Business – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 19 Jan 2026 12:15:37 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ใช้แอป CIMB THAI ‘ถอนเงินไม่ใช้บัตร’ ได้ที่ตู้ ATM ไทยพาณิชย์ ฟรีค่าธรรมเนียม ทั่วประเทศ https://thestandard.co/cimb-thai-cardless-withdrawal-scb-atm-free/ Mon, 19 Jan 2026 12:15:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1166914 ใช้แอป CIMB THAI ‘ถอนเงินไม่ใช้บัตร’ ได้ที่ตู้ ATM ไทยพาณิชย์ ฟรีค่าธรรมเนียม ทั่วประเทศ

วันนี้ (19 มกราคม ) ไพศาล ธรรมโพธิทอง Head, Digital, Op […]

The post ใช้แอป CIMB THAI ‘ถอนเงินไม่ใช้บัตร’ ได้ที่ตู้ ATM ไทยพาณิชย์ ฟรีค่าธรรมเนียม ทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใช้แอป CIMB THAI ‘ถอนเงินไม่ใช้บัตร’ ได้ที่ตู้ ATM ไทยพาณิชย์ ฟรีค่าธรรมเนียม ทั่วประเทศ

วันนี้ (19 มกราคม ) ไพศาล ธรรมโพธิทอง Head, Digital, Operations and Channels ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า CIMB THAI เปิดตัวบริการ ‘ถอนเงินไม่ใช้บัตร’ ผ่านแอป CIMB THAI ให้ลูกค้าสามารถถอนเงินสดได้ที่เครื่องเอทีเอ็ม ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยไม่มีค่าธรรมเนียม สะดวกสบายไม่ต้องพกบัตรอีกต่อไป ปลอดภัยเพราะใช้รหัสผ่าน One Time Password และคล่องตัวในการทำธุรกรรมมากยิ่งขึ้น

 

“CIMB THAI ก้าวสู่บริการ Cardless เต็มรูปแบบ สอดรับกับวิสัยทัศน์ ‘A Digital-Led Bank with ASEAN Reach’ มุ่งตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้งานยุคใหม่ ที่ต้องการบริการทางการเงินและการทำธุรกรรมที่ง่ายขึ้น ดีขึ้น เร็วขึ้น (Simpler, Better, Faster)” ไพศาล กล่าว

 

พร้อมระบุต่อว่า “CIMB THAI ปักธงเป็นธนาคารที่ ส่งเสริมความก้าวหน้าให้ลูกค้าพร้อมสร้างคุณค่าให้สังคม (Advancing Customers and Society) เรามุ่งพัฒนาความคล่องตัว และความปลอดภัยของธุรกรรมการเงินให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้า บริการถอนเงินไม่ใช้บัตร เป็นส่วนหนึ่งของ Cardless เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ทันสมัย อนาคตอันใกล้ ธนาคารจะขยายช่องทางบริการถอนเงินไม่ใช้บัตรให้กว้างขึ้น เพื่อลูกค้าคล่องตัวมากขึ้น”

 

เปิดขั้นตอนบริการถอนเงินไม่ใช้บัตร ผ่านแอป CIMB THAI

 

  • เปิดใช้งานแอป CIMB THAI เลือกเมนู ‘เพิ่มเติม’ และเลือกบริการ ‘ถอนเงินไม่ใช้บัตร’
  • เลือก ‘ธนาคาร ไทยพาณิชย์’
  • เลือกเมนู ‘บัญชีที่ต้องการถอน และจำนวนเงินที่ต้องการถอน’
  • เลือกเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ในการยืนยันการทำรายการ
  • นำรหัสที่ได้รับ ไปกดเงินที่ตู้ เอทีเอ็ม ภายใน 15 นาที เพียงเท่านี้ก็เสร็จสิ้น

 

CIMB THAI ย้ำอีกว่า ถอนเงินไม่ใช้บัตร ช่วยลดความเสี่ยงจากการทำบัตรหาย ลืมรหัส หรือบัตรถูกยึดที่ตู้ รองรับการใช้งานได้กว่า 9,000 ตู้ของธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ ตอบโจทย์ทั้งความปลอดภัยและไลฟ์สไตล์ไร้เงินสดของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

The post ใช้แอป CIMB THAI ‘ถอนเงินไม่ใช้บัตร’ ได้ที่ตู้ ATM ไทยพาณิชย์ ฟรีค่าธรรมเนียม ทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRG คว้าสิทธิ์ ‘Hanam BBQ’ ร้านหมูย่างในซีรีส์ดังที่มี 200 สาขาจากเกาหลีบุกไทย เสริมพอร์ต ชิงเค้กปิ้งย่าง 1.2 หมื่นล้าน https://thestandard.co/crg-secures-rights-hanam-bbq-thailand/ Mon, 19 Jan 2026 11:38:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1166869 CRG คว้าสิทธิ์ ‘Hanam BBQ’ ร้านหมูย่างในซีรีส์ดังที่มี 200 สาขาจากเกาหลีบุก ไทย เสริมพอร์ต ชิงเค้กปิ้งย่าง 1.2 หมื่นล้าน

ซีอาร์จี เดินหน้าเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอธุรกิจด้วยการคว้าสิ […]

The post CRG คว้าสิทธิ์ ‘Hanam BBQ’ ร้านหมูย่างในซีรีส์ดังที่มี 200 สาขาจากเกาหลีบุกไทย เสริมพอร์ต ชิงเค้กปิ้งย่าง 1.2 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRG คว้าสิทธิ์ ‘Hanam BBQ’ ร้านหมูย่างในซีรีส์ดังที่มี 200 สาขาจากเกาหลีบุก ไทย เสริมพอร์ต ชิงเค้กปิ้งย่าง 1.2 หมื่นล้าน

ซีอาร์จี เดินหน้าเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอธุรกิจด้วยการคว้าสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์แบรนด์ ‘Hanam BBQ’ ร้านปิ้งย่างระดับพรีเมียมจากเกาหลีใต้เข้ามาทำตลาด รองรับดีมานด์ของผู้บริโภคชาวไทยที่ยังคงให้ความนิยมในวัฒนธรรมการกินแบบเกาหลีอย่างต่อเนื่อง

 

หากเจาะลึกไปที่ตัวเลขมูลค่าตลาดร้านอาหารในไทยปี 2568 จะพบว่ามีมูลค่ารวมสูงถึง 5.72 แสนล้านบาท โดยเฉพาะตลาดปิ้งย่างที่มีมูลค่าราว 1.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ตลาดอาหารเกาหลีเองก็มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท และยังเติบโตเฉลี่ย 5-7% ต่อปี

 

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าโอกาสทางธุรกิจยังคงเปิดกว้าง แม้การแข่งขันในสมรภูมิปิ้งย่างจะดุเดือดเพียงใดก็ตาม

 

ณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ระบุว่า “ซีอาร์จี มองว่าตลาดอาหารเกาหลีและปิ้งย่างยังเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีศักยภาพสูง ทั้งในแง่ขนาดตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง การเข้าลงทุนใน Hanam BBQ จึงเป็นการเสริมพอร์ตแบรนด์ปิ้งย่างของซีอาร์จีให้แข็งแรงและครบมิติมากยิ่งขึ้น”

 

ความน่าสนใจของ ‘Hanam BBQ’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Hanam Pig คือการเป็นแบรนด์ปิ้งย่างที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเกาหลีใต้ด้วยสาขากว่า 200 แห่ง และยังมีภาพจำที่แข็งแรงจากการปรากฏอยู่ในซีรีส์ดังหลายเรื่อง จนกลายเป็น Soft Power ที่สร้างการจดจำในระดับสากล พร้อมทั้งมีการขยายสาขาไปแล้วในหลายประเทศทั้งมาเลเซีย, ญี่ปุ่น และกำลังมุ่งหน้าสู่สหรัฐอเมริกา

 

“นอกเหนือจากความแข็งแกร่งของแบรนด์แล้ว กระแสวัฒนธรรมเกาหลีที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านคอนเทนต์ บันเทิง และไลฟ์สไตล์ ถือเป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้อาหารเกาหลียังคงได้รับความนิยมในประเทศไทยอย่างสม่ำเสมอ เพราะปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงรสชาติ แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ความแตกต่าง และความเป็นต้นตำรับ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดไทย”

 

สำหรับแผนการรุกตลาดในประเทศไทย ซีอาร์จีเตรียมเปิดสาขาแรกในช่วงกลางปี 2569 โดยวางเป้าหมายการขยายสาขาเฉลี่ยปีละ 2–3 แห่ง เพื่อให้ครบ 10 สาขาภายในระยะเวลา 3–5 ปีข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าแบรนด์ในพอร์ตได้กว่า 300 ล้านบาท

The post CRG คว้าสิทธิ์ ‘Hanam BBQ’ ร้านหมูย่างในซีรีส์ดังที่มี 200 สาขาจากเกาหลีบุกไทย เสริมพอร์ต ชิงเค้กปิ้งย่าง 1.2 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กหวังภาครัฐคุมผลิตเหล็กตั้งแต่โรงงานแทนสุ่มตรวจ แก้ปัญหาแข่งขันไม่เป็นธรรม ท่ามกลางภาวะสินค้าจีนทะลัก https://thestandard.co/steel-industry-wants-control-stop-chinese-dumping/ Mon, 19 Jan 2026 11:35:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1166866 กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กหวัง ภาครัฐคุมผลิตเหล็กตั้งแต่โรงงานแทนสุ่มตรวจ แก้ปัญหาแข่งขันไม่เป็นธรรม ท่ามกลางภาวะสินค้า จีนทะลัก

ท่ามกลางมรสุมทางเศรษฐกิจที่ถาโถมใส่อุตสาหกรรมเหล็กไทย ท […]

The post กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กหวังภาครัฐคุมผลิตเหล็กตั้งแต่โรงงานแทนสุ่มตรวจ แก้ปัญหาแข่งขันไม่เป็นธรรม ท่ามกลางภาวะสินค้าจีนทะลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กหวัง ภาครัฐคุมผลิตเหล็กตั้งแต่โรงงานแทนสุ่มตรวจ แก้ปัญหาแข่งขันไม่เป็นธรรม ท่ามกลางภาวะสินค้า จีนทะลัก

ท่ามกลางมรสุมทางเศรษฐกิจที่ถาโถมใส่อุตสาหกรรมเหล็กไทย ทั้งปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินจากจีน และสงครามราคาที่ดุเดือด ล่าสุดภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาระดมความเห็นในงานสัมมนา “อุตสาหกรรมเหล็กและมาตรฐานเหล็กเส้น สำหรับงานก่อสร้างไทย” โดยชี้ว่า ‘มาตรฐานผลิตภัณฑ์’ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยพยุงทั้งความปลอดภัยของประชาชนและความอยู่รอดของผู้ผลิตไทย

 

2569 ปีแห่งความท้าทายและการต่อสู้ของเหล็กไทย

 

บัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ฉายภาพสถานการณ์ปี 2569 ว่ายังคงเป็นปีที่ยากลำบาก แม้คาดการณ์ว่าการบริโภคเหล็กในประเทศจะสูงเกิน 17 ล้านตัน แต่ผู้ผลิตไทยกลับมีส่วนแบ่งเค้กก้อนนี้น้อยลงเรื่อยๆ

 

อย่างไรก็ตาม อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ของไทยในปี 2568 ดีขึ้นเล็กน้อยจากสองปีก่อนหน้าที่ต่ำกว่า 30% แต่ก็ยังอยู่ที่ระดับ 32% เท่านั้น ขณะที่การนำเข้าเหล็กของไทยยังสูงถึง 11 ล้านตัน หรือราว 2 ใน 3 ของการบริโภคทั้งหมด โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

โดยจีนกำลังเผชิญภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินกว่า 200 ล้านตัน จากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว ทำให้ต้องระบายเหล็กออกมาทั่วโลก ปีที่ผ่านมาจีนส่งออกสูงเป็นประวัติการณ์ 119 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาส่งออกมาไทยเฉลี่ยลดลง 12%

 

“แม้ภาครัฐจะออกมาตรการทางการค้าต่างๆหลายมาตรการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่การนำเข้าเหล็กจากประเทศจีนไม่ได้ลดลง กลับเพิ่มขึ้นทุกปีในและยังพบลักษณะของการทุ่มตลาดและการหลบเลี่ยงมาตรการทุ่มตลาดด้วยวิธีการต่างๆ” บัณฑูรย์กล่าว

 

ทำไมต้องคุมผลิตเหล็กตั้งแต่ต้นทาง

 

บัณฑูรย์กล่าวต่อว่า การควบคุมกรรมวิธีการผลิตเหล็กตั้งแต่ต้นทาง เช่น มาตรฐานเหล็กเส้นไทยที่ใช้อยู่ก่อนปี 2559 เช่นเดียวกับมาตรฐานเหล็กเส้นจีนฉบับปัจจุบัน สามารถสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน ลดภาระในการกำกับดูแล สร้างความมั่นใจในคุณภาพเหล็กเส้นซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อความมั่นคงของสิ่งก่อสร้าง

 

การมีมาตรฐานที่ควบคุมตั้งแต่ต้นทางคือการป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ เพราะเหล็กที่ด้อยมาตรฐานอาจไม่ก่อปัญหาในระยะสั้น แต่จะไม่สามารถรองรับความต้องการใช้งานในบริบทของการก่อสร้างสมัยใหม่และภัยธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นได้ การยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้นจึงเป็นการวางกรอบที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องผู้บริโภคและความปลอดภัยสาธารณะ

 

กรณีศึกษาที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดคือปัญหาของ Metal Sheet หรือเหล็กเคลือบโลหะผสมของสังกะสี ที่ผ่านมาสินค้าที่ผลิตในไทยได้รับความเชื่อถือเรื่องความทนทานนานหลายสิบปีเพราะมีการเคลือบที่ได้มาตรฐาน แต่ในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากการขาดมาตรฐานภาคบังคับ ทำให้มีสินค้าคุณภาพต่ำ เคลือบบางเพื่อลดต้นทุน เข้ามาตีตลาดด้วยราคาที่ถูกกว่า แม้ตอนซื้อใหม่ๆ จะดูดี แต่ผ่านไปเพียง 1-2 ปีก็สีซีดและเกิดสนิม สร้างความเสียหายให้ผู้บริโภคจนนำไปสู่การร้องเรียนที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคต้องเข้ามาดูแล

 

สำหรับเหล็กเส้น การควบคุมมาตรฐานตั้งแต่ต้นทางหรือตั้งแต่กรรมวิธีการผลิต ถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาระยะยาว โดยมีความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างเทคโนโลยีการผลิต 2 รูปแบบ คือ

 

  • กรรมวิธี EAF (Electric Arc Furnace) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ออกซิเจนในการหลอมและมีความจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการปรุงในเตาปรุง เพื่อกำจัดสิ่งเจือปนและสารตกค้าง เช่น ฟอสฟอรัส และกำมะถัน ทำให้สามารถรับมือกับวัตถุดิบเศษเหล็กที่ไม่สะอาดได้ดี ซึ่งกรรมวิธีนี้ไม่สามารถข้ามขั้นตอนการปรุงเหล็กได้ จึงมั่นใจได้ในคุณภาพเนื้อเหล็ก

 

  • ส่วนกรรมวิธี IF เป็นเพียงการนำเศษเหล็กมาให้ความร้อนเพื่อหลอมใหม่ หากวัตถุดิบสกปรก เนื้อเหล็กที่ได้ก็จะสกปรกตามไปด้วย นอกจากนี้ เตา IF ยังเอื้อให้ผู้ผลิตสามารถข้ามขั้นตอนการปรุงเหล็ก เพื่อตัดต้นทุนการควบคุมคุณภาพได้ง่าย ซึ่งก่อให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตที่รักษามาตรฐาน

 

บทเรียนจากจีน ยกระดับการผลิตเหล็กทั่วประเทศ

 

รุ่งโรจน์ เลิศอารมย์ รองประธานสายงานมาตรฐาน กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. หยิบยกกรณีศึกษาจากประเทศจีน ซึ่งเคยเป็นผู้ผลิตเหล็กด้วยเตาหลอมแบบ IF (Induction Furnace) มากที่สุดในโลก

 

จุดเปลี่ยนสำคัญคือเหตุการณ์ แผ่นดินไหวที่มณฑลเสฉวน ปี 2008 ที่มีอาคารบ้านเรือนและโรงเรียนพังถล่มเป็นจำนวนมาก และทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 90,000 คน การสอบสวนพบว่าหนึ่งในสาเหตุสำคัญคือการใช้เหล็กเส้นคุณภาพต่ำที่ผลิตจากเตา IF ซึ่งเปราะบางและไม่ทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน

 

เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลจีนประกาศนโยบายเด็ดขาดในปี 2560 สั่งปิดตายโรงงานเหล็กแบบ IF กว่า 600 แห่ง กำลังการผลิตรวม 120 ล้านตัน และปรับปรุงมาตรฐานใหม่ในปี 2561 และ 2567 โดยกำหนดให้ควบคุมมาตรฐานตั้งแต่ต้นทางการผลิต เพื่อปิดความเสี่ยง

 

ต้นทุนสูงขึ้น 5-8% ดีกว่าเสี่ยงตึกถล่ม

 

ระหว่างงานสัมมนา “อุตสาหกรรมเหล็กและมาตรฐานเหล็กเส้น สำหรับงานก่อสร้างไทย” กลุ่มผู้ค้าเหล็กและวิศวกรมีข้อเสนอแนะตรงกันว่า มอก. เหล็กเส้นฉบับใหม่ ต้องกำหนดให้ระบุกรรมวิธีการผลิตที่ชัดเจน และควรส่งเสริมการผลิตแบบ EAF หรือ BOF ที่ควบคุมคุณภาพได้จริง แทนการพึ่งพาการสุ่มตรวจสินค้าที่ปลายทาง ซึ่งมักเกิดช่องโหว่

 

บัณฑูรย์ ย้ำว่า “การคุมต้นทางอาจทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 5-8% แต่นี่คือสิ่งก่อสร้างที่จะอยู่กับเราไปชั่วลูกชั่วหลาน เหล็กเป็นต้นทุนก่อสร้างเพียง 6% ของโครงการ การยอมเพิ่มต้นทุนส่วนนี้เพื่อแลกกับความปลอดภัยของชีวิตประชาชน เป็นสิ่งที่คุ้มค่าและไม่ควรนำมาเป็นข้ออ้างในการลดมาตรฐาน”

 

พลิกวิกฤตด้วย ‘เหล็กกรีน’ รับกติกาโลก

 

นอกจากการแก้ปัญหาคุณภาพและความปลอดภัย การยกระดับการผลิตมาสู่ระบบ EAF ยังสอดรับกับกติกาโลกใหม่อย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป ที่จะเริ่มเก็บภาษีคาร์บอนในปี 2569

 

ผู้ผลิตเหล็กไทยที่ใช้เตา EAF มีแต้มต่อสำคัญ เพราะกระบวนการนี้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต่ำกว่ากระบวนการถลุงจากแร่เหล็กถึง 1 ใน 3

 

“นี่คือโอกาสของเหล็กไทยในตลาดโลก หากเราสามารถพิสูจน์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างโปร่งใส และภาครัฐสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เราจะเปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำด้วยการทุ่มตลาด กลายเป็นผู้ส่งออกเหล็กเกรดพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้” บัณฑูรย์กล่าว

 

ภาพ: CFOTO/Future Publishing via Getty Images

The post กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กหวังภาครัฐคุมผลิตเหล็กตั้งแต่โรงงานแทนสุ่มตรวจ แก้ปัญหาแข่งขันไม่เป็นธรรม ท่ามกลางภาวะสินค้าจีนทะลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF จับตาภาวะฟองสบู่ เตือนการปรับฐานหุ้น AI อาจฉุด GDP โลกลง 0.4% https://thestandard.co/imf-ai-stock-correction-hits-gdp-04/ Mon, 19 Jan 2026 10:19:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1166809

IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 เป็นโต 3.3% แต่คงป […]

The post IMF จับตาภาวะฟองสบู่ เตือนการปรับฐานหุ้น AI อาจฉุด GDP โลกลง 0.4% appeared first on THE STANDARD.

]]>

IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 เป็นโต 3.3% แต่คงประมาณการเศรษฐกิจไทยไว้ที่จะขยายตัว 1.6% ในปี 2569 และ 2.2% ในปี 2570 พร้อมจับตาการลงทุนใน AI เป็นพิเศษ โดยประเมินว่า หาก AI สามารถหนุนผลิตภาพได้จริง จะช่วยดัน GDP โลกเพิ่มขึ้นได้ 0.3% แต่หากหุ้นกลุ่ม AI เกิดการปรับฐานในระดับปานกลางอาจจะฉุด GDP โลกลดลง 0.4%

 

IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 โต 3.3% สะท้อนความยืดหยุ่นจากมาตรการภาษี

 

วันนี้ (19 มกราคม) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงาน WORLD ECONOMIC OUTLOOK ฉบับ UPDATE ประจำเดือนมกราคม 2569 โดยระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงแสดงความยืดหยุ่น (resilience) อย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความชะงักงันทางการค้าครั้งสำคัญจากการนำของสหรัฐอเมริกาและความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น

 

โดยการคาดการณ์ล่าสุดของ IMF ชี้ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะทรงตัวอยู่ที่ 3.3% ในปีนี้ นับเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับการคาดการณ์เดือนตุลาคม โดยการปรับตัวดีขึ้นส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกาและจีนเป็นหลัก โดยตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนหน้านี้ สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกสามารถก้าวข้ามผลกระทบระยะสั้นจากมาตรการกีดกันทางภาษีมาได้

 

นอกจากนี้ การปรับเพิ่มคาดการณ์ยังมาจาก ปัจจัยหลายประการที่สอดประสานกัน ได้แก่ ความตึงเครียดทางการค้าที่ผ่อนคลายลง มาตรการกระตุ้นทางการคลังที่สูงกว่าคาด ภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวย ความคล่องตัวของภาคเอกชนในการบรรเทาผลกระทบจากการหยุดชะงักทางการค้า และกรอบนโยบายที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่างๆ กำลังก่อตัวขึ้น ทั้งจากการกระจุกตัวของการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและผลกระทบเชิงลบจากการหยุดชะงักทางการค้า ซึ่งอาจสะสมและทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

 

การลงทุน AI พุ่ง พยุงเศรษฐกิจโลก

 

อีกหนึ่งปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกที่สำคัญนี้คือ การลงทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในภาคเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในขณะที่กิจกรรมในภาคการผลิตยังคงซบเซา

 

โดยการลงทุนด้านไอทีในฐานะสัดส่วนต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งช่วยกระตุ้นการลงทุนและกิจกรรมทางธุรกิจในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าการเติบโตของภาคไอทีนี้จะกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกา แต่ก็ส่งผลดีต่อเนื่อง (Positive Spillovers) ไปยังทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของภูมิภาคเอเชีย

 

IMF เตือนความเสี่ยง ‘ฟองสบู่ AI’ อาจฉุดระบบการเงินโลกเสี่ยงหนัก

 

ความเฟื่องฟูของการลงทุนด้านไอทีสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและตลาดที่มีต่อศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโลกของนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบอัตโนมัติและ AI ว่าจะสามารถสร้างผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลและช่วยยกระดับผลกำไร

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เริ่มมีการใช้งานเครื่องมือ Generative-AI อย่างแพร่หลาย ราคาหุ้นก็ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวยและผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้ช่วยพยุงราคาหุ้น และยังเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการใช้จ่ายลงทุนใหม่ๆ อย่างไรก็ดี เมื่อการขยายตัวเร่งเครื่องขึ้น การระดมทุนด้วยการก่อหนี้ (Debt Financing) ก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สิน (Leverage) เพิ่มสูงขึ้น

 

โดยการเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงที่สำคัญ กล่าวคือ สัดส่วนหนี้สินที่สูงขึ้นอาจขยายผลกระทบของวิกฤตหากผลตอบแทนไม่เป็นไปตามคาด หรือหากภาวะทางการเงินในภาพรวมตึงตัวขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อบริษัทและสร้างความกังวลว่าจะลุกลามไปยังระบบการเงินในวงกว้าง

 

ยิ่งไปกว่านั้น ความสามารถในการทำกำไรอาจมีความอ่อนไหวต่อสมมติฐานเกี่ยวกับการตัดค่าเสื่อมราคาของหน่วยประมวลผลขั้นสูง การอัปเกรดอุปกรณ์บ่อยครั้งจะกดดันอัตรากำไร ฉุดรั้งผลประกอบการ และต้องอาศัยการระดมทุนด้วยหนี้สินเพิ่มเติมจำนวนมาก ปัจจัยเหล่านี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการติดตามการสะสมของสัดส่วนหนี้สินและศักยภาพของมันที่จะขยายความเปราะบางให้รุนแรงขึ้น

 

เทียบกับยุค Dot-Com: การลงทุนแรงพอกัน แต่ความเสี่ยง Overvaluation ต่ำกว่าครึ่ง

 

เมื่อเปรียบเทียบกับยุคฟองสบู่ดอทคอม (Dot-com Boom) ในช่วงปี 2538-2543 ให้บทเรียนที่น่าสนใจ แม้ว่าการลงทุนด้านไอทีในฐานะสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงเวลาดังกล่าว แต่การปรับตัวขึ้นในรอบนี้เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า โดยเพิ่งมาเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อปีที่แล้ว

 

นอกจากนี้ ขณะที่มูลค่าตลาดเมื่อเทียบกับผลผลิตทางเศรษฐกิจได้ขยายตัวในอัตราที่ใกล้เคียงกันทั้งสองเหตุการณ์ แต่การเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ในรอบนี้กลับไม่สูงเท่า เนื่องจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งกว่า

 

ดังนั้น โดยรวมแล้ว การวิเคราะห์ของ IMF ชี้ว่า ความเสี่ยงที่มูลค่าจะสูงเกินจริง (Overvaluation) ของดัชนีหุ้นในภาพรวมของสหรัฐฯ มีเพียงประมาณ ‘ครึ่งหนึ่ง’ ของยุคดอทคอมเท่านั้น

 

เปิด 3 เหตุผลทำไมการปรับฐานของหุ้น AI อาจกระทบเศรษฐกิจโลก

 

อย่างไรก็ดี ความเปราะบางโดยรวมของเศรษฐกิจมหภาคระดับโลกต่อการประเมินมูลค่าใหม่ของนักลงทุน (Repricing) ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีครั้งนี้มีนัยสำคัญด้วยเหตุผล 3 ประการ ดังนี้

 

  • ประการแรก ราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนโดยภาคเทคโนโลยีเป็นหลัก โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และกลุ่มหุ้นจำนวนไม่มากนี้ได้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของดัชนี
  • ประการที่ 2 บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่มีความสำคัญหลายแห่งยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การกู้ยืมหนี้สินของบริษัทเหล่านี้อาจส่งผลกระทบในรูปแบบที่ไม่เคยเห็นในยุคดอทคอม
  • ประการที่ 3 มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) ในปัจจุบันสูงกว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจมาก โดยเพิ่มจาก 132% ในปี 2544 เป็น 226% ในปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา

 

IMF ประเมินหาก AI หนุนผลิตภาพจริงจะดัน GDP โลกเพิ่ม 0.3%

 

เมื่อมองไปข้างหน้า ความเฟื่องฟูของเทคโนโลยีในปัจจุบันก่อให้เกิดทั้งความเสี่ยงด้านบวก (Upside Risks) และด้านลบ (Downside Risks) ต่อเศรษฐกิจโลก

 

โดยในด้านบวก AI อาจเริ่มส่งผลต่อผลิตภาพ ( productivity) ตามที่คาดหวัง ซึ่งจะช่วยยกระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และโลกเพิ่มขึ้น 0.3% ในปีนี้เมื่อเทียบกับกรณีฐาน

 

IMF เตือนความเสี่ยง ‘ฟองสบู่ AI’ อาจฉุด GDPโลกหาย 0.4%

 

ในด้านลบ หากบริษัท AI อาจไม่สามารถสร้างผลกำไร (earnings) ได้สมกับมูลค่าที่ถูกประเมินไว้สูงลิ่วได้ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนอาจเปลี่ยนไปในทางลบ ตัวอย่างเช่น IMF ได้ทำสถานการณ์สมมติในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) เดือนตุลาคม 2568 ว่าหากเกิดการปรับฐานในระดับปานกลางของมูลค่าหุ้นกลุ่ม AI (moderate correction in AI stock valuations) พร้อมกับภาวะทางการเงินที่ตึงตัวขึ้น (a tightening of financial conditions) จะส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับกรณีฐาน

 

เมื่อพิจารณาจากการถือครองหุ้นสหรัฐฯ โดยชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นตลอดทศวรรษที่ผ่านมา การปรับฐานอย่างรุนแรงนี้อาจก่อให้เกิดความสูญเสียความมั่งคั่ง (Wealth Losses) ขนาดใหญ่ภายนอกสหรัฐฯ และฉุดรั้งการบริโภค ซึ่งจะทำให้ภาวะขาลงแผ่ขยายไปทั่วโลกมากขึ้น

 

แม้แต่ระบบเศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีน้อย รวมถึงประเทศที่มีหนี้สูงและรายได้ต่ำจำนวนมาก ก็จะได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ภายนอกที่เป็นลบและต้นทุนการกู้ยืมจากต่างประเทศที่สูงขึ้น

 

ความเสี่ยงด้านลบเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูงขึ้น มีการใช้มาตรการควบคุมการส่งออกปัจจัยการผลิตที่สำคัญและข้อจำกัดทางการค้าเพิ่มขึ้น รวมถึงขีดความสามารถทางการคลัง (Fiscal Space) ที่ลดน้อยลงในหลายประเทศ ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลเกี่ยวเนื่องกับการประเมินการเติบโตของผลิตภาพจาก AI และการปรับมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงใหม่ ในลักษณะที่ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น (Self-reinforcing manner)

 

IMF คงประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้-ปีหน้า

 

สำหรับประมาณการการเติบโตเศรษฐกิจไทย IMF คาดการณ์ว่า GDP ไทยจะขยายตัวเพียง 1.6% ในปี 2569 และ 2.2% ในปี 2570 ไม่เปลี่ยนแปลงจากรายงานเดือนตุลาคม

 

เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศ ASEAN-5 (อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย) พบว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคและเพื่อนบ้านอย่างมาก

 

โดยภาพรวมกลุ่ม ASEAN-5 IMF คาดว่า จะเติบโตเฉลี่ย 4.2% ในปีนี้ และ 4.4% ในปีหน้า นำโดย ฟิลิปปินส์ 5.6% อินโดนีเซีย 5.1% และมาเลเซีย 4.3% ในปีนี้

The post IMF จับตาภาวะฟองสบู่ เตือนการปรับฐานหุ้น AI อาจฉุด GDP โลกลง 0.4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thailand’s AI-Driven Leadership Report บทเรียน AI จากผู้บริหารไทยกว่า 100 องค์กร https://thestandard.co/thailand-ai-driven-leadership-report/ Mon, 19 Jan 2026 10:12:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1166812 Thailand’s AI-Driven Leadership Report บทเรียน AI จากผู้บริหารไทย

เปิดตัว Thailand’s AI-Driven Leadership Report   อ […]

The post Thailand’s AI-Driven Leadership Report บทเรียน AI จากผู้บริหารไทยกว่า 100 องค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thailand’s AI-Driven Leadership Report บทเรียน AI จากผู้บริหารไทย

เปิดตัว Thailand’s AI-Driven Leadership Report

 

องค์กรไทยใช้ AI แล้ว…แต่ใช้ได้จริงแค่ไหน?

 

Bluebik Group ร่วมกับ THE STANDARD และ Sauce Skills เผยแพร่ Thailand’s AI-Driven Leadership Report รายงานเชิงลึกจากการถอดบทเรียนผู้บริหารระดับสูงกว่า 100 องค์กรไทย ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเงิน การผลิต ค้าปลีก สุขภาพ เทคโนโลยี ไปจนถึงภาคบริการ เพื่อสำรวจว่า AI กำลังถูกนำมาใช้จริงในระดับองค์กรอย่างไร และเหตุใดหลายองค์กรยังไม่สามารถยกระดับ AI ไปสู่การใช้งานเชิงกลยุทธ์ได้

 

จุดเด่นของรายงานฉบับนี้ คือการอ้างอิงจากบริบทการตัดสินใจจริงของผู้นำองค์กรไทย ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยระดับโลกหรือกรณีศึกษาจากต่างประเทศ จึงสะท้อนทั้งความคาดหวัง ข้อจำกัด และความท้าทายที่องค์กรไทยกำลังเผชิญอยู่จริง ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการขยายการใช้งาน AI ในระดับองค์กร

 

ไฮไลต์ประเด็นสำคัญจากรายงาน

 

  • ภาพรวมสถานะ AI ขององค์กรไทยในปัจจุบัน

ชี้ให้เห็นชัดว่าองค์กรส่วนใหญ่อยู่ตรงจุดใดของเส้นทาง AI ตั้งแต่การทดลอง (pilot) ไปจนถึงการขยายการใช้งานในระดับองค์กร

 

  • ความเข้าใจเชิงลึกว่าทำไมหลายองค์กร ‘เริ่มใช้ AI แล้ว แต่ไปต่อไม่ได้’

วิเคราะห์อุปสรรคเชิงโครงสร้าง ทั้งบทบาทผู้นำ ระบบการตัดสินใจ และการทำงานข้ามสายงาน ที่ทำให้ AI ยังไม่กลายเป็นกลไกเชิงกลยุทธ์

 

  • บทเรียนจากการตัดสินใจจริงของผู้บริหารระดับสูงกว่า 100 องค์กรไทย

 สะท้อนความคาดหวัง ข้อจำกัด และโจทย์ที่องค์กรไทยกำลังเผชิญจริง โดยไม่อิงกรณีศึกษาจากต่างประเทศ

 

  • กรอบคิด 3 แกน People – Process – Technology

เครื่องมือสำหรับผู้บริหารในการประเมินความพร้อมขององค์กรอย่างเป็นระบบ แทนการมอง AI เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

 

  • Roadmap องค์กรไทยสู่ยุค AI

บทสรุปแนวทางเชิงบริหารว่าองค์กรควร ‘เปลี่ยนอะไร’ เพื่อขยับ AI จากโครงการทดลอง ไปสู่ความสามารถเชิงกลยุทธ์ที่สร้างความได้เปรียบอย่างยั่งยืน

 

เพราะความได้เปรียบในยุค AI ไม่ได้อยู่ที่ใครเริ่มก่อน

แต่อยู่ที่ใครสามารถพา AI ไปสู่เส้นชัยได้อย่างแท้จริง

 

ดาวน์โหลด Thailand’s AI-Driven Leadership Report ฉบับเต็ม คลิก ›

The post Thailand’s AI-Driven Leadership Report บทเรียน AI จากผู้บริหารไทยกว่า 100 องค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยกู้ยาก ‘บีทีเอส’ เปิดบ้านชาวไทย ราคาเริ่ม 1.6 ล้าน ช่วยวัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย https://thestandard.co/bts-opens-affordable-homes-16m-thais/ Mon, 19 Jan 2026 10:01:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1166808 คนไทยกู้ยาก ‘บีทีเอส’ เปิดบ้านชาวไทย ราคาเริ่ม 1.6 ล้าน ช่วยวัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ ไม่สามารถซื้อที่อยู่อาศัยไ […]

The post คนไทยกู้ยาก ‘บีทีเอส’ เปิดบ้านชาวไทย ราคาเริ่ม 1.6 ล้าน ช่วยวัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยกู้ยาก ‘บีทีเอส’ เปิดบ้านชาวไทย ราคาเริ่ม 1.6 ล้าน ช่วยวัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ ไม่สามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ง่ายๆ ด้วยข้อจำกัดของรายได้และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยากขึ้นกว่าเดิม สะท้อนให้เห็นได้จากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูงถึงราว 50% ยิ่งส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดมิเนียมได้ และต้องวนเวียนอยู่กับการเช่าที่อยู่อาศัยระยะยาวโดยไม่มีสินทรัพย์เป็นของตนเอง

 

จากปัจจัยดังกล่าว กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่าง บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้ชื่อ ‘บ้านชาวไทย’ ซึ่งถูกวางบทบาทให้เป็นมากกว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ แต่เป็นกลไกในการขยายโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยและผู้เริ่มต้นทำงานสามารถเข้าถึงกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในราคาที่เอื้อมถึง โดยได้เปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569

 

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการบ้านชาวไทยนับเป็นการกลับมาลงสนามธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจังในรอบกว่า 30 ปี หลังจากก่อนหน้านี้เคยมีประสบการณ์ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงเป็นเวลาหลายปี ก่อนกลับประเทศไทยและพลิกบทบาทมาบุกเบิกการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการตัดสินใจลงทุนในระบบรถไฟฟ้าเมื่อกว่า 30 ปีก่อน เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในระยะยาว ซึ่งนับแต่นั้นบริษัทก็ให้ความสำคัญกับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลักมาโดยตลอด

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากกรุงเทพมหานครได้ชำระหนี้คืนแล้ว ทำให้บริษัทมีศักยภาพในการต่อยอดโครงการใหม่ที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในวงกว้าง จึงตัดสินใจทุ่มงบลงทุนกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการบ้านชาวไทย โดยแนวคิดของโครงการถูกพัฒนาขึ้นภายในเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น จากการตั้งคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้คนที่เพิ่งจบการศึกษา ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ที่จำเป็นต้องเช่าอยู่อาศัยเพราะไม่สามารถกู้สินเชื่อผ่าน สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพได้จริง

 

ทั้งนี้ในระยะแรก โครงการบ้านชาวไทยจะเริ่มพัฒนาใน 3 ทำเลหลัก ประกอบด้วย

 

  • ทำเลศรีนครินทร์ ใกล้สถานีศรีเอี่ยม ภายใต้โครงการนำร่อง D:CODE SRI NAKARIN บนพื้นที่ 42 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียมแบบ Low Rise สูง 8 ชั้น จำนวนประมาณ 24 อาคาร รวม 4,150 ยูนิต ตั้งอยู่ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีเหลืองเพียง 300 เมตร
  • ทำเลปทุมธานี บริเวณคลองหลวง ภายใต้โครงการ D:CRAFT KHLONG LUANG ใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ทำเลธนาซิตี้ จังหวัดสมุทรปราการ ย่านถนนบางนา–ตราด ใกล้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและศูนย์การค้าต่างๆ

 

สำหรับโครงการแรกจะปักหมุดที่ศรีนครินทร์ จะมีรูปแบบห้องพักให้เลือก 3 ขนาด ได้แก่ 30 ตารางเมตร 45 ตารางเมตร และ 60 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 1.6 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงเดือนกันยายน 2569 และแล้วเสร็จประมาณปลายเดือนธันวาคม 2571 โดยโครงการทั้งหมดจะเปิดขายให้เฉพาะผู้ถือสัญชาติไทยเท่านั้น

 

นอกจากนี้ หลังจากเปิดให้ลงทะเบียน หากมีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก บริษัทจะใช้วิธีจับสลาก โดยกำหนดให้ 1 บัตรประชาชนต่อ 1 สิทธิ์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยจริง และในระยะยาว บริษัทตั้งเป้าว่าโครงการบ้านชาวไทยจะไม่จำกัดอยู่เพียงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่จะขยายไปยังต่างจังหวัดทั่วประเทศ โดยแต่ละโครงการจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างเฉลี่ยไม่เกิน 2 ปี

 

ในด้านการขอสินเชื่อ ธนาคารอาคารสงเคราะห์จะเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้น ตั้งแต่การให้คำปรึกษาไปจนถึงการประเมินความสามารถในการผ่อนชำระของผู้ซื้อ โดยอัตราดอกเบี้ยจะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะโครงการและสภาวะตลาดในช่วงเวลานั้น เบื้องต้นประเมินว่าถ้าซื้อราคาเริ่มต้น ยอดผ่อนชำระจะอยู่ที่ประมาณ 7,000 – 9,000 บาทต่อเดือน ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเช่าหอพักหรืออพาร์ตเมนต์ทั่วไป

 

คีรี กล่าวต่อว่า ในตัวโครงการตนเป็นผู้ออกแบบแนวคิดด้วยตนเองทั้งหมด และสามารถตั้งราคาขายได้ต่ำกว่าตลาดไม่ต่ำกว่า 25% โดยยืนยันว่าราคาที่เข้าถึงได้ไม่ได้เกิดจากการลดคุณภาพหรือวัสดุก่อสร้าง แต่เกิดจากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ โครงการยังคงเลือกใช้วัสดุเกรด A พร้อมกับมีระบบรักษาความปลอดภัยครบวงจร

 

ขณะเดียวกัน โครงการบ้านชาวไทยไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อขายคอนโดมิเนียมในเชิงพาณิชย์แบบเดิม หากเป็นคอนโดทั่วไปอาจไม่ได้รับความสนใจในระดับนี้ แม้ชื่อโครงการจะไม่หวือหวา แต่สะท้อนเป้าหมายที่ชัดเจนของบริษัทในการยกระดับคุณภาพชีวิตด้านที่อยู่อาศัยของคนไทย โดยย้ำว่าโครงการนี้ไม่ใช่การทำเพื่อขาดทุน แต่เป็นการยอมลดอัตรากำไรลง เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า สถานะการเงินของบริษัทยังแข็งแกร่งและยังมีเงินสดในมือระดับหลายหมื่นล้านบาท และไม่มีภาระหนี้ผูกพัน แม้ก่อนหน้านี้กรุงเทพมหานครจะเคยค้างชำระค่าจ้างเดินรถไฟฟ้ามานานกว่า 3 ปี หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 3.6 หมื่นล้านบาท แต่บริษัทก็ยังคงให้บริการเดินรถแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความมั่นคงของบริษัทได้อย่างชัดเจน

The post คนไทยกู้ยาก ‘บีทีเอส’ เปิดบ้านชาวไทย ราคาเริ่ม 1.6 ล้าน ช่วยวัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ZDT ยักษ์อิเล็กทรอนิกส์ ‘PCB’ จีนเบอร์หนึ่งโลก ทุ่ม 6.5 หมื่นล้าน เลือกไทยฐานผลิตไฮเทคโลก https://thestandard.co/zdt-pcb-china-thailand-invest/ Mon, 19 Jan 2026 05:41:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1166711 ZDT ยักษ์อิเล็กทรอนิกส์ ‘PCB’ จีนเบอร์หนึ่งโลก ทุ่ม 6.5 หมื่นล้าน เลือก ไทย ฐานผลิตไฮเทคโลก

บีโอไอ อนุมัติส่งเสริมลงทุนบริษัทร่วมทุนระหว่าง Zhen Di […]

The post ZDT ยักษ์อิเล็กทรอนิกส์ ‘PCB’ จีนเบอร์หนึ่งโลก ทุ่ม 6.5 หมื่นล้าน เลือกไทยฐานผลิตไฮเทคโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ZDT ยักษ์อิเล็กทรอนิกส์ ‘PCB’ จีนเบอร์หนึ่งโลก ทุ่ม 6.5 หมื่นล้าน เลือก ไทย ฐานผลิตไฮเทคโลก

บีโอไอ อนุมัติส่งเสริมลงทุนบริษัทร่วมทุนระหว่าง Zhen Ding Technology (ZDT) ผู้ผลิต PCB อันดับ 1 ของโลก กับสหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง ในนามบริษัท ‘เพ๊ง เชิน’ ตั้งฐานผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ลงทุน 4 โครงการต่อเนื่อง ยอดเงินลงทุนรวมกว่า 65,000 ล้านบาท ยกไทยเป็นฐานผลิต PCB ที่มีความซับซ้อนสูง ส่งออกโลก

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติให้การส่งเสริมโครงการขยายการลงทุนของบริษัท เพ๊ง เชิน เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท Zhen Ding Technology (ZDT) ผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board: PCB) อันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีฐานการผลิตที่จีนและไต้หวัน กับ บมจ. สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง

 

โดย ZDT ตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรม PCB ที่มีความซับซ้อนสูง ทั้งชนิด Multilayer PCB, Flexible PCB, Substrate-like PCB และ High Density Interconnect PCB สำหรับใช้งานในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ที่ต้องการประสิทธิภาพในการประมวลผลสูง เช่น สมาร์ตโฟน, AI Server และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อส่งออกไปทั่วโลก ตั้งโรงงานอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี

 

โดยมีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนรวม 4 โครงการ โดยโครงการแรกได้รับอนุมัติไปเมื่อปี 2566 และเริ่มเดินสายการผลิตแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา ต่อมาได้ยื่นคำขออีก 3 โครงการ เพื่อขยายการลงทุนต่อเนื่อง และได้รับอนุมัติจากบีโอไอในครั้งนี้ รวมมูลค่าเงินลงทุนทั้ง 4 โครงการกว่า 65,000 ล้านบาท และจะมีการจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 5,600 คน

 

กลุ่มบริษัท ZDT ได้รับการจัดอันดับเป็นผู้ผลิต PCB รายใหญ่ที่สุดของโลกต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2017 และถือเป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลก โดยมีรายได้รวมมากกว่า 180,000 ล้านบาทต่อปี และมีพนักงานมากกว่า 48,000 คนทั่วโลก

 

ทั้งนี้ บริษัท ZDT เป็นผู้นำในการวิจัยและพัฒนา ออกแบบและผลิต PCB ขั้นสูงครบทุกประเภท เพื่อเป็นชิ้นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟน 5G ดาต้าเซ็นเตอร์ AI ยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยฐานการผลิตในประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งแรกและแห่งเดียวของบริษัทนอกเหนือจากจีนและไต้หวัน

 

นอกเหนือจากการจัดตั้งฐานการผลิต บริษัท เพ๊ง เชิน เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนในประเทศไทย ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย โดยได้ลงนามความร่วมมือกับ สถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม และงานวิจัยด้านอุตสาหกรรม PCB และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อสนับสนุนการพัฒนากำลังคนคุณภาพและการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในระยะยาว

 

“การที่ผู้ผลิต PCB อันดับ 1 ของโลกอย่าง ZDT ตัดสินใจเข้ามาตั้งฐานธุรกิจในประเทศไทย โดยเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ถึงกว่า 65,000 ล้านบาท และมีแผนขยายต่อเนื่อง ช่วยตอกย้ำศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของอุตสาหกรรม PCB โดยคลื่นการลงทุนในกลุ่ม PCB ที่เข้ามาช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้ผลักดันให้ไทยขึ้นมาเป็นฐานผลิต PCB อันดับ 1 ของอาเซียน และติด Top 5 ของโลก

 

ขณะเดียวกันยังทำให้ห่วงโซ่อุปทานด้านอิเล็กทรอนิกส์ของไทยสมบูรณ์ขึ้นมาก การลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ จะช่วยสร้างงานที่มีคุณภาพ เกิดการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ของบุคลากรไทย อีกทั้งเป็นการต่อยอดจุดแข็งของไทยเพื่อมุ่งสู่เทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศในระยะต่อไป” นฤตม์ กล่าว

 

ทั้งนี้ ในช่วงปี 2566- 2568 (พฤศจิกายน) มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งการผลิต PCB, PCBA และวัตถุดิบสำคัญของ PCB รวม 214 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 3 แสนล้านบาท โดยโรงงาน PCB รายสำคัญได้เริ่มทยอยเดินเครื่องตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา

 

ภาพ: Monty Rakusen, Gri-spb / Getty image

The post ZDT ยักษ์อิเล็กทรอนิกส์ ‘PCB’ จีนเบอร์หนึ่งโลก ทุ่ม 6.5 หมื่นล้าน เลือกไทยฐานผลิตไฮเทคโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ถือหุ้นกู้ 5 รุ่นรวด ‘ไฟเขียว’ ผ่อนผัน D/E Ratio – งดทบทวนอันดับเครดิต จับตาวาระ 2 ‘เลื่อนจ่ายหนี้ 3 ปี’ นัดใหม่ 27 ม.ค. นี้ https://thestandard.co/bondholders-5-waive-de-ratio/ Mon, 19 Jan 2026 04:04:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1166642 ผู้ถือหุ้นกู้ 5 รุ่นรวด ‘ไฟเขียว’ ผ่อนผัน D/E Ratio - งด ทบทวนอันดับเครดิต จับตา วาระ 2 ‘เลื่อนจ่ายหนี้ 3 ปี’ นัดใหม่ 27 ม.ค. นี้

ที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ITD มีมติเอกฉันท์ให้หุ้นกู้ทั้ง […]

The post ผู้ถือหุ้นกู้ 5 รุ่นรวด ‘ไฟเขียว’ ผ่อนผัน D/E Ratio – งดทบทวนอันดับเครดิต จับตาวาระ 2 ‘เลื่อนจ่ายหนี้ 3 ปี’ นัดใหม่ 27 ม.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ถือหุ้นกู้ 5 รุ่นรวด ‘ไฟเขียว’ ผ่อนผัน D/E Ratio - งด ทบทวนอันดับเครดิต จับตา วาระ 2 ‘เลื่อนจ่ายหนี้ 3 ปี’ นัดใหม่ 27 ม.ค. นี้

ที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ITD มีมติเอกฉันท์ให้หุ้นกู้ทั้ง 5 รุ่น วงเงินรวมกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ได้รับผ่อนผันการดำรง D/E Ratio และงดรายงาน Credit Update ตลอดอายุหุ้นกู้ แต่วาระสำคัญเรื่องการ ‘ขยายเวลาไถ่ถอน 3 ปี’ ต้องเลื่อนออกไปพิจารณาใหม่ในวันที่ 27 มกราคมนี้ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบตามเงื่อนไข

 

บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าจากการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD สำหรับหุ้นกู้ 5 รุ่น (ITD242A, ITD24DA, ITD254A, ITD24DB และ ITD266A) ที่ประชุมได้มีมติ ‘อนุมัติ’ ในวาระที่ 1 ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นในทุกรุ่น โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

 

  • ยกเว้นเหตุผิดนัด (Default): อนุมัติผ่อนผันให้กรณีการไม่สามารถดำรงอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ไม่ถือเป็นเหตุผิดนัดตามข้อกำหนดสิทธิ
  • งดรายงานอันดับเครดิต: ผ่อนผันให้บริษัทไม่ต้องจัดให้มีการทบทวนหรือรายงานผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Update) ตลอดอายุหุ้นกู้
  • เปิดทางเจรจาหนี้: (เฉพาะรุ่น ITD24DA, ITD254A, ITD24DB และ ITD266A) อนุมัติให้บริษัทสามารถเจรจาหรือเข้าทำสัญญากับเจ้าหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้และผ่อนผันการชำระหนี้ได้

 

วาระ 2 ‘ขยายเวลาไถ่ถอน’ ต้องลุ้นต่อ หลังองค์ประชุมไม่ครบ

 

แม้ว่าวาระการผ่อนเกณฑ์เงื่อนไขจะผ่านพ้นไปด้วยดี แต่ วาระที่ 2 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การขอแก้ไขเงื่อนไขการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย รวมถึงการขยายระยะเวลาไถ่ถอนหุ้นกู้ออกไปอีก 3 ปี กลับยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในวันดังกล่าว

 

สาเหตุการเลื่อน เนื่องจากเมื่อล่วงเลยเวลานัดประชุมไป 45 นาที ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมไม่ครบเป็นองค์ประชุมสำหรับการพิจารณาวาระที่ 2 ตามข้อกำหนดสิทธิ

 

ทั้งนี้ ประธานที่ประชุมจึงประกาศเลื่อนวาระนี้ออกไปประชุมอีกครั้งใน วันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น. ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting)

The post ผู้ถือหุ้นกู้ 5 รุ่นรวด ‘ไฟเขียว’ ผ่อนผัน D/E Ratio – งดทบทวนอันดับเครดิต จับตาวาระ 2 ‘เลื่อนจ่ายหนี้ 3 ปี’ นัดใหม่ 27 ม.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อสังหาฯ ไทย แย่สุดในรอบเกือบ 10 ปี จับทิศทางปี 2569 ยอดขายจ่อติดลบต่อ ยอดปฏิเสธสินเชื่อยังสูง ดันสต็อกล้น ระเบิดเวลาหุ้นกู้? https://thestandard.co/thai-real-estate-sales-stock/ Mon, 19 Jan 2026 02:56:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1166612 อสังหาฯ ไทย แย่สุดในรอบเกือบ 10 ปี จับทิศทางปี 2569 ยอดขายจ่อติดลบต่อ ยอดปฏิเสธสินเชื่อยังสูง ดันสต็อกล้น ระเบิดเวลาหุ้นกู้?

มูลค่าตลาดรวมของภาคอสังหาฯ ไทย คาดว่าจะลดลงเหลือประมาณ […]

The post อสังหาฯ ไทย แย่สุดในรอบเกือบ 10 ปี จับทิศทางปี 2569 ยอดขายจ่อติดลบต่อ ยอดปฏิเสธสินเชื่อยังสูง ดันสต็อกล้น ระเบิดเวลาหุ้นกู้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อสังหาฯ ไทย แย่สุดในรอบเกือบ 10 ปี จับทิศทางปี 2569 ยอดขายจ่อติดลบต่อ ยอดปฏิเสธสินเชื่อยังสูง ดันสต็อกล้น ระเบิดเวลาหุ้นกู้?

มูลค่าตลาดรวมของภาคอสังหาฯ ไทย คาดว่าจะลดลงเหลือประมาณ 860,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 8-9 ปี ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ก็น่าจะต่ำสุดในรอบ 10 ปี เช่นเดียวกับ ยอดการเปิดตัวโครงการใหม่ทั่วประเทศก็คาดว่า จะต่ำสุดในรอบ 20 ปี เหลือเพียงประมาณ 40,000 หน่วย

 

เช่นเดียวกับสินเชื่ออสังหาฯ ไทยที่คาดว่า จะติดลบเป็นปีที่ 2 เช่นกัน สะท้อนได้จากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะผู้มีรายได้กลาง-ต่ำ

 

โดยตลาดที่ซบเซาและสต็อกที่ล้นในปัจจุบันกำลังสร้างแรงกดดันให้บริษัทพัฒนาอสังหาฯ ต่างๆ ดิ้นรนในการบริหารสภาพคล่อง (Cash Flow) ท่ามกลางคลื่นการครบกำหนดชำระหุ้นกู้ที่กำลังจะสาดซัดเข้ามา 1.4 แสนล้านบาทในปี 2569

 

อสังหาฯ ไทย แย่สุดในรอบราว 10 ปี

 

อิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้า กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยในรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดรวมของภาคอสังหาฯ ไทยจะลดลงเหลือประมาณ 860,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 8-9 ปี

 

ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ก็น่าจะต่ำสุดในรอบ 10 ปี โดยเหลือเพียงประมาณ 300,000 หน่วยต้นๆ เท่านั้น จากปกติเกือบ 400,000 หน่วย

 

เช่นเดียวกับการเปิดตัวโครงการใหม่ทั่วประเทศ ก็คาดว่า จะต่ำสุดในรอบ 20 ปี เหลือเพียงประมาณ 40,000 หน่วย (จากเคยสูงสุดกว่า 100,000 หน่วย) อย่างไรก็ตาม อิสระมองว่า การเปิดตัวโครงการใหม่ที่ลดลง ถือเป็นปัจจัยบวก เพราะช่วยลดอุปทาน (Supply) ส่วนเกินในตลาด และสะท้อนถึงการปรับตัวของผู้ประกอบการ

 

สำหรับผลประกอบการหรือรายได้บริษัทอสังหาฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็อาจลดลง 10-40% โดยในบางบริษัทกำไรอาจลดลงมากกว่านั้น จนถึงขั้นขาดทุนได้

 

“แม้อสังหาฯ จะซบเซา แต่ช่วงรอยต่อปี 68-69 ถือเป็น ปีที่ดีที่สุดในรอบ 20 ปี สำหรับผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและนักลงทุนระยะยาว สาเหตุเพราะราคาซื้อขายต่ำ ทำให้ผลตอบแทน (Yield) สูงกว่าในภาวะเศรษฐกิจดี อย่างไรก็ตาม ตลาดช่วงนี้ ไม่เหมาะสำหรับผู้เก็งกำไร เพราะตลาดไม่ได้มีการเติบโตหวือหวา” อิสระกล่าว

 

อสังหาฯ ไทยปี 2569 ‘ยังไม่ถึงจุดต่ำสุด’ ยอดโอนจ่อติดลบต่อเนื่อง

 

กณิศ อ่ำสกุล นักวิเคราะห์ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญกับ Perfect Storm หรือการหดตัวแทบทุกมิติและ Segment ส่วนในปี 2569 นี้ตลาดอสังหาฯ ไทยก็น่าจะหดตัวต่อเนื่อง และยังไม่ถึงจุดต่ำสุด (Bottom) ตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

 

“ย้อนกลับไปในปี 2568 ที่ผ่านมา ตัวชี้วัดตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ‘หักหัวลง’ แทบทั้งหมด ทั้งฝั่งอุปสงค์ (Demand) เช่น ยอดขายและยอดโอนอสังหาริมทรัพย์ และฝั่งอุปทาน (Supply) เช่น จำนวนยูนิตเปิดใหม่ก็หายไปเยอะ สำหรับในปีนี้ มองว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ยังไม่ถึงจุดต่ำสุด (Bottom) โดยยังมีโอกาสลงได้อีก ตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่คงไม่ลงหนักเท่าปีที่แล้ว” กณิศ กล่าว

 

Krungthai COMPASS เปิดประมาณการยอดโอน-ยอดเปิดยูนิตใหม่ปี 2569

 

โดยกณิศ คาดว่า ยอดโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (ซึ่งครองสัดส่วนตลาดอสังหาฯ ไทยราว 70-75%) จะยังคงหดตัวต่อเนื่องในปี 2569 โดยคาดว่า จะหดตัวราว -3% ถึง -5% หลังจากคาดว่า จะติดลบเกือบ 15% ในปี 2568

 

สำหรับในฝั่งอุปทาน (Supply) จำนวนยูนิตเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งปี 2568 คาดว่า จะอยู่ที่ประมาณ 36,000 ยูนิต ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 80,000-90,000 ยูนิตต่อปี สำหรับปี 2569 กณิศ คาดว่า จำนวนยูนิตเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะใกล้เคียงปีที่ผ่านมาโดยอยู่ที่ราว 36,000 – 38,000 ยูนิตเท่านั้น

 

“ในปีที่ผ่านมา ตลาดอสังหาฯ ไทย เรียกว่า เผชิญกับ Perfect Storm หรือการหดตัวแทบทุก Segment ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด ทำเลกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด และทุกระดับราคา ทั้งสูง กลาง และต่ำ สำหรับปีนี้ก็มองยากว่า กลุ่มใดจะฟื้นก่อน เนื่องจากแต่ละ Segment ยังมีแรงกดดันเฉพาะตัว” กณิศกล่าว

 

จับตาแนวโน้ม Rejection Rate

 

นอกจากนี้ กณิศยังกล่าว อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญ ในระยะหลังๆ จะเห็นว่า ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) ต่างๆ ออกมาพูดว่า อัตราดังกล่าวสูงขึ้น ตามสภาพเศรษฐกิจที่กระทบความสามารถในการกู้ของผู้บริโภค

 

ขณะที่ อิสระกล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลสมาชิกที่ดำเนินการธุรกิจบ้านจัดสรร ปี 2568 จำนวน 200 โครงการมียอด Reject Rate เฉลี่ยราว 40-50%

 

โดยในช่วงครึ่งแรกปี 2568 ธอส. มีสัดส่วนปล่อยสินบ้านเฉลี่ย 50% สูงภาวะปกติที่ปล่อยราว 30% ส่วนที่เหลือมาจากธนาคารพาณิชย์ แต่สถานการณ์ช่วงไตรมาส 3/68 เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น ธอส.สีสัดส่วนปล่อยสินเชื่อบ้านทยอยลดลงเหลือ 37% หลังธนาคารพาณิชย์เริ่มกลับมาทยอปล่อย สินเชื่อเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเพราะดอกเบี้ยเริ่มมีทิศทางขาลง ส่งผลให้ต้องการปล่อยสินเชื่อบ้านเพิ่มขึ้น แต่มีระบบตรวจสอบที่เน้นกลุ่มลูกค้าคุณภาพดี ประกอบกับผู้ประกอบกรฃารอสังหาริมทรัพย์มีการปรับตัวโดยทำระบบ Pre Approved ลูกค้า ดังนั้นส่งผลคาดว่าในปี 2569 ยอด Reject Rate มีแนวลดลงจากปี2568

 

ส่องมูลค่าหุ้นกู้อสังหาฯ จ่อครบกำหนด 1.4 แสนล้านบาทในปี 2569

 

สำหรับอีกความเสี่ยงที่น่าจับตาในปีนี้ กณิศมองว่า คือ การบริหารสภาพคล่องและการชำระคืนหุ้นกู้ (Rollover) เนื่องจากภาคอสังหาฯ ระดมทุนผ่านช่องทางนี้เยอะ แต่อย่างไรก็ตาม กณิศมองว่าบริษัทรายใหญ่ๆ ยังมีความแข็งแรงอยู่

 

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเกิดกรณีบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) แจ้งเหตุผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้มูลค่ารวมกว่า 6.3 ล้านบาท โดยแจงว่า เป็นได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการอนุมัติสินเชื่อรายย่อย ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานและ EBITDA ติดลบ จนเกิดภาวะขาดสภาพคล่องในการบริหารเงินในองค์กร

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากสมาคมตราสารหนี้ไทยระบุว่า ในปี 2569 ภาคอสังหาริมทรัพย์มีหุ้นกู้ระยะยาวจะครบกำหนดรวมมูลค่า 144,326 ล้านบาท โดยจำนวนนี้เป็นหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูง (High Yield) กว่า 4 หมื่นล้านบาท

 

ดังนั้น กณิศจึงมองว่า ในปีนี้ ผู้ประกอบการอาจไม่ได้เน้นการเติบโต (Growth) แต่หันมาเน้นการรักษาสภาพคล่อง (Cash Flow) หรือเป็นการทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งมากกว่าเติบโต โดยอาจมีการปรับกลยุทธ์ไปเจาะ Niche Market มากขึ้น ดังนั้น การเปิดโครงการจะไม่เน้นตลาด Mass ทั่วไป แต่จะเน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Niche) ที่ชัดเจนว่าขายใคร และมีการลดขนาดโครงการ (Downsize) หรือแบ่งเฟสขายเพื่อรักษาสภาพคล่อง

 

อสังหาฯ ไทย แย่สุดในรอบเกือบ 10 ปี จับทิศทางปี 2569 ยอดขายจ่อติดลบต่อ ยอดปฏิเสธสินเชื่อยังสูง ดันสต็อกล้น ระเบิดเวลาหุ้นกู้? 1

 

สินเชื่อบ้านจ่อ ‘ติดลบ’ 2 ปีติด รายได้กลาง-ต่ำยังกู้ยาก

 

กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แนวโน้มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยรายย่อยในระบบธนาคารไทย 17 แห่ง คาดว่า จะติดลบประมาณ 0.5% ในปี 2569 ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังจากปีที่แล้วติดลบไปประมาณ 0.6% ในปี 2568 พร้อมยังตั้งข้อสังเกตว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อบ้านยังมีทิศทางชะลอตัวต่อเนื่อง 4 ปีติดต่อกันแล้ว ตั้งแต่ปี 2564-2567

 

โดยกาญจนา ระบุว่า แนวโน้มสินเชื่อบ้านที่หดตัว มาจากหลายปัจจัย ได้แก่ กำลังซื้อของครัวเรือนในปัจจุบันค่อนข้างต่ำและไม่กระจายตัว รายได้ยังขาดความต่อเนื่อง ทำให้การกู้ซื้อบ้านกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มระดับรายได้กลางค่อนข้างสูงเท่านั้น

 

รวมทั้ง ภาระหนี้เดิมยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ในฝั่งของผู้กู้หรือครัวเรือนระมัดระวังเพิ่มขึ้น เนื่องจากหนี้บ้านเป็นหนี้ผูกพันระยะยาวหลายปี

 

กาญจนา ยังกล่าวต่อว่า สำหรับมาตรฐานการให้สินเชื่อของธนาคาร ไม่ได้เข้มขึ้น และเป็นไปตามมาตรฐาน (Standard) ต่างๆ ตัวอย่างเช่น เกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) กล่าวคือ ผู้กู้จะต้องมีรายได้ หลังชำระหนี้เพียงพอต่อการดำรงชีพ และใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ ธนาคารยังต้องดูไปถึงความสามารถในการชำระหนี้ต่างๆ เช่นเดิม

 

นอกจากนี้ กาญจนา ยังกล่าวว่า ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน Credit Profile ของผู้กู้ โดยเฉพาะกลุ่มระดับกลางลงล่าง ยังมีความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งในแง่ภาระหนี้เดิมที่สูงและรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้โอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อในกลุ่มนี้ไม่สูงนัก

 

“ความสามารถในการกู้เงินจะฟื้นตัว ตามระดับรายได้ สะท้อนว่า จะมีบางกลุ่มเท่านั้นที่สามารถก่อหนี้ซื้อบ้านได้” กาญจนากล่าว

 

อสังหาฯ ไทย แย่สุดในรอบเกือบ 10 ปี จับทิศทางปี 2569 ยอดขายจ่อติดลบต่อ ยอดปฏิเสธสินเชื่อยังสูง ดันสต็อกล้น ระเบิดเวลาหุ้นกู้? 2

 

เตือน! หนี้เสียบ้านทรงตัว ไม่ได้แปลว่า สถานการณ์ดีขึ้น

 

ในแง่ของคุณภาพสินเชื่อ กาญจนากล่าวว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา สินเชื่อรายย่อยมีมาตรการต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือ เช่น คุณสู้เราช่วย และการปรับโครงสร้างหนี้ เป็นต้น จึงทำให้หนี้เสียของสินเชื่อบ้าน ‘ค่อนข้างทรงตัว’

 

โดย NPL ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 อยู่ที่ 3.83% ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งหมด จากที่เคยอยู่ราว 4% ในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2568

 

“สินเชื่อบ้านรายย่อยที่ทรงตัวในช่วง 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่า สถานการณ์ดีขึ้น เนื่องจากมีมาตรการช่วยลูกหนี้ต่างๆ เข้ามาช่วย”

 

แนวโน้ม NPL ปีนี้ยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น (Upside risk) โดยประเมินกรอบไว้ที่ 3.80% – 3.95% ต่อสินเชื่อบ้านรวม เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ไม่ดีและรายได้ครัวเรือนที่ไม่ต่อเนื่อง แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเข้ามาพยุงไว้ก็ตาม

 

สินเชื่อสำหรับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีการเติบโต ตัวเลขล่าสุด ณ เดือนพฤศจิกายนโตขึ้น 3.7% (Year on Year) และคาดการณ์ว่าปิดปี 2568 ที่ผ่านมาอาจโตได้ถึงระดับ 5-7% จากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า โดยการเติบโตนี้กระจุกตัวอยู่ที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ ในขณะที่กลุ่ม SME ยังคงติดลบตามภาพรวมสินเชื่อ SME โดยรวม

 

การเติบโตของสินเชื่อผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 อาจมาจากผู้ประกอบการรายใหญ่หันกลับมาใช้สินเชื่อธนาคารบ้าง สลับกับการออกหุ้นกู้ เพื่อบริหารต้นทุนและสภาพคล่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ดอกเบี้ยทยอยลดลงในปีที่แล้ว ธนาคารจะพิจารณาปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยงด้านเครดิตของแต่ละราย

 

สำหรับสินเชื่อผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 นี้คาดว่า จะยังโตต่อได้ แต่ในอัตราที่ชะลอลง ตามภาพรวมเศรษฐกิจ

 

KKP เปิดปมปัญหา สต็อกล้น ขายไม่ออก กระบวนการแก้หนี้ช้า

 

ด้าน บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ตอนนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญกับภาวะอุปทานล้น (Over Supply) และ ‘หนืด’ เนื่องจากไม่สามารถขายออกได้

 

อย่างไรก็ตาม บรรยง กล่าวว่า ข้อดีในช่วงนี้คือ ภาคอสังหาฯ ไทยไม่ได้อยู่ในภาวะ Over Leverage หรือลงทุนเก็งกำไรมากเกินไป ‘หนี้ไม่ได้ท่วม’

 

ดังนั้น บรรยง กล่าวต่อว่า ทางรอดที่จะทำให้อสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวได้คือ เศรษฐกิจต้องกลับมาเติบโต เพื่อให้กำลังซื้อของผู้บริโภคกลับคืนมา บรรยงยังชี้ให้เห็นถึงข้อเสียสำคัญของระบบประเทศไทย คือ มาตรการแก้หนี้เสียทำได้ล่าช้ามาก โดยเฉพาะกระบวนการยึดทรัพย์ ที่ต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้น

 

กรุงไทย เปิดปัจจัยบวกภาคอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569

 

สำหรับปัจจัยบวกที่อาจจะเข้ามาช่วยพยุงภาคอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้า กณิศมองว่า อาจมาจากการต่ออายุมาตรการของภาครัฐต่างๆ เช่นการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV และมาตรการลดค่าโอนและจดจำนอง รวมไปถึงอุปสงค์จากตลาดต่างชาติ

 

ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (เกณฑ์ LTV) ที่ทำสัญญาระหว่าง 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 รวมไปถึง ภาครัฐยังออกมาตรการลดค่าโอนและจดจำนอง ที่จะมีผลถึง 30 มิถุนายน 2569 นี้

 

สำหรับ อุปสงค์จากตลาดต่างชาติ ซึ่งจะเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งปีที่ผ่านมาตัวเลขนักท่องเที่ยวต่ำกว่าปี 2567 ทำให้ยอดซื้อคอนโดมิเนียมลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะ ลูกค้าชาวจีนที่เคยมีสัดส่วน 50-60% ของตลาดต่างชาติในปีก่อนๆ หน้า โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา สัดส่วนดังกล่าวลดลงเหลือเพียงประมาณ 30% เท่านั้น ดังนั้น กณิศจึงมองว่า ถ้าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัว อุปสงค์จากตลาดต่างชาติในภาคอสังหาฯ ก็น่าจะฟื้นตัวตาม

 

‘อิสระ’ เปิด 5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

 

โดยในช่วงที่ประเทศไทยกำลังมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ‘อิสระ’ ได้เปิด 5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อกระตุ้นภาคอสังหา ดังนี้

 

1. การปรับผังเมือง โดยควรเปลี่ยนโครงสร้างเมืองจาก “Monocentric” (รวมศูนย์ความเจริญที่กรุงเทพฯ) ให้กระจายความเจริญเหมือนต่างประเทศ (เช่น ญี่ปุ่น) นอกจากนี้ ควรแก้ผังเมืองให้สอดคล้องกับโครงข่ายรถไฟฟ้าที่ขยายจาก 40 สถานีเป็น 400 สถานี เพราะปัจจุบันพื้นที่ใจกลางเมืองราคาที่ดินสูงมากแต่ผังเมืองกำหนดให้สร้างได้น้อย (Density ต่ำ)

 

2. มาตรการลดค่าธรรมเนียม โดยเสนอให้รัฐขยายเวลามาตรการลดค่าจดทะเบียนการโอนและจดจำนอง ต่อไปจนถึง สิ้นปี 2569

 

3. การแก้หนี้ครัวเรือน (Debt Consolidation) โดยเสนอให้ทำโครงการรวมหนี้ (Consolidate Debt Program) โดยนำหนี้ระยะสั้นดอกเบี้ยสูง (เช่น บัตรเครดิต, รถยนต์) มารวมกับหนี้บ้านที่ผ่อนเงินต้นไปบางส่วนแล้ว วิธีนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนของประชาชนได้ทันที 20-70% และช่วยป้องกันหนี้เสีย (NPL) โดยไม่ต้องใช้งบประมาณรัฐ

 

4. ปรับลดขนาดที่ดินขั้นต่ำ โดยเสนอให้แก้กฎหมายจัดสรรที่ดิน ลดขนาดที่ดินขั้นต่ำลงเพื่อให้ราคาบ้านสอดคล้องกับกำลังซื้อ เช่น บ้านเดี่ยวลดจาก 50 ตร.ว. เหลือ 35 ตร.ว. และบ้านแฝดลดจาก 35 ตร.ว. เหลือ 28 ตร.ว.

 

5. ขยายระยะเวลาการเช่า โดยเสนอให้ขยายสิทธิการเช่าจาก 30 ปี เป็น 60 ปี (หรือมากกว่า) เพื่อให้การเช่าที่ดินของชาวต่างชาติทำได้ถูกต้องตามกฎหมายและโปร่งใส โดยมาตรการนี้ยังเป็นประโยชน์กับ คนไทยรายได้ปานกลาง ให้สามารถเช่าที่อยู่อาศัยในเมืองในราคาที่เอื้อมถึง แทนที่จะต้องซื้อขาดในราคาสูง

 

 

The post อสังหาฯ ไทย แย่สุดในรอบเกือบ 10 ปี จับทิศทางปี 2569 ยอดขายจ่อติดลบต่อ ยอดปฏิเสธสินเชื่อยังสูง ดันสต็อกล้น ระเบิดเวลาหุ้นกู้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้า 8 ชาติพันธมิตร NATO ในยุโรป สูงสุด 25% หวังกดดันเดนมาร์กขายกรีนแลนด์ https://thestandard.co/trump-threatens-nato-tariffs-greenland/ Sun, 18 Jan 2026 07:01:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1166499 ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้า 8 ชาติพันธมิตร NATO ในยุโรป สูงสุด 25% หวังกดดัน **เดนมาร์ก** ขาย **กรีนแลนด์**

สหรัฐฯ เตรียมบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าใหม่กับ 8 ชาติพั […]

The post ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้า 8 ชาติพันธมิตร NATO ในยุโรป สูงสุด 25% หวังกดดันเดนมาร์กขายกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้า 8 ชาติพันธมิตร NATO ในยุโรป สูงสุด 25% หวังกดดัน **เดนมาร์ก** ขาย **กรีนแลนด์**

สหรัฐฯ เตรียมบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าใหม่กับ 8 ชาติพันธมิตร NATO ในยุโรป เพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองให้เดนมาร์กยอมขายเกาะกรีนแลนด์ให้กับสหรัฐฯ โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า รัฐบาลจะเริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2026 และ จะปรับเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน 2026 โดยมาตรการดังกล่าวจะถูกนำไปบวกเพิ่มกับอัตราภาษีเดิมที่ใช้อยู่แล้ว ไม่ใช่การทดแทนแต่อย่างใด

 

สำหรับประเทศที่จะได้รับผลกระทบประกอบด้วยกลุ่มสแกนดิเนเวีย และ ประเทศมหาอำนาจในยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และ สหราชอาณาจักร ซึ่งมาตรการนี้จะถูกนำไปบวกเพิ่มกับอัตราภาษีเดิมที่เก็บอยู่แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้สินค้าในกลุ่มเปราะบางอย่างเหล็ก และ รถยนต์อาจมีภาระภาษีพุ่งสูงเกินกว่า 20%

 

นักวิเคราะห์แสดงความเห็นว่า การที่สหรัฐฯ เลือกใช้มาตรการกับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) เพียงบางส่วน อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายภาษีครอบคลุมทั้ง 27 ประเทศใน EU ซึ่งจะกลายเป็นบ่อนทำลายข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และ EU ที่เพิ่งบรรลุร่วมกันเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจหลังความขัดแย้งทางการค้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

ท่าทีแข็งกร้าวของ โดนัลด์ ทรัมป์ จุดชนวนให้ยุโรปตอบโต้ทันที โดย มันเฟรด เวเบอร์ สมาชิกอาวุโสจากพรรค European People’s Party (EPP) กล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้อตกลงการค้าระหว่าง EU กับสหรัฐฯ ไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้ พร้อมเรียกร้องให้ EU ระงับมาตรการลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เป็นศูนย์ไว้เป็นการชั่วคราว เพื่อรักษาอำนาจการต่อรองเอาไว้

 

ขณะเดียวกัน สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เอกอัครราชทูตจากประเทศสมาชิก EU ทั้ง 27 ประเทศ เตรียมจัดการประชุมฉุกเฉินในวันนี้ (อาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2026) โดยมีไซปรัส ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสหภาพยุโรปแบบหมุนเวียน เป็นผู้เรียกประชุม เพื่อประเมินผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐฯ และกำหนดท่าทีร่วมกัน

 

ในฝั่งของ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้เหตุผลว่า การปรับขึ้นภาษีครั้งนี้เป็นการตอบโต้ประเทศในยุโรปบางแห่งที่ส่งกองกำลังเข้าไปยังเกาะกรีนแลนด์ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก โดยทรัมป์มองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงและการอยู่รอดของโลก

 

โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยระบุว่า อาจใช้มาตรการทางภาษีในลักษณะเดียวกับที่เคยนำมาใช้กดดันประเทศอื่นในประเด็นราคายา เพื่อบีบให้เกิดข้อตกลงเกี่ยวกับกรีนแลนด์ พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ มีความจำเป็นต้องครอบครองพื้นที่ดังกล่าวเพื่อเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ แม้ทรัมป์จะไม่ได้อ้างอิงถึงกฎหมายฉบับใดโดยตรง แต่

 

นักวิเคราะห์มองว่าแนวทางนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับการใช้อำนาจภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจในการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งศาลสูงสุดสหรัฐฯ อาจมีคำตัดสินในเร็ว ๆ นี้เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของภาษีที่ใช้ภายใต้กรอบดังกล่าว

 

ด้าน สก็อตต์ ลินซิโคม จากสถาบัน Cato เตือนว่า การขู่ขึ้นภาษีสะท้อนความเปราะบางของข้อตกลงการค้าที่พึ่งพาการตัดสินใจฝ่ายเดียว และทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในฐานะคู่ค้าระยะยาว ในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้นำยุโรปหลายประเทศออกมาประณามมาตรการดังกล่าว โดยมองว่าเป็นการกระทำเชิงเป็นศัตรูกับพันธมิตร และเสี่ยงบั่นทอนความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

 

ขณะที่ เออร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป แสดงความเห็นว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงข้อพิพาททางการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบคุณค่าพื้นฐานที่โลกตะวันตกยึดถือร่วมกัน เช่นเดียวกับเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ที่เสริมว่า การเพิ่มกำลังทหารในกรีนแลนด์มีเป้าหมายเพื่อความมั่นคงในแถบอาร์กติก โดยได้ดำเนินการอย่างโปร่งใสร่วมกับพันธมิตร พร้อมย้ำจุดยืนชัดเจนว่ากรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย

 

ในฝั่งของผู้นำสหภาพยุโรป ออกมาเตือนว่า ความขัดแย้งครั้งนี้อาจเปิดช่องให้จีนและรัสเซียได้รับประโยชน์จากความแตกแยกของพันธมิตรตะวันตก ขณะเดียวกัน แรงกดดันต่อองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ก็เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าการใช้มาตรการภาษีกับประเทศพันธมิตรอาจส่งผลย้อนกลับ กระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

 

ส่วนสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ จากทั้งสองพรรคการเมืองออกมาเรียกร้องให้ลดระดับความตึงเครียดลง โดยชี้ว่าไม่พบภัยคุกคามด้านความมั่นคงต่อกรีนแลนด์ พร้อมเตือนว่าการขึ้นภาษีกับพันธมิตร NATO จะยิ่งเพิ่มภาระค่าครองชีพให้ชาวอเมริกัน และเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยุติการข่มขู่ หันกลับมาใช้การทูตเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาแทน

 

ภาพ: NMK-Studio/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีนำเข้า 8 ชาติพันธมิตร NATO ในยุโรป สูงสุด 25% หวังกดดันเดนมาร์กขายกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้าสหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน https://thestandard.co/chinese-tech-ai-leads-us/ Sun, 18 Jan 2026 04:36:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1166422 หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้า สหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนเปิดฉากปีใหม่อย่างร้อนแรง โดยดัชนี […]

The post หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้าสหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้า สหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนเปิดฉากปีใหม่อย่างร้อนแรง โดยดัชนีหุ้นเทคโนโลยีในประเทศ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น Nasdaq ของจีน ปรับตัวพุ่งขึ้นเกือบ 13% นับตั้งแต่ต้นเดือน ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีจีนที่จดทะเบียนในตลาดฮ่องกงเพิ่มขึ้นเกือบ 6% ทำผลงานโดดเด่นเหนือกว่าดัชนี Nasdaq 100 ของสหรัฐฯ ได้อย่างชัดเจน

 

แรงหนุนสำคัญมาจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อเทคโนโลยีที่จีนพัฒนาขึ้นเอง ซึ่งได้กลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวก็ตาม

 

แนวโน้มเชิงบวกดังกล่าวมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยได้รับแรงส่งจากการเตรียมเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่นใหม่ของ DeepSeek ควบคู่ไปกับการประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ของรัฐบาลจีน ซึ่งจะมุ่งเน้นนโยบายพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ

 

นับเป็นเวลากว่าเกือบหนึ่งปีนับตั้งแต่ DeepSeek สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ด้วยการเปิดตัว AI ต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba, Tencent และบริษัทเทคโนโลยีจีนรายอื่นๆ เร่งเดินหน้าแข่งขัน พัฒนา และนำ Generative AI ไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวาง

 

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของจีนก็แสดงศักยภาพที่โดดเด่น ทั้งในภาคการผลิตและการใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยมีการผสานโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เข้ากับเครื่องจักรความแม่นยำสูง รวมถึงโดรนขนส่ง ซึ่งช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของจีนในสายตานักลงทุน จากประเทศฐานการผลิตต้นทุนต่ำ สู่การเป็นคู่แข่งด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่ท้าทายสหรัฐฯ อย่างจริงจัง

 

ปัจจัยทั้งหมดนี้สะท้อนถึง ‘คลื่นนวัตกรรมรอบใหม่’ ที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้น ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความเปราะบาง

 

มาร์ก โมเบียส กรรมการผู้จัดการกองทุน Mobius Emerging Opportunities Fund กล่าวว่า ทิศทางเทคโนโลยีของจีนมีความคึกคักอย่างมาก โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำเหนือสหรัฐฯ ในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ชิป และ AI ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวกำลังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลให้ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง

 

สอดคล้องกับข้อมูลจาก Jefferies Financial Group ระบุว่า มูลค่าตลาดรวมของหุ้น AI จีนจำนวน 33 บริษัทที่ติดตาม เพิ่มขึ้นแตะระดับ 7.32 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา และยังมีช่องว่างในการเติบโตอีกมาก เนื่องจากปัจจุบันมูลค่าตลาด AI ของจีนคิดเป็นเพียง 6.5% ของสหรัฐฯ เท่านั้น

 

กระแสความร้อนแรงยังส่งผลเชิงบวกต่อตลาด IPO โดยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI หลายแห่งทำผลงานได้โดดเด่นหลังเข้าจดทะเบียน ส่งผลให้บริษัทดาวรุ่งรายอื่นๆ เตรียมเข้าระดมทุนในตลาดตามมา ไม่ว่าจะเป็น Xpeng Aeroht หน่วยธุรกิจรถบินได้ของ Xpeng, LandSpace Technology ผู้พัฒนาจรวดเชิงพาณิชย์ รวมถึง BrainCo สตาร์ตอัปด้านอินเทอร์เฟซสมองและคอมพิวเตอร์

 

อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาหุ้นได้จุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับระดับมูลค่าที่ตึงตัว ตัวอย่าง เช่น Cambricon ผู้ผลิตชิป AI ที่มีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ล่วงหน้าสูงถึง 120 เท่า ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มหุ่นยนต์ของจีนมีค่า P/E เฉลี่ยมากกว่า 40 เท่า สูงกว่าดัชนี Nasdaq 100 ของสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ราว 25 เท่า โดยล่าสุดรัฐบาลจีนเริ่มออกมาตรการคุมเข้มการให้กู้ยืมเพื่อซื้อหุ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไรที่ร้อนแรงเกินไปในภาคเทคโนโลยี

 

นักวิเคราะห์จาก Gavekal Research ระบุว่า กลยุทธ์ AI ราคาถูกแต่คุณภาพสูงของจีนอาจสร้างผลตอบแทนได้รวดเร็วกว่ารูปแบบ AI ต้นทุนสูงของสหรัฐฯ โดยจุดที่ตลาดจับตาอยู่ในขณะนี้ คือการเปิดตัวโมเดล R2 จาก DeepSeek ในไตรมาสแรกของปี 2026 ซึ่งหากสามารถยกระดับประสิทธิภาพได้ในต้นทุนที่ต่ำลงอีก ก็อาจกลายเป็นตัวเร่งการเติบโตรอบใหม่ให้กับตลาดหุ้นจีน

 

นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะประกาศในเดือนมีนาคม 2026 และให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ว่าหุ้นเทคโนโลยีจีนในกลุ่ม AI เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ และไบโอเทคโนโลยี มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดสหรัฐฯ ได้ในระยะยาว

 

ภาพ:C.Aphirak/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้าสหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตุรกี ผู้ผลิตน้ำผึ้งเบอร์ 3 โลก เจอวิกฤตน้ำผึ้งปลอมระบาดทั่วตลาด รัฐเร่งคุมเข้ม หวั่นกระทบส่งออก https://thestandard.co/turkey-fake-honey-crisis-exports/ Sun, 18 Jan 2026 02:56:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1166381 ตุรกี ผู้ผลิตน้ำผึ้งเบอร์ 3 โลก เจอวิกฤตน้ำผึ้งปลอมระบาดทั่วตลาด รัฐเร่งคุมเข้ม หวั่นกระทบส่งออก

ตุรกี ผู้ผลิตน้ำผึ้งรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก เจอปัญหาน้ำผ […]

The post ตุรกี ผู้ผลิตน้ำผึ้งเบอร์ 3 โลก เจอวิกฤตน้ำผึ้งปลอมระบาดทั่วตลาด รัฐเร่งคุมเข้ม หวั่นกระทบส่งออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตุรกี ผู้ผลิตน้ำผึ้งเบอร์ 3 โลก เจอวิกฤตน้ำผึ้งปลอมระบาดทั่วตลาด รัฐเร่งคุมเข้ม หวั่นกระทบส่งออก

ตุรกี ผู้ผลิตน้ำผึ้งรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก เจอปัญหาน้ำผึ้งปลอมระบาดรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อและจำนวนผู้เลี้ยงผึ้งที่ลดลง ส่งผลให้รัฐบาลต้องยกระดับมาตรการกำกับดูแลและตรวจสอบคุณภาพน้ำผึ้งในตลาดเข้มงวดมากขึ้น เพื่อปกป้องทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตที่ถูกต้องตามกฎหมาย

 

ขณะที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รายงานว่า ในปี 2024 ตุรกีผลิตน้ำผึ้งธรรมชาติได้ราว 95,000 ตัน ซึ่งเป็นรองเพียงจีนและอินเดีย สะท้อนศักยภาพของประเทศที่ได้เปรียบด้านภูมิประเทศและภูมิอากาศ ที่มีครบทั้ง 4 ฤดู และความหลากหลายของพืชดอก เริ่มตั้งแต่ดอกส้มและส้มเขียวหวานในฤดูใบไม้ผลิ ดอกทานตะวันในฤดูร้อน ไปจนถึงน้ำผึ้งจากต้นสนในฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งพืชดอกทั้งหมดเอื้อต่อการผลิตน้ำผึ้งตลอดทั้งปี

 

อาลี เดเมียร์ ประธานสมาคมผู้เลี้ยงผึ้งตุรกี ซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 7 หมื่นคน กล่าวว่า ผู้เลี้ยงผึ้งกำลังเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่ไม่เป็นธรรม จากการที่น้ำผึ้งปลอมมีราคาถูกกว่าน้ำผึ้งแท้มาก โดยน้ำผึ้งปลอมดังกล่าวมีทั้งแบบที่ถูกผสมสารอื่น เช่น น้ำเชื่อม น้ำตาล หรือไซรัปฟรุกโตส รวมถึงแบบที่ผลิตขึ้นจากกระบวนการอุตสาหกรรมโดยไม่เกี่ยวข้องกับผึ้งเลย

 

ทั้งนี้ ปัญหาน้ำผึ้งปลอมยังรุนแรงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยิ่งเห็นชัดในเดือนกันยายน 2024 สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ทางการตุรกีได้ยึดน้ำตาล ไซรัปฟรุกโตส และวัตถุดิบอื่นที่ใช้ในการผลิตน้ำผึ้งปลอม มูลค่ารวมกว่า 960 ล้านลีราตุรกี หรือราว 22.2 ล้านดอลลาร์ จากโรงงานแห่งหนึ่งในกรุงอังการา

 

ประธานสมาคมผู้เลี้ยงผึ้งตุรกี กล่าวต่อว่า โรงแรม ร้านอาหาร และภาคธุรกิจจำนวนมากเลือกใช้น้ำผึ้งราคาถูกเพื่อควบคุมต้นทุน ซึ่งยิ่งเปิดช่องให้น้ำผึ้งปลอมแทรกซึมเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคทั่วไปไม่สามารถแยกแยะน้ำผึ้งแท้และน้ำผึ้งปลอมได้จากรสชาติ กลิ่น หรือรูปลักษณ์ภายนอก เนื่องจากเทคนิคการปลอมแปลงมีความซับซ้อนสูง บางกรณีถึงขั้นให้น้ำเชื่อมแก่ผึ้งโดยตรง ซึ่งการยืนยันความแท้จึงจำเป็นต้องอาศัยการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเฉพาะทางเท่านั้น

 

อย่างไรก็ดี ระดับความรุนแรงของปัญหายังคงเป็นที่ถกเถียงในระดับนานาชาติ และผลการสุ่มตรวจในปี 2023 ของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ระบุว่า น้ำผึ้งนำเข้าจากตุรกีถึง 93% ถูกสงสัยว่ามีการปลอมปน ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในบรรดาประเทศผู้ส่งออกทั้งหมด

 

ด้านกระทรวงเกษตรและป่าไม้ของตุรกี ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลสินค้าอาหารปลอม ได้ปฏิเสธข้อมูลดังกล่าว โดยระบุว่า จากการตรวจสอบในปี 2025 พบว่าน้ำผึ้งปลอมในตลาดภายในประเทศมีเพียง 0.02% เท่านั้น และไม่พบการปลอมปนในน้ำผึ้งที่ส่งออกไปต่างประเทศ พร้อมชี้ว่าข้อมูลของสหภาพยุโรปเป็นการบั่นทอนภาพลักษณ์ของน้ำผึ้งตุรกีเพื่อกดราคาสินค้า และไม่สอดคล้องกับผลการตรวจสอบของรัฐบาล

 

แม้ตัวเลขอย่างเป็นทางการจะยังขัดแย้งกัน แต่แนวโน้มโดยรวมชี้ว่าน้ำผึ้งปลอมมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากย้อนกลับไปในปี 2019 การตรวจตัวอย่างน้ำผึ้งกว่า 2,000 ตัวอย่าง พบของปลอมเพียง 9 กรณีเท่านั้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยทางเศรษฐกิจยังซ้ำเติมสถานการณ์ โดยภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น โดยดัชนีราคาผู้บริโภคของตุรกีปรับเพิ่มขึ้น 30.9% เมื่อเทียบรายปีในเดือนธันวาคม 2025 ขณะเดียวกัน จำนวนผู้เลี้ยงผึ้งก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ประกอบอาชีพส่วนใหญ่อยู่ในวัยสูงอายุ และขาดแรงงานรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอดอาชีพ

 

ภาพ:Antonova Irina/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ตุรกี ผู้ผลิตน้ำผึ้งเบอร์ 3 โลก เจอวิกฤตน้ำผึ้งปลอมระบาดทั่วตลาด รัฐเร่งคุมเข้ม หวั่นกระทบส่งออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า https://thestandard.co/us-exports-vietnam-corn-21x/ Sat, 17 Jan 2026 08:24:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1166313 ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า

การส่งออกทางเรือของ สหรัฐฯ ไปยังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ […]

The post ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า

การส่งออกทางเรือของ สหรัฐฯ ไปยังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่ไม่ใช่ จีน ในปี 2025 ที่ผ่านมา มีการขยายตัวถึง 17% ซึ่งถือเป็นผลพวงจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกภายใต้นโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากกลับเข้ารับตำแหน่งได้เพียงหนึ่งปี

 

Nikkei Asia วิเคราะห์โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Kpler ผู้ให้บริการข้อมูลการค้าระหว่างประเทศว่า การส่งออกทางเรือของ สหรัฐฯ ไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่กว่า 20 ประเทศ อาทิ บราซิล อินเดีย มาเลเซีย และ เวียดนาม เพิ่มขึ้นจาก 190 ล้านตันในปี 2024 เป็น 223 ล้านตันในปี 2025 โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวโพด และ ถั่วเหลือง ซึ่งหลายประเทศในเอเชียเร่งนำเข้าเพิ่มขึ้น และอีกด้านยังช่วยชดเชยการส่งออกไปจีนที่ลดลงอย่างหนัก

 

อิชาน ภานู นักวิเคราะห์อาวุโสด้านสินค้าเกษตรของ Kpler ระบุว่า การที่ประเทศต่างๆนำเข้าเพิ่มขึ้นสะท้อนผลลัพธ์โดยตรงจากที่ก่อนหน้านี้ สหรัฐ ได้เจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าในกลุ่มตลาดเกิดใหม่

 

หนึ่งในประเทศที่โดดเด่นมากคือเวียดนาม ซึ่งในปี 2025 นะนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 21 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ราว 1.7 ล้านตัน หลังจากทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงทางการค้าเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา โดยเวียดนามตกลงซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ แลกกับการที่สหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนามจาก 46% เหลือ 20%

 

จากข้อมูลยังชี้ว่า ในเดือนพฤศจิกายน เวียดนามนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ สูงสุด เป็นประวัติการณ์ที่ 3.8 แสนตัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากที่ผ่านมาเวียดนามพึ่งพาการนำเข้าข้าวโพดจากอเมริกาใต้เป็นหลัก แต่ในปี 2025 กลับเปลี่ยนทิศทางมาซื้อจากสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ

 

เช่นเดียวกับ ปากีสถาน ได้เพิ่มการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เป็น 1.23 ล้านตัน จากที่เคยนำเข้าเพียง 6 หมื่นตันในปีก่อนหน้า หลังจากทั้งสองประเทศลงนามข้อตกลงการค้าในเดือนกรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา ข้อตกลงดังกล่าวยังได้ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอของปากีสถาน หลังสหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าสิ่งทอจากราว 29% เหลือ 19% ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างอินเดียได้มากขึ้น

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน บังกลาเทศ ได้ยอมเพิ่มการนำเข้าข้าวสาลีจากสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการลดภาษีนำเข้าสินค้าสิ่งทอเข้าสู่ตลาดอเมริกัน โดย อิชาน ระบุว่า ก่อนหน้านี้ บังกลาเทศ เป็นลูกค้ารายใหญ่ของการนำเข้าข้าวสาลีจากรัสเซีย แคนาดา ยูเครน และ อาร์เจนตินา แต่จากแรงจูงใจทางการค้า ทำให้หันมาซื้อจากสหรัฐฯ แม้ราคาจะสูงกว่าก็ตาม

 

ขณะที่ฝั่งของทวีปแอฟริกา ไนจีเรีย ได้เพิ่มการนำเข้าข้าวสาลีจากสหรัฐฯ จาก 5.3 แสนตันในปี 2024 เป็น 1.48 ล้านตันในปี 2025 ส่งผลให้การส่งออกข้าวสาลีของสหรัฐฯ ไปยัง 20 ประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นจาก 16% เป็น 21.57 ล้านตัน

 

แม้สินค้าเกษตรของสหรัฐฯ จะมีราคาสูงกว่าคู่แข่งบางประเทศ โดยราคาส่งออกถั่วเหลืองอยู่ที่ 418 ดอลลาร์ต่อตัน เทียบกับของบราซิลที่ขายอยู่ที่ 407 ดอลลาร์ต่อตัน แต่ประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงเลือกซื้อสินค้าอเมริกันอย่างต่อเนื่อง เพราะคำนึงถึงเงื่อนไขทางการค้าและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ การส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่ทั้ง 20 ประเทศ ก็เพิ่มขึ้นถึง 58% อยู่ที่ 36 ล้านตันในปี 2025 โดยอินเดียกลายเป็นหนึ่งในผู้ซื้อรายสำคัญ หลังพยายามคลายความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ จากกรณีเผชิญภาษี 50% จากการนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

 

ทั้งนี้ ข้อมูลของ Kpler ระบุว่า ในเดือนธันวาคม อินเดียมีการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียลดลง 29% ขณะที่การนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า

 

ถึงอย่างไรนั้น การเติบโตในตลาดเกิดใหม่ยังไม่สามารถชดเชยการหดตัวของตลาดจีนได้ทั้งหมด สะท้อนได้จากการส่งออกของสหรัฐฯ ไปจีนในปี 2025 ลดลงถึง 65% จาก 93 ล้านตันในปี 2024 เหลือเพียง 32 ล้านตัน โดยเฉพาะการส่งออกถั่วเหลืองที่แทบหยุดลงหลังเดือนพฤษภาคม 2025 ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยจาก Auckland University of Technology ระบุว่า นโยบายภาษีของรัฐบาล โดนัล ทรัมป์อาจฉุดอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ลดลง 0.36% ในปี 2025 ขณะที่ประเทศอื่นอย่างไทยและบราซิลก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

 

ภาพ:MeshCube/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
คปภ. เร่งบริษัทประกันจ่ายสินไหมเหตุเครนถล่มทับรถไฟความเร็วสูง พร้อมเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท https://thestandard.co/oic-urges-claims-crane-train/ Sat, 17 Jan 2026 07:27:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1166295 คปภ. เร่งบริษัทประกันจ่ายสินไหมเหตุเครนถล่มทับรถไฟความเร็วสูง พร้อมเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกัน […]

The post คปภ. เร่งบริษัทประกันจ่ายสินไหมเหตุเครนถล่มทับรถไฟความเร็วสูง พร้อมเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
คปภ. เร่งบริษัทประกันจ่ายสินไหมเหตุเครนถล่มทับรถไฟความเร็วสูง พร้อมเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งติดตามและกำกับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากอุบัติภัยใหญ่ กรณีเครนในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงของการรถไฟแห่งประเทศไทย พังถล่มทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษ ขบวนที่ 21 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

 

อดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ คปภ. ด้านกฎหมายและตรวจสอบ ได้ประชุมและหารือกับบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้แทนจากการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อประสานข้อมูลและกำหนดแนวทางการช่วยเหลือร่วมกัน

 

โดยรองเลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลด้านการประกันภัยพบว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้ทำประกันภัยประเภท Contractor All Risks (CAR) ซึ่งมีความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกวงเงิน 583 ล้านบาท โดยมีบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัยหลักในสัดส่วน 60% ขณะที่บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) รับประกันภัยรายละ 20%

 

เพื่อให้การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ประชาชนเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ สำนักงาน คปภ. จึงใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 เชิญบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องมาหารือ เพื่อกำหนดแนวทางการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้มีความชัดเจนและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้บริษัท ทิพยประกันภัย ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยหลัก ดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นแก่ผู้เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท พร้อมพิจารณาการเยียวยาเพิ่มเติมตามหลักความเป็นธรรมและความเหมาะสมในลำดับถัดไป ขณะเดียวกันได้กำชับให้บริษัทประกันภัยทุกแห่งเร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาและค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บให้สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลตามจริง ตามสิทธิและความคุ้มครองที่เกี่ยวข้อง

 

สำนักงาน คปภ. ย้ำว่า จะกำกับติดตามการดำเนินงานของบริษัทประกันภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงที โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้

The post คปภ. เร่งบริษัทประกันจ่ายสินไหมเหตุเครนถล่มทับรถไฟความเร็วสูง พร้อมเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
BTS เปิดฉากเวิลด์ทัวร์ในรอบ 4 ปี ปลุกกระแส K-Pop ปี 2026 หวนคืนสู่ยุคทองอีกครั้ง https://thestandard.co/bts-world-tour-kpop-2026/ Sat, 17 Jan 2026 05:10:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1166259 ตามกฎการเว้นวรรคที่ระบุว่า เพิ่มวรรคหน้าคำนามเฉพาะที่ตามหลังคำกริยา ในพาดหัวข่าวนี้ ไม่มีคำนามเฉพาะใด ๆ ที่ตามหลังคำกริยาโดยตรง จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มการเว้นวรรคตามกฎดังกล่าว Headline: BTS เปิดฉากเวิลด์ทัวร์ในรอบ 4 ปี ปลุกกระแส K-Pop ปี 2026 หวนคืนสู่ยุคทองอีกครั้ง

อุตสาหกรรม K-pop เตรียมก้าวเข้าสู่ยุคทองอีกครั้งในปี 20 […]

The post BTS เปิดฉากเวิลด์ทัวร์ในรอบ 4 ปี ปลุกกระแส K-Pop ปี 2026 หวนคืนสู่ยุคทองอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตามกฎการเว้นวรรคที่ระบุว่า เพิ่มวรรคหน้าคำนามเฉพาะที่ตามหลังคำกริยา ในพาดหัวข่าวนี้ ไม่มีคำนามเฉพาะใด ๆ ที่ตามหลังคำกริยาโดยตรง จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มการเว้นวรรคตามกฎดังกล่าว Headline: BTS เปิดฉากเวิลด์ทัวร์ในรอบ 4 ปี ปลุกกระแส K-Pop ปี 2026 หวนคืนสู่ยุคทองอีกครั้ง

อุตสาหกรรม K-pop เตรียมก้าวเข้าสู่ยุคทองอีกครั้งในปี 2026 เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง HYBE ประกาศข่าวดีที่แฟนคลับทั่วโลกต่างรอคอยว่า BTS กำลังจะกลับมารวมตัวกันอย่างเต็มรูปแบบในเดือนเมษายนนี้ พร้อมการเปิดตัวอัลบั้มใหม่ และ เวิลด์ทัวร์ครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ 4 ปี

 

หากย้อนกลับไปในช่วงที่วงต้องพักกิจกรรมกลุ่มลงชั่วคราวเพื่อให้สมาชิกเข้ารับราชการทหาร นักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างมองว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะสั่นคลอนทั้งโครงสร้างของค่ายเพลง และ ภาพรวมของอุตสาหกรรม K-pop ทั่วโลก แต่การกลับมาครั้งนี้กำลังจะกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงอิทธิพลที่ยังคงแข็งแกร่งของพวกเขา

 

โดยบริษัท Hybe เปิดเผยว่า การเวิลด์ทัวร์ครั้งนี้จะกินระยะเวลายาวตลอดปี เริ่มต้นที่เมืองโกยาง ชานกรุงโซล ก่อนเดินทางไปยังโตเกียว และขยายไปยังเมืองหลักในอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และยุโรป จากนั้นกลับมาจัดการแสดงในเอเชีย และปิดท้ายด้วยทัวร์ในออสเตรเลียช่วงเดือนพฤศจิกายน 2026 ถึงมีนาคม 2027

 

นักวิเคราะห์จาก HSBC ระบุในบทวิเคราะห์ว่า BTS มีศักยภาพสร้างรายได้รวมสูงถึง 1.5 ล้านล้านวอน หรือราว 1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2025 โดยรายได้หลักคาดว่าจะมาจากคอนเสิร์ตประมาณ 7 แสนล้านวอน ตามด้วยรายได้จากการขายสินค้าที่ระลึก (Merchandise) ราว 4.9 แสนล้านวอน และรายได้จากยอดขายอัลบั้มอีกประมาณ 1.7 แสนล้านวอน ทั้งนี้ อัลบั้มชุดใหม่ ซึ่งนับเป็นอัลบั้มเต็มชุดแรกในรอบกว่า 5 ปี จะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนมีนาคม

 

เวิลด์ทัวร์ BTS ปลุกเศรษฐกิจ K-pop

 

การกลับมาของศิลปินระดับท็อปกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรม K-pop กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยคาดการณ์ว่าในปี 2026 รายได้รวมของ 3 ค่ายยักษ์ใหญ่ อย่าง HYBE, SM และ JYP จะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 34% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

 

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้มีสาเหตุหลักมาจาก 2 ปัจจัยที่เกื้อหนุนกัน เริ่มตั้งแต่ จำนวนผู้เข้าชมคอนเสิร์ตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงราคาบัตรคอนเสิร์ตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่แฟนๆ พร้อมจ่ายเพื่อให้ได้ชมศิลปินคนโปรด

 

ไม่เว้นแม้แต่ในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้กลายเป็นเป้าหมายหลักของศิลปิน K-pop ยุคนี้ โดยกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยปั๊มรายได้คือ 1. ยกระดับสเกลงาน เปลี่ยนจากการจัดในฮอลล์ทั่วไป สู่การจัดคอนเสิร์ตในระดับสนามกีฬา 2 ระบบราคาบัตรแบบไดนามิก (Dynamic Pricing) การปรับราคาบัตรตามความต้องการของตลาด ช่วยเพิ่มรายได้ต่อผู้ชมให้สูงขึ้นกว่าเดิม

 

คิม จุน-ฮยอน นักวิเคราะห์จากบริษัท HSBC ระบุว่า คอนเสิร์ตจะยังคงเป็นฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในปี 2026 และ หากศิลปินเบอร์ใหญ่เริ่มประกาศรายละเอียดของการเวิลด์ทัวร์ออกมาเมื่อไหร่ นั่นจะเป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยกระตุ้นราคาหุ้นในกลุ่มนี้พุ่งสูงขึ้น

 

Hybe นำโด่งด้วยโมเดลธุรกิจ ส่วน YG เตรียมกลับมาทวงบัลลังก์

 

ในบรรดาค่ายเพลงทั้งหมด Hybe ถูกมองว่าเป็นผู้ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากกระแสการฟื้นตัวนี้ เนื่องจากความได้เปรียบทางโครงสร้างธุรกิจที่โดดเด่น โดยบริษัทเป็นผู้จัดและผลิตคอนเสิร์ตเองเกือบทุกภูมิภาคทั่วโลก ยกเว้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสามารถในการบริหารจัดการเองนี้ช่วยให้ Hybe เก็บเกี่ยวรายได้จากทั้งจำนวนผู้ชมและราคาบัตรที่สูงขึ้นได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แตกต่างจากค่ายคู่แข่งที่ยังต้องพึ่งพาผู้จัดภายนอกในหลายตลาด

 

ถึงกระนั้น อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้เติบโตเพียงแค่รายเดียว YG Entertainment อดีตยักษ์ใหญ่ของวงการ กำลังกลับมาทวงคืนความสนใจอีกครั้ง ด้วยไลน์อัปศิลปินที่แข็งแกร่งและแผนการขยายเวิลด์ทัวร์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นทัวร์รอบโลกของ Blackpink ที่คาดว่าจะลากยาวไปจนถึงปี 2026 รวมถึงเกิร์ลกรุ๊ปรุ่นใหม่อย่าง Babymonster ที่สร้างปรากฏการณ์ความนิยมอย่างรวดเร็วด้วยจำนวนผู้ชมทัวร์แรกกว่า 3 แสนคน

 

ทางด้าน ชเว มิน-ฮา นักวิเคราะห์จาก Samsung Securities ระบุว่า YG มีแนวโน้มทำกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเกือบ 19% ในปี 2026 ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งรายได้คอนเสิร์ตที่พุ่งสูงขึ้น และการปรับโครงสร้างธุรกิจให้มีความคล่องตัวมากขึ้นหลังถอนตัวจากธุรกิจที่ไม่ใช่แกนหลัก

 

นักวิเคราะห์ชี้ K-Pop ในจีน ยังต้องใช้เวลา

 

แม้ภาพรวมอุตสาหกรรม K-Pop จะดูสดใส แต่บรรดานักวิเคราะห์ยังคงมองตลาดจีนด้วยความระมัดระวัง หลังจากประตูบานนี้ถูกปิดตายมานานเกือบทศวรรษจากปมขัดแย้งเรื่องการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ (THAAD) ของสหรัฐฯ

 

แม้การพบปะระหว่างประธานาธิบดี อี แจ-มยอง และ สี จิ้นผิง ณ กรุงปักกิ่งในเดือนนี้จะส่งสัญญาณบวก แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการฟื้นตัวของตลาดวัฒนธรรมยังต้องอาศัยเวลา โดยผู้นำเกาหลีใต้ยืนยันว่ากำลังเร่งแก้ข้อจำกัดด้านวัฒนธรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

ด้าน คิม จากบริษัท HSBC ทิ้งท้ายว่า เรายังไม่เห็นภาพชัดเจนว่าคอนเสิร์ต K-Pop จะกลับมาจัดในจีนอย่างเต็มรูปแบบได้เมื่อไหร่ และต่อให้เริ่มจัดได้จริง ก็ยังต้องรออีกระยะกว่ารายได้จากการขายบัตรจะส่งผลบวกต่อตัวเลขรวมของอุตสาหกรรมได้

 

ภาพ:Kathy Hutchin/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post BTS เปิดฉากเวิลด์ทัวร์ในรอบ 4 ปี ปลุกกระแส K-Pop ปี 2026 หวนคืนสู่ยุคทองอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นจ่อรีดรายได้จากชาวต่างชาติ ประกาศขึ้นค่าวีซ่า–ภาษีท่องเที่ยวสูงสุด 5 เท่า เริ่มปีงบฯ 2026 ชดเชยรายได้รัฐที่หดหาย https://thestandard.co/japan-visa-tax-5x-2026/ Sat, 17 Jan 2026 03:00:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1166205 ญี่ปุ่นจ่อรีดรายได้จากชาวต่างชาติ ประกาศขึ้นค่าวีซ่า–ภาษีท่องเที่ยวสูงสุด 5 เท่า เริ่ม ปีงบฯ 2026 ชดเชยรายได้รัฐที่หดหาย

รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า และ ภาษีท่ […]

The post ญี่ปุ่นจ่อรีดรายได้จากชาวต่างชาติ ประกาศขึ้นค่าวีซ่า–ภาษีท่องเที่ยวสูงสุด 5 เท่า เริ่มปีงบฯ 2026 ชดเชยรายได้รัฐที่หดหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นจ่อรีดรายได้จากชาวต่างชาติ ประกาศขึ้นค่าวีซ่า–ภาษีท่องเที่ยวสูงสุด 5 เท่า เริ่ม ปีงบฯ 2026 ชดเชยรายได้รัฐที่หดหาย

รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า และ ภาษีท่องเที่ยวหลายรายการ โดยคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ภายในเดือนเมษายน ปี 2026 มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มรายได้จากชาวต่างชาติ เพื่อนำมาชดเชยรายได้ภาษีที่หายไป หลังจากรัฐบาลยกเลิกการจัดเก็บภาษีเชื้อเพลิง (Fuel Tax) เมื่อเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา

 

จากการประเมินเบื้องต้น การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า รวมถึงการเพิ่มอัตราภาษีขาออกจากประเทศ จะช่วยสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นราว 3.5 แสนล้านเยนต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.23 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยพยุงฐานะการคลังของประเทศ และ ลดแรงกดดันด้านงบประมาณได้ในระยะยาว

 

ทั้งนี้ รัฐบาลประเมินว่า ในปีงบประมาณ 2026 ซึ่งจะเริ่มในเดือนเมษายน มาตรการดังกล่าวจะสร้างรายได้เพิ่มราว 2.2 แสนล้านเยน และในปีงบประมาณปกติถัดไป รายได้จากค่าธรรมเนียมและภาษีชุดนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3.5 แสนล้านเยนต่อปี โดยรายได้ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับภาระทางการคลังที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

 

ในด้านการใช้จ่าย รัฐบาลระบุว่า รายได้ใหม่ราว 60% จะถูกนำไปใช้แก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับการเสริมงบประมาณด้านการให้บริการกงสุลในต่างประเทศ ตามด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมการเข้าเมือง และโครงการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการนักท่องเที่ยว ส่วนรายได้ที่เหลืออีก 40% หรือประมาณ 1.4 แสนล้านเยน จะถูกนำไปใช้ในภารกิจด้านอื่นๆ ของภาครัฐ

 

สำหรับรายละเอียดของมาตรการ รัฐบาลมีแผนปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่น โดยค่าธรรมเนียมวีซ่าเข้าออกครั้งเดียวจะเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า เป็นประมาณ 1.5 หมื่นเยน (ราว 2.9 พันบาท) ในปีงบประมาณ 2026 จากปัจจุบันที่อยู่ราว 3 พันเยน (ราว 595 บาท) ซึ่งสะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการเพิ่มรายได้จากผู้ที่เดินทางเข้าประเทศโดยตรง

 

ขณะเดียวกัน ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากชาวต่างชาติที่ยื่นขอต่ออายุหรือเปลี่ยนสถานะการพำนักในญี่ปุ่นก็จะถูกปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยอัตราใหม่จะอยู่ที่ราว 4 หมื่นเยน (ราว 7.9 พันบาท) จากเดิมประมาณ 6,000 เยน (ราว 1 พันบาท) ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมที่แท้จริงอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการพำนักและประเภทของสถานะที่ยื่นขอ

 

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเตรียมปรับขึ้นภาษีขาออกจากประเทศ หรือภาษีนักท่องเที่ยวนานาชาติ จากเดิม 1 พันเยน เป็น 3 พันเยน โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ภาษีดังกล่าวจะเรียกเก็บจากผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศทุกคน ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวญี่ปุ่น

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนภายในประเทศ รัฐบาลจะดำเนินมาตรการควบคู่กัน ด้วยการลดค่าธรรมเนียมการทำพาสปอร์ตอายุ 10 ปี สำหรับชาวญี่ปุ่น ลงเหลือประมาณ 9 พันเยน จากเดิมที่อยู่ราว 1.6 หมื่นเยน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางของประชาชน

 

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม ฐานะการคลังของญี่ปุ่นยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้ของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นคาดว่าจะลดลงสูงถึง 2.2 ล้านล้านเยนต่อปี นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2026 เป็นต้นไป สาเหตุหลักมาจากนโยบายขยายการศึกษาฟรี และการยกเลิกภาษีเชื้อเพลิงเพิ่มเติม ซึ่งทำให้รายได้ภาษีหายไปเป็นจำนวนมาก

 

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงตั้งเป้าสร้างรายได้เพิ่มเติมอีกราว 1.2 ล้านล้านเยน ผ่านมาตรการอื่นๆ ควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นการลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยใช้สนับสนุนการขึ้นค่าจ้าง การเพิ่มภาษีสำหรับผู้มีรายได้หรือฐานะสูง รวมถึงการปรับโครงสร้างรายได้ภาครัฐในด้านต่างๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว ท่ามกลางภาระงบประมาณที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.42 บาท ณ วันที่ 17 มกราคม 2569

 

ภาพ:VTT Studio/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่นจ่อรีดรายได้จากชาวต่างชาติ ประกาศขึ้นค่าวีซ่า–ภาษีท่องเที่ยวสูงสุด 5 เท่า เริ่มปีงบฯ 2026 ชดเชยรายได้รัฐที่หดหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมแคมเปญ ธอส. หนุนคนไทยมีบ้านรับปีม้า ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.75% ผ่อนเบาเริ่มล้านละ 2,900.- เช็กเลย! https://thestandard.co/ghbank-home-low-interest-horse/ Fri, 16 Jan 2026 07:50:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1165975 รวมแคมเปญ ธอส. หนุน คนไทยมีบ้านรับ ปีม้า ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.75% ผ่อนเบาเริ่มล้านละ 2,900.- เช็กเลย

อัปเดตล่าสุด! รวมเคมเปญ ธอส. หนุนคนไทยมีบ้าน รับปีม้า 2 […]

The post รวมแคมเปญ ธอส. หนุนคนไทยมีบ้านรับปีม้า ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.75% ผ่อนเบาเริ่มล้านละ 2,900.- เช็กเลย! appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมแคมเปญ ธอส. หนุน คนไทยมีบ้านรับ ปีม้า ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.75% ผ่อนเบาเริ่มล้านละ 2,900.- เช็กเลย

อัปเดตล่าสุด! รวมเคมเปญ ธอส. หนุนคนไทยมีบ้าน รับปีม้า 2569 ออกสินเชื่อครบทุกความต้องการ ทั้งกู้ซื้อบ้านใหม่ รีไฟแนนซ์ ปลูกสร้างเอง หรือสินเชื่อสวัสดิการภาครัฐ ดอกเบี้ยถูก เงื่อนไขดีที่สุด

 

1. สินเชื่อบ้าน GHB Precious :

 

ธอส. เอาใจผู้มีรายได้ 50,000 บาทขึ้นไป หรือต้องการกู้วงเงิน 5 ล้านบาทขึ้นไป ด้วยสินเชื่อ GHB Precious ที่มอบอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำเพียง 2.78% พร้อมสิทธิพิเศษส่วนลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม

 

อัตราดอกเบี้ย

 

  • ปีที่ 1 อยู่ที่ 1.79% ต่อปี
  • ปีที่ 2 เพิ่มเป็น 2.90% ต่อปี
  • ปีที่ 3 คิดที่ MRR – 2.545% ต่อปี

 

เมื่อคำนวณแล้ว อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยในช่วง 3 ปีแรกอยู่ที่ประมาณ 2.78% ต่อปี

 

ตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไปจนตลอดอายุสัญญา

 

  • ลูกค้าที่เป็นกลุ่มสวัสดิการ คิดดอกเบี้ยที่ MRR – 1.00% ต่อปี
  • ลูกค้ารายย่อยทั่วไป คิดดอกเบี้ยที่ MRR – 0.50% ต่อปี
  • กรณีกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์ หรือชำระหนี้อื่น คิดดอกเบี้ยที่ MRR

 

โดยอัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบันอยู่ที่ 6.195% ต่อปี

 

เงื่อนไขพิเศษ

 

  • ผู้ที่เป็นสมาชิกเว็บไซต์ ghbankbigfamily.com และเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่อยู่บนแพลตฟอร์มของธนาคาร พร้อมยื่นขอสินเชื่อผ่านเว็บไซต์ จะได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.25% ‘ในปีแรก’ ทำให้อัตราดอกเบี้ยปีแรกลดลงเหลือเพียง 1.54% ต่อปี
  • ในกรณีกู้เงิน 1 ล้านบาท จะมีภาระผ่อนชำระเงินงวดเพียงเดือนละ 3,000 บาท เดือนละ 3,000 บาท

 

สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2569 และต้องทำนิติกรรมภายใน 30 เมษายน 2569

 

2. สินเชื่อบ้านสุขสันต์ :

 

รีไฟแนนซ์บ้าน ธอส. 2569 กับสินเชื่อบ้านสุขสันต์ ดอกเบี้ยปีแรก 1.75% ผ่อนเริ่ม 2,900 บาท

 

เหมาะสำหรับรีไฟแนนซ์ พร้อมปลูกสร้าง หรือต่อเติม ซ่อมแซม ซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย พร้อมชำระหนี้เพื่อรีไฟแนนซ์

 

อัตราดอกเบี้ย

 

  • ปีที่ 1 อยู่ที่ 1.75% ต่อปี
  • ปีที่ 2 อยู่ที่ 2.75% ต่อปี
  • ปีที่ 3 – 6 คิดที่ MRR – 2.495% ต่อปี

 

เมื่อคำนวณแล้ว อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยในช่วง 3 ปีแรกอยู่ที่ประมาณ 2.73% ต่อปี

 

ตั้งแต่ปีที่ 7 เป็นต้นไปจนตลอดอายุสัญญา

 

  • ลูกค้าที่เป็นกลุ่มสวัสดิการ คิดดอกเบี้ยที่ MRR – 1.00% ต่อปี
  • ลูกค้ารายย่อยทั่วไป คิดดอกเบี้ยที่ MRR – 0.50% ต่อปี
  • กรณีกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์ หรือชำระหนี้อื่น คิดดอกเบี้ยที่ MRR

 

โดยอัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบันอยู่ที่ 6.195% ต่อปี

 

เงื่อนไขพิเศษ

 

  • ระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 40 ปี
  • ในกรณีกู้เงิน 1 ล้านบาท จะมีภาระผ่อนชำระเงินงวดเริ่มต้นเพียงเดือนละ 2,900 บาท

 

สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2569 และต้องทำนิติกรรมภายใน 30 เมษายน 2569

 

3. สินเชื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยบนที่ดินของตนเอง :

 

สานฝันคนมีที่ดิน! สินเชื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัย ธอส. ให้กู้สร้างบ้านพร้อมซื้ออุปกรณ์อำนวยความสะดวก ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนสบายล้านละ 3,000 บาท

 

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปลูกสร้างอาคาร และซื้ออุปกรณ์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย พร้อมกับปลูกสร้างอาคาร

 

อัตราดอกเบี้ย

 

  • ปีที่ 1 อยู่ที่ 1.89% ต่อปี
  • ปีที่ 2 อยู่ที่ 3.39% ต่อปี
  • ปีที่ 3 คิดที่ MRR – 2.545% ต่อปี

 

เมื่อคำนวณแล้ว อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยในช่วง 3 ปีแรกอยู่ที่ประมาณ 2.98% ต่อปี

 

ตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไปจนตลอดอายุสัญญา

 

  • ลูกค้าที่เป็นกลุ่มสวัสดิการ คิดดอกเบี้ยที่ MRR – 1.00% ต่อปี
  • ลูกค้ารายย่อยทั่วไป คิดดอกเบี้ยที่ MRR – 0.50% ต่อปี
  • กรณีกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์ หรือชำระหนี้อื่น คิดดอกเบี้ยที่ MRR

 

โดยอัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบันอยู่ที่ 6.195% ต่อปี

 

เงื่อนไขพิเศษ

 

  • ระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 40 ปี
  • ในกรณีกู้เงิน 1 ล้านบาท จะมีภาระผ่อนชำระเงินงวดเริ่มต้นเพียงเดือนละ 3,000 บาท

 

สามารถยื่นขอสินเชื่อและทำนิติกรรมได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 ธันวาคม 2569

 

4. สินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อบุคลากรภาครัฐ ปี 2569 :

 

สิทธิพิเศษสำหรับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ กู้ซื้อ ปลูกสร้าง หรือรีไฟแนนซ์บ้านปี 2569 ด้วยดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำสุด พร้อมเงื่อนไขสวัสดิการที่คุ้มค่ากว่าใคร

 

เหมาะสำหรับข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงาน/เจ้าหน้าที่ของรัฐ และลูกจ้างประจำที่มีสิทธิกู้เงินสวัสดิการฯ

 

อัตราดอกเบี้ย

 

  • ปีที่ 1 อยู่ที่ 2.00% ต่อปี
  • ปีที่ 2 อยู่ที่ 3.00% ต่อปี
  • ปีที่ 3 คิดที่ MRR – 2.245% ต่อปี
  • ปีที่ 4 – 5 คิดที่ MRR – 2.25% ต่อปี

 

เมื่อคำนวณแล้ว อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยในช่วง 3 ปีแรกอยู่ที่ประมาณ 2.98% ต่อปี

 

ตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไปจนตลอดอายุสัญญา

 

  • อัตราดอกเบี้ย คิดที่ MRR – 2.00% ต่อปี
  • กรณีกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์ หรือชำระหนี้อื่น คิดดอกเบี้ยที่ MRR

 

โดยอัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบันอยู่ที่ 6.195% ต่อปี

 

เงื่อนไขพิเศษ

 

  • ในกรณีกู้เงิน 1 ล้านบาท จะมีภาระผ่อนชำระเงินงวดเริ่มต้นเพียงเดือนละ 3,100 บาท

 

สามารถยื่นขอสินเชื่อและทำนิติกรรมได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 29 มกราคม 2570

 

5. สินเชื่อบ้าน ธอส. เพื่อคุณ ปี 2569 :

 

รายได้ไม่เกิน 35,000 ก็เป็นเจ้าของบ้านได้ ดอกเบี้ยคงที่ปีแรก 3.00% สินเชื่อบ้าน ธอส. เพื่อคุณ ปี 2569 ออกแบบมาเพื่อคนอยากมีบ้านหลังแรกโดยเฉพาะ วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาท ผ่อนเบาเพียงล้านละ 3,600 บาท สมัครง่ายแม้รายได้น้อย

 

เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 35,000 บาทต่อเดือน และไม่มีประวัติการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับ ธอส. (กู้ซื้อครั้งแรก)

 

อัตราดอกเบี้ย

 

  • ปีที่ 1 อยู่ที่ 3.00% ต่อปี
  • ปีที่ 2 – 5 คิดที่ MRR – 2.00% ต่อปี

 

เมื่อคำนวณแล้ว อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยในช่วง 3 ปีแรกอยู่ที่ประมาณ 3.79% ต่อปี

 

ตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไปจนตลอดอายุสัญญา

 

  • ลูกค้าที่เป็นกลุ่มสวัสดิการ คิดดอกเบี้ยที่ MRR – 1.00% ต่อปี
  • ลูกค้ารายย่อยทั่วไป คิดดอกเบี้ยที่ MRR – 0.75% ต่อปี
  • กรณีกู้เพื่อชำระหนี้ คิดดอกเบี้ยที่ MRR

 

โดยอัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบันอยู่ที่ 6.195% ต่อปี

 

เงื่อนไขพิเศษ

 

  • ในกรณีกู้เงิน 1 ล้านบาท จะมีภาระผ่อนชำระเงินงวดเริ่มต้นเพียงเดือนละ 3,600 บาท

 

สามารถยื่นขอสินเชื่อและทำนิติกรรมได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 29 มกราคม 2570

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H Bank Social Media ทุกช่องทาง

 

ภาพ: Suphakant/Shutterstock

The post รวมแคมเปญ ธอส. หนุนคนไทยมีบ้านรับปีม้า ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.75% ผ่อนเบาเริ่มล้านละ 2,900.- เช็กเลย! appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดนโยบายพลิกฟื้นตลาดหุ้นไทย จากตัวแทน 8 พรรคการเมือง ‘ปฏิรูป ก.ล.ต. – สานต่อ TISA – คืนชีพ LTF – ลดขั้นตอน IPO’ อะไรคือสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในสายตาว่าที่รัฐบาลใหม่ https://thestandard.co/policies-revive-thai-stock-market/ Fri, 16 Jan 2026 02:32:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1165822 เปิดนโยบายพลิกฟื้นตลาดหุ้นไทย จากตัวแทน 8 พรรคการเมือง ปฏิรูป ก.ล.ต. - สานต่อ TISA - คืนชีพ LTF - ลดขั้นตอนIPO อะไรคือสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในสายตาว่าที่รัฐบาลใหม่

จากงาน ‘ประชันวิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ-ตลาดทุ […]

The post เปิดนโยบายพลิกฟื้นตลาดหุ้นไทย จากตัวแทน 8 พรรคการเมือง ‘ปฏิรูป ก.ล.ต. – สานต่อ TISA – คืนชีพ LTF – ลดขั้นตอน IPO’ อะไรคือสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในสายตาว่าที่รัฐบาลใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดนโยบายพลิกฟื้นตลาดหุ้นไทย จากตัวแทน 8 พรรคการเมือง ปฏิรูป ก.ล.ต. - สานต่อ TISA - คืนชีพ LTF - ลดขั้นตอนIPO อะไรคือสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในสายตาว่าที่รัฐบาลใหม่

จากงาน ‘ประชันวิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด?’ ที่จัดขึ้นโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โดยมีตัวแทนจาก 8 พรรคการเมือง ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายที่จะถูกนำมาใช้ หากได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่

 

นิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม

 

ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่

 

สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย

 

ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

 

กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์

 

ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย

 

อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

 

ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติ

 

โดยมี นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

 

ไฮไลต์สำคัญจากงานอยู่ในรอบที่ 2 ซึ่งมีคำถามว่า ‘หากพรรคการเมืองของท่านได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ท่านคิดว่านโยบายตลาดทุนเรื่องใดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด 3 เรื่อง ที่พรรคการเมืองของท่านจะดำเนินการโดยเร็ว เพราะอะไร และดำเนินการอย่างไร?’

 

พรรคกล้าธรรม: จัดอันดับเรตติ้งบริษัทจดทะเบียน ปั้น Road show ดึงดูดทุนต่างชาติ

 

นิกร บอกว่า แม้ตลาดมีบริษัทจำนวนมาก แต่หลายแห่งกำไรดีแต่ราคาหุ้นไม่ขึ้น เนื่องจากขาดความโปร่งใส และความต่อเนื่องของนโยบาย โดยเสนอนโยบาย สนับสนุนตลาดทุนดังนี้

 

1. รัฐบาลทำหน้าที่เป็น Facilitator สนับสนุนให้ใช้ AI Monitoring ในตลาดหุ้น

 

เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างเจ้าของบริษัทและนักลงทุน (Agency conflict) โดยการทุจริตที่เกิดส่วนนึงเกิดจาก mindset ของเจ้าของบริษัทที่ยังรู้สึกอยาก มีอำนาจควบคุมทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงผู้ถือหุ้นและนักลงทุนรายย่อย แม้จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนแล้ว

 

2. จัดอันดับเรตติ้งบริษัทจดทะเบียน

 

เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่อยู่ในภาค New economy ให้มาตั้งฐานการผลิตใน EEC ตั้งเงื่อนไขให้ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้กับบริษัทในไทยแลกกับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนสินค้า made in Thailand พร้อมต่อยอดจัด Road show ให้กับบริษัทที่มีเรตติ้งดี

 

พรรคไทยก้าวใหม่: ตั้งศาลตลาดทุน-กำหนด KPI ตัดสินคดีทุจริตหุ้น

 

ดร. คเณศ มองว่า 3 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำเพื่อแก้ปัญหาตลาดทุนมีดังนี้

 

1. ฟื้นความเชื่อมั่น

 

ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีปริมาณการซื้อขายลดลงจากระดับ 100,000 ล้านบาทต่อวัน เหลือระดับ 30,000 – 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากคดีบริษัทจดทะเบียน โกงหุ้นและหนีไปต่างประเทศที่เกิดขึ้นหลายครั้ง บั่นทอนความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทย

 

โดยมีแนวทางแก้ไขดังนี้

 

  • รัฐบาลและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องเป็นแกนนำออกมาตรการเชิงรุก ‘Prevention action’ ร่วมกับหน่วยที่เกี่ยวข้องได้แก่ ปปง., ก.ล.ต, ธปท. และสมาคมธนาคารไทย ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตบริษัทจดทะเบียน ด้วยการแบ่งปันข้อมูลผ่านระบบกลาง ประเมินความเสี่ยงผู้ลงทุนว่ามีความผิดปกติ หรือไม่อย่างไร รวมถึงโบรกเกอร์ที่ต้องมีมาตรการตรวจสอบ kyc และ dcc ที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น
  • ตั้งศาลตลาดทุน เพื่ออำนวยความสะดวก เร่งการพิจารณาคดีทุจริตในตลาดทุน

 

ให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

  • ตั้ง KPI พิจารณาคดีตลาดทุน กำหนดเป้าหมายจำนวนคดีที่ถูกตัดสินแล้ว
  • ใช้ AI รวมศูนย์ข้อมูลบริษัทจดทะเบียนให้ตลท.สามารถตรวจจับการถือหุ้นที่ผิดปกติ
  • เมื่อพบธุรกรรมที่ผิดปกติให้อำนาจธนาคารในการยึดเงินชั่วคราวให้เร็วที่สุด เพื่อจำกัดความเสียหาย

 

2. เพิ่มสภาพคล่องในตลาด

 

  • ฟื้นสิทธิประโยชน์ทางภาษีกองทุน LTF และการลงทุนในหุ้น โดยกำหนดระยะเวลาการถือหุ้นแต่ละตัว ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระดับนึง
  • จัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ช่วยเพิ่มตัวเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุน และไม่กระทบหนี้ภาครัฐ
  • รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องประชาสัมพันธ์กับนักลงทุนถึง

 

การปฏิรูปโครงสร้างตลาดหุ้นไทยให้มีความโปร่งใสมากขึ้น ผ่านกระบวนการตรวจสอบ และบทลงโทษอย่างชั

 

3. สร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่

 

  • นโยบาย SME และ Start up แสนล้าน กลไกคล้าย Venture capital โดยรัฐบาลต้องให้เงินทุนสนับสนุน SME เพื่อเตรียมความพร้อมจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ด้านตลาดหลักทรัพย์ต้องเปิดพื้นที่ให้ SME มีพื้นที่แสดงศักยภาพ

 

ทั้งนี้หากพรรคไทยก้าวใหม่มีโอกาสได้เป็นรัฐบาล จะผลักดันให้สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาล เพื่อกำหนดทิศทาง และยุทธศาสตร์การทำงานให้สอดคล้องกับตลาดทุน โดยจะบรรจุแผนพัฒนาตลาดทุน ในแผนพัฒาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 14 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2570 นี้ เพราะตลาดทุนคือกลไกหลักในการพัฒนา ความมั่งคั่งของรัฐบาลและประชาชน เป็นเครื่องมือส่งเสริมการออม และการลงทุนระยะยาว

 

พรรคไทยสร้างไทย: Tokenized Thailand เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรที่ถูกกดราคา

 

สุรเดช กล่าวว่า ปัญหาของตลาดหุ้นไทยวันนี้คือ ขาดความโปร่งใส และบทลงโทษที่เด็ดขาด ดังนั้นตลาดหุ้นไทยต้องเปลี่ยน mindset มองบริษัทที่เตรียม IPO เป็นลูกค้าที่ต้องดูแล ในขณะเดียวกันถ้ามีการทำความผิด จะต้องมีบทลงโทษ ที่เด็ดขาดและทันท่วงที โดยไม่เหมารวมออกกฎระเบียบ เพื่อป้องกันการทุจริต จนเป็นอุปสรรคต่อบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ ผ่านการดำเนินนโยบายดังนี้

 

1. ตั้งกองทุนรวมหุ้น ป้องกันการ Forced sell โดยให้บริษัทจดทะเบียนจำนำหุ้นไว้

 

พอครบ 3 ปีค่อยไถ่ถอนคืนพร้อมจ่ายดอกเบี้ย

 

2. สอนเยาวชนให้ออมผ่านหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี จนมีความมั่งคั่ง เพื่อจูงใจให้คนมีลูกในอนาคต

 

3. ทำ market maker ให้ถูกกฎหมาย โดยมีหน้าที่ช่วยจัดสมดุลปริมาณการ ซื้อขายในตลาดหุ้น แทนการปั่นหุ้น

 

4.โครงการ Tokenized thailand นำสินค้าโภคภัณฑ์ของไทย ที่ถูกกำหนดราคา โดยตลาดโลกมาแปลงให้อยู่ในรูปแบบโทเคน เปิดให้มีการซื้อขาย บนกระดานสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มอำนาจการกำหนดราคา

 

พรรคประชาชน: ดัน sme เข้าซัพพลายเชนโลก เพิ่มมูลค่าตลาดหุ้น

 

ดร. ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน กลายเป็นสินทรัพย์ที่ถูกด้อยค่า เพราะขาดบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่เป็น growth engines จึงต้องการแนวทางการกระตุ้นจากภาครัฐอย่างเร่งด่วน ด้วยการสนับสนุนนโยบายดังนี้

 

1. Orange mega project สนับสนุนให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชน สินค้าเทคโนโลยี หรือสินค้าที่ประเทศไทยมีความต้องการนำเข้าสูง เพื่อผลักดันศักยภาพ ให้พร้อมจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าตลาดให้เติบโตขึ้น

 

2. Tax individual account

 

ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เมื่อมีการลงทุนหุ้นแทนที่การลงทุนในกองทุน ลดหย่อนภาษีดั้งเดิม ซึ่งคิดค่าธรรมเนียมแพง การสนับสนับสนุนให้คนลงทุนในหุ้น จะเพิ่มการแข่งขันกับกองทุนให้ลดราคาค่าธรรมเนียมลงมา ซึ่งเป็นประโยชน์แก่นักลงทุน

 

3. เพิ่มสภาพคล่องตลาดทุน

 

ปรับกฎระเบียบการซื้อขายให้มีความซับซ้อนน้อยลง และมีความทันสมัยมากขึ้น โดยต้องพิจารณาแก้ปัญหาให้ถูกจุด เปรียบเทียบกับแนวปฏิบัติของตลาดต่างประเทศ

 

4. ปรับปรุงการกำกับดูแลตลาดทุน

 

โดยต้องแยกการกำกับดูแลออกจากการเมือง ต้องปรับโครงสร้างตั้งแต่ หน่วยงานกำกับดูแล และโครงสร้างของบริษัทจดทะเบียน

 

พรรคประชาธิปัตย์: เร่งสร้างความเชื่อมั่น ปราบทุจริต-ฟอกเงิน ปฏิรูป ก.ล.ต.

 

กรณ์กล่าวว่า ลำพังเศรษฐกิจดีอย่างเดียวไม่พอให้ตลาดหุ้นฟื้น แต่ต้องประกอบด้วย 3 เงื่อนไข ได้แก่ 1. ความเชื่อมั่น 2. สินค้ามีคุณภาพ และ 3. กติกาที่เป็นธรรม

 

กรณ์เน้นย้ำปัญหา “วิกฤตศรัทธา” โดยแยกปัญหาออกเป็น 2 ส่วน คือ การทุจริตโดยตรง (เช่น กรณีหุ้น MORE, STARK) และการใช้ตลาดหุ้นเป็นแหล่งฟอกเงิน โดยชี้เป้าไปที่โบรกเกอร์ในฐานะด่านหน้าที่ต้องคัดกรองลูกค้า ไม่ใช่ปล่อยให้ทุนสีเทาเข้ามาได้ และตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องติดตามพฤติกรรมการซื้อขาย

 

แต่เป้าใหญ่ที่สุดที่กรณ์พุ่งเป้าคือ ก.ล.ต. โดยเขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า จากประสบการณ์ที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้ ผมผิดหวังในการทำงานของ ก.ล.ต. ถ้าจะเรียกศรัทธากลับมา ต้องเอาจริงมากกว่านี้

 

“ต้องขอออกตัว ผมเป็นคนที่เพื่อนไม่ค่อยเยอะ และในฐานะคนที่เกี่ยวโยงกับตลาดทุนมาแต่ไหนแต่ไร ก็อาจจะเป็นเรื่องที่แปลกที่ผมไม่เคยเรียนหลักสูตร วตท. ในฐานะนักการเมืองผมเป็นคนขี้เกรงใจคน และผมกลัวว่าถ้ารู้จักคนเยอะ ผมจะไม่กล้าขยับ สังคมไทยประเด็นปัญหาหุ้น การฟอกเงิน หันซ้ายหันขวา คนรู้จักทั้งนั้น”

 

“พรรคเราเอาจริงกับเรื่องแบบนี้แน่นอน และผมขอบอกนะครับ ตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. อำนาจโดยตรงอยู่ที่คณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถ้าจะเอาจริงกับเรื่องนี้ สามารถจัดการได้เลย”

 

อีกส่วนคือ ผลักดันกฎหมายให้ ปปง. มีอำนาจยึดทรัพย์สินได้ทันทีโดยไม่ต้องรอหมายศาล หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครคือ ผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficiary Owner) เพื่อตัดวงจรนอมินีและทุนสีเทา

 

ขณะเดียวกันการซื้อสินทรัพย์มูลค่าสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ ไม่ควรทำได้ด้วยเงินสด เพื่อป้องกันการฟอกเงิน รวมทั้งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างรายย่อยกับโปรแกรมเทรดความเร็วสูง (HFT) และการยืมหุ้นขายชอร์ต (Short Selling)

 

พรรคเพื่อไทย: ดัน Digital Asset เชื่อมโยงเศรษฐกิจจริง ลดขั้นตอน IPO

 

ดร. เผ่าภูมิ ระบุว่า เน้นย้ำบทบาทของตลาดทุนในการเป็นกลไกปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และมองว่าตลาดทุนต้องเดินตามภาคเศรษฐกิจจริง โดยพรรคเพื่อไทยมีนโยบายผลักดันสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งการแยก ก.ล.ต. เพื่อกำกับดูแล Digital Asset ออกมาโดยเฉพาะ การออก G Token เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้น การทำ Tourist Digipay ดึงเม็ดเงินคริปโตจากนักท่องเที่ยว การผลักดัน พ.ร.บ. Financial Hub และการ Tokenization of Real World Assets

 

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายลดขั้นตอน IPO ให้เหลือ 1 ปี แก้ไขกฎระเบียบเพื่อเอื้อให้ SMEs เข้าจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น รวมถึงโครงการ ‘หวยเกษียณ’ ที่จะสร้างเม็ดเงินเข้าสู่กองทุน กอช. และไหลเวียนเข้าสู่ตลาดทุนและตลาดบอนด์ โดยตั้งเป้าให้มีสินทรัพย์ดิจิทัล 1 แสนล้านบาท และ 4 ล้านบัญชี

 

“เราตั้งเป้าลดระยะเวลา IPO จากปัจจุบันเฉลี่ย 2 ปี จะทำให้เหลือ 1 ปี โดยการลดขั้นตอนและแก้กฎหมายและระเบียบต่างๆ รวมทั้งปลดล็อก SMEs ในการจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องทำให้มีกฎเกณฑ์ง่ายกว่าบริษัทขนาดใหญ่”

 

พรรคภูมิใจไทย: สร้างเสถียรภาพการเมือง-วินัยการคลัง สานต่อ TISA ส่งเสริมการออมระยะยาว

 

อนุชา มองว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือฟื้นฟูความเชื่อมั่น ผ่านนโยบายรัฐที่ชัดเจนและต่อเนื่องตลอด 4 ปี เพื่อสร้างเสถียรภาพทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงการแสดงให้เห็นถึงวินัยทางการคลังที่เข้มแข็ง การบังคับใช้กฎหมายอย่างศักดิ์สิทธิ์ ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างรวดเร็ว และคัดเลือกกรรมการอิสระที่มีความสามารถจริง ไม่ใช่แค่เอาคนมีชื่อเสียงเข้ามา

 

“ต้องทำให้มั่นใจว่า (ไทย) มีความมั่นคงทั้งเศรษฐกิจ และการเมืองด้วย นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ คงต้องดำเนินการให้ผู้กระทำความผิด หรือวางแผนจะกระทำความผิด ต้องได้รับโทษชัดเจน ไม่ใช่รอให้ผ่านไป 3 – 4 ปี เพราะตลาดหุ้นรอไม่ได้ รวมถึงกรรมการอิสระต้องมีความรับผิดชอบ มีความรู้ความสามารถ ไม่ใช่เอา big name เข้าไป แล้วไม่ดำเนินการอะไร ”

 

ในส่วนของการออม พรรคภูมิใจไทยจะสานต่อกองทุนการออมแห่งชาติ (TISA) เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและทางเลือกการลงทุนที่หลากหลาย เพื่อดึงดูดเม็ดเงินกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย แทนที่จะไหลออกไปลงทุนใน ETF หรือกองทุนต่างประเทศ และพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ของไทยให้ดียิ่งขึ้น

 

พรรครวมไทยสร้างชาติ: ปลดล็อกนวัตกรรม คืนชีพ LTF ตั้งเป้า SET 2,000 จุด

 

ดร. อรรถวิชช์ กล่าวว่า ปัญหาตลาดหุ้นไทยไม่เติบโตเพราะขาดนวัตกรรม โดยเฉพาะพลังงานสะอาดที่ถูกผูกขาด จึงเสนอกฎหมายเสรีโซลาร์เพื่อให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กลับมาอีกครั้ง โดยลดระยะเวลาถือครองเหลือ 5 ปีปฏิทิน (หรือเพียง 3 ปีกับ 3 วัน) เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ “รวยเร็ว จนไว”

 

“เศรษฐกิจยุคใหม่รวยเร็วจนไว ท่านจะไปเก็บภาษีเขาในปีที่เขาพีคที่สุด แล้วในวันที่เขาจนที่สุด ดูแลเขาหรือไม่ นี่คือเศรษฐกิจรุ่นใหม่ ซึ่งรัฐต้องโตตามให้ทัน” ดร. อรรถวิชช์กล่าว โดยเชื่อว่าการนำ LTF กลับมาจะสร้างความคึกคักให้ตลาดหุ้น และตั้งเป้าดัชนี SET แตะ 2,000 จุดในปี 2570 พร้อมทั้งเสนอให้ปรับระบบเครดิตบูโรเป็น Credit Scoring และลบข้อมูลเครดิตบูโรทันทีเมื่อปิดบัญชีหนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อและการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์

The post เปิดนโยบายพลิกฟื้นตลาดหุ้นไทย จากตัวแทน 8 พรรคการเมือง ‘ปฏิรูป ก.ล.ต. – สานต่อ TISA – คืนชีพ LTF – ลดขั้นตอน IPO’ อะไรคือสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในสายตาว่าที่รัฐบาลใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุน ‘วายุภักษ์ หนึ่ง’ เผยปันผล 6.09% ในปี 68 สวนทาง SET ติดลบ 10% เชื่อปี 69 ดีขึ้น พร้อมปรับพอร์ตทุกเดือน https://thestandard.co/vayupak-fund-dividend-2025-set/ Thu, 15 Jan 2026 11:06:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1165707 กองทุน ‘วายุภักษ์ หนึ่ง’ เผยปันผล 6.09% ในปี 68 สวนทาง SET ติดลบ 10% เชื่อปี 69 ดีขึ้น พร้อมปรับพอร์ตทุกเดือน

กองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง ชนะตลาดในปี 2568 ปันผลจริง 6.09% […]

The post กองทุน ‘วายุภักษ์ หนึ่ง’ เผยปันผล 6.09% ในปี 68 สวนทาง SET ติดลบ 10% เชื่อปี 69 ดีขึ้น พร้อมปรับพอร์ตทุกเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุน ‘วายุภักษ์ หนึ่ง’ เผยปันผล 6.09% ในปี 68 สวนทาง SET ติดลบ 10% เชื่อปี 69 ดีขึ้น พร้อมปรับพอร์ตทุกเดือน

กองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง ชนะตลาดในปี 2568 ปันผลจริง 6.09% สวน SET ติดลบ ‘ชวินดา’ ย้ำสภาพคล่องเพียงพอจ่ายปันผล ยันคัดหุ้นเข้ม พร้อมดำเนินคดีหากพบทุจริต มั่นใจกลไก Auto-Redemption พร้อมใช้ หาก SET หลุด 800 เชื่อปี 69 ดีขึ้น พร้อมปรับพอร์ตทุกเดือน

 

วันนี้ (15 มกราคม) กระทรวงการคลังแถลงผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ของกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง (VAYU 1) ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการลงทุนเต็มปี โดยสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี สวนทางตลาดอย่างชัดเจน ทั้งในแง่เงินปันผลและมูลค่าหน่วยลงทุน ท่ามกลางภาวะตลาดทุนไทยที่เผชิญแรงกดดันสูง

 

ชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM กล่าวว่า กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง จ่ายเงินปันผลในปี 2568 รวม 6.09% แบ่งเป็นครึ่งปีแรกที่ 1.48% และครึ่งปีหลังที่ 4.61% ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนขั้นต่ำ 3% ที่กำหนดไว้เกือบเท่าตัว ขณะที่ดัชนี SET Index ปรับตัวลดลงราว 10% ตลอดปี 2568

 

นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับดัชนีที่ใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการเปรียบเทียบ (Benchmark) ที่ใช้ภายใต้โครงการ ซึ่งเป็นดัชนีผสมระหว่าง SET Index และตราสารหนี้แล้ว กองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง ยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้เหนือเกณฑ์ทั้งหมด สะท้อนกลยุทธ์การลงทุนที่ลดความผันผวนของพอร์ตผ่านการคัดเลือกหุ้นปันผลและการบริหารสัดส่วนสินทรัพย์อย่างเข้มข้น

 

สำหรับกำหนดการจ่ายเงินปันผล กองทุนกำหนดวันที่ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล (XD) ในวันที่ 5 มกราคม และปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหน่วยวันที่ 7 มกราคม โดยจะมีกำหนดจ่ายเงินปันผลจริงในวันที่ 22 มกราคม

 

มีสภาพคล่องเพียงพอจ่ายปันผล

 

ทั้งนี้ กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ราว 4.8 แสนล้านบาท แบ่งเป็น หน่วยลงทุนประเภท ก. มูลค่า 1.50 แสนล้านบาท และหน่วยลงทุนประเภท ข. มูลค่า 3.35 แสนล้านบาท

 

ชวินดากล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง มีสภาพคล่องสำรองอยู่ราว 36,000 ล้านบาท จัดเตรียมไว้สำหรับการจ่ายปันผลโดยเฉพาะ พร้อมระบุว่า เงินปันผลที่จ่ายออกมา ไม่ได้มาจากการขายหุ้นหลักในพอร์ต แต่เกิดจากการบริหารสภาพคล่องล่วงหน้า โดยในปี 2568 กองทุนจ่ายเงินปันผลครึ่งปีแรก 1.48% คิดเป็นเงินราว 2,400 ล้านบาท และครึ่งปีหลัง 4.61% คิดเป็นเงินราว 3,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในกรอบสภาพคล่องที่เตรียมไว้

 

ทั้งนี้ บางส่วนของสภาพคล่องมาจากการลงทุนใน หุ้นกู้ระยะสั้นคุณภาพสูง (Duration ไม่เกิน 1 ปี) ซึ่งจะครบกำหนดสอดคล้องกับรอบการจ่ายปันผลต้นปีและกลางปี

 

ขณะเดียวกัน หุ้นที่กองทุนถืออยู่ยังสร้างกระแสเงินสดจากเงินปันผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ช่วยเติมสภาพคล่องเพิ่มเติม ทำให้การจ่ายปันผล ไม่กระทบต่อโครงสร้างพอร์ตการลงทุนระยะยาว และถือว่ามีระดับสภาพคล่องสูงกว่าที่จำเป็นเมื่อเทียบกับขนาดกองทุนทั้งหมด

 

ยันคัดหุ้นเข้ม พร้อมดำเนินคดีหากพบทุจริต

 

ท่ามกลางความกังวลด้านธรรมาภิบาลในตลาดหุ้นไทย จากกรณีหุ้น JKN, STARK และ MORE ชวินดา ระบุว่า กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง จะใช้กรอบ ESG โดยเฉพาะมิติ Governance เป็นตัวกรองหลักในการบริหารความเสี่ยงการลงทุน และดำเนินบทบาทเชิงรุก (Proactive) ในการประเมินความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล ก่อนหน่วยงานกำกับจะมีคำวินิจฉัย

 

หากพบว่าบริษัทจดทะเบียนใดมีความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล กลุ่มหุ้นดังกล่าวจะถูก ตัดออกจากรายชื่อหลักทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ทันที โดยขอบเขตการลงทุนของกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่งมีความเข้มข้นมากกว่าตลาดโดยรวม เนื่องจากจำกัดเฉพาะหุ้นที่ผ่านการกลั่นกรองด้าน ESG อย่างรอบด้าน

 

ในกรณีที่ปัญหาด้านธรรมาภิบาลเกิดขึ้นภายหลัง กองทุนจะดำเนินมาตรการเป็นลำดับ เริ่มจาก หยุดการลงทุนเพิ่มเติม ลดสัดส่วนการลงทุน และหากเข้าข่ายการทุจริต จะพิจารณา ดำเนินการทางกฎหมายร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน

 

ชี้ปี 69 ดีขึ้น พร้อมปรับพอร์ตทุกเดือน

 

สำหรับแนวโน้มปี 2569 ชวินดามองว่าแรงกดดันต่อตลาดมีแนวโน้มน้อยกว่าปี 2568 โดยปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยเริ่มเข้าสู่ช่วงทรงตัว ขณะที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่ถูกสะท้อนในราคาสินทรัพย์ไปแล้ว

 

ปัจจัยบวกสำคัญคือ ความชัดเจนทางการเมือง ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นจากการจัดตั้ง รัฐบาลใหม่เสร็จสิ้นในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 2569 ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและตลาดทุนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

 

ในเชิงกลยุทธ์ กองทุนยังคงใช้การ Reallocation และปรับพอร์ตทุกเดือน ผ่านคณะกรรมการกำกับการลงทุน (IC) ที่ประชุมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำหนดน้ำหนักการลงทุนแบบ Underweight/Overweight ลดสัดส่วนหุ้นผันผวนสูง และเพิ่มน้ำหนักหุ้น Low Beta

 

ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของกองทุนมีสัดส่วนลงทุนใน หุ้นไทยกว่า 90% และที่เหลือเป็นตราสารหนี้คุณภาพสูง เพื่อควบคุมความเสี่ยงและรักษาผลตอบแทนให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย 3-9% ตามที่กำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มโครงการ

 

ยันกลไก Auto-Redemption พร้อมใช้ หาก SET หลุด 800

 

ชวินดาระบุว่า กองทุนได้กำหนด ระดับวิกฤต (Trigger Point) ไว้ที่กรณีดัชนี SET Index ปรับตัวลงต่ำกว่า 800 จุด ซึ่งในสถานการณ์ดังกล่าว กลไก Auto-Redemption มีความพร้อมในการคืนเงินให้ผู้ถือหน่วยลงทุนรายย่อยทันที เป็นวงเงินรวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท

 

ขณะเดียวกัน ชวินดาประเมินว่า ความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และมาตรการ Tariff ต่างๆ ได้สะท้อนอยู่ในราคาสินทรัพย์ในระดับหนึ่งแล้ว ประกอบกับภาคธุรกิจไทยมีการเตรียมความพร้อมรับมือไว้ล่วงหน้า จึงไม่คาดว่าจะก่อให้เกิดแรงกระแทกรุนแรงต่อตลาดทุนในระยะสั้น

The post กองทุน ‘วายุภักษ์ หนึ่ง’ เผยปันผล 6.09% ในปี 68 สวนทาง SET ติดลบ 10% เชื่อปี 69 ดีขึ้น พร้อมปรับพอร์ตทุกเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ปลัดคลัง’ ยันขึ้น Blacklist ผู้รับเหมาได้ทันที หากได้รับแจ้ง เร่งดัน ‘สมุดพกคุมผู้รับเหมา’ คาดแล้วเสร็จปลายเดือนนี้ https://thestandard.co/finance-blacklist-contractors-handbook-push/ Thu, 15 Jan 2026 10:48:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1165701 ‘ปลัดคลัง’ ยันขึ้น Blacklist ผู้รับเหมาได้ทันที หากได้รับแจ้ง เร่งดัน ‘สมุดพกคุมผู้รับเหมา’ คาดแล้วเสร็จปลายเดือนนี้

‘ปลัดคลัง’ ยืนยัน การขึ้นบัญชี Blacklist ผู้รับเหมาผิดส […]

The post ‘ปลัดคลัง’ ยันขึ้น Blacklist ผู้รับเหมาได้ทันที หากได้รับแจ้ง เร่งดัน ‘สมุดพกคุมผู้รับเหมา’ คาดแล้วเสร็จปลายเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ปลัดคลัง’ ยันขึ้น Blacklist ผู้รับเหมาได้ทันที หากได้รับแจ้ง เร่งดัน ‘สมุดพกคุมผู้รับเหมา’ คาดแล้วเสร็จปลายเดือนนี้

‘ปลัดคลัง’ ยืนยัน การขึ้นบัญชี Blacklist ผู้รับเหมาผิดสัญญาทำได้ทันทีตามกฎหมาย หากได้รับแจ้ง พร้อมเผยความคืบหน้ามาตรการ ‘สมุดพกคุมผู้รับเหมา’ คาดแล้วเสร็จปลายเดือนนี้ ใช้ระบบตัดแต้มและจำกัดสิทธิรับงานรัฐ

 

วันนี้ (15 มกราคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า สามารถขึ้นบัญชีดำ หรือ Blacklist ผู้รับเหมาได้ทันทีตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ 5-6 กรณี โดยไม่ต้องรอมาตรการใหม่เพิ่มเติม

 

พร้อมชี้ให้หน่วยงานของรัฐต่างๆ เร่งเสนอเรื่องมายังกรมบัญชีกลาง หากพบว่าผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญา หรือกระทำผิดเงื่อนไข เพราะกรมบัญชีกลางไม่สามารถทราบการละเมิดสัญญาได้โดยตรง

 

โดยกระบวนการหลังจากนั้น จะมีการส่งต่อให้คณะกรรมการพิจารณาว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายผิดหลักเกณฑ์และสมควรถูกขึ้นบัญชี Blacklist หรือไม่ ซึ่งลวรณย้ำว่า กลไกนี้มีการใช้งานอยู่จริง และมีการดำเนินการขึ้นบัญชีผู้รับเหมาที่ทำผิดเงื่อนไขเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว

 

นอกจากนี้ ลวรณยังแนะให้แต่ละหน่วยงานเร่งหารือกับกรมบัญชีกลาง เพื่อให้ขั้นตอนต่างๆ ดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว พร้อมชี้ว่ามีการขึ้นบัญชี Blacklist เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

 

สำหรับมาตรการ ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลงานก่อสร้างภาครัฐ ลวรณชี้ว่า ได้ดำเนินการในส่วนของกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องแล้วเรียบร้อย เหลือเพียงการออกประกาศในระดับรองเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในช่วงปลายเดือนนี้

 

โดย ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ จะเป็นกลไกอีกระบบหนึ่งที่จะคอยหักคะแนนสะสม ตัดแต้ม ลดขั้น หากเกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายจากความประมาทเลินเล่อของผู้รับเหมาที่ได้รับงานจากภาครัฐ ซึ่งจะมีการจำกัดสิทธิการรับงานภาครัฐในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อคะแนนเกินระดับที่กำหนด

 

ทั้งนี้ ลวรณย้ำว่ามาตรการสมุดพกและการขึ้นบัญชี Blacklist มีความใกล้เคียงกันในเชิงผลลัพธ์ แต่เป็นคนละกลไกกันอย่างชัดเจน โดยผู้ที่ถูกดำเนินการตามมาตรการสมุดพกดังกล่าว จะไม่สามารถรับโครงการใหม่ของรัฐได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด

 

ในส่วนของการเยียวยาความเสียหายจากประกันภัย ลวรณระบุว่า โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ต้องมีการทำประกันภัยไว้ตามสัญญา การจ่ายค่าชดเชยจะต้องยึดตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์อย่างเคร่งครัด โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)จะทำหน้าที่เร่งรัดให้มีการจ่ายสินไหมทดแทนโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ แม้จะมีการขอความร่วมมือให้พิจารณาจ่ายเพิ่มเติมได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อตกลงและหลักการประกันภัยที่มีอยู่

The post ‘ปลัดคลัง’ ยันขึ้น Blacklist ผู้รับเหมาได้ทันที หากได้รับแจ้ง เร่งดัน ‘สมุดพกคุมผู้รับเหมา’ คาดแล้วเสร็จปลายเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>