Kabul Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/kabul/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 27 Feb 2026 10:16:19 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ปากีสถานทิ้งระเบิดถล่มอัฟกานิสถาน ชนวนเหตุจากอะไร และสงครามจะปะทุหรือไม่? https://thestandard.co/pakistan-afghanistan-war-escalation/ Fri, 27 Feb 2026 07:49:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1182395 กองกำลังความมั่นคงปากีสถานลาดตระเวนบริเวณชายแดนท่ามกลางความขัดแย้งกับอัฟกานิสถาน

กองทัพปากีสถานส่งฝูงบินรบทิ้งระเบิดโจมตีข้ามพรมแดนใส่เป […]

The post ปากีสถานทิ้งระเบิดถล่มอัฟกานิสถาน ชนวนเหตุจากอะไร และสงครามจะปะทุหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองกำลังความมั่นคงปากีสถานลาดตระเวนบริเวณชายแดนท่ามกลางความขัดแย้งกับอัฟกานิสถาน

กองทัพปากีสถานส่งฝูงบินรบทิ้งระเบิดโจมตีข้ามพรมแดนใส่เป้าหมายทางทหารในหลายเมืองใหญ่ของอัฟกานิสถาน รวมถึงกรุงคาบูล และเมืองกันดาฮาร์ ช่วงเช้ามืดวันนี้ (27 กุมภาพันธ์) โดยเป็นการตอบโต้หลังจากที่กองกำลังตาลีบัน อัฟกานิสถาน โจมตีที่ตั้งทางทหารของปากีสถานในพื้นที่แนวชายแดนก่อนหน้านี้

 

Reuters อ้างข้อมูลแหล่งข่าวความมั่นคงในปากีสถาน ว่าการโจมตีของปากีสถานในครั้งนี้ มีทั้งการโจมตีทางอากาศและการโจมตีภาคพื้นดิน โดยพุ่งเป้าทำลายฐานที่มั่น กองบัญชาการ และคลังกระสุนของกลุ่มตาลีบัน อัฟกานิสถาน ในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดนระหว่างทั้งสองประเทศที่ยาวกว่า 2,600 กิโลเมตร

 

ขณะที่รัฐบาลปากีสถานอ้างว่าผลการโจมตี ทำให้นักรบตาลีบันอัฟกานิสถานเสียชีวิต 133 คน โดยทหารปากีสถานสามารถยึดฐานที่มั่นทางทหารของตาลีบัน 9 แห่งในพื้นที่ชายแดน และทำลายได้ 27 แห่ง

 

ควาจา อาสิฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของปากีสถาน ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียภายหลังเปิดฉากการโจมตีครั้งใหญ่นี้ว่า “ความอดทนของปากีสถานต่อทางการตาลีบันในอัฟกานิสถานนั้น ‘หมดลงแล้ว’ และปากีสถานจะทำสงครามอย่างเปิดเผย”

 

การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่ร้ายแรงที่สุดระหว่างทั้งสองประเทศในรอบหลายเดือน โดยที่มาที่ไปของความขัดแย้งเกิดจากอะไร และสถานการณ์จะทวีความรุนแรงจนกลายเป็นสงครามใหญ่หรือไม่?

 

ที่มาความขัดแย้งคืออะไร?

 

การโจมตีข้ามพรมแดนครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน ซึ่งปะทุขึ้นเป็นความรุนแรงตลอดหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่กลุ่มตาลีบัน อัฟกานิสถาน เข้ากุมอำนาจรัฐบาลในปี 2021

 

ประเด็นหลักของความขัดแย้ง มาจากข้อกล่าวหาของปากีสถาน ที่มองว่ารัฐบาลของกลุ่มตาลีบัน อัฟกานิสถาน ให้ที่พักพิงแก่กลุ่มเตห์รีค อี ตาลีบัน ปากีสถาน (Tehreek-e-Taliban Pakistan : TTP) หรือ ‘กลุ่มตาลีบัน ปากีสถาน’ (ทั้งสองกลุ่มแตกต่างกัน แต่มีสายสัมพันธ์ทางอุดมการณ์ สังคม และภาษาที่ลึกซึ้งร่วมกัน)

 

กลุ่ม TTP ก่อตั้งขึ้นในปี 2007 มีเป้าหมายหลักคือโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของปากีสถาน เพื่อสร้างรัฐอิสลามที่ปกครองโดยการตีความตามกฎหมายอิสลามของตนเอง ซึ่งที่ผ่านมา กลุ่มนี้รับผิดชอบการก่อเหตุโจมตีที่สร้างความเสียหายร้ายแรง หรือแม้แต่ก่อการร้าย โดยมุ่งเป้าไปที่โบสถ์ โรงเรียน และบุคคลสำคัญ เช่น มาลาลา ยูซาฟไซ ผู้รอดชีวิตจากการถูกสมาชิก TTP พยายามลอบสังหารด้วยการยิงศีรษะในปี 2012 หลังจากที่เธอพยายามเรียกร้องสิทธิทางการศึกษาของสตรีซึ่งต่อต้านข้อห้ามของกลุ่ม TTP

 

ภายหลังจากที่กลุ่มตาลีบัน อัฟกานิสถานกลับมาครองอำนาจในปี 2021 ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างอัฟกานิสถานและปากีสถานก็ปะทุขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเกิดการโจมตีก่อการร้ายด้วยฝีมือของกลุ่ม TTP และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ขึ้นบ่อยครั้ง

 

ความขัดแย้งทวีความรุนแรงจนกระทั่งในปี 2024 เกิดการสู้รบข้ามพรมแดนขึ้น โดยปากีสถานทำการโจมตีทางอากาศ และมีการยิงปะทะระหว่างกองกำลังภาคพื้นดินของทั้งสองฝ่าย ซึ่งกลุ่ม TPP และกองกำลังติดอาวุธอื่นๆ เช่นกองทัพปลดปล่อยบาลูจิสถาน (BLA) แนวร่วมต่อต้านแห่งชาติอัฟกานิสถาน และแนวร่วมเสรีภาพอัฟกานิสถาน ก็ร่วมในการต่อสู้กับปากีสถานด้วย

 

การต่อสู้และการก่อการร้าย ปะทุขึ้นต่อเนื่องในหลายพื้นที่แนวชายแดนอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน ที่เรียกว่าเส้นเขตแดนดูแรนด์ (Durand Line) ไปจนถึงพื้นที่ภาคตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน

 

กระทั่งในเดือนตุลาคม 2025 ก็เกิดการปะทะรุนแรงต่อเนื่องหลายวัน โดยปากีสถานได้ทำการโจมตีทางอากาศถล่มเป้าหมายในกรุงคาบูลและอีกหลายเมือง ก่อนที่กาตาร์ ตุรกี และซาอุดีอาระเบีย จะเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยให้ปากีสถานและรัฐบาลตาลีบัน อัฟกานิสถาน หยุดยิงและทำให้การต่อสู้บรรเทาลง

 

ชนวนการโจมตีล่าสุดเกิดจากอะไร

 

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาหลังจากตกลงหยุดยิง ยังคงมีเหตุปะทะและการก่อการร้ายโดยกลุ่ม TTP และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ เกิดขึ้นหลายครั้ง

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ เกิดเหตุกลุ่มติดอาวุธโจมตีในปากีสถานหลายระลอก เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ เกิดเหตุมือระเบิดฆ่าตัวตายจุดระเบิดระหว่างพิธีละหมาดวันศุกร์ ที่มัสยิดชีอะห์ในกรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 36 คน และบาดเจ็บอีก 170 คน

 

และไม่กี่วันต่อมา เกิดเหตุรถยนต์บรรทุกระเบิดพุ่งชนด่านรักษาความปลอดภัยในเมืองบาจาอูร์ ในจังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน ทำให้ทหารเสียชีวิต 11 นาย และเด็กอีก 1 คน โดยทางการปากีสถานระบุว่าผู้ก่อเหตุเป็นชาวอัฟกานิสถาน และกระทรวงการต่างประเทศปากีสถานได้ออกหนังสือประท้วงไปยังรัฐบาลตาลีบันเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พร้อมทั้งเรียกตัวรองหัวหน้าคณะผู้แทนอัฟกานิสถานในกรุงอิสลามาบัดเข้าพบด้วย

 

หลังจากนั้นในช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ มือระเบิดฆ่าตัวตายอีกคนได้โจมตีขบวนรถรักษาความปลอดภัยในเมืองบันนู แคว้นไคเบอร์ปัคตุนควาเช่นกัน ทำให้ทหารเสียชีวิต 2 นาย

 

การโจมตีก่อการร้ายในปากีสถานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความอดทนของปากีสถานหมดลง และในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ กองทัพปากีสถานจึงเริ่มต้นปฏิบัติการตอบโต้ โดยส่งเครื่องบินขับไล่โจมตีค่ายและที่ซ่อนตัวของกลุ่ม TPP ทั้งหมด 7 แห่ง ในจังหวัดนันการ์ฮาร์ (Nangarhar) และปักติกา (Paktika) ใกล้ชายแดนปากีสถาน-อัฟกานิสถาน โดยทางการปากีสถานอ้างว่าสามารถสังหารกลุ่มติดอาวุธได้อย่างน้อย 80 คน

 

ขณะที่รัฐบาลตาลีบัน อัฟกานิสถาน อ้างว่า การโจมตีของปากีสถานทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 คน รวมถึงผู้หญิงและเด็ก พร้อมทั้งยืนกรานปฏิเสธว่าไม่ได้อนุญาตให้กลุ่ม TTP และกลุ่มติดอาวุธใดๆ ปฏิบัติการจากดินแดนของตน พร้อมทั้งประกาศเตือนว่าจะตอบโต้ด้วย “มาตรการที่เหมาะสมและรอบคอบ”

 

การตอบโต้เกิดขึ้นในคืนวันพฤหัสบดี โดยเกิดการปะทะขึ้นในพื้นที่แนวชายแดน หลังกองกำลังตาลีบัน อัฟกานิสถาน เปิดฉากโจมตีฐานที่มั่นทางทหารของปากีสถาน

 

ขณะที่ทั้งสองฝ่ายอ้างว่าสามารถทำลายฐานที่มั่นของอีกฝ่ายได้ในการปะทะที่เกิดขึ้น ซึ่งความตึงเครียดที่ยกระดับ ทำให้ปากีสถานตัดสินใจเปิดฉากการโจมตีระลอกล่าสุดวานนี้

 

เหตุการณ์จะลุกลามเป็นสงครามใหญ่หรือไม่?

 

อับดุล บาซิต (Abdul Basit) นักวิชาการจากศูนย์วิจัยความรุนแรงทางการเมืองและการก่อการร้ายระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัย S Rajaratnam School of International Studies ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นต่อ Al Jazeera เกี่ยวกับการโจมตีของปากีสถานในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า “เป็นการยืนยันถึงการล่มสลายของข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างปากีสถานและรัฐบาลตาลีบัน อัฟกานิสถาน ที่เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาเมื่อปลายปีที่แล้ว”

 

บาซิตชี้ว่า ปากีสถานกำลังเผชิญภาวะ ‘กลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ โดยพวกเขาต้องแสดงท่าทีตอบโต้หลังจากถูกโจมตี ขณะที่เขามองว่าปากีสถาน “กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก ระหว่างทางเลือกที่แย่กับทางเลือกที่แย่กว่า” เนื่องจาก ยิ่งปากีสถานโจมตีในอัฟกานิสถานมากเท่าไหร่ รัฐบาลตาลีบันและกลุ่ม TTP ก็จะยิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้นเท่านั้น

 

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปากีสถานเผชิญความสูญเสียอย่างหนักจากการโจมตีของกลุ่ม TTP และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ โดยรายงานของสถาบันวิจัยสันติภาพแห่งปากีสถาน ชี้ว่าปีที่แล้วเป็นปีที่อันตรายที่สุดปีหนึ่งในรอบเกือบสิบปีของปากีสถาน มีการโจมตีเกิดขึ้น 699 ครั้งทั่วประเทศ เพิ่มขึ้น 34% จากปีก่อนหน้า

 

รายงานด้านความมั่นคงของปากีสถานประจำปี 2025 ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,034 คนจากคลื่นความรุนแรงระลอกใหม่ ซึ่งเพิ่มขึ้น 21% ใน ‘การเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย’

 

ขณะที่แถลงการณ์จากสำนักงานนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถานระบุว่า “ทั้งประเทศจะรวมใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสนับสนุนกองทัพปากีสถาน”

 

พร้อมทั้งประกาศว่า “ประชาชนปากีสถานและกองทัพ พร้อมอย่างเต็มที่ที่จะปกป้องความมั่นคง อธิปไตย และบูรณภาพดินแดนของชาติ จะไม่มีการผ่อนปรนในการปกป้องมาตุภูมิอันเป็นที่รักของเรา และการรุกรานใดๆ จะได้รับการตอบโต้ที่เหมาะสม”

 

อาซิฟ ยังระบุว่า “ในอดีต บทบาทของปากีสถานนั้นเป็นไปในทางบวก โดยปากีสถานให้ที่พักพิงแก่ชาวอัฟกัน 5 ล้านคนเป็นเวลา 50 ปี แม้กระทั่งทุกวันนี้ ชาวอัฟกันหลายล้านคนยังคงหาเลี้ยงชีพบนแผ่นดินของปากีสถาน แต่ ‘ความอดทนหมดลงแล้ว’ และตอนนี้มันคือสงครามอย่างเปิดเผยระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน”

 

นานาชาติมีท่าทีอย่างไร?

 

อันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายลดความตึงเครียดโดยด่วน พร้อมทั้งปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และให้ความคุ้มครองพลเรือน และพยายามแก้ไขความขัดแย้งผ่านช่องทางการทูต

 

ขณะเดียวกัน ซัลเมย์ คาลิลซาด (Zalmay Khalilzad) อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอัฟกานิสถาน กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า “การโจมตีตอบโต้กันไปมาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายซึ่งต้องยุติลง”

 

“ทางเลือกที่ดีกว่าคือข้อตกลงทางการทูตระหว่างสองประเทศ ที่จะไม่ยอมให้บุคคลและกลุ่มติดอาวุธใดกลุ่มหนึ่งใช้ดินแดนของตนคุกคามความมั่นคงของอีกฝ่าย” คาลิลซาดกล่าว และเสริมว่า

 

“การดำเนินการตามข้อตกลงควรได้รับการตรวจสอบโดยบุคคลที่สามที่น่าเชื่อถือ เช่น ตุรกี แนวทางนี้ชาญฉลาดกว่าการโจมตีและตอบโต้กันไปมาอย่างต่อเนื่อง”

 

ภาพ : Pakistani security forces/Handout via REUTERS

 

อ้างอิง :

The post ปากีสถานทิ้งระเบิดถล่มอัฟกานิสถาน ชนวนเหตุจากอะไร และสงครามจะปะทุหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปากีสถานเดือด โจมตีข้ามพรมแดนถล่มกรุงคาบูล-หลายเมืองใหญ่อัฟกานิสถาน ตอบโต้กลุ่มตาลีบัน https://thestandard.co/pakistan-afghanistan-taliban-attack-kabul/ Fri, 27 Feb 2026 04:13:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1182280 เจ้าหน้าที่ความมั่นคงปากีสถานปฏิบัติการโจมตีตอบโต้กลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถาน

รัฐบาลปากีสถานยืนยันว่า ได้ปฏิบัติการโจมตีข้ามพรมแดนต่อ […]

The post ปากีสถานเดือด โจมตีข้ามพรมแดนถล่มกรุงคาบูล-หลายเมืองใหญ่อัฟกานิสถาน ตอบโต้กลุ่มตาลีบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ความมั่นคงปากีสถานปฏิบัติการโจมตีตอบโต้กลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถาน

รัฐบาลปากีสถานยืนยันว่า ได้ปฏิบัติการโจมตีข้ามพรมแดนต่อเป้าหมายในหลายเมืองใหญ่ของอัฟกานิสถาน รวมถึงกรุงคาบูล และเมืองกันดาฮาร์ เมื่อคืนที่ผ่านมา (26 กุมภาพันธ์) ซึ่งเบื้องต้น ทั้งสองฝ่ายรายงานว่าเกิดความสูญเสียอย่างหนัก แต่มีตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยปากีสถานอ้างว่า กองทัพของตนสามารถสังหารนักรบตาลีบัน อัฟกานิสถานได้ 133 คน และบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน และทำลายฐานที่มั่นและอุปกรณ์ทางทหารของอัฟกานิสถานหลายแห่ง ขณะที่รัฐบาลตาลีบันอ้างว่า มีทหารเสียชีวิตเพียง 8 นาย และบาดเจ็บ 11 นาย

 

การโจมตีดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สู้รบข้ามพรมแดนระหว่างกองทัพปากีสถานและกองกำลังตาลีบัน อัฟกานิสถาน ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จากข้อพิพาทยืดเยื้อ ที่ปากีสถานกล่าวหารัฐบาลตาลีบัน อัฟกานิสถานว่า ให้ที่พักพิงแก่กลุ่มตาลีบัน ปากีสถาน (Tehreek-e-Taliban Pakistan : TTP)

 

โดยเมื่อเดือนตุลาคมปี 2025 ที่ผ่านมา กองกำลังทั้งสองฝ่ายเกิดการปะทะและโจมตีตอบโต้กันไปมาหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายคน ก่อนที่กาตาร์ ตุรกีและซาอุดีอาระเบีย จะเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยและสามาถบรรลุข้อตกลงหยุดยิง

 

ขณะที่ชนวนการปะทะกันครั้งล่าสุดนี้ เกิดขึ้นหลังปากีสถานเปิดฉากโจมตีทางอากาศข้ามพรมแดน โจมตีค่ายของกลุ่มติดอาวุธ TTP และกลุ่มรัฐอิสลามในอัฟกานิสถานตะวันออกเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มตาลีบัน อัฟกานิสถานปฏิเสธว่าไม่ได้อนุญาตให้กลุ่มติดอาวุธใดๆ ปฏิบัติการจากดินแดนของตน และเตือนว่าจะตอบโต้ ก่อนที่กลุ่มตาลีบันจะเปิดฉากโจมตีฐานที่มั่นทางทหารของปากีสถานเมื่อช่วงเช้าวานนี้ เพื่อเป็นการตอบโต้

 

Reuters อ้างแหล่งข่าวด้านความมั่นคงในปากีสถาน ระบุว่า การโจมตีของปากีสถานในครั้งนี้ มีทั้งการโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดิน โดยพุ่งเป้าไปยังฐานที่มั่น กองบัญชาการ และคลังกระสุนของกลุ่มตาลีบันในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดน

 

ด้าน เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน โพสต์ข้อความผ่าน X ประกาศกร้าวว่า “ทั้งประเทศจะยืนหยัดเคียงข้างกองทัพปากีสถาน” และยืนยันว่า “ประชาชนและกองทัพปากีสถาน พร้อมเสมอที่จะปกป้องความมั่นคง อธิปไตย และบูรณภาพดินแดนของประเทศ”

 

“จะไม่มีการประนีประนอมในการปกป้องมาตุภูมิอันเป็นที่รัก และการรุกรานทุกครั้งจะได้รับการตอบโต้ที่เหมาะสม” เขากล่าว

 

ขณะที่ควาจา อาสิฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของปากีสถาน โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า “ขณะนี้เป็น ‘สงครามเปิด’ ระหว่างปากีสถานและรัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถาน”

 

ภาพ : Pakistani security forces/Handout via REUTERS

 

อ้างอิง :

 

The post ปากีสถานเดือด โจมตีข้ามพรมแดนถล่มกรุงคาบูล-หลายเมืองใหญ่อัฟกานิสถาน ตอบโต้กลุ่มตาลีบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มตาลีบันเผย เหตุระเบิดใหญ่สนามบินกรุงคาบูล ปี 2021 คร่าชีวิตผู้นำระดับสูงของกลุ่ม IS https://thestandard.co/taliban-reveal-bombing-kabul-airport-2021/ Wed, 26 Apr 2023 06:39:28 +0000 https://thestandard.co/?p=781524 ตาลีบัน เหตุระเบิด

กลุ่มตาลีบันเผยว่า เหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นที่สนา […]

The post กลุ่มตาลีบันเผย เหตุระเบิดใหญ่สนามบินกรุงคาบูล ปี 2021 คร่าชีวิตผู้นำระดับสูงของกลุ่ม IS appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตาลีบัน เหตุระเบิด

กลุ่มตาลีบันเผยว่า เหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นที่สนามบินฮามิด การ์ไซ ในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน เมื่อปี 2021 ขณะที่กองทัพสหรัฐอเมริกากำลังเคลื่อนย้ายถอยทัพกลับประเทศนั้น คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 180 ราย หนึ่งในนั้นคือผู้นำระดับสูงของกลุ่มรัฐอิสลาม หรือกลุ่ม IS

 

ทางการสหรัฐฯ ได้รับรายงานถึงกรณีดังกล่าวตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา เบื้องต้นยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่แน่ชัดว่าผู้นำระดับอาวุโสรายดังกล่าวเป็นใคร โดยทางการสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้ารวบรวมข้อมูลและพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า สิ่งที่กลุ่มตาลีบันเปิดเผยนี้เป็นความจริงหรือไม่ 

 

นอกจากนี้ทางการสหรัฐฯ เผยว่า หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ทราบข่าวการเสียชีวิตของผู้นำกลุ่ม IS ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เขาตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มตาลีบันหรือถูกสังหารระหว่างการต่อสู้ หลังจากที่กลุ่มตาลีบันและกลุ่ม IS มีปัญหาขัดแย้งระหว่างกันในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา 

 

การถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถาน เมื่อปี 2021 ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามที่ยาวนานที่สุดของสหรัฐฯ นำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลอัฟกานิสถานและกลุ่มกองกำลังที่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนมานานกว่าสองทศวรรษ ทั้งยังเปิดทางให้กลุ่มตาลีบันกลับขึ้นมามีอำนาจนำในเกมการเมืองระดับชาติของอัฟกานิสถานอีกครั้ง ซึ่งหลายฝ่ายแสดงความกังวลเกี่ยวกับการลิดรอนสิทธิของเด็กและผู้หญิงในสังคมอัฟกัน ภายใต้การบริหารงานของกลุ่มตาลีบันไม่น้อย

 

โดยทางการสหรัฐฯ เปิดฉากทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะในพื้นที่แถบตะวันออกกลาง หลังจากเหตุวินาศกรรม 9/11 เมื่อปี 2001 ซึ่งมีส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายด้านการทหารและการต่างประเทศของสหรัฐฯ อย่างมากในช่วงหลายทศวรรษต่อมา 

 

ภาพ: Marcus Yam / Los Angeles Times via Getty Images

อ้างอิง:

The post กลุ่มตาลีบันเผย เหตุระเบิดใหญ่สนามบินกรุงคาบูล ปี 2021 คร่าชีวิตผู้นำระดับสูงของกลุ่ม IS appeared first on THE STANDARD.

]]>
มีเหตุระเบิดรถตู้โดยสารในกรุงคาบูลของอัฟกานิสถาน เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน นับเป็นเหตุระเบิดครั้งที่ 2 ในรอบ 2 วัน ก่อนวันสำคัญทางศาสนา https://thestandard.co/second-bombing-two-days-kabul-eve-eid-al-fitr-holiday/ Mon, 02 May 2022 02:34:09 +0000 https://thestandard.co/?p=623643 เหตุระเบิด

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เหตุระเบิดในรถตู้โดยสารในกรุงคาบู […]

The post มีเหตุระเบิดรถตู้โดยสารในกรุงคาบูลของอัฟกานิสถาน เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน นับเป็นเหตุระเบิดครั้งที่ 2 ในรอบ 2 วัน ก่อนวันสำคัญทางศาสนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุระเบิด

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เหตุระเบิดในรถตู้โดยสารในกรุงคาบูลวานนี้ (30 เมษายน) ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน ถือเป็นเหตุระเบิดครั้งที่สองในเมืองหลวงของอัฟกานิสถานในรอบ 2 วัน ในขณะที่ความกังวลด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้นก่อนวันอีดิลฟิตรี ซึ่งเป็นวันหยุดของชาวมุสลิม

 

กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุที่เกิดขึ้นวานนี้ ตามข้อมูลที่ระบุในแอป Telegram ของทางกลุ่ม ขณะที่ คาลิด ซาดราน โฆษกตำรวจของกรุงคาบูล ระบุกับสำนักข่าว Reuters ว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 3 ราย

 

ทั้งนี้ เพียงหนึ่งวันก่อนหน้าก็เกิดเหตุระเบิด หลังพิธีกรรมทางศาสนาในวันศุกร์ที่มัสยิดในกรุงคาบูลที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมาแล้ว

 

ความกังวลด้านความปลอดภัยได้เพิ่มสูงขึ้นทั่วทั้งอัฟกานิสถาน ในขณะที่ประเทศกำลังเตรียมฉลองวันอีดิลฟิตรีในวันอาทิตย์ ภายใต้การปกครองของกลุ่มตาลีบันเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี หลังจากที่ตาลีบันถูกถอนจากอำนาจภายหลังการบุกอัฟกานิสถานของสหรัฐฯ ในปี 2001

 

กลุ่มตาลีบันกลับคืนสู่อำนาจเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว หลังจากที่กองกำลังต่างชาติถอนกำลังออกจากประเทศ และตั้งแต่นั้นมาอัฟกานิสถานก็ต่อสู้กับการโจมตีโดยกลุ่มไอเอสที่เพิ่มขึ้น

 

ทางการตาลีบันประกาศเมื่อวันเสาร์ (30 เมษายน) ว่าจะมีการเฉลิมฉลองวันอีดิลฟิตรีในวันรุ่งขึ้น ซึ่งนำไปสู่การยิงปืนเฉลิมฉลองที่ถนนในกรุงคาบูลในช่วงดึกของคืนวันเสาร์ ทั้งนี้ ทางการยังเคลื่อนไหวเพื่อบรรเทาความกลัวของประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยก่อนวันอีดิลฟิตรีด้วย

 

“เราให้ความมั่นใจแก่เพื่อนร่วมชาติของเราว่าเราจะรับรองความปลอดภัยในช่วงอีด” โฆษกกระทรวงมหาดไทยอัฟกานิสถาน อับดุล นาฟี ทากอร์ กล่าว

 

ภาพ: JAVED TANVEER / AFP (นักรบตาลีบันยืนเฝ้าขณะที่ชาวมุสลิมเดินทางมาเพื่อละหมาดอีดิลฟิตรี ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของเดือนรอมฎอน เดือนถือศีลอดอันศักดิ์สิทธิ์ ที่เมืองกันดาฮาร์ของอัฟกานิสถานในวันที่ 1 พฤษภาคม 2022)

 

อ้างอิง:

The post มีเหตุระเบิดรถตู้โดยสารในกรุงคาบูลของอัฟกานิสถาน เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน นับเป็นเหตุระเบิดครั้งที่ 2 ในรอบ 2 วัน ก่อนวันสำคัญทางศาสนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดเหตุระเบิดหลังพิธีทางศาสนาที่มัสยิดในกรุงคาบูล มียอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการแล้ว 10 ราย https://thestandard.co/kabul-explosion-after-religious-ceremony-at-mosque/ Sat, 30 Apr 2022 10:56:02 +0000 https://thestandard.co/?p=623354 กรุงคาบูล

เกิดเหตุระเบิดครั้งรุนแรงที่คร่าชีวิตผู้คนหลังจากพิธีกร […]

The post เกิดเหตุระเบิดหลังพิธีทางศาสนาที่มัสยิดในกรุงคาบูล มียอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการแล้ว 10 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงคาบูล

เกิดเหตุระเบิดครั้งรุนแรงที่คร่าชีวิตผู้คนหลังจากพิธีกรรมทางศาสนาในวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 เมษายน) ที่มัสยิดของชาวสุหนี่ในกรุงคาบูลของอัฟกานิสถาน ซึ่งถือเป็นการโจมตีเป้าหมายพลเรือนในอัฟกานิสถานครั้งล่าสุดในช่วงเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม

 

โดย เบสมุลเลาะห์ ฮาบิบ รองโฆษกกระทรวงมหาดไทยของอัฟกานิสถาน ระบุว่า มีเหตุระเบิดที่มัสยิดคาลิฟา ซาฮิบ ทางตะวันตกของกรุงคาบูล และยอดผู้เสียชีวิตที่ยืนยันอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 10 ราย ซายิด ฟาซิล อักฮา หัวหน้าของมัสยิดที่เกิดเหตุ กล่าวว่ามีบางคนที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นผู้ก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายมาร่วมพิธีกรรมทางศาสนาและจุดชนวนระเบิด ทำให้มีควันดำลอยขึ้นและกระจายไปทั่ว ตลอดจนมีร่างของผู้เสียชีวิตอยู่ทั่วไปเช่นกัน

 

อีกด้านหนึ่งแหล่งข่าวด้านสาธารณสุขรายหนึ่งระบุกับ Reuters ว่า โรงพยาบาลได้รับศพผู้เสียชีวิตแล้ว 66 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 78 ราย ขณะที่โรงพยาบาลต่างๆ ก็รายงานทั้งยอดผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บในการดูแลของตน เช่น โรงพยาบาลฉุกเฉินแห่งหนึ่งระบุว่ากำลังรักษาผู้บาดเจ็บ 21 คน และมีผู้เสียชีวิตแล้วขณะมาถึงโรงพยาบาล 2 คน เป็นต้น

 

สหรัฐอเมริกาและคณะทำงานของสหประชาชาติในอัฟกานิสถานประณามการโจมตีดังกล่าว โดยฝั่งคณะทำงานของสหประชาชาติระบุว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่พุ่งเป้าไปที่ชนกลุ่มน้อย และระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติอย่างน้อย 2 คน และครอบครัวของพวกเขาอยู่ในมัสยิดในขณะที่มีการโจมตี ขณะที่โฆษกของกลุ่มตาลีบันที่ปกครองอัฟกานิสถานออกแถลงการณ์ประณามเหตุระเบิดดังกล่าว และบอกว่าผู้กระทำความผิดจะถูกค้นพบและลงโทษ

 

ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าผู้ใดเป็นผู้รับผิดชอบกับการก่อเหตุดังกล่าว อย่างไรก็ตาม พลเรือนชาวอัฟกันจำนวนมากถูกสังหารในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาจากเหตุระเบิด ซึ่งบางส่วนถูกอ้างความรับผิดชอบโดยกลุ่มรัฐอิสลาม ขณะที่โรงพยาบาลฉุกเฉินเผยว่า ในเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียว ทางโรงพยาบาลได้รักษาผู้ป่วยมากกว่า 100 คนที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีในกรุงคาบูล ทั้งนี้การโจมตีครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอน ที่ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ถือศีลอด และก่อนวันอีฎิ้ลฟิตริ ซึ่งเป็นวันทางศาสนาในสัปดาห์หน้า

 

กลุ่มตาลีบันกล่าวว่า พวกเขาได้ปกป้องประเทศตั้งแต่เข้ายึดอำนาจในเดือนสิงหาคม และกำจัดสาขาท้องถิ่นของกลุ่มไอเอสจำนวนมาก แต่เจ้าหน้าที่ระหว่างประเทศและนักวิเคราะห์กล่าวว่า ความเสี่ยงของการฟื้นคืนของการใช้กำลังยังคงมีอยู่

 

Reuters ระบุว่า การโจมตีหลายครั้งมุ่งเป้าไปที่ชนกลุ่มน้อยชีอะห์ อย่างไรก็ตาม มัสยิดสุหนี่ก็ถูกโจมตีเช่นกัน

 

ภาพ: Haroon Sabawoon/Anadolu Agency via Getty Images 

อ้างอิง:

The post เกิดเหตุระเบิดหลังพิธีทางศาสนาที่มัสยิดในกรุงคาบูล มียอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการแล้ว 10 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพสหรัฐฯ ยอมรับ ระเบิดรถยนต์ผิดคัน-สังหารพลเรือนบริสุทธิ์ 10 ราย ในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่คาบูล https://thestandard.co/kabul-drone-strike-us-military/ Sat, 18 Sep 2021 06:13:00 +0000 https://thestandard.co/?p=537959 กองทัพสหรัฐ

พล.อ. แฟรงก์ แมกเคนซี ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ […]

The post กองทัพสหรัฐฯ ยอมรับ ระเบิดรถยนต์ผิดคัน-สังหารพลเรือนบริสุทธิ์ 10 ราย ในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่คาบูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพสหรัฐ

พล.อ. แฟรงก์ แมกเคนซี ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ แถลงต่อผู้สื่อข่าวที่เพนตากอน ยอมรับว่าจากการสืบสวนของกองทัพสหรัฐฯ ต่อเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐฯ ส่งโดรนยิงจรวดสกัดคาร์บอมบ์ใกล้สนามบินคาบูลเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้คนขับรถคันดังกล่าวเสียชีวิต และมีพลเรือนเสียชีวิตอีก 10 ราย ซึ่งเป็นเด็กถึง 7 คนนั้น เกิดจากความผิดพลาด โดยรถยนต์และคนขับรถยนต์ที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มรัฐอิสลามในอัฟกานิสถาน หรือกลุ่มไอซิส-เค (ISIS-K) ตามที่หน่วยข่าวกรองเชื่อก่อนหน้านี้

 

พล.อ. แมกเคนซี กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า การโจมตีดังกล่าวเป็น ‘ความผิดพลาด’ พร้อมกล่าวคำขอโทษ

 

“การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นด้วยความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าจะป้องกันภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นกับกองกำลังของเราและผู้อพยพที่สนามบิน แต่มันเป็นความผิดพลาด และผมขอแสดงความเสียใจด้วยใจจริง” พล.อ. แมกเคนซี กล่าว พร้อมกับเสริมว่า “ขอรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อการโจมตีครั้งนี้ และผลลัพธ์อันน่าเศร้าที่เกิดขึ้น”

 

อย่างไรก็ดี แม้ยอมรับว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นความผิดพลาดร้ายแรง แต่ พล.อ. แมกเคนซี ระบุว่า ปฏิบัติการทั้งหมดไม่ถือเป็นความล้มเหลว “ผมเห็นด้วยว่าการโจมตีครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานของเราอย่างแน่นอน และผมเสียใจอย่างสุดซึ้ง แต่ผมไม่ถือว่าปฏิบัติการทั้งหมดเป็นความล้มเหลว”

 

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากยิงจรวด Hellfire จากโดรน Reaper โจมตีรถยนต์คันหนึ่ง ที่เชื่อว่าบรรทุกระเบิดไว้เตรียมก่อเหตุคาร์บอมบ์อยู่ในนั้น โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ อยู่ในภาวะเฝ้าระวังขั้นสูง เนื่องจากเมื่อ 3 วันก่อนหน้านั้นมือระเบิดฆ่าตัวตายได้ก่อเหตุสังหารพลเรือนมากกว่า 100 คน และทหารสหรัฐฯ 13 นายบริเวณนอกสนามบินคาบูล ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังเร่งอพยพพลเรือนและเจ้าหน้าที่ออกจากอัฟกานิสถาน หลังจากที่กลุ่มตาลีบันได้บุกยึดครองเมืองหลวงของประเทศได้สำเร็จ

 

กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ทางกองทัพได้ติดตามรถเก๋งสีขาวคันหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าขับออกมาจากเซฟเฮาส์ของ IS และรถคันดังกล่าวได้หยุดจอดอย่างน่าสงสัยหลายครั้งเพื่อรับและส่งมอบของ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า หนึ่งในของที่ชายคนดังกล่าวหยุดรับดูเหมือนจะเป็นของหนัก ซึ่งอาจเป็นวัตถุระเบิด

 

ทั้งนี้กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ พยายามชี้ไปที่การระเบิดครั้งใหญ่ที่ตามมาหลังจากที่รถยนต์ถูกจรวดโจมตี เพื่อเป็นหลักฐานว่ามีวัตถุระเบิดจำนวนมหาศาลอยู่ในรถจริง อย่างไรก็ตาม เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แหล่งข่าวทางทหารของสหรัฐฯ ยอมรับว่า หลังจากตรวจสอบภาพจากเซ็นเซอร์อินฟราเรดแล้ว พบว่านั่นไม่ใช่การระเบิด แต่น่าจะเกิดจากเปลวไฟที่ลุกไหม้ขึ้นมากกว่า

 

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการโจมตีในลักษณะนี้ กล่าวกับ CNN เมื่อต้นเดือนนี้ว่า พลเรือนเสียชีวิต 10 รายถือเป็นตัวเลขที่ ‘สูงมาก’ และกองทัพควรจะประเมินความเสียหายข้างเคียงไว้ล่วงหน้า ซึ่งหมายความว่าผู้บังคับบัญชาทราบดีว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการบาดเจ็บล้มตายของพลเรือน

 

“หากเราร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่น เราจะไม่ยิงจรวดไปที่ยานพาหนะ แต่จะพยายามเข้าถึงคนขับก่อนที่คนขับจะขึ้นรถ” อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองคนหนึ่งซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับวิธีการโจมตีกล่าวกับ CNN

 

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับรายละเอียดของการสอบสวนเมื่อเช้าวันศุกร์แล้ว โดยคาดว่าการประกาศของเพนตากอนน่าจะทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างมากขึ้นต่อการทำงานของฝ่ายบริหารของไบเดนเกี่ยวกับการอพยพที่วุ่นวายในคาบูล และการถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน 

 

โดยเมื่อเดือนที่แล้ว ไบเดนได้กล่าวยกย่องการโจมตีดังกล่าวว่าเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของสหรัฐฯ ในการเล็งเป้าหมายการโจมตีไปที่ ISIS-K

 

อย่างไรก็ดี ทำเนียบขาวยังไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับผลการสอบสวนล่าสุดของกองทัพสหรัฐฯ 

 

ด้าน พล.อ. มาร์ก มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วม ซึ่งเคยเรียกปฏิบัติการเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ว่า ‘การโจมตีโดยชอบธรรม’ ยอมรับว่า จากผลการสอบสวนที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ พบว่า ผู้ที่เสียชีวิตทั้งหมดเป็นพลเรือน 

 

“ในสภาพแวดล้อมที่มีภัยคุกคามสูง ผู้บังคับบัญชาในพื้นที่มีอำนาจที่เหมาะสมและมีเหตุผลให้มั่นใจได้ว่าเป้าหมายการโจมตีนั้นถูกต้องแล้ว แต่จากการวิเคราะห์เชิงลึกหลังการโจมตี ข้อสรุปของเราคือพลเรือนผู้บริสุทธิ์ถูกสังหาร” มิลลีย์กล่าวในแถลงการณ์ “นี่เป็นโศกนาฏกรรมอันเลวร้ายของสงคราม และเรามุ่งมั่นที่จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างโปร่งใสที่สุด” 

 

ขณะที่ ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกแถลงการณ์ขอโทษต่อเหตุการณ์นี้เช่นกัน และแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของ ซามาไร อาห์มาดี คนขับรถที่ตกเป็นเป้าการโจมตี

 

“ขณะนี้เราทราบแล้วว่าไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างอาห์มาดีกับ ISIS-K ทราบว่ากิจกรรมของเขาในวันนั้นไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด และไม่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามที่เราเชื่อว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่ และอาห์มาดีเป็นเพียงเหยื่อผู้บริสุทธิ์ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่ถูกสังหารอย่างน่าเศร้า” รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์

 

ออสตินเปิดเผยด้วยว่า เขากำลังสั่งการให้มีการตรวจสอบการสอบสวนที่ดำเนินการโดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ อย่างละเอียด รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลที่ทำให้กองทัพสหรัฐฯ ต้องดำเนินการดังกล่าว

 

อดัม ชิฟฟ์ ประธานคณะกรรมาธิการด้านข่าวกรองของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ว่า “เราจำเป็นต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในชั่วโมงและนาทีที่นำไปสู่การโจมตี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมแบบเดียวกันนี้ขึ้นอีกในอนาคต” ส.ส. แคลิฟอร์เนีย สังกัดพรรคเดโมแครตกล่าว พร้อมเสริมว่า คณะกรรมาธิการด้านข่าวกรอง “จะเดินหน้าหาคำตอบต่อไป”

 

ภาพ: Haroon Sabawoon / Anadolu Agency via Getty Images

อ้างอิง:

The post กองทัพสหรัฐฯ ยอมรับ ระเบิดรถยนต์ผิดคัน-สังหารพลเรือนบริสุทธิ์ 10 ราย ในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่คาบูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
สื่อสหรัฐฯ ชี้ หน่วยข่าวกรองอาจผิดพลาด กรณีส่งโดรนยิงจรวดสกัดคาร์บอมบ์ในคาบูล https://thestandard.co/us-media-point-intelligence-agencies-wrong-case-of-sending-drone-in-kabul/ Sun, 12 Sep 2021 10:19:14 +0000 https://thestandard.co/?p=535779 Kabul

การที่กองทัพสหรัฐฯ ส่งโดรนยิงจรวดสกัดคาร์บอมบ์ใกล้สนามบ […]

The post สื่อสหรัฐฯ ชี้ หน่วยข่าวกรองอาจผิดพลาด กรณีส่งโดรนยิงจรวดสกัดคาร์บอมบ์ในคาบูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kabul

การที่กองทัพสหรัฐฯ ส่งโดรนยิงจรวดสกัดคาร์บอมบ์ใกล้สนามบินคาบูล อาจเกิดจากความผิดพลาดของหน่วยข่าวกรอง หลังรายงานการสืบสวนเชิงลึกพบว่า ชายผู้ตกเป็นเป้าสังหารในเหตุการณ์โจมตีดังกล่าวทำงานให้กับองค์กรเอ็นจีโอ และอาจไม่ได้ครอบครองระเบิดอย่างที่เพนตากอนกล่าวอ้าง 

 

หนึ่งในการโจมตีครั้งสุดท้ายของสหรัฐฯ ในการทำสงคราม 20 ปีในอัฟกานิสถาน ถูกท้าทายโดยสื่อชั้นนำของสหรัฐฯ อย่างหนังสือพิมพ์ The New York Times และ The Washington Post ที่ระบุว่าหลักฐานที่ได้จากรายงานการสืบสวนนั้น ไม่ตรงกับรายงานของกองทัพสหรัฐฯ ที่เชื่อว่า ชายคนดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มรัฐอิสลามในอัฟกานิสถาน หรือกลุ่มไอซิส-เค (ISIS-K) และอาจมีระเบิดซุกซ่อนอยู่ในรถคันที่กองทัพสหรัฐฯ ยิงจรวดถล่ม

 

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากยิงจรวด Hellfire จากโดรน Reaper โจมตีรถยนต์คันหนึ่งที่เชื่อว่าบรรทุกระเบิดไว้เตรียมก่อเหตุคาร์บอมบ์อยู่ในนั้น ส่งผลให้ครอบครัวหนึ่งต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัวไปถึง 10 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 6 คน ญาติของครอบครัวเผยกับ BBC

 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ อยู่ในภาวะเฝ้าระวังขั้นสูง เนื่องจากเมื่อ 3 วันก่อนหน้านั้น มือระเบิดฆ่าตัวตายได้ก่อเหตุสังหารพลเรือนมากกว่า 100 คน และทหารสหรัฐฯ 13 นายบริเวณนอกสนามบินคาบูล ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังเร่งอพยพพลเรือนและเจ้าหน้าที่ออกจากอัฟกานิสถาน หลังจากที่กลุ่มตาลีบันได้บุกยึดครองเมืองหลวงของประเทศได้สำเร็จ

 

The New York Times และ The Washington Post วิเคราะห์หลักฐานภาพถ่ายและวิดีโอ ตลอดจนสอบถามผู้เชี่ยวชาญและผู้เห็นเหตุการณ์ จนได้ข้อสรุปว่าไม่มีระเบิดในรถคันที่สหรัฐฯ ยิงจรวดโจมตี

 

กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่าไม่ทราบตัวตนของชายที่ถูกสังหารก่อนที่จะเปิดฉากโจมตี แต่เชื่อว่าชายคนดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มไอซิส-เค โดยในเวลานั้น พล.อ. มาร์ก มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วม เรียกปฏิบัติดังกล่าวว่า “การโจมตีโดยชอบธรรม”

 

The New York Times และ The Washington Post  ยืนยันว่าชายที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของสหรัฐฯ คือ เอซมาไร อาห์มาดี วัย 43 ปี ซึ่งทำงานให้กับองค์กรเอ็นจีโอ Nutrition and Education International (NEI) ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในแคลิฟอร์เนีย และเขากำลังยื่นขอตั้งถิ่นฐานใหม่ในสหรัฐอเมริกา

 

กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่าทางกองทัพได้ติดตามรถเก๋งสีขาวคันหนึ่งซึ่งเชื่อว่าขับออกมาจากเซฟเฮาส์ของ IS และรถคันดังกล่าวได้หยุดจอดอย่างน่าสงสัยหลายครั้งเพื่อรับและส่งมอบของ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าหนึ่งในของที่ชายคนดังกล่าวหยุดรับดูเหมือนจะเป็นของหนัก ซึ่งอาจเป็นวัตถุระเบิด

 

The New York Times ระบุในรายงานว่า ได้มีการวิเคราะห์ภาพวิดีโอวงจรปิดที่แสดงให้เห็นภาพในขณะที่อาห์มาดีกำลังขนแล็ปท็อปและถังเก็บน้ำ ซึ่งเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของเขาบอกว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะบริเวณนั้นขาดแคลนน้ำ จากนั้นอาห์มาดีได้ขับรถกลับบ้าน โดยกองทัพสหรัฐฯ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมโดรนตัดสินใจยิงจรวดโจมตีหลังเห็นอาห์มาดีคุยกับชายอีกคนหนึ่ง แต่นอกจากอาห์มาดีแล้ว จรวดยังสังหารสมาชิกในครอบครัวที่มารวมตัวกันอยู่แถวนั้นด้วย ซึ่งรวมถึงเด็กน้อยอายุเพียง 2 ขวบ

 

สตีเวน ควอน ประธาน NEI เปิดเผยกับ THe Washington Post ว่า ทางองค์กรเป็นเจ้าของรถเก๋งโตโยต้าสีขาวคันที่ถูกโจมตี พร้อมทั้งปฏิเสธว่า สถานที่ดังกล่าวไม่มีการเชื่อมโยงใดๆ กับกลุ่ม IS “เรากำลังพยายามช่วยเหลือผู้คน แล้วเราจะมีระเบิดเอาไว้ฆ่าคนทำไม?” ควอนกล่าว

 

อย่างไรก็ดี เพนตากอนระบุว่า การระเบิดรุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นหลังจากที่รถถูกจรวดโจมตีแสดงให้เห็นว่ามีระเบิดอยู่ในรถเก๋งจริง แต่ทั้ง The New York Times และ The Washington Post กล่าวว่าไม่มีหลักฐานยืนยันในเรื่องนี้

 

The Washington Post ส่งภาพในสถานที่เกิดเหตุให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ หนึ่งในนั้นกล่าวว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่จะมีระเบิดจำนวนมากอยู่ในรถ และกล่าวว่าไอน้ำมันเชื้อเพลิงอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการระเบิดครั้งที่สอง

 

ขณะที่ ไบรอัน แคสต์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญการประเมินหลังเกิดเหตุระเบิดกล่าวว่า การระเบิดครั้งที่สองอาจจะเกิดจากการเผาไหม้ของรถยนต์ หรือเกี่ยวข้องกับแก๊สหรือน้ำมัน

 

ด้าน The New York Times อ้างการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ 3 คน ซึ่งชี้ว่าขาดหลักฐานการระเบิดในบริเวณใกล้เคียง โดยมีเพียงรอยบุบที่ประตูใกล้ๆ ไม่มีผนังปลิว ไม่มีสัญญาณว่ารถอีกคันในลานบ้านได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด และสวนผักในบริเวณดังกล่าวไม่ได้รับผลกระทบ

 

จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายงานฉบับสมบูรณ์หรือรายงานขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการโจมตีด้วยโดรน ขณะที่ จอห์น เคอร์บี โฆษกเพนตากอน กล่าวถึงรายงานของสื่อมวลชนว่า กองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการประเมินการโจมตีดังกล่าว และระบุด้วยว่า “ไม่มีกองทัพใดทำงานหนักไปกว่าที่เราทำเพื่อป้องกันการบาดเจ็บล้มตายของพลเรือนอีกแล้ว” AFP รายงาน

 

“ตามที่ พล.อ. มิลลีย์ ประธานเสนาธิการร่วมกล่าว การโจมตีเกิดจากข่าวกรองที่ดี และเรายังคงเชื่อว่าการโจมตีดังกล่าวป้องกันอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นที่สนามบินและต่อประชาชนของเรา” เคอร์บีกล่าว

 

ภาพ: Haroon Sabawoon / Anadolu Agency via Getty Images

อ้างอิง: 

The post สื่อสหรัฐฯ ชี้ หน่วยข่าวกรองอาจผิดพลาด กรณีส่งโดรนยิงจรวดสกัดคาร์บอมบ์ในคาบูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เสร็จสิ้นการถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน หลังเที่ยวบินสุดท้ายเดินทางออกจากสนามบินคาบูล ยุติ 20 ปีแห่งสงครามอย่างเป็นทางการ https://thestandard.co/usa-completed-the-withdrawal-of-troops-from-afghanistan/ Tue, 31 Aug 2021 04:21:28 +0000 https://thestandard.co/?p=531121 Withdrawal of troops

เครื่องบินขนส่ง C17 ลำสุดท้ายของกองทัพสหรัฐฯ เดินทางออก […]

The post สหรัฐฯ เสร็จสิ้นการถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน หลังเที่ยวบินสุดท้ายเดินทางออกจากสนามบินคาบูล ยุติ 20 ปีแห่งสงครามอย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Withdrawal of troops

เครื่องบินขนส่ง C17 ลำสุดท้ายของกองทัพสหรัฐฯ เดินทางออกจากสนามบินนานาชาติฮามิดคาไซ ในกรุงคาบูลของอัฟกานิสถาน เมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืนที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ พร้อมด้วยกองกำลังทหารชุดสุดท้ายอยู่บนเครื่อง ซึ่งถือเป็นการเสร็จสิ้นการถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการ ก่อนครบกำหนดเส้นตายในวันนี้ (31 สิงหาคม) และปิดฉากสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี

 

พล.อ. เคนเนธ แมคเคนซี ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางแห่งสหรัฐอเมริกา แถลงต่อผู้สื่อข่าวหลังเสร็จสิ้นการถอนทหาร โดยระบุว่า ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการอพยพพลเรือนทั้งหมดออกมาจากอัฟกานิสถานได้ตามที่ตั้งใจไว้ แต่ยืนยันว่า ภารกิจทางการทูตเพื่อช่วยเหลือพลเรือนเหล่านี้จะยังคงเดินหน้าต่อไป

 

“ผมมาที่นี่เพื่อประกาศว่า การถอนกำลังทหารจากอัฟกานิสถานเสร็จสิ้น และสิ้นสุดภารกิจทางการทหารเพื่ออพยพพลเมืองอเมริกัน พลเมืองของประเทศที่สาม และชาวอัฟกันผู้เปราะบาง มีความเสียใจมากมายที่เกี่ยวข้องกับการจากลาครั้งนี้ เราไม่ได้พาทุกคนที่เราต้องการออกมา” พล.อ. แมคเคนซี กล่าว

 

ขณะที่นักรบของกลุ่มตาลีบันพากันยิงปืนเฉลิมฉลอง หลังเครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯ ลำสุดท้ายเดินทางออกไปจากสนามบินคาบูล โดยมีรายงานว่า กลุ่มตาลีบันได้เข้ายึดพื้นที่ในสนามบินคาบูลแล้ว ซึ่ง การี ยูซุฟ โฆษกของตาลีบัน ประกาศว่า อัฟกานิสถานได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ 

 

“ทหารสหรัฐฯ ชุดสุดท้ายออกไปจากสนามบินคาบูล และประเทศของเราได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์”

 

ทางด้านประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความขอบคุณกองกำลังทหารสหรัฐฯ ชุดสุดท้าย ที่ปฏิบัติภารกิจอพยพและถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถานท่ามกลางสถานการณ์ที่อันตรายได้ตามกำหนดการโดยไม่สูญเสียชีวิตชาวอเมริกันเพิ่มอีก หลังจากที่ก่อนหน้านี้เกิดเหตุโจมตีจากฝีมือกลุ่มติดอาวุธ ISIS-K ซึ่งคร่าชีวิตทหารอเมริกันไป 13 นาย

 

“ช่วง 17 วันที่ผ่านมา ผมได้เห็นกองกำลังทหารของเราปฏิบัติการอพยพทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ โดยอพยพประชากรชาวอเมริกัน พลเมืองของชาติพันธมิตรและพันธมิตรชาวอัฟกันของสหรัฐฯ กว่า 120,000 คน พวกเขาทำสำเร็จด้วยความกล้าหาญ ความเป็นมืออาชีพ และความตั้งใจที่ไม่มีใครเทียบได้” ไบเดนกล่าวในแถลงการณ์ พร้อมย้ำว่า “ตอนนี้ภารกิจทางทหารของสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานที่ยาวนานกว่า 20 ปี สิ้นสุดลงแล้ว”

 

ผลพวงจากสงครามในอัฟกานิสถานตลอด 20 ปีที่ผ่านมาคร่าชีวิตทหารอเมริกันไปเกือบ 2,500 นาย และชาวอัฟกันอีกกว่า 240,000 คน ซึ่งสหรัฐฯ ใช้งบประมาณไปกับการรบและการฝึกฝนกำลังทหารอัฟกานิสถาน รวมถึงการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์และภารกิจด้านต่างๆ รวมกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

ขณะที่ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า การอพยพพลเรือนออกจากอัฟกานิสถานในครั้งนี้เป็นภารกิจทางการทหาร การทูต และภารกิจด้านมนุษยธรรมขนาดใหญ่ และเป็นหนึ่งในความท้าทายมากที่สุด ที่สหรัฐฯ เคยทำมา

 

อย่างไรก็ตาม บลิงเคนชี้ว่า กลุ่มตาลีบันจำเป็นต้องได้รับความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล โดยจะพิจารณาจากการรักษาสัญญาที่ให้ไว้เกี่ยวกับการปกป้องสิทธิของประชาชนอัฟกันทุกคนรวมถึงผู้หญิง และป้องกันไม่ให้กลุ่มก่อการร้ายตั้งฐานที่มั่นในประเทศ รวมทั้งอนุญาตให้ประชาชนสามารถเดินทางเข้า-ออกประเทศได้อย่างเสรี 

 

นอกจากนี้สหรัฐฯ จะโอนย้ายภารกิจทางการทูตไปที่กรุงโดฮาของกาตาร์ เพื่อเดินหน้าความพยายามในการช่วยเหลือชาวอเมริกันและอพยพชาวอัฟกันที่มีหนังสือเดินทางสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถานต่อไป ซึ่งล่าสุดคาดว่า ยังมีกลุ่มชาวอเมริกันที่ติดค้างอยู่ในอัฟกานิสถานอีกราว 100-200 คน โดยรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเร่งหารือกับชาติพันธมิตรในการหาหนทางเพื่อให้ตาลีบันยอมเปิดสนามบินคาบูลอีกครั้งโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

สำหรับภารกิจอพยพพลเรือนและนักการทูตออกจากสนามบินคาบูลที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังการรุกคืบเข้ายึดครองอำนาจของตาลีบัน พบว่า จนถึงเที่ยวบินสุดท้ายสามารถอพยพพลเรือนได้มากกว่า 123,000 คน ในจำนวนนี้เป็นพลเรือนอเมริกันกว่า 6,000 คน 

 

ภาพ: Photo by U.S. Central Command via Getty Images

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ เสร็จสิ้นการถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน หลังเที่ยวบินสุดท้ายเดินทางออกจากสนามบินคาบูล ยุติ 20 ปีแห่งสงครามอย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไบเดนร่วมไว้อาลัยทหารอเมริกัน 13 นาย หลังเสียชีวิตจากเหตุระเบิดในกรุงคาบูล อัฟกานิสถาน https://thestandard.co/joe-biden-commemorate-to-american-soldiers/ Mon, 30 Aug 2021 03:18:29 +0000 https://thestandard.co/?p=530666 Joe Biden commemorate to american soldiers

วานนี้ (29 สิงหาคม) โจ ไบเดน และ จิลล์ ไบเดน ประธานาธิบ […]

The post ไบเดนร่วมไว้อาลัยทหารอเมริกัน 13 นาย หลังเสียชีวิตจากเหตุระเบิดในกรุงคาบูล อัฟกานิสถาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Joe Biden commemorate to american soldiers

วานนี้ (29 สิงหาคม) โจ ไบเดน และ จิลล์ ไบเดน ประธานาธิบดีและสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วย ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และคณะทำงานต่างร่วมไว้อาลัยให้แก่ทหารอเมริกัน 13 นาย หลังเสียชีวิตจากเหตุระเบิดใกล้กับสนามบินในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนที่ร่างของทหารหาญทั้งหมดจะเดินทางถึงแผ่นดินสหรัฐฯ ในที่สุด โดยทั้งหมดมีอายุระหว่าง 20-31 ปี

 

ไบเดนนับเป็นประธานาธิบดีคนที่ 4 ของสหรัฐฯในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ที่ต้องยืนร่วมไว้อาลัยให้แก่ทหารอเมริกันที่เสียชีวิตจากสงครามและความรุนแรงในอัฟกานิสถาน นับตั้งแต่กองทัพสหรัฐฯ เข้าไปทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ตั้งแต่ปี 2001 ภายหลังเหตุวินาศกรรม 9/11

 

ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า “ทหารหาญทั้ง 13 นายที่เสียชีวิตไปคือ วีรบุรุษที่เสียสละอย่างใหญ่หลวง เพื่ออุดมการณ์อเมริกันอันสูงสุดของพวกเรา และขณะเดียวกันก็ได้ช่วยชีวิตผู้อื่น

 

ความกล้าหาญและความเสียสละของพวกเขา ทำให้ผู้คนกว่า 117,000 คนที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย”

 

us army

us army

us army

us army

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

ภาพ: (1-3) Saul Loeb / AFP, (4) Tom Brenner / Reuters

อ้างอิง:

The post ไบเดนร่วมไว้อาลัยทหารอเมริกัน 13 นาย หลังเสียชีวิตจากเหตุระเบิดในกรุงคาบูล อัฟกานิสถาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตาลีบันเตรียมพร้อมยึดสนามบินคาบูล ดับความหวังอพยพ ขณะที่สหรัฐฯ เริ่มถอนทหารออก หวั่นก่อการร้ายโจมตีอีกระลอก https://thestandard.co/taliban-blocks-kabul-airport-to-most-as-foreign-airlifts-wane/ Sun, 29 Aug 2021 02:58:07 +0000 https://thestandard.co/?p=530394 ก่อการร้าย

ซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกกลุ่มตาลีบัน แถลงวานนี้ (28 ส […]

The post ตาลีบันเตรียมพร้อมยึดสนามบินคาบูล ดับความหวังอพยพ ขณะที่สหรัฐฯ เริ่มถอนทหารออก หวั่นก่อการร้ายโจมตีอีกระลอก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก่อการร้าย

ซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกกลุ่มตาลีบัน แถลงวานนี้ (28 สิงหาคม) อ้างว่ากลุ่มนักรบตาลีบันได้เข้ายึดพื้นที่บางส่วนในสนามบินกรุงคาบูลแล้ว พร้อมทั้งปิดล้อมสนามบินและเตรียมพร้อมเข้าควบคุมพื้นที่อย่างสันติทันทีที่กองทัพสหรัฐฯ และกองกำลังชาติตะวันตกถอนกำลังและบินออกนอกประเทศ

 

แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ เริ่มต้นถอนกำลังทหารออกจากสนามบินคาบูล แต่ยังคงตรึงกำลังควบคุมพื้นที่ในสนามบิน ท่ามกลางความพยายามอพยพพลเรือนออกจากอัฟกานิสถานในช่วงสุดท้ายก่อนครบกำหนดเส้นตายวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ซึ่ง จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปฏิเสธว่ากลุ่มตาลีบันยังไม่ได้เข้าคุมพื้นที่ส่วนใดด้านในสนามบิน

 

ล่าสุด กลุ่มตาลีบันได้เสริมกองกำลังและเพิ่มด่านตรวจบนถนนสายต่างๆ เพื่อควบคุมสถานการณ์นอกสนามบิน และป้องกันฝูงชนจำนวนมากที่ต้องการอพยพไม่ให้รวมตัวกัน เพื่อป้องกันเหตุโจมตีที่อาจเกิดขึ้น หลังจากเมื่อวันพฤหัสบดี (26 สิงหาคม) ที่ผ่านมา เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายและกราดยิงโดยฝีมือสมาชิกกลุ่มไอซิส-เค ที่แฝงตัวมากับฝูงชน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไปอย่างน้อย 175 คน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นพลเรือนอัฟกันที่รออพยพ รวมถึงทหารอเมริกัน 13 นาย 

 

ด้านกองกำลังชาติตะวันตกหลายประเทศได้ทยอยยุติภารกิจอพยพพลเรือนออกจากอัฟกานิสถานแล้ว ซึ่งเมื่อวานนี้เที่ยวบินอพยพพลเรือนเที่ยวสุดท้ายของสหราชอาณาจักรได้เดินทางออกจากสนามบินคาบูล ขณะที่ บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ให้คำมั่นว่าจะยังคงหาทางช่วยอพยพพลเรือนที่เสี่ยงอันตรายจากการปกครองของตาลีบันออกมาจากอัฟกานิสถานด้วยวิธีอื่น

 

ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ แถลงวานนี้ว่า สถานการณ์ภาคพื้นดินในอัฟกานิสถานยังคงอันตรายร้ายแรงและมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการโจมตีก่อการร้ายอีกระลอกในช่วง 24-36 ชั่วโมงข้างหน้า

 

ซึ่งไบเดนให้คำมั่นว่า กองทัพสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าการโจมตีทางอากาศ ถล่มเป้าหมายของกลุ่มไอซิส-เค อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เมื่อวานนี้ได้ส่งโดรนโจมตีเป้าหมายของไอซิส-เค ในพื้นที่จังหวัดนานกาฮาร์ ทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน และสังหารสมาชิกระดับสูงของไอซิส-เค ได้ 2 คน

 

“การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เราจะยังคงไล่ล่าบุคคลใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีที่ชั่วร้ายนั้น และทำให้พวกเขาต้องชดใช้” ไบเดนกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม โฆษกกลุ่มตาลีบันได้แถลงประณามการกระทำของสหรัฐฯ ที่ส่งโดรนโจมตีสมาชิกของไอซิส-เค โดยชี้ว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้น เป็นการโจมตีในดินแดนของอัฟกานิสถาน ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตุต่อท่าทีของตาลีบัน เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มตาลีบันนั้นได้ชื่อว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของกลุ่มไอซิส-เค

 

ภาพ: Photo by Haroon Sabawoon/Anadolu Agency via Getty Images

อ้างอิง:

The post ตาลีบันเตรียมพร้อมยึดสนามบินคาบูล ดับความหวังอพยพ ขณะที่สหรัฐฯ เริ่มถอนทหารออก หวั่นก่อการร้ายโจมตีอีกระลอก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปเหตุโจมตีที่สนามบินคาบูล เรารู้อะไรแล้วบ้าง https://thestandard.co/kabul-airport-attack-situation/ Fri, 27 Aug 2021 06:21:05 +0000 https://thestandard.co/?p=529829 สรุปเหตุโจมตีที่สนามบินคาบูล เรารู้อะไรแล้วบ้าง

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม เกิดเหตุระเบิดโจมตี 2 ครั้ง ที่ […]

The post สรุปเหตุโจมตีที่สนามบินคาบูล เรารู้อะไรแล้วบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปเหตุโจมตีที่สนามบินคาบูล เรารู้อะไรแล้วบ้าง
  • เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม เกิดเหตุระเบิดโจมตี 2 ครั้ง ที่ Abbey Gate สนามบินนานาชาติ ฮามิด การ์ไซในกรุงคาบูล และโรงแรมในละแวกใกล้เคียง โดย Abbey Gate เป็นเกตหลักของสนามบินที่มีกองกำลังสหรัฐฯ และอังกฤษประจำการอยู่ ซึ่งทั้งสองจุดเป็นบริเวณที่มีประชาชนจำนวนมากรวมตัวรออพยพไปต่างประเทศเพื่อลี้ภัย หลังกลุ่มตาลีบันยึดอำนาจและเตรียมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ปกครองอัฟกานิสถาน

  

  • มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 90 ราย และบาดเจ็บกว่า 150 ราย ซึ่งประกอบด้วยชาวอัฟกันและกองกำลังต่างชาติ โดยโฆษกกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ เผยว่า มีเจ้าหน้าที่กองทัพเสียชีวิต 13 นาย จำนวนนี้เป็นทหารนาวิกโยธิน 10 นาย นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 18 นาย

 

  • ฝั่งตาลีบันเผยว่า กลุ่มชาวอัฟกันที่เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้มีสมาชิกตาลีบันรวมอยู่ด้วยอย่างน้อย 28 ราย

 

  • ทางการคาดว่าผู้อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุโจมตีครั้งนี้คือกลุ่ม ISIS-K หรือ ISIS-Khorasan ซึ่งเป็นสาขาย่อยของกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ที่เคลื่อนไหวอยู่ในอัฟกานิสถานและปากีสถาน โดยกลุ่มนี้มองตาลีบันและสหรัฐฯ เป็นศัตรูทั้งคู่

 

  • การโจมตีเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังรัฐบาลสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลียออกประกาศเตือนความเสี่ยงจากการก่อการร้าย และแนะนำให้พลเมืองของตนหลีกเลี่ยงการเดินทางหรือรวมตัวที่สนามบินในกรุงคาบูล

 

  • ก่อนหน้าตาลีบันยึดครองกรุงคาบูล เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับบทบาทของกลุ่ม ISIS-K ในช่วงการเปลี่ยนผ่านอำนาจในอัฟกานิสถาน โดยรายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ระบุว่า กลุ่ม ISIS-K ใช้ประโยชน์จากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองและความรุนแรงที่ขยายตัว ก่อเหตุโจมตีเป้าหมายโครงสร้างพื้นฐานในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน เพื่อสร้างความหวาดกลัวและตอกย้ำให้เห็นว่ารัฐบาลอัฟกานิสถานไม่มีความสามารถในการให้ความปลอดภัยที่ดีพอ   

 

  • หลังเหตุระเบิดเมื่อวานนี้ สหรัฐฯ เตือนว่าอาจมีการโจมตีตามมาอีก โดยเหล่าผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่ามีการเฝ้าระวังการโจมตีด้วยจรวดหรือระเบิดรถยนต์ที่สนามบิน

 

  • โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าจะตอบโต้ผู้ก่อการร้ายที่ทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต โดยระบุว่าจะไม่ให้อภัย และจะตามล่าเพื่อให้ชดใช้กับสิ่งที่ก่อ

 

  • การโจมตีเกิดขึ้นในช่วงที่นานาชาติกำลังเร่งอพยพพลเมืองออกจากอัฟกานิสถานภายในวันที่ 31 สิงหาคม ซึ่งเป็นเส้นตายที่กำหนดไว้ ขณะที่สหรัฐฯ ถูกกดดันจากหลายประเทศให้ขยายเส้นตายการถอนทหารออกไปจากเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่ตาลีบันคัดค้าน

 

  • อย่างไรก็ตาม เจน ซากี โฆษกทำเนียบขาว ยืนยันเมื่อวานนี้ (26 สิงหาคม) ว่า ณ เวลานี้ ไบเดนยังไม่ได้พิจารณาคงทหารไว้ในอัฟกานิสถานหลังเส้นตายวันที่ 31 สิงหาคม แม้ว่าจะเกิดเหตุโจมตีที่สนามบินคาบูลก็ตาม เนื่องจากประธานาธิบดียังคงเชื่อว่าทหารสหรัฐฯ ทั้งหมดควรออกจากอัฟกานิสถานภายในสิ้นเดือนนี้ เพราะบรรดาผู้บัญชาการกองทัพแนะนำว่าจะดีที่สุดสำหรับสหรัฐฯ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

  • ทูตองค์การ NATO เผยกับ Reuters ว่า กองกำลังต่างชาติทั้งหมดที่อยู่ในอัฟกานิสถานเวลานี้ล้วนมีเป้าหมายที่จะอพยพพลเมืองของตนออกจากอัฟกานิสถานภายในวันที่ 30 สิงหาคม รวมทั้งเจ้าหน้าที่สถานทูตด้วย

 

  • ข้อมูลเผยว่า เวลานี้มีพลเมืองอเมริกันอยู่ในอัฟกานิสถานราว 1,500 คน ส่วนสหราชอาณาจักรมีพลเมืองอยู่ราว 400 คน ขณะที่เยอรมนีมีพลเมืองประมาณ 200 คนอยู่ในกรุงคาบูล

 

  • ความสูญเสียที่เกิดขึ้นทำให้สหรัฐฯ ถูกวิจารณ์ว่าตัดสินใจผิดพลาดที่พึ่งพาตาลีบันในการรักษาความปลอดภัยบริเวณสนามบินคาบูลมากจนเกินไป อย่างไรก็ตาม ไบเดนโต้แย้งว่านี่ไม่ใช่เรื่องของความไว้ใจ แต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตนซึ่งกันและกัน พร้อมยืนยันว่าจนถึงขณะนี้เขายังไม่ได้รับหลักฐานว่ามีการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างตาลีบันกับ ISIS ในการก่อเหตุครั้งนี้

 

  • กับคำถามว่า ทำไมสหรัฐฯ ควรให้ความสนใจกับสิ่งที่ตาลีบันต้องการ ในเมื่อยังไม่มีการยอมรับหรือรับรองรัฐบาลใหม่อย่างถูกกฎหมาย แอนโทนี บลินเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ตอบว่า ตอนนี้ตาลีบันควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ รวมถึงกรุงคาบูล ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ มันเป็นสิ่งสำคัญที่สหรัฐฯ จะทำงานร่วมกับพวกเขาเพื่ออำนวยความสะดวกในการอพยพประชาชนออกจากที่นั่น นอกจากนี้ เขายังเผยด้วยว่าสหรัฐฯ ยังคงเจรจากับตาลีบันถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ภายหลังสหรัฐฯ ถอนทหารออกไปจนหมดแล้ว โดยหวังที่จะแก้ไขความขัดแย้งในอัฟกานิสถานอย่างสันติวิธี  

 

ภาพ: Reuters

 

อ้างอิง:

The post สรุปเหตุโจมตีที่สนามบินคาบูล เรารู้อะไรแล้วบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไบเดนประกาศ ‘ตามล่า’ ผู้ก่อเหตุโจมตีสนามบินคาบูล ล่าสุดมีเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ เสียชีวิต 13 นาย https://thestandard.co/joe-biden-announced-hunt-down-kabul-airport-terrorist/ Fri, 27 Aug 2021 03:23:19 +0000 https://thestandard.co/?p=529707 สนามบินคาบูล

ทางการสหรัฐฯ และอัฟกานิสถานยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว […]

The post ไบเดนประกาศ ‘ตามล่า’ ผู้ก่อเหตุโจมตีสนามบินคาบูล ล่าสุดมีเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ เสียชีวิต 13 นาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สนามบินคาบูล

ทางการสหรัฐฯ และอัฟกานิสถานยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 60 รายจากเหตุระเบิดโจมตี 2 ครั้งที่เกิดขึ้นที่ Abbey Gate ใกล้ท่าอากาศยานนานาชาติฮามิดคาร์ไซในกรุงคาบูล และโรงแรมใกล้เคียง โดย Abbey Gate เป็นจุดที่กองกำลังสหรัฐฯ และอังกฤษประจำการอยู่ และทั้งสองจุดเป็นบริเวณที่มีประชาชนจำนวนมากมารอยื่นเอกสารเพื่อขออพยพไปต่างประเทศ

 

โฆษกกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ เผยว่า มีเจ้าหน้าที่กองทัพเสียชีวิต 13 นายจากเหตุโจมตีครั้งนี้ และมีผู้บาดเจ็บ 18 นาย ขณะที่ พันตรี จิม สเตนเจอร์ โฆษกเหล่านาวิกโยธินสหรัฐฯ ระบุว่า ในบรรดาเจ้าหน้าที่อเมริกันที่เสียชีวิตนั้น มีทหารนาวิกโยธินรวมอยู่ด้วย 10 นาย 

 

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขอัฟกานิสถานเผยว่า มีชาวอัฟกันเสียชีวิตจากการโจมตีใกล้สนามบินแล้วกว่า 60 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 140 ราย 

 

ด้าน โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศจากทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่าจะตอบโต้ผู้ก่อการร้ายที่ทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต พร้อมสดุดีบรรดาวีรบุรุษที่ปฏิบัติหน้าที่จนถึงวาระสุดท้าย 

 

“สำหรับผู้ที่ก่อเหตุโจมตี เช่นเดียวกับใครก็ตามที่หวังจะทำร้ายอเมริกา จงรู้ไว้ว่าเราจะไม่ให้อภัย เราจะตามล่าพวกคุณ และทำให้คุณชดใช้”

 

สำหรับผู้ที่ก่อเหตุโจมตีครั้งนี้ ทางการคาดว่าอาจเป็นฝีมือกลุ่ม ISIS-K หรือ ISIS-Khorasan ซึ่งเป็นสาขาของกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ที่เคลื่อนไหวอยู่ในอัฟกานิสถานและปากีสถาน ซึ่งกลุ่มนี้มองตาลีบันและสหรัฐฯ เป็นศัตรูทั้งคู่

 

ทั้งนี้ ประเทศต่างๆ พยายามเร่งอพยพพลเมืองภายในวันที่ 31 สิงหาคม ซึ่งเป็นเส้นตายที่กำหนดไว้ ขณะที่สหรัฐฯ ถูกหลายประเทศกดดันให้ขยายเส้นตายการถอนทหารออกไปจากเดิม แต่ตาลีบันคัดค้านแผนดังกล่าว โดยเวลานี้ยังมีประชาชนอีกหลายพันคนที่รออยู่ภายในและด้านนอกสนามบิน พร้อมกับความหวังอันริบหรี่ว่าจะได้เดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ หลังกลุ่มตาลีบันบุกยึดกรุงคาบูล และเตรียมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ปกครองประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม เจน ซากี โฆษกทำเนียบขาว ยืนยันเมื่อวานนี้ว่า ณ เวลานี้ ไบเดนยังไม่ได้พิจารณาคงทหารไว้ในอัฟกานิสถานหลังเส้นตายวันที่ 31 สิงหาคม แม้ว่าจะเกิดเหตุโจมตีใกล้กับสนามบินคาบูลขึ้นก็ตาม

 

ซากีระบุว่า ประธานาธิบดียังคงเชื่อว่า ทหารสหรัฐฯ ทั้งหมดควรออกจากอัฟกานิสถานภายในสิ้นเดือนนี้ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่บรรดาผู้บัญชาการกองทัพแนะนำว่าจะดีที่สุดสำหรับสหรัฐฯ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

“ท่านประธานาธิบดีทำตามคำแนะนำของเหล่าผู้บัญชาการทหาร และพวกเขายังคงเชื่อว่าจำเป็นที่จะออกจากอัฟกานิสถานภายในวันที่ 31 สิงหาคม นั่นเป็นคำแนะนำของพวกเขา” ซากีกล่าว

 

ภาพ: AFP

อ้างอิง:

The post ไบเดนประกาศ ‘ตามล่า’ ผู้ก่อเหตุโจมตีสนามบินคาบูล ล่าสุดมีเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ เสียชีวิต 13 นาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
BREAKING: เกิดเหตุระเบิดนอกสนามบินกรุงคาบูล มีผู้เสียชีวิต แต่ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน https://thestandard.co/breaking-kabul-airport-outside-explosion/ Fri, 27 Aug 2021 00:45:18 +0000 https://thestandard.co/?p=529670 BREAKING_NEWS

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ยืนยันว่ามีเหตุระเบิดเ […]

The post BREAKING: เกิดเหตุระเบิดนอกสนามบินกรุงคาบูล มีผู้เสียชีวิต แต่ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
BREAKING_NEWS

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ยืนยันว่ามีเหตุระเบิดเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้งใกล้กับสนามบินนานาชาติฮามิด การ์ไซ ในกรุงคาบูลของอัฟกานิสถานในวันนี้ โดยครั้งแรกเกิดขึ้นใกล้กับประตู Abbey Gate ซึ่งเป็นจุดที่ประชาชนจำนวนมากรอการอพยพออกจากประเทศ ส่วนอีกครั้งเกิดขึ้นใกล้กับโรงแรมบารอน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Abbey Gate

 

เพนตากอนยืนยันว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเป็น ‘การโจมตีที่ซับซ้อน’ ส่งผลให้มีพลเมืองจำนวนหนึ่งเสียชีวิต แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันตัวเลขที่ชัดเจน

 

ด้านโฆษกทำเนียบนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรบนดาวนิงสตรีท เผยกับสำนักข่าว CNN ว่า นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน จะประชุมด่วนเพื่อฟังสรุปสถานการณ์และสิ่งที่เกิดขึ้น

 

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ได้ออกประกาศเตือนให้พลเมืองของตนหลีกเลี่ยงการไปรวมตัวที่สนามบินนานาชาติฮามิด การ์ไซ เนื่องจากหวั่นเกรงว่าจะเกิดการโจมตีโดยผู้ก่อการร้าย

 

ทั้งนี้ ประเทศต่างๆ พยายามเร่งอพยพพลเมืองภายในวันที่ 31 สิงหาคม ซึ่งเป็นเส้นตายที่กำหนดไว้ ขณะที่สหรัฐฯ ถูกหลายประเทศกดดันให้ขยายเส้นตายการถอนทหารออกไปจากเดิม แต่ตาลีบันคัดค้านแผนดังกล่าว โดยเวลานี้ยังมีประชาชนอีกหลายพันคนที่รออยู่ภายในและด้านนอกสนามบิน พร้อมกับความหวังอันริบหรี่ว่าจะได้เดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ หลังกลุ่มตาลีบันบุกยึดกรุงคาบูลและเตรียมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ปกครองประเทศ

 

อ้างอิง:

The post BREAKING: เกิดเหตุระเบิดนอกสนามบินกรุงคาบูล มีผู้เสียชีวิต แต่ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-อังกฤษ เตือนการก่อการร้ายที่สนามบินคาบูล แนะพลเมืองเดินทางไปที่ปลอดภัย เลี่ยงรวมตัวรออพยพ https://thestandard.co/united-states-and-england-warned-terrorism-in-kabul-airport/ Thu, 26 Aug 2021 03:51:30 +0000 https://thestandard.co/?p=529253 สหรัฐฯ-อังกฤษ เตือนการก่อการร้ายที่สนามบินคาบูล แนะพลเมืองเดินทางไปที่ปลอดภัย เลี่ยงรวมตัวรออพยพ

หลายประเทศออกประกาศเตือนความเสี่ยงจากการก่อการร้ายในระด […]

The post สหรัฐฯ-อังกฤษ เตือนการก่อการร้ายที่สนามบินคาบูล แนะพลเมืองเดินทางไปที่ปลอดภัย เลี่ยงรวมตัวรออพยพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-อังกฤษ เตือนการก่อการร้ายที่สนามบินคาบูล แนะพลเมืองเดินทางไปที่ปลอดภัย เลี่ยงรวมตัวรออพยพ

หลายประเทศออกประกาศเตือนความเสี่ยงจากการก่อการร้ายในระดับสูงที่สนามบินในกรุงคาบูล พร้อมแนะนำให้พลเมืองเลี่ยงการเดินทางไปยังสนามบินเพื่อรอการอพยพ หลังกลุ่มตาลีบันได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลอัฟกานิสถานจนสร้างความแตกตื่นและมีมวลชนต้องการอพยพหนี 

 

ทางการสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ออกคำเตือนไปยังพลเมืองของพวกเขา พร้อมแนะนำให้ผู้ที่รออยู่นอกสนามบินนานาชาติฮามิด การ์ไซในเวลานี้ ให้ออกจากบริเวณดังกล่าวทันที

 

วันนี้ (26 สิงหาคม) มาริส เพย์น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลีย ระบุว่าเวลานี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดการโจมตีโดยผู้ก่อการร้าย เช่นเดียวกับกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่ออกประกาศเตือนหลายชั่วโมงก่อนหน้าว่า ผู้ที่รออพยพที่ประตู Abbey Gate, East Gate หรือ North Gate ของสนามบินอยู่ในเวลานี้ ให้ออกไปจากที่นั่นทันที

 

ขณะที่สหราชอาณาจักรออกประกาศขอให้ประชาชนเดินทางไปยังสถานที่ปลอดภัยและรอประกาศเพิ่มเติม   

 

หลังตาลีบันยึดกรุงคาบูลได้สำเร็จ นานาชาติได้อพยพพลเมืองของพวกเขา รวมทั้งชาวอัฟกันบางส่วนที่ต้องการลี้ภัยในต่างประเทศ โดยช่วง 10 วันที่ผ่านมา มีการอพยพประชาชนออกจากสนามบินด้วยเครื่องบินแล้วกว่า 82,000 คน

 

ทั้งนี้ ประเทศต่างๆ พยายามเร่งอพยพพลเมืองภายในวันที่ 31 สิงหาคม ซึ่งเป็นเส้นตายที่กำหนดไว้ ขณะที่สหรัฐฯ ถูกหลายประเทศกดดันให้ขยายเส้นตายการถอนทหารออกไปจากเดิม แต่ตาลีบันคัดค้านแผนดังกล่าว โดยเวลานี้ยังมีประชาชนอีกหลายพันคนที่รออยู่ภายในและด้านนอกสนามบิน พร้อมกับความหวังอันริบหรี่ว่าจะได้เดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ 

 

อย่างไรก็ตาม แอนโทนี บลินเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เปิดเผยว่าตาลีบันอนุญาตให้ชาวต่างชาติและชาวอัฟกันสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้หลังวันที่ 31 สิงหาคม  

 

ภาพ: Anna Moneymaker / Getty Images

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ-อังกฤษ เตือนการก่อการร้ายที่สนามบินคาบูล แนะพลเมืองเดินทางไปที่ปลอดภัย เลี่ยงรวมตัวรออพยพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพสหรัฐฯ ยอมรับ พบชิ้นส่วนมนุษย์ติดอยู่กับเครื่องบินที่เดินทางมาจากกรุงคาบูล https://thestandard.co/usa-army-admitted-human-remains-found-plane-arriving-from-kabul/ Wed, 18 Aug 2021 05:36:47 +0000 https://thestandard.co/?p=526307 US Army

วานนี้ (17 สิงหาคม) กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกายอมรับ ตรวจพ […]

The post กองทัพสหรัฐฯ ยอมรับ พบชิ้นส่วนมนุษย์ติดอยู่กับเครื่องบินที่เดินทางมาจากกรุงคาบูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
US Army

วานนี้ (17 สิงหาคม) กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกายอมรับ ตรวจพบชิ้นส่วนมนุษย์ติดอยู่บริเวณฟันเฟืองและช่วงล้อของเครื่องบินเคลื่อนย้ายที่เดินทางมาจากสนามบินนานาชาติฮามิด การ์ไซ ในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน เบื้องต้นยังไม่มีการเปิดเผยจำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่ชัด กองทัพเผยเร่งสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

 

ภาพของประชาชนชาวอัฟกันที่แน่นขนัด ประกอบกับความโกลาหลที่เกิดขึ้นภายในสนามบินในกรุงคาบูลได้รับการเผยแพร่ในโลกอินเทอร์เน็ตอย่างมากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนมากต่างวิ่งกรูตามเครื่องบิน บางรายถึงกับยอมเสี่ยงอันตราย ปีนป่ายและเกาะภายนอกตัวเครื่อง หวังเดินทางออกจากประเทศอัฟกานิสถานโดยเร็วที่สุด จนเป็นเหตุให้มีการพลัดตกจากตัวเครื่อง โดยกองทัพสหรัฐฯ ขนย้ายผู้คนเต็มความจุของห้องโดยสารไปแล้วราว 3,200 ราย ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา 

 

หลายฝ่ายมองว่าประเด็นด้านชีวิตความเป็นอยู่และความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กในอัฟกานิสถานต่อจากนี้อยู่ในภาวะน่าเป็นกังวล หลังจากรัฐบาลอัฟกันถูกโค่นล้ม กลุ่มตาลีบันเข้ายึดอำนาจและเตรียมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ นับเป็นการกลับขึ้นสู่อำนาจอีกครั้งในรอบ 2 ทศวรรษของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธกลุ่มนี้ 

 

ขณะที่ทางด้านรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็กำลังพิจารณาถึงแนวทางและความเป็นไปได้ในการส่งมอบความช่วยเหลือให้กับชาวอัฟกัน โดยไบเดนได้ทวีตข้อความผ่านบัญชีทวิตเตอร์ (@POTUS) ระบุว่า 

 

“เราเดินทางไปยังอัฟกานิสถานเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนคือ จัดการกับกลุ่มผู้ลงมือก่อเหตุวินาศกรรม 9/11 เมื่อ 11 กันยายน 2001 และสร้างหลักประกันว่ากลุ่มอัลกออิดะห์จะไม่สามารถใช้อัฟกานิสถานเป็นฐานทัพในการโจมตีสหรัฐฯ ได้อีก เราทำสิ่งนั้นสำเร็จแล้วเมื่อทศวรรษที่ผ่านมา ภารกิจของเราไม่ควรจะเป็นการสร้างชาติ”

 

โดยก่อนหน้านี้ทางการสหรัฐฯ กำหนดเดดไลน์ถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถานภายใน 31 สิงหาคมนี้ 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

ภาพ: Lin Yen Ting / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post กองทัพสหรัฐฯ ยอมรับ พบชิ้นส่วนมนุษย์ติดอยู่กับเครื่องบินที่เดินทางมาจากกรุงคาบูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วินาทีหนีตาย ชาวอัฟกันวิ่งกรูตามเครื่องบิน หวังอพยพออกนอกประเทศ https://thestandard.co/afghans-run-after-plane-hope-to-migrate-out/ Tue, 17 Aug 2021 11:45:10 +0000 https://thestandard.co/?p=526116 War in Afghanistan

นี่คือวินาทีหนีตายของผู้คนในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกา […]

The post ชมคลิป: วินาทีหนีตาย ชาวอัฟกันวิ่งกรูตามเครื่องบิน หวังอพยพออกนอกประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
War in Afghanistan

นี่คือวินาทีหนีตายของผู้คนในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน ที่ต่างมารวมตัวกันที่สนามบินนานาชาติฮามิด การ์ไซ โดยหวังว่าจะเดินทางออกนอกประเทศโดยเร็วที่สุด หลังจากกองกำลังตาลีบันยึดเมืองหลวงและทำเนียบประธานาธิบดีได้สำเร็จ ผู้คนจำนวนมากต่างวิ่งกรูตามเครื่องบิน บางรายยอมเสี่ยงอันตราย ปีนป่ายและเกาะอยู่ภายนอกตัวเครื่อง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วจำนวนหนึ่งขณะอพยพ

 

ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/

 

เสียงบรรยาย: พลวุฒิ สงสกุล

ตัดต่อ: วชิระ มากทรัพย์

The post ชมคลิป: วินาทีหนีตาย ชาวอัฟกันวิ่งกรูตามเครื่องบิน หวังอพยพออกนอกประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าเงินอัฟกานีร่วงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลังกลุ่มตาลีบันเข้ายึดครอง-ผู้ว่าธนาคารกลางหนีออกนอกประเทศ https://thestandard.co/afghani-currency-hit-lowest-in-history/ Tue, 17 Aug 2021 10:43:17 +0000 https://thestandard.co/?p=526073 ค่าเงินอัฟกานีร่วงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

กรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน เผชิญความวุ่นวายครั้ง […]

The post ค่าเงินอัฟกานีร่วงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลังกลุ่มตาลีบันเข้ายึดครอง-ผู้ว่าธนาคารกลางหนีออกนอกประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าเงินอัฟกานีร่วงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

กรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน เผชิญความวุ่นวายครั้งใหญ่หลังกองกำลังติดอาวุธตาลีบันเข้ายึดพร้อมประกาศชัยชนะเหนือรัฐบาลอัฟกัน เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนสะท้อนผ่านค่าเงินอัฟกานีที่ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

 

โดยค่าเงินอัฟกานีในวันนี้ (17 สิงหาคม) ร่วงลงสู่ระดับ 83.5013 อัฟกานีต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นการร่วงลงต่อเนื่องติดกันวันที่ 4 ในขณะที่ Ajmal Ahmady ผู้ว่าการธนาคารกลางอัฟกานิสถานได้หลบหนีออกนอกประเทศ หลังจากที่กลุ่มตาลีบันเข้าทำการยึดเมืองหลวงอย่างรวดเร็วจนประสบความสำเร็จ

 

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Ajmal Ahmady ได้หลบหนีด้วยการขึ้นเครื่องบินทหารที่สนามบิน ในขณะที่ประชาชนหลายพันคนต่างดิ้นรนที่จะหาทางหนีออกนอกประเทศเช่นเดียวกัน 

 

นอกจากนี้ Ajmal Ahmady ยังได้ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวด้วยว่า เครื่องบินลำที่เขาขึ้นไปมีผู้โดยสารมากกว่า 300 คน แม้ว่าจะยังไม่มีนักบินหรือแม้แต่เชื้อเพลิงเลยก็ตาม ขณะเดียวกันเขายังระบุว่า เหตุการณ์ไม่ควรลงเอยเช่นนี้ และเขารู้สึกผิดหวังกับการรับมือของผู้นำอัฟกานิสถานที่หลบหนีออกนอกประเทศไปก่อนหน้าโดยไม่ส่งผ่านอำนาจหรือเตรียมแผนอพยพให้กับคนที่ยังอยู่ในประเทศ

 

“ค่าเงินพุ่งขึ้นจาก 81 อัฟกานีต่อดอลลาร์ขึ้นเกือบถึง 100 ก่อนจะย่อกลับมาที่ 86 อัฟกานีต่อดอลลาร์” Ajmal Ahmady ระบุในทวิตเตอร์

 

ความโกลาหลในอัฟกานิสถานยังได้ส่งผลกระทบต่อตลาดปากีสถานด้วย โดยพันธบัตรรัฐบาลสกุลดอลลาร์อายุ 10 ปีของปากีสถานปรับตัวลดลง 1.8 เซนต์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม

 

Abdul Kadir Hussain หัวหน้าฝ่ายบริหารตราสารหนี้ของ Arqaam Capital ระบุว่า นักลงทุนกำลังวิตกกังวลว่าทั่วโลกจะโดดเดี่ยวปากีสถานที่ให้การสนับสนุนกลุ่มตาลีบันหรือไม่

 

อ้างอิง:

The post ค่าเงินอัฟกานีร่วงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลังกลุ่มตาลีบันเข้ายึดครอง-ผู้ว่าธนาคารกลางหนีออกนอกประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาติตะวันตกส่งเที่ยวบินอพยพพลเรือนออกจากคาบูลอีกรอบ หลังเคลียร์ฝูงชนจากรันเวย์ ขณะที่ไบเดนป้องการตัดสินใจถอนทหาร อ้างกองทัพอัฟกันไม่มีใจจะสู้ https://thestandard.co/southern-country-sent-planes-to-pick-up-citizen-from-kabul/ Tue, 17 Aug 2021 09:00:40 +0000 https://thestandard.co/?p=525996 Reuters

สำนักข่าว Reuters รายงานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงช […]

The post ชาติตะวันตกส่งเที่ยวบินอพยพพลเรือนออกจากคาบูลอีกรอบ หลังเคลียร์ฝูงชนจากรันเวย์ ขณะที่ไบเดนป้องการตัดสินใจถอนทหาร อ้างกองทัพอัฟกันไม่มีใจจะสู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Reuters

สำนักข่าว Reuters รายงานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงชาติตะวันตก ภายในสนามบินฮามิด คาร์ไซ ในกรุงคาบูล ว่าเที่ยวบินอพยพของกองทัพชาติตะวันตกหลายเที่ยวบิน ได้กลับมาเริ่มปฏิบัติการอพยพนักการทูตและพลเรือนออกจากอัฟกานิสถานอีกครั้งตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ (17 สิงหาคม) หลังเจ้าหน้าที่สามารถเคลียร์ฝูงชนทั้งหมดออกไปจากลานบินและรันเวย์ของสนามบินที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพสหรัฐฯ ได้แล้ว

 

โดยเมื่อวานนี้ (16 สิงหาคม) ทางการสหรัฐฯ ตัดสินใจระงับเที่ยวบินอพยพนานหลายชั่วโมง หลังสถานการณ์ภายในสนามบินกรุงคาบูลเต็มไปด้วยความโกลาหล เนื่องจากฝูงชนจำนวนมากที่ตื่นตระหนกกับการยึดครองประเทศของกลุ่มตาลีบันพากันไปเฝ้ารอบริเวณลานบิน เพื่อหวังโดยสารเที่ยวบินอพยพออกจากอัฟกานิสถาน 

 

ขณะที่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากความโกลาหลที่เกิดขึ้นอย่างน้อย 7 คน ในจำนวนนี้มีหลายคนที่พยายามเกาะล้อเครื่องบินขณะบินขึ้น ก่อนร่วงลงมาเสียชีวิต ส่วนทางฝ่ายสหรัฐฯ มีทหารบาดเจ็บ 1 นาย

 

จอห์น เคอร์บี หัวหน้าโฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินกองทัพหลายลำไปยังสนามบินในกรุงคาบูลอีกครั้งตั้งแต่ช่วงเย็นวานนี้ หลังจากมั่นใจว่ากองทัพสามารถควบคุมสถานการณ์ในสนามบินไว้ได้ 

 

โดยตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา คาดว่ามีกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ ราว 3,000 นาย ประจำการอยู่ในสนามบินเพื่อช่วยเหลือในการอพยพ และกองทัพสหรัฐฯ ยังเตรียมส่งทหารไปเพิ่มอีกราว 1,000 นาย เพื่อช่วยเฝ้าระวังความปลอดภัย ขณะที่คาดว่าในช่วงปลายสัปดาห์นี้จะมีกำลังทหารสหรัฐฯ ประจำการอยู่ในสนามบินกรุงคาบูล ราว 6,000 นาย เพื่อควบคุมความปลอดภัยและช่วยเหลืออพยพ

 

ด้าน รอส วิลสัน เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงคาบูล โพสต์ทวิตเตอร์ปฏิเสธข่าวลือที่ว่าตัวเขาและเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ ได้หนีออกจากอัฟกานิสถานแล้ว โดยยืนยันว่ายังอยู่ในคาบูล เพื่อช่วยเหลืออพยพพลเรือนอเมริกันและชาวอัฟกานิสถานที่ทำงานให้สหรัฐฯ รวมมากกว่า 1,000 คน 

 

ส่วนประเทศอื่นๆ พบว่าฝรั่งเศสและเยอรมนีได้ส่งเครื่องบินกองทัพเร่งอพยพนักการทูตและพลเรือน เช่นเดียวกับอังกฤษที่ส่งกำลังทหารอีก 200 นายไปยังคาบูลเพื่อช่วยเหลือในการอพยพ

 

ทางด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ได้แถลงท่าทีต่อสถานการณ์ในอัฟกานิสถานเป็นครั้งแรกเมื่อวานนี้ โดยยอมรับว่าการล่มสลายของรัฐบาลอัฟกานิสถานนั้นรวดเร็วมากกว่าที่สหรัฐฯ คาดคิดไว้ และปกป้องการตัดสินใจถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถาน ยุติการทำสงครามที่ยาวนานกว่า 20 ปี โดยชี้ว่าไม่เคยมีช่วงเวลาที่เหมาะสมในการถอนทหาร 

 

“ผมยืนหยัดอย่างหนักแน่นต่อการตัดสินใจของผม หลังจาก 20 ปี ผมได้เรียนรู้ด้วยความยากลำบาก ว่าไม่เคยมีช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะถอนทหารสหรัฐฯ” ไบเดนกล่าว พร้อมชี้ว่าภารกิจในอัฟกานิสถานไม่ใช่การสร้างชาติ และยืนยันว่าปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายจะยังคงดำเนินต่อไป 

 

ขณะที่ไบเดนกล่าวถึงความพ่ายแพ้ของผู้นำรัฐบาลและกองทัพอัฟกานิสถานที่ได้รับการฝึกฝนและสนับสนุนจากวอชิงตัน แต่กลับหนีและไม่ยืนหยัดต่อสู้กับกลุ่มตาลีบันที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ด้อยกว่า โดยระบุว่ากองทัพอัฟกานิสถานนั้นไม่มีใจที่จะต่อสู้เพื่ออนาคตของตัวเอง

 

“เราให้ทุกโอกาสแก่พวกเขาในการกำหนดอนาคตของตัวเอง เราไม่สามารถให้เจตจำนงในการต่อสู้เพื่ออนาคตแก่พวกเขาได้” เขากล่าว

 

สำหรับภารกิจอพยพนักการทูตและพลเรือนของสหรัฐฯ นั้น ไบเดนประกาศว่า ประชาชนอเมริกันและชาวอัฟกานิสถานที่ทำงานกับกองทัพสหรัฐฯ รวมหลายพันคน จะได้รับการอพยพในอีกไม่กี่วันข้างหน้า พร้อมทั้งเตือนการตอบโต้อย่างรุนแรง หากกลุ่มตาลีบันทำการโจมตีเพื่อขัดขวางการอพยพ

 

ภาพ: Photo by Hauke-Christian Dittrich / picture alliance via Getty Images

อ้างอิง: 

The post ชาติตะวันตกส่งเที่ยวบินอพยพพลเรือนออกจากคาบูลอีกรอบ หลังเคลียร์ฝูงชนจากรันเวย์ ขณะที่ไบเดนป้องการตัดสินใจถอนทหาร อ้างกองทัพอัฟกันไม่มีใจจะสู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิกฤตอัฟกานิสถานเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลังตาลีบันยึดกรุงคาบูล ประธานาธิบดีลี้ภัย https://thestandard.co/afghanistan-crisis-situation-explain/ Mon, 16 Aug 2021 13:27:27 +0000 https://thestandard.co/?p=525753

นี่คือภาพรวมวิกฤตอัฟกานิสถานที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ หล […]

The post ชมคลิป: วิกฤตอัฟกานิสถานเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลังตาลีบันยึดกรุงคาบูล ประธานาธิบดีลี้ภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>

นี่คือภาพรวมวิกฤตอัฟกานิสถานที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ หลังจากที่กองกำลังติดอาวุธตาลีบันกระชับพื้นที่สำคัญ ก่อนบุกยึดกรุงคาบูล เมืองหลวงของประเทศ และยึดทำเนียบประธานาธิบดีได้สำเร็จ หลังสหรัฐฯ ถอนกำลังทางทหารออกไปจากประเทศนี้ ขณะที่ประธานาธิบดีอัชราฟ กานี ตัดสินใจลี้ภัยทางการเมือง หลังการเจรจาเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติประสบความล้มเหลว อัฟกานิสถานตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มตาลีบันอีกครั้ง ท่ามกลางสงครามกลางเมืองและความขัดแย้งที่ไม่มีทีท่าสิ้นสุด หลังชาติตะวันตกส่งกองกำลังเข้าปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพมานาน 20 ปี

 

เสียงบรรยาย: ดิษยุตม์ ธนบุญชัย

ตัดต่อ: วชิระ มากทรัพย์

The post ชมคลิป: วิกฤตอัฟกานิสถานเกิดอะไรขึ้นบ้าง หลังตาลีบันยึดกรุงคาบูล ประธานาธิบดีลี้ภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มตาลีบันประชิดประตูทางเข้ากรุงคาบูลแล้ว ขณะที่ทั้งฝ่ายรัฐและตาลีบันส่งสัญญาณเจรจาเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติ https://thestandard.co/taliban-reaching-kabul-gate/ Sun, 15 Aug 2021 11:57:59 +0000 https://thestandard.co/?p=525331 กรุงคาบูล

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ตาลีบันเพิ่งจะสามารถยึดเมืองจาลาลา […]

The post กลุ่มตาลีบันประชิดประตูทางเข้ากรุงคาบูลแล้ว ขณะที่ทั้งฝ่ายรัฐและตาลีบันส่งสัญญาณเจรจาเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงคาบูล

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ตาลีบันเพิ่งจะสามารถยึดเมืองจาลาลาบัดทางตะวันออกของประเทศ และถือครองถนนสายสำคัญที่เชื่อมต่ออัฟกานิสถานกับปากีสถาน โดยมีรายงานว่าการเข้ายึดเมืองจาลาลาบัดดังกล่าวไม่มีการปะทะ เพราะทางผู้ว่าการเมืองได้ยอมจำนนต่อตาลีบัน ปรากฏว่ามีรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักตั้งแต่ราว 15.00 น. ที่ผ่านมา ระบุว่า กลุ่มตาลีบันอยู่ที่ประตูทางเข้า ‘กรุงคาบูล’ เมืองหลวงของอัฟกานิสถานแล้ว

 

ทั้งนี้ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของอัฟกานิสถานยืนยันว่า ตาลีบันยังอยู่บริเวณประตูที่เข้าสู่ตัวเมือง เขายังปรากฏตัวในวิดีโอที่แพร่ภาพผ่านสื่อท้องถิ่น ระบุว่าประชาชนชาวอัฟกันไม่ควรกังวล จะไม่มีการโจมตีเกิดขึ้นในเมือง และจะมีการส่งผ่านอำนาจอย่างสันติสู่รัฐบาลเปลี่ยนผ่าน ส่วนกลุ่มตาลีบันออกแถลงการณ์เช่นกันว่าได้สั่งให้นักรบของกลุ่มอยู่ที่ทางเข้าเมือง โดยอ้างอิงถึงความเสี่ยงต่อประชากรที่มีความหนาแน่น และบอกว่าความรับผิดชอบต่อความมั่นคงของเมืองยังคงเป็นของรัฐบาลอยู่ และยืนยันว่าการเจรจาเพื่อการถ่ายโอนอำนาจโดยสันติยังคงดำเนินต่อไป ส่วนทวีตจากสำนักงานประธานาธิบดีเมื่อเวลา 14.41 น. ที่ผ่านมา (ตามเวลาไทย) ระบุใจความว่า มีการยิงเป็นระยะในกรุงคาบูล, กรุงคาบูลไม่ถูกโจมตี, กองกำลังความมั่นคงของประเทศกำลังทำงานร่วมกับหุ้นส่วนในระดับนานาชาติเพื่อยืนยันถึงความปลอดภัยของเมือง และสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม

 

ขณะเดียวกันมีรายงานว่ามีประชาชนจำนวนมากกำลังหนีออกจากกรุงคาบูลโดยรถยนต์ ทำให้การจราจรหนาแน่น ซึ่งกลุ่มตาลีบันได้สั่งให้นักรบของกลุ่มระงับการก่อเหตุรุนแรง และอนุญาตให้มีทางที่ปลอดภัยสำหรับคนที่เลือกจะออกจากเมืองได้

 

ปฏิกิริยาจากนานาชาติในขณะนี้ BBC รายงานว่า คาดว่า บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร จะเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อหารือด่วนเกี่ยวกับสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน ส่วนกระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักรระบุว่า กำลังดำเนินการเพื่อปกป้องพลเมือง และนำอดีตผู้ปฏิบัติงานของสหราชอาณาจักรและผู้ที่มีสิทธิ์อื่นๆ ออกจากอัฟกานิสถาน ขณะ Al jazeera รายงานว่ารัสเซียกำลังทำงานร่วมกับประเทศอื่นในการจัดประชุมฉุกเฉินคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และสหรัฐอเมริกาเริ่มการอพยพนักการทูตจากสถานทูตในกรุงคาบูลแล้ว และมีรายงานก่อนหน้านี้ว่านักการทูตภายในสถานทูตสหรัฐฯ ได้เริ่มทำลายเอกสารที่มีความละเอียดอ่อนแล้วเช่นกัน ขณะที่ Reuters บอกว่าเจ้าหน้าที่การทูตของสหรัฐฯ ได้รับการอพยพโดยเฮลิคอปเตอร์เพื่อส่งไปยังสนามบิน และทีมผู้ปฏิบัติงานหลักของสหรัฐฯ กำลังทำงานจากสนามบินในกรุงคาบูล ขณะที่ผู้ปฏิบัติงานของสหภาพยุโรปถูกย้ายไปยังที่ปลอดภัย

 

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ (14 สิงหาคม) ประธานาธิบดีโจ ไบเดน อนุมัติให้กองทัพสหรัฐฯ ส่งทหารเพิ่มเติมอีก 1,000 นายไปยังอัฟกานิสถาน ซึ่งจะทำให้มีทหารอเมริกันถูกส่งไปรวมประมาณ 5,000 นาย เพื่อช่วยให้การถอนทหารสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรออกจากอัฟกานิสถานดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและปลอดภัย ไบเดนยังคงยึดมั่นในแผนการยุติปฏิบัติการทางทหารในอัฟกานิสถานภายใน 31 สิงหาคม โดยบอกว่าการดำรงอยู่ของชาวอเมริกันอย่างไม่รู้จบท่ามกลางสงครามของประเทศอื่นนั้นถือเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้สำหรับเขา

 

ภาพ: Sayed Khodaiberdi Sadat / Anadolu Agency via Getty Images 

อ้างอิง:

The post กลุ่มตาลีบันประชิดประตูทางเข้ากรุงคาบูลแล้ว ขณะที่ทั้งฝ่ายรัฐและตาลีบันส่งสัญญาณเจรจาเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติ appeared first on THE STANDARD.

]]>