Olivia Dean เพิ่งขึ้นปกนิตยสาร ELLE พร้อมกับให้สัมภาษณ์ […]
The post “ฉันไม่คิดเลยว่าจะชนะ” Olivia Dean เผยความรู้สึกหลังคว้ารางวัล GRAMMY ครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.
]]>
Olivia Dean เพิ่งขึ้นปกนิตยสาร ELLE พร้อมกับให้สัมภาษณ์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ ณ ช่วงเวลานี้ ซึ่งหนึ่งในเรื่องสำคัญก็คือความรู้สึกของเธอหลังการคว้ารางวัล GRAMMY ครั้งแรกกับสาขาศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม (Best New Artist)
เธอไม่คิดว่าตัวเองจะชนะรางวัลนี้ด้วยซ้ำไป เพราะผู้เข้าชิงในสาขานี้เต็มไปด้วยศิลปินรุ่นใหม่ที่เก่งกาจมากมาย ดังนั้นการคว้ารางวัลนี้มาได้ก็แทบจะเป็นเหมือนความฝัน และการที่เธอได้พบศิลปินในตำนานหลายคนที่อยู่ในงานนี้ก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเหนือจริงไปแล้ว
“หัวใจของฉันพองโตในแบบที่ฉันอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้เลย ฉันไม่คิดเลยว่าจะชนะ ฉันโกหกคุณไม่ได้หรอกนะ เพราะฉันไม่เคยคว้ารางวัลด้วยเพลงใดๆ มาก่อนเลย”
Olivia Dean ยังพูดถึงศิลปินในตำนานอย่าง Lauryn Hill ผู้เคยคว้ารางวัลนี้ไปเมื่อปี 1999 และมาขึ้นแสดงในงาน GRAMMY วันนั้นอีกด้วย โดยเธอกล่าวว่า 1999 เป็นปีที่เธอเกิด และคำว่า Lauryn จากชื่อของศิลปินหญิงในตำนานผู้นี้ก็เป็นชื่อกลางของเธอด้วย ดังนั้นการที่เธอคว้ารางวัลนี้ได้สำเร็จ ก็ทำให้เธอคิดว่านี่เป็นจุดที่ทุกอย่างวนกลับมาบรรจบกันอย่างสมบูรณ์อีกด้วย (Full-circle moment)
“มันเป็นช่วงเวลาที่ทุกอย่างประจวบเหมาะลงตัวและเหมือนฝันที่สุด (Full-circle moment) เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนฉันยังนั่งอยู่ที่โซฟาในบ้านที่ลอนดอนอยู่เลย แล้วจู่ๆ วันนี้ฉันก็ได้ถือรางวัล GRAMMY แล้ว Queen Latifah ก็กำลังมองฉันอยู่ด้วยนะ”
อย่างไรก็ตาม หลังจากเธอคว้ารางวัลใหญ่สำเร็จ เธอเลือกที่จะลบโซเชียลมีเดียออกไปทั้งหมด เพราะเธอรู้สึกว่าผู้คนคงจะมีความคิดเห็นมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้นคงจะเป็นเรื่องดีกว่า ถ้าหากเธอเลือกที่จะไม่รับรู้อะไรเลย
“ถึงแม้ความรักที่เราได้รับมามันจะมากล้นจนเกินบรรยาย แต่บางครั้งสิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่ดีต่อสุขภาพจิตเหมือนกัน ฉันไม่คิดว่าคนเราจำเป็นต้องรับรู้ความเห็นของทุกคนที่มีต่อเราหรอก และฉันตัดสินใจแล้วว่า ฉันอยากจะใช้ชีวิตอยู่ในความไม่รู้อันแสนหวานนี้ดีกว่า”
ภาพ: Johnny Nunez/Getty Images for The Recording Academy
อ้างอิง:
The post “ฉันไม่คิดเลยว่าจะชนะ” Olivia Dean เผยความรู้สึกหลังคว้ารางวัล GRAMMY ครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (1 เมษายน) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำร […]
The post ประชาชนสับสน แห่ใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 400 บาท ด้านคลังแจงยังไม่โอนเงิน ต้องรอ กกต. อนุมัติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (1 เมษายน) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ที่ สยามรัตนา ซุปเปอร์มาร์เก็ต พบว่ามีประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนมาก เดินทางมาเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากรับทราบข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากสื่อสังคมออนไลน์ว่า วันนี้เป็นวันแรกที่รัฐบาลโอนเงินช่วยเหลือวงเงินซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นอีก 100 บาท (จากเดิม 300 บาท เป็น 400 บาทต่อเดือน) ส่งผลให้ประชาชนหลายรายต้องนำสินค้าออกจากตะกร้าบริเวณจุดชำระเงิน หรือบางรายต้องยอมจ่ายเงินส่วนตัวสำหรับค่าส่วนต่างเอง
จากการสอบถามความคิดเห็น ประชาชนรายหนึ่งสะท้อนว่า นอกจากการปรับเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคแล้ว อยากเสนอให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถปรับแต่งวงเงินในบัตรให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตนเองได้ เช่น ผู้ที่มีพาหนะส่วนตัวและไม่ได้ใช้บริการขนส่งสาธารณะ ควรสามารถโยกย้ายวงเงินค่าเดินทางมาสมทบเป็นค่าซื้อสินค้าได้ เนื่องจากวงเงิน 400 บาทต่อเดือนยังไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น
ขณะที่ประชาชนอีกรายระบุว่า ตนได้รับข่าวสารจากโซเชียลมีเดียจนเกิดความเข้าใจผิดว่ายอดเงินถูกโอนเข้าบัตรแล้ว จึงอยากฝากถึงหน่วยงานของรัฐให้ปรับปรุงรูปแบบการสื่อสารกับประชาชนให้มีความชัดเจนและเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้ง่ายกว่านี้
ก่อนหน้านี้ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงถึงมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางดังกล่าวว่า โครงการนี้เป็นการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค จากเดิม 300 บาท เพิ่มอีก 100 บาท รวมเป็น 400 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ถือบัตรจำนวน 13.3 ล้านคน ใช้งบกลางรวมกว่า 1,300 ล้านบาท
ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมดังกล่าวจะดำเนินการในระยะเวลา 1 เดือน ก่อนที่จะมีการนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง เมื่อมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐบาลชุดใหม่อย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม ปลัดกระทรวงการคลัง เน้นย้ำว่า แม้ ครม. จะมีมติเห็นชอบการใช้งบกลางและวงเงินดังกล่าวไปแล้ว แต่กระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากต้องรอเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาให้ความเห็นชอบเสียก่อน จึงจะสามารถระบุวันที่เงินเข้าบัตรอย่างเป็นทางการได้ ขอให้ประชาชนรอฟังประกาศจากหน่วยงานรัฐอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
สำหรับสิทธิพื้นฐานประจำเดือนของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ณ ปัจจุบัน











The post ประชาชนสับสน แห่ใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 400 บาท ด้านคลังแจงยังไม่โอนเงิน ต้องรอ กกต. อนุมัติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นความจริงที่ทุกยุคทุกสมัย คนรุ่นก่อนมักจะมองคนรุ่นหล […]
The post สำรวจตัวตน Gen Alpha ว่าที่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 ล้านล้านบาทที่มาพร้อมคำวิจารณ์รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นความจริงที่ทุกยุคทุกสมัย คนรุ่นก่อนมักจะมองคนรุ่นหลังว่าไร้จริยธรรม ไม่มีวินัยในการทำงาน และไม่เคารพผู้อาวุโส
ย้อนกลับไปถึง 350 ปีก่อนคริสตกาล อริสโตเติลเคยบ่นว่าคนหนุ่มสาว “คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง” และ “ขาดการควบคุมตนเอง เปลี่ยนแปลงง่ายและเอาแน่ไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนา ซึ่งรุนแรงเมื่ออยากแต่หายไปอย่างรวดเร็ว”
ไม่ต่างจากยุคหลังที่ Baby Boomers วิจารณ์ Gen X, Gen X วิจารณ์ Millennials และ Millennials วิจารณ์ Gen Z
แต่แม้แต่ในวงจรแห่งการบ่นข้ามรุ่นที่วนเวียนมาตลอด คำวิจารณ์ที่มีต่อ Gen Alpha ก็ถือว่ารุนแรงที่สุดในบรรดาทุกเจเนอเรชัน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าพวกเขายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของชีวิต คนโตที่สุดเพิ่งอายุ 16 ปี ส่วนคนเล็กที่สุดยังใส่ผ้าอ้อมอยู่เลย
การอ่านพฤติกรรมของเด็กรุ่น Gen Alpha หรือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 2010 ถึง 2024 มักเต็มไปด้วยข้อสรุปที่น่าตกใจว่า พวกเขาติดโทรศัพท์มือถือ, ขาดระเบียบวินัย, ไร้ทักษะทางสังคม, อ่านไม่ออก และสะกดคำไม่เป็น
ครูชาวอเมริกันคนหนึ่งโพสต์คลิปบน TikTok ซึ่งมียอดวิวทะลุ 7 ล้านครั้ง โดยระบุว่าครูหลายคนรู้สึกสับสนและหวาดกลัวกับพฤติกรรมของเด็กกลุ่มนี้ที่มักจะต่อต้าน ก้าวร้าว และไร้มารยาท ขณะที่ครูอีกคนเสริมว่าเด็กเกรด 7 ที่เธอสอนยังมีระดับความสามารถเทียบเท่าเด็กเกรด 4 เท่านั้น
ความกังวลนี้ลุกลามไปถึงอนาคตว่าเด็กเหล่านี้จะเติบโตไปเป็นคนทำงานแบบไหน โดยเฉพาะหากพวกเขามองอำนาจของหัวหน้างานด้วยความสงสัยเช่นเดียวกับที่มีรายงานว่าพวกเขาแสดงออกต่อครูผู้สอน จนครูวัยรุ่นคนหนึ่งถึงกับสรุปสั้นๆ ว่า “พวกเราจบสิ้นแล้ว”
นี่คือคำวิจารณ์ที่รุนแรงต่อเจเนอเรชันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งคิดเป็น 25% ของประชากรโลกและกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็น งแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ’ ที่สำคัญ แม้คำวิจารณ์บางส่วนจะมีมูลความจริง โดยเฉพาะเรื่องการใช้เทคโนโลยี
ข้อมูลระบุว่าเด็กอเมริกันวัย 4 ขวบเกือบ 60% มีแท็บเล็ตเป็นของตัวเอง และเด็กอายุต่ำกว่า 8 ขวบใช้เวลาจ้องหน้าจอเฉลี่ยถึง 2 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน ซึ่งส่งผลให้ทักษะการอ่านจับใจความและคณิตศาสตร์ของเด็กกลุ่มนี้ตามหลังคนรุ่นก่อนในวัยเดียวกัน
นอกจากนี้ การใช้เวลาไปกับการเลื่อนดูและโพสต์บนโซเชียลมีเดียยังส่งผลกระทบต่อสมาธิและความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในชีวิตจริงอีกด้วย
สิ่งที่น่ากังวลอีกประการคือ เด็กกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับช่วงเวลาสำคัญทางสังคมและการศึกษาในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิดทำให้ประสบการณ์ในวัยเด็กอย่างการหัดอ่านหนังสือ, การเล่นกับเพื่อน, หรือกิจกรรมในโรงเรียนต้องถูกย้ายไปอยู่บนหน้าจอ ถูกจำกัดด้วยมาตรการ Social Distancing หรือถูกยกเลิกไปโดยสิ้นเชิง

แอชลีย์ เฟลล์ (Ashley Fell) ผู้ร่วมเขียนหนังสือ Generation Alpha: Understanding Our Children and Helping Them Thrive จากซิดนีย์ ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่าเธอรู้สึกตกใจที่ผู้คนมองเด็กกลุ่มนี้ในแง่ลบมากเกินไป ทั้งที่พวกเขาเองก็มีจุดแข็งที่ถูกมองข้าม
ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเป็นทีม ความเห็นอกเห็นใจ ความซื่อสัตย์ และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจุดแข็งเหล่านี้อาจเป็นผลพวงจากการเติบโตขึ้นมาท่ามกลางโรคระบาดนั่นเอง
นอกจากนี้ การเข้าถึงแพลตฟอร์มระดับโลกยังทำให้พวกเขารับรู้ข่าวสารและตระหนักถึงปัญหาโลกได้ดีกว่าคนรุ่นก่อนในวัยเดียวกัน
ในฐานะผู้บริโภค เด็กกลุ่มนี้แสดงออกอย่างเป็นผู้ใหญ่เกินวัยอย่างน่าประหลาดใจ โดยมี ‘อำนาจการใช้จ่าย’ โดยตรงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.10 ล้านล้านบาท) ต่อปีเฉพาะในสหรัฐฯ ตามรายงานของ DKC บริษัทประชาสัมพันธ์ในนิวยอร์ก
แต่หากต้องการส่วนแบ่งจากเม็ดเงินนี้ บริษัทต่างๆ จะต้องถอดรหัสเด็ก Gen Alpha ให้ได้ และเลิกมองแต่ด้านลบ
ไรลีย์ ปีเตอร์เซน (Riley Petersen) นักเรียนหญิงวัย 16 ปีจากรัฐเมน เล่าให้ Bloomberg ฟังว่าเธอทราบดีถึงความกังวลของผู้ใหญ่ เธอบอกว่า “คนมักจะพูดว่าพวกเราติดจอ ไม่มีเพื่อน และเขียนหนังสือไม่เป็น แต่จริงๆ แล้วพวกเราแค่เรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมต่อกันผ่านแอปฯ อย่าง Discord และ Twitch”
สำหรับคนรุ่นก่อน เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือที่หยิบมาใช้แล้ววางลง แต่สำหรับเด็ก Gen Alpha เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันจนแทบแยกออกจากกันไม่ได้
นิค ชิเดียค (Nic Chidiac) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ด้านประสิทธิภาพและประสบการณ์ของ Razorfish บริษัทการตลาดในนิวยอร์ก อธิบายว่า “สำหรับ Gen Z เทคโนโลยีคือสิ่งที่ต้องล็อกอินเข้าไปใช้ แต่สำหรับ Gen Alpha มันคือสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวพวกเขา”
โลกเสมือนจริงอย่างใน Roblox และ Fortnite สามารถเป็นจริงได้ไม่แพ้โลกทางกายภาพ และเป็นพื้นที่ที่พวกเขาได้เป็นทั้งผู้สร้าง ผู้บริโภค ศิลปิน และผู้ประกอบการ
ความลื่นไหลระหว่างโลกจริงและโลกเสมือนนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อสังคมและสถานที่ทำงานต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเด็กรุ่นนี้อยู่ในจุดที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะช่วยให้คนรุ่นก่อนค้นพบและนำทางสู่การเปลี่ยนแปลงนี้ได้

ราอูล จอห์น อจู (Raul John Aju) เด็กหนุ่มวัย 16 ปีจากอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากร Gen Alpha มากที่สุดในโลก คือตัวอย่างหนึ่งของเด็กรุ่นนี้ที่เชื่อมโยงโลกดิจิทัลเข้ากับโลกจริงมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น
เขาเริ่มต้นจากการใช้ AI ช่วยตัดต่อวิดีโอออนไลน์ตั้งแต่ยังเด็กในรัฐเกรละ และหลงใหลในความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีนี้อย่างรวดเร็ว “ผมสนใจแนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจและเมตาเวิร์สมาก” เขากล่าว
ด้วยความช่วยเหลือจากพ่อ ราอูลสร้างหุ่นยนต์ AI ที่โปรแกรมให้สอนบทเรียนสำหรับการแข่งขันในโรงเรียน โดยเสนอให้นำไปใช้เพิ่มโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่ชนบทของอินเดีย โครงการนี้ได้รับความสนใจระดับชาติ และราอูลได้พบปะกับรัฐบาลอินเดียรวมถึงผู้นำธุรกิจระดับโลกเพื่อหารือเรื่องการนำ AI มาใช้ในการศึกษา
“ในอนาคต ถ้าคุณทำงานร่วมกับ AI ไม่เป็น คุณก็จะสูญเสียงานให้กับคนที่ทำเป็น” ราอูลกล่าว นี่คือมุมมองที่สะท้อนลักษณะของเด็ก Gen Alpha ได้เป็นอย่างดี พวกเขาคือคนที่ติดตามสถานการณ์รอบตัวอย่างใกล้ชิดและมักคิดเรื่องใหญ่
ผู้บริโภคตัวจิ๋วที่ธุรกิจจับตามอง
โซเชียลมีเดียยังช่วยให้เด็กๆ สามารถเปลี่ยนแผงขายน้ำมะนาวให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลกได้ชั่วข้ามคืน อย่างปีเตอร์เซนเอง ตอนอายุ 5 ขวบ เธอใช้เครื่องมือในร้านของพ่อทำสร้อยข้อมือและสร้อยคอจากของเล่นรูปสัตว์พลาสติก ขายคู่กับเครื่องดื่มเย็นที่แผงน้ำมะนาวช่วงฤดูร้อน ก่อนจะขยับมาขายผ่านร้านค้าบน Instagram
จากนั้นไม่นาน เธอและพ่อก็ร่วมกันก่อตั้งแบรนด์เครื่องประดับ Gunner & Lux ปัจจุบัน 10 ปีให้หลัง ปีเตอร์เซนในวัย 16 ปีบอกผ่านวิดีโอคอลกับ Bloomberg พร้อมรอยยิ้มว่าเธอคือผู้จัดการของแบรนด์ ขณะที่จอห์น พ่อของเธอ ยืนยันว่าลูกสาวเก่งเรื่องเงินมาตั้งแต่เด็ก แบรนด์ Gunner & Lux ขายเครื่องประดับได้หลายพันชิ้นต่อปีและได้ร่วมงานกับร้านค้าอย่าง J.Crew และ Nordstrom
ในแง่ของการเป็นผู้บริโภค ปีเตอร์เซนบอกว่าการแสดงออกถึงตัวตนเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ เด็กรุ่นนี้ใช้สินค้าเพื่อสื่อสารความสนใจและความเชื่อ แบรนด์หรูถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสื่อถึงบุคลิกภาพและสถานะ
Razorfish รายงานว่าเด็ก Gen Alpha กว่า 2 ใน 3 เป็นเจ้าของสินค้าแบรนด์หรูตั้งแต่อายุ 10 ขวบ (ซึ่งมักจะเป็นสกินแคร์หรือเครื่องสำอาง) เด็กผู้ชายอายุน้อยมากทั่วโลกใช้เงินหลายร้อยดอลลาร์ซื้อน้ำหอมราคาแพง ขณะที่เด็กผู้หญิง Gen Alpha หลายล้านคนหันมาใช้สกินแคร์และเครื่องสำอางจากร้านสำหรับผู้ใหญ่

บางครั้งถึงกับซื้อผลิตภัณฑ์ต่อต้านริ้วรอยที่แพทย์ผิวหนังส่วนใหญ่ระบุว่าพวกเขาจะยังไม่จำเป็นต้องใช้ไปอีกหลายสิบปี
อำนาจการตัดสินใจของพวกเขายังขยายไปถึงการซื้อของชิ้นใหญ่ในครอบครัว “Gen Alpha มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้ใหญ่อยู่แล้ว” ชิเดียคกล่าว “ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ของชำ ผู้ปกครองมักยอมรับว่าลูกๆ มีเสียง และบ่อยครั้งเป็นเสียงที่เด็ดขาด”
ส่วนในเรื่องแนวโน้มทางการเมือง ผลสำรวจปี 2024 จากบริษัทวิจัย McCrindle ที่ศึกษาเด็ก Gen Alpha หญิงในสหรัฐฯ พบว่าราวครึ่งหนึ่งยังไม่ระบุตัวตนกับพรรคการเมืองใด แต่เกือบ 90% วางแผนจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเมื่อถึงวัย โดยให้ความสำคัญกับประเด็นอย่างความปลอดภัยในโรงเรียน ความรุนแรงจากอาวุธปืน และปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้นๆ
บริษัทค้าปลีกเริ่มจับตามองเด็ก Gen Alpha ที่ใส่ใจแบรนด์และมีอิทธิพลด้านการจับจ่ายอย่างใกล้ชิด และตื่นเต้นที่จะได้เห็นพวกเขาพัฒนาอำนาจการใช้จ่ายเมื่อก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งบางคนก็เริ่มแล้ว รวมถึงราอูลที่สร้างรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาและจัดเวิร์กช็อปรวมถึงบรรยายให้กับบริษัทและมหาวิทยาลัยทั้งในอินเดียและต่างประเทศ
แม้จะมีชีวิตการทำงานที่โดดเด่น แต่ราอูลก็ยังคงเป็นเด็กมัธยมเต็มตัว ระหว่างวิดีโอคอลกับ Bloomberg เขานั่งสวมฮู้ดดี้เสียบหูฟัง พูดคุยเรื่องปัญหาการว่างงานทั่วโลกสลับกับเรื่องด็อกเตอร์สเตรนจ์ของมาร์เวลอย่างไม่มีสะดุด
การสัมภาษณ์ดำเนินไปจนเกือบ 5 ทุ่มตามเวลาท้องถิ่นในเกรละ (เมืองที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย) พ่อของเขาต้องเตือนว่าพรุ่งนี้ราอูลมีคิวขึ้นเวที TEDx Talk ซึ่งตัวเขาเองเกือบลืมไปแล้ว ก่อนจะหัวเราะแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมยังไม่เหนื่อยเลย”
แม้ว่าข้อกังวลเรื่องสมาธิสั้น ทักษะการอ่านที่ถดถอย และการพึ่งพาหน้าจอจะเป็นปัญหาที่ไม่อาจมองข้าม แต่การตัดสินเด็กรุ่นนี้ตั้งแต่ยังไม่ทันเติบโตอาจเป็นความผิดพลาดที่ซ้ำรอยทุกเจเนอเรชัน เพราะสิ่งที่คนรุ่นก่อนมองว่าเป็นจุดอ่อน อาจกลายเป็นจุดแข็งที่สำคัญที่สุดในโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI ก็เป็นได้
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.08 บาท ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569
ภาพปก: Klaus Vedfelt / Getty Images
อ้างอิง:
The post สำรวจตัวตน Gen Alpha ว่าที่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 ล้านล้านบาทที่มาพร้อมคำวิจารณ์รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากที่ก่อนหน้านี้วง CORTIS ประกาศว่าพวกเขาเตรียมตัว […]
The post CORTIS เตรียมปล่อยซิงเกิลใหม่ REDRED วันที่ 20 เมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากที่ก่อนหน้านี้วง CORTIS ประกาศว่าพวกเขาเตรียมตัวคัมแบ็กพร้อมกับมินิอัลบั้มชุดที่ 2 GREENGREEN เมื่อวานนี้ (30 มีนาคม) พวกเขาก็เผยว่าไตเติลแทร็กใหม่ของอัลบั้มนี้จะมีชื่อว่า REDRED และจะปล่อยออกมาให้ฟังกันอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 เมษายนนี้
มินิอัลบั้มใหม่ GREENGREEN จะปล่อยตามมาในวันที่ 4 พฤษภาคม พร้อมกับผลงานเพลงใหม่รวมแล้ว 6 แทร็ก ซึ่งเมมเบอร์แต่ละคนก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าธีมของอัลบั้มนี้จะเน้นเรื่องความเป็นตัวเองและเป้าหมายต่อไปของวง CORTIS ในขณะเดียวกัน เพลงที่แฟนๆ ได้ฟังก่อนหน้านี้อย่าง YCC (Young Creator Crew) ก็จะเป็นแนวเพลงหลักของมินิอัลบั้มชุดนี้ด้วย
นอกจากนี้ สำนักข่าวหลายแห่งยังรายงานว่าตอนนี้มีผู้กด pre-save อัลบั้ม GREENGREEN บนสตรีมมิ่ง Spotify สูงถึง 560,000 คนแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขากำลังเป็นบอยกรุ๊ปคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามอง และเป็นที่น่าติดตามต่อไปว่าอัลบั้มใหม่นี้ของพวกเขาจะสร้างเทรนด์หรือกระแสอะไรให้กับโลกโซเชียลมีเดียอีกในอนาคต
ภาพ: Cortis
อ้างอิง:
The post CORTIS เตรียมปล่อยซิงเกิลใหม่ REDRED วันที่ 20 เมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (31 มีนาคม) เวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทั […]
The post กระทรวงดีอี เปิดสถิติ 7 ข่าวฮิตโซเชียล ยืนยันดัชนีความร้อนพุ่ง 60 องศาฯ เป็นเรื่องจริง พร้อมแนะ 7 วิธีรับมือ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (31 มีนาคม) เวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ เปิดเผยผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti-Fake News Center: AFNC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม ของไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อยกระดับความตระหนักรู้ของประชาชนให้รู้เท่าทันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน
จากการตรวจสอบข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา AFNC พบข้อความทั้งหมด 164,207 ข้อความ โดยมีข้อความที่เข้าข่ายต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) จำนวน 2,521 ข้อความ ซึ่งแหล่งที่มาหลักคือระบบ Social Listening (2,520 ข้อความ) และช่องทางเว็บไซต์ (1 ข้อความ) ทั้งนี้ มีเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องรวม 27 เรื่อง และได้รับผลการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 10 เรื่อง
สำหรับประเด็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 อันดับแรก แบ่งเป็นข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง
สำหรับข่าวอันดับ 1 ที่ได้รับความสนใจสูงสุด กระทรวงดีอี ได้ประสานงานกับกรมอุตุนิยมวิทยาและยืนยันว่าเป็นข่าวจริง โดยชี้แจงว่า ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) คืออุณหภูมิที่ร่างกายคนเรารู้สึกได้จริง ซึ่งเกิดจากการนำอุณหภูมิของอากาศมาคำนวณร่วมกับค่าความชื้นสัมพัทธ์ ยิ่งอากาศมีความชื้นสูง ร่างกายจะยิ่งรู้สึกร้อนและอึดอัดมากกว่าอุณหภูมิที่วัดได้จากเครื่องวัดทั่วไป
ด้วยเหตุดังกล่าว สภาพอากาศที่มีดัชนีความร้อนสูงระดับนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง (ผู้สูงอายุ, เด็ก, หญิงตั้งครรภ์, ผู้ป่วยเรื้อรัง, ผู้ทำงานกลางแจ้ง, ผู้ที่มีภาวะอ้วน, ผู้ป่วยจิตเวช และผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง) ทางหน่วยงานจึงแนะนำ 7 วิธีดูแลสุขภาพ ดังนี้
ในช่วงท้าย เวทางค์ ได้ย้ำเตือนประชาชนให้ตระหนักรู้และระมัดระวังการเสพข่าวสารบนโซเชียลมีเดีย เนื่องจากการหลงเชื่อและส่งต่อข่าวปลอมอาจสร้างความเข้าใจผิด ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ข้อมูลส่วนบุคคล และสร้างความตื่นตระหนกในวงกว้าง จึงขอให้ประชาชนยึดหลักชัวร์ก่อนแชร์ โดยเลือกรับและส่งต่อข้อมูลจากหน่วยงานทางการที่เชื่อถือได้เท่านั้น
The post กระทรวงดีอี เปิดสถิติ 7 ข่าวฮิตโซเชียล ยืนยันดัชนีความร้อนพุ่ง 60 องศาฯ เป็นเรื่องจริง พร้อมแนะ 7 วิธีรับมือ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ได้ […]
The post ความสุขคนไทยต่ำสุดในรอบ 3 ปี! ฮาคูโฮโดเผยอินไซต์ ‘Dopamine Economy’ ชี้ 61% ไถฟีดดับเครียด หวังเติมพลังใจรายวัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ได้เผยแพร่ผลการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคไทยประจำปี 2569 ในหัวข้อ ‘Dopamine Economy: เมื่อพลังใจกลายเป็นหน่วยมูลค่าใหม่ของตลาด’ โดยเจาะลึกข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศกว่า 2,074 คน ครอบคลุมผู้บริโภค 3 เจเนอเรชัน เพื่อทำความเข้าใจถึงความต้องการทางอารมณ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจซื้อ
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ เมื่อพบว่าแนวโน้ม ‘ความสุขในอนาคต’ ของคนไทยกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง แบรนด์จึงถูกท้าทายให้ต้องปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ จากการเป็นเพียงผู้ผลิตและขายสินค้า ก้าวสู่บทบาทใหม่ในการเป็น ‘ผู้บริหารจัดการโดพามีน’ เพื่อสร้างความผูกพันและอยู่รอดในใจผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืน
ข้อมูลที่น่าตกใจจากงานวิจัยคือ มีคนไทยเพียง 7% เท่านั้นที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า ‘โดพามีน’ ทั้งที่สารเคมีในสมองชนิดนี้เปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักที่คอยควบคุมแรงจูงใจและผลักดันให้มนุษย์เกิดพฤติกรรมหรือการลงมือทำสิ่งต่างๆ
ในยุคที่ผู้คนถูกกระหน่ำด้วยสิ่งเร้าตลอดเวลา ทั้งจากโซเชียลมีเดีย การช้อปปิ้งออนไลน์ และความบันเทิงรูปแบบต่างๆ สมองจึงเกิดความเคยชินและเรียกร้องหาแรงกระตุ้นที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้รู้สึกมีความสุขเท่าเดิม ประกอบกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความกังวลเรื่อง AI แย่งงาน ยิ่งบั่นทอนความหวังของคนไทย ส่งผลให้ตัวเลขความคาดหวังว่าชีวิตในอนาคตจะมีความสุขลดลงจาก 51% ในปี 2565 เหลือเพียง 44% ในปี 2568 หรือต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี
เมื่อเผชิญกับความเครียดสะสม คนไทยจึงหันเข้าหา ‘Happiness Spike’ หรือการเสพความสุขแบบฉับพลันเพื่อประคองสภาพจิตใจแบบวันต่อวัน โดย 61% ยอมรับว่ามีพฤติกรรมไถฟีดโซเชียลมีเดียแบบไร้จุดหมาย และ 48% เลือกที่จะซื้อของให้รางวัลตัวเองเพื่อเติมพลังใจ
ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันว่า กลไกทางอารมณ์กำลังก้าวขึ้นมาเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มากกว่าการตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลด้านฟังก์ชันของสินค้า
ผลวิจัยระบุชัดเจนว่า ผู้บริโภคแต่ละช่วงวัยมีรูปแบบความต้องการโดพามีนและเผชิญกับช่องว่างทางอารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งแบรนด์จำเป็นต้องทำความเข้าใจเพื่อตอบสนองให้ตรงจุด
เพื่อปิดช่องว่างความรู้สึกไม่ถูกเติมเต็มของผู้บริโภค สถาบันวิจัยฯ ได้เสนอแนะแนวทางให้แบรนด์ปรับตัวเพื่อเข้าไปนั่งในใจของแต่ละเจเนอเรชัน ดังนี้
สำหรับกลุ่ม Gen Z แบรนด์ควรเปลี่ยนจากการนำเสนอความสุขฉับพลัน มาเป็นการช่วยสร้างระบบความสำเร็จเล็กๆ (Small Win System) เพื่อให้พวกเขาสะสมความภูมิใจและเห็นพัฒนาการของตัวเองแบบรายวัน เช่น การทำ CRM ที่วัดผลความก้าวหน้า
ส่วนกลุ่ม Gen Y แบรนด์ต้องเข้ามาช่วยดึงสติและคืนสมดุลชีวิต โดยออกแบบแคมเปญที่ให้พวกเขาได้พักผ่อนจริงๆ โดยไม่สูญเสียเวลาไปกับสิ่งรบกวน เช่น ฟีเจอร์ช่วยเตือนเมื่อถึงเวลาที่ควรหยุดพักการใช้แอปพลิเคชัน
และสำหรับ Silver Generation แบรนด์มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนภาพจำของสังคม โดยสร้างพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้ใช้ชีวิตแบบแอคทีฟ เช่น การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างคนรุ่นใหญ่กับคนรุ่นใหม่ เพื่อคืนความหมายและคุณค่าให้กับชีวิตของพวกเขา
เมื่อแบรนด์สามารถเข้าไปอุดช่องว่างทางอารมณ์ได้อย่างตรงจุด ข้อมูลระบุว่าคนไทยกว่า 78% พร้อมที่จะ ‘เปิดใจ’ สนับสนุนแบรนด์ที่ช่วยสร้างแรงกระตุ้นเชิงบวกให้กับชีวิต การตลาดในยุค Dopamine Economy จึงไม่ใช่แค่การขายของ แต่คือศิลปะในการเติมพลังใจให้ผู้คนลุกขึ้นก้าวเดินต่อไปได้อย่างมีความสุขและมั่นคง
ภาพ : KieferPix / Shutterstock
The post ความสุขคนไทยต่ำสุดในรอบ 3 ปี! ฮาคูโฮโดเผยอินไซต์ ‘Dopamine Economy’ ชี้ 61% ไถฟีดดับเครียด หวังเติมพลังใจรายวัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
อินโดนีเซียเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ของรัฐบาลเมื่อวัน […]
The post คืนอำนาจให้พ่อแม่! อินโดนีเซียสั่งแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียล ตัดวงจรเสพติด-อนาจาร กระทบเยาวชน 70 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.
]]>
อินโดนีเซียเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ของรัฐบาลเมื่อวันเสาร์ (28 มี.ค.) ที่ผ่านมา โดยห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อป้องกันเด็กจากการสัมผัสกับสื่อลามกอนาจาร การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ กลโกงออนไลน์ และภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย
ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ห้ามเด็กมีบัญชีผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads, X, Bigo Live และ Roblox
นโยบายนี้เกิดขึ้นตามรอยประเทศออสเตรเลียที่ริเริ่มการแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กเป็นแห่งแรกของโลกเมื่อปีที่แล้ว เพื่อคืนอำนาจให้กับสถาบันครอบครัวในการปกป้องเยาวชนจากบริษัทเทคโนโลยี
รัฐบาลอินโดนีเซียระบุว่าจะค่อยๆ บังคับใช้มาตรการจำกัดการเข้าถึงนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกว่าทุกแพลตฟอร์มจะปฏิบัติตามอย่างครบถ้วน
มิวเทีย ฮาฟิด (Meutya Hafid) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซียกล่าวย้ำเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ (27 มี.ค.) ว่า “จะไม่มีการประนีประนอมในเรื่องการปฏิบัติตามกฎ และทุกนิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซียจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของอินโดนีเซียอย่างเคร่งครัด”
ในการประกาศกฎระเบียบใหม่เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม เธอระบุว่านโยบายนี้จะครอบคลุมเด็กประมาณ 70 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งประเทศราว 280 ล้านคน โดยแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มี ‘ความเสี่ยงสูง’ จะถูกประเมินจากความง่ายที่เด็กจะเข้าถึงคนแปลกหน้า ผู้ไม่ประสงค์ดี และเนื้อหาที่เป็นอันตราย ตลอดจนระดับความเสี่ยงของการถูกแสวงหาผลประโยชน์และกลโกงด้านความปลอดภัยของข้อมูล
ฮาฟิดยอมรับว่าการบังคับใช้กฎระเบียบใหม่นี้เป็นเรื่องยาก แม้จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามแผนก็ตาม โดยเฉพาะการกดดันให้แพลตฟอร์มต่างๆ ยอมปฏิบัติตามและรายงานผลการระงับบัญชีของผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปี
“นี่เป็นงานที่ท้าทายอย่างแน่นอน แต่เราต้องลงมือทำเพื่อปกป้องเด็กๆ ของเรา มันไม่ง่ายเลย แต่ถึงกระนั้นเราก็ต้องทำให้สำเร็จ” ฮาฟิดกล่าวอย่างมุ่งมั่น
ลีนี ซินูรายา (Leni Sinuraya) คุณแม่วัย 47 ปี มองว่าความเคลื่อนไหวของรัฐบาลเป็นเรื่องดีสำหรับเด็กทุกคนในประเทศ เธอมองว่าปัจจุบันพ่อแม่ได้สูญเสียการควบคุมไปแล้ว และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้เข้ามามีบทบาทแทนที่
“เดี๋ยวนี้เวลาเห็นเด็กๆ นั่งในร้านอาหาร พวกเขาจะมีโทรศัพท์วางอยู่ตรงหน้าเสมอ เห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขาเสพติดมัน เด็กๆ จะไม่ยอมกินข้าวถ้าไม่ได้เล่นโทรศัพท์ และจะงอแงอาละวาดถ้าถูกแย่งไป ทั้งที่เวลาทานอาหารควรเป็นเวลาที่เราได้พูดคุยกับคนรอบข้าง” ซินูรายากล่าว
ผลการศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติในปี 2023 พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า ผู้เยาว์ชาวอินโดนีเซียราวครึ่งหนึ่งเคยพบเห็นภาพอนาจารบนโซเชียลมีเดีย
และเกือบครึ่งเคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกนำมาอ้างอิงบ่อยครั้งในการผลักดันกฎระเบียบที่เข้มงวดนี้
ในส่วนของแพลตฟอร์มต่างๆ เริ่มมีความเคลื่อนไหวเพื่อตอบสนองต่อนโยบายนี้แล้ว แพลตฟอร์ม X ของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ได้ระบุในหน้าข้อมูลความปลอดภัยออนไลน์ของอินโดนีเซียว่า อายุขั้นต่ำของผู้ใช้งานในประเทศคือ 16 ปี โดยระบุว่า “นี่ไม่ใช่ทางเลือกของเรา แต่เป็นสิ่งที่กฎหมายอินโดนีเซียกำหนด”
ทางด้าน YouTube ภายใต้การดูแลของ Google ระบุว่าพร้อมสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลอินโดนีเซียในการสร้างกรอบการทำงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อรับมือกับภัยอันตรายออนไลน์ ขณะที่ยังคงรักษาโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลดิจิทัลเอาไว้
Meta Platforms Inc. บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram แถลงว่าบริษัทสนับสนุน ‘การนำไปปฏิบัติที่ใช้งานได้จริง’ ของกฎใหม่นี้ และจะหารือกับกระทรวงการสื่อสารต่อไป บริษัทยังระบุว่าได้จัดกลุ่มเยาวชนอินโดนีเซียหลายสิบล้านคนเข้าสู่ ‘บัญชีวัยรุ่น’ (Teen accounts) ซึ่งเชื่อว่าจะมอบประสบการณ์ที่มีความเสี่ยงต่ำตามที่กฎระเบียบกำหนด
ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษ ซึ่งรวมถึงการถูกจำกัดการเข้าถึงในอินโดนีเซีย นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ยังต้องดำเนินการประเมินความปลอดภัยของเด็กด้วยตนเองให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้
แม้จะมีเสียงสนับสนุนจากผู้ปกครอง แต่กลุ่มนักวิจารณ์ก็มองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้นำเสนอทางออกที่เรียบง่ายเกินไป และอาจเป็นการปิดกั้นช่องทางการสื่อสารและการแสดงออกของเด็ก โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล
อุสมาน ฮามิด (Usman Hamid) ผู้อำนวยการบริหารแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ประจำอินโดนีเซีย ระบุในแถลงการณ์ว่า “จุดสนใจควรอยู่ที่การทำให้พื้นที่ดิจิทัลมีความปลอดภัยมากขึ้น ไม่ใช่การกีดกันเด็กออกไปจากพื้นที่เหล่านั้น”
ภาพ : Rizky Arief Permana / Shutterstock
อ้างอิง:
The post คืนอำนาจให้พ่อแม่! อินโดนีเซียสั่งแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียล ตัดวงจรเสพติด-อนาจาร กระทบเยาวชน 70 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.
]]>
Doja Cat เปิดใจกับนิตยสาร Vogue ถึงกระแสวิจารณ์เธอในแง่ […]
The post Doja Cat เผยว่าการโต้ตอบคำวิจารณ์เชิงลบบนโซเชียลมีเดียเป็นเรื่อง ‘เสียเวลาเปล่า’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Doja Cat เปิดใจกับนิตยสาร Vogue ถึงกระแสวิจารณ์เธอในแง่ลบบนโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวิจารณ์งานอาร์ตของปกอัลบั้ม หรือแม้แต่เรื่องที่เธอไม่เปลี่ยนชุดหลายๆ ลุคสำหรับการแสดงบนเวทีคอนเสิร์ตทัวร์ Ma Vie ด้วย
เธอกล่าวว่า “เวลาที่ฉันรู้สึกถูกคุกคาม ถึงแม้ว่านั่นจะไม่ใช่การคุกคามก็เถอะ แต่มันให้ความรู้สึกว่า ‘แกกำลังพลาดแล้ว’ คืออย่างนี้นะ ฉันไม่เคยต้องมานั่งอธิบายเรื่องการเปลี่ยนชุดตอนแสดงเลย แต่ฉันก็รู้สึกว่าต้องออกมาปกป้องเรื่องความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองบ้าง ซึ่งการทำแบบนั้นก็เหมือนกับการไปให้ค่าคนพวกนั้น ทั้งๆ ที่พวกเขาเป็นใครก็ไม่รู้ บางทีอาจจะเป็นแค่พวกไม่มีงานทำที่นั่งนิ้วเลอะคราบขนมอยู่หน้าจอก็ได้”
เธอรู้ว่ามีผู้คนและแฟนๆ หลายคนยังคงชื่นชมเธอ แต่เสียงวิจารณ์เหล่านั้นก็ทำให้เธอรู้สึกว่าที่จริงแล้วเธอก็ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองมากนัก ซึ่งศิลปินหลายคนก็มีความรู้สึกคล้ายกันนี้ว่าตัวเราเองอาจจะเก่งไม่พอ หรือดูดีไม่พอ ยิ่งพอมาเจอคอมเมนต์การวิจารณ์แบบนี้ก็เหมือนกับตอกย้ำปมในใจตัวเองเหมือนกัน
อย่างไรก็ดี เธอรู้ว่าการที่ตัวเองทำแบบนี้ (คิดถึงคำวิจารณ์ต่างๆ) ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพกายและใจมากนัก โดยเธอกล่าวเสริมว่า “มันเป็นอะไรที่ทำให้เราเสียเวลาไปเปล่าๆ มาก มันไม่ได้ให้อะไรกับเราเลยนอกจากการไปตอบสนองความต้องการของตัวเองในวัยเด็ก หรือส่วนหนึ่งที่ติดอยู่ในอดีต”
ภาพ: Jemal Countess/Getty Images for Global Citizen
อ้างอิง:
The post Doja Cat เผยว่าการโต้ตอบคำวิจารณ์เชิงลบบนโซเชียลมีเดียเป็นเรื่อง ‘เสียเวลาเปล่า’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ศาลใน ‘นครลอสแอนเจลิส’ มีคำตัดสินให้ Meta และ Alphabet […]
The post เงินไม่เยอะแต่สะเทือนวงการ! ศาลสั่ง Meta-Alphabet ชดใช้ 6 ล้านดอลลาร์ คดีออกแบบฟีเจอร์ดูดเวลาเด็ก จ่อเป็นบรรทัดฐานใหม่เขย่าบิ๊กเทค appeared first on THE STANDARD.
]]>
ศาลใน ‘นครลอสแอนเจลิส’ มีคำตัดสินให้ Meta และ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ชดใช้ค่าเสียหายรวม 6 ล้านดอลลาร์ (ราว 197 ล้านบาท) จากความประมาทในการออกแบบแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานที่เป็นเยาวชน
คำตัดสินระบุให้ Meta ชดใช้ 4.2 ล้านดอลลาร์ (ราว 137.9 ล้านบาท) และ Google 1.8 ล้านดอลลาร์ (ราว 59 ล้านบาท) แม้มูลค่าความเสียหายจะไม่สูงเมื่อเทียบกับขนาดธุรกิจของบริษัทเทคระดับโลก แต่คดีนี้ถูกจับตาในฐานะคดีต้นแบบที่อาจมีผลต่อคดีลักษณะเดียวกันอีกจำนวนมาก ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลรัฐแคลิฟอร์เนีย
ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาการออกแบบแพลตฟอร์มแทนเนื้อหา ซึ่งโดยปกติกฎหมายสหรัฐฯ มักให้ความคุ้มครองผู้ให้บริการจากความรับผิดด้านคอนเทนต์
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายโจทก์ชี้ว่า ฟีเจอร์วิดีโอสั้น เช่น Reels บน YouTube และ Instagram เป็นกลไกที่กระตุ้นพฤติกรรมเสพติด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานที่เริ่มใช้ตั้งแต่อายุยังน้อย ขณะที่ศาลเห็นว่าบริษัทไม่ได้ให้คำเตือนถึงความเสี่ยงมากพอ
ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า แม้ทั้งสองบริษัทเตรียมยื่นอุทธรณ์ และในระยะสั้นราคาหุ้นยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ แต่คำตัดสินนี้อาจเพิ่มแรงกดดันให้บริษัทต้องปรับแนวทางการออกแบบแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะในประเด็นการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตและจำนวนผู้ใช้งานในอนาคต
คดีดังกล่าวยังสะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีอย่างน้อย 20 รัฐออกกฎหมายควบคุมการใช้งานโซเชียลมีเดียของเด็ก เช่น การยืนยันอายุผู้ใช้งาน และการจำกัดการใช้งานในโรงเรียน
ขณะเดียวกัน กลุ่ม NetChoice ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเทค ได้ยื่นฟ้องคัดค้านกฎหมายบางส่วน ด้านนักการเมืองอย่าง มาร์ชา แบล็กเบิร์น และ ริชาร์ด บลูเมนธัล ก็เรียกร้องให้มีการออกกฎหมายกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับเด็กบนแพลตฟอร์ม
สำหรับความเคลื่อนไหวของบริษัทอื่นๆ อย่าง Snap และ TikTok ล่าสุดได้ตกลงยอมความกับโจทก์ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด ขณะที่คดีเกี่ยวกับการเสพติดโซเชียลมีเดียจากหน่วยงานรัฐและเขตการศึกษาหลายแห่ง มีกำหนดทยอยเข้าสู่การพิจารณาในช่วงกลางปีนี้
ทั้งนี้ ในชั้นอุทธรณ์ ประเด็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกและความปลอดภัยของผู้ใช้งานมีแนวโน้มจะเป็นแกนหลักของข้อถกเถียง โดยเฉพาะในบริบทที่บริษัทเทคต้องสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของแพลตฟอร์มกับความรับผิดชอบต่อสังคม
ท้ายที่สุด คำตัดสินครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นความเสี่ยงเชิงกฎหมาย แต่ยังอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดียในระยะยาว
ภาพ: Koshiro K/shutterstock
อ้างอิง:
The post เงินไม่เยอะแต่สะเทือนวงการ! ศาลสั่ง Meta-Alphabet ชดใช้ 6 ล้านดอลลาร์ คดีออกแบบฟีเจอร์ดูดเวลาเด็ก จ่อเป็นบรรทัดฐานใหม่เขย่าบิ๊กเทค appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทุกวันมีวิดีโอมากกว่า 23 ล้านชิ้นถูกอัปโหลดบน TikTok จา […]
The post อ่าน Social Signals ให้เป็น คือกุญแจใหม่ของการตลาดยุคครีเอเตอร์ ‘เทลสกอร์’ เปิดตัว Content Score® แปลงข้อมูลคอนเทนต์เป็นกลยุทธ์ ดึง TikTok–แบรนด์ชั้นนำร่วมถอดรหัส Signals บนโซเชียล appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทุกวันมีวิดีโอมากกว่า 23 ล้านชิ้นถูกอัปโหลดบน TikTok จากผู้ใช้งานกว่า 1.9 พันล้านคนทั่วโลก ปริมาณคอนเทนต์มหาศาลนี้ทำให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่ที่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านข้อมูลอย่างยอดไลก์ คอมเมนต์ การแชร์ และรูปแบบการรับชมวิดีโอ ซึ่งเรียกรวมกันว่า Social Signals (สัญญาณพฤติกรรมบนโซเชียล) และกำลังกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่นักการตลาดใช้ทำความเข้าใจผู้บริโภคในยุค Creator Economy (เศรษฐกิจครีเอเตอร์) เมื่อคำถามของแบรนด์ไม่ได้อยู่เพียงว่าคอนเทนต์ใดได้ยอดวิวสูงที่สุด แต่คือการตีความว่าคอนเทนต์เหล่านั้นกำลังสะท้อนอะไรเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และทิศทางของแคมเปญการตลาด ล่าสุด บริษัท เทลสกอร์ จำกัด (Tellscore) ผู้นำด้าน Influencer Marketing แพลตฟอร์มในประเทศไทย ที่เชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับคอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ผ่านระบบอัตโนมัติ (Automation Platform) ได้เปิดตัว Content Score® เครื่องมือวิเคราะห์คอนเทนต์โซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

การเติบโตของ Creator Economy ทำให้คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างการรับรู้ของแบรนด์ แต่ยังกลายเป็นข้อมูลที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ ครีเอเตอร์ และผู้บริโภคโดยตรง สำหรับนักการตลาด ความท้าทายจึงไม่ใช่การเข้าถึงข้อมูลอีกต่อไป แต่คือการตีความ Signals เหล่านั้นให้เข้าใจว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้คอนเทนต์หนึ่งชิ้นสามารถสร้าง Engagement ในขณะที่อีกชิ้นไม่สามารถเชื่อมต่อกับผู้ชมได้
สุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันหลายแบรนด์มีคอนเทนต์อยู่จำนวนมาก แต่สิ่งที่ยังขาดคือเครื่องมือที่ช่วยแปลคอนเทนต์เหล่านั้นให้กลายเป็นความหมายทางธุรกิจ Social Signals (สัญญาณพฤติกรรมบนโซเชียล) อย่าง Watch Time (ระยะเวลาการรับชม) หรือ Comments (ความคิดเห็น) จึงไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่เป็นเสียงสะท้อนของผู้บริโภคที่บอกได้ว่าผู้คนกำลังคิดและรู้สึกอย่างไรกับแบรนด์

Content Score® จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้นักการตลาดสามารถอ่าน Signals เหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ โดยนำข้อมูลจากคอนเทนต์จริงในแคมเปญมาวิเคราะห์ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ ภาพ เนื้อหา หรือความคิดเห็นของผู้ชม เพื่อค้นหาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของคอนเทนต์ในแต่ละแคมเปญ
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นักการตลาดมองเห็นโอกาสในการปรับกลยุทธ์ได้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่การปรับ Key Message (สารหลักของแบรนด์) ให้สอดคล้องกับการตอบรับของผู้บริโภค การวาง Creator Strategy (กลยุทธ์การใช้ครีเอเตอร์) สำหรับแคมเปญถัดไป ไปจนถึงการวิเคราะห์และแนะนำกลุ่มเป้าหมายขยายผ่าน Audience Expansion Matrix (การวิเคราะห์เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมาย) สำหรับการวาง Ad Spend (งบโฆษณา) ในรอบถัดไป”

ภายในงานเปิดตัวยังมีเวทีเสวนาในหัวข้อ From Content to Strategic Action: Turning Social Signals into Business Decisions ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของข้อมูลคอนเทนต์ในกระบวนการตัดสินใจด้านการตลาด โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากทั้งแพลตฟอร์ม เอเจนซี่ และแบรนด์ ได้แก่ สุวิตา จรัญวงศ์ จาก Tellscore, เกวลิน ลาภกิจถาวร จาก TikTok Thailand, บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ CEO, Peeti PR – Marketing & Brand Consultant for Wingstop Thailand และ กุลเกตุ โตทับเที่ยง COO บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตแบรนด์ปุ้มปุ้ย
เกวลิน ลาภกิจถาวร Account Manager, SMB – Ads Solution จาก TikTok Thailand กล่าวว่า
“ในแต่ละวันมีคอนเทนต์จำนวนมหาศาลถูกสร้างขึ้นบน TikTok จากทั้งครีเอเตอร์ แบรนด์ และผู้ใช้งานทั่วไป คอนเทนต์เหล่านี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่ของความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังสะท้อนพฤติกรรม ความสนใจ และบทสนทนาของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลา

สำหรับแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ที่ครีเอเตอร์และผู้ใช้งานในประเทศไทยนิยมใช้เป็นอันดับต้น ๆ Social Signals ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์ รูปแบบการรับชม การแชร์ หรือการมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้เราเห็นว่าเนื้อหาแบบใดกำลังเชื่อมต่อกับผู้ชมได้ หากแบรนด์สามารถนำ Signals เหล่านี้มาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยให้เข้าใจผู้บริโภคได้ลึกขึ้น และสามารถออกแบบคอนเทนต์หรือแคมเปญที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ชมบนแพลตฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน ข้อมูลเหล่านี้ยังมีบทบาทสำคัญต่อการทำโฆษณาบน TikTok โดยเฉพาะในรูปแบบที่เน้นการผสานระหว่างคอนเทนต์และโฆษณา แบรนด์สามารถนำอินไซต์จาก Social Signals มาปรับใช้กับการวางแผนโฆษณา เช่น การเลือกครีเอเตอร์ การกำหนดโทนและรูปแบบวิดีโอ ไปจนถึงการทำ A/B Testing เพื่อค้นหาครีเอทีฟที่มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ Ads solutions ของ TikTok ยังสามารถใช้ข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้งานเพื่อช่วยในการทำ Targeting และ Optimization ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ทำให้โฆษณาไม่เพียงเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ แต่ยังมีโอกาสสร้าง Engagement และ Conversion ได้สูงขึ้นอีกด้วย
ดังนั้น การผสานการวิเคราะห์ Social Signals เข้ากับกลยุทธ์โฆษณา จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์สามารถใช้ TikTok ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในมิติของการสร้างการรับรู้ (Awareness) การมีส่วนร่วม (Engagement) และการขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจ (Performance)”
การตลาดดิจิทัลกำลังเคลื่อนจากยุคที่องค์กรแข่งขันกันเก็บข้อมูลจำนวนมาก ไปสู่ยุคที่ความสามารถในการตีความข้อมูลและตัดสินใจเชิงกลยุทธ์กลายเป็นปัจจัยสำคัญ คอนเทนต์จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารของแบรนด์อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นข้อมูลเชิงพฤติกรรมที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ ครีเอเตอร์ และผู้บริโภค Content Score® จึงเข้ามาช่วยให้นักการตลาดสามารถวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นจากคอนเทนต์ และมองเห็นโอกาสของกลยุทธ์การตลาดในลำดับถัดไป



ผู้ที่สนใจทดลองใช้ Content Score® สามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ Free Trial ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยเปิดให้ทดลองใช้จำนวนจำกัด 100 สิทธิ์แรก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Email: [email protected] หรือ LINE Official: @contentscore และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.contentscore.co



The post อ่าน Social Signals ให้เป็น คือกุญแจใหม่ของการตลาดยุคครีเอเตอร์ ‘เทลสกอร์’ เปิดตัว Content Score® แปลงข้อมูลคอนเทนต์เป็นกลยุทธ์ ดึง TikTok–แบรนด์ชั้นนำร่วมถอดรหัส Signals บนโซเชียล appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Barry Keoghan ได้รับเสียงวิจาร […]
The post Barry Keoghan เผยว่าคำวิจารณ์เรื่องรูปลักษณ์ ทำให้เขาไม่อยากออกไปใช้ชีวิตข้างนอกแล้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Barry Keoghan ได้รับเสียงวิจารณ์และการล้อเลียนเรื่องรูปลักษณ์ลุคใหม่ในโซเชียลแทบจะทุกครั้งที่เขาไปปรากฏตัวร่วมงานอีเวนต์หรือให้สัมภาษณ์ในรายการต่างๆ ซึ่งเขาเองก็รับรู้ถึงถ้อยคำเหล่านั้นแล้วมันก็เริ่มส่งผลกระทบกับจิตใจของเขาโดยตรง
Barry Keoghan เปิดใจถึงประเด็นดังกล่าวผ่านทางรายการ The Morning Mash Up ของ SiriusXM ว่า เขาถูกรังแกบนโลกออนไลน์อย่างหนักหน่วงจนกระทั่งปัจจุบันเขาไม่รู้สึกอยากออกไปใช้ชีวิตข้างนอกแล้ว
“มีความเกลียดชังมากมายในโลกออนไลน์ มีการใช้คำพูดเสียดสีและเหยียดหยามรูปลักษณ์ของผมมากมายเหลือเกิน ทุกคนต้องผ่านจุดนี้กันทั้งนั้น แต่มันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดและไม่มั่นใจอยู่ดี มันทำให้ผมเก็บตัวอยู่กับตัวเอง ไม่อยากออกไปพบปะกับผู้คน ไม่อยากออกไปข้างนอก ผมบอกคุณแบบบริสุทธิ์ใจอย่างซื่อๆ เลยนะ มันกลายเป็นปัญหาใหญ่แล้วล่ะ”
Barry Keoghan เผยว่า ที่จริงแล้วเขาเป็นคนไม่ใช้โซเชียลมีเดีย แต่บางโอกาสหลังจากที่ไปงานพรีเมียร์ภาพยนตร์หรืองานอีเวนต์ เขาก็จะเข้าไปดูแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เพื่อเช็กกระแสตอบรับ และพบว่าตัวเองได้รับปฏิกิริยาที่ไม่น่ารักจากชาวเน็ตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ทำให้ Barry Keoghan กังวลด้วยว่าลูกชายของเขาจะคิดอย่างไร เมื่อโตพอที่จะอ่านและเข้าใจคอมเมนต์เหล่านี้
เมื่อพิธีกรถามถึงการตามหาความสงบในชีวิตส่วนตัว Barry Keoghan ตอบว่า “ผมไม่ต้องหลบซ่อนเพราะตอนนี้ผมกำลังหลบซ่อนอยู่แล้ว ผมไม่ออกไปไหนแล้วก็เพราะเรื่องนี้
เมื่อสิ่งเหล่านี้เริ่มเข้ามาปะปนกับการทำงานศิลปะของผม มันจึงกลายเป็นปัญหา เพราะตอนนี้ผมไม่อยากอยู่บนหน้าจอภาพยนตร์แล้วด้วยซ้ำไป”
ภาพ: Jamie McCarthy/WireImage
อ้างอิง https://variety.com/2026/film/news/barry-keoghan-online-hate-appearance-anxiety-1236696134/
The post Barry Keoghan เผยว่าคำวิจารณ์เรื่องรูปลักษณ์ ทำให้เขาไม่อยากออกไปใช้ชีวิตข้างนอกแล้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
Meta เดินหน้าทวงคืนพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์อย่างเต็มรูปแ […]
The post Meta ยอมจ่ายเงินหลักหมื่นต่อเดือน ดึงคนดัง TikTok และ YouTube กลับรัง Facebook แต่คนวงในบอกแทบไม่พอค่าโปรดักชันด้วยซ้ำ! appeared first on THE STANDARD.
]]>
Meta เดินหน้าทวงคืนพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ ล่าสุดได้ประกาศเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อดึงดูดกลุ่มครีเอเตอร์ระดับท็อปจากแพลตฟอร์มคู่แข่งอย่าง TikTok และ YouTube ให้หันมาสร้างสรรค์ผลงานบน Facebook มากขึ้น พร้อมเสนอการันตีรายได้และช่วยดันยอดการเข้าถึงให้สูงขึ้น
โครงการที่มีชื่อว่า Creator Fast Track นี้มุ่งเป้าไปที่บรรดาดาวเด่นบนโซเชียลมีเดียที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น โดยจะจ่ายเงินรายเดือน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.27 หมื่นบาท) ให้กับครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามอย่างน้อย 1 แสนคนบน Instagram, TikTok หรือ YouTube
ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีผู้ติดตามทะลุ 1 ล้านคนบนแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง จะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มเป็น 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.83 หมื่นบาท) ต่อเดือน โดยในเบื้องต้นโครงการนี้จะเปิดให้เฉพาะครีเอเตอร์ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเข้าร่วมได้เท่านั้น
ยาอีร์ ลิฟเนอ (Yair Livne) รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์สำหรับครีเอเตอร์ของ Facebook เผยว่า “เราได้รับฟังเสียงจากครีเอเตอร์ที่มีชื่อเสียงบนแพลตฟอร์มอื่นว่า การเริ่มต้นใหม่บนที่ใหม่มันเป็นเรื่องยากหรือน่าหวั่นใจ โครงการนี้จึงตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการตรงจุดนี้โดยเฉพาะ”
แม้เงินสนับสนุนก้อนนี้จะมอบให้ในระยะเวลาจำกัดเพียงแค่ 3 เดือน แต่ลิฟเนอระบุว่าครีเอเตอร์จะได้รับสิทธิ์เข้าถึงโปรแกรมการสร้างรายได้ของแพลตฟอร์มทันที และจะได้รับการสนับสนุนการมองเห็นเพิ่มขึ้น จนกว่าบริษัทจะมั่นใจว่าพวกเขาค้นพบฐานผู้ชมของตัวเองแล้ว
เพื่อรับสิทธิ์ดังกล่าว ครีเอเตอร์จะต้องโพสต์วิดีโอสั้นหรือ Reels บน Facebook อย่างน้อย 15 คลิปภายในช่วงเวลา 30 วัน โดยต้องกระจายโพสต์ในวันที่แตกต่างกันอย่างน้อย 10 วัน ซึ่งเนื้อหาไม่จำเป็นต้องทำขึ้นมาเพื่อ Facebook โดยเฉพาะ
ครีเอเตอร์สามารถนำคลิปเก่าที่เคยฮิตมาลงใหม่ได้ ตราบใดที่ผลงานนั้นเป็นออริจินัลของตนเอง ซึ่งรวมถึงเนื้อหาที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ด้วย เพื่อช่วยให้พวกเขาไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ในการสร้างผู้ติดตามบนแพลตฟอร์มแห่งนี้
นอกเหนือจากโครงการนี้ ครีเอเตอร์ยังสามารถทำเงินผ่านระบบสมาชิก การให้ทิป, ดีลกับแบรนด์ และโปรแกรมสร้างรายได้จากเนื้อหาของ Facebook ซึ่งจะจ่ายเงินให้กับผู้ที่ผ่านเกณฑ์โดยพิจารณาจากยอดการมีส่วนร่วมผ่านวิดีโอทั้งสั้นและยาว รวมถึงรูปภาพและข้อความ
การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ Meta กำลังผลักดันกลยุทธ์เพื่อครองใจผู้ใช้งานกลุ่มนี้อย่างหนัก โดยบริษัทเปิดเผยว่าในปี 2025 ได้จ่ายเงินให้กับครีเอเตอร์ไปแล้วเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.83 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้น 35% จากปีก่อนหน้าและถือเป็นสถิติสูงสุด
เม็ดเงินอุดหนุนกว่า 60% ถูกจ่ายให้กับคอนเทนต์ประเภท Reels นอกจากนี้ จำนวนครีเอเตอร์ที่ทำเงินได้มากกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.27 แสนบาท) ต่อปีบนแพลตฟอร์มยังเติบโตขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนอีกด้วย
บล็อกของ Meta ยังระบุถึงการเพิ่มตัวชี้วัดใหม่ๆ เพื่อช่วยให้ครีเอเตอร์เข้าใจรายได้ของตัวเองดีขึ้น เช่น ยอดวิวที่ผ่านเกณฑ์ อัตราการทำเงินโดยประมาณต่อ 1,000 วิว และยอดวิวที่ไม่ผ่านเกณฑ์พร้อมคำอธิบายเหตุผลอย่างละเอียด เช่น กรณีที่คนดูคลิปแค่หนึ่งวินาทีแล้วปัดทิ้ง
จอร์แดน ชวาร์เซนเบอร์เกอร์ (Jordan Schwarzenberger) ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัทจัดการ Arcade รวมถึงเป็นผู้จัดการกลุ่มครีเอเตอร์ชื่อดังอย่าง Sidemen ซึ่งมีสมาชิกอย่าง KSI และ Vikkstar ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า “ในฐานะครีเอเตอร์ คุณมักจะเดินตามผู้ชมของคุณเสมอ ดังนั้นสิ่งนี้จึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา”
เขากล่าวเสริมว่า “ผมรัก Facebook และ Meta นะ แต่ความเคลื่อนไหวนี้มันดูเหมือนเป็นความพยายามที่สิ้นหวังไปสักหน่อย” โดยเขามองว่าเงิน 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนสำหรับการโพสต์ 15 คลิป ตกเพียงคลิปละ 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,558 บาท) นั้นไม่ครอบคลุมแม้แต่ค่าโปรดักชันด้วยซ้ำ
ชวาร์เซนเบอร์เกอร์ชี้ให้เห็นว่าครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามเกิน 1 ล้านคนส่วนใหญ่สามารถทำเงินได้มากกว่านี้มหาศาลจากข้อตกลงกับแบรนด์ต่างๆ หรือรายได้โดยตรงจาก YouTube โครงการนี้จึงอาจดึงดูดได้แค่ครีเอเตอร์ระดับล่าง ซึ่งไม่สามารถสร้างผลกระทบหรือดึงผู้ชมตามมาได้จริง
เขายังเน้นย้ำถึงความเป็นจริงที่ว่าผู้คนมักจะเลือกไปที่แพลตฟอร์มก่อนที่จะไปหาครีเอเตอร์ ดังนั้นการดึงคนดังมาลงคลิปบน Facebook ก็ไม่ได้แปลว่าแฟนคลับจะยอมย้ายตามมาดู เพราะพวกเขาสามารถเสพคอนเทนต์เดียวกันนั้นได้บน TikTok หรือ Instagram อยู่แล้ว
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ซีอีโอของ Meta เคยกล่าวไว้ในรายการพอดแคสต์เมื่อปีก่อนว่า เขาแค่ไม่คิดว่าครีเอเตอร์ส่วนใหญ่จะมอง Facebook เป็นที่หลักในการสร้างรายได้ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่สร้าง ‘โอกาสในการทำกำไร’ มหาศาล พร้อมหวังว่าจะฟื้นคืนจิตวิญญาณดั้งเดิมกลับมาได้
นับตั้งแต่นั้นมา บริษัทได้เปิดตัวแท็บรายชื่อเพื่อนเพื่อเน้นย้ำเนื้อหาที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น และได้ยกเครื่องวิธีการจ่ายเงินใหม่ โดยเปลี่ยนจากโมเดลการแบ่งรายได้มาเป็นรูปแบบที่อิงตามการมีส่วนร่วมของผู้ชมแทน เพื่อแก้ปัญหาที่ครีเอเตอร์มักบ่นเรื่องรายได้ที่ไม่แน่นอน
Meta กำลังเดิมพันว่าการผสมผสานระหว่างการจ่ายเงินล่วงหน้าและการขยายช่องทางการเข้าถึง จะช่วยกระตุ้นกิจกรรมบน Facebook ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยหวังว่าทุกคนจะมองเห็นว่าแพลตฟอร์มนี้คือบ้านของพวกเขาอย่างแท้จริง
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.79 บาท ณ วันที่ 21 มีนาคม 2569
ภาพ : Beata Zawrzel/NurPhoto via Getty Images
อ้างอิง:
The post Meta ยอมจ่ายเงินหลักหมื่นต่อเดือน ดึงคนดัง TikTok และ YouTube กลับรัง Facebook แต่คนวงในบอกแทบไม่พอค่าโปรดักชันด้วยซ้ำ! appeared first on THE STANDARD.
]]>
V วง BTS สร้างความตื่นเต้นให้กับชาว TikToker เมื่อเหล่า […]
The post V วง BTS มียอดฟอลโลว์ใน TikTok ถึง 4.2 ล้านรายแล้ว หลังแฟนๆ ค้นพบบัญชีส่วนตัวของเขา appeared first on THE STANDARD.
]]>
V วง BTS สร้างความตื่นเต้นให้กับชาว TikToker เมื่อเหล่า ARMY ค้นพบบัญชีส่วนตัวของเขาที่ใช้ชื่อว่า @tete_kimv ในวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งยอดฟอลโลเวอร์ของเขาก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุไปถึง 4.1 ล้านบัญชีแล้วในช่วงเช้าที่ผ่านมา (9.40 น. ตามเวลาประเทศไทย) ของวันที่ 17 มีนาคม
บัญชี TikTok ของ V ถูกแฟนๆ ค้นพบ เมื่อมีผู้พบเห็นความเปลี่ยนแปลงของลิสต์การติดตามในบัญชีของน้องเล็กวง BTS อย่าง Jungkook โดยในวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา Jungkook ได้อัปเดตโปรไฟล์ของเขาด้วยการฟอลโลว์เพียง j-hope และบัญชีออฟฟิเชียลของ BTS ก่อนที่จะกดติดตามบัญชีของ V ในวันถัดมา ในขณะที่ j-hope ก็มีการติดตามบัญชี @tete_kimv ด้วยเช่นกัน การเคลื่อนไหวเหล่านี้ส่งผลให้ชาว ARMY สามารถระบุได้ว่านี่คือบัญชี TikTok ของ V และต่างก็รีบกดฟอลโลว์เขากันอย่างรวดเร็ว
คาดว่าการสร้างบัญชี TikTok ของ V น่าจะเป็นการต้อนรับการคัมแบ็กอันยิ่งใหญ่ของวง BTS และ ARIRANG อัลบั้มเต็มชุดใหม่ของพวกเขาที่กำลังจะเปิดตัวในวันที่ 20 มีนาคมนี้ โดยก่อนหน้านี้ V และ Jungkook ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านทาง GQ ว่า พวกเขาอาจเข้าร่วมเต้น Challenge ใน TikTok ถ้าหากแฟนๆ เรียกร้อง และดูเหมือนว่าเรากำลังจะได้เห็นกิจกรรมโปรโมตผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวของเหล่าสมาชิกวง BTS ในเร็วๆ นี้ด้วย
ภาพ: iMBC/Imazins via Getty Images
The post V วง BTS มียอดฟอลโลว์ใน TikTok ถึง 4.2 ล้านรายแล้ว หลังแฟนๆ ค้นพบบัญชีส่วนตัวของเขา appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Timothée Chalamet ตกเป็นประเด […]
The post Doja Cat วิจารณ์ Timothée Chalamet หลังเขาพูดว่า ‘ไม่มีใครสนใจโอเปราและบัลเลต์’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Timothée Chalamet ตกเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลมีเดีย หลังจากที่เขาพูดทีเล่นทีจริงในรายการของ Matthew McConaughey ว่าเขาไม่อยากทำงานเกี่ยวกับบัลเลต์หรือโอเปรา หรืออะไรที่ต้องป่าวประกาศว่า ‘เราต้องทำให้มันมีชีวิตต่อไป’ เพราะไม่มีใครสนใจศิลปะแขนงนี้อีกต่อไปแล้ว
แม้เขาจะพูดปิดท้ายว่าตัวเขาให้เกียรติคนในวงการ แต่เขาก็ยังเล่นมุกว่าคำวิจารณ์นี้น่าจะทำให้เขาเสียรายได้จากยอดผู้ชมไปสัก 14 เซนต์ (ประมาณ 5 บาท)
เมื่อสัมภาษณ์นี้กลายเป็นไวรัล ผู้คนจากวงการบัลเลต์และโอเปราต่างก็ออกมาทำคอนเทนต์โต้กลับนักแสดงหนุ่มกันมากมาย ในขณะที่ชาวเน็ตก็วิจารณ์ว่าเขาไม่ควรพูด เพราะเขาก็เป็นนักแสดงในวงการที่ทำงานศิลปะ ดังนั้นควรจะเข้าอกเข้าใจการทำงานศิลป์มากกว่าคนทั่วไป
Doja Cat ก็เป็นหนึ่งในศิลปินที่ออกมาวิจารณ์เขาเช่นเดียวกัน โดยเธอออกมาโพสต์วิดีโอบน TikTok พร้อมกล่าวว่า “โอเปรานี่อายุ 400 ปีเชียวนะ บัลเลต์ก็ 500 ปี แต่มีใครสักคนชื่อ Timothée Chalamet อะไรนี่แหละ คนดังเลยนะ มีความกล้าที่จะพูดออกกล้องว่าไม่มีใครสนใจศิลปะพวกนี้แล้ว”
“ถ้าเดินเข้าไปในโรงละครตอนนี้ ที่นั่งจะเต็มทุกที่ และไม่มีใครพูดแม้แต่คำเดียวในตอนที่พวกเขาแสดงอยู่ เพราะทุกคนให้เกียรติมากขนาดนั้นเลยไงล่ะ มันมีมารยาทในการชมโอเปราและบัลเลต์นะ เพราะมันเป็นสื่อละครที่ยอดเยี่ยมและสวยงามมากด้วย”
เธออธิบายต่อไปว่ามีนักเต้นมากมายที่ยอมเหนื่อยสายตัวแทบขาดมาซ้อมการแสดงทุกวัน เพราะพวกเขามีใจรักต่องานและให้เกียรติในสิ่งที่ทำ และเธอก็ย้ำว่าไม่ว่าวงการไหนก็มีช่วงขาลงทั้งนั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้คนจะไม่สนใจงานเหล่านั้น
“มันไม่สำคัญหรอกว่าอุตสาหกรรมนั้นจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากหรือเปล่า หลายวงการก็มีกันทั้งนั้น คุณก็มี ฉันก็มี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนจะไม่สนใจนะ ผู้คนก็ยังใส่ใจ นักเต้นก็ใส่ใจ นักร้องก็ใส่ใจ คนดูก็ใส่ใจ มันยังมีคนดูอยู่ คุณก็แค่ต้องแต่งตัวดีๆ ไปนั่งดูเงียบๆ แล้วก็ไม่ต้องพูดอะไร นั่นแหละคือมารยาทปกติของเรื่องพวกนี้ บางทีคุณอาจจะต้องเรียนรู้อะไรจากสิ่งนี้บ้างนะ”
ภาพ: Getty Images, dojacat / Instagram
อ้างอิง:
The post Doja Cat วิจารณ์ Timothée Chalamet หลังเขาพูดว่า ‘ไม่มีใครสนใจโอเปราและบัลเลต์’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายๆ ประเทศได้แสดงความกังวลถึงผลกระทบขอ […]
The post อินโดนีเซีย เอาจริง! ออกกฎห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปี ใช้แพลตฟอร์มโซเชียล ครอบคลุม Facebook–TikTok หวังหยุดภัยไซเบอร์ เริ่ม 28 มี.ค. appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายๆ ประเทศได้แสดงความกังวลถึงผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเด็กและเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงเนื้อหาไม่เหมาะสม การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ ไปจนถึงปัญหาการเสพติด ทำให้หลายๆ ประเทศเริ่มออกมาตรการควบคุมการใช้งานของเยาวชนอย่างจริงจัง
ล่าสุด อินโดนีเซีย ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการประกาศกฎระเบียบใหม่ จำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียสำหรับผู้ใช้งานที่อายุต่ำกว่า 16 ปี โดยครอบคลุมแพลตฟอร์มตั้งแต่ YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads, X, Bigolive และ Roblox
เบื้องต้นจะเริ่มทยอยดำเนินการแบบเป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศนอกโลกตะวันตกประเทศแรกที่ออกมาตรการลักษณะนี้
Meutya Hafid รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซีย กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า เหตุผลของมาตรการดังกล่าวมีความชัดเจน เนื่องจากเด็กและเยาวชนกำลังเผชิญภัยคุกคามบนโลกออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเข้าถึงสื่อลามก การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ การหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต รวมถึงปัญหาการเสพติดโซเชียลมีเดีย
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีอินโดนีเซียยอมรับว่า ในช่วงแรกของการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว อาจสร้างความไม่สะดวกและทำให้เด็กและเยาวชนเกิดความไม่พอใจ รวมถึงอาจสร้างความสับสนให้กับผู้ปกครองบางส่วน แต่ยืนยันว่ากฎระเบียบใหม่นี้เป็นมาตรการที่จำเป็น เพื่อรับมือกับสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นภาวะฉุกเฉินด้านดิจิทัลของสังคมในปัจจุบัน
ก่อนที่จะกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อทวงคืนอธิปไตยเหนืออนาคตของเยาวชน พร้อมย้ำว่าเทคโนโลยีควรทำหน้าที่รับใช้มนุษย์ ไม่ใช่ทำให้เด็กและเยาวชนต้องแลกวัยเด็กกับโลกดิจิทัล
ในสัปดาห์เดียวกัน เมวตยา ฮาฟิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซีย ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมสำนักงานของ Meta ในกรุงจาการ์ตา และภายหลังการเยือน กระทรวงได้ออกคำเตือนอย่างเข้มงวดต่อบริษัท เนื่องจากพบว่ามีระดับการปฏิบัติตามกฎระเบียบในการจัดการคอนเทนต์ผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มอยู่ในระดับต่ำ
สำหรับคอนเทนต์ที่เป็นปัญหา ได้แก่ เนื้อหาเกี่ยวกับการพนันออนไลน์, ข่าวปลอม, การใส่ร้ายป้ายสี และคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง โดยรัฐบาลย้ำว่า Meta มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรายอื่นที่ดำเนินงานในอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ อินโดนีเซียถือเป็นหนึ่งในตลาดผู้ใช้งานรายใหญ่ของ Meta โดยข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า มีชาวอินโดนีเซียมากกว่า 112 ล้านคนใช้งาน Facebook และ WhatsApp
โดยมาตรการจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของอินโดนีเซียมีขึ้น หลังจากออสเตรเลียผ่านกฎหมายระดับชาติเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นประเทศแรกของโลกที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการดังกล่าวเช่นเดียวกัน
ภาพ:Thrive Studios ID/shutterstock
อ้างอิง:
The post อินโดนีเซีย เอาจริง! ออกกฎห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปี ใช้แพลตฟอร์มโซเชียล ครอบคลุม Facebook–TikTok หวังหยุดภัยไซเบอร์ เริ่ม 28 มี.ค. appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในสมรภูมิแข่งขันด้านประสบการณ์ลูกค้าที่ดุเดือดในอุตสาหก […]
The post UPDATE: เปิดสูตรความสำเร็จทรู หลังคว้า Best Brand Performance on Social Media by Pantip บนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในสมรภูมิแข่งขันด้านประสบการณ์ลูกค้าที่ดุเดือดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทรู คอร์ปอเรชั่น สร้างหมุดหมายสำคัญอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัล Best Brand Performance on Social Media by Pantip สาขา Fast Response บนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ทรูไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม โดยมี ดร.นพสรัญ กุศลาไสยานนท์ หัวหน้าสายงานคอลเซ็นเตอร์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัล

รางวัลดังกล่าวไม่ได้วัดเพียง ‘ความเร็ว’ ในการตอบ แต่ประเมินผ่านกรอบ Social Metric for Brand ที่ครอบคลุมปัจจัยกว่า 70 รายการ ทั้งเชิงปริมาณ (Quantity) และเชิงคุณภาพ (Quality) สะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานการบริการที่ไม่ใช่แค่การตอบไว แต่ต้องตอบได้อย่างมีคุณภาพ สม่ำเสมอ และตรวจสอบได้
ดร.นพสรัญ กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า
“รางวัลนี้ถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของทีมงานอย่างมาก เพราะกว่าจะได้มาต้องผ่านตัวชี้วัดหลายมิติจากแพลตฟอร์ม เป็นเครื่องยืนยันว่าลูกค้าสามารถติดต่อบริการของทรูได้ตลอดเวลา และทรูสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้จริง”

สิ่งที่น่าจับตามองมากกว่ารางวัลคือทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่ทรู คอร์ปอเรชั่น กำลังเดินหน้า ดร.นพสรัญ เปิดเผยว่า การบริการของทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญจากการให้บริการเชิงรับ (Reactive) ที่มุ่งแก้ปัญหาเมื่อลูกค้าร้องเรียน ไปสู่การให้บริการเชิงรุก (Proactive) ที่ออกแบบประสบการณ์ลูกค้าแบบครบวงจร หรือ Total Experience 360 องศา
“จากอดีตเน้นการแก้ปัญหาเป็นหลัก วันนี้เราต้องตรวจสอบตลอดเวลาว่าการใช้งานของลูกค้าเป็นปกติหรือไม่ พบปัญหาอะไรหรือไม่ หากมองเห็นความผิดปกติ ต้องรีบติดต่อลูกค้าเพื่อแก้ไขทันที”

อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ทรู คอร์ปอเรชั่น ต้องเผชิญ คือปัญหาแก๊งมิจฉาชีพที่แอบอ้างชื่อแบรนด์เพื่อหลอกลวงผู้บริโภค ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นโดยตรง ดร.นพสรัญ อธิบายถึงแนวทางรับมือของทรูว่า
“เราพยายามสร้างความชัดเจนให้ได้มากที่สุด ว่าเบอร์ที่ทรูใช้ติดต่อลูกค้าอย่างเป็นทางการมีเพียงเบอร์เดียวคือ 1242 เท่านั้น เพื่อไม่ให้ลูกค้าสับสน แต่ในกรณีที่พนักงานจำเป็นต้องติดต่อจากเบอร์อื่น พนักงานทุกคนจะต้องแจ้งชื่อ-นามสกุลและรหัสประจำตัวทุกครั้ง เพื่อให้ลูกค้าสามารถโทรกลับมาตรวจสอบได้ทันที”
นอกจากนี้ ทรูยังศึกษาแพตเทิร์นการสนทนาของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาปรับแนวทางการสื่อสารของทีมงาน หลีกเลี่ยงรูปแบบที่อาจถูกเลียนแบบหรือสร้างความเข้าใจผิด
เมื่อถามถึง Road map ในอนาคต ทรูไม่ได้วางเดิมพันกับเทคโนโลยีหรือบุคลากรเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่เลือกผสานทั้งสองเข้าด้วยกัน
“ทรูจะทำงานเชิงรุกมากขึ้นและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าด้วย AI และคน นอกจากนี้ยังตั้งใจปรับกระบวนการพัฒนาการให้บริการไปสู่ Personalization หรือการดูแลเฉพาะบุคคล โดยเชื่อว่าเทคโนโลยีหรือคนอย่างเดียวไม่สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ การผสมผสานสองสิ่งเข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์เรื่องนี้มีความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการนำ AI และ Data Analytics เพื่อเก็บข้อมูลและวิเคราะห์อินไซต์ของลูกค้า รวมถึงใช้ความสามารถการบริการของคนเพื่อเสริมในสิ่งที่ AI ทำไม่ได้”

ท้ายที่สุด ดร.นพสรัญ ย้ำว่า ทิศทางการให้บริการของทรู คอร์ปอเรชั่น ในอนาคตคือการก้าวสู่ระดับที่ ‘รู้จักลูกค้ามากกว่าที่ลูกค้ารู้จักตัวเอง’ ซึ่งเป็นแก่นของแนวคิด Predictive Personalization หรือการทำนายความต้องการของลูกค้า เพื่อยกระดับศักยภาพและสร้างมาตรฐานใหม่ในการบริการคอลเซ็นเตอร์ต่อไป
The post UPDATE: เปิดสูตรความสำเร็จทรู หลังคว้า Best Brand Performance on Social Media by Pantip บนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 appeared first on THE STANDARD.
]]>
Kelly Osbourne ลูกสาวของ Ozzy Osbourne ผู้ล่วงลับ ได้ออ […]
The post “ไม่มีใครสมควรถูกรังแกแบบนี้” Kelly Osbourne ต่อว่าคอมเมนต์ที่วิจารณ์รูปลักษณ์ของเธอ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Kelly Osbourne ลูกสาวของ Ozzy Osbourne ผู้ล่วงลับ ได้ออกมาประณามคอมเมนต์ที่พูดถึงรูปลักษณ์ของเธอ หลังจากที่ถูกสังคมวิจารณ์อย่างหนักว่า ‘ผอมเกินไป’
Kelly Osbourne เติบโตขึ้นท่ามกลางสายตาสื่อสาธารณะ จากการปรากฏตัวในรายการเรียลิตี้ของครอบครัวอย่าง The Osbournes ซึ่งเมื่อก่อนเธอก็เป็นเด็กสาวเจ้าเนื้อที่น่ารักตามวัย ปัจจุบันเมื่อเธอมีอายุ 41 ปีและรูปร่างที่เปลี่ยนไปตามเวลา ผู้คนจึงพากันกระหน่ำวิจารณ์รูปลักษณ์ของเธอผ่านทางออนไลน์ จน Kelly Osbourne ต้องออกมาโพสต์ประณามคนเหล่านั้น
โดยเธอโพสต์ภาพสกรีนช็อตคอมเมนต์หนึ่งที่เขียนว่าเธอ “สภาพอย่างกับศพ… เธอผอมและบอบบางเกินไปมาก ดูเหมือนว่าเธอจะได้ไปเจอพ่อเร็วๆ นี้นะ” ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีหลายคนที่เข้าไปคอมเมนต์ต่อว่าความคิดเห็นดังกล่าวกันมากมาย แต่ Kelly Osbourne ก็ไม่ปล่อยผ่าน และเขียนข้อความประกอบภาพสกรีนช็อตนั้นว่า “ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่ามนุษย์เราจะสามารถทำตัวน่าขยะแขยงได้มากขนาดนี้! ไม่มีใครสมควรถูกรังแกแบบนี้เลย!”
ตั้งแต่ที่พ่อของเธอเสียชีวิต รูปร่างที่เปลี่ยนไปของ Kelly Osbourne ได้กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง โดยเธอเคยพูดถึงประเด็นเรื่องการโดนคอมเมนต์ที่ “น่าขยะแขยง, ย่ำแย่, ใจร้าย และหยาบคาย” มาแล้วเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ขณะนั้นเธอเขียนข้อความว่า
“ฉันแค่อยากถามว่า ‘คุณต้องการอะไรจากฉันเหรอ? คุณคาดหวังให้ฉันมีรูปลักษณ์อย่างไรในเวลานี้?’ ความจริงที่ว่าฉันสามารถลุกจากเตียงและเผชิญหน้ากับชีวิตได้ก็ดีเกินพอแล้ว ฉันควรได้รับเครดิตสำหรับเรื่องนั้นมากกว่า”
Kelly Osbourne เผยด้วยว่า “คุณบอกว่าฉันดูป่วย ก็ใช่ไง ฉันป่วยอยู่ ชีวิตของฉันพลิกผันไปโดยสิ้นเชิง ฉันไม่เข้าใจคนที่คาดหวังให้ฉันตั้งหลักได้ทันทีและทำเหมือนว่าทุกอย่างในชีวิตมันโอเค ในเมื่อมันไม่โอเคเลย”
ภาพ: Kelly Osbourne / Instagram
The post “ไม่มีใครสมควรถูกรังแกแบบนี้” Kelly Osbourne ต่อว่าคอมเมนต์ที่วิจารณ์รูปลักษณ์ของเธอ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Galaxy Corporation ต้นสังกัดของ G-DRAGON ประกาศแถลงการณ […]
The post ต้นสังกัด G-DRAGON ดำเนินคดีโพสต์โจมตีและมุ่งร้ายต่อศิลปินกว่า 100 ราย appeared first on THE STANDARD.
]]>
Galaxy Corporation ต้นสังกัดของ G-DRAGON ประกาศแถลงการณ์เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อผู้โพสต์ข้อความหมิ่นประมาท เผยแพร่ข้อมูลเท็จ โจมตีใส่ร้าย และละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของศิลปิน
ภายในประกาศนี้ระบุว่า พวกเขาดำเนินการฟ้องร้องไปแล้วกว่า 100 ราย โดยอ้างอิงจากหลักฐานที่พวกเขารวบรวมจากแฟนคลับและมีการตรวจสอบเพิ่มเติมโดยทีมงานกฎหมาย ซึ่งพวกเขาคอยติดตามผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้งกระทู้ออนไลน์ในประเทศเกาหลีใต้และ X โดยที่ทีมงานก็พบเห็นผู้กระทำความผิดหลายราย บางส่วนถูกส่งสำนวนให้อัยการแล้ว แต่บางรายยังคงอยู่ในระหว่างการสอบสวน
ทางต้นสังกัดย้ำว่า พวกเขาจะให้ความสำคัญกับการปกป้องและดูแลศิลปินมาเป็นอันดับหนึ่งเพื่อให้ศิลปินสามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมั่นคง ในขณะเดียวกัน พวกเขาจะยังคงตรวจสอบประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง และแฟนๆ ก็สามารถส่งข้อมูลหรือโพสต์ต่างๆ บนโลกออนไลน์มาให้พวกเขาดำเนินการได้ตามลิงก์ในประกาศด้วยเช่นกัน
ภาพ: xxxibgdrgn / Instagram
อ้างอิง:
The post ต้นสังกัด G-DRAGON ดำเนินคดีโพสต์โจมตีและมุ่งร้ายต่อศิลปินกว่า 100 ราย appeared first on THE STANDARD.
]]>
หนึ่งในอาชีพ ที่กลายมาเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่คงหนีไม่พ […]
The post ส่องเรตค่าจ้าง ‘อินฟลู’ ในแพลตฟอร์มโซเชียล appeared first on THE STANDARD.
]]>
หนึ่งในอาชีพ ที่กลายมาเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่คงหนีไม่พ้น ‘อินฟลูเอนเซอร์’ หรือในอีกชื่อหนึ่งก็อาจจะเป็น ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาชีพที่อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ต้นทุนที่มากมาย อาศัยกล้องโทรศัพท์เพียงหนึ่งเครื่องกับ ไอเดียที่สร้างสรรค์ ก็ทำให้สามารถหาเงินได้หลักหลายหมื่น จนอาจถึงหลักล้านต่อเดือนได้ ถ้ามีผู้ติดตามมากพอ
เนื่องจากกระแสการเปลี่ยนวิธีการโฆษณาของแบรนด์ต่างๆ ที่ย้ายจากสื่อโทรทัศน์แบบเก่า มาสู่การโฆษณาแบบออนไลน์มากขึ้น จากข้อมูลของ Shopify เผยว่า การโฆษณาผ่านอินฟลูฯ เป็นหนึ่งในวิธีที่สามารถสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดมากที่สุด และ มูลค่าที่อินฟลูฯ สร้างให้แบรนด์ต่างๆ เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว และในปัจจุบันมีแบรนด์มากถึง 25% ที่ร่วมงานกับอินฟลูฯ เป็นประจำ
ในบทความนี้ทางทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปส่องเรตของอินฟลูเอนเซอร์ในแพลตฟอร์มต่างๆ ตามข้อมูลที่ทาง Shopify ได้รวบรวมมาจากทั้ง Influencer Marketing Hub, Izea, Meltwater, Hootsuite และ Later เป็นต้น
ทั้งนี้เรตในการจ้างอินฟลูฯ อาจแตกต่างไปตามแต่ละเอ็นเกจเมนต์ของแต่ละบัญชีผู้ใช้งาน และ ลักษณะของแบรนด์ที่จ้างในแต่ละประเภทผลิตภัณฑ์

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร
The post ส่องเรตค่าจ้าง ‘อินฟลู’ ในแพลตฟอร์มโซเชียล appeared first on THE STANDARD.
]]>
วงบอยกรุ๊ปน้องใหม่อย่าง CORTIS สร้างสถิติเป็นวงเคป๊อปที […]
The post CORTIS เป็นวงเคป๊อปที่มียอดบนอินสตาแกรมแตะหลัก 10 ล้านฟอลโลเวอร์เร็วที่สุด appeared first on THE STANDARD.
]]>
วงบอยกรุ๊ปน้องใหม่อย่าง CORTIS สร้างสถิติเป็นวงเคป๊อปที่มียอดผู้ติดตามบนอินสตาแกรมแตะหลัก 10 ล้านคนไวที่สุด โดยพวกเขาทำสถิตินี้สำเร็จภายในระยะเวลาแค่เพียง 6 เดือน หลังจากโพสต์รูปแรกเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2025
นอกจากนี้ พวกเขาเป็นวงเคป๊อปวงเดียวที่เดบิวต์ในช่วง 5 ปีหลังที่ทำสถิตินี้ได้สำเร็จ ทั้งยังครองแชมป์ยอดผู้ติดตามสูงสุดในกลุ่มบอยกรุ๊ปหน้าใหม่ในแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น TikTok กับฟอลโลเวอร์ 9.5 ล้านคน, YouTube 3.12 ล้านคน และ Weverse อีก 3.07 ล้านคน โดยในเดือนเมษายนที่กำลังจะถึงนี้ พวกเขาก็กำลังเตรียมตัวคัมแบ็กครั้งใหม่ ซึ่งน่าจะทำให้มีผู้คนสนใจและเข้ามาติดตามวงกันมากขึ้นด้วย
นับว่าพวกเขาเป็น Trendsetter กลุ่มใหม่แห่งวงการเคป๊อป เพราะหลังจากที่ปล่อยผลงานชุดแรก COLOR OUTSIDE THE LINES ผลงานเพลงของพวกเขาก็ไวรัลไปทุกแพลตฟอร์ม ส่วนสไตล์แฟชั่นที่เฉพาะตัวและมุมมอง Aesthetics ของวงที่แตกต่างออกไปก็สามารถครองใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งก็เป็นที่น่าจับตามองว่าในปี 2026 นี้ พวกเขาจะสร้างสถิติใหม่หรือผลงานใหม่อะไรให้แฟนๆ ได้ทึ่งกันอีก
ภาพ: CORTIS
อ้างอิง:
The post CORTIS เป็นวงเคป๊อปที่มียอดบนอินสตาแกรมแตะหลัก 10 ล้านฟอลโลเวอร์เร็วที่สุด appeared first on THE STANDARD.
]]>