ทุกวันนี้กระแสกีฬาแร็กเกตยังคงมาแรงแบบฉุดไม่อยู่ ดูได้จ […]
The post หวดเทนนิสที่ The Lobb Club คอร์ตสวย ไวบ์ดี แถมมีบาร์ให้นั่งชิลต่อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทุกวันนี้กระแสกีฬาแร็กเกตยังคงมาแรงแบบฉุดไม่อยู่ ดูได้จากจำนวนคอร์ตใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นมาเพียบ หากคุณกำลังมองหาที่ที่ไม่ได้มีไว้แค่ ‘ตี’ แต่ยังไวบ์ดีแบบ Photogenic มีบาร์ให้นั่งชิล แถมวันไหนอยากเปลี่ยนมู้ดไปลองเล่นกีฬาแร็กเกตอื่นๆ ก็มีให้ครบจบในที่เดียว
เราอยากให้ลองแวะมาที่ The Lobb Club สเปซที่ไม่ได้เป็นแค่คอร์ตเทนนิส แต่เป็น Sport and Social Club ของคนรักกีฬาแร็กเกตและการพบปะสังสรรค์อย่างแท้จริง

พอเดินทางมาถึงซอยสาธุฯ 57 ก็เป็นอันต้องเซอร์ไพรส์กับความกว้างของสเปซที่นี่ ใครจะไปคิดว่าจะมีคอร์ตเทนนิสสีส้มอิฐสวยสะดุดตาซ่อนตัวอยู่ แถมงานนี้ใครขับรถมาก็สบายใจได้ เพราะที่จอดรถกว้างมหาศาล ไม่ต้องวนหาให้เสียเวลา
ที่นี่ถูกนิยามด้วยคอนเซปต์ ‘Play, Balance, Belong’ โดยเน้นไปที่ประสบการณ์แบบ Holistic ที่ผสมผสานทั้ง Sport, Social และ Wellness เข้าไว้ด้วยกันเพื่อให้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถมาใช้เวลาได้ตลอดทั้งวัน
ก่อนจะพุ่งตัวไปโซนสนาม แวะมาเช็กอินที่ Clubhouse Zone กันก่อน จุดนี้เป็นทั้ง Reception และ Private Lounge แถมยังมีโซน Merchandise ที่รวมไอเท็มดีไซน์เก๋จากทาง The Lobb Club มาให้เลือกช้อปติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย




นอกจากนี้ยังมีล็อกเกอร์ ห้องอาบน้ำ รวมถึงผ้าขนหนูให้บริการ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) สะดวกสบายแบบมาตัวเปล่าได้
แอบกระซิบว่าในอนาคตอันใกล้ ที่นี่จะมีโซน Wellness Space อย่าง Ice bath และบริการด้าน Recovery อื่นๆ ตามมาอีกด้วย เตรียมตัวรอมาฟื้นฟูร่างกายหลังหวดเสร็จกันแบบฟินๆ ได้เลย




ถัดไปไม่ไกลเป็นโซน Tennis Simulator อีก 5 ห้องที่เปิดสเปซให้มือใหม่ได้ลองฝึกซ้อมแบบไม่ต้องเขิน

นอกจากนี้ยังมีสนาม Indoor Pickleball กีฬายอดฮิตที่กำลังมาแรงสุดๆ ไว้คอยให้บริการอีกด้วย

พื้นที่โซนกีฬาทั้งหมดถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ในร่มที่เน้นความโปร่งโล่ง รับลมธรรมชาติแบบ Semi-outdoor เพื่อให้ผู้เล่นได้สัมผัสบรรยากาศการออกกำลังกายที่สดชื่นและระบายอากาศได้ดี ไม่รู้สึกอึดอัด

อีกไฮไลต์ของที่นี่คือ The Lobbar บาร์ติดขอบสนามที่ให้บริการแบบ All-day Dining จะแวะมาจิบกาแฟตอนเช้า ตบด้วยเบรกฟาสต์หลังเวิร์กเอาต์ หรือจะมาช่วงค่ำสำหรับดินเนอร์พลางจิบไวน์ดีๆ ไปด้วยก็ยังได้



สำหรับใครที่ไม่เคยจับไม้เทนนิสมาก่อนก็สบายใจได้เพราะที่นี่ก็มีบริการโค้ชพร้อมดูแลอย่างใกล้ชิด
เริ่มต้นคลาสด้วยการปูพื้นฐานแบบนับหนึ่งใหม่หมด โค้ชจะสอนตั้งแต่ Basic Grip หรือวิธีการจับไม้ที่ถูกต้อง เพราะการจับไม้คือหัวใจสำคัญที่จะกำหนดทิศทางลูก จากนั้นก็ขยับไปฝึกการ เดาะลูกเพื่อสร้างความคุ้นเคยระหว่างมือ ไม้ และลูกเทนนิส รวมถึงการจัดระเบียบร่างกายและองศาการยืนที่จะช่วยให้เราเคลื่อนตัวได้อย่างมั่นคง


เมื่อพื้นฐานเริ่มเข้าที่ ก็เข้าสู่ช่วงการฝึกตี Forehand โดยโค้ชจะคอยประกบและปรับท่าทางให้ทีละคน เพื่อให้จังหวะการเหวี่ยงแขนและการถ่ายน้ำหนักตัวเป็นไปอย่างธรรมชาติที่สุด


เมื่อเริ่มจับจังหวะได้แม่นขึ้น โค้ชก็อัปสกิลความท้าทายให้เราขยับไปยืนหลังเส้น Baseline เพื่อฝึกการเสิร์ฟเต็มระยะ ซึ่งต้องใช้แรงส่งเพิ่มเพื่อให้ลูกพุ่งข้ามตาข่ายไปลงคอร์ตพอดี


ก่อนจะปิดท้ายด้วยท่าที่ชาเลนจ์ขึ้นมาอีกระดับกับการฝึกตีแบบ Backhand ที่ต้องอาศัยทั้งสมาธิและการบิดข้อมือที่สัมพันธ์กัน



พอเริ่มเบสิกพอถูไถ เข้าสู่ชั่วโมงที่สองเราเลยจัดแมตช์มิตรภาพชนิดที่ความเป๊ะไม่ต้อง เน้นตีเอาสนุก เป็นหลัก จากท่าทางสวยงามตามตำราในชั่วโมงแรก พอลงสนามจริงก็กลายเป็นการวิ่งสู้ฟัดแบบลืมท่าสวยไปชั่วขณะ
ถึงลูกจะออกบ้าง ติดเน็ตบ้าง หรือวิ่งไปรับไม่ทันบ้าง แต่มันทำให้เราเห็นเลยว่าเทนนิสเป็นกีฬาที่สร้างความสนุกและคอนเน็กชันได้ดีจริงๆ



จากที่ได้ลองเทนนิสครั้งแรก บอกเลยว่าเป็นกีฬาที่ได้ฝึกสมาธิและการใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนจริงๆ ที่สำคัญคือเบิร์นแคลอรีได้ดีเกินคาด เป็นชั่วโมงที่ได้เหงื่อแบบสะใจท่ามกลางบรรยากาศสนามที่ไวบ์ดีสุดๆ กลับบ้านไปพร้อมความฟิตและพลังงานดีๆ แน่นอน

The Lobb Club เหมาะกับคนรักกีฬาแร็กเกตที่มองหาไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ไม่ว่าคุณจะเป็นมือโปรหรือมือใหม่ก็จอยได้แบบไม่เกร็ง ที่สำคัญคือตอบโจทย์สาย Social เพราะหวดเสร็จก็สามารถนั่งชิลจิบดริงก์หรือทานอาหารต่อที่บาร์ได้เลย
Open: ทุกวัน 7.00-23.00 น.
Address: 669 ซอยปรีชา 2 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพฯ
Tel: 08 1059 8871
Budget:
จันทร์-ศุกร์
เสาร์-อาทิตย์
บริการเสริม
Facebook: https://www.facebook.com/profile.php?id=61585114527075
Instagram: https://www.instagram.com/thelobbclub/
The post หวดเทนนิสที่ The Lobb Club คอร์ตสวย ไวบ์ดี แถมมีบาร์ให้นั่งชิลต่อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงนี้ใครแวะไปที่สวนลุมพินี น่าจะสัมผัสได้ทันทีว่าบรรย […]
The post กทม. แชร์พิกัดเต้นแอโรบิก 38 จุด ทั่วกรุงฯ เอาไว้ปักหมุดเต้นใกล้บ้าน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงนี้ใครแวะไปที่สวนลุมพินี น่าจะสัมผัสได้ทันทีว่าบรรยากาศออกกำลังกายกำลังกลับมาคึกคักมาก โดยเฉพาะกิจกรรมเต้นแอโรบิคที่กำลังกลายเป็นไวรัลในหมู่คนเมือง จากเดิมที่มีคนเข้าร่วมจำนวนมากอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งแน่นและสนุกกว่าเดิม หลายคนบอกว่าไฮไลต์อยู่ที่ช่วงท้ายคลาสที่จังหวะเพลงเร้าใจ จนกลายเป็นทั้งการออกกำลังกายและพื้นที่ปล่อยพลังหลังเลิกงานไปพร้อมกัน
สำหรับใครที่อยากลอง ตอนนี้สวนลุมฯ มีจุดเต้นแอโรบิคทั้งหมด 3 จุดหลัก ได้แก่ จุดหลังลานพระรูปฯ (มี 2 รอบ เวลา 18.00 น. และ 19.00 น.), จุดหน้าห้องสมุด (18.00 น.) และจุดสวนปาล์ม (17.30 น.) โดยบางจุดจะเป็นคลาสที่ดูแลโดยวิทยากรของกรุงเทพมหานคร ขณะที่บางจุดเป็นกลุ่มอาสาที่รวมตัวกันมาเต้นเอง ทำให้แต่ละโซนมีสไตล์และบรรยากาศต่างกันเล็กน้อย เลือกได้ตามความชอบ
และเพื่อเป็นทางเลือกให้แค่คนกรุงผู้ที่อยากเต้นแอโรบิกกับเขาบ้าง แต่ไม่อยากเข้าไปแออัดในสวนลุมฯ ทางกรุงเทพมหานคร เลยออกมาแชร์พิกัดจุดเต้นแอโรบิกตัวกรุงเทพฯ ที่กระจายอยู่ถึง 38 จุด เพื่อให้คนเมืองเข้าถึงการออกกำลังกายได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน โดยสามารถเข้าไปเช็กพิกัดทั้งหมดได้ผ่านเว็บไซต์ Next Learn ของ กทม. learning.bangkok.go.th
นอกจากนี้ หากใครมีไอเดียดีดี อยากปรับปรุง อยากเพิ่มจุดเต้นในสวนหรือพื้นที่ใกล้บ้าน ก็สามารถเสนอความคิดเห็นผ่านช่องทางของ กทม. ได้เช่นกัน เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเรียบง่ายที่กำลังช่วยเปลี่ยนสวนสาธารณะให้กลายเป็นพื้นที่ของสุขภาพ ความสนุก และคอมมูนิตี้ของคนเมืองอย่างแท้จริง
The post กทม. แชร์พิกัดเต้นแอโรบิก 38 จุด ทั่วกรุงฯ เอาไว้ปักหมุดเต้นใกล้บ้าน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นที่รู้กันว่าตระกูล The North Face Altamesa เป็นรองเ […]
The post Altamesa 500 V2 ดีไหม? รองเท้าวิ่งเทรลเน้นสบาย มากกว่าความแรง appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นที่รู้กันว่าตระกูล The North Face Altamesa เป็นรองเท้าเทรลที่ใส่วิ่งได้นาน ใส่สบาย ใช้งานง่าย ดังนั้นรุ่นสองอย่าง Altamesa 500 V2 จึงเป็นรองเท้าเทรลที่โฟกัสชัดเจนในเรื่องความสบายระยะไกล มากกว่าความเร็วหรือความดุดัน เหมาะกับสายซ้อม สายวิ่งยาว หรือคนที่อยากได้รองเท้าเทรลที่ใช้งานง่าย ไม่ต้องปรับตัวเยอะ
อย่างที่บอก Altamesa 500 V2 เป็นรองเท้าวิ่งเทรลที่ทิศทางค่อนข้างชัด คือไม่ได้ทำมาเพื่อความเร็วหรือความดุดัน แต่เน้นให้วิ่งได้นานขึ้นแบบไม่ล้าเร็วมากกว่า ด้วยพื้นเทคโนโลยี DREAM
ที่เป็น TPU อัดไนโตรเจนให้ความนุ่มค่อนข้างชัด แต่ไม่ได้ยวบ ยังมีแรงเด้งกลับ พอให้รู้สึกว่ารองเท้าช่วยส่งจังหวะอยู่บ้าง ฟีลโดยรวมจะออกไปทางนุ่มสม่ำเสมอ เหมาะกับการวิ่งยาวๆ มากกว่าการเร่งความเร็ว

ด้วยโครงสร้างของรองเท้าทำออกมาให้มั่นคงพอสมควร ฐานค่อนข้างกว้างและส้นสูงประมาณ 36 มม. ช่วยให้ลงเท้าแล้วนิ่งขึ้น โดยเฉพาะบนทางขรุขระระดับกลางๆ แต่สิ่งที่ต้องแลกคือ ground feel ค่อนข้างน้อย ใครที่ชอบฟีลเท้าติดพื้นอาจรู้สึกว่าพื้นมันหนาไปนิด
ในเรื่องการยึดเกาะ พื้น SURFACE CTRL
กับดอกยาง 4 มม. ทำงานได้ดีทั้งบนทางดิน ทางผสม หรือกรวดทั่วไป สามารถใช้งานได้หลากหลาย แต่ยังไม่ถึงขั้นสามารถรับมือกับโคลนลึก หรือเวลาเจอ terrain โหดๆ ก็มีโอกาสลื่นได้บ้าง ตัวอัปเปอร์น้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี ดีไซน์สวย

เราว่า Altamesa 500 V2 เป็นรองเท้าเทรลที่ใช้งานง่ายมาก ใส่วิ่งเทรลเบาๆ ได้ วิ่งถนนก็ไม่ขัด และยังใส่เดินทั้งวันได้อีกด้วย จุดนี้ทำให้คู่นี้เป็นรองเท้าที่เหมาะกับสายซ้อม สายวิ่งยาว หรือคนที่เพิ่งเริ่มเข้าวงการเทรล เพราะมันไม่ได้บังคับฟอร์มการวิ่งของเรา หรือเรียกร้องทักษะจากผู้ใส่มากนัก เราลองใส่วิ่งเทรลสลับกับพื้นถนน รู้สึกว่ามันดีเพียงพอที่จะใส่วิ่งทั้งสองอย่างได้ แม้จะไม่ดีที่สุดแต่ก็ถือว่าบาลานซ์ได้ดี

Altamesa 500 V2 ไม่ใช่รองเท้าที่โดดเด่นสุดในด้าน performance แต่เป็นรองเท้าที่บาลานซ์ดี ใส่สบาย และใช้งานได้จริงในหลายสถานการณ์ เหมาะกับคนที่อยากได้รองเท้าเทรลที่ไม่ต้องปรับตัวเยอะ และสามารถหยิบมาใช้ได้บ่อยในชีวิตประจำวัน เพราะดีไซน์สวยจริงๆ สนนราคาอยู่ที่ 5,250 บาท ( ราคาดีกว่ารองเท้าวิ่งถนนอีก) วางจำหน่ายแล้วในบ้านเรา
ภาพ: The North Face
The post Altamesa 500 V2 ดีไหม? รองเท้าวิ่งเทรลเน้นสบาย มากกว่าความแรง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่มีแพลนไปเขาใหญ่แล้วอยากหากิจกรรมสนุกๆ ทำพร้อมฮีลใ […]
The post Swing Society สนามไดรฟ์กอล์ฟเขาใหญ่ไวบ์ชิลที่เหมาะจะแวะมาฮีลใจ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่มีแพลนไปเขาใหญ่แล้วอยากหากิจกรรมสนุกๆ ทำพร้อมฮีลใจไปด้วย ลองแวะไปที่ Swing Society สนามไดรฟ์กอล์ฟในคอนเซปต์ ‘Open Leisure Club’ ใน Rancho Charnvee Resort & Country Club ที่เปลี่ยนภาพจำสนามซ้อมแบบเดิมให้กลายเป็นคลับเฮาส์ส่วนตัวที่เสิร์ฟวิวพาโนรามาสีเขียวและลมเย็นๆ ตลอดทั้งวัน

ที่นี่รองรับผู้เล่นทุกรูปแบบ ตั้งแต่โปรกอล์ฟที่ต้องการสมาธิกับเครื่อง TRACKMAN ในห้อง Private Bays ติดแอร์ ไปจนถึงมือใหม่ที่อยากลองจับไม้ครั้งแรกในโซน Mini Golf Park ให้คุณได้ประลองฝีมือกับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวแบบสบายๆ


แน่นอนว่ายังถูกใจสายคอนเทนต์ด้วยการออกแบบสไตล์ Understated Luxury ที่ให้ความ Photogenic ในทุกมุม หลังจากออกแรงกันพอหอมปากหอมคอ ก็ยังแวะไปเติมพลังต่อได้ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์ Comfort Food ที่สามารถนั่งเสพ Golden Hour ยามตะวันตกดินได้

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งพิกัดในเขาใหญ่ที่ตอบโจทย์ทั้งสายกิจกรรมและสายชิล จะแวะมาวาดวงสวิงหรือแค่หาที่นั่งทิ้งตัวในวันหยุดก็ได้นะ
The post Swing Society สนามไดรฟ์กอล์ฟเขาใหญ่ไวบ์ชิลที่เหมาะจะแวะมาฮีลใจ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เดินทางมาถึงวันสุดท้ายกันแล้วสำหรับ BYD HYROX Bangkok 2 […]
The post มหกรรมกล้ามชนกล้าม! ส่องเอเนอจี้ Men Doubles ที่ BYD HYROX Bangkok 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เดินทางมาถึงวันสุดท้ายกันแล้วสำหรับ BYD HYROX Bangkok 2026 สังเวียนฟิตเนสระดับโลกที่เปลี่ยน BITEC บางนา ให้กลายเป็นสมรภูมิที่เดือดที่สุดในวินาทีนี้


ไฮไลต์ที่ทำเอาสนามในวันนี้คึกคักสุดๆ ต้องยกให้รุ่น Men Doubles กับการแท็กทีมคู่ชาย พิชิต 8 สถานีมหาโหดสลับการวิ่งที่ต้องใช้ทั้งพละกำลังและทีมเวิร์กเกินร้อย
งานนี้มีดารานักแสดงคนคุ้นตามาร่วมท้าดวล ไม่ว่าจะเป็นณเดชน์ คูกิมิยะ, หมาก-ปริญ สุภารัตน์, เดี่ยว-สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล, อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์ รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์สายฟิตอีกเพียบ เรียกว่าเป็นมหกรรมกล้ามชนกล้ามของแท้! ใครที่พลาดบรรยากาศจริงไป บอกเลยว่าปีหน้าต้องมาสัมผัสด้วยตัวเองดูสักครั้ง














The post มหกรรมกล้ามชนกล้าม! ส่องเอเนอจี้ Men Doubles ที่ BYD HYROX Bangkok 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
สิ้นสุดการรอคอยกับ BYD HYROX Bangkok 2026 กีฬาการแข่งขั […]
The post เปิดฉากวันแรก BYD HYROX Bangkok 2026 ปรากฏการณ์เดือดที่สายฟิตรอคอย! appeared first on THE STANDARD.
]]>
สิ้นสุดการรอคอยกับ BYD HYROX Bangkok 2026 กีฬาการแข่งขันสุดเดือดที่เหล่าสายฟิตรอคอย จากการประสบความสำเร็จในปีที่แล้วทำให้ ตัวเลขผู้เข้าแข่งขันในปีนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัว ทุบสถิติใหม่ที่ 17,500 คนเลยทีเดียว



บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้าในวันแรกคึกคักไปด้วยยอดนักกีฬาและกองเชียร์ที่หลั่งไหลเข้ามาชมการประเดิมสนามในประเภท Men Open (เดี่ยวชาย) และ Men Adaptive (เดี่ยวชายผู้มีข้อจำกัดทางร่างกาย) ที่ยาวจนถึงช่วงเย็น ก่อนจะต่อด้วย Women Doubles (คู่หญิง)






ภาพรวมของสนามยังคงเอกลักษณ์ความเดือดของ 8 สถานี ได้แก่ SkiErg 1,000 ม., Sled pull 50 ม., Sled push 50 ม., Burpee broad jumps 80 ม., Rowing 1,000 ม., Farmers carry 200 ม., Sandbag Lunges 100 ม., Wall balls 100 ครั้ง สลับกับการวิ่งระยะทาง 1 กม. ที่ทำเอาผู้ชมอย่างเราอดหอบแทนไม่ได้







นอกจากความเข้มข้นในโซนการแข่งขันแล้ว พื้นที่โดยรอบในปีนี้ถูกออกแบบให้เป็น Lifestyle Festival ไม่ว่าจะเป็น HYROX House พื้นที่พักผ่อนระดับพรีเมียมที่มาพร้อมโซนอาหาร และการแสดงสดจากศิลปินและดีเจ อีกทั้ง Recovery Lounge ที่มีทั้ง Ice Bath, บ่อน้ำร้อน, ซาวน่า และรองเท้านวดระบบแรงดันให้เหล่านักกีฬาได้ฟื้นฟูร่างกายแบบสบายๆ











สำหรับการแข่งขัน BYD HYROX Bangkok 2026 ยังคงมีต่อเนื่องอีก 2 วัน ใครที่อยากสัมผัสพลังงานและความยิ่งใหญ่ของกีฬา Hybrid ระดับโลก สามารถแวะมาเติมแรงบันดาลใจและเชียร์นักกีฬาได้ที่ BITEC บางนา จนถึงวันที่ 22 มีนาคมนี้
The post เปิดฉากวันแรก BYD HYROX Bangkok 2026 ปรากฏการณ์เดือดที่สายฟิตรอคอย! appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากสร้างกระแสในหมู่คนรักกีฬาแร็กเก็ตตั้งแต่ช่วง Sof […]
The post เปิดครบเฟส! Sterling แลนด์มาร์กใหม่สุขุมวิท 24 ที่สายหวดและสายเฮลต์ต้องไปเช็กอิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากสร้างกระแสในหมู่คนรักกีฬาแร็กเก็ตตั้งแต่ช่วง Soft Opening ล่าสุด Sterling Sport and Wellness Destination แห่งใหม่ใจกลางสุขุมวิท 24 ก็พร้อมเปิดให้บริการแบบครบเฟสอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้

ที่นี่ไม่ใช่แค่สนามกีฬาทั่วไป แต่เป็นพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างแท้จริง บนพื้นที่กว่า 9,000 ตารางเมตร คุณจะได้พบกับสนาม Tennis, Padel และ Pickleball มาตรฐานสากล ในบรรยากาศสบายๆ ที่เปลี่ยนสนามซ้อมให้กลายเป็นแหล่งแฮงก์เอาต์ของคนคอเดียวกัน

นอกจากจะเป็นจุดรวมพลของสายหวดแล้ว Sterling ยังตอบโจทย์สายสุขภาพและการออกกำลังรูปแบบอื่นด้วยการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสตูดิโอออกกำลังกายจาก Physique 57 สนามสควอช So Squash 24 โซนฟื้นฟูร่างกายจาก Sunday Mood กายภาพบำบัดจาก Form Recovery ไปจนถึงซาลอนดูแลเส้นผมจาก Hair House by Rekhasachdev

เรียกว่ามาที่เดียวได้ดูแลตัวเองครบตั้งแต่หัวจรดเท้า ถือเป็นอีกหนึ่งพิกัดสุขภาพใจกลางกรุงที่น่าลองไปเช็กอินดูสักครั้ง
The post เปิดครบเฟส! Sterling แลนด์มาร์กใหม่สุขุมวิท 24 ที่สายหวดและสายเฮลต์ต้องไปเช็กอิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
สวยสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น สำหรับ The Lobb Club สปอร์ตและ […]
The post สวยสะดุดตา! The Lobb Club สปอร์ตและโซเชียลคลับดีไซน์จัดจ้านแห่งใหม่ย่านสาธุประดิษฐ์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สวยสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น สำหรับ The Lobb Club สปอร์ตและโซเชียลคลับแห่งใหม่ในย่านสาธุประดิษฐ์ โดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบสุด Photogenic ในโทนสีแดงอิฐ ส้ม และฟ้า ภายใต้คอนเซปต์ ‘Play, Balance, Belong’ ที่ตั้งใจสร้างพื้นที่ให้ ‘กีฬาและการใช้ชีวิต’ มาบรรจบกันอย่างลงตัว

ภายในคลับอัดแน่นด้วย Facilities ครบวงจรที่พร้อมให้บริการแล้ว ทั้ง Indoor Tennis Court 2 สนาม, Tennis Simulator 5 ห้องสำหรับการฝึกซ้อมแบบส่วนตัว และ Indoor Pickleball 1 สนาม นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์อย่าง The Lobbar พื้นที่ All-day Dining ดีไซน์เก๋ที่เสิร์ฟครบตั้งแต่กาแฟยามเช้าไปจนถึงไวน์บาร์ในช่วงค่ำ พร้อมโซนคลับเฮาส์และ Wellness Space ที่กำลังพัฒนาเพิ่มเติมอย่าง Ice Bath เพื่อตอบโจทย์การ Recovery ร่างกายแบบครบสูตร

ถือเป็นอีกหนึ่ง Community Club ที่ตอบโจทย์คนเมืองยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสายแอ็กทีฟที่ต้องการออกกำลังกายจริงจัง คนทำงานที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งหาไอเดียใหม่ๆ หรือกลุ่มเพื่อนที่นัดพบปะพูดคุยกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง
ใครที่กำลังมองหาพื้นที่ Active Lifestyle แห่งใหม่ที่ถ่ายรูปสวยและใช้งานได้จริง ต้องรีบแวะมาเช็กอินกันหน่อยแล้ว!

ภาพ: The Lobb Club
The post สวยสะดุดตา! The Lobb Club สปอร์ตและโซเชียลคลับดีไซน์จัดจ้านแห่งใหม่ย่านสาธุประดิษฐ์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อ lululemon เปิดสาขาใหม่ที่ Central Park พร้อมออกแบ […]
The post วิ่งให้สุด แล้วหยุดที่สาขาใหม่ lululemon Central Park appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อ lululemon เปิดสาขาใหม่ที่ Central Park พร้อมออกแบบพื้นที่ให้เป็นมากกว่าร้านค้า แต่เป็นจุดเชื่อมต่อของคอมมูนิตี้คนรักการเคลื่อนไหว
ต้องบอกว่า lululemon Central Park สาขานี้ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ให้ไวบ์ที่ต่างจากสาขาอื่นๆ เพราะได้แรงบันดาลใจจากภูมิภาค Pacific Northwest บ้านเกิดของแบรนด์ ผ่านพื้นผิวสไตล์ Rustic รายละเอียดไม้แบบ Debossed และกระจกฝ้าลวดลายเทคนิค ที่ช่วยสร้างบรรยากาศเป็นมิตรและเข้าถึงง่าย แต่ยังคงความพรีเมียม โปร่งโล่ง น่าหยิบจับสินค้า

นอกจากนั้น สาขานี้ยังเน้นไปที่การสร้างคอมมูนิตี้ด้วยกิจกรรม bi-weekly community ที่ชวนนักวิ่งและเหล่าคนรักการเคลื่อนไหวมาทำกิจกรรมร่วมกัน โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ lululemon Central Park


พร้อมเปิดตัวคอลเล็กชัน Spring 2026 Run ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักวิ่งยุคใหม่ ด้วยเสื้อผ้าและอุปกรณ์วิ่งน้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี มีประสิทธิภาพสูง ในสไตล์ Preppy โทนสีคลาสสิคและลวดลายกราฟิกแปลกตา ที่ถือเป็นมู้ดใหม่ๆ ของแบรนด์นี้เช่นกัน

The post วิ่งให้สุด แล้วหยุดที่สาขาใหม่ lululemon Central Park appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับถอยหลังอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ก็จะถึงวันที่เหล่าสายฟิตร […]
The post 7 Days to HYROX: 5 วิธีคุมสติและร่างกายในสัปดาห์สุดท้ายก่อนแข่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับถอยหลังอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ก็จะถึงวันที่เหล่าสายฟิตรอคอยกับ HYROX การแข่งขันฟิตเนสระดับโลก ซึ่งช่วงโค้งสุดท้ายก่อนลงสนามจริงนี่เองที่มักท้าทายจิตใจมากที่สุด หลายคนเริ่มรู้สึกลนหรืออยากเร่งอัดซ้อมให้หนักขึ้น แต่หากไม่ระวัง การฝืนมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายล้าหรือบาดเจ็บได้
เพื่อให้คุณพร้อมลงแข่งอย่างเต็มร้อย ลองใช้ 5 วิธีนี้ช่วยประคองทั้งร่างกายและจิตใจให้พร้อม แล้วไปปล่อยพลังในวันแข่งกันให้สุดไปเลย!
อย่าให้ความตื่นเต้นทำให้รู้สึกว่าซ้อมไม่พอ จนเผลอไปเพิ่มความเข้มข้นหรือลองเทคนิคใหม่ๆ สัปดาห์นี้เป็นเวลาของการประคองสภาพร่างกายให้สมบูรณ์ที่สุด ให้ยึดตามแผนเดิมที่ซ้อมมา เพราะนั่นคือสิ่งที่ร่างกายคุ้นชินและมั่นใจที่สุด
ถ้าตื่นมาแล้วรู้สึกระบม ล้าผิดปกติ หรือเริ่มมีอาการจี๊ดที่ข้อต่อ ให้หยุดพักทันที การพัก 1-2 วันในสัปดาห์นี้ไม่ทำให้ความฟิตหายไปไหน แต่มันคือการชาร์จแบต ให้กล้ามเนื้อฟื้นฟูได้ทันเวลา ในทางตรงกันข้าม การฝืนซ้อมจนบาดเจ็บตอนนี้อาจทำให้ความพยายามที่ผ่านมาทั้งหมดเสียเปล่าไปได้ง่ายๆ
เลือกทานอาหารที่ร่างกายคุ้นเคย เน้นเมนูที่ย่อยง่ายเป็นหลัก ในช่วง 2-3 วันก่อนการแข่งขันค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนคาร์โบไฮเดรตเพื่อให้ร่างกายมีพลังงานสำรองอย่างเต็มที่ ที่สำคัญคือควรหลีกเลี่ยงการทดลองอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยใช้มาก่อน เพราะอาการไม่คาดคิดในวันแข่งอาจทำให้แผนที่เตรียมไว้ทั้งหมดพังได้
ลดปริมาณการซ้อมลง 30-50% เน้นขยับตัวเบาๆ ยืดเหยียด และรักษาจังหวะ (Pace) ที่จะใช้แข่งจริงสั้นๆ เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อล้า แล้วเก็บความพร้อมไปใช้ในสนามแข่งให้เต็มที่
HYROX คือการแข่งกับตัวเอง อย่ามัวแต่ดูคนอื่นซ้อมหนักจนเกิดความกังวล สัปดาห์นี้โฟกัสที่การนอนหลับให้เต็มอิ่ม จิบน้ำสม่ำเสมอ และเตรียมลำดับความคิดว่าในแต่ละ Station ต้องทำอะไรบ้าง จุดไหนต้องระวัง รวมถึงเช็กกติกาให้ดีอีกครั้ง เมื่อสมาธินิ่งและร่างกายพร้อม คุณก็เข้าใกล้ชัยชนะไปกว่าครึ่งแล้ว
อ้างอิง:
#TheStandardLife #TheUrbanGuidetoWellbeing #HYROX #HYROXThailand
The post 7 Days to HYROX: 5 วิธีคุมสติและร่างกายในสัปดาห์สุดท้ายก่อนแข่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าความสุขในการตีเทนนิสของคุณคือการได้เหงื่อ พร้อมกับกา […]
The post ตีเทนนิสริมแม่น้ำเจ้าพระยา กับสนามเทนนิสโฉมใหม่ที่ Shangri-La Bangkok appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าความสุขในการตีเทนนิสของคุณคือการได้เหงื่อ พร้อมกับการเสพบรรยากาศดีๆ สนามเทนนิสที่โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ น่าจะเป็นพิกัดที่คุณต้องรีบลิสต์ไว้ในใจ โดยเฉพาะหลังจากที่ทางโรงแรมทำการรีโนเวทสนามครั้งใหญ่จนเนี้ยบกริบ พร้อมเปิดต้อนรับนักหวดทุกวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ


สิ่งที่ทำให้สนามโฉมใหม่นี้แตกต่างไปจากเดิม คือการนำเครื่อง PowerShot Tennis Machine เข้ามาประจำการอย่างเป็นทางการ ลองนึกภาพตามนะ บางวันเราแค่ต้องการซ้อมท่าเดิมซ้ำๆ ทั้ง Serve ทั้ง Smash หรือ Repeat เพื่อให้กล้ามเนื้อจดจำวงสวิงได้แม่นยำ หรือบางทีคู่ซ้อมประจำดันไม่ว่าง การมีเครื่องพ่นลูกที่มีความแม่นยำสูงแบบนี้ช่วยให้เราโฟกัสกับตัวเอง และไม่ต้องกังวลว่าคู่ซ้อมจะเหนื่อยก่อนเราหรือเปล่า สำหรับเรามันคือการยกระดับการฝึกซ้อมไปอีกขั้นที่ช่วยสร้างความมั่นใจก่อนที่คุณจะก้าวลงสนามจริงในแมตช์ต่อไป

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการมาตีเทนนิสที่โรงแรมระดับห้าดาว แน่นอนว่าความสบายและความเป็นส่วนตัว หลังจากหวดจนสะใจแล้ว คุณยังสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันของ Health Club ได้ด้วย ซึ่งตอนนี้ทางโรงแรมมีโปรโมชันที่ค่อนข้างคุ้มค่าทีเดียว
สมาชิกและแขกโรงแรมจ่ายเพิ่มเพียง 400 บาท ต่อ 30 นาที สำหรับการใช้เครื่อง PowerShot โปรโมชันยาวถึงสิ้นปี 2026
สำหรับบุคคลภายนอก ถ้าอยากยกแก๊งเพื่อนมาไม่เกิน 4 คน รวมการใช้เครื่องพ่นลูกด้วย จบที่ 1,210 บาท ต่อ 60 นาที ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่เหมาะกับประสบการณ์ระดับพรีเมียมริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ที่สำคัญคือหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าต้องเป็นแขกที่เข้าพักเท่านั้นถึงจะมาใช้บริการได้ แต่จริงๆ แล้วคนนอกที่ไม่ได้พักก็สามารถจองเข้ามาตีได้เช่นกัน ไม่ว่าจะชวนแก๊งเพื่อนมาแฮงเอาต์ออกกำลังกาย หรืออยากเปลี่ยนบรรยากาศจากคอร์ตในเมืองมาสัมผัสความพรีเมียมริมน้ำ ที่นี่ก็เปิดต้อนรับทุกคนโดยสนามเปิดให้บริการยาวๆ ตั้งแต่ 6 โมงเช้าไปจนถึง 3 ทุ่ม แถมยังมีโปรโมชันแพ็กเกจเช่าสนามพร้อมเครื่องพ่นลูกสำหรับบุคคลภายนอกในราคาที่คุ้มสุดๆ อีกด้วย




ที่นี่เหมาะมากสำหรับใครที่กำลังมองหาคอร์ทเทนนิสมาตรฐานสูงไปพร้อมๆ กับมาสเตเคชั่นที่โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ เพราะการได้หวดลูกบนสนามที่เพิ่งรีโนเวทใหม่เอี่ยมตัดกับบรรยากาศรับลมริมแม่น้ำเจ้าพระยา มันให้ฟีลเหมือนเรามาพักผ่อนและรีเฟรชร่างกายมากกว่าการมาซ้อมแบบเอาเป็นเอาตาย นอกจากนี้ยังตอบโจทย์คนรักความแม่นยำเป็นพิเศษ เพราะการมีเครื่อง PowerShot Tennis Machine มาตั้งสแตนด์บายอยู่กลางสนาม ช่วยให้เราฝึกวงสวิงซ้ำๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
Tennis Court Shangri-La Bangkok
Address: Health Club โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06:00-21:00 น.
Contact: 0-2236-7777
Budget:
The post ตีเทนนิสริมแม่น้ำเจ้าพระยา กับสนามเทนนิสโฉมใหม่ที่ Shangri-La Bangkok appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากพูดถึงจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์การเล่นสกีท่ามกลางธรร […]
The post สัมผัสเสน่ห์ที่แตกต่างของทริปสกีฝรั่งเศส-อิตาลีที่ Club Med Serre Chevalier และ Pragelato Sestriere appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากพูดถึงจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์การเล่นสกีท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงามตระการตา ‘ยุโรป’ คงเป็นพิกัดอันดับต้นๆ ในใจที่ใครหลายคนอยากไปเยือน เพราะขนาดมองผ่านหน้าจอก็ยังสัมผัสได้ถึงเสน่ห์ที่ชวนให้อุทานคำว่าสวยอยู่ซ้ำๆ
เมื่อต้นกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เราถือโอกาสเดินทางไปพิสูจน์ความตระการตานั้นด้วยตาตัวเอง และเพื่อให้คุ้มค่ากับการเดินทาง ทริปนี้เราเลยเช็กอินสองบรรยากาศในทริปเดียวที่ Club Med Serre Chevalier ฝรั่งเศส และ Club Med Pragelato Sestriere อิตาลี

มาลองสำรวจไปพร้อมกันว่า แต่ละพิกัดมีไฮไลต์อะไรที่ซ่อนอยู่ และเสน่ห์แบบไหนที่จะเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับทริปสกีครั้งหน้าของคุณ
การปักหมุดมา Club Med Serre Chevalier และ Pragelato Sestriere ในช่วงต้นกุมภาพันธ์นั้นเรียกว่าเป็นจังหวะทองที่ดีที่สุดของฤดูกาลสกีด้วยคุณภาพหิมะที่มีความนุ่ม แน่น และสมูท ให้ฟีลที่แตกต่างจากการเล่นสกีที่อื่น และแน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้ทริปนี้ไร้กังวลคือการกินอยู่แบบ All-inclusive คอนเซปต์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Club Med จ่ายทีเดียวจบ ดูแลครบตั้งแต่ที่พัก Ski Pass ค่าเรียนและอุปกรณ์ อาหาร สารพันเครื่องดื่ม เรียกว่าเราจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศเทือกเขาแอลป์ และโฟกัสกับความสุขตรงหน้าได้อย่างเต็มที่
“The purpose of life is to be happy. The place to be happy is here. The time to be happy is now.”
— Gérard Blitz, Founder of Club Med
โปรแกรมทริปนี้ที่แบ่งเป็นการพักที่ฝรั่งเศส 3 คืน และอิตาลี 4 คืน เริ่มจากการบินตรงจากกรุงเทพฯ ที่ให้เราหลับยาว 12 ชม. ถึงสนามบิน Milan Malpensa แล้วต่อรถอีกราว 3 ชั่วโมงมุ่งหน้าสู่ Club Med Serre Chevalier โดยมีรถจากรีสอร์ตมารับถึงที่

มาถึงโซนล็อบบี้ ทางผู้จัดการ และ G.O (Gentle Organizer) ของรีสอร์ตต่างต้อนรับเราด้วย Welcome Drink ก่อนที่จะแจกจ่ายคีย์การ์ดในรูปแบบ Wristband ให้เราไปพักผ่อนตามอัธยาศัย

สิ่งแรกที่เราสะดุดตาคือดีไซน์แบบ Modern Alpine ที่หยิบเอาเฟอร์นิเจอร์สีสันสดใสมาวางตัดกับงานไม้ ให้ความรู้สึกสนุกสนานแต่ยังคงความโฮมมี่ ทำให้พื้นที่ส่วนกลางดูมีชีวิตชีวา ชวนให้เราอยากนั่งเอนหลังพักผ่อน


เหลือบไปด้านข้างในบริเวณเดียวกันจะเจอกับบูติกของทาง Club Med ที่มีทั้งชุด อุปกรณ์ แอ็กเซสเซอรีส์คุณภาพเยี่ยมสำหรับสกีจำหน่ายครบ หมดห่วงเรื่องการลืมอุปกรณ์ไปได้เลย

ถัดไปอีกเล็กน้อยจะเจอกับเคาน์เตอร์บาร์ทอดยาวที่ให้เราสั่งเครื่องดื่มแก้วโปรดได้ทั้งวัน

ก่อนจะไปสำรวจอะไรเพิ่มเติม ขอแวะไป Freshen Up ตัวเองหลังจากนั่งเครื่องมานานๆ เล็กน้อย
ผลักประตูเข้าห้องพักไปเป็นต้องว้าวกับการตกแต่งของห้องที่เน้นความสนุกสดใสสไตล์ Pop of Colors ด้วยคู่สีส้ม-น้ำเงินที่จัดจ้าน

ห้องที่เราเห็นนี้เป็นไทป์ Junior Family Superior Rooms พร้อมระเบียง และตัวห้องยังสามารถเชื่อมต่อกับห้องข้างๆ ได้ด้วย ตอบโจทย์สำหรับใครที่มากับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวใหญ่

หัวเตียงไม้ถูกดีไซน์เป็นรูปทรงพระอาทิตย์ หมอนอิงลายปักนักสกี บนเตียงนอนมีของที่ระลึกน่ารักๆ จาก Club Med และยังมีมุมโซฟาให้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ

ห้องน้ำมีการตกแต่งที่โดดเด่นด้วยกระจกคู่ทรงกลมที่ออกแบบขอบไม้ให้มีลักษณะคล้ายเฟือง ตัดกับผนังสีน้ำเงินเข้มอย่างลงตัว และยังมีราวแขวนผ้าเช็ดตัวแบบทำความร้อนได้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดที่ตอบโจทย์เหล่าสกีเยอร์ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะความสะดวกในการตากถุงเท้าสกีหรือผ้าชิ้นเล็กให้แห้งไว พร้อมใช้งานในเช้าวันถัดไป

นอกจากนี้ยังมี Bathtub ให้ได้แช่ตัวหลังคลายเมื่อยจากสกี ส่วนห้องน้ำในส่วนของชักโครกจะถูกแยกออกเป็นอีกห้องหนึ่งอย่างเป็นสัดส่วน ถือเป็นเลย์เอาต์ที่สะดวกไปอีกแบบ
ลองสำรวจผลิตภัณฑ์อาบน้ำก็พบว่ามันแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ของ Club Med ในจีนที่เราเคยไปมา ที่นี่ใช้ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Savoir-Faire ที่มีจุดเด่นเรื่อง Hydration และกลิ่นหอมสะอาดสดชื่น เหมาะจะรีเฟรชร่างกายหลังการเล่นสกีเป็นอย่างดี
อ่านเพิ่มเติม: Club Med Changbaishan สกีรีสอร์ตพรีเมียมในจีนที่ครอบครัวและมือใหม่หัดสกีต้องรัก

จุดที่ประทับใจมากเป็นพิเศษคือ วิวจากระเบียงห้อง ภาพทุกอย่างตรงหน้าถูกเคลือบด้วยสีขาวโพลนเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในฉากหนังช่วงคริสต์มาส ลมเย็นปะทะใบหน้าพร้อมอากาศบริสุทธิ์ที่เราสามารถสูดหายใจได้เต็มปอดแบบไม่ต้องกังวลเรื่อง PM2.5

อากาศที่สดชื่นและธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ขนาดนี้ ส่วนหนึ่งมาจากความตั้งใจของ Club Med ในการรักษาพื้นที่รอบๆ รีสอร์ตให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการออกแบบอาคารให้เป็น Eco-Resort ที่เป็นมิตรต่อโลกจนได้รับมาตรฐาน Green Globe

มาในส่วนปากท้องกันบ้าง ห้องอาหารของ Club Med จะเป็นแบบ All-You-Can-Eat ทุกมื้อ โดยมีห้องอาหารหลักที่ Le Vauban ที่จะเสิร์ฟเมนูยอดนิยมสไตล์อัลไพน์กับอาหารนานาชาติ และจะเวียนเปลี่ยนไปในทุกวัน

ช่วงเช้าเราจะเจอกับมุมซีเรียล, Omelette Station, โยเกิร์ต เบเกอรี่เรียงรายมากมาย และบางวันเราจะเจอกับกองทัพเบเกอรี่ที่มีความยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ
ไม่ว่าจะด้วยวัตถุดิบหรือขนาด การันตีว่าคนรักคาร์บต้องตาวาวแน่นอน

หรือถ้าใครเป็นสายผลไม้ก็ยิ้มได้กับมุมผลไม้สดที่ยกมาทั้งสวน ซึ่งผลไม้ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจของทางรีสอร์ตที่อยากสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่เพื่อช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นไปพร้อมๆ กับการลดมลพิษจากการขนส่งระยะไกล

ส่วนมื้อกลางวันจะมีความหลากหลายขึ้น อาทิ พาสต้า, พิซซ่า, Poke Bowl หรือเนื้อสัตว์เองที่น่าจะถูกใจสายโปรตีนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นปลาย่างที่เสิร์ฟมาทั้งตัว เนื้อย่าง ไก่อบ เป็นต้น

ใครที่มื้อกลางวันอาจจะกินไม่ได้เยอะมาก แล้วไปหิวเอาช่วงเย็น 4-5 โมง ที่นี่ก็มีบาร์ขนมเสิร์ฟแบบจัดเต็มอีกเช่นกัน เมนูที่ทำให้เราประทับใจแบบไม่ลืมเลือนคือ Hot Chocolate ที่หน้าตาเหมือน Ravioli ไส้ช็อกโกแลตเยิ้มๆ เสิร์ฟในช็อกโกแลตร้อน ท็อปด้วยวิปครีมพูนๆ เป็นนาทีที่ต้องลืมเรื่องแคลอรีไปก่อน แล้วปล่อยใจไปกับความอร่อยที่ฟินจนหยดสุดท้าย

ส่วนดินเนอร์ที่จะมีความแกรนด์ต่างกันในแต่ละวัน อย่างช่วงที่เราไปจะเจอกับ Seafood on Ice และฟัวกราส์ สเตชันสุดฮอตที่แถวยาวเหยียดตลอด

หากใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศมาดื่มด่ำกับมื้อค่ำที่ดูเป็นส่วนตัวขึ้นอีกนิด แนะนำให้จองห้องอาหาร Specialty อย่าง La Meije ที่เสิร์ฟเมนูท้องถิ่นในรูปแบบการแชร์ริ่ง โดยมีไฮไลต์เป็น Wild Garlic Fondue หรือเมนูหินร้อน (Stone Cooking) ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ประจำภูมิภาค

สำหรับกิจกรรมหรรษา ถ้าไม่มีก็คงไม่ใช่ Club Med ที่นี่จะมีตารางกิจกรรมที่ผลัดเปลี่ยนไปในแต่ละวัน อย่างช่วงที่เรามาจะมี Champagne Fountain & Fireworks ให้ได้ชนแก้วดูพลุสุดตระการตา

หรือถ้าใครอิ่มจากดินเนอร์แล้วยังไม่อยากเข้านอนก็สามารถแวะนั่งดูโชว์ จิบเครื่องดื่มชิลๆ ได้

มาที่นี่ทั้งที พาร์ตที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือเรื่องสกี วันแรกที่มาถึง ทางรีสอร์ตจะแนะนำให้ไปที่ Ski Pro Shop เพื่อฟิตติ้งรองเท้าและอุปกรณ์สำหรับการเล่นสกีในวันถัดไป
ถ้าพูดถึงเรื่องอุปกรณ์ ที่นี่เลือกใช้แบรนด์ระดับตำนานอย่าง Rossignol ซึ่งการันตีความพรีเมียมด้วยมาตรฐานฝรั่งเศสที่นักกีฬาทั่วโลกไว้วางใจ ทั้งในเรื่องเทคโนโลยีที่ช่วยให้เล่นสกีได้สนุกขึ้นและดีไซน์ที่ดูโฉบเฉี่ยวเวลาอยู่บนลานหิมะ

สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจเล็กน้อยคือการถูกถามน้ำหนักและส่วนสูง ซึ่งปกติเราไม่เคยเจอ แต่ที่นี่เก็บข้อมูลละเอียดเพื่อปรับตั้งค่าสปริงสกีให้พอดีกับตัวเราที่สุด เป็นดีเทลความปลอดภัยที่ช่วยลดการบาดเจ็บและทำให้เรามั่นใจก่อนออกไปลุยลานหิมะจริงๆ

เมื่อฟิตติ้งอุปกรณ์ครบแล้ว เราสามารถนำไปเก็บที่ล็อกเกอร์เลขเดียวกับห้องพักได้เลย ซึ่งโซนล็อกเกอร์ที่นี่กว้างขวางจนแอบทำให้เรารู้สึกเหมือนเดินอยู่ในเขาวงกตประมาณหนึ่ง

มาถึงช่วงเวลาที่รอคอยกับการเรียนสกี ความพิเศษของ Club Med Serre Chevalier คือการใช้ทีมครูฝึกจาก ESF ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนสกีที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในฝรั่งเศส ก่อตั้งมานานกว่า 80 ปี และขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานการสอนระดับโลก

คลาสสกีจะแบ่งเป็นสองช่วงคือเช้า-บ่าย มีพักเที่ยงชม.กว่า คลาสในช่วงเช้า ครูให้เราขึ้นกระเช้าไปยังสโลปที่ติดกับตัวรีสอร์ต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Serre Chevalier Vallée ลานสกีระดับโลกที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของฝรั่งเศส
ความเจ๋งคือเส้นทางที่เชื่อมต่อหลายหมู่บ้านเข้าด้วยกัน ทำให้มีสโลปให้เลือกเล่นจุใจ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงเส้นทางท้าทายกลางหุบเขา

เมื่อขึ้นมาถึง วิวขาวโพลนของภูเขาหิมะก็ทำให้เราใจตุ้มต่อมเบาๆ พร้อมกับอาการ ‘หิวน้ำ’ ที่ตามมาทันที ด้วยอากาศบนเขาที่มีความชื้นต่ำและออกซิเจนน้อย ร่างกายจะสูญเสียน้ำเร็วกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว ใครที่จะมาเล่นสกีบนที่สูงแบบนี้ เราแนะนำให้ดื่มน้ำตุนไว้เยอะๆ ตั้งแต่ก่อนเริ่มคลาส

เริ่มแรกครูให้เราวอร์มร่างก่อนเล็กน้อยด้วยการฝึกบนสโลประยะสั้นๆ ก่อนจะพาขึ้นไป Easy Boarder ซึ่งต้องใช้ T-Bar พาขึ้นไป

T-Bar เป็นอะไรใหม่ๆ สำหรับใครหลายคนในทริปนี้ ด้วยความที่ต้องเอาบาร์หนีบไว้ระหว่างขาแล้วให้มันดึงเราขึ้นไปด้านบน ถ้าเผลอทรงตัวไม่ดีก็มีโอกาสหลุดร่วงจาก T-Bar ได้

ด้วยความที่ในกรุ๊ปมีเพื่อนที่ไม่เคยเล่นสกีมาก่อน ครูเลยพามาประเดิมกันที่สโลประดับง่ายเพื่อปรับพื้นฐาน ซึ่งสำหรับเราที่พอมีประสบการณ์มาบ้าง สโลปนี้อาจไม่ยากนักแต่ก็มีจุด Bumpy ให้ได้ลุ้นเป็นระยะ ถ้าจังหวะเบรกไม่ดีก็มีสิทธิ์ล้มกลิ้งได้ (เช่นเรา)
ในช่วงพักกลางวัน ที่นี่มีธรรมเนียม Après-ski สุดคึกคักให้เราได้ปาร์ตี้เอาต์ดอร์ท่ามกลางความหนาว อิ่มอร่อยกับเมนูหลากหลายทั้ง Cold Cut และ Kebab ร้อนๆ ที่ปรุงกันสดๆ พร้อมดนตรีจากดีเจที่เปิดบิลด์อารมณ์ให้ได้เต้นสนุกกันกลางแจ้ง เป็นช่วงเวลาเติมพลังที่ฟีลกู๊ดมาก

ในช่วงบ่ายเราเลยยังซ้อมกันอยู่ที่เดิมเพื่อให้พื้นฐานแน่นพอสำหรับสโลปที่ท้าทายกว่าในวันถัดไป
สำหรับวันที่สอง ครึ่งเช้าครูยังให้เราฝึกที่สโลปเดิม ถือเป็นการแก้ตัวที่ล้มไปเมื่อวาน พอเข้าช่วงบ่าย ครูก็พาเรานั่งรถบัสออกมาเปลี่ยนบรรยากาศไปสัมผัสสโลปในมุมอื่นของ Serre Chevalier Vallée เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้สมกับความยิ่งใหญ่ของที่นี่

ภาพ: serre-chevalier
การขึ้นสู่ยอดเขาที่นี่เราต้องต่อกระเช้าถึง 2 ช่วง โดยเริ่มต้นนั่ง Gondola จากฐาน Chantemerle ขึ้นมายังสถานีกลาง ก่อนจะเปลี่ยนไปขึ้น Cable Car สไตล์วินเทจ ทรงป้อมสีครีมสุดคลาสสิกที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี 1941 ซึ่งให้ฟีลย้อนยุคและตื่นเต้นไปพร้อมกันด้วยความโคลงเคลงและเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นระยะ จนเราแอบส่งสายตาล้อเล่นกับผู้ร่วมทริปว่านี่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอกัน

หลังจากนั้นเรามาต่อ Chairlift จากสถานี Aravet เพื่อไต่ระดับความสูงขึ้นสู่ Cote Chevalier ที่ระดับกว่า 2,000 เมตร

ทันทีที่ขึ้นมาถึง ภาพตรงหน้าทำเอาเราตื้นตันจนน้ำตาคลอ ทิวทัศน์ของเทือกเขาสุดยิ่งใหญ่ตระการตาราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์ การได้เห็นความอลังการด้วยตาเนื้อในจุดที่สูงที่สุดในชีวิต ท่ามกลางลมหนาวที่ปะทะร่างตลอดเวลา มันมีแต่ความรู้สึกขอบคุณที่ครั้งหนึ่งได้มายืนอยู่ตรงนี้จริงๆ

ตรงนี้คือจุดถ่ายรูปที่ทั้งสูงชันและหวาดเสียว แต่ความสวยงามของมันก็สะกดจนเราลืมความกลัวไปเลย ระหว่างที่ยืนเก็บภาพ ก็มีเหล่านักสกีมือโปรพุ่งตัวลงไปตามความลาดชันในจุดเดียวกับที่เรายืนอยู่ เห็นแล้วก็อดเสียวแทนไม่ได้

เมื่อเก็บภาพความประทับใจจนหนำใจแล้ว ครูก็พาเราเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหม่ด้วยการสกีลง Blue Slope ซึ่งนอกจากจะเสิร์ฟวิวสุดอลังของเทือกเขาแอลป์ให้ดูแบบเต็มตาแล้ว ยังทำให้เราใจเต้นแรงแทบหลุด โดยเฉพาะช่วงท้ายของสโลปที่มีจังหวะความชันจนคุมความเร็วได้ยากพอสมควร ถ้าสมาธิหลุดหรือเบรกไม่ทันเพียงนิดเดียว ก็มีสิทธิ์ได้ล้มลงไปคลุกหิมะเย็นฉ่ำแน่นอน

ถ้าใครเล่นสกีเสร็จแล้วยังมีแรงเหลือ ที่นี่ก็มียิมและสระว่ายน้ำให้ไปยืดเส้นยืดสายกันต่อ หรือถ้าหมดแรงแล้วอยากหาที่ผ่อนคลาย แนะนำให้แวะไปสปาของ Payot แบรนด์ดังจากฝรั่งเศสที่พร้อมดูแลคุณหัวจรดเท้า

ส่วนใครที่พาลูกน้อยมาด้วยก็หายห่วงได้เลย เพราะ Club Med มี Mini Club คอยดูแลน้องๆ ให้สนุกได้ไม่แพ้ผู้ใหญ่

ถือเป็นการจบทริปที่ฝรั่งเศสได้อย่างสวยงาม ก่อนจะย้ายเมือง เราแวะเที่ยว Briançon เมืองป้อมปราการที่สูงที่สุดในยุโรป ซึ่งอยู่ห่างจากรีสอร์ตเพียง 15-20 นาทีเท่านั้น เสน่ห์ของที่นี่คือความเป็นเมืองมรดกโลก UNESCO ที่มีทางเดินหินคลาสสิกและร้านรวงน่ารักๆ ซ่อนตัวอยู่ตามตรอกซอกซอย

ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือจุดถ่ายรูปบริเวณสะพานหินเก่าแก่ที่ทอดข้ามหุบเขา ตรงนี้จะได้ภาพป้อมปราการตั้งตระหง่านตัดกับยอดเขาหิมะและแนวสน เป็นมุมที่สวยสะกดจนต้องหยุดกดชัตเตอร์รัวๆ ก่อนที่เราจะนั่งรถต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อข้ามพรมแดนไปยัง Club Med Pragelato Sestriere ฝั่งอิตาลี

ทันทีที่เดินทางมาถึง Club Med Pragelato Sestriere บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อบอุ่นท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์

สิ่งแรกที่สะดุดตาคือโดมใสทรงเรขาคณิตขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางลาน สเปซแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้แขกผู้มาเยือนได้เข้ามาทำ Easy Check-in กันอย่างสะดวกสบายหรือจะเข้ามานั่งพักผ่อนหย่อนใจก็ได้เช่นกัน

ทันทีที่รับกุญแจห้องซึ่งยังคงรูปแบบดอกกุญแจจริงๆ มาไว้ในมือ ก็สัมผัสได้ถึงเสน่ห์ความคลาสสิกที่สะท้อนกลิ่นอายความเป็นหมู่บ้านอิตาลีแท้
ห้องพักของที่นี่จะมาในรูปแบบชาเลต์ไม้ (Chalet) หลังเล็กหลังน้อยที่กระจายตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขา Piedmont ซึ่งห้องของเราเป็นไทป์ Superior Room พร้อมระเบียงส่วนตัว ตั้งอยู่บนชั้นสองของอาคารที่เขยิบห่างจากล็อบบี้ออกมาเล็กน้อย ทำให้ระหว่างทางเดินเข้าที่พัก เราได้เดินชมเสน่ห์และรายละเอียดที่น่ารักของบ้านไม้แต่ละหลังไปด้วยในตัว

เพียงเปิดประตูเข้ามาก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากเสน่ห์ของบ้านไม้ที่ตกแต่งอย่างลงตัว โดดเด่นด้วยเพดานลาดเอียงโชว์คานไม้จริง ผสานกับการเลือกใช้โทนสีและแสงไฟที่นุ่มนวล

ภายในห้องน้ำแยกโซนเปียกแห้งได้อย่างดี โดยที่นี่จะเป็นแบบฝักบัว ในขณะที่ชักโครกถูกแยกไปไว้อีกห้องหนึ่งเช่นเดียวกับที่ฝรั่งเศส

ลองเปิดประตูระเบียงไปสูดอากาศก็จะเจอกับวิวหมู่บ้านหิมะสุดคลาสสิก บรรยากาศเงียบสงบ และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของเทือกเขาแอลป์

หลังจากเก็บสัมภาระเรียบร้อย ไหนๆ ก็เป็นทางผ่านก่อนไปล็อบบี้แล้วก็แวะสำรวจยิมสักหน่อย ยิมที่นี่ตั้งอยู่ในบ้านไม้ที่รวบตึงอุปกรณ์สำหรับ Cardio และ Strengthening เข้าด้วยกัน ค่อนข้างครบครันและสะดวกดีทีเดียว

ถ้าใครไม่เน้นเบิร์น แต่เน้นเพลิน ก็สามารถแวะไปสปาข้างๆ ได้ ที่นี่ก็ใช้ผลิตภัณฑ์จาก Payot เช่นกัน

มุ่งหน้าสู่ Ski Pro Shop ต่อ เพราะครั้งนี้เราจะเปลี่ยนไปเล่นสโนว์บอร์ดแทน บรรยากาศในห้องเก็บอุปกรณ์ของที่นี่มีความ Old School ชวนให้นึกถึงล็อกเกอร์ในโรงเรียนประจำที่ดูเท่และคลาสสิก

หากใครลืมอุปกรณ์สกีก็สามารถแวะที่บูติกได้ ที่นี่มีอุปกรณ์สวยๆ ให้เลือกอย่างหลากหลาย

แวะมาดูในส่วนของห้องอาหารกันบ้าง ห้องอาหารหลักที่เสิร์ฟความอร่อยแบบ All-You-Can-Eat ของที่นี่คือ Il Piemonte โดยไลน์อาหารจะเป็นการผสมผสานอาหารพื้นเมืองของอิตาลีกับสไตล์นานาชาติเข้าไว้ด้วยกัน

ภายในตกแต่งในบรรยากาศร่วมสมัยที่ได้แรงบันดาลใจจากขุนเขา ให้ความรู้สึกอบอุ่นด้วยงานไม้สุดคลาสสิก

และยังมีโซนสำหรับคนที่อยากดื่มด่ำมื้ออาหารในบรรยากาศที่ไพรเวตขึ้นอีกด้วย

มื้อเช้าที่นี่นับว่าเป็นการเริ่มต้นวันที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นสลัดผักสด โยเกิร์ตธรรมชาติ หรือบรรดาเบเกอรี่ที่อบใหม่จนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง โดยเฉพาะครัวซองต์แอปริคอตที่เราแนะนำมากๆ (ทุกวันนี้ก็ยังคิดถึง)

นอกจากนี้ยังมีเมนูที่หาได้ยากและไม่ค่อยได้เห็นที่ไหนอย่าง Porridge Au Chocolat หรือพอร์ริดจ์ช็อกโกแลตอุ่นๆ ซึ่งเป็นการนำข้าวมาเคี่ยวจนเนื้อเนียนนุ่มผสมผสานกับช็อกโกแลตเข้มข้น
เมนูนี้ถือเป็นการหยิบเอาของดีประจำแคว้น Piedmont ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นแหล่งปลูกข้าวชั้นดี และเมืองหลวงแห่งช็อกโกแลตของอิตาลีมามิกซ์กันได้อย่างลงตัว กลายเป็นเมนูที่ให้พลังงานและเติมความอบอุ่นก่อนออกไปลุยหิมะได้ดีทีเดียว

ในขณะที่มื้อกลางวัน ไลน์อาหารจะเพิ่มความหลากหลายด้วยพาสต้าเส้นสดและเมนูเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เช่นเดียวกับที่ Serre Chevalier แต่จานเด็ดที่ทำให้เราต้องกลับมาซ้ำทุกวันคือ Beef Patty ด้วยเนื้อที่มันน้อย ผสานกับเท็กซ์เจอร์ที่ย่างจนหอมกรุ่นเตะจมูก ถือเป็นเมนูเติมพลังช่วงพักเที่ยงที่ดีเยี่ยม

ในส่วนของความอลังการ ต้องยกให้มื้อเย็นที่นี่จริงๆ เพราะไลน์อาหารจัดเต็มครบทั้งซีฟู้ด เนื้อ คาร์บ และผักที่มีให้เลือกอย่างครบครัน รวมถึงเมนูไฮไลต์อย่างฟัวกราส์ ซึ่งสูตรของฝั่งอิตาลีจะแตกต่างจากที่ Serre Chevalier เล็กน้อย แต่ก็ให้รสสัมผัสที่อร่อยไปอีกแบบ

สำหรับสายหวาน บอกเลยว่าต้องประทับใจไลน์ขนมที่นี่เช่นเดียวกับเราแน่ เพราะมีทั้งเค้ก ชูครีม เอแคลร์หลากรสที่ทำสดใหม่วางเรียงรายจนละลานตา หรือจะเลือกเป็นฟองดูว์ช็อกโกแลตพรีเมียมกินคู่กับสตรอว์เบอร์รีสดหวานลูกโตก็เป็นอะไรที่อร่อยสาแก่ใจจริงๆ

หากมาพักหลายคืนแล้วอยากเปลี่ยนบรรยากาศดินเนอร์ ที่นี่ก็มี Specialty Restaurant อย่าง La Tana ไว้รองรับ โดยคุณจะได้ดื่มด่ำกับเมนูซิกเนเจอร์ของแคว้น Piedmont อย่าง Piedmontese Fondue ที่ใช้ชีส Fontina เนื้อเนียนนุ่มเข้มข้น ซึ่งถือเป็นรสชาติต้นตำรับของภูมิภาคนี้โดยเฉพาะ รวมไปถึงจานเนื้อที่ให้เราย่างกันสดๆ ที่โต๊ะ นอกจากนี้ ที่นี่ก็ยังเป็น Wine Bar ในตัว ซึ่งมีตัวเลือกไวน์จากหลายแหล่งมาให้สายดื่มได้เลือกกันอย่างถูกใจ

มาถึงอิตาลีทั้งที ถ้าไม่ได้ลิ้มรสพิซซ่าต้นตำรับก็คงเหมือนมาไม่ถึง ที่นี่มี La Trattoria ร้านพิซซ่าเตาถ่านไวบ์เก๋ให้คุณได้เอ็นจอยกับพิซซ่าถาดโต (คนเดียว) คู่กับไวน์ที่ใช่ในบรรยากาศส่วนตัว

เมนูที่ลองแล้วต้องบอกต่อคือหน้า Siciliana ที่อัดแน่นด้วยกุ้งตัวโต ผสานซอสสูตรพิเศษและซอสเพสโต้หอมกรุ่น ท็อปด้วยผักร็อกเกตสดเพิ่มมิติของรสชาติ

แค่คำแรกที่ตักเข้าปากก็ต้องอุทาน มันอร่อยจนตะลึง เท็กซ์เจอร์แป้งเหนียวนุ่ม หอมกลิ่นเตาถ่าน รสชาติกลมกล่อม ให้ความรู้สึกเหมือนมันกุ้งแต่ได้ความหอมของเพสโต้ชัดเจน เป็นมื้อที่ฟินจนอยากกลับมาซ้ำอีกรอบ
ในระหว่างที่เรากำลังเอ็นจอยกับมื้ออาหาร ก็มีทีม G.O ของ Club Med แวะเวียนมาร้องเพลงและเต้นรำอย่างสนุกสนาน ช่วยสร้างสีสันและเปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวให้ดูครึกครื้นขึ้นมาทันที เป็นเสน่ห์ความสนุกแบบเป็นกันเองที่หาได้เฉพาะที่นี่จริงๆ

อิ่มท้องแล้วจะเข้านอนเลยก็เหมือนมาไม่ถึง Club Med อีกเช่นกัน เลยแวะไปสำรวจบาร์สักหน่อย ที่นี่มีบาร์อยู่สองโซน โซนแรกเป็น Borgata ซึ่งตั้งอยู่ติดกับร้านพิซซ่า เหมาะกับการแวะมานั่งชิลๆ ในมุมสงบ คืนที่เราแวะไปมี Live Saxophone Jazz ซึ่งบอกเลยว่าเพลงดีมาก สามารถนั่งฟังได้ยาวๆ

แต่ถ้าเป็นสาย Extrovert เน้นความคึกครื้น ต้องแวะไปที่ The Lanterna บาร์หลักของรีสอร์ตซึ่งตั้งอยู่ติดกับพื้นที่ส่วนกลาง ให้บรรยากาศที่เป็นกันเอง ช่วงเย็นจะมีวงดนตรีมาคัฟเวอร์เพลงเพราะๆ ให้ฟัง และต้องขอชมว่านักร้องเสียงดีจริงๆ ขนาดว่าเพลงระดับ Diva อย่าง Adele ก็ยังเอาอยู่
หรือถ้าเน้นปาร์ตี้ก็ไม่ควรพลาดช่วงกลางคืน เพราะ Club Med จะมีการแสดงและเซสชันให้ทุกคนได้แดนซ์เบิร์นแคลฯ กันแน่นอน

นอกจากนี้บางวันก็จะมี In-house Artist ของทางรีสอร์ตแวะมาวาดรูป Portrait น่ารักๆ ให้กับเราเป็นที่ระลึกอีกด้วย แถมยังใช้เวลาเพียง 3 นาทีเท่านั้น

และแล้วก็มาถึงช่วงเวลาที่เราตั้งตารออย่างการเล่นสโนว์บอร์ด หากเทียบกับสกีแล้ว สกิลสำหรับสโนว์บอร์ดเราน่าจะเป็นศูนย์ จะเรียกว่าเริ่มเรียนใหม่ก็ว่าได้
ทริปนี้เราเลยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Beginner ที่เป็นมือใหม่จริงๆ ช่วงเช้าครูจะพาเราขึ้น Gondola ไปยังสโลประดับเบบี๋เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานทั้งหมด ซึ่งโรงเรียนสอนสกีของที่นี่จะไม่ใช่คนของ Club Med โดยตรง แต่เป็นของโรงเรียนสกีในย่านนี้ ซึ่งมีความเป็นมืออาชีพสูงเช่นกัน

ในวันแรก ครูให้เราฝึกท่าพื้นฐานอย่าง Heel-edge, Toe-edge วนไปอยู่แบบนั้นทั้งวัน ด้วยคอนดิชันหิมะที่ดีและการสอนที่เข้าใจง่าย ทำให้เราสามารถทำท่าได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

วันที่สอง ครูพาเราขึ้นบัสไปสโลปที่ชื่อว่า Jolly ซึ่งเป็นสโลปที่มีความยาก-ง่ายหลายระดับ แต่วันนี้ครูให้เราฝึกกับสโลปที่ง่ายที่สุดเพื่อให้ท่าเป๊ะยิ่งขึ้น

ในช่วงเบรก เราจะเจอกับ Apres-Ski ที่ให้ความสนุกไปอีกแบบ สเปซตรงกลางที่อยู่ติดกับโดมใสจะถูกเนรมิตให้กลายเป็นพื้นที่สังสรรค์ในบรรยากาศที่ทั้งอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมมีวงดนตรีสดมาสร้างความคึกครื้นให้เหล่านักสกีได้ผ่อนคลายกันอย่างเต็มที่

สำหรับการเรียนสโนว์บอร์ดวันสุดท้าย อาจจะด้วยความที่เป็นวันทิ้งทวน เราเลยรีเควสให้ครูพาไปลุย Blue Slope ซึ่งหลังจากครูพิจารณาสภาพนักเรียนทุกคนแล้ว…ครูก็จัดให้
พอได้มาลองสโนว์บอร์ดแบบเต็มตัวบนสโลปนี้ ก็ถึงบางอ้อทันทีว่าภาวะที่ต้นขาเบิร์นขั้นสุดจนต้องไปนั่งกองกับพื้นมันเป็นอย่างไร

การเรียนสโนว์บอร์ดที่นี่เป็นความประทับใจที่เกินคาดสำหรับเรา ด้วยเทคนิคการสอนของครูที่เข้าใจง่าย ทำให้เราพัฒนาได้ไวและปลดล็อกสกิลใหม่จนได้รู้จักร่างกายตัวเองดียิ่งขึ้น

มากกว่าการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ คือการได้พบปะเพื่อนใหม่จากคนละซีกโลกที่บังเอิญโคจรมาเจอกัน
แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่การได้มาแบ่งปันแพสชันเดียวกันท่ามกลางหิมะแบบนี้ ก็กลายเป็นมิตรภาพที่น่าประทับใจและเป็นประสบการณ์ที่เราคงไม่มีวันลืม

Club Med Alps
Tel: 02 035 6788
Booking: Club Med Pragelato Sestriere พร้อมเปิดให้บริการสำหรับการเข้าพักระยะสั้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2026 เป็นต้นไป จากปกติที่จะมีการกำหนดการเข้าพักขั้นต่ำประมาณ 1 สัปดาห์
(ยกเว้นช่วงสัปดาห์ที่มีความต้องการเข้าพักสูง เช่น วันที่ 27 ธันวาคม และ 14 กุมภาพันธ์)
โดยมีรูปแบบการเข้าพักที่กำหนดไว้ดังนี้:
(หมายเหตุ: สงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ที่มีพื้นฐานการสกีแล้วเท่านั้น ไม่รับผู้เริ่มต้นใหม่)
สำรองที่พักล่วงหน้าเพื่อรับส่วนลดสูงสุด 20% สำหรับแพ็กเกจฤดูหนาวปี 2027 โดยขณะนี้ได้เริ่มเปิดให้สำรองที่พักในโซนญี่ปุ่น ยุโรป และแคนาดาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับรีสอร์ตในภูมิภาคอื่น ๆ ทั้งหมดจะเริ่มเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคมนี้เป็นต้นไป
Website:
Instagram: https://www.instagram.com/clubmedalpes/
Facebook: https://www.facebook.com/ClubMedThailand
The post สัมผัสเสน่ห์ที่แตกต่างของทริปสกีฝรั่งเศส-อิตาลีที่ Club Med Serre Chevalier และ Pragelato Sestriere appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ ASICS หรือเป็นนักวิ่งสาย […]
The post ASICS Gel-Nimbus 28 ดีไหม? สรุป 5 จุดเปลี่ยนที่ทำให้รุ่นนี้น่าใส่วิ่งทุกวัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ ASICS หรือเป็นนักวิ่งสายชิลล์ที่อยากได้รองเท้านุ่มๆ ไว้ใส่วิ่งสบายๆ ชื่อของตระกูล Nimbus มักโผล่มาเป็นตัวเลือกแรกๆ เสมอ ด้วยคาแร็กเตอร์ที่เด่นเรื่องความนุ่ม น้ำหนักไม่ถ่วงเท้า และความใส่สบายแบบหยิบมาใส่ได้ทุกวัน
เมื่อ ASICS เปิดตัว Nimbus 28 ภาพรวมก็ยังชัดเจนว่าเป็นรองเท้า daily training ที่ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเหมือนเดิม แต่คราวนี้มีการเก็บรายละเอียดบางจุดให้ใช้งานง่ายขึ้น คล่องขึ้น และดูเพรียวขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นเปลี่ยนบุคลิกใหม่หมด
และนี่คือ 5 การเปลี่ยนแปลง ที่เราสัมผัสได้จาก Nimbus 28

1) น้ำหนักลดลง
Nimbus 28 เบากว่ารุ่น 27 มากกว่า 20 กรัม ซึ่งเห็นแค่ตัวเลขอาจดูไม่เยอะ แต่พอสวมใส่เท้าจริง เรารู้สึกถึงความต่างที่ชัดเจน โดยเฉพาะเวลาวิ่งยาวๆ หรือใส่เดินทั้งวัน จะรู้สึกว่ายกเท้าได้ง่ายขึ้น ไม่หน่วงเท้า เคาะๆ ไปได้เรื่อยๆ

2) โฟมเดิม แต่ไหลขึ้น
รุ่นนี้ยังคงใช้โฟมหลักเป็น FF BLAST PLUS ที่นุ่มมากตามสไตล์ Nimbus แต่รุ่นนี้มีการจูนให้การเคลื่อนตัวได้ลื่นไหลขึ้น ใส่วิ่งไปได้เรื่อยๆ แบบไม่ฝืนจังหวะ แม้าจะไม่ได้เด้งจัด เหมือนบังคับให้เราต้องพุ่งไปข้างหน้าตลอดเวลา แต่ก็ให้ฟีล ที่นุ่มและไหลมากกว่าเดิม บางทีพาเราไปเร็วเกินเพซโซน 2 ที่วางไว้เสียอีก

3) ซัพพอร์ตด้วย PureGEL เวอร์ชันใหม่
จุดซับแรงกระแทกบริเวณส้นยังมีเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนมาใช้ PureGEL เวอร์ชันใหม่ เพื่อให้การลงส้นนุ่มขึ้น และทำให้ทรงรองเท้าดูเพรียวขึ้นด้วย เรามองว่าความซัพพอร์ตยังคงสูงอยู่ เพียงแต่ดูไม่เทอะทะเท่าที่เคย

4) ปรับพื้นนอกให้นิ่งและมั่นคงขึ้น
พื้นนอกยังใช้ HYBRID ASICSGRIP เน้นความยึดเกาะและความทนในจุดที่จำเป็น แต่ปรับโครงสร้างให้เบาลง ผลที่ได้คือความรู้สึกตอนลงเท้าจะนิ่งและมั่นคงขึ้น เฟิร์มขึ้นแบบพอดีๆ ไม่กระด้าง
5) อัปเปอร์และรายละเอียดการสวมใส่ เปลี่ยนเยอะกว่าที่คิด
Nimbus 28 เปลี่ยนอัปเปอร์เป็น Engineered knit วัสดุใหม่ที่เน้นเบา นุ่ม ระบายอากาศ และกระชับขึ้น พร้อมเติมดีเทลอย่าง Tongue loop ที่ช่วยสวมรองเท้าได้ง่ายขึ้น และ Eyelet loop ที่ทำให้หน้าตาห่วงเชือกเรียบเนียนขึ้น


ถ้าถามว่าเหมาะกับใคร? คำตอบยังคงชัดเจนว่าเหมาะกับสายซ้อมที่อยากวิ่งนุ่มสบาย วิ่งยาว วิ่งเรื่อยๆ ไม่ได้เน้นทำความเร็ว นี่คือความถนัดของ Nimbus แต่ความใหม่คือดีไซน์ที่ทรงเพรียวขึ้น สวมใส่คล่องตัวขึ้น คาดว่าถ้ามาในโทนสีขาวหรือดำล้วน น่าจะขายดีเลย แต่ราคาอยู่ที่ 6,500 บาท
ก็นับว่าสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดรองเท้าวิ่งสายใส่นุ่มสบายที่มีอยู่ตอนนี้ สุดท้ายคงต้องรอดูว่า Nimbus 28 จะทำให้แฟนๆ ยังเทใจให้อยู่เหมือนเดิม หรือจะมีใครเผลอใจให้ตัวเลือกอื่นที่ราคาย่อมเยากว่า สดกว่า
#ASICSTH #GELNIMBUS28 #MoveYourBodyMoveYourMind
#SoundMindSoundBody
The post ASICS Gel-Nimbus 28 ดีไหม? สรุป 5 จุดเปลี่ยนที่ทำให้รุ่นนี้น่าใส่วิ่งทุกวัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รักการตีเทนนิสเป็นชีวิตจิตใจ คุณน่า […]
The post TOPSPIN TENNIS สนามเทนนิสในร่ม แอร์เย็นฉ่ำเปิดใหม่ ย่านพระราม 4 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รักการตีเทนนิสเป็นชีวิตจิตใจ คุณน่าจะเข้าใจความเจ็บปวดของการนัดล่มเป็นอย่างดี นัดเพื่อนไว้แล้ว นัดคู่ซ้อมไว้ดิบดี แต่พอใกล้ถึงเวลา ฝนดันเทลงมาซะอย่างนั้น สุดท้ายจบที่การยกเลิก วนเวียนอยู่แบบนี้จนรู้สึกว่าเมื่อไหร่ฝีมือจะพัฒนาสักที
นี่คือจุดเริ่มต้นแบบง่ายๆ ที่สุดของ Topspin Tennis ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ Ace of Clubs พระราม 4 สถานที่ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของคนเล่นเทนนิสในกรุงเทพฯ แบบตรงจุดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


Mint Leung (ผู้ก่อตั้ง Topspin) เล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองว่า “ในปีหนึ่งจะมีประมาณ 4 เดือน ที่นัดโดนยกเลิกเกือบทุกอาทิตย์เพราะฝนตก แล้วพอหมดหน้าฝนก็มาเจอ PM 2.5 อีก เวลาเล่นเอาต์ดอร์บางวันเหมือนเรากลืนทรายลงไปคำหนึ่งเลยค่ะ” ซึ่งเธอเพิ่งเริ่มตีเทนนิสได้แค่ 2 ปี แต่สิ่งที่ขวางทางความเก่งไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่ด้วยสภาพอากาศของเมืองไทยที่คาดเดาไม่ได้

บวกกับคอร์ตในเมืองที่จองยากเหลือเกิน สุดท้ายความอัดอั้นนี้เลยกลายเป็นคำตอบว่า งั้นก็เปิดเองเลยละกัน เพื่อให้คนเมืองมีที่ตีเทนนิสในแอร์ฉ่ำๆ ไม่ต้องง้อฟ้าฝน และไม่ต้องสูดฝุ่นให้เสียสุขภาพ
เธอจึงเสนอไอเดียให้เครื่องพ่นลูกทำหน้าที่ฟีดบอลแทนโค้ช 50% เพื่อให้เราซ้อมท่าซ้ำๆ จนชินมือ แล้วค่อยให้โค้ชคอยจัดท่า จัดระเบียบร่างกายอีก 50% วิธีนี้ช่วยให้ประหยัดค่าเรียน แถมยังมีสมาธิกับการตีมากขึ้น ไม่ต้องเดินเก็บลูกทั่วสนามให้เหนื่อยฟรี ดังนั้นเป้าหมายของที่นี่ชัดเจนมาก คือการผลิตคนที่เล่นเป็นเพื่อส่งต่อออกไปจองสนามจริงข้างนอกได้อย่างมั่นใจ



First floor

Second floor
ตัวคอร์ทจะแบ่งเป็น 3 ชั้น 3 อารมณ์ เมื่อเดินเข้าไปในอาคาร คุณจะพบกับการแบ่งพื้นที่อย่างตั้งใจมาก โดยแบ่งเป็น 3 ชั้น เพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุด
ชั้น 1 และ ชั้น 2 มาในโทนสีฟ้า ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ในสนาม Australian Open หรือ US Open ซึ่งสีน้ำเงินตัดกับลูกเทนนิสสีเหลืองสะท้อนแสง ช่วยให้โฟกัสลูกได้ดี ส่วนชั้น 2 มี 2 สนามติดกัน ใครมากับกลุ่มเพื่อนมาเหมาทั้งชั้นได้เลย

Third floor

ส่วนชั้น 3 ก็มี 2 สนามเช่นกัน แต่จะมาเป็นโทนสีส้ม เหมาะกับใครที่โหยหาฟีลลิ่งแบบ French Open เพราะโครงสร้างชั้นนี้ฝ้าจะสูงเป็นพิเศษ แม้พื้นที่คอร์ตจะสั้นลงมาหน่อย แต่กลับเหมาะมากสำหรับการซ้อมลูกวอลเลย์ ลูกสแมช หรือลูกโด่งที่ต้องใช้ระยะแนวดิ่งมากกว่าปกติ การเปลี่ยนสีคอร์ตเลยเหมือนเป็นการบอกกลายๆ ว่า นี่คือพื้นที่สำหรับฝึกซ้อมทักษะเฉพาะ

และตัวเครื่องพ่นลูกอัตโนมัติ ก็เหมาะมากสำหรับคนที่อยากฝึกมากกว่าแค่ตีเล่น เครื่องพ่นลูกที่นี่ทำได้แทบทุกอย่างที่คุณต้องการ ตั้งแต่ปรับสปีดความเร็ว (Speed) สำหรับมือใหม่ไปจนถึงระดับแอดวานซ์ ปรับลูกสปิน (Spin) ให้รับยากขึ้น หรือจะตั้งโปรแกรมให้ยิงมาในทิศทางที่หลากหลายเพื่อฝึก Footwork ก็ทำได้ และที่นี่ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัว ด้วยตัวพื้นที่คุณสามารถหวดโฟร์แฮนด์ 50 ลูกติดต่อกัน เพื่อแก้ท่าทางได้โดยไม่ต้องกังวลว่าคู่ซ้อมจะเหนื่อย หรือลูกจะไปรบกวนใคร เพราะมันคือพื้นที่ของคุณจริงๆ

เหมาะกับทั้งสายซ้อมเดี่ยวที่อยากซ้อมให้ชินมือแบบจริงจัง คนที่อยากปรับฟอร์มเฉพาะจุดหรือวอร์มให้เข้ามือก่อนออกไปลงสนามจริง รวมถึงคนที่ไม่ไหวกับแดดเมืองไทยและกังวลเรื่องฝุ่น ที่อยากได้พื้นที่ในร่ม แอร์เย็นให้ซ้อมได้ต่อเนื่อง และถ้าคุณเป็นมือใหม่ที่ยังขี้อาย อยากหวดเต็มแรงแบบไม่ต้องเขินสายตาใคร ที่นี่ก็เป็นพื้นที่ที่ทำให้คุณโฟกัสกับการตีของตัวเอง เพราะมันคือโซนซ้อมของคุณจริงๆ
Topspin Tennis
Address: ถนนพระรามที่ 4 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย (หน้า Ace of Clubs)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09:00-22:00 น.
Contact: Topspin Thailand
Booking: Topspin Tennis Court
Budget: ราคาเริ่มต้น 600 บาทต่อชั่วโมง
The post TOPSPIN TENNIS สนามเทนนิสในร่ม แอร์เย็นฉ่ำเปิดใหม่ ย่านพระราม 4 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เหลือเวลาอีกราวหนึ่งเดือนเท่านั้นสำหรับการแข่งขัน HYROX […]
The post เก็บเทคนิคให้เป๊ะ ก่อนลงสนามจริงกับ HYROX Simulation ที่ Sport Tech Pro appeared first on THE STANDARD.
]]>
เหลือเวลาอีกราวหนึ่งเดือนเท่านั้นสำหรับการแข่งขัน HYROX กีฬาการแข่งขันฟิตเนสระดับโลกที่จะจัดขึ้นในวันที่ 20-22 มีนาคมนี้
เชื่อว่าหลายยิมคงคึกคักไปด้วยเหล่าสายฟิตที่เร่งซ้อมกันอย่างเข้มข้นในช่วงโค้งสุดท้าย แต่สำหรับใครที่อยากเก็บรายละเอียดเทคนิคให้แน่น เป๊ะ และแก้จุดอ่อนของตัวเองอย่างตรงจุด เราอยากชวนให้มาลองเทรน HYROX Simulation ที่ Sport Tech Pro แล้วคุณอาจค้นพบว่าศักยภาพของตัวยังพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่คิด
อ่านเพิ่มเติม: ล้วงลึกเคล็ดลับและเทคนิคที่ต้องรู้ก่อนแข่ง HYROX กับ โค้ชกี้ ชนากานต์ จาก BASE
Sport Tech Pro เป็นศูนย์พัฒนาศักยภาพที่ถูกกุมบังเหียนโดยนักแสดงสายฟิตที่เราคุ้นหน้ากันดีอย่าง ณเดช คูกิมิยะ และแน่นอนว่ายังเป็นสนามฝึกซ้อม HYROX ของเขากับหมาก ปริญ เพื่อนซี้ที่ลงแข่งคู่ในปีนี้อีกด้วย
View this post on Instagram
ที่นี่เปรียบเสมือนพื้นที่เรียนพิเศษสำหรับทุกระดับ ตั้งแต่เด็กๆ มือสมัครเล่น สายฟิต ไปจนถึงนักกีฬาอาชีพที่ต้องการยกระดับความแข็งแรงและเพิ่มประสิทธิภาพของร่างกาย
เมื่อเงยหน้ามองไปที่ผนัง ก็จะเห็นเสื้อของนักกีฬาชื่อดังมากมายที่เคยแวะเวียนมาฝึกซ้อมที่นี่ เป็นเหมือนเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานของสถานที่แห่งนี้ได้อย่างดี

อีกจุดเด่นของที่นี่คือ การออกแบบโปรแกรมฝึกระยะยาวแบบ Customize ตามแต่ละบุคคล ซึ่งโปรแกรมฝึก HYROX ของที่นี่ก็มีสำหรับแต่ละบุคคลเช่นกัน
โปรแกรม HYROX ที่เรามาฝึกในครั้งนี้เป็นแบบ Simulation หรือจำลองการแข่งขันจริง โดยตัวโปรแกรมจะใช้เวลาทั้งหมด 90 นาที ซึ่งถือว่าสูงกว่าที่อื่นๆ

เริ่มจากการ Stretching และ Warm Up เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม ซึ่งต้องบอกว่าขั้นตอนของที่นี่จริงจังมาก การยืดไม่ใช่แค่การยืดเป็นพิธี แต่เป็นการยืดอย่างจริงจัง ใครที่กล้ามเนื้อตึงๆ มีร้าวแน่นอน

หลังจากที่วอร์มอัปกันไปเรียบร้อย โค้ชวีนัส ผู้นำคลาสของเราก็จะอธิบายโปรแกรมฝึกของเราในวันนี้ โดยแบ่งเป็นทั้งหมด 8 สเตชันเสมือนจริง ได้แก่ Row Erg, Ski Erg, Sled Push, Sled Pull, Burpee Broad Jump, Sand Bag Lunges, Farmer’s Carry และ Wall Balls

ด้วยความที่ทีม LIFE มากัน 4 คน ทางโค้ชจึงแบ่งเป็น 4 สเตชันแล้วให้ฝึกเวียนกัน สเตชันละ 2 รอบ รอบละ 3 นาที เริ่มจาก Row Erg, Ski Erg, Sled Push, Burpee Broad Jump โดยสองสเตชันแรกอย่าง Row และ Ski จะเน้นการสร้าง Engine และการคุมจังหวะ เพราะหากออกแรงเกินไปตั้งแต่ต้น หัวใจจะพุ่งและส่งผลต่อสถานีถัดไปทันที

ระหว่างการฝึกจะมีโค้ชวีนัสและโค้ชผู้ช่วยคอยดูฟอร์มอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เราทำแต่ละท่าได้ถูกต้องตามมาตรฐาน เช่น Broad Jump ที่เท้าทั้งสองข้างต้องขนานกันทั้งตอนออกตัวและตอนลงพื้น พร้อมทั้งแนะนำเทคนิคการจัดจังหวะและการหายใจ เพื่อไม่ให้ร่างกายล้าเร็วเกินไป โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือการควบคุมลมหายใจให้ยาวและสม่ำเสมอ
ในส่วนของน้ำหนักอุปกรณ์ก็มีการปรับตามประเภทการแข่งขันระหว่างผู้หญิงและผู้ชายในแต่ละเซ็ต ดังนั้นแม้จะมาฝึกกับเพื่อนต่างเพศ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะได้ใช้น้ำหนักไม่ตรงกับรุ่นที่ลงแข่ง

สิ่งที่เรารู้สึกว่ายากที่สุดในครึ่งแรกคือ Sled Push เนื่องจากพื้นหญ้าที่นี่ค่อนข้างฝืดกว่าที่อื่น การดันครั้งแรกถึงกับหน้าตื่น เพราะมันแทบไม่ขยับเลย แต่พอปรับเทคนิคโดยกดลำตัวต่ำและใช้หัวไหล่ยันช่วยส่งแรง ก็ทำให้ควบคุมระยะได้ดีขึ้นมาก

หลังจากจิบน้ำ เช็ดเหงื่อ และคว้ายาดมเรียกสติ ก็รีบกลับมาต่อในครึ่งหลัง ด้วยความที่พื้นสนามค่อนข้างฝืด Sled Pull จึงยังเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย แต่พอปรับเทคนิคโดยออกแรงดึงไปพร้อมกับก้าวถอยหลังเป็นจังหวะ ก็ช่วยผ่อนแรงและควบคุมทิศทางได้ดีขึ้นพอสมควร

ในส่วนของ Lunges สิ่งสำคัญคือเข่าด้านหลังต้องแตะพื้นอย่างชัดเจนในทุกครั้งที่ก้าว และต้องยืนตัวตรงโดยเหยียดเข่าและสะโพกจนสุดก่อนเริ่มก้าวถัดไป หากรีบเกินไปอาจทำให้เข่ากระแทกแรงและเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้

สำหรับ Farmer’s Carry ส่วนตัวมองว่าเป็นสเตชันที่ทุ่นแรงได้มากที่สุด หากมี Muscular Endurance ที่ดี โดยเฉพาะ Grip และ Core ก็สามารถทำจบได้ไม่ยาก เพราะไม่ได้เป็นงานที่ใช้พลังระเบิดสูง แต่เป็นการรักษาความสม่ำเสมอของแรงตลอดระยะทาง

ส่วน Wall Ball ถือเป็นอีกหนึ่งสเตชันที่ท้าทาย เพราะต้องทำ Squat ควบคู่กับการโยนบอลให้ถึงเป้าที่กำหนดทุกครั้ง จึงเป็นการใช้ทั้งแรงขา ความทนทานของหัวใจ และความแม่นยำไปพร้อมกัน ซึ่งทำเอาหอบกว่าที่คิด

“เหนื่อยเอาเรื่อง!” แม้จะเป็นการจำลองคลาส HYROX แบบที่ยังไม่รวมวิ่ง ก็ทำเอา Heart Rate พุ่งแตะ Zone 4-5 ไปเรียบร้อย สิ่งที่ประทับใจคือการให้ความสำคัญกับการยืดเหยียดอย่างจริงจังตั้งแต่ก่อนเริ่มจนจบคลาส รวมถึงช่วงรีวิว Performance ร่วมกันว่าแต่ละคนพลาดหรือท้าทายตรงจุดไหน เพื่อปรับปรุงและพัฒนาได้อย่างตรงจุดก่อนลงสนามจริง

ที่นี่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้เทคนิค เพิ่มความอึด และลดความเสี่ยงการบาดเจ็บก่อนลงแข่ง HYROX โปรแกรมฝึก 90 นาทีช่วยให้เข้าใจศักยภาพและข้อจำกัดของร่างกายตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมเตรียมความมั่นใจสำหรับการแข่งขันจริง

Sport Tech Pro Performance Center
Open: ทุกวัน เวลา 8.00-19.00 น.
Address: 92, 48 ซอยนวลน้อย แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ
Budget: 1,500 บาท ต่อ 90 นาที, 13,000 บาท ต่อ 10 ครั้ง
Facebook: https://www.facebook.com/SportTechProTH
Instagram: https://www.instagram.com/sporttechproth/
Tel: 09 2605 3525
The post เก็บเทคนิคให้เป๊ะ ก่อนลงสนามจริงกับ HYROX Simulation ที่ Sport Tech Pro appeared first on THE STANDARD.
]]>
เชื่อว่าใครที่เป็นสายฟิตคงต้องเคยเห็นคลิปไวรัลคลาสกระโด […]
The post กระโดดให้ไส้กระเด็น! ‘Trampoline’ คลาสของคนเอเนอร์จี้ล้นที่ Flow Movement Studio appeared first on THE STANDARD.
]]>
เชื่อว่าใครที่เป็นสายฟิตคงต้องเคยเห็นคลิปไวรัลคลาสกระโดด Trampoline แบบเอาเป็นเอาตายที่ดูแล้วทั้งเดือดทั้งสนุกจนน่าไปลองสักครั้ง และเมื่อรู้ว่า Flow Movement Studio สตูดิโอเจ้าของคลิปเหล่านั้นมาปักหมุดแลนด์มาร์กใหม่ใจกลางเมืองที่ centralwOrld เราเลยไม่รอช้า บุกไปเช็กอินเพื่อพิสูจน์ความแรงของคลาสซิกเนเจอร์นี้ด้วยตัวเองสักหน่อย
การที่สตูดิโอขยายสาขาใหม่หลังจากก่อตั้งได้เพียงปีเดียว (แถมแว่วมาว่าจะมีเพิ่มอีกเร็วๆ นี้) เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่า Flow Movement Studio คือพิกัดสายฟิตที่มาแรงสุดๆ ด้วยเอกลักษณ์ของคลาสที่เน้นความสนุก ดนตรีมัน ยิ่งเล่นยิ่งสตรอง

โดยเฉพาะคลาสซิกเนเจอร์อย่าง Trampoline ที่เข้ามาทำลายความเชื่อเดิมๆ ว่าการคาร์ดิโอหนักต้องแลกมาด้วยความล้าสะสม เพราะนี่คือการออกกำลังกายแบบ Low Impact ที่ช่วยเซฟข้อเข่าและข้อต่อ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ฝึกความแข็งแรงของแกนกลางลำตัวและขาแบบเน้นๆ พร้อมเบิร์นไขมันแบบติดสปีดได้สูงถึง 400 แคลอรี และที่แน่ๆ คือตอบโจทย์คนเมืองที่อยากระบายความเครียดได้สะใจอย่างยิ่ง

เริ่มต้นด้วยการเตรียมชุดออกกำลังกายให้พร้อมสำหรับคาร์ดิโอหนักๆ และที่ขาดไม่ได้คือถุงเท้ากันลื่น เมื่อเข้าประจำที่ ครูเคท โค้ชสาวสุดสตรองจะให้เราเริ่มจากการปรับตำแหน่งบาร์บน Trampoline ให้อยู่ระดับสะดือเพื่อความถนัดของแต่ละคน

พอตัวพร้อม ใจพร้อม เพลงก็มา! ช่วงแรกครูเคทจะให้เราทำความคุ้นเคยกับการอยู่บนพื้นผิวที่ไม่นิ่งด้วยเบสิกมูฟเมนต์ ทั้งการกระโดดอยู่กับที่, มูฟซ้าย-ขวา, หน้า-หลัง ไปจนถึงการวิ่ง ซึ่งแค่ช่วงวอร์มอัปก็เริ่มเหงื่อซึมแล้ว

พอเริ่มจับจังหวะได้ ครูเคทจึงให้เราลองกระโดดให้เข้ากับบีทเพลง เหมือนได้เต้นไปในตัว แน่นอนว่าจากท่าเบสิกก็เริ่มมีท่ายากแทรกเข้ามาเรื่อยๆ

ช่วงต้นคลาสครูเคทแนะนำให้เราพยายามคุม Heart Rate ให้อยู่แค่โซน 2 แต่พอเหลือบมองสมาร์ตวอทช์บนข้อมือเท่านั้นแหละ Heart Rate ทะลุไปโซน 3 เรียบร้อย นอกจากความรู้สึกที่ว่า ‘หัวใจแทบจะหลุด’ อีกหนึ่งความรู้สึกที่ตามมาคือลำไส้แทบจะกระเด็นไปติดเพดานแล้ว

ใครที่กลัวว่าจะหน้ามืดกลางทางก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะในคลาสจะมีช่วงพักสั้นๆ ระหว่างแทร็กเพื่อดึง Heart Rate ลงมาเล็กน้อย
พอจังหวะนี้ได้ลองมองดูเพื่อนร่วมคลาส แม้จะไม่มีเสียงพูดหลุดออกมา แต่ใบหน้าที่เหนื่อยขาดใจกับการหอบถี่ๆ ก็เป็นหลักฐานชั้นดีว่า “ของเขาแรงจริง”

อีกสิ่งที่ต้องยอมใจคือเอเนอร์จี้ของครูผู้สอนที่บิลด์เก่งมาก ยิ่งจังหวะไหนที่ครูส่งเสียงกระตุ้นแล้วมีเสียงขานรับจากคนในคลาสพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย มันยิ่งสร้างบรรยากาศที่ฮึกเหิมจนลืมเหนื่อย

“ลำไส้ Rotate ไม่เกินจริง!” กล้าพูดว่านี่คือหนึ่งในคลาสคาร์ดิโอที่เบิร์นหนักที่สุดเท่าที่เคยเล่นมา ตลอดระยะเวลา 50 นาทีที่อยู่บนแทรมโพลีน ให้ความรู้สึกเหมือนร่างกายได้เบิร์นเผื่อไปทั้งอาทิตย์เรียบร้อย เป็นความเหนื่อยระดับที่คาดไม่ถึง และยังได้ After Burn ไปอีกทั้งวัน

ถ้าคุณเป็นสาย High Energy รักในเสียงเพลง และโหยหาการคาร์ดิโอแบบจัดหนัก Trampoline คือคลาสที่ต้องมาลองให้ได้สักครั้ง เราเชื่อว่ามันจะเป็นประสบการณ์การออกกำลังกายแบบกลุ่มที่ไม่เหมือนที่ไหนแน่นอน

ก่อนมาคลาสนี้ควรพักผ่อนมาให้เพียงพอ ไม่แนะนำให้กินอาหารจัดเต็มมาก่อนเริ่มคลาส และถ้ามีพื้นฐานร่างกายจากการออกกำลังกายมาบ้าง จะช่วยให้คุณสนุกไปกับจังหวะของ Flow ได้ยาวๆ แบบไม่ทรมานจนเกินไป
Flow Movement Studio
Open: ทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 7.00-21.00 น., เสาร์-อาทิตย์ เวลา 7.00-17.00 น.
Address: ชั้น 9 Central Tower Building, CentralwOrld
Budget:
Website: https://flowmovement.co.th/
Facebook: https://www.facebook.com/flowstudioth
Instagram: https://www.instagram.com/flow.studio.th/
Tel: 06 5946 3939
The post กระโดดให้ไส้กระเด็น! ‘Trampoline’ คลาสของคนเอเนอร์จี้ล้นที่ Flow Movement Studio appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึงรองเท้าที่เหมาะกับการพาเราออกไปวิ่ง Easy สบายๆ […]
The post New Balance 1080v15 เปลี่ยนโฟมใหม่ วิ่งคุมโซน 2 สนุกขึ้น? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึงรองเท้าที่เหมาะกับการพาเราออกไปวิ่ง Easy สบายๆ ในโซน 2 โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก New Balance 1080v15 คือหนึ่งในคู่ที่ตอบโจทย์แนวนี้ได้ชัดเจนที่สุด ด้วยคาแรกเตอร์ของรองเท้า Daily trainer ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการวิ่งยาว วิ่งฟื้นฟู และวิ่งเพื่อสุขภาพเป็นหลัก ทำให้เราสามารถหยิบมาใส่ได้ทุกวัน โดยไม่ต้องกังวลว่ามันจะเฆี่ยนเท้าเรามากไปนัก
แต่ต้องบอกว่าเวอร์ชันนี้ New Balance เปลี่ยนบุคลิกไปพอสมควร จากวิ่งนุ่มๆ มาเป็นฟีลที่นุ่มแน่นขึ้น คล่องตัวขึ้น และคืนตัวไวกว่าเดิม ทำให้ New Balance 1080v15 ยังคงความสบายแต่เพิ่มเติมความสนุกและความลื่นไหล เหมาะกับวันที่อยากออกไปเก็บระยะ ซ้อมวิ่งยาว 2-3 ชั่วโมง แบบไม่ได้อยากกดเพซ ไม่เร่งหัวใจ โดยเฉพาะการวิ่งคุมโซน 2 เราว่าคู่นี้เหมาะมาก

เพราะการเปลี่ยนแปลงโฟมจาก Fresh Foam X ที่เป็นเอกลักษณ์มาเป็น Infinion Foam โฟมเทคโนโลยีใหม่ของ New Balance ผลที่ได้คือน้ำหนักที่เบาขึ้น และมีการเพิ่มความหนาของพื้นส้นเท้าขึ้นไปแตะระดับ 40 มิลลิเมตร ส่งผลให้ฟีลลิ่งในการสวมใส่คู่นี้แตกต่างไปจากเดิมค่อนข้างชัด เพราะทำให้ความความนุ่มหยวบของรุ่น v14 หายไป รุ่น v15 ถูกปรับจูนมาใหม่ให้แน่นขึ้นและคืนตัวไวขึ้น (แน่น+เด้ง)

นอกจากนั้นหน้าผ้ายังปรับใหม่ให้กระชับโอบเท้ามากขึ้น ระบายอากาศได้ดีเหมาะกับการซ้อมวิ่งยาวในอากาศร้อนๆ ของเมืองไทย บวกกับรูปทรงรองเท้ายังเป็นมิตรกับคนหน้าเท้ากว้าง ใส่วิ่งแล้วไม่รู้สึกว่ามันบีบเท้า ใส่วิ่งนานๆ ยังใส่ได้สบาย

หลังใช้ซ้อมวิ่ง 20 กิโลเมตร ข้อดีที่ชัดเจนคือความคล่องตัวเพราะได้ความเด้งของโฟมใหม่ จากน้ำหนักที่หายไป ทำให้วิ่งนานๆ แล้วไม่ได้รู้สึกว่ารองเท้าเป็นภาระ มีความแน่นที่ไม่หยวบหยาบ ถือเป็นรองเท้าที่ใส่วิ่ง Easy แล้วสนุก วิ่งสบายๆ ไหลลื่น วางเต็มเท้าได้เลย เราชอบฟีลลิ่งของการใส่คู่นี้ซ้อมวิ่งยาวนะ มันให้ความรู้สึกที่แม้จะวิ่งช้าแต่ก็ยังมีแรงส่ง ไม่ให้เท้าจม ใส่ซ้อมนาน 2 ชั่วโมง ขายังไม่ล้า วิ่งแล้วไม่ตื้อ ไปต่อได้เรื่อยๆ

เรามองว่า New Balance 1080v15 เหมาะกับนักวิ่งที่ต้องการรองเท้าใส่วิ่งสบาย ที่ใช้งานได้หลากหลาย ทั้งวิ่งโซน 2 ที่ไปเรื่อยๆ คุมโซน หรือกลุ่มนักวิ่งเพื่อสุขภาพที่ใส่ออกกำลังกายวิ่งวันละ 5 โล 10 โล เราว่าคู่นี้ตอบโจทย์เลย แถมดีไซน์ก็ทันสมัยดี หลังจากนี้น่าจะมีสีใหม่ๆ ทยอยออกมาอีกเรื่อยๆ ติดอย่างเดียวที่ค่าตัวอยู่ที่ 6,000 บาท ถือว่าราคาแรงเอาเรื่อง
The post New Balance 1080v15 เปลี่ยนโฟมใหม่ วิ่งคุมโซน 2 สนุกขึ้น? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงนี้ไถฟีดไปทางไหนก็เห็นแต่เพื่อนๆ หรือเหล่าคนดังออกไ […]
The post ท้าหิมะแดนมังกร! 12 ลานสกีจีนสำหรับมือใหม่ถึงสายโหด appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงนี้ไถฟีดไปทางไหนก็เห็นแต่เพื่อนๆ หรือเหล่าคนดังออกไปเช็กอินลานสกีกันเต็มไปหมด โดยเฉพาะฝั่งญี่ปุ่นและยุโรปที่ขึ้นชื่อเรื่องวิวสุดอลังการ และสภาพหิมะที่เหมาะกับการปลดปล่อยอะดรีนาลีนแบบสุดตัว
แต่ในช่วงหลังมานี้ ลานสกีในจีนก็เริ่มกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่มาแรงไม่แพ้กัน เพราะหลายแห่งตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาขนาดใหญ่ เสิร์ฟวิวสวยสะกด แถมยังมีลานสกีมาตรฐานระดับสากลที่เคยใช้จัดการแข่งขันระดับโลกมาแล้ว ที่สำคัญคือราคายังเข้าถึงง่ายกว่า และใช้เวลาเดินทางจากไทยไม่นาน
สำหรับใครที่เริ่มอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากจุดหมายเดิมๆ หรือกำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ในฤดูหนาวนี้ ลองมาดู 12 ลานสกีในจีนที่เราคัดมาฝาก ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ลานสำหรับมือใหม่ไปจนถึงสายโหด
หากไปแล้วติดใจ ไม่แน่ Bucket Llist ใหม่ของคุณอาจจะเป็นการไล่เก็บลิสต์สกีรีสอร์ตทั่วจีนก็ได้นะ
1. Yabuli Ski Resort
หากต้องการชาเลนจ์ตัวเอง ลองมาเช็กอินที่ Yabuli เพราะที่นี่คือหนึ่งในสกีรีสอร์ตยุคแรกของจีนที่ได้รับการพัฒนาในระดับสากล และปัจจุบันถือเป็นอาณาจักรสกีที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดของประเทศ
Yabuli Ski Resort ตั้งอยู่ในมณฑลเฮยหลงเจียง ใกล้เมืองฮาร์บิน พื้นที่สกีครอบคลุมหลายยอดเขา และแบ่งออกเป็นโซนสำคัญ อาทิ Sun Mountain และ Windmill Hill โดยโซน Sun Mountain ถือเป็นไฮไลต์หลักสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และยังเป็นที่ตั้งของ Club Med Yabuli ซึ่งเป็น Club Med แห่งแรกในจีน

นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นสนามฝึกซ้อมหลักของนักกีฬาทีมชาติจีนด้วยเส้นทาง Alpine ระดับแอดวานซ์ที่ยาวกว่า 3 กิโลเมตร พร้อมทางลาดดิ่ง (Vertical Drop) ประมาณ 805 เมตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางที่ยาวและท้าทายที่สุดในเอเชีย
ในส่วนของการเดินทางจากเมืองฮาร์บินจะใช้เวลา 1.5 ชั่วโมง ด้วยรถไฟความเร็วสูง หรือราว 3 ชั่วโมงโดยรถยนต์
Open: 8.00-17.00 น.
Address: เมืองฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียง
Budget:
Ski Pass รวมอุปกรณ์สกีพื้นฐาน
(เวลาทำการและราคา อาจเปลี่ยนตามฤดูกาลหรือช่วงเทศกาล)
2. Genting Snow Park
Genting Snow Park คือหนึ่งในแลนด์มาร์กที่สายสกีทั่วโลกต้องรู้จัก ในฐานะสนามแข่งขันหลักของ Beijing 2022 Winter Olympics หลายคนอาจคุ้นชื่อที่นี่ในนาม Secret Garden ขณะที่ชื่อทางการภาษาจีนคือ 密苑云顶乐园 (Miyuan Yunding) ซึ่งทั้งหมดหมายถึงรีสอร์ตเดียวกัน
เสน่ห์ของ Genting Snow Park อยู่ที่มาตรฐานสนามระดับโอลิมปิก ตั้งแต่ระบบ Chairlift แบบ Heated Seat ไปจนถึงลานสกีที่ออกแบบมาครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่มือใหม่ไปจนถึงสนามแข่งขันระดับโลกอย่าง Halfpipe และ Slopestyle

เครดิตภาพ: FIS/ @fisparkandpipe
นอกเหนือจากตัวสนาม พื้นที่รอบรีสอร์ตยังครบเครื่องทั้งโรงแรมระดับพรีเมียม ร้านอาหารนานาชาติ และบรรยากาศแบบสกีรีสอร์ตเต็มรูปแบบ ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักสกียุคใหม่ที่อยากได้ทั้งความจริงจังบนลานและไลฟ์สไตล์หลังเลิกสกีในที่เดียว
เรื่องการเดินทางก็สะดวกสบายไม่แพ้กัน สามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงจากปักกิ่ง (Beijing North หรือ Qinghe Station) มาลงที่สถานี Taizicheng ใช้เวลาประมาณ 1-1.5 ชั่วโมง ก่อนต่อรถเข้ารีสอร์ตอีกเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น
Open: 8.30-17.00 น., 18.00-22.00 น.
Address: เขตฉงหลี่ เมืองจางเจียโข่ว มณฑลเหอเป่ย (ใกล้กรุงปักกิ่ง)
Budget: Ski Pass ไม่รวมอุปกรณ์, 4 ชั่วโมง
Website: http://www.secretgardenresorts.com/home
Facebook: https://www.facebook.com/profile.php?id=100051411237297
Instagram: https://www.instagram.com/genting.secretgarden/
(เวลาทำการและราคา อาจเปลี่ยนตามฤดูกาลหรือช่วงเทศกาล)
3. Thaiwoo Ski Resort
Thaiwoo Ski Resort เป็นสกีรีสอร์ตขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเขตฉงหลี่อีกเช่นกัน ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกันกับ Genting Snow Park ตัวรีสอร์ตโดดเด่นด้วยการออกแบบพื้นที่แบบหมู่บ้านสกีที่รวมลานสกี ร้านอาหาร คาเฟ่ และพื้นที่พักผ่อนไว้ในบริเวณเดียวกัน
สนามสกีรองรับผู้เล่นทุกระดับ ตั้งแต่มือใหม่ไปจนถึงระดับกลาง ขณะเดียวกันก็ยังมีโซนกิจกรรมสำหรับผู้ที่ไม่ได้เล่นสกี เช่น กระเช้าขึ้นชมวิว ร้านอาหารบนยอดเขา และพื้นที่สำหรับครอบครัว

การเดินทางสะดวกและรวดเร็วจากกรุงปักกิ่ง สามารถนั่งรถไฟความเร็วสูง มาลงที่สถานี Taizicheng ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนต่อรถเข้ารีสอร์ตอีกประมาณ 10 นาที ทำให้ Thaiwoo เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับทริปสกีระยะสั้นหรือการเดินทางแบบไม่ซับซ้อน
Open: จันทร์-ศุกร์ 8.30-16.30 น., เสาร์-อาทิตย์ 8.30-17.00 น.
Address: เขตฉงหลี่ เมืองจางเจียโข่ว มณฑลเหอเป่ย (ใกล้กรุงปักกิ่ง)
Budget: Ski Pass รวมอุปกรณ์สกีพื้นฐาน
Website: https://www.thaiwoo.com/en
Instagram: https://www.instagram.com/thaiwoo_ski_resort/
(เวลาทำการและราคา อาจเปลี่ยนตามฤดูกาลหรือช่วงเทศกาล)
4. Wanlong Ski Resort
Wanlong Ski Resort เป็นอีกหนึ่งในสกีรีสอร์ตหลักของเขตฉงหลี่ แต่มีคาแรกเตอร์แตกต่างจากรีสอร์ตอื่นในพื้นที่เดียวกันอย่างชัดเจน หาก Genting Snow Park โดดเด่นด้านความทันสมัยและสนามระดับแข่งขัน และ Thaiwoo Ski Resort เน้นประสบการณ์แบบหมู่บ้านสกีและไลฟ์สไตล์ Wanlong จะเป็นรีสอร์ตที่โฟกัสคุณภาพของสนามและการเล่นสกีอย่างจริงจัง

เครดิตภาพ: CNTO Bangkok/ 中旅旅行
พื้นที่สกีครอบคลุม 32 สโลป ความยาวรวมประมาณ 37 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่ระดับความสูงราว 1,560-2,110 เมตร โดยมีลานระดับกลางถึงยากเป็นหลัก เหมาะสำหรับนักสกีที่มีประสบการณ์หรือผู้ที่ต้องการฝึกเทคนิค ขณะเดียวกันยังมีโซนสำหรับผู้เริ่มต้นและโรงเรียนสอนสกีรองรับทุกระดับ
บรรยากาศของ Wanlong เรียบง่าย ไม่เน้นความหรูหราหรือกิจกรรม après-ski แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานครบ ทั้งบริการเช่าอุปกรณ์ ร้านอาหาร ห้องอาบน้ำ และระบบลิฟต์ที่ครอบคลุมพื้นที่ ทำให้เป็นตัวเลือกยอดนิยมของนักสกีสายโลคัลและผู้ที่ต้องการใช้เวลาอยู่บนลานสกีอย่างเต็มที่
การเดินทางสามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงจากกรุงปักกิ่งมายัง Zhangjiakou หรือ Chongli ก่อนต่อรถเข้ารีสอร์ตประมาณ 20 นาที
Open: 8.00-16.30 น., 18.30-21.30 น.
Address: เขตฉงหลี่ เมืองจางเจียโข่ว มณฑลเหอเป่ย (ใกล้กรุงปักกิ่ง)
Budget: Ski Pass ไม่รวมอุปกรณ์
(เวลาทำการและราคา อาจเปลี่ยนตามฤดูกาลหรือช่วงเทศกาล)
5. Fulong Ski Resort
ใครที่เป็นนักสกีมือใหม่ หรือแค่อยากลองเล่นสกีแบบไม่จริงจังมาก Fulong Ski Resort คือหนึ่งในตัวเลือกที่เข้าถึงง่ายที่สุดในย่านฉงหลี่ ด้วยทำเลที่อยู่ใกล้ตัวเมือง สามารถเดินจากโซนร้านอาหารและที่พักเข้าสู่ลานสกีได้เลย โดยไม่ต้องนั่งรถขึ้นเขาสูงเหมือนรีสอร์ตอื่นในละแวกเดียวกัน

เครดิตภาพ: Collected
ที่นี่ยังขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมพลชาว Night Skier ด้วยบริการลานสกีที่เปิดช่วงค่ำ แสงไฟจากสนามจะตัดกับวิวเมืองยามค่ำคืนอย่างสวยงาม ให้บรรยากาศการเล่นสกีที่สนุก ผ่อนคลาย และเหมาะกับคนที่อยากเก็บบรรยากาศหลังพระอาทิตย์ตกมากพอๆ กับการไถลบนหิมะ
Open: 8.30-16.20 น., 17.30-21.30 น.
Address: เขตฉงหลี่ เมืองจางเจียโข่ว มณฑลเหอเป่ย (ใกล้ตัวเมืองฉงหลี่)
Budget: Ski Pass ไม่รวมอุปกรณ์สกีพื้นฐาน
วันธรรมดา:
สุดสัปดาห์:
(เวลาทำการและราคา อาจเปลี่ยนตามฤดูกาลหรือช่วงเทศกาล)
6. Changbaishan Wanda International Ski Resort
Changbaishan Wanda International Ski Resort เป็นสกีรีสอร์ตระดับพรีเมียมในมณฑลจี๋หลิน (Jilin) ที่สายซีรีส์จีนคงคุ้นตาจากการเป็นหนึ่งในโลเคชันถ่ายทำเรื่อง Shine on Me
View this post on Instagram
ตัวรีสอร์ตตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาชางไป๋ซาน ให้บรรยากาศแบบหมู่บ้านสกีส่วนตัวที่เงียบสงบและโรแมนติก จุดเด่นของที่นี่คือสภาพอากาศที่ไม่หนาวโหดจนเกินไป และลานสกีที่ออกแบบมาให้เล่นง่าย วิวกว้าง ทำให้เหมาะทั้งสำหรับนักสกีมือใหม่และนักท่องเที่ยวที่อยากมาเสพหิมะแบบสบายๆ

ภายในโครงการของ Wanda รวมทุกอย่างไว้ครบ ทั้งลานสกี ร้านอาหาร สวนน้ำในร่ม และยังตอบโจทย์ครอบครัวและนักท่องเที่ยวสายลักชัวรีด้วยโรงแรมระดับพรีเมียมที่ห้อมล้อมอย่าง Swissôtel Changbaishan, Club Med Changbaishan, Park Hyatt Changbaishan และ Westin Changbaishan เป็นต้น
การเดินทางสะดวกจากสนามบิน Changbaishan (NBS) ต่อรถเพียงประมาณ 20 นาทีเท่านั้นก็ถึงรีสอร์ต
Open: 8.30-16.30 น., 16.30-21.00 น.
Address: มณฑลจี๋หลิน
Budget: Ski Pass ไม่รวมอุปกรณ์สกีพื้นฐาน
กลางวัน
กลางคืน (16.30-21.00 น.)
สำหรับผู้เข้าพักโรงแรม:
Website: https://www.wandaresorts.com/en.html
(เวลาทำการและราคา อาจเปลี่ยนตามฤดูกาลหรือช่วงเทศกาล)
7. Beidahu Ski Resort
Beidahu Ski Resort เป็นหนึ่งในสกีรีสอร์ตระดับประเทศของจีนที่สายสกีให้การยอมรับมาอย่างยาวนาน ด้วยการถูกจัดอันดับเป็น AAAA-level Scenic Spot ตั้งแต่รุ่นแรกๆ และยังเป็น National Ski Tourism Resort ที่มีชื่อเสียง
ด้วยมาตรฐานสนามที่เคยใช้จัดการแข่งขันกีฬาฤดูหนาวระดับชาติมาหลายสมัย รวมถึง Asian Winter Games ทำให้มั่นใจได้ทั้งในแง่คุณภาพของลานและระบบการจัดการแบบมืออาชีพ

ในเรื่องที่พัก รอบรีสอร์ตมีตัวเลือกให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่โรงแรมระดับพรีเมียมไปจนถึงรีสอร์ตสำหรับครอบครัว เช่น Club Med Beidahu, Holiday Inn Jilin Beidahu, BDH Beimei Shiguang Resort Hotel และ Million Stone Hot Spring Resort เป็นต้น
หลายแห่งมีบริการรถรับ-ส่งจากสนามบิน Changchun Longjia International Airport (CGQ) ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ช่วยให้การวางแผนทริปสกีที่นี่เป็นเรื่องง่ายและสบายตลอดทั้งทริป
Open: 8.30-16.30 น., 17.00-21.00 น.
Address: มณฑลจี๋หลิน
Budget: Ski Pass ไม่รวมอุปกรณ์
กลางวัน
กลางคืน
สำหรับผู้เข้าพักโรงแรม:
โรงแรมบางแห่งอาจมีแพ็กเกจรวมห้องพักและ Ski Pass แนะนำให้สอบถามรายละเอียดกับทางโรงแรมโดยตรง
Website: https://www.beidahu.com
(เวลาทำการและราคา อาจเปลี่ยนตามฤดูกาลหรือช่วงเทศกาล)
8. Songhua Lake Ski Resort
Songhua Lake Ski Resort ตั้งอยู่ใกล้เมืองจี๋หลินราว 15 กิโลเมตร และเป็นสกีรีสอร์ตระดับประเทศที่ได้รับการจัดอันดับเป็น AAAA-level Scenic Spot โดดเด่นด้วยบรรยากาศอบอุ่น ทันสมัย และเข้าถึงง่าย เหมาะกับการมาเล่นสกีแบบไม่ต้องเดินทางไกล
ภายในมีเส้นทางสกีทั้งหมด 41 เส้น รวมความยาวราว 45 กิโลเมตร พร้อมลานที่ผ่านการรับรองจาก FIS และยังได้รับรางวัล World Ski Awards: China ต่อเนื่องหลายปี สะท้อนถึงคุณภาพของสนามและการบริการที่ไว้ใจได้

ที่นี่เหมาะสำหรับนักสกีมือใหม่ถึงระดับกลาง รวมถึงครอบครัวหรือคู่รักที่อยากมาพักผ่อนและเสพวิวธรรมชาติแบบสบายๆ มากกว่าการเล่นสกีแบบจริงจังทั้งวัน
ในด้านที่พัก ภายในพื้นที่รีสอร์ตมีตัวเลือกหลากหลาย ตั้งแต่ Prince Hotel Songhua Lake ที่อยู่ใกล้ลานสกี เดินทางสะดวก ไปจนถึง Zhanyun Salomon Hotel และ VSKI Qingshan Apartment ที่ตอบโจทย์ทั้งสายไลฟ์สไตล์และคนที่วางแผนพักหลายคืน
การเดินทางก็ง่าย ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจากตัวเมืองจี๋หลิน และสามารถต่อรถจากสนามบิน Changchun ได้อย่างไม่ยุ่งยาก
Open: 8.30-16.00 น., 18.00-21.00 น.
Address: ใกล้ตัวเมืองจี๋หลิน
Budget: Ski Pass รวมอุปกรณ์สกีพื้นฐาน
สำหรับผู้เข้าพักโรงแรม:
โรงแรมบางแห่งอาจมีแพ็กเกจรวมห้องพักและ Ski Pass แนะนำให้สอบถามรายละเอียดกับทางโรงแรมโดยตรง
Website: https://www.seibuprince.com/lakesonghua-seibuprincehotel
(เวลาทำการและราคา อาจเปลี่ยนตามฤดูกาลหรือช่วงเทศกาล)
9. Xiling Snow Mountain Ski Resort
หากลองไถ TikTok ในช่วงนี้ หลายคนคงเริ่มคุ้นตากับภาพของ Xiling Snow Mountain Ski Resort ที่โผล่ขึ้นมาบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่เพราะหิมะสวย แต่เพราะที่นี่ตอบโจทย์การเที่ยวหน้าหนาวแบบพอดีในหลายมิติ
Xiling ตั้งอยู่บนภูเขาสูงใกล้เมืองเฉิงตู ทำให้กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับคนที่มาเที่ยวเฉิงตูแล้วอยากเพิ่มประสบการณ์หิมะเข้าไปในทริปแบบไม่ต้องเดินทางไกล
นักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกแวะมาแบบ Day Trip เพื่อมาสัมผัสหิมะ เล่นสกีเบาๆ หรือแค่เดินเล่นถ่ายรูปทำคอนเทนต์สวยๆ

ในด้านการเดินทาง สามารถนั่งรถบัสจากสถานี Chadianzi ในเฉิงตู ใช้เวลาประมาณ 2.5 ชั่วโมง เหมาะทั้งสำหรับ Day Trip และทริปสั้นๆ ในช่วงฤดูหนาว
เวลา: จันทร์-ศุกร์ 9.00-17.00 น., เสาร์-อาทิตย์ 8.30-18.00 น., ช่วงค่ำ 19.00-21.00 น.
Address: เฉิงตู, มณฑลเสฉวน
Budget:
กลางวัน
กลางคืน (19.00–21.00 น.)
แพ็กเกจ RMB 398
(เวลาทำการและราคา อาจเปลี่ยนตามฤดูกาลหรือช่วงเทศกาล)
10. Silk Road International Ski Resort
วาร์ปไปซินเจียงกันบ้าง ถ้าใครอยากเห็นอีกมุมของการเล่นสกีในจีนที่ต่างจากภาพจำเดิมๆ Silk Road International Ski Resort บนเทือกเขาเทียนซาน ใกล้เมืองอูรุมชี คือจุดหมายที่น่าลอง
ที่นี่โดดเด่นด้วยภูเขาสูงเปิดโล่ง เส้นทางที่ชันและยาวต่อเนื่อง พร้อมหิมะธรรมชาติที่แห้งละเอียด ให้ฟีลการเล่นสกีที่จริงจังและดิบกว่าสกีรีสอร์ตสายไลฟ์สไตล์ทั่วไป

ด้วยลานระดับโปรและระยะทางของเส้นทางที่ยาวเป็นพิเศษ Silk Road จึงกลายเป็นหมุดหมายของนักสกีสายฮาร์ดคอร์ที่อยากท้าทายฝีมือท่ามกลางวิวเทือกเขาเทียนซานแบบเต็มตา
การเดินทางจากสนามบินอูรุมชีใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เหมาะสำหรับคนที่พร้อมแลกการเดินทางไกลกับประสบการณ์สกีที่ต่างจากลานยอดนิยมทางตอนเหนือของจีน
Open: 10.00-19.00 น.
Address: เทือกเขาเทียนซาน, เมืองอูรุมชี, ซินเจียง
Budget:
Day Pass
Night Pass
(เวลาทำการและราคา อาจเปลี่ยนตามฤดูกาลหรือช่วงเทศกาล)
11. Jikepulin Ski Resort
ถ้า Silk Road คือภาพของซินเจียงในมุมดิบ แข็งแรง และท้าทาย Jikepulin Ski Resort คืออีกด้านที่กว้าง เงียบ และปล่อยให้ธรรมชาติเป็นตัวเล่าเรื่อง ลานสกีแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตอัลไต ใกล้หมู่บ้านเหอมู่ โอบล้อมด้วยเทือกเขาขนาดใหญ่และภูมิประเทศแบบ Open Space
จุดเด่นของ Jikepulin คือพื้นที่สกีที่กว้างขวาง หิมะธรรมชาติคุณภาพดี และเส้นทางที่เปิดยาวต่อเนื่อง ทำให้การเล่นสกีที่นี่ไม่ได้เน้นความโหดหรือเทคนิคจัดจ้านแบบ Silk Road แต่เป็นการเล่นในจังหวะของตัวเอง
บรรยากาศโดยรวมสงบ ไม่เร่ง ไม่พลุกพล่าน เหมาะกับนักสกีระดับกลางถึงแอดวานซ์ที่อยากหลีกหนีลานแมสๆ และโฟกัสทั้งการเล่นและการเสพวิวเทือกเขาอัลไตแบบเต็มตา

ในแง่การเดินทาง ต้องบินไปลงสนามบิน Kanas (KJI) หรือ Altay (AAT) ก่อนต่อรถเข้าสู่พื้นที่รีสอร์ต แม้จะต้องใช้เวลามากขึ้น แต่ก็เป็นสิ่งที่ช่วยรักษาคาแรกเตอร์ของ Jikepulin ให้ยังคงความสงบและความเป็นธรรมชาติเอาไว้ได้อย่างชัดเจน
Open: 8.30-16.00 น.
Address: หมู่บ้านเหอมู่, อัลไต, ซินเจียง
Budget: Ski Pass ไม่รวมอุปกรณ์สกีพื้นฐาน
(เวลาทำการและราคา อาจเปลี่ยนตามฤดูกาลหรือช่วงเทศกาล)
12. Hemu Ski Resort
ในพื้นที่เดียวกับ Jikepulin ยังมีโซนเล่นสกีบริเวณหมู่บ้านเหอมู่ (Hemu) ซึ่งให้บรรยากาศที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน จากภูเขากว้างใหญ่และจังหวะการเล่นที่ต่อเนื่องของโซนหลัก พื้นที่เหอมู่จะพาเราค่อยๆ ช้าลง ไปสัมผัสฤดูหนาวท่ามกลางหมู่บ้านไม้โบราณที่ปกคลุมด้วยหิมะ

หิมะธรรมชาติที่หนาและนุ่มทำให้โซนเหอมู่เหมาะกับสาย Freeride หรือคนที่อยากสัมผัสการเล่นสกีในบริบทที่ไม่เน้นความหวือหวา แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติและวิถีชีวิตท้องถิ่น หลายคนจึงเลือกใช้เวลาที่นี่เพื่อปิดทริปในบรรยากาศที่เงียบสงบและละมุนใจ
Open: 10.00-17.00 น.
Address: หมู่บ้านเหอมู่, อัลไต, ซินเจียง
Budget: Ski Pass รวมอุปกรณ์สกีพื้นฐาน
(เวลาทำการและราคา อาจเปลี่ยนตามฤดูกาลหรือช่วงเทศกาล)
ภาพ: Courtesy of the Resorts, Trip, Klook, THE STANDARD TEAM
อ้างอิง:
The post ท้าหิมะแดนมังกร! 12 ลานสกีจีนสำหรับมือใหม่ถึงสายโหด appeared first on THE STANDARD.
]]>
NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ที่ผสานนวัตกรรม ไลฟ์สไ […]
The post NEXTOPIA WELLNESS WEEK ชวนพักใจ ชาร์จพลัง และเชื่อมโยงกับตัวเอง ผ่านประสบการณ์สุขภาวะแบบองค์รวม 26 ม.ค. – 1 ก.พ. 2569 NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน [PR News] appeared first on THE STANDARD.
]]>
NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ที่ผสานนวัตกรรม ไลฟ์สไตล์ และความยั่งยืนจากสยามพารากอน เตรียมยกระดับไลฟ์สไตล์ของผู้ที่มาเยือน NEXTOPIA ผ่าน “NEXTOPIA WELLNESS WEEK” มหกรรมสุขภาพดีที่ชวนให้ทุกคนได้หยุดพักจากความเร่งรีบ รีชาร์จพลังชีวิต และกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเองอีกครั้ง
พบประสบการณ์สุขภาวะแบบองค์รวมที่ออกแบบมาเพื่อคนเมืองยุคใหม่อย่างแท้จริงระหว่างวันที่ 26 ม.ค. – 1 ก.พ. 2569 บนพื้นที่ NEXTOPIA ชั้น 5 และชั้น 5A สยามพารากอน
NEXTOPIA คือเมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ที่เกิดจากการผนึกกำลังของสยามพารากอนและพันธมิตรระดับโลก ไม่เพียงเป็นศูนย์รวมนวัตกรรมเพื่ออนาคต แต่ยังเป็นต้นแบบของ Future Living ที่ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
การจัดงาน “NEXTOPIA WELLNESS WEEK” ในครั้งนี้ เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า ในโลกอนาคต การมีชีวิตที่เหนือระดับต้องมาพร้อมกับความสมดุลทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยงานนี้ถูกออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อให้เหล่าคนเมืองได้หยุดพักจากความวุ่นวาย ชาร์จพลังชีวิต และต่อยอดสู่การดูแลตัวเองให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิด “Join us in the Making of a Better World” โดยงานนี้แบ่งประสบการณ์ออกเป็นสองแกนหลักที่เติมเต็มกันอย่างลงตัว

แกนแรกคือ Wellness Marketplace พื้นที่รวมแบรนด์เพื่อสุขภาพและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่อาหารและขนมเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มฟังก์ชันอย่างคอมบูชา โปรตีนบาร์ ไปจนถึงสินค้าแนว Spiritual และ Relaxation ไม่ว่าจะเป็น Essential Oil, Scent และ Aromatherapy รวมถึงไอเทมไลฟ์สไตล์ด้านการออกกำลังกาย Activewear Wellness Gadget และอุปกรณ์ดูแลสุขภาพที่ช่วยให้การดูแลตัวเองเกิดขึ้นได้จริง
อีกแกนหนึ่งคือ Wellness Activation & Experiences ที่พาผู้เข้าร่วมงานก้าวลึกเข้าไปสำรวจสุขภาวะจากภายใน ผ่านเวิร์กช็อปและกิจกรรมด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงร่างกายและจิตใจอย่างมีความหมาย กิจกรรมเหล่านี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ม.ค. – 1 ก.พ. 2569 โดยแต่ละวันมีธีมและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน
29 ม.ค. 2569 เปิดพื้นที่ให้การตั้งเป้าหมายและการสะท้อนตัวเอง ผ่านกิจกรรม 2026 SCENT REFLECTION & INTENTION ที่ใช้กลิ่นเป็นเครื่องมือในการกำหนดเจตนารมณ์ของปีใหม่ ก่อนต่อยอดสู่การเรียนรู้ภูมิปัญญาสมุนไพรไทยในบริบทสมัยใหม่กับ THAI HERB FOR EVERYDAY WELLBEING
30 ม.ค. 2569 โฟกัสไปที่สุขภาวะทางใจและความสัมพันธ์ เริ่มจาก BE SMART, BE WELL เพื่อเติม Passion และแรงจูงใจในการใช้ชีวิต ต่อด้วย CBT FOR MINDFUL SELF-TALK ที่ชวนจัดการความคิดเชิงลบ และ HEALTHY TALK, HEALTHY MIND ที่เปิดมุมมองการสื่อสารเชิงบวกทั้งกับผู้อื่นและตัวเอง

31 ม.ค. 2569 พาผู้ร่วมงานดำดิ่งสู่ความสงบผ่านศาสตร์แห่งเสียงกับ THE HEART SPACE BY MAI และ THE ART OF BALANCED LIVING BY MAI ก่อนขยายมุมมองด้านการดูแลสุขภาพเชิงลึกผ่านเสวนา LIFESTYLE MEDICINE ANCIENT WISDOM X MODERN LONGEVITY SCIENCE โดย นพ.วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ ปิดท้ายวันด้วย Immersive Sound Healing Experience ในโปรแกรม CALM YOUR MIND: RESTORATIVE SOUND EXPERIENCE
1 ก.พ. 2569 เริ่มต้นวันใหม่อย่างสดใสกับ BESTIES GLOW UP X NEXTOPIA: THE INNER FLOW & OUTER GLOW EXPERIENCE ต่อด้วย LIMBER YOGA X TEA BLENDING EXPERIENCE ที่ผสานโยคะและศิลปะการปรุงชา เพิ่มพลังด้วย NEXT YOU BARRE – STEP INTO YOUR NEXT LEVEL และปิดฉากงานอย่างมีพลังร่วมกันใน SOLAR HEART CIRCLE และ Unity Ecstatic Dance ภายใต้พระจันทร์เต็มดวง

นอกจากกิจกรรมและเวิร์กช็อป พื้นที่ NEXTOPIA ยังเป็นแหล่งรวมร้านอาหารที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เมนูทุกจานให้ความสำคัญกับวัตถุดิบสดใหม่ ปลอดสารพิษ และสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่น พร้อมเลือกใช้พลังงานสะอาดจาก WP Energy เสริมด้วย The Vertical Farm สวนผักออร์แกนิกแนวตั้งที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เก็บผักปลอดสารด้วยตัวเอง กลายเป็นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงอาหาร สุขภาพ และความยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

มางาน NEXTOPIA WELLNESS WEEK นี้ถือว่าได้มากกว่าแค่งานอีเวนต์ด้านสุขภาพ แต่เป็น “การทดลองใช้ชีวิตในรูปแบบที่โลกอนาคตกำลังก้าวไปถึง” นั่นคือโลกที่การดูแลตัวเองเป็นเรื่องง่าย เข้าถึงได้ และเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันอย่างแท้จริง
หากคุณกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนใจ เติมพลัง และกลับมาเชื่อมโยงกับตัวตนภายในอีกครั้ง งานนี้คือคำเชิญให้คุณได้หยุดพักอย่างมีความหมาย เพื่อก้าวเดินต่อไปข้างหน้าด้วยคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งกว่าเดิม
The post NEXTOPIA WELLNESS WEEK ชวนพักใจ ชาร์จพลัง และเชื่อมโยงกับตัวเอง ผ่านประสบการณ์สุขภาวะแบบองค์รวม 26 ม.ค. – 1 ก.พ. 2569 NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน [PR News] appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากเปิดปีใหม่มาได้เกือบเดือน ใครหลายคนคงเริ่มกลับเข […]
The post LIFE This Week: สิ่งน่าทำที่เราอยากชวนคุณออกไปลองสัปดาห์นี้ 21-27 มกราคม 2569 appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากเปิดปีใหม่มาได้เกือบเดือน ใครหลายคนคงเริ่มกลับเข้าสู่โหมดทำงานอย่างจริงจังอีกครั้ง และช่วงปลายเดือนนี่แหละ ที่เหมาะจะหาอะไรทำเพื่อตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการขยับร่างกายให้รู้สึกสดขึ้น ใช้เวลากับเสียงดนตรี อ่านหนังสือในสวน หรือปล่อยใจไปกับกิจกรรมที่ช่วยรีเซ็ตพลังงานทั้งกายและใจ
LIFE This Week คัดกิจกรรมที่ชวนให้ออกไปใช้ชีวิตแบบเก็บครบ ตั้งแต่การเคลื่อนไหวเบา ๆ ไปจนถึงอีเวนต์ที่ช่วยเติมสีสันให้เมืองกลับมาคึกคักอีกครั้ง เหมาะกับทั้งการไปคนเดียว หรือชวนเพื่อนออกไปลองอะไรใหม่ๆ ก่อนที่เดือนแรกของปี 2026 จะผ่านไปแบบเงียบเหงา

ครั้งแรกที่การแช่ Ice Bath และดนตรีแจ๊สถูกนำมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เมื่อ Ice House Rooftop Baths ตั้งใจเปลี่ยนดาดฟ้าให้กลายเป็นพื้นที่ Midweek Reset สำหรับคนเมือง ให้ค่ำคืนกลางสัปดาห์ไม่ใช่แค่ช่วงเวลารอวันหยุด แต่เป็นจังหวะพักที่ช่วยคืนสมดุลให้ทั้งร่างกายและความรู้สึก
ภายในงานคุณจะได้ปล่อยตัวสบายไปกับการแช่น้ำร้อน-เย็น สลับกับการผ่อนคลายในซาวน่าพร้อมวิวเมือง ในบรรยากาศที่มีดนตรีแจ๊สสดจาก Apitch & The Band จะมาขับกล่อมไปพร้อมกับแสงไฟของกรุงเทพฯ เราว่าเป็นการพักผ่อนที่กระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งการฟัง การมอง และการรับรู้ทางร่างกายอย่างครบถ้วน
Soak & Jazz เหมาะกับใครก็ตามที่กำลังมองหากิจกรรมหลังเลิกงานที่ไม่ต้องใช้พลังเยอะ และกลับไปเริ่มวันถัดไปด้วยร่างกายและใจที่เบาสบายกว่าเดิม
When: 22 มกราคม 2569 เวลา 19.00-21.00 น.
Where: ce House Rooftop Baths (MRT ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์)
More Info: The Ice House

อีเวนต์ที่ชวนคนรักของเก่า งานคราฟต์ และวัฒนธรรมวินเทจ ออกมาเดินเล่น ใช้เวลา และสำรวจรสนิยมของตัวเองผ่านสิ่งของและเรื่องราวที่มีประวัติในแบบของมัน
MADE BY LEGACY FLEA MARKET NO. 19 เปิดบทใหม่ของเฟลมาร์เก็ตในคอนเซปต์ New Old Community เมื่อ MADE BY LEGACY ยกชุมชนวินเทจขึ้นไปอยู่บนพื้นที่สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ Cloud 11 จุดนัดพบแห่งใหม่ของสายครีเอทีฟ ที่ตั้งใจให้การเดินตลาดครั้งนี้ไม่ใช่แค่การช้อปปิ้ง แต่เป็นการใช้เวลาอยู่กับบรรยากาศ ผู้คน และแรงบันดาลใจร่วมกัน
ภายในงานรวมร้านค้ากว่า 250 ร้าน ที่คัดสรรมาแล้วทั้งเสื้อผ้าวินเทจ งานดีไซน์ งานคราฟต์ งานศิลปะ แผ่นเสียง ของตกแต่งบ้าน ไปจนถึงของสะสมหายาก เป็นพื้นที่ที่ความคลาสสิกและความร่วมสมัยมาบรรจบกันอย่างลงตัว ให้คุณได้เดินดู ชม เลือก และค้นพบ “ของชิ้นพิเศษ” ที่อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในระยะยาว
ช่วงปลายสัปดาห์จะแวะมาเดินเล่นชิลๆ นัดเพื่อนมา หรือพาครอบครัวและสัตว์เลี้ยงออกมาเปลี่ยนบรรยากาศ เพราะที่นี่คือคอมมูนิตี้ชั่วคราวที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะมาเพื่อซื้อของ หาแรงบันดาลใจ หรือแค่เดินซึมซับกลิ่นอายวัฒนธรรมวินเทจก็ย่อมได้
When: 23-25 มกราคม 2569 เวลา 13.00-23.00 น.
Where: Cloud 11 (BTS ปุณณวิถี)
More Info: MADE BY LEGACY

Bangkok Music City 2026 กลับมาอีกครั้งในฐานะเทศกาลดนตรีที่ชวนทั้งคนฟังเพลง ศิลปิน และคนทำงานในอุตสาหกรรมดนตรี มาพบกันในพื้นที่เดียวกัน ตลอดวันที่ 24-25 มกราคมนี้ โดยปีนี้ยังคงเปิดให้เข้าชมฟรีในจำนวนจำกัด สำหรับใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศแบบ music city ของจริง บอกเลยว่าไม่ควรพลาด
ไฮไลต์ของปีนี้คือการรวมตัวของศิลปินกว่า 80 วงจากทั่วโลก ตั้งแต่ศิลปินไทยหลากหลายเจเนอเรชัน ไปจนถึงศิลปินจากเอเชีย ยุโรป และออสเตรเลีย ที่จะมาสลับกันขึ้นโชว์เคสตลอดสองวันเต็ม พร้อมเปิดมุมมองใหม่ให้เห็นพลังของดนตรีที่ข้ามพรมแดนและภาษาได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ยังขยายพื้นที่ความสนุกเป็น 8 เวที กระจายอยู่ทั่วย่านเจริญกรุง แต่ละเวทีมีคาแรกเตอร์และบรรยากาศต่างกัน ตั้งแต่เวทีกลางแจ้งขนาดใหญ่ เวทีในโรงละคร เวทีบนดาดฟ้าพร้อมวิวแม่น้ำ ไปจนถึงเวทีเล็กๆ ในร้านแผ่นเสียงสำหรับคนรักดนตรีสายลึก ให้คุณเลือกเดิน ฟัง และค้นพบศิลปินใหม่ๆ ได้ตลอดทั้งวัน มีพื้นที่ของตลาด งานกิจกรรม โซนอาหาร และเวทีสัมมนาธุรกิจดนตรี ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินและคนทำงานไทยได้เชื่อมต่อกับเครือข่ายระดับนานาชาติ
When: 24-25 มกราคม 2569 เวลา 15.30-22.30 น.
Where: เจริญกรุง
More Info: Bangkok Music City

ROLLING RUN : DO YOU EVER with EVEREST & CO
การรวมตัวของ ROLLING RUN รันคลับที่อยากชวนคนเมืองออกมาวิ่งในบรรยากาศเป็นกันเอง ร่วมกับ EVEREST & CO ร้านเสื้อผ้าที่เชื่อในไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟและการใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ทำให้งานครั้งนี้ไม่ได้โฟกัสที่ความเร็วหรือระยะทาง แต่เป็นการชวนกันออกมาเคลื่อนไหว พูดคุย และใช้เวลาไปด้วยกันอย่างสบายๆ
When: 24 มกราคม 2569 เริ่มวิ่ง เวลา 06.00 น.
Where: Everest & Co. (BTS อารีย์)
More Info: ROLLING RUN

จัดเป็นครั้งที่ 3 แล้วสำหรับ Reading in the Park อีเวนต์เล็กๆ ที่ชวนคนแปลกหน้าออกมาใช้เวลาอ่านหนังสือร่วมกัน หลังจากได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นในช่วงของปีที่ผ่านมา ล่าสุดทีม Bangkok Literature & Arts Festival กลับมาครั้งนี้ชวนทุกคนพบกันอีกครั้ง ณ บริเวณอัฒจันทร์กลาง ของสวนเบญจกิติ
หัวใจของกิจกรรมครั้งนี้คือการสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักการอ่าน ภายใต้แนวคิดของ Bangkok Offline Reading Club งานจึงขอความร่วมมือให้งดใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างกิจกรรม เพื่อเปิดพื้นที่ให้การอ่าน และการพบปะผู้คน
ด้วยสภาพอากาศของกรุงเทพฯ ในช่วงนี้ที่คาดเดาได้ยาก โดยเฉพาะสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ทีมผู้จัดจึงแนะนำให้ผู้เข้าร่วมลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อรับอีเมลอัปเดตสภาพอากาศก่อนกิจกรรม หากฝนตกหรือคุณภาพอากาศไม่เหมาะสม อาจจำเป็นต้องยกเลิก
When: 24 มกราคม 2569 เวลา 16.00-18.00 น.
Where: บริเวณอัฒจันทร์กลาง สวนเบญจกิติ (MRT ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์)
More Info: Reading in the Park

สำหรับชาวปทุมที่ไม่อยากให้เช้าวันหยุดปล่อยให้ผ่านไปแบบเฉยๆ ลองชวนตัวเองตื่นเช้าขึ้นอีกนิด แล้วออกมาเติมพลังให้ร่างกายและอารมณ์ไปพร้อมกันกับ Coffee And Wake กิจกรรมที่รวมการขยับตัว เบรกจิบกาแฟ และความสนุกไว้ในช่วงเวลาเดียวกัน
เริ่มเช้าวันเสาร์ด้วยการวิ่งรับลมในบรรยากาศสบายๆ จะเลือกเดิน วิ่งเบาๆ ก็ได้ ก่อนพักหายใจด้วยกาแฟดริปหอมๆ ที่เสิร์ฟฟรีจาก Bean Coffee Importer พร้อมบทสนทนาชิลๆ ของคนรักกาแฟและการออกกำลังกาย
สำหรับใครที่ยังมีพลังเหลือ งานนี้ยังเปิดโอกาสให้ต่อความสนุกด้วยการเล่นเวคบอร์ด ท่ามกลางบรรยากาศของ ESC THAI WAKE PARK โดยมีอุปกรณ์และโค้ชดูแลครบ เหมาะทั้งมือใหม่และคนที่อยากลองอะไรใหม่ๆ เรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้เน้นความจริงจัง แต่ตั้งใจชวนให้การดูแลสุขภาพเริ่มต้นจากบรรยากาศดีๆ ผู้คนเป็นมิตร และเช้าวันหยุดที่เต็มไปด้วยพลังบวก ใครอยากได้ทั้งเหงื่อ กาแฟ และรอยยิ้ม งานนี้ตอบโจทย์ครบในที่เดียว
When: 24 มกราคม 2569 เวลา 06.00-10.00 น.
Where: ESC THAI WAKE PARK
More Info: ESC THAI WAKE PARK

คลาสที่ชวนให้คุณค่อยๆ กลับมาอยู่กับตัวเอง ผ่านการเคลื่อนไหวที่ตั้งใจและมีสติ คลาสนี้จัดขึ้นโดย Lucca Thonglor พื้นที่ที่โอบรับแนวคิด เวิร์กช็อป ความเป็นอยู่ที่ดี และคอมมูนิตี้ ชวนให้การดูแลตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ในบรรยากาศสโลว์ไลฟ์ใจกลางทองหล่อ บนสตูดิโอชั้น 5 เหนือความวุ่นวายของเมือง
คลาสนี้ออกแบบมาอย่างอ่อนโยนแต่มั่นคง ไม่ได้เน้นการฝืนหรือผลักร่างกายให้ไปไกลกว่าเดิม แต่ชวนให้เราได้เคลื่อนไหวอย่างมีเป้าหมาย รับรู้ลมหายใจ และตั้งจังหวะใหม่ให้กับร่างกายและจิตใจ สร้างสมดุลให้ร่างกายในแบบที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง
หลังจบคลาส ยังมีช่วงเวลาช้าๆ ให้ได้นั่งพัก พูดคุย และเพลิดเพลินกับบรันช์และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
When: 24, 31 มกราคม 2569 เวลา 09.30-10.30 น.
Where: Lucca Thonglor (BTS ทองหล่อ)
More Info: Lucca Studio

กิจกรรมนี้พาการเล่นพิลาทิสออกมาจากกรอบแบบเดิมๆ และกลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน เมื่อ YPS Pilates Club เกิดขึ้นจากความตั้งใจของครูแก้ว Kaew Thunwasaka กับแนวคิด Everyday Pilates For Everyone ที่อยากชวนทุกคนมารักและดูแลร่างกายในแบบที่เป็นมิตรกับชีวิตจริง
YPS Pilates Club อยากลบภาพจำที่ว่าพิลาทิสคือกิจกรรมของคนสวย คนรวย หรือคนที่พร้อมเท่านั้น แต่เป็นกิจกรรมของทุกเพศ ทุกวัย ขอแค่มีใจอยากดูแลตัวเอง ก็สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคลับนี้ได้ คลาสของที่นี่จึงถูกออกแบบให้สนุก อบอุ่น และเต็มไปด้วยพลังงานดีๆ พร้อมชวนทุกคนออกมา on ground ใช้ร่างกาย เรียนรู้ และเติบโตไปพร้อมกัน
When: 25 มกราคม 2569 เวลา 06.30-09.30 น.
Where: บริเวณอัฒจันทร์กลาง สวนเบญจกิติ (MRT ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์)
More Info: YPS Pilates Club

Sound Healing Session จัดโดย Ice Sound Healing เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ปล่อยวางจากความเร่งรีบของชีวิตประจำวัน แล้วกลับมาอยู่กับลมหายใจ ร่างกาย และคลื่นเสียงบำบัดจาก Himalayan Singing Bowls ที่ช่วยพาใจให้สงบ รีเซ็ตพลังงาน และตั้งเจตนาใหม่สำหรับปีที่กำลังเริ่มต้น คลาสนี้ไม่ต้องมีพื้นฐานมาก่อน แค่เปิดใจและรับฟังอย่างที่เป็น
ตลอดเดือนมกราคม ทุกเซสชันถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ภายใต้แนวคิดของการเริ่มต้นอย่างมีสติ โดยได้รับการสนับสนุนจาก Proove Club ซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้ลอง plant-based protein เพื่อเติมพลังอย่างอ่อนโยนตั้งแต่ช่วงต้นปี
When: 25 มกราคม 2569 เวลา 18.00-19.00 น.
Where: Attuned Studio Bangkok
More Info: Ice Sound Healing
The post LIFE This Week: สิ่งน่าทำที่เราอยากชวนคุณออกไปลองสัปดาห์นี้ 21-27 มกราคม 2569 appeared first on THE STANDARD.
]]>