Economic – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-economic/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 01 Aug 2026 05:33:09 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘เอกนิติ’ ผนึก ‘กรอ.’ ตั้ง 5 คณะทำงาน จัดทำแผน ‘Quick Big Win’ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยใน 4 ปี https://thestandard.co/ekniti-jppscc-quick-big-win-plan/ Sat, 01 Aug 2026 05:28:45 +0000 https://thestandard.co/ekniti-jppscc-quick-big-win-plan/ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ แถลงข่าวการตั้ง 5 คณะทำงานร่วมกับ กรอ. เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ และรมว.คลัง ผนึกเอกชน จัดตั้ง 5 คณะท […]

The post ‘เอกนิติ’ ผนึก ‘กรอ.’ ตั้ง 5 คณะทำงาน จัดทำแผน ‘Quick Big Win’ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยใน 4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ แถลงข่าวการตั้ง 5 คณะทำงานร่วมกับ กรอ. เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ และรมว.คลัง ผนึกเอกชน จัดตั้ง 5 คณะทำงาน พร้อมสั่งการจัดทำแผน ‘Quick Big Win’ ระยะ 6 เดือน 2 ปี และ 4 ปี ตั้งเป้ายกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยโต 3% พลัส เพิ่มระดับการลงทุนเป็น 30% ภายในปี 2572

 

 

วันนี้ (31 กรกฎาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ได้มีมติจัดตั้งคณะทำงาน 5 ยุทธศาสตร์ ดังนี้

 

1. Investment & industry transformation hub

 

มี นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นประธานคณะทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการยกระดับในภาคอุตสาหกรรมเก่า รวมถึงเร่งลงทุนในภาคอุตสาหกรรมใหม่ และเร่งรัดการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาตธุรกิจต่าง ๆ พร้อมกับเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่สำหรับรองรับการลงทุนในอนาคต

 

อีกทั้งยกระดับทักษะบุคลากรไทยผ่านโปรแกรม Skill Bridge และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น พลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว (Bio & Green) ยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและ AI ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การแพทย์ และอาหารแห่งอนาคต

 

นอกจากนี้ ต้องสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain ของอุตสาหกรรมระดับโลก และเพิ่มสัดส่วน Local Content ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งใช้เครื่องมือด้านการเงินการคลัง เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษและมาตรการภาษี ควบคู่กับระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจไทย

 

2. AI & Digital hub

 

มี ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นประธานคณะทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้าน AI ผ่านการดึงดูดการลงทุนใน AI, Semiconductor, Chip Design พร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนกลุ่มนี้ให้ได้ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2570 และผลักดันให้เศรษฐกิจ AI สร้างมูลค่าเพิ่มคิดเป็น 5% ของ GDP

 

พร้อมพัฒนา Ecosystem ด้าน AI ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล บุคลากร การวิจัยและพัฒนา และทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงส่งเสริมการนำ AI ไปใช้จริงในภาคธุรกิจทุกภาคส่วน อุตสาหกรรมเป้าหมาย และภาครัฐ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างบริการรูปแบบใหม่

 

3.Green Economy

 

มี กุลิต สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ทรงคุณวุฒินั่งประธานคณะทำงานร่วมกับภาคเอกชน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน EV และระบบขนส่งสีเขียว

 

พร้อมพัฒนากลไก Carbon Accounting และ Carbon Market ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

 

4. Financial Hub

 

มี ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะทำงานร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อใช้จุดแข็งของระบบการเงินไทยเป็นกลไกสนับสนุนการลงทุนแห่งอนาคต มุ่งพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางบริการทางการเงินของภูมิภาค ครอบคลุมการธนาคาร ตลาดทุน การประกันภัย และการบริหารความมั่งคั่ง พร้อมยกระดับบทบาทของตลาดทุนในการสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพในการเติบโตสู่ระดับโลก (National Champions) ผ่านมาตรการอำนวยความสะดวกในการระดมทุนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

 

5. Medical Investment Hub

 

ยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์มูลค่าสูงของภูมิภาค ผ่านการสร้าง Medical Ecosystem ครบวงจร ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การผลิตยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง

 

พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain การแพทย์ระดับโลก ผลักดันสัดส่วน Local Content ในการผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์ทางการแพทย์ และนวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศ เพื่อยกระดับไทยสู่การเป็นฐานผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญของภูมิภาค

 

ตั้งขึ้นเพื่ออะไร ต่างจากการตั้งอนุกรรมการชุดอื่นๆ อย่างไร

 

นฤตม์ เลขาฯ บีโอไอ อธิบายว่า คณะทำงานดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยในการขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญของ กรอ. ในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 3 ประการ ภายในปี 2572 ได้แก่

 

  • ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัว 3% พลัส
  • ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันไทยสู่ 20 อันดับแรกของโลก
  • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมเอกชนและภาครัฐขึ้นเป็น 30% ของ GDP

 

โดย นฤตม์ระบุว่า จะเป็นการทำงานแบบบูรณาการในวงที่กว้างขึ้นระหว่างภาครัฐเอกชน ซึ่งมีประธานสภาเอกชนครบทุกสถาบันหลัก และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนเข้าร่วมหลายท่าน

 

นอกจากนี้ ยังเป็นการใช้เครื่องมือในการขับเคลื่อนที่หลากหลาย ทั้งมาตรการภาษี และงบประมาณของกระทรวงการคลัง หรือมาตรการอื่นๆ ของกระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงเครื่องมือทางการเงินของสมาคมธนาคาร ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่กลไกส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติ ระบุเพิ่มเติมว่า บางมาตรการอาจไม่ต้องใช้เงินเลย เช่นในส่วนของ Medical Hub ที่อาจปรับเปลี่ยนการจัดซื้อจัดจ้างยาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติ ระบุว่า ได้มอบหมายให้คณะทำงานแต่ละชุด จัดทำแผน ‘Quick Big Win’ ภายใน 6 เดือน ภายใน 2 ปี และแผน ‘Long Win’ ภายใน 4 ปี ก่อนจะมีการประชุมนัดต่อไปภายในสิ้นเดือนสิงหาคม

 

เอกชนขานรับ ย้ำมีแผนชัด รัฐบาลพร้อมรับฟัง

 

ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เผยว่า การทำงานชุดดังกล่าวมีลักษณะการดำเนินงานแบบ ‘Agile’ เป็นการระดมความคิด ตลอดจนวางแผนงานออกมาอย่างสอดคล้องกัน และมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน โดยมีภาคเอกชนรับผิดชอบร่วมกับภาครัฐ

 

ที่สำคัญคือ มีธนาคารโลก (World Bank) เป็นองค์กรอิสระในการตรวจสอบการดำเนินงานของคณะทำงานชุดดังกล่าว

 

ทางด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ มองว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน เป็นรัฐบาลเพียงชุดเดียวที่รับฟังเอกชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และรู้สึกดีใจที่การประชุมแผนงานวันนี้มีความชัดเจนมากขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมเก่า ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบที่ได้ถิ่นกําเนิดในประเทศไทย (Local Content)

 

ส่วนเวทิต โชควัฒนา รองประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แสดงความชื่นชมรัฐบาลในการรับฟังภาคเอกชน รวมถึงมีแผนงานที่ชัดเจน ในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านห่วงโซ่อุตสาหกรรม

 

“สิ่งนี้จะทำให้เราเดินได้ถูก เพราะว่าภาคอุตสาหกรรมเราก็เป็น SME ค่อนข้างเยอะ เราจะเดินได้ถูก เราจะไปอยู่ในซัพพลายเชนของสิ่งที่จะมาใหม่และสิ่งเก่าที่จะสนับสนุน จะสนับสนุนแค่ไหนแบบไหน อันเนี่ยเป็นความชัดเจนมาก” เวทิตกล่าว

 

ทั้งนี้ ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเผยว่า ได้เห็นความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดยมีภาคตลาดทุนไทยเป็นกลไกร่วมในการขับเคลื่อน ซึ่งนับเป็นครั้งแรก และเป็นการเริ่มต้นที่ดี

 

“เป็นครั้งแรกๆ สำหรับตลาดทุนเอง ที่ได้เข้ามาอยู่ในคณะที่จะร่วมขับเคลื่อน ซึ่งผมคิดว่าเป็นความตั้งใจของรัฐบาล ที่ต้องการจะใช้ตลาดทุนมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี และมั่นใจว่ารัฐบาลจะทำตามที่บอกไว้ได้” ไพบูลย์กล่าว

The post ‘เอกนิติ’ ผนึก ‘กรอ.’ ตั้ง 5 คณะทำงาน จัดทำแผน ‘Quick Big Win’ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยใน 4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟิลิปปินส์ไฟเขียวงบ 1,000 ล้านดอลลาร์ เปิดตัวแผน EVIS ดันประเทศสู่ฮับรถไฟฟ้าอาเซียน https://thestandard.co/philippines-ev-hub-asean/ Sat, 01 Aug 2026 03:22:44 +0000 https://thestandard.co/philippines-ev-hub-asean/ รถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จแบตเตอรี่

ตลาดรถ EV ร้อนแรงขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด ฟิลิปปินส์ ประกาศ […]

The post ฟิลิปปินส์ไฟเขียวงบ 1,000 ล้านดอลลาร์ เปิดตัวแผน EVIS ดันประเทศสู่ฮับรถไฟฟ้าอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จแบตเตอรี่

ตลาดรถ EV ร้อนแรงขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด ฟิลิปปินส์ ประกาศโครงการอุดหนุนรถ EV มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ มีเป้าหมายดึงการลงทุนขนาดใหญ่ และ ผลักดันให้ประเทศขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ EV ในภูมิภาค

 

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้ลงนามในกฤษฎีกาจัดตั้งกรอบนโยบายที่มีชื่อว่า Electric Vehicle Incentive Strategy (EVIS) เพื่อขยายมาตรการจากปี 2022 ที่ลดภาษีนำเข้าเป็น 0% ให้กับรถ EV และ ชิ้นส่วนหลัก เพื่อกระตุ้นการใช้รถไฟฟ้า และ สร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเข้ามาลงทุนมากขึ้น

 

สำหรับรายละเอียดหลักของโครงการนั้น รัฐบาลจะให้การสนับสนุนแบบร่วมจ่าย (co-funding) ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านทุน การวิจัยและพัฒนา รวมทั้งการอบรมแรงงาน และยังแบ่งอัตราการสนับสนุนตามประเภทยานพาหนะ โดยให้ สูงสุด 40% สำหรับรถแบตเตอรี่ไฟฟ้าล้วน (BEV) และ 30% สำหรับไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด และรถเซลล์เชื้อเพลิง เพื่อให้เป็นแรงจูงใจต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค

 

แม้ว่าจะมีสิทธิประโยชน์สูงแต่โครงการก็กำหนดข้อจำกัดอย่างเข้มงวด โดยการสนับสนุนสูงสุดต่อรุ่นรถอยู่ที่ 15,000 ล้านเปโซ และแต่ละผู้ผลิตสามารถจดทะเบียนรับสิทธิ์ได้ไม่เกินสองรุ่น ขณะเดียวกัน รูปแบบการให้การสนับสนุนจะมาในรูปเครดิตภาษีซึ่งบริษัทสามารถนำไปหักภาษีเงินได้ ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และอากรนำเข้าได้ ทำให้โครงการมีความคุ้มค่าแต่ยังมีความจำกัดของรุ่นรถอยู่

 

นอกจากนี้ เพื่อให้มีสิทธิ์เข้าร่วม ผู้ผลิตต้องเลือกเงื่อนไขการรับสิทธิ์โดยขั้นต่ำคือการลงทุนอย่างน้อย 5,000 ล้านเปโซ หรือมียอดการผลิตขั้นต่ำ 10,000 คัน ดังนั้น รัฐบาลระบุว่าโครงการจะให้การสนับสนุนแบบมีระยะเวลาจำกัด มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและความโปร่งใส เพื่อกระตุ้นการลงทุนเชิงกลยุทธ์และหลีกเลี่ยงการใช้สิทธิประโยชน์โดยไม่เกิดประโยชน์จริง

 

ในบริบทระดับภูมิภาค การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันของตลาดรถยนต์ EV ของประเทศในอาเซียน ซึ่งประเทศอย่างไทยและ อินโดนีเซีย ได้ใช้มาตรการภาษีและข้อกำหนดการผลิตภายในประเทศ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรที่มีดึงดูดผู้ผลิต EV รายใหญ่

 

ขณะที่ฟิลิปปินส์ถึงแม้ตลาด EV จะยังเล็กเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยอดขายเริ่มโตอย่างรวดเร็ว หลังจากมีแบรนด์ต่างชาติขยายตัวเข้ามาต่อเนื่อง

 

ด้าน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ฟิลิปปินส์ กล่าวต่อว่า นับเป็นก้าวสำคัญที่จะเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ EV และเสริมความเข้มแข็งให้กับการผลิตภายในประเทศ โดยก่อนหน้านี้มิตซูบิชิได้ประกาศแผนลงทุน 7,000 ล้านเปโซเพื่อผลิตรถไฮบริดรุ่นใหม่ที่โรงงานในลากูนาซึ่งตั้งเป้าจะเริ่มผลิตกลางปี 2028

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองเห็นทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยให้ความเห็นว่าแม้โครงการ EVIS จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม EV แต่ก็ยังต้องมีมาตรการเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานและแรงจูงใจระยะยาวเข้ามาเสริมเพิ่มเติม จึงจะทำให้การลงทุนเกิดผลจริงและยั่งยืนในอนาคต

 

ภาพ:aquatarkus/shutterstock

อ้างอิง:

The post ฟิลิปปินส์ไฟเขียวงบ 1,000 ล้านดอลลาร์ เปิดตัวแผน EVIS ดันประเทศสู่ฮับรถไฟฟ้าอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลทรัมป์จ่อเก็บ 3.34 ล้านบาท จากนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการทำงานในสหรัฐฯ หลังเรียนจบ สะเทือนมหาวิทยาลัย – Silicon Valley https://thestandard.co/trump-foreign-student-work-fee/ Fri, 31 Jul 2026 14:22:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1237008 ภาพมหาวิทยาลัยเยล พร้อมข้อความเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม 3.34 ล้านบาท ที่รัฐบาลทรัมป์จ่อเก็บจากนักศึกษาต่างชาติ

รัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาเก็บค่าธรรมเนียม 100, […]

The post รัฐบาลทรัมป์จ่อเก็บ 3.34 ล้านบาท จากนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการทำงานในสหรัฐฯ หลังเรียนจบ สะเทือนมหาวิทยาลัย – Silicon Valley appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมหาวิทยาลัยเยล พร้อมข้อความเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม 3.34 ล้านบาท ที่รัฐบาลทรัมป์จ่อเก็บจากนักศึกษาต่างชาติ

รัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาเก็บค่าธรรมเนียม 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.34 ล้านบาท) จากนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการทำงานในสหรัฐอเมริกาหลังเรียนจบ ซึ่งหากบังคับใช้จริง จะทำให้การมาเรียนต่อในสหรัฐฯ มีความน่าสนใจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

 

 

ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะผูกกับโครงการ Optional Practical Training หรือ OPT ซึ่งเปิดให้บัณฑิตต่างชาติทำงานในสหรัฐฯ ได้ 1-3 ปี โดยยังใช้วีซ่านักเรียนเดิม ถือเป็นหนึ่งในแรงจูงใจหลักที่ทำให้นักศึกษาต่างชาติเลือกมาเรียนที่สหรัฐฯ

 

ข้อเสนอนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือภายในกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) และยังไม่ชัดเจนว่าทำเนียบขาวจะอนุมัติหรือไม่ โดยโฆษกของ DHS ระบุว่า “ไม่ควรถือว่านโยบายใดเป็นข้อสรุปสุดท้าย จนกว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ ที่ DHS เราหารือกันอยู่เสมอถึงการใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มี เพื่อปกป้องความน่าเชื่อถือของระบบตรวจคนเข้าเมืองที่ถูกกฎหมาย”

 

ด้านเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในเร็ววันนี้ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าข้อเสนอดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา ทั้งนี้ ข่าวค่าธรรมเนียมดังกล่าวถูกรายงานเป็นครั้งแรกโดย The Wall Street Journal

 

จับตาโครงการ OPT ประตูสู่ตลาดงานของบัณฑิตต่างชาติ

 

สำหรับขนาดของโครงการ OPT ข้อมูลจาก The Wall Street Journal ระบุว่า ในปี 2024 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่มีข้อมูล มีชาวต่างชาติทำงานภายใต้โครงการนี้ราว 419,000 คน ขณะที่ข้อมูลจาก Institute of International Education ระบุว่า ณ ช่วงปลายปีที่ผ่านมา มีนักศึกษาต่างชาติอยู่ในโครงการ OPT เกือบ 300,000 คน หรือคิดเป็นราว 1 ใน 4 ของจำนวนนักศึกษาต่างชาติทั้งหมดในสหรัฐฯ

 

ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวนักศึกษา แต่จะกระทบมหาวิทยาลัยที่พึ่งพาการรับนักศึกษาต่างชาติเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคง รวมถึงบริษัทชั้นนำใน Silicon Valley และ Wall Street ที่มีสัดส่วนการจ้างบัณฑิตต่างชาติเข้าทำงานในตำแหน่งด้านเทคนิคสูงกว่าค่าเฉลี่ย

 

ประเด็นสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบคือ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าธรรมเนียมนี้ ระหว่างตัวนักศึกษาต่างชาติเอง, มหาวิทยาลัยที่รับเข้าเรียน หรือบริษัทที่จะจ้างงาน

 

ค่าธรรมเนียมนี้มีแนวโน้มจะผูกกับข้อกำหนดใหม่ที่รัฐบาลประกาศไปเมื่อต้นเดือนนี้ ซึ่งกำหนดให้นักศึกษาต่างชาติต้องยื่นขอขยายเวลาวีซ่าก่อน จึงจะใช้สิทธิ์ OPT ได้ จากเดิมที่วีซ่านักเรียนจะมีอายุครอบคลุมตลอดหลักสูตรโดยอัตโนมัติ บวกกับสิทธิ์ทำงานอีกไม่เกิน 3 ปี

 

นอกจากนี้ DHS ยังอยู่ระหว่างจัดทำกฎระเบียบฉบับใหญ่ เพื่อเขียนกติกาของโครงการ OPT ใหม่ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะประกาศได้เร็วที่สุดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้

 

ก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนกรกฎาคม DHS เพิ่งยกเลิกนโยบายที่ใช้มานานหลายทศวรรษ ซึ่งอนุญาตให้ผู้ถือวีซ่านักเรียนอยู่ในสหรัฐฯ ได้ตราบเท่าที่ยังศึกษาอยู่ โดยเปลี่ยนเป็นจำกัดไว้ที่ 4 ปี เว้นแต่จะได้รับการขยายเวลาเป็นกรณีพิเศษ

 

สองมุมมองต่อ OPT ที่ยังไม่ลงรอย

 

ฝ่ายที่สนับสนุนโครงการ OPT ให้เหตุผลว่า หากไม่มีโครงการนี้ นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่จะถูกบังคับให้เดินทางกลับประเทศทันทีหลังเรียนจบ ซึ่งเท่ากับผลักดันให้พวกเขานำทักษะที่ได้จากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ไปใช้ในตลาดต่างประเทศแทน

 

ขณะที่ฝ่ายที่สนับสนุนการจำกัดผู้อพยพ พยายามผลักดันให้จัดการกับโครงการ OPT มาอย่างยาวนาน โดยให้เหตุผลว่าโครงการนี้เปิดทางให้บริษัทจ้างนักศึกษาต่างชาติได้ทันทีหลังเรียนจบ โดยไม่มีกฎเกณฑ์ใดมากำกับว่า พวกเขาจะไม่ถูกจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าบัณฑิตที่เกิดในสหรัฐฯ ด้านเจ้าหน้าที่รัฐบาลชุดปัจจุบันระบุว่า OPT เปิดช่องให้เกิดการฉ้อโกงวีซ่าและการอยู่เกินกำหนด

 

ความขัดแย้งในประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในสมัยรัฐบาลทรัมป์ชุดแรก เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านตรวจคนเข้าเมืองรวมถึง สตีเฟน มิลเลอร์ เคยเสนอให้ยกเลิกโครงการ STEM OPT ซึ่งให้สิทธิ์ทำงาน 3 ปีแก่บัณฑิตสายคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่ถูกคัดค้านจากทีมงานสายธุรกิจในรัฐบาล รวมถึง จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์

 

บทเรียนจากค่าธรรมเนียม H-1B ที่ยังไม่จบ

 

โดยเนื้อแท้แล้ว ค่าธรรมเนียมใหม่นี้บรรลุเป้าหมายเดียวกับที่รัฐบาลเคยตั้งไว้กับการเก็บค่าธรรมเนียม 100,000 ดอลลาร์ สำหรับวีซ่า H-1B ที่ใช้กับแรงงานทักษะสูงชาวต่างชาติ ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกใน Silicon Valley เมื่อปีที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนมิถุนายน ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางวินิจฉัยว่าค่าธรรมเนียม H-1B ดังกล่าวผิดกฎหมาย และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ในบอสตันได้สั่งห้ามรัฐบาลจัดเก็บค่าธรรมเนียมนี้ ขณะที่ทำเนียบขาวอยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์คำตัดสิน

 

เดิมทีเจ้าหน้าที่ตั้งใจให้ค่าธรรมเนียม H-1B ครอบคลุมวีซ่าทุกประเภท แต่จากการคัดค้านอย่างกว้างขวางของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ทำให้รัฐบาลต้องปรับให้แคบลง เหลือเฉพาะชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาทำงานในสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก

 

จุดนี้เองที่ทำให้ค่าธรรมเนียม OPT มีน้ำหนักต่างออกไป เพราะโดยทั่วไป ชาวต่างชาติที่ย้ายเข้าสหรัฐฯ ด้วยวีซ่า H-1B โดยตรง มักถูกดึงตัวโดยบริษัทด้านไอทีและบัญชี ขณะที่บริษัทชั้นนำในวงการเทคโนโลยีและการเงิน นิยมรับสมัครบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ แล้วค่อยเปลี่ยนสถานะพนักงานจากวีซ่านักเรียนเป็น H-1B หลังจ้างงานไปแล้วหลายปี ดังนั้นค่าธรรมเนียม OPT จึงพุ่งเป้าไปที่บริษัทกลุ่มนี้โดยตรงมากกว่า

 

ทั้งนี้ ตัวเลข 100,000 ดอลลาร์ กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่เจ้าหน้าที่ด้านตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลทรัมป์หยิบมาใช้บ่อยครั้ง ในการสกัดชาวต่างชาติที่มีฐานะทางการเงินจำกัดไม่ให้เข้าสหรัฐฯ นอกเหนือจากวีซ่า H-1B และวีซ่านักเรียนแล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศยังอยู่ระหว่างพิจารณาเก็บเงินค้ำประกัน 100,000 ดอลลาร์ จากผู้ยื่นขอกรีนการ์ดที่อยู่นอกสหรัฐฯ โดยจะขอคืนได้ก็ต่อเมื่อย้ายเข้าสหรัฐฯ และได้สัญชาติแล้วเท่านั้น

 

ภาพ : f11photo / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post รัฐบาลทรัมป์จ่อเก็บ 3.34 ล้านบาท จากนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการทำงานในสหรัฐฯ หลังเรียนจบ สะเทือนมหาวิทยาลัย – Silicon Valley appeared first on THE STANDARD.

]]>
Knight Frank เปิดอินไซต์ที่ดินนิคมฯ ช่วงครึ่งแรกปี 69 ทำไมราคาพุ่งแรง ทุนกลุ่มไหนเข้าซื้อหนัก https://thestandard.co/knight-frank-industrial-land-prices/ Fri, 31 Jul 2026 04:55:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1236690 ภาพมุมสูงของท่าเรือแหลมฉบังและเขตอุตสาหกรรม

Knight Frank Thailand เปิดเผยรายงาน Thailand Industrial […]

The post Knight Frank เปิดอินไซต์ที่ดินนิคมฯ ช่วงครึ่งแรกปี 69 ทำไมราคาพุ่งแรง ทุนกลุ่มไหนเข้าซื้อหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของท่าเรือแหลมฉบังและเขตอุตสาหกรรม

Knight Frank Thailand เปิดเผยรายงาน Thailand Industrial Market Overview H1 2026 ระบุว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกและการค้าระหว่างประเทศจะยังมีความไม่แน่นอน โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญยังมาจากการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี และการผลิตขั้นสูง ส่งผลให้ความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรมยังคงแข็งแกร่ง ทั้งในตลาดที่ดินอุตสาหกรรมและโรงงานสำเร็จรูป ขณะที่ราคาที่ดินยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

 

 
 

มาร์คัส เบอร์เทนชอว์ Partner – Head of Industry Strategy & Solutions, Knight Frank Thailand กล่าวว่า ประเด็นสำคัญของตลาดอุตสาหกรรมไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงว่าเราจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้มากเพียงใด แต่อยู่ที่เรามีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับการลงทุนยุคใหม่หรือไม่ เมื่อโครงการลงทุนมีขนาดใหญ่ขึ้นและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น นักลงทุนไม่ได้มองหาเพียงพื้นที่อุตสาหกรรม แต่ต้องการทำเลที่มีระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพในการรองรับการขยายธุรกิจในระยะยาว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต

 

Knight Frank

 

ความต้องการพื้นที่อุตสาหกรรมยังเติบโต แม้ภาพรวมการลงทุนเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ

 

แม้ตัวเลขการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และจำนวนโครงการลงทุนใหม่จะปรับตัวลดลงจากระดับสูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา แต่ตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมยังสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้พื้นที่ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการที่ต้องการขยายกำลังการผลิตและลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

 

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยอดการซื้อขายที่ดินอุตสาหกรรม (Land Take-up) อยู่ที่ 5,503 ไร่ เพิ่มขึ้น 17.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังคงเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจำนวนโครงการใหม่จะไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกับช่วงที่ผ่านมา

 

Knight Frank

 

Knight Frank มองว่า ภาพดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของลักษณะการลงทุน จากเดิมที่เป็นการขยายตัวเชิงปริมาณ ไปสู่การลงทุนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และต้องการพื้นที่ที่สามารถรองรับการดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อุปทานยังขยายตัว แต่ผู้พัฒนาโครงการปรับกลยุทธ์ให้สอดรับความต้องการของตลาด

 

ณ สิ้นครึ่งปีแรกของปี 2569 ประเทศไทยมีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม (Serviced Industrial Land Plots: SILP) รวม 191,292 ไร่ เพิ่มขึ้น 3.1% จากครึ่งหลังของปี 2568 โดยพื้นที่ใน EEC ยังคงเป็นศูนย์กลางของตลาด คิดเป็น 64.6% ของอุปทานทั้งหมด

 

แม้อุปทานยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ทิศทางการพัฒนาโครงการเริ่มเปลี่ยนไป ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับโครงการแบบ Built-to-Suit และ Pre-leased มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ผู้เช่าที่มีความต้องการเฉพาะด้าน ทั้งในเรื่องรูปแบบอาคาร ระบบสาธารณูปโภค และการดำเนินงานที่สอดคล้องกับกระบวนการผลิตของแต่ละอุตสาหกรรม

 

Knight Frank

 

ขณะเดียวกัน ตลาดโรงงานสำเร็จรูป (Ready-Built Factory) มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดเพียง 10,400 ตารางเมตร ซึ่งทั้งหมดอยู่ในจังหวัดระยอง ส่งผลให้อัตราการเช่าพื้นที่ยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 98.2% สะท้อนว่าความต้องการโรงงานที่พร้อมใช้งานยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

 

 

ราคาที่ดินอุตสาหกรรมยังปรับเพิ่ม จากความต้องการพื้นที่ในทำเลยุทธศาสตร์

 

การเติบโตของอุปสงค์ ประกอบกับการขยายตัวของอุปทานที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้ราคาที่ดินอุตสาหกรรมยังคงปรับตัวสูงขึ้นในหลายพื้นที่

 

Knight Frank ระบุว่า ราคาขายเฉลี่ยของที่ดินอุตสาหกรรมทั่วประเทศอยู่ที่ 7.43 ล้านบาทต่อไร่ เพิ่มขึ้น 16.2% จากปีก่อน ขณะที่พื้นที่ EEC มีการปรับตัวของราคามากกว่า 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

การปรับตัวของราคาไม่ได้สะท้อนเพียงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงความต้องการลงทุนที่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่สามารถรองรับการเติบโตของผู้ประกอบการได้ในระยะยาว

 

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด

 

ในด้านการลงทุน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุด คิดเป็นประมาณ 40% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมดที่ได้รับการส่งเสริมในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 โดยการลงทุนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการผลิต PCB, Flexible PCB, HDI PCB และอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีขั้นสูง

 

 

นอกจากนี้ แม้จำนวนโรงงานเปิดใหม่จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จำนวนโครงการขยายโรงงานกลับเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงเลือกขยายฐานการผลิตเดิมในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

 

Knight Frank

 

แนวโน้มตลาดในระยะข้างหน้า

 

Knight Frank คาดว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมไทยจะยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การผลิตอิเล็กทรอนิกส์ และการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการระดับโลก แม้เศรษฐกิจโลกและนโยบายการค้าระหว่างประเทศจะยังมีความไม่แน่นอน

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไป ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันของตลาดอุตสาหกรรมไทย จะไม่ได้อยู่ที่การมีพื้นที่อุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความพร้อมของระบบไฟฟ้า น้ำ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และศักยภาพในการรองรับการขยายตัวของธุรกิจ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการในอนาคต

 

ภาพ: Ben Petcharapiracht / Shutterstock

The post Knight Frank เปิดอินไซต์ที่ดินนิคมฯ ช่วงครึ่งแรกปี 69 ทำไมราคาพุ่งแรง ทุนกลุ่มไหนเข้าซื้อหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพลตฟอร์มสัญชาติไทย vs ยักษ์ต่างชาติ เกมนี้ใครอยู่ ใครไป ในตลาดอีคอมเมิร์ซ? https://thestandard.co/thai-platforms-ecommerce-competition/ Fri, 31 Jul 2026 02:57:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1236660 ภาพประกอบแนวคิดตลาดอีคอมเมิร์ซ แสดงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ

ปีนี้วงการ ‘อีคอมเมิร์ซ’ สัญชาติไทยร้อนแรงขึ้นอย่างเห็น […]

The post แพลตฟอร์มสัญชาติไทย vs ยักษ์ต่างชาติ เกมนี้ใครอยู่ ใครไป ในตลาดอีคอมเมิร์ซ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดตลาดอีคอมเมิร์ซ แสดงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ

ปีนี้วงการ ‘อีคอมเมิร์ซ’ สัญชาติไทยร้อนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากแพลตฟอร์มไทยหลายรายเปิดตัวพร้อมข้อเสนอค่าธรรมเนียม GP ที่ต่ำ บางรายตั้งไว้ที่ 0% และยังชูโมเดลการเชื่อมต่อครีเอเตอร์กับระบบโลจิสติกส์ เพื่อตั้งเป้าดึงทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคไทยให้หันมาใช้บริการบนแพลตฟอร์มของตน

 

ในสนามการแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีมูลค่ามหาศาล ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า ‘แพลตฟอร์มไทย’ จะสามารถสู้กับแพลตฟอร์มต่างชาติที่มีความได้เปรียบทั้งในทรัพยากรและฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ได้หรือไม่?

 

เมื่อไม่นานมานี้ พลตำรวจโทพิทยา ศิริรักษ์ กรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยว่า มูลค่าการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มอยู่ในระดับสูงถึงหลักล้านล้านบาท และบางแพลตฟอร์มมีรายได้รวมปีละหลายหมื่นล้านบาทรวมถึงมีกำไรเกือบหมื่นล้านบาท ซึ่งส่งผลให้การกำกับดูแลการแข่งขันและการป้องกันพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมมีความสำคัญและเป็นเรื่องเร่งด่วนมากขึ้น

 

ด้วยเหตุนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า จึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้เข้ามามีบทบาทต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคมากขึ้น และการกำกับที่เหมาะสมจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรม

 

อย่างไรก็ตาม ผลจากการแข่งขันที่เข้มข้นก็ทำให้แพลตฟอร์มไทยบางรายไม่สามารถรับมือได้ ทำให้ต้องทยอยออกจากตลาด ซึ่งสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมและความจำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

 


 

ภาพประกอบแนวคิดตลาดอีคอมเมิร์ซ แสดงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ 1

ภาพประกอบแนวคิดตลาดอีคอมเมิร์ซ แสดงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ 2

ภาพประกอบแนวคิดตลาดอีคอมเมิร์ซ แสดงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ 3

ภาพประกอบแนวคิดตลาดอีคอมเมิร์ซ แสดงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ 4

ภาพประกอบแนวคิดตลาดอีคอมเมิร์ซ แสดงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ 5

ภาพประกอบแนวคิดตลาดอีคอมเมิร์ซ แสดงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ 6ภาพประกอบแนวคิดตลาดอีคอมเมิร์ซ แสดงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ 7

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post แพลตฟอร์มสัญชาติไทย vs ยักษ์ต่างชาติ เกมนี้ใครอยู่ ใครไป ในตลาดอีคอมเมิร์ซ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะรายละเอียด บอนด์ ‘ออมพลัส’ ลงทุนผ่านบัญชีหุ้นครั้งแรกในไทย! เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect ก่อนเปิดจองซื้อ 3-5 ส.ค.นี้ https://thestandard.co/aom-plus-bond-invest-stock-account/ Fri, 31 Jul 2026 01:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1236221 ภาพประกอบรายละเอียดการลงทุนพันธบัตรรัฐบาล 'ออมพลัส' ผ่าน Bond Connect Platform

รวม 36 คำถาม-คำตอบ พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ แบ่งจำหน่าย […]

The post เจาะรายละเอียด บอนด์ ‘ออมพลัส’ ลงทุนผ่านบัญชีหุ้นครั้งแรกในไทย! เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect ก่อนเปิดจองซื้อ 3-5 ส.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบรายละเอียดการลงทุนพันธบัตรรัฐบาล 'ออมพลัส' ผ่าน Bond Connect Platform

รวม 36 คำถาม-คำตอบ พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ แบ่งจำหน่ายผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ วอลเล็ต สบม. วงเงิน 2,000 ล้านบาท และ Bond Connect Platform วงเงิน 2,000 ล้านบาท

 

นับเป็นครั้งแรกที่สามารถจองพันธบัตรรัฐบาลผ่านบัญชีหุ้นได้ ลงทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect เปิดจองระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคมนี้

 

ครั้งแรกในไทย! ก้าวหน้าสุดในอาเซียน เตรียมปูทางไปสู่ตลาดหุ้นกู้เอกชน

 

พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ มาจากความร่วมมือระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน Bond Connect เพื่อยกระดับการเข้าถึงการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านตลาดทุน หวังเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้น

 

โดยใช้หลักการจัดสรรแบบ Small Lot First เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนในวงกว้างได้รับการจัดสรรอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

 

สำหรับพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect เริ่มเปิดรับจองซื้อตั้งแต่เวลา 8.30 น. ของวันที่ 3 สิงหาคม 2569 จนถึงเวลา 15.00 น. ของวันที่ 5 สิงหาคม 2569 รวม 2 รุ่น คือ รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่อยู่ที่ 1.8% และรุ่นอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.8% ต่อปี โดยผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากประจำ และอัตราผลตอบแทนอ้างอิง ซึ่งผู้ลงทุนสามารถจองซื้อผ่านบัญชีหลักทรัพย์กับผู้จัดจำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการ 24 ราย (6 ธนาคารพาณิชย์ และ 18 บริษัทหลักทรัพย์) ทั้งช่องทางดิจิทัลและสาขา รวมถึงแอปพลิเคชัน Streaming และจะมีการจัดสรรในวันที่ 6 สิงหาคม 2569

 

ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการ รักษาการ รองหัวหน้าสายงาน ดูแลงานด้านการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวย้ำว่า ‘ออมพลัส’ เป็นพันธบัตรรัฐบาลที่สามารถซื้อขายผ่านบัญชีหุ้นได้ครั้งแรกในประเทศ นอกจากนี้ ในด้านการนำพันธบัตรรัฐบาลมากระจายสู่ประชาชนผ่าน Bond Connect นี้ถือว่าไทยค่อนข้างก้าวหน้ากว่าเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นผลมาจากการบูรณาการระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

สอดคล้องกับอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โครงการ Bond Connect Platform เกิดจากความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชน ในการนำโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนไทยมาต่อยอด เพื่อสนับสนุนนโยบายภาครัฐ และขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงวางรากฐานสำหรับการพัฒนาบริการด้านตราสารหนี้ผ่านตลาดทุนในอนาคต เป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ในการเป็น “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” เส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน

 

สำหรับความเป็นไปได้ที่จะขยายไปสู่ตลาดหุ้นกู้เอกชน จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มีความเป็นไปได้ที่จะมีการพัฒนาแพลตฟอร์ม Bond Connect และการซื้อขายในตลาดรองไปสู่การซื้อขายหุ้นกู้ของภาคเอกชนในอนาคต เนื่องจากที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ และมักจะเป็นผู้นำร่องโครงการใหม่ๆ ให้กับภาคเอกชนนำไปต่อยอดอยู่เสมอ เช่น การเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือการออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) ซึ่งทั้งภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจก็ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับโครงการนี้ ทางหน่วยงานจะมีการประมวลผลและพิจารณากันอีกครั้งในช่วงปลายเดือน

 

“เช่นเดียวกับครั้งนี้ การจำหน่ายแพลตฟอร์ม Bond Connect ก็อาจจะมีเอกชนสนใจและพัฒนาต่อยอดในภายหลัง” จินดารัตน์กล่าว

 

ขณะที่ตรีวิทย์กล่าวว่า การขยายแพลตฟอร์ม Bond Connect ไปสู่ตลาดหุ้นกู้เอกชนต้องพิจารณาหลายด้าน เช่น ความต้องการ ความเหมาะสม และความสามารถในการกระจายไปสู่รายย่อย

 

“สุดท้ายก็ต้องกลับมาดูกันว่า จริงๆ แล้ว Bond Connect เป็นช่องทางที่เหมาะสมและสามารถกระจายได้หรือไม่ เพราะว่าถ้าเกิดเราไปดูหุ้นกู้เอกชน (Corporate Bond) หลายๆ ตัวยังเป็นบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูง (High-Net-Worth Individual) ซื้อเป็นหลัก หรือเป็นการซื้อในวงจำกัด” ตรีวิทย์กล่าว

 

รวม 36 คำถาม-คำตอบ รายละเอียดพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’

 

1. พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ต่างจากพันธบัตรออมทรัพย์อย่างไร

 

คำตอบ: โดยพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ แตกต่างจากพันธบัตรออมทรัพย์ในด้านช่องทางการจองซื้อและการเข้าถึง ซึ่งผู้ลงทุนสามารถจองซื้อผ่านผู้จัดจำหน่ายได้ทั้งธนาคารพาณิชย์และบริษัทหลักทรัพย์ ทำให้สามารถเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลผ่านบัญชีหลักทรัพย์และช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่สามารถจองซื้อผ่านธนาคารพาณิชย์เท่านั้น

 

2. พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ สามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ หมายความว่าอย่างไร

 

คำตอบ: พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ สามารถซื้อขายผ่านบัญชีหลักทรัพย์ (บัญชีหุ้น) ได้ เสมือนการซื้อขายหุ้น ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกการลงทุน ทำให้การบริหารพอร์ตการลงทุนง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

รวมคำถาม-คำตอบ ‘การจำหน่าย-การจองซื้อ’ พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส

 

3. ผู้ลงทุนสามารถจองซื้อหรือซื้อขายพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ผ่านช่องทางใดบ้าง

 

คำตอบ: แบ่งเป็นการจำหน่ายผ่านวอลเล็ต สบม. วงเงิน 2,000 ล้านบาท และผ่าน Bond Connect Platform วงเงิน 2,000 ล้านบาท

 

  • ผ่านวอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง
  • วันจำหน่าย: 31 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2569
  • วงเงินซื้อขั้นต่ำ-ขั้นสูงต่อราย: 100 บาท – 50,000,000 บาท โดยวงเงินซื้อขั้นสูงต่อครั้ง ไม่เกิน 3,000,000 บาท และไม่จำกัดจำนวนครั้งที่เข้าซื้อ
  • วิธีการจัดสรรพันธบัตร: First-Come, First-Served (มาก่อนได้รับสิทธิ์ก่อน)

 

  • ผ่าน Bond Connect Platform
  • วันจองซื้อ 3 – 5 สิงหาคม 2569 จองซื้อผ่านช่องทางและวิธีการของผู้จัดจำหน่าย และจองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Streaming ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 15.00 น.
  • วงเงินซื้อขั้นต่ำ-ขั้นสูงต่อราย:จองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท (1 หน่วย) – ไม่จำกัดวงเงินซื้อขั้นสูง
  • หน่วยละ 1,000 บาท ซื้อเพิ่มเป็นจำนวนเท่าของ 1,000 บาท และไม่จำกัดจำนวนครั้งที่เข้าซื้อ
  • วิธีการจัดสรรพันธบัตร: Small Lot First (ทยอยจัดสรร)
  • วันจัดสรรพันธบัตร: 6 สิงหาคม 2569

 

พันธบัตรออมพลัส

 

4. คุณสมบัติผู้ลงทุนที่สามารถจองซื้อพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ผ่าน Bond Connect Platform ได้

 

คำตอบ: คุณสมบัติผู้จองซื้อพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ผ่าน Bond Connect Platform

 

1. บุคคลธรรมดา สัญชาติไทย

 

2. มีบัญชีหลักทรัพย์ (บัญชีหุ้น) ของบริษัทหลักทรัพย์ที่เข้าร่วมโครงการ

 

5. ถ้ามีบัญชีหลักทรัพย์ (บัญชีหุ้น) แต่อายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์สามารถจองซื้อพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ได้หรือไม่

 

คำตอบ: สามารถจองซื้อพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ได้

 

6. การเปิดบัญชีหลักทรัพย์ (บัญชีหุ้น) สามารถดำเนินการได้อย่างไรบ้าง ใช้เวลากี่วัน

 

คำตอบ: ผู้ลงทุนสามารถเปิดบัญชีหลักทรัพย์ (บัญชีหุ้น) ได้ 3 ช่องทาง ดังนี้

 

1. ผ่านแอปพลิเคชัน Streaming

 

2. ผ่านช่องทาง Online (Website / Application) และ Offline ของแต่ละบริษัทหลักทรัพย์

 

3. ผ่านสาขาของผู้จัดจำหน่าย

 

โดยระยะเวลาการเปิดบัญชีขึ้นอยู่กับกระบวนการและวิธีการที่ผู้จัดจำหน่ายแต่ละรายกำหนด โดยจะไม่

 

เกิน 2-5 วันทำการ

 

7. หากซื้อพันธบัตรผ่านช่องทางวอลเล็ต สบม. หรือธพ. เดิม ไปแล้ว สามารถซื้อผ่าน Bond Connect ได้ด้วยหรือไม่

 

คำตอบ: สำหรับผู้ลงทุนที่มีรายการลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านช่องทางวอลเล็ต สบม หรือธนาคารพาณิชย์เดิมอยู่แล้ว สามารถจองซื้อพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ผ่าน Bond Connect ได้ โดยการดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการลงทุนแยกต่างหากจากรายการเดิม ทั้งนี้ ผู้ลงทุนต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและเงื่อนไขการจองซื้อที่กำหนด

 

พันธบัตรออมพลัส

 

รวมคำถาม-คำตอบ ‘การจัดสรร’ พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส

 

8. การจัดสรรแบบ Small Lot First แตกต่างจากการจัดสรรแบบ First Come, First Served อย่างไร

 

คำตอบ: การจัดสรรพันธบัตรด้วยวิธี Small Lot First มุ่งเน้นการจัดสรรให้แก่ผู้จองซื้อทุกรายอย่างทั่วถึง โดยจะทำการรวบรวมยอดการจองซื้อของผู้ลงทุนทุกรายนำมาจัดสรรเป็นรอบๆ ขั้นต่ำที่ 1,000 บาท และเพิ่มขึ้นทีละ 1,000 บาท ตามลำดับจนครบวงเงินจัดสรร (ทยอยจัดสรรพันธบัตรเป็นรอบๆ เวียนจนครบผู้ซื้อทุกราย) ส่งผลให้ผู้จองซื้อรายย่อยที่จองซื้อด้วยวงเงินไม่สูงมากจะมีโอกาสได้รับจัดสรรครบตามจำนวนที่จองไว้ตั้งแต่รอบแรกๆ ส่วนผู้ที่จองซื้อด้วยวงเงินสูงกว่าจะได้รับการจัดสรรเพิ่มในรอบถัดไปตามสัดส่วนการทวีคูณ

 

ซึ่งแตกต่างจากการจัดสรรพันธบัตรด้วยวิธี First Come, First Served ที่จะทำการจัดสรรให้ผู้ลงทุนที่ทำการจองซื้อเข้ามาก่อนได้รับการจัดสรรก่อน ส่งผลให้ผู้ที่ทำการจองซื้อภายหลังจะไม่ได้รับการจัดสรรหากมีการจองซื้อเต็มวงเงินแล้ว

 

9. การจำหน่ายพันธบัตรในครั้งนี้ไม่มีการจำกัดวงเงินขั้นสูงสุดในการจองซื้อพันธบัตร จะส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยได้รับจัดสรรพันธบัตรลดลงหรือไม่

 

คำตอบ: ไม่มีผล เพราะการจัดสรรพันธบัตรโดยใช้วิธีการ Small Lot First มุ่งเน้นการกระจายพันธบัตรอย่างครอบคลุมและทั่วถึงที่สุด

 

10. ทำไมการจำหน่ายพันธบัตรให้กับบุคคลธรรมดา ผู้จองซื้ออาจจะได้รับจัดสรรพันธบัตรน้อยกว่าวงเงินที่จองซื้อ

 

คำตอบ:

 

  • จำนวนผู้จองซื้อสูงเกินวงเงินที่เสนอขาย (Oversubscription): หากความต้องการ (Demand) ในการซื้อพันธบัตรรุ่นนั้นๆ มีมากกว่าจำนวนพันธบัตรที่ขาย (Supply) เพื่อให้พันธบัตรกระจายไปสู่มือผู้ลงทุนจำนวนมากที่สุด จึงไม่สามารถให้ทุกคนได้รับครบตามจำนวนที่จองมาได้
  • การจัดสรรรูปแบบ Small Lot First มุ่งเน้นการจัดสรรให้แก่ผู้จองซื้อทุกรายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ซึ่งการจัดสรรทยอยจัดสรรพันธบัตรเป็นรอบๆ เวียนจนครบผู้ซื้อทุกราย เริ่มต้นจัดสรรจากยอดขั้นต่ำ 1,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 1,000 บาท ดังนั้น หากมีผู้จองซื้อจำนวนมากอาจทำให้ผู้ที่จองซื้อด้วยวงเงินจำนวนมากอาจได้รับไม่ครบตามจำนวนที่ตั้งเป้าไว้

 

11. กรณีจองซื้อจากหลายตัวแทนจำหน่าย จะมีกระบวนการจัดสรรพันธบัตรอย่างไร

 

คำตอบ: ระบบจะนำยอดจองซื้อทั้งหมดของผู้ลงทุนจากทุกผู้จัดจำหน่ายมารวมเป็น “ยอดเดียว” เพื่อคำนวณการจัดสรรแบบ Small Lot First โดยมีหลักการดังนี้:

 

  • หากยอดรวมจองซื้อของท่าน ไม่เกินสิทธิที่ได้รับจัดสรร: จะได้รับพันธบัตรครบตามจำนวนที่จองซื้อไว้ในทุกผู้จัดจำหน่าย
  • หากยอดรวมจองซื้อของท่าน เกินกว่าสิทธิที่ได้รับจัดสรร: จะได้รับพันธบัตรตามสัดส่วน (Pro-rata)

 

ของยอดรวม โดยจะถูกเฉลี่ยจัดสรรไปยังผู้จัดจำหน่ายแต่ละแห่งที่ผู้ลงทุนจองซื้อไว้ตามสัดส่วนของเงินที่จองในแต่ละที่

 

12. สามารถตรวจสอบผลการจัดสรรได้อย่างไร

 

คำตอบ: ผู้จองซื้อสามารถตรวจสอบผลการจัดสรรได้ที่ www.settrade.com หรือติดต่อผู้จัดจำหน่ายเพื่อขอตรวจสอบผลการจัดสรร

 

พันธบัตรออมพลัส

 

รวมคำถาม-คำตอบ ‘บริการหลังจากจองซื้อ’ พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส

 

13. การไถ่ถอนคืนเงินต้นพันธบัตรเมื่อครบกำหนดต้องดำเนินการอย่างไร

 

คำตอบ: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะนายทะเบียนจะจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นของพันธบัตร โดยโอนเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ลงทุน ทั้งนี้ รายชื่อเป็นไปตามรายชื่อ ณ สิ้นสุดวันทำการสุดท้ายก่อนวันปิดสมุดทะเบียน

 

14. ถ้าต้องการไถ่ถอนก่อนครบกำหนด สามารถทำรายการผ่านสาขาธนาคารได้หรือไม่

 

คำตอบ: พันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ไม่สามารถไถ่ถอนก่อนกำหนดได้ อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนสามารถซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ฯ (ตลาดรอง) ได้ ทั้งนี้ ราคาซื้อขายพันธบัตรขึ้นอยู่กับกลไกราคาตลาดในขณะนั้น

 

15. พันธบัตรรุ่นนี้สามารถโอนให้กับบุคคลอื่นได้หรือไม่

 

คำตอบ: สำหรับพันธบัตรที่พ้นระยะเวลาถือครอง (Silent Period) แล้วนั้น จะสามารถโอนให้แก่บุคคลอื่นได้ โดยมีเงื่อนไขการโอนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

 

16. สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือ หรือโอนกรรมสิทธิ์ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่

 

คำตอบ: ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรองได้ทันทีเมื่อพ้นระยะเวลาถือครอง (Silent Period) ที่กำหนด โดยสามารถส่งคำสั่งซื้อ-ขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่ท่านใช้บริการได้ด้วยตนเอง

 

รวมคำถาม-คำตอบ รายละเอียดพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ อื่นๆ

 

17. การซื้อพันธบัตรรุ่นนี้สามารถออกเป็นใบพันธบัตร (Scrip) ได้หรือไม่

 

คำตอบ: ไม่สามารถทำได้ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดสิทธิของพันธบัตร

 

18. ข้อดีของการเป็นพันธบัตรแบบไร้ใบตราสาร (Scripless) คืออะไร

 

คำตอบ: ผู้ลงทุนไม่ต้องมีภาระในการเก็บรักษาใบพันธบัตร และเมื่อพันธบัตรครบกำหนดไถ่ถอน ธปท. จะจ่ายคืนเงินต้นพันธบัตรโดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝาก (ยกเว้นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษและบัญชีเงินฝากประจำ) ของผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือผู้รับหลักประกันตามที่ตกลงกัน หรือผู้รับตามที่ ธปท. กำหนด โดยอัตโนมัติ

 

19. พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ สามารถนำไปใช้วางหลักประกันหรือทำธุรกรรมอื่นใด ได้เช่นเดียวกับพันธบัตรออมทรัพย์หรือไม่

 

คำตอบ: พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ สามารถใช้เป็นหลักประกันเพื่อต่อยอดการลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถบริหารพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) ได้ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

ซึ่งเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทหลักทรัพย์กำหนด

 

20. อายุและอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ จะเท่ากันทุกเดือนที่ออกจำหน่ายหรือไม่

 

คำตอบ: การกำหนดอัตราผลตอบแทนและอายุของพันธบัตรในแต่ละรุ่น พิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาด เพื่อให้เงื่อนไขการลงทุนมีความสอดคล้องกับสภาวะตลาดเงินและตลาดทุน ณ ช่วงเวลาการออกพันธบัตรนั้นๆ

 

21. ความเสี่ยงของพันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’

 

คำตอบ: ผู้ลงทุนในพันธบัตรไม่มีความเสี่ยงจากการสูญเงินต้น แต่อาจมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนในพันธบัตรอาจเสียโอกาสที่จะลงทุนในทางเลือกอื่นๆ ที่มีผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับจากพันธบัตร เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากในอนาคตสูงขึ้นมากกว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตร เป็นต้น อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนในพันธบัตรจะได้รับดอกเบี้ยคงที่ตามอัตราที่กำหนดไว้บนหน้าพันธบัตร ตลอดอายุพันธบัตร

 

ในกรณีที่นำพันธบัตรไปขายในตลาดรองก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอน มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับเงินต้นคืนไม่เท่ากับ 1,000 บาทต่อหน่วยตามที่ตราไว้ โดยราคาที่ได้อาจมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด ณ ขณะนั้นๆ อย่างไรก็ดีหากผู้ลงทุนถือพันธบัตรจนถึงวันครบกำหนดแล้ว จะได้รับคืนเงินต้นเต็มจำนวนเสมอ

 

22. พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ มีการจัดทำ Bond Book หรือไม่

 

คำตอบ: พันธบัตรรัฐบาล ‘ออมพลัส’ ไม่มีการออกสมุดพันธบัตร (Bond Book) ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดสิทธิของพันธบัตร

 

23. สามารถนำพันธบัตรออมทรัพย์ที่ขายผ่าน ธพ. / วอลเล็ต สบม. (ที่ไม่ได้ซื้อผ่าน Bond Connect Platform) มาซื้อขายบนตลาดรองบน Streaming ได้ไหม

 

คำตอบ: พันธบัตรออมทรัพย์ ธพ. หรือวอลเล็ต สบม. ไม่สามารถนำมาซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ เนื่องจากเป็นคนละประเภทกัน และอาจมีเงื่อนไขและข้อกำหนดในการซื้อขายที่แตกต่างกัน

 

24. พันธบัตรออมทรัพย์ที่เคยซื้อผ่าน ธพ. / วอลเล็ต สบม. สามารถโอนมาอยู่รวมกันที่บัญชี บล. ได้ไหม

 

คำตอบ: พันธบัตรออมทรัพย์ ธพ. หรือ วอลเล็ต สบม. ไม่สามารถทำการโอนมายังบัญชี บล. ได้ เนื่องจากพันธบัตรแต่ละประเภทมีเงื่อนไขและข้อกำหนดในการโอนสิทธิแยกออกจากกันและมีความที่แตกต่างกัน

 

อ้างอิง

The post เจาะรายละเอียด บอนด์ ‘ออมพลัส’ ลงทุนผ่านบัญชีหุ้นครั้งแรกในไทย! เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ผ่านแพลตฟอร์ม Bond Connect ก่อนเปิดจองซื้อ 3-5 ส.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครึ่งปีหลัง 2569 เศรษฐกิจโลก “ไม่พัง แต่ไม่ปัง” K WEALTH กสิกรไทย แนะกลยุทธ์จัดพอร์ต รับความเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่ของโลก https://thestandard.co/global-economy-kwealth-forecast-strategy/ Thu, 30 Jul 2026 12:40:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1236494 k wealth

ธนาคารกสิกรไทยจัดงาน K WEALTH Investment Forum 2026 ภาย […]

The post ครึ่งปีหลัง 2569 เศรษฐกิจโลก “ไม่พัง แต่ไม่ปัง” K WEALTH กสิกรไทย แนะกลยุทธ์จัดพอร์ต รับความเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
k wealth

ธนาคารกสิกรไทยจัดงาน K WEALTH Investment Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “The Signal Compass” เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมแนะนำกลยุทธ์ลงทุนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569

 

โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากพันธมิตรระดับโลกทั้ง Lombard Odier และ J.P. Morgan Asset Management ร่วมด้วยทีม K WEALTH CIO ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอย (No Recession, But No Boom) พร้อมชี้ทิศทางการลงทุน โดยแนะนำให้กระจายความเสี่ยงและเลือกลงทุนอย่างเจาะจงมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเร่งตัวของ AI และทิศทางดอกเบี้ยโลก

 

ในงานเดียวกัน ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ระบุว่าปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดตอนนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งใดความขัดแย้งหนึ่ง แต่คือระบบเศรษฐกิจโลกที่คุ้นเคยกันมากำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

 

บทความนี้สรุปประเด็นสำคัญจาก 4 ช่วงการบรรยาย ได้แก่

 

  • 3 ปัจจัยเปลี่ยนโลก และกรอบการตัดสินใจ 3P
  • บทบาทของไทยในระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ ด้วยยุทธศาสตร์ 3S
  • เจาะลึกโอกาสการลงทุนทั่วโลก
  • แนวทางบริหารพอร์ตอย่างเป็นระบบ

 

3 ปัจจัยเปลี่ยนโลก และกรอบการตัดสินใจ 3P

 

ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดประเด็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่ความผันผวนระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจาก 3 ปัจจัยขับเคลื่อนที่มาพร้อมๆ กัน

 

ผู้เชี่ยวชาญจาก K WEALTH กสิกรไทย และพันธมิตรระดับโลก ให้มุมมองเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุน 1

 

  • ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงระยะสั้นอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก โดยผลักดันการย้ายฐานการผลิตและการกระจายซัพพลายเชน สู่ยุค Deglobalization ที่จะสร้างทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้ได้รับผลกระทบแตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม
  • Aging Society กำลังเปลี่ยนกติกาการวางแผนการเงินของคนทั้งโลก จากการสะสมความมั่งคั่งเพื่อวัยเกษียณ สู่การบริหารความมั่งคั่งเพื่อรองรับชีวิตที่ยืนยาวขึ้น โดยมีทั้งรายได้ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และการส่งต่อทรัพย์สินเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องวางแผนล่วงหน้า
  • AI กำลังเปลี่ยนกติกาการแข่งขันของโลก จากยุคที่ความได้เปรียบมาจากเงินทุนและขนาดธุรกิจ สู่ยุคที่ผลิตภาพ นวัตกรรม และการใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จ แม้ผู้ชนะในระยะยาวยังไม่ปรากฏชัด แต่ AI ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตและการสร้างความมั่งคั่งในอนาคตแล้ว

 

ดร. พิพัฒน์พงศ์ ย้ำว่าแม้ปัจจุบันจะมี AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจในการลงทุน แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังอยู่ที่นักลงทุน และเสนอกรอบการตัดสินใจ Decision Compass ที่ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ

 

  • Purpose กำหนดวัตถุประสงค์ของการลงทุนให้ชัดเจน
  • Priority จัดลำดับความสำคัญของข้อมูลว่าเป็นแค่เสียงรบกวน หรือ สัญญาณที่มีความหมาย
  • Pathway ลงมือทำอย่างมีวินัยและต่อเนื่อง

 

สถานะของไทยในระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่

 

ในช่วง “Navigating Thailand’s Future” ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการคลัง ฉายภาพเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนไป จากระบบ Efficiency First คือระบบที่เก็บสต็อกน้อย ผลิตแบบ Just in Time ไปสู่ Security First คือระบบที่ยอมแลกต้นทุนที่สูงขึ้น เพื่อสำรองทรัพยากรและกระจายแหล่งที่มาไว้ล่วงหน้าแบบ Just in Case เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

 

พร้อมกันนี้ ดร.สันติธาร ได้วิเคราะห์ตำแหน่งของประเทศไทยในระเบียบเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนจาก Efficiency First ไปสู่ Security First ผ่านกรอบคิด 3S คือ Security, Stability และ S-Curve

 

ผู้เชี่ยวชาญจาก K WEALTH กสิกรไทย และพันธมิตรระดับโลก ให้มุมมองเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุน 2

 

Security ระดับโลกไม่ได้จำกัดที่ความมั่นคงทางทหาร แต่ขยายครอบคลุมพลังงาน อาหาร และระบบสาธารณสุข ดังเห็นได้จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้หลายประเทศถือทองคำเพิ่มขึ้น สำหรับไทย จุดอ่อนชัดเจนที่สุดคือพลังงาน เพราะพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลสูงที่สุดในอาเซียน เป็นสาเหตุหลักที่ไทยขาดดุลการค้าสูงถึง 5 แสนล้านบาทในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่จุดแข็งคือความมั่นคงทางอาหารและระบบสาธารณสุข

 

Stability กลายเป็นเกณฑ์ที่นักลงทุนทั่วโลกให้น้ำหนักมากขึ้นในการเปรียบเทียบระหว่างประเทศ สิ่งที่คนไทยกังวลกันเอง เช่น การขาดดุลบัญชี ความผันผวนของค่าเงิน หรือหนี้สาธารณะ กลับแตกต่างจากมุมมองที่นักลงทุนต่างชาติใช้ประเมินความเสี่ยงของไทยจริง เงินสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ที่ประมาณ 2-3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ระบบธนาคารมีเงินทุนสำรองสูง และหนี้สาธารณะเมื่อคำนวณตามมาตรฐานสากล อยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

S-Curve ผูกโยงกับการเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, Green Economy หรือ Longevity Economy ประเทศที่มีเพียง Security และ Stability โดยไม่มี S-Curve จะปลอดภัยแต่ขาดการเติบโต นี่คือจุดอ่อนที่ชัดเจนที่สุดของไทย เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยต่ำกว่า 3% หลังวิกฤตโควิด สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP อยู่ที่ราว 23-24% มาต่อเนื่อง ไม่กลับไปแตะ 30% เหมือนก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ประกอบกับแรงงานที่ลดลงจากสังคมสูงวัย ซึ่งประเมินว่าฉุด GDP ลงราว 1% ต่อปี

 

นโยบายรัฐ 3 มาตรการรับมือ

 

  • ประคองเศรษฐกิจระยะสั้น ผ่านมาตรการกระตุ้นที่มุ่งไปยังร้านค้าขนาดเล็ก
  • เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ ปัจจุบันอยู่ที่ 13.5% ของ GDP
  • ดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน ผ่าน BOI Fast Track ซึ่งช่วยลดระยะเวลาอนุมัติการลงทุนลง 20-50%

 

ผลจากมาตรการดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนดังกล่าว สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เติบโต 67% ในปีที่ผ่านมา และไตรมาสแรกของปีนี้มีมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านบาท มากกว่าทั้งปีก่อนหน้า สอดคล้องกับตำแหน่งที่รัฐบาลสื่อสารว่าไทยเป็น Trusted Connector หรือประเทศที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานได้ในภาวะที่หลายประเทศแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ

 

ในบรรดาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่เชื่อมโยงกับ S-Curve ดร.สันติธารมองว่า AI เป็นเซกเตอร์ที่ไทยมีพื้นฐานอยู่แล้ว และแบ่งบทบาทของไทยออกเป็นสองมิติที่คำเรียกใกล้เคียงกันแต่ความหมายต่างกัน

 

  • All in AI การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต AI ซึ่งไทยมีฐานการผลิตอยู่แล้ว เช่น หน่วยความจำ แผงวงจร และอุปกรณ์ Photonics
  • AI in All การนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในภาคธุรกิจและภาครัฐ ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมิติแรก

 

สำหรับประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติสอบถามมากที่สุด ดร.สันติธารกล่าวว่าคือความต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งเมื่อเทียบกับสถานการณ์การเมืองในประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ ไทยยังมีเสถียรภาพเชิงเปรียบเทียบมากกว่า

 

เจาะลึกโอกาสการลงทุนทั่วโลก

 

ในช่วงเสวนา “A Word in Transition: Policy, Power, and Portfolios” ผู้เชี่ยวชาญจาก 3 บริษัทจัดการลงทุนร่วมให้มุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุนครึ่งปีหลัง

 

ผู้เชี่ยวชาญจาก K WEALTH กสิกรไทย และพันธมิตรระดับโลก ให้มุมมองเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุน 3

 

4 ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกจาก Lombard Odier

 

John Woods, Chief Investment Officer and Head of Investment Solutions, Asia, Lombard Odier Group ระบุปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกปี 2026-2027 ไว้ 4 ประการ

 

  • ความมั่นคงทางพลังงาน เชื่อมโยงกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
  • นโยบายการเงิน หรือทิศทางดอกเบี้ย
  • การลงทุนใน AI ซึ่งส่งผลบวกต่อภาคการผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชีย
  • ความยืดหยุ่นทางการคลัง เขาประเมินว่าความขัดแย้งมีแนวโน้มคลี่คลาย เอื้อให้เงินเฟ้อและดอกเบี้ยปรับตัวลดลงในระยะถัดไป และมองว่าโอกาสในตลาดหุ้นกำลังกระจายจากสหรัฐฯ ไปยังเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI รวมถึงหุ้นขนาดเล็กและกลางที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากวัฏจักรกำไรที่เร่งตัว

 

ผู้เชี่ยวชาญจาก K WEALTH กสิกรไทย และพันธมิตรระดับโลก ให้มุมมองเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุน 4

 

มุมมองดอกเบี้ยและดอลลาร์จาก J.P. Morgan Asset Management

 

Alexander Treves, Managing Director, Head of Investment Specialist – Asia, J.P. Morgan Asset Management ประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ตลาดแรงงานแข็งแกร่งโดยไม่กดดันค่าจ้างมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจาก AI เขาคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้และอาจลดหนึ่งครั้งในปีถัดไป ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า เป็นผลบวกต่อสินทรัพย์เอเชียและตลาดเกิดใหม่ นอกจากนี้ เขายังให้ตัวเลขที่สนับสนุนมุมมองว่าเอเชียได้ประโยชน์จากการลงทุน AI โดยตรง คือในการสร้าง Data Center ขนาด 1 กิกะวัตต์ ทุก 1 ดอลลาร์ที่ใช้จ่าย ราว 40 เปอร์เซ็นต์จะไหลกลับเข้าสู่บริษัทผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ในเอเชีย

 

ผู้เชี่ยวชาญจาก K WEALTH กสิกรไทย และพันธมิตรระดับโลก ให้มุมมองเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุน 5

 

เศรษฐกิจโลกไม่ได้ถดถอย แต่ก็ไม่เติบโต K WEALTH แนะนักลงทุน Stay Invested

 

ศิริพร สุวรรณการ CFA, CFP® Chief Portfolio Strategist จาก K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย สรุปสถานการณ์ปัจจุบันด้วยคำว่า No Recession, But No Boom คือ เศรษฐกิจโลกไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ก็ไม่เติบโต แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ Core & Satellite เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทน โดยแบ่งเงินลงทุนเป็น 2 ส่วน คือ

 

1. Core Portfolio เน้นสร้างความมั่นคงระยะยาวผ่านการกระจายลงทุนทั่วโลก ผ่านกองทุน Multi-Global Asset เช่น กองทุน K-WealthPLUS Series (พัฒนาร่วมกับ JPMAM) เน้นปรับสัดส่วนตามโอกาส หรือ K-ALLROADS Series (พัฒนาร่วมกับ Lombard Odier) เน้นควบคุมความเสี่ยงผ่านกลไกจำกัดผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown)

 

ผู้เชี่ยวชาญจาก K WEALTH กสิกรไทย และพันธมิตรระดับโลก ให้มุมมองเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุน 6

 

2. Satellite Portfolio เพื่อคว้าโอกาสเติบโตระยะสั้นตามระดับความเสี่ยงที่รับได้จาก 3 ธีมเด่น ได้แก่

 

  • AI Infrastructure: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ที่โตตาม AI ผ่านกองทุน K-GINFRA และ ES-GTECH
  • US Small Cap: หุ้นขนาดกลาง-เล็กสหรัฐฯ ที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง ผ่านกองทุน SCBRS2000
  • Global Quality Bond: ตราสารหนี้โลกคุณภาพสูงเพื่อลดความผันผวนพอร์ต ผ่านกองทุน K-GDBOND ซึ่งเปิดโอกาสรับทั้งดอกเบี้ยและกำไรส่วนต่างราคาหากดอกเบี้ยปรับลงในอนาคต

 

แนวทางบริหารพอร์ตอย่างเป็นระบบ

 

วีระพล บดีรัฐ Lead Wealth Advisor จาก K WEALTH ระบุในช่วง “Disciplined Wealth: Strategic Tech” ว่า ผลตอบแทนของพอร์ตไม่ได้ขึ้นอยู่กับมุมมองผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับกระบวนการตัดสินใจของนักลงทุนเองเมื่อเผชิญความผันผวน จึงเสนอแนวทาง 3 ส่วน คือ การจัดโครงสร้างพอร์ต การกำหนดกฎการตัดสินใจ และการใช้ระบบสนับสนุน

 

ผู้เชี่ยวชาญจาก K WEALTH กสิกรไทย และพันธมิตรระดับโลก ให้มุมมองเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุน 7

 

วีระพลยังแนะนำแบ่งเงินลงทุนที่ต้องการให้เติบโตเป็น 2 ส่วน คือ Core Port หรือพอร์ตหลักที่ใช้ Strategic Asset Allocation ปรับเปลี่ยนไม่บ่อย ประกอบด้วยกองทุน Multi-Asset และ Satellite Port หรือพอร์ตเสริมที่ปรับตามจังหวะระยะสั้น สัดส่วนระหว่างสองพอร์ตขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่รับได้ การแยกโครงสร้างชัดเจนช่วยประเมินผลกระทบของความผันผวนต่อพอร์ตโดยรวมได้แม่นยำขึ้น

 

นอกจากนี้ วีระพลเสนอข้อคิด 3 ข้อ เพื่อช่วยในการตัดสินใจลงทุน

 

  • Why Buy? เหตุผลในการเข้าลงทุน ควรชัดเจนและบันทึกไว้อ้างอิงครั้งถัดไป
  • Target กำหนดจุดแจ้งเตือนกำไรหรือขาดทุน เมื่อถึงจุดนั้นให้กลับไปทบทวนเหตุผลเดิม มากกว่าตัดสินใจซื้อขายทันที
  • Position Size สัดส่วนของแต่ละกองทุนในพอร์ต เพราะผลกระทบของการขาดทุนต่างกันตามสัดส่วนที่ถือครอง

 

คำแนะนำเพิ่มเติมจากวีระพล คือการใช้เครื่องมือแจ้งเตือนและข้อมูลจากธนาคารประกอบการตัดสินใจแทนการบริหารพอร์ตด้วยตนเองทั้งหมด เช่น การแจ้งเตือนกำไร-ขาดทุนตามจุดที่ตั้งไว้ และการติดตามข่าวสารการลงทุนสำคัญ ผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร พร้อมทั้งปรึกษา RM หรือ Private Banker ประกอบการตัดสินใจ แทนการบริหารพอร์ตด้วยตนเองเพียงลำพังทั้งหมด

 

สรุปแนวทางสำหรับครึ่งปีหลัง 2569

 

  • ใช้กรอบ Purpose-Priority-Pathway เป็นเกณฑ์ตั้งต้นก่อนตัดสินใจลงทุน ให้การจัดสรรเงินสอดคล้องกับเป้าหมาย มากกว่าตามกระแสข่าวระยะสั้น
  • ประเมินสถานะของไทยด้วยข้อมูลรอบด้าน โดยเฉพาะเสถียรภาพทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นจุดแข็งมากกว่าที่รับรู้ทั่วไปในประเทศ ขณะที่การเติบโตยังต้องติดตามนโยบายการลงทุนอย่างใกล้ชิด
  • กระจายการลงทุนผ่าน Global Multi-Asset เป็นแกนหลัก พร้อมพิจารณาธีมเสริมที่เชื่อมโยงกับ AI Infrastructure เทคโนโลยี หุ้นขนาดเล็กสหรัฐฯ และตราสารหนี้คุณภาพสูงตามความเสี่ยงที่รับได้
  • วางกระบวนการตัดสินใจที่มีโครงสร้างชัดเจน ทั้งการแบ่งพอร์ต บันทึกเหตุผลการลงทุน กำหนดจุดทบทวน และใช้ข้อมูลสนับสนุนจากธนาคาร
  • Stay Invested (ลงทุนอย่างต่อเนื่อง) โดยไม่จำเป็นต้องไล่ราคาเมื่อตลาดปรับขึ้น และไม่ควรรอจนทุกอย่างชัดเจน เพราะตลาดมักสะท้อนปัจจัยต่างๆ ล่วงหน้าไปแล้ว

 

ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH เพิ่มเติมได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_4pq7oF6

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย

 

The post ครึ่งปีหลัง 2569 เศรษฐกิจโลก “ไม่พัง แต่ไม่ปัง” K WEALTH กสิกรไทย แนะกลยุทธ์จัดพอร์ต รับความเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เร่งเข้าตรวจสอบ 2 ปมร้อน TSD ข้อมูลรั่วไหล 2 แสนบัญชี-‘หมอพร้อม’ โดนสวมรอย https://thestandard.co/pdpc-tsd-mor-prom-data-leak/ Thu, 30 Jul 2026 05:18:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1236384 หมอพร้อม ข้อมูลหลุด

สคส. เร่งติดตาม 2 กรณีข้อมูลส่วนบุคคลสำคัญ ทั้งข้อมูลที […]

The post คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เร่งเข้าตรวจสอบ 2 ปมร้อน TSD ข้อมูลรั่วไหล 2 แสนบัญชี-‘หมอพร้อม’ โดนสวมรอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอพร้อม ข้อมูลหลุด

สคส. เร่งติดตาม 2 กรณีข้อมูลส่วนบุคคลสำคัญ ทั้งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการรักษาพยาบาล ‘หมอพร้อม’ ได้มีผู้ใช้สิทธิ์ร้องเรียนแล้วกว่า 30 ราย และเหตุข้อมูลผู้ใช้บริการ TSD Investor Portal รั่วไหลประมาณ 2 แสนราย แจ้งหน่วยงานนำส่งข้อเท็จจริงและหลักฐานเพิ่มเติม ย้ำต้องตรวจสอบตั้งแต่ต้นเหตุ ขอบเขตผลกระทบ การแจ้งเหตุ ตลอดจนมาตรการเยียวยาและป้องกันเหตุซ้ำ ก่อนพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

 

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC เดินหน้าตรวจสอบกรณีที่อาจกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนอย่างเข้มงวด โดยได้แจ้งให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) นำส่งข้อมูล คำชี้แจง และพยานหลักฐานเกี่ยวกับการดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เพิ่มเติมให้ครบถ้วน เพื่อประเมินข้อเท็จจริง ขอบเขตผลกระทบ และความเหมาะสมของมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในแต่ละกรณี

 

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า สคส. ให้ความสำคัญกับทั้งสองกรณี เนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจำนวนมาก และข้อมูลบางประเภทอาจถูกนำไปเชื่อมโยงเพื่อระบุตัวบุคคล ใช้ประกอบการสวมรอย หรือหลอกลวงเจ้าของข้อมูลได้ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ครบถ้วน ไม่พิจารณาจากคำชี้แจงหรือข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะเพียงด้านเดียว

 

สำหรับกรณีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบบริการสุขภาพและสิทธิการรักษาพยาบาล ซึ่งมีการนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อมวลชนและมีข้อกังวลจากภาคประชาชนว่าอาจมีข้อมูลส่วนบุคคลถูกเข้าถึงหรือนำไปใช้โดยมิชอบนั้น ปัจจุบันมีเจ้าของข้อมูลใช้สิทธิยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ สคส. กรณีที่เกี่ยวข้องกับระบบ ‘หมอพร้อม’ แล้วกว่า 30 ราย สคส. จึงได้ประสานและติดตามการตรวจสอบจากกระทรวงสาธารณสุข พร้อมแจ้งให้นำส่งข้อมูลและหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าข้อมูลที่เป็นประเด็นมีแหล่งที่มาจากระบบหรือหน่วยงานใด ประกอบด้วยข้อมูลประเภทใด มีเจ้าของข้อมูลจำนวนเท่าใดที่อาจได้รับผลกระทบ

 

รวมถึงมีการเข้าถึง เปิดเผย หรือส่งต่อข้อมูลโดยมิชอบหรือไม่นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะต้องชี้แจงมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล การตรวจสอบช่องโหว่และบันทึกการเข้าถึงระบบ การระงับเหตุและจำกัดผลกระทบ ตลอดจนผลการประเมินความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เพื่อประกอบการพิจารณาว่าได้ดำเนินการแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงแจ้งเจ้าของข้อมูลตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดครบถ้วนแล้วหรือไม่

 

ส่วนกรณี TSD ตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการในระบบ TSD Investor Portal โดยไม่ได้รับอนุญาต จากการแถลงข่าวของ TSD เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า หน่วยงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศตรวจพบความผิดปกติในช่วงเย็นวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ก่อนตรวจสอบเพิ่มเติมและยืนยันในวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วนถูกเข้าถึง

 

TSD เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการประมาณ 200,000 ราย จากบัญชีในระบบประมาณ 5 ล้านบัญชี โดยข้อมูลที่อาจได้รับผลกระทบประกอบด้วย ชื่อ–นามสกุล วันเดือนปีเกิด เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล ชื่อบริษัทหลักทรัพย์และเลขบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ตลอดจนชื่อธนาคารและเลขที่บัญชีธนาคารของผู้ใช้บริการบางส่วน

 

อย่างไรก็ตาม TSD ยืนยันว่า ระบบ TSD Investor Portal แยกออกจากระบบรับฝากหลักทรัพย์และระบบธุรกรรมส่วนหลัง โดยจากการตรวจสอบในขณะนี้ยังไม่พบว่าข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์และข้อมูลธุรกรรมซื้อขายหลักทรัพย์ได้รับผลกระทบ รวมถึงยังไม่พบความเสียหายทางการเงินที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าว

 

ภายหลังตรวจพบเหตุ TSD ระบุว่าได้ดำเนินการปิดกั้นช่องทางการเข้าถึงที่ผิดปกติ ประสานกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพื่อสืบสวนติดตามผู้กระทำผิด แจ้งหน่วยงานกำกับดูแล ตลอดจนประสานบริษัทหลักทรัพย์ ธนาคาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เพิ่มระดับการเฝ้าระวัง พร้อมส่งอีเมลและข้อความ SMS แจ้งเตือนไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบแล้ว

 

พ.ต.อ.สุรพงศ์กล่าวว่า แม้ TSD จะชี้แจงรายละเอียดและมาตรการที่ได้ดำเนินการต่อสาธารณะแล้ว แต่ในกระบวนการกำกับดูแลตามกฎหมาย สคส. ยังจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลและพยานหลักฐานในเชิงลึก โดยเฉพาะสาเหตุและช่องทางที่ทำให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต ช่วงเวลาที่เริ่มต้นและสิ้นสุดของเหตุการณ์ ประเภทและจำนวนข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนประสิทธิภาพของมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยก่อนและหลังเกิดเหตุ

 

ขณะเดียวกัน จะต้องตรวจสอบหลักฐานการแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลต่อ สคส. การประเมินระดับความเสี่ยงต่อเจ้าของข้อมูล วิธีการและระยะเวลาในการแจ้งเตือนผู้ได้รับผลกระทบ ตลอดจนมาตรการเฝ้าระวัง เยียวยา และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก

 

“การแถลงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะถือเป็นส่วนสำคัญของการแสดงความรับผิดชอบ แต่ในทางกฎหมาย สคส. จำเป็นต้องตรวจสอบให้เห็นถึงข้อมูลทางเทคนิค เอกสาร และหลักฐานการดำเนินงานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อประเมินว่าองค์กรได้จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมกับความเสี่ยง และปฏิบัติหน้าที่ภายหลังเกิดเหตุอย่างครบถ้วนและทันท่วงทีแล้วหรือไม่” พ.ต.อ.สุรพงศ์กล่าว

 

เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลย้ำว่า การเกิดเหตุข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลไม่ได้หมายความว่าองค์กรนั้นมีความผิดตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ การพิจารณาจะต้องอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่า ก่อนเกิดเหตุองค์กรได้จัดให้มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสมหรือไม่ สามารถตรวจพบและควบคุมเหตุได้รวดเร็วเพียงใด รวมถึงได้แจ้งเหตุ แจ้งเจ้าของข้อมูล และลดผลกระทบตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดแล้วหรือไม่

 

หากผลการตรวจสอบพบข้อบกพร่องหรือการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย สคส. จะพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และตามระดับความร้ายแรงของแต่ละกรณี ตั้งแต่การกำหนดมาตรการแก้ไข การสั่งให้ยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไปจนถึงการดำเนินกระบวนการตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและสร้างมาตรฐานความรับผิดชอบให้กับองค์กรที่เก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก

 

“ข้อมูลของประชาชนที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานรัฐหรือภาคเอกชนไม่ใช่เพียงทรัพยากรสำหรับให้บริการ แต่เป็นสิทธิของประชาชนที่องค์กรมีหน้าที่ต้องดูแลอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะข้อมูลด้านสุขภาพ ข้อมูลประจำตัว และข้อมูลที่เชื่อมโยงกับบัญชีทางการเงิน ซึ่งหากรั่วไหลออกไปอาจถูกนำไปใช้สร้างความเสียหายได้ในระยะยาว สคส. จึงต้องตรวจสอบทุกกรณีอย่างจริงจัง โปร่งใส และไม่ปล่อยให้คำชี้แจงที่ยังขาดหลักฐานเป็นข้อยุติ” พ.ต.อ.สุรพงศ์กล่าว

 

สคส. ขอให้ประชาชนที่ได้รับการแจ้งเตือนจาก TSD หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความระมัดระวังต่ออีเมล ข้อความ SMS โทรศัพท์ หรือบัญชีออนไลน์ที่แอบอ้างเป็นตลาดหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ธนาคาร หรือหน่วยงานภาครัฐ โดยไม่คลิกลิงก์ ไม่ดาวน์โหลดไฟล์ และไม่เปิดเผยรหัสผ่านหรือรหัส OTP แก่บุคคลที่ติดต่อมา หากมีข้อสงสัยควรติดต่อหน่วยงานหรือผู้ให้บริการผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการโดยตรง

 

ทั้งนี้ สคส. จะติดตามการนำส่งข้อมูลและพยานหลักฐานจากกระทรวงสาธารณสุขและ TSD อย่างใกล้ชิด และจะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายเมื่อรวบรวมข้อเท็จจริงได้ครบถ้วน โดยยืนยันว่าจะดำเนินงานบนหลักความเป็นธรรม รอบคอบ และให้ความสำคัญสูงสุดกับสิทธิและความปลอดภัยของประชาชน

The post คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เร่งเข้าตรวจสอบ 2 ปมร้อน TSD ข้อมูลรั่วไหล 2 แสนบัญชี-‘หมอพร้อม’ โดนสวมรอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปผลประชุม Fed คงดอกเบี้ย 3.50-3.75% ส่งสัญญาณอย่างไรต่อทิศทางดอกเบี้ยและเงินบาท https://thestandard.co/fed-holds-interest-rate-baht/ Thu, 30 Jul 2026 03:48:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1236357 ภาพสรุปผลการประชุม Fed คงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75%

ผลการประชุม Fed เดือนกรกฎาคม คณะกรรมการ FOMC มีมติ 9 ต่ […]

The post สรุปผลประชุม Fed คงดอกเบี้ย 3.50-3.75% ส่งสัญญาณอย่างไรต่อทิศทางดอกเบี้ยและเงินบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสรุปผลการประชุม Fed คงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75%

ผลการประชุม Fed เดือนกรกฎาคม คณะกรรมการ FOMC มีมติ 9 ต่อ 3 เสียงให้คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ตามคาด ซึ่งแม้ว่าจะมีคณะกรรมการฯ 3 ท่าน สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยอีก 25 bps ในการประชุมครั้งนี้ แต่ถ้อยแถลงของเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed กลับไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจน ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed แม้จะยังคงย้ำจุดยืนว่า Fed ต้องการรักษาเสถียรภาพราคาและยังคงมีเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 2%

 

 

โดยกรรมการ 3 รายที่ลงมติขึ้นดอกเบี้ย ได้แก่ Lorie Logan ประธานเฟด สาขาดัลลัส, Beth Hammack ประธานเฟด สาขาคลีฟแลนด์ และ Neel Kashkari ประธานเฟด สาขามินนิอาโปลิส

 

การลงมติที่แตกต่างกันครั้งนี้สะท้อนว่า เจ้าหน้าที่บางส่วนเริ่มเชื่อมั่นมากขึ้นว่า การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจมีความจำเป็นเพื่อควบคุมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง

 

Warsh กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ทำให้ครัวเรือน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนจำนวนมากเข้าใจผิดว่า Fed อาจยอมรับอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมาย 2% โดยกล่าวว่า “ผมขอย้ำอีกครั้งว่า Fed ไม่มีเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น และไม่มีเป้าหมายโดยนัยที่สูงกว่า 2% ตราบใดที่คณะกรรมการชุดนี้ยังดำรงตำแหน่ง”

 

การประชุมครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกัน ที่ Fed เลือกคงอัตราดอกเบี้ย แต่การมีกรรมการถึง 3 คนโหวตให้ขึ้นดอกเบี้ย สะท้อนว่าแรงกดดันภายในคณะกรรมการอาจเพิ่มขึ้น หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง

 

แม้ Warsh จะย้ำมาตลอดว่าต้องการดึงเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% แต่ที่ผ่านมาเขาหลีกเลี่ยงการระบุชัดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในการแถลงข่าวครั้งนี้เขาส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวขึ้น โดยระบุว่า “หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงคาดการณ์ อัตราดอกเบี้ยก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางแก้ปัญหา แม้จะไม่ใช่เครื่องมือเพียงอย่างเดียว”

 

เมื่อถูกถามว่าทำไม Fed จึงไม่ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ Warsh อธิบายว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินได้ปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่การประชุมครั้งก่อน ซึ่งช่วยทำหน้าที่บางส่วนแทนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ Fed

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทยระบุว่า การกล่าวถึงการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ (ทั้ง Nominal Yields และ Real Yields) ยังทำให้ผู้เล่นในตลาดตีความได้ว่า Fed ได้อาศัยการปรับตัวของตลาดการเงิน อย่าง การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ เพื่อชดเชยการดำเนินนโยบายการเงิน ในช่วงที่ Fed ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

 

‘ตลาดเงิน-ตลาดทุน’ ตอบรับผลการประชุมอย่างไร

 

วันนี้ (30 กรกฎาคม) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.47 บาทต่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.57 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันที่ 27 กรกฎาคม)

 

“โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นในลักษณะ Sideways Down ทดสอบโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ เป็นระยะๆ ก่อนที่จะแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับดังกล่าว ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ในช่วงหลังตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC เดือนกรกฎาคม”

 

ขณะที่เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง หลังตลาดรับรู้ผลการประชุม FOMC ล่าสุด ที่ Fed ไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยอย่างที่ตลาดคาดหวังก่อนหน้า นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ โดยเฉพาะฝั่งยุโรป ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทคฯ

 

ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลง สู่โซน 100.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.7-101.5 จุด)

 

ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดรับรู้ผลการประชุม FOMC ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทยอยปรับตัวขึ้น เหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำได้ถูกจำกัดลงจาก ความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้น และการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ

 

ฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะกลุ่ม AI/Semiconductor สอดคล้องกับแรงเทขายหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งตลาดหุ้นเอเชีย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อ แนวโน้มการลงทุนใน AI และต่างตั้งคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่า รวมถึงผลตอบแทนจากแนวโน้มการเพิ่ม AI CapEx มหาศาล อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ดิ่งลง -2.19% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด ดิ่งลง -1.52 % ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ดิ่งลง -1.74%

 

ฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลงเล็กน้อย -0.29% กดดันโดยแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะกลุ่ม AI/Semiconductor และหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม อย่าง Hermes -11% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน นำโดย Shell +2.6% หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น จากความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare

 

ตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ 4.68% สวนทางกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 2 ปี สหรัฐฯ หลัง Fed คงดอกเบี้ยตามคาด ส่วนประธาน Fed ยังไม่ได้ส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่ออย่างชัดเจน ตามที่ตลาดคาดหวัง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed (ให้โอกาสราว 38% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) กดดันให้บอนด์ยีลด์ระยะสั้นปรับตัวลดลง ทว่าบอนด์ยีลด์ระยะยาวกลับทยอยปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ในอนาคต รวมถึงความเสี่ยงด้านสูงต่อเงินเฟ้อ หลังราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ Term Premium ของบอนด์ยีลด์ระยะยาวปรับสูงขึ้น

 

ส่องแนวโน้มของค่าเงินบาท

 

แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) Krungthai Global Markets คงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

 

Krungthai Global Markets ประเมินว่า ในระยะสั้น เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปก่อนได้ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทั้งในส่วนของผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง BOE และ BOJ (ในวันศุกร์นี้) รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ PCE นอกจากนี้ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง จนหนุนให้ ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น โดยเราประเมินว่า เงินบาทอาจยังพอมีโซนแนวต้านในช่วง 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับนั้น ยังคงอยู่ในช่วง 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์

 

และที่สำคัญ Krungthai Global Markets ขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า หากเทียบเคียงกับช่วงก่อนหน้าที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน จนกว่าการปิดล้อมทางทะเลจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเงินต่ออิหร่านมากเพียงพอ ให้ทางการอิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง

 

Krungthai Global Markets จะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

The post สรุปผลประชุม Fed คงดอกเบี้ย 3.50-3.75% ส่งสัญญาณอย่างไรต่อทิศทางดอกเบี้ยและเงินบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ขยายเวลา VAT 7% อีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย. 2570 พยุงค่าครองชีพ-หนุนเศรษฐกิจต่อเนื่อง https://thestandard.co/vat-7-percent-extension/ Tue, 28 Jul 2026 06:12:54 +0000 https://thestandard.co/vat-7-percent-extension/ มือถือใบเสร็จ VAT พร้อมข้อความ ครม. ขยายเวลา VAT 7% อีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย. 2570

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบข้อเสนอของกรมสรรพากร กระ […]

The post ครม. ขยายเวลา VAT 7% อีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย. 2570 พยุงค่าครองชีพ-หนุนเศรษฐกิจต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือถือใบเสร็จ VAT พร้อมข้อความ ครม. ขยายเวลา VAT 7% อีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย. 2570

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบข้อเสนอของกรมสรรพากร กระทรวงการคลังในขยายเวลาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่อัตรา 7% ออกไปอีก 1 ปี จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2570 เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน รักษากำลังซื้อในประเทศ และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

 

วานนี้ (27 กรกฎาคม) สมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร เผยว่า ที่ประชุม ครม. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อขยายระยะเวลาการลดอัตรา VAT จาก 10% เหลือ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) ออกไปอีก 1 ปี มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2570

 

โดยสมศักดิ์ระบุว่า การต่ออายุมาตรการดังกล่าวเป็นการพิจารณาจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งยังเผชิญความไม่แน่นอน โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังมีความจำเป็นต้องรักษาแรงส่งของเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

“การขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวจะช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของระดับราคาสินค้าและบริการ รักษาระดับการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ อันจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ตามเป้าหมาย” สมศักดิ์กล่าว

 

VAT ไทย 10% แต่เก็บจริง 7% มานานกว่า 20 ปี

 

แม้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายของไทยจะกำหนดไว้ที่ 10% แต่รัฐบาลได้ใช้อำนาจออกพระราชกฤษฎีกาปรับลดอัตราจัดเก็บเหลือ 7% ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 ภายหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินเอเชีย หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ

 

นับจากนั้น รัฐบาลได้ต่ออายุมาตรการลด VAT เป็นรายปีอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตรา VAT ที่ประชาชนและภาคธุรกิจจ่ายจริงยังคงอยู่ที่ 7% จนถึงปัจจุบัน แม้อัตราตามกฎหมายจะยังอยู่ที่ 10% ก็ตาม

 

ภาพ: BLKstudio / Shutterstock

The post ครม. ขยายเวลา VAT 7% อีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย. 2570 พยุงค่าครองชีพ-หนุนเศรษฐกิจต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดอสังหาฯ ฟื้นแค่ยอดโอน แต่ไม่ฟื้นมูลค่า KKP ชี้ผู้ซื้อหันหาของถูก-บ้านมือสอง กดดีเวลอปเปอร์ต้องเปลี่ยนเกม https://thestandard.co/real-estate-transfer-value-kkp/ Tue, 28 Jul 2026 06:08:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1235887 ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลจาก KKP ระบุตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ และปริมณฑลฟื้นตัวด้านยอดโอน แต่ไม่ฟื้นมูลค่า

ตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ และปริมณฑลเริ่มส่งสัญญาณฟื้ […]

The post ตลาดอสังหาฯ ฟื้นแค่ยอดโอน แต่ไม่ฟื้นมูลค่า KKP ชี้ผู้ซื้อหันหาของถูก-บ้านมือสอง กดดีเวลอปเปอร์ต้องเปลี่ยนเกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลจาก KKP ระบุตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ และปริมณฑลฟื้นตัวด้านยอดโอน แต่ไม่ฟื้นมูลค่า

ตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ และปริมณฑลเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในแง่จำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ แต่เม็ดเงินในตลาดกลับยังไม่กลับมา สะท้อนว่ากำลังซื้อกำลังเคลื่อนจากบ้านใหม่ราคาสูงไปสู่คอนโดมิเนียมและที่อยู่อาศัยมือสองที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ท่ามกลางข้อจำกัดด้านสินเชื่อและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

 

บทวิเคราะห์ของสายงานสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ซึ่งศึกษาตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานครและ 5 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า แม้ยอดโอนกรรมสิทธิ์หลายพื้นที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่มูลค่าการโอนกลับขยายตัวต่ำกว่าหรือติดลบในบางจังหวัด สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาด

 

โดยข้อมูลของ KKP พบว่า กรุงเทพมหานครมียอดโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 17% แต่มูลค่าการโอนเพิ่มขึ้นเพียง 4.4% ขณะที่สมุทรปราการ แม้จำนวนยูนิตโอนเพิ่มขึ้น 7.4% แต่มูลค่าการโอนกลับลดลง 9.5% สะท้อนว่าตลาดยังมีธุรกรรมเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ผู้ซื้อหันไปเลือกสินค้าราคาต่ำลง ทำให้ราคาเฉลี่ยของการซื้อขายลดลงตามไปด้วย

 

เจาะรายพื้นที่ ‘คอนโดฯ-บ้านมือสอง’ แรงขับเคลื่อนหลัก

 

เมื่อแยกตามประเภทที่อยู่อาศัย KKP พบว่าคอนโดมิเนียมและตลาดบ้านมือสองเป็นกลุ่มที่ยังเติบโต ขณะที่บ้านเดี่ยวและบ้านแฝดมือหนึ่ง โดยเฉพาะในระดับราคาสูง เริ่มชะลอตัวชัดเจน

 

กรุงเทพฯ มีคอนโดมิเนียมเป็นแรงหนุนสำคัญ โดยยอดโอนเพิ่มขึ้น 24.9% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 16% ขณะที่บ้านเดี่ยวมียอดโอนลดลง 0.7% และมูลค่าลดลง 9% ส่วนอาคารพาณิชย์มือหนึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมูลค่าการโอนลดลงถึง 48.4%

 

นนทบุรียังเติบโตจากคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะตลาดมือสองที่มูลค่าการโอนเพิ่มขึ้น 31.4% ขณะที่บ้านแฝดมือหนึ่งมียอดโอนลดลงเกือบ 19%

 

ด้านปทุมธานี ตลาดทาวน์เฮาส์ยังขยายตัวได้ดี และบ้านเดี่ยวมือสองมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 20.1% แต่คอนโดมิเนียมมือหนึ่งกลับหดตัว 18.4%

 

ส่วนสมุทรปราการเป็นจังหวัดที่อ่อนแอที่สุดในแง่มูลค่า โดยบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดมือหนึ่งมียอดโอนลดลงมากกว่า 15-20% มีเพียงคอนโดมิเนียมมือสองที่ยังเติบโตและช่วยพยุงตลาดไว้

 

ขณะที่สมุทรสาครเติบโตจากคอนโดมิเนียมและบ้านเดี่ยว ส่วนนครปฐมเป็นจังหวัดที่เติบโตโดดเด่นที่สุดในกลุ่มปริมณฑล โดยจำนวนยูนิตเพิ่มขึ้น 18.5% และมูลค่าการโอนเพิ่มขึ้น 12.1% จากแรงหนุนของคอนโดมิเนียมมือหนึ่งที่มียอดโอนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

 

เปิด 3 ปัจจัยกดดันมูลค่าตลาด

 

KKP ประเมินว่าการที่มูลค่าตลาดเติบโตช้ากว่าจำนวนยูนิตเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

 

1) การแข่งขันจากตลาดบ้านมือสอง ผู้ขายจำนวนมากยอมปรับลดราคาเพื่อเร่งขาย ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยบ้านเดี่ยวมือสองในสมุทรปราการลดลงถึง 30.9% และกรุงเทพฯ ลดลง 10.9%

 

2) การเปลี่ยนโครงสร้างความต้องการ (Product Mix Shift) ผู้บริโภคหันไปเลือกคอนโดมิเนียมหรือบ้านแนวราบขนาดเล็กที่มีราคาจับต้องได้ แทนบ้านเดี่ยวราคาสูง

 

3) ข้อจำกัดด้านสินเชื่อและหนี้ครัวเรือน ทำให้ผู้ซื้อระดับกลางจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อสำหรับที่อยู่อาศัยราคาสูงได้

 

KKP แนะผู้ประกอบการเปลี่ยนจาก ‘บ้านแพง’ เป็น ‘บ้านซื้อไหว’ ในช่วงครึ่งปีหลัง

 

ทั้งนี้ KKP มองว่า ตลาดไม่ได้เผชิญปัญหาขาดอุปสงค์ แต่กำลังเผชิญภาวะที่สินค้าที่มีอยู่ไม่สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค

 

ผู้ประกอบการจึงควรปรับกลยุทธ์ไปสู่ตลาด ‘Affordable Segment’ โดยเริ่มจากการประเมินกำลังผ่อนของลูกค้าเป็นตัวตั้ง ก่อนกำหนดราคา ขนาด และรูปแบบโครงการ พร้อมทยอยเปิดขายเป็นเฟสเพื่อลดความเสี่ยงด้านสต็อกและภาระดอกเบี้ย

 

นอกจากนี้ การแข่งขันกับตลาดบ้านมือสองจะไม่สามารถอาศัยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างความแตกต่างผ่านคุณภาพการก่อสร้าง การบริการหลังการขาย และการออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง

 

ในภาพรวม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 จึงกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านการเปิดโครงการใหม่ ไปสู่การแข่งขันด้าน ‘ความสามารถในการเข้าถึงของผู้ซื้อ’ มากขึ้น หากผู้ประกอบการยังคงพัฒนาโครงการในระดับราคาที่สูงกว่ากำลังซื้อจริง โอกาสในการระบายสต็อกอาจยิ่งยากขึ้น ขณะที่โครงการระดับราคาจับต้องได้และตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง มีแนวโน้มเป็นเซ็กเมนต์ที่ยังสามารถเติบโตได้ในช่วงที่เหลือของปี

The post ตลาดอสังหาฯ ฟื้นแค่ยอดโอน แต่ไม่ฟื้นมูลค่า KKP ชี้ผู้ซื้อหันหาของถูก-บ้านมือสอง กดดีเวลอปเปอร์ต้องเปลี่ยนเกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เริ่มจัดเก็บภาษีมาตรา 301 กรณี Forced Labor ไทยโดน 12.5% ตามคาด SCB EIC ชี้ผลกระทบสั้นยังจำกัด แม้ส่งออก มิ.ย. โตแรง 20.8% แต่นำเข้าพุ่งดันดุลการค้าขาดดุลหนัก https://thestandard.co/us-section-301-forced-labor-thailand-tax/ Tue, 28 Jul 2026 05:56:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1235873 ภาพกราฟิกแสดงถึงภาษีมาตรา 301 ของสหรัฐฯ ที่เก็บจากไทย 12.5% และผลกระทบต่อการส่งออก

สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้ภาษี Section 301 ระลอกใหม่เก็บไทยท […]

The post สหรัฐฯ เริ่มจัดเก็บภาษีมาตรา 301 กรณี Forced Labor ไทยโดน 12.5% ตามคาด SCB EIC ชี้ผลกระทบสั้นยังจำกัด แม้ส่งออก มิ.ย. โตแรง 20.8% แต่นำเข้าพุ่งดันดุลการค้าขาดดุลหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงถึงภาษีมาตรา 301 ของสหรัฐฯ ที่เก็บจากไทย 12.5% และผลกระทบต่อการส่งออก

สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้ภาษี Section 301 ระลอกใหม่เก็บไทยที่ 12.5%

 

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 301 (Section 301) ประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor) กับ 60 ประเทศคู่ค้า โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2026 เพื่อมาแทนที่มาตรการชั่วคราวเดิม (Section 122)

 

 

โดยประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% ร่วมกับเวียดนาม จีน สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เนื่องจาก USTR มองว่า ไทยยังไม่มีมาตรการหรือกฎหมายป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ

 

วิเคราะห์ผลกระทบกรณีภาษี Section 301 (Forced Labor):

 

  • กระทบระยะสั้นจำกัด: SCB EIC ประเมินว่า อัตราภาษี 12.5% เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า และกระทบต่อการส่งออกไทยในระยะสั้นไม่มากนัก เนื่องจากขยับขึ้นจากอัตราเดิมเพียงเล็กน้อย (เดิมเก็บ 10% ภายใต้ Sec. 122) และสินค้าส่งออกสำคัญของไทยหลายหมวดยังได้รับการยกเว้นตามประกาศ Annex I และ II เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางรายการ วัตถุดิบธรรมชาติ และสินค้าเกษตรบางประเภท
  • จับตาประเด็นสอบสวน Excess Capacity: SCB EIC เตือนว่าความเสี่ยงหลักที่น่ากังวลกว่าอัตราภาษี คือการที่ไทยติด 1 ใน 16 ประเทศที่ถูกสอบสวนในประเด็น กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า (Country of Origin) กฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และการสวมสิทธิสินค้าจากประเทศที่สาม (Transshipment) ที่เข้มงวดขึ้นอย่างมากในกลุ่มสินค้ายางล้อ ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องจักร

 

สำหรับภาพรวมการค้าไทยเดือน มิ.ย. 2026

 

  • ส่งออกโตกระฉูด 20.8%YOY: คิดเป็นมูลค่า 34,655.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้แรงหนุนหลักจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่โตถึง 66% (ตามวัฏจักรขาขึ้นของ AI) และการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ที่ขยายตัวแรง 44.3% จากกระแสเร่งนำเข้าสินค้าก่อนกำแพงภาษีบังคับใช้
  • นำเข้าพุ่ง 50.3%YOY ดันขาดดุลสูง: มูลค่านำเข้าอยู่ที่ 41,190.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สูงสุดในรอบ 5 ปี) จากการเร่งนำเข้าทองคำ (โต 191.7%) และชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ไอทีเพื่อรองรับการลงทุน Data Center ดันดุลการค้าเดือน มิ.ย. ขาดดุลสูงถึง -6,534.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับภาคธุรกิจไทย SCB EIC ระบุว่า เพื่อตั้งรับภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนไป ภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวใน 3 ด้านหลัก

 

  • Supply Chain Adaptation: เพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศ (Local Content) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและป้องกันข้อกล่าวหาเรื่องการสวมสิทธิ
  • Market Diversification: กระจายตลาดส่งออกไปยังอินเดีย ตะวันออกกลาง และอาเซียน ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว
  • Logistics Management: บริหารจัดการเวลาและวางเส้นทางขนส่งสำรอง เพื่อรองรับกระบวนการตรวจสอบทางศุลกากรที่อาจใช้เวลานานขึ้น

 

อ่านต่อบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม: https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-240726

The post สหรัฐฯ เริ่มจัดเก็บภาษีมาตรา 301 กรณี Forced Labor ไทยโดน 12.5% ตามคาด SCB EIC ชี้ผลกระทบสั้นยังจำกัด แม้ส่งออก มิ.ย. โตแรง 20.8% แต่นำเข้าพุ่งดันดุลการค้าขาดดุลหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘มาตรา 301’ ทำไมผลกระทบต่อไทยอาจมากกว่าภาษี 12.5% เปิดรายชื่อสินค้าเสี่ยง เช็กพิกัด HS Code https://thestandard.co/us-section-301-thailand-tax-impact/ Tue, 28 Jul 2026 05:33:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1235854 ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า

สรท. เตือน ‘โลกการค้าใหม่ไม่ได้แข่งกันแค่ราคา แต่แข่งกั […]

The post รู้จัก ‘มาตรา 301’ ทำไมผลกระทบต่อไทยอาจมากกว่าภาษี 12.5% เปิดรายชื่อสินค้าเสี่ยง เช็กพิกัด HS Code appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า

สรท. เตือน ‘โลกการค้าใหม่ไม่ได้แข่งกันแค่ราคา แต่แข่งกันที่มาตรฐาน’ ชี้โจทย์ใหญ่ของไทยคือการยกระดับห่วงโซ่อุปทานและความน่าเชื่อถือ มากกว่ารับมือภาษี 12.5% เพียงอย่างเดียว

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

สรท. เตือน ‘โลกการค้าใหม่ ไม่ได้แข่งกันแค่ราคา’

 

ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 12.5% (จากกรอบ 10-15%) เป็นผลจากการใช้มาตรา 301 ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ซึ่งประเมินว่าประเทศไทยยังมีมาตรการป้องกันสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับและแรงงานเด็กไม่เพียงพอ

 

ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า 1

 

ทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เสียภาษีสูงกว่าอีกหลายประเทศ แม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนคาดการณ์ไว้แล้วก็ตาม

 

ธนากร มองว่า แม้ไทยจะได้รับผลกระทบ เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 18.28% ของการส่งออกทั้งหมด แต่ผลกระทบจะยังไม่รุนแรงกับสินค้าทุกประเภท เนื่องจากสหรัฐฯ ยังมีรายการสินค้าที่ยกเว้นภาษี

 

ไทยเสียเปรียบคู่แข่งทันที เมื่อมาเลเซียเสียภาษีต่ำกว่า

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าที่สหรัฐฯ สามารถหาซื้อจากประเทศคู่แข่งได้ เช่น สินค้าเกษตรและยางพารา จะได้รับผลกระทบมากกว่า

 

“โดยเฉพาะเมื่อมาเลเซียเสียภาษีเพียง 10% ขณะที่ไทยถูกเก็บ 12.5% ส่งผลให้ ‘สินค้าไทยเสียเปรียบ’ ด้านราคาในการแข่งขันทันที โดยเฉพาะสินค้าอาหาร สินค้ายาง ที่ไทยแข่งขันกับมาเลเซียอยู่แล้ว”

 

ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า 2

 

ธนากร ระบุอีกว่า ความกังวลคงมี โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนใหม่จาก BOI ประเด็นที่ไทยควรเร่งแก้ไขไม่ใช่เพียงการใช้แรงงานภายในประเทศ เพราะเชื่อว่าไทยมีมาตรการด้านแรงงานอยู่ในระดับที่ดี

 

“แต่สิ่งที่สหรัฐฯ เล็งเป้าให้ความสำคัญคือระบบตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ ชิ้นส่วนที่ไทยนำเข้าจากต่างประเทศ ว่า มีความเชื่อมโยงกับการใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานบังคับหรือไม่ หากไม่มีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน ไทยก็อาจตกเป็นเป้าการตรวจสอบของสหรัฐฯได้”

 

ดังนั้น เมื่อสหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของไทย ส่งออกอันดับ 1 เอกชนขอเสนอให้รัฐบาลเร่งนำข้อมูลข้อเท็จจริงไปชี้แจงกับสหรัฐฯ (USTR) ได้อีกครั้ง

 

หากมีข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานเด็กก็ควรระบุให้ชัดว่าเกิดในอุตสาหกรรมใด เพื่อให้สามารถตรวจสอบและแก้ไขได้ตรงจุด หากไทยสามารถชี้แจงได้ ปัญหาก็จบ

 

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนต้องเร่งสำรวจห่วงโซ่อุปทานของตนเอง และนำระบบรับรองจากหน่วยงานอิสระ (Third-party Certification) มาใช้ เพื่อยืนยันว่าการผลิตและวัตถุดิบที่ใช้ปราศจากการใช้แรงงานผิดกฎหมาย

 

นอกจากนี้ ธนากรเสนอให้รัฐบาลตั้ง War Room ด้านการค้ากับสหรัฐฯ ที่มีทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันติดตามมาตรการการค้ารายสินค้าและรายตลาด เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับการเจรจา รวมถึงออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีรอบใหม่

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า ขณะนี้เริ่มเก็บอัตราภาษีใหม่แล้ววิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงต้นทุนที่ผู้ส่งออกต้องเผชิญ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า

 

“การแข่งขันการค้าโลกวันนี้ ไม่ได้วัดกันแค่ราคาอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่มาตรฐานแรงงาน ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบภาครัฐต้องเจรจาเชิงรุกและยกระดับมาตรฐานแรงงานเด็กซึ่งไทยแทบจะไม่มีข้อกังวลนี้”

 

อย่างไรก็ตาม ภาพเหล่านี้สะท้อนว่าประเทศไทยจำเป็น ต้องยกระดับมาตรฐานควบคู่ไปกับการเจรจาการค้า หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

 

ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า 3

 

ทำความรู้จัก ‘มาตรา 301’ อาวุธการค้าของสหรัฐฯ ที่ไทยกำลังเผชิญ

 

การที่สหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่ม 12.5% รอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขึ้นภาษีธรรมดา แต่เป็นผลจากการใช้ ‘มาตรา 301’ (Section 301) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการค้าที่ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐฯ

 

มาตรา 301 เป็นบทบัญญัติใน กฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 (Trade Act of 1974) ที่ให้อำนาจแก่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ตรวจสอบประเทศคู่ค้าที่ถูกมองว่ามีนโยบายหรือมาตรการทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม กระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

 

ความแตกต่างจากกลไกการค้าระหว่างประเทศทั่วไปคือ หากสหรัฐฯ เห็นว่าประเทศใดมีพฤติกรรมเข้าข่าย ก็สามารถใช้มาตรการตอบโต้ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นภาษีนำเข้า จำกัดการค้า หรือมาตรการอื่น โดยไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยจากองค์การการค้าโลก (WTO)

 

มาตรา 301 ใช้สอบสวนอะไรบ้าง

 

กฎหมายฉบับนี้แบ่งการบังคับใช้ออกเป็น 2 ส่วนหลัก

 

  • Regular Section 301 ใช้ตรวจสอบการดำเนินนโยบายทางการค้าที่สหรัฐฯ เห็นว่าไม่เป็นธรรม เช่น การอุดหนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ การจำกัดการนำเข้าสินค้า หรือมาตรการที่สร้างความเสียเปรียบให้ผู้ประกอบการสหรัฐฯ
  • Special 301 เน้นเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้า โดยสหรัฐฯ จะจัดทำบัญชีประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น Watch List และ Priority Watch List

 

ไทยเคยถูกใช้มาตรา 301 มาแล้วหลายครั้ง

 

ที่ผ่านมา ไทยเคยตกเป็นเป้าของมาตรา 301 ในหลายประเด็นสำคัญ

 

  • ปัญหาทรัพย์สินทางปัญญา ช่วงทศวรรษ 1980-1990 ไทยถูกจัดอยู่ในบัญชี Priority Watch List จากการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ภาพยนตร์ เพลง และสิทธิบัตรยา ก่อนจะทยอยปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
  • การเปิดตลาดบุหรี่ สหรัฐฯ เคยกดดันให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดการนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ จนนำไปสู่ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสองประเทศ

 

รอบล่าสุด สหรัฐฯ เพ่งเล็งไทย 3 เรื่อง มีอะไรบ้าง

 

สำหรับการสอบสวนครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเด็นภาษี แต่ครอบคลุมถึงข้อกังวลด้านห่วงโซ่อุปทานและมาตรฐานการผลิต โดยเฉพาะ

 

  • การใช้แรงงานบังคับและมาตรฐานแรงงาน
  • การป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้า หรือการนำสินค้าจากประเทศที่ถูกเก็บภาษีสูงมาส่งออกผ่านไทย
  • ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ที่อาจทำให้สินค้าไหลเข้าสหรัฐฯ ในปริมาณมาก

 

จากการตรวจสอบของสหรัฐฯ มี 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่

 

  • ยานยนต์และชิ้นส่วน
  • เครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม
  • ผลิตภัณฑ์ยาง

 

อุตสาหกรรมเหล่านี้มีความเสี่ยงถูกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและห่วงโซ่อุปทานอย่างเข้มงวดมากขึ้น หากพบการหลีกเลี่ยงภาษีหรือการสวมสิทธิ์ ก็อาจนำไปสู่มาตรการทางการค้าเพิ่มเติม

 

ทำไมมาตรา 301 จึงสำคัญ

 

แม้จะเป็นกฎหมายภายในของสหรัฐฯ แต่ในทางปฏิบัติ มาตรา 301 ส่งผลกระทบต่อการค้าโลกอย่างกว้างขวาง เพราะเปิดทางให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการตอบโต้ประเทศคู่ค้าได้ฝ่ายเดียว

 

โดยไม่ต้องรอกระบวนการของ WTO ทำให้กฎหมายฉบับนี้กลายเป็น ‘อาวุธทางการค้า’ ที่หลายประเทศจับตา และผู้ส่งออกไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่การแข่งขันและมาตรการกีดกันทางการค้าทั่วโลกทวีความเข้มข้นมากขึ้น

 

สินค้าไทยกลุ่มไหนได้รับผลกระทบ? เช็ก HS Code ที่ต้องจับตา

 

เอกสารของ USTR ระบุว่า สินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมตามมาตรา Section 301 ในอัตรา 12.5% โดยหลักการ ไม่ใช่การประกาศรายชื่อสินค้าที่ถูกเก็บภาษี แต่ใช้หลัก ‘เก็บทุกสินค้า เว้นแต่เป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้น’ ซึ่งระบุไว้ใน Annex I และ Annex II Part A

 

ด้วยเหตุนี้ ผู้ส่งออกไทยจึงต้องตรวจสอบ HS Code ของสินค้าเป็นรายพิกัดว่าเข้าข่ายได้รับการยกเว้นหรือไม่

 

กลุ่มสินค้าส่งออกไทยที่ควรตรวจสอบเป็นอันดับแรก

 

  • HS 84-85 : เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วน
  • HS 87 : รถยนต์และชิ้นส่วน (ยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการ Section 232 อยู่แล้ว ซึ่งไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มรอบนี้)
  • HS 40 : ยางและผลิตภัณฑ์ยาง
  • HS 39 : พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก
  • HS 16, 20 และ 21 : อาหารแปรรูป อาหารทะเลแปรรูป ซอส และเครื่องปรุงรส
  • HS 71 : อัญมณีและเครื่องประดับ
  • HS 94 : เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน
  • HS 61-63 : เสื้อผ้า สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม

 

สินค้ากลุ่มใดอาจได้รับการยกเว้น

 

สำหรับไทย มีสินค้าบางประเภทที่อาจเข้าข่ายได้รับการยกเว้นตามบัญชี Annex เช่น มะพร้าว กาแฟสำเร็จรูป วัตถุดิบอาหาร และสินค้าเกษตรบางรายการ

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกหลักของไทย ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารแปรรูป ยางและผลิตภัณฑ์ยาง เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงอัญมณีและเครื่องประดับ

 

ส่วนใหญ่ ยังไม่ได้รับการยกเว้นทั้งกลุ่ม ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องตรวจสอบ HS Code ของสินค้าแต่ละรายการอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% หรือเข้าข้อยกเว้นตามที่ USTR กำหนด

 

ภาพ: IAB Studio, Shutterstock AI/ Shutterstock

อ้างอิง:

  • USTR
  • กระทรวงพาณิชย์

The post รู้จัก ‘มาตรา 301’ ทำไมผลกระทบต่อไทยอาจมากกว่าภาษี 12.5% เปิดรายชื่อสินค้าเสี่ยง เช็กพิกัด HS Code appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทย-กรุงไทย คาด Fed คงดอกเบี้ยต่อ รอดูผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งใหม่ https://thestandard.co/fed-interest-rate-middle-east-conflict/ Mon, 27 Jul 2026 08:21:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1235584 กสิกรไทย กรุงไทย

กสิกรไทยและกรุงไทยคาด ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จ่อคงอัตรา […]

The post กสิกรไทย-กรุงไทย คาด Fed คงดอกเบี้ยต่อ รอดูผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทย กรุงไทย

กสิกรไทยและกรุงไทยคาด ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จ่อคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ จากเงินเฟ้อที่แม้จะชะลอลง แต่ยังอยู่ระดับสูง หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง จนทำให้ราคาพลังงานกลับมาปรับตัวสูง

 

 
 

KResearch คาด Fed คงดอกเบี้ยนัดนี้

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ เพื่อรอประเมินทิศทางเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมายกระดับขึ้นอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานกลับมาปรับสูงขึ้นและอาจกดดันเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า

 

โดยเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ในเดือนมิถุนายน 2569 ของสหรัฐฯ ชะลอลงมาอยู่ที่ 3.5% YoY ตามการปรับลดลงของราคาพลังงานหลังสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลายลงในช่วงก่อนหน้า ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ Fed ให้ความสำคัญ ยังคงอยู่เหนือ 3% และสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ยังมีความหนืดอยู่

 

ด้านเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงสะท้อนความแข็งแกร่ง แม้การฟื้นตัวจะมีลักษณะ K-shaped โดยอัตราการว่างงานในเดือนมิถุนายน 2569 ปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.2% ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (5-11 กรกฎาคม 2569) ลดลงมากกว่าคาด นอกจากนี้ ยอดค้าปลีกยังขยายตัวได้ดี โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการใช้จ่ายของครัวเรือนรายได้สูง

 

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ภายใต้ Kevin Warsh มีแนวโน้มยืดหยุ่นมากขึ้น และคาดการณ์ได้ยากขึ้น

 

นอกจากนี้ จากการประชุมครั้งก่อนหน้า Fed ได้ประกาศจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ 5 ชุด (5 Task Forces) เพื่อทบทวนและปฏิรูปกรอบนโยบายการเงินและการสื่อสารของ Fed ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าจะส่งผลให้ทิศทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าเปลี่ยนแปลงไปดังนี้

 

  • คงดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้น (Higher for longer) จนกว่าจะมั่นใจว่าเงินเฟ้อกำลังกลับสู่เป้าหมาย 2% อย่างยั่งยืน
  • พึ่งพาข้อมูล (Data-dependent) มากขึ้น และลดการใช้นโยบายชี้นำล่วงหน้า (Forward guidance) ส่งผลให้ทิศทางนโยบายคาดการณ์ได้ยากขึ้น
  • ดำเนินนโยบายเชิงรุกต่อเงินเฟ้อ ลดการพึ่งพาข้อมูลย้อนหลัง และพร้อมตอบสนองเชิงรุกต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ (Persistent inflation) อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
  • มุ่งลดขนาดงบดุลในระยะยาว โดยใช้ QT เป็นเครื่องมือหลักในการปรับงบดุลสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ดี คาดว่าการปรับลดงบดุลจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 อย่างไรก็ดี โอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีอยู่

 

จับตาโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง หากความขัดแย้งรุนแรงเกินคาด

 

แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะกลับมายกระดับความรุนแรงอีกครั้ง แต่ในกรณีฐาน คาดว่าความขัดแย้งได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ มากกว่าปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งหากสถานการณ์คลี่คลายลงและการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันอาจปรับลดลงได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากตลาดยังสะท้อนแนวโน้มอุปทานที่เพิ่มขึ้นควบคู่กับอุปสงค์ที่ชะลอลง

 

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงกว่าคาดและผลักดันเงินเฟ้อให้สูงกว่าประมาณการ ยังมีโอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจาก Fed ภายใต้การนำของ Kevin Warsh มีแนวโน้มให้น้ำหนักกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาเป็นสำคัญ ท่ามกลางเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง

 

กรุงไทยคาด Fed คงดอกเบี้ยไม่เอกฉันท์

 

Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า คณะกรรมการ FOMC อาจมีมติไม่เอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น และส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น

 

โดยผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของประธาน FED ในช่วง Press Conference เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED (แม้อาจไม่ได้มีการเปิดเผย ข้อมูลมากนัก ไม่ต่างกับ Statement ผลการประชุม FOMC ที่อาจสั้นลงเช่นเดียวกับการประชุมในเดือนมิถุนายน)

 

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ทั้ง อัตราเงินเฟ้อ PCE อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที 2 ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) และ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) พร้อมทั้งรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

 

แม้ล่าสุดทั้งฝั่งสหรัฐฯ และอิหร่านได้หยุดการโจมตีตอบโต้ อีกทั้งเริ่มมีกระแสข่าวว่า ทั้งสองฝ่ายเริ่มกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง ทำให้ราคาพลังงานอย่างราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงแรงในช่วงเช้าตรู่ของวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม รวมถึงรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ เนื่องจากจะมีการรายงานผลประกอบการจากบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ และหุ้นธีม AI/Semiconductor พอสมควร

 

จับตาแรงหนุน Second Round Inflation มีมากขึ้น

 

Krungthai GLOBAL MARKETS กังวลว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจได้แรงหนุนในลักษณะ ‘เงินเฟ้อรอบสอง’ (Second Round Inflation) มากขึ้น หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวที่ระดับสูง เช่น ราคา น้ำมันดิบอยู่เหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นานเกิน 2 เดือน

 

แม้จะยังไม่เห็นสัญญาณของการเกิด Wage-Price spiral ที่ชัดเจน ทว่า Fed อาจมีความจำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยบ้าง เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อก่อนที่จะยากต่อการแก้ไข ทำให้ Fed มีโอกาสเดินหน้า ขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง สู่ระดับ 4.25-4.50% (Mid 4.375%) สอดคล้องกับคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่ Fed ที่มีความ Hawkish ที่สุดใน Dot Plot เดือนมิถุนายน

The post กสิกรไทย-กรุงไทย คาด Fed คงดอกเบี้ยต่อ รอดูผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติชี้ 2 ไฟแดงเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้านบาท เร่งปฏิรูป 3 ด้าน พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการฯ ให้ผู้ถูกหลอกเป็นกรรมการบริษัท https://thestandard.co/ekniti-economy-inflation-deficit-welfare-reform/ Mon, 27 Jul 2026 02:02:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1235403 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทย

กระทรวงการคลังระบุว่าเศรษฐกิจไทยมี 2 จุดอันตรายที่ต้องจ […]

The post เอกนิติชี้ 2 ไฟแดงเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้านบาท เร่งปฏิรูป 3 ด้าน พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการฯ ให้ผู้ถูกหลอกเป็นกรรมการบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทย

กระทรวงการคลังระบุว่าเศรษฐกิจไทยมี 2 จุดอันตรายที่ต้องจับตา คืออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 6 แสนล้านบาทในเวลาเพียง 2 เดือน พร้อมเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ 3 ด้าน ทั้งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การรองรับสังคมสูงอายุ และการเพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อดึงศักยภาพเศรษฐกิจกลับไปโต 3% ขึ้นไป

 

 
 

ขณะเดียวกันยังยืนยันพร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าถูกหลอกนำชื่อไปจดทะเบียนเป็นกรรมการบริษัทหรือผู้ถือหุ้น จนระบบประเมินว่ามีรายได้สูงกว่าความเป็นจริงและเสียสิทธิไป

 

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 หัวข้อ ‘ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ’ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาการคัดกรองผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจ ไปจนถึงความเสี่ยงที่ต้องจับตาในระยะข้างหน้า

 

ปัญหาอยู่ที่ฐานข้อมูล ไม่ใช่หลักเกณฑ์คัดกรอง

 

เอกนิติระบุว่า ไทยไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากว่า 5 ปี การอัปเดตข้อมูลรอบนี้จึงมีขึ้นเพื่อให้คนที่ยากจนจริงเข้าสู่ระบบสวัสดิการได้ ซึ่งการคัดกรองครั้งนี้ดึงคนใหม่เข้ามาได้ 2.3 ล้านคน

 

ส่วนกรณีผู้ที่เคยมีสิทธิแล้วหายไป หรือผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิ เอกนิติมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์การคัดกรอง แต่อยู่ที่ข้อมูลของภาครัฐบางส่วนที่ไม่ได้อัปเดตเท่าที่ควร ทั้งข้อมูลการถือครองสินทรัพย์ของผู้ขอรับสิทธิและข้อมูลด้านอื่น

 

ขณะเดียวกัน การคัดกรองรอบนี้ยังทำให้ผู้ที่ถูกหลอกนำชื่อไปใช้เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทรู้ตัวและแก้ไขได้ โดยเอกนิติระบุว่ามีผู้เสียหายไปแจ้งความจำนวนมาก และรัฐบาลอยู่ระหว่างทำงานร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อจัดการกับบริษัทที่นำชื่อประชาชนไปใช้ ก่อนคืนสิทธิให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ

 

“ผมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ แต่อยู่ที่ข้อมูล ที่อาจจะไม่สมบูรณ์ หรือไม่ได้อัปเดทเท่าที่ควร ทั้งในส่วนของการถือสินทรัพย์ของผู้ขอรับสิทธิและอื่นๆ แต่ถ้าคิดอีกอย่าง หากไม่มีการสำรวจใหม่ เราก็จะไม่ทราบว่าข้อมูลของประเทศเป็นอย่างไร และไม่ได้มีการแก้ไข คนที่ถูกหลอกให้จดทะเบียนหรืออื่นๆ อาจจะมากกว่านี้ ซึ่งผมเห็นคนไปแจ้งความจำนวนมาก กรณีนี้หากพิสูจน์ได้ว่า เราถูกหลอก เราจะต้องช่วยเหลือและคืนสิทธิให้”

 

5 ล้านคนวัยทำงาน กับเป้าหมายพาออกจากระบบสวัสดิการ

 

ข้อมูลอีกชุดที่ได้จากการสำรวจรอบนี้คือ จากผู้ลงทะเบียนกว่า 18 ล้านคน มีผู้ผ่านเกณฑ์ราว 9 ล้านคน และในจำนวนนี้เป็นผู้ที่อยู่ในวัยทำงานอายุ 20-60 ปีมากกว่า 5 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี

 

จุดนี้ต้องได้รับการแก้ไข เพราะการปล่อยให้คนกลุ่มนี้มีรายได้ระดับดังกล่าวต่อไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ทางออก รัฐบาลจึงจะนำข้อมูลส่วนนี้ไปออกมาตรการจัดหางานหรือเพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อให้พึ่งพาตัวเองได้และหลุดจากความยากจนโดยไม่ต้องพึ่งสวัสดิการไปตลอด ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการยังได้รับสวัสดิการในส่วนของตนเองตามปกติ

 

โดยงบประมาณไม่ใช่ข้อจำกัด เพราะแต่ละปีรัฐใช้งบสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 70,000 ล้านบาทอยู่แล้ว ขณะที่ปัจจุบันไทยมีสวัสดิการดูแลประชาชนมากถึง 72 ประเภท แต่ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับการดูแล

 

“หลังจากการสำรวจและลงทะเบียนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ในครั้งนี้สิทธิจะเพิ่มขึ้น หรือลดลงไม่ได้มีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ แต่เราต้องการที่จะช่วยคนที่ไม่มีอะไรเลยให้ได้ตรงกลุ่ม ตรงจุดจริงๆ” เอกนิติกล่าว

 

เครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลเตรียมใช้กับกลุ่มฐานรากคือโครงการ ไทยช่วยไทย Plus ซึ่งจะนำ AI ชื่อ ‘นกกระซิบ’ มาสอนพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนทั่วไปใช้งาน ทั้งการวิเคราะห์ยอดขาย วางแผนต้นทุน และทำบัญชีอย่างง่าย เพื่อให้นำข้อมูลไปใช้เป็นหลักฐานขอสินเชื่อจากธนาคาร และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ

 

ปฏิรูป 3 ด้าน ดึงศักยภาพเศรษฐกิจกลับไปโต 3%

 

การเพิ่มทักษะแรงงานยังเป็นหนึ่งในสามด้านที่เอกนิติระบุว่าต้องปฏิรูป ประกอบด้วยการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ การปฏิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และการปฏิรูปทักษะแรงงานไทยผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อให้แรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ได้

 

เอกนิติระบุว่าศักยภาพเศรษฐกิจไทยลดลงจากที่เคยโต 5-7% เหลือ 2.7% ขณะที่คนไทยเกิดน้อยลงและมีผู้สูงอายุมากขึ้น สิ่งที่ต้องทำจึงมี 3 เรื่อง คือทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น, ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยตั้งเป้าให้ศักยภาพเศรษฐกิจกลับไปโต 3% ขึ้นไป

 

นั่นเพราะโครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไปทำให้ทุกประเทศพยายามจับกลุ่มและเจรจาการค้าระหว่างกัน การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) จึงเป็นเครื่องมือที่ไทยจำเป็นต้องใช้ ขณะเดียวกันการย้ายฐานการผลิตท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าก็เป็นโอกาสของไทย สะท้อนจากตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นมาก และส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมอนาคต โดยได้เปิดทางให้ Direct PPA ดำเนินการได้โดยไม่มีโควตา เพื่อให้พลังงานสะอาดเกิดเร็วขึ้น สอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และการลงทุนด้าน AI และดาต้าเซนเตอร์ที่เข้ามามากขึ้น

 

เอกนิติยังระบุว่า เงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนยุคใหม่จะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยกำหนดให้การลงทุนมาพร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย ตัวอย่างที่เห็นแล้วคืออุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่จากจีนที่เข้ามาตั้งโรงงานในจังหวัดระยอง ซึ่งเริ่มใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศจากผู้ประกอบการไทยแล้วราว 40 ราย

 

ส่วนทักษะขั้นสูงที่ไทยยังขาดแคลน เช่น AI หรือยานยนต์สมัยใหม่ เอกนิติระบุว่ารัฐบาลร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงาน เตรียมพิจารณาออกวีซ่าประเภทพิเศษสำหรับแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติ เพื่อเข้ามาทำงานและถ่ายทอดความรู้ในระยะแรก ควบคู่กับการลดขั้นตอนการขออนุญาตผ่านโครงการ BOI Fast Pass

 

อีกด้านคือการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยผู้ที่ใช้ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) และระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์จะได้รับการคืนภาษีทันที ซึ่งเอกนิติระบุว่าไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมาคืนภาษีให้ SME ไปแล้วราว 80,000 ล้านบาทในไตรมาสเดียว

 

ไฟแดง 2 จุด เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

 

เอกนิติเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเครื่องบินที่บินเอียงมาตลอด เพราะพึ่งพาเครื่องยนต์เดียวคือการส่งออก เมื่อเศรษฐกิจโลกแย่ ไทยจึงแย่ตาม ขณะที่ภาพในประเทศยังอ่อนแอทั้งการลงทุนและการบริโภค ส่วนการที่ภาครัฐเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจก็ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

แนวทางที่เอกนิติระบุว่าทำมาตลอด 7 เดือนในตำแหน่งคือการให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยการลงทุนภาคเอกชนโตราว 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% เพราะการโตด้วยการลงทุนดีกว่าการโตด้วยการบริโภคที่ใช้แล้วหมดไป

 

อย่างไรก็ตาม เอกนิติระบุว่ายังมีไฟแดง 2 จุดที่ต้องจับตา จุดแรกคืออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จากที่ติดลบในไตรมาสแรกของปีนี้ มาอยู่ที่ 2.7% ในไตรมาส 2 ตามราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภค

 

จุดที่สองคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ โดย 2 เดือนที่ผ่านมาไทยขาดดุล 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 แสนล้านบาท ซึ่งเอกนิติระบุว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดให้เร็วที่สุด

 

“ผมยังมีไฟแดงอยู่ 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดีๆ หยอดด้วย” เอกนิติกล่าว

 

สำหรับเม็ดเงินที่จะใช้ลงทุน เอกนิติระบุว่ามาจาก 3 ส่วนหลัก คือการลงทุนภาคเอกชน, การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Future Fund ซึ่งภายในปีนี้คาดว่าจะเริ่มเบิกใช้ราว 20,000 ล้านบาทในโครงการสำคัญ เช่น การต่อยอดระบบทางด่วน และการขยายโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่รองรับพลังงานสะอาด

 

วางเอกชนเป็นกองหน้า รัฐเป็นกองกลาง

 

สำหรับวิธีทำงานร่วมกับภาคเอกชน เอกนิติเปรียบการทำงานภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เหมือนทีมฟุตบอล โดยให้เอกชนเป็นกองหน้า ส่วนรัฐบาลเป็นกองกลางที่คอยจ่ายบอลให้เอกชนทำประตู ผ่านงานด้านการคลัง การส่งเสริมการค้า การเพิ่มทักษะแรงงาน และการลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ

 

งานที่ทำภายใต้กรอบนี้ครอบคลุมทั้งการปรับโครงสร้างการผลิต การสร้างตาข่ายทางสังคมรองรับช่วงเปลี่ยนผ่าน การผลักดันโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับกฎเกณฑ์ให้ทันสมัย

 

ขณะที่กองหลังในนิยามของเอกนิติคือเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ไทยได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือและนักลงทุนทั่วโลก

 

ความเชื่อมั่นดังกล่าวจะเห็นได้ชัดในเดือนตุลาคมนี้ ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพประชุมผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นครั้งที่ 2 หลังเคยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2534 โดยเอกนิติคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน และเกิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างเอกชนไทยกับนักธุรกิจต่างชาติที่เดินทางมาพร้อมผู้นำและรัฐมนตรีคลังจากทั่วโลก

 

ในเวทีดังกล่าว ไทยเตรียมเสนอบทบาท ‘Connector Economy’ หรือการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงประเทศมหาอำนาจที่กำลังแบ่งขั้วกัน พร้อมผลักดัน 4 ประเด็นหลัก คือการนำ AI มาช่วยเหลือผู้เดือดร้อนและพัฒนาทักษะประชาชน การเป็นต้นแบบการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะคนผ่านความร่วมมือกับต่างชาติ และบทบาทการเป็นผู้เชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับโลก ควบคู่กับการนำเสนอสินค้าชุมชน อาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

 

“การจะได้แชมป์ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ นักกีฬาทุกคนต้องทำงานหนัก และผมเห็นว่าต้องทำ เพราะวันนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย” เอกนิติกล่าว

The post เอกนิติชี้ 2 ไฟแดงเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 แสนล้านบาท เร่งปฏิรูป 3 ด้าน พร้อมคืนสิทธิบัตรสวัสดิการฯ ให้ผู้ถูกหลอกเป็นกรรมการบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช็อกโกแลตยังแพงต่อ แม้ต้นทุนวัตถุดิบร่วง 34% เหตุผู้ผลิตดัน ‘ช็อกโกแลตดูไบ’ สินค้าพรีเมียมแทนลดราคา https://thestandard.co/chocolate-cocoa-price-dubai-premium/ Sun, 26 Jul 2026 12:54:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1235355 ช็อกโกแลตดูไบเป็นชิ้นโรยหน้าด้วยถั่วพิสตาชิโอและคานาเฟ่

แม้ราคาโกโก้ในตลาดโลกจะปรับตัวลดลงแล้วกว่า 34% จากช่วงเ […]

The post ช็อกโกแลตยังแพงต่อ แม้ต้นทุนวัตถุดิบร่วง 34% เหตุผู้ผลิตดัน ‘ช็อกโกแลตดูไบ’ สินค้าพรีเมียมแทนลดราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช็อกโกแลตดูไบเป็นชิ้นโรยหน้าด้วยถั่วพิสตาชิโอและคานาเฟ่

แม้ราคาโกโก้ในตลาดโลกจะปรับตัวลดลงแล้วกว่า 34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังเคยพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายปี 2024 แต่ราคาของช็อกโกแลตอาจยังไม่ลดลงเร็วๆ นี้

 

โดยผู้ผลิตช็อกโกแลตรายใหญ่ของโลกอย่าง Barry Callebaut, Lindt และ Nestlé ต่างระบุว่า ต้นทุนโกโก้ที่พุ่งขึ้นในช่วงก่อนหน้ายังคงกดดันผลประกอบการ แม้ราคาวัตถุดิบจะเริ่มผ่อนคลาย แต่บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่เลือกใช้กลยุทธ์ลดราคา แต่หันไปผลักดันสินค้าพรีเมียมและสินค้าใหม่ที่กำลังเป็นกระแส เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคแทน

 

ปัจจุบันสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโกโก้อยู่ที่ประมาณ 5,327 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ลดลง 34% จากปีก่อน หลังเคยทะยานขึ้นเกือบ 12,000 ดอลลาร์ต่อตัน ในช่วงปลายปี 2024 ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับราคาโกโก้ที่เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 2,000-3,000 ดอลลาร์ต่อตัน ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม การปรับลดลงของราคาโกโก้ยังไม่ถูกสะท้อนออกมายังราคาช็อกโกแลต เนื่องจากผู้ผลิตยังต้องรับภาระต้นทุนจากการทำสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า (Hedging) รวมถึงแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

‘เอลนีโญ’ และ ‘ภาวะโลกรวน’ สาเหตุราคาโกโก้ดีดตัวสูง

 

สาเหตุที่ทำให้ราคาโกโก้พุ่งขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มาจากผลผลิตโกโก้ที่ลดลงอย่างหนักในแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะ โกตดิวัวร์และกานา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตโกโก้ราว 60-70% ของผลผลิตโกโก้ทั่วโลก

 

ปัจจัยสำคัญคือปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) ที่ทำให้ภูมิภาคดังกล่าวเผชิญสภาพอากาศร้อนจัด แห้งแล้ง และฝนตกไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งทำให้ปี 2024 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ยิ่งซ้ำเติมปัญหาด้านอุปทานของตลาดโกโก้

 

แม้ Barry Callebaut จะมองว่าเอลนีโญอาจกลับมาส่งผลกระทบอีกครั้งในช่วงปี 2026-2027 แต่บริษัทประเมินว่าตลาดโกโก้ในฤดูกาลผลิต 2025-2026 จะมีผลผลิตส่วนเกินมากพอที่จะเป็น ‘กันชน’ ลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลน แตกต่างจากสถานการณ์ในปี 2023-2024

 

ต้นทุนพุ่ง อุปทานผันผวน โจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการ

 

Lindt เปิดเผยว่า การปรับขึ้นราคาสินค้าเฉลี่ย 11.8% ในช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลให้ยอดขายช็อกโกแลตร่วงลง 7.5% เนื่องจากผู้บริโภคลดการซื้อสินค้า

 

โดย Adalbert Lechner ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Lindt กล่าวว่า ราคาโกโก้ที่ทำสถิติสูงสุดทำให้อุตสาหกรรมต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และกำลังซื้อที่อ่อนแอ ยิ่งกดดันความต้องการบริโภค

 

นอกจากนี้ Lechner ยังระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อธุรกิจ Travel Retail ของบริษัท หลังนักท่องเที่ยวจากเอเชียและตะวันออกกลางเดินทางเข้ายุโรปลดลง ขณะที่ก่อนหน้านี้มาตรการภาษีตอบโต้ (tariff) ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังสร้างความผันผวนต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาโกโก้ในระยะสั้นอีกด้วย

 

ด้าน Barry Callebaut ระบุว่า แม้ผู้บริโภคทั่วโลกซื้อช็อกโกแลตลดลง 4.4% แต่ยอดขายของบริษัทกลับเติบโต 5.7% ในไตรมาสล่าสุด ขณะที่ยอดขายโกโก้เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเพิ่มขึ้น 18% ในไตรมาสที่ผ่านมา

 

ส่วน Nestlé เปิดเผยว่า ต้นทุนโกโก้และกาแฟที่สูงขึ้นส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกลดลง 2.8% แต่คาดว่าอัตรากำไรจะทยอยฟื้นตัวตามทิศทางราคาโกโก้ที่ลดลง

 

ขณะที่นักวิเคราะห์ของ UBS ประเมินว่า Lindt อาจประหยัดต้นทุนได้สูงถึง 500 ล้านฟรังก์สวิส หลังทำสัญญาซื้อขายโกโก้ล่วงหน้าสำหรับปี 2027 ในระดับราคาที่เอื้ออำนวย

 

ดัน ‘Dubai Chocolate’ แทนลดราคา

 

แทนที่จะลดราคาสินค้า ผู้ผลิตช็อกโกแลตกลับเลือกเพิ่มมูลค่าให้แบรนด์ผ่านสินค้าใหม่และการตลาดบนโซเชียลมีเดีย โดยหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ‘Dubai Chocolate’ ซึ่ง Lindt เปิดตัวในช่วงปลายปี 2024 เพื่อเกาะกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์

 

ปัจจุบันกระแสดังกล่าวขยายไปยังผู้ค้าปลีกรายใหญ่หลายราย ตั้งแต่ Walmart, Trader Joe’s, Shake Shack ไปจนถึง Harrods

 

โดย Lechner ซีอีโอของ Lindt ระบุว่า ความสำเร็จของ Dubai Chocolate สะท้อนให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการรับรู้และกระตุ้นความต้องการซื้อของผู้บริโภครุ่นใหม่ พร้อมยืนยันว่าบริษัทจะเพิ่มการลงทุนด้านการตลาดดิจิทัลมากขึ้น

 

เพิ่มลงทุน Digital Marketing ประคองกระแสช็อกโกแลตพรีเมียม

 

เช่นเดียวกันกับ Philipp Navratil ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nestlé ที่ระบุว่า Nestlé เตรียมปรับกลยุทธ์การตลาดให้ ‘ดิจิทัลมากขึ้น โซเชียลมากขึ้น และสนุกมากขึ้น’ พร้อมเพิ่มการใช้ Influencer Marketing เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงวิธีการเสพสื่อและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภครุ่นใหม่

 

แม้ Lindt จะมีการปรับลดราคาสินค้าบางรายการลง ในตลาดสำคัญอย่างเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ช่วงเทศกาลคริสต์มาส แต่โดยรวมแล้ว ผู้ผลิตรายใหญ่ยังคงให้น้ำหนักกับการพัฒนาสินค้าพรีเมียม การขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ และการสร้างกระแสผ่านโซเชียลมีเดีย มากกว่าการแข่งขันด้านราคา เพื่อรักษาอัตรากำไรและภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาว

 

ภาพ: New Africa / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ช็อกโกแลตยังแพงต่อ แม้ต้นทุนวัตถุดิบร่วง 34% เหตุผู้ผลิตดัน ‘ช็อกโกแลตดูไบ’ สินค้าพรีเมียมแทนลดราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำมันกลับสู่ 100 ดอลลาร์ ‘สันติธาร’ แนะเลี่ยงอุดหนุนราคา ชี้ผูกการคลังไว้กับน้ำมัน เสี่ยงกระทบการคลังและค่าเงิน https://thestandard.co/santitharn-oil-subsidies-fiscal/ Sun, 26 Jul 2026 08:20:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1235316 ภาพ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง พร้อมกราฟราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) กลับมาแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร […]

The post น้ำมันกลับสู่ 100 ดอลลาร์ ‘สันติธาร’ แนะเลี่ยงอุดหนุนราคา ชี้ผูกการคลังไว้กับน้ำมัน เสี่ยงกระทบการคลังและค่าเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง พร้อมกราฟราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) กลับมาแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง หลังเพิ่งย่อลงไปต่ำกว่า 70 ดอลลาร์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เตือนว่าไทยไม่ควรใช้วิธีอุดหนุนราคาน้ำมัน เพราะเสี่ยงกระทบฐานะการคลังและค่าเงินบาท หากถูกผูกติดกับราคาน้ำมันโลก แนะหันไปช่วยเหลือประชาชนโดยตรงแบบเฉพาะกลุ่มแทน

 

เมื่อวานนี้ (23 กรกฎาคม) ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้นราว 7% ในวันเดียว กลับมาแตะ 100 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกนับแต่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา สูงสุดในรอบ 8 สัปดาห์ โดยแรงส่งราคาน้ำมันรอบนี้มาจากความเสี่ยงด้านอุปทานที่กลับมาอีกครั้ง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาปะทุอีกครั้ง

 

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวที CFO Annual Conference on Capital Markets 2026 ว่า จุดอ่อนที่ชัดเจนที่สุดคือความมั่นคงด้านพลังงาน โดยไทยนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย เมื่อรวมทั้งน้ำมันและก๊าซแล้วคิดเป็นเกือบ 10% ของ GDP ทำให้เวลาราคาน้ำมันขึ้น ผลกระทบส่งถึงไทยรุนแรงกว่าประเทศอื่น สะท้อนผ่านตัวเลขการขาดดุลในเดือนเมษายนที่สูงเป็นประวัติการณ์ในระดับแสนล้านบาท ก่อนจะส่งต่อไปยังต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนอาหาร และเงินเฟ้อในที่สุด

 

“นี่คือปัญหาที่มันเป็นทั้งห่วงโซ่เลย” เขาระบุ พร้อมย้ำว่าเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ ก่อนจะกลายเป็นปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

 

เมื่อประเทศเจอแรงกระแทกที่กระทบคนวงกว้าง ต้นทุนสูงขึ้นและกำลังซื้อลดลงพร้อมกัน ทางเลือกนโยบายช่วยเหลือเฉพาะหน้าที่ประเทศต่างๆ ใช้กันมี 2 แบบหลัก คือ หนึ่ง การอุดหนุนราคาน้ำมันหรือลดภาษีน้ำมัน และ สอง การช่วยเหลือประชาชนโดยตรง

 

“ถ้าคุยกับนักลงทุนต่างประเทศ คุยกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ คุยกับ OECD คุยกับ IMF ข้อความเหมือนกันหมด คือ อย่าทำแบบที่ 1 อย่าลดภาษีน้ำมัน อย่าอุดหนุนราคาน้ำมัน”

 

เหตุผลคือตราบใดที่ยังใช้กลไกอุดหนุน เท่ากับผูกฐานะการคลังไว้กับราคาน้ำมันโดยตรง เมื่อไรที่ราคาน้ำมันขึ้น ฐานะการคลังจะตกลงทันที และเมื่อหันไปดูประเทศที่ถูกเทขายจนค่าเงินอ่อนรุนแรงในรอบนี้ ก็จะพบว่าเป็นกลุ่มที่ใช้วิธีดังกล่าว

 

สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติแนะนำคือแบบที่ 2 นั่นคือการตัดความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมันกับฐานะการคลัง แล้วหันมาสนับสนุนประชาชนโดยตรง โดยให้ดีที่สุดคือการช่วยแบบเฉพาะกลุ่ม

 

แนวทางที่ไทยใช้ภายใต้นโยบายของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีลักษณะใกล้เคียงกับสิงคโปร์ คือเป็นการช่วยเหลือแบบหลายชั้น (Multi-tier) โดยกลุ่มเปราะบางที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับการช่วยเหลือมากที่สุด จากนั้นจึงขยายเป็นวงกว้างผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และเพิ่มอีกชั้นด้วยการช่วยฝั่งผู้ขาย โดยจำกัดเฉพาะร้านค้าขนาดเล็กซึ่งเป็นกลุ่มที่สายป่านสั้นที่สุด

 

ดร.สันติธาร ยังชี้ให้เห็นเหตุผลที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึงในสื่อ นั่นคือข้อมูลในอดีตชี้ว่าทุกครั้งที่ไทยเจอแรงกระแทกใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือโควิด อัตราการเติบโตของไทยมักไม่กลับมาเท่าเดิม และหายไปเกือบ 1% ในระยะยาวทุกครั้ง

 

“เหมือนคนที่เป็นแผล แผลมันหาย แต่มันไม่หายสนิททุกครั้ง” ดร.สันติธารเปรียบเทียบ พร้อมอธิบายว่าสาเหตุมาจากการที่บางบริษัทล้มหายไปเลย และแรงงานบางส่วนตกงานแล้วต้องย้ายไปทำงานที่ไม่ตรงกับทักษะอย่างถาวร ซึ่งก่อให้เกิดแผลเป็นทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือจึงมีเป้าหมายเพื่อหยุดไม่ให้แผลเป็นเหล่านี้เกิดขึ้น

 

เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน-ปลดล็อกการลงทุน

 

ในโลกที่ความมั่นคงมาก่อน จุดอ่อนของประเทศจะเป็นจุดที่ถูกทดสอบมากที่สุด ดร.สันติธาร จึงเสนอให้ใช้จังหวะที่พลังงานราคาแพงนี้เป็นแรงผลักดันเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ซึ่งวันนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องความยั่งยืนอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน

 

ด้านนโยบาย กระทรวงพลังงานเริ่มมีทิศทางปลดล็อกมากขึ้น ล่าสุดคือการเปิด Direct PPA ให้กว้างขึ้น ขณะที่ฝั่งกระทรวงการคลังมีพระราชกำหนดกู้เงิน 2 แสนล้านบาทเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

 

อีกส่วนของการเปลี่ยนผ่านคือการสร้างขีดความสามารถใหม่ ดร.สันติธาร ระบุว่าขณะนี้ไทยกำลังเป็นที่สนใจของทุนต่างชาติอย่างมาก แม้กระทั่งประเทศที่ไม่เคยใกล้ชิดกันมาก่อน แต่ความท้าทายคืองบประมาณภาครัฐมีจำกัด เพราะส่วนใหญ่ผูกอยู่กับรายจ่ายประจำ เหลือเป็นงบลงทุนราว 20% เท่านั้น

 

ปัญหาที่ผ่านมาคือยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงมาก แต่แปลงเป็นการลงทุนจริงได้ช้า เพราะติดข้อจำกัดหลายด้าน จึงเป็นที่มาของโครงการ BOI Fast Pass ที่ดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งน้ำ พลังงาน และที่ดิน มาอยู่ในห้องเดียวกันเพื่อปลดล็อกทีละประเด็น ซึ่งผลลัพธ์คือช่วยลดระยะเวลาจากการยื่นคำขอจนถึงการลงทุนจริงได้ราว 20-40% และกำลังจะขยายแนวทางนี้ให้กว้างกว่าบีโอไอ

 

โจทย์ต่อไปคือคำถามว่าเงินลงทุนที่เข้ามาแล้ว คนไทยได้ประโยชน์แค่ไหน ทั้งการจ้างงาน การเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งบอร์ดบีโอไอเพิ่งหารือยุทธศาสตร์ใหม่ โดยจะเปลี่ยนตัวชี้วัดจากการดูเม็ดเงินอย่างเดียว มาเป็นการดูมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย

 

“ถ้าเราอยากได้อุตสาหกรรมแห่งอนาคต วันแรกมูลค่าเพิ่มมันไม่เยอะหรอก เพราะถ้ามันเยอะเราก็ทำเองได้อยู่แล้ว” เขาระบุ พร้อมชี้ว่าคำถามที่แท้จริงคือเมื่อเข้ามาแล้ว ไทยจะตั้งเงื่อนไขให้เกิดการสร้างคน ยกระดับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และทำวิจัยพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยได้หรือไม่ ซึ่งเป็นโมเดลที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอุตสาหกรรมยุคก่อน

 

เป้าหมายร่วมรัฐ-เอกชนใน 4 ปี

 

ดร.สันติธาร ยอมรับว่าการลงมือทำจริงไม่ใช่จุดแข็งที่สุดของภาครัฐ และคนที่ทำได้เก่งกว่าคือภาคเอกชน นี่คือที่มาของการรื้อฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อจับมือกันตั้งเป้าหมายร่วม โดยเป้าหมายภายใน 4 ปี ประกอบด้วย

 

  1. กลับไปเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 3% ต่อปี จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 2% ปลายๆ
  2. ดันสัดส่วนการลงทุนกลับสู่ราว 30% ของ GDP เพื่อทดแทนแรงงานที่หายไป
  3. ดันอันดับความสามารถในการแข่งขันขึ้นสู่ Top 20 ของโลก จากปัจจุบันอันดับ 26
  4. ผลักดัน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้กรอบ Reinvent Thailand ที่ภาคเอกชนผลักดันอยู่แล้ว โดยนำมาประกบกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อหาจุดที่ตรงกัน

 

ดร.สันติธาร ชี้ว่าจุดอ่อนระยะยาวของไทยไม่ใช่เสถียรภาพ แต่คือศักยภาพการเติบโต และเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาของไตรมาสใดไตรมาสหนึ่ง

 

ในทางเศรษฐศาสตร์ การเติบโตของ GDP มาจาก 3 ส่วน คือ การเพิ่มจำนวนแรงงาน การเพิ่มผลิตภาพ และการเพิ่มทุนหรือเครื่องจักร สิ่งที่หายไปจากยุคก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งจนถึงปัจจุบันคือส่วนของแรงงาน เพราะไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ในทุกๆ ปี อัตราการเติบโตจะหายไปโดยอัตโนมัติราว 1% จุด

 

นั่นแปลว่าหากไทยต้องการโตเท่าเดิม จะต้องเพิ่มผลิตภาพและเพิ่มการลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อชดเชยส่วนที่หายไป ซึ่งหมายถึงการลงทุนจำนวนมาก

 

แต่ตัวเลขจริงกลับสวนทาง สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ของไทยเคยอยู่ที่ 47% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเขายอมรับว่าอาจสูงเกินไปจนเป็น Over Investment แต่หลังจากนั้นไทยไม่เคยกลับไปแตะระดับ 30% ได้อีกเลย และปัจจุบันอยู่ที่ราว 23-24% เท่านั้น

 

เหตุผลหนึ่งที่ไทยลงทุนน้อย คือการที่ไทยยังไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องมากพอในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง เห็นได้จากปัจจุบันที่การใช้จ่ายลงทุนของโลกเกือบทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์

The post น้ำมันกลับสู่ 100 ดอลลาร์ ‘สันติธาร’ แนะเลี่ยงอุดหนุนราคา ชี้ผูกการคลังไว้กับน้ำมัน เสี่ยงกระทบการคลังและค่าเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาพันธ์ SME ไทย ยื่น ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ถึงรัฐบาล ชง 5 วาระปฏิรูป MSME ดัน ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ https://thestandard.co/thai-sme-blue-book-msme-reform/ Sun, 26 Jul 2026 06:14:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1235260 ภาพตัวแทนสมาพันธ์ SME ไทย ยื่นสมุดปกน้ำเงินให้รัฐบาล

สมาพันธ์ SME ไทย ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายผ่าน ‘สมุดปกน้ำเง […]

The post สมาพันธ์ SME ไทย ยื่น ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ถึงรัฐบาล ชง 5 วาระปฏิรูป MSME ดัน ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตัวแทนสมาพันธ์ SME ไทย ยื่นสมุดปกน้ำเงินให้รัฐบาล

สมาพันธ์ SME ไทย ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายผ่าน ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ถึงรัฐบาลในงาน THAI MSME FORUM 2026 เสนอเร่งผลักดัน 5 วาระสำคัญเพื่อยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยและเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเสนอให้ ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ

 

 
 

สมาพันธ์ SME ไทย จัดงาน THAI MSME FORUM 2026 ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนนโยบายเป็นโอกาสทางธุรกิจ” ระหว่างวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2569 โดยมีผู้ประกอบการ ภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าร่วมกว่า 1,400 คน

 

ไฮไลต์ของงานคือการส่งมอบ “สมุดปกน้ำเงิน: ข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ MSME และเศรษฐกิจฐานราก” ให้แก่รัฐบาล เพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายด้านผู้ประกอบการรายย่อย

 

ชง 5 วาระปฏิรูป MSME

 

ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่า ข้อเสนอในสมุดปกน้ำเงินเกิดจากการรับฟังความคิดเห็นและระดมข้อเสนอจากเครือข่ายผู้ประกอบการทั่วประเทศตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างและแนวทางแก้ไขที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ประกอบด้วย 5 วาระสำคัญ ได้แก่

 

  1. สร้างโอกาสทางการตลาด เพื่อเพิ่มช่องทางการค้า ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และส่งเสริมการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  2. สร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน ด้วยกลไกทางการเงินที่เหมาะสม ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ และเพิ่มโอกาสในการเติบโตของผู้ประกอบการ
  3. สร้างโอกาสผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเร่งการประยุกต์ใช้ AI เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
  4. สร้างโอกาสด้วยกติกาที่เป็นธรรม ผ่านการปรับปรุกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนของภาครัฐ ให้สะดวกโปร่งใส และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ
  5. สร้างโอกาสสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต ด้วยการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ชงยกระดับ ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ

 

นอกจากนี้ สมาพันธ์ SME ไทยยังเสนอให้รัฐบาลผลักดัน ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้การสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กเป็นนโยบายต่อเนื่องในทุกมิติ โดยมองว่า MSME เป็นฐานสำคัญของการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ

 

“เราเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลกำหนด MSME Plus เป็นวาระแห่งชาติ และดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถอยู่รอดเติบโต และแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”ดร.ณพพงศ์ กล่าว

 

‘เอกนิติ’ ยัน พร้อมดัน MSME ไทยเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานรายใหญ่

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวทีเดียวกันว่า จากการรับฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจในงาน ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ ก็ได้มีข้อเสนอให้แบ่งการดูแล SME กับ MSME แยกออกจากกัน

 

หลังการรับฟังครั้งนั้น รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้จัดเตรียมมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็ก เริ่มจากการทำระบบจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีธุรกิจเฉพาะผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยให้รัฐดำเนินงานได้อย่างสะดวกมากขึ้น และสามารถเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการได้อย่างรวดเร็ว

 

ในส่วนของการเข้าถึงแหล่งทุน กระทรวงการคลังกำลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย พัฒนาระบบ Alternative Score (Alt Score) โดยนำข้อมูลการใช้ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลดิจิทัลอื่น ๆ มาประกอบการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ แทนการพึ่งพาประวัติเครดิตเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น หากทำสำเร็จจะสามารถต่อยอดเป็น อารีย์ สกอร์ (Ari Score) ได้

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมออกโครงการ ‘พี่ช่วยน้อง’ โดยให้พี่ใหญ่ที่เป็นบริษัทมหาชน และจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ช่วยเหลือน้องเล็ก ที่เป็นบริษัท SME ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทขนาดใหญ่ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทาน

 

ที่สำคัญ รัฐยังมีระบบจัดซื้อจัดจ้างในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) โดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางให้หน่วยงานรัฐและเอกชนทำธุรกรรมและตรวจสอบข้อมูลร่วมกัน

The post สมาพันธ์ SME ไทย ยื่น ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ถึงรัฐบาล ชง 5 วาระปฏิรูป MSME ดัน ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC หั่นเป้าเติบโต CLMV ปี 2569 เหลือ 6.2% พิษพิพาทตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง ชี้กระทบไทยส่งออกโตแผ่ว-ยอดเกินดุลการค้าลดลง https://thestandard.co/scb-eic-clmv-growth-cut-thailand/ Sun, 26 Jul 2026 05:29:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1235246 ภาพกราฟิกแสดงเศรษฐกิจ CLMV ปี 2569 ชะลอตัว รับมรสุมการค้าโลก

เศรษฐกิจ CLMV ชะลอลง ท่ามกลางศักยภาพในการรับมือแรงกระแท […]

The post SCB EIC หั่นเป้าเติบโต CLMV ปี 2569 เหลือ 6.2% พิษพิพาทตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง ชี้กระทบไทยส่งออกโตแผ่ว-ยอดเกินดุลการค้าลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงเศรษฐกิจ CLMV ปี 2569 ชะลอตัว รับมรสุมการค้าโลก

เศรษฐกิจ CLMV ชะลอลง ท่ามกลางศักยภาพในการรับมือแรงกระแทกจากภายนอกที่แตกต่างกัน

 

SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มขยายตัวที่ 6.2% ในปี 2569 ชะลอลงจาก 7.1% ในปี 2568 โดยเป็นการชะลอตัวในวงกว้างครอบคลุมทั้ง 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชาคาดว่าจะขยายตัว 3.7% ลดลงจาก 5.3% ในปี 2568 สปป.ลาว 4.1% จาก 4.8% ปีก่อน เวียดนาม 7.1% จาก 8.0% ปีก่อน และเมียนมา 2.6% จาก 3.4% ปีก่อน

 

 
 

การชะลอตัวของเศรษฐกิจ CLMV สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมภายนอกที่ท้าทายมากขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้ออาจทำให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ค่าเงินสกุลท้องถิ่นอ่อนค่าลง และส่งผลให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินล่าช้า ซึ่งจะกดดันอุปสงค์ภายในประเทศและเสถียรภาพระบบการเงิน ขณะเดียวกัน การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มกดดันการส่งออก

 

การท่องเที่ยว และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ขณะที่ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของจีนและการนำเข้าสินค้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ผู้ผลิตในประเทศเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากการใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะต่อเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง

 

ปัจจัยสนับสนุนเฉพาะของแต่ละประเทศจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจ CLMV ยังมีแนวโน้มชะลอลง โดยเวียดนามยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภูมิภาค ขณะที่กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมาจะพึ่งพาปัจจัยสนับสนุนเฉพาะด้านเพื่อบรรเทาแรงส่งทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง

 

เศรษฐกิจเวียดนาม มีแนวโน้มเติบโตได้แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม CLMV โดยได้รับแรงหนุนจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลก การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ภาคการท่องเที่ยวที่ยังฟื้นตัวดี เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และนโยบายเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโต อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการส่งออกในระดับสูงทำให้เวียดนามยังคงความเปราะบางต่ออุปสงค์โลกที่ชะลอลง ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน และความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 301

 

เศรษฐกิจกัมพูชา มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาก จากต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น อุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และหนี้เสียที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมเบาที่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้ เช่น สิ่งทอ การส่งออกที่ยังแข็งแกร่ง และทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพียงพอจะช่วยรับมือกับแรงกดดัน

 

จากภายนอก รวมถึงความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะสั้นได้

 

เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากเงินกีบที่อ่อนค่าทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าและเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ธนาคารกลางมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การส่งออกไฟฟ้าและภาคการท่องเที่ยวยังเป็นแรงพยุงสำคัญ ขณะที่หนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงและพื้นที่เชิงนโยบายที่จำกัด ทำให้เสถียรภาพด้านต่างประเทศยังคงเปราะบาง

 

เศรษฐกิจเมียนมา มีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างเปราะบาง แม้ได้รับแรงหนุนบางส่วนจากอุปสงค์ต่างประเทศ การส่งออกแร่หายาก และการฟื้นฟูประเทศหลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังยืดเยื้อ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และเศรษฐกิจภายในประเทศที่อ่อนแอ จะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จำกัดการเติบโตของเศรษฐกิจ

 

นัยต่อประเทศไทย : ไทยมีแนวโน้มเกินดุลการค้ากับ CLMV ลดลง และเลือกลงทุนอุตสาหกรรมศักยภาพมากขึ้น

 

การเกินดุลการค้าของไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มลดลงในปี 2569 โดยการส่งออกไทยไปตลาดนี้อาจชะลอตามอุปสงค์ในภูมิภาคที่อ่อนแอและความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังดำเนินต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าจากกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI จากเวียดนาม เช่น คอมพิวเตอร์ และเครื่องจักร

 

ขณะที่การลงทุนทางตรงของไทยในกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มชะลอลง จากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน และมุ่งเลือกลงทุนเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม CLMV ยังคงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อภาคธุรกิจไทยในระยะยาว จากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต ศักยภาพด้านการส่งออกของ CLMV ไปยังตลาดต่างประเทศ และบทบาทในการเชื่อมโยงกับตลาดภายในภูมิภาค

 

The post SCB EIC หั่นเป้าเติบโต CLMV ปี 2569 เหลือ 6.2% พิษพิพาทตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง ชี้กระทบไทยส่งออกโตแผ่ว-ยอดเกินดุลการค้าลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดเริ่มกังวล หลังเงินลงทุน AI พุ่งสูง ‘หุ้น-พันธบัตร’ ส่งสัญญาณ กังวลผลตอบแทนไม่คุ้มเม็ดเงินลงทุน https://thestandard.co/ai-investment-market-concern/ Sun, 26 Jul 2026 05:24:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1235242 แผนที่โลกพร้อมกราฟตลาดหุ้นและข้อความเตือนความกังวลการลงทุน AI

ตลาดการเงินเริ่มส่งสัญญาณกังวลว่าการลงทุนใน AI ที่พุ่งส […]

The post ตลาดเริ่มกังวล หลังเงินลงทุน AI พุ่งสูง ‘หุ้น-พันธบัตร’ ส่งสัญญาณ กังวลผลตอบแทนไม่คุ้มเม็ดเงินลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่โลกพร้อมกราฟตลาดหุ้นและข้อความเตือนความกังวลการลงทุน AI

ตลาดการเงินเริ่มส่งสัญญาณกังวลว่าการลงทุนใน AI ที่พุ่งสูงอาจไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อ Alphabet ปรับเพิ่มประมาณการงบลงทุน (Capex) เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทำให้เกิดความกังวลว่าผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่อื่นๆ เช่น Amazon, Meta, Microsoft อาจทุ่มลงทุนในระดับเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องพึ่งพาการระดมทุนมากขึ้น และนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงความสามารถในการสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลนี้

 

 
 

กระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เร่งสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และขยายกำลังประมวลผลด้วยเม็ดเงินมหาศาล กำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหม่ หลังนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า การลงทุนจำนวนมหาศาลเหล่านี้จะสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าหรือไม่

 

สัญญาณดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเฉพาะในตลาดหุ้น แต่เริ่มลามไปยังตลาดตราสารหนี้ ซึ่งให้ความสำคัญกับความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดและการชำระหนี้ของบริษัทมากกว่าศักยภาพการเติบโตในอนาคต

 

ตลาดพันธบัตรเริ่มส่งสัญญาณเตือน หลัง AI ใช้เงินลงทุนพุ่ง

 

ชนวนความกังวลรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลัง Alphabet ปรับเพิ่มประมาณการงบลงทุน (Capital Expenditure: Capex) เพื่อเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่อื่น ๆ (Hyperscalers) ไม่ว่าจะเป็น Amazon, Meta และ Microsoft อาจเดินหน้าทุ่มลงทุนในระดับเดียวกัน

 

เบื้องหลังการเพิ่มงบลงทุนดังกล่าว มาจากต้นทุนการสร้างศูนย์ข้อมูลและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น จากความต้องการไฟฟ้าปริมาณมหาศาลเพื่อรองรับการประมวลผล AI ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อและราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง

 

ผลที่ตามมาคือ ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตร (Credit Spread) ของบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเริ่มขยายตัว สะท้อนว่านักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากภาระการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

 

นักวิเคราะห์ของ Mizuho ระบุว่า งบลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังทดสอบความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยประเมินว่า ภายในปีหน้า ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่มีแนวโน้มใช้งบลงทุนรวมสูงกว่ากระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ที่สร้างได้ ซึ่งหมายความว่าบริษัทอาจต้องพึ่งพาการระดมทุนมากขึ้น ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็เริ่มตั้งคำถามว่าการลงทุนด้าน AI จะสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้และผลกำไรที่คุ้มค่ากับเม็ดเงินลงทุนได้รวดเร็วเพียงใด

 

ความกังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านต้นทุนการระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง โดย Credit Default Swap (CDS) อายุ 5 ปีของ Oracle ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่ S&P Global เพิ่งปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทลงมาอยู่ที่ BBB- เหนือระดับตราสารหนี้ความเสี่ยงสูง (Junk Bond) เพียงหนึ่งขั้น

 

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาการระดมทุนของ Meta สำหรับโครงการศูนย์ข้อมูลในรัฐเท็กซัส มูลค่าราว 12,000 ล้านดอลลาร์ หลังมีรายงานว่าบริษัทอาจต้องเสนออัตราดอกเบี้ยสูงกว่าการระดมทุนโครงการก่อนหน้า สะท้อนว่านักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนมากขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง และต้องการเห็นความชัดเจนว่าการลงทุนด้าน AI จะสร้างผลตอบแทนได้จริง

 

หุ้นเอเชียเริ่มหมุนพอร์ต ลดน้ำหนัก AI หันหาตลาดที่ผันผวนน้อยกว่า

 

ความระมัดระวังต่อธีม AI ยังสะท้อนผ่านตลาดหุ้นเอเชีย โดยผู้จัดการกองทุนหลายแห่งเริ่มลดน้ำหนักหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จาก AI โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ในเกาหลีใต้และไต้หวัน ก่อนโยกเงินลงทุนไปยังตลาดที่มีความผันผวนน้อยกว่า รวมถึงหุ้นที่มีผลประกอบการชัดเจนและมูลค่าน่าสนใจกว่า เช่น หุ้นธนาคาร บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค และบริษัทอินเทอร์เน็ตของจีน

 

Fidelity International, BNP Paribas Asset Management และ M&G Investments เป็นหนึ่งในผู้จัดการกองทุนที่ปรับพอร์ตเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในจีน อินเดีย และอาเซียน ท่ามกลางความกังวลว่าหุ้น AI มีความผันผวนสูง ขณะที่ Citigroup ก็ปรับลดน้ำหนักหุ้นเกาหลีใต้และเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีนเช่นกัน

 

ในเดือนกรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นเกาหลีใต้ราว 4.4 พันล้านดอลลาร์ และหุ้นไต้หวันกว่า 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ดัชนี MSCI ASEAN ปรับตัวขึ้น 5.8% สวนทางดัชนี MSCI Asia Pacific ที่ลดลงเกือบ 4% ส่งผลให้ตลาดหุ้นอาเซียนมีแนวโน้มทำผลงานเหนือกว่าตลาดหุ้นเอเชียมากที่สุดในรอบกว่าสองทศวรรษ

 

อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการกองทุนจำนวนมากยังมองว่าการปรับพอร์ตครั้งนี้เป็นเพียงการลดความเสี่ยงในระยะสั้น มากกว่าจะเป็นการยุติธีม AI เนื่องจากยังเชื่อว่าความต้องการใช้ AI และแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมยังแข็งแกร่งในระยะยาว

 

จับตางบ Big Tech รอบใหม่ บทพิสูจน์ผลตอบแทนจริงจาก AI

 

ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาต่อจากนี้ คือผลประกอบการของ Meta, Microsoft และ Apple รวมถึงแนวโน้มการลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ หลัง Alphabet, Microsoft, Amazon และ Meta คาดว่าจะใช้งบลงทุนรวมราว 725,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ และนักวิเคราะห์ของ Bloomberg ประเมินว่าตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นใกล้ 900,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2027

 

ท้ายที่สุด สิ่งที่ตลาดต้องการคำตอบอาจไม่ใช่ว่า AI จะเปลี่ยนโลกได้หรือไม่ แต่คือบริษัทเทคโนโลยีจะสามารถเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนมหาศาลให้กลายเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้จริงหรือไม่ต่างหาก.

 

ภาพ: VADZIM SHUBICH / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ตลาดเริ่มกังวล หลังเงินลงทุน AI พุ่งสูง ‘หุ้น-พันธบัตร’ ส่งสัญญาณ กังวลผลตอบแทนไม่คุ้มเม็ดเงินลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>