Market – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-market/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 22 Oct 2026 08:32:11 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สถิติหุ้นไอพีโอไทยปีนี้ เข้าเทรดแล้ว 5 บริษัท ตลท. คาดทั้งปีไม่เกิน 10 บริษัท นักวิเคราะห์มองบวก ช่วยลดปัญหาหุ้นซอมบี้ เข้าตลาดเพื่อ exit https://thestandard.co/thai-ipo-statistics-set-forecast/ Thu, 22 Oct 2026 08:32:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1270927 ภาพประกอบกระดานซื้อขายและกราฟการลงทุนในตลาดหุ้นไทย

หุ้นไอพีโอไทยปีนี้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว 5 บ […]

The post สถิติหุ้นไอพีโอไทยปีนี้ เข้าเทรดแล้ว 5 บริษัท ตลท. คาดทั้งปีไม่เกิน 10 บริษัท นักวิเคราะห์มองบวก ช่วยลดปัญหาหุ้นซอมบี้ เข้าตลาดเพื่อ exit appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกระดานซื้อขายและกราฟการลงทุนในตลาดหุ้นไทย

หุ้นไอพีโอไทยปีนี้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว 5 บริษัท และมีบริษัทที่ได้รับการอนุมัติไฟลิ่ง รอเข้าจดทะเบียนอีก 3 แห่ง ขณะที่ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ยอมรับว่าภาพรวมทั้งปีนี้อาจมีหุ้นไอพีโอไม่เกิน 10 บริษัท ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นสิ่งที่ดี ทำให้คุณภาพของหุ้นไอพีโอดีขึ้น

 

สถิติการเสนอขายหุ้นสามัญของบริษัทเอกชนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก หรือ หุ้น IPO ของไทยปีนี้ มีบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว 5 บริษัท แบ่งเป็นการจดทะเบียนใน SET 2 บริษัท ได้แก่ บมจ.อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ (TIPAK) และ บมจ.ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี (UNIX)

 

ส่วนอีก 3 บริษัทจดทะเบียนใน mai ได้แก่ บมจ.ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น (QUICK) บมจ.ฟร้อนท์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง (FLE) และบมจ.กลุ่มภัทร (PHAT) ขณะที่หลักทรัพย์ที่เตรียมจะไอพีโอที่ได้รับการอนุมัติไฟลิ่งแล้วมี 4 บริษัท

 

สำหรับ 5 ปีที่ผ่านมา (2564 – 2568) มีหุ้นไอพีโอที่เข้าจดทะเบียนในตลาด 41 หลักทรัพย์, 42 หลักทรัพย์, 40 หลักทรัพย์, 32 หลักทรัพย์ และ 18 หลักทรัพย์ ตามลำดับ

 

สรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมของหุ้นไอพีโอในปีนี้ คาดจะมีบริษัทเข้าจดทะเบียนไม่เกิน 10 บริษัท โดยปัจจุบันมีหุ้นไอพีโอเข้าซื้อขายแล้ว 5 บริษัท และเตรียมเข้าซื้อขายเพิ่มอีกประมาณ 1-2 บริษัท

 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2570 คาดว่าหุ้นไอพีโอจะกลับมาคึกคักมากขึ้น โดยมีทั้งหุ้นขนาดใหญ่และกองทุนขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าระดับกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งยื่นไฟลิ่งแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมด้านการตลาด โดยบริษัทผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์กำลังทดสอบความสนใจในการลงทุนจากนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด มองว่า จำนวนหุ้นไอพีโอที่น้อยลงในมุมหนึ่งเป็นสิ่งที่ดี หลังตลาดหลักทรัพย์ปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ให้เข้มงวดมากขึ้น

 

ในอดีต “การไอพีโอเคยเป็นจุดมุ่งหมายของบริษัทร่วมทุนหรือนักล่ากิจการที่มองหาธุรกิจที่กำลังจะเติบโต เข้าไปช่วยจัดการบัญชี ทำการตลาด พร้อมให้เงินทุนที่สามารถแปลงเป็นทุนได้ และช่วยดันเข้าตลาด ที่ผ่านมาตลาดเลยกลายเป็นเป้าหมาย หลังเข้าตลาด หุ้นหลายตัวกลายเป็นบริษัทซอมบี้ มีแต่ซาก ที่ผ่านมาก็เห็นได้ชัดว่าหลายบริษัทเข้ามาเพื่อ exit” ประกิตกล่าว

 

การปรับเปลี่ยนเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้บริษัทเข้ามาจดทะเบียนยากขึ้นจริง แต่คุณภาพจะดีขึ้นด้วย ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ต้องการให้เกิดปัญหาเดิมๆ ขึ้นอีก

 

ส่วนประเด็นที่ว่าหลายธุรกิจเลือกมองข้ามการจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย และมองทางเลือกตลาดหุ้นต่างประเทศ ประกิตเชื่อว่า หลังจากนี้ภาพตลาดจะค่อยๆ เป็นสากลมากขึ้น ปัจจุบันผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยดีขึ้น มีหลายโครงการที่น่าสนใจ เช่น JUMP+, BOI to IPO เป็นต้น ขณะที่หน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงการคลัง, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือ ตลาดหลัพทรัพย์ฯ ต่างก็เข้มแข็งมากขึ้น

 

“ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ปัญหาต่างๆ ในตลาดหุ้นไทยลดลง แต่โจทย์ใหญ่คือ จะทำอย่างไรให้นักลงทุนยังลงทุนอยู่ในประเทศ เพราะตอนนี้ทางเลือกลงทุนเปิดกว้างมาก” ประกิตกล่าว

 

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับ บมจ.ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น (TNCC) ซึ่งไฟลิ่งฉบับเดิมหมดอายุเมื่อครบกำหนด 1 ปี ตามหลักเกณฑ์ ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า ไม่ได้หมายความว่าบริษัทตัดสินใจถอนแผนเสนอขายหุ้น IPO แต่เป็นการสิ้นสุดอายุของเอกสารตามระเบียบ ส่งผลให้รายชื่อบริษัทออกจากระบบการพิจารณา

 

หาก TNCC มีความพร้อมและประสงค์จะกลับมายื่นไฟลิ่งอีกครั้ง สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเว้นระยะเวลาหลังจากไฟลิ่งเดิมหมดอายุ

 

ปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังอยู่ระหว่างหารือและชักชวนให้ TNCC กลับมายื่นไฟลิ่งเพื่อเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม กำหนดเวลาและการตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับความพร้อมของบริษัทเป็นสำคัญ

 

ภาพ: Shutterstock / OMG_Studio

The post สถิติหุ้นไอพีโอไทยปีนี้ เข้าเทรดแล้ว 5 บริษัท ตลท. คาดทั้งปีไม่เกิน 10 บริษัท นักวิเคราะห์มองบวก ช่วยลดปัญหาหุ้นซอมบี้ เข้าตลาดเพื่อ exit appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 หุ้นแบงก์ไทย เผยกำไร 9 เดือน เฉียด 2 แสนล้านบาท ลดลง 3.6% กดดันจากรายได้ดอกเบี้ยและกำไรเงินลงทุน https://thestandard.co/thai-banks-nine-month-profit-drops/ Thu, 22 Oct 2026 00:13:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1270708 ภาพประกอบผลประกอบการและกำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ไทย

10 แบงก์ไทย เผยกำไร 9 เดือน ลดลง 3.6%   จากการรวบร […]

The post 10 หุ้นแบงก์ไทย เผยกำไร 9 เดือน เฉียด 2 แสนล้านบาท ลดลง 3.6% กดดันจากรายได้ดอกเบี้ยและกำไรเงินลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบผลประกอบการและกำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ไทย

10 แบงก์ไทย เผยกำไร 9 เดือน ลดลง 3.6%

 

จากการรวบรวมของ THE STANDARD WEALTH กำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 ของ 10 ธนาคารไทยรวมกันอยู่ที่ 198,969 ล้านบาท ลดลง 3.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อแยกดูรายธนาคาร ภาพกลับไม่ได้ติดลบทั้งกลุ่ม เพราะมีถึง 7 ธนาคารที่กำไรยังเติบโต ขณะที่ธนาคารที่กำไรลดลงมีเพียง 3 แห่ง ซึ่งล้วนเป็นธนาคารขนาดใหญ่

 

กลุ่มที่กำไรเติบโตนำโดยธนาคารขนาดกลางและธนาคารที่เน้นลูกค้าเฉพาะกลุ่ม KKP กำไรเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 56.1% เป็น 6,466 ล้านบาท จากรายได้ธุรกิจตลาดทุนและ Wealth ที่ขยายตัว รวมถึงผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ลดลงเกือบครึ่ง ตามมาด้วย CREDIT ที่กำไรเพิ่มขึ้น 19.4% เป็น 3,393 ล้านบาท จากสินเชื่อที่ขยายตัวต่อเนื่อง และ LHFG ที่กำไรเพิ่มขึ้น 14.8% เป็น 2,347 ล้านบาท ขณะที่ TISCO, TTB และ BAY กำไรเติบโตในระดับ 4-6% ส่วน KBANK เป็นธนาคารใหญ่เพียงแห่งเดียวที่กำไรเพิ่มขึ้น 3.4% เป็น 40,635 ล้านบาท แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุน 1,455 ล้านบาทที่เกิดขึ้นครั้งเดียว ซึ่งหากตัดออก กำไรจะทรงตัวใกล้เคียงปีก่อน

 

ฝั่งที่กำไรลดลง BBL ลดลงมากที่สุด 21.6% เหลือ 29,981 ล้านบาท ตามด้วย SCBX ที่ลดลง 14.3% เหลือ 31,989 ล้านบาท ทั้งสองแห่งได้รับผลกระทบพร้อมกันจากรายได้ดอกเบี้ยที่หดตัว และกำไรจากเงินลงทุนที่ลดลงจากปีก่อน ส่วน KTB กำไรลดลงเพียง 0.8% เหลือ 37,145 ล้านบาท เพราะสามารถลดค่าใช้จ่ายและการตั้งสำรองได้มาก ชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่หายไปได้เกือบทั้งหมด

 

สรุป 5 ประเด็นสำคัญ จากผลประกอบการ Q3

 

1. รายได้ดอกเบี้ยของแบงก์ใหญ่หดหนัก เพราะต้นทุนเงินฝากลดต่อไม่ได้

 

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) 9 เดือนของ 4 ธนาคารใหญ่ คือ BBL, KBANK, KTB และ SCBX หายไปรวมกันราว 38,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวฉุดกำไรใหญ่ที่สุดของปีนี้ สาเหตุอยู่ที่โครงสร้างเงินฝาก ธนาคารใหญ่มีเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวัน (CASA) สูง ดอกเบี้ยออมทรัพย์อยู่ที่ 0.25% มาตั้งแต่ปี 2568 จึงไม่มีช่องให้ลดอีก นอกจากนี้ยังมีเงินนำส่งสถาบันคุ้มครองเงินฝากและ ธปท. ซึ่งเป็นต้นทุนคงที่ ที่ KTB คิดเป็นราว 38% ของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยทั้งหมด ผลคือผลตอบแทนสินทรัพย์ของ KTB และ SCBX ลดลง 50bps จากปีก่อน ขณะที่ต้นทุนเงินลดได้เพียง 18-24bps

 

ภาพนี้ต่างจากธนาคารขนาดกลาง TISCO, TTB และ KKP ยังเห็นส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ขยายตัว YoY เพราะยังมีเงินฝากประจำต้นทุนสูงให้ทยอยลดลงได้

 

2. Bond Yield ขาขึ้นทุบกำไรจากเงินลงทุนในไตรมาส 3

 

ในไตรมาสนี้ กำไรจากเงินลงทุนและเครื่องมือทางการเงินของ 10 ธนาคารรวมกันหายไปราว 16,000 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งมากกว่ารายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงในไตรมาสเดียวกัน

 

SCBX พลิกเป็นขาดทุนจากเงินลงทุนและการค้า 424 ล้านบาท โดยระบุว่าเกิดจากการปรับมูลค่าตราสารหนี้ตามอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น ขณะที่ BBL มีกำไรจากเงินลงทุนลดลง 77.9% และ KTB ลดลง 93.3% ปัจจัยนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กลับมาขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปีเมื่อเดือนกันยายน

 

3. สินเชื่อโตจากบริษัทใหญ่และภาครัฐ แต่ SME ในแบงก์ใหญ่ยังหดตัว

 

การเติบโตของสินเชื่อกระจุกอยู่ที่ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ SCB โต 11.9% นับจากต้นปี BAY สินเชื่อบรรษัทไทยและบรรษัทข้ามชาติโต 9.7% และ KKP สินเชื่อบรรษัทโต 26.8% ส่วน KTB ซึ่งสินเชื่อรวมโตสูงสุดในกลุ่มธนาคารใหญ่ที่ 5.1% แรงหนุนหลักมาจากสินเชื่อรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่โต 19.7%

 

ตรงกันข้าม สินเชื่อ SME ในธนาคารใหญ่ภาคเอกชนหดตัวชัดเจน SCB ลดลง 7.6%, TTB ลดลง 6.7% และ BAY ลดลง 5.9% ซึ่งสอดคล้องกับที่ KBANK และ KTB อธิบายภาพเศรษฐกิจว่าเป็นการฟื้นตัวแบบ K-shape

 

แต่บางธนาคารยังขยายพอร์ต SME ต่อ CREDIT สินเชื่อ Micro SME โต 11.7%, LHFG สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโต 10.8% และ TISCO โต 9.7% จากสินเชื่อตัวแทนจำหน่ายรถยนต์

 

อีกกลุ่มที่หดตัวคือสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ แม้ยอดขายรถยนต์ 8 เดือนแรกจะโต 16.6% ตามยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า แต่พอร์ตเช่าซื้อของ SCB ลดลง 13.7%, KKP ลดลง 6.5% และ TTB ลดลง 5.0% นับจากต้นปี

 

4. รายได้ค่าธรรมเนียมคือตัวพยุงกำไร และเป็นตัวแบ่งผู้ชนะกับผู้แพ้

 

ใน 9 เดือนแรก รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิของ 10 ธนาคารเพิ่มขึ้นรวมกันราว 17,900 ล้านบาท ซึ่งชดเชยกำไรจากเงินลงทุนที่หายไปได้เกือบทั้งหมด แรงหนุนหลักมาจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) กองทุนรวม และประกัน

 

ความแตกต่างนี้อธิบายได้ว่าทำไมธนาคารใหญ่ที่เสียรายได้ดอกเบี้ยใกล้เคียงกันถึงออกมาต่างกัน KBANK ค่าธรรมเนียมสุทธิ 9 เดือนโต 16.3% ขณะที่ BBL โตเพียง 2.4% อย่างไรก็ดี ในไตรมาส 3 รายได้ค่าธรรมเนียมชะลอลงจากไตรมาสก่อนที่ KBANK, SCB, TTB และ LHFG ตามภาวะตลาดทุนที่ผันผวน

 

5. หนี้เสียโดยรวมทรงตัว แต่ยังมีจุดเปราะบางในกลุ่มรายย่อย

 

อัตราส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ของธนาคารใหญ่อยู่ในกรอบใกล้เคียงกันที่ 2.9-3.2% และทุกธนาคารยังเพิ่มอัตราส่วนสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) ต่อเนื่อง หลายแห่งตั้งสำรองส่วนเพิ่ม (Management Overlay) เพื่อรองรับผลกระทบจากน้ำท่วมช่วงปลายเดือนกันยายน

 

นักวิเคราะห์ชี้กำไร Q3 ถูกกดดันจากบอนด์ยีลด์พุ่ง

 

ฝั่งนักวิเคราะห์มองผลประกอบการไตรมาส 3/2569 เห็นตรงกันว่าปัจจัยกดดันหลักไม่ได้มาจากธุรกิจปล่อยกู้ หากมาจากรายได้ที่ผูกกับตลาดการเงิน

 

ธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ระบุว่ากำไรไตรมาส 3 ออกมาต่ำกว่าคาดและอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจากไตรมาส 2 มีกำไรจากเงินลงทุนและธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth) เข้ามาหนุน แต่ไตรมาสนี้ทั้งสองส่วนไม่ได้ดีเท่าเดิม นอกเหนือจากนั้นไม่พบปัจจัยที่เป็นสาระสำคัญ

 

ด้าน ตฤณ สิทธิสวัสดิ์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่าภาพรวมเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยกำไรจากการตีมูลค่าเงินลงทุนชะลอลงตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ปรับสูงขึ้นและบรรยากาศตลาดการลงทุนที่ซบเซาลง ขณะที่ฝั่งธนาคารใหญ่เห็น NIM ขยับขึ้นจากไตรมาสก่อน และการตั้งสำรองลดลง สะท้อนว่าธนาคารยังคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี แม้จะตั้งสำรองส่วนเกินเพิ่มเพื่อรองรับผลกระทบจากน้ำท่วม

 

สินเชื่อยังพึ่งลูกค้าบริษัทใหญ่ ขณะที่พอร์ต SME ยังวางใจไม่ได้

 

ตฤณระบุว่า การฟื้นตัวของสินเชื่อมาจากลูกค้าบริษัทใหญ่ (Corporate) เป็นหลัก ทั้งการขยายโรงงานและการลงทุนใหม่ของธุรกิจขนาดใหญ่ และประเมินว่าเม็ดเงินลงทุนที่เริ่มเร่งตัวจะเป็นแรงหนุนให้ความต้องการสินเชื่อกลับมาได้ในปีหน้า

 

แต่ความเสี่ยงอยู่ที่พอร์ต SME โดยธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อ SME สูง เช่น KBANK และ SCB ยังวางใจไม่ได้ โดยยกตัวอย่าง AutoX บริษัทในกลุ่ม SCBX ที่ NPL ปรับตัวขึ้นในไตรมาสล่าสุด จาก 10% เป็น 13%

 

ขณะที่ธนภัทรมองว่า NPL โดยรวมยังทรงตัวและอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และน่าจะอยู่ในโหมดนี้ต่อไป เพราะแต่ละธนาคารยังตั้งสำรองค่อนข้างสูง ความเสี่ยงที่ทุกธนาคารมองเหมือนกันในตอนนี้คือปัจจัยมหภาคที่คาดเดาได้ยาก มากกว่าปัจจัยภายใน

 

ภาพรวมกำไรทั้งปีอาจติดลบ

 

สำหรับกำไรทั้งปี 2569 นักวิเคราะห์ทั้งสองมองต่างกัน ธนภัทรประเมินว่ากำไรทั้งปียังเติบโตได้เล็กน้อย ส่วนการฟื้นตัวในปีหน้าต้องรอดูทิศทางเศรษฐกิจ ขณะที่ ตฤณ จาก บล.หยวนต้า ประเมินกำไรกลุ่มธนาคารปีนี้ไว้ราว 2.17 แสนล้านบาท ลดลง 3.5% ก่อนจะกลับมาเติบโต 5% ในปีหน้า จาก NIM ที่ดีขึ้นและความต้องการสินเชื่อจากกลุ่ม Corporate

 

ตฤณมองว่า ช่วงนี้เป็นจังหวะพักฐานของหุ้นกลุ่มธนาคาร และจุดสูงสุดของรอบยังมาไม่ถึง เพราะคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ย หาก กนง. กลับมาขึ้นดอกเบี้ย รายได้ของธนาคารจะเร่งตัวขึ้น

 

ในเชิงกลยุทธ์ ตฤณระบุว่า หลังกลุ่มธนาคารรายงานผลประกอบการครบ นักลงทุนมักขายทำกำไรก่อน เงินระยะสั้นจึงอาจหมุนไปกลุ่มอื่น ส่วนนักลงทุนที่ต้องการรับเงินปันผลสามารถรอเข้าลงทุนช่วงต้นปี โดยไม่จำเป็นต้องรีบซื้อในตอนนี้ หุ้นที่โดดเด่นในมุมมองของเขาคือ BBL จาก Valuation และฐานลูกค้า Corporate และ KKP จากฐานลูกค้า Wealth ที่ดีขึ้น

 


 

ภาพประกอบผลประกอบการและกำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ไทย 1

 

ภาพ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

 

The post 10 หุ้นแบงก์ไทย เผยกำไร 9 เดือน เฉียด 2 แสนล้านบาท ลดลง 3.6% กดดันจากรายได้ดอกเบี้ยและกำไรเงินลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา 5 ผู้บริหาร เครือ ปตท.เตรียมยื่นใบสมัคร ชิงเก้าอี้ CEO คนใหม่ มีใครบ้าง หลังประกาศเปิดรับสมัคร 27 ต.ค. – 18 พ.ย. นี้ https://thestandard.co/5-ptt-new-ceo-candidates/ Wed, 21 Oct 2026 10:28:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1270611 ภาพประกอบกราฟิกรายชื่อ 5 ผู้บริหารในเครือ ปตท. ที่คาดว่าจะยื่นสมัครชิงตำแหน่ง CEO ปตท. คนใหม่

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ออกประกาศเปิดรับสมัค […]

The post จับตา 5 ผู้บริหาร เครือ ปตท.เตรียมยื่นใบสมัคร ชิงเก้าอี้ CEO คนใหม่ มีใครบ้าง หลังประกาศเปิดรับสมัคร 27 ต.ค. – 18 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกราฟิกรายชื่อ 5 ผู้บริหารในเครือ ปตท. ที่คาดว่าจะยื่นสมัครชิงตำแหน่ง CEO ปตท. คนใหม่

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ออกประกาศเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO) คนใหม่ ซึ่งจะมารับไม้ต่อจาก ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง CEO คนปัจจุบันที่จะครบวาระในเดือนเมษายน พ.ศ. 2570 โดยกำหนดเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม ถึง 18 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งถือเป็นตำแหน่งผู้นำสูงสุดในการขับเคลื่อนทิศทางธุรกิจพลังงานและก้าวสำคัญขององค์กร

 

ผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 58 ปีบริบูรณ์ ณ วันยื่นใบสมัคร และไม่อยู่ในฐานะกรรมการ ปตท. ในปัจจุบัน ด้านคุณวุฒิต้องจบการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี พร้อมมีวิสัยทัศน์ในธุรกิจพลังงาน ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

 

นอกจากนี้ ประกาศ ปตท. ยังกำหนดเกณฑ์ประสบการณ์บริหารองค์กรขนาดใหญ่อย่างเข้มงวด

 

  • ในกรณีที่เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารภาคเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ ต้องเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับรองผู้บริหารสูงสุด ขององค์กรที่มีรายได้ (Turnover) ไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี (พร้อมแนบงบการเงินหรือแบบ 56-1 One Report)
  • ในกรณีที่เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารภาครัฐ ต้องดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับรองผู้บริหารสูงสุด ของหน่วยงานระดับกรมหรือเทียบเท่าขึ้นไป

 

ขณะเดียวกัน ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายมหาชน และกฎหมาย ก.ล.ต. รวมถึงต้องไม่เคยเป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้มีส่วนได้เสียในนิติบุคคลที่เป็นผู้รับสัมปทานหรือร่วมทุนกับ ปตท. ในช่วง 3 ปีก่อนแต่งตั้ง

 

โดยมีวาระดำรงตำแหน่งสูงสุด 4 ปี – ค่าตอบแทนไฟเขียวโดยกระทรวงการคลัง

 

ตำแหน่ง CEO ปตท. มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละไม่เกิน 4 ปี หรือจนกว่าจะอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยสามารถเข้ารับการคัดเลือกต่อได้อีกเพียง 1 ครั้งหากอายุยังไม่เกิน 58 ปี การจ้างงานเป็นไปตาม พ.ร.บ. คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ ส่วนอัตราเงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนจะพิจารณาจากประสบการณ์ โดยได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ ปตท. และความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

 

ผู้สมัครจะต้องเตรียมเอกสารหลักฐานสำคัญ โดยเฉพาะ เอกสารแสดงแนวคิดการบริหารจัดการและวิสัยทัศน์ ความยาวไม่เกิน 5 หน้ากระดาษ A4 ตัวอักษร Angsana New 16 จำนวน 7 ชุด แยกบรรจุเป็น 2 ซองปิดผนึก ซองเอกสารทั่วไป และ ซองวิสัยทัศน์ จ่าหน้าถึง ประธานคณะกรรมการสรรหาประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. นำส่งด้วยตนเองหรือมอบอำนาจ ณ ฝ่ายเลขานุการบริษัท ชั้น 24 อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่

 

กระบวนการคัดเลือก คณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งมี ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เป็นประธาน จะทำการตรวจคุณสมบัติ และเชิญผู้ผ่านการคัดเลือกเบื้องต้นเข้ารับการสัมภาษณ์ ก่อนเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมให้คณะกรรมการ ปตท. พิจารณาอนุมัติขั้นสุดท้าย

 

จับรายชื่อ 5 ผู้บริหารในเครือ ปตท. คาดเตรียมยื่นใบสมัคร CEO ปตท.

 

โดยจากการตรวจสอบข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH ในเบื้องต้นมีรายงานว่า คาดว่ามีผู้บริหารในกลุ่ม ปตท. มีโอกาสที่ยื่นใบสมัครรับคัดเลือก CEO ใหม่ มีจำนวน 5 รายชื่อ ดังนี้

 

1. สุชาติ ระมาศ

ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR

 

ภาพประกอบกราฟิกรายชื่อ 5 ผู้บริหารในเครือ ปตท. ที่คาดว่าจะยื่นสมัครชิงตำแหน่ง CEO ปตท. คนใหม่ 1

 

2. พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP

 

ภาพประกอบกราฟิกรายชื่อ 5 ผู้บริหารในเครือ ปตท. ที่คาดว่าจะยื่นสมัครชิงตำแหน่ง CEO ปตท. คนใหม่ 2

 

3. บัณฑิต ธรรมประจำจิต

ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ PTT

 

ภาพประกอบกราฟิกรายชื่อ 5 ผู้บริหารในเครือ ปตท. ที่คาดว่าจะยื่นสมัครชิงตำแหน่ง CEO ปตท. คนใหม่ 3

 

4. จตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา 

รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ PTT

 

ภาพประกอบกราฟิกรายชื่อ 5 ผู้บริหารในเครือ ปตท. ที่คาดว่าจะยื่นสมัครชิงตำแหน่ง CEO ปตท. คนใหม่ 4

 

5. ดร.ชญาน์ จันทวสุ

รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร PTT

 

ภาพประกอบกราฟิกรายชื่อ 5 ผู้บริหารในเครือ ปตท. ที่คาดว่าจะยื่นสมัครชิงตำแหน่ง CEO ปตท. คนใหม่ 5

The post จับตา 5 ผู้บริหาร เครือ ปตท.เตรียมยื่นใบสมัคร ชิงเก้าอี้ CEO คนใหม่ มีใครบ้าง หลังประกาศเปิดรับสมัคร 27 ต.ค. – 18 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดสถิติ US Mid-Term Election เจาะผลกระทบตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มไหนรอด-กลุ่มไหนร่วง https://thestandard.co/us-midterm-election-stock-impact-scb/ Wed, 21 Oct 2026 09:08:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1270556 ผู้สนับสนุนสวมหมวกสีแดงติดตามการเลือกตั้งสหรัฐฯ

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา (US Mid-Term Electi […]

The post เปิดสถิติ US Mid-Term Election เจาะผลกระทบตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มไหนรอด-กลุ่มไหนร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้สนับสนุนสวมหมวกสีแดงติดตามการเลือกตั้งสหรัฐฯ

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา (US Mid-Term Election) นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเชิงโครงสร้างที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลลัพธ์ที่ออกมาไม่เพียงแต่เป็นตัวกำหนดทิศทางอำนาจทางการเมืองในสภาคองเกรสเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญโดยตรงต่อสถิติผลตอบแทนของตลาดหุ้น S&P 500 ตลอดจนแนวโน้ม นโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาค และนโยบายภูมิรัฐศาสตร์โลก

 

 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth เพื่อเจาะลึกสถิติย้อนหลัง ประเมินฉากทัศน์ทางการเมือง พร้อมฉายภาพผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ และนำเสนอแนวทางจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อรับมือกับความผันผวน

 

โดยชาตรี ระบุว่า เมื่อพิจารณาจากข้อมูลสถิติผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในอดีต จะพบรูปแบบการเคลื่อนไหวที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน โดยเฉลี่ยแล้ว ในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักจะให้ผลตอบแทนต่ำกว่าปีปกติ โดยอยู่ที่ประมาณ 5.8% ขณะที่ในช่วง 12 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ตลาดมักจะอยู่ในภาวะซบเซาหรือปรับฐานลง โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบราว 0.7%

 

อย่างไรก็ตาม ภาพการลงทุนจะพลิกกลับเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 12 เดือนหลังการเลือกตั้ง ซึ่งสถิติชี้ว่าดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ สามารถปรับตัวขึ้นไปได้เฉลี่ยถึง16% ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งก็ตาม

 

ทั้งนี้ ชาตรี ได้ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า บริบทการเลือกตั้งในรอบนี้มีความแตกต่างไปจากในอดีต เนื่องจากนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ปรับตัวขึ้นมารอแล้วประมาณ 12% ดังนั้น การที่ตลาดไม่ได้ปรับฐานลงมาก่อนเหมือนรอบก่อนๆ อาจทำให้โอกาสในการเกิดการทะยานขึ้น (Rally) อย่างรุนแรงหลังเลือกตั้งไม่ได้หวือหวาเท่ากับสถิติในอดีต ถึงกระนั้น สถิติยังคงยืนยันว่า ตลาดหุ้นหลังการเลือกตั้งมักได้รับปัจจัยหนุนจากความหวังใหม่และมีแนวโน้มที่เป็นบวกมากกว่าช่วงก่อนเลือกตั้งเสมอ

 

ผู้สนับสนุนสวมหมวกสีแดงติดตามการเลือกตั้งสหรัฐฯ 1

 

ผ่าฉากทัศน์สภาคองเกรส และโอกาสการเกิด ‘Blue Sweep’

 

สนามการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ เป็นการชิงชัยเก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้งหมด 435 ที่นั่ง และวุฒิสภา (ส.ว.) อีกจำนวน 35 ที่นั่ง ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของสภาบนทั้งหมด ในแง่ของสมการทางการเมือง เก้าอี้วุฒิสภาเดิม 35 ที่นั่งนี้ เป็นของพรรครีพับลิกันถึง 23 ที่นั่ง ขณะที่เป็นของพรรคเดโมแครตเพียง 12 ที่นั่ง ทำให้พรรคเดโมแครตมีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในการเปิดศึกแย่งชิงเก้าอี้คืน ประกอบกับคะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ได้รับผลกระทบจากประเด็นสงครามการค้าและความตึงเครียดทางทหารกับอิหร่าน

 

ข้อมูลจาก Prediction Markets ได้ประเมินความเป็นไปได้ของผลการเลือกตั้ง โดยพบว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาส ชนะเสียงข้างมากในสภาล่าง (ส.ส.) สูงถึง 90-92% ขณะที่ในสภาบน (ส.ว.) แม้ปัจจุบันพรรคเดโมแครตจะมีเสียงตามหลังอยู่ 4 เก้าอี้ แต่ก็ยังมีโอกาสพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากได้ถึง 65%

 

จากปัจจัยดังกล่าว ฉากทัศน์ทางการเมืองจึงแบ่งออกเป็น 3 แนวทางหลัก คือ

 

ฉากทัศน์แรก: Blue Sweep หรือการที่พรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะได้ทั้งสองสภา ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงสุดถึง 60%

 

ฉากทัศน์ที่สอง: Divided Congress หรือภาวะสภาแยกที่เดโมแครตได้สภา ส.ส. แต่รีพับลิกันยังคงรักษาพื้นที่ในสภา ส.ว. ไว้ได้ มีโอกาสเกิดขึ้นรองลงมาที่ 32%

 

และ ฉากทัศน์สุดท้าย: Status Quo ที่รีพับลิกันจะยังคงครองทั้งสองสภาเหมือนเดิม ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากมากในรอบนี้

 

ผู้สนับสนุนสวมหมวกสีแดงติดตามการเลือกตั้งสหรัฐฯ 2

 

แรงคานอำนาจมหภาค และจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์สงครามอิหร่าน

 

ในมุมมองเชิงเศรษฐกิจมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์ หากผลการเลือกตั้งออกมาในรูปแบบภาวะสภาแยก (Divided Government) หรือพรรคเดโมแครตสามารถก้าวขึ้นมาควบคุมสภาคองเกรสได้ จะสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญต่อดุลอำนาจ โดยปกติแล้ว สภาที่คานอำนาจกับประธานาธิบดีมักจะส่งผลให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นมีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากนโยบายหรือกฎหมายที่มีลักษณะสุดโต่งจะไม่สามารถผ่านออกมาได้ง่าย เพราะจะถูกสกัดโดยสภาคองเกรส

 

นัยสำคัญที่เด่นชัดที่สุดในครั้งนี้ คือทิศทางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

 

เนื่องจากหากรัฐบาลต้องการดำเนินสงครามต่อในปีหน้า รัฐบาลจำเป็นต้องยื่นขออนุมัติงบประมาณทางการทหารฉบับใหม่ต่อสภาคองเกรส ซึ่งหากสภาคองเกรสตกอยู่ภายใต้การนำของพรรคเดโมแครต การอนุมัติงบประมาณทหารเพื่อทำสงครามต่อจะทำได้ยากยิ่ง ปัจจัยนี้จะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่บังคับให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจากับอิหร่านอีกครั้ง ซึ่งการฟื้นฟูการพูดคุยจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลเชิงบวกต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบและภาพรวมเศรษฐกิจโลกโดยรวม

 

สลับขั้วอุตสาหกรรม ถอดรหัสกลุ่มหุ้นดาวรุ่ง และกลุ่มที่ต้องระวัง

 

การเปลี่ยนผ่านของดุลอำนาจในสภาคองเกรส ย่อมส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนทิศทางของนโยบายภาครัฐ ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้เกิดการ สลับขั้ว ของกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างชัดเจน

 

สำหรับ กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์ (Winners) ฝั่งพรรคเดโมแครตมีแนวโน้มที่จะหยิบยกประเด็นนโยบายที่เป็นฐานเสียงสำคัญขึ้นมาเจรจาต่อรอง โดยเฉพาะ กลุ่มการแพทย์และสุขภาพ (Healthcare) ที่เคยถูกตัดงบประมาณสวัสดิการรัฐไปในยุคของทรัมป์ ก็จะได้รับการผลักดันงบประมาณกลับเข้ามาสู่ระบบอีกครั้ง เช่นเดียวกับ กลุ่มพลังงานสะอาด (Clean Energy) ที่จะได้รับงบประมาณสนับสนุนก้อนใหม่ หลังจากที่เคยถูกลดบทบาทลง นอกจากนี้ กลุ่มการท่องเที่ยวและการเดินทาง (Tourism & Travel) จะได้รับอานิสงส์จากการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการเดินทางและนโยบายวีซ่า ประกอบกับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง

 

ในทางกลับกัน กลุ่มอุตสาหกรรมที่เสี่ยงเสียประโยชน์ คือกลุ่มที่เคยได้รับการสนับสนุนหลักในยุครัฐบาลรีพับลิกัน เริ่มจาก กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและกองทัพ (Defense) ที่เสี่ยงต่อการถูกเพ่งเล็งและตัดงบประมาณทางการทหารลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถัดมาคือ กลุ่มสถาบันการเงินและธนาคาร (Financials) ที่อาจต้องรับมือกับการกลับมาของกฎระเบียบการกำกับดูแลและการตรวจสอบที่เข้มงวด รวมถึง กลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech Platforms) ที่อาจเผชิญแรงกดดันจากการถูกตรวจสอบในประเด็นการผูกขาดทางการค้าและการให้บริการ

 

ผู้สนับสนุนสวมหมวกสีแดงติดตามการเลือกตั้งสหรัฐฯ 3

 

อย่างไรก็ดี ในส่วนของเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี SCB CIO ประเมินว่ายังคงได้รับการสนับสนุนจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างมองเห็นตรงกันว่าเป็นปัจจัยยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างการเติบโตและขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะยาว ดังนั้น กลุ่ม AI จึงไม่น่าได้รับผลกระทบเชิงลบจากปัจจัยการเมืองในครั้งนี้

 

กลยุทธ์การจัดพอร์ต กระจายความเสี่ยง และยึดมั่นการลงทุนระยะยาว

 

ในมิติของราคาหุ้น SCB CIO มองว่าตลาดหุ้นได้ตอบรับ และ Price-in ผลการเลือกตั้งไปแล้วบางส่วน สะท้อนได้จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Healthcare และการย่อตัวลงของหุ้นกลุ่ม Financials ในช่วงก่อนหน้า โดยปัจจุบันดัชนี S&P 500 ปรับย่อตัวลงมาจากจุดสูงสุดเพียงประมาณ 2% ขณะที่ดัชนี NASDAQ ปรับตัวลงมาประมาณ 5% เท่านั้น

 

ข้อแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนในการรับมือกับการเลือกตั้งครั้งนี้ คือการให้ความสำคัญกับประเด็นในสภาวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นพิเศษ เพราะหากผลการเลือกตั้งออกมาเป็นกรณีที่เดโมแครตชนะเฉพาะสภา ส.ส. แต่รีพับลิกันยังคงรักษาเก้าอี้ในสภา ส.ว. ไว้ได้ ตลาดอาจเกิดการปรับฐานเนื่องจากต้อง Re-price ความคาดหวังใหม่

 

ดังนั้น นักลงทุนจึงไม่ควรรีบทุ่มเงินลงทุนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งล่วงหน้า แต่ควรรักษาวินัยในการ กระจายความเสี่ยง และยึดหลัก Stay Invested ด้วยการถือครองหุ้นตามแผนการลงทุนระยะยาว ควบคู่ไปกับการติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดโดยไม่ตื่นตระหนก เพื่อเตรียมพร้อมเปิดรับโอกาสใหม่ๆ จากการผ่อนคลายความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป

 

ภาพ: Ascannio / Shutterstock

The post เปิดสถิติ US Mid-Term Election เจาะผลกระทบตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มไหนรอด-กลุ่มไหนร่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. แจงปมเหรียญ SHFL-RLB-FUN ยันไม่ใช่ลิสต์อนุญาตเทรดอัตโนมัติ ตรวจสอบแล้วไม่มีผู้ประกอบไทยให้บริการ https://thestandard.co/sec-clarifies-shfl-rlb-fun-tokens/ Tue, 20 Oct 2026 08:27:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1270201 ภาพข้อความชี้แจงของ ก.ล.ต. ประเด็นเหรียญ SHFL-RLB-FUN พร้อมโลโก้ THE STANDARD WEALTH

จากกรณีที่ ศิริโชค โสภา อดีตรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย […]

The post ก.ล.ต. แจงปมเหรียญ SHFL-RLB-FUN ยันไม่ใช่ลิสต์อนุญาตเทรดอัตโนมัติ ตรวจสอบแล้วไม่มีผู้ประกอบไทยให้บริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพข้อความชี้แจงของ ก.ล.ต. ประเด็นเหรียญ SHFL-RLB-FUN พร้อมโลโก้ THE STANDARD WEALTH

จากกรณีที่ ศิริโชค โสภา อดีตรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า สำนักงาน ก.ล.ต. อาจเปิดช่องให้สินทรัพย์ดิจิทัลจากเว็บพนัน อย่างเหรียญ Shuffle และ Rollbit เข้าไปอยู่ในบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อใช้อ้างอิงเป็นเงินกองทุนสำรองของผู้ประกอบธุรกิจ โดยมองว่าเข้าข่ายผิด พ.ร.บ. การพนัน เนื่องจากถูกออกแบบมาเพื่อการเดิมพัน จึงเรียกร้องให้ ก.ล.ต. เร่งปรับปรุงระเบียบโดยพิจารณามิติด้านกฎหมายเพิ่มเติมจากเกณฑ์ความเสี่ยงทางการเงิน พร้อมตั้งข้อสังเกตกรณีการปรับลดอัตราหักมูลค่าเหรียญจาก 30% เหลือ 20% ในช่วงที่ภรรยาของผู้ลงทุนดำรงตำแหน่งเลขานุการ รมว.ดิจิทัลฯ ขณะที่สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทยชี้แจงว่า บัญชีดังกล่าวเป็นเพียงการประกาศค่าความเสี่ยงตามสภาพคล่องและมูลค่าการซื้อขายเพื่อประกอบการคำนวณเงินกองทุนเท่านั้น ไม่ใช่การรับรองและปัจจุบันเหรียญดังกล่าวไม่มีการซื้อขายแล้ว

 

ล่าสุด วานนี้ (19 ต.ค.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเหรียญในบัญชีรายชื่อสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้สำหรับประกอบการคำนวณเงินกองทุน (Net Capital: NC) ของ ก.ล.ต. นั้น ขอให้ข้อมูลว่า บัญชีดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการคำนวณฐานะเงินกองทุนของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจถือครองเหรียญเพื่อตนเองในบัญชีรายชื่อดังกล่าว โดย ก.ล.ต. ใช้ข้อมูลรายชื่อเหรียญทั้งหมดจาก coinmarketcap.com ซึ่งเป็นแหล่งอ้างอิงที่รวบรวมข้อมูลที่ได้รับการยอมรับในเรื่องความครบถ้วนและความเป็นปัจจุบันของข้อมูล ตามคู่มือที่ ก.ล.ต. มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าโดยมีรอบการทบทวนรายชื่อทุก 6 เดือน จึงไม่ใช่การเลือกปฏิบัติกับเหรียญใดเหรียญหนึ่งหรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเป็นการเฉพาะตามที่มีการตั้งข้อสังเกตในสื่อสาธารณะ อย่างไรก็ตาม บัญชีดังกล่าวมิใช่บัญชีรายชื่อสินทรัพย์ดิจิทัลที่ ก.ล.ต. อนุญาตหรือให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถนำมาให้บริการแก่ลูกค้าโดยอัตโนมัติ

 

ทั้งนี้ รายชื่อเหรียญที่เผยแพร่ในสื่อสาธารณะ (SHFL, RLB, FUN) ปัจจุบันไม่มีผู้ประกอบธุรกิจให้บริการแต่อย่างใด

 

สำหรับการที่ผู้ประกอบธุรกิจจะนำเหรียญใดมาให้บริการแก่ลูกค้าได้ จะต้องได้รับหมายเลขประจำสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับรายงานข้อมูลต่อ ก.ล.ต. (Asset ID) จาก ก.ล.ต. ก่อน ซึ่งในขั้นตอนการขอ Asset ID ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องเป็นผู้ยื่นและรับรองข้อมูลของเหรียญ โดย ก.ล.ต. อยู่ระหว่างยกระดับการขอ Asset ID โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องยื่นข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียด ลักษณะ และข้อกำหนดของเหรียญ รวมทั้งการรับรองว่าไม่เป็นเหรียญที่อาจเข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ไม่พบว่า ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. มีการถือครองหรือให้บริการเหรียญตามที่ปรากฏในสื่อสาธารณะ

 

อย่างไรก็ดี พบว่าเคยมีผู้ประกอบธุรกิจมีการถือครองและนำเหรียญ FUN มาให้บริการ แต่ได้ยุติการให้บริการและการถือครองแล้ว

 

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ดำเนินการให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเว็บไซต์ shuffle .com นำส่งข้อมูลและชี้แจงเพิ่มเติม ซึ่งหากพบว่าผู้ประกอบธุรกิจมีการปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ก.ล.ต. จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายต่อไป และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย

 

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ Travel Rule ที่ ก.ล.ต. ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในการกำหนดหลักเกณฑ์ หากมีผลบังคับใช้แล้ว จะสามารถยกระดับการเฝ้าระวังธุรกรรมต้องสงสัยหรือธุรกรรมที่ผิดกฎหมายได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

The post ก.ล.ต. แจงปมเหรียญ SHFL-RLB-FUN ยันไม่ใช่ลิสต์อนุญาตเทรดอัตโนมัติ ตรวจสอบแล้วไม่มีผู้ประกอบไทยให้บริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้หายไปกว่า 40% จากจุดสูงสุด นักลงทุนเทขายหุ้นเทคโนโลยี ‘SK hynix’ ต่ำสุดรอบ 6 เดือน https://thestandard.co/south-korea-kospi-plunges-tech-selloff/ Tue, 20 Oct 2026 08:03:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1270153 ภาพจำลองกราฟิกสามมิติสะท้อนภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลดลง

ดัชนี Kospi ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงลงกว่า 40% จากจุดสู […]

The post มูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้หายไปกว่า 40% จากจุดสูงสุด นักลงทุนเทขายหุ้นเทคโนโลยี ‘SK hynix’ ต่ำสุดรอบ 6 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองกราฟิกสามมิติสะท้อนภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลดลง

ดัชนี Kospi ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงลงกว่า 40% จากจุดสูงสุดที่ 9,385 จุด เมื่อ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ล่าสุดดัชนีร่วงลงมาต่ำกว่า 5,500 จุด จ่อทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 6 เดือน ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยี อย่าง SK hynix รวมทั้ง Elice ที่เข้าเทรดวันแรกในวันนี้ก่อนลดลง 30%

 

 
 

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้กลับมาร่วงแรงอีกครั้งในวันนี้ (20 ตุลาคม) โดยดัชนี Kospi ปรับตัวลดลงมากสุดถึง 4.8% ระหว่างวัน นำโดยหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปหน่วยความจำอย่าง SK Hynix และ Samsung Electronics ซึ่งเป็นตัวถ่วงดัชนีมากที่สุด โดยราคาหุ้นลดลงราว 7% และ 4% ตามลำดับ ขณะที่แรงขายกระจายไปเกือบทั้งตลาด

 

Huh Jae-Hwan นักวิเคราะห์จาก Eugene Investment & Securities ให้ความเห็นกับ Bloomberg ว่า แรงขายครั้งนี้เป็นการขายแบบทั้งกระดาน หุ้นแทบทุกตัวปรับตัวลง และตลาดดูเปราะบางอย่างมาก แม้แต่หุ้นกลุ่มผู้ผลิตแบตเตอรี่ที่เป็นผู้นำการรีบาวด์เมื่อวันจันทร์ก็กลับมาปรับตัวลดลงเช่นกัน

 

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นใน Kospi ราว 480 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.6 หมื่นล้านบาท ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงแรกของการซื้อขาย หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (US 10-Year Treasury Yield) ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงสำคัญของโลก ปรับตัวขึ้น 7 Basis Points (0.07%) มาอยู่ที่เกือบ 5.14%

 

ยีลด์ที่สูงขึ้นสะท้อนต้นทุนการกู้ยืมที่ยังอยู่ในระดับสูงจากเงินเฟ้อที่ยังไม่ลดลง ซึ่งกดดันโดยตรงต่อหุ้นเทคโนโลยีและธุรกิจที่ต้องพึ่งพาเงินลงทุนจำนวนมหาศาลอย่างโครงสร้างพื้นฐาน AI

 

Elice เปิดตัววันแรกร่วงราว 30%

 

อีกปัจจัยที่ซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีคือ การเข้าซื้อขายวันแรกของ Elice บริษัทผู้ให้บริการคลาวด์ AI ซอฟต์แวร์การศึกษาและซอฟต์แวร์ธุรกิจที่ใช้ AI ในตลาด Kosdaq ซึ่งเป็นตลาดหุ้นขนาดกลางและเล็กของเกาหลีใต้ โดยราคาหุ้นดิ่งลงกว่า 37% ไปต่ำสุดที่ 56,500 วอน เทียบกับราคา IPO ที่ 90,500 วอน

 

Elice ระดมทุนจาก IPO ได้ 2.011 แสนล้านวอน หรือราว 5,100 ล้านบาท และวางแผนนำเงินส่วนใหญ่ไปใช้เปิดตัวศูนย์ข้อมูลแบบโมดูลาร์เคลื่อนย้ายได้ (Portable Modular Data Center) และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

 

ที่น่าสนใจคือ การเสนอขายครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันสูงถึง 388.84 เท่าของจำนวนหุ้นที่เสนอขาย ขณะที่ผลประกอบการก็เติบโตโดดเด่น โดยรายได้ช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า แตะ 3.4 หมื่นล้านวอน และพลิกมามีกำไรจากการดำเนินงาน 1 หมื่นล้านวอน จากที่ขาดทุน 3.5 พันล้านวอนในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตกับ CNBC ว่า ราคา IPO ของ Elice ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม ก่อนที่แรงขายหุ้นกลุ่ม AI รอบล่าสุดจะเกิดขึ้น

 

Ke Yan หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Shenton Research ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นกับ CNBC ว่า การเปิดตัวของ Elice สะท้อนว่าธีมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้เปลี่ยนจากแนวคิด ‘สร้างโดยไม่สนต้นทุน’ ไปสู่คำถามว่า ‘ใครเป็นคนจ่าย และจ่ายได้นานแค่ไหน’

 

ตราบใดที่บริษัทพัฒนา AI ซึ่งเป็นผู้เช่าพลังประมวลผลยังไม่สามารถแสดงให้เห็นว่ามีเงินทุนเพียงพอรองรับภาระผูกพันด้านการประมวลผล (Compute Commitments) ได้ หุ้นที่เข้าจดทะเบียนใหม่ทั่วภูมิภาคก็มีแนวโน้มจะถูกตั้งราคาโดยบวกส่วนชดเชยความเสี่ยง (Risk Premium) ดังกล่าวเข้าไปด้วย

 

ด้าน Kim Hak-joon นักวิเคราะห์จาก Kiwoom Securities ในกรุงโซล มองว่า ทุกคนยังไม่แน่ใจว่าความต้องการ AI จะมีมากแค่ไหน และแม้แต่ความต้องการในปัจจุบันก็ประเมินได้ยาก

 

ความกังวลเรื่องแหล่งเงินทุนของ AI ยังส่งผลต่อแผน IPO ของบริษัทศูนย์ข้อมูลทั่วโลกในเดือนนี้ ทั้ง Firmus ของออสเตรเลียที่มี Nvidia หนุนหลัง, AirTrunk ที่มี Blackstone หนุนหลังซึ่งเลื่อนการเสนอขาย REIT ในสิงคโปร์ และ SB Energy บริษัทในเครือ SoftBank ที่เคยยื่นเอกสารเพื่อ IPO ในสหรัฐฯ ต่างพักแผนออกไป ขณะที่ Bloomberg ระบุว่าแนวโน้มการเข้าจดทะเบียนของ Nscale ในสหรัฐฯ ก็ถูกบดบังด้วยความกังวลเดียวกัน

 

ภาพ: Ronnie Chua / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post มูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้หายไปกว่า 40% จากจุดสูงสุด นักลงทุนเทขายหุ้นเทคโนโลยี ‘SK hynix’ ต่ำสุดรอบ 6 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Goldman–Evercore หนุนโมเดล “Forever Funds” ปั้นกองทุน Private Equity ที่ไม่มีกำหนดอายุ https://thestandard.co/goldman-evercore-push-forever-funds/ Tue, 20 Oct 2026 05:50:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1270107 ป้ายข้อความ Private Equity สีแดงบนพื้นหลังสีขาวสะท้อนแนวคิดการลงทุน

Goldman Sachs และ Evercore กำลังผลักดันแนวคิดกองทุนลงทุ […]

The post Goldman–Evercore หนุนโมเดล “Forever Funds” ปั้นกองทุน Private Equity ที่ไม่มีกำหนดอายุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป้ายข้อความ Private Equity สีแดงบนพื้นหลังสีขาวสะท้อนแนวคิดการลงทุน

Goldman Sachs และ Evercore กำลังผลักดันแนวคิดกองทุนลงทุนระยะยาวแบบไม่มีกำหนดอายุ หรือที่เรียกว่า “Forever Funds” เพื่อเปิดทางให้บริษัท Private Equity สามารถถือครองสินทรัพย์ที่มีศักยภาพได้นานขึ้น ท่ามกลางตลาดซื้อขายกิจการที่เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นและมูลค่ากิจการที่อ่อนตัวลง

 

Goldman Sachs และ Evercore รวมถึง Jefferies, Raymond James และ Lazard กำลังหารือกับบริษัท Private Equity รายใหญ่หลายแห่ง เพื่อพัฒนากองทุนรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Evergreen Continuation Vehicles ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุนถือครองสินทรัพย์ต่อไปได้โดยไม่ต้องเร่งขายเพื่อปิดกองทุนตามกำหนดเวลา

 

Sunaina Sinha Haldea หัวหน้าฝ่าย Private Capital Advisory ระดับโลกของ Raymond James ระบุว่า แนวคิดนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่มีจุดเด่นตรงที่กองทุนจะมีเงินทุนที่ยังไม่ได้จัดสรรลงทุน (Unfunded Capital) มากขึ้น เพื่อสนับสนุนการเติบโตของสินทรัพย์ โดยไม่ต้องเผชิญแรงกดดันจากการหาทางขายกิจการออกจากพอร์ต

 

โดยทั่วไป กองทุน Private Equity จะมีอายุการลงทุนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ผู้จัดการกองทุนจะระดมเงินจากนักลงทุนเพื่อนำไปซื้อกิจการ พัฒนาธุรกิจ และขายสินทรัพย์เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เพื่อคืนเงินลงทุนพร้อมผลตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุน แต่โครงสร้างดังกล่าวอาจกลายเป็นข้อจำกัดเมื่อกองทุนใกล้ครบกำหนด ขณะที่กิจการที่ถือครองยังมีศักยภาพเติบโต

 

ผู้จัดการกองทุนอาจต้องเลือกระหว่างการขายในช่วงที่ตลาดไม่เอื้ออำนวย กับการหาวิธีขยายเวลาถือครองสินทรัพย์ออกไป Forever Funds จึงเข้ามาตอบโจทย์นี้ ด้วยการเปิดทางให้ผู้จัดการกองทุนสามารถถือครองกิจการที่มีแนวโน้มเติบโตต่อไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องขายเพียงเพราะกองทุนใกล้หมดอายุ

 

ก่อนที่ Forever Funds จะได้รับความสนใจ บริษัท Private Equity ใช้กองทุน Continuation Funds เป็นเครื่องมือยืดระยะเวลาการถือครองสินทรัพย์อยู่แล้ว โดยผู้จัดการกองทุนสามารถโอนกิจการจากกองทุนเดิมไปยังกองทุนใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ถือครองสินทรัพย์ต่อไปได้

 

นักลงทุนเดิมอาจเลือกขายสิทธิการลงทุนเพื่อรับเงินคืน หรือเลือกลงทุนต่อในกองทุนใหม่ ขณะที่นักลงทุนรายใหม่สามารถเข้ามาร่วมลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวได้ วิธีนี้ช่วยให้ผู้จัดการกองทุนไม่จำเป็นต้องขายกิจการในช่วงที่ราคาตลาดไม่เหมาะสม

 

ปัจจุบัน ผู้จัดการกองทุนบางรายเริ่มโอนสินทรัพย์จาก Continuation Fund หนึ่งไปยังกองทุนต่อเนื่องอีกกองทุนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “CV-squared” เพื่อยืดระยะเวลาการลงทุนออกไปอีก

 

Forever Funds อาจเป็นก้าวต่อไปของแนวทางดังกล่าว โดย Continuation Funds ทั่วไปมักมีอายุประมาณ 5 ปี และสามารถขยายเวลาได้อีกปีละหนึ่งครั้ง สูงสุด 2 ครั้ง ขณะที่กองทุนรูปแบบใหม่อาจเปิดโอกาสให้ถือครองสินทรัพย์ได้นานถึง 10–15 ปี

 

แม้ Forever Funds จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสินทรัพย์ แต่ยังมีประเด็นที่ต้องหาข้อสรุป โดยเฉพาะการแบ่งผลกำไรระหว่างผู้จัดการกองทุนกับนักลงทุน และช่องทางที่นักลงทุนจะสามารถถอนเงินหรือขายสิทธิการลงทุนได้

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ Carried Interest หรือส่วนแบ่งกำไรที่ผู้จัดการกองทุนได้รับจากผลการลงทุน หากสามารถถือครองสินทรัพย์ได้นานขึ้น รูปแบบการคำนวณและการจ่ายส่วนแบ่งกำไรก็อาจต้องได้รับการออกแบบใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานกว่าเดิม

 

ขณะเดียวกัน นักลงทุนอาจคาดหวังผลตอบแทนและโอกาสเติบโตที่สูงขึ้น เพื่อชดเชยการลงทุนระยะยาว รวมถึงต้องการทางเลือกในการเปลี่ยนเงินลงทุนกลับเป็นเงินสดโดยไม่ต้องรอให้กองทุนขายสินทรัพย์ทั้งหมด

 

แนวทางที่กำลังพิจารณามีตั้งแต่การจ่ายเงินคืนจากกระแสเงินสดของสินทรัพย์ การใช้เงินจากนักลงทุนรายใหม่เข้ามาซื้อสิทธิการลงทุนของผู้ลงทุนเดิม ไปจนถึงการเปิดให้ผู้ลงทุนเสนอขายหน่วยลงทุนคืน

 

อีกทางเลือกคือ “Staples” ซึ่งนักลงทุนเดิมสามารถถอนเงินจากการลงทุนหนึ่งได้ โดยแลกกับการให้คำมั่นว่าจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนใหม่ของผู้จัดการกองทุนรายเดิม อย่างไรก็ตาม รูปแบบที่เหมาะสมยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างกองทุนและความต้องการของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม

 

รายงานของ Evercore ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ Continuation Funds คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 50% ของธุรกรรมซื้อขายสินทรัพย์กองทุนมือสอง (Secondary Transactions) ซึ่งมีมูลค่ารวม 121,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องมือประเภทนี้มีบทบาทเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรม Private Equity

 

การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้จัดการกองทุนต้องปรับตัวรับสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นซื้อกิจการ พัฒนาธุรกิจ และขายภายในระยะเวลาจำกัด ไปสู่การบริหารสินทรัพย์ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรอจังหวะสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม

 

อย่างไรก็ตาม การถือครองสินทรัพย์เป็นเวลานานขึ้นไม่ได้รับประกันว่าจะสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าเสมอไป เพราะยังมีความเสี่ยงจากผลประกอบการของกิจการ การเปลี่ยนแปลงของภาวะตลาด และความยากลำบากในการจัดหาเงินสดคืนให้นักลงทุน

 

ภาพ: zimmytws / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Goldman–Evercore หนุนโมเดล “Forever Funds” ปั้นกองทุน Private Equity ที่ไม่มีกำหนดอายุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดยุทธศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์ฯ พลิกวิกฤต Fragmented World ดัน DOIP – Jump+ ดึงอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ปักหมุดระดมทุนในไทย https://thestandard.co/set-strategy-fragmented-world-doip-scurve/ Sun, 18 Oct 2026 06:02:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1269468 อัสสเดช คงสิริ กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุน

อัสสเดช คงสิริ กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเท […]

The post เปิดยุทธศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์ฯ พลิกวิกฤต Fragmented World ดัน DOIP – Jump+ ดึงอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ปักหมุดระดมทุนในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัสสเดช คงสิริ กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุน

อัสสเดช คงสิริ กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายหลังเข้าร่วมสังเกตการณ์ในงานประชุมประจำปี IMF – World Bank Annual Meeting 2026 รวมทั้งการร่วมคณะเดินทางโรดโชว์ (Roadshow) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมกับนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ในช่วงกันยายนที่ผ่านมา รวมทั้งวิเคราะห์ทิศทางกระแสเงินทุน (Fund Flow) และกางโรดแมปยุทธศาสตร์ตลาดทุนไทยเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ

 

 
 

อัสสเดช ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ระบุว่า จากการเดินทางโรดโชว์ ณ นิวยอร์ก ร่วมกับนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล FETCO และตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงกันยายนที่ผ่านมา เพบว่าความสนใจของนักลงทุนสถาบันระดับโลกต่อประเทศไทยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีผู้บริหารระดับสูง หรือ CEO ของกองทุนชั้นนำที่มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) มากกว่า GDP ของประเทศไทยหลายเท่า เข้าร่วมรับฟังนโยบาย พร้อมตั้งคำถามเชิงลึกที่ผ่านการเตรียมความพร้อมและทำบ้านมาเป็นอย่างดี

 

ขณะที่ในเวทีประชุม IMF – World Bank Annual Meeting 2026 ประเด็นหลักที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางคือภาวะ Fragmented World หรือโลกที่แบ่งเป็นขั้วกระจายตัว จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจ ส่งผลให้กลุ่มทุนข้ามชาติเร่งหาพื้นที่ปลอดภัยเพื่อย้ายฐานการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการตั้งสำนักงานใหญ่แห่งใหม่

 

ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญเนื่องจาก

 

  • จุดยืนที่เป็นกลาง โดยวางตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจนและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
  • ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซั่งสั่งสมระบบการผลิตและการขนส่งมานานกว่า 30-40 ปี
  • เสถียรภาพพลังงานและพลังงานสะอาด มีระะบบไฟฟ้ามีความเสถียรและมีศักยภาพในการจัดหาพลังงานสีเขียว (Green Energy) ซึ่งตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของกลุ่มธุรกิจ S-Curve ใหม่ เช่น Data Center และเทคโนโลยี AI

 

เจาะลึกทิศทาง Fund Flow พลิกจากสวิงติดลบสู่บวก 7 หมื่นล้านบาท

 

อัสสเดช กล่าวต่อว่า ตลาดทุนถือเป็นดัชนีชี้วัดนำ (Leading Indicator) ของภาวะเศรษฐกิจ ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเคยปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 30% ซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 ตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย (Volume) ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 60% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้ยอดซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ (Net Fund Flow) พลิกกลับมาเป็นบวก และเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่ยอดฟันด์โฟลว์สะสมยังคงอยู่ในฝั่งซื้อสุทธิ

 

ตัวเลขการเปลี่ยนแปลงของ Fund Flow ดังนี้

 

  • ปี 2568 กระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิประมาณ 100,000 ล้านบาท
  • ปี 2569 กระแสเงินทุนต่างชาติสลับกลับเข้ามาซื้อสุทธิ โดยเคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุด (Peak) ที่ประมาณ 70,000 ล้านบาท
  • กรอบการสวิงของเงินทุน คิดเป็นส่วนต่างการไหลเข้า-ออกรวมกันสูงถึง 170,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันชะลอตัวมาสะสมอยู่ที่ระดับประมาณ 30,000–40,000 ล้านบาท

 

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยเรียกความมั่นใจของนักลงทุนสถาบันต่างชาติคือ เสถียรภาพทางการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งทำให้นักลงทุนมั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจสำคัญจะถูกผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยนักลงทุนต่างชาติต่างเน้นย้ำตรงกันว่าต้องการเห็นผลสัมฤทธิ์จริงตามแนวคิด Action Speaks Louder Than Words

 

โครงสร้างนักลงทุน และแนวทางการดึงดูดเงินทุนระยะยาว

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จำแนกกลุ่มนักลงทุนต่างชาติออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

 

  1. นักลงทุนระยะยาวที่เน้นปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Investors) เป็นกลุ่มที่มีระยะเวลาการถือครองสินทรัพย์ 5–8 ปี เงินทุนหมวดนี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยดันดัชนี (SET Index) และสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบ
  2. นักลงทุนรายวัน (Traders) ทำหน้าที่สร้างสภาพคล่อง (Liquidity) ในระบบ เพื่อรองรับการเข้าซื้อหรือขายหุ้นก้อนใหญ่ของนักลงทุนระยะยาว

 

เป้าหมายหลักของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือการสร้างปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพื่อดึงดูดเงินทุนระยะยาวอย่างยั่งยืน

 

ยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดทุน โครงการ DOIP และการฟื้นฟู IPO

 

แม้สภาวะการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จะชะลอตัวลงตามวัฏจักรผลประกอบการ แต่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในปีถัดไป โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้วางแผนขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ๆ ดังนี้

 

  • โครงการ DOIP (Direct/Dual Overseas IPO) โดยมีความร่วมมือร่วมกับ BOI ในการวาง Framework ดึงดูดบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ของไทย ให้มาระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของสินค้าในตลาดทุนและเพิ่มโอกาสการลงทุนให้แก่คนไทย
  • โครงการ Jump+ (Jump Plus) โดยสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนเดิมเร่งพัฒนาองค์กรและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นผ่านการจัดทำและสื่อสารแผนยุทธศาสตร์ระยะ 3 ปี
  • การปรับปรุงกฎเกณฑ์การกำกับดูแล มีการสรุปและปรับปรุงเกณฑ์การซื้อขายให้กระชับ ชัดเจน มีกรอบเวลาชัดเจน ไม่ปรับเปลี่ยนบ่อยเพื่อไม่ให้นักลงทุนเกิดความสับสน
  • แอปพลิเคชัน wiset เป็นการพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลและตัดสินใจลงทุนได้อย่างถูกต้องทันท่วงที

 

ยกระดับธรรมาภิบาล (CG) และการรับมือความเสี่ยงไซเบอร์

 

ในประเด็นธรรมาภิบาล (Corporate Governance) นักลงทุนสถาบันต่างชาติส่วนใหญ่ยังคงประเมินธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนไทยอยู่ในเกณฑ์ ดีถึงดีมาก

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามเร่งปรับเปลี่ยน Mindset จากการทำแบบ Tick-the-Box ไปสู่การกำกับดูแลด้วยจิตสำนึกที่แท้จริง

 

พร้อมกันนี้ ได้แก้ไขจุดอ่อนจากกรณีปัญหากระทบชื่อเสียงในอดีต เช่น การทำธุรกรรมจ่ายเงินมัดจำสูงถึง 90% ในการลงทุนต่างประเทศแล้วเกิดความเสียหาย โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เพิ่มการขอข้อมูลเชิงลึกและสื่อสารอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ธุรกรรมที่มีลักษณะสุ่มเสี่ยงดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

สำหรับความท้าทายในอีก 3–5 ปีข้างหน้า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญกับการป้องกัน ภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Security) และการหลอกลวงลงทุน ที่มีแนวโน้มซับซ้อนยิ่งขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี AI โดยเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทั้งในระดับบุคคล ผู้ประกอบการ และโครงสร้างพื้นฐานของระบบตลาดทุน

 

‘Proactive Communication’ และการแปลงความสนใจเป็นเม็ดเงินจริง

 

ภารกิจหลักของตลาดหลักทรัพย์ฯ จากนี้ คือการ สื่อสารเชิงรุก (Proactive Communication) ร่วมกับภาคเอกชนและภาครัฐ เพื่อถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องตรงไปตรงมาแก่สถาบันการเงินทั่วโลก

 

สิ่งสำคัญที่สุดในระยะถัดไปคือการเร่งรัดให้นโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ (เช่น Thailand Plus) แปรเปลี่ยนจากความสนใจของกลุ่มทุนที่รอคิวอยู่ ให้กลายเป็นเม็ดเงินการลงทุนจริงในระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดทุนไทยในระยะยาว

The post เปิดยุทธศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์ฯ พลิกวิกฤต Fragmented World ดัน DOIP – Jump+ ดึงอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ปักหมุดระดมทุนในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย่าตกหลุมพรางพาดหัวข่าวการเมือง! กับศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ https://thestandard.co/us-midterm-elections-investment-strategy/ Thu, 15 Oct 2026 02:00:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1266533 ภาพประกอบการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026

US Midterm Elections หรือ การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที […]

The post อย่าตกหลุมพรางพาดหัวข่าวการเมือง! กับศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026

US Midterm Elections หรือ การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 เป็น event หลักที่ทั่วโลกจับตา เพราะผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นสามารถเปลี่ยนขั้วอำนาจในสภาคองเกรสและทิศทางของนโยบายต่างๆ ว่าจะได้รับการผลักดัน ปรับเปลี่ยน หรือหยุดชะงักลง

 

 

การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ จะมีการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 435 ที่นั่ง , สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 35 ที่นั่ง และผู้ว่าการรัฐฯอีก 39 ที่นั่ง โดยปัจจุบันพรรครีพลับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ทั้งหมด

 

UOB Global Economics and Markets Research

 

สถิติตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946 พบว่าพรรคของประธานาธิบดีสูญเสียที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรไปในการเลือกตั้งกลางเทอมถึง 18 ครั้งจากทั้งหมด 20 ครั้ง โดยเฉลี่ยแล้วเสียไปครั้งละ 26 ที่นั่ง และครั้งที่สูญเสียมากที่สุดคือ 63 ที่นั่งในปี 2010 สำหรับในปี 2026 พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น 4 ที่นั่ง เพื่อแย่งชิงอำนาจในการควบคุมสภาผู้แทนราษฎรกลับมา จากข้อมูลนี้ผลการเลือกตั้งอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในช่วงสองปีสุดท้ายของวาระการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

 

โอกาสที่จะเกิดการพลิกขั้วอำนาจในสภาครั้งนี้

 

ผลสำรวจจาก The Economist คะแนนความนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ ณ 26 ก.ย. 2026 อยู่ที่ -26 ลดลง 0.2 จุดจากสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีผู้เห็นชอบเพียง 35% ไม่เห็นชอบสูงถึง 61% และไม่แน่ใจ 4%

 

The Economist

 
คะแนนความนิยมนี้เป็นระดับต่ำที่สุดสำหรับประธานาธิบดีในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม คะแนนความนิยมที่ลดลงของทรัมป์เกิดจากความไม่พอใจอย่างมากต่อสภาพเศรษฐกิจและบทบาทของประธานาธิบดีที่มีต่อเศรษฐกิจ กลุ่มฐานเสียงที่เคยสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มสั่นคลอน เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อพุ่งสูง มาตรการภาษีศุลกากร และความขัดแย้งกับอิหร่าน ในขณะที่ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าพรรคเดโมแครตมีคะแนนนำพรรครีพับลิกันอย่างโดดเด่นถึง 15 จุดในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้

 

จากข้อมูลคะแนนความนิยมนี้ Decision Desk HQ คาดการณ์ โอกาสที่พรรคเดโมแครตจะคว้าชัยการเลือกตั้งและครองได้ทั้งสองสภาที่ 53% และรีพับลิกันยังคุมวุฒิสภาแต่เสียสภาผู้แทนฯ ที่ราว 23%

 

Decision Desk HQ As of 30 Sep 26

 

‘รัฐบาลต่างขั้ว’ สถิติชี้ส่งผลดีต่อตลาด

 

ในเชิงสถิติ UOB Private Bank CIO ชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในอดีตมักตอบรับรัฐบาลต่างขั้ว (Divided Government) ในทางบวก จากข้อมูลช่วงปี 1953-2024 ผลตอบแทนเฉลี่ยรายปีของดัชนี S&P 500 สูงที่สุดในรูปแบบที่ประธานาธิบดีมาจากพรรครีพับลิกัน และสภาผู้แทนฯ อยู่ในมือพรรคเดโมแครต

 

เหตุผลเบื้องหลังคือ นโยบายมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้วน้อยลง วินัยการคลังที่มีแนวโน้มดีขึ้น ความเป็นอิสระของเฟดถูกท้าทายน้อยลง และกฎระเบียบด้านภาษีกับธุรกิจคาดการณ์ได้ง่ายขึ้น แนวทางนโยบายที่ไม่สุดโต่งจนเกินไป เป็นอีกแรงขับเคลื่อนตลาด

 

 

แต่การนำสถิตินี้มาใช้กับปี 2026 ควรมีเงื่อนไขกำกับ เพราะรัฐบาลต่างขั้วครั้งนี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกับวิกฤตพลังงานที่ยังไม่คลี่คลาย ,ธนาคารกลางที่อยู่ในโหมดขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรับมือเงินเฟ้อ ,ความกังวลต่อสถานะทางการคลังและระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีข้อยุติ ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้สถิติผลการดำเนินงานของตลาดการเงินในช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมในอดีต อาจไม่สามารถนำมาใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงที่สะท้อนภาพสถานการณ์ปัจจุบันหรือให้บทเรียนที่เป็นประโยชน์ได้มากนัก

 

อีกข้อสังเกตคือ ฉากทัศน์ที่ตลาดคาดการณ์ให้น้ำหนักมากที่สุดในขณะนี้ คือพรรคเดโมแครตครองได้ทั้งสองสภา ซึ่งเป็นรูปแบบที่ต่างจากฉากทัศน์ “ประธานาธิบดีรีพับลิกัน + สภาผู้แทนฯ เดโมแครต” ที่สถิติในอดีตให้ผลดีที่สุด นักลงทุนจึงไม่ควรนำตัวเลขเฉลี่ยในอดีตมาใช้เป็นคำตอบสำเร็จรูป

 

อีกทั้งยังต้องดูคะแนนเสียงว่าเดโมแครตจะชนะแบบเสียงปริ่มน้ำ หรือกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ หากมีการเปลี่ยนขั้นอำนาจแบบเดโมแครตคุมเบ็ดเสร็จทั้งสภาผู้แทนฯและวุฒิสภาอาจทำให้นโยบายของพรรครีพับลิกันหยุดชะงัก ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ก็สามารถใช้อำนาจ Veto ขัดขวางร่างกฎหมายของเดโมแครตได้เช่นกัน

 

และยังต้องจับตากำหนดเส้นตายเรื่องงบประมาณภาครัฐและสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ ( 3 พ.ย.69 – 3 ม.ค. 70) ที่เป็นความเสี่ยงด้านการคลังที่อาจมีผลกระทบต่อตลาดในระยะสั้นและเร่งด่วนที่สุดภายหลังการเลือกตั้ง

 

UOB เปิดกลยุทธ์คว้าโอกาสจากความผันผวน

 

การหาเสียงทางการเมืองของการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯที่จะเกิดขึ้น อาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้ ความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น แต่จากข้อมูลในอดีตประเด็นนี้มักไม่ใช่ปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางผลตอบแทนของตลาดในระยะยาว

 

แทนที่จะตอบสนองต่อพาดหัวข่าวการเมือง นักลงทุนควรให้ความสำคัญไปที่ปัจจัยขับเคลื่อนตลาด ได้แก่ นโยบายการเงิน , ภาวะตลาดแรงงาน , ผลประกอบการบริษัท และระดับ valuation แนวทางการลงทุนที่มีวินัยและกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าอย่างสม่ำเสมอมากกว่าการพยายามจับจังหวะตลาดจากสถานการณ์ทางการเมือง

 

หากตลาดปรับตัวลงในระยะสั้น UOB Privilege Banking แนะนำนักลงทุนสามารถใช้โอกาสนี้ทยอยสะสมหุ้นคุณภาพดี ความผันผวนต่ำ ผ่านกองทุน KT-WEQ-A (กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ อิควิตี้ ฟันด์) , หุ้นปันผลคุณภาพดีในกองทุน UGDIVP (กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ดิวิเดนด์ พลัส ฟันด์) และรักษาสมดุลของพอร์ตด้วย CIO Fund ที่มีผู้เชี่ยวชาญในการดูแลบริหารการลงทุนผ่านกองทุน UGFT (กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซีไอโอ โกรท ฟันด์ TH) หรือ UGFT (กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซีไอโอ โกรท ฟันด์ TH)

 

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน / ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / กองทุนนี้ลงทุนในต่างประเทศและมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้กองทุนจะมีการป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน แต่อาจไม่ได้ป้องกันทั้งหมด จึงอาจมีกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

 

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)

 

The post อย่าตกหลุมพรางพาดหัวข่าวการเมือง! กับศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อยากลงทุนลดหย่อนภาษีให้คุ้มที่สุด ต้องมีแผนชีวิตระยะยาว https://thestandard.co/financial-planning-life-goals/ Tue, 13 Oct 2026 02:00:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1260902 อยากลงทุนลดหย่อนภาษีให้คุ้มที่สุด ต้องมีแผนชีวิตระยะยาว

เมื่อเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี คนไทยจำนวนมากมักจะเริ่มค […]

The post อยากลงทุนลดหย่อนภาษีให้คุ้มที่สุด ต้องมีแผนชีวิตระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อยากลงทุนลดหย่อนภาษีให้คุ้มที่สุด ต้องมีแผนชีวิตระยะยาว

เมื่อเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี คนไทยจำนวนมากมักจะเริ่มคุยกันเรื่องใช้สิทธิลดหย่อนภาษี คำถามหลักๆ ก็เช่น “ปีนี้ควรจะซื้อกองทุนตัวไหนดี?” หรือ “ควรจะซื้อมากน้อยแค่ไหน”

 

คำถามเหล่านี้ไม่ผิด แต่มันเป็นคำถามปลายทาง เพราะก่อนจะตอบได้ว่าควรซื้ออะไร คำถามสำคัญที่ควรตอบให้ชัดก่อนคือ เรากำลังวางแผนเงินก้อนนี้เพื่ออะไร จะใช้เมื่อไร ใช้กับใคร และถ้าชีวิตสะดุดกลางทาง แผนนี้จะยังเดินต่อได้หรือไม่

 

UOB มองว่านี่คือจุดที่บทสนทนาเรื่องการเงินปลายปีควรเปลี่ยนไป จาก “ซื้ออะไรเพื่อลดภาษี” ไปสู่ “เรากำลังออกแบบเงินเพื่อชีวิตแบบไหน” และนั่นคือแนวคิดเบื้องหลัง UOB Smile Plan ออกแบบแผนการเงินและวางแผนภาษี เพื่อทุกเป้าหมายที่ทำให้คุณยิ้มได้

 

สิทธิประโยชน์ทางภาษีควรเป็นผลลัพธ์ของแผนการเงินที่ดี ไม่ใช่เหตุผลเดียวในการลงทุน เมื่อภาษีเป็นตัวตั้ง การตัดสินใจมักจบลงที่คำถามว่า “ตัวไหนลดหย่อนได้มากที่สุด” ซึ่งเป็นคำถามที่ละเลยตัวแปรสำคัญสองตัวไป นั่นคือ เงินก้อนนี้จะถูกล็อกไว้นานแค่ไหน และมันเหมาะกับเป้าหมายที่เราตั้งไว้จริงหรือเปล่า เพราะเครื่องมือลดหย่อนภาษีแต่ละตัวมีเงื่อนไขด้านเวลาที่ต่างกันชัดเจน

 

วิธีออกแบบ แผนที่ชีวิต

 

หลักคิดที่นักวางแผนการเงินทั่วโลกใช้กันคือ Goal-based Financial Planning หรือการวางแผนโดยยึดเป้าหมายเป็นตัวตั้ง ซึ่งมีลำดับการคิดที่ชัดเจน

 

  1. Life Goal เป้าหมายชีวิตคืออะไร ซื้อบ้าน ส่งลูกเรียนต่างประเทศ เกษียณอย่างมีอิสระ ขยายธุรกิจ หรือส่งต่อทรัพย์สินให้คนรุ่นถัดไป เป้าหมายต้องระบุได้เป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่อยากมีเงินเยอะๆ
  2. Time Horizon จะใช้เงินก้อนนี้เมื่อไร เงินที่ต้องใช้ใน 3 ปี กับเงินที่จะใช้ในอีก 25 ปี ไม่ควรถูกบริหารด้วยวิธีเดียวกัน แม้เจ้าของเงินจะเป็นคนเดียวกันก็ตาม
  3. Financial Need ต้องใช้เงินเท่าไร การแปลงเป้าหมายเป็นตัวเลขทำให้รู้ว่าต้องออมหรือลงทุนเดือนละเท่าไร และผลตอบแทนระดับไหนจึงจะพอ
  4. Risk Capacity รับความผันผวนได้แค่ไหน ซึ่งต่างจาก Risk Appetite หรือความชอบเสี่ยง เพราะ Risk Capacity คือความสามารถจริงในการรับความผันผวนโดยที่แผนไม่พัง ขึ้นอยู่กับภาระหนี้ รายได้ที่มั่นคง และจำนวนคนที่ต้องดูแล
  5. Strategy ออกแบบส่วนผสมระหว่างการลงทุนและความคุ้มครอง ให้แต่ละเครื่องมือทำหน้าที่ของมัน
  6. Tax Planning วางสิทธิประโยชน์ทางภาษีลงไปในแผน ไม่ใช่ตั้งภาษีเป็นตัวตั้งแล้วค่อยหาแผนมารองรับ
  7. Review ทบทวนเมื่อชีวิตเปลี่ยน เพราะแผนที่ออกแบบไว้ตอนโสด มักใช้ไม่ได้กับตอนมีครอบครัว

 

แผนเดียวใช้กับทุกคนไม่ได้ เพราะแต่ละคนกำลังตอบโจทย์คนละข้อ

 

วิธีที่ง่ายที่สุดในการทำให้เห็นภาพ คือการมองผ่านโจทย์ชีวิตที่แตกต่างกัน 4 แบบ แต่สิ่งนี้ไม่ใช่การจัดประเภทคนแบบตายตัว คนคนเดียวเคลื่อนจากโจทย์หนึ่งไปอีกโจทย์หนึ่งได้เสมอตามช่วงชีวิต และบางคนอาจอยู่ในสองโจทย์พร้อมกัน เช่น เป็นเจ้าของธุรกิจที่มีลูกเล็กไปด้วย

 

โจทย์แรก สร้างอนาคตตัวเอง ช่วงที่กำลังสร้างชีวิต สิ่งที่มีมากที่สุดมักไม่ใช่เงิน แต่คือระยะเวลา ซึ่งเป็นตัวแปรที่ทรงพลังที่สุดในสมการการลงทุน การเริ่มต้นเร็วกว่าไม่กี่ปีสร้างความต่างที่ตามได้ยากในภายหลัง

 

โจทย์ของคนกลุ่มนี้จึงไม่ใช่แค่ “เก็บเงินให้ได้” แต่คือการทำให้เงินที่ออมวันนี้มีโอกาสเติบโตสอดคล้องกับเป้าหมายที่อยู่ไกลออกไปหลายสิบปี และเนื่องจากมีเวลาในการฟื้นตัวจากความผันผวนมากกว่ากลุ่มอื่น จึงมักรับสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงได้สูงกว่า ตราบใดที่มีเงินสำรองฉุกเฉินรองรับไว้แล้ว จุดที่มักพลาดคือการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแบบกระจัดกระจายทุกปี โดยไม่เคยมองว่าเงินก้อนนั้นจะรวมกันเป็นอะไรเมื่อถึงวันเกษียณ

 

โจทย์สอง สร้างความมั่นคงให้ครอบครัว สิ่งที่ต้องมองพร้อมกันมีอย่างน้อย 4 เรื่อง คือ ค่าใช้จ่ายระยะสั้นของครอบครัว เป้าหมายการศึกษาของลูก การเกษียณของพ่อแม่ และความคุ้มครองเมื่อเสาหลักของบ้านเกิดเหตุไม่คาดฝัน

 

ประเด็นสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือ ในบ้านที่มีภาระผ่อนบ้านและผ่อนรถอยู่ การลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ปกป้องครอบครัวจากความเสี่ยงด้านรายได้ เพราะถ้ารายได้หลักหายไปกลางทาง เงินลงทุนที่กำลังเติบโตอาจถูกถอนออกมาใช้ก่อนเวลา และแผนทั้งชุดก็สะดุดลง

 

โจทย์สาม สร้างความมั่งคั่งและธุรกิจ ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดมักไม่ได้มาจากความผันผวนของตลาด แต่มาจาก 2 เรื่อง

 

เรื่องแรกคือการที่ทรัพย์สินเกือบทั้งหมดกระจุกอยู่ในธุรกิจเดียว เรื่องที่สองคือการที่การเงินส่วนตัวกับการเงินของกิจการพันกันจนแยกไม่ออก ทำให้เวลาธุรกิจสะดุด ชีวิตส่วนตัวสะดุดตามไปด้วยทันที

 

โจทย์ของคนกลุ่มนี้จึงเป็นการค่อยๆ สร้าง Personal Wealth ที่แยกออกจากธุรกิจอย่างเป็นระบบ กระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวตามวัฏจักรของอุตสาหกรรมตัวเอง และวางความคุ้มครองที่ช่วยให้ธุรกิจและครอบครัวไม่ล้มพร้อมกัน

 

โจทย์สี่ รักษาและส่งต่อความมั่งคั่ง ระยะเวลาหลังเกษียณที่ยาวขึ้นหมายถึงความเสี่ยงที่เรียกว่า Longevity Risk หรือความเสี่ยงที่จะมีอายุยืนกว่าเงินที่เตรียมไว้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่มักเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป รวมทั้งเรื่องการส่งต่อทรัพย์สินอย่างไรให้คนที่อยู่ข้างหลังโดยไม่ต้องมาตีความเจตนาของเราเอง

 

UOB Smile Plan: เมื่อแผนการเงินเริ่มจากเป้าหมาย ไม่ใช่เริ่มจากผลิตภัณฑ์

 

จากหลักคิดทั้งหมดข้างต้น จะเห็นว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการไม่ใช่รายชื่อผลิตภัณฑ์เพิ่มอีกหนึ่งหน้า แต่คือโครงสร้างที่ช่วยจัดระเบียบสิ่งที่มีอยู่แล้ว และช่วยตัดสินใจว่าเงินก้อนถัดไปควรไปอยู่ตรงไหน

 

UOB Smile Plan คือแนวคิดการวางแผนการเงินที่ UOB ออกแบบขึ้นบนหลักการนี้ โดยแทนที่จะเริ่มจากคำถามว่าควรซื้ออะไร จะเริ่มจากการทำความเข้าใจเป้าหมายชีวิตและช่วงชีวิตของแต่ละคนก่อน แล้วจึงพิจารณาองค์ประกอบสามด้านให้ทำงานร่วมกัน

 

1.Plan for Growth ใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสให้เงินเติบโตตามเป้าหมายและกรอบเวลาที่แตกต่างกัน ไม่ใช่การเลือกกองทุนที่ผลตอบแทนย้อนหลังดีที่สุดเพียงอย่างเดียว

 

2.Plan for Protection ใช้ความคุ้มครองรองรับเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อแผนการเงิน เพื่อให้เป้าหมายระยะยาวไม่ถูกบังคับให้หยุดกลางทาง

 

3.Plan for Tax Efficiency นำการวางแผนภาษีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบแผนตั้งแต่ต้น ไม่ใช่กิจกรรมเร่งด่วนช่วงสิ้นปี

 

ภายใต้แคมเปญนี้ UOB คัดสรรกองทุนที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ทั้งกลุ่ม RMF และกลุ่ม Thai ESG / Thai ESGX ครอบคลุมสินทรัพย์หลายประเภท เพื่อให้เลือกได้ตามเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่เหมาะกับแต่ละคน

 

กองทุน ลักษณะการลงทุน
UGISRMF โอกาสเข้าลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลกคุณภาพ
UIFTRMF กระจายการลงทุนไปทั่วโลก เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ
UGFTRMF โอกาสสร้างการเติบโตของเงินลงทุน โดยกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก
KF-GDIVRMF ลงทุนในหุ้นปันผลชั้นนำระดับโลก
SCBRMS&P500 ลงทุนในหุ้นชั้นนำของสหรัฐฯ ตามดัชนี S&P 500
KT-TECHNOLOGY RMF โอกาสเติบโตจากหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก
UMIX-TESGX / UMIX-TESGX-N ลงทุนผสมหุ้นไทย 70% และตราสารหนี้ไทย 30% ที่ให้ความสำคัญกับ ESG
UTSEQ-THAIESG ลงทุนระยะยาวในหุ้นไทยที่ให้ความสำคัญกับ ESG
UTSB-THAIESG เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐไทยที่คำนึงถึงความยั่งยืน

 

สามารถลงทุนได้ผ่านแอปพลิเคชัน UOB TMRW ซึ่งรวมกองทุนจากหลาย บลจ. ไว้ในที่เดียว ทำให้เห็นภาพรวมพอร์ตและวางแผนได้ง่ายขึ้น

 

ในฝั่งความคุ้มครอง UOB มีแบบประกันที่ตอบโจทย์ต่างกันตามวัตถุประสงค์ ตั้งแต่แบบที่เน้นคุ้มครองเงินต้นควบคู่การวางแผนการเงินอย่าง UOB Pinnacle Principle Protect 5/14 แบบบำนาญที่สร้างกระแสรายได้หลังเกษียณอย่าง PRU Prime Annuity 5/90 แบบควบการลงทุนที่ยืดหยุ่นอย่าง PRU Assure Link ไปจนถึงแบบที่ออกแบบมาเพื่อการส่งต่อทรัพย์สินอย่าง UOB Legacy Lite 5/99, UOB Beyond Legacy 3/99 และ UOB Ultimate Wealth 12&8+

 

หลักการเลือกไม่ต่างจากการเลือกกองทุน นั่นคือเริ่มจากคำถามว่าต้องการให้ความคุ้มครองนี้ทำหน้าที่อะไร ปกป้องรายได้ของครอบครัวในช่วงที่ยังมีภาระ สร้างกระแสเงินสดที่แน่นอนหลังเกษียณ หรือเตรียมสภาพคล่องไว้ให้ทายาทในวันที่ต้องส่งต่อทรัพย์สิน

 

แผนการเงินที่ดีอาจไม่ได้หมายถึงการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในปีนั้น หรือการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้มากที่สุดเท่าที่กฎหมายเปิดให้

 

แต่คือการรู้ว่าเงินแต่ละก้อนที่เรามีกำลังทำหน้าที่อะไร กำลังพาเราไปที่ไหน และถ้าชีวิตเกิดสะดุดกลางทาง มันจะยังพาเราไปถึงจุดหมายได้หรือไม่ และเมื่อเป้าหมายไม่เหมือนกัน แผนการเงินก็ไม่ควรเหมือนกัน และถ้าชีวิตเปลี่ยน แผนการเงินก็ควรเปลี่ยนตาม

 

คำเตือนการลงทุน: การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยง และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต / ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง / ธนาคารเป็นเพียงนายหน้าประกันชีวิตเท่านั้น (ใบอนุญาตเลขที่ ช00026/2545) / เงื่อนไขการรับสิทธิพิเศษเป็นไปตามที่ธนาคารฯ กำหนด และไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อกำหนดในกรมธรรม์ เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด / สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมสรรพกร

The post อยากลงทุนลดหย่อนภาษีให้คุ้มที่สุด ต้องมีแผนชีวิตระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ประเมินตลาดอสังหาฯ ปี 2569–2570 ฟื้นตัวช้า กำลังซื้อเปราะบาง-แบงก์คุมเข้มสินเชื่อ หนุนอสังหาฯ มือสองได้รับความนิยมพุ่ง https://thestandard.co/scb-eic-real-estate-slow-recovery/ Sat, 10 Oct 2026 09:01:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1267058 ภาพกราฟิกแสดงแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2570 โดยมีข้อความระบุว่าตลาดมือสองเติบโตสวนทางบ้านมือหนึ่ง

จับตาแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยปี 2570 เผชิญกำลังซื้อเปราะ […]

The post SCB EIC ประเมินตลาดอสังหาฯ ปี 2569–2570 ฟื้นตัวช้า กำลังซื้อเปราะบาง-แบงก์คุมเข้มสินเชื่อ หนุนอสังหาฯ มือสองได้รับความนิยมพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2570 โดยมีข้อความระบุว่าตลาดมือสองเติบโตสวนทางบ้านมือหนึ่ง

จับตาแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยปี 2570 เผชิญกำลังซื้อเปราะบาง ความเข้มงวดด้านสินเชื่อ และราคาที่อยู่อาศัยสูง หนุนความนิยมตลาดมือสอง

 

ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569-2570 มีแนวโน้มทรงตัว หรือขยายตัวได้เล็กน้อย และฟื้นตัวช้าในระยะปานกลาง โดยปัจจัยกดดันที่สำคัญยังมาจากสถานการณ์กำลังซื้อในประเทศภาพรวมที่ยังเปราะบางและฟื้นตัวช้า กำลังซื้อกลุ่มรายได้สูงมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง มาตรฐานการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังมีความเข้มงวดสูง และราคาที่อยู่อาศัยที่สูงและยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

  • โดยปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่คลี่คลาย ทั้งภาระค่าใช้จ่ายที่เติบโตสูงกว่ารายได้ รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่ทำให้กำลังซื้อส่วนใหญ่ยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย และการชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย ประกอบกับความเข้มงวดในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน ที่ยังเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย ของกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง-ล่าง ในขณะเดียวกัน กำลังซื้อกลุ่มรายได้สูง ทั้งจากในประเทศ และต่างประเทศ ส่วนหนึ่งยังมีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจซื้อและการลงทุนออกไป จากความไม่มั่นใจในสถานการณ์เศรษฐกิจในระยะต่อไป ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง นอกจากนั้น ปัญหาราคาที่อยู่อาศัยที่สูงและยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวราบในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล
  • หน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศปี 2569 กลับมาขยายตัวได้เล็กน้อย ก่อนกลับมามีแนวโน้มทรงตัวในปี 2570 โดยการขยายตัวในปี 2569 มาจากปัจจัยฐานที่ต่ำจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 ที่ทำให้เกิดการชะลอการซื้อและโอนที่อยู่อาศัยออกไปจำนวนมาก การเร่งโอนก่อนหมดอายุมาตรการฯ ในช่วงครึ่งปีแรก (รอบ 30 มิ.ย.2569) และการทำโปรโมชันระบายสินค้าคงเหลือเป็นสำคัญ

 

ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองยังมีแนวโน้มได้รับความนิยมสูงทั้งในระยะสั้น และระยะกลาง จากปัจจัยด้านราคาที่ต่ำกว่ามือหนึ่งเป็นสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า การเน้นความคุ้มค่าด้านราคาของผู้ซื้อ และราคาที่อยู่อาศัยมือหนึ่งที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามต้นทุนราคาที่ดิน

 

  • การโอนกรรมสิทธิ์ในตลาดที่อยู่อาศัยมือสองยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่ามือหนึ่ง และยังคงมีสัดส่วนอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยด้านราคาที่ต่ำกว่ามือหนึ่ง ที่ทำให้ที่อยู่อาศัยมือสองยังสามารถเข้าถึงการเป็นเจ้าของได้ง่ายกว่ามือหนึ่ง ท่ามกลางสถานการณ์กำลังซื้อภาพรวมที่ยังเปราะบาง และเน้นความคุ้มค่าด้านราคาของผู้ซื้อ ประกอบกับมีตัวเลือกที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ซึ่งเข้าเกณฑ์มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองฯ ที่หลากหลาย นอกจากนั้น ตัวเลือกที่อยู่อาศัยมือสองยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ยังไม่คลี่คลาย ทำให้ผู้ที่รับภาระหนี้ไม่ไหวต้องปล่อยออกมาขาย หรือกลายเป็น NPA
  • ราคาโอนกรรมสิทธิ์ต่อหน่วยที่อยู่อาศัยมือสองมีแนวโน้มลดลง เช่นเดียวกับมือหนึ่ง สะท้อนข้อจำกัดด้านงบประมาณจากปัญหาเศรษฐกิจของกำลังซื้อในภาพรวม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยมือสอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้ระดับปานกลาง-ล่าง ประกอบกับอุปทานมือสองที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีส่วนช่วยให้ผู้ซื้อมีทางเลือกในการซื้อที่อยู่อาศัยมือสองราคาต่ำได้มากขึ้น

 

สถานการณ์หน่วยเหลือขายสะสมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในระยะสั้น
แต่เป็นการลดลงเฉพาะกลุ่ม และยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

 

  • ในระยะสั้นคาดว่าหน่วยเหลือขายสะสมใน BMR จะลดลงจากกลุ่มคอนโดที่ยังคงได้รับความนิยมจากผู้ซื้อสูง จากจุดแข็งด้านทำเลที่เดินทางสะดวก และกลุ่มทาวน์เฮาส์ที่เริ่มกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับราคาที่กลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างยังสามารถเข้าถึงการเป็นเจ้าของได้มากกว่าบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ส่วนในระยะปานกลางยังคงต้องติดตามอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อในกลุ่มราคาต่ำไม่เกิน 5 ล้านบาท ที่อาจส่งผลให้หน่วยเหลือขายสะสมคอนโดและทาวน์เฮาส์ไม่สามารถลดลงได้ตามที่คาดการณ์
  • ขณะที่สถานการณ์หน่วยเหลือขายสะสมในกลุ่มบ้านเดี่ยวยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายลง จากอุปสงค์ที่ลดลงและยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอุปทาน และการแข่งขันในตลาดเพื่อระบายสินค้าคงเหลือที่ยังคงเข้มข้น
  • เหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ย. จนถึงปัจจุบัน คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการระบายสินค้าคงเหลือในระยะสั้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูง น้ำท่วมขังนานหรือระบายออกได้ช้า ซึ่งในครั้งนี้ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือของกรุงเทพฯ และอาจส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกทำเลเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยในระยะต่อไปมากขึ้น

 

ท่ามกลางปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ยังคงเข้มข้นในระยะต่อไป ผู้ประกอบการควรพิจารณาปรับกลยุทธ์ดังนี้

 

  • เร่งระบายหน่วยเหลือขายสะสมก่อนหรือควบคู่ไปกับการพิจารณาพัฒนาโครงการใหม่ โดยพยายามระบายสินค้าเพื่อรักษา Cash flow ส่วนการพัฒนาโครงการใหม่ควรหลีกเลี่ยงทำเลที่มีการแข่งขันรุนแรง หรือมีหน่วยเหลือขายสะสมสูง
  • ลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคา และหันมาสร้างความรู้สึกคุ้มค่าต่อราคา (Value for Money) ให้กับสินค้าแทน เนื่องจากความคุ้มค่ายังคงเป็นปัจจัยที่ผู้ซื้อในปัจจุบันและระยะต่อไปให้ความสำคัญมากที่สุด
  • ไม่ควรมองตลาดมือสองเป็นคู่แข่งเพียงอย่างเดียว แต่ควรเข้าไปเป็นผู้เล่นในตลาดด้วย เช่น การรับซื้อบ้านเก่าจากลูกค้าเพื่อนำมา Renovate ขายต่อ การนำบ้านเก่ามาขายเป็นส่วนลดแลกบ้านใหม่ ไปจนถึงการรับ Renovate ปรับปรุงซ่อมแซม และตรวจสอบสภาพบ้านมือสอง
  • ปรับแนวคิดและกลยุทธ์การเจาะกำลังซื้อชาวต่างชาติ โดยการ Scope ตลาดต่างชาติให้แคบลงและเจาะกลุ่มแบบ Selective มากขึ้น แทนการทำตลาดแบบ Mass
  • พัฒนาจากการเป็น Developer สู่การเป็นผู้ให้บริการด้านการอยู่อาศัย (Living Solution Provider) ที่มี Ecosystem ให้ลูกค้าสามารถ ‘ซื้อ-เช่า-ลงทุน-ปรับปรุง และใช้ชีวิต’ ได้ครบวงจร ซึ่งจะเป็นการปรับกลยุทธ์เชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางสถานการณ์กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังคงเปราะบางและยังมีอยู่อย่างจำกัดในระยะต่อไป

 

อ่านต่อรายงานฉบับเต็มได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/ResidentialRE-081026

The post SCB EIC ประเมินตลาดอสังหาฯ ปี 2569–2570 ฟื้นตัวช้า กำลังซื้อเปราะบาง-แบงก์คุมเข้มสินเชื่อ หนุนอสังหาฯ มือสองได้รับความนิยมพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
GULF ต่อยอดลุย Data Center-AI ออกหุ้น 6 ชุด เคาะดอกเบี้ย 1.83-3% ลุยธุรกิจขยายดิจิทัลแห่งอนาคต-ชำระหนี้เดิม https://thestandard.co/gulf-data-center-ai-bonds/ Fri, 09 Oct 2026 12:09:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1266827 ภาพแสดงโลโก้ GULF พร้อมข้อความระบุการออกหุ้นกู้ 6 ชุด ดอกเบี้ย 1.83-3% เพื่อระดมทุนลงทุน Data Center-AI และชำระหนี้เดิม

GULF เคาะอัตราดอกเบี้ยสุดท้าย หุ้นกู้ และ หุ้นกู้ดิจิทั […]

The post GULF ต่อยอดลุย Data Center-AI ออกหุ้น 6 ชุด เคาะดอกเบี้ย 1.83-3% ลุยธุรกิจขยายดิจิทัลแห่งอนาคต-ชำระหนี้เดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงโลโก้ GULF พร้อมข้อความระบุการออกหุ้นกู้ 6 ชุด ดอกเบี้ย 1.83-3% เพื่อระดมทุนลงทุน Data Center-AI และชำระหนี้เดิม

GULF เคาะอัตราดอกเบี้ยสุดท้าย หุ้นกู้ และ หุ้นกู้ดิจิทัล 6 ชุด อายุ 3 – 10 ปี ที่ 1.83 – 3% ต่อปี พร้อมเสนอขายผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ และประชาชนทั่วไป 19 – 21 ต.ค.นี้

 

ผ่านสถาบันการเงินและแอปฯ เป๋าตัง

 

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด มหาชน (GULF) ประกาศอัตราดอกเบี้ยสุดท้าย หุ้นกู้ และหุ้นกู้ดิจิทัล ทั้ง 6 ชุดอายุ 3 – 10 ปี ที่ 1.83 – 3.00% ต่อปี รวมมูลค่าที่ตราไว้ไม่เกิน 20,000 ล้านบาท พร้อมเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 19 – 21 ตุลาคม 2569 ผ่านสถาบันการเงินชั้นนำ 8 แห่ง และแอปฯ เป๋าตัง โดยหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ AA- แนวโน้ม Stable (คงที่) จากทริสเรทติ้ง

 

GULF ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยสุดท้ายสำหรับ หุ้นกู้ และหุ้นกู้ดิจิทัล รวม 6 ชุด ดังนี้

 

(1) หุ้นกู้อายุ 3 ปี ซึ่งเป็นหุ้นกู้ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond) อัตราคิดลด 1.83% ต่อปี

 

(2) หุ้นกู้อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.10% ต่อปี

 

(3) หุ้นกู้อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.33% ต่อปี

 

(4) หุ้นกู้ดิจิทัลอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.80% ต่อปี

 

(5) หุ้นกู้อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.80% ต่อปี และ

 

(6) หุ้นกู้อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.00% ต่อปี

 

โดยกำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ ยกเว้นหุ้นกู้อายุ 3 ปี ซึ่งเป็นหุ้นกู้ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond) ทั้งนี้จะเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 19 – 21 ตุลาคม 2569 โดยแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหุ้นกู้และร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) มีผลใช้บังคับแล้ว

 

หุ้นกู้และหุ้นกู้ดิจิทัลทั้ง 6 ชุดเป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ มีมูลค่าที่ตราไว้รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 20,000 ล้านบาท โดยหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่ระดับ AA- แนวโน้ม Stable (คงที่) ซึ่งเป็นอันดับเครดิตที่แข็งแกร่ง สะท้อนถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ ผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงินที่มั่นคง ตลอดจนความสามารถในการชำระคืนหุ้นกู้ของบริษัท

 

สำหรับหุ้นกู้ที่เสนอขายต่อประชาชนทั่วไป ประกอบด้วย หุ้นกู้อายุ 4 ปี หุ้นกู้อายุ 5 ปี หุ้นกู้ดิจิทัลอายุ 7 ปี และหุ้นกู้อายุ 10 ปี โดยหุ้นกู้อายุ 4 ปี 5 ปี และ 10 ปี จะเสนอขายผ่านสถาบันการเงินชั้นนำ 8 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (รวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขาย), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (รวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ในฐานะหน่วยงานขาย), ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน), ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด โดยจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท ส่วนหุ้นกู้ดิจิทัลอายุ 7 ปี จะเสนอขายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เท่านั้น โดยจองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาท ต่อการทํารายการ 1 ครั้ง

 

ด้านยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF กล่าวว่า GULF ได้ประสบความสำเร็จอีกครั้งในการ Bookbuilding ด้วยปริมาณความต้องการลงทุนสูงถึง 3.3 เท่าของมูลค่าหุ้นกู้ที่จัดสรรให้กับนักลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ 

 

นอกจากนี้ ทางบริษัทยังเพิ่มช่องทางการลงทุนเเก่ประชาชนทั่วไปผ่านหุ้นกู้ดิจิทัล อายุ 7 ปี บนแอปฯ เป๋าตัง ซึ่งช่วยให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงหุ้นกู้ของ GULF ได้อย่างสะดวก และทั่วถึงด้วยมูลค่าจองซื้อเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ซึ่งพร้อมที่จะเสนอขายระหว่างวันที่ 19 – 21 ตุลาคมนี้

 

สำหรับเงินที่ได้รับจากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทจะนำไปชำระคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอน รวมถึงรองรับการขยายการลงทุนในธุรกิจ ทั้งพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เช่น Data Center, Cloud และ AI เพื่อสนับสนุนแผนการเติบโตในระยะยาว

 

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาสที่ 2/2569 GULF ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 12,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้รวม 50,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงาน ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ, โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน, และกลุ่มธุรกิจทรัพยากร โดยการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS

 

The post GULF ต่อยอดลุย Data Center-AI ออกหุ้น 6 ชุด เคาะดอกเบี้ย 1.83-3% ลุยธุรกิจขยายดิจิทัลแห่งอนาคต-ชำระหนี้เดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 7 ชื่อ คนใน-อดีตคน ‘การบินไทย’ ยื่นใบสมัคร ชิงเก้าอี้ CEO คาดเคาะชื่อภายในเดือน พ.ย. นี้ https://thestandard.co/thai-airways-ceo-candidates-november/ Fri, 09 Oct 2026 02:24:49 +0000 https://thestandard.co/thai-airways-ceo-candidates-november/ ภาพกราฟิกแสดงรายชื่อผู้สมัคร 7 คน ชิงตำแหน่ง CEO การบินไทย

ศึกชิงเก้าอี้กัปตันใหญ่แห่งการบินไทยเริ่มต้นขึ้นอย่างเป […]

The post เปิด 7 ชื่อ คนใน-อดีตคน ‘การบินไทย’ ยื่นใบสมัคร ชิงเก้าอี้ CEO คาดเคาะชื่อภายในเดือน พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงรายชื่อผู้สมัคร 7 คน ชิงตำแหน่ง CEO การบินไทย

ศึกชิงเก้าอี้กัปตันใหญ่แห่งการบินไทยเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ หลังกระบวนการเปิดรับสมัครตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่เสร็จสิ้นลงตั้งแต่วันที่ 7-27 กันยายน 2569 โดยจากการตรวจสอบของทีมข่าว THE STANDARD WEALTH พบว่ามีผู้ยื่นใบสมัครรวมทั้งสิ้น 7 คน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็น ‘ลูกหม้อ’ ที่เติบโตมาจากสายงานภายใน ทั้งกลุ่มผู้บริหารปัจจุบันและอดีตผู้บริหาร ท่ามกลางภารกิจสำคัญในการนำพาองค์กรเดินหน้าต่อแทน ‘ชาย เอี่ยมศิริ‘ ที่กำลังจะครบวาระในเดือนมกราคม 2570 ซึ่งหากไม่มีเหตุสะดุด คาดว่าจะสามารถเคาะรายชื่อผู้ชนะการสรรหาได้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้

 

กระบวนการสรรหาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของการบินไทย ที่เปิดรับสมัครเมื่อวันที่ 7–27 กันยายน 2569 เพื่อเตรียมดำรงตำแหน่งแทน ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ ที่จะครบวาระในเดือนมกราคม 2570

 

จากการตรวจสอบข้อมูลของทีมข่าว THE STANDARD WEALTH หลังปิดรับสมัคร พบว่ามีผู้ยื่นสมัครรวมทั้งสิ้น 7 คน ซึ่งล้วนเป็น ‘ลูกหม้อ’ ที่เติบโตมาจากสายงานภายในของการบินไทยทั้งหมด ทั้งกลุ่มผู้บริหารปัจจุบันและอดีตผู้บริหาร ได้แก่

 

กลุ่มผู้บริหารปัจจุบัน จำนวน 4 คน ได้แก่

 

1. ชาย เอี่ยมศิริ – ปัจจุบันถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ CEO ซึ่งตัดสินใจยื่นใบสมัครก่อนที่จะเกิดวิกฤตกระเป๋าผู้โดยสารตกค้างและเครื่องบินดีเลย์

 

ภาพกราฟิกแสดงรายชื่อผู้สมัคร 7 คน ชิงตำแหน่ง CEO การบินไทย 1

 

2 ชวาล รัตนวราหะ – ประธานเจ้าหน้าที่สายปฏิบัติการ

 

ภาพกราฟิกแสดงรายชื่อผู้สมัคร 7 คน ชิงตำแหน่ง CEO การบินไทย 2

 

3. เชิดพันธ์ โชติคุณ – ประธานเจ้าหน้าที่สายช่าง

 

ภาพกราฟิกแสดงรายชื่อผู้สมัคร 7 คน ชิงตำแหน่ง CEO การบินไทย 3

 

4. วรางคณา ลือโรจน์วงศ์ – ประธานเจ้าหน้าที่หน่วยธุรกิจการบิน ซึ่งรับผิดชอบบริหารงานภาคพื้นทั้งหมด ทั้งนี้ ในช่วงที่เกิดปัญหากระเป๋าผู้โดยสารตกค้างอยู่ในช่วงลาพักร้อนพอดี จึงไม่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเกิดเหตุการณ์แม้แต่วันเดียว

 

ภาพกราฟิกแสดงรายชื่อผู้สมัคร 7 คน ชิงตำแหน่ง CEO การบินไทย 4

 

กลุ่มอดีตผู้บริหาร จำนวน 3 คน ได้แก่

 

  1. วิวัฒน์ ปิยะวิโรจน์ – อดีตรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการพาณิชย์
  2. นนท์ กลินทะ – อดีตประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์และกลยุทธ์
  3. กรกฎ ชาตะสิงห์ – อดีตประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์

 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวว่ากรรมการสรรหาได้ทาบทาม ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ที่กำลังครบวาระตามสัญญาจ้างในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 และไม่ได้ต่อวาระกับ BCP โดยมีรายงานข่าวออกมาว่า ชัยวัฒน์ ได้ปฏิเสธ ที่จะยื่นใบสมัครซีอีโอของการบินไทย

 

ภาพกราฟิกแสดงรายชื่อผู้สมัคร 7 คน ชิงตำแหน่ง CEO การบินไทย 5

 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP

 

ทั้งคณะกรรมการสรรหา CEO ของการบินไทย มี วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะบอร์ดของการบินไทย โควต้าตัวแทนกระทรวงการคลัง ผู้ถือหุ้นใหญ่ 38.90% ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการสรรหา CEO คนใหม่ ซึ่งหากไม่มีเหตุการณ์สะดุด คาดว่าจะเห็นการเคาะรายชื่อผู้ชนะการสรรหาได้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้

The post เปิด 7 ชื่อ คนใน-อดีตคน ‘การบินไทย’ ยื่นใบสมัคร ชิงเก้าอี้ CEO คาดเคาะชื่อภายในเดือน พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะงบ Q3/26 บจ.สหรัฐฯ หุ้นเด่น-หุ้นดับ คือกลุ่มไหน พร้อมกางแผนจัดพอร์ต 3 Engine รับมือความผันผวน Q4 https://thestandard.co/us-earnings-q3-stocks-portfolio-q4/ Wed, 07 Oct 2026 12:23:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1265867 ภาพกราฟตลาดหุ้นที่แสดงถึงความผันผวน

แม้ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม […]

The post เจาะงบ Q3/26 บจ.สหรัฐฯ หุ้นเด่น-หุ้นดับ คือกลุ่มไหน พร้อมกางแผนจัดพอร์ต 3 Engine รับมือความผันผวน Q4 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟตลาดหุ้นที่แสดงถึงความผันผวน

แม้ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) อย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเจาะลึกเข้าไปในงบการเงินไตรมาส 3/2026 และมองข้ามช็อตไปยังไตรมาส 4 กลับพบภาพ Earnings Dispersion ที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่ง เพื่อฉายภาพทิศทางตลาด คัดสรรกลุ่มอุตสาหกรรม ‘ดาวรุ่ง’ และ ‘ดาวร่วง’ พร้อมเปิดกลยุทธ์วางโครงสร้างพอร์ตการลงทุนให้รอดพ้นจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน

 

 
 

นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ Head of Wealth and Investment Advisory, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ในรายการ Morning Wealth ภาพรวมการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ สำหรับไตรมาส 3/2026 ตลาดคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้แข็งแกร่งถึง 29.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทว่าหากพิเคราะห์เป็นรายอุตสาหกรรม จะพบว่าเม็ดเงินและผลกำไรนั้นไหลเข้าสู่เพียงบางกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด กลุ่มพลังงาน (Energy) กลายเป็นผู้นำดันตลาดด้วยคาดการณ์กำไรพุ่งสูงถึง 114% จากราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ขณะที่ กลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI Suppliers) คาดว่าจะเติบโตได้ราว 66% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังคงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และ กลุ่มบริการสื่อสาร (Communication Services) ขยายตัวได้ราว 12%

 

ในทางกลับกัน หลายอุตสาหกรรมหลักกลับมีแนวโน้มเติบโตอย่างชะลอตัวหรือทรงตัว โดย กลุ่มการแพทย์ (Healthcare) คาดว่าจะโตเพียง 5% กลุ่มการเงิน (Financials) เติบโตราว 3% ส่วน กลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) ผลงานแทบจะทรงตัวอยู่ที่ 0.7% เท่านั้น ความแตกต่างอันสุดขั้วนี้สะท้อนว่า นักลงทุนไม่สามารถเลือกลงทุนแบบยกตลาดได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องคัดสรรอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยขับเคลื่อนเฉพาะตัวอย่างพิถีพิถัน

 

เปิดความเสี่ยงที่ต้องจับตาในไตรมาส 4/2026

 

เมื่อมองต่อไปยังไตรมาส 4 SCB CIO ประเมินว่าตลาดจะต้องเผชิญกับ 4 ปัจจัยกดดันสำคัญ ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับราคา

 

ประการแรกคือ อัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ทรงตัวระดับสูง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ (Credibility) และตลาดคาดว่ามีโอกาสปรับขึ้นอีกครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม ส่งผลให้ Bond Yield อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นใกล้นิวไฮที่ระดับ 5.2 – 5.3% แรงกดดันนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยการทยอยออกพันธบัตรใหม่จำนวนมาก (Supply) จากทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) ทำให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงสภาพคล่องในตลาดอย่างหนัก

 

ประการที่สองคือ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามที่ยืดเยื้อ บรรยากาศความขัดแย้งในต่างประเทศที่ลากยาวกว่าที่ตลาดประเมินไว้ กลายเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ

 

ประการที่สามคือ การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (Midterm Election) วันที่ 3 พฤศจิกายน คะแนนนิยมของพรรครีพับลิกันที่ปรับตัวลดลง ทำให้ตลาดเริ่มประเมินโอกาสการเกิดภาวะ ‘Democratic Sweep’ หรือการที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสภาบนและสภาล่าง หากเกิดการพลิกขั้วทางการเมืองจริง จะทำให้การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทำได้ยากลำบากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องจับตาความเสี่ยงเรื่อง Government Shutdown ในช่วงสิ้นปีอีกด้วย

 

ประการสุดท้ายคือ ภาวะ Liquidity Crush จากการเสนอขายหุ้น IPO ของ Anthropic การยื่น Filing ของ Anthropic ที่คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดช่วงเดือนพฤศจิกายนด้วยมูลค่าประเมินสูงถึง 2 Trillion Dollar (เทียบกับ SpaceX / Space A ที่มีมูลค่าราว 1.2 Trillion Dollar) อาจดึงสภาพคล่องส่วนใหญ่ไปจากตลาดหุ้นเป็นการชั่วคราว เนื่องจากนักลงทุนจะโยกเงินเพื่อไปจองซื้อหุ้น IPO ขนาดใหญ่นี้

 

‘หุ้นเด่น’ ปะทะ ‘หุ้นดับ’ พิสูจน์ด้วยรายได้จริงจาก AI Monetization

 

ย้อนกลับไปดูผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี แม้ดัชนีโดยรวมจะบวกได้ราว 13% แต่หุ้นกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยีกลับทำผลตอบแทนพุ่งสูงเกือบ 40% ในขณะที่กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) และสาธารณูปโภคยังคงติดลบ

 

สำหรับกลุ่ม ‘หุ้นเด่น’ ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตเชิงโครงสร้าง (Structural Growth) SCB CIO ยังคงยกให้ กลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่, Hyperscalers, Data Center, Semiconductor และผู้ผลิตอุปกรณ์ AI (AI Suppliers) แม้ต้นทุนทางการเงินจะอยู่ในระดับสูง แต่การเติบโตของกำไรที่โดดเด่นยังคงชดเชยภาระดอกเบี้ยได้อย่างสมบูรณ์ ข้อพิสูจน์สำคัญในระยะถัดไปไม่ได้มีเพียงแค่เม็ดเงินลงทุน CapEx

 

แต่คือการเกิด AI Monetization หรือการสร้างรายได้จริง ตัวอย่างเช่น Anthropic ที่สามารถเร่งอัตราการสร้างรายได้รายปี (ARR) จาก 9 Billion Dollar พุ่งขึ้นสู่ 75 Billion Dollar ได้ในเวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งหากเทียบกับบริษัทเทคโนโลยีในอดีตอย่าง Azure หรือ Amazon ต้องใช้เวลากว่า 10 ปีในการสร้างรายได้ระดับดังกล่าว ประกอบกับต้นทุนค่า Token ที่ลดลง และความยินดีในการจ่ายเงินใช้งานขององค์กรธุรกิจ ทำให้หุ้นกลุ่ม AI ยังมีแรงส่งไปต่อได้

 

ในทางกลับกัน กลุ่ม ‘หุ้นดับ’ หรือกลุ่มที่ต้องหลีกเลี่ยง คือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ที่ไวต่ออัตราดอกเบี้ยและได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนทางการเงินที่พุ่งสูงขึ้น รวมไปถึงบริษัทที่มีลักษณะ ใช้เงินลงทุนสูง (High CapEx) มีภาระหนี้สินสูง (High Debt) แต่มีอัตราการเติบโตต่ำ (Low Growth) ซึ่งจะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ชนะต้นทุนเงินทุนในภาวะปัจจุบันได้

 

กลยุทธ์การจัดพอร์ตรับ Q4/2026 วางระบบ 3 Engine สู้ความผันผวน

 

ท่ามกลางดอกเบี้ยทรงตัวสูงและสงครามที่ไม่แน่นอน SCB CIO แนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงผ่านการจัดพอร์ตแบบ Multi-Asset โดยแบ่งออกเป็น 3 Engine หลัก ดังนี้

 

Engine 1 – Growth (ขับเคลื่อนการเติบโต): เน้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ของสหรัฐฯ พร้อมกระจายไปยัง เกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งเป็นห่วงโซ่อุปทาน (AI Supply Chain) ที่สำคัญ รวมถึงกลุ่มระบบนิเวศ AI เช่น อุตสาหกรรมไฟฟ้าและพลังงาน (Power Infrastructure) ที่ได้ประโยชน์จากการขยายตัวของ Data Center นอกจากนี้ ควรแบ่งน้ำหนักไปยัง กลุ่มการแพทย์และชีวภาพ (Healthcare & Biotech) เพื่อรับเทรนด์นวัตกรรมและสังคมสูงวัย (Aging Society) เป็นการลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

 

Engine 2 – Income (สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ): เข้าล็อกผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้ Bond Yield สูงถึง 5.2 – 5.3% โดยแนะนำให้เน้นตราสารหนี้ ระยะสั้นถึงระยะปานกลาง (Short to Intermediate Duration) เพื่อรับดอกเบี้ยทรงตัวสูง และหลีกเลี่ยงความผันผวนจากค่าความเสี่ยงระยะยาว (Term Premium) ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

 

Engine 3 – Balance & Risk Hedging (บริหารและคุ้มครองความเสี่ยง): เพิ่ม ทองคำ เข้ามาในพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ ร่วมกับการลงทุนใน สินทรัพย์ทางเลือก (Liquid Alternatives / Absolute Return / Market Neutral) ที่ไม่เคลื่อนไหวตามทิศทางของตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร ช่วยสร้างความแข็งแกร่ง (Resilience) และสร้างเสถียรภาพให้กับพอร์ตการลงทุนในทุกสภาวะตลาด

The post เจาะงบ Q3/26 บจ.สหรัฐฯ หุ้นเด่น-หุ้นดับ คือกลุ่มไหน พร้อมกางแผนจัดพอร์ต 3 Engine รับมือความผันผวน Q4 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ThaiBMA ชี้ Credit Spread หุ้นกู้ไทย แคบสุดรอบ 6 ปี ขณะที่บอนด์ยีลด์พุ่งขึ้นทั่วโลก https://thestandard.co/thaibma-indicates-that-the-credit-spread-for-thai/ Wed, 07 Oct 2026 10:09:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1265737 ภาพกองเหรียญทองพร้อมข้อความอธิบายเหตุผลที่หุ้นกู้ไทยดอกเบี้ยต่ำสวนทางบอนด์ยีลด์โลก

ThaiBMA เผยส่วนชดเชยความเสี่ยงของหุ้นกู้เอกชน หรือ Cred […]

The post ThaiBMA ชี้ Credit Spread หุ้นกู้ไทย แคบสุดรอบ 6 ปี ขณะที่บอนด์ยีลด์พุ่งขึ้นทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกองเหรียญทองพร้อมข้อความอธิบายเหตุผลที่หุ้นกู้ไทยดอกเบี้ยต่ำสวนทางบอนด์ยีลด์โลก

ThaiBMA เผยส่วนชดเชยความเสี่ยงของหุ้นกู้เอกชน หรือ Credit Spread ของหุ้นกู้ไทย แคบลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี ทำให้อัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ไทยยิ่งต่ำในสถานการณ์ที่บอนด์ยีลด์ทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี

 

 
 

ล่าสุด บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปี พุ่งขึ้นมาแตะระดับประมาณ 5.30% ขณะที่หุ้นกู้ไทยเรตติ้งดีเสนอดอกเบี้ยไม่ถึง 3% แต่ยังมีความต้องการสูง

 

วันนี้ (7 ตุลาคม) อริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยระหว่างงานแถลงข่าวสรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยไตรมาส 3 ปี 2026 ว่า บอนด์ยีลด์ไทยขึ้นตามสหรัฐฯ น้อยกว่าที่หลายคนประเมิน และส่วนชดเชยความเสี่ยงของหุ้นกู้เอกชน หรือ Credit Spread แคบลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี

 

ตั้งแต่ต้นปี บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 2 ปี, 5 ปี และ 10 ปี ปรับขึ้น 26 bps, 52 bps และ 71 bps ตามลำดับ มาอยู่ที่ 1.39%, 1.80% และ 2.37% ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 2 ปี และ 10 ปี ปรับขึ้นถึง 143 bps และ 115 bps

 

อริยาอธิบายว่า บอนด์ยีลด์ไทยยังขึ้นตามสหรัฐฯ แต่ไม่ได้เคลื่อนไหวไปด้วยกันอย่างใกล้ชิดเหมือนในอดีต โดย ThaiBMA ประเมินว่าบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นทุก 1% จะส่งผลให้บอนด์ยีลด์ไทยขยับขึ้นราว 0.43%

 

ผลที่ตามมาคือส่วนต่างบอนด์ยีลด์ไทย-สหรัฐฯ รุ่นอายุ 2 ปี ถ่างออกเป็นราว 3.5% ทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-time High) ส่วนรุ่น 10 ปี ก็กว้างขึ้นเป็นเกือบ 3% สาเหตุหลักมาจากฝั่งสหรัฐฯ ที่เงินเฟ้อยังค้างในระดับสูง โดยล่าสุดเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 3.4% ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย 0.25% มาอยู่ที่ 3.75-4.00% เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ท่ามกลางหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และสงครามสหรัฐฯ/อิสราเอล-อิหร่านที่กลับมาปะทุอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม

 

ส่วนฝั่งไทย ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.00% หลัง กนง. ลดดอกเบี้ยในเดือนกุมภาพันธ์ และผลสำรวจของ ThaiBMA พบว่าผู้ร่วมตลาด 100% คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 28 ตุลาคม และ 96% คาดว่าจะคงต่อในการประชุมวันที่ 23 ธันวาคม

 

Credit Spread ต่ำสุดรอบ 6 ปี หุ้นกู้ AAA บวกเพิ่มจากพันธบัตรแค่ 0.26%

 

ปัจจัยที่ทำให้ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ‘รู้สึก’ ต่ำยิ่งกว่านั้น คือส่วนที่บวกเพิ่มจากพันธบัตรรัฐบาลแคบลงมาก ณ สิ้นเดือนกันยายน หุ้นกู้ AAA อายุ 5 ปี ให้ผลตอบแทน 2.06% สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลรุ่นเดียวกันที่ 1.80% เพียง 26 bps ขณะที่ในอดีต อริยาระบุว่าส่วนต่างนี้เคยกว้างเกือบ 1%

 

ข้อมูลของ ThaiBMA ยังชี้ว่า ตั้งแต่ต้นปีผู้ออกหุ้นกู้ทุกระดับเรตติ้งมีต้นทุนสูงขึ้นในทิศทางเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล แต่ขึ้นน้อยกว่า โดยบอนด์ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี เพิ่มขึ้น 52 bps ขณะที่หุ้นกู้ AAA เพิ่มขึ้น 25 bps, AA เพิ่มขึ้น 35 bps, A เพิ่มขึ้น 18 bps และ BBB+ เพิ่มขึ้น 41 bps

 

“บอนด์ยีลด์ที่กระชากขึ้นส่งผลต่อต้นทุนของภาคเอกชนค่อนข้างน้อย เพราะเมื่อนำบอนด์ยีลด์รัฐบาลที่สูงขึ้นมาบวกกับ Credit Spread ที่แคบลงแล้ว ต้นทุนรวมแทบไม่ได้แพงขึ้น อีกทั้งบริษัทใหญ่ยังมีทางเลือกไปกู้ธนาคารได้”

 

อริยากล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะ นักลงทุนพร้อมรับส่วนชดเชยความเสี่ยงต่ำที่สุดเพื่อแลกกับหุ้นกู้เรตติ้งดี จนเส้นผลตอบแทนของหุ้นกู้ AAA, AA และ A เข้ามาเกาะติดเส้นพันธบัตรรัฐบาล เหลือเพียงหุ้นกู้ BBB ที่ขายนักลงทุนรายย่อยซึ่งยังมีส่วนต่างกว้างกว่า

 

แรงหนุนสำคัญคือดีมานด์ในประเทศ หุ้นกู้ของบริษัทใหญ่เรตติ้งสูงมีนักลงทุนสถาบันอย่างกองทุนและบริษัทประกันรองรับ ส่วนหุ้นกู้เรตติ้งรองลงมาก็มีนักลงทุนบุคคลพร้อมซื้อ

 

อริยายกตัวอย่างว่า หุ้นกู้ของบริษัทใหญ่ที่เปิดขายผ่านแอปเป๋าตังขายหมดภายใน 1 นาที หุ้นกู้ของ GC ที่เพิ่งเสนอขายเมื่อสัปดาห์ก่อนให้ดอกเบี้ยไม่ถึง 3% ก็ยังขายดี ขณะที่หุ้นกู้บางรุ่นเรตติ้ง BBB ที่ให้ดอกเบี้ยราว 4% นักลงทุนก็แห่จองจนซื้อไม่ทัน

 

อีกด้านหนึ่ง ทางเลือกของนักลงทุนก็ลดลง หุ้นกู้ High Yield ในตลาดหายไปมาก ทำให้นักลงทุนมองว่าดอกเบี้ย 2-3% ยังดีกว่าฝากเงิน

 

ภาพนี้สะท้อนชัดในอัตราการขายหุ้นกู้ เดือนกันยายน หุ้นกู้ AAA, AA และ A ขายได้ 100% ของมูลค่าเสนอขาย ขณะที่หุ้นกู้ Non-rated ขายได้เพียง 75% และบางเดือนในปีนี้ต่ำถึง 50% ตลาดหุ้นกู้ไทยจึงมีลักษณะเป็น K-Shape ชัดเจน

 

อริยายอมรับว่า นักลงทุนจำนวนมากรู้สึกว่าดอกเบี้ยหุ้นกู้ต่ำเกินไป ธนาคารจึงหันมาเสนอผลิตภัณฑ์ต่างประเทศ เช่น หุ้นกู้ต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทน 5-6% แต่ปัจจัยที่ต้องคำนึงคือ ความเสี่ยงค่าเงิน เพราะหากเงินบาทแข็งค่า ผลตอบแทนที่คาดไว้อาจต่ำกว่าที่ประเมิน

 

ยอดออกหุ้นกู้ใหม่ทั้งปีอาจต่ำกว่าเป้า 8.8 แสนล้านบาท บริษัทใหญ่หันกลับไปหาแบงก์

 

ช่วง 9 เดือนแรกปี 2026 มูลค่าการออกหุ้นกู้ระยะยาวอยู่ที่ 629,662 ล้านบาท ลดลง 1.61% YoY แบ่งเป็นหุ้นกู้ Investment Grade 593,418 ล้านบาท ลดลง 1.15% และหุ้นกู้ High Yield 36,244 ล้านบาท ลดลง 8.65% โดยกลุ่มที่ออกมากที่สุด 3 อันดับแรกยังเป็นพลังงาน การเงิน และอสังหาริมทรัพย์

 

ที่น่าสังเกตคือเกือบทุกกลุ่มเรตติ้งออกหุ้นกู้น้อยกว่ายอดที่ครบกำหนด หุ้นกู้ Investment Grade ครบกำหนด 628,450 ล้านบาท แต่ออกใหม่เพียง 593,418 ล้านบาท ส่วน High Yield ครบกำหนด 58,311 ล้านบาท แต่ออกใหม่ได้ 36,244 ล้านบาท มีเพียงกลุ่ม BBB ที่ออกมากกว่ายอดครบกำหนด

 

อริยาอธิบายว่า ไตรมาส 3 ราคาน้ำมันกระชากขึ้นและสงครามลุกลาม หลายบริษัทจึงชะลอการออกหุ้นกู้เพื่อรอจังหวะที่ตลาดนิ่งกว่านี้ แล้วหันไปกู้ธนาคารหรือกู้ระยะสั้นแทน ขณะที่ธนาคารซึ่งมีสภาพคล่องล้นก็พร้อมแข่งเสนอดอกเบี้ยจูงใจให้ลูกค้ารายใหญ่ สะท้อนจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้น เธอยกตัวอย่างบริษัทหลายแห่งในเครือ CP ที่ยังไม่ออกหุ้นกู้ และ ปตท. ที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดแต่ไม่ได้ออกใหม่มาทดแทน

 

สอดคล้องกับมูลค่าคงค้างหุ้นกู้ระยะสั้น (อายุไม่เกิน 270 วัน) ที่เพิ่มขึ้น 50% จากสิ้นปีก่อน มาอยู่ที่ 0.30 ล้านล้านบาท

 

กลุ่มธนาคารพาณิชย์เองก็ไม่จำเป็นต้องออกหุ้นกู้ในประเทศ เพราะเงินสดสูงและบางแห่งหันไประดมทุนต่างประเทศ ช่วง 3 ไตรมาสแรก มีบริษัทเอกชนไทย 4 แห่งออกหุ้นกู้ต่างประเทศรวม 86,090 ล้านบาท ได้แก่ ADVANC 31,208 ล้านบาท, KBANK 26,700 ล้านบาท, BBL 24,683 ล้านบาท และ TIDLOR 3,498 ล้านบาท

 

ส่วนไตรมาส 4 มีหุ้นกู้ครบกำหนด 172,751 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 93% เป็นหุ้นกู้ Investment Grade โดยกลุ่มการเงินครบกำหนดมากที่สุด 33,469 ล้านบาท ตามด้วยอสังหาฯ 25,111 ล้านบาท และพลังงาน 23,578 ล้านบาท

 

ThaiBMA ยังคงเป้าการออกหุ้นกู้ทั้งปีไว้ที่ 8.8 แสนล้านบาท แต่อริยายอมรับว่าอาจไม่ถึงเป้า และมองว่าระดับ 8 แสนล้านบาท อาจเป็นไปได้

 

สำหรับหุ้นกู้ High Yield ที่คิดเป็นราว 7% ของยอดครบกำหนดในไตรมาส 4 อริยาประเมินว่าส่วนใหญ่ยังออกใหม่ได้ แต่อาจได้ไม่ครบตามจำนวน โดยผู้ออกที่มีทรัพย์สินเพียงพอจะใช้วงเงินธนาคารรองรับส่วนที่เหลือ

 

ภาพ: Summit Art Creations / Shutterstock

The post ThaiBMA ชี้ Credit Spread หุ้นกู้ไทย แคบสุดรอบ 6 ปี ขณะที่บอนด์ยีลด์พุ่งขึ้นทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
FETCO คาดหุ้นไทยไตรมาส 4 ฟื้นกลับสู่ 1,650 – 1,700 จุด ชี้เงินทุนไหลออกไม่ใช่ปัจจัยเฉพาะไทย https://thestandard.co/fetco-thai-stocks-q4-recovery/ Tue, 06 Oct 2026 04:58:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1265044 ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ FETCO แถลงข่าวคาดการณ์ตลาดหุ้นไทย

ประธานกรรมการ FETCO คาดดัชนี SET มีโอกาสกลับไปสู่ระดับ […]

The post FETCO คาดหุ้นไทยไตรมาส 4 ฟื้นกลับสู่ 1,650 – 1,700 จุด ชี้เงินทุนไหลออกไม่ใช่ปัจจัยเฉพาะไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ FETCO แถลงข่าวคาดการณ์ตลาดหุ้นไทย

ประธานกรรมการ FETCO คาดดัชนี SET มีโอกาสกลับไปสู่ระดับ 1,650-1,700 จุดภายในปีนี้ แม้เงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่องช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะการขายต่อเนื่อง 10 วันทำกำไรกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท เชื่อพื้นฐานหุ้นไทยยังเด่น จากแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโต 15-20%

 

 
 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ประเมินว่า SET Index มีโอกาสกลับไปยืนที่ระดับ 1,650-1,700 จุดภายในปีนี้ โดยมีเงื่อนไขหลายข้อ ได้แก่ น้ำท่วมไม่รุนแรงและควบคุมได้ กำไรบริษัทจดทะเบียนออกมาตามคาด Fed ขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง บอนด์ยีลด์นิ่งและเริ่มปรับลง สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซไม่ทวีความรุนแรง และไม่มีข่าวร้ายใหม่เข้ามากระทบ

 

ส่วนแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้ ไพบูลย์มองว่ายังไม่น่ากังวล เพราะเกิดขึ้นกับทุกตลาดในอาเซียน สาเหตุหลักมาจากความกังวลเรื่องบอนด์ยีลด์และความไม่แน่นอนของนโยบาย Fed ประกอบกับหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ยังมีกำไรให้ขาย

 

“แรงขายที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องของ global มากกว่า local” ไพบูลย์กล่าว

 

ข้อมูลจาก setsmart ณ วันที่ 5 ตุลาคม นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิหุ้นไทย 1.8 หมื่นล้านบาท หากมองภาพรวมตลอดทั้งปีนี้ และไพบูลย์ระบุว่า หุ้นไทยเป็นตลาดเดียวที่ยังเป็นบวกเมื่อเทียบกับในภูมิภาค พร้อมเชื่อว่าเงินทุนมีโอกาสไหลกลับเข้ามาอีก โดยเฉพาะเมื่อต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปแล้วราว 5 แสนล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยต่อเนื่อง 10 วันทำกำไรกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ตัวเลขการซื้อสุทธิลดลงจากจุดสูงสุดราว 7.5 หมื่นล้านบาท มาเหลือ 1.8 หมื่นล้านบาท ในปัจจุบัน

 

ไพบูลย์ชี้ว่าแม้แรงขายจะหนัก แต่หุ้นไทยไม่ได้ปรับลงแรงเหมือนในอดีต ปีนี้ SET บวกมาแล้วกว่า 300 จุด หรือราว 24% YTD สอดคล้องกับแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นกว่า 20% ทำให้ P/E ของหุ้นไทยค่อนข้างนิ่ง

 

“หุ้นไทยไม่ได้ขึ้นมาแค่ sentiment แต่สนับสนุนด้วยพื้นฐาน” ไพบูลย์กล่าว

 

ส่วนผลกระทบจากน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไพบูลย์ประเมินว่าผลกระทบจากน้ำท่วมรอบนี้เบากว่าปี 2554 มาก เพราะเกิดขึ้นช่วงปลายฤดูฝน ขณะที่ระดับน้ำในเขื่อนใหญ่ 32 แห่งทั่วประเทศอยู่ที่ 82% เทียบกับ 94% ในปี 2554 จึงยังรองรับน้ำได้อีกพอสมควร แม้ช่วงแรกจะมีแรงขายออกมา แต่เชื่อว่านักลงทุนจะให้น้ำหนักกับประเด็นนี้ไม่มาก

 

ดัชนีความเชื่อมั่นยังร้อนแรงต่อเนื่องเดือนที่ 5

 

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 148.72 จุด ลดลงจาก 165.89 จุดในเดือนก่อน แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง (Bullish) ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 นักลงทุนต่างชาติเป็นกลุ่มที่มองบวกมากที่สุด (Very Bullish) ตามด้วยนักลงทุน Prop Trade ที่ยัง Bullish ส่วนนักลงทุนสถาบันในประเทศและรายย่อยอยู่ในระดับทรงตัว (Neutral)

 

ปัจจัยบวกที่ทุกกลุ่มให้น้ำหนัก คือ เงินทุนไหลเข้าและมาตรการรัฐ ส่วนปัจจัยลบ คือ ความขัดแย้งระหว่างประเทศและนโยบายการเงินของ Fed กลุ่มที่น่าสนใจที่สุด คือ อิเล็กทรอนิกส์ที่ได้แรงหนุนจากธีม AI และแบงก์ที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ ขณะที่อสังหาริมทรัพย์เป็นกลุ่มที่นักลงทุนสนใจน้อยที่สุด

 

Story ไทยขายได้ แต่ต้องทำให้ได้จริง

 

จากการโรดโชว์พบนักลงทุนเกือบ 40 กองทุน ไพบูลย์ระบุว่าเสียงตอบรับค่อนข้างดี นักลงทุนส่วนใหญ่ยังถือหุ้นไทยน้อยมาก และสนใจเรื่องเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เป็นหลัก จนถึงขั้นถามนายกรัฐมนตรีโดยตรงว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะทำได้

 

“เชื่อว่าวันนี้ story ของไทยขายได้… ความกังวลอย่างเดียวคือจะทำได้จริงหรือไม่”

 

ไพบูลย์มองว่าสิ่งที่ต้องต่อยอดจากการประชุมประจำปี IMF-World Bank คือการสร้างความเชื่อมั่น และการแสดงให้เห็นว่าไทยจะเข้าร่วม OECD ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปทางอ้อม

 

สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามในไตรมาส 4 ได้แก่ สถานการณ์ฮอร์มุซ ซึ่งราคาน้ำมันเริ่มปรับลงแล้ว ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ตลาดเชื่อว่าจะยังไม่ขึ้นในเดือนตุลาคม แต่อาจขึ้นในช่วงถัดไป และการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครตอาจเข้ามาคานอำนาจทรัมป์ ส่วนหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่ถึงขั้นฟองสบู่ โดย P/E ของ S&P 500 อยู่ที่ 19 เท่า และกลุ่ม Magnificent 7 ลดลงเหลือ 23 เท่า จากกว่า 30 เท่า

 

ภาพ: janews / Shuttrerstock

The post FETCO คาดหุ้นไทยไตรมาส 4 ฟื้นกลับสู่ 1,650 – 1,700 จุด ชี้เงินทุนไหลออกไม่ใช่ปัจจัยเฉพาะไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘GIT’ ไม่หวั่น Pandora เปิดฐานเวียดนาม ย้ำไทยฮับอัญมณีโลก ชี้ปีหน้า Mass Market โต พลอยราคาจับต้องได้มาแรง https://thestandard.co/git-pandora-vietnam-thailand-gem-hub/ Mon, 05 Oct 2026 12:48:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1264818 สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ

ผอ.GIT มอง Pandora เปิดโรงงานยักษ์ในเวียดนาม อาจกระทบกา […]

The post ‘GIT’ ไม่หวั่น Pandora เปิดฐานเวียดนาม ย้ำไทยฮับอัญมณีโลก ชี้ปีหน้า Mass Market โต พลอยราคาจับต้องได้มาแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ

ผอ.GIT มอง Pandora เปิดโรงงานยักษ์ในเวียดนาม อาจกระทบการผลิตไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่กระทบขีดความสามารถการแข่งขันในภาพรวม ชี้ไทยยังมี Ecosystem และความเชี่ยวชาญ เจียระไนและคุณภาพ ปีนี้โตตามเป้าหมายราว 10% ขณะที่จับตาภาษีสหรัฐฯ หากเสียเปรียบคู่แข่งอาจกดดันส่งออก

 

 

สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) กล่าวถึงกรณี Pandora เปิดโรงงานขนาดใหญ่ในเวียดนาม ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าจิวเวลรี่ไทยจะถูกแบ่งตลาดและมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นว่า ยอมรับว่าอาจมีผลต่อการผลิตในไทยอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีโรงงานอื่นๆ ที่เพิ่มกำลังการผลิตเข้ามาเสริม

 

สุเมธมองว่า จุดแข็งสำคัญของไทยยังอยู่ที่การเป็น ‘ฮับ’ ของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โดยเฉพาะกระบวนการปรับปรุงคุณภาพและการเจียระไน

 

สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ 1สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ 2

 

แม้ไทยจะไม่ได้เป็นแหล่งผลิตพลอยดิบทั้งหมด แต่พลอยจากทั่วโลกจำนวนมากยังเข้ามาสู่ไทยเพื่อผ่านกระบวนการดังกล่าว ก่อนส่งต่อไปยังตลาดต่างประเทศ

 

“ประเทศไทยได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะฮับ ผู้ประกอบการจากต่างประเทศเข้ามาทำคอลเลกชัน รวมถึงเข้ามาหาพลอยและวัตถุดิบต่างๆ” สุเมธกล่าว

 

หากไทยสามารถรักษาความแข็งแกร่งด้านการเจียระไนและการปรับปรุงคุณภาพพลอยไว้ได้ อุตสาหกรรมยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก

 

โดยเฉพาะกลุ่มพลอยเนื้อแข็งหรือ Precious Stones ซึ่งไทยยังเป็นหนึ่งในแหล่งสำคัญที่ผู้ประกอบการทั่วโลกต้องเข้ามาจัดหาวัตถุดิบ

 

ขณะที่อินเดียกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมพลอยเช่นกัน โดยมีจุดแข็งในกลุ่มพลอยเนื้ออ่อนหรือ Semi-precious Stones

 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ส่งออกรวมทอง โต 20% ลุ้นทั้งปีโตตามเป้า

 

สุเมธ ประเมินว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยปีนี้ยังมีโอกาสเติบโตตามเป้าหมายประมาณ 10% หลังการส่งออกไม่รวมทองคำขยายตัวเกือบ 10%

 

ภาพรวมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในปีนี้ยังมีทิศทางขยายตัว โดยหากรวมทองคำ มูลค่าการส่งออกเติบโตประมาณ 20.02%

 

ขณะที่การส่งออกไม่รวมทองคำอยู่ที่ประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 320,000 ล้านบาท เติบโตเกือบ 10% โดยคาดว่าทั้งปีน่าจะทำได้ใกล้เคียงเป้าหมายที่วางไว้ประมาณ 10%

 

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากมาตรการภาษี สงคราม และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีผลต่อการค้าและคำสั่งซื้อ

 

ขณะเดียวกัน มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการที่ผู้ประกอบการและผู้ซื้อในหลายประเทศปรับตัวเพื่อบริหารความเสี่ยงและรักษามูลค่าทรัพย์สิน

 

ผู้ประกอบการไทยก็ปรับโครงสร้างสินค้าเพื่อบริหารต้นทุนมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ทองคำ 9K แทนทองคำที่มีความบริสุทธิ์สูง รวมถึงการใช้ตัวเรือนซิลเวอร์แล้วนำไปชุบหรือปรับรูปแบบ เพื่อให้สามารถลดต้นทุนและทำราคาให้เหมาะสมกับกำลังซื้อของตลาด

 

ห่วงภาษีสหรัฐฯ หากเสียเปรียบคู่แข่ง กระทบตลาด Mass

 

สำหรับความเสี่ยงด้านการค้ากับสหรัฐฯ สุเมธ มองว่า หากอัตราภาษีที่ไทยได้รับไม่เท่าเทียมกับประเทศคู่แข่ง จะเพิ่มแรงกดดันต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะจิวเวลรี่และสินค้าซิลเวอร์ในกลุ่มราคาจับต้องได้ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อต้นทุนสูง

 

“วันนี้เราคงเทียบค่าแรงกับอินเดียหรือเวียดนามไม่ได้ เพราะค่าแรงของเราอยู่ในระดับสูงกว่าแล้ว ดังนั้น ส่วนต่างเพียง 2-3% ก็มีผลกับเรามาก ซึ่งพลอยไทยยังเป็นเบอร์ 1 ของโลก ส่วนซิลเวอร์ไทยสลับกับอินเดียเป็นที่ 1 และ 2 ซึ่งปีนี้ยอมรับว่าอินเดียนำ”

 

สุเมธกล่าว พร้อมมองว่า สิ่งที่ต้องจับตา หากอัตราภาษีของไทยอยู่ในระดับเดียวกับประเทศคู่แข่ง การแข่งขันจะกลับมาวัดกันที่คุณภาพและ ‘Finishing’ ของสินค้า ซึ่งเป็นจุดแข็งของผู้ประกอบการไทย

 

RJC โจทย์ใหญ่ SME ต้นทุนปรับมาตรฐานสูง

 

นอกจากความเสี่ยงด้านการค้าแล้ว โจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งรับมือคือการยกระดับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะ Responsible Jewellery Council หรือ RJC ซึ่งให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิต สภาพแวดล้อม ตลอดจนการตรวจสอบย้อนกลับและแหล่งที่มาของวัตถุดิบ

 

สุเมธ กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เป็น SME และรายย่อย ซึ่งการเข้าสู่มาตรฐาน RJC อาจต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการภายในโรงงาน ทั้งด้านสภาพแวดล้อม การผลิต และการจัดหาวัตถุดิบ ส่งผลให้มีต้นทุนในการปรับตัวค่อนข้างสูง

 

จึงอยู่ระหว่างการหารือเพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานในระดับที่ได้รับการยอมรับสามารถอยู่ในซัพพลายเชนต่อไปได้ พร้อมขอระยะเวลาปรับตัวประมาณ 5 ปี

 

นอกจากนี้ Carbon Footprint และ Traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กำลังมีความสำคัญมากขึ้นในตลาดโลก

 

โดยเหมืองพลอยหลายแห่งเริ่มปรับตัวสู่แนวทาง Responsible Mining ทั้งการจ่ายภาษีให้รัฐบาลท้องถิ่น การสร้างงาน การพัฒนาชุมชน และการฟื้นฟูพื้นที่หลังการทำเหมือง

 

ปีหน้า Mass Market โตต่อ พลอยราคาจับต้องได้มาแรง

 

ขณะที่แนวโน้มตลาดปีหน้า 2027 สุเมธมองว่า ผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกจิวเวลรี่ที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Mass Market ที่เริ่มหันมาใช้ Stainless Steel มากขึ้น

 

ขณะที่ตลาดพลอยจะเห็นการเติบโตของพลอยเนื้ออ่อนและพลอยชนิดใหม่ๆ เช่น Tourmaline, Peridot และ Turquoise ซึ่งมีราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า และสามารถนำมาพัฒนาเป็นสินค้าที่มีดีไซน์และเรื่องราวเฉพาะตัวได้

 

ดัน One Ecosystem เชื่อมไทยสู่ตลาดโลก

 

สำหรับแผนการพัฒนาอุตสาหกรรม GIT จะเดินหน้าวางรากฐานด้านมาตรฐานและพัฒนาผู้ประกอบการควบคู่กับการสร้างความรู้ให้ผู้บริโภค โดยอยู่ระหว่างการจัดเก็บข้อมูลผู้ประกอบการและช่างทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาเป็น Big Data ของอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยให้เห็นว่าผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มอยู่ที่ใด มีปัญหาและต้องการพัฒนาเรื่องใด เพื่อให้สามารถออกแบบมาตรการสนับสนุนได้ตรงจุดมากขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการจัดตั้งฮับด้านวิชาการ เพื่อนำงานวิจัยมาต่อยอดกับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการผลักดันโครงการด้านการออกแบบเพื่อดึงคนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมมากขึ้น

 

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับประมาณ 125,000 ราย

 

ขณะที่หากนับรวมแรงงานตลอดซัพพลายเชน ตั้งแต่การเจียระไน การขัด การผลิต ช่างชุบ ช่างเชื่อม ช่างแว็กซ์ ไปจนถึงค้าปลีก มีผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมประมาณ 800,000-900,000 คน

 

“การรักษาความเป็นฮับของไทยในระยะต่อไปจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มมูลค่าการส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาจุดแข็งด้านฝีมือและการเจียระไน พร้อมยกระดับมาตรฐานสากลและลดช่องว่างด้านต้นทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยยังสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ท่ามกลางภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” สุเมธ กล่าว

 

ด้านทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต GIT มองว่า การพัฒนาไม่ควรแยกส่วน แต่ต้องเชื่อมโยงผู้ประกอบการและผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าด้วยกันเป็น One Ecosystem เพื่อยกระดับธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก

 

สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ 3สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ 4

 

จากนี้จะเดินหน้าต่อยอดทั้งด้านองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรม มาตรฐานการประกอบธุรกิจ และมาตรฐานความยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

 

ขณะเดียวกัน GIT จะเพิ่มบทบาทในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไทยกับมาตรฐานสากล ผ่านความร่วมมือกับองค์กรระดับโลก ทั้งด้านมาตรฐานอัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงการมีส่วนร่วมในเวที ISO

 

เป้าหมายสำคัญคือการขยับจากการ ‘เตรียมอุตสาหกรรมให้พร้อมกับอนาคต’ ไปสู่การ ‘Shape the Future’ หรือมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยในเวทีโลก

 

โดยเมื่อมองย้อนกลับไปยังผลงานของ GIT ในปีงบประมาณที่ผ่านมา ไม่ได้เห็นผลงานที่เป็นความสำเร็จแยกชิ้น แต่เห็นเป็นกระบวนการที่กำลังเตรียมประเทศไทยให้พร้อมสำหรับอนาคตอย่างเป็นระบบ

The post ‘GIT’ ไม่หวั่น Pandora เปิดฐานเวียดนาม ย้ำไทยฮับอัญมณีโลก ชี้ปีหน้า Mass Market โต พลอยราคาจับต้องได้มาแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนีหุ้นไต้หวันจ่อทะลุ 50,000 จุด เป็นครั้งแรก หลังพุ่งทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง หนุนจากหุ้น AI จับตา ‘อีลอน มัสก์’ เจรจาร่วมมือกับ TSMC https://thestandard.co/taiwan-stock-index-ai-tsmc-musk/ Mon, 05 Oct 2026 07:53:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1264466 โลโก้ TSMC บนอาคารสำนักงานใหญ่

ดัชนี Taiwan Weighted ของตลาดหุ้นไต้หวันพุ่งขึ้น 71% ใน […]

The post ดัชนีหุ้นไต้หวันจ่อทะลุ 50,000 จุด เป็นครั้งแรก หลังพุ่งทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง หนุนจากหุ้น AI จับตา ‘อีลอน มัสก์’ เจรจาร่วมมือกับ TSMC appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ TSMC บนอาคารสำนักงานใหญ่

ดัชนี Taiwan Weighted ของตลาดหุ้นไต้หวันพุ่งขึ้น 71% ในปีนี้ พุ่งขึ้นมาปิดที่ 49,666 จุด ทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง จ่อทะลุระดับ 50,000 จุด เป็นครั้งแรก โดยแรงหนุนสำคัญมาจากบรรดาหุ้นที่เชื่อมโยงกับ AI อย่าง TSMC, MediaTek หรือ Delta Electronics

 

การพุ่งขึ้นของดัชนี Taiwan Weighted นับเป็นการปรับขึ้นเป็นวันทำการที่ 4 ติดต่อกัน หลังจากปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอีก 2.46% ในวันนี้ (5 ตุลาคม) ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไต้หวันเป็นตลาดที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงที่สุดในปีนี้ หลังจากพุ่งขึ้นกว่า 70% และยังเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดของโลกในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หลังจากดัชนีพุ่งขึ้นกว่า 200%

 

แรงหนุนหลักในตลาดหุ้นไต้หวันล่าสุด มาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI นำโดย TSMC ผู้ผลิตชิปตามสั่งรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 40% ของมูลค่าตลาดรวม ปรับขึ้น 3% จากวันก่อนหน้า ขณะที่ MediaTek บวก 2.5% และ Delta Electronics บวก 5.8% ส่งผลให้ดัชนีกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เทคโนโลยีปรับขึ้นราว 2.9%

 

รายงานจาก The Wall Street Journal ระบุว่า สถานการณ์การลงทุนดีขึ้นหลังตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ เดือนกันยายนออกมาอ่อนแอกว่าคาด ทำให้โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ลดลง

 

อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยรุ่นอายุ 10 ปีอยู่ที่ราว 5.26% ยังคงกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก โดยหุ้น AI ของไต้หวันจะอ่อนไหวเป็นพิเศษ เพราะต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นทำให้นักลงทุนตั้งคำถามมากขึ้นกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล

 

จับตา อีลอน มัสก์ หารือ TSMC เรื่อง Terafab

 

อีกปัจจัยที่นักลงทุนกำลังประเมินคือแนวโน้มธุรกิจของ TSMC หลังจากจดหมายข่าว Culpium ของ Tim Culpan รายงานเมื่อวันศุกร์ว่า TSMC กำลังศึกษาแผนร่วมมือกับ Terafab โปรเจกต์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของอีลอน มัสก์ ที่จะผลิตชิปป้อนให้ Tesla, SpaceX และ xAI เท่านั้น

 

ต่อมา อีลอน มัสก์ ซีอีโอและผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Tesla และ SpaceX ได้โพสต์ผ่าน X เมื่อวันเสาร์ยืนยันว่ามีการหารือจริง โดยระบุว่า “เป็นเพียงการหารือ แต่อาจมีอะไรเกิดขึ้นจากตรงนี้ก็ได้” แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ขณะที่ TSMC ยังไม่แสดงความคิดเห็น

 

ตามรายงานของ Culpium แนวทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ ให้ TSMC เป็นเจ้าของและบริหารโรงงานแห่งใหม่ โดย SpaceX หรือ Terafab อาจร่วมลงทุน หรือทำสัญญารับซื้อชิปในปริมาณที่กำหนด คล้ายโมเดลกิจการร่วมค้า JASM ในญี่ปุ่นและ ESMC ในเยอรมนี ส่วนอีกทางเลือกคือให้ SpaceX ถือหุ้นใหญ่ โดย TSMC ลงทุนน้อยลงแต่ยังเป็นผู้บริหารโรงงานและให้เทคโนโลยีการผลิต ซึ่งจะเป็นโมเดลใหม่สำหรับ TSMC อย่างไรก็ตาม ทั้งสองแนวทางยังเป็นเพียงการคาดการณ์ เนื่องจากยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ

 

นอกจากนี้ Culpium ยังระบุว่ากระแสข่าวที่ TSMC อาจตั้งคลัสเตอร์โรงงานผลิตชิปแห่งใหม่ในรัฐเท็กซัส มีความเชื่อมโยงกับความพยายามสนับสนุน Terafab ด้วย

 

อีกความเป็นไปได้คือ TSMC อาจรับบทบาทด้าน Advanced Packaging หรือการบรรจุชิปขั้นสูง ซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัท ขณะเดียวกันยังมีประเด็นสิทธิบัตร เนื่องจาก Intel มีข้อตกลงใช้สิทธิบัตรร่วมกับ TSMC แต่ Terafab ไม่มี การผลิตชิปด้วยเทคโนโลยีของ Intel จึงอาจเสี่ยงละเมิดสิทธิบัตรของ TSMC ทำให้มัสก์จำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์กับ TSMC ไว้

 

ภาพ: Michael Vi / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ดัชนีหุ้นไต้หวันจ่อทะลุ 50,000 จุด เป็นครั้งแรก หลังพุ่งทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง หนุนจากหุ้น AI จับตา ‘อีลอน มัสก์’ เจรจาร่วมมือกับ TSMC appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดใจ ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ หลังบอร์ดการบินไทยสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ CEO เซ่นวิกฤตอุทกภัย ยันแก้ปัญหาเกือบ 100% มองไม่เป็นธรรมแต่เข้าใจมุมบอร์ด https://thestandard.co/chai-eamsiri-thai-airways-ceo-suspended/ Sat, 03 Oct 2026 05:49:03 +0000 https://thestandard.co/chai-eamsiri-thai-airways-ceo-suspended/ ภาพ ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ พร้อมข้อความเปิดใจหลังบอร์ดการบินไทยสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ CEO

จากกรณีที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาช […]

The post เปิดใจ ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ หลังบอร์ดการบินไทยสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ CEO เซ่นวิกฤตอุทกภัย ยันแก้ปัญหาเกือบ 100% มองไม่เป็นธรรมแต่เข้าใจมุมบอร์ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ พร้อมข้อความเปิดใจหลังบอร์ดการบินไทยสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ CEO

จากกรณีที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ครั้งพิเศษที่ 9/2569 เมื่อวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2569 มีมติให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบทานกระบวนการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต จากเหตุอุทกภัยในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการบินและภาพลักษณ์ขององค์กร พร้อมทั้งมีคำสั่งให้ ชาย เอี่ยมศิริ หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) โดยมีผลทันที

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ล่าสุดวานนี้ (2 ต.ค.) ชาย เอี่ยมศิริ ได้เปิดใจสัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เปิดเผยรายละเอียดหลังบอร์ดการบินไทยแจ้งมติดังกล่าว พร้อมสะท้อนมุมมองต่อกระบวนการตรวจสอบและความยุติธรรมในการตัดสินใจครั้งนี้

 

ชาย เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ดวันดังกล่าว ตนได้รายงานสรุปสถานการณ์อุทกภัย ผลกระทบต่อการปฏิบัติการของบริษัท รวมถึงเสนอข้อแนะนำต่างๆ ให้ที่ประชุมรับทราบเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นบอร์ดได้ประชุมหารือต่อโดยที่ตนไม่ได้เข้าร่วม เนื่องจากตนเป็นกรรมการที่เป็นผู้บริหาร (Executive Director) เพียงคนเดียวในห้องประชุม

 

กระทั่งบอร์ดได้แจ้งมติให้ตน พ้นจากหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) โดยมีผลทันที แต่ยังคงสถานะการเป็นกรรมการบริษัทอยู่ เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยในเบื้องต้นบอร์ดไม่ได้ลงรายละเอียดในประเด็นการสอบสวนอย่างแน่ชัด

 

สอบความบกพร่องแผนรับมือวิกฤต บอร์ดมองความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่จะถูกตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ชายระบุว่า บอร์ดน่าจะต้องการตรวจสอบว่ามีช่องว่าง หรือข้อบกพร่องในการทำงานหรือไม่ รวมทั้งเหตุใดแผนรับมือภาวะวิกฤตถึงไม่สามารถเปิดใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนหาสาเหตุที่ไม่สามารถลดผลกระทบ หรือหยุดยั้งการหยุดชะงักของการบริการ (Disruption) จนทำให้เหตุการณ์บานปลาย

 

“ท่านกรรมการบริษัทคงมองว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นและเกิดความเสียหายไปแล้ว ทั้งในแง่ชื่อเสียงของบริษัทและการปฏิบัติการกับลูกค้า ส่วนการแก้ไขปัญหาก็คงมองว่าเป็นหน้าที่ของ CEO ที่ต้องดำเนินการ” ชายกล่าว

 

พร้อมคาดว่าในวันนี้ (3 ต.ค. )สถานการณ์การบินและการปฏิบัติการจะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้

 

สะท้อนความรู้สึก ‘ไม่เป็นธรรมในมุมผู้แก้ปัญหา แต่เข้าใจได้ในมุมบอร์ด’

 

ต่อคำถามที่ว่า การสั่งพ้นหน้าที่ในครั้งนี้ถือว่าได้รับความยุติธรรมหรือไม่ เนื่องจากตนเองและทีมงานได้พยายามแก้ปัญหาจนสถานการณ์ใกล้กลับคืนสู่ภาวะปกติเกือบ 100% แล้ว ชายเปิดใจอย่างตรงไปตรงมาว่า

 

“ถ้าถามผมในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง หากตอบจากมุมนี้ก็ต้องบอกว่าไม่เป็นธรรม แต่ถ้ามองอีกมุมในฐานะกรรมการบริษัท ก็ต้องบอกว่า ‘เป็นธรรม’ เพื่อความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล และป้องกันไม่ให้ถูกมองว่าจะเข้าไปยุ่งเหยิงกับหลักฐาน” ชายกล่าว

 

ชายกล่าวเสริมว่า คณะกรรมการคงมองตนเองในฐานะ ‘จำเลย’ ในเหตุการณ์นี้ แต่รายละเอียดและความลึกซึ้งในการตรวจสอบจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่จะถูกแต่งตั้งขึ้นต่อไป

 

เบื้องหลังบริหารวิกฤต เฝ้าศูนย์ปฏิบัติการตั้งแต่วันแรก-ไม่เคยโทษลูกน้อง

 

ชาย ยังได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังการบริหารจัดการวิกฤตอุทกภัยว่า ตนเองเดินทางมาปักหลักทำงานตั้งแต่วันอาทิตย์เป็นคนแรก และได้นอนค้างคืนที่ศูนย์ปฏิบัติการวิกฤตตลอดหลายวันที่ผ่านมา รวมถึงได้สั่งการย้ายฝ่ายบริหารมาตั้งเป็นศูนย์ปฏิบัติการและเรียกประชุมผู้บริหารทุกคน

 

“ผมมาเป็นคนแรกตั้งแต่วันอาทิตย์ (27 ก.ย. 2569) นอนที่นี่มาตลอด และผมไม่เคยโทษลูกน้องเลยแม้แต่คนเดียว” ชายกล่าวยืนยัน

 

นอกจากนี้ ชายยังให้ข้อมูลว่า ผู้บริหารระดับรองที่เรียกตัวมานั้นยังมาประชุมไม่ครบ เนื่องจากบางท่านยังอยู่ระหว่างการลาพักผ่อน รวมถึงผู้บริหารระดับรองที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับงานบริการภาคพื้นและคลังสินค้า ซึ่งยังไม่ได้เดินทางมา โดยที่ประชุมบอร์ดไม่ได้มีการพูดถึงการสอบสวนผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆ แต่พุ่งเป้ามาที่ตนเองเพียงคนเดียว

 

ยังไม่ชัดเจนผู้รับตำแหน่งรักษาการและประธานสอบสวน

 

สำหรับก้าวต่อไปขององค์กร ชายระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าบอร์ดจะแต่งตั้งใครขึ้นมารักษาการในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทน รวมถึงยังไม่ทราบว่าใครจะมาทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัทต่อไป

 

การบินไทย แจ้งมติบอร์ดสั่ง ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ หยุดทำหน้าที่ซีอีโอระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงแการบริหารจัดการวิกฤตน้ำท่วม

 

คณะกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีมติในการประชุมครั้งพิเศษที่ 9/2569 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ให้ ชาย เอี่ยมศิริ หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบทานกระบวนการบริหารจัดการภาวะวิกฤต จากเหตุการณ์อุทกภัยช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการบินและภาพลักษณ์ขององค์กร พร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้ง นายสัมฤทธิ์ สำเนียง กรรมการ เข้าปฏิบัติหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้อนุมัติ เปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท จากเดิม ชาย เอี่ยมศิริ และสัมฤทธิ์ สำเนียง แก้ไขเป็น สัมฤทธิ์ สำเนียง และวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ลงลายมือชื่อร่วมกันพร้อมประทับตราสำคัญ ทั้งนี้ การบินไทยขอยืนยันให้ความสำคัญกับการรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้า ผู้มีส่วนได้เสีย สาธารณชน และประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น พร้อมระบุว่าหากมีความคืบหน้าอันเป็นสาระสำคัญจะแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป

The post เปิดใจ ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ หลังบอร์ดการบินไทยสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ CEO เซ่นวิกฤตอุทกภัย ยันแก้ปัญหาเกือบ 100% มองไม่เป็นธรรมแต่เข้าใจมุมบอร์ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nike ยอมรับวางขาย Jordan รุ่นย้อนยุคเยอะเกินไป ขณะหุ้นดิ่งต่ำสุดรอบ 13 ปี เตรียมลดคนภายใต้แผนประหยัด 8.37 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/nike-jordan-stock-low-layoffs/ Sat, 03 Oct 2026 05:17:37 +0000 https://thestandard.co/nike-jordan-stock-low-layoffs/ รองเท้า Air Jordan 1 Low Ice Blue วางอยู่บนพื้น

หุ้น Nike ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 20 […]

The post Nike ยอมรับวางขาย Jordan รุ่นย้อนยุคเยอะเกินไป ขณะหุ้นดิ่งต่ำสุดรอบ 13 ปี เตรียมลดคนภายใต้แผนประหยัด 8.37 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองเท้า Air Jordan 1 Low Ice Blue วางอยู่บนพื้น

หุ้น Nike ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2013 หลังบริษัทรายงานรายได้ไตรมาสแรกต่ำกว่าที่คาด และประเมินว่ายอดขายในปีงบประมาณ 2027 จะลดลงในระดับเลขหลักเดียวช่วงสูง พร้อมประกาศแผนลดต้นทุนที่จะทำให้ต้องลดตำแหน่งงาน

 

 

ราคาหุ้นดิ่งลงมากที่สุด 8.9% ในช่วงเช้าของการซื้อขายที่นิวยอร์ก ซึ่งทำให้หุ้นลดลงแล้วราว 49% ในปีนี้ และหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็มีแนวโน้มจะเป็นปีที่หุ้นทำผลงานแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท ตามข้อมูลของ Dow Jones Market Data

 

หากมองย้อนไปไกลกว่านั้น หุ้น Nike เคยทำจุดสูงสุดในปี 2021 ที่ 179 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5,995 บาท) ระหว่างวัน ก่อนจะร่วงลงมาแล้ว 76%

 

แรงกดดันตกอยู่กับ เอลเลียต ฮิลล์ ซีอีโอวัย 63 ปี ที่กำลังเข้าสู่ปีที่ 3 ของการพลิกฟื้นธุรกิจ โดยเขาย้ำเหมือนที่ผู้บริหารพูดมาตลอดว่าความพยายามเหล่านี้ “ต้องใช้เวลา” กว่าจะเห็นผล

 

รายได้พลาดเป้า ยอดขายจีนร่วงหนัก

 

รายได้ไตรมาสแรกที่สิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคมอยู่ที่ 1.12 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.75 แสนล้านบาท) ลดลง 4% จากปีก่อน และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ซึ่ง FactSet สำรวจไว้ที่ 1.132 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.79 แสนล้านบาท) ส่วนกำไรสุทธิลดลง 2% เป็น 712 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.38 หมื่นล้านบาท)

 

สำหรับทั้งปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนพฤษภาคม Nike คาดกำไรต่อหุ้นที่ปรับปรุงแล้วไว้ที่ 1.15-1.35 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 38.51-45.21 บาท) ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 1.68 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 56.26 บาท)

 

ขณะที่การคาดว่ายอดขายจะลดลงในระดับเลขหลักเดียวช่วงสูงนั้น แย่กว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ราว 2% และอาจทำให้ยอดขายรวมต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2020

 

จุดที่อ่อนแอที่สุดคือจีน ซึ่งยอดขายลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 9 โดยรายงานของ Wall Street Journal ระบุว่าลดลง 26% ขณะที่ Financial Times ระบุว่าลดลง 22% เนื่องจากแบรนด์ท้องถิ่นที่คล่องตัว ซึ่งหลายแบรนด์เติบโตมาจากการเป็นผู้ผลิตให้แบรนด์ตะวันตก กำลังแย่งส่วนแบ่งตลาดไป

 

ฮิลล์ระบุว่า Nike ต้องเข้าถึงผู้บริโภคท้องถิ่นในจีนมากขึ้นและลดการให้ส่วนลด พร้อมยอมรับว่าร้านส่วนใหญ่ที่ขายสินค้า Nike ในจีนไม่ได้ปรับโฉมมาเลยในรอบ 7 ปี

 

ขณะที่ เดฟ เดนตัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ระบุว่าประมาณการของบริษัทตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ารายได้ในจีนจะแย่ลงอีกในช่วงที่เหลือของปี จากมาตรการที่บริษัทกำลังทำเพื่อให้ธุรกิจกลับมาแข็งแรงในระยะยาว

 

อีกจุดที่มีปัญหาคือกลุ่มสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ซึ่งคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของรายได้ โดยยอดขายลดลงในระดับเลขสองหลักช่วงต้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นความตั้งใจของบริษัทที่ต้องการระบายสินค้าที่ขายยาก แต่อีกส่วนก็สะท้อนว่าแบรนด์เริ่มไม่เป็นที่สนใจเหมือนเดิม

 

ฮิลล์ระบุในการประชุมนักวิเคราะห์ว่า “โดยรวมแล้วตลาดไลฟ์สไตล์ตอนนี้ขาดพลัง ซึ่งกระทบต่อจำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน ผู้บริโภคระมัดระวังก็จริง แต่ในฐานะเบอร์ 1 ของอุตสาหกรรม เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องสร้างสรรค์สินค้าให้มากกว่านี้”

 

ส่วน Converse ก็ยังทำผลงานย่ำแย่ต่อเนื่อง โดยยอดขายลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 14 จากการพึ่งพารองเท้ารุ่น Chuck Taylor All-Star มากเกินไป

 

ลดการปล่อย Jordan รุ่นย้อนยุคเพื่อให้กลับมามีค่า

 

แบรนด์ Jordan เป็นอีกจุดที่ต้องแก้ โดยฮิลล์ยอมรับว่า Nike ปล่อยสินค้ารุ่นย้อนยุคออกสู่ตลาดมากเกินไป และคาดหวังจากสินค้ากลุ่มนี้มากเกินไป

 

บริษัทจึงวางแผน “ลดจำนวนและความถี่ในการเปิดตัว Jordan รุ่นย้อนยุคบางรุ่นอย่างตั้งใจ” เพื่อสร้างความน่าสนใจขึ้นมาใหม่ โดยฮิลล์ระบุว่า “เมื่อผู้บริโภคเห็นสัญลักษณ์ Jumpman มันควรรู้สึกพิเศษ ควรรู้สึกว่าต้องได้มาด้วยความพยายาม”

 

Nike พยายามดึงความนิยมแบบในยุค 1990 ที่แบรนด์แทบจะเป็นคำเดียวกับ ไมเคิล จอร์แดน กลับมา แต่คู่แข่งอย่าง Adidas และ On Running ก็ดึงทั้งกลุ่มคนรักสนีกเกอร์และนักกีฬาชื่อดังไปได้ อย่าง คีลิยาน เอ็มบัปเป ซูเปอร์สตาร์ฟุตบอล ที่เพิ่งย้ายจาก Nike ไปเซ็นสัญญากับ On เมื่อเดือนที่แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าใหม่บางรุ่นก็ประสบความสำเร็จ ทั้งรองเท้าวิ่งรุ่น Vomero และรองเท้ารุ่นใหม่ของ เคทลิน คลาร์ก ที่ขายหมดอย่างรวดเร็วหลังเปิดตัว แต่นักวิเคราะห์ยังกังวลว่าสินค้าโดยรวมยังไม่ติดตลาด

 

แผน Pace ประหยัด 8.37 หมื่นล้านบาท แลกการลดคน

 

เพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้ Nike ประกาศรูปแบบการดำเนินงานใหม่และแผนลดต้นทุนชื่อ Pace ซึ่งคาดว่าจะประหยัดได้ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.37 หมื่นล้านบาท) ภายในปีงบประมาณ 2031 พร้อมค่าใช้จ่ายก่อนภาษีราว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.35 หมื่นล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับพนักงาน

 

แผนนี้ครอบคลุมการเร่งปรับห่วงโซ่อุปทานให้ทันสมัย, การยุบรวมภูมิภาคธุรกิจจาก 4 เหลือ 3 โดยรวมจีนเข้ากับเอเชียแปซิฟิก และรวมละตินอเมริกาเข้ากับอเมริกาเหนือ รวมถึงการตั้งสำนักงานแห่งใหม่ในเมืองเบงกาลูรู ประเทศอินเดีย

 

ฮิลล์ระบุในบันทึกถึงพนักงานว่า “งานนี้จะทำให้ตำแหน่งงานทั่ว Nike ลดลง และผมขอยอมรับว่าข่าวแบบนี้สร้างความไม่แน่นอน ผมไม่ได้มองเป็นเรื่องเล็ก” โดยการตัดสินใจว่าตำแหน่งใดได้รับผลกระทบจะเริ่มในปี 2027 เป็นต้นไป ขณะที่บริษัทยังไม่เปิดเผยว่าจะลดกี่ตำแหน่งหรือที่ใด

 

ทั้งนี้ Nike มีพนักงานราว 73,000 คน และเคยปลดพนักงานไปแล้ว 2 ครั้งตั้งแต่ต้นปี คือ 775 ตำแหน่งในศูนย์กระจายสินค้าในสหรัฐฯ เมื่อเดือนมกราคม และอีก 1,400 ตำแหน่งซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในฝ่ายเทคโนโลยีเมื่อเดือนเมษายน

 

นักวิเคราะห์หลายรายไม่ค่อยพอใจกับผลประกอบการครั้งนี้ โดย อดัม คริซาฟุลลี จาก Vital Knowledge ระบุว่า “ตัวเลขคาดการณ์ออกมาแย่มาก” และการที่ผู้บริหารคุมธุรกิจไม่อยู่จนต้องลดประมาณการแทบทุกไตรมาส จะทำให้นักลงทุนหงุดหงิด และอาจนำไปสู่การพูดถึงการเปลี่ยนตัวซีอีโอ

 

ขณะที่ พูนัม โกยัล นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence มองว่าแม้ธุรกิจในอเมริกาเหนือจะดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ความอ่อนแอในส่วนอื่นและประมาณการปีงบประมาณ 2027 ที่อ่อนลงมาก บ่งชี้ว่าการพลิกฟื้นอาจกำลังสะดุด

 

ด้าน Citi ซึ่งยังคงคำแนะนำ “เป็นกลาง” ระบุว่า Nike กำลังกลายเป็นเรื่องราวของการลดต้นทุน และมองว่าไม่มีเหตุผลที่ Nike ควรได้มูลค่าหุ้นที่สูงกว่าคู่แข่งที่กำลังเติบโต โดยรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องแผนและแนวโน้มจะเปิดเผยในงานนักลงทุนเดือนหน้า

 

ภาพ : Yapasphoto StefClement / Shutterstock

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.49 บาท ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2569

 

อ้างอิง:

The post Nike ยอมรับวางขาย Jordan รุ่นย้อนยุคเยอะเกินไป ขณะหุ้นดิ่งต่ำสุดรอบ 13 ปี เตรียมลดคนภายใต้แผนประหยัด 8.37 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>