งบประมาณ 2570: กู้เพิ่ม แต่ลงทุนอนาคตพอหรือไม่
NEWSLETTER 5-11 กรกฎาคม 2569
สวัสดีผู้ติดตาม THE STANDARD ทุกท่าน
การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงวาระประจำปีของสภา หรือเวทีเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน หากแต่ควรถูกมองเป็นการตรวจสอบทิศทางของประเทศอย่างจริงจังว่า ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลังที่หนักขึ้นทุกปี รัฐไทยกำลังใช้เงินเพื่อประคองระบบเดิม หรือใช้เงินเพื่อสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ
Key Point
รัฐบาลย่อมมีเหตุผลในการจัดทำงบประมาณฉบับนี้ ภายใต้เศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ภาระค่าครองชีพของประชาชน ความจำเป็นด้านสวัสดิการ ความมั่นคง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการดูแลกลุ่มเปราะบาง ล้วนเป็นโจทย์จริงที่ไม่มีรัฐบาลใดหลีกเลี่ยงได้ ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านและสังคมก็มีสิทธิเต็มที่ในการตั้งคำถามว่า เมื่องบประมาณเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% แต่รัฐยังต้องกู้ชดเชยขาดดุลถึง 7.88 แสนล้านบาท การใช้เงินทุกบาทควรถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นกว่าปีปกติ
งบใหญ่บนหน้ากระดาษ แต่พื้นที่ตัดสินใจของรัฐเล็กลง
ตัวเลข 3.788 ล้านล้านบาทอาจดูเป็นงบประมาณขนาดใหญ่ แต่เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้าง จะพบว่าพื้นที่จริงสำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบายใหม่มีจำกัดมาก รายจ่ายประจำคิดเป็น 73.6% ของวงเงินทั้งหมด ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ 789,171.5 ล้านบาท หรือเพียง 20.8% ของงบประมาณรวม
ตัวเลขนี้สะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า รัฐไทยมีภาระที่ต้องจ่ายจำนวนมากก่อนจะเริ่มคิดถึงอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าตอบแทน บุคลากรภาครัฐ บำนาญ สวัสดิการภาคบังคับ การชำระหนี้ และงบผูกพันเดิม หลายรายการเป็นภาระที่เกิดจากกฎหมาย สัญญา หรือโครงสร้างประชากรสูงวัย จึงไม่อาจตัดลดอย่างง่ายดาย
แต่การเข้าใจข้อจำกัดไม่ควรเท่ากับการยอมจำนนต่อข้อจำกัด หากงบประมาณส่วนใหญ่ยังถูกใช้เพื่อรักษากลไกเดิมทุกปี ประเทศไทยจะเหลือทรัพยากรน้อยลงเรื่อยๆ สำหรับโจทย์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับแรงงาน การลงทุนด้านเทคโนโลยี การปฏิรูปการศึกษา พลังงานสะอาด ระบบสาธารณสุขเชิงป้องกัน หรือการเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจ
ขาดดุลไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องตอบให้ได้ว่ากู้เพื่ออะไร
การขาดดุลงบประมาณไม่ควรถูกตัดสินจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะในบางสถานการณ์ รัฐจำเป็นต้องใช้การกู้เป็นเครื่องมือประคองเศรษฐกิจหรือเร่งลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ หนี้ที่เกิดขึ้นกำลังเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ของประเทศ หรือกลายเป็นเพียงภาระที่ผลักไปยังอนาคต
หากการกู้ถูกใช้เพื่อการลงทุนที่เพิ่มศักยภาพระยะยาว เช่น โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทักษะแรงงาน เทคโนโลยี การศึกษา ระบบน้ำ พลังงาน หรือการเพิ่มความสามารถแข่งขันของธุรกิจไทย หนี้อาจเป็นต้นทุนที่สมเหตุสมผลของอนาคต แต่หากหนี้ใหม่ถูกใช้เพียงเพื่ออุดช่องว่างรายจ่ายประจำ ประคองนโยบายระยะสั้น หรือกระจายเม็ดเงินโดยไม่มีผลลัพธ์ชัดเจน ประเทศจะได้เพียงเวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เสียพื้นที่ทางการคลังในระยะยาว
คำถามของงบประมาณปี 2570 จึงไม่ใช่เพียง ‘กู้มากเกินไปหรือไม่’ แต่คือ ‘กู้แล้วประเทศแข็งแรงขึ้นหรือไม่’ และ ‘ภาระที่ส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป สร้างผลตอบแทนกลับมาเพียงพอหรือไม่’
งบลงทุน 20.8% เพียงพอหรือไม่สำหรับประเทศที่ต้องเปลี่ยนผ่าน
ในวันที่เศรษฐกิจไทยเผชิญทั้งการแข่งขันจากภูมิภาค การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ การมาถึงของ AI ความท้าทายด้านพลังงาน ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ และสังคมสูงวัย งบลงทุนควรเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการพาประเทศออกจากการเติบโตต่ำ
แต่เมื่อรายจ่ายลงทุนเหลือเพียง 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด สภาควรตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า งบลงทุนที่มีอยู่ถูกจัดลำดับความสำคัญดีพอหรือไม่ โครงการใดสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมจริง โครงการใดพร้อมดำเนินการ โครงการใดซ้ำซ้อน และโครงการใดควรถูกชะลอเพื่อนำเงินไปใช้ในเรื่องที่มีผลกระทบสูงกว่า
การลงทุนภาครัฐไม่ควรถูกวัดจากการเบิกจ่ายได้ครบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดว่าช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุนชีวิตของประชาชน ลดต้นทุนของธุรกิจ หรือเปิดโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่
งบประมาณต้องตอบโจทย์คน พื้นที่ และอนาคต
ประเด็นที่ควรถูกตรวจสอบอย่างรอบคอบคือ การจัดสรรงบประมาณตอบโจทย์ความต้องการจริงของประชาชนและพื้นที่มากน้อยเพียงใด ในประเทศที่ความเหลื่อมล้ำระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดยังสูง การลดหรือปรับโครงสร้างงบระดับพื้นที่ต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนว่า จะไม่ทำให้ท้องถิ่นมีพื้นที่กำหนดอนาคตของตนเองน้อยลง
ขณะเดียวกันงบประมาณที่เพิ่มขึ้นในบางหน่วยงาน โดยเฉพาะด้านดิจิทัล เทคโนโลยี หรือโครงการขนาดใหญ่ ควรถูกพิจารณาด้วยมาตรฐานที่สูงขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนด้านดิจิทัลอย่างจริงจัง แต่การลงทุนเหล่านี้ต้องมีเป้าหมายชัด วัดผลได้ โปร่งใส และเชื่อมโยงกับการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ไม่ใช่เป็นเพียงชื่อโครงการที่ทันสมัยแต่ประชาชนมองไม่เห็นผลลัพธ์
เช่นเดียวกับงบด้านการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการ และ SME คำถามไม่ควรหยุดอยู่ที่จำนวนเงิน แต่ต้องถามต่อว่า เงินนั้นเปลี่ยนชีวิตประชาชนอย่างไร เด็กไทยได้ทักษะใหม่หรือไม่ ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงโอกาสมากขึ้นหรือไม่ ระบบสาธารณสุขลดภาระระยะยาวได้หรือไม่ และแรงงานไทยพร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจใหม่หรือไม่
บทบาทของสภา: ไม่ใช่แค่ผ่านงบ แต่ต้องยกระดับคุณภาพการใช้เงิน
การพิจารณางบประมาณปี 2570 จึงควรเป็นมากกว่าการอภิปรายว่ากระทรวงใดได้งบมากหรือน้อย หรือฝ่ายใดชนะในเชิงการเมือง หน้าที่สำคัญของสภาคือการยกระดับคุณภาพของการใช้เงินแผ่นดิน
กรรมาธิการงบประมาณควรทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างละเอียดว่า รายการใดจำเป็น รายการใดซ้ำซ้อน รายการใดขาดตัวชี้วัด รายการใดสร้างภาระผูกพันระยะยาว และรายการใดควรได้รับการปกป้องเพราะเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ
งบประมาณไม่ใช่เพียงเอกสารบัญชีของรัฐบาล แต่คือการจัดลำดับความสำคัญของประเทศ ทุกบาทคือภาษีของประชาชน และทุกบาทที่กู้เพิ่มคือภาระที่ต้องมีเหตุผลเพียงพอในการส่งต่อไปยังอนาคต
ประเทศไทยอาจยังไม่อยู่ในวิกฤตการคลัง แต่กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่พื้นที่ทางการคลังแคบลงอย่างต่อเนื่อง ในสถานการณ์เช่นนี้ คำถามสำคัญที่สุดของงบประมาณปี 2570 จึงไม่ใช่เพียง ‘ใช้งบหมดหรือไม่’ แต่คือ ‘ใช้งบแล้วประเทศมีอนาคตมากขึ้นหรือไม่’
หากคำตอบยังไม่ชัดเจน การอภิปรายงบประมาณครั้งนี้ก็ไม่ควรจบลงเพียงการลงมติ แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนครั้งใหญ่ ว่ารัฐไทยจะใช้งบประมาณในแต่ละปีเพื่อรักษาอดีต หรือเพื่อสร้างอนาคตใหม่ให้ประเทศอย่างแท้จริง
กองบรรณาธิการ THE STANDARD
Editor’s Pick
| เปิด 10 กับดัก ‘ห้ามเศรษฐกิจไทยโต’ ในพ.ร.บ.งบฯ ปี 70 30 มิ.ย. 2569 | 7:50 |
| เปิดรายชื่อกระทรวงที่ได้รับจัดสรรงบประมาณมากที่สุด 10 อันดับแรก ในร่าง พ.ร.บ. งบฯ ปี 2570 29 มิ.ย. 2569 | 19:39 |
| ปิดฉากอภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 70 ที่ประชุมเห็นชอบ 288:119 เสียง และอีก 86 งดออกเสียง 2 ก.ค. 2569 | 7:39 |
| ‘สุรเดช’ ขอ กมธ.งบปี 70 ฟังข้อกังวลทุกฝ่าย ปรับ-ลด นึกถึงประชาชนในช่วงวิกฤติเป็นหลัก 3 ก.ค. 2569 | 8:14 |
| เปิดรายชื่อ 72 กมธ. วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 70 2 ก.ค. 2569 | 8:15 |
| ณัฐพงษ์ส่งท้ายงบฯ 70 จัดสรรไม่ตอบโจทย์ หั่นงบสวัสดิการ-ลงทุน แต่เพิ่มให้กระทรวง DE-ส่วนราชการในพระองค์ 2 ก.ค. 2569 | 7:42 |