Economic – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-economic/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 22 Aug 2026 12:32:30 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 SCB EIC ปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.2% รับอานิสงส์การส่งออกและลงทุน AI-ดิจิทัล ชี้การฟื้นตัวยังกระจุกตัวและพึ่งพานำเข้าสูง https://thestandard.co/scb-eic-thailand-gdp-forecast/ Sat, 22 Aug 2026 12:32:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1245293 ภาพปกข่าว SCB EIC ปรับ GDP ไทยปี 2569 ขึ้น 2.2% พร้อมคำเตือน

SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.2% จ […]

The post SCB EIC ปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.2% รับอานิสงส์การส่งออกและลงทุน AI-ดิจิทัล ชี้การฟื้นตัวยังกระจุกตัวและพึ่งพานำเข้าสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกข่าว SCB EIC ปรับ GDP ไทยปี 2569 ขึ้น 2.2% พร้อมคำเตือน

SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.2% จากแรงส่งการลงทุนและส่งออกกลุ่มดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ แต่การเติบโตยังกระจุกตัวและพึ่งพาการนำเข้าสูง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.2% (เดิม 2.0%) และปี 2570 เป็น 2.1% (เดิม 1.9%) จากแรงส่งของการลงทุนและการส่งออกในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังมีลักษณะกระจุกตัวและพึ่งพาการนำเข้าสูง ขณะที่มาตรการภาครัฐช่วยบรรเทาผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย แต่ต้องจับตาสถานการณ์ราคาพลังงานที่ยังผันผวนและการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า

 

เศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนจากการลงทุนและการส่งออก แต่ผลบวกยังกระจุกตัว

 

เศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่ขยายตัวสูง โดยการลงทุนภาคเอกชนเร่งต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 และมีแนวโน้มทรงตัวสูงในระยะข้างหน้า สะท้อนจากมูลค่าการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (Data center) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ด้านการส่งออกยังขยายตัวดีเช่นกัน โดยมีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญตามวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก

 

อย่างไรก็ดี กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับกระแสดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุนจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง อีกทั้ง ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่และบริษัทต่างชาติ ส่งผลให้แรงส่งนี้ยังไม่กระจายสู่เศรษฐกิจในวงกว้างเท่าที่ควร

 

นโยบายภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการประคองเศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และปี 2570 ผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ

 

  • แผนช่วยเหลือประชาชน เม็ดเงินจากการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยจะช่วยพยุงกำลังซื้อในช่วงไตรมาส 3 รวมถึงมีแนวโน้มนำเม็ดเงินที่ยังเหลือมาพยุงกำลังซื้อในไตรมาสที่ 4 ขณะที่การพิจารณาโครงการภายใต้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานจาก พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาทล่าช้ากว่าที่คาด SCB EIC ปรับสมมติฐานให้เม็ดเงินจากโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานเข้าสู่เศรษฐกิจในปี 2570 มากขึ้น ทั้งนี้ต้องติดตามว่ารัฐบาลจะคงวงเงินสำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานตามเดิม หรือปรับบางส่วนไปใช้ในแผนช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติมในช่วงไตรมาสที่ 4 ปีนี้
  • มาตรการลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงาน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาชดเชยราคาน้ำมันสูงขึ้นตั้งแต่กลางเดือน ก.ค. หลังราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ฐานะกองทุนฯ กลับมาขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแตะ 75,562 ล้านบาท ณ วันที่ 16 ส.ค. ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีแนวโน้มลดค่าไฟฟ้างวด ก.ย. – ธ.ค. 2569 ลงเหลือ 3.86 บาทต่อหน่วย จาก 3.95 บาทต่อหน่วย แม้ต้นทุนค่าไฟยังอยู่ในระดับสูงตามราคา LNG โลก โดยจะอาศัยการเรียกเก็บเงินส่วนเกินของกลุ่มการไฟฟ้าฯ (กฟผ. กฟน. และ กฟภ.) (Claw back) มาอุดหนุนค่าไฟและปรับโครงสร้างนำค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากค่าไฟฟ้าฐาน มาตรการดังกล่าวประกอบกับการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าที่ต่ำกว่าคาด ส่งผลให้ SCB EIC ปรับลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 1.7% (จากเดิม 2.6%) และคาดว่าจะชะลอลงต่อเนื่องสู่ 0.8% ในปี 2570

 

แม้ปรับเพิ่มประมาณการ แต่เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำกว่าศักยภาพ จากปัญหาเชิงโครงสร้างและความเปราะบางที่สะสมมานาน และแรงกดดันเพิ่มเติมจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยเติบโตสูงขึ้นเป็น 2.2% ในปี 2569 และ 2.1% ในปี 2570 ซึ่งนับว่าชะลอลงจากช่วงก่อนหน้าและยังต่ำกว่าศักยภาพ สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความเปราะบางที่สะสมมานาน แม้รัฐบาลจะออกมาตรการเพิ่มเติมผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงสองปีนี้

 

อีกหนึ่งสัญญาณที่น่ากังวลคือ ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดปรับแย่ลงในช่วงครึ่งปีแรกและยังมีแนวโน้มขาดดุลพร้อมกันในปีนี้ จากทั้งปัจจัยชั่วคราว เช่น ผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง และปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้การพึ่งพาการนำเข้าสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าสินค้าเพื่อการผลิตและส่งออก การลงทุนในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการใช้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็น Excess capacity และ Transshipment รวมถึงความเสี่ยงจาก Super El Nino ซึ่งอาจกระทบผลผลิตภาคเกษตรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

 

กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% หลังแรงกดดันเงินเฟ้อลดลง ขณะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ครัวเรือนและ SMEs ยังคงเปราะบาง

 

SCB EIC มองว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปี แม้เศรษฐกิจไทยจะมีทิศทางปรับดีขึ้นในระยะข้างหน้า แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง (K-shaped) โดยแรงส่งทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในบางภาคส่วน ขณะที่ภาระหนี้และต้นทุนทางการเงินของครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ยังอยู่ในระดับสูง ด้านเสถียรภาพราคา SCB EIC ประเมินว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อปรับลดลง โดยเงินเฟ้อมีแนวโน้มเคลื่อนไหวใกล้ขอบบนของกรอบเป้าหมาย 1-3% ในปีนี้ จากผลของราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุน ก่อนทยอยชะลอลงในปีหน้า อย่างไรก็ดี ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในระยะนี้อยู่ที่ความเปราะบางของบางกลุ่ม ดังนั้น มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs จะยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

 

AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและดอกเบี้ยระยะยาวสูงยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ

 

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ปริมาณขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงกลับสู่ระดับก่อนการบรรลุข้อตกลง MOU ในเดือน มิ.ย. ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกยังอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านอุปทาน ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่แน่นอนทางการค้าของสหรัฐฯ ยังคงมีอยู่ หลังการใช้มาตรา 301 ในประเด็น Forced labor ต่อเนื่องจากมาตรา 122 เพื่อรักษาระดับอัตราภาษีนำเข้า ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการเพิ่มเติมเพื่อลดปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess capacity) รวมถึงการตรวจสอบการสวมสิทธิ์สินค้าจีนผ่านประเทศคู่ค้าสำคัญ

 

SCB EIC คงประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2569 ที่ 2.5% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในช่วงไตรมาส 2 ทนทานต่อปัจจัยกดดันจากสงครามได้ดีกว่าที่คาด โดยมีการลงทุนในเทคโนโลยี AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ อย่างไรก็ดี ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้เงินเฟ้อในหลายประเทศเศรษฐกิจหลักยังสูงกว่าเป้าหมาย ส่งผลให้ ECB อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ขณะที่ Fed และ BOJ มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปี นอกจากนี้ ความกังวลด้านเงินเฟ้อ เสถียรภาพการคลัง และทิศทางดอกเบี้ยนโยบายยังคงผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของหลายประเทศอยู่ในระดับสูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ แม้มาตรการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐฯ จะช่วยบรรเทาแรงกดดันนี้ได้บางส่วนในระยะสั้นก็ตาม

 

The post SCB EIC ปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.2% รับอานิสงส์การส่งออกและลงทุน AI-ดิจิทัล ชี้การฟื้นตัวยังกระจุกตัวและพึ่งพานำเข้าสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจเผยคนสิงคโปร์เกือบ 1 ใน 4 ไม่คิดมีลูก ชี้ระบบเศรษฐกิจบีบให้ต้องเลือกงาน หรือ ครอบครัว อย่างใดอย่างหนึ่ง https://thestandard.co/singapore-child-free-economy-work-family/ Sat, 22 Aug 2026 07:43:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1245205 แม่ชาวญี่ปุ่นกับลูกเดินในสิงคโปร์

ผลสำรวจล่าสุดของ YouGov ชี้ให้เห็นคำถามที่ยากขึ้นเรื่อย […]

The post ผลสำรวจเผยคนสิงคโปร์เกือบ 1 ใน 4 ไม่คิดมีลูก ชี้ระบบเศรษฐกิจบีบให้ต้องเลือกงาน หรือ ครอบครัว อย่างใดอย่างหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม่ชาวญี่ปุ่นกับลูกเดินในสิงคโปร์

ผลสำรวจล่าสุดของ YouGov ชี้ให้เห็นคำถามที่ยากขึ้นเรื่อยๆ เบื้องหลังอัตราการเกิดที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ของสิงคโปร์ นั่นคือจะเกิดอะไรขึ้นหากประชากรจำนวนมากไม่ต้องการมีลูกตั้งแต่แรก

 

 
 

จากการสำรวจชาวสิงคโปร์อายุ 18-44 ปี จำนวน 496 คนเมื่อเดือนกรกฎาคม พบว่า 23% ระบุว่าปัจจุบันไม่มีลูกและไม่มีแผนจะมีในอนาคต ซึ่งใกล้เคียงกับผลสำรวจของ YouGov เมื่อปี 2023 ที่พบสัดส่วน 25% จากผู้ตอบ 1,023 คนในกลุ่มอายุ 18-55 ปี

 

ที่สะท้อนข้อจำกัดของนโยบายภาครัฐชัดเจนยิ่งกว่าคือ ผู้ตอบแบบสำรวจในกลุ่มอายุ 18-44 ปี ถึง 30% ระบุว่าไม่มีสิ่งใดที่รัฐบาลทำได้แล้วจะทำให้พวกเขาเต็มใจมีลูกมากขึ้น

 

สำหรับมาตรการที่มีโอกาสจูงใจได้มากที่สุดคือการลดค่าใช้จ่ายด้านโรงเรียนอนุบาลและสถานรับเลี้ยงเด็ก ซึ่ง 35% ของผู้ตอบในกลุ่มอายุดังกล่าวระบุถึง ตามด้วยการปรับสมดุลชีวิตกับการทำงานให้ดีขึ้นผ่านนโยบายระดับชาติ และการเพิ่มเงินอุดหนุน ที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างละ 31%

 

ผลสำรวจนี้เผยแพร่ในช่วงที่นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง เตรียมประกาศแผนลดภาระของครอบครัวในการปราศรัยเนื่องในวันชาติ

 

ระบบเศรษฐกิจทำให้การทำงานกับการมีครอบครัวเลือกได้อย่างเดียว

 

วินเซนต์ ชัว รองศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ระบุว่าผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าการคืนเวลาและชีวิตให้ชาวสิงคโปร์นั้นสำคัญไม่แพ้การให้ความช่วยเหลือทางการเงิน

 

เขามองว่าระบบเศรษฐกิจของสิงคโปร์ทำให้การทำงานกับการเลี้ยงดูครอบครัวกลายเป็นสิ่งที่เลือกได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะระบบทุนนิยมสมัยใหม่เรียกร้องการดึงแรงงานออกมาให้มากที่สุด ไม่เพียงในแง่ชั่วโมงทำงาน แต่รวมถึงสมาธิและพลังใจด้วย

 

ขณะที่การเลี้ยงดูครอบครัวเป็นงานที่ต้องทุ่มเทอย่างหนักโดยไม่มีค่าตอบแทน ซึ่งต้องใช้ทั้งพลังใจและพลังกายมหาศาล เขาจึงสรุปว่าในสังคมที่แข่งขันสูงเช่นนี้ ไม่เหลือแรงกายแรงใจไว้ให้ครอบครัวอีกแล้ว

 

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับประสบการณ์ของ ซาฮีร์ ลาติฟ วัย 42 ปี ที่ตัดสินใจร่วมกับคู่หมั้นมาตลอด 8 ปีว่าจะมีลูกหรือไม่ แต่ทุกครั้งบทสนทนาก็จบลงที่เดิม

 

เขาระบุว่าทั้งคู่กังวลทั้งเรื่องเงิน เวลา และความกลัวว่าจะสูญเสียตัวตน ประกอบกับรายได้ที่ไม่แน่นอนจากงานฟรีแลนซ์ เพราะเขาเป็นครีเอเตอร์ ส่วนคู่หมั้นเป็นนักเขียน ทำให้การเป็นพ่อแม่ดูไม่เข้ากับชีวิตที่ทั้งคู่สร้างมา

 

ซาฮีร์เสริมว่าการหันไปทำงานประจำที่มีรายได้มั่นคงก็อาจหมายถึงการยอมสูญเสียสมดุลชีวิตกับการทำงานไปด้วย โดยเขามองว่านอกจากเรื่องเงินแล้ว เวลาคือสิ่งที่สิงคโปร์ยังคืนให้พลเมืองได้ไม่มากพอ เพราะหากต้องการนอนหลับให้เพียงพอ วันหนึ่งก็แทบจะจบลงภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเลิกงาน

 

เขายังระบุว่าทุกสถานการณ์ที่ทั้งคู่เคยพิจารณาว่าจะมีลูกนั้น มักลงเอยที่การย้ายไปอยู่ต่างประเทศซึ่งแรงกดดันด้านค่าใช้จ่ายและเวลาน้อยกว่า พร้อมย้ำว่าหากสิงคโปร์ไม่เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน เงินจำนวนเท่าไรก็เปลี่ยนใจพวกเขาไม่ได้

 

รัฐออกมาตรการมานาน แต่ตัวเลขยังลงต่อ

 

อัตราการเจริญพันธุ์รวมของผู้มีถิ่นพำนักในสิงคโปร์ลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.87 ในปี 2025 แม้รัฐจะสนับสนุนมาหลายปีเพื่อให้การเลี้ยงลูกมีภาระค่าใช้จ่ายที่แบกรับไหวและจัดการง่ายขึ้น

 

มาตรการเหล่านั้นครอบคลุมทั้งเงินอุดหนุนการมีบุตร, เงินให้เปล่าและการสมทบเงินออมสำหรับเด็ก, การสนับสนุนด้านสุขภาพสำหรับทารกแรกเกิด และเงินอุดหนุนค่าเล่าเรียนระดับอนุบาล รวมถึงการกำหนดเพดานค่าบริการที่ต่ำลงในศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่รัฐสนับสนุน

 

นอกจากนี้ เมื่อเดือนเมษายน สิงคโปร์ยังขยายสิทธิลาเลี้ยงดูบุตรแบบแบ่งกันระหว่างพ่อแม่จาก 6 สัปดาห์เป็น 10 สัปดาห์ ทำให้วันลาที่รัฐจ่ายค่าจ้างรวมเพิ่มเป็น 30 สัปดาห์สำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์

 

ทว่าเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ระบุมาตลอดว่าโจทย์นี้ใหญ่กว่าเรื่องเงิน โดยเมื่อเดือนเมษายนได้มีการตั้งคณะทำงานที่มี อินทรานี ราจาห์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อรับมือกับอัตราการเกิดที่ลดลง พร้อมทบทวนมาตรการสนับสนุนตั้งแต่การแต่งงานจนถึงการเป็นพ่อแม่ ซึ่งคาดว่าจะมีรายงานฉบับเต็มในช่วงต้นปีหน้า

 

อินทรานีระบุว่าคนจำนวนมากยังปรารถนาจะแต่งงานและมีลูก แต่ในเวลาเดียวกันก็เจออุปสรรค ทั้งค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร, ความต้องการเวลาให้ครอบครัว, การจัดการเรื่องผู้ดูแล และที่อยู่อาศัย

 

ด้านนายกรัฐมนตรีหว่องกล่าวในแถลงการณ์เนื่องในวันชาติเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมว่า ชีวิตครอบครัวทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้น เพราะความคาดหวังสูงขึ้น พ่อแม่รู้สึกกดดันที่จะต้องมอบจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดให้ลูก ขณะที่หลายคนต้องดูแลพ่อแม่สูงวัยไปพร้อมกับรับมือภาระงาน

 

ทางออกที่อาจต้องนิยามความสำเร็จใหม่

 

แม้สถานการณ์จะดูยาก แต่นักวิเคราะห์มองว่าโจทย์นี้ยังไม่ถึงขั้นสิ้นหวัง เพียงแต่อาจต้องนิยามความสำเร็จให้กว้างขึ้น คือทำให้ชีวิตครอบครัวยั่งยืนขึ้นสำหรับคนที่มีลูกแล้วหรือยังอยากมี แทนที่จะพึ่งพาแรงจูงใจเพื่อดันตัวเลขการเกิดเพียงอย่างเดียว

 

ตัน โพห์ลิน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันนโยบายศึกษา ระบุว่าเธอไม่เรียกสถานการณ์นี้ว่าสิ้นหวัง แต่มองว่าการเปลี่ยนผ่านทางประชากรได้เข้าสู่ระยะใหม่ ที่คนจำนวนมากขึ้นไม่ต้องการมีลูกไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม

 

เธอคาดว่าสิงคโปร์น่าจะหันไปให้ความสำคัญกับการดูแลความเป็นอยู่ของครอบครัวตลอดช่วงการเลี้ยงดูบุตรมากขึ้น โดยมาตรการที่คาดว่าจะออกมารวมถึงการเพิ่มเงินให้เปล่าและวันลาดูแลบุตร เพื่อให้ครอบครัวที่มีลูกโตขึ้นได้ประโยชน์ด้วย

 

ตันเสริมว่านอกจากการสนับสนุนด้านการเงินและที่ทำงานแล้ว สิ่งที่ครอบครัวต้องการคือความรู้สึกมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงโอกาสในการพัฒนาทักษะและการสนับสนุนด้านการจ้างงาน เพราะสิ่งที่จำเป็นคือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและความรู้สึกมั่นคง

 

ขณะที่ชัวมองว่าหากต้องการนโยบายที่เอื้อต่อครอบครัวแบบกลุ่มประเทศนอร์ดิก สังคมก็ต้องยอมรับโมเดลที่เก็บภาษีในอัตราสูง แต่เขาก็เตือนว่าโมเดลดังกล่าวอาจลอกเลียนในสิงคโปร์ได้ไม่ง่ายเพราะวัฒนธรรมการทำงาน

 

เขาระบุว่าพนักงานที่ใช้สิทธิลาที่ให้มาอย่างเต็มที่อาจเผชิญการเลือกปฏิบัติในหน้าที่การงาน ขณะที่นายจ้างเองก็อาจเลี่ยงการจ้างคู่สามีภรรยาที่มีลูกเล็กไปเลย

 

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับประสบการณ์ของ เด็บบี ลิน ผู้จัดการด้านภาษีที่กำลังชั่งใจว่าจะมีลูกคนที่ 2 หรือไม่ โดยเธอเพิ่งกลับเข้าทำงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ หลังหยุดเส้นทางอาชีพที่สั่งสมมากว่า 10 ปีไป 2 ปีเพื่อเลี้ยงลูกสาว

 

ลินประเมินว่าเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมรุ่นที่ทำงานต่อเนื่อง เธอตามหลังอยู่ราว 30-40% ทั้งในแง่เงินเดือนและความก้าวหน้าในอาชีพ พร้อมระบุว่าควรมีการสนับสนุนให้บริษัทต่างๆ นำนโยบายที่เอื้อต่อครอบครัวมาใช้ เพื่อคลายความกังวลของว่าที่พ่อแม่เรื่องต้นทุนที่ต้องแลกไปกับอาชีพการงาน

 

เธอทิ้งท้ายว่านโยบายที่เอื้อต่อครอบครัวแต่พนักงานกลัวที่จะใช้ ก็ไม่ใช่นโยบายที่เอื้อต่อครอบครัวอย่างแท้จริง

 

ภาพ : Dr David Sing / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ผลสำรวจเผยคนสิงคโปร์เกือบ 1 ใน 4 ไม่คิดมีลูก ชี้ระบบเศรษฐกิจบีบให้ต้องเลือกงาน หรือ ครอบครัว อย่างใดอย่างหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเงื่อนไขการซื้อบอนด์ ‘ออมพลัส’ รอบ 2 วันที่ 4 ก.ย. นี้ วงเงิน 4 พันล้าน หลังรอบแรกยอดจองล้น 8 เท่า https://thestandard.co/aomplus-bond-round-2-conditions/ Sat, 22 Aug 2026 06:57:43 +0000 https://thestandard.co/aomplus-bond-round-2-conditions/ โลโก้ ออมพลัส พร้อมข้อความเปิดเงื่อนไขการซื้อบอนด์รอบ 2 วงเงิน 4 พันล้านบาท

กระทรวงการคลังเตรียมเปิดจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ […]

The post เปิดเงื่อนไขการซื้อบอนด์ ‘ออมพลัส’ รอบ 2 วันที่ 4 ก.ย. นี้ วงเงิน 4 พันล้าน หลังรอบแรกยอดจองล้น 8 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ ออมพลัส พร้อมข้อความเปิดเงื่อนไขการซื้อบอนด์รอบ 2 วงเงิน 4 พันล้านบาท

กระทรวงการคลังเตรียมเปิดจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ครั้งที่ 2 วงเงินรวม 4,000 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2569 เป็นต้นไป หลังการเปิดขายรอบแรกได้รับความสนใจจากนักลงทุนรายย่อยอย่างมาก โดยมียอดจองซื้อรวม 16,511 ล้านบาท หรือสูงกว่าวงเงินจำหน่ายประมาณ 8 เท่า

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า การจำหน่ายพันธบัตร ‘ออมพลัส’ รอบใหม่ยังคงอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม ได้แก่ พันธบัตรอายุ 3 ปี ให้ผลตอบแทน 1.80% ต่อปี และอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทน 2.80% ต่อปี เพื่อรองรับความต้องการลงทุนของประชาชนที่ยังต้องการออมผ่านพันธบัตรรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

 

โดยการเปิดขายออมพลัสครั้งแรกสามารถจัดสรรพันธบัตรให้ประชาชนรายย่อยได้ 22,703 ราย ผ่านทั้งวอลเล็ต สบม. และ Bond Connect Platform สะท้อนความต้องการลงทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

เปิดเงื่อนไขการซื้อ ‘ออมพลัส’ รอบ 2

 

สำหรับรอบที่ 2 กระทรวงการคลังปรับเงื่อนไขการซื้อผ่านวอลเล็ต สบม. โดยลดวงเงินซื้อสูงสุดต่อครั้งจาก 3 ล้านบาท เหลือ 1 ล้านบาท เพื่อกระจายการถือครองให้ทั่วถึงมากขึ้น แม้ว่าผู้ลงทุนยังสามารถถือครองรวมได้สูงสุด 50 ล้านบาทต่อราย

 

ช่องทางที่ 1: วอลเล็ต สบม. (แอปเป๋าตัง)

 

  • วันจำหน่าย: 4-15 กันยายน 2569 (เริ่ม 08.30 น.) หรือจนกว่าวงเงินจะหมด
  • วงเงิน: 2,000 ล้านบาท
  • ดอกเบี้ย: อายุ 3 ปี 1.80% ต่อปี / อายุ 10 ปี 2.80% ต่อปี
  • ซื้อขั้นต่ำ: 100 บาท
  • ซื้อสูงสุด: 50 ล้านบาทต่อราย
  • ซื้อได้ไม่เกิน: 1 ล้านบาทต่อครั้ง (ลดจากเดิม 3 ล้านบาท)
  • การจัดสรร: มาก่อนได้ก่อน (First-Come, First-Served)
  • ผู้มีสิทธิ์ซื้อ: บุคคลธรรมดาสัญชาติไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป

 

ช่องทางที่ 2: Bond Connect Platform

 

  • วันจองซื้อ: 7-9 กันยายน 2569
  • วงเงิน: 2,000 ล้านบาท
  • ดอกเบี้ย: อายุ 3 ปี 1.80% ต่อปี / อายุ 10 ปี 2.80% ต่อปี
  • จองขั้นต่ำ: 1,000 บาท
  • วงเงินสูงสุด: ไม่จำกัด
  • การจัดสรร: Small Lot First (ทยอยจัดสรรให้ผู้จองซื้อทุกราย)
  • ประกาศผลจัดสรร: 10 กันยายน 2569
  • ช่องทาง: ธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ และแอป Streaming (24 ผู้จัดจำหน่าย)

The post เปิดเงื่อนไขการซื้อบอนด์ ‘ออมพลัส’ รอบ 2 วันที่ 4 ก.ย. นี้ วงเงิน 4 พันล้าน หลังรอบแรกยอดจองล้น 8 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ฉายภาพคนละทาง’ แนะปรับดัชนี MPI เหตุวัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจใหม่ https://thestandard.co/pipat-thai-economy-mpi-adjust/ Sat, 22 Aug 2026 06:31:09 +0000 https://thestandard.co/pipat-thai-economy-mpi-adjust/ ภาพ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP

‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ฉายภาพคนละทาง’ แนะป […]

The post ‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ฉายภาพคนละทาง’ แนะปรับดัชนี MPI เหตุวัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP

‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ฉายภาพคนละทาง’ แนะปรับดัชนี MPI เหตุวัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจใหม่

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์เฟซบุ๊ก ‘Pipat Luengnaruemitchai’ วิเคราะห์ความย้อนแย้งของตัวเลขเศรษฐกิจไทยโดยระบุว่า ในปัจจุบันไม่มีตัวเลขตัวไหนเพียงตัวเดียวที่สามารถบอกภาพรวมทั้งหมดของเศรษฐกิจได้เนื่องจากดัชนีแต่ละตัวกำลังจับภาพคนละมุมในภาวะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ดร.พิพัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดินสวนทางกันหลายตัวชี้วัด เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมพุ่งสูงถึง 54.2 สะท้อนกิจกรรมที่ขยายตัวสูงสุดตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ในทางกลับกัน ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายนกลับหดตัว 3% และ GDP ไตรมาส 2 เติบโตเพียง 1.9% ซึ่งต่ำที่สุดในบรรดาประเทศหลักในเอเชีย

 

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะแต่ละดัชนีตอบคำถามคนละอย่าง PMI บอก ‘ทิศทาง’ ว่าดีขึ้นหรือแย่ลงจากเดือนก่อน MPI วัดปริมาณการผลิตจริง ส่วน GDP วัดมูลค่าเพิ่มทั้งระบบ

 

ดังนั้นแม้โรงงานส่วนใหญ่จะเริ่มดีขึ้นจากฐานต่ำจน PMI พุ่ง แต่หากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังผลิตลดลง MPI รวมก็จะยังติดลบอยู่

 

อย่างไรก็ตามยังมีข่าวดีคือเศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมใหม่ระดับโลกแล้วจริงๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เติบโตตามคลื่นการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ชิ้นส่วนโฟโตนิกส์ (Photonics) และอุปกรณ์เครือข่าย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคืออุตสาหกรรมที่เป็น ‘ผู้ชนะ’ กำลังโตเร็วแต่ยังมีขนาดเล็ก ขณะที่ ‘ผู้แพ้’ กำลังหดตัว และยังมีขนาดใหญ่ทำให้น้ำหนักของอุตสาหกรรมเก่าที่กำลังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น รถยนต์ที่หดตัวต่อเนื่อง ปิโตรเคมีที่เผชิญกำลังการผลิตส่วนเกินจากจีน และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สู้สินค้านำเข้าไม่ได้ ยังคงกดทับภาพรวมเศรษฐกิจไทยอยู่

 

ดร.พิพัฒน์ ให้ข้อสังเกตว่าดัชนีเศรษฐกิจแบบเดิมอาจเริ่มตามโครงสร้างที่เปลี่ยนไปไม่ทัน เช่น การวัดเป็น ‘จำนวนหน่วย’ อาจประเมินต่ำเกินไป เช่น ฮาร์ดดิสก์ 1 ลูกในปัจจุบันเก็บข้อมูลได้มากกว่าในอดีตมหาศาล หากวัดแค่จำนวนชิ้นอาจดูเหมือนไม่โต ทั้งที่ศักยภาพเพิ่มขึ้นมาก

 

นอกจากนั้นยังมีเรื่องไส้ในของมูลค่าเพิ่มที่เปลี่ยนไป เช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) แม้จำนวนการผลิตจะดูดี แต่มีสัดส่วนการนำเข้าชิ้นส่วนสูงกว่ารถกระบะแบบเดิมที่มีห่วงโซ่อุปทานในประเทศลึกกว่าทำให้มูลค่าเพิ่มที่ตกถึงคนไทยจริงๆ อาจลดลง

 

นอกจากนั้นในไตรมาส 2 แม้ส่งออกและการลงทุนจะขยายตัวแรง แต่ GDP กลับโตต่ำ เพราะกิจกรรมใหม่ๆ มีการนำเข้าสูง (Import Content) เช่น การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องนำเข้าเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จากต่างประเทศเกือบทั้งหมด

 

ดร. พิพัฒน์เห็นประเทศไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่แล้ว ซึ่งเป็นทิศทางที่ต้องไป แต่เสนอแนะว่าเราต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมใหม่ให้มากขึ้น โดยต้องยอมให้ทรัพยากร (แรงงาน-เงินทุน-ที่ดิน) เคลื่อนย้ายออกจากอุตสาหกรรมที่แข่งขันไม่ได้ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีโอกาสมากกว่า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้อย่างถูกทิศทาง

 

ภาพ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP 1ภาพ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP 2ภาพ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP 3

The post ‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ฉายภาพคนละทาง’ แนะปรับดัชนี MPI เหตุวัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนี้สหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ดันบอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี https://thestandard.co/us-debt-bond-yield-surge/ Fri, 21 Aug 2026 09:55:32 +0000 https://thestandard.co/us-debt-bond-yield-surge/ ภาพประกอบเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และกราฟแสดงหนี้สาธารณะ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแต […]

The post หนี้สหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ดันบอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และกราฟแสดงหนี้สาธารณะ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 จนกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องออกมาตรการซื้อคืนพันธบัตร แต่ผลอยู่ได้เพียงวันเดียว ตัวเลขที่ฟังดูเหมือนจะไกลตัว แต่กำลังส่งผลกระทบต่อค่างวดบ้าน ดอกเบี้ยเงินฝาก และพอร์ตลงทุนของคนทั่วไป

 

 

เกิดอะไรขึ้นในตลาดพันธบัตร?

 

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้ Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องออกมาตรการซื้อคืนพันธบัตรเพื่อบรรเทาแรงกดดัน

 

โดยกระทรวงการคลังประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเป็นสองเท่า จาก 2 พันล้านดอลลาร์ เป็น 4 พันล้านดอลลาร์ต่อครั้ง ซึ่งส่งผลให้ยีลด์ 10 ปี ลดลง 0.06% มาอยู่ที่ 4.65% และยีลด์ 30 ปีลดลง 0.09% มาที่ 5.19%

 

แต่มาตรการของ Bessent ได้ผลเพียงราวหนึ่งวัน ก่อนที่ยีลด์จะกลับมาปรับตัวขึ้นอีกครั้งในวันพฤหัสบดี (20 สิงหาคม) หากมองภาพใหญ่ ยีลด์ 10 ปีปรับขึ้นมาต่อเนื่องจากระดับ 3.96% เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์

 

ทำไมบอนด์ยีลด์ถึงพุ่งขึ้น? เหตุผลที่หนึ่งคือหนี้ที่โตเร็วเกินไป รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ โดยหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นในอัตราราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และเมื่อต้นสัปดาห์นี้ได้ทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกขณะที่สหรัฐฯ ไม่ได้มีงบประมาณเกินดุลอีกเลยนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2001

 

กลไกที่เกิดขึ้นตรงไปตรงมา Steve Hanke ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์จาก Johns Hopkins University อธิบายว่า การขาดดุลที่โตในอัตราที่ไม่ยั่งยืนบีบให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อมาชดเชย นั่นคืออุปทานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ฝั่งผู้ซื้อก็บอกว่ายินดีซื้อ แต่ต้องจ่ายผลตอบแทนให้มากขึ้นถึงจะน่าสนใจ

 

เหตุผลที่สองคือเงินเฟ้อที่ผูกกับสงครามอิหร่าน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งสะท้อนออกมาที่ต้นทุนเชื้อเพลิงในประเทศ ซึ่งมีศักยภาพทั้งบีบการใช้จ่ายของผู้บริโภคและเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent ยังยืนเหนือระดับ 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

เหตุผลที่สามคือ AI ซึ่งเป็นมุมที่มักถูกมองข้าม การลงทุน AI จำนวนมากในปัจจุบันใช้เงินกู้เป็นหลัก ดังนั้นเมื่อบริษัทอย่าง Meta ออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุน ก็เท่ากับเข้ามาแข่งกับรัฐบาลกลางเพื่อแย่งเงินจากผู้ซื้อพันธบัตรกลุ่มเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลต้องจ่ายผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ

 

Jason Goldberg นักวิเคราะห์จาก Barclays สรุปภาพนี้ว่า ผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลในเวลานี้อ่อนไหวต่อราคามากขึ้นมาก นักลงทุนจึงเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อแลกกับการรองรับพันธบัตรทั้งของรัฐบาลและของภาคเอกชน

 

บอนด์ยีลด์พุ่งกระทบเงินในกระเป๋าอย่างไร?

 

จุดที่ยีลด์เชื่อมกับชีวิตคนทั่วไปมากที่สุดคือ ดอกเบี้ยบ้าน เพราะยีลด์ 10 ปีเป็นจุดตั้งต้นที่ผู้ปล่อยกู้ใช้กำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน เมื่อยีลด์ขึ้น การกู้เงินซื้อบ้านจึงแพงขึ้นตาม

 

เหตุผลที่ดอกเบี้ยบ้านเคลื่อนไหวตามยีลด์ 10 ปี เป็นเพราะทั้งสองอย่างสะท้อนต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวเหมือนกัน แม้สินเชื่อบ้านส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ จะเป็นสัญญา 30 ปี แต่หลายรายถูกปิดก่อนกำหนดเมื่อเจ้าของย้ายบ้านหรือรีไฟแนนซ์ ทำให้อายุจริงใกล้เคียงกับพันธบัตร 10 ปีมากกว่า

 

ตัวเลขล่าสุด อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยสินเชื่อบ้าน 30 ปีในสหรัฐฯ อยู่ที่ 6.67% เพิ่มขึ้นจากราว 6% เมื่อช่วงต้นปี ตามข้อมูลของ Freddie Mac ส่วนต่างนี้มีน้ำหนักกว่าที่เห็น โดยผู้กู้สินเชื่อบ้าน 500,000 ดอลลาร์ ระยะ 30 ปี ที่อัตรา 6.67% จะจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยมากกว่าอัตรา 5.98% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของปีนี้ ถึงเดือนละ 225 ดอลลาร์ หรือเกือบ 3,000 ดอลลาร์ต่อปี

 

ผลกระทบไม่ได้จบที่บ้าน Mark Zandi หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Moody’s Analytics ระบุว่า พลวัตนี้จะส่งผลต่อทั้งการขอสินเชื่อรถยนต์ และการขอสินเชื่อเพื่อขยายกิจการของเจ้าของธุรกิจ พร้อมชี้ว่ากระทรวงการคลังสหรัฐฯ เองก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยแล้วมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

 

แต่สำหรับผู้ออม ภาพกลับตรงกันข้าม นักวิเคราะห์มองว่าในระยะยาวยีลด์อาจอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะ ซึ่งอาจนำไปสู่โลกที่การกู้ยืมแพงขึ้น แต่ผู้ออมได้ผลตอบแทนมากขึ้นจากการลงทุนที่ปลอดภัยกว่า

 

ข้อควรระวังคือดอกเบี้ยเงินฝากไม่ได้ขึ้นตามยีลด์ระยะยาวโดยอัตโนมัติ เพราะบัญชีออมทรัพย์เกาะกับนโยบายของ Fed และดอกเบี้ยระยะสั้นมากกว่า และช่องว่างระหว่างธนาคารก็กว้างมาก โดยอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์เฉลี่ยทั่วประเทศสหรัฐฯ อยู่ที่เพียง 0.38% ณ วันที่ 18 สิงหาคม ขณะที่ธนาคารออนไลน์ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.18% และรายที่ให้สูงสุดอยู่ที่ 3.7%

 

ผลกระทบต่อตลาดหุ้น?

 

สิ่งที่น่าสนใจคือนักลงทุนสถาบันรับรู้ความเสี่ยงนี้ แต่ยังไม่ได้ลดพอร์ตหุ้น ผลสำรวจผู้จัดการกองทุนทั่วโลกล่าสุดของ Bank of America พบว่ามีสัดส่วนการถือหุ้นในพอร์ตสูงถึง 56% ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2021 ทั้งที่ผลสำรวจเดียวกันระบุว่ายีลด์ที่ปรับขึ้นแบบไร้ระเบียบคือความเสี่ยงอันดับสองของตลาดหุ้น รองจากความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI

 

อีกประเด็นที่นักลงทุนควรรู้คือ พันธบัตรไม่ได้ทำหน้าที่กันชนเหมือนเดิมแล้ว โดยปกติราคาพันธบัตรกับหุ้นจะเคลื่อนไหวสวนทางกัน เมื่อหุ้นตกนักลงทุนจะย้ายเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาล ความสัมพันธ์เชิงลบนี้ดำเนินมาตลอดสองทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 แต่ล่าสุดกลับด้าน โดยนักวิเคราะห์ของ Bank of America ระบุว่าค่าความสัมพันธ์ที่เป็นบวกในขณะนี้อยู่ในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ซึ่งแปลว่าพันธบัตรไม่ได้ช่วยป้องกันความเสียหายเหมือนเดิม เพราะเมื่อหุ้นตก ราคาพันธบัตรก็ตกด้วย

 

สำหรับเส้นแบ่งที่ตลาดหุ้นจะเริ่มเจ็บ Liz Ann Sonders หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Schwab Center for Financial Research ให้ความเห็นว่า ระดับปัจจุบันยังพอรับได้ แต่การขยับเข้าใกล้ 5% น่าจะเป็นจุดที่ทำให้ตลาดสั่นคลอน คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2023 ซึ่งครั้งนั้นดัชนี S&P 500 ร่วงลง 10% ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมถึงปลายเดือนตุลาคม ท่ามกลางยีลด์ 10 ปีที่พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 5% ชั่วขณะ

 

ผลต่อตลาดหุ้นไทย

 

ในฝั่งไทย บล.ทรีนีตี้ ระบุว่าปัจจัยเสี่ยงด้าน Global Macro กลับมาเป็นประเด็นกดดัน Sentiment การลงทุนอีกครั้ง หลังยีลด์สหรัฐฯ ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น โดยบางรุ่นอายุฟื้นคืนเกือบทั้งหมดของการปรับลดลงที่เกิดขึ้นหลังการตัดสินใจซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลัง สาเหตุหลักเพราะนักลงทุนมองว่าความพยายามควบคุมต้นทุนการกู้ยืมผ่านการซื้อคืนพันธบัตรอาจช่วยบรรเทาแรงกดดันได้เพียงชั่วคราว

 

อย่างไรก็ตาม ทรีนีตี้ระบุว่าแม้จะมีมุมมองระมัดระวัง แต่ยังไม่ได้อยู่ในภาวะตื่นตระหนกจนเกินไป สอดคล้องกับเครื่องชี้ความเสี่ยงในตลาดพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังห่างไกลจากระดับสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในปีนี้

 

ในเชิงกลยุทธ์ ทรีนีตี้คาดว่าดัชนี SET มีโอกาสเปิดตลาดในแดนลบตามตลาดหุ้นอื่น แต่ระหว่างวันน่าจะประคองตัวได้ โดยให้แนวรับที่ 1,600 จุด และแนวต้าน 1,618 จุด พร้อมประเมินว่ากลุ่มหุ้น Oil & Gas ของไทยน่าจะเป็นตัวช่วยจำกัด Downside ในระยะสั้น จากราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ค่าการกลั่นที่ทรงตัวสูง และโมเมนตัมการปรับประมาณการกำไรที่ยังเป็นบวก

 

ทั้งนี้ ดัชนี SET ปิดวันที่ 20 สิงหาคม ที่ 1,609.99 จุด เพิ่มขึ้น 0.23 จุด ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 961 ล้านบาทในวันดังกล่าว แต่ยังขายสุทธิสะสม 13,883 ล้านบาทในช่วงวันที่ 1-20 สิงหาคม

 

ประเด็นเฉพาะหน้าคือมาตรการชุดใหม่ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดย Bessent ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่าวงเงินซื้อคืนอาจมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ต่อครั้ง พร้อมระบุว่ามีเครื่องมืออยู่ในมือจำนวนมาก ขณะที่ข้อมูลจากทรีนีตี้ระบุว่ารัฐบาลจะเปิดตัวมาตรการด้านการคลังชุดใหม่ ซึ่งน่าจะประกาศได้ในช่วงปลายสัปดาห์นี้หรือต้นสัปดาห์หน้า

 

ภาพ: Greggory DiSalvo / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post หนี้สหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ดันบอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลจีนสั่งจำคุกตลอดชีวิตผู้ก่อตั้ง Evergrande พร้อมยึดทรัพย์ทั้งหมด ปิดฉากอดีตมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศ https://thestandard.co/evergrande-founder-life-prison-china/ Fri, 21 Aug 2026 01:42:54 +0000 https://thestandard.co/evergrande-founder-life-prison-china/ ฮุ่ยกาหยาน ผู้ก่อตั้ง Evergrande ในงานแถลงข่าว

ศาลในเมืองเซินเจิ้นมีคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต ฮุ่ยกาห […]

The post ศาลจีนสั่งจำคุกตลอดชีวิตผู้ก่อตั้ง Evergrande พร้อมยึดทรัพย์ทั้งหมด ปิดฉากอดีตมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮุ่ยกาหยาน ผู้ก่อตั้ง Evergrande ในงานแถลงข่าว

ศาลในเมืองเซินเจิ้นมีคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต ฮุ่ยกาหยาน ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานบริษัท China Evergrande Group พร้อมริบทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด ปิดฉากการล่มสลายของชายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นบุคคลร่ำรวยที่สุดของจีน

 

 

สำนักข่าว Xinhua ของทางการจีนรายงานว่า ฮุ่ยวัย 67 ปี ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อภาษาจีนกลางว่า สวี่เจียอิ้น ถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตและถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต หลังรับสารภาพเมื่อเดือนเมษายนในข้อกล่าวหาหลายกระทง ซึ่งรวมถึงการยักยอกทรัพย์สินของบริษัทและการให้สินบน

 

ในส่วนของบทลงโทษทางการเงิน Evergrande Group ถูกปรับ 8,820 ล้านหยวน (ประมาณ 4.31 หมื่นล้านบาท) ขณะที่ Hengda Real Estate ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจีนแผ่นดินใหญ่ ถูกปรับอีก 7,000 ล้านหยวน (ประมาณ 3.42 หมื่นล้านบาท) รวมเป็นเงินราว 15,820 ล้านหยวน (ประมาณ 7.74 หมื่นล้านบาท)

 

ค่าปรับดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในบทลงโทษทางการเงินต่อองค์กรที่สูงที่สุดเท่าที่ศาลจีนเคยกำหนดในคดีอาญา โดยศาลระบุว่าจะติดตามเรียกคืนผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบต่อไป และหากเรียกคืนได้ไม่ครบก็จะสั่งให้ชดใช้ส่วนที่ขาด

 

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน ศาลยังมีคำพิพากษาต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ Evergrande รวม 56 ราย ซึ่งรวมถึงบุตรชาย 2 คนของฮุ่ย โดยกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 22 เดือนถึง 18 ปี พร้อมโทษปรับหรือริบทรัพย์สินตามคำพิพากษา

 

คำวินิจฉัยของศาลชี้การตกแต่งบัญชีต่อเนื่อง 5 ปี

 

ตามคำพิพากษา ศาลระบุว่าการกระทำความผิดของ Evergrande, Hengda และฮุ่ย เกิดขึ้นในช่วงปี 2016 – 2021 ผ่านการฉ้อโกงทางการเงินขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง ด้วยการตกแต่งงบการเงิน, สร้างมูลค่าสินทรัพย์ให้สูงเกินจริง และปกปิดหนี้สินภายในอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ของตน

 

ข้อหาที่ศาลวินิจฉัยว่ามีความผิดครอบคลุมทั้งการระดมเงินฝากจากประชาชนโดยผิดกฎหมาย, การฉ้อโกงในการระดมทุน, การออกหลักทรัพย์โดยทุจริต และการเปิดเผยข้อมูลสำคัญโดยมิชอบ

 

ศาลยังระบุว่า Evergrande และฮุ่ยเข้าไปมีอำนาจควบคุมสถาบันการเงิน แล้วดึงสินเชื่อและเงินกองทุนประกันภัยออกมาใช้ในกลุ่มบริษัทอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานให้สินบน, การปล่อยกู้โดยมิชอบ และการใช้เงินทุนผิดวัตถุประสงค์

 

อีกประเด็นที่ศาลชี้คือ ฮุ่ยอาศัยตำแหน่งประธานกลุ่มบริษัทวางแผนการฉ้อโกงทางการเงิน และยักยอกทรัพย์สินของบริษัทในรูปของการจ่ายเงินปันผล

 

รายงานของ Xinhua ระบุว่ามูลค่าความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้สูงมากเป็นพิเศษ, พฤติการณ์ร้ายแรงอย่างยิ่ง, ก่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างหนัก และสร้างความเสียหายต่อสังคมอย่างรุนแรง จึงต้องลงโทษอย่างหนักตามกฎหมาย

 

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2024 หน่วยงานกำกับดูแลของจีนเคยกล่าวหาบริษัทลูกหลักของ Evergrande ในจีนแผ่นดินใหญ่ว่าบันทึกรายได้สูงเกินจริงกว่า 560,000 ล้านหยวน (ประมาณ 2.74 ล้านล้านบาท) ในช่วงปี 2019 – 2020 จากการรับรู้ยอดขายล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นคดีตกแต่งบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีขนาดใหญ่กว่ากรณี Enron ในสหรัฐฯ

 

ผลพวงจากกรณีดังกล่าวยังลามไปถึง PricewaterhouseCoopers ผู้ตรวจสอบบัญชีของ Evergrande มายาวนาน ที่ถูกปรับ 441 ล้านหยวน (ประมาณ 2.16 พันล้านบาท) ในจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อปี 2024 และถูกหน่วยงานกำกับดูแลฮ่องกงปรับเพิ่มอีก 310 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงเมื่อต้นปีนี้

 

จากลูกชายคนตัดไม้ สู่เจ้าของบริษัทอสังหาที่เป็นหนี้มากที่สุดในโลก

 

ฮุ่ยเกิดเมื่อปี 1958 ในมณฑลเหอหนานและเติบโตมาในความยากจน โดยเป็นลูกชายของคนตัดไม้ที่ลาออกจากงานในโรงงานเหล็กเมื่อปี 1992 ตามแรงจูงใจจากแผนปฏิรูปเศรษฐกิจของ เติ้งเสี่ยวผิง ก่อนเริ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองกว่างโจว และก่อตั้ง Evergrande ขึ้นในปี 1996

 

เขาสร้างตัวจากการฉวยจังหวะการขยายตัวของเมืองในจีนช่วงปลายทศวรรษ 1990 ด้วยการกว้านซื้อที่ดินหลายร้อยแปลงมาพัฒนาเป็นอะพาร์ตเมนต์สำหรับชนชั้นกลางที่กำลังก่อตัวขึ้น

 

ในช่วงรุ่งเรืองที่สุด Evergrande เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของจีนเมื่อวัดจากยอดขายตามสัญญา ด้วยโครงการกว่า 1,300 แห่งใน 280 เมือง และยังขยายอาณาจักรไปสู่ธุรกิจอื่นตั้งแต่น้ำดื่มบรรจุขวด สโมสรฟุตบอลอาชีพ ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า

 

แต่การขยายตัวดังกล่าวตั้งอยู่บนการก่อหนี้จำนวนมหาศาล จนกลายเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนี้สูงที่สุดในโลก โดยในเดือนมิถุนายน 2023 หนี้สินรวมแตะระดับ 332,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10.93 ล้านล้านบาท)

 

รอยร้าวปรากฏขึ้นในปี 2021 เมื่อบริษัทไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้สกุลดอลลาร์ได้ ก่อนจะผิดนัดชำระหนี้ในช่วงปลายปีเดียวกัน และหลังความพยายามปรับโครงสร้างหนี้ล้มเหลว ศาลสูงฮ่องกงก็มีคำสั่งให้บริษัทเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีเมื่อเดือนมกราคม 2024 ก่อนถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในเดือนสิงหาคม 2025

 

สำหรับความมั่งคั่งของฮุ่ยนั้น ส่วนใหญ่มาจากการถือหุ้นใหญ่ใน Evergrande และเงินปันผลที่ได้รับนับตั้งแต่บริษัทเข้าจดทะเบียนในฮ่องกงเมื่อปี 2009 โดยการคำนวณของ Bloomberg ระบุว่าเขาได้รับเงินปันผลไปแล้วกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.30 แสนล้านบาท) ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ คำพิพากษาครั้งนี้ยังไม่ได้ทำให้ข้อพิพาททางกฎหมายที่รายล้อม Evergrande สิ้นสุดลง เนื่องจากบริษัทอยู่ระหว่างกระบวนการชำระบัญชี โดยมีเจ้าหนี้ทั้งในและนอกจีนตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อหวังได้เงินคืนบางส่วน

 

ขณะที่ในฝั่งฮ่องกง คำสั่งศาลเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อนได้ขยายขอบเขตคำสั่งห้ามเคลื่อนย้ายทรัพย์สินของ ติงอวี้เหมย อดีตภรรยาของฮุ่ย ไปยัง 4 เขตอำนาจศาล ได้แก่ เจอร์ซีย์, ยิบรอลตาร์, แคนาดา และสิงคโปร์ ซึ่งเธอมีทรัพย์สินในบัญชีธนาคารรวมกันเกิน 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.24 พันล้านบาท)

 

สัญญาณจบยุคโตด้วยหนี้ของอสังหาฯ จีน

 

ในมุมของตลาด นักวิเคราะห์มองว่าคำพิพากษาครั้งนี้ไม่น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมเพิ่มเติมต่อภาคอสังหาริมทรัพย์จีนมากนัก

 

โดย เอ็ดเวิร์ด ชาน ผู้อำนวยการจาก S&P Global Ratings ระบุว่าปัญหาสภาพคล่องของ Evergrande เมื่อปี 2021 คือสัญญาณสิ้นสุดของโมเดลธุรกิจแบบ ‘สามสูง’ ของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จีน ซึ่งหมายถึงหนี้สูง, การใช้เงินกู้สูง และการหมุนสินทรัพย์เร็ว

 

เช่นเดียวกับ เจฟฟ์ จาง นักวิเคราะห์หุ้นจาก Morningstar ที่มองว่าผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์จีนไม่มีนัยสำคัญ เพราะ Evergrande ผิดนัดชำระหนี้และไม่ได้ซื้อที่ดินแปลงใหญ่มาหลายปีแล้ว พร้อมคาดว่ากระบวนการชำระบัญชีจะยืดเยื้อและใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะสะสางสิทธิ์ในทรัพย์สินได้

 

ด้าน เหยียน เยว่จิ้น รองประธานสถาบันวิจัยและพัฒนา E-house China มองว่าคำพิพากษานี้เป็นเครื่องหมายของการสิ้นสุดโมเดลการเติบโตยุคเก่าของภาคอสังหาริมทรัพย์จีน และเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ พร้อมระบุว่าเป็นการแสดงจุดยืนไม่ยอมรับความเสี่ยงทางการเงินและการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งช่วยให้กฎเกณฑ์การกำกับดูแลชัดเจนขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ภาคอสังหาริมทรัพย์จีนซึ่งเคยมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจเมื่อรวมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ยังคงอยู่ในภาวะซบเซาต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2020 โดยราคาบ้านที่ลดลงกดดันความมั่งคั่งของครัวเรือน

 

สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนผ่านยอดขายบ้านใหม่ทั่วประเทศในเดือนกรกฎาคมที่ลดลง 0.1% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นแนวโน้มขาลงที่ฉุดกำลังซื้อของผู้บริโภคและกลายเป็นความเสี่ยงต่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปีนี้

 

ภาพ: VCG/VCG via Getty Images

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.92 บาท และ 1 หยวน เท่ากับ 4.89 บาท ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง:

The post ศาลจีนสั่งจำคุกตลอดชีวิตผู้ก่อตั้ง Evergrande พร้อมยึดทรัพย์ทั้งหมด ปิดฉากอดีตมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ออมสิน’ จับมือ ‘กระทรวงศึกษาฯ’ เปิดโครงการลดดอกเบี้ยหนี้ครูฯ ยาวถึงสิ้นปี 2570 เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้ถึง 31 ต.ค. นี้ https://thestandard.co/gsb-moe-teacher-debt-cut/ Thu, 20 Aug 2026 10:28:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1244209 ภาพประกอบโครงการลดดอกเบี้ยหนี้ครู โดยออมสินและกระทรวงศึกษาธิการ

‘ออมสิน’ จับมือ ‘ศ.ธ.’ ลดดอกเบี้ยหนี้ครูที่เป็นสมาชิก ‘ […]

The post ‘ออมสิน’ จับมือ ‘กระทรวงศึกษาฯ’ เปิดโครงการลดดอกเบี้ยหนี้ครูฯ ยาวถึงสิ้นปี 2570 เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้ถึง 31 ต.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบโครงการลดดอกเบี้ยหนี้ครู โดยออมสินและกระทรวงศึกษาธิการ

‘ออมสิน’ จับมือ ‘ศ.ธ.’ ลดดอกเบี้ยหนี้ครูที่เป็นสมาชิก ‘ช.พ.ค.’ ทุกสถานะ ยาวถึงสิ้นปี 2570 เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้ถึง 31 ต.ค. โดยลูกหนี้ชั้นดีดอกเบี้ยเหลือ 3.5% ขณะที่ลูกหนี้ NPL ดอกเบี้ยเหลือ 4% จากระดับเดิมที่ 6-7%

 

 
 

วันนี้ (20 สิงหาคม) ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการลงนามระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และธนาคารออมสิน เปิดตัวโครงการ ‘ออมสินก้าวไปกับครู ช่วยแม่พิมพ์สู่อิสรภาพทางการเงิน’

 

พร้อมเผยว่า ปัญหาหนี้ครูเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องแก้ไข โดยการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่ความตาย (ช.พ.ส.) เป็นสวัสดิการที่ สกสค. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับธนาคารกรุงไทยและธนาคารออมสินจัดสวัสดิการสินเชื่อให้สมาชิกมาตั้งแต่ปี 2549

 

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับอนุมัติสินเชื่อสะสมกว่า 900,000 บัญชี คิดเป็นวงเงินสินเชื่อรวม 760,000 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันมียอดสินเชื่อคงค้าง 291,815 บัญชี คิดเป็นเงินต้นคงเหลือกว่า 223,952 ล้านบาท สะท้อนภาระหนี้จำนวนมากที่ครูยังต้องรับผิดชอบต่อเนื่อง

 

เปิดเงื่อนไขลดดอกเบี้ยครู

 

ด้านทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารมีลูกหนี้ครูในกลุ่ม ช.พ.ค. และ ช.พ.ส. ที่ยังมียอดหนี้คงเหลือประมาณ 280,000 บัญชี โดยแต่ละรายมียอดหนี้คงเหลือเฉลี่ยกว่า 200,000 บาท จุดสำคัญของมาตรการคือ ออมสินต้องการดูแลลูกหนี้ทุกสถานะ ไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) แต่ครอบคลุมทั้งลูกหนี้ปกติ ลูกหนี้ที่ชำระไม่สม่ำเสมอ และลูกหนี้ NPL

 

สำหรับลูกหนี้สถานะปกติ จะได้รับการปรับลดดอกเบี้ยเหลือคงที่ 3.5% จนถึงสิ้นปี 2570 จากปัจจุบันสินเชื่อ ช.พ.ค. และสินเชื่อ ช.พ.ส. คิดอัตราดอกเบี้ยที่ราว 6-7% ขณะที่ลูกหนี้สถานะอื่น ทั้งกลุ่มที่ชำระไม่สม่ำเสมอและ NPL จะได้รับการปรับลดดอกเบี้ยเหลือ 4%

 

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสร้างจูงใจให้ลูกหนี้กลุ่มที่ชำระหนี้ไม่สม่ำเสมอ หรือลูกหนี้ NPL สามารถกลับมาผ่อนชำระและรักษาสถานะปกติต่อเนื่อง 3 เดือนภายในสิ้นปี 2569 จะได้รับสิทธิปรับลดดอกเบี้ยเหลือ 3.5% เช่นเดียวกับลูกหนี้ปกติ และได้รับสิทธิจนถึงสิ้นปี 2570

 

เมื่อสิ้นสุดมาตรการ อัตราดอกเบี้ยจะกลับไปใช้อัตราอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) หรือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลบ 2% ซึ่งจากอัตราปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 4%

 

“การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระดอกเบี้ย แต่หากลูกค้านำเงินส่วนต่างจากดอกเบี้ยที่ลดลงไปชำระเงินต้น จะช่วยให้ระยะเวลาการผ่อนหนี้สั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยหากมีระยะเวลาผ่อนหนี้คงเหลือประมาณ 20 ปี จะช่วยให้หมดหนี้เร็วขึ้นเกือบ 4 ปี ขณะที่ผู้กู้ซึ่งมีระยะเวลาผ่อนหนี้คงเหลือประมาณ 30 ปี จะปลดหนี้ได้เร็วขึ้นเกือบ 9 ปี ส่วนลูกหนี้ครูที่มีประวัติการชำระหนี้ดี ธนาคารยังมีแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม ทั้งบัตรเครดิตและสินเชื่อรายย่อย เพื่อดูแลลูกค้ากลุ่มดังกล่าวให้มีความคล่องตัวทางการเงินมากขึ้น” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ระบุ

 

สำหรับเงื่อนไขการเข้าร่วมมาตรการนั้น สมาชิก ช.พ.ค. และ ช.พ.ส. ที่ยังมีสถานะเป็นสมาชิกสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน MyMo, เว็บไซต์ของธนาคารออมสิน หรือธนาคารออมสินทุกสาขา โดยเปิดลงทะเบียนตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ส่วนผู้ที่พ้นสภาพสมาชิก ช.พ.ค. และ ช.พ.ส. แล้ว จะต้องกลับเข้าเป็นสมาชิกก่อน และลงทะเบียนภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569

The post ‘ออมสิน’ จับมือ ‘กระทรวงศึกษาฯ’ เปิดโครงการลดดอกเบี้ยหนี้ครูฯ ยาวถึงสิ้นปี 2570 เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้ถึง 31 ต.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยต้องรู้อะไรใน ‘TH-AI Passport’ โครงการ AI ที่ใช้เงิน 1.6 พันล้านบาท คุ้มค่าภาษีประชาชนจริงหรือ https://thestandard.co/th-ai-passport-ai-critique/ Thu, 20 Aug 2026 07:42:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1244084 ภาพกราฟิกโครงการ ‘TH-AI Passport’ พร้อมคำถามถึงความคุ้มค่า 1.6 พันล้านบาท

เริ่มเปิดลงทะเบียนวันแรกเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 สำห […]

The post คนไทยต้องรู้อะไรใน ‘TH-AI Passport’ โครงการ AI ที่ใช้เงิน 1.6 พันล้านบาท คุ้มค่าภาษีประชาชนจริงหรือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโครงการ ‘TH-AI Passport’ พร้อมคำถามถึงความคุ้มค่า 1.6 พันล้านบาท

เริ่มเปิดลงทะเบียนวันแรกเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 สำหรับโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับทักษะและขีดความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการ SME แม้โครงการจะล่าช้ากว่าแผนการเดิมในเดือนกรกฎาคมไปประมาณ 1 เดือน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

แต่รัฐบาลยืนยันว่านี่คือคำตอบอันเป็นรูปธรรมต่อความกังวลว่าเทคโนโลยี AI จะเข้ามาคุกคามและทดแทนตลาดแรงงานไทย

 

ข้อมูลจากการเปิดตัววันแรกพบว่า มีประชาชนให้ความสนใจเข้าสมัครเพื่อเตรียมพร้อมใช้งานผ่านเว็บไซต์ de.aipas.net สามารถลงทะเบียนได้สำเร็จประมาณ 700,000 ราย คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของสังคมและภาคเศรษฐกิจก็คือ งบประมาณแผ่นดินและเงินภาษีประชาชนกว่า 1,600 ล้านบาทที่ใช้ในโครงการนี้คุ้มค่าหรือไม่ และคนไทยจะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้อย่างแท้จริงเพียงใด

 

ไปร่วมพูดคุยเจาะลึกกับ รศ. ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute) นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลของไทย เพื่อถอดรหัสไส้ใน ความท้าทาย และข้อกังวลที่รัฐบาลจำเป็นต้องตอบคำถามให้ชัดเจนก่อนเดินหน้าเปิดตัวแพลตฟอร์มอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 31 สิงหาคมนี้

 

รศ. ดร. ธนชาติ เริ่มต้นอธิบายเริ่มข้อมูลในรายการ Morning Wealth ถึงรูปแบบแพลตฟอร์ม TH-AI Passport ว่าคือโปรแกรม AI ที่รวมบริการแชท (Chat) การสร้างรูปภาพ (Image Generation) และสร้างวิดีโอ (Video Generation) เอาไว้ด้วยกัน โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้งานโมเดล AI ได้หลากหลายค่าย และรัฐบาลได้แบ่งเกณฑ์ผู้ใช้งานออกเป็น 2 ระดับหลักๆ คือ

 

  • ระดับทั่วไป (Free) สมัครเข้าใช้งานแรกเริ่ม แชทได้ไม่จำกัด
  • ระดับผู้สร้างสรรค์ (Creator / Advance Creator) ปลดล็อกการเล่นโมเดล AI ที่หลากหลายและมีฟีเจอร์เพิ่มขึ้น ทว่าตามเงื่อนไขปกติจะต้องผ่านการเข้าเรียนบทเรียนสั้นๆ ก่อน (ยกเว้นโปรโมชั่นในเดือนแรกที่เป็นการปลดล็อกให้อัปเกรดฟรีทันที)

 

เป้าหมายสูงสุดที่รัฐบาลเคยเสนออนุมัติโครงการต่อคณะกรรมการกองทุนคือ เพื่อช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 600 บาท ซึ่งเทียบเท่ากับค่าบริการรายเดือนในเวอร์ชันโปรหรือพรีเมียม เช่น ChatGPT Plus ที่หลายคนต้องควักกระเป๋าจ่ายจริงอยู่ในตลาดขณะนี้

 

อย่างไรก็ตาม รศ. ดร. ธนชาติ ระบุข้อสังเกตเชิงเทคนิคว่า ตัวเลขและการประหยัดจริงอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายด้วยเหตุผล 3 ประการสำคัญ

 

ประเด็นที่ 1 ‘แชทไม่จำกัด’ แต่สู้บริการฟรีทั่วไปในตลาดไม่ได้

 

รัฐบาลพยายามชูข้อดีเรื่องฟังก์ชันการแชทได้ไม่จำกัดในเวอร์ชันฟรี แต่ความจริงคือ โมเดลเบื้องหลังที่ใช้ขับเคลื่อนฟังก์ชันนี้คือ Gem 3.1 Flash (Gemini Flash) ซึ่งเป็นโมเดลราคาถูก มีความเก่งและฉลาดค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับโมเดลเวอร์ชันฟรีในตลาดปัจจุบันของค่ายดังระดับโลกอย่าง ChatGPT หรือ Gemini ที่เปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถใช้งานเพื่อแชทได้ฟรีอย่างไม่มีข้อจำกัดและมีความฉลาดที่สูงกว่ามาก ทำให้โปรแกรมของรัฐบาลสูญเสียแต้มต่อในฟังก์ชันพื้นฐานตั้งแต่ก้าวแรก

 

ประเด็นที่ 2 โมเดลขาดการอัปเดต ล้าหลังตลาดไป 1 เจเนอเรชัน

 

ในระดับผู้สร้างสรรค์ที่ระบุว่าเข้าถึงโมเดลได้ถึง 30 โมเดลจาก 14 ค่ายนั้น จากการตรวจสอบกลับพบว่าตัวโมเดลไม่มีการอัปเดตและล้าหลัง เช่น ค่าย Anthropic แพลตฟอร์มยังใช้เวอร์ชันเก่าอย่าง Claude Opus 4.8 (ขณะที่ในตลาดก้าวสู่เวอร์ชัน 5.0 แล้ว) หรือค่าย OpenAI แพลตฟอร์มก็ยังคงใช้โมเดลเก่าอย่าง GPT 5.5 ขณะที่ปัจจุบันตลาดพัฒนาไปถึงเวอร์ชัน 5.6 แล้ว

 

ประเด็นที่ 3 ข้อจำกัดโควตาเครดิตที่ใช้จริงไม่ได้

 

ผู้ใช้งานระดับผู้สร้างสรรค์จะได้รับสิทธิ์การใช้งานจำกัดเพียง 10,000 เครดิตต่อวัน ซึ่งเมื่อคำนวณเฉลี่ยแล้วจะแชทได้เพียง 20-50 ข้อความต่อวันเท่านั้น และมีข้อจำกัดในการสร้างภาพอย่างมาก

 

ภาพกราฟิกโครงการ ‘TH-AI Passport’ พร้อมคำถามถึงความคุ้มค่า 1.6 พันล้านบาท 1

รศ. ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute)

 

“คำถามสำคัญก็คือ เป้าหมายประหยัดเงิน 600 บาทต่อเดือนนั้นไม่ตอบโจทย์เลย เพราะประสิทธิภาพโมเดลที่ต่ำและข้อจำกัดโควตาเช่นนี้ แทบจะไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้งานทำงานอย่างจริงจัง และไม่สามารถนำมาทดแทนเวอร์ชันเสียเงินของเอกชนได้” รศ. ดร. ธนชาติ กล่าว

 

ช่องโหว่สำคัญด้าน ‘ความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล-อธิปไตยดิจิทัล’

 

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่คนไทยส่วนใหญ่มัก ‘เลื่อนสไลด์กดยอมรับ’ โดยไม่อ่านเงื่อนไขรายละเอียดการสมัครใช้บริการ คือความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว (Data Privacy) และอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) รศ. ดร. ธนชาติ ระบุว่าเมื่อตรวจสอบข้อตกลงการใช้งาน มีประเด็นย้อนแย้งที่น่าวิตกอย่างมาก

 

  • การส่งข้อมูลไปประมวลผลนอกประเทศ ในข้อตกลงมีข้อกำหนดขอสิทธิ์นำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานไปประมวลผลในต่างประเทศ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการสร้าง อธิปไตย AI (AI Sovereignty) ที่ควรเน้นการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ
  • เงื่อนไขบังคับให้ข้อมูลไปเทรนโมเดลต่อ (Training Consent) แพลตฟอร์มบังคับให้ผู้ใช้งานยินยอมนำข้อมูลบทสนทนา (Chat) ไปใช้เทรนโมเดล AI ของชาติ (National LLM) ต่อไป ซึ่งในอุตสาหกรรม AI ระดับสากล หากยอมจ่ายเงินค่าบริการรายเดือนเพื่อความพรีเมียม ระบบจะรักษาความลับทางธุรกิจโดยไม่นำข้อมูลผู้ใช้ไปเทรนโมเดลต่อ แต่สำหรับ TH-AI Passport ประชาชนกลับต้องยินยอมแลกข้อมูลส่วนตัวหรือความลับในการทำงานเพื่อนำไปใช้เทรนระบบ ส่งผลให้เกิดความสุ่มเสี่ยงและจำเป็นต้องใช้ข้อมูลอย่างระมัดระวังสูงสุด
  • การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลผ่านแอปพลิเคชันรัฐ โดยการลงทะเบียนใช้บริการเพื่อยืนยันตัวตน ต้องอาศัยการยึดโยงระบบกับแอปพลิเคชันอย่าง ThaiD หรือ ทางรัฐ ซึ่งเป็นการนำเข้าข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมากและมีความซับซ้อนกว่าเมื่อเทียบกับการใช้บริการโปรแกรม AI ฟรีทั่วไป

 

ยกระดับ ‘AI Literacy’ หรือแค่พิธีกรรมผักชีโรยหน้า

 

เงื่อนไขการก้าวขึ้นสู่ระดับผู้สร้างสรรค์ (Creator) ด้วยการกำหนดให้เข้าอบรมหลักสูตร e-Learning เป็นระยะสั้นๆ นั้น จากการประเมินเบื้องต้น รศ. ดร. ธนชาติ มองว่าหลักสูตรเหล่านั้นยังไม่มีความชัดเจนและยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนได้อย่างเต็มร้อย

 

  • หลักสูตรจำนวนมากมีลักษณะนำเข้าวิดีโอจากบริษัทต่างประเทศมาแปลซับไตเติลภาษาไทยแปะไว้
  • การใช้เวลาเรียนเพียง 10 นาทีเพื่อปลดล็อกสิทธิ์ เป็นลักษณะของ “พิธีการ” เพื่อแลกอัปเกรดสถานะเท่านั้น ไม่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริงได้

 

“การสร้าง AI Literacy หรือทักษะความรู้ด้าน AI ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้เครื่องมือเพื่อส่งแชท แต่คือความเข้าใจในการวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และสามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตและการทำงานตามสาขาวิชาชีพของตนเองได้” รศ. ดร. ธนชาติ เน้นย้ำ

 

เสนอแนะ KPI ใหม่ เลิก ‘นับหัว’ ยอดลงทะเบียนวันแรก

 

รศ.ดร. ธนชาติ ระบุว่าภาครัฐไม่ควรใช้ ‘ยอดลงทะเบียนวันแรก’ (เช่น ยอดครึ่งล้าน หรือลงทะเบียนสำเร็จ 200,000 ราย) มาเป็นดัชนีชี้วัดหลัก (KPI) หรือตัวตัดสินความสำเร็จของงบประมาณ 1,600 ล้านบาท เพราะนั่นเป็นเพียงความตื่นตัวของประชาชนในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ตัวชี้วัดเชิงปริมาณและคุณภาพที่ถูกต้องควรประเมินจาก

 

  • จำนวนผู้เรียนที่เรียนรู้สำเร็จหลักสูตรอย่างจริงจัง: ประเมินปริมาณประชาชน นิสิต นักศึกษาที่เข้ามาศึกษา เรียนรู้ และเข้าใจในเนื้อหาหลักสูตรอย่างสม่ำเสมอ
  • ประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์จากการประยุกต์ใช้จริง: มีการสำรวจและประเมินผลอย่างต่อเนื่องว่า ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถนำเครื่องมือ AI นี้ไปพัฒนาธุรกิจ ทำงาน หรือสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้จริงในระบบเศรษฐกิจได้ระดับใด

 

ปลดล็อกระบบนิเวศ AI ของไทยอย่างยั่งยืนด้วย ‘AI อธิปไตย-เฉพาะทาง

 

เพื่อให้เงินงบประมาณมูลค่ามหาศาลนี้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด รศ. ดร. ธนชาติ ได้เสนอแนวทางปรับแก้เชิงนโยบายแก่ภาครัฐไว้ 2 ประการหลัก

 

  • มุ่งหน้าสู่ AI Sovereignty ที่แท้จริง รัฐบาลควรเปลี่ยนมาลงทุนในการวางโครงสร้างพื้นฐานระบบประมวลผล (Infrastructure) และผลักดันการติดตั้งโมเดลแบบ Open-source หรือ Open-weight ภายในประเทศไทยอย่างแท้จริง เพื่อลดการจ่ายค่าบริการพึ่งพาเทคโนโลยีและค่ายเทคโนโลยีจากต่างชาติ
  • สร้างแต้มต่อด้วย AI เฉพาะทาง (Domain-Specific AI): รัฐไม่ควรเน้นการทำโปรแกรม AI พื้นฐานทั่วไปออกสู้กับค่ายยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่เปิดบริการฟรีอยู่แล้ว แต่ควรผนวกองค์ความรู้ จุดเด่น และอัตลักษณ์ไทยมาประยุกต์ทำ AI เฉพาะทางที่เป็นกลุ่มกำลังของชาติ เช่น ด้านการท่องเที่ยว สุขภาพและการดูแลสุขภาพเชิงรุก (Wellness) หรือภาคการเกษตร รวมถึงการจัดอบรมเพื่อยกระดับทักษะผู้ประกอบการ SME และคนทำงานในแต่ละสาขาวิชาชีพอย่างเจาะลึกและตรงประเด็น

 

ภาพ: FAMILY STOCK / Shutterstock

The post คนไทยต้องรู้อะไรใน ‘TH-AI Passport’ โครงการ AI ที่ใช้เงิน 1.6 พันล้านบาท คุ้มค่าภาษีประชาชนจริงหรือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ เปิดแผน 5D ดึง ‘วีระศักดิ์-กอบศักดิ์’ นำทัพ วางหมากเศรษฐกิจไทย ดันเกษตร-SMEs-ท่องเที่ยว-การค้ายุคใหม่ https://thestandard.co/supajee-5d-plan-thai-economy/ Thu, 20 Aug 2026 07:09:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1244064 ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

‘ศุภจี’ เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ รับมือ […]

The post ‘ศุภจี’ เปิดแผน 5D ดึง ‘วีระศักดิ์-กอบศักดิ์’ นำทัพ วางหมากเศรษฐกิจไทย ดันเกษตร-SMEs-ท่องเที่ยว-การค้ายุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

‘ศุภจี’ เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ รับมือโลก 5D ผนึก ‘รัฐ-เอกชน’ ดันเกษตร-ชุมชน-SMEs-การท่องเที่ยว-การค้าระหว่างประเทศ สู่ผลลัพธ์จริง

 

 
 

‘ศุภจี’ เปิดภาพใหญ่เศรษฐกิจไทยรับโลกเปลี่ยนผ่าน ชู 5D ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายความเสี่ยง เทคโนโลยีและ AI สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ย้ำไทยต้องเปลี่ยนจาก ‘เรามีอะไร’ เป็น ‘ตลาดต้องการอะไร’

 

พร้อมขับเคลื่อนผ่าน 4 คณะทำงานภายใต้แนวคิด Cluster ดึงรัฐ เอกชนทำงานร่วมกัน มุ่งสร้างผลลัพธ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนว่า

 

วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติพร้อมกัน จึงไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบเดิมได้

 

โดยมองผ่าน 5D สำคัญ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย

 

ศุภจี กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ไทย ต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด

 

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘เรามีอะไร’ หรือ ‘เราจะผลิตอะไร’ แต่ต้องถามว่า ‘ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร’ พร้อมกระจายตลาด กระจายรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ลงไปถึงทุกระดับ

 

โดยแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการทำงานแบบ Cluster หรือการบูรณาการข้ามกระทรวงและหน่วยงาน โดยนำภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกัน เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถต่างคนต่างเดินได้ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน และแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์จริง

 

สำหรับภารกิจด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชนที่รองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบ ได้จัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งระบบ

 

ได้แก่ 1. คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs 3. คณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ 4. คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ

 

“เราไม่ได้ตั้งใจเป็นคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอีกคณะหนึ่งจากที่มีแล้ว 320 คณะ แต่ตั้งใจตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และสามารถวัดผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” ศุภจี กล่าว

 

สำหรับคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ศุภจี กล่าวว่า ต้องแก้ปัญหาเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 30% ของครัวเรือนทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 8.8% ของ GDP จึงต้องยกระดับผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น

 

ในส่วนต้นน้ำ ต้องยกระดับการผลิต เทคโนโลยี และข้อมูล ในส่วนกลางน้ำต้องเพิ่มการแปรรูปและการเก็บรักษา เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเร่งขายผลผลิตในช่วงที่มีผลผลิตออกมาก ขณะที่ปลายน้ำต้องขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากสามารถแปรรูปและเก็บรักษาผลผลิตได้ จะช่วยลดแรงกดดันจากฤดูกาลและทำให้รายได้ของเกษตรกรกระจายตัวได้ตลอดทั้งปี

 

รองนายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างว่า การส่งออกสินค้าเกษตรในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ยังติดลบประมาณ 3.2% แม้มีมูลค่ากว่า 800,000 ล้านบาท สะท้อนว่า ภาคเกษตรยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก หากสามารถยกระดับทั้งห่วงโซ่และเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปได้มากขึ้น

 

ด้านเศรษฐกิจชุมชน และ SMEs จะใช้แนวคิด “SME Journey” ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การขยายกิจการ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเป็น Regional Player โดยเน้นการยกระดับทักษะ เทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งทุน ช่องทางตลาด และการเชื่อมโยงเข้าสู่ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่

 

ปัจจุบันประเทศไทยมี SMEs ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ SMEs “อยู่รอด” แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ผู้ประกอบการ เกิดง่าย โตง่าย และก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้

 

นอกจากนี้ ยังต้องปลดล็อกอุปสรรคด้านกฎระเบียบและใบอนุญาต รวมถึงการพัฒนา SME ID และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าใจสถานะของผู้ประกอบการและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด

 

ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy ศุภจี ชี้ว่า ต้องเปลี่ยนจากการมองเพียง ‘จำนวนนักท่องเที่ยว’ ไปสู่การมอง มูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน

 

โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ใด และออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์มากขึ้น

 

ปัจจุบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือราว 8% ของ GDP ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและผู้มาเยือนสร้างรายได้ประมาณ 1.58 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา จึงมีโอกาสที่จะเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว สินค้า บริการ และการลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย

 

ด้านการค้าระหว่างประเทศ จะมุ่งลดการกระจุกตัวของตลาดและผู้ประกอบการ โดยเดินหน้าขยายตลาดใหม่ ควบคู่กับรักษาตลาดเดิม เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และลดอุปสรรคทางการค้า รวมทั้งเพิ่ม Local Content และเชื่อม SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

 

นอกจากนี้ แม้การส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 17% ถือว่าเป็นผลงานที่ดีท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ต้องมอง “ไส้ใน” ของตัวเลขด้วยว่าโครงสร้างการส่งออกมีความสมดุลเพียงใด โดยเฉพาะการกระจายตลาด การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของ SMEs

 

“ด้านหนึ่งเราต้องนำสินค้าที่เรามีออกไปหาตลาด อีกด้านหนึ่งเราต้องนำตลาดเข้ามาหาสินค้าและบริการของเรา และแกนกลางที่สำคัญที่สุดคือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยต้องเติบโตไปพร้อมกัน” ศุภจี กล่าว

 

‘วีระศักดิ์’ ชู Visitor Economy เปลี่ยน ‘นักท่องเที่ยว’ เป็นผู้มาเยือนสร้างประสบการณ์-กระจายรายได้

 

ด้านวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องปรับมุมมองจากการนับจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่การทำความเข้าใจว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาเพื่ออะไร เพราะผู้เดินทางจำนวนมากไม่ได้เข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่อาจเดินทางมาเพื่อสุขภาพ การทำงาน การศึกษา กีฬา การพักผ่อน หรือประสบการณ์เฉพาะด้าน

 

ดังนั้น Visitor Economy จึงเป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจให้สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่ม และเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้รับให้กลายเป็นการใช้จ่าย การลงทุน การกลับมาเยือนซ้ำ และการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจของชุมชน

 

โดยการท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ และจำนวนผู้มาเยือนก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ที่ประเทศไทยส่งมอบ และทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับชุมชน เศรษฐกิจ และประเทศไทย

 

ทั้งนี้ ยังต้องกระจายโอกาสจากเมืองหลักไปสู่เมืองรอง รวมถึง ‘เมืองรองในเมืองหลัก’ และสร้างกิจกรรมใหม่ที่ทำให้ผู้มาเยือน มีเหตุผลที่จะใช้เวลาและใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น โดยให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการ

 

‘กอบศักดิ์’ เจาะต้นตอปัญหา รู้แล้วต้องแก้ให้ได้

 

ขณะที่กอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs กล่าวว่า คณะทำงานได้ประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง และรวบรวมข้อเสนอได้เกือบ 100 ข้อเสนอ โดยจะไม่มุ่งจัดทำ “แผน” เพิ่มเติม แต่จะเน้นนำข้อเสนอที่มีอยู่ไปสู่การปฏิบัติ

 

“ประเทศไทยมีแผนเยอะแล้ว แต่หัวใจ คือ เรามีอุปสรรคและปัญหาที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีคนลงมือแก้จุดนั้นให้ได้” นายกอบศักดิ์ กล่าว

 

สำหรับภาคเกษตร จะมุ่งยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี พัฒนาเครื่องจักรที่เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรไทย การใช้โดรนและศูนย์บริการเครื่องจักรในชุมชน การยกระดับ Food Safety การพัฒนาฐานข้อมูลภาคเกษตรร่วมกัน การส่งเสริม Young Smart Farmer ตลอดจนการเพิ่มการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

 

ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวทางสร้างตลาดให้เกษตรกรผ่านช่องทางใหม่ ทั้งการเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม การพัฒนาช่องทาง E-commerce การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการเชื่อมตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขายมากขึ้น และลดการพึ่งพาตลาดเพียงช่องทางเดียว

 

สำหรับ SMEs จะเน้นการสร้าง “SME Journey” ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนเติบโตเป็นผู้ประกอบการระดับโลก โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การลดขั้นตอนใบอนุญาต การจัดทำ SME ID และฐานข้อมูล การพัฒนานักบัญชีชุมชน การสร้างระบบ “Big Brother” ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก การเชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain การยกระดับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การใช้ AI และดิจิทัล ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดออนไลน์

 

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ข้อเสนอทั้งหมดจะถูกจัดลำดับตามความพร้อม โดยเรื่องที่สามารถทำได้เร็วจะเร่งดำเนินการทันที ขณะที่เรื่องที่ต้องใช้เวลาในการวางระบบ เช่น ฐานข้อมูล จะเดินหน้าเป็นระยะ เพื่อให้เกิดทั้ง Quick Big Win ในช่วงประมาณ 6 เดือน–1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะ 2–4 ปี

 

นางศุภจี กล่าวสรุปว่า การทำงานของทั้ง 4 คณะทำงานจะไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องบูรณาการตั้งแต่การติดตามแนวโน้มโลก การกำหนดนโยบาย การลงมือปฏิบัติ ไปจนถึงการวัดผล โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น สามารถแข่งขันได้ และสร้างรายได้และโอกาสที่กระจายไปถึง เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทย

 

“เราไม่ได้เดินจังหวะเดียว ต้องเดินทางไปหาตลาด ดึงตลาดเข้ามาหาเรา และแกนกลางที่เป็นแก่นของการทำงานทุกวันนี้ คือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยที่ต้องเติบโตไปพร้อมกัน”นางศุภจี กล่าว

 

ภาพ: Thailand janews / Shutterstock

The post ‘ศุภจี’ เปิดแผน 5D ดึง ‘วีระศักดิ์-กอบศักดิ์’ นำทัพ วางหมากเศรษฐกิจไทย ดันเกษตร-SMEs-ท่องเที่ยว-การค้ายุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ ชวน Canva ตั้งฐาน AI-Design ในไทย ดัน 4 หมื่น SME-เพิ่มนักออกแบบสู่ตลาดโลก https://thestandard.co/ekaniti-canva-ai-design-thailand-sme/ Thu, 20 Aug 2026 07:02:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1244060 ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และโลโก้ Canva พร้อมข้อความเชิญชวนตั้งฐาน AI-Design ในประเทศไทย

‘เอกนิติ’ ชวน Canva ตั้งฐาน AI-Design ในไทย ยกระดับบุคล […]

The post ‘เอกนิติ’ ชวน Canva ตั้งฐาน AI-Design ในไทย ดัน 4 หมื่น SME-เพิ่มนักออกแบบสู่ตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และโลโก้ Canva พร้อมข้อความเชิญชวนตั้งฐาน AI-Design ในประเทศไทย

‘เอกนิติ’ ชวน Canva ตั้งฐาน AI-Design ในไทย ยกระดับบุคลากรด้านการออกแบบ และเศรษฐกิจดิจิทัล ตั้งเป้าช่วย SME 4 หมื่นราย เพิ่มนักออกแบบสู่ตลาดโลก ขยายการเข้าถึง Canva Education ในสถานศึกษาเป็นสองเท่า

 

 
 

วันนี้ (20 สิงหาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ได้มีการเชิญชวน Canva บริษัทแพลตฟอร์มกราฟิกดีไซน์ออนไลน์สัญชาติออสเตรเลีย ในการพิจารณาตั้งสำนักงานภูมิภาคและศูนย์วิจัยด้าน AI-Design ในประเทศไทย เพื่อยกระดับบุคลากรด้านการออกแบบ และเศรษฐกิจดิจิทัล

 

โดย Canva มีผู้ใช้งานมากกว่า 265 ล้านคนต่อเดือน กว่า 190 ประเทศ และมีลูกค้าองค์กรในกลุ่ม Fortune 500 จำนวน 475 บริษัท สำหรับประเทศไทย มีผู้ใช้งาน Canva มากกว่า 7 ล้านคนต่อเดือน และมีบัญชีผู้ใช้สะสมกว่า 30 ล้านบัญชี ส่งผลให้ไทยเป็นตลาดอันดับ 6 ของโลก ในด้านจำนวนผู้ใช้งาน และมีศักยภาพเพียงพอในการต่อยอดอุตสาหกรรมการออกแบบและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

 

ตั้งเป้าช่วย SME 4 หมื่นราย-เพิ่มนักออกแบบสู่ตลาดโลก

 

ภายใต้ความร่วมมือกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) รัฐบาลตั้งเป้าช่วยผู้ประกอบการ SME ไทย 40,000 ราย พัฒนาภาพลักษณ์สินค้า บรรจุภัณฑ์ แคมเปญ และสื่อการตลาด เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

 

ขณะเดียวกัน จะมีการผลักดันนักออกแบบไทย หรือ Canva Creators จากปัจจุบัน 190 คน เป็น 1,000 คนภายในปี 2571 พร้อมเสริมทักษะด้าน AI เปิดช่องทางให้นักออกแบบไทยสามารถนำผลงานออกสู่ตลาดโลกและสร้างรายได้โดยตรง

 

ในภาคการศึกษา รัฐบาลจะร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ขยายการเข้าถึง Canva Education ซึ่งเปิดให้ครูและนักเรียนใช้งานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยตั้งเป้าขยายผู้ใช้งานจาก 3.3 ล้านคน เป็น 6.6 ล้านคนภายในปี 2571

 

ย้ำเป็นความร่วมมือทางยุทธศาสตร์

 

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยจำเป็นต้องขยายความร่วมมือกับประเทศที่มีจุดแข็งด้านเทคโนโลยีอย่างออสเตรเลีย เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจไทย

 

พร้อมระบุว่า ไทยและออสเตรเลียมีจุดแข็งที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ โดยไทยมีศักยภาพด้านการผลิตและแปรรูปอาหาร ขณะที่ออสเตรเลียมีความโดดเด่นด้าน AgriTech พลังงานหมุนเวียน ดิจิทัล และการผลิตขั้นสูง ทำให้ความร่วมมือด้าน Creative Economy และ AI สามารถต่อยอดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศได้

 

“เป้าหมายไม่ใช่เพียงการดึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามา แต่คือการทำให้คนไทยและธุรกิจไทยเติบโตไปกับเทคโนโลยีโลก ตั้งแต่นักเรียน นักออกแบบ ไปจนถึง SME และทำให้ประเทศไทยมีบทบาทมากขึ้นในเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจดิจิทัลของโลก” ดร.เอกนิติกล่าว

The post ‘เอกนิติ’ ชวน Canva ตั้งฐาน AI-Design ในไทย ดัน 4 หมื่น SME-เพิ่มนักออกแบบสู่ตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ หารือออมสิน เตรียมแนวทางดัน ‘นกกระซิบ AI’ ใช้แทน Statement ปล่อยเงินกู้ https://thestandard.co/ekaniti-gsb-nokkrasip-ai-loan-ev/ Thu, 20 Aug 2026 06:55:55 +0000 https://thestandard.co/ekaniti-gsb-nokkrasip-ai-loan-ev/ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังหารือกับผู้บริหารธนาคารออมสิน

‘เอกนิติ’ สั่งการบ้าน ‘ออมสิน’ เตรียมแนวทางใช้ข้อมูลสรุ […]

The post ‘เอกนิติ’ หารือออมสิน เตรียมแนวทางดัน ‘นกกระซิบ AI’ ใช้แทน Statement ปล่อยเงินกู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังหารือกับผู้บริหารธนาคารออมสิน

‘เอกนิติ’ สั่งการบ้าน ‘ออมสิน’ เตรียมแนวทางใช้ข้อมูลสรุปยอดขายจาก ‘นกกระซิบ AI’ บนแอปฯ ‘ถุงเงิน’ เป็นหลักฐานการเงิน ด้านออมสินวอนประชาชนอดใจรอ พร้อมสมทบวงเงินสินเชื่อ EV อีก 5 พันล้านบาท

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้หารือกับธนาคารออมสิน เพื่อจัดหาแนวทางรองรับสินเชื่อที่ใช้ข้อมูลสรุปยอดขายจาก ‘นกกระซิบ AI’ บนแอปฯ ‘ถุงเงิน’ เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาสินเชื่อ แทนการอ้างอิงรายการเคลื่อนไหวทางการเงิน (Statement) แบบเดิม

 

พร้อมย้ำว่า วงเงินสินเชื่อ ‘นกกระซิบ AI’ จะมาจากแหล่งเงินของธนาคารออมสินเอง ไม่เกี่ยวข้องกับเงินกู้จาก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท

 

“ในช่วงเวลาโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่เหลืออีกประมาณ 1 เดือนเศษ รัฐบาลอยากให้ AI นกกระซิบ ที่ไม่เพียงช่วยพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยทำบัญชี แต่อยากให้เกิดเคสจริง ๆ คือ สามารถนำบัญชีนั้นไปใช้เป็นหลักฐานเพื่อกู้เงินจากธนาคารออมสินได้ จากที่มียอดสรุปการขายเป็นรายวัน รายเดือน ทำเป็นบัญชีมาแล้ว ก็อยากให้บัญชีนั้นมีประโยชน์มากที่สุด ซึ่งได้มอบหมายให้ธนาคารออมสินไปเร่งจัดทำแนวทางรองรับเรียบร้อยแล้ว” ดร.เอกนิติ กล่าว

 

ออมสินวอนประชาชนอดใจรอ

 

ด้านทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสินเผยว่า ได้มีการหารือกับดร.เอกนิติและธนาคารกรุงไทยซึ่งเป็นผู้ดูแลข้อมูลบนแอปฯ ‘ถุงเงิน’ แล้ว และจะมีการหารือรายละเอียดเพิ่มเติมภายหลัง โดยระหว่างนี้ ทรงพลวอนให้ประชาชนคนไทยอดใจรออีกนิด

 

พร้อมกันนี้ ทรงพลมองว่าการให้สินเชื่อโดยทั่วไปใช้สถิติการชำระหนี้ในการพิจารณา แต่การนำคะแนนพฤติกรรม (Behavioral Score) จากรายการสรุปยอดขายของ ‘นกกระซิบ AI’ ถือเป็นข้อมูลทางเลือก ที่จะทำให้มีการปล่อยสินเชื่อครอบคลุมมากขึ้น และมีความแม่นยำมากขึ้น

 

สมทบวงเงินสินเชื่อ EV อีก 5 พันล้านบาท

 

สำหรับความคืบหน้าโครงการสินเชื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ในส่วนของสินเชื่อเพื่อการจัดซื้อยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทรงพลเผยว่า ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยวงเงินรอบแรก 5,000 ล้านบาท จัดสรรครบเต็มจำนวนแล้ว และล่าสุดธนาคารได้เพิ่มวงเงินอีก 5,000 ล้านบาท รวมเป็น 10,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการที่ยังมีอยู่ โดยการปล่อยกู้ยังคงใช้เงื่อนไขเดิม

 

ทั้งนี้ ธนาคารจะรอให้ผู้ประกอบการ ทั้งสถาบันการเงินและผู้ให้บริการสินเชื่อที่เป็นพันธมิตร ทยอยเข้ามาเบิกจ่ายวงเงินก่อน หากวงเงินที่เพิ่มขึ้นถูกใช้จนหมด จึงจะพิจารณาดำเนินการในระยะต่อไป

 

“โดยรวมได้รับการตอบรับดี มีผู้สนใจจำนวนมาก วงเงินรอบแรก 5,000 ล้านบาทเต็มวงเงินแล้ว จัดสรรให้ผู้ประกอบการละ 500 ล้านบาท มีหลายรายเข้าร่วมโครงการ โดยแต่ละรายได้รับวงเงินไม่เท่ากัน” นายทรงพลกล่าว

 

อย่างไรก็ดี สินเชื่อเพื่อการจัดซื้อยานยนต์ไฟฟ้า (EV) นั้น เป็นสินเชื่อสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าตามนิยามของโครงการ ขณะที่อุปกรณ์ชาร์จอาจขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ให้สินเชื่อแต่ละราย

The post ‘เอกนิติ’ หารือออมสิน เตรียมแนวทางดัน ‘นกกระซิบ AI’ ใช้แทน Statement ปล่อยเงินกู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ธุรกิจตั้งใหม่ลด ธุรกิจปิดตัวเพิ่ม’ ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการพุ่ง 224.1% เฉียด 1 แสนล้านบาท ในครึ่งแรกปี 2569 https://thestandard.co/thai-business-closures-capital-surge/ Thu, 20 Aug 2026 01:58:57 +0000 https://thestandard.co/thai-business-closures-capital-surge/ อินโฟกราฟิกแสดงข้อมูลธุรกิจตั้งใหม่ลด ธุรกิจปิดตัวเพิ่ม และทุนเลิกกิจการพุ่งเฉียด 1 แสนล้านบาท ในครึ่งแรกปี 2569

สภาพัฒน์เตือน เริ่มเห็นสัญญาณการแจ้งเลิกกิจการที่เพิ่มข […]

The post ‘ธุรกิจตั้งใหม่ลด ธุรกิจปิดตัวเพิ่ม’ ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการพุ่ง 224.1% เฉียด 1 แสนล้านบาท ในครึ่งแรกปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกแสดงข้อมูลธุรกิจตั้งใหม่ลด ธุรกิจปิดตัวเพิ่ม และทุนเลิกกิจการพุ่งเฉียด 1 แสนล้านบาท ในครึ่งแรกปี 2569

สภาพัฒน์เตือน เริ่มเห็นสัญญาณการแจ้งเลิกกิจการที่เพิ่มขึ้นทั้งในธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น หลังพบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เศรษฐกิจไทยกำลังประสบภาวะ ‘ธุรกิจตั้งใหม่ลด แต่ธุรกิจปิดกิจการเพิ่ม’ โดยเมื่อพิจารณาจาก ‘ทุนจดทะเบียน’ ของธุรกิจที่เลิกกิจการพบว่า อยู่ระดับเฉียดแสนล้านบาท (9.89 หมื่นล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นถึง 224.1%

 

 

ในรายงาน ‘ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สองปี 2569 และแนวโน้มปี 2569’ ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ตามข้อมูลธุรกิจจัดตั้งใหม่และเลิกประกอบกิจการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ธุรกิจจัดตั้งใหม่มีจำนวนทั้งสิ้น 44,773 ราย เพิ่มขึ้น 2.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ทุนจดทะเบียนธุรกิจจัดตั้งใหม่อยู่ที่ 1.112 แสนล้านบาท ปรับตัวลดลงจาก 1.491 แสนล้านบาท หรือลดลง 25.4% จากช่วงครึ่งแรกของปี 2568

 

ขณะที่ธุรกิจแจ้งเลิกประกอบกิจการ มีจำนวนทั้งสิ้น 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการอยู่ที่ 9.89 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นในเกณฑ์สูงถึง 224.1% เทียบกับทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 3.05 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ภาวะดังกล่าว “สะท้อนให้เห็นว่า แม้จำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่จะขยายตัวต่อเนื่องตามธุรกิจขนาดเล็ก แต่เริ่มเห็นสัญญาณการแจ้งเลิกกิจการที่เพิ่มขึ้นทั้งในธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น” สภาพัฒน์กล่าว

 

 

ทุนจดทะเบียน ‘ลด’ ทุกขนาดธุรกิจ ทุนเลิกกิจการ ‘เพิ่ม’ ทุกขนาดธุรกิจ

 

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า เมื่อพิจารณาจากทุนจดทะเบียนธุรกิจ พบว่า ทุนจดทะเบียนในธุรกิจจัดตั้งใหม่ลดลงในทุกขนาดธุรกิจ ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการเพิ่มขึ้นในทุกขนาดธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจใหม่มากขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

 

เห็นสัญญาณการเลิกกิจการของ SME ต่อเนื่อง

 

โดยหากพิจารณาการจัดตั้งธุรกิจใหม่ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พบว่า ภาคอุตสาหกรรม มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์

 

อาหาร เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก อุปกรณ์ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ‘มากกว่าการเลิกกิจการ’

 

ขณะที่ในภาคบริการ มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในกิจกรรมการขายปลีก การบริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม การให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและซอฟต์แวร์

 

รวมถึงกิจกรรมการบริการสารสนเทศ (รวม Data Center) ‘เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง’ สอดคล้องกับการขยายตัวของการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะ

 

กิจกรรมการบริการแบบรับฝากเซิร์ฟเวอร์ อินเทอร์เน็ตดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ซึ่งสิงคโปร์เป็นนักลงทุนสัญชาติหลักที่เข้ามาลงทุน มีสัดส่วนการลงทุนสูงถึง 78.0% ของการลงทุนทั้งหมดในกิจกรรมบริการดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ก็เริ่มเห็นสัญญาณของการเลิกกิจการของธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยเฉพาะ ‘ธุรกิจขนาดเล็ก’ สะท้อนจากจำนวนธุรกิจและทุนจดทะเบียนเลิกกิจการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.5% และ 16.1% ตามลำดับ อาทิ ธุรกิจในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้า อุตสาหกรรมการผลิตโลหะ การให้บริการงานวิศวกรรมโยธา และกิจกรรมงานสถาปัตยกรรม ซึ่งสอดคล้องกับการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว ภาคการก่อสร้างและภาคอสังหาริมทรัพย์

 

 

เปิดคำแนะนำจากสภาพัฒน์: รัฐเร่งช่วยสภาพคล่อง ดันเทคโนโลยีดิจิทัล

 

สภาพัฒน์ยังแนะว่า ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายในการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการสนับสนุนด้านการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อรักษาสภาพคล่องทางธุรกิจ ประกอบกับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อลดต้นทุนธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะต่อไป

The post ‘ธุรกิจตั้งใหม่ลด ธุรกิจปิดตัวเพิ่ม’ ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการพุ่ง 224.1% เฉียด 1 แสนล้านบาท ในครึ่งแรกปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวียดนามเตรียมยก 2 จังหวัดที่ตั้งฐานผลิต Samsung และฮาลองเบย์ ขึ้นตรงรัฐบาลกลาง ตัดขั้นตอนราชการเพื่อเร่งอนุมัติโครงการและดึงเม็ดเงิน FDI https://thestandard.co/vietnam-provinces-fdi/ Wed, 19 Aug 2026 12:14:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1243824 กราฟิกข่าวเวียดนามยกฐานะ 2 จังหวัด ฐานผลิต Samsung และฮาลองเบย์ ขึ้นตรงรัฐบาลกลาง

เวียดนามเตรียมยกฐานะ 2 จังหวัดที่เป็นจุดหมายการลงทุนโดย […]

The post เวียดนามเตรียมยก 2 จังหวัดที่ตั้งฐานผลิต Samsung และฮาลองเบย์ ขึ้นตรงรัฐบาลกลาง ตัดขั้นตอนราชการเพื่อเร่งอนุมัติโครงการและดึงเม็ดเงิน FDI appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟิกข่าวเวียดนามยกฐานะ 2 จังหวัด ฐานผลิต Samsung และฮาลองเบย์ ขึ้นตรงรัฐบาลกลาง

เวียดนามเตรียมยกฐานะ 2 จังหวัดที่เป็นจุดหมายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รายใหญ่ที่สุด คือ บั๊กนิญ ฐานการผลิตของ Samsung และกว๋างนิญ ที่ตั้งของอ่าวฮาลอง ให้กลายเป็นเมืองที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง โดยหวังว่าจะช่วยเร่งการเติบโตของทั้งสองพื้นที่

 

 
 

การเปลี่ยนสถานะดังกล่าวจะทำให้ทั้งสองจังหวัดอยู่ภายใต้การบริหารโดยตรงของรัฐบาลกลาง ซึ่งจะมีอำนาจมากขึ้นทั้งการวางแผน, การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐาน จนอาจทำให้การอนุมัติโครงการขนาดใหญ่คล่องตัวขึ้น

 

ด้วยระบบการปกครองของเวียดนามที่อำนาจตัดสินใจกระจุกอยู่ที่ส่วนกลางเป็นหลัก สถานะใหม่นี้จะเปิดช่องทางให้ทั้งสองพื้นที่ติดต่อกับกรุงฮานอยได้โดยตรงมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้การตัดสินใจเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนราบรื่นกว่าเดิม

 

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ผ่านความเห็นชอบ โดยสมาชิกสภามีกำหนดลงมติในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าจะได้รับการอนุมัติ และเมื่อผ่านแล้วทั้งสองจังหวัดจะเข้าร่วมกลุ่มเมืองที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 7 แห่ง

 

ตัดชั้นจังหวัดออก คือสัญญาณที่ส่งถึงนักลงทุนต่างชาติ

 

เหงียน เตี๊ยน หาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเวียดนาม ระบุต่อสมาชิกสภาว่า การยกฐานะครั้งนี้เป็นมากกว่าการปรับหน่วยการปกครองเมืองและการปรับรูปแบบการบริหาร แต่เป็นการเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์เพื่อจัดโครงสร้างภูมิทัศน์การพัฒนาใหม่ และสร้างขั้วการเติบโตใหม่ให้กับพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงและทั้งประเทศ

 

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เวียดนามกำลังปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ภายใต้การนำของ โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ที่ลดจำนวนจังหวัดและกระทรวงลง พร้อมผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อหนุนการเติบโต

 

มาร์โก ฟอร์สเตอร์ ผู้อำนวยการและที่ปรึกษาด้าน FDI จากบริษัทที่ปรึกษา Ascentium อธิบายว่าสถานะใหม่จะทำให้ทั้งสองพื้นที่คุยกับฮานอยได้โดยตรงทั้งเรื่องงบประมาณ, โครงสร้างพื้นฐาน และนโยบาย โดยไม่ต้องผ่านการบริหารระดับจังหวัดที่มักทำให้เกิดความติดขัดและล่าช้า

 

เขามองว่าขณะนี้มีการตัดสินใจลงทุนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลานานหลายโครงการกำลังเดินอยู่ การยกฐานะครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลกลางมองทั้งสองพื้นที่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ฟอร์สเตอร์ระบุว่าสำหรับนักลงทุนต่างชาติแล้ว การเปลี่ยนสถานะทางการปกครองมีความสำคัญน้อยกว่าสิ่งที่ทั้งสองพื้นที่ลงมือสร้างไว้แล้วจริง

 

บั๊กนิญ ฐานผลิต Samsung ที่ส่งออกเกือบ 1 ใน 5 ของประเทศ

 

บั๊กนิญเป็นฐานการผลิตสำคัญของ Samsung มาตั้งแต่ปี 2008 เมื่อยักษ์ใหญ่อิเล็กทรอนิกส์เกาหลีใต้รายนี้เปิดโรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือแห่งแรกในเวียดนาม และขยายการดำเนินงานเรื่อยมา ขณะที่ Foxconn, Goertek และ Luxshare ก็เข้ามาตั้งโรงงานในจังหวัดนี้เช่นกัน

 

ผลลัพธ์คือบั๊กนิญกลายเป็นพื้นที่ที่ส่งออกมากที่สุดของเวียดนามในปี 2025 ด้วยมูลค่าราว 93,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.08 ล้านล้านบาท) คิดเป็นเกือบ 1 ใน 5 ของการส่งออกทั้งประเทศ โดยส่วนใหญ่มาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอุตสาหกรรมอื่น

 

นอกจากนี้ จังหวัดดังกล่าวยังเป็นผู้รับ FDI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศเมื่อปีก่อน โดยดึงดูดเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้เกือบ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.29 แสนล้านบาท) ขณะที่ ณ เดือนมิถุนายน ยอด FDI สะสมอยู่ที่ราว 41,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.36 ล้านล้านบาท)

 

อีกความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาคือบั๊กนิญกำลังเตรียมเปิดสนามบินนานาชาติซาบิ่ญ ซึ่งกำหนดเปิดให้บริการในปี 2027 โดยวางแผนให้เป็นประตูหลักด้านผู้โดยสารและสินค้าของเวียดนามตอนเหนือ และอาจช่วยลดความแออัดของสนามบินโหน่ยบ่ายในกรุงฮานอย

 

กว๋างนิญ จากเมืองเหมืองถ่านหินสู่เศรษฐกิจที่โตเร็วที่สุด

 

ด้านกว๋างนิญมีจุดแข็งที่ผสมผสานทั้งการท่องเที่ยว การค้า และฐานการผลิตที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อปีก่อนจังหวัดนี้มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในเวียดนามที่ 11.9%

 

จากเดิมที่เศรษฐกิจถูกครอบงำด้วยการทำเหมืองถ่านหิน จังหวัดนี้ได้เปลี่ยนผ่านสู่ภาคการผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในช่วง 5 ปีจนถึงเดือนกันยายนปีก่อน สามารถดึงดูดเงินลงทุนในโครงการอุตสาหกรรมได้ราว 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.98 แสนล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนต่างชาติ

 

ทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ติดกับมณฑลกว่างซีของจีน เมื่อรวมกับท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรม ทำให้กว๋างนิญมีศักยภาพเป็นประตูเชื่อมห่วงโซ่อุปทานจีน-เวียดนาม แต่ก็ยังมีข้อจำกัดจากตะกอนที่สะสมในท่าเรือก๋ายลาน ซึ่งเคยเป็นท่าเรือน้ำลึก จนกระทบความสามารถในการรองรับเรือขนาดใหญ่

 

ขณะเดียวกันจังหวัดนี้ยังเป็นที่ตั้งของอ่าวฮาลอง มรดกโลกของยูเนสโกที่มีเกาะหินปูนและเสาหินนับพันผุดขึ้นจากผืนน้ำสีมรกต โดยมีแผนสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมฮานอยกับฮาลองภายในสิ้นปี 2028 ซึ่งจะลดเวลาเดินทางเหลือราว 25 นาที จากปัจจุบันที่ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง

 

ฟอร์สเตอร์มองว่าการยกฐานะทั้งสองจังหวัดมีความคล้ายคลึงกับจีน ซึ่งเป็นได้ทั้งต้นแบบและคำเตือน โดยเซินเจิ้นและฉงชิ่งแสดงให้เห็นว่าการปฏิรูประบบราชการ นโยบายอุตสาหกรรม และการสนับสนุนจากรัฐ ช่วยเร่งการเติบโตได้เมื่อมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงรองรับ

 

ในทางกลับกัน เทียนจินให้บทเรียนตรงข้าม เมื่อการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยหนี้โดยไม่มีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแรง นำไปสู่การเติบโตที่อ่อนแอและตึกระฟ้าที่ว่างเปล่า ซึ่งเขาเห็นว่าบั๊กนิญและกว๋างนิญมีลักษณะใกล้เคียงกับฉงชิ่งมากกว่าเทียนจิน เพราะปัจจัยพื้นฐานมีอยู่จริง

 

ทว่าความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นก็ผลักให้ต้นทุนแรงงานและที่ดินสูงตามไปด้วย โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามระบุว่า เมื่อปีก่อนกว๋างนิญมีรายได้เฉลี่ยสูงเป็นอันดับ 5 ของประเทศที่ราว 6.9 ล้านดองต่อเดือน (ประมาณ 8,970 บาท)

 

ส่วนบั๊กนิญมีเศรษฐกิจเติบโต 10.27% และรายได้เฉลี่ยราว 6 ล้านดองต่อเดือน (ประมาณ 7,800 บาท) ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของประเทศ

 

แมทธิว พาวเวลล์ ผู้อำนวยการจากบริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ Savills ที่ดูแลพื้นที่เวียดนามตอนเหนือและตอนกลาง ระบุว่าหากเป็นการลงทุนอุตสาหกรรมที่ต้นทุนต่ำ ก็ยังมีจังหวัดอื่นให้เลือกอีกมาก เพราะอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มไม่สูงและอุตสาหกรรมหนักจะไปอยู่ในจังหวัดที่ราคาที่ดินถูกกว่า

 

เขาสรุปว่าการยกฐานะครั้งนี้เป็นการเดินหน้าเส้นทางของบั๊กนิญและกว๋างนิญไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปลดล็อกการเติบโตของเงินลงทุนในระยะถัดไป

 

ภาพ: Scout901 / Shutterstock

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.12 บาท และ 1 ดงเวียดนาม เท่ากับ 0.0013 บาท ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง:

 

The post เวียดนามเตรียมยก 2 จังหวัดที่ตั้งฐานผลิต Samsung และฮาลองเบย์ ขึ้นตรงรัฐบาลกลาง ตัดขั้นตอนราชการเพื่อเร่งอนุมัติโครงการและดึงเม็ดเงิน FDI appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิงคโปร์-ฮ่องกงเปิดศึกชิงฮับการเงินเอเชีย หั่นภาษีส่วนแบ่งกำไร ดึงผู้จัดการกองทุนเข้าประเทศ https://thestandard.co/singapore-hong-kong-financial-hub-tax/ Wed, 19 Aug 2026 10:35:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1243777 ภาพปกแสดงอาคารสูงของสิงคโปร์และฮ่องกงคู่กัน สื่อถึงการแข่งขันชิงฮับการเงิน

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สองศูนย์กลางการเงินใหญ่ที […]

The post สิงคโปร์-ฮ่องกงเปิดศึกชิงฮับการเงินเอเชีย หั่นภาษีส่วนแบ่งกำไร ดึงผู้จัดการกองทุนเข้าประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกแสดงอาคารสูงของสิงคโปร์และฮ่องกงคู่กัน สื่อถึงการแข่งขันชิงฮับการเงิน

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สองศูนย์กลางการเงินใหญ่ที่สุดของเอเชียอย่างสิงคโปร์และฮ่องกง กำลังเปิดศึกแย่งชิงอุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์อย่างเปิดเผย โดยการลดภาษีให้กับตัวบุคคลที่บริหารเงิน ไม่ใช่แค่ตัวบริษัท

 

 
 

สิงคโปร์งัดไม้เด็ด ยกเว้นภาษีกำไรส่วนแบ่ง

 

ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ประกาศชุดมาตรการเมื่อวันพุธ (19 สิงหาคม) เพื่อเสริมความน่าดึงดูดของประเทศต่ออุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์ โดยมาตรการหลักคือข้อเสนอยกเว้นภาษีสำหรับส่วนแบ่งกำไรที่ผู้จัดการกองทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนได้รับ เมื่อสามารถสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งให้กับนักลงทุนในกองทุนที่เข้าเกณฑ์

 

ความหมายต่ออุตสาหกรรมเฮดจ์ฟันด์นั้นมหาศาล เพราะผลตอบแทนของบริษัทประเภทนี้แทบทั้งหมดขึ้นอยู่กับฝีมือของบุคลากรที่ตัดสินใจว่าจะลงทุนที่ไหนและเมื่อใด และบริษัทมักตั้งทีมหรือกระทั่งสำนักงานทั้งแห่งขึ้นมารอบตัวผู้จัดการกองทุนระดับดาวเด่นเพียงไม่กี่คน

 

ในทางทฤษฎี ข้อเสนอของสิงคโปร์อาจดูน่าสนใจกว่าฮ่องกง แต่รายละเอียดจำนวนมากยังไม่ชัดเจน โดยการยกเว้นภาษีอาจครอบคลุมกว้างขวาง ไม่จำกัดเฉพาะผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ แต่รวมถึงผู้ที่ทำงานใน family office, บริษัทร่วมลงทุน (VC) และสถาบันอื่นอีกจำนวนมาก

 

การยกเว้นภาษีจะมีผลกับรายได้ส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นในปีปฏิทินนี้ โดย ชี ฮอง ตัด (Chee Hong Tat) รองประธาน MAS ระบุว่ารายละเอียดเพิ่มเติมจะถูกเปิดเผยในการแถลงงบประมาณปี 2027 ของสิงคโปร์ ซึ่งปกติจัดขึ้นราวเดือนกุมภาพันธ์

 

“อุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์ของสิงคโปร์เป็นเครื่องยนต์การเติบโตสำคัญของภาคการเงิน คิดเป็นราว 15% ของผลผลิตในภาคนี้ และ 13% ของการจ้างงาน” ชี ฮอง ตัด กล่าว พร้อมยืนยันว่าจะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคบริการทางการเงิน

 

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังจะเปิดตัวโครงการลงทุนในเฮดจ์ฟันด์โครงการใหม่ เพื่อยึดโยงผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ไว้กับประเทศ พร้อมผ่อนคลายเกณฑ์รายได้สำหรับผู้ยื่นขอวีซ่า Overseas Networks & Expertise Pass (ONE Pass) จากเดิมที่กำหนดเงินเดือนพื้นฐานขั้นต่ำ 30,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน (ราว 7.7 แสนบาท) โดยผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์จะสามารถนับรายได้รูปแบบอื่นรวมเข้ามาได้

 

ฮ่องกงเปิดเกมก่อนด้วย carried interest

 

ความเคลื่อนไหวของสิงคโปร์เกิดขึ้นท่ามกลางการฟื้นตัวของฮ่องกง คู่แข่งสำคัญที่สุดในธุรกิจบริหารสินทรัพย์ของภูมิภาค โดยคำมั่นเรื่องภาษีที่ต่ำลงบวกกับตลาดหุ้น IPO ที่กลับมาคึกคัก ได้ช่วยดึงชาวต่างชาติจำนวนมากกลับสู่เขตปกครองพิเศษแห่งนี้ ทั้งค่าเช่าและจำนวนผู้ยื่นขอวีซ่ากำลังฟื้นตัว พร้อมกับรายชื่อรอเข้าโรงเรียนนานาชาติยอดนิยมที่ยาวขึ้น

 

รัฐบาลฮ่องกงส่งร่างกฎหมายภาษีฉบับใหม่เข้าสู่สภานิติบัญญัติเมื่อเดือนมิถุนายน โดยส่วนที่ถูกจับตามากที่สุดคือการขยายการยกเว้นภาษีสำหรับ carried interest หรือส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุน ซึ่งอาจหมายถึงรายได้ก้อนใหญ่สำหรับผู้จัดการกองทุนระดับท็อป

 

carried interest ถูกใช้โดยบริษัท Private Equity มาหลายทศวรรษ เพื่อจ่ายผลตอบแทนก้อนโตให้ผู้บริหารพร้อมกับการแบ่งกำไรให้นักลงทุนภายนอก และก่อนหน้าร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ กองทุนไพรเวทอิควิตี้บางแห่งก็ได้รับการยกเว้นภาษีในส่วนนี้อยู่แล้ว แต่เมื่อฮ่องกงประกาศขยายการยกเว้นออกไปนอกเหนือจาก Private Equity, เทรดเดอร์ และนักลงทุนจำนวนมาก ต่างเร่งหาคำตอบว่าตัวเองจะเข้าข่ายหรือไม่

 

ตัวเลขที่สิงคโปร์และฮ่องกงกำลังแย่งชิง

 

สินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมของฮ่องกงเติบโต 20% ในปี 2025 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 42.2 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือราว 178 ล้านล้านบาท ส่วนหนึ่งจากเงินทุนไหลเข้าสุทธิที่พุ่งขึ้น ขณะที่สินทรัพย์ภายใต้การบริหารในสิงคโปร์เติบโต 10% ในปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 6.68 ล้านล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 173 ล้านล้านบาท

 

แม้ฮ่องกงจะเป็นศูนย์กลางหลักของอุตสาหกรรมเฮดจ์ฟันด์ในเอเชียมาโดยตลอด แต่สิงคโปร์เคยไล่ตามมาติดๆ โดยสินทรัพย์ที่บริหารโดยเฮดจ์ฟันด์ในสิงคโปร์เพิ่มขึ้น 37% ในปี 2024 แตะ 3.27 แสนล้านดอลลาร์สิงคโปร์ จากการที่บริษัทระดับโลกอย่าง Citadel และ Jain Global ขยายการดำเนินงานที่นั่น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าการเติบโตชะลอลงเหลือเพียง 5% ในปี 2025

 

ในฝั่งฮ่องกง ภาคการเงินคิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในสี่ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด

 

เมื่อทั้งเมืองพยายามหาช่องเข้าเกณฑ์

 

ร่างกฎหมายของฮ่องกงจุดกระแสล็อบบี้ การเดาใจ และการซุบซิบในแวดวงการเงินอย่างกว้างขวาง บริษัทเทรดดิ้งพยายามผลักดันให้ตัวเองถูกรวมเข้าไปด้วย ก่อนที่รัฐบาลจะออกแถลงการณ์อย่างรวดเร็วเพื่อปัดตกข้อเรียกร้องดังกล่าว ขณะที่ผู้บริหารแฟมิลีออฟฟิศกำลังพยายามหาคำตอบว่าตัวเองเข้าข่ายหรือไม่

 

มีรายงานว่าเฮดจ์ฟันด์ขนาดเล็กบางแห่งกำลังพิจารณาเขียนสัญญาจ้างใหม่ เพื่อให้แม้แต่พนักงานฝ่ายธุรการได้รับโบนัสแบบปลอดภาษี และในกรณีที่สุดโต่งที่สุด กองทุนขนาดเล็กแห่งหนึ่งกำลังพิจารณาเปลี่ยนตำแหน่งพนักงานต้อนรับให้เป็นเจ้าหน้าที่นักลงทุนสัมพันธ์ เพื่อให้เธอได้รับโบนัสปลอดภาษี ตามการเปิดเผยของที่ปรึกษาภาษีรายหนึ่งที่รับรู้เรื่องนี้

 

บริษัทอื่นๆ ก็กำลังทบทวนวิธีจ่ายค่าตอบแทนให้ผู้บริหารที่ไม่ได้บริหารเงินโดยตรง เช่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินหรือผู้ดูแลฝ่ายปฏิบัติการ

 

“การจะเข้าเกณฑ์ carried interest ต้องเป็นส่วนแบ่งกำไรจากผลงานที่แท้จริง จากการบริหารเงินของบุคคลที่สาม ไม่ใช่การจ่ายผลตอบแทนตามปกติจากโต๊ะเทรดของบริษัทเอง” Rocky Tung ผู้อำนวยการบริหารของ Financial Services Development Council ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาที่รัฐบาลให้ทุนสนับสนุน กล่าว

 

ธนาคารกลัวสูญเสียเทรดเดอร์

 

กฎใหม่มีความเสี่ยงที่จะสร้างความตึงเครียดภายในธนาคารลงทุนของฮ่องกง โดยบริษัทอย่าง Goldman Sachs, JPMorgan Chase และ Morgan Stanley รวมกันมีพนักงานหลายพันคนในฮ่องกง ซึ่งมีทั้งโต๊ะพร็อพเทรดและหน่วยธุรกิจบริหารสินทรัพย์อยู่ในองค์กรเดียวกัน

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีมองว่าหน่วยบริหารสินทรัพย์ของธนาคารเหล่านี้น่าจะเข้าเกณฑ์ เพราะผ่านหลักเกณฑ์สำคัญคือการบริหารเงินทุนจากภายนอก แต่พนักงานในโต๊ะพร็อพเทรดอาจถูกทิ้งไว้ข้างนอก ซึ่งมีแนวโน้มสร้างความไม่พอใจในอุตสาหกรรมที่ทุกคนจับตาแพ็กเกจโบนัสของกันและกันอย่างใกล้ชิด

 

ธนาคารบางแห่งกังวลว่าเทรดเดอร์ในสายพร็อพเทรดจะมีแรงจูงใจย้ายไปฝั่งกองทุนมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันจากการเติบโตของกองทุนแบบ pod shop ขนาดใหญ่ในเอเชีย ที่ดึงตัวคนจากธนาคารอยู่แล้ว

 

“สำหรับเทรดเดอร์ธนาคารที่ประสบความสำเร็จและมีผลงานที่พกติดตัวไปได้ การย้ายไปกองทุนก็น่าสนใจทางการเงินอยู่แล้ว และเรื่องภาษีอาจทำให้การตัดสินใจนั้นง่ายขึ้นมาก” Loretta Chan ผู้อำนวยการร่วมฝ่ายธนาคารและตลาดโลกของ Wellesley Partners บริษัทจัดหาผู้บริหารระดับสูงกล่าว “ธนาคารอาจต้องทำงานหนักขึ้นมากเพื่อรักษาคนที่กล้ารับความเสี่ยงเก่งที่สุดเอาไว้”

 

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายของฮ่องกงผ่านการพิจารณารายมาตราในคณะกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแล้ว แต่ยังต้องผ่านการพิจารณาอีกวาระหนึ่งในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยรัฐบาลระบุในแถลงการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าไม่มีแผนขยายขอบเขตของร่างกฎหมายอีก ซึ่งเท่ากับว่าช่วงเวลาของการล็อบบี้ได้จบลงแล้ว

 

ส่วนฝั่งสิงคโปร์ รายละเอียดที่ชัดเจนจะปรากฏในการแถลงงบประมาณปี 2027 ราวเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งที่ปรึกษาภาษีระบุว่าผู้จัดการกองทุนจำนวนมากกำลังรอดูกฎเกณฑ์ฉบับสุดท้ายของทั้งสองเมือง ก่อนจะตัดสินใจเคลื่อนไหวครั้งใหญ่

 

ระหว่างนี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุดคือบริษัทจัดหาผู้บริหารและที่ปรึกษาด้านภาษี เมื่อพนักงานปกขาวเริ่มมองหางานใหม่ และบริษัทต่างชาติจำนวนมากเริ่มถูกดึงดูดเข้าสู่ฮ่องกง

 

ภาพ: Ursidae, Suvit Topaiboon / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post สิงคโปร์-ฮ่องกงเปิดศึกชิงฮับการเงินเอเชีย หั่นภาษีส่วนแบ่งกำไร ดึงผู้จัดการกองทุนเข้าประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกงบ บจ. สหรัฐฯ Q2 โตแกร่งเกินคาด ท่ามกลางดอกเบี้ย-สงครามป่วน จับตา ‘กระแสเงินสด’ – กลยุทธ์ ‘Buy on Weakness’ https://thestandard.co/us-q2-earnings-strong-cash-flow-buy-weakness/ Wed, 19 Aug 2026 07:38:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1243678 ภาพตึกระฟ้าในนิวยอร์ก สื่อถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในสหรัฐฯ ประจ […]

The post เจาะลึกงบ บจ. สหรัฐฯ Q2 โตแกร่งเกินคาด ท่ามกลางดอกเบี้ย-สงครามป่วน จับตา ‘กระแสเงินสด’ – กลยุทธ์ ‘Buy on Weakness’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตึกระฟ้าในนิวยอร์ก สื่อถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในสหรัฐฯ ประจำไตรมาสที่ 2 ที่เพิ่งประกาศออกมาล่าสุด ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เผชิญกับปัจจัยกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ย สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดหุ้น

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P 500 ภาพรวมออกมา ‘ดีจนผิดปกติ’ โดยมีตัวเลขสำคัญดังนี้

 

  • การเติบโตของรายได้ : โดยเฉลี่ยเติบโตถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY)
  • อัตรากำไร (Margin): อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งประมาณ 16.9%
  • กำไรสุทธิ (Net Profit): หากดูตัวเลขรวมรายการพิเศษจะเติบโตสูงถึง 50% YoY เนื่องจากมีรายการพิเศษจากการประเมินมูลค่าทางบัญชี (Mark to Market) ของหุ้นที่เข้าจดทะเบียนในตลาด เช่น Anthropic หรือ SpaceX แต่หากตัดรายการพิเศษเหล่านี้ออกไป กำไรสุทธิก็ยังเติบโตได้แข็งแกร่งถึงประมาณ 22% ทั้งนี้ หากพิจารณาตัวเลขค่าเฉลี่ยสุทธิของ S&P 500 จะพบว่ากำไรเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 32% YoY ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 1 ที่เติบโต 25%

 

ความน่าสนใจในมิตินี้คือ แม้เราจะทดลองตัดกลุ่มเทคโนโลยี (Technology) หรือกลุ่มพลังงาน (Energy) ออกไป ดัชนี S&P 500 ก็ยังสามารถเติบโตในระดับ 20% กว่า สะท้อนให้เห็นว่า แม้ตลาดจะถูกรุมเร้าด้วยปัญหาสงคราม ราคาน้ำมันแพง และความไม่แน่นอนของดอกเบี้ย แต่รายได้และกำไรของ บจ. สหรัฐฯ ยังสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนว่าปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจยังคงไปต่อได้ดี

 

เปิดลายแทงรายอุตสาหกรรม กลุ่มเด่นดันตลาด และกลุ่มที่ยังชะลอตัว

 

จากการวิเคราะห์เชิงลึก พบว่าการเติบโตในรอบนี้กระจุกตัวอยู่ในสองกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่

 

  • กลุ่มพลังงาน (Energy): ได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลดีต่อทั้งอุตสาหกรรม
  • กลุ่มเทคโนโลยี (Technology): ได้รับประโยชน์จากการเติบโตอย่างมหาศาลของ AI Infrastructure และงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
  • กลุ่มการเงินและธนาคาร (Financials & Banking): เติบโตได้ดีในระดับ 20% ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากตลาดทุนที่ปรับตัวขึ้นและการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมการระดมทุนและการทำ IPO
  • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Staples & Discretionary): แม้จะรู้สึกว่าชะลอตัว แต่ในภาพรวมยังสามารถเติบโตได้ในระดับ 10% ทว่าในมุมมองของผู้บริโภคทั่วไป ภาพรวมของกลุ่มนี้ยังคงมีลักษณะทรงตัวและยังไม่ฟื้นตัวเด่นชัดนัก

 

กระแสเงินลงทุน AI และ Hyper Scaler ยังไม่แผ่ว

 

ในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือ Hyper Scaler เช่น Google, Microsoft, Meta และ Amazon ทุกบริษัทต่างยังมีแนวโน้มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ไปต่ออย่างแข็งแกร่ง โดยส่วนใหญ่ ยกเว้น Microsoft ต่างมีการเพิ่มงบลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (CapEx) ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้ ตัวเลข CapEx รวมกันของยักษ์ใหญ่กลุ่มนี้จะแตะระดับเกือบ 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับการลงทุนในเทคโนโลยี AI

 

นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรงอย่าง Anthropic หรือ Open AI ก็มีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ช่วยยืนยันว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มีความต้องการใช้งานและสร้างรายได้จริงอย่างสมเหตุสมผล

 

ทำไม ‘งบดีแต่ราคาหุ้นกลับร่วง’ เมื่อตลาดหันมาจับตา ‘คุณภาพกำไร’

 

บทเรียนสำคัญจากงวดนี้คือ ปรากฏการณ์ที่บริษัทประกาศงบดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลงสวนทางกัน คุณชาตรีอธิบายว่า เป็นเพราะปัจจุบันนักลงทุนมองลึกไปมากกว่าแค่ตัวเลขกำไร แต่โฟกัสที่ “คุณภาพของผลประกอบการ” และกระแสเงินสด

 

  • ความกังวลเรื่องแนวโน้มอนาคต (Guidance): หากผลงานงวดปัจจุบันดี แต่แนวโน้มอนาคตส่งสัญญาณชะลอตัว ตลาดจะเริ่มเกิดความกังวลทันที
  • กระแสเงินสด (Cash Flow) คือคำตอบ: หุ้นหลายบริษัท เช่น Meta หรือ Amazon ที่แม้จะประกาศกำไรดีกว่าคาด แต่หากกระแสเงินสดลดลง ราคาหุ้นก็ปรับตัวลดลงทันที
  • เติบโตอย่างยั่งยืน: ตลาดต้องการเห็นบริษัทที่เติบโตด้วยกระแสเงินสดที่แท้จริง ไม่ใช่การเติบโตที่เกิดจากการกู้ยืมเงินหรือการใช้ Leverage สูงเกินไป ทำให้การลงทุนต่อจากนี้ต้องอาศัยความระมัดระวังมากขึ้นอย่างมาก

 

จับตาประเด็น Data Center สหรัฐฯ และความท้าทายจาก “จีน”

 

ประเด็นร้อนที่เพิ่งเกิดขึ้นคือ ความพยายามของบางรัฐในสหรัฐฯ เช่น รัฐเท็กซัส (Texas) และรัฐนิวยอร์ก (New York) ที่สั่งชะลอหรือทบทวนการก่อสร้าง Data Center ใหม่ ซึ่งรากฐานของปัญหามาจากความกังวลเรื่องค่าไฟและราคาพลังงาน ที่อาจส่งผลกระทบและเข้าไปแย่งชิงทรัพยากรไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมอื่น

 

  • กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก: คือกลุ่มที่เป็นเจ้าของ Data Center หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่ต้องเลื่อนหรือทบทวนโครงการออกไปก่อน
  • กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจำกัด: คือกลุ่ม Supply Chain ของ Data Center (เช่น ผู้ผลิตอุปกรณ์หรือชิปเซมิคอนดักเตอร์) ที่แม้โครงการจะชะลอตัวในบางรัฐ แต่พวกเขายังสามารถย้ายไปผลิตหรือสร้างในรัฐอื่น หรือกระทั่งในต่างประเทศได้
  • กลุ่มที่ได้ประโยชน์: คือกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหรือผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีทรัพยากรในมืออยู่แล้ว ซึ่งจะกลายเป็นที่ต้องการมากขึ้น

 

ในระยะยาว ปัญหานี้ไม่ได้เปลี่ยนภาพใหญ่ของการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI เนื่องจากอุปสงค์ (Demand) ของ AI ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่สามารถดีเลย์การอนุมัติเหล่านี้ออกไปได้นานเกินไป เนื่องจากต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันกับประเทศจีนที่มีความโดดเด่นในเรื่องของพลังงานที่เหลือเฟือและกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างรวดเร็วเช่นกัน

 

แนวโน้มผลประกอบการระยะต่อไป และ 3 ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา

 

หากดูการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์โดยเฉลี่ย แนวโน้มในไตรมาสถัดๆ ไปยังคงอยู่ในระดับที่ดี โดยคาดการณ์ว่า

 

  • ไตรมาส 3: กำไรจะเติบโตประมาณ 27%
  • ไตรมาส 4: กำไรจะเติบโตประมาณ 25%
  • ทั้งปี 2569 (2026): คาดว่าจะเติบโตได้เฉลี่ยประมาณ 30%

 

อย่างไรก็ดี คุณชาตรีตั้งข้อสังเกตว่า อัตราการเติบโตที่สูงเป็นพิเศษในปีนี้ ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบทางภาษี (IEPA) ของปีที่แล้วที่ถูกสั่งเก็บ ทำให้กำไรของปีก่อนหน้าต่ำกว่าความเป็นจริง แต่เมื่อต้นปีนี้มีการยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ส่งผลให้ฐานกำไรปีนี้ถูกดึงให้สูงขึ้นเล็กน้อย และหากมองข้ามไปปี 2570 (2027) คาดว่าอัตราการเติบโตจะเริ่มชะลอตัวลงกลับมาสู่ระดับปกติที่ 14-15%

 

สิ่งที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในระยะสั้น ได้แก่

 

สุนทรพจน์ด้านนโยบายการเงินของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ซึ่งปกติแล้วประธานคนนี้เป็นคนที่ให้ข้อมูลค่อนข้างน้อย ต่างจากสไตล์ของ โจม พาวเวล (Jerome Powell) ที่มักจะให้คำแนะนำและชี้นำตลาดล่วงหน้าอย่างชัดเจน

 

  • การประกาศงบของ Nvidia (วันที่ 26 สิงหาคม): ซึ่งจะเป็นตัวชี้ชะตาความต้องการชิปเซมิคอนดักเตอร์และทิศทางของอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก เนื่องจาก Nvidia เป็นบริษัทที่รับคำสั่งซื้อมาจากยักษ์ใหญ่ทุกราย
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield): ปัจจุบัน บอนด์ยิลด์สหรัฐฯ ทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง โดยพันธบัตรอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 4.7% และอายุ 30 ปี อยู่ที่ประมาณ 5.3% ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นพอสมควร

 

คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ ‘Buy on Weakness’ สะสมหุ้นอนาคตดีเมื่อย่อตัว

 

นับตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 10% ในขณะที่เป้าหมายเฉลี่ยดัชนี S&P 500 ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 8,000 – 8,200 จุด ส่งผลให้ดัชนีปัจจุบันมีอัปไซด์ (Upside) จำกัดอยู่เพียงประมาณ 4-5% เท่านั้น ด้วยอัปไซด์ที่แคบลง ประกอบกับราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมาค่อนข้างมาก จึงไม่แปลกที่จะเห็นความผันผวนและการขายทำกำไรระยะสั้นเกิดขึ้น

 

SCB CIO แนะนำแนวทางการปรับพอร์ตลงทุนดังนี้

 

  • กลยุทธ์ Buy on Weakness: ใช้จังหวะที่ตลาดปรับฐานหรือย่อตัวลงมา เป็นโอกาสในการเข้าสะสมหุ้นของธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่ม AI Infrastructure ที่ยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและงบลงทุนรองรับชัดเจน
  • หลีกเลี่ยงการใช้ Leverage: ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ควรหลีกเลี่ยงการกู้ยืมเงินหรือการใช้เลเวอเรจเพื่อป้องกันความเสี่ยง
  • เพิ่มความยืดหยุ่นในพอร์ตโฟลิโอ: แนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายยืดหยุ่น เช่น กองทุนรวมผสม (Mixed Fund) ที่ผู้จัดการกองทุนสามารถปรับน้ำหนักสินทรัพย์ได้อย่างอิสระ หรือเลือกแบ่งสัดส่วนการลงทุนไปในสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) ที่ไม่ผันผวนโดยตรงตามทิศทางของตลาดหุ้น เนื่องจากในเวลานี้ราคาหุ้นสหรัฐฯ ก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่ถูก และตราสารหนี้เองก็ยังมีแรงกดดันจากทิศทางของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร

 

“ภาพระยะยาวของนวัตกรรมและเทคโนโลยีไม่เปลี่ยนแปลง นวัตกรรมใหม่ๆ จะยังคงสร้างรูปแบบธุรกิจและกำไรใหม่ๆ ได้อีกมากในอนาคต จึงไม่แนะนำให้ถอดใจหรือถอนพอร์ตการลงทุนออกไปทั้งหมด เพียงแต่ต้องลงทุนด้วยความระมัดระวังมากขึ้น และเปลี่ยนมาเน้นจังหวะเก็บสะสมเมื่อราคาปรับย่อตัว” ชาตรี กล่าว

The post เจาะลึกงบ บจ. สหรัฐฯ Q2 โตแกร่งเกินคาด ท่ามกลางดอกเบี้ย-สงครามป่วน จับตา ‘กระแสเงินสด’ – กลยุทธ์ ‘Buy on Weakness’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สบน. เตรียมออกบอนด์ยั่งยืนรุ่น 2 อายุ 15 ปี วงเงิน 15,000 ล้านบาท เปิดขายช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 https://thestandard.co/pdmo-issue-slb/ Wed, 19 Aug 2026 06:51:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1243655 ภาพกราฟิกแสดงข้อมูล สบน. เตรียมออกบอนด์ยั่งยืนรุ่น 2 วงเงิน 15,000 ล้านบาท

สบน. เตรียมออก SLB รุ่น 2 อายุ 15 ปี วงเงิน 15,000 ล้าน […]

The post สบน. เตรียมออกบอนด์ยั่งยืนรุ่น 2 อายุ 15 ปี วงเงิน 15,000 ล้านบาท เปิดขายช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อมูล สบน. เตรียมออกบอนด์ยั่งยืนรุ่น 2 วงเงิน 15,000 ล้านบาท

สบน. เตรียมออก SLB รุ่น 2 อายุ 15 ปี วงเงิน 15,000 ล้านบาท พร้อมเกณฑ์ใหม่ Biodiversity เริ่มเดินสายประชาสัมพันธ์ 31 สิงหาคมนี้ ก่อนวางขายในช่วงกลางเดือนกันยายน 2569

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

วันนี้ (19 สิงหาคม) จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เผยว่า สบน. เตรียมออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond: SLB) รุ่นที่ 2 เพื่อเป็นเครื่องมือระดมทุนชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ภายใต้ชื่อพันธบัตร SLB425A โดยกำหนดอายุประมาณ 15 ปี และมีวงเงินเบื้องต้นประมาณ 15,000 ล้านบาท

 

สำหรับการออก SLB ครั้งนี้จะมีการกำหนดตัวชี้วัดด้านความยั่งยืน (KPIs) จำนวน 2 ตัว ครอบคลุมทั้งมิติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

 

โดยตัวชี้วัดที่ 1 คือการมุ่งลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของประเทศ รวมถึงลดการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้ลง ให้เหลือ 152 ล้าน tCO2e ภายในปี 2035 หรือลดลง 47% เมื่อเทียบกับระดับปี 2019

 

ส่วนตัวชี้วัดที่ 2 คือการมุ่งเพิ่มสัดส่วนพื้นที่คุ้มครองทางบกและแหล่งน้ำในประเทศ รวมถึงพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (Other Effective Area-Based Conservation Measures: OECMs) ให้มีสัดส่วนรวมไม่น้อยกว่า 30% ของพื้นที่ประเทศ ภายในปี 2030

 

“SLB รุ่นที่ 2 จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควบคู่กับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคการเงินและตลาดทุนในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของประเทศ ช่วยสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาตลาดตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนของประเทศไทย ยกระดับแนวทางการระดมทุนของภาครัฐให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติในระดับสากล” จินดารัตน์กล่าว

 

กางไทม์ไลน์ออก SLB

 

ทั้งนี้ สบน. มีแผนจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์แก่ผู้ลงทุน (Roadshow) เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียดการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน รวมถึงกรอบการระดมทุนและโครงสร้างทางการเงินของพันธบัตรดังกล่าว โดยมีกำหนดการ ดังนี้

 

  • 31 สิงหาคม 2569 เดินสายประชาสัมพันธ์ (Roadshow) แก่ผู้ลงทุนภายในประเทศ
  • 1 – 4 กันยายน 2569 เดินสายประชาสัมพันธ์ (Roadshow) แก่ผู้ลงทุนต่างประเทศทั้งฮ่องกง และสิงคโปร์
  • 10 กันยายน 2569 เปิดสำรวจความต้องการซื้อพันธบัตร (Book Building)
  • กลางเดือนกันยายน 2569 ออกจำหน่าย SLB รุ่นที่ 2

The post สบน. เตรียมออกบอนด์ยั่งยืนรุ่น 2 อายุ 15 ปี วงเงิน 15,000 ล้านบาท เปิดขายช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ ทบทวนยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ ย้ำเน้นผลประโยชน์ของประเทศ ตัวเลข ROI ต้องคุ้มค่า https://thestandard.co/ekaniti-reviews-data-center-strategy/ Wed, 19 Aug 2026 06:32:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1243635 ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

‘เอกนิติ’ ทบทวนยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ รวมถึงมาตรก […]

The post ‘เอกนิติ’ ทบทวนยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ ย้ำเน้นผลประโยชน์ของประเทศ ตัวเลข ROI ต้องคุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

‘เอกนิติ’ ทบทวนยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ รวมถึงมาตรการดึงดูดนักลงทุน ย้ำเน้นผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ตั้งคณะกรรมการวางมาตรฐานกำกับดูแลการใช้น้ำ-ไฟ

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ชี้แจงต่อข้อกังวลเกี่ยวกับ นโยบายดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ที่อาจมีการแย่งชิงทรัพยากรภายในประเทศ ตลอดจนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยย้ำว่า การพิจารณานโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

 

โดย ดร.เอกนิติระบุว่า ได้สั่งให้มีการทบทวนนโยบายดึงดูดการลงทุนให้เหมาะสม รวมถึงทบทวนยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ทั้งหมด ให้คำนึงถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจากการเป็นฐานของอุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งดร.เอกนิติมองว่า เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและปรับตัวให้ทัน เพื่อต่อยอดการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ทั้งนี้ การกำกับดูแลนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์หลังจากนี้ จะอยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะทำหน้าที่ในการวางมาตรฐาน และกำกับดูแลผลกระทบทั้งเรื่องไฟฟ้า และน้ำที่อาจจะเกิดขึ้น ครอบคลุมการเข้าถึงไฟฟ้าของประชาชน เสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

 

“คณะกรรมการฯ ที่จะเข้ามาดูยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์หลังจากนี้ มีทั้งเลขาธิการ BOI กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ซึ่งจะมากำกับดูแลในภาพรวมเป็นหลัก” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ด้าน ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โจทย์ของยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ นอกเหนือจากการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนแล้ว คือการให้ความสำคัญกับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่ประเทศจะได้รับกลับมาว่าคุ้มค่าหรือไม่

 

โดยการลงทุนที่ผ่านมา BOI ให้ความสำคัญใน 4 มิติ ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่ง 3 มิติแรกเป็นสิ่งที่ไทยต้องแลก แต่ในส่วนผลประโยชน์ของประเทศ จะเน้นว่าการลงทุนดังกล่าวมีการเพิ่มทักษะการวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้คนในประเทศหรือไม่ ต่อยอดการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) หรือไม่ มีการจ้างงานที่มีคุณภาพหรือไม่

 

“จะเห็นว่ากรอบแนวคิดเรื่องอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์แบบใหม่ของประเทศไทย ไม่ใช่แบบเดิมอีกต่อไป ไม่ใช่เอาเงินมาลงทุนแล้วจบไป แต่หลังจากนี้จะถามหาผลประโยชน์ที่รัฐบาลอยากได้” ดร.สันติธาร ระบุ

The post ‘เอกนิติ’ ทบทวนยุทธศาสตร์ดาต้าเซ็นเตอร์ ย้ำเน้นผลประโยชน์ของประเทศ ตัวเลข ROI ต้องคุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ผ่าแผนกู้เงิน 2 แสนล้านบาท ชู 3 ระยะเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลดความเสี่ยงราคาน้ำมันโลกผันผวน พร้อมหนุนเอกชนใช้ AI บริหารจัดการ https://thestandard.co/scb-eic-energy-transition-ai/ Wed, 19 Aug 2026 05:32:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1243607 ภาพประกอบแผนการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พร้อม 3 โรดแมป

2 แสนล้านภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้กับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญขอ […]

The post SCB EIC ผ่าแผนกู้เงิน 2 แสนล้านบาท ชู 3 ระยะเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลดความเสี่ยงราคาน้ำมันโลกผันผวน พร้อมหนุนเอกชนใช้ AI บริหารจัดการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแผนการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พร้อม 3 โรดแมป

2 แสนล้านภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้กับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของพลังงานไทย

 

พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เปิดทางให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศในวงเงิน 2 แสนล้านบาท

 

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานของไทยอย่างฉับพลันและคาดว่าจะส่งผลกระทบยืดเยื้อจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางในอนาคตข้างหน้า ซึ่งความไม่แน่นอนที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานดังกล่าวจะส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการให้ปรับสูงขึ้นเป็นวงกว้างในปัจจุบันและอนาคต

 

เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว รัฐบาลจึงได้ออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2026 อย่างไรก็ดี วันที่ 9 กรกฎาคม 2026 ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเห็นชอบ พ.ร.ก. ดังกล่าว โดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเป็น 2 ส่วน โดยวงเงิน 2 แสนล้านบาทแรก ใช้พยุงเศรษฐกิจและช่วยค่าครองชีพประชาชน และอีก 2 แสนล้านบาท สำหรับขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานสะอาด (Green Transition) ของประเทศ ผ่านแนวทางหลัก 3 ด้าน ได้แก่

 

  • การส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
  • การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • การพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะ (Reskill) รวมถึงส่งเสริมนวัตกรรมใหม่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่และพลังงานสะอาด

 

โดยภาครัฐกำลังจัดทำรายละเอียดโครงการเพื่อเตรียมเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ อาทิ มาตรการเพิ่มเติมในการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับภาคครัวเรือน, การสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและไบโอดีเซล, การยกระดับภาคการเกษตรด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดควบคู่กับการสร้างทักษะแรงงานของประเทศ

 

การเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เกิดประสิทธิผล ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทน

 

ด้วยโครงสร้างพลังงานของไทยที่ยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในระดับสูง ทำให้ประเทศมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก ดังนั้น เพื่อให้เงินกู้ 2 แสนล้านบาทเกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โครงการที่ได้รับการสนับสนุนควรสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งภาครัฐอาจพิจารณาโครงการโดยยึดตามหลักเกณฑ์สากลที่ใช้ในกลุ่มประเทศ OECD ตามรายงานของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (The International Energy Agency : IEA) รวมถึงสอดคล้องกับเป้าหมาย Nationally Determined Contribution (NDC) ของไทย

 

โดยพิจารณาจาก

 

  • ระดับความพร้อมของเทคโนโลยีและความปลอดภัย
  • ระดับความพร้อมในเชิงพาณิชย์และความคุ้มค่าด้านต้นทุน
  • ระดับต้นทุนการปล่อยคาร์บอน
  • ต้นทุนของเทคโนโลยีตลอดอายุการใช้งาน

 

ซึ่งแนวทางโครงการที่อาจนำไปพิจารณา มี 3 แนวทาง ได้แก่

 

แนวทางที่เห็นผลลัพธ์ในระยะสั้น : ภาครัฐสามารถออกมาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดให้เพิ่มขึ้นโดยไม่ใช้งบประมาณ “เริ่มจากการปลดล็อกกฎระเบียบและออกมาตรการเพื่อเร่งให้นำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำและมีความพร้อมเชิงพาณิชย์สูงมาใช้งาน ควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนในประเทศ” ไม่ว่าจะเป็น การปลดล็อกระเบียบที่เอื้อต่อการเร่งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เช่น การเปิดให้ภาคประชาชนและภาคเอกชนสามารถซื้อขายไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปในอัตราค่าไฟฟ้าขายปลีก (Net metering) และการจัดตั้งระบบแจ้งติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแบบ One stop service ซึ่งภาครัฐได้เริ่มเข้ามาผลักดันให้มีระบบ One stop service และระบบการกำกับดูแลมาตรฐานมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

 

การปลดล็อกระเบียบขายไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ให้ภาคเอกชนสามารถซื้อไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง (Direct PPA) จากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดผ่านระบบ Third party access โดยควรเร่งรัดให้เกิดขึ้นจากที่ภาครัฐได้ศึกษาและมีการกำหนดหลักเกณฑ์ ข้อบังคับ กฎระเบียบไปจนถึงค่าธรรมเนียมแล้ว ซึ่งหากสามารถปลดล็อกให้เกิดขึ้น จะทำให้เกิดการเร่งการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาด จูงใจให้เกิดการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศและยังสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องการพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นด้วย

 

และการปลดล็อกการปรับสัดส่วนไบโอดีเซลให้มีความยืดหยุ่นในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น เพื่อใช้ในกลุ่มยานยนต์ส่วนบุคคลและยานยนต์เชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากราคาน้ำมันและยังเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในประเทศ

 

แนวทางที่เห็นผลลัพธ์ในระยะกลาง (2-3 ปี) : การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน “ส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีที่มีความพร้อมของเทคโนโลยีสูง และต้นทุนเทคโนโลยีมีแนวโน้มลดลงในอนาคต” เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และภาคบริการได้ใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตในประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานด้านพลังงานและเทคโนโลยีให้มีความพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ อาทิ การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Grid Modernization) รองรับการผลิตไฟฟ้าสะอาดในโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามแผนกำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) และการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดผ่านระบบ Third party access ซึ่งอาจเริ่มต้นจากพื้นที่ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดสูงอย่างนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศ

 

การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System : ESS) ในโครงข่ายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เพื่อจ่ายไฟฟ้ากลับเข้าสู่ระบบในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงหรือในช่วงที่กำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนลดลง การพัฒนา EV Ecosystem เพื่อรองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลและยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ผ่านมาตรการที่จูงใจให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าที่ยังมีข้อจำกัด เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้า รวมถึงการผลักดันให้จัดตั้งกองทุน EV Transition สำหรับผู้ประกอบการในภาคขนส่ง และอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน (Auto supply chain) เพื่อยกระดับเทคโนโลยี และพัฒนาสายการผลิตสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะ (Reskill) โดยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะที่รองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต อย่างเช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด รวมถึงสนับสนุนงบประมาณเพื่อยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลเพื่อเพิ่มกำลังคนคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 

แนวทางที่เห็นผลลัพธ์ในระยะยาว : วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net zero “จัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและต่อยอดนวัตกรรมในด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง” อาทิ การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ Small Modular Reactor, SMR/Micro Modular Reactor, MMR ซึ่งแม้เทคโนโลยีนี้จะยังมีต้นทุนสูง แต่หลายประเทศต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เช่น สหรัฐฯ จีน และเกาหลีใต้

 

ดังนั้น ภาครัฐควรตั้งเป้าหมายการพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR/MMR ให้ชัดเจนพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาให้มีส่วนร่วมในการพัฒนา SMR/MMR ร่วมกับเจ้าของเทคโนโลยีในรูปแบบ Technology partner เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจาก SMR/MMR ของประเทศในอนาคต

 

การผลักดันให้เกิด CCS/CCUS as a service Infrastructure ซึ่งเป็นตัวช่วยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับอุตสาหกรรมหนักที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก โดยจะเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนไปสู่ “การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน” (Shared infrastructure) เพื่อให้บริการแก่อุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยาก (Hard-to-abate industries) เช่น อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และเหล็ก เป็นต้น

 

ภาคเอกชนควรเตรียมความพร้อมรับโอกาสทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI

 

เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

 

ภายใต้นโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาครัฐที่มุ่งเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน ลดการนำเข้าพลังงาน และสนับสนุนเป้าหมาย Net zero ภาคเอกชนควรเร่งเตรียมความพร้อมโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานร่วมสำหรับระบบบริหารจัดการพลังงาน (EMS) ที่สามารถวิเคราะห์และควบคุมการใช้พลังงานแบบ Real-time ช่วยคาดการณ์การผลิตไฟฟ้า บริหารระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และจัดสรรการใช้ไฟฟ้าอย่างเหมาะสม ทั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart grid) และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging station) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด เสริมสร้างเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

 

The post SCB EIC ผ่าแผนกู้เงิน 2 แสนล้านบาท ชู 3 ระยะเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลดความเสี่ยงราคาน้ำมันโลกผันผวน พร้อมหนุนเอกชนใช้ AI บริหารจัดการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไต้หวันเตรียมแจก ‘เงินปันผลจาก AI’ เป็นเงินสดคนละ 10,400 บาทในปีหน้า หลังเศรษฐกิจโตแรงสุดในรอบ 39 ปี https://thestandard.co/taiwan-ai-cash-handout-growth/ Wed, 19 Aug 2026 04:31:34 +0000 https://thestandard.co/taiwan-ai-cash-handout-growth/ มือคนกำลังนับธนบัตรเงินสด

ไต้หวันเตรียมแจกเงินสดให้ประชาชนคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้ห […]

The post ไต้หวันเตรียมแจก ‘เงินปันผลจาก AI’ เป็นเงินสดคนละ 10,400 บาทในปีหน้า หลังเศรษฐกิจโตแรงสุดในรอบ 39 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือคนกำลังนับธนบัตรเงินสด

ไต้หวันเตรียมแจกเงินสดให้ประชาชนคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 10,400 บาท) ในปีหน้า หลังเศรษฐกิจเติบโตแรงที่สุดในรอบเกือบ 4 ทศวรรษ จากความต้องการสินค้าปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกที่พุ่งสูง โดยประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ เป็นผู้ประกาศแผนดังกล่าว

 

 

ไล่เรียกเงินก้อนนี้ว่าเป็นการแบ่งปัน ‘เงินปันผลจาก AI’ ให้กับประชาชน โดยระบุว่าความแข็งแรงที่ไต้หวันสั่งสมมานานในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงซัพพลายเชนภาคการผลิต คือสิ่งที่ทำให้รัฐบาลมีเงินมาแจกจ่ายในครั้งนี้

 

ตัวเลขเศรษฐกิจไต้หวันในไตรมาส 2 ขยายตัว 12.9% ขณะที่สำนักงานสถิติเพิ่งปรับคาดการณ์การเติบโตทั้งปีนี้ขึ้นเป็น 11.1% ซึ่งจะเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 39 ปี ส่วนปี 2027 คาดว่าจะเติบโต 6% จากความต้องการสินค้า AI ทั่วโลก

 

การเติบโตดังกล่าวช่วยเติมเงินเข้าคลังของรัฐบาล และหนุนให้ตลาดหุ้นไต้หวันปรับขึ้นเกือบ 60% ในปีนี้ แต่ประชาชนไต้หวัน 23 ล้านคนจำนวนมากยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตนี้

 

“รัฐบาลจะไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเท่านั้น แต่จะดูแลทุกครอบครัวที่กำลังดิ้นรนทำมาหากินด้วย” ไล่ระบุ พร้อมยอมรับว่าการพัฒนาในแต่ละอุตสาหกรรมยังไม่เท่าเทียมกัน

 

งบสมดุล ไม่ก่อหนี้ใหม่ พร้อมดันงบกลาโหมทะลุล้านล้านครั้งแรก

 

การปรับคาดการณ์เศรษฐกิจขึ้น ทำให้รัฐบาลกลางปรับประมาณการรายได้ปีหน้าเพิ่มเป็น 3.9266 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 4.08 ล้านล้านบาท) ซึ่งเปิดทางให้จัดสรรงบ 2.357 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 2.45 แสนล้านบาท) มาใช้แจกเงินก้อนนี้ได้ โดยยังรักษาสมดุลรายรับรายจ่าย และแทบไม่มีหนี้สาธารณะสุทธิเพิ่มขึ้น

 

ไล่ระบุว่าประชาชนและครอบครัวสามารถตัดสินใจเองได้ว่าจะใช้เงินก้อนนี้อย่างไร ทั้งเป็นค่าเล่าเรียนของลูก, ค่าดูแลผู้สูงอายุในบ้าน, ลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน หรือนำไปจับจ่ายเพื่อสนับสนุนธุรกิจและอุตสาหกรรมในท้องถิ่น

 

“เราต้องดูแลความต้องการเฉพาะหน้าของประชาชน และรับผิดชอบต่อคนรุ่นถัดไป แบ่งปันผลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลังของประเทศ” ไล่กล่าว

 

สำหรับนโยบายหลักในปีหน้า รัฐบาลวางไว้ 5 ด้าน ได้แก่ การเดินหน้ายุทธศาสตร์สนับสนุนครอบครัวรูปแบบใหม่, การเสริมความมั่นคงด้านกลาโหม, การดำเนินแผน Smart Nation 2.0, การเร่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะเพื่อการพัฒนาที่สมดุล และการเพิ่มการสนับสนุนให้รัฐบาลท้องถิ่น

 

ในส่วนของงบกลาโหม ปีหน้าจะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 1.04 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรก โดยอยู่ที่ 1.1225 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 1.17 ล้านล้านบาท)

 

ด่านหินอยู่ที่สภา ท่ามกลางการเมืองก่อนเลือกตั้งท้องถิ่น

 

อย่างไรก็ตาม การผลักดันงบประมาณผ่านสภายังเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ของไล่ ซึ่งมีเสียงในสภาน้อยกว่าพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) และพันธมิตร

 

สะท้อนได้จากงบประมาณปี 2026 ที่เพิ่งผ่านสภาเมื่อวันศุกร์ (14 ส.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นความล่าช้ายาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีการปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านการใช้จ่ายในช่วงปี 1998-1999

 

ขณะเดียวกัน พรรคก๊กมินตั๋งซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ก็เรียกร้องให้มีการแจกเงินอีกรอบเช่นกัน ท่ามกลางการหาเสียงของพรรคการเมืองหลักก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

 

ทั้งนี้ ไต้หวันเคยแจกเงินสดคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันมาแล้วในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจขยายตัว 8.8%

 

ไล่ยังสั่งการให้คณะรัฐมนตรีจัดทำร่างงบประมาณให้เสร็จตามกำหนด พร้อมแสดงความหวังว่าสภาจะพิจารณางบประมาณปี 2027 ได้ตามเวลาที่วางไว้

 

“ให้เทคโนโลยีขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจทำให้ประเทศแข็งแรงขึ้น และให้ความก้าวหน้าของประเทศส่งผลดีต่อชีวิตประจำวันของประชาชน” ไล่กล่าว

 

ภาพ : Linaimages / Shutterstock

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน1 ดอลลาร์ไต้หวัน เท่ากับ 1.04 บาท ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง:

The post ไต้หวันเตรียมแจก ‘เงินปันผลจาก AI’ เป็นเงินสดคนละ 10,400 บาทในปีหน้า หลังเศรษฐกิจโตแรงสุดในรอบ 39 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด ‘ภาพลวงตาหนี้ครัวเรือนไทย’ สัดส่วนหนี้เสียลด แต่ลูกหนี้ยังไหลตกชั้นต่อเนื่อง https://thestandard.co/thai-household-debt-npl-worry/ Tue, 18 Aug 2026 13:14:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1243429 ภาพประกอบแสดงภาพลวงตาของหนี้ครัวเรือนไทยที่สัดส่วนหนี้เสียลดลง แต่ลูกหนี้ยังคงไหลตกชั้น

หนี้ครัวเรือนไทยยังเปราะบาง แบงก์ชาติเผย ลูกหนี้กำลังไห […]

The post เปิด ‘ภาพลวงตาหนี้ครัวเรือนไทย’ สัดส่วนหนี้เสียลด แต่ลูกหนี้ยังไหลตกชั้นต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงภาพลวงตาของหนี้ครัวเรือนไทยที่สัดส่วนหนี้เสียลดลง แต่ลูกหนี้ยังคงไหลตกชั้น

หนี้ครัวเรือนไทยยังเปราะบาง แบงก์ชาติเผย ลูกหนี้กำลังไหลตกชั้น เข้าสู่สถานะหนี้เสีย (NPL) ต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะที่ธนาคารพาณิชย์ยอมตัดหนี้สูญ (Write-off) และเร่งขายหนี้ทิ้ง เหตุกังวลเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ชัดเจนและไม่ทั่วถึง KResearch ย้ำแม้สัดส่วนหนี้เสียลด แต่สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยยังน่าห่วง เหตุรายได้ครัวเรือนและธุรกิจ รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ยังไม่ดีขึ้น

 

 
 

วันนี้ (18 สิงหาคม) สุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลอง และวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สัดส่วนสินเชื่อ Stage 2 ที่ค้างไม่เกิน 90 วัน ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 ‘ปรับลดลง’ มาอยู่ที่ 6.78% ของสินเชื่อรวม (จากระดับ 7.00% ในไตรมาสก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งมาจากลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่ไหลเป็น NPL เพิ่มขึ้น ขณะที่มีลูกหนี้บางส่วนที่เดิมถูกจัดชั้นเชิงคุณภาพปรับตัวดีขึ้น หลังจากได้รับความช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้

 

ภาพประกอบแสดงภาพลวงตาของหนี้ครัวเรือนไทยที่สัดส่วนหนี้เสียลดลง แต่ลูกหนี้ยังคงไหลตกชั้น 1

 

จับตา แบงก์เร่งตัดหนี้สูญ-ขายหนี้ กด NPL ลง ท่ามกลางความไม่แน่นอน

 

ขณะที่ สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) หรือ Stage 3 ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 534.8 พันล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมทรงตัวอยู่ที่ 2.82% ต่อสินเชื่อรวม ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนซึ่งเป็นช่วงต้นของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หรือจากระดับ 2.85% ในไตรมาสแรกของปี 2569

 

โดยสุโชติกล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้สัดส่วนหนี้เสีย (NPL ratio) ลดลงมาจากการเร่งตัดหนี้สูญ (Write-off) และขายหนี้ (Sale) มากขึ้นของธนาคารพาณิชย์ ขณะที่การช่วยปรับโครงสร้างหนี้มีส่วนช่วยชะลอการเกิดหนี้เสียได้ต่อเนื่องด้วย โดยยังพบว่า กลุ่มสินเชื่อที่ถูก Write-off และเร่งขายหนี้ออกไปอย่างชัดเจนในไตรมาสนี้คือ สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

 

ขณะที่ ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในความจริงแล้ว ก่อนหน้านี้ ธนาคารพาณิชย์ก็มีการตัดหนี้สูญ (Write-off) และขายหนี้ (Sale) มาโดยตลอด เพียงแต่ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ธนาคารพาณิชย์อาจเห็นสัญญาณของปัญหาผิดนัดชำระที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธนาคารพาณิชย์จึงต้องหันมาบริหารจัดการ ‘เชิงรุก’ มากขึ้น

 

ดร.กาญจนายังกล่าวต่อว่า แม้จะมีการปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มาตรการการปรับโครงสร้างหนี้ในปัจจุบันอาจ ‘ไม่เท่าทัน’ กับการไหลไปเป็น NPL จึงเป็นที่มาของการตัดหนี้สูญ (Write-off) และขายหนี้ (Sale) ของสถาบันการเงินด้วย

 

ทั้งนี้ สุโชติเปิดเผยว่า ยอดการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (Pre-emptive Debt Restructuring: DR) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 อยู่ที่ 4.9 แสนล้านบาท ขณะที่ยอดปรับโครงสร้างหนี้หลังเป็นหนี้เสีย (Trouble Debt Restructure: TDR) อยู่ที่ 7.2 หมื่นล้านบาท

 

ภาพประกอบแสดงภาพลวงตาของหนี้ครัวเรือนไทยที่สัดส่วนหนี้เสียลดลง แต่ลูกหนี้ยังคงไหลตกชั้น 2

 

หนี้เสียลดลง แต่สถานการณ์ยังน่าห่วง

 

ดร.กาญจนากล่าวต่อว่า แม้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมลดลงเล็กน้อย แต่สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยยังน่าห่วงอยู่ เนื่องจากการลดลงไม่ได้มาจากภาวะที่ลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น ไม่ได้มาจากภาวะที่รายได้ลูกหนี้ฟื้น หรือธุรกิจกลับมาเป็นปกติ แต่ลดลงเนื่องจากธนาคารพาณิชย์เร่งจัดการเชิงรุก ‘ให้อยู่หมัด’ ผ่านการตัดหนี้สูญ (Write-off) และขายหนี้ (Sale)

 

“ภาวะเช่นนี้ไม่ได้แปลว่า ธนาคารพาณิชย์วางใจ แต่ตีความได้ว่า พยายามเร่งจัดการปัญหาคุณภาพหนี้เชิงรุก เพราะว่ากังวลใจอยู่ เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภาพรวมยังไม่ค่อยชัด แม้ GDP ไตรมาส 2 ออกมาดีกว่าคาด แต่ก็ยังชะลอ เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก” ดร.กาญจนากล่าว

 

จับตาการไหลเป็น NPLs ของสินเชื่อ SME หลังสินเชื่อหด 16 ไตรมาสติด

 

สุโชติยังกล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาการไหลไป NPL จากอัตราการเสื่อม (Migration) ในกลุ่มสินเชื่อ SME พบว่า อัตราการเสื่อม (Migration) อยู่ในทิศทาง ‘เพิ่มขึ้น’ ในไตรมาส 2 จากกลุ่มเปราะบางเดิมเป็นสำคัญ แต่ยังใกล้เคียงกับอัตราในอดีต ส่วนหนึ่งจากการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกของธนาคารพาณิชย์

 

โดยยอดหนี้เสีย (NPL) ของสินเชื่อ SME อยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นสินเชื่อที่เพิ่งเป็น NPL ครั้งแรก (New Entry NPLs) คิดเป็นยอดราว 5.2 หมื่นล้านบาท และกลุ่มสินเชื่อที่เคยเป็น NPL มาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง แล้วกลับมาเป็น NPL อีกครั้ง (Re Entry NPLs) อีก 5.2 หมื่นล้านบาท

 

จากข้อมูลดังกล่าว สะท้อนว่า สินเชื่อ SME ยังคงเปราะบาง สอดคล้องกับอัตราขยายตัวของสินเชื่อ SME ที่หดตัว 4.6% ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ และนับเป็นการหดตัวต่อเนื่องติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 16 ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

สวนทางกับอัตราการขยายตัวของสินเชื่อรวมที่พลิกกลับมาเป็นบวก 2 เดือนติดต่อกันอยู่ที่ขยายตัว 2% ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ และสวนทางกับสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ขยายตัวถึง 6.6% ในช่วงเวลาเดียวกัน ตามความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เร่งขึ้น

 

ธปท. เตรียมพร้อมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมไว้แล้ว

 

สุโชติเปิดเผยต่อว่า ธปท. เตรียมพร้อมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมไว้แล้ว หากสถานการณ์ส่งผลกระทบรุนแรงขึ้น เช่น มาตรการปรับเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นขึ้น เพื่อสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ลดค่างวดให้ลึกมากพอ เป็นการชั่วคราว

 

โดยสาเหตุที่ต้อง ‘เตรียมไว้ล่วงหน้า’ เนื่องจากกระบวนการออกมาตรการของภาครัฐและธนาคารกลางมีขั้นตอนที่ต้องใช้เวลานาน เช่น การพิจารณาของคณะกรรมการต่างๆ การเตรียมออกกฎหมาย และการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งปกติต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 3 เดือน

 

อย่างไรก็ตาม สุโชติย้ำว่า แบงก์ชาติจะยังไม่นำมาตรการนี้ออกมาใช้ทันทีในตอนนี้ โดยปัจจุบันยังคงอยู่ในติดตามและประเมินสถานการณ์ เช่น อัตราการไหลตกชั้นของคุณภาพหนี้ (Migration) ไปเป็น NPL ว่ารุนแรงขึ้นหรือไม่

 

ขณะที่ ดร.กาญจนากล่าวต่อว่า ในระยะต่อไป แม้ว่าการจัดการกับปัญหาคุณภาพสินเชื่อจะค่อนข้างท้าทาย ท่ามกลางบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้เอื้อต่อความสามารถในการหารายได้และความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ แต่การปรับโครงสร้างให้กับลูกหนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วย

 

ภาพ: Master1305 / Shutterstock

The post เปิด ‘ภาพลวงตาหนี้ครัวเรือนไทย’ สัดส่วนหนี้เสียลด แต่ลูกหนี้ยังไหลตกชั้นต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>