Economic – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-economic/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 03 Oct 2026 09:09:56 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 GDP เวียดนามไตรมาส 3 โต 9.95% สูงสุดนับจากโควิด แต่ต้องเร่งโตอีก 12.5% ในไตรมาสสุดท้ายจึงจะถึงเป้า 10% https://thestandard.co/vietnam-gdp-q3-growth-target/ Sat, 03 Oct 2026 09:09:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1263762 ภาพมุมสูงของเมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม พร้อมข้อความแสดงตัวเลข GDP เวียดนามไตรมาส 3 เติบโต 9.95%

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเวียดนามในไตรมาส 3 […]

The post GDP เวียดนามไตรมาส 3 โต 9.95% สูงสุดนับจากโควิด แต่ต้องเร่งโตอีก 12.5% ในไตรมาสสุดท้ายจึงจะถึงเป้า 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของเมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม พร้อมข้อความแสดงตัวเลข GDP เวียดนามไตรมาส 3 เติบโต 9.95%

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเวียดนามในไตรมาส 3 เติบโต 9.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่การระบาดของโควิดและเร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 2 ที่ถูกปรับตัวเลขใหม่เป็น 8.81% ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์ (3 ต.ค.)

 

 
 

แรงขับเคลื่อนหลักในไตรมาสกรกฎาคมถึงกันยายนมาจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่คึกคัก โดยภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้างเติบโต 11.21% จากโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่เริ่มดำเนินงาน ส่วนภาคบริการโต 8.69% จากความต้องการสินค้า บริการ และการท่องเที่ยวในประเทศ

 

ทว่าแม้จะเติบโตสูง ตัวเลขดังกล่าวก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายทั้งปีของรัฐบาลที่ตั้งไว้มากกว่า 10%

 

ต้องโตเกิน 12% ในไตรมาสสุดท้ายจึงจะถึงเป้า

 

เมื่อรวม 9 เดือนแรกของปี เศรษฐกิจเวียดนามเติบโต 9.01% หลังสำนักงานสถิติปรับตัวเลขไตรมาสแรกขึ้นเป็น 8.15%

 

เหงียน ถิ ไม หั่ญ ผู้อำนวยการฝ่ายระบบบัญชีประชาชาติของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าเศรษฐกิจต้องเติบโตอย่างน้อย 12.5% ในไตรมาส 4 จึงจะถึงเป้าทั้งปี ซึ่งเป็น “เป้าหมายที่ท้าทายและต้องใช้ความพยายามอย่างมาก”

 

เธอชี้ว่าอุปสรรคหลักมีทั้งความไม่แน่นอนทางการค้า, การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก, ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น และแรงกดดันในการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ

 

ด้าน ฝ่าม ลู หุ่ง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และหัวหน้าฝ่ายวิจัยของ SSI Securities มองว่า “การเติบโต 10% ทั้งปีเป็นไปได้ แต่ยังท้าทาย เพราะไตรมาส 4 ต้องโตราว 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน” ทั้งนี้ SSI เคยคาดการณ์ GDP ไตรมาส 3 ไว้ที่ 8.7-9.3% ซึ่งตัวเลขจริงออกมาสูงกว่านั้น

 

ขณะที่สถาบันระหว่างประเทศอย่าง Asian Development Bank (ADB), UOB, กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ Standard Chartered คาดการณ์การเติบโตของเวียดนามปี 2026 ไว้ที่ 7.5-9.5% โดย ADB เพิ่งปรับคาดการณ์ขึ้นจาก 7.2% เป็น 7.8% เมื่อสัปดาห์ก่อน

 

การลงทุนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเงินลงทุนรวมที่เกิดขึ้นจริงใน 3 ไตรมาสอยู่ที่ราว 3,110 ล้านล้านดอง (ประมาณ 4.04 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 15.1% ซึ่งภาคเอกชนคิดเป็น 53% ของทั้งหมด ขณะที่รัฐบาลก็เร่งลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นการเติบโต

 

ส่วนเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เบิกจ่ายจริงใน 9 เดือนเพิ่มขึ้น 12.1% เป็น 2.11 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.06 แสนล้านบาท) สูงสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่ FDI ที่จดทะเบียนพุ่ง 76.4% เป็น 5.04 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.69 ล้านล้านบาท)

 

ขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์จากราคาพลังงาน

 

แม้การส่งออกจะแข็งแกร่ง แต่เศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกอย่างเวียดนามก็เจอต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้นในปีนี้จากสงครามอิหร่าน จนขาดดุลการค้าใน 9 เดือนแรกพุ่งสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

ช่วง 9 เดือนแรก การส่งออกเพิ่มขึ้น 24.5% เป็น 4.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 14.55 ล้านล้านบาท) แต่การนำเข้าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่ 36.7% เป็น 4.54 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 15.20 ล้านล้านบาท)

 

การนำเข้าที่โตเร็วกว่าการส่งออกทำให้เวียดนามขาดดุลการค้า 1.94 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.51 แสนล้านบาท) เทียบกับที่เคยเกินดุล 1.69 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.65 แสนล้านบาท) ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ราคาพลังงานนำเข้าที่สูงขึ้นเป็นต้นเหตุส่วนหนึ่ง โดยน้ำมันดิบที่นำเข้ามีปริมาณลดลง 13.5% แต่มูลค่ากลับเพิ่มขึ้น 14.4% ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปนำเข้าในปริมาณที่เพิ่มขึ้น 11.5% แต่มูลค่าพุ่งถึง 79.3%

 

ข่าวดีคือเดือนกันยายนเวียดนามเกินดุลการค้าเป็นเดือนแรกของปีที่ 1,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.25 หมื่นล้านบาท) โดยส่งออกเพิ่มขึ้น 39.1% เป็น 5.95 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.99 ล้านล้านบาท) ส่วนนำเข้าเพิ่มขึ้น 45.8% เป็น 5.82 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.95 ล้านล้านบาท)

 

สหรัฐฯ ยังเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของเวียดนามในช่วงมกราคมถึงกันยายนที่ 1.40 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.69 ล้านล้านบาท) ขณะที่จีนเป็นแหล่งนำเข้าใหญ่ที่สุดที่ 1.87 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.28 ล้านล้านบาท)

 

นักวิเคราะห์เตือนเศรษฐกิจอาจร้อนแรงเกินไป

 

อีกตัวเลขที่ต้องจับตาคือเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 5.08% จากปีก่อน สูงสุดในรอบ 4 เดือน หลังเคยพุ่งขึ้นถึง 5.6% เมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่มกราคม 2020 จากราคาน้ำมันที่สูงท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความต้องการไฟฟ้าที่สูงจากอากาศร้อน

 

เงินเฟ้อเฉลี่ย 9 เดือนอยู่ที่ราว 4.5% ซึ่งแตะเพดานทั้งปีที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 4.5% พอดี

 

ลอรา ชวาร์ตซ์ นักวิเคราะห์อาวุโสด้านเอเชียของบริษัทข้อมูลความเสี่ยง Verisk Maplecroft ระบุว่าความกังวลเรื่องเศรษฐกิจเวียดนามที่อาจร้อนแรงเกินไปกำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากเงินเฟ้อที่เร่งตัวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พร้อมเตือนว่า “ปัญหาไฟฟ้าที่อาจไม่พอใช้ในระยะสั้นและระยะกลางก็จะเป็นความท้าทายสำคัญเช่นกัน”

 

ด้าน ADB มองว่าแนวโน้มการเติบโตระยะสั้นของเวียดนามยังแข็งแกร่ง จากภาคการผลิตที่ขยายตัวต่อเนื่อง, การบริโภคในประเทศที่คึกคัก และเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้าต่อเนื่อง

 

แต่ในระยะยาว ADB เตือนว่าความต้องการทั่วโลกที่อ่อนแอลงและความไม่แน่นอนจากภายนอกที่สูงขึ้นอาจถ่วงการเติบโต ขณะที่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและสภาพการเงินโลกที่ตึงตัวอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและค่าเงิน

 

อีกสัญญาณที่น่าสังเกตคือในช่วง 9 เดือน มีธุรกิจที่จดทะเบียนใหม่หรือกลับมาดำเนินการราว 223,900 ราย ลดลง 3.2% ขณะที่ธุรกิจที่ปิดกิจการเสร็จสิ้นมีมากกว่า 48,700 ราย เพิ่มขึ้นถึง 118.8%

 

สำหรับช่วงที่เหลือของปี สำนักงานสถิติแนะนำให้เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ, แก้ปัญหาคอขวดในการผลิต, ช่วยธุรกิจในประเทศเพิ่มศักยภาพการส่งออก และกระตุ้นการบริโภค พร้อมติดตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, ราคาน้ำมัน, ต้นทุนขนส่ง และอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด

 

ภาพ : Passengerslover / Shutterstock

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.50 บาท ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2569

 

อ้างอิง:

 

The post GDP เวียดนามไตรมาส 3 โต 9.95% สูงสุดนับจากโควิด แต่ต้องเร่งโตอีก 12.5% ในไตรมาสสุดท้ายจึงจะถึงเป้า 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอาตัวให้รอดก่อน ยอดขายค่อยว่ากัน เสียงผู้ประกอบการจาก SME ถึงโรงงานใหญ่ ในวันที่น้ำท่วมลามทั้งซัพพลายเชน https://thestandard.co/flood-business-survival-supply-chain/ Sat, 03 Oct 2026 03:23:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1263562 ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน

น้ำท่วมรอบนี้แสดงให้เห็นว่า ความเสียหายไม่ได้วัดกันแค่ […]

The post เอาตัวให้รอดก่อน ยอดขายค่อยว่ากัน เสียงผู้ประกอบการจาก SME ถึงโรงงานใหญ่ ในวันที่น้ำท่วมลามทั้งซัพพลายเชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน

น้ำท่วมรอบนี้แสดงให้เห็นว่า ความเสียหายไม่ได้วัดกันแค่ ‘ระดับน้ำ’ แต่วัดจาก ‘จำนวนวัน’ ที่ธุรกิจต้องหยุดชะงัก

 

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าน้ำท่วมเพียง 5 วัน สร้างความเสียหายแล้ว 1.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) คาดผลกระทบไว้ที่ 7,000-17,000 ล้านบาท หากสถานการณ์จบภายใน 3-7 วัน ยิ่งน้ำค้างนาน ตัวเลขก็ยิ่งขยับสูงขึ้น

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

กระทรวงอุตสาหกรรม โดยศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤติ (CMC) รายงาน ณ 1 ต.ค. 2569 พบพื้นที่ได้รับผลกระทบ 40 จังหวัด มีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ 1,315 ราย แบ่งเป็นโรงงาน 77 ราย เอสเอ็มอี 1,179 ราย เหมืองแร่ 2 ราย และวิสาหกิจชุมชน 57 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 22.79 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ ความเสียหายไม่ได้มีเฉพาะโรงงาน มีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ 312 ราย

 

นิคมอุตสาหกรรม มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 5 แห่ง โดยนิคมอมตะซิตี้ ชลบุรี มีโรงงานได้รับผลกระทบ 150 โรง หยุดการผลิต 34 โรง

 

ความน่าห่วงของรอบนี้คือผลกระทบไปตกอยู่ที่การจับจ่าย, การท่องเที่ยว, ร้านอาหาร, บริการ และโลจิสติกส์ สำหรับร้านอาหารและ SME ที่อยู่ได้ด้วยเงินสดรายวัน การขาดรายได้เพียง 1-3 วันก็ทำให้สภาพคล่องสะดุดได้ เพราะค่าเช่า ค่าแรง และค่าวัตถุดิบยังต้องจ่ายตามปกติ

 

หลายรายจึงต้องพักเรื่องยอดขายไว้ก่อน เพื่อดูแลตัวเองและลูกน้องให้ปลอดภัย และยังต้องลุ้นกับมวลน้ำเหนือระลอกที่ 2 ส่วนกลุ่มที่เจ็บตัวโดยตรงคือแรงงานรายวันและไรเดอร์ ซึ่งวันไหนออกไปทำงานไม่ได้ ก็เท่ากับไม่มีรายได้ในวันนั้น

 

โดยข้อมูลกับ LINE MAN ที่เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า น้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่งผลกระทบให้มีไรเดอร์และคนขับไม่สามารถรับงานได้ราว 40-50% ของพื้นที่

 

ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ธุรกิจเล็ก ที่นิคมอมตะซิตี้ ชลบุรี มีโรงงานได้รับผลกระทบ 150 โรง และต้องหยุดผลิต 34 โรง ค่ายรถยักษ์ใหญ่ก็เริ่มหยุดสายการผลิตตามกัน เพราะแรงงานเดินทางไม่ได้ วัตถุดิบส่งไม่ถึง และซัพพลายเออร์ส่งชิ้นส่วนไม่ทัน ความเสียหายจึงลามเป็นทอดๆ ทั้งซัพพลายเชน

 

เสียงที่สะท้อนตรงกันจึงไม่ได้ถามแค่ว่า ‘จะเยียวยาอย่างไร’ แต่ถามด้วยว่า ‘ทำไมเรายังเตือนภัยไม่ทัน’ ทั้งที่ผ่านบทเรียนน้ำท่วมมานับสิบปี

 

THE STANDARD WEALTH รวบรวมเสียงจากผู้ประกอบการ ภาคเอกชน และนักเศรษฐศาสตร์ ว่ากำลังเผชิญอะไร และอยากเห็นรัฐทำอะไร ‘ตอนนี้’

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 1

 

“ตอนนี้มองข้ามเรื่องยอดขาย เอาชีวิตตัวเองให้รอดและลูกน้องให้ปลอดภัย ไม่ป่วย ไม่เจ็บก่อน พรุ่งนี้น้ำลดค่อยว่ากันใหม่ ส่วนการเยียวยาก็หวังว่าทั้งรัฐและเอกชนจะเข้ามาช่วยซัพพอร์ต เพราะก่อนน้ำท่วมเศรษฐกิจก็สาหัสมากพอแล้ว”

กษิดิศ แสงสิงแก้ว เจ้าของร้าน Chubbie Chuu ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 2

 

“ผู้ประกอบการรายย่อยเป็นกลุ่มที่ต้องพึ่งพารายได้และกระแสเงินสดรายวัน เมื่อขาดรายได้ติดกันเพียง 1-3 วัน ก็กระทบต่อการหมุนเวียนเงินทุน เพราะยังมีค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องชำระ ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และค่าสาธารณูปโภค”

 

ฐนิวรรษ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 3

 

“ผู้ประกอบการยังคงติดตามสถานการณ์มวลน้ำเหนือใกล้ชิด หลังมีการแจ้งเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วมระลอกที่ 2 ในช่วงต้นเดือน จึงยังไม่สามารถวางใจได้ และจำเป็นต้องเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม”

 

พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 4

 

“ผลกระทบอาจยืดเยื้อนานหลายเดือน ขอให้รัฐบาลเร่งจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเร็ว โดยแบ่งเป็นมาตรการระยะสั้น 1–2 เดือน เพื่อวางแผนบริหารธุรกิจและประเมินทิศทางการฟื้นตัวได้”

 

สุภมาส คงวิวัฒนากุล เจ้าของร้านอาหารกล่องแสนสุข และประธานกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารและคาเฟ่ จังหวัดชลบุรี ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 5

 

“อยากให้ภาครัฐปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัยและการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการแจ้งเตือนควรมีความรวดเร็ว แม่นยำ และสอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเตรียมรับมือได้ทันท่วงที”

 

วิเชียร เจนตระกูลโรจน์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 6

 

“น้ำท่วมครั้งนี้ เบื้องต้น กระทบอุตฯแล้วกว่า 1 พันล้านบาท แต่คงไม่ได้หยุดแค่โรงงาน ถ้าการผลิตและ Supply Chain สะดุด จะกระทบเศรษฐกิจวงกว้าง รัฐต้องเร่งช่วยผู้ประกอบการให้เร็ว พัฒนาระบบ Early Warning เตือนก่อนน้ำมา”

 

พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 7

 

“โตโยต้าหยุดผลิต 4 แห่ง และฮอนด้า หยุดผลิต 5 วันสะท้อนว่าปัญหาเริ่มลามจากโรงงานสู่ Supply Chain แล้ว จุดที่น่าห่วงคือซัพพลายเออร์ หากผลิตหรือส่งชิ้นส่วนไม่ได้ โรงงานประกอบก็หยุดเป็นทอดๆ”

 

สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 8

 

“น้ำท่วมแค่ 5 วัน เสียหาย 2.5 หมื่นล้าน คำถามคือ…10 ปีที่ผ่านมา เราเรียนรู้อะไรกันบ้าง?”

 

ระบบเตือนภัยต้องเตือนก่อนน้ำมา ไม่ใช่เตือนตอนท่วมไปแล้ว เราต้องมีองค์กรกลาง แยก ‘น้ำ‘ ออกจากการเมือง

 

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 9

 

“5.53 ล้านล้านบาทผ่าน Air Cargo ไทยกำลังเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 และช่วง Peak season กำลังมา จะปล่อยให้ ‘คอขวดสุวรรณภูมิ’ กระทบภาพลักษณ์ประเทศไม่ได้”

 

พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

 

ภาพปก: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

The post เอาตัวให้รอดก่อน ยอดขายค่อยว่ากัน เสียงผู้ประกอบการจาก SME ถึงโรงงานใหญ่ ในวันที่น้ำท่วมลามทั้งซัพพลายเชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หอมมันไก่ – KARUN รายได้วูบ 2 ล้าน EMILY‘S ปิด 10 สาขา น้ำท่วมไม่ถึงร้าน แต่ SME ช็อตทั้งระบบ https://thestandard.co/flood-sme-impact-bangkok/ Fri, 02 Oct 2026 13:01:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1263478 ภาพกราฟิกผสมผสานโลโก้แบรนด์ KARUN, EMILY'S และหอมมันข้าวมันไก่ บนพื้นหลังน้ำท่วม แสดงถึงผลกระทบต่อธุรกิจ SME

แม้น้ำไม่ได้ท่วมทุกสาขา แต่ธุรกิจ SME หยุดทั้งระบบ เมื่ […]

The post หอมมันไก่ – KARUN รายได้วูบ 2 ล้าน EMILY‘S ปิด 10 สาขา น้ำท่วมไม่ถึงร้าน แต่ SME ช็อตทั้งระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกผสมผสานโลโก้แบรนด์ KARUN, EMILY'S และหอมมันข้าวมันไก่ บนพื้นหลังน้ำท่วม แสดงถึงผลกระทบต่อธุรกิจ SME

แม้น้ำไม่ได้ท่วมทุกสาขา แต่ธุรกิจ SME หยุดทั้งระบบ เมื่อ ‘ไข่แดง’ อย่างครัวกลาง คลังสินค้า และเส้นทางขนส่งถูกตัดขาด KARUN รายได้หายเกือบ 2 ล้านบาทในสุดสัปดาห์ ขณะที่ EMILY‘S ต้องปิด 10 สาขาและทุก Pop-up ด้านหอมมันไก่ เสียวัตถุดิบ-แรงงาน กระทบหลายล้านบาท

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

THE STANDARD สัมภาษณ์ผู้ประกอบการ SME กทม. พบว่า น้ำท่วมกรุงเทพฯ รอบล่าสุดไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะร้านค้า โรงงาน หรือสำนักงานที่น้ำไหลเข้าพื้นที่โดยตรง แต่กำลังกระทบต่อเนื่องไปถึงธุรกิจที่ตั้งอยู่นอกพื้นที่น้ำท่วม

 

เมื่อครัวกลาง คลังสินค้า เส้นทางขนส่ง และที่พักของพนักงาน ซึ่งเป็นจุดสำคัญของระบบหลังบ้าน ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

 

THE STANDARD สำรวจธุรกิจอาหารและบริการหลายรายในพื้นที่นวมินทร์ หัวหมาก รามคำแหง พระราม 9 และปรีดี พนมยงค์ เผชิญผลกระทบในลักษณะคล้ายกัน

 

บางรายไม่ได้มีหน้าร้านถูกน้ำท่วมทุกแห่ง แต่ต้องหยุดให้บริการหลายสาขา เพราะสินค้าออกจากครัวกลางไม่ได้ บางรายสูญเสียรายได้หลักล้านบาทภายในช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่ต้นทุนอย่างเงินเดือน ค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ และภาระจากการลงทุนยังดำเนินต่อ

 

ผลกระทบครั้งนี้จึงไม่ได้เกิดเฉพาะในพื้นที่ที่มีน้ำ แต่ส่งต่อผ่าน Supply Chain ของธุรกิจไปยังพื้นที่อื่นด้วย

 

KARUN คลังน้ำท่วม กระทบกว่า 20 แห่ง รายได้หายเกือบ 2 ล้านบาท

 

หนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบคือ KARUN Beverage ผู้ดูแลแบรนด์ KARUN, Jaren, Summer Bowl และ Avery Wong รวมมากกว่า 20 โลเคชัน

 

สินค้าเกือบทั้งหมดของบริษัทผลิตจากครัวกลางบริเวณนวมินทร์ 55 และเก็บไว้ในคลังสินค้าในพื้นที่เดียวกัน ก่อนกระจายไปยังแต่ละสาขาทุกวัน

 

รัส ธัญย์ณภัคช์ ศิริประภาเจริญ ระบุกับ THE STANDARD ว่า ครอบครัวอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมานานกว่า 50 ปี และไม่เคยประสบเหตุการณ์น้ำท่วมในลักษณะนี้มาก่อน

 

บริษัทติดตามพยากรณ์อากาศและเตรียมรับมือไว้บางส่วน ทั้งการยกพื้นที่และยกตู้เย็นขึ้นสูง ทำให้พื้นที่ผลิตไม่ได้รับความเสียหายมากนัก

 

แต่คลังสินค้าที่ไม่ได้ยกสูงเท่ากับพื้นที่ผลิตได้รับผลกระทบ น้ำเข้าจนต้องตัดไฟ ขณะที่สินค้าจำนวนหนึ่งจำเป็นต้องเก็บในระบบควบคุมอุณหภูมิ ส่งผลให้สินค้าบางส่วนได้รับความเสียหาย

 

ขนส่งชะงัก บางสาขาต้องหยุดให้บริการ

 

ในช่วงที่ระดับน้ำสูง รถขนส่งไม่สามารถเข้าออกพื้นที่ได้ และมีช่วงหนึ่งที่แม้แต่รถบรรทุก 10 ล้อก็ไม่สามารถผ่านได้ ทำให้สินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วไม่สามารถกระจายไปยังหน้าร้าน

 

ผลคือบางสาขาต้องหยุดให้บริการ แม้ตัวสาขาจะไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรง

 

เหตุการณ์ยังเกิดตรงกับวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทเตรียม Stock เพื่อรองรับยอดขายวันหยุด บริษัทประเมินว่ารายได้หายไปเกือบ 2 ล้านบาทเฉพาะช่วงเสาร์-อาทิตย์

 

นอกจากรายได้และสินค้าที่เสียหาย บริษัทยังต้องเตรียมปรับปรุงคลังสินค้าใหม่ ขณะที่ก่อนหน้านี้เพิ่งกู้เงินเพื่อใช้ในการขยายสาขา ทำให้เงินทุนบางส่วนที่วางไว้สำหรับการลงทุนอาจต้องนำมารองรับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทมีเงินสดสำรองสำหรับรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และ ณ วันที่ 1 ตุลาคม รายได้กลับมาอยู่ที่ประมาณ 70-80% ของระดับปกติ

 

การฟื้น Operation อาศัยการปรับระบบขนส่ง โดยเมื่อรถขนาดใหญ่เริ่มเข้าพื้นที่ได้ บริษัทใช้รถ 10 ล้อนำสินค้าออกจากคลัง ก่อนถ่ายลงรถกระบะเพื่อกระจายต่อไปยังสาขาต่างๆ

 

คู่ค้าหลายรายเข้ามาช่วยเหลือด้วย เช่น Siam Piwat เปิดพื้นที่สำหรับใช้เป็นจุดถ่ายสินค้า ICONSIAM ซื้อ Voucher ของร้านเพื่อนำไปแจกแก่ลูกค้า ขณะที่ Supplier บางรายช่วย Hold สินค้าที่บริษัทไม่สามารถรับเข้าคลังได้ในช่วงน้ำท่วม

 

EMILY‘S ครัวกลางหัวหมากหยุด วันแรกปิด 10 สาขาและทุก Pop-up

 

EMILY‘S ธุรกิจอาหารในรูปแบบ Cloud Kitchen และ Delivery เป็นหลัก เปิดดำเนินการมา 4-5 ปี มี 10 สาขาในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และบางแสน รวมถึงขยายธุรกิจไปสิงคโปร์

 

ธุรกิจใช้ครัวกลางที่หัวหมากเป็นฐานสำหรับผลิตและเตรียมวัตถุดิบ ก่อนส่งไปยังสาขาต่างๆ รวมถึงการดำเนินงานในต่างประเทศและ Pop-up

 

แม้พื้นที่ผลิตของครัวกลางจะยกสูงและไม่ได้รับความเสียหายหนัก แต่พื้นที่โดยรอบถูกน้ำล้อม ทำให้ Supplier ไม่สามารถส่งวัตถุดิบเข้า และบริษัทไม่สามารถขนสินค้าออกจากครัวกลางได้

 

ผลกระทบจึงเกิดขึ้นพร้อมกันหลายส่วน

 

วันแรกของเหตุการณ์ บริษัทต้องปิดทั้ง 10 สาขาและทุก Pop-up จากทั้งปัญหาวัตถุดิบ การเดินทางของพนักงาน และ Rider ที่ไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ

 

รถห้องเย็นบางส่วนได้รับความเสียหาย รวมถึง Office และทรัพย์สินบางส่วน บริษัทประเมินความเสียหายเบื้องต้นในระดับหลายล้านบาท ขณะที่รายได้จาก Operation ที่ต้องปิดในวันแรกหายไปทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีเงินสดสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉิน ทำให้ปัญหายังไม่พัฒนาไปถึงภาวะขาดสภาพคล่อง

 

ระหว่างเกิดเหตุ บริษัทตั้ง War Room ประชุมวันละสองครั้ง ก่อนทยอยเปิดสาขาหลังน้ำลดและทำ Big Cleaning พร้อมจ่ายค่าแรงเพิ่มเติมสองเท่าให้กับพนักงานที่เข้ามาช่วยงาน

 

วัตถุดิบบางส่วนที่ไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้ถูกนำมาปรุงอาหารแจกพนักงานและชุมชน ขณะที่สาขาหัวหมากถูกเปลี่ยนเป็นจุดรับเสบียงชั่วคราว

 

‘หอมมันข้าวมันไก่’ ชี้กระทบ 3 เด้ง ยอดขาย วัตถุดิบ แรงงาน

 

ขณะที่ สถานการณ์ของหอมมันข้าวมันไก่แตกต่างออกไป ธุรกิจมี 4 สาขา ได้แก่ รามคำแหง 24 กรุงเทพกรีฑา เอกมัย และหลัง The Nine พระราม 9 โดยพื้นที่รามคำแหงมีทั้งสาขาที่เน้น Delivery และ Store/ครัวกลางสำหรับกระจายวัตถุดิบไปยังสาขาอื่น

 

เหตุการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อสาขารามคำแหง 24 สาขาหลัง The Nine รวมถึง Store และครัวกลาง

 

วัตถุดิบที่เตรียมไว้รองรับยอดขายช่วงสุดสัปดาห์ได้รับความเสียหาย รวมถึงไก่สดประมาณ 200-300 กิโลกรัม ตลอดจนข้าวและ Packaging คิดเป็นมูลค่าหลักแสนบาท

 

ขณะเดียวกันพนักงานประมาณ 45 คนจากทั้งหมด 80 คนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ เหลือกำลังคนประมาณ 35 คน

 

ช่วงเวลาที่เกิดเหตุเป็นอีกปัจจัยสำคัญ เนื่องจากตรงกับวันที่ 28-29 กันยายน ก่อนกำหนดจ่ายเงินเดือนวันที่ 30 กันยายน ขณะที่วันดังกล่าวเป็นช่วงที่ปกติร้านมียอดขายสูง

 

ผู้ประกอบการประเมินเบื้องต้นว่า เมื่อรวมต้นทุนสินค้าที่เสียหาย รายได้ที่หายไป และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ผลกระทบอาจอยู่ในระดับหลายล้านบาท แต่ยังไม่สามารถระบุตัวเลขสุดท้ายได้

 

บริษัทแก้สถานการณ์ด้วยการย้ายการผลิตบางส่วนไปยังสาขาเอกมัย และใช้เอกมัยกับกรุงเทพกรีฑาเป็นฐานในการสร้างรายได้ พร้อมใช้รถกระบะยกสูงในการขนส่งสินค้า

 

คู่ค้าบางรายเข้ามาช่วยเรื่องสภาพคล่องเช่นกัน โดย LINE MAN Wongnai ช่วยชะลอการชำระค่าโฆษณาเครดิต ขณะที่เจ้าของพื้นที่บางแห่งผ่อนผันค่าใช้จ่าย

 

‘Comfy Homies’ Showroom น้ำท่วม แต่โรงงานยังผลิตต่อได้

 

ผลกระทบไม่ได้ทำให้ทุกธุรกิจต้องหยุด Operation ทั้งหมด

 

Comfy Homies แบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่ดำเนินธุรกิจมาประมาณ 6 ปี มี Showroom และ Office อยู่บริเวณพระราม 9-รามคำแหง ขณะที่โรงงานและคลังสินค้าบางส่วนตั้งอยู่คนละพื้นที่

 

น้ำเข้าพื้นที่ Showroom และ Office ส่งผลต่อเฟอร์นิเจอร์ Display, Stock บางส่วน และโครงสร้างภายใน โดยเฉพาะสินค้าที่จัดแสดงใน Showroom มีมูลค่าหลายแสนบาท

 

ลูกค้าไม่สามารถเดินทางเข้ามาดูสินค้าจริง และ Order บางส่วนอาจล่าช้า

 

อย่างไรก็ตาม โรงงานและคลังสินค้าบางส่วนไม่ได้อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม การผลิตจึงยังสามารถดำเนินต่อ และบริษัทยังคงรับ Order ได้ตามปกติ

 

บริษัทออกมาตรการช่วยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยลูกค้าที่มีโซฟาเสียหายจากน้ำท่วมสามารถรับส่วนลด 15%

 

SOAK ยังไม่ทันเปิดธุรกิจ น้ำเข้าพื้นที่ก่อสร้าง

 

อีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบคือธุรกิจที่ยังไม่มีรายได้เข้ามารองรับต้นทุน

 

SOAK ซึ่งกำลังพัฒนา Social Wellness Club บริเวณปรีดี พนมยงค์ มี Sauna, Cold Plunge, Gym, Café และ Co-working อยู่ระหว่างการก่อสร้างและเตรียมเปิดในเดือนตุลาคม

 

น้ำเข้าพื้นที่ก่อสร้าง ส่งผลกระทบต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า งานไม้ และอุปกรณ์ Gym ที่เป็นเหล็ก โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าส่วนใดสามารถกลับมาใช้งานได้

 

ผู้ประกอบการยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายสุดท้ายได้ แต่คาดหวังว่าจะไม่ถึง 1 ล้านบาท

 

ผลกระทบอีกด้านคือความล่าช้าของการก่อสร้าง เนื่องจากธุรกิจได้รับระยะผ่อนปรนค่าเช่า 6 เดือนสำหรับการก่อสร้าง หากการเปิดให้บริการล่าช้า Fixed Cost อาจเริ่มเกิดขึ้นก่อนที่ธุรกิจจะสามารถสร้างรายได้

 

SOAK ไม่มีประกันที่ครอบคลุมความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และหลังเกิดเหตุเริ่มศึกษาความคุ้มครองด้านประกันภัยเพิ่มเติม

 

สิ่งที่ผู้ประกอบการหลายรายพูดตรงกัน: ต้องการข้อมูลที่ใช้ ‘ตัดสินใจทางธุรกิจ’ ได้

 

แม้ลักษณะธุรกิจและความเสียหายของแต่ละบริษัทจะแตกต่างกัน แต่ประเด็นหนึ่งที่ปรากฏจากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการหลายรายคือ ข้อมูลสถานการณ์

 

สิ่งที่ธุรกิจต้องการไม่ใช่เพียงการแจ้งเตือนว่าจะมีฝนตกหนัก

 

สำหรับธุรกิจอาหาร การรู้ว่าน้ำอาจสูงเพียงใด ถนนเส้นใดมีโอกาสไม่สามารถสัญจรได้ หรือสถานการณ์อาจกินเวลานานเท่าใด มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจว่าจะสั่งวัตถุดิบหรือไม่ ต้องย้าย Stock เมื่อใด ควรหยุดการผลิตหรือไม่ และควรให้พนักงานเดินทางมาทำงานหรือไม่

 

KARUN ระบุว่า แม้ติดตามพยากรณ์อากาศและทราบว่าจะมีฝนตกหนัก แต่ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะประเมินว่าพื้นที่ของตัวเองจะได้รับผลจากระดับน้ำและระบบระบายน้ำในระดับใด

 

หอมมันข้าวมันไก่ เผชิญปัญหาคล้ายกัน ช่วงแรกประเมินว่าน้ำอาจลดภายในหนึ่งวัน จึงยังไม่ได้ย้ายทรัพย์สินและวัตถุดิบออกทั้งหมด ก่อนระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นและกระทบทั้งบ้าน Office และ Store

 

ผู้ประกอบการหลายรายยังกล่าวถึงการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีรายได้เกินเกณฑ์บางมาตรการ และเสียภาษีอยู่ในระบบ แต่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากน้ำท่วม

 

ทั้ง KARUN และ EMILY ระบุถึงประเด็นดังกล่าว โดยมองว่ายังมีช่องว่างสำหรับธุรกิจขนาดกลางที่อาจไม่เข้าเงื่อนไขมาตรการช่วยเหลือร้านค้ารายย่อย แต่ยังต้องรับความเสียหายจากการหยุดดำเนินงาน สินค้าเสียหาย และต้นทุนฟื้นฟูเช่นเดียวกัน

 

“น้ำไม่ได้ท่วมทุกสาขา แต่ผลกระทบเดินทางไปตาม Supply Chain”

 

ภาพที่เกิดขึ้นจากผู้ประกอบการเหล่านี้สะท้อนลักษณะความเสียหายทางธุรกิจที่กว้างกว่าพื้นที่น้ำท่วมโดยตรง

 

สำหรับธุรกิจที่มีหลายสาขา หน้าร้านเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบ ด้านหลังยังมีครัวกลาง คลังสินค้า Supplier รถขนส่ง พนักงาน ระบบไฟฟ้า และเส้นทางที่เชื่อมทุกส่วนเข้าด้วยกัน

 

ดังนั้น ร้านหนึ่งอาจไม่มีน้ำเข้าพื้นที่เลย แต่ยังต้องปิดเพราะไม่มีสินค้า โรงงานอาจไม่ถูกน้ำท่วม แต่พนักงานเดินทางไปทำงานไม่ได้ หรือร้านอาจพร้อมเปิด แต่ Rider และระบบขนส่งไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้

 

กรณีของ KARUN และ EMILY เห็นภาพนี้ชัดที่สุด เพราะจุดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับเครือข่ายทั้งหมด แต่เมื่อจุดนั้นเป็นครัวกลางหรือคลังสินค้า ผลกระทบสามารถส่งต่อไปยังสาขาอื่นทันที

 

น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า ‘มีธุรกิจกี่แห่งถูกน้ำท่วม’

 

แต่อีกตัวเลขที่อาจต้องติดตามคือ มีธุรกิจกี่แห่งที่ไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้

 

เพราะ ‘ไข่แดง’ ของ Supply Chain ถูกน้ำท่วม

The post หอมมันไก่ – KARUN รายได้วูบ 2 ล้าน EMILY‘S ปิด 10 สาขา น้ำท่วมไม่ถึงร้าน แต่ SME ช็อตทั้งระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ ประเมินน้ำท่วมกระทบ GDP ไม่ถึง 0.1% คงเป้าโต 2-2.5% ย้ำความเป็นอยู่ของประชาชนสำคัญกว่าตัวเลขเศรษฐกิจ https://thestandard.co/ekniti-flood-gdp-impact/ Fri, 02 Oct 2026 12:16:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1263474 ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พร้อมข้อความประเมินน้ำท่วมกระทบ GDP และความห่วงใยชีวิตประชาชน

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ และรมว.คลัง ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมก […]

The post ‘เอกนิติ’ ประเมินน้ำท่วมกระทบ GDP ไม่ถึง 0.1% คงเป้าโต 2-2.5% ย้ำความเป็นอยู่ของประชาชนสำคัญกว่าตัวเลขเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พร้อมข้อความประเมินน้ำท่วมกระทบ GDP และความห่วงใยชีวิตประชาชน

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ และรมว.คลัง ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจไทยไม่ถึง 0.1% พร้อมคงเป้า GDP ปีนี้ที่ 2-2.5% ย้ำความเป็นอยู่ของประชาชนสำคัญกว่าตัวเลขเศรษฐกิจ ยันงานประชุม IMF-World Bank วันที่ 12-18 ตุลาคม มีการเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์

 

 
 

วันนี้ (2 ตุลาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า กระทรวงการคลังประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วมยังอยู่ในระดับจำกัด โดยคาดว่ากระทบต่อ GDP ไม่ถึง 0.1% ทำให้กระทรวงการคลังยังคงเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 2-2.5%

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติระบุว่า สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญในขณะนี้ไม่ใช่เพียงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่เป็นชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วม

 

“สิ่งสำคัญผมว่าไม่ใช่ผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจ เป็นเรื่องของชีวิตคนมากกว่า และก็ความลำบากของประชาชน” ดร.เอกนิติกล่าว

 

เตรียมแผนรับมือน้ำท่วมระหว่างประชุม IMF-World Bank

 

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยังระบุอีกด้วยว่า ได้มีการประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ตลอดจนติดตามข้อมูลคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนจากกรมอุตุนิยมวิทยาอยู่เสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินก่อนที่งานประชุมผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings) จะเริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้

 

โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือการกำหนดระดับน้ำและเกณฑ์สำหรับการแจ้งเตือน รวมถึงแผนเคลื่อนย้ายผู้เข้าร่วมประชุม หากสถานการณ์มีความเสี่ยง เพื่อให้ทั้งผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างประเทศและประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัย

 

“วันนี้ผมว่าเรามีประสบการณ์จากที่น้ำท่วมอยู่ในปัจจุบัน การบริหารจัดการผมคิดว่าเราสามารถมีการเตรียมความพร้อม ทั้งในเรื่องของว่าถ้ามีระดับน้ำเกินระดับไหน เราจะต้องเคลื่อนย้ายคนอย่างไร เพื่อให้ทุกคนปลอดภัย ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาประชุม” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ไม่เพียงเท่านั้น ดร.เอกนิติยืนยันว่า องค์กรระหว่างประเทศอย่าง IMF และธนาคารโลกยังมีความเชื่อมั่นต่อความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพของไทยอย่างเต็มเปี่ยม โดยทั้งสองหน่วยงานมีความเข้าใจว่าภัยธรรมชาติและสภาพอากาศเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ พร้อมเผยว่า ปัจจุบันมีผู้แทนด้านการเงินและผู้นำจากทั่วโลกลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้วมากกว่า 15,000 คน จากเป้าหมายขั้นต่ำที่วางไว้ 5,000 คน

 

เตรียมพร้อมทุกสถานการณ์ แม้แต่การชุมนุมประท้วง

 

ด้านการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม ดร.เอกนิติยืนยันว่าระบบต่างๆ ได้รับการทดสอบเพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการประชุม ไม่ว่าจะเป็นไฟดับ แผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือการชุมนุมประท้วง

 

โดย ดร.เอกนิติกล่าวว่า การชุมนุมประท้วงสามารถทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย ซึ่งจะมีการจัดพื้นที่สำหรับการแสดงความคิดเห็นของผู้ชุมนุม เพื่อให้การประชุมสามารถดำเนินต่อไปได้ในระหว่างที่มีงานประชุม

 

“ถ้าม็อบจะมา ก็ได้มาแสดงความคิดเห็นอย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมา ไม่ได้ทำลายการประชุม ผมว่าอันนี้เป็นชื่อเสียงประเทศไทย” ดร.เอกนิติกล่าว

The post ‘เอกนิติ’ ประเมินน้ำท่วมกระทบ GDP ไม่ถึง 0.1% คงเป้าโต 2-2.5% ย้ำความเป็นอยู่ของประชาชนสำคัญกว่าตัวเลขเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘จีน’ จึงเป็นไพ่ใบสำคัญของ GC? ถอดรหัส ‘allnex China Hub’ ในวันที่โลกปิโตรเคมีเปลี่ยน https://thestandard.co/gc-allnex-china-petrochemical-change/ Fri, 02 Oct 2026 08:08:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1263274 ภาพประกอบ allnex China Hub ผสมผสานโลโก้และภาพโรงงาน

‘ผลิตให้มาก’ ไม่ใช่สูตรชนะในโลกปิโตรเคมีอีกต่อไป เกมจึง […]

The post ทำไม ‘จีน’ จึงเป็นไพ่ใบสำคัญของ GC? ถอดรหัส ‘allnex China Hub’ ในวันที่โลกปิโตรเคมีเปลี่ยน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ allnex China Hub ผสมผสานโลโก้และภาพโรงงาน

‘ผลิตให้มาก’ ไม่ใช่สูตรชนะในโลกปิโตรเคมีอีกต่อไป เกมจึงต้องเปลี่ยน

 

จากการแข่งขันด้านกำลังการผลิตและต้นทุน สู่การสร้าง เทคโนโลยี นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่ม กำลังเป็นทิศทางที่ GC วางหมากใหม่ ผ่านการปรับพอร์ตจาก Commodity Chemicals สู่ Specialty Chemicals

 

 

หนึ่งใน Growth Engine สำคัญคือ allnex ธุรกิจ Specialty Chemicals ที่ GC ถือหุ้น 100% เชี่ยวชาญด้าน Coating Resins และ Additives ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลายทั่วโลก

 

อีกเป้าหมายคือเพิ่มสัดส่วน EBITDA จาก allnex จากราว 15-20% เป็น 30% ใน 4-5 ปี

 

ภาพประกอบ allnex China Hub ผสมผสานโลโก้และภาพโรงงาน 1

 

THE STANDARD WEALTH พาไปดูเบื้องหลัง allnex ถึงประเทศจีน ชม R&D และฐานการผลิตที่ เมืองเจียซิง ไม่ไกลจากนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีฐาน R&D เป็นตลาด Industrial Coating Resins

 

จีนถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของโลก เป็นตลาดสำคัญของอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมีโลก มีขนาดเศรษฐกิจและฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย สะท้อนต่อการเติบโตธุรกิจ Specialty Chemicals

 

ประกอบกับ ปัจจุบันจีนมีประชากรราว 1.4 พันล้านคน เศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก มี GDP ราว 19.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 17% ของ GDP โลก และในปี 2025 เศรษฐกิจจีนขยายตัวราว 5%

 

จาก Commodity สู่ Specialty กลยุทธ์ที่เน้น ‘คุณภาพ’ และสีเขียว

 

นอกจากความเคลื่อนไหวในประเทศ บิ๊กดีลร่วมทุน SCGC จะเห็นว่า วันนี้ GC กำลังปรับพอร์ตธุรกิจจากเดิมที่มีสัดส่วน Commodity ราว 80% และ Specialty 20% ไปสู่เป้าหมายประมาณ 70% และ 30% ภายในปี 2573

 

ด้วยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีของจีนให้ความสำคัญกับคุณภาพ เทคโนโลยี ความมั่นคงทางอุตสาหกรรม รวมถึงการเติบโตสีเขียวและการลดคาร์บอน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนโอกาสของธุรกิจ Specialty Chemicals และ

 

โดยมี allnex เป็นหนึ่งใน Growth Engine สำคัญ

 

การเขย่าพอร์ตครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการทิ้งธุรกิจ Commodity แต่เป็นการเพิ่ม ‘น้ำหนัก’ ไปยังธุรกิจที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและ Margin ได้มากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

GC จ่อขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่ บิ๊กดีลร่วมทุน SCGC ปิโตรเคมี 6 หมื่นล้านบาท ลุ้นเคาะโครงสร้าง ต.ค. 69 หลังเลื่อนจากไทม์ไลน์เดิม ก.ย. GC จ่อขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่ บิ๊กดีลร่วมทุน SCGC ปิโตรเคมี 6 หมื่นล้านบาท ลุ้นเคาะโครงสร้าง ต.ค. 69 หลังเลื่อนจากไทม์ไลน์เดิม ก.ย.
1 ต.ค. 2569 | 11:41
โลกหนีฟอสซิล! ‘GC’ พลิกโอกาสเปิดโรงงาน NatureWorks ผลิต PLA ครบวงจรแห่งใหม่ จ.นครสวรรค์ ดันไทยขึ้นแท่นฮับไบโอพลาสติกเอเชีย โลกหนีฟอสซิล! ‘GC’ พลิกโอกาสเปิดโรงงาน NatureWorks ผลิต PLA ครบวงจรแห่งใหม่ จ.นครสวรรค์ ดันไทยขึ้นแท่นฮับไบโอพลาสติกเอเชีย
19 พ.ค. 2569 | 20:34
จับตาดีล 2 ยักษ์ PTTGC-SCGC ร่วมทุนปิโตรเคมี มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท คาดปลายเดือน ก.ย. นี้ มีความชัดเจน ดันกำลังผลิตขึ้น Top 10 โลก จับตาดีล 2 ยักษ์ PTTGC-SCGC ร่วมทุนปิโตรเคมี มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท คาดปลายเดือน ก.ย. นี้ มีความชัดเจน ดันกำลังผลิตขึ้น Top 10 โลก
11 ส.ค. 2569 | 16:45

 

ภาพประกอบ allnex China Hub ผสมผสานโลโก้และภาพโรงงาน 2

 

ณรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ GC กล่าวระหว่างการเยี่ยมชมศูนย์ R&D ของ allnex ว่า การเติบโตของ GC ในระยะต่อไป

 

‘ต้องมองไปไกลกว่ายอดขาย’

 

โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของ Portfolio, Margin และความสามารถในการสร้างกำไร

 

“ประเทศจีนในวันนี้ไม่ใช่เพียงตลาดขนาดใหญ่ แต่กำลังเป็นหนึ่งในเมืองแห่งเทคโนโลยี นวัตกรรม อุตสาหกรรมในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของ allnex ที่มุ่งเติบโตจาก Specialty Chemicals และ high-value applications ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีและความเข้าใจลูกค้าในระดับสูง”

 

allnex จึงถูกวางให้เป็นหนึ่งใน ‘เครื่องยนต์’ สำคัญของการเปลี่ยนผ่าน โดยที่ผ่านมา

 

  • รายได้ของ allnex ในปีก่อนอยู่ที่ประมาณ 7.6 หมื่นล้านบาท
  • ปีนี้คาดว่าจะเติบโตขึ้นจากทั้งปริมาณขายและ Margin ที่ดีขึ้น
  • โดยในช่วงครึ่งแรกของปี ปริมาณขายเติบโต 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

หัวใจของการเติบโตในธุรกิจ Specialty จึงอยู่ที่การเดินหน้า 2 เครื่องยนต์ไปพร้อมกัน คือ Innovation และ Cost

 

เพราะ ผลิตภัณฑ์ Specialty จะสร้าง Margin ได้สูงกว่า

 

ณรงค์ศักดิ์ จึงมองว่า เมื่อผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดมากขึ้น การแข่งขันก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย การมี Innovation Pipeline อย่างต่อเนื่องจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการทำกำไร

 

allnex China Hub ไม่ใช่แค่โรงงาน แต่คือ ‘Technology เชื่อม Customer Hub’

 

ปัจจุบัน allnex มีฐานการผลิต 6 แห่ง ได้แก่ Jiaxing, Zhuhai, Foshan, Suzhou, Fengxian และ Changshu และศูนย์นวัตกรรม 2 แห่ง

 

โดย China Hub ที่เมืองเจียซิง เป็นฐานที่มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในเครือ allnex

 

เหตุผลสำคัญนอกจากมาจากดีมานด์ของตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดสารเคลือบอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมปลายทางจำนวนมาก ที่นี่มีโปรดักส์หลากหลาย ตั้งแต่สีทาเล็บ เครื่องจักร การขนส่ง ยานยนต์

 

โลหะอุตสาหกรรม บรรจุภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึง EV แบตเตอรี่ ซึ่ง allnex ร่วมกับ Hohai University พัฒนา Joint Laboratory ด้านแบตเตอรี่ ตลอดจน แผงโซลาร์เซลล์ และพลังงานลม

 

ปริมาณการขายของ allnex ในจีนเพิ่มจากประมาณ 98,000 ตันในปี 2562 เป็น 144,000 ตันในปี 2567 หรือเติบโตเฉลี่ยราว 8% ต่อปี โดยมากกว่า 90% ของปริมาณดังกล่าวจำหน่ายให้ลูกค้าในจีน

 

แต่สิ่งที่ทำให้ China Hub มีความสำคัญมากกว่าการเป็นฐานผลิต คือ ‘ความเร็ว’ ของตลาดจีน หรือ China Speed

 

ตลาดจีนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านเทคโนโลยี ความต้องการของลูกค้า และการแข่งขัน ทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้องเดินให้ทันตลาด

 

ขณะเดียวกันบุคลากรต้องมีทั้งความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและความเข้าใจลูกค้า

 

China Hub จึงทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อม R&D Manufacturing People Customer เข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันให้ตอบโจทย์ตลาดได้รวดเร็วขึ้น

 

ภาพประกอบ allnex China Hub ผสมผสานโลโก้และภาพโรงงาน 3

 

Iris Tang Managing Director & Vice President Commercial China กรรมการผู้จัดการ allnex ประเทศจีน ฉายภาพว่า ตลาดสีในจีนแบ่งเป็นสีทาอาคารราว 35% และสีอุตสาหกรรม 65% ซึ่งเป็นตลาดหลักของ allnex

 

และอยู่ระหว่างพัฒนา Pinghu Hub ในมณฑลเจ้อเจียง ใกล้นครเซี่ยงไฮ้

 

เหตุผลที่ allnex ขยายฐานในจีนเช่นกันนั้น ไม่ได้มีเพียงขนาดตลาด แต่เป็นโครงสร้างตลาดที่มีผู้ผลิตสีจำนวนมาก

 

โดยผู้ประกอบการระดับโลกมีสัดส่วนเพียงราว 16% ส่วนที่เหลือเป็นผู้ผลิตท้องถิ่น ทำให้บริษัทใช้แนวทาง ‘In China for China’

 

ตั้งทีมวิจัยและฐานผลิตใกล้ลูกค้า เพื่อรับโจทย์ พัฒนาสูตร และนำผลิตภัณฑ์ไปใช้งานได้รวดเร็ว

 

นอกจากนี้ ในตลาดยานยนต์ allnex พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับผู้ผลิตจีนรายใหญ่ อาทิ BYD, Geely, Xiaomi รวมถึงเทคโนโลยี Sag Control Agent (SCA) ที่ช่วยควบคุมการไหลย้อยของสี

 

ทำให้ฟิล์มสีมีความหนา เรียบ และเงางาม โดยมีแผนขยายการผลิต SCA มายังโรงงานระยอง คาดเริ่มเดินเครื่องต้นปี 2028

 

ภาพประกอบ allnex China Hub ผสมผสานโลโก้และภาพโรงงาน 4

ภาพประกอบ allnex China Hub ผสมผสานโลโก้และภาพโรงงาน 5

ภาพประกอบ allnex China Hub ผสมผสานโลโก้และภาพโรงงาน 6

 

ขณะเดียวกัน allnex ยังต่อยอดเทคโนโลยีเรซินสู่ตลาด Data Center อิเล็กทรอนิกส์ และแบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตทั้งจีน และในไทย

 

คาดว่า AI Data center จะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 21% ต่อปีในช่วง 5 ปีข้างหน้า

 

อีกปัจจัยหลักมาการขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบกักเก็บพลังงาน พลังงานสะอาด โดยพัฒนาเรซินเป็นสารประสาน สารเติมแต่ง และสารช่วยกระจายตัว

 

Iris มองว่า จีนเป็นตลาดที่มีทั้งโอกาสและการแข่งขันสูง จากการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่ต้องมีทีมในพื้นที่ที่เข้าใจลูกค้า ตัดสินใจได้เร็ว และเชื่อมโยงเทคโนโลยีจากเครือข่ายระดับโลกเข้ากับความต้องการเฉพาะของจีน

 

นี่คือแนวคิด ’China Speed’ ที่ผสานความเข้าใจตลาดท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีระดับโลก และเป็นแรงผลักดันให้ allnex ขยับจากผู้จัดหาวัตถุดิบสู่ พันธมิตรด้านเทคโนโลยี ของลูกค้า

 

ตัวอย่างชัดเจนคือการพัฒนาสารเคลือบสำหรับตู้คอนเทนเนอร์ที่ต้องการลด VOCs ซึ่ง allnex ทำงานร่วมกับผู้ผลิตสี ผู้ผลิตตู้คอนเทนเนอร์ สายการเดินเรือ รวมถึงสมาคมและพันธมิตรในอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพ กระบวนการผลิต และความยั่งยืน

 

ดังนั้น คุณค่าของ China Hub จึงไม่ได้วัดจากจำนวนโรงงานหรือกำลังการผลิตเท่านั้น

 

แต่รวมถึงความสามารถในการนำ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความเข้าใจลูกค้า มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และตลาดใหม่

 

China Plus One

 

การให้ความสำคัญกับจีนไม่ได้หมายความว่า GC หรือ allnex จะพึ่งพาตลาดจีนเพียงแห่งเดียว โดยในวันที่บริษัททั่วโลกกระจายห่วงโซ่อุปทานตามแนวทาง China Plus One ฐานการผลิตในไทย เวียดนาม อินเดีย และภูมิภาคอื่นยิ่งมีความสำคัญ

 

“จุดแข็งของ allnex คือการเชื่อมโยงฐานการผลิตและองค์ความรู้ในแต่ละภูมิภาคเข้าด้วยกัน พร้อมใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศของจีน ทั้งกลยุทธ์ธุรกิจยุคใหม่ต้องผสานเทคโนโลยี ซัพพลายเออร์ บุคลากร และฐานลูกค้า” Iris ย้ำ

 

ภาพประกอบ allnex China Hub ผสมผสานโลโก้และภาพโรงงาน 7

 

โมเดลดังกล่าวเชื่อมกลับมายังประเทศไทย ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน Specialty Chemicals จาก allnex สู่ธุรกิจของ GC หลัง PTTGC เข้าถือหุ้น 100% ใน allnex

 

โดยนำความเชี่ยวชาญด้านประสิทธิภาพการดำเนินงานมาเสริมแกร่ง allnex ทั้งด้านการผลิต ต้นทุน และนวัตกรรม

 

ขณะที่ GC เรียนรู้การบริหารธุรกิจ Specialty Chemicals จาก allnex จีน

 

ต่อยอด ‘มาบตาพุด’ สู่ฮับเคมีภัณฑ์มูลค่าสูงคาร์บอนต่ำเอเชียแปซิฟิก

 

องค์ความรู้เหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของ MTP Transformation ที่ PTTGC ต้องการยกระดับมาบตาพุดสู่ศูนย์กลางธุรกิจเคมีภัณฑ์มูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นั่นเอง

 

ภาพประกอบ allnex China Hub ผสมผสานโลโก้และภาพโรงงาน 8

 

อีกหนึ่งในภาพที่ชัดเจนคือการลงทุนโรงงานผลิต SCA (Sagging Control Agent) ที่จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นโรงงานผลิต SCA แห่งแรกของ allnex นอกยุโรป มีกำหนดแล้วเสร็จช่วงปลายปี 2570

 

จะรองรับการใช้งานในชิ้นส่วนพลาสติกยานยนต์และตัวถังโลหะ โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ กระบวนการผลิต และความยั่งยืน

 

ทั้งหมดสะท้อนการนำเทคโนโลยี Specialty ของ allnex มาต่อยอดในไทย สู่ระดับโลก

 

ขณะเดียวกัน การเติบโตของ allnex ไม่จำเป็นต้องมาจากการสร้างโรงงานขนาดใหญ่ใหม่ทุกครั้ง

 

เพราะโรงงาน Specialty มีความยืดหยุ่นในการผลิตหลายผลิตภัณฑ์ และบริษัทยังมีกำลังการผลิตที่เตรียมไว้ทั้งในจีน อินเดีย และสหรัฐฯ เพื่อรองรับดีมานด์ตลาด

 

กระจายความเสี่ยง ชี้พลังงานโลกยังท้าทาย

 

สำหรับแนวโน้ม ผลการดำเนินงานของ PTTGC ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ บริษัทคาดว่าจะเติบโตได้ดีจากการรักษาระดับปริมาณการผลิตให้ใกล้เคียงกับช่วงครึ่งปีแรก

 

แม้ Supply เข้าสู่ตลาดยังมีจำกัด เพราะบางโรงงานเลื่อนการเปิดเดินเครื่องออกไป

 

อย่างไรก็ตาม โรงกลั่นน้ำมันของ PTTGC ปัจจุบันเดินเครื่องที่ประมาณ 90% ด้วยส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายห้ามส่งออกน้ำมันของภาครัฐ ซึ่งไม่ได้กระทบต่ออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอย่างปิโตรเคมี

 

เพียงแต่ต้องปรับแผนนำเข้าโพรเพนและ LPG มาใช้เป็นวัตถุดิบเสริมกำลัง

 

ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและผลต่อทิศทางพลังงาน ยังมองว่า ราคาพลังงานยังมีแนวโน้มผันผวน และต้องจับตาใกล้ชิด

 

ภาพประกอบ allnex China Hub ผสมผสานโลโก้และภาพโรงงาน 9

 

โดย ณรงค์ศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า โรงกลั่นและโรงงานปิโตรเคมีของ PTTGC ถูกออกแบบให้สามารถใช้วัตถุดิบได้จากหลายแหล่ง ไม่ได้พึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว

 

“ภาพทั้งหมดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของ GC ที่ไม่ได้มอง Growth Engine จาก ‘ยอดขาย’ เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับ Margin, Profitability และคุณภาพของ Portfolio ตลอดจนดูแลความมั่นคงพลังงานไปพร้อมกับบริษัทแม่ ปตท.” ณรงค์ศักดิ์ กล่าว

 

ลุ้นดีลใหญ่ กับอีกจิ๊กซอร์ของ GC

 

จาก Commodity สู่ Specialty
จาก Volume สู่ Value
จาก Product Supplier สู่ Technology Partner
และจาก China Market สู่ Innovation ‘allnex ‘China hub’

 

ท้ายที่สุด จีนยังสำคัญต่อ GC ไม่ใช่เพียงในฐานะตลาด แต่ในฐานะแหล่งเทคโนโลยี นวัตกรรม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังเปลี่ยนทิศ allnex China Hub จึงเป็นมากกว่าฐานผลิต

 

ขณะที่อีกก้าวสำคัญ GC ยังคงเดินหน้า ตั้งบริษัทร่วมทุนกับ SCGC ครอบคลุมโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ ที่จะสรุปโครงสร้างดีลภายในเดือนตุลาคม 2569

 

หากเป็นไปตามแผน คาดว่าดีลนี้จะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นดีลที่มีมูลค่าที่สุดดีลหนึ่งในปีนี้

 

และจะเสริมแกร่งศักยภาพอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย สู่กำลังผลิตขึ้นแท่น Top 10 โลก

 

2 ความเคลื่อนไหวจึงสะท้อนโจทย์ที่มาพร้อมโอกาส

 

หนึ่งจิ๊กซอร์ ยกระดับธุรกิจมูลค่าสูง

 

อีกจิ๊กซอร์ เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจฐานเดิม เชื่อมถึงกัน

 

ในวันที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเผชิญทั้งการแข่งขัน กำลังการผลิตส่วนเกิน

 

ความผันผวน และแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)

The post ทำไม ‘จีน’ จึงเป็นไพ่ใบสำคัญของ GC? ถอดรหัส ‘allnex China Hub’ ในวันที่โลกปิโตรเคมีเปลี่ยน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pandora เปิดโรงงานยักษ์เวียดนาม เมื่อ ‘จิวเวลรีไทย’ ถูกแบ่งเค้ก ‘พระเอกส่งออกไทย’ มีคู่แข่งเพิ่ม https://thestandard.co/pandora-opens-giant-factory-vietnam/ Fri, 02 Oct 2026 05:20:33 +0000 https://thestandard.co/pandora-opens-giant-factory-vietnam/ ภาพร้านเครื่องประดับ Pandora

Pandora แบรนด์เครื่องประดับชื่อดังจากเดนมาร์ก เปิดโรงงา […]

The post Pandora เปิดโรงงานยักษ์เวียดนาม เมื่อ ‘จิวเวลรีไทย’ ถูกแบ่งเค้ก ‘พระเอกส่งออกไทย’ มีคู่แข่งเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพร้านเครื่องประดับ Pandora

Pandora แบรนด์เครื่องประดับชื่อดังจากเดนมาร์ก เปิดโรงงานแห่งใหม่ในนครโฮจิมินห์ เวียดนาม ฐานผลิตนอกไทยแห่งแรก ทุ่ม 150 ล้านดอลลาร์ เพิ่มกำลังผลิตรวมราว 50% รองรับการผลิตสูงสุด 60 ล้านชิ้นต่อปี ดันเวียดนามขึ้นเป็นฐานผลิตแห่งใหม่ของบริษัท

 

 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า Pandora แบรนด์เครื่องประดับจากเดนมาร์ก เปิดโรงงานแห่งใหม่ในนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ด้วยเงินลงทุน 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นฐานผลิตแห่งแรกของบริษัทนอกประเทศไทย และเป็นโรงงานที่บริษัทระบุว่าใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับการผลิตเครื่องประดับประเภท Fine Jewellery

 

ความเคลื่อนไหวนี้น่าจับตาสำหรับไทย เพราะ Pandora เริ่มผลิตเครื่องประดับในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2532 ก่อนขยายโรงงานที่เจโมโปลิสและลำพูน ไทยจึงเป็นฐานการผลิตที่เติบโตควบคู่กับแบรนด์มานานกว่า 3 ทศวรรษ

 

อย่างไรก็ตาม การเปิดโรงงานในเวียดนามยังไม่ใช่หลักฐานว่า Pandora กำลังย้ายออกจากไทย บริษัทระบุว่าการลงทุนนี้มีเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิต รองรับการเติบโตระยะยาว และกระจายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน

 

โรงงานใหม่เพิ่มกำลังผลิต 50%

 

ทั้งนี้ โรงงานเวียดนามถูกออกแบบให้ผลิตเครื่องประดับได้สูงสุด 60 ล้านชิ้นต่อปี เพิ่มกำลังผลิตรวมของ Pandora ประมาณ 50% และคาดว่าจะจ้างงาน 7,000 คนเมื่อดำเนินงานเต็มรูปแบบ ตัวเลขดังกล่าวเป็นกำลังผลิตและการจ้างงานตามแผน ไม่ใช่ระดับที่เกิดขึ้นครบทั้งหมดทันทีในวันเปิดโรงงาน

 

Pandora ยังคงมีโรงงานในไทย 3 แห่ง ขณะที่ซีอีโอของบริษัทระบุว่า เวียดนามจะคิดเป็นประมาณ 15% ของกำลังผลิตทั่วโลกในช่วงเริ่มต้น ก่อนเพิ่มเป็นราวหนึ่งในสามเมื่อเดินเครื่องเต็มกำลังภายในปี 2573

 

เหตุผลในการเลือกเวียดนามไม่ได้มีเพียงเรื่องต้นทุน ในประกาศแผนลงทุนระยะแรก Pandora ระบุว่าได้สำรวจทำเลในหลายประเทศ ก่อนเลือกเวียดนามจากประวัติศาสตร์งานฝีมือ การเข้าถึงแรงงาน

 

โครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่นกับผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม โดยประกาศฉบับเดียวกันยังระบุถึงแผนขยายฐานผลิตที่ลำพูนควบคู่กันด้วย

 

อัญมณีและเครื่องประดับสำคัญต่อไทยแค่ไหน?

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ หรือ GIT ระบุว่า ปี 2568 ไทยส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับมูลค่า 26,593 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 44.75% เป็นหมวดสินค้าส่งออกอันดับ 3 ของประเทศ และคิดเป็น 7.83% ของมูลค่าส่งออกสินค้าทั้งหมด

 

แต่ตัวเลขนี้มีข้อควรระวังสำคัญ คือ รวมทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปด้วย เมื่อหักทองคำดังกล่าวออก มูลค่าส่งออกจะเหลือประมาณ 13,587 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.33%

 

จึงไม่ควรนำยอดส่งออกรวมทั้งหมวดไปตีความว่าเป็นรายได้จากการผลิตเครื่องประดับสำเร็จรูปทั้งหมด

 

สำหรับ ช่วงมกราคม-กรกฎาคม 2569 ไทยส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไม่รวมทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปได้ประมาณ 8,981 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.87% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

อย่างไรก็ดี หากดูเฉพาะเดือนกรกฎาคม มูลค่าส่งออกกลุ่มเดียวกันลดลง 6.36% เมื่อเทียบกับปีก่อน แสดงให้เห็นว่าภาพสะสมที่เติบโตไม่ได้หมายความว่าทุกเดือนขยายตัวต่อเนื่อง

 

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนขนาดและความสำคัญของอุตสาหกรรมต่อการส่งออกไทย แต่ยังไม่ใช่คำตอบว่าไทยจะได้รับเงินลงทุนสร้างโรงงานใหม่มากน้อยเพียงใด เพราะมูลค่าส่งออกในปัจจุบันกับการตัดสินใจเลือกฐานผลิตในอนาคตเป็นคนละเรื่องกัน

 

ยังไม่ใช่การย้ายหนี แต่ไทย ‘ไม่ใช่คำตอบเดียว’

 

สำหรับ Pandora การขยายไปเวียดนามยังเชื่อมโยงกับความเชี่ยวชาญที่สั่งสมในไทย บริษัทระบุว่าจะฝึกแรงงานผ่านสถาบันพัฒนาทักษะของตนเอง พร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกันและแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างทีมไทยกับเวียดนาม

 

ในมุมการแข่งขัน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การแทนที่ไทยในทันที แต่เป็นการที่เวียดนามได้รับเงินลงทุนและโอกาสสร้างฐานการผลิตเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมที่ไทยมีประสบการณ์มายาวนาน ส่วนการจะสรุปว่ามีการย้ายฐานออกจากไทยจริง ยังต้องมีหลักฐานเพิ่มเติม เช่น การลดกำลังผลิต การโอนสายการผลิต หรือการลดการจ้างงานในโรงงานเดิม

 

กรณี Pandora เพียงรายเดียวยังไม่เพียงพอจะตัดสินทิศทางอุตสาหกรรมจิวเวลรีไทยทั้งระบบ แต่ทำให้เห็นคำถามสำคัญชัดขึ้นว่า นอกจากรักษาฐานผลิตเดิม ไทยจะดึงดูดการลงทุนและกำลังผลิตใหม่ในรอบถัดไปได้มากเพียงใด

 

รู้จัก Pandora

 

Pandora คือแบรนด์เครื่องประดับชื่อดังจากเดนมาร์ก ก่อตั้งในปี 1982 และมีสำนักงานใหญ่ในกรุงโคเปนเฮเกน โดดเด่นจากเครื่องประดับที่ออกแบบให้ลูกค้าสามารถเลือกและผสมชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อสร้างสไตล์เฉพาะตัว โดยเฉพาะ Charm Bracelet ที่กลายเป็นสินค้าซิกเนเจอร์ของแบรนด์

 

ปัจจุบัน Pandora จำหน่ายเครื่องประดับในหลายประเทศทั่วโลก และมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญ

 

โดยเริ่มผลิตในไทยตั้งแต่ปี 2532 ก่อนขยายฐานการผลิตเพิ่มเติม ขณะที่ล่าสุดบริษัทลงทุน 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เปิดโรงงานแห่งใหม่ในนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม

 

ถือเป็นฐานผลิตนอกไทยแห่งแรกของ Pandora เพื่อเพิ่มกำลังผลิตและกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน

 

ภาพ: Vytautas Kielaitis / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Pandora เปิดโรงงานยักษ์เวียดนาม เมื่อ ‘จิวเวลรีไทย’ ถูกแบ่งเค้ก ‘พระเอกส่งออกไทย’ มีคู่แข่งเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัตรคอนเสิร์ต Sold Out ช้าลง แต่โซน VIP ขายดี เกิดอะไรขึ้นในตลาดหมื่นล้าน ‘อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ’ ชี้กลยุทธ์ที่ใช้โปรโมท เริ่มสิ้นมนต์ขลัง https://thestandard.co/concert-market-thailand-vip-tickets/ Fri, 02 Oct 2026 04:06:37 +0000 https://thestandard.co/concert-market-thailand-vip-tickets/ ภาพผู้คนจำนวนมากในคอนเสิร์ต พร้อมรูปผู้บริหาร เกรียงไกร กาญจนะโภคิน และโลโก้ WEALTH IN DEPTH

หากพูดถึงอุตสาหกรรมอีเวนต์และคอนเสิร์ตในประเทศไทย ภาพที […]

The post บัตรคอนเสิร์ต Sold Out ช้าลง แต่โซน VIP ขายดี เกิดอะไรขึ้นในตลาดหมื่นล้าน ‘อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ’ ชี้กลยุทธ์ที่ใช้โปรโมท เริ่มสิ้นมนต์ขลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนจำนวนมากในคอนเสิร์ต พร้อมรูปผู้บริหาร เกรียงไกร กาญจนะโภคิน และโลโก้ WEALTH IN DEPTH

หากพูดถึงอุตสาหกรรมอีเวนต์และคอนเสิร์ตในประเทศไทย ภาพที่หลายคนเห็นมักจะเป็นภาพของปรากฏการณ์บัตรคอนไทย-เทศขายหมดเกลี้ยงในไม่กี่วินาที แต่ปีนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น บางงาน Sold Out ช้าลง แต่ในทางกลับกัน คอนเสิร์ตที่เป็นกระแสติดลมบน ยิ่งราคาแพงยิ่งขายดี

 

 

เพื่อหาคำตอบเรื่องนี้ THE STANDARD WEALTH จึงชวน ‘เกรียงไกร กาญจนะโภคิน’ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) กูรูผู้อยู่เบื้องหลังวงการอีเวนต์ไทย ออกมาฉายภาพสะท้อนความเป็นจริงอีกด้านของตลาดนี้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับความเปลี่ยนแปลงนี้

 

เกรียงไกรชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมคอนเสิร์ตไทยยังไม่มีการจัดทำตัวเลขสถิติที่แยกมูลค่าตลาดออกมาอย่างเป็นทางการ แต่หากประเมินแบบง่ายๆ จากการนำยอดขายบัตรของแอปพลิเคชันต่างๆ มารวมกัน ก็จะเริ่มเห็นภาพรวมมูลค่ามวลรวมของตลาดได้ชัดเจนขึ้น

 

เบื้องหลังเค้กหมื่นล้าน ทำไมธุรกิจคอนเสิร์ตยุคนี้ไม่ง่าย

 

ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงยอดขายบัตรเท่านั้น แต่ยังไม่ได้นับรวมรายได้จากสปอนเซอร์ หรือหากมองภาพรวมทั้งตลาด (ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่ค่ายใหญ่อย่าง GMM Grammy) มูลค่าของธุรกิจนี้ก็ทะยานสูงขึ้นไปอยู่ในระดับหลักหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

 

โดยในการคำนวณมาตรฐาน ตลาดจะนับเฉพาะงานที่มีสเกลผู้ชมตั้งแต่ 1,000 คนขึ้นไป และไม่อยู่ในรูปแบบผับหรือบาร์ อย่างไรก็ตาม หากเหลียวมองสถานการณ์จริงในปัจจุบัน จะพบว่างานสเกลเล็กๆ กลับกระจายขึ้นในทุกพื้นที่

 

ทว่าภายใต้เค้กมูลค่าหมื่นล้าน การทำธุรกิจคอนเสิร์ตในปีนี้กลับ ‘ไม่ง่าย’ อย่างที่คิด เพราะตลาดกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ หลายด้าน หากสังเกตมีบางงานที่บัตร Sold Out ช้าลงจากเดิมที่เคยขายหมดภายในหนึ่งวัน

 

แต่ในทางกลับกัน คอนเสิร์ตที่เป็นกระแสติดลมบน ยิ่งราคาแพงกลับยิ่งขายดี โดยเฉพาะบัตร VIP ที่มักจะถูกจับจองจนหมดเป็นอันดับแรกๆ ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องสะท้อนอย่างดีว่า ราคาบัตรคอนเสิร์ตไม่ได้ถูกจำกัดด้วยเพดานราคา หรือขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา หากแต่ดำเนินไปตามกลไก Demand และ Supply รวมถึงความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก

 

กลยุทธ์โปรโมต คำว่า ‘ครั้งสุดท้าย’ เริ่มสิ้นมนต์ขลัง

 

นอกจากนี้ การแข่งขันที่สูงขึ้นยังทำให้เราได้เห็นกลยุทธ์ของโปรโมเตอร์ที่พยายามสร้างความกระหาย ด้วยการโหมโปรโมตว่าคอนเสิร์ตนี่คือ ‘ครั้งสุดท้าย’ เพื่อกระตุ้นให้แฟนคลับไม่อยากพลาด

 

ทว่า เกรียงไกร ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการจัดงาน ‘ครั้งสุดท้าย’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มนต์ขลังของคำนี้จะเริ่มเสื่อมลง และอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในระยะยาว ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่ผู้จัดงานต้องระมัดระวัง

 

อย่างไรก็ดี แม้จะมีโจทย์ยากในบ้าน แต่ประเทศไทยก็ยังมีเสน่ห์ดึงดูด ที่กลายเป็นโอกาสมหาศาลของตลาดอีเวนต์และความบันเทิง ด้วยความที่เป็นสังคมเปิดกว้าง เปิดรับทุกวัฒนธรรม ทุกเพศ ตลอดจนกลุ่ม LGBTQ+ ทำให้ไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของผู้จัดงานระดับโลก

 

ยกตัวอย่าง ตลาดคอนเสิร์ต EDM ที่แฟนคลับยินดีจ่ายบัตรราคาสูงถึง 10,000–15,000 บาทจน Sold Out แถมยังมีคนรอหาซื้อบัตรหน้างานอีกจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2569 ได้เกิดปรากฏการณ์ที่ผู้จัดงานจากจีนทยอยย้ายมาจัดงานในไทย

 

โดยหลายงานที่มีสเกลใหญ่ระดับ Impact Arena สามารถขายบัตรหมดเกลี้ยงจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยที่คนไทยหลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อน ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการที่จีนมีข้อจำกัดและกฎระเบียบที่เข้มงวด เช่น การห้ามถอดเสื้อ ห้ามเต้นเกินงาม และมีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมอยู่ตลอด มีส่วนทำให้บรรยากาศไม่สนุกเท่ากับการมาจัดงานที่ประเทศไทย

 

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ เมื่อนำประเทศไทยไปเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ จะพบความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่สิงคโปร์ต้องยอมทุ่มงบประมาณอุดหนุนมหาศาลเพื่อดึงศิลปินระดับโลกมาจัดคอนเสิร์ต แต่ประเทศไทยกลับเนื้อหอมด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งเงินอุดหนุนจากภาครัฐเลยแม้แต่น้อย

 

ยิ่งเห็นได้ชัดจากการที่เจ้าของงานเฟสติวัลระดับโลกอย่าง Tomorrowland เลือกระบุให้ไทยเป็น Destination เดียวในการขยายงาน เนื่องจากต้องการความหลากหลายของสัญชาติผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งตอบโจทย์กว่าประเทศอย่างจีน เกาหลี อินเดีย หรือญี่ปุ่น ที่มักจะมีแต่คนชาติตัวเองเป็นหลัก

 

โดยคาดการณ์ว่าการจัดงาน Tomorrowland ที่จัดในไทยปีแรก จะมีผู้เข้าร่วมสูงถึง 50,000-60,000 คนเลยทีเดียว

 

ปลดล็อกกฎ–ยกระดับสนามกีฬา ดันไทยขึ้นฮับคอนเสิร์ตและอีเวนต์แห่งภูมิภาค

 

ความได้เปรียบดังกล่าวยังถูกเสริมทัพด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครัน ทั้งสถานที่จัดงานขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอย่าง Impact Arena และ BITEC ระบบการคมนาคมที่เชื่อมต่อถึงพื้นที่ด้วยรถไฟฟ้า โรงแรมรองรับ และสนามบินที่สะดวกสบาย

 

ตลอดจนการเติบโตของงานประเภท Incentive หรือการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลขององค์กร และงานความบันเทิงที่เริ่มขยายตัวไปสู่เมืองหลักและเมืองรอง เช่น ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่ และเชียงราย

 

อย่างไรก็ตาม แม้ศักยภาพของไทยจะโดดเด่นเพียงใด แต่ก็ยังคงมีอุปสรรคฉุดรั้งอยู่ โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านกฎหมายและกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับการจัดอีเวนต์ระดับสากล เช่น ข้อห้ามขายแอลกอฮอล์ในสถานที่ราชการและสนามกีฬา หรือกฎหมายที่มีความย้อนแย้ง อย่างการห้ามดื่มบนชายหาดพัทยาแต่สามารถข้ามฝั่งมาดื่มบนถนนได้ ซึ่งช่องโหว่เหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาคอร์รัปชันและการตั้งด่านจับกุมใกล้สถานที่จัดงานโดยไม่จำเป็น

 

ด้วยเหตุนี้ จึงขอเสนอถึงภาครัฐ ให้เร่งปรับปรุงพัฒนาสนามกีฬาขนาดใหญ่ โดยเฉพาะราชมังคลากีฬาสถาน ให้เปลี่ยนรูปแบบเป็น Multi-purpose ที่สามารถเปิด-ปิดหลังคาและติดตั้งเครื่องปรับอากาศได้ เช่นเดียวกับ National Stadium ของประเทศสิงคโปร์ เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดในช่วงหน้าฝนหรือ Low Season

 

รวมถึงการพัฒนาและรีโนเวตสนามสำคัญอื่นๆ เช่น สนามพัทยา หรือสนามศุภชลาศัย ให้สามารถแปลงสภาพและสลับการใช้งานระหว่างการแข่งขันกีฬาและคอนเสิร์ตได้อย่างรวดเร็ว ตามแบบอย่างของสนามระดับโลกในประเทศญี่ปุ่นหรือสเปน

 

“หากภาครัฐสามารถปลดล็อกกฎระเบียบที่ไม่สมเหตุสมผล และร่วมมือกับภาคเอกชนในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้ เชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมคอนเสิร์ตและอีเวนต์ของไทยจะไม่ได้เป็นเพียงแค่เค้กหมื่นล้าน แต่จะกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความบันเทิงของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนอย่างแน่นอน” เกรียงไกร ย้ำ

 

ภาพปก: Ruben Gutierrez Ferrer / Shutterstock

The post บัตรคอนเสิร์ต Sold Out ช้าลง แต่โซน VIP ขายดี เกิดอะไรขึ้นในตลาดหมื่นล้าน ‘อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ’ ชี้กลยุทธ์ที่ใช้โปรโมท เริ่มสิ้นมนต์ขลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ต้องมีหลังคาก็ติดได้! ‘Solar ภาคประชาชน’ เปิด On-ground-ลอยน้ำ เพิ่มกำลังสูงสุด 10 kW https://thestandard.co/solar-on-ground-floating-10kw/ Fri, 02 Oct 2026 02:57:49 +0000 https://thestandard.co/solar-on-ground-floating-10kw/ แผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ

‘พลพีร์’ รมช.มหาดไทย เผยรัฐขยาย Solar ภาคประชาชน ให้บ้า […]

The post ไม่ต้องมีหลังคาก็ติดได้! ‘Solar ภาคประชาชน’ เปิด On-ground-ลอยน้ำ เพิ่มกำลังสูงสุด 10 kW appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ

‘พลพีร์’ รมช.มหาดไทย เผยรัฐขยาย Solar ภาคประชาชน ให้บ้านที่ติดตั้งบนหลังคาไม่ได้เปลี่ยนไปใช้พื้นที่ดินหรือบ่อได้ พร้อมอุดหนุน 50,000 บาทต่อราย และสินเชื่อดอกเบี้ย 2.5% ผ่อน 7 ปี ผ่าน 3 แบงก์รัฐ ตั้งเป้า 1 ล้านราย ใช้งบ 7.5 หมื่นล้านบาท

 

 

พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การหารือร่วมระหว่างกระทรวงมหาดไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) การไฟฟ้านครหลวง (MEA) กระทรวงการคลัง สถาบันการเงินของรัฐ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ได้ข้อสรุปให้ขยายรูปแบบการติดตั้งโครงการ Solar ภาคประชาชน จากเดิมที่เน้น Solar Rooftop ให้ครอบคลุมทั้ง Solar Rooftop, Solar On-ground และ Floating Solar

 

ทั้งนี้ การขยายรูปแบบดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้ครัวเรือนที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์บนหลังคาได้ สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เช่น บ้านที่มีพื้นที่โล่งและรับแสงแดดเพียงพอสามารถติดตั้งแบบ On-ground ได้ ขณะที่บ้านหรือพื้นที่ที่มีบ่อขนาดใหญ่สามารถติดตั้งแบบ Floating Solar ได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องมีมิเตอร์ไฟฟ้า

 

“ไม่ใช่บ้านทุกหลังคาเรือนที่สามารถติดโซลาร์รูฟได้ เพราะว่าขนาดของหลังคาบางครัวเรือนอาจจะติด 5 กิโลวัตต์ไม่ได้ ซึ่งในต่างจังหวัด บางบ้านที่มีพื้นที่โปร่ง รับแดดได้ ก็ให้ติด On-ground แทน หากมีบ่อใหญ่ก็วางเป็น Floating ไม่ได้บังคับว่าจะต้องอยู่บนหลังคาหรือโซลาร์รูฟท็อปเท่านั้น ติดตรงไหนก็ได้ ขอให้มีมิเตอร์ไฟฟ้าก็พอ”

 

พลพีร์ ระบุอีกว่า โครงการมีเป้าหมายเบื้องต้น 1 ล้านราย และเตรียมขยายเพิ่มเติมอีก 500,000 ราย คาดว่าจะใช้งบประมาณประมาณ 75,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถเข้าร่วมโครงการได้

 

ขยายติดตั้งได้สูงสุด 10 kW แต่รัฐรับซื้อไฟคืน 5 kW

 

สำหรับขนาดระบบที่เข้าร่วมโครงการ กำหนดให้ติดตั้งได้ตั้งแต่ 5 กิโลวัตต์ (kW) ถึงสูงสุด 10 kW โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าติดตั้ง 50,000 บาทต่อราย

 

ขณะที่การไฟฟ้าจะรับซื้อไฟฟ้าคืนในปริมาณไม่เกิน 5 kW ที่ราคา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลาประมาณ 20 ปี ซึ่งหมายความว่า แม้ประชาชนจะสามารถติดตั้งระบบได้ถึง 10 kW แต่สิทธิในการขายไฟคืนให้การไฟฟ้าจะอยู่ที่กำลังผลิตไม่เกิน 5 kW เท่านั้น

 

พลพีร์ ระบุว่า ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาติดตั้งระบบสามารถเป็นผู้ประกอบการภาคเอกชนได้ แต่ต้องผ่านมาตรฐานและขึ้นทะเบียนเป็น Vendor ของการไฟฟ้า โดยประชาชนสามารถติดต่อใช้บริการผ่าน PEA หรือ MEA หรือเลือกซื้อระบบโดยตรงจากผู้ประกอบการเอกชนที่ผ่านมาตรฐานได้

 

“ถ้าค่าไฟ 3,000 – 4,000 จะคุ้ม เพราะช่วยประหยัดไฟทันที แต่ถ้าบ้านหลังใดใช้ไฟไม่ถึง ก็สามารถขายไฟที่ผลิตเกินมา ส่งคืนการไฟฟ้าได้” พลพีร์ กล่าว

 

กู้ติดโซลาร์ผ่าน 3 แบงก์รัฐ ดอกเบี้ย 2.5% ผ่อน 7 ปี

 

นอกจากเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 50,000 บาทแล้ว รัฐบาลยังเตรียมให้สินเชื่อเพื่อการติดตั้งโซลาร์ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 2.5% ต่อปี ระยะเวลา 7 ปี

 

โดยแต่ละธนาคารอาจมีเงื่อนไขหรือโปรโมชั่นเพิ่มเติมแตกต่างกัน “เช่น ธกส. ถ้ามีเงินเหลือจากการขายไฟคืนการไฟฟ้า ก็เอาไปจ่ายหนี้คืนธ.ก.ส. ได้ ถ้ามีหนี้บ้านกับ ธอส. อยู่แล้ว ก็นำรายได้ตรงนี้ไปชำระคืนได้เช่นกัน” พลพีร์ กล่าว

 

นอกจากนี้ ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อการไฟฟ้าเพื่อเปลี่ยนเป็น Smart Meter โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะใช้เงินจากกองทุนที่เตรียมไว้

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นด้านการนำรายได้จากการขายไฟไปใช้ชำระหนี้กับสถาบันการเงินยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยปัจจุบันอนุญาตให้ใช้ระบบ Net Metering แล้ว แต่การนำรายได้จากการขายไฟไปชำระหนี้ธนาคารยังไม่ได้รับอนุญาต และอาจต้องหารือเพิ่มเติมในระดับ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ต่อไปภายในเดือนตุลาคมนี้

 

ภาพ: Quality Stock Arts / Shutterstock

The post ไม่ต้องมีหลังคาก็ติดได้! ‘Solar ภาคประชาชน’ เปิด On-ground-ลอยน้ำ เพิ่มกำลังสูงสุด 10 kW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นขึ้นค่าธรรมเนียมขอพำนักถาวร 20 เท่าเป็น 42,000 บาท พร้อมกำหนดให้ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่าครัวเรือนญี่ปุ่นโดยเฉลี่ย https://thestandard.co/japan-permanent-residency-fee-income-rules/ Fri, 02 Oct 2026 02:50:41 +0000 https://thestandard.co/japan-permanent-residency-fee-income-rules/ ภาพผู้คนเดินบนถนนในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พร้อมข้อความเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมขอพำนักถาวรที่เพิ่มขึ้น

ญี่ปุ่นปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสำหรับชาวต่างชาติที่ขอสิทธิพ […]

The post ญี่ปุ่นขึ้นค่าธรรมเนียมขอพำนักถาวร 20 เท่าเป็น 42,000 บาท พร้อมกำหนดให้ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่าครัวเรือนญี่ปุ่นโดยเฉลี่ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนเดินบนถนนในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พร้อมข้อความเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมขอพำนักถาวรที่เพิ่มขึ้น

ญี่ปุ่นปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสำหรับชาวต่างชาติที่ขอสิทธิพำนักถาวร 20 เท่า จาก 10,000 เยน (ประมาณ 2,100 บาท) เป็น 200,000 เยน (ประมาณ 42,000 บาท) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม หลังกฎหมายควบคุมคนเข้าเมืองฉบับแก้ไขเริ่มบังคับใช้

 

 

นอกจากค่าธรรมเนียมที่แพงขึ้น ผู้ที่ต้องการขอพำนักถาวรยังต้องผ่านเกณฑ์ใหม่ทั้งด้านรายได้, เงินบำนาญ และภาษาญี่ปุ่น ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยกำหนดเกณฑ์เหล่านี้ไว้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ช่วงไม่กี่วันก่อนกฎใหม่มีผล ชาวต่างชาติจำนวนมากแห่ไปต่อแถวยาวหน้าสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อยื่นเรื่องให้ทันก่อนค่าธรรมเนียมจะขึ้น โดยที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองภูมิภาคโตเกียวในเขตมินาโตะ ผู้ยื่นคำร้องต้องรอนานถึง 7 ชั่วโมงครึ่ง

 

การปรับครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนโยบายคนเข้าเมืองหลายระลอกภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบริหารจัดการประชากรต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม ญี่ปุ่นเพิ่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติทุกคน 5 เท่า ซึ่งเป็นการขึ้นครั้งแรกในรอบ 50 ปี

 

ค่าธรรมเนียมใหม่ 7 ระดับ แพงขึ้นสูงสุดกว่า 10 เท่า

 

ไม่เพียงค่าขอพำนักถาวรเท่านั้น ค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนสถานะการพำนักและการต่ออายุการพำนักก็ปรับโครงสร้างใหม่ด้วย จากเดิมที่เก็บอัตราเดียวที่ 6,000 เยน (ประมาณ 1,260 บาท) สำหรับการยื่นด้วยตัวเอง และ 5,500 เยนสำหรับการยื่นออนไลน์

 

ตอนนี้ค่าธรรมเนียมแบ่งเป็น 7 ระดับตามระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้พำนัก เริ่มตั้งแต่ 10,000 เยน (ประมาณ 2,100 บาท) สำหรับการพำนักไม่เกิน 3 เดือน

 

สำหรับใบอนุญาต 1 ปี ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 33,000 เยน (ประมาณ 6,930 บาท) หากยื่นด้วยตัวเอง และ 27,000 เยน (ประมาณ 5,670 บาท) หากยื่นออนไลน์ ส่วนระยะเวลา 5 ปีขึ้นไปจะอยู่ที่ 75,000 เยน (ประมาณ 15,750 บาท) และ 65,000 เยน (ประมาณ 13,650 บาท) ตามลำดับ ซึ่งแพงกว่าเดิมมากกว่า 10 เท่า

 

ทั้งนี้ ผู้ที่มีความยากลำบากทางการเงินหรือได้รับการพิจารณาด้านมนุษยธรรม เช่น ผู้ที่ได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัย จะได้รับส่วนลด โดยจ่าย 10,000 เยนสำหรับการเปลี่ยนหรือต่ออายุสถานะ และ 20,000 เยน (ประมาณ 4,200 บาท) สำหรับการขอพำนักถาวร

 

รัฐบาลคาดว่ารายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตพำนักจะสูงถึง 92,000 ล้านเยน (ประมาณ 1.93 หมื่นล้านบาท) ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2028 โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองวางแผนนำเงินไปใช้กับการทำระบบจัดการการพำนักให้เป็นดิจิทัล และช่วยชาวต่างชาติเรียนภาษาญี่ปุ่นและเข้าใจบรรทัดฐานทางสังคมของประเทศ

 

เกณฑ์ใหม่ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่าครัวเรือนญี่ปุ่นโดยเฉลี่ย

 

นอกจากค่าธรรมเนียม รัฐบาลยังปรับแนวทางการอนุมัติสิทธิพำนักถาวรให้เข้มงวดขึ้น โดยเกณฑ์ด้านรายได้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ส่วนเกณฑ์อื่นจะเริ่มใช้ในเดือนเมษายน 2027

 

ผู้ขอพำนักถาวรต้องมีรายได้ต่อปีที่มั่นคงและไม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของครัวเรือนญี่ปุ่นที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ซึ่งผลสำรวจของกระทรวงแรงงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม ระบุว่ารายได้เฉลี่ยต่อปีของทุกครัวเรือนในปี 2024 อยู่ที่ 5.75 ล้านเยน (ประมาณ 1.21 ล้านบาท)

 

เกณฑ์รายได้นี้ยังมีผลย้อนหลังกับคำร้องที่ยื่นไว้ตั้งแต่เดือนเมษายนและยังอยู่ระหว่างการพิจารณาด้วย

 

ด้านเงินบำนาญ ผู้ยื่นคำร้องต้องมีเงินบำนาญที่คาดว่าจะได้รับเทียบเท่ากับคนที่อยู่ในระบบบำนาญพนักงานลูกจ้างมา 30 ปี หากยังไม่ถึง ก็สามารถนำสินทรัพย์ทางการเงินมาชดเชยส่วนต่างได้

 

ตั้งแต่เดือนเมษายน 2027 ผู้ขอพำนักถาวรยังต้องมีความสามารถภาษาญี่ปุ่นในระดับใกล้เคียง N2 ของการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น รวมถึงต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นว่าเข้าใจระบบกฎหมาย, สถาบันต่างๆ และมารยาททางสังคมของญี่ปุ่นแค่ไหน และต้องได้รับการพิจารณาว่าการพำนักถาวรของพวกเขาจะสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ให้ประเทศ

 

สื่อท้องถิ่นรายงานว่าเกณฑ์เรื่องภาษาทำให้มีคนสมัครเรียนที่โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นและสมัครสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

ยูกิ ฮิโรเสะ ที่ปรึกษาด้านการขอพำนักถาวรในโตเกียว ระบุว่า “มีคนแห่ยื่นคำร้องขอพำนักถาวรในนาทีสุดท้ายเพราะค่าธรรมเนียมขึ้น 20 เท่า” โดยเพื่อนร่วมอาชีพของเธอต้องเปิดหน้าเว็บยื่นคำร้องค้างไว้ราว 3 ชั่วโมง เพราะระบบจำกัดจำนวนผู้ใช้ ขณะที่เกณฑ์ที่เข้มข้นขึ้นในปีหน้าก็เป็นอีกแรงกระตุ้นให้ลูกค้าบางรายรีบยื่นตอนนี้

 

นโยบายคุมเข้มท่ามกลางแรงงานต่างชาติที่ประเทศยังต้องพึ่ง

 

ปัจจัยเบื้องหลังคือจำนวนผู้พำนักชาวต่างชาติในญี่ปุ่นที่ทะลุ 4.12 ล้านคน ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มขึ้น 9.5% จากปีก่อนซึ่งเป็นสถิติสูงสุด และเพิ่มขึ้นกว่า 80% จากเมื่อ 10 ปีก่อน

 

แม้เรื่องผู้อพยพจะยังเป็นประเด็นอ่อนไหวและมีข้อจำกัดในญี่ปุ่น แต่ประเทศที่มีประชากรสูงวัยก็ต้องพึ่งแรงงานต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่ออุดช่องว่างการขาดแคลนแรงงาน ทว่าการเพิ่มขึ้นของประชากรต่างชาติก็ทำให้เกิดความกังวลเรื่องผู้อพยพและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมตามมา

 

การถกเถียงเรื่องนี้รุนแรงขึ้นหลังการเลือกตั้งสภาสูงเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ที่พรรคชาตินิยมหน้าใหม่อย่าง Sanseito ได้ที่นั่งเพิ่ม จากนโยบาย “ญี่ปุ่นมาก่อน” ที่เรียกร้องให้จำกัดผู้อพยพเข้มงวดขึ้น

 

ทาคาอิจิซึ่งรับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน ให้นโยบายคนเข้าเมืองเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่สุด และตั้งตำแหน่งรัฐมนตรีใหม่ที่ดูแลการสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกับชาวต่างชาติอย่างเป็นระเบียบและกลมกลืน

 

เธอโพสต์บน X ว่า “รัฐบาลตระหนักดีว่าเมื่อจำนวนผู้พำนักชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น มีประชาชนที่รู้สึกกังวลและไม่เป็นธรรม” และรัฐบาลกำลังทำให้นโยบายต่อชาวต่างชาติเป็นระเบียบมากขึ้น เพื่อให้ทั้งคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย พร้อมระบุว่า “เราจะขอให้ผู้พำนักชาวต่างชาติร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายในสัดส่วนที่เหมาะสม”

 

ทว่าชาวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบก็ตั้งคำถามกับมาตรการนี้ โดย ไมไคอาห์ สตีเวนส์ วัย 37 ปี ที่อาศัยและทำงานในโตเกียวมา 10 ปี แต่เตรียมเอกสารไม่ทันยื่นก่อนค่าธรรมเนียมขึ้น บอกกับ BBC ว่า “เราถูกขอให้มีรายได้มากกว่าคนญี่ปุ่นโดยเฉลี่ย และจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นมาก เพียงเพื่อจะได้ทำงานและเสียภาษีในญี่ปุ่น”

 

เขามองว่าอุปสรรคด้านภาษาและวัฒนธรรมก็กันคนเก่งบางส่วนไม่ให้เข้ามาอยู่แล้ว และแผนนี้ดูไม่ได้คิดมาเพื่อระยะยาว

 

ขณะที่วิศวกรออกแบบวัย 27 ปีจากเนปาล ซึ่งมาต่อวีซ่าทำงานและต้องรอคิวตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 5 โมงครึ่งเย็น ตั้งคำถามว่า “คนที่มาจากพื้นเพแบบผมจะจ่ายไหวได้ยังไง ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะออกค่าใช้จ่ายให้”

 

สำหรับขั้นตอนต่อไป รัฐบาลวางแผนสรุปนโยบายพื้นฐานด้านการรับชาวต่างชาติให้เสร็จภายในสิ้นปีงบประมาณวันที่ 31 มีนาคม โดยคำถามสำคัญคือญี่ปุ่นควรจำกัดจำนวนผู้พำนักชาวต่างชาติหรือไม่ ซึ่งทางเลือกมีทั้งการกำหนดเพดานสัดส่วนชาวต่างชาติต่อประชากรทั้งหมด หรือการกำหนดจำนวนสูงสุดในแต่ละประเภทการพำนัก

 

ภาพ: Shawn Goldberg / Shutterstock

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน เท่ากับ 0.21 บาท ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569

 

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่นขึ้นค่าธรรมเนียมขอพำนักถาวร 20 เท่าเป็น 42,000 บาท พร้อมกำหนดให้ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่าครัวเรือนญี่ปุ่นโดยเฉลี่ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ประเมินมูลค่างานก่อสร้างภาครัฐปี 2570 หดตัว -5% ตามงบลงทุนที่ลดลง เตือนวัสดุก่อสร้างเจอศึกสองด้าน ทั้งอุปสงค์ซบและเหล็ก-กระเบื้องต่างชาติตีตลาด https://thestandard.co/scb-eic-construction-shrink-2027/ Fri, 02 Oct 2026 01:56:20 +0000 https://thestandard.co/scb-eic-construction-shrink-2027/ ภาพประกอบบทความ SCB EIC เกี่ยวกับแนวโน้มภาคก่อสร้างปี 2570

ส่องแนวโน้มภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างปี 2570 […]

The post SCB EIC ประเมินมูลค่างานก่อสร้างภาครัฐปี 2570 หดตัว -5% ตามงบลงทุนที่ลดลง เตือนวัสดุก่อสร้างเจอศึกสองด้าน ทั้งอุปสงค์ซบและเหล็ก-กระเบื้องต่างชาติตีตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบบทความ SCB EIC เกี่ยวกับแนวโน้มภาคก่อสร้างปี 2570

ส่องแนวโน้มภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างปี 2570 ปรับตัวอย่างไรให้รอด?

 

มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2570 มีแนวโน้มหดตัว -5%YOY ลงมาอยู่ที่ 927,000 ล้านบาท โดยเผชิญแรงกดดันจากกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ตามวงเงินงบลงทุนที่ลดลง 13% จากปีงบประมาณ 2569

 

โดยข้อจำกัดทางการคลังส่งผลให้การลงทุนภาครัฐเป็นไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น แต่รัฐบาลอาจใช้แนวทางอื่น ๆ เดินหน้าโครงการ เช่น PPP, การระดมทุนผ่าน TFFIF เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะรายใหญ่ที่มีความพร้อมด้านวิศวกรรม การเงิน และประสบการณ์ทำงานร่วมกับภาครัฐ

 

สำหรับมูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชนในปี 2570 มีแนวโน้มทรงตัวที่ 598,000 ล้านบาท โดยการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องตามภาวะตลาดที่อยู่อาศัย รวมถึงการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์กลุ่มอาคารสำนักงาน และพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าที่หดตัวเช่นกัน ขณะที่การก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมยังมีแนวโน้มขยายตัวตามมูลค่าการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนที่ขยายตัวมากขึ้น และโอกาสจากการก่อสร้างที่มาจากการลงทุน FDI ใหม่ ๆ อย่าง Data center แต่ยังมีปัจจัยกดดันจากเศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำ ปัญหาด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และความไม่แน่นอนของทิศทางการลงทุนก่อสร้างโรงงานของนักลงทุนต่างชาติ ที่ยังรอความชัดเจนของผลกระทบนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และสงครามตะวันออกกลาง

 

ภาคก่อสร้างยังต้องรับมือปัจจัยท้าทายในปี 2570 ได้แก่ 1) สงครามตะวันออกกลางเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนก่อสร้าง 2) ข้อจำกัดทางการคลังส่งผลให้การลงทุนภาครัฐเป็นไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น และ 3) ความเข้มงวดด้านความปลอดภัย

 

แต่จะเป็นจุดเปลี่ยนให้ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างแข่งขันด้านคุณภาพ ส่งผลดีต่อภาคก่อสร้างตามมา ขณะที่ในระยะปานกลาง ยังมีโอกาสในตลาดอาคารประหยัดพลังงาน การปรับปรุงอาคารเก่าให้ผ่านเกณฑ์ BEC และเกณฑ์การรับรองอาคารเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ นอกจากนี้ การลงทุน Data center จะหนุนให้เกิดการทยอยลงทุน และก่อสร้างในพื้นที่ต่าง ๆ

 

SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างควรปรับกลยุทธ์รับมือความท้าทาย และคว้าโอกาสใหม่ ดังนี้

 

  • เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ : ขยายการรับงานใหม่ ๆ (เช่น การปรับปรุงอาคารประหยัดพลังงาน Data center), พัฒนาศักยภาพ และร่วมมือกับพันธมิตร
  • ให้ความสำคัญกับกระแสเงินสด และการบริหาร Backlog : ปรับสัดส่วนในการเข้าประมูลงานก่อสร้างภาครัฐ และภาคเอกชนอย่างเหมาะสม, ร่วมลงทุน PPP, ระมัดระวังการเข้าประมูลแบบแข่งขันด้านราคา รวมถึงดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผน และส่งมอบงานตามสัญญา
  • ควบคุมต้นทุนก่อสร้าง : เป็นพันธมิตรกับผู้ค้า และผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างอย่างหลากหลาย, ทำสัญญาสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างล่วงหน้า รวมถึงสร้างความร่วมมือกับผู้ว่าจ้างอย่างใกล้ชิด
  • ยกระดับความปลอดภัยอย่างเข้มงวด : เป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างต่างชาติที่มีความน่าเชื่อถือ, ลงทุนนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้ และพัฒนาบุคลากร ภายใต้การบังคับใช้มาตรการสมุดพกผู้รับเหมา แบล็กลิสต์ (Blacklist) และมาตรฐานวัสดุก่อสร้าง
  • ลงทุนนำเทคโนโลยีมาใช้ : เป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างต่างชาติ ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานฝีมือ

 

สำหรับอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง อุปสงค์การใช้งานปี 2570 มีแนวโน้มหดตัวตามภาคการก่อสร้าง ทั้งในโครงการภาครัฐ และการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตจะยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ขณะที่ราคาวัสดุก่อสร้างในปี 2570 มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ตามต้นทุนราคาวัตถุดิบ และราคาพลังงาน รวมถึงสถานการณ์การแข่งขันด้านราคาที่ค่อนข้างรุนแรง แต่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าในอดีต นอกจากนี้ ยังต้องจับตาสินค้าต่างประเทศที่จะถูกนำเข้ามาตีตลาดในประเทศ โดยเฉพาะเหล็กและกระเบื้อง เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนการผลิตในประเทศที่อยู่ในระดับสูง ทำให้มีข้อจำกัดในการกำหนดราคาจำหน่ายเพื่อให้แข่งขันได้

 

มาตรการ CBAM จะเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มของการส่งออกสินค้าเหล็ก กดดันให้ผู้ผลิตเหล็กไทยต้องเร่งลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เพื่อลดภาระภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้น รวมถึงจำเป็นต้องมีการวัดและรายงานค่า Embedded emission ที่ได้มาตรฐานสากล โดยเป็นความท้าทายที่สำคัญของผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ไปจนถึง SMEs

 

SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างต้องปรับตัว และเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนต่าง ๆ ดังนี้

 

  • ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแหล่งวัตถุดิบ ต้นทุน และสต็อกสินค้า เพื่อรักษาอัตรากำไรไว้ได้ท่ามกลางความยืดเยื้อของสงครามตะวันออกกลาง ควบคุมมาตรฐานการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน เป็นพันธมิตรกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และผู้รับเหมารายใหญ่ เพื่อทำสัญญาสั่งซื้อล่วงหน้า ยกระดับบทบาทเป็นผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจร รวมถึงลดการปล่อย CO2 ในกระบวนการผลิต
  • ผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง ควรติดตามสถานการณ์ และแนวโน้มอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เช่น ทิศทางราคาสินค้า ต้นทุนการขนส่ง จัดจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการท่ามกลางการแข่งขันของกลุ่มผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง ทั้ง Modern trade ร้านค้าในชุมชน รวมถึงนายหน้าค้าวัสดุก่อสร้างจากต่างชาติ รวมถึงนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ เช่น Software และ AI

 

อ่านต่อรายงานฉบับเต็มได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/Construction-BuildingMaterials-300926

The post SCB EIC ประเมินมูลค่างานก่อสร้างภาครัฐปี 2570 หดตัว -5% ตามงบลงทุนที่ลดลง เตือนวัสดุก่อสร้างเจอศึกสองด้าน ทั้งอุปสงค์ซบและเหล็ก-กระเบื้องต่างชาติตีตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลัง ‘Infineon’ ยักษ์ชิปเยอรมัน ทุ่ม 4.8 หมื่นล้านบาท เลือกไทยฐานผลิตใหม่ ทำเลทองนิคมอารยะ จ้างงานคนไทย 5 พันคน https://thestandard.co/infineon-thailand-chip-production-base/ Thu, 01 Oct 2026 11:52:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1262802 Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Infineon Technologies AG

‘Infineon’ ยักษ์ใหญ่เซมิคอนดักเตอร์เยอรมนี ทุ่ม 4.8 หมื […]

The post เบื้องหลัง ‘Infineon’ ยักษ์ชิปเยอรมัน ทุ่ม 4.8 หมื่นล้านบาท เลือกไทยฐานผลิตใหม่ ทำเลทองนิคมอารยะ จ้างงานคนไทย 5 พันคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Infineon Technologies AG

‘Infineon’ ยักษ์ใหญ่เซมิคอนดักเตอร์เยอรมนี ทุ่ม 4.8 หมื่นล้านบาท เปิดฐานผลิต Power Module แห่งใหม่ในไทย 1 ต.ค.นี้ ขึ้นเป็นฐานผลิตแห่งที่ 3 ของโลก รองรับ EV, Data Center และ AI พร้อมตั้งศูนย์ R&D แห่งแรกในไทย วางเป้าจ้างงานกว่า 5,000 คน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเชื่อมซัพพลายเออร์ไทยเข้าสู่ Supply Chain โลก โดยตั้งเป้าใช้วัตถุดิบในประเทศ 60%

 

 
 

Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Infineon Technologies AG 1

 

Infineon Technologies AG ถือเป็นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติเยอรมัน มีสำนักงานใหญ่ในเมืองมิวนิก และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลก มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระบบพลังงานและอุปกรณ์เชื่อมต่ออัจฉริยะ ผลิตภัณฑ์ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมใหม่ ไปจนถึงเทคโนโลยีดิจิทัล

 

โดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ฐานการผลิต Backend แห่งใหม่ของอินฟินีออน สะท้อนความเชื่อมั่นต่ออนาคตของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำ

 

พื้นที่ตั้งโรงงานอยู่ใน อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด กม. 32 จ.สมุทรปราการ เชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยบริษัท วางให้ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

THE STANDARD WEALTH ร่วมสัมภาษณ์พิเศษ Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ของ Infineon Technologies AG ถึงเบื้องหลังการตัดสินใจเลือกประเทศไทย ว่า การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์กระจายเครือข่ายการผลิตทั่วโลก เพื่อไม่ให้บริษัทพึ่งพาฐานการผลิตแห่งใดแห่งหนึ่งมากเกินไป

 

“เราไม่ต้องการสร้างทุกอย่างไว้ในที่เดียวของโลก”

 

Gorski อธิบายว่า Infineon ต้องการให้ผลิตภัณฑ์เดียวกันสามารถผลิตได้จากมากกว่าหนึ่งฐานการผลิต เช่น การมีฐานการผลิตทั้งในมาเลเซียและประเทศไทย หากเกิดปัญหาที่โรงงานในมาเลเซีย บริษัทก็ยังสามารถใช้โรงงานในไทยเพื่อผลิตและส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง

 

Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Infineon Technologies AG 2

 

ทำไมต้อง ‘ไทย’

 

เมื่อถามว่า หาก Infineon ต้องการกระจายฐานการผลิต เหตุใดประเทศไทยจึงได้รับเลือกให้เป็นฐานใหม่ หากเทียบกับเพื่อนบ้านอาเซียน มาเลเซีย เวียดนาม

 

Gorski มองว่า ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่เรื่องการเพิ่มกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแรง รวมถึงบุคลากร สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว

 

สิ่งเหล่านี้ทำให้ Infineon สามารถต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์

 

Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Infineon Technologies AG 3

 

ขณะที่ Infineon มีทั้งฐานการผลิตและลูกค้าอยู่ในหลายภูมิภาค การมีฐานการผลิตในประเทศที่สามารถเชื่อมโยงกับหลายตลาดจึงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้เครือข่ายโดยรวม

 

ทำเล ดีมานด์ AI-Data Center-EV นโยบาย Semiconductor ชาติ หนุนลงทุน

 

อีกด้าน ที่ทำให้ประเทศไทยมีความน่าสนใจ คือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะการเติบโตของ AI, Data Center, รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด ซึ่งล้วนต้องการเทคโนโลยีจัดการและแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง

 

Power Semiconductor หรือชิปควบคุมพลังงาน จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมเหล่านี้ ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ ไปจนถึงเครื่องจักร หุ่นยนต์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบ AI

 

สำหรับ Infineon โรงงานแห่งใหม่ในไทยจึงไม่ได้รองรับเพียงความต้องการของตลาดในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการเตรียมกำลังการผลิตเพื่อรองรับเมกะเทรนด์ระยะยาว ทั้ง Digitalization, Electrification และ Energy Transition

 

“ทำเลของไทยยังสามารถเชื่อมโยงตลาดสำคัญในเอเชีย ทั้งจีน อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ที่รองรับการเชื่อมต่อกับตลาดในภูมิภาค”

 

Gorski ย้ำว่า บริษัทให้ความสำคัญคือ จุดยืนด้านภูมิรัฐศาสตร์ของไทย ซึ่งสามารถทำธุรกิจกับประเทศต่างๆ ได้หลากหลาย

 

จากฐานเดิมนนทบุรี สู่โรงงานใหม่นิคมอารยะ

 

ด้วย Infineon มีประสบการณ์ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน โดยมีฐานการผลิตในจังหวัดนนทบุรีมาตั้งแต่ปี 2532 ก่อนเดินหน้าปรับโครงสร้างฐานการผลิตและก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในสมุทรปราการ

 

โรงงานแห่งใหม่นี้ เรียกได้ว่าเป็นฐานการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) แห่งที่ 3 ของอินฟินีออน ต่อจากเยอรมนีและจีน โดยเริ่มจากเฟส 1 (Module A) และมีแผนขยายได้ถึง 5 เฟส (Module A-E)

 

และหากขยายการลงทุนจนครบทั้ง 5 เฟสแล้ว จะถือเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ในขั้นการประกอบและทดสอบ (Back-end) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ Infineon ด้วยพื้นที่คลีนรูมที่ใช้ในการผลิตรวม 150,000 ตารางเมตร มากกว่าโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในปัจจุบันราว 2 เท่า

 

การเปิดโรงงานในครั้งนี้บริษัทได้ลงทุนติดตั้งเครื่องจักรและจะเปิดสายการผลิตเฟสแรก (Module A) ซึ่งมีพื้นที่ห้องคลีนรูมที่ใช้ในการผลิตขนาด 30,000 ตารางเมตร รวมทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในประเทศไทย

 

“ด้วยจุดแข็งด้านยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ การมีฐานผลิตในหลายประเทศช่วยกระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน สินค้าจากไทยจะรองรับตลาดทั่วโลก ไม่ได้จำกัดเฉพาะไทยหรือเอเชีย”

 

ปัจจุบันโรงงานมีพนักงานกว่า 350 คน และคาดว่าจะเพิ่มเป็นราว 1,000 คน เมื่ออาคารผลิตแห่งแรก หรือ Module A เดินเครื่องเต็มกำลัง

 

ด้านความยั่งยืน Module A ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสีเขียว 100% พร้อมระบบนำน้ำกลับมาใช้ใหม่และระบบเก็บน้ำฝน โดย Infineon ระบุเป้าหมายการรีไซเคิลน้ำ 25% และตลอดสานพานการผลิต Infineon จะร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา และพันธมิตรในอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาวในไทยด้วย

 

‘ไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์’

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ฉายภาพว่า การเข้ามาของ Infineon ไม่ได้เกิดขึ้นบนพื้นที่ที่ประเทศไทย ไม่มีฐานอุตสาหกรรม แต่เป็นการต่อยอดจาก Ecosystem เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่ง Infineon เองก็มองไทยเป็นหนึ่งในประเทศยุทธศาสตร์สำคัญในการกระจายความเสี่ยง

 

“ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามเทคโนโลยีทำให้บริษัทข้ามชาติทั่วโลกเร่งปรับกลยุทธ์การลงทุน และประเทศไทยซึ่งวางตัวเป็นกลาง กลายเป็นเป้าหมายหลักในการตั้งฐานการผลิตที่ปลอดภัยและมั่นคง”

 

Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Infineon Technologies AG 4

 

หากมองผ่านห่วงโซ่คุณค่า ไทยมีผู้ประกอบการทั้งไทยและ ต่างชาติอยู่ในหลายส่วนของห่วงโซ่แล้วตั้งแต่การออกแบบวงจร การผลิตเวเฟอร์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ การประกอบและทดสอบ ไปจนถึง Photonics และอิเล็กทรอนิกส์

 

นอกจาก Infineon ยังมี Analog Devices (ADI) บริษัทเซมิคอนดักเตอร์จากสหรัฐฯ ซึ่งมีฐานดำเนินงานในจังหวัดชลบุรี ครอบคลุมการทดสอบวงจรรวมและเวเฟอร์ รวมถึงการออกแบบวงจร

 

ขณะที่ FTG/Foxsemicon มีฐานการผลิตในไทยและอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทด้านอุปกรณ์ ผลิตเซมิคอนดักเตอร์อย่าง Applied Materials

 

ในกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ความแม่นยำสูง ยังมี Star Precision และ Sunar ซึ่งเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลกอย่าง ASML และ Applied Materials

 

ส่วนในกลุ่มการผลิตส่วนปลายและการประกอบ ทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ ไทยมีฐานการดำเนินงานของบริษัทอย่าง Lumentum, Fabrinet, Hana Microelectronics, Rohm Integrated และ Microchip ขณะที่ในฝั่ง Photonics และ Optical Communication ก็มีบริษัทระดับโลกเข้ามาลงทุนเช่นกัน

 

นอกจากนี้ BOI ยังชี้ให้เห็นถึงฐานผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ Design Gateway และ Silicon Craft ในกลุ่มการออกแบบวงจรรวม และ Stars Microelectronics เชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

 

Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Infineon Technologies AG 5

 

ภาพรวมดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลของ BOI ที่ระบุว่า ในช่วงปี 2566-ครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 879 โครงการ มูลค่ากว่า 909,000 ล้านบาท

 

ขณะที่ประเทศไทยกำลังมุ่งพัฒนา 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ โฟโตนิกส์ อิเล็กทรอนิกส์ และเซนเซอร์

 

ไม่ใช่แค่โรงงาน แต่ต้องเชื่อมเครื่องจักร-ชิป-PCB-AI สร้าง ‘คน-เทคโนโลยี-ซัพพลายเออร์’

 

นฤตม์กล่าวว่า สิ่งที่ไทยต้องการจากการลงทุนของ บริษัทระดับโลกไม่ได้หยุดอยู่ที่มูลค่าเงินลงทุนหรือจำนวนโรงงาน แต่คือการสร้างคุณค่า ตั้งแต่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการสร้างซัพพลายเออร์ไทย

 

กรณีของ Infineon บริษัทมีแผนจ้างงานไทยรวมกว่า 5,000 คน เมื่อการลงทุนขยายเต็มแผน พร้อมเงื่อนไขพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 600 คน อีกทั้ง ส่งบุคลากรไทยกว่า 130 คนไปฝึกอบรมเทคโนโลยีเฉพาะทางในต่างประเทศ รวมถึงร่วมพัฒนาหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่น้อยกว่า 60 วิชา และเปิดโอกาสให้นักศึกษาปริญญาตรีกว่า 1,100 คนเข้าร่วมฝึกอบรมและโครงการวิจัย

 

Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Infineon Technologies AG 6

 

ก้าวใหม่ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีโมเดล Siam Silica ตั้งเป้าผลิตและพัฒนากำลังคนรวม 86,600 คน ภายในปี 2573 แบ่งเป็นกำลังคนสมรรถนะสูง 84,900 คน และบุคลากรวิจัยระดับสูงประมาณ 1,700 คน ผ่านการพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทาง การฝึกอบรมเพื่อปรับทักษะ การฝึกงานทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการพัฒนาอาจารย์ นักวิจัยและผู้ฝึกสอน เพื่อรองรับความต้องการกำลังคนเพิ่มเติมในกิจการออกแบบชิป การผลิตชิปในส่วนต้นน้ำการประกอบและทดสอบขั้นสูง และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมผลักดันการใช้วัตถุดิบในประเทศสำหรับชิ้นส่วนมูลค่าสูง รวมถึงมีแผนลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาไม่น้อยกว่า 2,800 ล้านบาท

 

นั่นหมายความว่า การลงทุนครั้งนี้ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงตั้งแต่ โรงงาน-บุคลากร-มหาวิทยาลัย-งานวิจัย-ซัพพลายเออร์เข้าด้วยกัน มากกว่าการนำกำลังการผลิตเข้ามาตั้งในประเทศไทยอย่างเดียว

 

นฤตม์ ทิ้งท้ายว่า การเปิดโรงงานของ Infineon เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนว่าฐานอุตสาหกรรมไทยกำลังขยับจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เดิมไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง สอดรับกับยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ

 

โดยหัวใจของยุทธศาสตร์ดังกล่าว กำหนดเป้าหมายดึงดูดการลงทุนไม่น้อยกว่า 500,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีแรก และ 2.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2593 พร้อมเป้าหมายสร้างงานทักษะสูงเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 230,000 คน

 

The post เบื้องหลัง ‘Infineon’ ยักษ์ชิปเยอรมัน ทุ่ม 4.8 หมื่นล้านบาท เลือกไทยฐานผลิตใหม่ ทำเลทองนิคมอารยะ จ้างงานคนไทย 5 พันคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
SME พันกว่ารายสาหัส น้ำไม่ท่วมแต่ยอดขายเป็นศูนย์ ร้านค้า 5,000 แห่งต้องปิดชั่วคราว https://thestandard.co/sme-zero-sales-flood-impact/ Thu, 01 Oct 2026 11:06:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1262759 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลกระทบน้ำท่วมต่อ SME ยอดขายเป็นศูนย์ ร้านค้า 5,000 แห่งปิดชั่วคราว

“น้ำท่วม 3 วัน อาจดูเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่สำหรับ SME ที่ […]

The post SME พันกว่ารายสาหัส น้ำไม่ท่วมแต่ยอดขายเป็นศูนย์ ร้านค้า 5,000 แห่งต้องปิดชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลกระทบน้ำท่วมต่อ SME ยอดขายเป็นศูนย์ ร้านค้า 5,000 แห่งปิดชั่วคราว

“น้ำท่วม 3 วัน อาจดูเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่สำหรับ SME ที่ต้องหาเงินหมุนทุกวัน 3 วันนั้นอาจหมายถึง ‘รายได้เป็นศูนย์’ ขณะที่รายจ่ายยังไม่หยุดเดิน”

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

นี่คือเสียงสะท้อนเดียวกันของผู้ประกอบการ SME

 

น้ำท่วมเพียงไม่กี่วัน แต่อาจหมายถึง ‘ไม่มีรายได้’ สำหรับ SME รายเล็ก ขณะที่ค่าแรง ค่าเช่า และต้นทุนธุรกิจยังเดินต่อ

 

ครั้งนี้กระทบผู้ประกอบการวงกว้าง กระทรวงอุตสาหกรรมพบ SME ได้รับผลกระทบ 1,162 ราย ใน 40 จังหวัด

 

ขณะที่ภาคธุรกิจประเมินร้านค้ากว่า 5,000 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องปิดชั่วคราว ท่ามกลางต้นทุนฟื้นฟู ปัญหาขนส่ง และสภาพคล่องที่ตึงตัว

 

นายกสมาคมภัตตาคารไทย เสนอรัฐผ่อนผันภาษี ค่าน้ำ-ค่าไฟ

 

ฐนิวรรษ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยอย่างหนัก

 

โดยคาดว่ามีร้านค้าต้องปิดให้บริการไม่ต่ำกว่า 5,000 แห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่วัชรพล เทพลักษณ์ สุขาภิบาล 5 และสายไหม ซึ่งมีร้านค้าและตลาดจำนวนหลายพันรายต้องหยุดจำหน่ายสินค้า

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลกระทบน้ำท่วมต่อ SME ยอดขายเป็นศูนย์ ร้านค้า 5,000 แห่งปิดชั่วคราว 1

ฐนิวรรษ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย

 

แม้ระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่สามารถกลับมาเปิดกิจการได้ทันที เนื่องจากต้องใช้เวลาในการทำความสะอาด ปรับปรุงร้านค้า และซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

 

นายกสมาคมภัตตาคารไทยกล่าวว่า โดยปกติร้านค้ารายย่อยมีรายได้เฉลี่ยประมาณวันละ 5,000 บาท ขณะที่ร้านค้าขนาดใหญ่ในย่านถนนเพชรบุรีและพัฒนาการมียอดขายเฉลี่ยวันละ 50,000-100,000 บาท

 

ดังนั้น การต้องปิดกิจการต่อเนื่องประมาณ 3 วัน จึงทำให้ผู้ประกอบการสูญเสียรายได้ทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว และยังมีภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูกิจการเพิ่มเติม

 

ส่งสินค้าล่าช้า ราคาวัตถุดิบพุ่ง ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง

 

นอกจากกลุ่มร้านค้าแล้ว กลุ่มไรเดอร์และผู้ให้บริการจัดส่งอาหารก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ

 

เนื่องจากหลายพื้นที่มีน้ำท่วมขัง ประกอบกับร้านอาหารและร้านค้าจำนวนมากต้องปิดให้บริการ ส่งผลให้รถจักรยานยนต์ของไรเดอร์ต้องหยุดวิ่งเป็นเวลาประมาณ 3 วัน

 

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่พึ่งพาการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย เนื่องจากไม่สามารถจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าได้

 

หลังผู้ให้บริการขนส่งหยุดให้บริการในพื้นที่ประสบอุทกภัย ส่งผลให้ทั้งยอดขายและการส่งมอบสินค้าเกิดความล่าช้า

 

สถานการณ์ดังกล่าวยังทำให้ราคาสินค้าและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากร้านค้าและตลาดเปิดให้บริการน้อยลง ขณะที่การเดินทางไปจัดหาวัตถุดิบทำได้ยากและมีต้นทุนเพิ่มขึ้น

 

ตัวอย่างเช่น ต้นหอมปรับราคาจากกำละ 5-10 บาท เป็น 25 บาท ส่วนไก่ย่างปรับราคาจากตัวละ 100-150 บาท เป็นประมาณ 200 บาท

 

ผู้ประกอบการเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่อง

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลกระทบน้ำท่วมต่อ SME ยอดขายเป็นศูนย์ ร้านค้า 5,000 แห่งปิดชั่วคราว 2

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

 

ฐนิวรรษ กล่าวต่อว่า ผู้ประกอบการรายย่อยเป็นกลุ่มที่ต้องพึ่งพารายได้และกระแสเงินสดในแต่ละวัน เมื่อขาดรายได้ติดต่อกันเพียง 1-3 วัน ก็อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อการหมุนเวียนเงินทุนและการดำรงชีวิต เนื่องจากยังมีค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องชำระ ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และค่าสาธารณูปโภค

 

นอกจากนี้ ระบบการจ่ายเงินของโครงการภาครัฐบางโครงการ เช่น โครงการคนละครึ่งหรือช่วยไทย ซึ่งกำหนดให้มีการโอนเงินเป็นรอบ อาจสร้างข้อจำกัดให้แก่ร้านค้า

 

โดยมีการโอนเงินบางส่วนในช่วงเที่ยงคืน และโอนส่วนที่เหลือในวันถัดไป ทำให้ร้านค้าบางแห่งไม่สามารถรับชำระเงินผ่านโครงการดังกล่าวได้

 

สาเหตุสำคัญคือ ร้านค้าจำเป็นต้องใช้เงินสดในการซื้อวัตถุดิบเพื่อเตรียมจำหน่ายสินค้าในช่วงเย็นของวันเดียวกัน หากเงินจากโครงการยังโอนไม่ครบหรือไม่เข้าบัญชีตามเวลาที่จำเป็น จึงอาจกระทบต่อการจัดซื้อวัตถุดิบและการเปิดให้บริการของร้านค้า

 

ชี้มาตรการเยียวยายังไม่ครอบคลุม

 

สำหรับหลักเกณฑ์การเยียวยาของภาครัฐในปัจจุบัน นายกสมาคมภัตตาคารไทยระบุว่า ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ความเสียหายของบ้านเรือนเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น ร้านแพโพธิ์แก้ว ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ได้รับเงินเยียวยาประมาณ 6,000 บาท

 

อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการร้านอาหาร พบว่าหลายรายเห็นตรงกันว่า มาตรการดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมความเสียหายทางธุรกิจ

 

โดยเฉพาะความเสียหายจากการขาดรายได้ การต้องหยุดกิจการ และค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูร้านค้า เนื่องจากภาครัฐยังไม่มีมาตรการชดเชยความเสียหายทางธุรกิจที่ชัดเจน

 

กรณีของร้านแพโพธิ์แก้ว อำเภอสามพราน ซึ่งเป็นสวนอาหารริมน้ำและต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ ขณะที่ร้านเชฟเฮ้าส์ (Chef House) ต้องปิดกิจการเป็นเวลา 2 วัน ส่งผลกระทบต่อพนักงานและลูกจ้างกว่า 30 คน

 

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่า การช่วยเหลือควรครอบคลุมทั้งความเสียหายต่อทรัพย์สินและผลกระทบจากการหยุดดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถกลับมาเปิดกิจการ รักษาการจ้างงาน และฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลกระทบน้ำท่วมต่อ SME ยอดขายเป็นศูนย์ ร้านค้า 5,000 แห่งปิดชั่วคราว 3

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

 

น้ำท่วมนิคมอมตะซิตี้ฉุดร้านอาหารยอดขายวูบ หวั่นกระทบนานนับเดือน

 

สุภมาส คงวิวัฒนากุล เจ้าของร้านอาหารกล่องแสนสุข และประธานกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารและคาเฟ่ จังหวัดชลบุรี ฉายภาพกับ THE STANDARD WEALTH ถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ว่า แม้พื้นที่ตั้งร้านอาหาร จะไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง

 

แต่ลูกค้าหลักของร้านเป็นพนักงานและโรงงานในนิคมฯ โดยเฉพาะพื้นที่เฟส 8 และเฟส 9 ซึ่งถูกน้ำท่วมสูงถึงระดับเอว ส่งผลให้พนักงานไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลกระทบน้ำท่วมต่อ SME ยอดขายเป็นศูนย์ ร้านค้า 5,000 แห่งปิดชั่วคราว 4

สุภมาส คงวิวัฒนากุล เจ้าของร้านอาหารกล่องแสนสุข

 

ผลกระทบดังกล่าวทำให้ลูกค้ายกเลิกการจองทั้งหมด และตลอดช่วง 3 วันที่ผ่านมา ร้านไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเลย ส่งผลให้ยอดขายลดลงอย่างมาก

 

ขณะเดียวกัน สุภมาสประเมินว่า ผลกระทบอาจยืดเยื้อเป็นเวลานานนับเดือน เนื่องจากโรงงานต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูความเสียหายก่อนจะกลับมาเปิดดำเนินการได้ตามปกติ

 

ทั้งนี้ ธุรกิจร้านค้าและร้านอาหารอาจได้รับผลกระทบยาวนานกว่าภาคโรงงาน เพราะต้องรอให้พนักงานกลับเข้าทำงานและระบบเศรษฐกิจในพื้นที่เริ่มฟื้นตัวก่อนจึงจะสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบ

 

นอกจากผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรงแล้ว หากร้านอาหารจำเป็นต้องปิดกิจการหรือหยุดดำเนินงานเป็นเวลานาน ยังอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง

 

อาทิ ร้านจำหน่ายน้ำแข็ง ร้านขายผัก ร้านจำหน่ายเนื้อหมู รวมถึงผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ ซึ่งล้วนเป็นธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากร้านอาหารและร้านค้าในพื้นที่

 

ภาครัฐเข้าช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่ยังขาดมาตรการเยียวยา

 

สำหรับการดำเนินงานของภาครัฐในขณะนี้ สุภมาสกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองระดับอำเภอได้ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ป่วยติดเตียงอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

 

อย่างไรก็ตาม ในด้านเศรษฐกิจยังไม่มีนโยบายหรือมาตรการเยียวยาที่เป็นรูปธรรมสำหรับผู้ประกอบการออกมารองรับอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ต้องพยายามประคับประคองธุรกิจและเอาตัวรอดกันเองในแต่ละวัน ท่ามกลางรายได้ที่ลดลงและต้นทุนที่ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง

 

พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเร็ว โดยแบ่งเป็นมาตรการระยะสั้นภายใน 1–2 เดือน เพื่อวางแผนบริหารธุรกิจและประเมินทิศทางการฟื้นตัวได้

 

ซอฟต์โลนกระจุกรายใหญ่ SMEs ทำรายย่อยทยอยปิดกิจการ

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขคือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน เนื่องจากบทเรียนจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิดสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการ SMEs รายย่อยที่ได้รับความเดือดร้อนจริงจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงมาตรการเงินกู้หรือการพักชำระดอกเบี้ยได้

 

ขณะที่สินเชื่อซอฟต์โลนส่วนใหญ่กลับตกไปอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่หรือผู้ที่มีฐานทุนเดิมอยู่แล้ว ส่งผลให้ SMEs รายย่อยจำนวนไม่น้อยทยอยปิดกิจการและหายออกจากระบบเศรษฐกิจ

 

อีกทั้ง สถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์มักเลือกปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าเดิมของตนเองเป็นหลัก เพื่อควบคุมความเสี่ยงจากหนี้เสีย หรือ NPL รวมถึงลดความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่จะถูกตรวจสอบหรือเพ่งเล็งภายหลัง ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีประวัติทางการเงินหรือไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก

 

สุภมาส ยังเน้นย้ำว่า หลังจากภาครัฐออกนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือแล้ว จะต้องมีระบบติดตามและประเมินผลอย่างจริงจัง โดยควรลงพื้นที่ตรวจสอบว่าความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ และสามารถบรรเทาความเดือดร้อนได้มากน้อยเพียงใด ไม่ใช่เพียงประกาศมาตรการแล้วสิ้นสุดกระบวนการ

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลกระทบน้ำท่วมต่อ SME ยอดขายเป็นศูนย์ ร้านค้า 5,000 แห่งปิดชั่วคราว 5

ภาพ : ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ / THE STANDARD LIFE

 

‘ศรีฟ้าเบเกอรี่’ ขนส่งสินค้าไม่ได้ บางสาขาต้องปิดชั่วคราว

 

เช่นเดียวกับ วิเชียร เจนตระกูลโรจน์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด และเจ้าของแบรนด์ศรีฟ้าเบเกอรี่ กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ถึงสถานการณ์น้ำท่วมและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาบริษัทได้รับผลกระทบหลักจากปัญหาการขนส่งสินค้าและการเติมสินค้าให้กับสาขาต่าง ๆ แม้โรงงานหลักในจังหวัดกาญจนบุรียังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากน้ำท่วมก็ตาม

 

สำหรับสถานการณ์ในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานหลัก พบว่าโรงงานตั้งอยู่บนพื้นที่สูง จึงไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

 

ขณะที่บริเวณตัวเมืองมีน้ำหลากข้ามถนนในบางจุด แต่ระดับน้ำยังไม่สูงมาก โดยอยู่ที่ไม่ถึง 5 เซนติเมตร และยานพาหนะยังสามารถสัญจรได้ตามปกติ

 

ส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ภาคตะวันออก และจังหวัดปราจีนบุรี พบว่ามีน้ำท่วมขังเป็นบางจุด ส่งผลให้ร้านศรีฟ้าเบเกอรี่บางสาขายังสามารถเปิดให้บริการได้ ขณะที่บางสาขาจำเป็นต้องปิดชั่วคราว เนื่องจากต้องเร่งเคลื่อนย้ายสินค้าและอุปกรณ์ขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่สุดในขณะนี้คือระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เนื่องจากบริษัทไม่สามารถขนส่งสินค้าออกจากศูนย์กระจายสินค้าได้ตามปกติ เพราะรถขนส่งไม่สามารถเดินทางผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วมได้

 

นอกจากนี้ ผู้ให้บริการขนส่งเอกชนที่บริษัทว่าจ้างยังปฏิเสธการนำรถออกมาวิ่งรับ-ส่งสินค้า เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยและสภาพเส้นทาง

 

ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบทั้งต่อการจัดส่งสินค้าให้กับสาขาของบริษัทเอง รวมถึงการส่งสินค้าให้ลูกค้ารายใหญ่ในกลุ่มห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรด เช่น โลตัส และแม็คโคร โดยเฉพาะศูนย์กระจายสินค้าในโซนวังน้อย ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและกำลังประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้การขนส่งสินค้าเข้าไปยังพื้นที่ดังกล่าวทำได้อย่างจำกัด

 

ในส่วนของการบริหารจัดการหน้าร้าน แต่ละสาขาต้องเร่งรับมือกับสถานการณ์ด้วยตนเอง ทั้งการทำแนวกั้นน้ำ ตามด้วยการเคลื่อนย้ายสินค้า และการป้องกันพื้นที่ไม่ให้น้ำเข้าภายในร้าน ขณะที่ผลกระทบต่อยอดขายนั้น มองว่าได้รับผลกระทบจริง แต่ยังไม่ถึงขั้นรุนแรงมากนัก

 

ทั้งนี้ สาขาที่ยังมีสินค้าเพียงพอสำหรับจำหน่ายกลับมียอดขายสูงกว่าปกติ เนื่องจากประชาชนเดินทางเข้ามาซื้อสินค้าเพื่อกักตุนไว้ใช้ในช่วงที่สถานการณ์น้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย ส่วน สาขาที่ไม่สามารถเติมสินค้าได้ เมื่อสินค้าภายในร้านจำหน่ายหมด ก็จำเป็นต้องปิดให้บริการชั่วคราว

 

แนะภาครัฐปรับระบบแจ้งเตือนภัย – เลิกดราม่าบนสื่อโซเซียล

 

สำหรับข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ วิเชียรกล่าวว่า บริษัทไม่ได้ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือธุรกิจโดยตรง แต่ต้องการให้รัฐบาลมุ่งจัดสรรงบประมาณและความช่วยเหลือไปยังประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและผู้ยากไร้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมอย่างหนัก

 

นอกจากนี้ ยังอยากให้ภาครัฐปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัยและการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการแจ้งเตือนควรมีความรวดเร็ว แม่นยำ และสอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเตรียมรับมือได้ทันท่วงที

 

พร้อมย้ำว่า ภาครัฐไม่ควรมุ่งเน้นการสร้างประเด็นดราม่าบนสื่อสังคมออนไลน์ หรือดำเนินคดีและฟ้องร้องผู้ที่เคยออกมาทำนายสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างถูกต้อง แต่ควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา การสื่อสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก

 

น้ำไม่ท่วมร้าน แต่ยอดขายเป็นศูนย์

 

กษิดิศ แสงสิงแก้ว เจ้าของร้านขนมและเบเกอรี่ Chubbie Chuu สาขาบางนาและสายไหม ซึ่งพึ่งพายอดขายจากเดลิเวอรี่ถึง 95% เล่าว่า แม้ทั้งสองสาขาจะอยู่ในหมู่บ้านที่มีระบบปั๊มน้ำจนตัวร้านไม่เสียหาย แต่ถนนโดยรอบที่ท่วมขังทำให้ไรเดอร์และลูกค้าเข้าไม่ถึง ยอดขายช่วงศุกร์ถึงอาทิตย์จึงเหลือ 0 บาท ก่อนที่สาขาบางนาจะฟื้นกลับมาราว 50% ในวันจันทร์ ขณะที่สาขาสายไหมยังไม่มีออเดอร์เข้า

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลกระทบน้ำท่วมต่อ SME ยอดขายเป็นศูนย์ ร้านค้า 5,000 แห่งปิดชั่วคราว 6

 

ซ้ำร้าย ช่วงปลายเดือนเป็นจังหวะที่ผู้บริโภคเร่งใช้สิทธิ์โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ที่เหลืออยู่ รายได้ส่วนนี้จึงหายไปทันที ประกอบกับขนมเป็นสินค้ารองที่ความต้องการลดลงตามธรรมชาติในภาวะวิกฤต

 

เพื่อประคองธุรกิจ กษิดิศปรับให้ร้านเริ่มทำอาหารเมื่อไรเดอร์ใกล้ถึงร้าน 2–3 นาที เพื่อลดความเสี่ยงออเดอร์ถูกยกเลิก จำกัดเมนูตามวัตถุดิบที่เหลือเนื่องจากแม็คโครและท็อปส์ไม่มีของส่ง และหันมาขายให้เพื่อนบ้านในหมู่บ้านแทน

 

ปัจจุบันร้านยังไม่ได้รับการเยียวยา กษิดิศคาดหวังให้ภาครัฐมีมาตรการสำหรับร้านที่ขาดรายได้จากผลกระทบทางอ้อม พร้อมแผนฟื้นฟูที่ชัดเจนหลังน้ำลด ส่วนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ควรพิจารณาลดค่า GP ชั่วคราว หรือจัดโปรโมชันกระตุ้นออเดอร์

 

“น้ำไม่ได้ท่วมร้านเรา แต่ท่วมทุกเส้นทางที่ลูกค้าและไรเดอร์จะเข้ามาถึง อยากให้รัฐยกยอดสิทธิ์ไทยช่วยไทยที่เหลือของเดือนนี้ไปทบใช้เดือนหน้า เพื่อให้เงินกลับมาหมุนเวียน และร้านเล็กๆ ได้ชดเชยยอดขายที่หายไป” กษิดิศระบุ

 

‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ มองข้ามช็อต วางแผนรับมือน้ำระลอก 2

 

พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด หรือเจ้าของแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น สาขาในแฟชั่นไอแลนด์ได้รับความเสียหายทั้งในส่วนของเฟอร์นิเจอร์และระบบไฟฟ้า ส่งผลให้ต้องปิดให้บริการเป็นเวลา 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 26 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลกระทบน้ำท่วมต่อ SME ยอดขายเป็นศูนย์ ร้านค้า 5,000 แห่งปิดชั่วคราว 7

พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด

 

แม้ทางห้างสรรพสินค้าจะแจ้งว่าจะกลับมาเปิดให้บริการในวันถัดไป แต่พื้นที่บริเวณชั้น B ยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้อย่างเป็นทางการ เนื่องจากอยู่ระหว่างการเคลียร์พื้นที่และตรวจสอบความพร้อมของระบบต่างๆ

 

เพื่อบรรเทาผลกระทบและช่วยรักษายอดขาย ร้านจึงเตรียมขอพื้นที่จากทางห้างเพื่อย้ายการดำเนินงานจากชั้น B ไปรวมกับสาขาบริเวณชั้น 1 ซึ่งเป็นร้านชาอีกแห่งของบริษัท โดยอยู่ระหว่างการประสานงานและพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีสาขาทั้งหมด 27 แห่ง โดยสาขาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมืองยังคงเปิดให้บริการตามปกติ แต่สาขาที่อยู่บริเวณรอบนอกเริ่มมีจำนวนผู้ใช้บริการลดลง

 

เนื่องจากประชาชนบางส่วนเลือกอยู่บ้านเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติ รวมถึงตรวจสอบความปลอดภัยและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับบ้านเรือนของตนเอง

 

เรียกได้ว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้พฤติกรรมการเดินทางและการจับจ่ายของผู้บริโภคเปลี่ยน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงหรือได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โดยตรง

 

พันธ์ทิพย์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ร้านอยู่ระหว่างการเคลียร์พื้นที่และประเมินความเสียหาย และยังต้องรอติดตามความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยา

 

เบื้องต้นคาดว่าการช่วยเหลือหลักจะมาจาก Landlord หรือผู้บริหารห้างสรรพสินค้า โดยจะต้องมีการหารือร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางฟื้นฟูพื้นที่ ความเสียหายของทรัพย์สิน ตลอดจนการสนับสนุนด้านการดำเนินงานในช่วงที่ร้านยังไม่สามารถกลับมาเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบ

 

พร้อมกันนี้ ผู้ประกอบการยังคงติดตามสถานการณ์มวลน้ำเหนืออย่างใกล้ชิด หลังมีการแจ้งเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วมระลอกที่ 2 ในช่วงต้นเดือน จึงยังไม่สามารถวางใจได้ และจำเป็นต้องเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม

 

สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งสำรวจความเสียหาย พร้อมเตรียมมาตรการพักชำระหนี้ เติมทุนฉุกเฉิน และฟื้นฟูกิจการ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลกระทบน้ำท่วมต่อ SME ยอดขายเป็นศูนย์ ร้านค้า 5,000 แห่งปิดชั่วคราว 8

ภาพ : ศวิตา พูลเสถียร / THE STANDARD

 

40 จังหวัดได้รับผลกระทบ โรงงาน-SME เจ็บสุด 1,179 ราย

 

วันที่ 1 ตุลาคม 2569 วราวุธ  ศิลปอาชา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศเริ่มกระทบภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในหลายพื้นที่ โดยศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤติ (CMC) กระทรวงอุตสาหกรรม รายงาน ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 พบพื้นที่ได้รับผลกระทบ 40 จังหวัด มีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ 1,315 ราย แบ่งเป็นโรงงาน 77 ราย เอสเอ็มอี 1,179 ราย เหมืองแร่ 2 ราย และวิสาหกิจชุมชน 57 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 22.79 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ ความเสียหายไม่ได้มีเฉพาะโรงงานหรือสถานประกอบการที่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ยังลามไปถึงการผลิต การเดินทางของแรงงาน วัตถุดิบ การขนส่ง และซัพพลายเชนที่สะดุด โดยจังหวัดที่มีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ 312 ราย สมุทรปราการ 289 ราย และปราจีนบุรี 237 ราย

 

สำหรับนิคมอุตสาหกรรม มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 5 แห่ง โดยนิคมอมตะซิตี้ ชลบุรี มีโรงงานได้รับผลกระทบ 150 โรง หยุดการผลิต 34 โรง เบื้องต้นต้องการรถบรรทุกขนาดใหญ่และถุงยังชีพเพื่อสนับสนุนการรับมือสถานการณ์

 

ก.อุตฯ เตรียมพักหนี้-เติมทุน ฟื้น SME หลังน้ำลด

 

กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมใช้มาตรการช่วยเหลือหลายด้านควบคู่กัน ทั้งโครงการ Rebuild SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม เพื่อประเมินความเสียหายและฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับโรงงานในพื้นที่ประสบภัย

 

นอกจากนี้ ยังเตรียมสนับสนุนสินเชื่อและการพักชำระหนี้ผ่าน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) กองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ และกองทุนหมุนเวียนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

 

ขณะเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด จะประสานเครือข่ายสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่มีศักยภาพ เพื่อช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเครื่องจักรของ SME ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม พร้อมเตรียมระดมถุงยังชีพและสิ่งของอุปโภคบริโภคช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

The post SME พันกว่ารายสาหัส น้ำไม่ท่วมแต่ยอดขายเป็นศูนย์ ร้านค้า 5,000 แห่งต้องปิดชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำท่วมทุบอุตฯ เสียหายแล้ว 1,000 ล้าน ‘โตโยต้า’ ปิด 4 โรงงานชั่วคราว ส.อ.ท.ห่วงซัพพลายเออร์ลามอีก 5-6 โรงงาน https://thestandard.co/flood-industry-damage-toyota-factory/ Thu, 01 Oct 2026 09:34:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1262701 ภาพกราฟิกแสดงผลกระทบจากน้ำท่วมต่อภาคอุตสาหกรรม โดยมีตัวเลขความเสียหายและข้อมูลการปิดโรงงานของโตโยต้า

สถานการณ์น้ำท่วมกระทบภาคอุตสาหกรรมเต็มๆ เสียหายแล้วกว่า […]

The post น้ำท่วมทุบอุตฯ เสียหายแล้ว 1,000 ล้าน ‘โตโยต้า’ ปิด 4 โรงงานชั่วคราว ส.อ.ท.ห่วงซัพพลายเออร์ลามอีก 5-6 โรงงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงผลกระทบจากน้ำท่วมต่อภาคอุตสาหกรรม โดยมีตัวเลขความเสียหายและข้อมูลการปิดโรงงานของโตโยต้า

สถานการณ์น้ำท่วมกระทบภาคอุตสาหกรรมเต็มๆ เสียหายแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบหนัก ล่าสุด ‘โตโยต้า’ ประกาศหยุดโรงงานชั่วคราว 4 แห่ง หลังประสบปัญหาแรงงานเดินทางไม่ได้ – ขนส่งชิ้นส่วนไม่ทัน ด้านส.อ.ท. หวั่นโรงงานซัปพลายเออร์ในพื้นที่บ้านโพธิ์-บางพลี ต้องหยุดการผลิตชั่วคราวเพิ่มอีก 5-6 แห่ง

 

สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีบริษัทโตโยต้าประกาศหยุดการผลิตชั่วคราว 4 แห่ง เป็นผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ทำให้แรงงานบางส่วนไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ รวมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายไม่สามารถขนส่งชิ้นส่วนเข้ามายังโรงงานได้ ทำให้กระบวนการผลิตได้รับผลกระทบ

 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเป้าหมายการผลิตรถยนต์ในปี 2569 ยังไม่มีการปรับลดลง เนื่องจากผู้ประกอบการยังต้องเดินหน้าผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า และปัจจุบันปริมาณการผลิตก็อยู่ในระดับที่ลดลงมากแล้วจึงไม่สามารถลดลงได้มากกว่านี้อีก

 

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเออร์ เพราะหากโรงงานชิ้นส่วนไม่สามารถผลิตหรือส่งสินค้าได้ จะกระทบต่อโรงงานประกอบรถยนต์เป็นทอดๆ ขณะนี้กำลังให้สมาชิก ซัพพลายเออร์ เร่งรวบรวมข้อมูลผลกระทบ และคาดว่าอาจมีโรงงานบางค่ายรถอีกประมาณ 5-6 แห่ง พื้นที่บางโพธิ์ บางพลี ต้องหยุดการผลิตชั่วคราวเช่นกัน” สุรพงษ์ กล่าว

 

สุรพงษ์ กล่าวเพิ่มว่า สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตของไทยอย่างชัดเจน โดยความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่โรงงานที่ถูกน้ำท่วมเท่านั้น แต่เริ่มลามไปยังห่วงโซ่อุปทานและผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากแรงงานไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้จนบางแห่งต้องหยุดผลิตชั่วคราว ประกอบกับการขนส่งวัตถุดิบและชิ้นส่วนหยุดชะงัก

 

ทั้งนี้ แม้ยังต้องจับตาดูมวลน้ำเหนือและระดับน้ำทะเลหนุนอย่างใกล้ชิด แต่ยังคงเป้าหมายการผลิตเดิมไว้ เนื่องจากฐานการผลิตสำคัญในภาคตะวันออกยังไม่ได้รับผลกระทบ

 

ด้านพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า นอกจากปัญหาสภาพอากาศ ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีในระดับสูง

 

ขณะที่ตลาดรถยนต์ยังถูกกดดันจากกำลังซื้อและการเข้าถึงสินเชื่อ โดยยอดขายรถยนต์ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ลดลง 17.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการผลิตในเดือนสิงหาคมยังมีแรงหนุนจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี โดยการส่งออกขยายตัว 18.2% จากแรงส่งของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนด้าน AI ส่งผลให้การผลิตคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น 50.2% แผงวงจรพิมพ์ (PCB) เพิ่มขึ้น 15.2% และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) เพิ่มขึ้น 19.63%

 

ส.อ.ท. แม้จะมองว่าดัชนีความเชื่อมั่นในช่วง 3 เดือนข้างหน้าปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 97.0 จาก 96.1 ในเดือนกรกฎาคม สะท้อนความคาดหวังต่อการลงทุนและการบริโภคช่วงปลายปี แต่สถานการณ์น้ำท่วมกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่ต้องติดตาม

 

“ส.อ.ท. ประเมินเบื้องต้นน้ำท่วมกระทบภาคอุตสาหกรรม ความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท ชู 6 ด้านเร่งด่วน เสนอรัฐช่วยเหลือ ฟื้นฟูผู้ประกอบการ พร้อมเร่งระบบ Early Warning”

 

ทางด้าน ศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) พบว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 103.43 ขยายตัว 4.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 58.28% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ภาพรวมการผลิตของไทยในเดือนสิงหาคมยังสามารถขยายตัวได้ แม้ภาคอุตสาหกรรมจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนและปัญหาการขนส่ง

 

โดยอุตสาหกรรมอุปกรณ์สื่อสารขยายตัว 24.41% จากอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแบบออปติคอล ตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ทั่วโลก ขณะที่ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 14.55% จากการผลิต PCBA ตามการขยายตัวของตลาดโลก

 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง สศอ .เริ่มพบสัญญาณของการหยุดผลิตชั่วคราวในบางอุตสาหกรรมแล้ว โดยผลิตภัณฑ์พลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้นหดตัว 13.37% ส่วนหนึ่งจากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุง และประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐานหดตัว 7.64% จากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราว ประกอบกับคำสั่งซื้อลดลง

 

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาคือผลกระทบจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายนต่อเนื่องถึงต้นเดือนตุลาคม

 

“โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีห่วงโซ่การผลิตเชื่อมโยงกันจำนวนมาก การหยุดผลิตของโรงงานชิ้นส่วนเพียงบางส่วนสามารถส่งผลต่อโรงงานประกอบรถยนต์ได้ หากไม่สามารถจัดหาชิ้นส่วนทดแทนหรือขนส่งเข้าสู่โรงงานได้ตามกำหนด ขณะที่ผู้ประกอบการยังต้องบริหารคำสั่งซื้อและกำหนดส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า” ศุภกิจ กล่าว

The post น้ำท่วมทุบอุตฯ เสียหายแล้ว 1,000 ล้าน ‘โตโยต้า’ ปิด 4 โรงงานชั่วคราว ส.อ.ท.ห่วงซัพพลายเออร์ลามอีก 5-6 โรงงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัมภาษณ์พิเศษ ‘เอกนิติ’ ตอบคำต่อคำ งานประชุม IMF-World Bank โอกาสใหม่ ‘ดึงลงทุน-สร้างงาน-เพิ่มรายได้’ ให้คนไทย https://thestandard.co/ekaniti-imf-world-bank-thailand-investment/ Thu, 01 Oct 2026 07:55:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1262664 ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 และข้อความเกี่ยวกับโอกาสดึงลงทุนสร้างงาน

ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการ […]

The post สัมภาษณ์พิเศษ ‘เอกนิติ’ ตอบคำต่อคำ งานประชุม IMF-World Bank โอกาสใหม่ ‘ดึงลงทุน-สร้างงาน-เพิ่มรายได้’ ให้คนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 และข้อความเกี่ยวกับโอกาสดึงลงทุนสร้างงาน

ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) อีกครั้งในรอบ 35 ปี

 

งานดังกล่าวเปรียบได้กับงานมหกรรมโอลิมปิกในภาคการเงิน โดยเป็นการรวมตัวผู้บริหารนโยบายด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ทั้งในภาคการคลังและการเงิน ตลอดจนนักเศรษฐศาสตร์ นักลงทุนและนักธุรกิจชั้นนำกว่า 15,000 คน จาก 190 กว่าประเทศ เพื่อมาแลกเปลี่ยนมุมมองทางเศรษฐกิจในระดับโลก

 

นอกจากความยิ่งใหญ่ของหัวข้อการประชุมและผู้เข้าร่วมการประชุมแล้ว คำถามที่สำคัญกว่าคือ การที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพเวทีเศรษฐกิจระดับโลกครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างไรกับประเทศไทย และมีคุณค่าอย่างไรต่อคนไทยบ้าง?

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ผ่านรายการ The Secret Sauce ว่าท้ายที่สุดแล้ว คนไทยจะได้อะไรจากงานประชุมที่จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้

 

คำถาม: คนไทยจะได้อะไรจากงาน IMF-World Bank Annual Meetings ครั้งนี้?

 

ดร.เอกนิติ : หนึ่งในสิ่งที่คนไทยจะได้คือ คนไทยจะได้แสดงศักยภาพของประเทศให้นักลงทุนที่มาจากทั่วโลกเห็นว่า ประเทศไทยมีความยืดหยุ่นอย่างมาก ในการปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโลกแบ่งขั้ว หรือความท้าทายทางเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหลังการมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความผันผวน ตลอดจนการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย

 

โดยงาน Annual Meeting จะเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้แสงสปอตไลต์ (Spotlight) ฉายมายังประเทศไทยมากขึ้น และจะเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากนานาประเทศ และเป็น ‘สปริงบอร์ด’ ที่ช่วยต่อยอดศักยภาพของไทย ต่อยอดการสร้างงานใหม่ๆ ทักษะใหม่ๆ ให้กับคนไทย

 

คำถาม: แผนการโชว์ศักยภาพเพื่อดึงดูดการลงทุนมีแนวทางเป็นอย่างไร?

 

ดร.เอกนิติ: ใช้ประโยชน์จากการมีฐานะเป็นประเทศเจ้าภาพ (Host Country) ของไทย ในการเสนอนโยบาย และเสนอหัวข้อการสนทนาบนเวทีต่างๆ ซึ่งสังเกตได้ชัดเจนจากธีมงาน ซึ่งมีชื่อว่า “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” (ขอบฟ้าใหม่ประเทศไทย: เพิ่มศักยภาพประชาชน สร้างความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง)

 

ขอบฟ้าใหม่ (New Horizon) ภายใต้หัวข้องาน หมายถึงการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้น จากเดิมที่เคยมีการเปิดเสรีการค้าอย่างแพร่หลาย แต่ปัจจุบันกลับมีการกีดกันทางการค้าอย่างรุนแรง

 

ขณะที่การเพิ่มศักยภาพประชาชน (Empowering People) หมายถึงการสร้างโอกาส การนำ AI มาต่อยอดให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส่วนสุดท้าย การสร้างความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง (Building Resilience) คือการโชว์ศักยภาพในการปรับตัวของประเทศไทย มีความยืดหยุ่น และมีภูมิต้านทานต่อความเสี่ยงต่างๆ

 

มิติทั้ง 3 นี้จะเป็นมุมคิดสำคัญให้ผู้นำเศรษฐกิจจากประเทศต่างๆ รวมถึงบรรดาผู้บริหารจากธุรกิจชั้นนำได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

 

คำถาม: หลังงานประชุมสิ้นสุดลงไป คาดหวังให้เกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น?

 

ดร.เอกนิติ: คาดหวังมากที่สุดคือ มีการลงทุนไหลเข้ามาในประเทศ ซึ่งงาน IMF-World Bank Annual Meetings จะช่วยให้เม็ดเงินต่างๆ ไหลเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นอีกมาก และยังคาดหวังว่าแรงงานไทยจะมีทักษะใหม่ๆ ในอนาคต คนไทยนอกจากใช้ AI เป็นแล้ว ยังต้องสร้างแบบจำลองได้ มีการลงทุนในด้านชิป ซึ่งเป็นสมองกลสำหรับ AI เกิดขึ้นในประเทศ

 

ดร.เอกนิติเชื่อว่า ไทยจะเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค (Regional Hub) ได้ หากเกิดขึ้นจริง การจ้างงานใหม่ๆ จะช่วยให้กำลังซื้อของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

งาน IMF-World Bank Annual Meetings จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างรายได้ให้ประเทศ ไม่เพียงเฉพาะนักธุรกิจในระดับบนเท่านั้น แต่ยังต้องต่อยอดมายังคนไทยทุกคน ในงานนี้จึงมีการพาเยาวชนไทยและ SME ไทยเข้าร่วมเพื่อแสดงศักยภาพอีกด้วย

 

คำถาม: จุดแข็งของไทย หากต่างชาติต้องตัดสินใจลงทุนคืออะไร?

 

ดร.เอกนิติ: ไทยในฐานะที่ภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ตรงใจกลางอาเซียน จะทำหน้าที่เป็น ‘Trusted Connector’ คอยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างชาติอาเซียน

 

ยกตัวอย่างเช่น ชิป AI ที่มีการผลิตขึ้นในไทย เพราะเป็นประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบกำลัง (Power) หรือเซนเซอร์ (Sensor) แต่ในด้านการประกอบวัตถุดิบเหล่านั้นให้กลายเป็นสมาร์ทวอทช์ (Smartwatch) จะเกิดขึ้นที่ประเทศเวียดนาม

 

ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวจะช่วยให้การเติบโตเกิดขึ้นตลอดทั่วภูมิภาค โดยหัวข้อดังกล่าวจะถูกไปหารือต่อในการประชุมชาติอาเซียนปี 2570 ซึ่งมีสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ

 

เนื่องด้วยไทยกับอาเซียนมีข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน หากมองเฉพาะกำลังซื้อของไทย 60 ล้านคนเพียงอย่างเดียว อาจดูมีเสน่ห์ไม่พอในการดึงดูดการลงทุน แต่ถ้าเป็นกำลังซื้อทั้งอาเซียน จะเป็นจุดแข็งที่มีประโยชน์อย่างมาก

 

คำถาม: แล้วชาติอาเซียนประเทศอื่นๆ เขาเห็นด้วยกับเราไหม

 

ดร.เอกนิติ: ในวันนี้ ประเทศไทยมีจุดเด่นเรื่องหนึ่งคือเสถียรภาพ ทั้งเสถียรภาพทางการเมือง และเสถียรภาพทางการเงินการคลังที่ดีขึ้น สะท้อนจากการปรับเพิ่มมุมมอง (Outlook) เศรษฐกิจไทยของสถาบันจัดอันดับ (Rating Agency) จาก ‘ติดลบ’ เป็น ‘มีเสถียรภาพ’

 

ขณะที่ประเทศอื่นในอาเซียน รวมถึงหลายๆ ประเทศทั่วโลก อาจเผชิญปัญหาขาดเสถียรภาพ ตรงนี้เองเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเลือกย้ายเงินมาลงทุนในประเทศไทย ตลาดหุ้นที่ขึ้นจาก 1,300 จุดเป็น 1,600 จุดก็สะท้อนจากตรงนี้

 

ถ้าไทยสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อีกจากงานประชุม IMF-World Bank เงินที่เข้ามาจะมากพอให้คนไทยมีรายได้ดีขึ้น

 

คำถาม: ดึงลงทุนได้แล้ว ทั้ง EV, Data Center แต่ประโยชน์จริงตกถึงคนไทยแค่ไหน?

 

ดร.เอกนิติ: ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้กำหนดเงื่อนไขให้การลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย จะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ห่วงโซ่อุปทานไทย และสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content)

 

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ‘Skill Bridge’ ที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างบริษัทที่มาลงทุน ให้มาถ่ายทอดทักษะให้คนไทย ช่วยให้มีรายได้สูงขึ้น ซึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ในอดีตไม่เคยลงรายละเอียดเท่านี้

 

คำถาม: ทำอย่างไรให้บริษัทต่างชาติ เปิดใจยอมจ้างคนไทย

 

ดร.เอกนิติ: ต้องทำให้ไทย เป็นประเทศที่หน้าตาดีพอจนใครๆ ก็อยากมาลงทุนเสียก่อน ผ่านการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมทั้ง 3 ประการ โดยประการแรกคือ เสถียรภาพทางการเมือง ประการที่สองคือ เสถียรภาพทางการคลัง และนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน ผ่านการเน้นการลงทุนเป็นตัวนำการเติบโต (Investment-Led Growth) ส่วนประการที่สาม คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค ทั้งน้ำ ไฟ ถนนหนทาง

 

โดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน แม้ไทยจะมีไฟที่เสถียรในระดับสูง เมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียนที่ยังมีไฟฟ้าตกอยู่ อย่างไรก็ตาม โลกยุคใหม่ต้องการพลังงานสะอาดมากขึ้น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด (Clean Energy) หรือพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

 

ไม่เพียงเท่านั้น โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ก็สำคัญไม่แพ้กัน คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) จึงได้เห็นชอบ ‘ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ’ ไปเมื่อไม่นานมานี้

 

คำถาม: เงินกู้ 200,000 ล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีเงินทอนรั่วไหลหรือไม่ จะใช้ทำอะไรบ้าง

 

ดร.เอกนิติ: ตั้งใจว่า โครงการโซลาร์ภาคประชาชน จะใช้ระบบ Digital Finance จ่ายเงินไปที่ผู้รับเงินโดยตรงเหมือนการส่งเงินในโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ซึ่งจะช่วยป้องกันการรั่วไหลได้

 

คำถาม: Data Center ตอนนี้มันไปถึงไหนแล้ว

 

ดร.เอกนิติ: ความกังวลที่มีต่อ Data Center กำลังเกิดขึ้นไปทั่วโลกเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะ AI เองก็เป็นของใหม่ที่เพิ่งโผล่เข้ามาในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้เอง กฎกติกาหลายอย่างเกี่ยวกับ Data Center จึงยังไม่มีความชัดเจน

 

บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ จึงพยายามรวบรวมกฎกติกาให้มีการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยกำหนดไว้ว่า Data Center ต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าคนทั่วไป เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งใช้ทรัพยากร และการยื่นขอลงทุน Data Center ต่อจากนี้ไป จะดำเนินผ่านการประมูลแบบเปิด (Open Bidding) โดยเสนอว่าจะสร้างคุณค่าและผลประโยชน์ให้กับเมืองไทยอย่างไรบ้าง

 

ยกตัวอย่างเช่น เข้ามาฝึกอบรมให้กับคนไทยและ SME ไทย หรือให้ส่วนลดค่า Token โดยทั้งหมดจะมีความชัดเจนในปีนี้

 

คำถาม: พอ AI เข้ามา คนไทยจะมีงานดีขึ้น หรือถูก AI แทนที่กันแน่

 

ดร.เอกนิติ: AI จะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทย เพราะไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำ AI จะเป็นตัวช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้คนไทยเก่งขึ้น

 

คำถาม: เป้าหมาย GDP โตในระดับ 3% Plus ในอีก 3-4 ปี จะทำให้เกิดขึ้นจริงอย่างไร

 

ดร.เอกนิติ: อย่างแรกคือ เน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เปรียบกับรถไฟพลังงานไอน้ำคันเก่า ที่เปลี่ยนผ่านสู่รถไฟความเร็วสูง (High Speed) ทั้ง AI และเซมิคอนดักเตอร์ ประเทศไทยจะไปตรงนั้น

 

นอกจากเปลี่ยนขบวนรถแล้ว จะต้องเปิดประตูให้กว้างที่สุดเพื่อดึงคนไทยขึ้นขบวนไปด้วยกัน บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนจะต้องถ่ายทอดทักษะ ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทยด้วย

 

เรื่องนี้ผมไม่ได้ทำคนเดียว จึงร่วมมือกับ กรรมการร่วมภาครัฐเอกชน (กรอ.) ซึ่งเลือกอุตสาหกรรมมาแล้ว 7 sector ที่เป็นจุดแข็งของไทย ดังนี้

 

  • Smart Agriculture
  • Food Processing
  • Smart Electronics
  • Future Mobility
  • Wellness & Medical
  • Tourism
  • Creative Economy

 

โดยทีมกรอ. จะมีเอกชนเป็นกองหน้า เดินหน้าลงทุนจ้างงาน และภาครัฐเป็นกองกลางคอยมอบสิทธิประโยชน์ทางการลงทุน ซึ่งมีเสถียรภาพเศรษฐกิจเป็นกองหลังช่วยขับเคลื่อนองคาพยพต่างๆ

 

คำถาม: อะไรคือความท้าทายที่ทำให้ทีม กรอ. อาจไปไม่ถึงแชมป์

 

ดร.เอกนิติ: สิ่งที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือมีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในตอนนี้คือ เรามีเสถียรภาพทางการเมืองดีขึ้น มีนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน โดยผมวางยุทธศาสตร์ Stabilize Today สร้างเสถียรภาพวันนี้, Transition Now เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดทันที, Invest for Tomorrow ลงทุนเพื่ออนาคต

 

ที่สำคัญที่สุด ภาครัฐไม่ได้ลงมือฝ่ายเดียว แต่มีเอกชนมาร่วมด้วย เพราะงั้น แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ภาคเอกชนยังคงอยู่เพื่อขับเคลื่อนต่อ

 

คำถาม: อะไรจะเป็นอุปสรรคให้กองหน้ากับกองกลาง ภาครัฐและเอกชนทำงานร่วมกันได้ยากขึ้น

 

ดร.เอกนิติ: ความเสี่ยงคือเรื่องการเมือง ผมพยายามให้ความเป็นสถาบันอยู่ที่ภาคประชาชน เลยให้เอกชนเป็นกองหน้า ต่อให้รัฐบาลจะอยู่หรือไม่ ประเทศไทยต้องได้ไปต่อ วันนี้จึงต้องการวางรากฐานให้ประเทศไทยขับเคลื่อนไปได้จริง

 

คำถาม: คาดหวังอะไรมากสุดหลังจบงาน

 

ดร.เอกนิติ: ประการแรกคือ ได้คนมาลงทุนร่วมกับภาคเอกชนไทย เพราะเราเป็นเจ้าภาพ ผมจึงนำภาคเอกชนต่างๆ มาร่วมงาน ซึ่งในหัวข้อการประชุม จะมีเรื่องของการลงทุนปีหน้า

 

ถ้าเราไม่ได้เป็นเจ้าภาพงานนี้ เราอาจต้องไปขอพบนักลงทุนในงานประชุมต่างๆ แต่วันนี้เราเป็นเจ้าภาพ ใครๆ ก็อยากมาขอเจอเรา

 

คำถาม: ขอถามย้ำแบบคนธรรมดาทั่วไป ชีวิตเขาจะดีขึ้นอย่างไรบ้าง

 

ดร.เอกนิติ: ง่ายสุด รายได้เขาจะดีขึ้น ถ้าเราดึงเม็ดเงินการลงทุนให้เข้ามาหมุนเวียนในประเทศได้ รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ก็จะดีขึ้น ถ้าเราอยู่ในประเทศที่ไม่มีใครอยากมาลงทุนสิ่งนี้จะไม่เกิด

 

ของพวกนี้ต้องใช้เวลา มันไม่ได้เกิดขึ้นในวันนี้ หรือเกิดขึ้นทันทีที่เริ่มประชุม แต่อย่างน้อยๆ เม็ดเงินที่จับต้องได้ในครึ่งแรกของปี 2569 คือ 5 แสนล้านบาท

 

ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้คิดเอง แต่ธนาคารโลกศึกษาไว้ ซึ่งระบุว่า ประเทศไทยจะมีรายได้สูงขึ้นได้ ถ้ามี อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เมืองแห่งอนาคต และแรงงานแห่งอนาคต

 

คำถาม: ช่วยขยายความคำว่า เมืองแห่งอนาคต กับ แรงงานแห่งอนาคตให้หน่อย

 

ดร.เอกนิติ: ยกตัวอย่าง วันนี้ภาคตะวันออกเก่งเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ ชัดเจนที่ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีรายได้ต่อหัวสูงมาก แต่สิ่งนี้ ยังไม่เกิดขึ้นในภาคอีสาน

 

ที่โคราชเต็มไปด้วยบริษัทผลิตเซิร์ฟเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสร้างการจ้างงานสูงมาก มีการจับมือกับเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถ้าโคราชขอนแก่นโตได้ คนในพื้นที่ก็จะมีรายได้มากขึ้น

 

คำถาม: แสดงว่าการลงทุนจะไม่ได้กระจุกแค่ใน EEC หรือ กรุงเทพฯ อย่างเดียว แต่จะขยายไปขอนแก่นและโคราชมากขึ้น ถ้าอย่างนั้น คนขอนแก่น คนอุบล อุดรจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรในปี 2 ปีข้างหน้า

 

ดร.เอกนิติ: ก่อนที่การลงทุนจะเข้ามาได้ โครงสร้างพื้นฐานจะต้องดีพอที่เขื่อนอุบลรัตน์ มีการลงทุนทำโซลาร์ลอยน้ำ (Solar Floating) พอมีไฟฟ้าพลังงานสะอาด ก็เปิดทางไปทำ Direct PPA เปิดให้ขายไฟตรงได้

 

ที่ลำพูนเองก็มีนิคมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นเล็กๆ การออกแบบ และอัญมณี เราก็จับกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทำให้เกิด Ecosystem

 

ภาคใต้ที่สงขลา อาจจะจับกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์หาดใหญ่ เชื่อมโยงการผลิตชิปกับปีนัง เพราะมาเลเซียทำเซมิคอนดักเตอร์เก่ง เราไปคนเดียวไม่ได้ ต้องโตไปด้วยกัน

 

คำถาม: ทีนี้ งานแห่งอนาคต หรือ New Jobs จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

 

ดร.เอกนิติ: ก่อนที่คนทำงานจะมีรายได้สูงขึ้น พวกเขาจะต้องมีทักษะใหม่ ไม่อย่างนั้น นายจ้างก็ไม่อยากเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ การดึงบริษัทมาเทรนบุคลากรไทยผ่านโครงการ Skill Bridge จึงจะช่วยสร้างแรงงานทักษะสูง และทำให้รายได้แรงงานดีขึ้นได้

 

โดยปัจจุบัน โครงการ Skill Bridge มีการเทรนพนักงานไปแล้วกว่า 80,000 คน และจะมากขึ้นอีก เนื่องจากในแต่ละปีจะมีนักศึกษาจบใหม่ราว 4-5 แสนราย ซึ่งจะเกิด Ecosystem และเป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อยๆ

 

นอกจากนี้ จะมีการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจขยายกิจการไปนอกประเทศมากขึ้น หากขายในไทย ก็มีลูกค้าแค่ 60 ล้านคน แต่ถ้าขายให้อาเซียน ธุรกิจก็จะมีลูกค้าสูงถึง 600 ล้านคน นับเป็นโอกาสมหาศาลของภาคธุรกิจ

 

คำถาม: ราคาพลังงานเชื้อเพลิงยังคงสูงอยู่ ขณะที่ต้นทุนการเงินก็เพิ่มขึ้น หลัง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย ตรงนี้คาดว่าจะถูกหารือในงานประชุม IMF-World Bank ด้วย แต่ประเด็นเหล่านี้มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างไร

 

ดร.เอกนิติ: บอนด์ยีลด์อเมริกาสูงขึ้นเป็น 5% แต่ของไทยแค่ 2% กว่า ต้นทุนการเงินของไทยที่ถูกลงเป็นเพราะเมืองไทยได้รับการเพิ่มมุมมอง (Outlook) จากสถาบันจัดอันดับ (Rating Agency) ที่เคยเป็น ‘เชิงลบ’ กลายเป็นมีมุมมอง ‘มีเสถียรภาพ’ ทำให้นักลงทุนยินดีมาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยมากขึ้น เราจึงมีต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำกว่าคนอื่น

 

เพราะฉะนั้น เสถียรภาพทางการคลังจึงสำคัญมาก วินัยการคลังจึงมีประโยชน์ที่ตรงนี้ ต่างชาติสนใจนำเงินมาลงทุนในประเทศก็เพราะอย่างนี้ ต้นทุนการกู้ยืมเราถูกก็เพราะอย่างนี้ และเป็นภาพเชิงบวกต่อประเทศ

 

ส่วนเรื่องราคาน้ำมัน ผมย้ำตั้งแต่การปะทะกันช่วงแรกในเดือนเมษายนว่า อย่าไปคาดหวังว่าราคาน้ำมันจะกลับมาถูกเหมือนเดิม เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่ตะวันออกกลางถูกทำลายไปเยอะแล้ว สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำตอนนี้คือการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่เราทำ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ก็เพื่อการนี้

 

คำถาม: อยากฝากอะไรถึงประชาชนคนไทยทุกคนบ้าง

 

ดร.เอกนิติ: เชื่อว่าหลายคนภูมิใจที่น้องเนเน่ชนะเลิศในรายการ America’s Got Talent เพราะฉะนั้นจึงอยากฝากว่า การที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัดโอลิมปิกทางการเงิน ก็เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศเช่นกัน

 

เราต้องใช้เวทีนี้เป็น ‘สปริงบอร์ด’ ให้ผลประโยชน์ตกถึงคนไทยทั้งประเทศ America’s Got Talent เป็นรายการที่คนดูกันทั่วโลก เวทีการประชุม IMF-World Bank ก็เช่นเดียวกัน เราจะใช้โอกาสนี้สร้างความภาคภูมิใจให้คนในชาติ ขณะเดียวกันก็ใช้เป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ

The post สัมภาษณ์พิเศษ ‘เอกนิติ’ ตอบคำต่อคำ งานประชุม IMF-World Bank โอกาสใหม่ ‘ดึงลงทุน-สร้างงาน-เพิ่มรายได้’ ให้คนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิษน้ำท่วมไทย! กระทบโรงงานโตโยต้า-การบินไทย นายกฯ เตือน กทม. ยังเสี่ยงรับมวลน้ำเหนือ https://thestandard.co/thailand-floods-toyota-thai-airways-bangkok/ Thu, 01 Oct 2026 03:48:53 +0000 https://thestandard.co/thailand-floods-toyota-thai-airways-bangkok/ ภาพกระเป๋าเดินทางผู้โดยสารตกค้างจำนวนมากที่สนามบินสุวรรณภูมิจากเหตุน้ำท่วม

น้ำท่วมไทยสะเทือนภาคธุรกิจ โตโยต้าหยุด 4 โรงงานชั่วคราว […]

The post พิษน้ำท่วมไทย! กระทบโรงงานโตโยต้า-การบินไทย นายกฯ เตือน กทม. ยังเสี่ยงรับมวลน้ำเหนือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกระเป๋าเดินทางผู้โดยสารตกค้างจำนวนมากที่สนามบินสุวรรณภูมิจากเหตุน้ำท่วม

น้ำท่วมไทยสะเทือนภาคธุรกิจ โตโยต้าหยุด 4 โรงงานชั่วคราว การบินไทยงดรับ-ส่งสินค้าหลังพนักงานเดินทางไม่ได้ ขณะที่นายกฯ ชายแดนตั้ง War Room รับมือมวลน้ำเหนือกระแทกกรุงเทพฯ

 

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยเริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคธุรกิจ โดยค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง โตโยต้า (Toyota) ต้องประกาศระงับการผลิตชั่วคราวในโรงงาน 4 แห่ง ขณะที่ การบินไทย (Thai Airways) สายการบินแห่งชาติ ต้องสั่งระงับการขนส่งสินค้าเป็นการชั่วคราว ท่ามกลางการเฝ้าระวังฝนตกหนักระลอกใหม่ที่จะเข้ามาซ้ำเติมในสัปดาห์หน้า

 

กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยคาดการณ์ว่า จะเกิดฝนตกหนักอีกครั้งในช่วงวันที่ 5-8 ตุลาคมนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่กรุงเทพมหานครถูกประกาศให้เป็นเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติแล้ว หลังจากมีปริมาณน้ำฝนสะสมสูงถึง 320 มิลลิเมตรภายในช่วงเวลาเพียง 3 วันเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นปริมาณฝนเกือบเท่ากับเฉลี่ยตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์หรือกันยายนในภาวะปกติ

 

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และพื้นที่ภาคกลาง ยังคงมีความเสี่ยงสูงจากมวลน้ำไหลหลากที่จะทะลักลงมาจากทางภาคเหนือ โดยขณะนี้ได้มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ (War Room) เพื่อติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดแล้ว

 

ด้านชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า อุทกภัยครั้งนี้เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคบริการ ค้าปลีก ค้าส่ง และการก่อสร้าง แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตในภาพรวมเป็นวงกว้าง ยกเว้นกรณีของโตโยต้าที่จำเป็นต้องปิดโรงงาน 4 แห่งชั่วคราว เนื่องจากน้ำท่วมขัดขวางการขนส่งชิ้นส่วนยานยนต์

 

นอกจากนี้ ธปท. คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะไม่กระทบต่อการจัดประชุมประจำปีของธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่มีกำหนดจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ในช่วงวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ แต่ฝ่ายจัดงานได้เตรียมแผนรองรับฉุกเฉินไว้แล้ว

 

ในส่วนของภาคการบิน วานนี้ (30 กันยายน) สายการบินการบินไทยได้ประกาศระงับบริการรับและส่งมอบสินค้า (Cargo Operations) ทั้งเที่ยวบินเข้าและออกจากประเทศ ตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 6 ตุลาคม เนื่องจากพนักงานจำนวนมากไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ โดยการบินไทย ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีพนักงานกลับมาปฏิบัติงานได้ราว 80%-90% แล้ว และบริษัทกำลังเร่งฟื้นฟูศักยภาพการบริการให้กลับสู่ภาวะปกติ โดยตั้งเป้ากลับมาทำการบินตามตารางปกติ 115 เที่ยวบินขาออกต่อวันภายใน 7 วัน

 

ภาพกระเป๋าเดินทางผู้โดยสารตกค้างจำนวนมากที่สนามบินสุวรรณภูมิจากเหตุน้ำท่วม 1

บรรยาย: กระเป๋าผู้โดยสารที่ตกค้างและรอการจัดส่ง เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569

 

อย่างไรก็ตาม วานนี้ (30 กันยายน) พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์กับสื่อเพิ่มเติมว่าเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะต้องปิดบริการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Cargo) ของการบินไทยว่า ได้หารือร่วมกับผู้บริหารการบินไทยและ AOT เพื่อขอร้องไม่ให้มีการหยุดหรือปิดการรับส่งสินค้าแล้ว

 

โดยมีแนวทางแก้ไขคือ การขอความร่วมมือให้ AOT เคลียร์พื้นที่บางส่วนภายในสนามบิน พร้อมจัดตั้งเต็นท์ป้องกันฝน เพื่อนำสินค้าที่ตกค้างบนรถบรรทุกขนส่งมาจัดวางพักไว้ชั่วคราว ซึ่งแม้อาจทำให้กระบวนการขนส่งสินค้าเกิดการชะลอตัวลงไปบ้าง แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการปิดให้บริการ Cargo อย่างแน่นอน

 

เหตุการณ์น้ำท่วมดังกล่าวยังสร้างความระส่ำระสายให้กับสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังพนักงานของการบินไทยเกือบครึ่งหนึ่งไม่สามารถเดินทางมาเข้าเวรได้ ส่งผลให้กระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารตกค้างสะสมหลายพันใบ และเกิดการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก อย่างไรก็ดี ตัวสนามบินยังคงเปิดให้บริการตามปกติ

 

ด้าน เอกภาพ เพียรพินิจ โฆษกรัฐบาล เปิดเผยอ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยในครั้งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 40 รายแล้ว ขณะที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางตะวันตกประมาณ 80 กิโลเมตร ชุมชนริมแม่น้ำเริ่มถูกน้ำท่วมทะลักเข้าท่วมจนต้องเร่งอพยพประชาชน

 

โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ประกาศเฝ้าระวังพิเศษในอีก 6 จังหวัดใกล้เคียง

 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ ลงสู่ลำคลองสายต่างๆ โดยคาดว่าจะสามารถกู้สถานการณ์ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายใน 2-3 วันนี้

 

อ้างอิง:

The post พิษน้ำท่วมไทย! กระทบโรงงานโตโยต้า-การบินไทย นายกฯ เตือน กทม. ยังเสี่ยงรับมวลน้ำเหนือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.ประสาร อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ฟื้นตัวแบบ K-Shaped ย้ำนโยบายการเงิน-การคลังต้องรักษาความเชื่อมั่น ควบคู่แก้ปัญหาระยะยาว https://thestandard.co/prasan-economy-k-shaped-growth/ Thu, 01 Oct 2026 02:55:11 +0000 https://thestandard.co/prasan-economy-k-shaped-growth/ ภาพ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แสดงความห่วงใยเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำและฟื้นตัวแบบ K-Shaped

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ห่วงเศรษฐ […]

The post ดร.ประสาร อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ฟื้นตัวแบบ K-Shaped ย้ำนโยบายการเงิน-การคลังต้องรักษาความเชื่อมั่น ควบคู่แก้ปัญหาระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แสดงความห่วงใยเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำและฟื้นตัวแบบ K-Shaped

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ฟื้นตัวแบบ K-Shaped แนะนโยบายการเงิน-คลังต้องรักษาความเชื่อมั่น ควบคู่แก้ปัญหาระยะยาว ชี้ ‘การศึกษา’ กุญแจสำคัญลดความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจไทย

 

 
 
วันนี้ (30) ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับความห่วงกังวลต่อเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่า ประเด็นที่น่าห่วงมากที่สุดคือ ภาวะที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน และภาวะที่เศรษฐกิจไทยโตแบบไม่ทั่วถึง (K-shaped) โดยมีเพียงบางภาคส่วนของเศรษฐกิจที่ไปได้ดีและแข็งแรง ขณะที่บางภาคส่วนของเศรษฐกิจกลับยังไม่เข้มแข็ง และประสบกับภาวะการแข่งขัน

 

ดร.ประสารยังระบุว่า เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ การดำเนินนโยบายการเงินและการคลัง ควรใช้ยุทธศาสตร์รักษาความเชื่อมั่นในระยะสั้น และใช้เครื่องมือต่างๆ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

 

“นโยบายการเงินและการคลัง พูดในเชิงยุทธศาสตร์ก็คือ ในระยะสั้นต้องรักษาความเชื่อมั่นไว้ และในระยะยาวต้องมองว่าปัญหาเชิงโครงสร้างนี้เราจะใช้เครื่องมืออะไรเข้าไปช่วย อย่างน้อยที่สุดต้องไปในทิศทางการรักษาความเชื่อมั่นเอาไว้ก่อนเป็นพื้นฐาน แล้วหลังจากนั้นต้องดูว่าช่องทางไหนที่จะช่วยเข้าไปปรับปัญหาเชิงโครงสร้างให้ดีขึ้น ซึ่งหลายอันต้องใช้เวลา”

 

ดร.ประสารยังอธิบายต่อว่า นโยบายการคลังถือว่ามีน้ำหนักพอสมควรในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น นโยบายภาษีต่างๆ เป็นต้น ต่างจากนโยบายการเงินที่อาจใช้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ในระดับหนึ่ง

 

ดร.ประสารยังย้ำว่า ในแก้ไขปัญหาภาวะที่เศรษฐกิจไทยโตแบบไม่ทั่วถึง (K-shaped) สามารถทำได้หลายวิธี โดยเฉพาะเรื่องของการศึกษา ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีมาก เนื่องจากการศึกษาจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ด้อยโอกาส หากได้รับการศึกษาก็จะช่วยให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น เมื่อเรียนจบ ทำงานได้ก็จะมีรายได้ โดยได้ทำงานก็จะช่วยเรื่องผลิตภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศด้วย

 

ดร.ประสารชี้ ตลาดตราสารหนี้ไทยต้องฝ่า 3 ด่านใหญ่ในยุคปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ ในงานสัมมนาประจำปีของฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) วาระครบรอบ 25 ปีของการก่อตั้งฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) และครบรอบ 30 ปีที่ฟิทช์เริ่มทำการจัดอันดับเครดิตประเทศไทย ดร.ประสารยังกล่าวว่า ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการส่งเสริมความโปร่งใสในตลาดตราสารหนี้ไทย หลังก่อตั้งขึ้นภายใต้วิกฤตการเงินในเอเชียเมื่อปี 2540 ซึ่งในเวลานั้น ระบบการเงินของไทยพึ่งพาการปล่อยสินเชื่อของธนาคารเป็นหลัก อย่างไรก็ตามในวันนี้ มูลค่าคงค้างของตลาดตราสารหนี้ได้เติบโตขึ้นมาแตะ 18 ล้านล้านบาท หรือมีขนาดใกล้เคียงกับ GDP ของไทยแล้ว

 

โดยตลาดได้พัฒนาจากมูลค่าการซื้อขายในวันแรกที่เกือบ 1 ล้านบาท มาเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่สูงกว่า 1 แสนล้านบาทในปัจจุบัน นอกจากนี้ การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 3 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นมากกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี ทำให้ตลาดตราสารหนี้ได้กลายมาเป็นช่องทางการระดมทุนที่สำคัญสำหรับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ โดยดึงดูดผู้ออกตราสารหนี้ภาคเอกชนกว่า 650 รายเข้าสู่ตลาดตลอดระยะเวลากว่า 30 ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ประสารยังระบุว่า ในปัจจุบัน ภูมิทัศน์ของตลาดตราสารหนี้ไทยในปัจจุบันนั้นแตกต่างไปจากเมื่อ 25 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง โดยความท้าทายที่เผชิญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานตลาดเบื้องต้นอีกต่อไป แต่ยังมีความท้าทายหลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) การบริหารจัดการคุณภาพในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูง (2) วิวัฒนาการอย่างรวดเร็วของการเงินเพื่อความยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและคาร์บอนต่ำ และ (3) การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

 

ขณะที่วินเซนต์ มิลตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) มีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ของไทย โดยส่งเสริมความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และวินัยทางการเงินให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานเครดิตสากล ทั้งนี้การเพิ่มความโปร่งใส รวมถึงการใช้ผลการจัดอันดับเครดิตจากสองสถาบันเป็นอย่างน้อยนั้นเป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ใช้ในตลาดต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและกระบวนการทำงานของตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

The post ดร.ประสาร อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ฟื้นตัวแบบ K-Shaped ย้ำนโยบายการเงิน-การคลังต้องรักษาความเชื่อมั่น ควบคู่แก้ปัญหาระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติสร้างความมั่นใจ การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ปลอดภัยจากน้ำท่วม เผยจัดทำแผนฉุกเฉินรองรับแล้ว https://thestandard.co/imf-world-bank-meetings-2026-flood/ Thu, 01 Oct 2026 01:51:32 +0000 https://thestandard.co/imf-world-bank-meetings-2026-flood/ โลโก้การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 พร้อมข้อความธปท.สร้างความมั่นใจการประชุมปลอดภัยจากน้ำท่วม

โฆษกแบงก์ชาติมั่นใจ การประชุม The IMF-World Bank Group […]

The post แบงก์ชาติสร้างความมั่นใจ การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ปลอดภัยจากน้ำท่วม เผยจัดทำแผนฉุกเฉินรองรับแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 พร้อมข้อความธปท.สร้างความมั่นใจการประชุมปลอดภัยจากน้ำท่วม

โฆษกแบงก์ชาติมั่นใจ การประชุม The IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 จะปลอดภัยจากน้ำท่วม เผยจัดทำแผนฉุกเฉินรองรับแล้ว พร้อมยืนยันหารือและติดตามสถานการณ์ร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง

 

ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตอบคำถามเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) หรือ IMF-WBG Annual Meetings ประจำปี 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ โดยระบุว่า ทางคณะผู้จัดงานได้มีการพูดคุยหารือและจัดทำแผนฉุกเฉิน (Business Continuity Plan: BCP) เพื่อสะท้อนความมั่นใจแล้ว

 

นอกจากนี้ ยังได้มีการประเมินแล้วว่า พื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน หากบริหารจัดการน้ำเหนือได้ และฝนไม่ได้ตกเพิ่มขึ้นก็ไม่ได้น่าจะได้รับผลกระทบในช่วงการประชุม

 

ชญาวดียังกล่าวย้ำว่า ทางคณะผู้จัดงานไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้มีการเตรียมความพร้อมและติดตามสถานการณ์ร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง

The post แบงก์ชาติสร้างความมั่นใจ การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ปลอดภัยจากน้ำท่วม เผยจัดทำแผนฉุกเฉินรองรับแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยมีสัดส่วน ‘หนี้เสีย’ สูงสุดในอาเซียน จับตาเหตุน้ำท่วมจ่อกดดัน ‘งบดุลครัวเรือน-SME’ ซ้ำเติม https://thestandard.co/thailand-npl-highest-asean-floods-debt/ Wed, 30 Sep 2026 13:15:22 +0000 https://thestandard.co/thailand-npl-highest-asean-floods-debt/ ภาพประกอบแสดงถึงปัญหาหนี้เสียของไทยที่สูงที่สุดในอาเซียน และผลกระทบจากน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจ

Fitch Rating เตือนแนวโน้มภาคธนาคารไทย ‘อ่อนแอลง’ […]

The post ไทยมีสัดส่วน ‘หนี้เสีย’ สูงสุดในอาเซียน จับตาเหตุน้ำท่วมจ่อกดดัน ‘งบดุลครัวเรือน-SME’ ซ้ำเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงปัญหาหนี้เสียของไทยที่สูงที่สุดในอาเซียน และผลกระทบจากน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจ

Fitch Rating เตือนแนวโน้มภาคธนาคารไทย ‘อ่อนแอลง’ หลังเศรษฐกิจโตต่ำและคุณภาพสินทรัพย์น่าห่วง หลังคาดว่า สัดส่วน NPL ของธนาคารไทยในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเฉียด 4% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ด้านธปท.เตือนว่า เหตุน้ำท่วมอาจซ้ำเติมปัญหาหนี้สินครัวเรือนและ SME ที่เผชิญภาวะงบการเงินแย่ลงอยู่แล้ว จากช็อกทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหลายรอบติดต่อกันก่อนหน้านี้อีกด้วย

 

 

วันนี้ (30 กันยายน)​ พาสันติ์ สิงหะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสถาบันการเงินของ ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวถึงแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมธนาคารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ปี 2026 แบ่งตามกลุ่มประเทศ พบว่า กลุ่มประเทศตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Markets:DM) ได้แก่ ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ฮ่องกง และสิงคโปร์ มีแนวโน้มคงที่และเป็นกลาง (Stable / Neutral) ส่วนญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น (Improving)

 

สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets:EM) ได้แก่ จีน อินเดียและมาเลเซียมีแนวโน้มทรงตัว (Neutral) ส่วนอินโดนีเซียมีแนวโน้มทรงตัวถึงเชิงลบ (Stable/Neg) ขณะที่ ฟิลิปปินส์และไทยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวอ่อนแอลงจากปีก่อน (Deteriorating)

 

ภาพประกอบแสดงถึงปัญหาหนี้เสียของไทยที่สูงที่สุดในอาเซียน และผลกระทบจากน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจ 1

 

แนวโน้มภาคธนาคารไทย ‘อ่อนแอลง’ หลังเศรษฐกิจโตต่ำ-คุณภาพสินทรัพย์น่าห่วง

 

พาสันติ์ยังกล่าวถึง แนวโน้มภาคธนาคารไทย (Thai Banking Sector Outlook) โดยระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารไทยได้มีการลดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) ลงอย่างมาก ส่งผลให้อัตราการเติบโตของสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำ และมีการปรับสัดส่วนโครงสร้างของพอร์ทสินเชื่อ (Loan Mix Shifting) สู่กลุ่มลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เพื่อควบคุมความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อโดยรวม

 

แต่กระนั้นธนาคารไทยยังคงมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูงในด้านคุณภาพสินทรัพย์ เนื่องจากสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL)​ ของธนาคารไทยน่าจะยังคงทรงตัวในระดับสูงเมื่อเทียบกับธนาคารอื่นในภูมิภาค

 

“ธนาคารพาณิชย์ยังไม่มีแนวโน้มจะเพิ่มความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อในระยะสั้น ตราบใดที่เศรษฐกิจยังเติบโตเพียง 2% กว่า และสัดส่วน NPL ยังสูง”

 

อย่างไรก็ดี พาสันติ์ย้ำว่า ความสามารถในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ยังคงแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมในการดำเนินงานที่อ่อนแอ และความสามารถในการรองรับความเสี่ยงในด้านเงินกองทุนน่าจะยังช่วยรองรับความเสี่ยงด้านลบได้ในระดับหนึ่ง

 

ภาพประกอบแสดงถึงปัญหาหนี้เสียของไทยที่สูงที่สุดในอาเซียน และผลกระทบจากน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจ 2

 

ไทยมีสัดส่วน NPL สูงสุดในกลุ่มอาเซียน

 

พาสันติ์ยังกล่าวต่อว่า Fitch คาดว่า คาดการณ์ว่าสัดส่วน NPL ของประเทศไทยในปี 2026 จะอยู่ที่ระดับเกือบ 4% ในกรณีฐาน (Best Case) และกรณีเลวร้าย (Adversed Case) ซึ่งอาจเกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าคาด NPL อาจเพิ่มขึ้นจากกรณีฐานอีกเล็กน้อย โดยประมาณการ NPL ของภาคธนาคารไทยในปีนี้นับว่า สูงที่สุดเมือเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

 

โดยแนวโน้ม NPL ของประเทศไทยใน 1-2 ปีข้างหน้ายังคาดว่า จะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 3–4% ต่อเนื่อง ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีแนวโน้มลดลง โดยพาสันติ์มองว่า สาเหตุสำคัญเป็นผลมาจากเศรษฐกิจไทยเติบโตและฟื้นตัวช้ามาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค

 

ภาพประกอบแสดงถึงปัญหาหนี้เสียของไทยที่สูงที่สุดในอาเซียน และผลกระทบจากน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจ 3

 

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Fitch ยังแสดงให้เห็นว่า สัดส่วนลูกหนี้ที่แก้หนี้แล้ว แต่กลับมาเป็น NPL ซ้ำ (Re-entry NPL) เริ่มกระดกขึ้น อย่างไรก็ตาม พาสันติ์มองว่า แม้ Re-entry NPL มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นบ้าง ซึ่งสะท้อนมาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ระดับการกลับมายังไม่ได้สูงน่ากังวลเท่ากับสถิติในอดีต

 

พาสันติ์กล่าวอีกว่า ปัจจัยที่เป็นห่วงคือธนาคารขาย NPL ออกได้ยากขึ้น เนื่องจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ชะลอและลดปริมาณการรับซื้อ NPL ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา AMC ประสบความยากลำบากในการบริหารจัดการ NPL เดิมที่มีอยู่ จึงเน้นถือรอให้เศรษฐกิจดีขึ้นเพื่อนำออกขาย หรือหวังให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้ ซึ่งในความเป็นจริงเกิดขึ้นได้ยาก

 

ภาพประกอบแสดงถึงปัญหาหนี้เสียของไทยที่สูงที่สุดในอาเซียน และผลกระทบจากน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจ 4

 

น้ำท่วมจ่อกดดันปัญหาหนี้สินคนไทย ท่ามกลางภาวะงบดุลครัวเรือน-SME อ่อนแอ

 

ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท. ) กล่าวในงาน BOT Monthly Briefing โฆษกพบสื่อ เดือนกันยายน 2569 โดยระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นย่อมสร้างความเสียหายต่อสต็อกสินค้า ทรัพย์สิน และการประกอบอาชีพ ซึ่งอาจซ้ำเติมปัญหา ‘หนี้สิน’ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ SME และลูกค้ารายย่อยที่มีปัญหาเดิมอยู่แล้ว

 

ชญาวดีกล่าวต่อว่า เหตุน้ำท่วมรอบนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะที่งบการเงิน (Balance Sheet) ของครัวเรือนและธุรกิจ SME แย่ลง หลังเผชิญเหตุการณ์ผลกระทบหรือช็อกทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหลายรอบติดต่อกันอีกด้วย

 

“ปัญหาของหนี้สินที่อาจจะเพิ่มขึ้น โดยธปท. เตรียมพิจารณาในรายละเอียดต่อไป เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ดี ถ้าพูดถึงเรื่องของปัญหาหนี้สิน ธปท. กำชับให้สถาบันการเงินได้เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แล้ว”

 

โฆษกธปท. ย้ำว่า ธปท. ได้กำชับสถาบันการเงินให้เร่งรัดออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็น การพักชำระเงินต้น การพักชำระดอกเบี้ย การลดค่างวด การขยายระยะเวลาชำระหนี้ หรือการลดอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังมีมาตรการความช่วยเหลือด้านการเติมสภาพคล่อง ได้แก่ สินเชื่อฉุกเฉิน สินเชื่อซ่อมบ้าน และการเติมเงินทุนสำหรับ SME เพื่อใช้ประกอบธุรกิจ

 

โดยธปท. รวบรวมมาตรการเหลือลูกหนี้เหตุน้ำท่วมจากสถาบันการเงิน 16 แห่ง แบ่งเป็น ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) 6 แห่ง ไว้บนหน้าเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของ ธปท. แล้ว

 

แบงก์ชาติประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วม

 

สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วม ชญาวดีกล่าวว่า ธปท. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะยังไม่ประเมินตัวเลขผลกระทบ เนื่องจากสถานการณ์ยังดำเนินอยู่ (Ongoing) อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นมองว่า ผลกระทบจะอยู่ที่ภาคบริการเป็นหลัก โดยเฉพาะการขนส่ง การกระจายสินค้า ร้านค้าปลีก-ค้าส่ง และพื้นที่ก่อสร้างที่ต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว

 

ขณะที่ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวที่ผ่านมายังได้รับผลกระทบจำกัด แต่หากระดับน้ำเพิ่มขึ้นก็อาจจะส่งผลในวงที่กว้างขึ้นได้ สำหรับภาคการผลิตยังไม่พบความเสียหายเป็นวงกว้างต่อโรงงานและนิคมอุตสาหกรรม แต่ยังต้องตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

 

ส่วนการบริโภคของครัวเรือนที่อาจมีการตุนสินค้าและการซ่อมสร้าง ซึ่งค่าใช้จ่ายในการซ่อมสร้างทรัพย์สินที่เสียหายหลังน้ำลดส่วนนี้อาจจะเข้ามาช่วยชดเชยตัวเลขทางเศรษฐกิจได้บางส่วน

The post ไทยมีสัดส่วน ‘หนี้เสีย’ สูงสุดในอาเซียน จับตาเหตุน้ำท่วมจ่อกดดัน ‘งบดุลครัวเรือน-SME’ ซ้ำเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
หอการค้าไทยเตือน Air cargo แออัด จี้ปลด ‘คอขวด’ สุวรรณภูมิ ก่อน Peak Season รับการค้า 5.53 ล้านล้านบาท https://thestandard.co/thai-chamber-air-cargo-suvarnabhumi-bottleneck/ Wed, 30 Sep 2026 12:08:54 +0000 https://thestandard.co/thai-chamber-air-cargo-suvarnabhumi-bottleneck/ ภาพกราฟิกแสดงความแออัดของการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air cargo) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และข้อเสนอของหอการค้าไทย

ประธานหอการค้าไทยเร่งผลักดันแก้คอขวดสุวรรณภูมิ ชี้ต้องเ […]

The post หอการค้าไทยเตือน Air cargo แออัด จี้ปลด ‘คอขวด’ สุวรรณภูมิ ก่อน Peak Season รับการค้า 5.53 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงความแออัดของการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air cargo) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และข้อเสนอของหอการค้าไทย

ประธานหอการค้าไทยเร่งผลักดันแก้คอขวดสุวรรณภูมิ ชี้ต้องเร่งแก้ทั้งระบบ รับมือ Peak Season ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ พร้อมวางแนวทางระยะยาวรองรับการเติบโต

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยติดตามสถานการณ์การให้บริการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า

 

โดยในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้า–ออกสนามบิน ขณะเดียวกันยังเกิดปัญหาเที่ยวบินล่าช้าและมีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก ผู้โดยสารตกค้าง และสัมภาระล่าช้าหรือตกค้าง สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้โดยสารและนักธุรกิจจำนวนมาก

 

“สนามบินเป็นประตูด่านแรกที่ผู้เดินทางสัมผัสเมื่อมาถึงประเทศไทย การให้บริการที่ติดขัดย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อกำลังเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี”

 

โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศมากขึ้น และประเทศไทยกำลังเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรเร่งบูรณาการและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนโดยทันที เพื่อให้การเดินทางและการให้บริการกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

 

ส่วนการขนส่งสินค้าทางอากาศนั้น หอการค้าไทยติดตามปัญหาความแออัดและข้อจำกัดมาอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าเป็นปัญหาสะสมตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้งด้านพื้นที่คลังสินค้า กำลังคน อุปกรณ์ และขั้นตอนการปฏิบัติงาน ซึ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อปริมาณการขนส่งทางอากาศเพิ่มสูงขึ้น

 

จากข้อมูลช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีมูลค่าการค้าผ่านทางอากาศประมาณ 5.53 ล้านล้านบาท

 

ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกประมาณ 2.42 ล้านล้านบาท หรือราวหนึ่งในสามของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด สินค้าสำคัญ

 

ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ มูลค่ากว่า 1.32 ล้านล้านบาท และสินค้าเกษตรและอาหารกว่า 380,000 ล้านบาท สะท้อนว่า Air Cargo มีความสำคัญต่อการส่งออกและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

ในช่วงที่ผ่านมา จำนวนเที่ยวบินขนส่งสินค้าแบบเช่าเหมาลำ (Charter Flight) และปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนระบบต้องรองรับงานในระดับสูง

 

โดยคลังสินค้า TG เคยขอระงับการรับ Charter Flight เข้าคลังเป็นการชั่วคราว เพื่อบริหารจัดการสินค้าที่สะสมอยู่ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการรองรับสินค้า

 

ส่วนปริมาณผู้โดยสารในรอบปี 2569 ยังพบว่า มี 118 สายการบินให้บริการ รวม 3.4 แสนเที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 1.83% และมีผู้โดยสาร 59.62 ล้านคน ดังนั้น สนามบินสุวรรณภูมิจึงถือเป็นหน้าตาของประเทศ ที่ต้องเร่งเพิ่มความรวดเร็วและการอำนวยความสะดวกให้เป็น Global Aviation Hub

 

“ปัญหาไม่ได้เกิดจากปริมาณสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ กำลังคน อุปกรณ์ ขั้นตอนการทำงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้าก่อนขึ้นเครื่อง เมื่อหลายข้อจำกัดเกิดขึ้นพร้อมกัน ก็อาจทำให้การขนส่งติดขัดต่อเนื่องทั้งระบบ” ดร.พจน์ กล่าว

 

ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมที่กระทบการเดินทางของพนักงานและผู้โดยสารในช่วงที่ผ่านมา ก็เป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมอีกด้วย จึงต้องเร่งยกเครื่องแก้ไขปัญหาทั้งระบบ

 

ด้าน ภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการ Logistics & Supply Chain สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ได้รวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ Air Cargo เพื่อจัดทำข้อเสนอแก้ไขปัญหา

 

โดยเห็นว่าการแก้ไขให้เกิดผลต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย ตั้งแต่คลังสินค้า ท่าอากาศยาน หน่วยงานกำกับดูแลด้านความปลอดภัย กรมศุลกากร ตลอดจน สายการบิน ไปจนถึงผู้ประกอบการ

 

หอการค้าไทยขอชื่นชมกรมศุลกากรที่พร้อมปรับขั้นตอนและการปฏิบัติงาน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในสถานการณ์เร่งด่วน อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาจะเกิดผลได้เต็มที่เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานการทำงานให้สอดคล้องกันตลอดกระบวนการ ทั้ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ตลอดจน กระทรวงคมนาคม

 

โดยยึดแนวปฏิบัติตามหลักการของพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569

 

“โดยเฉพาะช่วงปลายปีซึ่งเป็น Peak Season ที่ปริมาณการนำเข้าและส่งออกเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องเร่งลดความแออัด เพิ่มความสามารถในการรองรับสินค้า และสร้างความแน่นอนในการให้บริการ”

 

หอการค้าไทยอยู่ระหว่างผลักดันข้อเสนอทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว โดยเสนอให้มีกลไกกลางที่หน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดมาตรการ ประสานการดำเนินงาน

 

ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และตัวชี้วัดที่ชัดเจน หน่วยงานที่ควรร่วมในกลไกดังกล่าว

 

ได้แก่ AOT, CAAT, กรมศุลกากร ผู้ให้บริการคลังสินค้า สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย (TAFA) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

 

สำหรับระยะยาว หอการค้าไทยเห็นว่าการเพิ่มขีดความสามารถของระบบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงควรทบทวนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใน TOR สำหรับการให้สิทธิผู้ประกอบการคลังสินค้ารายใหม่

 

รวมถึงกำหนดมาตรฐานด้าน Capacity, Service Level ประสิทธิภาพการให้บริการ และความพร้อมรองรับช่วง Peak Season เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของ Air Cargo ในอนาคต

 

ทั้งนี้ หอการค้าไทยได้จัดทำรายงาน ‘การยกระดับประสิทธิภาพระบบ Air Cargo ของประเทศไทย: กรณีศึกษาปัญหาความแออัด ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ’ ซึ่งรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะในแต่ละระยะ และมีกำหนดเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 นี้

 

เพื่อนำเสนอผลการศึกษาที่ระบุข้อเสนอการแก้ไขปัญหา โดยพร้อมสื่อสารข้อสรุปแนวทางแก้ไขปัญหาไปยังภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

“หอการค้าไทยติดตามและศึกษาปัญหานี้ร่วมกับผู้เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง เรากำลังผลักดันให้ทุกฝ่ายร่วมกันคลี่คลายข้อจำกัดในช่วงเร่งด่วน และวางแนวทางระยะกลางและระยะยาว เพื่อให้สุวรรณภูมิรองรับการเติบโตของ Air Cargo ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย” ภูมินทร์กล่าว

The post หอการค้าไทยเตือน Air cargo แออัด จี้ปลด ‘คอขวด’ สุวรรณภูมิ ก่อน Peak Season รับการค้า 5.53 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘10 ปีเราไม่เรียนรู้อะไรเลย’ ? น้ำท่วมซ้ำ แต่ระบบยังอยู่ที่เดิม ถึงเวลารัฐบาล-กทม.ปลด ‘น้ำ’ ออกจากการเมือง ก่อนเศรษฐกิจรับไม่ไหว https://thestandard.co/thailand-flood-water-management-economy/ Wed, 30 Sep 2026 04:06:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1261755 รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

เตือนน้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุนสูงมา อีก 5 หมื่นล้านบาทอาจหาย […]

The post ‘10 ปีเราไม่เรียนรู้อะไรเลย’ ? น้ำท่วมซ้ำ แต่ระบบยังอยู่ที่เดิม ถึงเวลารัฐบาล-กทม.ปลด ‘น้ำ’ ออกจากการเมือง ก่อนเศรษฐกิจรับไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

เตือนน้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุนสูงมา อีก 5 หมื่นล้านบาทอาจหายจากเศรษฐกิจ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

หลังเวลาเพียงสัปดาห์ น้ำท่วมรอบนี้สร้างความเสียหายแล้วราว 2.5 หมื่นล้านบาท และฉุด GDP ไตรมาส 3 ลง 0.55% นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ชี้ จับตาหากมวลน้ำเหนือมาอีกระลอก รัฐบาลจะวางแผนรับมืออย่างไร พร้อมตั้งคำถามว่า 10 ปีที่ผ่านมา เราเรียนรู้อะไรจากน้ำท่วมบ้าง?

 

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์กับ ’THE STANDARD WEALTH‘ ว่า ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมช่วงวันที่ 24-28 กันยายน 2569 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมราว 2.5 หมื่นล้านบาท และฉุด GDP ไตรมาส 3/2569 ลดลง 0.55%

 

โดยกรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบหนักที่สุดเนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ขณะที่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังไปจนถึงสัปดาห์หน้า ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย กรณีฉากทัศน์ ‘มีมวลน้ำเหนือไหลลงมา’ เพิ่มเติมอีกระลอก

 

โดยเฉพาะพื้นที่รอบนอกกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทั้งด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม โรงงาน นิคมอุตสาหกรรม อาจสร้างความเสียหายเพิ่มเติมราว 50,000 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ ตัวเลขความเสียหายเพิ่มเติมยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครว่าจะสามารถป้องกันและระบายน้ำได้มากน้อยเพียงใดด้วย

 

“ถ้าน้ำเหนือมาอีกครั้ง และไม่สามารถกันน้ำได้ ก็อาจกระทบพื้นที่รอบกรุงเทพฯ ประมาณ 50,000 ล้านบาท”

 

ชี้ระบบเตือนภัยต้องเตือน ‘ก่อนเกิดเหตุ’ ไม่ใช่เตือนหลังน้ำท่วม

 

ดร.อัทธ์ กล่าวอีกว่า หากประเมินการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมรอบนี้ ทั้งรัฐบาลและกรุงเทพมหานคร ถือว่า ‘ล้มเหลว’

 

โดยเริ่มตั้งแต่ระบบการแจ้งเตือนประชาชน ซึ่งระบบเตือนภัยควรทำหน้าที่แจ้งเตือนล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัวและเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน

 

“จริงๆเรามีเทคโนโลยีระบบ Early Warning ต้องเตือนล่วงหน้า แต่รอบนี้ไม่ได้เตือนล่วงหน้า เป็นการเตือนตามหลัง เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่คุณลักษณะของระบบเตือนภัยที่ควรจะเป็น”

 

นอกจากการแจ้งเตือนแล้ว ดร.อัทธ์ ระบุว่า การบริหารจัดการในส่วนอื่นยังมี ‘ช่องโหว่’ ทั้งการระบายน้ำ การขนย้ายผู้สูงอายุและเด็ก การจัดเตรียมเสบียงสินค้า ครัวกลาง และศูนย์อพยพ

 

“เหตุน้ำมา เตือนประชาชนว่าให้รีบเอาของขึ้น แต่เอาของขึ้นแล้วไปไหนต่อ ถ้าน้ำท่วมบ้านแล้วจะให้ประชาชนไปไหน ถ้าไม่มีศูนย์อพยพ แล้วประชาชนจะเอารถไปจอดที่ไหน สุดท้ายก็ต้องไปจอดตามสะพานหรือตามข้างทางเหมือนเดิม”

 

ดร.อัทธ์ มองว่า หากเปรียบเทียบกับสถานการณ์น้ำท่วมปี 2554 ครั้งนี้มีความ ‘น่ากังวล’ ในอีกมิติหนึ่ง

 

เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีระบบเตือนภัยหลายเทคโนโลยี มีงบด้านน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถยกระดับการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพเพียงพอ ไม่มีเอกภาพ Single command ใดๆได้อย่างไร

 

“ปี 2554 เรายังไม่มีระบบเตือนภัยแบบที่มีในปัจจุบัน แต่วันนี้เรามีระบบเตือนภัยมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ ก็แสดงว่าเราแย่กว่าเดิมใช่หรือไม่”

 

ต้องมีองค์กรกลาง เรื่องน้ำ ‘เป็นอิสระทางการเมือง’

 

ดร.อัทธ์ กล่าวต่อว่า โครงสร้างการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งหน่วยงานระดับกรุงเทพมหานคร กระทรวง กรม และหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ยังไม่สามารถจัดการปัญหาน้ำได้อย่างเป็นระบบ

 

“องค์กรทั้งหมดที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาน้ำได้ ไม่สามารถทำให้น้ำลด และไม่สามารถป้องกันไม่ให้น้ำท่วมบ้านประชาชนได้ทันท่วงที”

 

ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมี หน่วยงานที่ดูแลเรื่องน้ำโดยเฉพาะ และมีความเป็นอิสระทางการเมือง เพื่อรับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม

 

ดร.อัทธ์ เตือนว่า ปัญหาน้ำท่วมมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้น ทั้งภาวะเอลณีโญ ผังเมืองที่ขยาย

 

หากประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกลางที่สามารถบริหารจัดการปัญหาได้ทั้งระบบ อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

 

“ถ้าไม่มีหน่วยงานกลางหรือองค์กรใหม่มาจัดการทั้งระบบ เศรษฐกิจไทยจะแย่กว่าเดิมอีก คนจะไม่มาลงทุน”

 

ปัญหาสายการบิน ลามกระทบความเชื่อมั่น FDI นักลงทุนอาจไม่กล้าเสี่ยง

 

ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายต่อบ้านเรือนหรือธุรกิจในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังอาจส่งต่อไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ FDI

 

โดยเฉพาะนักลงทุนที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการสร้างโรงงานหรือฐานการผลิต หากต้องเผชิญความไม่แน่นอนว่าจะเกิดน้ำท่วมเมื่อใด ย่อมเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจลงทุนอนาคต

 

“นักลงทุนลงทุนเป็นหมื่นล้านหรือสองหมื่นล้าน ต้องประเมินทุกมิติ ถ้าโรงงานเสี่ยงน้ำท่วม ใครจะมาลงทุน ถ้าไม่รู้ว่าจะมีแผนรับมือท่วมเมื่อไร ใครจะมาลงทุน”

 

ที่สำคัญ ผลกระทบสามารถเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ไปถึงภาคการท่องเที่ยวและการเดินทาง โดยยกกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นของสายการบินแห่งชาติ กับการบริหารจัดการสนามบินและการเดินทางของนักท่องเที่ยว

 

เมื่อเกิดน้ำท่วม นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวหรือใช้จ่ายได้ตามปกติ ย่อมกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกทอดหนึ่ง

 

300 มิลลิเมตรยัง ‘เอาไม่อยู่’ หากน้ำเหนือมาอีก ระบบต้องรับมืออย่างไร

 

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ถือเป็น ‘บททดสอบ’ สำคัญของระบบบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครและประเทศไทย

 

โดยเฉพาะเมื่อปริมาณฝนระดับประมาณ 300 มิลลิเมตร ยังสร้างแรงกดดันต่อระบบระบายน้ำ

 

“รอบนี้คือบททดสอบ 300 มิลลิเมตร เรายังเอาไม่อยู่ ถ้ามา 400-500 มิลลิเมตรจะทำอย่างไร บททดสอบเราได้เห็นแล้วว่ารัฐบาลเอาไม่อยู่”

 

ดังนั้น หากประเทศไทยยังไม่ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง เมื่อเกิดสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นในอนาคต ปัญหาอาจยิ่งขยายตัว เศรษฐกิจเสียหาย ฉุดความสามารถแข่งขันเพื่อนบ้านมาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์

 

มองส่งออกยัง ’พระเอก’ แต่ GDP ไทยปีนี้โตต่ำ 2.1% ภาษีสหรัฐฯ-น้ำท่วม-บริโภค-ลงทุนชะลอกดดัน

 

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ดร.อัทธ์ มองว่า ปัจจัยที่ต้องติดตามมีทั้งเรื่องภาษีของสหรัฐฯ ทั้งภาษี 301 ภัยพิบัติ และสถานการณ์น้ำท่วม

 

ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุน ยังมีสัญญาณชะลอตัว

 

แม้การส่งออกยังเป็น ‘พระเอก’ เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปีนี้

 

แต่การบริโภคและการลงทุนยังซึมตัว หรือหากขยายตัวก็เพิ่มขึ้นไม่มากนัก

 

จากปัจจัยดังข้างต้น จึงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีโอกาสขยายตัวประมาณ 2.1% ลดลงจากระดับ 2.4% ในปีก่อน

 

โดยมองว่าปัจจัยลบต่างๆ ทั้งภาษีสหรัฐฯ รวมถึงน้ำท่วม การชะลอตัวของการบริโภค และการลงทุน เป็นแรงกดดันสำคัญ

 

ให้คะแนนรัฐบาลบริหารน้ำ 3 เต็ม 10 ชี้ ‘สอบตก’

 

เมื่อถามถึงการประเมินผลงานรัฐบาลในช่วงโค้งท้ายปี ให้คะแนนการบริหารจัดการน้ำ 3 คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน หรือระดับ C ซึ่งถือว่า ‘สอบตก’ ในประเด็นการบริหารจัดการน้ำ

 

“ถ้าเฉพาะเรื่องน้ำ เต็ม 10 ผมให้ 3 คะแนน ก็ให้เกรด C คือสอบตกเลย”

 

ส่วนการบริหารงานของรัฐบาลในภาพรวม อรรถให้คะแนนประมาณระดับ B แต่เป็น B ที่ค่อนข้างใกล้ C สะท้อนว่าไม่ได้มองว่าอยู่ในระดับดีมาก

 

“โดยรวมทุกเรื่องที่รัฐบาลบริหาร ผมให้ B แต่เป็น B กลางๆ ค่อนข้างจะมา C ไม่ใช่ B ที่จะไป B บวก”

 

ทั้งนี้ ดร.อัทธ์ ย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่สุดเวลานี้คือความเชื่อมั่น การบริหารจัดการน้ำ

 

เพราะหากประเทศไทยยังไม่ปรับระบบให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นได้ ความเสียหายจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบ้านเรือนและธุรกิจ

 

แต่สามารถส่งต่อไปยังภาคการผลิต การท่องเที่ยว การลงทุน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

 

พร้อมถามย้ำว่า 10 ปี การบริหารจัดการน้ำของไทยเราเรียนรู้อะไรกันบ้าง ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่รัฐบาลต้องหันมาเอาจริงเอาจังกับการบริหารน้ำ ก่อนเศรษฐกิจรับไม่ไหว

 

The post ‘10 ปีเราไม่เรียนรู้อะไรเลย’ ? น้ำท่วมซ้ำ แต่ระบบยังอยู่ที่เดิม ถึงเวลารัฐบาล-กทม.ปลด ‘น้ำ’ ออกจากการเมือง ก่อนเศรษฐกิจรับไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>