Business – THE STANDARD เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ https://thestandard.co/category/news/business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 01 Mar 2026 03:28:06 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จริยธรรมหรือการทรยศ? เบื้องหลังการประกาศ ‘บัญชีดำ’ Anthropic เมื่อ AI อเมริกันปฏิเสธที่จะเป็นเครื่องมือสอดแนม https://thestandard.co/anthropic-ai-refuses-government-spy/ Sun, 01 Mar 2026 03:25:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1182982 ภาพระเบิดฉากหลังพร้อมโลโก้ Anthropic ด้านหน้า และข้อความ “AI พร้อมทำสงครามหรือยัง? เบื้องหลัง Anthropic ปฏิเสธเป็นเครื่องมือสอดแนม”

1. บทนำ: เมื่อยักษ์ใหญ่ AI ปะทะทำเนียบขาว   ในหน้า […]

The post จริยธรรมหรือการทรยศ? เบื้องหลังการประกาศ ‘บัญชีดำ’ Anthropic เมื่อ AI อเมริกันปฏิเสธที่จะเป็นเครื่องมือสอดแนม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพระเบิดฉากหลังพร้อมโลโก้ Anthropic ด้านหน้า และข้อความ “AI พร้อมทำสงครามหรือยัง? เบื้องหลัง Anthropic ปฏิเสธเป็นเครื่องมือสอดแนม”

1. บทนำ: เมื่อยักษ์ใหญ่ AI ปะทะทำเนียบขาว

 

ในหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและซิลิคอนวัลเลย์ เรากำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อ Anthropic บริษัท AI ชั้นนำของสหรัฐฯ ตกเป็นเป้าโจมตีของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หลังจากบริษัทถูกตราหน้าผ่านโซเชียลมีเดียว่าเป็น “ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน” (Supply Chain Risk) ซึ่งเป็นมาตรการรุนแรงระดับเดียวกับที่ใช้จัดการกับบริษัทศัตรูต่างชาติ

 

สิ่งที่น่าฉงนคือ Anthropic ไม่ใช่บริษัทที่ต่อต้านรัฐบาล ในทางตรงกันข้าม Amodei ยืนยันว่าพวกเขาคือ “ผู้รักชาติ” ที่นำเทคโนโลยีเข้าสู่ระบบคลาวด์ชั้นความลับและสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงมาโดยตลอด แต่เมื่อต้องเลือกระหว่างการยอมรับคำสั่งของ “กระทรวงสงคราม” (Department of War) กับการรักษาค่านิยมประชาธิปไตย เขากลับเลือกที่จะหักกับเพนตากอนในประเด็นที่เขามองว่าคือ “จิตวิญญาณของอเมริกา”

 

2. จุดยืนที่สั่นสะเทือนวงการ: 2 เส้นแดง (Red Lines) ที่ Anthropic จะไม่ข้าม

 

Amodei ย้ำชัดว่า Anthropic ยินดีร่วมมือกับรัฐบาลในกรณีการใช้งานกว่า 99% แต่มี “เส้นแดง” 2 เส้นที่เขายืนกรานว่าจะไม่ยอมให้เทคโนโลยีของเขาถูกนำไปใช้ เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพและค่านิยมพื้นฐาน:

 

  • การสอดแนมมวลชนในประเทศ (Domestic Mass Surveillance): Amodei ชี้ให้เห็นว่า AI กำลังทำให้สิ่งที่ “เคยทำไม่ได้” ในอดีตกลายเป็นเรื่องง่าย เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล (Bulk Data) ที่รัฐบาลซื้อจากบริษัทเอกชนเพื่อระบุตัวตนและพฤติกรรมของพลเมือง แม้การซื้อข้อมูลจะไม่ได้ผิดกฎหมายโดยตรง แต่การใช้ AI วิเคราะห์ในสเกลระดับประเทศนั้นก้าวข้าม “เจตนารมณ์” ของบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉับบที่ 4 (Fourth Amendment) ที่คุ้มครองความเป็นส่วนตัวไปไกล
  • อาวุธที่ทำงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (Fully Autonomous Weapons): เขาแยกแยะระหว่างระบบช่วยรบที่ใช้อยู่ในยูเครนหรือไต้หวัน กับระบบที่ “ตัดสินใจสังหารเอง” โดยไม่มีมนุษย์ควบคุม (Human Involvement) ซึ่งเขามองว่าเป็นการมอบอำนาจเด็ดขาดเหนือความเป็นความตายให้แก่เครื่องจักร

 

การวิเคราะห์: จุดยืนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องจริยธรรมของบริษัท แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีได้พัฒนาไปจน “แหกโค้ง” กฎหมายที่มีอยู่เดิม การรักษาเส้นแดงเหล่านี้จึงเป็นการพยายามรักษาสมดุลไม่ให้อำนาจรัฐล้นเกินจนทำลายรากฐานประชาธิปไตยเสียเอง

 

3. “AI ยังไม่พร้อมสำหรับสงคราม”: ปัญหาความน่าเชื่อถือและอำนาจที่ไร้การตรวจสอบ

 

นอกจากเหตุผลทางอุดมการณ์ Amodei ยังยกอุปสรรคทางเทคนิคที่สำคัญคือ ความไม่แน่นอน (Unpredictability) ของโมเดล AI ปัจจุบัน เขาย้ำว่า AI ยังขาดความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะนำไปใช้ในสมรภูมิรบจริง เพราะอาจเกิดความผิดพลาดอย่างการยิงพวกเดียวกันเอง (Friendly Fire) หรือสังหารพลเรือนโดยเจตนาที่ควบคุมไม่ได้

 

เขายังได้นำเสนอภาพจำลองที่น่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับวิกฤตความรับผิดชอบ (Accountability Crisis):

 

“ลองนึกภาพกองทัพโดรนหรือหุ่นยนต์ 10 ล้านตัวที่ควบคุมโดยคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเล็กๆ โดยปราศจากการตรวจสอบจากมนุษย์ในสนามรบ สิ่งนี้จะนำมาซึ่งปัญหาการควบคุมอำนาจที่อันตรายอย่างยิ่ง”

 

4. บทลงโทษหรือการเมือง? เมื่อ “คำขาด 3 วัน” และ “ทวีต” กลายเป็นอาวุธรัฐ

 

เบื้องหลังการเจรจาที่ล้มเหลว Amodei เผยว่ารัฐบาลยื่นคำขาด (Ultimatum) ให้ยอมรับเงื่อนไขภายในเวลาเพียง 3 วัน มิฉะนั้นจะถูกระบุว่าเป็นความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน แม้เพนตากอนจะอ้างว่ายอมรับเงื่อนไขของ Anthropic แต่ในร่างข้อความทางกฎหมายกลับมีการสอดแทรกวลีที่ให้อำนาจรัฐ “ทำอะไรก็ได้ที่เห็นว่าเหมาะสม” ซึ่งเป็นการปฏิเสธข้อตกลงในเชิงปฏิบัติ

 

สิ่งที่น่ากังวลในเชิงนโยบายความมั่นคงคือ การบริหารราชการผ่านโซเชียลมีเดีย Amodei ระบุว่าจนถึงปัจจุบันบริษัท “ยังไม่ได้รับเอกสารแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการ” ใดๆ จากภาครัฐ มีเพียงข้อความบนทวิตเตอร์ของประธานาธิบดีและรัฐมนตรี Hegseth เท่านั้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น Amodei ยังชี้ให้เห็นถึงความคลาดเคลื่อนในทวีตของรัฐมนตรี Hegseth ที่อ้างว่าบริษัทที่มีสัญญากับกองทัพจะห้ามใช้ Anthropic โดยสิ้นเชิง ซึ่งในความเป็นจริงกฎหมายจำกัดการห้ามใช้เฉพาะ “ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสัญญาจ้างของกองทัพ” เท่านั้น การบิดเบือนข้อมูลและการเปรียบเทียบ Anthropic กับบริษัทอย่าง Kaspersky ของรัสเซียหรือผู้ผลิตชิปจีน จึงถูกมองว่าเป็นการ “ลงโทษและแก้แค้น” (Punitive and Retaliatory) ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับบริษัทอเมริกันมาก่อน

 

5. กฎหมายตามไม่ทันเทคโนโลยี: เมื่อการโต้แย้งรัฐคือความรักชาติ

 

Amodei เชื่อว่าการตัดสินใจระดับนี้ไม่ควรอยู่ที่บริษัทเอกชนหรือเพนตากอนเพียงลำพัง แต่ต้องเป็นหน้าที่ของ สภาคองเกรส ในการออกกฎหมายที่เท่าทันเทคโนโลยี โดยเฉพาะเมื่อการตีความทางกฎหมายในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมถึงการที่ AI สามารถ “เจาะ” ความเป็นส่วนตัวผ่านข้อมูลถูกกฎหมายได้

 

“การโต้แย้งกับรัฐบาลคือสิ่งที่เป็นอเมริกันที่สุดในโลก… เราคือผู้รักชาติที่ต้องการเห็นประเทศชนะ แต่ต้องชนะด้วยวิธีการที่ถูกต้อง” — Dario Amodei

 

เขามองว่าแม้กระบวนการนิติบัญญัติจะช้า แต่นี่คือทางเดียวที่จะสร้างบรรทัดฐานที่ยั่งยืน และป้องกันไม่ให้อเมริกาเข้าสู่ “การแข่งขันสู่จุดต่ำสุด” (Race to the Bottom) โดยการทำตามวิธีการเดียวกับระบอบเผด็จการ

 

6. บทสรุป: การต่อสู้เพื่อรักษาตัวตนของอเมริกา

 

แม้จะถูกกดดันอย่างหนัก แต่ Anthropic ยังคงแสดงความรับผิดชอบต่อความมั่นคงของชาติ โดยเสนอที่จะให้ความช่วยเหลือในการ “เปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีอย่างราบรื่น” (Smooth Offboarding) เพื่อให้มั่นใจว่าภารกิจของกองทัพจะไม่สะดุดแม้พวกเขาจะต้องยุติบทบาทลง สิ่งนี้คือเครื่องยืนยันว่าจุดยืนของพวกเขาไม่ใช่การขัดขวางชาติ แต่เป็นการรักษามาตรฐานที่รัฐบาลควรจะมี

 

การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงสงครามกฎหมายระหว่างบริษัทกับรัฐบาล แต่มันคือการตั้งคำถามที่สั่นคลอนมโนธรรมของสังคมในยุค AI:

 

“เราพร้อมจะสละเสรีภาพส่วนบุคคลและหลักการประชาธิปไตย เพื่อแลกกับความเหนือกว่าทางทหารที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรที่ไร้หัวใจหรือไม่?”

The post จริยธรรมหรือการทรยศ? เบื้องหลังการประกาศ ‘บัญชีดำ’ Anthropic เมื่อ AI อเมริกันปฏิเสธที่จะเป็นเครื่องมือสอดแนม appeared first on THE STANDARD.

]]>
การโจมตีอิหร่าน ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดน้ำมันอย่างไร? https://thestandard.co/iran-attack-oil-economy/ Sun, 01 Mar 2026 02:58:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1182978 แผนที่แสดงเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลในตะวันออกกลาง โดยเน้นช่องแคบฮอร์มุซและประเทศผู้ผลิตน้ำมัน

ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปก (OPEC) โ […]

The post การโจมตีอิหร่าน ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดน้ำมันอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่แสดงเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลในตะวันออกกลาง โดยเน้นช่องแคบฮอร์มุซและประเทศผู้ผลิตน้ำมัน

ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปก (OPEC) โดยความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กำลังสร้างความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของการจัดหาน้ำมันดิบครั้งใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุดอาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

 

อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปก โดยมีกำลังการผลิตกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ อิหร่านยังตั้งอยู่ขนานกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดในโลกสำหรับการค้าขายน้ำมันระดับสากล

 

บ็อบ แมคนัลลี อดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานประจำทำเนียบขาวในสมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ระบุว่า ตลาดน้ำมันมักมองข้ามความเสี่ยงของการหยุดชะงักด้านอุปทานในตะวันออกกลางมาโดยตลอด โดยชี้ว่าเหล่านักลงทุนกำลังประเมินภัยคุกคามจากการตอบโต้ของอิหร่านต่อการโจมตีของสหรัฐฯ ต่ำเกินไป

 

แมคนัลลี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานและผู้ก่อตั้ง Rapidan Energy กล่าวว่า “นี่คือสถานการณ์วิกฤตของจริง” พร้อมคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบล่วงหน้ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น 5 ถึง 7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อตลาดเปิดทำการในเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาตะวันออก (ET) เนื่องจากตลาดเริ่มรับรู้ถึงปัจจัยความเสี่ยง

 

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 72.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวสูงขึ้น 1.73 ดอลลาร์ หรือ 2.45% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ ปิดที่ 67.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.81 ดอลลาร์ หรือ 2.78%

 

แมคนัลลีมองว่า อิหร่านอาจพยายามข่มขู่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยการทำให้เส้นทางช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัยต่อการเดินเรือพาณิชย์ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเขาย้ำว่าตลาดยังไม่ได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐบาลเตหะรานมีคลังทุ่นระเบิดและขีปนาวุธพิสัยใกล้จำนวนมากที่สามารถขัดขวางการสัญจรในน่านน้ำดังกล่าวได้อย่างรุนแรง

 

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Kpler ระบุว่า ในปี 2025 มีปริมาณน้ำมันไหลผ่านช่องแคบนี้มากกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของการส่งออกน้ำมันดิบทางทะเลทั่วโลก โดย 75% ของจำนวนดังกล่าวถูกส่งไปยังจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

 

โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกนั้น นำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบนี้ถึงกึ่งหนึ่งของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด

 

“การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกอย่างแน่นอน” แมคนัลลีกล่าว

 

แมตต์ สมิธ นักวิเคราะห์น้ำมันจาก Kpler เปิดเผยว่า ในวันนี้มีการโหลดน้ำมันดิบเพื่อการส่งออกในอ่าวเปอร์เซียมากกว่า 20 ล้านบาร์เรล จากซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ โดยเริ่มมีการสังเกตพบเรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงการผ่านช่องแคบดังกล่าวแล้ว

 

แมคนัลลีระบุเสริมว่า กำลังการผลิตน้ำมันส่วนสำรองของโลกส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งจะไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบได้หากเกิดการปิดเส้นทาง เท่ากับเป็นการตัดขาดอุปทานจากตลาดโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ ประมาณ 20% ของการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกาตาร์ ก็ต้องผ่านเส้นทางนี้และไม่มีแหล่งอื่นมาทดแทนได้

 

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการกักตุน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ เมื่อพวกเขาตระหนักว่าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลง คุณจะได้เห็นสงครามการประมูลราคาครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” แมคนัลลีกล่าว

 

นักวิเคราะห์ระบุว่า ราคาน้ำมันจะต้องพุ่งสูงขึ้นจนถึงจุดที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจเพื่อให้ความต้องการใช้ลดลงจนตลาดกลับเข้าสู่สมดุล เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันในตลาดไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอ

 

แมคนัลลีกล่าวว่า มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นของน้ำมันดิบที่ไหลผ่านช่องแคบซึ่งจะสามารถเปลี่ยนเส้นทางลำเลียงได้ โดยซาอุดีอาระเบียมีท่อขนส่งน้ำมันที่พาดผ่านประเทศจากชายฝั่งตะวันออกไปยังชายฝั่งตะวันตกติดทะเลแดง ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีท่อขนส่งที่ไปสิ้นสุดที่อ่าวโอมาน ซึ่งสามารถข้ามช่องแคบฮอร์มุซไปได้

 

รายงานจากสื่อของรัฐระบุว่า อิหร่านได้เริ่มยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน ซึ่ง ทอม โคลซา ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาด้านน้ำมันและก๊าซ Kloza Advisors มองว่าการโจมตีเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

“การที่อิหร่านโจมตีประเทศเพื่อนบ้านรายอื่นในอ่าวเปอร์เซียได้เปลี่ยนปัจจัยการคำนวณความเสี่ยงไปอย่างสิ้นเชิง ความรุนแรงของการโจมตีสร้างแรงกดดันต่อบริษัทประกันภัยให้ต้องปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างหนัก หรืออาจถึงขั้นปฏิเสธการรับประกันภัยสำหรับการเดินเรือในเส้นทางนี้” โคลซากล่าว

 

เควิน บุค กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยของ ClearView Energy Partners ให้ความเห็นว่า รัฐบาลของทรัมป์อาจพิจารณาการระบายน้ำมันจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น โดยข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่าปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ที่ประมาณ 415 ล้านบาร์เรล

 

“แต่เราขอย้ำอีกครั้งว่า ในวิกฤตด้านอุปทาน ระยะเวลาของเหตุการณ์คือตัวแปรสำคัญ เช่นเดียวกับขนาดของปัญหา” บุคระบุในรายงานฉบับวันเสาร์

 

“วิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ อาจรุนแรงเกินกว่าที่น้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และประเทศสมาชิกสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ทั้งหมด”

 

อ้างอิง

 

The post การโจมตีอิหร่าน ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดน้ำมันอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
AOT เผยเหตุการณ์สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ทำยกเลิกแล้ว 20 ไฟล์ทไปตะวันออกกลาง กระทบผู้โดยสาร 2,000-3,000 คน ด้าน ‘การบินไทย’ ยังบินได้ปกติ เหตุไม่มีบินผ่านเส้นทางที่มีการโจมตี แต่ยังมอนิเตอร์สถานการณ์ใกล้ชิด https://thestandard.co/us-iran-conflict-flights-cancelled/ Sun, 01 Mar 2026 01:53:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1182948 ผู้โดยสารรอรับการแจ้งข่าวสารที่สนามบิน หลังเที่ยวบินยกเลิกจากเหตุการณ์ สหรัฐฯ โจมตี อิหร่าน

จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ล่าสุดวันที่ 2 […]

The post AOT เผยเหตุการณ์สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ทำยกเลิกแล้ว 20 ไฟล์ทไปตะวันออกกลาง กระทบผู้โดยสาร 2,000-3,000 คน ด้าน ‘การบินไทย’ ยังบินได้ปกติ เหตุไม่มีบินผ่านเส้นทางที่มีการโจมตี แต่ยังมอนิเตอร์สถานการณ์ใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้โดยสารรอรับการแจ้งข่าวสารที่สนามบิน หลังเที่ยวบินยกเลิกจากเหตุการณ์ สหรัฐฯ โจมตี อิหร่าน

จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ล่าสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กรณีสหรัฐอเมริกาเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ต้องมีการปิดน่านฟ้าถึง 6 แห่ง ทางด้าน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ออกมาระบุถึงผลกระทบในภาคการบินและแผนการบริหารจัดการภายในสนามบินเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้น

 

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์) ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ณ เวลา 21.50 น.ของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 มีสายการบินที่จำเป็นต้องยกเลิกเที่ยวบินแล้วประมาณ 20 เที่ยวบิน โดยส่วนใหญ่เป็นเส้นทางที่เดินทางไปยังตะวันออกกลาง รวมถึงสายการบินในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ต้องบินผ่านน่านฟ้าดังกล่าว

 

โดยเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ 2 ท่าอากาศยานหลักของไทย ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานภูเก็ต โดยมีผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบในเบื้องต้นประมาณ 2,000-3,000 คน

 

ในด้านการบริหารจัดการจัดการพื้นที่และดูแลผู้โดยสาร ปวีณาระบุว่า AOT ได้ดำเนินการอพยพผู้โดยสารบางส่วนที่ผ่านเข้าไปรอขึ้นเครื่อง (Boarding) ให้ออกมาจากเกตแล้วหลังจากทราบข่าวการปิดน่านฟ้า พร้อมทั้งได้จัดเตรียมพื้นที่พักคอย แจกน้ำดื่ม และ Snack Box เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้กับผู้โดยสาร

 

อย่างไรก็ตาม พบว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่เมื่อทราบสถานการณ์ ได้ตัดสินใจเดินทางกลับเข้าเมือง ทำให้ปัจจุบันไม่มีผู้โดยสารตกค้างหรือเข้ามาใช้พื้นที่พักคอยที่ AOT จัดเตรียมไว้

 

“หน้าที่หลักในการดูแลเรื่องอาหารและที่พักให้กับผู้โดยสารจะเป็นความรับผิดชอบของสายการบิน ในขณะที่ท่าอากาศยานจะดูแลเรื่องพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเบื้องต้น ซึ่งตอนนี้ AOT ได้ดำเนินการอย่างครบถ้วนแล้ว” ปวีณากล่าว

 

สำหรับการจัดการเชิงพื้นที่ ปวีณายอมรับว่าที่ท่าอากาศยานภูเก็ตมีความท้าทายเล็กน้อยเนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่จำกัด แต่ก็สามารถบริหารจัดการได้เรียบร้อย ในขณะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่มีปัญหาใดๆ เนื่องจากมีพื้นที่กว้างขวาง และผู้โดยสารมีความเป็นอิสระ สามารถเลือกช่องทางในการเดินทางกลับเข้าเมืองได้หลากหลาย

 

เมื่อประเมินถึงสถานการณ์ในระยะต่อไป ปวีณามองว่า ความวุ่นวายภายในสนามบินมักจะเกิดขึ้นเฉพาะในช่วง 12 ชั่วโมงแรกหลังเกิดเหตุการณ์ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ฉุกเฉิน ทำให้สายการบินไม่สามารถติดต่อแจ้งข่าวสารกับผู้โดยสารได้ทันท่วงที

 

แต่หลังจากผ่านพ้นช่วงแรกไปแล้ว เมื่อข่าวสารกระจายออกไป ผู้โดยสารจะระงับการเดินทางเข้ามายังสนามบิน และจะรออยู่ที่พักจนกว่าจะได้รับการคอนเฟิร์มตั๋วโดยสารรอบใหม่จากสายการบิน

 

ปัจจุบัน จำนวนเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกมีความชัดเจนแล้วตามประกาศกรอบเวลาการปิดน่านฟ้า โดย AOT จะยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลผู้โดยสารและบริหารจัดการสนามบินให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดต่อไป

 

‘การบินไทย’ ยังไม่มียกเลิกเที่ยวบิน ชี้บินเลี่ยงน่านฟ้าตะวันออกกลางอยู่แล้ว พร้อมจัดศูนย์เฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง

 

ด้านชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เกิดขึ้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการบินของการบินไทย โดยไม่มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตารางบินหรือยกเลิกเที่ยวบินแต่อย่างใด ทุกเที่ยวบินยังคงให้บริการได้ตามปกติ

 

สำหรับสาเหตุหลักที่การบินไทยไม่ได้รับผลกระทบนั้น ซีอีโอการบินไทยอธิบายว่า ในเส้นทางการบินเข้าสู่ทวีปยุโรป ทางสายการบินไม่ได้ทำการบินผ่านน่านฟ้าของประเทศที่อยู่ในจุดเสี่ยงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นน่านฟ้าของอิหร่าน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), อิสราเอล, กาตาร์ รวมถึงอัฟกานิสถาน

 

“การบินไทยได้เลือกใช้เส้นทางบินอ้อมขึ้นไปทางตอนบน ผ่านกลุ่มประเทศแถบ

 

เอเชียกลาง เช่น ทาจิกิสถาน ซึ่งการไม่บินเข้าน่านฟ้าอิหร่านหรืออัฟกานิสถานนั้น ถือเป็นเส้นทางบินปกติของเราที่ใช้ทำการบินเป็นประจำอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงนี้” ชาย ระบุ

 

แม้เส้นทางบินในปัจจุบันจะรอดพ้นจากรัศมีความขัดแย้ง แต่ในด้านแผนการรับมือและการบริหารความเสี่ยง การบินไทยได้ยกระดับการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นรายชั่วโมง และมีการติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่คอยประเมินและติดตามสถานการณ์ตลอดเวลาผ่านศูนย์ปฏิบัติการ (OPC) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อรับประกันความปลอดภัยสูงสุดให้แก่เที่ยวบินและผู้โดยสาร

 

ภาพ: J-Alone / Shutterstock

The post AOT เผยเหตุการณ์สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ทำยกเลิกแล้ว 20 ไฟล์ทไปตะวันออกกลาง กระทบผู้โดยสาร 2,000-3,000 คน ด้าน ‘การบินไทย’ ยังบินได้ปกติ เหตุไม่มีบินผ่านเส้นทางที่มีการโจมตี แต่ยังมอนิเตอร์สถานการณ์ใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 ร้านทองใหญ่ ‘ฮั่วเซ่งเฮง-MTS-YLG’ ประกาศหยุดขายชั่วคราว หลังสงครามอิสราเอล-อิหร่านปะทุ https://thestandard.co/gold-shops-halt-sales-israel-iran-war/ Sat, 28 Feb 2026 10:36:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1182800 ภาพประกอบข่าว 3 ร้านทองใหญ่ 'ฮั่วเซ่งเฮง-MTS-YLG' ประกาศหยุดขายชั่วคราว หลังราคาทองคำผันผวนจากความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน

3 ร้านค้าทองคำรายใหญ่ในไทยทั้งฮั่วเซ่งเฮง, MTS GOLD และ […]

The post 3 ร้านทองใหญ่ ‘ฮั่วเซ่งเฮง-MTS-YLG’ ประกาศหยุดขายชั่วคราว หลังสงครามอิสราเอล-อิหร่านปะทุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว 3 ร้านทองใหญ่ 'ฮั่วเซ่งเฮง-MTS-YLG' ประกาศหยุดขายชั่วคราว หลังราคาทองคำผันผวนจากความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน

3 ร้านค้าทองคำรายใหญ่ในไทยทั้งฮั่วเซ่งเฮง, MTS GOLD และ YLG ประกาศปรับแผนการให้บริการ เพื่อรับมือความเสี่ยงด้านราคา หลังเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกผันผวน โดยราคาทองคำ Gold Spot ดีดเกือบ 2% ใกล้ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ฮั่วเซ่งเฮง งดซื้อ-ขายออนไลน์และทองคำแท่งทุกชนิด เปิดอีกครั้ง 2 มีนาคมนี้

 

ฮั่วเซ่งเฮง (HUA SENG HENG) ประกาศเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งและการเริ่มเปิดฉากโจมตี ระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้ราคาทองคำมีความผันผวนสูง และช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ตลาดซื้อ-ขายทองคำต่างประเทศปิดทำการ ทำให้ไม่มีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน บริษัทฯ จึงของดูให้บริการระบบซื้อ-ขายออนไลน์ และทองคำแท่งทุกชนิดเป็นการชั่วคราว และจะเปิดให้บริการอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569

 

แม่ทองสุก ปิดการขายทองคำแท่งเฉพาะหน้าสาขา

 

แม่ทองสุก (MTS GOLD) ประกาศ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้ราคาทองคำมีความผันผวนสูง รวมถึงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ตลาดทองคำต่างประเทศมีการปิดทำการ ทำให้ไม่มีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน จึงขอปิดทำการขายทองคำแท่ง เฉพาะช่องทางหน้าสาขาในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับบริการรับซื้อทองคำ ขายฝากและไถ่ถอนทองคำ ยังคงเปิดบริการตามปกติขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้

 

YLG งดซื้อ-ขายออนไลน์ และทองคำแท่งทุกชนิดชั่วคราว เปิดอีกครั้ง 2 มีนาคมนี้

 

YLG GROUP ประกาศ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งและการเริ่มเปิดฉากโจมตี ระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้ราคาทองคำมีความผันผวนสูง และช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ตลาดซื้อ-ขายทองคำต่างประเทศปิดทำการ ทำให้ไม่มีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน บริษัทฯ จึงของดูให้บริการระบบซื้อ-ขายออนไลน์ และทองคำแท่งทุกชนิดเป็นการชั่วคราว และจะเปิดให้บริการอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 ตั้งแต่ 10.00 น. เป็นต้นไป

 

ตามข้อมูลจาก investing.com ราคาทองคำ Gold Spot (XAUUSD) ปรับตัวเกือบ 2% ในเคลื่อนไหวผันผวนอยู่ในช่วง 5,166.54-5,279 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ณ 17.00 น. ของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ตามเวลาประเทศไทย

The post 3 ร้านทองใหญ่ ‘ฮั่วเซ่งเฮง-MTS-YLG’ ประกาศหยุดขายชั่วคราว หลังสงครามอิสราเอล-อิหร่านปะทุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI บรรลุข้อตกลงกับเพนตากอน หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง https://thestandard.co/openai-pentagon-deal-trump-anthropic/ Sat, 28 Feb 2026 07:46:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1182743 ภาพกราฟิกข่าว OpenAI บรรลุข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หลังรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งแบน Anthropic

แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI ประกาศเมื่อ […]

The post OpenAI บรรลุข้อตกลงกับเพนตากอน หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าว OpenAI บรรลุข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หลังรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งแบน Anthropic

แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI ประกาศเมื่อช่วงดึกวันศุกร์ (27 กุมภาพันธ์) ตามเวลาสหรัฐฯ ว่า บริษัทได้ลงนามในข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) เพื่อนำเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าไปใช้ในระบบชั้นความลับ (classified systems) ของกองทัพ เพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง

 

ข้อตกลงกับ OpenAI เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศให้หน่วยงานรัฐบาลกลางทุกแห่งระงับการใช้เครื่องมือ AI ของ Anthropic ซึ่งเป็นบริษัทปัญญาประดิษฐ์สัญชาติอเมริกันรายใหญ่ และผู้พัฒนา Claude ขณะที่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า Anthropic ดังกล่าวถือเป็น ‘ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน’ (supply chain risk) สาเหตุเนื่องมาจาก Anthropic ปฏิเสธที่จะอ่อนข้อในการเจรจากับเพนตากอน เกี่ยวกับข้อจำกัดที่บริษัทเรียกร้องเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบ AI ถูกนำไปใช้ในอาวุธยุทโธปกรณ์อัตโนมัติ และการสอดแนมประชาชนชาวอเมริกันในวงกว้าง

 

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของอัลต์แมนชี้ให้เห็นว่า เพนตากอนได้ยอมรับข้อจำกัดที่คล้ายคลึงกันสำหรับโมเดลของ OpenAI

 

“หลักการด้านความปลอดภัยที่สำคัญที่สุด 2 ประการของเราคือ ข้อห้ามในการสอดแนมมวลชนภายในประเทศ และการที่มนุษย์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการใช้กำลัง ซึ่งรวมถึงระบบอาวุธยุทโธปกรณ์อัตโนมัติด้วย กระทรวงสงคราม (Department of War) เห็นพ้องกับหลักการเหล่านี้ ซึ่งสะท้อนอยู่ในกฎหมายและนโยบาย และเราได้ระบุไว้ในข้อตกลงของเราแล้ว” อัลต์แมนระบุผ่านแพลตฟอร์ม X “นอกจากนี้ เราจะสร้างระบบป้องกันทางเทคนิคเพื่อให้มั่นใจว่าโมเดลของเราทำงานตามที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงสงครามต้องการเช่นกัน”

 

อัลต์แมนกล่าวเสริมว่า บริษัทจะส่งวิศวกรเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่ที่เพนตากอน เพื่อดูแลความปลอดภัยในการใช้งานโมเดลอย่างใกล้ชิด

 

“เรากำลังขอให้กระทรวงสงครามเสนอข้อกำหนดเดียวกันนี้แก่บริษัท AI ทุกแห่ง ซึ่งในความเห็นของเรา เราคิดว่าทุกคนควรยินดีที่จะยอมรับ เราได้แสดงเจตจำนงอย่างแรงกล้าที่จะเห็นสถานการณ์คลี่คลายลง โดยเปลี่ยนจากการดำเนินการทางกฎหมายและมาตรการจากภาครัฐ ไปสู่ข้อตกลงที่สมเหตุสมผลแทน” อัลต์แมนตั้งข้อสังเกต

 

ทางด้าน Anthropic แถลงเมื่อวันศุกร์ว่า มีแผนจะดำเนินการทางกฎหมายเพื่อคัดค้านการถูกระบุว่าเป็น ‘ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน’ ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นสถานะที่สงวนไว้สำหรับบริษัทที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปฏิปักษ์ต่างชาติ มาตรการนี้จะส่งผลให้คู่สัญญาของกองทัพทุกรายต้องพิสูจน์ว่า งานด้านการทหารของตนไม่มีความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของ Anthropic

 

ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าข้อตกลงของ OpenAI กับเพนตากอน มีความแตกต่างจากสิ่งที่ Anthropic เรียกร้องอย่างไร

 

ขณะเดียวกัน พีท เฮกเซธ ได้แชร์โพสต์ประกาศของอัลต์แมนลงในบัญชี X ของตน ส่วน อีมิล ไมเคิล ปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายเทคโนโลยี ได้โพสต์ข้อความแยกต่างหากว่า “เมื่อเป็นเรื่องของความเป็นความตายของเหล่านักรบ การมีพันธมิตรที่เชื่อถือได้ มั่นคง และดำเนินงานด้วยความจริงใจ ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในขณะที่เราก้าวเข้าสู่ยุค AI”

 

อ้างอิง

The post OpenAI บรรลุข้อตกลงกับเพนตากอน หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออมสิน-SME D Bank-บสย. ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% ขานรับมติ กนง https://thestandard.co/gsb-sme-d-bank-tcg-interest-cut/ Sat, 28 Feb 2026 05:33:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1182706

ออมสิน – SME D Bank – บสย. 3 สถาบันการเงินร […]

The post ออมสิน-SME D Bank-บสย. ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% ขานรับมติ กนง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ออมสิน – SME D Bank – บสย. 3 สถาบันการเงินรัฐประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ขานรับมติ กนง. ที่ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.00% ต่อปี โดย ‘ออมสิน’ และ ‘บสย.’ เริ่มมีผล 2 มี.ค. 2569 ขณะที่ ‘SME D Bank’ มีผล 4 มี.ค. 2569 เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนและหนุนสภาพคล่อง SMEs

 

บสย. ลดดอกเบี้ย Prime Rate เหลือ 5.25% ช่วยลูกหนี้เคลม มีผล 2 มี.ค. 69

 

สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ภายใต้มาตรการ ‘บสย. พร้อมช่วย’ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง

 

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ดังนี้

 

  • อัตราดอกเบี้ย Prime Rate ปรับลดลง 0.1% ต่อปี เหลือ 5.25% ต่อปี

 

SME D Bank ลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.15% หนุนเอสเอ็มอี มีผล 4 มี.ค. 69

 

พิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ระบุว่า ธนาคารขานรับนโยบาย ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% เพื่อลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการ พร้อมจัดแพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก เสริมสภาพคล่อง

 

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ดังนี้

 

  • อัตราดอกเบี้ย MLR ลดลง 0.05% อยู่ที่ 7.050% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ย MOR คงอยู่ที่ 7.150% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ย MRR ลดลง 0.15% อยู่ที่ 7.025% ต่อปี

 

ออมสิน ลดดอกเบี้ยทุกประเภท 0.15% ต่ำสุดในระบบ มีผล 2 มี.ค. 69

 

ลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เผยว่า ธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทลง 0.15% ต่อปี เพื่อสอดรับมติ กนง. และนโยบายกระทรวงการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมตรึงดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อประโยชน์ของผู้รักษาเงินออม

 

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ดังนี้

 

  • อัตราดอกเบี้ย MLR ปรับลดลงเหลือ 6.025% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ย MOR ปรับลดลงเหลือ 5.695% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ย MRR ปรับลดลงเหลือ 6.045% ต่อปี

The post ออมสิน-SME D Bank-บสย. ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% ขานรับมติ กนง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปปมขัดแย้ง Anthropic vs. Pentagon: หลังทรัมป์สั่งห้ามหน่วยงานรัฐใช้เทคโนโลยีทั้งหมดจาก Anthropic https://thestandard.co/trump-bans-anthropic-ai-pentagon/ Sat, 28 Feb 2026 05:30:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1182701 ภาพประกอบความขัดแย้งระหว่าง Anthropic และ Pentagon หลังทรัมป์สั่งแบนเทคโนโลยี AI

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ […]

The post สรุปปมขัดแย้ง Anthropic vs. Pentagon: หลังทรัมป์สั่งห้ามหน่วยงานรัฐใช้เทคโนโลยีทั้งหมดจาก Anthropic appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบความขัดแย้งระหว่าง Anthropic และ Pentagon หลังทรัมป์สั่งแบนเทคโนโลยี AI

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตนได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของรัฐบาลกลาง ยุติการใช้เทคโนโลยีจากบริษัท Anthropic บริษัทปัญญาประดิษฐ์สัญชาติอเมริกันรายใหญ่ และผู้พัฒนา Claude โดยทันที หลังเกิดปมขัดแย้งด้านความมั่นคง

 

โดยทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า “เราไม่จำเป็นต้องใช้ เราไม่ต้องการ และจะไม่มีการทำธุรกิจกับพวกเขาอีกต่อไป!”

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างบริษัท Anthropic และทำเนียบขาว หลังจากทางบริษัทปฏิเสธข้อเรียกร้องของรัฐบาลที่ต้องการให้กองทัพสหรัฐฯ สามารถเข้าถึงเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทได้อย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งการปฏิเสธในครั้งนี้ส่งผลให้ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกมาประกาศยกระดับสถานะของ Anthropic ให้เป็น “ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน” (Supply Chain Risk)

 

การระบุชื่อในลักษณะดังกล่าว ส่งผลให้ Anthropic กลายเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันรายแรกในประวัติศาสตร์ที่ถูกตีตราว่าเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศอย่างเป็นทางการ

 

ขณะที่ทางตัวแทนของ Anthropic ได้ออกแถลงการณ์ในช่วงคืนวันศุกร์ว่า บริษัทเตรียมที่จะดำเนินการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อคัดค้านการกำหนดสถานะความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในชั้นศาลต่อไป ซึ่งถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งระหว่างห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ (AI lab) แห่งนี้กับรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

โดยหลังจากทรัมป์ได้กำหนดระยะเวลา 6 เดือนก่อนที่จะตัด Anthropic ออกจากสัญญารัฐบาลทั้งหมด ในแถลงการณ์ Anthropic กล่าวว่ามีความประสงค์ที่จะยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อคัดค้านคำสั่งดังกล่าว โดยระบุว่า “การข่มขู่หรือการลงโทษใดๆ จากกระทรวงสงคราม (Department of War) จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจุดยืนของเราในเรื่องการสอดแนมมวลชนภายในประเทศ หรือการใช้อาวุธพิฆาตอัตโนมัติเต็มรูปแบบได้ เราจะดำเนินการคัดค้านการระบุว่าเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในชั้นศาล” บริษัทระบุในช่วงเย็นวันศุกร์

 

ย้อนรอยปมขัดแย้ง Anthropic-เพนตากอน

 

ย้อนกลับไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Anthropic บริษัทปัญญาประดิษฐ์สัญชาติอเมริกันผู้พัฒนา Claude ประกาศจุดยืนไม่ยอมถอยหลังให้แก่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD) ในกรณีความขัดแย้งด้านขอบเขตการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

โดยดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Anthropic ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (26 กุมภาพันธ์) ว่า บริษัทเลือกจะยุติการร่วมงานกับเพนตากอน ดีกว่าที่จะยินยอมให้มีการนำเทคโนโลยีไปใช้ในลักษณะที่อาจ “บ่อนทำลายแทนที่จะปกป้องคุณค่าทางประชาธิปไตย”

 

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นเพียง 2 วันหลังจากการประชุมร่วมกับ พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เกี่ยวกับข้อเรียกร้องให้ Anthropic ยอมรับเงื่อนไขการใช้งานเครื่องมือ AI ใน ‘ทุกกรณี’ ที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยการหารือดังกล่าวสิ้นสุดลงด้วยการข่มขู่ว่าจะถอด Anthropic ออกจากห่วงโซ่อุปทานของ DoD

 

อโมเดอีเน้นย้ำว่า “คำขู่เหล่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนจุดยืนของเราได้ เราไม่สามารถยอมรับข้อเรียกร้องดังกล่าวได้โดยไม่ละทิ้งมโนธรรม”

 

ประเด็นหลักที่ Anthropic วิตกกังวลคือความเป็นไปได้ในการนำโมเดล AI อย่าง ‘Claude’ ไปใช้ในสองวัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ “การสอดแนมมวลชนภายในประเทศ” (Mass domestic surveillance) และ ‘อาวุธที่มีระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ’ (Fully autonomous weapons)

 

โดยอโมเดอีระบุว่า กรณีการใช้งานเหล่านี้ไม่เคยระบุอยู่ในสัญญาที่ทำกับกระทรวงสงคราม (Department of War) และไม่ควรถูกบรรจุเพิ่มในขณะนี้ ทั้งนี้ ‘กระทรวงสงคราม’ เป็นชื่อเรียกรองของกระทรวงกลาโหมภายใต้คำสั่งบริหารที่ลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

 

โฆษกของ Anthropic เพิ่มเติมว่า แม้ทางกระทรวงจะส่งร่างสัญญาที่มีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำมาให้เมื่อคืนวันพุธ แต่กลับ ‘ไม่มีความคืบหน้าในทางปฏิบัติ’ ในการป้องกันไม่ให้มีการใช้ Claude เพื่อการสอดแนมชาวอเมริกันหรือใช้ในระบบอาวุธอัตโนมัติ โดยระบุว่าภาษาใหม่ที่อ้างว่าเป็น ‘การประนีประนอม’ นั้น ถูกพ่วงมาด้วยศัพท์ทางกฎหมายที่เปิดช่องให้ผู้ใช้งานสามารถละเลยมาตรการความปลอดภัยได้ตามอำเภอใจ

 

ในบล็อกโพสต์ของบริษัท อโมเดอีอธิบายเสริมว่า AI สามารถถูกใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายและดูไม่มีพิษมีภัย ให้กลายเป็นภาพรวมชีวิตของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้อย่างละเอียดโดยอัตโนมัติและในระดับมหาศาล พร้อมยืนยันว่าบริษัทสนับสนุนการใช้ AI เพื่อภารกิจข่าวกรองต่างประเทศที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การใช้เพื่อสอดแนมประชาชนในประเทศนั้นขัดต่อหลักการประชาธิปไตย

 

ในส่วนของระบบอาวุธ อโมเดอีให้ความเห็นว่า AI ในปัจจุบันยังไม่มีความเสถียรเพียงพอที่จะควบคุมอาวุธอัตโนมัติเต็มรูปแบบได้ “หากปราศจากการกำกับดูแลที่เหมาะสม อาวุธอัตโนมัติจะไม่สามารถใช้การตัดสินใจที่สำคัญได้เหมือนกับทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี และเราจะไม่ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ทำให้กำลังพลหรือพลเรือนชาวอเมริกันต้องตกอยู่ในความเสี่ยงโดยเจตนา”

 

อ้างอิง:

The post สรุปปมขัดแย้ง Anthropic vs. Pentagon: หลังทรัมป์สั่งห้ามหน่วยงานรัฐใช้เทคโนโลยีทั้งหมดจาก Anthropic appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ประเมินภาษีนำเข้าใหม่สหรัฐฯ 15% สร้างความไม่แน่นอนสูง หวั่นลามฉุดรั้งการลงทุนในประเทศไทย https://thestandard.co/scb-eic-us-tax-investment-thailand/ Sat, 28 Feb 2026 03:41:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1182681 ภาพประกอบการวิเคราะห์ของ SCB EIC เรื่องภาษีนำเข้าใหม่ของ สหรัฐฯ 15% และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

SCB EIC ประเมินทิศทางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายหลังศาลสูงส […]

The post SCB EIC ประเมินภาษีนำเข้าใหม่สหรัฐฯ 15% สร้างความไม่แน่นอนสูง หวั่นลามฉุดรั้งการลงทุนในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการวิเคราะห์ของ SCB EIC เรื่องภาษีนำเข้าใหม่ของ สหรัฐฯ 15% และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

SCB EIC ประเมินทิศทางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายหลังศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยว่านโยบายภาษีเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% พร้อมวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย

 

ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า มองว่าการยกเลิกภาษีบางส่วนตามคำสั่งศาลเป็นเพียงการ เปลี่ยนเครื่องมือ ของสหรัฐฯ มากกว่าที่จะเป็นการยุติสงครามการค้า โดยสหรัฐฯ ได้นำนโยบายมาตรา 122 มาบังคับใช้ ซึ่งเป็นการจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 15% เท่ากันทุกประเทศเป็นระยะเวลา 150 วัน

 

แม้ในช่วง 150 วันนี้ อัตราภาษีเฉลี่ย (Effective Tariff Rate: ETR) ของสหรัฐฯ จะลดลงเล็กน้อยจาก 13.6% เหลือ 12.1% แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นหลังจากหมดระยะเวลา 150 วัน เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ อาจนำมาตรการอื่นๆ มาใช้เพิ่มเติมหรือควบคู่กันไป เช่น มาตรา 201, มาตรา 232 หรือแม้กระทั่งมาตรา 338 ที่สามารถเก็บภาษีได้สูงสุดถึง 50% โดยไม่จำกัดระยะเวลา แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่อาจถูกตีตกได้ ซึ่งความไม่แน่นอนนี้ถือเป็นปัจจัยกดดันที่สูงกว่าอัตราภาษีที่ปรากฏในปัจจุบัน

 

ผลกระทบต่อไทย ส่งออกได้อานิสงส์สั้น แต่กดดันการลงทุนระยะยาว

 

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย อัตราภาษีนำเข้าสู่สหรัฐฯ (ETR) ของไทยลดลงเพียงเล็กน้อยประมาณ 1.9% ซึ่งถือว่าไม่มากนัก แต่ในระยะสั้น การส่งออกของไทยอาจได้รับผลบวกชั่วคราวจากการที่ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เร่งสั่งซื้อและนำเข้าสินค้าก่อนที่จะมีมาตรการใหม่ๆ ออกมาเพิ่มเติม

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ความไม่แน่นอนทางนโยบายจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนภาคเอกชน เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการตัดสินใจ (Wait and See) หรือเลื่อนแผนการลงทุนออกไปก่อน

 

นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ เก็บภาษี 15% เท่ากันทุกประเทศในระยะสั้น อาจส่งผลให้ประเทศจีนมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งเป็นความท้าทายต่อผู้ส่งออกไทย ทำให้โดยภาพรวมแล้ว การเปลี่ยนโครงสร้างภาษีในครั้งนี้ยังไม่ได้ส่งผลให้ SCB EIC ต้องปรับเปลี่ยนประมาณการทางเศรษฐกิจจากผลกระทบนี้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ปรับเพิ่มเป้า GDP ไทยปีนี้เป็น 1.8% แต่ยังถือว่าฟื้นตัวต่ำ

 

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย SCB EIC ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของจีดีพี ในปีนี้ขึ้นจาก 1.5% เป็น 1.8% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงที่ผ่านมา เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ รวมถึง 2 ปัจจัยหลักในอนาคต ได้แก่

 

  • การส่งออก คาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ที่ระดับ 1.6% จากอานิสงส์การฟื้นตัวของการค้าโลก และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และอิเล็กทรอนิกส์
  • การลงทุนภาคเอกชน มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

 

อย่างไรก็ดี ดร.ปุณยวัจน์ ย้ำว่า การเติบโตที่ระดับ 1.8% ยังถือเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าในอดีตค่อนข้างมาก เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางและมีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง จึงยังไม่สามารถไว้วางใจได้

 

ภาพ: mark reinstein / Shutterstock

The post SCB EIC ประเมินภาษีนำเข้าใหม่สหรัฐฯ 15% สร้างความไม่แน่นอนสูง หวั่นลามฉุดรั้งการลงทุนในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท. เร่งหาพาร์ทเนอร์ต่างประเทศระดับโลก ดึงถือหุ้นบริษัทลูกในกลุ่มปิโตรเคมี-โรงกลั่น ย้ำยังคงสถานะผู้ถือหุ้นใหญ่ คาดมีความชัดเจนภายในปีนี้ https://thestandard.co/ptt-global-partners-petrochemical-refinery/ Sat, 28 Feb 2026 03:37:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1182676 ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. แถลงข่าวเรื่องการหาพาร์ทเนอร์ต่างประเทศสำหรับธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น

บมจ.ปตท. หรือ PTT แถลงข่าวผลการดำเนินงาน ปตท. ประจำปี 2 […]

The post ปตท. เร่งหาพาร์ทเนอร์ต่างประเทศระดับโลก ดึงถือหุ้นบริษัทลูกในกลุ่มปิโตรเคมี-โรงกลั่น ย้ำยังคงสถานะผู้ถือหุ้นใหญ่ คาดมีความชัดเจนภายในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. แถลงข่าวเรื่องการหาพาร์ทเนอร์ต่างประเทศสำหรับธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น

บมจ.ปตท. หรือ PTT แถลงข่าวผลการดำเนินงาน ปตท. ประจำปี 2568 พร้อมเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการหาพาร์ทเนอร์ต่างประเทศให้บริษัทลูกกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นในเครือ ประกาศนำร่องเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท.หรือ PTT เปิดเผย ถึงความคืบหน้าในการพาร์ทเนอร์ให้บริษัทลูกในกลุ่ม ปตท. ที่ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมี และโรงกลั่น โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับพาร์เนอร์ต่างประเทศจำนวนหลายราย ทั้งในลุ่มประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง โดยขณะนี้ยังไม่สามารถให้รายละเอียดเชิงลึกได้ เนื่องจากบริษัทฯ เป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

 

อย่างไรก็ดี คาดว่าประเด็นการหาพาร์ทเนอร์ดังกล่าวนี้ จะมีความชัดเจนภายในปี 2569 ซึ่งรูปแบบจะเป็นการดึงพาร์เนอร์ระดับโลกซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาร่วมทุนถือหุ้นในบริษัทลูกในธุรกิจปิโตรเคมี และโรงกลั่น

 

โดย ปตท. ตั้งเป้าหมายหลักที่จะช่วยตอบโจทย์ใน 2 เรื่องสำคัญอย่างเป็นรูปธรรม คือ

 

1. ทำให้บริษัทลูกมีความแข็งแกร่งขึ้น และ 2. ทำให้บริษัทโดยรวมดีขึ้น

 

พร้อมทั้งยืนยันว่าบริษัทฯ ไม่มีแผนในการควบรวมบริษัทลูกที่ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น

 

เปิดคุณสมบัติพาร์ตเนอร์ต่างประเทศ หวังสร้าง Synergy

 

ดร.คงกระพัน ขยายความถึงคุณสมบัติเชิงลึกของพันธมิตรที่ ปตท. กำลังเฟ้นหาว่า จะต้องเป็นผู้เล่นระดับโลก (Global Player) ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความชำนาญอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ และมีความแข็งแกร่งในธุรกิจปิโตรเคมีระดับที่เทียบเท่าหรือมากกว่า ปตท.

 

โดยหัวใจสำคัญที่สุดของการร่วมทุนคือต้องเกิดการทำงานร่วมกันหรือ Synergy อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกันขยายฐานตลาดใหม่ๆ การสนับสนุนด้านวัตถุดิบ หรือการลดต้นทุนเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่ซ้ำซ้อน ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในกลุ่มธุรกิจดังกล่าวนี้กับให้เครือ ปตท. ให้สามารถแข่งขันในระดับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ปัจจุบันโลกจะเผชิญกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และสงครามการค้า แต่การพิจารณาเลือกพาร์ทเนอร์ของ ปตท. จะมุ่งเน้นผลประโยชน์ทางธุรกิจและจุดแข็งเป็นหลัก

 

อย่างไรก็ดี หลังจากการมีพาร์ทเนอร์เข้ามาถือหุ้นบริษัทลูกกลุ่มปิโตรเคมีและโรงลั่นแล้ว ปตท. ยืนยันว่าจะยังคงรักษาสถานะความเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ พร้อมทั้งยังให้บริษัทลูกในเครือยังคงเป็นบริษัทเรือธง (Flagship) ไว้เช่นเดิม เพื่อคงจุดแข็งด้านการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร (Integration) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของกลุ่มเอาไว้ ซึ่งเป็นเกราะป้องกันในช่วงที่อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งซบเซา

 

นอกจากนี้ ในปีนี้บริษัทฯ ยังเดินหน้าแผนกลยุทธ์ Profit Enhancement ปรับโครงสร้างภายใน เพิ่มประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าเพิ่มกระแสเงินสดแตะระดับ 1 แสนล้านบาท อีกทั้งคาดว่าปริมาณการขายโดยรวมของบริษัทฯ ปี 2569 จะเติบโตดีกว่าปีก่อน ทั้งในด้านธุรกิจต้นน้ำ และปลายน้ำ เช่น ยอดขายก๊าซและการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น

 

ขณะที่ในด้านราคาขายและมาร์จิ้น สามารถคาดการณ์ได้ยาก เพราะมีความไม่แน่นอนในตลาดโลก ดังนั้นบริษัทฯ จึงเน้นการเพิ่มปริมาณการขายเพื่อสร้างกำไรเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

โชว์ผลงานปี 68 กำไร 9 หมื่นล้านบาท-ปันผลทะลุ 6%

 

สำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ท่ามความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และราคาน้ำมันรวมถึงส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ปรับตัวลดลง ปตท. ยังคงรักษาระดับกำไรไว้ได้ที่ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า

 

โดยความสำเร็จนี้เกิดจากการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนภายใน (Profit Enhancement / Optimization) ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและช่วยพยุงกำไรได้ถึง 3.8-4 หมื่นล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญ เช่น โครงการ Vision X ที่นำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้ลดต้นทุนและสร้างธุรกิจใหม่ ซึ่งทำผลงานทะลุเป้าหมายไปถึง 1.2 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายระยะ 3 ปีที่ 3 หมื่นล้านบาท

 

ทั้งนี้ผลประกอบการที่มั่นคงส่งผลให้ ปตท. สามารถดูแลผู้ถือหุ้นได้อย่างเต็มที่ โดยเตรียมจ่ายเงินปันผลที่ 2.10 บาทต่อหุ้น จากผลการดำเนินงานปี 2568 และ ประกาศจ่ายปันผลพิเศษ (Extra Dividend) อีก 0.10-0.20 บาทต่อหุ้นเป็นครั้งแรกของบริษัท

 

ส่งผลทำให้คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Dividend Yield) ที่สูงกว่า 6% นอกจากนี้ยังมีการประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน และยังคงรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ไว้ได้

 

เดินหน้า Asset Monetization ท่าเรือ-คลังท่อ ดัน ROE

 

ในส่วนของการบริหารจัดการสินทรัพย์ ปตท. เร่งเดินหน้ากลยุทธ์ Asset Monetization โดยนำโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ท่อ ถัง และท่าเรือ ของบริษัทลูกอย่าง บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP, บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC และ บมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC มารวมไว้ภายใต้การบริหารจัดการของ ปตท. ผ่านบริษัทลูก คือ PTT Tank

 

ขณะที่การปรับโครงสร้างนี้ช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ได้ทันที เนื่องจาก ปตท. มีอันดับความน่าเชื่อถือที่สูงกว่า ส่งผลให้มีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่าบริษัทลูกอย่างมีนัยสำคัญ และในก้าวต่อไป ปตท. มีแผนจะดึงพันธมิตรกลุ่มกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เข้ามาร่วมลงทุนเพิ่มเติมในส่วนนี้ด้วย ซึ่งในปีที่ผ่านมา กลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์นี้สามารถดึงกระแสเงินสดกลับมาได้ถึง 1.7 หมื่นล้านบาท และเพิ่มกำไรได้กว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. แถลงข่าวเรื่องการหาพาร์ทเนอร์ต่างประเทศสำหรับธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น 1

 

ปรับพอร์ตลงทุน EV – รุกตลาด LNG

 

ขณะเดียวกัน ปตท. มีการทบทวนและปรับพอร์ตโฟลิโอ (Divestment) อย่างต่อเนื่อง โดยตัดสินใจลดสัดส่วนในธุรกิจที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศจีน เช่น โรงงานประกอบรถยนต์ EV ซึ่งร่วมทุนกับ Foxconn และธุรกิจแบตเตอรี่ ซึ่งร่วมกับ CATL ซึ่งสามารถดึงกระแสเงินสดกลับคืนมาได้กว่า 13,000 ล้านบาท เพื่อนำไปต่อยอดในธุรกิจที่คุ้มค่ากว่า รวมไปถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจ Life Science ที่ช่วยสร้างกำไร 7,500 ล้านบาท และปลดล็อกข้อจำกัดให้บริษัทลูกสามารถไปเติบโตและระดมทุนเป็นบริษัทชั้นนำในสหรัฐอเมริกาได้ด้วยตัวเอง

 

ด้านธุรกิจต้นน้ำ (Upstream) ของ บมจ.ปตท.สผ. หรือ PTTEP ยังคงรักษาความมั่นคงทางพลังงานได้ดี โดยมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น 4% และสามารถเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียม (Proved Reserves) จาก 6 ปีครึ่ง เป็นเกือบ 7 ปี

 

สำหรับแผนระยะกลาง ปตท. ตั้งเป้าขยายธุรกิจการซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Trading) ในตลาดโลกอย่างก้าวกระโดด โดยตั้งเป้าปริมาณการซื้อขายที่ 10 ล้านตันภายในปี 2573 และ 15 ล้านตันในปี 2578 เพื่อรองรับทิศทางพลังงานสะอาด

 

นอกจากนี้ ยังเร่งเครื่องการลงทุนในเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) และไฮโดรเจนอย่างบูรณาการร่วมกับภาครัฐ เพื่อปูทางสู่เป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว

 

นำร่องโครงการ JUMP+ ยกระดับมูลค่ากิจการร่วมกับ ตลท.

 

ภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บมจ. ปตท. หรือ PTT เปิดเผยว่า ปตท. ได้เข้าร่วมเป็นบริษัทนำร่อง (Pilot Company) ในโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

 

ภัทรลดา อธิบายว่าโครงการ JUMP+ เป็นโครงการริเริ่มที่คล้ายคลึงกับโปรแกรมการยกระดับมูลค่าองค์กร หรือ Corporate Value Up ของตลาดหุ้นในเอเชียเหนือ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งมีภาครัฐเข้ามาสนับสนุนเพื่อผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนมีมูลค่ากิจการที่ดีขึ้น และทำให้ราคาหุ้นบนกระดานสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. แถลงข่าวเรื่องการหาพาร์ทเนอร์ต่างประเทศสำหรับธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น 2

 

โดยการเข้าร่วมโครงการของ ปตท. ในครั้งนี้ จะเป็นการนำข้อมูลการดำเนินงานที่มีความแข็งแกร่งมาจัดระบบการเปิดเผยใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม JUMP+ พร้อมทั้งให้ Commitment ที่ชัดเจนในด้านการดูแลผู้ถือหุ้นและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร โดยรายละเอียดของตัวชี้วัดและเป้าหมายเชิงลึกนั้น จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการพร้อมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ในระยะถัดไปซึ่ง

 

ในเบื้องต้นจะไม่ได้มีการตั้งเป้าหมายกำไรเป็นตัวชี้วัด แต่จะใช้ข้อมูลตัวเลขข้อมูลทางธุรกิจอื่นๆ ในการตั้งเป้าหมายสำหรับการเข้าโครงการ JUMP+ แทนซึ่งหากมีการนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทฯ (บอร์ด) ให้พิจารณา และผ่านการเห็นชอบแล้วก็จะมีการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดของแแผนในการร่วมโครงการดังกล่าวนี้ต่อไป

 

นอกจากนี้ ภัทรลดา ยังระบุเพิ่มเติมว่า สำหรับบริษัทลูกในเครือ ปตท. หากบริษัทใดมีความพร้อม ก็สามารถทยอยสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ได้ทันทีตามความเหมาะสมของแต่ละบริษัท เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับทั้งกลุ่ม ปตท. ไปพร้อมๆ กัน

The post ปตท. เร่งหาพาร์ทเนอร์ต่างประเทศระดับโลก ดึงถือหุ้นบริษัทลูกในกลุ่มปิโตรเคมี-โรงกลั่น ย้ำยังคงสถานะผู้ถือหุ้นใหญ่ คาดมีความชัดเจนภายในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดยุคหุ้นเทคฯ โตยกแผง? ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมกำลังถูก AI เข้ามาแทนที่ นักลงทุนต้องรับมืออย่างไร https://thestandard.co/ai-traditional-software-investment/ Sat, 28 Feb 2026 03:28:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1182670 ภาพประกอบแสดงถึงเทคโนโลยี AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และการลงทุน

ท่ามกลางกระแสการลงทุนใน AI ที่เปลี่ยนแปลงไป ตลาดทุนกำลั […]

The post หมดยุคหุ้นเทคฯ โตยกแผง? ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมกำลังถูก AI เข้ามาแทนที่ นักลงทุนต้องรับมืออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงเทคโนโลยี AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และการลงทุน

ท่ามกลางกระแสการลงทุนใน AI ที่เปลี่ยนแปลงไป ตลาดทุนกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อบรรยากาศการลงทุนไม่ได้ส่งผลบวกต่อหุ้นเทคโนโลยีแบบเหมารวม เหมือนที่ผ่านมา แต่เริ่มปรากฏการณ์เทขาย หุ้นบางกลุ่มที่เคยอิงกับกระแส AI ปรากฏการณ์นี้ กำลังบอกอะไร

 

นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ ผู้อำนวยการ Wealth and Investment Advisory SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth โดยวิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ จุดเริ่มต้นของการเทขายหุ้นในรอบนี้ มาจากการเปิดตัว AI Agent ที่มีความสามารถและประสิทธิภาพสูงมากแบบเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย การเงิน การเขียนโค้ด (Coding) หรือการจัดการงานแบบ B2B

 

สิ่งนี้ทำให้ตลาดเริ่มมองว่าธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม (Software as a Service) กำลังตกเป็นเป้าหมายของการถูกดิสรัปต์ (Disrupt) ในอดีต บริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่สามารถผูกขาดลูกค้าไว้ได้ด้วยต้นทุนการเปลี่ยนผู้ให้บริการ (Switching Cost) ที่สูง

 

แต่เมื่อ AI Agent สามารถทำงานแทนได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนที่ถูกลง จึงเกิดความกังวลว่ารายได้ของบริษัทซอฟต์แวร์อาจลดลง และอัตรากำไร (Margin) อาจถูกกดดันจากการที่ลูกค้ามีอำนาจในการต่อรองราคามากขึ้น ส่งผลให้เราเห็นความแตกต่างของผลตอบแทน (Performance) โดยกลุ่มซอฟต์แวร์ถูกเทขายอย่างหนัก ในขณะที่กลุ่มฮาร์ดแวร์และเซมิคอนดักเตอร์ยังคงยืนหยัดได้

 

ตามรอยก้อนเงินมหาศาลของ Hyper Scaler สู่ ‘ผู้ชนะ’ ตัวจริง

 

ในขณะที่กลุ่มซอฟต์แวร์เผชิญความท้าทาย บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการคลาวด์ (Hyper Scaler) กลับกำลังเดินหน้าเพิ่มงบลงทุนด้าน AI อย่างมหาศาลและต่อเนื่อง เพราะทุกบริษัททราบดีว่า AI คือของจริง และไม่อยากตกขบวนในเทรนด์นี้ นิสารัตน์ ระบุว่า เม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI (AI Infrastructure) อาจพุ่งสูงถึง 6.6 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2026 หรือคิดเป็นการเติบโตสูงถึง 60%

 

ผู้ที่ได้ประโยชน์และเป็นผู้ชนะ จากกระแสเม็ดเงินลงทุนนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

 

  • กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ธุรกิจต้นน้ำอย่างอุตสาหกรรมชิป (Chip) และหน่วยความจำ (Memory) ที่มีความต้องการพุ่งสูงขึ้นตามความต้องการประมวลผลของ AI ส่งผลให้เกิดภาวะซัพพลายตามไม่ทัน (Shortage) และดันให้ราคาของ RAM หรือ NAND ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 70-100% เมื่อเทียบกับช่วงปลายปีที่ผ่านมา

 

  • กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI (AI Infrastructure) การทำงานของ AI ต้องอาศัยการประมวลผลข้อมูลมหาศาล ทำให้ความต้องการศูนย์ข้อมูล (Data Center) มีแนวโน้มเติบโตขึ้นถึงเท่าตัว รวมไปถึงกลุ่มพลังงานไฟฟ้าและสาธารณูปโภค (Utility Grid) ที่ต้องขยายตัวเพื่อรองรับปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สหรัฐฯ คือ ‘สถาปนิก’ แต่เอเชียคือ ‘สายพานการผลิต’

 

เมื่อเจาะลึกถึงภูมิภาคที่ได้ประโยชน์ นิสารัตน์ เปรียบเทียบภาพให้เห็นชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาทำหน้าที่เหมือน ‘สถาปนิก’ หรือผู้คิดค้นนวัตกรรม AI แต่หากดูในส่วนของซัพพลายเชนและฐานการผลิตทั้งหมดจะกระจุกตัวอยู่ในทวีปเอเชีย

 

  • ไต้หวัน เป็นผู้นำด้านธุรกิจ GPU และ Foundry โดยมีบริษัทอย่าง TSMC เป็นผู้ผลิตหลักของโลก ครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 50% และเป็นผู้ผลิตชิปเบอร์หนึ่งให้กับ Nvidia
  • เกาหลีใต้ เป็นผู้นำด้านธุรกิจหน่วยความจำ (NAND และ RAM) โดยบริษัทชั้นนำอย่าง Samsung และ SK Hynix ครองส่วนแบ่งการตลาดโลกสูงถึง 50-70%
  • ญี่ปุ่น มีความโดดเด่นในฐานะผู้ผลิตเครื่องจักรและเครื่องมือที่ใช้ในการผลิตชิป

 

แนะนำการปรับพอร์ต โฟกัส เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น-กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน นิสารัตน์ แนะนำว่าในปีนี้ต้องเลือกลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง (Selective) อย่างชัดเจน โดยหากเลือกลงทุนแบบ Sector Fund ควรเน้นไปที่กลุ่ม Semiconductor และกลุ่ม AI Infrastructure (เช่น กองทุนที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานหรือพลังงาน)

 

ในมิติของรายประเทศ แม้สหรัฐฯ จะยังเป็นแกนหลักของการลงทุน AI แต่ด้วยปัจจัยค่าเงินดอลลาร์ที่มีโอกาสอ่อนค่า อาจทำให้เห็นกระแสเงินทุน (Fund Flow) ไหลเข้าสู่การลงทุนนอกสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งแนะนำ 2 ตลาดหลักที่น่าสนใจ ได้แก่

 

  • ตลาดเกาหลีใต้ แม้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) จะเติบโตเป็น Top Performer บวกมาแล้วเกือบ 50% แต่ Valuation อย่างค่า P/E ยังคงถูกและอยู่ต่ำกว่า 10 เท่า สาเหตุหลักมาจากการปรับประมาณการกำไร (Earnings Revision) ของบริษัทจดทะเบียนขึ้นกว่า 100% จากอานิสงส์ของธุรกิจหน่วยความจำ

 

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากการที่รัฐบาลพยายามผลักดันการปฏิรูปตลาดทุน โดยมีมาตรการลดหย่อนภาษี 20% แบบจำกัดวงเงิน สำหรับนักลงทุนที่นำเงินจากต่างประเทศกลับมาลงทุนในหุ้นภายในประเทศในช่วงไตรมาสที่ 1 นี้

 

  • ตลาดญี่ปุ่น นอกจากโครงสร้างพื้นฐานประเทศที่ดีและการเป็นผู้นำด้านเครื่องมือผลิต AI แล้ว รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ ซานเอะ ยังได้แถลงนโยบายที่สนับสนุนธุรกิจ AI อย่างชัดเจน โดยมองว่าเป็น Next Curve ที่จะสร้างการเติบโตให้ประเทศ ส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีโอกาสเติบโตและไปต่อได้

 

นิสารัตน์ ยังกล่าวเสริมว่า นักลงทุนอาจเลือกลงทุนผ่านกองทุนหุ้นเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่น (Asia Ex-Japan) เพื่อให้ครอบคลุมสัดส่วนการลงทุนในไต้หวัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญของ AI Supply Chain ด้วยเช่นกัน

 

ภาพ: Summit Art Creations / Shutterstock

The post หมดยุคหุ้นเทคฯ โตยกแผง? ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมกำลังถูก AI เข้ามาแทนที่ นักลงทุนต้องรับมืออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ไอเทมการเงิน ‘ต้องมี’ ก่อนบินไปเมืองนอก ถังแตกคืออะไร ไม่รู้จัก https://thestandard.co/5-financial-travel-items/ Sat, 28 Feb 2026 03:18:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1182649 ภาพประกอบไอเทมการเงินที่ต้องมีก่อนบินไปเมืองนอก พร้อมกระเป๋าเดินทางสีเหลือง

เคยไหม? กลับจากทริปเที่ยวเมืองนอกด้วยสภาพ ‘ถังแตก’ งบที […]

The post 5 ไอเทมการเงิน ‘ต้องมี’ ก่อนบินไปเมืองนอก ถังแตกคืออะไร ไม่รู้จัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบไอเทมการเงินที่ต้องมีก่อนบินไปเมืองนอก พร้อมกระเป๋าเดินทางสีเหลือง

เคยไหม? กลับจากทริปเที่ยวเมืองนอกด้วยสภาพ ‘ถังแตก’ งบที่ตั้งไว้ก็บานปลาย สงสัยว่าเงินหายไปไหนหมด?

 

สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้การทำแพลนเที่ยวหรือจัดกระเป๋าเสื้อผ้า ก็คือการเตรียมพร้อมเรื่อง ‘เงิน’ เพราะต่อให้แพลนมาดีแค่ไหน แต่ถ้าไปตกม้าตาย ช็อปเพลินจนลืมดูเรทเงิน เงินหมดกลางทาง ทริปที่ควรจะปังอาจจะพังและช็อตฟีลเอาง่ายๆ

 

สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะจัดทริปไปเที่ยวต่างประเทศ ก็ควรเตรียม 5 ไอเทมการเงินที่ต้องมีให้พร้อมก่อนบิน คัดมาแล้วเน้นๆ ให้ทริปนี้มีแต่คำว่า ‘รอด’ ถังแตกคืออะไร ไม่รู้จัก

 

1. Travel Card สายเที่ยวห้ามพลาด

 

ยุคนี้ใครยังพกเงินสดเป็นปึกๆ ไปต่างประเทศกันอยู่บ้าง? นอกจากจะเสี่ยงโดนล้วงกระเป๋าแล้ว ยังต้องมานั่งปวดหัวกับเรทเงินตามสนามบินที่แอบขูดรีดเบาๆ ดังนั้นแล้ว ไอเทมแรกที่ขาดไม่ได้เลยคือ บัตร Travel Card หรือบัตรเดบิตสำหรับแลกเงินต่างประเทศนั่นเอง

 

ทำไมถึงต้องมี?

 

ปกติแล้วถ้าเราเอาบัตรเครดิตหรือเดบิตธรรมดาไปรูดที่ต่างประเทศ เราจะโดนชาร์จค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงิน (FX Rate) ประมาณ 2.5% ซึ่งดูเหมือนน้อย แต่ถ้ารูดกระเป๋ามีแบรนด์ราคาหลักหมื่นก็จุกอยู่

 

ดังนั้น Travel Card จะมาช่วยปิดรอยรั่วตรงนี้ เพราะเราสามารถแลกเงินเรทพิเศษเก็บไว้ในแอปพลิเคชันได้เลย รูดปุ๊บตัดเงินตามสกุลนั้นๆ ได้ทันที ไม่มีบวกเพิ่ม

 

และถ้าสามารถวางแผนล่วงหน้าได้นาน ลองดูแนวโน้มค่าเงินสัก 2-3 สัปดาห์ ถ้าช่วงไหนเงินบาทแข็งค่า (ตัวเลขน้อยลง เช่น จาก 36 เหลือ 35) ให้รีบแลกผ่านแอป Travel Card ทิ้งไว้ เราจะได้แลกเงินได้ถูก ใช้จ่ายได้สบายกระเป๋ากว่าเดิม

 

3 บัตร Travel Card ตัวท็อปที่ขอป้ายยา

 

  • YouTrip ตัวนี้ยืนหนึ่งเรื่องเรทเงินที่ดีงาม แลกได้กว่า 150 สกุลเงินทั่วโลก ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี แถมจัดโปรโมชั่นกดเงินสดที่ตู้ ATM ต่างประเทศฟรีบ่อยๆ
  • Krungthai Travel Visa Card บัตรบุกเบิกในตำนาน รองรับ 19 สกุลเงินฮิต ซื้อขายเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านแอป Krungthai NEXT เหมาะมากสำหรับคนที่ไปประเทศหลักๆ เป็นประจำ
  • Planet SCB แลกเงินเรทดีเทียบเท่าร้านดังข้างนอก รองรับ 13 สกุลเงิน จุดเด่นคือแอป SCB EASY จัดการง่ายมาก ถ้าบัตรหายก็กดล็อกในแอปได้ทันที

 

2. เงินสดก้อนเล็กติดตัว

 

แม้จะเชียร์ให้ใช้บัตรเป็นหลัก แต่การไม่พกเงินสดเลยก็ถือว่าใจเด็ดเกินไปหน่อย เพราะไม่ใช่ทุกที่บนโลกจะรับบัตร 100% (เช่น ร้านสตรีตฟู้ด ตลาดนัดท้องถิ่น หรือร้านเจลาโต้เล็กๆ ตรอกซอกซอย) ดังนั้นมีเงินสดติดตัวไว้เล็กน้อยก็เซฟกว่า

 

ก่อนจะบินอย่าลืมศึกษาว่าจะแลกเงินที่ไหนได้เรทดี และถ้าได้แบงก์ย่อยเก็บไว้บ้างก็ใช้จ่ายคล่อง แนะนำให้แลกไปก่อน หลีกเลี่ยงการแลกเงินที่สนามบินเพราะเรทมักจะไม่ดี ส่วนการไปกดเงินสดที่ตู้ ATM ในต่างประเทศก็อาจจะเสียค่าธรรมเนียมได้

 

เทคนิคการพกเงินสด

 

  • ไม่ต้องพกเยอะ: แลกไปแค่พอใช้จ่ายจิปาถะ ค่ารถบัส แท็กซี่ หรือทิปก็พอ
  • ศึกษากฎการให้ทิป: เรื่องนี้สำคัญ บางประเทศในยุโรปหรืออเมริกา การให้ทิปคือมารยาทที่จำเป็น (15-20%) แต่ในบางประเทศอย่างญี่ปุ่น การให้ทิปถือเป็นการเสียมารยาท ศึกษาไปก่อนจะได้ไม่ประดักประเดิดและไม่เสียเงินฟรี
  • กระจายความเสี่ยง: อย่าเก็บเงินสดทั้งหมดไว้ในกระเป๋าสตางค์ใบเดียว แบ่งไปใส่ไว้ในกระเป๋าซ่อนใต้เสื้อ หรือซุกไว้ในกระเป๋าเดินทางที่ล็อกได้ในโรงแรมบ้าง เผื่อเกิดทำหายจะได้มีแหล่งสำรอง บางคนแอดวานซ์ถึงขั้นพก ‘กระเป๋าสตางค์หลอก’ ที่ใส่บัตรหมดอายุกับแบงก์ย่อยนิดหน่อยไว้เผื่อเจอโจรล้วงกระเป๋า ก็ยอมยื่นใบนั้นให้ไปเลยจบๆ

 

3. ประกันการเดินทาง ต้องมีไว้เพื่อความปลอดภัย

 

หลายคนมองว่าประกันการเดินทางคือเรื่องสิ้นเปลือง ‘ไปแค่ไม่กี่วันเอง ไม่เป็นไรหรอก’ ขอเตือนด้วยความหวังดีว่า อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจโชคชะตา ถึงคราวเคราะห์ขึ้นมา ค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศโหดร้ายกว่าที่คิดมาก

 

เป็นไข้หวัดใหญ่เข้าโรงพยาบาลที่ยุโรปอาจจะบิลมาหลักหมื่น หรือถ้าซวยเกิดอุบัติเหตุ อาจจะทะลุหลักแสนถึงหลักล้านได้เลย นอกจากเรื่องเจ็บป่วยแล้ว ประกันการเดินทางยังครอบคลุมไปถึงความช็อตฟีลอื่นๆ

 

  • ไฟลต์บินดีเลย์ หรือถูกยกเลิก
  • กระเป๋าเดินทางหาย หรือมาช้า
  • ทรัพย์สินส่วนตัวโดนขโมย

 

ยอมจ่ายหลักร้อยหลักพันแลกกับความคุ้มครองหลักล้าน ซื้อความสบายใจให้ตัวเองดีกว่า จะได้เที่ยวแบบปล่อยจอยไม่ต้องระแวง

 

ข้อแนะนำในการเลือกซื้อ

 

1. เช็กว่าจะเดินทางไปประเทศไหน?

 

เพราะค่ารักษาพยาบาลแต่ละประเทศไม่เท่ากัน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรป (วีซ่าเชงเกน) ที่บังคับให้ต้องมีวงเงินคุ้มครองขั้นต่ำ 1.5 ล้านบาท (30,000 ยูโร) จึงต้องเลือกแผนให้ตรงกับเงื่อนไขของประเทศนั้นๆ

 

2. รายเที่ยว (Short Term) หรือ รายปี (Annual Term)

 

เลือกซื้อประกันตามความถี่ในการเดินทางของเรา

 

  • รายเที่ยว: เหมาะกับคนนานๆ เดินทางที คุ้มครองเฉพาะทริปนั้นๆ ตามวันที่ระบุ
  • รายปี: เหมาะกับคนเดินทางบ่อย (3-4 ครั้ง/ปีขึ้นไป) จ่ายครั้งเดียวคุ้มครองทุกทริปตลอดปี (จำกัดวันต่อทริปตามเงื่อนไข) ซึ่งจะคุ้มค่าเบี้ยและสะดวกกว่า

 

3. เวลาที่ซื้อ

 

ควรซื้อล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 วันก่อนเดินทาง เพื่อให้ความคุ้มครองเริ่มตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากบ้านไปสนามบิน

 

4. บัตรเครดิตสำรอง & Virtual Card

 

กฎเหล็กของการเงินเวลาไปเมืองนอกคือ ‘อย่าพึ่งพาบัตรแค่ใบเดียว’ ลองจินตนาการว่าเรากำลังจะจ่ายค่าโรงแรม แล้วตู้ดันกินบัตร Travel Card ของเราไปดื้อๆ ถ้าไม่มีบัตรสำรองคือจบกะทันหันเลยนะ

 

พกบัตรเครดิตสำรองไว้เสมอ

 

  • ควรมีบัตรเครดิตสำรอง (แนะนำให้มีทั้งเครือข่าย Visa และ Mastercard เผื่อร้านไหนไม่รับอย่างใดอย่างหนึ่ง) เอาไว้ใช้รูดมัดจำค่าเช่ารถหรือมัดจำโรงแรม เพราะการใช้บัตรเดบิตมัดจำ เงินจะถูกตัดออกไปจริงๆ และได้คืนช้ามาก

 

ใช้ประโยชน์จาก Virtual Card

 

  • เพื่อความปลอดภัยขั้นสุด แนะนำให้ผูกบัตรเครดิตหรือบัตร Travel Card เข้ากับ Digital Wallet ในสมาร์ตโฟนของเรา (Google Wallet, Apple Pay, Samsung Pay) การแตะจ่ายผ่านมือถือช่วยลดความเสี่ยงจากการโดนเครื่อง Skimmer ก๊อปปี้ข้อมูลบัตรได้เยอะมาก

 

อย่าลืมสิทธิประโยชน์อื่นๆ

 

  • ก่อนบินให้เช็กว่าบัตรเครดิตที่เรามี ให้สิทธิ์เข้า Airport Lounge ฟรี หรือมีประกันการเดินทางแถมมาให้เมื่อใช้รูดซื้อตั๋วเครื่องบินหรือไม่ (ใช้สิทธิ์ให้คุ้ม ของฟรีมีในโลก!)

 

อย่างไรก็ตามบัตรเครดิตทั่วไปควรใช้แค่สำรอง เพราะมักมีค่าใช้จ่ายแฝงทั้ง FX Fee 2.5% และค่าธรรมเนียมอื่นๆ

 

5. แอปจัดการเงินและ Tracking

 

ข้อสุดท้ายคือไอเทมดิจิทัลที่จะช่วยให้เราไม่กลับมาพร้อมกับหนี้บัตรเครดิตก้อนโต

 

  • แอปคำนวณอัตราแลกเปลี่ยน โหลดติดเครื่องไว้เลย เวลาเจอของเซลจะได้กดเครื่องคิดเลขได้ทันทีว่ามันถูกกว่าไทยจริงๆ หรือแค่ภาพลวงตา จะได้ไม่เผลอช็อปของมาแบบหน้ามืด
  • แอปบันทึกรายรับ-รายจ่าย ไปเที่ยวทั้งทีก็ควรจะมีลิมิตงบต่อวัน การจดบันทึกค่าใช้จ่ายลงในแอปจะช่วยให้เรารู้ตัวว่า ‘วันนี้เรากินหรูไปแล้ว พรุ่งนี้ต้องเบรกลงมากินสตรีตฟู้ดบ้าง’
  • แจ้งเตือนธนาคาร ก่อนบินอย่าลืมโทรแจ้งหรือตั้งค่าในแอปธนาคารว่าเราจะเดินทางไปประเทศไหน ช่วงวันไหนบ้าง เพราะถ้าระบบ AI ของธนาคารตรวจพบการรูดปรื๊ดในต่างประเทศแบบผิดปกติ บัตรเราอาจจะโดนอายัดเพื่อความปลอดภัยกลางอากาศได้ โทรแจ้งไว้ก่อนชัวร์สุด

 

การออกเดินทางคือการลงทุนซื้อประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการไถหน้าจอ และทริปที่สมบูรณ์แบบที่สุด คือทริปที่ไม่ทิ้งรอยแผลเป็นทางการเงินไว้เมื่อเรากลับถึงบ้าน

 

แค่เตรียม 5 ไอเทมนี้ให้พร้อม ก็เหมือนการตั้งการ์ดป้องกันให้กระเป๋าสตางค์และปลดล็อกความกังวลในใจ ให้เรากล้าออกไปใช้ชีวิตให้สุด ปล่อยจอยกับทุกโมเมนต์ตรงหน้า ซื้อความสุขได้อย่างเต็มที่แบบไม่ต้องมานั่งรู้สึกผิดหรือเสียดายเงินทีหลัง

 

เพราะโลกนี้กว้างเกินกว่าจะเอาเวลาไปนั่งเครียดเรื่องเงินหน้าตู้เอทีเอ็ม แค่เซตระบบให้เป๊ะ เก็บกระเป๋าให้พร้อม แล้วออกไปลุยให้สุดขอบโลกกันเลย

 

ภาพ: Anton Vierietin / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post 5 ไอเทมการเงิน ‘ต้องมี’ ก่อนบินไปเมืองนอก ถังแตกคืออะไร ไม่รู้จัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Burger King ทดสอบหูฟัง AI ติดตามพนักงานในอเมริกา แถมใช้วิเคราะห์เสียงที่ช่องไดร์ฟทรูเพื่อประเมินคะแนนความเป็นมิตร https://thestandard.co/burger-king-ai-employee-tracking/ Sat, 28 Feb 2026 02:22:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1182588 ภาพหน้าร้าน Burger King พร้อมข้อความระบุถึงการทดสอบหูฟัง AI ติดตามพนักงานและวิเคราะห์เสียงเพื่อประเมินความเป็นมิตร

Burger King กำลังทดสอบระบบหูฟังสำหรับพนักงานที่ขับเคลื่ […]

The post Burger King ทดสอบหูฟัง AI ติดตามพนักงานในอเมริกา แถมใช้วิเคราะห์เสียงที่ช่องไดร์ฟทรูเพื่อประเมินคะแนนความเป็นมิตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหน้าร้าน Burger King พร้อมข้อความระบุถึงการทดสอบหูฟัง AI ติดตามพนักงานและวิเคราะห์เสียงเพื่อประเมินความเป็นมิตร

Burger King กำลังทดสอบระบบหูฟังสำหรับพนักงานที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อใช้ตรวจสอบการโต้ตอบระหว่างพนักงานกับลูกค้าและดูแลการดำเนินงานของร้าน

 

ระบบ AI ที่มีชื่อว่า BK Assistant นี้มาพร้อมกับแชตบอตเสียงที่ชื่อว่า Patty ซึ่งพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีจาก OpenAI โดยแชตบอตตัวนี้จะฝังอยู่ในหูฟังที่พนักงานสวมใส่ในระหว่างการปฏิบัติงานประจำวัน

 

ปัจจุบันเครือร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังกำลังนำร่องทดสอบระบบนี้ในร้านอาหาร 500 แห่งในสหรัฐอเมริกา และคาดว่าจะขยายแพลตฟอร์มทั้งในรูปแบบเว็บและแอปพลิเคชันให้ครอบคลุมสาขาทั้งหมดในประเทศได้ภายในสิ้นปี 2026

 

ฟังก์ชันหลักของแพลตฟอร์มนี้คือการเป็นผู้ช่วยจัดการระบบปฏิบัติการ หากตู้กดน้ำมีเครื่องดื่มไดเอทโค้กใกล้หมด หรือหากลูกค้าสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อแจ้งว่าห้องน้ำสกปรก แชตบอต Patty ก็จะส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้จัดการร้านทันที

 

นอกจากนี้พนักงานยังสามารถสอบถาม Patty เกี่ยวกับสูตรการทำอาหารแต่ละเมนู หรือสั่งให้ระบบถอดเมนูบางรายการออกจากหน้าจอดิจิทัลได้ทันทีหากพบว่าวัตถุดิบในครัวหมดลง

 

อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์ที่เริ่มสร้างกระแสตีกลับคือความสามารถในการประเมิน ‘คะแนนความเป็นมิตร’ ของพนักงาน ผ่านการติดตามและวิเคราะห์เสียงการสนทนาที่ช่องไดร์ฟทรู

 

ระบบจะเริ่มฟังตั้งแต่ตอนที่ลูกค้าขับรถเข้ามาสั่งอาหารไปจนถึงตอนที่ขับรถออกไป โดยจะคอยจับคำสำคัญที่แสดงถึงความสุภาพ เช่น คำว่า ยินดีต้อนรับ, ได้โปรด และ ขอบคุณ เพื่อนำไปประเมินผลการให้บริการ ทั้งนี้ Burger King ระบุกับ NBC News ว่าระบบจะไม่ฟังบทสนทนาทั้งหมดของพนักงาน

 

วิดีโอโปรโมตตัวหนึ่งแสดงให้เห็นฉากที่แชตบอตพูดผ่านหูฟังของพนักงานว่า “คะแนนความเป็นมิตรของทีมเมื่อเช้านี้ถือว่าสูงที่สุดในรอบสัปดาห์” ซึ่งจุดประกายให้เกิดการถกเถียงเรื่องการเฝ้าติดตามพนักงาน

 

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายคนออกมาวิจารณ์ว่าเทคโนโลยีนี้ดูน่ากลัวแบบดิสโทเปีย (สังคมที่ถูกควบคุมด้วยเทคโนโลยี) ขณะที่บางส่วนตั้งคำถามถึงความแม่นยำของหูฟังแชตบอต เนื่องจากระบบ AI มีแนวโน้มเกิดข้อผิดพลาดได้

 

แม้ว่าการบันทึกเสียงเพื่อตรวจสอบคุณภาพบริการในสายคอลเซ็นเตอร์จะเป็นเรื่องปกติที่พนักงานรับรู้มานานหลายปี แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ Burger King ก็ยังคงสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่ายอยู่ดี

 

ทางด้านบริษัทแม่อย่าง Restaurant Brands International ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า เครื่องมือนี้ออกแบบมาเพื่อปรับปรุงการทำงานในร้านให้ราบรื่นขึ้น บริษัทระบุว่าเป้าหมายหลักคือการช่วยให้ผู้จัดการและพนักงานสามารถมุ่งเน้นไปที่การบริการลูกค้าและการเป็นผู้นำทีมได้มากขึ้น โดยไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อบันทึกบทสนทนาหรือประเมินพนักงานเป็นรายบุคคล

 

บริษัทเน้นย้ำว่าระบบไม่ได้มีไว้เพื่อให้คะแนนรายบุคคลหรือบังคับให้พนักงานพูดตามบท แต่การจับคำสำคัญเป็นเพียงสัญญาณหนึ่งที่ช่วยให้ผู้จัดการเข้าใจรูปแบบการบริการ เพื่อนำไปชื่นชมทีมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

“เราเชื่อว่าความเป็นมิตรในการให้บริการเป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์โดยพื้นฐาน บทบาทของเทคโนโลยีนี้คือการสนับสนุนทีมงานของเรา เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้เวลาอยู่กับลูกค้าได้อย่างเต็มที่” ตัวแทนของ Burger King กล่าว

 

ทิโบต์ รูซ์ (Thibault Roux) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัลของ Burger King ให้สัมภาษณ์ว่า การเลือกคำสำคัญบางคำเป็นเพียงกลไกหนึ่งที่ใช้เพื่อหาคำจำกัดความของความเป็นมิตรในการให้บริการ

 

“นี่คือ ‘เครื่องมือโค้ชชิ่ง’ ที่ช่วยให้พนักงานมีอัธยาศัยที่ดีขึ้น และเรายังจะช่วยจัดการกับปัญหาด้านการดำเนินงานบางอย่างที่อาจมีความซับซ้อนด้วย” รูซ์กล่าวเสริม

 

Burger King ไม่ใช่ฟาสต์ฟู้ดรายเดียวที่หันมาพึ่งพา AI ด้าน Yum Brands บริษัทแม่ของแบรนด์ดังอย่าง KFC, Taco Bell และ Pizza Hut ก็ประกาศร่วมมือกับค่ายชิปยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI สำหรับร้านอาหารเช่นกัน

 

ขณะที่ McDonald’s เพิ่งยุติความเป็นพันธมิตรกับ IBM ในการทดสอบระบบรับออเดอร์อัตโนมัติที่ช่องไดร์ฟทรูไปเมื่อปี 2024 และปัจจุบันกำลังหันไปร่วมมือพัฒนาระบบ AI กับทางค่าย Google แทน

 

ภาพ : Hrach Hovhannisyan / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Burger King ทดสอบหูฟัง AI ติดตามพนักงานในอเมริกา แถมใช้วิเคราะห์เสียงที่ช่องไดร์ฟทรูเพื่อประเมินคะแนนความเป็นมิตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
BAY ลดดอกเบี้ยเงินกู้ยกแผง 0.1% มีผล 4 มี.ค. ส่วน SCB ลดสูงสุด 0.15% มีผล 2 มี.ค. https://thestandard.co/bay-scb-cut-loan-rates/ Fri, 27 Feb 2026 12:31:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1182537 โลโก้ธนาคารกรุงศรีและธนาคารไทยพาณิชย์ พร้อมข้อความประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้

ธนาคารกรุงศรี (BAY) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ […]

The post BAY ลดดอกเบี้ยเงินกู้ยกแผง 0.1% มีผล 4 มี.ค. ส่วน SCB ลดสูงสุด 0.15% มีผล 2 มี.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ธนาคารกรุงศรีและธนาคารไทยพาณิชย์ พร้อมข้อความประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้

ธนาคารกรุงศรี (BAY) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งแผง ทั้ง MLR, MOR และ MRR ลง 0.1% ต่อปี มีผล 4 มี.ค. 2569 ขณะที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสูงสุด 0.15% มีผล 2 มี.ค. 2569

 

กรุงศรี ลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกรายการ 0.1% มีผล 4 มี.ค. 2569

 

เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เผยว่า กรุงศรี ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระทางการเงินให้กับลูกค้า และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

 

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 ดังนี้

 

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate หรือ MLR) ปรับลดลง 0.1% จาก 6.650% เป็น 6.550%
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate หรือ MOR) ปรับลดลง 0.1% จาก 6.475% เป็น 6.375%
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate หรือ MRR) ปรับลดลง 0.1% จาก 6.770% เป็น 6.670%

 

SCB ลดดอกเบี้ยเงินกู้ สูงสุด 0.15% มีผล 2 มี.ค. 2569

 

กฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ ขานรับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับครัวเรือนและธุรกิจเพิ่มเติม

 

มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ดังนี้

 

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR: Minimum Loan Rate) ลดลง 0.05% เหลือ 6.350% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR: Minimum Overdraft Rate) ลดลง 0.15% เหลือ 6.275% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR: Minimum Retail Rate) ปรับลดลง 0.10% เหลือ 6.575% ต่อปี

 

โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาภาระทางการเงิน ควบคู่ไปกับความช่วยเหลืออื่นๆ ที่ธนาคารได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

The post BAY ลดดอกเบี้ยเงินกู้ยกแผง 0.1% มีผล 4 มี.ค. ส่วน SCB ลดสูงสุด 0.15% มีผล 2 มี.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
วินัยทางการเงินต้องมาก่อน! Netflix ยอมถอย เปิดทาง Paramount ฮุบกิจการ Warner Bros. Discovery เลือกรับเงินค่าเลิกสัญญา 8.7 หมื่นล้านบาทแทน https://thestandard.co/netflix-wbd-paramount-deal/ Fri, 27 Feb 2026 11:07:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1182499 ภาพโลโก้ Netflix, Warner Bros. และ Paramount ประกอบข่าว Netflix ถอนตัวจากดีล Warner Bros. Discovery รับเงิน 8.7 หมื่นล้าน เปิดทาง Paramount เข้าซื้อ

Netflix ตัดสินใจถอนตัวจากข้อตกลงเข้าซื้อกิจการสตูดิโอแล […]

The post วินัยทางการเงินต้องมาก่อน! Netflix ยอมถอย เปิดทาง Paramount ฮุบกิจการ Warner Bros. Discovery เลือกรับเงินค่าเลิกสัญญา 8.7 หมื่นล้านบาทแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ Netflix, Warner Bros. และ Paramount ประกอบข่าว Netflix ถอนตัวจากดีล Warner Bros. Discovery รับเงิน 8.7 หมื่นล้าน เปิดทาง Paramount เข้าซื้อ

Netflix ตัดสินใจถอนตัวจากข้อตกลงเข้าซื้อกิจการสตูดิโอและธุรกิจสตรีมมิงของ Warner Bros. Discovery (WBD) แล้ว หลังจากที่คณะกรรมการบริหารของ WBD ตัดสินใจเมื่อวันพฤหัสบดี (26 พ.ย.) ที่ผ่านมาว่า ข้อเสนอใหม่จากคู่แข่งอย่าง Paramount Skydance นั้นเป็นข้อเสนอที่เหนือกว่า

 

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Paramount ได้ยื่นข้อเสนอขอซื้อกิจการทั้งหมดของ WBD รวมถึงเครือข่ายทีวีแบบเพย์ทีวีอย่าง CNN, TBS และ TNT ด้วยมูลค่า 31 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 963 บาท) ต่อหุ้น โดยจ่ายเป็นเงินสดทั้งหมด ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มราคาขึ้นจากเดิมที่เคยเสนอไว้ที่ 30 ดอลลาร์สหรัฐ

 

ข้อเสนอนี้สามารถเอาชนะข้อตกลงเดิมของ Netflix ที่เสนอซื้อเฉพาะส่วนสตูดิโอและสตรีมมิงในราคา 27.75 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 862 บาท) ต่อหุ้นไปได้ โดยเท็ด ซารานดอส และ เกร็ก ปีเตอร์ส ซีอีโอร่วมของ Netflix ได้ออกมาชี้แจงถึงการตัดสินใจถอนตัวในครั้งนี้

 

“ดีลที่เราได้เจรจาตกลงกันไว้นั้นจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้น ทั้งยังมีแนวทางที่ชัดเจนในการผ่านด่านไฟเขียวจากหน่วยงานกำกับดูแล” ซีอีโอร่วมของ Netflix กล่าว “แต่เรามีวินัยทางการเงินเสมอมา และเมื่อต้องจ่ายในราคาที่สูงระดับนั้นเพื่อให้เทียบเท่าข้อเสนอล่าสุด ดีลนี้ก็ไม่คุ้มค่าอีกต่อไป”

 

ซีอีโอร่วมของ Netflix ยังระบุว่าดีลนี้ “เป็นสิ่งที่ดีถ้าได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่ใช่สิ่งที่ต้องได้ไม่ว่าจะแพงแค่ไหน”

 

การตัดสินใจยุติการเสนอราคาของ Netflix ส่งผลให้ทางบริษัทจะได้รับเงินค่าเลิกสัญญาจำนวน 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.7 หมื่นล้านบาท) จาก WBD ซึ่งทาง Paramount ยืนยันว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้เองทั้งหมด

 

นอกจากนี้ Paramount ยังเสนอที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมอีก 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.18 แสนล้านบาท) หากการควบรวมกิจการในครั้งนี้ไม่ผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งถือเป็นข้อเสนอที่สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจของ เดวิด เอลลิสัน ซีอีโอของ Paramount Skydance

 

การต่อสู้เพื่อแย่งชิงกิจการในครั้งนี้กินเวลายาวนานหลายเดือน โดยเอลลิสันซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบิดาของเขาอย่าง แลร์รี เอลลิสัน มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้ง Oracle ได้เดินหน้ายื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการเพื่อเข้าซื้อกิจการของ WBD มาแล้วถึง 10 ครั้งด้วยกัน

 

หลังจากการประกาศข่าวนี้ ราคาหุ้นของ Netflix ก็พุ่งขึ้นมากกว่า 10% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนบางส่วนรู้สึกโล่งใจ ขณะที่หุ้นของ Paramount ปรับตัวขึ้น 5% ส่วนหุ้นของ WBD กลับร่วงลง 1.8%

 

เดวิด ซาสลาฟ ซีอีโอของ WBD ได้กล่าวขอบคุณ Netflix สำหรับความเป็นหุ้นส่วนที่ดี พร้อมแสดงความตื่นเต้นต่ออนาคต “ทันทีที่คณะกรรมการลงมติรับรองข้อตกลงควบรวมกิจการกับ Paramount มันจะสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับผู้ถือหุ้นของเรา และเราแทบรอไม่ไหวที่จะเริ่มบอกเล่าเรื่องราวที่ขับเคลื่อนโลกใบนี้”

 

การควบรวมกิจการในครั้งนี้จะสร้างคู่แข่งรายใหญ่ที่พร้อมท้าชนผู้นำในฮอลลีวูดอย่าง Netflix และ Disney โดย Paramount ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของ Paramount+, CBS, MTV และ Comedy Central อยู่แล้ว จะได้ครอบครองทั้งสตูดิโอ Warner Bros., HBO Max, เครือข่ายเคเบิลอย่าง CNN และบริการสตรีมมิง Discovery+ เพิ่มเติม

 

แม้จะมีขนาดใหญ่โตขึ้น แต่บริษัทยังคงต้องเผชิญกับภารกิจสุดท้าทายในการผลักดันสื่อดั้งเดิมเข้าสู่ยุคสตรีมมิง เนื่องจากปัจจุบัน Netflix มีฐานผู้ใช้งานทะลุ 325 ล้านคน ขณะที่ HBO Max มี 131.6 ล้านคน และ Paramount+ มี 78.9 ล้านคน

 

ส่วนในแง่สัดส่วนการรับชมทีวีตามข้อมูลของ Nielsen ในเดือนมกราคม Netflix ครอง 8.8% ตามด้วย Disney 4.9% ขณะที่ Paramount อยู่ที่ 2.3% และ WBD เพียง 1.4%

 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ CNN อาจต้องเข้ามาอยู่ภายใต้บริษัทแม่เดียวกันกับคู่แข่งอย่าง CBS News ซึ่งเอลลิสันเพิ่งจะเริ่มดำเนินการปรับโครงสร้างใหม่ ด้วยการแต่งตั้ง บาริ ไวส์ (Bari Weiss) บรรณาธิการบริหารคนใหม่ที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเข้ามาบริหารจัดการ

 

นอกจากเรื่องธุรกิจแล้ว ยังมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สมาชิกวุฒิสภา อลิซาเบธ วอร์เรน ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการเข้าไปพบปะหารือกับเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวของซารานดอส ในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการประกาศถอนตัวของ Netflix

 

วอร์เรนมองว่ากระบวนการนี้อาจมีเรื่องของการใช้ ‘เส้นสายทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจ’ เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยกล่าวหาว่าประธานาธิบดีทรัมป์อาจเข้ามาบิดเบือนกระบวนการควบรวมกิจการ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับครอบครัวมหาเศรษฐีเอลลิสัน

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็เคยออกมาขู่ให้ Netflix ปลด ซูซาน ไรซ์ อดีตที่ปรึกษาในยุคโอบามา ออกจากคณะกรรมการบริหาร ไม่เช่นนั้นจะต้อง “รับผลที่ตามมา”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.08 บาท ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

 

 

ภาพ: miss.cabul / Shutterstock

อ้างอิง:

The post วินัยทางการเงินต้องมาก่อน! Netflix ยอมถอย เปิดทาง Paramount ฮุบกิจการ Warner Bros. Discovery เลือกรับเงินค่าเลิกสัญญา 8.7 หมื่นล้านบาทแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ธ.ก.ส.-ไอแบงก์-ธอส.’ 3 แบงก์รัฐทยอยลดดอกเบี้ยตามมติกนง. สูงสุด 0.15% https://thestandard.co/government-banks-cut-interest-rate/ Fri, 27 Feb 2026 08:47:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1182426 ภาพประกอบข่าว 3 แบงก์รัฐ ได้แก่ ธ.ก.ส. ไอแบงก์ และ ธอส. ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามมติ กนง. เพื่อช่วยเหลือลูกค้าและกระตุ้นเศรษฐกิจ

‘ธ.ก.ส.-ไอแบงก์-ธอส.’ 3 แบงก์รัฐทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ย […]

The post ‘ธ.ก.ส.-ไอแบงก์-ธอส.’ 3 แบงก์รัฐทยอยลดดอกเบี้ยตามมติกนง. สูงสุด 0.15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว 3 แบงก์รัฐ ได้แก่ ธ.ก.ส. ไอแบงก์ และ ธอส. ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามมติ กนง. เพื่อช่วยเหลือลูกค้าและกระตุ้นเศรษฐกิจ

‘ธ.ก.ส.-ไอแบงก์-ธอส.’ 3 แบงก์รัฐทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ‘ธอส.’ ลดสูงสุด 0.15% มีผล 4 มี.ค. 69 ตามด้วย ‘ไอแบงก์’ ลดอัตรากำไรสูงสุด 0.10% มีผล 4 มี.ค. 69 ส่วน ‘ธ.ก.ส.’ ลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.10% มีผล 1 เม.ย. 69

 

ธอส. ลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.15% มีผล 4 มี.ค. 69

 

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามมติ กนง. เพื่อช่วยลดภาระการผ่อนชำระเงินงวดให้ลูกค้า และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์

 

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ดังนี้

 

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ลดลง 0.15% อยู่ที่ 5.850% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) คงดอกเบี้ยอยู่ที่ 6.150% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลดลง 0.05% อยู่ที่ 6.145% ต่อปี

 

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์โดยส่งผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมได้

 

ไอแบงก์ลดอัตรากำไรสูงสุด 0.10% มีผล 4 มี.ค.

 

วิมลรัตน์ ปิยสถาพรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มงานการเงิน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เผยว่า ธนาคารขานรับมติ กนง. ด้วยการปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อ ควบคู่กับการตรึงอัตราผลตอบแทนเงินฝาก

 

โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ดังนี้

 

  • คงอัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (SPR) เหลือ 7.55% ต่อปี
  • ลดอัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทสินเชื่อแบบมีกำหนดระยะเวลา (SPRL) ลง 0.02% คงเหลือ 7.68% ต่อปี
  • ลดอัตรากำไรสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (SPRR) ลง 0.10% คงเหลือ 7.85% ต่อปี

 

ทั้งนี้ ไอแบงก์พร้อมปรับตัวตามนโยบายรัฐและทิศทางเศรษฐกิจ ชูบทบาทของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ดำเนินงานตามหลักการเงินอิสลาม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและหนุนการเติบโตที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย

 

ธ.ก.ส. ลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.10% มีผล 1 เม.ย. 69

 

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อสอดรับกับมติของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.00% ต่อปี เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินของเกษตรกรและภาคการเกษตรในประเทศ

 

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ดังนี้

 

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ลดลง 0.10% ต่อปี เหลือ 6.025% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยลูกค้านิติบุคคลชั้นดี (MLR) คงดอกเบี้ยที่ 6.025% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลดลง 0.05% ต่อปี คงเหลือ 6.575% ต่อปี

The post ‘ธ.ก.ส.-ไอแบงก์-ธอส.’ 3 แบงก์รัฐทยอยลดดอกเบี้ยตามมติกนง. สูงสุด 0.15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์อาวุธในมือทรัมป์ ‘ไทย’ มีความเสี่ยงโดนภาษีอะไรบ้าง https://thestandard.co/trump-us-tariffs-thailand-risk/ Fri, 27 Feb 2026 07:21:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1182386 ภาพประกอบ โดนัลด์ ทรัมป์ กับแผนที่ประเทศไทยและธงชาติสหรัฐฯ พร้อมสัญลักษณ์แสดงความเสี่ยงด้านภาษีและการค้า

วิจัยกรุงศรีได้ศึกษาและรวบรวมกฎหมายภาษีอื่นๆ ที่สหรัฐฯ […]

The post วิเคราะห์อาวุธในมือทรัมป์ ‘ไทย’ มีความเสี่ยงโดนภาษีอะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ โดนัลด์ ทรัมป์ กับแผนที่ประเทศไทยและธงชาติสหรัฐฯ พร้อมสัญลักษณ์แสดงความเสี่ยงด้านภาษีและการค้า

วิจัยกรุงศรีได้ศึกษาและรวบรวมกฎหมายภาษีอื่นๆ ที่สหรัฐฯ อาจหยิบออกมาใช้ได้ หลังศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ตัดสินว่าการใช้อำนาจตาม International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีนำเข้าในวงกว้างเป็นการใช้อำนาจเกิน ทำให้มาตรการภาษีหลายชุด รวมถึงภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในช่วงปีที่ผ่านมา ‘ไม่ชอบด้วยกฎหมาย’

 

โดยหลังจากผลตัดสินของศาลสูงสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ประกาศใช้ Section 122 ยกระดับภาษีทั่วโลกไปสู่ระดับ 10% ก่อนจะประกาศขึ้นอีกเป็น 15% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่กฎหมาย Section 122 อนุญาต เป็นเวลาไม่เกิน 150 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์

 

นอกจาก Section 122 วิจัยกรุงศรียังมองว่า มีความเป็นไปได้สูงที่สหรัฐฯจะหันไปใช้กฎหมายอื่นที่เพดานอัตราภาษีสูงกว่าและมีผลบังคับใช้นานกว่า เช่น มาตรา 301, 201, 232, และ 338 ซึ่งมีลักษณะเฉพาะเจาะจงรายประเทศหรือรายอุตสาหกรรม สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นต่อภาคการค้า การลงทุน และบทบาทของประเทศต่างๆ ในห่วงโซ่อุปทานโลก

 

ส่องกฎหมายภาษีที่ไทยมีความเสี่ยง ‘สูง’ ว่าจะถูกเก็บ

 

มาตรา 301 ในกฎหมายการค้าปี 1974 มุ่งตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม หรือแก้ปัญหาความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง โดยขอบเขตของภาษีนี้มีรูปแบบเจาะจงรายประเทศ (Country-specific)

 

มาตรา 201 กฎหมายการค้าปี 1974 ที่มุ่งปกป้องการนำเข้าที่ทะลักเข้ามามากเกินไป (Safeguard) โดยมาตรา 201 นี้จะเจาะจงเก็บเป็นรายสินค้า

 

ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเก็บภาษี มาตรา 301 และ 201 จากข้อหาการค้าที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากในปีที่ผ่านมาไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยติดอยู่ในกลุ่มเฝ้าระวัง (Watchlist) หรือที่เรียกว่าลิสต์ “Dirty 15” และกำลังถูกสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) สืบสวนอยู่

 

ส่องกฎหมายภาษีที่ไทยมีความเสี่ยง ‘ปานกลาง’ ว่าจะถูกเก็บ

 

มาตรา 338 ในกฎหมายภาษีสมูท-ฮอว์ลีย์ปี 1930 เป็นกฎหมายเก่าแก่อายุเกือบ 100 ปี ที่อนุญาตให้สหรัฐฯ เก็บภาษีได้สูงถึง 50% หากพบว่าประเทศคู่ค้ามีค่าธรรมเนียมหรือมีข้อจำกัดทางการค้าที่ไม่เหมาะสม

 

ไทยมีความเสี่ยงในระดับปานกลาง เนื่องจากเงื่อนไขของกฎหมายข้อนี้ใช้เหตุผลที่กว้างและเป็นนามธรรมมาก เช่น มีพฤติกรรมหรือข้อจำกัดที่ไม่เป็นธรรม ทำให้คาดเดาได้ยากว่าสหรัฐฯ จะหยิบยกประเด็นใดมาใช้เป็นเหตุผลในการเก็บภาษีไทย

 

ส่องกฎหมายภาษีที่ไทยมีความเสี่ยง ‘ปานกลาง/น้อย’ ว่าจะถูกเก็บ

 

มาตรา 232 ในกฎหมายขยายการค้าปี 1962 เป็นการเก็บภาษีด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ (National Security) ซึ่งที่ผ่านมาเคยถูกนำมาใช้กับสินค้าบางประเภทแล้ว เช่น อะลูมิเนียม ทองแดง รถยนต์ และเซมิคอนดักเตอร์ โดยมาตรานี้ไม่มีเพดานกำหนดตายตัว

 

ดร.พิมพ์นาราประเมินว่า ไทยมีความเสี่ยงค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับมาตราอื่นๆ เนื่องจากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของสินค้าไทยไม่ได้เชื่อมโยงกับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสหรัฐฯ มากนัก แม้ในอดีตไทยจะเคยโดนเก็บภาษีจากมาตรานี้ในสินค้าบางรายการไปบ้างแล้วก็ตาม

 

ดร.พิมพ์นารา ยังประเมินว่า ในกรณีฐาน (Baseline) ที่เศรษฐกิจไทยจะโต 2% ในปีนี้ มีสมมติฐานว่า ไทยน่าจะโดนบ้างแน่ๆ บางมาตรา อย่างไรก็ตาม วิจัยกรุงศรียังประเมินว่า อัตราภาษีศุลกากรที่แท้จริง (Effective Tariff Rate) ของไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ น่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ อัตราภาษีที่แท้จริงของไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ณ 24 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 18.7%

 


 

วิเคราะห์อาวุธในมือทรัมป์ ‘ไทย’ มีความเสี่ยงโดนภาษีอะไรบ้าง

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post วิเคราะห์อาวุธในมือทรัมป์ ‘ไทย’ มีความเสี่ยงโดนภาษีอะไรบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เซ็นทรัล ทำ’ โชว์โมเดล บ้านเทพพนา ปลูกอะโวคาโดสร้างรายได้ 60 ล้าน พร้อมเดินหน้าพาเกษตรอินทรีย์ไทยบุกตลาดโลก https://thestandard.co/central-tham-avocado-model/ Fri, 27 Feb 2026 06:02:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1182347 สวนอะโวคาโด บ้านเทพพนา พร้อมภาพผู้บริหาร ‘เซ็นทรัล ทำ’ และตัวเลขรายได้ 60 ล้านบาท

ท่ามกลางแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง หรือแม้ต้นทุนที่ […]

The post ‘เซ็นทรัล ทำ’ โชว์โมเดล บ้านเทพพนา ปลูกอะโวคาโดสร้างรายได้ 60 ล้าน พร้อมเดินหน้าพาเกษตรอินทรีย์ไทยบุกตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวนอะโวคาโด บ้านเทพพนา พร้อมภาพผู้บริหาร ‘เซ็นทรัล ทำ’ และตัวเลขรายได้ 60 ล้านบาท

ท่ามกลางแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง หรือแม้ต้นทุนที่ผันผวน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก บทบาทของภาคธุรกิจเอกชนไทยจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการสร้างรายได้และผลกำไรอีกต่อไป หากต้องขยายกรอบความรับผิดชอบไปสู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้าง ทั้งชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถอยู่รอดและเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

 

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการดำเนินงานของ ‘เซ็นทรัล ทำ’ ภายใต้ กลุ่มเซ็นทรัล ที่เดินหน้าพัฒนาชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มรวบรวมสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการท้องถิ่น วิสาหกิจชุมชน และเอสเอ็มอีทั่วประเทศ เพื่อนำมาจำหน่ายผ่านเครือข่ายค้าปลีกทั้งออฟไลน์และออนไลน์ของกลุ่มฯ โดยมีเป้าหมายสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับมาตรฐานสินค้า และเปิดตลาดให้ผู้ผลิตรายย่อยเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง

 

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า ปัจจุบันการเติบโตของธุรกิจต้องเดินควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ที่ผ่านมานโยบายของ ‘เซ็นทรัล ทำ’ ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่คือการสร้าง คุณค่าร่วม (Shared Value) ผ่านการยกระดับศักยภาพชุมชนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยมองการพัฒนาแบบองค์รวม เชื่อมโยงทุกมิติให้ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน

 

ส่วนในปี 2569 โครงการก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 พร้อมยกระดับการพัฒนาเชิงระบบในระดับพื้นที่ ผ่านโมเดล ‘Holistic Shared Value Ecosystem’ โดยปักหมุดจังหวัด ชัยภูมิ เป็นพื้นที่ต้นแบบเศรษฐกิจชุมชนคาร์บอนต่ำครบวงจร

 

ที่สำคัญการพัฒนาชุมชนในวันนี้จึงไม่ใช่โครงการเฉพาะกิจ แต่เป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่ใหม่ ที่ผสานรายได้ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตไว้ในกรอบเดียวกัน ซึ่งโมเดล Holistic Shared Value Ecosystem จะทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมการเติบโตของธุรกิจเข้ากับความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน และยังสามารถขยายผลได้ทั้งระดับจังหวัด ภูมิภาค และประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของชุมชนไทยในระยะยาว

 

ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นชัดจากผลการดำเนินงานปี 2568 จะเห็นภาพการเติบโตที่เชื่อมโยงหลายมิติอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มตั้งแต่ ด้าน Inclusion มีการสนับสนุนโรงเรียน 203 แห่ง พัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง สร้างงานและส่งเสริมอาชีพให้คนพิการกว่า 1,395 คน และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนกว่า 150,000 ราย ช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษา

 

รวมถึงด้าน Community & Social Contribution สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนกว่า 2,240 ล้านบาท เสริมสภาพคล่องและความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานรากในหลายจังหวัด ตามด้วย ด้าน Circular Economy & Waste Management และ Food Waste Reduction ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารกว่า 27,300 ตัน ลดขยะฝังกลบ 93,490 ตัน และฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวกว่า 15,000 ไร่ สร้างมูลค่าทางสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการลดต้นทุนทรัพยากร

 

และด้าน Climate Action ติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 1,487 แห่ง แผงโซลาร์เซลล์ 233 แห่ง ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวม 252,716 เมกะวัตต์ชั่วโมง สะท้อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดในระดับเครือข่ายธุรกิจ

 

สำหรับแผนงานปี 2569 โครงการจะยกระดับการพัฒนาเชิงระบบ 8 มิติ ครอบคลุมตั้งแต่การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มมูลค่าสินค้า การสร้างแบรนด์ชุมชน การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ไปจนถึงการบริหารจัดการขยะสู่เป้าหมาย Zero Waste โดยมุ่งสร้างระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

 

พื้นที่นำร่องคือ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อำเภอเทพสถิต จังหวัด ชัยภูมิ หนึ่งใน 7 กลุ่มผู้ปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์แม็กซิโกในไทยที่ได้รับการยอมรับ

 

ด้านคุณภาพผลผลิต ชุมชนได้ปรับกระบวนการผลิตสู่เกษตรอินทรีย์ ติดตั้งโซลาร์เซลล์ จัดทำธนาคารน้ำใต้ดิน และใช้ไบโอชาร์ฟื้นฟูดิน เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและการเผาชีวมวล แก้ปัญหา PM2.5 เชิงโครงสร้าง พร้อมต่อยอดห่วงโซ่คุณค่าแบบไม่เผา เปลี่ยนเศษวัสดุเกษตรเป็นปุ๋ยและคาร์บอนเครดิตในอนาคต

 

ปัจจุบันสวนเทพพนาได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand จาก กรมวิชาการเกษตร สะท้อนความโปร่งใสและมาตรฐานการผลิตที่ตอบโจทย์ตลาดพรีเมียม โดยในปี 2568 วิสาหกิจชุมชนฯ สร้างรายได้กว่า 60 ล้านบาท และขยายเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโด 1,500 ราย แสดงศักยภาพการยกระดับสินค้าเกษตรสู่ตลาดมูลค่าสูง

 

นอกจากนี้ โครงการยังพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเกษตรอินทรีย์และศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร รองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ยวกว่า 330,000 คนในปี 2568 พร้อมผลักดันพื้นที่เข้าสู่การขึ้นทะเบียนเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด (Dark Sky Park) ในปี 2569 โดยความร่วมมือกับ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เพื่อเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิทยาศาสตร์

 

ขณะเดียวกัน ยังขยายผลสู่ภาคการศึกษา ด้วยการพัฒนาโรงเรียนบ้านไร่ให้เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้น พัฒนานักเรียน 1,326 คน ครู 113 คน และเชื่อมโยงเครือข่ายอีก 10 โรงเรียน สร้างการบูรณาการระหว่างการศึกษาและเศรษฐกิจจริงของพื้นที่อย่างเป็นระบบ

 

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า โมเดลการพัฒนาเชิงระบบไม่ได้เพียงสร้างรายได้ให้ชุมชน หากยังวางรากฐานเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรง ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างยั่งยืน

 

ภาพปก: Torjrtrx/Shutterstock

The post ‘เซ็นทรัล ทำ’ โชว์โมเดล บ้านเทพพนา ปลูกอะโวคาโดสร้างรายได้ 60 ล้าน พร้อมเดินหน้าพาเกษตรอินทรีย์ไทยบุกตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมรภูมิกาแฟจีนระอุ เมื่อ Luckin Coffee ท้าชน Starbucks ในตลาดพรีเมียม ผ่านแฟลกชิปสโตร์สาขาที่ 3 หมื่น เน้นจุดขายเรื่องแหล่งกำเนิดเมล็ดกาแฟ https://thestandard.co/luckin-starbucks-china-coffee-battle/ Fri, 27 Feb 2026 05:20:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1182328 ป้ายหน้าร้าน Luckin Coffee สาขาแฟลกชิปที่ 30,000 ในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน

Luckin Coffee เชนร้านกาแฟรายใหญ่ที่สุดของจีนเมื่อนับจาก […]

The post สมรภูมิกาแฟจีนระอุ เมื่อ Luckin Coffee ท้าชน Starbucks ในตลาดพรีเมียม ผ่านแฟลกชิปสโตร์สาขาที่ 3 หมื่น เน้นจุดขายเรื่องแหล่งกำเนิดเมล็ดกาแฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป้ายหน้าร้าน Luckin Coffee สาขาแฟลกชิปที่ 30,000 ในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน

Luckin Coffee เชนร้านกาแฟรายใหญ่ที่สุดของจีนเมื่อนับจากจำนวนสาขา กำลังพุ่งเป้าท้าชนกับร้านกาแฟระดับไฮเอนด์ของ Starbucks ด้วยการเปิดตัวร้านแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ในเมืองเซินเจิ้นที่เน้นขายเครื่องดื่มระดับพรีเมียมโดยเฉพาะ

 

การเปิดร้านสาขานี้ถือเป็นการฉีกกรอบกลยุทธ์เดิมของ Luckin Coffee ที่เคยมุ่งเน้นแต่การเปิดร้านกาแฟขนาดเล็กราคาประหยัด ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เคยช่วยให้บริษัทสามารถทำยอดจำนวนสาขาแซงหน้า Starbucks ในจีนมาแล้ว

 

ในขณะที่บริษัทคู่แข่งจากสหรัฐฯ กำลังเจรจาขายสัดส่วน 60% ของธุรกิจในจีนให้กับบริษัทลงทุนท้องถิ่นอย่าง Boyu Capital โดยยังคงถือหุ้น 40% การขยับตัวครั้งนี้ของ Luckin Coffee จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพวกเขากลับมาได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม หลังจากเคยเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการปลอมแปลงตัวเลขรายได้ในปี 2020 จนถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq แต่บริษัทก็ยังคงเปิดดำเนินการสาขาส่วนใหญ่ต่อไป และไม่ได้เปลี่ยนชื่อหรือโลโก้แต่อย่างใด

 

ร้าน Luckin Coffee Origin Flagship แบบสองชั้นนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 8 ก.พ. ที่ผ่านมาในเมืองเซินเจิ้น ซึ่งตั้งอยู่ติดกับฮ่องกง และยังนับเป็นสาขาที่ 30,000 ของแบรนด์อีกด้วย

 

จากปกติที่เมนูอเมริกาโนหรือลาเต้ของ Luckin จะมีราคาเพียงแค่ 1 ถึง 2 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31 ถึง 62 บาท) แต่สำหรับร้านแฟลกชิปแห่งนี้ได้มีการขยับราคาให้สูงขึ้นสำหรับเมนูกาแฟดริป (Pour-over) และกาแฟสกัดเย็น (Cold brew)

 

ลูกค้าสามารถเลือกเมล็ดกาแฟที่ส่งตรงมาจากบราซิล, เอธิโอเปีย หรือมณฑลยูนนานของจีน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Luckin Coffee กำลังหยิบยกจุดขายเรื่อง ‘แหล่งกำเนิด’ ของวัตถุดิบมาใช้ ซึ่งเป็นธีมที่เป็นที่นิยมในหมู่ Starbucks และแบรนด์กาแฟอื่นๆ

 

หลี่ ฮุย (Li Hui) ประธานของ Luckin Coffee กล่าวในพิธีเปิดว่า “ร้านแห่งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการดื่มกาแฟเท่านั้น มันคือจุดเริ่มต้นของการพาลูกค้าไปสัมผัสรสชาติกาแฟจากทั่วโลก และถือเป็นการยกระดับวิสัยทัศน์ของ Luckin Coffee ไปอีกขั้น”

 

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียของจีนอย่าง Xiaohongshu รายงานว่าร้านแห่งนี้ยังมีเมนูพิเศษอย่าง ‘ทีรามิสุลาเต้’ ที่ท็อปปิ้งด้วยขนมอบด้านบน โดยนับตั้งแต่เปิดทดลองให้บริการ (Soft launch) เมื่อวันที่ 20 มกราคม ลูกค้าต้องรอคิวซื้อเครื่องดื่มนานถึง 1 ถึง 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว

 

ร้านกาแฟขนาด 420 ตารางเมตรแห่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันในตลาดจีนนั้นรุนแรงเพียงใดสำหรับ Starbucks เพราะย้อนกลับไปในปี 2017 ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ รายนี้เคยเลือกเซี่ยงไฮ้เป็นที่ตั้งสำหรับร้าน Reserve Roastery หรือ ‘เมกะสโตร์’ แห่งที่สองของโลก

 

แต่เมื่อวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเริ่มเติบโตในประเทศที่ผู้คนนิยมดื่มชาเป็นหลักอย่างจีน Starbucks ก็ต้องเผชิญกับคู่แข่งมากมาย ตั้งแต่คาเฟ่บูติกไปจนถึงเชนร้านกาแฟอย่าง Cotti Coffee และ Manner ซึ่งมักจะขายเครื่องดื่มในราคาถูกกว่า Starbucks ถึงครึ่งหนึ่ง

 

ความสำเร็จของ Luckin Coffee สะท้อนผ่านรายได้ 1.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.82 หมื่นล้านบาท) ในช่วงสามเดือนซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2025 โดยพุ่งสูงขึ้นเกือบ 48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่ Starbucks มีสาขาในจีนเพียง 8,000 กว่าแห่ง และรายงานรายได้ในจีนที่ 831.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.59 หมื่นล้านบาท) ในช่วงเดียวกัน

 

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา จินอี้ กัว (Jinyi Guo) ซีอีโอของ Luckin Coffee ได้ส่งสัญญาณว่าบริษัทมีแผนจะกลับไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ อีกครั้ง แม้จะยังไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่ชัดเจนก็ตาม

 

จุดแข็งที่ทำให้ Luckin Coffee โดดเด่นกว่าใครคือความสามารถในการสร้างฐานลูกค้าอันแข็งแกร่งผ่านแอปพลิเคชันสั่งอาหารบนสมาร์ทโฟน โดยลูกค้าจะเลือกเมนูและจ่ายเงินผ่านแอปฯ โดยตรงแทนที่จะต้องไปยืนสั่งกับพนักงานที่หน้าเคาน์เตอร์

 

ฐานลูกค้าหลักของ Luckin Coffee คือคนรุ่นใหม่อายุ 20-35 ปี ทั้งพนักงานออฟฟิศในเมืองใหญ่ นักศึกษา และผู้ดื่มกาแฟหน้าใหม่ในเมืองรอง นอกจากนี้ Luckin Coffee ยังดึงดูดลูกค้าผ่านการคอลแลบที่สร้างกระแสอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกับแบรนด์เหล้าพรีเมียมอย่าง Moutai, ตัวการ์ตูน Minions หรือเกม Black Myth: Wukong ที่เปิดตัวเพียงไม่กี่วันก่อนจะกลายเป็นปรากฏการณ์

 

การมีสาขาจำนวนมากยังช่วยให้ Luckin สั่งซื้อวัตถุดิบได้ทีละมากๆ ซึ่ง แซนดี้ ลิม (Sandy Lim) ผู้อำนวยการของ S&P Global Ratings มองว่าสิ่งนี้ช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองและบริหารต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น

 

บริษัทคอนซัลแทนท์อย่าง Euromonitor International ระบุว่าในปี 2025 ขนาดของตลาดกาแฟในจีนมีมูลค่าสูงเกือบ 1.5 แสนล้านหยวน (ราว 2.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 6.72 แสนล้านบาท) ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของบรรดาผู้เล่นในอุตสาหกรรม

 

นอกจากตลาดจีนแล้ว Luckin Coffee ยังเร่งเครื่องขยายสาขาไปทั่วโลก โดยปัจจุบันมีสาขาในสิงคโปร์ถึง 68 แห่งหลังจากเข้าไปบุกตลาดเมื่อเกือบ 3 ปีก่อน มีสาขาร่วมทุนในมาเลเซียอีก 45 แห่ง และเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา บริษัทยังได้เปิดตัวสาขาแรกในนิวยอร์กซิตี ก่อนจะขยายเพิ่มเป็นสาขาที่ 10 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.12 บาท ณ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

 

ภาพ: Andrei Iakhniuk / Shutterstock

อ้างอิง:

The post สมรภูมิกาแฟจีนระอุ เมื่อ Luckin Coffee ท้าชน Starbucks ในตลาดพรีเมียม ผ่านแฟลกชิปสโตร์สาขาที่ 3 หมื่น เน้นจุดขายเรื่องแหล่งกำเนิดเมล็ดกาแฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ttb-KBANK รับมติกนง. ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.1% มีผล 2 มี.ค.นี้ https://thestandard.co/ttb-kbank-cut-interest-rate-march/ Fri, 27 Feb 2026 05:15:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1182324 โลโก้ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) และธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้

ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) และธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ประก […]

The post ttb-KBANK รับมติกนง. ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.1% มีผล 2 มี.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) และธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้

ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) และธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งแผง ทั้ง MLR, MOR และ MRR ลง 0.1% ต่อปี โดยมีผล 2 มี.ค.นี้

 

ทีทีบี ลดดอกเบี้ย 0.1% มีผล 2 มี.ค.

 

ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี กล่าวว่า ทีทีบีพร้อมหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท รับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1% ต่อปี

 

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 ดังนี้

 

  • อัตราดอกเบี้ย MOR ลดลง 0.10% ต่อปี เหลือ 6.60%
  • ส่วนอัตราดอกเบี้ย MLR ลดลง 0.10% ต่อปี เหลือ 6.95%
  • อัตราดอกเบี้ย MRR ลดลง 0.10% ต่อปี เหลือ 7.105%

 

ซึ่งช่วยเหลือครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มเปราะบาง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีความเปราะบาง และการฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะที่เศรษฐกิจต่างประเทศมีความไม่แน่นอนสูง

 

กสิกรไทยลดดอกเบี้ย 0.1% มีผล 2 มี.ค.

 

จงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารพร้อมตอบรับมติ กนง. เพื่อร่วมสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยเหลือลูกค้าให้สามารถดำเนินธุรกิจและบริหารจัดการทางการเงินได้อย่างเหมาะสมในช่วงเวลาที่ท้าทาย

 

ธนาคารจึงประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.1% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป รายละเอียดดังนี้

 

  • อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลดลงเป็น 6.52%
  • อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลดลงเป็น 6.34%
  • อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ปรับลดลงเป็น 6.58%

 

เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ และมีการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึงในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการส่งออกและการผลิตที่ยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น ควบคู่กับปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่กดดันกำลังซื้อนั้น

The post ttb-KBANK รับมติกนง. ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.1% มีผล 2 มี.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช็อกวงการฟินเทค! Jack Dorsey สั่งปลดพนักงาน Block เกือบครึ่งบริษัท เซ่นพิษ AI – ส่งสัญญาณจุดจบยุคแรงงาน White-Collar? https://thestandard.co/jack-dorsey-block-layoffs-ai/ Fri, 27 Feb 2026 04:30:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1182287 Jack Dorsey ซีอีโอ Block ประกาศปลดพนักงานหลายพันคนจากผลกระทบของ AI

กลายเป็นประธานบริษัทที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วซิลิคอน […]

The post ช็อกวงการฟินเทค! Jack Dorsey สั่งปลดพนักงาน Block เกือบครึ่งบริษัท เซ่นพิษ AI – ส่งสัญญาณจุดจบยุคแรงงาน White-Collar? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jack Dorsey ซีอีโอ Block ประกาศปลดพนักงานหลายพันคนจากผลกระทบของ AI

กลายเป็นประธานบริษัทที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วซิลิคอนวัลเลย์และตลาดแรงงานโลก เมื่อ Jack Dorsey ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter และซีอีโอของ Block (เดิมคือ Square) ประกาศมาตรการ ‘ผ่าตัดองค์กร’ ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัทด้วยการเลย์ออฟพนักงานเกือบ 50% โดยให้เหตุผลสั้นๆ แต่ทรงพลังว่า “โลกการทำงานเปลี่ยนไปแล้วเพราะ AI”

 

รายละเอียด Memo จาก Jack: ‘เราไม่ได้แย่ แต่เราต้องเปลี่ยน’

 

ในบันทึกข้อความ (Memo) ที่ส่งถึงพนักงาน Jack Dorsey ระบุชัดเจนว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพราะบริษัทกำลังประสบปัญหาทางการเงิน ในทางตรงกันข้าม กำไรขั้นต้นของ Block ยังคงเติบโต ฐานลูกค้าขยายตัว และความสามารถในการทำกำไรก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ‘วิธีการทำงาน’

 

Jack Dorsey ซีอีโอ Block ประกาศปลดพนักงานหลายพันคนจากผลกระทบของ AI 1

Jack Dorsey ซีอีโอ Block ประกาศปลดพนักงานหลายพันคนจากผลกระทบของ AI 2

Jack Dorsey ซีอีโอ Block ประกาศปลดพนักงานหลายพันคนจากผลกระทบของ AI 3

 

สาระสำคัญจากบันทึกของ Jack มีดังนี้:

 

  • ตัวเลขการเลย์ออฟที่น่าตกใจ: Block จะลดจำนวนพนักงานจากกว่า 10,000 คน ให้เหลือต่ำกว่า 6,000 คน ซึ่งหมายความว่าพนักงานกว่า 4,000 คนต้องเดินออกจากบริษัท
  • ทางเลือกที่เด็ดขาด: Jack เผยว่าเขามี 2 ทางเลือก คือ ‘ค่อยๆ ลดคน’ ตลอดหลายปี หรือ ‘ยอมรับความจริงและจัดการทันที’ ซึ่งเขาเลือกอย่างหลัง เพราะการเลย์ออฟหลายรอบ (Repeated rounds) ทำลายขวัญกำลังใจและเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุน
  • แพ็กเกจเยียวยา: พนักงานที่ถูกจ้างออกจะได้รับ
    • เงินชดเชยพื้นฐาน 20 สัปดาห์ + 1 สัปดาห์ต่ออายุงานแต่ละปี
    • หุ้น (Equity) ที่จะได้รับสิทธิ์ (Vest) ต่อไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม
    • ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่อง 6 เดือน
    • เงินช่วยเหลือช่วงเปลี่ยนผ่าน 5,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 180,000 บาท) และสามารถเก็บอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บริษัทไว้ใช้ได้
  • เป้าหมายใหม่: Jack ต้องการสร้างบริษัทที่ใช้ ‘Intelligence’ (AI) เป็นแกนกลางในทุกส่วน ตั้งแต่วิธีการทำงานไปจนถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้า

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 


 

ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน: เมื่อ AI ไม่ใช่แค่ตัวช่วย แต่เป็น ‘ตัวแทน’

 

การเคลื่อนไหวของ Block ครั้งนี้ถือเป็น ‘Case Study’ ที่ชัดเจนที่สุดว่า AI กำลังเข้ามาเขย่าตลาดแรงงานกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ (White-Collar) อย่างรุนแรง และอาจจะเรีรยกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของยุค ‘สะสมกำลังคน’ โดยในอดีต ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีวัดความสำเร็จด้วยจำนวนพนักงาน แต่ยุค AI พิสูจน์แล้วว่า ‘ทีมขนาดเล็กและแบนราบ’ (Smaller and Flatter teams) ที่ใช้เครื่องมืออัจฉริยะ สามารถทำงานได้มากกว่าและดีกว่าทีมขนาดใหญ่

 

อีกประเด็นที่ละเลยไม่ได้คือ โดมิโนเอฟเฟกต์ในตลาดทุน เพราะทันทีที่ประกาศเลย์ออฟ หุ้นของ Block พุ่งทะยานกว่า 25% ในช่วง After-hours เทรดดิ้ง สะท้อนว่านักลงทุนขานรับแนวคิดการลดต้นทุนพนักงานแล้วแทนที่ด้วยเทคโนโลยี ซึ่งอาจกดดันให้ซีอีโอในบริษัทมหาชนอื่นๆ ต้องทำตามเพื่อเอาใจตลาด

 

อีกผลกระทบก็คือ ความปลอดภัยของแรงงานทักษะอาจเข้าขั้นวิกฤต เพราะไม่ใช่แค่พนักงานระดับปฏิบัติการ แต่ AI กำลังรุกคืบเข้าสู่งานที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ (Reasoning) มากขึ้น เช่น นักเขียนโปรแกรม, นักวิเคราะห์การเงิน และฝ่ายสนับสนุนลูกค้า

 

Movement: Jack Dorsey กำลังบอกอะไรเรา?

 

การขยับตัวของ Jack Dorsey ในครั้งนี้ กำลังสะท้อนสังคม ตลาดแรงงาน และภาคธุกิจ ดังนี้

 

1. ‘ความจริงที่เจ็บปวด ของ AI Transformation’

 

Jack เป็นหนึ่งในซีอีโอคนแรกๆ ที่กล้ายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “เราปลดคนเพราะ AI ทำงานแทนได้” ต่างจากบริษัทอื่นอย่าง Amazon หรือ Google ที่มักอ้างเรื่องการปรับโครงสร้างเพื่อประสิทธิภาพ (Efficiency) การพูดแบบไม่อ้อมค้อมของ Jack คือการส่งสัญญาณว่ายุคของการ ‘ใช้ AI ช่วยทำงาน’ กำลังจบลง และเข้าสู่ยุค ‘AI ทำงานแทนคน’ อย่างเต็มตัว

 

2. เดิมพันครั้งใหม่บนโลก Bitcoin & Intelligence

 

Block กำลังทิ้งภาระต้นทุนมหาศาล (พนักงาน 4,000 ตำแหน่ง) เพื่อนำทรัพยากรไปทุ่มให้กับ Bitcoin และ AI โดยเฉพาะ นี่คือการ ‘All-in’ ในวิสัยทัศน์ของ Jack ที่เชื่อว่าระบบการเงินในอนาคตจะขับเคลื่อนด้วย Bitcoin และระบบปฏิบัติการจะขับเคลื่อนด้วย Intelligence

 

3. การปรับตัวคือ ‘ทางรอดเดียว’

 

คำพูดของ Jack ที่ว่า “บริษัทส่วนใหญ่รับรู้เรื่องนี้ช้าไป” คือคำเตือนถึงคนทำงานทั่วโลก หากคุณยังทำงานในรูปแบบเดิมที่ AI สามารถทำซ้ำได้ ความมั่นคงในหน้าที่การงานของคุณกำลังอยู่ในความเสี่ยงสูง

 

บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเลย์ออฟ แต่คือการ ‘Set Zero’ วิธีการทำธุรกิจในศตวรรษที่ 21 ที่มี AI เป็นหัวใจหลัก ใครที่ปรับตัวไม่ทัน ไม่ใช่แค่บริษัทที่จะล่มสลาย แต่รวมถึงแรงงานที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้ด้วยเช่นกัน

 

อ้างอิง:

 

 

The post ช็อกวงการฟินเทค! Jack Dorsey สั่งปลดพนักงาน Block เกือบครึ่งบริษัท เซ่นพิษ AI – ส่งสัญญาณจุดจบยุคแรงงาน White-Collar? appeared first on THE STANDARD.

]]>