Business – THE STANDARD เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ https://thestandard.co/category/news/business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 11 Apr 2026 12:30:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 คลัง ออกมาตรการช่วยเหลือชุดใหญ่ อุ้มคน 4 กลุ่ม สู้วิกฤตพลังงาน ทุ่ม 200 ล้านบาท อุดหนุนค่าน้ำมันภาคขนส่ง ลดค่าใช้จ่ายประชาชนช่วงสงกรานต์ https://thestandard.co/finance-ministry-aid-energy-transport/ Sat, 11 Apr 2026 09:29:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1197135 ภาพอินโฟกราฟิกมาตรการช่วยเหลือจากกระทรวงการคลังสำหรับ 4 กลุ่มคน รวมถึงการอุดหนุนค่าน้ำมันและการลดภาระช่วงสงกรานต์

วันนี้ (11 เมษายน 2569) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายก […]

The post คลัง ออกมาตรการช่วยเหลือชุดใหญ่ อุ้มคน 4 กลุ่ม สู้วิกฤตพลังงาน ทุ่ม 200 ล้านบาท อุดหนุนค่าน้ำมันภาคขนส่ง ลดค่าใช้จ่ายประชาชนช่วงสงกรานต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกมาตรการช่วยเหลือจากกระทรวงการคลังสำหรับ 4 กลุ่มคน รวมถึงการอุดหนุนค่าน้ำมันและการลดภาระช่วงสงกรานต์

วันนี้ (11 เมษายน 2569) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบและป้องกัน ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ จากสถานการณ์ดังกล่าว ที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น (Stagflation) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน

 

 
 

รัฐบาลจึงได้มีมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนกลุ่มเปราะบาง ภาคขนส่ง และเกษตรกร ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้ง มาตรการสนับสนุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการปรับตัว (Transform) และหันมาใช้พลังงานสะอาดทดแทนน้ำมันให้มากขึ้น และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและภาคการเกษตรที่เป็นต้นน้ำของห่วงโซ่ อุปทาน (Supply Chain) ของประเทศ ให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจและการทำการเกษตร

 

โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผล กระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนี้

 

1. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับประชาชน

 

1.1 กลุ่มเปราะบาง

 

มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.22 ล้านคน โดยการขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

 

1.2 กลุ่มประชาชนทั่วไป เตรียมพร้อมประชาชนทั่วไปสำหรับการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของวิกฤติพลังงาน ดังนี้

 

  • ธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB สำหรับการปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน (โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ) วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ประชาชนในการปรับตัวด้านพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV เป็นต้น วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 5 ปี โดยมีดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570
  • ธนาคารอาคารสงเคราะห์ยังสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อประหยัดพลังงาน ประกอบด้วย
  • สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง และซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับ ระบบพลังงานทดแทน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.20% ต่อปี ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี ยื่นรับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 เมษายน 2569
  • สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง และรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.69% ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569
  • สินเชื่อ Solar Roof สำหรับลูกค้าสวัสดิการที่หน่วยงาน ทำข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัย ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อซื้อ Solar Roof วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

 

2. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคการเกษตร

 

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ย คนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต และมีการอบรม/เรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการวิเคราะห์การใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับสภาพดิน พืช และพื้นที่ด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของ เกษตรกร อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรผู้กู้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข รัฐบาลจะชำระดอกเบี้ย แทนเกษตรกร 3% ต่อปี วงเงินสินเชื่อต่อรายสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ ไม่เกิน 12 เดือน ระยะเวลาโครงการ 3 ปี

 

3. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการ

 

3.1 คู่สัญญาภาครัฐ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางให้แก่ผู้ประกอบ การที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ และลูกจ้างของคู่สัญญาภาครัฐ กรมบัญชีกลางจึงได้ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง เช่น กรณีที่ผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ ให้ถือว่ามีเหตุผลสมควรและไม่เป็นผู้ทิ้งงานพร้อมคืนหลักประกัน

 

สำหรับสัญญาที่ลงนามแล้วหากได้รับผลกระทบอาจเจรจาหยุดงานชั่วคราวได้ ตามความเหมาะสม กรณีที่ลงนามสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน หน่วยงานของรัฐสามารถใช้ดุลยพินิจเลิกสัญญาและคืนหลักประกันได้ เป็นต้น พร้อมทั้งขยายราคากลางงานก่อสร้างของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลให้อยู่ที่อัตรา 51.00 – 69.99 บาทต่อลิตร เพื่อให้การคำนวณราคากลางสอดคล้อง กับสถานการณ์ปัจจุบัน

 

และสำนักงบประมาณได้ดำเนินการให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ เร่งรัดการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างของสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ที่ได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว รวมทั้งปรับปรุงและทบทวนเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณสัญญาแบบปรับราคาได้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาวัสดุ

 

3.2 มาตรการสำหรับ SMEs กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนเพื่อปรับตัว (Transformation) ทั้งในด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดิจิทัล เทคโนโลยี เป็นต้น สามารถขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการดังกล่าวนี้ได้

 

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นเงินลงทุน และ/หรือเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในการยกระดับและเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งโครงการดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกอบการที่มีกระบวนการผลิตหรือเทคโนโลยีลดการใช้พลังงาน ระบบพลังงานทดแทน และเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) และรถสมัยใหม่ที่ปล่อยมลพิษต่ำ โดยอัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี ใน 3 ปีแรก วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย

 

และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยได้มีมาตรการ EXIM Support Plus เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ส่งออกไทย ที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าวที่ทำให้ต้นทุน ขนส่งสูงขึ้น โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย 4.00% ต่อปี และยังมีโครงการประกันการส่งออกด้วยอัตราเบี้ยประกันพิเศษสำหรับประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง

 

4. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคขนส่ง

 

คณะรัฐมนตรีได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่งเป็นระยะเวลารวม 42 วัน (ตั้งแต่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569) ในวงเงินจำนวนรวม 2,061 ล้านบาท ให้แก่

 

1.กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง (รถบรรทุกขนาดใหญ่ 10 ล้อขึ้นไป และรถบรรทุกขนาดเล็กน้อยกว่า 10 ล้อ) จำนวน 1,354 ล้านบาท
2. กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 97 ล้านบาท

 

  • กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 2 และหมวด 3 (รถตู้โดยสาร และรถมินิบัส) จำนวน 81 ล้านบาท
  • กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 4 จำนวน 9 ล้านบาท กลุ่มรถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 8 ล้านบาท
  • กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง จำนวน 311 ล้านบาท
    6. สนับสนุนเงินให้บริษัท ขนส่ง จำกัด เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายกลุ่มประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์โดยในช่วง 6 – 19 เมษายน 2569 จำนวน 200 ล้านบาท

 

นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณดำเนินการพิจารณาลดการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นงดการเดินทาง ไปศึกษาดูงาน หรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และปรับรูปแบบการดำเนินการ เป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน รวมทั้งลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยให้มีการปฏิบัติหน้าที่จากที่พักอาศัยของตนเอง (Work From Home) ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากร ของภาครัฐ

The post คลัง ออกมาตรการช่วยเหลือชุดใหญ่ อุ้มคน 4 กลุ่ม สู้วิกฤตพลังงาน ทุ่ม 200 ล้านบาท อุดหนุนค่าน้ำมันภาคขนส่ง ลดค่าใช้จ่ายประชาชนช่วงสงกรานต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. มอง SET ยังโตแกร่ง ปรับเพิ่ม EPS แม้สงครามตะวันออกกลางเดือด เดือนมีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค https://thestandard.co/thai-set-eps-middle-east-war/ Sat, 11 Apr 2026 07:37:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1197096 ภาพ ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลท. กำลังอธิบายสถานการณ์ตลาดหุ้นไทย โดยมีกราฟหุ้นและข้อความ "SET ยังโตแกร่ง แม้สงครามเดือด มีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค" ประกอบฉากหลัง

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์ก […]

The post ตลท. มอง SET ยังโตแกร่ง ปรับเพิ่ม EPS แม้สงครามตะวันออกกลางเดือด เดือนมีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลท. กำลังอธิบายสถานการณ์ตลาดหุ้นไทย โดยมีกราฟหุ้นและข้อความ "SET ยังโตแกร่ง แม้สงครามเดือด มีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค" ประกอบฉากหลัง

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย ในเดือนมีนาคมปรับตัวแข็งแกร่งกว่าภูมิภาค โดย SET Index สิ้นเดือน มี.ค. 2569 ปิดตลาดที่ 1,448.14 จุด ลดลง 5.24% จากสิ้นเดือน ก.พ. 2569 จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งนี้เป็นการปรับลดลงน้อยกว่า ค่าเฉลี่ยของภูมิภาค เมื่อนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ 15% คงระดับดัชนีที่ประมาณ 1,500 จุด

 

 
 

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี สินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากร

 

มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ SET และ mai รวมกันอยู่ที่ 75,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ทั้งนี้สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงน้อยกว่าภูมิภาค มาจาก 4 ปัจจัย

 

  • ไม่มีภาวะฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หรือ ‘ฟองสบู่ AI’ เหมือนตลาดหุ้นเกาหลีใต้หรือไต้หวันที่มีกระแส AI บูม ประกอบกับช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยก็ไม่ได้ปรับตัวขึ้นไปสูงมากนัก จึงไม่ได้เกิดการปรับฐานอย่างรุนแรง
  • มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงเฉลี่ยระดับ 4% กว่าๆ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอยู่ที่ระดับ 3% ต้นๆ เท่านั้น
  • ตลาดหุ้นไทยมีสตอรี่เชิงบวกมากขึ้น หลังจากได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น การผลักดันโปรเจกต์ขนาดใหญ่ (Mega Projects) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงความสนใจของนักลงทุน
  • โครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีความหลากหลายของกลุ่มนักลงทุน การตัดสินใจซื้อขายจึงไม่ได้พึ่งพาหรือเทน้ำหนักไปที่นักลงทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงอย่างเดียว

 

ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัย (Safe Haven) ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความเชื่อมั่น สะท้อนจากเดือน มี.ค. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 39,754 ล้านบาท และนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือน มี.ค. นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิสะสมที่ 19,152 ล้านบาท

 

ทั้งนี้สัดส่วนนักลงทุนไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 53.85% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยนักลงทุนรายย่อยในประเทศ 32.17% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 7.36% และบริษัทหลักทรัพย์ 6 62%

 

ปรับเพิ่ม EPS หุ้นไทย ไม่หวั่นผลกระทบสงคราม

 

ด้านคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนไทย พบว่า ปัจจุบันมีทิศทางที่น่าสนใจและมีสัญญาณบวก โดยนักวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน แม้ว่าจะมีปัจจัยกดดันเรื่องสงคราม ซึ่งสะท้อนว่าคนรับรู้ข่าวร้ายไปเยอะแล้ว ประกอบกับตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มพลังงานค่อนข้างใหญ่ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค หากกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสามารถปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ เช่น การลดการพึ่งพาพลังงาน ก็จะกลายเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับตลาดหุ้นไทย

 

อย่างไรก็ตาม ในบางกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ขนส่งและ โลจิสติกส์ สินค้าอุปโภคบริโภค และอสังหาริมทรัพย์ แม้นักวิเคราะห์จะปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลง ซึ่งอาจเกิดจากความตื่นตระหนกของตลาดที่มากเกินไป

 

จับตาผลกระทบสงคราม-นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ กดดันตลาดหุ้น

 

สำหรับคาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการตลาดหุ้นไทยใน 1/2569 ศรพลมองว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยจะออกมาดี คล้ายกับช่วงเหตุการณ์ภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ปีที่แล้ว ที่ทุกคนตื่นตระหนกเรื่องผลกระทบ แต่ท้ายที่สุด GDP ทั้งปีออกมาดีเกินคาด เนื่องจากมีการเร่งการนำเข้าและส่งออกไว้ล่วงหน้าก่อนที่สถานการณ์จะตึงเครียดขึ้น

 

แม้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในไตรมาสแรกจะออกมาดี แต่ผลกระทบจากสงครามจะเริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจจริงอย่างชัดเจนในไตรมาส 2/2569 แต่ด้วยความหน่วงของการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ จะทำให้เรารับรู้ข้อมูลในไตรมาส 3/2569 ทำให้การเติบโตของตลาดหุ้นไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจาก

 

นักลงทุนอาจตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลในอดีตมากกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งตลาดหุ้นมักจะทำหน้าที่สะท้อนความคาดหวังในอนาคตไปอีกหนึ่งก้าวเสมอ

 

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินทิศทางตลาดในช่วงที่เหลือของปี ต้องติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (Mega Projects) ว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในระยะยาวได้แค่ไหน รวมถึงต้องติดตามเงินเฟ้อที่จะเป็นตัวกดดันทิศทางนโยบายดอกเบี้ย ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีความท้าทายว่าจะต้องคงดอกเบี้ยนานขึ้น หรืออาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อควบคุมความร้อนแรง ของเงินเฟ้อที่กลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง

The post ตลท. มอง SET ยังโตแกร่ง ปรับเพิ่ม EPS แม้สงครามตะวันออกกลางเดือด เดือนมีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
สารัชถ์กางแผนยุทธศาสตร์ดัน ‘กัลฟ์’ ปักธงพลังงานหมุนเวียนยุโรป เทรดดิ้ง LNG ทั่วโลก เตรียมพร้อมรับไทยเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าเสรี https://thestandard.co/sarath-gulf-expands-europe-lng/ Fri, 10 Apr 2026 12:25:16 +0000 https://thestandard.co/sarath-gulf-expands-europe-lng/ สารัชถ์ รัตนาวะดี ซีอีโอ GULF กำลังบรรยาย พร้อมโลโก้ GULF และข้อความเกี่ยวกับแผนธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในยุโรป LNG และไฟฟ้าเสรีในไทย

สารัชถ์ ซีอีโอ GULF หวังขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในยุโ […]

The post สารัชถ์กางแผนยุทธศาสตร์ดัน ‘กัลฟ์’ ปักธงพลังงานหมุนเวียนยุโรป เทรดดิ้ง LNG ทั่วโลก เตรียมพร้อมรับไทยเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าเสรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สารัชถ์ รัตนาวะดี ซีอีโอ GULF กำลังบรรยาย พร้อมโลโก้ GULF และข้อความเกี่ยวกับแผนธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในยุโรป LNG และไฟฟ้าเสรีในไทย

สารัชถ์ ซีอีโอ GULF หวังขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในยุโรป ชี้วิกฤตพลังงานบีบโลกเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเร็วขึ้น พร้อมปั้นธุรกิจ LNG Trading ทั่วโลก ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 10-15% พร้อมรับไทยเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าเสรี

 

สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF กล่าวในระหว่างการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ถึงทิศทางและอนาคตของบริษัท โดยเน้นย้ำถึงการก้าวไปสู่การเป็นผู้เล่นในระดับโกลบอล (Global Scale) อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในยุโรปและธุรกิจ LNG แพลตฟอร์มเทรดดิ้งทั่วโลก

 

ผลกระทบจากวิกฤตน้ำมัน

 

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สารัชถ์กล่าวว่า สงครามในตะวันออกกลางกระทบกับทุกคนไม่ว่ามากหรือน้อย อย่างไรก็ตามผลกระทบต่อบริษัทไม่มากนัก ส่วนที่กระทบบ้างคือการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ผ่านมามีปัญหาเรือขนส่งติดค้าง 1 ลำ แต่สามารถนำเข้าจากไนจีเรียทดแทนได้ ในระยะกลางถึงยาวเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาการนำเข้า LNG แม้ราคาอาจผันผวนตามตลาด

 

ส่วนที่จะมีผลกระทบบ้างคือค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) หากรัฐบาลไม่ปรับขึ้นค่า Ft ให้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น จะกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท โดยเฉพาะการขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรม ซึ่งมีสัดส่วนราว 7% ของลูกค้าทั้งหมด

 

ส่วนผลกระทบทางอ้อมต่อธุรกิจ AIS คือกำลังซื้อที่หายไป เช่น จากเดิมที่ลูกค้าอาจเติมเงินครั้งละ 1,000 บาท อาจเปลี่ยนเป็นการเติมเงินครั้งละ 500 บาท แบ่งเป็น 2 ครั้ง

 

ปักธงยุโรป-ปั้น LNG Trading

 

สารัชถ์เปิดเผยว่า ปัจจุบัน GULF ได้ขยายการลงทุนในต่างประเทศจำนวนมาก และล่าสุดได้เปิดออฟฟิศที่ประเทศอังกฤษ เพื่อดูแลการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนทั่วภูมิภาคยุโรป โดยมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานและน้ำมันที่เกิดขึ้น ซึ่งบีบคั้นให้หลายประเทศต้องเร่งเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ถ่านหิน และก๊าซ มาสู่พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น

 

“ยุโรปและอังกฤษมีกฎระเบียบที่ค่อนข้างแข็งแรงและมีความสม่ำเสมอมากกว่าอเมริกา เราคาดว่าธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในยุโรปจะมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” สารัชถ์กล่าว

 

นอกจากนี้ GULF ยังเตรียมปั้นธุรกิจ LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว) ให้เป็นแกนหลักใหม่ที่จะสร้างรายได้ในอนาคต หลักๆ คือ LNG Platform Trading ครอบคลุมตั้งแต่การตั้งสถานีรับ-จ่าย LNG การ Optimization Trading ไปจนถึงการจัดส่ง LNG ซึ่งธุรกิจทั้งสองส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียนในยุโรป หรือ LNG ก็ตาม ล้วนเป็นธุรกิจในระดับ Global Scale ที่ไม่มีขีดจำกัดด้านขอบเขตพื้นที่เหมือนธุรกิจพลังงานในไทย

 

หนุนไฟฟ้าเสรีในไทย รับเทรนด์ EV Car

 

ในมุมกลับกันภาวะสงครามในส่วนของทิศทางอุตสาหกรรมพลังงานและเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สารัชถ์มองว่า วิกฤตพลังงานเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ EV เร็วขึ้น ซึ่ง GULF พยายามปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวโน้มธุรกิจโลกที่เปลี่ยนไป

 

สำหรับในประเทศไทย สารัชถ์เชื่อว่า ในอนาคตจะมีการเปิดไฟฟ้าเสรีมากขึ้น โดยประชาชนสามารถซื้อไฟฟ้าผ่านมือถือได้ เลือกผู้จำหน่ายได้หลายราย และตั้งเวลาชาร์จรถ EV ในช่วงเวลาที่ราคาไฟฟ้าถูกที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยเทคโนโลยี AI และดิจิทัลเข้ามาจัดการ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่าน แต่ทิศทางของอุตสาหกรรมพลังงานกำลังมุ่งไปทางนั้น

 

รุกหนัก Data Center ย้ำธรรมาภิบาลสู้วิกฤตความเชื่อมั่น

 

นอกจากธุรกิจพลังงาน GULF ยังให้ความสำคัญกับธุรกิจดิจิทัล โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งบริษัทถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในไทย สารัชถ์มองว่า Data Center เป็นการแข่งขันในระดับภูมิภาค ที่ไทยต้องแข่งกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตาม ได้ฝากประเด็นถึงภาครัฐให้เร่งเข้ามาตรวจสอบกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาทำ Data Center แบบ “ศูนย์เหรียญ” ที่เข้ามาใช้ทรัพยากรของไทยทั้งไฟฟ้าและน้ำ แต่ผลประโยชน์กลับไม่ตกสู่ประเทศ

 

ด้านการลงทุนในกลุ่ม INTUCH สารัชถ์ยืนยันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง โดย AIS มีผลประกอบการมั่นคงและมีการกระจายธุรกิจไปสู่ Digital Company มากขึ้น ส่วนไทยคมยังมีศักยภาพที่ดีในการมุ่งสู่เทคโนโลยีดาวเทียมบรอดแบนด์และความมั่นคง

 

ท้ายที่สุด ท่ามกลางปัญหาความเชื่อมั่น ธรรมาภิบาล และความโปร่งใสของหลายบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ สารัชถ์ย้ำว่า GULF ให้ความสำคัญกับเรื่องการตรวจสอบ ควบคุมการดำเนินงาน และธรรมาภิบาลค่อนข้างมาก โดยยืนยันว่าบริษัทดำเนินงานตามกฎหมายและธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้บริษัทเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป

 

ในส่วนการถือหุ้นใน KBANK GULF ยังคงสัดส่วนที่ 10% และยังไม่ได้มีแผนในการจะไปเพิ่มสัดส่วนแต่อย่างใด

 

ตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 10-15%

 

สารัชถ์คาดการณ์ว่า รายได้ของบริษัทปีนี้จะเติบโตได้ราว 10-15% จากโรงไฟฟ้าโครงการใหม่ รวมกำลังการผลิตเกือบ 700 เมกะวัตต์ ทั้งพลังงานหมุนเวียนในประเทศ โครงการโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นจากลูกค้าธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์

 

ในด้านการเงิน ปัจจุบัน GULF มีต้นทุนเงินกู้เฉลี่ยค่อนข้างต่ำที่ประมาณ 3% และมีสัดส่วนเงินกู้แบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) ถึง 95% สำหรับสัดส่วนหนี้สินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (Debt to EBITDA) ที่อาจดูค่อนข้างสูงในปัจจุบัน เนื่องจากมีโครงการระหว่างการพัฒนาหลายรายการที่แต่ละโครงการต้องใช้เวลาก่อสร้างนาน แต่เมื่อโครงการเหล่านี้เริ่มเปิดดำเนินการแล้ว จะได้รับกระแสเงินสดที่ค่อนข้างแน่นอนในระยะยาว ซึ่งคาดว่าตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไปหนี้สินต่อ EBITDA จะทยอยลดลง นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนทำ Asset Recycle โดยการขายสินทรัพย์ เช่น โครงการขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดหรือคืนเงินกู้ด้วย

 

 

The post สารัชถ์กางแผนยุทธศาสตร์ดัน ‘กัลฟ์’ ปักธงพลังงานหมุนเวียนยุโรป เทรดดิ้ง LNG ทั่วโลก เตรียมพร้อมรับไทยเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าเสรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตอนนี้เราขาดแคลนยาหรือยัง ประเทศไทยพร้อมรับมือวิกฤตยาขาด-ยาแพงแค่ไหน ในวันที่ผลิตเองได้ 30% https://thestandard.co/thailand-drug-shortage-crisis-preparedness/ Fri, 10 Apr 2026 07:36:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1196709 เม็ดยาและแคปซูลถูกผลิตบนสายพานการผลิตยา พร้อมข้อความ 'ไทยเสี่ยงขาดแคลนยาหรือยัง เมื่อผู้ผลิตตรึงสต็อก-ราคา ได้อีก 60 วัน'

ท่ามกลางวิกฤติน้ำมันขาดแคลน จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อเ […]

The post ตอนนี้เราขาดแคลนยาหรือยัง ประเทศไทยพร้อมรับมือวิกฤตยาขาด-ยาแพงแค่ไหน ในวันที่ผลิตเองได้ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เม็ดยาและแคปซูลถูกผลิตบนสายพานการผลิตยา พร้อมข้อความ 'ไทยเสี่ยงขาดแคลนยาหรือยัง เมื่อผู้ผลิตตรึงสต็อก-ราคา ได้อีก 60 วัน'

ท่ามกลางวิกฤติน้ำมันขาดแคลน จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อเนื่องครบ 1 เดือน สังคมยังคงจับตามองมาตรการรับมือของรัฐบาลในการบริหารสต็อกพลังงาน และบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนของทุกสิ่งในระบบเศรษฐกิจ

 

 
 

แต่ปัญหาที่ยังไม่ค่อยได้รับการพูดถึงคือ ‘ราคายาที่อาจแพงขึ้น’ เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าตัวยาสำคัญ (API) จากต่างประเทศสูงมาก โดยเฉพาะตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้น จากการขาดแคลนเม็ดพลาสติก

 

ซึ่งหากต้นทุนยาปรับขึ้นจริง ผู้คนจะไม่มีทางเลือกนอกจากต้องจ่ายแพงขึ้น เพื่อให้มียาใช้ดำรงชีวิตต่อไปได้

 

คำถามคือ ตอนนี้คลังสำรองยาไทย มีเหลือใช้เพียงพอแค่ไหน ต้นทุนการผลิตยาถูกส่งมายังผู้บริโภคหรือยัง จะกระทบต่อกลุ่มยาไหนบ้าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเตรียมพร้อมรับมือ worst case scenario มากแค่ไหน อย่างไร

 

THE STANDARD WEALTH ชวนหาคำตอบกับ สุรชัย เรืองสุขศิลป์ ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มอุตสาหกรรมยา สภาอุตสาหกรรม และกรรมการผู้จัดการชุมชนเภสัชกรรม จำกัด (มหาชน)

 

ตอนนี้เราขาดแคลนยาหรือยัง

 

สุรชัย เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง กลุ่มผู้ผลิตยาภายในประเทศได้มีการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา (อย.) อย่างใกล้ชิดทุกๆ 2 วัน เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ขาดแคลนยา โดยปัจจุบันยังสามารถผลิตและจัดส่งยาเข้าสู่โรงพยาบาลได้ตามปกติ โดย อย เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในจัดหาอุปกรณ์ และ สารสำคัญในการผลิตยาที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้การผลิตยาดำเนินต่อไปได้

 

“เราเคยพูดคุยกับทางภาครัฐไว้ว่า ผู้ผลิตยาในประเทศจะพยายามคง สต็อกผลิตยาให้สามารถอยู่ได้ 120 วัน ซึ่งตอนนี้ผ่านมาแล้ว 60 วันแล้ว ภาวะปัจจุบันเรายังสามารถคงสต็อกและตรึงราคายาไปได้อีก 60 วัน ซึ่งเป็นเรื่องยากแต่พยายามทำอยู่”

 

ปัจจัยที่จะทำให้ตรึงราคายาไม่ถึง 60 วัน

 

สุรชัย เน้นย้ำว่า ปัญหาหลักที่อาจทำให้ไม่สามารถตรึงราคายาได้ถึง 60 วัน ไม่ได้มาจากการขาดแคลนสารผลิตยา แต่มาจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ยาที่ปรับสูงขึ้น จากการขาดแคลนพลาสติก โดยเม็ดพลาสติกถือเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากน้ำมัน เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น เนื่องจากนำเข้าน้ำมันดิบได้น้อยลงก็จะทำให้ผลิตเม็ดพลาสติกได้น้อยและราคาสูงขึ้นตามไปด้วย

 

โดยหากบรรจุภัณฑ์พลาสติกขาดแคลน ผู้ผลิตน้ำเกลือและน้ำยาล้างไตจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก และอาจต้องปรับขึ้นราคาสินค้าก่อนกลุ่มยาอื่นๆ เนื่องจากต้นทุนหลักของน้ำเกลือมาจากขวดซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ต้องใช้พลาสติก ปริมาณมาก นอกจากนี้การขนส่งน้ำเกลือยังต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอุณหภูมิ ส่งผลให้ต้นทุนค่าพลังงานและค่าขนส่งแพงขึ้นจนไม่คุ้มทุน

 

ขณะที่บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบแผง (PVC) สำหรับกลุ่มยาเม็ด แคปซูล ยาครีม และยาฉีดยังพอจะหาซื้อและบริหารจัดการเพื่อตรึงราคาต่อไปอีก 60 วันได้

 

ทั้งนี้ต้นทุนพลาสติกคิดเป็นเพียงประมาณ 5% ของมูลค่าการผลิตยาทั้งหมด แต่ปัจจุบันราคาปรับขึ้นมาแล้วเท่าตัว

 

ถ้าพลาสติกขาดแคลน แก้ปัญหาอย่างไร

 

หากไม่สามารถจัดเม็ดพลาสติกใหม่เข้ามาได้ จนกระทบการผลิตบรรจุภัณฑ์ยา แนวทางการแก้ปัญหาปัจจุบันคือ อย. ยืนยันว่าจะประสานงานข้ามกระทรวง ไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอความร่วมมือกลุ่มอุตสาหกรรมเคมีและพลาสติก ช่วยกันสำรองเม็ดพลาสติกที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์น้ำเกลือและน้ำยาล้างไต ให้แก่อุตสาหกรรมยา

 

ไทยมีอำนาจต่อรองบริษัทยาต่างชาติมากแค่ไหน หากผลิตในประเทศไม่พอ

 

การค้างชำระเงินค่ายาของภาครัฐส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่อง และกระแสเงินสดของผู้ผลิตยาภายในประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการจำเป็นต้องนำเงินสดในส่วนนี้ ไปใช้วางมัดจำหรือจ่ายล่วงหน้าเต็มจำนวน เพื่อสั่งซื้อสารเคมีและวัตถุดิบทางยา จากต่างประเทศเข้ามาผลิตยา

 

หากไม่มีการวางเงินมัดจำหรือจ่ายเงินสดเต็มจำนวนล่วงหน้า ผู้จัดจำหน่ายในต่างประเทศก็จะไม่จัดส่งสินค้ามาให้

 

ทั้งนี้หากไทยเกิดภาวะขาดแคลนยา เนื่องจากผลิตในประเทศไม่เพียงพอ เราแทบจะไม่มีอำนาจต่อรองกับบริษัทยาต่างประเทศเลย แม้ว่าประเทศไทยจะนำเข้ายาจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนมากถึง 70% แต่กลุ่มบริษัทยาต่างชาติเหล่านี้ดำเนินงานในรูปแบบธุรกิจที่เน้นแสวงหากำไร และไม่ได้มีข้อผูกมัดที่จะต้องช่วยเหลือ หรือให้ความสำคัญกับประเทศไทยเป็นพิเศษ

 

ในสถานการณ์ที่ยามีจำนวนจำกัดหรือเกิดภาวะขาดแคลน หากบริษัทยาต่างชาติสามารถขายยาให้กับประเทศอื่นในราคาที่สูงกว่าได้ พวกเขาก็จะเลือกส่งออกไปยังประเทศเหล่านั้นแทนที่จะส่งมาขายให้ประเทศไทย

 

ดังนั้นการพึ่งพาตัวเองและสนับสนุนกลุ่มผู้ผลิตยาภายในประเทศถือเป็นทางรอดดี ที่สุดของไทยในภาวะวิกฤต เนื่องจากยาที่ผลิตในประเทศมีราคาถูกกว่า ยานำเข้ามาก ข้อได้เปรียบด้านราคานี้เอง ทำให้ยาที่ผลิตในไทยมีปริมาณการใช้จริงในประเทศที่สูงมาก แม้จะมีสัดส่วนการผลิตเพียง 30% ก็ตาม

 

“ราคายาเราถูกมาก เมื่อเทียบกับยาต่างประเทศ สมมุติว่ายาต่างประเทศเม็ดหนึ่งขาย 200 บาท เราสามารถผลิตยาของเราเองแล้วขายในราคาเพียงเม็ดละ 10 บาท ซึ่งถูกลง 20 เท่า”

 

ไทยเตรียมพร้อมรับมือ ‘วิกฤตขาดแคลนยา’ มากแค่ไหน

 

การนำเข้ายาเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาสารสำคัญทางยา API (Active Pharmaceutical Ingredient) จากต่างประเทศในการผลิตยา จึงต้องทำสัญญาสั่งซื้อยาล่วงหน้า ทำให้ตอนนี้มี API เพียงพอเพราะเตรียมซื้อของไว้ก่อนอยู่แล้ว แต่ตัวที่น่ากังวลคือ สารช่วยในการผลิตยาหรือ ‘Excipients’ แม้ไม่ได้เป็นสารสำคัญทางยา แต่กินพื้นที่การจัดเก็บในคลังยาค่อนข้างมาก จึงไม่สามารถจัดเก็บได้นาน เช่นเดียวกับบรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้ทำสัญญาสั่งซื้อล่วงหน้า จึงเสี่ยงที่จะขาดแคลน ทำให้ต้นทุนการผลิตยาในประเทศสูงขึ้น

 

“Excipients และบรรจุภัณฑ์เป็นสิ่งสองที่ไม่ได้ซื้อเตรียมไว้ เพราะไม่ได้คิดว่าจะเกิดปัญหา แต่พวกเรา (ผู้ผลิตยาในประเทศ) จะพยายามตรึงราคาไว้จากตอนนี้ไปอีก 60 วัน”

The post ตอนนี้เราขาดแคลนยาหรือยัง ประเทศไทยพร้อมรับมือวิกฤตยาขาด-ยาแพงแค่ไหน ในวันที่ผลิตเองได้ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสียงสะท้อนคนไทย 91.8% หนุนรื้อกติกาแอลกอฮอล์ ชู ‘คุมกฎหมาย’ แทน ‘คุมเวลา’ ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวสู่มาตรฐานโลก [Advertorial] https://thestandard.co/alcohol-law-reform-tourism-economy/ Fri, 10 Apr 2026 07:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1196254 ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

‘อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว’ มักจะถูกยกให้เป็นแรงส่งหลักขอ […]

The post เสียงสะท้อนคนไทย 91.8% หนุนรื้อกติกาแอลกอฮอล์ ชู ‘คุมกฎหมาย’ แทน ‘คุมเวลา’ ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวสู่มาตรฐานโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

‘อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว’ มักจะถูกยกให้เป็นแรงส่งหลักของเศรษฐกิจ แต่ข้อมูลทางเศรษฐกิจกำลังขยี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า ไทยกำลังเผชิญกับภาวะ ‘ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง’

 

เมื่อเทียบดัชนีการฟื้นตัวกับคู่แข่งสำคัญอย่าง ญี่ปุ่น เวียดนาม และเกาหลีใต้ พบว่าไทยมีการฟื้นตัวช้าที่สุด จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโตต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด

 

ภาพลักษณ์และความปลอดภัยเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยยังตีโจทย์ไม่แตก อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เอื้อต่อการไปเมืองรอง ประกอบกับปัจจัยค่าเงินที่ทำให้ความคุ้มค่าลดลง

 

อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวไทยปี 2026 อาจจะฟื้นตัวเล็กน้อย จากฐานลูกค้านักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ยุโรป และตะวันออกกลาง

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 1

 

อีกทั้งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลัก เช่น กรุงเทพ ภูเก็ต ชลบุรี จึงครองสัดส่วนรายได้การท่องเที่ยวมากกว่าครึ่ง กรุงเทพฯ มีสัดส่วนรายได้จากท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจจังหวัดมากกว่า 50% ขณะที่ภูเก็ตสูงถึง 89% [1,2] สะท้อนชัดว่าเป็นจังหวัดที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการท่องเที่ยว เกือบทั้งหมดของรายได้ส่งผลต่อ GDP ประเทศโดยตรง ทั้งในด้านการจ้างงาน ค้าขาย และการลงทุนในภาคบริการ

 

หากมองจากบริบทนี้ การที่ไทยยังต้องพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวในเมืองท่องเที่ยวเป็นหลัก การมีกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวอย่างการงดจำหน่ายแอลกอฮอล์ก่อน 17.00 น. ซึ่งขัดกับมาตรฐานสากล ที่เมืองท่องเที่ยวใหญ่ในหลายประเทศสามารถให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นมากกว่า

 

คำถามคือ กฎหมายยังตอบโจทย์บริบทเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบันอยู่หรือไม่ หรือกำลังกลายเป็น คอขวดที่ทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะในหัวเมืองที่เป็น International Tourism Hub อย่างภูเก็ตและพัทยา

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 2

 

เศรษฐกิจที่สูญเสียไปใน 3 ชั่วโมง   

 

ผลสำรวจของ Super Poll ชี้ชัดว่า ประชาชนกว่า 82.1% เห็นด้วยว่าการเปิดขายช่วงบ่ายช่วยสนับสนุนบรรยากาศการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 

 

จากการวิจัยเชิงคุณภาพแบบสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion: FGD) ในหลากหลายอาชีพ ได้แก่ ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่รัฐ นักท่องเที่ยว อาสาสมัครสาธารณสุข และนักวิชาการ  ระบุว่า ผู้ประกอบการเห็นตรงกันว่าช่วงบ่ายคือเวลาที่นักท่องเที่ยวเริ่มออกมาใช้ชีวิต ทั้งพักผ่อนริมชายหาด รับประทานอาหาร และมีความต้องการบริโภคสูง แต่ที่ผ่านมาธุรกิจต้องปฏิเสธลูกค้าด้วยเหตุผลเรื่อง ‘ช่วงเวลา’ สร้างความสับสนและภาพลักษณ์ที่ดูไม่เป็นสากลในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

สิ่งที่สูญเสียไปใน 3 ชั่วโมงนี้ไม่ใช่แค่ยอดขายเครื่องดื่ม แต่คือรายได้ที่ร้านอาหาร โรงแรม และบาร์ไม่สามารถสร้างได้ในช่วงเวลานั้น และส่งผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบไปจนถึงผู้ผลิตเครื่องดื่มท้องถิ่น รวมถึงแรงงานในภาคบริการที่สูญเสียโอกาสหารายได้เพิ่ม

 

ขนาดของโอกาสที่หายไป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่องมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 6 แสนล้านบาทต่อปี เชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 312,000 แห่งทั่วประเทศ และมีการประเมินว่านโยบายปลดล็อกครั้งนี้อาจทำให้เกิดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 10,000-20,000 ล้านบาทต่อปี [3]

 

นี่คือ ‘ข้อจำกัดเชิงเศรษฐกิจ’ ที่ฉุดรั้งศักยภาพการแข่งขันของประเทศและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ประเทศในสายตาชาวต่างชาติมานานกว่า 50 ปี 

 

ความเสี่ยงทางสังคมไม่รุนแรงอย่างที่กังวล

 

เป็นเรื่องธรรมดาที่หลายคนจะกังวลว่า หากอนุญาตให้ขายแอลกอฮอล์ในช่วงบ่ายได้ อุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้น การทะเลาะวิวาทจะถี่ขึ้น หรือปัญหาสังคมจะตามมา แต่จากผลสำรวจ Super Poll ในช่วงทดลอง 180 วันที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงทางสังคมจากการเปิดขายช่วงบ่ายนั้นมีอยู่จริง แต่ไม่ได้พุ่งสูงหรือรุนแรงอย่างที่กังวลกัน 47.7% ไม่พบปัญหาความปลอดภัยหรือสาธารณสุขเพิ่มขึ้น และ 37.8% พบเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ยืนยันตรงกันว่า ไม่พบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของเหตุความไม่สงบ การทะเลาะวิวาท หรืออุบัติเหตุที่เชื่อมโยงกับการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงบ่ายอย่างชัดเจน เหตุทะเลาะวิวาทส่วนใหญ่ยังคงเกิดขึ้นในช่วงกลางคืนมากกว่าช่วงบ่าย

 

ความคิดเห็นส่วนใหญ่จากการทำ Focus Group พบว่า ปัญหาทางสังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาขาย แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย มาตรการจำกัดเวลาไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงได้จริง เพราะผู้ดื่มหนักสามารถซื้อสะสมล่วงหน้าได้ ปัญหาจึงมักเกิดจากพฤติกรรมหลังการดื่มมากกว่าเวลาที่ซื้อ การจำกัดเวลาคือการเพียงควบคุมโอกาส แต่การบังคับใช้กฎหมายคือการเข้าไปควบคุมพฤติกรรมจริง

 

ส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ความเข้มงวดแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และขาดความต่อเนื่องในการตั้งด่านตรวจหรือตรวจร้านค้า ทำให้ผู้กระทำผิดสามารถคาดการณ์และหลีกเลี่ยงได้

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าการขายแอลกอฮอล์ช่วงบ่ายทำให้อุบัติเหตุพุ่งสูงขึ้น แต่ความกังวลในเชิงนโยบายยังมีอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การบังคับใช้กฎหมายยังไม่สม่ำเสมอ 

 

กลุ่มตัวอย่าง 64.4% เสนอให้ ‘มาตรการควบคุมเมาแล้วขับ’ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดหากมีการยกเลิกการห้ามขายช่วงบ่ายถาวร สะท้อนว่าสังคมไม่ได้ต้องการยกเลิกการควบคุม แต่ต้องการควบคุมที่ตรงจุดกว่า นั่นคือคุมที่พฤติกรรมเสี่ยง ไม่ใช่คุมที่ชั่วโมงการขาย

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 3

 

เปลี่ยนจาก ‘คุมเวลา’ เป็น ‘คุมกฎหมาย’

 

หากพิจารณาจากข้อกังวลทั้งหมดและความคิดเห็นจากผลสำรวจพบว่า แนวทางที่สังคมไทยจะยอมรับได้มากที่สุดคือ การเปลี่ยนผ่านนโยบายสู่รูปแบบ “เสรีภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวด” (Regulated liberalization) โดยมองว่านโยบายการจำกัดเวลาขายมีข้อจำกัดในการตอบโจทย์บริบทเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน จึงควรเปลี่ยนจาก ‘จำกัดเวลาขาย’ (Time Control) เป็น ‘กำกับดูแลเชิงระบบและการบังคับใช้กฎหมาย’ (System Control) ที่ชัดเจน 

 

64.5% มองว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เช่น การตรวจอายุผู้ซื้อและการควบคุมเมาแล้วขับ จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่าการห้ามขายตามเวลา และ 91.8% เห็นว่าหากรัฐเข้มงวดเรื่องการตรวจอายุคนซื้อ การควบคุมเมาแล้วขับ และบทลงโทษที่ชัดเจน ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งมาตรการห้ามขายช่วงบ่ายอีกต่อไป และกว่า 86% ยอมรับให้ปลดล็อกถาวรได้หากมีการกำกับดูแลที่เหมาะสมที่สำคัญคือ สังคมไม่ได้เรียกร้องให้ออกกฎหมายใหม่ แต่ต้องการให้บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วให้ได้จริง อย่างต่อเนื่อง และเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่

 

รายงานฉบับนี้ยังได้เสนอให้ภาครัฐเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้สม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างความรับผิดชอบร่วมระหว่างร้านค้า ผู้บริโภค และภาครัฐ

 

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อจำกัด 17.00 น. ยังสร้างความสับสนให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คุ้นเคยกับบรรทัดฐานสากล ประเทศท่องเที่ยวชั้นนำส่วนใหญ่ไม่มีข้อจำกัดลักษณะนี้ และสำหรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินทางมาถึง การถูกปฏิเสธการสั่งเครื่องดื่มในช่วงบ่ายโดยไม่เข้าใจเหตุผล คือต้นทุนแฝงที่บั่นทอนประสบการณ์และภาพลักษณ์ประเทศ

 

นี่ไม่ใช่การผ่อนให้ดื่มมากขึ้น ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่คือการปฏิรูปกติกาที่ล้าสมัยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

 

คำถามคือ ไทยพร้อมหรือยังที่จะปฏิรูปกติกานี้? จากผลสำรวจ Super Poll ประชาชนกว่า 81.1% สนับสนุนการปลดล็อกถาวร และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 86% เมื่อมีมาตรการกำกับที่เหมาะสม

 

ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องรื้อถอนอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางสมรภูมิการท่องเที่ยวโลกที่ไทยกำลังฟื้นตัวช้ากว่าคู่แข่ง การยกเลิกข้อจำกัดเวลาห้ามขายแอลกอฮอล์ภายใต้การกำกับดูแลเชิงระบบและการบังคับใช้กฎหมาย จะทลายคอขวดทางเศรษฐกิจที่เคยปิดกั้นโอกาส ลดภาวะ Lost Demand ในหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ความเป็นสากลให้การท่องเที่ยวและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้พร้อมรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกมากขึ้น

 

อ้างอิง

The post เสียงสะท้อนคนไทย 91.8% หนุนรื้อกติกาแอลกอฮอล์ ชู ‘คุมกฎหมาย’ แทน ‘คุมเวลา’ ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวสู่มาตรฐานโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บีไอจี’ ชี้วิกฤตตะวันออกกลาง ‘บทพิสูจน์’ บริหารต้นทุนพลังงาน ยันไม่ขึ้นราคาก๊าซ พลิกโอกาสไทยเปลี่ยนผ่าน Hydrogen-Low Carbon https://thestandard.co/big-energy-cost-management/ Fri, 10 Apr 2026 06:09:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1196652 อรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี แถลงถึงวิกฤตพลังงานและกลยุทธ์ Low Carbon

‘บีไอจี’ ผู้นำธุรกิจไฮโดรเจน มองวิกฤตตะวันออกกลาง เป็น […]

The post ‘บีไอจี’ ชี้วิกฤตตะวันออกกลาง ‘บทพิสูจน์’ บริหารต้นทุนพลังงาน ยันไม่ขึ้นราคาก๊าซ พลิกโอกาสไทยเปลี่ยนผ่าน Hydrogen-Low Carbon appeared first on THE STANDARD.

]]>
อรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี แถลงถึงวิกฤตพลังงานและกลยุทธ์ Low Carbon

‘บีไอจี’ ผู้นำธุรกิจไฮโดรเจน มองวิกฤตตะวันออกกลาง เป็น ‘บทพิสูจน์’ พลังงาน เผยสถานการณ์ขณะนี้ ยังไม่ขึ้นราคาก๊าซ พร้อมช่วยลูกค้าบริหารต้นทุนพลังงาน พลิกโอกาสเปลี่ยนผ่านไฮโดรเจน-โซลูชัน Low Carbon รับเทรนด์โลก

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ตั้งเป้าโต 10% ใน 3-5 ปี พร้อมปรับลุคสู่ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดประเทศ

 

วิกฤตตะวันออกกลางคือ ‘บทพิสูจน์’ แผนรับมือความมั่นคงพลังงาน

 

อรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) เปิดเผยถึงการบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางวิกฤตพลังงานว่า ความผันผวนของราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์

 

โดยเฉพาะจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ถือเป็นความท้าทายระดับโลก

 

สำหรับบีไอจีมองว่า นี่คือ ‘บทพิสูจน์’ ของความจำเป็นในการบริหารจัดการต้นทุน วางระบบพลังงาน ที่ควรต้องมีความยืดหยุ่นและยั่งยืนในระยะยาว โดยอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ เทคโนโลยี และการลดคาร์บอน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

ทั้งนี้จากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวน บริษัทไม่ได้มุ่งเพียงการสื่อสารกับลูกค้าและคู่ค้า หรือการปรับขึ้นราคาสินค้า แต่เลือกเข้าไปมีบทบาทในการช่วยลูกค้าบริหารจัดการด้านพลังงาน เพื่อลดต้นทุนในคราวเดียวกัน

 

ขณะเดียวกัน บีไอจี มองว่า นี่คือโอกาสของประเทศและบริษัทเองที่ควรมองถึงความมั่นคงระยะยาว โดยเฉพาะเทคโนโลยีไฮโดรเจน ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกสำคัญของโลกในยุค Green Energy

 

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าโลกให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด (Clean Energy) และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) มากขึ้น แม้ปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอาจยังไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ชูโมเดลไฮโดรเจนเมกะโปรเจ็กต์พลังงานนีออม (NEOM) ซาอุดีอาระเบีย

 

เนื่องจากข้อจำกัดด้านต้นทุนและนโยบายในบางประเทศ ทว่า องค์กรระดับโลกอย่าง Air Products ได้เร่งลงทุนในพลังงานสะอาด โดยเฉพาะ ‘ไฮโดรเจนสีเขียว’ (Green Hydrogen) ซึ่งผลิตจากน้ำผ่านกระบวนการแยกด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม

 

ตัวอย่างสำคัญคือโครงการในนีออม (NEOM) ประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงกลางวันและพลังงานลมในช่วงกลางคืนเพื่อผลิตไฮโดรเจนอย่างยั่งยืน

 

โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2027 อย่างไรก็ตาม แม้ไฮโดรเจนยังไกลตัวและมีราคาต้นทุนผลิตที่สูง แต่อนาคตไฮโดรเจนจะเป็นพลังงานทางเลือกสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และเป็นกลไกหลักของการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก

 

ดังนั้นการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงยังต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งนโยบายภาครัฐ มาตรการสนับสนุน และการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้งาน

 

‘ทรานส์ฟอร์มองค์กร’ จากผู้จำหน่ายก๊าซสู่ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ

 

สำหรับแผนธุรกิจ บีไอจีจะไม่จำกัดบทบาทเพียงผู้จำหน่ายก๊าซอุตสาหกรรม แต่จะก้าวสู่การเป็นผู้พัฒนาและขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำของประเทศ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน พร้อมเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security)

 

ประกอบกับบริษัทตั้งเป้ายกระดับสู่การเป็น Low-Carbon Industrial Gas & Energy Solution Provider โดยมุ่งขยายการลงทุนด้านก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและโซลูชันมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับกระบวนการผลิต

 

เช่น การใช้ออกซิเจนคาร์บอนต่ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ลดการใช้เชื้อเพลิงหลัก และลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งมีการใช้งานจริงแล้วในอุตสาหกรรมกระดาษและเหล็ก

 

ในด้านความร่วมมือระดับโลก การเป็นส่วนหนึ่งของ Air Products ซึ่งเป็นผู้นำด้านก๊าซอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีไฮโดรเจน ช่วยเสริมศักยภาพให้บีไอจีสามารถยกระดับจากผู้เล่นในประเทศสู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม (Industrial Decarbonization Enabler)

 

โดยนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากอุตสาหกรรมพลังงานเข้มข้นทั่วโลก เช่น เคมี ปิโตรเคมี เหล็ก ซีเมนต์ และพลังงาน มาประยุกต์ใช้กับบริบทของไทยอย่างเป็นรูปธรรม

 

นอกจากนี้ บริษัทได้นำเทคโนโลยี Air Separation และ Hydrogen Production ที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูง รวมถึงโซลูชันก๊าซคาร์บอนต่ำ มาใช้ช่วยลูกค้าลดการปล่อยคาร์บอนในระดับกระบวนการผลิตจริง ไม่ใช่เพียงการชดเชยภายหลัง พร้อมทำงานร่วมกับลูกค้าในฐานะพาร์ตเนอร์ด้านการลดคาร์บอน เพื่อรองรับมาตรฐาน ESG และมีใบรับรองตามกฎระเบียบด้านคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก

 

เดินหน้า LNG แห่งที่ 2 เพิ่มกำลังผลิตก๊าซคาร์บอนต่ำ

 

อีกหนึ่งโครงการยุทธศาสตร์สำคัญคือ โครงการโรงแยกอากาศจากการใช้ประโยชน์ความเย็นจาก LNG แห่งที่ 2 (MAP2) ซึ่งร่วมลงทุนกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยนำความเย็นเหลือใช้จากกระบวนการแปรสภาพ LNG (Cold Energy Utilization) มาใช้ในการแยกอากาศ ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มเสถียรภาพการผลิตก๊าซในประเทศ และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

 

โรงงานดังกล่าวมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 และจะเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำกว่า 450,000 ตันต่อปี รองรับอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ปิโตรเคมี โลหะ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร

 

สะท้อนการลดคาร์บอนในระดับโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่โรงแยกอากาศแห่งแรก (MAP1) ที่จังหวัดระยอง ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 100,000 ตันต่อปี และผลิตก๊าซออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอนได้

 

ขณะที่การพัฒนา Hydrogen Economy บริษัทยังคงเดินหน้าผลักดันการใช้ไฮโดรเจนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาคขนส่งและพลังงาน โดยร่วมมือกับ PTT Group และ Toyota ในการก่อตั้งสมาคมไฮโดรเจนประเทศไทย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไฮโดรเจนในรูปแบบ Ecosystem ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

 

พร้อมทั้งทำงานร่วมกับภาครัฐในการสนับสนุนนโยบายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการนำไฮโดรเจนมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อเสริมความมั่นคงพลังงานของประเทศ

 

ทั้งนี้ การผลักดัน ‘ภาษีคาร์บอน’ (Carbon Tax) ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ภาครัฐควรสนับสนุน เพื่อกระตุ้นอุปสงค์โดยเฉพาะ การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ที่ใช้ไฮโดรเจน

 

ชูแผนบริหารต้นทุนไปพร้อมกับลูกค้าทุกกลุ่มอุตสาหกรรม

 

เมื่อถามว่า จากผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่มีต่อกลุ่มลูกค้าปิโตรเคมีช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจเผชิญปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน เป็นอย่างไร? อรลา ระบุว่า ลูกค้ามีการส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับการลดคำสั่งซื้อ แต่ยังไม่กระทบต่อยอดขายของบริษัทในปีนี้ เนื่องจากบริษัทสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างสมดุล

 

“ต้องบอกว่าต้นทุนขนส่ง บริษัทให้ความสำคัญการบริหารจัดการต้นทุนร่วมกับลูกค้า เพื่อให้เกิดการ บาลานซ์ต้นทุนกับลูกค้า ทั้งปิโตร เหล็ก รถยนต์ อิเล็กฯ และเราต้องให้กลุ่ม Health Care โรงพยาบาลจะเป็น Priority แรก เพราะใช้ก๊าซออกซิเจนเยอะ ซึ่งยังเพียงพอ ทั้งนี้ในเดือนมิ.ย. คงต้องติดตามสถานการณ์การนำเข้า LNG ว่าจะมีเรือขนส่ง LNG เพิ่มเติมเท่าไร คงต้องประเมิน แต่สุดท้าย ถ้าลูกค้าอยู่ได้ เราก็อยู่ได้” อรลา กล่าว

 

ขณะเดียวกัน ยังคงติดตามสถานการณ์พลังงานโลก ใกล้ชิด ซึ่งเราเองก็เป็นหนึ่งในภาคธุรกิจพลังงาน ยังคงต้องติดตาม บริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง

 

ท้ายที่สุด แม้การพัฒนาไฮโดรเจนจะยังต้องใช้เวลาและปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน แต่ทิศทางของโลกที่ไม่แน่นอน อีกทั้งเผชิญภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจน จะเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

อรลา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ตลอดระยะเวลา 30 ปี ในบีไอจี องค์กรมีความแข็งแกร่งจากทีมงานที่มีทั้งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ เปรียบเสมือนทีมฟุตบอลที่มีทั้งกองหน้า กองกลาง และกองหลัง โดยความท้าทายเศรษฐกิจวันนี้ คือการทำให้บริษัทสามารถเป็นโซลูชันให้กับลูกค้า คู่ค้า และประเทศ ไปพร้อมกันได้”

 

ดังนั้น ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าเติบโต 10% จากฐานรายได้ปี 2568 ที่ประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถปิดตัวเลขได้ตามเป้า

The post ‘บีไอจี’ ชี้วิกฤตตะวันออกกลาง ‘บทพิสูจน์’ บริหารต้นทุนพลังงาน ยันไม่ขึ้นราคาก๊าซ พลิกโอกาสไทยเปลี่ยนผ่าน Hydrogen-Low Carbon appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกมเส้นตายที่ไม่มีวันจบ เมื่อสหรัฐฯ-อิหร่านยื้อกันถึงขีดสุด ตลาดเริ่ม ‘ชินชา’ แต่ความเสี่ยงยังไม่หายไป https://thestandard.co/us-iran-conflict-market-risk/ Fri, 10 Apr 2026 05:55:57 +0000 https://thestandard.co/us-iran-conflict-market-risk/ ภาพกราฟิกข่าวเกมเส้นตายความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน พร้อมคำโปรย ทรัมป์ถอยไม่ได้ หรือต้องจบด้วยสงคราม?

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมร […]

The post เกมเส้นตายที่ไม่มีวันจบ เมื่อสหรัฐฯ-อิหร่านยื้อกันถึงขีดสุด ตลาดเริ่ม ‘ชินชา’ แต่ความเสี่ยงยังไม่หายไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าวเกมเส้นตายความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน พร้อมคำโปรย ทรัมป์ถอยไม่ได้ หรือต้องจบด้วยสงคราม?

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในช่วงเวลานี้ กำลังพัฒนาไปสู่ ‘เกมกดดันเชิงยุทธศาสตร์’ ทั้งยืดเยื้อและซับซ้อนเกินกว่าที่ตลาดประเมินไว้ โดยเฉพาะประเด็น ‘เส้นตาย’ ที่ถูกเลื่อนเวลาออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า จนกลายเป็นสัญญาณว่า ความขัดแย้งและการเจรจาจะยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในเวลาอันใกล้นี้

 

แม้ก่อนหน้านี้จะมีข้อเสนอหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 45 วัน จากกลุ่มประเทศผู้ไกล่เกลี่ย แต่แนวคิดดังกล่าวกลับไม่ได้รับความเห็นชอบจากสหรัฐฯ และอิหร่านแต่อย่างใด โดยล่าสุดทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้เพียง 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดทางการเจรจาและเปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันในตลาดพลังงานและทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง ขณะที่ตลาดหุ้นปรับตัวได้ดีขึ้น สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มประเมินถึงสถานการณ์ที่ยังไม่บานปลายในระยะสั้น ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังคงมีความเปราะบาง และมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวได้ทุกเมื่อ หากการเจรจาไม่สามารถหาข้อยุติได้

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญกลับอยู่ที่ ‘พฤติกรรมของตลาดการเงิน’ มากกว่าตัวข่าวเอง แม้กระแสข่าวจะออกมาอย่างต่อเนื่องและเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่ราคาน้ำมันกลับไม่ได้ปรับตัวขึ้นรุนแรงเหมือนในอดีต โดยยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด สะท้อนว่านักลงทุนเริ่ม ‘ปรับตัว’ และลดระดับความตื่นตระหนกลง

 

ในตลาดหุ้น ภาพรวมยังคงมีแรงซื้อสะสมในสินทรัพย์พื้นฐานดีในช่วงที่ตลาดปรับฐาน ทำให้บรรยากาศการลงทุนยังไม่เข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเต็มตัว และช่วยจำกัดแรงไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น ส่งผลให้ตลาดยังคงมีแรงพยุงอยู่ในระดับหนึ่ง

 

ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม หากความขัดแย้งถูกยกระดับและทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจริง อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจกลับมาเร่งตัว ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องชะลอการลดดอกเบี้ย และผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ทรงตัวในระดับสูง ทั้งอาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและจำกัดการปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น

 

เกมนี้ ‘ทรัมป์’ อาจไม่มีทางถอย

 

นูริเอล รูบินี นักเศรษฐศาสตร์และศาสตราจารย์ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว–อิหร่าน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฉายา ‘ดร.ดูม’ (Dr. Doom) จากการทำนายวิกฤติซับไพรม์ (Subprime mortgage crisis) ในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2008 ได้วิเคราะห์ผ่าน Bloomberg Television ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันอาจเดินมาถึง ‘จุดที่สหรัฐฯไม่มีทางถอย’ นอกจากนี้ รูบินียังได้ประเมินว่า ทรัมป์มีทางเลือกหลักเพียง 2 ทาง ได้แก่

 

  • ‘ลดระดับความรุนแรง’ เข้าสู่โหมดการหยุดยิง ซึ่งแม้ดูเหมือนเป็นทางออก แต่กลับมีความเสี่ยงสูง เพราะทางเลือกนี้อาจเปิดโอกาสให้อิหร่านฟื้นกำลังทางทหาร เสริมศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์ และเพิ่มอิทธิพลเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก อีกทั้งการยุติสงครามจะนำมาซึ่งการที่ทรัมป์อาจเผชิญกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2026 ทั้งในเวทีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เนื่องจากประชาชนจะมองว่าการตัดสินใจเริ่มสงครามของทรัมป์ในครั้งนี้ คือความล้มเหลวของรัฐบาล
  • ‘ยกระดับการโจมตีเพื่อจบเกม’ (escalate and finish the job) รูบินีประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงถึง 67% ที่สหรัฐฯ จะเลือกใช้วิธีนี้และมีโอกาสชนะมากกว่าแพ้ โดยให้เหตุผลว่า อิหร่านคือภัยคุกคามโดยตรงต่ออิสราเอล ยุโรป เอเชีย และสหรัฐฯ ทำให้มีความจำเป็นต้องบุกยึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่าน ด้วยการโจมตีอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องหลายสัปดาห์ รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อกดดันให้อิหร่านอยู่ในภาวะล่มสลาย ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายโดยสมบูรณ์

 

ทั้งนี้ หากสถานการณ์พัฒนาไปในทิศทางของการยกระดับความรุนแรง ในระยะสั้นราคาน้ำมันอาจมีโอกาสพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงาน แต่ในระยะยาวหากความขัดแย้งสิ้นสุดลงและภูมิภาคกลับสู่เสถียรภาพ ตลาดพลังงานอาจค่อย ๆ กลับเข้าสู่ความสมดุล

 

ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ เลือกที่จะถอยหรือไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โอกาสที่อิหร่านจะปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจผลักดันเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ ‘เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว’ (Stagflation) ซึ่งคล้ายกับวิกฤตในช่วงทศวรรษ 1970

 

ทองคำกำลังปรับฐาน ลุ้นกลับตัวขาขึ้น หากสงครามคลี่คลายในเร็วๆ นี้

 

ในจังหวะที่ตลาดการเงินทั่วโลกยังถูกกดดันจากภาวะสงคราม ซึ่งหนุนให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยเคลื่อนไหวอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยิ่งสะท้อนถึงภาวะเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น แม้ว่าก่อนหน้านี้ นักลงทุนต้องเผชิญกับ ‘แรงเทขายทองคำในช่วงวิกฤต’ ไปพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะการปรับตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งกดราคาลงไปแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 4,100 ดอลลาร์

 

ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่าระดับดังกล่าวถือเป็น ‘จุดเปลี่ยนเชิงเทคนิค’ ที่สำคัญ เนื่องจากเป็นแนวรับของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (SMA 200 วัน) และเริ่มเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างชัดเจน สะท้อนว่านักลงทุนระยะกลางถึงยาวเริ่มกลับเข้าสะสมทองคำอีกครั้ง สัญญาณเชิงบวกที่น่าสนใจ คือโครงสร้างราคาที่เริ่ม ‘จุดต่ำยกสูงขึ้น’ อย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ว่าฝั่งขายเริ่มอ่อนแรง ขณะที่แรงซื้อค่อย ๆ กลับมาเป็นลำดับ

 

จุดสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา ราคาทองคำสามารถดีดตัวขึ้นแรงและ ‘ทะลุเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน (SMA 100 วัน)’ ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกในเชิงโมเมนตัม แต่นักลงทุนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าราคาจะสามารถ ‘ยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง’ หรือไม่?

 

ราคาทองคำในตลาดโลก

 

แนวต้าน 4,800 / 5,000 ดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายหลักที่ 5,200 ดอลลาร์

 

แนวรับ 4,300 / 4,100 ดอลลาร์

 

ราคาทองคำแท่ง ภายในประเทศ

 

แนวต้าน 73,500 / 75,500 บาท และ 77,500 บาท

 

แนวรับ 67,000 / 65,000 บาท

The post เกมเส้นตายที่ไม่มีวันจบ เมื่อสหรัฐฯ-อิหร่านยื้อกันถึงขีดสุด ตลาดเริ่ม ‘ชินชา’ แต่ความเสี่ยงยังไม่หายไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำมันแพง เม็ดพลาสติกขาดแคลน ค่าระวางเรือพุ่ง ผู้บริหารไทยพูดตรงๆ ใครตรึงราคาไหว ใครถึงจุดต้องขยับ https://thestandard.co/oil-plastic-shipping-cost-executives/ Fri, 10 Apr 2026 02:40:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1196568 ภาพประกอบข่าววิกฤตราคาน้ำมัน เม็ดพลาสติกขาด และค่าระวางเรือแพง ผู้บริหารไทยเผชิญหน้าการตรึงราคา

ราคาน้ำมันพุ่ง เม็ดพลาสติกขาดตลาด ค่าระวางเรือแพงขึ้นเป […]

The post น้ำมันแพง เม็ดพลาสติกขาดแคลน ค่าระวางเรือพุ่ง ผู้บริหารไทยพูดตรงๆ ใครตรึงราคาไหว ใครถึงจุดต้องขยับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าววิกฤตราคาน้ำมัน เม็ดพลาสติกขาด และค่าระวางเรือแพง ผู้บริหารไทยเผชิญหน้าการตรึงราคา

ราคาน้ำมันพุ่ง เม็ดพลาสติกขาดตลาด ค่าระวางเรือแพงขึ้นเป็นเท่าตัว สัญญาณเหล่านี้กำลังทยอยปรากฏในต้นทุนสินค้าที่คนไทยใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ขวดน้ำดื่ม, ซองขนม ไปจนถึงค่าส่งอาหารเดลิเวอรี่ และทั้งหมดมีจุดเริ่มต้นเดียวกัน คือความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569

 

เมื่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งอุปทานพลังงานราว 20% ของโลก ต้องหยุดชะงักลงตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 จากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ผลกระทบก็เริ่มส่งแรงกระเพื่อมเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง โดยเฉพาะเอเชียและยุโรปซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง

 

และสิ่งที่ต้องไม่ลืมคือน้ำมันไม่ได้เป็นแค่เชื้อเพลิง แต่ยังเป็นสารตั้งต้นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก ซึ่งเชื่อมโยงกับต้นทุนการผลิตสินค้าแทบทุกประเภท เมื่อซัพพลายตึงตัวพร้อมกันหลายทาง แรงกดดันจึงไม่ได้กระทบแค่อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่วิ่งผ่านทั้งสายพานการผลิตจนถึงมือผู้บริโภค

 

THE STANDARD WEALTH รวบรวมความเห็นจากผู้บริหารในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งอาหาร ค้าปลีก โลจิสติกส์ เหล็ก ก๊าซอุตสาหกรรม และบรรจุภัณฑ์ เพื่อฉายภาพว่าแต่ละธุรกิจกำลังรับมือกับคลื่นต้นทุนระลอกนี้อย่างไร ใครยังตรึงราคาไหว และใครเริ่มส่งสัญญาณว่าอาจต้องขยับในเร็ววันนี้

 


 

ราคาน้ำมันพุ่ง ต้นทุนสินค้าแพงระนาว รับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ 2569 ราคาน้ำมันพุ่ง ต้นทุนสินค้าแพงระนาว รับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ 2569 ราคาน้ำมันพุ่ง ต้นทุนสินค้าแพงระนาว รับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ 2569 ราคาน้ำมันพุ่ง ต้นทุนสินค้าแพงระนาว รับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ 2569 ราคาน้ำมันพุ่ง ต้นทุนสินค้าแพงระนาว รับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ 2569 ราคาน้ำมันพุ่ง ต้นทุนสินค้าแพงระนาว รับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ 2569 ราคาน้ำมันพุ่ง ต้นทุนสินค้าแพงระนาว รับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ 2569 ราคาน้ำมันพุ่ง ต้นทุนสินค้าแพงระนาว รับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ 2569 ราคาน้ำมันพุ่ง ต้นทุนสินค้าแพงระนาว รับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ 2569 ราคาน้ำมันพุ่ง ต้นทุนสินค้าแพงระนาว รับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ 2569 ราคาน้ำมันพุ่ง ต้นทุนสินค้าแพงระนาว รับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ 2569 ราคาน้ำมันพุ่ง ต้นทุนสินค้าแพงระนาว รับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ 2569 ราคาน้ำมันพุ่ง ต้นทุนสินค้าแพงระนาว รับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ 2569 ราคาน้ำมันพุ่ง ต้นทุนสินค้าแพงระนาว รับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ 2569 ราคาน้ำมันพุ่ง ต้นทุนสินค้าแพงระนาว รับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ 2569

The post น้ำมันแพง เม็ดพลาสติกขาดแคลน ค่าระวางเรือพุ่ง ผู้บริหารไทยพูดตรงๆ ใครตรึงราคาไหว ใครถึงจุดต้องขยับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยติดหล่มนวัตกรรม! อันดับโลกดิ่ง 3 ปีซ้อน เหตุระบบการเงินไม่เอื้อการแปลงงานวิจัยเป็นมูลค่า SCB EIC ชูโมเดล ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ และ ‘กลไกแบ่งปันความเสี่ยง’ กุญแจสำคัญยกระดับขีดความสามารถประเทศ https://thestandard.co/thai-innovation-finance-gap/ Fri, 10 Apr 2026 01:03:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1196526 ภาพประกอบแสดงแนวคิด ‘ปลดล็อกนวัตกรรมไทย เปลี่ยนสิทธิบัตรให้เป็นเงินทุน’

ปิดช่องว่างนวัตกรรมไทย : ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ คือ กุญแ […]

The post เศรษฐกิจไทยติดหล่มนวัตกรรม! อันดับโลกดิ่ง 3 ปีซ้อน เหตุระบบการเงินไม่เอื้อการแปลงงานวิจัยเป็นมูลค่า SCB EIC ชูโมเดล ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ และ ‘กลไกแบ่งปันความเสี่ยง’ กุญแจสำคัญยกระดับขีดความสามารถประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวคิด ‘ปลดล็อกนวัตกรรมไทย เปลี่ยนสิทธิบัตรให้เป็นเงินทุน’

ปิดช่องว่างนวัตกรรมไทย : ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ คือ กุญแจยกระดับการเติบโตและความสามารถแข่งขันของประเทศ

 

เศรษฐกิจไทยกำลังติดกับดักการเติบโตเชิงโครงสร้าง อัตราการขยายตัวอ่อนแรงลงต่อเนื่อง สะท้อนชัดว่า โมเดลการเติบโตแบบเดิมที่พึ่งพา ‘ปริมาณ’ ไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสู่ ‘การเติบโตเชิงคุณภาพ’ ที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน ‘นวัตกรรม’ คือเครื่องยนต์สำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านนี้ขึ้น แต่ระบบการพัฒนานวัตกรรมของไทยยังมีจุดอ่อนหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้ประเทศมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ และยกศักยภาพการเติบโตได้จริง

 

‘ระบบนวัตกรรมของไทย’ ยังไม่สามารถแปลงงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

 

  • สะท้อนผ่าน (1) อันดับนวัตกรรมของไทยในดัชนี Global Innovation Index ที่ลดลงต่อเนื่อง 3 ปี สู่อันดับ 45 จาก 139 ประเทศปี 2025 เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไทยกำลังสูญเสียความสามารถด้านนวัตกรรม เทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค
  • (2) สัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ในไทยยังต่ำกว่า 2% ต่อ GDP ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางของประเทศ (3) จำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง โดยลดลงเหลือเพียง 23 คนต่อประชากร 10,000 คน (ข้อมูลปี 2023) สะท้อนปัจจัยพื้นฐานในการสร้างนวัตกรรมใหม่ที่อ่อนแอลงต่อเนื่อง และ (4) จำนวนการยื่นขอสิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคนที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 13 ฉบับ (ข้อมูลปี 2024) และจำนวนสิทธิบัตรที่ยังมีผลบังคับใช้ในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ
  • ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหานวัตกรรมไทยไม่ใช่การขาดความพยายาม แต่คือ ‘ระบบนวัตกรรมของไทย’ ที่ยังไม่เอื้อต่อการแปลงศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาให้เป็นมูลค่าเศรษฐกิจจริง

 

ระบบการเงินยังไม่รองรับนวัตกรรม : ‘กลไกแบ่งปันความเสี่ยงภาครัฐ-ภาคการเงิน’ คือกุญแจสำคัญ

 

  • ธุรกิจที่พัฒนานวัตกรรมใหม่โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ตอัป มีศักยภาพเติบโตสูง แต่มักจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก เนื่องจากขาดหลักประกันเงินกู้ที่มีลักษณะเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้
  • ปัจจุบันการจัดสรรเงินทุนให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยยังมีช่องว่างเชิงโครงสร้าง จากทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์ ฝั่งอุปทานเงินทุน สถาบันการเงินยังขาดมาตรฐานสากลในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) และยังคงยึดหลักประกันทางกายภาพเป็นหลัก ส่งผลให้การประเมินความเสี่ยงไม่สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจนวัตกรรมที่มีความไม่แน่นอนสูงด้านกระแสรายได้ และเทคโนโลยี ฝั่งอุปสงค์เงินทุน ธุรกิจไทยที่พร้อมลงทุนในนวัตกรรมใหม่และสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ยังมีไม่มาก สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อต่อการสร้างและขยายธุรกิจฐานนวัตกรรม ช่องว่างดังกล่าวนี้สะท้อนชัดผ่านการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในไทย ซึ่ง ณ มิ.ย. 2025 มีสัดส่วนเพียง 0.07% ของสินทรัพย์ค้ำประกันทั้งหมด
  • บทเรียนจากหลายประเทศชี้ชัดว่า ‘กลไกแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและภาคการเงิน’ เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกเงินทุนสู่ธุรกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในฝั่งอุปทานเงินทุน เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ใช้กลไกค้ำประกันความเสี่ยงร่วมกัน โดยรัฐช่วยค้ำประกันความเสี่ยงราว 50-90% ของยอดคงเหลือหลังลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ช่วยลดภาระความเสี่ยงของสถาบันการเงิน ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานประเมินมูลค่า IP ที่เป็นสากลน่าเชื่อถือ และการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนภาครัฐ และภาคธุรกิจ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์เงินทุน สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจกล้าลงทุนพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์มากขึ้น กลไกแบ่งปันความเสี่ยงจะทำหน้าที่เป็น ‘สะพาน’ เชื่อมอุปทานเงินทุนกับอุปสงค์นวัตกรรม ให้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้
  • ในโลกข้างหน้า เศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วย ‘สินทรัพย์ไม่มีตัวตน’ มากขึ้น ประเทศที่ออกแบบ ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ ให้เงินทุนและนวัตกรรมเดินหน้าไปพร้อมกันได้ จะเป็นประเทศที่สามารถยกระดับศักยภาพการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน

 

ไทยต้องออกแบบ ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ ให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม

 

การผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริง จำเป็นต้องออกแบบและปรับกลไกระบบการเงินให้รองรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่การจัดสรรเงินทุนเพิ่มเติม แต่คือการทำให้ระบบการเงิน ‘กล้าให้เงินทุน’ และภาคธุรกิจ ‘กล้าลงทุน’ ในจังหวะเดียวกัน ผ่าน 4 เสาหลัก ดังนี้

 

1. ปรับกรอบการปล่อยสินเชื่อให้รองรับทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน ลดการยึดติดหลักประกันทางกายภาพ และประเมินศักยภาพธุรกิจจากความสามารถในการสร้างมูลค่าในอนาคต เพื่อให้ธุรกิจนวัตกรรมสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ สอดคล้องกับวงจรการพัฒนานวัตกรรมและการต่อยอดเชิงพาณิชย์

2. ใช้กลไก ‘แบ่งปันความเสี่ยง’ ระหว่างภาครัฐกับภาคการเงินอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การค้ำประกันสินเชื่อ การสนับสนุนต้นทุนการประเมินมูลค่า IP ไปจนถึงกลไกรับความเสี่ยงกรณีผิดนัดชำระหนี้ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน และเพิ่มแรงจูงใจในการปล่อยสินเชื่อเพื่อนวัตกรรม

3. พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ที่ใช้งานได้จริง เพื่อให้ฝั่งอุปทานเงินทุนมีข้อมูลและมีเครื่องมือประเมินความเสี่ยงธุรกิจนวัตกรรมที่น่าเชื่อถือ ลดความไม่แน่นอน และช่วยให้เงินทุนไหลสู่ธุรกิจนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น

4. สร้างแรงจูงใจด้าน ‘อุปสงค์’ เพื่อให้เกิดการลงทุนพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีจุดเริ่มต้นของความต้องการสร้างนวัตกรรมคุณภาพสูงเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ นวัตกรรมจะไม่สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริง

 

ทั้งสี่เสาหลักนี้ต้องขับเคลื่อนผ่าน Stakeholders หลักที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน เช่น กระทรวงการคลัง, กรมทรัพย์สินทางปัญญา, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย โดยร่วมมือกับองค์กรสากล World Intellectual Property Organization (WIPO) ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้ จึงจะทำให้ระบบการเงินไทยทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเชื่อม’ ระหว่างเงินทุน นวัตกรรม และการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้สำเร็จ

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่:  SCB EIC ›

The post เศรษฐกิจไทยติดหล่มนวัตกรรม! อันดับโลกดิ่ง 3 ปีซ้อน เหตุระบบการเงินไม่เอื้อการแปลงงานวิจัยเป็นมูลค่า SCB EIC ชูโมเดล ‘ระบบการเงินนวัตกรรม’ และ ‘กลไกแบ่งปันความเสี่ยง’ กุญแจสำคัญยกระดับขีดความสามารถประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC เตือนสงครามตะวันออกกลางทุบอุปทานก๊าซโลก 3% ดันราคา LNG พุ่ง 91% คาดค่าไฟฟ้าไทยปี 2026 เสี่ยงแตะ 4.9 บาท/หน่วย หากรัฐไม่แบกหนี้ กฟผ. แนะครัวเรือน-ธุรกิจเร่งติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปรับมือ https://thestandard.co/middle-east-war-energy-price-surge/ Fri, 10 Apr 2026 00:58:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1196523 ภาพกราฟิกวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าไทยอาจพุ่งสูงถึง 4.9 บาทต่อหน่วย และค่าไฟจ่อพุ่ง 4.9 บาท ลากยาว 2 ปี

สงครามตะวันออกกลางเขย่าพลังงานโลก : ก๊าซธรรมชาติแพงยืดเ […]

The post SCB EIC เตือนสงครามตะวันออกกลางทุบอุปทานก๊าซโลก 3% ดันราคา LNG พุ่ง 91% คาดค่าไฟฟ้าไทยปี 2026 เสี่ยงแตะ 4.9 บาท/หน่วย หากรัฐไม่แบกหนี้ กฟผ. แนะครัวเรือน-ธุรกิจเร่งติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าไทยอาจพุ่งสูงถึง 4.9 บาทต่อหน่วย และค่าไฟจ่อพุ่ง 4.9 บาท ลากยาว 2 ปี

สงครามตะวันออกกลางเขย่าพลังงานโลก : ก๊าซธรรมชาติแพงยืดเยื้อ กดดันค่าไฟฟ้าสูงอย่างน้อย 2 ปี

 

สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดและคาดว่าอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องแม้มีการเจรจาหยุดยิง จากอุปทานแหล่งผลิตก๊าซฯ ที่เสียหายถึง 3% ของอุปทานโลกที่ใช้เวลาฟื้นฟูเป็นเวลา 3-5 ปี

 

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 91% จาก 10.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ (ก่อนเกิดสงคราม) มาอยู่ที่ระดับ 20.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึงต้นเมษายน จากความกังวลด้านอุปทานเนื่องจากผลของสงครามทำให้การขนส่ง LNG บริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัด

 

ถึงแม้จะมีการเจรจาหยุดยิง แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญได้ถูกโจมตีจนเกิดความเสียหายอย่างถาวร โดยเฉพาะแหล่งก๊าซฯ Ras Laffan ของกาตาร์ที่ถูกโจมตี ทำให้ต้องลดกำลังการผลิตลงราว 12.8 ล้านตันต่อปีหรือลดลงราว 17% ของกำลังการผลิตก๊าซฯ จากแหล่ง Ras Laffan โดยกำลังการผลิตที่ลดลงทำให้อุปทาน LNG ลดลง คิดเป็น 3% ของอุปทานโลก (กาตาร์ผลิต LNG คิดเป็น 19% ของอุปทานโลก) ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการฟื้นฟูนาน 3-5 ปี ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันให้ราคา LNG ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงในระยะข้างหน้า จากฝั่งอุปสงค์ในเอเชียและยุโรปที่มีความกังวลว่าไม่สามารถจัดหาก๊าซฯ ทดแทนได้ทัน

 

อย่างไรก็ดี คาดว่าอุปสงค์และอุปทานจะสามารถกลับมาอยู่ในระดับสมดุลมากขึ้นหลังจากช่วง 2 ปีข้างหน้า จากการเพิ่มกำลังการผลิตของสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยชดเชยอุปทานของกาตาร์ที่หายไปได้บางส่วน ในขณะที่อุปสงค์คาดว่า
จะปรับตัวลดลงจากการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น

 

ต้นทุนก๊าซธรรมชาตินำเข้าที่ปรับสูงขึ้น กดดันต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับสูงที่ราว 4.9 บาทต่อหน่วยในปลายปี 2026 แต่หากคงหนี้ กฟผ. (ค่า AF) จะช่วยชะลอการเร่งตัวของค่าไฟฟ้าทำให้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 4.0 บาทต่อหน่วยในปี 2026-2027

 

สงครามในตะวันออกกลางกระทบต้นทุนก๊าซธรรมชาติและกดดันค่าไฟฟ้าจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ

 

  • ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้า JKM ที่ไทยใช้อ้างอิงปรับเพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในไทยสูงขึ้น
  • การขนส่ง LNG จากกาตาร์ไม่สามารถส่งมอบได้ครบตามสัญญาส่งผลให้ไทยต้องเร่งจัดหาก๊าซฯ ในตลาดจร (Spot price)
    ที่ราคาสูง

 

ด้วย 2 ปัจจัยดังกล่าว ผลักดันต้นทุนค่าไฟฟ้าให้สูงขึ้น โดยในกรณีฐานที่การขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัด การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และท่อ Yanbu/Fujairah ได้ ~20% จากปริมาณเดิม และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไม่เสียหายเพิ่มขึ้นมากจากปัจจุบัน ราคา LNG จะทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 22-27 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูไปจนถึงไตรมาส 2 ของปี 2026 และส่งผลให้ราคาเฉลี่ยในปี 2026 จะอยู่ที่ 17.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู

 

สำหรับผลกระทบต่อไทย ซึ่งพึ่งพา LNG นำเข้าประมาณ 33% ของก๊าซฯ ที่ใช้ในโรงไฟฟ้า โดยมาจากแหล่งกาตาร์ราว 7% ซึ่งแรงกดดันด้านการจัดหา LNG และราคา LNG ที่ปรับตัวสูงขึ้นผลักดันให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในปลายปี 2026 สูงถึง 4.9 บาทต่อหน่วย

 

แต่หากภาครัฐมีมติคงภาระหนี้ค่าไฟฟ้า กฟผ. (AF) ให้อยู่ในระดับ 36,000 ล้านบาท จะช่วยชะลอการเร่งตัวของค่าไฟฟ้า คาดว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปี 2026-2027 จะอยู่ในระดับสูงที่ราว 4.0 บาทต่อหน่วย

 

แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนสงครามลุกลามเป็นวงกว้างและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานได้รับความเสียหายอย่างหนักจะส่งผลให้ราคา LNG พุ่งสูงและทรงตัวในระดับสูงตลอดปี 2026 โดยราคา LNG นำเข้าเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นถึงราว 36.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นมาอยู่ที่ราว 5.7 บาทต่อหน่วย และหากมีมติคงค่า AF จะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในปี 2026-2027 อยู่ที่ราว 4.3 บาทต่อหน่วย

 

ภาครัฐควรดูแลรับมือกับค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าให้เป็นพลังงานสะอาดที่จ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง

 

SCB EIC มองว่าภาครัฐควรเร่งดำเนินมาตรการรับมือค่าไฟฟ้าสูงอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว

 

โดยระยะสั้น ภาครัฐควรบริหารค่าไฟฟ้าและค่า Ft อย่างยืดหยุ่น โดยปรับให้สอดคล้องกับต้นทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี ภาครัฐอาจต้องพิจารณาประเด็นภาระหนี้ในการอุดหนุนค่าไฟฟ้าควบคู่ด้วย โดยหากรัฐมีมติตรึงค่าไฟฟ้าในงวดที่เหลือของปี 2026 ให้อยู่ระดับเดิมที่ 3.88 บาทต่อหน่วย จะทำให้ต้นทุนคงค้างของ กฟผ. (AF) ในปลายปีอยู่ที่ราว 70,000 ล้านบาท (สูงขึ้นจากระดับ 35,928 ล้านบาทในเดือนเมษายน) ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อความน่าเชื่อถือและเครดิตของ กฟผ. รวมถึงผลกระทบต่อฐานะการคลังที่รัฐต้องค้ำประกันหรือต้องอัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือหากราคา LNG อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

 

นอกจากนี้ ภาครัฐควรจัดทำฉากทัศน์ความรุนแรงของสงครามและสื่อสารข้อมูลต้นทุนพลังงานกับประชาชนและภาคธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้ง ยังสามารถลดแรงกดดันด้านต้นทุนไฟฟ้าผ่านการบริหารพลังงานในภาวะฉุกเฉิน โดยเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าและเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่ไม่ใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ของปริมาณการผลิตปกติ อาทิ ซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศลาวและในประเทศ รับซื้อไฟฟ้าเพิ่มจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนนอกสัญญาซื้อ จากโรงไฟฟ้าชีวมวลและก๊าซชีวภาพและพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ที่มีกำลังการผลิตเหลือและไม่เกินขีดจำกัดของสายส่งไฟฟ้า

 

ขณะเดียวกัน ในระยะยาวควรเร่งเพิ่มพลังงานสะอาดที่เป็นทั้งแหล่งผลิตและสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง (Base load) เช่น โซลาร์และลมควบคู่ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงศึกษาพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และเพิ่มการสำรองพลังงานทางเลือกในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพา LNG และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของไทยอย่างยั่งยืน

 

ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจควรปรับตัวโดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและอาจเริ่มวางแผนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

 

แนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้นผลักดันให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวรับมือ

 

ในส่วนของภาคครัวเรือน ในระยะสั้น สามารถลดผลกระทบได้ทันทีด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานให้ลดลง เช่น ตั้งอุณหภูมิแอร์ 26–27 องศา ใช้พัดลมร่วมกับแอร์ เปลี่ยนเป็นหลอดไฟ LED และเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ซึ่งช่วยลดค่าไฟได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ระยะยาว อาจวางแผนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและปรับปรุงบ้านให้ประหยัดพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบและรับมือกับความเสี่ยงค่าไฟที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต

 

สำหรับภาคธุรกิจ ระยะสั้นควรบริหารการใช้ไฟฟ้าเชิงรุก เลี่ยงการใช้ไฟฟ้าช่วงพีกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านระบบบริหารจัดการพลังงาน (EMS) ระยะยาว ควรลงทุนผลิตไฟฟ้าใช้เอง เช่น โซลาร์รูฟท็อป ปรับกระบวนการผลิตให้ใช้พลังงานต่อหน่วยต่ำลง และเชื่อมกลยุทธ์กับ ESG เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนสีเขียว

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่: SCB EIC ›

The post SCB EIC เตือนสงครามตะวันออกกลางทุบอุปทานก๊าซโลก 3% ดันราคา LNG พุ่ง 91% คาดค่าไฟฟ้าไทยปี 2026 เสี่ยงแตะ 4.9 บาท/หน่วย หากรัฐไม่แบกหนี้ กฟผ. แนะครัวเรือน-ธุรกิจเร่งติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปแถลงนโยบายระยะสั้น-ยาว ‘เอกนิติ’ รับมือยุคน้ำมันแพง 1-2 ปี https://thestandard.co/ekaniti-policy-oil-prices/ Fri, 10 Apr 2026 00:54:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1196520 ภาพกราฟิกสรุปนโยบายของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

ผ่านวิกฤตไปด้วยกัน! ดร.เอกนิติ ชี้แจงนโยบายต่อรัฐสภาเตร […]

The post สรุปแถลงนโยบายระยะสั้น-ยาว ‘เอกนิติ’ รับมือยุคน้ำมันแพง 1-2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปนโยบายของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

ผ่านวิกฤตไปด้วยกัน! ดร.เอกนิติ ชี้แจงนโยบายต่อรัฐสภาเตรียมรับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลางทั้งระยะสั้นและระยะยาว ย้ำทรัพยากรมีจำกัด เน้นใช้ทุกเครื่องมือช่วยเหลือให้ตรงจุดและคุ้มค่า มองราคาน้ำมันจะไม่ถูกอีกต่อไปอย่างน้อย 1-2 ปี

 

วันนี้ (9 เมษายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงนโยบายต่อรัฐสภา โดยกล่าวว่าสภาพวิกฤตจากสงครามตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อทั้งโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งวิกฤตในครั้งนี้ จะไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในระยะสั้น แต่อาจจะมีความยืดเยื้อ และซับซ้อนมากขึ้น

 

พร้อมกับชี้ว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยนั้นมีหลายช่องทาง เริ่มที่วิกฤตพลังงาน เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ เป็นพื้นที่ส่งออกพลังงานทั้งก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ยและปิโตรเคมี ซึ่งอาจเกิดภาวะขาดแคลนได้ หากปล่อยไว้จะส่งผลให้สินค้ามีการปรับขึ้นราคาตามมา และมีแนวโน้มเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อ (Stagflation) ได้ ซึ่งไทยจะต้องเตรียมพร้อมให้ดี

 

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ในระยะสั้น รัฐบาลจะต้องดูแลผลกระทบประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ใช้รถยนต์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมีทรัพยากรอย่างจำกัด การดูแลค่าครองชีพใดๆ จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีอยู่ทั้งหมดให้ตรงจุดและคุ้มค่า

 

ดังนั้น รัฐบาลจึงเลือกใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นด่านแรก ในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งหลายประเทศไม่มีกองทุนนี้ จึงใช้เครื่องมือภาษีสรรพสามิตในการพยุงราคาน้ำมัน

 

“ผมในฐานะที่ดูแลกระทรวงการคลัง ผมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ทุกเครื่องมือในการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งกองทุนราคาซึ่งเป็นด่านแรกที่เราใช้ดูแลพยุงราคาไม่ให้สูงจนเกินไป” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติกล่าวอีกด้วยว่า การลดภาษีสรรพสามิตเพื่อดูแลราคาน้ำมัน มีประสิทธิผลไม่ต่างจากการใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้ามาชดเชยราคา ที่สำคัญกว่านั้น ภาษีสรรพสามิต จำเป็นต้องนำไปใช้ดูแลโรงพยาบาล ทั้งผู้ป่วย หมอ พยาบาล และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทุกปี

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังพยายามจัดสรรงบที่มีอยู่ เพื่อช่วยเหลือภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบด่านแรกจากราคาน้ำมัน ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันเสาร์ที่ 11 เมษายนนี้ จะมีมาตรการดูแลประชาชนกลุ่มดังกล่าว รวมถึงประชาชนกลุ่มเปราะบาง ประมง กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบ โดยดร.เอกนิติกล่าวว่า หากไม่เร่งแก้วิกฤตแบบมุ่งเป้าเช่นนี้ ไทยอาจเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตแบบที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2540 ได้

 

“ถ้าเราไม่เตรียมความพร้อมใช้เม็ดเงินทุกอย่างทุกบาททุกสตางค์ไปช่วยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจจะเจอวิกฤตซ้อนวิกฤตได้ และสิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจจะนำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเราเคยผ่านเหตุการณ์นั้นในปี 2540 ที่คนต้องตกงานจำนวนมาก” ดร.เอกนิติกล่าว

 

เตรียมความพร้อม 3 มิติดูแลระยะยาว

 

ส่วนการเตรียมความพร้อมในระยะยาว ดร.เอกนิติกล่าวว่า สงครามที่เกิดขึ้น ได้เปลี่ยนเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ โดยแต่ละมิติ รัฐบาลได้เตรียมแผนการรองรับไว้ ดังนี้

 

มิติที่ 1 ด้านความมั่นคง โดยความมั่นคงในที่นี้จะไม่ใช่แค่ด้านการทหาร แต่ยังรวมถึงความมั่นคงทางอาหาร และยารักษาโรคด้วย ไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมในส่วนนี้ไว้ ก่อนที่วิกฤตจะลุกลามไปสู่วิกฤตอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติชี้ว่า ไทยสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ เนื่องจากไทยมีฐานการผลิตอาหารและยาที่สำคัญ เช่นเดียวกับตอนวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้ฟ้าทะลายโจรกลายเป็นสมุนไพรที่โด่งดังไปทั่วโลก

 

มิติที่ 2 วิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันจะไม่ถูกอีกต่อไปอย่างน้อย 1-2 ปี เพราะสงครามได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานไปมาก ซึ่งธุรกิจไทยต้องเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และพลังงานทดแทน จากทรัพยากรธรรมชาติ และพืชผลทางการเกษตร

 

“ประเทศไทยยังโชคดีที่มีแสงแดด เราสามารถส่งเสริมการทำโซลาร์ เรายังมีเอทานอล ซึ่งผลิตจากอ้อย ซึ่งสามารถมาผสมกับน้ำมันทำเป็น E20 จากมันสำปะหลัง เรายังมีน้ำมันปาล์ม ที่มาผสมดีเซลเป็น B10 B20 เราต้องส่งเสริมตรงนี้ให้คนไทยได้มีโอกาสใช้พลังงานสะอาดพลังงานชีวมวล แล้วก็พลังงานทดแทนเหล่านี้แล้วมันจะส่งผลให้เกษตรกรไทยรายได้ดีขึ้นด้วย” ดร.เอกนิติกล่าว

 

มิติที่ 3 คือเรื่องของเทคโนโลยี ดร.เอกนิติกล่าวว่าคนไทยจำนวนมากยังไม่มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ฟรี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้คนมีผลิตภาพดีขึ้นและสร้างรายได้มากขึ้น เช่น การนำ AI มาวิเคราะห์ต้นทุนลดรายจ่าย

 

เพราะฉะนั้น รัฐบาลจะต้องมุ่งเน้นการลงทุนใหม่ โดยเน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนร่วมกับภาคเอกชน และเงินลงทุนต่างประเทศร่วมด้วย หากมีข้ออุปสรรคใดๆ จะต้องมีการปลดล็อกเพื่อให้ดำเนินการได้เร็วขึ้น โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของการลงทุนในไตรมาสที่ 4/2568 ซึ่งมีการลงทุนของภาครัฐโตขึ้น 13% และภาคเอกชนโตขึ้น 6%

 

ที่สำคัญ ดร.เอกนิติจะสร้างเงื่อนไขให้โครงการลงทุนต่างๆ มีการทำเทคโนโลยีทรานส์เฟอร์ เชื่อมคนไทยเข้าสู่ทักษะโลกยุคใหม่ ซึ่งจะทำให้คนไทยเก่งขึ้น และมีรายได้ที่ดีขึ้น เรียกว่าโครงการ ‘Skill Bridge’

 

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยังพูดถึงการทำ Direct PPA ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถหารายได้ ผ่านการขายไฟส่วนเกินกลับคืนรัฐได้ รวมถึงการส่งเสริมโครงการลงทุนโซลาร์ลอยน้ำ และโซลาร์ฟาร์มของภาคเอกชน

 

“เราต้องช่วยเขาปรับเปลี่ยนให้เข้าสู่โลกยุคใหม่ที่น้ำมันจะไม่ถูกอีกต่อไป แต่สามารถใช้พลังงานสะอาดจากแสงแดดที่มีอยู่ฟรี ให้สามารถมาลดต้นทุนเขา ลดค่าไฟเขา และสามารถทำให้เขาไปผลิตสินค้า และส่งเสริมให้เกิดสินค้าที่มาจากผลิตจากพลังงานสะอาดได้มากขึ้นนั่นคือการลงทุนในเรื่องของพลังงานสะอาด” ดร.เอกนิติกล่าว

 

สุดท้าย ดร.เอกนิติ กล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้อาจจะรุนแรงกว่าที่คิด สิ่งที่ต้องทำคือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ในระยะสั้น ต้องร่วมกันช่วยคนที่เดือดร้อน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตไปให้ได้ แต่แค่นั้นไม่พอ เพราะต้องช่วยให้เขาเติบโตเองได้หลังวิกฤต ช่วยธุรกิจ SMEs ให้เติบใหญ่ และส่งออกไปแข่งกับต่างประเทศ

 

“ผมเชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ และปฏิรูปประเทศของเราให้กลับมาเติบโตแข็งแกร่ง” ดร.เอกนิติ กล่าว

The post สรุปแถลงนโยบายระยะสั้น-ยาว ‘เอกนิติ’ รับมือยุคน้ำมันแพง 1-2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกแผน ‘เอกนัฏ’ รีดกำไรส่วนเกิน ทุบ ‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ ความเสี่ยงที่อาจแลกมาด้วย ‘สงครามภาษี’ รอบใหม่ครั้งใหญ่กับสหรัฐฯ? https://thestandard.co/ekanat-refinery-profit-tax-war/ Thu, 09 Apr 2026 13:48:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1196487 เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล

สืบเนื่องจาก แหล่งข่าวระดับสูงในวงการพลังงาน เปิดเผยกับ […]

The post เจาะลึกแผน ‘เอกนัฏ’ รีดกำไรส่วนเกิน ทุบ ‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ ความเสี่ยงที่อาจแลกมาด้วย ‘สงครามภาษี’ รอบใหม่ครั้งใหญ่กับสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล

สืบเนื่องจาก แหล่งข่าวระดับสูงในวงการพลังงาน เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระบุก่อนหน้านี้ว่า ในวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา

 

จากกรณีที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.กระทรวงพลังงาน ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อสั่งลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ‘หน้าโรงกลั่น’ ลงลิตรละ 2 บาท

 

โดยคาดว่าจะสามารถดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อนำมาเป็นส่วนลดราคาน้ำมันขายปลีก หน้าปั๊มให้ประชาชนลงได้ 2.14 บาทต่อลิตรนั้น รมว.กระทรวงพลังงาน ได้เชิญซีอีโอของบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงกลั่นในประเทศไทยจำนวน 6 แห่งเพื่อเข้ามาหารือ ทีละราย

 

ปรากฏว่า ไม่มีตัวแทนผู้บริหารของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มาเข้าไปพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตามคำเชิญ

 

โดยคาดว่า บางจากฯ เข้าใจว่าการเรียกหารือนี้ จะเป็นการขอความร่วมมือให้มอบเงินกำไร ส่วนเกินของบริษัทเพื่อช่วยเหลือรัฐตามที่ถูกร้องขอ จำเป็นต้องนำเรื่องเข้าหารือและได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) หรือผู้ถือหุ้นเสียก่อน ไม่สามารถรับปากโดยพลการได้

 

อีกทั้งมีกระแสข่าวว่า บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ซึ่งมีผู้ถือหุ้นต่างชาติ ได้ส่งซีอีโอเข้าร่วมการเจรจาด้วย มีรายงานว่า SPRC กำลังเตรียมพิจารณาเพื่อดำเนินการคัดค้านและอาจถึงขั้นฟ้องร้องรัฐ เนื่องจากไม่สามารถยอมรับการถูกบังคับหักเงินกำไรส่วนเกินได้

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 1

 

SPRC ชี้แจงไม่มีการฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐ กรณีลดราคาหน้าโรงกลั่น

 

ขณะที่ล่าสุดวันนี้ (9 เมษายน) บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ออกแถลงการณ์ชีแจง ระบุว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นในสื่อบางช่องทาง เกี่ยวกับกรณีมาตรการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล และมีการพาดพิงว่าบริษัท SPRC อาจไม่ให้ความร่วมมือ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานภาครัฐนั้น บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ขอเรียนชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง และก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชน โดยบริษัทฯ ไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายและไม่มีการฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐในกรณีนี้แต่อย่างใด

 

บริษัทฯ ยืนยันว่า ได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่องเสมอมา ในการหารือและดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่สถานการณ์พลังงานมีความผันผวน ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย บริษัทฯ ดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล โดยยึดมั่นในความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงความสมดุลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน

 

บริษัทฯ ขอเน้นย้ำว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่องในการบริหารจัดการด้านพลังงานของประเทศ และสนับสนุนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พร้อมทั้งดำเนินการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 2เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 3

 

วันนี้ (9 เมษายน) ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กรรมการที่เป็นผู้บริหาร และ กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงประเด็นที่มีการระบุว่าไม่มีตัวแทนผู้บริหารบางจากของบางจากเข้าไปพบ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตามคำเชิญเพื่อหารือเรื่องค่าการกลั่น ว่า ตนติดภารกิจจึงไม่ได้ไปตามคำเชิญ

 

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า มีเจ้าหน้าที่ของบางจากที่ไปสแตนด์บายอยู่ ซึ่งหลังจากนี้ก็มีการจะเข้าไปชี้แจงกับ รมว.พลังงาน ว่า ตนมีภารกิจ จึงไม่ได้เข้าไปร่วมหารือในวันเวลาดังกล่าว

 

หากถามว่าบางจากรู้สึกอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่กับการลดค่าการกลั่นลง 2 บาทตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ต้องเรียนว่า

 

“ประเทศไทยมีการปันส่วนน้ำมันครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2516 หลังจากนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้น จึงหมายความว่าไทยมีระบบที่สามารถตอบโจทย์กับสถานการณ์ได้ค่อนข้างมาก”

 

โดยมองว่ามาตรการต่างๆ ที่ออกมาเป็นการดูแลประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งตราบใดที่ยังอยู่บนกลไกของตลาด ก็เชื่อว่าน่าจะตอบโจทย์และสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ

 

“หลายประเทศเริ่มมีกระบวนการปันส่วนน้ำมันแล้ว แต่ไทยยังมีน้ำมันให้ใช้ อีกทั้งราคายังเกือบถูกที่สุดในภูมิภาค จึงคิดว่าไทยมีระบบกลไกอาจจะซับซ้อน แต่ตอบโจทย์การที่ให้คนไทยมีน้ำมันใช้ในราคาที่เหมาะสม”

 

กระแสข่าวว่า บริษัทได้มีการจ่ายเงินให้รัฐบาลอิหร่านเพื่อให้เรือขนส่งน้ำมันสามารถผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ได้อย่างปลอดภัย

 

ฝ่ายบริหารของบริษัทชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข่าวดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่าไม่มีการจ่ายเงินให้รัฐบาลอิหร่านแต่อย่างใด การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการประสานงานผ่านช่องทางทางการทูต โดย กระทรวงการต่างประเทศ ของไทยได้ส่งหนังสือไปยังสถานทูต อิหร่านเพื่อขอความอนุเคราะห์ และได้รับการยืนยันเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ว่าเรือขนส่งน้ำมันสามารถผ่านพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 4

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นผลมาจากค่า War Premium หรือค่าประกันภัยความเสี่ยงจาก สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค ซึ่งเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นตามภาวะสงคราม ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในลักษณะของการจ่ายให้กับรัฐบาลใด

 

“บริษัทไม่ได้เป็นเด็กดื้อ ตามที่มีการนำเสนอในบางสื่อ แต่เป็นเด็กน่ารักที่พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศในช่วงเวลาที่ความผันผวนจากปัจจัยภายนอกยังคงกดดันอย่างต่อเนื่อง”

 

นอกจากนี้ 9 เมษายน 2569 ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจากเข้าพบและแสดงความยินดีกับ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในโอกาสดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมหารือประเด็นสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน ที่สัปปายะสภาสถาน

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 5

 

หวั่นประเด็น ‘รีดกำไรส่วนเกิน’ จุดชนวนปัญหา Tariff War กับสหรัฐฯ รุนแรงขึ้น

 

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายด้านพลังงานระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า กระทรวงพลังงาน ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อสั่งลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 หน้าโรงกลั่น เมื่อพิจารณาในข้อกฎหมายแล้ว การนำ พ.ร.ก. น้ำมันเชื้อเพลิงฯ มาใช้เพื่อสั่งการในลักษณะนี้ยังมีช่องโหว่ และข้อโต้แย้งให้เอกชนต่อสู้ทางกฎหมายได้ แม้วัตถุประสงค์ของกฎหมายจะทำไปเพื่อผ่อนหนักเป็นเบาให้แก่ประชาชน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะสามารถใช้อำนาจสั่งกำหนดราคาขายของเอกชนได้ตามอำเภอใจ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการแทรกแซง อย่างรุนแรงโดยอำนาจรัฐ

 

หากย้อนกลับไปพิจารณาบริบทในอดีตช่วงปี 2565 ในยุคที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลเคยมีแนวคิดที่จะจัดเก็บภาษีกำไรส่วนเกิน (Windfall Tax) และพยายามแทรกแซงโรงกลั่นมาแล้ว แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่กล้าบังคับใช้ เนื่องจากโรงกลั่นต่างชาติ ทั้ง SPRC และ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO ในขณะนั้นไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และมีแนวคิดที่ฟ้องร้องรัฐบาลด้วยในขณะนั้น

 

ดังนั้น รัฐบาลยุคนั้นจึงต้องเปลี่ยนวิธีการไปเป็นการขอความร่วมมือ หรือขอบริจาค เงินจากโรงกลั่นแทน ซึ่งโรงกลั่นของกลุ่มทุนต่างชาติก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการบริจาค โดยมีเพียง ปตท. ที่ยอมช่วยเหลือเนื่องจากมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ

 

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายประเมินว่า หากรัฐบาลเดินหน้าใช้มาตรการบังคับสั่งลดราคาหน้าโรงกลั่นในครั้งนี้ ยังมีความเสี่ยงที่รัฐบาลถูกฟ้องร้อง แม้ล่าสุด SPRC จะออกแถลงการณ์ว่าจะไม่ฟ้องร้องรัฐบาลไทยจากกรณีดังกล่าวนี้

 

อย่างไรก็ดี มองว่ายังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการฟ้องตามมาในอนาคตจากกลุ่มผู้ถือหุ้นของ SPRC คือ กลุ่ม เชฟรอน (CHEVRON) พร้อมทั้งประเมินว่า หากเกิดกรณีฟ้องร้องเกิดขึ้น รัฐบาลไทยโอกาสแพ้คดีสูงมาก และที่น่ากังวลที่สุดคือ ข้อพิพาทนี้อาจไม่จบแค่การแทรกแซงราคาธรรมดาน้ำมันหน้าโรงกลั่น แต่จะยกระดับสร้างอีกปัญหาใหม่กลายเป็นกรณีศึกษาระดับชาติที่คล้ายคลึงกับปัญหา ‘เหมืองทองอัครา’

 

ยิ่งไปกว่านั้น ความน่ากลัวที่แท้จริงคือความเสี่ยงที่จะจุดชนวนสงครามการค้า (Trade War) หรือสงครามกำแพงภาษี (Tariff War) ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐฯ ให้กลับมามีความเสี่ยงรุนแรงขึ้น เนื่องจากบริษัทแม่และผู้ถือหุ้นใหญ่ของ SPRC คือกลุ่ม CHEVRON เป็นกลุ่มทุนขนาดยักษ์สัญชาติสหรัฐฯ

 

การที่รัฐบาลไทยไปงัดข้อหรือบังคับหักเงินเอกชนต่างชาติที่มีการศึกษาข้อกฎหมายอย่างลึกซึ้งและดำเนินธุรกิจอยู่ทั่วโลกนั้นมีความสุ่มเสี่ยงอย่างมาก หาก SPRC ดำเนินการฟ้องร้องแล้วเกิดพ่ายแพ้คดีในศาลไทย เรื่องนี้จะยิ่งลุกลามใหญ่โตเป็นประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่พอใจในประเด็นนี้ จนมีผลทำให้กลับมาเล่นงานประเทศไทยด้วยการงัดมาตรการกีดกันทางการค้าหรือกำแพงภาษี (Trade Tariff) ในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อเป็นการตอบโต้กลับมายังประเทศไทย

 

ในมุมมองของการแก้ปัญหา ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะว่า รัฐบาลไม่ควรใช้วิธีการแทรกแซงราคาแบบบังคับโรงกลั่น แต่ควรเปลี่ยนไปใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงเป้าหมาย (Targeted Subsidy) ที่มีความเปิดเผยและโปร่งใสกว่า

 

เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลปริมาณน้ำมันเข้า-ออก จากโรงกลั่นสู่สถานีบริการน้ำมัน เป็นข้อมูลที่มีการบันทึกแบบเรียลไทม์ (Real-time) และสามารถตรวจสอบได้ทันทีอยู่แล้ว หรือหากรัฐบาลต้องการจัดการกับกลุ่มทุนที่มีกำไรส่วนเกินระดับมหาศาลจริงๆ รัฐบาลควรใช้วิธีการลดความเหลื่อมล้ำผ่านการปรับโครงสร้างภาษีนิติบุคคลให้กลับไปเก็บในอัตราเดิม สำหรับส่วนกำไรที่ทะลุขีดจำกัด ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมและถูกต้องตามหลักการมากกว่าการไปบังคับยึดกำไรส่วนเกินเอาดื้อๆ

 

 

 

ภาพ: Andrii Sedykh, QQMinh88 / Shutterstock

The post เจาะลึกแผน ‘เอกนัฏ’ รีดกำไรส่วนเกิน ทุบ ‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ ความเสี่ยงที่อาจแลกมาด้วย ‘สงครามภาษี’ รอบใหม่ครั้งใหญ่กับสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารกลางทั่วโลกยืนยัน ลุยเก็บทองคำต่อในระยะยาว https://thestandard.co/central-banks-gold-long-term/ Thu, 09 Apr 2026 13:18:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1196470 ภาพกองทองคำแท่งและเหรียญทองคำ แสดงถึงการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก

ในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนและตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้ ธน […]

The post ธนาคารกลางทั่วโลกยืนยัน ลุยเก็บทองคำต่อในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกองทองคำแท่งและเหรียญทองคำ แสดงถึงการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก

ในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนและตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้ ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังส่งสัญญาณที่ชัดเจนร่วมกันอย่างหนึ่งว่า ทองคำไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือหัวใจหลักของยุทธศาสตร์ความมั่นคง

 

ข้อมูลล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์จาก ‘World Gold Council (WGC)’ สภาทองคำโลก รวมไปถึงผลสำรวจจาก ‘Central Banking Publications (CB)’ สถาบันวิจัยระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านธนาคารกลาง ที่จัดทำในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ยืนยันตรงกันว่า การสะสมทองคำครั้งนี้เป็นการเดินหน้าระยะยาวที่ยากจะย้อนกลับ ด้วยเหตุผลดังนี้

 

1. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เหตุผลอันดับหนึ่งที่ไม่มีวันจบ

 

ผลสำรวจจาก CB ระบุชัดเจนว่า 70% ของธนาคารกลางทั่วโลก มองว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์คือความเสี่ยงอันดับ 1 ซึ่งพุ่งสูงขึ้นเท่าตัวจากระดับ 35% เมื่อปี 2025 ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ไม่แน่นอน เช่น สงครามอิหร่าน หรือข้อพิพาทเกาะกรีนแลนด์กับเดนมาร์ก เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ที่ไม่มีความเสี่ยงด้านคู่สัญญา (Counterparty Risk) ทำให้การเข้าซื้อธนาคารกลางทั่วโลกในเดือนกุมภาพันธ์ กลับขึ้นมาอยู่ที่ 27 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2025 ที่ระดับ 26 ตัน ตามการรายงานของ WGC

 

2. การสั่นคลอนของอิทธิพลสกุลเงินดอลลาร์

 

แม้ธนาคารกลางราว 80% ยังมองว่าดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัยอันดับหนึ่ง แต่ความเชื่อมั่นในดอลลาร์กำลังถูกทดสอบอย่างหนัก ด้วยตัวเลขความกังวลที่พุ่งขึ้นจาก 3% เป็น 16% ในปีเดียว ที่มองว่าบทบาทของดอลลาร์จะส่งผลต่อการตัดสินใจบริหารทุนสำรอง โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินดอลลาร์ที่เคยอ่อนค่าลงถึง 12% ในปี 2025 ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มไม่สบายใจ ที่จะถือครองดอลลาร์เพียงอย่างเดียว ทองคำจึงถูกดึงเข้ามาทำหน้าที่โดยตรงท่ามกลางกระแส De-dollarization ซึ่งเป็นระดับโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาปรับสมดุลนานหลายปี

 

3. การซื้ออย่างมีวินัยและต่อเนื่องระยะยาว (Long-term Commitment)

 

ข้อมูลจาก WGC ยืนยันว่าการสะสมทองคำไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นแผนการระยะยาวโดยเห็นได้จาก ความต่อเนื่องจากหลายประเทศ เช่น จีนที่ซื้อติดต่อกัน 16 เดือน รวมทองคำสำรองล่าสุด 2,308 ตัน, สาธารณรัฐเช็กที่ซื้อติดต่อกัน 36 เดือน ทำสถิติซื้อต่อเนื่องยาวนานที่สุด และโดยเฉพาะโปแลนด์ ที่เป็นผู้นำในการซื้อทองคำในเดือนกุมภาพันธ์ถึง 20 ตัน รวมทองคำสำรองล่าสุด 570 ตัน พร้อมตั้งเป้าหมายสะสมเพิ่มต่อเนื่องจนถึง 700 ตัน

 

ประกอบกับผลสำรวจ CB ระบุถึงมุมมองในอนาคตว่า ธนาคารกลางทั่วโลกกว่า 50% ยังเล็งเห็นถึงปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ไปอีกอย่างน้อยอีก 5 ปี ส่วนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นแรงกระตุ้นที่รุนแรงในระยะสั้น ขณะที่ธนาคารกลางเกือบ 40% ระบุว่ากำลังพิจารณาที่จะเพิ่มการถือครองทองคำในระบบทุนสำรองฯ

 

4. การขยายตัวของกลุ่มผู้ซื้อหน้าใหม่ (Global Trend)

 

เทรนด์การซื้อทองคำไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศมหาอำนาจอีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวไปยัง กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยเฉพาะธนาคารกลางในทวีปแอฟริกา หันมาใช้ทองคำเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ เช่น ยูแกนดา ที่เริ่มโครงการซื้อทองคำในเดือนมีนาคม พร้อมตั้งเป้าซื้ออย่างน้อย 100 กิโลกรัม ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ทุนสำรองฯ และเคนยาที่ส่งสัญญาณถึงความตั้งใจในทิศทางเดียวกัน รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย, กัมพูชา ด้วยเช่นกัน

 

ภาพ: Royal studio 1 / Shutterstock

The post ธนาคารกลางทั่วโลกยืนยัน ลุยเก็บทองคำต่อในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mastercard จับมือ KTC นำร่องธุรกรรมใช้ Agentic AI จองรถรับส่งสนามบิน https://thestandard.co/mastercard-ktc-ai-airport-booking/ Thu, 09 Apr 2026 12:31:21 +0000 https://thestandard.co/mastercard-ktc-ai-airport-booking/ โลโก้ Mastercard และ KTC บนภาพพื้นหลังผู้หญิงกำลังรอรถ พร้อมข้อความเปิดตัวธุรกรรม Agentic AI จองรถรับส่งสนามบิน

มาสเตอร์การ์ดจับมือบัตรกรุงไทยนำร่องการทำธุรกรรมแบบ Age […]

The post Mastercard จับมือ KTC นำร่องธุรกรรมใช้ Agentic AI จองรถรับส่งสนามบิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Mastercard และ KTC บนภาพพื้นหลังผู้หญิงกำลังรอรถ พร้อมข้อความเปิดตัวธุรกรรม Agentic AI จองรถรับส่งสนามบิน

มาสเตอร์การ์ดจับมือบัตรกรุงไทยนำร่องการทำธุรกรรมแบบ Agentic ครั้งแรกในประเทศไทย ที่ขับเคลื่อนโดย Mastercard Agent Pay สามารถดำเนินการจองรถและชำระค่าโดยสารอัตโนมัติบนแพลตฟอร์ม Elife

 

มาสเตอร์การ์ดประกาศความสำเร็จของโครงการนำร่องการทำธุรกรรมแบบ Agentic เป็นครั้งแรกในประเทศไทยร่วมกับบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี โดยโครงการดังกล่าวใช้โซลูชัน Mastercard Agent Pay ที่มีการนำเทคโนโลยี AI Agent มาใช้ในการทำธุรกรรมภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีการควบคุม เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัย โปร่งใส และผู้บริโภคสามารถควบคุมได้อย่างเต็มรูปแบบ

 

โครงการนำร่องนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยี AI ในการช่วยผู้บริโภคทำธุรกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทาง ที่สามารถทำได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย โดยในกรณีทดสอบครั้งแรก AI Agent ได้ดำเนินการจองบริการรถรับส่งจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังศูนย์การค้าเซ็นทรัลชิดลม ผ่านแพลตฟอร์ม Elife ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านการเดินทางระดับโลก ซึ่งการจองและการทำธุรกรรมทั้งหมดดำเนินการโดย AI Agent ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายบริการของ Elife

 

ทั้งนี้ ธุรกรรมดังกล่าวใช้ข้อมูลรับรองในรูปแบบโทเคนที่ผ่านการยืนยันตัวตนด้วย Mastercard Payment Passkeys เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานและการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

วินนี่ วอง ผู้จัดการประจำประเทศไทยและเมียนมา มาสเตอร์การ์ด กล่าวว่า “ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดของภูมิภาค และด้วยความคึกคักของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจึงเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการทดสอบการค้าแบบตัวแทน (Agentic commerce) และด้วยความร่วมมือกับบัตรกรุงไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรรายแรกของมาสเตอร์การ์ดในประเทศไทยในการทดสอบธุรกรรมผ่าน Agentic AI จะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกและราบรื่นยิ่งขึ้น พร้อมทั้งผสานความน่าเชื่อถือ การยืนยันตัวตน และความปลอดภัยเข้ากับการชำระเงินโดยตรง”

 

ธุรกรรมปลอดภัย ด้วย Mastercard Payment Passkeys

 

Mastercard Agent Pay มีคุณสมบัติด้านระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งเพื่อทำให้การทำธุรกรรมด้วย AI ปลอดภัย โดยการทำธุรกรรมแต่ละครั้งจะใช้โทเคน Mastercard Agentic ซึ่งออกให้แก่ตัวแทนแต่ละรายโดยเฉพาะเพื่อเพิ่มความปลอดภัย การยินยอมของผู้บริโภคจะถูกบันทึกอย่างชัดเจน และการยืนยันการซื้อจะได้รับการรักษาความปลอดภัยผ่าน Mastercard Payment Passkeys

 

มาสเตอร์การ์ดยังคงเดินหน้าร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อขยายการใช้งานธุรกรรมตัวแทนที่ปลอดภัยและผ่านการยืนยันตัวตน ให้ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากขึ้น เช่น การท่องเที่ยว ความบันเทิง และค้าปลีก

 

สร้างอนาคตของการค้าที่น่าเชื่อถือด้วย AI

 

ในอนาคตมาสเตอร์การ์ดมุ่งมั่นที่จะเร่งการเติบโตของการค้าแบบตัวแทนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผ่านโครงการริเริ่มต่าง ๆ เพิ่มเติม ได้แก่:

 

  • การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้าน AI ระดับภูมิภาคในสิงคโปร์ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและเสริมสร้างธรรมาภิบาลสำหรับธุรกรรมที่ขับเคลื่อนโดย AI
  • การสร้างความร่วมมือเชิงลึกกับผู้ให้บริการโมเดลภาษาขนาดใหญ่และตัวแทน AI ชั้นนำทั่วภูมิภาค
  • จัดตั้งทีมเฉพาะด้านการค้าแบบตัวแทน เพื่อสนับสนุนสถาบันการเงินและผู้ค้าในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบที่ขับเคลื่อนโดยเอเจนต์

 

ความสำเร็จในครั้งนี้ต่อยอดจากบทบาทความเป็นผู้นำที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ของมาสเตอร์การ์ดในด้านการค้าแบบตัวแทนในภูมิภาค โดยก่อนหน้านี้ได้มีการทำธุรกรรมที่ผ่านการยืนยันตัวตน ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้วในปีนี้ที่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และ ฮ่องกง ความสำเร็จเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของการชำระเงินด้วย AI อย่างปลอดภัยในภูมิภาค รวมถึงความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องของมาสเตอร์การ์ดในการวางรากฐานที่น่าเชื่อถือและขยายต่อได้สำหรับการค้าที่ขับเคลื่อนด้วยตัวแทน

 

พิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี กล่าวว่า “นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI กำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ความร่วมมือกับ Mastercard ในครั้งนี้ สะท้อนพันธกิจเชิงกลยุทธ์ของเราในการนำ Agentic Commerce เข้าสู่ระบบนิเวศของเคทีซี เพื่อมอบประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ ปลอดภัยและตรงใจผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของเราในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการชำระเงินของประเทศไทย”

 

ซายัน ดัตตา รองประธานฝ่ายการขายของ Elife กล่าวว่า “ความร่วมมือกับมาสเตอร์การ์ดในด้านการชำระเงินผ่าน AI Agent ครั้งนี้ นับเป็นก้าวแรกของ Elife ในการเข้าสู่ระบบนิเวศเทคโนโลยีทางการเงิน ในยุคที่เทคโนโลยี AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว Elife จึงมุ่งมั่นพัฒนาการเชื่อมต่อผ่านบริการหลักด้านต่าง ๆ ของเรา ทั้งบริการเรียกรถและบริการรับส่งสนามบินล่วงหน้า เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางสู่จุดหมายปลายทางอย่างราบรื่น ด้วยความร่วมมือในครั้งนี้ เรามุ่งหวังที่จะบูรณาการบริการขนส่งทั่วโลกเข้ากับระบบชำระเงินอัจฉริยะ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถค้นหารถ จอง และชำระค่าโดยสารได้อย่างง่ายดายผ่านแพลตฟอร์มที่พวกเขาคุ้นเคยและไว้วางใจ”

 

ภาพ: BongkarnGraphic / Shutterstock

The post Mastercard จับมือ KTC นำร่องธุรกรรมใช้ Agentic AI จองรถรับส่งสนามบิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สตรีท’ ยังไม่พอ ต้อง ‘วินเทจ’ ด้วย! G-SHOCK ปรับ Flagship Store เซ็นทรัลเวิลด์ ชู Vintage จับ Gen Z พร้อมโชว์ GORO จาก NIGO ที่มีเพียงไม่กี่แห่งทั่วโลก https://thestandard.co/g-shock-centralworld-vintage-genz-goro/ Thu, 09 Apr 2026 12:16:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1196409 ภาพบรรยากาศ G-SHOCK Flagship Store สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ปรับโฉมใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘G-SHOCK Garage’ และการจัดแสดงคาแรกเตอร์ GORO

เมื่อพูดถึง G-SHOCK สิ่งที่หลายคนนึกถึงคือนาฬิกาทนทานสา […]

The post ‘สตรีท’ ยังไม่พอ ต้อง ‘วินเทจ’ ด้วย! G-SHOCK ปรับ Flagship Store เซ็นทรัลเวิลด์ ชู Vintage จับ Gen Z พร้อมโชว์ GORO จาก NIGO ที่มีเพียงไม่กี่แห่งทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศ G-SHOCK Flagship Store สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ปรับโฉมใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘G-SHOCK Garage’ และการจัดแสดงคาแรกเตอร์ GORO

เมื่อพูดถึง G-SHOCK สิ่งที่หลายคนนึกถึงคือนาฬิกาทนทานสายสตรีทที่อยู่คู่วงการมานานกว่า 40 ปี แต่วันนี้แบรนด์กำลังขยับตัวครั้งสำคัญในไทย ด้วยการพลิกโฉม Flagship Store แห่งใหม่ที่ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘G-SHOCK Garage’ ที่หยิบบรรยากาศโรงรถมาเป็นแรงบันดาลใจ เน้นดีไซน์ที่ดูแข็งแรงแต่เรียบง่าย

 

โดยมี เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (CMG) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย CASIO G-SHOCK ในไทย เป็นผู้ดำเนินการ โดยร้านแบ่งโซนสินค้าชัดเจน ทั้งโซน G-SHOCK Premium ที่รวมรุ่นไฮเอนด์อย่าง MR-G และ MT-G, โซน G-SHOCK สำหรับคนรุ่นใหม่, โซน G-SHOCK Women & Baby-G, โซน Timeless & Vintage และโซน Edifice

 

จุดที่น่าสนใจของสาขานี้คือการนำ ‘GORO’ หนึ่งในสี่คาแรกเตอร์ที่ NIGO ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ระดับโลกออกแบบให้ G-SHOCK โดยได้แรงบันดาลใจจากนาฬิการุ่น DW-5000 และ DW-5600 ซึ่งเป็นรุ่นที่นักสะสมรู้จักกันดี มาจัดแสดงที่ร้าน ซึ่งสาขานี้ถือเป็นเพียงไม่กี่แห่งทั่วโลกและเป็นแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำคาแรกเตอร์ตัวนี้มาจัดแสดง

 

สิรินาถ เรืองสุวรรณเดช Head of Casio Watch บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “การนำ GORO มาจัดแสดงที่สาขานี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์ในระดับภูมิภาค”

 

ตลาดนาฬิกาแข่งดุ แต่ Vintage คือโอกาส

 

ปัจจุบัน CASIO G-SHOCK มีจุดขายรวมประมาณ 132 แห่งทั่วประเทศ ฐานลูกค้าอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป สัดส่วนชาย 70% หญิง 30% โดยสาขาในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวจะมีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติเข้ามาด้วย ส่วนสาขาในพื้นที่โลคัลส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยและคนในพื้นที่

 

เมื่อถามถึงภาพรวมตลาดนาฬิกาในไทย สิรินาถยอมรับว่าการแข่งขันค่อนข้างสูง ประกอบกับตัวแปรอื่นๆ ที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่มองว่าด้วยพอร์ตสินค้าที่ครอบคลุมตั้งแต่ราคาหลักพันไปจนถึงหลักแสนบาท ทำให้แบรนด์ยังตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่ม

 

สิ่งที่น่าจับตาคือปีนี้ G-SHOCK โฟกัสตลาดกลุ่ม Vintage อย่างจริงจัง เพราะเทรนด์การแต่งตัวสไตล์ Vintage กลับมาได้รับความนิยมอย่างชัดเจนในกลุ่ม Gen Z ที่นิยม mix & match นาฬิกาเข้ากับสไตล์การแต่งตัว

 

สิรินาถมองว่านี่คือโอกาสสำคัญที่แบรนด์เข้ามาตอบโจทย์ได้ตรงจุด ควบคู่กับการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี รวมถึงคอลเลกชันพิเศษที่ collab กับแบรนด์ระดับโลก

 

ผู้บริโภคเปลี่ยน แบรนด์ต้องตาม

 

อีกหนึ่งความท้าทายที่ G-SHOCK ต้องรับมือคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้แบรนด์ต้องขยายช่องทางออนไลน์ควบคู่กับหน้าร้าน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าได้ทุกช่องทาง

 

ส่วนเรื่องช่วงเวลาที่คนไทยนิยมซื้อนาฬิกานั้น สิรินาถระบุว่าไม่ได้มีข้อจำกัดตายตัว แต่จะขึ้นอยู่กับช่วงเทศกาลมากกว่า เช่น ปีใหม่และวาเลนไทน์ ที่ลูกค้ามักซื้อเป็นของขวัญ

 

สำหรับแผนการตลาดปีนี้จะเน้นสร้างความแข็งแรงให้แบรนด์ผ่านแคมเปญ, กิจกรรม และการสื่อสารทั้ง Online และ Offline รวมถึงสร้างกระแสผ่าน KOL และอีเวนต์ในรูปแบบคอมมูนิตี้มากขึ้น

 

“เป้าหมายของเราคือการทำให้ G-SHOCK เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และตัวตนของผู้สวมใส่ ไม่ใช่เพียงนาฬิกาบนข้อมือ” สิรินาถกล่าว

The post ‘สตรีท’ ยังไม่พอ ต้อง ‘วินเทจ’ ด้วย! G-SHOCK ปรับ Flagship Store เซ็นทรัลเวิลด์ ชู Vintage จับ Gen Z พร้อมโชว์ GORO จาก NIGO ที่มีเพียงไม่กี่แห่งทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชิป’ หายจากตลาดเกลี้ยง! วิกฤตฮีเลียมทุบซัพพลายโลก AI-Data Center แย่งซื้อ สินค้าไอทีไม่รอด ราคาจ่อพุ่ง https://thestandard.co/chip-helium-crisis-ai-data-center/ Thu, 09 Apr 2026 11:57:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1196406 ภาพกราฟิกแสดงถึงวิกฤตการขาดแคลนชิปจากปัญหาซัพพลายฮีเลียม ซึ่งส่งผลให้ราคาอุปกรณ์ไอทีพุ่งสูงขึ้นจากการแย่งซื้อของ AI และ Data Center ทั่วโลก

วิกฤต ‘ฮีเลียม’ (Helium) ลุกลามทั่วโลก หลังแหล่งผลิตใหญ […]

The post ‘ชิป’ หายจากตลาดเกลี้ยง! วิกฤตฮีเลียมทุบซัพพลายโลก AI-Data Center แย่งซื้อ สินค้าไอทีไม่รอด ราคาจ่อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงถึงวิกฤตการขาดแคลนชิปจากปัญหาซัพพลายฮีเลียม ซึ่งส่งผลให้ราคาอุปกรณ์ไอทีพุ่งสูงขึ้นจากการแย่งซื้อของ AI และ Data Center ทั่วโลก

วิกฤต ‘ฮีเลียม’ (Helium) ลุกลามทั่วโลก หลังแหล่งผลิตใหญ่ใน Ras Laffan Industrial City หยุดผลิต ทำให้อุปทานหาย 27-30% ดันราคาพุ่งแรง กระทบอุตสาหกรรมชิปโดยตรง ลาม AI แม้ TSMC ยังรับมือได้ระยะสั้น แต่ผู้ผลิตทั่วโลกเริ่มสะดุด ฝั่งเอกชนไทยชี้ชิป ‘หายจากตลาดเกลี้ยง’ หลัง AI-Data Center แย่งซื้อหนัก ดันราคาไอทีพุ่งสูง และอาจกระทบผู้บริโภค

 

แหล่งผลิต Ras Laffan Industrial City หยุดผลิต เขย่าซัพพลายโลก

 

ก๊าซชนิดนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอย่างฉับพลัน ส่งผลให้การผลิตชิป ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีความเสี่ยงชะลอตัว

 

จุดปะทุสำคัญมาจากนิคมอุตสาหกรรมราสลาฟฟาน ในกาตาร์ (Qatar’s Ras Laffan Industrial City) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตฮีเลียม รายใหญ่ของโลกที่มีสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของอุปทานโลก ซึ่งต้องหยุดดำเนินการเกือบทั้งหมดตั้งแต่ในช่วงมีนาคม จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

 

ผลกระทบที่ตามมาทำให้อุปทานฮีเลียมทั่วโลกลดลงราว 27-30% ขณะที่ราคาสปอตพุ่งขึ้น 40-100% ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ สร้างแรงสั่นสะเทือนไปยังอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะในเอเชียที่เริ่มเห็นสัญญาณการหยุดชะงักในสายการผลิต

 

ด้านบริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ระบุว่ายังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในระยะสั้น และยังไม่เห็นผลกระทบ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมจาก Semicon China ชี้ตรงกันว่า การขาดแคลนฮีเลียมได้เริ่มกระทบต่อการผลิตแล้ว โดยผู้ประกอบการเร่งกระจายความเสี่ยงและหาแหล่งจัดหาทดแทนอย่างเร่งด่วน

 

‘ซินเน็ค’ เผยชิป ขาดตลาดหนัก หลังกลุ่ม AI-Data Center แย่งซื้อ

 

ภาพกราฟิกแสดงถึงวิกฤตการขาดแคลนชิปจากปัญหาซัพพลายฮีเลียม ซึ่งส่งผลให้ราคาอุปกรณ์ไอทีพุ่งสูงขึ้นจากการแย่งซื้อของ AI และ Data Center ทั่วโลก 1

 

ด้านสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ว่า จากการขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งโลกอย่างรวดเร็วส่งผลให้ขณะนี้เกิดภาวะชิป ที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขาดแคลนอย่างหนัก

 

จากเดิมชิปจะมีการใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในสัดส่วนที่สูงมากทั้งโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์

 

แต่ปัจจุบันชิปถูกนำไปใช้ขยายวงกว้างขึ้นไม่ได้อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังอยู่ในเครื่องดูดฝุ่น กล้อง เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด

 

“เมื่อความต้องการสูงขึ้น จึงเกิดภาวะของขาดตลาด ยอมรับว่าตอนนี้ ชิปนั้นหายไปจากตลาดจริงๆ ขาดตลาดมาก เพราะว่า AI เอาไปหมด AI โตเร็วมาก ซึ่งทุกคนใช้ AI เป็นเครื่องมือและตัวช่วยในการประมวลผลต่างๆ ฉะนั้น กลุ่มธุรกิจ AI เมื่อมีกำไรดี เขาก็ยอมที่จะซื้อชิปแพง เราเองก็สู้ไม่ไหว สถานการณ์ตอนนี้ก็คงต้องยอมให้ตลาด AI แย่งชิปของเราไปก่อน”

 

ดีมานด์ตลาดเพิ่มสูงขึ้น ชี้ผู้ผลิตอัปเกรด เริ่มขึ้นราคาทันที

 

สถานการณ์ดังกล่าว อาจจะลามไปถึงผู้ผลิตโทรศัพท์มือถืออย่าง Apple ที่จำเป็นต้องใช้ชิปมาเป็นส่วนประกอบสำคัญเช่นกัน แม้บางรายที่ยังคงซื้อของได้ราคาปกติแต่ ปริมาณที่ต้องการอาจยังไม่ได้ตามที่ต้องการ เพราะชิปในตลาดเริ่มขาดแคลน

 

“ปกติแล้ว ชิปจะมีการอัปเกรดตลอดเวลา แต่จะไม่มีการปรับขึ้นราคา

 

แต่ตอนนี้กลับพบว่า ผู้ผลิตชิป เมื่ออัปเกรดแล้วจะขึ้นราคาทันที ซึ่งก็น่าจะเป็นผลมาจากความต้องการในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก”

 

นี่ถือว่าเป็นวิกฤต ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ก็เป็นช่วงสั้นๆ ส่วนใหญ่จะรับมือและแก้วิกฤตกันได้

 

“แต่ครั้งนี้การหาซื้อชิปในตลาดอื่นก็ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีของ ยอมรับว่า ครั้งนี้หายไปจากตลาดจริงๆ ขณะนี้ยังต้องใช้ของสต็อกเดิมที่ยังมีอยู่ บริหารจัดการขึ้นให้มันยาวขึ้นกว่าปกติ ในฐานะที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมมานาน ยังอยู่ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)”

 

ทั้งนี้ ประเมินว่าอุตสาหกรรมปี 2569 นี้จะเป็น ปีที่ไม่ใช่ความท้าทาย แต่เป็นปีที่เหนื่อยมาก

 

“หลายอุตสาหกรรมที่ต้องประสบกับวิกฤตในบางโอกาส ประเทศไทยอาจต้องมีการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศมากขึ้น เช่นเดียวกับชิปหากรัฐบาลมีการส่งเสริมการลงทุน เร่งให้ชิปกลุ่มนี้ลงทุนได้มากๆ อุตสาหกรรมในประเทศที่ต้องพึ่งพาชิปก็ไม่จำเป็นต้องนำเข้า”

 

“เราต้องทำให้มันยาวขึ้นเท่านั้นเองเพราะว่าของมันกำลังจะแพงขึ้น หรือไม่ก็จำเป็นต้องลงทุนก็รีบลงทุนเลย เราเห็นของทุกอย่างแพงไปหมด โซล่าร์ก็แพง เม็ดพลาสติกก็แพงแถมยังขาดตลาด”

 

ชี้โลกเปลี่ยนเร็ว ของแพง ยอมรับ เป็นปีแห่ง ‘ความยากและเหนื่อย’

 

พร้อมย้ำว่า “นี่ไม่ใช่ความท้าทายแต่มันคือความยากและเหนื่อยมาก ถามว่ามันเป็นผลจากสงครามตะวันออกกลางไหม ก็ใช่ แต่อีกส่วนคือโลกมันเปลี่ยนไปมาก เราจะปรับตัวไม่ทันรายใหญ่นั้นก็ไม่ง่าย รายเล็กยิ่งไม่ต้องพูดถึงตายแน่นอนเจอเหตุการณ์แบบนี้”

 

นอกจากนี้ ผลพวงที่จะเกิดขึ้นเมื่อชิปแพง สินค้าเช่นโน้ตบุ๊กก็จะแพงขึ้น แต่ประชาชนรายได้เท่าเดิมมัน จะเกิดการซื้อของที่ไม่ใช่รุ่นใหม่ในราคาที่สูง พฤติกรรมการใช้งานพวกโทรศัพท์มือถือก็จะยาวขึ้น

 

ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งใช้ชิปเป็นส่วนประกอบสำคัญเช่นกัน จากการหารือกับกลุ่มยานยนต์ พบว่ากลุ่มนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากยานยนต์ยังคงเป็นกลุ่มที่มีมาร์จินสูง ยังคงมีกำลังพอที่จะซื้อชิปในราคาที่แพงได้

 

สำหรับรายใหญ่ของโลกขณะนี้อย่าง Samsung และ NVIDIA บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกเหล่านี้ ต้องการใช้ชิปในปริมาณที่สูงมาก บวกกับกลุ่ม Data Center ขนาดใหญ่ที่ทุกประเทศต่างเร่งลงทุนรวมถึงไทยทุกรายลงทุนมูลค่าหลักพัน-หมื่นล้านบาท ทุกอย่างต้องประมวลผล

 

ขณะนี้ จึงคาดหวังว่าจีนจะเร่งการผลิตและอัปเกรดชิปรุ่นใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ให้ตลาดชิปที่กำลังสะดุดอยู่ตอนนี้กลับมาเป็นปกติ หากเป็นแบบนั้นวิกฤตรอบนี้อาจไม่ยาวอย่างที่กังวล

 

ส่วนจะอยู่กับวิกฤตและสภาวะแบบนี้อีกกี่เดือนนั้น ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีด้วยชิปรุ่นใหม่ๆ ที่มีพลังงมากขึ้นแต่ก็มาพร้อมกับราคาที่แพงขึ้น นั่นหมายความว่าอุตสาหกรรมอาจไม่จำเป็นต้องใช้ชิปในปริมาณที่มาก ใช้จำนวนน้อยลงแต่เป็นชิปที่มีศักยภาพสูงขึ้นในราคาที่แพงขึ้นนั่นเอง

 

“AI ไม่ได้อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วตอนนี้ ในเครื่องดูดฝุ่น กล้อง เครื่องใช้ไฟฟ้าเขาก็มีหมด ซินเน็คเองเราไม่ใช่แค่ผู้แทนจำหน่ายเรา ก็เป็นผู้ที่ขายของให้กับ Data Center เหมือนกัน ต่อให้เขาแย่งชิปเราแต่ประเทศไทยก็ยังต้องมี Data Center เหมือนกัน แต่มันจะดีกว่าถ้าคนไทยได้เป็นเจ้าของ Data Center เอง ซึ่งเราก็ยังเน้นไปที่การขายของให้ แต่ยังไม่คิดจะไปร่วมทุนกับใครเพื่อทำ Data Center ”

 

‘BOI’ มอง 4 เกม พลังงาน แร่หายาก ชิป และ AI คือผู้ชนะเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ไทยมีเป้าหมายดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาทใน 5 ปี (2568 – 2572)

 

โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และต้องการพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่น้อยกว่า 80,000 คนใน 5 ปี เพื่อสร้างฐานกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมอนาคต

 

พร้อมย้ำว่า “โลกกำลังเข้าสู่การแข่งขันทางเทคโนโลยีและทรัพยากรที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต วันนี้โลกกำลังแข่งขันกันใน 4 เรื่องสำคัญ คือ พลังงาน แร่หายาก ชิป และ AI ประเทศไหนมีความสามารถใน 4 เรื่องนี้ จะเป็นผู้ชนะในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่”

 

‘Terahop’ บิ๊กคอร์ปจีน ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารโลก ปักหมุดลงทุนไทย 3 หมื่นล้าน

 

ล่าสุด “เทอราฮอป (Terahop)” ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารผ่านใยแก้วนำแสงความเร็วสูงอันดับ 1 ของโลกจากจีน ปักหมุดฐานผลิตหลักในไทย ลงทุนต่อเนื่องกว่า 3 หมื่นล้านบาท

 

โดยเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในสระบุรี จ้างงานสูงถึง 1 หมื่นคน ขยายตัวรวดเร็วรองรับการเติบโตของ AI และ Data Center หนุนไทยสู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลของภูมิภาค

 

ภาพ: Fajar Adinda Putra, Quality Stock Arts / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ‘ชิป’ หายจากตลาดเกลี้ยง! วิกฤตฮีเลียมทุบซัพพลายโลก AI-Data Center แย่งซื้อ สินค้าไอทีไม่รอด ราคาจ่อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม PRAKAAN เลือก “กำแพงเพชร” ให้เป็น Premium Destination แห่งใหม่ ผ่านแพลตฟอร์ม “Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand?” [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/prakaan-kamphaeng-phet-premium-destination/ Thu, 09 Apr 2026 11:30:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1194478 ภาพอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร แสดงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า จุดหมาย Premium Destination แห่งใหม่ที่ PRAKAAN เลือก

การท่องเที่ยวทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ย […]

The post ทำไม PRAKAAN เลือก “กำแพงเพชร” ให้เป็น Premium Destination แห่งใหม่ ผ่านแพลตฟอร์ม “Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand?” [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร แสดงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า จุดหมาย Premium Destination แห่งใหม่ที่ PRAKAAN เลือก

การท่องเที่ยวทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “Value over Volume” ที่ไม่ได้วัดความสำเร็จจากจำนวนนักท่องเที่ยว แต่วัดจากคุณค่าและมิติของประสบการณ์ที่ได้รับ

 

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เมืองหลายแห่งในประเทศไทยถูกค้นพบในรูปแบบใหม่ในฐานะจุดหมายเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะ “กำแพงเพชร” เมืองหน้าด่านสุโขทัย ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมผ่านวัฒนธรรม อาหาร และเรื่องราวของพื้นที่ที่ทำให้ PRAKAAN (ปราการ) แบรนด์ซิงเกิลมอลต์วิสกี้เลือกที่จะยกระดับจังหวัดกำแพงเพชรไปสู่การเป็น New Premium Destination

 

ทำไม “กำแพงเพชร” ถึงกลายเป็น Premium Destination และจุดมุ่งหมายใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า?

 

ในฐานะเมืองหน้าด่านของอาณาจักรสุโขทัยแล้วนั้น พื้นที่แห่งนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง โบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร สะท้อนศิลปกรรมสุโขทัยยุคแรกด้วยสถาปัตยกรรมศิลาแลงและผังเมืองโบราณที่ชัดเจน ผสานกับอุทยานแห่งชาติคลองลานและแม่วงก์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตกอันอุดมสมบูรณ์ ตอกย้ำความเป็นเมืองที่รวมมรดกวัฒนธรรมกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว

 

PRAKAAN

 

สิ่งที่ทำให้กำแพงเพชรโดดเด่นคือบรรยากาศที่ยังคงสงบและไม่หนาแน่นเกินไป เหลือพื้นที่ให้ค้นพบสิ่งใหม่อย่างแท้จริง คุณสมบัตินี้เองที่ตอบโจทย์ Premium Destination ที่ PRAKAAN (ปราการ) มองเห็นถึงศักยภาพในการผสานประสบการณ์ที่ถูกซ่อนไว้ของจังหวัดกำแพงเพชร ให้สามารถยกระดับไปสู่การเป็น Premium Destination ได้อย่างสมบูรณ์

 

และด้วยทำเลที่ตั้งของกำแพงเพชร ทำให้มีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของภาคเหนือ และกำลังเปลี่ยนเป็นจุดมุ่งหมายหลักของนักเดินทางยุคใหม่

 

ค้นพบมิติวัฒนธรรมร่วมสมัยของจังหวัดกำแพงเพชรผ่านโรงกลั่น PRAKAAN Distillery

 

นอกจากจังหวัดกำแพงเพชรจะถูกค้นพบในฐานะจุดมุ่งหมายในการท่องเที่ยวแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เมืองแห่งนี้เริ่มถูกพูดถึงในมิติใหม่ คือการเกิดขึ้นของวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ค่อยๆ เพิ่มชั้นของเรื่องราวให้กับพื้นที่

 

PRAKAAN

 

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการเกิดขึ้นของ PRAKAAN Distillery โรงกลั่นซิงเกิลมอลต์วิสกี้แห่งแรกของประเทศไทย ที่เลือกปักหลักในกำแพงเพชร

 

PRAKAAN Distillery คือโรงกลั่นซิงเกิลมอลต์วิสกี้แห่งแรกของไทย และหนึ่งในผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมคราฟต์วิสกี้ไทย ตั้งอยู่ในจังหวัดกำแพงเพชรซึ่งมีสภาพภูมิอากาศและแหล่งน้ำจากผืนป่าตะวันตกที่เหมาะสมต่อการผลิตอย่างยิ่ง โดยใช้หม้อต้ม Copper Pot Still นำเข้าจากสกอตแลนด์ตามมาตรฐานโรงกลั่นระดับโลก 

 

จะเห็นได้ว่าทุกขั้นตอนของ PRAKAAN Distillery เกิดจากความพิถีพิถัน ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบไปจนถึงกระบวนการกลั่นนี้เอง จึงเป็นเหตุผลให้คว้ารางวัลจากเวที World Whiskies Awards อย่างต่อเนื่อง จนชื่อ PRAKAAN (ปราการ) เริ่มเป็นที่รู้จักในวงการคราฟต์วิสกี้นานาชาติ

 

PRAKAAN

 

PRAKAAN (ปราการ) ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์เครื่องดื่ม แต่คือการสร้างสรรค์วัฒนธรรมคราฟต์วิสกี้ไทย และยกระดับโรงกลั่นแห่งนี้ให้เป็นจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรม (Cultural Destination) แห่งใหม่ของจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับหลัก 3P

 

  • Provenance ที่มาของแหล่งน้ำบริสุทธิ์จากผืนป่าตะวันตกซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติจาก UNESCO
  • Pride ความภาคภูมิใจในรากฐานและวัฒนธรรมไทย 
  • Passion ความมุ่งมั่นของทีมผู้สร้างสรรค์ในการผลิตซิงเกิลมอลต์วิสกี้คุณภาพระดับโลกโดยฝีมือคนไทย

 

PRAKAAN

 

สิ่งที่ PRAKAAN (ปราการ) มอบให้กำแพงเพชรจึงมากกว่าจุดหมายใหม่บนแผนที่ท่องเที่ยว นั่นคือการเพิ่ม “มิติของวัฒนธรรมร่วมสมัย” ให้กับเมืองมรดกโลก

ที่มีมาแต่อดีต รวมถึงการทำให้เมืองนี้เป็นที่รู้จักในมุมใหม่มากขึ้น

 

Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand แพลตฟอร์มที่เข้ามาเติมเต็มการท่องเที่ยวแบบพรีเมียมให้กำแพงเพชร

 

ความโดดเด่นของจังหวัดกำแพงเพชรสะท้อนให้เห็นว่าเมืองนี้ครบพร้อมด้วยองค์ประกอบสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า ทั้งภูมิทัศน์ทางประวัติศาสตร์ ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ และวัฒนธรรมร่วมสมัยที่กำลังเติบโตในพื้นที่ องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้กำแพงเพชรมีศักยภาพสูงในการเป็นจุดหมายของการเดินทางรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงเรื่องราวของเมือง อาหาร วัฒนธรรม และวิถีชีวิตเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง

 

แนวคิดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของแพลตฟอร์ม “Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand” และเป็นเหตุผลสำคัญที่ PRAKAAN (ปราการ) 

เลือกกำแพงเพชรเป็น Premium Destination แห่งใหม่ เพื่อยกระดับคุณค่าของเมืองสู่เวทีการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าในระดับที่กว้างขึ้น

 

แพลตฟอร์มความร่วมมือของพาร์ตเนอร์ระดับโลกและแนวคิดเบื้องหลังของแคมเปญ

 

นี่คือการถือกำเนิดของแพลตฟอร์มท่องเที่ยวที่เกิดจากความร่วมมือของหลายองค์กรพันธมิตร ที่นำโดย PRAKAAN (ปราการ), วัน แบงค็อก, ปอร์เช่ ประเทศไทย, บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งแต่ละองค์กรมีบทบาทแตกต่างกันในการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ครบมิติ ตั้งแต่การเดินทาง การขับขี่ ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม

 

PRAKAAN

 

แคมเปญ Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม ภายใต้แนวคิด Curated Journey ของ PRAKAAN (ปราการ) ด้วยการผสานประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวเพื่อสำรวจเมืองมรดกโลกในมิติที่ลึกกว่าการท่องเที่ยวทั่วไป ด้วยการเชื่อมโยงเรื่องราวเมือง วัฒนธรรม อาหาร และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน เป็นโมเดลความร่วมมือใหม่ โดยดึงพันธมิตรหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อร่วมยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทยผ่านประสบการณ์เดินทางที่มีความหมายและคุณค่า

 

แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวนี้ถูกริเริ่มโดย PRAKAAN (ปราการ) ในฐานะผู้สร้างแพลตฟอร์มและขับเคลื่อนความร่วมมือ โดยมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าการพานักเดินทางไปเยือนสถานที่ นั่นคือการยกระดับกำแพงเพชรสู่การเป็น Premium Destination ผ่านพลังของหลากหลายอุตสาหกรรมที่มาร่วมกันสร้างคุณค่าบนพื้นที่เดียวกัน

 

PRAKAAN

 

Curated Journey จากกรุงเทพฯ สู่กำแพงเพชร

 

การเดินทางได้เริ่มต้นที่กรุงเทพฯ บินไปสนามบินสุโขทัยด้วย Bangkok Airways แล้วเดินทางต่อสู่กำแพงเพชรด้วยขบวนรถ Porsche จาก เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ด้วยรถยนต์หลากรุ่น ทั้ง 911 Carrera, Taycan, Panamera และ Cayenne 

 

PRAKAAN

 

โดยการเดินทางครั้งนี้ถูกออกแบบให้เป็น Curated Cultural Journey ที่เชื่อมโยงเส้นทางวัฒนธรรมของภาคเหนือตอนล่าง ตั้งแต่สุโขทัยสู่กำแพงเพชร ผ่านประสบการณ์การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรมอาหาร

 

ภาพอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร แสดงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า จุดหมาย Premium Destination แห่งใหม่ที่ PRAKAAN เลือก 8

 

ผู้ร่วมเดินทางจะได้สัมผัส “อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร” แหล่งมรดกโลก UNESCO และแหล่งโบราณคดีสำคัญของไทย ในอำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านอาณาจักรสุโขทัย โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมศิลาแลงขนาดใหญ่ที่ยังคงสมบูรณ์ ให้ชื่นชมความยิ่งใหญ่และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งภาพสะท้อนของ “กำแพงปราการ” ที่เชื่อมโยงถึงแรงบันดาลใจในการตั้งชื่อของแบรนด์ PRAKAAN (ปราการ)

 

Craft Culture ค้นพบเรื่องราววิสกี้ไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของเมือง

 

PRAKAAN

 

แน่นอนว่าการเดินทางครั้งนี้ยังได้ไปเยือน PRAKAAN Distillery โรงกลั่นซิงเกิลมอลต์วิสกี้แห่งแรกของไทยในกำแพงเพชร ซึ่งเป็นจุดหมายสำคัญของการเดินทางครั้งนี้ โรงกลั่นเชื่อมโยงเรื่องราวท้องถิ่น เช่น การใช้น้ำธรรมชาติจากป่าตะวันตก เข้ากับแนวคิดการผลิตวิสกี้ระดับโลก ผู้มาเยือนจะได้เข้าใจขั้นตอนการผลิตและแนวคิดแบรนด์ 

 

PRAKAAN PRAKAAN

 

หลังจากการเดินทางแล้ว ผู้เดินทางยังได้รับประสบการณ์สำคัญอีกมิติหนึ่ง นั่นคือการนำเสนอวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นกำแพงเพชรผ่านประสบการณ์ Sunset Dinner Experience ที่ออกแบบพิเศษโดยเชฟอาร์ ธีรภัทร 

 

PRAKAAN

 

โดยครั้งนี้ เชฟอาร์ได้รังสรรค์มื้ออาหารจากแรงบันดาลใจทางประวัติศาสตร์ ตีความเป็นคอร์สอาหารท้องถิ่น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์ของเมืองกำแพงเพชร “จากเมืองหน้าด่านสู่ครัวท้องถิ่นแม่น้ำปิง” เช่น 

 

  • ยำหยวกกล้วยกุ้งแม่น้ำ เสริมความพิเศษด้วยการจับคู่กับ PRAKAAN SELECT CASK ที่ผสานด้วยกลิ่นของวานิลลา 
  • แกงฮังเลเนื้อและปลา พร้อมข้าวหอมชากังราวกับข้าวไรซ์เบอร์รี่ เข้าคู่ได้อย่างลงตัวกับเอกลักษณ์เฉพาะของ PRAKAAN DOUBLE CASK ที่มีกลิ่นอายของผลไม้ตระกูลส้มที่เสริมรสชาติของอาหารให้โดดเด่น
  • เมนูของหวานอย่าง ขนม 4 ถ้วย หรือ “กินสี่ถ้วย” ที่ประกอบไปด้วย ไข่กบ นกปล่อย บัวลอย และอ้ายตื้อ เข้าคู่กับ PRAKAAN PEATED MALT ที่ชูวัตถุดิบข้าวมอลต์บาร์เลย์คุณภาพดีซึ่งผ่านการรมควันด้วยถ่านพีตให้เกิดกลิ่นรมควัน พร้อมกลิ่นวานิลลาและน้ำผึ้ง

 

วิสกี้ PRAKAAN (ปราการ) ถูกนำมาจับคู่กับอาหารท้องถิ่นในแต่ละคอร์ส สะท้อนการผสานวัฒนธรรมการดื่มกับรสชาติอาหาร การปรากฏตัวของคราฟต์วิสกี้ไทยในเมืองมรดกโลกกำแพงเพชร จึงเป็นการผสมผสานอดีตและปัจจุบัน สร้างเรื่องราวใหม่บนพื้นฐานประวัติศาสตร์เดิม

 

ภาพอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร แสดงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า จุดหมาย Premium Destination แห่งใหม่ที่ PRAKAAN เลือก 13

 

จังหวัดกำแพงเพชรกับอนาคตของ Premium Cultural Tourism ของไทย

 

แคมเปญ Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand คือกรณีศึกษาของแนวคิดใหม่ในการนำเสนอจุดหมายปลายทาง ด้วยการร้อยเรียงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหาร และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยให้รวมกันเป็นประสบการณ์ที่มีความหมาย และพิสูจน์ให้เห็นว่ากำแพงเพชรมีวัตถุดิบครบถ้วนทุกด้าน สิ่งที่ขาดมาตลอดคือการนำเสนอที่ทำให้คนมองเห็นศักยภาพเหล่านั้นในคราวเดียวกัน

 

PRAKAAN

 

แคมเปญนี้ไม่ใช่แค่การออกทริป แต่คือการวางรากฐาน Premium Cultural Tourism Platform เชื่อมอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน พิสูจน์ว่ากำแพงเพชรคือ Premium Destination ที่แสดงศักยภาพการท่องเที่ยวไทยอย่างลึกซึ้ง

 

แนวคิดนี้สอดรับกับทิศทางการท่องเที่ยวโลกที่เปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยปริมาณนักท่องเที่ยว สู่การแข่งขันด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมและความลึกของประสบการณ์ ซึ่งกำแพงเพชรมีความพร้อมในทุกมิติที่แนวคิดนี้ต้องการ

 

PRAKAAN

 

โครงการถือเป็น Soft Power Tourism ที่ใช้เสน่ห์ของเมือง ทั้งวัฒนธรรม อาหาร และเรื่องราว สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้การท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน และพิสูจน์ว่าการสร้าง Premium Destination ในไทยทำได้จากศักยภาพเดิมของเมือง ซึ่งสอดคล้องและส่งเสริมจุดมุ่งหมายของประเทศไทยในการยกระดับการท่องเที่ยวของประเทศให้แข็งแกร่งผ่านการสร้างคุณค่ามากกว่าปริมาณ

 

และที่สำคัญที่สุด โมเดลความร่วมมือนี้มีศักยภาพในการต่อยอดสู่จังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศที่มีวัฒนธรรม อาหาร และเรื่องราวของพื้นที่รอการเล่าใหม่ เพื่อสร้าง Premium Destination แห่งใหม่ และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ภาพอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร แสดงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า จุดหมาย Premium Destination แห่งใหม่ที่ PRAKAAN เลือก 16

 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

เว็บไซต์ www.prakaanmaltwhisky.com  

เฟซบุ๊ก Prakaan Malt Whisky   

อินสตาแกรม Prakaan Malt Whisky

The post ทำไม PRAKAAN เลือก “กำแพงเพชร” ให้เป็น Premium Destination แห่งใหม่ ผ่านแพลตฟอร์ม “Journey of Heritage, Savoring the Taste of Thailand?” [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาทองคำ มีนาคม 2026 เดือนที่ราคาดิ่งหนักสุดรอบ 13 ปี แม้สงครามปะทุ สภาทองคำโลกชี้ทองคำไม่ได้การันตีว่าราคาจะขึ้นเสมอไป ท่ามกลางความเสี่ยง https://thestandard.co/gold-price-march-2026-drop-war/ Thu, 09 Apr 2026 08:42:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1196291 ภาพกราฟแสดงราคาทองคำดิ่งลงอย่างหนัก พร้อมข้อความว่าทองคำร่วงหนักสุดรอบ 13 ปี สงครามเดือดราคาลง

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ได้ชื่อว่า ‘หลุมหลบภัย (Safe Haven […]

The post ราคาทองคำ มีนาคม 2026 เดือนที่ราคาดิ่งหนักสุดรอบ 13 ปี แม้สงครามปะทุ สภาทองคำโลกชี้ทองคำไม่ได้การันตีว่าราคาจะขึ้นเสมอไป ท่ามกลางความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงราคาทองคำดิ่งลงอย่างหนัก พร้อมข้อความว่าทองคำร่วงหนักสุดรอบ 13 ปี สงครามเดือดราคาลง

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ได้ชื่อว่า ‘หลุมหลบภัย (Safe Haven)’ ในยามที่เศรษฐกิจย่ำแย่ เงินเฟ้อสูง หรือเกิดความไม่แน่นอน เช่น ภาวะสงคราม แต่ตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้น ราคาทองคำกลับดิ่งลงหนัก สวนทางกับความเข้าใจของนักลงทุนจำนวนมาก

 

 
 

หลังสงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราคาทองคำโลกร่วงลงหนักสุดกว่า 20% โดยราคาทองคำพุ่งขึ้นแค่ช่วงวันแรกหลังสงคราม ไปแตะ 5,419 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากนั้นราคาดิ่งลงไปทำจุดต่ำสุดในรอบ 4 เดือนที่ 4,098 ดอลลาร์

 

ก่อนที่ราคาจะค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงปลายเดือนมีนาคม และพุ่งขึ้นกว่า 150 ดอลลาร์ ในช่วงหนึ่งวันหลังการประกาศข้อตกลงหยุดยิง

 

ส่วนราคาทองคำไทยหลังจากพุ่งไปแตะ 80,000 บาทต่อบาททองคำ อีกครั้ง หลังจากนั้นราคาร่วงลงไปแตะ 65,000 บาท ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ราว 71,000 บาท

 

ทองคำไม่ได้การันตีว่าจะพุ่งขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงเสมอไป

 

สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า การเทขายทองคำในช่วงสามสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมค่อนข้างรุนแรง ขัดกับความเชื่อในตลาด แต่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยความเคลื่อนไหวช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นับเป็นเดือนที่อ่อนแอที่สุดสำหรับทองคำนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2013 ซึ่งเป็นผลจากการลดการใช้อัตราทด (Deleveraging) และสภาพคล่องที่ลดลง มากกว่าเรื่องของปัจจัยพื้นฐาน

 

“ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นและความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่กลับมาอีกครั้ง เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าทองคำไม่ใช่เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่การันตีว่าราคาจะสูงขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงเสมอไป แต่ราคาทองคำจะสูงขึ้นก็ต่อเมื่อมีผู้ซื้อรายใหม่ๆ เข้ามาในตลาดมากกว่าผู้ขาย เพียงเท่านั้น”

 

ช่วงสามสัปดาห์แรกของเดือนก่อนจนถึง ณ วันที่ 24 มีนาคม ทองคำดูเหมือนจะตอบสนองรุนแรงเกินไปต่อการดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของสหรัฐฯ ที่ขับเคลื่อนโดยความขัดแย้ง เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ราคาทองคำร่วงลงอย่างรุนแรง

 

การลดลงส่วนใหญ่ของราคาทองคำมาจากปัจจัยด้านโมเมนตัม คือเงินทุนไหลออกจาก ETF ทองคำทั่วโลก, การลดสถานะซื้อสุทธิ (Net Long) ในตลาด COMEX

 

โดย ETF ทองคำ ทั่วโลกมียอดขายสุทธิ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 84 ตัน ในเดือนมีนาคม นำโดยอเมริกาเหนือเกือบที่ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 87 ตัน และยุโรปที่ 0.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 7 ตัน ส่วนฝั่งเอเชียยังเห็นเงินทุนไหลเข้า 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 10 ตัน

 

5 ปัจจัยหลัก กดดันราคาทองคำ

 

บทวิเคราะห์จากโมเดล GRAM ของสภาทองคำโลกสะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับราคาทองคำในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยทองคำได้รับแรงกดดันอย่างหนักจนผลตอบแทนสะสมออกมาเป็นลบถึง 12% ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานที่นักลงทุนคุ้นเคยอย่างการพุ่งสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yields) และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดแรงขายสุทธิ แต่รายงานระบุชัดเจนว่ายังมีปัจจัยเบื้องหลังอื่นๆ ที่เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว

 

ปัจจัยแรก คือเรื่องของสถานะการถือครอง ซึ่งพบความเสี่ยงจากการสะสมสถานะซื้อของผู้เล่นฝั่งรายย่อยที่สูงมาก ทำให้เสี่ยงต่อภาวะแห่ขายระลอกใหญ่ หากราคาเริ่มปรับตัวลดลง ข้อมูลยืนยันสิ่งนี้ผ่านการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของสถานะ Non-Reportable ในตลาด COMEX ซึ่งมักเชื่อมโยงกับกลุ่มรายย่อย รวมถึงเม็ดเงินที่ไหลออกจากกองทุน ETF ทองคำทั่วโลกสุทธิถึง 80 ตัน โดยส่วนใหญ่มาจากสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าเป็นเงินทุนจากนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก

 

ปัจจัยที่สอง คือกลุ่มที่ปรึกษาการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นนักลงทุนตามเทรนด์ก็เข้ามาเป็นตัวคูณแรงขาย โดยก่อนหน้านี้ CTA ถือสถานะ Long (ซื้อ) ไว้สูงมาก แต่เมื่อราคาทองคำร่วงลงจนหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ราย 50/55 วัน ซึ่งเป็นแนวรับทางเทคนิคที่สำคัญในวันที่ 16 มีนาคม กลุ่มนี้จึงทำการปิดสถานะอย่างรวดเร็วเพื่อทำกำไรหรือตัดขาดทุน ทำให้แรงเทขายยิ่งทวีความรุนแรง

 

ปัจจัยที่สาม คือวิกฤตสภาพคล่องจากการลดเลเวอเรจในสินทรัพย์ต่างๆ ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นที่ดิ่งลงอย่างหนัก โดยเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง นักลงทุนจึงต้องเร่งขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเพื่อนำเงินไปสมทบเงินประกัน (margin call) ทองคำจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงแรงกดดันในการถูกขายทำกำไรหรือขายเพื่อนำสภาพคล่องไปพยุงพอร์ตการลงทุนอื่นที่กำลังขาดทุน

 

ปัจจัยที่สี่ คือตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เข้ามาซ้ำเติม โดยนักลงทุนเทขายพันธบัตรเนื่องจากกังวลเรื่องช็อกเงินเฟ้อในระยะสั้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 2 ปี พุ่งสูงขึ้น

 

ปัจจัยที่ห้า คือความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางและการคาดการณ์ในตลาด แม้ว่าธนาคารกลางตุรกีจะตัดสินใจใช้ทองคำประมาณ 50 ตันเป็นหลักประกัน ผ่านการทำสวอปเพื่อหาเงินสดชั่วคราว ไม่ใช่การเปลี่ยนกลยุทธ์การถือครองทองคำ แต่ข่าวนี้กลับถูกนำไปตีความจนกลายเป็นข่าวลือเรื่องการขายทองคำระลอกใหญ่ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่แสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางหลายแห่งมีการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อรองรับความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เป็นการยืนยันว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ด้านสภาพคล่องเป็นหลัก

 

ในทางกลับกัน รายงานมองว่าการหยุดชะงักของกิจกรรมทางการตลาดในบางส่วนของภูมิภาคตะวันออกกลางในเดือนมีนาคมนั้น ไม่น่าส่งผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อราคาทองคำในตลาดโลก แม้ว่าปัญหาด้านการเดินทางและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์เครื่องประดับและทองแท่งขนาดเล็กโดยเฉพาะจากผู้ซื้อต่างชาติ จนทำให้ราคาในท้องถิ่นปรับตัวลงสู่ระดับที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับราคา COMEX แต่การปรับตัวดังกล่าวก็ยังอยู่ในวงจำกัด

 

‘ตุรกี’ ปัจจัยเร่งเทขายทองคำมหาศาล 2 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ข้อมูลล่าสุดจาก Financial Times เผยให้เห็นปัจจัยกดดันที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยระบุว่า นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น ตุรกีได้เทขายหรือปล่อยกู้ทองคำรวมมูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.4 แสนล้านบาท ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำดิ่งลงหนักที่สุดรายเดือนนับตั้งแต่ปี 2013

 

รายงานจากการวิเคราะห์ของที่ปรึกษา Metals Focus บนข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ธนาคารกลางตุรกี (CBRT) ขายทองคำไปถึง 52 ตัน ในช่วงระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 27 มีนาคม ทำให้ปริมาณทองคำสำรองสุทธิลดลงเหลือ 440 ตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี

 

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน ธนาคารกลางตุรกีได้จัดทำทองคำสวอป (Swaps) อีกประมาณ 79 ตัน ซึ่งเป็นกระบวนการปล่อยเช่าทองคำแท่งเพื่อสร้างรายได้และนำเงินสดมาพยุงค่าเงินลีรา แต่ในทางกลับกัน กระบวนการนี้กลับไปเพิ่มอุปทานทองคำที่มีอยู่ในตลาด ทำให้ความกดดันด้านราคาทองคำมีมากขึ้นไปอีก

 

การเทขายทองคำของตุรกียังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการบริหารทองคำสำรองของธนาคารกลางทั่วโลก โดยในปีที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อทองคำสุทธิของธนาคารกลางทั่วโลกลดลง 20% และในปีนี้ นอกจากตุรกี ยังมีรัสเซียที่ขายทองคำออกไป 15 ตันในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์

 

แม้ว่าธนาคารกลางจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ในเดือนมกราคมที่กว่า 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมล่าสุดกลับกลายเป็นแรงกดดัน Nicky Shiels นักวิเคราะห์จาก MKS Pamp กล่าวว่า “การขายของธนาคารกลางเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาลดลงกว่า 1,000 ดอลลาร์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดมักจะคิดว่าธนาคารกลางจะเป็นผู้รับซื้อเสมอ แต่ข้อมูลล่าสุดและแถลงการณ์อย่างเป็นทางการกำลังหักล้างแนวคิดนั้น”

 

อ้างอิง:

 

The post ราคาทองคำ มีนาคม 2026 เดือนที่ราคาดิ่งหนักสุดรอบ 13 ปี แม้สงครามปะทุ สภาทองคำโลกชี้ทองคำไม่ได้การันตีว่าราคาจะขึ้นเสมอไป ท่ามกลางความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก Total Shareholder Returns (TSR) สาเหตุที่ทำให้หุ้นแบงก์ไทยหันจ่ายปันผลมากขึ้น https://thestandard.co/total-shareholder-returns-bank-dividends/ Thu, 09 Apr 2026 08:07:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1196241 ภาพประกอบแสดงแนวโน้ม Total Shareholder Returns (TSR) และหุ้นแบงก์ไทยพร้อมเงินปันผล

ในโลกการลงทุน กำไรสุทธิของบริษัท หรือ ราคาหุ้นที่เพิ่มข […]

The post รู้จัก Total Shareholder Returns (TSR) สาเหตุที่ทำให้หุ้นแบงก์ไทยหันจ่ายปันผลมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวโน้ม Total Shareholder Returns (TSR) และหุ้นแบงก์ไทยพร้อมเงินปันผล

ในโลกการลงทุน กำไรสุทธิของบริษัท หรือ ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น เป็นมาตรวัดที่สำคัญ แต่สิ่งที่นักลงทุนสถาบันและสถาบันการเงินระดับโลกให้ความสำคัญมากไปกว่านั้นคือ ประสิทธิภาพของการใช้เงินทุน (Capital Efficiency) ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขที่เรียกว่าผลตอบแทนรวมผู้ถือหุ้น หรือ Total Shareholder Return (TSR)

 

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราจะสังเกตได้ว่าหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (Banking) ของไทยหลายแห่ง มี Dividend Payout Ratio สูงขึ้น หรือก็คือการ จ่ายเงินปันผลในอัตราส่วนที่มากขึ้น เมื่อเทียบกับกำไรที่ทำได้ ไม่เพียงแค่หุ้นกลุ่มแบงก์ในไทย แต่หุ้นขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ทั่วโลก ต่างมุ่งให้ความสำคัญกับเรื่องเงินปันผลมากขึ้น 

 

และไม่ใช่แค่เงินปันผลเท่านั้น เรามักจะได้ยินว่าบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วโลกประกาศซื้อหุ้นคืน พร้อมให้ความสำคัญกับ TSR มากขึ้นเรื่อยๆ  

  

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจกลไกของ TSR ทำไมธนาคารไทยถึงเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนมากขึ้น พร้อมกรณีศึกษาจากบริษัทระดับโลกว่ามีวิธีบริหารจัดการ TSR ให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

 

TSR 101 มากกว่าแค่ราคาหุ้น คือผลตอบแทนรวมที่แท้จริง

 

ที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินว่าหุ้นแบงก์ไทยมีอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ Return on Equity (ROE) ต่ำเกินไป วัดง่ายๆ ก็คือเฉลี่ยแล้วไม่ถึง 10% แต่การมองในมิติของ ROE เพียงอย่างเดียว อาจทำให้เราประเมินได้ไม่รอบด้าน

 

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ROE กับ TSR ต่างกันอย่างไร

 

ROE คือมาตรวัดประสิทธิภาพการทำกำไรภายในของบริษัทเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นตามบัญชี (Book Value) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมในการดูความสามารถในการทำกำไรภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม

 

TSR คือผลตอบแทนรวมที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับจริง โดยคำนวณจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น บวกกับเงินปันผลที่บริษัทจ่ายคืนให้ผู้ถือหุ้น โดย TSR ถือเป็นอัตราการสะสมทุน (Capital Accumulation Rate) ของนักลงทุน

 

ความแตกต่างที่สำคัญคือ ROE เป็นเรื่องของผลประกอบการในอดีต แต่ TSR ผสานรวมความคาดหวังของตลาดในอนาคต เข้าไว้ด้วยกันผ่านราคาหุ้น หากบริษัทมี ROE สูงแต่ราคาหุ้นในตลาดแพงมาก (P/B Ratio สูง) ผลตอบแทนที่แท้จริงต่อเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นอาจจะน้อยกว่าที่คิด

 

หากคุณประเมินผลตอบแทนจากเพียงราคาหุ้นบนหน้าจอ คุณกำลังเห็นเพียง “ยอดของภูเขาน้ำแข็ง” เพราะ TSR คือการคำนวณผลตอบแทนที่รวมทุกบาททุกสตางค์ที่ไหลกลับมาสู่นักลงทุน ประกอบด้วย

  1. ส่วนต่างราคาหุ้น (Capital Appreciation) คือการเพิ่มขึ้นของราคาตลาด
  2. เงินสดรับ (Cash Distributions) ทั้งในรูปเงินปันผลปกติและปันผลพิเศษ

 

ทำไม ROE อย่างเดียวถึงไม่พอ?

 

ในมาตรฐานสากล การสร้าง TSR ไม่ใช่เพียงการกระตุ้นราคาหุ้น แต่คือ ‘วินัยทางการเงิน’ ตามหลักการของ Morgan Stanley สถาบันการเงินระดับโลกมองว่า ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อน TSR ประกอบด้วยปัจจัยพื้นฐาน 3 ส่วน ได้แก่ 1.การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth), 2.การเปลี่ยนแปลงของตัวคูณราคาต่อกำไร (P/E Multiple Change) และ 3.นโยบายการจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืน (Dividend Payout and Share Buybacks Policy)

 

เมื่อบริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและมีเงินกองทุนส่วนเกิน เกินความจำเป็นในการดำเนินธุรกิจและการสำรองความเสี่ยง การส่งคืนเงินทุนให้ผู้ถือหุ้นผ่านเงินปันผล และการซื้อหุ้นคืน ถือเป็นกลไกปกติในตลาดทุนสากล วิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโครงสร้างเงินทุนและยกระดับมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นในระยะยาว

 

บทเรียนจาก MSCI ทำไมตลาดเกิดใหม่ (EM) ถึงต้องปรับตัว?

 

งานวิจัยจาก MSCI ระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้หุ้นในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) มักให้ผลตอบแทนแพ้ตลาดพัฒนาแล้ว แม้เศรษฐกิจ (GDP) จะโตแรงกว่า คือปัญหา ‘Share Dilution’ หรือการที่บริษัทมีการออกหุ้นใหม่เพื่อระดมทุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้กำไรต่อหุ้นไม่โตเท่าที่ควร

 

ในทางตรงกันข้าม บริษัทระดับโลกที่สร้างผลตอบแทนได้สม่ำเสมอ หรือ Long-term Compounders มักมีลักษณะร่วมกันคือ การมีวินัยในการจัดสรรเงินทุน โดยเน้นความสามารถในการทำกำไร ความมั่นคงของกระแสเงินสด และการส่งคืนทุนส่วนเกินให้ผู้ถือหุ้น

 

เราลองไปดูตัวอย่างของสถาบันการเงินและบริษัทระดับโลกว่าบริหารจัดการ TSR อย่างไร

 

กรณีแรกคือ JPMorgan Chase & Co (JPM) เป็นตัวอย่างของสถาบันการเงินที่ใช้กลยุทธ์ Fortress Balance Sheet หรือการรักษางบดุลให้แข็งแกร่งเหมือนป้อมปราการ เพื่อรองรับความเสี่ยงและส่งคืนกำไรส่วนเกินเมื่อฐานเงินกองทุนสูงเกินความจำเป็น

 

ย้อนไปเมื่อปี 2024 JPM รายงานรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยมีกำไรสุทธิสูงถึง 5.85 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่จับต้องได้ (ROTCE) สูงถึง 20%

 

ธนาคารปรับเพิ่มเงินปันผลรายไตรมาสในปี 2024 ถึงสองครั้ง จาก 1.05 ดอลลาร์ เป็น 1.15 ดอลลาร์ และขยับขึ้นสู่ 1.25 ดอลลาร์ต่อหุ้น เพื่อส่งผ่านกำไรที่เติบโตกลับสู่ผู้ลงทุนโดยตรง พร้อมกับประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนมหาศาลจาก 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2024 ก่อนจะประกาศใหม่ด้วยวงเงินที่เพิ่มขึ้นเป็น 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2025 เพื่อทดแทนโครงการเดิม

 

กรณีที่สองคือ Apple Inc (AAPL) เป็นบริษัทที่ปฏิวัติการบริหารเงินทุนส่วนเกินจากธุรกิจเทคโนโลยีที่มีกระแสเงินสดมหาศาล ให้กลายเป็นผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นผ่านโปรแกรม Capital Return Program

 

ในปี 2024 Apple ประกาศแผนซื้อหุ้นคืนวงเงินสูงสุดถึง 1.1 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติการซื้อหุ้นคืนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ Apple เลือกใช้การซื้อหุ้นคืนเป็นเครื่องมือหลักคู่กับการจ่ายปันผล เนื่องจากให้ความยืดหยุ่นสูงกว่า หากปีใดสภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย บริษัทสามารถปรับลดวงเงินซื้อหุ้นคืนได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์เหมือนการลดเงินปันผล

 

การซื้อหุ้นคืนอย่างสม่ำเสมอช่วยประคองราคาหุ้นและเพิ่มมูลค่าหุ้นเดิมในมือผู้ถือหุ้น โดย Apple ได้ปรับเพิ่มเงินปันผลต่อเนื่องมานานถึง 12 ปี ควบคู่ไปกับการลดจำนวนหุ้นทั้งหมดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

กรณีที่สามคือ DBS Bank ธนาคารยักษ์ใหญ่ในสิงคโปร์ได้รับประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่ขยายตัวในช่วงที่ผ่านมา และเลือกที่จะส่งผ่านผลกำไรนั้นให้ผู้ถือหุ้นแทนการสะสมเงินสดไว้เฉยๆ

 

ในปี 2024 DBS มีกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ โดยรักษาเงินกองทุน CET1 ไว้ที่ 17.0% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ธนาคารจึงประกาศจ่ายเงินปันผลคืนเงินทุน (Capital-return dividend) เพิ่มเติมอีกไตรมาสละ 15 เซนต์ ในช่วงปี 2025-2027 พร้อมประกาศซื้อหุ้นคืนวงเงิน 3 พันล้าน SGD ในเดือนพฤศจิกายน 2024

 

แนวคิด Capital Allocation Funnel สมดุลระหว่างความมั่งคั่งและความมั่นคง 

 

แนวปฏิบัติระดับสากล มีการจัดลำดับความสำคัญของการใช้เงินทุนอย่างชัดเจนผ่านกรอบแนวคิด Capital Allocation Funnel เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคง การเติบโต และการตอบแทนผู้ถือหุ้น ดังนี้

 

  1. รากฐานความมั่นคง และเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง

 

ก่อนที่จะพิจารณาการจ่ายปันผล หัวใจสำคัญคือการรักษาฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งเพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ

 

ในระยะกลาง ธนาคารตั้งเป้าหมายรักษา CET1 Ratio ไว้ที่อย่างน้อย 15% เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน ส่วนระยะยาว เมื่อกฎระเบียบ Basel III มีความชัดเจนและสภาวะเศรษฐกิจเอื้ออำนวย แบงก์จะปรับระดับเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ 13-15% เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน

 

  1. การลงทุนเพื่อการเติบโตที่มีคุณภาพ จัดสรรเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจในส่วนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าความเสี่ยง หรือลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

 

  1. การส่งคืนผลตอบแทนผ่านเงินปันผลปกติ การจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอเพื่อสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว

 

  1. การจัดการส่วนเกินตามผลงาน เมื่อมีเงินทุนส่วนเกินเกินความจำเป็น บริษัทจะพิจารณาเครื่องมือพิเศษ เช่น เงินปันผลพิเศษหรือการซื้อหุ้นคืน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างทางการเงิน

 

ปรากฏการณ์ที่กลุ่มสถาบันการเงินทั่วโลก รวมถึงธนาคารไทย หันมามุ่งเน้น TSR และการจ่ายปันผลที่สูงขึ้น ไม่ใช่เพียงเรื่องชั่วคราว แต่คือการเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานโลกที่ให้ความสำคัญกับนักลงทุนเป็นศูนย์กลาง

 

ในยุคที่กำไรบรรทัดสุดท้ายอาจถูกบิดเบือนด้วยบัญชีได้บ้าง แต่ตัวเลข TSR คือภาพสะท้อนความจริงของการสร้างมูลค่า การเลือกลงทุนในองค์กรที่มีวินัยในการบริหารเงินทุน จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้นักลงทุนเคลื่อนที่ผ่านความผันผวนของตลาด และมุ่งสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง 

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก Total Shareholder Returns (TSR) สาเหตุที่ทำให้หุ้นแบงก์ไทยหันจ่ายปันผลมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดบัตรเครดิตสะเทือน! ยอดบัญชีใหม่ติดลบครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ‘กรุงศรี คอนซูเมอร์’ ปรับพอร์ตรับมือยอดรูด ‘ถี่แต่เล็ก’ เตรียมส่งนวัตกรรมชำระเงินใหม่เขย่าตลาดช่วงปลายปี 2569 https://thestandard.co/krungsri-consumer-adjusts-credit-card-strategy-2/ Thu, 09 Apr 2026 06:11:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1196206 กรุงศรี คอนซูเมอร์ กางแผนปี 2569 รับมือเศรษฐกิจผันผวนและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป

กรุงศรี คอนซูเมอร์ กางแผนปี 2569 รับมือเศรษฐกิจ ‘รถไฟเห […]

The post ตลาดบัตรเครดิตสะเทือน! ยอดบัญชีใหม่ติดลบครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ‘กรุงศรี คอนซูเมอร์’ ปรับพอร์ตรับมือยอดรูด ‘ถี่แต่เล็ก’ เตรียมส่งนวัตกรรมชำระเงินใหม่เขย่าตลาดช่วงปลายปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงศรี คอนซูเมอร์ กางแผนปี 2569 รับมือเศรษฐกิจผันผวนและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป

กรุงศรี คอนซูเมอร์ กางแผนปี 2569 รับมือเศรษฐกิจ ‘รถไฟเหาะ’ เผยอินไซต์คนรวยเริ่มรัดเข็มขัด หันซบ Fast Food แทน Fine Dining พร้อมรุกฐานฟรีแลนซ์-ดึงสินเชื่อบุคคลจากธนาคารแม่มาบริหารแบบเบ็ดเสร็จ

 

 
 

อธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูเมอร์ เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลในปี 2568 ที่ผ่านมาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เปรียบเสมือน ‘รถไฟเหาะ’ โดยตลาดบัตรเครดิตโดยรวมมียอดบัญชีติดลบ 1% ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายสิบปี (ไม่นับช่วงโควิด) อย่างไรก็ตาม กรุงศรี คอนซูเมอร์ ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 ในประเทศไว้ได้ โดยมียอดบัญชีเติบโต 4.8%

 

อธิศเปรียบเทียบสถานการณ์ในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ว่ามีลักษณะเหมือน ‘การนั่งรถไฟเหาะ’ เนื่องจากมีความผันผวนสูงและทิศทางการใช้จ่ายขึ้นๆ ลงๆ อย่างเห็นได้ชัดในแต่ละเดือน

 

โดยมีรายละเอียดสถานการณ์ดังนี้:

 

เดือนมกราคม: เริ่มต้นปีด้วยสถานการณ์ที่ ดีมากและมีความหวังสูง ได้รับแรงหนุนจากโมเมนตัมช่วงปลายปีที่มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามา ประกอบกับมาตรการช้อปช่วยชาติเพื่อลดหย่อนภาษีของรัฐบาล ทำให้ยอดการใช้จ่ายคึกคักจนสร้างความรู้สึก ‘ใจชื้น’ ให้กับทางบริษัท

 

เดือนกุมภาพันธ์: สถานการณ์กลับพลิกผัน ยอดการใช้จ่ายตกลงมาอยู่ในระดับทรงตัวหรือชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว แม้จะยังไม่มีวิกฤตสงครามเกิดขึ้นชัดเจนในตอนนั้นก็ตาม

 

เดือนมีนาคม: เป็นช่วงที่เริ่มเห็นผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงาน และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ตอนแรกบริษัทประเมินว่าสถานการณ์จะย่ำแย่ลงไปอีก แต่ปรากฏว่า ยอดรวมไม่ได้แย่อย่างที่คิด

 

“ปัจจัยที่มาช่วยพยุงตัวเลขเอาไว้คือ ความตื่นตระหนกของผู้บริโภค ที่กลัวสินค้าจะขาดแคลนหรือราคาแพงขึ้น จึงหันมาเร่งกักตุนสินค้าจำเป็นในซูเปอร์มาร์เก็ต และเติมน้ำมันกันมากกว่าปกติ” อธิศ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สะท้อนถึงความกังวลของผู้บริโภคในเดือนนี้คือ ยอดการยกเลิก (Cancellation) การจองตั๋วเดินทางและการท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นถึง 48% เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

โดยภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 1 มีตัวเลขผลการดำเนินงานที่สำคัญดังนี้:

 

  • ยอดบัญชีลูกค้าใหม่: มีเปิดบัญชีใหม่ได้เกือบ 150,000 บัญชี เติบโตถึง 4.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต: เติบโตแบบบางเบาเพียง 0.3% ปิดที่เกือบ 98,000 ล้านบาท ซึ่งอธิศมองว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ การที่ตัวเลขยังเป็นบวกและไม่ติดลบก็ถือว่าดีแล้ว
  • ยอดสินเชื่อใหม่: ยังคงเติบโตเป็นบวกที่ 2.8% ปิดที่ประมาณ 23,300 ล้านบาท
  • ยอดสินเชื่อคงค้าง: ยังคงติดลบอยู่ที่ 2.29%
  • โดยสรุป แม้สถานการณ์โดยรวมจะสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคทุกระดับ (รวมถึงกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม) เริ่มรัดเข็มขัดและลดการใช้จ่ายในหมวดสินค้าฟุ่มเฟือยลงอย่างเห็นได้ชัด

 

กรุงศรี คอนซูเมอร์ กางแผนปี 2569 รับมือเศรษฐกิจผันผวนและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป 1

 

อธิศ กล่าวเพิ่มว่า เมื่อดูจากผลงานไตรมาสที่ 1 ที่ทำได้เปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทางกรุงศรีคอนซูเมอร์ยังมองว่าช่องว่างยังไม่ห่างกันมากนัก และ ยังมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถผลักดันให้ภาพรวมผลประกอบการในปีนี้เติบโตเป็นบวกได้

 

กางแผนปี 2569: Synergy เครือกรุงศรี และรุกฐาน Freelance

 

อธิศ กล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายธุรกิจปี 2569 กรุงศรี คอนซูเมอร์ ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตร 420,000 ล้านบาท (+6%) ยอดสินเชื่อใหม่ 98,000 ล้านบาท (+4%) และยอดบัญชีลูกค้าใหม่ 627,000 บัญชี (+9%) โดยจะขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ 2 แทร็ก (Dual Track)

 

แทร็กที่ 1: การผนึกกำลังในเครือ (Cross Group Synergy) มุ่งเป้าโครงการเมกะโปรเจกต์ ‘One Krungsri’ โดยเฉพาะ One Krungsri P-Loan ที่จะทำการโอนย้ายผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลจากธนาคารแม่ (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา) มาบริหารจัดการที่กรุงศรี คอนซูเมอร์ทั้งหมด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงและความคล่องตัว รวมถึงการรุกตลาดประกัน (One Krungsri Insurance) และการบริหารความมั่งคั่ง (One Krungsri Wealth) ร่วมกับฐานลูกค้าของธนาคาร

 

แทร็กที่ 2: การใช้ Data และขยายฐานสู่กลุ่มอาชีพอิสระ บริษัทฯ เตรียมปรับโมเดลการพิจารณาสินเชื่อ (Underwriting) รูปแบบใหม่เพื่อเข้าถึงกลุ่มอาชีพ Freelance และพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันคิดเป็น 51% ของแรงงานไทย แต่ที่ผ่านมามักถูกปฏิเสธเนื่องจากไม่มีสลิปเงินเดือน นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดตัวนวัตกรรมทางการชำระเงินใหม่ในช่วงไตรมาส 3 หรือ 4 ที่คาดว่าจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับตลาดบัตรเครดิตในไทย

 

กรุงศรี คอนซูเมอร์ กางแผนปี 2569 รับมือเศรษฐกิจผันผวนและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป 2

 

เผยดัชนี ‘พรีเมียมชะลอตัว’ คนรวยเริ่มรัดเข็มขัด

 

จากข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรในปี 2568 พบสัญญาณการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ แม้แต่ในกลุ่มลูกค้าพรีเมียม (High-end) ที่เริ่มลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยลง

 

  • Dining: ยอดใช้จ่ายร้านอาหารหรู (Fine Dining) ติดลบถึง 18% ขณะที่ร้านอาหารบริการด่วน (Fast Food/QSR) เติบโต 9% สะท้อนการเลือก ‘อิ่มเท่ากันในราคาที่ถูกลง’
  • Fashion: กลุ่มสินค้า Luxury ติดลบ 16% ในขณะที่ Fast Fashion ยังคงทรงตัวได้
  • Healthcare: ยอดใช้จ่ายโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ลดลง 5% แต่โรงพยาบาลรัฐเพิ่มขึ้น 7%
  • Convenience Wins: ยอดใช้จ่ายหน้าร้าน (Face-to-face) ติดลบ 3% สวนทางกับออนไลน์ที่ยังโตต่อเนื่อง และบริการ Travel Agent แบบครบวงจรที่โตถึง 11% เนื่องจากตอบโจทย์ความสะดวกสบาย

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าลูกค้ามีพฤติกรรมการรูดบัตรบ่อยครั้งขึ้น (Frequency +60%) แต่มียอดต่อครั้งเล็กลง และหันไปใช้การผ่อนชำระ 0% แทนการจ่ายเต็มจำนวนมากขึ้นเพื่อบริหารเงินสดในมือ

 

“แม้สถานการณ์เศรษฐกิจจะยังเปราะบางและมีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยระดับโลก แต่เราเชื่อมั่นว่าการบริหารงานที่เน้นประสิทธิภาพ (Productivity) และการนำข้อมูล (Data) มาต่อยอดธุรกิจเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงจุด จะช่วยให้กรุงศรี คอนซูเมอร์ เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจต่อไป” อธิศ กล่าวทิ้งท้าย

 

 

The post ตลาดบัตรเครดิตสะเทือน! ยอดบัญชีใหม่ติดลบครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ‘กรุงศรี คอนซูเมอร์’ ปรับพอร์ตรับมือยอดรูด ‘ถี่แต่เล็ก’ เตรียมส่งนวัตกรรมชำระเงินใหม่เขย่าตลาดช่วงปลายปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>