริปโต เทรดได้ทั้งหุ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะลูกค้าของเราหลายๆ คนเริ่มเทรดครั้งแรกในชีวิตที่บิทคับ และไม่ได้มี exposure ในสินทรัพย์ประเภทอื่น ถ้าเราสามารถเปิดให้ลูกค้าเข้าถึงสินทรัพย์ได้หลากหลายขึ้น ก็จะช่วยให้พวกเขาสามารถกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ” อรรถกฤตกล่าว

 

อรรถกฤตระบุว่า ปัจจุบันบิทคับมีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้วกว่า 5.3 ล้านคน ซึ่งนักลงทุนจำนวนมากเริ่มต้นการลงทุนครั้งแรกในชีวิตผ่านตลาดคริปโต และยังไม่มีการกระจายพอร์ตไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่น การนำเสนอผลิตภัณฑ์อย่างหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวมได้

 

เมื่อก้าวสู่การเป็น Super App บิทคับน่าจะสามารถขยายฐานลูกค้าในไทยได้อีกอย่างน้อย 1 ล้านราย โดยอรรถกฤตบอกว่า “จริงๆ แล้วเราคาดหวังมากกว่านั้น”

 

นอกจากนี้ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด บริษัท AI ระดับโลกเหล่านี้ล้วนเป็นบริษัทแห่งอนาคตที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ บิทคับจึงต้องการเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงการเป็นเจ้าของนวัตกรรมเหล่านี้ได้อย่างไร้รอยต่อ

 

สำหรับกรอบเวลาในการเปิดตัว Super App อย่างเป็นทางการนั้น คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ภายในปี 2570 เนื่องจากกระบวนการเข้าซื้อกิจการยังต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 นี้นักลงทุนอาจจะได้เห็นความคืบหน้าสำคัญ อย่างการประกาศดีลควบรวมกิจการ รวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น Crypto Futures ที่ทาง ก.ล.ต. เพิ่งอนุญาตให้ทำได้ รวมถึงการเพิ่มคู่เทรดเหรียญกับเหรียญสเตเบิลคอยน์อย่าง USDT เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุน

 

หากบิทคับสามารถผลักดัน Super App นี้ได้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวที่คล้ายคลึงกับแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Robinhood ในสหรัฐอเมริกา และบิทคับมุ่งหวังที่จะเป็นผู้เล่นรายแรกที่ทำได้สำเร็จในประเทศไทย

 

ในแง่ของสภาวะตลาดคริปโตในปัจจุบันที่อยู่ในช่วงพักฐาน อรรถกฤตมองว่า ตลาดยังคงดำเนินไปตามวัฏจักร 4 ปี (4-Year Cycle) ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่มีขึ้นและมีลง ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม รวมถึงนโยบายการพิมพ์เงินของธนาคารกลางทั่วโลก สินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัดอย่างบิทคอยน์ (Bitcoin) จะยิ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณสมบัติในการเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจหรือสงครามอย่างตุรกี ที่มีอัตราการเปิดรับคริปโตสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากประชาชนต้องการสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าและสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้ง่าย

 

แม้จะมีผู้เล่นรายใหม่จากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ของบิทคับปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 70% จากเดิมที่เคยสูงถึง 80-90% แต่อรรถกฤตยืนยันว่า ในแง่ของปริมาณการซื้อขาย (Volume) และฐานลูกค้าของบิทคับไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด

 

ตัวเลขส่วนแบ่งที่เปลี่ยนไปเกิดจากคู่แข่งนำฐานปริมาณการซื้อขายจากต่างประเทศเข้ามานับรวมด้วย ในขณะที่ความแข็งแกร่งทางการเงินของบิทคับยังคงมั่นคง บริหารจัดการเงินอย่างระมัดระวัง และสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีความตึงเครียดทางการเงิน

 

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าและเป็นมิตรต่ออุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ไม่ว่าจะเป็นการยกเว้นภาษี Capital Gain สำหรับคริปโต การเปิดกว้างเรื่องโทเคนเพื่อการลงทุน ไปจนถึงการสนับสนุนจากหน่วยงานกำกับดูแล บิทคับเองก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นกระดานเทรด แต่ได้สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ครอบคลุมทั้ง Bitkub Chain, Bitkub Academy, Bitkub Ventures, Bitkub Portal และล่าสุดคือการขยายเข้าสู่ธุรกิจสุขภาพและอายุยืนยาว (Longevity)

 

ภาพ: ‘บิทคับ’ ปั้น Super App

The post ‘บิทคับ’ เตรียมยกระดับเป็น Super App คาดเปิดให้เทรดหุ้นไทย – หุ้นนอก ในปี 70 เผยอยู่ระหว่างดีลซื้อกิจการเพิ่มใบอนุญาต หวังขยายฐานลูกค้าอีก 1 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>