Market – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-market/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 01 Oct 2026 06:10:12 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 GC จ่อขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่ บิ๊กดีลร่วมทุน SCGC ปิโตรเคมี 6 หมื่นล้านบาท ลุ้นเคาะโครงสร้าง ต.ค. 69 หลังเลื่อนจากไทม์ไลน์เดิม ก.ย. https://thestandard.co/gc-scgc-petrochemical-joint-venture/ Thu, 01 Oct 2026 04:41:00 +0000 https://thestandard.co/gc-scgc-petrochemical-joint-venture/ ภาพพื้นหลังพร้อมโลโก้ GC และ SCGC

GC-SCGC เดินหน้ารวมธุรกิจปิโตรเคมีไทย จ่อสรุปดีลร่วมทุน […]

The post GC จ่อขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่ บิ๊กดีลร่วมทุน SCGC ปิโตรเคมี 6 หมื่นล้านบาท ลุ้นเคาะโครงสร้าง ต.ค. 69 หลังเลื่อนจากไทม์ไลน์เดิม ก.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพื้นหลังพร้อมโลโก้ GC และ SCGC

GC-SCGC เดินหน้ารวมธุรกิจปิโตรเคมีไทย จ่อสรุปดีลร่วมทุน ต.ค. 69 เร่งตรวจสอบข้อมูลและเจรจาเงื่อนไข เพื่อเคาะโครงสร้างธุรกรรม เบื้องต้น GC จะถือหุ้นใหญ่ ขณะที่ SCGC ถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ มุ่งรวมจุดแข็ง ซัปพลายเชน เสริมขีดแข่งขันปิโตรเคมีไทย

 

 

รายงานข่าวระบุว่า บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC แจ้งความก้าวหน้าการศึกษาการจัดตั้งโครงการร่วมทุน (Joint Venture) เป็นไปตามแผน และบริษัททั้งสองอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบสถานะกิจการเพื่อยืนยันข้อมูล (Confirmatory Due Diligence)

 

รวมถึงหารือและกำหนดเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรม และประเมินประโยชน์ที่คาดว่าสามารถเกิดขึ้นร่วมกัน (Synergies) จากการผสานจุดแข็ง ศักยภาพ และสินทรัพย์ของทั้งสองฝ่าย

 

เสริมแกร่งธุรกิจปิโตรเคมีไทยระดับภูมิภาค

 

การร่วมทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่จะสร้างสถานะความเป็นผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในระดับภูมิภาค และเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศไทย การนำจุดแข็งของ GC และ SCGC ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยมาผสานกัน

 

โดยการยกระดับความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานจากประโยชน์ของขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น และการบูรณาการซัพพลายเชน การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบ และเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและมีความหลากหลายขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกในระยะยาว

 

โดยขอบเขตของโครงการร่วมทุนที่อยู่ระหว่างการศึกษา ครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ GC ในประเทศไทย รวมถึงหุ้นของ GC ในบริษัทร่วมทุน ได้แก่

 

  • บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด (HMC Polymers Co., Ltd.)
  • ธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทย
  • โรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตโพลิเอทิลีน (PE)

 

รวมไปถึง โพลิโพรพิลีน (PP) ตลอดจนหุ้นของ SCGC ในบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

 

  • บริษัท สยามโพลิเอททีลีน จำกัด บริษัท สยาม เลเทกซ์สังเคราะห์ จำกัด
  • บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด
  • บริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด ทั้งนี้ บริษัทร่วมทุนที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นี้ จะเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนดังกล่าวข้างต้นแทน GC และ SCGC

 

GC จ่อขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่

 

ภายใต้กรอบโครงสร้างธุรกรรมที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในปัจจุบัน GC จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโครงการร่วมทุน ขณะที่ SCGC จะถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ

 

โดยทั้งสองบริษัทคาดว่าจะสามารถสรุปสาระสำคัญของธุรกรรม ทั้งเรื่องรายละเอียดที่สำคัญของธุรกรรม ซึ่งรวมถึงโครงสร้างการถือหุ้น ขั้นตอนการดำเนินธุรกรรม รวมถึงมูลค่าของประโยชน์ที่คาดว่าจะสามารถเกิดขึ้นร่วมกัน ภายในเดือนตุลาคม 2569

 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ไทม์ไลน์ดังกล่าวเลื่อนขยับจากเดิมซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ จะมีความชัดเจนออกมาช่วงปลายเดือนกันยายน หรือปลายไตรมาส 3 นี้

 

การเข้าสู่ขั้นตอน Confirmatory Due Diligence จะช่วยให้ทั้งสองบริษัทสามารถทบทวนและยืนยันข้อมูลสำคัญ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดโครงสร้างและเงื่อนไขของธุรกรรม รวมถึงประเมินผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนอย่างรอบด้าน

 

อย่างไรก็ตามทั้งสองบริษัทจะยื่นคำขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง ต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อขออนุมัติที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินโครงการร่วมทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการอนุมัติภายในของทั้งสองบริษัทและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

 

GC และ SCGC จะเดินหน้าการศึกษาความร่วมมือดังกล่าวอย่างรอบคอบ โดยมุ่งนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมายกระดับประสิทธิภาพตลอดซัปพลายเชน และเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของลูกค้า คู่ค้า และอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ พร้อมแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน

 

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญในวงการปิโตรเคมีให้สัมภาษณ์ให้ข้อมูลกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า ประเมินว่าดีลการร่วมของ PTTCG กับ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ จะเป็นดีลที่มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นดีลที่มีมูลค่าที่สุดดีลหนึ่งในปีนี้

 

โดยคาดว่าจะเสริมแกร่งศักยภาพปิโตรเคมีไทย สู่กำลังผลิตขึ้นแท่น Top 10 โลก

The post GC จ่อขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่ บิ๊กดีลร่วมทุน SCGC ปิโตรเคมี 6 หมื่นล้านบาท ลุ้นเคาะโครงสร้าง ต.ค. 69 หลังเลื่อนจากไทม์ไลน์เดิม ก.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดสูตร ‘Protect & Grow’ ปิดความเสี่ยง เปิดโอกาสเติบโต ครบจบในแผนเดียว https://thestandard.co/benjamin-graham-wealth-planning-uob-insurance/ Thu, 01 Oct 2026 02:55:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1261705 ถอดสูตร ‘Protect & Grow’ ปิดความเสี่ยง เปิดโอกาสเติบโต ครบจบในแผนเดียว

Benjamin Graham บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า เคยกล่าวไ […]

The post ถอดสูตร ‘Protect & Grow’ ปิดความเสี่ยง เปิดโอกาสเติบโต ครบจบในแผนเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดสูตร ‘Protect & Grow’ ปิดความเสี่ยง เปิดโอกาสเติบโต ครบจบในแผนเดียว

Benjamin Graham บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า เคยกล่าวไว้ในหนังสือ The Intelligent Investor (Revised Edition), หน้า 13 ว่า

 

“The intelligent investor is a realist who sells to optimists and buys from pessimists.”

 

“นักลงทุนที่ชาญฉลาด คือคนที่มองโลกตามความเป็นจริง เขาจะขายให้คนมองโลกในแง่ดี และซื้อจากคนมองโลกในแง่ร้าย”

 

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือการ ‘มองตามความเป็นจริง’ ซึ่งหากนำมาปรับใช้กับการลงทุนในยุคปัจจุบัน การมองตามจริงหมายถึงการยอมรับว่าไม่มีใครคาดเดาตลาดได้สมบูรณ์แบบ ดังนั้น นักลงทุนที่ฉลาดไม่ใช่คนที่พยายามเอาชนะตลาดด้วยการทุ่มเดิมพันสูงสุด แต่คือคนที่รู้จักแบ่งบทบาทให้เงินแต่ละก้อนทำงานตามหน้าที่ของมัน บางส่วนต้องนิ่งและปลอดภัย บางส่วนต้องเปิดทางให้เติบโต

 

UOB Privilege Banking มองว่า สำหรับนักลงทุนที่ผ่านช่วงสร้างความมั่งคั่งมาระดับหนึ่ง การวางเงินบางส่วนไว้ในโครงสร้างที่มีทั้งกรอบเวลาชัดเจน สภาพคล่องระหว่างทาง ความคุ้มครองชีวิต และช่องทางรับโอกาสเพิ่มเติมแบบมีเงื่อนไข (โบนัสพิเศษที่ได้ต่อเมื่อถือกรมธรรม์ครบตามกำหนดและไม่ผิดเงื่อนไข ไม่ใช่ผลตอบแทนการันตี) อาจเป็นวิธีคิดที่สมดุลกว่าการต้องเลือกสุดทางระหว่างความมั่นคงกับการเติบโตเพียงอย่างเดียว

 

หลักคิดนี้ยังใช้ได้ดีในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนที่กำลังตั้งคำถามว่า “จะรักษาสิ่งที่สร้างมาได้อย่างไร โดยไม่ปิดประตูโอกาสในอนาคต”

 

จัดทัพการเงินด้วยแนวคิด Wealth Planning

 

สำหรับคนที่มีสินทรัพย์มากพอจนผ่านช่วง Wealth Creation มาแล้ว โจทย์ของการบริหารเงินจะซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น เพราะเงินแต่ละก้อนไม่ได้มีหน้าที่เดียวอีกต่อไป แต่ต้องแบ่งบทบาทกันทำงานเพื่อตอบโจทย์ชีวิตหลายด้านไปพร้อมกัน

 

ปัญหาคือการวางแผนการเงินแบบเดิมมักผลักให้คนต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง ระหว่าง ‘ความแน่นอน’ เงินปลอดภัยแต่โตไม่ทันเงินเฟ้อ กับ ‘ความเติบโต’ ผลตอบแทนสูงแต่ต้องทนเห็นพอร์ตผันผวน

 

ความจริงแล้วหากวางระบบ ‘Wealth Planning’ ให้ดี เงินทุกก้อนก็ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เหมือนกัน ประเด็นสำคัญอยู่ที่การออกแบบ ‘Wealth Portfolio’ ที่ตอบทุกโจทย์ไปพร้อมกัน โดยไม่ต้องทุ่มเงินทุกก้อนไปเสี่ยงเพื่อไล่ล่า Growth และในขณะเดียวกันก็ไม่ปิดโอกาสของเงินทั้งหมด

 

แนวคิดนี้แบ่งเงินออกเป็น 4 บทบาท แต่ละบทบาทมีเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมของตัวเอง

 

Liquidity คือบทบาทในการสร้างสภาพคล่อง ทำหน้าที่เป็นกระแสเงินสดหมุนเวียน บริหารจังหวะการคืนเงินสดกลับเข้าสู่พอร์ตโฟลิโออย่างเป็นระบบ เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนไว้ใช้ตามแผนชีวิต หรือรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น

 

Growth คือบทบาทในการเสริมความมั่งคั่ง ให้เงินบางส่วนยังทำงานสร้าง Upside ได้ภายใต้เงื่อนไขความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ด้วยการเลือกผลิตภัณฑ์จัดสรรเงินบางส่วนที่ไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ตราสารทุน หรือ Private Equity เพื่อสร้างผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อในระยะยาว และยังมีเครื่องมือลดความเสี่ยง

 

Protection คือบทบาทในการเป็นเกราะคุ้มครอง ปกป้องความมั่งคั่ง สุขภาพ ชีวิต รวมถึงคนข้างหลัง ด้วยการโอนย้ายความเสี่ยงเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ให้มั่นใจได้ว่าหากเกิดเหตุไม่คาดคิด มรดกจะยังถูกส่งต่อได้ และแผนการเงินของคนข้างหลังจะไม่พังทลาย

 

Long-term Certainty คือบทบาทในการเป็นเสาหลักความแน่นอน รักษาความมั่นคงของเงินบางส่วนไม่ให้ผันผวนไปตามจังหวะตลาด พร้อมวางโครงสร้างผลประโยชน์ระยะยาวที่การันตีได้ตามกรอบเวลา อาทิ พันธบัตรหรือประกันชีวิตแบบบำนาญ เพื่อให้มั่นใจว่าเป้าหมายสำคัญของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเงินเกษียณหรือเป้าหมายอื่นๆ จะบรรลุได้ตามแผนที่วางไว้

 

เมื่อ ‘ประกันชีวิต’ เปลี่ยนผ่านสู่ ‘สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์’

 

เครื่องมือทางการเงินในปัจจุบัน ทำให้กำแพงระหว่าง Certainty และ Opportunity เริ่มเลื่อนราง เพราะถูกออกแบบมาช่วยรักษาเงินต้นและรับผลประโยชน์ที่แน่นอน ไม่ถูกแช่แข็งจนสูญเสียโอกาสในการรับผลตอบแทนเพิ่มเติม

 

หนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่เริ่มเห็นชัดเจนว่าทำหน้าที่นี้ได้จริงคือ ‘ประกันชีวิต’

 

ภาพจำของคำว่า “ประกันชีวิต” มักผูกติดอยู่กับวัตถุประสงค์เดียวคือ การเตรียมความพร้อมสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่หากมองในมุมของการบริหารความมั่งคั่ง ประกันชีวิต คือหนึ่งใน Strategic Financial Solution หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ควรมีอยู่ในพอร์ตโฟลิโอของนักลงทุน

 

เพราะในมุมของ Wealth Planning ประกันชีวิตคือการโอนย้ายความเสี่ยงเพื่อครอบครัวและธุรกิจ เป็นเครื่องมือปกป้องความมั่งคั่งที่สั่งสมมาและส่งต่อมรดกโดยไม่กระทบกับสินทรัพย์ส่วนอื่นๆ ในพอร์ต

 

ประกันชีวิตถือเป็น Long-term Planning ในโลกที่ผันผวน โดยทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถกำหนดเป้าหมายระยะยาวได้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาการชำระเบี้ยประกันภัยที่สั้น-ยาวตามความเหมาะสม หรือกรอบเวลาของผลประโยชน์ที่จะได้รับ จึงสามารถคาดการณ์และวางแผนจัดสรรกระแสเงินสดในอนาคตได้อย่างแม่นยำ

 

และอย่างที่รู้ว่า สินทรัพย์ที่ดีต้องไม่เป็น Dead Asset ประกันชีวิตจึงถูกออกแบบมาเพื่อสร้างสภาพคล่องผ่าน ‘เงินคืน’ ตามช่วงเวลาที่กำหนดในเงื่อนไขกรมธรรม์ กระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ทำให้นักลงทุนมีเงินหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายส่วนตัว พร้อมคว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในพอร์ตในช่วงที่สภาวะตลาดไม่เป็นใจ

 

ยิ่งไปกว่านั้น ผลิตภัณฑ์บางรูปแบบ ถูกออกแบบมาเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ด้วยการเชื่อมโยงโครงสร้างเข้ากับ โอกาสรับผลตอบแทนเพิ่มเติม (Potential Upside) ที่อ้างอิงกับการเติบโตของดัชนีระดับโลก

 

บทบาทที่เปลี่ยนไปของประกันชีวิต สำคัญอย่างมากสำหรับกลุ่มที่กำลังขยับจาก Wealth Creation ไปสู่ Wealth Preservation อย่างเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารระดับสูง เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่แค่ความคุ้มครอง แต่คือแผนระยะยาวที่มีโครงสร้างเวลาชัดเจน มีสภาพคล่องระหว่างทาง และยังเปิดโอกาสให้เงินเติบโตได้บ้างโดยไม่ต้องแบกความเสี่ยง

 

 

ยกตัวอย่าง คุณ A เจ้าของธุรกิจ อายุ 40 ปี อยู่ในช่วงสร้างความมั่งคั่งและขยายธุรกิจ ไม่มีเวลาติดตามตลาดหุ้นด้วยตัวเอง จึงอยากได้แผนที่ช่วยให้เงินทำงานอย่างปลอดภัย พร้อมมีเงินก้อนไว้ต่อยอดธุรกิจในอนาคต เขาเลือกแผนประกันชีวิตแบบจ่ายเบี้ยฯ ระยะสั้น ปีละ 492,500 บาท เป็นเวลา 5 ปี รวมเงินต้น 2,462,500 บาท

 

ระหว่างทางจะได้รับเงินคืนทุก 2 ปี ตลอดอายุสัญญา 14 ปี คือปีที่ 2, 4, 6, 8, 10 และ 12 ครั้งละ 1% ของทุนประกัน หรือ 5,000 บาท รวม 6 ครั้งเป็นเงิน 30,000 บาท ก่อนที่เมื่อครบสัญญาในปีที่ 14 หรือเมื่อคุณ A อายุ 54 ปี จะได้รับเงินก้อนใหญ่ 2,480,000 บาท บวกกับโอกาสรับผลตอบแทนเพิ่มจากดัชนีอ้างอิง ซึ่งหากดัชนีเติบโตเฉลี่ย 2.50% ต่อปี จะได้รับเงินส่วนนี้เพิ่มอีกประมาณ 2,542,531 บาท รวมเป็นเงินก้อนพร้อมผลตอบแทนทั้งสิ้นประมาณ 5,052,531 บาท หรือกำไรสุทธิราว 2,590,031 บาท

 

เงินก้อนนี้โตกลับมาในวัย 54 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเตรียมพร้อมก่อนเกษียณพอดี คุณ A จึงสามารถนำไปหมุนเวียน ลงทุนต่อยอดธุรกิจ หรือวางแผนชีวิตล่วงหน้าได้อย่างสบายๆ

 

หรือในกรณีของผู้บริหารระดับสูง อายุ 55 ปี ที่กำลังอยู่ในช่วงจุดสูงสุดของอาชีพการงาน และให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่งคั่งมากกว่าการสร้างใหม่ ต้องการออมเงินก้อนสุดท้ายก่อนเกษียณ พร้อมความคุ้มครองชีวิตเพื่อส่งต่อความมั่นคงให้ครอบครัว แม้แผนการชำระเบี้ยจะเหมือนกัน แต่เมื่อครบกำหนดสัญญาจะได้รับเงินก้อนตอนอายุ 69 ปี ซึ่งตรงกับช่วงชีวิตหลังเกษียณพอดี สามารถนำมาใช้จ่ายดูแลตัวเองในวัยชรา หรือส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกหลานได้ทันที

 

จะเห็นได้ว่าทั้งสองกรณีมีโจทย์คล้ายกัน คือต้องการรักษาและต่อยอดความมั่งคั่งที่สร้างมา ควบคู่กับความคุ้มครองชีวิตและโอกาสรับผลตอบแทนตามดัชนีอ้างอิง (ถ้ามี) โดยไม่ต้องเดิมพันเงินก้อนใหญ่กับความเสี่ยงที่สูงเกินความจำเป็น ต่างกันเพียงจังหวะเวลาที่เงินก้อนนี้จะกลับมาทำหน้าที่ให้ตรงกับช่วงชีวิตของแต่ละคนเท่านั้น

 

UOB Pinnacle Principle Protect 5/14 ปิดความเสี่ยง เปิดโอกาสเติบโต ครบจบในแผนเดียว

 

UOB Pinnacle Principle Protect 5/14 คือกรมธรรม์ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ที่มีผลประโยชน์ส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของระดับดัชนีของดัชนีอ้างอิง (Index-Linked) (ถ้ามี) โดยผลประโยชน์ที่ได้รับเป็นไปตามวิธีการคำนวณและเงื่อนไขที่กำหนดในกรมธรรม์ ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับคนที่ต้องการออมเงินในระยะสั้นถึงปานกลาง แต่ไม่อยากทิ้งโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากความเคลื่อนไหวของตลาดโลก โดยยังคงกรอบความปลอดภัยของเงินต้นไว้เป็นฐานสำคัญ

 

โครงสร้างของผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบให้มีทั้งส่วนผลประโยชน์ที่แน่นอนตามกรมธรรม์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และโอกาสรับผลตอบแทนเพิ่มเติมจากดัชนีอ้างอิงตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

 

ระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย 5 ปี

 

ระยะเวลาความคุ้มครองชีวิตและดูแลยาวนานถึง 14 ปี

 

ทุก 2 ปี รับเงินคืน 1% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ ปีกรมธรรม์ที่ 2, 4, 6, 8, 10 และ 12

 

รับเงินครบกำหนดสัญญา 496% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ วันครบรอบปีกรมธรรม์ที่ 14

 

มีโอกาสรับผลตอบแทนตามดัชนีอ้างอิง (ถ้ามี) ด้วย Participation Rate 250%

 

ความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์นี้อยู่ที่การออกแบบให้ทำงานครบ 3 มิติ

 

มิติแรกคือความแน่นอน การชำระเบี้ยฯ สั้นเพียง 5 ปีช่วยให้ผู้เอาประกันภัยบริหารกระแสเงินสดได้ง่ายขึ้น ขณะที่เงินคืนระหว่างสัญญาและเงินคืน ณ วันครบกำหนดสัญญาสร้างโครงสร้างผลประโยชน์ที่แน่นอนและคาดการณ์ได้ล่วงหน้า นำไปวางแผนเป็นสภาพคล่องสำรองหรือกำหนดเป้าหมายการเงินในอนาคตได้อย่างแม่นยำ

 

มิติที่สองคือการคุ้มครองชีวิต ตลอด 14 ปี กรมธรรม์ทำหน้าที่เป็นกลไกโอนความเสี่ยง คุ้มครองชีวิตเพื่อรองรับเหตุไม่คาดฝันที่อาจกระทบครอบครัวหรือธุรกิจ พร้อมส่งต่อความมั่งคั่งที่สร้างมาไปยังผู้รับประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย

 

และมิติที่สามคือโอกาส ซึ่งเป็นไฮไลต์ของผลิตภัณฑ์นี้ ผ่าน Participation Rate 250% ที่ช่วยให้ผู้เอาประกันภัยมีส่วนร่วมในผลตอบแทนจากการเปลี่ยนแปลงของดัชนีอ้างอิง(ถ้ามี) ตามวิธีการคำนวณและเงื่อนไขของกรมธรรม์ ทั้งนี้ ผลตอบแทนที่ได้รับขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของดัชนีอ้างอิงและเงื่อนไขที่กำหนดในกรมธรรม์

 

จุดที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กลุ่ม Index-Linked คือคิดว่า Participation Rate (PR) 250% หมายถึงผลตอบแทนสุทธิ 250% ของเงินต้น แต่ในความเป็นจริง PR คืออัตราที่นำไปคูณกับการเปลี่ยนแปลงของระดับดัชนีอ้างอิงตามเงื่อนไขกรมธรรม์ เพื่อคำนวณผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่มีสิทธิได้รับเท่านั้น

 

การกำหนด PR ไว้ที่ 250% หรือ 2.5 เท่า จึงเปรียบเหมือนตัวเร่งให้กับเงินลงทุน เมื่อตลาดหรือดัชนีอ้างอิงเติบโต ก็มีโอกาสเก็บเกี่ยวผลตอบแทนได้มากกว่าอัตราเติบโตปกติของดัชนีถึง 2.5 เท่า ช่วยเพิ่มโอกาสชนะเงินเฟ้อในระยะยาว

 

ขณะเดียวกัน โครงสร้างนี้ยังทำหน้าที่เป็นเบรกความเสี่ยงในตัว ด้วยกลยุทธ์ Intraday Volatility Control ของดัชนีอ้างอิง BNP Paribas US Equity Macro Intraday Index ที่ควบคุมความผันผวนระหว่างวันอย่างต่อเนื่อง หากตลาดเผชิญวิกฤตจนดัชนีปรับตัวลดลง ผลตอบแทนส่วนนี้จะถูกตรึงไว้ที่ 0% เป็นอย่างต่ำ โดยไม่ลุกลามไปกระทบฐานความคุ้มครองหรือผลประโยชน์การันตีหลักของกรมธรรม์แต่อย่างใด

 

 

โอกาสเติบโตดังกล่าวมาจากการเชื่อมโยงผลตอบแทนไว้กับดัชนีอ้างอิงระดับโลกอย่าง BNP Paribas Compass Global Multi Asset RC8 Index ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้แนวคิด Multi-Asset ครอบคลุม 4 กลุ่มสินทรัพย์หลัก ได้แก่ หุ้น ตราสารหนี้ อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน และสินค้าโภคภัณฑ์ กระจายอยู่ในภูมิภาคสำคัญของโลกทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น

 

ดัชนีนี้มีกลไกปรับสัดส่วนสินทรัพย์ตามแนวโน้มตลาด พร้อมมาตรการควบคุมความผันผวนของพอร์ตที่เป้าหมาย 8% ต่อปี ซึ่งช่วยให้ผลตอบแทนมีความมั่นคงสม่ำเสมอมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการปรับตัวลงรุนแรงของตลาด และเหมาะกับการลงทุนที่มีเป้าหมายระยะยาว

 

ดัชนีดังกล่าวเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ BNP Paribas หนึ่งในกลุ่มธนาคารใหญ่ที่สุดของยุโรป ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับ A+ จาก S&P, AA- จาก Fitch และ A1 จาก Moody’s และดำเนินธุรกิจอยู่ใน 64 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา รวมถึงอเมริกา

 

อ้างอิง
https://www.azquotes.com/quote/1259485

 

คำเตือน: ผู้ซื้อควรศึกษารายละเอียดข้อกำหนด ความคุ้มครองและเงื่อนไขในกรมธรรม์ก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง ผลิตภัณฑ์นี้มีความเสี่ยงเกี่ยวกับดัชนีอ้างอิงที่สำคัญ ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ได้จากนายหน้าประกันชีวิตของธนาคารยูโอบี รับประกันชีวิตโดย บมจ.พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย)

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)

The post ถอดสูตร ‘Protect & Grow’ ปิดความเสี่ยง เปิดโอกาสเติบโต ครบจบในแผนเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พิพัฒน์’ ถกผู้บริหารการบินไทย ยันไม่ปิด คาร์โก้ กระเป๋าตกค้างสุวรรณภูมิหมื่นใบ สั่งระดมกำลังกองทัพ-AOT เร่งเคลียร์จบใน 1-2 ต.ค. นี้ คาดฟื้นเที่ยวบินปกติ 100% ใน 7 วัน https://thestandard.co/pipat-thai-airways-clear-bags/ Thu, 01 Oct 2026 01:50:12 +0000 https://thestandard.co/pipat-thai-airways-clear-bags/ พิพัฒน์ รัชกิจประการ แถลงข่าวร่วมกับผู้บริหารการบินไทยและ AOT กรณีปัญหากระเป๋าตกค้าง

วันนี้ (30 กันยายน) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระ […]

The post ‘พิพัฒน์’ ถกผู้บริหารการบินไทย ยันไม่ปิด คาร์โก้ กระเป๋าตกค้างสุวรรณภูมิหมื่นใบ สั่งระดมกำลังกองทัพ-AOT เร่งเคลียร์จบใน 1-2 ต.ค. นี้ คาดฟื้นเที่ยวบินปกติ 100% ใน 7 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิพัฒน์ รัชกิจประการ แถลงข่าวร่วมกับผู้บริหารการบินไทยและ AOT กรณีปัญหากระเป๋าตกค้าง

วันนี้ (30 กันยายน) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิพัฒน์ รัชกิจประการ พร้อมด้วย สิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, ผู้บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

เพื่อหาแนวทางแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตปัญหาน้ำท่วมใหญ่ตั้งแต่วันที่ 26–28 กันยายน 2569 ส่งผลให้พนักงานบริการภาคพื้น (Ground Handling) ของการบินไทยไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ตามปกติ เกิดสะสมของสัมภาระตกค้างรวมกว่า 10,000 ใบ และเที่ยวบินดีเลย์หลายเที่ยว และปัญหาอาจลุกลามไปยังการให้บริการ Air Cargo สินค้าของการบินไทย ซึ่งภายหลังประชุมร่วมกันมีความคืบหน้าดังนี้

 

สถานการณ์ความระส่ำระสาย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 26, 27 และ 28 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาเที่ยวบินล่าช้าและมีสัมภาระของผู้โดยสารตกค้างสะสมเป็นจำนวนมาก ได้รับการชี้แจงอย่างเป็นทางการจาก พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย สิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, ผู้บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT

 

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิพัฒน์ รัชกิจประการระบุว่า ต้นเหตุสำคัญมาจากภัยธรรมชาติน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ส่งผลให้พนักงานของการบินไทย ซึ่งเป็นผู้ดูแลระบบบริการภาคพื้น (Ground Handling) รายใหญ่ที่สุด ไม่สามารถเดินทางออกจากบ้านมาปฏิบัติงานได้เต็ม 100% ประกอบกับการบินไทยเป็นสายการบินแห่งชาติที่รับผิดชอบปริมาณเที่ยวบินสูงที่สุด เมื่อเกิดเหตุสะสมในช่วงเวลาสั้นๆ จึงทำให้การปรับตัวทำได้ยากลำบาก ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 26–28 กันยายน มีกระเป๋าสัมภาระตกค้างสะสมรวมกันสูงถึงประมาณ 10,000 ใบ

 

สำหรับความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหานั้น ณ วันที่ 30 กันยายน สามารถดำเนินการเคลียร์และจัดส่งสัมภาระคืนแก่ผู้โดยสารไปแล้วประมาณ 1,800 ใบ คงเหลือสัมภาระตกค้างสะสมอยู่ราว 8,000 ใบ โดยส่วนหนึ่งกองอยู่ที่หน้าลาน และอีกราว 4,000 ชิ้น อยู่ในพื้นที่ด้านใน

 

ทั้งนี้ ยืนยันว่าตั้งแต่วันที่ 29 และ 30 กันยายนเป็นต้นไป การบินไทยสามารถเคลียร์สัมภาระประจำวันได้จบแบบวันต่อวัน ทำให้ไม่มียอดกระเป๋าตกค้างสะสมใหม่เพิ่มขึ้น ตัวเลขตกค้างจึงเหลือเพียงสัมภาระจากวันที่ 26–28 กันยายนเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากขีดความสามารถปกติของการคัดแยกกระเป๋าอยู่ที่ประมาณ 2,000 ใบต่อวัน และจำเป็นต้องใช้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของการบินไทยในการตรวจสอบแท็ก (Tag) และรหัสสัมภาระ ทางรัฐบาลจึงได้ประสานขอความช่วยเหลือจากกองทัพอากาศ นำกำลังพลทหารเสริมเข้ามาอีก 100 นาย เพื่อช่วยยกและขนย้ายสัมภาระ รวมถึงทาง กพท. ได้ประสานเคลื่อนย้ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่งสินค้าจำนวน 12 ชุด พร้อมเจ้าหน้าที่ขับเคลื่อนจากกองบิน 6 เข้ามาสมทบ

 

“เราพยายามเคลียร์ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1-2 ตุลาคม แต่อาจจะมี Error ไปถึงวันที่ 2 ตุลาคม ซึ่งต้องขออภัยผู้โดยสารอย่างยิ่ง” พิพัฒน์ กล่าว

 

พร้อมระบุว่าได้สั่งการให้การบินไทยและ AOT รายงานความคืบหน้าทุกๆ 8 ชั่วโมง และนัดหารือติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องทุกวัน

 

เคลียร์ชัดกระแสข่าวลือ ยืนยัน ‘ไม่ปิด Cargo การบินไทย’

 

ต่อกระแสข่าวลือสะพัดเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะต้องปิดบริการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Cargo) ของการบินไทยนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สยบข่าวลือดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยระบุว่า ได้หารือร่วมกับผู้บริหารการบินไทยและ AOT เพื่อขอร้องไม่ให้มีการหยุดหรือปิดการรับส่งสินค้า

 

แนวทางแก้ไขคือ การขอความร่วมมือให้ AOT เคลียร์พื้นที่บางส่วนภายในสนามบิน พร้อมจัดตั้งเต็นท์ป้องกันฝน เพื่อนำสินค้าที่ตกค้างบนรถบรรขนส่งมาจัดวางพักไว้ชั่วคราว ซึ่งแม้อาจทำให้กระบวนการขนส่งสินค้าเกิดการชะลอตัวลงไปบ้าง แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการปิดให้บริการ Cargo อย่างแน่นอน

 

ทั้งนี้ก่อนหน้่านี้ซึ่งก่อนหน้านี้ การบินไทย ออกประกาศแจ้งว่าจะหยุดให้บริการ Air Cargo เป็นระยะเวลา 6 วัน ระหว่าง 1-6 ตุลาคม 2569

 

[Error: Image 1 not found]

 

ในส่วนของการดูแลผู้โดยสาร การบินไทยได้จัดตั้ง War Room เพื่อเร่งคัดแยกสัมภาระและติดต่อนัดหมายผู้โดยสารตามข้อมูลคอนแทกต์ที่บันทึกไว้

 

  1. ผู้โดยสารในประเทศ/ชาวไทย สามารถเลือกรับสัมภาระเอง หรือให้จัดส่งถึงที่พัก โดยการบินไทยได้ประสานงานกับไปรษณีย์ไทยในการจัดส่งให้ฟรีตลอดเวลา
  2. ผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง (Transit) เป็นกลุ่มที่ห่วงกังวลมากที่สุด เนื่องจากผู้โดยสารบางส่วนปฏิเสธที่จะเดินทางต่อจนกว่าจะได้กระเป๋า เจ้าหน้าที่ต้องทำการรื้อค้นหาแบบรายใบเพื่อแมตชิงสัมภาระให้แก่ผู้โดยสาร
  3. การเยียวยาความเสียหาย หากสัมภาระสูญหาย การบินไทยมีประกันภัยรองรับและพร้อมรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด รวมถึงกรณีเที่ยวบินล่าช้าหรือการเปลี่ยนเที่ยวบิน การบินไทยพร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

 

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับเที่ยวบิน TG 924 วันที่ 28

 

กันยายน เส้นทางไปยังมิวนิก ซึ่งอ้างว่ามีสัมภาระตกค้าง ณ ปลายทางโดยไม่มีผู้โดยสารรับจำนวน 70 ใบนั้น พิพัฒน์ชี้แจงว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องตามมาตรการความปลอดภัยการบินระดับสากล สัมภาระจะไม่สามารถเดินทางไปกับเที่ยวบินได้หากผู้โดยสารไม่ได้ขึ้นเครื่อง

 

ยอมรับภาพลักษณ์กระทบ สื่อสารโปร่งใส ‘ไม่โยนความรับผิดชอบ’

 

พิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายถึงผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศว่า ปัจจุบันไม่สามารถปิดกั้นข้อมูลข่าวสารได้เนื่องจากทุกคนบนโลกออนไลน์คือสื่อมวลชน สิ่งสำคัญที่สุดคือการยอมรับความจริงและร่วมมือกันแก้ไขปัญหา

 

“เรื่องภาพลักษณ์เราเสีย ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้โซเชียลไปทั่วโลก ปิดกั้นไปก็ไม่มีประโยชน์ มีอะไรมาร่วมกันแก้ไขปัญหาดีกว่า วันนี้เราทำงานกันเป็น ‘ทีมประเทศไทย’ ไม่ต้องไปโยนว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบของใคร แต่พวกเราทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบและแก้ปัญหาให้จบเร็วที่สุด” พิพัฒน์ กล่าว

 

การบินไทย เร่งคลี่คลายวิกฤตบริการภาคพื้น เร่งเคลียร์กระเป๋าตกค้าง 26-28 ก.ย. คาดฟื้นเที่ยวบินปกติ 100% ใน 7 วัน

 

ชาย เอี่ยมศิริ เปิดเผยถึงสถานการณ์ด้านบุคลากรว่า ล่าสุดในช่วงเช้าของวันที่ 30 กันยายน บุคลากรด่านหน้า หรือฟรอนต์ไลน์ (Frontline) กลับเข้าปฏิบัติงานแล้วประมาณ 90% ขณะที่บุคลากรในฝ่ายปฏิบัติการ (Operation) กลับมาทำงานแล้วราว 80%

 

อย่างไรก็ตาม CEO การบินไทย ยอมรับว่า แม้กำลังพลจะกลับมาเกือบสมบูรณ์แล้ว แต่เนื่องจากยังมีภาระงานค้างสะสม (Backlog) ทั้งสัมภาระที่มองเห็นบริเวณหน้างาน รวมถึงกระเป๋าที่ยังค้างอยู่ในระบบ Transfer Terminal บริษัทฯ จึงต้องเร่งนำกำลังการผลิต (Capacity) กลับมาให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อลำเลียงผู้โดยสารตกค้างและนำสัมภาระออกจากระบบให้เร็วที่สุด

 

กางไทม์ไลน์ฟื้นฟูเที่ยวบิน ตั้งเป้าเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 7 วัน

 

ในด้านการบริหารจัดการเที่ยวบิน การบินไทยได้เปิดเผยโครงสร้างเที่ยวบินและแผนการฟื้นฟู ดังนี้

 

  • ภาวะปกติ: การบินไทยมีเที่ยวบินขาออกอยู่ที่ประมาณ 115 เที่ยวบินต่อวัน (หากนับรวมเที่ยวบินไป-กลับ จะอยู่ที่ 230 เที่ยวบิน)
  • ช่วงเกิดปัญหา: ในวันที่ 2 ของการเกิดเหตุ บริษัทฯ จำเป็นต้องปรับลดเที่ยวบินลงไปประมาณ 28 เที่ยวบิน
  • วันที่ 1 ตุลาคม: ปรับลดการยกเลิกเที่ยวบินเหลือเพียง 15 เที่ยวบิน ทำให้สามารถเปิดทำการบินได้ 100 เที่ยวบิน
  • วันที่ 2 ตุลาคม: ขยับเพิ่มเที่ยวบินขึ้นมาอยู่ที่ 105 เที่ยวบิน ซึ่งเข้าใกล้กับ Capacity ปัจจุบัน
  • เป้าหมาย 7 วัน: ตั้งเป้าหมายนำเที่ยวบินกลับเข้าสู่ระดับปกติที่ 115 เที่ยวบินต่อวัน ภายใน 7 วัน ซึ่งเมื่อประเมินจากไทม์ไลน์ปัจจุบันเชื่อว่าเป็นไปได้อย่างแน่นอน

 

ตั้งทีมเฉพาะกิจเคลียร์กระเป๋า 26-28 ก.ย. ได้ ทอท. เสริมทัพ

 

สำหรับมาตรการเยียวยาและจัดการสัมภาระของผู้โดยสาร ชาย เอี่ยมศิริ ระบุว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญสูงสุด กับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในช่วงวันที่ 26, 27 และ 28 กันยายน โดยได้จัดแบ่งทีมงานออกเป็นชุดเฉพาะกิจเพื่อรับหน้าที่เคลียร์และจัดส่งกระเป๋าที่ยังตกค้างคืนแก่ผู้โดยสารโดยเฉพาะ

 

นอกจากนี้ การบินไทยยังได้แสดงความขอบคุณไปยัง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) ที่ได้ส่งทีมงานเข้ามาช่วยเหลือในการจัดสรรพื้นที่เพิ่มเติม พร้อมทั้งช่วยจัดระบบคัดแยกสัมภาระให้มีความรวดเร็วและเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น

The post ‘พิพัฒน์’ ถกผู้บริหารการบินไทย ยันไม่ปิด คาร์โก้ กระเป๋าตกค้างสุวรรณภูมิหมื่นใบ สั่งระดมกำลังกองทัพ-AOT เร่งเคลียร์จบใน 1-2 ต.ค. นี้ คาดฟื้นเที่ยวบินปกติ 100% ใน 7 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดประวัติ ‘ชนมาศ’ ผู้หญิงคนต่อไปที่มานั่ง CFO คุมการเงิน ของ ปตท. พร้อมเจาะลึกเส้นทางทำงานตลอดหลายสิบปีในกลุ่ม PTT https://thestandard.co/chanamas-sasananand-ptt-cfo/ Wed, 30 Sep 2026 09:12:44 +0000 https://thestandard.co/chanamas-sasananand-ptt-cfo/ ภาพบุคคล ชนมาศ ศาสนนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินคนใหม่ของ ปตท.

คณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ไ […]

The post เปิดประวัติ ‘ชนมาศ’ ผู้หญิงคนต่อไปที่มานั่ง CFO คุมการเงิน ของ ปตท. พร้อมเจาะลึกเส้นทางทำงานตลอดหลายสิบปีในกลุ่ม PTT appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบุคคล ชนมาศ ศาสนนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินคนใหม่ของ ปตท.

คณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ได้แต่งตั้ง ชนมาศ ศาสนนันทน์ เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน หรือ PTT โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป เพื่อมาแทน ภัทรลดา สง่าแสง จะสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งหรือเกษียณการทำงานในวันนี้ (30 กันยายน 2569)

 

 

โดยชนมาศ ถือเป็นผู้บริหารมือดีที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินที่มีประสบการณ์การทำงานบริษัทในกลุ่ม ปตท. มาแล้วหลายแห่ง ในเส้นทางทำงานตลอดหลายสิบปี ทั้งงานด้านบริหารการเงิน และการลงทุนในกลุ่ม ปตท. เคยรับตำแหน่งสำคัญ อาทิ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์และบริหารการเงิน ของ PTT

 

เปิดประวัติ ‘ชนมาศ ศาสนนันทน์’

 

ปัจจุบัน ชนมาศ ดำรงรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินและการบัญชี ของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ปัจจุบัน อายุ 57 ปี

 

วันที่ดำรงตำแหน่ง

 

  • รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินและการบัญชี ของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567

 

ประวัติการศึกษา

 

  • Master of Business Administration, University of South Carolina (USA)
  • บริหารธุรกิจบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์กับ ปตท.สผ.

 

  • 2566-2567: รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
  • 2564 – 2566: ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์และบริหารการเงินองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
  • 2562 – 2563: ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน
  • 2561: ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตรวจสอบ (รวมรักษาการ)
  • 2557 – 2560: ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายตลาดทุนและนักลงทุนสัมพันธ์
  • 2553 – 2557: ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการเงิน

 

การฝึกอบรม

 

  • The Essential Subsidiary Governance Training for The Board โดย สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
  • EP LEAD III Leadership Development Program โดย IMD
  • Leadership Development Program II (LDP II) โดย สถาบันพัฒนาผู้นำและการเรียนรู้กลุ่มปตท.
  • TLCA Executive Development Program โดย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย
  • หลักสูตรนักบริหารการเงินการคลังภาครัฐระดับสูง (บงส.) โดย กรมบัญชีกลาง
  • Senior Executive Program โดย สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

The post เปิดประวัติ ‘ชนมาศ’ ผู้หญิงคนต่อไปที่มานั่ง CFO คุมการเงิน ของ ปตท. พร้อมเจาะลึกเส้นทางทำงานตลอดหลายสิบปีในกลุ่ม PTT appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ทำไมถึงเป็นข่าวดีหุ้นโลกพร้อม เจาะดีลลดภาษี 3 หมื่นล้านสหรัฐฯ-จีน แค่ Sentiment ชั่วคราว? https://thestandard.co/why-are-the-us-midterm-elections-good-news/ Wed, 30 Sep 2026 07:56:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1261918 ภาพกราฟิกการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พร้อมข้อความระบุผลกระทบต่อสินทรัพย์ลงทุนโลก

ท่ามกลางภูมิทัศน์การลงทุนโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้ […]

The post เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ทำไมถึงเป็นข่าวดีหุ้นโลกพร้อม เจาะดีลลดภาษี 3 หมื่นล้านสหรัฐฯ-จีน แค่ Sentiment ชั่วคราว? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พร้อมข้อความระบุผลกระทบต่อสินทรัพย์ลงทุนโลก

ท่ามกลางภูมิทัศน์การลงทุนโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ยังมี 4 ประเด็นใหญ่ที่มีผลต่อทิศทางสินทรัพย์ทั่วโลก ได้แก่ ข้อตกลงลดภาษีสหรัฐฯ-จีน, ทิศทางการพัฒนา AI, สถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ และการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พร้อมคำแนะนำการจัดพอร์ตการลงทุนอย่างยั่งยืน

 

 
 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า จากการบรรลุข้อตกลงระหว่างประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน และ โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในการลดภาษีนำเข้าระหว่างกันมูลค่าราว 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งสองฝั่งนั้น ประเมินว่า สินค้าที่นำมารวมในดีลนี้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ (Non-strategic goods) เช่น ของเล่นเด็ก อุปกรณ์มือถือ อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก และสินค้าเกษตร ขณะที่สินค้าเชิงยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง Semiconductor หรือชิปขั้นสูง ยังไม่ได้ถูกยกขึ้นมาหารือในรอบนี้

 

เมื่อพิจารณาในแง่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ มูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเพียงประมาณ 10% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากจีนของสหรัฐฯ (ราว 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และเมื่อเทียบกับการส่งออกของสหรัฐฯ ไปจีนที่ราว 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงถือว่าไม่ได้มีผลกระทบเชิงปริมาณมหาศาล

 

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้สร้าง Sentiment เชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน ในระยะสั้น ช่วยชะลอการขยายตัวของสงครามการค้าออกไป และเลื่อนกำหนดการขึ้นภาษีที่เดิมจะมีขึ้นในวันที่ 10 พฤศจิกายน ออกไปอีก 2 เดือน

 

ปมพัฒนา AI ไร้สัญญาณชะลอตัว – จีนผ่อนคลายไฟเขียวซื้อชิป Nvidia

 

ในส่วนของกระแสความกังวลเรื่องความปลอดภัยและการเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากผู้บริหารห้องปฏิบัติการ AI บางแห่ง SCB CIO มองว่า ในความเป็นจริงทั้งผู้นำสหรัฐฯ และจีนต่างไม่มีแนวคิดที่จะชะลอการพัฒนา AI แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นการแข่งขันที่ดุเดือด หากประเทศใดหรือบริษัทใดชะลอการพัฒนา ก็เสี่ยงที่จะพ่ายแพ้และตามไม่ทันในตลาดโลก ทิศทางหลังจากนี้จึงจะเป็นการพัฒนาควบคู่ไปกับการออกกฎระเบียบกำกับดูแลมากกว่า

 

แม้การหารือระดับชาติด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะถูกเลื่อนออกไปในเดือนพฤศจิกายน แต่ภายหลังการเจรจา มีรายงานข่าวว่าจีนอาจผ่อนคลายมาตรการ เพื่ออนุญาตให้บริษัทภายในประเทศสามารถเข้าซื้อชิปจาก Nvidia ได้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกชั่วคราวต่อกลุ่มเทคโนโลยี

 

สงครามตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ ทำไมทรัมป์ถึงยังไม่รีบจบดีล

 

ด้านสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 107–108 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะย่อตัวลงมาอยู่ที่ระดับปลาย 90 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกดดันให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัว และดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี โดย Yield อายุ 10 ปี อยู่ที่ 5.2% และ Yield อายุ 30 ปี อยู่ที่ 5.6% ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1–2 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าอาจปรับขึ้นได้ถึง 3–4 ครั้งในรอบ 1 ปีข้างหน้า

 

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ล่าสุดขยับขึ้นมาอยู่ที่ 13.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน (จากระดับปกติก่อนสงครามที่ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน และช่วงพีคของความขัดแย้งที่ลดลงเหลือเพียง 1–2 ล้านบาร์เรลต่อวัน)

 

การที่น้ำมันยังคงถูกขนส่งและลักลอบส่งออกได้ถึง 2 ใน 3 ของภาวะปกติ ทำให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ยอมรับข้อเสนอของอิหร่าน (ที่เสนอเปิดช่องแคบฮอร์มุซและคุยเรื่องนิวเคลียร์ แลกกับการปลดล็อกการอายัดสินทรัพย์และการคว่ำบาตรน้ำมัน) ส่งผลให้การเจรจาถูกลากยาวออกไปเกินช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม และกลายเป็นปัจจัยรบกวน (Noise) ที่สร้างความผันผวนในระยะสั้น

 

เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 3 พ.ย. สู่ภาวะ ‘Divided Government’ ข่าวดีตลาดหุ้น

 

สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นส่วนใหญ่ชี้ไปในทางเดียวกันว่า พรรคเดโมแครต (Democrats) มีแนวโน้มสูงที่จะครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และวุฒิสภา (สว.)

 

SCB CIO วิเคราะห์ว่า หากผลออกมาในรูปแบบนี้จริง จะเกิดภาวะที่เรียกว่า ‘Divided Government’ หรือรัฐบาลแบ่งแยกอำนาจ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน จะไม่สามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้เหมือนช่วงก่อนหน้า

 

ทำไมถึงเป็นข่าวดีของตลาดหุ้น?

 

  • สภาที่มีเดโมแครตครองเสียงข้างมาก จะช่วยคานอำนาจและยับยั้งนโยบายสุดโต่ง (Extreme Policies) เช่น การก่อสงครามการค้ารุนแรง หรือการอนุมัติงบประมาณสงครามก้อนโตในปีถัดไป
  • ตลาดหุ้นมักชอบภาวะ Divided Government เนื่องจากมีความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายต่ำ เสถียรภาพทางการเมืองสูงขึ้น และลดความเสี่ยงจากนโยบายที่ไม่คาดคิดของทรัมป์

 

กลยุทธ์จัดพอร์ตการลงทุนรับมือความผันผวน

 

จากปัจจัยทั้งหมดข้างต้น ชาตรี โรจนอาภา ได้ให้คำแนะนำในการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) รายประเภท ดังนี้

 

1. ตราสารหนี้ (Fixed Income) เน้นระยะสั้น (1–3 ปี)

 

  • ต้องเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจาก Bond Yield สหรัฐฯ พุ่งขึ้นรวดเร็ว (10 ปี อยู่ที่ 5.2%, 30 ปี อยู่ที่ 5.6%) ทำให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Risk/Reward) ในระยะนี้ยังไม่คุ้มค่า
  • คำแนะนำ: เลือกลงทุนในพันธบัตรหรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น อายุเฉลี่ย 1–3 ปี เพื่อพักเงิน และควรรอให้ทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ชัดเจนว่าใกล้แตะจุดสูงสุดแล้ว จึงค่อยพิจารณาเพิ่มอายุตราสาร (Duration)

 

1. ตลาดหุ้น (Equities) ระยะยาวยังไปต่อได้ เน้นกลยุทธ์ยืดหยุ่น

 

  • ในระยะยาว ตลาดหุ้นยังมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนจากการเติบโตของกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียน โดยไตรมาส 3 คาดว่าจะเติบโต 25–27% และปีหน้าเติบโตต่อที่ 15–17% รวมทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง
  • คำแนะนำ: เนื่องจากระยะสั้นมีความผันผวนสูงจาก Bond Yield และสงคราม แนะนำเลือกลงทุนใน กองทุนผสมแบบยืดหยุ่น (Flexible Multi-Asset) เพื่อให้ผู้จัดการกองทุนปรับสัดส่วนตามสถานการณ์ หรือเลือกกลยุทธ์ที่ไม่ผันผวนตามทิศทางตลาด เช่น Market Neutral หรือ Absolute Return
  • สำหรับนักลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth): อาจพิจารณาสินทรัพย์ทางเลือก เช่น Structured Notes / Structured Products ที่มีโครงสร้างคุ้มครองเงินต้นหรือคุ้มครองความเสี่ยงในตลาดขาลง

 

1. ทองคำ (Gold) จุดทยอยสะสมระยะยาว

 

  • ราคาทองคำย่อตัวลงมาอยู่ที่ราว 4,100–4,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ใกล้จุดต่ำสุดเดิมที่ราว 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ผลจากแรงกดดันเรื่องสงคราม ราคาน้ำมัน และดอกเบี้ย
  • คำแนะนำ: ระดับราคาปัจจุบันที่ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐ มีความน่าสนใจในการ ทยอยสะสมระยะยาว เนื่องจากมองว่าสงครามในตะวันออกกลางจะคลี่คลายในที่สุด ราคาน้ำมันจะปรับลง และเมื่อ Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยจนสุดทาง ราคาทองคำจะมีโอกาสฟื้นตัว

 

ภาพ: Andrew Angelov / Shutterstock

The post เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ทำไมถึงเป็นข่าวดีหุ้นโลกพร้อม เจาะดีลลดภาษี 3 หมื่นล้านสหรัฐฯ-จีน แค่ Sentiment ชั่วคราว? appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยดิ่ง 33 จุด แตะ 1,560 จุด ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ต่างชาติเทขาย 40,000 ล้านบาท ใน 2 เดือน https://thestandard.co/thai-stock-market-drop-foreign-selloff/ Wed, 30 Sep 2026 06:21:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1261869 ภาพแสดงกราฟหุ้นไทยร่วงลง พร้อมข้อความเงินทุนไหลออก 40,000 ล้านบาท

หุ้นไทย (SET) ร่วง 33.85 จุด ลงแตะระดับ 1,560.45 จุด ใน […]

The post หุ้นไทยดิ่ง 33 จุด แตะ 1,560 จุด ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ต่างชาติเทขาย 40,000 ล้านบาท ใน 2 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงกราฟหุ้นไทยร่วงลง พร้อมข้อความเงินทุนไหลออก 40,000 ล้านบาท

หุ้นไทย (SET) ร่วง 33.85 จุด ลงแตะระดับ 1,560.45 จุด ในครึ่งเช้าวันนี้ (30 กันยายน) ทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 3 เดือน นักวิเคราะห์ชี้ดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ น้ำมันแพง และบาทอ่อน เร่งเงินทุนไหลออก (capital outflow) 40,000 ล้านบาท ใน 2 เดือน ขณะแรงขายสถาบันไทยตามฤดูกาลเดือนกันยายนซ้ำเติม

 

 
 

ล่าสุด ณ เวลา 12.30 น. ดัชนี SET ปิดที่ 1,562.83 จุด ลดลง 31.47 จุด จากวันก่อนหน้า โดยช่วง 6 วันทำการก่อนหน้านี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องราว 20,000 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีนี้ การซื้อสุทธิของต่างชาติลดลงจาก 75,000 ล้านบาท มาเหลือ 35,000 ล้านบาท

 

ดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ-น้ำมันแพง จุดชนวน Capital Outflow

 

ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ความเสี่ยงเรื่อง capital outflow หรือเงินทุนไหลออก เป็นประเด็นที่ตลาดพูดถึงมาราว 2 เดือนแล้ว และตอนนี้กำลังเกิดขึ้นจริง เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยห่างกันมาก โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real interest rate) หรืออัตราดอกเบี้ยหลังหักเงินเฟ้อ ซึ่งของไทยติดลบ ขณะที่ของต่างประเทศสูงเกิน 2% ผลที่ตามมาคือเงินบาทอ่อนค่า

 

อีกปัจจัยคือช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่เปิด ทำให้ไทยต้องนำเข้าน้ำมันในราคาแพง ซึ่งนำไปสู่การขาดดุลการค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะเดียวกันรัฐบาลเลือกใช้งบประมาณอุดหนุนราคาน้ำมัน ทำให้ขาดดุลงบประมาณเพิ่ม และยิ่งกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอีก

 

ส่วนคำถามว่าทำไมไทยไม่ขึ้นดอกเบี้ย ประกิตระบุว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณแล้วว่าทำได้ยาก และเมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วม การขึ้นดอกเบี้ยยิ่งเป็นไปได้ยากขึ้น ขณะที่ราคาสินค้าอาหารก็มีแนวโน้มแพงขึ้นอีก

 

แรงขายเริ่มลามจาก ‘บอนด์’ สู่ ‘หุ้นแบงก์’

 

ประกิตระบุว่า ที่ผ่านมาเงินทุนไหลออกผ่านตลาดตราสารหนี้เป็นหลัก แต่ตอนนี้เริ่มเห็นแรงขายในหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ (29 กันยายน) หากตรวจสอบข้อมูลรายโบรกเกอร์จะพบแรงขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่มีลูกค้าต่างชาติกระจุกตัว เช่น JPMorgan, KKPS และ CLSA

 

อย่างไรก็ดี ประกิตประเมินว่าเงินทุนไม่น่าจะไหลออกต่อเนื่องยาวนาน เพราะสถานการณ์ต่างจากเมื่อ 2 ปีก่อนที่การไหลออกเกิดจากความไม่เชื่อมั่นในประเทศไทย รอบนี้จึงเชื่อว่าเงินทุนมีโอกาสไหลกลับได้

 

ปัจจัยที่จะช่วยได้มากที่สุดคือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ซึ่งอาจทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มอ่อนค่า

 

ในเชิงดัชนี ประกิตมองว่า SET ไม่น่าจะลงต่ำกว่า 1,500 จุด เพราะ valuation ไม่แพงแล้ว และมองว่าเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นกลุ่มธนาคาร แต่แนะนำให้รอดูสถานการณ์สักระยะ โดยติดตามจากรายชื่อโบรกเกอร์ที่ขายเป็นหลัก

 

เดือนกันยายน ฤดูไถ่ถอนของสถาบันในประเทศ

 

ด้าน ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ตั้งข้อสังเกตว่า แรงขายส่วนหนึ่งน่าจะมาจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ โดยเฉพาะการไถ่ถอน (redemption) ของกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการเกษียณอายุ ซึ่งมักเกิดขึ้นช่วงสิ้นเดือนกันยายน

 

จากสถิติตั้งแต่ปี 2014 เดือนกันยายนเป็นเดือนที่นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากเดือนมกราคม ซึ่งแรงขายในเดือนมกราคมเป็นปัจจัยทางเทคนิคจากกองทุนที่ครบกำหนดระยะเวลาถือครอง ส่วนเดือนกันยายนเป็นผลจากการเกษียณอายุของผู้ลงทุนจำนวนมากที่ลงทุนในตลาดหุ้นด้วย โดยในช่วงปี 2014 – 2025 สถาบันในประเทศขายสุทธิในเดือนกันยายนเฉลี่ยราว 3,800 ล้านบาท

 

ปีนี้พอร์ตของนักลงทุนสถาบันในประเทศเน้นหุ้นขนาดใหญ่ที่ outperform ตลาด โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน และธนาคาร ซึ่ง 2 กลุ่มหลังโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน วันนี้ทั้ง 3 กลุ่มถูกเทขายอย่างหนัก หากมองเฉพาะวันนี้จึงไม่น่าจะเป็นอิทธิพลของ fund flow ต่างชาติ

 

ส่วนช่วง 6 วันก่อนหน้า แรงขายมาจาก fund flow ที่ถูกกดดันจากบอนด์ยีลด์และเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า แต่ในช่วงวันที่ผ่านมาเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้น

 

“แรงขายต่างชาติจากนี้ขึ้นกับราคาน้ำมัน บอนด์ยีลด์ และเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งท้ายที่สุดขึ้นกับท่าทีของสหรัฐฯ และอิหร่าน หากราคาน้ำมันทรงตัวราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและไม่ทะลุ 105 ดอลลาร์ จะช่วยให้บอนด์ยีลด์และดอลลาร์ไม่ปรับขึ้นต่อ และแรงขายน่าจะชะลอลง” ณัฐชาติกล่าว

 

EPS จำกัด Upside ต้องจับตา MSCI Indonesia

 

ขณะที่ สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ระบุว่าตลาดวันนี้ได้รับผลกระทบจาก 3 ปัจจัย

 

ปัจจัยแรกคือกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดที่ปรับขึ้นจาก 95 บาท เป็น 110 บาท ทำให้ upside เริ่มจำกัด และปีหน้า EPS อาจลดลงเล็กน้อยเหลือราว 105 บาท ต่ำกว่า Bloomberg consensus ที่ 115 บาท

 

ปัจจัยที่สองคือ fund flow ที่ขายออกมาแล้วราว 40,000 ล้านบาท โดยต้องติดตามประเด็น MSCI Indonesia ต่อ หลังการลดน้ำหนักอินโดนีเซียก่อนหน้านี้ทำให้ต่างชาติขายหุ้นอินโดนีเซียออก 4,000-5,000 ล้านดอลลาร์ และกระจายเงินไปยังตลาดอื่น หากอินโดนีเซียเริ่มมีพัฒนาการเชิงบวก เงินส่วนหนึ่งอาจไหลกลับไป

 

ปัจจัยที่สามคือความกังวลเรื่องน้ำท่วม ซึ่งต้องติดตามต่อเพราะอาจซ้ำเติมตลาด ในเชิงเทคนิค สรพลให้แนวรับแรกที่ 1,565 จุด ซึ่งเป็นโอกาสทยอยสะสม และแนวรับถัดไปที่ 1,520 จุด

The post หุ้นไทยดิ่ง 33 จุด แตะ 1,560 จุด ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ต่างชาติเทขาย 40,000 ล้านบาท ใน 2 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็คข้อมูลเพิ่มเติม! ‘การบินไทย’ ยกเลิกเที่ยวบินเพิ่มอีก 37 เที่ยวบินทั้งในและต่างประเทศ วันที่ 29 ก.ย. – 1 ต.ค. 69 https://thestandard.co/thai-airways-cancel-flights/ Wed, 30 Sep 2026 05:01:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1261785 ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลการบินไทยยกเลิกเที่ยวบินเพิ่ม 37 เที่ยวบิน ช่วง 29 ก.ย. - 1 ต.ค. 69

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ออกแถลงการณ์ปร […]

The post เช็คข้อมูลเพิ่มเติม! ‘การบินไทย’ ยกเลิกเที่ยวบินเพิ่มอีก 37 เที่ยวบินทั้งในและต่างประเทศ วันที่ 29 ก.ย. – 1 ต.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลการบินไทยยกเลิกเที่ยวบินเพิ่ม 37 เที่ยวบิน ช่วง 29 ก.ย. - 1 ต.ค. 69

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ออกแถลงการณ์ประกาศแจ้งยกเลิกเที่ยวบินบางเส้นทางเพิ่มเติม วันที่ 29 กันยายน – 1 ตุลาคม 2569 ดังนี้

 

 
 

29 กันยายน 2569

 

เส้นทางระหว่างประเทศ

 

  1. กรุงเทพฯ-ธากา TG339
  2. กรุงเทพฯ-โซล TG658
  3. กรุงเทพฯ-บังกาลอร์ TG325
  4. กรุงเทพฯ-ซัปโปโร TG670
  5. กรุงเทพฯ-นิวเดลี TG331

 

30 กันยายน 2569

 

เส้นทางภายในประเทศ

 

  1. กรุงเทพฯ-ภูเก็ต TG201
  2. กรุงเทพฯ-ภูเก็ต TG205
  3. กรุงเทพฯ-ภูเก็ต TG217
  4. กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ TG102
  5. กรุงเทพฯ-ขอนแก่น TG040
  6. กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี TG020
  7. กรุงเทพฯ-อุดรธานี TG002

 

เส้นทางระหว่างประเทศ

 

  1. กรุงเทพฯ-มิวนิก TG924
  2. กรุงเทพฯ-บรัสเซลส์ TG934
  3. กรุงเทพฯ-โคเปนเฮเกน TG950
  4. กรุงเทพฯ-ซูริก TG970
  5. กรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม TG936
  6. กรุงเทพฯ-ลอนดอน TG916
  7. กรุงเทพฯ-ฮ่องกง TG638
  8. กรุงเทพฯ-แฟรงก์เฟิร์ตTG922
  9. กรุงเทพฯ-ไทเป TG632
  10. กรุงเทพฯ-โอซากา TG622
  11. กรุงเทพฯ-โซลTG656
  12. กรุงเทพฯ-โตเกียว (นาริตะ) TG642
  13. กรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์ TG417
  14. กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ TG403
  15. กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ TG407
  16. กรุงเทพฯ-นิวเดลี TG315
  17. กรุงเทพฯ-มุมไบ TG317
  18. กรุงเทพฯ-ซิดนีย์ TG475
  19. กรุงเทพฯ-โตเกียว (ฮาเนดะ)TG660
  20. กรุงเทพฯ-มะนิลา TG620
  21. กรุงเทพฯ-ฮ่องกง TG600

 

1 ตุลาคม 2569

 

เส้นทางระหว่างประเทศ

 

  1. กรุงเทพฯ-ปารีส TG930
  2. กรุงเทพฯ-บรัสเซลส์ TG934
  3. กรุงเทพฯ-มิลาน TG940
  4. กรุงเทพฯ-สตอกโฮล์ม TG960

 

ผู้โดยสารสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ THAI Overseas Contact Center โทร. +65 6351 0992 หรือ THAI Contact Center +66 2 356 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง หรืออีเมล [email protected]

 

The post เช็คข้อมูลเพิ่มเติม! ‘การบินไทย’ ยกเลิกเที่ยวบินเพิ่มอีก 37 เที่ยวบินทั้งในและต่างประเทศ วันที่ 29 ก.ย. – 1 ต.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
EGCO รุกธุรกิจพลังงานสีเขียวปิดดีลซื้อหุ้น 49% โรงไฟฟ้าลม-โซลาร์ ‘Pinnacle IV’ในสหรัฐฯ ขนาด 339 เมกะวัตต์ รับรู้รายได้ทันที https://thestandard.co/egco-pinnacle-iv-us-power/ Wed, 30 Sep 2026 01:52:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1261698 ธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ประกาศปิดดีลเข […]

The post EGCO รุกธุรกิจพลังงานสีเขียวปิดดีลซื้อหุ้น 49% โรงไฟฟ้าลม-โซลาร์ ‘Pinnacle IV’ในสหรัฐฯ ขนาด 339 เมกะวัตต์ รับรู้รายได้ทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ประกาศปิดดีลเข้าถือหุ้น 49% ในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ‘Pinnacle IV กำลังผลิตรวม 339 เมกะวัตต์(MW) ในสหรัฐฯ เสริมพอร์ตพลังงานหมุนเวียนรวมแตะ 1,785 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 26% ของกำลังผลิตทั้งหมด รับรู้กระแสเงินสดและส่วนแบ่งกำไรทันที

 

ธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO เปิดเผยว่า บริษัทมีทิศทางและนโยบายที่ชัดเจนในการเร่งขยายพอร์ตพลังงานสีเขียว ทั้งโครงการในประเทศและต่างประเทศ การเข้าลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน Pinnacle IV ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญตามกลยุทธ์ POWER4 ที่เน้นย้ำเรื่อง Profitability and Performance Energizing เราคัดเลือกสินทรัพย์พลังงานหมุนเวียนคุณภาพสูงที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว เพื่อสร้างการเติบโตอย่างสมดุล มุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดทั่วโลก และยกระดับเสถียรภาพการทำกำไรของบริษัทในระยะยาว

 

สำหรับการลงทุนครั้งนี้ดำเนินการผ่าน EGCO Pinnacle IV, LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO ถือหุ้นทั้งหมด โดยบรรลุข้อตกลงโอนหุ้นสัดส่วน 49% เสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ร่วมกับพันธมิตรผู้พัฒนาโครงการระดับโลก Apex Clean Energy Holdings, LLC ที่ยังคงถือหุ้นในสัดส่วน 51%

 

ธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO

ธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO

 

ทั้งนี้กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน Pinnacle IV ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานลม Timbermill Wind ขนาด 189 เมกะวัตต์ ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Coldwater Solar ขนาด 150 เมกะวัตต์ ในรัฐมิชิแกน ซึ่งมีจุดเด่นเชิงยุทธศาสตร์การเงินและการดำเนินงาน 3 ประการ ได้แก่

 

  • รับรู้รายได้ทันที ไร้ความเสี่ยงด้านการพัฒนา (Commercialized Assets)โครงการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว จึงสามารถสร้างผลตอบแทนและกระแสเงินสดกลับเข้าสู่ EGCO Group ได้ทันทีตั้งแต่วันแรกที่ปิดดีล
  • ปักหมุดใน 2 ตลาดไฟฟ้าพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ (PJM & MISO) ทั้งในรัฐนอร์ทแคโรไลนาและมิชิแกน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และมีโครงข่ายรองรับการเติบโตของพลังงานสะอาดอย่างมีเสถียรภาพ
  • กระแสเงินสดมั่นคงด้วยสัญญาระยะยาว (Investment-Grade Offtakers) มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RECs) ระยะยาวกับคู่สัญญาที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ ในระดับน่าลงทุน สร้างรายได้ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ในระยะยาว ต่อยอด New S-Curve ในสหรัฐฯ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ธวัชชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า EGCO Group จะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เรายังคงเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนพอร์ตพลังงานสีเขียวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเตรียมความพร้อมประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศ (PDP 2026 / Direct PPA) ควบคู่ไปกับการรุกขยายสินทรัพย์พลังงานสะอาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฐานยุทธศาสตร์อันดับ 2 ของบริษัท

 

โดยการผนึกกำลังระหว่าง Pinnacle IV กับพอร์ตเดิมที่มี ทั้งกลุ่ม Apex Clean Energy, Pinnacle II, Linden Cogen และ Compass Portfolio จะทำให้ EGCO Group มีโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอที่ยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง พร้อมตอบสนองต่อ Megatrend ความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวที่เติบโตแบบก้าวกระโดด รองรับ Data Center เทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตอกย้ำวินัยทางการเงินที่เข้มงวด และความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลตอบแทนระดับ Gold Standard แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน

The post EGCO รุกธุรกิจพลังงานสีเขียวปิดดีลซื้อหุ้น 49% โรงไฟฟ้าลม-โซลาร์ ‘Pinnacle IV’ในสหรัฐฯ ขนาด 339 เมกะวัตต์ รับรู้รายได้ทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งทะลุปรอท ทำนิวไฮรอบกว่า 20 ปี ทำไมรอบนี้ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ‘แรงกระแทกเบากว่าอดีต’ พร้อมเปิดยุทธศาสตร์รับมือดอลลาร์-บาท https://thestandard.co/us-bond-yield-thailand-impact/ Tue, 29 Sep 2026 09:17:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1261465 เหรียญ 10 บาทไทยวางอยู่บนกราฟบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งสูง

ภาวะการเงินโลกกลับมากดดันตลาดสินทรัพย์อีกครั้ง หลังอัตร […]

The post เจาะลึกบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งทะลุปรอท ทำนิวไฮรอบกว่า 20 ปี ทำไมรอบนี้ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ‘แรงกระแทกเบากว่าอดีต’ พร้อมเปิดยุทธศาสตร์รับมือดอลลาร์-บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหรียญ 10 บาทไทยวางอยู่บนกราฟบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งสูง

ภาวะการเงินโลกกลับมากดดันตลาดสินทรัพย์อีกครั้ง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury Yield) ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี ขณะที่บอนด์ยีลด์อายุ 30 ปี ปรับขึ้นสู่งระดับสูงสุดในรอบกว่า 22 ปี ปรากฏการณ์ดังกล่าวกระตุ้นให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า กดดันราคาทองคำร่วงลงอย่างหนัก และส่งผลกระทบลูกคลื่นมายังตลาดพันธบัตรและค่าเงินบาทของไทย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส (SCB FM) ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า การพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ในรอบนี้มีปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ต่างไปจากวิกฤตครั้งก่อนๆ โดยเกิดจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้

 

  1. ปัญหาการคลังและอุปทานพันธบัตรสหรัฐฯ (Bond Supply Imbalance) สหรัฐฯ กำลังเผชิญความกังวลเรื่องดุลการคลัง หนี้สาธารณะที่อยู่ระดับสูง จากการเก็บภาษีและรายได้อัตราภาษีศุลกากร (Tariff) ได้น้อยลง ขณะที่มีรายจ่ายจากการสนับสนุนสงครามเพิ่มขึ้น แม้ภาครัฐจะพยายามลดการออกพันธบัตรระยะยาวและมีมาตรการ Buyback แต่ก็เอาไม่อยู่ เนื่องจากมีปริมาณการออกบอนด์ภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี (Tech) ออกมาในตลาดเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาด (Supply Glut) ขณะที่อุปสงค์ชะลอตัว
  2. ราคาน้ำมันดิบพุ่งและแรงกดดันเงินเฟ้อ ข่าวการโจมตีท่อส่งก๊าซ East-West ของซาอุดีอาระเบีย ประกอบกับการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ส่อแววถึงทางตัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นทันที ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจึงกลับมาระบาด ทำให้ตลาดกลัวว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายรุนแรงขึ้น
  3. ตลาด Price-in โทน Hawkish สุดขั้ว ตลาดไม่ได้ตั้งคำถามแล้วว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ แต่กำลังคำนวณว่า Fed จะขึ้นอีกกี่ครั้ง ข้อมูล Forward Curve สะท้อนว่านักลงทุนประเมินว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในไตรมาสที่เหลือของปีนี้ และขึ้นอีกเกือบ 3 ครั้งในปีหน้า รวมเป็นการปรับขึ้นอีกราว 1.00% สูงสุดไปแตะระดับเกือบ 5% ซึ่งจะส่งผลให้ภาวะการเงินโลกตึงตัวอย่างหนัก

 

ทำไมรอบนี้ ตลาด EM-ไทย ถึงมี ‘เกราะป้องกัน’ กระทบน้อยกว่าปี 2013 และ 2022

 

แม้หน้าข่าวจะระบุว่าบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี แต่เมื่อพิเคราะห์เนื้อใน วชิรวัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) และประเทศไทยถือว่าจำกัดกว่าในอดีตอย่างชัดเจน

 

เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ Taper Tantrum ปี 2013 (Fed ส่งสัญญาณลด QE) และ ปี 2022 (Fed เร่งขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อจากคอขวดห่วงโซ่อุปทาน)

 

  • ค่าเงินกลุ่ม EM: รอบนี้ค่าเงิน EM โดยเฉลี่ยอ่อนค่าลงเพียงประมาณ 1% ขณะที่ปี 2013 และ 2022 ค่าเงิน EM เคยพุ่งอ่อนค่าลงถึง 6-7%
  • ตลาดพันธบัตร EM: ยีลด์พันธบัตร EM ปรับขึ้นเพียง 10 กว่า bps เปรียบเทียบกับอดีตที่เคยพุ่งสูงถึง 70-90 bps
  • ตลาดหุ้น EM: ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) ของตลาดหุ้น EM โดยรวมยังคงเป็นบวก ในขณะที่ปี 2022 ดิ่งลงไปถึง -30%
  • ค่าเงินบาท: เงินบาท YTD อ่อนค่าลงราว 7% ซึ่งน้อยกว่าช่วงวิกฤตอดีตที่เคยอ่อนค่าลึกถึง 10-15%

 

ปัจจุบันกลุ่มประเทศ EM มี Cushion หรือเสถียรภาพภาคต่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้นมาก ทั้งดุลการชำระเงิน (Balance of Payments) ทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Reserve) ที่สูงขึ้น และอัตราการพึ่งพาหนี้ต่างประเทศที่ลดลง นอกจากนี้ ช็อกรอบนี้มาจากปัญหาอุปทานการคลังและภูมิรัฐศาสตร์ภายในสหรัฐฯ เอง ไม่ได้เกิดจากปัญหาเงินเฟ้อโลกฉับพลันเหมือนปี 2022 นัยยะต่อ EM จึงเปลี่ยนไป

 

แรงดึงดูดบอนด์ยีลด์โลก กับโจทย์ขัดแย้งของ ‘กนง.-เศรษฐกิจไทย’

 

ในส่วนของประเทศไทย บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นตามทิศทางโลกราว 20 bps ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าปรับขึ้นเพียงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นไป 40-45 bps

 

อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์ยีลด์โลกพุ่งได้ส่งแรงดึงดูดให้ตลาดเงินไป Price-in ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยตามต่างประเทศอีกเกือบ 3 ครั้งในปีหน้า ซึ่ง ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยจริง ที่ยังมีความเปราะบางสูง จากปัญหาการฟื้นตัวแบบ K-Shaped และวิกฤตน้ำท่วมรุนแรงล่าสุด

 

SCB FM ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ย เพื่อประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย มากกว่าที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยตามแรงกดดันต่างประเทศ

 

สินทรัพย์เสี่ยง-ทองคำ Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ไม่ถึงที่ตลาดคาด

 

ราคาทองคำโดนแรงกดดันรุนแรงลงมาเคลื่อนไหวแถวระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากตลาดเร่งรับข่าวการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ถึง 4 ครั้ง ในระยะสั้นราคาทองคำจึงยังเผชิญปัจจัยกดดันด้านต่ำ

 

วชิรวัฒน์ เชื่อว่า Fed ไม่น่าจะขึ้นดอกเบี้ยได้มากเท่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจากบอนด์ยีลด์ที่พุ่งสูงจะสร้างต้นทุนทางการเงิน (Financing Cost) กดดัน valuation ตลาดหุ้น และทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงในที่สุด

 

SCB FM คาดการณ์ว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยได้อีกเพียง 1 ครั้งในไตรมาส 4 ปีนี้ และปีหน้าจะคงดอกเบี้ยหรือปรับขึ้นได้เต็มที่อีก 1 ครั้งเท่านั้น หากเป็นไปตามนี้ บอนด์ยีลด์จะปรับฐานย่อตัวลง เปิดโอกาสให้ราคาทองคำฟื้นตัวกลับขึ้นไปทดสอบเป้าหมาย 4,800 – 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ในช่วงปลายปีถึงปีหน้า

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาต่อจากนี้

 

  1. ราคาน้ำมันและสถานการณ์สงคราม ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน การโจมตีท่อส่งก๊าซ และความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ยิ่งราคาน้ำมันดิบพุ่ง ยิ่งสร้างแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ แม้คลังอาวุธของสหรัฐฯ และอิหร่านจะลดลงไปกว่าครึ่งซึ่งอาจช่วยลดความรุนแรงของการโจมตีลงได้ แต่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ต้องมอนิเตอร์
  2. การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (US Midterm Election – พฤศจิกายน)

 

  • 1 เดือนก่อนเลือกตั้ง: โดยสถิติ ดอลลาร์มักจะค่อยๆ ปรับแข็งค่าขึ้น
  • สัปดาห์เลือกตั้ง: หากผลโพลสูสี ดอลลาร์มักจะอ่อนค่าลงเนื่องจากตลาดรับรู้ Risk Premium แต่หากผลคะแนนทิ้งห่างชัดเจน ดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นได้
  • สถานการณ์ปัจจุบัน: คะแนนพรรคเดโมแครตนำค่อนข้างชัดเจนในสภาล่าง และนำปิ่มๆ ในสภาสูง หากทิ้งห่างเรื่อยๆ ดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าต่อและกดดันเงินบาท แต่หากฝั่งทรัมป์ดึงคะแนนกลับมาสูสีได้ ตลาดอาจเห็นดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าในเดือนพฤศจิกายน

 

คำแนะนำกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุน

 

SCB FM ประเมินกรอบเงินบาทระยะ 1-2 เดือนนี้ไว้ที่ 33.30 – 33.80 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมให้คำแนะนำแยกตามกลุ่มเป้าหมายดังนี้

 

  • ผู้ส่งออก (Exporters) โดยเงินบาทอ่อนค่าลงมาเข้าใกล้ขอบบนของประมาณการแล้ว แนะนำให้ ทยอยขายเงินดอลลาร์ ณ เลเวลปัจจุบัน และมองเป้าหมายถัดไปแถว 33.75 บาทต่อดอลลาร์ หากทะลุผ่านได้จะมีแนวทดสอบถัดไปที่ 33.90 บาทต่อดอลลาร์
  • สำหรับผู้นำเข้า (Importers) ที่ต้องแลกเงินดอลลาร์ แนะนำให้พิจารณาใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedging) อย่าง FX Options หรือผลิตภัณฑ์ประเภท Forward Plus เพื่อล็อกอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีขึ้น
  • นักลงทุนต่างประเทศ / สายกระจายความเสี่ยง (Offshore Investors)สำหรับผู้ที่ลังเลว่าบาทอ่อนควรขนเงินออกไปลงทุนต่างประเทศหรือไม่ วชิรวัฒน์ ชี้ว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มเข้าหาค่าเฉลี่ยระยะยาว (Mean Reversion) ซึ่งในระยะยาว 10 ปีขึ้นไป ค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ดังนั้น ระดับเงินบาทที่ 33 บาทกลางๆ ในปัจจุบัน ถือว่าไม่ได้ฉีกขาดจากค่ากลางระยะยาวมากนัก นักลงทุนระยะยาวที่ต้องการกระจายความเสี่ยงพอร์ตโฟลิโอสามารถทยอยแลกเงินออกไปลงทุนต่างประเทศได้ตามแผน

 

ภาพ: MeshCube, k-mookpan / Shutterstock

The post เจาะลึกบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งทะลุปรอท ทำนิวไฮรอบกว่า 20 ปี ทำไมรอบนี้ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ‘แรงกระแทกเบากว่าอดีต’ พร้อมเปิดยุทธศาสตร์รับมือดอลลาร์-บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นการบินไทยร่วง 2.4% หลังวิกฤตกระเป๋าตกค้าง เที่ยวบินล่าช้า โบรกคาดฉุดกำไรไม่เกิน 3% ภาพระยะยาวยังเป็นบวก https://thestandard.co/thai-airways-stock-drop-crisis/ Tue, 29 Sep 2026 09:12:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1261461 ภาพกราฟิกแสดงวิกฤตการบินไทยและผลกระทบต่อราคาหุ้น

ราคาหุ้น บมจ.การบินไทย (THAI) ลดลงราว 2.4% จากวันก่อนหน […]

The post หุ้นการบินไทยร่วง 2.4% หลังวิกฤตกระเป๋าตกค้าง เที่ยวบินล่าช้า โบรกคาดฉุดกำไรไม่เกิน 3% ภาพระยะยาวยังเป็นบวก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงวิกฤตการบินไทยและผลกระทบต่อราคาหุ้น

ราคาหุ้น บมจ.การบินไทย (THAI) ลดลงราว 2.4% จากวันก่อนหน้า หลังเผชิญวิกฤตกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารตกค้าง และเที่ยวบินล่าช้า นักวิเคราะห์คาดกระทบกำไรมากสุดไม่เกิน 2-3% ชี้ผลกระทบต่อราคาหุ้นไม่รุนแรง

 

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นการบินไทยลดลงจาก 6.15 บาท มาแตะระดับ 6 บาท ท่ามกลางการเร่งแก้ปัญหากระเป๋าสัมภาระตกค้าง และจำเป็นต้องประกาศยกเลิกเที่ยวบินบางส่วนระหว่างวันที่ 29 – 30 กันยายนนี้

 

ปริญทร์ กิจจาทรพิทักษ์ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ และนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์จาก บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในมุมที่เกิดขึ้นตอนนี้ เป็นลบในเชิง sentiment ระยะสั้น จากปัญหาการบริหารในภาวะวิกฤต แต่ถ้ามองปัจจัยพื้นฐานซึ่งเป็นภาพระยะยาวขึ้น สถานการณ์ธุรกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และจะยังเห็นผลประกอบการเติบโตขึ้นได้ในปีหน้า ทั้งรายได้และกำไรของ

 

“ตอนนี้เป็นความต่างระหว่างมุมมองระยะสั้นและระยะยาว ราคาหุ้นไม่ได้ตอบรับรุนแรง วันนี้ข่าวกระทบ sentiment แรงมาก แต่ราคาหุ้นไม่ได้ปรับลงมาก ถ้ารุนแรงคงจะเห็นราคาหุ้นลดลงระดับ 5% เป็นอย่างน้อย” ปริญทร์กล่าว

 

ปริญทร์กล่าวต่อว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นยังถือว่าโชคดีที่เกิดขึ้นในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (low season) และเดือนกันยายนถือเป็นเดือนที่ซบเซาที่สุดของการท่องเที่ยวไทย

 

โดยภาพรวมความเสียหายจากความเชื่อมั่นที่ลดลง ต้นทุนการแก้ไขปัญหา และการยกเลิกเที่ยวบินบางส่วน คาดว่าจะกระทบประมาณการกำไรปีนี้ราว 2-3% ซึ่งเป็นการประเมินเผื่อไว้แล้ว โดยให้สมมติฐานว่าผลกระทบต่อเนื่องยาว 7 วัน

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้าจะเกิดปัญหาล่าสุด บล.เคจีไอ ประเมินว่าปีนี้การบินไทยน่าจะมีรายได้ราว 1.93 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 1.83 แสนล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.95 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ทำได้ 3.09 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปี 2570 คาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นเป็น 2.02 แสนล้านบาท ส่วนกำไรเติบโตขึ้นจากปีนี้ สู่ระดับ 2.30 หมื่นล้านบาท

 

ปริญทร์กล่าวเพิ่มเติมว่า การชะลอตัวของกำไรปีนี้เป็นผลจากภาวะสงคราม โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 2 ที่ชะลอลงจากปีก่อนอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกคือราคาค่าตั๋วโดยสารที่เพิ่มขึ้นตามต้นทุนน้ำมัน แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารจะลดลงราว 7% ทำให้รายได้น่าจะเติบโตขึ้นได้จากปีก่อน

 

“หลังจากนี้ทีมผู้บริหารคงต้องกลับมาโฟกัสเรื่องการบริหารจัดการภาวะวิกฤตเป็นอีกหนึ่งเรื่องหลัก นอกเหนือจากการบริหารธุรกิจ”

The post หุ้นการบินไทยร่วง 2.4% หลังวิกฤตกระเป๋าตกค้าง เที่ยวบินล่าช้า โบรกคาดฉุดกำไรไม่เกิน 3% ภาพระยะยาวยังเป็นบวก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดใจ CEO ‘การบินไทย’ ขอโทษผู้โดยสารกระเป๋าตกค้าง-เที่ยวบินดีเลย์สุวรรณภูมิ เร่งประสานหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ เร่งเคลียร์ปัญหาให้จบในอีก 3 วัน https://thestandard.co/thai-airways-ceo-apologizes-delay/ Tue, 29 Sep 2026 04:33:29 +0000 https://thestandard.co/thai-airways-ceo-apologizes-delay/ ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การบินไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับปัญหากระเป๋าตกค้างและเที่ยวบินดีเลย์

สถานการณ์การให้บริการภาคพื้น (Ground Handling) ณ ท่าอาก […]

The post เปิดใจ CEO ‘การบินไทย’ ขอโทษผู้โดยสารกระเป๋าตกค้าง-เที่ยวบินดีเลย์สุวรรณภูมิ เร่งประสานหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ เร่งเคลียร์ปัญหาให้จบในอีก 3 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การบินไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับปัญหากระเป๋าตกค้างและเที่ยวบินดีเลย์

สถานการณ์การให้บริการภาคพื้น (Ground Handling) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ ทั้งปัญหากระเป๋าเดินทางตกค้างสะสม เที่ยวบินล่าช้า (Delay) การยกเลิกเที่ยวบิน ตลอดจนปัญหาในส่วนของขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo)

 

 

ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH ถึงสาเหตุที่แท้จริงของวิกฤตในครั้งนี้ พร้อมกางแผนยุทธศาสตร์แก้ปัญหาเร่งด่วน และคำขอโทษอย่างจริงใจส่งตรงถึงผู้โดยสารทุกคน

 

ชาย เอี่ยมศิริ เปิดเผยถึงสาเหตุหลักของปัญหาว่า เกิดจากการที่พนักงานปฏิบัติการ ทั้งในกลุ่มแรงงานทั่วไปและพนักงานทักษะพิเศษที่มีใบอนุญาต (Skill/License) ในการควบคุมเครื่องมืออุปกรณ์ภาคพื้น ไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติงานได้ตามแผนที่วางไว้ เนื่องจากบ้านเรือนและที่พักอาศัยประสบปัญหาน้ำท่วมขัง

 

แม้ทางบริษัทฯ จะพยายามแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการจัดส่งรถตระเวนไปรับพนักงานถึงหน้าบ้าน แต่พนักงานบางส่วนยังไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ เนื่องจากมีความห่วงใยความปลอดภัยของครอบครัวและทรัพย์สินที่บ้าน ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้กำลังคนหน้างานขาดแคลนอย่างหนัก และเกิดปัญหากระเป๋าเดินทางรวมถึงสินค้าคาร์โก้สะสมตกค้างในพื้นที่สนามบินจนกลายเป็นภาวะดินพอกหางหมู

 

ทำไม ‘การบินไทย’ จึงได้รับผลกระทบหนักกว่าสายการบินอื่น?

 

ต่อข้อสงสัยและคำวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหตุใดสายการบินอื่นจึงสามารถจัดการปัญหาหน้างานได้ดีกว่า ทั้งที่พนักงานประสบปัญหาน้ำท่วมเช่นเดียวกัน CEO การบินไทย ชี้แจงใน 2 ประเด็นหลัก

 

  1. สุวรรณภูมิคือฐานการบินหลัก (Hub/Base) เที่ยวบินทั้งหมดของการบินไทยต้องบินกลับมาเริ่มต้นและจบที่กรุงเทพฯ แตกต่างจากสายการบินอื่นที่ไม่ได้มีกรุงเทพฯ เป็นฐานการบินหลัก และมีจำนวนเที่ยวบินน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
  2. ภาระงานดูแลสายการบินลูกค้า: การบินไทยไม่ได้ดูแลเฉพาะเที่ยวบินของตัวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ให้บริการ Ground Handling แก่สายการบินพันธมิตรและสายการบินลูกค้ารายอื่นอีกหลายสายการบิน

 

ทั้งนี้ ชาย ยืนยันจากการลงพื้นที่ตรวจหน้างานด้วยตนเองว่า สายการบินลูกค้าและผู้ประกอบการรายอื่นก็ประสบปัญหากระเป๋าล่าช้าเช่นกัน แต่การบินไทยรับภาระในสเกลที่ใหญ่กว่ามาก จึงเห็นภาพผลกระทบเด่นชัดกว่า

 

กาง 4 มาตรการผ่าวิกฤตเร่งด่วน ตัดตอนปัญหา-ระดมกำลังพล-จับมือไปรษณีย์ไทย

 

เพื่อเร่งแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม การบินไทยได้วางแนวทางการบริหารจัดการวิกฤตออกเป็น 4 ด้านหลัก

 

1. ตัดตอนปัญหา (Cut the Cycle)

 

ยอมรับความจริงเกี่ยวกับขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน หากประเมินแล้วว่าไม่สามารถรองรับปริมาณงานได้ จะดำเนินการ ควบรวมเที่ยวบิน หรือแจ้งยกเลิกเที่ยวบินล่วงหน้า พร้อมโอนย้ายผู้โดยสารไปยังสายการบินอื่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความล่าช้าสะสมพันพัวจนไม่สามารถบริหารจัดการได้

 

2. โอนย้ายภาระงานสายการบินลูกค้า

 

ประสานความร่วมมือกับคณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบิน (AOC) ในการจัดหาและผ่องถ่ายการดูแลบริการภาคพื้นของสายการบินลูกค้านอกเหนือจากการบินไทย ไปให้ผู้ประกอบการรายอื่นช่วยรับช่วงดูแลแทน เพื่อลดความแออัดของภาระงาน

 

3. ระดมพลจากสำนักงานใหญ่ลงพื้นที่หน้างาน

 

ระดมกำลังพนักงานจากสำนักงานใหญ่ลงพื้นที่ช่วยสนับสนุนปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งในส่วนของอาคารผู้โดยสาร (Terminal), พื้นที่จัดเก็บและลำเลียงกระเป๋า (Baggage Area) ตลอดจนครัวการบินไทย เพื่อเสริมกำลังคนในจุดวิกฤต

 

4. ระบบ QR Code และผนึกกำลัง ‘ไปรษณีย์ไทย’ จัดส่งกระเป๋าถึงที่พัก

 

เนื่องจากหน้างานขาดแคลนกำลังคนในการขนย้ายกระเป๋าจากตัวเครื่องขึ้นมา ทำให้ไม่สามารถระบุเวลาที่แน่นอนแก่ผู้โดยสารได้ การบินไทยจึงปรับแผนโดยแจ้งให้ผู้โดยสาร ไม่ต้องเข้าคิวรอรับกระเป๋าที่สนามบิน แต่ให้สแกน QR Code เพื่อระบุที่อยู่สำหรับจัดส่ง

 

พร้อมกันนี้ ได้รับความช่วยเหลือจาก บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการจัดส่งเจ้าหน้าที่และรถขนส่ง เข้ามาช่วยดำเนินการคัดแยก (Sorting), ติดแท็กระบุตัวตน, แมปปิ้ง (Mapping) ข้อมูลที่อยู่กับระบบลงทะเบียน และทยอยขนส่งกระเป๋าเดินทางตรงถึงบ้านหรือที่พักของผู้โดยสารอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาพำนักระยะสั้นและต้องเดินทางกลับ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุด

 

ชาย เอี่ยมศิริ ได้กล่าวขอโทษผู้โดยสารและลูกค้าต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

“ต้องขอโทษทางลูกค้าและผู้โดยสารจริงๆ ว่าเหตุการณ์นี้เราก็ไม่ได้แก้ตัว ไม่ได้อยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องยอมรับความจริงและเร่งแก้ไขไป” ชายกล่าว

 

การบินไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการตรึงกำลังแก้ปัญหาอย่างสุดความสามารถในทุกจุดบริการ เพื่อให้ระบบการให้บริการภาคพื้น การลำเลียงกระเป๋า และเที่ยวบินทั้งหมด กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด คาดว่าอย่างเร็วที่สุดน่าจะใช้ระยะเวลา 3 วันจากนี้

 

ทั้งนี้ล่าสุด บมจ.การบินไทย ประกาศแจ้งยกเลิกเที่ยวบินบางเส้นทาง ระหว่างวันที่ 29-30 กันยายน 2569 ตามที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ดังนี้

 

29 กันยายน 2569 เส้นทางระหว่าง

 

  • กรุงเทพฯ – อุดรธานี TG008/TG009
  • กรุงเทพฯ – นิวเดลี TG315/TG316
  • กรุงเทพฯ – สิงคโปร์ TG407/TG408
  • กรุงเทพฯ – กัวลาลัมเปอร์ TG415/TG416
  • กรุงเทพฯ – แฟรงก์เฟิร์ต TG922/TG923
  • กรุงเทพฯ – ขอนแก่น TG040/ TG041
  • กรุงเทพฯ – ภูเก็ต TG201/ TG202
  • กรุงเทพฯ – ฮานอย TG560/ TG561
  • กรุงเทพฯ – สิงคโปร์ TG403/ TG404

 

30 กันยายน 2569 เส้นทางระหว่าง

 

  • กรุงเทพฯ – มิวนิก TG924/TG925
  • กรุงเทพฯ – บรัสเซลส์ TG934/TG935

 

ผู้โดยสารสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ THAI Contact Center โทร. +66 2 356 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง หรืออีเมล [email protected]

The post เปิดใจ CEO ‘การบินไทย’ ขอโทษผู้โดยสารกระเป๋าตกค้าง-เที่ยวบินดีเลย์สุวรรณภูมิ เร่งประสานหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ เร่งเคลียร์ปัญหาให้จบในอีก 3 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
FETCO ชี้นักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ ให้ความสนใจหุ้นไทยมากขึ้น เทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา https://thestandard.co/fetco-us-investors-thai-stocks/ Mon, 28 Sep 2026 11:39:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1260961 ภาพประกอบแสดงข้อความ เงินทุนจ่อไหลเข้าเพิ่ม? ทีมโรดโชว์สหรัฐฯ ชี้ กองทุนระดับโลก สนใจหุ้นไทย

ทีมโรดโชว์สหรัฐฯ นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำ […]

The post FETCO ชี้นักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ ให้ความสนใจหุ้นไทยมากขึ้น เทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงข้อความ เงินทุนจ่อไหลเข้าเพิ่ม? ทีมโรดโชว์สหรัฐฯ ชี้ กองทุนระดับโลก สนใจหุ้นไทย

ทีมโรดโชว์สหรัฐฯ นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำทีมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปให้ข้อมูลกับนักลงทุนสถาบันที่สหรัฐฯ โดย FETCO เผยนักลงทุนสถาบันให้ความสนใจหุ้นไทยมากขึ้นเทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา

 

ในปีนี้ ดัชนี SET ของตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น 27% ยืนอยู่ในระดับ 1,600 จุด ท่ามกลางแรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติ มูลค่ากว่า 4.7 หมื่นล้านบาท ในปีนี้ ถือเป็นการกลับมาซื้อสุทธิครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังจากที่เห็นการขายสุทธิต่อเนื่อง 1.92 แสนล้านบาท ในปี 2566 ขายสุทธิ 1.47 แสนล้านบาท ในปี 2567 และขายสุทธิ 1.07 แสนล้านบาท ในปี 2568

 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ว่า การเดินทางครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยปกติการนัดหมายนักลงทุนในสหรัฐฯ หรือที่นิวยอร์กทำได้ยาก เนื่องจากตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดขนาดเล็ก ขณะที่กองทุนในสหรัฐฯ มักเน้นลงทุนในตลาดหุ้นขนาดใหญ่

 

“ครั้งนี้ได้รับการตอบรับดีมาก มีการจัดทั้งหมด 2 เซสชัน มีกองทุนเข้าร่วมพบเกือบ 40 กองทุน บริหารเงินรวมกันเกิน 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีทั้งกองทุนขนาดใหญ่และขนาดกลาง บรรยากาศถือว่าคึกคักอย่างมาก”

 

ไพบูลย์กล่าวต่อว่า การพบกับนักลงทุนในสหรัฐฯ ครั้งนี้ ได้นำเสนอ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ (New Economic Engine) โดยชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการสร้างเครื่องยนต์ใหม่ เนื่องจากไทยพึ่งพาเครื่องยนต์เก่ามานานจนการเติบโตของ GDP ลดลงเหลือประมาณ 2% ต่อปี

 

“เรานำเสนอไปว่าระดับ 2% น่าจะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว และรัฐบาลพยายามผลักดันให้ GDP กลับไปเติบโตระดับ 3%-4% ผ่านการเน้นลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น Semiconductor และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต”

 

  1. ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีการแบ่งขั้ว ประเทศไทยได้เปรียบเพราะวางตัวเป็นกลาง เมื่อนักลงทุนถามเรื่องการสร้างสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ได้ชี้แจงว่าไทยพยายามอยู่ตรงกลางและพร้อมเป็นพันธมิตรกับทั้งสองฝ่าย ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้น
  2. เสถียรภาพภายในประเทศ โดยชี้ให้เห็นว่าไทยมีความพร้อมสำหรับการลงทุนรอบใหม่ เนื่องจากระบบสถาบันการเงินมีสภาพคล่องสูง ธนาคารมีความมั่นคง ดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับต่ำ และอัตราเงินเฟ้อไม่ได้สูงเหมือนหลายประเทศ ทำให้คาดหวังการเติบโตของ GDP ที่สูงขึ้นในอนาคตได้

 

ส่วนสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ล่าสุด ไพบูลย์ ระบุว่า “กองทุนต่างประเทศมักมองภาพระยะยาว 3-5 ปีข้างหน้า ไม่ได้สนใจกับภาวะระยะสั้น สถานการณ์น้ำท่วมถือเป็นภาวะระยะสั้น และในการพูดคุยนักลงทุนไม่ได้ถามเรื่องน้ำท่วมเลย สิ่งสำคัญคือความสนใจของกองทุนสหรัฐฯ ต่อประเทศไทยเริ่มกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาความสนใจลดลงไปมากเพราะขาดความมั่นใจ”

 

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) เช่น ความร่วมมือในการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทั้งสองแห่งพร้อมกัน (Dual Listing) แม้ Dual Listing จะไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เป็นการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเปิดโอกาสให้บริษัทกลุ่ม New Economy สามารถจดทะเบียนได้ทั้งสองตลาด รวมถึงการนำ ETF ไทยไปจดทะเบียนในสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสนใจในหุ้นไทย และเปิดโอกาสให้ไทยเรียนรู้จากตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

ทั้งนี้ ไพบูลย์ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มดีต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ปัจจัยหลักคือกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ฟื้นตัวชัดเจน โดยครึ่งปีแรกกำไรเติบโตประมาณ 22% สอดคล้องกับดัชนีหุ้นที่ปรับตัวขึ้นประมาณ 20% การขึ้นของดัชนีเกิดจากกำไรที่ดีขึ้น โดยที่ค่า P/E ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้น

 

ขณะที่ FETCO เสนอว่าตลาดทุนเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ปัจจุบันอัตราการออมของไทยอยู่ที่ประมาณ 25% ของ GDP ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายการลงทุนไว้ที่ 30% ของ GDP ทำให้เกิดส่วนต่างอยู่ประมาณ 5% ไทยจึงต้องเร่งการออมผ่านตลาดทุนเพื่อจัดสรรเงินอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มการออมจะช่วยลดความเสี่ยงการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และเสนอให้รัฐบาลเน้นย้ำโครงการกองทุนออมระยะยาวอย่าง TISA ให้มีวงเงินสูงพอเพื่อกระตุ้นการออมในประเทศ

 

ด้าน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า การเดินทางไปโรดโชว์ครั้งนี้ มีโอกาสพบนักลงทุนสองกลุ่มหลัก คือ นักลงทุนสถาบัน และบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เช่น Microsoft, Google และ Pimco เป็นต้น

 

ดร.พิพัฒน์กล่าวต่อว่า นักลงทุนที่นิวยอร์กถือเป็น Global Investor ที่กระจายลงทุนทั่วโลก และครั้งนี้ก็ได้รับความสนใจจากบุคคลระดับบริหารที่มีอำนาจตัดสินใจของหลายองค์กร เช่น ซีอีโอของ Pimco

 

“ครั้งนี้นักลงทุนสถาบันค่อนข้างให้ความสนใจหุ้นไทย” ดร.พิพัฒน์กล่าว อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติมในหุ้นไทย หรือเรื่องมูลค่าของหุ้นไทย ณ ปัจจุบันว่าถูกหรือแพง ดร.พิพัฒน์ ชี้แจงว่าไม่ได้มีการพูดหรือส่งสัญญาณใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

 

ส่วนประเด็นคำถามหลักครอบคลุมหลายเรื่อง ทั้งโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย, การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์, การจัดการกับกำแพงภาษี, นโยบายรองรับเรื่องของราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูง รวมทั้งนโยบายของไทยท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

 

ขณะที่ฝั่ง corporate ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย ส่วนหนึ่งกำลังติดตามกฎเกณฑ์ภาครัฐเกี่ยวกับเรื่องการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ หลังจากที่รัฐบาลชะลอการอนุมัติการลงทุนชั่วคราว

The post FETCO ชี้นักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ ให้ความสนใจหุ้นไทยมากขึ้น เทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นซ่อมรถ-ซ่อมบ้านวิ่งรับน้ำท่วมกรุงเทพฯ ACG พุ่งเกือบ 29% ขณะที่ประกันภัยเสี่ยงยอดเคลมพุ่ง https://thestandard.co/bangkok-flood-stocks-repair-insurance/ Mon, 28 Sep 2026 07:55:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1260818 ภาพน้ำท่วมถนนในกรุงเทพฯ ที่มีรถยนต์และผู้คนสัญจร พร้อมกราฟแสดงความเคลื่อนไหวของหุ้น

เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในกรุงเทพฯ และปริมณฑลช่วงสุดสัปด […]

The post หุ้นซ่อมรถ-ซ่อมบ้านวิ่งรับน้ำท่วมกรุงเทพฯ ACG พุ่งเกือบ 29% ขณะที่ประกันภัยเสี่ยงยอดเคลมพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพน้ำท่วมถนนในกรุงเทพฯ ที่มีรถยนต์และผู้คนสัญจร พร้อมกราฟแสดงความเคลื่อนไหวของหุ้น

เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในกรุงเทพฯ และปริมณฑลช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มสะท้อนเข้ามาในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (28 กันยายน) โดยช่วงเปิดตลาดช่วงบ่าย หุ้นกลุ่มซ่อมรถยนต์-อะไหล่ และกลุ่มซ่อมแซมบ้าน ปรับตัวขึ้นเป็นกลุ่มนำตลาด ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่ากลุ่มที่ต้องจับตาในฝั่งลบคือประกันภัย เสี่ยงเผชิญยอดเคลมเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 4/69 ถึงไตรมาส 1/70

 

 
 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองตรงกันว่า น้ำท่วมรอบนี้ไม่ควรนำไปเทียบกับปี 2554 และผลกระทบต่อภาพรวมตลาดหุ้นน่าจะจำกัด

 

หุ้นซ่อมรถ-ซ่อมบ้าน วิ่งนำตลาดภาคเช้า

 

ข้อมูล ณ ช่วงปิดตลาดภาคเช้า พบหุ้นที่เชื่อมโยงกับการซ่อมแซมหลังน้ำลดปรับตัวขึ้นแรง ได้แก่ บมจ.ออโตคอร์ป โฮลดิ้ง (ACG) ผู้จำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าและเจ้าของศูนย์บริการรถยนต์เร่งด่วน (Fast-Fit) ออโตคลิก +28.99% บมจ.เอส.ซี.แอล.มอเตอร์ พาร์ท (SCL) ผู้จัดจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ +20.26% บมจ.ไทยนามพลาสติกส์ (TNPC) ผู้ผลิตหนังเทียมและแผ่นพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ +8.05% บมจ.สหโมเสคอุตสาหกรรม (UMI) ผู้ผลิตกระเบื้อง +5.49% บมจ.ดูโฮม (DOHOME) +4.12% บมจ.ยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย (YUASA) ผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ +3.33% บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) +3.23% บมจ. มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) (MRDIYT) +2.27% และบมจ.สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) +0.78%

 

ส่วนหุ้นกลุ่มประกันภัยที่ปรับตัวลดลงในช่วงเช้า อาทิ บมจ.ไทยวิวัฒน์ โฮลดิ้งส์ (TVH) -7.89% บมจ.ไทยรับประกันภัยต่อ (THRE) -4.92% และบมจ.ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TIPH) -4.00%

 

ใครได้ ใครเสีย จากน้ำท่วมรอบนี้

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์ระยะสั้น แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

 

กลุ่มซ่อมแซมบ้านอย่าง HMPRO, DOHOME และ GLOBAL จะได้ประโยชน์ โดยบทวิเคราะห์ของหยวนต้ามองว่า HMPRO ได้ประโยชน์มากที่สุด จากสัดส่วนสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและ Home Solution ที่สูง ขณะที่ DOHOME และ GLOBAL อาจถูกกดดันชั่วคราวหากงานก่อสร้างชะลอตัว ด้าน บล.ทรีนีตี้ เชื่อว่า TOA ในกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่อาจได้อานิสงส์จากความต้องการหลังน้ำลด

 

กลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็น อาทิ CPALL, BJC และ CPAXT อาจได้แรงหนุนจากการกักตุนสินค้าจำเป็น เช่น น้ำดื่มและอาหารแห้ง แต่หยวนต้าเตือนถึงความเสี่ยงจากสาขาที่ต้องปิดชั่วคราวและการขนส่งที่สะดุด

 

กลุ่มสื่อสาร การทำงานจากบ้าน (Work from Home) หนุนการใช้งานอินเทอร์เน็ตและดาต้า โดยหยวนต้าเลือก ADVANC เป็นตัวเลือกหลัก จากอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ราว 5%

 

ส่วนกลุ่มได้รับผลกระทบโดยตรง คือ ประกันภัย ทั้งสองโบรกฯ มองตรงกันว่าเป็นกลุ่มที่ถูกกระทบโดยตรง จากการเคลมความเสียหายทั้งประกันที่อยู่อาศัยและประกันรถยนต์ ซึ่งหยวนต้าคาดว่าค่าสินไหมทดแทนจะเร่งตัวในช่วงไตรมาส 4/69 ถึงไตรมาส 1/70 ขณะที่ทรีนีตี้ระบุชื่อ TIPH และ THRE เป็นหุ้นที่อาจเผชิญแรงกดดันด้าน Sentiment จากต้นทุนเคลมและการตั้งสำรองสินไหมที่เพิ่มขึ้น

 

ด้านกลุ่มกระทบเล็กน้อย ได้แก่ ธนาคารและไฟแนนซ์ จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจทำให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ชะลอตัว ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แม้น้ำท่วมใหญ่จะเป็นความเสี่ยงต่อโรงงาน แต่รอบนี้ผลกระทบจำกัด เพราะน้ำยังไม่เข้าพื้นที่โรงงาน โดย DELTA, SMT และ TEAM ยังผลิตได้ตามปกติ

 

ส่วนยานยนต์ การขนส่งชิ้นส่วนอาจสะดุดชั่วคราว ส่วน AH ซึ่งมีโรงงานในพื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วมปี 2554 ได้ปรับปรุงระบบรองรับไว้แล้ว ขณะที่อาจมีผลบวกจากความต้องการรถใหม่ทดแทนคันที่เสียหาย เช่นเดียวกับ ห้าง ร้านอาหาร และขนส่งมวลชน ซึ่งทรีนีตี้มองว่า CRC, CPN, BEM และ BTS อาจได้รับผลกระทบจากผู้คนเดินทางน้อยลงในระยะสั้น

 

น้ำท่วมรอบนี้ต่างจากปี 54

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า น้ำท่วมรอบนี้ไม่น่าจะกระทบตลาดมากนัก และไม่ควรนำไปเทียบกับปี 2554 ซึ่งตลาดหุ้นปรับตัวลงแรง เพราะนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ถูกน้ำท่วมหนัก

 

“รอบนี้เป็นแค่ช่วงสั้น ถ้าผ่าน 2-3 วันนี้ไปน่าจะเห็นน้ำค่อยๆ ลด” ภาดลกล่าว พร้อมระบุว่า ตลาดภาพรวมไม่ควรจะลงเยอะ เนื่องจากโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมไม่ได้รับผลกระทบ อาจมีเพียงผลกระทบด้านการขนส่งสินค้า

 

บทวิเคราะห์ของ บล.หยวนต้า ระบุว่า ต้นเหตุของน้ำท่วมรอบนี้คือพายุดีเปรสชันที่ทำให้ปริมาณฝนเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ 25 กันยายน จนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่เคยท่วมหรือท่วมน้อยในอดีต แต่เนื่องจากไม่มีปัจจัยกดดันจากน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุนสูงเหมือนปี 2554 สถานการณ์จึงคลายตัวเร็ว โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ชั้นใน

 

ข้อมูลของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ที่อ้างอิงในบทวิเคราะห์ ระบุว่า ปริมาณฝนสะสมตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 26 กันยายน 2569 อยู่ที่ 1,233 มิลลิเมตร ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีที่ 1,305.9 มิลลิเมตร ราว 5.6% สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณฝนทั้งปี แต่อยู่ที่ฝนตกหนักกระจุกตัวในช่วงสั้น ขณะที่ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศช่วงปลายเดือนกันยายนปีนี้ ยังต่ำกว่าปี 2554 อย่างชัดเจน

 

หยวนต้ายังชี้ว่า เหตุน้ำท่วมเมืองหลวงของหลายประเทศในเอเชียช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และเวียดนาม กระทบบรรยากาศการลงทุนอย่างจำกัด เพราะตลาดมองเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว และความเสียหายส่วนใหญ่เคลมประกันได้

 

คาดกระทบ GDP ราว 0.05%

 

ในมิติเศรษฐกิจ บทวิเคราะห์ของหยวนต้าอ้างอิงการประเมินของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่าน้ำท่วมทั่วประเทศช่วง 25-27 กันยายน จะสร้างความเสียหายสูงสุดราว 1 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 0.05% ของ GDP แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล 3,000-5,000 ล้านบาท และต่างจังหวัด 21 จังหวัด 2,000-5,000 ล้านบาท

 

ตัวเลขดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าสถานการณ์จะค่อยๆ คลายตัวตั้งแต่ 28 กันยายน อย่างไรก็ดี หยวนต้าเตือนว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของ GDP ทั้งประเทศ หากน้ำท่วมสูงและนานกว่าคาด ผลกระทบจะมีนัยสำคัญกว่านี้ อีกจุดที่ต้องติดตามคือภาคท่องเที่ยว ซึ่งอาจไม่ได้แรงหนุนจากช่วง Golden Week ของจีนดีเท่าที่คาดไว้

The post หุ้นซ่อมรถ-ซ่อมบ้านวิ่งรับน้ำท่วมกรุงเทพฯ ACG พุ่งเกือบ 29% ขณะที่ประกันภัยเสี่ยงยอดเคลมพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Webull ผนึก Pi Securities เดินเกมพา ‘นักลงทุนไทย’ ก้าวสู่ Global Investor [Advertorial] https://thestandard.co/webull-pi-securities-global-investor/ Fri, 25 Sep 2026 10:30:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1259123

การก้าวเข้ามาขยายฐานในไทยของ Webull แพลตฟอร์มเทรดออนไลน […]

The post Webull ผนึก Pi Securities เดินเกมพา ‘นักลงทุนไทย’ ก้าวสู่ Global Investor [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

การก้าวเข้ามาขยายฐานในไทยของ Webull แพลตฟอร์มเทรดออนไลน์สัญชาติอเมริกา เมื่อปี 2567 เพราะเห็นสัญญาณชัดเจนว่า คนไทยไม่ได้มองแค่การลงทุนในประเทศอีกต่อไป แต่กำลังรุกสู่ตลาดระดับโลก โดยเฉพาะ ‘หุ้นสหรัฐฯ’ ตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยตั้งเป้าว่าจะต้องมีการเปิดบัญชีแอ็กทีฟในประเทศไทยจำนวน 2 แสนบัญชีเป็นอย่างน้อยภายในสองปี

 

สองปีผ่านไป Webull Thailand ไม่เพียงมีบัญชีแอ็กทีฟเกินเป้าไปกว่า 460,000 บัญชี ล่าสุด Webull ทุ่มงบ 3,200 ล้านบาท เข้าซื้อกิจการบริษัทหลักทรัพย์ พาย หรือ Pi Securities เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลังจากได้รับความเห็นชอบและอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศเป้าหมายพา AUM รวมของทั้งสองบริษัทแตะ 200,000 ล้านบาทให้ได้เร็วที่สุด

 

ภาพแสดงการผนึกกำลังระหว่าง Webull และ Pi Securities เพื่อผลักดันนักลงทุนไทยสู่ตลาดการลงทุนระดับโลก 1

 

The Standard Wealth คุยกับ ชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ถึงปัจจัยสำคัญที่มัดใจฐานลูกค้าเดิมพร้อมดึงดูดนักลงทุนกลุ่มใหม่ ตลอดจนรายละเอียดเบื้องหลังดีลซื้อกิจการ Pi Securities และทิศทางการเติบโตของโลกการลงทุนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

 

ถอดกลยุทธ์มัดใจ ทำไมลูกค้าเก่าไม่ไปไหน แถมลูกค้าใหม่ยังหลั่งไหลเข้ามา

 

ชลเดชเล่าว่า ก่อนเปิดตัวในไทย Webull ได้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าคนไทยที่ลงทะเบียนเทรดกับ Webull ในสหรัฐฯ เพื่อนำมาออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ที่สุด ซึ่งผลลัพธ์ชัดเจนว่าคนไทยให้น้ำหนักกับ ‘หุ้นอเมริกา’ เป็นหลัก ทีมผู้บริหารจึงตัดสินใจเปิดตัวด้วยหุ้นสหรัฐฯ พร้อมเสริมทัพด้วยบริการ Options บนดัชนีตั้งแต่วันแรก

 

“พฤศจิกายน 2567 เราต่อยอดด้วยการเปิดตัว Options บนหุ้นรายตัว ซึ่งถือเป็นจังหวะที่เหมาะเพราะตรงกับช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ความผันผวนของตลาดช่วงนั้น กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้การเทรด Options คึกคักเป็นพิเศษ”

 

ผลตอบรับเติบโตดีกว่าที่ประเมินไว้ ทั้งในแง่การเพิ่มบริการใหม่ จำนวนลูกค้าที่ขยายตัว รวมถึงปริมาณการเทรดและจำนวนสัญญา Options ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

เมื่อถามว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าเก่ายังคงเหนียวแน่นและมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ชลเดชบอกว่า Webull เข้ามายกระดับประสบการณ์เทรดด้วย ข้อมูล Real-time เต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Bid-Offer ระดับลึก (Nasdaq TotalView LV2) เครื่องมือสแกนหุ้น และกราฟเรียลไทม์บนแอป ซึ่งตอบโจทย์มาตรฐานที่นักลงทุนอเมริกันคุ้นเคย แต่หาได้ยากในตลาดไทย

 

ภาพแสดงการผนึกกำลังระหว่าง Webull และ Pi Securities เพื่อผลักดันนักลงทุนไทยสู่ตลาดการลงทุนระดับโลก 2

 

“สิ่งที่สร้างความได้เปรียบอย่างชัดเจนคือ การนำ Options มาใช้ในเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างผลตอบแทน ไม่ใช่แค่เครื่องมือเก็งกำไร เช่น การทำ Covered Call ในช่วงหุ้นทำ New High เพื่อเก็บค่า Premium หรือการทำ Cash Secured Put สำหรับตั้งรับซื้อหุ้นช่วงปรับฐานพร้อมรับค่า Premium ฟรีๆ ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้ช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ที่โบรกเกอร์อื่นในไทยยังไม่มี”

 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังพัฒนาบริการจากเสียงตอบรับของนักลงทุนไทยเป็นหลัก ทั้งการเปิดตลาดหุ้นฮ่องกง-จีน เพื่อเพิ่มทางเลือกเมื่อต้นปี 2569 ตลอดจนการพัฒนา “ฟีเจอร์แยกพอร์ต” ซึ่งมีเฉพาะสาขาประเทศไทยเท่านั้น ช่วยให้นักลงทุนสามารถถือหุ้นตัวเดียวกันแยกพอร์ตตามกลยุทธ์ short-term และ long-term โดยไม่ทำให้ราคาต้นทุนปนกัน

 

“ปกติโบรกเกอร์ทั่วไป หุ้นหนึ่งตัวมักอยู่ได้แค่พอร์ตเดียว ทำให้ต้นทุนถูกถัวเฉลี่ยรวมกันหมด แต่ของเราสามารถถือหุ้นตัวเดียวกันแยกไว้หลายพอร์ตได้พร้อมกัน โดยคำนวณต้นทุนแยกกันเด็ดขาด ตอบโจทย์คนที่อยากถือหุ้นตัวนั้นระยะยาว แต่ก็อยากแบ่งอีกพอร์ตไว้เล่นรอบสั้นๆ โดยที่ต้นทุนฝั่งถือยาวไม่โดนรบกวน”

 

ภาพแสดงการผนึกกำลังระหว่าง Webull และ Pi Securities เพื่อผลักดันนักลงทุนไทยสู่ตลาดการลงทุนระดับโลก 3

 

ดีล Pi Securities เมื่อเทคโนโลยีเจอประสบการณ์ 50 ปี

 

การเข้าซื้อกิจการ Pi Securities ของ Webull ด้วยมูลค่าราว 3,200 ล้านบาท (100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อเข้าถือหุ้น 99.36% นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดจากการผสานจุดแข็งระหว่างเทคโนโลยีระดับโลกของ Webull กับประสบการณ์กว่า 50 ปี ของ Pi Securities

 

แม้ Webull จะโดดเด่นด้านแพลตฟอร์มดิจิทัลและการให้บริการ Webull Prime สำหรับนักลงทุนกลุ่ม High Net Worth ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา แต่สำหรับนักลงทุนกลุ่มดังกล่าว การบริหารความมั่งคั่งยังจำเป็นต้องใช้ความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า การให้คำปรึกษาเฉพาะบุคคล และการดูแลอย่างใกล้ชิด การได้ทีม RM และทีมขายของ Pi กว่า 300–400 คน พร้อมความเชี่ยวชาญในตลาด TFEX และการออก DR จึงช่วยเสริมศักยภาพให้ Webull ในการขยายฐานลูกค้ามั่งคั่งสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ในทางกลับกัน สิ่งที่ Webull นำมาเสริม Pi คือทีม Tech ที่พัฒนาระบบให้บริการใน 18 ประเทศทั่วโลก และความพร้อมด้านเงินทุนจากบริษัทแม่ ซึ่งช่วยเพิ่ม liquidity สำหรับบริการ Margin หรือเป็นทุนในการออก DR

 

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ฐานลูกค้า High Net Worth และ Ultra High Net Worth ของ Pi Securities พร้อมสินทรัพย์ภายใต้การแนะนำและบริหารจัดการ (AUM) กว่าแสนล้านบาท กลายเป็นของ Webull ทันทีที่ดีลเสร็จสมบูรณ์ นอกจากมิติด้านลูกค้าและสินทรัพย์ ชลเดชบอกว่าจุดแข็งที่มีศักยภาพมากที่สุดคือการผสานงานด้านการวิเคราะห์ เทคโนโลยี และ AI เข้าด้วยกัน การนำความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ตลาดในไทยและทีมผู้เชี่ยวชาญของ Pi Securities มาผสานกับเทคโนโลยี ข้อมูล และความสามารถด้าน AI ของ Webull จะช่วยยกระดับกระบวนการจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลเชิงลึกด้านการลงทุนให้รวดเร็วขึ้น รองรับการขยายตัว และเข้าถึงนักลงทุนไทยได้มากขึ้น โดยยังคงรักษามาตรฐานความเชี่ยวชาญและมุมมองของผู้เชี่ยวชาญในตลาดไทยไว้เช่นเดิม

 

“ในช่วงปีแรกของการควบรวม ทั้ง Webull Thailand และ Pi Securities จะยังแยกกันบริหารภายใต้แบรนด์เดิมเพื่อความต่อเนื่องของบริการครับ โดยผมจะดูแลทิศทางเชิงกลยุทธ์ของทั้งสองฝั่งในฐานะ CEO ของ Webull Thailand และกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ที่ Pi Securities”

 

“ลูกค้าของ Pi จะได้ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายขึ้น ฝั่งทีมขายก็มีสินค้าให้นำเสนอมากขึ้นโดยไม่ลด Incentive ส่วนพนักงาน Pi จะได้สวัสดิการเทียบเท่า Webull ทั้งหมด”

 

สำหรับแผนระยะยาว ชลเดชบอกว่าจะทยอยรวมทีมงานและผลิตภัณฑ์เข้าหากันภายใน 1 ปี เพื่อให้ทั้งสองบริษัทเป็นหนึ่งเดียวตามความต้องการของ ก.ล.ต. โดยฝั่งงานขายหรือ front office จะถูกปรับให้ RM สามารถขายผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายขึ้น ส่วน back office จะถูกปรับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาใช้ ส่วนธุรกิจระยะยาวอย่าง research จะใช้ branding ของ Webull ไปเลยตั้งแต่ต้น เพราะสุดท้ายจะกลายเป็น Webull Research, Webull DR และ Webull Portfolio ในที่สุด

 

ภาพแสดงการผนึกกำลังระหว่าง Webull และ Pi Securities เพื่อผลักดันนักลงทุนไทยสู่ตลาดการลงทุนระดับโลก 4

 

นวัตกรรมและยุทธศาสตร์ใหม่ในครึ่งปีหลัง

 

Webull ยังเดินหน้าต่อยอดเทคโนโลยีของตัวเองคู่ขนานไปด้วย หนึ่งในนั้นคือ Vega AI ผู้ช่วย AI ในแอป Webull ที่ลูกค้าสามารถถามตอบได้เหมือนใช้งาน ChatGPT หรือ Claude จุดต่างสำคัญคือข้อมูลที่ Vega AI ให้จะไม่ hallucinate เพราะอ้างอิงจากข้อมูลจริงทั้งหมด ไม่ว่าจะถามเรื่องผลประกอบการหรือเรื่องอื่นใดก็ตอบได้ ซึ่งชลเดชระบุว่าเป็นบริการแรกในลักษณะนี้ของตลาดโบรกเกอร์ไทย

 

ภาพแสดงการผนึกกำลังระหว่าง Webull และ Pi Securities เพื่อผลักดันนักลงทุนไทยสู่ตลาดการลงทุนระดับโลก 5

 

อีกบริการที่เปิดให้ใช้งานคือ Webull Open API ที่ให้ลูกค้าเขียนโปรแกรมสั่งงานเชื่อมต่อกับบัญชี Webull ได้เอง ไม่ว่าจะทำระบบซื้อขายอัตโนมัติหรือเครื่องมือวิเคราะห์และคัดเลือกหุ้น เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและส่งคำสั่งซื้อขายผ่านระบบตามเงื่อนไขที่ผู้ใช้งานกำหนด

 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญในอนาคต หลังควบรวมกับ Pi คือการเชื่อมโยงลูกค้าเจ้าของธุรกิจ เข้ากับเครือข่าย Webull ในต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจให้เจ้าของธุรกิจเข้าถึงตลาดทุนระดับสากล โดยการจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ที่ประเทศสหรัฐฯ หรือในตลาดฮั่งเส็ง ที่ฮ่องกง

 

ซึ่งชลเดชมองว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเพ้อฝันอีกต่อไป เพราะในหลายกรณีทำได้เร็วกว่าการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเสียอีก โดยมีทีม Investment Banking จาก Webull Hong Kong เข้ามาช่วยให้คำปรึกษาร่วมกับทีม RM และ IC ของ Pi Securities โดยตรง

 

“การผสานพลังระหว่าง Webull และ Pi Securities คือการปูทางสู่นวัตกรรมการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) แบบครบวงจรครับ เรานำเทคโนโลยีและเครือข่ายระดับโลกของ Webull มาบวกกับประสบการณ์กว่า 50 ปีในตลาดหุ้นและอนุพันธ์ของ Pi โดยครอบคลุมตั้งแต่แผนการลงทุนเฉพาะบุคคล ข้อมูลเชิงลึก ไปจนถึงการจับคู่ธุรกิจข้ามตลาดในภูมิภาค APAC

 

โครงสร้างธุรกิจเราแบ่งชัดเจนเป็น 4 ส่วน คือ กลุ่ม Retail ที่เป็นฐานเดิม, กลุ่ม High Net Worth ในบริการ Webull Prime ที่ร่วมกับ Gaysorn Village และมีทีม RM จาก Pi เข้ามาดูแล, กลุ่ม สถาบัน เช่น บล. ที่ต้องเฮดจ์หุ้น DR หรือ บลจ. ที่ซื้อ ETF ทำ Feeder Fund และส่วนสุดท้ายคือ ช่องทางพันธมิตร”

 

ยุทธศาสตร์การเติบโตเริ่มเห็นผลชัดเจนในเดือนกันยายนนี้ ด้วยการเปิดตัว 2 พันธมิตรยักษ์ใหญ่ คือ TrueMoney ที่ออกแบบเป็น Mini App เน้นความง่าย มี AI คอยช่วยวิเคราะห์ เหมาะสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นด้วยเงินบาท และ ttb ที่เจาะกลุ่ม Mass Affluent ผ่านแอป ttb touch โดยชูจุดเด่นการผูกเข้ากับบัญชี FCD e-Saving ทำให้สามารถนำเงินดอลลาร์ไปลงทุนได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน นับเป็นการขยายฐานการลงทุนดิจิทัลที่เข้าถึงคนไทยทุกเซกเมนต์อย่างแท้จริง

 

ภาพแสดงการผนึกกำลังระหว่าง Webull และ Pi Securities เพื่อผลักดันนักลงทุนไทยสู่ตลาดการลงทุนระดับโลก 6

 

3 ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนรุ่นใหม่ใช้เลือกโบรกเกอร์

 

ชลเดชเผย 3 ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนรุ่นใหม่ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจเลือกโบรกเกอร์

 

ปัจจัยแรกคือ ความน่าเชื่อถือ ซึ่ง Webull ได้เปรียบในฐานะ Global Broker ที่ให้บริการใน 18 ประเทศทั่วโลก โดยมีบริษัทแม่จดทะเบียนใน Nasdaq ทำให้การปฏิบัติตามกฎระเบียบเป็นไปตามมาตรฐานสหรัฐฯ ที่เข้มงวด และ Webull Thailand ก็ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จากกระทรวงการคลังและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตอบโจทย์คนที่ต้องการเทรดหุ้นต่างประเทศผ่านโบรกเกอร์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง

 

ต่อมาคือ ความพร้อมของเครื่องมือและผลิตภัณฑ์ ที่ไม่ได้มีแค่ Stock Screener หรือ Quant Score เท่านั้น แต่ยังแก้ปัญหา Pain Point ของนักลงทุนด้วยระบบการส่งคำสั่งอัจฉริยะที่สามารถตั้ง Take Profit และ Stop Loss ได้พร้อมกับการส่งคำสั่งซื้อ ช่วยให้นักลงทุนไม่ต้องนั่งเฝ้าจอตลอดคืน ตลอดจนการนำเสนอผลิตภัณฑ์ขั้นสูงอย่าง Options

 

ปิดท้ายด้วย ต้นทุนการเทรดโดยรวม ซึ่งนักลงทุนยุคใหม่ไม่ได้มองแค่ % ค่าคอมมิชชัน แต่ยังพิจารณาไปถึงค่าคอมฯ ขั้นต่ำที่อาจกลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ รวมถึงโอกาสในการรับดอกเบี้ยจากเงินสกุลดอลลาร์ที่พักไว้ในบัญชีระหว่างรอจังหวะลงทุน โดย Webull ให้ดอกเบี้ยสูงสุดที่ 3.75%* ต่อปี ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

 

มุมมองสภาวะตลาดและการปรับพอร์ต

 

ชลเดชฉายภาพทิศทางตลาดช่วงที่เหลือของปี โดยมองเห็น 2 ตลาดหลัก

 

เริ่มจาก ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่หมดรอบ Election Rally แนะให้ผู้ที่มีหุ้นในพอร์ตเตรียมขายทำกำไรผ่านกลยุทธ์ Covered Call เพื่อใช้ประโยชน์จากความผันผวนของตลาดในการสร้างรายได้จากค่า Premium ส่วนผู้ที่กำลังหาจังหวะเข้าซื้อ ควรระมัดระวังหุ้นที่ราคาต่อกำไร (PE) ค่อนข้างสูงที่อาจถูกกดดันจากผลประกอบการ นอกจากนี้ หุ้นในตลาดฮ่องกง-จีน ธีม Robotics ก็มีพัฒนาการและการเติบโตที่น่าจับตามอง

 

ขณะที่ตลาดหุ้นไทย หุ้นปันผลยังคงมีบทบาทในตลาด โดยการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญ เช่น หุ้นกลุ่มธนาคาร เป็นต้น

 

“ในอีก 3–5 ปีข้างหน้า ผมอยากเห็นคนไทยเป็น ‘Global Investor’ ที่เข้าถึงข้อมูลและตลาดต่างประเทศได้เป็นเรื่องปกติ ปัจจุบันการเทรดหุ้นอเมริกาง่ายกว่าหุ้นไทยด้วยซ้ำ ทั้งการเริ่มเทรดได้ด้วยเงินแค่ 1 ดอลลาร์ เทรดได้ 24/5 และการดึง AI หรือ API มาช่วยเทรด หน้าที่ของ Webull และ Pi คือสร้างเครื่องมือให้พร้อมที่สุด” ชลเดชกล่าวทิ้งท้าย

 

*อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามที่บริษัทกำหนด

 

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยจะไม่ถือว่าเป็นการแนะนำด้านการลงทุน บทวิเคราะห์ หรือการเสนอขายแต่อย่างใด

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

The post Webull ผนึก Pi Securities เดินเกมพา ‘นักลงทุนไทย’ ก้าวสู่ Global Investor [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ นำทีมผู้บริหาร ตลท. เซ็น MOU กับตลาดหุ้นนิวยอร์ก ร่วมมือ 5 ด้าน เชื่อมโยงตลาดทุนไทย-สหรัฐฯ ทำ Dual Listing-Cross listing https://thestandard.co/set-nyse-mou-dual-listing/ Fri, 25 Sep 2026 02:49:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1259146 ภาพพิธีลงนาม MOU ระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก โดยมีนายกรัฐมนตรีร่วมเป็นสักขีพยาน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมม […]

The post นายกฯ นำทีมผู้บริหาร ตลท. เซ็น MOU กับตลาดหุ้นนิวยอร์ก ร่วมมือ 5 ด้าน เชื่อมโยงตลาดทุนไทย-สหรัฐฯ ทำ Dual Listing-Cross listing appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพิธีลงนาม MOU ระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก โดยมีนายกรัฐมนตรีร่วมเป็นสักขีพยาน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยความร่วมมือนี้ ทั้งสองตลาดจะวางกรอบการดำเนินงานร่วมกันด้านการจดทะเบียนหลักทรัพย์ในทั้งสองตลาด (Dual Listing) ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และดัชนีร่วมกัน

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า MOU ครอบคลุมความร่วมมือ 5 ด้าน ได้แก่

 

1) การจดทะเบียนหลักทรัพย์ทั้งสองตลาดพร้อมกัน (Dual Listing)

 

2) การพัฒนาและการจดทะเบียนข้ามตลาด (Cross listing) ของกองทุน ETF (Exchange-Traded Fund)

 

3) ข้อมูลตลาดและผลิตภัณฑ์ดัชนี

 

4) การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้าน ESG

 

และ 5) การแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ระหว่างสองตลาดหลักทรัพย์

 

“ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงภาคธุรกิจและผู้ลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ พร้อมเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนให้กับบริษัทจดทะเบียนไทย สร้างโอกาสการเข้าถึงผู้ลงทุนสถาบันและแหล่งเงินทุนในตลาดชั้นนำของโลก เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนทั่วโลกเข้าถึงการลงทุนในประเทศไทยได้มากขึ้น รวมถึงช่วยเพิ่มช่องทางการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้แก่บริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในไทย สอดรับกับโครงการ BOI to IPO ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าว สะท้อนความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมโยงตลาดทุนไทยเข้ากับโอกาสใหม่ ๆ ตามวิสัยทัศน์การเป็นเส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน ‘The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities’” อัสสเดชกล่าว

 

ด้านวิลล์ กูดวิน หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์และกิจการองค์กร ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก กล่าวว่า NYSE ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีที่มีมาอย่างยาวนานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ MOU ฉบับนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการกระชับความร่วมมือระหว่างตลาดทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ออกหลักทรัพย์และผู้ลงทุน เราตั้งตารอที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับตลาดหลักทรัพย์ไทย เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวของตลาดทุนไทย

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ NYSE มีความร่วมมือกันมาตั้งแต่ปี 2535 โดยเริ่มจากงานด้านการกำกับดูแลตลาด และพัฒนาความสัมพันธ์ต่อเนื่องมากว่า 3 ทศวรรษจนถึงปัจจุบัน ที่ขยายขอบเขตการทำงานร่วมกันจนเกิดข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้

The post นายกฯ นำทีมผู้บริหาร ตลท. เซ็น MOU กับตลาดหุ้นนิวยอร์ก ร่วมมือ 5 ด้าน เชื่อมโยงตลาดทุนไทย-สหรัฐฯ ทำ Dual Listing-Cross listing appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุนจับตาภาวะบอนด์ช็อก! หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งแตะ 5.12% สูงสุดนับแต่ปี 2007 ก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์ https://thestandard.co/us-bond-yield-shock/ Thu, 24 Sep 2026 12:22:57 +0000 https://thestandard.co/us-bond-yield-shock/ ภาพนักวิเคราะห์กำลังพิจารณาข้อมูลตลาดหุ้น โดยมีข้อความ 'จับตา! บอนด์ช็อก กดหุ้นทั่วโลก แต่อาจไม่รุนแรงเท่าช่วงวิกฤตปี 2008' อยู่บนภาพ

แรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลลุกลามไปทั่วโลก หลังอัตราผลตอบแทน […]

The post นักลงทุนจับตาภาวะบอนด์ช็อก! หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งแตะ 5.12% สูงสุดนับแต่ปี 2007 ก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักวิเคราะห์กำลังพิจารณาข้อมูลตลาดหุ้น โดยมีข้อความ 'จับตา! บอนด์ช็อก กดหุ้นทั่วโลก แต่อาจไม่รุนแรงเท่าช่วงวิกฤตปี 2008' อยู่บนภาพ

แรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลลุกลามไปทั่วโลก หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (US 10-Year Treasury Yield) ยืนที่ระดับ 5.12% ในการซื้อขายช่วงตลาดเอเชียวันนี้ (24 กันยายน) หลังพุ่งขึ้นราว 15 bps เมื่อวานนี้ มากที่สุดนับแต่ตลาดปั่นป่วนจากการประกาศขึ้นภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือนเมษายน 2025 และเป็นระดับสูงสุดนับแต่ปี 2007 ก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์

 

 

คำถามที่ตามมาคือ ภาวะ ‘บอนด์ช็อก’ (Bond Shock) กำลังจะกลับมาเขย่าตลาดหุ้นอีกครั้งหรือไม่

 

บอนด์ช็อกอาจเกิด แต่อานุภาพไม่รุนแรงเท่าในอดีต

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด อธิบายว่า บอนด์ช็อกคือภาวะที่ตลาดพันธบัตรขาดทุนหนัก จนนักลงทุนต้องขายสินทรัพย์อื่นมาชดเชยผลขาดทุน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ตลาดหุ้นจะเผชิญแรงขายรุนแรง

 

ขณะนี้ผู้ที่ซื้อพันธบัตรในปีนี้หรือปีที่ผ่านมาด้วย Yield ระดับต่ำต่างขาดทุนแทบทั้งหมด เพราะเมื่อ Yield ปรับขึ้น ราคาพันธบัตรจะลดลง

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐชาตมองว่ารอบนี้ต่างจากอดีต เพราะบอนด์ช็อกในอดีตมักเกิดขึ้นขณะที่หุ้นอยู่ในโซนที่ร้อนแรงมาก เมื่อหุ้นแพงแรงขายจึงเป็นการทิ้งทุกราคาแต่รอบนี้ระดับมูลค่า (Valuation) ของหุ้นไม่ได้ตึงตัวเท่า

 

“อาจจะเรียกได้ว่าเกิด แต่อานุภาพไม่ได้รุนแรงเท่ากับในอดีตที่หุ้นลอยอยู่สูงๆ” ณัฐชาตกล่าว

 

2 แรงกดดันตลาดบอนด์ ‘น้ำมัน-สงคราม’ และ ‘อุปทานล้นตลาด’

 

ณัฐชาตระบุว่า แรงเทขายพันธบัตรรอบนี้มีต้นตอหลัก 2 ส่วน ส่วนแรก คือราคาน้ำมันที่ยืนสูงจากสงครามที่ยังไม่จบ ทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาหลอกหลอน ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อพันธบัตร หากเงินเฟ้อยืดเยื้อ ตลาดจะมองว่านโยบายการเงินต้องเข้มงวดต่อ นักลงทุนจึงเลือกขายปิดสถานะก่อนแล้วค่อยกลับเข้าลงทุนใหม่

 

ส่วนที่สอง คือ อุปทาน (Supply) ล้นตลาดทั้งจากภาครัฐและเอกชน ฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ มีฐานะการคลังที่ด้อยลงและหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น ซึ่ง Bloomberg ระบุว่าอยู่ที่ราว 40 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ความน่าเชื่อถือของพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลง ส่วนฝั่งเอกชน กลุ่ม Hyperscaler หรือผู้ให้บริการคลาวด์และศูนย์ข้อมูลรายใหญ่ออกหุ้นกู้จำนวนมาก ด้วยความเสี่ยงผิดนัดชำระที่ต่ำ ทำให้พันธบัตรรัฐบาลดูน่าสนใจน้อยลง

 

แรงกดดันด้าน Supply เห็นชัดจากการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 5 ปี มูลค่า 70,000 ล้านดอลลาร์เมื่อวานนี้ ซึ่งความต้องการซื้ออ่อนแอ จนต้องให้ Yield สูงถึง 5.033% สูงสุดนับแต่ปี 2006 และ Bloomberg ระบุว่าเป็นผลประมูลที่แย่เป็นอันดับ 2 นับแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2018 เมื่อวัดจากส่วนต่างกับระดับ Yield ที่ตลาดคาด ดัน Yield พันธบัตร 5 ปี ทะลุ 5% ครั้งแรกนับแต่ปี 2007

 

Fed ขึ้นดอกเบี้ย จุดชนวนตลาดมองขาขึ้นเต็มตัว

 

อีกปัจจัยที่ณัฐชาตมองว่าเร่งแรงเทขาย คือธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรก ทำให้ตลาดคิดว่ากำลังเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นเต็มตัว

 

Fed ขึ้นดอกเบี้ยเมื่อสัปดาห์ก่อนสู่กรอบ 3.75-4% ครั้งแรกนับแต่ปี 2023 ขณะที่ตลาดสวอปสะท้อนการคาดการณ์ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ภายใน 1 ปีข้างหน้า ซึ่งจะพาดอกเบี้ยนโยบายไปอยู่ที่ 4.75-5% ด้าน Michael Barr ผู้ว่าการ Fed ระบุว่าน่าจะต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเพื่อดึงเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2%

 

Tony Miano จาก Wells Fargo Investment Institute ให้ความเห็นกับ Bloomberg ว่า การที่ Yield ทั้งเส้นปรับขึ้นพร้อมกันสะท้อนว่าตลาดเชื่อว่าเข้าสู่รอบเข้มงวดนโยบายการเงินจริง ซึ่งหมายถึงอัตราคิดลด (Discount Rate) ของหุ้นที่สูงขึ้น ต้นทุนกู้ยืมของภาคเอกชนและสินเชื่อบ้านที่แพงขึ้น และเกณฑ์ที่สูงขึ้นสำหรับสินทรัพย์เสี่ยง

 

บอนด์ช็อกลามทั่วโลก ยีลด์ญี่ปุ่นสูงสุดรอบ 30 ปี

 

แรงเทขายลุกลามสู่เอเชียแปซิฟิก Yield พันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 10 ปีขึ้น 10 bps สู่ 3.075% สูงสุดนับแต่ปี 1996 ส่วน Yield พันธบัตรออสเตรเลียอายุ 3 ปีขึ้นสู่ 5.07% สูงสุดนับแต่ปี 2011

 

ภาพรวม Yield เฉลี่ยของพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกตามดัชนี Bloomberg Global Aggregate Treasuries ขยับขึ้นสู่ 3.99% เข้าใกล้ระดับ 4% ที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ปี 2007

 

ด้านตลาดหุ้นเอเชียปรับลง 0.6% ตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะที่หุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ร่วงลง 1.5% ส่วนทองคำลดลง 0.2% สู่ราว 4,280 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ไตรมาส 4 ศึกยื้อระหว่างปัจจัยจุลภาคและมหภาค

 

ณัฐชาตมองว่ายังไม่มีใครคาดได้ว่าสงครามจะจบเมื่อใด และราคาน้ำมันจะกลับมาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์เมื่อไร ส่วนประเด็นฐานะการคลังอาจน่ากังวลน้อยกว่า

 

ตัวแปรที่อาจหยุดการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์ได้คือการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ หากพรรคเดโมแครตเข้ามาคานอำนาจ จะช่วยชะลอการใช้จ่ายภาครัฐและการลดภาษี แต่ระหว่างนี้ยังมีเวลาอีกกว่า 1 เดือนที่บอนด์ยีลด์อาจพุ่งขึ้นต่อ

 

สำหรับตลาดหุ้นในไตรมาส 4 ณัฐชาตคาดว่าจะเป็นช่วงที่ปัจจัยมหภาค (Macro) และปัจจัยจุลภาค (Micron) คือเรื่องกำไรและมูลค่าหุ้น ที่จะยื้อกันไปมา ช่วงใดที่ตลาดให้น้ำหนักกับปัจจัยมหภาค หุ้นจะปรับลง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง Valuation จะกลับมามีบทบาทและช่วยไม่ให้หุ้นลดลงรุนแรง

 

ขณะที่ Ikuo Mitsui ผู้จัดการกองทุนจาก Aizawa Securities ให้มุมมองอีกด้านกับ Bloomberg ว่า Yield เริ่มขึ้นมาอยู่ในระดับที่ค่อนข้างน่าสนใจ และนักลงทุนตราสารหนี้อาจเริ่มมองหาจังหวะกลับเข้าลงทุน

 

ภาพ: M_Agency / SHutterstock

 

อ้างอิง:

The post นักลงทุนจับตาภาวะบอนด์ช็อก! หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งแตะ 5.12% สูงสุดนับแต่ปี 2007 ก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาฉากทัศน์ประชุม ‘ทรัมป์ – สี จิ้นผิง’ พร้อมเปิด 5 กลยุทธ์ลงทุนช่วงรอยต่อ รับมือ Fed คุมเข้ม AI เสี่ยงสะดุด https://thestandard.co/trump-xi-fed-ai-investment-strategy/ Thu, 24 Sep 2026 09:32:31 +0000 https://thestandard.co/trump-xi-fed-ai-investment-strategy/ ภาพกราฟิกคำถาม ‘จะเกิดอะไรขึ้นกับหุ้นโลก หลังประชุมทรัมป์-สี จิ้นผิง’

ท่ามกลางภูมิทัศน์การลงทุนโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้ […]

The post จับตาฉากทัศน์ประชุม ‘ทรัมป์ – สี จิ้นผิง’ พร้อมเปิด 5 กลยุทธ์ลงทุนช่วงรอยต่อ รับมือ Fed คุมเข้ม AI เสี่ยงสะดุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกคำถาม ‘จะเกิดอะไรขึ้นกับหุ้นโลก หลังประชุมทรัมป์-สี จิ้นผิง’

ท่ามกลางภูมิทัศน์การลงทุนโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งจากการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) การแข่งขันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เผชิญความท้าทายรอบด้าน รวมถึงปมความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ สหรัฐฯ-จีน

 

 

เกษรี อายุตตะกะ, CFP, SVP, Head of Investment Research จาก SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า

 

จากการประชุม Fed นัดล่าสุดที่มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% นั้น SCB CIO ประเมินว่าเป็นการดำเนินงานเพื่อดึงความเชื่อมั่น (Credibility) ของ Fed กลับคืนมา โดยแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนในการมุ่งควบคุมอัตราเงินเฟ้อ สะท้อนจากมติที่เป็นเอกฉันท์ และผลสำรวจ Dot Plot ที่กรรมการ Fed ถึง 16 จาก 18 ท่าน ยังมองว่าจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้

 

SCB CIO คาดการณ์ว่า Fed มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ อย่างไรก็ดี วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นจะไม่ใช่ลักษณะที่รุนแรงหรือยาวนานต่อเนื่อง โดยในปีหน้าคาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ และอาจเริ่มเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีหน้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยกดดันด้านราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ และสถานการณ์สงคราม

 

สำหรับผลกระทบต่อสินทรัพย์ลงทุน

 

  • ตลาดหุ้น แม้อัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวในระดับสูง แต่อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และแรงขับเคลื่อนจากการลงทุน CapEx ในกลุ่ม AI จะช่วยหนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียนให้เติบโตได้ อย่างไรก็ตาม อัตราคิดลด (Discount Rate) ที่สูงขึ้นทำให้การฟื้นตัวไม่ครอบคลุมทั้งตลาด (Board-based) จึงจำเป็นต้องเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่ม Quality Growth, Mega Cap Tech และ AI Infrastructure พร้อมหลีกเลี่ยงกลุ่มที่มีภาระหนี้สูงหรือไวต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น REITs และหุ้นขนาดเล็ก (Small Cap)
  • ตลาดตราสารหนี้ มีอัตราผลตอบแทน (Yield) ที่สูงขึ้นช่วยสร้างกระแสเงินสดให้พอร์ตลงทุนได้ดี แต่เน้นย้ำให้เลือกอายุตราสาร (Duration) ระยะสั้นถึงระยะกลาง เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และหุ้นกู้ภาคเอกชนระดับ Investment Grade (IG) พร้อมให้หลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว เนื่องจากมีความเสี่ยงจาก Term Premium ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการออกหุ้นกู้กู้เงินไปลงทุน AI ของกลุ่ม Hyperscalers รวมถึงการออกพันธบัตรของภาครัฐ

 

จับตาฉากทัศน์ประชุม ‘ทรัมป์ – สี จิ้นผิง’ คลายความตึงเครียดแค่ระยะสั้น

 

ในการพบกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง SCB CIO มองว่าจะช่วยลดความตึงเครียดทางการค้าและความผันผวนระยะสั้นของตลาดลง เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างไม่ต้องการให้สงครามทางการค้าลุกลามจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตนเอง แต่เตือนว่านักลงทุนไม่ควรคาดหวังสูงเกินไป เพราะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ในประเด็นสำคัญยังคงดำเนินต่อไป ทั้งเรื่องเทคโนโลยี AI, ชิปขั้นสูง, แร่หายาก (Rare Earths) และประเด็นไต้หวัน

 

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามจากการเจรจา ได้แก่

 

  • การขยายเวลาพักรบทางการค้า ซึ่งข้อตกลงเดิมที่ปูซานจะหมดอายุในวันที่ 10 พฤศจิกายน โดยฝ่ายจีนต้องการขยายเวลาออกไปจนพ้นวาระดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีทรัมป์เพื่อเสถียรภาพระยะยาว ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ต้องการขยายเพียง 6 เดือนเพื่อประเมินการปฏิบัติตามข้อตกลงนำเข้าสินค้าของจีน ซึ่งจีนนำเข้าถั่วเหลืองได้ดี แต่คำสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง (Boeing) ราว 200 ลำยังไม่มีความคืบหน้า
  • อัตราภาษีนำเข้า (Tariff) โดยคณะกรรมการการค้าที่จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมกำลังพิจารณาลดภาษีตอบโต้สำหรับสินค้าที่ไม่ไม่อ่อนไหว มูลค่าราว 3 หมื่น – 3 แสนล้านดอลลาร์ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือสหรัฐฯ อาจพิจารณาจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม 7.5% – 15% จากปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ของจีน
  • การส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) ซึ่งจีนยังคงครองอำนาจต่อรองสูง แม้จะมีการตกลงกันก่อนหน้านี้ แต่ปริมาณการส่งออกแร่หายากจากจีนไปสหรัฐฯ ล่าสุดกลับลดลงถึง 32% YoY จีนจึงอาจใช้ประเด็นนี้เป็นข้อต่อรองแลกเปลี่ยนกับสหรัฐฯ
  • การแข่งขันด้าน AI และประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ โดยทั้งสองฝ่ายมีการตั้งคณะทำงานประเมินความเสี่ยง AI แต่จีนยังคงเร่งพัฒนาโมเดล AI ภายในประเทศเพื่อพึ่งพาตนเอง นอกจากนี้ยังมีประเด็นการคว่ำบาตรอิหร่านและสถานการณ์ในไต้หวันที่ต้องติดตาม

 

AI เสี่ยงสะดุดหรือแค่ ‘คอขวด’ มองทะลุกระแสความกังวล Frontier Model และ Data Center

 

กระแสความกังวลในภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็น Anthropic, OpenAI หรือ Elon Musk เกี่ยวกับการชะลอความเร็วในการพัฒนา AI รวมถึงการต่อต้านการสร้าง Data Center ในหลายรัฐของสหรัฐฯ ทาง SCB CIO ประเมินว่า ประเด็นนี้จะไม่ฉุดการเติบโตของ AI ในภาพรวม

 

ข้อเท็จจริงและมุมมองเชิงลึกจาก SCB CIO

 

  • การกำกับดูแลด้านความปลอดภัย ไม่ใช่การลดลงของ อุปสงค์ (Demand): การชะลอตัวเกิดขึ้นเฉพาะการพัฒนาโมเดลระดับแนวหน้า (Frontier Model) เพื่อประเมินมาตรฐานความปลอดภัยและ ธรรมาภิบาล (Governance) แต่อุปสงค์การใช้งานจริง (Enterprise Adoption) ในระดับองค์กรยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และมีความต้องการคอมพิวเตอร์ประมวลผล Data Center และพลังงานอย่างต่อเนื่อง
  • ปัญหาคอขวด Data Center สร้างผู้ชนะกลุ่มใหม่: การต่อต้านจากชุมชนเกิดจากความกังวลเรื่องการแย่งชิงไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และค่าไฟที่สูงขึ้น ส่งผลให้กระบวนการขออนุมัติตามกฎหมายล่าช้า ดังนั้น ผู้ที่ได้เปรียบและได้ประโยชน์ในรอบนี้คือ ผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าอยู่แล้ว รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ระบบสายส่งไฟฟ้า (Transmission) และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน (Power Grid Infrastructure) ที่สามารถตอบสนองดีมานด์ได้ทันท่วงที
  • จุดเน้นย้ำ: นักลงทุนควรเปลี่ยนจากการกังวลเรื่องการควบคุม AI มาติดตามว่าบริษัทเทคโนโลยีสามารถแปลงคำสั่งซื้อ (Orders) ให้กลายเป็นรายได้ (Revenue) ได้จริงหรือไม่

 

เปิด Playbook 6 บริบทโลก สู่ 5 กลยุทธ์จัดพอร์ตลงทุนก้าวผ่านช่วงรอยต่อ

 

SCB CIO ได้สรุป 6 บริบทเศรษฐกิจโลก ได้แก่

 

  • การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก
  • อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงยาวนาน (Higher for Longer)
  • ภาวะขาดแคลนพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และเงินทุน
  • การมุ่งเน้นความสามารถในการทำกำไรจริงของบริษัทจดทะเบียนมากกว่าตัวเลข GDP
  • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
  • การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain Restructuring)

 

โดยนำมาสู่ 5 กลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุน (Investment Playbook) มีดังนี้

 

  • Income Matters เน้นสร้างรายได้สม่ำเสมอ ในยุคดอกเบี้ยสูง ควรสร้างผลตอบแทนจากตราสารหนี้คุณภาพดี โดยเน้น หุ้นกู้ภาคเอกชนระดับ Investment Grade ระยะสั้นถึงกลาง และ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นถึงกลาง พร้อมหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว
  • AI Scarcity Creates Winners คัดสรรผู้ชนะจากคอขวด AI เน้นลงทุนในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากภาวะขาดแคลนทรัพยากร AI เช่น หุ้น AI ต้นน้ำ (Upstream AI Infrastructure), Mega Cap Tech และหุ้นกลุ่ม Tech ที่มีคุณภาพสูง
  • Manage Volatility & Dispersion บริหารความผันผวนและการกระจายตัว ตลาดมีความผันผวนและการกระจายตัวของผลตอบแทนสูง แนะนำให้จัดพอร์ตแบบ Mixed Asset หรือใช้กลยุทธ์ Liquid Alternative เข้ามาช่วยลดความผันผวนของพอร์ตรวม
  • Valuation Opportunities in Emerging Markets คัดสินทรัพย์ Valuation ถูกแต่เติบโตดี กระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่ระดับราคา (Valuation) ปรับลงมาจนน่าดึงดูด แต่ยังมีศักยภาพเติบโตตามรอบ AI โดยเฉพาะ ตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้
  • Asset Allocation & Real Assets กระจายความเสี่ยงสู่ สินทรัพย์แท้จริงป้องกันความเสี่ยงพอร์ตด้วยการลงทุนใน Real Assets เช่น โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure), พลังงาน (Energy) และ ทองคำ (Gold) เพื่อเป็นเกราะกันชนรองรับความผันผวน

 

ภาพ: Rawpixel.com / Shutterstock

The post จับตาฉากทัศน์ประชุม ‘ทรัมป์ – สี จิ้นผิง’ พร้อมเปิด 5 กลยุทธ์ลงทุนช่วงรอยต่อ รับมือ Fed คุมเข้ม AI เสี่ยงสะดุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Binance เข้าซื้อหุ้น Circle มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ขยายการใช้งาน USDC บนแพลตฟอร์ม https://thestandard.co/binance-invests-circle-usdc/ Wed, 23 Sep 2026 11:08:06 +0000 https://thestandard.co/binance-invests-circle-usdc/ ภาพประกอบข่าว Binance ซื้อหุ้น Circle มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อดันการใช้งาน USDC

Binance ประกาศลงทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน Circle ขยา […]

The post Binance เข้าซื้อหุ้น Circle มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ขยายการใช้งาน USDC บนแพลตฟอร์ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว Binance ซื้อหุ้น Circle มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อดันการใช้งาน USDC

Binance ประกาศลงทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน Circle ขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ 5 ปี มุ่งเน้นการส่งเสริม USDC ในระดับโกลบอล

 

Binance ประกาศเข้าซื้อหุ้น Class A ของ Circle Internet Group, Inc. (NYSE: CRCL) มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง (private placement) ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดของหุ้น CRCL ก่อนการปิดดีล 5%

 

พร้อมทั้งขยายและต่อสัญญาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อโปรโมท USDC บนแพลตฟอร์มของ Binance โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเกิดใหม่ โดยสัญญาฉบับใหม่นี้มีระยะเวลา 5 ปี

 

ทั้งนี้ Circle จะเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการถือครองและการใช้งาน USDC

 

ริชาร์ด เท็ง Co-CEO ของ Binance กล่าวว่า “Circle ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะหนึ่งในผู้ออกสินทรัพย์ดิจิทัลที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลก ครอบคลุมทั้ง USDC, Arc และโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังปฏิวัติรูปแบบวิธีการโอนย้ายมูลค่าข้ามพรมแดน การลงทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐและพันธสัญญาที่มีระยะเวลา 5 ปีของเราครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระยะยาว เรากำลังร่วมกันสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่เปิดกว้าง มีความโปร่งใส และมีการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างถูกต้อง เงินดอลลาร์ดิจิทัลที่มีเสถียรภาพและน่าเชื่อถือไม่ควรเป็นเอกสิทธิ์ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนที่มีโทรศัพท์สามารถเข้าถึงได้ และนี่คืออนาคตที่ความร่วมมือนี้มุ่งมั่นจะสร้างให้เกิดขึ้นจริง”

 

ด้าน เจเรมี อัลแลร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Circle กล่าวว่า “Binance ได้สร้างหนึ่งในแพลตฟอร์มการใช้งานสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดและมีไดนามิกมากที่สุดในโลก จนกลายเป็นซูเปอร์แอปด้านการเงินที่ใหญ่ที่สุดบนโลกอินเทอร์เน็ต และก้าวขึ้นเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลกสำหรับการใช้งานดอลลาร์สเตเบิลคอยน์ (dollar stablecoins) การร่วมมือกันในครั้งนี้ เราเล็งเห็นโอกาสอันยอดเยี่ยมในการใช้ประโยชน์จาก USDC เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสกุลเงินดอลลาร์ สนับสนุนการออมและการลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัลที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรม ตลอดจนเข้าถึงผู้คนและภาคธุรกิจในตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก”

 

The post Binance เข้าซื้อหุ้น Circle มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ขยายการใช้งาน USDC บนแพลตฟอร์ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮั่วเซ่งเฮงแนะจับตา ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ พบ ‘สี จิ้นผิง’ อาจฉุดราคาทองคำระยะสั้น หากการเจรจาราบรื่น https://thestandard.co/trump-xi-meeting-gold-price/ Wed, 23 Sep 2026 07:22:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1258518 ภาพประกอบการประชุมระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาทองคำ

การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ และจีนกำลังเป็นหนึ่งในเหตุ […]

The post ฮั่วเซ่งเฮงแนะจับตา ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ พบ ‘สี จิ้นผิง’ อาจฉุดราคาทองคำระยะสั้น หากการเจรจาราบรื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการประชุมระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาทองคำ

การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ และจีนกำลังเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตา หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน มีกำหนดพบกันในวันที่ 24 กันยายนนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังครอบคลุมทั้งการค้า เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์

 

 
 

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่า ตลาดอาจไม่ได้คาดหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่ “ข้อตกลงครั้งใหญ่” ที่สามารถยุติความขัดแย้งระหว่างสองประเทศได้ทันที แต่ให้น้ำหนักกับความสามารถของทั้งสองฝ่ายในการรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์ และลดความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะยกระดับขึ้น

 

สำหรับตลาดทองคำ ผลการประชุมจึงมีความสำคัญต่อ ระดับการยอมรับความเสี่ยงของนักลงทุนและทิศทางกระแสเงินทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดยังต้องประเมินทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ควบคู่กับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก

 

4 ประเด็นสำคัญบนโต๊ะเจรจา

 

ประเด็นแรก การค้าและภาษี ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเจรจา ตลาดจับตาว่าสหรัฐฯ และจีนจะสามารถรักษาหรือขยายช่วงพักรบทางการค้าได้หรือไม่ รวมถึงการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ของจีน และการผ่อนคลายข้อจำกัดทางการค้าและเทคโนโลยี หากการเจรจามีความคืบหน้า จะช่วยลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก แต่หากกลับมาใช้มาตรการตอบโต้ อาจเพิ่มความกังวลด้านเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

 

ประเด็นที่สอง เทคโนโลยี และ AI โดยเฉพาะการแข่งขันด้านเซมิคอนดักเตอร์ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงยังเป็นประเด็นสำคัญ แม้โอกาสยุติการแข่งขันมีจำกัด แต่หากทั้งสองฝ่ายสามารถสร้างกรอบความร่วมมือหรือกลไกลดความเสี่ยงได้ อาจช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาด

 

ประเด็นที่สาม อิหร่านและสถานการณ์ตะวันออกกลาง สหรัฐฯ ต้องการให้จีนมีบทบาทมากขึ้นในการช่วยลดความตึงเครียดกับอิหร่าน เนื่องจากจีนมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน โดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมันดิบ และยังเป็นสมาชิกในกลุ่ม BRICS+ ด้วยกัน

 

ประเด็นที่สี่ ไต้หวัน หนึ่งในประเด็นที่เปราะบางที่สุดของความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีน หากถ้อยแถลงหลังการประชุมสะท้อนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น อาจกระทบความเชื่อมั่นของตลาด ทำให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและเพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

 

หากเจรจาราบรื่น ทองคำอาจเผชิญแรงพักฐานระยะสั้น

 

ฮั่วเซ่งเฮงมองว่า หากผลการประชุมออกมาในเชิงบวก เช่น มีความคืบหน้าด้านการค้า สามารถรักษาหรือขยายช่วงพักรบทางภาษี และไม่มีการยกระดับความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีหรือภูมิรัฐศาสตร์ จะช่วยลดความกังวลของตลาดและทำให้นักลงทุนเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น

 

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เงินทุนบางส่วนอาจกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ความต้องการถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงอาจลดลง ส่งผลให้ราคาทองคำมีโอกาสเผชิญแรงขายทำกำไรหรือพักฐานในระยะสั้น

 

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ ควบคู่กัน เนื่องจากทั้งสองปัจจัยมีอิทธิพลสำคัญต่อราคาทองคำ หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและดอลลาร์ปรับขึ้นพร้อมกัน อาจเพิ่มแรงกดดันต่อทองคำ แต่หากทั้งสองปัจจัยอ่อนตัวลง ก็อาจช่วยจำกัดแรงขาย แม้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจะลดลงก็ตาม

 

หากการเจรจาสะดุด ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอาจกลับมา

 

ในทางกลับกัน หากการประชุมไม่มีความคืบหน้า หรือมีสัญญาณว่าสหรัฐฯ และจีนอาจกลับมาใช้มาตรการกดดันด้านภาษี การค้า หรือเทคโนโลยีเพิ่มเติม รวมถึงความตึงเครียดในประเด็นอิหร่านและไต้หวันที่เพิ่มขึ้น นักลงทุนอาจลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและเพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งมีโอกาสเป็นแรงสนับสนุนราคาทองคำ

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้ส่งผลบวกต่อทองคำในทุกกรณี หากความขัดแย้งส่งผลให้ราคาพลังงานและเงินเฟ้อสูงขึ้น จนตลาดประเมินว่าเฟดจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์อาจปรับตัวขึ้น และจำกัดการปรับขึ้นของราคาทองคำได้เช่นกัน

 

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีลักษณะเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ จึงเป็นเรื่องยากที่การประชุมเพียงครั้งเดียวจะสามารถคลี่คลายความขัดแย้งทั้งหมดได้

 

สำหรับนักลงทุนทองคำ ประเด็นสำคัญหลังการประชุมวันที่ 24 กันยายนจึงไม่ใช่เพียงว่า “สหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงอะไรได้บ้าง” แต่คือ “ผลการเจรจาทำให้ระดับความไม่แน่นอนของตลาดโลกลดลงหรือเพิ่มขึ้น”

 

หากการเจรจาช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอาจลดลง และราคามีโอกาสพักฐานในระยะสั้น แต่หากผลการประชุมเพิ่มความเสี่ยงด้านการค้า เทคโนโลยี หรือภูมิรัฐศาสตร์ เงินทุนอาจกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยและสนับสนุนราคาทองคำในระยะต่อไป

 

ดังนั้น นักลงทุนควรติดตามทั้ง ผลการเจรจาสหรัฐฯ–จีน ระดับการยอมรับความเสี่ยงของตลาด ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ ควบคู่กับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ เพื่อประเมินว่าตลาดให้น้ำหนักกับผลการประชุมในทิศทางใด

 

ท้ายที่สุด สิ่งที่มีความสำคัญต่อทองคำอาจไม่ใช่เพียงว่า “การเจรจาสำเร็จหรือล้มเหลว” แต่คือหลังการประชุมครั้งนี้ “ความเสี่ยงที่ตลาดรับรู้ลดลง หรือเพิ่มขึ้นจากเดิมมากเพียงใด”

The post ฮั่วเซ่งเฮงแนะจับตา ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ พบ ‘สี จิ้นผิง’ อาจฉุดราคาทองคำระยะสั้น หากการเจรจาราบรื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาน้ำมันร่วง 5 วันติด หลังทรัมป์เผยสหรัฐฯ เจรจาอิหร่านนาน 3 ชั่วโมง ซาอุฯ เตรียมเปิดท่อส่งน้ำมันอีกครั้ง https://thestandard.co/oil-price-drop-trump-iran-saudi/ Wed, 23 Sep 2026 07:13:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1258501 ถังน้ำมัน แท่นขุดเจาะ และเหรียญเงิน

ราคาน้ำมันดิบ BRENT ร่วงหลุดระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล […]

The post ราคาน้ำมันร่วง 5 วันติด หลังทรัมป์เผยสหรัฐฯ เจรจาอิหร่านนาน 3 ชั่วโมง ซาอุฯ เตรียมเปิดท่อส่งน้ำมันอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถังน้ำมัน แท่นขุดเจาะ และเหรียญเงิน

ราคาน้ำมันดิบ BRENT ร่วงหลุดระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับน้ำมันดิบ WTI ที่ร่วงลงต่ำกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ความหวังทางการทูตบวกกับการกลับมาเดินเครื่องท่อส่ง East-West ช่วยคลายแรงตึงด้านอุปทาน อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังคงเพิ่มขึ้นกว่า 60% จากปลายปีก่อน

 

 
 

ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันทำการที่ 5 หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่าสหรัฐฯ ได้พูดคุยกับอิหร่านเป็นเวลาหลายชั่วโมง จุดความหวังว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจหาทางออกทางการทูตได้

 

ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ BRENT ร่วงลงมาแตะระดับ 98 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ลดลงแตะระดับ 89 ดอลลาร์ โดยราคาปรับลงกว่า 4% ในสัปดาห์นี้

 

ทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ ได้พบกับคณะผู้แทนอิหร่านเป็นเวลา 3 ชั่วโมง นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก “เป็นการประชุมที่ดีมาก” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการหารือทวิภาคีกับ โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดีของยูเครน

 

อย่างไรก็ตาม ท่าทีดังกล่าวสวนทางกับสุนทรพจน์ของเขาต่อที่ประชุม UN ในช่วงก่อนหน้าของวันเดียวกัน ที่ระบุว่าตนกำลังมีการตัดสินใจครั้งใหญ่ว่าจะเจรจาข้อตกลงกับเตหะราน หรือจะทำลายล้างสาธารณรัฐอิสลาม ซึ่งทำให้คณะผู้แทนอิหร่านเดินออกจากห้องประชุม

 

“ผมเชื่อว่าเราจะทำข้อตกลงกันได้ทันทีหลังการเลือกตั้ง เพราะมันไม่สมเหตุสมผลเลยที่พวกเขาจะไม่ทำ” ทรัมป์กล่าวในสุนทรพจน์ พร้อมระบุว่าอิหร่านกำลังรอดูว่าเขาจะทำผลงานอย่างไรในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยสิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือเขาไม่ได้ลงสมัคร

 

ซาอุฯ เตรียมเปิดท่อส่งน้ำมันอีกครั้ง

 

อีกปัจจัยที่กดราคาคือสัญญาณว่าภาวะตึงตัวด้านอุปทานในตะวันออกกลางอาจคลี่คลายลง โดยซาอุดีอาระเบียอยู่ในขั้นต้นของการกลับมาเดินเครื่องท่อส่งน้ำมัน East-West ซึ่งมีกำลังส่ง 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยตั้งเป้าให้มีปริมาณไหลผ่านในระดับที่มีนัยสำคัญภายในวันเสาร์

 

มีรายงานว่าท่อดังกล่าวเริ่มสูบน้ำมันในอัตราต่ำแล้ว และอาจกลับมาส่งออกที่ท่าเรือ Yanbu ริมทะเลแดงได้ภายในวันอังคาร

 

ซาอุดีอาระเบียปิดท่อส่งนี้หลังได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรนที่ปล่อยมาจากอิรักเมื่อวันที่ 10 กันยายน โดยท่อดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการเบี่ยงเส้นทางส่งออกน้ำมันดิบของซาอุฯ ไปยังทะเลแดง เพื่อเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซที่สหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังแย่งชิงการควบคุม และในช่วงที่ท่อปิด ริยาดต้องหันกลับไปส่งออกผ่านฮอร์มุซแทน

 

ปริมาณขนส่งผ่านฮอร์มุซเพิ่มขึ้น

 

ทรัมป์ระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้คุ้มกันการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปแล้วกว่า 1 พันล้านบาร์เรล และปัจจุบันมีน้ำมันไหลผ่านช่องแคบภายใต้การคุ้มกันของกองทัพสหรัฐฯ มากกว่าช่วงใดของสงคราม แม้ปริมาณโดยรวมจะยังต่ำกว่าระดับก่อนสงคราม

 

ข้อมูลจาก Kpler บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการเดินเรือ ระบุว่าท่าเรือ Ras Tanura บนชายฝั่งตะวันออกของซาอุดีอาระเบีย มีวันขนถ่ายน้ำมันคึกคักที่สุดนับตั้งแต่ก่อนสงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ 6 ลำขนน้ำมันเกือบ 12 ล้านบาร์เรลที่ Ras Tanura และ Juaymah เมื่อวันจันทร์

 

“ปริมาณที่ไหลผ่านช่องแคบในระดับสูงบ่งชี้ว่าอิหร่านกำลังสูญเสียอำนาจต่อรอง ซึ่งอาจทำให้พวกเขาเปิดรับการทำข้อตกลงมากกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเป็นไปได้ของการยกระดับความรุนแรงเพื่อทวงคืนการควบคุม” Ryan McKay นักกลยุทธ์อาวุโสด้านสินค้าโภคภัณฑ์ของ TD Securities ระบุ

 

ความเสี่ยงที่ยังไม่หมดไป

 

แม้บรรยากาศจะผ่อนคลายลง แต่โอกาสที่สหรัฐฯ กับอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงยังห่างไกลจากความแน่นอน โดย โมฮัมหมัด บาเกร กาลิบัฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านและหัวหน้าคณะเจรจากับสหรัฐฯ ในการเจรจาหยุดยิงครั้งก่อน ระบุว่าทรัมป์ไม่สามารถใช้อำนาจบีบอิหร่านได้ และอิหร่านจะไม่ยอมจำนน

 

ความพยายามยุติสงครามที่ป่วนตลาดพลังงานมากว่า 6 เดือนล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวที่มีผลอยู่ช่วงสั้นๆ ในฤดูร้อนที่ผ่านมา นับจากนั้นสหรัฐฯ ได้ปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านเพื่อจำกัดรายได้จากการส่งออกพลังงาน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

 

นอกจากนี้ กลุ่มฮูตีในเยเมนยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือ ส่วนกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับมีรายงานว่าเตรียมกดดันให้ทรัมป์หลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งกับอิหร่าน

 

ทรัมป์ยังเปิดเผยว่าได้ผลักดันให้ที่ปรึกษาอนุมัติมาตรการห้ามส่งออกเชื้อเพลิง ตามข้อเรียกร้องของสมาชิกรัฐสภาจากรัฐที่พึ่งพาดีเซล เพื่อบรรเทาราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง ในช่วงที่โรงกลั่นสำคัญในตะวันออกกลางเดินเครื่องต่ำกว่ากำลังการผลิต และยูเครนยังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นมาตรการที่ผู้บริหารในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซหลายรายออกมาเตือนว่าไม่ควรทำ

 

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันยังปรับขึ้นกว่า 65% นับตั้งแต่ต้นปี จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบการขนส่งผ่านจุดยุทธศาสตร์พลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยราคาในตลาดเชื้อเพลิงสำเร็จรูปปรับขึ้นแรงยิ่งกว่า

 

อ้างอิง:

The post ราคาน้ำมันร่วง 5 วันติด หลังทรัมป์เผยสหรัฐฯ เจรจาอิหร่านนาน 3 ชั่วโมง ซาอุฯ เตรียมเปิดท่อส่งน้ำมันอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>