Economic – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-economic/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 22 Jun 2026 10:15:58 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สรรพสามิตเล็งเปลี่ยน ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เป็น ‘ไฟแนนซ์รถยนต์’ https://thestandard.co/excise-ev-car-finance/ Mon, 22 Jun 2026 10:15:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1221512 ภาพรถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จไฟที่บ้าน

สรรพสามิตเล็งเปลี่ยน ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เป็น ‘ไฟแนนซ์รถย […]

The post สรรพสามิตเล็งเปลี่ยน ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เป็น ‘ไฟแนนซ์รถยนต์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จไฟที่บ้าน

สรรพสามิตเล็งเปลี่ยน ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เป็น ‘ไฟแนนซ์รถยนต์’ ชี้อยู่ระหว่างพิจารณาชดเชย ‘เงินต้น’ หรือ ‘ดอกเบี้ย’ ย้ำมาตรการต้องรอบเดียวจบ เปิดทางซื้อเงินสด ต้องมีระบบตรวจสอบ

 

วันนี้ (22 มิถุนายน) พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยความคืบหน้ามาตรการใหม่เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งจะเข้ามาทดแทนแนวคิดโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ที่ไม่ได้เดินหน้าต่อว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือรายละเอียดของมาตรการ โดยมีแนวคิดให้ดำเนินการผ่านระบบไฟแนนซ์รถยนต์ตามปกติ เพื่อใช้เป็นกลไกตรวจสอบคุณสมบัติและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ขอรับสิทธิ

 

ทั้งนี้ รูปแบบการสนับสนุนยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยมี 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การให้เงินชดเชยเพื่อลดภาระเงินต้นสินเชื่อ หรือการช่วยลดภาระดอกเบี้ยสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งกรมสรรพสามิตกำลังหารือว่าควรใช้รูปแบบเงินอุดหนุนแบบก้อนเดียว (Lump Sum) หรือมาตรการช่วยเหลือในลักษณะอื่น

 

พรชัยกล่าวว่า แนวทางที่กรมสรรพสามิตออกแบบไว้ให้ความสำคัญกับความเรียบง่ายของการดำเนินการ เพื่อให้มาตรการสามารถจบได้ในขั้นตอนเดียว และลดภาระการบริหารจัดการในระยะยาว

 

“ทางฝั่งผมมีโมเดลแล้ว เพื่อให้ปฏิบัติง่าย มันต้องจบแล้วจบเลย ก้อนเดียวจบ” พรชัยกล่าว

 

เบื้องต้น หากเป็นรูปแบบการอุดหนุนเงินต้น ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจะยังคงขอสินเชื่อผ่านระบบไฟแนนซ์ตามปกติ ตัวอย่างเช่น รถยนต์ราคา 850,000 บาท หากรัฐบาลสนับสนุน 50,000 บาท ผู้ซื้อจะขอสินเชื่อเพียง 800,000 บาท ทำให้ภาระหนี้ลดลงทันที ขณะที่การช่วยเหลือผ่านดอกเบี้ยก็ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

 

สำหรับกรณีผู้ซื้อรถยนต์ด้วยเงินสด พรชัยระบุว่า จำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบคุณสมบัติในลักษณะใกล้เคียงกับกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อให้มีหน่วยงานภายนอกช่วยคัดกรองผู้เข้าร่วมโครงการแทนภาครัฐ

 

มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานที่ 2 ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน วงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งจัดสรรวงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับการปรับโครงสร้างด้านพลังงานและสนับสนุนยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

ทั้งนี้ มาตรการใหม่มีเป้าหมายสนับสนุนผู้บริโภคโดยตรง แตกต่างจากมาตรการ EV 3.5 ในปัจจุบันที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนและการผลิตของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก

 

ภาพ: Casezy idea / Shutterstock

The post สรรพสามิตเล็งเปลี่ยน ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เป็น ‘ไฟแนนซ์รถยนต์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ปลัดคลัง’ เผยเงินกู้ 2 แสนล้าน ยังไม่ขยับ ชี้รอหน่วยงานชงแผน เปลี่ยนผ่านพลังงานเข้าบอร์ดกลั่นกรอง https://thestandard.co/finance-permsec-loan-welfare-card/ Mon, 22 Jun 2026 10:13:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1221508 ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กำลังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเงินกู้ 2 แสนล้านบาท

ปลัดคลังเผย บอร์ดกลั่นกรองเงินกู้ อยู่ระหว่างรอหน่วยงาน […]

The post ‘ปลัดคลัง’ เผยเงินกู้ 2 แสนล้าน ยังไม่ขยับ ชี้รอหน่วยงานชงแผน เปลี่ยนผ่านพลังงานเข้าบอร์ดกลั่นกรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กำลังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเงินกู้ 2 แสนล้านบาท

ปลัดคลังเผย บอร์ดกลั่นกรองเงินกู้ อยู่ระหว่างรอหน่วยงานราชการเสนอแผนใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท พร้อมระบุความคืบหน้าการยืนยันตัวตนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเรียบร้อย จ่อชงผลคัดกรองเข้าครม. ก่อน 17 กรกฎาคมนี้

 

 
 

วันนี้ (22 มิถุนายน) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (บอร์ดกลั่นกรอง) เผยว่า ยังไม่มีการนัดประชุมคณะกรรมการเพิ่มเติมในระหว่างนี้ เนื่องจากอยู่ระหว่างรอหน่วยงานราชการเสนอแผนการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาทเข้ามา

 

“การประชุมจะเกิดขึ้นเมื่อมีโครงการเสนอเข้ามา ขณะนี้ยังไม่มีโครงการใหม่ โดยโครงการที่เสนอมาก่อนหน้านี้ได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว หากส่วนราชการมีความพร้อมก็สามารถเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้กรอบเงินกู้เข้ามาได้” ลวรณกล่าว

 

ทั้งนี้ หน้าที่ของบอร์ดกลั่นกรอง คือการพิจารณาโครงการภายใต้แผนงานที่ 2 วงเงิน 200,000 ล้านบาท ด้านการปรับโครงสร้างพลังงานสู่อนาคต ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงินรวม 400,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ดี ลวรณย้ำว่า ไม่ต้องการเร่งรัดกระบวนการ และพร้อมให้เวลาหน่วยงานต่าง ๆ จัดทำรายละเอียดโครงการและแผนงานให้แล้วเสร็จ

 

“ต้องให้เวลาหน่วยงานทำงานสักระยะหนึ่ง ไม่เช่นนั้น จะเป็นการเร่งรัดมากเกินไป” ลวรณกล่าว

 

ยืนยันตัวตนเรียบร้อย เตรียมชงผลคัดกรองเข้าครม. ก่อน 17 กรกฎาคมนี้

 

นอกจากนี้ ลวรณยังกล่าวถึงความคืบหน้าการคัดกรอง ผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ว่า กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม 13.2 ล้านราย ได้ยืนยันตัวตนเกือบครบแล้ว เหลือผู้ที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนประมาณ 470,000 ราย

 

ขณะที่กลุ่มประชาชนเพิ่มเติมจากฐานข้อมูลกระทรวงมหาดไทย 1.04 ล้านราย และกลุ่มที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่ตรวจสอบ ได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว 100% รวมถึงยังมีการสำรวจกลุ่มคนชายขอบ ผู้ที่อยู่นอกระบบ และผู้ป่วยติดเตียงเพิ่มเติมอีกประมาณ 5.4 ล้านราย

 

สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการประมวลผลและคัดกรองคุณสมบัติ เพื่อสรุปจำนวนผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด ก่อนเสนอผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ก่อนประกาศผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569

 

ทั้งนี้ ลวรณ ยืนยันว่า กระทรวงการคลังจะเสนอ ครม. ยกเว้นหลักเกณฑ์การนำค่าลดหย่อนบิดามารดามาใช้พิจารณาคุณสมบัติผู้มีสิทธิ และอาจจะมีการปรับปรุงบางเกณฑ์ด้วย

 

พร้อมย้ำว่า โครงการไม่ได้ตั้งเป้าจำนวนผู้ได้รับสิทธิไว้ล่วงหน้า แต่ต้องการให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นผู้มีรายได้น้อยที่ควรได้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

 

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังอาจเปิดโอกาสให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการ แห่งรัฐเดิมที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนจำนวน 470,000 ราย สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายหลังประกาศผล โดยจะเปิดให้ยื่นอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 17-31 กรกฎาคม 2569

 

“ก็คิดว่าเราจะรับพิจารณา เพราะบางทีกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ บางคนอาจไม่ได้รับรู้ข่าวสาร บางคนอาจคิดว่าตนไม่ผ่านเกณฑ์ เลยไม่ได้กดยืนยันสิทธิ แต่ผมว่าเปิดให้อุทธรณ์ ตกหล่นตรงไหนก็ทำไปก่อน อย่างน้อยก็มีแต่ประโยชน์ ไม่มีโทษ” ลวรณกล่าว

The post ‘ปลัดคลัง’ เผยเงินกู้ 2 แสนล้าน ยังไม่ขยับ ชี้รอหน่วยงานชงแผน เปลี่ยนผ่านพลังงานเข้าบอร์ดกลั่นกรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ ยกเครื่อง กรอ. จากเวทีรับฟังเอกชน สู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปั้นไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี https://thestandard.co/ekaniti-jppcc-thailand-high-income/ Mon, 22 Jun 2026 10:05:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1221500 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ แถลงผลการประชุม กรอ. พร้อมแผนยกระดับเศรษฐกิจไทย

‘เอกนิติ’ ยกระดับ กรอ. จากเวทีรับฟังข้อเสนอ สู่กลไกร่วม […]

The post ‘เอกนิติ’ ยกเครื่อง กรอ. จากเวทีรับฟังเอกชน สู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปั้นไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ แถลงผลการประชุม กรอ. พร้อมแผนยกระดับเศรษฐกิจไทย

‘เอกนิติ’ ยกระดับ กรอ. จากเวทีรับฟังข้อเสนอ สู่กลไกร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจรัฐ-เอกชน พร้อมตั้งอนุกรรมการ 4 ชุด ขับเคลื่อน 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ตั้งเป้าดันไทยเข้าสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

 

 
 

วันนี้ (22 มิถุนายน) ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยเผยว่า กรอ. ชุดใหม่จะถูกยกระดับจากเวทีรับฟังข้อเสนอของภาคเอกชน ไปสู่กลไกร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างภาครัฐและเอกชน

 

โดยมุ่งให้ข้อเสนอของภาคเอกชนไม่หยุดอยู่เพียงบนโต๊ะประชุมแต่สามารถแปลงเป็นการลงมือทำ แก้ปัญหาจริง มีหน่วยงานเจ้าภาพ ตัวชี้วัด และกรอบเวลาที่ชัดเจน

 

ดร.เอกนิติ ระบุว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องตอบคำถามสำคัญว่า จะสร้างการเติบโตจากอะไร และจะทำให้การเติบโตนั้นเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

 

โดย กรอ. จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวมากกว่า 3% จากระดับปัจจุบันที่ราว 2.7% พร้อมเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้เข้าใกล้ 30% ของ GDP และผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ติดกลุ่ม 20 อันดับแรกของโลกภายใน 4 ปี

 

นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายระยะยาวให้ประเทศไทย ก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี โดยจะมีการกำหนดตัวชี้วัดและติดตามผลเป็นระยะทั้งในช่วง 6 เดือน 1 ปี และตลอดวาระของรัฐบาล

 

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 เครื่องยนต์หลัก

 

ดร.เอกนิติกล่าวว่า การรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนพบว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยไม่ได้เกิดจากการขาดโอกาส แต่เกิดจากคอขวดหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน จึงจำเป็นต้องให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในฐานะผู้ลงทุน ผู้สร้างนวัตกรรม และผู้เชื่อมโยงไทยกับตลาดโลก ขณะที่ภาครัฐต้องทำหน้าที่ปลดล็อกข้อจำกัดและยกระดับประสิทธิภาพของระบบราชการ

 

ด้วยเหตุนี้ กรอ. ชุดใหม่จึงกำหนดกรอบการทำงานผ่าน 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ประกอบด้วย

 

  1. New Economy & Infrastructure Engine มุ่งสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น Smart Electronics, Data Center, AI Infrastructure, ยานยนต์แห่งอนาคต และพลังงานสะอาด
  2. Trade & Localization Engine มุ่งเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลก ควบคู่กับการกระจายโอกาสสู่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยว สินค้าและบริการไทย อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแห่งอนาคต รวมถึง Soft Power
  3. People Engine มุ่งยกระดับทักษะแรงงานไทยผ่านการศึกษา การวิจัยและนวัตกรรม การ Upskill-Reskill และการพัฒนาทักษะด้าน AI และดิจิทัล เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่

 

ส่วนเครื่องยนต์สุดท้าย

 

4.Government Engine เปลี่ยนภาครัฐจากคอขวดให้เป็นผู้สนับสนุนการเติบโต จะเน้นการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น พัฒนารัฐบาลดิจิทัล และปรับปรุงกระบวนการอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการภาครัฐให้รวดเร็ว โปร่งใส และคาดการณ์ได้มากขึ้น

 

ตั้งอนุกรรมการ 4 ชุด เร่ง Quick Big Win

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อขับเคลื่อนงานตาม 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยแต่ละคณะจะต้องกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด และแผนดำเนินงานในระยะเร่งด่วน 6 เดือน ระยะกลาง 1 ปี และระยะยาว 4 ปี พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน

 

ดร.เอกนิติระบุว่า หัวใจสำคัญของ กรอ. ชุดนี้ คือการเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยทุกข้อเสนอจะต้องมีเจ้าภาพรับผิดชอบ มีแผนการดำเนินงาน และกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน

 

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังระบุอีกว่า จะมุ่งผลักดันการแก้ปัญหาคอขวดด้านการลงทุนของประเทศ ทั้งการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานและน้ำ การพัฒนา AI Infrastructure และ Data Center การเร่งมาตรการ Fast Pass สำหรับโครงการลงทุน และการปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

 

ทั้งนี้ กรอ. จะให้ความสำคัญกับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ Smart Electronics, Tourism, Agri & Food Processing, Medical & Wellness, Retail & Trading, Automotive แห่งอนาคต และ Creative Economy เพื่อสร้างการลงทุน งานคุณภาพ และโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้สามารถเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่ คุณค่าใหม่ของเศรษฐกิจโลกได้มากขึ้น

 

แนวทางการทำงานของ กรอ.ชุดนี้จะสอดคล้องกับหลัก 5T ของรัฐบาล ได้แก่ Target, Transition, Transformation, Transparent และ Together กำหนดตำแหน่งไทยในเวทีโลกที่ชัดเจน ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ตรงกับเป้าหมาย ยกเครื่องปลดล็อกด อุปสรรคกฎระเบียบและข้อจำกัด มี OKR เป้าหมายที่วัดได้ และ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน พูดง่าย ๆ คือ เราต้องตั้ง GPS ให้ชัด จับพวงมาลัยให้ตรง ปลดเบรกที่ฉุดรั้ง และเร่งคันเร่งในเรื่องที่สำคัญที่สุด

 

ดร. เอกนิติ กล่าวปิดท้ายว่า “ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนหน้าต่างโอกาสครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก วันนี้โลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนฐานการผลิต และพลังงาน อาหาร ดิจิทัล และภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการลงทุน โอกาสครั้งนี้จะไม่รอเรา และจะไม่มาถึงประเทศที่ยังทำงานแบบเดิม กรอ. ชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทีมประเทศไทย โดยรัฐและเอกชนต้องร่วมกันทำให้ไทยไม่ใช่เพียงผู้ตามของโลกใบใหม่ แต่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค และสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยทุกคน”

The post ‘เอกนิติ’ ยกเครื่อง กรอ. จากเวทีรับฟังเอกชน สู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปั้นไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC เผยยอดเปิดขายบ้านใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลงเกือบครึ่ง เหลือ 5.1 หมื่นหน่วยต่อปี แต่อุปทานยังล้นตลาด ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปี เพื่อระบายสต็อก https://thestandard.co/scb-eic-bangkok-housing-oversupply/ Mon, 22 Jun 2026 10:01:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1221496 ภาพมุมสูงโครงการบ้านจัดสรรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่มีบ้านเหลือขายจำนวนมาก

SCB EIC เผยจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ […]

The post SCB EIC เผยยอดเปิดขายบ้านใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลงเกือบครึ่ง เหลือ 5.1 หมื่นหน่วยต่อปี แต่อุปทานยังล้นตลาด ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปี เพื่อระบายสต็อก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงโครงการบ้านจัดสรรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่มีบ้านเหลือขายจำนวนมาก

SCB EIC เผยจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลงมาอยู่ที่เฉลี่ย 51,472 หน่วยต่อปี ระหว่างปี 2567 – 2568 ที่ผ่านมา น้อยลงเกือบครึ่งหนึ่งจากช่วงปี 2559 – 2566 จากกำลังซื้อที่ลดลง หนี้ครัวเรือนสูง รวมทั้งประชากรวัยแรงงานที่ลดลง คาดใช้เวลา 4 ปีขึ้นไป ในการระบายสต็อก

 

 
 

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า ตลาดที่อยู่อาศัยเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาดมาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มถูกซ้ำเติมจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง โดยกรณีที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่เพิ่มเติม ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องใช้เวลา 4 ปีขึ้นไปในการระบายสต็อก นานขึ้นจากก่อนปี 2566 ที่ใช้เวลาราว 2 ปี ในช่วงปี 2559 – 2566

 

การเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่อยู่ในระดับสูง โดยหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเฉลี่ยสูงถึง 100,647 หน่วยต่อปี ขณะที่จำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยขายได้ยังอยู่ระดับต่ำกว่าหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ค่อนข้างมากเฉลี่ยอยู่ที่ 92,615 หน่วยต่อปี สะท้อนถึงการพัฒนาโครงการที่มากกว่าความต้องการซื้อจริง

 

แม้ว่าในช่วงปี 2024-2025 ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยจะปรับตัวโดยชะลอการเปิดโครงการใหม่ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ 51,472 หน่วยต่อปี แต่ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังไม่สามารถฟื้นตัวไปตามข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ หนี้ครัวเรือนระดับสูง รายได้ชะลอตัว และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย อีกทั้ง ยังถูกซ้ำเติมจากค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง ที่กดดันให้กำลังซื้อที่อยู่อาศัยฟื้นตัวช้าออกไป ส่งผลให้การดูดซับที่อยู่อาศัยออกจากตลาดเป็นไปได้ช้า และที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสมอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

 

SCB EIC คาดว่า หน่วยที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ณ ปลายปี 2569 จะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 2.13 แสนหน่วย โดยตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา กรณีที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่เพิ่มเติม ต้องใช้เวลา 4 ปีขึ้นไปในการระบายสต็อก นานขึ้นจากก่อนปี 2023 ที่ใช้เวลาราว 2 ปี

 

โดยพบว่าหน่วยบ้านเดี่ยวเหลือขายสะสมปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากที่ในปี 2565 คิดเป็นสัดส่วน 16% ของหน่วยที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสมโดยรวม ขึ้นมาอยู่ที่สัดส่วน 24% ของหน่วยที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสมโดยรวม ในปี 2568

 

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก REIC ระบุว่า ในไตรมาสที่ 1 ปี 2567 มีหน่วยที่อยู่อาศัยประกาศขายทั่วประเทศอยู่ที่ราว 1.25 แสนหน่วย และมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแตะระดับ 2.26 แสนหน่วยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 หรือในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา หน่วยที่อยู่อาศัยประกาศขายเพิ่มขึ้นถึง 1.8 เท่า สะท้อนอุปทานของที่อยู่อาศัยมือสองในตลาดจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นข้อจำกัดในการเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในระยะข้างหน้า

 

คนวัยทำงานที่เป็นกำลังซื้อหลัก ลดลงต่อเนื่อง

 

จํานวนประชากรต่อจํานวนบ้านมีแนวโน้มลดลงทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยจำนวนประชากรต่อจำนวนบ้านในกรุงเทพฯ ในปี 2559 อยู่ที่ 2.80 คนต่อหลัง ลดลงมาอยู่ที่ 2.47 คนต่อหลัง ในปี 2568

 

สำหรับในปริมณฑลก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับในกรุงเทพฯ โดยจำนวนประชากรต่อจำนวนบ้านในปี 2559 อยู่ที่ 3.07 คนต่อหลัง ลดลงมาอยู่ที่ 2.69 คนต่อหลังในปี 2568 ทั้งนี้จำนวนประชากรต่อจำนวนบ้านที่ลดลงสะท้อนแนวโน้มขนาดครัวเรือนที่เล็กลงจากหลายปัจจัย เช่น อัตราการเกิดที่ลดลง การอยู่อาศัยแบบครอบครัวเดี่ยว

 

อย่างไรก็ดี จำนวนประชากรต่อจำนวนบ้านที่ลดลง สวนทางกับจำนวนบ้านที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเสี่ยงในการเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในระยะข้างหน้า

 

ในระยะที่ผ่านมา จํานวนประชากรเกิดใหม่ในไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 จำนวนประชากรอายุต่ำกว่า 15 ปีลดลงมาอยู่ที่ 9.6 ล้านคน จากจำนวน 11.7 ล้านคนในปี 2557 หรือคิดเป็นอัตราการหดตัวที่เฉลี่ย -2% ต่อปี (CAGR)

 

ขณะที่จำนวนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น โดยในปี 2567 จำนวนประชากรอายุมากกว่า 60 ปี เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 12.6 ล้านคน จากจำนวน 8.4 ล้านคนในปี 2557 หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวที่เฉลี่ย 4% ต่อปี ทั้งนี้การหดตัวของประชากรเกิดใหม่อย่างต่อเนื่องส่งผลให้สัดส่วนประชากรวัยแรงงานลดลง

 

โดยในปี 2568 สัดส่วนประชากรวัยแรงงาน หรือประชากรอายุ 15-60 ปีอยู่ที่ 64% ของจำนวนประชากรไทยโดยรวม ลดลงจากในปี 2558 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 68% ของจำนวนประชากรไทยโดยรวม และคาดว่าจะลดลงต่อเนื่องคิดเป็นสัดส่วน 58% ของจำนวนประชากรไทยโดยรวมในปี 2583

 

ผู้ประกอบการอสังหาฯ เร่งปรับกลยุทธ์

 

ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเร่งระบายที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสม ตลอดจนรับมือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่

 

หนึ่งในวิธีการเร่งระบายที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสม คือการปรับโมเดลธุรกิจไปสู่รูปแบบ Rent-To-Own (RTO) เพื่อช่วยลดข้อจำกัดของผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย แต่เผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ รวมถึงการปรับรูปแบบที่อยู่อาศัยเหลือขายไปเป็นให้เช่า หรือพัฒนาโครงการใหม่ให้เช่าในรูปแบบ Serviced apartments หรือ Serviced condo โดยเฉพาะในบางทำเล เช่น ใกล้แหล่งงาน ใกล้สถานศึกษา ที่ยังมีความต้องการเช่า

 

รวมทั้งพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยรูปแบบที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร เช่น การออกแบบและก่อสร้างที่สามารถต่อเติมหรือดัดแปลงให้สอดรับกับการอยู่อาศัยเมื่อมีอายุมากขึ้น นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการในทำเลรอบนอกพื้นที่ใจกลางเมือง หรือไกลออกไป และต่างจังหวัดที่ไม่ใช่หัวเมืองเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว ควรเป็นไปอย่างระมัดระวัง เนื่องจากอาจเผชิญสถานการณ์ประชากรวัยแรงงานย้ายถิ่นฐาน

 

และพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุเจาะตลาดผู้สูงอายุชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโต และมีกำลังซื้อสูง โดยอาจนำเสนอโมเดลธุรกิจรูปแบบการเช่าระยะยาว และสิทธิการอยู่อาศัยตลอดชีพ

The post SCB EIC เผยยอดเปิดขายบ้านใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลงเกือบครึ่ง เหลือ 5.1 หมื่นหน่วยต่อปี แต่อุปทานยังล้นตลาด ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปี เพื่อระบายสต็อก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ กางโรดแมป 4 ปี ฟื้น SME ดันไทยฮับ ‘ค้าเสรี’ ปี 69 รุกเจรจา FTA ยุโรป-อังกฤษ-แคนาดา ปิดดีลภาษีสหรัฐฯ https://thestandard.co/supajee-pushes-thailand-trade-hub/ Mon, 22 Jun 2026 08:46:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1221442 เรือคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่กำลังเข้าเทียบท่าเรือ

‘ศุภจี’ วางเป้าหาตลาดใหม่ ย้ำปีนี้ 2569 เร่งปิดดีล FTA […]

The post ‘ศุภจี’ กางโรดแมป 4 ปี ฟื้น SME ดันไทยฮับ ‘ค้าเสรี’ ปี 69 รุกเจรจา FTA ยุโรป-อังกฤษ-แคนาดา ปิดดีลภาษีสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่กำลังเข้าเทียบท่าเรือ

‘ศุภจี’ วางเป้าหาตลาดใหม่ ย้ำปีนี้ 2569 เร่งปิดดีล FTA ยุโรป แคนาดา อังกฤษ และภาษีสหรัฐฯ เผย 4 ปี ต้องกระจายการค้าเข้าถึงกลุ่ม SME เพิ่มขึ้น อัปเกรดท่องเที่ยวไทย

 

 

วันที่ 22 มิ.ย. ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมแถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1 ในด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ว่า เป้าหมาย 4 ปีจากนี้

 

“เมื่อโลกการค้ามีการเปลี่ยนแปลงมาก สิ่งที่เราจะทำคือการเป็นศูนย์กลางการค้าเสรี ฉะนั้นต้องเร่งความตกลง FTA ที่ต้องเร่งปิดให้ได้ในช่วง 4 ปี”

 

โดยในปี 2569 ต้องเร่งปิดดีลให้ได้ อาทิ ตลาดยุโรป ข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่กำลังเปิดการเจรจาอยู่ เช่น แคนาดา อังกฤษ เพื่อให้การส่งออกของไทย ไม่ต้องพึ่งพากลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงอย่างเดียว

 

“ใน 4 ปีนี้ ต้องการทำให้การส่งออกของประเทศไทย มีความสมดุลทั้งในประเทศคู่ค้าเดิม และกระจายตัวไปยังผู้ประกอบการ SME ตัวเล็กๆ ชุมชนด้วยมากขึ้น นอกเหนือจากผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อทำให้เกิดการกระจายตัวของรายได้”

 

ส่วนการเกษตร ระยะสั้นจะต้องแก้ปัญหาในเรื่องผลผลิตที่มีเกินมาก และให้ตรงกับตลาด ส่วนระยะยาวจะต้องมีการแก้ในเรื่องระบบโครงสร้าง อาทิ ยกระดับผลผลิตให้ตรงกับความต้องการตลาด รวมถึงต้องมีการแปรรูปสินค้าเกษตร และต้องเปิดตลาดใหม่ให้มากขึ้น รวมถึงต้องวางตัวของประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยทางด้านสินค้าเกษตร และมีความมั่นคงทางด้านอาหารของภูมิภาคและโลก ซึ่งตั้งเป้าว่าจะดำเนินการภายใน 4 ปี

 

โฟกัสนักท่องเที่ยวคุณภาพ

 

ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว เราต้องการผลักดันให้ภาคการท่องเที่ยวไทย เป็นการท่องเที่ยวมูลค่าสูง แต่การแก้ปัญหาต้องทำมากกว่ากลุ่มงานภาคการท่องเที่ยว อาทิ ททท. กระทรวงท่องเที่ยว

 

“แต่คนที่จะทำให้การท่องเที่ยวไทยมีความยั่งยืนได้จะต้องบูรณาการหลายหน่วยงานของภาครัฐ เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกปลอดภัยและสะดวกสบาย รวมถึงนำเศรษฐกิจมูลค่าสูงเติมเข้าไป เช่น บริการสุขภาพ อาหาร เศรษฐกิจชุมชน”

 

ศุภจี ระบุว่า 4 ปีจากนี้ เราจะไม่มองในเรื่องปริมาณของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างเดียว แต่จะต้องโฟกัสในเรื่องคุณภาพเพื่อทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

 

ขณะที่ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย แถลงด้านการปลดล็อกภาครัฐ เพื่อเอื้อการลงทุนและฟื้นเศรษฐกิจ ในการประชุม กรอ.นัดแรก ว่า บทบาทตนใน กรอ. เป็นทั้งกองกลางและกองหลัก

 

รัฐ-กกร.ลุยปลดล็อกลงทุน-ปราบคอร์รัปชัน

 

สำหรับการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เบื้องต้นได้หารือร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ไปแล้ว เพื่อทำให้ภาคเอกชนดำเนินการได้สะดวก และสร้างรายได้เข้าประเทศให้มากขึ้น

 

โดยหลักๆ จะมีการแก้ไขกฎหมายลำดับรอง รองลงมาเป็นการแก้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้การบริการภาครัฐมีความสะดวกมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งลดปัญหาการทุจริต

 

ส่วนการเดินโครงการก่อสร้างที่มีปัญหา เช่น การแก้ปัญหาโครงการล่าช้า นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและยิ่งได้ตรงขึ้น

 

ส่วนการแก้ปัญหาทุจริต ปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมายไทย ประมาณ 90% เป็นกฎหมายที่เน้นอนุญาต ฉะนั้นสิ่งที่เราจะทำคือจะลดกระบวนการและขั้นตอน คือการแก้กฎหมายลำดับรอง ที่เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขการขออนุญาตต่างๆ จากนั้นก็จะทำเรื่องการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีโครงสร้างรองรับอยู่แล้ว และปัจจุบันคือ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ ขณะนี้ฉบับการแก้ไขรอประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา

 

รองนายกฯปกรณ์ ย้ำว่า การแก้ไขกฎหมายลำดับรอง คนที่รู้ดีที่สุดคือภาคเอกชน ซึ่งเราจะรับฟังภาคเอกชนให้มาก ซึ่งจะทำให้การทำงานของภาครัฐและเอกชนเป็นไปทางเดียวกันและอำนวยความสะดวกประชาชนด้วย

 

พร้อมย้ำว่าต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องการทุจริต ทำให้เกิดความโปร่งใส ซึ่งภาพรวมถือเป็นการยิงทีเดียวได้สามตัว

 

‘ศุภจี’ ถก 3 สมาคมปุ๋ย แก้วิกฤตตะวันออกกลาง

 

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์หารือร่วมกับ 3 สมาคมปุ๋ย ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร เพื่อติดตามสถานการณ์ปุ๋ยหลังความไม่สงบในตะวันออกกลางที่กระทบต่อการขนส่งและสร้างความกังวลด้านปริมาณและราคาปุ๋ยในตลาดโลก

 

ศุภจี ระบุว่า รัฐบาลทำงานแบบ ‘ทีมไทยแลนด์’ ร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อบริหารจัดการให้มีปริมาณปุ๋ยเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ และดูแลราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง ไม่เป็นภาระแก่เกษตรกร

 

ที่ผ่านมา เรือบรรทุกปุ๋ย 5 ลำได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แต่บางส่วนสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้แล้ว

 

ขณะที่อีกส่วนได้ปรับเส้นทางขนส่ง ทำให้การนำเข้าสินค้ายังดำเนินต่อเนื่อง โดยภาพรวมสถานการณ์เริ่มมีสัญญาณคลี่คลาย ทั้งด้านปริมาณสินค้าและแนวโน้มราคา

 

ด้าน เทพวิทย์ เตียวสุรัตน์กุล ที่ปรึกษาสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า ปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเริ่มผ่อนคลาย หลังไทยไม่สามารถนำเข้าจากตะวันออกกลางได้ตามปกตินานกว่า 3 เดือน

 

“แต่ในเดือนมิถุนายนเริ่มกลับมาส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง ขณะที่ผู้ผลิตในซาอุดีอาระเบียได้ปรับมาใช้เส้นทางขนส่งทางบกไปยังท่าเรือฝั่งทะเลแดงก่อนส่งออกมายังไทย ช่วยให้การนำเข้าสินค้ามีความต่อเนื่องมากขึ้น”

 

แนวโน้มราคาปุ๋ยยูเรียเริ่มทรงตัว ส่วนปุ๋ยประเภท NP และ NPK ชะลอการปรับขึ้น ขณะที่ปริมาณปุ๋ยในประเทศยังเพียงพอต่อความต้องการ และไทยยังมีทางเลือกนำเข้าจากประเทศผู้ผลิตรายอื่นเพื่อรองรับความผันผวนในอนาคต

 

กองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย ยืนยันว่า ทั้ง 3 สมาคมพร้อมร่วมมือกับภาครัฐในการบริหารจัดการปริมาณสินค้าและราคา โดยคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ

 

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้ตรวจสอบการจำหน่ายและป้องกันการกักตุนปุ๋ยแล้วกว่า 1,640 แห่ง , โครงการ ‘ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต ธงเขียวราคาประหยัดพลัส’ ใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ โดยดำเนินการแล้ว 6 จังหวัด และจะต่อเนื่องถึงเดือนสิงหาคม 2569

 

ส่วนระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนโครงการ ‘ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง’ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

พร้อมสนับสนุนสินเชื่อผ่าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยชดเชยดอกเบี้ย 3% ทำให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับรายได้อย่างยั่งยืน

 

ภาพ: mzabarovsky / Shutterstock

 

 

The post ‘ศุภจี’ กางโรดแมป 4 ปี ฟื้น SME ดันไทยฮับ ‘ค้าเสรี’ ปี 69 รุกเจรจา FTA ยุโรป-อังกฤษ-แคนาดา ปิดดีลภาษีสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตือนผู้ค้าจับตาจุดเสี่ยงเส้นทางเดินเรือฮอร์มุซ หลังอิหร่านประกาศปิดชั่วคราว นักวิเคราะห์ชี้เป็นเกมกดดันเจรจาสวิสเซอร์แลนด์ https://thestandard.co/iran-hormuz-strait-closure-talks/ Sun, 21 Jun 2026 05:10:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1221097 ภาพแนวคิดช่องแคบฮอร์มุซท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมือง

เมื่อวันเสาร์ที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา อิหร่านออกแถลงการณ์ […]

The post เตือนผู้ค้าจับตาจุดเสี่ยงเส้นทางเดินเรือฮอร์มุซ หลังอิหร่านประกาศปิดชั่วคราว นักวิเคราะห์ชี้เป็นเกมกดดันเจรจาสวิสเซอร์แลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแนวคิดช่องแคบฮอร์มุซท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมือง

เมื่อวันเสาร์ที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา อิหร่านออกแถลงการณ์สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว พร้อมเตือนให้เรือพาณิชย์หลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว การเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกรายงานโดยกองทัพอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ (IRGC) ว่าเป็นการตอบโต้ต่อการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในทางตอนใต้ของเลบานอน

 

พร้อมกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ขาดความจริงใจในการรักษาข้อตกลงหยุดยิงระหว่างมหาอำนาจกับเตหะราน และเตือนว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมหากเกิดการรุกรานซ้ำ

 

ขณะที่คำประกาศของอิหร่านยังก่อให้เกิดความสับสนและความกังวลให้กับหลายๆ ประเทศ เพราะกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้รายงานว่าเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดและกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และข้อมูลจากกองทัพเรือสหรัฐฯยังชี้ว่าในวันเสาร์มีเรือพาณิชย์ 55 ลำผ่านช่องแคบ และมีการขนส่งน้ำมันมากกว่า 17 ล้านบาร์เรล ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าการประกาศของอิหร่านอาจเป็นการแสดงเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการปิดกั้นจริงทั้งหมด

 

การประกาศปิดช่องแคบเกิดขึ้นในจังหวะที่คณะเจรจาของอิหร่านเดินทางมาถึงสวิตเซอร์แลนด์ในวันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย. เพื่อพบกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ การพบปะนี้มีเป้าหมายสำคัญคือการขยายข้อตกลงชั่วคราวที่ยุติการสู้รบในภูมิภาคและอาจแปลงเป็นข้อตกลงถาวร

 

โดยข้อตกลงชั่วคราวฉบับก่อนกำหนดกรอบเวลา 60 วันในการแปลงเป็นข้อตกลงระยะยาว ตัวแทนอิหร่านที่มาร่วมการประชุม ได้แก่ Mohammad Bagher Ghalibaf ประธานรัฐสภา, Abbas Araghchi รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และ Abdolnaser Hemmati ผู้ว่าการธนาคารกลาง ขณะที่สหรัฐฯ ส่งรองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์เข้าร่วม เพื่อผลักดันการเจรจาทั้งในประเด็นนิวเคลียร์และการหยุดยิงในเลบานอน

 

รองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์ เน้นว่าเป้าหมายคือการสร้างโครงสร้างที่แท้จริงของการเจรจาผ่านการอภิปรายเชิงเทคนิคในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมของตัวกลางและผู้เจรจาระดับโลกบางคนที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงก่อนหน้านี้ การประชุมนี้จึงมีความอ่อนไหวสูง เพราะผลลัพธ์จะส่งผลต่อเสถียรภาพภูมิภาคและตลาดพลังงานโลก

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีบทบาทในบันทึกความเข้าใจที่เพิ่งลงนาม และยังยืนยันว่าช่องแคบยังเปิดอยู่ แต่เตือนว่าหากคู่สัญญาไม่แปลงข้อตกลงชั่วคราวเป็นถาวรภายใน 60 วัน สหรัฐฯ อาจพิจารณาการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ทางผ่านหรือมาตรการอื่นๆ

 

ซึ่งนโยบายนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้และผลกระทบระยะยาว ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยุโรป และประเทศในรัฐอ่าวต่างต่อต้านแนวคิดว่าจะแสวงหาค่าผ่านทางจากอิหร่าน

 

ถึงอย่างไรนั้น ช่องแคบฮอร์มุซนั้นเป็นเส้นทางหลักในการส่งออกน้ำมันและก๊าซของภูมิภาค คาดว่าประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณพลังงานทั่วโลกไหลผ่านบริเวณนี้ การประกาศปิดหรือความไม่แน่นอนที่ลากยาวอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น กระทบต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานของหลายประเทศ

 

แม้ในช่วงก่อนหน้าจะมีการส่งน้ำมันหลายล้านบาร์เรลผ่านอย่างต่อเนื่อง แต่ความเสี่ยงทางการเมืองอาจทำให้ผู้ประกอบการเดินเรือและเจ้าของเรือละเว้นการเข้าไปในพื้นที่หรือเรียกร้องเบี้ยประกันสูงขึ้น

 

นักวิเคราะห์มองว่าการประกาศของอิหร่านมีเจตนาเชิงสัญลักษณ์และการต่อรองเพื่อใช้เป็นแรงกดดันในการเจรจา โดยเฉพาะเมื่อเตหะรานยังคงส่งคณะผู้แทนมาประชุมด้วย ขณะที่ผู้อื่นเตือนว่าแม้คำสั่งอาจเป็นวาทศิลป์ แต่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ผิดพลาดหรือการตอบโต้ระหว่างภาคีพัฒนาในภูมิภาคยังคงสูง ซึ่งอาจยกระดับเป็นการปิดกั้นจริงได้โดยไม่ตั้งใจ

 

อย่างไรก็ตาม การโจมตีของอิสราเอลในเลบานอนและการปะทะระหว่างเฮซบอลเลาะห์กับกองกำลังอิสราเอลถือเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะอิสราเอลไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรงในข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่การกระทำของอิสราเอลสามารถบั่นทอนการดำเนินการและความเชื่อใจระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้

 

ด้านเตหะรานรายงานว่าสหรัฐฯ มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการสนับสนุนอิสราเอล ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับการเจรจาที่จำเป็นต้องเชื่อมโยงประเด็นนิวเคลียร์กับความมั่นคงในภูมิภาค

 

สุดท้ายแล้วไม่ว่าอิหร่านจะบังคับใช้การปิดอย่างเข้มงวดเพียงใด หากเป็นเพียงเครื่องมือเชิงเจรจา เตหะรานอาจยืดหยุ่นเพื่อรักษาผลประโยชน์จากบันทึกความเข้าใจ แต่หากเกิดการปะทะที่ลุกลาม ช่องแคบฮอร์มุซอาจกลายเป็นจุดเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรง และจะยิ่งส่งผลต่อความมั่นคงพลังงานของโลก

 

อ้างอิง:

The post เตือนผู้ค้าจับตาจุดเสี่ยงเส้นทางเดินเรือฮอร์มุซ หลังอิหร่านประกาศปิดชั่วคราว นักวิเคราะห์ชี้เป็นเกมกดดันเจรจาสวิสเซอร์แลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาปุ๋ยยูเรียดิ่งลง 50% ผู้เชี่ยวชาญเตือนสัญญาณลวงตา จุดชนวนวิกฤตความมั่นคงทางอาหารรอบใหม่ https://thestandard.co/urea-fertilizer-price-drop-food-crisis/ Sat, 20 Jun 2026 05:02:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1220922 เรือบรรทุกสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ในท่าเรือ

ราคาปุ๋ยไนโตรเจนและยูเรียในตลาดโลกกำลังดิ่งลงอย่างรวดเร […]

The post ราคาปุ๋ยยูเรียดิ่งลง 50% ผู้เชี่ยวชาญเตือนสัญญาณลวงตา จุดชนวนวิกฤตความมั่นคงทางอาหารรอบใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือบรรทุกสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ในท่าเรือ

ราคาปุ๋ยไนโตรเจนและยูเรียในตลาดโลกกำลังดิ่งลงอย่างรวดเร็ว หลังจากพุ่งทะยานขึ้นแรงในช่วงวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยข้อมูลล่าสุดจาก Argus รายงานว่า ราคายูเรียในตะวันออกกลางร่วงลงถึง 50% จากจุดสูงสุดในเดือนเมษายนที่ 918 ดอลลาร์ต่อตัน ลงมาอยู่ที่ประมาณ 475 ดอลลาร์ต่อตัน

 

ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาเริ่มดิ่งลง เกิดจากคลื่นลมในช่องแคบฮอร์มุซที่เริ่มคลี่คลาย ผนวกกับคาดการณ์ว่าจีน ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตปุ๋ยจะกลับมาเปิดฉากส่งออกอีกครั้งในเดือนมิถุนายนนี้ ทำให้เหล่านักเก็งกำไรมองว่าวิกฤตอุปทานขาดแคลนได้ผ่านจุดพีกไปแล้ว

 

แม้ราคาปุ๋ยจะถูกลง แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับประสานเสียงเตือนว่า อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะการลดลงของราคาครั้งนี้ เกิดจากความต้องการซื้อที่หดหาย ไม่ใช่เพราะสินค้าล้นตลาด ซึ่งนี่คือสัญญาณอันตรายต่อระบบอาหารโลก

 

มักซิโม โตเรโร หัวหน้าเศรษฐศาสตร์ของ FAO ชี้ว่า เกษตรกรจำนวนมากถูกบีบให้ซื้อปุ๋ยแพงไปก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้ในรอบการผลิตถัดไป พวกเขาจำเป็นต้องลดปริมาณการใช้ปุ๋ยลงเพื่อประคองตัว

 

ด้านสำนักวิเคราะห์ StoneX ประเมินว่า เกษตรกรอาจลดการใช้ไนโตรเจนลงราว 5% แม้ดูเหมือนน้อย แต่เมื่อคำนวณเป็นปริมาณตันทั่วโลก ถือเป็นตัวเลขที่มหาศาล ซึ่งจะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า

 

ขณะที่ยูเรียลดลง แต่ปุ๋ยฟอสเฟตยังกระทบหนัก เพราะต้นทุนกำมะถัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก พุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวจากผลกระทบของสงคราม

 

อีกหนึ่งประเด็นที่คนในวงการกำลังจับตาคือ ความไม่สอดคล้องกันระหว่างตลาดการเงินและตลาดเชิงกายภาพ โดยข้อมูลจาก CRU รายงานว่า ปัจจุบันมียูเรียเกือบ 9 แสนตัน จอดค้างอยู่ในคลังลอยน้ำ บริเวณอ่าวเปอร์เซีย แม้สินค้าบางส่วนจะขายออกไปแล้ว แต่ก็ยังติดปัญหาการส่งมอบ ทำให้ผู้ซื้อตัวจริงในตลาดเลือกที่จะชะลอการสั่งซื้อ เพื่อรอให้ราคาลงต่ำที่สุด ส่งผลให้การฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทานล่าช้าออกไปอีก

 

อย่างไรก็ตาม การร่วงลงของราคายูเรียเป็นเพียงการบรรเทาความเครียดระยะสั้นเท่านั้น แต่ไม่ใช่สัญญาณว่าตลาดกลับคืนสู่สมดุลที่แท้จริง เพราะห่วงโซ่อาหารโลกยังคงเปราะบางจากการพึ่งพาเส้นทางขนส่งที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูง

 

สำหรับ 3 ปัจจัยที่ต้องจับตาในไตรมาสต่อไป คือเรื่องสต็อกปุ๋ย สินค้าจะถูกส่งมอบและกระจายถึงมือเกษตรกรได้เร็วแค่ไหน รวมถึงนโยบายการส่งออกปุ๋ยของจีนจะเป็นไปตามคาดการณ์หรือไม่ และการปรับตัวของเกษตรกร การลดปริมาณปุ๋ยและการเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น จะกระทบต่อราคาอาหารจานหลักของโลกรุนแรงเพียงแค่ไหน

 

ทั้งหมดคือเกมยาวที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต้องโฟกัส เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของราคาปุ๋ย แต่คือเรื่องของความมั่นคงทางอาหารของโลก

 

ภาพ:Muh Akbar Heriyandi/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ราคาปุ๋ยยูเรียดิ่งลง 50% ผู้เชี่ยวชาญเตือนสัญญาณลวงตา จุดชนวนวิกฤตความมั่นคงทางอาหารรอบใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม้สหรัฐฯ-อิหร่านทำสันติภาพ ญี่ปุ่นชี้โลกกำลังเข้าสู่ ‘New Normal’ ต้นทุนแพงถาวร และหมดยุคสินค้าราคาถูก https://thestandard.co/japan-new-normal-supply-chain-costs/ Sat, 20 Jun 2026 02:53:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1220878 ภาพเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่พร้อมธงชาติญี่ปุ่นและกราฟแสดงการเติบโต

แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพแล้ว แต่ภาคธุ […]

The post แม้สหรัฐฯ-อิหร่านทำสันติภาพ ญี่ปุ่นชี้โลกกำลังเข้าสู่ ‘New Normal’ ต้นทุนแพงถาวร และหมดยุคสินค้าราคาถูก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่พร้อมธงชาติญี่ปุ่นและกราฟแสดงการเติบโต

แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพแล้ว แต่ภาคธุรกิจญี่ปุ่นกลับมองว่า ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอาจไม่ได้จบลงพร้อมกับความขัดแย้ง และอาจไม่มีวันกลับไปสู่ภาวะปกติเหมือนก่อนเกิดวิกฤตอีกต่อไป

 

นักวิเคราะห์และภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นประเมินว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘New Normal’ ของห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งหมายถึงการดำเนินธุรกิจท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ตลอดจนการกระจายแหล่งจัดหาสินค้าเพื่อลดความเสี่ยง รวมถึงการส่งผ่านภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคมากขึ้น

 

ย้อนไปที่ผ่านมาญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและแนฟทาจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง ขณะที่ช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของหลายๆประเทศทั่วโลก

 

ทั้งนี้ แนฟทาเป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่ใช้ผลิตสินค้าในชีวิตประจำวันจำนวนมาก ตั้งแต่พลาสติก, ฟิล์มห่ออาหาร, หมึกพิมพ์, ตัวทำละลาย, ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหาร เมื่อราคาวัตถุดิบชนิดนี้ปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบจึงลามไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน

 

ที่ผ่านมา บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งเริ่มใช้มาตรการลดต้นทุนอย่างจริงจัง ทั้งการเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์สีขาว-ดำแทนการพิมพ์สีเต็มรูปแบบ ลดขนาดสินค้าแต่คงราคาเดิม หรือที่เรียกว่า Shrinkflation รวมถึงทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

 

แม้ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะระบุว่า การเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาดำเนินการได้ภายใน 30 วัน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การฟื้นตัวของระบบโลจิสติกส์จะใช้เวลานานกว่านั้นมาก เพราะยังมีปัญหาที่ต้องสะสางอีกหลายด้าน ทั้งการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การระบายเรือสินค้าที่ตกค้าง การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการฟื้นฟูกำลังการผลิตน้ำมัน

 

ยูกิ โทงาโนะ นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยญี่ปุ่น ประเมินว่า แม้ในกรณีที่ดีที่สุด ช่องแคบฮอร์มุซอาจต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือนจึงจะกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ และอาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 เดือน กว่าการผลิตน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจะฟื้นตัวเต็มที่

 

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเดินเรือยังคงระมัดระวังต่อสถานการณ์ โดย Mitsui OSK Lines ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเรือบรรทุกน้ำมันรายใหญ่ของโลก กล่าวว่า บริษัทจะกลับมาเดินเรือก็ต่อเมื่อได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยแล้วเท่านั้น

 

ด้าน Mitsui Chemicals ยอมรับว่า แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีความกังวลว่าตะวันออกกลางอาจไม่สามารถส่งมอบวัตถุดิบได้ในปริมาณเท่าเดิมอีกต่อไป ทำให้บริษัทต้องพิจารณากระจายแหล่งจัดซื้อไปยังภูมิภาคอื่นเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งเดียว

 

ตลอดช่วงเวลากว่า 100 วันที่ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก บริษัทญี่ปุ่นหันไปนำเข้าน้ำมันดิบและแนฟทาจากสหรัฐฯ แอลจีเรีย และเปรู แม้จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนได้ แต่ก็มาพร้อมต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยบางช่วง แนฟทาจากนอกตะวันออกกลางมีราคาสูงกว่าวัตถุดิบจากภูมิภาคเดิมถึง 2 เท่า

 

ผลกระทบดังกล่าวเริ่มสะท้อนมายังสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันแล้ว ยกตัวอย่าง Taishi Food ผู้ผลิตอาหารจากจังหวัดอาโอโมริ ได้ลดขนาดบรรจุภัณฑ์ถั่วงอกและเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เต้าหู้เป็นแบบขาว-ดำเพื่อลดการใช้หมึกพิมพ์ โดยบริษัทแจ้งว่า มาตรการเหล่านี้มีแนวโน้มจะกลายเป็นการปรับตัวระยะยาว

 

ขณะที่ Seven-Eleven Japan เริ่มจำหน่ายข้าวปั้นโอนิกิริในบรรจุภัณฑ์สีขาว-ดำเป็นหลักเช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการกำลังมองหาวิธีลดต้นทุนในทุกจุดของกระบวนการผลิต

 

มาซาฮิโระ ทานากะ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขายของ Taishi Food คาดว่า อาจต้องใช้เวลาอีก 6 เดือนถึง 1 ปี กว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมเปิดเผยว่า ซัพพลายเออร์บางรายได้แจ้งปรับขึ้นราคาบรรจุภัณฑ์แล้วราว 20%

 

ด้านนักวิเคราะห์มองว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มถูกผลักภาระไปยังผู้บริโภคมากขึ้น ต่างจากช่วงหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 ที่บริษัทญี่ปุ่นยังไม่คุ้นชินกับการปรับขึ้นราคา หลังเผชิญภาวะเงินเฟ้อต่ำมาเป็นเวลานานหลายปี

 

อีกทั้ง ปัจจุบัน ภาคธุรกิจญี่ปุ่นมีความพร้อมในการส่งผ่านต้นทุนมากขึ้น จึงคาดว่าราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นเร็วๆนี้ โดยข้อมูลจาก Teikoku Databank พบว่า มีสินค้าอาหารและเครื่องดื่มมากกว่า 1,000 รายการปรับขึ้นราคาในเดือนมิถุนายน และจะมีมากกว่า 2,000 รายการที่ปรับขึ้นราคาในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม

 

ท้ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เคยถูกออกแบบให้เน้นประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ กำลังถูกปรับโครงสร้างใหม่โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่การสร้างความยืดหยุ่นผ่านการกระจายแหล่งนำเข้า การเพิ่มสต็อก และการลดการพึ่งพาภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง ล้วนมีต้นทุนที่สูงขึ้นเป็นราคาที่ต้องจ่าย

 

“สิ่งที่เรากำลังมุ่งหน้าไปไม่ใช่การกลับสู่ภาวะปกติก่อนเกิดความขัดแย้ง แต่เป็นการเข้าสู่ความปกติรูปแบบใหม่ ที่ต้นทุนสูงขึ้นกลายเป็นเรื่องถาวร” โทงาโนะ ย้ำ

 

ภาพ:QQMinh88/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post แม้สหรัฐฯ-อิหร่านทำสันติภาพ ญี่ปุ่นชี้โลกกำลังเข้าสู่ ‘New Normal’ ต้นทุนแพงถาวร และหมดยุคสินค้าราคาถูก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ เผยยังไม่กู้เงินเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาทตามพ.ร.ก. เหตุต้องรอศาลรธน. https://thestandard.co/ekniti-energy-loan-wait-court/ Fri, 19 Jun 2026 08:09:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1220642 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ปลัดกระทรวงการคลัง

‘เอกนิติ’ เผยแผนกู้เงิน ตามพ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท […]

The post ‘เอกนิติ’ เผยยังไม่กู้เงินเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาทตามพ.ร.ก. เหตุต้องรอศาลรธน. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ปลัดกระทรวงการคลัง

‘เอกนิติ’ เผยแผนกู้เงิน ตามพ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานยังต้องรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมเปิดแนวคิดกรอ. ชุดใหม่ ดัน ‘Inclusive Growth’ เชื่อม SME เข้าสู่ห่วงโซ่การลงทุน ชี้สั่งทบทวนยุทธศาสตร์ Data Center ใหม่แล้ว เพื่อไม่ให้แย่งน้ำ-ไฟคนไทย

 

 
 

วันนี้ (19 มิถุนายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แผนงานที่ 2 ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานภายใต้กรอบพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ยังต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน จึงจะสามารถดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้

 

ปัจจุบัน ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ระหว่างพิจารณาว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เข้าข่าย ‘กรณีฉุกเฉินและมีความจำเป็นเร่งด่วน’ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ หลังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 133 คน เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง

 

ขณะที่เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นคัดค้านคำชี้แจงของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า คำชี้แจงของรัฐบาลยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท จึงเข้าข่ายกรณีฉุกเฉินและมีความจำเป็นเร่งด่วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

 

เตรียมประชุมบอร์ดแลนด์บริดจ์ 26 มิถุนายน

 

สำหรับการประชุมคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (บอร์ดโครงการแลนด์บริดจ์) ดร.เอกนิติระบุว่า จะมีการประชุมบอร์ดโครงการแลนด์บริดจ์ในวันที่ 26 มิถุนายนนี้

 

โดยเบื้องต้น ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง นั่งอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งดูภาพรวมโครงการ และมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนและนักวิชาการ จะเข้าร่วมให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะด้วย

 

ส่วนอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง นั่งอนุกรรมการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน เพื่อศึกษาผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และพื้นที่ชุมชน

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติย้ำว่า บอร์ดโครงการแลนด์บริดจ์จะคำนึงผลกระทบทุกมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม

 

ดึง SME เข้าร่วม กรอ. หวังดัน ‘Inclusive Growth’

 

ดร.เอกนิติระบุว่า การตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ครั้งนี้ มีความแตกต่างจากในอดีต เนื่องจากมีการเชิญผู้แทนสมาพันธ์ SMEs เข้าร่วมเป็นครั้งแรก ผ่าน ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เพื่อให้เสียงของผู้ประกอบการรายเล็กมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ

 

โดยเป้าหมายสำคัญ ไม่ใช่แค่เพียงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องทำให้ผลประโยชน์จากการลงทุน กระจายไปถึง SME และคนไทยในวงกว้างแบบที่เรียกว่า ‘Inclusive Growth’

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติระบุว่า ภาครัฐเตรียมหารือมาตรการเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการ ทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และการปรับตัวสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมยกตัวอย่างกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ BOI ที่สนับสนุนเงินทุน (Grant) แก่ SME สำหรับปรับโครงสร้างเครื่องจักรให้พร้อมเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

 

เตรียม ‘แต้มต่อ’ หนุน Local Content

 

สำหรับมาตรการสนับสนุนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) ดร.เอกนิติระบุว่า กระทรวงการคลังผ่านกรมบัญชีกลาง เตรียมเพิ่มมาตรการ ‘แต้มต่อ’ สินค้า ‘Made in Thailand’ ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

 

พร้อมกันนี้ จะมีการร่วมมือกับภาคเอกชนในการพิสูจน์ (Verify) เพื่อป้องกันการแอบอ้างสวมสิทธิว่าเป็นสินค้าไทย เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ผลประโยชน์จะตกทอดอยู่บริษัทไทยจริงๆ

 

ไม่เพียงเท่านั้น กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างเตรียมมาตรการ ‘พี่ช่วยน้อง’ เพื่อเชื่อมโยง SME ให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทขนาดใหญ่และนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI

 

ทบทวนยุทธศาสตร์ Data Center ใหม่ ต้องไม่แย่งน้ำ-ไฟคนไทย

 

ดร.เอกนิติระบุว่า ในฐานะประธานบอร์ด BOI ได้มีการสั่งทบทวนยุทธศาสตร์ส่งเสริม Data Center ใหม่ทั้งหมด หลังมีข้อกังวลว่าปริมาณน้ำและไฟฟ้าของไทย อาจไม่เพียงพอต่อการรองรับ Data Center และอาจมีการแย่งใช้ไฟฟ้าจากประชาชนในประเทศได้

 

โดย ดร.เอกนิติระบุว่า รัฐบาลอาจใช้แนวทางให้ผู้ลงทุน Data Center ร่วมลงทุนด้านพลังงานสะอาดควบคู่กัน ผ่าน Direct PPA เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ

 

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติย้ำว่า รัฐบาลจะวางยุทธศาสตร์ในระยะยาว เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของไทย ให้ครบทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ตั้งแต่การพัฒนา Data Center Scientist ไปจนถึงการต่อยอด Cloud Service

 

เพื่อให้แน่ใจว่า คนไทยจะสามารถใช้เอไอในราคาที่ถูกลง มีการรักษาข้อมูลที่ปลอดภัย และมีอธิปไตยเอไอ (Sovereign AI)

 

เตรียมโรดแมป ‘Quick Big Win’ 4 ปี ยันไม่เน้นผลระยะสั้น

 

สุดท้ายนี้ ดร.เอกนิติเผยว่า ในการประชุมกรอ. นัดแรกวันที่ 22 มิถุนายนนี้ จะเริ่มจากการระบุปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ เพื่อวางแนวทางนโยบาย ‘Quick Big Win’ โดยกำหนดแผนงานแบ่งเป็นระยะ 6 เดือน 1 ปี และ 4 ปี ตามลำดับ พร้อมย้ำว่า เป้าหมายของนโยบายจะเป็นการมุ่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย มากกว่าการมุ่งเป้าเฉพาะตัวเลข GDP ระยะสั้น

The post ‘เอกนิติ’ เผยยังไม่กู้เงินเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาทตามพ.ร.ก. เหตุต้องรอศาลรธน. appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกกำลังเข้าสู่ยุค ‘ฮอร์มุซ’ ไม่ฟรีอีกต่อไป ทำไม ‘อิหร่าน’ ถือไพ่เหนือกว่า และดีลสันติภาพแค่ซื้อเวลา? https://thestandard.co/hormuz-iran-peace-deal-free-2/ Fri, 19 Jun 2026 07:36:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1220627 ภาพถ่ายทางอากาศแสดงเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

แม้ทำเนียบขาวระบุเช้านี้ (19 มิ.ย.) รองประธานาธิบดี เจ. […]

The post โลกกำลังเข้าสู่ยุค ‘ฮอร์มุซ’ ไม่ฟรีอีกต่อไป ทำไม ‘อิหร่าน’ ถือไพ่เหนือกว่า และดีลสันติภาพแค่ซื้อเวลา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายทางอากาศแสดงเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

แม้ทำเนียบขาวระบุเช้านี้ (19 มิ.ย.) รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ พับแผนเยือนสวิตเซอร์แลนด์หลังอิหร่านมองว่าการลงนามอย่างเป็นทางการเป็นเรื่องไม่จำเป็น แต่ท่าทีดังกล่าวอาจสะท้อนว่า ต้องการกดดันให้สหรัฐฯ ลงมือปฏิบัติตามข้อตกลงจริง ก่อนเปิดการเจรจารอบ 60 วัน

 

 
 

ภาพถ่ายทางอากาศแสดงเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 1

 

The Financial Times รายงานบทวิเคราะห์ US-Iran accord opens way for Hormuz charges, industry warns ว่า ประเด็นสำคัญที่โลกกำลังจับตาซึ่งไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในข้อตกลง คือ ‘สถานะการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซในระยะยาว’

 

โดยในช่วงเวลา 60 วันแรก เรือทุกลำจะสามารถผ่านเส้นทางดังกล่าวได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

 

ขณะที่อิหร่าน โอมาน และประเทศอื่นๆ ในอ่าวเปอร์เซีย จะใช้ช่วงเวลาดังกล่าวเจรจาจัดทำกรอบการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ‘รูปแบบใหม่‘ ซึ่งอาจเปิดทางให้อิหร่านมีบทบาทในการกำหนดมาตรการต่างๆ ในอนาคต

 

อุตสาหกรรมการเดินเรือโลกจับตา ‘กติกาใหม่’ ฮอร์มุซ

 

ประเด็นดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับอุตสาหกรรมการเดินเรือทั่วโลก หลังมีการตีความว่าถ้อยคำในข้อตกลงสันติภาพอาจเปิดช่องให้อิหร่านสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้เส้นทางเดินเรือหลังครบกำหนด 60 วัน

 

หรืออาจจัดตั้งกองทุนรูปแบบเดียวกับ ‘กองทุนช่องแคบมะละกา’ ที่ใช้ดูแลความปลอดภัยและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในเส้นทางเดินเรือระหว่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์

 

ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลง อิหร่านจะต้องเจรจากับโอมานและประเทศอื่นๆ ในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการและบริการทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต

 

ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมขนส่งทางทะเล มองว่า ถ้อยคำดังกล่าวอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระบอบการใช้ประโยชน์ในช่องแคบแห่งนี้ ซึ่งที่ผ่านมาเปิดให้ใช้งานอย่างเสรีมาโดยตลอด

 

ฟิลิป เบลเชอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการทางทะเลของ Intertanko องค์กรผู้ประกอบการเรือบรรทุกน้ำมันระดับโลก ระบุว่า ผลลัพธ์สุดท้ายของการหารือทั้งหมดจะต้องยืนยันหลักการสำคัญว่า ช่องแคบฮอร์มุซต้องเป็นเส้นทางเดินเรือที่ปราศจากค่าธรรมเนียม

 

ด้านจอห์น สตาวเพิร์ต ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการทางทะเลของหอการค้าระหว่างประเทศด้านการขนส่งทางทะเล (International Chamber of Shipping) กล่าวว่า การระบุคำว่า ’บริการทางทะเล‘ ในข้อตกลง ทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่จะมีการจัดตั้งกองทุนในลักษณะเดียวกับช่องแคบมะละกา

 

ผุดกองทุนคล้าย ‘กองทุนช่องแคบมะละกา’

 

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่ากองทุนช่องแคบมะละกาเป็นระบบที่ประเทศต่างๆ สมัครใจร่วมสมทบทุน ไม่ได้เป็นภาระของภาคอุตสาหกรรมโดยตรง และมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการเดินเรือ การป้องกันมลพิษ รวมถึงการรับมือเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหล

 

“ไม่เคยมีระบบลักษณะนี้เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซมาก่อน จึงเกิดคำถามว่าเหตุใดจึงมีความจำเป็นต้องจัดตั้งขึ้นในภูมิภาคนี้ในเวลานี้” เขากล่าว

 

ทั้งนี้ ตลอดช่วงความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ช่องแคบฮอร์มุซได้กลายเป็นไพ่ต่อรองสำคัญของเตหะราน

 

โดยหลังการโจมตีร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในเดือนมีนาคม อิหร่านได้ปิดเส้นทางเดินเรือ

 

พร้อมเรียกร้องค่าธรรมเนียมการผ่านทางจำนวน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้ชำระผ่านสกุลเงินบิตคอยน์ และประกาศว่าตนเองเป็นผู้ควบคุมเส้นทางหลักเข้าออกอ่าวเปอร์เซีย

 

ในช่วงต้นของความขัดแย้ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยเสนอแนวคิดให้สหรัฐฯ ร่วมบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซกับอิหร่าน

 

ขณะที่ทำเนียบขาวยังเคยพิจารณาจัดตั้งช่องทาง ‘VIP’ สำหรับเรือที่ยินยอมจ่ายค่าธรรมเนียม แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่เห็นด้วยกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแบบบังคับจากเรือที่ผ่านช่องแคบก็ตาม


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

MOU สหรัฐฯ-อิหร่านส่อสะดุด? แวนซ์เลื่อนทริปสวิตเซอร์แลนด์ อิสราเอลยังถล่มเลบานอน MOU สหรัฐฯ-อิหร่านส่อสะดุด? แวนซ์เลื่อนทริปสวิตเซอร์แลนด์ อิสราเอลยังถล่มเลบานอน
19 มิ.ย. 2569 | 10:41
‘เส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก’ หากปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ไทยมีน้ำมันสำรอง ‘เส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก’ หากปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ไทยมีน้ำมันสำรอง
1 มี.ค. 2569 | 12:57
จากทะเลแดงถึง ‘ฮอร์มุซ’ เส้นทางนี้อยู่ตรงไหน สำคัญ (กับไทย) อย่างไร? เมื่อสงคราม ‘อิหร่าน-อิสราเอล’ ป่วนการค้าโลกอีกระลอก จากทะเลแดงถึง ‘ฮอร์มุซ’ เส้นทางนี้อยู่ตรงไหน สำคัญ (กับไทย) อย่างไร? เมื่อสงคราม ‘อิหร่าน-อิสราเอล’ ป่วนการค้าโลกอีกระลอก
18 เม.ย. 2567 | 10:50
10 ประเทศที่ผลิตน้ำมันมากที่สุดในโลก 10 ประเทศที่ผลิตน้ำมันมากที่สุดในโลก
26 มิ.ย. 2568 | 8:56

 

ทางด้านสหรัฐฯ ย้ำว่า เส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศควรปราศจากค่าธรรมเนียม พร้อมระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวมีเป้าหมายให้อิหร่าน โอมาน และประเทศในอ่าวเปอร์เซียร่วมกันกำหนดกรอบความมั่นคงใหม่ในอนาคต

 

“นี่ไม่ใช่เรื่องของการจัดเก็บค่าธรรมเนียม แต่เป็นเรื่องของการทำให้มั่นใจว่าช่องแคบแห่งนี้จะไม่ถูกใช้เป็นจุดคอขวดของเศรษฐกิจโลกอีกต่อไป” รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ กล่าว

 

สำหรับช่องแคบมะละกา ประเทศที่ใช้ประโยชน์จากเส้นทางดังกล่าวไม่ได้จ่ายค่าผ่านทางโดยตรง แต่ใช้ระบบสมทบทุนโดยสมัครใจ เพื่อชดเชยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการศึกษาด้านเส้นทางเดินเรือ และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย

 

โดยญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของกองทุนดังกล่าว

 

ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีขนาดกว้างกว่าช่องแคบมะละกาภายใต้ข้อตกลงสันติภาพที่อิหร่านให้คำมั่นว่าจะไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นเวลาอย่างน้อย 60 วัน

 

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ประกาศยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านแล้ว

 

พร้อมยืนยันว่าจะ ‘ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม’ใดๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว และจะเร่งดำเนินการกวาดล้างทุ่นระเบิด

 

แม้จะยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยบางประการที่ทำให้เรือทุกลำต้องปฏิบัติตามเส้นทางและตารางเวลาที่กำหนดไว้

 

อย่างไรก็ดี ความพยายามใดๆ ในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอนาคต มีแนวโน้มจะเผชิญแรงต่อต้านอย่างหนักจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย

 

โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงองค์กรภาคการเดินเรือระหว่างประเทศ ที่ยืนกรานว่าช่องแคบฮอร์มุซ ‘ต้องคงสถานะเป็นเส้นทางเดินเรือสาธารณะระหว่างประเทศ’

 

ขณะที่การเจรจารูปแบบการบริหารจัดการในอนาคตอาจเต็มไปด้วยความเปราะบางทางการเมือง

 

ทั้งนี้ วันนี้ (19 มิ.ย.) หลังการลงนามข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เรือหลายลำได้เริ่มกลับมาใช้เส้นทางดังกล่าวอีกครั้ง ทั้งเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัท Cosco จากจีน และเรือบรรทุกรถยนต์จากอิตาลี

 

ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นอยู่ระหว่างประเมินความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมก่อนกลับมาให้บริการเต็มรูปแบบ

 

ข้อมูลวิเคราะห์ของ Kpler ที่เผยแพร่โดย Financial Times ระบุอีกว่า ปัจจุบันยังมีเรืออย่างน้อย 550 ลำตกค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย

 

โดยมากกว่า 200 ลำเป็นเรือบรรทุกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและเศรษฐกิจของโลก

 

นักวิเคราะห์ชี้ ‘อิหร่าน’ ถือไพ่เหนือกว่า พักรบ ‘แค่ซื้อเวลา’

 

อามิน ไซกัล นักวิจัยอาวุโสจากวิทยาลัยนานาชาติศึกษา เอส. ราชารัตนัม ในสิงคโปร์ มองว่า อิหร่านกำลังอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบมากขึ้นในการเจรจาข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ

 

“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ณ เวลานี้ อิหร่านเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบ” ไซกัลกล่าว

 

แม้อิหร่านจะเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างหนัก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็รับรู้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญแรงกดดันทั้งในและต่างประเทศ จากต้นทุนสงครามที่เพิ่มขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง

 

ไซกัล ยังประเมินว่า ความขัดแย้งที่ผ่านมาได้ยกระดับอิทธิพลของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เตหะราน ‘มีอำนาจต่อรอง’ มากขึ้นในการเจรจาระยะต่อไป

 

“อิหร่านไม่เคยควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างแท้จริงมาก่อน แต่สงครามครั้งนี้ได้เปลี่ยนเกมไปแล้ว จะเป็นประเด็นสำคัญที่อาจทำให้การเจรจาสะดุดลงในอีกไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า” เขากล่าว

 

ภาพถ่ายทางอากาศแสดงเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 2

 

ด้าน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยสร้างความสบายใจมากขึ้นว่าสถานการณ์จะยังไม่บานปลาย

 

“แต่ยังต้องจับตาดูว่าทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงได้ครบถ้วนหรือไม่ในช่วง 60 วันข้างหน้า”

 

ขณะที่ พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า ข้อตกลงช่วยลดความตึงเครียด ลดแรงกดดันด้านพลังงาน เป็นผลดีต่อภาคการผลิตและการส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลัง

 

“แต่ราคาน้ำมันในประเทศอาจยังไม่ปรับลดลงทันที เนื่องจากตลาดยังต้องประเมินเสถียรภาพอุปทานและปัจจัยด้านต้นทุนอื่นๆ ภาคเอกชนไทยควรใช้จังหวะนี้บริหารต้นทุนและกระจายความเสี่ยงด้านซัปพลายเชนอย่างรอบคอบ”

 

ภาพ : Shutterstock / Hassad mrad, Jahsua Sukoff

 

อ้างอิง

The post โลกกำลังเข้าสู่ยุค ‘ฮอร์มุซ’ ไม่ฟรีอีกต่อไป ทำไม ‘อิหร่าน’ ถือไพ่เหนือกว่า และดีลสันติภาพแค่ซื้อเวลา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤต ‘หน้าผาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย’ เมื่อการฟื้นตัวอาจแค่ภาพลวงตา และจุดต่ำสุดที่ยังมาไม่ถึง https://thestandard.co/thai-automotive-crisis-ev-transition/ Fri, 19 Jun 2026 05:02:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1220509 ภาพโรงงานผลิตรถยนต์

ตัวเลขยอดผลิตรถยนต์ไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ออกมา […]

The post วิกฤต ‘หน้าผาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย’ เมื่อการฟื้นตัวอาจแค่ภาพลวงตา และจุดต่ำสุดที่ยังมาไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงงานผลิตรถยนต์

ตัวเลขยอดผลิตรถยนต์ไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ออกมาที่ 473,545 คัน เพิ่มขึ้น 4.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ผลิตได้ 455,312 คัน ฟังดูเหมือนสัญญาณบวกหลังจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเผชิญกับช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ขณะที่ผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ก็ดูหมือนจะเริ่มฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทอย่าง อาปิโก ไฮเทค (AH) กำไรเพิ่มขึ้น 2.6% หรือ สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) กำไรเพิ่มขึ้น 12% ขณะที่ ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) ที่ปิดงบรอบปีในเดือนมีนาคม กำไรเพิ่มขึ้น 38%

 

แต่คำถามที่ตามมาคือ การโต 4% ของยอดผลิตรถยนต์ในปีนี้ พร้อมกับกำไรของบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยในครั้งนี้ คือสัญญาณการฟื้นตัวจริง หรือเป็นแค่ตัวเลขที่ดูดีบนพื้นฐานที่ยังเปราะบาง

 

ถกล บรรจงรักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่าการฟื้นตัวครั้งนี้มาจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นหลัก แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยกลับได้รับคำสั่งซื้อไม่ถึง 10% ของความต้องการที่เพิ่มขึ้น

 

การเติบโตของ EV ที่ส่งมาไม่ถึงซัพพลายเออร์ไทย

 

หากไล่เลียงดูตัวเลขการผลิตของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แยกตามประเภทรถ พบว่าภาพจริงซับซ้อนกว่านั้น รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทุกขนาดเครื่องยนต์รวมกันในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้กลับ ติดลบ 1.15% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตัวที่ทำให้ยอดรวมเป็นบวกคือรถกระบะดับเบิลแค็บที่โต 9.2% และรถ PPV ที่โต 8.3% ซึ่งทั้งสองกลุ่มยังเป็นเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นส่วนใหญ่

 

ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ที่ถูกมองว่าเป็นพระเอกของการเติบโตนั้น

 

ตัวเลขการผลิตจริงในประเทศ 4 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 15,089 คัน เทียบกับ 14,082 คันในปีก่อน คือโตเพียง 7.2% ขณะที่ทั้งปี 2568 การผลิต BEV กระโดดจาก 9,520 คัน ในปี 2567 เป็น 70,913 คัน คือโตกว่า 645%

 

ช่องว่างระหว่างอัตราการโตของปีก่อนกับปีนี้สะท้อนว่า ยอดขาย EV ในตลาดยังโตแรงต่อเนื่อง แต่การผลิตจริงในประเทศกลับโตช้าลงมาก ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่แหล่งข่าวผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนจำนวนมากยังพึ่งพาชิ้นส่วนและรถยนต์สำเร็จรูปนำเข้าจากจีนเป็นหลัก แม้จะตั้งโรงงานประกอบในไทยแล้วก็ตาม

 

ก่อนจะถึงก้นเหว ไทยเคยอยู่บนยอดเขามาก่อน

 

ก่อนจะเข้าใจว่าวันนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอยู่ตรงไหน ต้องย้อนกลับไปดูว่าเส้นทางการเติบโตของมันเริ่มต้นอย่างไร เพราะภาพ ‘หน้าผาของยานยนต์ไทย’ ที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2570 ไม่ใช่ครั้งแรกที่อุตสาหกรรมนี้เผชิญจุดเปลี่ยนใหญ่

 

จุดเริ่มต้นย้อนไปถึงปี 2504 เมื่อเกิดโรงงานประกอบรถยนต์ขึ้นในไทย ขณะที่รัฐบาลไทยเริ่มนโยบายทดแทนการนำเข้า ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่เข้ามาอย่างจริงจัง นิสสันร่วมทุนกับสยามมอเตอร์สตั้งโรงงานในปี 2505 ก่อนที่รัฐบาลจะจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2509 เพื่อดึงดูดค่ายรถต่างชาติให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตมากขึ้น

 

มาสด้าและเมอร์เซเดส-เบนซ์ตามมาในช่วงทศวรรษ 2510 ขณะที่รัฐบาลก็ค่อย ๆ บังคับใช้กฎ local content (วัตถุดิบที่ผลิตในประเทศไทย) เข้มขึ้นในช่วงทศวรรษ 2513-2523 ผลที่ตามมาคือค่ายรถญี่ปุ่นต้องสร้างเครือข่ายซัพพลายเออร์ในประเทศขึ้นมาเอง นี่คือจุดกำเนิดของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยรุ่นแรกๆ

 

จุดเปลี่ยนสำคัญต่อมาคือวิกฤตการเงินปี 2540 ตลาดในประเทศพังทลาย ค่ายรถต้องหันไปพึ่งการส่งออกเป็นทางรอด รัฐบาลตอบสนองด้วยการยกเลิกข้อกำหนด local content ในปี 2546 เปิดทางให้ไทยผูกเข้ากับเครือข่ายการผลิตระดับโลกได้เต็มที่มากขึ้น ตามมาด้วยโครงการ Eco Car ปี 2550 และข้อตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศ ทำให้ไทยกลายเป็นฐานส่งออกรถกระบะและรถนั่งขนาดเล็กที่สำคัญของโลก

 

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยถึงกับประกาศแผน 6 ปีในปี 2545 เพื่อผลักดันให้ไทยเป็น “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” และไทยก็ทำได้จริง ระหว่างปี 2543-2560 ยอดผลิตรถยนต์ไทยโตขึ้นถึง 383% กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของอาเซียนและติดอันดับ 10-12 ของโลก

 

จุดพีกที่สุดในประวัติศาสตร์การผลิตรถยนต์ไทยคือปี 2556 ซึ่งผลิตได้ถึง 2,457,057 คัน ตัวเลขนี้ไม่ได้มาจากพื้นฐานเศรษฐกิจปกติ แต่มาจากนโยบาย ‘รถยนต์คันแรก’ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่คืนภาษีสรรพสามิตให้ผู้ซื้อรถใหม่คันแรกสูงสุด 100,000 บาทต่อคัน ระหว่างเดือนกันยายน 2554 ถึงธันวาคม 2555 มีผู้ใช้สิทธิ์เกือบ 1.26 ล้านคัน รัฐต้องคืนภาษีรวมกว่า 91,000 ล้านบาท ดึงดีมานด์การซื้อรถในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า 1-2 ปี และสร้างยอดผลิตที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปีถัดมา

 

แต่ผลพวงที่ตามมาคือหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากผู้กู้จำนวนมากที่กำลังซื้อไม่เพียงพอ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูงที่ยังตามหลอกหลอนอุตสาหกรรมมาจนถึงทุกวันนี้ จากจุดพีกในปี 2556 ยอดผลิตไทยไม่เคยกลับไปแตะระดับนั้นได้อีก และค่อยๆ ไหลลงต่อเนื่องตลอดทศวรรษถัดมา

 

ผ่านจุดต่ำสุดทางตัวเลข แต่กำไรฟื้นจากการตัดต้นทุน ไม่ใช่ยอดขาย

 

ถกลฉายภาพว่าผลประกอบการของหุ้นกลุ่มยานยนต์ไทยดูเหมือนฟื้นตัวได้ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา แต่ในความเป็นจริงยอดขายไม่ได้เติบโต กำไรที่ดีขึ้นมาจากการควบคุมต้นทุนและลดพนักงานบางส่วน

 

เดิมทีรัฐบาลกำหนดให้บริษัท EV ที่มาลงทุนในไทยต้องมีสัดส่วนการใช้ local content ราว 40-45% แต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่าบริษัทผู้ผลิตยานยนต์จีนได้นำซัพพลายเออร์เข้ามาด้วย โดยมาจดทะเบียนเป็นบริษัทไทย ทำให้ยอดขายกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยไม่ได้เติบโตตามการเติบโตของ EV

 

ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มยานยนต์ไทยดูเหมือนจะฟื้นตัวได้ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ถกลมองว่า ในความเป็นจริงแล้วยอดขายของกลุ่มยานยนต์ไม่เติบโตขึ้นเลย แต่กำไรเติบโตเพราะการควบคุมต้นทุน เช่น การลดพนักงานบางส่วน รวมทั้งการควบคุมต้นทุนการผลิต

 

“ในมุมหนึ่งกลุ่มยานยนต์อาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่ยังไม่ได้กลับมาเติบโตแรง เศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลต่อกำลังซื้อ ขณะที่ปัจจัยบวกใหม่ๆ ยังไม่เห็น”

 

อย่างไรก็ดี ในมุมของการลงทุน หุ้นกลุ่มยานยนต์ยังน่าสนใจในด้านอัตราเงินปันผลตอบแทนที่สูงระดับ 9-10%

 

ยานยนต์ไทยยังไม่พ้นจุดต่ำสุด และซัพพลายเชนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

แหล่งข่าวผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่าสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด เนื่องจากกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่เข้ามารุมเร้าพร้อมกัน

 

ปัจจัยแรกที่ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ปัจจัยเหนือการควบคุมอย่างปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวเลขการส่งออกรถยนต์ โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางที่ยอดส่งออกหายไปราว 20,000 คัน รวมถึงตลาดเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่ยอดส่งออกหดตัวลงเช่นกัน

 

แต่สิ่งที่น่ากังวลและส่งผลกระทบอย่างหนักคือปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเข้ามาทำลายกำลังซื้อของคนไทยโดยตรง ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกลงไปถึงคำถามที่ว่า ทำไมยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถึงยังเติบโตได้? แหล่งข่าวระบุว่า ต้นเหตุสำคัญมาจาก ‘สิทธิประโยชน์’ ที่ค่ายรถยนต์จากจีนได้เปรียบกว่าชาติต่างๆ อย่างมหาศาล โดยเฉพาะการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปทั้งคัน (CBU: Completely Built Up) จากต่างประเทศ ซึ่งได้อานิสงส์กำแพงภาษี 0%

 

นอกจากนี้ แม้จะมีการตั้งโรงงานประกอบในไทย แต่ชิ้นส่วนที่นำมาใช้ประกอบก็ยังคงเป็นชิ้นส่วนที่นำเข้ามาจากจีนแทบทั้งสิ้น ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดระบบนิเวศการค้าที่คล้ายคลึงกับโมเดล ‘ทัวร์ศูนย์เหรียญ’ กล่าวคือ ค่ายรถจีนได้ประโยชน์ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ในขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนชาวไทย (Local Supplier) กลับไม่ได้รับอานิสงส์หรือส่วนแบ่งทางธุรกิจจากเทรนด์นี้เลย

 

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ล่าสุด ภาคเอกชนและผู้ผลิตกำลังอยู่ระหว่างการตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อผลักดันและหาข้อสรุปในประเด็นนี้อย่างเร่งด่วนเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ พร้อมเสนอแนะว่า ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องบังคับใช้กฎเกณฑ์ให้เกิดขึ้นจริง โดยต้องระบุให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงไปเลยว่า ค่ายรถยนต์ต่างชาติจะต้องสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือบังคับใช้สัดส่วนชิ้นส่วนที่มาจากบริษัทคนไทยเป็นมูลค่าเท่าใด เพื่อปกป้องและพยุงอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ

 

ปัจจุบันไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มากที่สุดในอาเซียน-6 (ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์) ถึงประมาณ 2,100 ราย มากกว่าอินโดนีเซีย (1,500 ราย) และเวียดนาม (360 ราย) นั่นแปลว่าความเสี่ยงจากการที่ห่วงโซ่อุปทาน EV ไม่ไหลลงมาถึงผู้ผลิตท้องถิ่นจะกระทบคนจำนวนมากเป็นพิเศษ

 

ข้อมูลจากรายงาน PwC Automotive ASEAN Centre of Excellence ยังชี้ภาพเดียวกันจากมุมตลาดทุน กลุ่มชิ้นส่วน “เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และโลหะ” ของบริษัทจดทะเบียนในอาเซียนเทรดที่ multiple ต่ำกว่ากลุ่มยางและล้อ เพราะเป็นธุรกิจที่ใช้เงินทุนเข้มข้นและมาร์จิ้นบางกว่า สอดคล้องกับภาพที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้พอดี

 

เมื่อค่ายญี่ปุ่น-อเมริกันเดินออก ค่ายจีนเดินเข้า

 

สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนมือครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเริ่มต้นชัดเจนตั้งแต่ปี 2563 เมื่อเจนเนอรัล มอเตอร์ส (GM) ประกาศถอนตัวจากตลาดไทยอย่างเป็นทางการ ยุติการขายรถเชฟโรเลตและขายโรงงานผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์ที่ระยองให้กับเกรท วอลล์ มอเตอร์ส (GWM) ค่ายรถจีนที่ใช้โรงงานเดิมของ GM เป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและปิกอัพส่งออกไปทั่วอาเซียนและออสเตรเลีย ดีลนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นเชิงสัญลักษณ์ของการที่ทุนจีนเข้ามาแทนที่ทุนตะวันตกในฐานการผลิตของไทย

 

สี่ปีต่อมา ค่ายญี่ปุ่นก็เริ่มทยอยถอนตัวเช่นกัน ซูบารุประกาศยุติสายการผลิตที่โรงงานลาดกระบังหลังวันที่ 30 ธันวาคม 2567 หลังขาดทุนต่อเนื่องทุกปีนับตั้งแต่จดทะเบียนธุรกิจในไทย ตามมาด้วยซูซูกิที่ประกาศยุติการผลิตที่โรงงานปลวกแดง ระยอง ภายในสิ้นปี 2568 หลังขาดทุนสุทธิต่อเนื่อง 2 ปี ทั้งสองค่ายยังคงขายและให้บริการหลังการขายในไทยต่อไป เพียงแต่เปลี่ยนมาเป็นการนำเข้ารถสำเร็จรูปจากโรงงานในอาเซียน ญี่ปุ่น และอินเดียแทน ผู้บริหารค่ายรถญี่ปุ่นบางรายให้ความเห็นว่าการถอนตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพราะ EV จีนเพียงอย่างเดียว เพราะส่วนแบ่งตลาดของ EV จีนตอนนั้นยังอยู่ที่ราว 10% เท่านั้น แต่เป็นผลรวมของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการขาดรุ่นรถใหม่มาทำตลาดมากกว่า

 

นักวิเคราะห์จาก Krungthai COMPASS ประเมินในช่วงนั้นว่าการหยุดสายผลิตของซูบารุและซูซูกิเป็นเพียง downside risk ที่จำกัด กระทบยอดผลิตโดยรวมเพียง 5,000-6,500 คันต่อปี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขคือทิศทาง เพราะมันสะท้อนว่าฐานการผลิตที่ครั้งหนึ่งญี่ปุ่นและตะวันตกครองตลาด กำลังถูกแทนที่ด้วยทุนจีนทีละขั้น เหมือนที่ GWM เคยทำกับโรงงานของ GM มาก่อน

 

‘หน้าผา’ ที่ใกล้เข้ามา เส้นตาย EV 3.5 ปี 2570

 

นี่คือใจกลางของความเสี่ยงที่ SCB EIC เรียกว่า “หน้าผาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” เดิมทีรัฐบาลกำหนดให้บริษัท EV ที่มาลงทุนในไทยต้องมีสัดส่วนการใช้ local content ราว 40-45% แต่ค่ายรถ EV จีนสามารถนำเข้ารถหรือชิ้นส่วนสำเร็จรูปจากจีนโดยใช้สิทธิภาษี 0% ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) และทำตลาดในประเทศได้ก่อนโดยยังไม่ต้องเร่งสร้างฐานการผลิตในช่วงแรก

 

กลไกที่ใช้บังคับให้ผลิตชดเชยการนำเข้าคือมาตรการ EV 3.0 (ปี 2565-2568) ที่กำหนดสัดส่วน 1:1 ภายในปี 2567 และเข้มขึ้นเป็น 1:1.5 ภายในปี 2568 ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยมาตรการ EV 3.5 (ปี 2567-2570) ซึ่งยกระดับสัดส่วนขึ้นไปอีกเป็น 1:2 สำหรับการผลิตชดเชยที่ทำได้ภายในปี 2569 และ 1:3 ภายในปี 2570

 

พูดง่าย ๆ คือยิ่งค่ายรถผลิตชดเชยช้า ยิ่งต้องผลิตมากขึ้นเพื่อตามให้ทันโควต้าที่นำเข้าไปก่อนหน้านี้ กรมสรรพสามิตประเมินว่ามาตรการ EV 3.5 ทั้งโครงการจะสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าได้ประมาณ 830,000 คันตลอด 4 ปี ใช้งบอุดหนุนรวมราว 34,000 ล้านบาท

 

นั่นคือผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเหลือเวลาไม่มากที่จะต้องยกระดับเทคโนโลยีเข้าไปร่วมในห่วงโซ่อุปทานการผลิตรถ EV ให้ได้ก่อนมาตรการ EV 3.5 สิ้นสุดในปี 2570 ความเสี่ยงคือหากผู้ผลิตต่างชาติไม่มีแรงจูงใจภาษีจากภาครัฐแล้ว แต่ต้นทุนการผลิต EV ในไทยยังแพงกว่าจีน ค่ายรถอาจเลือกนำเข้าจากจีนด้วยภาษี 0% แทนการลงทุนผลิตเพื่อขายในประเทศหรือส่งออกต่อไป

 

ที่น่าสนใจคือสถานการณ์ล่าสุดกลับซับซ้อนกว่าภาพ ‘ผลิตไม่ทันโควต้า’ เพียงด้านเดียว เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ได้ปรับเงื่อนไขมาตรการ EV 3 และ EV 3.5 ใหม่ โดยส่วนหนึ่งของเหตุผลคือเพื่อ “ลดหรือป้องกันปัญหาการผลิตล้นตลาดในประเทศ” (oversupply) สะท้อนว่าในบางกลุ่มผลิตภัณฑ์กลับมีกำลังผลิตมากเกินความต้องการแล้วด้วยซ้ำ บอร์ดอีวีจึงขยายเวลาจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศออกไปอีก 1 เดือน และเพิ่มกลไกใหม่ให้การผลิตเพื่อส่งออก 1 คัน นับเป็นการผลิตชดเชย 1.5 คัน เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตขยายตลาดส่งออกมากกว่าพึ่งตลาดในประเทศอย่างเดียว

 

ซึ่งคาดว่าจะช่วยดันยอดส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าขึ้นเป็นประมาณ 12,500 คันในปี 2568 และ 52,000 คันในปี 2569 ขณะเดียวกัน ตัวเลขจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า BEV ในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมาก็เพิ่มขึ้นถึง 59% สะท้อนว่าฝั่งดีมานด์ยังโตต่อเนื่อง

 

ภาพที่ค่อย ๆ ปรากฏคือไทยกำลังเดินเข้าใกล้ทางแยกสำคัญในปี 2570 ฝั่งหนึ่งคือค่ายรถที่ลงทุนสร้างฐานผลิตจริงและผลิตทันโควต้า จะกลายเป็นผู้เล่นถาวรในระบบนิเวศ EV ไทย อีกฝั่งคือค่ายที่ยังไม่ได้ลงทุนจริงจัง อาจเลือกเดินออกหรือเปลี่ยนเป็นผู้นำเข้าล้วนๆ เหมือนที่ซูบารุและซูซูกิทำไปแล้วกับรถสันดาป

 

มาเลเซียให้บทเรียนที่ใกล้เคียงกันมากในช่วงเวลาเดียวกัน รายงาน PwC ASEAN-6 Automotive Market Snapshot ฉบับล่าสุดระบุว่ามาตรการยกเว้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU EV) ของมาเลเซียสิ้นสุดลงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยไม่มีแผนต่ออายุ ทำให้เกิดการเร่งซื้อ EV ในช่วงปลายปี 2568 ก่อนมาตรการหมดอายุ

 

PwC คาดว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในมาเลเซียปี 2569 จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังจากนั้น เป็นภาพของการเร่งซื้อก่อนมาตรการหมดอายุ ตามด้วยการชะลอตัวหลังมาตรการสิ้นสุดลง แบบเดียวกับที่ไทยอาจเผชิญซ้ำเมื่อมาตรการ EV 3.0 หมดอายุไปแล้วในเดือนมกราคม 2569 ซึ่ง PwC ประเมินว่าราคารถยนต์ไฟฟ้าในไทยอาจปรับขึ้นได้สูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคันหลังหมดมาตรการ ขณะที่มาตรการ EV 3.5 ที่เหลืออยู่ก็ให้เงินอุดหนุนน้อยกว่าเดิม

 

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตปี 2540 ตัวเลขการผลิตโดยรวมพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วในทางสถิติ จาก -19.9% ในปี 2567 มาเป็น -0.9% ในปี 2568 และ +4% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 แต่โครงสร้างข้างใต้ตัวเลขนี้ยังไม่ฟื้น รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยังหดตัว การผลิต EV ในประเทศยังโตช้ากว่ายอดขายมาก ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกว่า 2,100 รายยังไม่เห็นทางที่จะได้ส่วนแบ่งจากเทรนด์ EV อย่างเป็นรูปธรรม และเส้นตายมาตรการ EV 3.5 ในปี 2570 จะเป็นบทพิสูจน์ว่าค่ายรถ EV จีนจะเลือกลงหลักปักฐานในไทยอย่างจริงจัง หรือเลือกใช้ไทยเป็นแค่ประตูส่งออกชั่วคราวก่อนภาษี 0% จากความตกลง ACFTA จะดึงดูดให้นำเข้าจากจีนแทนการผลิตในประเทศ

 

ภาพ: Romilly Lockyer / Getty Images

The post วิกฤต ‘หน้าผาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย’ เมื่อการฟื้นตัวอาจแค่ภาพลวงตา และจุดต่ำสุดที่ยังมาไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
CLICX ธนาคารไร้สาขาแห่งแรกของไทยเปิดแล้ว! แจกดอกเบี้ยสูงสุด 4% ต่อปีสำหรับเงินฝาก 20,000 บาทแรก ดูเงื่อนไขที่นี่ https://thestandard.co/clicx-virtual-bank-thailand/ Fri, 19 Jun 2026 04:40:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1220490 ภาพโปรโมท CLICX ธนาคารไร้สาขาแห่งแรกของไทย พร้อมข้อเสนอดอกเบี้ย 4% สำหรับเงินฝาก 20,000 บาทแรก

วันนี้ (19 มิถุนายน) CLICX ธนาคารไร้สาขาแห่งแรกของไทย! […]

The post CLICX ธนาคารไร้สาขาแห่งแรกของไทยเปิดแล้ว! แจกดอกเบี้ยสูงสุด 4% ต่อปีสำหรับเงินฝาก 20,000 บาทแรก ดูเงื่อนไขที่นี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปรโมท CLICX ธนาคารไร้สาขาแห่งแรกของไทย พร้อมข้อเสนอดอกเบี้ย 4% สำหรับเงินฝาก 20,000 บาทแรก

วันนี้ (19 มิถุนายน) CLICX ธนาคารไร้สาขาแห่งแรกของไทย! เปิดดำเนินการวันแรก พร้อมให้ดาวน์โหลดแอปและเปิดบัญชีอย่างเป็นทางการแล้ว! ประเดิมด้วยแคมเปญพิเศษ CLICX Save Max 4% มอบอัตราดอกเบี้ยสูงสุดถึง 4.00% ต่อปี สำหรับเงินฝากยอด 20,000 บาทแรก นาน 3 เดือนนับจากวันที่เปิดพ็อกเก็ต

 

 
 

สุพร สุนทรโรหิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า CLICX ซึ่งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) รายแรกของไทย พร้อมเปิดให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการให้ผู้สนใจสมัครใช้งาน และผู้ที่จองเลขไว้ล่วงหน้า ได้เข้ามาเปิดบัญชีและยืนยันสิทธิ์ใช้งานจริงได้ทันที โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน CLICX Bank ได้แล้ว ทั้งบน App Store และ Google Play Store ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

 

โดย CLICX ยังฉลองการเปิดตัวด้วยแคมเปญสุดพิเศษ พ็อกเก็ตเก็บเงิน ‘CLICX Save Max 4%’ เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการออมเงินของคนไทยยุคใหม่

 

เปิดเงื่อนไข CLICX Save Max เพื่อรับดอกเบี้ย 4%

 

‘CLICX Save Max 4%’ เป็นแคมเปญพิเศษที่มอบอัตราดอกเบี้ยสูงสุดถึง 4.00% ต่อปี สำหรับเงินฝากยอด 20,000 บาทแรก นาน 3 เดือนนับจากวันที่เปิดพ็อกเก็ต ขณะที่ยอดเงินส่วนที่เกิน 20,000 บาท รับอัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อปี

 

พร้อมทั้งมอบความยืดหยุ่นที่ให้ผู้ใช้สามารถฝากหรือถอนเมื่อไหร่ก็ได้ โดยธนาคารคลิกซ์จะคำนวณดอกเบี้ยให้ทุกสิ้นวัน และจ่ายดอกเบี้ยเข้าบัญชีให้ทุกๆ ต้นเดือนถัดไป

 

โดยแคมเปญนี้จำกัดสิทธิ์เฉพาะ 100,000 พ็อกเก็ตแรกเท่านั้น ผู้ที่สนใจสามารถเปิดและฝากเงินเข้าพ็อกเก็ต CLICX Save Max 4% ได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชัน CLICX Bank ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายนนี้เป็นต้นไปจนกว่าสิทธิ์จะเต็ม ยิ่งออมเร็ว ยิ่งรับดอกเบี้ยสูงก่อนใคร

 

เปิดอินไซต์ฟีเจอร์ ‘เลขบัญชีเลือกได้’

 

ธนาคาร CLICX ยังเปิดเผยถึงกระแสตอบรับของฟีเจอร์ ‘เลขบัญชีเลือกได้’ ที่เปิดให้จองได้ผ่านแอปเป๋าตัง และ myAIS ไปก่อนหน้านี้ (ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา) พบว่า หมวดเลขยอดนิยมสูงสุด ได้แก่ หมวดเลขตรงเบอร์มือถือ หมวดเงินมั่งคั่ง และหมวดหงส์-มังกร ตามลำดับ

 

โดยผู้ใช้งานมากกว่า 50% เลือกเลขตรงกับ 7 หลักท้ายของเบอร์โทรศัพท์ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen X และ Baby Boomer ที่เลือกเลขบัญชีตรงเบอร์โทรศัพท์สูงถึง 70% เพราะจดจำได้ง่าย

 

ขณะที่ Gen Y และ Gen Z นิยมเลือกเลขที่สะท้อนเอกลักษณ์ของตัวเอง โดย 1 ใน 3 ของ Gen Z เลือกกำหนดเลข 4 หลักท้ายด้วยตนเอง

 

ด้านพฤติกรรมระหว่างเพศก็มีความแตกต่างชัดเจน โดยผู้ชายมักเลือกเลขที่จำง่ายและใช้งานสะดวก ขณะที่ผู้หญิงให้ความสำคัญกับความหมายของตัวเลขมากกว่า โดยเฉพาะหมวดเลขมงคล ‘เงินมั่งคั่ง’ กลายเป็นหมวดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มผู้หญิง

 

“ผลตอบรับดังกล่าวสะท้อนแนวคิดที่ CLICX ต้องการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกเลขบัญชีที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ และความต้องการของตนเองได้อย่างแท้จริง” CLICX ระบุ

 

ลูกค้า AIS จ่ายบิลผ่าน CLICX รับ AIS Points เพิ่ม 10 เท่า

 

นอกจากนี้ยังมีสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า AIS รับโปรโมชันสุดคุ้ม ต้อนรับการให้บริการอย่างเป็นทางการของ Virtual Bank ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขารายแรกของไทย มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้ามือถือรายเดือน และเติมเงิน รวมถึงลูกค้าเน็ตบ้าน AIS Fibre3 รับ AIS Points เพิ่ม 10 เท่า เมื่อชำระบิล หรือเติมเงิน AIS ผ่านแอปพลิเคชัน CLICX หรือเลือกชำระผ่านธนาคาร CLICX บนแอปพลิเคชัน myAIS ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2569 โดยทุกยอดใช้จ่ายครบ 25 บาท จากเดิมรับ 1 คะแนน จะได้รับเพิ่มอีก 10 เท่าทันที สูงสุดไม่เกิน 100 คะแนนต่อหมายเลข และจำกัดสิทธิ์รวมทั้งแคมเปญ 10 ล้านพอยท์ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

 

“เป้าหมายระยะยาวของ CLICX จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็น Virtual Bank รายใหม่ของประเทศไทย แต่คือการสร้างแพลตฟอร์มทางการเงินที่ยั่งยืน เพื่อยกระดับ Financial Well-being หรือสุขภาวะทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับคนไทยทุกคน ช่วยเปิดประตูสู่โอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียม และขับเคลื่อนทุกคนให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งไปพร้อมกับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในอนาคต” สุพรทิ้งท้าย

The post CLICX ธนาคารไร้สาขาแห่งแรกของไทยเปิดแล้ว! แจกดอกเบี้ยสูงสุด 4% ต่อปีสำหรับเงินฝาก 20,000 บาทแรก ดูเงื่อนไขที่นี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ เตรียมถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. ชูผลประเมิน S&P-Moody’s-IMD วางทิศทางเศรษฐกิจระยะยาว https://thestandard.co/ekkaniti-gro-economic-direction/ Fri, 19 Jun 2026 03:26:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1220395 ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

‘เอกนิติ’ เตรียมประชุม กรอ. นัดแรก 22 มิถุนายนนี้ นำผลป […]

The post ‘เอกนิติ’ เตรียมถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. ชูผลประเมิน S&P-Moody’s-IMD วางทิศทางเศรษฐกิจระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

‘เอกนิติ’ เตรียมประชุม กรอ. นัดแรก 22 มิถุนายนนี้ นำผลประเมิน S&P-Moody’s-IMD วางทิศทางเศรษฐกิจระยะยาว รื้อโครงสร้าง 4 ด้าน ชู Thailand Fast Pass ปลดล็อกกฎหมายหนุนลงทุน

 

 
 

วันนี้ (19 มิถุนายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมนำผลการประเมินจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือและความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ทั้ง S&P Global Ratings, Moody’s และ IMD เข้าสู่การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) นัดแรก ในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ เพื่อใช้เป็นกรอบกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 

ดร.เอกนิติ กล่าวว่า กรอ. ชุดใหม่ ซึ่งมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน จะทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายด้าน ทั้งด้านพลังงาน เทคโนโลยี กำลังคนและแรงงาน รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ชุดใหม่ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของประเทศมากขึ้น ภายใต้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

 

เตรียมตั้ง 4 คณะทำงานย่อย ขับเคลื่อนปฏิรูปเศรษฐกิจ

 

สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป กรอ. จะจัดตั้งคณะทำงานย่อย 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการค้าและความสามารถในการแข่งขัน ด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจ และด้านแรงงาน เพื่อผลักดันการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม

 

ดร.เอกนิติ เชื่อว่า หากสามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปได้อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจะเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนภายในระยะเวลา 3-4 ปี โดยแนวทางการทำงานจะอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน คล้ายกับรูปแบบที่เคยใช้ในยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีบทบาทนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 

ชู Thailand Fast Pass ต้นแบบปลดล็อกกฎระเบียบหนุนลงทุน

 

นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมเปิดตัวโครงการ Thailand Fast Pass อย่างเป็นทางการในวันที่ 23 มิถุนายน เพื่อเป็นต้นแบบการปรับปรุงกฎหมายและขั้นตอนอนุญาตที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

 

ดร.เอกนิติ ระบุว่า การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากการลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ

 

“Thailand Fast Pass เป็นต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณ เพียงปลดล็อกกฎระเบียบก็สามารถขับเคลื่อนการลงทุนได้” ดร.เอกนิติ กล่าว

 

S&P คงเครดิตไทย BBB+ ขณะ IMD ขยับอันดับแข่งขันขึ้น 4 ขั้น

 

ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ผลประเมินล่าสุดจากสถาบันระดับโลกถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อประเทศไทย โดย S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ BBB+ พร้อมคงมุมมองมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและฐานะการคลังของประเทศ

 

ขณะที่ IMD ปรับอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยขึ้น 4 อันดับ จากอันดับ 30 มาอยู่ที่อันดับ 26 จากกว่า 70 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านการลงทุนระหว่างประเทศที่ปรับขึ้นจากอันดับ 30 มาอยู่ที่อันดับ 24 สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รวมถึงด้านการคลังและความง่ายของระบบภาษีที่มีอันดับดีขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ผลประเมินยังสะท้อนจุดอ่อนสำคัญของไทย โดยเฉพาะด้านการศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขในระยะต่อไป

 

ชี้ไทยผชิญโจทย์ค่าครองชีพ-ต้นทุนพลังงาน

 

สุดท้ายนี้ ดร.เอกนิติ กล่าวว่า สถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่วิกฤตด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นวิกฤตด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่ประชาชนยังสัมผัสได้ โดยต้นเหตุของราคาสินค้าที่สูงขึ้นมาจากต้นทุนพลังงานที่แพง ซึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

 

ส่วนสถานการณ์ของตลาดเงินและตลาดทุน ดร.เอกนิติชี้ว่า ขณะนี้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดทุนไทยในระดับสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการไหลออกของเงินทุนจากอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาด้านเสถียรภาพและวิกฤตทางการคลัง ขณะที่การที่ประเทศไทยยังคงยืนยันในเรื่องวินัยทางการคลังและความพยายามในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสะท้อนออกมาในภาพของตลาดทุนไทยที่ปรับตัวดีขึ้นในวันนี้

The post ‘เอกนิติ’ เตรียมถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. ชูผลประเมิน S&P-Moody’s-IMD วางทิศทางเศรษฐกิจระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRIS Rating วิเคราะห์ความท้าทาย Virtual Bank ไทย จับจุดแข็ง-จุดอ่อน CLICX BankX Ascend Bank ส่องผลกระทบต่อธนาคารดั้งเดิม https://thestandard.co/tris-rating-virtual-bank-thailand-analysis-2/ Fri, 19 Jun 2026 00:46:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1220304 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด Virtual Bank และผลกระทบต่อธนาคารดั้งเดิม

ทริสเรทติ้ง (TRIS Rating) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถื […]

The post TRIS Rating วิเคราะห์ความท้าทาย Virtual Bank ไทย จับจุดแข็ง-จุดอ่อน CLICX BankX Ascend Bank ส่องผลกระทบต่อธนาคารดั้งเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด Virtual Bank และผลกระทบต่อธนาคารดั้งเดิม

ทริสเรทติ้ง (TRIS Rating) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ในไทยออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับ ‘การเปิดตัวธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ในไทย’ ที่นับเป็นก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ของภูมิทัศน์ภาคการเงิน โดยมองว่า ผลกระทบในระยะเริ่มต้นต่อธนาคารดั้งเดิมจะยังคงมี ‘จำกัด’ เนื่องจากธนาคารไร้สาขาต้องใช้เวลาในการขยายขนาดธุรกิจ แต่จะค่อย ๆ เข้ามาเป็นตัวเร่งให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ และกดดันให้ธนาคารดั้งเดิมต้องปรับตัว พร้อมวิเคราะห์จุดแข็งและข้อจำกัดของกลุ่มพันธมิตรทั้ง 3 รายผู้ขอจัดตั้ง Virtual Bank ทั้ง 3 ราย ได้แก่ CLICX Bank, BankX และ Ascend Bank

 

 
 

ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด Virtual Bank และผลกระทบต่อธนาคารดั้งเดิม 1

 

รู้จัก CLICX พร้อมวิเคราะห์จุดแข็งและข้อจำกัด

 

CLICX Bank มีบริษัท ไทย ทรินิตี้ โฮลดิ้ง จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นและผู้บริหาร ซึ่งธนาคารดังกล่าวเป็นการร่วมทุนระหว่างธนาคารกรุงไทย (KTB) ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) ผู้นำตลาดด้านบริการโทรคมนาคม และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทพลังงานของรัฐ

 

TRIS Rating ประเมินว่า ‘ความได้เปรียบในเชิงกลยุทธ์’ ของ CLICX ได้แก่ มีฐานผู้ใช้บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศและมีเครือข่ายจุดให้บริการที่กว้างขวาง แต่ความได้เปรียบหลักที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การผสานพลังข้อมูลเชิงลึก (Data Synergy) ระหว่างพันธมิตร ได้แก่ ฐานลูกค้าที่มหาศาลและความน่าเชื่อถือด้านการทำธุรกรรมของ KTB บวกกับฐานผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมดิจิทัลแบบเรียลไทม์ของ AIS รวมถึงฐานสมาชิกและข้อมูลพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของ OR

 

ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มต้น CLICX BANK จะดำเนินกลยุทธ์การเปิดตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการวางโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ตลอดจนการพัฒนาแพลตฟอร์ม และการขยายฐานลูกค้าเพื่อทดสอบโมเดลธุรกิจและกรอบการบริหารจัดการความเสี่ยง

 

สรุปจุดแข็งหลักของ CLICX ได้แก่

 

  • เป็นผู้ให้บริการที่เปิดตัวเป็นรายแรก
  • ความเชี่ยวชาญของ KTB ในระบบนิเวศทางการเงินและธุรกิจธนาคารของประเทศไทย พร้อมด้วยผลงานที่พิสูจน์แล้วในการบริหารจัดการแอปพลิเคชั่นขนาดใหญ่ “เป๋าตัง”
  • ความเชื่อถือและการยอมรับจากทั้งภาครัฐและประชาชน
  • มีพันธมิตรข้ามอุตสาหกรรมที่มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่

 

ความท้าทายหลักของ CLICX ได้แก่

 

  • ความเสี่ยงด้านความสอดคล้องกันภายในกลุ่มพันธมิตร: ทั้งในด้านวัฒนธรรมองค์กร กฎระเบียบข้อบังคับ และลำดับความสำคัญในมุมมองของคณะกรรมการที่แตกต่างกันของทั้ง 3 องค์กรอาจส่งผลให้กระบวนการตัดสินใจล่าช้า
  • ภาพจำจากอดีต: ภาพลักษณ์แบบเดิมอาจทำให้ลูกค้ามองว่าบริษัทมีความเป็นนวัตกรรมดิจิทัลเป็นหลัก (Digital-first) และมีความคล่องตัวสูงได้ยากขึ้น

 

รู้จัก BankX พร้อมวิเคราะห์จุดแข็งและข้อจำกัด

 

BankX มีบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) ร่วมถือหุ้นกับ KakaoBank Corp. (KakaoBank) จากประเทศเกาหลีใต้ ในขณะที่ WeBank จากประเทศจีนทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีโดยไม่ได้ร่วมถือหุ้นด้วยเนื่องจากกฎระเบียบที่เข้มงวดของประเทศจีนซึ่งจำกัดเพดานการนำเงินทุนออกไปลงทุนในต่างประเทศสำหรับธนาคารดิจิทัล

 

TRIS Rating ประเมินว่า ความได้เปรียบในเชิงกลยุทธ์ของ BankX ได้แก่ โครงสร้างธุรกิจที่ช่วยให้ SCBX ยังคงสิทธิ์ในการควบคุมการบริหารจัดการเอาไว้ได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีคลาวด์ (Cloud Architecture) และความสามารถในการประเมินสินเชื่อด้วย AI ของสองธนาคารดิจิทัลชั้นนำของเอเชีย

 

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังสะท้อนถึงกลยุทธ์การขยายธุรกิจแบบที่ไม่ต้องใช้สินทรัพย์มาก (Asset-light Strategy) ของ KakaoBank ซึ่งเน้นการเข้าถือหุ้นส่วนน้อยแทนการควบรวมและซื้อกิจการทั้งหมด ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ KakaoBank ใช้ในการรุกเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยการเข้าซื้อหุ้น 10% ใน PT Super Bank Indonesia Tbk (Superbank) ซึ่งเป็นธนาคารดิจิทัลของอินโดนีเซียที่มีผู้อยู่เบื้องหลังอย่าง Grab, Emtek, Singtel, KakaoBank และ GXS

 

สรุปจุดแข็งหลักของ BankX ได้แก่

 

  • ความเชี่ยวชาญของ SCB ในระบบนิเวศทางการเงินและธุรกิจธนาคารของประเทศไทย
  • การต่อยอดจากความสำเร็จและองค์ความรู้จากประสบการณ์ด้านธนาคารดิจิทัลของ KakaoBank และ WeBank
  • องค์ความรู้ด้านนวัตกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์, ประสบการณ์ผู้ใช้งาน (UX) และเทคโนโลยี AI ที่รองรับฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ในระดับโลก

 

ความท้าทายหลักของ BankX ได้แก่

 

  • ระบบนิเวศที่จำกัดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่สามารถที่จะขยายเพิ่มขึ้นได้
  • ขาดเครือข่ายร้านค้าปลีกหรือเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาในชีวิตประจำวัน
  • ความเสี่ยงในการแย่งส่วนแบ่งตลาดกันเองภายในเครือกับแพลตฟอร์มให้บริการสินเชื่อรายย่อยนาโนไฟแนนซ์ และสินเชื่อดิจิทัลแบบไม่มีหลักประกันของ SCBX (MONIX และ ABACUS Digital)

 

รู้จัก Ascend Bank พร้อมวิเคราะห์จุดแข็งและข้อจำกัด

 

ส่วน Ascend Bank ซึ่งมีโครงสร้างของการถือหุ้นเป็นลักษณะซ้อนกัน 3 ชั้น โดย Ascend Bank PLC มี บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACM Holding) เป็นผู้ถือหุ้น 100% ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทย่อยของ บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด (Ascend Money) ที่มีเครือเจริญโภคภัณฑ์ (กลุ่มซีพี) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ร่วมกับ Ant Group, มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) และ Bow Wave Capital Management, LP

 

TRIS Rating ประเมินว่า ความได้เปรียบในเชิงกลยุทธ์ของ Ascend Bank คือ scend Money นำข้อได้เปรียบด้านข้อมูลดิจิทัลที่มีมหาศาลจาก TrueMoney ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) อิสระชั้นนำ ซึ่งทำให้มีช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ได้อย่างราบรื่นและมีต้นทุนต่ำ โดยที่ผู้ใช้งานกระเป๋าเงินเดิมหลายล้านรายสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การเปิดบัญชีธนาคารไร้สาขาที่ให้บริการเต็มรูปแบบได้อย่างง่ายดาย

 

นอกจากนี้ บริษัทยังมีผลงานที่พิสูจน์แล้วในการให้บริการกลุ่มผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินและกลุ่มที่ได้รับบริการทางการเงินไม่เพียงพอ (Unbanked and Underserved) โดยผ่านการใช้เทคโนโลยี AI ขั้นสูงและโมเดลประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลทางเลือก (Alternative Data)

 

ยิ่งไปกว่านั้น การร่วมทุนในครั้งนี้ยังช่วยให้ Ascend Bank สามารถเข้าถึงฐานลูกค้าทั้งในเครือข่ายผู้ค้าปลีกและผู้ใช้บริการโทรคมนาคมที่กว้างขวางซึ่งทำให้เข้าถึงลูกค้าหลายล้านคนทั่วประเทศโดยตรงได้อีกด้วย

 

สรุปจุดแข็งหลักของ Ascend Bank ได้แก่

 

  • การผสานความแข็งแกร่งด้านธุรกิจค้าปลีกร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (7-Eleven, Lotus’s, Makro และ True)
  • จุดให้บริการสาขา/หน้าร้านที่ครอบคลุม สำหรับบริการฝาก-ถอนเงินสด (Cash-in/Cash-out) และการยืนยันตัวตน (KYC)
  • ประสบการณ์การให้บริการทางการเงินดิจิทัล โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลทางเลือกในการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตสำหรับ
กลุ่มผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการของธนาคารผ่าน TrueMoney
  • การสนับสนุนด้านการเงินและเทคโนโลยีระดับโลกจาก Ant Group (โดย Alipay) และ MUFG

 

ความท้าทายหลักของ Ascend Bank ได้แก่

 

  • ขาดประสบการณ์ในธุรกิจธนาคารพาณิชย์และโครงสร้างพื้นฐานระบบงานหลักของธนาคาร
  • อาจมีประเด็นเรื่องความขัดแย้งด้านผลประโยชน์
  • อาจมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแลในเรื่องการผูกขาดทางการตลาด

 

ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด Virtual Bank และผลกระทบต่อธนาคารดั้งเดิม 2

 

เปิดความเสี่ยงและความท้าทายของธนาคารไร้สาขาของไทย

 

TRIS Rating ระบุต่อว่า แม้ VB จะช่วยขยายโอกาสทางการเงินให้แก่กลุ่มที่ยังไม่ได้รับบริการทางการเงินอย่างเพียงพอแต่ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาก็มีความเสี่ยงเฉพาะตัวด้วยเช่นกัน ความเสี่ยงข้อแรกเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้การเชื่อมต่อระบบมีความซับซ้อนมากขึ้นและจำกัดความสามารถของธนาคารในการแปลงข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อใช้เป็นโมเดลในการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตที่แม่นยำในระยะยาว

 

ความเสี่ยงข้อที่สองคือ ความเสี่ยงในเชิงระบบจากการสะสมหนี้ที่เร่งตัวขึ้น ทั้งนี้ หากปราศจากกรอบการบริหารความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง การเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายเกินไปก็อาจกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายที่เกินตัวในกลุ่มผู้กู้ที่มีความเปราะบางทางการเงินและส่งผลให้ระดับหนี้สูงเกินกว่าความสามารถในการชำระคืนในระยะยาวได้

 

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดกับธนาคารแบบดั้งเดิม

 

TRIS Rating ระบุต่อว่า ในระยะใกล้ ผลกระทบของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาที่มีต่อธนาคารแบบดั้งเดิมนั้นคาดว่าจะมีจำกัดเนื่องจากธนาคารพาณิชย์ไร้สาขามีฐานลูกค้าเป้าหมายส่วนใหญ่ที่แตกต่างออกไปอีกทั้งกลุ่มผู้กู้ที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินที่มีวินัยทางการเงินและมีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งมีศักยภาพเพียงพอที่จะดูดซับปริมาณสินเชื่ออย่างมีนัยสำคัญได้นั้นก็ยังมีอยู่จำกัด

 

นอกจากนี้ การที่จะให้ลูกค้าของธนาคารแบบดั้งเดิมเปลี่ยนมาใช้บริการของธนาคารไร้สาขานั้นก็ต้องใช้เวลาด้วยเช่นกันเนื่องจากคนส่วนใหญ่อาจลังเลที่จะเปลี่ยนบัญชีธนาคารหลักของตน เพราะอาจหมายถึงการที่ต้องเปลี่ยนบัญชีเงินเดือนและช่องทางการชำระบิลต่าง ๆ รวมถึงการสร้างความไว้วางใจในตัวผู้ให้บริการรายใหม่ ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาจึงต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการขยายขนาดให้ทัดเทียมกับธนาคารแบบดั้งเดิม

 

แนวโน้มนี้สอดคล้องกับธนาคารดิจิทัลระดับโลกอื่น ๆ โดยธนาคารดิจิทัลในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จที่สุดยังครองส่วนแบ่งทางการตลาดในระดับตัวเลขเพียงหลักเดียวเท่านั้น ตัวอย่างเช่นธนาคารดิจิทัลทั้ง 3 แห่งของเกาหลีใต้ (KakaoBank, K Bank และ Toss Bank) ซึ่งครองส่วนแบ่งเงินฝากในประเทศรวมกันเพียง 4.9% และมีสินเชื่อคงค้างรวมกันเพียง 5.4% ในปี 2568 หลังจากที่ดำเนินธุรกิจมาแล้วเกือบหนึ่งทศวรรษ

 

อย่างไรก็ดี ส่วนแบ่งทางการตลาดที่มีขนาดเล็กนี้ก็สามารถเทียบเท่ากับธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กถึงขนาดกลางได้ ซึ่งในเชิงโครงสร้างแล้ว ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาจะเข้ามาปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ในการแข่งขันและผลักดันให้ธนาคารแบบดั้งเดิมต้องเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ดิจิทัลของตนให้ดียิ่งขึ้นควบคู่ไปกับการขยายขอบเขตการให้บริการสินเชื่อไปยังกลุ่มที่ยังไม่ได้รับบริการทางการเงินอย่างเพียงพอด้วย

The post TRIS Rating วิเคราะห์ความท้าทาย Virtual Bank ไทย จับจุดแข็ง-จุดอ่อน CLICX BankX Ascend Bank ส่องผลกระทบต่อธนาคารดั้งเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P Global คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองเป็น ‘มีเสถียรภาพ’ https://thestandard.co/s-p-global-thailand-credit-rating-stable/ Thu, 18 Jun 2026 12:40:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1220274 โลโก้ S&P Global พร้อมข้อความคงอันดับความน่าเชื่อถือไทย BBB+

S&P Global คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ […]

The post S&P Global คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองเป็น ‘มีเสถียรภาพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ S&P Global พร้อมข้อความคงอันดับความน่าเชื่อถือไทย BBB+

S&P Global คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ คงมุมมอง (Outlook) ‘มีเสถียรภาพ’ (Stable) ย้ำปัจจัยติดตามระยะต่อไปคือ GDP รายได้ต่อหัว แนวโน้มการเข้าสมดุลการคลัง และเสถียรภาพการเมืองในประเทศ กกร. ชี้เครดิต BBB+ สะท้อนความเชื่อมั่นต่างชาติ เร่งรัฐปฏิรูปเศรษฐกิจ

 

 

วันนี้ (18 มิถุนายน) จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ของประเทศไทยที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับ Stable หรือ ‘มีเสถียรภาพ’ โดยระบุว่าปัจจัยสำคัญที่จะใช้พิจารณาอันดับเครดิตไทยในระยะต่อไป ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจ รายได้ต่อหัว แนวโน้มการกลับเข้าสู่สมดุลทางการคลัง และเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ

 

ทั้งนี้ S&P ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.0% ในปี 2569 ท่ามกลางผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ก่อนจะทยอยฟื้นตัวในช่วงต่อจากนี้ โดยคาดว่า GDP ไทยจะเติบโตเฉลี่ย 2.3% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2572

 

ขณะเดียวกัน S&P คาดว่ารายได้ต่อหัว (Income per Capita) ของไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 8,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 9,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

 

มองรัฐบาลใหม่ช่วยหนุนนโยบายเศรษฐกิจต่อเนื่อง

 

S&P ระบุว่า เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลชุดใหม่จะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงการเดินหน้าโครงการลงทุนระยะยาวตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง

 

สถาบันจัดอันดับยังมองว่า การลงทุนของรัฐวิสาหกิจและโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะข้างหน้า

 

คาดไทยยังขาดดุลการคลัง 3.2% ของ GDP

 

ด้านฐานะการคลัง S&P ประเมินว่า รัฐบาลไทยจะยังดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยคาดว่าการขาดดุลการคลังจะอยู่ที่ประมาณ 3.2% ของ GDP ในปี 2569 และ 2570

 

ขณะที่การก่อหนี้รัฐบาลสุทธิ (Net Accumulation of Government Debt) จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.5% ของ GDP ในปี 2569 ก่อนทยอยลดลงมาเฉลี่ย 3.1% ในช่วงปี 2569-2572

 

ดุลบัญชีเดินสะพัดและทุนสำรองยังแข็งแกร่ง

 

S&P ยังมองว่าฐานะการเงินต่างประเทศของไทยยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลราว 2.0% ของ GDP ในปี 2569 และเฉลี่ย 2.1% ในช่วงปี 2569-2572

 

ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศและฐานะการเงินต่างประเทศสุทธิยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งช่วยรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและเป็นปัจจัยสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

 

4 ปัจจัยชี้ขาดอันดับเครดิตไทยในระยะต่อไป

 

S&P ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามสำหรับการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในอนาคต ได้แก่

 

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน
  • ระดับรายได้ต่อหัวของประชาชน
  • แนวโน้มการกลับเข้าสู่สมดุลทางการคลัง
  • เสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ

 

ในภาพรวม S&P มองว่า ไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะฐานะการเงินต่างประเทศและความสามารถในการรับมือความผันผวนจากภายนอก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในปัจจุบัน

 

กกร. ชี้เครดิต BBB+ สะท้อนความเชื่อมั่นต่างชาติ เร่งรัฐปฏิรูปเศรษฐกิจ

 

ด้านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า การที่ S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองที่ระดับ Stable สอดคล้องกับการที่ Moody’s คงอันดับเครดิตไทยที่ระดับ Baa1 และปรับ Outlook เป็น Stable ก่อนหน้านี้ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อความสามารถของไทยในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและรักษาวินัยการคลัง

 

กกร. มองว่า ไทยยังมีจุดแข็งจากฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การค้าโลกได้ในระดับหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม การรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาวจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ให้เศรษฐกิจไทย

 

กกร. เสนอให้ภาครัฐดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบมุ่งเป้า (Targeted Policy) ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง ลดมาตรการอุดหนุนแบบเหมารวม และเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ

 

นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังสนับสนุนการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ OECD รวมถึงการขับเคลื่อนแนวทาง Reinvent Thailand เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

The post S&P Global คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองเป็น ‘มีเสถียรภาพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก ‘TISA’ บัญชีการออมและลงทุน พร้อมลดหย่อนภาษี โมเดลใหม่สำหรับคนไทย ที่กำลังจะเริ่มใช้งานในปีนี้ https://thestandard.co/tisa-saving-investment-tax-thailand/ Thu, 18 Jun 2026 10:36:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1220225 ภาพอินโฟกราฟิกสรุป 8 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ TISA บัญชีการออมและการลงทุนใหม่สำหรับคนไทย

โครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (Thailand Individual Saving […]

The post เจาะลึก ‘TISA’ บัญชีการออมและลงทุน พร้อมลดหย่อนภาษี โมเดลใหม่สำหรับคนไทย ที่กำลังจะเริ่มใช้งานในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุป 8 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ TISA บัญชีการออมและการลงทุนใหม่สำหรับคนไทย

โครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (Thailand Individual Saving Account) หรือ TISA อาจกลายเป็นมาตรการใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการลดหย่อนภาษีเพื่อการออมและการลงทุนของไทยในอนาคต หลังกระทรวงการคลังกลับมาเดินหน้าหารือร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เพื่อผลักดันมาตรการสนับสนุนตลาดทุนไทย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

โดยความคืบหน้าล่าสุด วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ว่า โครงการ TISA มีความคืบหน้าแล้วกว่า 70-80% และคาดว่าจะสามารถแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเร็วๆ นี้

 

หากโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ผู้ลงทุนอาจสามารถนำเงินออมและการลงทุนหลายประเภทมารวมกันภายใต้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเดียวกัน แทนการแยกซื้อกองทุนแต่ละประเภทเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเหมือนในปัจจุบัน ในอีกด้านหนึ่ง มาตรการดังกล่าวยังเป็นความพยายามของภาครัฐในการดึงเม็ดเงินออมระยะยาวเข้าสู่ตลาดทุนไทยอีกด้วย

 

THE STANDARD WEALTH ชวนทำความรู้จัก TISA อีกครั้ง ว่าโครงการนี้คืออะไร มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาใด และแตกต่างจากมาตรการส่งเสริมการออมและการลงทุนที่เคยมีมาอย่างไร

 

ทั้งนี้ เนื้อหาส่วนใหญ่ในบทความอ้างอิงจากผลการหารือเบื้องต้นของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งรายละเอียดหลายประการยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

 

1) บัญชี TISA ลงทุนได้หลายกลุ่มสินทรัพย์

 

โครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล หรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) เป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการออมและการลงทุนระยะยาวของคนไทย โดยจูงใจผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี

 

ผู้ที่เข้าร่วมโครงการต้องเปิดบัญชี TISA กับผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.)

 

สิ่งที่ทำให้ TISA ต่างไปจากมาตรการลดหย่อนภาษีแบบที่ผ่านๆ มา คือ TISA ถูกออกแบบเพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกลงทุนได้หลากหลายกลุ่มสินทรัพย์ (Asset Class) ตามความเสี่ยงของแต่ละบุคคล เช่น หุ้นไทย กองทุนรวม และตราสารหนี้ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยเน้นสินทรัพย์ในประเทศเป็นหลัก

 

ต่างจากแบบเดิมที่ต้องเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ผ่านการพิจารณาจากสำนักงาน ก.ล.ต. และกระทรวงการคลัง เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)

 

โดย TISA จะเปิดทางให้ผู้ลงทุนสามารถถือสินทรัพย์หลายประเภทไว้ภายใต้บัญชีเดียว และนำมาคำนวณสิทธิลดหย่อนภาษีภายใต้วงเงินรวมเดียวกัน

 

2) TISA เน้นลงทุนในประเทศเป็นหลัก

 

ในงานแถลงเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ DR (Depositary Receipt) ยังไม่ถูกบรรจุในแพ็กเกจ TISA สำหรับการลงทุนรายตัว (Direct Investment)

 

เนื่องจาก DR มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นหุ้นต่างประเทศ หากผู้ลงทุนต้องการกระจายความเสี่ยงไปยังต่างประเทศ ภาครัฐและ ก.ล.ต. สนับสนุนให้ลงทุนผ่าน กองทุนรวม (เช่น RMF) แทน เพื่อให้มีการบริหารจัดการและการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสมตามนโยบายปัจจุบัน ส่วนการเปิดให้ลงทุนรายตัวใน TISA จะเน้นไปที่หุ้นไทยและสินทรัพย์ในประเทศเป็นหลัก

 

สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด (Private Market) เช่น หุ้นนอกตลาด หรือ Private Equity นั้น ไม่อยู่ในขอบเขตการส่งเสริมของบัญชี TISA

 

เพราะ TISA ต้องการเน้นส่งเสริมการลงทุนใน ตลาดทุนในระบบ (Listed Market) เช่น หุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ผ่านเกณฑ์ด้าน ESG หรือธรรมาภิบาล, กองทุนรวม และพันธบัตร เพื่อให้มั่นใจเรื่องการกำกับดูแล ความโปร่งใส และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านกลไกตลาดทุนเป็นหลัก

 

3) เงื่อนไขการเปิดบัญชี TISA

 

สำหรับเงื่อนไขเบื้องต้นของบัญชี TISA ที่อยู่ระหว่างการศึกษา มีรายละเอียดสำคัญดังนี้

 

  • เป็นบุคคลธรรมดา มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
  • เปิดบัญชี TISA กับผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้ การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต.
  • เปิดบัญชี TISA ได้เพียง 1 บัญชีต่อคน
  • ถอนได้เมื่ออายุ 55 และต้องถือหลักทรัพย์นานอย่างน้อย 5 ปี

 

4) ทำไม TISA ต้องเป็นมาตรการถาวร?

 

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ TISA คือการยกระดับจากมาตรการกระตุ้นตลาดทุนชั่วคราว ไปสู่กลไกส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวแบบถาวร ที่ไม่ต้องรอการต่ออายุมาตรการทุก 5 ปี

 

โดยจากการรายงานข่าวล่าสุด ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ ในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ยืนยันแล้วว่า FETCO และกระทรวงการคลัง เห็นตรงกันว่า TISA จะเป็นโครงการลดหย่อนภาษีแบบถาวร

 

โดยดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยให้เหตุผลว่า มาตรการลดหย่อนภาษีในอดีตจำนวนมากถูกออกแบบในลักษณะชั่วคราว ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนจำนวนหนึ่งตัดสินใจลงทุนเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี มากกว่าการออมเพื่อเป้าหมายระยะยาว

 

แม้ว่ารัฐจะต้องเสียรายได้ภาษี จากผู้ใช้สิทธิลดหย่อนเป็นมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี แต่แรงจูงใจดังกล่าวไม่ได้สร้างพฤติกรรมการออมระยะยาวตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ และเมื่อครบกำหนดก็มีแรงกดดันให้คอยต่ออายุมาตรการทุกปี เพราะกลัวว่าเม็ดเงินจะไหลออกจากตลาดพร้อมกัน

 

ด้วยเหตุนี้ TISA จึงถูกเสนอให้เป็นกลไกใหม่เพื่อส่งเสริมการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์อย่างยั่งยืน และลดความจำเป็นในการออกมาตรการลดหย่อนภาษีเฉพาะกิจในอนาคต

 

5) รอยืนยัน! วงเงินลดหย่อน 800,000 บาท ทำไมต้องตัวเลขนี้?

 

หนึ่งในแนวคิดที่อยู่ระหว่างการศึกษา คือการปรับโครงสร้างสิทธิลดหย่อนภาษีเพื่อการออมและการลงทุนใหม่ โดยกำหนดวงเงินรวมสูงสุด 800,000 บาท ซึ่งจะเป็นการลดหย่อนถาวร แทนการออกมาตรการเฉพาะกิจเป็นรายช่วงเวลา

 

ปัจจุบัน ผู้เสียภาษีสามารถใช้สิทธิลดหย่อนด้านการออมและการลงทุนได้รวมสูงสุด 800,000 บาท โดยมาจากวงเงินกลุ่มประกัน การออม การลงทุน 500,000 บาท และ ThaiESG อีก 300,000 บาท

 

อย่างไรก็ตาม กองทุน Thai ESG จะมีการลดวงเงินลดหย่อนลงจาก 300,000 บาท เหลือเพียง 100,000 บาท ในการยื่นภาษีประจำปี 2570-2575 เมื่อวงเงิน ThaiESG ทยอยลดลง เพดานลดหย่อนรวมจะลดลงตามไปด้วย

 

แนวคิดของ TISA จึงเป็นการ ‘ตรึง’ วงเงินรวม 800,000 บาทไว้ในรูปแบบถาวร เพื่อลดความจำเป็นในการออกหรือต่ออายุมาตรการเฉพาะกิจอย่าง ThaiESG ในอนาคต

 

6) ปรับเกณฑ์ลดหย่อน เน้นความเป็นธรรม

 

รัฐบาลมีแผนปรับเกณฑ์ลดหย่อนเพื่อเพิ่มความเป็นธรรมให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ผ่านตัวคูณที่มีการหารือเบื้องต้น ดังนี้

 

  • ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี สามารถลดหย่อนได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.3 เท่า
  • ขณะที่ผู้มีรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิในอัตรา 0.7 เท่าของเงินลงทุน

 

นอกจากนี้ ยังให้แต้มต่อสำหรับผู้ซื้อกองทุน Thai ESG ให้สามารถหักลดหย่อนได้ 1.2 เท่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังย้ำว่า ตัวเลขตัวคูณดังกล่าวยังเป็นเพียงตัวเลขจำลองเบื้องต้น และยังไม่ได้ข้อสรุป

 

ส่วนฐานรายได้ 1.5 ล้านบาทต่อปี ถูกเลือกมาใช้ในการจำลองผลกระทบ เนื่องจากครอบคลุมผู้ยื่นแบบภาษีประมาณ 96% ของประเทศ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียงสมมติฐานจากงานวิจัย และยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย

 

7) ใช้เงินออมเป็นหลักประกันกู้เงินได้

 

หนึ่งในแนวคิดที่สำคัญอีกประการ คือ การเปิดทางให้สามารถนำสินทรัพย์ในบัญชี TISA ไปเป็นหลักประกันเงินกู้ (Pledge) กับสถาบันการเงินบางประเภทได้ในอนาคต

 

โดยพรอนงค์ระบุว่า จะคล้ายโมเดลของสิงคโปร์และมาเลเซียที่ใช้กองทุนเกษียณเป็นหลักประกัน แต่ยังมีเงื่อนไขที่ต้องกำหนด เช่น สัดส่วนที่จำนำได้ 25% ของพอร์ต ตลอดจนความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการลงทุน และความปลอดภัยของผู้ลงทุนรายย่อย

 

แนวคิดดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์ออกจากพอร์ตทั้งหมดเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงิน

 

8) มาตรการอื่นๆ หนุนการระดมทุน

 

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีแนวคิดออกมาตรการจูงใจให้คนเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีจ่ายเงินปันผลหรือดอกเบี้ย วงเงิน 200,000 บาทแรก ให้กับผู้ที่ถือหน่วยลงทุนเกิน 5 ปีอีกด้วย

 

กระทรวงการคลังยังมีแนวคิดยกเลิกเงื่อนไขที่กำหนดให้การใช้สิทธิลดหย่อนต้องไม่เกิน 30% ของเงินได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถออมและลงทุนได้มากขึ้น

 

พร้อมกันนั้น กระทรวงการคลังยังร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อปลดล็อกให้รับ ‘เงินบำนาญงวดแรกเป็นเงินก้อน’ ได้ 30% อีกด้วย

 

แม้รายละเอียดหลายประการยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ TISA ถือเป็นความพยายามครั้งใหญ่ของภาครัฐในการปรับโครงสร้างสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากระบบกองทุนเฉพาะกิจ ไปสู่บัญชีการออมและการลงทุนแบบถาวรที่เปิดกว้างต่อสินทรัพย์หลากหลายประเภทมากขึ้น โดยมีเป้าหมายทั้งการส่งเสริมการออมระยะยาวของประชาชน และเพิ่มแหล่งเงินทุนให้แก่ตลาดทุนไทยในระยะยาว

The post เจาะลึก ‘TISA’ บัญชีการออมและลงทุน พร้อมลดหย่อนภาษี โมเดลใหม่สำหรับคนไทย ที่กำลังจะเริ่มใช้งานในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Data Center โลก โตแรง 2 เท่าในปี 2573 ‘ไทย’ เร่งจัดระเบียบค่าไฟ ชิงฐานลงทุน AI ฮับ LNG ภูมิภาค https://thestandard.co/thailand-data-center-ai-lng-hub/ Thu, 18 Jun 2026 08:14:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1220112 ภาพประกอบข่าว รัฐมนตรีพลังงาน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น สายส่งไฟฟ้าและเรือขนส่ง LNG

เอกนัฏ ดึงรายได้ กฟผ. อุ้มค่าไฟ 200 หน่วยแรก ชูไทยเจ้าภ […]

The post Data Center โลก โตแรง 2 เท่าในปี 2573 ‘ไทย’ เร่งจัดระเบียบค่าไฟ ชิงฐานลงทุน AI ฮับ LNG ภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว รัฐมนตรีพลังงาน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น สายส่งไฟฟ้าและเรือขนส่ง LNG

เอกนัฏ ดึงรายได้ กฟผ. อุ้มค่าไฟ 200 หน่วยแรก ชูไทยเจ้าภาพ Gastech 2026 ปักหมุดศูนย์กลางพลังงานโลก เร่งปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ รับเมกะเทรนด์ AI-Data Center ขณะที่ IEA ชี้อาเซียนกำลังก้าวสู่ศูนย์กลางพลังงานโลก

 

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า โลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านพลังงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลกต้องเร่งลงทุนด้านทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานในระยะยาว

 

เร่งปรับโครงสร้างค่าไฟรับคลื่น Data center

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2578 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีสัดส่วนถึง 25% ของการเติบโตของอุปสงค์พลังงานโลก ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าภายในปี 2573

 

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเพิ่งอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 958,168 ล้านบาท ในเดือนพฤษภาคม 2569 สะท้อนถึงศักยภาพในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานของภูมิภาค

 

เอกนัฏ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ซึ่งเป็นเวทีประชุมและนิทรรศการด้านก๊าซธรรมชาติ LNG เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ระบบผลิตไฟฟ้า และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จะเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงผู้นำด้านพลังงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักลงทุนจากทั่วโลก เพื่อร่วมกำหนดทิศทางพลังงานแห่งอนาคต

 

“เมกะเทรนด์ด้าน AI ดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์คอมพิวติ้ง จะยิ่งเร่งความต้องการใช้พลังงานในภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน หากสามารถสร้างระบบพลังงานที่มั่นคง มีต้นทุนแข่งขันได้ และได้รับความร่วมมือจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง”

 

ในส่วนของการรองรับการลงทุนใหม่ กระทรวงพลังงานกำลังเร่งปรับโครงสร้างต้นทุนไฟฟ้าทั้งระบบ เพื่อไม่ให้การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่กลายเป็นภาระของประชาชน

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 

โดยเตรียมเสนอให้ Data Center เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่ เพื่อร่วมรับผิดชอบต้นทุนกำลังผลิตสำรอง ค่าพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) และต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการนำเข้า LNG แทนการผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

 

เอกนัฏ กล่าวอีกว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแนวทางโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive rate) หรืออัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได แต่จะมุ่งไปที่การปรับลดต้นทุนโครงสร้างค่าไฟฟ้าทั้งระบบแทน

 

โดยยังเดินหน้าปฏิรูปต้นทุนค่าไฟใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การทบทวนสัญญาแอดเดอร์ที่มีการต่ออายุอัตโนมัติ การลดความสูญเสียในระบบไฟฟ้า (Loss) และการปรับโครงสร้างค่าพร้อมจ่าย ซึ่งเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับผ่านค่าไฟมาเป็นเวลานาน

 

ดึงเงิน กฟผ.อุ้มค่าไฟ

 

ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี รัฐบาลเตรียมพิจารณานำรายได้ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในส่วนที่ไม่กระทบต่อการลงทุน มาใช้บรรเทาภาระค่าไฟให้กับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ก่อนจะนำรายได้จากการบริหารจัดการต้นทุนส่วนเกินกลับมาชดเชยในภายหลัง

 

ภาพประกอบข่าว รัฐมนตรีพลังงาน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น สายส่งไฟฟ้าและเรือขนส่ง LNG 1

 

ด้าน ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า งาน Gastech 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ถือเป็นการกลับมาจัดในประเทศไทยอีกครั้งในรอบ 18 ปี โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน จากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก

 

ภายในงานจะครอบคลุมเทคโนโลยีพลังงานหลากหลายสาขา ตั้งแต่ก๊าซธรรมชาติ ระบบไฟฟ้า การขนส่งพลังงาน ไปจนถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคต อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไฮโดรเจน เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงแนวทางสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero)

 

นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัว AixEnergy ไฮไลต์ใหม่ของงาน ซึ่งเป็นเวทีเฉพาะด้าน AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบพลังงานแห่งอนาคต เพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานและเทคโนโลยีระดับโลก

 

ดันไทย LNG Hub รุกพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมอันดามัน

 

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานยังเดินหน้าผลักดันการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น LNG Hub ของภูมิภาค ผ่านการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติ ทั้งสถานีรับและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลว (Regasification Terminal) โครงการ T1-T3 รวมถึงการเพิ่มศักยภาพการนำเข้าและกระจาย LNG เพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศ และต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายและกระจายพลังงานไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

 

พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ โดยเฉพาะโครงการสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่ฝั่งอันดามัน ซึ่งมีศักยภาพครอบคลุมกว่า 60,000 ตารางกิโลเมตร

 

ควบคู่กับการเตรียมมาตรการจูงใจและกรอบกฎระเบียบเพื่อดึงดูดนักลงทุนระดับโลก รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากอุตสาหกรรมดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในอนาคต

 

ภาพ: Nomad Pixel, GreenOak / Shutterstock

The post Data Center โลก โตแรง 2 เท่าในปี 2573 ‘ไทย’ เร่งจัดระเบียบค่าไฟ ชิงฐานลงทุน AI ฮับ LNG ภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
G7 ผนึกกำลังสกัดอิทธิพลจีน ตั้งเป้าลดสัดส่วนพึ่งพา ‘แร่หายาก’ ต่ำกว่า 60% ภายในปี 2030 https://thestandard.co/g7-china-rare-earths-reliance-cut/ Thu, 18 Jun 2026 06:07:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1219981 ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ร่วมประชุมหารือ

ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ประกาศแผนลดการพึ่งพา ‘แร่หายาก’ (Ra […]

The post G7 ผนึกกำลังสกัดอิทธิพลจีน ตั้งเป้าลดสัดส่วนพึ่งพา ‘แร่หายาก’ ต่ำกว่า 60% ภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ร่วมประชุมหารือ

ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ประกาศแผนลดการพึ่งพา ‘แร่หายาก’ (Rare Earths) ให้ต่ำกว่า 60% ภายในปี 2030 พร้อมทั้งมีเป้าหมายสูงสุด คือ ลดการพึ่งพาให้ต่ำกว่า 50% ให้เร็วที่สุด โดยจะทำงานร่วมกับสำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency: IEA) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในอนาคต เพื่อต้านอิทธิพลจากจีน

 

 

กลุ่ม G7 วางแผนจัดการแร่หายากอย่างไร

 

วันนี้ (18 มิถุนายน) Reuters และ Bloomberg รายงานว่า ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ประกาศแผนกระจายความเสี่ยงการจัดการแร่ธาตุสำคัญ หลังบรรลุข้อตกลงร่วมกันว่า จะไม่มีประเทศไหนครองสัดส่วนแร่หายากเกินกว่า 60% ของกลุ่มภายในปี 2030 เพื่อแก้ไขปัญหาความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานและการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ

 

แถลงการณ์ยังระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะบังคับใช้กับแร่หายากและแม่เหล็กถาวร พร้อมตั้งเงื่อนไขว่า ในปี 2030 จะลดสัดส่วนการพึ่งพาให้เหลือไม่เกิน 50% ส่วนระบบการตรวจสอบที่มาจะเริ่มนำร่องจากแร่ธาตุสำคัญ 2 ชนิด คือ ลิเธียมและนิกเกิล

 

“เราจะเริ่มต้นจากแร่ธาตุสำคัญนำร่อง 2 ชนิด ได้แก่ ลิเธียม และ นิกเกิล ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันหรือการสร้างภาระต้นทุนที่มากเกินไป” ผู้นำ G7 ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า จะขยายผลครอบคลุมแร่เพิ่มขึ้นปีละ 5 ชนิด โดยเน้นกลุ่มแร่หายากเป็นหลัก

 

อนึ่ง เจ้าหน้าที่กลุ่มประเทศ G7 รายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า แผนการจัดการแร่ธาตุสำคัญเป็นประเด็นเดียวที่ผู้นำประเทศเห็นพ้องต้องกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ท่ามกลางวาระการประชุมที่ถูกนำด้วยประเด็นข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยมองว่า เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องกระจายแหล่งนำเข้าแร่เพื่อลดความเปราะบาง หากเกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน

 

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังเปิดเผยว่า กลุ่มประเทศ G7 จะร่วมมือกับ OECD และ IEA เพื่อสร้างระบบตรวจสอบที่มาของแร่สำคัญอย่างโปร่งใส วิเคราะห์สถานการณ์ตลาด และส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า หากเกิดสถานการณ์ไม่สู้ดีในตลาด ผ่านแพลตฟอร์มกลางอย่าง G7 Platform for Critical Minerals Cooperation

 

เบื้องต้น ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า กลุ่มผู้นำประเทศ G7 ได้ตกลงกันในกรอบความร่วมมือที่หลากหลาย โดยหวังทำงานใกล้ชิดมากขึ้น และวางแนวทางกระจายทรัพยากร

 

ทำไม G7 ถึงวางแผนจัดการไม่ให้เกิดการผูกขาดแร่หายาก

 

แม้ในแถลงการณ์ไม่ได้ระบุถึงประเทศใดโดยตรง หากแต่ใช้ถ้อยคำกว้างๆ ว่า เป็นการลดการผูกขาด หรือป้องกันการนำแร่หายากมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศต่างชี้ตรงกันว่า ข้อตกลงดังกล่าวมีเป้าหมายสกัดกั้นมาตรการควบคุมการส่งออกของจีน

 

ทั้งนี้ รายงานประจำปี 2025 ของ IEA ระบุว่า จีนควบคุมส่วนแบ่งตลาดในกระบวนการกลั่นแร่ธาตุสำคัญส่วนใหญ่สูงถึงราว 70% ขณะที่แร่ธาตุบางชนิด จีนยังมีอิทธิพลเหนือตลาด เช่น ผลิตโคบอลต์แปรรูป (Processed Cobalt) ถึง 85% และแกลเลียมขั้นปฐมภูมิ (Primary Gallium) สูงถึง 99% ของโลก

 

ข้อได้เปรียบของจีนถูกนำมาใช้ในการเมืองระหว่างประเทศหลายครั้ง เช่น ในต้นปี 2026 จีนสั่งแบนการส่งออกสินค้าที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในเชิงพลเรือนและเชิงทหาร (Dual-Use Items) ไปยังญี่ปุ่น หลังจากเผชิญความขัดแย้งปมไต้หวัน ขณะที่เคยจำกัดการส่งออกแม่เหล็กถาวรในปี 2025 จนส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมโลกในวงกว้าง

 

ขณะที่ เนฮา มูเคอร์จี ผู้จัดการฝ่ายวิจัยจากบริษัทที่ปรึกษา Benchmark Mineral Intelligence วิเคราะห์ว่า การที่จีนควบคุมการผลิตแร่หายากประเภทแปรรูปและแม่เหล็ก 90% ทั่วโลก ทำให้เป้าหมายของ G7 ที่จะลดการพึ่งพาสัดส่วนถึง 60% ภายในปี 2030 เป็นเรื่องท้าทาย

 

ส่วนบทวิเคราะห์ Bloomberg มองว่า เป็นเรื่องยาก เนื่องจากผู้พัฒนาโครงการขุดแร่หายากกำลังชะลอโครงการออกไป เพราะเหตุผลด้านเงินทุนไม่เพียงพอ ข้อจำกัดทางกฎหมาย การต่อต้านจากชุมชน และอุปสรรคทางเทคนิค โดยเจ้าหน้าที่ G7 ให้ความเห็นว่า อาจต้องมีการกำหนดโควตาบังคับอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

ภาพ: Christian Hartmann / Reuters

อ้างอิง:

The post G7 ผนึกกำลังสกัดอิทธิพลจีน ตั้งเป้าลดสัดส่วนพึ่งพา ‘แร่หายาก’ ต่ำกว่า 60% ภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ ‘ต้นทุนคาร์บอน’ กลายเป็นตัวแปรตัดสินธุรกิจ มาตรการ CBAM บังคับใช้เต็มรูปแบบ เอกชนไทยจะปรับตัวอย่างไร? https://thestandard.co/cbam-carbon-cost-thai-business-green-supply-chain/ Thu, 18 Jun 2026 05:57:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1219970 ภาพกราฟิกแสดงมาตรการ CBAM และผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่ Green Supply Chain

EU CBAM เป็นปัจจัยกดดันให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยต้องเร่งปร […]

The post เมื่อ ‘ต้นทุนคาร์บอน’ กลายเป็นตัวแปรตัดสินธุรกิจ มาตรการ CBAM บังคับใช้เต็มรูปแบบ เอกชนไทยจะปรับตัวอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงมาตรการ CBAM และผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่ Green Supply Chain

EU CBAM เป็นปัจจัยกดดันให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยต้องเร่งปรับตัวสู่การผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำ เพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสในการแข่งขันทางการค้า

 

มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป (EU) ได้ผ่านช่วงเปลี่ยนผ่าน และเริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นมา นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกติกาการค้าโลกที่นำ “ต้นทุนคาร์บอน” เข้ามาเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันควบคู่ไปกับต้นทุนการผลิตแบบเดิม

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ในระยะต่อไป EU มีแนวโน้มขยายขอบเขตการบังคับใช้ไปยังสินค้าปลายน้ำเพิ่มเติมอีกกว่า 180 รายการ ภายในปี 2028 ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น อุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมที่มีการส่งออกสินค้าไปยัง EU และมีความเสี่ยงจากต้นทุนคาร์บอนแฝง (Embedded emissions) ในตัวสินค้า ซึ่งหากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสำคัญนี้

 

ในระยะข้างหน้า มาตรการจัดการคาร์บอนข้ามพรมแดนจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียง EU เท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก

 

ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายแห่งต่างเริ่มเดินหน้าประกาศใช้นโยบายในรูปแบบเดียวกัน อาทิ สหราชอาณาจักรที่เตรียมบังคับใช้ UK CBAM ในปี 2027 และสหรัฐอเมริกาที่ผ่านกฎหมาย PROVE IT Act เพื่อจัดทำฐานข้อมูลความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนเพื่อวางนโยบายภาษีคาร์บอนในอนาคต รวมถึงออสเตรเลียที่อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการ Border Carbon Adjustment (BCA) หรือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนเพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอนสำหรับสินค้ากลุ่มซีเมนต์และเหล็ก

 

แนวโน้มดังกล่าวทำให้ไทยต้องเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดค่าคาร์บอนแฝงในผลิตภัณฑ์ เพื่อลดความเสี่ยงจากภาระต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน เป็นการสร้างโอกาสทางการค้าในโลกยุคคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับให้ไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งใน Green supply chain ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและเป็นที่ต้องการในตลาดโลก

 

ไทยยังคงเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นความท้าทายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ

 

แม้ภาคอุตสาหกรรมไทยจะมีการเตรียมความพร้อมเชิงรุก แต่ยังคงเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น การเข้าถึงพลังงานสะอาดยังมีข้อจำกัดจากระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดและมีอุปสรรคด้านต้นทุน การขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญในการจัดทำบัญชีคาร์บอนที่ได้รับมาตรฐานสากล ความล่าช้าในการบังคับใช้กฎหมายสำคัญ อาทิ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี โดยเฉพาะ SMEs ที่ต้องลงทุนเทคโนโลยีใหม่ ข้อจำกัดเหล่านี้อาจทำให้ต้นทุนการปรับตัวของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง และส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

 

การผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยให้อยู่ใน Green supply chain อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการของทุกภาคส่วน

 

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะภาครัฐต้องมีบทบาทเชิงรุกในการวางนโยบาย เตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างแรงจูงใจให้ทุกภาคส่วนลดการปล่อยคาร์บอน ปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลักดันการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) ปรับปรุงกลไกตลาดคาร์บอน และเพิ่มทรัพยากรบุคคลในการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับมาตรฐานสากล

 

ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ยกระดับการดำเนินธุรกิจ ผ่านการจัดทำบัญชีคาร์บอนที่แม่นยำและตรวจสอบได้ เพื่อเลี่ยงภาระภาษีส่วนเกิน ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และคัดเลือกซัพพลายเออร์และวัตถุดิบที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินก็ต้องเป็นพันธมิตรในการเปลี่ยนผ่าน โดยส่งเสริมการเข้าถึงเงินทุนสีเขียว (Green finance) ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และใช้เครื่องมือทางการเงินที่เชื่อมโยงกับ ESG รวมถึงการใช้ ESG Scores ในการประเมิน ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจก้าวข้ามอุปสรรคด้านต้นทุนเทคโนโลยีและสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

 

อ่านต่อรายงานฉบับเต็มได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/CBAM-170626

The post เมื่อ ‘ต้นทุนคาร์บอน’ กลายเป็นตัวแปรตัดสินธุรกิจ มาตรการ CBAM บังคับใช้เต็มรูปแบบ เอกชนไทยจะปรับตัวอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 5 ดีลการค้าใหญ่ รัฐสภาไฟเขียว FTA ‘ยุโรป-ภูฏาน’ https://thestandard.co/thai-parliament-approves-efta-bhutan-oecd/ Thu, 18 Jun 2026 04:17:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1219909 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา

‘รัฐสภา’ ไฟเขียว FTA ไทย-เอฟตา และไทย-ภูฏาน เปิดประตูกา […]

The post เปิด 5 ดีลการค้าใหญ่ รัฐสภาไฟเขียว FTA ‘ยุโรป-ภูฏาน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา

‘รัฐสภา’ ไฟเขียว FTA ไทย-เอฟตา และไทย-ภูฏาน เปิดประตูการค้าสู่ภูมิภาคยุโรป-เอเชียใต้ พร้อมอัปเกรดความตกลงอาเซียน-จีน และ ATIGA

 

 
 

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำความตกลงทางการค้า 5 ฉบับ เสนอต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยเป็นความตกลงการค้าเสรี (FTA) 2 ฉบับ ได้แก่

 

  1. FTA ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association: EFTA หรือ เอฟตา)
  2. FTA ไทย-ภูฏาน

 

ยกระดับความตกลงการค้าเสรี 2 ฉบับ ได้แก่

 

  1. FTA อาเซียน-จีน (ASEAN-China Free Trade Area: ACFTA)
  2. ตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Second Protocol to Amend the ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) และฉบับสุดท้าย คือ พิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง โดยภายหลังการอภิปราย ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้มีมติเห็นชอบการนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุม

 

EFTA เป็น FTA ฉบับแรกที่ไทยจัดทำกับยุโรป

 

ศุภจี กล่าวว่า สำหรับความตกลงการค้าเสรีกับ EFTA ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดทำ FTA ของไทยเนื่องจากเป็น FTA ฉบับแรกที่ไทยจัดทำกับกลุ่มประเทศในยุโรป EFTA เป็นกลุ่มประเทศที่มีกําลังซื้อสูง และจะยกเว้นภาษีนําเข้าสินค้าจำนวนมากให้กับไทยทันทีเมื่อความตกลงมีผลบังคับใช้ทำให้ไทยจะได้ประโยชน์ในการขยายโอกาสส่งออกสินค้าและบริการหลายอย่างที่ไทยมีศักยภาพ

 

นอกจากนี้ EFTA มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน การค้าการลงทุนกับ EFTA จะช่วยให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยต้องยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าและกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการเปิดประตูการค้ากับ EU ที่ไทยกำลังเจรจา FTA อยู่ รวมถึงช่วยเตรียมความพร้อมของไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต

 

FTA ไทย-ภูฏาน เปิดประตูค้าเอเชียใต้

 

ส่วน FTA ไทย-ภูฏาน ทั้งสองฝ่ายจะยกเว้นอากรนำเข้าทันทีเมื่อความตกลงมีผลใช้บังคับ สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ อาทิ ยานยนต์และชิ้นส่วน น้ำผลไม้ ผลไม้อบแห้ง เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารปรุงแต่ง สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง ตลอดจนเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีทางเลือกในการเข้าถึงวัตถุดิบจากภูฏานมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต และเสริมสร้างขีดความสามารถในการ แข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย รวมทั้งขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคเอเชียใต้

 

รุกเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว

 

ศุภจี เพิ่มเติมว่า ส่วนการยกระดับความตกลง ACFTA เป็นการยกระดับกฎระเบียบและความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้ทันสมัยและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น โดยครอบคลุมการปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านพิธีการศุลกากร มาตรฐานสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ รวมถึงการเพิ่มบทใหม่อีก 5 บท

 

ได้แก่ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค ความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน และการส่งเสริม MSMEs ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการค้า ลดต้นทุนทางธุรกิจ และสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยเพิ่มมูลค่าสินค้าและขยายโอกาสทางการค้าไปยังตลาดโลกได้มากขึ้น

 

สำหรับการปรับปรุงความตกลง ATIGA จะมุ่งยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษี ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการทางการค้า เพิ่มความโปร่งใสในการกำกับดูแล และจัดทำกลไกแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังเพิ่มความร่วมมือในประเด็นการค้ายุคใหม่ อาทิ สิ่งแวดล้อม การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) การรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน และการเข้าถึงสินค้าจำเป็นในช่วงวิกฤต

 

นอกจากนี้ การเข้าเป็นสมาชิกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงภายใต้ WTO ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การห้ามอุดหนุนแก่ผู้ประกอบการที่ทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน หรือไร้การควบคุม (IUU Fishing) จะช่วยให้ไทยสามารถรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเลและสิ่งแวดล้อม และช่วยสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้แก่ชาวประมงและผู้ประกอบการไทย

The post เปิด 5 ดีลการค้าใหญ่ รัฐสภาไฟเขียว FTA ‘ยุโรป-ภูฏาน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>