Emerging Markets Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/emerging-markets/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 13 Mar 2026 03:02:01 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จับตา Stagflation หากสงครามตะวันออกกลางลุกลาม มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ 2-6 สัปดาห์ https://thestandard.co/middle-east-stagflation-oil-impact/ Fri, 13 Mar 2026 03:02:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1186984 ภาพกราฟแสดงความเสี่ยง Stagflation จากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ […]

The post จับตา Stagflation หากสงครามตะวันออกกลางลุกลาม มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ 2-6 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงความเสี่ยง Stagflation จากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกอาจเสี่ยงก้าวเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากต่อการดำเนินนโยบายทางการเงิน

 

นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ ผู้อำนวยการ Wealth and Investment Advisory SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันในปัจจุบันมาจากความกังวลเชิงโครงสร้าง เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันถึง 30% ของโลก และมีจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ที่มีการขนส่งน้ำมันผ่านถึง 20% โดยในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูงมาก ระหว่างวันเคยพุ่งทะลุไปถึง 119 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับลดลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 87 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

 

ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นนี้ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง เช่น ราคาตั๋วเครื่องบิน และต้นทุนการผลิต ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุน (Cost-Push Inflation)

 

อย่างไรก็ตาม SCB CIO ประเมินกรณีฐาน (Base Case) ว่าสงครามในครั้งนี้จะกินเวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์ และราคาน้ำมันจะเฉลี่ยอยู่ที่ราว 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

 

ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว ประเมินว่าจะส่งผลให้เงินเฟ้อโลกปรับเพิ่มขึ้นเพียง 0.4% และกระทบต่อการเติบโตของจีดีพีโลก (GDP Growth) ให้ลดลงราว 0.2-0.4% เมื่อเทียบกับคาดการณ์ของ IMF ที่มองว่าจีดีพีโลกปีนี้จะเติบโตได้ 3.3% ผลกระทบดังกล่าวจึงไม่รุนแรงพอที่จะนำไปสู่ภาวะ Stagflation แต่เป็นเพียง Energy Shock ในระยะสั้นเท่านั้น เว้นแต่สถานการณ์จะลุกลามมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หรือยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ 2-6 สัปดาห์ ผลกระทบก็อาจจะรุนแรงขึ้นได้

 

จับตา Fed เลื่อนหั่นดอกเบี้ย เสี่ยงเจอภาวะ Higher for Longer

 

สำหรับทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) นิสารัตน์ระบุว่า จากเดิมในเดือนธันวาคม ปี 2025 ที่ผ่านมา Fed ผ่าน Dot Plot เคยส่งสัญญาณอาจลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ขณะที่ตลาดคาดหวังว่าจะลดถึง 2 ครั้งในปีนี้ แต่จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่า Fed อาจจะต้อง เลื่อนการตัดสินใจลดดอกเบี้ยที่เคยมองไว้ในช่วงกลางปีออกไปก่อน

 

ทั้งนี้แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดในขณะนี้คือ เฟดจะ คงดอกเบี้ย เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันอย่างรอบคอบ และหากสงครามยืดเยื้อจนราคาน้ำมันค้างอยู่ในระดับสูง โอกาสที่ตลาดจะต้องเผชิญกับภาวะดอกเบี้ยสูงยาวนาน หรือ Higher for Longer ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และราคาน้ำทรงตัวในระดับสูงต่อไป

 

Emerging Market เจ็บหนัก ส่วน ‘ดอลลาร์-ทองคำ’ ครองแชมป์หลบภัย

 

เมื่อเจาะลึกถึงผลกระทบต่อสินทรัพย์การลงทุน พบว่า ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market: EM) ได้รับผลกระทบหนักที่สุด และปรับตัวลดลงแรงกว่าตลาดสหรัฐฯ เนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

 

  • หลายประเทศในกลุ่ม EM พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนที่สูง
  • ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นกระทบโดยตรงต่อความอ่อนไหวของดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) และฉุดรั้ง GDP
  • ก่อนหน้านี้ตลาด EM ให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี เมื่อเกิดภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) นักลงทุนจึงเลือกเทขายทำกำไรออกมาเป็นอันดับแรก ประกอบกับปัจจัยกดดันจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า

 

ในทางกลับกัน ผู้ชนะ ในสถานการณ์นี้คือ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) โดยมีเม็ดเงินไหลเข้าจนหนุนให้แข็งค่าขึ้นราว 2% ในระยะสั้น ขณะที่ ทองคำ แม้จะมีจังหวะย่อตัวลงมาบ้าง แต่ในภาพยาวถือเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น และทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) จากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks) ได้เป็นอย่างดี

 

3 กลยุทธ์จัดพอร์ต ฝ่ามรสุมความไม่แน่นอน

 

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ยังไม่รู้จุดจบแน่ชัดว่าจะลากยาว 4-6 สัปดาห์หรือไม่ นิสารัตน์ได้ให้คำแนะนำ 3 ข้อในการปรับพอร์ตลงทุ ดังนี้

 

  • Don’t Panic & Stay Invested โดยอย่าตื่นตระหนกและอยู่ในตลาดต่อไป เพราะจากสถิติในอดีต หากเหตุการณ์สงครามผ่านพ้นไปโดยที่ไม่ได้ทำให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในท้ายที่สุดผลตอบแทนทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้จะสามารถปรับตัวฟื้นกลับขึ้นมาได้เสมอ
  • กระจายการลงทุน (Diversification) โดยควรบริหารความเสี่ยงผ่านกองทุนแบบ Multi-Asset เพราะเมื่อหุ้นลง จะมีสินทรัพย์อื่นขึ้นมาช่วยชดเชย พร้อมทั้งแนะนำให้กระจายการลงทุนไปในหลากหลายประเทศและหลากหลายสินทรัพย์
  • จัดสรรสินทรัพย์ปลอดภัยติดพอร์ต ซึ่งควรแบ่งสัดส่วนการลงทุนมาที่ ทองคำ เพื่อเป็นเครื่องมือ Hedge พอร์ตลงทุน และกระจายพอร์ตไปยังสินทรัพย์ที่อิงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD Base) เพื่อเปิดรับโอกาสรับผลตอบแทนในช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะ Risk-off

The post จับตา Stagflation หากสงครามตะวันออกกลางลุกลาม มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ 2-6 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องงบ บจ. สหรัฐฯ ไตรมาส 4/25 สัญญาณดี แต่ตลาด ‘เสียงแตก’ หุ้นกลุ่มไหนน่าลงทุน-กลุ่มไหนควรถอย https://thestandard.co/us-earnings-q4-market-outlook/ Sat, 14 Feb 2026 03:04:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1178408 ภาพกราฟและตัวเลขทางการเงิน สะท้อนถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ และความผันผวนในตลาดหุ้น

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ช่วงนี้เต็มไปด้วยความผ […]

The post ส่องงบ บจ. สหรัฐฯ ไตรมาส 4/25 สัญญาณดี แต่ตลาด ‘เสียงแตก’ หุ้นกลุ่มไหนน่าลงทุน-กลุ่มไหนควรถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟและตัวเลขทางการเงิน สะท้อนถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ และความผันผวนในตลาดหุ้น

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ช่วงนี้เต็มไปด้วยความผันผวน แม้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ของสหรัฐฯ แม้จะทยอยประกาศงบไตรมาส 4/2025 ออกมาในทิศทางที่น่าพอใจ แต่ปฏิกิริยาของตลาดกลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า จากการเปิดเผยข้อมูลล่าสุด บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ของสหรัฐฯ จะทยอยประกาศงบไตรมาส 4/2025 ซึ่งมีการประกาศงบออกมาแล้วประมาณ 80% ของมูลค่าตลาด (Market Cap) พบว่าภาพรวมถือว่า แข็งแกร่ง โดยรายได้เติบโตเฉลี่ย 9% และกำไรสุทธิเติบโตถึง 13% สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Economies of Scale) ที่กำไรเติบโตเร็วกว่ารายได้

 

เมื่อเจาะลึกลงรายเซกเตอร์ พบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

 

  • กลุ่มเทคโนโลยีและ AI Infrastructure เป็นพระเอกที่ผลประกอบการออกมาดีกว่าคาดการณ์ โดย 76% ของบริษัทในกลุ่มนี้รายงานงบดีกว่าที่ตลาดคาดไว้
  • กลุ่มการเงินและอุตสาหกรรม ภาคธนาคารและการเงินฟื้นตัวได้ดี เช่นเดียวกับกลุ่มการผลิตและโลหะ ที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบาย Reshoring หรือ การดึงฐานการผลิตกลับประเทศ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวขึ้น
  • กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) เป็นกลุ่มที่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัว สะท้อนว่าผู้บริโภคชาวอเมริกันเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายจากภาวะค่าครองชีพสูง

 

เจาะลึก ‘AI Monetization’ ดาบสองคมของหุ้น Tech

 

ประเด็นร้อนแรงที่สุดในฤดูกาลประกาศงบครั้งนี้คือเรื่องของ AI แม้รายได้จากธุรกิจ Cloud AI ของบริษัทระดับ Hyperscaler Google, Microsoft จะเติบโตสูงถึง 40-50% ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าการลงทุนเริ่มสร้างรายได้จริง แต่ตลาดกลับตอบรับในเชิงลบ

 

โดยสาเหตุหลักมาจาก ตัวเลขเม็ดเงินลงทุน (Capex) ที่สูงเกินคาด ผู้บริหารต่างมุ่งมั่นทุ่มเงินลงทุนเพื่อรองรับยุคสมัยใหม่ของ AI ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายพุ่งสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลและเทขายทำกำไรออกมา โดยเฉพาะในหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นไปสูงแล้ว

 

นอกจากนี้ ยังเกิดภาพ Divergence ในกลุ่มเทคโนโลยีด้วยกันเอง ดังนี้

 

  • กลุ่ม Hardware/Infrastructure ยังคงได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
  • กลุ่ม Software แม้งบจะออกมาดีมาก แต่ราคาหุ้นกลับร่วงหนัก เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมองข้ามช็อตไปอีก 3-5 ปีข้างหน้า ด้วยความกังวลว่า AI จะเข้ามา Disruption ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบเดิม เช่น การเก็บค่าไลเซนส์ หรือค่าที่ปรึกษา อาจถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ทำให้หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ถูกเทขายสวนทางกับฮาร์ดแวร์

 

ปรับพอร์ตรับมือภูมิทัศน์การลงทุนที่เปลี่ยนไป

 

ชาตรีประเมินว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี มี Valuation ที่ค่อน ข้างตึงตัว มี PE ที่ 17-22 เท่า ในขณะที่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เทรดกันที่ PE เพียง 10-15 เท่า โดยมีคาดการณ์การเติบโตของกำไรสูงถึง 16-17% ซึ่งสูงกว่าสหรัฐฯ

 

เปิดกลยุทธ์คำแนะนำการลงทุน ต้องกระจายความเสี่ยง

 

  1. แนะนำให้กระจายความเสี่ยงลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่ราคาแพง และกระจายเงินลงทุนไปยังกลุ่มอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่
    • กลุ่มการเงิน (Financials) ได้ประโยชน์จากตลาดทุนที่ฟื้นตัวและ Wealth Management
    • กลุ่ม Healthcare รายได้เริ่มฟื้นตัวและเป็นกลุ่มที่ถูกลืมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
    • กลุ่ม Real Sector เช่น การผลิต โลหะ และเซมิคอนดักเตอร์ ที่เป็นการผลิตจริง
  2. มองหาโอกาสลงทุนในตลาดกลุ่มประเทศฝั่งตะวันออก ปีนี้เม็ดเงินมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดเอเชียและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี เช่น เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, ไต้หวันและประเทศที่การบริโภคเติบโตสูง เช่น อินเดีย, เวียดนาม รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่อาจได้อานิสงส์จากกระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) นี้เช่นกัน

 

สำหรับกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน โดยนักเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำให้ขายทำกำไร (Take Profit) ในหุ้น Tech สหรัฐฯ และโยกเงินมาลงทุนในฝั่งเอเชีย

 

ส่วนนักลงทุนระยะยาว หากถือครองหุ้นสหรัฐฯ ไม่เยอะ สามารถถือต่อได้ หรือรอจังหวะสะสมเมื่อตลาดย่อตัว แต่ต้องเลือกรายตัวอย่างระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงธุรกิจที่เสี่ยงถูก AI Disrupt

 

มอง ‘ทองคำ’ ยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ยังน่าสะสม

 

ในส่วนของทองคำ SCB CIO มองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ควรสะสมในระยะยาว เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงทยอยซื้อทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์สหรัฐฯ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ภาคครัวเรือนก็เริ่มหันมามองทองคำในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุนมากขึ้น โดยมองกรอบแนวรับสำคัญสำหรับการทยอยสะสมอยู่ที่บริเวณ 4,700-4,800 ดอลลาร์

 

โดยสรุป ฤดูประกาศงบครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้พื้นฐานบริษัทจะยังดี แต่ความคาดหวังของตลาดนั้นสูงกว่า การลงทุนในปีนี้จึงต้องเน้นลงทุนแบบ Selective และกระจายความเสี่ยงออกจากจุดที่ร้อนแรงเกินไป เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว

 

ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

The post ส่องงบ บจ. สหรัฐฯ ไตรมาส 4/25 สัญญาณดี แต่ตลาด ‘เสียงแตก’ หุ้นกลุ่มไหนน่าลงทุน-กลุ่มไหนควรถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘Emerging Markets’ ดาวรุ่งพุ่งแรง จ่อรับเม็ดเงินไหลเข้าอีก 5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังดอลลาร์อ่อนค่าหนุน https://thestandard.co/keep-eye-emerging-markets-rising/ Mon, 22 Dec 2025 03:16:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1156702 จับตา ‘Emerging Markets’ ดาวรุ่งพุ่งแรง จ่อรับเม็ดเงินไหลเข้าอีก 5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังดอลลาร์อ่อนค่าหนุน

ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) กำลังถูกจับตามองอย่างมา […]

The post จับตา ‘Emerging Markets’ ดาวรุ่งพุ่งแรง จ่อรับเม็ดเงินไหลเข้าอีก 5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังดอลลาร์อ่อนค่าหนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘Emerging Markets’ ดาวรุ่งพุ่งแรง จ่อรับเม็ดเงินไหลเข้าอีก 5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังดอลลาร์อ่อนค่าหนุน

ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) กำลังถูกจับตามองอย่างมากในฐานะหนึ่งในธีมการลงทุนเด่นรับปี 2026 หลังจากปี 2025 กลายเป็นปีที่เงินทุนไหลเข้าแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ผู้จัดการกองทุนจำนวนมากเชื่อว่ากระแสเงินลงทุนรอบใหม่ในตลาดเกิดใหม่ไม่ได้เป็นเพียงการฟื้นตัวระยะสั้น แต่กำลังก้าวเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นหลายปี

 

ปีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 ที่หุ้นตลาดเกิดใหม่ให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นสหรัฐฯ ส่วนส่วนต่างอัตราผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรตลาดเกิดใหม่กับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แคบลงต่ำสุดในรอบ 11 ปี ขณะที่กลยุทธ์ carry trade ซึ่งอาศัยการกู้เงินต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ผลตอบแทนสูง ทำกำไรได้ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009

 

บรรยากาศเชิงบวกสะท้อนชัดในงานประชุมนักลงทุนของ Bank of America ที่ลอนดอน ซึ่งมีนักลงทุนเข้าร่วมกว่า 300 รายโดยแทบไม่พบมุมมองเชิงลบต่อสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ของธนาคารถึงกับสรุปว่า “นักลงทุนสายหมีในตลาดเกิดใหม่แทบสูญพันธุ์ไปแล้ว”

 

เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนี้คือการปรับทิศทางเงินลงทุนระดับโลก ผู้จัดการพอร์ตเริ่มต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากสหรัฐฯ มากขึ้น ขณะเดียวกันหลายประเทศกำลังพัฒนามีความคืบหน้าในการลดภาระหนี้และควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจของสินทรัพย์ในกลุ่มนี้ ต่างจากช่วงก่อนหน้าที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงตลาดเกิดใหม่จากผลตอบแทนที่ซบเซาและความกังวลเรื่องสงครามการค้า

 

นักลงทุนสถาบันมองปี 2025 เป็น ‘จุดเปลี่ยน’ สำคัญ จากเดิมที่คำถามคือ ตลาดเกิดใหม่ยังน่าลงทุนหรือไม่ กลายเป็นว่าคำถามนั้นแทบไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกแล้ว กระแสเชิงบวกยังได้รับแรงหนุนจากมุมมองของสถาบันการเงินรายใหญ่อย่าง JPMorgan Chase และ Morgan Stanley ที่ประเมินว่าตลาดเกิดใหม่จะได้ประโยชน์จากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ขยายตัวในวงกว้าง โดย JPMorgan คาดว่าเงินจะไหลเข้าสู่กองทุนตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่สูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีหน้า

 

แม้ราคาสินทรัพย์จะปรับขึ้นมามาก แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการถือครองตลาดเกิดใหม่ในพอร์ตทั่วโลกยังต่ำกว่าศักยภาพ เงินไหลเข้าสู่ ETF หุ้นตลาดเกิดใหม่ในสหรัฐฯ ราว 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 และกองทุนตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่รับเงินกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ทว่ายังเป็นเพียงการชดเชยเงินไหลออกสะสมกว่า 1.42 แสนล้านดอลลาร์ในช่วง 3 ปีก่อนหน้า นั่นหมายความว่าสินทรัพย์กลุ่มนี้ยังมีสัดส่วนต่ำในพอร์ตการลงทุนโลก

 

ขณะเดียวกัน น้ำหนักของตลาดเกิดใหม่ในดัชนีหุ้นและพันธบัตรโลกก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนบทบาทที่กลับมามีความสำคัญมากขึ้น นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่านักลงทุนยังมีพื้นที่ในการเพิ่มน้ำหนักลงทุนในตลาดเกิดใหม่ได้อีกมาก

 

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงยังไม่หายไป โดยเฉพาะจีนที่ยังเผชิญภาวะเงินฝืด ซึ่งอาจส่งออกกำลังการผลิตส่วนเกินไปยังกำลังพัฒนาอื่นๆ และกดดันอุตสาหกรรมท้องถิ่น อีกปัจจัยสำคัญคือทิศทางค่าเงินดอลลาร์ การอ่อนค่าลงราว 8% ในปีนี้ช่วยหนุนสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่อย่างมาก แต่หากธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่คาด ดอลลาร์อาจกลับมาแข็งค่าและสร้างแรงกดดันได้

 

ถึงกระนั้น หลายสถาบันยังมองบวก โดยเชื่อว่าอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ยังสูงพอจะดึงดูดเงินลงทุน แม้ในกรณีที่ดอลลาร์แข็งค่า ล่าสุดเพียงสัปดาห์เดียวก่อนกลางเดือนธันวาคม เงินกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ไหลเข้าสู่กองทุนตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

 

นักวิเคราะห์มองว่า หากตลาดเกิดใหม่สามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางความผันผวนของดอลลาร์และนโยบายการเงินสหรัฐฯ นักลงทุนที่ยังลังเลอาจเริ่มเชื่อว่ากำลังเกิดการปรับโครงสร้างการลงทุนครั้งใหญ่จริง และเมื่อถึงวันที่ทุกคนมั่นใจเต็มที่ โอกาสอาจไม่เปิดกว้างเหมือนในวันนี้อีกต่อไป

 

ภาพ: alexsl/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post จับตา ‘Emerging Markets’ ดาวรุ่งพุ่งแรง จ่อรับเม็ดเงินไหลเข้าอีก 5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังดอลลาร์อ่อนค่าหนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยเนื้อหอม ติดอันดับ 10 ใน ตลาดเกิดใหม่ ที่นักลงทุนสนใจ แต่ต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม ผลิตคนเก่งสู้ประเทศอื่น https://thestandard.co/thailand-top-10-emerging-markets/ Thu, 10 Apr 2025 09:16:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1062955

จากการสำรวจของ Kearney บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก ประจำปี […]

The post ไทยเนื้อหอม ติดอันดับ 10 ใน ตลาดเกิดใหม่ ที่นักลงทุนสนใจ แต่ต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม ผลิตคนเก่งสู้ประเทศอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากการสำรวจของ Kearney บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก ประจำปี 2568 สะท้อนมุมมองนักลงทุนระดับโลก เผยไทยติดอันดับ 10 ในกลุ่ม ตลาดเกิดใหม่ ที่นักลงทุนสนใจและให้ความเชื่อมั่นมากที่สุด

 

ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยหลัก เริ่มตั้งแต่ ศักยภาพของแรงงานไทย 34% รองลงมาคือ ความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และทรัพยากรธรรมชาติ ในสัดส่วน 24% เท่าๆ กัน

 

 

ที่สำคัญนักลงทุนยังชื่นชมบทบาทเชิงรุกของไทยในการส่งเสริมการลงทุนแต่สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการพัฒนานวัตกรรม และบุคลากรที่มีทักษะสูง เพื่อแข่งขันกับ ประเทศอื่น

 

ชาญชัย ถนัดค้าตระกูล กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยของ Kearney ‎กล่าวว่า ประเทศไทยได้แสดงบทบาทเชิงรุกในการส่งเสริมการลงทุนและลดอุปสรรคในการดำเนินงานของนักลงทุนต่างชาติ

 

ถึงกระนั้นในภาวะการแข่งขันที่รุนแรงการดึงดูดเงินลงทุน FDI จากหลายตลาด ทำให้ประเทศจำเป็นต้องเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและเสริมความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะ และสร้าง มาตรการดึงดูดการลงทุนที่ตรงจุดสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย

 

พร้อมย้ำถึงมาตรการภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐอเมริกาจะส่งผลกระทบต่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

 

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ได้แก่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรมรวมถึง ยานยนต์ ซึ่งปัจจุบันก็ล้วนต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านต้นทุนและข้อบังคับต่างๆ ที่มีความท้าทายอยู่แล้ว

 

“ถึงแม้ไทยจะเผชิญความท้าทายต่างๆแต่ยังคงรักษาจุดแข็งที่สามารถดึง นักลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน ทั้งในด้านบุคลากรที่มีศักยภาพ ความสะดวก ในการ ประกอบธุรกิจ และทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยนโยบายเชิงรุกและมาตรการส่งเสริมการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่เหมาะสมประเทศไทยจะสามารถปลดล็อกศักยภาพในการสร้างคุณค่าระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่ผันผวนได้” ชาญชัยย้ำ

 

เมื่อข้ามไปดูทางฝั่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกยังคงได้รับความเชื่อมั่นสูง โดยมี 8 ประเทศ ติดอันดับ Top 25 ของโลก ได้แก่ ญี่ปุ่น อันดับ 4, จีน รวมฮ่องกง อันดับ 6, ออสเตรเลีย อันดับ 10, เกาหลีใต้ อันดับ 14, สิงคโปร์ อันดับ 15, นิวซีแลนด์ อันดับ 16, ไต้หวัน อันดับ 23 และอินเดีย อันดับ 24

 

สำหรับการสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่านักลงทุนกว่า 82% ในภูมิภาคนี้มีแผนเพิ่มการลงทุนในช่วง 3 ปีข้างหน้าและอีก 50% มองบวกเศรษฐกิจมากขึ้นถ้าเทียบกับปีที่ผ่านมา

 

แต่ยังกังวลเรื่องของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นประกอบกับความท้าทายด้านกฎระเบียบและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ ที่ได้เพิ่มความจำเป็นเร่งด่วนในการวางแผนรับมือต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิต และยานยนต์

 

สุดท้ายแล้วผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นในการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI) ประจำปี 2568 ซึ่งจัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Kearney ได้สะท้อน มุมมองของนักลงทุนทั่วโลกในช่วงที่เศรษฐกิจและการเมืองโลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงสำคัญ

 

แม้จะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลังการเก็บข้อมูลช่วงต้นปี แต่ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่านักลงทุนยังคงให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของระบบกฎหมาย การบังคับใช้กฎระเบียบ ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจ และศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศต่างๆ และมองว่าในปีนี้ตลาดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

The post ไทยเนื้อหอม ติดอันดับ 10 ใน ตลาดเกิดใหม่ ที่นักลงทุนสนใจ แต่ต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม ผลิตคนเก่งสู้ประเทศอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fed ส่งสัญญาณชัด! เริ่มหั่นดอกเบี้ยครั้งแรกรอบประชุม 17-18 ก.ย. นี้ ฉุดดอลลาร์อ่อนต่อเนื่อง ดัน Fund Flow ไหลเข้า Emerging Markets https://thestandard.co/fed-signals-rate-cut-17-18-sep/ Tue, 27 Aug 2024 10:22:45 +0000 https://thestandard.co/?p=976083

วิเคราะห์ Fed จากการประชุม Jackson Hole ส่งสัญญาณชัดเจน […]

The post Fed ส่งสัญญาณชัด! เริ่มหั่นดอกเบี้ยครั้งแรกรอบประชุม 17-18 ก.ย. นี้ ฉุดดอลลาร์อ่อนต่อเนื่อง ดัน Fund Flow ไหลเข้า Emerging Markets appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิเคราะห์ Fed จากการประชุม Jackson Hole ส่งสัญญาณชัดเจนเริ่มลดดอกเบี้ยครั้งแรก คาดเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นในกลุ่ม Emerging Markets รวมทั้งตลาดหุ้นไทยระยะสั้น ลุ้นแตะ 1,400 จุด

 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM, Head of Investment Consultant SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า หลังการประชุม Jackson Hole เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ออกมาส่งสัญญาณชัดเจนว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของ Fed (FOMC) มีโอกาสลดดอกเบี้ยลงในการประชุมวันที่ 17-18 กันยายนนี้ โดย เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ระบุว่า แนวโน้มการลดดอกเบี้ยค่อนข้างชัดเจน ซึ่งการลดดอกเบี้ยจากนี้ไปจะปรับลดลงเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จะทยอยออกมา ทั้งตัวเลขการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อ

 

อย่างไรก็ดี หลังจากแถลงการณ์ของพาวเวลล์ พบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ของสหรัฐฯ ตอบรับในเชิงบวก โดยปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.8% และยืนอยู่ที่ระดับดังกล่าว ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงทันที รวมถึงค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอยู่ที่ราว 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และภาพรวมของตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 สิงหาคม) ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ ชาตรีประเมินว่าการส่งสัญญาณของ Fed ในรอบนี้จะเป็นการส่งสัญญาณไปยังธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกอีกด้วย เนื่องจากก่อนหน้านี้ธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกต่างรอติดตามท่าทีของ Fed เพื่อนำมาใช้พิจารณาดำเนินงานนโยบายทางการเงิน ยกเว้นธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เพียงประเทศเดียวที่ดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับขึ้น

 

คาดแบงก์ชาติทั่วโลกหั่นดอกเบี้ยตาม 0.5-1%

 

แนวโน้มดอกเบี้ยที่มีทิศทางปรับลดลงทั่วโลกถือเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมตราสารหนี้ โดยเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงก่อนหน้านี้คาดว่าจะมีทิศทางอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เพราะแม้ธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลกจะปรับลดดอกเบี้ยลง แต่อัตราการลดลงจะยังช้ากว่า Fed ซึ่งในช่วง 1 ปีข้างหน้า ตลาดคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลงประมาณ 2%

 

ขณะที่ธนาคารกลางอื่นๆ คาดว่าจะลดดอกเบี้ยลงในระดับ 0.5-1% ส่งผลให้ในระยะสั้นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อเนื่อง อีกทั้งปัจจัยเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market: EM) ด้วย ส่งผลให้มีโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Fund Flow) จะย้ายออกจากตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market: DM) มาลงทุนในกลุ่ม EM เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเข้ามาลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งน้ำมันและทองคำ ซึ่งให้ประโยชน์ตามไปด้วย

 

SCB CIO มองว่าการลงทุนในกลุ่ม EM เริ่มมีความน่าสนใจมากกว่ากลุ่ม DM เนื่องจากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ Fund Flow มีโอกาสย้ายจากกลุ่ม DM มาลงทุนในกลุ่ม EM มากขึ้น ประกอบกับในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่ม DM ให้ผลตอบแทนไปค่อนข้างมากแล้ว ดังนั้นจึงมองว่าตลาดหุ้นกลุ่ม EM โดยเฉพาะประเทศที่เศรษฐกิจมีโอกาสเติบโตได้จากการบริโภคภายในประเทศ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม จะได้ประโยชน์จาก Fund Flow ที่ไหลเข้า

 

มองหุ้นไทยเริ่มน่าสนใจช่วงสั้น มีลุ้นพุ่งแตะ 1,400 จุด

 

นอกจากนี้มีมุมมองว่าตลาดหุ้นไทยเริ่มกลับมาน่าสนใจ หลังปัจจัยการเมืองมีแนวโน้มนิ่งขึ้น ส่งผลให้มี Fund Flow ไหลกลับเข้ามาลงทุนตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 1,350 จุด ซึ่งในระยะสั้นประเมินว่ามีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 1,400 จุดได้

 

ส่วนหุ้นขนาดใหญ่ในต่างประเทศน่าสนใจน้อยลง ส่วนหนึ่งเนื่องจากในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา หุ้นขนาดใหญ่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระดับสูงมาก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีต่างๆ ในขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยที่ปรับลดลงจะเป็นประโยชน์กับหุ้นกลุ่มขนาดเล็ก รวมถึงหุ้นขนาดเล็กที่มีภาระหนี้สูงซึ่งจะได้รับประโยชน์มากกว่ากลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดีไปแล้วช่วงก่อนหน้านี้

 

ดังนั้นจึงแนะนำให้ทยอยย้ายเงินลงทุนออกจากหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยีที่สร้างผลตอบแทนได้ดีก่อนหน้านี้ไปลงทุนในหุ้นขนาดกลางหรือขนาดเล็กมากขึ้น

 

สำหรับการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ในกลุ่ม DM เช่น สหรัฐฯ หรือยุโรป มีมุมมองว่าน่าสนใจน้อยลง เนื่องจาก Bond Yield ปัจจุบันที่ระดับ 3.8% ได้ตอบรับประเด็นปรับลดดอกเบี้ยล่วงหน้าไปมากพอสมควรแล้ว

 

ดังนั้นประเมินว่าจากนี้ไป การปรับลดลงของ Bond Yield สหรัฐฯ น่าจะมีอัตราไม่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ จึงมองว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการลงทุนตราสารหนี้ในกลุ่ม DM ขณะที่นโยบายการเงินของ BOJ ดอกเบี้ยยังมีทิศทางแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้นโดยภาพรวมของ DM การลงทุนในตราสารหนี้จึงยังไม่น่าสนใจ

 

ชาตรีกล่าวต่อว่า มีมุมมองที่ว่าการลงทุนในตราสารหนี้ของกลุ่ม EM เริ่มน่าสนใจมากขึ้น โดยช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา Bond Yield ของไทยอายุ 10 ปีอยู่ที่ระดับ 2.7% แต่ปัจจุบันปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.54% ซึ่งถือว่ามีผลกระทบต่ำเมื่อเทียบกับ Bond Yield ของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงมาในอัตราที่สูงกว่า ยกเว้นจีนที่มี Bond Yield ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 2.1% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำมาก อีกทั้งตลาดตราสารของจีนจะมีความเสี่ยงในประเด็นการผิดนัดชำระหนี้ของภาคเอกชนอีกด้วย

 

กองทุนรวมอสังหา-โครงสร้างพื้นฐาน รับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาลง

 

นอกจากนี้ยังมีสินทรัพย์ที่น่าสนใจในการลงทุนกลุ่มกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาถือว่าให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้คาดว่าสินทรัพย์ลงทุนดังกล่าวจะเริ่มน่าสนใจมากขึ้น ด้วยปัจจัยบวกจากจุดเริ่มต้นของดอกเบี้ยขาลงที่ไม่เกิดขึ้นอย่างยาวนานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยการลดดอกเบี้ยหรือ Bond Yield ถือเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อสินทรัพย์ลงทุนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน เพราะการประเมินมูลค่าโครงการโดยปกติจะใช้วิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) เมื่อดอกเบี้ยลดลงจะมีผลเชิงบวกค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าของโครงการปรับเพิ่มสูงขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง

 

ดังนั้นจึงแนะนำนักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น เช่น กลุ่ม Global REITs ซึ่งจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ลดลงมาช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายให้ปรับตัวดีขึ้น

 

อีกสินทรัพย์ที่มองว่าน่าสนใจคือทองคำ ซึ่งได้รับประโยชน์ทั้งจากประเด็นที่เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าและประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในตะวันออกกลาง

 

อีกทั้งธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกยังทยอยซื้อสะสมทองคำเพื่อเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่เคยหยุดซื้อไปก่อนหน้านี้ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาก็เริ่มกลับมาทยอยซื้อทองคำอีกครั้ง ดังนั้นในระยะยาวประเมินว่าราคาทองคำยังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยเริ่มมีนักวิเคราะห์หลายแห่งประเมินว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ได้ในระยะกลางถึงระยะยาว

 

อย่างไรก็ดี มีปัจจัยที่ต้องติดตามคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุนในหลายมิติ จึงแนะนำให้เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน โดยเฉพาะในตลาดหุ้นของกลุ่ม DM ที่ปรับเพิ่มขึ้นแรงก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปี ขณะที่ตลาดหุ้นกลุ่ม EM ให้เน้นการลงทุนในประเทศที่มีการบริโภคภายในที่เติบโตได้ดี รวมถึงการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่เริ่มน่าสนใจ

The post Fed ส่งสัญญาณชัด! เริ่มหั่นดอกเบี้ยครั้งแรกรอบประชุม 17-18 ก.ย. นี้ ฉุดดอลลาร์อ่อนต่อเนื่อง ดัน Fund Flow ไหลเข้า Emerging Markets appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ความคาดหวังที่เริ่มเปลี่ยนไปของธนาคารกลาง DM vs. EM | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-15022024-2/ Thu, 15 Feb 2024 04:37:59 +0000 https://thestandard.co/?p=900219

ความคาดหวังที่เริ่มเปลี่ยนไปของธนาคารกลางประเทศ Develop […]

The post ชมคลิป: ความคาดหวังที่เริ่มเปลี่ยนไปของธนาคารกลาง DM vs. EM | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความคาดหวังที่เริ่มเปลี่ยนไปของธนาคารกลางประเทศ Developed Markets เทียบกับ Emerging Markets พูดคุยกับ ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าทีมฝ่าย SCB Chief Investment Office ธนาคารไทยพาณิชย์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ความคาดหวังที่เริ่มเปลี่ยนไปของธนาคารกลาง DM vs. EM | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
หวั่น Higher for Longer ตลาดเกิดใหม่ได้รับผลกระทบหนัก! กันยายนเดือนเดียวเงินทุนไหลออกตลาดหุ้น-บอนด์กว่า 5 แสนล้านบาท https://thestandard.co/higher-for-longer-market-september-effect/ Mon, 16 Oct 2023 08:00:04 +0000 https://thestandard.co/?p=855156 Higher for Longer

ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed […]

The post หวั่น Higher for Longer ตลาดเกิดใหม่ได้รับผลกระทบหนัก! กันยายนเดือนเดียวเงินทุนไหลออกตลาดหุ้น-บอนด์กว่า 5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Higher for Longer

ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับดอกเบี้ยสูงขึ้นและนานขึ้น (Higher for Longer) ความผันผวนของตลาดหุ้น และการเพิ่มขึ้นของ Bond Yield รัฐบาลทั่วโลก ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ (EM) กว่า 5 แสนล้านบาทในเดือนกันยายนเพียงเดือนเดียว สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) เตือน หาก Fed ส่งสัญญาณแข็งกร้าวขึ้น สถานการณ์อาจแย่ลง

 

ในรายงาน Capital Flows Tracker ประจำเดือนกันยายน 2023 ของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (Institute of International Finance: IIF) ประเมินว่า ในเดือนกันยายน 2023 เพียงเดือนเดียว ตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ตลาดเกิดใหม่ (EM) มีเงินทุนต่างชาติไหลออกราว 1.38 หมื่นล้านดอลลาร์ (หรือกว่า 5 แสนล้านบาท) และนับเป็นการไหลออกเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันแล้ว

 

IIF ยังระบุอีกว่า สาเหตุของปรากฏการณ์นี้มาจากความผันผวนในตลาดหุ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ท่ามกลางการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ และการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก

 

โดยตลาดหุ้นจีนเผชิญกับการไหลออกราว 4.4 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายน ขณะที่ตลาดหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่ไม่รวมจีน (EM Excluding China Equity) เผชิญการไหลออกราว 7.5 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียวกัน

 

ขณะที่ตลาดบอนด์ตลาดเกิดใหม่ที่ไม่รวมจีนเผชิญการไหลออกที่ราว 2.6 พันล้านดอลลาร์ ส่วนตลาดบอนด์จีนเผชิญการไหลออกราว 4.4 พันล้านดอลลาร์ในเวลาเดียวกัน

 

IIF ระบุอีกว่า อัตราเงินเฟ้อในประเทศตลาดเกิดใหม่กำลังค่อยๆ กลับไปสู่ช่วงเป้าหมาย และความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจที่ลดลงจะช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าเงินที่ผันผวน ทำให้สถานการณ์กระแสเงินทุนอาจดีขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมเหล่านี้อาจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือได้หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทำให้ Fed มีจุดยืนที่แข็งกร้าวมากขึ้น

 

สิ่งเหล่านี้ทำให้การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) รอบถัดไป ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายนนี้ ถูกจับตามองอย่างมาก

 

อ้างอิง:

The post หวั่น Higher for Longer ตลาดเกิดใหม่ได้รับผลกระทบหนัก! กันยายนเดือนเดียวเงินทุนไหลออกตลาดหุ้น-บอนด์กว่า 5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับสัญญาณโลกเข้าสู่ภาวะ ‘การค้าถดถอย’ ด้าน Citi เตือนตลาดเกิดใหม่เสี่ยงเป็นพิเศษ https://thestandard.co/citi-warned-emerging-markets-risk-recession-trade/ Wed, 02 Aug 2023 08:34:54 +0000 https://thestandard.co/?p=824603 Citi

นักเศรษฐศาสตร์ Citi เตือนว่าโลกอาจกำลังเข้าสู่ภาวะการค้ […]

The post จับสัญญาณโลกเข้าสู่ภาวะ ‘การค้าถดถอย’ ด้าน Citi เตือนตลาดเกิดใหม่เสี่ยงเป็นพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Citi

นักเศรษฐศาสตร์ Citi เตือนว่าโลกอาจกำลังเข้าสู่ภาวะการค้าถดถอย ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงให้ประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เป็นพิเศษ

 

โดยตามรายงานล่าสุดขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาคาดการณ์ว่า ปริมาณการค้าสินค้าโลก (Volume of World Merchandise Trade) น่าจะเติบโตเพียง 1.7% ในปีนี้ จาก 2.7 ในปี 2022 สอดคล้องกับข้อมูลของ Citi ที่แสดงให้เห็นว่าปริมาณการนำเข้าทั่วโลก (Global Import Volumes) ที่ติดลบในช่วงปลายปีที่แล้ว ก็ยังคงติดลบในช่วงต้นปี 2023

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปข้างหน้าในปี 2024 WTO มองว่าการค้าโลกมีแนวโน้มดีดตัวขึ้นเป็น 3.2% อย่างไรก็ตาม WTO ก็เตือนว่าการประมาณการนี้มีความไม่แน่นอนมากกว่าปกติ เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านลบจำนวนมาก รวมถึงความตึงเครียดทางการเมือง อุปทานอาหารตกต่ำ และผลกระทบจากการนโยบายทางการเงินแบบตึงตัว

 

ความเสี่ยงเกี่ยวกับภาวะการค้าโลกถดถอยกำลังดูน่ากังวลมากขึ้น หลังจากรัฐบาลประเทศต่างๆ ทยอยประกาศตัวเลขส่งออกช่วงครึ่งปีแรกออกมา โดยจะเห็นได้ว่าประเทศตลาดเกิดใหม่เอเชียที่พึ่งพาภาคส่งออกไม่มากก็น้อยกำลังประสบกับความยากลำบาก

 

โดยตามข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์พบว่าอัตราการขยายตัวมูลค่าส่งออกตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายนปี 2023 ของไต้หวันติดลบ 18.1%, สิงคโปร์ติดลบ 10%, อินโดนีเซียติดลบ 8.8%, อินเดียติดลบ 8.7%, มาเลเซียติดลบ 8.4% และไทยติดลบ 5.4% เป็นต้น

 

นอกจากนี้ เมื่อมองไปในแนวโน้มข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนอีกมาก เช่น นโยบายการกีดกันทางการค้า (Protectionism) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการหันไปพึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่น (Localising of Supply Chains) มากขึ้น รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและเอลนีโญ

 

Citi

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post จับสัญญาณโลกเข้าสู่ภาวะ ‘การค้าถดถอย’ ด้าน Citi เตือนตลาดเกิดใหม่เสี่ยงเป็นพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุนแห่เข้าหุ้นตลาดเกิดใหม่กว่า 1 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน แต่ระวัง ‘งานเลี้ยงอาจใกล้เลิกรา’ https://thestandard.co/investors-crowded-emerging-markets/ Sat, 28 Jan 2023 05:19:37 +0000 https://thestandard.co/?p=743058 นักลงทุน

นักลงทุนกำลังแห่เข้าลงทุนในหุ้นและพันธบัตรในตลาดเกิดใหม […]

The post นักลงทุนแห่เข้าหุ้นตลาดเกิดใหม่กว่า 1 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน แต่ระวัง ‘งานเลี้ยงอาจใกล้เลิกรา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุน

นักลงทุนกำลังแห่เข้าลงทุนในหุ้นและพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ (EM) ในระดับที่สูงเกือบเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง และการเปิดประเทศของจีนช่วยพลิกสถานการณ์วิกฤตจากปีที่แล้ว 

 

จากข้อมูลของแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง ตลาดตราสารทุนและตราสารหนี้ของประเทศเกิดใหม่ได้ดึงดูดเงินทุนมากถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์ต่อวันในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ความเร็วของเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในขณะนี้ เป็นรองเพียงแค่ช่วงหลังยกเลิกมาตรการปิดเมืองในช่วงปลายปี 2020 และต้นปี 2021 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา 

 

การไหลเข้าของเงินทุนที่แข็งแกร่งเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของความเชื่อมั่นในปีนี้ หลังจากผลประกอบการอันย่ำแย่เป็นส่วนใหญ่ของตลาดที่เกิดขึ้นในปี 2022 อัตราเงินเฟ้อโลกที่ลดลงทำให้นักลงทุนจำนวนมากเดิมพันว่าธนาคารกลางในตลาดที่พัฒนาแล้ว รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ จะหยุดเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่สำคัญของตลาดเกิดใหม่

 

ภัยคุกคามจากภาวะถดถอยเริ่มแผ่วลง โดยข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี (26 มกราคม) แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตเกินความคาดหมายในไตรมาสสุดท้ายของปี 2022 โดยขยายตัวในอัตรา 2.9% ต่อปี ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ

 

การตัดสินใจของจีนในการยกเลิกนโยบาย Zero-COVID ก็ส่งผลกระทบด้วยเช่นกัน ข้อมูลจาก IIF ระบุว่า เงินทุนที่ไหลเข้าประเทศจีนคิดเป็นมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์ จากทั้งหมด 1.1 พันล้านดอลลาร์ต่อวันของตลาดเกิดใหม่ทั้งหมด ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ กำลังได้รับประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของจีนด้วยเช่นกัน

 

ขณะที่ J.P. Morgan คาดว่า GDP ในตลาดเกิดใหม่จะเติบโต 1.4% ซึ่งมากกว่าอัตราการเติบโตของประเทศที่พัฒนาแล้วในปี 2023 โดยเพิ่มขึ้นจาก 0% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2022

 

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดเกิดใหม่จะเริ่มต้นอย่างแข็งแกร่งในปี 2023 นักลงทุนและนักวิเคราะห์บางส่วนยังมองว่าอัตราการไหลเข้าของเงินอาจมีความผันผวนสูง

 

Paul Greer ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนสำหรับหนี้ EM ของ Fidelity International กล่าวว่า จะเห็นการขยายตัวที่มากขึ้นของจีนในไตรมาสที่หนึ่งและสองของปี 2023 อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ราคาในตอนนี้เป็นราคาที่ตลาดรับรู้เหตุการณ์ทั้งหมดไปแล้ว

 

Greer ระบุว่า การฟื้นตัวนี้ส่วนหนึ่งมาจากนักลงทุนที่กลับมาลงทุนในสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ หลังจากที่ลดระดับลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสามไตรมาสแรกของปีที่แล้ว 

 

ก่อนหน้านี้ ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งประสบปัญหาในการเติบโตอย่างรวดเร็วจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008-2009 และได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษจากอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นทั่วโลก และเงินดอลลาร์แข็งค่าในช่วงปี 2022

 

Greer กล่าวเพิ่มว่า แม้จะมีการฟื้นตัวแต่นักลงทุนก็ยังไม่ควรมองการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ในอนาคตในแง่ดีมากนักจากปัญหาที่รุมเร้า เช่น ระดับหนี้ที่เพิ่มขึ้น ความตึงเครียดทางการคลังที่มากขึ้น และข้อมูลประชากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะลดศักยภาพการเติบโตลง จึงเป็นเรื่องยากที่จะร่าเริงกับตลาดเกิดใหม่เหมือนก่อนเกิดโควิด


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง: 

The post นักลงทุนแห่เข้าหุ้นตลาดเกิดใหม่กว่า 1 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน แต่ระวัง ‘งานเลี้ยงอาจใกล้เลิกรา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรีนีตี้ คาด Fed กลับลำปลายปีนี้ ‘ลดดอกเบี้ย’ สู้ Recession – ดัน Fund Flow หนีสหรัฐฯ เข้าตลาด EM ช่วงครึ่งหลังปีนี้ https://thestandard.co/trinity-expect-fed-interest/ Thu, 12 Jan 2023 06:48:01 +0000 https://thestandard.co/?p=736221 ทรีนีตี้

บล.ทรีนีตี้ ประเมินสหรัฐอเมริกาเผชิญ Recession เสี่ยง G […]

The post ทรีนีตี้ คาด Fed กลับลำปลายปีนี้ ‘ลดดอกเบี้ย’ สู้ Recession – ดัน Fund Flow หนีสหรัฐฯ เข้าตลาด EM ช่วงครึ่งหลังปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรีนีตี้

บล.ทรีนีตี้ ประเมินสหรัฐอเมริกาเผชิญ Recession เสี่ยง GDP ติดลบ 4 ไตรมาสติด กดดันธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เปลี่ยนนโยบายหันมาลดดอกเบี้ยปลายปีนี้ ระบุเป็นผลบวกกับตลาดหุ้น EM เหตุ Fund Flow จะหนีจากสหรัฐฯ ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชีย พร้อมมองหุ้นไทยไตรมาส 1 ให้ผลตอบรับดีสุด รับอานิสงส์ดอลลาร์อ่อน

 

วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือ การตัดสินใจเรื่องนโยบายดอกเบี้ยของ Fed ในช่วงกลางปีนี้จะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดและจะมีผลต่อทิศทางตลาดทุนทั่วโลก โดยคาดการณ์ไว้ 3 กรณี ได้แก่

  • กรณีที่ 1: Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ในไตรมาส 1 สู่ระดับ 5% แล้วหยุดทั้งปี มองมีโอกาสเกิดขึ้น 35-40% ผลคือตลาดหุ้นทั่วโลกจะ Sideway Up แต่ Fund Flow จะเคลื่อนย้ายมาสู่เอเชียเหนือมากขึ้น (กรณีฐาน)
  • กรณีที่ 2: Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ในไตรมาส 1 สู่ระดับ 5% แล้วปรับลดลงกว่า 1-1.5% ในไตรมาส 4 มองมีโอกาสเกิดขึ้น 30-35% ผลคือตลาดหุ้นใน Emerging Market จะ Outperform
  • กรณีที่ 3: Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ในไตรมาส 1 สู่ระดับ 5% ในไตรมาส 1 และหยุด และปรับขึ้นดอกเบี้ยต่ออีกครั้งในช่วงปลายปีสู่ระดับ 6.5% มองมีโอกาสเกิดขึ้นแค่ 20% โดยจะมีผลกระทบคือตลาดหุ้นทั่วโลกจะปรับฐาน ซึ่งเป็นกรณีสถานการณ์ที่เลวร้ายสุด

 

โดยประเมินว่า 2 กรณีแรกจะมีโอกาสเกิดขึ้นสูงสุด พร้อมทั้งการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ของสหรัฐ ส่งผลให้ Fed ปรับลดดอกเบี้ยนโนบาย ขณะที่จีนได้ประกาศเปิดประเทศ จะส่งผลให้ Fund Flow ไหลออกจากสหรัฐฯ และเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market: EM) ต่อเนื่องจากปี 2565 เห็นได้จากการที่นักลงทุนต่างประเทศซื้อหุ้นในอาเซียน 6 ประเทศ กว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็น Fund Flow ที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ 

 

ขณะที่ประเทศไทยพบว่ามี Fund Flow จากนักลงทุนต่างประเทศไหลเข้ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 2 แสนล้านบาท ทำให้ MSCI ของอาเซียนถูก Overweight สูงกว่า Benchmark กว่า 1.6% และเงินยังไหลเข้าต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์แรกของปี 2566 ซึ่งนักลงทุนต่างประเทศเป็นฝ่ายซื้อสุทธิกว่า 7.8 พันล้านบาทในตลาดหุ้นไทย และ 4.2 หมื่นล้านบาทในตลาดพันธบัตรระยะสั้นไทย และยังคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นเงินไหลไปลงทุนประเทศในเอเชียเหนือ เช่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน มากขึ้น และจะทำให้กลุ่มเทคในจีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ Outperform ขึ้นมา ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อ Fund Flow ไหลออกจากตลาดหุ้นอาเซียน รวมถึงหุ้นไทย        

 

ขณะที่ในปี 2566 ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนได้รับแรงกระแทกจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งเป็นผลจากการที่ Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรวดเร็วในปี 2565 โดยขึ้นดอกเบี้ยรวมกว่า 4% เพื่อที่ลดแรงกดดันเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นในระดับ 8-9% ในปี 2565 หรือที่เราเรียกว่า Over-Tightening เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2523 และ Fed ต้องลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเศรษฐกิจ มองว่าเงินเฟ้อของสหรัฐฯ จะแตะระดับ 2% ใน 2 ปีข้างหน้า มองค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และจะไม่กลับไปแข็งค่าอีกในระยะสั้น

 

นอกจากนี้ ผลกระทบจากการที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ยแรงและเร็ว จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจจะติดลบ 0.1% ในไตรมาส 2 ปีนี้ และอาจจะลากยาวถึงติดลบ 2.3% ในไตรมาส 1/67 ขณะที่เศรษฐกิจยูโรโซนอาจจะติดลบ 0.4% ในไตรมาส 4/65 และติดลบอีก 0.4% ในไตรมาส 1 ปีนี้ ก่อนที่ฟื้นตัวบวก 0.2% ในไตรมาส 2 ส่วนเศรษฐกิจจีนมองการฟื้นตัวอยู่ที่ระดับ 4-5% และอาจจะฟื้นตัวแตะระดับ 6.8% ในไตรมาส 2/67 จึงมองการ Overweight ตลาดหุ้นจีนยังได้ประโยชน์จากอุปสงค์ที่ซ่อนอยู่ (Pent Up Demand) และเงินออมที่เก็บไว้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด ตลอดจนการที่กองทุนระดับโลกยังคง Underweight หุ้นจีน 3-5%

                                                                                    

สำหรับตลาดหุ้นไทยปี 2566 มีทั้งปัจจัยบวกและลบที่มีผลต่อการลงทุน และมองว่าดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งอยู่ระหว่าง 300 จุด (13 เท่าของกำไรต่อหุ้น 117 บาท และ 15 เท่าของกำไรต่อหุ้น 117 บาท ในปี 2567 ตามลำดับ) โดยช่วงไตรมาส 1 ปีนี้จะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด

 

โดยมีโอกาสเห็นดัชนีขึ้นไปถึงระดับ 1,700 จุด แนะนำการลงทุนเป็น Sector Rotation โดยให้น้ำหนักลงทุนมากกว่าตลาด (Overweight) ไปยังกลุ่มธนาคาร, กลุ่มค้าปลีก, กลุ่มโรงไฟฟ้า, กลุ่ม Infrastructure Fund, กลุ่ม Industrial Estate และกลุ่มโทรคมนาคม แต่ให้น้ำหนักลงทุนน้อยกว่าตลาด (Underweight) กลุ่มพลังงาน  

 

“ช่วงไตรมาสที่ 1/66 ตลาดหุ้นอาเซียน และ SET Index จะ Outperform ตลาดหุ้นโลก เพราะตลาดหุ้นอาเซียนได้ผลประโยชน์จากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลง ต้นทุนวัตถุดิบที่ถูกลง เงินเฟ้อที่ลดลง แต่คาดว่านับตั้งแต่ไตรมาส 2 หรืออย่างช้าในไตรมาส 4 นักลงทุนต่างประเทศเริ่มหาจังหวะที่จะลดการลงทุนหุ้นในอาเซียน อาจขายหุ้นประมาณหนึ่งส่วนสามของ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่ซื้อมาปี 2565 หรือ 4 พันล้านดอลลาร์ เพื่อคงน้ำหนักลงทุนให้เท่า Benchmark MSCI Emerging Market”

 

การจัด Asset Allocation ปี 2566 ให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน Global Fixed Income 25-30% หุ้นใน Emerging Market 20-25% โดยเน้นน้ำหนักหุ้นจีนและเวียดนาม, หุ้นไทย 10-15%, ทองคำ 5-10%, หุ้นยุโรปและหุ้นญี่ปุ่น 5% และเงินสด 25-30%

 

“ปี 2566 เป็นปีที่มีความผันผวนอย่างมาก มีทั้งปัจจัยที่เป็นบวกและลบผสมกันอย่างมาก เงินทุนเคลื่อนย้ายเร็วขึ้น Fed มีโอกาสกลับทิศจากการขึ้นดอกเบี้ยต้นปี ไปเป็นลดดอกเบี้ยแทน และอาจจะลดกว่า 1.75% ในปลายปี 2566 หรือการลดดอกเบี้ยของ Fed จะเกิดขึ้นอย่างช้าที่สุดในไตรมาส 1/67 หรือเรียกว่า Fed Pivot ค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วช่วงที่ Fed หยุดการขึ้นดอกเบี้ย กลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้ Overweight ในสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ดอลลาร์ มองค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น ขณะที่ราคาทองคำในรูปเงินดอลลาร์มีโอกาสขยับค่าขึ้น”

 

สำหรับทิศทางดอกเบี้ยของไทย ประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย อาจจะปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% อีก 2 ครั้ง ในวันที่ 25 มกราคม และ 29 มีนาคมปีนี้ แล้วจะหยุดการขึ้นดอกเบี้ย เพราะเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ทรีนีตี้ คาด Fed กลับลำปลายปีนี้ ‘ลดดอกเบี้ย’ สู้ Recession – ดัน Fund Flow หนีสหรัฐฯ เข้าตลาด EM ช่วงครึ่งหลังปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: พิษเงินเฟ้อดันหนี้กลุ่มประเทศ EM พุ่ง รัฐระดมออกมาตรการพยุงค่าครองชีพ | Morning Wealth 16 ก.ย. 2565 https://thestandard.co/morning-wealth-16092022/ Fri, 16 Sep 2022 01:27:17 +0000 https://thestandard.co/?p=682287

ประเมินสถานการณ์หนี้ประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียพุ่ง หลัง […]

The post ชมคลิป: พิษเงินเฟ้อดันหนี้กลุ่มประเทศ EM พุ่ง รัฐระดมออกมาตรการพยุงค่าครองชีพ | Morning Wealth 16 ก.ย. 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • ประเมินสถานการณ์หนี้ประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียพุ่ง หลังรัฐระดมออกมาตรการชดเชยผลกระทบเงินเฟ้อ รายละเอียดเป็นอย่างไร
  • วิเคราะห์แนวโน้มค่าเงินบาทและมุมมองต่อทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย พูดคุยกับ สงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายทีม Investment and Markets Research สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: พิษเงินเฟ้อดันหนี้กลุ่มประเทศ EM พุ่ง รัฐระดมออกมาตรการพยุงค่าครองชีพ | Morning Wealth 16 ก.ย. 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กอบศักดิ์’ เตือนวิกฤตหนี้ในกลุ่มประเทศ EM กำลังลามเป็นวงกว้าง ชี้ไทยเสี่ยงโดนหางเลขด้วย https://thestandard.co/kobsak-pootrakool/ Wed, 31 Aug 2022 07:37:14 +0000 https://thestandard.co/?p=674453 กอบศักดิ์ ภูตระกูล

‘กอบศักดิ์’ เตือนกลุ่มประเทศ EM เสี่ยงเผชิญวิกฤตหนี้ลุก […]

The post ‘กอบศักดิ์’ เตือนวิกฤตหนี้ในกลุ่มประเทศ EM กำลังลามเป็นวงกว้าง ชี้ไทยเสี่ยงโดนหางเลขด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กอบศักดิ์ ภูตระกูล

‘กอบศักดิ์’ เตือนกลุ่มประเทศ EM เสี่ยงเผชิญวิกฤตหนี้ลุกลามเป็นโดมิโน หลัง Fed ส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ พร้อมทำ QT ดึงสภาพคล่องกลับ แนะไทยเร่งเตรียมการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อฉวยโอกาสในวิกฤต

 

กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทยและกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Kobsak Pootrakool วิเคราะห์ถึงความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตหนี้ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Markets (EM) โดยระบุว่า สถานการณ์ในกลุ่ม EM ขณะนี้กำลังเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะมีประเทศอื่นๆ ทยอยเดินตามรอยศรีลังกา จนอาจลุกลามต่อกลายเป็นวิกฤตที่กระทบ Emerging Markets ทั้งหมด

 

โดยประเทศที่มีความเสี่ยงจะเข้าสู่วิกฤตหนี้เป็นรายต่อไปต่อจากศรีลังกา ได้แก่

 

  1. ปากีสถาน ซึ่งมีเงินทุนสำรองเหลือประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์ เท่ากับประมาณ 1.4 เดือนของสินค้านำเข้า ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับศรีลังกา ทำให้ต้องเข้าไปขอความช่วยเหลือจากทาง IMF ซึ่งล่าสุดได้มา 1.2 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี CDS ที่เป็นราคาของการประกันความเสี่ยงไม่ผิดนัดชำระหนี้ใน 6 เดือนข้างหน้าของปากีสถานยังคงอยู่ที่ระดับ 5,000 เทียบกับประเทศปกติที่อยู่ที่ต่ำกว่า 100 สะท้อนถึงความกังวลใจของนักลงทุน 

 

ซ้ำร้าย กำลังมีน้ำท่วมใหญ่ที่ทำให้ 1/3 ของพื้นที่ของประเทศจมน้ำ สร้างความเสียหายนับ 10,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อหมดน้ำท่วม ความทุกข์ยากต่างๆ ก็จะตามมา และด้วยเงินที่มีจำกัด วิกฤตที่อยู่ข้างหน้า การช่วยเหลือประชาชนก็จะเป็นไปอย่างจำกัดเช่นกัน โดยมีโอกาสที่เรื่องนี้จะเป็นชนวนนำไปสู่การประท้วง ลุกลามกลายเป็นปัญหาการเมืองของประเทศต่อไปได้

 

  1. เมียนมาร์ โดยล่าสุดเมียนมาร์ต้องปรับลดค่าเงินของตัวเองอีกรอบ จาก 1,850 จ๊าดต่อดอลลาร์มาเป็นประมาณ 2,100 จ๊าดต่อดอลลาร์ แต่ในตลาดมืด ล่าสุดซื้อขายกันที่ 3,500 จ๊าดต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงไปมากเมื่อเทียบกับ 1,350 จ๊าดต่อดอลลาร์เมื่อต้นปี 2021

 

  1. สปป.ลาว ซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาค่าเงินในช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินกีบก็ยังอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ไม่ดีขึ้นจากระดับต่ำกว่า 15,000 กีบต่อดอลลาร์เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว โดยล่าสุดเงินกีบอ่อนค่ามาอยู่ที่ 15,386 กีบต่อดอลลาร์ เทียบกับ 9,300 กีบต่อดอลลาร์เมื่อต้นปี 2021

 

  1. อียิปต์ นอกจากในภูมิภาคเอเชียแล้ว กลุ่มประเทศ EM ในภูมิภาคอื่นของโลกก็กำลังมีปัญหาเช่นเดียวกัน โดยอียิปต์กำลังถูกนักลงทุนจับตามอง มีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้สูงสุดในรอบ 5 ปี ค่าเงินอียิปต์ที่ต้องลดค่าจาก 15.7 ปอนด์ต่อดอลลาร์มาที่ 18.5 ปอนด์ต่อดอลลาร์เมื่อมีนาคมนี้ และล่าสุดยังอ่อนต่อเนื่องมาอยู่ที่ 19.2 ปอนด์ต่อดอลลาร์

 

  1. เอลซัลวาดอร์ (ประเทศแรกของโลกที่รับเงินคริปโตมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน) ก็กำลังมีปัญหาหนัก ล่าสุดถ้ารัฐจะกู้ยืม ออกพันธบัตรใหม่ ต้องจ่ายดอกเบี้ย +24% จากฐานดอกเบี้ยของพันธบัตรสหรัฐฯ ขณะที่ CDS ของประเทศอยู่ที่หลัก 2,700-3,400 ซ้ำร้ายเงินที่รัฐบาลเอาไปลงทุนไว้ในคริปโตก็เสียหายหนักเช่นกัน

 

  1. อาร์เจนตินา เงินเฟ้อล่าสุดของอาร์เจนตินาอยู่ที่ 70% ทำให้ค่าเงินอ่อนยวบมาอยู่ที่ 139 เปโซต่อดอลลาร์ จาก 83 เปโซต่อดอลลาร์เมื่อต้นปี 2021 โดยในอดีต ค่าเงินอาร์เจนตินาเคยอยู่ที่ 1 เปโซต่อดอลลาร์เมื่อปี 2000

 

  1. ชิลี ซึ่งเป็นประเทศที่ดูแลเศรษฐกิจของตนเองดีที่สุดในลาตินอเมริกา ล่าสุดก็กำลังประสบปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 8.5% ของ GDP ค่าเงินผันผวนจาก 800 เปโซต่อดอลลาร์ อ่อนไปที่ 1,050 เปโซต่อดอลลาร์ ก่อนที่ทางการจะต้องใช้ 10% ของเงินสำรอง หรือ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เข้าดูแล แม้อาจจะไม่เสี่ยงเท่ากับประเทศอื่นๆ แต่การที่ประเทศชั้นนำระดับชิลีมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนก็สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหาที่กำลังก่อตัว

 

กอบศักดิ์ระบุอีกว่า รายชื่อทั้งหมดนี้เป็นเพียงการเลือกสรรมาให้ดูเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่จากสภาพที่เห็นคงต้องบอกว่าไฟกำลังค่อยๆ ลามทุ่งอย่างช้าๆ จากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง จากที่เคยคิดว่าศรีลังกาเป็นเพียงลูกโดด เป็นกรณีเฉพาะตอนนี้ ดูเหมือนจะยังมีอีกหลายประเทศที่กำลังค่อยๆ อ่อนแรง ค่อยๆ เซ และปัญหากำลังสะสมพลังในจุดต่างๆ เพื่อรอเวลาที่จะปะทุขึ้นและกระจายเป็นวงกว้าง

 

โดยสิ่งน่ากังวลใจที่สุดในเรื่องนี้ คือทั้งหมดที่พูดมาเกิดขึ้นในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพิ่งจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ย ปรับขึ้นมาแค่ 4 ครั้ง จาก 0-0.25% มาที่ 2.25-2.5% เท่านั้น Fed ยังเดินหน้าต่อไปอีกพอสมควรกว่าจะถึงจุดสูงสุดที่ดอกเบี้ยจะขึ้นไปและยังต้องทำ QT ดึงสภาพคล่องกลับไปพร้อมๆ กันอีก

 

“ยังคิดไม่ออกว่า 1 ปีให้หลังจากนี้เมื่อ Fed จ่ายยาครบ ขึ้นดอกเบี้ยไปเต็มที่ เมื่อความกลัวเริ่มปกคลุมนักลงทุน เมื่อประเทศ EM บางส่วนมีเงินสำรองถดถอยไปมาก จากเงินที่ไหลออกจะเกิดอะไรขึ้น” กอบศักดิ์ระบุ

 

กอบศักดิ์ประเมินว่า Emerging Market Crisis รอบนี้ จะต่างจากรอบอื่นๆ ในอดีตที่โลกเคยเจอมา เช่น Eastern European Crisis ในปี 2008, Asian Financial Crisis ในปี 1997 และ Latin American Debt Crisis ในปี 1980 ซึ่งแต่ละครั้งวิกฤตจะเกิดเป็นจุดๆ เป็นพื้นที่ แต่หากพิจารณาจากการคุกรุ่นของปัญหาที่ก่อตัวในรอบนี้ เมื่อปัญหาสุกงอมเต็มที่วิกฤตจะครอบคลุมทุกพื้นที่ ไม่ลุกลามเป็นทวีปๆ เช่นในอดีต ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ปัญหาจะวนมากระทบทุกคนใน Emerging Market รวมถึงไทย 

 

“ทางออกของไทย คือต้องใช้เวลาที่เหลือเตรียมการให้พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้ดี ประเภทถ้าฝนจะมาก็เตรียมร่ม เตรียมเสื้อกันฝน เตรียมเก็บข้าวของให้พร้อม คนที่เตรียมการดีก็จะเสียหายน้อย พร้อมสามารถที่จะหยิบฉวยโอกาสที่เปิดขึ้นได้ เวลามีจำกัด อย่าให้เวลาที่เหลือผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ” กอบศักดิ์กล่าว

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ‘กอบศักดิ์’ เตือนวิกฤตหนี้ในกลุ่มประเทศ EM กำลังลามเป็นวงกว้าง ชี้ไทยเสี่ยงโดนหางเลขด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘กอบศักดิ์’ เตือนมรสุมวิกฤตใน Emerging Markets ย้ำชัด ‘ศรีลังกา’ แค่หนังตัวอย่าง https://thestandard.co/morning-wealth-11072022-3/ Mon, 11 Jul 2022 07:00:45 +0000 https://thestandard.co/?p=652528

วิกฤตเศรษฐกิจล่มสลาย อาจไม่ได้เกิดเฉพาะกับศรีลังกาเท่าน […]

The post ชมคลิป: ‘กอบศักดิ์’ เตือนมรสุมวิกฤตใน Emerging Markets ย้ำชัด ‘ศรีลังกา’ แค่หนังตัวอย่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • วิกฤตเศรษฐกิจล่มสลาย อาจไม่ได้เกิดเฉพาะกับศรีลังกาเท่านั้น เริ่มมีอีกหลายประเทศออกอาการในลักษณะที่คล้ายกัน โดยล่าสุด ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หัวข้อ ‘บทเรียนจากศรีลังกา’ ระบุอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เกิดที่ศรีลังกาอาจเกิดได้กับอีกหลายๆ ประเทศในช่วง 2 ปีข้างหน้า ติดตามรายละเอียดได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ‘กอบศักดิ์’ เตือนมรสุมวิกฤตใน Emerging Markets ย้ำชัด ‘ศรีลังกา’ แค่หนังตัวอย่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กอบศักดิ์’ เตือนจับตามรสุมวิกฤตใน Emerging Markets ย้ำชัด ‘ศรีลังกา’ แค่หนังตัวอย่าง https://thestandard.co/emerging-markets-2/ Sun, 10 Jul 2022 05:21:46 +0000 https://thestandard.co/?p=652262 Emerging Markets

ศรีลังกาประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารและเชื้อเพลิงเป็นเวลาห […]

The post ‘กอบศักดิ์’ เตือนจับตามรสุมวิกฤตใน Emerging Markets ย้ำชัด ‘ศรีลังกา’ แค่หนังตัวอย่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Emerging Markets

ศรีลังกาประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารและเชื้อเพลิงเป็นเวลาหลายเดือน ไฟฟ้าดับเป็นเวลานาน และภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากไม่มีสกุลเงินต่างประเทศสำหรับการนำเข้าสินค้าสำคัญ จนกระทั่งรัฐบาลไม่สามารถชำระหนี้ต่างประเทศที่มีสูงกว่า 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ได้ ต้องขอเข้ารับการช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

 

วิกฤตในลักษณะนี้อาจไม่ได้เกิดเฉพาะกับศรีลังกาเท่านั้น เพราะดูเหมือนว่าเวลานี้เริ่มมีอีกหลายประเทศแสดงอาการในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน โดยล่าสุด กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Kobsak Pootrakool หัวข้อ ‘บทเรียนจากศรีลังกา’ ระบุอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เกิดที่ศรีลังกาอาจเกิดได้กับอีกหลายๆ ประเทศในช่วง 2 ปีข้างหน้า

 

บ่อยครั้งที่วิกฤตเศรษฐกิจลุกลามเป็นวิกฤตทางสังคมและการเมือง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเมื่อคนอดอยาก ตกงาน ไม่มีรายได้อย่างกว้างขวาง ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสังคมต่างๆ จะตามมา

 

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่ลำบากขึ้นเรื่อยๆ จากราคาอาหาร พลังงาน น้ำมัน สิ่งของต่างๆ ที่พุ่งขึ้นสูง จะนำไปสู่ความไม่พอใจในการบริหารจัดการเศรษฐกิจและความไม่พอใจในรัฐบาลในที่สุด

 

ยิ่งประเทศไหนมีเงินสำรองระหว่างประเทศน้อย ปัญหาก็สามารถลุกลามรุนแรงขึ้นไปอีกขั้น เพราะเงินสำรองระหว่างประเทศที่น้อย หมายความว่าประเทศจะไม่สามารถดูแลค่าเงินของตนเองได้ ทำให้ค่าเงินอ่อนฮวบลง

 

ยิ่งหากเป็นเป้าของการถูกโจมตีเก็งกำไรค่าเงินด้วยแล้วก็จะยิ่งลำบากมากขึ้นเท่าทวีคูณ เพราะประเทศในกลุ่ม Emerging Markets จำนวนมากมีเงินสำรองเพียงหยิบมือเดียว อย่างศรีลังกาก็มีอยู่แค่ 4-5 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น

 

ในช่วงสั้นๆ ค่าเงินศรีลังกาอ่อนค่าลงมาก จาก 200 รูปีต่อดอลลาร์เมื่อต้นมีนาคม มาเป็น 360-370 รูปีต่อดอลลาร์นับแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ราคาสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เงินเฟ้อจึงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 10% เมื่อปลายปีที่แล้ว มาเป็น 54.6% ในปัจจุบัน

 

แต่ปัญหาไม่ใช่เพียงแค่ข้าวของแพงมาก แม้กระทั่งจะสั่งซื้อสินค้านำเข้าจากต่างประเทศก็ไม่มีเงิน ทำให้เกิดการขาดแคลนสินค้า อาหาร พลังงาน คนต้องอยู่กันอย่างกระเบียดกระเสียร นำไปสู่ความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อรัฐบาลที่ครองอำนาจ

 

ตอนแรกเริ่มจากการวิพากษ์วิจารณ์ของนักวิชาการและผู้ชำนาญการต่างๆ แต่ด้วยความโกธรแค้นของประชาชนที่สะสมตัวขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายปะทุขึ้นเป็นการประท้วง การเดินขบวน การขับไล่รัฐบาล การเผชิญหน้าที่อาจจะลุกลามรุนแรง

 

สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สิน บานปลายกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่ทำลายเสถียรภาพของรัฐบาลและประเทศในที่สุด

 

อยากจะบอกว่า ‘สิ่งที่เกิดขึ้นในศรีลังกาเป็นเพียงแค่หนังตัวอย่าง’ เพราะขณะนี้เริ่มมีการเดินขบวนในประเทศอื่นเช่นกัน กานา, เปรู, ปากีสถาน, เอกวาดอร์, ซิมบับเว, อาร์เจนตินา ขบวนใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แต่ได้เริ่มขึ้นแล้ว

 

ซึ่งเมื่อคิดไปถึงความเสี่ยงที่รอเราอยู่ในช่วงถัดไป

 

  1. วิกฤตอาหารโลก Global Food Crisis ที่จะลุกลามขึ้น โดยเฉพาะในฤดูกาลเก็บเกี่ยวถัดไป จากปัญหาปุ๋ยราคาแพง ซึ่งทำให้เกษตรกรทั่วโลกจำเป็นต้องประหยัดการใช้ปุ๋ยไปบางส่วน และจะส่งผลต่อไปยังผลผลิตที่จะออกมา ก็ต้องสรุปว่าปัญหาการขาดแคลนอาหารของโลกมีแต่จะรุนแรงเพิ่มขึ้น

 

  1. ฐานะเศรษฐกิจที่อ่อนแอของหลายประเทศใน Emerging Markets ที่นักลงทุนโลกพร้อมผสมโรงซ้ำเติม ด้วยการการดึงเงินออก การไม่ปล่อยกู้ยืม และการโจมตีเก็งกำไรค่าเงินในที่สุด

 

ตารางข้างล่างจาก Bloomberg แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า ขณะนี้เรดาร์ของนักลงทุนกำลังจับจ้องอยู่ที่ใคร เอลซัลวาดอร์, กานา, ตูนิเซีย, ปากีสถาน, อียิปต์, เคนยา, อาร์เจนตินา และยูเครน เป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้นเท่านั้น

 

ครั้นเมื่อคนเริ่มมีความกังวลใจเกี่ยวกับ Emerging Markets ทั้งหมดมากขึ้นเรื่อยๆ เงินทุนจะเริ่มไหลออกจากกลุ่มนี้ ทำให้หลายประเทศกู้ยืมได้ยากขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศของหลายประเทศจะรั่วไหลลดลงจนเข้าสู่ระดับวิกฤต นำไปสู่ปัญหาค่าเงิน ปัญหาการนำเข้าสินค้า ปัญหาเงินเฟ้อพุ่งสูง

 

ทั้งหมดนี้หมายความว่า ‘มรสุมของวิกฤตใน Emerging Markets’ กำลังรอเราอยู่ข้างหน้า พร้อมพัดวน สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ ไม่เพียงด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่อาจลุกลามนำไปสู่การประท้วง การเผชิญหน้า บานปลายกลายเป็นวิกฤตการเมืองของรัฐบาลในอีกหลายประเทศ ดังเช่นที่เห็นในศรีลังกา 

 

The post ‘กอบศักดิ์’ เตือนจับตามรสุมวิกฤตใน Emerging Markets ย้ำชัด ‘ศรีลังกา’ แค่หนังตัวอย่าง appeared first on THE STANDARD.

]]>