Business – THE STANDARD เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ https://thestandard.co/category/news/business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 08 Feb 2026 06:47:42 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ราคาบัตรคอนเสิร์ต K-Pop พุ่งไม่หยุด เสี่ยงบั่นทอนพลังแฟนคลับและความยั่งยืนของอุตสาหกรรม https://thestandard.co/k-pop-concert-ticket-prices-surge/ Sun, 08 Feb 2026 06:47:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1175564 ภาพบรรยากาศคอนเสิร์ต K-Pop ที่เต็มไปด้วยแฟนคลับและแสงสีบนเวที

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ราคาบัตรคอนเสิร์ต K-pop ปรับตัว […]

The post ราคาบัตรคอนเสิร์ต K-Pop พุ่งไม่หยุด เสี่ยงบั่นทอนพลังแฟนคลับและความยั่งยืนของอุตสาหกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศคอนเสิร์ต K-Pop ที่เต็มไปด้วยแฟนคลับและแสงสีบนเวที

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ราคาบัตรคอนเสิร์ต K-pop ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มสร้างแรงกดดันต่อแฟนเพลง และตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของระดับราคาเมื่อเทียบกับประสบการณ์ที่ได้รับ จากเดิมที่การชมคอนเสิร์ตถือเป็นกิจกรรมที่แม้มีค่าใช้จ่ายสูง แต่ยังพอเอื้อมถึงได้ ปัจจุบันกลับกลายเป็นภาระที่ยากเกินกำลังของแฟนจำนวนมาก

 

ประเด็นดังกล่าวกลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้งเมื่อปีที่ผ่านมา หลังการเปิดจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ตรอบไฟนอลของเวิลด์ทัวร์วงบอยแบนด์ ENHYPEN ในชื่อ ‘WALK THE LINE : FINAL’ ซึ่งจัดขึ้นในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา โดยบัตรระดับ Sound Check ซึ่งรวมสิทธิ์เข้าชมการซ้อม มีราคา 2.2 แสนวอน (ราว 4,740 บาท) ขณะที่บัตร Meet & Greet (M&G) หรือเรียกง่ายๆ ว่า บัตรที่เปิดโอกาสให้ผู้ถือบัตรได้พบปะใกล้ชิดกับศิลปิน ตั้งไว้ที่ 2.5 แสนวอน (ราว 5,451 บาท) และบัตรเข้าชมทั่วไปอยู่ที่ 1.6 แสนวอน (ราว 3,555 บาท)

 

เมื่อเทียบกับคอนเสิร์ตของวงในปี 2024 ราคาบัตร Meet & Greet (M&G) ปรับเพิ่มขึ้นถึง 27% ส่วนบัตร Sound Check และบัตรทั่วไปเพิ่มขึ้นราว 11% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อและภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยแฟนคลับหลายรายมองว่าการปรับราคาดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

หญิงสาวชื่อคิม อายุ 20 กว่าปี ซึ่งเป็นแฟนคลับ ENHYPEN กล่าวว่า การเป็นแฟน K-pop ไม่เคยเป็นเรื่องประหยัด แต่แฟนคลับจำนวนมากยอมทำงาน เก็บเงิน และลดค่าใช้จ่ายด้านอื่นเพื่อแลกกับโอกาสได้เห็นศิลปินที่ชื่นชอบ แต่การขึ้นราคาบัตรทำให้แฟนคลับบางส่วนรู้สึกถูกกันออกจากการรับประสบการณ์ดังกล่าว และรู้สึกว่าต้องเป็นแค่ผู้มีฐานะเท่านั้นที่เข้าถึงได้

 

แนวโน้มเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับเกิร์ลกรุ๊ปน้องใหม่ ILLIT หลังประกาศทัวร์ ‘ILLIT LIVE ‘PRESS START’’ ซึ่งจะเริ่มในเกาหลีเดือนมีนาคม 2026 โดยตั้งราคาบัตร Meet & Greet (M&G) ที่ 2.5 แสนวอน (ราว 5,451 บาท) บัตร Sound Check อยู่ที่ 2.2 แสนวอน (ราว 4,740 บาท) และบัตรทั่วไปที่ 1.6 แสนวอน (ราว 3,555 บาท) ตัวเลขราคาบัตรดังกล่าวถูกมองว่าสูงเกินไปสำหรับวงที่เพิ่งเดบิวต์ได้ไม่นาน

 

หากย้อนไปก่อนหน้านี้เพียงสี่เดือน ILLIT เพิ่งจัดคอนเสิร์ตที่ Olympic Hall ในสวนโอลิมปิกพาร์ก โดยบัตร Meet & Greet (M&G) ราคา 1.54 แสนวอน (ราว 3,318 บาท) และบัตรทั่วไป 1.1 แสนวอน (ราว 3,318 บาท) การปรับขึ้นราคาเกือบ 1 แสนวอน ในช่วงเวลาสั้นๆ ยิ่งกระตุ้นเสียงวิจารณ์ถึงทิศทางราคาคอนเสิร์ต K-pop ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน ศิลปินระดับแถวหน้าก็เผชิญกระแสวิจารณ์ในลักษณะเดียวกัน คอนเสิร์ต ‘BTS WORLD TOUR ‘ARIRANG’ IN GOYANG’ ซึ่งมีกำหนดจัดในเดือนเมษายนปีนี้ ตั้งราคาบัตรสูงสุดที่ 2.6 แสนวอน (ราว 5,602 บาท) และบัตรทั่วไป 1.98 แสนวอน (ราว 4,266 บาท) แม้ราคาจะสูง แต่บัตรขายหมดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นการแสดงครบวงครั้งแรกของ BTS หลังพักกิจกรรมจากการเข้ารับราชการทหาร

 

ไม่เว้นแม้แต่ BLACKPINK ก็ถูกจับตามอง หลังราคาบัตรระดับสูงสุดในทัวร์รวมวงล่าสุดทะลุ 2.7 แสนวอน (ราว 5,817 บาท) แม้หลายคอนเสิร์ตจะขายดี แต่การปรับขึ้นราคาต่อเนื่องทั้งในกลุ่มศิลปินรุ่นใหญ่และหน้าใหม่ ทำให้แฟนคลับจำนวนมากรู้สึกถึงภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้น โดยเมื่อราคาถูกตั้งไว้ในระดับสูงแล้ว มักไม่ปรับลดลง และกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรม

 

แหล่งข่าวในวงการบันเทิง กล่าวว่า ต้นทุนการจัดงานที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญ ทั้งค่าเช่าสถานที่ ค่าโปรดักชัน ค่าแรง และค่าตัวศิลปินที่ปรับสูงขึ้นหลังยุคโควิด สอดรับกับความเห็นของผู้บริหารฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทบันเทิงรายหนึ่ง เผยว่า ค่าเช่าสถานที่เพียงอย่างเดียวคิดเป็นราว 10% ของต้นทุนทั้งหมด ขณะที่ค่าอุปกรณ์ แสง สี เวที และแรงงาน โดยเฉพาะการติดตั้งในช่วงกลางคืน มีต้นทุนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์มองว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนเพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถอธิบายโครงสร้างราคาปัจจุบันได้ทั้งหมด ในอุตสาหกรรม K-pop ที่ความสำเร็จของศิลปินผูกโยงกับพลังของแฟนคลับ การขายบัตรหมดกลายเป็นสัญลักษณ์ของความนิยม ทำให้บริษัทสามารถตั้งราคาสูงขึ้น เพราะมองว่าแฟนคลับที่ภักดีจะยอมรับภาระดังกล่าว

 

เมื่อเปรียบเทียบกับคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลก ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่โครงสร้างราคา โดยคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ในต่างประเทศมักมีช่วงราคาที่หลากหลาย รวมถึงบัตรราคาต่ำที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมวงกว้างเข้าถึงได้ เช่น คอนเสิร์ตของ Doja Cat ที่โกยางเมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีบัตรเริ่มตั้งแต่ 9.9 หมื่นวอน ไปจนถึง 2.5 แสนวอน

 

ด้านผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมคอนเสิร์ตเตือนว่า การพึ่งพาความนิยมของศิลปินเพียงอย่างเดียวเพื่อรองรับราคาสูง อาจนำไปสู่ความเหนื่อยล้าของแฟนคลับ และ บั่นทอนความยั่งยืนของอุตสาหกรรม K-pop ในระยะยาว พร้อมเรียกร้องให้มีความโปร่งใสในการกำหนดราคา และให้ความสำคัญกับคุณค่าของประสบการณ์การแสดงสดมากกว่าความอลังการของเวที

 

ชเว จองกยู ที่ปรึกษาด้านการจัดการและผู้เขียนหนังสือ Almost Everything You Need to Know About K-pop ย้ำว่า หากอุตสาหกรรมมุ่งเน้นผลตอบแทนระยะสั้นมากเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาศิลปินทำงานหนักเกินขีดจำกัด สัญญาที่ไม่เป็นธรรม และความขัดแย้งกับแฟนคลับที่รุนแรงขึ้น พร้อมย้ำว่า K-pop ควรถูกมองในฐานะอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงเครื่องมือสร้างรายได้

 

ภาพ:Sagase48/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ราคาบัตรคอนเสิร์ต K-Pop พุ่งไม่หยุด เสี่ยงบั่นทอนพลังแฟนคลับและความยั่งยืนของอุตสาหกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
วาเลนไทน์ไม่หวานอีกต่อไป ผลสำรวจชี้ เงินเฟ้อบีบกำลังซื้อชาวญี่ปุ่น เลิกธรรมเนียมให้ช็อกโกแลตมารยาท https://thestandard.co/japan-valentine-inflation-chocolate/ Sun, 08 Feb 2026 05:10:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1175458 ภาพช็อกโกแลตในกล่อง สื่อถึงวันวาเลนไทน์ ที่ชาวญี่ปุ่นกำลังลดการให้เพราะภาวะเงินเฟ้อ

เดือนกุมภาพันธ์มักถูกขนานนามว่าเป็นเดือนแห่งความรัก ช่ว […]

The post วาเลนไทน์ไม่หวานอีกต่อไป ผลสำรวจชี้ เงินเฟ้อบีบกำลังซื้อชาวญี่ปุ่น เลิกธรรมเนียมให้ช็อกโกแลตมารยาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพช็อกโกแลตในกล่อง สื่อถึงวันวาเลนไทน์ ที่ชาวญี่ปุ่นกำลังลดการให้เพราะภาวะเงินเฟ้อ

เดือนกุมภาพันธ์มักถูกขนานนามว่าเป็นเดือนแห่งความรัก ช่วงเวลาที่บรรยากาศหวานชื่นถูกส่งต่อผ่านของขวัญและช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์ แต่ในปีนี้ความหวานอาจจืดลง เมื่อแรงกดดันจากค่าครองชีพและเงินเฟ้อเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค

 

สะท้อนจากผลสำรวจล่าสุดจากบริษัทวิจัยตลาดในประเทศญี่ปุ่นสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของธรรมเนียมวันแห่งความรักอย่างมีนัยสำคัญ พบว่าผู้หญิงชาวญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะมอบช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสาเหตุหลักมาจากแรงกดดันด้านค่าครองชีพและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่พุ่งสูงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในกระเป๋า

 

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงทุกช่วงวัย ตั้งแต่ 15-79 ปี จำนวน 2,500 คน พบว่ากว่า 42.8% ระบุว่าไม่มีแผนจะมอบช็อกโกแลตในปีนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ขยับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 4% นับเป็นสัญญาณการชะลอตัวที่น่าจับตา เนื่องจากตามธรรมเนียมดั้งเดิมของญี่ปุ่น วาเลนไทน์คือช่วงเวลาสำคัญที่ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายมอบช็อกโกแลตให้แก่ทั้งคู่รัก ครอบครัว และเพื่อนสนิท

 

เมื่อเจาะลึกรายกลุ่มพบว่าพฤติกรรมการมอบช็อกโกแลตลดลงในทุกมิติ โดยเฉพาะช็อกโกแลตครอบครัว ที่ลดลงเหลือเพียง 38.7% ตามมาด้วยการให้กลุ่มเพื่อนที่เหลือเพียง 11.2% และที่น่าสนใจที่สุดคือ ช็อกโกแลตที่ให้ตามมารยาท ที่มอบให้เพื่อนร่วมงานชาย ลดลงเหลือเพียง 7.9% เท่านั้น

 

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงวัยทำงานกว่า 85.4% จากกลุ่มตัวอย่าง 787 คน แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ต้องการร่วมธรรมเนียมการให้ตามมารยาทนี้อีกต่อไป ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการสำรวจมาในปี 2022

 

ขณะที่การมอบให้ผู้อื่นลดลง แต่สัดส่วนผู้หญิงที่ซื้อช็อกโกแลตให้ตนเองกลับยังทรงตัวอยู่ที่ 21.3% อย่างไรก็ตาม แม้งบประมาณเฉลี่ยต่อคนจะเพิ่มขึ้น 8.1% มาอยู่ที่ 4,943 เยน (ราว 982 บาท) แต่จำนวนผู้ที่ต้องการซื้อช็อกโกแลตระดับพรีเมียม กลับลดน้อยลง สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเงินเฟ้อกำลังบีบให้ผู้บริโภคต้องประหยัดและเลือกสินค้าที่คุ้มค่ามากกว่าพรีเมียม

 

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Teikoku Databank Ltd. ยังระบุเพิ่มเติมว่า ราคาช็อกโกแลตเฉลี่ยต่อหนึ่งชิ้นพุ่งสูงขึ้นถึง 436 เยน (87 บาท) หรือเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อน และหากมองย้อนไปถึงปี 2022 ที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 355 เยน จะเห็นว่าราคามีการขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ปัจจัยหลักมาจากราคาวัตถุดิบโกโก้ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ผสมโรงกับการอ่อนค่าของเงินเยน ที่ทำให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบพุ่งกระฉูด จนทำให้วันวาเลนไทน์ที่เคยหอมหวาน กลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเริ่มแบกรับไม่ไหว

 

ภาพ: Md Nahid Hasan Visuals / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post วาเลนไทน์ไม่หวานอีกต่อไป ผลสำรวจชี้ เงินเฟ้อบีบกำลังซื้อชาวญี่ปุ่น เลิกธรรมเนียมให้ช็อกโกแลตมารยาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาแร่หายากพุ่งทุบสถิติใหม่ หลังจีนคุมส่งออกไปญี่ปุ่น กดดันซัพพลายวัตถุดิบ EV – การแพทย์ https://thestandard.co/rare-earth-price-china-export-japan/ Sun, 08 Feb 2026 02:04:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1175344 ภาพประกอบแร่หายากและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แสดงถึงวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรม EV และการแพทย์

ราคาแร่หายาก (Rare earth) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิ […]

The post ราคาแร่หายากพุ่งทุบสถิติใหม่ หลังจีนคุมส่งออกไปญี่ปุ่น กดดันซัพพลายวัตถุดิบ EV – การแพทย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแร่หายากและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แสดงถึงวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรม EV และการแพทย์

ราคาแร่หายาก (Rare earth) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเทคโนโลยีขั้นสูง ปรับตัวพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก จากแรงหนุนของความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ประกอบกับมาตรการของจีนที่เข้มงวดในการควบคุมการส่งออกไปยังญี่ปุ่น

 

Argus Media บริษัทวิจัยด้านพลังงานและวัตถุดิบจากสหราชอาณาจักร รายงานว่า ในตลาดยุโรป ราคาแร่ดิสโพรเซียม (Dysprosium) ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 960 ดอลลาร์ ต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาเทอร์เบียม (Terbium) พุ่งขึ้นสู่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม โดยแร่หายาก ทั้งดิสโพรเซียมและเทอร์เบียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของแม่เหล็กในมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า ต่างทำสถิติราคาสูงสุดต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง นับตั้งแต่เริ่มมีการจัดเก็บข้อมูลในปี 2015

 

ขณะเดียวกัน ราคาอิตเทรียม (Yttrium) ซึ่งใช้เป็นวัสดุซูเปอร์คอนดักเตอร์ในอุปกรณ์ทางการแพทย์และหลอดไฟ LED ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มาอยู่ที่ระดับ 425 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม จากเดิมอยู่ที่ 260 ดอลลาร์ใน

 

รวมถึงแกลเลียม (Gallium) โลหะสำคัญที่ใช้ในเรดาร์ ระบบนำวิถีขีปนาวุธ และอุปกรณ์ทางทหารอื่นๆ มีการซื้อขายที่ระดับ 1,600 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม ทำสถิติสูงสุดมานับตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

 

แรงกดดันด้านราคาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังรัฐบาลจีนประกาศเมื่อต้นเดือนมกราคมว่าจะเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกสินค้าที่สามารถใช้ได้ทั้งในเชิงพาณิชย์และการทหาร ที่ส่งไปยังญี่ปุ่น โดยมาตรการนี้ถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ หลังจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซาเนะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเกี่ยวกับวิกฤตในไต้หวัน

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน การผลิตแร่หายากส่วนใหญ่ของโลกยังคงกระจุกตัวอยู่ในประเทศจีน โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนเคยผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการจำกัดการส่งออก หลังการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาแร่หายากเริ่มทรงตัวในช่วงปลายปี 2025

 

ขณะที่แหล่งข่าวจากบริษัทค้าขายวัตถุดิบเฉพาะทางรายหนึ่ง ระบุว่า หลังจากจีนเพิ่มความเข้มงวดในการจำกัดการส่งออกไปยังญี่ปุ่น บริษัทบางแห่งเริ่มเร่งกักตุนวัตถุดิบ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนด้านซัพพลายที่อาจยืดเยื้อ

 

นอกจากนี้ เมฟ ฟลาเฮอร์ตี ผู้สื่อข่าวอาวุโสด้านแร่หายากของ Argus Media ประเมินว่า การใช้จ่ายด้านการป้องกันรักษาความมั่นคงของประเทศ ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาแร่หายาก โดยเฉพาะอิตเทรียม ที่มีความต้องการสูงในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่อุปทานยังคงตึงตัว ส่งผลให้ราคาปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ด้านโยชิกิโย ชิมามิเนะ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัย Dai-ichi Life Research Institute ย้ำว่า ในระยะสั้นราคาแร่หายากมีแนวโน้มจะยังคงผันผวนและอยู่ในระดับสูงต่อไป ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก

 

ภาพ:Lightspring/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ราคาแร่หายากพุ่งทุบสถิติใหม่ หลังจีนคุมส่งออกไปญี่ปุ่น กดดันซัพพลายวัตถุดิบ EV – การแพทย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งสอบ Netflix ปม ‘ผูกขาดตลาด’ หลังยื่นซื้อ Warner Bros. ท่ามกลางศึกชิงอาณาจักรคอนเทนต์ https://thestandard.co/netflix-warner-bros-probe-monopoly/ Sat, 07 Feb 2026 12:53:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1175301 ภาพประกอบการสอบสวน Netflix โดย กระทรวงยุติธรรม สหรัฐฯ กรณีพยายามผูกขาดตลาด หลังยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ Warner Bros.

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) เริ่มขยับตัวตรวจสอบดีลยักษ์ […]

The post กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งสอบ Netflix ปม ‘ผูกขาดตลาด’ หลังยื่นซื้อ Warner Bros. ท่ามกลางศึกชิงอาณาจักรคอนเทนต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการสอบสวน Netflix โดย กระทรวงยุติธรรม สหรัฐฯ กรณีพยายามผูกขาดตลาด หลังยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ Warner Bros.

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) เริ่มขยับตัวตรวจสอบดีลยักษ์ใหญ่ที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมบันเทิงไปตลอดกาล หลัง Netflix ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการสตูดิโอและบริการสตรีมมิง HBO Max ของ Warner Bros. Discovery ด้วยมูลค่ามหาศาล

 

รายงานจาก The Wall Street Journal เปิดเผยว่า DOJ กำลังสืบสวนเชิงลึกว่า Netflix มีพฤติกรรมกีดกันทางการค้าหรือไม่ โดยมีการออกหมายเรียกทางแพ่งไปยังบริษัทบันเทิงคู่แข่ง เพื่อขอข้อมูลว่าดีลนี้จะนำไปสู่การผูกขาดตลาดในอนาคตหรือไม่ โดยในหมายเรียกดังกล่าวระบุข้อความสำคัญว่า

 

“ให้ระบุพฤติกรรมของ Netflix ที่อาจเข้าข่ายการกีดกันคู่แข่งออกจากตลาด อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างอำนาจเหนือตลาดหรืออำนาจผูกขาด”

 

ดีลนี้เกิดขึ้นหลังจาก Netflix ตกลงที่จะจ่ายเงินสด 27.75 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.27 ล้านล้านบาท) เพื่อครอบครองอาณาจักร Warner Bros.

 

ทรัพย์สินที่ทำให้ Warner เป็นที่หมายปองของยักษ์ใหญ่ ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์ม HBO Max แต่คือคลังคอนเทนต์ระดับตำนาน โดย Reuters ระบุว่าทั้ง Netflix และคู่แข่งอย่าง Paramount ต่างต้องการครอบครองสตูดิโอภาพยนตร์และโทรทัศน์ชั้นนำ รวมถึงแฟรนไชส์ระดับโลกอย่าง Game of Thrones, Harry Potter และจักรวาลซูเปอร์ฮีโร่ DC Comics (Batman และ Superman)

 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ Netflix ยังมีคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Paramount ที่ยื่น Hostile Bid หรือการเสนอซื้อกิจการโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบอร์ดบริหาร ด้วยมูลค่าที่สูงกว่าถึง 7.79 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.45 ล้านล้านบาท) เพื่อซื้อกิจการทั้งหมดของ Warner รวมถึงธุรกิจเคเบิลทีวีที่มีช่องดังอย่าง CNN และ TNT

 

ประเด็นทางกฎหมายที่น่าจับตามองคือ ‘ส่วนแบ่งการตลาด’ ข้อมูลจาก Antenna ประเมินว่าหาก Netflix ควบรวมกับ HBO Max จะครองส่วนแบ่งตลาดสตรีมมิงแบบสมัครสมาชิกในสหรัฐฯ ราว 30% ซึ่งตามเกณฑ์ของ DOJ การควบรวมกิจการของคู่แข่งโดยตรงที่มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 30% มักถูกสันนิษฐานว่าผิดกฎหมาย แม้ว่าการผูกขาดโดยสมบูรณ์มักจะต้องมีส่วนแบ่งสูงถึง 60% ก็ตาม

 

Netflix ได้งัดข้อโต้แย้งทางกฎหมายออกมาสู้ โดยระบุว่าตัวเลข 30% นั้นไม่มีนัยสำคัญ เพราะ 80% ของผู้ที่เป็นสมาชิก HBO Max นั้นเป็นสมาชิก Netflix อยู่แล้ว ดังนั้นฐานลูกค้าจึงทับซ้อนกันมาก และหากวัดจาก ‘เวลาในการรับชม’ (Viewing Time) จริงๆ การควบรวมนี้จะครองส่วนแบ่งเพียง 10% ของเวลาดูทีวีในครัวเรือนสหรัฐฯ เท่านั้น

 

นอกจากนี้ Netflix ยังอ้างว่าดีลนี้ควรถูกมองว่าเป็น ‘การควบรวมในแนวดิ่ง’ (Vertical Merger) เพราะ Netflix ทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่าย (Distributor) ในขณะที่ Warner เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ (Supplier) ไม่ใช่การกินรวบคู่แข่งโดยตรง อีกทั้งบริษัทยังต้องแข่งขันกับ YouTube และแพลตฟอร์มวิดีโอฟรีอื่นๆ ไม่ใช่แค่สตรีมมิงแบบเสียเงินเท่านั้น

 

ในฟากของ Paramount ดูเหมือนจะมียุทธศาสตร์ที่เตรียมมาอย่างดี มาคาน เดลราฮีม (Makan Delrahim) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของ Paramount ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายต่อต้านการผูกขาดของ DOJ ในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์วาระแรก เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยื่นฟ้องเพื่อระงับดีล Visa ซื้อ Plaid มูลค่า 5.3 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2020

 

ในตอนนั้น Visa มีส่วนแบ่งตลาดเดบิตออนไลน์ถึง 70% ทำให้ DOJ เข้าขวางดีลจน Visa ต้องถอย ซึ่ง Delrahim กำลังใช้กรณีศึกษานี้เป็นบรรทัดฐานในการชี้ให้เห็นว่าดีลของ Netflix ก็ควรถูกตรวจสอบในมาตรฐานเดียวกัน

 

สำหรับการสอบสวน Netflix นั้น รายงานข่าวระบุว่ายังอยู่ในระยะเริ่มต้น โดยปกติกระบวนการตรวจสอบการควบรวมกิจการอาจใช้เวลานานถึง 1 ปี แม้ว่าบางครั้งอาจเร็วกว่านั้น และไม่ใช่ทุกการสอบสวนจะนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมาย

 

สตีเวน ซันไชน์ (Steven Sunshine) ทนายความของ Netflix กล่าวว่า “จนถึงขณะนี้ ทาง DOJ ไม่ได้แจ้งและไม่มีสัญญาณใดๆ บ่งชี้ว่ากำลังสอบสวน Netflix ในคดีผูกขาดแยกต่างหากจากกระบวนการตรวจสอบดีลตามปกติ”

 

นอกจากศึกในบ้านแล้ว ดีลนี้ยังต้องเผชิญการตรวจสอบในต่างประเทศ โดย Bloomberg รายงานว่านักการเมืองอังกฤษกว่าสิบคนได้เรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันเปิดการตรวจสอบอย่างละเอียด เช่นเดียวกับสหภาพยุโรปที่คาดว่าจะเข้ามาตรวจสอบดีลของทั้ง Netflix และ Paramount อย่างเข้มงวดเช่นกัน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.53 บาท ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569

 

ภาพ : Illustration by Brandon Bell/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งสอบ Netflix ปม ‘ผูกขาดตลาด’ หลังยื่นซื้อ Warner Bros. ท่ามกลางศึกชิงอาณาจักรคอนเทนต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาร์บีคิวพลาซ่า รีเฟรมแบรนด์ผ่านแคมเปญร่วมสมัย ชวนผู้บริโภคไปเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. นี้ https://thestandard.co/barbq-plaza-rebrand-election/ Sat, 07 Feb 2026 07:38:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1175154 รูปมาสคอตพี่ GON ของ บาร์บีคิวพลาซ่า มือเปื้อนหมึกรณรงค์การ เลือกตั้ง

‘บาร์บีคิวพลาซ่า’ เดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ ด้วยการ […]

The post บาร์บีคิวพลาซ่า รีเฟรมแบรนด์ผ่านแคมเปญร่วมสมัย ชวนผู้บริโภคไปเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูปมาสคอตพี่ GON ของ บาร์บีคิวพลาซ่า มือเปื้อนหมึกรณรงค์การ เลือกตั้ง

‘บาร์บีคิวพลาซ่า’ เดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ ด้วยการเปิดฉากรุกตลาดรับต้นปี 2569 ผ่านกลยุทธ์การสื่อสารที่ฉีกไปจากเดิม โดยลดทอนความหวือหวาลง แต่หันมาเน้นการสร้างความหมายและคุณค่าทางอารมณ์ผ่านแคมเปญ ‘เลือกมื้อนี้ให้ดีที่สุด’ ซึ่งจงใจหยิบยกให้สอดคล้องกับบริบทของการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ มาสื่อสารให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างแยบยล

 

เริ่มจากการปรับสโลแกนของแบรนด์เป็นการชั่วคราว จาก ทำทุกมื้อให้ดีที่สุด มาเป็น เลือกมื้อนี้ให้ดีที่สุด ควบคู่กับภาพจำใหม่ของ พี่ GON มือเปื้อนหมึก ที่นำมาปรากฏหน้าร้านกว่า 160 สาขาทั่วประเทศ ภาพดังกล่าวไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังสะท้อนการตีความบทบาทใหม่ของมาสคอตที่อยู่คู่แบรนด์มากว่า 39 ปี ให้กลายเป็นตัวแทนของการเลือก การมีส่วนร่วม และการใช้สิทธิในช่วงเวลาสำคัญของสังคม

 

อีกหนึ่งในภาพที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือภาพพี่ GON ที่แม้จะดูไม่ถนัดกับการจับปากกา แต่พร้อมออกไปใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ภาพเล็กๆ ที่เรียบง่ายนี้ กลับทำหน้าที่สื่อสารแนวคิดเรื่อง การตัดสินใจ ได้อย่างชัดเจน ผ่านภาษาที่เป็นมิตร ไม่ชี้นำ และเปิดพื้นที่ให้ผู้รับสารตีความด้วยตัวเอง นับเป็นตัวอย่างของการสื่อสารทางการตลาดที่เลือกใช้ความนุ่มนวล แทนการส่งสารเชิงรณรงค์โดยตรง

 

รัฐ ตระกูลไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด อธิบายว่า การนำพี่ GON ออกมาเชื่อมโยงกับช่วงเวลาสำคัญของสังคม เป็นความตั้งใจที่จะพาแบรนด์ออกจากกรอบของการสื่อสารบนสื่อโฆษณา ไปสู่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน

 

สำหรับแคมเปญนี้ไม่ได้ถูกวางบทบาทไว้เพียงในฐานะกิจกรรมการตลาด แต่เป็นการสะท้อนจุดยืนของบาร์บีคิวพลาซ่าในฐานะแบรนด์ที่มองตัวเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มากกว่าการเป็นผู้ขายอาหารเพียงอย่างเดียว

 

ส่วนในเชิงกลยุทธ์ การเลือกใช้โต๊ะอาหารและประสบการณ์ในร้าน เป็นพื้นที่สื่อสารหลัก แสดงให้เห็นแนวคิดของแบรนด์ที่พยายามเชื่อมโยงบทสนทนาทางสังคมเข้ากับสิ่งที่ผู้บริโภคคุ้นเคยและเข้าถึงได้ง่าย มาสคอตอย่างพี่ GON จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างแบรนด์กับผู้คน ผ่านคาแรกเตอร์ที่ถูกสะสมความผูกพันมาอย่างยาวนาน

 

โดยภาพรวม แคมเปญดังกล่าวไม่ได้มุ่งสร้างยอดขายเป็นเป้าหมายหลัก หากแต่เป็นการสร้างภาพจำใหม่ให้กับแบรนด์ในฐานะผู้เล่นในตลาดที่กล้าใช้พื้นที่ของตัวเอง เพื่อสื่อสารประเด็นทางสังคมอย่างสร้างสรรค์ และเลือกยืนอยู่ข้างคุณค่าของการตัดสินใจและการมีส่วนร่วมของผู้คน

 

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมดังกล่าวถูกออกแบบขึ้นเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนโดยไม่เอนเอียงหรือสนับสนุนพรรคการเมืองใด เป็นการทำหน้าที่ในฐานะ ฟันเฟืองเล็กๆ ของสังคม ที่ต้องการชวนให้คนไทยออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและแสดงพลังของการเลือกในแบบของตนเอง

The post บาร์บีคิวพลาซ่า รีเฟรมแบรนด์ผ่านแคมเปญร่วมสมัย ชวนผู้บริโภคไปเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลโพลชี้ ผู้สมัครเลือกตั้งในญี่ปุ่น เกือบ 40% หนุนคุมเข้มรับคนเข้าเมือง หลังแรงงานต่างชาติพุ่งขึ้น 2.5 ล้านคน https://thestandard.co/japan-election-foreign-worker-curbs/ Sat, 07 Feb 2026 05:13:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1175038 ภาพผู้คนรอคิวที่สนามบิน พร้อมข้อความผลโพลชี้ผู้สมัครเลือกตั้งญี่ปุ่นหนุนคุมเข้มรับคนเข้าเมือง

ผลสำรวจล่าสุดจาก Nikkei Asia รายงานว่า ในปี 2025 ญี่ปุ่ […]

The post ผลโพลชี้ ผู้สมัครเลือกตั้งในญี่ปุ่น เกือบ 40% หนุนคุมเข้มรับคนเข้าเมือง หลังแรงงานต่างชาติพุ่งขึ้น 2.5 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนรอคิวที่สนามบิน พร้อมข้อความผลโพลชี้ผู้สมัครเลือกตั้งญี่ปุ่นหนุนคุมเข้มรับคนเข้าเมือง

ผลสำรวจล่าสุดจาก Nikkei Asia รายงานว่า ในปี 2025 ญี่ปุ่น มีแรงงานต่างชาติพุ่งสูงกว่า 2.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11.7% ถ้าเทียบจากปีก่อน ทำให้ผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นปี 2025 เกือบ 4 ใน 10 คน โดยเฉพาะจากพรรครัฐบาล และ พรรคฝ่ายขวา เห็นตรงกันว่าควรปรับนโยบายรับคนเข้าเมืองที่เข้มข้นขึ้นกว่านี้ เพื่อชะลอการไหลเข้าของแรงงานต่างชาติ

 

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นวาระทางการเมืองที่ร้อนแรง เนื่องจากเกิดความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและความมั่นคง แม้ว่าแรงงานต่างชาติในปัจจุบันจะมีสัดส่วนเพียง 4% ของกำลังแรงงานทั้งหมด 68 ล้านคนก็ตาม

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน จากการสำรวจผู้สมัครจำนวน 867 คน พบว่าผู้สมัครกลุ่มใหญ่ที่สุดร้อยละ 36 เห็นว่าควรชะลอการรับแรงงานต่างชาติ ขณะที่อีกร้อยละ 1 เสนอให้ยุติการรับโดยสิ้นเชิง ในทางกลับกัน มีเพียงร้อยละ 30 ที่สนับสนุนให้คงนโยบายในระดับเดิม และมีเพียงร้อยละ 6 เท่านั้นที่เห็นว่าควรเพิ่มการรับแรงงานต่างชาติ

 

ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง ซานาเอะ ทาคาอิจิ รักษาการนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และเป็นผู้นำของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ได้อนุมัติแผนรับมือและจัดการปัญหาชาวต่างชาติแบบบูรณาการ โดยพยายามรักษาสมดุลระหว่างการคุมเข้มกับการต่อต้านและการเหยียดเชื้อชาติ

 

อย่างไรก็ตาม พรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (Japan Innovation Party) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล กลับแสดงท่าทีแข็งกร้าว โดยผู้สมัครเกือบ 90% เห็นว่าควรกำหนดเพดานสัดส่วนชาวต่างชาติต่อประชากรญี่ปุ่นอย่างชัดเจน ขณะที่รัฐบาลมีแผนจัดทำยุทธศาสตร์ประชากรในปีงบประมาณ 2026 เพื่อวางเป้าหมายเชิงตัวเลขในการรับชาวต่างชาติอย่างเป็นระบบ

 

ขณะที่ฝั่งฝ่ายค้านมีความเห็นที่แตกกระจาย โดยกลุ่ม Centrist Reform Alliance ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่นและพรรคโคเมโต หรือ NKP จะเน้นการสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยและเคารพกฎหมาย

 

ส่วนพรรคการเมืองใหม่ของญี่ปุ่น ที่มีชื่อว่าซันเซโต ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดที่กำลังมาแรง ผู้สมัครทุกคนมีจุดยืนร่วมกันในการจำกัดหรือยุติการรับชาวต่างชาติอย่างเข้มงวด สวนทางกับพรรคคอมมิวนิสต์ที่ยังคงสนับสนุนนโยบายเปิดรับในปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจอย่าง Keidanren ได้ออกมาเตือนว่าแรงงานต่างชาติคือ ‘เสาหลักสำคัญ’ ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจญี่ปุ่น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมีกลยุทธ์การสรรหาแรงงานที่มีคุณภาพควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบสนับสนุนด้านภาษา

 

สอดคล้องกับคำเตือนของนักเศรษฐศาสตร์จาก Daiwa Institute of Research ที่ชี้ว่าการพึ่งพาแรงงานในประเทศหรือเทคโนโลยี AI อาจไม่เพียงพอ เนื่องจากรายงานของ Recruit Works Institute คาดการณ์ว่าญี่ปุ่นจะเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานสูงถึง 11 ล้านคนภายในปี 2040 ซึ่งเป็นวิกฤตที่อาจรุนแรงเกินกว่าที่นโยบายคุมเข้มจะรับมือไหว

 

ภาพ: Unchalee Khun/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ผลโพลชี้ ผู้สมัครเลือกตั้งในญี่ปุ่น เกือบ 40% หนุนคุมเข้มรับคนเข้าเมือง หลังแรงงานต่างชาติพุ่งขึ้น 2.5 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กางแผนปิโตรเลียมไทยปี 2569 กรมเชื้อเพลิงฯ ชงรัฐบาลใหม่ ดึงทุนใหญ่ เปิดสัมปทานอันดามัน เร่ง CCS https://thestandard.co/petroleum-plan-thailand-andaman-ccs/ Sat, 07 Feb 2026 03:51:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1175005 กังหันลมผลิตไฟฟ้ากลางทะเล สื่อถึงการพัฒนาพลังงานสะอาดและเป้าหมาย Net Zero ในแผนพลังงานไทย

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดยุทธศาสตร์ปิโตรเลียมปี 2569 เ […]

The post กางแผนปิโตรเลียมไทยปี 2569 กรมเชื้อเพลิงฯ ชงรัฐบาลใหม่ ดึงทุนใหญ่ เปิดสัมปทานอันดามัน เร่ง CCS appeared first on THE STANDARD.

]]>
กังหันลมผลิตไฟฟ้ากลางทะเล สื่อถึงการพัฒนาพลังงานสะอาดและเป้าหมาย Net Zero ในแผนพลังงานไทย

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดยุทธศาสตร์ปิโตรเลียมปี 2569 เดินหน้าเปิดสำรวจรอบที่ 26 ในทะเลอันดามัน หวังดึงทุนใหญ่-เร่ง CCS หนุน Net Zero แก้กฎหมาย กระตุ้นลงทุนพลังงาน

 

วรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า แผนงานสำคัญปี 2569 เริ่มจากการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่อง จากปี 2568 ทั้งบนบกและในทะเล โดยการเปิดรอบที่ 25 บนบก มีผู้ยื่นขอสิทธิ 5 ราย รวม 8 คำขอ คาดเกิดการลงทุนราว 2,500 ล้านบาท สร้างการจ้างงานและรายได้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

 

หากพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ จะมีน้ำมันดิบประมาณ 5.76 ล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติราว 20.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

 

ปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาคัดเลือกเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และคาดว่าจะให้สัมปทานได้ภายในปี 2569

 

ขณะเดียวกัน เตรียมเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 26 ในทะเลอันดามัน ซึ่งมีศักยภาพสูงและอยู่ติดกับพื้นที่ที่เคยพบปิโตรเลียมมาก่อน คาดว่าจะดึงดูดผู้ลงทุนรายใหญ่ เกิดการลงทุนเริ่มต้นด้านการสำรวจราว 300-1,200 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเสริมความมั่นคงพลังงาน

 

“ขณะนี้กรมฯ ได้ศึกษาประเมินศักยภาพทรัพยากร และกำหนดขอบเขตแปลงสำรวจแล้ว อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่” วรากร กล่าว

 

ส่วนในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) ได้ลงนามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B-17-01 ทำให้สามารถขยายระยะเวลาการผลิตในช่วงปี 2571-2581 สามารถแบ่งปันผลประโยชน์ทั้ง 2 ประเทศ คาดสร้างรายได้จากค่าภาคหลวงราว 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนแบ่งกำไรรัฐประมาณ 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยลงนามแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568

 

นอกจากนี้ ยังได้จัดทำสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) แปลง A-18-01 และสัญญาที่เกี่ยวข้อง โดยจะประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS คาดมีเงินลงทุนรวมราว 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสร้างรายได้โดยตรงให้องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ยังต้องเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ก่อนลงนาม

 

ด้านการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 กรมฯ เตรียมผลักดันโครงการ CCS หลัก 2 โครงการใหญ่ ได้แก่

 

  • โครงการศึกษาและพิสูจน์ศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินทางธรณีวิทยา อ่าวไทยตอนบน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็น Eastern CCS Hub ร่วมกับ JOGMEG และ INPEX ของญี่ปุ่น หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อ 6 มกราคม 2569 คาดเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนราว 363,000 ล้านบาท ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 5-10 ล้านตันต่อปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างขออนุญาตนำเรือเข้าสำรวจ และคาดวัดคลื่นไหวสะเทือนได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569
  • โครงการนำร่อง CCS แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ดำเนินการโดย ปตท.สผ. อยู่ระหว่างศึกษามาตรการสนับสนุนด้านภาษีและออกแบบทางวิศวกรรม คาดเริ่มอัดกลับคาร์บอนได้ในปี 2571 มีเงินหมุนเวียนประมาณ 13,200 ล้านบาท และลดก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตปิโตรเลียมราว 1 ล้านตันต่อปี

 

ทั้งนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2514 ให้สอดคล้องบริบทปัจจุบัน เพื่อสร้างความต่อเนื่องด้านพลังงาน กระตุ้นการลงทุน และเสริมเสถียรภาพพลังงานในระยะยาว

 

ปัจจุบัน ไทยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมราว 8-9 ปี หากสามารถผลักดันการสำรวจรอบที่ 25 และ 26 ได้ตามแผน จะช่วยยืดอายุสำรองปิโตรเลียมของประเทศออกไปได้อีกประมาณ 10 ปี

 

ภาพ: Chris McLoughlin / Getty images

The post กางแผนปิโตรเลียมไทยปี 2569 กรมเชื้อเพลิงฯ ชงรัฐบาลใหม่ ดึงทุนใหญ่ เปิดสัมปทานอันดามัน เร่ง CCS appeared first on THE STANDARD.

]]>
สื่อนอกตั้งคำถามแรง ไทยเลือกตั้งกี่ครั้งก็ไม่เปลี่ยน หากไม่ผ่าตัดโครงสร้าง จับตาศึกสามขั้ว 8 ก.พ. ชี้ชะตา ประเทศจะหลุดพ้นหรือจมซ้ำวงจรเดิม https://thestandard.co/thai-election-economy-reform/ Sat, 07 Feb 2026 03:33:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1174988 ภาพประกอบแสดงกราฟเศรษฐกิจเติบโตต่ำ ป้ายหาเสียงเลือกตั้ง และประชาชนผู้ยากจน สื่อถึงอนาคตประเทศไทยกับการปฏิรูปโครงสร้าง

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง ก่อนถึง […]

The post สื่อนอกตั้งคำถามแรง ไทยเลือกตั้งกี่ครั้งก็ไม่เปลี่ยน หากไม่ผ่าตัดโครงสร้าง จับตาศึกสามขั้ว 8 ก.พ. ชี้ชะตา ประเทศจะหลุดพ้นหรือจมซ้ำวงจรเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงกราฟเศรษฐกิจเติบโตต่ำ ป้ายหาเสียงเลือกตั้ง และประชาชนผู้ยากจน สื่อถึงอนาคตประเทศไทยกับการปฏิรูปโครงสร้าง

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง ก่อนถึงการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คำถามสำคัญที่สังคมกำลังจับตา คือ การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ของประเทศไทย หรือจะเป็นเพียงการย้ำรอยอยู่กับที่เช่นเดิม

 

บทความล่าสุดจาก Bloomberg วิเคราะห์สถานการณ์ที่น่ากังวลของประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาแม้ประชาชนจะพยายามออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศมากแค่ไหน แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจไทยกลับดูเหมือนจะติดหล่มอยู่ในโครงสร้างแบบเดิมที่ไม่เอื้อต่อการก้าวไปข้างหน้าในโลกยุคอนาคต

 

ยิ่งวันนี้ความหวังที่การเลือกตั้งจะเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ครั้งใหญ่เริ่มถูกตั้งคำถามว่าอาจเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะตราบใดที่โครงสร้างเชิงอำนาจและเศรษฐกิจยังไม่ได้รับการเขย่าใหม่ สังคมไทยก็ทำได้แค่เดินวนอยู่ในอ่างของปัญหาเดิมๆ ที่รุมเร้ามานานกว่าสองทศวรรษ

 

หากย้อนกลับไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเป็นดาวรุ่งที่ถูกคาดหมายว่าจะเจริญรอยตามเสือเศรษฐกิจอย่างเกาหลีใต้หรือสิงคโปร์ แต่ภาพฝันนั้นกลับสลายไปเพราะวงจรการรัฐประหารที่ซ้ำซากและความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ทำให้รัฐบาลขาดความต่อเนื่องในการบริหาร

 

ทำให้ปัจจุบันไทยกลายเป็นประเทศที่โตไม่ทันโลก และรั้งท้ายเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งสะท้อนให้เห็นชัดจากข้อมูล ที่ระบุว่า นับตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 5% หรือเฉลี่ยเพียง 1% ต่อปี ในขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดียพุ่งทะยานไปถึง 40%

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน ปัญหาของไทยไม่ได้มีแค่เรื่องตัวเลข GDP เท่านั้น แต่ยังรวมถึงหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง โครงสร้างประชากรที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว และขาดแคลนอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเข้ามาเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนประเทศแทนที่การท่องเที่ยวและการส่งออกที่เริ่มอ่อนแรงลง

 

ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จึงกลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันแบบสามขั้วที่น่าจับตา ระหว่าง ‘พรรคประชาชน’ ทายาททางการเมืองของพรรคก้าวไกลที่เน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการทลายทุนผูกขาด กับขั้วของ ‘พรรคเพื่อไทย’ และ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีรักษาการ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ยังคงเน้นนโยบายประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นหลัก

 

แม้พรรคประชาชนจะครองความนิยมในเขตเมืองและเสนอทางออกผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม แต่หนทางสู่การจัดตั้งรัฐบาลกลับเต็มไปด้วยขวากหนาม เพราะขาดพันธมิตรทางการเมืองที่จะช่วยรวบรวมเสียงให้ถึงกึ่งหนึ่งของสภา ซึ่งต่างจากขั้วเพื่อไทยและภูมิใจไทยที่มีฐานเสียงกว้างขวางและมีความพร้อมในการจับมือกันเพื่อรักษาอำนาจเดิมไว้มากกว่า

 

อีกหนึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในเศรษฐกิจไทย คือ การผูกขาด โดยข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ชี้ชัดว่า รายได้ของเศรษฐกิจไทยมากกว่า 85% กระจุกตัวอยู่ในมือบริษัทเพียงราว 5% เท่านั้น ขณะที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ไม่กี่ตระกูลมีอิทธิพลครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อาหาร พลังงาน ไปจนถึงโทรคมนาคม และมีสัดส่วนรวมเกือบ 20% ของมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ไทย

 

โครงสร้างดังกล่าวส่งผลให้เกิดภาวะ ปลาใหญ่กินรวบ บั่นทอนการแข่งขัน ปิดกั้นนวัตกรรม และซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพของประชาชนให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศบนเวทีหาเสียงยังคงถูกครอบงำด้วยนโยบายประชานิยม ตั้งแต่โครงการรัฐช่วยจ่ายไปจนถึงแนวคิดอย่าง หวยใบเสร็จ ท่ามกลางคำเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์ว่า มาตรการเหล่านี้อาจให้ผลได้อย่างจำกัด เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังของประเทศกำลังหดแคบลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้เพดานราว 66% ของ GDP ประกอบกับมุมมองเชิงลบจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทำให้รัฐบาลชุดใหม่ต้องเริ่มต้นการทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่ตึงตัวอย่างยิ่ง

 

ในภาพใหญ่ Bloomberg Economics ประเมินว่า ไทยกำลังแสดงอาการของภาวะ ‘ประเทศพัฒนาแล้วทั้งที่ยังยากจน’ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนอันตรายสำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าสู่ไทยยังตามหลังมาเลเซียและเวียดนามอยู่หลายเท่าตัว สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพระยะยาวของประเทศที่กำลังลดลงอย่างน่ากังวล หากรัฐบาลใหม่ยังลังเลที่จะเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพราะเกรงผลกระทบในระยะสั้น ไทยอาจพลาดเป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงไปอย่างถาวร

 

ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเข้าคูหาเพื่อเลือกบุคคลใหม่มาดำเนินนโยบายแบบเดิม แต่คือจุดตัดสินใจครั้งสำคัญว่า ประเทศไทยจะยอมรับความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่อคลี่คลายปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือจะปล่อยให้เศรษฐกิจค่อยๆ ซบเซาลงจนยากจะฟื้นกลับได้ในอีกสามทศวรรษข้างหน้า

 

อ้างอิง:

The post สื่อนอกตั้งคำถามแรง ไทยเลือกตั้งกี่ครั้งก็ไม่เปลี่ยน หากไม่ผ่าตัดโครงสร้าง จับตาศึกสามขั้ว 8 ก.พ. ชี้ชะตา ประเทศจะหลุดพ้นหรือจมซ้ำวงจรเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคแบงก์ มองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปี 69 ยังมีความไม่แน่นอน ตั้งเป้าสินเชื่อโตเพียง 0-2% พร้อมคุมหนี้เสียให้น้อยกว่า 3.25% https://thestandard.co/kbank-economy-loan-growth-npl/ Fri, 06 Feb 2026 08:27:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1174593 ภาพแสดงเป้าหมายทางการเงินของ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2569

ธนาคารกสิกรไทยมองการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ต้องเผช […]

The post เคแบงก์ มองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปี 69 ยังมีความไม่แน่นอน ตั้งเป้าสินเชื่อโตเพียง 0-2% พร้อมคุมหนี้เสียให้น้อยกว่า 3.25% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงเป้าหมายทางการเงินของ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2569

ธนาคารกสิกรไทยมองการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ต้องเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อ ปี 2569 เติบโตเพียง 0-2%

 

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยธนาคารได้กําหนดเป้าหมายทางการเงินประจำปี 2569 ต่างๆ ไว้ดังนี้ โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ (Loan Growth) เติบโตที่ 0-2% สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารยังคงเน้นการเติบโตสินเชื่อที่มีคุณภาพ สินเชื่อที่มีหลักประกัน และกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการเติบโต พร้อมต่อยอดขีดความสามารถและความแข็งแกร่งด้านสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

 

อีกทั้งตั้งเป้าหมายผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ 2.75-2.95% สอดคล้องกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและการเติบโตของเงินให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพ

 

ส่วนการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ (Net Fee Income Growth) เติบโตที่ Mid-to-high single-digit โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการขยายบริการโซลูชันด้านการบริหารความมั่งคั่ง และความเป็นผู้นำด้านบริการชำระเงินทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน

 

สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ Mid-40s โดยธนาคารยังคงเน้นย้ำการดำเนินมาตรการควบคุมต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อรองรับแรงกดดันจากการเติบโตของรายได้ที่มีความท้าทาย

 

ด้าน เงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (NPL Ratio – Gross) อยู่ที่น้อยกว่า 3.25% ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน และอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Credit Cost) อยู่ที่ในช่วง 140-160 bps (Normalized Level) โดยธนาคารยังคงบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบและระมัดระวังสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ

 

ภาพแสดงเป้าหมายทางการเงินของ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2569 1

ภาพ : เป้าหมายทางการเงินของ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2569

 

อีกทั้ง ธนาคารยังคงมีสถานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งเพียงพอรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

 

ในปี 2569 นี้ ธนาคารกสิกรไทยจะยกระดับยุทธศาสตร์ ‘3+1 และ Productivity’ ไปอีกขั้น ด้วยกลยุทธ์ ‘ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Strategy)’ ที่ให้ความสำคัญต่อความต้องการของลูกค้าใน แต่ละช่วงชีวิตและทุกบริบททางธุรกิจ ทั้งกลุ่มลูกค้าบุคคล ลูกค้าผู้ประกอบการ และลูกค้าธุรกิจ ขับเคลื่อนการทำงานเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มอย่างรอบด้านและตรงใจ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง

The post เคแบงก์ มองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปี 69 ยังมีความไม่แน่นอน ตั้งเป้าสินเชื่อโตเพียง 0-2% พร้อมคุมหนี้เสียให้น้อยกว่า 3.25% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Krungthai COMPASS เปิด 3 แนวทาง ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้า ช่วยสินค้าไทยแข่งขันได้มากขึ้น https://thestandard.co/krungthai-compass-thai-seafood-tariffs/ Fri, 06 Feb 2026 08:21:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1174588 ภาพประกอบ: แนวทางการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

วันนี้ (6 กุมภาพันธ์) ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิด […]

The post Krungthai COMPASS เปิด 3 แนวทาง ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้า ช่วยสินค้าไทยแข่งขันได้มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ: แนวทางการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

วันนี้ (6 กุมภาพันธ์) ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิด 3 แนวทาง ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย รับอานิสงส์ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ช่วยให้ราคาสินค้าไทยแข่งขันได้ดีขึ้น

 

โดย Krungthai COMPASS ระบุว่า ไทยสูญเสียสถานะผู้นำด้านการส่งออกตลอดทศวรรษที่ผ่านมา จากปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า ทั้งวัตถุดิบ ค่าไฟ และแรงงาน เมื่อเทียบกับ 5 ประเทศคู่แข่งที่เป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ไปยังสหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วย จีน เวียดนาม อินเดีย อินโดนีเซีย และเอกวาดอร์

 

นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งกุ้งไทยเคยอยู่ในบัญชีสินค้าที่มีความเสี่ยงด้านแรงงานเด็กและแรงงานบังคับช่วงปี 2009-2024 และไทยเคยได้รับใบเหลือง IUU จากยุโรปในช่วงปี 2015-2018 ก่อนยกระดับมาตรฐานแรงงานภาคประมงผ่านระบบ PIPO และ GLP ส่งผลให้ไทยครองส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ เหลือเพียง 4% ในปี 2024 คิดเป็นมูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ จากระดับ 12-15% ในช่วงปี 2005-2011 คิดเป็นมูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์

 

อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าไทยมีโอกาสแข่งขันได้มากขึ้น หลังสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับ 5 ประเทศคู่แข่งที่เป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ไปยังสหรัฐฯ แต่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารทะเล ควรยกระดับสินค้าด้วย 3 แนวทาง ดังนี้

 

1. ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และลดต้นทุน

 

Krungthai COMPASS แนะนำให้ใช้เทคโนโลยีบำบัดและจัดการคุณภาพน้ำด้วยฟาร์มอัจฉริยะ (Precision Aquaculture) ที่สามารถติดตามคุณภาพน้ำตลอด 24 ชั่วโมง วิเคราะห์ความผิดปกติ และแจ้งเตือนล่วงหน้า แทนการสุ่มตรวจคุณภาพน้ำแบบเดิม

 

โดยยกตัวอย่าง ไทยยูเนี่ยน ที่นำเครื่องตีน้ำที่มีระบบ IoT ในการควบคุม มาใช้สั่งเปิด-ปิด เครื่องตีน้ำอัตโนมัติตามค่าออกซิเจน (DO) ที่วัดได้จริง ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ถึง 20-30%

 

นอกจากนี้ ตามผลการศึกษาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังพบอีกด้วยว่า เกษตรกรที่ใช้ระบบดังกล่าว จะสามารถเพิ่มผลผลิตได้ 13% จากอัตรารอดของกุ้ง

 

สำหรับเทคโนโลยีต่อมา Krungthai COMPASS แนะนำให้ใช้ระบบคัดแยกอัตโนมัติ ในการคัดแยกเกรด โดยใช้เทคโนโลยี Computer Vision, Hyperspectral Imaging และ AI ที่สามารถตรวจจับตำหนิที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น จุดดำใต้เปลือกกุ้ง

 

ทำให้สินค้ามีมาตรฐานสม่ำเสมอ อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงด้านการขาดแคลนแรงงาน โดย TAIKA Seafood จากเวียดนามพบว่า ระบบนี้สามารถลดจำนวนแรงงานในการคัดแยกได้ถึง 70%

 

2. สร้างมูลค่าเพิ่ม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านคุณภาพและตอบโจทย์ตลาดใหม่ๆ

 

โดยสินค้าที่ Krungthai COMPASS นำเสนอคือ คอลลาเจน ไดเปปไทด์ (Collagen Dipeptide) และน้ำมันปลาที่สกัดจากหนังปลาทูน่า ซึ่งเป็นส่วนเหลือจากกระบวนการแปรรูปปลา โดยสามารถพัฒนาและจำหน่ายเพื่อเจาะตลาดกลุ่มรักสุขภาพได้

 

นอกจากนี้ Krungthai COMPASS ยังเสนอให้ต่อยอดนวัตกรรมสร้างอาหารทะเลเสมือนจริง เป็นอาหารทะเลทางเลือกจากพืช เช่น เนื้อปลา เนื้อปลาหมึก, กะปิเจ และข้าวเกรียบกุ้ง เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม รวมถึงลูกค้าที่มีความต้องการเฉพาะ อาทิ ผู้ที่แพ้อาหารทะเล

 

3. ยกระดับด้วยมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล

 

เพื่อที่จะเจาะตลาดกำลังซื้อสูง และกลายเป็นคู่ค้ากลุ่ม Tier 1 ในสหรัฐฯ และยุโรป ที่มีนโยบายการจัดซื้อสินค้า Sustainable Sourcing 100%

 

Krungthai COMPASS แนะนำว่า ผู้ประกอบการไทย จำเป็นต้องได้การรับรองจากมาตรฐานสากล อาทิ มาตรฐาน Aquaculture Stewardship Council (ASC) และ Best Aquaculture Practices (BAP) รวมถึง Marine Stewardship Council (MSC)

 

โดยข้อมูลจากวารสาร Fisheries Science & Aquaculture ระบุว่า สินค้าที่รับรอง มาตรฐาน ASC และ BAP สามารถทำราคาได้สูงกว่าและแข่งขันได้ดีกว่าในตลาดกำลังซื้อสูง

 

นอกจากนี้ ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐฯ อย่าง Walmart, Costco และ Whole Foods ก็ได้ให้ความสำคัญกับการจัดซื้ออาหารทะเลที่ยั่งยืนอีกด้วย ทำให้สินค้าที่มีตรารับรอง ASC/BAP จะได้รับการพิจารณาเป็นอันดับแรก

 

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS แนะนำว่า การยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยจำเป็นต้องทำพร้อมกันทั้ง 3 แนวทาง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในระยะยาว

 

ภาพ: Halawi/Shutterstock

The post Krungthai COMPASS เปิด 3 แนวทาง ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้า ช่วยสินค้าไทยแข่งขันได้มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ ดึง Hesai Technology ลงทุนฐานการผลิต LiDAR แห่งแรกนอกจีน https://thestandard.co/hesai-lidar-thailand-investment/ Fri, 06 Feb 2026 05:01:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1174528 ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ David Li ผู้บริหาร Hesai Technology ระหว่างการหารือเรื่องการลงทุน LiDAR ในไทย

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ และรมว.คลัง เผยว่า Hesai Technology […]

The post ‘เอกนิติ’ ดึง Hesai Technology ลงทุนฐานการผลิต LiDAR แห่งแรกนอกจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ David Li ผู้บริหาร Hesai Technology ระหว่างการหารือเรื่องการลงทุน LiDAR ในไทย

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ และรมว.คลัง เผยว่า Hesai Technology ผู้นำ LiDAR โลก เลือกไทยเป็นฐานผลิตแห่งแรกนอกจีน พร้อมหารือแนวทางหนุนซัพพลายเชน ถ่ายทอดองค์ความรู้ พัฒนาบุคลากรไทย

 

วันนี้ (6 กุมภาพันธ์ ) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า Hesai Technology ผู้นำเทคโนโลยี LiDAR สำหรับระบบยานยนต์อัจฉริยะรายใหญ่ที่สุดของโลก ยืนยันเลือกประเทศไทยเป็น ฐานการผลิต LiDAR แห่งแรกนอกประเทศจีน สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

 

ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ ได้แก่ ความจำเป็นในการอยู่ใกล้ลูกค้าต่างประเทศ การกระจายความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการยกระดับสถานะบริษัทสู่ Global Company

 

โดยการหารือเกิดขึ้นระหว่างการเข้าร่วมประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ร่วมกับเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และ David Li ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Hesai Technology

 

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือแนวทางสนับสนุนให้การลงทุนดังกล่าวส่งเสริมเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านการสร้างงานทักษะสูง การพัฒนาซัพพลายเชนภายในประเทศ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมขั้นสูง โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรไทยผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

Hesai Technology เป็นผู้นำตลาด LiDAR รายใหญ่ที่สุดของโลก ครองส่วนแบ่งประมาณ 1 ใน 3 ของตลาดรวม และมีส่วนแบ่งมากกว่า 60% ในกลุ่ม LiDAR สำหรับระบบขับขี่อัตโนมัติและยานยนต์ไร้คนขับ

 

โดยเทคโนโลยี LiDAR (Light Detection and Ranging) ทำหน้าที่เป็นระบบรับรู้ภาพสามมิติด้วยเลเซอร์ เปรียบเสมือน ‘ดวงตา’ ของ AI ช่วยให้ยานยนต์และหุ่นยนต์สามารถรับรู้สภาพแวดล้อม วัดระยะ และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบช่วยขับขั้นสูง (ADAS) และเศรษฐกิจ AI-Robotics ในอนาคต

 

ทั้งนี้ Hesai Technology เป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับคัดเลือกเข้าสู่ระบบ Thailand FastPass ซึ่งเป็นกลไกเร่งรัดการลงทุนของบีโอไอ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านกระบวนการและการดำเนินงาน โดยบริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุนในโครงการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ (LiDAR) มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งถือเป็นโรงงานผลิตแห่งแรกของ Hesai นอกประเทศจีนอย่างเป็นทางการ

The post ‘เอกนิติ’ ดึง Hesai Technology ลงทุนฐานการผลิต LiDAR แห่งแรกนอกจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin ร่วงแตะ 60,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบ 17 เดือน ‘Michael Burry’ เตือนเสี่ยงซ้ำรอยการล่มสลายปี 2021 – 2022 https://thestandard.co/bitcoin-crash-michael-burry-warning/ Fri, 06 Feb 2026 04:43:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1174525 กราฟราคา Bitcoin ที่กำลังร่วงลงอย่างรุนแรง พร้อมกับข้อความเตือนจาก Michael Burry

ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญการเทขายครั้งใหญ่ในอีกครั้งในส […]

The post Bitcoin ร่วงแตะ 60,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบ 17 เดือน ‘Michael Burry’ เตือนเสี่ยงซ้ำรอยการล่มสลายปี 2021 – 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟราคา Bitcoin ที่กำลังร่วงลงอย่างรุนแรง พร้อมกับข้อความเตือนจาก Michael Burry

ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญการเทขายครั้งใหญ่ในอีกครั้งในสัปดาห์นี้ หลัง Bitcoin (BTC) ราคาร่วงลงอย่างรุนแรงลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือลดลงมากสุด 17% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่า Bitcoin หายไปแล้วกว่า 1 ใน 3 นับตั้งแต่ต้นปี

 

การร่วงลงแตะระดับ 60,000 ดอลลาร์ นับเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 ก่อนที่จะมีการฟื้นตัวเล็กน้อยกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 63,000 – 64,000 ดอลลาร์ ในขณะที่ Ethereum (ETH) ก็ลดลงไปต่ำสุดที่ 1,750 ดอลลาร์

 

การดิ่งลงของราคาครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการล้างพอร์ต (Liquidation) ของนักลงทุนทั่วโลก คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 2.67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9 หมื่นล้านบาท ภายใน 24 ชั่วโมง โดยในจำนวนนี้เป็นการล้างสถานะ Long ถึง 2.31 พันล้านดอลลาร์

 

แม้ว่า Bitcoin จะเคยพุ่งแตะ 127,000 ดอลลาร์ จากความคาดหวังต่อนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางกฎระเบียบและภูมิรัฐศาสตร์ โดยร่างกฎหมายควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลที่หนุนโดยทรัมป์เกิดการชะงักงันในวุฒิสภา ขณะที่ World Liberty Financial บริษัทคริปโทฯ ของตระกูลทรัมป์ กำลังถูกเพ่งเล็งจากสภาคองเกรส หลังมีรายงานเรื่องข้อตกลงการลงทุน 500 ล้านดอลลาร์จากตัวแทนของอาบูดาบี

 

นอกจากนี้ แรงเทขายในตลาดคริปโทฯ ยังสอดคล้องกับการดิ่งลงของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยหุ้น Amazon ร่วงหนักกว่า 11% จากความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียอย่าง KOSPI ของเกาหลีใต้ก็ร่วงลงราว 5% รวมถึงราคาทองคำและโลหะเงินที่ปรับตัวลงแรงเช่นกัน โดยโลหะเงินร่วงลงมากถึง 18.5%

 

Michael Burry จาก ‘The Big Short’ เตือน Bitcoin อาจซ้ำรอยการล่มสลายปี 2022

 

Michael Burry นักลงทุนผู้โด่งดังจากการคาดการณ์วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ปี 2008 ได้ออกคำเตือนเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า คริปโทเคอร์เรนซีสกุลนี้อาจกำลังทำรูปแบบซ้ำรอยการล่มสลายในช่วงปี 2021-2022 ซึ่งนั่นหมายถึงความเป็นไปได้ที่จะร่วงลงเพิ่มเติมสู่ระดับ 50,000 ดอลลาร์ หรือต่ำกว่านั้น

 

Burry โพสต์กราฟเปรียบเทียบลงบนแพลตฟอร์ม X พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “$BTC Patterns” (รูปแบบ Bitcoin) โดยเขาได้วาดให้เห็นความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้างระหว่างการร่วงลงในปัจจุบัน จากระดับ 126,000 ดอลลาร์ เหลือ 70,000 ดอลลาร์ กับการดิ่งลงอย่างรุนแรงในครั้งก่อนหน้าที่พา Bitcoin ร่วงจาก 35,000 ดอลลาร์ ลงไปต่ำกว่า 20,000 ดอลลาร์

 

แม้ว่า Burry จะไม่ได้ระบุเป้าหมายราคาที่แน่นอน แต่การสื่อความหมายผ่านภาพนั้นชัดเจน หากรูปแบบเดิมซ้ำรอย Bitcoin มีพื้นที่ให้ร่วงลงไปได้ถึงโซน 50,000 ดอลลาร์

 

นอกจากนี้ ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เขาได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ขนาดยาวบน Substack โดยลงรายละเอียดว่าเหตุใดเขาจึงเชื่อว่า Bitcoin กำลังเข้าสู่เขตอันตราย ตามรายงานของ Bloomberg ระบุว่า Burry เตือนว่า “สถานการณ์ที่เลวร้ายใกล้เข้ามาแล้ว” หาก Bitcoin ร่วงลงอีก 10% จากระดับราคาเมื่อต้นสัปดาห์

 

การร่วงลงระดับนั้นจะทำให้ MicroStrategy ติดลบหลายพันล้านดอลลาร์ นอกเหนือจากนั้น การร่วงลงเพิ่มเติมสู่ระดับ 50,000 ดอลลาร์ ไม่เพียงแต่จะกระทบกับนักขุด Bitcoin จำนวนมาก ซึ่งหลายรายดำเนินงานด้วยกำไรส่วนต่างที่ต่ำและไม่อาจอยู่รอดได้ในราคาเหล่านั้น

 

ข้อสมมติฐานหลักของ Burry คือ Bitcoin เป็นเพียงสินทรัพย์เก็งกำไรล้วนๆ ที่ล้มเหลวในการเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงินอย่างแท้จริง ต่างจากทองคำและเงินซึ่งทำจุดสูงสุดตลอดกาลท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลเรื่องค่าเงินดอลลาร์ แต่ Bitcoin กลับเพิกเฉยต่อปัจจัยกระตุ้นแบบดั้งเดิมเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง

 

Burry หักล้างข้อโต้แย้งที่ว่าการยอมรับจากสถาบันว่าจะช่วยปกป้อง Bitcoin จากการปรับฐานรุนแรง เขาชี้ให้เห็นว่ามีบริษัทมหาชนประมาณ 200 แห่งถือครอง Bitcoin ในงบดุล แต่สิ่งนี้ไม่ได้รับประกันความมั่นคงเพราะ “ไม่มีสิ่งใดยั่งยืนเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่บริษัทถือครอง”

 

บรรยากาศในตลาดขณะนี้เต็มไปด้วยความหวาดวิตก โดยดัชนี Crypto Fear and Greed Index ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 5 ซึ่งถือเป็นภาวะ “กลัวขีดสุด” และเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการเปิดตัวดัชนีนี้ในเดือนมิถุนายน 2023

 

Rachael Lucas นักวิเคราะห์จาก BTC Markets ให้ความเห็นว่า นักเทรดเลิกพยายามที่จะ ‘รับมีดที่กำลังร่วง’ แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาเงินต้นแทน”

 

จับตาแนวรับสำคัญ

 

อ้างอิง:

The post Bitcoin ร่วงแตะ 60,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบ 17 เดือน ‘Michael Burry’ เตือนเสี่ยงซ้ำรอยการล่มสลายปี 2021 – 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โบรกชี้ สูตรจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย+เพื่อไทย ดีต่อใจนักลงทุน ลุ้นดันดัชนีหุ้นไทย ทะลุ 1,450 จุด เงินไหลเข้า Big cap https://thestandard.co/thailand-government-stock-market-rally/ Fri, 06 Feb 2026 01:58:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1174472 ภาพกราฟฟิกแสดงการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทยและดัชนี SET ที่อาจทะลุ 1,450 จุด ตามการวิเคราะห์ของโบรกเกอร์

สัปดาห์โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 […]

The post โบรกชี้ สูตรจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย+เพื่อไทย ดีต่อใจนักลงทุน ลุ้นดันดัชนีหุ้นไทย ทะลุ 1,450 จุด เงินไหลเข้า Big cap appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟฟิกแสดงการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทยและดัชนี SET ที่อาจทะลุ 1,450 จุด ตามการวิเคราะห์ของโบรกเกอร์

สัปดาห์โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทุกพรรคการเมืองต่างเร่งเดินสาย หาเสียงตามเขตพื้นที่ยุทธศาสตร์ และเปิดเวทีปราศรัยสรุปนโยบายสำคัญ เพื่อเรียกคะแนนเสียงส่งท้าย

 

การเลือกตั้งครั้งนี้เดิมพันด้วยอนาคตเศรษฐกิจไทย โดยหลายปัญหาต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ก่อนจะถึงจุดวิกฤติพลิกฟื้นกลับมาไม่ได้ หนึ่งในนั้นคือ ตลาดทุนไทยที่สภาพคล่องหดหาย เพราะนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ดัชนี SET ผลตอบแทนติดลบ 9.20%

 

ทั้งนี้ ‘พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้ง’ เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยมากที่สุด เพราะตลาดหุ้นต้องพึ่งพาความเชื่อมั่น มีเสถียรภาพของรัฐบาล เพื่อดึงดูดการลงทุน และความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลต่อรายได้ – กำไรของบริษัทจดทะเบียน THE STANDARD WEALTH สรุปฉากทัศน์หลังเลือกตั้ง SET จะไปทางไหน หุ้นกลุ่มใดได้รับผลประโยชน์บ้าง พร้อมกลยุทธ์การลงทุน

 

อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์ เชิงกลยุทธ์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า หลังการเลือกตั้ง บล.ทิสโก้มองการเมืองในประเทศจะมีความชัดเจน โดยไม่คาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งครั้งนี้จะใช้เวลานานเหมือนการจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งก่อน ทำให้มีโอกาสค่อนข้างสูงที่ตลาดหุ้นไทยจะตอบสนองเชิงบวก (Post-election Rally)  อิงจากสถิติในอดีตบ่งชี้ว่า SET Index ในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังการเลือกตั้ง มักจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ยอยู่ที่ 1.2%- 2.3% และมีโอกาสในการปรับขึ้นราว 67-80% ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มักปรับขึ้นและ Outperform ตลาดหลังการเลือกตั้ง คือ กลุ่ม FIN, MEDIA, PROP และ CONS

 

ทั้งนี้ บล.ทิสโก้ ประเมินฉากทัศน์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งและทิศทา งการตอบสนองของตลาดออกเป็น 3 ฉากทัศน์

 

ฉากทัศน์ที่ 1: พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้  

 

มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด คาดว่าพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 2 อย่างพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแทน และน่าจะจัดตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ได้ง่ายกว่า

 

ผลตอบรับตลาดหุ้น

 

คาดตลาดจะตอบสนองในทางบวกมากกว่ากรณีที่พรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยตลาดคาดหวังความต่อเนื่องของโนบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ขณะที่การจัดทำงบประมาณปี 2027 ที่อาจล่าช้า น่าจะบริหารจัดการได้ ให้มีความล่าช้าไม่น่าเกิน 3 เดือน

 

ฉากทัศน์ที่ 2: พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง และสามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่สำเร็จ  

 

มีโอกาสเกิดขึ้นปานกลาง หากพรรคประชาชนจะชนะเลือกตั้ง ได้คะแนนเสียง มากที่สุด แต่ไม่ถึง 250 เสียง จะต้องจับมือกับพรรคการเมืองอื่น เพื่อจัดตั้ง รัฐบาล โดยจะใช้เวลาต่อรองช้าหรือเร็วจะขึ้นอยู่กับคะแนนเสียงของแต่ละพรรคการเมือง

 

ผลตอบรับตลาดหุ้น

 

ตลาดอาจไม่ตอบสนองทางบวกมากนัก เนื่องจากนโยบายของพรรคประชาชนส่วนใหญ่เน้นการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ รวมทั้งแนวทางเป็นรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า จะเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงนโยบายจากภาครัฐ และภาระหนี้สาธารณะ รวมทั้งมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2027 มีความล่าช้า เพิ่มแรงกดดันให้ตลาดอาจกลับมาผันผวนได้ง่าย

 

ฉากทัศน์ที่ 3: พรรคภูมิใจไทยพลิกล็อกชนะเลือกตั้ง และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

 

มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยที่สุด แต่คาดว่าจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลมีความราบรื่น จับขั้วได้ง่าย ทำให้ได้รัฐบาลใหม่ภายในไตรมาส 2/2569

 

ผลตอบรับตลาดหุ้น

 

คาดกรณีนี้ตลาดจะตอบสนองทางบวกมากที่สุด เพราะนอกจากจะมีความต่อเนื่องของนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลน่าจะมีเสถียรภาพมากด้วย นอกจากนี้โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีน่าจะออกมาโดยคำนึงถึงการทำงานตามนโยบายมากกว่าโควต้าของ พรรคการเมือง

 

อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้มองตลาดหุ้นไทยจะค่อยๆ ตอบรับเชิงบวกเมื่อภาพ การเมืองหลังการเลือกตั้งมีความชัดเจน ผสานกับเงินต่างชาติมีแนวโน้มไหลเข้าตลาดหุ้น เอเชียจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของทรัมป์

 

3 ธีมหุ้นน่าลงทุนระยะสั้น เก็งผลเลือกตั้ง 

 

  • หุ้นเก็งผลเลือกตั้งรับรัฐบาลใหม่ แนะนำ BJC, MTC, STECON, WHA
  • หุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาอยู่ในโซนต่ำรับกระแสเงินทุนไหลเข้า แนะนำ CRC, TRUE
  • กลุ่มหุ้นปันผลดี (SETHD) AP, BBL  ดังนั้นหุ้นเด่นที่บล.ทิสโก้แนะนำ ในเดือน กุมภาพันธ์ คือ AP, BBL, BJC, CRC, MTC, STECON, TRUE และ WHA

 

ด้านแนวรับสำคัญของ SET Index เดือนนี้อยู่ที่ 1,280-1,300 จุด และแนวต้านสำคัญ ที่ 1,350 จุด และ 1,380-1,400 จุด ตามลำดับ

 

ด้านบล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประเมินฉากทัศน์การเมืองหลังการเลือกตั้ง และลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มี 4 ฉากทัศน์ ดังนี้

 

ฉากทัศน์ที่ 1: Inevitable พรรคภูมิใจไทย+พรรคเพื่อไทย (ความเป็นไปได้ 70%)

 

หากนายกรัฐมนตรี คือนายอนุทิน ชาญวีรกูล คาดเป้าหมายดัชนี SET Index 1,450-1,480 จุด เป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากที่สุด (70%) เนื่องจากทั้งสองพรรคใหญ่ ได้ประกาศต่อสาธารณชนว่าไม่มีเงื่อนไขในการจับมือระหว่างกัน

 

ส่วนนโยบายหลักของแต่ละพรรคอยู่ที่การเจรจากัน และคาดว่าจะได้เสียงสนับสนุน จากพรรคขนาดกลางอย่างพรรคกล้าธรรมเข้ามาด้วย ทำให้รัฐบาลมีความแข็งแกร่งมาก เสียงไม่ปริ่มน้ำ สามารถผ่านกฎหมายต่างๆ ได้โดยง่าย และทั้งสองพรรคไม่ได้มีนโยบาย ที่ต่างจากเดิมมากนักสำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จึงคาดว่าหุ้นขนาดใหญ่ ของไทยจะยังได้ประโยชน์

 

ฉากทัศน์ที่ 2: Grand Compromise พรรคภูมิใจไทย+พรรคประชาชน (ความเป็นไปได้ 20%)

 

หากนายกรัฐมนตรี คือ อนุทิน หรือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ คาดเป้าหมายดัชนี SET Index 1,420-1,450 จุด เป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เล็กน้อย (20%) แม้ก่อนการเลือกตั้งทั้งสองฝ่ายจะจบกันไม่ดีเท่าที่ควร แต่จากช่วงการหาเสียงที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้ปิดประตูการจับมือกันในอนาคต แต่อาจมีเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล

 

เช่น พรรคประชาชนวางเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และไม่เอาพรรคการเมือง บางพรรคมาร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคกล้าธรรม ส่วนพรรคภูมิใจไทยมีเงื่อนไขคือ การไม่แก้ไข ม.112 และรวมถึงรัฐธรรมนูญหมวดที่ 1 และ 2 หากการเจรจาลงตัว ฉากทัศน์นี้ก็มีความเป็นไปได้

 

ซึ่งจะเป็นการถอยคนละก้าวระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยม บรรยากาศความขัดแย้งในประเทศอาจลดลง ส่วนด้านนโยบายเศรษฐกิจและเรื่องอื่นๆ ทั้งสองพรรคแทบไม่มีนโยบายที่ขัดแย้งกันแบบรุนแรง ยกเว้นกรณีปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและทลายทุนผูกขาด ที่อาจต้องจับตาดูท่าทีของแต่ละฝ่ายอีกครั้ง ฉากทัศน์นี้อาจเป็นลบต่อหุ้นขนาดใหญ่

 

ฉากทัศน์ที่ 3: Reconcile พรรคประชาชน+พรรคเพื่อไทย (ความเป็นไปได้ 10%)

 

หากนายกรัฐมนตรี คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ ยศชนัน วงสวัสดิ์ คาดเป้าหมายดัชนี SET Index 1,380-1,420 จุด อย่างไรก็ตามฉากทัศน์นี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยที่สุด (10%) สืบเนื่องจากความล้มเหลวในการจัดตั้งรัฐบาลในปี 2566 การทำงานในสภาที่ขัดแย้งกัน และฐานเสียงที่ทับซ้อนกัน ทำให้ทั้งสองพรรคอยู่ในโหมดคู่แข่งกันมากกว่า แต่ความเป็นไปได้ก็มีบ้าง หากพรรคประชาชนเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยจะทำให้สมการเปลี่ยนทันที เพราะในฉากทัศน์อื่นๆ พรรคเพื่อไทยจะมีโอกาสน้อยมากในการชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรอบนี้

 

ทั้งนี้ ถึงจะตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ เสถียรภาพของรัฐบาลอาจไม่มั่นคง ด้วยประเด็นทางกฎหมายต่างๆ เงื่อนไขและข้อจำกัดทางการเมือง จึงทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการผ่านกฎหมายต่างๆ จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก

 

ฉากทัศน์พิเศษ: เลื่อนเลือกตั้งหรือเลือกตั้งโมฆะ

 

เป็นไปได้ยาก แต่หากมีเหตุให้การเลือกตั้งไม่สามารถจัดวันเดียวกันได้จนต้องโมฆะ หรือเลื่อนออกไป เพราะภาวะสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง และงบประมาณจะล่าช้า ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะโตต่ำกว่าเป้าหมาย 1.5% เป็นลบต่อดัชนี SET Index โดยมีเป้าหมายที่ 1,100-1,200 จุด

 

ทั้งนี้ มุมมองของ บล.ฟิลลิป ที่มองว่าตลาดจะตอบสนองเชิงบวกมากที่สุด หากพรรคภูมิใจไทย+พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล สอดคล้องกับผลสำรวจของ บล.บัวหลวงที่พบว่า นักลงทุนกว่า 36% เลือกสูตรจัดตั้งรัฐบาลผสมพรรคภูมิใจไทย + พรรคเพื่อไทยเป็นอันดับหนึ่ง เพราะมองว่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นมากที่สุด โดยคาดเป้าหมายดัชนี SET Index ตรงกันที่ 1,450-1,480 จุด

 

หุ้นแนะนำรับผลการเลือกตั้ง

 

  • การเงิน : MTC, KTC, SAWAD
  • ธนาคาร : KTB, KBANK, KKP, TISCO
  • การบริโภคในประเทศ : CPAXT, MOSHI, CBG, OSP
  • นิคมอุตสาหกรรม : WHA, AMATA
  • อสังหาริมทรัพย์ : SPALI, AP, SIRI, SC
  • ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง : CENTEL, ERW, BA, CPN
  • ก่อสร้าง : STECON, CK, UNIQ

The post โบรกชี้ สูตรจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย+เพื่อไทย ดีต่อใจนักลงทุน ลุ้นดันดัชนีหุ้นไทย ทะลุ 1,450 จุด เงินไหลเข้า Big cap appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์กรุงศรีวางเป้าปี 69 สินเชื่อโต 2-4% แม้ GDP ไทยส่อโตต่ำสุดรอบ 30 ปี ‘เคนอิจิ’ ชี้ไทยอ่อนแอ รักษาได้ แต่ต้องมองระยะยาว https://thestandard.co/krungsri-targets-loan-growth-thailand/ Thu, 05 Feb 2026 13:47:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1174396 เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา แถลงวิสัยทัศน์และเป้าหมายการเติบโตของธนาคาร

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ประกาศเป้าหมายทางการเงินปี 25 […]

The post แบงก์กรุงศรีวางเป้าปี 69 สินเชื่อโต 2-4% แม้ GDP ไทยส่อโตต่ำสุดรอบ 30 ปี ‘เคนอิจิ’ ชี้ไทยอ่อนแอ รักษาได้ แต่ต้องมองระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา แถลงวิสัยทัศน์และเป้าหมายการเติบโตของธนาคาร

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ประกาศเป้าหมายทางการเงินปี 2569 และทิศทางกลยุทธ์ระยะกลาง-ยาว โดยตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อรวมที่ 2-4% ท่ามกลางปัจจัยลบจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 1.8% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 30 ปี (ไม่นับรวมช่วงวิกฤตการณ์)

 

เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การเติบโตหลักของแบงก์จะมาจากในอาเซียน แต่ในไทยก็ยังมีโอกาสอยู่จากธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยต่อเนื่อง สะท้อนจากตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการลงทุนเหล่านี้จะพาการลงทุนอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทานตามมาด้วย

 

สำหรับปี 2569 กรุงศรีตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ 2–4% (สูงกว่าปีก่อนที่ 1.7%) และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) โดยรวมที่ 4.0–4.3% โดยที่ NIM ในประเทศอยู่ที่ 3.25–3.50% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ระดับ Mid-40s%

 

“ตอนนี้ทุกประเทศในภูมิภาคพยายามแย่งชิงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้”

 

เคนอิจิกล่าวต่อว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีความอ่อนแอกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค และจำเป็นต้องได้รับการรักษาในระยะยาว (Long-term Treatment) โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่กลุ่มเทคโนโลยีใหม่ เช่น เซมิคอนดัคเตอร์ และดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI)

 

“จากที่ The Financial Times บอกว่าไทยคือคนป่วยแห่งเอเชีย ไทยอ่อนแอกว่าเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน แต่เราไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงที่รักษาไม่ได้ แต่ก็ไม่สามารถกินยาแล้วหายทันที เราจำเป็นจะต้องมี long term treatment เรารู้ว่าอะไรคือต้นทุนที่ต้องจ่าย และอะไรคือสิ่งที่จำเป็นจะต้องทำ ภาคเอกชนและรัฐบาลต้องทำงานร่วมกัน” เคนอิจิกล่าว

 

โอกาสเติบโตอยู่ที่อาเซียน ตั้งเป้าสินเชื่อต่างประเทศโต 14-16%

 

ดวงดาว วงค์พนิตกฤต ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านการเงินและกลยุทธ์ ระบุว่า ปัจจุบันเราสังเกตเห็นทุกธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ เมื่อมองในระดับมหภาค ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ปีนี้เป็นปีที่การเติบโตของ GDP มีแนวโน้มต่ำที่สุด ต่ำกว่ามาตรฐานที่เคยตั้งไว้ 2% แน่นอนว่าเมื่อภาพใหญ่เป็นแบบนี้ ทุกธนาคารต้องระมัดระวัง

 

สำหรับกรุงศรีจะเน้นการเติบโตจากพอร์ตต่างประเทศเป็นหลัก โดยวางเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในอาเซียนไว้ที่ 14-16% โดยเฉพาะในประเทศฟิลิปปินส์และเวียดนาม

 

แม้ปัจจุบันสินเชื่อต่างประเทศจะมีสัดส่วนเพียง 5% ของพอร์ตรวม แต่คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 20% ปัจจุบันตลาดในไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว ขณะที่สินเชื่อในประเทศจะเน้นความระมัดระวัง โดยคาดว่ากลุ่มลูกค้ารายใหญ่จะโต 3-4% รายย่อยโต 2-4% ส่วนกลุ่ม SME มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยตามสภาวะเศรษฐกิจ

 

“สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศน่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่ปีนี้จะยังอยู่ที่ราว 20% แผนระยะกลางถึงยาวของกรุงศรี ต้องไปอาเซียน เพราะเรามองว่าตลาดในไทยค่อนข้างอิ่มตัว”

 

ส่วนการซื้อกิจการเพิ่มเติมในอาเซียน ดวงดาวกล่าวว่า ไม่เคยปิดประตูสำหรับโอกาสในการซื้อกิจการเพิ่มเติม แต่ไม่ใช่แผนหลัก ปัจจุบันกรุงศรีขยายธุรกิจค่อนข้างครอบคลุมอาเซียนแล้ว

 

สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายของแบงก์ในอนาคต อาทิเช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดัคเตอร์ และเทเลคอม

 

ยกเครื่อง ‘ONE Krungsri’ รวม 4 แอปฯ สู่ Super App ต้นปี 70

 

กรุงศรีเตรียมปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการภายในและช่องทางการบริการลูกค้าใหม่ทั้งหมดภายใต้แนวคิด ‘ONE Krungsri’ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงข้อมูล ประกอบด้วย รวม 4 แอปพลิเคชันหลัก (Kept, KMA, UCHOOSE, GO) เป็น One Super App ภายในต้นปี 2570

 

รวมทั้งการรวมเบอร์ติดต่อ Contact Center กว่า 20 หมายเลข เหลือเพียง 1 หมายเลข และเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างสาขากรุงศรี, เฟิร์สช้อยส์ และกรุงศรี ออโต้ ให้เป็นหนึ่งเดียว

 

ในส่วนของกลุ่มลูกค้ารายย่อย ธนาคารจะมุ่งเน้นกลุ่มครอบครัวที่มีบุตร ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เช่น โปรแกรมผ่อนชำระค่าเทอมและค่าเรียนพิเศษ 0% นาน 4 เดือน รวมถึงเครื่องมือ Intelligence Marketing ที่สามารถนำเสนอโซลูชันทางการเงินได้แบบ Real-time ตามความต้องการของลูกค้า

The post แบงก์กรุงศรีวางเป้าปี 69 สินเชื่อโต 2-4% แม้ GDP ไทยส่อโตต่ำสุดรอบ 30 ปี ‘เคนอิจิ’ ชี้ไทยอ่อนแอ รักษาได้ แต่ต้องมองระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ย้อนอ่าน ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ พรรคการเมืองใหญ่ ก่อนเข้าคูหา เลือกตั้ง 69 https://thestandard.co/economic-policies-parties-election-2026/ Thu, 05 Feb 2026 12:13:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1174327

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเห็นตรงกันว่า ‘เศรษฐกิจไทย’ กำลังเผ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ย้อนอ่าน ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ พรรคการเมืองใหญ่ ก่อนเข้าคูหา เลือกตั้ง 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเห็นตรงกันว่า ‘เศรษฐกิจไทย’ กำลังเผชิญกับ ‘Perfect Storm’ โดยมีทั้งปัญหาภายนอกจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาภายใน ไม่ว่าจะเป็น กำลังซื้อที่ชะลอตัว การทุจริตคอร์รัปชัน ท่ามกลางภาวะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของไทยอย่าง ท่องเที่ยว และส่งออกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่

 

นอกจากนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยก็กำลัง ‘สำแดงฤทธิ์’ ออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากภาวะการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะยังคง ‘ต่ำกว่าระดับศักยภาพ’ อีกปี

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

โดยสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจส่วนใหญ่ต่างมองตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 นี้จะโตต่ำกว่า 2% นับเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ไม่นับรวมปีที่เกิดวิกฤต นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำสุดในภูมิภาคหลายปีติดต่อกัน และมีแนวโน้มว่า จะถูกเพื่อนบ้านแซงหน้าไปเรื่อยๆ

 

ปัญหาเหล่านี้ถือเป็น ‘โจทย์’ สำคัญที่รัฐบาลใหม่ ‘ต้องแก้’ เพื่อทำให้ปากท้อง คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชนไทย ‘ดีขึ้น’

 

THE STANDARD WEALTH ได้เปรียบเทียบ ‘นโยบายด้านเศรษฐกิจ-ตลาดทุน-พลังงาน’ ที่พรรคการเมืองต่างๆ ประกาศหาเสียงไว้ในการเลือกตั้งปี 2569 ไว้ดังนี้

 

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ย้อนอ่าน ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ พรรคการเมืองใหญ่ ก่อนเข้าคูหา เลือกตั้ง 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
TTB มอง GDP ปี 69 โตชะลอเหลือ 1.5% ตั้งเป้าสินเชื่อธุรกิจ โต 1-2% สะท้อนภาพเศรษฐกิจโตชะลอ จับตาสถานการณ์ NPL ใกล้ชิด พร้อมเปิดตัวบริการโอนเงินหยวน ‘เต็มจำนวน’ หนุนลูกค้า SME ไทยทำการค้าจีน https://thestandard.co/ttb-economic-forecast-yuan-transfer-china/ Thu, 05 Feb 2026 10:14:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1174256 บุษรัตน์ เบญจรงคกุล ประธานกลุ่ม บริหารธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ TTB แถลงข่าวเปิดตัวบริการโอนเงินหยวนเต็มจำนวน

TTB มองภาพรวมเศรษฐกิจปี 69 เติบโตชะลอตตัวลงเหลือ 1.5% ร […]

The post TTB มอง GDP ปี 69 โตชะลอเหลือ 1.5% ตั้งเป้าสินเชื่อธุรกิจ โต 1-2% สะท้อนภาพเศรษฐกิจโตชะลอ จับตาสถานการณ์ NPL ใกล้ชิด พร้อมเปิดตัวบริการโอนเงินหยวน ‘เต็มจำนวน’ หนุนลูกค้า SME ไทยทำการค้าจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บุษรัตน์ เบญจรงคกุล ประธานกลุ่ม บริหารธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ TTB แถลงข่าวเปิดตัวบริการโอนเงินหยวนเต็มจำนวน

TTB มองภาพรวมเศรษฐกิจปี 69 เติบโตชะลอตตัวลงเหลือ 1.5% ระบุทิศทางพอร์ตสินเชื่อปีนี้สะท้อนของเศรษฐกิจไทยปีนี้ พร้อมจับตา NPL ภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะดอกเบี้ย กำลังซื้อ อีกทั้งยังได้เปิดตัวบริการโอนเงินหยวน ‘เต็มจำนวน’ หนุนลูกค้า SME ไทยทำการค้าจีน

 

ศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคโดยเปรียบเทียบตัวเลข GDP ปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 2.2% และคาดการณ์ปีนี้ที่ระดับ 1.5% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาพรวมเศรษฐกิจยังคงมีการเติบโตที่ชะลอตัว ดังนั้นทิศทางของพอร์ตสินเชื่อธนาคารจึงเปรียบเสมือนภาพสะท้อนของเศรษฐกิจไทย โดยในปีนี้ TTB ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจไว้ที่ระดับประมาณ 1-2%

 

โดยกลยุทธ์หลักในปีนี้ไม่ใช่การเน้นการเติบโตที่หวือหวา หรือกำหนดตัวเลขเป้าหมายการเติบโตที่สูง และชัดเจนในแต่ละอุตสาหกรรม แต่จะเป็นการ ค่อยๆไป”เน้นความมั่นคงและคุณภาพของสินเชื่อเป็นหลัก

 

แม้ภาพรวมจะเน้นความระมัดระวัง แต่ TTB ยังมองเห็นโอกาสในบางกลุ่มธุรกิจ (Sector) ที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตสวนกระแส โดยกลุ่มที่ธนาคารให้ความสนใจเป็นพิเศษในปีนี้ 4 กลุ่ม ที่มีโอกาสการเติบโต ได้แก่

 

  • กลุ่มสุขภาพ (Healthcare)
  • กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage)
  • กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม (Tourism & Hotel) ซึ่งเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน
  • กลุ่มพลังงานและรถยนต์ไฟฟ้า (Energy & EV) รวมถึงซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ

 

เจาะลึกพอร์ตสินเชื่อ ธุรกิจรายใหญ่ยังเป็นแกนหลัก

 

ในแง่ของโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อธุรกิจของ TTB ปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณ 4.5-4.6 แสนล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนเป็น กลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ประมาณ 60-70% และลูกค้าเอสเอ็มอี ประมาณ 30-40% ซึ่งในปี 2569 จะยังรักษาระดับสัดส่วนดังกล่าวนี้ไว้ใกล้เคียงกับของเดิม

 

สาเหตุที่สัดส่วนเอียงไปทางธุรกิจรายใหญ่ เนื่องจากธนาคารเห็นสัญญาณการลงทุน (Investment) จากฝั่งธุรกิจขนาดใหญ่ที่ชัดเจนกว่า โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ขณะที่ฝั่ง SME และธุรกิจขนาดกลาง มีการลงทุนยังค่อนข้างชะลอตัวเพื่อรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจและมาตรการภาครัฐ

 

ศรัณย์ยอมรับว่า ธนาคารมีความกังวลต่อกลุ่ม SME มากกว่าในแง่ของความสามารถในการชำระหนี้และความเสี่ยง ทำให้ต้องคัดกรองอย่างเข้มข้น

 

อย่างไรก็ตาม TTB ยังคงสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อต่างๆ ที่ร่วมมือกับภาครัฐและบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) รวมถึงใช้ประโยชน์จากการลดเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) เพื่อออกแบบโปรแกรมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำช่วยเหลือลูกค้าที่มีศักยภาพในกลุ่มนี้

 

จับตา NPL และภาคอสังหาฯ ยอมรับกังวล ‘กังวลแต่เอาอยู่’

 

เมื่อถูกถามถึงประเด็นหนี้เสีย (NPL) ศรัณย์ ระบุว่า ภาพรวมของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งน่าจะมีความกังวลในประเด็นนี้เหมือนทุกแห่ง แต่จากการติดตามพอร์ตลูกค้ารายตัวอย่างใกล้ชิด ยืนยันว่าสถานการณ์ยังเอาอยู่ โดยตัวเลขการไหลของหนี้จาก Stage 2 ไป Stage 3 ยังอยู่ในระดับปกติ ไม่ได้มีสัญญาณผิดปกติที่น่าตกใจ

 

สำหรับ ภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะดอกเบี้ยและกำลังซื้อ TTB ยึดหลักการปล่อยสินเชื่อแบบ Project Finance โดยเน้นดูสัดส่วนการให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) อย่างเคร่งครัด และที่สำคัญที่สุดคือ ประสบการณ์ของผู้ประกอบการ โดยจะเลือกปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญ อยู่ในตลาดมานาน และเป็นลูกค้าเก่าที่มีประวัติการชำระหนี้ดี ส่วนรายใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ ธนาคารจะชะลอการปล่อยสินเชื่อออกไปก่อน

 

มองวาณิชธนกิจ ปี 69 ซบเซา-ตลาดหุ้นกู้ยังไปได้

 

ในส่วนของงานด้านวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ในปี 2569 ศรัณย์ให้ความเห็นว่าธุรกรรม IPO ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดตามภาวะตลาดทุน แต่ธุรกรรมการออกหุ้นกู้ ของภาคเอกชนยังคงมีการเติบโตและเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่ง TTB ได้หันมาโฟกัสในส่วนนี้มากขึ้นเพื่อทดแทนรายได้จากส่วนอื่น

 

ศรัณย์ กล่าวต่อว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกเดินหน้าท่ามกลางความผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าที่เข้มข้นขึ้น สะท้อนผ่านดัชนีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ปรับสูงขึ้น แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกดีขึ้นเป็น 2.4% โดยสหรัฐฯ ยังขับเคลื่อนจากการบริโภคภาคเอกชน และจีนเติบโตจากแรงหนุนด้านการส่งออก ซึ่งในเอเชียบทบาทของจีนในด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

สำหรับประเทศไทย แม้ปีที่ผ่านมาได้แรงหนุนจากการเร่งส่งออก แต่ปีนี้ผู้ส่งออกจะเผชิญความท้าทายจากโครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ทั้งแนวโน้มการกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศพันธมิตร (Friend-Shoring) กฎด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มขึ้น และความสำคัญของข้อตกลงการค้าทวิภาคี โดยการเปิดตัวบริการโอนเงินหยวนเต็มจำนวนของทีทีบี จึงไม่ใช่เพียงบริการใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

 

เปิดบริการโอนเงินหยวน ‘เต็มจำนวน’ หนุน SME ไทยทำการค้าจีน

 

ด้าน บุษรัตน์ เบญจรงคกุล ประธานกลุ่ม บริหารธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ TTB เปิดเผยว่าในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับจีนมีการเติบโตสูงถึง 26.7% โดยกลุ่มลูกค้า SME มีสัดส่วนการนำเข้าจากจีนสูงถึง 46.7% จากบริบททางการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าผู้ประกอบการไม่มีการเตรียมรับมือทางการเงินที่ดีจะทำให้ ต้นทุนผู้ประกอบการสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

บุษรัตน์เปรียบเทียบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในช่วงเดือนมกราคมปีนี้เพียงเดือนเดียวค่าเงินดอลลาร์เทียบกับผันผวนถึง 9% ขณะที่ค่าเงินหยวนเทียบกับเงินบาทมีความผันผวนเพียงแค่ 3% เท่านั้น ดังนั้น การเปลี่ยนจากการซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์มาเป็นเงินหยวน จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยบริหารความเสี่ยงและจัดการต้นทุนได้ดีกว่าอย่างชัดเจน

 

ดังนั้น TTB จึงพัฒนาโซลูชันทางการเงินเพื่อรองรับการทำธุรกิจระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกอย่างครบวงจร ตั้งแต่การบริหารเงิน การทำธุรกรรม ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อให้การซื้อ-ขาย-รับ-จ่าย โดยเฉพาะกับคู่ค้าจีนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปัจจุบัน ทีทีบีมีโซลูชันที่ตอบโจทย์การค้ากับคู่ค้าจีน เช่น

 

  • บัญชี ttb multi-currency account (MCA) บัญชีเพื่อการบริหารจัดการหลายสกุลเงินในบัญชีเดียว รองรับสูงสุด 11 สกุลเงิน รวมถึงเงินบาท และสกุลเงินหยวน ช่วยลดความยุ่งยากจากการเปิดหลายบัญชี และเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารเงินทั้งสกุลหลักและสกุลเงินท้องถิ่นของประเทศคู่ค้า

 

  • บริการ Trade Finance Solutions รองรับการโอนเงิน การเบิกใช้วงเงินกู้เพื่อการค้าได้ทั้งสกุลเงินหลักและสกุลเงินท้องถิ่นสูงสุด 13 สกุลเงิน รวมถึงสกุลหยวนของจีน
  • ผลิตภัณฑ์บริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วยสกุลเงินหยวน สะดวกกว่า ด้วย บริการ Single Yuan หยวนราคาเดียวสามารถโอนไปได้ทั้ง Onshore และ Offshore และสามารถบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าได้ง่าย ๆ ผ่าน CNY Pro-rata Forward ที่ผู้ประกอบการสามารถทราบต้นทุนได้แน่นอน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนบริหารจัดการต้นทุน

 

บุษรัตน์ เบญจรงคกุล ประธานกลุ่ม บริหารธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ TTB

บุษรัตน์ เบญจรงคกุล ประธานกลุ่ม บริหารธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ TTB

 

ล่าสุด TTB ได้เปิดตัว ‘บริการโอนเงินหยวนแบบเต็มจำนวน สำหรับลูกค้านิติบุคคล’ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยค่าธรรมเนียมเพียง 300 บาทต่อรายการ โดยมีจุดเด่นคือ คู่ค้าจีนจะได้รับเงินครบเต็มจำนวน ผ่านแพลตฟอร์ม ttb business one จากปกติค่าธรรมเนียมธนาคารต่างประเทศ 1,200 บาทต่อรายการบริการดังกล่าวช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนโดยไม่ต้องโอนเผื่อ พร้อมตรวจสอบสถานะการโอนได้แบบเรียลไทม์ สร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศอย่างแท้จริง

 

บุษรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในยุคที่การค้าระหว่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยง และช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเครื่องมือที่ไม่ซับซ้อน คือปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน ซึ่งทีทีบีพร้อมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

The post TTB มอง GDP ปี 69 โตชะลอเหลือ 1.5% ตั้งเป้าสินเชื่อธุรกิจ โต 1-2% สะท้อนภาพเศรษฐกิจโตชะลอ จับตาสถานการณ์ NPL ใกล้ชิด พร้อมเปิดตัวบริการโอนเงินหยวน ‘เต็มจำนวน’ หนุนลูกค้า SME ไทยทำการค้าจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไทยซัมมิท’ โต้ข่าวลือขายกิจการ แจงครอบครัวผู้ถือหุ้น ที่ทำงานการเมือง ไม่มีส่วนร่วมบริหารบริษัท https://thestandard.co/thai-summit-denies-sale-rumors/ Thu, 05 Feb 2026 10:08:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1174253 ภาพประกอบกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ปฏิเสธข่าวลือการขายกิจการ

‘ไทยซัมมิท’ ปัดข่าวการขายกิจการ แจงครอบครัวผู้ถือหุ้น ท […]

The post ‘ไทยซัมมิท’ โต้ข่าวลือขายกิจการ แจงครอบครัวผู้ถือหุ้น ที่ทำงานการเมือง ไม่มีส่วนร่วมบริหารบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ปฏิเสธข่าวลือการขายกิจการ

‘ไทยซัมมิท’ ปัดข่าวการขายกิจการ แจงครอบครัวผู้ถือหุ้น ที่ทำงานการเมือง ไม่มีส่วนร่วมบริหารบริษัท ย้ำหยุดโยงการเมือง

 

สืบเนื่องจากที่มีกระแสข่าวว่า ผู้ถือหุ้นกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทจะมีการขายธุรกิจ ทางบริษัท ชี้แจงว่า กระแสข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ในส่วนที่บริษัทมีการว่าจ้างที่ปรึกษาระดับสากล ถือเป็นปกติของการดำเนินงานที่มีการจ้างที่ปรึกษาเป็นครั้งคราวในงานหลายๆ ด้านอยู่แล้ว ทั้งในส่วนที่เป็นที่ปรึกษาทางด้านการเงินและที่ปรึกษาด้านอื่นนอกเหนือจากการเงิน

 

บริษัทจึงขอชี้แจงมาเพื่อให้คู่ค้า หุ้นส่วน สถาบันการเงิน มีความมั่นใจได้ว่ากิจการของบริษัทยังคงดำเนินงานอย่างเป็นปกติ มีกิจการที่มั่นคง และมีความภูมิใจที่เป็นบริษัทคนไทยที่มีเทคโนโลยีชั้นนำ สามารถยืนหยัดบนเวทีโลกได้ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงในโลกยานยนต์

 

ทั้งนี้ บริษัทขอยืนยันว่าสมาชิกในครอบครัวของกลุ่มผู้ถือหุ้นที่ทำงานการเมือง ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการบริหารงานของบริษัทแต่อย่างใด และบริษัทไม่ประสงค์ให้มีการนำเรื่องการประกอบธุรกิจมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือพรรคการเมืองใด

 

ทั้งนี้ แถลงการณ์ ไทยซัมมิท ฉบับนี้ชี้แจงหลังจากในช่วงเช้า (5 ก.พ.) สำนักข่าว Bloomberg รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวว่า ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจกำลังพิจารณาขายธุรกิจครอบครัว ‘ไทยซัมมิทกรุ๊ป’ ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมถึงประเด็นช่องว่างในการสืบทอดกิจการของทายาทภายในครอบครัว

 

โดยมีธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลกหลายแห่งยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ คาดว่ามูลค่าการขายอยู่ที่ราว 1.5-2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

แหล่งข่าวระบุว่า ธนาคารต่างๆ ได้เสนอชื่อ CVC Capital Partners, Warburg Pincus และ Blackstone Inc. รวมถึงธนาคารอื่นๆให้กับ Thai Summit ในฐานะผู้สนใจเข้าซื้อกิจการ โดยที่ยังไม่ได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการ

 

รายงานข่าวระบุเสริมว่า สมาชิกของครอบครัวผู้ก่อตั้ง ซึ่งสร้างบริษัทให้เป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมาหลายทศวรรษ กำลังดิ้นรนเพื่อหาผู้สืบทอดที่จะบริหารธุรกิจต่อ หลังจากที่ผู้ก่อตั้ง พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ เสียชีวิตในปี 2545

 

ส่งผลให้ ธนาคารต่างๆ มองว่าโอกาสในการเข้าซื้อกิจการนี้มีความน่าสนใจ เนื่องจากหาได้ยากที่จะมีบริษัทขนาดใหญ่เช่นนี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะเข้าสู่ตลาด

 

Bloomberg อ้างอิงแหล่งข่าวอีกว่า ธนาคารแห่งหนึ่งในวอลล์สตรีท ประเมินมูลค่าการขายในปี 2567 ไว้ที่ 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่การเจรจายังไม่คืบหน้าไปได้ไกลกว่าขั้นตอนการนำเสนอแผนธุรกิจเท่านั้น เนื่องจากผลประโยชน์ของครอบครัวไม่ตรงกัน และแหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวอีกว่า การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรและคาดว่าจะทำให้มูลค่าลดลง

 

ภาพ: Xieuling / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ‘ไทยซัมมิท’ โต้ข่าวลือขายกิจการ แจงครอบครัวผู้ถือหุ้น ที่ทำงานการเมือง ไม่มีส่วนร่วมบริหารบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวนกระแสร้านญี่ปุ่นปิดตัว! Shichi กวาดรายได้ 300 ล้าน มั่นใจตลาดพรีเมียมยังโตต่อ กางแผนเข้าตลาดหุ้นใน 3 ปี https://thestandard.co/shichi-japanese-premium-market-plan/ Thu, 05 Feb 2026 10:05:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1174248 รูปภาพร้านอาหารญี่ปุ่น Shichi และผู้บริหาร แสดงการเติบโตของรายได้ 300 ล้านบาทในตลาดพรีเมียม พร้อมแผนเข้าตลาดหุ้น

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและต […]

The post สวนกระแสร้านญี่ปุ่นปิดตัว! Shichi กวาดรายได้ 300 ล้าน มั่นใจตลาดพรีเมียมยังโตต่อ กางแผนเข้าตลาดหุ้นใน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูปภาพร้านอาหารญี่ปุ่น Shichi และผู้บริหาร แสดงการเติบโตของรายได้ 300 ล้านบาทในตลาดพรีเมียม พร้อมแผนเข้าตลาดหุ้น

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและต้นทุนอย่างหนัก แต่ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น ยังคงเป็นหนึ่งในหมวดที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แม้จะสวนทางจากผลสำรวจขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ที่ระบุว่า จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย ปี 2568 ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี โดยในภาพรวมคงเหลือจำนวน 5,781 ร้าน ลดลง 2.2% จากปีก่อนหน้าที่มี 5,916 ร้าน

 

“แม้ตัวเลขดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นการหดตัวในเชิงปริมาณ แต่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมองตรงกันว่า ภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่สัญญาณถดถอยของตลาด แต่เป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง จากเดิมที่เน้นการแข่งขันด้านราคาแต่วันนี้ได้เน้นแข่งขันด้านคุณภาพและประสบการณ์เป็นหลัก” ปพนธีร์ ชาญชนะโยธิน กรรมการบริหาร บริษัท ปั้นข้าว ปั้นรัก จำกัด หรือร้านอาหารญี่ปุ่น Shichi กล่าว

 

ปพนธีร์ฉายภาพต่อว่า ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจเข้าร้านจากราคาและรสชาติเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานวัตถุดิบที่พรีเมียม เรื่องราวของแบรนด์ บรรยากาศ และประสบการณ์โดยรวม ซึ่งร้านที่จะสามารถไปต่อได้จะต้องมีตัวตนชัด และสามารถยกระดับคุณค่าของแบรนด์เพื่อครองพื้นที่ Top of mind ในใจผู้บริโภครุ่นใหม่ๆ

 

เช่นเดียวกับ Shichi ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เล่นของตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น มองว่า ตลาดอาหารญี่ปุ่นในไทยมีความแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน ทั้งร้านที่เริ่มจากราคาประหยัด ไปจนถึงร้านที่มีราคาสูง ซึ่งทุกๆ ร้านก็จะมีฐานลูกค้าแตกต่างกันไป

 

ส่วน Shichi เลือกวางตำแหน่งตนเองเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมียมสไตล์ฟิวชั่น ที่นำประสบการณ์จากการตระเวนชิมมาปรับใช้และ Mix & Match ให้เข้ากับผู้บริโภคไทย ปัจจุบันเปิดมาแล้ว 9 ปี โดยมีสาขาแรกที่ราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นร้านที่ออกแบบให้บรรยากาศใกล้เคียงร้านอาหารในญี่ปุ่น และหลังจากเปิดสาขาแรกได้ไม่นาน ก็ได้รับกระแสตอบรับเกินความคาดหมาย จากนั้นจึงตัดสินใจขยายสาขาไปแถวบางนาและพื้นที่อื่นๆ

 

ทำให้ปัจจุบันมีทั้งหมด 5 สาขา ร้านส่วนใหญ่จะอยู่นอกเมือง ยกเว้นสาขาล่าสุดที่เพิ่งเปิดให้บริการที่ Supalai Icon Sathorn ซึ่งนับเป็นสาขาแรกที่ขยายเข้าสู่ใจกลางย่านเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ สาขานี้จะเน้นจับกลุ่มนักธุรกิจและชาวต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งหลังจากเปิดได้ไม่นานยอดขายก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากเมนูซิกเนเจอร์ โดยเฉพาะ Shichi Roll ขึ้นแท่นเป็นเมนูขายดี ขายได้กว่า 2,000 จานต่อเดือน

 

“แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่แบรนด์แทบไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีความชัดเจนในการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย โฟกัสไปที่เป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง และยังควบคุมจุดแข็งของแบรนด์ เริ่มตั้งแต่คุณภาพอาหาร ซึ่งไม่ใช่แค่รสชาติ แต่ต้องการให้ผู้บริโภคซึมซับถึงแก่นแท้ของอาหารญี่ปุ่น ตั้งแต่ปรัชญา วิธีคิด ไปจนถึงประสบการณ์บนโต๊ะอาหาร”

 

อีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์โตได้ คือการบริหาร Supply Chain โดย Shichi มีบริษัทนำเข้าปลาเป็นของตัวเอง โดยนำเข้าวัตถุดิบจากญี่ปุ่นมาสัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยสัดส่วนวัตถุดิบในร้านจะนำเข้ากว่า 80% และอีก 20% เป็นวัตถุดิบในประเทศ ทั้งนี้แม้ต้องแบกรับต้นทุนที่ผันผวน เช่น ราคาแซลมอนที่มีบางช่วงปรับขึ้นสูง แต่ร้านเลือกที่จะไม่ปรับขึ้นราคา เพื่อรักษาฐานผู้บริโภคเอาไว้

 

อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นยังมีช่องว่างและโอกาสเติบโตอยู่มาก ดังนั้น ในปีนี้จึงมีแผนขยายเพิ่มเป็น 7 สาขา โดยมองไปในพื้นที่กรุงเทพกรีฑาและโซนเมืองอื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของประชากร

 

แต่ถึงอย่างไรนั้นทุกสาขายังคงเลือกสร้างร้านแบบ Standalone เพราะจะได้มีพื้นที่กว้าง เพื่อทำห้องทานอาหารส่วนตัว และมีที่จอดรถ ซึ่งมองว่าร้านที่อยู่นอกศูนย์การค้าจะให้ประสบการณ์ลูกค้าได้ดีจากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่กล่าวมา และในอนาคตอันใกล้ยังมีแผนขยายธุรกิจอาหารญี่ปุ่นรูปแบบใหม่ เช่น ร้านชาบูระดับพรีเมียม เข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอด้วยเช่นกัน

 

เมื่อมาดูผลประกอบการในปีที่ผ่านมา Shichi มียอดขายราว 300 ล้านบาท และปี 2569 ตั้งเป้าเติบโตอย่างน้อย 20% พร้อมเป้าหมายอีก 3 ปีข้างหน้า อยากพาแบรนด์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมตัวและปรับโครงสร้าง โดยได้รวมทุกกิจการมาอยู่ภายใต้บริษัทเดียวกัน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานตลาดทุน

The post สวนกระแสร้านญี่ปุ่นปิดตัว! Shichi กวาดรายได้ 300 ล้าน มั่นใจตลาดพรีเมียมยังโตต่อ กางแผนเข้าตลาดหุ้นใน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Krungthai COMPASS ประเมินนักท่องเที่ยวปี 2569 ยังต่ำกว่าก่อนโควิด-19 เหตุจีนหายกว่าครึ่ง ฉุดรายได้ฟื้นไม่เต็ม https://thestandard.co/krungthai-compass-tourism-forecast-2026/ Thu, 05 Feb 2026 10:00:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1174242 ภาพกราฟิกแสดงการคาดการณ์จำนวนและรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติของ Krungthai COMPASS เปรียบเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 และผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยวจีน

Krungthai COMPASS มองท่องเที่ยวไทยยังไม่ฟื้นเท่าระดับก่ […]

The post Krungthai COMPASS ประเมินนักท่องเที่ยวปี 2569 ยังต่ำกว่าก่อนโควิด-19 เหตุจีนหายกว่าครึ่ง ฉุดรายได้ฟื้นไม่เต็ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการคาดการณ์จำนวนและรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติของ Krungthai COMPASS เปรียบเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 และผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยวจีน

Krungthai COMPASS มองท่องเที่ยวไทยยังไม่ฟื้นเท่าระดับก่อนโควิด-19 ในอีก 1-2 ปีนี้ ชี้ ‘ภาพลักษณ์ตก-บาทแข็ง-ตลาดแข่งขันสูง’ เป็นเหตุ จีนไม่กลับมาเที่ยวไทย พร้อมเผยสัญญาณบวก นักท่องเที่ยวใช้จ่ายสูงขึ้น สะท้อนคุณภาพนำปริมาณ

 

วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ประเมินว่า ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ชะลอลงกว่าครึ่ง จากระดับราว 11 ล้านคนในปี 2562 เหลือเพียง 4.5-5.5 ล้านคนในช่วงปี 2568-2569 ทำให้ทั้งจำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังไม่กลับไปในระดับเดียวก่อนโควิดในช่วง 1-2 ปีนี้

 

โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 32.8 และ 34.5 ล้านคนตามลำดับ ซึ่งยังต่ำกว่าปี 2562 ที่มี 39.8 ล้านคน

 

แม้ว่านักท่องเที่ยวจากตลาดอื่น โดยเฉพาะยุโรป ซึ่งมี Spending per Head สูง จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นและฟื้นตัวสูงกว่าปี 2562 แล้ว แต่ยังไม่สามารถชดเชยช่องว่างของตลาดจีนได้ ส่งผลให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568-2569 อยู่ที่ 1.52-1.64 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 79%-86% ของระดับก่อนโควิด

 

ขณะเดียวกันยังต้องติดตามผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่จะกดดันจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งอาจซ้ำเติมการฟื้นตัวในภาพรวมได้

 

เปิด 3 ปัจจัยหลัก จีนมาไทยต่ำคาด

 

นอกจากนี้ Krungthai COMPASS ยังระบุ 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยต่ำกว่าคาด โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

1. ภาพลักษณ์ความปลอดภัยกระทบความเชื่อมั่น

 

จากผลสำรวจของ Dragon Trail International ระบุว่า 48% ของนักท่องเที่ยวจีนมองว่าไทยไม่ปลอดภัย ส่วนหนึ่งมาจากข่าวเชิงลบ เช่น กรณีนักแสดงชาวจีนหายตัว และการปราบปรามธุรกิจสีเทา ทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีปัญหาอาชญากรรมและธุรกิจผิดกฎหมายจำนวนมาก

 

2. คู่แข่งดึงนักท่องเที่ยวได้ดีกว่า

 

ประเทศในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเวียดนาม ใช้จุดขายด้านความปลอดภัยและนโยบายวีซ่าฟรี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้มากกว่า โดยอัตราการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่ ญี่ปุ่น 99% เวียดนาม 91% สิงคโปร์ 87% ขณะที่ไทยฟื้นตัวเพียง 40% และในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ญี่ปุ่นมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนแซงหน้าไทยแล้ว

 

3. บาทแข็ง ทำไทยแพงขึ้นในสายตาจีน

 

สำหรับกรณีเงินบาทแข็งค่าขึ้นราว 10% มาอยู่ที่ 4.4 บาทต่อหยวน จากค่าเฉลี่ยในปี 2567 ที่ 4.9 บาทต่อหยวน และมีแนวโน้มแข็งต่อในปี 2569 ทำให้ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวไทยดูแพงขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ที่ค่าเงินอ่อนลงราว 8%

 

จีนเที่ยวไทยหาย ฉุดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวม

 

นักท่องเที่ยวจีนหดตัวลงถึง -33.8% YoY ตลอด 11 เดือนแรกของปี 2568 เหลือเพียง 4.1 ล้านคน ซึ่งยังต่ำกว่าครึ่งของระดับช่วงก่อนโควิด-19 ขณะที่กลุ่ม East Asia เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง ก็มีแนวโน้มหดตัว -10.1%YoY เช่นกัน ซึ่งฉุดการเติบโตของภาคท่องเที่ยวไทยอย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวกลุ่ม EU อินเดีย และรัสเซีย กลับมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จนสูงกว่าระดับก่อนโควิด-19 อย่างเห็นได้ชัด โดยมีระดับ Recovery Rate สูงถึง 118%-129% ของปี 2562

 

ทั้งนี้ แม้นักท่องเที่ยวกลุ่ม EU อินเดีย และรัสเซีย จะยังไม่สามารถชดเชยนักท่องเที่ยวจีนและกลุ่ม East Asia ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยประคับประคองการท่องเที่ยวไทยในช่วงที่ผ่านมา

 

จำนวนลด แต่การใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น

 

จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอด 11 เดือนแรกของปี 2568 หดตัวลงราว -7.2% YoY อยู่ที่ 29.6 ล้านคน ซึ่งยังคงต่ำกว่าระดับช่วงก่อนโควิด-19

 

อย่างไรก็ดี รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ยังหดตัวแค่ -4.7% YoY โดยมีรายได้รวม 1.37 ล้านล้านบาท จาก Spending per Head ที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ ‘คุณภาพนำปริมาณ’ (Value over Volume) ของการท่องเที่ยวไทย

 

นักท่องเที่ยวกลุ่มระยะไกล ช่วยพยุงรายได้การท่องเที่ยวไทย

 

นักท่องเที่ยวกลุ่มระยะไกล (Long haul) มี Spending per Head สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 19%-73% นำโดยกลุ่ม Middle East ที่มีการใช้จ่ายถึง 80,137 บาท/คน/ทริป ตามด้วยกลุ่ม Europe Russia America และ Oceania ที่มี Spending per Head อยู่ที่ราว 55,000-62,000 บาท/คน/ทริป

 

โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มเติบโตดีในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 และช่วยประคับประคองรายได้ของการท่องเที่ยวไทยไว้ได้ในระดับหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short haul) มีเพียงจีนเท่านั้น ที่มีSpending per Head สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยมีการใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 54,212 บาท/คน/ทริป ซึ่งการหดตัวลงอย่างรุนแรงของจำนวนนักท่องเที่ยวจีน ทำให้ Spending per Head โดยรวม ยังไม่กลับไปในระดับเดียวกับปี 2562

 

ท่องเที่ยวไทยหดสวนทางประเทศคู่แข่ง

 

นักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 หดตัว 7.2% YoY สวนทางกับประเทศคู่แข่งที่มีแนวโน้มขยายตัวตั้งแต่ 2.7%-20.9% YoY

 

โดยเฉพาะคู่แข่งสำคัญอย่างญี่ปุ่น และเวียดนาม ที่มีแนวโน้มเติบโตถึง 17.0% YoY และ 20.9%YoY ตามลำดับ

 

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นนำไทยตั้งแต่ปี 2567 และยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 นักท่องเที่ยวต่างชาติในญี่ปุ่นฟื้นตัวได้ถึง 133% ขณะที่เวียดนามก็ฟื้นตัวได้ถึง 117% ของปี 2562 แล้ว

 

โดยสาเหตุหลักที่นักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยโตสวนทางคู่แข่ง เป็นเพราะนักท่องเที่ยวจีนยังฟื้นตัวช้า จากความกังวลด้านความปลอดภัย ประกอบกับปัจจัยเชิงโครงสร้างอื่นๆ ที่กดดันความสามารถในการแข่งขันของไทย เช่น ความคุ้มค่า และความสดใหม่ที่ต้องเร่งพัฒนา

The post Krungthai COMPASS ประเมินนักท่องเที่ยวปี 2569 ยังต่ำกว่าก่อนโควิด-19 เหตุจีนหายกว่าครึ่ง ฉุดรายได้ฟื้นไม่เต็ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘ญาจาง’ แม่เหล็ก MICE แห่งใหม่ ดันไทยเวียตเจ็ทเปิดบินตรง เชื่อมขุมทรัพย์เวียดนามใต้ https://thestandard.co/thai-vietjet-nha-trang-mice/ Thu, 05 Feb 2026 09:29:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1174211 เครื่องบิน ไทยเวียตเจ็ท บินเหนือน่านฟ้าเมืองญาจาง ประเทศเวียดนาม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เวียดนามกำลังก้าว […]

The post จับตา ‘ญาจาง’ แม่เหล็ก MICE แห่งใหม่ ดันไทยเวียตเจ็ทเปิดบินตรง เชื่อมขุมทรัพย์เวียดนามใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบิน ไทยเวียตเจ็ท บินเหนือน่านฟ้าเมืองญาจาง ประเทศเวียดนาม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เวียดนามกำลังก้าวขึ้นเป็นประเทศดาวรุ่งของภูมิภาค ตัวเลขเติบโตของ GDP และภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวแซงประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสวนทางกับประเทศไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

 

ปรากฏการณ์นี้ยิ่งเห็นได้ชัดมากขึ้นในปี 2568 ที่ผ่านมา หลังจาก เวียดนามเร่งผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ทั้งการเปิดระบบวีซ่าออนไลน์ให้ชาวต่างชาติทุกสัญชาติ พร้อมขยายระยะเวลาการพำนักชั่วคราวจาก 30 วัน เป็น 90 วัน และอนุญาตให้บางประเทศเดินทางเข้า–ออกประเทศได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโฉมใหม่ในหลายเมืองหลัก อาทิ ฮานอย ซาปา ดานัง ฮอยอัน และ โฮจิมินห์ซิตี้

 

ไม่เว้นแม้แต่ ‘เมืองญาจาง’ เมืองท่องเที่ยวชายทะเลทางตอนใต้ของเวียดนาม ที่กำลังกลายเป็นแม่เหล็กใหม่ ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวชาวไทย แน่นอนว่าจากโอกาสทั้งหมดทำให้สายการบินราคาประหยัดอย่าง เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เลือกขยายเส้นทางบินใหม่ เปิดให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์เส้นทางกรุงเทพฯ–ญาจาง เป็นครั้งแรก บินด้วยเครื่องบินรุ่นใหม่ โบอิ้ง 737-8 ขนาด 189 ที่นั่ง

 

วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า การเปิดเส้นทางกรุงเทพฯ–ญาจาง เกิดจากการมองเห็นศักยภาพของญาจาง ที่เริ่มมีบทบาททั้งในแง่ของการท่องเที่ยว และการเดินทางไปทำธุรกิจ โดยเฉพาะการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ที่ดึงดูดการลงทุนของเวียดนามและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตขึ้นต่อเนื่อง

 

สำหรับเส้นทาง กรุงเทพฯ–ญาจาง เปิดบริการทุกวันตลอดสัปดาห์ โดยจุดเด่นของเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 คือ Boeing Sky Interior ที่มาพร้อมระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Lighting และช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทาง และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับดีมานด์การเดินทางระหว่างไทย–เวียดนาม ที่เติบโตทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการเดินทางเพื่อธุรกิจ

 

ทั้งนี้ การเปิดเส้นทางใหม่ยังสะท้อนบทบาทของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาค พร้อมตอกย้ำความแข็งแกร่งของเครือข่ายเส้นทางบินตรงจากประเทศไทยสู่เวียดนามที่ครอบคลุมมากที่สุดในตลาด

 

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 เวียตเจ็ทไทยแลนด์มีแผนขยายเที่ยวบินระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อไม่นานมานี้ ได้นำเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 เข้าประจำการเปิดเส้นทางบินใหม่ อาทิ กรุงเทพฯ–โตเกียว และกรุงเทพฯ–โอซาก้า ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 รวมถึงเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่ประเทศเกาหลีใต้และจีนในช่วงต้นปีนี้

 

อีกทั้ง มีแผนขยายฝูงบินโบอิ้ง 737-8 จำนวน 50 ลำ เพื่อเพิ่มความถี่เที่ยวบิน และยกระดับศักยภาพการให้บริการในเส้นทางระยะกลางถึงไกล รองรับการเปิดเส้นทางใหม่สู่จุดหมายสำคัญทั่วเอเชีย

 

ด้าน ปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตแซงหน้าไทยอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากจุดแข็งด้านการบริหารจัดการ การจัดโซนพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความรู้สึกปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว

 

“มองว่าหากประเทศไทยสามารถยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศได้มากขึ้นเช่นกัน” ปิ่นยศ กล่าวย้ำ

 

นอกจากนี้ จากกรณีการพบการระบาดของไวรัสนิปาห์ในบางพื้นที่ของประเทศอินเดียในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายประเทศจับตาและประเมินความเสี่ยงว่าอาจลุกลามเป็นวงกว้าง เนื่องจากไวรัสดังกล่าวถูกจัดเป็นโรคติดต่ออันตราย อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคได้ออกมาชี้แจงว่า ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ และปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ พร้อมยืนยันว่ามีมาตรการควบคุมและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ทั้งในกลุ่มประชาชนและสัตว์ แม้กระแสข่าวจะเริ่มคลี่คลายลงแล้วก็ตาม

 

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจการบินยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกด้านความปลอดภัย โดยสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้เพิ่มความเข้มข้นในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อภายในห้องโดยสารเป็นพิเศษ สำหรับเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) สู่เมืองโกลกาตา ประเทศอินเดีย รวมถึงเส้นทางภูเก็ต–มุมไบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารและลดความเสี่ยงด้านสาธารณสุข

The post จับตา ‘ญาจาง’ แม่เหล็ก MICE แห่งใหม่ ดันไทยเวียตเจ็ทเปิดบินตรง เชื่อมขุมทรัพย์เวียดนามใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>