ท่ามกลางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานบนคราบเลือดเนื้อ รอยยิ้มแ […]
The post เอลกลาซิโก, หลุยส์ ฟิโก และหัวหมูน้อยที่มุมธง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานบนคราบเลือดเนื้อ รอยยิ้มและน้ำตาระหว่างบาร์เซโลนากับเรอัล มาดริด ในนามของมหาสงครามลูกหนัง ‘เอลกลาซิโก’
ไม่มีช่วงเวลาใดที่ความเกลียดชังระหว่างบาร์เซโลนิสตา กับมาดริดิสตาจะรุนแรงมากเท่ากับในช่วงของการเปลี่ยนผ่านสู่สหัสวรรษใหม่
กับเรื่องราวการเจรจาย้ายทีมที่ไม่มีใครอยากเชื่อ ที่นำไปสู่หนึ่งในเหตุการณ์เล็กๆ ในสนามแต่ถูกบันทึกเอาไว้ในฐานะ ‘สัญญะ’ ของความรู้สึกที่มากกว่าแค่ความชิงชัง
ความแค้นที่ถูกแปรรูปมาเป็น ‘หัวหมู’
เป็นของขวัญต้อนรับคนเคยรักอย่าง หลุยส์ ฟิโก ผู้ทรยศความรู้สึกของแฟนบาร์เซโลนาทุกคน
ตามบันทึกประวัติศาสตร์ของเกมฟุตบอลที่เรียกว่า ‘เอลกลาซิโก’ (El Clasico) หรือในชื่อที่คนยุคก่อนเรียกขานกันมายาวนานว่า ‘เอล ดาร์บี’ (El Derbi) เป็นเรื่องราวที่ยืนยาวมาเกือบ 80 ปี
การพบกันครั้งแรกในประวัติศาสตร์ระหว่างบาร์เซโลนา และเรอัล มาดริด เกิดขึ้นในปี 1949 ก่อนที่จะขับเคี่ยวกันมาอย่างยาวนานนับจากนั้น ในความหมายที่มากกว่าแค่เกมฟุตบอล
นั่นเพราะฟุตบอลคู่นี้ไม่ใช่เรื่องของสโมสรฟุตบอลแค่สองแห่ง หรือชาวเมืองเพียงแค่สองเมือง แต่หมายถึงการต่อสู้กันระหว่างรัฐต่อรัฐ แคว้นคาตาลันกับรัฐบาลกลางมาดริด โดยเฉพาะในยุคสมัยของนายพลฟรังโกผู้โหดร้าย
เอล ดาร์บี ที่ในเวลาต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อตามยุคสมัยเพื่อผลทางการตลาดว่า เอลกลาซิโก จึงเป็นเหมือนสงครามตัวแทนระหว่างสองฝ่าย
เรื่องราวมากมายเกิดขึ้น และบางเรื่องโหดร้ายในความรู้สึก
แต่หนึ่งในเรื่องราวที่ถูกจดจำมากที่สุดในยุคสมัยใหม่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการพบกันระหว่างบาร์ซาและมาดริดที่สนามคัมป์นู เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2002
ความจริงเกมในวันนั้นไม่ได้เป็นเกมฟุตบอลที่สนุกสนานอะไรมากมายนัก ในทางตรงกันข้ามฟอร์มการเล่นของทั้งบาร์ซาและมาดริดต่างก็อยู่ในขั้นย่ำแย่
โดยเฉพาะฝ่ายหลังที่สถานการณ์กำลังกดดันหนัก อนาคตของบิเซนเต เดล บอสเก บอสใหญ่ของทีมถูกแขวนเอาไว้บนเส้นด้าย
แต่ฟอร์มการแข่งขันหรือตารางคะแนนใดๆ ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยสำหรับชาวอาซูลกรานา
สิ่งเดียวที่พวกเขาสนใจมีเพียง หลุยส์ ฟิโก
แค่คนนี้คนเดียวเท่านั้น

บิดเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น 3 ปี หลุยส์ ฟิโก คือคนที่แฟนบาร์เซโลนารักมากที่สุด
ปีกพรสวรรค์ชาวโปรตุเกส คือซูเปอร์สตาร์หมายเลขหนึ่งของทีมที่เรียกว่าเคยมีการทำแบบสำรวจความเห็นของแฟนๆ บาร์ซาแล้ว ฟิโกคือนักเตะขวัญใจเบอร์หนึ่งของทีมที่อยู่เหนือกว่า โจเซพ กวาร์ดิโอลา (ที่ต่อมาทุกคนเรียกเขาว่า ‘เป๊ป’) ซึ่งเป็นนักเตะท้องถิ่นสายเลือดแท้ของลามาเซียด้วยซ้ำไป
แต่อาจเป็นเพราะผลงานและความนิยม ฟิโกและตัวแทนของเขาอาจเกิดย่ามใจขึ้นมา
เขาต้องการสัญญาฉบับใหม่ที่จะทำให้ได้รับค่าตอบแทนมหาศาลยิ่งกว่าเดิมที่เคยได้รับอยู่ โดยอาศัยช่วงของการเลือกตั้งตำแหน่งประธานสโมสรบาร์ซา ซึ่งขณะนั้นเป็นยุคสมัยของ โจเซพ หลุยส์ นูเนส ที่กำลังจะครบวาระ เพื่อเจรจาต่อรอง
สิ่งที่ฟิโกไม่ได้คาดคิดคือเขาได้กลายเป็นเครื่องมือในการเลือกตั้งของเหล่านักการเมืองลูกหนัง
และไม่ใช่เฉพาะการเลือกตั้งตำแหน่งประธานบาร์ซา แต่ข้ามไปถึงสโมสรคู่แข่งอย่างเรอัล มาดริดด้วย
โฮเซ เวทกา นายหน้าของฟิโก พยายามต่อรองกับประธานนูเนส ผู้ซึ่งพยายามประกาศจุดยืนชัดว่าจะไม่มีการยื่นข้อเสนอสัญญาอย่างงามใดๆ ให้กับสตาร์ของทีมคนใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นฟิโก หรือริวัลโด
โดยที่หลังฉากแล้วฝั่งฟิโกได้รับการติดต่อที่ไม่คาดคิดจากฟลอเรนติโน เปเรซ นักธุรกิจผู้ลงสมัครเพื่อชิงตำแหน่งประธานสโมสรเรอัล มาดริดด้วย
พวกเขาพบและพูดคุยกับเปเรซ เพียงเพื่อหวังจะใช้เรื่องนี้กดดันไม่ใช่เฉพาะนูเนส แต่รวมถึงผู้ลงสมัครเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานสโมสรคนอื่นอย่าง โจน กาสปาร์ต และหลุยส์ บาสซาต ให้ยอมยื่นข้อเสนอใหม่ที่พวกเขาต้องการ
“ฟังนะ เราได้ข้อเสนอมาจากเปเรซ แต่ถ้าพวกคุณยอมให้เงินเพิ่มฟิโกก็จะไม่ไปไหน”

สิ่งที่ฟิโกและเวกา ไม่ได้คาดคิดคือพวกเขาได้ตกหลุมพรางของเปเรซ ผู้มีเล่ห์เหลี่ยมเหนือกว่าเข้าอย่างจัง
การเจรจากันครั้งนั้นมีเดิมพันง่ายๆ กันอยู่
เงื่อนไขนั้นคือถ้าหากเปเรซชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานสโมสรเรอัล มาดริด เขาจะยอมจ่ายเงินค่าฉีกสัญญาของฟิโก ซึ่งเป็นเงื่อนไขตามกฎหมายแรงงานของสเปนที่แรงงานทุกคนจะมีเงื่อนไขในการได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ เพื่อให้เขาย้ายข้ามฟากมาอยู่กับเรอัล มาดริด
แน่นอนว่าตัวเลขข้อเสนอค่าเหนื่อยของฟิโกนั้นสูงจนเขายิ่งกว่าพอใจ และนั่นทำให้ทั้งสองยอมตกลงเซ็นสัญญาลับกับเปเรซเอาไว้
โดยที่ลึกๆ ในใจพวกเขาไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า “ก็เซ็นไว้ก่อน ถ้าเปเรซไม่ชนะ ทุกอย่างก็เป็นหมัน”
ฟิโก และเวกาไม่ได้คาดคิดว่าเปเรซ จะใช้เรื่องนี้เพื่อจุดกระแสความนิยมในตัวเอง ด้วยนโยบายที่บ้าบิ่นที่สุดที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ด้วยการประกาศขอคะแนนเสียงจากเหล่ามาดริดิสตา “เลือกผมแล้วเราจะไปตบหน้าบาร์ซาด้วยการกระชากเอาฟิโกมา”
เรื่องนี้กลายเป็นกระแสใหญ่ในวงการฟุตบอลสเปน เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะแม้จะไม่ใช่ไม่เคยมีนักเตะย้ายข้ามฟากกันเลยระหว่างสองสโมสร หลุยส์ เอ็นริเก ก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่ย้ายจากคัมป์นูไปอยู่ซานติอาโกเบร์นาเบว เช่นเดียวกับ ไมเคิล เลาดรูป ในอดีต (และโรนัลโด ในอนาคต)
แต่เรื่องของฟิโกนั้นแตกต่างออกไป มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีระหว่างสโมสรด้วย
เรื่องราวนั้นไปกันใหญ่จนทำให้ปีกพรสวรรค์ได้แต่แอบภาวนาขอให้เปเรซ แพ้การเลือกตั้ง เขาจะได้หลุดพ้นจากเรื่องนี้เสียที
แต่สุดท้ายเรื่องราวจบลงที่เปเรซ พลิกสถานการณ์การเลือกตั้งได้เป็นประธานสโมสรคนใหม่ของเรอัล มาดริด และนั่นหมายถึงฟิโก ต้องทิ้งเสื้อชุดสีเลือดหมูรวมถึงปลอกแขนกัปตันทีมของเขา และมาสวมเสื้อชุดขาวล้วนแทน
เพราะถ้าไม่ย้ายก็ต้องจ่ายเงินชดเชยจำนวนมหาศาลถึง 5 พันล้านเปเซตา (18.75 ล้านปอนด์) ตามเงื่อนไขในดอกจันที่เปเรซใส่เอาไว้โดยที่ฟิโกกับเวกาไม่ได้ใส่ใจในทีแรก และพวกเขาไม่มีปัญญาย้ายแน่นอน

การย้ายทีมที่อื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลสเปนจึงเกิดขึ้นในฤดูร้อนปี 2000 โดยที่ โจน กาสปาร์ต ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานบาร์ซาไม่สามารถหยุดยั้งการย้ายทีมครั้งนี้ได้
ฟิโกเล่าถึงเหตุการณ์ในวันประวัติศาสตร์ว่า เขาได้เดินทางกลับไปที่ลิสบอนหลังจากมีการประกาศผลการเลือกตั้งประธานสโมสรเรอัล มาดริดคนใหม่
ในห้องนั้นมีคนอยู่ราว 10 คน ทุกคนพยายามเกลี้ยกล่อมให้ฟิโกยอมเซ็นสัญญาตามที่ตกลงไป ไม่เช่นนั้นจะเป็นเรื่องใหญ่เกินไป
สุดท้ายฟิโกยอมรับชะตากรรมก่อนจะโทรไปบอกภรรยาว่า “ผมจะไม่กลับไปบาร์เซโลนาอีกแล้ว ผมต้องไปเรอัล มาดริด”
แม้ว่าหัวใจของเขาจะไม่เคยอยากย้ายไปจากบาร์ซาเลยก็ตาม
แต่ไม่ว่าฟิโกจะรู้สึกเช่นไรในเวลานั้น มันไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่แฟนบอลบาร์ซารู้สึกอย่างไรกับเขา
ความรู้สึกนั้นชัดเจนยิ่งกว่าแก้วคริสตัลและร้อนเร่ายิ่งกว่าลาวาที่ถูกหลอมละลายอยู่ใต้ผิวโลก
“จำไว้ ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติ พวกเราจะไม่มีวันให้อภัยแกอีกต่อไป ไอ้คนทรยศ!”

บาร์เซโลนิสตา เฝ้ารอการกลับมาของฟิโกด้วยความแค้นมาโดยตลอด โดยที่การกลับมาครั้งแรกเกิดขึ้นในเกมเอล ดาร์บี ที่คัมป์นู เมื่อเดือนตุลาคม 2000
เสียงโห่ดังขึ้นตลอดทั้ง 90 นาทีในวันนั้น
แต่นั่นอาจไม่เท่ากับความเกลียดชังที่ถูกระเบิดออกมาในการพบกันอีก 2 ปีถัดมา ซึ่งฟิโกพลาดโอกาสในการกลับมาคัมป์นูไป 2 ครั้ง ด้วยอาการบาดเจ็บและต้องโทษแบน (ซึ่งชวนให้คิดว่าเป็นความตั้งใจหรือไม่)
ในเกมระหว่างบาร์ซาและมาดริดที่คัมป์นูในเดือนพฤศจิกายน 2002 ในสถานการณ์ยากลำบากสำหรับทั้งสองทีมที่ประสบปัญหาเรื่องฟอร์มการเล่นทั้งคู่
แต่ฟุตบอลในสนามไม่สำคัญเท่ากับการแสดงออกถึงความเกลียดชังที่แฟนบาร์ซาอยากบอกให้ฟิโกรู้
บรรยากาศของเกมวันนั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ในระดับที่แม้แต่โฆษกสนาม มาเนล วิค ผู้ทำหน้าที่นี้ให้กับบาร์ซามาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1956 (เสียชีวิตในปี 2016) ซึ่งปกติแล้วเป็นโฆษกผู้สุภาพอ่อนโยนและสุภาพยังอดไม่ไหว ด้วยการประกาศใช้ช่วงของประกาศรายชื่อผู้เล่นก่อนเกม ซึ่งเมื่อเอ่ยชื่อของฟิโก เขาจงใจเว้นช่วงให้แฟนบอลในคัมป์นูได้โห่ใส่
เหตุการณ์จังหวะนั้นอยู่ในรายการฟุตบอล El Dia Despues ซึ่งเป็นรายการไฮไลต์ฟุตบอลทางช่อง Canal+ ได้บันทึกบรรยากาศก่อนเกมไว้ ด้วยการวางไมโครโฟนที่ข้างสนาม
ทันทีที่โฆษกประกาศชื่อฟิโกเสร็จ เสียงโห่ของแฟนบอลในสนามดังราวกับเครื่องบินเจ็ตกำลังทะยานฟ้า
ตลอดทั้งเกมฟิโก ตกเป็นเป้าของความเกลียดชังจากบาร์เซโลนิสตา ซึ่งไม่ได้มาแค่เสียง แฟนบอลจำนวนมากที่แสดงความรู้สึกผ่านข้าวของมากมายที่ถูกโยนลงมาสู่สนาม

โดยเฉพาะในช่วงที่ฟิโก ซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบหมายเป็นคนเตะลูกเตะมุมทุกลูกเดินมาที่มุมธง เขาได้รับของขวัญสำหรับคนทรยศมากจนนับไม่ถ้วน (ที่ทำให้ มิเชล ซัลกาโด แบ็กขวาที่ปกติจะเติมขึ้นไปช่วยเผื่อเป็นทางเลือกในการเล่นเตะมุมสั้นถึงกับบอกฟิโกว่าขอไม่ขึ้นมาช่วยนะ ไม่ไหว!)
ท่ามกลางสิ่งของมากมายที่ถูกขว้างลงมาอย่างตั้งใจ สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือมี ‘หัวหมู’ ถูกขว้างลงมาในสนามด้วย
ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นขว้างมันลงมา และไม่มีใครรู้ว่าเขาเอาเข้าสนามมาได้อย่างไร
แต่หัวหมูนี้คือตัวแทนของความเกลียดชังที่มีต่อคนทรยศ และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ของเกมเอลกลาซิโก ที่แม้วันนั้นเกมจะจบแบบจืดๆ ด้วยสกอร์ 0-0 เรื่องนี้กลับเป็นเรื่องอมตะที่ไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่สิบปีก็ยังหยิบมาเล่าถึงใหม่ได้เสมอ
ในฐานะเรื่องเล่าเคล้าเกมเอลกลาซิโก
โดยไม่จำเป็นต้องมองหากับแกล้มอีกเลย
อ้างอิง:
The post เอลกลาซิโก, หลุยส์ ฟิโก และหัวหมูน้อยที่มุมธง appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับจากที่ไม่มี คริสเตียโน โรนัลโด และ ลิโอเนล เมสซี ลงป […]
The post ‘เอลกลาซิโก’ นัดตัดสินแชมป์ลาลีกา ฤดูกาล 2022/23? appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับจากที่ไม่มี คริสเตียโน โรนัลโด และ ลิโอเนล เมสซี ลงประชันฝีเท้ากันตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา ดูเหมือนมหาสงครามลูกหนัง ‘เอลกลาซิโก’ (El Clasico) ก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย
ความเข้มข้น เร้าใจ การขับเคี่ยวที่ไม่มีใครยอมใครระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการฟุตบอลสเปนอย่างบาร์เซโลนา และเรอัล มาดริด ลดทอนความน่าสนใจลงไปตามลำดับ โดยเฉพาะเมื่อบาร์ซาเดินหน้าเข้าสู่ยุคมืดที่ต้องเสียแม้แต่นักเตะที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรอย่างเมสซีไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว
แต่ในฤดูกาลนี้เรากำลังจะได้ชมเกม ‘เอลกลาซิโก’ ที่มีความหมายอีกครั้ง เพราะการพบกันที่คัมป์นูในคืนวันอาทิตย์นี้ถูกจับตามองว่าจะเป็นเกมที่ตัดสินแชมป์ลาลีกาในฤดูกาล 2022/23 ได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะหากฝ่ายบาร์ซาเป็นผู้คว้าชัยชนะในเกมนี้ได้
ช่วงเวลาของความเจ็บปวดตลอดหลายปีที่ผ่านมาที่ไม่ได้แชมป์ลีกตั้งแต่ฤดูกาล 2018/19 ก็จะเป็นอันสิ้นสุดลง และทำให้โปรเจกต์การคืนชีพทีมเบลากรานา ของ โจน ลาปอร์ตา ประธานสโมสรคนปัจจุบันที่กลับมากอบกู้สโมสรสำเร็จในขั้นต้น
ว่าแต่สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร?
ทบทวนกันอีกครั้งว่าเวลานี้บาร์เซโลนานำค่อนข้างห่างในตารางคะแนนลาลีกา โดยหลังจากที่ลงแข่งไปแล้ว 25 นัด พวกเขานำหน้าเรอัล มาดริด แชมป์เก่าอยู่ 9 คะแนนด้วยกัน
สถานการณ์นี้ทำให้บาร์ซามีโอกาสที่จะหนีไปเป็น 12 คะแนนได้ หากทีมของ ชาบี เอร์นานเดซ สามารถล้างตา ‘ราชันชุดขาว’ ภายใต้การนำของ คาร์โล อันเชล็อตติ ในเกมลีกได้ หลังจากที่เคยเสียทีไปก่อนในการพบกันครั้งแรกที่ซานติอาโก เบร์นาเบว
แต่ในทางกลับกัน เกมนี้คือโอกาสที่มาดริดรอคอยเช่นกัน เพราะหากพวกเขาบุกมาเก็บชัยชนะได้ถึงที่คัมป์นู นั่นหมายถึงระยะห่างจะลดลงเหลือแค่ 6 คะแนน กับจำนวนเกมที่เหลืออีก 12 นัดสุดท้าย โอกาสจะตามทันหรือไล่แซงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ดีงามที่สุดสำหรับเอลกลาซิโกครั้งนี้ ไม่ได้อยู่แค่เรื่องของสถานการณ์ที่มีผลต่อการขับเคี่ยว หากแต่เป็นเรื่อง ‘คุณภาพ’ ของสองทีมที่ขยับกลับเข้ามาใกล้เคียงในระดับที่ดีที่สุดนับตั้งแต่สิ้นยุค ‘เมสซี vs. โรนัลโด’
ส่วนหนึ่งต้องยกให้เป็นเครดิตของลาปอร์ตา ที่พยายามทำทุกอย่างในการที่จะหาทางทำให้บาร์ซากลับมาเป็นทีมที่แข็งแกร่งและมีโอกาสอีกครั้งให้ได้ โดยเฉพาะการตัดสินใจครั้งสำคัญในการดึง ชาบี เอร์นานเดซ ฮีโร่ของสโมสรกลับมาอีกครั้งในฤดูกาลที่แล้ว
การกลับมาของชาบีอาจจะนำมาซึ่งคำถามไม่น้อยต่อเรื่องความสามารถของตำนานมิดฟิลด์อัจฉริยะในยุคทองที่นำบาร์ซาครองโลกด้วยฟุตบอลสไตล์ ‘Tiki-taka’ ซึ่งที่แท้ก็คือปรัชญาการเล่นที่ถูกปลูกฝังจาก โยฮัน ครัฟฟ์ ปราชญ์ลูกหนังผู้วางรากฐานให้บาร์ซานั่นเอง แต่ถูกนำมาตีความใหม่ให้ทันสมัยขึ้นในแบบของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นทายาททางปรัชญาของครัฟฟ์อีกทอด (แม้ว่าเป๊ปจะไม่ชอบคำว่า Tiki-taka ซึ่งเป็นคำที่นักข่าวเรียกกันขึ้นมาเองเลยก็ตาม)
เครื่องหมายคำถามของชาบีเกิดขึ้นเพราะเขาไร้ซึ่งประสบการณ์ในการทำงานในระดับลีกท็อปไฟว์ของยุโรป ผ่านการคุมทีมเพียงแค่ อัล ซาดด์ ซึ่งเป็นสโมสรที่อยู่ในลีกกาตาร์ ประเทศที่กลายเป็นบ้านหลังที่สองสำหรับเขา หลังตัดสินใจอำลาสโมสรเมื่อถึงเวลาอันควร
แต่การตัดสินใจของลาปอร์ตาถือว่าไม่ผิด และกลายเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งดีๆ ที่หวนกลับมาอีกครั้ง โดยแม้ว่าผลงานของบาร์ซาในยุคของชาบีจะไม่ได้ดูหวือหวามากมายนัก แต่ทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
เมื่อรวมกับการสนับสนุนแบบสุดตัวของประธานใจใหญ่อย่างลาปอร์ตา ที่ถึงสโมสรจะเผชิญภาวะวิกฤตทางการเงินขั้นร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็ยังหาทางทำให้ทีมสามารถเสริมทัพด้วยนักเตะระดับชั้นนำมากมายในฤดูกาลนี้อย่าง

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี, ราฟินญา, ฌูลส์ กุนเด, อันเดรียส คริสเตนเซน, แฟรงค์ เคสซี, มาร์กอส อลอนโซ ถูกดึงเข้ามา แม้ว่าจะหมายถึงการที่สโมสรต้องเดิมพันครั้งใหญ่กับ ‘อนาคต’ ด้วยการใช้มาตรการฉุกเฉินทางการเงินที่สร้างความฮือฮาอย่าง ‘Economic Lever’ หรือ ‘คานทางเศรษฐกิจ’ ที่ลาปอร์ตาเรียกเพื่อระดมทุนครั้งใหญ่ปลดเปลื้องสโมสรจากพันธนาการที่เกิดจากการบริหารสโมสรจนย่ำแย่ของกลุ่มผู้บริหารชุดก่อนจนติดกับกฎทางการเงินของลาลีกา ที่ทำให้แทบกระดิกตัวไม่ได้ (ไม่สามารถแม้แต่จะเก็บเมสซีเอาไว้กับทีม)
การได้นักเตะระดับท็อปเข้ามามากมายเมื่อรวมกับของดีที่พอมีอยู่อย่าง เปดรี, กาบี, แฟรงกี เดอ ยอง, โรนัลด์ อาเราโฮ, มาร์ค-อันเดร แทร์ สเตเกิน, อุสมาน เดมเบเล หรือแมวเก้าชีวิตอย่าง เซร์คิโอ บุสเกตส์ และ จอร์ดี อัลบา ทำให้บาร์ซาค่อยๆ ฟื้นอีกครั้ง
การฟื้นคืนชีพของพวกเขาไม่ได้หวือหวาแต่แน่นอน โดยสิ่งที่เป็นตัวพิสูจน์คือเกมรับที่ผ่านมา 25 นัดเพิ่งจะเสียไปแค่ 8 ประตูเท่านั้น เป็นสถิติที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีของบาร์ซาในเวลานี้ และอาจจะเป็น ‘ลายเซ็น’ ในแบบของชาบีเองที่ไม่ได้เน้นเรื่องของฟุตบอลเกมรุกบุกแหลกเหมือนในยุคของเป๊ป แต่เน้นการคอนโทรลเกมและความเหนียวแน่นในเกมรับเป็นหลักก่อน
ในขณะที่มาดริดเองไม่ได้เผชิญกับช่วงวิกฤตในระดับเดียวกับที่บาร์ซาเผชิญ แต่ค่อนข้างชัดเจนว่าผลงานในลาลีกาฤดูกาลนี้ของพวกเขาไม่ได้โดดเด่นเหมือนยามเล่นในรายการโปรดอย่างยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ที่ล่าสุดก็เพิ่งย้ำแค้นคู่ปรับเก่าอย่างลิเวอร์พูลได้อีกในรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยสกอร์รวม 2 นัด 6-2
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า โลส เมเรงเกส จะเป็นทีมที่ด้อยกว่าถึงขนาดนั้น เพราะ คาริม เบนเซมา ยังอยู่ และยังมี วินิซิอุส จูเนียร์, เฟเดริโก วัลเวร์เด, ลูกา โมดริช, โทนี โครส ไปจนถึง โอเรเลียง ชูอาเมนี และ เอดูอาร์โด คามาวิงกา ที่เป็นสายเลือดใหม่ และแนวรับที่แข็งแกร่งอย่าง เอแดร์ มิลิเตา, อันโตนิโอ รูดิเกอร์, นาโช, ดานี การ์บาฆาล และ ติโบต์ กูร์ตัวส์
วัดกันไม่ได้เป็นรองอยู่แล้วบนหน้ากระดาษ

แต่จุดที่น่าสังเกตคือ ในการพบกันในฤดูกาลนี้ หลังจากที่มาดริดเอาชนะได้ 3-1 ที่เบร์นาเบว ในเกมลาลีกาเมื่อต้นฤดูกาล การพบกันอีก 2 นัดจากนั้นในรายการซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา เมื่อเดือนมกราคมที่ซาอุดีอาระเบีย ปรากฏว่าบาร์ซาเอาชนะได้ 3-1
และล่าสุดในศึกโกปา เดล เรย์ รอบรองชนะเลิศเกมแรกเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บาร์ซาก็บุกไปล้างตาได้ถึงเบร์นาเบว 1-0 โดยเอแดร์เป็นคนทำเข้าประตูตัวเอง
มันชวนให้คิดว่าตอนนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่บาร์ซาจะเอาคืน และทวงคืนสิ่งที่พวกเขาสูญเสียไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหรือไม่?
ข่าวดีสำหรับชาบีและแฟนบาร์ซาคือการที่เปดรี ที่บาดเจ็บไปก่อนหน้านี้มีโอกาสจะกลับมาอีกครั้งในเกมนัดนี้พอดี ซึ่งหมายถึงบาร์ซาจะฟูลทีมชนกับมาดริดที่ก็แทบไม่ได้มีปัญหาตัวผู้เล่นบาดเจ็บอะไรเช่นกัน
นั่นหมายถึงเราน่าจะได้ดูการดวลกันที่สมน้ำสมเนื้อและสมกับเป็นศึก ‘เอลกลาซิโก’ อีกครั้ง
เลวานดอฟสกี vs. เบนเซมา
เปดรี vs. โมดริช
กาบี vs. คามาวิงกา
โดยมีแชมป์ลาลีกาฤดูกาลนี้เป็นเดิมพัน – น่าดูอยู่ว่าไหม 
อ้างอิง:
The post ‘เอลกลาซิโก’ นัดตัดสินแชมป์ลาลีกา ฤดูกาล 2022/23? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ระยะห่าง 15 แต้มในตารางคะแนนลาลีกา และการที่ทีมหนึ่งทะล […]
The post การกลับมาของ ‘บาร์ซา’ หลังชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ใน ‘El Clasico’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ระยะห่าง 15 แต้มในตารางคะแนนลาลีกา และการที่ทีมหนึ่งทะลุเข้าถึงรอบ 8 ทีมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ขณะที่อีกทีมต้องหล่นลงไปเล่นในรายการยูฟ่ายูโรปาลีก คือความแตกต่างระหว่างเรอัล มาดริดและบาร์เซโลนา ก่อนหน้าที่เสียงนกหวีดแรกของศึก ‘เอลกลาสิโก’ จะดังขึ้น
แต่เมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายสิ้นสุดลง สิ่งที่เราและผู้ชมหลายล้านคนทั่วโลกได้เห็นคือภาพความปราชัยอย่างย่อยยับของเหล่าขุนพลโลส เมเรนเกส เมื่อถูกเหล่านักเตะอาซูลกรานากรีธาทัพไล่ต้อนอย่างหมดสภาพถึง 4-0
เป็นอันยุติการชนะต่อเนื่องในกลาสิโก 5 นัด รวมถึง 2 นัดในฤดูกาลนี้ที่มีโอกาสพบกันของเรอัล มาดริด
ในเชิงของเกมฟุตบอลแล้วผลการแพ้ชนะนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นเท่าๆ กัน ไม่ใช่เรื่องแปลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเกมฟุตบอลในระดับสูงที่บางครั้งการวางหมากในบางรายละเอียดสามารถที่จะช่วงชิงความได้เปรียบทำให้ทีมสามารถคว้าชัยชนะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้
เกมนี้ก็เช่นกันครับ แม้ว่ามาดริดจะเป็นเจ้าบ้านที่ได้ลงแข่งเอลกลาสิโก ในลาลีกา ใต้หลังคาของสนามที่ปรับปรุงโฉมใหม่สุดยิ่งใหญ่อลังการ เพียงแต่บาร์ซาภายใต้การนำของ ชาบี เอร์นานเดซ คือทีมที่ทำได้ดีกว่าตลอดทั้งเกมและตลอดทุกจุดทุกแดนในสนาม
แม้ว่าปกติกุนซือวัย 42 ปีจะเป็นคนสุภาพ แต่การให้สัมภาษณ์หลังจบเกมว่า “น่าจะยิงได้ถึง 5-6 ลูก” ก็ถือว่าเป็นคำตอบที่ค่อนข้างมั่นใจทีเดียว
ส่วนตัวผมเองไม่มีอะไรจะคัดค้านครับ บาร์ซาวันนี้มาดีอย่างเหลือเชื่อและความจริงหากกองหน้าจะคมยิ่งกว่านี้บางทีสกอร์ 5-6 ลูก หรืออย่างน้อย 4 ลูกอาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่ครึ่งเวลาแรกมากกว่าจะหยุดแค่ 2-0 จากประตูของ ปิแอร์ เอเมอริก โอบาเมยอง และ โรนัลด์ อาเราโฮ
แต่ตรงนั้นไม่ใช่เรื่องน่ากังวลนักเมื่อมองเห็นระบบ รูปแบบ และสไตล์ของบาร์ซาภายใต้การนำของชาบี ซึ่งเริ่มพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาคือของจริง
บาร์ซายุคนี้ยังไม่ถึงกับเล่นได้เนียนตาเหมือนในยุคที่ชาบียังเป็นห้องเครื่องและหัวใจในระบบ Tiki-Taka เมื่อ 10 ปีก่อน แต่รูปแบบการเล่นที่หลากหลาย มีทั้งบอลสั้นและบอลยาว ไปจนถึงความนิ่ง การคุมจังหวะ (ของ เซร์คิโอ บุสเกตส์ ที่กลับมาสุดยอดอีกครั้ง) และการจู่โจมที่รวดเร็วสายฟ้าแลบของ 3 ประสานแดนหน้า มันมากกว่าที่เรอัล มาดริดจะรับมือไหว
แม้กระทั่งในช่วงก่อนจะเสียประตูแรก ก็พอมองเห็นเค้าลางได้ว่าบาร์ซามีช่องทางจะเล่นงานคู่แค้นตลอดกาลได้ไม่ยากในเกมนี้เพราะแนวรับของมาดริดไม่สามารถหยุดเกมริมเส้นทั้งฝั่งขวาซึ่งมี อุสมาน เดมเบเล ขบถลูกหนังที่ยังได้รับความไว้วางใจจากชาบีแม้จะมีปัญหาเรื่องสัญญาและการย้ายทีม และฝั่งซ้ายซึ่งมี เฟร์ราน ตอร์เรส
อีกคนที่สำคัญคือโอบาเมยอง กองหน้าที่เหมือนจะหมดไฟไปแล้วจากช่วงท้ายที่มีปัญหากับอาร์เซนอล แต่เมื่อได้ย้ายมาบาร์ซาก็กลับมาคืนฟอร์มเก่งและยิงไปแล้วถึง 8 ประตูด้วยกัน และ 2 ในนั้นเกิดขึ้นที่เบร์นาเบวเมื่อคืนนี้
Hello from the finished player
pic.twitter.com/MUPmsznoup
— AUBA
(@Auba) March 21, 2022
ดาวยิงชาวกาบองยังเป็นผู้ทำประตูในเกมสำคัญให้บาร์ซาตลอดระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือนที่ผ่านมา โดยวันแจ้งเกิดของเขาในเกมแรกที่ลงเล่นให้ทีมคือการลงเป็นตัวสำรองและทำประตูให้ทีมเอาชนะแชมป์เก่าแอตเลติโก มาดริด เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นการสัมผัสบอลจังหวะแรกในรอบเกือบ 2 เดือนของเขา
หลังจากนั้นก็ลงมาเป็นซูเปอร์ซับในเกมดาร์บีแห่งแคว้นคาตาลัน ที่ทำให้ทีมเอาชนะเอสปันญอลได้ และอีกครั้งในการพบกับนาโปลีในศึกยูโรปาลีก
สำหรับกองหน้าที่เดิมพันตัวเองด้วยการขอแตกหักกับอาร์เซนอล ยอมลดค่าเหนื่อยลงมหาศาลเพื่อที่จะรอโอกาสกับทีมดีๆ สักทีมที่เหมาะสมกับเขา สุดท้ายการเลือกมาบาร์ซาก็กลายเป็นทางออกที่สวยงามสำหรับทั้งสองฝ่าย
ที่แสบสันคือหลังจบเกม ‘โอบา’ ได้โพสต์ภาพท่าฉลองประตูของตัวเองที่นำมาจากอนิเมะดังขวัญใจเด็กๆ (และเด็กโข่ง) ทั้งโลกอย่างดราก้อนบอล พร้อมกับข้อความว่า “นี่คือคำทักทายจากนักเตะที่แก่เกินแกงแล้ว”
และหากเรามองให้ลึกลงไป 3 กองหน้าของบาร์ซาเมื่อคืนนี้จะพบว่าทั้ง 3 ต่างก็เป็นคนที่ไม่เป็นที่ต้องการมาก่อนทั้งสิ้น เพราะนอกจากโอบาเมยองแล้ว ก็มีเดมเบเลซึ่งก่อนหน้านี้ทุกคนหมดหวังกับสตาร์ค่าตัวมหาศาลคนนี้แล้ว เฟร์ราน ตอร์เรส ก็เป็นอีกคนที่ล้มเหลวกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้เช่นกัน
เพียงแต่ชาบีสามารถนำทั้ง 3 คนมาขัดสีฉวีวรรณใหม่จนเปล่งประกายได้อีกครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นผลงานที่น่าเหลือเชื่อ

สิ่งนี้ตรงข้ามกับเรอัล มาดริดที่อาจจะเริ่มฉุกคิดว่าตลอดมาพวกเขาพึ่งพากองหน้าวัย 34 ปีอย่าง คาริม เบนเซมา มากเกินไปหรือไม่ เพราะการขาดหายไปของดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศสเพียงคนเดียวดูเหมือนจะกลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนของเกมตั้งแต่ยังไม่ทันลงสนาม
บางทีหากมีเบนเซมาอยู่ โอกาสขึ้นเกมของมาดริดอาจจะมีทีเด็ดที่คาดไม่ถึง และอาจจะสามารถกดดันคู่เซ็นเตอร์อย่าง เอริค การ์เซีย และ เคราร์ด ปิเก้ ที่กลายเป็นเล่นสบายในการรับมือ โรดริโก และ วินิเชียส จูเนียร์ ที่แม้จะโดดเด่นตลอดปีแต่เกมนี้พวกเขาถูกทำให้กลายเป็นแค่เด็กดาวรุ่งคนหนึ่ง
แต่เมื่อเวลาย้อนกลับไปไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับ คาร์โล อันเชล็อตติ ที่จะคิดย้อนกลับไป และแน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขาจะทำคือการเดินหน้าเก็บแต้มและรีบคว้าแชมป์ลาลีกาให้ได้ไวที่สุด และด้วยระยะห่าง 9 แต้มเหนือเซบียารองจ่าฝูง และ 12 แต้มเหนือบาร์ซาทีมอันดับ 3 ที่ลงแข่งน้อยกว่า 1 นัด ทุกอย่างยังอยู่ในการควบคุม
ดังนั้นต่อให้แพ้วันนี้แต่พวกเขาก็อาจจะเป็นผู้ชนะในบั้นปลายฤดูกาล
อย่างไรก็ดี ผมชอบความมั่นใจของชาบีที่บอกว่า “ถ้าเรายังมีโอกาสเล็กๆ ที่จะได้ลุ้นแชมป์ เราก็จะพยายามจนถึงที่สุด มันอาจจะยากมากแต่ในเกมฟุตบอลทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้”
เมื่อคิดถึงบาร์ซาในวันที่พวกเขาไม่มีปัญญาจะต่อสัญญากับ ลิโอเนล เมสซี และผลงานตกต่ำดำดิ่งในช่วงต้นฤดูกาลที่ โรนัลด์ คูมัน ยังคุมทีมอยู่
กับวันนี้ที่ได้ฮีโร่ของสโมสรอย่างชาบีกลับมากอบกู้ทีม ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจากทีมที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าให้กลับมาเป็นทีมที่มีความสุขและมีความหวังอีกครั้ง โดยมี โจน ลาปอร์ตา ที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อนำพาสโมสรให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ต่อให้ต้องบากหน้าทำอะไรก็ยอม
ย้ำว่าบาร์ซายังเล่นไม่ถึงกับสวย และตัวที่มีก็ไม่ได้นักฟุตบอลที่ดีที่สุดของโลกเหมือนในอดีต เพียงแต่พวกเขาได้ทีมที่ดีพอจะเล่นฟุตบอลในแบบที่ชาบีต้องการได้แล้ว และนักเตะเองก็เริ่มเข้าใจในสิ่งที่นายใหญ่ต้องการแล้วเช่นกัน
ภาพสะท้อนนั้นคือการต่อบอลกันไปมาของ เปดรี และ กาบี 2 สตาร์ดาวรุ่งในแดนกลางที่เป็นอนาคตที่สดใสที่สุดสำหรับบาร์ซาในวันข้างหน้า โดยมีเสียงเฮ ‘Ole’ ของแฟนๆ ในเบร์นาเบวเป็นลูกคู่ที่กรีดหัวใจมาดริดิสตาในเบร์นาเบว
การลุ้นแชมป์ของบาร์ซาอาจจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะทีมของชาบีก็ยังไม่ ‘เสถียร’ หรือยอดเยี่ยมเท่ายุคของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา
แต่ขั้นต่ำที่สุดจากที่เห็นและเป็นอยู่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หากชาบีและลูกทีมของเขาจะบอกว่า “บาร์ซากลับมาแล้ว”
The post การกลับมาของ ‘บาร์ซา’ หลังชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ใน ‘El Clasico’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
คืนนี้ (10 เมษายน) แฟนฟุตบอลทั่วโลกจะได้ชมมหาสงครามลูกห […]
The post ลิโอเนล เมสซี กับ ‘เอลกลาซิโก’ ครั้งที่ 45 ของเขา ที่อาจเป็นครั้งสุดท้าย? appeared first on THE STANDARD.
]]>
คืนนี้ (10 เมษายน) แฟนฟุตบอลทั่วโลกจะได้ชมมหาสงครามลูกหนังในนาม ‘เอลกลาซิโก’ (El Clasico) กันอีกครั้ง ซึ่งแม้ว่าบรรยากาศจะห่างไกลจากที่คุ้นเคยกันมาก แต่การพบกันระหว่างบาร์เซโลนา และเรอัล มาดริด คราวนี้ก็มีความสำคัญ
ในภาพรวม นี่คือเกมที่จะส่งผลโดยตรงต่อการลุ้นแชมป์ลาลีกา หลังจากที่มหาอำนาจทั้งสองสามารถไล่จี้แอตเลติโก มาดริด ที่เคยนำโด่งร่วม 10 แต้มมาจนหายใจรดต้นคอ โดยมาถึงนัดที่ 29 บาร์ซาตามหลังเพียงแค่ 1 คะแนน ขณะที่เรอัล มาดริดตามหลังอยู่ 3 คะแนน
สถานการณ์นี้เป็นสถานการณ์ที่ย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 เดือนก่อนเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากเชื่อ เพราะสภาพของทั้งบาร์ซาและเรอัล มาดริดต่างเข้าขั้นเลวร้าย และแทบมองไม่เห็นหนทางว่าพวกเขาจะกลับมาในจุดนี้ได้อย่างไร
แต่เพราะความอดทนและการทำมากกว่าพูด ทำให้ทั้งโรนัลด์ คูมัน และซีเนดีน ซีดาน สามารถประคับประคองทีมจนผ่านช่วงวิกฤตและกลับมาเป็นทีมที่ดีอีกครั้ง และทำให้การพบกันครั้งนี้น่าจะเป็นเกมที่ดีกว่าการพบกันในครั้งที่ผ่านมา ซึ่ง ‘โลส บลังโกส’ บุกไปคว้าชัยที่คัมป์นูได้ 3-1
อย่างไรก็ดี หากจะเลือกโฟกัสให้แคบลงมา บางทีสิ่งที่แฟนฟุตบอล โดยเฉพาะแฟนบาร์ซาให้น้ำหนักมากกว่า คือการลงสนามของ ลิโอเนล เมสซี ราชาลูกหนังชาวอาร์เจนไตน์
ซูเปอร์สตาร์วัย 33 ปี คาดว่าจะได้โอกาสลงเล่นในคืนนี้ที่สนามเอสตาดิโอ อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน ซึ่งจะเป็นการลงสนามในศึกเอลกลาซิโกครั้งที่ 45 ของเขา
และมันอาจจะเป็นการลงทำศึกในมหาสงครามลูกหนังครั้งสุดท้ายของเขาด้วย
อย่างที่ทุกคนทราบ เมสซีเหลือสัญญากับบาร์ซาเพียงแค่สิ้นสุดฤดูกาลนี้ และแม้สถานการณ์หลายอย่างในสโมสรจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น รวมถึงท่าทีของสโมสรอื่นๆ ที่อยู่ในข่ายให้ความสนใจเองก็ดูจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป แต่ตราบใดที่ไม่มีการบอกว่าจะมีการเปลี่ยนใจจากเจ้าตัวเอง นั่นหมายถึงทุกอย่างยังเป็นไปตามคำพูดที่เขาเคยลั่นวาจาไว้ว่าจะอยู่กับบาร์ซาแค่สิ้นสุดฤดูกาลนี้
ถ้ายึดตามนี้ก่อน สิ่งที่บาร์เซโลนิสตาทั้งหลายต้องการเห็นคือ การที่เมสซีจะยิงปิดท้าย และนำทีมคว้าชัยชนะในนัดนี้
ตลอดมา เมสซีซึ่งจะอายุครบ 34 ปีในเดือนมิถุนายนนี้ ผ่านการลงเล่นในศึกเอลกลาซิโกมาแล้ว 44 นัด โดยยิงได้ 26 ประตู เป็นดาวซัลโวตลอดกาลของศึกนี้
เรื่องที่น่าเหลือเชื่อคือ เมสซียิงประตูเรอัล มาดริดไม่ได้ติดต่อกันมาแล้ว 6 นัด และทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ คริสเตียโน โรนัลโด คู่ปรับตลอดกาลของเขาลาจากไปอยู่กับยูเวนตุสเมื่อปี 2018
แต่ผลงานในช่วงที่ผ่านมาของ ‘El Pulga’ (เจ้าหมัดน้อย) ต้องบอกว่ากลับมาเข้าฝักอีกครั้ง 12 นัดที่ผ่านมา เมสซีทำไป 16 ประตู กับอีก 6 แอสซิสต์
โรนัลด์ คูมัน นายใหญ่เองก็หวังว่านัดนี้เมสซีจะกลับมายิงประตูเรอัล มาดริด ซึ่งจะไม่มีเซร์คิโอ รามอส และราฟาเอล วาราน ในแนวรับ
“ผมหวังว่าเมสซีจะตัดสินเกมให้ได้ เพราะเราต้องการให้เขาเล่นในระดับที่ดีที่สุด และสำหรับบาร์ซา เราก็ต้องเล่นให้ดีที่สุดด้วยเช่นกัน” คูมันกล่าว “ในเกมรุก ในการผ่านบอล และการสร้างเกมของเรา เราต้องการลีโอ”
ไม่ใช่แค่คูมันที่ต้องการเมสซี แม้แต่ซีดานเองก็ต้องการเขาเหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายถึงจะให้มายิงประตูใส่มาดริด
สิ่งที่ซีดานต้องการจากราชาลูกหนังรุ่นน้องคือ การที่เขาจะอยู่กับบาร์ซาต่อไป โดยเกมเอลกลาซิโกนัดนี้จะไม่ใช่นัดสุดท้าย
“ผมไม่อยากให้นัดนี้เป็นเกมเอลกลาซิโกนัดสุดท้ายสำหรับเมสซี” ซีดานกล่าว “หวังว่าเขาจะอยู่กับบาร์ซา มันจะเป็นการดีสำหรับเขาที่อยู่ที่นั่น และมันก็ดีสำหรับวงการฟุตบอลสเปนด้วย เราต่างรู้ว่าเขายอดเยี่ยมแค่ไหน”
แต่เรื่องจะอยู่ต่อหรือไม่ จะเป็นนัดสุดท้ายหรือเปล่า ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวของเมสซี
พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล
อ้างอิง:
The post ลิโอเนล เมสซี กับ ‘เอลกลาซิโก’ ครั้งที่ 45 ของเขา ที่อาจเป็นครั้งสุดท้าย? appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากการพบกันเป็นประจำสม่ำเสมอในศึก ‘เอลกลาซิโก’ สงครามลู […]
The post ‘เมสซี vs โรนัลโด’ การพบกันครั้งที่ 36 และอาจเป็นครั้งสุดท้ายของ 2 สุดยอดคู่ปรับตลอดกาล appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากการพบกันเป็นประจำสม่ำเสมอในศึก ‘เอลกลาซิโก’ สงครามลูกหนังอันดับหนึ่งของโลก ไม่น่าเชื่อว่าเราไม่ได้เห็นการพบกันระหว่างลิโอเนล เมสซี และคริสเตียโน โรนัลโด มาแล้วเป็นระยะเวลามากกว่า 2 ปีครึ่ง
ครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองได้พบกันคือศึกลาลีกาในเดือนพฤษภาคม 2018 ซึ่งจบลงด้วยการเสมอกัน 2-2 โดยที่เมสซีและโรนัลโดทำประตูได้ด้วยกันทั้งคู่ ก่อนที่ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังชาวโปรตุเกสจะตัดสินใจที่จะทิ้งชุดสีขาวและตำนานของเขาในถิ่นซานติเอโก เบอร์นาบิวเอาไว้เบื้องหลัง เพื่อไปผจญภัยครั้งใหม่ในอิตาลีกับยูเวนตุส
โรนัลโดได้ทิ้งเมสซีเอาไว้ในสเปนด้วย และว่ากันว่าการจากไปของคู่ปรับตลอดกาล มีส่วนในการทำให้ไฟในตัวของเมสซีเริ่มมอดลงไม่น้อยไปกว่าปัญหาภายในของบาร์เซโลนา
อย่างไรก็ดี ในค่ำคืนนี้หากไม่มีอะไรผิดพลาด – และไม่ควรจะมี – เราทุกคนจะได้ชมการประลองเพลงแข้งกันระหว่างสองสุดยอดนักเตะที่ว่ากันว่าเก่งกาจที่สุดของยุคสมัยอีกครั้ง
ในการเผชิญหน้ากันครั้งที่ 36 และอาจเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับทั้งสอง หรืออย่างน้อย มันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เมสซีจะสวมชุดของบาร์ซาในการพบกับโรนัลโด
มันจะเป็นเกมที่น่าจดจำหรือไม่?

การเผชิญหน้ากันครั้งแรกของคู่ปรับแห่งชีวิตในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในปี 2008
คู่ปรับแห่งชีวิต
ถึงแม้คำถามว่า ‘ใครเก่งกว่าใคร’ ระหว่างเมสซีและโรนัลโดอาจจะนำไปสู่สถานการณ์ที่เรียกว่าวงแตกได้บ่อยครั้ง เพราะต่างก็มีเหตุและผลมารองรับด้วยกันทั้งสองฝักสองฝ่าย
แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ ทั้งคู่สามารถก้าวขึ้นมายืนอยู่บนจุดสูงสุดของยุคสมัยได้ด้วยแรงผลักดันของกันและกัน และเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีอย่างยิ่งสำหรับทุกเรื่องบนโลกว่า การแข่งขันนั้นไม่ได้นำไปสู่ความขัดแย้งหรือแก่งแย่งกันเสมอไป
โชคชะตานำพาให้โรนัลโดมาพบกับเมสซีครั้งแรกในเกมรอบรองชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ของฤดูกาล 2007/08 โดยในช่วงเวลานั้นสตาร์ชาวโปรตุเกสกำลังอยู่ในช่วงไต่ระดับขึ้นสูงสุดของเกมฟุตบอล เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยอดผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ค้นพบว่าแท้จริงแล้วเจ้าหนูปีกจอมสับที่ขอตัวมาจากสปอร์ติง ลิสบอน และชุบเลี้ยงจนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ของโลกนั้น ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นผู้เล่นในตำแหน่งปีก หากแต่บทบาทกองหน้านั้นจะทำให้เขาไปได้ไกลยิ่งกว่า
การพบกันในครั้งนั้น โรนัลโดและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดผ่านด่านเมสซีและบาร์ซาไปได้ (แม้ว่าเขาจะยิงจุดโทษพลาดในการพบกันครั้งนั้นก็ตาม) ก่อนที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะคว้าแชมป์ได้ในบั้นปลาย และในช่วงปลายปี สตาร์ชาวโปรตุเกสก็ได้รับรางวัลลูกฟุตบอลทองคำ ‘บัลลงดอร์’ เป็นครั้งแรก หลังจากที่เป็นรองจาก ริคาร์โด กาก้า เทพบุตรลูกหนังชาวบราซิลเจ้าของรางวัลในปี 2007
โรนัลโดประกาศกร้าวว่า เขาต้องการที่จะคว้าสุดยอดเกียรติยศครั้งนี้มาครองให้ได้อีก
ในฤดูกาล 2008/09 โรนัลโดยังไม่สามารถย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริดได้อย่างที่ตั้งใจ เมื่อเฟอร์กูสัน ผู้เปรียบเหมือนพ่อคนที่สองร้องขอให้อยู่กับทีมไปอีกหนึ่งปีก่อน ขณะที่เมสซีเริ่มเปลี่ยนสถานะจากดาวรุ่งมาเป็นตัวเอกของทีมบาร์ซา ที่เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของเกมฟุตบอลด้วยสไตล์ Tiki-taka ของเป๊ป กวาร์ดิโอลา
บาร์ซาได้พบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกครั้งในนัดชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีกที่กรุงโรม ซึ่งได้รับการเปรียบเปรยว่าเป็นนัดชิงแห่งความฝัน เพราะแชมป์เก่าจากปีที่แล้วที่นำมาโดยเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์อย่างโรนัลโด จะได้พบกับทีมที่เล่นฟุตบอลได้น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดแห่งยุคสมัยอย่างบาร์ซา ที่นำมาโดยเมสซี ผู้เป็นอัจฉริยะลูกหนัง
ท่ามกลางเสียงยกยอปอปั้นของกองเชียร์แต่ละฝ่าย เฟอร์กูสันกลับกล่าวยกย่องนักเตะทั้งสองว่าเป็นยอดนักเตะด้วยกันทั้งคู่
อย่างไรก็ดี เมื่อถึงคราวลงสนาม โรนัลโดและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องยอมศิโรราบให้แก่เมสซีและบาร์ซา ที่เป็นฝ่ายพิชิตพวกเขาได้อย่างราบคาบด้วยสกอร์ 2-0 โดยที่ในเกมนี้เมสซีทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ด้วยการโหม่งทำประตูให้บาร์ซาได้ด้วย แม้ว่าจะเคยถูกปรามาสว่าเป็นนักเตะตัวเล็กตัวน้อยก็ตาม
ชัยชนะของเมสซีและความพ่ายแพ้ของโรนัลโดในวันนั้น นำไปสู่การแข่งขันที่กินระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานเกือบ 10 ปี เมื่อดาวเตะชาวโปรตุเกสผู้ไม่เคยยอมแพ้ใครบอกลาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหลังเกมนัดชิงที่โรม และมาเริ่มต้นใหม่ในฐานะนักเตะเจ้าของค่าตัวแพงที่สุดในโลกกับเรอัล มาดริด ด้วยสถิติ 80 ล้านปอนด์
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งสองได้ประลองฝีเท้ากันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในศึกลาลีกา, โกปา เดล เรย์, สแปนิชซูเปอร์คัพ และในแชมเปียนส์ลีกที่เคยได้พบกันครั้งหนึ่งในรอบรองชนะเลิศปี 2011
ในรางวัลเกียรติยศส่วนตัว เมสซีพิชิตรางวัลบัลลงดอร์ต่อเนื่อง 4 สมัยตั้งแต่ปี 2009, 2010, 2011, 2012
แต่หลังจากนั้น โรนัลโดที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ พิสูจน์ให้เห็นว่าหากมีความพยายามมากพอ ต่อให้นักเตะเทวดาอย่างเมสซี เขาก็สู้ได้ และสามารถพิชิตบัลลงดอร์ในปี 2013, 2014 ซึ่งแม้เมสซีจะแทรกคว้ารางวัลในปี 2015 ไปได้แบบมีข้อกังขา แต่นักเตะผู้เป็นสัญลักษณ์ของความพยายามก็กลับมาคว้ารางวัลได้ในปี 2016 และ 2017
ทำให้ทั้งสองสามารถคว้ารางวัลลูกฟุตบอลทองคำมาครองได้คนละ 5 สมัยเท่ากัน แต่สุดท้ายเมสซีมาได้รางวัลสมัยที่ 6 ไปครองในปี 2019 (ซึ่งมีข้อกังขาเช่นกัน)
นอกเหนือจากรางวัลเกียรติยศสูงสุดอย่างบัลลงดอร์ ทั้งสองยังแข่งขันกันในทุกด้าน โดยเฉพาะผลงานในการถล่มประตูที่เรียกได้ว่าไม่มีใครยอมใคร
จากปี 2009 จนถึง 2018 ที่โรนัลโดดวลกับเมสซีในฟุตบอลสเปน ทั้งคู่กวาดรางวัล เอล ปิชีชี หรือรางวัลดาวซัลโวของลาลีกา (และผลงานนั้นยังทำให้ได้รางวัลรองเท้าทองคำ หรือรางวัลดาวซัลโวยุโรปด้วย) มาครองร่วมกันได้ถึง 8 ครั้ง โดยเมสซีได้ในปี 2010, 2012, 2013, 2017 และ 2018 ขณะที่โรนัลโดได้รางวัลในปี 2011, 2014 และ 2015
ไม่นับความสำเร็จอื่นๆ รวมถึงความสำเร็จในระดับสโมสรที่แข่งขันกันมาตลอด

แข่งกันจนทะลุฟ้าในทุกเวที ทุกระดับ และไม่เคยมีใครยอมใครในสนาม
ความสัมพันธ์ที่ไม่จำเป็นต้องมีสัมพันธ์
กับการแข่งขันในสนามที่รุนแรงต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี แน่นอนว่าย่อมปฏิเสธที่จะให้คนมองทั้งคู่ว่าเป็นคู่แข่งที่จะไม่มีวันยอมกันได้ยาก
เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเคยเป็นกรณีฮือฮาจากข้อเขียนของ กีเยม บาลาเก นักเขียนฟุตบอลชาวสเปนที่บอกว่า โรนัลโดไม่ได้ชื่นชอบเมสซีและเคยพูดถึงด้วยคำพูดที่ไม่สวยงามนัก แต่สตาร์ชาวโปรตุเกสก็ปฏิเสธเรื่องดังกล่าวและเกือบมีการฟ้องร้องกัน
ในทางตรงกันข้าม ทั้งคู่พยายามแสดงออกผ่านคำพูดอยู่หลายครั้งว่าไม่ได้มีความจงเกลียดจงชังกันแต่อย่างใด
ในปี 2015 โรนัลโดเคยให้สัมภาษณ์ถึงการแข่งขันกับเมสซีว่า “ผมคิดว่าเราต่างผลักดันกันและกันในการแข่งขัน และนั่นทำให้การแข่งขันนั้นสูงอย่างยิ่ง”
ขณะที่เมสซีปฏิเสธความขัดแย้งระหว่างทั้งสอง โดยบอกว่ามีเพียงสื่อเท่านั้นที่ปั้นเรื่องกันเอง “ผู้คนอยากให้เราปะทะกัน แต่ผมไม่เคยต้องสู้กับโรนัลโด”
และเมื่อครั้งที่โรนัลโดตัดสินใจเด็ดขาดที่จะอำลาเรอัล มาดริด เมสซียอมรับอย่างซื่อตรงว่าเขา ‘คิดถึง’ คู่แข่งคนนี้ ต่อให้จะเป็นเรื่องยากจะทำใจที่จะเห็นเขาประสบความสำเร็จในสนามกับทีมโลส บลังโกสเองก็ตาม
เมื่อปี 2019 โรนัลโดและเมสซีได้ถูกสัมภาษณ์คู่กันในระหว่างการประกาศรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยูฟ่า
โรนัลโดหยอดทางเมสซีว่า “ผมอยากจะมีโอกาสได้ทานข้าวกับเขาในอนาคต”

การพบกันครั้งที่ 36 – การพบกันครั้งสุดท้าย?
เมสซีจะอายุครบ 34 ปีในฤดูร้อนหน้า ขณะที่โรนัลโดกำลังจะอายุครบ 36 ปีในเดือนกุมภาพันธ์นี้
และถึงเราจะยังได้เห็นความสุดยอดของทั้งคู่ที่ยังรักษามาตรฐานการเล่นในระดับสูงเอาไว้ แต่เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่เริ่มประสบความยากลำบากในการรักษามาตรฐานการเล่นของตัวเองที่ตั้งค่าเอาไว้สูงทะลุฟ้า
โดยเฉพาะกับเมสซีที่ในระยะหลังการเล่นตกลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าส่วนหนึ่งจะมาจากผลงานรวมของบาร์ซาที่กำลังเข้าสู่ยุคตกต่ำก็ตาม
ความในใจของราชาลูกหนังอาร์เจนไตน์เองก็มีส่วน เพราะเป็นที่รู้กันว่าเมสซี ‘จำใจ’ ที่จะอยู่กับบาร์ซาต่อไปอีกหนึ่งปี และเวลาของเขากับทีมที่อยู่มาตั้งแต่อายุ 13 ปีกำลังเริ่มนับถอยหลังไปเรื่อยๆ โดยยังไม่มีใครรู้ว่าอนาคตวันข้างหน้าเขาจะเลือกไปอยู่กับทีมใด
ขณะที่โรนัลโด ยูเวนตุสภายใต้การนำของอันเดรีย ปิร์โล เองก็ไม่ได้ถึงกับยอดเยี่ยมนัก และไม่แน่ใจว่าเขาจะให้โอกาสซูเปอร์สตาร์ลูกหนังรายนี้สักกี่นาทีในสนามคัมป์นูที่ว่างเปล่า
เพราะการพบกันของทั้งบาร์ซาและยูเวนตุสในคืนนี้ ไม่ได้มีความหมายมากไปกว่าการชิงตำแหน่งแชมป์ของกลุ่ม หลังจากที่ทั้งคู่ผ่านเข้ารอบต่อไปแน่นอนแล้ว
ดังนั้น เราคงไม่อาจคาดหวังถึงการดวลกันที่สุดยอดของทั้งคู่เหมือนในอดีตได้ในการพบกันของเกมแชมเปียนส์ลีกคืนนี้
อย่างไรก็ดี แค่การพบกันอีกครั้งของทั้งสอง – ซึ่งอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตนี้ – แค่นั้นก็นับว่าสำคัญที่สุดแล้ว มากกว่าเรื่องของผลการแข่งขัน หรือเรื่องอื่นใด
เฝ้าดูเสียเถิด ก่อนจะไม่มีโอกาสได้ดูอีก และขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้เราได้อยู่ในยุคสมัยที่มีสุดยอดนักเตะตลอดกาลอยู่พร้อมกันถึง 2 คน
และนั่นอาจทำให้เราสามารถหาคำตอบของคำถามว่าใครคือ GOAT หรือ Greatest of All Time ได้ง่ายๆ
ก็แค่เติม s ไปข้างหลังแค่นั้นเอง
พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล
อ้างอิง:
The post ‘เมสซี vs โรนัลโด’ การพบกันครั้งที่ 36 และอาจเป็นครั้งสุดท้ายของ 2 สุดยอดคู่ปรับตลอดกาล appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยามปกติแล้ว หากเอ่ยถึงชื่อของเกม ‘เอลกลาสิโก’ เราจะนึ […]
The post El Clásico เมื่อไฟการเมืองเตรียมลุกลามถึงสนามฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยามปกติแล้ว หากเอ่ยถึงชื่อของเกม ‘เอลกลาสิโก’ เราจะนึกถึงสงครามลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงประวัติศาสตร์ ในเชิงของเกมกีฬา และในเชิงของมูลค่าทางการตลาดที่สูงที่สุดในโลก
แต่เกมเอลกลาสิโก หรือเอลดาร์บี ที่คนรุ่นก่อนรู้จักกัน ซึ่งมีคิวจะลงสนามในค่ำคืนนี้ที่คัมป์นู ไม่ใช่การพบกันแบบปกติที่เราคุ้นเคยกันมาในช่วงหลายสิบปีหลังครับ
จริงอยู่ที่สถานการณ์บนอันดับตารางฟุตบอลลาลีกาสเปน กำลังทวีความเข้มข้นเพราะเวลานี้ทั้ง บาร์เซโลนา และ เรอัล มาดริด มีคะแนนเท่ากันที่ 35 คะแนน โดยบาร์เซโลนาได้เป็นจ่าฝูงเพียงเพราะเรื่องของผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า

แต่สิ่งที่หลายฝ่ายให้ความสนใจมากกว่าคือคำถามสำคัญสองเรื่อง
เกมนัดนี้จะจัดขึ้นตามกำหนดการเดิมได้ไหม?
และหากจัดขึ้นแล้วจะปลอดภัยสำหรับทุกคนหรือเปล่า – โดยเฉพาะกับฝั่งทีมเยือนอย่าง เรอัล มาดริด
ที่มาของสองคำถามนี้เกิดขึ้นเพราะสถานการณ์ความไม่ปกติทางการเมืองในแคว้นกาตาลุญญา ที่มีการชุมนุมเพื่อเรียกร้องเอกราชให้กับชาวคาตาลัน ซึ่งนำไปสู่การปราบปรามอย่างรุนแรงเมื่อสองเดือนที่แล้ว มีการจับกุมผู้นำในการชุมนุม 9 คน โดยแต่ละคนถูกตัดสินลงโทษจำคุกตั้งแต่ 9-13 ปีในคดีการเมืองนี้
เหตุการณ์วุ่นวายในช่วงเวลานั้นทำให้ลาลีกา ตัดสินใจที่จะเลื่อนการแข่งขันเอลกลาสิโก นัดแรกของฤดูกาลออกไปจากกำหนดการเดิมในวันที่ 26 ตุลาคม ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
นี่ถือเป็น ‘ครั้งแรกในประวัติศาสตร์’ ที่มีการเลื่อนการแข่งขันเกมเอลกลาสิโก ซึ่งเป็นการบ่งบอกได้ดีถึงระดับความรุนแรงของสถานการณ์
ในช่วงของการประท้วงนั้นแม้แต่ทีมบาร์เซโลนาเองก็ได้รับผลกระทบมากพอสมควรครับ มีภาพของ อิวาน ราคิติช กองกลางห้องเครื่องชาวโครเอเชียที่ต้องเดินลากกระเป๋าจากสนามบินในบาร์เซโลนา ไปตามถนนสายมอเตอร์เวย์ เพราะถนนถูกปิดจากกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง

ขณะที่ เอร์เนสโต บัลเบร์เด โค้ชของทีมต้องพรางตัวซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ที่ขี่ตามหลังรถพยาบาลเพื่อหาทางไปสนามซ้อม แต่สุดท้ายก็ไปไม่ทันการซ้อม ก่อนจะต้องกลับไปสนามบินอีกครั้งเพื่อช่วย เฟรนกี เดอ ยอง กองกลางดาวรุ่งชาวดัตช์ที่ติดอยู่ในสนามบินไปไหนไม่ได้อยู่หลายชั่วโมง
อย่างไรก็ดีเวลาที่ผ่านมาสองเดือนนั้นดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้บรรยากาศทางการเมืองในสเปนคลี่คลายมากนัก
ไฟแค้นยังรุมสุมทรวงชาวคาตาลัน พวกเขายังรอคอย ‘โอกาส’ ที่จะได้สำแดงพลังและเปล่งเสียงออกมาเสมอ โดยคราวนี้แค่เปลี่ยนสถานที่จากบนท้องถนนมาเป็นสนามฟุตบอล
กลุ่มที่ถูกจับตามองคือกลุ่ม Tsunami Democratic ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เป็นผู้นำการประท้วงเมื่อเดือนตุลาคม พร้อมที่จะใช้เกมเอลกลาสิโก เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารอันทรงพลังมากที่สุด เพราะเกมนี้มีการถ่ายทอดสดไปมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

เดิม Tsunami Democratic เป็นกลุ่มที่สนับสนุนให้เกิดการเจรจาระหว่างรัฐบาลกลางสเปน กับกาตาลุญญา เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันภายใต้สโลแกน ‘Spain, sit and talk’ หรือแปลเป็นไทยได้ในความง่ายๆ ว่า ‘มานั่งคุยกันเถอะสเปน’ และได้เรียกร้องให้บาร์เซโลนา และเรอัล มาดริด ให้สนับสนุนแนวทางนี้ด้วย แต่ก็ไม่เป็นผล
เมื่อมาถึงตรงนี้ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ครับ เช่นกันกับการที่ไม่รู้ว่าจะมีกลุ่มอื่น หรือบุคคลอื่นที่คิดจะทำอะไรในเกมเอลกลาสิโก นัดนี้หรือเปล่า
ความไม่แน่นอนนี้ทำให้แม้กระทั่ง ซีเนดีน ซีดาน นายใหญ่ของทีมราชันชุดขาวเองก็ไม่มั่นใจกับสถานการณ์นักว่าสุดท้ายแล้ว แมตช์การแข่งขันจะดำเนินต่อไปได้ไหม
เพราะก่อนหน้านี้สหพันธ์ฟุตบอลสเปน พยายามต่อรองขอสลับเกมการแข่งขันให้ไปแข่งในบ้านของมาดริดก่อน แต่ทั้งบาร์เซโลนา และเรอัล มาดริด ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ และยืนยันจะให้เกมนัดแรกแข่งกันที่คัมป์นูตามเดิม ก่อนที่สุดท้ายทุกฝ่ายตกลงที่จะเลื่อนมาแข่งกันในวันที่ 18 ธันวาคมนี้แทน
ทีนี้เมื่อตกลงกันแล้วก็ต้องเดินหน้าต่อตามนั้นครับ สิ่งที่ทุกฝ่ายทำได้ดีที่สุดคือการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ทุกรูปแบบที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกวินาที
นั่นทำให้เกมเอลกลาสิโก นัดที่ 243 เกมนี้เป็นครั้งแรกที่ทั้ง บาร์เซโลนา และ เรอัล มาดริด จะพักในโรงแรมเดียวกัน คือโรงแรม Hotel Sofia ซึ่งอยู่ห่างจากสนามคัมป์นู เพียงแค่ 600 เมตร โดยผู้เล่นทั้งสองทีมจะมารวมตัวกันก่อนที่เกมจะเริ่มต้นเป็นเวลา 8 ชั่วโมง
ปกติแล้วหากเป็นเกมที่คัมป์นู เหล่าสตาร์เงินล้านของบาร์เซโลนา จะเดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนตัวครับ แต่สำหรับเกมนี้พวกเขาถูกร้องขอให้มารวมตัวที่โรงแรมด้วยเหตุผลเรื่องของความปลอดภัย (ไม่รู้ว่าบาร์เซโลนาปลอดภัยหรือมาดริดปลอดภัย!)
เรียกว่าต้องสามัคคีกันด้วยความจำเป็น!

เดิมโรงแรมที่กำหนดไว้นั้นอยู่ไกลกว่านี้เป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร แต่เพื่อความปลอดภัยจึงย้ายมาอยู่ที่ Hotel Sofia แทน โดยผู้เล่นทั้งสองทีมจะพักผ่อนกินอยู่หลับนอนกันคนละชั้นครับ แต่สำหรับผู้บริหารของสองสโมสรจะรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน
ก่อนที่ในเวลา 18.00 น. ที่สเปน ก็จะมีการเคลื่อนขบวนรถบัสเพื่อนำนักฟุตบอลทั้งสองทีมไปสู่สนาม โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยในระดับเข้มงวดที่สุด
เช่นกันกับในสนามที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุด เพราะไม่รู้ว่าจะมีการแสดงออกอย่างไรบ้างจากแฟนบอลบาร์เซโลนาชาวคาตาลัน
ทางการเองก็ถูกจับตามองว่าจะทำอย่างไรหลังเพิ่งเกิดเหตุไม่คาดฝันในเกมสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อแฟนบอล ราโย บาเยกาโน ร้องเพลงหยามเหยียดรามอน โซซุลยา กองหน้าชาวยูเครนของอัลบาเซเต ที่พวกเขากล่าวหาว่าเป็นนาซี
โฆเซ กุยเรา รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมและกีฬายืนยันว่าทางการได้เตรียมพร้อมทุกอย่างเป็นอย่างดีที่สุดแล้ว เพื่อให้เกมเอลกลาสิโก ได้ทำหน้าที่ดั้งเดิมของมัน
“มันคือเกมกีฬา และมันก็เป็นแค่เกมฟุตบอล” กุยเรา กล่าวถึงเกมนัดนี้เอาไว้เช่นนี้ครับ
เพียงแต่หากใครเข้าใจในประวัติศาสตร์ของเอลกลาสิโก และได้ศึกษาถึง ‘ราก’ ของการเผชิญหน้ากันระหว่างบาร์เซโลนา และเรอัล มาดริด แล้วย่อมเข้าใจว่าหัวใจของสงครามลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้ห่างไกลจากคำว่าเป็นเกมฟุตบอลธรรมดาๆ นัดหนึ่งมากมายนัก
เอล กลาสิโก คือการเมือง คือความแค้น คือสงคราม
และวันนี้มันแค่กำลังจะกลับไปทำหน้าที่ที่แท้จริงของมันอีกครั้งเท่านั้นครับ!
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
The post El Clásico เมื่อไฟการเมืองเตรียมลุกลามถึงสนามฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไม่ว่าจะอย่างไร การพบกันระหว่างบาร์เซโลนาและเรอัล มาดริ […]
The post ‘เอลกลาซิโก’ ในวันแรกที่ไร้เงาของเมสซีและโรนัลโด appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไม่ว่าจะอย่างไร การพบกันระหว่างบาร์เซโลนาและเรอัล มาดริด ในนามของ ‘เอลกลาซิโก’ ก็เป็นเกมลูกหนังอันดับหนึ่งของโลกเสมอ
ไม่ว่าจะหยิบจับด้านใดมาพูดถึงก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความยิ่งใหญ่ ประวัติศาสตร์ ความเป็นปฏิปักษ์
อย่างไรก็ดี เกมเอลกลาซิโกที่จะลงสนามกันในคืนวันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคมนี้ จะเป็นเกมที่ให้ความรู้สึกที่แปลกไป เหตุผลเพราะนี่จะเป็นครั้งแรกที่เราจะไม่ได้เห็นการลงดวลกันของ 2 สุดยอดซูเปอร์สตาร์แห่งยุคอย่าง ลิโอเนล เมสซี และคริสเตียโน โรนัลโด ลงสนาม
เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้ว หัวใจก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่างและว่างเปล่าขึ้นมา
ครั้งสุดท้ายที่ไม่มีเมสซีและโรนัลโดลงวาดลวดลายในเกมเอลกลาซิโกเลยนั้น เราต้องย้อนกลับไปไกลถึง 11 ปีที่แล้วครับ ในเดือนสุดท้ายของปี 2007

แน่นอนว่า ในขณะนั้นโรนัลโดยังสวมชุดแดงเพลิงของ ‘ปีศาจแดง’ อยู่ครับ จึงมีเพียงเมสซีที่เกิดอาการบาดเจ็บขึ้นมา ทำให้ แฟรงก์ ไรจ์การ์ด โค้ชบาร์ซาในยุคนั้น จำเป็นต้องปรับทีม เพื่อทดแทนการขาดหายของสตาร์ดาวรุ่งวัย 20 ปี (ในขณะนั้นซึ่งเริ่มสำคัญต่อทีมมากขึ้นเรื่อยๆ) โดยนายใหญ่ชาวดัตช์เลือกจะใช้งานเดโก ลงสนามมาคุมพื้นที่แดนกลาง และให้ โรนัลดินโญ ขยับไปยืนทางขวา
ขณะที่ทางด้านมาดริดอยู่ภายใต้การคุมทีมของ แบรนด์ ชูสเตอร์ อดีต ‘ขบถลูกหนัง’ ชาวเยอรมัน โดยในเวลานั้น ‘ราชันชุดขาว’ ทำผลงานได้ดีกว่า มีคะแนนนำอยู่ 4 คะแนนในตารางอันดับ ทำให้ความกดดันตกไปอยู่กับบาร์ซามากกว่า
เกมดังกล่าวจบลงด้วยประตูโทนของ ฮูลิโอ บัปติสตา ตัวทำเกมสุดแกร่ง ที่ช่วยให้มาดริดชนะ 1-0 และทิ้งห่างเป็น 7 คะแนน โยนความกดดันลูกเท่าภูเขาให้บาร์ซา โดยเฉพาะไรจ์การ์ดที่เริ่มตกอยู่ใต้ความกดดัน (ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ถูกปลดจากตำแหน่งจริงๆ และเป็น เป๊ป กวาร์ดิโอลา ถูกดันขึ้นมารับตำแหน่งแทน)
พูดแล้วก็อดคิดถึงไม่ได้นะครับ เมื่อไล่เรียงรายชื่อของผู้เล่นทั้งสองทีมในยุคนั้นแล้วเห็นชื่ออย่าง ซามูเอล เอโต, ชาบี เอร์นานเดซ, เอริค อบิดัล, กาเบรียล มิลิโต, การ์เลส ปูโยล, อันเดรส อิเนียสตา, โรบินโญ, รุด ฟาน นิสเตลรอย, ราอูล กอนซาเลซ, กาเบรียล ไฮน์เซ, เวสลีย์ ชไนเดอร์
หนึ่งในกองกลางของเรอัล มาดริดวันนั้น ยังมี ลาสซานา ดิยาร์รา มณีลูกหนังที่เลือกจังหวะชีวิตผิดพลาด จนทำให้ไปไม่ถึงจุดที่ควรจะก้าวไปด้วย
และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่เอลกลาซิโกไม่ปรากฏชื่อของเมสซีและโรนัลโดครับ

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เราก็ได้เห็นทั้งสองสุดยอดแห่งยุคลงห้ำหั่นกันในสนามตลอด จนกลายเป็นความเคยชิน เรียกว่าหากเป็นน้องๆ อายุน้อยๆ ที่ติดตามฟุตบอลมาไม่นาน ทั้งชีวิตอาจไม่เคยเห็นเอลกลาซิโกที่ไม่มีสองคนนี้เลยก็เป็นได้
แน่นอนครับว่ามันชวนคิดแล้วใจหาย
แต่ในอีกด้าน นี่ก็เป็นโอกาสของเราทุกคนเช่นกัน ที่จะได้เฝ้าดูเอลกลาซิโกในแบบที่เป็นตัวตนของมันจริงๆ ไม่ใช่การเผชิญหน้ากันของเมสซีและโรนัลโดเพียงลำพังเหมือนที่ผ่านมา
นอกเหนือจากประวัติศาสตร์การรบพุ่งทางเกมลูกหนังในสนาม ที่ลามข้ามไปยังเรื่องของจุดยืนทางการเมืองและการต่อสู้ของชนชาติ เอลกลาซิโกในความทรงจำดั้งเดิมของหลายคน นี่คือเกมที่เราจะได้ดูการดวลกันของเหล่าสุดยอดซูเปอร์สตาร์ของโลก
เพราะเหล่านักเตะที่ดีที่สุดของโลกนั้น สุดท้ายแล้วจุดหมายและปลายทางของพวกเขาคือการได้มาอยู่กับบาร์ซาหรือเรอัล มาดริด ไม่ทีมใดก็ทีมหนึ่ง
นั่นคือตัวตนที่ชัดเจนที่สุดของเกมเอลกลาซิโก และจะไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงมันได้
ทีนี้ เมื่อมองย้อนกลับมาในทีมบาร์เซโลนาและเรอัล มาดริดในปัจจุบัน แม้จะตัดชื่อของเมสซีและโรนัลโดออกไปจากทีม แต่ทั้งสองยอดสโมสรของโลกในเวลานี้ก็ยังเต็มไปด้วยนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์มากมายล้นทีม
มองอีกด้าน นี่ก็เป็นโอกาสที่ทั้งหมดที่เหลืออยู่ จะได้ก้าวเดินออกจากเงาของผู้ยิ่งใหญ่ เพื่อจะได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่แท้จริงของตนเองครับ
เรอัล มาดริด ถึงจะประสบวิกฤตภายใต้การนำทีมของ ฮูเลน โลเปเตกี โค้ชผู้ที่ถูกคาดหมายว่า เหลือเวลาอีกไม่นานในตำแหน่ง แต่พวกเขายังมีนักเตะอย่าง ลูกา โมดริช กองกลางเจ้าของรางวัล The Best หรือรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า, คาริม เบนเซมา หนึ่งในกองหน้าชั้นยอด, เซร์คิโอ รามอส ปราการหลังกัปตันทีมจอมห้าว (และโหดเหี้ยม), มาร์เซโล แบ็กซ้ายที่ดีที่สุดของโลกในเวลานี้, อิสโก เพลย์เมกเกอร์พรสวรรค์สูงสุดคนหนึ่งของสเปน, มาร์โก อเซนซิโอ ซ้ายพรสวรรค์ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคนหนึ่ง
ไปจนถึง แกเร็ธ เบล มังกรแดงมหัศจรรย์ ผู้ที่ถูกคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นมาแทนที่โรนัลโด ในฐานะนักเตะหมายเลขหนึ่ง
แน่นอนว่าการสูญเสียนักเตะคนหนึ่งที่ทำประตูให้กับทีมได้อย่างมากมายถึงอย่างต่ำ 40 ลูกต่อฤดูกาล ย่อมส่งผลกระทบต่อทีมอย่างมาก เพราะไม่มีใครบนโลกนี้ที่จะทดแทนที่ของโรนัลโดได้เพียงลำพัง
แต่ในอีกด้าน มันคือความจริงที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่แล้วในสักวัน และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลุกขึ้นยืนหยัดและฟันฝ่าไปให้ได้
เหมือนที่อิสโกกล่าวไว้ “พวกเราไม่สามารถจะร้องไห้ให้กับใครบางคนที่ไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไป”
หากจะมีเกมไหนสักเกมที่พวกเขาจะแสดงหัวใจนักสู้ให้เห็น ก็ย่อมเป็นเกมนัดนี้ที่คัมป์ นู
ทางฟากฝั่งบาร์ซา วันนี้พวกเขาไม่มีเมสซี ซึ่งแม้จะเป็นเพียงชั่วคราว แต่ก็เป็นการเตือนความจำครั้งแรก ว่าสักวันพวกเขาก็จะไม่มีเมสซีในสนามเหมือนกัน
ดังนั้น ช้าหรือเร็ว บาร์ซาก็ต้องเผชิญกับปัญหาแบบเดียวกับที่คู่แข่งชั่วชีวิตของพวกเขาเจอเหมือนกัน และมันเป็นปัญหาที่หาคำตอบได้ยากมากจนถึงแทบเป็นไปไม่ได้
บิดเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในช่วงการแถลงข่าวหลังจบเกมที่บาร์ซาไล่ถล่มเซบีญา 4-2 ยึดตำแหน่งจ่าฝูงกลับมาครองได้อีกครั้ง – เอร์เนสโต วัลเวร์เด ถูกตั้งคำถามถึงเรื่องนี้ ว่าพวกเขามีแผนที่จะทดแทนการสูญเสียเมสซีที่บาดเจ็บถึงขั้นกระดูกแขนแตกหักได้อย่างไร
“ผมก็ไม่รู้” คือคำตอบของนายใหญ่อาซูลกรานา
ขณะที่ จอร์ดี อัลบา แบ็กซ้ายผู้รู้ใจของเมสซี บอกว่า “ไม่มีใครแทนที่เมสซีได้ เขาคือนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลก”

สิ่งที่ดีกว่าสำหรับบาร์ซาในเวลานี้คือ อย่างน้อยพวกเขาทำผลงานในภาพรวมได้ดี ทีมขึ้นนำจ่าฝูงลาลีกา และภายในทีมผู้เล่นที่รายล้อมเมสซีเองก็สามารถที่จะแบ่งเบาภาระได้ค่อนข้างมาก
โดยเฉพาะ หลุยส์ ซัวเรซ คู่หูทั้งในและนอกสนาม และฟิลิปป์ คูตินโญ พ่อมดน้อยที่แสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นบ่อยครั้งในสนาม
แต่เมื่อถามถึงคนที่จะทำหน้าที่นี้แทนเมสซีในเกมเอลกลาซิโกคืนวันอาทิตย์นี้ ความสนใจจะถูกจับไปที่ อุสมาน เดมเบเล ไอ้หนูมหัศจรรย์ชาวฝรั่งเศส ที่ย้ายมาจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยสนนราคา 135.5 ล้านปอนด์ ตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว

หากมองเรื่องของพรสวรรค์ในการเล่นแล้ว เดมเบเลมีครบทุกอย่าง อย่างที่ปีกชั้นยอดคนหนึ่งพึงมี ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว ความปราดเปรียว ทักษะการเล่น และที่เป็นความสามารถพิเศษคือ ความสามารถในการเล่นบอลสองเท้าได้ดีใกล้เคียงกัน
แต่ปัญหาคือ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เดมเบเลผู้ถูกดึงตัวมาอย่างเร่งด่วน เพื่ออุดรูรั่วที่ เนย์มาร์ ทิ้งไว้เมื่อครั้งจากไปอยู่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไม่เคยแสดงให้เห็นว่า เขาเป็นนักเตะที่คู่ควรจะเป็นตัวจริงของบาร์เซโลนา
การจับบอลหลุดบอลลั่น การผ่านบอลผิดที่ผิดทาง ไปจนถึงการจบสกอร์ที่ไร้จุดหมาย สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ได้เห็นเป็นประจำ จะมีบ้างเพียงบางครั้งบางเกมที่เดมเบเลทำได้ดีสมกับที่ถูกคาดหวังไว้
แต่ถึงกระนั้น หากต้องเลือก เขาน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่ามัลคอม อีกหนึ่งสตาร์น้องใหม่ชาวบราซิล ที่ดูจะยังปรับตัวกับทีมไม่ได้ เช่นเดียวกับ เซร์กี โรแบร์โต สายเลือดลา มาเซีย ที่ห่างหายจากการเล่นในตำแหน่งตัวรุกมานาน (ครั้งสุดท้ายที่โรแบร์โตลงเล่นในกลาซิโกคือ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยเล่นแทนตำแหน่งเมสซีที่บาดเจ็บในเกมนั้น)
หรือไม่เช่นนั้น วัลเวร์เดจะต้องเลือกใช้ ราฟินญา อัลคันตารา หรือปรับระบบการเล่นของทีมใหม่เป็น 4-4-2 และใช้ มูเนียร์ เอล ฮัดดาดี เจ้าหนูดาวรุ่งยืนประจำการในแดนหน้าคู่กับซัวเรซแทนที่
อย่างไรก็ดีมันเป็นเพียงแค่การแก้ไขปัญหาในระยะสั้นเท่านั้น
ส่วนคำตอบของการแก้ปัญหาในระยะยาว ซึ่งจะเกิดขึ้นจริงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อเมสซีถึงคราวต้องลาจากจริง ถึงเวลาค่อยมาร่วมหาคำตอบกันอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจจากเรื่องนี้คือ เรา ไม่ว่าจะเป็นแฟนบอลบาร์ซาหรือมาดริดหรือไม่ก็ตาม จะได้กลับมาตั้งสติและทบทวนตัวเองกันอีกครั้ง
เพราะบนโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นนิรันดร์ สักวันที่เคยมีก็จะสูญหายหรือแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
หรือบางครั้งก็วนกลับไปสู่จุดเดิม
เหมือนเอลกลาซิโก ที่ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ถูกใช้เป็นสังเวียนห้ำหั่นกันของเมสซีและโรนัลโด
สักวันทุกอย่างก็จะย้อนกลับไปสู่จุดเดิมที่ไม่เคยมีทั้งสองอยู่ เป็นเอลกลาซิโกแบบที่เราเคยคุ้น
ไม่มีอะไรที่มากหรือน้อยไปกว่านั้น
พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล
อ้างอิง:
The post ‘เอลกลาซิโก’ ในวันแรกที่ไร้เงาของเมสซีและโรนัลโด appeared first on THE STANDARD.
]]>