วันนี้ (21 มีนาคม) ฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพ […]
The post กรมธุรกิจพลังงาน-DSI บุกตรวจคลังน้ำมันพระโขนง คุมเข้มกระจายน้ำมัน ปูพรม 8 จุด 4 จังหวัด ป้องกันกักตุน-เช็กราคาป้าย appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (21 มีนาคม) ฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน พร้อมด้วย พ.ต.ต. วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภคในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ ร.ต.อ. เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผอ.กองเทคโนโลยีและสารสนเทศ DSI ร่วมประชุมวางแผนนำกำลังกว่า 50 นาย เข้าตรวจสอบคลังน้ำมัน พระโขนง ถนนอาจณรงค์ เขตคลองเตย ภายหลังนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้เข้มงวดกวดขันเกี่ยวกับเรื่องการกระจายและจำหน่ายน้ำมันให้เป็นไปตาม มาตรฐานของนโยบายรัฐบาลที่กำหนด
ฉัตรชัยกล่าวว่า การเข้าตรวจสอบในวันนี้เป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ที่ได้ออกคำสั่งเมื่อวานนี้ (20 มีนาคม) ให้ตรวจสอบสถานที่กักเก็บน้ำมัน ทั่วประเทศโดยในวันนี้กรมธุรกิจพลังงาน และ DSI จะร่วมตรวจสอบในกรณีเรื่องของป้ายราคา จำนวนการส่งออกน้ำมันไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่พบเบื้องต้นว่าคลังดังกล่าว ส่งไปในบริเวณใดบ้าง และมีจำนวนมากน้อยเพียงใด ตรงตามเอกสารข้อมูลที่จัดส่งไปแต่ละสถานีบริการหรือไม่
ส่วนเหตุผลที่นำกำลังมาตรวจสอบที่นี่ ฉัตรชัยกล่าวว่า เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี และพื้นที่ที่เข้าตรวจสอบวันนี้เป็นพื้นที่จัดจำหน่ายน้ำมันไปยังสถานีบริการ และคนกลางว่า ปฏิบัติตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ และดูว่ามีการติดประกาศราคา โดยจะมีการส่งรายงานไปยังคณะกรรมการตรวจสอบในทุก 18.00 น. ของทุกวัน
ฉัตรชัยเน้นย้ำว่า การเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันของ ปตท. เนื่องจาก ปตท. มีคลังน้ำมันที่จะจัดจำหน่ายไปยังหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นการช่วยให้ผู้ค้าร่วมมือกับภาครัฐเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย โดยหัวใจหลักของการตรวจสอบเพื่อให้น้ำมันไปถึงประชาชนโดยเร็วที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่ายของวันนี้จะมีการประชุมร่วมกับผู้ค้า เพื่อปฏิบัติตามข้อสั่งการ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ว่าผู้ค้าได้ปฏิบัติตามข้อสั่งการหรือไม่
ด้าน พ.ต.ต. วรณันกล่าวว่า ได้ตกลงกับกรมธุรกิจพลังงาน ว่าจุดแรกที่จะลงคือคลังน้ำมัน ที่มีหน้าที่จ่ายน้ำมันว่าการจ่ายน้ำมันเป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่ และดูการติดป้ายราคา การจำหน่ายน้ำมันออกนอกราชอาณาจักร หรือการสำรองกำลังผลิตน้ำมัน เพราะหากมีส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ถูกต้อง จะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันที่อยู่ในตลาด
ส่วนภาพรวมในเรื่องของการผลิตรับและส่ง ขอให้ชุดทำงานตรวจสอบก่อน เนื่องจากการเข้าตรวจสอบในวันนี้มีทั้งหมด 8 จุด ในพื้นที่ 4 จังหวัด และในช่วงบ่ายของวันนี้รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมจะลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบ เพื่อสรุปภาพรวมการตรวจสอบทั้งหมด
ส่วนภาพรวมในเรื่องของการผลิตรับและส่ง ขอให้ชุดทำงานตรวจสอบก่อน เนื่องจากการเข้าตรวจสอบในวันนี้มีทั้งหมด 8 จุด ในพื้นที่ 4 จังหวัด และในช่วงบ่ายของวันนี้รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมจะลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบ เพื่อสรุปภาพรวมการตรวจสอบทั้งหมด
The post กรมธุรกิจพลังงาน-DSI บุกตรวจคลังน้ำมันพระโขนง คุมเข้มกระจายน้ำมัน ปูพรม 8 จุด 4 จังหวัด ป้องกันกักตุน-เช็กราคาป้าย appeared first on THE STANDARD.
]]>
“Singha Sparkling Water” ในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการ […]
The post “Singha Sparkling Water” เปิดตัวใหญ่ในงาน BYD HYROX Bangkok 2026 ต้อนรับยอดมนุษย์สุดฟิตทั่วโลกสู่เมืองไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
“Singha Sparkling Water” ในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการ The Official Sparkling Water Partner of HYROX Bangkok เดินหน้าจัดกิจกรรมระดับโลก “BYD HYROX Bangkok 2026” เนรมิตสนามแข่งขันการประลองพลังของสุดยอดมนุษย์เหล็กที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ระหว่างวันที่ 20–22 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ต้อนรับนักกีฬาจากทั่วโลก โดยคาดว่าจะมีสุดยอดนักกีฬาเข้าร่วมทะลุเป้าถึง 18,000 คน
ทั้งนี้ “HYROX Bangkok 2026” จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักกีฬา HYROX ทั่วโลกที่เดินทางเข้าร่วมการแข่งขันมากเป็นประวัติกาล และถือเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันสำคัญของเอเชียแปซิฟิก ที่เก็บคะแนนเพื่อปูทางไปสู่การแข่งขันชิงแชมป์โลก หรือ 2026 PUMA HYROX World Championships ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน
คุณธิติพร ธรรมาภิมุขกุล Chief Marketing Officer บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า การแข่งขัน BYD HYROX Bangkok 2026 ในปีนี้ Singha Sparkling Water ได้เข้ามาเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการในฐานะ The Official Sparkling Water Partner of HYROX Bangkok เป็นเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นในการแข่งขัน รวมทั้งยังได้สร้างโซน Recovery Lounge มอบความสดชื่นดูแลผู้เข้าแข่งขันทุกท่าน ซึ่งมีทั้ง Ice bath, Sauna, Shower room, Massage therapy เชื่อว่าความสำเร็จจากการแข่งขัน HYROX ในครั้งนี้จะสร้างเทรนด์การดูแลสุขภาพให้ได้รับความสนใจมากขึ้นประกอบกับจะช่วยทำให้กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองสำคัญของสนามการแข่งขันเก็บคะแนนของ HYROX World Series
“HYROX” เป็นกีฬาที่มีแนวคิดผสมผสานการวิ่งกับ ฟิตเนส แบ่งออกเป็น Station ย่อยๆ ที่ได้รับความสนใจจากผู้ชื่นชอบการออกกำลังกายทั่วโลก จนเป็นกีฬาที่มีการเติบโตสูงสุด และมีการแข่งขันในหลายเมืองสำคัญทั่วโลก สอดคล้องแบรนด์ Singha Sparkling Water ที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจดูแลสุขภาพ
BYD HYROX Bangkok 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค
The post “Singha Sparkling Water” เปิดตัวใหญ่ในงาน BYD HYROX Bangkok 2026 ต้อนรับยอดมนุษย์สุดฟิตทั่วโลกสู่เมืองไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
กลุ่มทิสโก้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างส […]
The post วิกฤตน้ำมันเขย่ากำลังซื้อ! ทิสโก้หวั่นกระทบชำระหนี้ลูกหนี้ร่วง หลังน้ำมันพุ่งฉุด GDP ด้าน ตลท. ชี้ฟันด์โฟลว์เริ่มนิ่ง หุ้นไทยส่งสัญญาณปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.
]]>
กลุ่มทิสโก้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อ หลังราคาน้ำมันและพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หวั่นกระทบขีดความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มลูกค้าโดยตรง พร้อมกางผล Stress Test เตือนหากราคาน้ำมันขยับทุก 10% จะฉุด GDP ไทยร่วง 0.3% สวนทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ประเมินว่าหุ้นไทยเริ่มกลับเข้าสู่โซนปลอดภัยมากขึ้น หลังกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) เริ่มหยุดไหลออกอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ยังดำเนินต่อเนื่องในปัจจุบัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานอื่นๆ พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันถือเป็นสมมติฐานสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จากการทำ Stress Test ภายในพบว่า หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทุก 10% จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อขยับเพิ่มขึ้น 0.8% และฉุดการเติบโตของ GDP ลง 0.3% ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มลูกค้า
สำหรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากภาวะสงคราม “ผลกระทบต่อลูกค้าโดยตรงอาจยังไม่มี แต่แน่นอนว่ามีผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ” ศักดิ์ชัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม ทิสโก้มองว่ายังไม่ต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมายธุรกิจที่วางไว้ในปีนี้ แต่หากสถานการณ์รุนแรงหรือยืดเยื้อกว่านี้ อาจต้องกลับมาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ทิสโก้เชื่อมั่นว่าพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีสัดส่วนราว 30-35% ของพอร์ตสินเชื่อยานยนต์ จะช่วยบรรเทาผลกระทบด้านต้นทุนพลังงานของลูกค้าได้ส่วนหนึ่ง ประกอบกับโครงสร้างสินเชื่อของทิสโก้ทั้งหมดเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน (Secure Loan) จึงมีความเสี่ยงลดลงในภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง
ส่วนผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในปัจจุบันต่อตลาดหุ้นไทย อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ในปัจจุบันเริ่มผ่อนคลายลง ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะเริ่มปลอดภัยมากขึ้น หลังจากที่เริ่มเห็นการหยุดไหลออกของกระแสเงินลงทุนต่างชาติ
“ไม่แน่ใจว่าจะเรียกหุ้นไทยเป็น Safe Haven ได้หรือไม่ แต่เริ่มเห็นว่าฟันด์โฟลว์เริ่มสลับเข้าออก หลังจากที่เป็นการไหลออกต่อเนื่องก่อนหน้านี้” อัสสเดชกล่าว
ด้าน ชาตรี จันทรงาม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายควบคุมการเงินและบริหารความเสี่ยง TISCO ย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดทางธุรกิจในระยะยาวของทิสโก้ คือการรักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ซึ่งทำได้ดีมาตลอดเกือบ 2 ทศวรรษ โดยตั้งเป้าหมายไปจนถึงปี 2571 ไว้ที่ระดับ 15-17%
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ทิสโก้มีกำไรสุทธิ 6,659 ล้านบาท และยังคงรักษาระดับ ROAE ได้ที่ 15.4% ขณะที่นโยบายการจัดการเงินทุนเน้นการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง โดยในปี 2568 มีอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) สูงถึง 93% หรือคิดเป็น 7.75 บาทต่อหุ้น
ทั้งนี้ในมุมมองด้านการบริหารทุน ทิสโก้มองว่าการซื้อหุ้นคืนยังไม่เหมาะในขณะนี้ เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ P/BV มากกว่า 2 เท่า ซึ่งไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่ามูลค่า
นอกจากนี้ ทิสโก้ได้เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมแล้วจำนวน 144 บริษัท
สำหรับทิสโก้ตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ในระยะ 3 ปีต่อจากนี้ในระดับ 15-17% อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยวางกลยุทธ์ภายใต้แผนการเติบโต 3 ปีข้างหน้า ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านเทคโนโลยีและหลักธรรมาภิบาล ดังนี้
The post วิกฤตน้ำมันเขย่ากำลังซื้อ! ทิสโก้หวั่นกระทบชำระหนี้ลูกหนี้ร่วง หลังน้ำมันพุ่งฉุด GDP ด้าน ตลท. ชี้ฟันด์โฟลว์เริ่มนิ่ง หุ้นไทยส่งสัญญาณปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.
]]>
นายกฯลงนามคำสั่งมอบ ‘พิพัฒน์’ คุมเข้มผู้ค้าน้ำมัน ป้องก […]
The post แก้ปัญหาน้ำมันขาด! นายกฯ มอบ ‘พิพัฒน์’ คุมเข้มดีลเลอร์น้ำมันทั่วประเทศ สั่งโรงกลั่นรายงานยอดขายรายวัน ป้องกันการกักตุน appeared first on THE STANDARD.
]]>
นายกฯลงนามคำสั่งมอบ ‘พิพัฒน์’ คุมเข้มผู้ค้าน้ำมัน ป้องกันภาวะขาดแคลน ให้ผู้ค้าม.7 รายงานการจำหน่ายเป็นรายลูกค้า-รายชื่อลูกค้าที่ซื้อเกิน 3 พันลิตรต่อครั้ง
เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พ.ศ.2569
โดยระบุว่าโดยที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้โดยง่าย ส่งผลกระทบต่อทั้งการผลิตและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องจากตะวันออกกลางอันเป็นแหล่งผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่สำคัญของโลก ปริมาณสินค้าดังกล่าวที่ลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องเป็นหลักจึงได้รับผลกระทบนี้โดยตรง
อีกทั้ง ปรากฏว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมา สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและคลังน้ำมันจำนวนมากไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงจำหน่าย เกิดความเดือดร้อนแก่การดำรงชีวิตของประชาชนและการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการจำนวนมาก จึงเป็นกรณีที่มีความฉุกเฉินและจำเป็นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 2 ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ.2543 ดำเนินการตามมาตรการ ดังต่อไปนี้
ข้อ3 ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา10 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ดำเนินการตามด้วย
ข้อ 4 มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี, รมว.ยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ค้าน้ำมันตามข้อ 2 และข้อ 3 ให้เป็นไปตามคำสั่งนี้โดยเคร่งครัดเพื่อประโยชน์ในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานแจ้งข้อมูลตามข้อ 2 และข้อ 3 ให้แก่บุคคลตามวรรคหนึ่ง ทราบทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย
ข้อ 5 ให้ นายพิพัฒน์, รมว.ยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งนี้



The post แก้ปัญหาน้ำมันขาด! นายกฯ มอบ ‘พิพัฒน์’ คุมเข้มดีลเลอร์น้ำมันทั่วประเทศ สั่งโรงกลั่นรายงานยอดขายรายวัน ป้องกันการกักตุน appeared first on THE STANDARD.
]]>
โฆษก ‘แบงก์ชาติ’ เผยปมตะวันออกกลางสร้างความเสี่ยงขาลงเศ […]
The post ‘แบงก์ชาติ’ ชี้ปมตะวันออกกลางสร้างความเสี่ยงขาลงต่อ GDP ไทย จ่อปรับประมาณการใหม่ พร้อมเปิด 2 ฉากทัศน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
โฆษก ‘แบงก์ชาติ’ เผยปมตะวันออกกลางสร้างความเสี่ยงขาลงเศรษฐกิจไทย จ่อปรับประมาณการใหม่ในเมษายน พร้อมเปิด 2 ฉากทัศน์ โดยในกรณีฐานมองสถานการณ์อาจจบลงในครึ่งปีแรก แต่ผลกระทบจ่อลากยาว เผยชี้ Supply Shock แก้ด้วยดอกเบี้ยไม่ได้ พร้อม Look Through หากไม่ลามอุปสงค์
วันนี้ (20 มีนาคม) ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. เตรียมปรับประมาณการเศรษฐกิจ (GDP) ใหม่ในเมษายน เนื่องจากประมาณการ GDP ปัจจุบันที่ธปท.ประกาศไปก่อนหน้านี้เกิดขึ้นก่อนที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะปะทุขึ้น พร้อมยอมรับว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะมีความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) กว่าที่เคยประเมินไว้
ชญาวดีกล่าวต่อว่า เบื้องต้น มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางน่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหลายช่องทาง เช่น ต้นทุนราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมไปถึงความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกคาดว่าจะชะลอตัวลงบ้าง ท่ามกลางปัญหาด้านการขนส่ง ที่จะผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวต่อไป เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวและเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ โดยผลกระทบจะมากน้อยเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์
ชญาวดียังเปิดว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูงมากคล้ายกับช่วงวิกฤตโควิด-19 ทำให้การประเมินเศรษฐกิจต้องทำเป็นฉากทัศน์ (Scenario) โดยปัจจุบัน ธปท.มองว่า ในกรณีฐาน (Base Case) สถานการณ์อาจจบลงในครึ่งปีแรก แต่ผลกระทบจากราคาพลังงานน่าจะลากยาว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวสักระยะ ขณะที่ราคาพลังงานเฉลี่ยอาจอยู่ในระดับราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สำหรับกรณีที่ดี (Better Case) สถานการณ์ความขัดแย้งอาจจบลงภายในช่วงครึ่งปีแรกเช่นกัน แต่ผลกระทบจากราคาพลังงานจะไม่ยืดเยื้อเท่า Base Case โดยราคาพลังงานเฉลี่ยอาจอยู่ที่ระดับประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ชญาวดียืนยันว่า ธปท.มีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาท ทั้งขาอ่อนค่า และขาแข็งค่า ไม่ให้การเคลื่อนไหวผันผวนเกินไปจนผู้ประกอบการไม่สามารถตั้งราคาได้ นอกจากนี้ยังต้องดูแลให้ตลาดการเงินยังคงทำงาน (Function) ต่อไปได้ตามปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดเกิดภาวะช็อกหรือหยุดชะงักจนไปต่อไม่ได้
ชญาวดีกล่าวถึงประเด็นดอกเบี้ยนโยบายว่า ดอกเบี้ยนโยบายมีหน้าที่ยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อ นอกจากนี้ โดยตามหลักการตามตำราระบุว่า ถ้าเศรษฐกิจเผชิญกับภาวะช็อกด้านอุปทาน (Supply Shock) ธนาคารกลางสามารถมองข้ามได้ (Look Through) เนื่องจากการปรับดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้สามารถแก้ปัญหาด้านอุปทานได้ แต่ถ้าปัญหานั้นส่งผ่านไปถึงอุปสงค์ (Demand) หรือการใช้จ่ายก็ค่อยเป็นหน้าที่ของดอกเบี้ยนโยบาย
The post ‘แบงก์ชาติ’ ชี้ปมตะวันออกกลางสร้างความเสี่ยงขาลงต่อ GDP ไทย จ่อปรับประมาณการใหม่ พร้อมเปิด 2 ฉากทัศน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หนีค่าน้ำมันแพง มาเจอค่าไฟพุ่ง สรุปแล้ว WFH ประหยัดเงิน […]
The post เจาะลึกค่าใช้จ่าย WFH ยุคน้ำมัน-ค่าไฟพุ่ง ประหยัดกว่าไปออฟฟิศจริงไหม? พร้อมแชร์เทคนิคคุมงบไม่ให้บานปลาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
หนีค่าน้ำมันแพง มาเจอค่าไฟพุ่ง สรุปแล้ว WFH ประหยัดเงินจริงหรือจกตา?
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้วิกฤตพลังงานทำเอาราคาน้ำมันโลกพุ่งปรี๊ด เป็นโดมิโนมาถึงค่าครองชีพ อาหารการกิน และของใช้ต่างๆ ก็แพงขึ้นเป็นเงาตามตัว จนรัฐบาลและหลายองค์กรเริ่มงัดนโยบาย Work From Home กลับมาใช้อีกรอบเพื่อช่วยชาติประหยัดพลังงานและเซฟค่าเดินทางให้พนักงาน
แต่ชาวออฟฟิศซินโดรมอย่างเราๆ รู้ดีว่า การขลุกตัวทำงานอยู่บ้านทั้งวันในประเทศที่อากาศร้อนเหมือนซ้อมตกนรกแบบนี้ แลกมาด้วยบิลค่าไฟที่เห็นแล้วแทบเป็นลม กลายเป็นว่านโยบายให้ประหยัด แต่เราต้องมารับผิดชอบค่าไฟที่พุ่งกระฉูดเองซะงั้น แล้วแบบนี้เราจะเอาชีวิตรอดในยุคที่ทุกอย่างแพงไปหมดได้ยังไง?
ถ้ามองเผินๆ หลายคนอาจจะบอกว่า ‘ประหยัดกว่าสิ’ เพราะเราตัดรายจ่ายรายวันไปได้เพียบ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมันรถที่แพงหูฉี่ ค่าทางด่วน ค่าตั๋วรถไฟฟ้า ค่าพี่วินมอเตอร์ไซค์ รวมถึงค่ากาแฟแก้วละร้อยหน้าออฟฟิศ หรือค่าปาร์ตี้หมูกระทะหลังเลิกงานกับแก๊งเพื่อน
ในมุมของการ ‘ตัดรายจ่ายนอกบ้าน’ การ WFH ถือว่าช่วยหั่นรายจ่ายรายวันได้มาก แต่ความจริงก็คือ การทำงานอยู่บ้านไม่ได้แปลว่ารายจ่ายเราจะกลายเป็นศูนย์ แต่มันคือการ ‘ย้ายภาระค่าใช้จ่าย’ จากบริษัทกลับมาโปะอยู่ที่บ้านของเราเองต่างหาก
ลองเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายดู จะเห็นว่าเราก็มีค่าใช้จ่ายเหมือนเดิม หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ
ทำไม WFH แล้วกระเป๋าตังค์เราถึงยังแฟบอยู่ดี หลักๆ แล้วมาจากปัจจัย 2 เด้งที่ประสานงากันพอดีในช่วงนี้
วิกฤตสงครามในตะวันออกกลางทำให้น้ำมันขาดแคลน พอน้ำมันแพง ต้นทุนโลจิสติกส์และการขนส่งก็พุ่งทะยาน สิ่งที่ตามมาคือพ่อค้าแม่ค้าและผู้ผลิตต้องขอปรับขึ้นราคาสินค้า ไม่ว่าจะเป็นของสดในตลาด ของใช้ในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือแม้แต่ค่าส่งอาหารเดลิเวอรี สรุปคือแม้เราจะอยู่ติดบ้าน แต่ต้นทุนการใช้ชีวิตเราดันแพงขึ้นแบบหนีไม่พ้น
คอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อปที่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟวันละ 8-10 ชั่วโมง ไหนจะเราเตอร์ Wi-Fi ที่ต้องเปิดทิ้งไว้ พัดลม และตัวการฟาดค่าไฟอันดับหนึ่งอย่าง ‘เครื่องปรับอากาศ’ ยิ่งเดือน มี.ค.-เม.ย. อากาศร้อนจัด แอร์ก็ยิ่งกินไฟดุเดือดขึ้นหลายเท่าตัว เท่ากับว่าค่าไฟในบ้านที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหม่ที่เราต้องแบกรับเองเต็มจำนวน
เมื่อรู้แล้วว่ารูรั่วทางการเงินอยู่ตรงไหน เราก็ต้องมาหาทางอุดรอยรั่วนั้นกัน
1. สู้รบกับ ‘แอร์’ ตัวการใหญ่สูบค่าไฟ
ค่าไฟเกินครึ่งมาจากแอร์แน่นอน แม้ว่าเราจะอยากนั่งทำงานแบบสบายตัว แต่ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์เย็นฉ่ำถึงระดับ 18 องศา ลองปรับอุณหภูมิมาอยู่ที่ 26-27 องศาเซลเซียสดู แล้วเปิดพัดลมส่ายเบาๆ ควบคู่ไปด้วย พัดลมจะช่วยกระจายความเย็นให้เรารู้สึกสบายตัวขึ้น แถมยังประหยัดพลังงานลงได้ถึง 10-20% ที่สำคัญอย่าลืมล้างแอร์เป็นประจำทุกๆ 6 เดือน เพื่อล้างฝุ่นที่อุดตัน แอร์จะเย็นไวและทำงานเบาลงเยอะเลย
2. ลดการสั่ง Food Delivery
พออยู่บ้านนานๆ แอปพลิเคชันสั่งอาหารมักจะกลายเป็นเพื่อนซี้ แต่จำเรื่องราคาน้ำมันแพงได้ไหม เมื่อต้นทุนขนส่งแพง ค่าส่งอาหารและราคาเมนูในแอปฯ ก็มักจะถูกบวกเพิ่มตามไปด้วย การกดสั่งเดลิเวอรีหรือกาแฟแก้วละเกือบร้อยทุกบ่าย คือการรั่วไหลของเงินก้อนเล็กๆ ที่รวมกันเป็นก้อนใหญ่ตอนสิ้นเดือน
วิธีแก้: เปลี่ยนมาใช้เทคนิค Bulk Buying หรือการวางแผนซื้อของสดเข้าตู้เย็นทีเดียวปริมาณมากๆ เพื่อทำอาหารกินเองง่ายๆ และลองลงทุนซื้ออุปกรณ์ดริปกาแฟราคาหลักร้อยมาทำโฮมคาเฟ่ดื่มเองที่บ้าน นอกจากจะช่วยคุมสุขภาพแล้ว ยังเซฟเงินค่าส่งและค่าอาหารไปได้เดือนละหลายพันบาท เอาไปโปะค่าไฟได้สบายๆ
3. ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า
หลายคนไม่รู้ว่า อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราปิดสวิตช์หรือ Shut down ไปแล้ว แต่ยังเสียบปลั๊กทิ้งไว้ มันยังคงดึงกระแสไฟไปเลี้ยงระบบอยู่ตลอดเวลา ซึ่งศัพท์เทคนิคเรียกว่า Phantom Load หรือพลังงานแวมไพร์ ไม่ว่าจะเป็นทีวี ไมโครเวฟ เราเตอร์ หรือสายชาร์จแล็ปท็อป
วิธีแก้: สร้างวินัยใหม่ให้ตัวเอง หากไม่ได้ใช้งานให้ ‘ถอดปลั๊ก’ ออกเสมอ หรือเพื่อความสะดวก ลองลงทุนใช้ปลั๊กพ่วงแบบมีสวิตช์แยกแต่ละช่อง เลิกงานปุ๊บกดปิดปั๊บ การจัดการกับ Phantom Load พร้อมๆ กันทั่วบ้าน สามารถหั่นบิลค่าไฟลงได้เกือบ 10% โดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยอะไรเลย
4. รีวิวรายรับรายจ่าย & หั่น Subscription ที่ไม่ได้ใช้ทิ้ง
วิกฤตเศรษฐกิจคือช่วงเวลาที่เหมาะเจาะในการมานั่ง ‘รีวิวรายจ่าย’ หรือการกางบัญชีรายจ่ายทั้งหมดออกมาดูใหม่ ลองเช็กประวัติการตัดบัตรเครดิตรายเดือนดู เราอาจพบว่าตัวเองกำลังจ่ายเงินเงียบๆ ให้กับแอปพลิเคชันสตรีมมิ่ง โปรแกรมซอฟต์แวร์ หรือสมาชิกฟิตเนสที่สมัครทิ้งไว้แต่ไม่ได้ใช้งานมาหลายเดือนแล้ว
วิธีแก้: จัดการกดยกเลิกบริการเหล่านี้ซะ มันคือการตัดรายจ่ายคงที่ที่เห็นผลทันที แล้วนำเงินส่วนนี้มาหยอดกระปุกเป็นเงินสำรองฉุกเฉินแทน อย่าลืม จดบันทึกทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เพื่อเบรกอาการช้อปปิ้งออนไลน์แก้เครียดเวลาอยู่บ้านนานๆ ด้วย เท่านี้ก็จะช่วยให้เรามีเงินเหลือเก็บมากขึ้น
สุดท้ายนี้ เราอาจต้องเตรียมรับมือความเป็นไปได้ว่าสงครามนี้อาจจะยืดเยื้อ ถ้าปัญหาน้ำมันขาดแคลนกินเวลานานกว่าที่คิด เราจะต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อและของแพงหูฉี่ขึ้นไปอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น การรัดเข็มขัดการเงินให้แน่นตั้งแต่ตอนนี้ สร้างวินัยในการใช้จ่าย และมีสติทุกครั้งที่ต้องควักเงินออกจากกระเป๋า คือทางรอดที่ดีที่สุด เงินหลักสิบหลักร้อยที่เซฟได้จากค่าไฟหรือค่าอาหารในแต่ละวัน เมื่อสะสมรวมกัน มันจะกลายเป็นเบาะนุ่มๆ ที่คอยซัปพอร์ตเราในยามฉุกเฉินแน่นอน เป็นกำลังใจให้ชาว WFH ทุกคนผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน
ภาพ: Sandra Milisavljevic / Getty Images
อ้างอิง:
The post เจาะลึกค่าใช้จ่าย WFH ยุคน้ำมัน-ค่าไฟพุ่ง ประหยัดกว่าไปออฟฟิศจริงไหม? พร้อมแชร์เทคนิคคุมงบไม่ให้บานปลาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางกระแสความสงสัยของสังคมและปัญหาการขาดแคลนน้ำมันใ […]
The post เปิดเบื้องลึกปริศนา ‘น้ำมันที่หายไป’ มีใครได้-เสียประโยชน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางกระแสความสงสัยของสังคมและปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะออกมายืนยันว่าโรงกลั่นในประเทศยังคงเดินหน้าผลิตเต็มกำลัง 100% แต่คำถามที่ยังคงค้างคาใจคนไทยคือ ‘แล้วน้ำมันหายไปไหน’ แล้วมีใครได้-ใครเสียประโยชน์จากเหตุการณ์นี้
โดยแหล่งข่าวระดับสูงในธุรกิจพลังงานให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH เจาะเบื้องลึกของโครงสร้างตลาดน้ำมันที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้
ในประเด็นกระแสข่าวที่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มีการจำกัดหรือตัดโควตาการส่งน้ำมันให้ดีลเลอร์รายวันลงถึง 40-50% นั้น ผู้บริหารระบุว่า โดยปกติแล้ว OR จะจัดส่งน้ำมันตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา ที่ทำร่วมกับดีลเลอร์ แต่หากดีลเลอร์มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ในส่วนการจำกัดลดโควตาการส่งน้ำมันให้ดีลเลอร์ มีความเป็นไปได้หากเกิดสถานการณ์ไม่ปกติ
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่โรงกลั่นจะเป็น ‘ผู้กักตุน’ น้ำมันไว้เอง แหล่งข่าวให้ความเห็นว่า “ไม่น่าจะเป็นไปได้”
โดยให้เหตุผลว่า ในกระบวนการทำงานปกติ โรงกลั่นไม่ต้องการเก็บสต็อกน้ำมันไว้ เพราะประเทศไทยมีกำลังการกลั่นน้ำมันรวมกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ใช้จริงในประเทศไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว และต้องมีการส่งออกบางส่วน ดังนั้นส่วนโรงกลั่นจึงต้องระบายน้ำมันออกสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ซึ่งส่วนหนึ่งโรงกลั่นต้องระบายน้ำมัน เพื่อให้คลังน้ำมันสามารถรองรับน้ำมันใหม่ที่จะกลั่นออกมา
นอกจากนี้ โรงกลั่นยังไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายด้านภาษีหรือกองทุนน้ำมัน เนื่องจากราคาที่โรงกลั่นขายออกไปคือราคาหน้าโรงกลั่น เป็นราคาก่อนรวมภาษี
ในส่วนของ OR เอง แหล่งข่าวมองว่ามีความเป็นไปได้น้อยที่สุดที่จะทำการกักตุน เนื่องจาก OR เป็นบริษัทมหาชนที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของเบ็ดเสร็จ จึงไม่มีเหตุผลจูงใจที่จะกระทำผิดกฎหมาย

ภาพ : บรรยากาศสถานีบริการน้ำมันบางแห่งที่ติดป้ายประกาศแจ้งว่าน้ำมันหมด
หากโรงกลั่นและ OR ไม่ใช่ผู้กักตุน แล้วน้ำมันหายไปไหน แหล่งข่าว ให้เห็นถึงช่องโหว่ระหว่างทาง โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือที่เรียกกันว่า จ็อบเบอร์ (Jobber) รวมถึงกลุ่มผู้ที่มีคลังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่
“ใครที่ได้น้ำมันไปในช่วงนี้ โดยเฉพาะผู้ที่สามารถกักเก็บสต็อกไว้ได้ ถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะเมื่อถึงวันที่รัฐบาลประกาศปรับขึ้นเพดานราคาน้ำมัน เช่น 33 บาทต่อลิตร ผู้ที่กักตุนไว้จะได้กำไรจากส่วนต่างราคาอย่างมหาศาลทันที” แหล่งข่าวกล่าว
นอกจากนี้ ในแวดวงพลังงานยังมีการตั้งข้อสังเกต และพูดคุยกันถึงประเด็นที่อาจมีเจ้าของเครือข่ายน้ำมันรายใหญ่ที่มีความเชื่อมโยงทางการเมือง อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะจ็อบเบอร์รายใหญ่หรือไม่ ซึ่งอาจทราบข้อมูลล่วงหน้าเกี่ยวกับจังหวะเวลาในการปรับขึ้นราคาน้ำมัน จึงทำให้เกิดการกักตุนเพื่อรอทำกำไรด้วยหรือไม่
ไม่เพียงแต่จ็อบเบอร์เท่านั้น แหล่งข่าวยังเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมว่า กลุ่มธุรกิจเอทานอลรายใหญ่ในไทย ซึ่งมีคลังจัดเก็บขนาดใหญ่ ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากสถานการณ์นี้ หลังจากที่กระทรวงประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดในอัตราลิตรละ 1 บาท และปรับลดราคาน้ำมัน E20 ลิตรละ 79 สตางค์ ส่งผลให้ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ กับ E20 มีส่วนต่าง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งการปรับราคาครั้งนี้ก็เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาเติม E20 มากขึ้น ส่งผลให้มีดีมานด์การใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สถานการณ์ความตึงเครียดด้านพลังงานและวิกฤตน้ำมันขาดแคลนในบางพื้นที่ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด THE STANDARD WEALTH ได้สัมภาษณ์พิเศษผู้บริหารระดับสูงของบริษัทดีลเลอร์สถานีบริการประเภท DODO (Dealer Own Dealer Operate) รายใหญ่แห่งหนึ่งภายใต้แบรนด์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ถึงเบื้องหลังของสถานการณ์ ‘น้ำมันหายไปไหน’
ล่าสุดวานนี้ (19 มีนาคม) ผู้บริหารระดับสูงเปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา หน่วยงานปกครองในพื้นที่ได้เรียกขอข้อมูลและตรวจสอบยอดการรับเข้าน้ำมันจากผู้ประกอบการสถานีบริการแล้ว โดยเป็นการขอข้อมูลยอดรับน้ำมันและยอดขายออกตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดวิกฤตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทางสถานีบริการได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยนำส่งข้อมูลจากระบบวัดปริมาณน้ำมันอัตโนมัติที่มีการบันทึกไว้ทุกครั้งที่มีการลงน้ำมันและขายออก เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันความโปร่งใสว่าปริมาณน้ำมันที่รับเข้ามาและจ่ายออกไปนั้นสอดคล้องกัน และขายหมดแบบวันต่อวัน
สำหรับคำถามสำคัญที่ว่าปริมาณน้ำมันในตลาดหายไปไหน ผู้บริหารรายนี้วิเคราะห์ว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากการผลิต แต่มาจาก กลุ่มผู้ค้าคนกลางหรือจ็อบเบอร์ (Jobber) รายใหญ่ ที่มีศักยภาพและมีคลังจัดเก็บน้ำมันขนาดใหญ่เป็นของตนเอง
เมื่อจ็อบเบอร์ เหล่านี้เห็นแนวโน้มการปรับขึ้นราคาน้ำมันในตลาดโลกจึงเกิดการเก็งกำไรโดยคาดการณ์ว่าค่ายใหญ่ในประเทศอย่าง ปตท. และบางจาก จะต้องปรับราคาขึ้นตาม ส่งผลให้จ็อบเบอร์เลือกที่จะงดส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการต่างๆ และกักตุนน้ำมันไว้ในคลังของตนเองเพื่อรอเทขายในราคาที่สูงขึ้น
“จ็อบเบอร์รายใหญ่บางรายมีอำนาจต่อรองสูงมากด้วย เพราะมี Volume การซื้อที่สูงถึง 5-6 ล้านลิตรต่อวัน และยังมีคลังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ที่สามารถใช้เก็บตุนน้ำมันที่ซื้อมาในราคาต่ำ และรอนำออกมาขายในช่วงราคาปรับขึ้น รวมถึงจ็อบเบอร์รายใหญ่ยังมีคอนเนกชันที่สามารถซื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่นได้โดยตรง” แหล่งข่าวกล่าว
แม้ว่าโรงกลั่นจะพยายามปรับราคาขายให้จ็อบเบอร์แพงขึ้นเพื่อลดการใช้ผ่านคนกลางและผลักดันน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการโดยตรง แต่จ็อบเบอร์ก็ยังยอมรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้ เพราะสามารถนำไปขายต่อในราคาที่แพงกว่าได้อยู่ดี
นอกจากนี้ อุปสงค์ (Demand) หน้าสถานีบริการยังพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติถึง 2-5 เท่าตัว สาเหตุหลักมาจากการที่กลุ่มรถบรรทุกขนส่ง ซึ่งปกติเคยวางแผนซื้อน้ำมันใช้เองในราคาที่ถูกกว่า หันมาเติมน้ำมันที่สถานีบริการแทนเพราะต้นทุนเปลี่ยนไป ทำให้โควตาน้ำมันที่ปั๊มเคยได้รับและขายตามปกติ ไม่เพียงพอต่อความต้องการที่พุ่งทะยานขึ้น

ภาพ : บรรยากาศสถานีบริการน้ำมันบางในบางติดป้ายประกาศแจ้งว่าน้ำมันหมดในหลายชนิดน้ำมัน
แหล่งข่าวยังให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับคุณภาพน้ำมันในตลาดอิสระว่า จ็อบเบอร์มักจะนำเสนอน้ำมันในราคาที่ถูกกว่าหน้าปั๊ม ปตท. ให้กับปั๊มอิสระทั่วไป ซึ่งทำให้ปั๊มได้กำไรเพิ่มขึ้น แต่น้ำมันเหล่านั้นมักเกิดจากการนำน้ำมันจากหลายแหล่งมาผสม หรือยำรวมกัน แล้วนำออกมาขาย ซึ่งเป็นการหลอกลวงผู้บริโภคเพราะไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน
หนักไปกว่านั้น ปั๊มอิสระบางแห่งรับน้ำมันคุณภาพต่ำมา แล้วใช้วิธีนำหัวเชื้อดีเซลแบบกระป๋องมาเทผสมลงในแทงก์น้ำมันใต้ดิน แล้วกวนให้เข้ากัน ก่อนนำขึ้นมาขาย ซึ่งปัญหานี้มักเกิดกับกลุ่มปั๊มเก่า หรือกลุ่มที่มีอิทธิพล
อย่างไรก็ตาม สำหรับดีลเลอร์ของ OR นั้น มีกฎเหล็กที่ห้ามสถานีบริการไปรับซื้อน้ำมันจากแหล่งอื่นภายนอกโดยเด็ดขาด ระบบของ OR สามารถตรวจสอบยอดซื้อและยอดขายได้ตลอดเวลาว่าสัมพันธ์กันหรือไม่ ทำให้ปั๊มของแหล่งข่าวไม่มีปัญหาเรื่องการปลอมปนน้ำมัน และรักษามาตรฐานของแบรนด์ไว้ได้
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการป้องกันการกักตุน หลังเกิดวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง ป้องกันปัญหาน้ำมันรั่วไหลออกนอกระบบไปสู่การกักตุนเพื่อเก็งกำไร OR ยังคงมาตรการควบคุมดีลเลอร์ดังนี้
1. จำกัดควบคุมโควต้าการจัดส่งน้ำมันอย่างเข้มงวด ตัวอย่าง เช่น เคยวันละ 2-3 คันรถ หรือสูงสุดถึง 5 คัน คันละประมาณ 41,000 ลิตร ปัจจุบันโควต้าถูกปรับลดลงเหลือเพียง 1-2 คันต่อวัน หรือบางวันอาจได้เพียง 1 คัน
2. เดิมเคยสั่งน้ำมันผ่านระบบ e-Order ได้ตามปกติ ปัจจุบันหลังมีวิกฤตระบบส่วนกลางของ OR ต้องยกเลิกออร์เดอร์อัตโนมัติทั้งหมด แล้วให้ผู้จัดการเขตพื้นที่การขายเป็นคนจัดสรรโควต้า (Manual) เพื่อแบ่งปันน้ำมันให้แต่ละปั๊มแบบวันต่อวัน
ดังนั้นในสภาวะที่การสั่งซื้อน้ำมันยังได้รับยังคงถูกจำกัด โควต้าไม่สอดคล้องกับความต้องการ ทางสถานีบริการจึงต้องงัดมาตรการฉุกเฉินมาใช้เพื่อกระจายน้ำมันให้ทั่วถึงที่สุด จึงใช้มาตรการดังนี้
1. จำกัดการเติมน้ำมันของรถอยู่ที่ 1,000 บาทต่อคัน หรือประมาณ 30 ลิตร
2. สั่งห้ามเติมน้ำมันใส่แกลลอนโดยเด็ดขาด แม้จะถูกลูกค้าต่อว่าก็ตาม เพื่อป้องกันการวนรถกลับมาเติมซ้ำหรือนำไปกักตุนเก็งกำไรต่อ และเพื่อให้ผู้ที่นำรถยนต์มาเติมสามารถขับใช้งานต่อไปได้จริงๆ
วานนี้ (19 มี.ค.) THE STANDARD WEALTH ลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมันขนาดใหญ่ จ.ปทุมธานี ของ ‘OR’ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ มีการบริหารจัดการน้ำมันเพื่อกระจาย ประมาณ 4 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 8 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มจำนวนรถขนส่งน้ำมันจาก 200 คัน เป็น 400 คัน และปัจจุบันยังจ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณ 20% เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการหรือดีมานด์ที่สูงกว่าปกติ
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ยอมรับว่า สาเหตุหลักมาจาก 3 ประเด็น 1.ข้อจำกัดด้านการขนส่ง 2.ความตื่นตระหนกของประชาชน 3.จ็อบเบอร์ที่ตั้งราคาขายเกินสมควร
ทั้งนี้ ราคาขายปลีกน้ำมันในบางพื้นที่ที่มีการจำหน่ายสูงจนเข้าข่ายค้ากำไรเกินควร โดยอ้างว่าไม่ได้รับการชดเชยจากรัฐบาล ขอยืนยันว่า น้ำมันทุกลิตรที่ออกจากโรงกลั่นเพื่อจำหน่ายในประเทศจะได้รับการชดเชยตามอัตราที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนด

ภาพ : บรรยากาศ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน
“น้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นเพื่อจำหน่ายในประเทศเมื่อใด ก็มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง ตามอัตราที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนด ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ได้เร่งตรวจสอบและประสานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกำหนดมาตรการลงโทษผู้ค้าที่มีการตั้งราคาจำหน่ายเกินควรแล้ว” อรรถพล กล่าว
ดังนั้น กรณีการจำหน่ายน้ำมันผ่านจ็อบเบอร์ ซึ่งมีโครงสร้างราคาที่แตกต่างจากหน้าปั๊ม เนื่องจากมีต้นทุนด้านการขนส่ง ภาครัฐจะเข้าไปตรวจสอบความเหมาะสมของราคา
อรรถพล มองว่า เพดานราคาน้ำมันไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร และดำเนินการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนมากเกินไป โดยการปรับขึ้นล่าสุดอยู่ที่ 50 สตางค์ ซึ่งถือเป็นระดับรับได้ปกติในภาวะทั่วไป ซึ่งหากเทียบกับเหตุการณ์รัสเซีย-ยูเครน
THE STANDARD WEALTH พูดคุยกับ กาญจนี อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการคลังปิโตรเลียม บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า ปกติคลังน้ำมันลำลูกการับน้ำมันจากโรงกลั่นผ่านทางท่อแทปไลน์
โดยมีถังเก็บน้ำมันทั้งหมด 15 ใบ ความจุรวม 113 ล้านลิตร ซึ่งแต่ละวันจะมียอดจ่ายน้ำมันอยู่ที่ 4 ล้านลิตรโดยมีรถขนส่งน้ำมันเข้ามารับน้ำมันเพื่อส่งไปยังปั๊มน้ำมันราว 200 คันต่อวัน
“แต่ในช่วงแรกที่ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ ทำให้ความต้องการน้ำมันที่คลังลำลูกกาเพิ่มขึ้นเท่าตัวอยู่ที่ 7-8 ล้านลิตรต่อวัน และมีรถขนส่งน้ำมันเข้ามารับน้ำมันที่คลังลำลูกกาเพิ่มเป็น 400 คันต่อวันเพื่อเร่งส่งน้ำมันผ่านสถานีบริการ 200 แห่ง ในพื้นที่ 23 จังหวัด”

ภาพ : คลังน้ำมันลำลูกกา
ทั้งนี้ คลังลำลูกกามี Bay จ่ายน้ำมันทั้ง 8 Bay สามารถจ่ายน้ำมันได้สูงสุดถึง 12.8 ล้านลิตรต่อวัน
ขณะนี้ คลังน้ำมันลำลูกกาเปิดให้บริการจ่ายน้ำมันให้รถขนส่งน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง
“น้ำมันเข้ามาคลังเท่าไรก็จ่ายให้รถขนส่งน้ำมันทั้งหมด ซึ่งคลังมีระบบตรวจสอบได้ ขณะที่รถขนส่งน้ำมันก็มีระบบตรวจเช็กว่ารถวิ่งออกนอกเส้นทางหรือจอดรถนอกจุดจอดที่ระบุได้ เพื่อป้องกันการลักลอบขนน้ำมัน” กาญจนี กล่าว
กาญจนี ยอมรับว่า วันนี้ดีมานด์มันสูงกว่าปกติ ได้เพิ่มทั้งเที่ยวรถเป็นเท่าตัว และยังขอให้โรงกลั่นน้ำมันเพิ่มจำนวนน้ำมันอีก 50-70% จากคำสั่งเดิม โดยแต่ละวันสามารถจ่ายน้ำมันออกไปได้ 7-8 ล้านลิตร จากเดิมอยู่ที่ 4 ล้านลิตร ซึ่งแต่ละเที่ยวจะใช้เวลา 9-10 วัน ซึ่งเมื่อดีมานด์น้ำมันพุ่งซัพพลายก็ไม่พอไม่ทัน ไม่ได้เกิดจากการกักตุน ขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย
ทั้งนี้ เมื่อความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ทาง OR ได้สั่งซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นต่างๆเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็ได้น้ำมันเพิ่มบ้าง ปัจจุบัน OR มีการจ่ายน้ำมันให้ปั๊มน้ำมันสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณ 20%
นอกจากนี้ OR ดำเนินการสั่งซื้อน้ำมันเบนซิน 50 ล้านลิตรจากต่างประเทศเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา คาดว่าจะจัดส่งมาถึงไทยในปลายเดือนนี้
กาญจนี เผยอีกว่า แผนการเพิ่มปริมาณน้ำมันดีเซล OR จะซื้อจากโรงกลั่นในประเทศที่มีแผนจะลดการผลิตน้ำมันอากาศ (Jet A-1) ลง แล้วหันมาผลิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น ซึ่งคลังน้ำมันของ OR มีทั่วประเทศ ความจุรวม 1,200 ล้านลิตร และคลังเช่าอีก 300 ล้านลิตรรวม 1,500 ล้านลิตร
จากกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตจาก พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถึงประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการส่งออกน้ำมันทางเรือของกระทรวงพลังงาน ว่ายังคงมีการส่งออกอยู่หรือไม่ในขณะที่มีคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันจากนายกรัฐมนตรี ยกเว้น สปป.ลาว และเมียนมานั้น
พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด ยืนยันว่า กรมศุลกากรได้กำชับให้ทุกด่านปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด โดยในส่วนของการส่งออกไปยังประเทศกัมพูชานั้น ปัจจุบันไม่มีการส่งออกเนื่องจากพรมแดนปิดทำการ
สำหรับการส่งออกไปยัง สปป.ลาว และเมียนมา ยังคงดำเนินการตามปกติ ซึ่งจากการตรวจสอบสถิติตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นมา พบว่าปริมาณการส่งออกไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด ทางกรมฯ มีการติดตามตัวเลขอย่างใกล้ชิด หากพบปริมาณที่กระโดดผิดปกติก็จะรีบดำเนินการรายงานทันที
อธิบดีกรมศุลกากร อธิบายเพิ่มเติมถึงความจำเป็นในการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่า ประเทศอย่างเมียนมาและ สปป.ลาว ไม่ได้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหรือโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตนเอง จึงต้องพึ่งพาการซื้อน้ำมันจากประเทศไทยโดยตรง ซึ่งหากไทยหยุดส่งออกก็จะส่งผลกระทบอย่างหนัก โดยปัจจุบันพบว่าราคาน้ำมันดีเซลในฝั่งเมียนมาพุ่งสูงถึงลิตรละ 200 บาทแล้ว

ภาพ : พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร
นอกจากนี้ การส่งออกน้ำมันไปยัง สปป.ลาว ยังมีความเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางพลังงานของไทยด้วย เนื่องจากไทยมีโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ใน สปป.ลาว ซึ่งผลิตกระแสไฟฟ้าส่งกลับมาป้อนความต้องการในประเทศไทย หากไม่มีน้ำมันส่งไปให้ ย่อมส่งผลกระทบกลับมาที่ไทยเช่นกัน
สำหรับประเด็นข้อสงสัยเรื่องการส่งออกทางเรือนั้น พันธ์ทอง ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ปัจจุบันการส่งออกทางเรือถูกสั่งห้ามออกทั้งหมดแล้ว จะมีเพียงการนำเข้าเท่านั้น ส่วนการขนส่งผ่านชายแดนยังคงดำเนินไปในรูปแบบรถบรรทุกเพื่อการค้าชายแดนตามข้อยกเว้น
อย่างไรก็ตาม หากมีการส่งออกทางเรือเกิดขึ้น ถือเป็นการส่งออกภายใต้ ‘ข้อยกเว้น’ ตามประกาศที่อนุญาตให้ส่งออกได้ เช่น น้ำมันที่ออกจากเขตปลอดอากร (Free Zone) หรือน้ำมันที่นำเข้ามาเพื่อการส่งออก (Re-export) ซึ่งน้ำมันกลุ่มนี้จะมีการเติมสารมาร์กเกอร์ (Marker) ไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ในประเทศได้อีก
ในประเด็นความกังวลว่าประเทศจะขาดแคลนน้ำมัน พันธ์ทอง ยืนยันจากการตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันว่า ประเทศไทยยังคงมีการนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามาทุกวัน ไม่ได้ขาดหายไปแต่อย่างใด
แม้ในความเป็นจริงปริมาณการนำเข้าอาจลดลงบ้าง เนื่องจากน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 50% ไม่สามารถขนส่งมาได้ แต่ก็ยังคงมี
The post เปิดเบื้องลึกปริศนา ‘น้ำมันที่หายไป’ มีใครได้-เสียประโยชน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เปิด 6 คำถาม-ตอบที่ควรรู้ หลังแบงก์ชาติออกเกณฑ์ถอนเงินส […]
The post รวมคำถาม-คำตอบควรรู้! แบงก์ชาติออกเกณฑ์คุมเข้มถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทต้องถูกตรวจสอบ เริ่ม 1 เม.ย.นี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เปิด 6 คำถาม-ตอบที่ควรรู้ หลังแบงก์ชาติออกเกณฑ์ถอนเงินสดเกิน 5 ล้านต่อวัน ต้องถูกตรวจสอบที่มาเข้มงวด โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป หวังปิดช่องโหว่การใช้เงินสดเป็นเครื่องมือในกิจกรรมผิดกฎหมาย
ตอบ: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกเกณฑ์ควบคุมความเสี่ยงธุรกรรมเงินสดฉบับใหม่ โดยกำหนดให้สถาบันการเงินต้องตรวจสอบ ‘วัตถุประสงค์การใช้เงิน’ อย่างเข้มงวด สำหรับการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทต่อวัน เพื่อปิดช่องโหว่การใช้เงินสดเป็นเครื่องมือในกิจกรรมผิดกฎหมาย
หลักเกณฑ์นี้เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 16/2569 เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดสำหรับสถาบันการเงิน
โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
ตอบ: เพื่อป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินถูกใช้เป็นช่องทางหรือเครื่องมือสนับสนุนการทำความผิดหรือกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น การเคลื่อนย้าย หรือปกปิดแหล่งที่มาของเงิน โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด เช่น การถอนเงินสด หรือการขึ้นเงินจากเช็คที่ไม่ระบุชื่อผู้รับ
นอกจากนี้ การติดตามและตรวจสอบเส้นทางการเงินของธุรกรรมเงินสดทำได้ยาก เนื่องจากไม่มีการบันทึกข้อมูลการนำเงินสดไปใช้ รวมถึงไม่รู้ตัวตนของผู้ใช้เงินสด สถาบันการเงินจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือเคลื่อนย้ายเงินจากการก่ออาชญากรรมเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะนี้
ตอบ: กรณีลูกค้าต้องการถอนเงินสดที่สาขา หรือการเบิกถอน/ขึ้นเงินจากเช็คเงินสดที่ไม่ขีดคร่อมเข้าบัญชี โดยมีจำนวนตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ลูกค้าต้องดำเนินการ
(1) แสดงตัวตน/ข้อมูลปัจจุบัน เช่น กิจการ อาชีพ
(2) แจ้งวัตถุประสงค์การใช้เงินสด และแสดงเอกสารประกอบ (ถ้ามี)
หากลูกค้าไม่สามารถแจ้งวัตถุประสงค์/เหตุผล/ความจำเป็น หรือไม่สามารถให้เอกสาร/ข้อมูลที่จำเป็นได้ สถาบันการเงินไม่สามารถทำธุรกรรมเบิกถอนเงินสดดังกล่าวให้ได้
กรณีลูกค้าต้องการโอนเงิน หรือใช้เช็คที่ขีดคร่อมเข้าบัญชี จำนวนตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป สามารถทำได้ตามปกติ เนื่องจากเป็นธุรกรรมที่ติดตามหรือตรวจสอบเส้นทางการเงินได้
ตอบ: กรณีธุรกรรมเงินสดที่ยอดไม่สูงหรือความเสี่ยงต่ำ ใช้เวลาทำธุรกรรมไม่แตกต่างจากเดิม
กรณีธุรกรรมเงินสดเกิน 5 ล้านบาท อาจใช้เวลามากขึ้นในบางกรณี จากการสอบถามข้อมูล/ขอเอกสารเพิ่มเติม
ตอบ: การตรวจสอบการทำธุรกรรมเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ไม่เกี่ยวข้องกับการอายัดบัญชี
ดังนั้น แม้ลูกค้าจะไม่สามารถเบิกถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทได้ (เนื่องจากไม่สามารถระบุชื่อผู้รับ/วัตถุประสงค์การใช้เงิน/ให้เอกสารประกอบ) ลูกค้ายังสามารถใช้บัญชีทำธุรกรรมอื่นๆ ได้ตามปกติ
The post รวมคำถาม-คำตอบควรรู้! แบงก์ชาติออกเกณฑ์คุมเข้มถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทต้องถูกตรวจสอบ เริ่ม 1 เม.ย.นี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (19 มีนาคม 2569) สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองปิดต […]
The post ราคาทองวันนี้ (19 มี.ค. 69) ร่วงแรง 3,600 บาท หวั่น Fed คงดอกเบี้ย คุมเข้มเงินเฟ้อ ‘ทรัมป์’ ยกระดับสงครามอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (19 มีนาคม 2569) สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองปิดตลาด เวลา 17.22 น. ราคาร่วงแรง 3,600 บาท ทำจุดต่ำสุดในรอบ 1 เดือน และตลอดทั้งวันปรับราคาแล้ว 56 ครั้ง
ทำให้ปัจจุบันราคาทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 72,700 บาท ขายออกบาทละ 72,900
บาท ขณะที่ทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 71,252 บาท ขายออกบาทละ 73,700 บาท
ขณะที่ราคาทองคำโลก (Gold Spot) เวลา 19.05 น. ร่วงลงสู่ระดับ 4,630 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 3.78% ออก ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์
ทั้งนี้สาเหตุที่ราคาทองปรับลดลงแรงในวันนี้ YLG GROUP ประเมินว่า เป็นผลมาจากแรงกดดันของมุมมองนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งลดความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
โดย Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด พร้อมส่งสัญญาณว่าความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน และความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง จะทำให้การปรับลดดอกเบี้ยยังไม่เกิดขึ้นในระยะใกล้ แม้ยังคงคาดการณ์การลดดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในปีนี้ก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวหนุนค่าเงินดอลลาร์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลลบต่อราคาทองคำ
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงยกระดับ หลังอิหร่านยิงขีปนาวุธ โจมตีพื้นที่ในกาตาร์ที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญ ตอบโต้อิสราเอลที่โจมตีแหล่งก๊าซ South Pars สถานการณ์ดังกล่าวผลักดันราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ อีกทั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังส่งสัญญาณอาจยกระดับมาตรการทางทหารเพิ่มเติมในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม แม้ความตึงเครียดดังกล่าวจะหนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย แต่แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จำกัดการฟื้นตัวของราคาทองคำ
ภาพ: FOTOGRIN / Shuttersstock
The post ราคาทองวันนี้ (19 มี.ค. 69) ร่วงแรง 3,600 บาท หวั่น Fed คงดอกเบี้ย คุมเข้มเงินเฟ้อ ‘ทรัมป์’ ยกระดับสงครามอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (19 มีนาคม) เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับ 32.88 บาทต่อด […]
The post บาทอาจ ‘อ่อนค่า’ แตะ 35 บาทต่อดอลลาร์ หากสงครามตะวันออกกลาง ‘ยืดเยื้อ’ ผู้ส่งออก-นำเข้า ควรวางกลยุทธ์อย่างไร appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (19 มีนาคม) เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับ 32.88 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 5 เดือน ด้าน KResearch มองว่า หากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงไปอีกจนอาจถึงระดับ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ได้ ส่วน SCB FM เปิดกลยุทธ์สู้ความผันผวนให้ผู้ส่งออก-นำเข้า แนะผู้ส่งออกทยอยขาย USDTHB ได้ ในกรอบราว 32.85-33.35 สำหรับผู้นำเข้า ซื้อดอลลาร์ หาก USDTHB ย่อลงมาใกล้เคียง 32.50 และต่ำกว่า
บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้นสวนทางกับสกุลเงินเอเชีย ได้ส่งผลกระทบต่อไทยโดยเฉพาะ เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง
นอกจากนี้ บุรินทร์กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ‘ค่าเงินบาท’ ก็มีความผันผวนอย่างมาก โดยหากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงไปอีกจนอาจถึงระดับ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ได้
“ถ้าราคาน้ำมันยังขึ้นอยู่ค่าเงินบาทก็จะมีสิทธิ์อ่อนค่าต่อไปเรื่อยๆ โดยเมื่อดูจากสงครามยูเครนรัสเซียที่ผ่านมา ที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น เงินบาทก็ไหลไปเรื่อยๆ เช่นกัน โดยหากราคาน้ำมันยังยืนที่ระดับสูงสัก 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปสักหลายๆ เดือน อาจจะเห็นค่าเงินบาทไปแตะ 34-35 ได้” บุรินทร์
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ ความผันผวนของค่าเงินบาทนับว่า ‘สูงขึ้น’ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วโดยในปีที่แล้ว ความผันผวนของบาทอยู่ที่ประมาณ 7.5-8% และแม้ว่า ในปีนี้ การแกว่งตัวของค่าบาทดูเหมือนไม่ได้กว้างเท่ากับปีที่แล้ว แต่กลับสวิงรายวัน แล้วในแต่ละวัน สวิงเป็นรายชั่วโมงด้วย ทำให้ ตอนนี้ ระดับความผันผวนของเงินบาทสูงถึง 9% ไปแล้ว
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมองสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกมีโอกาสยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า กระทบ GDP ไทย 0.2-0.7%
ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย อธิบายต่อว่า ผลกระทบต่อจีดีพีดังกล่าว อยู่บนสมมติฐานที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนาน 1-3 เดือน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปี 2569 อยู่ที่ 75-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยืนเหนือระดับ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นานเกิน 3 เดือน จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปน่าจะหลุดกรอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 3% ในขณะที่ GDP ทั้งปี 2569 มีแนวโน้มไม่เติบโต
อย่างไรก็ตาม ยังมองบวกโดยประเมินว่า สงครามน่าจะจบลงได้เร็วที่สุดภายใน 2 เดือน เนื่องจากสหรัฐฯ ต้องการให้จบเร็วอยู่แล้ว นอกจากนี้ ประเทศรอบข้างในภูมิภาคก็เริ่มไม่ไหวแล้ว เนื่องจากได้รับผลกระทบ และไม่ต้องการให้สถานการณ์ยืดเยื้อ
บุรินทร์ ยังกล่าวต่อว่า ยังมีปัจจัยด้านเสบียงอาหารและน้ำในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียที่บีบบังคับให้สงครามอาจต้องรีบจบเร็ว
“สงครามครั้งนี้จะถูกตัดสินด้วยเรื่องทรัพยากร ทั้งน้ำและอาหาร และราคาน้ำมัน เนื่องจากหากเส้นทางเดินเรือถูกปิดกั้นจนไม่สามารถขนส่งอาหารไปยังภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียได้ ประเทศในภูมินั้นก็จะเพิ่มแรงกดดัน เนื่องจากจากแหล่งน้ำตอนนี้น่าจะอยู่ได้ประมาณ 2 เดือนเท่านั้น ปัจจุบัน ดังนั้นในระยะเวลาประมาณ 2 เดือนก็จะเริ่มเห็นคลี่คลาย” บุรินทร์กล่าว
โดยบุรินทร์ยังอ้างอิงถึงการคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดการเงิน โดยระบุว่าจากข้อมูลในตลาดซื้อขายล่วงหน้าทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนในตลาดก็มองว่าสถานการณ์นี้ไม่น่าจะยืดเยื้อเกิน 2-3 เดือนเช่นกัน
วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เงินบาทอ่อนค่าเหนือ 32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 5 เดือน โดยเงินบาทอ่อนค่าแรงวันนี้ เป็นผลจากดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury yields) ที่สูงขึ้นเร็ว
โดย reactions นี้ ไม่ได้เป็นแค่ผลจากการที่ Fed ออกมาส่งสัญญาณ Hawkish จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้น แต่เป็นผลสืบเนื่องจากสงครามในอิหร่านที่รุนแรงขึ้น และมีแนวโน้มกระทบโครงสร้างพลังงานของโลกมากขึ้น หลังอิหร่านโจมตีโรงงานส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของกาตาร์ ทำให้ราคาพลังงานและราคาน้ำมันดิบ (Brent) ปรับสูงขึ้นเร็ว ซึ่งมีแนวโน้มกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จึงทำให้เงินบาทอ่อนค่า
นอกจากนี้ ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ เมื่อคืนออกมาสูงกว่าคาด ทำให้เห็นแรงกดดันเงินเฟ้อตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามในอิหร่าน จึงหนุนให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอีกด้วย
วชิรวัฒน์ ยังมองว่า เงินบาทจะยังอ่อนค่าต่อในระยะสั้นเนื่อง โดยมองกรอบ USDTHB ในระยะ 1 เดือนจากนี้ที่ราว 32.60-33.10 จากปัจจัยต่างๆ ดังนี้
วชิรวัฒน์กล่าวต่อว่า ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าเร็วนี้ นายวชิรวัฒน์มองว่าเป็นโอกาสที่ผู้ส่งออกจะทยอยขาย USDTHB ได้ โดยมองกรอบการขายที่ราว 32.85-33.35 ทั้งนี้ อาจพิจารณาซื้อ Options เพื่อปิดความเสี่ยงจากกรณีที่สงครามอาจกลับมาลดความรุนแรงลงและทำให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็ว แต่ขณะเดียวกัน การใช้ Options ก็สามารถเปิดโอกาสที่จะได้ขายดอลลาร์ในระดับที่สูงขึ้นหากบาทอ่อนค่าต่อ
สำหรับผู้นำเข้า วชิรวัฒน์มองว่า หาก USDTHB ย่อลงมาใกล้เคียง 32.50 และต่ำกว่า จะเป็นจังหวะให้ผู้นำเข้าที่ต้องการซื้อ USDTHB สามารถทยอยซื้อได้ โดยมองว่าโอกาสที่ USDTHB จะลงมาต่ำกว่า 32.00 อาจมีไม่สูงนัก แต่มีโอกาสที่บาทจะอ่อนค่าต่อได้ เพราะสงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อมากขึ้น
The post บาทอาจ ‘อ่อนค่า’ แตะ 35 บาทต่อดอลลาร์ หากสงครามตะวันออกกลาง ‘ยืดเยื้อ’ ผู้ส่งออก-นำเข้า ควรวางกลยุทธ์อย่างไร appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างรวดเ […]
The post สงครามตะวันออกกลางปะทุหนัก จับตาทุนไหลออกประเทศนำเข้าน้ำมัน พร้อมเตือนไทยเสี่ยงเผชิญ Stagflation appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วต่อทิศทางตลาดการเงินทั่วโลก โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นทันที ขณะที่ทิศทางค่าเงินบาทของไทยทะลุระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ภาพรวมของตลาดการเงินขณะนี้เกิดการกลับทิศทางอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี ซึ่งในขณะนั้นตลาดมีการเทขายดอลลาร์ ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า และมีกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ค่อนข้างมาก ทว่าเมื่อเกิดสถานการณ์สงครามที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น Theme ของตลาดได้พลิกกลับด้านทันที โดยนักลงทุนหันกลับมาซื้อดอลลาร์และเทขายสินทรัพย์จากกลุ่มประเทศที่มีการนำเข้าน้ำมันในระดับสูง
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เกิดสภาวะเงินทุนไหลออก (Capital Outflow) จากประเทศที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Oil Importer) อย่างเกาหลีใต้รวมถึงประเทศไทย ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อบัญชีเดินสะพัดและเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง นอกจากนี้ ตลาดได้เริ่มลดน้ำหนักความสนใจในเรื่องการเมืองภายในประเทศลง และหันไปให้น้ำหนักกับปัจจัยเรื่องสงคราม (War Factor) มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนต้องการขายสินทรัพย์เพื่อกลับไปถือครองเงินสดและเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น
ประเด็นที่น่าจับตาและถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ในรอบนี้ คือพฤติกรรมของนักลงทุนต่อ ‘ทองคำ’ ซึ่งโดยปกติมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ผู้คนจะแห่ซื้อพร้อมกับเงินดอลลาร์ในช่วงสงคราม แต่ในครั้งนี้ทองคำกลับกลายเป็นสินทรัพย์ที่ถูกเทขายออกมา โดยราคาได้ปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ราว 5,400 ก่อนจะร่วงลงมาซื้อขายกันอยู่ที่ระดับประมาณ 5,000 ปรากฏการณ์นี้อาจเกิดจากการที่นักลงทุนเลือกขายสินทรัพย์ที่ยังมีกำไรออกมาเพื่อชดเชยกับพอร์ตส่วนอื่นที่ขาดทุน หรือเพื่อดึงกลับมาเป็นเงินสดสำหรับรอจังหวะการลงทุนใหม่ รวมถึงการเตรียมเงินสดไว้สำหรับเติมเงินหลักประกัน (Margin) ในยามจำเป็น
สำหรับทิศทางราคาน้ำมัน ตลาดประเมินว่าในช่วงต้นราคาน้ำมันจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง และไม่ได้ให้น้ำหนักว่าสงครามจะยุติลงอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 เดือน แต่คาดว่าจะไปจบลงในช่วงไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันกลับมาอยู่ที่ระดับประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตามเดิม
ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้สร้างแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้ธนาคารกลางในกลุ่มประเทศที่มีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อสูง เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป อาจชะลอการลดอัตราดอกเบี้ย โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเดิมทีในช่วงต้นปีคาดการณ์กันว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ปัจจุบันตลาดให้โอกาส 80-100% ว่าอาจจะปรับลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยจะต้องให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อควบคู่ไปกับการดูแลการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยังคงมีความเปราะบางอยู่
ทิศทางค่าเงินบาทในปัจจุบันมีความผันผวนสูงมาก จากที่ช่วงต้นปีประเมินว่าเงินบาทจะแข็งค่าไปอยู่ที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ แต่ล่าสุดได้พุ่งขึ้นไปซื้อขายสูงสุดถึงระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ทาง SCB ได้ประเมินแนวโน้มค่าเงินบาทออกเป็น 3 กรณี ได้แก่
ด้วยความผันผวนที่คาดเดาจุดจบของสงครามได้ยาก ภาคธุรกิจจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) อย่างใกล้ชิด แต่การป้องกันความเสี่ยงนั้นจะต้องมีความยืดหยุ่นสูง (Flexible) เพราะหากผู้นำเข้าล็อกอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าที่ระดับ 32.50 บาท แต่ภายหลังเงินบาทกลับมาแข็งค่าที่ 31 บาท ก็อาจทำให้สูญเสียโอกาส (Opportunity Loss) ได้ ดังนั้น การใช้เพียงเครื่องมือพื้นฐานอย่าง Spot หรือ Forward อาจไม่เพียงพอ จึงแนะนำให้นำเครื่องมืออย่าง FX Options เข้ามาปรับใช้ร่วมด้วย เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และปิดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความเสี่ยงสำคัญที่คนเริ่มพูดถึงกันมากขึ้น นั่นคือโอกาสที่ประเทศไทยจะเกิดภาวะ Stagflation โดยมีความเป็นไปได้ที่ภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจะผลักดันให้เกิดเงินเฟ้อและทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น ซึ่งเป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากฝั่งต้นทุน (Cost-push inflation) ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงมีความเปราะบาง และประชาชนไม่ได้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นความเสี่ยงระยะยาวที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด
ภาพ: Shutterstock Gen AI / Shutterstock, schankz / Shutterstock
The post สงครามตะวันออกกลางปะทุหนัก จับตาทุนไหลออกประเทศนำเข้าน้ำมัน พร้อมเตือนไทยเสี่ยงเผชิญ Stagflation appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘อรรถพล’ ชี้คอขวดน้ำมันเริ่มคลี่คลาย! รุดลงพื้นที่สำรวจ […]
The post รมว.พลังงาน ลุยคลังน้ำมันใหญ่ ‘OR’ สั่งเพิ่มรถขนส่งอีกเท่าตัว วันละ 8 ล้านลิตร เร่งแก้ปมจ็อบเบอร์ ขายตัดราคาหน้าปั๊ม appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘อรรถพล’ ชี้คอขวดน้ำมันเริ่มคลี่คลาย! รุดลงพื้นที่สำรวจระบบกระจายน้ำมัน OR สั่งวิ่งรถเพิ่ม 400 คัน เป็น 2 เท่า ดันซัพพลายเข้าปั๊ม เร่งแก้ปมจ็อบเบอร์ ตั้งราคาขายเกินจริง ย้ำจับตาตะวันออกกลางใกล้ชิด เพดาน 33 บาทยังเอาอยู่
วันนี้ (19 มี.ค.) THE STANDARD WEALTH ร่วมลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมันลำลูกกา จ.ปทุมธานี กับอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยระหว่างลงพื้นที่ อรรถพล เผยว่า กระทรวงพลังงานยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด ซึ่งวันนี้มาตรวจคลังของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เพื่อดูระบบการขนส่งและการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งคลังน้ำมันและสถานีบริการ เพื่อประเมินการดำเนินงานว่าเป็นไปตามมาตรการที่ได้กำหนดไว้หรือไม่
โดยคลังน้ำมันแห่งนี้ เป็นคลังขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับน้ำมันมากถึง 113 ล้านลิตร และกระจายผ่านทางรถขนส่งน้ำมันให้กับปั๊มน้ำมันพื้นที่ภาคกลาง 20 จังหวัด และใกล้เคียง
ในช่วงที่ความต้องการพุ่งสูงขึ้นกะทันหัน โดยเฉพาะช่วงแรกที่มีความต้องการ มีการเพิ่มจำนวนเที่ยวขนส่งน้ำมันจากปกติประมาณ 200 เที่ยว เป็น 400 เที่ยว หรือประมาณ 4 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 8 ล้านลิตรต่อวัน และปัจจุบันยังจ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณ 20% ส่วนประเด็นที่พบ คือระยะเวลารอรับน้ำมันเพิ่มขึ้นตามความต้องการ
อรรถพล กล่าวอีกว่า กรณีขนส่งหรือลักลอบส่งออกทางเรือ อยู่ระหว่างตรวจสอบร่วมกับ 4 หน่วยงาน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคลังน้ำมัน ได้มีการกำชับผู้ค้าให้เปิดดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมง และขอให้โรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลัง พร้อมประสาน 4 หน่วยงานปลดล็อกขนส่ง แก้ปัญหาน้ำมันขาดหน้าปั๊ม
“เรื่องน้ำมันขาดแคลน ภาพรวมน้ำมันสำรองของไทยขณะนี้มีเพียงพอ โดยมีการจัดหาแหล่งน้ำมันดิบทดแทนจากทั้งสหรัฐฯและแอฟริกาใต้ ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งเองก็เดินเครื่องเต็มกำลัง 100% เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการ”

ทั้งนี้ แม้บางช่วงอาจมีการขาดแคลนเนื่องจากการขนส่งไม่ทันเวลา “แต่โดยรวมสถานการณ์วันนี้ เริ่มคลี่คลายและมีแนวโน้มดีขึ้น หลังจากมีการเพิ่มเที่ยววิ่งของรถขนส่ง รวมถึงขยายช่วงเวลาการวิ่งในเวลากลางวัน ซึ่งช่วยให้การกระจายน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีความคล่องตัวมากขึ้น”
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ยอมรับว่า สาเหตุหลักมาจาก 3 ประเด็น 1.ข้อจำกัดด้านการขนส่ง 2.ความตื่นตระหนกของประชาชน 3.จ็อบเบอร์ที่ตั้งราคาขายเกินสมควร
ดังนั้น เมื่อพบว่า ราคาขายปลีกน้ำมันในบางพื้นที่ที่มีการจำหน่ายสูงจนเข้าข่ายค้ากำไรเกินควร โดยอ้างว่าไม่ได้รับการชดเชยจากรัฐบาล ขอยืนยันว่า น้ำมันทุกลิตรที่ออกจากโรงกลั่นเพื่อจำหน่ายในประเทศจะได้รับการชดเชยตามอัตราที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนด
“น้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นเพื่อจำหน่ายในประเทศเมื่อใด ก็มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง ตามอัตราที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนด ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ได้เร่งตรวจสอบและประสานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกำหนดมาตรการลงโทษผู้ค้าที่มีการตั้งราคาจำหน่ายเกินควร”
กระทรวงพลังงานรับทราบถึงปัญหาการกระจายน้ำมันที่เกิดขึ้น สั่งการเร่งรัดให้มีกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศอย่างทั่วถึง
“กรณีการจำหน่ายน้ำมันผ่านผู้ค้าคนกลาง (จ็อบเบอร์) ซึ่งมีโครงสร้างราคาที่แตกต่างจากหน้าปั๊ม เนื่องจากมีต้นทุนด้านการขนส่ง ภาครัฐจะเข้าไปตรวจสอบความเหมาะสมของราคา เพื่อป้องกันการตั้งราคาสูงเกินควรใกล้ชิด”
อรรถพล ระบุว่า ด้านราคา ยังกำหนดเพดานราคาน้ำมันไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร และดำเนินการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนมากเกินไป โดยการปรับขึ้นล่าสุดอยู่ที่ 50 สตางค์ ซึ่งถือเป็นระดับปกติในภาวะทั่วไป
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการทั่วประเทศแล้วกว่า 2,600 แห่ง จากทั้งหมดกว่า 20,000 กว่าแห่ง ไม่พบการกักตุน
โดยรวมแล้ว สถานการณ์เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นจากมาตรการที่ดำเนินการ ทั้งในด้านโลจิสติกส์ การบริหารจัดการราคา และการกำกับดูแลตลาด

ด้านกาญจนี อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการคลังปิโตรเลียม บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า ยอมรับว่าวันนี้ดีมานด์มันสูงกว่าปกติ ได้เพิ่มทั้งเที่ยวรถเป็นเท่าตัว และยังขอให้โรงกลั่นน้ำมันเพิ่มจำนวนน้ำมันอีก 50-70% จากคำสั่งเดิม
โดยแต่ละวันสามารถจ่ายน้ำมันออกไปได้ 7-8 ล้านลิตร จากเดิมอยู่ที่ 4 ล้านลิตร ซึ่งแต่ละเที่ยวจะใช้เวลา 9-10 วัน ซึ่งเมื่อดีมานด์น้ำมันพุ่งซัพพลายก็ไม่พอไม่ทัน ไม่ได้เกิดจากการกักตุน ขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย
ทั้งนี้ OR มีระบบ iBMS (Intelligent Business Management System) ที่สามารถมอนิเตอร์รถขนส่งน้ำมันได้ตลอดเส้นทาง เพื่อป้องกันการนำน้ำมันออกนอกเส้นทางหรือการจอดพักที่ผิดปกติ
โดยแผนการบริหารจัดการซัพพลายในระยะต่อไป OR ได้ประสานงานกับโรงกลั่นในเครือเพื่อเร่งกำลังการผลิต รวมถึงการปรับสัดส่วนการผลิตจากน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) มาเป็นน้ำมันดีเซลเพื่อเพิ่มปริมาณในตลาด อีกทั้ง มีแผนนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติมอีกประมาณ 50 ล้านลิตรในช่วงปลายเดือนนี้
The post รมว.พลังงาน ลุยคลังน้ำมันใหญ่ ‘OR’ สั่งเพิ่มรถขนส่งอีกเท่าตัว วันละ 8 ล้านลิตร เร่งแก้ปมจ็อบเบอร์ ขายตัดราคาหน้าปั๊ม appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากยังจำกันได้ ปลายปี 2568 ที่ผ่านมาคือช่วงเวลาที่เราเร […]
The post เปิดเหตุผล ทำไม Happitat ถึงเป็นโครงการที่ดึงดูดทั้งในมิติเช่าทำออฟฟิศและภาครีเทล appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากยังจำกันได้ ปลายปี 2568 ที่ผ่านมาคือช่วงเวลาที่เราเริ่มได้เห็นจังหวะการโหมกระแสข่าวการเตรียมเปิดตัวของอีกหนึ่งโครงการยักษ์ใหญ่ย่านบางนาที่หลายคนรอคอยอย่าง “Happitat (แฮปปี้แทท)” ซึ่งเตรียมจะเปิดให้บริการเร็วๆนี้แล้ว
นั่นหมายความว่า ในวันที่คุณได้อ่านบทความชิ้นนี้ของ THE STANDARD WEALTH โครงการ Happitat ก็จ่อจะเปิดให้บริการแล้วนั่นเอง!
ในบทความนี้ THE STANDARD WEALTH จึงอยากชวนมาวิเคราะห์ 4 เหตุผลสะท้อนมุมมองว่า เพราะเหตุใด? โครงการ Happitat แห่งนี้ ถึงได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในโครงการที่น่าสนใจ ทั้งในมุมผู้ประกอบการ เจ้าของแบรนด์ต่างๆ ที่กำลังมองหาสถานที่จัดตั้งออฟฟิศสำนักงาน เรื่อยไปจนถึงพื้นที่เช่าสำหรับการทำหน้าร้าน

ตรงตามชื่อโครงการแบบเป๊ะๆ Happitat คือโครงการในเครือบริษัท แอ็กซตร้า แฮปปี้แทท จำกัด (Axtra Happitat Co.,Ltd) ที่ตั้งอยู่ริมถนนบางนา-ตราด กม.7 ซึ่งตั้งชื่อให้พ้องและเล่นคำกับคำว่า Happiness หรือความสุข กับ Habitat หรือถิ่นที่อยู่อาศัย เมื่อรวมกัน Happitat จึงหมายถึง “อาณาจักรแห่งความสุข”
ไม่เพียงแต่ชื่อโครงการเท่านั้น เพราะจุดมุ่งหมายของ Axtra Happitat ยังรวมถึงความตั้งใจในการพัฒนาโครงการแห่งนี้ให้เป็นเสมือน Destination
เพื่อให้คนทุกเพศทุกวัยที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้สามารถเก็บเกี่ยวโมเมนท์แห่งความสุขไปด้วยกันได้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาผ่านนิยาม The Magical Destination of Happiness หรือจุดหมายแห่งความสุขเหนือจินตนาการ
ดังนั้นกระบวนการคิดของพวกเขาในการพัฒนาพื้นที่จึงไม่เหมือนกับ Landlord รายอื่นๆ เพราะแม้จะยังเน้น footfall และทราฟฟิกคนเข้าพื้นที่อยู่ แต่สิ่งที่เป็น Northstar ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการออกแบบทุกประสบการณ์ ทุก Journey และทุก ๆ Touchpoints ที่เกิดขึ้นภายในโครงการแห่งนี้ให้ตอบโจทย์การเติมเต็มความสุขให้กับผู้เข้ามาใช้บริการให้ได้จริง
เพราะถึงแม้ ความน่าดึงดูดของร้านค้า แบรนด์ต่างๆ ที่อยู่ภายในพื้นที่ รวมถึงการจัดอีเวนต์ที่น่าสนใจ จะถือเป็นปัจจัยสำคัญประการต้นๆ ที่ส่งผลต่อการดึงดูดผู้คนให้มายังพื้นที่ แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม Happitat มองว่า “ความสุข” ต่างหากที่เป็น Engine สำคัญในการขับเคลื่อน Positive Impacts ในโครงการ
ยิ่งคนมีความสุข พวกเขาก็จะยิ่งใช้เวลาที่โครงการมากและนานขึ้น
และยิ่งคนใช้เวลาที่โครงการนานจนเกิดความผูกพันธ์กับสถานที่ ผลที่ตามมาก็จะทำให้ Return Rate หรืออัตราการกลับมาใช้บริการที่โครงการ Happitat ซ้ำเพิ่มสูงตามอย่างมีนัยยะ
สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์ในระยะยาวที่ “ยั่งยืน” แทบทั้งสิ้น ทั้งยังให้ผลได้ดีเยี่ยมมากกว่าการทุ่มอัดโปรโมชันหวือหวาเพียงครั้งคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสถานที่นั้นๆ สามารถสร้าง Bonding ในเชิงความรู้สึก อารมณ์ความสุขมวลรวมให้เกิดขึ้นกับผู้ที่เดินทางมาใช้บริการได้สำเร็จจริง
เหนือสิ่งอื่นใด Happitat ยังมีการนำ “ดัชนีความสุข” หรือ Happiness Index เข้ามาใช้เป็นหนึ่งใน KPI ชี้วัดประสิทธิภาพตัวโครงการในเชิงการส่งต่อประสบการณ์ที่ดี เพื่อให้โครงการสามารถปรับปรุงทุกส่วนสัด ทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นให้ตอบโจทย์ความประทับใจของผู้ที่เข้ามาใช้บริการ ผู้เช่า และทุก Stakeholders ที่เกี่ยวข้องได้อย่างรอบด้าน
ตลอดจนสร้างความสดใหม่ให้กับ Destination แห่งนี้อยู่เสมอ แถมยังสะท้อนความจริงจังว่า Happitat จริงจังกับประเด็นด้านความสุขที่จะต้องจับต้องได้ ไม่ใช่เพียงคำสวยหรู


ในเชิงพื้นที่ทำเลที่ตั้ง ย่านบางนาถือเป็นทำเลสำคัญที่เหล่า Developer ผู้พัฒนาโครงการแทบทุกเจ้าต่างก็มุ่งหน้ามาปักหมุดหมายพัฒนาโครงการของตัวเองอย่างคึกคัก
ไม่เพียงแต่อยู่ใกล้กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเป็นพื้นที่สำคัญในฐานะ Gateway เพื่อมุ่งหน้าสู่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก EEC แต่ย่านบางนายังได้ชื่อว่าเป็น ทำเลศักยภาพที่กลุ่มผู้บริโภคจำนวนมากมองหาโครงการบ้านต่างๆ เพื่ออยู่อาศัยจริงอีกด้วย
ข้อมูลจากธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า บางนาเป็นทำเลอันดับ 1 ที่มี Real Demand จากผู้บริโภคที่เล็งซื้อเพื่ออยู่อาศัยสูงสุดในปี 2568 ที่ผ่านมา ที่สำคัญ และคาดว่าในช่วงต่อจากนี้จำนวนประชากรเข้ามาทำงาน-อยู่อาศัยในโซนนี้เพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 60,000 – 120,000 คน
ขณะที่จากการเปิดเผยของ Axtra Happitat เองพบว่า กลุ่มลูกค้าของ Happitat ที่วางเอาไว้คือกลุ่มผู้อยู่อาศัยในย่านบางนาในรัศมีไม่เกิน 7 กม. ซึ่งมีจำนวนมากถึง 1.2 ล้านคน ซึ่งยังไม่นับรวมกลุ่มผู้ใช้บริการสำนักงานและนักท่องเที่ยว ทำให้โครงการแห่งนี้จึงสามารถเข้าถึงทั้งกลุ่มลูกค้าคุณภาพและฐานลูกค้าขนาดใหญ่ได้ในเวลาเดียวกัน
จะเห็นได้ว่าย่านบางนา ไม่เพียงแต่เป็นทำเลที่ผู้คนคาดหวังจะมาใช้ชีวิตอยู่อาศัยมากขึ้นเท่านั้น เพราะทำเลแห่งนี้ยังถือเป็นหนึ่งในย่านร้อนแรงที่กำลังเติบโตในมุมมองของการเป็น “ที่ตั้งสำนักงาน” เพื่อรองรับองค์กรที่ต้องการขยายฐานธุรกิจมายังโซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
ประจวบเหมาะกับโครงการ Happitat เองก็มี The Hilltop Offices อาคารสำนักงานระดับ Grade A ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับบริษัทและองค์กรที่ต้องการพื้นที่ทำงานคุณภาพ ใกล้ชิดธรรมชาติ ในทำเลศักยภาพนี้ นั่นจึงทำให้ Happitat มีความพร้อมในการรองรับดีมานด์ความต้องการจากฝั่งออฟฟิศสำนักงานแบบติ๊กถูกทุกประการ
ยิ่งไปกว่านี้ ต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงที่ว่า นอกเหนือจาก Happitat ย่านบางนายังมีโครงการสเกลใหญ่ๆ อีกมาก ทั้งที่เปิดให้บริการไปแล้วอย่าง Cloud 11 หรือแม้กระทั่ง Bangkok Mall ที่เตรียมเปิดให้บริการในอนาคตก็ล้วนแต่ส่งผลดีต่อการพัฒนาทำเลย่านบางนาให้คึกคักและดึงดูดกำลังซื้อมารวมกันอยู่ยังพื้นที่โซนนี้ได้อย่างหวือหวา น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มผู้ที่อยู่อาศัยใช้ชีวิตแบบ 24/7, กลุ่มพนักงานออฟฟิศ องค์กรธุรกิจที่มีกำลังซื้อสูง ยังไม่นับรวม Expat หรือบุคลากรจากต่างชาติที่ต้องแวะเวียนเข้ามายังละแวกใกล้เคียง ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากฝั่งสุวรรณภูมิ ซึ่งจะทำให้บางนาเกิดพลวัตรและเต็มไปด้วยโอกาสขนาดมหาศาล

ย้อนกลับไปในข้อที่ (1.) อีกสักครั้ง เพราะ Purpose หลักของโครงการ คือ การทำให้แขกคนสำคัญที่เข้ามาเยือนทุกคนมีความสุขที่สุด และใช้เวลาที่พวกเขามีไปกับโครงการให้ได้มากที่สุด ไม่ว่ากลุ่มเป้าหมายจะอยู่ในเจเนอเรชันใดหรือมีไลฟ์สไตล์แบบใดก็ตาม
ทุกกระเบียดนิ้วของพื้นที่กว่า 200,000 ตร.ม. ภายในโครงการ Happitat จึงถูกออกแบบภายใต้ Logic ที่เชื่อในเรื่อง “กลไกขับเคลื่อนพฤติกรรม” ซึ่งจะวางโครงสร้างทุกอย่างให้เกิดการไหลเวียนของประสบการณ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่อาคารหลังแรกไปจรดอาคารสุดท้ายแบบไร้รอยต่อ
ไม่ว่าจะอาคาร Bloominas, Wonderwild หรือ Festie Town ทุกโซนล้วนออกแบบให้เติมเต็มในทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ เพียบพร้อมไปด้วยพื้นที่โซนกิน-เดิน-พักผ่อน ที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ ใช้เวลาในตัวโครงการได้อย่างไร้รอยต่อ ตลอดทั้งวัน

ที่จะลืมกล่าวถึงไม่ได้เป็นอันขาดคือพื้นที่ธรรมชาติและ “ป่า” ที่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ภายใต้ Happitat ซึ่งจะช่วยให้ทุกชีวิตที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ได้สัมผัสกับประสบการณ์แบบ JOMO (Joy of Missing Out) หลีกหนีทุกความวุ่นวายและความเร่งรีบของจังหวะเมืองมาพักผ่อน ฮีลใจที่โซนธรรมชาติแบบสะดวกสบาย
Happitat จึงถูกออกแบบมาสำหรับการเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ของผู้คนได้อย่างแท้จริง เป็นทั้งพื้นที่กิจกรรมครอบครัว สถานที่จัดกิจกรรมหรือ Event รองรับกลุ่ม Fandom ที่หลากหลาย
โดยทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนมีส่วนในการสรรค์สร้างความทรงจำและประสบการณ์แปลกใหม่ ทำให้การใช้เวลาที่ Happitat มีคุณค่ากับผู้ที่มาเยือนมากที่สุด ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนช่วยให้ทุกโมเมนท์ ทุกจังหวะชีวิตใน Happitat กลายเป็น Values Moment หรือช่วงเวลาและประสบการณ์ที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณค่าที่ผู้มาใช้บริการทุกคนได้รับกลับไปอย่างแท้จริง
ยิ่งลูกค้ามาใช้บริการที่ตัวโครงการ Happitat ต่อครั้ง ใช้ระยะเวลานานจนเกิดกลายเป็นช่วงเวลาล้ำค่า มีโมเมนท์ Values น่าจดจำ นั่นก็ยิ่งหมายถึงโอกาสในการสร้าง Conversion ของร้านค้าต่างๆ จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยอย่างสอดรับกัน
ไม่ว่าจะ กิน-ดื่ม ที่ร้านอาหารต่าง ๆ, การเสพประสบการณ์ความบันเทิงหรือการผ่อนคลายในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การรับชมภาพยนตร์ ชมโชว์หรือการแสดง ทำเวิร์คช้อปต่างๆ ฯลฯ, การใช้จ่ายซื้อสินค้า ทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้คนอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่พวกเขามีความสุข พร้อมจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการที่พวกเขาต้องการ
ยิ่งไปกว่านั้น การสร้าง Conversion หรือการปิดการขายยังเป็นเพียงแค่ “ส่วนหนึ่ง” ของกระบวนการสร้าง Loop ที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น เพราะหากร้านค้าและแบรนด์ต่างๆ สามารถต่อยอดโอกาสในการขายไปสู่โอกาสการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าของตนเอง ทั้งหมดก็จะนำไปสู่การที่ผู้บริโภคและลูกค้าสามารถจดจำแบรนด์ที่พวกเขาซื้อสินค้าได้ในระดับความรู้สึก จนเกิดกลายเป็นความผูกพันที่หยั่งรากลึกในระยะยาว
และนำไปสู่การซื้อซ้ำหรือกลับมาใช้บริการซ้ำในที่สุด

ความท้าทายสำคัญของ Developers (ผู้พัฒนาโครงการ) หรือ Community Space ทุกเจ้าในปัจจุบันคือเลนส์การพัฒนาพื้นที่แบบ Inclusive ที่ต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกช่วงวัยให้ได้
ไม่ใช่เพียงใครคนใดคนหนึ่ง แต่หมายรวมถึง “ทุกคน”
เหตุผลก็เพราะ ครอบครัวในปัจจุบันเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หลายบ้านแพลนการมีบุตรหลาน ขณะที่อีกหลายๆ ครอบครัวแม้มีธงในใจชัดเจนว่าอาจจะไม่อยากมีบุตร แต่พวกเขาก็รับน้องหมาน้องแมวมาเลี้ยง สอดรับกับเทรนด์การเติบโตของ Pet Parents
เช่นเดียวกับในวันนี้ที่ประเทศไทยเริ่มมุ่งหน้าเข้าสู่ “Aging Society” หรือสังคมผู้สูงอายุเต็มตัว คนเริ่มตระหนักในประเด็น Longevity มากขึ้น ทำให้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้บริโภคก็จะยิ่งมี Lifespan หรืออายุที่ยืนตามไปด้วย
ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาและโจทย์สำคัญมากๆ ที่เหล่า Developers โครงการ Space ต่างๆ ล้วนต้องตระหนักรู้และให้ความใส่ใจ
ซึ่งสำหรับ Happitat พวกเขาเน้นย้ำการให้ความสำคัญในประเด็น Multi-Gen Destination แทบจะเทียบเท่าหรือพอๆ กับความตั้งใจในการเป็นพื้นที่แห่งความสุขด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นการออกแบบทุกอาณาบริเวณภายในโครงการจึงเกิดขึ้นผ่านแนวคิด Universal Design for All ที่คำนึงถึงความหลากหลายของผู้คน
โดยที่ทุกองค์ประกอบของโครงการ ตั้งแต่การวางผัง, แปลนสถาปัตยกรรม, งานดีไซน์, พื้นที่สีเขียว ตลอดจนพื้นสาธารณะ ทั้งหมดล้วนถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานร่วมกันของผู้คนหลากหลายกลุ่ม ส่งเสริมการพบปะ การมีปฏิสัมพันธ์ และการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งได้อย่างไม่ทิ้งใครให้เดียวดายหรือนั่งเหงา และไม่รู้สึก Belong กับสถานที่แห่งนี้
ครอบครัวขนาดกลางและใหญ่มีพื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็กและกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับทุกคน, เหล่าพ่อๆ แม่ๆ หมาและแมวมี Pet Park สำหรับใช้เวลาร่วมกับลูกๆ สัตว์เลี้ยง, วัยทำงานมีพื้นที่พักผ่อนและจุดพบปะแฮงก์เอาต์ ขณะที่ผู้สูงอายุสามารถเดินเล่นหรือใช้เวลาร่วมกับครอบครัวได้อย่างสะดวกและสบาย
และนอกเหนือจากการใส่ใจผู้คนในทุกช่วงวัยแล้ว พื้นที่ส่วนหนึ่งใน Festie Town ยังถูกพัฒนาขึ้นมาเป็น Pet destination เพื่อตอบสนองเหล่าพ่อๆ แม่ๆ หมาและแมว Pet Parents ผ่าน Pet Park เพื่อให้พาเหล่าลูกๆ ขนปุยที่พวกเขารักมาใช้เวลาร่วมกันได้อย่างมีความสุข
เมื่อไลฟ์สไตล์หลากหลาย ก็หมายถึงการมี Space ที่หลายหลากไว้รองรับกลุ่มผู้เช่าที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่มีอยู่อย่างหลายเฉดด้วยเช่นกัน ผลที่ตามมาจึงยิ่งมีส่วนช่วยในการเพิ่ม Spending per visits ของผู้คนที่เดินทางมาใช้ชีวิตในโครงการได้อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้ง 4 มิติที่กล่าวมานี้ ล้วนแล้วแต่เป็นมุมมองที่น่าสนใจที่ส่งผลให้ Happitat เป็นโครงการร้อนแรงที่น่าดึงดูดทั้งในมิติเพื่อการทำสำนักงาน และการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์นั่นเอง
และในปี 2569 นี้ เราคงจะได้เห็นกันว่า Happitat จะสามารถพัฒนาออกมาได้ตรงตามเป้าหมายและความตั้งใจที่พวกเขามีในการมุ่งสร้างสรรค์พื้นที่ปลายทางแห่งการสร้างความสุขสำหรับผู้คนทุกช่วงวัยได้มากน้อยเพียงไร
The post เปิดเหตุผล ทำไม Happitat ถึงเป็นโครงการที่ดึงดูดทั้งในมิติเช่าทำออฟฟิศและภาครีเทล appeared first on THE STANDARD.
]]>
เงินบาทอ่อนค่าทะลุแนวต้านสำคัญ 32.80 บาทต่อดอลลาร์ นับเ […]
The post Fed ไม่ปิดโอกาสขึ้นดอกเบี้ย จับตาเงินเฟ้อจากเหตุตะวันออกกลาง คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.5% – 3.75% เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 5 เดือน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เงินบาทอ่อนค่าทะลุแนวต้านสำคัญ 32.80 บาทต่อดอลลาร์ นับเป็นระดับที่อ่อนค่าสุดในรอบ 5 เดือน หลัง FOMC ลงมติ 11 ต่อ 1 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในกรอบ 3.5% – 3.75% ด้านพาวเวลล์ไม่ปิดโอกาสที่ Fed จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed และให้โอกาสเพียง 56% ที่ Fed จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้
วันนี้ (19 มีนาคม 2569) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.79 บาทต่อดอลลาร์ ‘อ่อนค่าลงหนัก’ สอดคล้องกับแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางทวีความร้อนแรงมากขึ้น จากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่าน โดยอิสราเอล (นำมาสู่การตอบโต้ ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของกาตาร์ โดยอิหร่าน และทางการอิหร่านขู่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอื่นๆ ในตะวันออกกลางเพิ่มเติม) หนุนให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ แม้ Fed จะมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ (11 ต่อ 1) คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50%-3.75% ทว่าโทนการสื่อสารของ Fed สะท้อนความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านสูงต่อเงินเฟ้อ สะท้อนจากการปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ PCE (และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE) สูงขึ้นสู่ระดับ 2.7% ขณะเดียวกัน คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot ใหม่ของ Fed ยังสะท้อนถึงมุมมองระมัดระวังในการปรับดอกเบี้ยนโยบาย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
โดยพูนกล่าวต่อว่า มีจำนวนเจ้าหน้าที่ Fed มากขึ้น ที่มองว่า Fed ควรคงดอกเบี้ย หรือลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ เมื่อเทียบกับ Dot Plot ในการประชุมเดือนธันวาคม ปี 2025
กอปรกับถ้อยแถลงของประธาน Fed เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ในช่วง Press Conference ที่ย้ำจุดยืนระมัดระวังในการปรับนโยบายการเงิน และไม่ปิดโอกาสที่ Fed จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด โดยภาพดังกล่าวได้ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed และให้โอกาสเพียง 56% ที่ Fed จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงและอาจยืดเยื้อกว่าคาด ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้า หลังผลการประชุม FOMC ล่าสุดของ Fed สะท้อนแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่ระมัดระวังตัวมากขึ้นและ Fed อาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งภาพดังกล่าวได้กดดันบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อาทิ Amazon -2.5% และ Miscrosoft -1.9% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.36% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.46%
พาวเวลล์ยืนกรานอยู่ต่อ ท่ามกลางคดีสอบสวน DOJ
นอกจากนี้ พาวเวลล์ยังสร้างความประหลาดใจให้ตลาด โดยยืนยันว่าเขาไม่มีความตั้งใจจะลาออกจากตำแหน่งกรรมการ Fed จนกว่าการสอบสวนของ Department of Justice (DoJ) เกี่ยวกับโครงการปรับปรุงอาคารจะสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ เขายังระบุว่า หากยังไม่มีผู้สืบทอดตำแหน่งก่อนที่วาระประธานจะหมดลงในเดือนพฤษภาคม เขาจะทำหน้าที่รักษาการประธานต่อไป โดยวาระกรรมการของเขาจะสิ้นสุดในเดือนมกราคม 2028
Fed จับตาเงินเฟ้อสถานการณ์ตะวันออกกลาง
Fed ยังย้ำถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย Powell กล่าวว่า “ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ไม่มีใครรู้แน่ชัด”
ส่วนในประเด็นราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น Powell อธิบายว่า โดยปกติธนาคารกลางจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพียงเพราะราคาพลังงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากมักเป็นผลกระทบชั่วคราว แต่เงื่อนไขสำคัญคือประชาชนยังต้องเชื่อว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมาย 2% ในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงกว่าเป้าหมายนี้มานานถึง 5 ปีแล้ว เขายังเผยว่า Fed ได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการ “ขึ้นดอกเบี้ย” เช่นกัน แต่ย้ำว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่ยังไม่มองว่านั่นเป็นกรณีหลัก
การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกันที่ Fed คงดอกเบี้ย แม้สภาพเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยก่อนหน้านี้ Fed เคยมั่นใจว่าตลาดแรงงานเริ่มมีเสถียรภาพ แต่รายงานการจ้างงานที่อ่อนแอในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงสงครามที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ Fed จึงปรับถ้อยแถลงเกี่ยวกับตลาดแรงงานใหม่ โดยระบุว่าอัตราว่างงาน “แทบไม่เปลี่ยนแปลง” ในช่วงที่ผ่านมา
พูนกล่าวต่อว่า สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) กลับมามีกำลังมากขึ้นอย่างชัดเจน หลังการอ่อนค่าต่อเนื่องของเงินบาทจนเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.80 บาทต่อดอลลาร์ และเมื่อประเมินจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้ เรามองว่า ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม และอาจกลับมาอ่อนค่าแถวโซนแนวต้าน 32.80 บาทต่อดอลลาร์ ได้ (ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เงินบาทสามารถอ่อนค่าเพิ่มเติมทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์) หากบรรดานักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม ทว่าการอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออก ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้านดังกล่าว จนถึงโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยง Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
“อนึ่ง เรามองว่า ควรระวัง ความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะในส่วนของ BOJ เนื่องจากเงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงมาพอควรเข้าสู่โซนที่ทางการญี่ปุ่นได้เคยเข้าแทรกแซงก่อนหน้า ซึ่งทำให้ เงินเยนญี่ปุ่นเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk เช่นกัน โดยเงินเยนญี่ปุ่นอาจอ่อนค่าลงต่อทะลุโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ หากทาง BOJ ไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจน ต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หรือไม่ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา ในทางกลับกัน เงินเยนญี่ปุ่นอาจแข็งค่าขึ้นบ้าง หรืออย่างน้อยชะลอการอ่อนค่าลง หาก BOJ ย้ำจุดยืนพร้อมเดินหน้าทยอยขึ้นดอกเบี้ย แต่อาจรอดูสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางไปก่อน และแสดงความกังวลต่อผลกระทบของการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา”
The post Fed ไม่ปิดโอกาสขึ้นดอกเบี้ย จับตาเงินเฟ้อจากเหตุตะวันออกกลาง คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.5% – 3.75% เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 5 เดือน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลางเริ่มกระทบการท่องเที่ยวไทย […]
The post เปิดตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป? ยุโรป-ตะวันออกกลาง ลดฮวบ 18% หากสงครามยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสาหัสแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.
]]>
วิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลางเริ่มกระทบการท่องเที่ยวไทย สะท้อนจากข้อมูลต้นเดือนมีนาคมพบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติในสัปดาห์แรกลดลงเหลือ 616,229 คน หายไปกว่า 60,000 คน จากสัปดาห์ก่อน
หลังมีการยกเลิกเที่ยวบินสะสม 292 เที่ยว มีส่วนทำให้ตลาดยุโรป-ตะวันออกกลางหายไปถึง 18% สะท้อนสัญญาณแรกว่าความขัดแย้งกำลังกดดันการเดินทางระหว่างประเทศอย่างเห็นได้ชัด
ปัจจัยหลักมาจากการหลีกเลี่ยงน่านฟ้าในพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้
ผลกระทบยิ่งเริ่มชัดขึ้นในภาคใต้ โดยเฉพาะ “ภูเก็ต” ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม มีสัดส่วนความเสียหายธุรกิจโรงแรมสูงถึง 70.6% ของประเทศ และเริ่มเห็นการยกเลิกการจองเพิ่มขึ้น
ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า หากสงครามยืดเยื้อเพียง 1-3 เดือน รายได้ท่องเที่ยวอาจ หายไป 9,000-20,000 ล้านบาท
แต่หากสงครามยืดเยื้อประมาณ 6 เดือน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอาจ สูญเสียนักท่องเที่ยว 450,000 คน หรือคิดเป็นรายได้หายกว่า 29,250 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ก่อนผลกระทบจะลุกลามขึ้น ขอเสนอให้รัฐบาลจัดแคมเปญ ‘ไทยปลอดภัย’ ดึงตลาด อินเดีย-มาเลเซีย-อาเซียน เข้ามาแทน พร้อมลดภาษีผู้ประกอบการและเพิ่มเที่ยวบินตรงยุโรป
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สรุปสถิติในปีที่ผ่านมา 2568 พบว่า ‘มาเลเซีย’ เป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมาไทยมากที่สุดที่ 4.5 ล้านคน
ตามมาด้วย ‘จีน’ 4.4 ล้านคน และ ‘อินเดีย’ 2.4 ล้านคน ดังนั้น ตลาดเหล่านี้อาจกลายเป็นแรงสำคัญที่จะช่วย ‘พยุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย’ ในช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง ที่ยังคงเผชิญแรงกดดันการเดินทางระหว่างประเทศ




ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา
The post เปิดตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป? ยุโรป-ตะวันออกกลาง ลดฮวบ 18% หากสงครามยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสาหัสแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.
]]>
เสียงเรียกร้องจากภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาล ‘ปรับลด’ ภ […]
The post จับตารัฐบาลงัดไพ่ ‘ลดภาษีน้ำมัน’ แบกภาระพันล้าน แก้ปัญหาน้ำมันแพงแค่ไหน? สัญญาณเตือนถึงเวลา ‘เลิกอุดหนุน’ แบบเหวี่ยงแห appeared first on THE STANDARD.
]]>
เสียงเรียกร้องจากภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาล ‘ปรับลด’ ภาษีสรรพสามิตน้ำมันกำลังดังมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขีดความสามารถในการอุดหนุนราคาน้ำมันของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีจำกัดจากสถานะของกองทุนฯ ที่ยังติดลบต่อเนื่อง
ขณะที่ล่าสุด ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า เมื่อรัฐบาลมีอำนาจเต็มอาจเตรียมพิจารณาใช้กลไกภาษีสรรพสามิตมาเป็นตัวช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศ หากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถึงขีดจำกัด
ทั้งนี้ ยังต้องจับตาดูต่อไปว่า กระทรวงการคลังจะออกแบบกลไก ‘การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ รอบนี้อย่างไร ท่ามกลางภาวะที่ฐานะการคลังของประเทศมีความเปราะบางอย่างมาก เห็นได้จากระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ใกล้ถึงระดับเพดานที่ 70% และมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือบางแห่งจัดให้อยู่ระดับเชิงลบ (Negative)
ตามข้อมูลจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สนพ.) พบว่า ราคาน้ำมันดีเซลค้าปลีก 1 ลิตรที่หน้าปั๊ม ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 30.44 บาท ประกอบด้วย 8 ส่วนหลัก ได้แก่
1. ราคา ณ โรงกลั่น (ราคาเนื้อน้ำมัน) 39.44 บาท
2. ภาษีสรรพสามิต 6.92 บาท
3. ภาษีเทศบาล 0.69 บาท
4. กองทุนน้ำมันฯ -19.86 บาท
5. กองทุนอนุรักษ์ 0.05 บาท
(ราคาขายส่ง 27.24 บาท)
6. VAT ของราคาขายส่ง 1.91 บาท
(ราคาขายส่งรวม VAT 29.15 บาท)
7. ค่าการตลาด 1.21 บาท
8. VAT ของค่าการตลาด 0.08 บาท
(ราคาขายปลีกวันนี้จึงเท่ากับ 30.44 บาท)
จากโครงสร้างราคาน้ำมันจะเห็นว่า ภาษีต่างๆ (ทั้งภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และ VAT) คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 32% ของราคาขายปลีก ขณะที่ภาษีสรรพสามิตอย่างเดียวคิดเป็น 22.73% ของราคาขายปลีก ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569

ดังนั้น ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) อธิบายว่า การอุดหนุนราคาน้ำมัน ผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตจะช่วยให้ราคาหน้าปั๊มลดลงได้ หากไม่มีการปรับเพิ่มโครงสร้างราคาตัวอื่น เห็นได้จากช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา ที่รัฐบาลไทยในยุคนั้นทำมาตรการทั้ง 2 อย่างไปพร้อมๆ ก็ช่วยลดราคาขายปลีกได้
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) อธิบายต่อว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันในระดับที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลของไทยสูงถึงวันละประมาณ 70 ล้านลิตร ยังไม่รวมการชดเชยแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ที่ปัจจุบันรัฐบาลอุดหนุนอีกลิตรละ 8-9 บาท
“1 วันเราขายน้ำมันดีเซลประมาณ 70 ล้านลิตรต่อวัน ถ้าสมมุติเราชดเชยอยู่ประมาณ 18 บาทต่อลิตร คูณไปก็เท่ากับประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท เฉพาะดีเซลเท่านั้น ไม่นับแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ที่เราชดเชยอีกลิตรละประมาณ 8-9 บาท ดังนั้นภาระของกองทุนน้ำมันฯ ค่อนข้างสูงมาก” ดร.พิพัฒน์
ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า การลดภาษีสรรพสามิต 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณเดือนละ 2,800 ล้านบาท สำหรับผลกระทบต่อหนี้สาธารณะขึ้นอยู่กับ ‘ขนาด’ และ ‘ระยะเวลา’ ที่ลด
“ในอดีตช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน รัฐเคยลดภาษีตั้งแต่ 3-5 บาทต่อลิตรเป็นเวลากว่า 1 ปี ทำให้สูญเสียรายได้ไปราว 1.5 – 1.7 แสนล้านบาท รัฐบาลจึงต้องรักษาสมดุลให้ดีระหว่างการพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน กับความเสี่ยงที่การดูแลต้นทุนนี้จะทำให้หนี้สาธารณะแตะเพดานเร็วขึ้น” ณัฐพรกล่าว
ทั้งนี้ ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ถือเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของของกระทรวงการคลัง โดยในปีงบประมาณ 2568 ภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นรายได้ลำดับที่ 4 รองจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
โดยในปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีน้ำมันฯ ได้ถึง 243,667 ล้านบาท คิดเป็น 7.19% ของรายได้ที่กระทรวงการคลังจัดเก็บได้ทั้งหมดที่ 3,391,126 ล้านบาท


อย่างไรก็ตาม ในอีกแง่มุม ณัฐพรยังอธิบายถึงความเสี่ยง หากรัฐไม่ช่วยอุดหนุนแล้วปล่อยให้ราคาดีเซลลอยตัวตามจริง ซึ่งในบางวันอาจสูงถึงลิตรละเกือบ 50 บาทนั้น จะทำให้เกิดภาวะ Negative Supply Shock ขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งอัตราเงินเฟ้อ กำลังซื้อ และเศรษฐกิจในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ธุรกิจอาจตั้งรับไม่ทันและล้มลง ซึ่งการไปฟื้นฟูเยียวยาในภายหลังอาจต้องใช้ต้นทุนที่สูงกว่าการพยุงราคาในตอนนี้
“ถ้าเกิดช็อกในระยะสั้น ที่มาเร็วและแรงเกินไป ธุรกิจอาจตั้งรับไม่ทัน ธุรกิจก็อาจจะล้มลง โดยหากรัฐปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้น การฟื้นฟูก็อาจจะใช้ต้นทุนมากกว่าได้” ณัฐพร
ดังนั้นณัฐพรจึงกล่าวต่อว่า เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังของไทยที่ลดลงและฐานะการคลังของไทยที่มีความเปราะบางมากขึ้น หากรัฐบาลต้องการจะดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันต่อก็ควรใช้มาตรการแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted) โดยควรต้องกำหนดทั้งวงเงินงบประมาณ ระยะเวลา และกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน
โดยณัฐพรมองว่า กลุ่มที่ควรได้รับการช่วยเหลือเป็นอันดับต้นๆ คือ กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ภาคการขนส่งสาธารณะ และโลจิสติกส์ เนื่องจากเป็นต้นทุนพื้นฐานที่กระทบต่อค่าครองชีพ อาหาร และการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในวงกว้าง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรกำหนดให้การอุดหนุนเป็นมาตรการชั่วคราว โดยอาจมีการประเมินสถานการณ์ทุกๆ 1-2 เดือน และกำหนดเงื่อนไข (Trigger) การยกเลิกให้ชัดเจน เช่น หากราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวลดลงก็ให้ยกเลิกมาตรการ
ณัฐพรกล่าวอีกว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ยังพอเป็นเครื่องมือที่ใช้พยุงราคาได้อยู่ แต่หากสถานการณ์เลวร้ายและลากยาวเกินไป ลำพังเพียงกองทุนน้ำมันฯ อย่างเดียวก็อาจจะรับมือไม่อยู่ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลที่ยังไม่มีอำนาจเต็มอาจเผชิญกับข้อจำกัดเชิงกฎหมายได้ กระนั้นณัฐพรยังมองว่า การจะรอให้รัฐบาลชุดใหม่จัดตั้งเสร็จสิ้นและมีอำนาจเต็มในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคมก็ ‘อาจช้าเกินไป’
“สถานะของรัฐบาลปัจจุบันที่ยังไม่มีอำนาจเต็มถูกจำกัดโดยกฎหมายว่า การทำนโยบายจะต้องไม่สร้างภาระผูกพันไปถึงรัฐบาลชุดต่อไป เว้นแต่จะมีการตีความได้ว่า เป็นเรื่องที่เร่งด่วนและจำเป็น”
“ถ้ารอให้รัฐบาลมีอำนาจเต็ม ซึ่งคาดว่าจะเกิดในช่วงปลายเมษายนถึงต้นพฤษภาคมอาจจะไม่ทัน (Too Late) เพราะสถานการณ์ตอนนี้งวดมากแล้ว โดยจุดวิกฤตอาจจะอยู่ในช่วงตอนนี้ถึงเดือนหน้า แล้วสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซก็ค่อนข้างโน้มเอียงไปทางว่า ไม่น่าจะจบเร็ว” ณัฐพรกล่าว
ดร.พิพัฒน์ ตอกย้ำว่า เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของไทยมีจำกัด ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น จึงมองว่า ไทยไม่ได้อยู่ในสถานะที่เราจะตรึงราคาน้ำมันไม่ให้ขยับเลยได้
“การอุดหนุนราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือการลดภาษีสรรพสามิต ไม่ได้ต่างกัน เนื่องจากการลดภาษีทำให้รายได้ของรัฐหายไป ทำให้รัฐบาลขาดดุลการคลังเยอะขึ้น สุดท้ายหนี้สาธารณะก็จะเพิ่มขึ้นอยู่ดี เพราะฉะนั้นการตรึงราคาไม่ให้ส่งผ่านไปยังราคาขายปลีก และไม่ส่งสัญญาณกระตุ้นให้ประชาชนเกิดการประหยัดพลังงานอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดี” ดร.พิพัฒน์กล่าว
พร้อมทั้งยืนยันต่อว่า นโยบายที่อาจจะเหมาะสมกว่าคือ รัฐควรทยอยปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับตัวอย่างสมเหตุสมผลตามกลไกตลาดและต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น รวมถึงการปรับการอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted) เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อนสูงโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดภาระทางการคลังที่สูงเกินไปได้
นอกเหนือจากการใช้มาตรการอุดหนุนแล้ว ดร.พิพัฒน์ ยังแนะการรับมือกับความมั่นคงทางพลังงานของไทยในระยะสั้น โดยชี้ว่า ปัจจุบันไทยเผชิญช็อกทั้งด้านราคาและด้านปริมาณ รัฐบาลต้องเร่งกระจายความเสี่ยงในการจัดหาแหล่งพลังงาน เพราะไทยพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางเกินกว่าครึ่งหนึ่ง รัฐอาจต้องเจรจานำเข้าจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น สหรัฐอเมริกา หรือออสเตรเลีย รวมถึงปรับโครงสร้างของโรงกลั่นเพื่อบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ ต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์เพื่อป้องกันการกักตุนพลังงาน ซึ่งจะยิ่งทำให้ปัญหาการขาดแคลนและราคาสูงเลวร้ายลงไปอีก
สำหรับการปรับตัวในระยะกลางและระยะยาว ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า วิกฤตนี้ชี้ให้เห็นว่าไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มากเกินไป ขณะที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีปริมาณลดลงเรื่อยๆ และปัจจุบันรองรับความต้องการได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ประเทศไทยจึงควรเร่งพัฒนาและให้แรงจูงใจในการลงทุน พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ‘อย่างจริงจัง’ เพราะปัจจุบันไทยมีสัดส่วนพลังงานทดแทนน้อยกว่า 20% ซึ่งยังตามหลังหลายประเทศที่มีสัดส่วนพลังงานทดแทนเกินครึ่งหนึ่งไปแล้ว
The post จับตารัฐบาลงัดไพ่ ‘ลดภาษีน้ำมัน’ แบกภาระพันล้าน แก้ปัญหาน้ำมันแพงแค่ไหน? สัญญาณเตือนถึงเวลา ‘เลิกอุดหนุน’ แบบเหวี่ยงแห appeared first on THE STANDARD.
]]>
บมจ.ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล (TMAN) เจ้าของแบรนด์นวัตกรรมสุ […]
The post TMAN Q3/68 กำไรโต 8.1% รายได้พุ่ง 23% เดินหน้าเปิดตัว Vita-C รุกตลาดสุขภาพแม่และเด็ก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
บมจ.ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล (TMAN) เจ้าของแบรนด์นวัตกรรมสุขภาพอย่าง Propoliz, Iyara และ Vita-C รายงานผลประกอบการปี 2568 ทำ New High สูงสุดในประวัติการณ์ สะท้อนความสำเร็จของยุทธศาสตร์ Diversification

ประพล ฐานะโชติพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMAN เปิดเผยว่า ปี 2568 ถือเป็นปีที่บริษัทประสบความสำเร็จสูงสุด ด้วยการขับเคลื่อนกลยุทธ์ในการขยายพอร์ตไปสู่ผลิตภัณฑ์และช่องทางใหม่อย่างเต็มรูปแบบ

ตัวเลขสำคัญปี 2568 และ Q4/68
ตัวเลขที่แข็งแกร่งนี้มีแรงส่งสำคัญมาจาก
ในปี 2568 รายได้จากการขายและการให้บริการโดยเฉพาะในช่องทางโรงพยาบาลทำรายได้ไป 373.2 ล้านบาท เติบโต 23.0% YoY จากความต้องการยาแผนปัจจุบันสำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการขยายผลิตภัณฑ์เข้าสู่ช่องทางจำหน่ายใหม่ ๆ

ผลจากการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้นในทุกมิติ ทั้งด้านวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และกระบวนการผลิต รวมถึงการเน้นจำหน่ายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง ทำให้กำไรขั้นต้นทั้งปี 2568 อยู่ที่ 1,352.4 ล้านบาท

ในปี 2569 นี้ คาดว่าตลาดสุขภาพจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนเป็นดีมานด์จากเทรนด์สังคมผู้สูงอายุและกระแสการสุขภาพเชิงป้องกันที่กำลังมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คนหันมาใช้สินค้าเฮลธ์แคร์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพมากยิ่งขึ้น

ด้านแนวโน้มปี 2570 คาดว่าตลาดเวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจะมีมูลค่า 272.0 พันล้านบาท เติบโต CAGR 6.5% ตามข้อมูลจาก Krungsri Research และ Statista ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจาก
TMAN เตรียมเร่งทำตลาดด้วยพอร์ตหลัก 5 แบรนด์ ได้แก่

และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม “Vita-C Series” ถือเป็นก้าวสำคัญสู่ตลาดแม่และเด็ก ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่กำลังเติบโตและมีศักยภาพสูง

นอกจากนี้ การพิจารณานโยบาย “ร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล (Copayment)” สำหรับยาบางรายการในกลุ่มข้าราชการอาจเปิดโอกาสให้ TMAN ขยายฐานลูกค้าในช่องทางโรงพยาบาลได้มากขึ้นอีกด้วย

TMAN ตั้งเป้าเติบโต 10-15% ในปี 2569 โดยปักหมุด 6 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่
(1) เร่งการเติบโตในช่องทางร้านขายยา (OTC)
(2) ยกระดับพันธมิตร OEM/ODM
(3) ขับเคลื่อนตลาดต่างประเทศ
(4) ขยายตลาดโรงพยาบาล
(5) รุกช่องทาง E-commerce
(6) ยกระดับธุรกิจ DBU

TMAN เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพครบวงจรในไทย กว่า 50 ปี ด้วยแบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคย ครอบคลุมทั้งยาแผนปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภายใต้มาตรฐานระดับสากล GMP/PIC-S โดย TMAN มุ่งมั่นส่งมอบสุขภาพที่ดีให้ถึงมือผู้บริโภคในทุกช่องทาง ทั้งโรงพยาบาล ร้านยา โมเดิร์นเทรด และตลาดนานาชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและคนทั่วโลกให้ดียิ่งขึ้นในทุกวัน

The post TMAN Q3/68 กำไรโต 8.1% รายได้พุ่ง 23% เดินหน้าเปิดตัว Vita-C รุกตลาดสุขภาพแม่และเด็ก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
จับตา sentiment ตลาดหุ้นไทยกระทบแค่ไหน หลังวันนี้ (18 ม […]
The post จับตาแรงกระแทก ‘ตลาดหุ้นไทย’ หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ปมบาร์โค้ดบัตรสืบรู้ต้นขั้วคะแนน หวั่นชี้เลือกตั้งเป็น ‘โมฆะ’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
จับตา sentiment ตลาดหุ้นไทยกระทบแค่ไหน หลังวันนี้ (18 มีนาคม 2569) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6:3 รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีบัตรเลือกตั้ง มีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ขัดต่อรัฐธรรมนูญ สามารถสืบทราบตัวตนผู้ลงคะแนน ทำให้การลงคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นความลับ
โดยล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ประกอบด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลขาธิการ กกต. และสำนักงาน กกต. ต้องทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน รวมถึงยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานและวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐาน
แม้ปัจจุบันศาลจะยังไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับกระบวนการรัฐสภา ทำให้การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ดำเนินต่อไปได้ แต่สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือ คำวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญ เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน หากการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ตลาดหุ้นไทยจะได้รับแรงกระแทกแค่ไหน?
ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ มองว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง ตลาดหุ้นไทยยังไม่ได้รับรู้ข่าวมากนัก จะเห็นได้จากช่วงเช้าที่หุ้น STECON ปรับตัวลงเล็กน้อย ก่อนปรับขึ้นมา ในการซื้อขายระหว่างวัน โดยตลาดจะจับตาผลโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้มากกว่า อย่างไรก็ตามคาดว่าตลาดจะตอบรับเชิงบวก
สำหรับ worst-case Scenario (กรณีเลวร้ายที่สุด) หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในช่วงปลายเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลใหม่จัดทำร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เสนอให้สภาฯ พิจารณาเห็นชอบในเดือนมิถุนายน เพื่อให้เสร็จทันประกาศใช้ 1 ตุลาคม 2569
จะส่งผลให้รัฐบาลชุดใหม่ต้องประกาศยุบสภา และ กกต.ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายใน 45-60 วัน หรืออาจยืดเยื้อกว่านั้น หากประธาน กกต.และพวก ถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ทำให้ต้องมีการสรรหา กกต.ชุดใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2571 ให้ล่าช้าออกไป
“หากต้องสรรหา กกต.ชุดใหม่ ทำให้การจัดการเลือกตั้งและการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า กว่าทุกอย่างจะลงตัว อาจยืดเยื้อไปช่วงกลางปี 2571 บนสถานการณ์ปัจจุบันที่จำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ ตายอย่างเดียว ตลาดหุ้นก็พินาศ”
ทั้งนี้กรณีดังกล่าวมีความเป็นไปได้น้อย หากดูที่การจัดการเลือกตั้งจริงๆ คอนเซปต์หลักคือต้องมีความบริสุทธิ์และสุจริต ซึ่งในภาพรวม กกต. ก็ยังสามารถจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามหลักการนั้นได้
สำหรับประเด็นที่โดนร้องเรียนว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สืบย้อนถึงต้นขั้วได้ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเพียงการอ้างถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมายโดยตรง ซึ่งหากขัดต่อรัฐธรรมนูญจะส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ก็ได้ อีกทั้งในทางปฏิบัติข้อมูลการลงคะแนนก็ยังสามารถปกปิดไว้เป็นความลับได้
ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะทั้งหมด จึงเป็นไปได้ยาก หากวินิจฉัยว่าการใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็อาจจัดให้มีการลงคะแนนเสียงใหม่แค่ในส่วนของสส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งไม่น่าจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) มองว่าแม้ในทางเทคนิคการโหวตนายกฯ 19 มี.ค. ยังดำเนินต่อได้ เนื่องจากยังไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับกระบวนการรัฐสภา แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดสุญญากาศทางการเมืองทั้งระยะสั้น (อาจมีการยื่นขอระงับโหวตนายกฯ) และระยะยาว (ถ้าศาลชี้ว่าเลือกตั้งโมฆะ รัฐบาลทั้งชุดหมดความชอบธรรมทันที)
โดยตัวแปรชี้ขาดในช่วงวันต่อจากนี้ที่ต้องติดตาม คือศาลจะออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ ก่อนที่รัฐสภาจะนัดโหวตนายกฯ ซึ่งหากมีการยื่นขอและศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว จะกดดันให้ SET ปรับตัวลดลง โดย Worst Case คาด SET ปรับตัวลงไปที่ระดับ 1,350 จุด ซึ่งเป็นระดับก่อนเลือกตั้งที่มี Fund Flow ไหลเข้ามาเพื่อเก็งกำไร (Election Rally) จึงมีความเป็นไปได้สูงที่แรงซื้อจะถูกดึงคืนทั้งหมดหากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลสะดุด
ประเด็นข้างต้นจะเป็น Sentiment ลบต่อบรรยากาศลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะสร้างความไม่แน่นอน หรือ Overhang เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 และความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนโดยเฉพาะต่างชาติ มีโอกาสสูงที่จะเทขายลดความเสี่ยงเพื่อรอดูความชัดเจนก่อน
โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่อิงกับนโยบายรัฐบาลใหม่ อาทิ รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCC) จากเสี่ยงโครงการรัฐล่าช้า, กลุ่มพลังงาน (GULF GPSC) จากนโยบายปรับโครงสร้างราคาพลังงานอาจไม่ต่อเนื่อง, กลุ่มนิคม (WHA AMATA) จาก FDI ชะลอความเชื่อมั่น และกลุ่มค้าปลีก (CPALL BJC CPN CRC) จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคล่าช้า
ทั้งนี้ ดัชนี SET ของตลาดหุ้นไทยล่าสุด (18 มีนาคม) ปิดที่ 1,440 จุด เพิ่มขึ้น 14% จากต้นปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ดัชนีเคยวิ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปีที่ 1,545 จุด ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ก่อนจะปรับตัวลงแรงและผันผวนหนักในช่วงตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นมา
ภาพ: PatiPati / Shutterstock, Bigc Studio/Shutterstock
The post จับตาแรงกระแทก ‘ตลาดหุ้นไทย’ หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ปมบาร์โค้ดบัตรสืบรู้ต้นขั้วคะแนน หวั่นชี้เลือกตั้งเป็น ‘โมฆะ’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไม่ว่าจะมีสงครามหรือไม่ ทำไมราคาน้ำมันไทยถึงแสนแพง…? &n […]
The post ‘จ็อบเบอร์’ คือใคร เปิดเบื้องหลังตัวละครลับ ที่ทำน้ำมันแพง? ธุรกิจกำลังดิ้นหนีตาย ดีเซล 33 บาท อาจเอาไม่อยู่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความผันผวนของราคาพลังงานหลังเจอวิกฤตปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลามมาถึงปัญหาข้าวของแพง ภาพความ ‘โกลาหล’ ผู้คนแห่กักตุนน้ำมัน

แม้มักจะได้รับคำอธิบายปมปัญหาสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ภาพสะท้อนความเป็นจริง ‘ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม’ ที่คนไทยเห็น ล้วนมาจากหลายปัจจัยเชิงโครงสร้างพลังงานที่ ‘ทับซ้อน’ ที่อาจไม่มีคำตอบเดียว
ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนตลาดโลก ราคาน้ำมันไทยที่อ้างอิงสิงคโปร์ โครงสร้างภาษี โครงสร้างค่าการกลั่น กองทุนน้ำมัน โครงสร้างตลาดในประเทศ ซึ่งมีการขายปลีกผ่าน ‘จ๊อบเบอร์’
นั่นจึงเป็นคำถามสุดคลาสสิกว่า ทำไมน้ำมันไทยถึงแพง?
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน ทุกคนต่างได้รับผลกระทบและ ‘เจ็บตัว’ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ที่เป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจ ต่างซื้อน้ำมันผ่าน ‘จ๊อบเบอร์’ แม้ว่า ณ เวลานี้ รัฐขยายเพดานราคาดีเซลเป็น 33 บาทต่อลิตร
ล่าสุด เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แม้ดัชนีโดยรวมกำลังฟื้นตัว แต่ผู้ประกอบการกลับเผชิญ ‘แรงกดดัน’ หลายด้าน
โดยเฉพาะกำลังการผลิตในบางอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในระดับต่ำ อาทิ เฟอร์นิเจอร์ เซรามิก และเครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงปัญหาไฟป่าตามแนวชายแดนที่กระทบซัพพลายเชน

“ประเด็นสำคัญคือการนำเข้าสินค้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นถึง 29.5% โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้ผู้ผลิตในประเทศต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น”
มากไปกว่านั้น ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้ม ‘ยืดเยื้อ’ และส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
เกรียงไกร มองว่า ปัจจุบัน (18 มี.ค.) รัฐบาลได้ขยายเพดานราคาดีเซลเป็น 33 บาทต่อลิตร หลังสิ้นสุดมาตรการ 15 วัน ส่งผลให้กองทุนน้ำมันติดลบกว่าหมื่นล้าน
ในมุมภาคอุตสาหกรรม ประเมินว่า “หากราคายังไม่เกินระดับดังกล่าว ธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่หากปรับตัวสูงกว่านี้จะส่งผลให้ ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 5-12% และอาจผลักดันราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 3-5%”
ขณะเดียวกัน ยังเกิดปัญหา ‘ราคาเขย่งในตลาดน้ำมัน’ โดยราคาหน้าปั๊มและราคาขายผ่านผู้ค้ารายย่อยจ็อบเบอร์ (Jobber) ต่างกันสูงถึง 11-12 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ผู้ค้าขาดสภาพคล่อง ในการจัดหาน้ำมันไปป้อนภาคการผลิตและเกษตรกรรม จนเริ่มเกิดภาวะขาดแคลนในบางพื้นที่
นอกจากนี้ สงครามยังส่งผลให้วัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรม เช่น ปิโตรเคมี เม็ดพลาสติก เหล็ก และอลูมิเนียม ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
“โดยเฉพาะน้ำมันเตาที่พุ่งจาก 7-8 บาท เป็น 23-24 บาทต่อลิตร สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่ทวีความรุนแรง”
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ประเมินแนวโน้มราคาสินค้าไทย ภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามและราคาน้ำมัน 3 ฉากทัศน์หลัก ดังนี้
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการรองรับ เพื่อป้องกันผลกระทบลุกลาม
“ช่วงเวลานี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ ต้องอาศัยการบริหารนโยบายอย่างแม่นยำ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างต้นทุนพลังงาน เสถียรภาพราคา และความสามารถแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางความผันผวนเศรษฐกิจโลก” เกรียงไกรกล่าว
แม้รัฐบาลจะยืนยันว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ได้ 95-100 วัน แต่ความกังวลต่อสถานการณ์สงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อ ได้ก่อให้เกิดพฤติกรรม “Panic” ในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ที่เร่งกักตุนน้ำมันเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิต
หนึ่งในปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเกิดขึ้น คือ ‘ความเหลื่อมล้ำด้านราคา’ ระหว่างภาคประชาชนกับภาคอุตสาหกรรม

ภาคอุตสาหกรรมซึ่งซื้อน้ำมันผ่านผู้ค้ารายย่อย หรือ ‘จ๊อบเบอร์’ กลับไม่ได้รับการอุดหนุน ทำให้ต้อง ‘แบกรับราคาสูงกว่าถึง 10 บาทต่อลิตร’
ผลที่ตามมาคือ ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งเริ่มนำรถบรรทุกเข้าไปเติมน้ำมันที่ปั๊ม แข่งขันกับประชาชนโดยตรง สะท้อนความ ‘ผิดเพี้ยน’ ของโครงสร้างราคา และเสี่ยงซ้ำเติมภาวะขาดแคลน
ขณะเดียวกัน ผู้ค้ารายย่อยยังเผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ทำให้กำลังซื้อหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ เช่น จากเดิมสามารถซื้อน้ำมันได้ 100,000 ลิตร อาจลดเหลือเพียง 30,000 ลิตร ส่งผลให้ไม่สามารถส่งมอบให้โรงงานได้เพียงพอ
อย่างไรก็ตาม พลังงานเป็นต้นทุนหลักของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม แก้ว และปิโตรเคมี ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงถึง 35-50% และน่าห่วงว่าจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ
จ็อบเบอร์ (Jobber) คือ พ่อค้าคนกลางหรือผู้ค้าส่งน้ำมัน ที่ซื้อน้ำมันปริมาณมากจากบริษัทน้ำมันรายใหญ่เพื่อนำไปขายต่อ มีบทบาทสำคัญในการกระจายน้ำมันไปยังลูกค้ารายย่อย เช่น ปั๊มน้ำมันอิสระ โรงงานอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ห่างไกล
Jobber น้ำมัน ไม่ได้ผลิตน้ำมันเอง และไม่ได้เป็นเจ้าของปั๊มแบรนด์ใหญ่ (Major Brands) โดยตรงในฐานะบริษัทแม่ แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้น้ำมัน กระจายไปถึงมือผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ ปตท. การกำหนดเพดานราคาขายให้ Jobber ในช่วงวิกฤต กลุ่ม ปตท. ได้กำหนด เพดานราคาขายให้ Jobber ที่เป็นลูกค้าประจำ โดยให้ราคาขาย ไม่เกินราคาหน้าสถานีบริการ + 2 บาท/ลิตร ไปจนถึงสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2569
โดยเพดานราคาดังกล่าวเป็น กรอบราคาสูงสุด ที่ใช้ควบคุมการขายในตลาด Jobber ไม่ให้ราคาปรับสูงขึ้นมากเกินไปในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน
ในกรณีที่ราคาตลาดปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การกำหนดเพดานราคานี้ กลุ่ม ปตท. ต้องรับ ‘ความเสี่ยง’ จากความผันผวนของราคาน้ำมันบางส่วนไว้เอง ส่วนต่างราคา 2 บาทดังกล่าว จึงมีไว้เพื่อครอบคลุมต้นทุนและความเสี่ยงในช่วงภาวะวิกฤติ เช่น

ด้าน ศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า โครงสร้างธุรกิจน้ำมันของประเทศไทย คือ โรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่จับมือกัน หรือควบรวมเป็นแบรนด์เดียวกัน และมีเครือข่ายปั๊มทำสัญญาจัดส่งน้ำมันระยะยาว ทำให้สถานีบริการในเครือบริษัทใหญ่ มีราคาและปริมาณน้ำมันที่มั่นคงหรือไม่ผันผวนเท่ารายย่อย
ขณะที่ ไทยมีสถานีบริการน้ำมันราว 26,000 แห่ง กว่า 8,500 แห่ง เป็นสถานีบริการที่อยู่ในเครือแบรนด์หลักของบริษัทน้ำมัน มีสถานีบริการที่เหลืออีกประมาณ 17,500 แห่ง ที่เป็นปั๊มรายย่อย
“เมื่อไม่สามารถซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นได้โดยตรง ทำให้ปั๊มเหล่านี้จำเป็นต้องซื้อน้ำมันผ่านตัว แทนจำหน่ายหรือผู้ค้าคนกลางที่เรียกว่าจ๊อบเบอร์”
ศุภโชติ มองว่า นี่คืออีกหนึ่งปัญหา บวกกับเมื่อเกิดวิกฤตราคาพลังงาน เมื่อต้องซื้อผ่านจ็อบเบอร์จึงมีราคาสูงกว่าราคาต้นทาง ทำให้ปั๊มรายย่อยต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าและแข่งขันในตลาดได้ยากขึ้น สุดท้ายผลกระทบก็มาตกที่ผู้ใช้ และประชาชน

ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน ณ วันที่ 18 มี.ค.2569)
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ย้ำว่า วันนี้ราคาน้ำมันไทยใกล้เคียงกับราคาน้ำมันมาเลเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตใช้ในประเทศ
ทว่า ภาพประชาชนแห่เติมน้ำมัน ‘คอขวด’ ที่ทุกคนกังวลว่าจะมาจากปัญหา ผู้ค้าคนกลางน้ำมัน (จ็อบเบอร์) นั้น ได้กำชับให้เข้มงวดกับการป้องกันการกักตุน และเรื่องราคาที่สูงเกินไป ซึ่งยอมรับว่า จากปัญหาดังกล่าว บางปั๊มที่อยู่ไกล รับเรื่องราคาไม่ได้ ก็อาจจะปิดตัวไปในที่สุด
ขณะที่ รศ.ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนา (ICDS) อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า น่าห่วงว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางครั้งนี้อาจยืดเยื้อ ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม
โดยเฉพาะด้านพลังงาน เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ประมาณ 60% จากตะวันออกกลาง
“รัฐบาลต้องบริหารความเสี่ยงนโยบายการเงินให้ดี และมีกลไกเสริม เช่น กองทุน ที่เข้ามาดูแลอุตสาหกรรมภาคธุรกิจด้วย เพราะยิ่งภาคธุรกิจ ‘เจ็บตัว’ แค่ไหน GDP เศรษฐกิจไทยก็ลดลงไปอีกมากเท่านั้น” รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวทิ้งท้าย
The post ‘จ็อบเบอร์’ คือใคร เปิดเบื้องหลังตัวละครลับ ที่ทำน้ำมันแพง? ธุรกิจกำลังดิ้นหนีตาย ดีเซล 33 บาท อาจเอาไม่อยู่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘AI’ หรือ Artificial Intelligence เป็นหนึ่งในประเด็นหลั […]
The post ส่องแนวโน้มการ ‘ปลดคน’ ของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘AI’ หรือ Artificial Intelligence เป็นหนึ่งในประเด็นหลักของสังคม ที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปี 2023 จนถึงปัจจุบัน การเข้ามามีบทบาทของ AI ทำให้การพึ่งพาทักษะของมนุษย์ลดลงอย่างต่อเนื่อง หลายบริษัทเทคโนโลยี เริ่มการปลดพนักงาน (Layoff) อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร จากการทำนายของหลายบริษัทและหน่วยงานวิจัยตลาด มองว่า AI จะยิ่งมามีบทบาทมากขึ้นอีกในช่วงก่อนปี 2030 การเกิดขึ้นของ ‘Useless Class’ (ชนชั้นที่ไร้ประโยชน์) เริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ
ในช่วงปี 2023 ได้เกิดกระแสการ Layoff ครั้งใหญ่ไปหนึ่งครั้งของวงการเทคโนโลยี โดยจากข้อมูลของ
Trueup.io เผยว่าในช่วงปีดังกล่าวมีการปลดพนักงานในแวดวงบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำไปมากถึง 430,000 ตำแหน่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรและกำจัดไขมันออกจากบริษัท จากการที่เปิดรับพนักงานเข้าไปมากจนเกินไปในช่วงยุคโควิดของปี 2020-2022 จากการที่ธุรกิจในวงการเทคโนโลยีเติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่
ก่อนที่ตัวเลขดังกล่าวในวงการเทคฯ จะลงไปเหลือการปลดพนักงานออกที่ราว 240,000 ตำแหน่งต่อปี (2024-2025) และมีการคาดการณ์ว่าตัวเลขดังกล่วจะมาเร่งตัวในช่วงปีนี้ (2026)
ในบทความนี้ทางทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปส่องแนวโน้มการ ‘layoff’ ของพนักงงานบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกในช่วงปี 2026 เทียบกับปีก่อน ว่าเป็นเช่นไร

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ
The post ส่องแนวโน้มการ ‘ปลดคน’ ของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>