Market – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-market/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 21 Aug 2026 02:05:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 หุ้น Unitree พุ่ง 460% วันแรก มูลค่าแตะ 1.67 ล้านล้านบาท เปิดศักราช IPO หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายแรกของจีน https://thestandard.co/unitree-humanoid-robot-china-ipo/ Fri, 21 Aug 2026 01:59:31 +0000 https://thestandard.co/unitree-humanoid-robot-china-ipo/ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากบริษัท Unitree Robotics กำลังแสดงท่าทาง

หุ้นของ Unitree Robotics ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สัญช […]

The post หุ้น Unitree พุ่ง 460% วันแรก มูลค่าแตะ 1.67 ล้านล้านบาท เปิดศักราช IPO หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายแรกของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากบริษัท Unitree Robotics กำลังแสดงท่าทาง

หุ้นของ Unitree Robotics ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สัญชาติจีน ปรับขึ้น 460% ในวันแรกของการซื้อขายบนตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้เมื่อวันพุธ (19 ส.ค.) สะท้อนความสนใจอย่างล้นหลามของนักลงทุนต่อบริษัทที่มีชื่อเสียงจากหุ่นยนต์ซึ่งเคลื่อนไหวได้ลื่นไหลราวนักกีฬา

 

 

บริษัทระดมทุนได้ 6,100 ล้านหยวน (ประมาณ 2.98 หมื่นล้านบาท) จากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ซึ่งถือเป็นการเข้าตลาดหลักทรัพย์ในจีนแผ่นดินใหญ่ครั้งแรกของผู้พัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

 

เมื่อเปิดการซื้อขาย ราคาหุ้นพุ่งขึ้นสูงสุดถึง 629% เหนือราคา IPO ที่ 150.8 หยวน (ประมาณ 737 บาท) ไปแตะระดับ 1,100 หยวน (ประมาณ 5,379 บาท) ก่อนย่อตัวลงมาปิดที่ 845 หยวน (ประมาณ 4,132 บาท)

 

ราคาปิดดังกล่าวทำให้บริษัทซึ่งจดทะเบียนในชื่อ Yushu Technology มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 342,000 ล้านหยวน (ประมาณ 1.67 ล้านล้านบาท) แซงหน้าบริษัทเทคโนโลยีที่เพิ่งเข้าตลาดก่อนหน้านี้หลายราย โดยระหว่างวันมูลค่าเคยขึ้นไปสูงกว่า 445,000 ล้านหยวน (ประมาณ 2.18 ล้านล้านบาท)

 

ความคลั่งไคล้ที่สะท้อนผ่านยอดจองซื้อล้นทะลัก

 

ความต้องการของนักลงทุนเห็นได้จากยอดจองซื้อที่ล้นเกินจำนวนหุ้นที่เสนอขายอย่างมาก โดยรายงานของ Nikkei Asia ระบุว่านักลงทุนรายย่อยจองซื้อเกินกว่า 8,000 เท่า ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของตลาด STAR Market ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีในเซี่ยงไฮ้ ขณะที่ Financial Times ระบุตัวเลขในส่วนของนักลงทุนรายย่อยไว้ที่กว่า 5,500 เท่า

 

เคนนี อึ้ง นักกลยุทธ์จาก Everbright Securities International มองว่าตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความกระตือรือร้นอย่างมหาศาลของนักลงทุนที่มีต่อบริษัท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่ Unitree เป็นแบรนด์ที่คนจีนแผ่นดินใหญ่รู้จักดี

 

ชื่อเสียงดังกล่าวมาจากการที่หุ่นยนต์ของบริษัทเคยขึ้นแสดงเต้น กระโดด และชกมวยในงานกาลาเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นรายการที่มีผู้ชมมากที่สุดรายการหนึ่งของโทรทัศน์จีน

 

อีกเหตุผลที่ทำให้ยอดจองซื้อสูงผิดปกติคือหน่วยงานกำกับดูแลจีนคุมไม่ให้บริษัทตั้งราคาขายหุ้น IPO สูงเกินไป โดยกำหนดให้ต้องเทียบราคากับบริษัทในกลุ่มธุรกิจเดียวกันทั้งในจีนและทั่วโลก

 

การคุมราคาเช่นนี้มีเป้าหมายเพื่อไม่ให้นักลงทุนรายย่อยซื้อหุ้นแพงเกินจริงจนขาดทุน แต่พอราคา IPO ถูกกว่ามูลค่าที่ตลาดให้ คนก็ยิ่งแห่จองเพราะมองว่าได้ของถูก ขณะที่บริษัทระดมทุนได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

 

ที่น่าสนใจคือราว 20% ของหุ้นที่เสนอขายถูกจัดสรรให้นักลงทุนเชิงกลยุทธ์ ซึ่งรวมถึงสตาร์ทอัพด้าน AI อย่าง DeepSeek, บริษัทลงทุนในเครือ Tencent และหน่วยลงทุนของรัฐวิสาหกิจรายใหญ่อย่าง China National Petroleum, China Southern Power Grid และ China Telecom

 

โดย DeepSeek ได้รับจัดสรรหุ้นสัดส่วน 2.31% พร้อมข้อกำหนดห้ามขายเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งความร่วมมือนี้เปิดทางให้ Unitree ใช้ความสามารถด้าน AI ของ DeepSeek มาพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์สำหรับหุ่นยนต์ของตน

 

จากหุ่นยนต์สี่ขาสู่ผู้ผลิตฮิวแมนนอยด์อันดับ 1 ของโลก

 

Unitree ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2016 ที่เมืองหางโจว โดย หวังซิงซิง ผู้เคยทำงานที่ DJI ผู้ผลิตโดรนอยู่ช่วงสั้นๆ ซึ่งในช่วงแรกบริษัทเน้นพัฒนาหุ่นยนต์สี่ขาที่มีลักษณะคล้ายสุนัข ก่อนหันมาทำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในปี 2023 ตามการพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI

 

ปัจจุบัน Unitree เป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายใหญ่ที่สุดของโลกเมื่อวัดจากยอดขาย โดยหนังสือชี้ชวนระบุว่าเมื่อปีก่อนบริษัทส่งมอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไปกว่า 5,500 ตัว ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของโลก ส่วนยอดขายสะสมของหุ่นยนต์สี่ขาอยู่ที่มากกว่า 33,000 ตัว

 

ด้านผลประกอบการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยรายได้เพิ่มจาก 159 ล้านหยวน (ประมาณ 778 ล้านบาท) ในปี 2023 เป็น 393 ล้านหยวน (ประมาณ 1.92 พันล้านบาท) ในปี 2024 ก่อนกระโดดขึ้นเป็น 1,700 ล้านหยวน (ประมาณ 8.31 พันล้านบาท) ในปี 2025

 

ขณะที่บริษัทพลิกจากขาดทุนสุทธิ 11.1 ล้านหยวน (ประมาณ 54 ล้านบาท) ในปี 2023 มาเป็นกำไรสุทธิ 95.5 ล้านหยวน (ประมาณ 467 ล้านบาท) ในปี 2024 และ 278 ล้านหยวน (ประมาณ 1.36 พันล้านบาท) ในปี 2025

 

อย่างไรก็ตาม การเติบโตเริ่มชะลอลง โดยบริษัทคาดว่ารายได้ครึ่งปีแรกของปีนี้จะอยู่ที่ราว 1,050-1,130 ล้านหยวน (ประมาณ 5.13-5.53 พันล้านบาท) หรือเติบโต 35.6-45.4% จากปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราที่ช้าลงกว่าเดิม แต่ยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในธุรกิจหลักไว้ได้ในระดับสูง โดยเพิ่มจาก 44.2% ในปี 2023 เป็น 60.1% ในปี 2025

 

สำหรับเงินที่ระดมทุนได้ บริษัทระบุว่าจะใช้ราว 4,200 ล้านหยวน (ประมาณ 2.05 หมื่นล้านบาท) ไปกับการพัฒนาโมเดล AI สำหรับหุ่นยนต์, การวิจัยหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์, โครงการผลิตภัณฑ์ใหม่ และการขยายกำลังการผลิต

 

เสียงเตือนเรื่องมูลค่าที่สูงเกินพื้นฐาน

 

แม้ตลาดจะตอบรับอย่างร้อนแรง แต่นักวิเคราะห์บางส่วนก็แสดงความกังวล โดย เวย์เซิร์น หลิง กรรมการผู้บริหารจาก Union Bancaire Privée ระบุว่าไม่มีพื้นฐานรองรับการพุ่งขึ้นของราคาหุ้นครั้งนี้ เพราะเป็นผลจากกระแสของนักลงทุนรายย่อย

 

เขาเสริมว่ามูลค่าหุ้นอยู่ในระดับสูงมาก ขณะที่แนวโน้มยังไม่แน่นอน เนื่องจากอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นทั้งการพัฒนาและการนำไปใช้จริง

 

ความกังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขอัตราส่วนราคาต่อกำไรย้อนหลังที่พุ่งขึ้นไปเกือบ 1,200 เท่า ขณะที่ราคา IPO คิดเป็น 35.89 เท่าของยอดขาย เทียบกับคู่แข่งที่จดทะเบียนในฮ่องกงอย่าง UBTech Robotics และ Shenzhen Dobot ที่อยู่ราว 20 เท่า

 

ในทางกลับกัน ฝ่ายที่มองบวกชี้ว่าจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมกำลังใกล้เข้ามา โดยนักวิเคราะห์จาก JPMorgan Chase ระบุว่าการผลิตจำนวนมากใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว

 

พร้อมคาดการณ์ว่ายอดส่งมอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 60,000 ตัวในปีนี้ จาก 18,000 ตัวในปี 2025 และแตะ 1.75 ล้านตัวภายในปี 2030 โดยจีนจะมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการทั้งโลก

 

ขณะที่ Morgan Stanley ปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดส่งมอบปี 2026 เป็น 50,000 ตัว จากเดิม 28,000 ตัว แต่ เซิงจง หัวหน้าฝ่ายวิจัยอุตสาหกรรมจีนของ Morgan Stanley เตือนว่าบริษัทที่ข้ามอุตสาหกรรมเข้ามาทำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์บางรายอาจสำเร็จ แต่อีกจำนวนมากมีแนวโน้มจะเจออุปสรรค

 

อีกความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือแรงกดดันจากสหรัฐฯ หลังคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ประกาศห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ผลิตในต่างประเทศเมื่อเดือนก่อนด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ซึ่งถูกมองอย่างกว้างขวางว่าพุ่งเป้าไปที่สินค้าจีน

 

ประเด็นนี้นับว่ามีน้ำหนักเพราะรายได้จากต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของรายได้ Unitree โดยตลาดสหรัฐฯ มีสัดส่วนระหว่าง 13.3-18.4% แล้วแต่ปี

 

อย่างไรก็ตาม หนังสือชี้ชวนระบุว่าหุ่นยนต์รุ่นหลักของบริษัทได้รับการรับรองจาก FCC ไปแล้วก่อนกฎใหม่จะมีผล จึงยังจำหน่ายในสหรัฐฯ ได้อย่างถูกกฎหมาย แต่รุ่นที่จะออกในอนาคตอาจต้องเผชิญอุปสรรคดังกล่าว

 

ภาพ: Kevin Frayer/Getty Images

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.92 บาท และ 1 หยวน เท่ากับ 4.89 บาท ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง:

The post หุ้น Unitree พุ่ง 460% วันแรก มูลค่าแตะ 1.67 ล้านล้านบาท เปิดศักราช IPO หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายแรกของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปกลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลังปี 69 หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น อานิสงส์เม็ดเงิน FDI เงินไหลออก MAG 7 แนะลงทุนหุ้นเทคฯ เอเชีย-เฮลท์แคร์ กระจายความเสี่ยง https://thestandard.co/h2-2026-investment-outlook/ Thu, 20 Aug 2026 02:22:09 +0000 https://thestandard.co/h2-2026-investment-outlook/ ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน

ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้โลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบ […]

The post สรุปกลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลังปี 69 หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น อานิสงส์เม็ดเงิน FDI เงินไหลออก MAG 7 แนะลงทุนหุ้นเทคฯ เอเชีย-เฮลท์แคร์ กระจายความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน

ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้โลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งสงครามการค้า สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ทำให้เกิดซัพพลายเชนช็อกไปทั่วโลก จนกระตุ้นเงินเฟ้อให้ปรับสูงขึ้นอีกครั้ง กดดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่ตลาดหุ้นทั้งเอเชียและสหรัฐฯ กลับเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ด้วยแรงขับเคลื่อนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI

 

 

 

คำถามคือในช่วงครึ่งหลังของปี ธีม AI ยังน่าลงทุนอยู่ไหม, หุ้นไทยจบรอบขาขึ้นหรือยัง แล้วตราสารหนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนได้แค่ไหน

 

THE STANDARD WEALTH สรุปมุมมองการลงทุนช่วงครึ่งหลังปี 2569 จากงานสัมมนา FETCO x ThaiBMA Investment Forum 2026 Investment in the

 

Storm – ลงทุนให้มั่นคง เมื่อโลกกำลังสั่นไหว

 

หุ้นไทยยังไม่จบรอบขาขึ้น

 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุน 5 ด้าน

 

  • เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ดี แม้เผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนจากกำไรบริษัทจดทะเบียนโลกที่เติบโตมากที่สุดในรอบ 6 ปี โดยในไตรมาส 2/2569 เติบโตมากกว่า 35% ทำให้ธุรกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก
  • เงินเฟ้อไม่รุนแรง และมีแนวโน้มชะลอลง แม้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์จะผันผวน แต่ผลกระทบของเงินเฟ้อยังจำกัด ทำให้ดอกเบี้ยโลกไม่ต้องปรับขึ้นแรง
  • ไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลก ไทยมีทิศทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจใหม่ที่ชัดเจน จากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ประกอบกับเป็นประเทศที่มีความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ทำให้ไทยเป็นจุดหมายการลงทุนที่สำคัญ สะท้อนจากมูลค่าลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.31 ล้านล้านบาท ในช่วง 6 เดือนแรก

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 1

 

  • เศรษฐกิจไทยกำลังวางรากฐานสู่การเติบโตรอบใหม่ แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่สามารถออกจากวังวนเศรษฐกิจโตต่ำ ในช่วง 2570-2571 IMF มองว่า เศรษฐกิจไทยจะเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศของ BOI เริ่มไหลสู่เศรษฐกิจจริง
  • ตลาดหุ้นไทยพื้นฐานดี ทั้งในแง่ของระดับราคา (Valuation) ยังไม่แพง

 

โดยปัจจุบัน P/E อยู่ที่ 15 เท่า และกำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวกลับมาอย่างแท้จริง โดยในไตรมาสที่ 1/2569 เติบโต 3.52 แสนล้านบาท ทำให้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทย แทนที่จะปรับลดเหมือนช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าผลประกอบการของธุรกิจในประเทศจะเริ่มฟื้นตัวและทำได้ดีกว่าที่คาดไว้

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 2

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 3

 

แม้ดัชนี SET จะปรับตัวขึ้นมาเยอะตั้งแต่ต้นปี แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีหุ้นถึง 61% ที่ยังคงซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) เนื่องจากการปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมาขับเคลื่อนด้วยหุ้นใหญ่เพียง 30-50 ตัวเท่านั้น

 

ทำให้ช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังเป็น safe haven ของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดที่ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Upside) ได้

 

แม้ตลาดหุ้นไทยจะไม่มีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง AI โดยตรง แต่ธุรกิจดั้งเดิม (Old economy) ยังมีความแข็งแกร่งและได้รับอานิสงส์จากการเป็นหนึ่งในซัพพลายโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจมีดังนี้

 

  • กลุ่มสื่อสาร : จะได้รับประโยชน์สูงจากการเติบโตของ AI และการขยายตัวของ Data Center เนื่องจากระบบเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายและการติดต่อสื่อสารเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลออกไปภายนอก ยิ่งเทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้งานแพร่หลายมากขึ้น ธุรกิจสื่อสารยิ่งเป็นที่ต้องการตัวเพิ่มขึ้น
  • กลุ่มโรงไฟฟ้า : ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานและเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสำคัญในระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่จะเติบโตควบคู่กันไป
  • กลุ่มธนาคาร : เป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเริ่มเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ (Investment Cycle) ที่เกิดขึ้นในประเทศ ตามมาตรการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของภาครัฐ

 

เงินไหลออก 7 นางฟ้า หุ้นอุตสาหกรรมรับอานิสงส์นโยบายทรัมป์

 

ชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลน. ฟินโนมีนา จำกัด ให้มุมมองว่า ธีม AI ยังลงทุนได้ แต่ต้องเลือกลงทุนในภาพกว้างทั้งอุตสาหกรรม ไม่จำกัดแค่

 

กลุ่มหุ้น semiconductor เพราะมูลค่าแพงเกินไปแล้ว และมี upside จำกัด เนื่องจากตลาดตั้งคำถามกับ Hyperscaler มากขึ้นว่าโมเดลการหารายได้จาก AI ที่ลงทุนไป เปลี่ยนเป็นกำไรและรายได้จริงได้แค่ไหน เช่น META ที่ลงทุน AI แชตบอต แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ตลาดจึงตั้งคำถามว่าบริษัทจะหารายได้อย่างไร นอกจากใช้ AI ยิงแอดโฆษณา

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2568 หุ้น 7 นางฟ้า (Magnificent 7) ไม่ได้เป็นตัวแบกดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง S&P500 และ NASDAQ เพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป แต่กำไรเริ่มกระจายไปยังหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เดิมทีกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่หรือ Hyperscalers มักนำเงินสดไปซื้อหุ้นคืน เพื่อดัน ROE ของตัวเอง

 

ปัจจุบัน Big Tech ได้เปลี่ยนแนวทางนำเงินสดไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มากขึ้น ทำให้เม็ดเงินไหลไปหล่อเลี้ยงหุ้นกลุ่มชิป, Smart Grid, ระบบทำความเย็น (Cooling System) รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่รับงานก่อสร้าง Data Center ดังนั้นการลงทุนหุ้น Big Tech รายตัว เพื่อหวังกินกำไรยาวๆ มีความเสี่ยงที่จะให้ผลตอบแทน underperform หลังจากนี้

 

ท่ามกลางแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งในระยะข้างหน้า ทำให้ปัจจุบันมูลค่าหุ้นสหรัฐฯ ถูกลง โดยไตรมาส 2/2569 กำไรหุ้นสหรัฐฯ ใน S&P 500 เติบโต 50.7% แข็งแกร่งกว่าคาด เช่นเดียวกับกำไรหุ้นโลกที่เติบโตแซงเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนโดยกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) เช่น ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่โตแรง เพราะหุ้นชิปหน่วยความจำอย่าง samsung และ SK hynix สะท้อนว่า ช่วงครึ่งปีหลัง โอกาสการลงทุนหุ้น AI ไม่ได้จำกัดแค่ตลาดสหรัฐฯ แต่ขยายไปยังตลาดหุ้นในเอเชีย

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 4

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 5

 

นอกจากนี้ การดำเนินนโยบาย Reshoring ของทรัมป์ เพื่อดึงฐานการผลิตห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญกลับสหรัฐฯ จะทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าหุ้นอุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมูลค่ายังถูก เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่ม Big Tech

 

สำหรับคนที่ต้องการลงทุนในธีม AI แต่อยากกระจายความเสี่ยง และลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Healthcare ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะอยู่ในเทรนด์ Longevity ที่เติบโตไปพร้อมกับ AI โดยมีลักษณะผสมระหว่างหุ้นเติบโตกับหุ้น Defensive บางช่วงให้ผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ย S&P500 แต่เติบโตไม่แรงเท่าหุ้น AI ทั้งนี้ เมื่อหุ้นเทคโนโลยีเกิดการปรับฐาน หุ้นกลุ่มนี้จะทำหน้าที่กระจายความเสี่ยง เพราะแทบไม่ได้รับผลกระทบ

 

สำหรับแนวทางการจัดพอร์ตลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แนะนำถือตราสารหนี้ในสัดส่วน 30-40% ผสมระหว่างพันธบัตรไทยและพันธบัตรสหรัฐฯ กระจายความเสี่ยงด้วยการถือทองคำ 10% ส่วนที่เหลืออีก 50% นำไปลงทุนในหุ้น แบ่งเป็นหุ้นเทคโนโลยี 25-30% ควบคู่กับหุ้นกลุ่ม Healthcare

 

7 เดือนแรก หุ้นกู้ออกใหม่น้อยลง High Yield หดตัว 18%

 

อริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในระยะข้างหน้า คาดว่าบอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี จะทรงตัวอยู่ในกรอบแคบ จากระดับปัจจุบันที่ 2.08% (ข้อมูล ณ 31 ก.ค. 2569) โดยจะผันผวนน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี หากสถานการณ์สงครามอิหร่านไม่ได้ยกระดับความรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ

 

ส่วนบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ คาดว่า จะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ผันผวนอย่างต่อเนื่องจากระดับปัจจุบันที่ 4.75% (ข้อมูล ณ 31 ก.ค. 2569) จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ทิศทางดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทั้งนี้ตลาดคาดว่า FED จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ทำให้ดอกเบี้ยอาจทรงตัวสูงนานต่อเนื่อง

 

สำหรับภาพรวมสถานการณ์หุ้นกู้ 7 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า มียอดออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ 4.48 แสนล้านบาท โดยยอดออกหุ้นกู้ใหม่ยังน้อยกว่าหุ้นกู้ที่ครบกำหนด เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่และธนาคารมีทางเลือกอื่นในการระดมเงิน เช่น กลุ่มธนาคารที่มีสภาพคล่องส่วนเกินจึงไม่จำเป็นต้องออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนชุดเดิม ในขณะที่บริษัทใหญ่บางแห่งเลือกขอสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารแทน ในช่วงครึ่งปีแรกที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยมีความผันผวน

 

ทั้งนี้ ยอดการออกหุ้นกู้กลุ่ม Investment Grade เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตสูง (AAA, AA และ A) ยังคงขายได้ 100% ตามเป้าหมายที่ต้องการ และกลุ่ม BBB ก็แทบไม่มีปัญหาในการเสนอขาย ในขณะที่กลุ่ม High Yield ลดลงถึง 18% สะท้อนว่านักลงทุนมีความระมัดระวังในหุ้นกู้ และหันมาเลือกลงทุนเป็นรายบริษัทมากขึ้น

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 6

 

เมื่อพิจารณาสถานะการเงิน พบว่า บริษัทใหญ่ 10 อันดับแรกที่ออกหุ้นกู้เยอะที่สุด มีอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio – ICR) สูงกว่า 3 เท่าเกือบทุกบริษัท และมีอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ต่ำกว่า 2 เท่า สะท้อนผลกำไรที่เพียงพอในการจ่ายภาระดอกเบี้ย

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 7

 

ด้านสถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้ พบว่า สภาพคล่องของบริษัทไทยตึงตัวอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน ในภาพรวมยอดหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ค่อนข้างคงที่ เนื่องจากกระบวนการฟ้องร้องทางกฎหมายต้องใช้เวลา โดยหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้กระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรมไม่จำกัดแค่ภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น ภาคก่อสร้าง พลังงาน และท่องเที่ยว

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 8

 

ทั้งนี้ บริษัทที่ออกหุ้นกู้แล้วขอปรับโครงสร้างหนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเป็นกลุ่มที่ต้องจับตาต่อไป เพราะหากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น และยังไม่สามารถจัดการปัญหาขาดสภาพคล่องได้ ก็มีโอกาสที่หุ้นกู้กลุ่มนี้จะกลับมาผิดนัดชำระหนี้ได้ ดังนั้นในระยะข้างหน้า คาดว่าจะไม่เห็นผู้ผิดนัดชำระหนี้รายใหม่ แต่จะเป็นรายเดิมที่ขอยืดระยะเวลาจ่ายหนี้ แล้วไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ตามเงื่อนไขได้

 

ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

The post สรุปกลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลังปี 69 หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น อานิสงส์เม็ดเงิน FDI เงินไหลออก MAG 7 แนะลงทุนหุ้นเทคฯ เอเชีย-เฮลท์แคร์ กระจายความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกงบ บจ. สหรัฐฯ Q2 โตแกร่งเกินคาด ท่ามกลางดอกเบี้ย-สงครามป่วน จับตา ‘กระแสเงินสด’ – กลยุทธ์ ‘Buy on Weakness’ https://thestandard.co/us-q2-earnings-strong-cash-flow-buy-weakness/ Wed, 19 Aug 2026 07:38:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1243678 ภาพตึกระฟ้าในนิวยอร์ก สื่อถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในสหรัฐฯ ประจ […]

The post เจาะลึกงบ บจ. สหรัฐฯ Q2 โตแกร่งเกินคาด ท่ามกลางดอกเบี้ย-สงครามป่วน จับตา ‘กระแสเงินสด’ – กลยุทธ์ ‘Buy on Weakness’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตึกระฟ้าในนิวยอร์ก สื่อถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในสหรัฐฯ ประจำไตรมาสที่ 2 ที่เพิ่งประกาศออกมาล่าสุด ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เผชิญกับปัจจัยกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ย สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดหุ้น

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P 500 ภาพรวมออกมา ‘ดีจนผิดปกติ’ โดยมีตัวเลขสำคัญดังนี้

 

  • การเติบโตของรายได้ : โดยเฉลี่ยเติบโตถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY)
  • อัตรากำไร (Margin): อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งประมาณ 16.9%
  • กำไรสุทธิ (Net Profit): หากดูตัวเลขรวมรายการพิเศษจะเติบโตสูงถึง 50% YoY เนื่องจากมีรายการพิเศษจากการประเมินมูลค่าทางบัญชี (Mark to Market) ของหุ้นที่เข้าจดทะเบียนในตลาด เช่น Anthropic หรือ SpaceX แต่หากตัดรายการพิเศษเหล่านี้ออกไป กำไรสุทธิก็ยังเติบโตได้แข็งแกร่งถึงประมาณ 22% ทั้งนี้ หากพิจารณาตัวเลขค่าเฉลี่ยสุทธิของ S&P 500 จะพบว่ากำไรเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 32% YoY ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 1 ที่เติบโต 25%

 

ความน่าสนใจในมิตินี้คือ แม้เราจะทดลองตัดกลุ่มเทคโนโลยี (Technology) หรือกลุ่มพลังงาน (Energy) ออกไป ดัชนี S&P 500 ก็ยังสามารถเติบโตในระดับ 20% กว่า สะท้อนให้เห็นว่า แม้ตลาดจะถูกรุมเร้าด้วยปัญหาสงคราม ราคาน้ำมันแพง และความไม่แน่นอนของดอกเบี้ย แต่รายได้และกำไรของ บจ. สหรัฐฯ ยังสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนว่าปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจยังคงไปต่อได้ดี

 

เปิดลายแทงรายอุตสาหกรรม กลุ่มเด่นดันตลาด และกลุ่มที่ยังชะลอตัว

 

จากการวิเคราะห์เชิงลึก พบว่าการเติบโตในรอบนี้กระจุกตัวอยู่ในสองกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่

 

  • กลุ่มพลังงาน (Energy): ได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลดีต่อทั้งอุตสาหกรรม
  • กลุ่มเทคโนโลยี (Technology): ได้รับประโยชน์จากการเติบโตอย่างมหาศาลของ AI Infrastructure และงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
  • กลุ่มการเงินและธนาคาร (Financials & Banking): เติบโตได้ดีในระดับ 20% ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากตลาดทุนที่ปรับตัวขึ้นและการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมการระดมทุนและการทำ IPO
  • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Staples & Discretionary): แม้จะรู้สึกว่าชะลอตัว แต่ในภาพรวมยังสามารถเติบโตได้ในระดับ 10% ทว่าในมุมมองของผู้บริโภคทั่วไป ภาพรวมของกลุ่มนี้ยังคงมีลักษณะทรงตัวและยังไม่ฟื้นตัวเด่นชัดนัก

 

กระแสเงินลงทุน AI และ Hyper Scaler ยังไม่แผ่ว

 

ในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือ Hyper Scaler เช่น Google, Microsoft, Meta และ Amazon ทุกบริษัทต่างยังมีแนวโน้มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ไปต่ออย่างแข็งแกร่ง โดยส่วนใหญ่ ยกเว้น Microsoft ต่างมีการเพิ่มงบลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (CapEx) ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้ ตัวเลข CapEx รวมกันของยักษ์ใหญ่กลุ่มนี้จะแตะระดับเกือบ 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับการลงทุนในเทคโนโลยี AI

 

นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรงอย่าง Anthropic หรือ Open AI ก็มีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ช่วยยืนยันว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มีความต้องการใช้งานและสร้างรายได้จริงอย่างสมเหตุสมผล

 

ทำไม ‘งบดีแต่ราคาหุ้นกลับร่วง’ เมื่อตลาดหันมาจับตา ‘คุณภาพกำไร’

 

บทเรียนสำคัญจากงวดนี้คือ ปรากฏการณ์ที่บริษัทประกาศงบดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลงสวนทางกัน คุณชาตรีอธิบายว่า เป็นเพราะปัจจุบันนักลงทุนมองลึกไปมากกว่าแค่ตัวเลขกำไร แต่โฟกัสที่ “คุณภาพของผลประกอบการ” และกระแสเงินสด

 

  • ความกังวลเรื่องแนวโน้มอนาคต (Guidance): หากผลงานงวดปัจจุบันดี แต่แนวโน้มอนาคตส่งสัญญาณชะลอตัว ตลาดจะเริ่มเกิดความกังวลทันที
  • กระแสเงินสด (Cash Flow) คือคำตอบ: หุ้นหลายบริษัท เช่น Meta หรือ Amazon ที่แม้จะประกาศกำไรดีกว่าคาด แต่หากกระแสเงินสดลดลง ราคาหุ้นก็ปรับตัวลดลงทันที
  • เติบโตอย่างยั่งยืน: ตลาดต้องการเห็นบริษัทที่เติบโตด้วยกระแสเงินสดที่แท้จริง ไม่ใช่การเติบโตที่เกิดจากการกู้ยืมเงินหรือการใช้ Leverage สูงเกินไป ทำให้การลงทุนต่อจากนี้ต้องอาศัยความระมัดระวังมากขึ้นอย่างมาก

 

จับตาประเด็น Data Center สหรัฐฯ และความท้าทายจาก “จีน”

 

ประเด็นร้อนที่เพิ่งเกิดขึ้นคือ ความพยายามของบางรัฐในสหรัฐฯ เช่น รัฐเท็กซัส (Texas) และรัฐนิวยอร์ก (New York) ที่สั่งชะลอหรือทบทวนการก่อสร้าง Data Center ใหม่ ซึ่งรากฐานของปัญหามาจากความกังวลเรื่องค่าไฟและราคาพลังงาน ที่อาจส่งผลกระทบและเข้าไปแย่งชิงทรัพยากรไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมอื่น

 

  • กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก: คือกลุ่มที่เป็นเจ้าของ Data Center หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่ต้องเลื่อนหรือทบทวนโครงการออกไปก่อน
  • กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจำกัด: คือกลุ่ม Supply Chain ของ Data Center (เช่น ผู้ผลิตอุปกรณ์หรือชิปเซมิคอนดักเตอร์) ที่แม้โครงการจะชะลอตัวในบางรัฐ แต่พวกเขายังสามารถย้ายไปผลิตหรือสร้างในรัฐอื่น หรือกระทั่งในต่างประเทศได้
  • กลุ่มที่ได้ประโยชน์: คือกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหรือผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีทรัพยากรในมืออยู่แล้ว ซึ่งจะกลายเป็นที่ต้องการมากขึ้น

 

ในระยะยาว ปัญหานี้ไม่ได้เปลี่ยนภาพใหญ่ของการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI เนื่องจากอุปสงค์ (Demand) ของ AI ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่สามารถดีเลย์การอนุมัติเหล่านี้ออกไปได้นานเกินไป เนื่องจากต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันกับประเทศจีนที่มีความโดดเด่นในเรื่องของพลังงานที่เหลือเฟือและกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างรวดเร็วเช่นกัน

 

แนวโน้มผลประกอบการระยะต่อไป และ 3 ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา

 

หากดูการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์โดยเฉลี่ย แนวโน้มในไตรมาสถัดๆ ไปยังคงอยู่ในระดับที่ดี โดยคาดการณ์ว่า

 

  • ไตรมาส 3: กำไรจะเติบโตประมาณ 27%
  • ไตรมาส 4: กำไรจะเติบโตประมาณ 25%
  • ทั้งปี 2569 (2026): คาดว่าจะเติบโตได้เฉลี่ยประมาณ 30%

 

อย่างไรก็ดี คุณชาตรีตั้งข้อสังเกตว่า อัตราการเติบโตที่สูงเป็นพิเศษในปีนี้ ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบทางภาษี (IEPA) ของปีที่แล้วที่ถูกสั่งเก็บ ทำให้กำไรของปีก่อนหน้าต่ำกว่าความเป็นจริง แต่เมื่อต้นปีนี้มีการยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ส่งผลให้ฐานกำไรปีนี้ถูกดึงให้สูงขึ้นเล็กน้อย และหากมองข้ามไปปี 2570 (2027) คาดว่าอัตราการเติบโตจะเริ่มชะลอตัวลงกลับมาสู่ระดับปกติที่ 14-15%

 

สิ่งที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในระยะสั้น ได้แก่

 

สุนทรพจน์ด้านนโยบายการเงินของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ซึ่งปกติแล้วประธานคนนี้เป็นคนที่ให้ข้อมูลค่อนข้างน้อย ต่างจากสไตล์ของ โจม พาวเวล (Jerome Powell) ที่มักจะให้คำแนะนำและชี้นำตลาดล่วงหน้าอย่างชัดเจน

 

  • การประกาศงบของ Nvidia (วันที่ 26 สิงหาคม): ซึ่งจะเป็นตัวชี้ชะตาความต้องการชิปเซมิคอนดักเตอร์และทิศทางของอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก เนื่องจาก Nvidia เป็นบริษัทที่รับคำสั่งซื้อมาจากยักษ์ใหญ่ทุกราย
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield): ปัจจุบัน บอนด์ยิลด์สหรัฐฯ ทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง โดยพันธบัตรอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 4.7% และอายุ 30 ปี อยู่ที่ประมาณ 5.3% ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นพอสมควร

 

คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ ‘Buy on Weakness’ สะสมหุ้นอนาคตดีเมื่อย่อตัว

 

นับตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 10% ในขณะที่เป้าหมายเฉลี่ยดัชนี S&P 500 ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 8,000 – 8,200 จุด ส่งผลให้ดัชนีปัจจุบันมีอัปไซด์ (Upside) จำกัดอยู่เพียงประมาณ 4-5% เท่านั้น ด้วยอัปไซด์ที่แคบลง ประกอบกับราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมาค่อนข้างมาก จึงไม่แปลกที่จะเห็นความผันผวนและการขายทำกำไรระยะสั้นเกิดขึ้น

 

SCB CIO แนะนำแนวทางการปรับพอร์ตลงทุนดังนี้

 

  • กลยุทธ์ Buy on Weakness: ใช้จังหวะที่ตลาดปรับฐานหรือย่อตัวลงมา เป็นโอกาสในการเข้าสะสมหุ้นของธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่ม AI Infrastructure ที่ยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและงบลงทุนรองรับชัดเจน
  • หลีกเลี่ยงการใช้ Leverage: ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ควรหลีกเลี่ยงการกู้ยืมเงินหรือการใช้เลเวอเรจเพื่อป้องกันความเสี่ยง
  • เพิ่มความยืดหยุ่นในพอร์ตโฟลิโอ: แนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายยืดหยุ่น เช่น กองทุนรวมผสม (Mixed Fund) ที่ผู้จัดการกองทุนสามารถปรับน้ำหนักสินทรัพย์ได้อย่างอิสระ หรือเลือกแบ่งสัดส่วนการลงทุนไปในสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) ที่ไม่ผันผวนโดยตรงตามทิศทางของตลาดหุ้น เนื่องจากในเวลานี้ราคาหุ้นสหรัฐฯ ก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่ถูก และตราสารหนี้เองก็ยังมีแรงกดดันจากทิศทางของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร

 

“ภาพระยะยาวของนวัตกรรมและเทคโนโลยีไม่เปลี่ยนแปลง นวัตกรรมใหม่ๆ จะยังคงสร้างรูปแบบธุรกิจและกำไรใหม่ๆ ได้อีกมากในอนาคต จึงไม่แนะนำให้ถอดใจหรือถอนพอร์ตการลงทุนออกไปทั้งหมด เพียงแต่ต้องลงทุนด้วยความระมัดระวังมากขึ้น และเปลี่ยนมาเน้นจังหวะเก็บสะสมเมื่อราคาปรับย่อตัว” ชาตรี กล่าว

The post เจาะลึกงบ บจ. สหรัฐฯ Q2 โตแกร่งเกินคาด ท่ามกลางดอกเบี้ย-สงครามป่วน จับตา ‘กระแสเงินสด’ – กลยุทธ์ ‘Buy on Weakness’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลัง ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ เปิดทางให้ TACC ทุ่ม 45 ล้านบาท เข้าถือหุ้น 30% ร่วมปลุกปั้นแบรนด์สู้ตลาดแข่งเดือด https://thestandard.co/tacc-invests-thai-iced-tea/ Wed, 19 Aug 2026 02:23:35 +0000 https://thestandard.co/tacc-invests-thai-iced-tea/ ภาพผู้บริหาร TACC และผู้บริหาร ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตลาดเครื่องดื่มชาในประเทศไทยเวลานี้ […]

The post เบื้องหลัง ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ เปิดทางให้ TACC ทุ่ม 45 ล้านบาท เข้าถือหุ้น 30% ร่วมปลุกปั้นแบรนด์สู้ตลาดแข่งเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร TACC และผู้บริหาร ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตลาดเครื่องดื่มชาในประเทศไทยเวลานี้ Red Ocean ไปแล้ว ด้วยมูลค่าตลาดสูงถึง 2 หมื่นล้านบาทและยังมีอัตราการเติบโตขึ้นทุกปี ทว่าภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงนี้ ก็ยังคงมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ

 

 

สะท้อนได้จากการขยายตัวของผู้เล่นทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ ที่อยู่ในตลาดแค่ 4 ปี แต่สามารถขยายสาขาได้ถึง 27 แห่ง เรียกได้ว่าการจะเติบโตในสนามนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

 

พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด หรือเจ้าของแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ฉายภาพว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีแบรนด์ต่างชาติกระโดดเข้ามาในตลาดเครื่องดื่มชาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทุกวัน แบรนด์จึงต้องปรับตัวอย่างหนักด้วยการเฟ้นหาช่องทางจำหน่ายและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาด

 

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น จากวันแรกจนถึงวันนี้ที่เข้าสู่ปีที่ 4 ของการทำ Branding จริงจัง บริษัทสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากจุดแข็งด้านรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ โดยได้สูตรมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งทำให้ครองใจลูกค้ารอบด้าน

 

ซ้ำยังมีพลังจากชื่อแบรนด์ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ ที่ทำหน้าที่เสมือนการสะกดจิตให้ผู้บริโภคพูดกับตนเองและปฏิบัติตามด้วยการซื้อดื่มทุกวัน ซึ่งพบว่าพฤติกรรมของคนดื่มชาเย็นมีความคล้ายคลึงกับคนดื่มกาแฟ คือดื่มเป็นประจำวันละ 2-3 แก้ว โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่

 

TACC ทุ่ม 45 ล้านบาท เข้าถือหุ้น ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน 30%

 

ถึงกระนั้น ความท้าทายในโลกธุรกิจไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องคู่แข่ง แต่ยังรวมถึงวิกฤตต้นทุนที่พุ่งสูง ทั้งราคาใบชาที่ผันผวนตามฤดูกาลและปรับขึ้นอย่างน้อย 10% รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคกลับสวนทางลดลงทุกวัน แบรนด์จึงพยายามบริหารจัดการต้นทุนเต็มที่เพื่อตรึงราคาให้นานที่สุด ทว่าก็มีแผนอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาในช่วงปลายปีนี้หรือปี 2570 เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

 

จากความท้าทายที่มีอยู่รอบด้าน พันธ์ทิพย์ มองว่าหากลุยธุรกิจเพียงลำพัง การเติบโตอาจไม่ทันการณ์ จึงได้ตัดสินใจดึงพาร์ตเนอร์อย่าง บริษัท ที. เอ. ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC เข้ามาร่วมลงทุนด้วยการซื้อหุ้น 30% มูลค่ารวม 45 ล้านบาท

 

โดยผลจากการได้ TACC เข้ามาเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ จะช่วยเติมเต็มระบบ Supply Chain และระบบหลังบ้านให้แข็งแกร่ง และจะช่วยรองรับช่องทางจำหน่ายขนาดใหญ่ พร้อมทั้งได้ทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) มืออาชีพเข้ามาช่วยพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

นำความเชี่ยวชาญ R&D ร่วมพัฒนาเมนูใหม่-ขยายช่องทางขาย

 

ขณะเดียวกันฝั่งของ ไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท ที. เอ. ซี คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC ได้เปิดเผยถึงแผนงานระยะสั้นว่า TACC จะนำความเชี่ยวชาญด้าน R&D มาพัฒนาเมนูใหม่ๆ ร่วมกัน เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคนอกเหนือจากการขายหน้าร้าน ควบคู่กับการเตรียมเปิดตัว Flagship Store ในเร็วๆ นี้ และตั้งเป้าจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 3 ปี

 

นอกจากนี้ สำหรับเป้าหมายระยะยาวในอีก 5 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าให้แบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ก้าวขึ้นสู่การเป็น Top of Mind ที่ทำให้คนไม่ได้มองชาเย็นเป็นแค่เครื่องดื่ม แต่มองครอบคลุมถึงมิติของสี กลิ่น รสชาติ และประสบการณ์ทั้งหมด และเมื่อรากฐานในประเทศแข็งแกร่งพอ ก็พร้อมจะขยายตลาดไปบุกต่างประเทศ เพื่อดันชาไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

 

ที่สำคัญ ไตรทิพย์ได้ย้ำชัดว่า การร่วมทุนครั้งนี้ไม่ได้เป็นการก้าวออกจากธุรกิจ B2B ที่ TACC ถนัด แต่เป็นการต่อยอดความเชี่ยวชาญเพื่อเข้าสู่ฝั่ง B2C โดยตรง พร้อมแย้มว่ากำลังเจรจาดีล JV กับแบรนด์เครื่องดื่มอีกแห่งในมูลค่าใกล้เคียงกัน คาดว่าจะชัดเจนช่วงต้น Q4/2569 เพื่อดันสัดส่วนรายได้ B2C ให้ถึง 15% ภายใน 3 ปี

 

เริ่มขยายร้านด้วยระบบแฟรนไชส์รับโอกาสโต

 

ผู้บริหารแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน กล่าวเสริมว่า จากเดิมที่บริษัทตั้งใจจะค่อยๆ โตตามกำลัง แต่เมื่อมี TACC เข้ามาช่วยเสริมทัพหลังบ้าน ทำให้แบรนด์ขยับตัวได้เร็วและมั่นคงขึ้นมาก พร้อมประเมินความพร้อมของธุรกิจในปัจจุบันว่าอยู่ที่ระดับ 6 จาก 10 เพื่อให้เหลือพื้นที่ในการปรับปรุงและเติบโตได้อีกเรื่อยๆ

 

ในด้านกลยุทธ์การขยายสาขา แม้สภาวะเศรษฐกิจจะทำให้ต้องชะลอการเปิดสาขาลงเล็กน้อยเพื่อเน้นประสิทธิภาพของร้านเดิมที่มีอยู่ แต่ภาพรวมปีนี้ก็ตั้งเป้าขยายได้ถึง 50 สาขา โดยหลังจากใช้โมเดลลงทุนเองมาตลอด 4 ปี จากนี้แบรนด์จะเริ่มตัดสินใจเริ่มขยายร้านด้วยระบบแฟรนไชส์เป็นครั้งแรก เพราะมีพาร์ตเนอร์มาช่วย R&D ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการเมนูจำนวนมากในระบบแฟรนไชส์ไม่เป็นภาระหนักเกินไป

 

นอกจากแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน แล้ว เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวแบรนด์ ‘ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน’ ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน เริ่มทดลองตลาดด้วยร้านป๊อปอัปสโตร์ก่อน หากได้รับการตอบรับดีถึงจะเปิดสาขาขนาดใหญ่ขึ้น

 

“ต้องบอกว่าปีนี้ บริษัทหันมาเน้นทำตลาดตามกระแสชาเขียวที่กำลังมาแรง ซึ่งแม้ในตอนแรกจะเคยลังเล แต่เมื่อทำออกมากลับได้รับผลตอบรับดีเกินคาด และเชื่อว่าชาเขียวจะกลายเป็นรสชาติที่ขายดีในระยะยาว เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้มีความเข้าใจและคุ้นเคยกับรสชาติชาเขียวจนตลาดเริ่มอยู่ตัวแล้ว” ผู้บริหารแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ย้ำ

The post เบื้องหลัง ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ เปิดทางให้ TACC ทุ่ม 45 ล้านบาท เข้าถือหุ้น 30% ร่วมปลุกปั้นแบรนด์สู้ตลาดแข่งเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. กล่าวโทษ ‘ยิม เลียก’ ต่อบก.ปอศ. ฐานรายงานขายหุ้น ‘เอ็ม วิชั่น หรือ MVP’ ล่าช้า หลังขายเมื่อ 25 เม.ย. 65 แต่แจ้งจริงเมื่อ 15 ต.ค.68 ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้แจ้งภายใน 3 วัน https://thestandard.co/sec-accuses-yim-liek-late-mvp-share-report/ Tue, 18 Aug 2026 11:48:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1243366 ภาพกราฟิกข่าว ก.ล.ต. กล่าวโทษ ยิม เลียก แจ้งขายหุ้น MVP ล่าช้า

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล […]

The post ก.ล.ต. กล่าวโทษ ‘ยิม เลียก’ ต่อบก.ปอศ. ฐานรายงานขายหุ้น ‘เอ็ม วิชั่น หรือ MVP’ ล่าช้า หลังขายเมื่อ 25 เม.ย. 65 แต่แจ้งจริงเมื่อ 15 ต.ค.68 ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้แจ้งภายใน 3 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าว ก.ล.ต. กล่าวโทษ ยิม เลียก แจ้งขายหุ้น MVP ล่าช้า

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษ ยิม เลียก ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ในความผิดกรณีรายงานการจำหน่ายไปซึ่งหุ้นสามัญของบริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) (MVP) เมื่อข้ามจุดทุกร้อยละ 5 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการตามแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ล่าช้ากว่าระยะเวลาที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 246 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 298 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ)

 

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2565 นายยิมได้จำหน่ายไปซึ่งหุ้นสามัญ MVP ทำให้สัดส่วนการถือหุ้น MVP ของนายยิมลดลงจนเป็นการข้ามจุดร้อยละ 5 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ นายยิมจึงมีหน้าที่รายงานการจำหน่ายไปซึ่งหุ้นดังกล่าวตามแบบ 246-2 ต่อ ก.ล.ต. ภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ กล่าวคือ ภายในวันที่ 28 เมษายน 2565 แต่ปรากฏว่านายยิมยื่นรายงานดังกล่าวต่อ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 จึงเป็นการรายงานแบบ 246-2 ล่าช้ากว่าระยะเวลาที่ประกาศกำหนด โดยการรายงานของนายยิม เป็นผลมาจากการติดตามตรวจสอบของ ก.ล.ต. ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่านายยิมเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ดังกล่าวที่แท้จริง

 

การกระทำความผิดของนายยิมข้างต้น มีระวางโทษตามมาตรา 298 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ สามารถยุติคดีได้ด้วยการเปรียบเทียบ โดยคณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา 317 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ซึ่ง ก.ล.ต. ได้มีหนังสือแจ้งให้นายยิมทราบการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว และให้พิจารณายินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบของคณะกรรมการเปรียบเทียบ แต่นายยิมไม่ได้แสดงความประสงค์ยินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบแต่อย่างใด เป็นเหตุให้คดีไม่เป็นอันเลิกกันด้วยการเปรียบเทียบตามมาตรา 317 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษนายยิมต่อ บก.ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 

เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ ก.ล.ต. และโฆษก กล่าวว่า แม้ว่าการที่นายยิมมีการรายงานมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยการรายงานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เป็นผลส่วนหนึ่งจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. และ ก.ล.ต. ยังมีกระบวนการในการตรวจสอบ ขยายผล ทำให้ในกรณีนี้มีการกล่าวโทษตามมาในภายหลัง

 

ทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาต่อไปเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรม ตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ในกระบวนการภายหลัง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษแล้ว

The post ก.ล.ต. กล่าวโทษ ‘ยิม เลียก’ ต่อบก.ปอศ. ฐานรายงานขายหุ้น ‘เอ็ม วิชั่น หรือ MVP’ ล่าช้า หลังขายเมื่อ 25 เม.ย. 65 แต่แจ้งจริงเมื่อ 15 ต.ค.68 ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้แจ้งภายใน 3 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สิงห์ เอสเตท’ แจ้งงบครึ่งแรกปี 69 ขาดทุนลดลงเหลือ 38 ล้านบาท หลังชูแผนกลยุทธ์เน้นสร้าง Recurring Income https://thestandard.co/singha-estate-h1-loss-recurring-income/ Tue, 18 Aug 2026 08:19:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1243249 ภาพ ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สิงห์ เอสเตท

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S แจ้งผลประกอบกา […]

The post ‘สิงห์ เอสเตท’ แจ้งงบครึ่งแรกปี 69 ขาดทุนลดลงเหลือ 38 ล้านบาท หลังชูแผนกลยุทธ์เน้นสร้าง Recurring Income appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สิงห์ เอสเตท

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S แจ้งผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทฯ รายงานรายได้จากการขายและบริการรวม 6,153 ล้านบาท ปรับตัวลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ขณะที่รายงานขาดทุนสุทธิในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น บริษัทฯ ที่จำนวน 38 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 16% จากการขาดทุนที่ระดับ 45 ล้านบาท

 

ในส่วนของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีแรกของปี 2569 จำนวน 537 ล้านบาท ประกอบด้วย

 

  • รายได้จากการขาย บ้านและอาคารชุด จำนวน 484 ล้านบาท ปรับตัวลงประมาณ 59% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยหลักลดลงจากการโอน กรรมสิทธิ์ของโครงการแนวราบ
  • รายได้จากการขายที่ดินในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม จำนวน 53 ล้านบาท พลิกจากฐานรายได้ที่ ไม่มีการรับรู้ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการให้เช่าและการให้บริการจำนวน 5,591 ล้านบาท ประกอบด้วย

 

2.1 ธุรกิจโรงแรมมีผลการดำเนินงานจำนวน 4,900 ล้านบาท ชะลอตัวลงเล็กน้อยที่ระดับ 2% โดยหลักเป็นผลกระทบจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ตะวันออกกลาง

 

2.2 รายได้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปรับตัวขึ้นสู่จำนวน 645 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากงวดเดียวกันของปี ก่อนหน้า จากการทยอยส่งมอบพื้นที่เช่าให้กับลูกค้าของอาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์และอาคารเอส โอเอซิส

 

  • รายได้จากการ ให้บริการอื่นๆ จำนวน 45 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 16% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยหลักเป็นผลจากการรับรู้รายได้จาก ค่าก่อสร้างโครงการ ลาซัวว์ เดอ เอสที่ลดลง ในช่วงครึ่งปีหลังของปี2 569 บริษัทฯ ยังคงตั้งเป้าตามแผนเดิมที่เคยวางไว้ โดยธุรกิจที่จะเป็นส่วนขับเคลื่อนส าคัญของปีนี้ได้แก่ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน โดยประเมินการขายที่ดินปรับตัวดีขึ้นตามกระแสการลงทุนจากต่างประเทศ และ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าที่ผลประกอบการมีแนวโน้มสูงขึ้นตามการทยอยเข้าใช้พื้นที่ของผู้เช่ารายใหม่ที่ปิดการขายแล้ว ก่อนหน้าน

 

ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 2,890 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้สะสมครึ่งปีแรกแตะ 6,153 ล้านบาท โดยกว่า 90% ของรายได้หลักมาจากธุรกิจรายได้ประจำ (Recurring Income) ช่วยเสริมความมั่นคงของโครงสร้างรายได้และกระแสเงินสด ขณะที่ EBITDA Margin เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 26% ชูกลยุทธ์บริหารต้นทุนและเสริมเสถียรภาพการดำเนินงาน สะท้อนประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายและบริหารพอร์ตธุรกิจอย่างรอบคอบ

 

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าบริหารพอร์ตโฟลิโอควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงิน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจและรองรับโอกาสลงทุนในอนาคต โดยในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทประสบความสำเร็จในการปิดขายหุ้นกู้เต็มวงเงิน 2,000 ล้านบาทภายในระยะเวลาอันสั้น สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อพื้นฐานและศักยภาพการดำเนินธุรกิจของบริษัท

 

ขณะเดียวกัน เงินทุนที่ได้รับยังช่วยสนับสนุนการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ เสริมความพร้อมในการดำเนินงานและแผนลงทุนในระยะต่อไป พร้อมเป็นอีกทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนสม่ำเสมอภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม

 

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) 

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S

 

ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 สะท้อนความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจที่หลากหลาย ดังนี้

 

  • ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่ามีรายได้ครึ่งปีแรก 645 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรปกติ (Normalized Net Profit) ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 323 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราการเช่าของอาคารหลักที่ยังอยู่ในระดับสูง
  • ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานมีรายได้ 90 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า จากรายได้ค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้ของลูกค้า รวมถึงการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 13 ไร่ โดยในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทมีแผนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ตามกำหนด ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการรับรู้รายได้ในช่วงที่เหลือของปี
  • ธุรกิจโรงแรมเริ่มได้รับแรงหนุนจากฤดูกาลท่องเที่ยวในฟิจิและสหราชอาณาจักร โดยพอร์ตโรงแรมในฟิจิมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเกือบ 90% ในไตรมาส 2 ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 625 ดอลลาร์ฟิจิ
  • ธุรกิจที่พักอาศัยยังเติบโตตามอุปสงค์เพื่ออยู่อาศัยจริงที่ต่อเนื่องจากไตรมาส 2 เข้าสู่ไตรมาส 3 โดยโครงการ “วัน ริเวอร์ พระราม 3” ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) และบริษัท วัน เรียลเอสเตท จำกัด สามารถปิดการขายได้เป็นที่เรียบร้อย ปัจจุบันงานก่อสร้างมีความคืบหน้าราว 70% (ข้อมูล ณ สิงหาคม 2569) และคาดว่าจะเริ่มทยอยส่งมอบบางส่วนได้เร็วกว่ากำหนดในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการรับรู้รายได้ของธุรกิจที่พักอาศัยในระยะถัดไป

 

ชัยรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจที่มีความหลากหลาย และความสามารถในการสร้างรายได้อย่างสมดุลจากหลายกลุ่มธุรกิจ ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงิน และเดินหน้ารับรู้รายได้จากโครงการตามแผน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น

The post ‘สิงห์ เอสเตท’ แจ้งงบครึ่งแรกปี 69 ขาดทุนลดลงเหลือ 38 ล้านบาท หลังชูแผนกลยุทธ์เน้นสร้าง Recurring Income appeared first on THE STANDARD.

]]>
MCOT รับมือสื่อทีวีขาลง เดินแผนปลดล็อกที่ดิน 3 ผืน ประเดิม รัชดา-พระราม 9 มูลค่า 9,000 ล้าน เดินหน้าเปิดประมูลปล่อยเช่า สัญญาเช่ายาว 30 ปี พร้อมจับมือพาร์ตเนอร์ รุกตลาด ‘ซีรีส์ AI’ https://thestandard.co/mcot-land-ratchada-rama9-ai-series/ Tue, 18 Aug 2026 05:24:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1243145 ภาพมุมสูงที่ดินเปล่า 50 ไร่ ย่านรัชดา-พระราม 9 ของ อสมท

ท่ามกลางมรสุมลูกใหญ่ของอุตสาหกรรมสื่อแบบดั้งเดิม (Tradi […]

The post MCOT รับมือสื่อทีวีขาลง เดินแผนปลดล็อกที่ดิน 3 ผืน ประเดิม รัชดา-พระราม 9 มูลค่า 9,000 ล้าน เดินหน้าเปิดประมูลปล่อยเช่า สัญญาเช่ายาว 30 ปี พร้อมจับมือพาร์ตเนอร์ รุกตลาด ‘ซีรีส์ AI’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงที่ดินเปล่า 50 ไร่ ย่านรัชดา-พระราม 9 ของ อสมท

ท่ามกลางมรสุมลูกใหญ่ของอุตสาหกรรมสื่อแบบดั้งเดิม (Traditional Media) โดยเฉพาะทีวรที่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT ในฐานะรัฐวิสาหกิจด้านสื่อสารมวลชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็มีความจำเป็นต้องปรับตัว โดยประกาศ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘MCOT Next’

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ดร. ญาดา กาศยปนันทน์ กรรมการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการพึ่งพาเม็ดเงินโฆษณาทางทีวีที่หดตัวลง ไปสู่การสร้างกลไกขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ (New Growth Engine) ด้วยการบริหารทรัพย์สินและรุกคืบสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

 

โดยแผนหนึ่งในการปรับโครงสร้างธุรกิจของ อสมท ในสร้างรายได้และกระแสเงินสดแหล่งใหม่ คือการบริหารที่ดินทำเลทองผืนใหญ่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ใจกลางย่านธุรกิจอย่าง ย่านรัชดา-พระราม 9 เนื้อที่รวมกว่า 50 ไร่ ซึ่งมีราคาประเมินพุ่งสูงถึงตารางวาละกว่า 400,000 บาท คิดเป็นมูลค่าสินทรัพย์รวมกว่า 9,000 ล้านบาท

 

โดนที่ดินผืนนี้มีถือว่ามีทำเลที่มีศักยภาพที่สูง ดังนี้

 

  • ทิศเหนือ ติดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยและกระทรวงวัฒนธรรม
  • ทิศใต้ ติดถนนเทียมร่วมมิตร
  • ทิศตะวันออก ติดลำชวดกระทุ่มโพง
  • ทิศตะวันตก ติดที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟม.) และศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน

 

โดยมีทำเลตั้งอยู่ติดกับสถานี Interchange ร่วมของรถไฟฟ้าถึง 2 สาย ได้แก่ สายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรม – มีนบุรี ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการรถไฟฟ้าชุดแรกในช่วงกลางปี 2570 และ สายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ – ท่าพระ และหัวลำโพง – บางแค โดยโครงการจะถูกออกแบบให้เชื่อมต่อตรงกับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแบบไร้รอยต่อ (Seamless Integration) เพื่อดึงดูดปริมาณผู้ใช้บริการ และเพิ่มมูลค่าการพัฒนาเชิงพาณิชย์สูงสุด

 

นอกจากนี้ อสมท ยังได้ขจัดข้อกังวลของนักลงทุนเรื่องทางเข้า-ออก โดยเปิดเผยว่าได้ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ รฟม. เพื่อขอสิทธิ์ใช้ที่ดินของ รฟม. เป็นทางเข้า-ออกสู่ทางสาธารณะจำนวน 2 ช่องทาง ขนาดความกว้างช่องทางละ 20 เมตร พร้อมทั้งมีสิทธิ์ทางเข้า-ออกภาระจำยอมฝั่งกระทรวงวัฒนธรรมที่จะถูกส่งต่อสิทธิ์นี้ให้แก่ผู้ชนะการประมูล

 

ขณะที่ข้อจำกัดด้านผังเมือง อสมท ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า พื้นที่รอบข้างได้ปรับเป็นผังสีแดงทั้งหมดแล้ว และที่ดิน 50 ไร่นี้ กำลังอยู่ในขั้นตอนร่วมกับกรุงเทพมหานครในการปรับเปลี่ยนผังเมืองจากสีน้ำตาลแดงเป็น ‘ผังสีแดง’ (พื้นที่พาณิชยกรรม) ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปีหน้า ส่งผลให้นักลงทุนสามารถพัฒนาโครงการในรูปแบบมิกซ์ยูส (Mixed-Use) ขนาดใหญ่ ทั้งอาคารสูง อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า หรือโรงแรมระดับชั้นนำได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

ภาพมุมสูงที่ดินเปล่า 50 ไร่ ย่านรัชดา-พระราม 9 ของ อสมท 1

ที่ดินเปล่าพื้นที่ 50 ไร่ ย่านรัชดา – พระราม 9 มูลค่า 9,000 ล้านบาท ของ อสมท

 

กางไทม์ไลน์ประมูลเช่า 30 ปี เผยแผนสำรอง ‘เช่าระยะสั้น’ สร้าง Cash Flow

 

อสมท ได้เริ่มเปิดขายซองเอกสารประกวดราคา (TOR) สำหรับการเช่าที่ดินระยะยาว 30 ปี ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีกำหนดปิดจำหน่ายซองในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 สำหรับขั้นตอนถัดไปในไทม์ไลน์ประมูลมีดังนี้

 

  • 2 กันยายน 2569 เชิญผู้ซื้อซองประมูลร่วมประชุมเพื่อชี้แจงรายละเอียดและตอบข้อซักถามเชิงเทคนิคและกฎหมายร่วมกับที่ปรึกษา
  • พฤศจิกายน 2569 กำหนดยื่นข้อเสนอโครงการอย่างเป็นทางการ
  • พฤษภาคม 2570 คาดว่าจะสามารถประกาศรายชื่อกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ระดับบิ๊กเนม (Developer) ของไทยที่ชนะการประมูล

 

สำหรับผลตอบแทนที่ อสมท จะได้รับตลอดระยะเวลาสัญญา 30 ปี ได้รับการออกแบบโครงสร้างรายได้ออกเป็น 3 ส่วนหลัก ประกอบด้วย เงินกินเปล่า (Upfront Payment), ค่าเช่ารายปี (โดยกำหนดให้มีช่วงเวลายกเว้นค่าเช่าเพื่อก่อสร้างหรือ Grace Period ในช่วง 3 ปีแรก และปรับขึ้นค่าเช่า 10% ทุกๆ 3 ปีตามสูตรคำนวณ), และส่วนแบ่งรายได้จากโครงการ (Revenue Sharing)

 

อย่างไรก็ดี ดร. ญาดา ประเมินสถานการณ์อย่างรัดกุมท่ามกลางทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงอยู่ในช่วงชะลอตัว โดยจัดเตรียม แผนสอง คือ การปล่อยเช่าระยะสั้น”เพื่อพยุงสภาพคล่องในกรณีที่การประมูลระยะยาวไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ปัจจุบันที่ดินผืนนี้พร้อมใช้งานทันทีเนื่องจากผู้เช่าระยะสั้นรายล่าสุดได้ดำเนินการปรับและปรับถมพื้นที่ให้เรียบร้อยแล้ว

 

ที่ผ่านมาที่ดินแปลงนี้ได้รับความสนใจเช่าใช้ชั่วคราวอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดเทศกาลดนตรีระดับโลก เช่น งาน S2O ช่วงสงกรานต์ และพื้นที่ถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ ซึ่ง อสมท ประเมินว่า หากจัดตั้งทีมขาย (Sales Team) เพื่อทำการตลาดปล่อยเช่าระยะสั้นอย่างจริงจังตลอดทั้งปี จะสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนไหลกลับเข้าสู่องค์กรได้มากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี

 

เดินหน้าลุยแลนด์แบงก์อีก 2 แปลง ‘หนองแขม-บางใหญ่’ ภายในสิ้นปีนี้

 

นอกเหนือจากแปลงรัชดาฯ แล้ว อสมท ยังเตรียมปลดล็อกทรัพย์สินที่ดินแปลงรองอีก 2 แปลงเพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเสนออนุมัติและเปิดประมูลเช่าระยะยาวภายในสิ้นปีนี้โดยไม่ต้องรอผลการประมูลของแปลงรัชดาฯ ได้แก่

 

  • ที่ดินแปลงหนองแขม (อดีตสถานีส่งสัญญาณช่อง 3 เดิม) ตั้งอยู่บนผังเมืองสีเหลือง/สีส้ม เป็นย่านที่อยู่อาศัยหนานแน่นปานกลาง และอยู่ติดกับโรงพยาบาล จึงมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเชิงพาณิชย์ที่หลากหลาย
  • ที่ดินแปลงบางใหญ่ ปัจจุบันเป็นผังเมืองสีเขียวทแยงขาว (พื้นที่อนุรักษ์เกษตรกรรมและจำกัดสิ่งปลูกสร้างแนวราบ) แม้จะมีข้อจำกัดทางผังเมือง แต่ล่าสุดมีกลุ่มเอกชนติดต่อทาบทามเพื่อเสนอขอพัฒนาเป็นศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (Data Center) แล้ว

 

เผชิญโจทย์หิน ‘ทีวีดิจิทัลหลังปี 72’ และภาวะสุญญากาศทางนโยบาย กสทช.

 

อสมท กำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว เนื่องจากนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หลังสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบกิจการในปี 2572 ยังไม่มีความชัดเจน

 

ดร. ญาดา ยังสะท้อนความเห็นต่อในอดีตว่า มูลค่าการประมูลใบอนุญาตดิจิทัลทีวีที่สูงเกินจริง ในระดับพันล้านบาทต่อช่อ เป็นปัจจัยหลักที่กัดกินสภาพคล่องและฉุดรั้งองค์กรจนเข้าสู่จุดวิกฤต เช่นเดียวกับผู้ประกอบการช่องอื่นๆ ดังนั้น ในการเปลี่ยนผ่านสู่รอบหน้า อสมท จึงไม่สามารถเสี่ยงทุ่มเงินทุนมหาศาลเพื่อประมูลโครงข่ายทีวีในราคาเดิมได้อีกต่อไป

 

ยุทธศาสตร์ของช่อง 9 MCOT HD ต่อจากนี้ จึงมุ่งเน้นการเป็นสื่อกลางที่นำเสนอข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือ มีความเป็นกลางทางข้อมูลและเน้นความเป็นจริง (Fact-based) โดยหลีกเลี่ยงการจัดรายการข่าวที่เน้นประเด็นดราม่ารุนแรงหรือใช้ถ้อยคำหยาบคายเพื่อเรียกเรตติ้ง พร้อมชูรายการหลักเพื่อสังคม เช่น ชัวร์ก่อนแชร์ และรายการเพื่อครอบครัว ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมในการถ่ายโอนเนื้อหา (Content) ไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเต็มตัว หากโครงข่ายทีวีดิจิทัลต้องปิดตัวลงหลังปี 2572

 

ภาพมุมสูงที่ดินเปล่า 50 ไร่ ย่านรัชดา-พระราม 9 ของ อสมท 2

ดร. ญาดา กาศยปนันทน์ กรรมการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท

 

เล็งบุก ‘ซีรีส์ AI’ ไตรมาส 4 ควงพันธมิตรจีนแชร์รายได้ไร้ต้นทุนโครงสร้าง

 

เพื่อแก้ไขข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตคอนเทนต์ ซึ่งปกติแล้วการผลิตละครไทย 1 เรื่อง มีต้นทุนสูงถึง 10-20 ล้านบาท อสมท จึงเปิดเกมนวัตกรรมสื่อด้วยการเตรียมรุก ซีรีส์ AI คุณภาพสูง ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

 

อสมท ได้เจรจาพันธมิตรกับบริษัทผู้ผลิตโปรดักชันภาพยนตร์ดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นกลุ่มที่สามารถสร้างงานภาพ AI ได้เนียนและเสมือนจริงใกล้เคียงมนุษย์ที่สุด โดยการผลิตซีรีส์ AI ความยาวประมาณ 1.5 ชั่วโมง โดยทอนย่อยได้ราว 70 ตอนสั้น มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าละครทั่วไปอย่างมาก อยู่ที่ประมาณ 2-3 ล้านบาทต่อเรื่องเท่านั้น

 

โดยโมเดลธุรกิจของซีรีส์ AI นี้จะมีความพิเศษใน 2 ด้าน ดังนี้

 

  • การผลิตแบบ Dual-Format:ทุกเรื่องจะถูกถ่ายทำและตัดต่อออกเป็น 2 เวอร์ชัน คือ ‘แนวตั้ง’ สำหรับฉายบนแพลตฟอร์มมือถือและแท็บเล็ต และ ‘แนวนอน’ สำหรับออกอากาศผ่านทางหน้าจอทีวีดิจิทัลเพื่อดึงสปอนเซอร์โฆษณา
  • โมเดลการร่วมทุนแบบแบ่งปันผลกำไร (Profit-Sharing / Subscription) อสมท จะไม่มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างระบบสตรีมมิงใหม่ แต่จะใช้วิธีเปิดเมนูซีรีส์พิเศษเพิ่มขึ้นบนแอปพลิเคชันเดิมอย่าง MCOT Connect เพื่อให้ผู้ใช้บริการสมัครสมาชิก (Subscribe) และแชร์ส่วนแบ่งรายได้ร่วมกับผู้ผลิตจากจีน

 

สัญญาณฟื้นตัวครึ่งปีแรก 2569: ขาดทุนลดลง 9% ลีนองค์กร

 

สำหรับผลประกอบการในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม – มิถุนายน 2569) ส่งสัญญาณบวกและทิศทางการ Turnaround ที่ดีขึ้น ดังนี้

 

  • ผลขาดทุนปรับตัวลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • ค่าใช้จ่ายภาพรวมลดลง 8% จากปีก่อน โดย อสมท สามารถควบคุมและจำกัดกรอบค่าใช้จ่ายทั้งปีให้อยู่ในระดับประมาณ 1,200 ล้านบาทเศษ
  • สภาพคล่องทางการเงินได้รับการปลดล็อก หลังจาก อสมท ได้รับเม็ดเงินชดเชยจากการเรียกคืนคลื่นความถี่จากสำนักงาน กสทช. จำนวน 491 ล้านบาท ซึ่งองค์กรได้นำเงินจำนวนนี้ไปชำระหนี้สินสถาบันการเงินทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ไม่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายและคงเหลือเงินสดส่วนต่างมาใช้เสริมสภาพคล่องหมุนเวียนภายในองค์กร

 

 

The post MCOT รับมือสื่อทีวีขาลง เดินแผนปลดล็อกที่ดิน 3 ผืน ประเดิม รัชดา-พระราม 9 มูลค่า 9,000 ล้าน เดินหน้าเปิดประมูลปล่อยเช่า สัญญาเช่ายาว 30 ปี พร้อมจับมือพาร์ตเนอร์ รุกตลาด ‘ซีรีส์ AI’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่คาดราคาปีนี้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่จะทะลุได้ 80,000 บาท อาจต้องรอปีหน้า https://thestandard.co/gold-price-forecast-80k-next-year/ Mon, 17 Aug 2026 09:51:45 +0000 https://thestandard.co/gold-price-forecast-80k-next-year/ ภาพทองคำแท่งพร้อมโลโก้ 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ และข้อความคาดการณ์ราคา

ผู้บริหาร 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ของไทยประเมินตรงกันว่าราค […]

The post ผู้บริหาร 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่คาดราคาปีนี้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่จะทะลุได้ 80,000 บาท อาจต้องรอปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทองคำแท่งพร้อมโลโก้ 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ และข้อความคาดการณ์ราคา

ผู้บริหาร 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ของไทยประเมินตรงกันว่าราคาทองคำผ่านจุดต่ำสุดของรอบนี้ไปแล้ว แต่การจะกลับไปเห็นระดับ 80,000 บาทต่อบาททองคำ อาจต้องรอถึงปีหน้า พร้อมชี้แนวต้าน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คือด่านชี้ขาดทิศทางตลาด

 

 
 

ประเด็นที่ผู้ค้าทองคำทั้ง 3 ราย ได้แก่ ฮั่วเซ่งเฮง, วายแอลจี และเอ็มทีเอส โกลด์ ให้น้ำหนักตรงกันคือ ราคาทองคำโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดของรอบการปรับฐานนี้ไปแล้ว

 

ธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง กล่าวว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาราคาทองคำโลกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 5,595 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้พฤติกรรมของนักลงทุนเปลี่ยนไปเมื่อราคาเริ่มย่อตัวลง

 

“เมื่อราคาทองคำเริ่มย่อตัวลงมารอบนี้ พฤติกรรมของคนจึงเปลี่ยนไปคือไม่ได้รีบร้อนเข้าไปซื้อทันทีเหมือนแต่ก่อน เนื่องจากฐานราคาเดิมเคยอยู่สูงมาก วันนี้นักลงทุนจึงเน้นการเฝ้ารอจังหวะย่อตัว เพราะยังคงเชื่อมั่นว่าปัจจัยระยะยาวของทองคำยังคงเป็นทิศทางบวกอยู่” ธนรัชต์กล่าว

 

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่าแนวรับสำคัญที่เป็นจุดต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 4,100 ดอลลาร์ และการปรับฐานในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมาถือว่าลงมาเกือบสุดทางแล้ว โดยหากราคาสามารถทะลุแนวต้านสำคัญที่ 4,500 ดอลลาร์ขึ้นไปได้ ตลาดจะเปลี่ยนทิศทางเข้าสู่สภาวะขาขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมตั้งเป้าหมายราคาทองคำโลกปีนี้ไว้ที่ 4,900 – 5,000 ดอลลาร์

 

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) ประเมินจุดต่ำสุดไว้ต่ำกว่าเล็กน้อยที่ระดับ 3,900 – 3,950 ดอลลาร์ แต่ให้แนวต้านที่ระดับเดียวกันคือ 4,500 ดอลลาร์ และประเมินเป้าหมายจนถึงสิ้นปีนี้ไว้ที่ประมาณ 4,850 – 5,000 ดอลลาร์ต้นๆ พร้อมระบุว่าการกลับไปเห็นระดับราคาสูงสุดเดิมนั้น ในระยะสั้นอาจจะยังไม่เห็น

 

ขณะที่ นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ผู้บริหารกลุ่มบริษัทในเครือ เอ็มทีเอส โกลด์ (แม่ทองสุก) มองว่าในระยะยาวราคาทองคำไม่น่าจะหลุดแนวรับสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์ลงไปแล้ว โดยให้เหตุผลว่าข่าวร้ายที่กดดันตลาดในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาน่าจะผ่านจุดเลวร้ายที่สุดไปแล้ว

 

“เมื่อไม่มีข่าวร้ายแรงใหม่ๆ เข้ามากระทบ มันก็ไม่มีปัจจัยที่จะมากดดันราคาทองคำ คราวนี้หากหลังจากนี้เกิดข่าวร้ายทางเศรษฐกิจขึ้นมา มันจะยิ่งทำให้ทองคำกลายเป็นพระเอกโดดเด่นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ” กฤชรัตน์กล่าว

 

ทะลุ 80,000 บาท อีกครั้ง ต้องรอปีหน้า

 

สำหรับราคาทองคำแท่งในประเทศ กฤชรัตน์ระบุว่า ปัจจุบันราคาทองคำโลกอยู่ที่ประมาณ 4,400 ดอลลาร์ หากปรับขึ้นไปอีกราว 400 ดอลลาร์ หรือประมาณ 10% ราคาทองคำในประเทศจะขยับขึ้ไปสู่ระดับประมาณ 73,000 – 74,000 บาท

 

ส่วนระดับ 80,000 บาทต่อบาททองคำนั้น เขาประเมินว่ามีโอกาสสูงมากที่จะได้เห็นในปี 2570 ช่วงประมาณปลายไตรมาสที่ 1 เนื่องจากคาดว่าทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะมีความชัดเจนและเริ่มมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า

 

ด้าน YLG ประเมินกรอบราคาทองคำแท่งไทยไว้ว่าจะไม่กลับไปเห็นระดับต่ำกว่า 72,000 บาทอีกแล้ว โดยให้แนวต้านราคาสูงสุดไว้ที่ประมาณ 77,000 บาท

 

ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท วายแอลจี กรุ๊ป กล่าวเสริมบนเวทีว่า ในระยะยาวราคาทองคำยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นขาลง โดยตั้งเป้าหมายที่ 4,900 ดอลลาร์ในปีนี้ ส่วนปีหน้าอาจจะกลับไปทดสอบจุดสูงสุดเดิม และหากผ่านได้จะไปถึงระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ปัจจัยหนุน ‘Fed การเมืองสหรัฐฯ และแรงซื้อธนาคารกลาง’

 

ปัจจัยที่ผู้ค้าทองคำทั้ง 3 รายให้น้ำหนักมากที่สุดในระยะใกล้คือทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

 

กฤชรัตน์ระบุว่า เมื่อ 4-5 เดือนก่อน ตลาดโฟกัสแต่เรื่องสงครามและราคาน้ำมันดิบ แต่ปัจจุบันนักลงทุนหันไปมุ่งเน้นเรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นหลัก โดยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่ลง โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงาน กลับเป็นข่าวดีต่อราคาทองคำ เพราะสะท้อนว่าเงินเฟ้อเริ่มอยู่ตัว เขาระบุว่าตลาดและนักวิเคราะห์ประเมินโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนเหลือเพียง 30% ลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึง 65%

 

ด้าน ธนรัชต์มองว่า การหาเสียงเลือกตั้งของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องเน้นควบคุมค่าครองชีพและราคาสินค้าไม่ให้แพงเกินไปเพื่อรักษาฐานคะแนนเสียง จะช่วยลดแรงกดดันต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งเป็นผลบวกต่อราคาทองคำโดยตรง

 

อีกแรงหนุนสำคัญที่ถูกพูดถึงคือ กระแส De-dollarization หรือการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ของกลุ่มประเทศ BRICS และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งพวรรณ์มองว่าจะช่วยกดดันค่าเงินดอลลาร์ในระยะยาว

 

ขณะที่แรงซื้อจากธนาคารกลางยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแรง ธนรัชต์ระบุว่าในครึ่งปีแรกธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำเพิ่ม 345 ตัน โดยหลักอยู่ในไตรมาส 2 ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้กลับมาซื้อทองคำเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี ส่วนธนาคารกลางจีนเข้าซื้อต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 และประเทศกำลังพัฒนาได้เพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองจากระดับ 10% ขึ้นไปสู่ 20-25%

 

ตลาดทองคำไทยซื้อขายวันละ 6.5 หมื่นล้านบาท มากกว่าตลาดหุ้นไทย

 

สารัชต์ รัตนาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวในงานแถลงข่าว ‘ปลดล็อกปรากฏการณ์การลงทุนครั้งใหม่บน SCB EASY’ ว่า ปริมาณการซื้อขายทองคำในประเทศไทยเคยพุ่งขึ้นไปสูงถึงระดับ 50% ของ GDP ประเทศ ขณะที่ปริมาณการซื้อขายรายวันสูงกว่าตลาดหุ้น ซึ่งเป็นที่มาของการพัฒนาบริการ SCB Gold Marketplace

 

“นี่คือก้าวหนึ่งที่พยายามจะสร้าง wealth platform สำหรับลูกค้า 17 ล้านราย” สารัชต์กล่าว โดยอ้างอิงถึงฐานลูกค้าของ SCB EASY ในปัจจุบัน

 

ด้าน แพททริก ปูเลีย Head of Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไทยติด 1 ใน 10 ประเทศที่มีการซื้อขายทองคำมากที่สุดในโลก โดยปีก่อนหน้า ปริมาณการซื้อขายทองคำของไทยเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 2.5 แสนล้านบาทต่อวัน เทียบกับตลาดหุ้นไทยที่ 7.4 หมื่นล้านบาทต่อวัน ขณะที่มูลค่าเฉลี่ยของการซื้อขายทองคำอยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาทต่อวัน สูงกว่าตลาดหุ้นไทยที่ 4.2 หมื่นล้านบาทต่อวัน

 

แพททริกระบุว่า ที่ผ่านมาคนไทยซื้อขายทองคำเป็นเงินบาทมาโดยตลอด ซึ่งราคาทองคำไทยจะมี 2 องค์ประกอบอยู่ในนั้นเสมอ คือราคาทองคำ และค่าเงิน การเปิดให้ซื้อขายเป็นสกุลดอลลาร์จึงเป็นการแยกตัวแปรทั้งสองออกจากกัน

 

จุดเด่นของ SCB Gold Marketplace ที่ธนาคารระบุ ประกอบด้วยการรวมผู้ค้าทองคำชั้นนำ 3 ราย เข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียว, การซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ, ไม่มีค่าธรรมเนียมซื้อขาย, รองรับทองคำทั้งความบริสุทธิ์ 99.99% และ 96.5%, ถอนทองคำจริงได้ และซื้อขายผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY

 

ภาพ: Brian A Jackson / Shutterstock

The post ผู้บริหาร 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่คาดราคาปีนี้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่จะทะลุได้ 80,000 บาท อาจต้องรอปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก Leverage กู้เงินมาลงทุน คุ้มค่าจริงหรือเสี่ยงพอร์ตแตก? https://thestandard.co/leverage-invest-risk/ Sun, 16 Aug 2026 08:42:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1242625 ภาพกราฟตลาดหุ้นและตัวเลขการลงทุน สื่อถึงความเสี่ยงของ Leverage

ในโลกของการลงทุน เรามักถูกสอนว่า ‘ให้เงินทำงาน’ แต่สำหร […]

The post เจาะลึก Leverage กู้เงินมาลงทุน คุ้มค่าจริงหรือเสี่ยงพอร์ตแตก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟตลาดหุ้นและตัวเลขการลงทุน สื่อถึงความเสี่ยงของ Leverage

ในโลกของการลงทุน เรามักถูกสอนว่า ‘ให้เงินทำงาน’ แต่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเร่งสปีดความมั่งคั่งและอยากให้เงินทำงานหนักขึ้นไปอีก ‘การกู้ยืมเงินมาลงทุน’ หรือ Leverage จึงกลายเป็นเครื่องมือยอดฮิตที่ช่วยสร้างผลกำไรได้อย่างมหาศาลในชั่วข้ามคืน

 

 

อย่างไรก็ตาม ดาบย่อมมีสองคมเสมอ เมื่อไม่นานมานี้ เราได้เห็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก เมื่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้เกิดเหตุการณ์ดิ่งพสุธาอย่างรุนแรง ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากต้อง ‘สิ้นเนื้อประดาตัว’ แบบตั้งตัวไม่ติด สาเหตุหลักไม่ได้มาจากแค่การที่หุ้นตกหนักเท่านั้น แต่ความพินาศส่วนใหญ่เกิดจากการที่พวกเขาใช้ Leverage จนถูก ‘บังคับขาย’ ล้างพอร์ตจนเกลี้ยง

 

คำถามที่ตามมาคือ สรุปแล้ว Leverage มันทำงานอย่างไร? การกู้มาลงทุนเหมาะสมหรือไม่? และเครื่องมือนี้เป็น ‘ตัวร้าย’ ในโลกการลงทุนจริงๆ หรือเปล่า?

 

Leverage ทำงานอย่างไร?

 

Leverage หรือ อัตราทด ก็คือการยืมเงินหรือนำเงินทุนของบุคคลอื่น (เช่น โบรกเกอร์) มาใช้เพื่อเพิ่ม ‘อำนาจซื้อ’ ในการลงทุนของตนเอง ทำให้เราสามารถครอบครองสินทรัพย์ในมูลค่าที่สูงกว่าเงินทุนจริงที่เรามีอยู่ เหมือนในทางฟิสิกส์ที่ ‘คานงัด’ ช่วยให้เราออกแรงเพียงนิดเดียวแต่สามารถยกของหนักๆ ได้

 

ตัวอย่างเช่น หากเรามีเงิน 100,000 บาท ซื้อหุ้นปกติ ถ้าหุ้นขึ้น 10% จะได้กำไร 10,000 บาท แต่ถ้าใช้ Leverage ในอัตราทด 1:10 หมายความว่าเงิน 100,000 บาทของเรา จะมีอำนาจซื้อขยายตัวกลายเป็น 1,000,000 บาท ทันที หากหุ้นตัวนั้นขึ้น 10% เท่าเดิม จะได้กำไร 100,000 บาท (ซึ่งคิดเป็น 100% ของเงินต้นที่เรามี)

 

หากนักลงทุนต้องการใช้งาน Leverage สามารถทำได้ผ่านหลายช่องทางในตลาดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการเปิด บัญชีมาร์จิ้น (Margin Account) กับบริษัทหลักทรัพย์เพื่อกู้ยืมเงินมาซื้อหุ้น หรือการเทรดในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ตลอดจนการเทรดในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีและฟอเร็กซ์ (Forex)

 

แต่แน่นอนว่า ไม่มีใครให้เรายืมเงินฟรีๆ การจะใช้ Leverage ได้ มักจะต้องมีสิ่งมาคู่กันคือ Margin (เงินวางค้ำประกัน) ไปวางไว้กับโบรกเกอร์เสียก่อน และโบรกเกอร์เองก็มีกลไกในการป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องมาแบกรับหนี้เสียหากนักลงทุนขาดทุน กลไกนั้นเรียกว่า Force Sell (การบังคับขาย) ซึ่งจะทำงานทันทีเมื่อผลขาดทุนของเราเริ่มกินเงินวางค้ำประกันจนถึงขีดอันตราย

 

เหรียญอีกด้าน เมื่อขาดทุนมหาศาลจนเกิดการ Force Sell

 

หาก Leverage คือคานงัดที่ขยายผลกำไร มันก็ขยาย ‘ผลขาดทุน’ ในอัตราส่วนที่เท่ากันอย่างโหดร้าย นี่คือจุดที่ทำให้มันกลายเป็นฝันร้ายของใครหลายคน

 

ลองย้อนกลับไปดูบทเรียนของ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ที่ปรับตัวร่วงลงอย่างรุนแรงในวันเดียว ดัชนี KOSPI ร่วงลงอย่างหนักถึง 12.06% เกิดอะไรขึ้นกับนักลงทุนจนถึงขั้นหมดตัว?

 

  • ตลาดเกิดการเทขายอย่างหนัก: ราคาหุ้นร่วงลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตของนักลงทุนที่กู้ยืมเงินมา (ใช้ Leverage) หดตัวลงอย่างน่าใจหาย
  • Margin Call (การเรียกหลักประกันเพิ่ม): เมื่อมูลค่าพอร์ตลดลงจนแตะระดับรักษาสภาพ (Maintenance Margin) โบรกเกอร์จะส่งสัญญาณเตือนให้นักลงทุนรีบนำ ‘เงินสด’ มาเติมเข้าพอร์ต เพื่อรักษาสัดส่วนหลักประกันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย
  • Force Sell: ในภาวะวิกฤตที่หุ้นตกหนักและรวดเร็ว นักลงทุนส่วนใหญ่หาเงินมาเติมไม่ทัน (หรือบางคนไม่มีเงินเหลือแล้ว) เมื่อมูลค่าหลักประกันลดลงจนถึงขีดสุดที่โบรกเกอร์กำหนด ระบบจะทำการ ‘บังคับขายสินทรัพย์ในพอร์ตทิ้งทุกราคา’ ทันที เพื่อนำเงินสดมาคืนโบรกเกอร์

 

ความน่ากลัวที่สุดคือ เมื่อคนจำนวนมากถูก Force Sell พร้อมๆ กัน มันจะกลายเป็นแรงเทขายมหาศาลที่สาดเข้าไปในตลาด กดทับให้ราคาหุ้นร่วงหนักลงไปอีก นักลงทุนชาวเกาหลีใต้หลายคนต้องเห็นพอร์ตของตัวเองถูกขายทิ้งไปในจุดที่ราคาตกต่ำที่สุด เงินต้นที่ลงไปหายวับไปกับตา ซ้ำร้ายบางรายเมื่อขายล้างพอร์ตแล้วเงินยังไม่พอใช้หนี้โบรกเกอร์ กลายเป็นหนี้สินติดตัวตามมาอีกต่างหาก

 

เพื่อให้เห็นภาพความเสียหายชัดเจนขึ้น สมมติว่าเรามีเงินต้น 500,000 บาท กู้โบรกเกอร์มาอีก 500,000 บาท เพื่อซื้อหุ้นมูลค่า 1,000,000 บาท แต่คราวนี้ตลาดหุ้นร่วงลง 30% มูลค่าหุ้น 1,000,000 บาท จะลดลงเหลือเพียง 700,000 บาท หนี้ที่เราติดโบรกเกอร์ยังคงเป็น 500,000 บาทเท่าเดิม

 

นั่นหมายความว่า ส่วนที่เป็นเงินต้นของเรา จะเหลือเพียง 200,000 บาทเท่านั้น เท่ากับว่าขาดทุนไป 300,000 บาท หรือคิดเป็น 60% ของเงินต้นไปแล้ว!

 

ประโยชน์ของ Leverage และใครที่เหมาะจะใช้มัน?

 

แม้จะฟังดูมีเงื่อนไขผูกมัด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า Leverage มีประโยชน์อย่างมากหากตกอยู่ในมือของคนที่ใช้เป็น

 

  • การใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ: เราไม่จำเป็นต้องนำเงินก้อนใหญ่ทั้งหมดไปจมไว้กับสินทรัพย์เดียว ทำให้มีสภาพคล่องเหลือไปหมุนเวียน หรือใช้กระจายความเสี่ยงในการลงทุนรูปแบบอื่นๆ ได้
  • เพิ่มโอกาสทำกำไรในตลาดที่เคลื่อนไหวน้อย: สินทรัพย์บางประเภทราคามีการขยับตัวต่ำมาก (เช่น เพียง 1-2%) ซึ่งหากใช้เงินสดซื้อปกติแทบจะไม่เห็นน้ำเห็นเนื้อ แต่เมื่อมีอัตราทดเข้าไป จะทำให้ส่วนต่างกำไรนั้นใหญ่พอที่จะคุ้มค่าต่อการลงทุน

 

เครื่องมือนี้จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับ นักลงทุนที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความเข้าใจในกลไกความผันผวนของตลาด มีวินัยสูง และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีกลยุทธ์การจำกัดความเสี่ยงและการตั้งจุดตัดขาดทุนที่เด็ดขาด

 

High Risk, High Return ใครที่ไม่ควรใช้ Leverage

 

ด้วยธรรมชาติที่เป็นดาบสองคมขนาดใหญ่ กลุ่มคนที่ ‘ยังไม่ควรแตะต้อง Leverage อย่างเด็ดขาด’ คือ นักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่เข้าใจวัฏจักรของตลาด คนที่ทนรับความกดดันทางอารมณ์ไม่ได้ (เพราะพอร์ตจะสวิงขึ้นลงรุนแรงกว่าปกติหลายเท่า) รวมถึงคนที่นำ ‘เงินร้อน’ หรือเงินที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันมาลงทุน

 

แต่หากเราอยากใช้เครื่องมือนี้ ต้องเช็กว่ามีความพร้อมเหล่านี้หรือยัง

 

  • เข้าใจกฎเกณฑ์อย่างถ่องแท้: ต้องรู้เงื่อนไขของโบรกเกอร์ ว่าระดับ Margin Call และ Force Sell อยู่ที่ตัวเลขเท่าไหร่
  • การบริหารหน้าตัก: ไม่ควรใช้ Leverage เต็มเพดานสูงสุดที่โบรกเกอร์ให้มา ควรเผื่อพื้นที่ (Buffer) ให้ราคาแกว่งตัวได้บ้างโดยไม่กระทบถึงขั้นโดนเรียกเงินเพิ่ม
  • มีแผนสำรองที่ชัดเจน: ต้องรู้ว่าถ้าผิดทาง จะยอมตัดขาดทุนที่จุดไหน และมีเงินสำรองพร้อมเติมหรือไม่ในกรณีที่ตลาดเกิดความผันผวนระยะสั้น

 

สิ่งที่เป็นตลกร้ายและเจ็บปวดที่สุดในกรณีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ คือ ในวันต่อมา ตลาดหุ้นสามารถดีดตัวแรงกลับมาเป็นบวก ดัชนี KOSPI พุ่งกลับขึ้นมา 9.63% ภายในวันเดียว

 

ทว่า นักลงทุนที่ถูกบังคับขายไปเมื่อวานนี้ ได้ถูกระบบกวาดออกจากตลาดไปเรียบร้อยแล้ว พวกเขาหมดตัวและไม่มีโอกาสแม้แต่จะถือหุ้นเพื่อรอให้ราคากลับมาคืนทุน เพราะสินทรัพย์ถูกบังคับขายทิ้งไปหมดแล้วในจุดที่ต่ำที่สุดของวิกฤต

 

ท้ายที่สุดแล้ว Leverage ไม่ใช่เครื่องมือที่ชั่วร้าย มันเป็นเพียงเครื่องขยายผลลัพธ์จากการตัดสินใจของเรามากขึ้นเท่านั้น การจะใช้เครื่องมือนี้ให้มีประสิทธิภาพ จึงต้องเริ่มต้นจากการ ‘เข้าใจและเคารพในความเสี่ยง’ ของมันให้มากที่สุด ไม่ใช่แค่การจินตนาการถึงตัวเลขกำไรเวลาตลาดเป็นใจเพียงอย่างเดียว เพราะในโลกของการลงทุน วันที่ขาดทุนมีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกคนเสมอ

 

ภาพ: Prostock-studio / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เจาะลึก Leverage กู้เงินมาลงทุน คุ้มค่าจริงหรือเสี่ยงพอร์ตแตก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก Amazon สู่แอนฟิลด์ ‘เจฟฟ์ เบโซส’ จับมือมหาเศรษฐี ซื้อหุ้นลิเวอร์พูล 30% ดันมูลค่าสโมสร 5.5 พันล้านปอนด์ https://thestandard.co/jeff-bezos-to-buy-liverpool-stake/ Sat, 15 Aug 2026 04:53:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1242255 ภาพ เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon

สำนักข่าว BBC รายงานว่า เจ้าของสโมสรลิเวอร์พูล Fenway S […]

The post จาก Amazon สู่แอนฟิลด์ ‘เจฟฟ์ เบโซส’ จับมือมหาเศรษฐี ซื้อหุ้นลิเวอร์พูล 30% ดันมูลค่าสโมสร 5.5 พันล้านปอนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon

สำนักข่าว BBC รายงานว่า เจ้าของสโมสรลิเวอร์พูล Fenway Sports Group (FSG) บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย ในการขายหุ้นเชิงกลยุทธ์หนึ่งในสามของสโมสรให้แก่ 1892 โฮลดิ้งส์ กลุ่มทุนที่มีมหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon

 

โดยมีรายงานว่าข้อตกลงดังกล่าวประเมินมูลค่าสโมสรลิเวอร์พูลไว้ระหว่าง 5,000-6,000 ล้านปอนด์

 

FSG ระบุในแถลงการณ์ว่า การทำธุรกรรมครั้งนี้เป็นการขายบางส่วนให้แก่ 1892 โฮลดิ้งส์ ซึ่งนำโดย อามิต บาเทีย นักธุรกิจชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย และยังมีกลุ่มนักลงทุนที่รวมถึง เอดูอาร์โด ซาเวริน มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook

 

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว บาเทียจะเข้ารับตำแหน่งรองประธานสโมสรลิเวอร์พูล และเข้าร่วมคณะกรรมการบริหารที่ขยายใหญ่ขึ้น โดยยังอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล

 

บาเทียเป็นบุตรเขยของ ลักษมี มิตตัล มหาเศรษฐีชาวอินเดีย และมีประสบการณ์ในวงการฟุตบอลจากการดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้ร่วมเป็นเจ้าของสโมสรควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส (QPR) เป็นเวลา 18 ปี ก่อนสละหุ้นในสโมสรเมื่อเดือนที่ผ่านมา

 

สำหรับ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon ถือเป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 4 ของโลก ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิราว 256,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 192,000 ล้านปอนด์

 

การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสรกีฬาครั้งแรกของเขา แม้เจ้าตัวจะไม่ได้เข้าร่วมเป็นกรรมการบริหารของลิเวอร์พูลก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม ไบรอัน บอม ผู้ก่อตั้ง K5 Sports ซึ่งเป็นบริษัทที่เบโซสลงทุนผ่าน จะเข้าร่วมเป็นกรรมการบริหารของลิเวอร์พูล เช่นเดียวกับ เอเลน ภรรยาของซาเวอริน โดยเบโซสถือเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดของ K5 Sports

 

บีบีซี สปอร์ต รายงานว่า การเข้ามาลงทุนครั้งนี้จะไม่ส่งผลต่อแนวทางการซื้อขายนักเตะของลิเวอร์พูล และไม่ได้มาพร้อมกับงบประมาณเสริมสำหรับการซื้อขายนักเตะ หรือการจัดสรรงบประมาณก้อนใหม่แยกต่างหาก

 

ข้อตกลงยังเปิดทางให้กลุ่มผู้ลงทุนสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนได้ในอนาคต ซึ่งทำให้กลุ่มทุนดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ หาก FSG ตัดสินใจขายกิจการทั้งหมดในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ที่ FSG จะต้องขายสโมสร

 

ดีลครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก แต่ยังเป็นการเปิดประตูให้กลุ่มทุนระดับมหาเศรษฐีเข้ามามีส่วนร่วมในโครงสร้างผู้ถือหุ้นของลิเวอร์พูลมากขึ้น โดยมีมูลค่ากิจการที่ประเมินกันไว้สูงถึง 6,000 ล้านปอนด์

 

สะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าของสโมสรที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งการเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนที่มี เจฟฟ์ เบโซส ร่วมอยู่ด้วย กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการฟุตบอลอังกฤษ

 

สอดคล้อง The guardian รายงานว่า เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป เจ้าของสโมสรลิเวอร์พูล ยืนยันว่าได้ตกลงขายหุ้น 30% ของสโมสรให้กับกลุ่มทุนซึ่งรวมถึง อามิต บาเทีย, เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon และเอดูอาร์โด ซาเวริน ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook

 

คาดว่าข้อตกลงนี้มีมูลค่า 1.65 พันล้านปอนด์ ทำให้มูลค่าของลิเวอร์พูลอยู่ที่ 5.5 พันล้านปอนด์ และบาเทียจะดำรงตำแหน่งรองประธานสโมสรคนใหม่ในคณะกรรมการบริหารที่ขยายใหญ่ขึ้น

 

ภาพ : lev radin / Shutterstock

 

อ้างอิง

The post จาก Amazon สู่แอนฟิลด์ ‘เจฟฟ์ เบโซส’ จับมือมหาเศรษฐี ซื้อหุ้นลิเวอร์พูล 30% ดันมูลค่าสโมสร 5.5 พันล้านปอนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไทยออยล์’ แจ้งกำไร Q2/69 ที่ 8.28 พันล้านบาท โต 27.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลงแรง 57.5% จาก Q1 ปีนี้ https://thestandard.co/top-q2-profit-plunge-2/ Fri, 14 Aug 2026 04:25:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1241790 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการไทยออยล์ ไตรมาส 2 ปี 2569

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบกา […]

The post ‘ไทยออยล์’ แจ้งกำไร Q2/69 ที่ 8.28 พันล้านบาท โต 27.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลงแรง 57.5% จาก Q1 ปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการไทยออยล์ ไตรมาส 2 ปี 2569

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ กำไรสุทธิรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สูงถึง 27,765 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดถึง 17,786 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราเติบโตสูงถึง 178.2% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ที่มีกำไรสุทธิเพียง 9,979 ล้านบาท โดยมีกำไรสะสมปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากผลการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยมในไตรมาสแรก

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ขณะที่ผลการดำเนินงานเฉพาะไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิรวม 8,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,808 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 27.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2568 (YoY) ที่ทำกำไรสุทธิได้ 6,476 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ดี หากเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (ไตรมาส 1/2569) ที่กลุ่มไทยออยล์ทำสถิติกำไรไว้สูงถึง 19,481 ล้านบาท จะพบว่ากำไรสุทธิปรับลดลง 57.5% ลดลง 11,197 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลกและนโยบายช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ

 

ในฝั่งรายได้จากการขาย ในไตรมาส 2/2569 ไทยออยล์มีรายได้อยู่ที่ 129,709 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30,623 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสำหรับครึ่งแรกของปี 2569 มีรายได้ขายสะสม 244,518 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39,162 ล้านบาท (YoY) ตามราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเฉลี่ยที่สูงขึ้น

 

เจาะลึก 2 มรสุมพ่นพิษใน Q2/69 เมื่อ ‘Stock Loss และ นโยบายรัฐ’ เฉือนผลกำไร

 

แม้ว่าฝั่งการดำเนินงานปิโตรเคมีและการกลั่นเชิงเทคนิคจะแข็งแกร่ง แต่ในไตรมาส 2 นี้ ไทยออยล์ต้องเผชิญหน้ากับปัจจัยท้าทายหนักหน่วง 2 ด้านหลัก:

 

  • ความผันผวนราคาน้ำมันดิบพัดพาสต๊อกขาดทุน (Stock Loss) ทะลุหมื่นล้าน

 

ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2569 ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกและส่วนต่างราคาดิบเฉลี่ยดีดตัวสูงขึ้น ทำให้บริษัทมีความจำเป็นต้องสำรองน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือนตามลักษณะของธุรกิจกลั่นในต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ทว่าในเดือนมิถุนายน 2569 สถานการณ์มีความคลี่คลายลงชั่วคราวจากการลงนามหยุดยิงและ MOU บรรลุข้อตกลงร่วมกัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วฉับพลัน การดิ่งลงของราคาดังกล่าวตามหลักบัญชีทำให้กลุ่มไทยออยล์ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ก่อนภาษีสูงถึง 10,741 ล้านบาท (หรือคิดเป็นประมาณ 12.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่เคยรับรู้กำไรจากสต๊อกน้ำมันสูงถึง 22,557 ล้านบาท

 

  • ตัวแบกรับนโยบายรัฐ แบกหนี้กองทุนน้ำมันพุ่งเกือบหมื่นล้าน

 

นโยบายของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่ให้ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ณ หน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน (ระหว่างวันที่ 9 เมษายน – 19 พฤษภาคม 2569) ส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อกระแสเงินสดและรายได้ของกลุ่มไทยออยล์ในไตรมาส 2/2569 คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2,299 ล้านบาท นอกจากนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ไทยออยล์มียอดลูกหนี้คงค้างจากการขอชดเชยคืนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสะสมสูงถึง 9,734 ล้านบาท ซึ่งมาตรการเหล่านี้บั่นทอนกระแสเงินสดหมุนเวียนในการดำเนินงานไปชั่วขณะ

 

มองไปข้างหน้าครึ่งปีหลัง 2569 ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องติดตามใกล้ชิด

 

แนวโน้มความมั่นคงทางพลังงานและค่าการกลั่นเชิงเทคนิคของไทยออยล์คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับที่ทรงตัวดี เนื่องจากอุปทานทั่วโลกยังจำกัดจากการหยุดดำเนินการชั่วคราวของโรงกลั่นหลายแห่งรวมถึงในรัสเซีย อย่างไรก็ดี ฝ่ายจัดการได้ระบุถึงประเด็นเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างระมัดระวังสูงสุด ดังนี้

 

  • ความเสี่ยงจากการรับรู้ Stock Loss ต่อเนื่อง: หากสถานการณ์ความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางคลี่คลายรวดเร็วเกินคาด อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบลดฮวบลง ซึ่งจะนำไปสู่ความเสียหายจากสต๊อกน้ำมันดิบที่จองซื้อไว้ล่วงหน้า 1-2 เดือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจากการขยายมาตรการรัฐรอบใหม่: ล่าสุด กบง. มีมติแทรกแซงราคาดีเซลเพิ่มเติมระลอกสองในช่วงครึ่งหลังปี (ระหว่าง 9 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2569) ปรับราคาลงหน้าโรงกลั่นอีก 1.4 – 2.4 บาทต่อลิตร ซึ่งฝ่ายจัดการประเมินว่าจะกดดันกระแสเงินสดและลดรายได้ของกลุ่มไปอีกราว 926 ล้านบาทในไตรมาส 3/2569 ยิ่งไปกว่านั้น ยอดค้างชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ที่เพิ่มสะสมเป็น 9,963 ล้านบาท (ณ วันที่ 6 สิงหาคม 2569) อาจสร้างข้อจำกัดทางการเงินและอาจต้องอาศัยระยะเวลานานในการชดเชยคืนจากภาครัฐ

 

ซีอีโอมองไตรมาส 3/69 มองสถานการณ์ตลาดยังคงมีความไม่แน่นอน

 

ด้าน พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ส่งผลให้ช่องแคบ ฮอร์มุซปิดชั่วคราว กระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 20 ของอุปทานโลก ไทยออยล์จึงปรับกลยุทธ์การจัดหาน้ำมันดิบอย่างทันท่วงที โดยลดการพึ่งพาจากตะวันออกกลางและกระจายแหล่งจัดหามากขึ้น

 

โดยในไตรมาส 2/2569 ไทยออยล์จัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอยู่ที่ร้อยละ 59 จากทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริการวมกันร้อยละ 32 จากภายในประเทศร้อยละ 7 และจากตะวันออกไกลร้อยละ 2 พร้อมรักษาอัตราการกลั่นของโรงกลั่นในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

 

การบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อรับมือความท้าทายของตลาด เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

 

ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วง เดือนมีนาคม–เดือนพฤษภาคม 2569 ก่อนจะปรับลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายนหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซทยอยกลับมา น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางออกสู่ตลาดมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงในช่วงปลายไตรมาส 2

 

อย่างไรก็ตาม น้ำมันดิบที่ใช้ในการผลิตจะต้องจัดซื้อล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน โดยน้ำมันดิบที่ใช้ในการผลิตในไตรมาส 2 จะเป็นน้ำมันดิบที่จัดซื้อในช่วงเดือนเมษายน – เดือนพฤษภาคม ซึ่งราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในระดับสูงขณะที่ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายน จึงรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) จำนวน 10,741 ล้านบาท หรือ 12.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประกอบกับผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน จำนวน 6,476 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในไตรมาส 2 เท่ากับ 8,915 ล้านบาท และเมื่อหักค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ ไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 8,284 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 3.71 บาทต่อหุ้น ลดลง 11,197 ล้านบาทจากไตรมาส 1/69 และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 27,765 ล้านบาท

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการไทยออยล์ ไตรมาส 2 ปี 2569 2

 

แนวโน้มในช่วงไตรมาส 3/69 คาดว่าสถานการณ์ตลาดยังคงมีความไม่แน่นอน มีปัจจัยที่น่าจับตา ดังนี้

 

  • การรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จากการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง หากสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันดิบปรับลดลง อาจจะรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569
  • สภาพคล่องและกระแสเงินสดลดลงจากการให้ความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน การปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น ตามมติ กบง. ลง 1.4 –2.4 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2569 และเงินชดเชยคงค้างจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 10,800 ล้านบาท และคาดว่าจะทำให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 320 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ต้นทุนดังกล่าวเป็นผลจากการปฏิบัติตามมาตรการภาครัฐ มิใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และ ไม่ได้ผลักภาระดังกล่าวไปยังราคาน้ำมันสำเร็จรูป
  • ความผันผวนของความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป จากอุปสงค์ในประเทศที่มีแนวโน้มอ่อนตัว ส่งผลให้สินค้าคงคลังและต้นทุนจัดเก็บเพิ่มขึ้น และอาจต้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคาที่ลดลงตามแนวโน้มราคาตลาดล่วงหน้า (Forward Price) รวมถึงปรับลดกำลังการผลิต ซึ่งอาจกระทบต่อการผลิตน้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์อื่นและวัตถุดิบสำคัญ เช่น ก๊าซหุงต้ม แนฟทา กำมะถัน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีบางชนิด ตลอดจนความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

 

ความสำเร็จของการขับเคลื่อนประสิทธิภาพการดำเนินงาน

 

1.ดำเนินงานเชิงรุก เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดย

 

กระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบไปยังทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกา ควบคู่กับการใช้คลังน้ำมันดิบลอยน้ำ (Floating Storage) และการจัดหาถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติม เพื่อรักษาความต่อเนื่องการผลิตและการส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ

 

  • เร่งดำเนินการโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) อย่างต่อเนื่องตามแผนงาน เพื่อรองรับการทดลองเดินเครื่องจักรของกลุ่มหน่วยกลั่นน้ำมันดิบใหม่ในปี 2570 และการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ของโครงการในไตรมาสที่ 3 ปี 2571 โดยคาดว่าโครงการจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงการก่อสร้างกว่า 20,000 คน

 

ไทยออยล์ร่วมบรรเทาค่าครองชีพของคนไทย มูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท

 

ตลอดกว่า 65 ปี ไทยออยล์ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าแก่ชุมชนและสังคม โดยในปี 2569 มีส่วนร่วมบรรเทาค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย มูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท ผ่านการปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นในช่วงครึ่งแรกของปีตามมาตรการภาครัฐ มูลค่าประมาณ 3,220 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าโครงการเพื่อสังคมตลอดปี 2569 มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท ครอบคลุมด้านสุขภาวะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม การศึกษา สังคมและวัฒนธรรม

The post ‘ไทยออยล์’ แจ้งกำไร Q2/69 ที่ 8.28 พันล้านบาท โต 27.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลงแรง 57.5% จาก Q1 ปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดใช้ Stablecoin พุ่งทั่วโลก Binance แนะไทยเร่งผลักดัน ขณะที่ ธปท.-ก.ล.ต. กำลังจะคุมเข้ม https://thestandard.co/stablecoin-thailand-binance-regulation/ Thu, 13 Aug 2026 11:59:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1241630 ภาพ Richard Teng ซีอีโอ Binance คู่กับเหรียญ Stablecoin USDT พร้อมข้อความแสดงมูลค่าการใช้ที่พุ่งสูงขึ้น

Richard Teng ซีอีโอ Binance ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลา […]

The post ยอดใช้ Stablecoin พุ่งทั่วโลก Binance แนะไทยเร่งผลักดัน ขณะที่ ธปท.-ก.ล.ต. กำลังจะคุมเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Richard Teng ซีอีโอ Binance คู่กับเหรียญ Stablecoin USDT พร้อมข้อความแสดงมูลค่าการใช้ที่พุ่งสูงขึ้น

Richard Teng ซีอีโอ Binance ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัล หากเร่งผลักดันนโยบาย stablecoin และ tokenization แต่ในทางกลับกัน ก.ล.ต. และ ธปท. กำลังเดินหน้าออกเกณฑ์คุมเข้มธุรกรรม stablecoin ด้วยความกังวลเรื่องการฟอกเงินและการเลี่ยงระบบโอนเงินข้ามพรมแดน

 

ข้อมูลจาก Visa Onchain Analytics สะท้อนว่ามูลค่าธุรกรรมการใช้ stablecoin พุ่งทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 37 ล้านล้านบาท ในช่วง 30 วันล่าสุด ขณะที่ธุรกรรม stablecoin ขนาด retail ซึ่งเป็นตัวแทนการใช้งานของคนทั่วไป มีมูลค่าราว 7.2 พันล้านดอลลาร์ในรอบ 30 วันล่าสุด สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทจากที่พักเงินของนักเทรด ไปสู่เงินที่ใช้จ่ายจริงมากขึ้น

 

ด้าน Mercuryo เผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2026 ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ธุรกรรมแลกเปลี่ยนกลับเป็นเงินสกุลท้องถิ่น (off-ramp) บนแพลตฟอร์มที่เป็น USDC และ USDT มีสัดส่วน 57% ของธุรกรรมทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 25% ในปีก่อนหน้า ขณะที่สัดส่วนต่อมูลค่ารวมเพิ่มจาก 30% เป็น 56%

 

ที่โดดเด่นกว่านั้นคือจำนวนธุรกรรม off-ramp ของ stablecoin เพิ่มขึ้น 446% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่นเพิ่มขึ้นเพียง 38% และราว 80% ของการเติบโตทั้งหมดมาจาก stablecoin

 

Arthur Firstov ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของ Mercuryo ระบุว่าการรับเงินเดือนเป็นคริปโทกำลังเคลื่อนจากขอบไปสู่กระแสหลัก โดยให้เหตุผลว่าสำหรับแรงงานในประเทศที่เงินเฟ้อสูง การรับเงินเดือนเป็น stablecoin ช่วยรักษาอำนาจซื้อ ขณะที่บางส่วนใช้เพื่อการโอนเงินกลับประเทศด้วยต้นทุนต่ำ

 

สอดคล้องกับรายงาน Crypto Payroll ปี 2025 ของ Rise ที่พบว่า 25% ของธุรกิจใช้คริปโทในการจ่ายเงินเดือนแล้ว โดย Rise ระบุว่าประมวลผลเงินเดือนไปกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ และมากกว่าครึ่งของการถอนเงินของแรงงานเกิดขึ้นในรูป stablecoin ครอบคลุมกว่า 190 ประเทศ

 

ความต้องการกระจุกตัวเป็นพิเศษในตลาดที่ค่าเงินไม่มีเสถียรภาพหรือมีต้นทุนการโอนเงินสูง โดยข้อมูล Chainalysis ที่ถูกอ้างในรายงานปี 2026 ของ Rise ระบุว่าบราซิลประเทศเดียวรับมูลค่าคริปโทราว 3.188 แสนล้านดอลลาร์ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2024 ถึงมิถุนายน 2025 โดยราว 90% เชื่อมโยงกับ stablecoin

 

Binance ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ในบริบทนี้เอง Richard Teng ซีอีโอร่วม (Co-CEO) ของ Binance กล่าวว่า สินทรัพย์ดิจิทัลได้เปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เฉพาะกลุ่มไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระดับโลกแล้ว โดยปีนี้เห็นการบรรจบกันระหว่างการเงินดั้งเดิมกับโลกคริปโทอย่างชัดเจน

 

Teng ระบุว่าภายหลังสหรัฐฯ มีความชัดเจนทางกฎหมายเรื่อง stablecoin ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และ stablecoin ได้กลายเป็นเครื่องมือโอนเงินข้ามประเทศที่รวดเร็วในระดับทันที ด้วยต้นทุนเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับระบบธนาคารตัวแทน

 

สำหรับประเทศไทย Teng ประเมินว่าผู้กำกับดูแลไทยมีวิสัยทัศน์และออกเกณฑ์ที่ชัดเจน ซึ่งช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นและการคุ้มครองผู้ใช้ พร้อมระบุว่าไทยมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัล หากภาครัฐเร่งผลักดันนโยบายด้านนวัตกรรม stablecoin การทำ tokenization และสิทธิประโยชน์ทางภาษี

 

อย่างไรก็ตาม Teng ยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดสำคัญ คือปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่อนุญาตให้ใช้ stablecoin สกุลเงินต่างประเทศอย่าง USDT หรือ USDC ในการชำระค่าสินค้าและบริการทั่วไป ซึ่งทีมงานอยู่ระหว่างประสานงานหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

หน่วยงานกำกับไทยอาจคุมเข้ม stablecoin มากขึ้น

 

ทว่าทิศทางของหน่วยงานกำกับดูแลไทยในเวลานี้ดูจะสวนทางกับข้อเสนอดังกล่าว

 

ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประชุมหารือกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อวางกรอบการกำกับดูแลธุรกรรม stablecoin ท่ามกลางความกังวลว่าสินทรัพย์ดิจิทัลอาจถูกใช้ในการฟอกเงิน ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเลี่ยงการควบคุมการโอนเงินข้ามพรมแดน

 

ตามรายงาน ก.ล.ต. คาดว่าจะออกหลักเกณฑ์ภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยกำหนดให้เริ่มบังคับใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2027 ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การกำกับดูแลที่ครอบคลุมมากขึ้น ตามการใช้งาน stablecoin ที่แพร่หลายขึ้นในระบบการเงินไทย

 

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังปริมาณธุรกรรมของ stablecoin รายใหญ่อย่าง USDT และ USDC ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนผู้กำกับดูแลเห็นความจำเป็นต้องพิจารณามาตรการป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดเพิ่มเติม

 

ก่อนหน้านี้ ธปท. และ ก.ล.ต. ได้เริ่มตรวจสอบร่วมกันในธุรกรรม USDT มูลค่าสูง โดยมีรายงานว่าพบผู้ขาย USDT บนแพลตฟอร์มในไทยราว 40% เป็นชาวต่างชาติที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศ ซึ่งตามหลักเกณฑ์แล้วไม่ควรทำธุรกรรมในไทย

 

ขณะเดียวกัน ธปท. ยังเตรียมใช้มาตรการต่อต้านการฟอกเงินชุดใหม่ในไตรมาส 4 ปี 2026 ซึ่งกำหนดให้ผู้ฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต้องแสดงหลักฐานที่มาของเงิน โดยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเศรษฐกิจนอกระบบที่ครอบคลุมทั้งเงินสด การค้าทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ไทยเลือกทาง ‘เปิดหน้าบ้าน ปิดหลังบ้าน’?

 

อย่างไรก็ดี การตีความว่าไทยกำลัง ‘ต่อต้าน’ stablecoin คงไม่ถูกต้องนัก เพราะในเวลาเดียวกัน ธปท. ก็กำลังเดินหน้าสร้าง stablecoin ของตัวเอง

 

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ระบุเมื่อปลายเดือนมิถุนายนว่า การศึกษาออกแบบ stablecoin ที่หนุนหลังด้วยเงินบาทอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะภายในสิ้นปี 2026 และคาดว่าจะประกาศหลักเกณฑ์อย่างเป็นทางการภายในปี 2026 หรือต้นปี 2027

 

กรอบเบื้องต้นกำหนดให้ stablecoin ดังกล่าวต้องหนุนหลังด้วยเงินบาทเต็มจำนวนในอัตรา 1:1 โดยเก็บสินทรัพย์สำรองในบัญชีแยกที่สถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต ผู้ถือเหรียญมีสิทธิ์ไถ่ถอนเป็นเงินบาทได้ตลอดเวลา และสินทรัพย์สำรองจะถูกคุ้มครองไม่ให้นำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น

 

ที่สำคัญคือ ธปท. วางแผนทดสอบในแซนด์บ็อกซ์โดยจำกัดการใช้งานเฉพาะการชำระดุลระหว่างธนาคารพาณิชย์ก่อน แล้วจึงค่อยประเมินผลก่อนขยายสู่การค้าปลีก โดยเน้นย้ำว่าออกแบบเพื่อประสิทธิภาพการชำระเงินและการชำระดุล ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร

 

พร้อมกันนี้ ธปท. ยังเข้มงวดกับการชำระเงินข้ามพรมแดนที่ไม่ผ่านระบบ โดยกำหนดให้การชำระเงินผ่าน QR code ส่วนบุคคลในไทยต้องทำเป็นเงินบาทเท่านั้น และระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ถึงพฤษภาคม 2026 ได้ระงับบัญชีที่เชื่อมโยงกับการโอนเงินหยวนแบบ P2P ไปแล้วราว 5,000 บัญชี

 

ภาพ: lilgrapher/ Shutterstock

The post ยอดใช้ Stablecoin พุ่งทั่วโลก Binance แนะไทยเร่งผลักดัน ขณะที่ ธปท.-ก.ล.ต. กำลังจะคุมเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดออก ESG Bond ไทยครึ่งแรกปีนี้โต 14.7% ครองสัดส่วนเพิ่มเป็น 5.9% ของยอดคงค้างตราสารหนี้ทั้งหมด https://thestandard.co/esg-bond-thailand-growth-government/ Wed, 12 Aug 2026 08:58:36 +0000 https://thestandard.co/esg-bond-thailand-growth-government/ ภาพกองเหรียญและต้นกล้า สื่อถึงการเติบโตของ ESG Bond

ตลาด ESG Bond ไทยครึ่งแรกปี 2569 โต 14.7% ยอดทะลุล้านล้ […]

The post ยอดออก ESG Bond ไทยครึ่งแรกปีนี้โต 14.7% ครองสัดส่วนเพิ่มเป็น 5.9% ของยอดคงค้างตราสารหนี้ทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกองเหรียญและต้นกล้า สื่อถึงการเติบโตของ ESG Bond

ตลาด ESG Bond ไทยครึ่งแรกปี 2569 โต 14.7% ยอดทะลุล้านล้าน รัฐยังครองแชมป์ออกหุ้นกู้สูงสุด ทำให้สัดส่วน ESG Bond ต่อยอดคงค้างตราสารหนี้ทั้งหมดในไทยเพิ่มขึ้นเป็น 5.9% ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด ESG Bond ปี 2569 แตะ 2 แสนล้าน ลุ้นรัฐออก SLB 3 หมื่นล้านพยุงตลาดครึ่งปีหลัง

 

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ระบุว่า มูลค่าการออกตราสารหนี้ ESG ใหม่ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ราว 116,205 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 101,300 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าคงค้างเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 1,081,430 ล้านบาท สะท้อนบทบาทที่สำคัญของ ESG Bond ต่อตลาดทุนไทย โดยสัดส่วนยอดคงค้าง ESG Bond ต่อยอดคงค้างตราสารหนี้ทั้งหมดในไทยเพิ่มขึ้นจาก 5.2% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2568 เป็น 5.9% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569

 

ฝั่งภาคเอกชน มูลค่าการออกตราสารหนี้ ESG ใหม่เร่งขึ้นมาอยู่ที่ 25,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการออกตราสารหนี้ของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) มูลค่า 8,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดคงค้างของ ESG Bond ภาคเอกชนอยู่ที่ราว 271,227 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569

 

แรงส่งยังนำโดยภาครัฐ ขณะที่เอกชนกระจุกตัวในธุรกิจพลังงานและขนส่ง

 

ภาครัฐมีสัดส่วนสูงสุดของการออก ESG Bond ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ราว 60.8% ของมูลค่าการออกตราสารหนี้ ESG ใหม่ทั้งหมด โดยมาจากการ Reopen พันธบัตร ตามด้วยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) 17.2%

 

ขณะที่ฝั่งเอกชนยังนำโดยกลุ่มพลังงาน (12.0%) และขนส่ง (6.9%) โดยกลุ่มพลังงาน เช่น ซีเค พาวเวอร์ ทีพีไอ โพลีน และ ราช กรุ๊ป โดยเงินระดมทุนส่วนใหญ่ใช้เพื่อชดเชยการลงทุนเดิม ส่วนกลุ่มขนส่งมาจากบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) เพื่อใช้เป็นเงินลงทุน และ/หรือ ทดแทนเงินลงทุนในโครงการขนส่งที่ใช้พลังงานสะอาด

 

ขณะที่การออก ESG Bond ของภาคเอกชนในครึ่งแรกปี 2569 ยังหนุนโครงการยั่งยืนในประเทศได้จำกัด เนื่องจากมีเม็ดเงินลงทุนสำหรับโครงการใหม่หรือโครงการต่อเนื่องเพียง 5,030 ล้านบาท หรือ 19.7% ของยอดออกทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นโครงการพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศกว่า 3,030 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ สัดส่วนเม็ดเงินสำหรับโครงการใหม่หรือโครงการต่อเนื่องลดลงจาก 24.5-28.0% ของยอดออก ESG Bond ภาคเอกชนในครึ่งแรกปี 2568 เหลือเพียง 19.7% ในครึ่งแรกปี 2569 นั่นหมายความว่าแม้การออก ESG Bond ภาคเอกชนจะเพิ่มขึ้น แต่เม็ดเงินที่ช่วยต่อยอด Green Investment ยังไม่ได้ขยายตัวตาม โดยบทบาทของ ESG Bond ภาคเอกชนยังอยู่ที่การชดเชยเงินลงทุนเดิมและการชำระคืนหนี้เป็นหลัก

 

คาดแรงส่งครึ่งหลังปี 2569 ยังพึ่งแรงหนุนรัฐ เพื่อพยุงตลาด ESG Bond

 

แนวโน้มมูลค่าการออก ESG Bond ทั้งปี 2569 อาจไม่เร่งตัวเท่าปีที่ผ่านมา หากแรงหนุนจากการออกตราสารหนี้ของภาครัฐในช่วงครึ่งหลังยังมีจำกัด

 

แรงส่งในครึ่งหลังยังคงมาจากภาครัฐ ซึ่งมีแผนออก Sustainability-Linked Bond (SLB) รุ่นใหม่ประมาณ 30,000 ล้านบาท ภายในปีงบประมาณ 2569 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือระดมทุนเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณและปรับโครงสร้างหนี้ภาครัฐ

 

หากการออก SLB ของภาครัฐเป็นไปตามแผน คาดว่าจะช่วยชดเชยตราสารหนี้ที่ครบกำหนดในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งอยู่ที่ 24,148 ล้านบาท โดยเฉพาะจากภาคเอกชนกว่า 19,390 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดคงค้างยังยืนเหนือระดับ 1 ล้านล้านบาทได้

 

อย่างไรก็ตาม แรงส่งจากภาคเอกชนยังมีข้อจำกัดจาก 1) ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ยังอยู่ในระดับสูง 2) ส่วนต่างต้นทุนระหว่าง ESG Bond กับตราสารหนี้ทั่วไป (Greenium) ที่แคบลง เนื่องจากนักลงทุนอาจยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตราสารทั่วไปได้น้อยลง ขณะที่ผู้ออกตราสารยังมีต้นทุนเพิ่มเติมจากการตรวจสอบและรายงานด้านความยั่งยืน และ 3) ภาวะเศรษฐกิจชะลอซึ่งส่งผลให้ภาคเอกชนระมัดระวังต่อแผนลงทุนใหม่

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มูลค่าการออก ESG Bond ปี 2569 โดยรวมทั้งปีจะอยู่ราว 2 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ 208,404 ล้านบาท สะท้อนว่าตลาดทรงตัวได้จากการพึ่งแรงหนุนภาครัฐเป็นหลัก ขณะที่แรงส่งจากภาคเอกชนต่อ Green Investment ในประเทศยังมีจำกัด ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่ยังไม่แน่นอน และแรงผลักดันจากกติกาด้าน ESG ในประเทศที่ยังรอบังคับใช้กฎหมายเพิ่มเติมในอนาคต

The post ยอดออก ESG Bond ไทยครึ่งแรกปีนี้โต 14.7% ครองสัดส่วนเพิ่มเป็น 5.9% ของยอดคงค้างตราสารหนี้ทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาดีล 2 ยักษ์ PTTGC-SCGC ร่วมทุนปิโตรเคมี มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท คาดปลายเดือน ก.ย. นี้ มีความชัดเจน ดันกำลังผลิตขึ้น Top 10 โลก https://thestandard.co/pttgc-scgc-joint-venture-petrochemicals-top10/ Tue, 11 Aug 2026 09:45:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1240917 โลโก้ PTTGC และ SCGC บนภาพพื้นหลังการจับมือและกราฟหุ้น

ท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลกที่กำล […]

The post จับตาดีล 2 ยักษ์ PTTGC-SCGC ร่วมทุนปิโตรเคมี มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท คาดปลายเดือน ก.ย. นี้ มีความชัดเจน ดันกำลังผลิตขึ้น Top 10 โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ PTTGC และ SCGC บนภาพพื้นหลังการจับมือและกราฟหุ้น

ท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลกที่กำลังเผชิญกับพายุความไม่แน่นอนรอบทิศทาง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน ซัพพลายเชนชะงักงัน และปัญหากำลังการผลิตปิโตรเคมีล้นตลาด รวมทั้งสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ได้เริ่มเห็นผู้เล่นรายใหญ่ของประเทศ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ต้องเร่งปรับตัว

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ในงานแถลงผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ PTTGC ได้เปิดเผยความคืบหน้าในการศึกษาความเป็นไปได้ทางกลยุทธ์ระหว่าง PTTGC กับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC บริษัทย่อยในกลุ่ม ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ครอบคลุมพอลิเอทิลีน – PE และพอลิโพรพิลีน – PP) ในประเทศไทย

 

โดยผู้เชี่ยวชาญในวงการปิโตรเคมีให้สัมภาษณ์ให้ข้อมูลกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า ประเมินว่าดีลการร่วมของ PTTCG กับ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ จะเป็นดีลที่มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นดีลที่มีมูลค่าที่สุดดีลหนึ่งในปีนี้

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ด้านศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC ให้ข้อมูลว่า ศึกษาการตั้งบริษัทร่วมทุนกับ PTTGC (GC) ว่ามีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยให้เป็นเสาหลักที่สามารถส่งมอบวัตถุดิบสู่ผู้ประกอบการปลายน้ำได้อย่างยั่งยืน ดังนี้

 

  • กรอบความร่วมมือและกำลังการผลิต โดยการศึกษาครั้งนี้ครอบคลุมเฉพาะทรัพย์สินและธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยเป็นหลัก โดยเน้นที่กลุ่มเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (PE) และโพลีโพรพิลีน (PP) หากการรวมตัวเกิดขึ้น จะทำให้บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่มีกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกรวมกันกว่า 6 ล้านตัน จากปัจจุบันที่แต่ละฝ่ายมีกำลังผลิตฝ่ายละประมาณ 3 ล้านตัน และมีกำลังการผลิตสารตั้งต้นรวมกว่า 7 ล้านตัน
  • การประเมินทรัพย์สินและสัดส่วนการถือหุ้น ในหลักเกณฑ์ในการพิจารณาสัดส่วนการถือหุ้นจะไม่ได้ดูจากมูลค่าทางบัญชี (Book Value) หรือขนาดของสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่จะใช้หลักการทางการเงินเพื่อประเมินจาก ‘ความสามารถในการทำกำไร’ ของสินทรัพย์ทั้งสองฝ่าย แล้วนำมาคำนวณอัตราส่วนการถือหุ้นที่เหมาะสมของแต่ละบริษัทในโครงสร้างใหม่

 

ส่วนกรณีของบริษัทร่วมทุนปลายน้ำที่มีพาร์ทเนอร์ต่างชาติร่วมถือหุ้นอยู่ด้วยนั้น จะถูกนำมารวมอยู่ในการศึกษาครั้งนี้ แต่การดำเนินการจริงจะต้องมีการหารือและได้รับการอนุมัติจากพาร์ทเนอร์เหล่านั้นตามเงื่อนไขของแต่ละสัญญา

 

เปิดไทม์ไลน์และขั้นตอนการทำงาน

 

  • ระยะที่ 1 ศึกษาความเป็นไปได้ จะมีความชัดเจนออกมาช่วงปลายเดือนกันยายน หรือปลายไตรมาส 3 นี้ เพื่อประเมินความเป็นไปได้และผลประโยชน์ร่วมกัน หากพบว่าคุ้มค่า จึงจะตัดสินใจเดินหน้าต่อ
  • ระยะที่ 2 จัดตั้งบริษัทร่วมทุน หากตกลงไปต่อ จะเข้าสู่ขั้นตอนการขออนุมัติตามกฎหมาย ออกแบบโครงสร้างการบริหารงานร่วมกัน ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาเตรียมการไม่ต่ำกว่า 1 ปี หรือ ประมาณ 13-15 เดือน

 

จุดเริ่มต้นของการหารือเกิดขึ้นผ่านคนกลางที่เรียกว่า ‘Clean Team’ เพื่อให้ทั้งสองบริษัทซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถประเมินผลประโยชน์เบื้องต้นได้โดยไม่ขัดต่อกฎระเบียบการเปิดเผยข้อมูล ความมุ่งหมายสำคัญคือการเอาตัวรอดจากภาวะอุตสาหกรรมโลกที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งในอดีตประเทศฟิลิปปินส์เคยมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีแต่สุดท้ายต้องปิดตัวลง การรวมตัวกันจึงเป็นทางออกเพื่อไม่ให้ซ้ำรอย

 

เมื่อประเมินส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในไทย เม็ดพลาสติก PP รวมกันจะอยู่ที่ประมาณ 25% และ PE จะรวมกันเกิน 60%

 

โลโก้ PTTGC และ SCGC บนภาพพื้นหลังการจับมือและกราฟหุ้น 1

ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC

 

ศักดิ์ชัย อธิบายว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างรวดเร็วและมีผู้เล่นรายใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา การทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้นั้น ไม่สามารถมองแค่ระดับประเทศหรือภูมิภาคได้อีกต่อไป แต่ต้องมีความแข็งแกร่งระดับโลก โดยการผนึกกำลังนี้จะดึงจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมาสร้าง Synergy ในประเทศไทย คือ

 

  • PTTGC อยู่ในกลุ่ม ปตท. มีความแข็งแกร่งในด้านวัตถุดิบต้นน้ำ (Upstream) มีความยืดหยุ่นของโครงข่ายก๊าซและของเหลว รวมถึงมีศักยภาพด้านเครือข่ายการจัดหา (Trading) ที่เชื่อมโยงแหล่งวัตถุดิบได้ทั่วโลก
  • SCGC มีความโดดเด่นในด้านผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ (Downstream) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่ม HVA มีทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่สามารถสร้างนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับระดับสากล

 

สำหรับวัตถุประสงค์เชิงลึกในการเดินหน้าศึกษาการร่วมทุนระหว่าง SCGC และ PTTGC (GC) เกิดจากบทเรียนอันรุนแรงของวัฏจักรขาลงในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีรอบนี้ ที่ผู้ผลิตต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันสูงและมาร์จินที่ตกต่ำอย่างหนักตามกลไกตลาดโลก หากไม่มีการปรับตัว ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะซ้ำรอยประเทศฟิลิปปินส์ที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้องปิดตัวไปหลังจากดำเนินการมา 20-30 ปี

 

การนำจุดแข็งของทั้งสองบริษัทที่มีกำลังการผลิตอยู่แล้วมาผสานกัน จึงมีเป้าหมายสำคัญคือ ‘การลดการขาดทุน’ ในยามที่ตลาดเผชิญสถานการณ์ย่ำแย่ เพราะในอดีตเมื่อสถานการณ์ไม่ดี ทั้งสองบริษัทต่างก็ต้องเผชิญกับการขาดทุนเช่นเดียวกัน การรวมกันจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่ง ทำให้เอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์วิกฤต และคาดหวังว่าหากวัฏจักรธุรกิจกลับมาเป็นขาขึ้น การรวมตัวนี้จะยิ่งทำให้บริษัทสามารถทำผลงานและเติบโตได้ดียิ่งขึ้นไปอีก

 

บิ๊กดีลร่วมทุน PTTGC-SCGC หนุนขึ้น Top 10 โลก

 

ด้านณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTGC เปิดเผยในงานแถลงข่าวระบุว่า หากการศึกษานี้ประสบความสำเร็จและเกิดการร่วมทุนขึ้นจริง จะส่งผลให้ธุรกิจร่วมทุนนี้ขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ชั้นนำในอาเซียน โดยมีกำลังการผลิตรวมกันใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก

 

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่เป็นการมองยาวไปถึงระยะยาว 10-20 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างเสถียรภาพและลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) เนื่องจากเม็ดพลาสติกและพอลิเมอร์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานและวัตถุดิบต้นน้ำที่สำคัญของอุตสาหกรรมในประเทศ

 

นอกจากนี้ การบูรณาการร่วมกันของทั้งสองบริษัททำได้ง่ายและเหมาะสมอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากโรงงานของทั้งสองฝ่ายตั้งอยู่ใกล้เคียงกันในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งจะช่วยสร้าง Operational Synergy มหาศาล และลดต้นทุนการผลิตโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการจัดอันดับ Top 10 ของโลกนั้นจะวัดจากกำลังการผลิตรวมทั้งหมดเมื่อเทียบกับผู้เล่นในระดับสากล ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถสรุปผลการศึกษาทางกลยุทธ์ดังกล่าวได้ภายในปลายไตรมาส 3 ปี 2569 หรือภายในเดือนกันยายนนี้

 

โลโก้ PTTGC และ SCGC บนภาพพื้นหลังการจับมือและกราฟหุ้น 2

ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTGC

 

ลดหนี้แสนล้าน สลัดความกังวลระยะสั้น

 

ด้านเสถียรภาพทางการเงินและการบริหารโครงสร้างทุน ทิติพงษ์ จุลพรศิริดี

 

รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี PTTGC ได้ชี้แจงถึงแผนงานบริหารจัดการหนี้สินที่ทำอย่างเข้มงวดตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนว่า PTTGC มีฐานการเงินที่แกร่งพอในทุกสภาวะอุตสาหกรรม

 

PTTGC ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการปรับลดหนี้สินไปได้ถึง 116,000 ล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบัน หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (Interest-bearing Debt) จากเงินกู้และหุ้นกู้ลดลงมาเหลืออยู่ที่ประมาณ 150,000 – 160,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนปี 2564 ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะกับสภาวะธุรกิจในปัจจุบัน

 

ขณะเดียวกัน PTTGC มีกระแสเงินสดในมือที่แข็งแกร่งมากถึง 50,000 กว่าล้านบาท ขณะที่บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในปีหน้า อยู่ที่ราว 20,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น และในปี 2571 มีภาระหนี้ครบกำหนดชำระเพียงไม่กี่พันล้านบาท สะท้อนว่าสภาพคล่องที่มีอยู่เพียงพอต่อการชำระหนี้ระยะสั้นทั้งหมดอย่างปลอดภัย และช่วยลดความกังวลด้านสภาพคล่องออกไปโดยสิ้นเชิง

 

นอกจากนี้ GC ยังได้วางกลยุทธ์ทางการเงินที่รัดกุมผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้

 

  • แผนออกหุ้นกู้ระยะยาว เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ใหม่ระยะเวลา 7 ปี และ 10 ปี เพื่อนำเงินมาปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว (Refinancing) และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) รองรับทิศทางการขยายธุรกิจในอนาคต
  • ลดต้นทุนทางการเงิน ด้วยระเบียบวินัยทางการเงิน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Finance Costs) ปรับลดลงไปได้เกือบ 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • Asset Monetization ดำเนินกลยุทธ์สร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ที่อยู่นอกกลุ่มธุรกิจหลัก (Non-core Assets) เช่น การทำดีลขายท่าเรือและถังเก็บผลิตภัณฑ์ (Jetty & Tank) ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดหนี้ โดย GC ยังคงสิทธิ์ในการใช้งานสินทรัพย์ดังกล่าวตามปกติโดยไม่มีภาระในฐานะเจ้าของ ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ให้สูงขึ้น
  • เสริมแกร่งสภาพคล่องร่วมกับ PTT ร่วมมือกับบริษัทแม่อย่าง PTT ในการขยายระยะเวลาชำระค่าวัตถุดิบ ช่วยสร้าง Buffer สภาพคล่องโดยรวมพุ่งสูงถึง 80,000 ล้านบาท

 
โลโก้ PTTGC และ SCGC บนภาพพื้นหลังการจับมือและกราฟหุ้น 3

ทิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี PTTGC

 

ผลงาน Q2/69 ฟื้นตัวแกร่ง ด้วยกลยุทธ์ ‘Integrated Value Chain’

 

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 ของ PTTGC สามารถโชว์ตัวเลขที่กลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่น โดยมี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 26,932 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี โดยเพิ่มขึ้นถึง 81% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท ส่งผลให้ในครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทมี Adjusted EBITDA รวม 41,777 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิสะสมอยู่ที่ 15,440 ล้านบาท

 

โดยผลประกอบการในรอบนี้ที่ออกมาดี ไม่ได้เกิดจากความโชคดีของราคาตลาด แต่เกิดจากจุดแข็งทางโครงสร้างพื้นฐานของ PTTGC ดังนี้

 

  • โครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Value Chain) ที่เชื่อมโยงธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทำให้บริหารจัดการความต่อเนื่องในการผลิตได้ดีเยี่ยม
  • ความยืดหยุ่นสูงด้านวัตถุดิบ (Feedstock Flexibility) สามารถเลือกใช้วัตถุดิบได้หลากหลายทั้งก๊าซและของเหลวตามสภาวะตลาด และบริษัทฯ ยังมีแผนเตรียมนำเข้าอีเทนต้นทุนต่ำจากสหรัฐฯ ในปี 2572 เพื่อเสริมความได้เปรียบระยะยาว
  • การกระจายแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลาย ทำให้ PTTGC ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งและซัพพลายน้ำมันดิบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้บริษัทสามารถเดินเครื่องผลิตโรงงาน (Operating Rate) ได้เต็มประสิทธิภาพ

 

โลโก้ PTTGC และ SCGC บนภาพพื้นหลังการจับมือและกราฟหุ้น 4

ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ของ PTTGC

 

แผน PTTGC สร้างสมดุลใหม่ 70:30 ภายในปี 73 มุ่งสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

 

ในแง่ของพอร์ตโฟลิโอธุรกิจระยะยาว (ปี 2569-2573) GC มุ่งเป้าทรานส์ฟอร์มสัดส่วนธุรกิจจากเดิมที่เป็นผลิตภัณฑ์สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) 80% และผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) 20% ไปสู่ สมดุลใหม่ 70:30 ภายในปี 2573 เพื่อขยับตัวเข้าหาธุรกิจที่มีกำไรต่อหน่วยสูงขึ้นและคาร์บอนต่ำ โดยมีความคืบหน้าใน 4 กลุ่มหลัก ดังนี้

 

  • Upstream & Biorefinery (โรงกลั่นชีวภาพ) โดย PTTGC ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยี Co-processing นำน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) เข้ามาเป็นส่วนผสมในกระบวนการกลั่น โดยเพิ่มกำลังการผลิตจาก 20,000 ตันต่อปี เป็น 80,000 ตันต่อปี เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้ บริษัทยังมีความพร้อมในเทคโนโลยีการผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และรอคอยความชัดเจนด้านกฎระเบียบของภาครัฐเพื่อเดินหน้าอย่างเต็มตัว
  • Specialty Chemicals (allnex) ซึ่งธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษภายใต้ allnex ทำผลงานในครึ่งแรกของปี 2569 ได้ดีกว่าแผน และในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ตัดสินใจลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตสารเพิ่มคุณภาพผิวเคลือบ Sagging Control Agent (SCA) ที่มาบตาพุด ซึ่งถือเป็นฐานการผลิต SCA แห่งแรกนอกทวีปยุโรป เพื่อป้อนสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังเดินหน้าขยายกำลังการผลิตในฐานผลิตระดับโลกอย่าง China Hub (Jiaxing) และ India Hub (Mahad) อย่างต่อเนื่อง
  • Green & Bio ซึ่งมีโครงการโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ PLA ครบวงจรของ NatureWorks ที่นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ (NBC) ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการทดสอบเดินเครื่องผลิตแล้ว นอกจากนี้ PTTGC ยังร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ญี่ปุ่น เพื่อนำเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงในการหมัก(Fermentation Technology) มาผลิตเคมีภัณฑ์จากธรรมชาติเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเส้นใยคุณภาพสูง โดยตั้งเป้าสร้างโรงงานระดับ Commercial Scale ภายในปี 2573
  • MTP Transformation โดยแผนบูรณาการพื้นที่มาบตาพุดให้เป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมมูลค่าสูงระดับเอเชียแปซิฟิก รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เครื่องมือแพทย์และดูแลสุขภาพ (Healthcare) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

 

โลโก้ PTTGC และ SCGC บนภาพพื้นหลังการจับมือและกราฟหุ้น 5

 

‘Holistic Optimization’ และ ‘พลังนวัตกรรมของคนในองค์กร’

 

เบื้องหลังของการลดต้นทุนที่ได้ผลลัพธ์ชัดเจนของ GC มาจากการทำ Holistic Optimization และการผสานเทคโนโลยี AI ดิจิทัลผ่านแนวทาง Digital 3 Smarts (Smart Plant, Smart Sales, Smart Work Process)

 

โดนผลลัพธ์จากการดำเนินงานด้านประสิทธิภาพนี้วัดค่าได้จริง โดยในปี 2568 บริษัทสามารถเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายไปได้ถึง 7,000 ล้านบาท สูงเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 5,500 ล้านบาท

 

ขณะที่ปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายอีก 4,000 ล้านบาท ซึ่งในครึ่งปีแรกสามารถบรรลุผลสำเร็จไปแล้วมากกว่า 50% ของเป้าหมาย โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวในการสร้าง EBITDA Uplift เพิ่มขึ้นถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ภายในปี 2573

 

นอกจากระบบเทคโนโลยีแล้ว GC ยังขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมองค์กรภายใต้แนวคิด GC StandOut Through INnovation ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานส่งไอเดียนวัตกรรมและการทำงานร่วมกันข้ามสายงาน โดยภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี พนักงานสามารถนำเสนอไอเดียเพิ่มประสิทธิภาพและลดรายจ่ายได้มากกว่า 1,000 ไอเดีย ซึ่งทั้งหมดได้รับการรวบรวมและกระตุ้นการทำงานผ่านแพลตฟอร์มภายในบริษัทอย่างต่อเนื่อง

 

รับมือความเสี่ยงปัจจัยภายนอกและนโยบายรัฐ

 

แม้ตัวเลขผลประกอบการจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาสนี้ แต่ผู้บริหารของ PTTGC ยืนยันว่าไม่ได้มองสถานการณ์ในแง่ดีเกินไป (Conservative View)

 

ในด้านภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีล้นตลาด (Oversupply) ซีอีโอ PTTGC ประเมินว่า สถานการณ์ซัพพลายล้นจะยังคงดำเนินต่อไปอีกประมาณ 2-3 ปีข้างหน้า เนื่องจากมีกำลังการผลิตใหม่ๆ ที่กำลังก่อสร้างและเตรียมทยอยเข้าสู่ตลาด

 

อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณผู้เล่นรายใหม่ชะลอและไม่ประกาศโครงการ

 

ก่อสร้างโรงงานใหม่ๆ เพิ่มขึ้นแล้วเนื่องจากกังวลเรื่องซัพพลายล้นตลาด ซึ่ง PTTGC ได้เตรียมความพร้อมและปรับโครงสร้างต้นทุนเพื่อรองรับวัฏจักรนี้ไว้แล้ว

 

ส่วนประเด็นคำถามเรื่องนโยบายดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นดีเซล เพื่อสนับสนุนกองทุนน้ำมันตามพระราชกำหนดของภาครัฐ บริษัทร่วมสนับสนุนนโยบายตามกฎหมาย

The post จับตาดีล 2 ยักษ์ PTTGC-SCGC ร่วมทุนปิโตรเคมี มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท คาดปลายเดือน ก.ย. นี้ มีความชัดเจน ดันกำลังผลิตขึ้น Top 10 โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล.บัวหลวง คาดฟันด์โฟลว์ปีนี้ทะลุ 1.5 แสนล้านบาท หนุนจากวัฏจักรการผลิตโลกขาขึ้น https://thestandard.co/bualuang-fund-flow-thai-stocks/ Tue, 11 Aug 2026 07:46:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1240799 ภาพกราฟตลาดหุ้น แสดงถึงความผันผวนและตัวเลขการซื้อขาย

บล.บัวหลวง มองวัฏจักรการผลิตโลกเพิ่งอยู่ในช่วง Early-to […]

The post บล.บัวหลวง คาดฟันด์โฟลว์ปีนี้ทะลุ 1.5 แสนล้านบาท หนุนจากวัฏจักรการผลิตโลกขาขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟตลาดหุ้น แสดงถึงความผันผวนและตัวเลขการซื้อขาย

บล.บัวหลวง มองวัฏจักรการผลิตโลกเพิ่งอยู่ในช่วง Early-to-Mid Cycle ของรอบขาขึ้น ซึ่งในอดีตเป็นจังหวะที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง 10-12 เดือน คาดปีนี้ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยทะลุ 1.5 แสนล้านบาท พร้อมตั้งเป้าดัชนี SET ปี 2027 ที่ 1,650-1,710 จุด ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจ K-shape ที่กว้างขึ้น

 

 
 

พิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง และนักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานแถลงกลยุทธ์การลงทุนครึ่งปีหลัง 2026 ว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ดีทั้งสำหรับตลาดหุ้นไทยและตลาดต่างประเทศ โดยตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นโดดเด่นในอาเซียน แม้ต้องเผชิญอุปสรรครอบด้าน ทั้งสถานการณ์สงคราม มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแรง และภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่ำกว่าคาด

 

ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นแล้วราว 29% นับตั้งแต่ต้นปี โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการขยายตัวของภาคการผลิตทั่วโลกที่หนุนกำไรของหุ้นกลุ่มวัฏจักร ทั้งพลังงานและปิโตรเคมี ประกอบกับแรงหนุนจากสถานการณ์สงครามที่ทำให้ส่วนต่างราคา (Spread) ยืนอยู่ในระดับสูง

 

ประมาณการกำไรถูกปรับขึ้น 11% กระจายตัวออกนอกกลุ่มพลังงาน

 

พิริยพลระบุว่า อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2026 ประมาณการกำไรของตลาดหุ้นไทยถูกปรับเพิ่มขึ้นแล้วราว 11% ในปีนี้ โดยหลักมาจากกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนที่แรงปรับเพิ่มจะขยายวงไปยังกลุ่มที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งกลุ่มการเงิน ค้าปลีก และขนส่ง

 

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าการฟื้นตัวของกำไรเริ่มเปลี่ยนจากการกระจุกตัวในบางอุตสาหกรรม ไปสู่การฟื้นตัวในวงกว้างขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัด Downside ของดัชนี ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ที่ประกาศออกมาแล้วราว 1 ใน 3 ของตลาด ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 5.6% สำหรับภาพเศรษฐกิจไทย บล.บัวหลวง ประเมินว่าปีหน้า GDP จะเติบโตในกรอบ 2-2.3%

 

ฟันด์โฟลว์ยังอยู่ในช่วงต้นถึงกลางของรอบ

 

พิริยพลอธิบายว่า ในอดีตเงินทุนต่างชาติมักไหลเข้าสุทธิราว 1.6 – 2 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลา 10-12 เดือน ขณะที่ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างตลาดหุ้นกับพันธบัตร (Earnings Yield Gap: EYG) มักลดลงสู่ระดับ 3-3.5% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตลาดยังมี Upside เหลืออยู่

 

จังหวะการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติมักเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคการผลิตขยายตัว ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงต้นถึงกลาง (Early to Mid) ของวัฏจักร ทำให้ประเมินว่าเม็ดเงินจะยังไหลเข้าต่อเนื่องในปีนี้ ไปจนถึงไตรมาส 1-2 ของปีหน้า

 

ฟันด์โฟลว์ในปีนี้มีโอกาสแตะระดับ 1.5 แสนล้านบาท จากที่ไหลเข้าสุทธิแล้วราว 6.7 หมื่นล้านบาทนับตั้งแต่ต้นปี เทียบกับปี 2025 ที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิกว่า 1.07 แสนล้านบาท

 

“Fund flow มีโอกาสจะเห็นระดับ 1.5 แสนล้านบาท เพราะภาพปัจจุบันสอดคล้องกับในอดีต ทั้งการผลิตขยายตัว มี Cycle AI และการท่องเที่ยว” พิริยพลกล่าว

 

การผลิตโลกขยายตัว 9 ใน 10 อุตสาหกรรม

 

พิริยพลระบุว่า วัฏจักรการผลิตโลกรอบนี้ขยายตัวค่อนข้างทั่วถึง ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และจีน โดยดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ (New Orders Index) กลับมายืนเหนือระดับ 50 ใน 9 จาก 10 อุตสาหกรรม สะท้อนว่าความต้องการสินค้าและบริการฟื้นตัวพร้อมเพรียงกันในหลายภาคส่วน มากกว่าจะกระจุกตัวอยู่เพียงบางอุตสาหกรรม และมองว่าการขยายตัวรอบนี้มีแนวโน้มยืนระยะได้

 

ในเชิงสถิติ ทุกช่วงที่ภาคการผลิตโลกขยายตัว กำไรบริษัทจดทะเบียน ดัชนี SET รวมถึงอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ของตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวขึ้นตาม และนำไปสู่รอบการปรับเพิ่มมูลค่า (Valuation Re-rating) ซึ่งเป็นที่มาของเป้าหมายดัชนี SET ปี 2027 ที่กรอบ 1,650-1,710 จุด อิงกำไรต่อหุ้น 98.2 บาท และ PER ที่ 16.7-17.4 เท่า

 

FDI จาก Data Center เริ่มส่งแรงในปีนี้ถึงปีหน้า แต่ติดคอขวดไฟฟ้า-น้ำ

 

อีกแรงขับเคลื่อนสำคัญคือเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้ามาจำนวนมากในช่วงปี 2025 ซึ่งพิริยพลระบุว่าโครงการที่ได้รับอนุมัติไปแล้วจะเริ่มเห็นแรงส่งเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า

 

คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วงครึ่งแรกของปี 2026 อยู่ที่ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ FDI เพิ่มขึ้น 80% เป็น 1.37 ล้านล้านบาท นำโดยกลุ่ม Data Center, Cloud, PCB และ Optical Transceiver

 

ด้านการลงทุนของกลุ่ม Hyperscaler ทั่วโลกยังมีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่อง และเอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในบางส่วน โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำ แต่ขณะเดียวกันก็ยังเป็นคอขวดสำคัญในพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นแหล่งลงทุน Data Center หลักของไทย โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ในพื้นที่ EEC สูงถึง 26,045 เมกะวัตต์ ขณะที่ระบบโครงข่ายรองรับได้เพียง 18.7% ของความต้องการทั้งหมด นำไปสู่การลงทุนขยายระบบสายส่งราว 3.1 หมื่นล้านบาท

 

5 ธีมลงทุนครึ่งปีหลัง ภายใต้พอร์ตแบบ Barbell

 

ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจ K-shape ที่กว้างขึ้น บล.บัวหลวง แนะนำจัดพอร์ตแบบ Barbell ผ่าน 5 ธีมการลงทุน ได้แก่

 

  • Long-term Structural Growth การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและดิจิทัล ได้แรงหนุนจาก Data Center แผน PDP และการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA)
  • Defensive-Yield Play หุ้นกระแสเงินสดมั่นคงและเงินปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร
  • Domestic/Tourism Recovery การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ พร้อมมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ เน้นกลุ่มค้าปลีก ท่องเที่ยว และเครื่องดื่ม
  • Event-driven Alpha ธีมเอลนีโญและคลื่นความร้อน ที่ทำให้อุปทานเนื้อสัตว์ตึงตัวและการบริโภคเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น
  • Inflation Hedge ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อและราคาพลังงาน ผ่านหุ้นกลุ่มพลังงาน

 

ในส่วนของการจัดพอร์ตภาพรวม บล.บัวหลวง ยังคงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยที่ราว 5%

 

มองหุ้น AI ยังไม่ถึงจุดฟองสบู่

 

ด้าน ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ จาก บล.บัวหลวง ให้มุมมองต่อคำถามเรื่องความเสี่ยงฟองสบู่ในหุ้นกลุ่ม AI ว่า ระดับราคาปัจจุบันถือว่าแพง แต่ยังไม่ใกล้เคียงภาวะฟองสบู่ เพราะกำไรยังเติบโตดีกว่าคาดกว่า 10% ซึ่งถือเป็นสถิติที่แข็งแกร่งมากของกำไรหุ้นสหรัฐฯ

 

“หลายครั้งที่ตลาดตั้งคำถามเกี่ยวกับหุ้น AI ว่าแพงหรือ Bubble หรือไม่ จากการศึกษาพบว่าทุก Cycle ที่เกิดนวัตกรรมใหม่ของโลก จะพบว่าการลงทุนใน Infrastructure จะใช้เวลาถึง 10 ปีกว่าจะอิ่มตัว โดย 5 ปีแรกเริ่มต้นและปรับไปเรื่อยๆ ย้อนกลับไปช่วง Cell Phone ประมาณปี 1992-1993 การลงทุนของ ADVANC DTAC TRUE เกิดขึ้นต่อเนื่อง ตอนนั้น PER กลุ่มนี้เทรดประมาณ 40 เท่า แต่ Cycle ก็ Last Long และรายได้ค่อยๆ กลับมา” ชัยพรกล่าว

 

ตลาดจะเทรดหุ้น AI บนระดับ PER ที่สูงกว่าอุตสาหกรรมปกติอื่นๆ และไม่สามารถคาดหวังให้กลุ่มนี้เทรดบน PER ใกล้เคียงกับธุรกิจในไทยได้ โดยแม้จะเห็นหุ้นเทรดที่ PER 100 เท่า แต่หากกำไรเติบโตได้เกิน 100% ต่อปี และมีอัตรากำไรระดับ 40-50% สุดท้ายความสามารถในการทำกำไรจะค่อยๆ ถูกรวมเข้าไปในราคา

 

The post บล.บัวหลวง คาดฟันด์โฟลว์ปีนี้ทะลุ 1.5 แสนล้านบาท หนุนจากวัฏจักรการผลิตโลกขาขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก ‘ดุลบัญชีเดินสะพัดไทย’ ขาดดุลไตรมาส 2 ทุบสถิติ 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์ ปัจจัยชั่วคราวหรือสัญญาณเตือนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย https://thestandard.co/thai-current-account-deficit-record/ Tue, 11 Aug 2026 05:43:25 +0000 https://thestandard.co/thai-current-account-deficit-record/ ภาพธนบัตรเงินบาทไทย พร้อมข้อความ ‘ดุลบัญชีเดินสะพัด’ Q2 ขาดดุลทุบสถิติ อีกสัญญาณเตือน ศก.ไทย

เศรษฐกิจมหภาคของประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำ […]

The post เจาะลึก ‘ดุลบัญชีเดินสะพัดไทย’ ขาดดุลไตรมาส 2 ทุบสถิติ 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์ ปัจจัยชั่วคราวหรือสัญญาณเตือนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธนบัตรเงินบาทไทย พร้อมข้อความ ‘ดุลบัญชีเดินสะพัด’ Q2 ขาดดุลทุบสถิติ อีกสัญญาณเตือน ศก.ไทย

เศรษฐกิจมหภาคของประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญอีกครั้ง หลังกระแสความกังวลเรื่องสภาวะ ‘ขาดดุลแฝด’ (Twin Deficit) เริ่มถูกพูดถึงในวงกว้าง โดยเฉพาะตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดล่าสุดในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ที่พบว่าประสบภาวะขาดดุลอย่างหนักทุบสถิติ ท่ามกลางคำถามสำคัญจากนักลงทุนและภาคธุรกิจว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียง ‘พายุชั่วคราว’ หรือเป็น ‘สัญญาณเตือนภัยถาวร’ ของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยกันแน่

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

นนท์ พฤกษ์ศิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ประสบภาวะขาดดุลรุนแรงถึง 17,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นระดับตัวเลขที่สูงมากเมื่อพิจารณาเทียบกับประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา

 

เมื่อแยกโครงสร้างหลักของดุลบัญชีเดินสะพัดซึ่งประกอบไปด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือ ดุลการค้า และ ดุลบริการ ซึ่งรวมถึงดุลบริการ รายได้ และเงินโอนจะพบต้นตอของการติดลบดังนี้

 

  • ดุลการค้าติดลบมหาศาล: จากยอดขาดดุลทั้งหมดนั้น เป็นการขาดดุลการค้าสูงถึง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับการขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์
  • ส่งออกโตดี แต่นำเข้าพุ่งกระฉูดกว่า: แม้ภาคการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกจะเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 18% ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 3 เท่าของการเติบโตในสภาวะปกติ (ปกติเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5-6%) แต่ภาคการนำเข้าของไทยกลับพุ่งทะยานแซงหน้าไปไกลถึง 38% ในช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลให้ดุลการค้าพลิกกลับมาติดลบอย่างมีนัยสำคัญ

 

ทำไมนำเข้าสูงแซงหน้าส่งออก เจาะลึกโครงสร้าง ‘ดุลการค้า’ ของไทย

 

นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก SCB EIC ได้ชี้ให้เห็นว่า การนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้ดุลการค้าของประเทศติดลบนั้น เกิดจากปัจจัยผสมผสานทั้งเรื่องเฉพาะหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างการผลิตของประเทศ โดยแบ่งออกเป็น 3 ปัจจัยหลัก

 

1. ผลกระทบชั่วคราวจากราคาพลังงานโลกและสงคราม

 

ในไตรมาสที่ 2 ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นความตึงเครียดในอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลัก มูลค่าการนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้นจึงกลายเป็นต้นทุนก้อนโตที่เข้ามาฉุดรั้งดุลการค้าโดยตรง

 

2. โครงสร้าง ‘นำเข้าเพื่อส่งออก’ (Import to Export)

 

ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หากพิจารณาโครงสร้างการส่งออกของไทยที่เติบโตได้ดีในช่วงหลัง จะพบว่ามีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ทว่าอุตสาหกรรมในประเทศส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับกลางน้ำถึงปลายน้ำ (Midstream to Downstream) ทำให้ทุกครั้งที่เราต้องการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก 1 หน่วย ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบมูลค่าสูงจากต่างประเทศเข้ามาประกอบก่อนเสมอ ดังนั้น ยิ่งยอดส่งออกเติบโตมากเท่าใด ยอดนำเข้าชิ้นส่วนก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

3. กระแสการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Data Center)

 

อีกหนึ่งสปอตไลต์สำคัญคือกระแสการตื่นตัวและลงทุนจัดตั้ง Data Center ทั่วโลกและในประเทศไทย แต่อุปกรณ์และเทคโนโลยีระดับสูงสำหรับ Data Center ทั้งหมดนั้น ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตเองได้และจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด การลงทุนก้อนใหญ่นี้จึงส่งผลให้ยอดการนำเข้าสินค้ากลุ่มทุน (Capital Goods) ปรับตัวสูงขึ้นทันที

 

‘ดุลบริการ’ อ่อนแอ: ท่องเที่ยวฟื้นช้า ฤดูกาลขนเงินกลับ และรายจ่ายดิจิทัลที่ไหลออกถาวร

 

ในฝั่งของดุลบริการ รายได้ และเงินโอน ซึ่งในอดีตเคยเป็น ‘พระเอก’ คอยค้ำจุนเศรษฐกิจไทย ก็กำลังเผชิญมรสุมรุมเร้าหลายด้านในไตรมาส 2 จนทำให้ดุลบริการติดลบและไม่แข็งแรงเท่าที่ควร จากปัจจัยกดดัน 4 ประการ

 

  • ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวช้าเมื่อเทียบกับอดีต: ก่อนวิกฤตโควิด-19 ประเทศไทยเป็นประเทศที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงมากถึง 8% ของ GDP เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวต่างชาติไหลเข้ามากว่า 40 ล้านคน สร้างรายได้คิดเป็น 11-12% ของ GDP แต่ภายหลังโควิดคลี่คลาย แรงส่งจากการท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้า ส่งผลให้การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเฉลี่ยในรอบ 5 ปีลดลงอย่างเห็นได้ชัดและน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค
  • ผลกระทบชั่วคราวจากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง: ในช่วงต้นไตรมาสที่ 2 สถานการณ์สงครามและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้นักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศดังกล่าวปรับลดจำนวนลงชั่วคราว แม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นในภายหลัง แต่ก็ส่งผลลบต่อรายรับในไตรมาสนี้
  • ปัจจัยเชิงฤดูกาลจากการส่งกำไรกลับประเทศ (Profit Repatriation): ไตรมาสที่ 2 ของทุกปี เป็นช่วงปกติทางฤดูกาลที่บริษัทข้ามชาติต่าง ๆ ที่เข้ามาจดทะเบียนและประกอบธุรกิจในไทย จะทำการโอนกำไรและเงินปันผลกลับประเทศแม่ ส่งผลให้ดุลรายได้ในฝั่งนี้ติดลบเพิ่มขึ้น
  • รายจ่ายเชิงโครงสร้างใหม่ที่ไหลออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง:
  • ค่าระวางเรือขนส่งสินค้า (Freight Rates) ทรงตัวสูงยาวนาน: ตั้งแต่วิกฤตตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนในปี 2564 ต่อเนื่องด้วยสงครามรัสเซีย-ยูเครน และประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ค่าระวางเรือที่ผู้ส่งออกไทยต้องจ่ายให้กับสายเรือต่างประเทศทรงตัวในระดับสูงมาตลอดและไม่ลดลง
  • รายจ่ายบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างประเทศพุ่งสูง: พฤติกรรมของผู้บริโภคและธุรกิจไทยเปลี่ยนไปพึ่งพิงระบบดิจิทัลของต่างประเทศอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นค่าสมาชิกรายเดือนอย่าง YouTube Premium ไปจนถึงบริการเทคโนโลยี AI ต่างๆ ซึ่งรายจ่ายส่วนนี้เติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นตัวกดดันดุลบริการของไทยในระยะยาวอย่างถาวร

 

วิเคราะห์สถานการณ์น่ากังวลแค่ไหน

 

เพื่อตอบคำถามสำคัญของภาคธุรกิจ คุณนนท์ พฤกษ์ศิริ ได้แบ่งระดับความน่ากังวลของดุลบัญชีเดินสะพัดไทยที่ติดลบทุบสถิตินี้ออกเป็น 3 มิติเวลา

 

  • ระยะสั้น ไม่น่ากังวล: ภาพการติดลบหนักในไตรมาส 2 เป็นผลจาก “ปัจจัยชั่วคราว” เป็นหลัก โดยเฉพาะปัจจัยราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งสูงในช่วงที่สงครามตะวันออกกลางเพิ่งปะทุขึ้นในเดือนมีนาคมและเมษายน ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์เริ่มผ่อนคลายลง ราคาน้ำมันดิบโลกทยอยปรับตัวลดลงพอสมควรแล้ว ทำให้คาดว่าแรงกดดันเหล่านี้จะทยอยหมดไป และดุลบัญชีเดินสะพัดจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น
  • ระยะกลาง (ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและความยั่งยืนของการลงทุน): การขาดดุลที่เกิดขึ้นจากการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อมาลงทุนในระบบเศรษฐกิจ เช่น อุปกรณ์เทคโนโลยีสำหรับ Data Center ถือเป็น “สัญญาณบวก” เพราะเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพของประเทศให้เติบโตในอนาคต แต่สิ่งสำคัญที่ต้องติดตามคือ การลงทุนเหล่านี้จะสร้างงานให้คนในประเทศได้จริงหรือไม่ และจะมีความยืนยาวเพียงใด หากสร้างประโยชน์ได้จริง การติดลบของดุลบัญชีเดินสะพัดในระยะนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวล
  • ระยะยาว น่ากังวลอย่างยิ่ง หากหมดกระแสลงทุนแล้วไม่มี ‘Story’ ใหม่: หากวันหนึ่งกระแสการลงทุน Data Center หรือโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้สิ้นสุดลง แต่ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังคงตกต่ำหรือขาดดุลอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีทิศทางการลงทุนใหม่ ๆ เข้ามาทดแทนเพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันใหม่ สิ่งนี้จะเป็นเรื่องน่ากังวลขั้นรุนแรง เพราะการลดลงของการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างถาวร จะสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกสินค้าและบริการในตลาดโลกไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

 

ภาพ: Mehaniq / Shutterstock

The post เจาะลึก ‘ดุลบัญชีเดินสะพัดไทย’ ขาดดุลไตรมาส 2 ทุบสถิติ 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์ ปัจจัยชั่วคราวหรือสัญญาณเตือนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปผลงาน 3 เดือนล่าสุด ก.ล.ต. บังคับใช้กฎหมาย ปรับรวมกว่า 15.1 ล้านบาท ปรากฏชื่อ ‘สารัชถ์ – อภินันท์’ ถูกปรับฐานเปิดเผยข้อมูลล่าช้า https://thestandard.co/sec-fines-sarath-aphinant/ Mon, 10 Aug 2026 12:53:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1240533 ภาพกราฟิกสรุปผลงาน ก.ล.ต. ปรับรวม 15 ล้านบาท ใน 3 เดือน พร้อมชื่อซีอีโอบริษัทใหญ่ที่ถูกปรับ

สำนักงาน ก.ล.ต. เปิดข้อมูลการบังคับใช้กฎหมายในรอบ 3 เดื […]

The post สรุปผลงาน 3 เดือนล่าสุด ก.ล.ต. บังคับใช้กฎหมาย ปรับรวมกว่า 15.1 ล้านบาท ปรากฏชื่อ ‘สารัชถ์ – อภินันท์’ ถูกปรับฐานเปิดเผยข้อมูลล่าช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปผลงาน ก.ล.ต. ปรับรวม 15 ล้านบาท ใน 3 เดือน พร้อมชื่อซีอีโอบริษัทใหญ่ที่ถูกปรับ

สำนักงาน ก.ล.ต. เปิดข้อมูลการบังคับใช้กฎหมายในรอบ 3 เดือนล่าสุด รวม 96 รายการ คิดเป็นค่าปรับจากการเปรียบเทียบรวมกว่า 15.1 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นความผิดฐานรายงานหรือเปิดเผยข้อมูลล่าช้า ซึ่งเป็นความผิดเชิงธุรการ ในจำนวนนี้ปรากฏชื่อผู้บริหารและนักธุรกิจรายใหญ่หลายราย รวมถึง สารัชถ์ รัตนาวะดี ซีอีโอ GULF และ อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ซีอีโอ KKPS ขณะที่ค่าปรับก้อนใหญ่ที่สุดมาจากกลุ่มธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและบริษัทจัดการกองทุน

 

 
 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยข้อมูลการบังคับใช้กฎหมายในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของสำนักงาน (ปรับปรุงล่าสุด 9 สิงหาคม 2569) พบรายการทั้งสิ้น 96 รายการ ทั้งหมดเป็นการดำเนินการประเภท ‘การเปรียบเทียบ’ หรือการชำระค่าปรับเพื่อยุติคดีในชั้นเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นมาตรการทางปกครอง ไม่ใช่การตัดสินคดีอาญาหรือการชี้มูลความผิดฐานทุจริต

 

THE STANDARD WEALTH รวบรวมข้อมูลทั้ง 96 รายการ พบว่า มูลค่าค่าปรับรวมอยู่ที่ 15,096,800 บาท โดยการดำเนินการกระจายอยู่ใน 3 ช่วงเวลา ได้แก่ วันที่ 25 พฤษภาคม (14 รายการ), 30 มิถุนายน (14 รายการ) และ 6 สิงหาคม 2569 (68 รายการ)

 

จุดที่น่าสนใจคือ แม้จำนวนรายการส่วนใหญ่จะเป็นความผิดฐาน ‘รายงานหรือเปิดเผยข้อมูลล่าช้า’ ที่มีค่าปรับต่อรายไม่สูงนัก แต่เม็ดเงินค่าปรับก้อนใหญ่กลับกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและบริษัทจัดการกองทุนที่มีความบกพร่องเชิงระบบงาน

 

‘สารัชถ์–อภินันท์’ ถูกปรับฐานเปิดเผยข้อมูลล่าช้า

 

ในบรรดารายชื่อผู้ถูกดำเนินการ ปรากฏชื่อนักธุรกิจและผู้บริหารรายใหญ่ที่ตลาดคุ้นเคยหลายราย โดยทั้งหมดเป็นความผิดฐานรายงานหรือเปิดเผยข้อมูลล่าช้า ซึ่งเป็นความผิดเชิงธุรการ ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างราคา การใช้ข้อมูลภายใน หรือการฉ้อโกงแต่อย่างใด

 

สารัชถ์ รัตนาวะดี ถูกปรับ 175,500 บาท รวม 38 กระทง ตามมาตรา 59 โดยขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) และถือหุ้นในบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) รวมกันเกิน 30% เมื่อ GULF มีการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ INTUCH ระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ถึง 8 เมษายน 2565 สารัชถ์จึงมีหน้าที่จัดทำและเปิดเผยแบบ 59 ต่อสำนักงาน แต่ได้ยื่นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนด

 

อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ถูกปรับรวม 121,200 บาท จำนวน 4 กระทง กระทงละ 30,300 บาท ตามมาตรา 300 ประกอบมาตรา 81 ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บล.เกียรตินาคินภัทร (KKPS) ซึ่งเป็นบุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของ KKPS ในการนำส่งรายงานผลการขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงระยะสั้น แต่มิได้สั่งการหรือกระทำการตามหน้าที่ ทำให้ KKPS นำส่งรายงานล่าช้ากว่ากำหนด (7 พฤษภาคม 2567)

 

นอกจากนี้ยังมีชื่อผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนรายอื่นที่ถูกปรับตามมาตรา 59 เช่น ทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) ถูกปรับ 5,200 บาท กรณีคู่สมรสขายหุ้น CRC และเปิดเผยแบบ 59 ล่าช้า 4 วัน

 

ค่าปรับกระจุกที่ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ และ ‘ระบบงานบกพร่อง’

 

เมื่อจำแนกตามฐานความผิด พบว่ากลุ่มที่มีมูลค่าค่าปรับสูงที่สุดคือความผิดตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล จำนวน 6 รายการ คิดเป็นค่าปรับรวม 5,313,000 บาท หรือราว 35% ของค่าปรับทั้งหมด นำโดย

 

บริษัท คอยส์ ทีเอช จำกัด (Coins TH) และผู้บริหารที่รับผิดชอบ ถูกปรับรายละ 1,330,500 บาท กรณีการคำนวณและจัดทำรายงานการดำรงเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิรายวัน (แบบ ดจ.1) ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์

 

บริษัท บิทาซซ่า จำกัด (Bitazza) และผู้บริหารที่รับผิดชอบ ถูกปรับรวม 4 รายการ กรณีระบบงานกำกับดูแลการปฏิบัติงาน (compliance) บกพร่อง และระบบควบคุมการโฆษณาบกพร่อง โดยมีการเผยแพร่โฆษณาที่อาจทำให้สำคัญผิดในสาระสำคัญ ค่าปรับอยู่ระหว่าง 633,000–693,000 บาทต่อรายการ

 

ส่วนค่าปรับเดี่ยวที่สูงที่สุดในรอบนี้คือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ลีฟแคปปิตอล จำกัด ที่ถูกปรับ 1,874,500 บาท จากการจัดการกองทุนส่วนบุคคลโดยมีระบบงานวิเคราะห์ คัดเลือก ติดตาม และเปิดเผยข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่เสนอขายแก่ลูกค้าบกพร่อง นอกจากนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เฟิร์ส พลัส (ประเทศไทย) ยังถูกปรับรวม 4 รายการ (รวม 1,289,000 บาท) จากการดำรงเงินกองทุนไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และการแจ้งเหตุล่าช้า

 

ค่าปรับ ‘รายงานถือครองหลักทรัพย์ล่าช้า’ มีจำนวนมากสุด

 

ในเชิงจำนวน ความผิดที่พบมากที่สุดคือการรายงานหรือเปิดเผยข้อมูลล่าช้า แบ่งเป็นสองกลุ่มหลัก คือ

 

มาตรา 81 (รายงานผลการขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงล่าช้า) 30 รายการ รวม 782,600 บาท ครอบคลุมทั้งธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB), บล.เกียรตินาคินภัทร (KKPS) และ บล.เอเซีย พลัส (ASPS) พร้อมผู้บริหารที่รับผิดชอบ

 

มาตรา 59 (รายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของกรรมการ/ผู้บริหารล่าช้า) 27 รายการ รวม 2,409,800 บาท

 

ขณะที่ความผิดตามมาตรา 56 (การจัดทำและนำส่งงบการเงินและรายงานประจำปีล่าช้า) มี 20 รายการ รวม 2,929,200 บาท โดยรายที่ถูกปรับสูงในกลุ่มนี้คือกรณีบริษัท ทาพาโก้ (TAPAC) และกรรมการผู้จัดการ ซึ่งถูกปรับหลายกระทงจากการนำส่งงบการเงินหลายรอบล่าช้า

 

สำหรับค่าปรับตามมาตรา 59 ที่สูงที่สุด ตกเป็นของ ศิรินันท์ ดารารัตนโรจน์ กรรมการบริษัท นิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี (TNR) ที่ถูกปรับ 886,800 บาท จากการเปิดเผยแบบ 59 ล่าช้าจากกำหนดปี 2564 ไปจนถึงปี 2568

The post สรุปผลงาน 3 เดือนล่าสุด ก.ล.ต. บังคับใช้กฎหมาย ปรับรวมกว่า 15.1 ล้านบาท ปรากฏชื่อ ‘สารัชถ์ – อภินันท์’ ถูกปรับฐานเปิดเผยข้อมูลล่าช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
AIS ทำกำไรไตรมาส 2 ที่ 13,716 ล้านบาท ดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังคงเป้าทั้งปีเท่าเดิม เน็ตบ้านโตแรงสุด 7.9% https://thestandard.co/ais-q2-profit-home-internet-growth/ Sat, 08 Aug 2026 07:37:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1239773 ภาพผู้คนเดินบนถนนในกรุงเทพฯ

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS […]

The post AIS ทำกำไรไตรมาส 2 ที่ 13,716 ล้านบาท ดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังคงเป้าทั้งปีเท่าเดิม เน็ตบ้านโตแรงสุด 7.9% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนเดินบนถนนในกรุงเทพฯ

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้รวม 56,497 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 13,716 ล้านบาท

 

AIS ระบุว่ากำไรสุทธิและ EBITDA เติบโตต่อเนื่องเหนือกว่าประมาณการ จากรายได้ที่เติบโตควบคู่กับการบริหารต้นทุน แต่ยังคงเป้าหมายทั้งปีไว้เท่าเดิม ทั้งการเติบโตของรายได้จากการให้บริการหลักที่ 3-5% และการเติบโตของ EBITDA ที่ 2-4%

 

ผลประกอบการไตรมาสนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ สถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในต่างประเทศ ซึ่ง AIS ระบุว่าส่งผลให้กำลังซื้อทั่วโลกชะลอตัว ก่อนที่ภาพรวมจะเริ่มดีขึ้นในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

 

เน็ตบ้านและมือถือเป็นตัวนำ

 

ธุรกิจเน็ตบ้านภายใต้ AIS 3BB FIBRE3 เติบโตสูงสุดที่ 7.9% โดยมีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์รวม 5.3 ล้านราย ซึ่ง AIS ระบุว่ามาจากการขยายฐานลูกค้าผ่านแพ็กเกจที่คุ้มค่า ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าและบริการด้าน Smart Living

 

รองลงมาคือธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่รายได้เติบโต 6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2568 โดยมีผู้ใช้บริการรวม 47.1 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้นทั้งระบบเติมเงินและรายเดือน ขณะที่ผู้ใช้งาน 5G อยู่ที่ 19.7 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้น 1.2 ล้านเลขหมายจากไตรมาสก่อน

 

สวนทางกับธุรกิจบริการลูกค้าองค์กรที่เติบโต 2.8% ซึ่ง AIS ระบุว่ามาจากโครงข่ายเชื่อมต่อข้อมูล บริการคลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ท่ามกลางการใช้จ่ายของภาคธุรกิจที่ยังเป็นไปอย่างระมัดระวัง ส่วนธุรกิจค้าปลีกเติบโตเพียง 1% จากการพัฒนาช่องทางขายแบบ Omnichannel และบริการจัดส่งภายใน 3 ชั่วโมงในพื้นที่กรุงเทพฯ

 

วางงบลงทุนปีนี้ 30,000-35,000 ล้านบาท

 

นอกเหนือจากธุรกิจหลัก AIS เดินหน้าธุรกิจความบันเทิงด้วยการเปิดแพ็กเกจ PLAY ALL ที่รวมคอนเทนต์กีฬาและความบันเทิงไว้ในแพ็กเกจเดียว ทั้งฟุตบอลบุนเดสลีกา NBA, NFL, ATP, LPGA และคอนเทนต์จากแพลตฟอร์ม OTT พร้อมร่วมมือกับ UC3 ถ่ายทอดสดฟุตบอลรายการของ UEFA เป็นเวลา 4 ปี

 

ส่วนธุรกิจการเงินดิจิทัล AIS ร่วมกับธนาคารกรุงไทยและ OR เปิดตัว CLICX ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขารายแรกของไทย โดยนำโครงข่ายและระบบความปลอดภัยของบริษัทมาสนับสนุนการออกแบบบริการทางการเงิน

 

สำหรับปี 2569 AIS วางกรอบงบลงทุนไว้ที่ 30,000-35,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตามยุทธศาสตร์การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ (Intelligent Infrastructure) ที่ครอบคลุมทั้งการเติบโตของธุรกิจหลักและการขยายไปสู่ธุรกิจใหม่

 

ภาพ: Nelson Antoine / Shutterstock

The post AIS ทำกำไรไตรมาส 2 ที่ 13,716 ล้านบาท ดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังคงเป้าทั้งปีเท่าเดิม เน็ตบ้านโตแรงสุด 7.9% appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจากฯ Q2/69 ทำกำไรทะลุ 1.2 หมื่นล้าน เริ่มบุ๊กกำไร ‘SAF’ เชิงพาณิชย์ครั้งแรก หนุนรายได้ครึ่งปีทะลุ 3.2 แสนล้าน https://thestandard.co/bangchak-profit-q2-saf-revenue/ Fri, 07 Aug 2026 11:06:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1239573 บางจาก

กลุ่มบริษัทบางจาก รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีร […]

The post บางจากฯ Q2/69 ทำกำไรทะลุ 1.2 หมื่นล้าน เริ่มบุ๊กกำไร ‘SAF’ เชิงพาณิชย์ครั้งแรก หนุนรายได้ครึ่งปีทะลุ 3.2 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจาก

กลุ่มบริษัทบางจาก รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 183,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน มี EBITDA 25,968 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และมีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 12,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 99 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

 

 
 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยสำคัญจากการกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม (Mark-to-Market) ในไตรมาสก่อน ส่งผลให้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (Oil Hedging) ลดลงเหลือ 879 ล้านบาท และมีการรับรู้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงอีก 4,415 ล้านบาท

 

ขณะเดียวกัน บางจากฯ ได้เดินหน้าเริ่มต้นผลิตและจำหน่าย SAF เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยเดินเครื่องเฉลี่ย 6.8 KBD และมียอดจำหน่ายรวม 39 ล้านลิตร ซึ่งได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนและน้ำมันพืชใช้แล้ว (SAF-UCO Spread) ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ SAF เริ่มสร้าง EBITDA และกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัททั้งในไตรมาสนี้และในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาพลังงาน ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ และสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อกำไรในช่วงที่เหลือของปี

 

นอกจากนี้ ในแง่การขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ บริษัทย่อย Bangchak Hong Kong Holding Limited ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Chevron Hong Kong Limited เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และได้เปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong Limited (BHK) ซึ่งจะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยธุรกรรมนี้ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน 31 แห่ง คลังน้ำมัน และท่าเทียบเรือในฮ่องกง ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจค้าปลีกน้ำมันไปยังต่างประเทศ

 

เจาะลึกผลการดำเนินงานรายกลุ่มธุรกิจ ไตรมาส 2/2569

 

ภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน รายงานรายละเอียดผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี 2569 แยกตามรายกลุ่มธุรกิจ ดังนี้

 

1. กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ

 

มีรายได้รวม 144,177 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 จากไตรมาสก่อน และร้อยละ 45 จากปีก่อน) และมี EBITDA 17,186 ล้านบาท

 

  • ธุรกิจโรงกลั่น มีรายได้ 152,272 ล้านบาท และ EBITDA 14,029 ล้านบาท ได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ค่าการกลั่นพื้นฐานและกำลังการผลิตเฉลี่ยจะลดลงเล็กน้อย ทั้งนี้ มีการรับรู้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันล่วงหน้า 1.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (เทียบเท่า 879 ล้านบาท) ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม และเริ่มรับรู้ EBITDA จำนวน 1,000 ล้านบาทจากการดำเนินการเชิงพาณิชย์ของหน่วยผลิต SAF
  • ธุรกิจการตลาด มีรายได้ 123,847 ล้านบาท และ EBITDA 2,831 ล้านบาท โดยค่าการตลาดสุทธิฟื้นตัวมาอยู่ที่ 1.26 บาทต่อลิตร จากการสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันและการปรับราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับตลาดโลก ช่วยชดเชยปริมาณจำหน่ายที่ลดลง แม้ปัจจัยหนุนจาก Inventory Gain จะลดลงก็ตาม ณ สิ้นไตรมาส มีสถานีบริการ 2,191 แห่ง จุดชาร์จ EV กว่า 617 สถานี ครองส่วนแบ่งการตลาดผ่านสถานีบริการร้อยละ 27.9
  • ธุรกิจพลังงานชีวภาพ มีรายได้ 6,388 ล้านบาท และ EBITDA 794 ล้านบาท ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซล (B100) ได้แรงหนุนจากการคงสัดส่วนผสมดีเซลเป็น B7 และเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (BSGF) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 จากการเริ่มจำหน่าย SAF

 

2. กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน

 

มีรายได้ 129,205 ล้านบาท และ EBITDA 784 ล้านบาท ปริมาณการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ขยายตัวร้อยละ 20 จากธุรกรรมนอกกลุ่มบริษัท (Out-Out) ขณะที่ธุรกิจขนส่งทางเรือปรับตัวดีขึ้นจากธุรกรรม Time Charter, Spot Charter และค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้น

 

3. กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ

 

มีรายได้ 10,172 ล้านบาท และ EBITDA 7,062 ล้านบาท ได้รับอานิสงส์จากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquid Price) เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ตามสภาวะตลาดโลกและภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และราคาก๊าซธรรมชาติ (Gas Price) เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากปริมาณสำรองก๊าซในยุโรปที่อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี มีการรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ 432 ล้านบาท (คิดเป็น 154 ล้านบาทตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ หลังหักภาษี)

 

อย่างไรก็ดี OKEA ได้บันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ในแหล่ง Statfjord และค่าความนิยมในแหล่ง Draugen รวม 550 ล้านบาท (ตามสัดส่วนหลังหักภาษี) ส่งผลให้มีการปรับประมาณการผลิตปี 2569 เป็น 29-32 kboepd และปรับเพิ่มประมาณการผลิตปี 2570 เป็น 39-43 kboepd

 

4. กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน

 

มีรายได้ 807 ล้านบาท และ EBITDA 1,065 ล้านบาท ได้รับอานิสงส์จากธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ที่รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 653 ล้านบาท จากปริมาณการจำหน่ายของโรงไฟฟ้า SFE และ CCE ที่เพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยการหยุดซ่อมบำรุงของโรงไฟฟ้า Hamilton ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว มียอดขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 45 จากการเข้าสู่ช่วงฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม

 

ครึ่งแรกปี 2569 โชว์ความแข็งแกร่งสะท้อน Synergy ร่วม 5,600 ล้านบาท

 

สำหรับผลการดำเนินงานรวมครึ่งปีแรกของปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 326,080 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 43,763 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) 13,155 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 YoY

 

ทั้งนี้ เมื่อรวม Inventory Gain (รวม NRV) และรายการพิเศษอื่น บริษัทฯ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่รวม 18,383 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 12.51 บาท

 

ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านการผสานศักยภาพของโรงกลั่นทั้งสองแห่ง ทำให้ในครึ่งปีแรกสามารถรับรู้ผลจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง (Recurring Synergy) และการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Business Improvement) รวมประมาณ 5,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นจาก 3,000 ล้านบาทในปีก่อน

 

อีกทั้งหลักทรัพย์ BCP ยังได้รับการคัดเลือกเข้าดัชนี SET50 (รอบ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2569) และได้รับการจัดอันดับที่ 21 ของบริษัทชั้นนำ 500 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดย Fortune Southeast Asia 500 ในปี 2569

 

ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569

 

  • เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด: 27,611 ล้านบาท
  • สินทรัพย์รวม: 374,755 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 75,950 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568)
  • หนี้สินรวม: 272,149 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 57,485 ล้านบาท)
  • ส่วนผู้ถือหุ้นรวม: 102,606 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 18,465 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของบริษัทใหญ่ 83,353 ล้านบาท)
  • อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD/E): อยู่ที่ 1.05 เท่า

The post บางจากฯ Q2/69 ทำกำไรทะลุ 1.2 หมื่นล้าน เริ่มบุ๊กกำไร ‘SAF’ เชิงพาณิชย์ครั้งแรก หนุนรายได้ครึ่งปีทะลุ 3.2 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัลฟ์ ทำ Core Profit ใน Q2/69 ทะลุ 1.2 หมื่นล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตั้งเป้ารายได้-EBITDA ปี 69 โต 12-15% พร้อมเข้าร่วม Direct PPA-โซลาร์ฟาร์มชุมชน https://thestandard.co/gulf-core-profit-direct-ppa-solar/ Fri, 07 Aug 2026 09:32:46 +0000 https://thestandard.co/gulf-core-profit-direct-ppa-solar/ ภาพกราฟิกสรุปผลประกอบการ GULF ไตรมาส 2/2569 และแผนธุรกิจ Direct PPA-โซลาร์ฟาร์มชุมชน

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ไตรม […]

The post กัลฟ์ ทำ Core Profit ใน Q2/69 ทะลุ 1.2 หมื่นล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตั้งเป้ารายได้-EBITDA ปี 69 โต 12-15% พร้อมเข้าร่วม Direct PPA-โซลาร์ฟาร์มชุมชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปผลประกอบการ GULF ไตรมาส 2/2569 และแผนธุรกิจ Direct PPA-โซลาร์ฟาร์มชุมชน

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ไตรมาส 2/2569 ซึ่งสามารถสร้างสถิติกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากธุรกิจปัจจัยสนับสนุนของพอร์ตธุรกิจพลังงานและส่วนแบ่งกำไรจาก AIS

 

 

ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม อยู่ที่ 50,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จาก 40,617 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 และมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) อยู่ที่ 12,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% จาก 7,101 ล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยปัจจัยหลักมาจากธุรกิจพลังงาน ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจาก AIS

 

ด้านตัวเลขทางการเงินอื่นๆ บริษัทฯ มี EBITDA จำนวน 18,997 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% YoY ขณะที่กำไรสุทธิ (Net Profit) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ อยู่ที่ 12,446 ล้านบาท ลดลงจาก 63,871 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 ที่มีการบันทึกกำไรพิเศษจากการควบรวมธุรกิจกับ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท

 

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 815,968 ล้านบาท หนี้สินรวม 468,364 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 347,604 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD/E) อยู่ที่ 1.06 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.91 เท่า ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 จากการเบิกเงินกู้สถาบันการเงินเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนธุรกิจนำเข้า LNG, ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และโครงการ LNG Terminal ประกอบกับส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงภายหลังจ่ายเงินปันผลพิเศษ

 

เจาะลึก 3 พอร์ตธุรกิจหลัก เติบโตทุกกลุ่มธุรกิจ

 

  • ธุรกิจพลังงานก๊าซธรรมชาติและทรัพยากร
  • โรงไฟฟ้า IPP ในประเทศ โครงการกัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) มี Load Factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 81% จาก 70% และกัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) เพิ่มขึ้นเป็น 77% จาก 75% ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศที่สูงขึ้น อีกทั้งรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากกลุ่ม GJP 550 ล้านบาท (+10%) จากโครงการกัลฟ์ อุทัย (GUT) ที่มี Load Factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 46% และกัลฟ์ หนองแซง (GNS) เพิ่มขึ้นเป็น 66%
  • โรงไฟฟ้า Jackson Generation ในสหรัฐฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร 269 ล้านบาท (+101%) จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นเด่นชัดตามความต้องการในตลาด PJM
  • กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP 19 แห่ง มีกำไรลดลงเล็กน้อยจากต้นทุนก๊าซเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 363 บาท/ล้านบีทียู สวนทางกับค่า Ft ที่ลดลงเหลือ 0.1406 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง แต่ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมยังคงขยายตัวได้ดี
  • ธุรกิจทรัพยากรและ LNG รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก PTT NGD 343 ล้านบาท (+65%) ตามทิศทางราคาน้ำมันเตาที่ปรับสูงขึ้น และมีกำไรจากธุรกิจนำเข้า LNG (GLNG และ HKH) แตะ 450 ล้านบาท (+157%) โดยในครึ่งแรกของปี 2569 ได้นำเข้า LNG รวม 37 ลำ คิดเป็นปริมาณประมาณ 2.4 ล้านตัน
  • ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน
  • Solar Farms และ Solar BESS ในประเทศ มีโครงการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) เพิ่มขึ้นเป็น 12 โครงการ กำลังผลิตรวม 1,129 เมกะวัตต์ ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้นเป็น 402 ล้านบาท (+153%)
  • พลังงานลม รับรู้ส่วนแบ่งกำไรกลุ่ม Gulf Gunkul 114 ล้านบาท (+25%) จากความเร็วลมเฉลี่ยที่ดีขึ้น และโรงไฟฟ้าลม MKW ในเวียดนามมีผลขาดทุนลดลง 48 ล้านบาท หลังการปรับราคาขายไฟฟ้าใหม่กับ EVN เป็น 7.2 เซนต์สหรัฐฯ/กิโลวัตต์ชั่วโมง
  • ธุรกิจดิจิทัลและรายได้อื่น ๆ
  • ส่วนแบ่งกำไรจาก AIS สูงถึง 4,549 ล้านบาท (+31%) จากการเพิ่มขึ้นของ ARPU ทั้งมือถือและบรอดแบนด์ ประกอบกับต้นทุนโครงข่ายที่ลดลงและการคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
  • รายได้พิเศษอื่น ๆ รับเงินปันผลจากการลงทุนใน KBANK 2,842 ล้านบาท และมีกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุน 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลาย ให้แก่ J-Power จำนวน 1,928 ล้านบาท

 

เปิดทิศทางครึ่งปีหลัง 2569 พร้อมเข้าร่วม Direct PPA-โซลาร์ฟาร์มชุมชน

 

ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/2569 สะท้อนศักยภาพของธุรกิจหลักของบริษัทฯ ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ประมาณการการเติบโตของรายได้รวมและ EBITDA อยู่ที่ประมาณ 12-15% ในปี 2569

 

สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทฯ คาดว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้าเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวมประมาณ 700 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar farms) และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar farms with battery energy storage systems: Solar BESS) ภายในประเทศ จำนวน 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี (CM WTE) กำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการ Solar Rooftop ภายใต้ GULF1 ซึ่งคาดว่าจะทยอยจ่ายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าเพิ่มเติมอีกประมาณ 60-70 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับการเติบโตในระยะยาว GULF ยังคงมุ่งเน้นการขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โดยปัจจุบันมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน และโครงการพลังงานลม ซึ่งจะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2573 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ใน สปป.ลาว จำนวน 3 โครงการ ซึ่งมีกำหนดทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงปี 2573–2576 อีกด้วย

 

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมีแผนเข้าร่วมพัฒนาโครงการต่าง ๆ ตามนโยบายของภาครัฐ อาทิ โครงการพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ โครงการนำร่อง Direct PPA และโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง บริษัทฯ ยังมุ่งขยายการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะยุโรปและสหราชอาณาจักร โดยได้จัดตั้งสำนักงานในกรุงลอนดอน เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจในภูมิภาคยุโรปต่อไป

 

นอกจากธุรกิจพลังงานแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นหนึ่งใน New S-Curve ที่จะเข้ามาเสริมการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center, Cloud และ AI ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Transformation) ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เปิดให้บริการศูนย์ข้อมูล GSA01 ขนาด 25 เมกะวัตต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ขณะที่โครงการ GSA02 ขนาด 38 เมกะวัตต์ และโครงการ GEDC01 ซึ่งมีขนาดกำลังการให้บริการสูงสุด 100 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการก่อสร้างและมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2570 อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจศูนย์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับความต้องการใช้บริการด้านดิจิทัลและ AI ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

The post กัลฟ์ ทำ Core Profit ใน Q2/69 ทะลุ 1.2 หมื่นล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตั้งเป้ารายได้-EBITDA ปี 69 โต 12-15% พร้อมเข้าร่วม Direct PPA-โซลาร์ฟาร์มชุมชน appeared first on THE STANDARD.

]]>