Economic – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-economic/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 12 Sep 2026 13:00:46 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 คนโสดญี่ปุ่นวัย 18-34 ปี เกิน 30% ไม่อยากมีลูกเลย สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลปี 2002 ขณะที่กว่า 20% ประกาศไม่แต่งงานตลอดชีวิต https://thestandard.co/japan-singles-no-kids-marriage/ Sat, 12 Sep 2026 12:56:55 +0000 https://thestandard.co/japan-singles-no-kids-marriage/ ภาพเงาคู่รักเดินจูงมือกันบนสะพานในเมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ยามพระอาทิตย์ตกดิน

สัดส่วนคนหนุ่มสาวญี่ปุ่นที่ระบุว่าไม่มีความตั้งใจจะแต่ง […]

The post คนโสดญี่ปุ่นวัย 18-34 ปี เกิน 30% ไม่อยากมีลูกเลย สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลปี 2002 ขณะที่กว่า 20% ประกาศไม่แต่งงานตลอดชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเงาคู่รักเดินจูงมือกันบนสะพานในเมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ยามพระอาทิตย์ตกดิน

สัดส่วนคนหนุ่มสาวญี่ปุ่นที่ระบุว่าไม่มีความตั้งใจจะแต่งงานเลยพุ่งทะลุ 20% เป็นครั้งแรก ตามผลสำรวจของรัฐบาลที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) ขณะที่จำนวนลูกที่ผู้คนต้องการมีก็ลดลงต่อเนื่อง

 

 

ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเจริญพันธุ์แห่งชาติ ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยประชากรและความมั่นคงทางสังคมแห่งชาติของญี่ปุ่นเมื่อปีที่ผ่านมา ระบุว่าในกลุ่มคนโสดอายุ 18-34 ปี มีผู้ชาย 24% และผู้หญิง 21.5% ที่วางแผนจะครองตัวเป็นโสดตลอดไป

 

ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสัดส่วนสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจในปี 1940 โดยรายงานตั้งข้อสังเกตว่าบางส่วนเป็นคนที่เคยอยากแต่งงานในสักวันหนึ่ง แต่ทำไม่ได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง จนสุดท้ายเลิกล้มความคิดนั้นไปเลย

 

ตั้งใจแต่งงานลดต่ำกว่า 80% เป็นครั้งแรก

 

สัญญาณที่ชัดไม่แพ้กันคือสัดส่วนคนโสดที่ยังตั้งใจจะแต่งงานในอนาคต ซึ่งลดลงต่ำกว่า 80% เป็นครั้งแรกทั้งชายและหญิง

 

โดยผู้ชายที่ระบุว่าตั้งใจจะแต่งงานในสักวันอยู่ที่ 75.1% ลดลงจาก 81.4% ในการสำรวจครั้งก่อน ส่วนผู้หญิงลดจาก 84.3% เหลือ 77.8%

 

มุมมองต่อการแต่งงานก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยสัดส่วนผู้ที่มองว่าการแต่งงานมีข้อดีลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 56.3% ในผู้ชาย และ 63.4% ในผู้หญิง

 

หากมองจากอีกด้าน ผู้ชายที่ระบุว่าไม่เห็นประโยชน์ของการแต่งงานเลยเพิ่มขึ้นเป็น 42.8% จาก 35.3% ในการสำรวจครั้งก่อน ขณะที่ผู้หญิงเพิ่มจาก 28.3% เป็น 36%

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างให้เปลี่ยนใจได้ เพราะราว 40-50% ของผู้ที่บอกว่าไม่อยากแต่งงานระบุว่าความคิดอาจเปลี่ยนไป หากเจอคนที่ใช่ หรือมีรายได้และเงินเก็บมากกว่านี้

 

อีกตัวเลขที่สะท้อนสภาพความสัมพันธ์ของคนรุ่นนี้คือผู้ชาย 42.3% และผู้หญิง 36.7% ระบุว่าไม่เคยคบหาเพศตรงข้ามมาก่อนเลย

 

คนโสดเกิน 30% ไม่อยากมีลูกเลย

 

ในฝั่งของการมีลูก ผลสำรวจพบว่าคนโสดอายุ 18-34 ปีมากกว่า 30% ไม่ต้องการมีลูก ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีข้อมูลที่เทียบเคียงกันได้ในปี 2002

 

เมื่อแยกตามเพศ ผู้ชายโสด 33% ระบุว่าไม่ต้องการมีลูกเลย เพิ่มขึ้น 9.8 จุดจากการสำรวจครั้งก่อนในปี 2021 ส่วนผู้หญิงเพิ่มขึ้น 8.8 จุด มาอยู่ที่ 32.4%

 

จำนวนลูกที่คนโสดต้องการโดยเฉลี่ยก็ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยผู้ชายอยู่ที่ 1.3 คน และผู้หญิง 1.36 คน เทียบกับการสำรวจครั้งก่อนที่ทั้งสองเพศอยู่ที่ 1.56 คนเท่ากัน

 

หากดูเฉพาะกลุ่มคนโสดที่ยังต้องการแต่งงาน ตัวเลขจะสูงกว่านั้นแต่ก็ยังลดลง โดยผู้หญิงอายุ 18-34 ปีต้องการลูกเฉลี่ย 1.7 คน ลดลง 0.09 จากการสำรวจครั้งก่อน ส่วนผู้ชายลดลงมากกว่าที่ 0.19 มาอยู่ที่ 1.64 คน

 

เจ้าหน้าที่ของสถาบันมองว่าวิถีชีวิตและค่านิยมที่หลากหลายขึ้น รวมถึงความกังวลด้านการเงิน อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องการมีลูกน้อยลง

 

สำหรับคู่สมรสนั้น จำนวนลูกในอุดมคติเฉลี่ยอยู่ที่ 2.18 คน ลดลงจาก 2.25 คนในการสำรวจครั้งก่อนเมื่อปี 2021 ขณะที่จำนวนลูกที่วางแผนจะมีจริงลดลงต่ำกว่า 2 คนเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ มาอยู่ที่ 1.95 คน

 

สำหรับคู่ที่แต่งงานมาไม่เกิน 4 ปี ทั้งจำนวนลูกในอุดมคติและจำนวนที่วางแผนจะมีต่างต่ำกว่า 2 คนทั้งคู่ ส่วนคู่ที่แต่งงานมาแล้ว 15-19 ปี มีจำนวนลูกจริงเฉลี่ย 1.86 คน ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้

 

เหตุผลที่คู่สมรสระบุมากที่สุดว่าทำให้มีลูกไม่ได้ตามที่ต้องการคือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูและการศึกษาที่สูงเกินไป ซึ่งอยู่ที่ 52.9%

 

ตามมาด้วยการไม่อยากมีลูกตอนอายุมากที่ 35% และการรับภาระทางร่างกายและจิตใจในการเลี้ยงลูกไม่ไหวที่ 27.8%

 

แอปหาคู่ขึ้นมาเทียบเท่าการเจอกันที่ทำงาน

 

อีกความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือวิธีที่คู่รักพบกัน โดยในกลุ่มที่แต่งงานครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 2020 มีถึง 20.2% ที่ระบุว่าพบกันทางออนไลน์ รวมถึงผ่านแอปหาคู่

 

ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 11% ในการสำรวจครั้งก่อน และขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่องทางดั้งเดิม ทั้งการพบกันที่ทำงานซึ่งอยู่ที่ 20.9% และการรู้จักผ่านเพื่อนหรือพี่น้องที่ 20.2%

 

ฉากหลังของตัวเลขทั้งหมดนี้คือญี่ปุ่นที่ยังรับมือกับอัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจะพยายามพลิกสถานการณ์มาแล้วก็ตาม โดยจำนวนการเกิดลดลงอย่างมากจาก 2.09 ล้านคนในปี 1973 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศอยู่ในยุคเบบี้บูมระลอกที่ 2

 

สำหรับวิธีการสำรวจนั้น สถาบันได้จัดทำการสำรวจเกี่ยวกับแนวโน้มการเกิดและการแต่งงานมาราวทุก 5 ปีนับตั้งแต่ปี 1940 โดยรอบล่าสุดจัดทำเมื่อเดือนมิถุนายน 2025

 

แบบสอบถามถูกส่งไปยังคนโสด 15,000 คน และคู่สมรส 10,000 คู่ ซึ่งมีอัตราการตอบกลับ 42.7% และ 47.9% ตามลำดับ คิดเป็นคำตอบที่ใช้ได้จริงจากคนโสด 6,756 คน และคู่สมรส 5,024 คู่

 

ทั้งนี้ สถาบันระบุว่าจะวิเคราะห์ต่อไปว่าเหตุใดคนจึงต้องการแต่งงานน้อยลง และเหตุใดคู่สมรสจึงวางแผนมีลูกน้อยกว่าจำนวนที่ตัวเองมองว่าเหมาะสม โดยหวังว่าผลการศึกษาจะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายออกมาตรการรับมือปัญหาเหล่านี้ได้

 

ภาพ : VTT Studio / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post คนโสดญี่ปุ่นวัย 18-34 ปี เกิน 30% ไม่อยากมีลูกเลย สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลปี 2002 ขณะที่กว่า 20% ประกาศไม่แต่งงานตลอดชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจ SCB EIC พบกลุ่มรายได้ 50,000-100,000 บาทต่อเดือน ‘ครึ่งหนึ่ง’ กังวลต่อการผ่อนบ้านในระยะข้างหน้า https://thestandard.co/scb-eic-income-mortgage-worry/ Sat, 12 Sep 2026 11:32:34 +0000 https://thestandard.co/scb-eic-income-mortgage-worry/ ภาพภายในบ้านที่ตกแต่งอย่างทันสมัยและหรูหรา

ผลสำรวจ SCB EIC Real estate survey 2026 ของศูนย์วิจัยเศ […]

The post ผลสำรวจ SCB EIC พบกลุ่มรายได้ 50,000-100,000 บาทต่อเดือน ‘ครึ่งหนึ่ง’ กังวลต่อการผ่อนบ้านในระยะข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพภายในบ้านที่ตกแต่งอย่างทันสมัยและหรูหรา

ผลสำรวจ SCB EIC Real estate survey 2026 ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยว่า สถานการณ์การผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ยังผ่อนชำระได้ตามปกติ แต่ความกังวลต่อการผ่อนชำระในระยะต่อไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเมื่อแบ่งเป็นกลุ่มรายได้ต่างๆ พบข้อมูลที่น่าสำคัญ ดังนี้

 

กลุ่มที่ผิดนัดชำระแล้ว เกือบทั้งหมดเป็นผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 30,000 บาท และกลุ่มที่เริ่มมีปัญหาในการผ่อนชำระ ส่วนใหญ่คือผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 50,000 บาท โดยกลุ่มที่ผิดนัดชำระแล้ว และเริ่มมีปัญหาในการผ่อนชำระ มีสัดส่วนใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า สะท้อนความเปราะบางจากปัญหาเศรษฐกิจในกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง-ล่างที่ยังไม่คลี่คลาย

 

กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางเฉลี่ยต่อเดือน 50,000-100,000 บาท แม้ส่วนใหญ่ยังผ่อนชำระได้ตามปกติ แต่เกือบครึ่งหนึ่งเริ่มมีความกังวลต่อการผ่อนชำระในระยะต่อไป โดยกลุ่มที่ยังผ่อนชำระได้ตามปกติแต่เริ่มมีความกังวล มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า สะท้อนผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลางที่เพิ่มขึ้น

 

กลุ่มผู้มีรายได้เฉลี่ยมากกว่า 100,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่ยังผ่อนชำระได้ตามปกติมีเพียงส่วนน้อยที่เริ่มมีความกังวลหรือเริ่มมีปัญหาในการผ่อนชำระ

 

จับตา NPL สินเชื่อที่อยู่อาศัยค้างสูง แบงก์ยังเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ

 

SCB EIC ยังกล่าวว่า สัดส่วนยอดคงค้าง NPL ของสินเชื่อที่อยู่อาศัย ต่อยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยคงค้างทั้งหมดในช่วงไตรมาส 1 ปี 2026 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า จากปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งหนี้ครัวเรือนและภาระค่าใช้จ่ายที่ยังคงกดดันความสามารถในการกลับมาชำระหนี้ให้ได้อย่างสม่ำเสมอของกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่าง

 

ขณะที่สัดส่วนเงิน ให้สินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ต่อยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยคงค้างทั้งหมด แม้จะลดลงจากช่วงปีก่อนหน้าเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงปี 2022-2024

 

สำหรับ มาตรฐานการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังคงเข้มข้น และยังมีแนวโน้มไม่ผ่อนคลายลงมากนักในระยะต่อไป จากกำลังซื้อส่วนใหญ่ที่ยังเปราะบาง และความเสี่ยงในการก่อให้เกิดหนี้เสียที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

The post ผลสำรวจ SCB EIC พบกลุ่มรายได้ 50,000-100,000 บาทต่อเดือน ‘ครึ่งหนึ่ง’ กังวลต่อการผ่อนบ้านในระยะข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติกางภารกิจใหม่ ‘Capital with Purpose’ เตรียม ‘จัดสรรเงินทุน’ สู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ สู้คอร์รัปชัน-เศรษฐกิจนอกระบบ https://thestandard.co/bot-capital-purpose-fight-corruption/ Sat, 12 Sep 2026 04:08:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1253990 ผู้ว่าการ ธปท. วิทัย รัตนากร บรรยายพิเศษเรื่อง Capital with Purpose

แบงก์ชาติกางภารกิจใหม่ ‘Capital with Purpose’ ลุยจัดสรร […]

The post ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติกางภารกิจใหม่ ‘Capital with Purpose’ เตรียม ‘จัดสรรเงินทุน’ สู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ สู้คอร์รัปชัน-เศรษฐกิจนอกระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าการ ธปท. วิทัย รัตนากร บรรยายพิเศษเรื่อง Capital with Purpose

แบงก์ชาติกางภารกิจใหม่ ‘Capital with Purpose’ ลุยจัดสรรเงินทุน ไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ สร้างโอกาสใหม่ และลดการไหลของเงินทุนไปสู่เศรษฐกิจนอกระบบและคอร์รัปชัน ย้ำบทบาท ธปท. ไม่ใช่แค่ดูแลเสถียรภาพ แต่ต้องอุ้มเศรษฐกิจไทย

 

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษ หัวข้อ “Capital with Purpose เงินทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณค่า” ในงานมิติหุ้นก้าวสู่ปีที่ 10 ‘ESG พลิกเศรษฐกิจด้วยพลัง AI’ โดยระบุว่า การยื่นมือเข้ามาประคับประคองเศรษฐกิจ ถือเป็นบทบาทใหม่ของแบงก์ชาติ เพิ่มเติมจากเป้าหมายในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน เพื่อรองรับความท้าทายที่เปลี่ยนไป

 

วิทัยกล่าวต่อว่า ภารกิจของ ธปท. เน้นโจทย์สำคัญในการผลักดันให้เกิดการจัดสรรเงินทุนที่นำไปสู่เศรษฐกิจคุณภาพ (Capital with Purpose) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีคุณค่า ผ่านการดำเนินงาน 3 ด้าน คือ

 

  • การจัดสรรเงินทุนไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ
  • การจัดสรรเงินทุนเพื่อสร้างโอกาสใหม่จากความท้าทาย
  • ลดการไหลของเงินทุนไปสู่เศรษฐกิจนอกระบบและคอร์รัปชัน

 

โดยมาตรการการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศคู่ค้าของธุรกิจส่งออกไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้ามากขึ้น ถือเป็นความท้าทายใหม่ที่ต้องอาศัยกลไกเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเงินทุนสู่การเปลี่ยนผ่าน

 

ธปท. มีบทบาทในการวางรากฐานสำคัญของระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ให้เศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ SMEs มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัว และสร้างโอกาสใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจโลก

 

“การเปลี่ยนผ่านสู่ ESG การให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่พอ แต่ต้องคำนึงถึงบริบททางสังคม ควบคู่ไปกับการผลักดันด้านธรรมาภิบาล ให้ความยั่งยืนผสมผสานไปกับการเติบโตธุรกิจ เพื่อให้เกิด Shared values ที่แท้จริง”

The post ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติกางภารกิจใหม่ ‘Capital with Purpose’ เตรียม ‘จัดสรรเงินทุน’ สู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ สู้คอร์รัปชัน-เศรษฐกิจนอกระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อสหรัฐฯ ทรงตัวสูง 3.4% ในส.ค. กดดัน FOMC ประชุมสัปดาห์หน้า KResearch คาด Fed จ่อคงดอกเบี้ยนัด 15-16 ก.ย.นี้ แต่สัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเริ่มชัดขึ้น https://thestandard.co/us-inflation-fed-rate-hike-signal/ Sat, 12 Sep 2026 03:53:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1253969 ภาพกราฟแสดงอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ และสัญลักษณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ

อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกายังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย […]

The post เงินเฟ้อสหรัฐฯ ทรงตัวสูง 3.4% ในส.ค. กดดัน FOMC ประชุมสัปดาห์หน้า KResearch คาด Fed จ่อคงดอกเบี้ยนัด 15-16 ก.ย.นี้ แต่สัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเริ่มชัดขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ และสัญลักษณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ

อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกายังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ยังมองว่า Fed จะยังคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% ในการประชุม FOMC วันที่ 15-16 ก.ย.นี้ แต่คาดว่าสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในระยะข้างหน้าชัดขึ้น

 

 
 

วันที่ 11 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ สำนักงานสถิติแรงงาน กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดอัตราเงินเฟ้อสำคัญ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนสิงหาคม หลังจากขยับขึ้น 0.1% ในเดือนกรกฎาคม และ เมื่อเทียบแบบรายปี หรือ 12 เดือนสิ้นสุดเดือนสิงหาคมพบว่าอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคขยายตัว 3.4% ซึ่งเท่ากับระดับการขยายตัวในเดือนกรกฎาคม และ เป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อสู่เป้าหมายของ Fed ในเดือนสิงหาคมแทบไม่มีความคืบหน้า ท่ามกลางแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากสงครามอิหร่าน มาตรการภาษีศุลกากร และการขยายตัวของ Data Center

 

นอกจากนี้ ตัวเลข CPI ดังกล่าวน่าจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ที่จะมีการประชุม FOMC วันที่ 15-16 กันยายน 2569 นี้

 

แม้เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed ยังคงสงวนท่าทีเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินนโยบายครั้งต่อไปของธนาคารกลาง แต่ในการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อเดือนสิงหาคม ระบุว่า Fed “ยังมีภารกิจที่ต้องทำ” หากไม่สามารถ “มั่นใจได้ว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่เป้าหมายอย่างชัดเจนและด้วยความเร็วที่เพียงพอ”

 

ภารกิจของวอร์ชในฐานะประธาน Fed ในสัปดาห์หน้า คือการรวบรวมความเห็นของเหล่าผู้บริหาร พร้อมทั้งให้เหตุผลชี้แจงอย่างชัดเจนสำหรับการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ทั้งนี้ มีกลุ่มผู้กำหนดนโยบายส่วนหนึ่งที่สนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยมองว่านโยบายปัจจุบันของ Fed ไม่ได้ช่วยยับยั้งอุปสงค์แต่อย่างใด

 

ผู้กำหนดนโยบายกลุ่มดังกล่าวมองว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่เพียงแต่จะช่วยเร่งให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่ระดับ 2% ได้เร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความมั่นใจว่าการคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อจะไม่ดีดตัวสูงขึ้นอย่างฉับพลัน

 

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้ง จะก่อให้เกิดความตึงเครียดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังทรัมป์กำลังกดดันให้ Fed ลดอัตราดอกเบี้ย โดยโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “จงลดอัตราดอกเบี้ย มิฉะนั้นผมจะยุติการค้ากับประเทศที่เราเสียดุลการค้า”

 

ความไม่พอใจต่อสินค้าราคาแพง โดยเฉพาะน้ำมันและอาหาร นำไปสู่การลดลงอย่างรวดเร็วของคะแนนนิยมในตัวทรัมป์ ซึ่งอาจส่งผลให้พรรครีพับลิกันของเขาสูญเสียการควบคุมสภาคองเกรสในการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายนนี้

 

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังรับมือกับราคาพลังงานที่กลับมาสูงขึ้น เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย-ยูเครนส่งผลกระทบต่ออุปทาน โดยในสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันได้พุ่งสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในสหรัฐฯ ได้ปรับตัวสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

KResearch คาด Fed ยังคงดอกเบี้ย จ่อสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในระยะข้างหน้าชัดขึ้น

 

ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) กล่าวว่าศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงให้น้ำหนัก Fed คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50-3.75% ในการประชุม FOMC วันที่ 15-16 ก.ย. 2569 แม้ตลาดให้น้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น พร้อมทั้งคาดว่า Fed มีแนวโน้มส่งสัญญาณพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยหากแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง

 

ดร.ลลิตายังมองว่าเงินเฟ้อทั่วไปเดือนส.ค. 2569 ทรงตัวที่ 3.4% YoY สอดคล้องกับที่ตลาดคาด และยังไม่มีสัญญาณเร่งตัวอย่างชัดเจน ซึ่งน่าจะเปิดทางให้ Fed เลือกคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. นี้ ท่ามกลางภาวะการเงินโดยรวมที่ตึงตัวขึ้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า Fed มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี 2569 เพื่อควบคุมความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงานและเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังมีความหนืด หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อไม่เร่งตัวสูงกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวไม่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหม่

The post เงินเฟ้อสหรัฐฯ ทรงตัวสูง 3.4% ในส.ค. กดดัน FOMC ประชุมสัปดาห์หน้า KResearch คาด Fed จ่อคงดอกเบี้ยนัด 15-16 ก.ย.นี้ แต่สัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเริ่มชัดขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กรมสรรพากร’ คาดเก็บรายได้เกินเป้าปีนี้ ผลจาก VAT นำเข้าสูง เงินได้นิติบุคคลจากกลุ่มพลังงาน https://thestandard.co/revenue-department-exceed-tax-target/ Fri, 11 Sep 2026 12:25:38 +0000 https://thestandard.co/revenue-department-exceed-tax-target/ โลโก้กรมสรรพากร พร้อมข้อความสรุปข่าวการจัดเก็บรายได้เกินเป้าหมาย

กรมสรรพากรเผยรายได้ 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 อยู่ท […]

The post ‘กรมสรรพากร’ คาดเก็บรายได้เกินเป้าปีนี้ ผลจาก VAT นำเข้าสูง เงินได้นิติบุคคลจากกลุ่มพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้กรมสรรพากร พร้อมข้อความสรุปข่าวการจัดเก็บรายได้เกินเป้าหมาย

กรมสรรพากรเผยรายได้ 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 2.16 ล้านล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 7.2% คาดทั้งปีงบประมาณเก็บรายได้เกินเป้าราว 2% หรือเก็บเกินเป้า 4-5 หมื่นล้านบาท เหตุการเก็บ VAT จากสินค้านำเข้าพุ่ง และรายได้จากการเก็บภาษีนิติบุคคลจากกลุ่มธุรกิจพลังงานหนุน

 

วันนี้ (10 กันยายน) สมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร เผยผลการจัดเก็บรายได้ภาษีประจำปีงบประมาณ 2569 โดยตลอด 11 เดือนแรก (ตุลาคม-สิงหาคม) สามารถจัดเก็บภาษีได้ถึง 2.16 ล้านล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 7.2% และจัดเก็บได้ 88.35% ของเป้าหมายทั้งปีงบประมาณที่ 2.44 ล้านล้านบาท

 

สาเหตุหลักที่กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บภาษีได้สวนทิศทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สมศักดิ์ระบุว่า มาจากยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สะสม 11 เดือนแรก สูงถึง 9.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า 9.4% และสูงกว่าประมาณการในเอกสารงบประมาณ 9.8% โดยจำนวนนี้แบ่งเป็น VAT ในประเทศ 6 แสนล้านบาท และ VAT นำเข้า 3.8 แสนล้านบาท

 

อีกปัจจัยสำคัญภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่จัดเก็บสะสม 11 เดือนแรกได้ 3.89 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า 1.3% และสูงกว่าประมาณการในเอกสารงบประมาณ 7.3% โดยสาเหตุสำคัญที่ภาษีส่วนนี้เพิ่มมาจากผลประกอบการกลุ่มพลังงานที่มีกำไรมากขึ้น จากทิศทางราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก จึงเป็นปัจจัยบวกให้ ผลการดำเนินงานของบริษัทพลังงานที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้น กรมสรรพากรจึงมีรายได้จาก ภ.ง.ด. 50 เพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังใช้อีกกลยุทธ์เพิ่มการจัดเก็บรายได้คือ การใช้ Data Analytics และ Digital Technology ประกอบกับการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งส่งผลให้การบริโภคและลงทุนในประเทศขยายตัว

 

ไม่เพียงเท่านั้น กรมสรรพากรยังมีการดึงข้อมูลจริงเข้าสู่ระบบ (Data-Driven Compliance) มากขึ้น ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ทำให้ขยายฐานภาษีได้แม่นยำ ส่งผลให้มีผู้เสียภาษีรายใหม่เพิ่มขึ้น 170,000 รายในปีนี้ โดยเป็นผู้ค้าออนไลน์ไร้หน้าร้านถึง 56,000 ราย

 

ที่สำคัญกว่านั้น สมศักดิ์ยังเผยอีกด้วยว่า ผู้ประกอบการมีทัศนคติที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ยินดีเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น เพื่อความถูกต้องและเตรียมความพร้อมในการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดทุน เช่น ตลาดหลักทรัพย์ mai ในอนาคต

 

นอกจากนี้ สมศักดิ์ยังคาดว่าในปีงบประมาณ 2569 กรมสรรพากรจะสามารถจัดเก็บภาษีได้สูงกว่าประมาณการรายได้อีก 4-5 หมื่นล้านบาท หรือสูงกว่าเป้าหมายราว 2% ส่วนในปีงบประมาณ 2570 กรมสรรพากรเปิดเผยว่ามีเป้าหมายในการจัดเก็บรายได้ อยู่ที่ 2.5 ล้านล้านบาท ภายใต้ประมาณการราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าและ VAT สินค้านำเข้าอยู่ที่ 63 ดอลลาร์สหรัฐ

The post ‘กรมสรรพากร’ คาดเก็บรายได้เกินเป้าปีนี้ ผลจาก VAT นำเข้าสูง เงินได้นิติบุคคลจากกลุ่มพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สรรพากร’ จ่อตรวจสอบรายได้มูลนิธิวัดพุทไธศวรรย์ เตรียมหารือ ‘สำนักพุทธฯ’ 22 ก.ย. นี้ ปิดช่องโหว่ e-Donation https://thestandard.co/revenue-department-inspect-wat-phutthaisawan-e-donation/ Fri, 11 Sep 2026 11:43:30 +0000 https://thestandard.co/revenue-department-inspect-wat-phutthaisawan-e-donation/ เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรกำลังตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการบริจาคเงินของวัด

กรมสรรพากรจ่อตรวจสอบรายได้มูลนิธิวัดพุทไธศวรรย์ เตรียมห […]

The post ‘สรรพากร’ จ่อตรวจสอบรายได้มูลนิธิวัดพุทไธศวรรย์ เตรียมหารือ ‘สำนักพุทธฯ’ 22 ก.ย. นี้ ปิดช่องโหว่ e-Donation appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรกำลังตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการบริจาคเงินของวัด

กรมสรรพากรจ่อตรวจสอบรายได้มูลนิธิวัดพุทไธศวรรย์ เตรียมหารือสำนักพุทธฯ ในวันที่ 22 ก.ย.นี้ เพื่อปิดช่องโหว่ระบบ e-Donation และย้ำหลักการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีที่ถูกต้องสำหรับวัด

 

วันนี้ (10 กันยายน) สมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรเตรียมหารือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในวันที่ 22 กันยายนนี้ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง e-Donation และเรื่องหน้าที่ของวัดในการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีให้ถูกต้อง หลังเกิดกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับพฤติกรรมฟอกเงินวัดและเบียดบังทรัพย์ของเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์

 

สมศักดิ์ยังย้ำว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา กรมสรรพากรกำหนดให้องค์การสาธารณกุศล เช่น วัด มูลนิธิ และสมาคม รับบริจาคผ่านระบบ ‘e-Donation เท่านั้น’ หากผู้บริจาคต้องการนำเงินบริจาคไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี

 

สมศักดิ์ระบุว่า สำหรับกรณีวัดที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ กรมสรรพากรเตรียมเข้าไปติดตามดูรายได้ของมูลนิธิของวัดดังกล่าว เนื่องจากมูลนิธิหรือสมาคมที่ไม่ใช่องค์การสาธารณกุศล ถ้ามีรายได้ที่ไม่ใช่เงินบริจาค มีหน้าที่ต้องเสียภาษี ผ่านการยื่นแบบ ภ.ง.ด.55 ขณะที่เงินบริจาคยังได้รับยกเว้นภาษีตามเงื่อนไข

 

พร้อมเปิดเผยข้อมูลว่า ปัจจุบันมีศาสนสถานประมาณ 46,000 แห่งเข้าสู่ระบบ e-Donation แล้ว โดยจำนวนนี้เป็นวัดพุทธประมาณ 43,000 แห่ง จากวัดพุทธทั่วประเทศราว 45,000 แห่ง คิดเป็นเกือบ 99%

 

สำหรับยอดเงินบริจาคผ่าน e-Donation ทั้งระบบ ซึ่งรวมวัด โรงเรียน โรงพยาบาล มูลนิธิ และสมาคม ปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 34,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2569 มียอดสะสมประมาณ 23,000 ล้านบาท

 

ขณะที่ สลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร) กรมสรรพากร กล่าวย้ำว่า ‘ประชาชนผู้บริจาคเงิน’ ถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการบริจาคเงินให้ศาสนสถาน โดยอธิบายว่า การบริจาคเงินผ่านการสแกน QR Code ในระบบ e-Donation ธุรกรรมจะถูกบันทึกเข้าระบบของกรมสรรพากร ทำให้สำนักพุทธฯ เข้ามาตรวจสอบได้

The post ‘สรรพากร’ จ่อตรวจสอบรายได้มูลนิธิวัดพุทไธศวรรย์ เตรียมหารือ ‘สำนักพุทธฯ’ 22 ก.ย. นี้ ปิดช่องโหว่ e-Donation appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC เผยผลสำรวจปี 2569 ดีมานด์ซื้อบ้านต่ำสุดรอบ 4 ปี คนไทย 56% เมินซื้อบ้านใน 5 ปี ชี้ตลาดมือสองและทางเลือกเช่าโตสวนทาง https://thestandard.co/scb-eic-housing-demand-lowest/ Thu, 10 Sep 2026 12:31:51 +0000 https://thestandard.co/scb-eic-housing-demand-lowest/ ภาพประกอบแสดงกราฟแนวโน้มดีมานด์ซื้อบ้านปี 2569 ต่ำสุดรอบ 4 ปี พร้อมตัวเลขคนไทย 56% เมินซื้อบ้านใน 5 ปี

เจาะโอกาสฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัย ผ่าน 5 ประเด็นสำคัญ […]

The post SCB EIC เผยผลสำรวจปี 2569 ดีมานด์ซื้อบ้านต่ำสุดรอบ 4 ปี คนไทย 56% เมินซื้อบ้านใน 5 ปี ชี้ตลาดมือสองและทางเลือกเช่าโตสวนทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงกราฟแนวโน้มดีมานด์ซื้อบ้านปี 2569 ต่ำสุดรอบ 4 ปี พร้อมตัวเลขคนไทย 56% เมินซื้อบ้านใน 5 ปี

เจาะโอกาสฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัย ผ่าน 5 ประเด็นสำคัญจากผลสำรวจของ SCB EIC ปี 2569 และนัยต่อตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569-2570

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ผลสำรวจ SCB EIC Real estate survey 2569 สะท้อนความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยในปัจจุบันที่ไม่สามารถฟื้นตัวได้เท่าที่ควร และยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าในระยะข้างหน้า จากปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่คลี่คลายมากพอ ความไม่มั่นใจในสถานการณ์เศรษฐกิจในอนาคต ความเข้มงวดในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน รวมถึงปัญหาราคาที่อยู่อาศัยที่สูง ที่ทำให้ที่อยู่อาศัยมือสองยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การเช่าที่อยู่อาศัยก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน

 

โดยสรุปออกเป็น 5 ประเด็นสำคัญดังนี้

 

1. ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยปี 2569 ต่ำที่สุดในรอบ 4 ปีที่มีการสำรวจ และยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าในระยะข้างหน้า จากปัญหาเศรษฐกิจ ราคาที่อยู่อาศัยสูง และความไม่มั่นใจในสถานการณ์เศรษฐกิจในอนาคต ทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อออกไป

 

โดยผลสำรวจพบว่า สัดส่วนผู้ที่ไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายในช่วง 5 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 56% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีที่มีการสำรวจ สะท้อนแรงกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น และยังคงกดดันการฟื้นตัวของกำลังซื้อ

 

ในภาพรวม โดยมีสัดส่วนของผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 100,000 บาทที่ชะลอการซื้อเพิ่มขึ้น สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อกลุ่มบนมากขึ้น ขณะที่ผู้ที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า ส่วนใหญ่วางแผนจะซื้อในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า เช่นเดียวกับผลสำรวจในช่วง 2 ปีก่อนหน้า เพื่อรอประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และความพร้อมทางการเงิน ส่วนกลุ่มที่มีแผนจะซื้อในระยะสั้นภายในปีนี้ มีสัดส่วนลดลงจากเดิมที่มีสัดส่วนต่ำอยู่แล้ว

 

อย่างไรก็ดี แม้กำลังซื้อในประเทศส่วนใหญ่ยังคงเปราะบางและมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า แต่ SCB EIC คาดว่าตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569 จะมีแนวโน้มทรงตัว หรือขยายตัวเล็กน้อย จากแรงหนุนของปัจจัยฐานที่ต่ำ และการเร่งโอนก่อนหมดอายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (ก่อนมีการต่ออายุมาตรการฯ ในวันที่ 30 มิ.ย. 2569) เป็นสำคัญ โดยการขยายตัวยังคงมาจากตลาดที่อยู่อาศัยมือสองเป็นหลัก ส่วนในระยะปานกลางอาจยังไม่สามารถฟื้นตัวได้มากนัก ตามสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า

 

2. ความกังวลว่าจะถูกปฏิเสธการให้สินเชื่อ และความเข้มงวดในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน ยังคงกดดันความสามารถในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย ขณะที่ความกังวลต่อการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัยในระยะต่อไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 

โดยผลสำรวจพบว่า สัดส่วนผู้ที่มีความกังวลมาก และค่อนข้างกังวลว่าจะถูกปฏิเสธการให้สินเชื่อ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 50,000 บาท ที่ส่วนใหญ่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคาปานกลางลงมาหรือไม่เกิน 5 ล้านบาท สอดคล้องกับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังคงเข้มงวด ท่ามกลางสถานการณ์ยอดคงค้าง NPL ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยต่อยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยคงค้างทั้งหมด ที่ยังมีสัดส่วนทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า ขณะที่สถานการณ์การผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่แม้ส่วนใหญ่จะยังสามารถผ่อนชำระได้ตามปกติ แต่ความกังวลต่อการผ่อนชำระในระยะต่อไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 

3. สัดส่วนความต้องการที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทเพิ่มขึ้น และการลดงบประมาณของผู้ซื้อ สะท้อนความสามารถการซื้อในภาพรวมที่ยังไม่ฟื้นตัว จากปัญหาเศรษฐกิจและราคาที่อยู่อาศัยที่สูง

 

โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่ม Real demand ขณะที่การซื้อเป็นที่อยู่อาศัยหลังที่สองขึ้นไป และซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่า มีสัดส่วนลดลง โดยผลสำรวจพบว่า สัดส่วนความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยเฉพาะความต้องการซื้อในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งส่วนใหญ่ยังมาจากกลุ่มผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 30,000 บาท ที่ยังมีความเสี่ยงการถูกปฏิเสธสินเชื่อสูงเป็นหลัก

 

ทั้งนี้การที่ผู้บริโภคตัดสินใจลดงบประมาณการซื้อจากเดิมเป็นระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท น่าจะสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจและราคาที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้น โดยความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในระยะต่อไปส่วนใหญ่ยังมาจากกลุ่ม Real demand เป็นหลัก โดยเฉพาะการซื้อเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยหลังแรก ขณะที่การซื้อเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยหลังที่สองมีสัดส่วนอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกัน แต่ลดลงต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า สะท้อนแนวโน้มการชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่สองขึ้นไปที่มีความจำเป็นน้อยกว่าออกไปก่อน

 

4. เมื่อการเข้าถึงที่อยู่อาศัยมือหนึ่งที่มีราคาสูงทำได้ยาก ที่อยู่อาศัยมือสองจึงยังคงได้รับความสนใจสูง

 

โดยผลสำรวจพบว่า สัดส่วนผู้สนใจซื้อที่อยู่อาศัยมือสองอยู่ในระดับสูงและเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ในทุกประเภทที่อยู่อาศัยและทุกระดับราคา จากปัจจัยด้านราคาที่ต่ำกว่ามือหนึ่งเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มทาวน์เฮาส์ ที่มีสัดส่วนผู้สนใจมือสองสูงกว่าที่อยู่อาศัยประเภทอื่น จากระดับราคาทาวน์เฮาส์มือสองในพื้นที่ชานเมืองที่สามารถเดินทางเข้าเมืองได้ไม่ลำบากที่กลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างส่วนใหญ่ยังสามารถเข้าถึงได้มากกว่าราคามือหนึ่งในพื้นที่เดียวกัน

 

นอกจากนั้น อุปทานที่อยู่อาศัยมือสองก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทที่เป็นราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า ครอบคลุมกลุ่มคอนโดและทาวน์เฮาส์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงบ้านเดี่ยวในต่างจังหวัด โดยผลสำรวจ พบว่า ผู้ที่เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในปัจจุบันสัดส่วนราว 1 ใน 3 มีแผนที่จะขายที่อยู่อาศัยภายในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยสาเหตุในการขายส่วนใหญ่เนื่องจากต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแล และการเปลี่ยนไปถือเงินสดหรือไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น

 

5. การเช่าที่อยู่อาศัยยังเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญ สำหรับกลุ่มที่งบประมาณไม่พอซื้อ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจทำให้ตลาดเช่าอาศัยชะลอตัวลงเช่นกัน โดยส่วนหนึ่งตัดสินใจเลิกเช่า แล้วกลับไปอาศัยกับครอบครัวเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย

 

โดยผลสำรวจพบว่า สัดส่วนผู้ที่กำลังเช่าอาศัยลดลงเล็กน้อยต่อเนื่องจากช่วง 2 ปีก่อนหน้า โดยเป็นการลดลงจากกลุ่มผู้เช่าที่ยังไม่มีที่อยู่อาศัยของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าส่วนใหญ่มาจากการเลิกเช่า กลับไปอาศัยกับครอบครัว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย และอีกส่วนหนึ่งคือการเลิกเช่า เพื่อเปลี่ยนไปซื้อเป็นที่อยู่อาศัยของตัวเองทั้งหลังที่ 1 และหลังที่ 2 ขึ้นไป เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นจังหวะที่ผู้ประกอบการทยอยทำ

 

โพรโมชันระบายสินค้าอย่างต่อเนื่อง

 

ส่วนสาเหตุหลักของการเลือกเช่าที่อยู่อาศัย ยังคงมาจากงบประมาณที่ไม่เพียงพอในการซื้อ ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากช่วง 2 ปีก่อนหน้าเล็กน้อย สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง-ล่าง โดยเฉพาะที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่กำลังเช่าอาศัยอยู่ในปัจจุบัน

 

จากสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยยังไม่สามารถฟื้นตัวได้มากนักในระยะสั้น และมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าในระยะกลาง-ยาว SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการยังควรพิจารณาพัฒนาโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง ส่วนกลุ่มที่มีความสามารถในการผ่อนชำระเพียงพอ เป็นช่วงจังหวะที่ดีในการตัดสินใจซื้อในระยะสั้น โดยเฉพาะในระดับราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มที่ยังไม่มีแผนจะซื้อ เนื่องจากข้อจำกัดทางการเงิน ควรพิจารณาทางเลือกในการเช่า หรือเช่าซื้อไปก่อน

 

  • ผู้ประกอบการ : ยังควรพิจารณาพัฒนาโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงทำเลที่มีการแข่งขันรุนแรง หรือมีหน่วยเหลือขายสะสมสูง และทยอยระบายสินค้าคงเหลือสะสม นอกจากนี้ ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ยังต้องเน้นความคุ้มค่าด้านราคาเป็นหลัก เพื่อดึงดูดผู้ซื้อที่มีความพร้อมทางการเงินที่มีอยู่อย่างจำกัด และแข่งขันกับตลาดที่อยู่อาศัยมือสองที่มีราคาต่ำกว่า
  • กลุ่มที่มีความต้องการซื้อ และมีความพร้อมทางการเงิน หรือมีความสามารถในการผ่อนชำระ : ในระยะสั้น ยังเป็นช่วงจังหวะที่ดีในการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะในระดับราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท เนื่องจากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนฯ ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท และมาตรการผ่อนคลาย LTV ที่ยังมีผลไปถึงช่วงกลางปี 2027 เป็นอย่างน้อย รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และการทำโพรโมชันด้านราคาอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ดี อาจพิจารณาที่อยู่อาศัยมือสองควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากราคาที่ต่ำกว่ามือหนึ่ง ประกอบกับอุปทานที่อยู่อาศัยมือสองยังอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป กดดันให้ระดับราคาไม่สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนัก และทำให้ผู้ซื้อมีตัวเลือกในการพิจารณามากขึ้น
  • กลุ่มที่มีความต้องการซื้อ แต่ยังไม่มีความพร้อมทางการเงิน : ควรพิจารณาการเช่าหรือการเช่าซื้อ เป็นหนึ่งในทางเลือก เพื่อช่วยรักษาสภาพคล่องหรือความยืดหยุ่นทางการเงิน ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในระยะต่อไป แต่อัตราค่าเช่ารายเดือนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ที่มีความต้องการเช่าสูง เช่น ทำเลใกล้ใจกลางเมืองหรือเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก ทำให้ผู้เช่าและผู้วางแผนจะเช่าอาศัยส่วนหนึ่งอาจต้องพิจารณาขยับออกไปเช่าในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นนอก หรือปริมณฑลที่มีอัตราค่าเช่าต่ำกว่ามากขึ้น

 

อ่านต่อรายงานฉบับเต็มได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/RESurvey-100926

The post SCB EIC เผยผลสำรวจปี 2569 ดีมานด์ซื้อบ้านต่ำสุดรอบ 4 ปี คนไทย 56% เมินซื้อบ้านใน 5 ปี ชี้ตลาดมือสองและทางเลือกเช่าโตสวนทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติผนึก 11 หน่วยงาน ปกป้อง ‘ภาคการเงินไทย’ ไม่ให้เป็นเครื่องมือทุนเทา เปิดผลมาตรการพบ ยอดถอนเงินสดร่วงกว่า 50% ยอดถอนทองคำลด 70% https://thestandard.co/bot-curbs-grey-capital-withdrawals-fall/ Thu, 10 Sep 2026 12:01:44 +0000 https://thestandard.co/bot-curbs-grey-capital-withdrawals-fall/ ภาพธนบัตรไทยฉบับ 1,000 บาท กองรวมกัน สื่อถึงการทำธุรกรรมทางการเงิน

‘เงินเทา’ ปัญหาเชิงโครงสร้างไทย! แบงก์ชาติ ผนึก 11 หน่ว […]

The post แบงก์ชาติผนึก 11 หน่วยงาน ปกป้อง ‘ภาคการเงินไทย’ ไม่ให้เป็นเครื่องมือทุนเทา เปิดผลมาตรการพบ ยอดถอนเงินสดร่วงกว่า 50% ยอดถอนทองคำลด 70% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธนบัตรไทยฉบับ 1,000 บาท กองรวมกัน สื่อถึงการทำธุรกรรมทางการเงิน

‘เงินเทา’ ปัญหาเชิงโครงสร้างไทย! แบงก์ชาติ ผนึก 11 หน่วยงาน ประกาศเจตนารมย์ปกป้อง ‘ภาคการเงินไทย’ ไม่ให้เป็นเครื่องมือทุนเทา ผู้ว่าการธปท.โชว์ผลมาตรการพบ ยอดถอนเงินสดร่วงกว่า 50% ยอดถอนทองคำลด 70% ลั่นเตรียมดูแลธุรกรรมชาวต่างชาติในจังหวัดท่องเที่ยวเสี่ยงเป็นนอมินี

 

 

 

วันนี้ (10 กันยายน) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ร่วมมือกับ 11 หน่วยงาน ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. ร่วมกันลงนามใน ‘กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน’ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการป้องกันเชิงรุกไม่ให้ภาคการเงินตกเป็นเครื่องมือ ทางผ่าน หรือช่องทางสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายทุกประเภท เพื่อสร้างระบบการเงินที่มั่นคง ปลอดภัย น่าเชื่อถือ ปกป้องประชาชนจากความเสียหายจากการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด

 

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า “เชื่อว่าเรื่องสีเทา พนันออนไลน์ การคอร์รัปชัน และ สแกมต่างๆ มีความเชื่อมโยงกัน และ ต้องใช้ ‘บริการทางการเงิน’ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโอนเงิน การถอนเงินเป็นเงินสด และการนำเงินสดเปลี่ยนไปเป็นสินทรัพย์ประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นเงินตราต่างประเทศ ทองคำ สินทรัพย์ดิจิทัล”

 

ภาพธนบัตรไทยฉบับ 1,000 บาท กองรวมกัน สื่อถึงการทำธุรกรรมทางการเงิน 1

 

ธปท.โชว์ผลงานปราบเงินเทา ยอดถอนเงินสดร่วงกว่า 50% ยอดถอนทองคำลด 70%

 

หลังจากออกมาตรการกำกับการถอนเงินสดไม่เกิน 5 ล้านบาท พบว่าการถอนเงินเกิน 5 ล้านบาทลดลงอย่างมากกว่า 50% จากช่วงก่อนมีมาตรการมีการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทอยู่ที่ประมาณแสนล้านบาทต่อเดือน แต่หลังจากมีมาตรการพบว่าลดลงเหลือประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อเดือนเท่านั้น

 

นอกจากนี้ หลังจาก ธปท. ออกมาตรการกำกับการซื้อขายทองคำออนไลน์มูลค่าเกิน 50 ล้านบาท และออกมาตรการให้มีการรายงานการถอนทองคำเกิน 2 กิโลกรัม พบว่ายอดถอนทองคำแท่งปริมาณสูงลดลงประมาณ 70% จากเดือนละประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เหลือประมาณ 3 พันล้านบาทต่อเดือน

 

สำหรับ USDT ธปท. พยายามทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. ต่อไป โดยเชื่อว่า หลังจาก ก.ล.ต. ออกหลักเกณฑ์ Travel Rule สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว ธุรกรรมซื้อขาย USDT ที่มีลักษณะผิดปกติจะลดลงอย่างแน่นอน

 

“แบงก์ชาติอาจจะไม่มีอำนาจปราบปรามหรือจับกุม แต่เราสามารถสกัดกั้นเรื่องไม่ดีเหล่านี้ให้มันเกิดยากขึ้นได้ สร้างต้นทุนที่แพงขึ้นได้ แล้วแน่นอนว่าเราไม่สามารถทำให้เรื่องไม่ดีพวกนี้หมดไปได้ แต่เราทำให้ลดลงได้” วิทัยกล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพธนบัตรไทยฉบับ 1,000 บาท กองรวมกัน สื่อถึงการทำธุรกรรมทางการเงิน 2

 

รู้จัก ‘กรอบความร่วมมือป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน’

 

สำหรับ ‘กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน’ ในส่วนของ ธปท. จะยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลทั้งระบบ การตรวจสอบลูกค้าและคู่ค้า การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเฝ้าระวังและตรวจจับธุรกรรมที่มีความเสี่ยง รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปิดช่องโหว่ของการกระทำผิด พร้อมพัฒนามาตรการต่างๆ ให้เท่าทันกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความรู้เท่าทันให้แก่ประชาชนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของระบบการเงินไทยและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว

 

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. ที่จัดทำกรอบความร่วมมือในครั้งนี้มีทั้งหมด 11 หน่วยงาน ได้แก่ สมาคมธนาคารไทย (TBA) สมาคมธนาคารนานาชาติ (AIB) สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (GFA) สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA) สมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการทางการเงิน (TAFEXS) รวมถึง 6 สมาคมและชมรมของกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank lender) จะร่วมกันดำเนินการในด้านต่างๆ อาทิ ยกระดับการทำ KYC/CDD/EDD ตรวจสอบธุรกรรมเงินสดที่มีความเสี่ยงสูง นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติแบบเชิงรุก พัฒนาระบบฐานข้อมูลบุคคลเสี่ยงและเชื่อมต่อกับระบบ Central Fraud Registry (CFR) จัดทำคู่มือการปฏิบัติงานด้านมาตรการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) ของอุตสาหกรรม ตลอดจนใช้เครือข่ายชุมชนสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินแก่กลุ่มเปราะบาง เป็นต้น

 

เตรียมดูแลธุรกรรมชาวต่างชาติในจังหวัดท่องเที่ยวเสี่ยงเป็น ‘นอมินี’

 

วิทัยยังตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีธุรกรรมของชาวต่างชาติในจังหวัดท่องเที่ยวหลายจังหวัดที่มีความสุ่มเสี่ยงว่าเป็นบัญชีนอมินี โดยระบุว่าประเด็นดังกล่าวก็เป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่ในขอบเขตที่ ธปท. จะเข้าไปดู

 

ผู้ว่าการ ธปท. ยังย้ำว่าประเด็นเรื่อง ‘เงินเทา’ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ และเป็น 1 ใน 4 ประเด็นที่ ธปท. ให้ความสำคัญ (ได้แก่ หนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อ ความเหลื่อมล้ำ และเงินเทา) ดังนั้น ธปท. จึงต้องการทำหน้าที่ให้เต็มที่

The post แบงก์ชาติผนึก 11 หน่วยงาน ปกป้อง ‘ภาคการเงินไทย’ ไม่ให้เป็นเครื่องมือทุนเทา เปิดผลมาตรการพบ ยอดถอนเงินสดร่วงกว่า 50% ยอดถอนทองคำลด 70% appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด EV เคาะหลักการภาษี 3 Tier ‘ลงทุนในไทย’ ได้ภาษีต่ำ-‘นำเข้าอย่างเดียว’ โดนเก็บสูงสุด เตรียมปรับนิยาม Local Content https://thestandard.co/ev-tax-thailand-investment/ Thu, 10 Sep 2026 11:57:05 +0000 https://thestandard.co/ev-tax-thailand-investment/ ภาพอินโฟกราฟิกสรุปหลักการภาษี 3 Tier สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยผู้ลงทุนในไทยได้ภาษีต่ำสุด และผู้นำเข้าอย่างเดียวเสียภาษีสูงสุด

บอร์ด EV เคาะหลักการภาษีสรรพสามิต 3 Tier จูงใจใช้ Local […]

The post บอร์ด EV เคาะหลักการภาษี 3 Tier ‘ลงทุนในไทย’ ได้ภาษีต่ำ-‘นำเข้าอย่างเดียว’ โดนเก็บสูงสุด เตรียมปรับนิยาม Local Content appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปหลักการภาษี 3 Tier สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยผู้ลงทุนในไทยได้ภาษีต่ำสุด และผู้นำเข้าอย่างเดียวเสียภาษีสูงสุด

บอร์ด EV เคาะหลักการภาษีสรรพสามิต 3 Tier จูงใจใช้ Local Content ได้ภาษีต่ำสุด-นำเข้าอย่างเดียวเสียภาษีสูงสุด เตรียมเริ่มดำเนินการฝั่งนำเข้าก่อน เคาะตั้งอนุกรรมการ 2 ชุด ‘วราวุธ’ นั่งหัวโต๊ะส่งเสริมการผลิต-‘เอกนัฏ’ ดูโครงข่ายสถานีชาร์จ พร้อมเร่งเตรียมรับมือแบตเตอรี่-ซากรถ

 

 

 

วันนี้ (10 กันยายน) พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ครั้งที่ 1/2569 มีวาระสำคัญคือการพิจารณาแนวทางปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนและเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ

 

โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการโครงสร้างภาษีสรรพสามิตแบบ 3 Tier แบ่งตามระดับการลงทุนและการใช้ Local Content ในประเทศ โดยผู้ผลิตที่มีการผลิตในประเทศและใช้ Local Content ในระดับสูงจะได้รับอัตราภาษีต่ำที่สุด ขณะที่ผู้ที่นำเข้ารถยนต์เข้ามาและมีการลงทุนหรือผลิตในประเทศบางส่วนจะอยู่ใน Tier กลาง ส่วนผู้ที่นำเข้ารถยนต์เข้ามาเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการลงทุนผลิตในประเทศจะอยู่ใน Tier ที่มีอัตราภาษีสูงที่สุด

 

สำหรับการดำเนินการในระยะแรก พรชัยระบุว่า บอร์ด EV จะเร่งดำเนินการกับ กลุ่มที่มีการนำเข้าเป็นหลักและไม่ได้สร้างฐานการผลิตในประเทศก่อน เนื่องจากข้อมูลที่บอร์ดได้รับรายงานพบว่า รถยนต์ไฟฟ้าบางประเภทแม้จะมียอดใช้งานเพิ่มขึ้น แต่ยังมีสัดส่วนการนำเข้าสูง จึงถูกมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อฐานการผลิตในประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม พรชัยย้ำว่ายังไม่มีการกำหนดตัวเลขอัตราภาษีใหม่ในที่ประชุม ซึ่งการพิจารณารายละเอียดอัตราภาษีและช่วงเวลาการปรับตัวให้ผู้ผลิต (Grace Period) จะต้องให้กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตนำไปพิจารณาร่วมกับภาคเอกชนก่อน

 

ปัจจุบันอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าอยู่ที่ประมาณ 10% ขณะที่อัตราสำหรับรถที่ได้รับการส่งเสริมและผลิตในประเทศมีอัตราที่แตกต่างกัน เช่น 8% และ 2% ตามเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม อัตราใหม่สำหรับโครงสร้าง 3 Tier ยังต้องรอการพิจารณา โดยหลักการกลุ่มนำเข้าอย่างเดียวจะต้องมีอัตราภาษีสูงกว่าอัตราปัจจุบัน

 

พร้อมกันนี้ พรชัยย้ำว่า การปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ ใช้การลงทุนเป็นตัวดึงดูดการนำเข้า เพื่อให้การนำเข้ารถยนต์เชื่อมโยงกับการลงทุนในประเทศ, การผลักดันไทยเป็นฐานส่งออก โดยเฉพาะตลาดประเทศที่ใช้รถพวงมาลัยขวา และเพิ่มมูลค่า Local Content หรือชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ

 

โดยบอร์ด EV จะใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน โดยไม่ใช้งบประมาณภาครัฐเหมือนมาตรการ EV3 และ EV3.5 แบบที่ผ่านมา แต่ใช้โครงสร้างภาษีเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเลือกลงทุนและผลิตในประเทศมากขึ้น

 

สำหรับแนวทาง 3 Tier พรชัยระบุว่า ภาคเอกชนที่เข้าร่วมประชุมจาก 3-4 สมาคมเห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว ขณะที่รายละเอียดเรื่องช่วงเวลาเริ่มใช้ โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีกลุ่มนำเข้า จะต้องหารือกับภาคเอกชน เนื่องจากผู้ประกอบการต้องใช้เวลาในการวางแผนการนำเข้าและการผลิต

 

จ่อปรับนิยาม Local Content ดัน ‘Thai Content’ เพิ่มแรงจูงใจ

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เผยด้วยว่า นอกจากการกำหนดโครงสร้างภาษี 3 Tier แล้ว บอร์ดยังเตรียมพิจารณาปรับหลักเกณฑ์การคำนวณ Local Content โดยจะเน้นชิ้นส่วนที่มีมูลค่าและมีผลต่อการทำงานของรถยนต์จริง เช่น เครื่องยนต์หรือมอเตอร์ มากกว่าการนับต้นทุนบางรายการที่อาจไม่ได้สะท้อนมูลค่าการผลิตในประเทศโดยตรง

 

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเพิ่มแรงจูงใจสำหรับ ‘Thai Content’ ซึ่งมีการผลิตโดยบริษัทไทยและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่เข้มข้นกว่า ‘Local Content’ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบมาตรการจูงใจเพิ่มเติม

 

นฤตม์ระบุว่า การเพิ่ม Local Content ไม่ได้ทำได้เพียงการกำหนดสัดส่วน แต่ต้องทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและ R&D จากผู้ลงทุนต่างประเทศมายังผู้ประกอบการไทย เพื่อยกระดับความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อนและเทคโนโลยีสูงขึ้น

 

ตั้ง 2 อนุกรรมการ รับมือแบตเตอรี่ใช้แล้ว-ซากรถ

 

สำหรับประเด็นอื่น บอร์ด EV นัดแรกยังเห็นชอบจัดตั้งอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่

 

1) อนุกรรมการส่งเสริมการผลิต Supply Chain และการกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง โดยมี วราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน มีหน้าที่ดูแลถึงการบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วและการกำจัดซากรถ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนรถ EV ที่เข้าสู่ตลาด

 

และ 2) อนุกรรมการด้านการพัฒนาโครงข่าย Charging Station ซึ่งมี เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน

 

พร้อมกันนี้ นฤตม์ ระบุว่า คณะกรรมการฯ ได้เตรียมพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อมอนิเตอร์แบตเตอรี่อย่างครบวงจร (Life Cycle) ตั้งแต่การผลิต การใช้งานในรถยนต์ ไปจนถึงปลายทาง โดยจะมีการจัดการ 2 ทางคือ บางส่วนสามารถนำไปใช้แบบ Second Life เพื่อกักเก็บพลังงาน และบางส่วนเข้าสู่กระบวนการ Recycle เพื่อสกัดแร่สำคัญกลับมาใช้ใหม่

 

นอกจากนี้ บอร์ดยังมอบหมายให้ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังไปพิจารณามาตรการส่งเสริม ‘รถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์’ เช่น รถบัส รถทรัค รวมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย หลังพบว่าการเติบโตของการใช้รถในกลุ่มดังกล่าวยังไม่มากนัก

 

‘วราวุธ’ ย้ำไม่ทิ้งฐานผลิตรถสันดาป

 

ด้านวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรม EV ควรมุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในประเทศควบคู่กัน ไม่ใช่มองเพียงเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมในระยะยาว

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังต้องดูแลฐานการผลิตรถยนต์สันดาป (ICE) ที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยวราวุธระบุว่า การปรับภาษีสรรพสามิต EV เป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างแรงจูงใจให้รถนำเข้าและรถที่ผลิตในประเทศมีแต้มต่อที่เหมาะสม แต่เนื่องจากผู้ประกอบการมีมุมมองต่อมาตรการแตกต่างกัน จึงต้องพิจารณามาตรการดูแลรถยนต์สันดาปควบคู่กัน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ EV เดินหน้าได้โดยไม่ทิ้งฐานการผลิตเดิม

The post บอร์ด EV เคาะหลักการภาษี 3 Tier ‘ลงทุนในไทย’ ได้ภาษีต่ำ-‘นำเข้าอย่างเดียว’ โดนเก็บสูงสุด เตรียมปรับนิยาม Local Content appeared first on THE STANDARD.

]]>
นับถอยหลังสู่การประชุม The IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ย้อนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์กว่า 8 ทศวรรษของการประชุม ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 35 ปี https://thestandard.co/thailand-host-imf-world-bank-meetings/ Thu, 10 Sep 2026 11:53:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1253399 ภาพกราฟิกแสดงการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

นับถอยหลังสู่เวทีเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อประเทศ […]

The post นับถอยหลังสู่การประชุม The IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ย้อนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์กว่า 8 ทศวรรษของการประชุม ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 35 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

นับถอยหลังสู่เวทีเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อประเทศไทยเตรียมเปิดบ้านต้อนรับผู้นำและผู้กำหนดนโยบายการเงินจาก 191 ประเทศทั่วโลก ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (The IMF-World Bank Group Annual Meetings) ประจำปี 2026 ณ กรุงเทพมหานคร

 

 

การรับไม้ต่อในครั้งนี้นับเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 35 ปีของไทย หลังจากเคยจัดงานมาแล้วเมื่อปี 1991 ส่งผลให้ไทยเป็นเพียง 1 ใน 3 ชาติของโลกที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมนี้นอกสหรัฐอเมริกาถึง 2 ครั้ง

 

บทความนี้จะพาทุกท่านย้อนรอยไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์กว่า 8 ทศวรรษ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นการวางรากฐานเศรษฐกิจโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่เวทีปัจจุบันที่เปรียบเสมือน ‘โอลิมปิกด้านการเงิน’ พร้อมเจาะลึกถึงความสำคัญของการจัดงาน และความพร้อมของไทยในการเปิด ‘ขอบฟ้าใหม่’ (Thailand’s New Horizon) เพื่อร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและแสดงศักยภาพของประเทศให้เป็นที่ประจักษ์บนเวทีโลกอีกครั้ง

 

การประชุม Annual Meetings คืออะไร

 

Annual Meetings คือ การประชุมประจำปีของสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) โดยมีการจัดการประชุมมาเเล้วทั้งหมด 80 ครั้ง ซึ่ง IMF และ World Bank จะพลัดกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งในปี 2026 (พ.ศ.2569) IMF รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพทำให้ชื่อการประชุมจะนำหน้าด้วย IMF เช่นนี้ “The IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026”

 

โดยปกติเเล้ว การประชุมจะจัดขึ้นทุกปีที่ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ (Headquarters) ของทั้ง 2 องค์กร เเต่ทุกปีที่สามของการประชุมนั้น จะจัดการประชุมในประเทศสมาชิกอื่น ๆ เเละในปีพ.ศ. 2569 นี้ จะเกิดขึ้นที่ ‘กรุงเทพมหานคร’ โดยครั้งก่อน ประเทศไทยเคยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมมาเเล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2534 สมัยนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน

 

Annual Meetings สำคัญอย่างไร

 

การประชุม Annual Meetings มีความสำคัญ เนื่องจากจะมีผู้นำประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้กำหนดนโยบาย ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ สถาบันการเงิน รวมถึงภาคเอกชนและภาคประชาสังคมจาก 191 ประเทศทั่วโลกมาเข้าร่วมการประชุม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางและนโยบายเศรษฐกิจและการเงินของโลก ดังนั้นเเล้ว การประชุมนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก ในการกำหนดทิศทางเเละความเป็นไปของเศรษฐกิจโลก

 

ทำไมต้องมีการจัดการประชุมนอกสหรัฐฯ?

 

สำหรับสาเหตุที่ IMF และ World Bank มีการจัดการประชุมนอกสหรัฐฯ มีเหตุผลมาจาก ไม่ใช่องค์กรที่บริหารโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นองค์กรระหว่างประเทศ ที่ประเทศสมาชิกเป็นเจ้าของร่วมกัน ดังนั้นเเล้ว จึงต้องมีการประชุมโดยตัวแทนของประเทศสมาชิกเป็นประจำ เพื่อ

 

  • ตรวจสอบผลการดำเนินงานของทั้ง IMF เเละ World Bank
  • กำหนดนโยบายและทิศทางในอนาคตร่วมกัน
  • อนุมัติงบประมาณหรือหารือประเด็นเชิงสถาบันที่สำคัญ
  • รับฟังความเห็นของประเทศสมาชิก
  • ประสานงานด้านนโยบายเพื่อรับมือปัญหาเศรษฐกิจโลก

 

เปิด Timeline กว่า 8 ทศวรรษ ที่โลกสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกัน

 

ก.ค. 1944 (พ.ศ. 2487) การประชุม Bretton Woods Conference

 

เมืองเบรตตันวูดส์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีประเทศเข้าร่วม 44 ประเทศ เพื่อวางรากฐานระบบเศรษฐกิจโลกใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้เกิด

 

  • ระบบการเงินระหว่างประเทศ Bretton Woods System (อัตราแลกเปลี่ยนผูกติดกับเงินดอลลาร์สหรัฐ และเงินดอลลาร์สหรัฐผูกติดกับทองคำ)
  • การก่อตั้งองค์กรทางการเงิน IMF เเละ World Bank

 

ก.ค. 1944 (พ.ศ. 2487) ก่อตั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

 

เพื่อสนับสนุนความร่วมมือทางการเงินระดับโลก, รักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน, เเก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินของประเทศสมาชิกไม่ให้ลุกลามไปยังประเทศอื่น

 

ก.ย. 1945 (พ.ศ. 2488) สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด

 

  • ธ.ค. 1945 (พ.ศ. 2488) ก่อตั้ง World Bank โดยแฮร์รี่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลังแห่งสหรัฐฯ เเละ จอห์น เมนาร์ด เคนส์ ที่ปรึกษากระทรวงการคลังแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งถือเป็น บิดาผู้ก่อตั้งของทั้งสององค์กร
  • ก.ย. 1946 (พ.ศ. 2489) Annual Meeting ครั้งแรก จัดขึ้นที่ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ ประเด็นสำคัญการประชุม คือ จัดตั้งโครงสร้าง กฎเกณฑ์ และกลไกทางการเงินของ IMF เเละ World Bank ให้พร้อมดำเนินงานช่วยเหลือประเทศสมาชิก
  • ก.ย. 1947 (พ.ศ. 2490) Annual Meetings นอกสหรัฐฯ ครั้งแรก จัดขึ้นที่ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

 

ประเด็นการประชุม: การฟื้นฟูประเทศในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเน้นการสร้างความร่วมมือทางการเงินระหว่างประเทศ

 

  • พ.ค. 1949 (พ.ศ. 2492) ประเทศไทยเข้าไปเป็นสมาชิก IMF เเละ World Bank ในยุคนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม สมัยที่ 2 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย และผู้ว่าการธนาคารเเห่งประเทศไทยคือ เล้ง ศรีสมวงศ์ ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนั้น

 

ส.ค. 1971 (พ.ศ. 2514) Nixon Shock ยุติ Bretton Woods System

 

ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เเห่งสหรัฐฯ ยกเลิกการนำเงินดอลลาร์ไปแลกเปลี่ยนเป็นทองคำ นับได้ว่าเป็นการ ยุติ Bretton Woods System ที่เคยผูกค่าเงินดอลลาร์ไว้กับทองคำ

 

ต.ค. 1991 (พ.ศ. 2534) Annual Meetings ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย

 

ในยุคนายกรัฐมนตรี คือ อานันท์ ปันยารชุน โดย มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือ สุธี สิงห์เสน่ห์ เเละผู้ว่าการธนาคารเเห่งประเทศไทย คือ วิจิตร สุพินิจ ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม

 

1997 (พ.ศ. 2540) วิกฤตต้มยำกุ้ง ไทยรับความช่วยเหลือจาก IMF

 

วิกฤตครั้งนั้นส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสร้างความเสียหายอย่างมากต่อประเทศไทย และส่งผลไปถึงภูมิภาคอาเซียนและอีกหลายประเทศในเอเชียจนเป็นวิกฤตทางการเงินในที่สุด

 

  • ต.ค. 2026 (พ.ศ. 2569) ไทยเป็นเจ้าภาพ Annual Meetings ปี 2026 อีกครั้งในรอบ 35 ปี ในยุคที่อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ วิทัย รัตนากร เป็นผู้ว่าการธนาคารเเห่งประเทศไทย โดยไทยถือเป็น 1 ใน 3 ชาติที่เป็นเจ้าภาพการจัดงานถึง 2 ครั้ง

 

ความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวเอาไว้ว่า “งานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกเปรียบเหมือนโอลิมปิกด้านการเงินการคลัง ซึ่งไทยได้มีโอกาสจัดถึงสองครั้ง” ทั้งนี้ ดร.เอกนิติ ยังเห็นว่าการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่จะได้แสดงศักยภาพของประเทศในด้านการเงินและการคลัง พร้อมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านพัฒนาประเทศให้นานาชาติได้เห็น

 

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวเอาไว้ว่า “การเป็นเจ้าภาพจัดงาน IMF-World Bank Group Annual Meetings ครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ไทยจะแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ และนโยบายที่ทำจริงอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์กับประเทศสมาชิกทั่วโลก” อีกทั้ง ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการเงินทั่วโลก

 

การจัดประชุมในปี 2569 นี้ จะจัดขึ้นภายใต้ธีม “Thailand’s New Horizon, Empowering People, Building Resilience” ซึ่ง ดร.เอกนิติได้ให้คำนิยามไว้ว่า “ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่ ใส่พลังไปที่คน เท่าทันต่อความเสี่ยง” แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาที่มีคนเป็นแกนกลาง เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศที่มีภูมิคุ้มกัน

 

ด้าน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะเจ้าบ้าน ได้ยืนยันถึงความพร้อมในการต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก โดยกล่าวเอาไว้ว่า “กรุงเทพฯ มีความพร้อมทุกด้านในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม ที่พัก ความปลอดภัย สาธารณสุข และบริการทางการแพทย์ระดับนานาชาติ”

 

ภาพกราฟิกแสดงการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ 1ภาพกราฟิกแสดงการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ 2

The post นับถอยหลังสู่การประชุม The IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ย้อนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์กว่า 8 ทศวรรษของการประชุม ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 35 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘คลัง’ เปิดตัว ‘สินเชื่อ AI นกกระซิบ’ ใช้ข้อมูลยอดขายบนแอป ‘ถุงเงิน’ เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ https://thestandard.co/ai-nokkrasip-loan-tungngern/ Thu, 10 Sep 2026 08:52:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1253250 ภาพโลโก้สินเชื่อ AI นกกระซิบ พร้อมแอปพลิเคชันถุงเงินและตัวเลขยอดขาย

‘คลัง’ เปิดสินเชื่อ AI นกกระซิบ ใช้ข้อมูลยอดขายจริงช่วย […]

The post ‘คลัง’ เปิดตัว ‘สินเชื่อ AI นกกระซิบ’ ใช้ข้อมูลยอดขายบนแอป ‘ถุงเงิน’ เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้สินเชื่อ AI นกกระซิบ พร้อมแอปพลิเคชันถุงเงินและตัวเลขยอดขาย

‘คลัง’ เปิดสินเชื่อ AI นกกระซิบ ใช้ข้อมูลยอดขายจริงช่วยผู้ค้ารายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบ กรุงไทยออกสินเชื่อสูงสุด 3 ล้านบาท ดอกเบี้ยเริ่ม 3.5% ออมสินให้วงเงินสูงสุด 50,000 บาท พร้อมมีบสย. ช่วยค้ำ ลดข้อจำกัดไม่มีหลักประกัน

 

 
 

วันนี้ (10 กันยายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดตัวโครงการ ‘สินเชื่อ AI นกกระซิบ’ เพื่อช่วยผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ประกอบการรายย่อย และ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น โดยนำข้อมูลยอดขายที่เกิดขึ้นจริงจากการประกอบธุรกิจมาเป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการพิจารณาสินเชื่อ

 

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ที่ผ่านมา มาตรการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ มีส่วนช่วยประคับประคองกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs แต่การช่วยให้ผู้ประกอบการ ‘ขายได้ดีขึ้นในวันนี้’ ยังไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องการช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นในวันพรุ่งนี้ด้วย

 

หนึ่งในเครื่องมือดังกล่าวคือ ‘AI นกกระซิบ’ ซึ่งเปิดให้บริการมาแล้ว 3 เดือน ผ่านแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการนำข้อมูลของตนเองมาใช้บริหารธุรกิจ เช่น วิเคราะห์ยอดขาย ดูแนวโน้มรายได้ วางแผนธุรกิจ และเปรียบเทียบผลประกอบการกับร้านค้าใกล้เคียงหรือร้านค้าประเภทเดียวกัน

 

จาก AI วิเคราะห์ยอดขาย สู่ข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อ

 

ดร.เอกนิติระบุว่า ก้าวต่อไปของ มาตรการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ คือการนำข้อมูลจาก เครื่องมือ ‘AI นกกระซิบ’ มาแก้ปัญหาสำคัญของผู้ประกอบการจำนวนมาก นั่นคือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

 

แม้ผู้ประกอบการหลายรายจะมีรายได้จริง มีลูกค้าจริง และมียอดขายจริง แต่ยังมีข้อจำกัดในการจัดทำเอกสารหรือแสดงข้อมูลทางการเงินในรูปแบบที่สถาบันการเงินใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ทำให้ธุรกิจที่มีศักยภาพอาจยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ศักยภาพดังกล่าว

 

โครงการ ‘สินเชื่อ AI นกกระซิบ’ จึงนำรายงานยอดขายที่เกิดขึ้นจริงจากการประกอบธุรกิจมาใช้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการประเมินศักยภาพของผู้ประกอบการ เพื่อช่วยให้การยื่นขอสินเชื่อสะดวกขึ้น และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ

 

ด้าน วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สศค. ได้ศึกษาความต้องการและข้อจำกัดของผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs พร้อมประสานความร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาโครงการดังกล่าว

 

สำหรับ ‘AI นกกระซิบ’ เป็นบริการภายในแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายของผู้ประกอบการ รวมถึงยอดขายจากโครงการภาครัฐ เช่น ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ และ ‘คนละครึ่ง พลัส’ โดยผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลเพื่อดูยอดขาย วิเคราะห์แนวโน้ม วางแผนธุรกิจ และเปรียบเทียบกับร้านค้าอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงหรือร้านค้าประเภทเดียวกัน

 

เมื่อมีข้อมูลธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อหลัก ดังนี้

 

กรุงไทยออกสินเชื่อสูงสุด 3 ล้านบาท ดอกเบี้ยเริ่ม 3.5%

 

ธนาคารกรุงไทยจัดทำสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการทั้งธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก การบริการ และร้านค้าออนไลน์ 2 โครงการ ได้แก่

 

  • ‘สินเชื่อ SME ไซส์เล็ก’ สำหรับร้านค้าที่ใช้ AI ‘นกกระซิบ’ บนแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ยเริ่มต้น 3.5% ต่อปี คงที่ใน 2 ปีแรก
  • ‘สินเชื่อสิบหมื่น’ สำหรับพ่อค้าแม่ค้าถุงเงิน วงเงินสูงสุด 500,000 บาทต่อราย ดอกเบี้ยเริ่มต้น 11% ต่อปี ผ่อนเริ่มต้น 500 บาทต่อเดือน

 

โดยทั้ง 2 โครงการไม่คิดค่าธรรมเนียมในการขอสินเชื่อ

 

ออมสินออกสินเชื่อ ‘นกกระซิบ’ วงเงินสูงสุด 50,000 บาท

 

ด้านธนาคารออมสินจัดทำสินเชื่อ ‘ออมสิน QR มหาเฮง x นกกระซิบ’ สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่ใช้บริการแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ โดยนำข้อมูลยอดขายและประวัติการรับชำระเงินผ่าน QR มาประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลเชิงพฤติกรรมและระบบประเมินเครดิตของธนาคาร

 

สินเชื่อดังกล่าวให้วงเงินสูงสุด 50,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 0.75% ต่อเดือน ไม่ต้องใช้หลักประกัน และไม่คิดค่าธรรมเนียมในการขอสินเชื่อ

 

บสย. ช่วยค้ำ ลดข้อจำกัดไม่มีหลักประกัน

 

ด้านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ที่ขาดหลักประกันหรือผู้ค้ำประกัน ผ่าน 2 โครงการ ได้แก่ ‘โครงการค้ำประกันสินเชื่อนาโนพลัส’ และ ‘โครงการค้ำประกันสินเชื่อเครดิตพลัส’

 

โดยมีวงเงินค้ำประกันต่อรายตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 100 ล้านบาท ตามประเภทโครงการ ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันเริ่มต้น 1% ต่อปี และคิดตามระดับความเสี่ยง พร้อมยกเว้นค่าดำเนินการค้ำประกันและค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกัน เพื่อช่วยลดต้นทุนในการเข้าถึงสินเชื่อ

 

นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (iBank) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ยังร่วมจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่อภายใต้โครงการ ‘สินเชื่อ AI นกกระซิบ’ เพื่อรองรับความต้องการด้านเงินทุนหมุนเวียน สภาพคล่อง และการขยายกิจการของผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม

The post ‘คลัง’ เปิดตัว ‘สินเชื่อ AI นกกระซิบ’ ใช้ข้อมูลยอดขายบนแอป ‘ถุงเงิน’ เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลุ้นต่ออายุ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ‘เอกนิติ’ ยันได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ https://thestandard.co/ekniti-thai-chuay-thai-plus-extension/ Thu, 10 Sep 2026 08:38:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1253242 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส

ลุ้นต่ออายุ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หลังลงพื้นที่พบพ่อค้าแม่ค […]

The post ลุ้นต่ออายุ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ‘เอกนิติ’ ยันได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส

ลุ้นต่ออายุ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หลังลงพื้นที่พบพ่อค้าแม่ค้าขอให้ต่ออีก 1-2 เดือน ‘เอกนิติ’ ยันได้ข้อสรุปภายใน 2-3 สัปดาห์นี้ ย้ำมีงบประมาณเหลือพอ พร้อมรับข้อเสนอปรับสัดส่วนช่วยจ่าย ‘50:50’ หากเดินหน้าโครงการต่อ

 

 
 

วันนี้ (10 กันยายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความเป็นไปได้ในการต่ออายุโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ว่า กระทรวงการคลังจะรับข้อเสนอไปพิจารณา หลังการลงพื้นที่ พบว่าพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ขอให้รัฐบาลต่อโครงการออกไปอีก 1-2 เดือน

 

โดย ดร.เอกนิติ ยืนยันว่ายังมีงบประมาณหรือเม็ดเงินเหลือเพียงพอสำหรับการต่ออายุโครงการ และคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2-3 สัปดาห์นี้

 

ส่วนข้อเสนอให้ปรับสัดส่วนการช่วยจ่าย จากเดิม ‘60:40’ เป็น ‘50:50’ ดร.เอกนิติกล่าวว่า จะรับข้อเสนอเรื่องการปรับสัดส่วนไปพิจารณาเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติระบุว่า ในการต่ออายุโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ จะต้องติดตามสถานการณ์วิกฤตพลังงานและราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เริ่มมีความผันผวน ซึ่งอาจกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กันไป

 

“เม็ดเงินยังมีเหลืออยู่ แต่วันนี้มีหลายปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณา โดยเฉพาะวิกฤตพลังงาน ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดพบว่า ยังมีการยิงกันอีก ผมคิดว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจากนี้ก็อาจจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก ส่วนจะมีการปรับสูตรจาก 60/40 ด้วยหรือไม่นั้น ก็ขอรับไปพิจารณาด้วยเช่นเดียวกัน” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติระบุว่า ตลอดระยะเวลา 3 เดือน โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการประมาณ 1.2 ล้านราย และสามารถกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้แล้วกว่า 150,000 ล้านบาท โดยมีการกระจายเม็ดเงินไปยังต่างจังหวัดประมาณ 83-84% มีผู้ใช้สิทธิในโครงการรวมกว่า 40 ล้านคน แบ่งเป็นสิทธิ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ราว 26 ล้านคน และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 13 ล้านคน

 

ใช้ AI ช่วยร้านเล็ก หลังยอดขายกระจุกตัวร้านใหญ่

 

ขณะเดียวกัน สำหรับข้อสังเกตว่ายอดขายในโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ปีก่อน มีการกระจุกตัวอยู่ที่ร้านค้าขนาดใหญ่ Top 20% แต่สามารถดึงเม็ดเงินไปได้ถึง 70-80% ของการอุดหนุน ดร.เอกนิติกล่าวว่า สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะร้านค้าขนาดใหญ่มีความสามารถในการขายและใช้ช่องทางออนไลน์ได้ดีกว่า

 

ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงนำ ‘AI นกกระซิบ’ มาใช้เพื่อช่วยสอนและแนะนำร้านค้ารายย่อย โดยมุ่งให้ร้านค้าขนาดเล็กสามารถวิเคราะห์การตลาดและเพิ่มทักษะการขาย เพื่อให้สามารถแข่งขันและสร้างรายได้ได้มากขึ้น

 

ดร.เอกนิติยังระบุด้วยว่า จากสถิติของโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ในอดีต ยอดขายของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นประมาณ 500-600% ในช่วงที่มีโครงการ ขณะที่หลังสิ้นสุดโครงการ ร้านค้าที่ได้รับการ ‘อัพสกิล-รีสกิล’ ให้ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ยังมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องประมาณ 200%

 

ดังนั้น การนำ AI นกกระซิบมาใช้จึงมีเป้าหมายเพื่อให้ร้านค้ารายย่อยมีความสามารถในการขายมากขึ้น และช่วยให้รายได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว

The post ลุ้นต่ออายุ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ‘เอกนิติ’ ยันได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม้มีโทษจำคุก 20 ปีและเฆี่ยน สิงคโปร์ยังเปิดทางพิจารณาฉีดยากดฮอร์โมนเพศ หากพิสูจน์ได้ว่าลดอาชญากรรมจริง แต่ย้ำว่าหลักฐานยังไม่มีข้อสรุป https://thestandard.co/singapore-chemical-castration-sex-crime/ Thu, 10 Sep 2026 01:59:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1252826 ข้อความระบุสิงคโปร์พิจารณาฉีดยากดฮอร์โมนเพศผู้กระทำผิดทางเพศ

สิงคโปร์ยังเปิดทางพิจารณามาตรการฉีดยากดฮอร์โมนเพศ หรือท […]

The post แม้มีโทษจำคุก 20 ปีและเฆี่ยน สิงคโปร์ยังเปิดทางพิจารณาฉีดยากดฮอร์โมนเพศ หากพิสูจน์ได้ว่าลดอาชญากรรมจริง แต่ย้ำว่าหลักฐานยังไม่มีข้อสรุป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้อความระบุสิงคโปร์พิจารณาฉีดยากดฮอร์โมนเพศผู้กระทำผิดทางเพศ

สิงคโปร์ยังเปิดทางพิจารณามาตรการฉีดยากดฮอร์โมนเพศ หรือที่เรียกกันว่า Chemical Castration เพื่อรับมือกับอาชญากรรมทางเพศ หากมีหลักฐานหนักแน่นพอว่ามาตรการดังกล่าวช่วยลดอาชญากรรมได้จริง

 

 
 

เค ชานมูกัม รัฐมนตรีอาวุโสและรัฐมนตรีมหาดไทยของสิงคโปร์ ระบุในคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 8 กันยายนว่า รัฐบาลยังเปิดกว้างต่อการพิจารณามาตรการต่างๆ รวมถึงการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมนเพศชาย หากพิสูจน์ได้ว่ามาตรการเหล่านั้นได้ผลในการลดอัตราอาชญากรรม

 

ทว่าเขาย้ำว่าจนถึงตอนนี้หลักฐานยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว

 

คำตอบนี้มาจากคำถามของ เจอรัลด์ เจียม สมาชิกรัฐสภาจากพรรคแรงงาน ที่ถามว่ากระทรวงมหาดไทยได้ประเมินมาตรการดังกล่าวหรือการจัดทำทะเบียนผู้กระทำผิดทางเพศ เพื่อป้องปรามและลดการกระทำผิดซ้ำหรือไม่

 

โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 สิงคโปร์มีคดีอนาจาร 762 คดี และคดีข่มขืน 261 คดี ซึ่งเฉลี่ยแล้วเท่ากับมีคดีข่มขืนอย่างน้อยวันละ 1 คดี และคดีอนาจารวันละ 4 คดี ขณะที่เมื่อปีก่อนคดีอนาจารเพิ่มขึ้น 7.3% มาอยู่ที่ 1,531 คดี ตามข้อมูลของตำรวจสิงคโปร์

 

บทลงโทษที่มีอยู่แล้วและกฎหมายใหม่ที่เพิ่งบังคับใช้

 

ชานมูกัมระบุว่ารัฐบาลมองอาชญากรรมทางเพศเป็นเรื่องร้ายแรงและกำหนดบทลงโทษที่หนัก โดยเฉพาะเมื่อผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์

 

สำหรับความผิดฐานข่มขืนหรือการล่วงละเมิดทางเพศที่มีการสอดใส่ต่อผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 14 ปีโดยไม่ยินยอม มีโทษจำคุกขั้นต่ำ 8 ปีถึง 20 ปี พร้อมโทษเฆี่ยนอย่างน้อย 12 ครั้ง

 

ส่วนความผิดฐานอนาจารต่อผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 14 ปี มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับ และเฆี่ยน โดยหากผู้เยาว์ได้รับบาดเจ็บหรือถูกกักขังระหว่างเกิดเหตุ ผู้กระทำผิดจะได้รับโทษจำคุกขั้นต่ำ 3 ปีถึงสูงสุด 10 ปี พร้อมโทษเฆี่ยน

 

เขาระบุว่าบทลงโทษเหล่านี้หนักพอที่จะส่งสัญญาณป้องปรามการกระทำผิดได้

 

นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขกฎหมายมาต่อเนื่องหลายปี ทั้งการเพิ่มฐานความผิดใหม่เมื่อปี 2019 เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์เชิงแสวงประโยชน์กับผู้เยาว์อายุ 16-18 ปี และการเพิ่มโทษจำคุกสูงสุดสำหรับความผิดฐานอนาจารเมื่อปี 2021

 

ล่าสุดคือกฎหมายที่เรียกว่า Sentence for Enhanced Public Protection (SEPP) ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026

 

กฎหมายฉบับนี้กำหนดว่าผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับความรุนแรงหรือทางเพศ และมีความเสี่ยงสูงที่จะกระทำผิดซ้ำ จะถูกควบคุมตัวเป็นเวลาขั้นต่ำ 5-20 ปีตามที่ศาลกำหนด และจะได้รับการปล่อยตัวก็ต่อเมื่อรัฐมนตรีมหาดไทยประเมินแล้วว่าบุคคลนั้นไม่เป็นภัยต่อสาธารณะอีกต่อไป

 

ในประเด็นทะเบียนผู้กระทำผิดทางเพศนั้น ชานมูกัมชี้แจงว่าตำรวจมีบันทึกข้อมูลผู้ต้องโทษในคดีร้ายแรงรวมถึงคดีทางเพศอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ

 

ข้อมูลดังกล่าวถูกแบ่งปันให้หน่วยงานอย่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัวและกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อใช้คัดกรองผู้สมัครงานในตำแหน่งที่ต้องอยู่กับเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเขามองว่าแนวทางนี้สร้างสมดุลระหว่างการปกป้องเด็กกับการคืนผู้พ้นโทษกลับสู่สังคม

 

ปัจจุบันการตรวจสอบครอบคลุมตำแหน่งอย่างเจ้าหน้าที่มัสยิดเต็มเวลา, ครูสอนศาสนาที่ได้รับการรับรอง, พนักงานโรงเรียนและโรงเรียนอนุบาล รวมถึงโค้ชที่ขึ้นทะเบียน ตามที่ โก เป่ยหมิง รัฐมนตรีอาวุโสแห่งรัฐประจำกระทรวงมหาดไทยระบุ

 

โดยรัฐบาลกำลังพิจารณาขยายการตรวจสอบให้ครอบคลุมตำแหน่งงานมากขึ้น รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเปิดให้ตรวจสอบโดยสมัครใจในภาคส่วนที่ยังไม่มีการกำกับดูแล ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นหลังมีเด็กเล็ก 2 คนถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยผู้ที่อ้างตัวเป็นผู้มีอิทธิพลทางศาสนา ซึ่งจัดชั้นเรียนศาสนาในมัสยิดโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

หลายประเทศใช้แล้ว รวมถึงไทย

 

การฉีดยากดฮอร์โมนเพศคือการใช้ยาเพื่อลดการผลิตหรือลดผลของฮอร์โมนเพศอย่างเทสโทสเตอโรน ซึ่งช่วยลดแรงขับทางเพศลง โดยทั่วไปแล้วผลของยาสามารถย้อนกลับได้ แม้จะมีบางกรณีที่พบได้ยากซึ่งผลอาจถาวร

 

ในทางการแพทย์ วิธีนี้ยังถูกใช้รักษามะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งเต้านมบางชนิด ด้วยการลดฮอร์โมนที่กระตุ้นการเติบโตของเนื้องอก ซึ่งสิงคโปร์เองก็ใช้กับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากบางรายเช่นกัน

 

สำหรับการนำมาใช้กับผู้กระทำผิดทางเพศ หลายประเทศมีกฎหมายรองรับ เพียงแต่แนวทางต่างกันไปทั้งเรื่องคุณสมบัติผู้เข้าข่าย, การบังคับหรือสมัครใจ และวิธีให้ยา

 

ในเอเชีย เกาหลีใต้, อินโดนีเซีย และคาซัคสถาน มีกฎหมายที่เปิดให้บังคับใช้มาตรการนี้กับผู้กระทำผิดทางเพศบางกลุ่มได้ โดยเกาหลีใต้เป็นประเทศแรกในเอเชียที่นำมาตรการบังคับมาใช้เมื่อปี 2011

 

ในช่วงแรกกฎหมายเกาหลีใต้ใช้กับผู้ที่ถูกประเมินว่าเสี่ยงกระทำผิดซ้ำหลังต้องโทษในคดีทางเพศต่อผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 16 ปี ก่อนจะขยายขอบเขตครอบคลุมคดีต่อผู้ที่อายุต่ำกว่า 19 ปี

 

ส่วนอินโดนีเซียเปิดให้ใช้กับผู้กระทำความรุนแรงทางเพศต่อเด็กบางราย โดยใช้ได้ไม่เกิน 2 ปี ต้องผ่านการประเมินทางคลินิก และต้องมีการฟื้นฟูควบคู่ไปด้วย

 

ในยุโรป แนวทางก็ต่างกันไป โดยโปแลนด์มีกฎหมายที่บังคับใช้ได้ในบางกรณี ขณะที่เดนมาร์ก, เยอรมนี และสวีเดน เปิดให้ใช้แบบสมัครใจ

 

ส่วนในสหรัฐฯ มีอย่างน้อย 7 รัฐที่มีกฎหมายรองรับ เช่น รัฐแอละแบมาที่กำหนดให้ผู้ต้องโทษคดีทางเพศต่อเด็กบางรายต้องรับยาก่อนได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด และต้องรับต่อจนกว่าศาลจะเห็นว่าไม่จำเป็นแล้ว

 

สำหรับไทยนั้น กฎหมายเปิดให้ผู้ต้องโทษคดีทางเพศที่มีความเสี่ยงกระทำผิดซ้ำสามารถเลือกได้ว่าจะเข้ารับการฉีดยาหรือไม่ ซึ่งสามารถนำไปประกอบการพิจารณาลดโทษหรือพักการลงโทษได้ โดยผู้ที่เข้ารับการรักษาอาจถูกติดตามหลังพ้นโทษได้นานถึง 10 ปี

 

หลักฐานยังไม่สรุปว่าลดการกระทำผิดซ้ำได้จริง

 

แม้การฉีดยาจะลดระดับเทสโทสเตอโรนและแรงขับทางเพศได้ แต่คำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดคือผลทางชีวภาพเหล่านั้นจะแปรเป็นการลดคดีทางเพศหรือลดความเสี่ยงกระทำผิดซ้ำได้จริงหรือไม่

 

ศูนย์ Hastings Center for Bioethics ในสหรัฐฯ ระบุว่ามีการพบความสัมพันธ์ระหว่างระดับเทสโทสเตอโรนกับความเสี่ยงในการก่ออาชญากรรมรุนแรงและการกระทำผิดซ้ำ

 

ขณะที่ ชาบานา มาห์มูด รัฐมนตรียุติธรรมของอังกฤษ เคยอ้างถึงงานวิจัยที่ชี้ว่าการฉีดยาลดฮอร์โมนอาจช่วยลดการกระทำผิดซ้ำได้ถึง 60%

 

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาบางชิ้นที่ชี้ว่าได้ผลก็ไม่ได้แปลว่าหลักฐานโดยรวมมีข้อสรุปแล้ว โดย พอล ชอง อาจารย์อาวุโสจาก Singapore University of Social Sciences ซึ่งสอนด้านกฎหมายอาญาและพยานหลักฐาน ระบุว่ายังไม่มีหลักฐานที่สรุปได้ว่าการลดระดับเทสโทสเตอโรนช่วยลดการกระทำผิดทางเพศหรือโอกาสกระทำผิดซ้ำในกลุ่มผู้ต้องโทษ

 

เหตุผลสำคัญคือแม้การลดฮอร์โมนอาจลดแรงขับทางเพศได้ แต่การกระทำผิดทางเพศไม่ได้มีแรงขับดังกล่าวเป็นตัวขับเคลื่อนหลักเสมอไป

 

นอกจากนี้ยังมีผู้ตั้งคำถามด้านจริยธรรมต่อการบังคับใช้มาตรการนี้ เนื่องจากยาอาจมีผลข้างเคียง ทั้งภาวะซึมเศร้า, โรคหัวใจ, กระดูกที่อ่อนแอลง และมวลกล้ามเนื้อที่ลดลง อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่าแรงขับทางเพศจะกลับมาอีกครั้งหลังหยุดใช้ยา

 

ด้วยเหตุนี้จึงอาจต้องมีการบำบัดทางจิตวิทยาควบคู่ไปด้วยเพื่อจัดการกับแรงจูงใจอื่นในการกระทำผิด โดยมาห์มูดระบุหลังการเผยแพร่ผลทบทวนการลงโทษโดยคณะกรรมการอิสระว่า แนวทางนี้จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการบำบัดทางจิตวิทยาที่มุ่งจัดการสาเหตุอื่นของการกระทำผิด เช่น การใช้อำนาจและการควบคุมผู้อื่น

 

เธอเสริมว่าผลการทบทวนดังกล่าวชี้ว่ามาตรการนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำผิดทางเพศบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่กระทำผิดจากแรงจูงใจด้านอำนาจและการควบคุมมากกว่าแรงขับทางเพศ

 

ภาพ: NYKStudio / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post แม้มีโทษจำคุก 20 ปีและเฆี่ยน สิงคโปร์ยังเปิดทางพิจารณาฉีดยากดฮอร์โมนเพศ หากพิสูจน์ได้ว่าลดอาชญากรรมจริง แต่ย้ำว่าหลักฐานยังไม่มีข้อสรุป appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ สิงคโปร์ขึ้นเงินเดือนตัวเองเป็น 93.71 ล้านบาทต่อปี สูงที่สุดในโลก ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องตกงานและค่าครองชีพ https://thestandard.co/singapore-pm-salary-hike/ Wed, 09 Sep 2026 10:26:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1252735 ภาพนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง กำลังกล่าวสุนทรพจน์

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศขึ้นเงินเดือนประจำปีให้รัฐมนตรีและผ […]

The post นายกฯ สิงคโปร์ขึ้นเงินเดือนตัวเองเป็น 93.71 ล้านบาทต่อปี สูงที่สุดในโลก ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องตกงานและค่าครองชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง กำลังกล่าวสุนทรพจน์

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศขึ้นเงินเดือนประจำปีให้รัฐมนตรีและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำทางการเมืองที่ได้ค่าตอบแทนสูงที่สุดในโลกอยู่แล้ว

 

 
 

ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ จะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นปีละ 1.4 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 36.44 ล้านบาท) โดยเขาระบุว่าจะบริจาคเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้ให้การกุศลตลอด 5 ปีข้างหน้า หากยังอยู่ในตำแหน่ง

 

ผลของการปรับครั้งนี้ทำให้ค่าตอบแทนรวมของหว่อง ซึ่งนับทั้งเงินเดือนและโบนัสเข้าด้วยกัน เพิ่มจากปีละ 2.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 57.27 ล้านบาท) เป็น 3.6 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 93.71 ล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 60%

 

หว่องระบุในรัฐสภาว่ารัฐบาลจะหลบเลี่ยงเรื่องนี้เพียงเพราะมันยากในทางการเมืองไม่ได้ พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ได้จบแค่ตัวเงิน หากเป็นคำถามว่าสิงคโปร์จะยังมีผู้นำทางการเมืองที่มีคุณภาพพอจะพาประเทศเดินหน้าต่อไปหรือไม่

 

เงินเดือนสูงกว่าผู้นำอันดับ 2 เกือบ 4 เท่า

 

หากเทียบกับผู้นำประเทศอื่น จะเห็นช่องว่างที่ห่างกันมาก โดยอันดับ 2 คือ จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง ซึ่งได้ราว 719,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 23.63 ล้านบาท) ตามด้วย กี ปาร์เมอแลง ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ ที่ 606,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 19.92 ล้านบาท)

 

ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ปีละ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 13.15 ล้านบาท) ส่วน แอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้ 230,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.56 ล้านบาท)

 

อีกตัวเลขที่ทำให้เห็นระยะห่างคือรายได้ของคนสิงคโปร์เอง ซึ่งรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 5,775 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 150,000 บาท)

 

สำหรับรัฐมนตรีระดับเริ่มต้นนั้น ค่าตอบแทนพื้นฐานจะเพิ่มจากราว 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 28.63 ล้านบาท) เป็นราว 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 31.24 ล้านบาท) โดยมีผลบังคับใช้เดือนหน้า

 

ทว่าหว่องคาดว่ารัฐมนตรีส่วนใหญ่จะได้มากกว่านั้น คือราว 1.35 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 35.14 ล้านบาท) ภายในสิ้นสมัยรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพราะค่าตอบแทนบางส่วนผูกกับผลงาน

 

โดยส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนขึ้นอยู่กับว่าประเทศทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ทั้งอัตราการว่างงาน, การเติบโตของรายได้ และการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

 

ทั้งนี้ รายงานของ Financial Times ระบุว่าผลการทบทวนค่าตอบแทนภาครัฐโดยคณะกรรมการอิสระ แนะนำให้ขึ้นค่าตอบแทนของรัฐมนตรีอาวุโสบางรายสูงสุด 9% ซึ่งเป็นคนละส่วนกับค่าตอบแทนของนายกรัฐมนตรีที่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่สูงกว่ามาก

 

รัฐบาลชี้จ่ายแพงเพื่อดึงคนเก่งและกันโกง

 

เหตุผลหลักที่รัฐบาลยกมาคือการแข่งขันกับภาคเอกชนเพื่อดึงคนที่มีความสามารถที่สุด และการป้องกันการทุจริต

 

หว่องยอมรับว่าเงินเดือนรัฐมนตรีสิงคโปร์ถูกจับตาเพราะสูงกว่ารายได้ของประชาชนส่วนใหญ่มาก แต่เขาก็ระบุว่าที่ผ่านมาเจอความยากลำบากในการโน้มน้าวผู้บริหารภาคธุรกิจและข้าราชการระดับสูงให้ลงสมัครรับตำแหน่งทางการเมือง

 

เขาอธิบายว่าแม้รัฐบาลจะจ่ายให้เท่ากับที่คนเหล่านี้ได้รับอยู่ไม่ได้ แต่ก็ไม่ควรทำให้กำแพงทางการเงินสูงเกินจำเป็นสำหรับคนที่ต้องทิ้งอาชีพเดิมมาเล่นการเมือง

 

หว่องยังชี้ว่าการที่ค่าตอบแทนภาคเอกชนและข้าราชการปรับสูงขึ้น ทำให้ต้องทบทวนเรื่องนี้ เพราะหากต้องการให้ระบบการเมืองยังทำงานได้ ก็ปล่อยให้เงื่อนไขพื้นฐานของการทำงานห่างจากความเป็นจริงไปเรื่อยๆ ไม่ได้

 

สำหรับวิธีคำนวณนั้น รัฐบาลใช้ระดับค่าตอบแทนของคนสิงคโปร์ที่มีรายได้สูงสุด 1,000 คนแรกเป็นเกณฑ์อ้างอิงในการกำหนดว่านักการเมืองควรได้เท่าไร โดยจ่ายในระดับที่แข่งขันได้แต่หักส่วนลดจำนวนมากเพื่อสะท้อนว่าเป็นงานรับใช้ประชาชน และเปิดเผยโครงสร้างค่าตอบแทนทั้งหมดโดยไม่มีสิทธิประโยชน์แอบแฝง

 

อีกข้อโต้แย้งที่รัฐบาลใช้มานานคือการที่สิงคโปร์ติดอันดับต้นๆ ของดัชนีการรับรู้การทุจริตขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติมาตลอด ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นหลักฐานว่าระบบค่าตอบแทนนี้ได้ผล เพราะช่วยลดแรงจูงใจที่รัฐมนตรีจะรับสินบน

 

หว่องยังโต้แย้งแนวคิดของฝ่ายค้านที่ว่าข้าราชการที่เก่งอยู่แล้วจะทำให้ระบบเดินต่อไปได้แม้รัฐมนตรีจะไม่เก่ง โดยเขาระบุว่าความคิดที่ว่ารัฐมนตรีที่ความสามารถน้อยกว่านั่งอยู่เหนือระบบราชการชั้นเลิศแล้วทุกอย่างจะเดินต่อไปได้นั้นเป็นเพียงจินตนาการ

 

เสียงค้านกลับมาอีกครั้งท่ามกลางการเลิกจ้างที่พุ่งสูง

 

อย่างไรก็ตาม การประกาศครั้งนี้ก็เจอเสียงวิจารณ์ในสิงคโปร์ ซึ่งกำลังมีความกังวลอย่างมากเรื่องความมั่นคงในการทำงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

 

หลายคนแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ว่าการขึ้นเงินเดือนครั้งนี้ไม่รับรู้ความรู้สึกของผู้คน เมื่อพิจารณาจากความกังวลเรื่องการเลิกจ้าง, การหางานของบัณฑิตจบใหม่ และเงินเฟ้อ

 

ข้อมูลของรัฐบาลระบุว่าการเลิกจ้างในสิงคโปร์ในไตรมาสล่าสุดพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 5 ปี ขณะที่ก็มีบางส่วนเห็นด้วยกับการขึ้นเงินเดือน โดยมองว่าจำเป็นต้องมีคนที่เก่งที่สุดมาบริหารประเทศ

 

ประเด็นค่าตอบแทนรัฐมนตรีเป็นชนวนวิจารณ์พรรครัฐบาลอย่างพรรคกิจประชาชน (PAP) ซึ่งครองอำนาจมาตั้งแต่สิงคโปร์ได้รับเอกราชเมื่อ 61 ปีก่อน

 

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเลือกตั้งทั่วไปปี 2011 ที่พรรค PAP ได้คะแนนเสียงต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความไม่พอใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่อค่าตอบแทนรัฐมนตรีและนโยบายผู้อพยพ จนปีถัดมารัฐบาลต้องหั่นเงินเดือนรัฐมนตรีลง 36% เพื่อคลายความไม่พอใจ

 

ต่อมามีการทบทวนอีกครั้งในปี 2017 แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก่อนที่การทบทวนรอบนี้ซึ่งถูกเลื่อนมาหลายครั้งตั้งแต่ปี 2023 จะเสร็จสิ้นในปี 2026

 

ที่น่าสังเกตคือการบริจาคเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ ลี เซียนลุง อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้นำคนก่อนของหว่อง ก็เคยให้คำมั่นว่าจะบริจาคเงินเดือนส่วนที่เพิ่มขึ้นให้การกุศลเป็นเวลาหลายปีเมื่อปี 2007

 

อย่างไรก็ตาม แม้ระบบนี้จะได้ผลโดยรวม แต่สิงคโปร์ก็เผชิญเรื่องอื้อฉาวทางการเมืองหลายครั้งในช่วงหลัง โดย เอส อิสวารัน อดีตรัฐมนตรีคมนาคม ถูกตัดสินจำคุก 1 ปีเมื่อปี 2024 จากการรับของขวัญมูลค่ารวมกว่า 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.86 ล้านบาท) ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ และขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

 

คดีดังกล่าวยังพัวพันถึง อ่อง เบง เส็ง มหาเศรษฐีวงการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งรับสารภาพเมื่อปีที่ผ่านมาและถูกปรับ 23,700 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 779,000 บาท) โดยไม่ต้องรับโทษจำคุก

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับ26.03 บาท และ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.87 บาท ณ วันที่ 9 กันยายน 2569

 

ภาพ: Peerapon Boonyakiat/SOPA Images/LightRocket via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post นายกฯ สิงคโปร์ขึ้นเงินเดือนตัวเองเป็น 93.71 ล้านบาทต่อปี สูงที่สุดในโลก ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องตกงานและค่าครองชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเปิดข้อมูล SME ไทยน่าห่วง พบอัตรารอดชีวิตต่ำ ศักยภาพการสร้างรายได้ถดถอย หนี้เสียสูง ถูกปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง https://thestandard.co/thai-sme-crisis-central-bank/ Wed, 09 Sep 2026 10:07:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1252727 ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลวิกฤต SME ไทย อัตรารอดต่ำ หนี้เสียสูง และถูกปฏิเสธสินเชื่อ

วันนี้ (9 กันยายน) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งปร […]

The post ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเปิดข้อมูล SME ไทยน่าห่วง พบอัตรารอดชีวิตต่ำ ศักยภาพการสร้างรายได้ถดถอย หนี้เสียสูง ถูกปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลวิกฤต SME ไทย อัตรารอดต่ำ หนี้เสียสูง และถูกปฏิเสธสินเชื่อ

วันนี้ (9 กันยายน) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ฉายภาพสถานการณ์ SME ไทย โดยระบุว่า SME ถือเป็นกลไกสำคัญในระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากมีการจ้างงานอยู่ประมาณ 13.6 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 70% ของการจ้างงานทั้งหมดของประเทศ และ มีสัดส่วน (Contribution) ต่อ GDP ประมาณ 35% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน SME เริ่มสร้างอัตราการเติบโตให้เศรษฐกิจไทยได้น้อยลงเรื่อยๆ

 

 
 

โดยเมื่อเทียบกับในอดีต การเติบโตของ GDP โตเฉลี่ยประมาณ 3.5% มาจาก SME ประมาณ 1.9% แต่ปัจจุบัน Contribution ของ SME ต่อเศรษฐกิจไทยเหลือเพียง 1.3% เท่านั้น ท่ามกลางภาวะที่ SME ไทยเจอปัญหารุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นอัตรารอดชีวิตที่ต่ำ ศักยภาพการสร้างรายได้ถดถอย หนี้เสียสูง และ การถูกปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง

 

อัตราการรอดต่ำ พบ 50% ตายภายใน 10 ปี

 

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ตามข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ยังพบว่า SME ที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกว่า 50% ต้องปิดกิจการภายใน 10 ปี และ เหลือรอดเพียง 30% เมื่อผ่านไป 25 ปี

 

ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลวิกฤต SME ไทย อัตรารอดต่ำ หนี้เสียสูง และถูกปฏิเสธสินเชื่อ 1

 

SME ไทยศักยภาพการสร้างรายได้ถดถอย

 

นอกจากนี้ SME รุ่นใหม่ (ดำเนินธุรกิจช่วงปี 2013-2024) มีอัตราการเติบโตของรายได้ที่ต่ำกว่า SME ในยุคก่อนหน้า (ดำเนินธุรกิจช่วงปี 2001-2012) อย่างชัดเจน โดยรายได้ของ SME รุ่นใหม่เริ่มชะงัก เมื่อดำเนินกิจการไปได้ 5 ปี สะท้อนว่า ศักยภาพ SME ไทยกำลังแย่ลง และโตยากขึ้น

 

ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลวิกฤต SME ไทย อัตรารอดต่ำ หนี้เสียสูง และถูกปฏิเสธสินเชื่อ 2

 

SME ไทยหนี้ท่วม ดอกเบี้ยสูง กำลังกลายเป็นผีดิบ

 

วิทัยกล่าวต่อว่า SME จำนวนมากกำลังประสบปัญหาหนี้ โดยตามข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) พบว่า สัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ต่อสินเชื่อรวมของ SME พุ่งสูงถึงประมาณ 9.5% เทียบกับรายใหญ่ที่ NPL ต่ำกว่า 2% เท่านั้น

 

โดย SME ที่กลายเป็นบริษัทผีดิบ (Zombie SME) ที่มีกำไรไม่พอจ่ายดอกเบี้ย ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 2% เป็นเกือบ 6% แล้ว ท่ามกลางภาวะที่ SME ยังต้องรับภาระดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยที่แพงกว่ารายใหญ่อย่างเห็นได้ชัด ที่ประมาณ 6.9% เทียบกับ 3.9% ของรายใหญ่ในปี 2025

 

ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลวิกฤต SME ไทย อัตรารอดต่ำ หนี้เสียสูง และถูกปฏิเสธสินเชื่อ 3

 

SME ไทยถูกปฏิเสธสินเชื่อถึง 70% รายใหม่ยิ่งหมดหวัง

 

ผู้ว่าธปท. กล่าวต่อว่า เมื่อดูการเข้าถึงสินเชื่อพบว่า อัตราขยายตัวของสินเชื่อ SME หดตัว 4.6% ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ สวนทางกับสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ขยายตัวถึง 6.6% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าตามข้อมูลในระบบ SME ถูกธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธสินเชื่อ (Reject) ถึง 55% โดยได้รับการอนุมัติได้เพียง 45% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม วิทัยกล่าวว่า ตัวเลขการถูกปฏิเสธสินเชื่อจริงอาจสูงถึง 60-70% เนื่องจากจะมี SME ส่วนหนึ่งที่เมื่อขอกู้ธนาคารพาณิชย์แล้วก็ถูกปฏิเสธสินเชื่อทันที ไม่ได้เข้าระบบ

 

นอกจากนี้ หากเป็น SME รายใหม่ที่ไม่เคยมีประวัติเครดิตเลยถูกธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธสินเชื่อ (Reject) 78% ขณะที่ SME ที่มีหนี้เสียถูกปฏิเสธสินเชื่อ 86% ซึ่งวิทัยย้ำว่าทั้ง 2 ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริง (Underestimated) โดยตัวเลขจริงอาจขึ้นไปถึง 90% แล้ว

 

ขณะที่เมื่อไปดู SME ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด 30% แรก พบว่า กู้เงินผ่านแค่ 21% อีกเกือบ 80% กู้ไม่ได้ สัดส่วนดังกล่าวนับว่าน้อยอย่างมากเมื่อเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด 30% แรก ที่ขอสินเชื่อผ่านถึง 60%

 

วิทัยย้ำว่า ปัญหา SME เป็น 1 ใน 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ ธปท. เตรียมก้าวเข้ามาแก้ ได้แก่ หนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อ ความเหลื่อมล้ำ และเงินเทา

 

“ถ้าจะทำให้ประเทศดีขึ้น ต้องทำให้ SME ดีขึ้นให้ได้ งานยาก แต่ต้องลงมือทำ ต้องร่วมกันทำ” วิทัยกล่าว

 

เปิดแนวทางแก้ปัญหา SME ของแบงก์ชาติ

 

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า เพื่อแก้ปัญหาให้ SME โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อ และต้นทุน ธปท. เตรียมทำโครงการ SME Credit Ecosystem เป็นโครงสร้างและแนวทางการดำเนินงานของ ธปท. ในช่วง 1 ปีต่อจากนี้ เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงสินเชื่อ (Transaction cost) และบริหารจัดการความเสี่ยงจากหนี้เสีย (Credit cost / NPL) ของ SME โดยประกอบด้วย 3 โครงการหลัก ได้แก่

 

  1. SME Credit Portal: ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มกลางในการจับคู่ระหว่าง SME ที่มีศักยภาพกับสถาบันการเงิน เพื่อแก้ปัญหาการค้นหาลูกค้า (Search cost) และปัญหาข้อมูลไม่สมบูรณ์ (Information asymmetry) โดยเบื้องต้นคาดว่าจะเปิดตัวเดือนธันวาคม
  2. กลไกการค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่: โดยไม่ได้ใช้เงินของภาครัฐ แต่ใช้เงินที่ธนาคารพาณิชย์นำส่งเข้ากองทุน FIDF มาบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มวงเงินค้ำประกันและลดความเสี่ยง NPL โดยคู่ขนานกับ บสย. โดยคาดการณ์ว่าจะช่วยค้ำประกันสินเชื่อได้เพิ่มอีกประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อปี เมื่อรวมกับ บสย จะครอบคลุมเป้าหมายถึง 200,000 ล้านบาท
  3. Data Bureau: ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลประเภทอื่นนอกเหนือจากบัญชีธนาคาร (เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ภาษี ประวัติชำระเงิน และข้อมูลโทรศัพท์มือถือ) เพื่อช่วยประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้า หรือ SME ที่ไม่ได้นำเงินเข้าบัญชีเป็นประจำ

 

ผู้ว่าการ ธปท. ยังทิ้งท้ายว่า “แม้เงินทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถของ SME แต่ทุนอย่างเดียวไม่พอ SME ต้องยกระดับผลิตภาพของตัวเองด้วย”

 

ภาพ: pixs4u / Shutterstock

The post ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเปิดข้อมูล SME ไทยน่าห่วง พบอัตรารอดชีวิตต่ำ ศักยภาพการสร้างรายได้ถดถอย หนี้เสียสูง ถูกปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘มหาดไทย’ จ่อเพิ่มสิทธิหนุนติดตั้ง ‘โซลาร์รูฟท็อป’ เป็น 1.5 ล้านครัวเรือน คาดเปิดลงทะเบียนกลางตุลาคมนี้ https://thestandard.co/interior-ministry-solar-rooftop-1-5m-households/ Wed, 09 Sep 2026 07:02:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1252646 แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน

‘เอกนิติ’ เผย มหาดไทยจ่อเพิ่มสิทธิหนุนติดตั้ง ‘โซลาร์รู […]

The post ‘มหาดไทย’ จ่อเพิ่มสิทธิหนุนติดตั้ง ‘โซลาร์รูฟท็อป’ เป็น 1.5 ล้านครัวเรือน คาดเปิดลงทะเบียนกลางตุลาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน

‘เอกนิติ’ เผย มหาดไทยจ่อเพิ่มสิทธิหนุนติดตั้ง ‘โซลาร์รูฟท็อป’ หลังละ 5 หมื่นบาท เป็น 1.5 ล้านครัวเรือน คาดเปิดลงทะเบียนกลางตุลาคมนี้ ด้านการไฟฟ้าเตรียมพัฒนา ‘Smart Meter-Smart Grid’ รองรับการขายไฟคืน จ่อลดภาษีนำเข้า เอื้อผู้ประกอบการไทย

 

 
 

วันนี้ (9 กันยายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มจำนวนครัวเรือนที่จะได้รับสิทธิเงินอุดหนุนติดตั้ง ‘โซลาร์รูฟท็อป’ เป็น 1.5 ล้านครัวเรือน จากเดิมที่กำหนดไว้ 1 ล้านครัวเรือน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและลดภาระค่าไฟของประชาชน

 

โดยกระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างเตรียมเสนอรายละเอียดโครงการให้กระทรวงการคลังพิจารณาอย่างเร็วที่สุดภายในวันที่ 11 กันยายนนี้ เพื่อขออนุมัติวงเงินจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ในช่วงกลางเดือนตุลาคม

 

เบื้องต้น โครงการกำหนดเงินอุดหนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปครัวเรือนละ 50,000 บาท หากดำเนินการในจำนวน 1 ล้านครัวเรือน จะใช้งบประมาณประมาณ 50,000 ล้านบาท ขณะที่หากขยายเป็น 1.5 ล้านครัวเรือน วงเงินอุดหนุนจะอยู่ที่ประมาณ 75,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ต้องรอรายละเอียดและจำนวนสิทธิที่กระทรวงมหาดไทยเสนออย่างเป็นทางการ

 

“50,000 ล้านบาท น้อยกว่างบ 60,000 ล้านบาทที่จ่ายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปีที่ผ่านมาเสียอีก แต่วันนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้ประชาชนตลอด 25-30 ปี” ดร.เอกนิติกล่าว

 

เปิดทางครัวเรือนเป็นผู้ผลิตไฟ ใช้รายได้จากการขายไฟหักชำระสินเชื่อ

 

ดร.เอกนิติกล่าวว่า หากปล่อยให้ประชาชนลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปด้วยตัวเอง อาจต้องใช้เวลานาน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีเงินลงทุนเพียงพอสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รัฐจึงเตรียมสนับสนุนเงินอุดหนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท พร้อมประสานสถาบันการเงินของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้ามาสนับสนุนสินเชื่อ

 

ขณะเดียวกัน ภาครัฐจะเปิดช่องให้การไฟฟ้ารับซื้อไฟฟ้าจากครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์ ทำให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยและมีรายได้จากการขายไฟ โดยนำรายได้ดังกล่าวมาหักชำระค่างวดสินเชื่อกับธนาคาร “เพราะฉะนั้น ประชาชนแทบจะไม่ต้องลงทุนเองเลย” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ทั้งนี้ แผงโซลาร์มีอายุการใช้งานประมาณ 25-30 ปี จากการประเมินเบื้องต้นบนสมมติฐานระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้จากการขายไฟได้อย่างน้อยประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจะช่วยให้ครัวเรือนมีรายได้ต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งานของระบบ

 

“นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในประเทศไทย เราจะช่วยให้ประชาชนมีรายได้ และเปลี่ยนจากผู้บริโภคไฟเป็นผู้ผลิตไฟ” ดร.เอกนิติกล่าว

 

เตรียม ‘Smart Meter-Smart Grid’ รองรับการขายไฟคืน

 

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ดร.เอกนิติกล่าวว่า การไฟฟ้ามีแผนติดตั้ง ‘Smart Meter’ เพื่อรองรับการรับซื้อไฟฟ้าคืนจากภาคครัวเรือน เนื่องจาก มิเตอร์ไฟฟ้าบ้านส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังเป็นระบบเดิม

 

นอกจากนี้ ยังเตรียมพัฒนา ‘Smart Grid’ เพื่อบริหารจัดการระบบไฟฟ้าทั้งการผลิต การส่ง และการจ่ายไฟ รวมถึงพิจารณาการลงทุนด้าน ‘Battery Storage’ และการขยายระบบสายส่ง โดยบางส่วนจะใช้เงินลงทุนของการไฟฟ้าเอง ไม่ได้พึ่งพาเงินกู้จากโครงการ

 

ดร.เอกนิติกล่าวว่า โครงการมีระยะเวลาดำเนินการถึงสิ้นปี 2570 และภาครัฐจะเร่งพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการฝึกอบรมด้านการประกอบ ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบโซลาร์ เพื่อสร้างงานให้กับคนไทย

 

จ่อลดภาษีนำเข้า เอื้อผู้ประกอบการไทย

 

ด้านการผลิต ดร.เอกนิติกล่าวว่า ได้หารือกับนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อส่งเสริมการผลิตแผงโซลาร์และสร้างซัพพลายเชนภายในประเทศ จากข้อมูลเบื้องต้น พบว่า ไทยมีโรงงานที่มีศักยภาพเพียงพอประมาณ 7-8 แห่ง

 

เดิมที โรงงานเหล่านี้ เน้นการผลิตโซลาร์เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเสียภาษี แต่ถ้าโรงงานเหล่านั้นเปลี่ยนแนวทางมาผลิตเพื่อขายในประเทศจะต้องถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า ดร.เอกนิติจึงเล็งเปิดทางลดภาษีศุลกากรให้กับผู้ประกอบการไทย

 

พร้อมกันนี้ ดร.เอกนิติ ยอมรับว่า ไทยยังต้องมีการนำเข้าในบางวัตถุดิบที่ไทยยังผลิตเองไม่ได้ แต่เชื่อว่าการลดภาษีนำเข้าจะเปิดทางให้เกิดห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทย และต่อยอดอุตสาหกรรมจนเกิดการสร้างงานสร้างอาชีพมากขึ้น

 

“ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงครับ เพราะว่าประเทศไทยเราไม่มีตัวเซลล์ที่ผลิตได้ แต่อย่างน้อย มันสร้างงานให้คนไทย สร้างการผลิตให้เมืองไทยครับนะครับ”

The post ‘มหาดไทย’ จ่อเพิ่มสิทธิหนุนติดตั้ง ‘โซลาร์รูฟท็อป’ เป็น 1.5 ล้านครัวเรือน คาดเปิดลงทะเบียนกลางตุลาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ADNOC เจรจาถือหุ้นโรงกลั่นเครือ ปตท. พ่วงสัญญาป้อนน้ำมันดิบและสิทธิขายน้ำมันสำเร็จรูป คาดสรุปดีลภายในปีนี้ https://thestandard.co/adnoc-ptt-refinery-stake-deal/ Wed, 09 Sep 2026 04:11:08 +0000 https://thestandard.co/adnoc-ptt-refinery-stake-deal/ โลโก้ ปตท. และ ADNOC วางคู่กัน

Bloomberg รายงานว่า ADNOC บริษัทน้ำมันแห่งชาติของยูเออี […]

The post ADNOC เจรจาถือหุ้นโรงกลั่นเครือ ปตท. พ่วงสัญญาป้อนน้ำมันดิบและสิทธิขายน้ำมันสำเร็จรูป คาดสรุปดีลภายในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ ปตท. และ ADNOC วางคู่กัน

Bloomberg รายงานว่า ADNOC บริษัทน้ำมันแห่งชาติของยูเออีกำลังหารือเข้าถือหุ้นในโรงกลั่นของกลุ่ม ปตท. ควบคู่กับดีลในโรงกลั่น Dangote ของไนจีเรีย เพื่อสร้างตลาดรองรับน้ำมันดิบของตัวเองและขยายธุรกิจเทรดดิ้ง ขณะที่ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เตือนแรงกดดันระยะสั้นจาก dilution

 

 

Abu Dhabi National Oil Co. หรือ ADNOC บริษัทน้ำมันแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ประกอบการโรงกลั่นรายใหญ่ที่สุดในไทยและแอฟริกา เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นของทั้งสองแห่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างหลักประกันว่าจะมีผู้รับซื้อน้ำมันดิบของตัวเองในระยะยาว และขยายธุรกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง (trading) ตามรายงานของ Bloomberg ซึ่งอ้างแหล่งข่าว

 

หนึ่งในนั้นคือการเข้าถือหุ้นในโรงกลั่นที่ดำเนินงานโดยบริษัทในเครือ บมจ.ปตท. (PTT) ขณะที่อีกด้านหนึ่งบริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับกลุ่ม Dangote ของไนจีเรีย ซึ่งเป็นเจ้าของโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา และมีแผนสร้างโรงกลั่นแห่งใหม่ในแอฟริกาตะวันออกด้วยเช่นกัน แหล่งข่าวระบุว่าข้อตกลงอาจประกาศได้ภายในปีนี้

 

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) ระบุว่า ขอบเขตของดีลนี้กว้างกว่าการเข้าถือหุ้นตามปกติ เพราะข้อตกลงอาจครอบคลุมถึงสัญญาจัดหาน้ำมันดิบจาก ADNOC ป้อนให้โรงกลั่นไทยโดยตรง พร้อมกับสิทธิในการเข้าถึงและซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันจากโรงกลั่นเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ

 

โครงสร้างลักษณะนี้ทำให้ ADNOC ได้ประโยชน์สองต่อ คือมีตลาดรองรับน้ำมันดิบของตัวเองในระยะยาว และมีสินค้าเพิ่มขึ้นสำหรับป้อนเข้าสู่เครือข่ายเทรดดิ้งระดับโลก ขณะที่โรงกลั่นไทยได้ความมั่นคงด้านวัตถุดิบและช่องทางส่งออกใหม่ผ่านเครือข่ายของพันธมิตร

 

นอกจากนี้ ธุรกิจเทรดดิ้งของ ADNOC ยังสามารถจัดหาน้ำมันดิบจากประเทศอื่น เช่น อิรัก เพื่อป้อนให้โรงกลั่นในไทยได้ในอนาคต ซึ่งจะยิ่งเพิ่มบทบาทของ ADNOC ในห่วงโซ่อุปทานน้ำมันของภูมิภาคเอเชีย

 

INVX มองว่าข่าวนี้สอดคล้องกับแนวโน้มที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติในตะวันออกกลางกำลังขยายการลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นปลายน้ำในเอเชีย เพื่อสร้าง captive demand หรืออุปสงค์ที่ผูกติดกับน้ำมันดิบของตัวเอง หากดีลกับ ปตท. เกิดขึ้นจริง จะเป็นอีกหนึ่งดีลสำคัญที่ยกระดับความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมพลังงานไทยกับผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก

 

INVX คงเป้า 47 บาท แต่จับตา dilution ระยะสั้น

 

INVX ระบุว่าข่าวนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์การหาพันธมิตรทางธุรกิจของ ปตท. จึงคงมุมมองเชิงบวก คงคำแนะนำ OUTPERFORM และคงราคาเป้าหมายที่ 47 บาท

 

ในเชิงอุตสาหกรรม INVX มองว่าข่าวนี้มีนัยเชิงบวกต่อกลุ่มโรงกลั่นไทยในระยะกลางถึงยาว จากการได้พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับโลก ความมั่นคงด้านการจัดหาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น ช่องทางเข้าถึงตลาดส่งออกผ่านเครือข่ายเทรดดิ้งของ ADNOC และการสะท้อนว่ามูลค่าทรัพย์สิน (asset value) ของธุรกิจโรงกลั่นไทยยังอยู่ในความสนใจของผู้เล่นระดับโลก

 

อย่างไรก็ตาม INVX เตือนว่าสิ่งที่อาจทำให้นักลงทุนกังวลในระยะสั้นคือผลของ dilution จากการที่หุ้นโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ต้องเพิ่มจำนวนหุ้นเพื่อขายให้พันธมิตร แต่ในระยะยาวมองว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งขึ้น ทั้งนี้ ผลต่อมูลค่าหุ้นยังต้องรอผลการเจรจาและรายละเอียดเพิ่มเติม

 

ขณะที่ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในเครือ ปตท. ปรับตัวขึ้นทันทีในช่วง 1 ชั่วโมงแรกของการเปิดตลาดซื้อขายวันนี้ (9 กันยายน)

 

บมจ.ไทยออยล์ (TOP) พุ่ง 4% ขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 69.50 บาท ด้านบมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) เพิ่มขึ้น 1.3% แตะระดับ 3.18 บาท ขณะที่ บมจ.ปตท.โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เพิ่มขึ้นราว 2% แตะระดับ 48.25 บาท

 

ทำไมยูเออีสนใจโรงกลั่นไทย

 

ด้านแหล่งข่าวของ Bloomberg ระบุว่า โรงกลั่นไทยเป็นเป้าหมายที่เหมาะสม เพราะหลายแห่งออกแบบมาให้กลั่นน้ำมันดิบชนิดหนักได้ ซึ่งตรงกับคุณสมบัติของน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตนอกชายฝั่งของอาบูดาบี ความสอดคล้องทางเทคนิคตรงนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ดีลลักษณะ crude supply agreement มีความหมายจริงในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงการลงทุนทางการเงิน

 

ที่ผ่านมา ADNOC พึ่งพาโรงกลั่น Ruwais ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดของโลก เป็นฐานผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงป้อนตลาดโลก การหันมาพิจารณาเข้าถือหุ้นในโรงกลั่นต่างประเทศจึงเป็นการเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญ

 

Bloomberg ระบุเหตุผลเบื้องหลังไว้หลายชั้น ทั้งการสร้างฐานผู้ซื้อน้ำมันดิบของตัวเองและน้ำมันจากแหล่งอื่น การเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเทรดดิ้ง และการกระจายความเสี่ยงเชิงภูมิศาสตร์ หลังสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การขยายการดำเนินงานออกนอกอ่าวเปอร์เซียมีความสำคัญมากขึ้น

 

ดีลโรงกลั่นในต่างประเทศจะต่อยอดจากการรุกลงทุนระดับหลายพันล้านดอลลาร์ของ ADNOC ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งดีลสินทรัพย์ก๊าซธรรมชาติของหน่วยงาน XRG ตั้งแต่สหรัฐฯ ไปจนถึงแอฟริกาและเอเชียกลาง การเข้าซื้อ Covestro AG ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์สัญชาติเยอรมัน และการที่ ADNOC Distribution บรรลุข้อตกลงซื้อธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของ Shell ในแอฟริกาใต้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

ADNOC ยังสนใจเข้าสู่ตลาดปลายน้ำในอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทพยายามหาที่ยืนมานานแต่ยังไม่สำเร็จ โดยในปี 2018 ADNOC เคยเข้าร่วมกับดีลของ Saudi Aramco เพื่อซื้อหุ้นในธุรกิจโรงกลั่นของ Reliance Industries แต่การเจรจาไม่จบลงด้วยการทำธุรกรรม

 

ภาพ: บริษัทน้ำมันยูเออี

อ้างอิง:https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-09-07/adnoc-said-to-be-in-talks-for-thailand-dangote-refinery-stakes

 

The post ADNOC เจรจาถือหุ้นโรงกลั่นเครือ ปตท. พ่วงสัญญาป้อนน้ำมันดิบและสิทธิขายน้ำมันสำเร็จรูป คาดสรุปดีลภายในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาแนวโน้ม ‘การยึดทรัพย์’ จ่อเพิ่ม หลังแบงก์ประกาศขายบ้านมือสองพุ่ง 122.9% ในไตรมาส 2 ห่วงกลุ่มรายได้ 50,000-70,000 บาทส่งสัญญาณแบกไม่ไหว https://thestandard.co/bank-foreclosures-second-hand-homes-surge/ Wed, 09 Sep 2026 02:16:22 +0000 https://thestandard.co/bank-foreclosures-second-hand-homes-surge/ กุญแจมือคล้องบ้าน สื่อถึงการยึดทรัพย์สิน

แบงก์แห่ประกาศขายบ้านมือสองพุ่ง 122.9% สัญญาณเตือนหนี้เ […]

The post จับตาแนวโน้ม ‘การยึดทรัพย์’ จ่อเพิ่ม หลังแบงก์ประกาศขายบ้านมือสองพุ่ง 122.9% ในไตรมาส 2 ห่วงกลุ่มรายได้ 50,000-70,000 บาทส่งสัญญาณแบกไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กุญแจมือคล้องบ้าน สื่อถึงการยึดทรัพย์สิน

แบงก์แห่ประกาศขายบ้านมือสองพุ่ง 122.9% สัญญาณเตือนหนี้เสีย (NPL) หรือการยึดทรัพย์ของสถาบันการเงิน นักวิเคราะห์มองแนวโน้ม ‘บ้านถูกยึด’ อาจเพิ่มขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้น จับตากลุ่มระดับรายได้ 50,000-70,000 บาท เริ่มส่งสัญญาณน่ากังวล

 

 
 

 

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธนาคารพาณิชย์มีการประกาศขายที่อยู่อาศัยมือสองอยู่ที่ 13,432 หน่วย ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้น 122.9% (YoY) คิดเป็นมูลค่าประกาศขายสะสม 50,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86.5% (YoY) นับเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในโครงสร้างตลาด เพราะแม้สัดส่วนในตลาดจะไม่ได้มากเท่าผู้ประกาศขายอื่น แต่มีการเติบโตสูงมากที่สุดอย่างเห็นได้ชัด

 

สำหรับอุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั่วประเทศ จำแนกตามผู้ประกาศขาย มีรายละเอียดดังนี้

 

  • บุคคลธรรมดาและตัวแทนอสังหาริมทรัพย์: มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 70,542 หน่วย เพิ่มขึ้น 2.6% (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 666,071 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.1% (YoY) คิดเป็น 70.8% ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด ซึ่งครองสัดส่วนเกินครึ่งหนึ่งของตลาด โดยมูลค่ามีการเติบโตมากกว่าจำนวนหน่วยอย่างชัดเจน สะท้อนว่ามูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้นมากและเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตด้านมูลค่าโดยรวมของตลาด
  • กรมบังคับคดี: มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 61,646 หน่วย ลดลง -6.1% (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 113,129 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -4.1 (YoY)
  • บริษัทบริหารสินทรัพย์: มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 22,846 หน่วย เพิ่มขึ้น 4.8% (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 63,416 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% (YoY)
  • ธนาคารพาณิชย์: มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 13,432 หน่วย เพิ่มขึ้นสูงสุด 122.9% (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 50,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงสุด 86.5% (YoY) เป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในโครงสร้างตลาด เพราะแม้สัดส่วนในตลาดจะไม่ได้มากเท่าผู้ประกาศขายอื่น แต่มีการเติบโตสูงมากที่สุดอย่างเห็นได้ชัด
  • สถาบันการเงินเฉพาะกิจ: มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 27,475 หน่วย เพิ่มขึ้น 22.3% (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 48,533 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14 7% (YoY)

 

“โดยสรุป บุคคลธรรมดา และ ตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นตลาดหลักซึ่งครองสัดส่วนสูงสุดในด้านมูลค่า ส่วนธนาคารพาณิชย์เป็นกลุ่มที่มีการเติบโตโดดเด่นมากที่สุด ในขณะที่กรมบังคับคดีเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่มีการเติบโตลดลงทั้งด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า” REIC ระบุ

 

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวมาจากบทวิเคราะห์เรื่อง ‘สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศ ไตรมาส 2 ปี 2569’ ซึ่ง REIC ได้รวบรวมข้อมูลอุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายและพร้อมขายทั่วประเทศจากหลายแหล่ง ได้แก่ เว็บไซต์ประกาศขายอสังหาริมทรัพย์ ข้อมูลที่อยู่อาศัยมือสองของสถาบันการเงินทั้งภาครัฐและเอกชน บริษัทบริหารสินทรัพย์ภาครัฐและเอกชน รวมถึงข้อมูลจากกรมบังคับคดี ซึ่งมีการนำมาประกาศขายผ่านเว็บไซต์ตลาดนัดบ้านมือสอง และข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจากกรมที่ดิน

 

แบงก์เร่งขายบ้านมือสองจากการยึดทรัพย์เพิ่ม เร่งระบาย NPA ลดต้นทุน

 

เชษฐวัฒก์ ทรงประเสริฐ นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ปัจจัยหลักของการประกาศขายที่อยู่อาศัยมือสองของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นในระดับสูงส่วนหนึ่งมาจากการยึดทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น และภาวะที่ธนาคารต้องการระบายสต็อกทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ออกไปด้วย เนื่องจากมองเห็นว่าตลาดมือสองกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด และการถือครอง NPA ไว้เยอะถือเป็นต้นทุนที่ธนาคารต้องแบกรับ

 

“เช่นเดียวกับผู้ประกอบการอสังหาฯ เองในช่วงหลังๆ มา ก็ต้องทำโปรโมชันระบายสต็อก ธนาคารเองก็ไม่แตกต่างกัน เพราะธนาคารเองก็ถือ NPA ไว้เยอะ ในช่วงหลังมาการแข่งขันในตลาดมือสองจึงสูง”

 

นอกจากนี้ “ต้องยอมรับว่าทรัพย์ของแบงก์มีความหลากหลาย ดังนั้น เมื่อตลาดมือสองบูมขึ้นมา แหล่งที่คนพอจะมองหาได้ง่ายดายและสะดวกที่สุดก็คือ ทรัพย์จากธนาคารพาณิชย์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ซึ่งอาจคุ้มกว่าการซื้อผ่านตัวแทน หรือแพลตฟอร์มต่างๆ เนื่องจากอาจมีโปรโมชันสินเชื่อ หรือการให้คำปรึกษาการขอสินเชื่อโดยตรง” เชษฐวัฒก์กล่าว

 

ตลาดอสังหาฯ ‘มือสอง’ โตแรง เหตุกำลังซื้อไม่ฟื้น

 

เชษฐวัฒก์ กล่าวต่อว่า ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์เท่านั้นที่เร่งระบายสต็อกออกมา แต่ผู้เล่นในตลาดส่วนอื่นๆ ก็เร่งระบายเช่นกัน เนื่องจากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดอสังหาฯ มือสองเติบโตอย่างมาก โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ตลาดอสังหาฯ ภาพรวมดูเหมือนเป็น ‘ขาขึ้น’ ก็มาจากการเติบโตที่ถูกขับเคลื่อนจากตลาดมือสองเป็นส่วนใหญ่

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดมือสองโตแรงมาจาก ‘ปัจจัยราคา’ ที่ต่ำกว่ามือหนึ่ง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่กำลังซื้อของผู้บริโภคเปราะบางและยังไม่ฟื้นตัว น้ำหนักการตัดสินใจของผู้ซื้อจึงเทไปที่ปัจจัยราคาเป็นหลัก โดยผู้ซื้อยินดีเลือกบ้านมือสองที่ราคาถูกกว่า และค่อยพิจารณาปัจจัยด้านพื้นที่หรือทำเลตตามมาทีหลัง

 

โดยตามข้อมูลจาก REIC ระบุว่า ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศในไตรมาส 2 ปี 2569 มีทิศทางขยายตัวทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ โดยอุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสม ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้น 6.1% (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้นถึง 24.9% (YoY) สะท้อนว่าโครงสร้างตลาดมีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่ราคาระดับกลางถึงบน

 

โดยเฉพาะกลุ่มราคามากกว่า 10 ล้านบาทที่มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้น 32.4% (YoY) และมูลค่าประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้น 39.6% (YoY) ขณะที่กลุ่มราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทมีการประกาศขายสะสมลดลงทั้งด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า

 

ด้านภูมิภาค กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังเป็นตลาดหลัก โดยครองสัดส่วนอุปทานที่ประกาศขายสะสมสูงสุดทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีการโอนกรรมสิทธิ์สูงที่สุด โดยมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์และมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 35.0% (YoY) และ 29.4% (YoY) ตามลำดับ สะท้อนการเป็นศูนย์กลางตลาดที่อยู่อาศัยมือสองของประเทศ ส่วนภาคตะวันออกเป็นตลาดสำคัญรองลงมา ขณะที่ภาคกลางมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์เติบโตสูงถึง 32.4% (YoY) แม้มีสัดส่วนตลาดไม่มาก

 

ด้านประเภทที่อยู่อาศัย บ้านเดี่ยวยังคงเป็นตลาดหลักที่มีสัดส่วนสูงสุดทั้งด้านอุปทานที่ประกาศขายสะสมและการโอนกรรมสิทธิ์ แต่อาคารชุดเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตโดดเด่นที่สุด โดยจำนวนหน่วยประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้น 25.2% (YoY) และหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 39.4% (YoY) ในขณะที่ทาวน์เฮาส์และบ้านแฝดมีการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ด้านระดับราคา อุปสงค์มีความแข็งแรงในกลุ่มราคา 1.51–5.00 ล้านบาท โดยเฉพาะระดับราคา 2.01–3.00 ล้านบาท ซึ่งมีการโอนกรรมสิทธิ์เติบโตสูงสุดทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ขณะที่กลุ่มราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทยังเป็นฐานสำคัญด้านจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ คิดเป็น 34 8% ของการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ส่วนกลุ่มราคามากกว่า 10 ล้านบาท แม้จำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ลดลง -1.3% (YoY) แต่มูลค่ากลับเพิ่มขึ้น 10.9% (YoY)

 

ยึดทรัพย์มีแนวโน้มค่อยๆ เพิ่มขึ้น กลุ่มชนชั้นกลางน่าห่วงที่สุด

 

เชษฐวัฒก์ กล่าวต่อว่า สำหรับแนวโน้มการยึดทรัพย์มีโอกาสมากขึ้น แต่จะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ไม่รุนแรงเหมือนช่วงวิกฤตโควิด หรือวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต

 

โดยกลุ่มที่ห่วงคือกลุ่มรายได้ปานกลาง เนื่องจากกลุ่มรายได้ระดับล่าง ที่ผ่อนไม่ไหวก็ปล่อยให้ถูกยึดมาสักพักนึงแล้ว เพราะฉะนั้นกลุ่มที่น่าจับตามองในระยะข้างหน้า คือกลุ่มรายได้ระดับปานกลาง 5-7 หมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทนพิษบาดแผลมาตลอด แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น กลุ่มนี้อาจจะเริ่มส่งสัญญาณมากขึ้น

 

สำหรับแนวโน้มหนี้เสียในสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ในระยะข้างหน้า เชษฐวัฒก์มองว่าจะยัง ‘ทรงตัว’ เนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ยังไม่ดีขึ้น ท่ามกลางการคุมเข้มมาตรฐานการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่ช่วยป้องกันไม่ให้หนี้เสีย (NPL) เพิ่มมากขึ้น

 

ภาพ: Mulad Images / Shutterstock

The post จับตาแนวโน้ม ‘การยึดทรัพย์’ จ่อเพิ่ม หลังแบงก์ประกาศขายบ้านมือสองพุ่ง 122.9% ในไตรมาส 2 ห่วงกลุ่มรายได้ 50,000-70,000 บาทส่งสัญญาณแบกไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนหนุ่มสาวอังกฤษเกือบ 1 ล้านคนไม่มีงานทำ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังชี้ต้นตอคือภาษีที่สูงเกินไป https://thestandard.co/england-youth-unemployment-high-tax/ Wed, 09 Sep 2026 01:43:32 +0000 https://thestandard.co/england-youth-unemployment-high-tax/ ภาพผู้คนเดินบนถนนในเมืองท่ามกลางสายฝน พร้อมข้อความเรื่องคนหนุ่มสาวอังกฤษว่างงาน

อาร์เธอร์ เลฟเฟอร์ หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงท […]

The post คนหนุ่มสาวอังกฤษเกือบ 1 ล้านคนไม่มีงานทำ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังชี้ต้นตอคือภาษีที่สูงเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนเดินบนถนนในเมืองท่ามกลางสายฝน พร้อมข้อความเรื่องคนหนุ่มสาวอังกฤษว่างงาน

อาร์เธอร์ เลฟเฟอร์ หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ แอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ลดภาษีที่เก็บจากการทำงานลง เพื่อแก้วิกฤตการว่างงานของคนหนุ่มสาวในประเทศ

 

 

 

เลฟเฟอร์ซึ่งเป็นเจ้าของทฤษฎีภาษีที่ใช้ชื่อของเขาเอง ระบุว่านายกรัฐมนตรีต้องลดภาษีเพื่อฟื้นเศรษฐกิจอังกฤษที่กำลังซบเซา พร้อมเตือนว่าการไล่เก็บภาษีจากคนรวยจะเป็นหายนะ

 

ก่อนเดินทางมาเยือนกรุงลอนดอนในสัปดาห์นี้ตามคำเชิญขององค์กรการกุศล Jobs Foundation เขาให้สัมภาษณ์ว่าหากเก็บภาษีจากคนที่ทำงานแล้วเอาเงินไปจ่ายให้คนที่ไม่ทำงาน ก็ไม่ต้องแปลกใจที่จะพบว่ามีคนจำนวนมากไม่ยอมทำงาน

 

เขาตั้งคำถามต่อว่าทำไมไม่ลดอัตราภาษีของคนกลุ่มนี้ลง แล้วปล่อยให้พวกเขาหาแรงจูงใจในการทำงานเอง

 

ตัวเลขว่างงานที่ยังใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

ข้อมูลพบว่าการว่างงานของคนหนุ่มสาวในอังกฤษยังคงติดอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยจำนวนคนอายุต่ำกว่า 25 ปีที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้เข้ารับการฝึกอบรมเกือบ 1 ล้านคน ขณะที่อัตราการว่างงานของกลุ่มอายุ 16-24 ปี อยู่ที่ 16.2%

 

ฝั่งผู้ประกอบการโทษว่าสาเหตุมาจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำติดต่อกันหลายครั้งในอัตราที่สูงกว่าเงินเฟ้อ รวมถึงการที่พรรคแรงงานตัดสินใจเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมที่บริษัทต้องจ่ายตามฐานค่าจ้าง

 

เลฟเฟอร์มองว่าสิ่งที่ต้องทำคือการสร้างงาน ไม่ใช่การจ่ายเงินให้คนไม่ต้องทำงาน โดยเขาเชื่อว่าเศรษฐศาสตร์ที่ดีจะช่วยแก้ปัญหาสังคม ส่วนเศรษฐศาสตร์ที่แย่จะให้ผลตรงกันข้าม

 

เขาอธิบายว่าหลังจากว่างงานไป 1-2 ปี คนเหล่านั้นจะกลายเป็นคนที่จ้างงานไม่ได้ และเมื่อกลายเป็นคนที่จ้างงานไม่ได้แล้วก็จะเริ่มมีท่าทีก้าวร้าวและมองโลกในแง่ลบ สุดท้ายจึงเกิดหายนะขนาดใหญ่ขึ้นจริง ทั้งที่ความตั้งใจแรกของการผลักดันให้คนได้ค่าจ้างสูงคือการป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้

 

ในมุมของเลฟเฟอร์ สวัสดิการที่ดีที่สุดคือการมีงานดีที่จ่ายค่าจ้างสูง ไม่ใช่เช็คจากรัฐบาล

 

คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสำหรับผู้เจ็บป่วยของอังกฤษที่พุ่งขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่ช่วงโรคระบาด และการว่างงานของคนหนุ่มสาวที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ภาระภาษีก็ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมานอกช่วงสงคราม

 

โดยภาระภาษีของอังกฤษมีแนวโน้มจะแตะระดับ 38% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ภายในต้นทศวรรษหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

 

Laffer Curve ชี้ขึ้นภาษีแล้วรายได้รัฐกลับลด

 

ทฤษฎีภาษีที่เป็นลายเซ็นของเลฟเฟอร์คือเส้นโค้ง Laffer Curve ซึ่งอธิบายว่าการขึ้นอัตราภาษีจะนำไปสู่รายได้ภาษีที่ลดลงในที่สุด เพราะภาษีที่สูงขึ้นจะบั่นทอนแรงจูงใจในการทำงานหรือการสร้างความมั่งคั่ง

 

รายงานระบุว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นในอังกฤษมาแล้ว เมื่อ กอร์ดอน บราวน์ ขึ้นอัตราภาษีเงินได้ขั้นสูงสุดจาก 40 เพนนีเป็น 50 เพนนีต่อปอนด์ในปี 2010 แล้วรายได้ที่กระทรวงการคลังจัดเก็บได้กลับลดลง ซึ่งเลฟเฟอร์ระบุว่าเศรษฐกิจดิ่งลงตรงๆ หลังจากนั้น

 

ต่อมา เดวิด แคเมอรอน ได้แก้ไขความเสียหายบางส่วนด้วยการลดอัตราภาษีขั้นสูงสุดจาก 50 เพนนีเหลือ 45 เพนนี ทว่าเลฟเฟอร์เห็นว่าอดีตนายกรัฐมนตรีรายนี้ยังทำไม่มากพอ

 

เขาระบุว่าแคเมอรอนควรลดลงไปถึง 30 เพนนี ซึ่งถ้าทำเช่นนั้นป่านนี้อังกฤษคงพ้นจากปัญหาไปแล้ว และคงกำลังบ่นว่าประเทศรุ่งเรืองเกินไปแทน

 

สำหรับภูมิหลังของเลฟเฟอร์นั้น เขาวัย 86 ปี ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน และเคยเป็นที่ปรึกษาให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึง 3 คน ทั้ง โรนัลด์ เรแกน, บิล คลินตัน และ โดนัลด์ ทรัมป์ อีกทั้งยังได้รับเหรียญอิสรภาพประธานาธิบดีจากทรัมป์ด้วย

 

ในฝั่งอังกฤษ เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ มาร์กาเรต แทตเชอร์ และนายกรัฐมนตรีอังกฤษแทบทุกคนตั้งแต่ ฮาโรลด์ แมคมิลลาน จนถึง ริชี ซูนัค ต่างเปิดประตูต้อนรับเขา ยกเว้นเพียงกอร์ดอน บราวน์เท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม เลฟเฟอร์หวังว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกว่านั้นกับรัฐบาลของเบิร์นแฮม โดยเรียกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่ามีความสามารถ และเชื่อว่าเบิร์นแฮมมุ่งมั่นเต็มที่กับการทำให้อังกฤษยิ่งใหญ่และนำความรุ่งเรืองกลับมา

 

คำเตือนเรื่องภาษีความมั่งคั่ง

 

ประเด็นที่เลฟเฟอร์กังวลที่สุดคือกระแสข่าวว่าจะมีภาษีความมั่งคั่งรูปแบบใหม่ปรากฏในงบประมาณฉบับแรกของ จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีคลัง ที่จะเสนอในวันที่ 28 ตุลาคม ซึ่งเบิร์นแฮมยังไม่ยอมตัดความเป็นไปได้ที่จะขึ้นภาษี

 

กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่รัฐแคลิฟอร์เนียกำลังจะลงมติในเดือนพฤศจิกายน เรื่องการเก็บภาษีครั้งเดียว 5% จากความมั่งคั่งสุทธิของผู้ที่มีสินทรัพย์เกิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.29 หมื่นล้านบาท)

 

เลฟเฟอร์ซึ่งจะขึ้นเวทีถกเรื่องข้อดีข้อเสียของภาษีความมั่งคั่งในลอนดอน ระบุว่ามาตรการนี้จะเป็นหายนะสำหรับอังกฤษ และจะเป็นหายนะเช่นกันหากผ่านในแคลิฟอร์เนีย เพราะเป็นการทำทุกอย่างที่ไม่ควรทำจนไล่กลุ่มคนที่สร้างผลผลิตสูงสุดออกไป

 

เขายกตัวอย่างว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีมหาเศรษฐีระดับพันล้านย้ายเข้าอังกฤษเพียงคนเดียว นั่นคือเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอังกฤษ ซึ่งเสียภาษีให้สหรัฐฯ ไม่ใช่อังกฤษ

 

เมื่อ 2 ปีก่อน เลฟเฟอร์เคยเตือนว่าภาษีที่สูงจะผลักอังกฤษเข้าสู่ความยากจนข้นแค้น ซึ่งเมื่อถูกถามว่าเขาพูดเกินจริงไปหรือไม่ เขาตอบว่าอาจเกินไปนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เกินจริงมากนัก

 

เขาชี้ว่าความถดถอยของอังกฤษดำเนินมาหลายทศวรรษแล้ว โดยในปี 1950 อังกฤษมีสัดส่วนราว 6.5% ของ GDP โลก แต่ปัจจุบันเหลือราว 3.2% พร้อมโต้แย้งว่าอังกฤษได้ออกกฎจนภาคพลังงานแทบไม่เหลืออยู่ ซึ่งเขาหมายถึงกฎเกณฑ์ด้านการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ รวมถึงภาษีลาภลอยที่เก็บจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ

 

สำหรับข้อเสนอที่เลฟเฟอร์หวังว่าเบิร์นแฮมจะเปิดใจรับคือการเก็บภาษีอัตราต่ำในฐานภาษีที่กว้าง, การควบคุมการใช้จ่ายภาครัฐ, การรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน, กฎระเบียบที่น้อยที่สุด และการค้าเสรี จากนั้นก็ปล่อยให้ตลาดทำงานไป

 

เขาทิ้งท้ายว่าไม่มีเหตุผลใดที่พรรคแรงงานจะทำสิ่งที่ถูกต้องไม่ได้ และไม่มีเหตุผลใดที่เบิร์นแฮมจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่อังกฤษเคยมีไม่ได้

 

ภาพ: blurAZ / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post คนหนุ่มสาวอังกฤษเกือบ 1 ล้านคนไม่มีงานทำ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังชี้ต้นตอคือภาษีที่สูงเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคาะแล้ว ‘ไทยเที่ยวไทย พลัส’ 1 ล้านสิทธิ์ รัฐช่วยค่าที่พักตามจริงสูงสุดคืนละ 1,500 บาท พร้อมแจกคูปองแบบร่วมจ่ายสูงสุด 2,000 บาท https://thestandard.co/thai-travel-plus-support-coupon/ Wed, 09 Sep 2026 01:33:38 +0000 https://thestandard.co/thai-travel-plus-support-coupon/ ภาพชายหาดพัทยา ประเทศไทย สื่อถึงการท่องเที่ยวในประเทศตามโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส

เคาะแล้ว ‘ไทยเที่ยวไทย พลัส’ รัฐช่วยค่าที่พักแบบจ่ายตาม […]

The post เคาะแล้ว ‘ไทยเที่ยวไทย พลัส’ 1 ล้านสิทธิ์ รัฐช่วยค่าที่พักตามจริงสูงสุดคืนละ 1,500 บาท พร้อมแจกคูปองแบบร่วมจ่ายสูงสุด 2,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพชายหาดพัทยา ประเทศไทย สื่อถึงการท่องเที่ยวในประเทศตามโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส

เคาะแล้ว ‘ไทยเที่ยวไทย พลัส’ รัฐช่วยค่าที่พักแบบจ่ายตามจริงสูงสุดคืนละ 1,500 บาท พร้อมแจก Voucher สูงสุด 2,000 บาท เตรียมเปิด 1 ล้านสิทธิ์ 1 คนใช้ได้สูงสุด 5 สิทธิ

 

 

เมื่อวันที่ 8 กันยายน สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และกระทรวงการคลัง ได้มีการหารือรายละเอียดโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทย พลัส’ ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องแนวทางของโครงการ ให้มีการสนับสนุนใน 2 ส่วน ได้แก่ การอุดหนุน ‘ค่าที่พัก’ และ ‘Voucher’ สำหรับใช้จ่ายในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ

 

สำหรับวงเงินโครงการจะมาจาก เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท โดยกำหนดไว้ไม่เกิน 3,500 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากกรอบเดิมที่ราว 4,000 ล้านบาท

 

โดยการประชุมดังกล่าว มี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้าร่วม

 

หนุนค่าที่พักสูงสุด 1,500 บาทต่อคืน-แจก Voucher สูงสุด 2,000 บาท

 

การอุดหนุนด้านที่พัก รัฐจะสนับสนุนแบบจำนวนคงที่ (Flat Rate) โดยจ่ายตามจริง สูงสุดไม่เกิน 1,500 บาทต่อคืน ประชาชน 1 คนใช้สิทธิ์ได้สูงสุด 5 คืน หรือคิดเป็นเงินสนับสนุนค่าที่พักสูงสุด 7,500 บาทต่อคน หากใช้สิทธิ์ครบทั้ง 5 คืน

 

ส่วนการให้ Voucher จะเป็นการให้คูปองดิจิทัลสำหรับใช้ในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ สปา นวด ทำเล็บ รถรับจ้าง ร้านของที่ระลึก ฯลฯ โดยมีลักษณะการใช้ในรูปแบบของการร่วมจ่าย (Co-pay) แบบ 50:50 คล้ายโครงการ ‘คนละครึ่ง’

 

โดย Voucher จะมีวงเงินเริ่มต้นที่ 1,500 บาท สำหรับการใช้จ่ายใน ‘เมืองหลัก’ แต่ถ้าใช้จ่ายใน ‘เมืองรอง’ รัฐจะเพิ่มวงเงิน Voucher จาก 1,500 บาท เป็น 2,000 บาท เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนกระจายการเดินทางไปยังเมืองรองมากขึ้น

 

ทั้งนี้ โครงการกำหนดไว้ที่ 1 ล้านสิทธิ์ ไม่ใช่ 1 ล้านคน เนื่องจากประชาชน 1 คนสามารถใช้ได้สูงสุด 5 สิทธิ์ โดยหากใช้สิทธิ์ครบ 5 คืนและใช้ Voucher ในเมืองรองเต็มจำนวน มูลค่าสิทธิประโยชน์สูงสุดต่อคนจะอยู่ที่ 17,500 บาท แบ่งเป็นค่าที่พัก 7,500 บาท และ Voucher 10,000 บาท

 

เตรียมเปิดลงทะเบียนตุลาคมนี้

 

ขั้นตอนต่อไป กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะเสนอรายละเอียดให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาโดยเร็วที่สุด เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการและประชาชนลงทะเบียนได้ในเดือนตุลาคม

 

เบื้องต้น ผู้ประกอบการจะเริ่มลงทะเบียนตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ขณะที่ประชาชนจะทยอยลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ได้หลังวันที่ 25 ตุลาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิ์เดินทางได้ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป

 

ทั้งนี้ จะมีช่วงงดใช้สิทธิ์ หรือ ‘Blackout Period’ ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2569 – 15 มกราคม 2570 เพื่อป้องกันการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ ก่อนกลับมาใช้สิทธิ์ได้อีกครั้งจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2570

 

คุมราคาห้องพัก-จับตาทุจริต ใช้ระบบตรวจสอบ พร้อมขึ้น Blacklist

 

ทั้งนี้ ได้มีมาตรการกำหนดให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ต้องแจ้งราคาห้องพักด้วยระหว่างขั้นตอนลงทะเบียน เพื่อให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบกับข้อมูลราคาในอดีตได้ และป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาห้องพัก

 

สุรศักดิ์ระบุว่า ภาครัฐจะติดตามราคาและตรวจสอบย้อนหลัง รวมถึงรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน หากพบพฤติกรรมทุจริตหรือการขึ้นราคาไม่เหมาะสมจะดำเนินการตรวจสอบและลงโทษ โดยที่ผ่านมาในโครงการลักษณะเดียวกัน มีโรงแรมที่ถูกตัดสิทธิ์จากโครงการ (Blacklist) แล้ว มากกว่า 1,400 แห่ง

 

นอกจากนี้ ระบบการใช้สิทธิผ่าน ‘เป๋าตัง’ จะช่วยติดตาม Transaction ของผู้ใช้สิทธิ์และตรวจสอบการใช้สิทธิ์ของแต่ละบุคคล รวมถึงป้องกันการนำสิทธิ์ไปใช้แทนกันหรือการฮั้วระหว่างผู้ใช้สิทธิ์กับผู้ประกอบการได้อีกด้วย

 

หวังดันเงินหมุนเวียน 5.8-6 หมื่นล้าน ดึงการใช้จ่ายลงธุรกิจบริการ

 

ด้านผลต่อเศรษฐกิจ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินว่าโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทย พลัส’ จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 58,000-60,000 ล้านบาท จากการกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทย

 

นอกจากนี้ ททท. ยังประเมินอีกด้วยว่า มาตรการดังกล่าวอาจช่วยให้ ค่าใช้จ่ายต่อทริป (Spending per Trip) ของตลาดท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นได้ราว 20% ไม่เพียงเท่านั้น ฐาปนีย์ยังระบุด้วยว่าเงินที่ภาครัฐใส่ลงไป 1 บาท สามารถสร้างการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 2.5 เท่าอีกด้วย

 

ภาพ: shutterstock / Nelson Antoine

The post เคาะแล้ว ‘ไทยเที่ยวไทย พลัส’ 1 ล้านสิทธิ์ รัฐช่วยค่าที่พักตามจริงสูงสุดคืนละ 1,500 บาท พร้อมแจกคูปองแบบร่วมจ่ายสูงสุด 2,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>