JPMorgan Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/jpmorgan/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 12 May 2026 11:53:19 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 JPMorgan เตือนเศรษฐกิจโลกจ่อเข้าสู่ยุค ‘Inflation Shock’ หวั่นซ้ำรอยวิกฤตน้ำมันปี 1970 แนะลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์ กระจายความเสี่ยง รักษาความมั่งคั่ง https://thestandard.co/jpmorgan-inflation-shock-global-economy-commodities/ Tue, 12 May 2026 11:53:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1206436 ภาพปั๊มน้ำมัน สื่อถึงวิกฤตพลังงานและเงินเฟ้อกัดกินความมั่งคั่ง

นักวิจัยจาก JPMorgan เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกอาจกำลังก้าว […]

The post JPMorgan เตือนเศรษฐกิจโลกจ่อเข้าสู่ยุค ‘Inflation Shock’ หวั่นซ้ำรอยวิกฤตน้ำมันปี 1970 แนะลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์ กระจายความเสี่ยง รักษาความมั่งคั่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปั๊มน้ำมัน สื่อถึงวิกฤตพลังงานและเงินเฟ้อกัดกินความมั่งคั่ง

นักวิจัยจาก JPMorgan เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกอาจกำลังก้าวเข้าสู่ยุค ‘เงินเฟ้อใหม่’ ที่กัดกินความมั่งคั่งอย่างเงียบๆ โดยคาดการณ์ว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จะเติบโตเหนือเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และจะเกิดภาวะ ‘ช็อก’ จากเงินเฟ้อที่เป็นระลอกอย่างต่อเนื่อง

 

รายงานระบุถึงความเสี่ยงที่สถานการณ์อาจรุนแรงขึ้น จนซ้ำรอยวิกฤตเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันในปี 1970 ซึ่งในทศวรรษนั้นสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับเงินเฟ้อที่พุ่งสูงถึง 14% ในปี 1980 

 

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยมองว่าสถานการณ์ดังกล่าว มีโอกาสเกิดขึ้นค่อนข้างต่ำ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณในตลาดแรงงาน ที่สะท้อนว่าค่าจ้างกำลังปรับสูงขึ้นตามเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เคยจุดชนวนวิกฤตเงินเฟ้อในช่วงดังกล่าว

 

“ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจหลังยุคโควิด เราเชื่อว่าฐานของเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดโรคระบาด และความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นและพันธบัตรมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นในเชิงโครงสร้าง ทำให้การเผชิญกับคลื่นเงินเฟ้อเป็นระยะ อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่เราต้องยอมรับ”

 

ประเด็นเรื่องเงินเฟ้อกลับมาเป็นจุดสนใจของตลาดอีกครั้ง นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเปิดฉากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี และก่อให้เกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในตลาดน้ำมันโลก

 

ก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อเนื่องมาจากยุคโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงยาวนาน (sticky inflation) สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อรายปีที่ยังคงเคลื่อนไหวเหนือระดับ 3%

 

ทำให้นักลงทุนจับตารายงานเงินเฟ้อเดือนเมษายนอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่า ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ส่งผ่านผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจจริงมากน้อยแค่ไหน 

 

“บทเรียนที่น่ากังวลจากทศวรรษ 1970 และเป็นความเสี่ยงในปัจจุบัน คือ แรงกระแทกจากเงินเฟ้อ จะกลายเป็นเรื่องปกติอย่างรวดเร็ว หากเกิดขึ้นต่อเนื่องในระยะเวลาใกล้กัน”

 

สำหรับนักลงทุน ภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อถือเป็นความเสี่ยงสำคัญ ทำให้การจัดพอร์ตการลงทุน 60/40 แบบดั้งเดิม ที่เน้นให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้น 60% และพันธบัตร 40% อาจได้รับผลกระทบอย่างหนัก

 

JPMorgan จึงแนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity-linked assets) ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ เช่น หุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์, โครงสร้างพื้นฐาน และอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากสินทรัพย์เหล่านี้มักให้ผลตอบแทนที่ดีในช่วงที่เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น

 

นอกจากนี้ สถาบันการเงินอื่นๆ ใน Wall street ก็ได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยง ที่เงินเฟ้ออาจผันผวนต่อเนื่องอีกหลายปีข้างหน้าเช่นกัน

 

เมื่อปีที่ผ่านมา Charles Schwab มองว่า เงินเฟ้อจะปรับตัวขึ้นเป็นระยะๆ (rolling inflation) ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ดูดซับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของโดนัลด์ ทรัมป์

 

ด้าน BlackRock ในปี 2024 เคยออกมาเตือนว่า โลกอาจกำลังเข้าสู่ช่วง “รถไฟเหาะเงินเฟ้อ” ซึ่งเงินเฟ้อจะดีดกลับขึ้นเป็นช่วงๆ ก่อนจะทยอยชะลอลงในระยะยาว

 

ภาพ: Alones / Shutterstock 

 

อ้างอิง:

The post JPMorgan เตือนเศรษฐกิจโลกจ่อเข้าสู่ยุค ‘Inflation Shock’ หวั่นซ้ำรอยวิกฤตน้ำมันปี 1970 แนะลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์ กระจายความเสี่ยง รักษาความมั่งคั่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมตะวันออกกลางเดือด แต่ราคา ‘ทอง’ ไม่ขยับ? กูรูวิเคราะห์ตลาดกำลังตีความความเสี่ยงใหม่ https://thestandard.co/middle-east-conflict-gold-price-stagnant-risk-reinterpretation/ Sat, 09 May 2026 06:10:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1205423 ภาพกราฟิกแสดงราคาทองคำที่ไม่ขยับท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมข้อความ "ทำไมสงครามเดือด แต่ราคา ‘ทอง’ ไม่ขยับ? เมื่อตลาดกำลังตีความ ‘ความเสี่ยงใหม่’"

แม้ตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด แต่ราคาทองกลับไม่พุ่งตามแ […]

The post ทำไมตะวันออกกลางเดือด แต่ราคา ‘ทอง’ ไม่ขยับ? กูรูวิเคราะห์ตลาดกำลังตีความความเสี่ยงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงราคาทองคำที่ไม่ขยับท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมข้อความ "ทำไมสงครามเดือด แต่ราคา ‘ทอง’ ไม่ขยับ? เมื่อตลาดกำลังตีความ ‘ความเสี่ยงใหม่’"

แม้ตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด แต่ราคาทองกลับไม่พุ่งตามแรงคาดหวังในอดีต โดย YLG ชี้ว่าความต้องการทองโลกยังเร่งตัวแตะ 1,231 ตัน จากแรงซื้อสะสมทั้งทองแท่งและธนาคารกลาง ขณะที่ฝั่งเอเชียยังซื้อสวนทางตะวันตก ด้านฮั่วเซ่งเฮงมองว่า ‘ดอกเบี้ยสูง-ดอลลาร์แข็ง’ คือแรงกดหลัก ทำให้ทองถูกตีความใหม่จากสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นสินทรัพย์ที่ถูกกดดันจาก Real Yield

 

 
 

YLG ชี้แรงซื้อจากเอเชียยังแกร่ง สวนทางสหรัฐฯ เริ่มลด ETF ทองคำ

 

บทวิเคราะห์จาก YLG เผยว่า ไตรมาส 1/2569 ราคาทองคำโลกปรับตัวลดลง 16% จากจุดสูงสุด แต่ความต้องการกลับพุ่งแตะระดับ 1,231 ตัน มูลค่ารวมกว่า 1.93 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 74% ถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากสภาทองคำโลก (World Gold Council) แรงซื้อหลักมาจากทองคำแท่งและเหรียญที่เพิ่มขึ้น 42% แตะ 474 ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์

 

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าซื้อทองสุทธิต่อเนื่อง รวม 244 ตัน เพิ่มขึ้น 3% และเป็นการซื้อสุทธิติดต่อกัน 17 เดือน โดยเฉพาะ People’s Bank of China ที่อาศัยจังหวะราคาทองพักตัวเข้าซื้อเพิ่มอีก 8.1 ตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงกว่า 8 เท่า

 

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร YLG ระบุว่า จีนยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทองคำโลก โดยมีการซื้อทองคำในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นก็เพิ่มสัดส่วนการลงทุนทองอย่างมีนัยสำคัญ

 

ด้านแรงซื้อจากเอเชียยังคงแข็งแกร่ง สวนทางนักลงทุนสหรัฐฯ ที่เริ่มลดการถือครอง ETF ทอง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของ ตลาดทองคำโลก (Structural Turning Point) โดยนักลงทุนเอเชียยังมองทองคำในฐานะสินทรัพย์ ปลอดภัย Safe haven และเครื่องมือกระจายความเสี่ยงมากกว่ามุมมองผลตอบแทน ซึ่งเป็นแนวคิดที่อยู่กับวัฒนธรรมเอเชียมาหลายร้อยปี

 

ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินระดับโลกยังคงมุมมองเชิงบวก โดย Goldman Sachs คาดทองปีนี้ที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วน JPMorgan และ BNP Paribas มองกรอบ 6,250-6,300 ดอลลาร์ ขณะที่ Deutsche Bank ประเมินระยะยาวอาจแตะ 8,000 ดอลลาร์ภายใน 5 ปี จากกระแส de-dollarization และการสะสมทองของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังต่อเนื่อง

 

YLG ระบุเพิ่มเติมว่า แม้ราคาทองจะผันผวนระยะสั้นจากดอลลาร์แข็งและดอกเบี้ยสูง แต่แรงซื้อเชิงโครงสร้างยังไม่ชะลอ และกำลังเป็นฐานสำคัญของแนวโน้มราคาทองระยะยาวในอนาคต

 

‘ฮั่วเซ่งเฮง’ มองแรงกดดันเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยสูง และตลาดกำลังตีความ ‘ความเสี่ยงใหม่’

 

ด้านฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่า ภาพรวมของตลาดทองคำโลกสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอย่างยิ่ง กล่าวคือแม้โลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน

 

“โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่ทองคำกลับไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างที่นักลงทุนคุ้นเคยเหมือนในอดีต ตรงกันข้าม ทองคำกลับเผชิญแรงกดดันและเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนตัว สะท้อนให้เห็นว่ากลไกการตีความ ‘ความเสี่ยง’ ของตลาดการเงินโลกกำลังเปลี่ยนไป”

 

ตลาดทองคำโลกในช่วงเดือนที่ผ่านมาเริ่มสะท้อนภาพการลงทุนที่แตกต่างจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้ปรับตัวขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นที่เคยเกิดขึ้นในหลายวิกฤตก่อนหน้านี้

 

“ตรงกันข้าม ทองคำกลับเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยด้านเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า”

 

ข้อมูลจากต่างประเทศให้มุมมองว่า ตลาดกำลังตีความ ‘ความเสี่ยงใหม่’ โดยความตึงเครียดในตะวันออกกลางไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงปัจจัยหนุนการเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอีกต่อไป แต่กลับถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่ผลักดันราคา พลังงานและเงินเฟ้อให้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่อง นานกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้

 

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันที่แท้จริงต่อทองคำไม่ได้อยู่ที่ระดับดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่การปรับขึ้นของ Real Yield ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น เนื่องจากทองคำไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนโยกเงินไปยังพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

 

โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นตัวชี้นำต้นทุนทางการเงินในระบบ ขณะที่การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนในระยะนี้สะท้อนทั้งความกังวลด้านเงินเฟ้อและการคงนโยบายการเงินตึงตัวในระยะยาว มากกว่าการไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

 

ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดันทองคำ โดยการแข็งค่าของดอลลาร์ในรอบนี้มีลักษณะเป็นแรงหนุนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและท่าทีของนโยบายการเงินที่ตึงตัว ส่งผลให้ทองคำในสายตานักลงทุนต่างประเทศมีต้นทุนสูงขึ้น และแรงซื้อในตลาดโลกลดลง

 

ตลาดยังเทน้ำหนักท่าที Berkshire Hathaway

 

นอกจากนี้ ตลาดยังให้ความสนใจกับท่าทีของเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ (Berkshire Hathaway) บริษัทโฮลดิ้งยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งถือครองเงินสดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 3.97 แสนล้านดอลลาร์

 

โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนมุมมองที่ระมัดระวังต่อสินทรัพย์เสี่ยง ท่ามกลางสภาวะอัตราดอกเบี้ยสูงที่ยังเอื้อต่อการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

 

สำหรับพฤติกรรมของนักลงทุนในตลาดยังสะท้อนแรงกดดันต่อทองคำในเชิงโครงสร้าง เนื่องจากมีเงินทุนบางส่วนไหลออกจากกองทุน ETF ทองคำอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สถานะการลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สมีการปรับตัวลดลง

 

สะท้อนการลดน้ำหนักการถือครองทองคำในระยะสั้น โดยแรงขายดังกล่าวไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนการลดสัดส่วนการถือครองทองคำของนักลงทุน

 

ปรากฏการณ์ในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน บ่งชี้ว่า ความเสี่ยงจากสงครามไม่ได้หายไป แต่ถูก ‘ตีความใหม่’ ผ่านมุมมองของเงินเฟ้อและนโยบายการเงิน

 

โดยในรอบนี้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มีลักษณะเป็นแรงกระตุ้นเงินเฟ้อ (Inflation shock) มากกว่าจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย (Risk-off)

 

ความไม่แน่นอนในขณะนี้ส่งผลให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น นำไปสู่การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง ซึ่งสุดท้ายกลับเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ

 

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลงในระยะสั้น แต่มุมมองจากสถาบันการเงินและองค์กรระดับโลกยังคงเห็นตรงกันว่าแนวโน้มระยะยาวของทองคำยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง โดยรายงานจาก World Gold Council ระบุว่า ความต้องการทองคำในตลาดโลกยังคงแข็งแกร่ง

 

โดยเฉพาะการเข้าซื้อของธนาคารกลางหลายประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ

 

ขณะที่ J.P. Morgan ให้มุมมองว่า แม้ทองคำจะเผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจากนโยบายการเงินที่เข้มงวด แต่ปัจจัยพื้นฐานในระยะกลางถึงระยะยาว เช่น ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง และโอกาสที่ Fed จะกลับมาผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคต ยังคงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อทองคำ

 

ในระยะต่อไป ตลาดยังคงต้องติดตามปัจจัยสำคัญอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ผ่านดัชนี CPI และ Core PCE ท่าทีของ Fed ในการประชุม FOMC รวมถึงสัญญาณจาก Dot Plot ทิศทางการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และความเคลื่อนไหวของราคาพลังงาน ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อทิศทาง Real Yield ค่าเงินดอลลาร์ และราคาทองคำ

 

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่า ขณะนี้ทองคำกำลังเผชิญกับ ‘การปรับฐานภายใต้แรงกดดันจากต้นทุนทางการเงิน’ มากกว่าจะเป็นการสิ้นสุดของแนวโน้มขาขึ้น

 

โดยในระยะต่อไป ทิศทางราคาทองคำจะยังคงขึ้นอยู่กับ แนวโน้มอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) และค่าเงินดอลลาร์เป็นหลัก

 

“หากมีสัญญาณชัดเจนว่า Fed เริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินเมื่อใด ทองคำก็มีโอกาสกลับมาได้รับแรงหนุนอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ในเชิงเทคนิคราคาทองคำในต่างประเทศจะมีแนวรับสำคัญที่ 4,300 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นแนวรับตามเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ SMA 200 วัน”

 

หากหลุดระดับดังกล่าว แนวโน้มราคาทองคำในระยะยาวอาจจะกลับเป็นขาลงได้เช่นกัน

 

The post ทำไมตะวันออกกลางเดือด แต่ราคา ‘ทอง’ ไม่ขยับ? กูรูวิเคราะห์ตลาดกำลังตีความความเสี่ยงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta เล็งปลดพนักงาน 8,000 ตำแหน่ง 20 พฤษภาคมนี้! Snap ร่วมวงปลด 16% รับใช้ AI ทำงานแทนมนุษย์ https://thestandard.co/meta-snap-layoffs-ai-jobs/ Sat, 18 Apr 2026 13:00:35 +0000 https://thestandard.co/meta-snap-layoffs-ai-jobs/ ภาพสมาร์ทโฟนแสดงแอปพลิเคชัน Facebook, WhatsApp, Instagram และข้อความเกี่ยวกับการปลดพนักงานของ Meta และ Snap เนื่องจากการใช้ AI

บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปล […]

The post Meta เล็งปลดพนักงาน 8,000 ตำแหน่ง 20 พฤษภาคมนี้! Snap ร่วมวงปลด 16% รับใช้ AI ทำงานแทนมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสมาร์ทโฟนแสดงแอปพลิเคชัน Facebook, WhatsApp, Instagram และข้อความเกี่ยวกับการปลดพนักงานของ Meta และ Snap เนื่องจากการใช้ AI

บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในการปรับโครงสร้างองค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram อย่าง Meta วางแผนดำเนินการปลดพนักงานระลอกแรกซึ่งถือเป็นการปลดครั้งใหญ่ที่วางแผนไว้สำหรับปีนี้ในวันที่ 20 พฤษภาคม

 

 
 

Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับแผนดังกล่าวเปิดเผยว่า บริษัทจะเลิกจ้างพนักงานประมาณ 10% ของพนักงานทั่วโลก หรือใกล้เคียง 8,000 คนในรอบแรก บริษัทยังมีแผนการปลดพนักงานเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปี แม้ว่ารายละเอียดของการปรับลด รวมถึงวันที่และขนาดจะยังไม่เป็นที่แน่ชัด

 

Meta หั่นพนักงานเซ่นพิษลงทุน AI

 

ผู้บริหารอาจมีการปรับเปลี่ยนแผนงานโดยขึ้นอยู่กับสถานะความสามารถด้านเทคโนโลยีของบริษัท โดยการลดจำนวนพนักงานในครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta กำลังปรับเปลี่ยนทรัพยากรเพื่อมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มกำลัง

 

Meta กำลังแข่งขันอย่างดุเดือดเพื่อให้ทันกับคู่แข่งอย่าง Anthropic และ OpenAI โดยได้เตรียมงบลงทุนสูงถึง 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.32 ล้านล้านบาท) สำหรับปีนี้เพียงปีเดียว ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าบริษัทวางแผนปรับลดพนักงานมากกว่า 20% ในปีนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพนักงานราว 15,000 คน

 

การปลดพนักงานครั้งนี้ถือเป็นการปรับลดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2022 และต้นปี 2023 ที่บริษัทได้เลิกจ้างพนักงานไปกว่า 21,000 คน แม้ในครั้งนี้สถานะทางการเงินจะดีขึ้น แต่ผู้บริหารก็วาดภาพอนาคตที่มีลำดับชั้นการบริหารลดลงและมี ‘ประสิทธิภาพ’ มากขึ้น

 

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับโครงสร้างทีมในแผนก Reality Labs และย้ายวิศวกรไปสู่องค์กร Applied AI แห่งใหม่ เพื่อเร่งพัฒนาเครื่องมือที่สามารถเขียนโค้ดและทำงานซับซ้อนได้อย่างอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นสัญญาณล่าสุดของความเปลี่ยนแปลงที่แพร่กระจายไปทั่วอุตสาหกรรม

 

Snap ร่วมวงลดคน พึ่งพาระบบอัตโนมัติ

 

ด้าน อีแวน สปีเกล ซีอีโอของบริษัท Snap คู่แข่งสำคัญของ Instagram ได้ออกมาประกาศแผนปรับลดพนักงานประมาณ 1,000 ตำแหน่ง หรือ 16% ของพนักงานทั้งหมด การประกาศดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของบริษัทพุ่งขึ้น 7% ทันทีในวันพุธ (15 เม.ย.) ที่ผ่านมา

 

แม้สปีเกลจะกล่าวขอโทษพนักงานผ่านบันทึกข้อความภายใน และระบุว่านี่เป็นการตัดสินใจเพื่อศักยภาพระยะยาวของบริษัท “เราเชื่อว่าความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ จะช่วยให้ทีมของเราลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็ว และสนับสนุนชุมชนได้ดียิ่งขึ้น” สปีเกลระบุในบันทึก

 

บริษัทยังได้ปิดรับตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครอยู่มากกว่า 300 ตำแหน่ง สปีเกลชี้ให้เห็นว่าทีมขนาดเล็กที่ใช้เครื่องมืออัจฉริยะสามารถขับเคลื่อนความก้าวหน้าในโครงการสำคัญได้ อย่างเช่น Snapchat+ และการปรับปรุงประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน Snap Lite

 

การปรับลดพนักงานเกิดขึ้นขณะที่บริษัทเผชิญแรงกดดันจากกลุ่มนักลงทุนที่ผลักดันให้ปรับปรุงธุรกิจให้คล่องตัว ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท) ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และสร้างเส้นทางสู่การทำกำไรที่ชัดเจนขึ้น

 

เล็กแต่ทรงพลัง ทิศทางใหม่บิ๊กเทค

 

แนวโน้มการลดขนาดทีมไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงบริษัทเทคโนโลยี เจมี ไดมอน ผู้บริหารระดับสูงของ JPMorgan กล่าวในจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้นว่า การต่อสู้เพื่อการแข่งขันที่แท้จริงนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยทีมขนาดเล็กที่มุ่งเน้นเป้าหมายอย่างชัดเจน

 

สอดคล้องกับความเห็นของ ไมค์ แคนนอน-บรูคส์ ซีอีโอของ Atlassian บริษัทซอฟต์แวร์ที่เพิ่งปรับลดพนักงาน 1,600 ตำแหน่ง ที่ออกมายอมรับว่า “คงจะเป็นการเสแสร้งหากจะทำเป็นว่าปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เปลี่ยนทักษะที่เราต้องการ หรือจำนวนตำแหน่งที่จำเป็นในบางงาน เพราะมันเปลี่ยนจริงๆ”

 

ทว่าในอีกมุมหนึ่ง แมตต์ โพปเซล ผู้บริหารจาก The Predictive Index เตือนว่า การพึ่งพาเพียงแค่ AI ในการตัดสินใจ อาจทำให้เกิดความลำเอียงในการทำงานได้ง่ายขึ้น ขณะที่นักจิตวิทยาการเมือง อเล็กซ์ โลเวลล์ ชี้ว่าการลดขนาดทีมอาจส่งผลเสียต่อขวัญกำลังใจ ซึ่งกระทบต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจโดยตรง

 

ส่วนประเด็นเรื่องการเติบโตในองค์กร โซมิตรา ชูคลา นักวิจัยจาก Harvard Business School เตือนว่าทีมขนาดเล็กอาจลดทอนระบบการสร้างบุคลากรหน้าใหม่ หากไม่มีพนักงานระดับเริ่มต้น ก็อาจเกิดการขาดแคลนบุคลากรที่มีประสบการณ์ในอนาคต ทำให้คนรุ่นใหม่ตั้งคำถามถึงโอกาสเติบโตในสายอาชีพ

 

ท้ายที่สุดแล้ว อีริก บรินยอล์ฟสัน ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ผู้ชนะจะไม่ใช่แค่องค์กรที่คล่องตัวที่สุด แต่คือองค์กรที่ออกแบบการทำงานได้ดีที่สุด เพื่อให้มนุษย์และเทคโนโลยีสามารถส่งเสริมซึ่งกันและกัน”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.02 บาท ณ วันที่ 18 เมษายน 2569

 

ภาพ : Primakov / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post Meta เล็งปลดพนักงาน 8,000 ตำแหน่ง 20 พฤษภาคมนี้! Snap ร่วมวงปลด 16% รับใช้ AI ทำงานแทนมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อสงครามกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ทองคำจะผันผวนสูงขึ้น https://thestandard.co/war-hormuz-strait-gold-volatility/ Wed, 04 Mar 2026 12:43:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1184339 ทองคำแท่งวางซ้อนกัน สื่อถึงความผันผวนของราคาทองคำจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

ทองคำที่นับว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย อาจถึงคราวต้องเจอบทท […]

The post เมื่อสงครามกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ทองคำจะผันผวนสูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำแท่งวางซ้อนกัน สื่อถึงความผันผวนของราคาทองคำจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

ทองคำที่นับว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย อาจถึงคราวต้องเจอบททดสอบว่าจะทำผลงานได้ดีเพียงใด ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง ‘สหรัฐ-อิสราเอล’ กับ ‘อิหร่าน’ โดยหลังจากสงครามเต็มรูปแบบเริ่มต้นขึ้นในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ราคาทองคำตอบสนองในเชิงบวก เมื่อกลับมาเปิดทำการในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม โดยปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุด 5,419 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (+2.68%) อย่างไรก็ดี ราคาไม่สามารถรักษาช่วงบวกไว้ และปรับตัวลงในวันอังคารที่ 3 มีนาคม กลับมาทดสอบ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (-4.40%)

 

คำถามคือสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ แต่ทำไมทองคำถึงเริ่มถูกเทขายทำกำไรสลับออกมา คำตอบคือไม่ใช่ว่าความเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของทองคำนั้นหมดไป แต่แท้จริงแล้วถูกกดดันจากความกังวลที่สลับเข้ามาคือ ‘การดีดตัวของราคาน้ำมัน’ เนื่องจากอิหร่านพุ่งเป้าโจมตีตอบโต้ไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอ่าวเปอร์เซีย อาทิ โรงกลั่นน้ำมัน ‘Ras Tanura’ ของซาอุดีอาระเบีย ที่นอกจากจะมีกำลังการผลิตถึง 550,000 บาร์เรลต่อวัน ยังเป็นท่าเรือส่งออกที่สำคัญ นอกจากนี้ยังลุกลามไปยัง อาบูดาบี, ดูไบ, โดฮา และโอมาน

 

และที่สำคัญคือการที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) นั้นยิ่งไปเพิ่มความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันมากถึง 15-20% ของน้ำมันทั่วโลก ดังนั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงทำให้มีเรือติดค้างอยู่กว่า 3,000 ลำ ซึ่งเป็นเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูป (Product Tankers) 195 ลำ และเป็นเรือบรรทุกน้ำมันดิบ (Crude Tankers) อีก 112 ลำ (ในจำนวนนี้เป็นเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) มากกว่า 70 ลำ คิดเป็น 8% ของ VLCC ทั่วโลก) อ้างอิงข้อมูลจาก Clarksons Research

 

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 10% และก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งเกือบ 50% ภายในเวลาสั้นๆ เพียง 2-3 วัน ซึ่งนับว่ามีนัยสำคัญมากพอที่จะไปกระตุ้นความกังวลในภาวะเงินเฟ้อ จนอาจเป็นปัจจัยสกัดการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ Fed

 

Jamie Dimon CEO ของ JPMorgan ได้นิยามความเสี่ยงของเงินเฟ้อครั้งนี้ว่า ‘Skunk at a party’ (สำนวนใช้กับสิ่งที่มาทำลายบรรยากาศ) โดยกล่าวว่า ภาวะสงครามตอนนี้กระทบราคาพลังงานเพียงเล็กน้อย แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะกลายเป็นผลกระทบด้านเงินเฟ้อที่รุนแรง (Major inflationary hit) ขณะที่ David Solomon CEO ของ Goldman Sachs กล่าวว่า ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อวิเคราะห์และซึมซับผลกระทบที่แท้จริงในระยะสั้น-กลาง

 

นอกจากนี้ หากสังเกตการเปลี่ยนแปลงของ CME Fedwatch Tool จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า นักลงทุนเริ่มลดโอกาสที่ Fed จะปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 2 ครั้ง (50 bps) ลดลงเหลือเพียง 1 ครั้ง (25 bps) พร้อมผลักโอกาสการเริ่มปรับลดดอกเบี้ยออกไป จากเดิมคาดการณ์ไว้ช่วงการประชุมเดือนมิถุนายน เลื่อนไปเป็นช่วงการประชุมเดือนกันยายนแทน

 

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว เราจึงเห็น Dollar Index และ US Bond Yield ดีดตัวขึ้นพร้อมกันหลังราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น จนกลับมาเป็นปัจจัยกดดันต่อทองคำ

 

ดังนั้น ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกลาง ทองคำจะกลับไปทำผลงานได้ดีในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ก็ต่อเมื่อราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวลดลง หรือแกว่งตัวในกรอบที่แคบลง อย่างมีนัยสำคัญมากพอที่จะทำให้ตลาดหายกังวลความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่หากราคาน้ำมันยังแกว่งตัวขึ้นด้วยกรอบที่ผันผวน ราคาทองคำก็จะยิ่งผันผวนมากขึ้น ด้วยแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยที่ต่อสู้กับแรงขายจากกลุ่มที่กังวลว่า Fed อาจชะลอการปรับอัตราดอกเบี้ย

 

ภาพ: miss.cabul , Jade ThaiCatwalk / Shutterstock

The post เมื่อสงครามกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ทองคำจะผันผวนสูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุราคาทองคำเริ่มปรับฐาน แม้สงคราม อิหร่าน-สหรัฐฯ ยังไม่จบ https://thestandard.co/gold-price-correction-iran-us-war/ Wed, 04 Mar 2026 10:07:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1184264

หลังจากสงครามระหว่างอิหร่าน กับ สหรัฐฯ​ และอิสราเอล ปะท […]

The post เปิดเหตุราคาทองคำเริ่มปรับฐาน แม้สงคราม อิหร่าน-สหรัฐฯ ยังไม่จบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากสงครามระหว่างอิหร่าน กับ สหรัฐฯ​ และอิสราเอล ปะทุขึ้นมาตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ราคาทองคำโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง แต่เพียงไม่นานราคาก็กลับมาย่อตัวอย่างรุนแรง นำไปสู่คำถามที่ว่า ทำไมราคาทองคำถึงปรับตัวลง ทั้งๆ ที่สงครามยังไม่มีทีท่าว่าจะจบ แล้วทองคำยังเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ท่ามกลางสถานการณ์ครั้งนี้อยู่หรือไม่

 

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 5,419 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หลังจากนั้นราคากลับร่วงลงไปแตะ 4,996 ดอลลาร์ ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 5,100 – 5,200 ดอลลาร์

 

ขณะที่ราคาทองคำในประเทศไทย พุ่งขึ้นแตะ 80,000 บาทต่อบาททองคำอีกครั้ง ก่อนจะลดลงสองวันติดต่อกัน กลับมาอยู่ที่ 77,200 บาท

 

เบญจมา มาอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ทองคำได้อานิสงส์จากสงคราม ทำให้ราคาปรับตัวขึ้นก่อนหน้านี้ แต่หลังจากนั้นราคาทองคำเผชิญกับปัจจัยกดดันหลักๆ 3 ส่วน ได้แก่

 

1. แรงขายทำกำไรหลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นแรง รวมทั้งการขายเพื่อนำเงินมาชดเชยส่วนของการลงทุนในหุ้นที่ปรับตัวลงแรง รวมทั้งการนำเงินมาวางหลักประกันเพิ่มเติมในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน

 

2. ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ จากสงครามที่ดูเหมือนจะยืดเยื้อ กระทบต่อราคาพลังงานอย่างมาก ทั้งราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ กระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อสูงขึ้นจะกระทบต่อวงจรการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก

 

ล่าสุด นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ​ ​(Fed) จะลดลงเหลือ 1 ครั้งในปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 2 ครั้ง และความกังวลดังกล่าวทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าอย่างรวดเร็ว หนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ​ อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นเกิน 4% กดดันราคาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่สร้างกระแสเงินสด

 

3. การปรับตัวลงของโลหะเงิน ซึ่งเผชิญแรงเทขายหนัก เพราะโลหะเงินถูกใช้ในภาคอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก เมื่อราคาน้ำมันขยับขึ้นและเศรษฐกิจโลกชะลอลง อาจกระทบกับอุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรม และเมื่อโลหะเงินลดลงแรง ทำให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์คู่กับโลหะเงิน ปรับตัวลดลงเช่นกัน

 

“หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานค้างสูง เงินเฟ้อสูงขึ้น นักลงทุนอาจจะต้องกลับมาทบทวนแนวโน้มและกลยุทธ์การลงทุนในทองคำอีกครั้ง”​ เบญจมากล่าว

 

ก่อนหน้านี้ มองว่าทองคำอยู่ในช่วงปรับฐาน และอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน การขยับขึ้นของทองคำรอบนี้หากไม่สามารถทะลุผ่าน 5,500 ดอลลาร์ ได้ทันที อาจเป็นการดีดตัวเพื่อพักฐาน

 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการพักฐานของราคาทองคำรอบนี้จะไม่ต่ำกว่า 4,655 – 4,840 ดอลลาร์ และเชื่อว่าราคาทองคำยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

 

ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงของราคาทองคำเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถือเป็นการร่วงลงภายในวันเดียวที่หนักที่สุดนับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม

 

“หากแรงเทขายยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็มีความเป็นไปได้ที่ราคาอาจจะถอยกลับไปสู่แนวรับสำคัญที่บริเวณ 5,000 ดอลลาร์” David Morrison นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก Trade Nation กล่าว

 

การย่อตัวลงเมื่อวันอังคารเกิดขึ้นในขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นมาตรวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก ขยับเข้าใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน

 

ดอลลาร์ที่แข็งค่ามักจะบีบให้ต่างประเทศต้องเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้สกุลเงินของตนเองอ่อนค่าลง การเทขายดังกล่าวทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความน่าสนใจในการถือครองทองคำลดลง

 

JPMorgan ระบุว่า ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Risk premium) ของราคาทองคำอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 10%

 

อย่างไรก็ตาม จากสถิติในอดีตที่ผ่านมา การปรับตัวขึ้นเหล่านั้นมักจะยากที่จะรักษาระดับไว้ได้ หากตลาดหุ้นร่วงลงและเทรดเดอร์ถูกบีบให้ต้องเทขายสินทรัพย์เพื่อระดมเงินสดหรือเพื่อตอบสนองต่อการเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin calls)

 

ภาพ: i viewfinder / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post เปิดเหตุราคาทองคำเริ่มปรับฐาน แม้สงคราม อิหร่าน-สหรัฐฯ ยังไม่จบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า 6,000 ดอลลาร์ ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’ https://thestandard.co/gold-forecast-6000-warning/ Wed, 21 Jan 2026 09:19:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1167753 ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า** 6,000 ดอลลาร์** ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง** ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’**

ทองคำยังคงความร้อนแรงต่อเนื่อง ล่าสุด (21 มกราคม) ราคาพ […]

The post ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า 6,000 ดอลลาร์ ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า** 6,000 ดอลลาร์** ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง** ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’**

ทองคำยังคงความร้อนแรงต่อเนื่อง ล่าสุด (21 มกราคม) ราคาพุ่งขึ้นไปทำสถิติใหม่ที่ 4,870 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 12.1% เช่นเดียวกับราคาทองคำไทย (ทองคำแท่ง 96.5%) ก็พุ่งแตะ 71,600 บาทต่อบาททองคำ เพิ่มขึ้นแล้ว 6,650 บาท จากปลายปีก่อน

 

เมื่อปี 2025 ราคาทองคำพุ่งทะยานถึง 63% และถ้านับตั้งแต่สิ้นปี 2019 เป็นต้นมา ราคาปรับตัวขึ้นไปแล้วประมาณ 210% จนทำให้ใครหลายคนที่กำลังให้ความสนใจกับทองคำมีคำถามขึ้นมาว่า ราคาทองคำจะวิ่งขึ้นไปถึงจุดไหน?

 

จากมุมมองของ 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ทำนายว่าราคาทองคำในปี 2026 มีโอกาสจะไปได้ถึง 6,600 ดอลลาร์ ส่วนคำทำนายต่ำสุดคือ 4,500 ดอลลาร์

 

ราคาทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน?

 

หลังจากพุ่งขึ้นมากว่า 210% ตั้งแต่ปลายปี 2019 สู่ระดับ 4,870 ดอลลาร์ ขณะที่ทองคำไทยก็ทะยานแตะ 71,600 บาท ไปแล้ว

 

จากมุมมองของ 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ทำนายว่าราคาทองคำในปี 2026 มีโอกาสจะไปได้ถึง 6,600 ดอลลาร์ ส่วนคำทำนายต่ำสุดคือ 4,500 ดอลลาร์

 

ส่วนภาพระยะยาวกว่านั้น บางคนถึงขั้นมองว่าราคาทองคำจะไปถึง 8,000 – 10,000 ดอลลาร์ แต่ประวัติศาสตร์สอนเราอยู่เสมอว่า ทองคำไม่ได้มีแต่ขาขึ้น และเมื่อขาลงปรากฎ ราคาอาจจะร่วงลงได้ 40-60%

 

อะไรคือปัจจัยหนุนราคาทองคำตอนนี้ แล้วในอดีตอะไรคือสิ่งที่จะทำให้ราคาทองคำล่มสลายลง

 

 

ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า** 6,000 ดอลลาร์** ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง** ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’** 2

 

ทองคำ 10,000 ดอลลาร์ เป็นไปได้แค่ไหน?

 

แต่หากมองไกลไปกว่าปี 2026 นักวิเคราะห์บางส่วนก็เชื่อว่ามีโอกาสที่จะเห็นราคาทองคำพุ่งขึ้นไปได้ถึงระดับ 8,000 – 10,000 ดอลลาร์

 

Juerg Kiener จาก Swiss Asia Capital บริษัทในสิงคโปร์ มองว่าทองคำจะแตะระดับ 8,000 ดอลลาร์ ในปี 2028 ขณะที่ Ed Yardeni ผู้บริหารของ Yardeni Research มองว่าทองคำมีโอกาสจะไปถึง 10,000 ดอลลาร์ ภายในปี 2030 โดยมีตัวการคือ การขาดดุลงบประมาณมหาศาลของรัฐบาลทั่วโลก, ความตึงเครียดระหว่างประเทศที่ต่อเนื่อง และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ทำให้นโยบายนำไปสู่เงินเฟ้อ

 

อย่างไรก็ดี Charley Blaine บรรณาธิการข่าวสายการเงินของ TheStreet ระบุว่า ความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับทองคำอาจเปลี่ยนแปลงได้ ในฐานะผู้ที่ทำข่าวเรื่องทองคำและโลหะมีค่ามานานกว่า 40 ปี “ผมจำได้ว่าเคยได้ยินข้อโต้แย้งแบบเดียวกันนี้ในปี 1980 ตอนนั้นเงินเฟ้อสูง ราคาน้ำมันพุ่ง และค่าเงินดอลลาร์ร่วง เมื่อทองคำแตะระดับ 850 ดอลลาร์ ผู้คนต่างพูดกันว่าเป้าหมายต่อไปคือ 1,000 ดอลลาร์”

 

แต่หลังจากนั้นราคากลับพังทลายลงและพังลงอย่างหนัก ทองคำร่วงลงกว่า 60% ไปอยู่ที่ 350 ดอลลาร์ภายในปี 1985 และไม่เคยกลับไปแตะระดับ 850 ดอลลาร์ได้อีกเลยจนกระทั่งเดือนเมษายนปี 2008

 

“ผมรู้ดีว่าสิ่งเลวร้ายสามารถเกิดขึ้นได้และจะเกิดขึ้น ทั้งกับทองคำและแร่เงิน ซึ่งช่วงหลังมานี้ราคาพุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าทองเสียอีก โดยเฉพาะในปี 2026 ปีเดียวราคาแร่เงินพุ่งไปแล้ว 23% คำถามเดียวคือ อะไรจะเป็นตัวจุดชนวน”

 

ด้าน JPMorgan Global Research คาดการณ์ว่าราคาทองคำปีนี้จะอยู่ที่ 5,055 ดอลลาร์ และจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 5,400 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2027 โดยปกติแล้ว ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวและอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ต่ำลง จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

 

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์มักเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เนื่องจากสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven) และความสามารถในการรักษามูลค่าที่เชื่อถือได้ อีกทั้งทองคำยังมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ประเภทอื่นต่ำ จึงทำหน้าที่เสมือนประกันความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลงหรือยามเกิดความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ

 

สำหรับปี 2026 ความต้องการที่ยังคงแข็งแกร่งจากนักลงทุนและธนาคารกลาง ซึ่งคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ราว 585 ตันต่อไตรมาส

 

จำเป็นต้องมีความต้องการสุทธิรายไตรมาสจากนักลงทุนและธนาคารกลางอยู่ที่ประมาณ 350 ตันขึ้นไป ราคาทองคำจึงจะปรับตัวขึ้นได้ และทุกๆ 100 ตันที่เกินระดับ 350 ตัน จะส่งผลให้ราคาทองคำปรับขึ้นราว 2% ต่อไตรมาส

 

“เมื่อมองไปในปี 2026 เราคาดว่าจะมีดีมานด์เฉลี่ยรวม 585 ตันต่อไตรมาส ประกอบด้วยจากธนาคารกลาง 190 ตัน, ทองคำแท่งและเหรียญ 330 ตัน และความต้องการรายปีจาก ETF และฟิวเจอร์สอีก 275 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า”

 

ย้อนรอยการพังทลายของราคาทองคำ

 

ตัวจุดชนวนการพังทลายของราคาทองคำในปี 1980 มาจาก 1.ตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ปรับขึ้นอัตราเงินวางประกัน (Margin rates) อย่างรุนแรง เพื่อสกัดกั้นการเก็งกำไรในทองคำและเงิน และ 2.เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่ว เพื่อปราบเงินเฟ้อ นโยบายนี้ทำเอานักเก็งกำไรเจ็บตัวอย่างหนัก

 

นักเก็งกำไรส่วนใหญ่มักกู้เงินมาเพื่อเปิดสถานะซื้อขาย และเมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหล่านั้นสูงขึ้น คุณจะเห็นเทรดเดอร์เทขายสถานะของตนทิ้งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางคนรอด แต่หลายคนไม่รอด

 

ส่วนปี 2013 ราคาพุ่งขึ้นอีกครั้งเพราะดูเหมือนว่าสหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าสู่การผิดนัดชำระหนี้ (Debt Default) แต่เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซง ประกอบกับรัฐบาลโอบามาและสภาคองเกรสที่ควบคุมโดยพรรครีพับลิกันหาทางออกร่วมกันได้ ราคาทองคำก็ร่วงลงถึง 40%

 

สำหรับปัจจุบัน การพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของราคาทองคำมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความต้องการซื้อจากทั่วโลกจำนวนมหาศาล ทั้งธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย กำลังไล่ซื้อทองคำเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกัน (Hedge) ความเสี่ยงจากค่าเงินที่อ่อนตัวลง

 

รวมทั้งการซื้ออย่างบ้าคลั่งในจีนและอินเดีย ซึ่งในประเทศเหล่านี้ การครอบครองทองคำถือเป็นเรื่องสำคัญและยิ่งใหญ่มาก นอกจากนี้ กองทุนเฮดจ์ฟันด์กำลังเข้าซื้อเพื่อเพิ่มสินทรัพย์ประเภทใหม่เข้าไปในพอร์ตการลงทุน ซึ่งตามธรรมเนียมเดิมมักจะกระจุกตัวอยู่ในหุ้น พันธบัตร ตราสารหนี้รัฐบาล และระยะหลังรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ เช่นเดียวกับนักลงทุนรายย่อย อย่างในสหรัฐอเมริกาและที่อื่นๆ สามารถหาซื้อทองคำได้แล้วที่ร้านค้าปลีกส่ง เช่น Costco Wholesale และร้านค้าปลีกทองคำและอัญมณีในท้องถิ่น

 

YLG ชี้ 3 ปัจจัยหนุนราคาทองคำขึ้นเร็วกว่าคาด

 

ด้าน YLG ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่าตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวัน 20 มกราคมที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาดโลก (Gold Spot) พุ่งขึ้นมาทะลุระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นกว่า 9% จากราคาเปิดต้นปี

 

“ราคาที่ปรับขึ้นมาในระดับนี้เพียง 20 วันถือว่าเป็นการปรับขึ้นที่เร็วกว่าคาดหมาย แถมยังเป็นการเปิด gap ในวันจันทร์ทุกสัปดาห์ ขานรับความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์”

 

ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า** 6,000 ดอลลาร์** ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง** ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’** 1

 

ฐิภากล่าวต่อว่า ปัจจัยที่กระตุ้นให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงมาจากปัจจัยหลัก 3 ด้าน ได้แก่

 

1. ทรัมป์เปิดศึกชิง ‘กรีนแลนด์’ และความเสี่ยงด้านสงครามการค้ากับยุโรป

 

ภายหลังจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขู่จะเก็บภาษีนำเข้าจาก 8 ประเทศในยุโรปสูงถึง 10-25% เนื่องจากกรณีที่ขัดขวางไม่ให้สหรัฐฯ ซื้อเกาะกรีนแลนด์ ส่งผลให้ผู้นำยุโรปกำลังจัดการประชุมด่วนสร้างความตึงเครียดทั้งภูมิภาค ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลและหันมาซื้อทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) โดยทรัมป์กล่าวไว้ว่าแม้เน้นการเข้าปกครองด้วยการเจรจาทางการทูต แต่ก็ไม่ตัดวิธีการยึดครองด้วยกำลังทางทหาร

 

2. เงินดอลลาร์อ่อนค่า และเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย

 

ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) ร่วงฉับพลันจากความกังวลของตลาดที่คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะต้องปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้มากกว่าที่แสดงใน Dot Plot ที่เพียง 1 ครั้ง หลังเกิดการปรับเปลี่ยนหลายตำแหน่งในเฟดโดยเฉพาะ เจอโรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระประธานเฟดในเดือนพฤษภาคมนี้

 

อีกทั้ง เริ่มเกิดการคาดการณ์ว่าเฟดอาจจำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับสงครามการค้าที่ทรัมป์จุดชนวนขึ้น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะต้องสกัดการเร่งตัวขึ้นของ Bond Yield สหรัฐ หากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถูกเทขายจากประเทศในยุโรป หากความขัดแย้งปะทุรุนแรงมากขึ้น

 

3. ธนาคารกลางทั่วโลกแห่ตุนทอง

 

ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและรัสเซียที่ยังคงโยกเงินออกจากดอลลาร์สหรัฐฯ ตามนโยบาย De-Dollarization มาซื้อทองคำเก็บไว้เป็นทุนสำรองฯ เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯ แรงซื้อมหาศาลจากธนาคารกลางทั่วโลก เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง

 

อ้างอิง:

The post ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า 6,000 ดอลลาร์ ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นจีนติดปีก! นโยบายสีจิ้นผิงหนุนแซงหน้าหุ้นสหรัฐฯ ที่กำลังปั่นป่วน JPMorgan ชี้ เศรษฐกิจแดนมังกรฟื้น-เงินลงทุนไหลเข้า https://thestandard.co/chinese-stocks-soar-xi-jinping-policies-boost/ Sun, 16 Mar 2025 04:06:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1052725 หุ้นจีน สีจิ้นผิง

กระแสสีจิ้นผิงฟีเวอร์กำลังมาแรงในตลาดหุ้น เมื่อประธานาธ […]

The post หุ้นจีนติดปีก! นโยบายสีจิ้นผิงหนุนแซงหน้าหุ้นสหรัฐฯ ที่กำลังปั่นป่วน JPMorgan ชี้ เศรษฐกิจแดนมังกรฟื้น-เงินลงทุนไหลเข้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นจีน สีจิ้นผิง

กระแสสีจิ้นผิงฟีเวอร์กำลังมาแรงในตลาดหุ้น เมื่อประธานาธิบดีจีนมุ่งมั่นผลักดันเศรษฐกิจและนวัตกรรมเทคโนโลยี ดันหุ้นจีนทะยานต่อเนื่องในปีนี้ ทิ้งห่างหุ้นสหรัฐฯ ที่กำลังซบเซา 

 

Franklin Templeton Institute มองว่า นี่คือปรากฏการณ์ ‘Xi Put’ คล้ายกับ ‘Fed Put’ ในอดีต สะท้อนความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจีนจะออกมาตรการที่เป็นมิตรต่อตลาดและกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม เพื่อให้ GDP โตตามเป้าที่ตั้งไว้ราว 5% ในเดือนนี้ 

 

ความทะเยอทะยานของสีจิ้นผิงเกิดขึ้นในช่วงที่นโยบายภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย และฉุดหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ร่วง

 

แนวคิด ‘Xi Put’ ถือเป็นการเปลี่ยนมุมมองครั้งสำคัญของนักลงทุนที่มีต่อผู้นำจีน ซึ่งก่อนหน้านี้การรวบอำนาจของสีจิ้นผิง ทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่กล้าเข้ามาลงทุน แต่ตอนนี้ความเชื่อมั่นใน ’Trump Put’ กลับลดลงอย่างรวดเร็ว

 

ดัชนี MSCI China พุ่งขึ้นเกือบ 20% แล้วในปี 2025 ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลงประมาณ 4% นี่ถือเป็นการทำผลงานได้ดีกว่ามากที่สุดในรอบไตรมาสนับตั้งแต่ปี 2007 ด้วยมาตรการใหม่ๆ ที่คาดว่าจะฟื้นฟูการบริโภครวมถึงสัญญาณการฟื้นตัวของผลประกอบการ 

 

จุดนี้เองทำให้ JPMorgan Chase & Co. และ Templeton คาดการณ์ว่าหุ้นจีนจะปรับตัวขึ้นในวงกว้าง ไม่จำกัดแค่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

“เมื่อพิจารณาว่าปักกิ่งจะฉวยโอกาสนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมและขยายการปรับตัวขึ้นของตลาด คำว่า ‘Xi Put’ จึงเหมาะสม” Kok Hoong Wong หัวหน้าฝ่ายค้าหลักทรัพย์สถาบันของ Maybank Securities ในสิงคโปร์ กล่าว

 

แม้ว่าการพุ่งขึ้นของหุ้นจีนในช่วงที่ผ่านมาจะมาจากหุ้นเทคโนโลยีเป็นหลักจากกระแสของ DeepSeek แต่การปรับตัวขึ้นของตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 มีนาคม) แสดงให้เห็นว่ามีหุ้นกลุ่มอื่นๆ เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ดัชนีย่อย CSI 300 ของหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น 5% ก่อนที่จะมีการแถลงข่าวเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริโภคในวันจันทร์ (17 มีนาคม)

 

ข้อมูลจาก BNY ระบุว่า หุ้นจีนมีเงินทุนไหลเข้าจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกติดต่อกัน 3 สัปดาห์ โดยสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 6 มีนาคม มีเงินไหลเข้ามากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2023 

 

นอกจากนี้ JPMorgan ยังรายงานว่า มีการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินดอลลาร์ฮ่องกงและเงินหยวนจีนมากเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้ว่ามีเงินทุนไหลเข้าหุ้นจีน

 

“การเปลี่ยนจากการลงทุนในสหรัฐฯ มาเป็นการลงทุนในจีนเมื่อเร็วๆ นี้ อาจเป็นสัญญาณของการฟื้นตัวของสินทรัพย์จีนในพอร์ตการลงทุนของต่างชาติ” Gary Dugan ซีอีโอของ The Global CIO Office กล่าว “ช่องว่างด้านมูลค่าระหว่างฮ่องกงและสหรัฐฯ ยังคงแสดงให้เห็นถึงปรับตัวขึ้นที่สำคัญสำหรับหุ้นเทคโนโลยีจีน”

 

แนวโน้มผลประกอบการของจีนก็เริ่มดีขึ้นเช่นกัน โดยดัชนี MSCI China คาดว่าจะมีกำไรเติบโตประมาณ 10% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เทียบกับการเติบโต 12.6% ของดัชนี S&P 500 หุ้นจีนมีความน่าสนใจเนื่องจากซื้อขายที่ P/E เพียง 11 เท่า ซึ่งต่ำกว่า P/E ของหุ้นสหรัฐฯ ที่ 20 เท่า

 

“เศรษฐกิจดูเหมือนจะมีเสถียรภาพมากขึ้น และนโยบายที่มีต่อภาคเอกชนก็สนับสนุนมากขึ้น” Hiren Dasani หัวหน้าร่วมของฝ่ายตราสารทุนตลาดเกิดใหม่ของ Goldman Sachs Asset Management กล่าวในการให้สัมภาษณ์ “เราเชื่อว่าการเติบโตของผลประกอบการดูแข็งแกร่ง”

 

แต่สำหรับผู้ที่จับตาจีนมาเป็นเวลานาน ผลงานที่ไม่ดีนักของตลาดในอดีตเป็นเหตุผลที่ต้อง ‘ระมัดระวัง’ เพราะแม้จะมีการแสดงท่าทีที่เป็นมิตรเมื่อเร็วๆ นี้ แต่สีจิ้นผิงยังไม่สามารถ ‘เรียกความเชื่อมั่น’ จากกองทุนระยะยาวระดับโลก ที่ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามภาคเอกชนและการรณรงค์ลดหนี้สินที่ ‘จุดชนวน’ วิกฤตการณ์อสังหาริมทรัพย์มาหลายปีได้ 

 

อีกทั้งการปรับตัวลงของราคาสินค้าผู้บริโภคอีกครั้ง แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันด้านภาวะเงินฝืดยังคงอยู่ และนักลงทุนบางส่วนต้องการเห็นภาคเอกชนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

 

ในขณะเดียวกันความพยายามของนักกำหนดนโยบายจีนในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน อาจถูกจำกัดโดยการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เคลื่อนไหว ‘ช้ากว่า’ ที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

 

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ชัดเจนว่านักลงทุนกำลังตอบสนองในเชิงบวกมากขึ้นต่อการประกาศนโยบายและข้อมูลเศรษฐกิจของจีน เนื่องจากโมเมนตัมเชิงบวกกำลัง ‘ก่อตัว’ ขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ชัดเจนว่านักลงทุนกำลังตอบสนองในเชิงบวกมากขึ้นต่อการประกาศนโยบายและข้อมูลเศรษฐกิจของจีน เนื่องจากโมเมนตัมเชิงบวกกำลังก่อตัวขึ้น

 

Rajiv Batra หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตราสารทุนเอเชียและหัวหน้าร่วมฝ่ายกลยุทธ์ตราสารทุนตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกของ JPMorgan กล่าวในการให้สัมภาษณ์ทาง Bloomberg TV เมื่อวันพุธ (12 มีนาคม) ว่าการปรับตัวขึ้นของตลาดจะขยายวงกว้างขึ้น “ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป และเราคาดหวังว่าหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อสังหาริมทรัพย์ และการดูแลสุขภาพ จะเข้ามามีส่วนร่วม และอย่าลืมว่าจีนยังมีกระสุนเหลืออยู่”

 

อ้างอิง:

 

The post หุ้นจีนติดปีก! นโยบายสีจิ้นผิงหนุนแซงหน้าหุ้นสหรัฐฯ ที่กำลังปั่นป่วน JPMorgan ชี้ เศรษฐกิจแดนมังกรฟื้น-เงินลงทุนไหลเข้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
JPMorgan คาดความเท่าเทียมทางเพศจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ต้องใช้เวลาอีก 134 ปี https://thestandard.co/jpmorgan-gender-equality-134-years/ Sat, 08 Mar 2025 05:13:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1049915

ความก้าวหน้าด้าน ความเท่าเทียมทางเพศ หยุดชะงัก คาดใช้เว […]

The post JPMorgan คาดความเท่าเทียมทางเพศจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ต้องใช้เวลาอีก 134 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความก้าวหน้าด้าน ความเท่าเทียมทางเพศ หยุดชะงัก คาดใช้เวลาอีก 134 ปีถึงจะบรรลุความเสมอภาคอย่างสมบูรณ์

 

JPMorgan Chase & Co. เปิดเผยรายงานล่าสุดระบุว่า ความก้าวหน้าด้านความเท่าเทียมทางเพศทั่วโลกกำลังชะลอตัวลง และหากยังคงดำเนินไปในอัตราเช่นนี้จะต้องใช้เวลาถึง 134 ปี กว่าที่โลกจะบรรลุความเสมอภาคทางเพศอย่างสมบูรณ์

 

แม้ว่าการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตลาดแรงงานทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น รวมถึงอัตราการจ้างงานของผู้หญิงในสหรัฐฯ ที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่จำนวนผู้หญิงที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำระดับสูงยังคงอยู่ในระดับต่ำเพียง 32% ทั่วโลก จากข้อมูลของ JPMorgan

 

รายงานระบุว่า ในสหรัฐอเมริกา ผู้ชายผิวขาวยังคงครองตำแหน่งงานที่มีรายได้สูงที่สุด ขณะที่ผู้หญิงยังคงมีบทบาทที่จำกัดในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับอำนาจการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ขององค์กร

 

ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศยังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยความเหลื่อมล้ำของค่าจ้างระหว่างผู้ชายและผู้หญิงในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 17% ในปีที่แล้ว ในขณะที่ในยุโรป ช่องว่างค่าจ้างยังคงอยู่ที่ระดับเกือบ 13% โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

 

JPMorgan เตือนว่า หากแนวโน้มปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป การบรรลุความเท่าเทียมทางเพศทั่วโลกอาจต้องรอจนถึงศตวรรษที่ 22

 

“หมายความว่า เด็กผู้หญิงที่เกิดในวันนี้ อาจต้องรอจนถึงวันเกิดปีที่ 97 ของเธอ ซึ่งเกินกว่าค่าเฉลี่ยอายุขัยของประชากรในทุกประเทศ กว่าที่เธอจะได้เห็นโลกที่มีความเสมอภาคทางเพศอย่างแท้จริง” รายงานระบุ

 

อ้างอิง:

The post JPMorgan คาดความเท่าเทียมทางเพศจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ต้องใช้เวลาอีก 134 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
JPMorgan เผย บริษัทผิดนัดชำระหนี้ซ้ำสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 https://thestandard.co/jpmorgan-record-defaults-2024/ Sun, 05 Jan 2025 07:48:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1027143

บริษัทที่มีความเสี่ยงสูงผิดนัดชำระหนี้ซ้ำในปี 2024 สูงส […]

The post JPMorgan เผย บริษัทผิดนัดชำระหนี้ซ้ำสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัทที่มีความเสี่ยงสูงผิดนัดชำระหนี้ซ้ำในปี 2024 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากรายงานล่าสุดของ JPMorgan Chase & Co.

 

รายงานจากทีมยุทธศาสตร์ที่นำโดย เนลสัน แจนต์เซน ระบุว่า 35% ของกรณีผิดนัดชำระหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้ในปี 2024 มาจากบริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้ซ้ำ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด ขณะที่อัตราการผิดนัดชำระหนี้ในตลาดเงินกู้ที่มีการใช้เลเวอเรจ (Leveraged Loan) อยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี

 

อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทที่มีอันดับเครดิตต่ำ โดยเฉพาะในตลาดเงินกู้ที่มีการใช้เลเวอเรจ ซึ่งบริษัทเหล่านี้กู้เงินในอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในบางกรณีหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นดอกเบี้ย แม้ว่า Fed จะลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีที่ผ่านมา แต่ก็ส่งสัญญาณว่าจะชะลอการลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2025

 

ตลาดเงินกู้ยังมีสัดส่วนของบริษัทที่มีอันดับเครดิตต่ำมากกว่าตลาดพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield Bond) เนื่องจากบริษัทเอกชน (Private Equity) หันมาใช้แหล่งเงินทุนดังกล่าวมากขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ ส่งผลให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้ในตลาดเงินกู้สูงกว่าตลาดพันธบัตรอย่างมาก โดยช่องว่างระหว่างทั้งสองตลาดในปีนี้กว้างที่สุดในรอบ 24 ปี

 

อัตราการผิดนัดชำระหนี้แบบถ่วงน้ำหนักในตลาดพันธบัตร High Yield ของสหรัฐฯ อยู่ที่ 1.47% ขณะที่อัตราเดียวกันในตลาดเงินกู้สูงถึง 4.49% ณ สิ้นปี

 

บริษัทที่มีภาระหนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ ใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘การบริหารหนี้สิน’ (Liability Management) เพื่อปรับโครงสร้างเงินทุน โดยเฉพาะในกรณีที่เผชิญกับความเสี่ยงของการถึงกำหนดชำระหนี้หรือวิกฤตเงินสด รายงานระบุว่า 70% ของปริมาณการผิดนัดชำระหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้ในปี 2024 มาจากการปรับโครงสร้างหนี้ในภาวะวิกฤต (Distressed Exchange) ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด

 

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้ลดภาระหนี้ลงอย่างมีนัยสำคัญเสมอไป ซึ่งอาจทำให้บริษัทเหล่านี้กลับมาผิดนัดชำระหนี้อีกครั้ง ส่งผลให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากการฟื้นตัวของหนี้ในระดับที่ต่ำลงกว่าเดิม

 

อ้างอิง:

The post JPMorgan เผย บริษัทผิดนัดชำระหนี้ซ้ำสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
KAsset และ J.P.Morgan Asset Management ผนึกกำลังสร้างโซลูชันการลงทุนที่เหนือกว่าในทุกสภาวะตลาด https://thestandard.co/kasset-j-p-morgan-asset-management/ Fri, 20 Sep 2024 01:30:54 +0000 https://thestandard.co/?p=984820

ในโลกแห่งการลงทุนที่ผันผวน การจะสร้างพอร์ตให้เติบโตอย่า […]

The post KAsset และ J.P.Morgan Asset Management ผนึกกำลังสร้างโซลูชันการลงทุนที่เหนือกว่าในทุกสภาวะตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในโลกแห่งการลงทุนที่ผันผวน การจะสร้างพอร์ตให้เติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างประเทศ อาจไม่ใช่เรื่องง่าย ใครจะไปรู้ว่าวิกฤตครั้งต่อไปจะมาจากไหน ดอกเบี้ยจะขึ้นหรือลง การเมืองโลกจะพลิกผันไปทางใด หรือแม้แต่การเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อตลาดหุ้นไทย ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการลงทุนของเราทั้งสิ้น

 

ซึ่งความกังวลเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้คุณก้าวไปสู่เป้าหมายทางการเงินที่วางไว้

 

แล้วเราจะทำอย่างไร จะปล่อยให้พอร์ตของเราจมอยู่กับความผันผวน หรือจะยอมแพ้ต่อความไม่แน่นอนของตลาด ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป! เพราะวันนี้ บลจ.กสิกรไทย (KAsset) และ J.P.Morgan Asset Management (JPMAM) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการลงทุนระดับโลก ได้จับมือกันเพื่อนำเสนอ ‘โซลูชันการลงทุนระดับโลก’ ที่จะช่วย ‘อัปเกรดชีวิตการลงทุนของคุณ’ ให้ก้าวไปอีกขั้น!

 

 

Global Strength. Local Expertise. ความแข็งแกร่งระดับโลก ผสานความเชี่ยวชาญในประเทศ

 

การผนึกกำลังของ KAsset และ JPMAM ไม่ใช่แค่การร่วมมือกันธรรมดา แต่เป็นการผสานการรวมพลังระดับโลกเข้ากับความเชี่ยวชาญในประเทศไทย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านการลงทุนที่จะช่วยให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และเข้าถึงโอกาสการลงทุนที่เหนือกว่า

 

KAsset ผู้นำด้านกองทุนรวมอันดับ 1 ของไทย มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในตลาดไทยและความต้องการของนักลงทุนไทย ในขณะที่ JPMAM บริษัทจัดการกองทุนชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการบริหารจัดการสินทรัพย์ทั่วโลก การผสานจุดแข็งของทั้งสองจึงเป็นการสร้างสรรค์โซลูชันที่ไม่เหมือนใครและตอบโจทย์เรื่องการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น นำเสนอออกมาเป็น ‘Know The Markets Series’

 

บทวิเคราะห์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกช่วยให้เห็นโอกาสและความเสี่ยงในการลงทุนได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งเข้าถึงข้อมูลสำคัญที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว ช่วยในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินผ่านกองทุนรวมผสม K-WealthPLUS Series ที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Multi-Asset Solution เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว

 

 

Know The Markets Series: คัมภีร์การลงทุน รู้ลึก รู้รอบ รู้เร็ว

 

ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าเข้ามาไม่หยุดหย่อน การจะติดตามและวิเคราะห์ทุกอย่างด้วยตัวเองอาจเป็นเรื่องยากลำบาก KAsset และ JPMAM จึงได้ร่วมกันสร้างสรรค์ ‘Know The Market Series’ คัมภีร์การลงทุนที่จะช่วยให้คุณ ‘รู้ลึก รู้รอบ รู้เร็ว’ ในทุกสินทรัพย์ทั่วโลก

 

  • รู้ลึก: เจาะลึกทุกแง่มุมของตลาด ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง สังคม หรือแม้แต่ปัจจัยพื้นฐาน โดยจะได้รับข้อมูลเชิงลึกที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น เพื่อให้เข้าใจถึงปัจจัยขับเคลื่อนตลาดและสามารถปรับพอร์ตได้ทันสถานการณ์
  • รู้รอบ: ครอบคลุมทุกสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ไม่ว่าจะสนใจลงทุนในตลาดใดก็พร้อมนำเสนอข้อมูลและมุมมองที่ครอบคลุม เพื่อให้นักลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน
  • รู้เร็ว: อัปเดตข้อมูลและบทวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักลงทุนไม่พลาดทุกโอกาสสำคัญในการลงทุนในโลกที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ทันท่วงที

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.kasikornbank.com/k_3MCucPH

 

 

K-WealthPLUS Series: กองทุนรวมผสม ตอบโจทย์ทุกสไตล์ มั่นใจด้วยพาร์ตเนอร์ระดับโลก

 

KAsset และ JPMAM ขอนำเสนอ ‘K-WealthPLUS Series’ กลุ่มกองทุนรวมผสมที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกสไตล์การลงทุน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนมือใหม่หรือมือเก๋าก็สามารถเลือกกองทุนที่เหมาะกับความเสี่ยงและเป้าหมายของคุณได้อย่างลงตัว

 

  • One-Stop Diversification: ลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลกในกองทุนเดียว ช่วยกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวนของพอร์ต
  • จัดการโดยมืออาชีพ: ไม่ต้องกังวลเรื่องการปรับพอร์ต เพราะมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดอยู่เสมอ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญของ KAsset ร่วมกับ JPMAM ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์ระดับโลก จะคอยติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด วิเคราะห์สินทรัพย์เชิงลึก และปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด โดย JPMAM มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการสูงถึง 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2566) และมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนกว่า 1,100 คน ที่พร้อมสนับสนุนการทำงานของ KAsset เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินลงทุนจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด
  • เลือกได้ตามสไตล์: K-WealthPLUS Series คัดมาแล้วกับ 3 กองทุนเด็ดที่เหมาะกับทุกสไตล์ ได้แก่
    • K-WPBALANCED: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและรับความผันผวนได้ไม่มาก เน้นตราสารหนี้ โดยลงทุนในหุ้น 30%
    • K-WPSPEEDUP: เพิ่มสัดส่วนหุ้นได้มากขึ้น ลงทุนในหุ้น 65% เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงขึ้นและต้องการโอกาสรับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น
    • K-WPULTIMATE: เพิ่มสัดส่วนหุ้นได้สูง ลงทุนหุ้น 85% เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการทำกำไรแบบจัดเต็ม

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.kasikornbank.com/k_3MCucPH

 

คำเตือน:

  • กองทุนจัดตั้งและบริหารโดย บลจ.กสิกรไทย และมี J.P.Morgan Asset Management เป็นผู้ให้คำปรึกษา ซึ่งไม่มีส่วนในการตัดสินใจหรือปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุน ดังนั้นโฆษณาชิ้นนี้จึงไม่มีความเกี่ยวข้องหรือมีข้อผูกพันใดๆ กับ J.P.Morgan Asset Management รวมถึงกองทุนและบริษัทในเครือ
  • ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

The post KAsset และ J.P.Morgan Asset Management ผนึกกำลังสร้างโซลูชันการลงทุนที่เหนือกว่าในทุกสภาวะตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
JPMorgan คาดวิกฤตอสังหาจีนลากยาวถึงปี 2025 ส่วนมาตรการสั่งแบงก์ลดดอกเบี้ยแค่ช่วยประคอง https://thestandard.co/jpmorgan-economist-says-chinas-housing-market/ Tue, 03 Sep 2024 11:23:29 +0000 https://thestandard.co/?p=979077 วิกฤต อสังหาริมทรัพย์จีน

วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์จีนเรื้อรังมานานกว่า 4 ปี และลาม […]

The post JPMorgan คาดวิกฤตอสังหาจีนลากยาวถึงปี 2025 ส่วนมาตรการสั่งแบงก์ลดดอกเบี้ยแค่ช่วยประคอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤต อสังหาริมทรัพย์จีน

วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์จีนเรื้อรังมานานกว่า 4 ปี และลามไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การจ้างงาน การบริโภค และการเงินภาคครัวเรือน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ของ JPMorgan มองว่าวิกฤตอสังหาของจีนจะยังดำเนินต่อไป เนื่องจากมาตรการกระตุ้นและสนับสนุนจากรัฐบาลจำนวนมากยังไม่ ‘น่าพอใจ’ ที่จะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

 

Haibin Zhu หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนของ JPMorgan กล่าวกับ CNBC ว่า “วิกฤตตลาดที่อยู่อาศัยยังไม่จบ” และเสริมว่า ราคาบ้านจะยังชะลอตัวจนกว่าจะถึงปี 2025 เป็นอย่างเร็วที่สุด

 

ข้อมูลจาก China Index Academy ที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์ (31 สิงหาคม) ระบุว่า ราคาขายเฉลี่ยสำหรับบ้านใหม่ใน 100 เมืองของจีนเพิ่มขึ้นเพียง 0.11% จากเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นการชะลอตัวลงอีกจากการเติบโต 0.13% ในเดือนมิถุนายน ขณะที่ราคาบ้านมือสองลดลง 0.71% จากเดือนก่อนหน้า

 

ราคาเฉลี่ยของทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสองก็ปรับลดลง 1.76% และ 6.89% จากปีก่อน ตามลำดับ เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าภาคอสังหายังคงตกอยู่ในช่วงวิกฤต

 

ขณะที่สำนักข่าว Bloomberg รายงานก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลจีนเร่งออกมาตรการใหม่ หวังช่วยเหลือกลุ่มผู้ผ่อนซื้อบ้านผ่านอัตราการกู้เดิม ด้วยการลดภาระค่าใช้จ่ายของสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้ถูกลง โดยการลดอัตราดอกเบี้ยผ่านการปรับโครงสร้างหนี้หรือรีไฟแนนซ์

 

รัฐบาลจีนมีแผนที่จะอนุญาตให้ผู้มีสินเชื่อบ้านทั้งหมดมูลค่ารวมกว่า 5.4 ล้านล้านดอลลาร์ สามารถรีไฟแนนซ์บ้านในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงได้ โดยให้ระยะเวลาเจรจาถึงเดือนมกราคม 2025 กับธนาคารใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นธนาคารเดิมที่เคยทำสินเชื่อไว้ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกในปี 2007-2008 ที่รัฐบาลอนุญาตให้สามารถทำธุรกรรมดังกล่าวได้

 

Winnie Wu หัวหน้าฝ่ายนักกลยุทธ์ตลาดทุนจีนของ Bank of America กล่าวว่า “บางคนคิดว่ามาตรการรีไฟแนนซ์ของจีนจะช่วยกระตุ้นภาคการบริโภค นั่นเป็นแค่มุมมองความคิดเพียงด้านเดียว การปรับลดสินเชื่อบ้านลงจะทำให้ธนาคารต้องปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากลงตาม และเมื่อดอกเบี้ยเงินฝากลดลง รายได้ภาคครัวเรือนจากดอกเบี้ยเงินฝากก็จะลดลงเช่นกัน”

 

Wu กล่าวเสริมว่า การลดดอกเบี้ยไม่ใช่นโยบายที่ดีที่สุด การบีบสัดส่วนกำไรของธนาคารจะทำได้แค่ช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น รัฐบาลจีนจำเป็นต้องสร้างแนวโน้มของผลตอบรับที่เป็นบวกมากกว่าการสร้างผลกระทบเชิงลบเรื่อยๆ เช่นนี้

 

อ้างอิง:

The post JPMorgan คาดวิกฤตอสังหาจีนลากยาวถึงปี 2025 ส่วนมาตรการสั่งแบงก์ลดดอกเบี้ยแค่ช่วยประคอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ Maersk ยืนยัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ‘ไร้สัญญาณถดถอย’ เผยดีมานด์ในอุตสาหกรรมเดินเรือแข็งแกร่ง สินค้าคงคลังของสหรัฐฯ ไม่เข้าข่ายภาวะเสี่ยง https://thestandard.co/us-economy-has-no-signs-of-recession/ Thu, 08 Aug 2024 02:35:22 +0000 https://thestandard.co/?p=968799

Vincent Clerc ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษั […]

The post ซีอีโอ Maersk ยืนยัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ‘ไร้สัญญาณถดถอย’ เผยดีมานด์ในอุตสาหกรรมเดินเรือแข็งแกร่ง สินค้าคงคลังของสหรัฐฯ ไม่เข้าข่ายภาวะเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>

Vincent Clerc ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทขนส่งทางเรือยักษ์ใหญ่ชั้นนำของโลกอย่าง Maersk แสดงความเห็นระหว่างให้สัมภาษณ์กับรายการ Squawk Box Europe ของทางสถานีโทรทัศน์ CNBC เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (7 สิงหาคม) ว่ายังไม่เห็นสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ ตามที่บรรดานักลงทุนทั้งหลายหวาดวิตกกัน เนื่องจากความต้องการในการขนส่งสินค้าทางเรือยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

 

ในฐานะบริษัทผู้ให้บริการขนส่งทางเรือยักษ์ใหญ่ชั้นนำของโลกอย่าง Maersk การเติบโตของบริษัท จึงมักถูกนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญใช้เป็นมาตรวัดสถานะความแข็งแกร่งของการค้าโลก

 

ทั้งนี้ ซีอีโอของ Maersk ระบุว่า สิ่งที่ตนเองประสบในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาคือตลาดขนส่งทางเรือและความต้องการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และตลาดโดยรวมยังคงมีความยืดหยุ่นท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดภาวะถดถอย พร้อมย้ำว่าความต้องการตู้คอนเทนเนอร์โดยทั่วไปเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจระดับมหภาค

 

นอกจากนี้ Clerc ยังอธิบายเพิ่มเติมว่าสินค้าคงคลังของสหรัฐฯ ซึ่งหมายรวมถึงสินค้าที่จัดเก็บก่อนส่งมอบหรือแปรรูป ในขณะนี้อยู่ในระดับที่สูงกว่าเมื่อต้นปี และไม่ได้อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงหรือดูเหมือนจะสามารถบ่งชี้ถึงการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญในการดำเนินการ

 

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารของ Maersk ย้ำว่า แม้จะสังเกตเห็นตัวเลขที่ไม่อาจคาดเดาได้สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่สถานการณ์ดังกล่าวก็ไม่ได้ส่งผลต่อความต้องการขนส่งทางเรืออย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด 

 

Clerc ระบุว่า สิ่งที่บริษัทพิจารณาคือ คำสั่งซื้อจากผู้ค้าปลีกและแบรนด์ชั้นนำในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคสำหรับผู้บริโภคจำนวนมาก โดยความต้องนำเข้ามายังสหรัฐฯ ในเดือนที่กำลังจะมาถึงดูเหมือนจะยังค่อนข้างแข็งแกร่ง ดังนั้น หากใช้บริษัท Maersk เป็นตัวชี้วัด ข้อมูลที่บริษัทมีอยู่ขณะนี้ก็ชี้ไปที่ระดับความเชื่อมั่นที่ดีกว่าระดับการบริโภคในปัจจุบันในสหรัฐฯ จะดำเนินต่อไป

 

ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เกิดความกังวลเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ข้อมูลบ่งชี้การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเปราะบางและอ่อนแอกว่าที่คาด ส่งผลให้บรรดานักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนในตลาดตื่นตระหนกไปตามๆ กัน ฉุดตลาดหุ้นวอลล์สตรีทให้ร่วงลงอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา 

 

สำหรับข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ พบว่า สินค้าคงคลังในอุตสาหกรรมการค้าปลีกของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมาตรวัดปริมาณการผลิตที่ไม่ต้องการ (Measure of Unwanted Build) ในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 5.33% จากปีที่แล้วมาอยู่ที่ 7.9386 แสนล้านดอลลาร์ 

 

อย่างไรก็ตาม รายงานที่เผยแพร่โดยแพลตฟอร์มลีสซิ่ง Container xChange เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (7 สิงหาคม) ระบุว่า ตัวชี้วัดบ่งชี้ว่าสินค้าคงคลังสูงกว่าความต้องการ ซึ่งหมายถึง ‘เวลาที่รุ่งเรือง’ กำลังน้อยลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าสำหรับผู้ค้าตู้คอนเทนเนอร์ ตลาดโลจิสติกส์ และผู้ค้าปลีกที่สต็อกสินค้า

 

JPMorgan คาด โอกาสเกิด ‘Soft Landing’ 35-40% 

 

ด้าน Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan กล่าวแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปีนี้ ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่า ส่วนตัวยังคงให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ โดยที่สหรัฐฯ จะมีโอกาสเผชิญกับภาวะ ‘Soft Landing’ อยู่ที่ประมาณ 35-40%

 

ขณะเดียวกัน เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า Dimon ปรับเปลี่ยนมุมมองตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ว่าตลาดมีทัศนคติในแง่ดีเกินไปเกี่ยวกับความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ Dimon กล่าวว่า โอกาสนั้นยังคงอยู่ในระดับ ‘ใกล้เคียงกัน’ กับที่เคยพูดถึงในช่วงก่อนหน้า 

 

ทั้งนี้ Dimon ชี้แจงว่า สถานการณ์ตลาดโดยรวมยังมีความไม่แน่นอนมากมาย และปัจจัยที่มักทำให้เกิดความตกตะลึงในตลาดอยู่เสมอก็คือ ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ภูมิรัฐศาสตร์ ที่อยู่อาศัย การขาดดุล การใช้จ่าย นโยบายการเงินที่เข้มงวด และการเลือกตั้ง

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะผู้บริหารสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ วัดจากปริมาณสินทรัพย์ Dimon ยอมรับว่า แม้จะเคยเตือนเรื่องพายุเฮอริเคนทางเศรษฐกิจในปี 2022 แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คาดไว้ และแม้ปริมาณผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้บัตรเครดิตจะเพิ่มขึ้น แต่สหรัฐอเมริกาในขณะนี้ก็ไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอยอีกต่อไป 

 

เขากล่าวเพิ่มว่า โดยส่วนตัวยังรู้สึกระแวงเล็กน้อยว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะสามารถทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงให้ได้ตามเป้าหมายที่ 2% ได้จากการใช้จ่ายในอนาคตกับเศรษฐกิจสีเขียวและการทหารหรือไม่ เพราะมีผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากมาย อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้ว Dimon ยังคงมีมุมมองในแง่บวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ หากสหรัฐฯ ประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยเล็กน้อย (Mild Recession) หรือแม้แต่เศรษฐกิจถดถอยในระดับที่หนักหน่วงขึ้น สหรัฐฯ ก็ยังคงไม่เป็นไร แน่นอนว่า อาจมีผู้คนตกงานมากขึ้น แต่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเผชิญกับ Hard Landing

 

อ้างอิง: 

The post ซีอีโอ Maersk ยืนยัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ‘ไร้สัญญาณถดถอย’ เผยดีมานด์ในอุตสาหกรรมเดินเรือแข็งแกร่ง สินค้าคงคลังของสหรัฐฯ ไม่เข้าข่ายภาวะเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: JPMorgan ชี้ ‘อินเดีย’ ไร้เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-29072024-2/ Mon, 29 Jul 2024 02:00:37 +0000 https://thestandard.co/?p=964142

นักเศรษฐศาสตร์ JPMorgan ชี้ ‘อินเดีย’ กำลังประสบปัญหาไร […]

The post ชมคลิป: JPMorgan ชี้ ‘อินเดีย’ ไร้เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักเศรษฐศาสตร์ JPMorgan ชี้ ‘อินเดีย’ กำลังประสบปัญหาไร้แรงขับเคลื่อนใหม่หนุนเศรษฐกิจโต ในขณะที่รัฐบาลอินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ประกาศคุมเข้มทางการคลัง ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: JPMorgan ชี้ ‘อินเดีย’ ไร้เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เปิดสมรภูมิ Data Center ไทย-มาเลเซีย ชิง ‘ฮับ’ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-12072024-3/ Fri, 12 Jul 2024 06:32:31 +0000 https://thestandard.co/?p=956840

เปิดสมรภูมิ Data Center ‘ไทย’ ชู 5 ข้อได้เปรียบชิงฮับภู […]

The post ชมคลิป: เปิดสมรภูมิ Data Center ไทย-มาเลเซีย ชิง ‘ฮับ’ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปิดสมรภูมิ Data Center ‘ไทย’ ชู 5 ข้อได้เปรียบชิงฮับภูมิภาค ฟาก JPMorgan ชี้ ‘มาเลเซีย’ กำลังแจ้งเกิด มีศักยภาพน่าลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เปิดสมรภูมิ Data Center ไทย-มาเลเซีย ชิง ‘ฮับ’ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
เม็ดเงินกำลังไหลเข้าตลาดบอนด์ ‘อินเดีย’ หลักหมื่นล้านดอลลาร์ JPMorgan จ่อเพิ่มอินเดียเข้าดัชนีบอนด์สิ้นเดือนนี้ https://thestandard.co/billions-flowing-indian-bond-market/ Wed, 19 Jun 2024 10:59:40 +0000 https://thestandard.co/?p=947254 ตลาดบอนด์ อินเดีย

พันธบัตรรัฐบาลอินเดียกำลังถูกเพิ่มเข้าไปในดัชนีระดับโลก […]

The post เม็ดเงินกำลังไหลเข้าตลาดบอนด์ ‘อินเดีย’ หลักหมื่นล้านดอลลาร์ JPMorgan จ่อเพิ่มอินเดียเข้าดัชนีบอนด์สิ้นเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดบอนด์ อินเดีย

พันธบัตรรัฐบาลอินเดียกำลังถูกเพิ่มเข้าไปในดัชนีระดับโลกหลายตัว โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้คาดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินเข้าตลาดตราสารหนี้ของอินเดียได้มากถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์ (หรือราว 1.46 ล้านล้านบาท)

 

JPMorgan Chase & Co. วางแผนที่จะเพิ่มพันธบัตรรัฐบาลอินเดียเข้าไปในดัชนีพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของตัวเอง นั่นคือ JPMorgan Government Bond Index-Emerging Markets (GBI-EM) ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ นับเป็นการเพิ่มอินเดียเข้าไปในดัชนีบอนด์ระดับโลกครั้งแรก

 

นอกจากนี้ Bloomberg Index Services Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Bloomberg News ก็จะเริ่มรวมพันธบัตรของอินเดียไว้ใน Emerging Market Local Currency Government Index ในเดือนมกราคม 2025

 

โดยก่อนหน้านี้ Goldman Sachs คาดว่าตลาดตราสารหนี้ของอินเดียจะมีเงินไหลเข้ามากกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ นับจากเวลาที่ประกาศจนถึงสิ้นสุดระยะเวลา (Scale-in Period) หรือประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน

 

ขณะที่ FTSE Russell ของอังกฤษ ก็กำลังพิจารณาที่จะเพิ่มอินเดียเข้าไปในดัชนีตราสารหนี้ด้วยเช่นกัน

 

Gloria Kim หัวหน้าฝ่ายวิจัยดัชนีระดับโลกของ JPMorgan กล่าวในเดือนพฤษภาคมว่า “จนถึงตอนนี้ ผลตอบรับของตลาดยังเป็นบวกเป็นส่วนใหญ่ โดยลูกค้าดัชนีส่วนใหญ่ของเราพร้อมที่จะซื้อขายแล้ว”

 

ข่าวดังกล่าวได้จุดประกายให้นักลงทุน ตั้งแต่กองทุนยักษ์ใหญ่อย่าง T. Rowe Price Group Inc. และ abrdn เพิ่มพันธบัตรรัฐบาลอินเดียในพอร์ตการลงทุน

 

โดยนับตั้งแต่ JPMorgan ประกาศการตัดสินใจในเดือนกันยายน การลงทุนจากต่างประเทศในพันธบัตรรัฐบาลอินเดียก็เพิ่มขึ้น 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจากไหลออกสุทธิระหว่างปี 2020-2022

 

อ้างอิง:

The post เม็ดเงินกำลังไหลเข้าตลาดบอนด์ ‘อินเดีย’ หลักหมื่นล้านดอลลาร์ JPMorgan จ่อเพิ่มอินเดียเข้าดัชนีบอนด์สิ้นเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย่าชะล่าใจ! เจมี ไดมอน เตือนสหรัฐฯ มีโอกาสเข้าสู่ภาวะ Stagflation ขณะที่ความเสี่ยง Hard Landing ยังไม่หมดไป https://thestandard.co/us-has-a-chance-of-entering-stagflation/ Fri, 24 May 2024 03:59:06 +0000 https://thestandard.co/?p=937076

เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JPMorgan แสดงความเห็ […]

The post อย่าชะล่าใจ! เจมี ไดมอน เตือนสหรัฐฯ มีโอกาสเข้าสู่ภาวะ Stagflation ขณะที่ความเสี่ยง Hard Landing ยังไม่หมดไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JPMorgan แสดงความเห็นเตือนบรรดานักวิเคราะห์และนักลงทุนในตลาดโดยระบุว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในเวลานี้จะมีปัจจัยบวกที่หนุนให้การเติบโตแข็งแกร่ง แต่ในท้ายที่สุดแล้วก็ยังไม่สามารถระวังและมองข้ามโอกาสที่จะลงจอดอย่างรุนแรง (Hard Landing)

 

ทั้งนี้การลงจอดอย่างรุนแรงอาจหมายถึงภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรง หลังธนาคารกลางใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวเพื่อกำราบเงินเฟ้อ

 

ขณะเดียวกันไดมอนยังแสดงความเห็นว่า ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับสหรัฐฯ คือความเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะงักงันที่มาพร้อมกับเงินเฟ้อสูง

 

โดยไดมอนกล่าวอีกว่า ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นสถานการณ์ Stagflation ซึ่งอัตราเงินเฟ้อยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การเติบโตจะชะลอตัว ท่ามกลางการว่างงานสูง ซึ่งภาวะนี้หมายความว่ากำไรของบริษัทต่างๆ จะลดลง และแม้ว่าในท้ายที่สุดเศรษฐกิจโลกจะสามารถปรับตัวอยู่รอดได้ แต่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะ Stagflation ก็สูงกว่าที่ใครหลายคนคิด

 

อย่างไรก็ตาม ไดมอนชี้ว่า ต่อให้สถานการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในเวลานี้จะค่อนข้างน่ากังวล แต่กำลังการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงอยู่ในสภาพที่ดี แม้ว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยก็ตาม ก่อนชี้ไปที่ตัวเลขอัตราการว่างงานล่าสุดซึ่งอยู่ต่ำกว่า 4% ในขณะที่ค่าจ้าง ราคาบ้าน และราคาหุ้นกำลังปรับตัวสูงขึ้น

 

ไดมอนกล่าวอีกว่า เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอยู่ในระดับต่ำ โดยในรายงานสรุปการประชุม Fed เมื่อเดือนพฤษภาคมที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ (22 พฤษภาคม) แสดงให้เห็นว่า Fed มีความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อมากขึ้น โดยสมาชิกของคณะกรรมการนโยบายการเงินระบุว่า พวกเขาขาดความมั่นใจในการผ่อนปรนนโยบายการเงินและลดอัตราดอกเบี้ย

 

จากข้อมูลของ CME FedWatch พบว่า ครึ่งหนึ่งของเหล่าเทรดเดอร์ที่ตอบแบบสอบถามต่างให้น้ำหนักว่า Fed จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนกันยายน ซึ่งแรกเริ่มเดิมที Fed คาดการณ์ว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 3 ครั้งในปีนี้

 

ทั้งนี้ภายใต้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ไดมอนประเมินว่า Fed มีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเล็กน้อย และโอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแทนที่จะปรับลดก็มีค่อนข้างสูงกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดคิด โดยเหตุผลหลักเป็นเพราะมาตรการกระตุ้นทางการเงินทางการคลังจำนวนมหาศาลยังอยู่ในระบบ และอาจยังคงผลักดันสภาพคล่องบางส่วน

 

ขณะเดียวกันสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าก็คือ โลกในขณะนี้ยังไม่มีการเตรียมพร้อมสำหรับภาวะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นแต่อย่างใด อีกทั้งสิ่งที่ต้องพึงตระหนักให้มากก็คือ สิ่งที่คาดการณ์ต่อให้ดีแค่ไหนก็อาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเสมอไป

 

อ้างอิง:

The post อย่าชะล่าใจ! เจมี ไดมอน เตือนสหรัฐฯ มีโอกาสเข้าสู่ภาวะ Stagflation ขณะที่ความเสี่ยง Hard Landing ยังไม่หมดไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
JPMorgan ประเมินต้นทุนการขุด Bitcoin ลดลงจาก 50,000 ดอลลาร์ เหลือ 45,000 ดอลลาร์ https://thestandard.co/bitcoin-mining-cost-estimate-drops-to-45k-as-inefficient-miners-exit-jpmorgan/ Mon, 20 May 2024 05:12:04 +0000 https://thestandard.co/?p=935686

จากรายงานในช่วงสัปดาห์ก่อน (16 พฤษภาคม) ของ JPMorgan สถ […]

The post JPMorgan ประเมินต้นทุนการขุด Bitcoin ลดลงจาก 50,000 ดอลลาร์ เหลือ 45,000 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากรายงานในช่วงสัปดาห์ก่อน (16 พฤษภาคม) ของ JPMorgan สถาบันการเงินชั้นนำของโลก เผยว่า ด้วยค่า Hashrate (ความยากในการขุด Bitcoin) และพลังงานที่ใช้ในปัจจุบัน จะทำให้ต้นทุนการขุด Bitcoin อยู่ที่ราว 45,000 ดอลลาร์ต่อ BTC ลดลงจาก 50,000 ดอลลาร์ต่อ BTC ในช่วงก่อนหน้านี้

 

สาเหตุสำคัญเป็นเพราะหลังเหตุการณ์ Halving ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้ผลตอบแทนของ Bitcoin ต่อบล็อกลดลงไป 50% กดดันเหล่านักขุดที่ไม่สามารถทำกำไรต้องเลิกจากธุรกิจขุด Bitcoin ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องให้ค่า Hashrate ลดต่ำลง

 

แต่สถานการณ์ Hashrate ที่ลดลงในตอนนี้มีความล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากการเกิดขึ้นของ Runes Protocol บนเครือข่าย ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมธุรกรรมดีดขึ้นชั่วคราว

 

Nikolaos Panigirtzoglou นักกลยุทธ์จาก JPMorgan ชี้ว่า การดีดขึ้นของค่าธรรมเนียมธุรกรรมทำให้รายได้ของนักขุดเพิ่มขึ้นชั่วคราว เพื่อมาทดแทนผลตอบแทนจากการขุดที่ลดลง ทำให้รายได้ของเหล่านักขุดยังดูเหมือนไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป

 

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมจาก Runes Protocol เป็นเหตุการณ์ระยะสั้น หลังจากที่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมากิจกรรมของนักลงทุนและค่าธรรมเนียมบนเครือข่ายก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาที่ท้าทายสำหรับนักขุด เพื่อที่จะสามารถรักษาระดับรายได้ให้คงเดิมในสภาวะแวดล้อมหลังการ Halving

 

รายงานของ JPMorgan ยังชี้ว่า ตัวเลขการใช้พลังงานในการขุด Bitcoin ลดลงเร็วแซงหน้าอัตราการลดลงของ Hashrate หลังกระแสของ Runes Protocol หดหายไป สะท้อนให้เห็นว่านักขุดที่ไม่สามารถรักษารายได้ไว้ได้กำลังออกจากตลาดนี้ไปเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ไม่เพียงเท่านั้น ยิ่งราคา Bitcoin ปรับลดลงก็ยิ่งส่งผลต่อรายได้ของนักขุดที่ลดลง จนท้ายที่สุดนักขุดที่ไม่สามารถทำกำไรได้ก็ต้องออกจากตลาดไปเช่นกัน

 

เหตุการณ์เหล่านี้ก็จะยิ่งกลายเป็นวงจรให้ Hashrate และพลังงานในการขุด Bitcoin ลดลง แล้วส่งผลต่อต้นทุนของ Bitcoin ต่อเหรียญลดลงตามมา

 

นักวิเคราะห์ของ JPMorgan ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในระยะสั้นถึงกลางต่อจากนี้ โอกาสในการปรับขึ้นของ Bitcoin ดูจะมีจำกัด เนื่องจากปัจจัยกดดันตลาดที่ค่อนข้างสูง การขาดปัจจัยกระตุ้นเชิงบวก และการขับเคลื่อนตลาดจากนักลงทุนรายย่อย

 

อ้างอิง:

The post JPMorgan ประเมินต้นทุนการขุด Bitcoin ลดลงจาก 50,000 ดอลลาร์ เหลือ 45,000 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิทคับชี้ ราคา Bitcoin ไม่เคยทำสถิติใหม่ได้ก่อนเกิด Halving JPMorgan เชื่อ ราคาที่สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี รับรู้ข่าวดีไปหมดแล้ว https://thestandard.co/bitcoin-never-hit-a-new-record-before-the-halving/ Wed, 28 Feb 2024 06:54:09 +0000 https://thestandard.co/?p=905251

จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บร […]

The post บิทคับชี้ ราคา Bitcoin ไม่เคยทำสถิติใหม่ได้ก่อนเกิด Halving JPMorgan เชื่อ ราคาที่สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี รับรู้ข่าวดีไปหมดแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เตือนให้นักลงทุนจับตาการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin อย่างใกล้ชิด พร้อมเตือนว่าจากสถิติของปรากฏการณ์ Bitcoin Halving ที่ผ่านมา 3 ครั้ง ไม่เคยมีครั้งไหนที่ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดได้ก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น

 

ขณะที่ JPMorgan เชื่อว่าราคา Bitcoin ที่สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี รับรู้ข่าวดีไปหมดแล้ว

 

บิทคับเตือนระวังการลงทุน

 

จิรายุสกล่าวผ่านงานเสวนา ‘Digital Assets Navigator เจาะลึกวงในทิศทางสินทรัพย์ดิจิทัล (by Bitkub’s Crypto Theses)’ เพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์สินทรัพย์ดิจิทัลในแง่มุมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2567 และเหตุการณ์ Bitcoin ETF และ Bitcoin Halving ที่จะส่งผลต่อการเติบโตของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลว่า ในปี 2567 เป็นปีที่วงการสินทรัพย์ดิจิทัลมีความคึกคักและน่าจับตามอง เพราะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นถึง 2 เรื่อง อาทิ การประกาศอนุมัติให้ Bitcoin Spot ETF สามารถเปิดซื้อขายได้อย่างถูกกฎหมายของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา 

 

ตลาดคริปโตในปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับกองทุนระดับโลกต่างๆ เช่น BlackRock, Vanguard ฯลฯ ที่มีมูลค่าประมาณ 130 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมูลค่าของวงการคริปโตยังนับว่าน้อยอยู่มาก แต่หากกองทุนที่เพิ่งได้อนุมัติ Bitcoin Spot ETF มีการซื้อขาย Bitcoin เพียงแค่ 5% ของมูลค่ากองทุน จะทำให้เงินสถาบันจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตมากยิ่งกว่ามูลค่าของตลาดทั้งหมดเสียอีก

 

อย่างไรก็ตาม ปีนี้เป็นปีที่จะเกิดปรากฏการณ์ Bitcoin Halving ขึ้นเป็นรอบที่ 4 ในช่วงเดือนเมษายนนี้ ซึ่งตามสถิติในแต่ละรอบที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีรอบไหนที่ Bitcoin ทำ New High ก่อน Halving นักลงทุนจึงควรระมัดระวังและคอยจับตาอย่างใกล้ชิด แต่อย่างน้อย Bitcoin Spot ETF ก็ยังทำให้รู้สึกปลอดภัยได้ว่า ยังมีเงินสถาบันที่จะไหลเข้ามาเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในรอบนี้เพิ่มอีกด้วย โดยเมื่อดูตามสถิติต่างๆ และตัวเลขแล้ว เชื่อว่าวงการคริปโตยังมีโอกาสเติบโตได้อีก

 

ทั้งนี้ ฝากคำแนะนำให้นักลงทุนหน้าใหม่และผู้ที่สนใจลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลว่า ขอให้ศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนให้ดี เพราะสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ละคนมีความพร้อม เงินทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ไม่เหมือนกัน นึกถึงคำที่ Warren Buffett เคยบอกว่า คุณไม่จำเป็นต้องสวิงไม้เบสบอลทุกครั้งที่เขาขว้างลูกมา แต่ให้ดูความพร้อมของตัวเองและรอจังหวะที่คุณพร้อม ดังนั้นทุกคนควรทำความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองจะลงทุนให้ดีทุกครั้ง

 

JPMorgan เชื่อ ราคา Bitcoin สะท้อนข่าวดีไปหมดแล้ว

 

Nikolaos Panigirtzoglou หัวหน้านักวิเคราะห์ของ JPMorgan สถาบันการเงินชั้นนำของโลก และทีมงาน ออกรายงานเกี่ยวกับ Bitcoin ล่าสุดว่า ณ ราคาปัจจุบันของเหรียญ Bitcoin และ Ethereum ได้รับรู้ข่าวดีเกี่ยวกับปรากฏการณ์ Halving และการอัปเกรดเครือข่ายในปี 2024 ของ Bitcoin และ Ethereum ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ล่าสุดราคา Bitcoin เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 56,000-57,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับแต่ปลายปี 2021

 

รายงานดังกล่าวประเมินว่า ณ ตอนนี้ตลาดคริปโตมีปัจจัยขับเคลื่อน (Catalysts) หลักอยู่ 3 ประการ ได้แก่ 1. ปรากฏการณ์ Halving ของ Bitcoin ในปีนี้ 2. การอัปเกรดเครือข่าย Ethereum และ 3. การอนุมัติกองทุน Ethereum Spot ETF ในช่วงเดือนพฤษภาคมปีนี้

 

ปัจจัยดังกล่าวทำให้ราคาของคริปโตต่างๆ ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้กระแสของนักลงทุนรายย่อยเริ่มกลับเข้ามาสนใจคริปโตนับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา หลังจากห่างหายไปเป็นปีนับตั้งแต่ช่วง 2 ปีก่อน 

 

Nikolaos ยังได้บอกอีกว่า กิจกรรมการซื้อขายในวอลเล็ตของนักลงทุนรายย่อยแซงหน้ากิจกรรมการซื้อขายคริปโตของนักลงทุนสถาบันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

จากข้อมูลของ Block Inc., PayPal Inc. และ Robinhood Market Inc. สะท้อนให้เห็นว่า ยอดการซื้อขาย Bitcoin สุทธิเป็นบวกโดยลูกค้านับตั้งแต่ไตรมาส 4/23 กลับตัวขึ้นมาจากไตรมาส 3/23 อย่างมีนัยสำคัญ

 

ไม่เพียงเท่านั้น ยอดการซื้อขาย Bitcoin ของนักลงทุนรายย่อยใน Coinbase ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีการปรับตัวขึ้นมามากสุดในรอบ 2 ปีเช่นกัน

 

แต่ทั้งนี้นักวิเคราะห์รายดังกล่าวได้เขียนในรายงานว่า ปัจจัยสองอย่างแรกอันได้แก่ การ Halving ของ Bitcoin ในช่วงกลางปีนี้ และการอัปเกรดเครือข่าย Ethereum ได้สะท้อนอยู่ในราคาปัจจุบันของทั้ง Bitcoin และ Ethereum เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่โอกาสสำหรับการอนุมัติกองทุน Ethereum Spot ETF ในช่วงเดือนพฤษภาคมปีนี้ สะท้อนอยู่ในราคาประมาณ 50%

 

โดย JPMorgan มองว่า Gary Gensler ประธานกรรมการ ก.ล.ต. สหรัฐฯ มอง Ethereum ว่าไม่ได้เป็นหลักทรัพย์มาโดยตลอด ทำให้กองทุนดังกล่าวอาจไม่ได้รับการอนุมัติ แต่อย่างไรก็ดี สถาบันการเงินอื่นอย่าง Standard Chartered กลับมองว่า Ethereum Spot ETF มีโอกาสได้รับการอนุมัติภายในเดือนพฤษภาคมนี้

 

อ้างอิง:

The post บิทคับชี้ ราคา Bitcoin ไม่เคยทำสถิติใหม่ได้ก่อนเกิด Halving JPMorgan เชื่อ ราคาที่สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี รับรู้ข่าวดีไปหมดแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุนสถาบันที่ยังเชื่อมั่นในบล็อกเชนเหลือเพียง 7% https://thestandard.co/institutional-investors-believe-in-blockchain/ Tue, 13 Feb 2024 10:03:26 +0000 https://thestandard.co/?p=899207

ในรายงานล่าสุดของ JPMorgan สถาบันการเงินชั้นนำของโลก จา […]

The post นักลงทุนสถาบันที่ยังเชื่อมั่นในบล็อกเชนเหลือเพียง 7% appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในรายงานล่าสุดของ JPMorgan สถาบันการเงินชั้นนำของโลก จากการสำรวจข้อมูลของนักลงทุนสถาบันมากกว่า 4,000 คน พบว่า มีความเปลี่ยนแปลงมุมมองความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยเหลือเพียงแค่ 7% เท่านั้นที่ยังเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีบล็อกเชนว่าจะเติบโตในช่วง 3 ปีต่อจากนี้

 

ซึ่งตัวเลขดังกล่าวลดลงจากช่วงปี 2022 อย่างมีนัยสำคัญ ที่นักลงทุนสถาบันเคยมีความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีบล็อกเชนมากถึง 25% ของผู้เข้าทำแบบสำรวจ คิดเป็นการปรับตัวลงกว่า 72% เลยทีเดียว

 

จากตัวเลขเหล่านี้ยังพบว่า 78% ของผู้ตอบแบบสำรวจนี้ ไม่มีแผนที่จะเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลแม้แต่น้อย ในขณะที่ 9% ของผู้เข้าร่วมมีกิจกรรมการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอีก 12% มีแผนจะลงทุนในตลาดคริปโตภายใน 5 ปีนี้

 

แม้ความนิยมและความเชื่อมั่นของบล็อกเชนต่อนักลงทุนจะลดลงดังที่กล่าวมา แต่ก็ยังติดเทรนด์อันดับ 3 ของแบบสำรวจที่นักลงทุนยังจับตามอง รองลงมาจาก AI (Artificial Intelligence) ที่ 61% และ API Integration ที่ 13%

 

ซึ่งดูเหมือนว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงพ้นจุดต่ำสุดของกระแสคริปโตแล้ว เนื่องจากข้อมูลของ Galaxy Digital ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2023 ทั้งจำนวนดีลการซื้อ-ขายกิจการคริปโตและจำนวนเงินลงทุนในคริปโตก็เป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ของปี 2020

 

ในรายงานของ Galaxy Digital ก็ได้เผยว่า สภาพแวดล้อมการระดมทุนในแวดวงคริปโตก็นับว่าท้าทายต่อการระดมทุนอย่างมากในช่วงนี้ แต่ก็มีโอกาสกลับมาดีขึ้นในช่วงต่อจากนี้

 

โดยในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2023 ที่ผ่านมา วงการ Venture Capitalist มีการระดมทุนไปได้รวมกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท เป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบปีนับตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ของปี 2022 ทั้งยังมีกองทุนใหม่เพิ่มขึ้นมาเป็น 15 กอง จาก 12 กองในช่วงไตรมาสที่ 2 แต่ทั้งนี้ ขนาดของกองทุนก็ลดลงพอสมควรจากช่วงตลาดกระทิง

 

อ้างอิง:

The post นักลงทุนสถาบันที่ยังเชื่อมั่นในบล็อกเชนเหลือเพียง 7% appeared first on THE STANDARD.

]]>
JPMorgan ชี้ การที่เหรียญ USDT ครองมาร์เก็ตแชร์เบอร์หนึ่งในตลาด Stablecoin เป็นเรื่องร้ายของวงการคริปโต https://thestandard.co/jpmorgan-usdt-stablecoin-crypto/ Tue, 06 Feb 2024 01:40:55 +0000 https://thestandard.co/?p=896438 Stablecoin

ในรายงานวิจัยล่าสุดของ JPMorgan เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน (1 […]

The post JPMorgan ชี้ การที่เหรียญ USDT ครองมาร์เก็ตแชร์เบอร์หนึ่งในตลาด Stablecoin เป็นเรื่องร้ายของวงการคริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stablecoin

ในรายงานวิจัยล่าสุดของ JPMorgan เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน (1 กุมภาพันธ์) ชี้ว่า การขึ้นครองส่วนแบ่งทางการตลาดเบอร์หนึ่งในตลาด Stablecoin ของเหรียญ USDT ถือว่าเป็นเรื่องร้ายของวงการคริปโตเคอร์เรนซีในภาพรวม

 

โดยงานวิจัยเผยว่า ล่าสุด Tether มีการเติบโตทั้งในแง่มูลค่าตามตลาด (Market Capitalization) และส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) อย่างรวดเร็วจากการที่มีผู้ใช้ทั้งใน CeFi (Centralized Finance) และ DeFi (Decentralized Finance) มากขึ้น

 

และในช่วงสัปดาห์ก่อน Tether ก็รายงานผลกำไรไตรมาส 4 ของบริษัทว่าแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาที่ 2.85 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท พร้อมกับมูลค่าตามตลาดของเหรียญ USDT ที่ 1 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.5 ล้านล้านบาท

 

แต่ทั้งนี้ Nikolaos Panigirtzoglou นักวิเคราะห์ของ JPMorgan กล่าวว่า เนื่องด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันของเหรียญ Stablecoin โดยรวมที่กำลังเผชิญกับการฟ้องร้องจากศาลและการกำกับดูแลในประเด็นต่างๆ 

 

ทำให้ Tether (USDT) ซึ่งเป็นเหรียญเบอร์หนึ่งในตลาด Stablecoin มีความเสี่ยงมากที่สุดต่อการโดนฟ้อง เนื่องจากขาดการดำเนินตามกฎระเบียบอย่างรัดกุม รวมไปถึงความโปร่งใสที่ยังไม่ชัดเจน

 

ทางด้านงานวิจัยดังกล่าวได้กล่าวต่อไปว่า นี่อาจเป็นโอกาสสำหรับเหรียญ Stablecoin ที่มีการดำเนินทางกฎหมายได้อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบและมีความโปร่งใส ให้สามารถแย่งส่วนแบ่งได้อย่างรวดเร็วหากเหรียญเบอร์ต้นโดนภาครัฐเล่นงาน

 

ซึ่ง Circle ผู้ออกเหรียญ USDC หนึ่งในเหรียญ Stablecoin เบอร์ต้นๆ ของตลาดที่กำลังมีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อาจเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีโอกาสได้รับผลบวกจากการกำกับดูแลที่เข้มข้นขึ้นในครั้งนี้  

 

อ้างอิง: 

The post JPMorgan ชี้ การที่เหรียญ USDT ครองมาร์เก็ตแชร์เบอร์หนึ่งในตลาด Stablecoin เป็นเรื่องร้ายของวงการคริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>