BOI Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/boi/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 09 Apr 2026 11:57:49 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ชิป’ หายจากตลาดเกลี้ยง! วิกฤตฮีเลียมทุบซัพพลายโลก AI-Data Center แย่งซื้อ สินค้าไอทีไม่รอด ราคาจ่อพุ่ง https://thestandard.co/chip-helium-crisis-ai-data-center/ Thu, 09 Apr 2026 11:57:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1196406 ภาพกราฟิกแสดงถึงวิกฤตการขาดแคลนชิปจากปัญหาซัพพลายฮีเลียม ซึ่งส่งผลให้ราคาอุปกรณ์ไอทีพุ่งสูงขึ้นจากการแย่งซื้อของ AI และ Data Center ทั่วโลก

วิกฤต ‘ฮีเลียม’ (Helium) ลุกลามทั่วโลก หลังแหล่งผลิตใหญ […]

The post ‘ชิป’ หายจากตลาดเกลี้ยง! วิกฤตฮีเลียมทุบซัพพลายโลก AI-Data Center แย่งซื้อ สินค้าไอทีไม่รอด ราคาจ่อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงถึงวิกฤตการขาดแคลนชิปจากปัญหาซัพพลายฮีเลียม ซึ่งส่งผลให้ราคาอุปกรณ์ไอทีพุ่งสูงขึ้นจากการแย่งซื้อของ AI และ Data Center ทั่วโลก

วิกฤต ‘ฮีเลียม’ (Helium) ลุกลามทั่วโลก หลังแหล่งผลิตใหญ่ใน Ras Laffan Industrial City หยุดผลิต ทำให้อุปทานหาย 27-30% ดันราคาพุ่งแรง กระทบอุตสาหกรรมชิปโดยตรง ลาม AI แม้ TSMC ยังรับมือได้ระยะสั้น แต่ผู้ผลิตทั่วโลกเริ่มสะดุด ฝั่งเอกชนไทยชี้ชิป ‘หายจากตลาดเกลี้ยง’ หลัง AI-Data Center แย่งซื้อหนัก ดันราคาไอทีพุ่งสูง และอาจกระทบผู้บริโภค

 

แหล่งผลิต Ras Laffan Industrial City หยุดผลิต เขย่าซัพพลายโลก

 

ก๊าซชนิดนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอย่างฉับพลัน ส่งผลให้การผลิตชิป ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีความเสี่ยงชะลอตัว

 

จุดปะทุสำคัญมาจากนิคมอุตสาหกรรมราสลาฟฟาน ในกาตาร์ (Qatar’s Ras Laffan Industrial City) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตฮีเลียม รายใหญ่ของโลกที่มีสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของอุปทานโลก ซึ่งต้องหยุดดำเนินการเกือบทั้งหมดตั้งแต่ในช่วงมีนาคม จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

 

ผลกระทบที่ตามมาทำให้อุปทานฮีเลียมทั่วโลกลดลงราว 27-30% ขณะที่ราคาสปอตพุ่งขึ้น 40-100% ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ สร้างแรงสั่นสะเทือนไปยังอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะในเอเชียที่เริ่มเห็นสัญญาณการหยุดชะงักในสายการผลิต

 

ด้านบริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ระบุว่ายังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในระยะสั้น และยังไม่เห็นผลกระทบ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมจาก Semicon China ชี้ตรงกันว่า การขาดแคลนฮีเลียมได้เริ่มกระทบต่อการผลิตแล้ว โดยผู้ประกอบการเร่งกระจายความเสี่ยงและหาแหล่งจัดหาทดแทนอย่างเร่งด่วน

 

‘ซินเน็ค’ เผยชิป ขาดตลาดหนัก หลังกลุ่ม AI-Data Center แย่งซื้อ

 

ภาพกราฟิกแสดงถึงวิกฤตการขาดแคลนชิปจากปัญหาซัพพลายฮีเลียม ซึ่งส่งผลให้ราคาอุปกรณ์ไอทีพุ่งสูงขึ้นจากการแย่งซื้อของ AI และ Data Center ทั่วโลก 1

 

ด้านสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ว่า จากการขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งโลกอย่างรวดเร็วส่งผลให้ขณะนี้เกิดภาวะชิป ที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขาดแคลนอย่างหนัก

 

จากเดิมชิปจะมีการใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในสัดส่วนที่สูงมากทั้งโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์

 

แต่ปัจจุบันชิปถูกนำไปใช้ขยายวงกว้างขึ้นไม่ได้อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังอยู่ในเครื่องดูดฝุ่น กล้อง เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด

 

“เมื่อความต้องการสูงขึ้น จึงเกิดภาวะของขาดตลาด ยอมรับว่าตอนนี้ ชิปนั้นหายไปจากตลาดจริงๆ ขาดตลาดมาก เพราะว่า AI เอาไปหมด AI โตเร็วมาก ซึ่งทุกคนใช้ AI เป็นเครื่องมือและตัวช่วยในการประมวลผลต่างๆ ฉะนั้น กลุ่มธุรกิจ AI เมื่อมีกำไรดี เขาก็ยอมที่จะซื้อชิปแพง เราเองก็สู้ไม่ไหว สถานการณ์ตอนนี้ก็คงต้องยอมให้ตลาด AI แย่งชิปของเราไปก่อน”

 

ดีมานด์ตลาดเพิ่มสูงขึ้น ชี้ผู้ผลิตอัปเกรด เริ่มขึ้นราคาทันที

 

สถานการณ์ดังกล่าว อาจจะลามไปถึงผู้ผลิตโทรศัพท์มือถืออย่าง Apple ที่จำเป็นต้องใช้ชิปมาเป็นส่วนประกอบสำคัญเช่นกัน แม้บางรายที่ยังคงซื้อของได้ราคาปกติแต่ ปริมาณที่ต้องการอาจยังไม่ได้ตามที่ต้องการ เพราะชิปในตลาดเริ่มขาดแคลน

 

“ปกติแล้ว ชิปจะมีการอัปเกรดตลอดเวลา แต่จะไม่มีการปรับขึ้นราคา

 

แต่ตอนนี้กลับพบว่า ผู้ผลิตชิป เมื่ออัปเกรดแล้วจะขึ้นราคาทันที ซึ่งก็น่าจะเป็นผลมาจากความต้องการในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก”

 

นี่ถือว่าเป็นวิกฤต ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ก็เป็นช่วงสั้นๆ ส่วนใหญ่จะรับมือและแก้วิกฤตกันได้

 

“แต่ครั้งนี้การหาซื้อชิปในตลาดอื่นก็ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีของ ยอมรับว่า ครั้งนี้หายไปจากตลาดจริงๆ ขณะนี้ยังต้องใช้ของสต็อกเดิมที่ยังมีอยู่ บริหารจัดการขึ้นให้มันยาวขึ้นกว่าปกติ ในฐานะที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมมานาน ยังอยู่ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)”

 

ทั้งนี้ ประเมินว่าอุตสาหกรรมปี 2569 นี้จะเป็น ปีที่ไม่ใช่ความท้าทาย แต่เป็นปีที่เหนื่อยมาก

 

“หลายอุตสาหกรรมที่ต้องประสบกับวิกฤตในบางโอกาส ประเทศไทยอาจต้องมีการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศมากขึ้น เช่นเดียวกับชิปหากรัฐบาลมีการส่งเสริมการลงทุน เร่งให้ชิปกลุ่มนี้ลงทุนได้มากๆ อุตสาหกรรมในประเทศที่ต้องพึ่งพาชิปก็ไม่จำเป็นต้องนำเข้า”

 

“เราต้องทำให้มันยาวขึ้นเท่านั้นเองเพราะว่าของมันกำลังจะแพงขึ้น หรือไม่ก็จำเป็นต้องลงทุนก็รีบลงทุนเลย เราเห็นของทุกอย่างแพงไปหมด โซล่าร์ก็แพง เม็ดพลาสติกก็แพงแถมยังขาดตลาด”

 

ชี้โลกเปลี่ยนเร็ว ของแพง ยอมรับ เป็นปีแห่ง ‘ความยากและเหนื่อย’

 

พร้อมย้ำว่า “นี่ไม่ใช่ความท้าทายแต่มันคือความยากและเหนื่อยมาก ถามว่ามันเป็นผลจากสงครามตะวันออกกลางไหม ก็ใช่ แต่อีกส่วนคือโลกมันเปลี่ยนไปมาก เราจะปรับตัวไม่ทันรายใหญ่นั้นก็ไม่ง่าย รายเล็กยิ่งไม่ต้องพูดถึงตายแน่นอนเจอเหตุการณ์แบบนี้”

 

นอกจากนี้ ผลพวงที่จะเกิดขึ้นเมื่อชิปแพง สินค้าเช่นโน้ตบุ๊กก็จะแพงขึ้น แต่ประชาชนรายได้เท่าเดิมมัน จะเกิดการซื้อของที่ไม่ใช่รุ่นใหม่ในราคาที่สูง พฤติกรรมการใช้งานพวกโทรศัพท์มือถือก็จะยาวขึ้น

 

ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งใช้ชิปเป็นส่วนประกอบสำคัญเช่นกัน จากการหารือกับกลุ่มยานยนต์ พบว่ากลุ่มนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากยานยนต์ยังคงเป็นกลุ่มที่มีมาร์จินสูง ยังคงมีกำลังพอที่จะซื้อชิปในราคาที่แพงได้

 

สำหรับรายใหญ่ของโลกขณะนี้อย่าง Samsung และ NVIDIA บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกเหล่านี้ ต้องการใช้ชิปในปริมาณที่สูงมาก บวกกับกลุ่ม Data Center ขนาดใหญ่ที่ทุกประเทศต่างเร่งลงทุนรวมถึงไทยทุกรายลงทุนมูลค่าหลักพัน-หมื่นล้านบาท ทุกอย่างต้องประมวลผล

 

ขณะนี้ จึงคาดหวังว่าจีนจะเร่งการผลิตและอัปเกรดชิปรุ่นใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ให้ตลาดชิปที่กำลังสะดุดอยู่ตอนนี้กลับมาเป็นปกติ หากเป็นแบบนั้นวิกฤตรอบนี้อาจไม่ยาวอย่างที่กังวล

 

ส่วนจะอยู่กับวิกฤตและสภาวะแบบนี้อีกกี่เดือนนั้น ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีด้วยชิปรุ่นใหม่ๆ ที่มีพลังงมากขึ้นแต่ก็มาพร้อมกับราคาที่แพงขึ้น นั่นหมายความว่าอุตสาหกรรมอาจไม่จำเป็นต้องใช้ชิปในปริมาณที่มาก ใช้จำนวนน้อยลงแต่เป็นชิปที่มีศักยภาพสูงขึ้นในราคาที่แพงขึ้นนั่นเอง

 

“AI ไม่ได้อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วตอนนี้ ในเครื่องดูดฝุ่น กล้อง เครื่องใช้ไฟฟ้าเขาก็มีหมด ซินเน็คเองเราไม่ใช่แค่ผู้แทนจำหน่ายเรา ก็เป็นผู้ที่ขายของให้กับ Data Center เหมือนกัน ต่อให้เขาแย่งชิปเราแต่ประเทศไทยก็ยังต้องมี Data Center เหมือนกัน แต่มันจะดีกว่าถ้าคนไทยได้เป็นเจ้าของ Data Center เอง ซึ่งเราก็ยังเน้นไปที่การขายของให้ แต่ยังไม่คิดจะไปร่วมทุนกับใครเพื่อทำ Data Center ”

 

‘BOI’ มอง 4 เกม พลังงาน แร่หายาก ชิป และ AI คือผู้ชนะเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ไทยมีเป้าหมายดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาทใน 5 ปี (2568 – 2572)

 

โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และต้องการพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่น้อยกว่า 80,000 คนใน 5 ปี เพื่อสร้างฐานกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมอนาคต

 

พร้อมย้ำว่า “โลกกำลังเข้าสู่การแข่งขันทางเทคโนโลยีและทรัพยากรที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต วันนี้โลกกำลังแข่งขันกันใน 4 เรื่องสำคัญ คือ พลังงาน แร่หายาก ชิป และ AI ประเทศไหนมีความสามารถใน 4 เรื่องนี้ จะเป็นผู้ชนะในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่”

 

‘Terahop’ บิ๊กคอร์ปจีน ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารโลก ปักหมุดลงทุนไทย 3 หมื่นล้าน

 

ล่าสุด “เทอราฮอป (Terahop)” ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารผ่านใยแก้วนำแสงความเร็วสูงอันดับ 1 ของโลกจากจีน ปักหมุดฐานผลิตหลักในไทย ลงทุนต่อเนื่องกว่า 3 หมื่นล้านบาท

 

โดยเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในสระบุรี จ้างงานสูงถึง 1 หมื่นคน ขยายตัวรวดเร็วรองรับการเติบโตของ AI และ Data Center หนุนไทยสู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลของภูมิภาค

 

ภาพ: Fajar Adinda Putra, Quality Stock Arts / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ‘ชิป’ หายจากตลาดเกลี้ยง! วิกฤตฮีเลียมทุบซัพพลายโลก AI-Data Center แย่งซื้อ สินค้าไอทีไม่รอด ราคาจ่อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 4 เกมใหม่ที่โลกกำลังแย่งชิง ผ่านเลนส์ ‘BOI’ ทำไมไทยคือ ‘เซฟโซน’ บนสมรภูมิร้อนตะวันออกกลาง https://thestandard.co/thailand-boi-safe-zone-middle-east/ Mon, 30 Mar 2026 07:30:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1192707 ภาพเลขาธิการ BOI กับฉากหลังแผนที่ตะวันออกกลางและสัญลักษณ์ความขัดแย้ง แสดงบทบาทไทยเป็นเซฟโซนการลงทุน

THE STANDARD WEALTH ร่วมลงพื้นที่ จ.ชลบุรี กับนฤตม์ เทอ […]

The post เปิด 4 เกมใหม่ที่โลกกำลังแย่งชิง ผ่านเลนส์ ‘BOI’ ทำไมไทยคือ ‘เซฟโซน’ บนสมรภูมิร้อนตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเลขาธิการ BOI กับฉากหลังแผนที่ตะวันออกกลางและสัญลักษณ์ความขัดแย้ง แสดงบทบาทไทยเป็นเซฟโซนการลงทุน

THE STANDARD WEALTH ร่วมลงพื้นที่ จ.ชลบุรี กับนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อชม บริษัท บุญ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้พัฒนานวัตกรรมการผลิตสารแต่ง กลิ่นรสจากวัตถุดิบทางการเกษตร และสร้างสูตรจำลองกลิ่นตามที่ต้องการ (Bio Re-engineering)

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

โดยบริษัทได้รับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในการวิจัยและพัฒนา และการผลิตสารเติมแต่งกลิ่นรส จนเติบโต นำไปสู่การร่วมลงทุนและเป็นบริษัท โดห์เลอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ‘Döhler’ โดยพัฒนาโรงงานในประเทศไทย ให้เป็นฐานการผลิตและศูนย์วิจัยและพัฒนาสู่ตลาดโลก

 

ระหว่างการลงพื้นที่ นฤตม์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง สงครามซึ่งเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก และทวีความตึงเครียดในขณะนี้ กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจและความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโลก

 

ผู้บริหารบีโอไอเข้าเยี่ยมชมบริษัท โดห์เลอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด3

 

ขณะเดียวกัน ยังเริ่มปรากฏสัญญาณว่า วัตถุดิบบางประเภทอาจเผชิญภาวะขาดแคลน หรือมีราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจและภาคการผลิตทั่วโลก

 

“ตอนนี้สถานการณ์สงคราม กระทบธุรกิจอยู่ 2 เรื่องสำคัญ คือ ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น กับความเสี่ยงที่วัตถุดิบบางประเภท จะเริ่มขาดแคลนหรือราคาพุ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องเตรียมแผนรับมือ”

 

พลิกวิกฤตเป็นโอกาสรับ ‘ระเบียบโลกใหม่’ ชี้ไทย คือ ‘เซฟโซน’

 

ในมิติของการลงทุน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ระยะสั้น แต่เป็นผลต่อเนื่องจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-Economic) ที่สะสมมาอย่างยาวนาน

 

“ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลกใหม่ (New World Order) และจะอยู่กับระบบเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการลงทุนไปอีกยาว ทำให้บริษัททั่วโลกต้องมองหาแหล่งลงทุนที่มีเสถียรภาพ ปลอดภัย และสามารถรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจได้” นฤตม์ กล่าว

 

จึงเริ่มเห็นนักลงทุนทั่วโลกเริ่มปรับกลยุทธ์การลงทุน โดยหันมามองหาแหล่งลงทุนที่มีความมั่นคง ปลอดภัย ซึ่งไทยคือเซฟโซน และสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของห่วงโซ่การผลิต

 

ในอีกด้าน กลับกลายเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะและความสามารถสูงเข้ามาทำงานในประเทศ เนื่องจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายทั้งเงินทุนและแรงงานฝีมือไปยังประเทศที่มีเสถียรภาพมากกว่า

 

โดยไทยเองก็มีนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่กำลังเดินหน้าทั้งการยกระดับอุตสาหกรรมเดิม และ การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ ควบคู่กัน โดยอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ภาคเกษตรและอาหาร การแพทย์ และการท่องเที่ยว จะได้รับการยกระดับให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

 

 
‘BOI’ ทำไมไทยคือ ‘เซฟโซน’

 

ขณะเดียวกัน ไทยยังให้ความสำคัญกับการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเริ่มเห็นความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ อุตสาหกรรมไบโอ เช่น ไบโอพลาสติก ไบโอแมททีเรียล ไบโอชีวภาพ (Biofuel), อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่, อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

 

รวมถึง อุตสาหกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และภาคบริการมูลค่าสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค

 

“วันนี้ทุกคนยอมรับว่าไทยคือฐานการผลิต EV ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของโลกที่อยู่นอกประเทศจีน”

 

โลกกำลังแข่งขัน 4 เรื่อง

 

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน แต่ยังมีปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ระบบพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ และการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ

 

“โลกกำลังเข้าสู่การแข่งขันทางเทคโนโลยีและทรัพยากรที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต วันนี้โลกกำลังแข่งขันกันใน 4 เรื่องสำคัญ คือ พลังงาน แร่หายาก ชิป และ AI ประเทศไหนมีความสามารถใน 4 เรื่องนี้ จะเป็นผู้ชนะในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่”

 

แม้ว่าประเทศไทยจะต้องแข่งขันกับหลายประเทศในภูมิภาค เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

 

“แต่จากสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นักลงทุนจำนวนมากยังคงมองหาประเทศที่มีเสถียรภาพ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคง ไทยยังคงมีโอกาสสำคัญในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน ศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค และใช้จังหวะของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ในการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”

 

เร่ง 3 เรื่อง ชงรัฐบาลใหม่

 
 นฤตม์ เปิดเผยว่า บีโอไอกำลังเตรียมเสนอวาระสำคัญต่อ รัฐบาลและคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อรักษาโมเมนตัมการดึงดูดการลงทุน โดยมีประเด็นเร่งด่วนหลายด้าน

 

  • เดินหน้ามาตรการ EV ต่อเนื่อง โดยบีโอไอเตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (บอร์ด EV) ชุดใหม่ใน 3 ประเด็น คือ การสร้างความต่อเนื่องของมาตรการสนับสนุน EV ทุก Segment, มาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการส่งเสริม Localization
  • ยุทธศาสตร์ Semiconductor ฉบับสมบูรณ์ เพื่อเริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งสร้าง Ecosystem ครบวงจร ในระยะใกล้จะมีบริษัทระดับโลกเข้ามาลงทุนเพิ่มเติม เช่น Analog Devices เตรียมเปิดศูนย์ออกแบบ (Design Center) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเร็วๆนี้ รวมถึง Infineon Technologies บริษัทชิป ซึ่งกำลังก่อสร้างโรงงานและคาดว่าจะแล้วเสร็จใน ไตรมาส 3
  • พลังงานสะอาด รองรับ Data Center โดยเตรียมเสนอหลักเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) ต่อ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยตั้งเป้ารองรับกำลังผลิตไฟฟ้าสีเขียว ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์

 

Work Visa ดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก

 

นฤตม์ กล่าวว่า อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือการดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก โดยบีโอไอกำลังพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบหลายด้าน เช่น การปลดล็อกการรายงานตัว 90 วัน สำหรับผู้เชี่ยวชาญระดับสูง และการพิจารณาเปลี่ยนจาก Work Permit เป็น Work Visa

 

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานในประเทศไทย ในด้านการพัฒนาบุคลากร บีโอไอตั้งเป้าผลิตบุคลากรด้าน Semiconductor จำนวน 80,000 คน ภายใน 5 ปี

 

โดยได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

“ปัจจุบันมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ Upskill เกือบ 200,000 คน จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 100,000 คน”

 

ชู Thailand FastPass เร่งเครื่องลงทุน ปลดล็อกไฟฟ้า-ที่ดิน ไฟเขียวเมกะโปรเจ็กต์ค้างท่อ

 

นฤตม์ ระบุอีกว่า รัฐบาลได้เร่งรัดการลงทุนผ่านระบบ Thailand FastPass และการปลดล็อกอุปสรรคหลัก ที่นักลงทุนให้ความสำคัญ ได้แก่ ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด และการจัดหาพื้นที่ลงทุน

 

โดยโครงการที่ได้รับคัดเลือกให้รับบัตร Thailand FastPass ในเฟสแรก 16 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 1.7 แสนล้านบาท ทั้งหมดได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว

 

มี 7 โครงการได้มายื่นขอออกบัตรส่งเสริมเรียบร้อยแล้ว และมี 4 โครงการที่ได้รับใบอนุญาตหรือการอนุมัติจากหน่วยงานพันธมิตรแล้ว ในส่วนที่เหลือ บีโอไอกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด

 

สำหรับความคืบหน้าของการติดตามโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติช่วงปี 2566-2568 จำนวน 78 โครงการ มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มี 35 โครงการ มูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท สามารถเริ่มลงทุนได้แล้ว และมี 30 โครงการ มูลค่า 1.1 แสนล้านบาท มีแผนเริ่มลงทุนชัดเจนในปี 2569-2570

 

ขณะที่อีก 13 โครงการ มูลค่าประมาณ 2.7 แสนล้านบาท ยังมีประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ทั้งเรื่องไฟฟ้า ที่ดิน และใบอนุญาตต่าง ๆ โดยคาดว่าหากแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ จะทำให้เกิดการลงทุนจริงของโครงการในกลุ่มนี้อีกประมาณ 3.5 แสนล้านบาทภายในปี 2570

 

“ภายใต้สงคราม มีทั้งความเสี่ยงและโอกาสความขัดแย้งในโลก โดยเฉพาะตะวันออกกลาง ทำให้บริษัทข้ามชาติหลายแห่งต้องปรับแผนลงทุนประเทศไทยมีโอกาสดึงการลงทุนเหล่านี้เข้ามา หากสามารถพัฒนาคน Supply Chain ให้แข็งแรง เพราะสองสิ่งนี้จะทำให้บริษัทที่เข้ามา ปักหลักอยู่กับไทยระยะยาว”

 

โดยที่ผ่านมาจะเห็นโอกาสจากการย้ายฐานธุรกิจ มีข้อมูลว่า นักธุรกิจในฮ่องกงกว่า 73% มีแผนลงทุนในอาเซียน และประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ แต่ต้นทุนในสิงคโปร์และฮ่องกงสูงมาก ทำให้ไทยมีโอกาสดึงธุรกิจบริการมูลค่าสูง เช่น Financial Services Logistics Services

 

ไทยมีเสน่ห์และจุดแข็ง

 

นอกจากนี้ ไทยมีเสน่ห์และจุดแข็งด้านสุขภาพและ Wellness ประเทศไทยมีโอกาสเป็น Health Care Hub ของภูมิภาค โดยครอบคลุมทั้ง Wellness (การดูแลสุขภาพ) Sickness (การรักษาโรค) แต่ต้องเตรียมบุคลากร เช่น แพทย์และพยาบาลให้เพียงพอ

 

“ประเทศไทยไม่ได้แข่งขันแค่กับเวียดนามเท่านั้น แต่รวมถึง มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ทุกประเทศต้องการดึง โครงการลงทุนขนาดใหญ่เหมือนกัน”

 

ดังนั้นหน่วยงานด้านการลงทุนจึงต้องทำงานแบบ การแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อดึงโครงการเข้าประเทศให้ได้

 

หนุนผู้ประกอบการไทย มุ่งสู่อุตฯ ยุคใหม่ ดันเม็ดเงินลงทุนปีพุ่ง 86%

 

นฤตม์ กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกเหนือจากบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมากแล้ว ผู้ประกอบการไทยก็มีบทบาทสำคัญ ในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทที่มีหุ้นไทยข้างมาก มีจำนวน 1,170 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 676,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86%

The post เปิด 4 เกมใหม่ที่โลกกำลังแย่งชิง ผ่านเลนส์ ‘BOI’ ทำไมไทยคือ ‘เซฟโซน’ บนสมรภูมิร้อนตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจีหารือ ‘ทูตแอฟริกาใต้’ ในวาระครบรอบ 34 ปี ความสัมพันธ์ 2 ประเทศ มุ่งขยายการส่งออกสินค้า https://thestandard.co/thailand-south-africa-trade-boost/ Thu, 26 Mar 2026 05:57:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1191544 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ หารือความร่วมมือทางการค้า

ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น […]

The post ศุภจีหารือ ‘ทูตแอฟริกาใต้’ ในวาระครบรอบ 34 ปี ความสัมพันธ์ 2 ประเทศ มุ่งขยายการส่งออกสินค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ หารือความร่วมมือทางการค้า

ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นในประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนโลจิสติกส์ของภาคการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ได้พยายามหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อขยายตลาดและสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยหารือกับสาธารณรัฐแอฟริกาใต้เพื่อขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพ พร้อมผลักดันการยกระดับการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย-แอฟริกาใต้ ขึ้นเป็นระดับรัฐมนตรีภายในปีนี้

 

วันนี้ (25 มีนาคม) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ ดาร์คีย์ อีเฟรอิม แอฟริกา เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย ได้พบปะกันในวาระครบรอบ 34 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

 

ศุภจีระบุว่าการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มต่อห่วงโซ่อุปทานและส่งเสริมจุดแข็งระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเรื่องระยะทางที่ห่างไกลทำให้ทั้งสองประเทศมีอุปสรรคด้านโลจิสติกส์และธุรกรรมทางการเงินที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้าระหว่างกัน ซึ่งในบริบทที่ไทยกำลังเผชิญปัญหาต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่ผันผวน การยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จึงเป็นกลไกที่กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าจะช่วยลดทอนอุปสรรคเหล่านี้ได้

 

เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเร่งจัดการประชุม JTC ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดขึ้นทุก 2 ปี ให้ร่นระยะเวลามาเป็นภายในปีนี้ และยกระดับการประชุมให้เป็นระดับรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ระบุพร้อมสนับสนุนกิจกรรมเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับภูมิภาคแอฟริกาอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนข้อริเริ่มความร่วมมือระหว่างไทย-แอฟริกา (Thailand – Africa Initiative: TAI)

 

โดยไทยประเมินว่าแอฟริกาใต้มีศักยภาพในการเป็นจุดกระจายสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคแอฟริกา ในขณะที่ไทยสามารถเป็นจุดกระจายสินค้าจากแอฟริกาเข้าสู่กลุ่มประเทศอาเซียนได้

 

สำหรับเป้าหมายการขยายการส่งออกเพื่อสร้างสมดุลทางการค้านั้น ฝ่ายไทยแสดงความพร้อมในการส่งออกสินค้าศักยภาพ ได้แก่ ยานยนต์ อาหาร เกษตรแปรรูป และข้าวไทยที่มีความหลากหลายกว่า 5,000 ชนิด ทางด้านแอฟริกาใต้มีความต้องการส่งออกสินค้าเพิ่มเติม ได้แก่ ไวน์ แอปเปิล และแพร์

 

กระทรวงพาณิชย์ยังได้เชิญชวนผู้ประกอบการจากแอฟริกาใต้ให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศไทยเพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจ ได้แก่ งาน Bangkok Gems & Jewelry งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX-Anuga Asia และงานแสดงสินค้าและบริการโลจิสติกส์และเทคโนโลยีการขนส่ง TILOG – LogistiX 2026

 

นอกจากนี้ ในช่วงปลายปี 2569 กระทรวงพาณิชย์มีกำหนดจะส่งคณะผู้แทนเดินทางไปเจรจาการค้าที่แอฟริกาใต้ รวมถึงทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะใช้ประโยชน์จากกลไกความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของไทย และหน่วยงาน Invest SA ของแอฟริกาใต้ เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการลงทุนระหว่างกัน

 

ข้อมูลสถิติการค้าในปี 2568 ระบุว่า แอฟริกาใต้เป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในภูมิภาคแอฟริกา และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 28 ของไทยในตลาดโลก มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศรวมอยู่ที่ 4,010.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกจากไทย 3,227.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าจากแอฟริกาใต้ 782.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ข้าว เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง

 

ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญจากแอฟริกาใต้ ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ หารือความร่วมมือทางการค้า 1ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ หารือความร่วมมือทางการค้า 2ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ หารือความร่วมมือทางการค้า 3ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ หารือความร่วมมือทางการค้า 4ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ หารือความร่วมมือทางการค้า 5

The post ศุภจีหารือ ‘ทูตแอฟริกาใต้’ ในวาระครบรอบ 34 ปี ความสัมพันธ์ 2 ประเทศ มุ่งขยายการส่งออกสินค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกรมเตือนปีนี้คนไทย ‘เตรียมเหนื่อย’ น้ำมันแพงกดเศรษฐกิจ อมตะชี้โอกาสรีเซ็ตองค์กร ทุ่ม ‘หมื่นล้าน’ รับคลื่นทุนนอกย้าย ทะลักเข้าอาเซียน https://thestandard.co/vikrom-amata-investment-asean/ Tue, 10 Mar 2026 12:19:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1186320 ภาพ วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจและแผนลงทุน

‘วิกรม’ ชี้เกมภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนโลกการผลิต ‘อมตะ’ พร้ […]

The post วิกรมเตือนปีนี้คนไทย ‘เตรียมเหนื่อย’ น้ำมันแพงกดเศรษฐกิจ อมตะชี้โอกาสรีเซ็ตองค์กร ทุ่ม ‘หมื่นล้าน’ รับคลื่นทุนนอกย้าย ทะลักเข้าอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจและแผนลงทุน

‘วิกรม’ ชี้เกมภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนโลกการผลิต ‘อมตะ’ พร้อมรีเซ็ตองค์กร รับคลื่นทุนใหม่ กางโรดแมปปี 69 ตั้งเป้าขายที่ดิน 2,800 ไร่ใน 3 ประเทศ เตือนเศรษฐกิจไทยเตรียมรับแรงกระแทกน้ำมัน แนะรัฐดึงทุนโลกหนีสงครามย้ายฐานมาไทย

 

วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญ ‘ความไม่แน่นอน’ จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามการค้า ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ ราคาพลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวกลับกลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเร่งมองหาฐานการผลิตใหม่ที่มีเสถียรภาพ

 

“อาเซียนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและระบบนิเวศธุรกิจที่ครบวงจร ภูมิภาคนี้จึงมีศักยภาพสูงในการรองรับการลงทุนระลอกใหม่” วิกรมกล่าว

 

รีเซ็ตองค์กร-เพิ่มสปีดการตัดสินใจ

 

ทั้งนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวของการลงทุนในภูมิภาค กลุ่มอมตะจึงเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมบริหาร เพื่อยกระดับการดำเนินงานสู่มาตรฐานสากล

 

สำหรับโครงสร้างใหม่ บริษัทมุ่งเน้น 3 แกนสำคัญ ได้แก่

 

1. Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ

 

2. Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

 

3. Scale Up รองรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และเมกะโปรเจ็กต์

 

สำหรับผลกระทบและการปรับตัวต่อสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้วยการขาดเสถียรภาพและกฎเกณฑ์ของโลก ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวม เพราะโลกในปัจจุบันเริ่มไม่มีกฎเกณฑ์หรือหลักการที่แน่นอน แต่ใช้การตัดสินใจตามอำเภอใจมากขึ้น

 

แม้ประเทศไทยจะอยู่ห่างไกลจากจุดสู้รบและไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากการสู้รบ แต่จะได้รับผลกระทบหนักในด้านเศรษฐกิจเนื่องจากไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึงกว่า 90% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในไทยสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่เงินทุนและการลงทุนในประเทศยังไม่เข้มแข็ง

 

วิกรมแนะอีกว่า ปีนี้ให้ ‘เตรียมเหนื่อย’ และต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย โดยให้หลีกเลี่ยงการซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็น และควรหลีกเลี่ยงการลงทุนใหม่ ๆ ในช่วงนี้ เพื่อรอดูสถานการณ์ และเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

 

โดยดึงดูดกลุ่มเศรษฐีและเงินทุนในขณะที่เกิดสงคราม เช่น กรณีอิหร่าน กลุ่มเศรษฐีในประเทศเหล่านั้นย่อมต้องการย้ายเงินทุนและทรัพยากรไปยังที่ที่ปลอดภัย จึงเสนอให้รัฐบาลไทยประกาศนโยบายที่ชัดเจนเพื่อดึงดูดเงินทุน ความรู้ (Know-how) และกลุ่มคนที่มีศักยภาพเหล่านี้ให้เข้ามาในไทย

 

ตั้งงบลงทุน 1 หมื่นล้าน ขายที่ดิน 2,800 ไร่

 

สำหรับแผนการลงทุนปี 2569 บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม รองรับการลงทุนใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค โดยตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ใน 3 ประเทศหลัก ได้แก่

 

1. ประเทศไทย 1,650 ไร่ เน้นดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

 

2. เวียดนาม 550 ไร่ รองรับการย้ายฐานการผลิตจากจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล

 

3. สปป.ลาว 600 ไร่ พัฒนาเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางบก เชื่อมโยงการค้าในภูมิภาค

 

ดันโมเดล ‘Industrial City’

 

นอกจากการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม บริษัทอยู่ระหว่างปรับบทบาทสู่การเป็นผู้พัฒนา ‘Industrial City’ หรือเมืองอุตสาหกรรมสมบูรณ์แบบ ที่ผสานโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา ‘All Win’ มุ่งสร้างการเติบโตที่สมดุลระหว่างนักลงทุน ภาคธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

 

โมเดลดังกล่าวจะครอบคลุมบริการและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า เทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสะอาด สถานศึกษา ที่อยู่อาศัย โรงแรม รวมถึงศูนย์บริการราชการเบ็ดเสร็จ (Government All-Service Center) เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร

 

‘คลื่นทุนจีน’ หนุนดีมานด์นิคมเวียดนาม-ไทย

 

วิกรม กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าของอมตะกว่า 70% เป็นนักลงทุนจากจีน หรือบริษัทที่มีฐานการผลิตในจีน โดยมีแรงผลักจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทำให้ผู้ประกอบการจีนต้องย้ายฐานการผลิตมายังประเทศในอาเซียน

 

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังระบุว่า จีนเป็นประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยมากที่สุด คิดเป็น 41% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด โดยกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

 

“เฉพาะนิคมอุตสาหกรรมอมตะในจังหวัดระยอง ปัจจุบันมีโรงงานจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตแล้วประมาณ 300 แห่ง”

 

‘เวียดนาม-สปป.ลาว’ เนื้อหอม

 

วิกรม ประเมินการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาคว่า เวียดนามเป็นประเทศที่เติบโตโดดเด่นที่สุด จากผู้นำ โต ลัม นโยบายภาครัฐ การควบรวมกระทรวงทำให้ง่ายต่อการลงทุน ความชัดเจนและต่อเนื่องการเมือง

 

ปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมเกือบ 500 แห่ง พื้นที่รวมกว่า 8 แสนไร่ และมีแผนขยายเป็น 1.3 ล้านไร่ในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าเศรษฐกิจเติบโตสูงถึง 10%

 

สำหรับผลประกอบการของอมตะในเวียดนามปีที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิเติบโตถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2567

 

ขณะที่ สปป.ลาว ใช้จุดแข็งด้านสิทธิประโยชน์ภาษีเป็นแรงจูงใจนักลงทุน เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 30 ปี และเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียง 5% รวมถึงมีข้อได้เปรียบด้านพลังงานสะอาด เนื่องจาก 95% ของไฟฟ้ามาจากพลังงานสีเขียว

 

ชี้ไทยได้เปรียบทำเล แต่ต้องเร่งปรับ ‘นโยบาย’

 

วิกรม ย้ำว่า “แม้การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมสำคัญของภูมิภาค ทั้งรถไฟความเร็วสูงและทางหลวงที่เชื่อมจีนผ่านไทยไปยังประเทศต่างๆ ในอาเซียน”

 

นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ เช่น ไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหว รวมถึงวัฒนธรรมและคุณภาพชีวิตที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

 

อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงนโยบายและกฎระเบียบด้านการลงทุน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

 

โดยอาจศึกษาตัวอย่างจากประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ดูไบ สิงคโปร์ หรือฮ่องกง ซึ่งมีกฎหมายเอื้อต่อการลงทุนและการทำธุรกิจ

 

“ประเทศไทยมีศักยภาพทุกอย่างอยู่แล้ว ทั้งทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรมนุษย์ สิ่งสำคัญคือการกำหนดนโยบายให้เอื้อต่อการแข่งขันในการดึงดูดนักลงทุน” วิกรม กล่าว

The post วิกรมเตือนปีนี้คนไทย ‘เตรียมเหนื่อย’ น้ำมันแพงกดเศรษฐกิจ อมตะชี้โอกาสรีเซ็ตองค์กร ทุ่ม ‘หมื่นล้าน’ รับคลื่นทุนนอกย้าย ทะลักเข้าอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บีโอไอเปิดเวทีไทย-จีน ดึง 800 ราย ปั้นไทยฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง รับคลื่นทุนจีนคุณภาพ https://thestandard.co/boi-thailand-china-tech-investment/ Fri, 06 Mar 2026 07:21:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1185019 ภาพงานสัมมนา Thailand-China Investment Forum จัดโดยบีโอไอ เพื่อดึงดูดนักลงทุนจีน 800 ราย ปั้นไทยเป็นฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง

บีโอไอ ร่วมกับสถานทูตจีนประจำประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐแล […]

The post บีโอไอเปิดเวทีไทย-จีน ดึง 800 ราย ปั้นไทยฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง รับคลื่นทุนจีนคุณภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพงานสัมมนา Thailand-China Investment Forum จัดโดยบีโอไอ เพื่อดึงดูดนักลงทุนจีน 800 ราย ปั้นไทยเป็นฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง

บีโอไอ ร่วมกับสถานทูตจีนประจำประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดงาน ‘Thailand-China Investment Forum’ นักลงทุนจีนเข้าร่วมงานคับคั่งกว่า 800 คน เปิดมุมมองใหม่สู่โอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมให้ข้อมูลและแนวปฏิบัติที่ถูกต้องแก่นักลงทุนจีน ย้ำยุทธศาสตร์ฐานผลิตคุณภาพ สะท้อนความเชื่อมั่น ตัวเลขลงทุนจีน 5 ปี พุ่งกว่า 6 แสนล้านบาท

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จัดงาน ‘Thailand-China Investment Forum: Keys to Success & Sustainable Growth for Chinese Enterprises’ เพื่อเสนอโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย พร้อมให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับกฎระเบียบในการประกอบธุรกิจในประเทศไทยและแนวปฏิบัติที่ถูกต้องแก่นักลงทุนจีน

 

โดยมีวิทยากรจากหลายหน่วยงานมาร่วมกันให้ข้อมูล เช่น เลขาธิการบีโอไอ เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้บริหารของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการจัดหางาน

 

อีกทั้งมีหน่วยงานพันธมิตรร่วมออกบูธให้คำปรึกษากว่า 20 หน่วยงาน โดยมีนักลงทุนจีนในประเทศไทยให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่า 800 คน ส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์โลหะและวัสดุ เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ และดิจิทัล

 

นฤตม์กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และกระแสความยั่งยืน ผลักดันให้บริษัทชั้นนำทั่วโลกต้องปรับแผนธุรกิจใหม่ โดยมองหาแหล่งลงทุนที่มีเสถียรภาพ มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี และมีความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการลงทุนยุคใหม่นี้

 

โดยนักลงทุนจากประเทศจีน จะเป็นหนึ่งในกลุ่มนักลงทุนที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2564-2568) มีคำขอรับการส่งเสริมจากจีนรวมกว่า 2,400 โครงการ มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท

 

ปัจจุบันมีบริษัทจีนชั้นนำระดับ Fortune China 500 จำนวนมากเข้ามาตั้งฐานธุรกิจในไทย ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า เช่น BYD, SAIC (MG), GWM, Changan กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เช่น Midea, Haier, Hisense กลุ่มดิจิทัล เช่น Alibaba Cloud, Huawei, Tencent, TikTok กลุ่มแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน เช่น Sunwoda, Gotion, CALB เป็นต้น

 

“โครงการลงทุนจากจีนในประเทศไทยที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างงานคุณภาพแก่บุคลากรไทย รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถพัฒนาตนเองเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกในหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดิจิทัลและ AI ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ งาน Thailand-China Investment Forum ครั้งนี้ บีโอไอตั้งใจจัดขึ้นเพื่อให้นักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจกฎกติกา และดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตร่วมกัน ระหว่างการลงทุนจากจีนกับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน” นายนฤตม์ กล่าว

 

ฯพณฯ จาง เจี้ยนเหว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้กล่าวสุนทรพจน์ โดยเน้นย้ำความคาดหวังต่อบริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย 3 ประการ ได้แก่

 

1. การดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นในกฎระเบียบของไทยอย่างเคร่งครัด พร้อมรักษามาตรฐานการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความรับผิดชอบ

 

2. การเสริมสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมจีน–ไทย

 

3. การขับเคลื่อนแนวคิด “In Thailand, For Thailand” ผ่านการเพิ่มการลงทุนในท้องถิ่น การพัฒนาบุคลากรไทย และการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการวิจัย ตลอดจนการมีส่วนร่วมต่อสังคมและชุมชน เพื่อให้การลงทุนของจีนมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

 

นอกจากนี้ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้บรรยายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ “ถิ่นกำเนิดสินค้า” เพื่อเสริมศักยภาพการผลิตในประเทศไทยสู่การส่งออกอย่างยั่งยืน นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกทำเลที่ตั้งและข้อปฏิบัติในการจัดตั้งโรงงานภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมีผู้แทนจากบีโอไอ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมการจัดหางาน ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์ด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานสำหรับผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ รวมถึงกฎระเบียบในการดูแลแรงงานในประเทศไทย เพื่อให้นักลงทุนจีนสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องและราบรื่น

 

งานสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายและกฎระเบียบการลงทุนของประเทศไทย พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนจีนในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสนับสนุนให้การลงทุนจากจีนสามารถเติบโตควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยและห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างยั่งยืน

The post บีโอไอเปิดเวทีไทย-จีน ดึง 800 ราย ปั้นไทยฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง รับคลื่นทุนจีนคุณภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ประเมินภาษีนำเข้าใหม่สหรัฐฯ 15% สร้างความไม่แน่นอนสูง หวั่นลามฉุดรั้งการลงทุนในประเทศไทย https://thestandard.co/scb-eic-us-tax-investment-thailand/ Sat, 28 Feb 2026 03:41:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1182681 ภาพประกอบการวิเคราะห์ของ SCB EIC เรื่องภาษีนำเข้าใหม่ของ สหรัฐฯ 15% และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

SCB EIC ประเมินทิศทางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายหลังศาลสูงส […]

The post SCB EIC ประเมินภาษีนำเข้าใหม่สหรัฐฯ 15% สร้างความไม่แน่นอนสูง หวั่นลามฉุดรั้งการลงทุนในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการวิเคราะห์ของ SCB EIC เรื่องภาษีนำเข้าใหม่ของ สหรัฐฯ 15% และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

SCB EIC ประเมินทิศทางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายหลังศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยว่านโยบายภาษีเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% พร้อมวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย

 

ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า มองว่าการยกเลิกภาษีบางส่วนตามคำสั่งศาลเป็นเพียงการ เปลี่ยนเครื่องมือ ของสหรัฐฯ มากกว่าที่จะเป็นการยุติสงครามการค้า โดยสหรัฐฯ ได้นำนโยบายมาตรา 122 มาบังคับใช้ ซึ่งเป็นการจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 15% เท่ากันทุกประเทศเป็นระยะเวลา 150 วัน

 

แม้ในช่วง 150 วันนี้ อัตราภาษีเฉลี่ย (Effective Tariff Rate: ETR) ของสหรัฐฯ จะลดลงเล็กน้อยจาก 13.6% เหลือ 12.1% แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นหลังจากหมดระยะเวลา 150 วัน เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ อาจนำมาตรการอื่นๆ มาใช้เพิ่มเติมหรือควบคู่กันไป เช่น มาตรา 201, มาตรา 232 หรือแม้กระทั่งมาตรา 338 ที่สามารถเก็บภาษีได้สูงสุดถึง 50% โดยไม่จำกัดระยะเวลา แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่อาจถูกตีตกได้ ซึ่งความไม่แน่นอนนี้ถือเป็นปัจจัยกดดันที่สูงกว่าอัตราภาษีที่ปรากฏในปัจจุบัน

 

ผลกระทบต่อไทย ส่งออกได้อานิสงส์สั้น แต่กดดันการลงทุนระยะยาว

 

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย อัตราภาษีนำเข้าสู่สหรัฐฯ (ETR) ของไทยลดลงเพียงเล็กน้อยประมาณ 1.9% ซึ่งถือว่าไม่มากนัก แต่ในระยะสั้น การส่งออกของไทยอาจได้รับผลบวกชั่วคราวจากการที่ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เร่งสั่งซื้อและนำเข้าสินค้าก่อนที่จะมีมาตรการใหม่ๆ ออกมาเพิ่มเติม

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ความไม่แน่นอนทางนโยบายจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนภาคเอกชน เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการตัดสินใจ (Wait and See) หรือเลื่อนแผนการลงทุนออกไปก่อน

 

นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ เก็บภาษี 15% เท่ากันทุกประเทศในระยะสั้น อาจส่งผลให้ประเทศจีนมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งเป็นความท้าทายต่อผู้ส่งออกไทย ทำให้โดยภาพรวมแล้ว การเปลี่ยนโครงสร้างภาษีในครั้งนี้ยังไม่ได้ส่งผลให้ SCB EIC ต้องปรับเปลี่ยนประมาณการทางเศรษฐกิจจากผลกระทบนี้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ปรับเพิ่มเป้า GDP ไทยปีนี้เป็น 1.8% แต่ยังถือว่าฟื้นตัวต่ำ

 

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย SCB EIC ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของจีดีพี ในปีนี้ขึ้นจาก 1.5% เป็น 1.8% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงที่ผ่านมา เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ รวมถึง 2 ปัจจัยหลักในอนาคต ได้แก่

 

  • การส่งออก คาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ที่ระดับ 1.6% จากอานิสงส์การฟื้นตัวของการค้าโลก และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และอิเล็กทรอนิกส์
  • การลงทุนภาคเอกชน มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

 

อย่างไรก็ดี ดร.ปุณยวัจน์ ย้ำว่า การเติบโตที่ระดับ 1.8% ยังถือเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าในอดีตค่อนข้างมาก เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางและมีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง จึงยังไม่สามารถไว้วางใจได้

 

ภาพ: mark reinstein / Shutterstock

The post SCB EIC ประเมินภาษีนำเข้าใหม่สหรัฐฯ 15% สร้างความไม่แน่นอนสูง หวั่นลามฉุดรั้งการลงทุนในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
EU ออกกฎ ESPR อยากส่งของไปขายต้องมีพาสปอร์ตดิจิทัล กระทบอย่างไรกับ Supply Chain https://thestandard.co/eu-espr-digital-passport-supply-chain/ Thu, 26 Feb 2026 13:13:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1182138 ภาพประกอบกฎ ESPR และ Digital Product Passport ของ EU กับห่วงโซ่อุปทานสินค้าส่งออกไทย

ตลาดส่งออกเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยเสมอมา ในปี ค. […]

The post EU ออกกฎ ESPR อยากส่งของไปขายต้องมีพาสปอร์ตดิจิทัล กระทบอย่างไรกับ Supply Chain appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกฎ ESPR และ Digital Product Passport ของ EU กับห่วงโซ่อุปทานสินค้าส่งออกไทย

ตลาดส่งออกเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยเสมอมา ในปี ค.ศ. 2024 ตลาดยุโรปที่มีมูลค่าสูงถึง 24.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 8.5 แสนล้านบาท นับเป็นคู่ค้าใหญ่ลำดับที่ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น

 

แต่สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาถึงแล้ว ค.ศ. 2026 สหภาพยุโรปประกาศใช้กฎหมาย ‘ESPR’ ในกลางปีนี้ พร้อมมาตรการห้ามทำลายสินค้าที่ขายไม่ออก บังคับให้ทุกชิ้นสินค้าต้องพิสูจน์ได้ว่าออกแบบมาอย่างยั่งยืนจริง

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นโอกาสยกระดับธุรกิจไทย หรือจะกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานมูลค่านับแสนล้านบาทกันแน่?

 

🟡 ESPR คืออะไร มหึมาพายุลูกใหม่แห่งวงการส่งออก

 

ที่ผ่านมา การทำสินค้าให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อขายในยุโรปยังอยู่ในโหมดสมัครใจ เปิดช่องให้เกิด Greenwashing แบรนด์เคลมว่ารักษ์โลก แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน

 

ทว่าเมื่อโลกเผชิญวิกฤตภูมิอากาศ สหภาพยุโรปจึงเดินเกมใหญ่ผ่าน European Green Deal ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือกฎหมาย ESPR หรือ Ecodesign for Sustainable Products Regulation ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2024

 

นี่คือกฎหมายที่บังคับให้สินค้าออกแบบมาเพื่อความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ สินค้าต้องทนทาน ซ่อมได้ รีไซเคิลได้ และมีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลตามเกณฑ์ เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติกทั่วไปต้องมีพลาสติกรีไซเคิลอย่างน้อยร้อยละ 35 ภายในปี ค.ศ. 2030

 

กฎหมายนี้ครอบคลุมสินค้าเกือบทุกประเภทที่เป็นสินค้าทางกายภาพ ยกเว้นอาหาร ยา และสิ่งมีชีวิต โดยทยอยบังคับใช้ตามไทม์ไลน์ดังนี้

 

🔸 ปี ค.ศ. 2026 เริ่มใช้เกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมกับกลุ่มเหล็กและเหล็กกล้า และตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 ธุรกิจขนาดใหญ่จะถูกห้ามทำลายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขายไม่ออก
🔸 ปี ค.ศ. 2027 เริ่มบังคับใช้พาสปอร์ตแบตเตอรี่ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ และขยายไปยังกลุ่มสิ่งทอในช่วงเดือนกรกฎาคม

 

คำถามคือ สหภาพยุโรปจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าของเราปฏิบัติตามจริง คำตอบคือ ทุกสินค้าต้องมี DPP

 

🟡 Digital Product Passport หรือ DPP สำคัญอย่างไร

 

Digital Product Passport คือพาสปอร์ตดิจิทัลประจำตัวสินค้า เปรียบเสมือนสูติบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตามสินค้าได้ตั้งแต่เกิดจนถึงปลายทาง

 

ข้อมูลภายในต้องละเอียดระดับตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า วัตถุดิบมาจากไหน ผ่านกระบวนการอะไร ปล่อยคาร์บอนเท่าไร มีสารเคมีที่น่ากังวลหรือไม่ ข้อมูลทั้งหมดต้องจัดเก็บในมาตรฐานเปิดระดับสากลอย่าง GS1 เพื่อให้ระบบอ่านและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้

 

เมื่อสินค้าเข้าสู่ท่าเรือยุโรป ระบบศุลกากรจะตรวจสอบข้อมูลแบบอัตโนมัติ หากไม่มี DPP สินค้าจะถูกปฏิเสธการนำเข้าในทันที และหากพบการให้ข้อมูลเท็จ โทษปรับอาจสูงถึงร้อยละ 4 ของรายได้รวมต่อปี พร้อมความเสี่ยงถูกแบนจากตลาดยุโรป

 

แปลว่านี่ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือข้อบังคับสำหรับคนอยากทำธุรกิจกับ EU

 

🟡 ธุรกิจไทย จะได้รับแรงกระแทกอย่างไรกับ ESPR

 

โจทย์ใหญ่ของไทยไม่ใช่แค่กฎหมายใหม่ แต่คือระดับความพร้อม

 

ข้อมูลจาก Krungsri Research ชี้ว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีเพียงราวร้อยละ 50 ที่สามารถรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ ขณะที่ SME กลุ่มเศรษฐกิจสีเขียวกว่าร้อยละ 60 ถึง 70 ยังขาดความพร้อม

 

ปัญหาคือการมองไม่เห็นข้อมูลทั้งห่วงโซ่ ซัพพลายเออร์จำนวนมากยังใช้กระดาษหรือ Excel ทำให้ข้อมูลไม่เชื่อมต่อ เมื่อแบรนด์ระดับโลกถูกบีบด้วยกฎหมาย พวกเขาย่อมคัดกรองและตัดซัพพลายเออร์ที่ไม่มีระบบข้อมูลดิจิทัลรองรับ

 

ประเทศไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับ Tier 2 และ 3 จำนวน 1,756 ราย และโรงงานสิ่งทอกว่า 2,600 แห่ง ธุรกิจเหล่านี้กำลังอยู่บนความเสี่ยง หากถูกตัดออกจากห่วงโซ่โลก ความเสียหายอาจเกิดขึ้นกับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มูลค่ากว่า 4.2 แสนล้านบาท และกลุ่มสิ่งทอกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท

 

ขณะเดียวกัน การเตรียมตัวก็มีต้นทุน ค่าประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์อาจเริ่มตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึง 180,000 บาทต่อครั้ง

 

🟡 ทางรอดของผู้ประกอบการไทย ปรับตัวอย่างไรให้รอดพ้นวิกฤต

 

ทางรอดเริ่มจากการยอมรับความจริง และลงมือทำอย่างเป็นระบบ

 

ก้าวแรกคือทำ Supply Chain Mapping ไล่ย้อนข้อมูลตั้งแต่ Tier 1 ไปจนถึง Tier 3 และ 4 เพื่อรวบรวมข้อมูลคาร์บอนและวัสดุรีไซเคิลให้ครบถ้วน
ก้าวต่อมาคือปรับระบบข้อมูลสู่มาตรฐานสากลอย่าง GS1 เพื่อให้เชื่อมต่อกับระบบยุโรปได้จริง

 

ข่าวดีคือผู้ประกอบการไม่ได้สู้ลำพัง โครงการ BDS ของ สสว. สนับสนุนเงินร่วมจ่ายร้อยละ 50 ถึง 80 วงเงินสูงสุด 200,000 บาท เพื่อช่วยค่าที่ปรึกษาด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ขณะที่ BOI ก็มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น แบตเตอรี่

 

ยิ่งไปกว่านั้น ไทยกำลังเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป หากเราพร้อมเรื่อง DPP ก่อนใคร สิ่งนี้จะกลายเป็นแต้มต่อเชิงยุทธศาสตร์

 

บทเรียนสำคัญคือ ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของการแข่งขัน ใครมองเห็นข้อมูลทั้งห่วงโซ่ก่อน เชื่อมระบบได้ก่อน และปรับตัวเร็วกว่า คนนั้นไม่เพียงแค่รอด แต่อาจกลายเป็นผู้เล่นหลักของเศรษฐกิจสีเขียวบนเวทีโลกในวันที่เกมนี้เริ่มต้นอย่างเต็มรูปแบบ

 

The post EU ออกกฎ ESPR อยากส่งของไปขายต้องมีพาสปอร์ตดิจิทัล กระทบอย่างไรกับ Supply Chain appeared first on THE STANDARD.

]]>
26 ปีแห่งความหวัง Disneyland Thailand ‘ฝัน’ ที่คนไทยฝัน ทำไมไทยยังไปไม่ถึงดีลระดับโลก? ถอดสูตรความสำเร็จ ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ https://thestandard.co/disneyland-thailand-dream-unfulfilled/ Tue, 24 Feb 2026 06:44:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1181276 ภาพประกอบการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ที่เป็นความฝันยาวนานกว่า 26 ปี เปรียบเทียบกับความสำเร็จในฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์

ตลอดเวลากว่า 25 ปี แนวคิดดึง ‘The Walt Disney Company’ […]

The post 26 ปีแห่งความหวัง Disneyland Thailand ‘ฝัน’ ที่คนไทยฝัน ทำไมไทยยังไปไม่ถึงดีลระดับโลก? ถอดสูตรความสำเร็จ ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ที่เป็นความฝันยาวนานกว่า 26 ปี เปรียบเทียบกับความสำเร็จในฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์

ตลอดเวลากว่า 25 ปี แนวคิดดึง ‘The Walt Disney Company’ บริษัทยักษ์สัญชาติอเมริกัน มาปักหมุดในไทย เหมือนหนังฉายซ้ำ ถูกหยิบขึ้นมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านหลายรัฐบาล ตั้งแต่ปี 2544

 

แม้กระแสสังคมไทยหนุนเต็มที่ แต่โจทย์อันท้าทายยังไม่เปลี่ยน ทั้งข้อจำกัด ที่ดินผืนใหญ่ เงินลงทุนมหาศาล ความชัดเจนนโยบายรัฐ และกำลังซื้อในประเทศ คำถามจึงยังค้างคา…ทำไมไทยยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน ไปไม่ถึงดีลระดับโลก?

 

ย้อนอดีต 26 ปี กับ ‘ฝันค้าง’ 5 รัฐบาล

 

จาก 1955 ถือกำเนิด ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) สวนสนุกธีมปาร์ก (Theme Park) แห่งแรกของโลก สร้างบนพื้นที่สวนส้มเดิมที่เมืองแอนะไฮม์ (Anaheim) รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ที่พาผู้ชมท่องไปในดินแดนจำลอง ต่อเติมจินตนาการจากเรื่องราวและตัวละครสร้างสรรค์โดยดิสนีย์สตูดิโอทั้งหมด

 

ปัจจุบัน อาณาจักรดิสนีย์แลนด์ขยายไปทั่วโลกมีทั้งหมด 6 แห่ง (6 ที่ตั้ง/Resort) ซึ่งแต่ละแห่งมีสวนสนุกธีมปาร์ค (Theme Park) รวมกันกว่า 12 แห่ง ตั้งอยู่ใน 3 ทวีป

 

ได้แก่ อเมริกา ยุโรป และเอเชีย ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย, ฟลอริดา (ใหญ่ที่สุด), โตเกียว (2 ปาร์ก), ปารีส (2 ปาร์ก), ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้

 

แนวคิดในการดึง ‘ดิสนีย์แลนด์’ เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีประวัติยาวนานกว่า 26 ปี และแทบทุกครั้งมักจะเกิดขึ้นคู่ขนานไปกับ นโยบายภาครัฐ ที่พยายามผลักดันเมกะโปรเจกต์ ‘ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยว’

 

ย้อนไป ปี 2544-2549 ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นยุคที่รัฐใช้นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านโครงการขนาดใหญ่และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Mega-project Era)

 

กระแสข่าวเรื่องการดึงดิสนีย์แลนด์เข้ามาในไทยเริ่มแพร่สะพัด มีทั้งการพูดถึงการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการ และการคาดการณ์ถึงทำเลที่อาจเหมาะสม ทั้ง พัทยา ภูเก็ต พื้นที่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ที่เป็นความฝันยาวนานกว่า 26 ปี เปรียบเทียบกับความสำเร็จในฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 1

 

มูลค่าการลงทุนสูง มาตรฐาน ‘แบรนด์’ (Branding) สำคัญ

 

ทว่า ประเด็นนี้ค่อยๆ เลือนหายไป จากข้อจำกัด เงื่อนไขเชิงพาณิชย์ ที่ต้องคำนึงถึงมูลค่าการลงทุนมหาศาล และมาตรฐานการควบคุม ‘แบรนด์’ (Branding) ที่เข้มงวดของดิสนีย์

 

ทั้งในเรื่องรูปแบบการบริหาร การออกแบบพื้นที่ ไปจนถึงสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (IP) บริบทของประเทศไทยล้วนเป็นอุปสรรค ต่อการเจรจา

 

กระทั่งปี 2555 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีการหยิบยกข้อเสนอมาจากภาคเอกชน โดยสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวไทย เสนอให้รัฐบาลพิจารณาและสนับสนุนการพัฒนาสวนสนุกระดับนานาชาติ เป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเพื่อสร้าง ‘Destination ใหม่’ ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

 

ในขณะนั้น รัฐบาลกลับต้องเผชิญภารกิจเร่งด่วนในการฟื้นฟู ประเทศจากมหาอุทกภัย ซึ่งใช้ทรัพยากรด้านงบประมาณ และการบริหารจัดการจำนวนมาก

 

ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งผลให้ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับการผลักดัน และสุดท้ายก็ไม่พัฒนาไปสู่โครงการที่เป็นรูปธรรม

 

Disneyland / Universal Studios คือ ‘ตัวคูณ’ ใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจยุคประยุทธ์

 

ถัดมา ช่วงปี 2559-2562 ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นช่วงเริ่มวางรากฐานการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แนวคิดการดึงสวนสนุกระดับโลกกลับมาอยู่ ในกรอบการศึกษาความเป็นไปได้อีกครั้ง

 

ทั้ง Disneyland และ Universal Studios ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็น ‘ตัวคูณ’ ช่วยยกระดับโครงสร้างการท่องเที่ยวของประเทศ และเพิ่มความคุ้มค่าให้กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

 

โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การลงทุนที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาดังกล่าว กลับเป็นของ ‘แบรนด์’ สวนสนุกจากประเทศอื่น

 

แม้แนวคิดเรื่องดิสนีย์แลนด์จะยังถูกกล่าวถึงเป็นระยะ ในฐานะ ‘โครงการในฝัน’ ของภาคการท่องเที่ยวและการพัฒนา EEC แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณเชิงบวกจากบริษัทแม่ ทำให้แนวคิดนี้ยังคงอยู่ในระดับนโยบาย

 

กระทั่งปลายปี 2567 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ภายใต้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล แนวคิด ‘Disneyland Thailand’ ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งในเชิงสาธารณะ

 

โดยพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พร้อมศึกษาความเป็นไปได้

 

โดยย้ำว่า ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาโครงการ ระดับโลก ‘ไม่ใช่เพียงแนวคิดในจินตนาการหรือขายฝัน’

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ที่เป็นความฝันยาวนานกว่า 26 ปี เปรียบเทียบกับความสำเร็จในฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 2

 

แต่โครงการนี้ยังต่อยอดไปไกลกว่าสวนสนุก ด้วยแผนพัฒนาคอนเสิร์ต ฮอลล์ สนามกีฬามาตรฐานโลก คอนเสิร์ตระดับโลก การแข่งขันกีฬานานาชาติ และมหกรรมอีเวนต์ขนาดใหญ่ รองรับความจุไม่ต่ำกว่า 80,000 ที่นั่ง

 

คาดมูลค่าลงทุน 3 แสนล้านบาท รูปแบบลงทุน PPP

 

แผนเบื้องต้นจะใช้พื้นที่ราว 800 เฮกตาร์ โดยแบ่งเป็น 480 เฮกตาร์ สำหรับสวนสนุก มูลค่าการลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท และอีก 320 เฮกตาร์ สำหรับศูนย์กีฬาและความบันเทิง มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท มูลค่ารวมทั้งหมดอยู่ที่ราว 300,000 ล้านบาท

 

โดยไม่จำเป็นต้องมีกาสิโนอยู่ในนั้น ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน EEC เริ่มทำการศึกษาโครงการแล้ว ซึ่งคาดว่ารูปแบบการลงทุนจะเป็นลักษณะ PPP (Public-Private Partnership)

 

อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบัน ดิสนีย์ยังไม่ออกมายืนยัน หรือแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการ ทำให้ ‘ดิสนีย์แลนด์ประเทศไทย’ ยังคงอยู่ในสถานะ ‘แนวคิดเชิงนโยบาย’

 

BOI รับเคยหารือผู้บริหาร Disney

 

โดยแหล่งข่าวสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวกับ THE STANDARD ว่า การลงทุนใน Theme Park ต้องใช้เงินลงทุน ‘หลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ’

 

“ปกติ Disney จะไม่ลงทุนเอง แต่จะมี partner เป็นผู้ลงทุน อาจจะเป็นรัฐหรือเอกชนก็ได้ อย่างกรณี Hong Kong และ Shanghai รัฐเป็นผู้ลงทุนเกือบทั้งหมด แต่ให้ Disney ถือหุ้น 43-48% และเป็นผู้บริหาร”

 

ส่วนกรณี ญี่ปุ่น เป็นเคสพิเศษ จะดำเนินการโดย The Oriental Land Company (subsidiary of Keisei Electric Railway Company) และ Disney เก็บ license fee

 

ขณะที่ Location จำเป็นต้องมีพื้นที่ใหญ่เพียงพอสำหรับ ecosystem และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง และที่สำคัญคือ รัฐต้องจัดให้มีระบบขนส่งสาธารณะ (สถานีรถไฟฟ้า, ถนนกว้าง) เข้ามาถึงสวนสนุก

 

บวกกับจำนวนนักท่องเที่ยว ต้องมีสม่ำเสมอทั้งปี ทั้งต่างชาติและคน local (อาจต้องสร้างแรงจูงใจให้คนไทยมาเที่ยวในปริมาณมากด้วย เพราะราคาสูง และคนไทยที่มีฐานะดี มักไปเที่ยว ตปท.)

 

สรุปคือ “มีความเป็นไปได้ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ Local partner ที่จะเป็นผู้ลงทุน และการพัฒนา Ecosystem ที่สมบูรณ์”

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ที่เป็นความฝันยาวนานกว่า 26 ปี เปรียบเทียบกับความสำเร็จในฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 3

 

เปิด 4 ปัจจัย กับความเป็นไปได้ สแกนทำเล

 

หากดูบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้สรุปประเด็นนี้อย่างน่าสนใจ ซึ่งรวบรวม TOP 4 ประเด็นฮิตที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนโซเชียล โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

 

1. ความเชื่อมั่นด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน (39.4%)

 

ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด คือ ความกังวลเรื่องความต่อเนื่องของนโยบายรัฐและความชัดเจนทางการเมือง โดยชาวโซเชียลบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า โครงการอาจถูกมองเป็นเพียงการขายฝันในช่วงใกล้การเลือกตั้ง

 

พร้อมยกตัวอย่างเมกะโปรเจกต์อื่น ๆ ที่ยังล่าช้า เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รวมถึงความกังวลด้านความโปร่งใสและการทุจริตที่อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

 

2. สภาพอากาศ (28.6%)

 

สภาพอากาศร้อนของประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งข้อกังวลสำคัญ โดยเสียงส่วนหนึ่งมีคำถามว่า นักท่องเที่ยวจะสามารถต่อคิวเครื่องเล่นท่ามกลางแดดร้อนไหวหรือไม่

 

3. ค่าครองชีพ vs ราคาบัตรเข้าชม (23.8%)

 

ประเด็นด้านเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศเป็นที่กล่าวถึงอย่างเข้มข้นไม่แพ้กัน เมื่อมีการประเมินจากบทสนทนาในสังคมออนไลน์ว่า ราคาบัตรเข้าชมอาจอยู่ในช่วง 2,000-3,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชาวโซเชียลหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และตั้งคำถามถึงความเหมาะสมเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ และรายได้เฉลี่ยของคนไทย

 

ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า กำลังซื้อภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือออกแบบโครงสร้างราคาที่เหมาะสมได้

 

4. เอกลักษณ์ความเป็นไทย (8.2%)

 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือ การเสนอให้นำ ‘เอกลักษณ์ความเป็นไทย’ มาใช้เป็นจุดขาย โดยมีการพูดถึงไอเดียการนำธีมจากภาพยนตร์ ‘Raya and the Last Dragon’ มาเป็นตัวชูโรงในฐานะเจ้าหญิงดิสนีย์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ที่เป็นความฝันยาวนานกว่า 26 ปี เปรียบเทียบกับความสำเร็จในฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 4

 

รวมถึงการเสนอไอเดียให้มิกกี้เมาส์นุ่งโจงกระเบน มินนี่เมาส์ห่มสไบ หรือการเนรมิตโซนตลาดน้ำดิสนีย์ (Floating Market) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแฟนคลับชาวไทยต้องการเห็น ‘Disney in Thai Style’ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างลงตัว

 

ฝั่งที่เห็นด้วย (75.7%) มองว่า Disneyland จะช่วยดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ สร้างงาน และยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย พร้อมเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

ส่วนฝั่งที่ไม่เห็นด้วย (24.3%) ให้เหตุผลหลักเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และมองว่าควรพัฒนาสวนสนุกหรือแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม รวมถึงเสนอให้สร้างแลนด์มาร์กที่สะท้อนวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริงมากกว่า

 

ส่องความเป็นไปได้ทำเลอื่น นอกจากรัฐเลือกปักหมุด EEC

 

แม้ตามแผนแม่บทของภาครัฐจะมุ่งเป้าไปที่พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) แต่เสียงจากโซเชียลสะท้อนว่ามีการพูดถึงทำเลศักยภาพกระจายไปยัง 6 โซนทั่วประเทศ โดยเรียงตามสัดส่วนการกล่าวถึง (Mention) ได้แก่

 

1. ภาคตะวันออก (31.5%) : EEC ครอบคลุม 3 จังหวัด ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา โดดเด่นในเรื่องความพร้อมหลายด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และความใกล้กรุงเทพฯ สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวที่พักในเมืองหลวง สามารถจัดโปรแกรมเที่ยวแบบวันเดียวกลับ (One-day trip)

 

2. ภาคเหนือ (21.8%) : เชียงใหม่/เชียงราย เป็นตัวเลือกที่ชนะใจชาวโซเชียลด้านสภาพอากาศ โดยเฉพาะหาก Disneyland ไปตั้งที่เชียงใหม่ หรือบนดอย รวมถึงบรรยากาศที่มี Vibe ใกล้เคียงกับ Disneyland ปารีส และ โตเกียว

 

3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (19.2%) : เขาใหญ่/นครราชสีมา เป็นโลเคชันที่ถูกมองว่าเหมาะกับสวนสนุกกลางแจ้งเพราะมีอากาศเย็นสบาย ไม่มีความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม

 

นอกจากนี้ จังหวัดขอนแก่น ก็ติดหนึ่งในทำเลที่ถูกใจชาวโซเชียล ที่รองรับนักท่องเที่ยวจาก สปป.ลาว และจีน ทันทีที่โครงการรถไฟความเร็วสูงแล้วเสร็จ

 

4. ภาคกลาง (14.5%) : กรุงเทพฯ และปริมณฑล ชูเดินทางและความถี่ในการท่องเที่ยว โดยกลุ่มที่พูดถึงทำเลนี้มองข้ามเรื่องวิวทิวทัศน์

 

5. ภาคใต้ (8.4%) : ภูเก็ต/กระบี่ ถูกพูดถึงในมุมศักยภาพของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติระดับพรีเมียม (Luxury Market) ที่มีกำลังซื้อสูง

 

6. ภาคตะวันตก (4.6%) : ประจวบคีรีขันธ์/เพชรบุรี สะท้อนแนวคิดการกระจายความเจริญและ การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ อย่างคุ้มค่า

 

บิ๊กธุรกิจอีเวนต์ ชี้ ‘กุญแจสำคัญ’ คือ ความพร้อมระบบโครงสร้างพื้นฐาน

 

เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมอีเวนต์ กล่าวกับ ‘THE STANDARD WEALTH’ ว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งหากประเทศไทยสามารถดึง Disneyland เข้ามาลงทุนเปิดสวนสนุกได้จริง

 

“นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในวงกว้าง ทั้งในมิติของการใช้จ่าย การจ้างงาน และการต่อยอดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง”

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ที่เป็นความฝันยาวนานกว่า 26 ปี เปรียบเทียบกับความสำเร็จในฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 5

 

โดยในอดีต The Walt Disney เคยเข้ามาสำรวจความเป็นไปได้ ในการลงทุนในประเทศไทยมาแล้ว ก่อนตัดสินใจพัฒนา Shanghai Disneyland และ Hong Kong Disneyland

 

“ในช่วงเวลานั้นมีการพิจารณาทำเลบริเวณรังสิต แต่เผชิญข้อจำกัดด้านขนาดพื้นที่ เนื่องจากจำเป็นต้องรวบรวมที่ดินจากเจ้าของรายย่อยหลายราย ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของ The Walt Disney ที่มักจะใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ระดับพันถึงหมื่นไร่”

 

ทั้งนี้ เพื่อรองรับทั้งสวนสนุก โรงแรม และโซนไลฟ์สไตล์ในลักษณะเดียวกับ Disney Springs

 

ส่วนในมิติของความเป็นไปได้เชิงโครงสร้าง ประเมินว่า หากจะผลักดันให้เกิดขึ้นจริง จำเป็นต้องมีการเจรจาอย่างเป็นรูปธรรมระหว่าง 3 ฝ่าย (PPP) ได้แก่ ภาครัฐ นักลงทุนเอกชนไทย และ The Walt Disney

 

เปิดสูตรดึง Disneyland : ญี่ปุ่น สำเร็จด้วยโมเดล License – ฮ่องกง สิงคโปร์ รัฐอัดฉีดงบมหาศาล

 

ในฐานะเจ้าของแบรนด์ โดยรูปแบบการลงทุนสามารถออกแบบได้หลากหลาย เนื่องจากโมเดลธุรกิจของ Disney มีความยืดหยุ่น ตัวอย่างเช่น Tokyo Disneyland ซึ่งประสบความสำเร็จภายใต้โมเดล License

 

อีกทั้ง บริหารจัดการโดยนักลงทุนท้องถิ่น ขณะที่บางประเทศอย่างฮ่องกง ภาครัฐมีบทบาทร่วมลงทุน เช่นเดียวกับ กรณีของ Universal Studios Singapore ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนด้านงบประมาณจำนวนมาก

 

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในลักษณะเมกะโปรเจกต์เช่นนี้ต้องใช้เงินทุนมหาศาล และมีความเป็นไปได้ที่จะเผชิญ ‘ภาวะขาดทุน’ ในช่วงแรก

 

ไม่ควรสร้าง Disneyland ซ้ำกับประเทศอื่น แนะชูอัตลักษณ์ไทย

 

นอกจากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบรถไฟฟ้า ทางด่วน หรือการเชื่อมต่อสนามบิน ที่ภาครัฐจำเป็นต้องวางแผนรองรับอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนระดับโลก

 

“หากไทยจะพัฒนาโครงการดังกล่าว ไม่ควรสร้าง Disneyland ในรูปแบบที่ซ้ำกับประเทศอื่น แต่ควรออกแบบคอนเซ็ปต์เฉพาะที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทย เพราะที่ผ่านมา Disney มีศักยภาพในการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมในแต่ละประเทศอยู่แล้ว”

 

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศร้อนชื้นที่อาจกระทบต่อประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว ตลอดจนโครงสร้างราคา

 

โดยค่าบัตรเข้าสวนสนุกในต่างประเทศเฉลี่ยราว 2,000 บาทต่อคน อีกทั้งราคาอาหารและสินค้าในพื้นที่ส่วนใหญ่แล้วมักอยู่ในระดับสูง ‘อาจเกินกำลังซื้อ’ ชาวไทย ส่งผลให้โมเดลธุรกิจจำเป็นต้อง ‘พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ’ เป็นหลัก

 

ท้ายที่สุด แม้ประเทศไทยจะเป็น World Class Destination ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 30-35 ล้านคนต่อปี

 

“แต่การมี Disneyland อาจเป็นตัวเร่งสำคัญ ในการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ระบบเศรษฐกิจท่องเที่ยว และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเอนเตอร์เทนเมนต์ภูมิภาคในระยะยาว”

 

‘สมาคมโรงแรมไทย’ มอง EEC มีศักยภาพ แต่รัฐต้องชัดสิทธิประโยชน์

 

สอดคล้อง เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย แสดงความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ขณะนี้ นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต่างจับตาอย่างใกล้ชิด

 

“เพราะหากโครงการเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วย ยกระดับภาคท่องเที่ยวไทยในระยะยาว”

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ที่เป็นความฝันยาวนานกว่า 26 ปี เปรียบเทียบกับความสำเร็จในฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 6

 

โดยภาคธุรกิจไทยต้องการเห็นการลงทุนขนาดใหญ่ ในลักษณะนี้มาโดยตลอด เนื่องจากไม่เพียงช่วยเสริมภาพลักษณ์ ประเทศในเวทีโลก แต่ยังเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว สามารถสร้างแม่เหล็ก ดึงดูดการเดินทางทั้งจากตลาดต่างประเทศและในประเทศ

 

“แต่การตัดสินใจลงทุนยังขึ้นอยู่กับภาคเอกชนเป็นหลัก ซึ่งจำเป็นต้องประเมินความคุ้มค่าทางธุรกิจอย่างรอบด้าน ทั้งทำเลที่ตั้ง ศักยภาพรายได้ของประชากร และกำลังซื้อของตลาดโดยรวม”

 

ในส่วนของภาครัฐ มองว่า จำเป็นต้องออกมาตรการจูงใจที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษี ความสะดวกด้านที่ดิน หรือแพ็กเกจสนับสนุนอื่นๆ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มแรงจูงใจในการตัดสินใจลงทุน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเป็นไปได้ของโครงการจะขึ้นอยู่กับ การประเมินผลตอบแทนและความเสี่ยงของผู้ลงทุนเป็นหลัก

 

เทียนประสิทธิ์ ระบุอีกว่า พื้นที่ที่ถูกพูดถึงอย่างจังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานครบถ้วน ทั้งระบบสาธารณูปโภค น้ำ ไฟฟ้า และสาธารณูปโภค

 

การเดินทางสำคัญ แต่ข้อจำกัดอากาศ คือ ‘โอกาส’

 

โดยสามารถต่อยอดและพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อรองรับโครงการขนาดใหญ่ได้ อีกทั้งยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาพื้นที่ของภาครัฐระยะยาว

 

อย่างไรก็ดี ปัจจัยชี้ขาดสำคัญคือการเชื่อมต่อด้านการเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทางจากกรุงเทพฯ หากมีระบบขนส่งที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เช่น รถไฟความเร็วสูง เชื่อมต่อเมืองหลวงกับพื้นที่โครงการได้สะดวก ก็จะเอื้อให้เกิดการท่องเที่ยวแบบไปเช้า-เย็นกลับ เพิ่มความถี่ของการเดินทาง และเสริมความคุ้มค่าให้กับการลงทุน

 

ส่วนด้านปัจจัยภูมิอากาศ แม้ประเทศไทยไม่มีฤดูหนาวจัดเหมือน ประเทศที่เป็นที่ตั้งของธีมพาร์กระดับโลกหลายแห่ง ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นข้อจำกัด

 

“แต่ในอีกมุมหนึ่ง สภาพอากาศและช่วงโลว์ซีซันของไทย ก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการออกแบบแพ็กเกจราคาและกลยุทธ์การตลาด เพื่อกระตุ้นการเดินทางและกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี”

 

หากโครงการระดับนี้เกิดขึ้นจริง จะมีส่วนช่วยกระตุ้นและฟื้นฟู ภาคการท่องเที่ยวไทยได้อย่างมาก แม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะขึ้นอยู่กับปัจจัย แวดล้อมและประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

 

สุดท้าย “การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่เช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยบทบาทเชิงรุก และความชัดเจนด้านนโยบายจากภาครัฐควบคู่ไปกับการตัดสินใจของภาคเอกชนต้องเดินไปด้วยกัน”

 

ภาพประกอบการวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของโครงการดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทย ที่เป็นความฝันยาวนานกว่า 26 ปี เปรียบเทียบกับความสำเร็จในฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 7

 

THE STANDARD WEALTH พูดคุยกับ รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ถึงความเป็นไปได้ในการสร้าง Entertainment complex ในไทย โดยในอดีต ช่วงปี 2544 ไทยก็เคยกล่าวถึงแผน “ดิสนีย์แลนด์ในทุ่งกุลาร้องไห้” ในแผน ซึ่งเป็นการศึกษาใน 2 หลักการ 1.พื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวเยอะ 2. พื้นที่ที่ต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วน

 

“ดิสนีย์แลนด์” ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยอยู่ในหลักการที่ 2 ที่จะพัฒนาพื้นที่ที่ยังไม่มีแหล่งท่องเที่ยว จึงมีความคิดที่อยากจะนำสวนสนุกระดับโลก คือ Disney World เข้ามาพัฒนาพื้นที่ คล้ายคลึงกับ Las Vegas รัฐเนวาดา สหรัฐฯ

 

ฝันที่คนไทยจะได้เห็นสวนสนุก Disneyland Thailand จะเป็นจริง และคืบหน้าอย่างไรต่อไปนั้น

 

รศ.ดร.ธนวรรธน์ ย้ำว่า การลงทุนเมกะโปรเจกต์ที่มีมูลค่าลงทุนมหาศาล รัฐบาลต้องศึกษาทุกมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ภาษี ความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว ความปลอดภัย

 

เพราะท้ายที่สุด ก็ลงทุนเพื่อความยั่งยืน จ้างงานคนไทย สร้างเม็ดเงินเศรษฐกิจในประเทศระยะยาว

 

อ้างอิง

The post 26 ปีแห่งความหวัง Disneyland Thailand ‘ฝัน’ ที่คนไทยฝัน ทำไมไทยยังไปไม่ถึงดีลระดับโลก? ถอดสูตรความสำเร็จ ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลุก GDP ไทยฟื้นจาก ‘คนป่วยเอเชีย’ ส.อ.ท.ชี้จัดตั้งรัฐบาลเร็ว มีลุ้นโต 3% https://thestandard.co/thailand-gdp-recovery-fti-growth/ Wed, 18 Feb 2026 10:21:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1179742 นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจ

ส.อ.ท. เผยดัชนีความเชื่อมั่นอุตฯ ม.ค.เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 8 […]

The post ปลุก GDP ไทยฟื้นจาก ‘คนป่วยเอเชีย’ ส.อ.ท.ชี้จัดตั้งรัฐบาลเร็ว มีลุ้นโต 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจ

ส.อ.ท. เผยดัชนีความเชื่อมั่นอุตฯ ม.ค.เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 88.7 ชงรัฐบาลต่อมาตรการ BOI ถึงสิ้นปี แก้ปัญหาฝุ่น เดินหน้าคนละครึ่งพลัส ชี้หากไร้คอร์รัปชัน อุ้ม SMEs จัดตั้งรัฐบาลได้ไม่เกินกลางเดือน มิ.ย. เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยับ 3%

 

นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 88.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.2 ในเดือนธันวาคม 2568

 

จากหลายปัจจัย โดยภาคอุตสาหกรรมได้กลับมาดำเนินกิจกรรมการผลิตตามปกติภายหลังวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมทั้งเร่งการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในช่วงเทศกาลตรุษจีน ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์

 

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ เม็ดเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการ กว่า 96,000 ล้านบาท ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อีกทั้งกิจกรรมในช่วงก่อนการเลือกตั้งยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายทั้งจากภาครัฐ อาทิ การจัดพิมพ์ป้ายหาเสียง บัตรเลือกตั้ง กิจกรรมรณรงค์ของพรรคการเมือง ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีแนวโน้มคลี่คลาย

 

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

  • การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐยังต่ำกว่าเป้าหมาย อาจส่งผลให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจล่าช้า
  • การปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบประกันสังคมจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน ส่งผลให้ต้นทุนด้านแรงงานของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น
  • ความล่าช้าในการเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานยังส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ว่างงานกว่า 208,404 ราย
  • สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่อยู่ในระดับสูง
  • ค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องยังสร้างแรงกดดันต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร เกษตรแปรรูป และสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ

 

ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 95.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 95.7 ในเดือนธันวาคม 2568 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยสำคัญหลายประการ อาทิ ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ในเทศกาลสงกรานต์ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังมีส่วนช่วยผลักดันนโยบายเศรษฐกิจและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าซึ่งอาจกดดันบรรยากาศการค้าโลกและเพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน

 

ชง 3 เรื่องถึงรัฐบาลใหม่

 

1. เสนอให้รัฐบาลพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการสนับสนุนผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จนถึงสิ้นปี 2569

 

2. เสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5

 

3. ขอให้ภาครัฐเร่งจัดสรรงบประมาณ เพื่อส่งเสริมการให้ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ผู้ประกอบการ SMEs

 

นาวา กล่าวอีกว่า การเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ยังอยู่ระหว่างระดมความคิดเห็นร่วมกับภาครัฐเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่รัฐบาลได้รับข้อเสนอไปดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เอสเอ็มอี ผ่านธนาคารออมสิน วงเงิน 1 แสนล้านบาท

 

“วันนี้เอสเอ็มอียังเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก เหมือนเจอพายุฝนมา แต่ธนาคารพาณิชย์หุบร่ม ทำให้เอสเอ็มอีสู้กับพายุฝนไม่ได้ หวังว่าจะมีความชัดเจนในรัฐบาลชุดนี้”

 

ส่วนโครงการคนละครึ่ง พลัส มองว่า จากข้อมูลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4/2568 โตถึง 2.5% จากเดิมคาดว่าจะโต 1% ดังนั้น หากรัฐบาลใหม่เข้ามาเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัสต่อ น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจต่อเนื่อง

 

“โครงการคนละครึ่ง พลัส จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนเพียงพอหรือไม่ เป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะต้องทำควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลัง และระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 16 ล้านล้านบาท การที่รัฐบาลมีแนวคิดสร้างสมดุลรายรับกับรายจ่ายเชื่อว่าจะปลดล็อกปัญหา”

 

ขณะเดียวกัน ส.อ.ท.ยังสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งรัดการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศ เพราะไทยยังพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก เพื่อเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยปีนี้ให้โตได้ 3% ตามที่กระทรวงการคลังตั้งเป้าไว้

 

โดยหากรัฐบาลยังคงทำงานใกล้ชิดกับเอกชนในทุกสัปดาห์ ผ่านคณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นก่อนหน้านี้คอยรับฟังเสียงความคิดเห็นเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งหลายข้อตรงกัน จะเป็นผลบวกที่สะท้อนถึงทิศทางกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดระหว่างรัฐและเอกชน

 

มองจัดตั้งรัฐบาลเร็วสุดไม่เกินกลางเดือน มิ.ย.

 

ทั้งนี้ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้เกิน 3% ถ้าไม่เกิดวิกฤตทางการเมืองอื่นๆ จัดตั้งได้เร็ว และหากกำจัดคอร์รัปชัน แก้หนี้ เศรษฐกิจจะโตได้กว่า 3% ก็ไม่ยาก ซึ่งหากเทียบเพื่อนบ้านตอนนี้ถือว่าไทยยังโตต่ำมาก

 

เมื่อถามว่า วันนี้ถือว่าจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ลงตัว หากล่าช้าจะกระทบเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน

 

นาวา ระบุว่า ตามกระบวนการ ประเมินจากขั้นตอนหลักการต่างๆแล้ว คาดว่าจะจัดตั้งแล้วเสร็จและเริ่มทำงานได้ไม่เกินกลางเดือน มิ.ย. เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองไปมากกว่านี้

 

“แม้ประชาชนเห็นต่างกัน แต่ท้ายที่สุด ทุกคนหวังให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่ใช่คนป่วยแห่งเอเชีย เพราะ GDP 10 ปี ย้อนหลัง เราเป็นรองบ๊วยของเอเชีย แพ้ประเทศอื่นๆ ผมเชื่อว่า แม้จะเห็นต่างทางการเมือง แต่ถ้ามองเศรษฐกิจผมว่ารัฐบาล จะหาจุดสมดุลให้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ไปได้เร็วขึ้น” นาวา กล่าวทิ้งท้าย

The post ปลุก GDP ไทยฟื้นจาก ‘คนป่วยเอเชีย’ ส.อ.ท.ชี้จัดตั้งรัฐบาลเร็ว มีลุ้นโต 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเผยเปิดปี 69 ทุนต่างชาติไหลเข้าไทยทะลุ 3.38 หมื่นล้านบาท ‘ญี่ปุ่น’ ครองแชมป์สูงสุดหมื่นล้านบาท https://thestandard.co/foreign-investment-thailand-2026-japan/ Wed, 18 Feb 2026 08:47:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1179714 ภาพกราฟิกแสดงเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศไทย โดยมีธงชาติญี่ปุ่นและตัวเลขมูลค่าการลงทุน

รัฐบาลเผยเปิดปี 2569 ม.ค.เดือนเดียว ต่างชาติแห่ลงทุนไทย […]

The post รัฐบาลเผยเปิดปี 69 ทุนต่างชาติไหลเข้าไทยทะลุ 3.38 หมื่นล้านบาท ‘ญี่ปุ่น’ ครองแชมป์สูงสุดหมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศไทย โดยมีธงชาติญี่ปุ่นและตัวเลขมูลค่าการลงทุน

รัฐบาลเผยเปิดปี 2569 ม.ค.เดือนเดียว ต่างชาติแห่ลงทุนไทย 3.38 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% YoY นำโดยญี่ปุ่นในด้านมูลค่า ส่วนจีนครองแชมป์จำนวนธุรกิจ ย้ำกิจการเกือบครึ่งได้รับการส่งเสริมโดย BOI

 

วันนี้ (18 กุมภาพันธ์) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เดือนมกราคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจภายใต้ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รวม 113 ราย เพิ่มขึ้น 10% YoY จากช่วงเดียวกันปีก่อน คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวม 33,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% และก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย 262 คน เพิ่มขึ้น 15%

 

ทั้งนี้ ยอดดังกล่าวมาจากการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 แบ่งเป็น การขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 24 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวอีก 89 ราย

 

สำหรับสัญชาติของนักลงทุน 5 อันดับแรก

 

1. จีน 26 ราย คิดเป็น 23% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย โดยลงทุน 5,390 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 

  • ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำผลิตภัณฑ์ไม้และชิ้นส่วนอุปกรณ์สำหรับงานเฟอร์นิเจอร์
  • ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด และสายสวนบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนสำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และอุปกรณ์จับยึด และชิ้นส่วนโลหะสำหรับอุตสาหกรรม เป็นต้น

 

2. ญี่ปุ่น 25 ราย คิดเป็น 22% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 15,315 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 

  • ธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบ สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ
  • ธุรกิจบริการตรวจรับรองคุณภาพสินค้าที่ใช้แล้ว
  • ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนแม่พิมพ์ และชิ้นส่วนโลหะ เป็นต้น

 

3. สหรัฐอเมริกา 16 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 420 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 

  • ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม
  • ธุรกิจโฆษณา
  • ธุรกิจขายอาหารหรือเครื่องดื่ม
  • ธุรกิจบริการออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง และบำรุงรักษาซอฟต์แวร์แพลตฟอร์ม

 

4. สิงคโปร์ 12 ราย คิดเป็น 11% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,513 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 

  • ธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ
  • ธุรกิจบริการ Cloud Service
  • ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย

 

5. ฮ่องกง 10 ราย คิดเป็น 9% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 587 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 

  • ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การตรวจสอบและทดสอบการทำงานของเครื่องจักร เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการติดตั้ง ซ่อมแซม และบำรุงรักษาสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • ธุรกิจบริการปรับปรุงซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่ายและ/หรือให้บริการ
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ให้แสงสว่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนโลหะหล่อขึ้นรูป เป็นต้น

 

BOI หนุนเกือบครึ่ง สะท้อนทิศทางอุตสาหกรรมอนาคต

 

ทั้งนี้ การลงทุนส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จำนวน 55 ราย คิดเป็น 49% ของการอนุญาตทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 17,226 ล้านบาท

 

ซึ่งรัฐบาลระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนใน อุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) โดยเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัลและ AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า 2. ธุรกิจบริการมูลค่าสูง และ 3. ธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์และดิจิทัล

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยอีกว่า ผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมกราคม 2569 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 8,418 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนธันวาคม 2568 (5,187 ราย) เพิ่มขึ้น 3,231 ราย คิดเป็น 62.29% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY)

 

สำหรับปี 2569 แม้เศรษฐกิจไทยและโลกยังมีความผันผวน แต่ก็ยังมีกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสทางการตลาด เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และมีฐานการเติบโตที่ดีในระยะยาวใน 5 กลุ่มธุรกิจ คือ

 

1. ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม

 

2. ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน

 

3. ธุรกิจสุขภาพและยา จากสังคมสูงวัย

 

4. ธุรกิจท่องเที่ยว นันทนาการ และบริการ wellness

 

5. ธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ อาหารมูลค่าสูงและความปลอดภัยอาหาร

The post รัฐบาลเผยเปิดปี 69 ทุนต่างชาติไหลเข้าไทยทะลุ 3.38 หมื่นล้านบาท ‘ญี่ปุ่น’ ครองแชมป์สูงสุดหมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
บีโอไอไฟเขียว ‘เวสเทิร์น ดิจิตอล’ ลงทุนวิจัยและพัฒนาฮาร์ดดิสก์ รับอุตฯ Data Center-AI เติบโต https://thestandard.co/western-digital-hdd-ai-data-center/ Mon, 16 Feb 2026 04:10:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1178834 ภาพจำลองฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) สำหรับ Data Center และ AI

บีโอไออนุมัติส่งเสริมการลงทุน ‘เวสเทิร์น ดิจิตอล (Weste […]

The post บีโอไอไฟเขียว ‘เวสเทิร์น ดิจิตอล’ ลงทุนวิจัยและพัฒนาฮาร์ดดิสก์ รับอุตฯ Data Center-AI เติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) สำหรับ Data Center และ AI

บีโอไออนุมัติส่งเสริมการลงทุน ‘เวสเทิร์น ดิจิตอล (Western Digital : WD)’ ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์รายใหญ่สัญชาติอเมริกัน เดินหน้าโครงการวิจัยและพัฒนากว่า 2,300 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ของฮาร์ดดิสก์ ยกระดับระบบจัดเก็บข้อมูลขั้นสูง ตั้งเป้าเพิ่มความจุถึง 100TB ภายในปี 2572 รองรับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อุตสาหกรรม Data Center และ AI

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี HAMR (Heat-Assisted Magnetic Recording) เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) มูลค่าเงินลงทุนกว่า 2,300 ล้านบาท

 

โดยตั้งเป้าจะเพิ่มความจุในการจัดเก็บข้อมูลใน HDD 1 หน่วย จากปัจจุบัน 32 TB ให้ได้สูงถึง 100 TB ภายในปี 2572 พร้อมเพิ่มความเสถียรและความปลอดภัยในการจัดเก็บข้อมูล เพื่อรองรับมาตรฐานขั้นสูงและความต้องการของอุตสาหกรรม Data Center และ AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

 

ซึ่งการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญครั้งนี้ จะเป็นความร่วมมือ 3 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และไทย โดยประเทศไทยจะเน้นการวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนและกระบวนการบันทึกข้อมูลด้วยเลเซอร์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเทคโนโลยี HAMR ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าโครงการนี้จะนำไปสู่การขยายการลงทุน HAMR HDD เพิ่มเติมในไทยครั้งใหญ่อีกหลายหมื่นล้านบาท

 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

เวสเทิร์น ดิจิตอล เป็นหนึ่งในผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล Hard Disk Drive (HDD) รายใหญ่ที่สุดของโลก สัญชาติอเมริกัน ที่ผ่านมามีการขยายธุรกิจโดยเข้าซื้อกิจการ HDD และหน่วยความจำจากหลายบริษัทชั้นนำ เช่น Fujitsu, Hitachi, SanDisk โดยประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตหลักที่สำคัญที่สุดของบริษัท และมีการลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทยมายาวนานตั้งแต่ปี 2540 ตั้งโรงงานที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปราจีนบุรี มีการจ้างงานบุคลากรไทยมากกว่า 20,000 คน มีมูลค่าเงินลงทุนสะสมในไทยกว่า 1.2 แสนล้านบาท และมูลค่าการส่งออกกว่า 2.3 แสนล้านบาทต่อปี

 

ทั้งนี้ HDD กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีหลักในยุคดิจิทัล เนื่องจาก Data Center เลือกใช้ HDD เป็นอุปกรณ์หลักในการจัดเก็บข้อมูล เพราะสามารถบันทึกข้อมูลได้ปริมาณมาก มีความเสถียร และต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบโซลิดสเตท (SSD) กว่า 5-7 เท่า ขณะที่ SSD จะนิยมใช้กับคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กมากกว่า ส่งผลให้ความต้องการ HDD สำหรับ Data Center เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันเกิดภาวะตึงตัวของอุปทานในตลาดโลก สะท้อนว่า HDD ไม่ใช่เทคโนโลยีที่อยู่ในช่วงขาลง แต่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะในยุคที่ AI และ Cloud Computing ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด

 

เทคโนโลยี HAMR จะช่วยเพิ่มความจุของ HDD โดยอาศัยการให้ความร้อนด้วยลำแสงเลเซอร์เฉพาะจุด เพื่อทำให้การบันทึกข้อมูลมีความละเอียดและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเทคโนโลยี HAMR จะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา HDD ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน HAMR ยังมีข้อจำกัดด้านการควบคุมอุณหภูมิ ความซับซ้อนของกระบวนการผลิต และต้นทุนในการผลิต จึงจำเป็นต้องวิจัยและพัฒนา เพื่อให้สามารถยกระดับสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

“โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ของบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล ครั้งนี้ จะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในไทย ผ่านการพัฒนา ซัพพลายเออร์และการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศกว่า 60% อีกทั้งบริษัทจะมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยของไทย เพื่อพัฒนาหลักสูตรด้านเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ และเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยได้ทำงานวิจัยร่วมกับบริษัทชั้นนำของโลก ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม HDD ในประเทศไทย และเสริมบทบาทของไทยในการเป็นฐานการผลิตและส่งออก HDD ระดับโลก” นฤตม์ กล่าว

 

ภาพ: JHVEPhoto / Getty Images

The post บีโอไอไฟเขียว ‘เวสเทิร์น ดิจิตอล’ ลงทุนวิจัยและพัฒนาฮาร์ดดิสก์ รับอุตฯ Data Center-AI เติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำเลทองบางนาฮอต! ‘นิคมอารยะ’ รุกโมเดล Industrial Logistics Hub ดูดซัพพลายเชนโลก รับคลื่นทุนชิป Infineon – MR. D.I.Y. – Data Center https://thestandard.co/bangna-industrial-hub-investment/ Tue, 10 Feb 2026 12:33:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1177122 ภาพอาคารคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าของโครงการ ARAYA Industrial and Logistics Hub ที่บางนา-ตราด ซึ่งเป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ

กระแสย้ายและกระจายฐานผลิต Data Center ชิป จากจีนและไต้ห […]

The post ทำเลทองบางนาฮอต! ‘นิคมอารยะ’ รุกโมเดล Industrial Logistics Hub ดูดซัพพลายเชนโลก รับคลื่นทุนชิป Infineon – MR. D.I.Y. – Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าของโครงการ ARAYA Industrial and Logistics Hub ที่บางนา-ตราด ซึ่งเป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ

กระแสย้ายและกระจายฐานผลิต Data Center ชิป จากจีนและไต้หวันชัดขึ้น นักลงทุนต่างชาติมองไทยเป็นฐานการผลิตแห่งที่สอง ลดความเสี่ยงซัพพลายเชน หนุนดีมานด์ ‘นิคมอารยะ’ เปิด Industrial & Logistics Hub ย้ำทุนต่างชาติยังเลือกไทย มองจุดแข็งและลงทุนระยะยาว มากกว่าการเมืองภายในและภาษีสหรัฐฯ

 

กมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด เปิดเผยว่า จากแนวโน้มการลงทุน ปัจจัยเศรษฐกิจโลก ลูกค้าที่เข้ามาเจรจาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้น้ำหนักกับประเด็นสงครามการค้าหรือภาษีสหรัฐฯ มากนัก เนื่องจากเป็นธีมที่เริ่มชัดเจนมาตั้งแต่ปีก่อนแล้ว และในเชิงมหภาคยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

“ฉะนั้น ลูกค้าที่เข้ามาคุยช่วงนี้ แทบไม่ได้โฟกัสเรื่องภาษีสหรัฐฯ แต่เป็นการมองระยะยาวว่าอยากกระจายความเสี่ยง อย่างจากเดิมที่อยู่จีนหรือไต้หวันมาโดยตลอด ก็อยากมี second location เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของซัพพลายเชนในอนาคต”

 

ภาพอาคารคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าของโครงการ ARAYA Industrial and Logistics Hub ที่บางนา-ตราด ซึ่งเป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ 1

 

จากแนวโน้มดังกล่าว โครงการ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA The Eastern Gateway) ซึ่งเป็นโครงการระบบนิเวศเมืองอุตสาหกรรม และนวัตกรรมครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย จึงเปิดตัวโมเดลธุรกิจโรงงานและคลังสินค้ารูปแบบใหม่ ‘ARAYA Industrial and Logistics Hub’ อย่างเป็นทางการ

 

เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ของประเทศ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมตอบรับบริบทโลกซัพพลายเชนโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และสนับสนุนนโยบาย Smart Industrial Estate และการส่งเสริมการลงทุนในภาคดิจิทัล เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นซัพพลายเชนสำคัญของภูมิภาค

 

กมลกาญจน์ กล่าวว่า การเปิดตัว ARAYA Industrial and Logistics Hub ในช่วงเวลานี้ เป็นการตอบโจทย์ซัพพลายเชนโลกที่ให้ความสำคัญกับ ‘ความเร็ว ความมั่นคง และความแน่นอน’ มากขึ้น

 

โดยทำเลจุดยุทธศาสตร์ของอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ย่านบางนา-ตราด พร้อมเป็นฮับกระจายสินค้าหลักที่เชื่อมโยงไปทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพซัพพลายเชนในระยะยาว และเชื่อมโยงกับระบบนิเวศอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี

 

ทั้งนี้ ARAYA Industrial and Logistics Hub โดดเด่นด้วยอาคารคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าที่สร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมเข้าใช้งาน (Ready-to-Move-In) รวมพื้นที่อาคารกว่า 23,639 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่คลังสินค้า 20,835 ตารางเมตร และพื้นที่สำนักงาน 2 ชั้น 2,804 ตารางเมตร รองรับธุรกิจโลจิสติกส์และ 3PL ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่

 

รวมถึงธุรกิจที่ต้องการความเร็ว ความแม่นยำ และระบบจัดการที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นสเปกอาคารมาตรฐานระดับโลก ทั้งโครงสร้างอาคาร ระบบขนถ่ายสินค้าครบครัน การจัดการจราจรและขนส่ง ความยั่งยืนและประสิทธิภาพพลังงาน และพื้นที่สำนักงานและสิ่งอำนวยความสะดวก

 

ดีมานด์กลุ่ม Data Center- AI อุตสาหกรรมดิจิทัล มาแรง

 

นอกจากนี้ เพื่อรองรับ กลุ่มลูกค้าหลักที่เข้ามาในปัจจุบันอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และ Data Center ซึ่งปลายทางของการลงทุนส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี AI

 

ประกอบกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งการตัดสินใจของนักลงทุน โดยเฉพาะมาตรการ FastPass ช่วยให้กระบวนการอนุมัติรวดเร็วและมีความชัดเจน

 

“มาตรการของ BOI ทำให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น พอลูกค้าตัดสินใจง่าย เราก็ปิดการขายได้ง่ายขึ้น และลูกค้าก็ให้ฟีดแบ็กที่ดีใน เรื่องประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐ”

 

สำหรับการรองรับกลุ่ม Data Center ปัจจุบันโครงการมุ่งสู่ Green และสามารถรองรับโหลดไฟฟ้าได้ประมาณ 150 เมกะวัตต์ โดยอยู่ระหว่างหารือกับการไฟฟ้าเพื่อขยายศักยภาพในอนาคต และมีการเตรียมสถานีย่อย ระบบสายไฟ โครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับแล้ว

 

“แม้ Data Center ของเราจะไม่ใหญ่เท่าฝั่ง EEC เพราะราคาที่ดินสูงกว่า แต่ข้อดีคือทำเลใกล้เมือง สามารถเชื่อมการคมนาคม EEC และ ช่วยดึงดูดแรงงานทักษะสูง อำนวยความสะดวกให้บริษัท ที่ต้องการบุคลากรคุณภาพ”

 

ภาพอาคารคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าของโครงการ ARAYA Industrial and Logistics Hub ที่บางนา-ตราด ซึ่งเป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ 2

 

ปัจจุบันโครงการ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกเข้ามาลงทุนตั้งฐานผลิตแล้ว ไม่ว่าจะเป็น

 

1. Infineon (Semiconductor) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิประดับโลกสัญชาติเยอรมนี ซึ่งเข้ามาตั้งฐานการผลิต โดยใช้เวลาก่อสร้างอย่างรวดเร็วเพียง 7 เดือน พร้อมดำเนินงานในเดือนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของโครงสร้าง พื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่ของรัฐบาล

 

2. MR. D.I.Y. (Retail ยักษ์ใหญ่)

 

3. บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก

 

4. Data Center จากจีนและไต้หวัน

 

5. กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำจากยุโรป

 

ดังนั้น จากแผนธุรกิจที่วางไว้บวกกับแรงหนุนข้างต้น ที่ช่วงปีที่ผ่านมาและปีนี้ นอกเหนือจากการดึงดูดบริษัทต่างๆ เข้ามาอยู่ในนิคมแห่งนี้แล้ว อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ยังมีแผนขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจาก 1,891 ไร่ เป็น 3,800 ไร่ ภายในปี 2569 ซึ่งจะเป็นเฟส 2 เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

 

อาทิ Advanced Manufacturing, โลจิสติกส์และซัพพลายเชน, เทคโนโลยีดิจิทัล และ Data-driven Industry ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

 

“วันนี้เรามีกลุ่มลูกค้าที่วาไรตี้และบาลานซ์ ทั้งจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น ยุโรป อินเดีย และมาเลเซีย ยิ่งสะท้อนศักยภาพของไทย ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของภูมิภาค ซึ่งสุดท้ายแล้วเชื่อว่าการมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งจะช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าทิศทางการค้าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร โครงการนี้จะช่วยผลักดันประเทศไทยให้เป็นซัพพลายเชนสำคัญของภูมิภาคในระยะยาว ส่วนประเด็นการเมืองไทยนั้น

 

“ลูกค้าไม่ได้มีการหยิบยกการเมืองไทย หรือเปลี่ยนรัฐบาลขึ้นมาพูดคุยแต่อย่างใด เชื่อว่าไทยมีจุดแข็ง และนักลงทุนมองระยะยาว” กมลกาญจน์ กล่าว

 

สำหรับโครงการข้างต้น ริเริ่มขึ้นจากที่ 3 ทายาททุนใหญ่วงการอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มเจ้าสัวเจริญ-โสภณพนิช-โรจนะ จับมือ กนอ. ทุ่มกว่า 20,000 ล้านบาท ร่วมทุนสร้าง ‘นิคมอารยะ’ ซึ่งคว้าทำเลทอง กิโลเมตรที่ 32 ของถนนบางนา-ตราด จ.สมุทรปราการ 4,600 ไร่

 

เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอัจฉริยะ หรือกลุ่มไฮเทคใกล้กรุงเทพฯ สนามบินสุวรรณภูมิ EEC เชื่อมต่อจากถนนบางนา-ตราด สู่ทางพิเศษกรุงเทพ-ชลบุรีสายใหม่ (Motorway) ซึ่งคาดว่าจะมีการจ้างงานกว่า 14,560 อัตรา โดยเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปี 2025

 

The post ทำเลทองบางนาฮอต! ‘นิคมอารยะ’ รุกโมเดล Industrial Logistics Hub ดูดซัพพลายเชนโลก รับคลื่นทุนชิป Infineon – MR. D.I.Y. – Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งปีแรกส่อโตไม่ถึง 1% จับตา ‘เสถียรภาพรัฐบาลใหม่’ ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน https://thestandard.co/scb-eic-thai-economy-fragile/ Mon, 09 Feb 2026 09:35:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1176520 SCB EIC คาดการณ์เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งปีแรกเติบโตไม่ถึง 1% และจับตาเสถียรภาพรัฐบาลใหม่

เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจไทยหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เ […]

The post SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งปีแรกส่อโตไม่ถึง 1% จับตา ‘เสถียรภาพรัฐบาลใหม่’ ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC คาดการณ์เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งปีแรกเติบโตไม่ถึง 1% และจับตาเสถียรภาพรัฐบาลใหม่

เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจไทยหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งพรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งสูงสุดเป็นอันดับ 1 มีความท้าทาย หรือโจทย์ใหญ่อะไรที่กำลังรอว่าที่รัฐบาลใหม่อยู่บ้าง

 

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่ามีความท้าทายสูง โดยมองว่าการเติบโตจะต่ำลง โดยคาดว่า GDP ของไทยปีนี้จะขายตัวต่ำเพียง 1.5% เครื่องยนต์เศรษฐกิจแผ่วลงแทบทุกตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ยังมีการส่งออกและการลงทุนภาครัฐช่วยพยุง โดยคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตไม่ถึง 1% ในช่วงที่รัฐบาลยังเป็นรัฐบาลรักษาการ

 

ดังนั้น ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลจึงเป็นปัจจัยชี้นำที่สำคัญมาก โดย SCB EIC ประเมินในกรณีฐานว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านจะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน หรือมีรัฐบาลใหม่ในช่วงเดือนพฤษภาคม แต่หากการจัดตั้งรัฐบาลทำได้เร็วกว่านั้น ก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผลการเลือกตั้งเริ่มเห็นเค้าลางชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคแกนนำ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงเรื่องความล่าช้าในการทบทวนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ลงไปได้

 

SCB EIC คาดการณ์เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งปีแรกเติบโตไม่ถึง 1% และจับตาเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ 1

ภาพ : SCB EIC คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2656 จะขยายตัวต่า 1.5%

 

จุดอ่อนประเทศไทย เสถียรภาพการเมืองและการเปลี่ยนนายกฯ บ่อย

 

ประเด็นสำคัญที่ ดร.ฐิติมา เน้นย้ำคือ ‘เสถียรภาพทางการเมือง’ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของไทยมาอย่างยาวนาน สถิติย้อนหลังชี้ให้เห็นข้อมูลว่า ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 32 คน แต่มีเพียงคนเดียวที่มาจากการเลือกตั้งและอยู่จนครบวาระ 4 ปี คือ ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงปี 2544-2549 นอกนั้นอายุของรัฐบาลมักจะสั้น โดยค่าเฉลี่ยอายุรัฐบาลในช่วงหลังอยู่ที่เพียง 9 เดือนเท่านั้น

 

นอกจากนี้ ดัชนีเสถียรภาพทางการเมือง (Political Stability Index) ของไทยยังติดลบและอยู่ในอันดับที่ 149 จาก 194 ประเทศ ซึ่งเป็นเช่นนี้ติดต่อกันมาถึง 2 ทศวรรษ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความแน่นอนทางการเมือง หากรัฐบาลใหม่อยู่ได้นานกว่า 9 เดือน ก็จะช่วยเรียกความเชื่อมั่นและทำให้นโยบายระยะยาวขับเคลื่อนได้จริง

 

ส่องนโยบายเศรษฐกิจ ตอบโจทย์ แต่ติด ‘คอขวด’ งบประมาณ

 

จากการวิเคราะห์นโยบายหาเสียง โดยเฉพาะของพรรคแกนนำอย่างภูมิใจไทยที่มีนโยบาย ‘10 Plus’ ตั้งเป้าเศรษฐกิจโตเกิน 3% ถือว่าเป็นเป้าหมายที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงมากขึ้น นโยบายส่วนใหญ่พยายามตอบโจทย์ทั้งปัญหาระยะสั้น เช่น ประเด็นปัญหาปากท้อง, แก้หนี้ และการแก้ปัญหาโครงสร้างระยะยาวของประเทศ เช่น สิ่งแวดล้อม,โครงสร้างพื้นฐาน

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมา ชี้ให้เห็นถึง ‘คอขวด’ สำคัญ 2 ประการที่อาจทำให้นโยบายดีๆ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ได้แก่

 

  • ข้อจำกัดด้านงบประมาณ คือ พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) มีจำกัด การจัดลำดับความสำคัญของนโยบายจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่สุด
  • ข้อจำกัดด้านบุคลากร คือ สมรรถนะของภาครัฐและปัจจัยเชิงสถาบันอาจทำให้การขับเคลื่อนนโยบายไม่ง่ายนัก

 

สิ่งที่ยังขาดหายไปและรัฐบาลใหม่ต้องเร่งเติมเต็ม คือการปฏิรูปภาครัฐ (Digital & Regulatory Guillotine) การกำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเพื่อหาจุดยืนของไทยในเวทีโลก (Global Supply Chain) และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่รุนแรงขึ้น

 

SCB EIC คาดการณ์เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งปีแรกเติบโตไม่ถึง 1% และจับตาเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ 2

ภาพ : SCB EIC รัฐบาลใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบในเดือน พ.ค.ปีนี้

 

3 สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องทำทันทีเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น

 

เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหาร ดร.ฐิติมา เสนอแนะ 3 เรื่องด่วนที่ควรทำในช่วง 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ หลังแถลงนโยบาย

 

  • เร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะงบลงทุนปี 2569 ที่มีอยู่แล้ว และเร่งทำงบปี 2570 ให้เสร็จทันภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบ
  • ความชัดเจนเรื่องการปฏิรูปการคลัง แสดงให้เห็นว่าจะบริหารจัดการอย่างไรภายใต้กรอบงบประมาณที่มีจำกัด
  • เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ดึงดูดการลงทุน ซึ่งปัจจุบันมีคำขอ BOI รออยู่กว่า 1.8 ล้านล้านบาท และปลดล็อกกฎระเบียบต่างๆ หรือ Thailand Fast Pass เพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ

 

ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้

 

ในมุมของประชาชน นโยบายที่คาดหวังได้คือการกลับมาของโครงการ ‘คนละครึ่ง Plus’ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะสั้น และนโยบายลดค่าไฟฟ้าเหลือหน่วยละ 3 บาท สำหรับครัวเรือนรายได้น้อย

 

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการ ‘เพิ่มโอกาส’ ผ่านการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) และการศึกษาเท่าเทียม เพื่อให้แรงงานมีรายได้สูงขึ้น รวมถึงการสานต่อนโยบาย Reinvent Thailand เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่และการจ้างงานที่มีคุณภาพ

 

ต่างชาติจับตาการเมืองต้องนิ่ง-ฐานะการคลังประเทศ

 

สำหรับมุมมองนักลงทุนต่างชาติ ดร.ฐิติมา สรุปว่าพวกเขากำลังจับตาดู 3 เรื่องหลัก

 

  • เสถียรภาพการเมือง ไทยจะทำลายสถิติรัฐบาลอายุการทำงานที่สั้นได้หรือไม่
  • การปฏิรูปประเทศ จะทำได้จริงตามที่ Bloomberg เคยวิเคราะห์ไว้หรือไม่ว่าไทยจำเป็นต้องปฏิรูป
  • วินัยทางการคลัง รัฐบาลจะสามารถลดการขาดดุลงบประมาณจาก 4% ให้เหลือ 2% ภายใน 5 ปี ตามแผนการคลังระยะปานกลางได้หรือไม่ ท่ามกลางความท้าทายในการหารายได้เพิ่มและลดรายจ่าย

 

หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความชัดเจนในประเด็นเหล่านี้ได้ ก็จะสามารถรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้กลับเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ต่อไป

The post SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งปีแรกส่อโตไม่ถึง 1% จับตา ‘เสถียรภาพรัฐบาลใหม่’ ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ สานต่อนโยบาย ‘Big Win’ ยัน ‘คนละครึ่งพลัส’ มาแน่ พร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนในปี 2569 https://thestandard.co/ekniti-big-win-investment-konlakrueng-plus/ Mon, 09 Feb 2026 08:46:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1176510 ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังแถลงนโยบายเศรษฐกิจ ‘Big Win’ และ ‘คนละครึ่งพลัส’

‘เอกนิติ’ ประกาศนโยบาย ‘Big Win’ เศรษฐกิจไทย’ ชี้ ‘Quic […]

The post ‘เอกนิติ’ สานต่อนโยบาย ‘Big Win’ ยัน ‘คนละครึ่งพลัส’ มาแน่ พร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังแถลงนโยบายเศรษฐกิจ ‘Big Win’ และ ‘คนละครึ่งพลัส’

‘เอกนิติ’ ประกาศนโยบาย ‘Big Win’ เศรษฐกิจไทย’ ชี้ ‘Quick’ อาจไม่จำเป็นแล้ว ตั้งเป้ายกระดับการลงทุนช่วยไทยหายเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ เตรียมขยายผลนโยบายที่วางรากฐานในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา และเตรียมอัปเกรด ‘คนละครึ่งพลัส’ ยืนยันมาแน่ แต่ต้องรอตั้งรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อยก่อน คาดงบประมาณปี 70 ล่าช้าไม่เกิน 2-3 เดือน

 

วันนี้ (9 กุมภาพันธ์) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ในการดำเนินงานต่อจากนี้ จะเป็นการขยายผลจากนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญตลอดช่วง 4 เดือนมา โดยชี้ว่า มาตรการ ‘Quick Big Win’ อาจไม่จำเป็นต้อง ‘Quick’ แล้ว เหลือเพียงแต่ต้อง ‘Big Win’ ต่อเศรษฐกิจไทย

 

โดยชี้ว่าปี 2569 นี้ การลงทุนจะเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ทั้งการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อฟื้นเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งได้บนเวทีเศรษฐกิจโลก ไม่ให้เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย

 

พร้อมระบุว่าไทยมีจุดแข็งในภาคการเกษตร และภาคบริการ หากนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุน ตลอดจนปรับปรุงสินค้าและบริการให้มีความพรีเมียมมากขึ้น ก็จะเป็นที่ต้องการในตลาดโลกได้

 

นอกจากนี้ ยังมีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่รออยู่กว่า 4.8 แสนล้าน ผ่านการปลดล็อกนโยบาย BOI FastPass โดยระบุว่าได้หารือกับนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้วเมื่อช่วงเช้า ว่าสามารถดำเนินการต่อได้ทันที หลังจากที่ต้องหยุดพักในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง

 

โดยดร.เอกนิติย้ำว่า ตนยังเป็นรองนายกฯ และรมว.คลัง ซึ่งกำกับดูแลบีโอไออยู่ ซึ่งนโยบาย FastPass เป็นนโยบายเดิมที่ต้องดำเนินให้ต่อเนื่อง และที่สำคัญ นโยบายดังกล่าวไม่มีการใช้เงินเพิ่ม จึงไม่ห่วงว่าจะติดข้อจำกัดตามมาตรา 169 ของคณะรัฐมนตรีรักษาการ

 

เตรียมอัปเกรด ‘คนละครึ่งพลัส’ ย้ำมาแน่ แต่ต้องรอตั้งรัฐบาลใหม่

 

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘คนละครึ่ง พลัส เฟส 2’ ดร.เอกนิติระบุว่า จำเป็นต้องรอให้รัฐบาลใหม่จัดตั้งเรียบร้อยก่อน โดยระหว่างนี้ จะพยายามออกแบบระบบให้มีความพร้อมมากขึ้น ต่างจากรอบก่อนที่มีเวลาออกแบบโครงการไม่ถึงเดือน

 

ในส่วนของงบประมาณที่ใช้ดำเนินโครงการ ดร.เอกนิติชี้ว่า ถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ก็จะเป็นการนำงบกลาง จากงบประมาณประจำปี 2569 มาใช้ดำเนินโครงการ แต่ถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้ช้า ก็จะเป็นการใช้งบกลาง จากงบประมาณประจำปี 2570 แทน แต่จะได้เงินทุกคนหรือไม่นั้น ดร.เอกนิติย้ำว่าต้องรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสียก่อน

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติระบุว่า ได้เห็นจุดที่จะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยให้ผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและเอไอด้วยนอกจากร้านค้า เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ แต่จะพัฒนาอย่างไรนั้น ดร.เอกนิติระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างออกแบบตัวโครงการ เพื่อให้เริ่มได้ทันทีที่จัดตั้งรัฐบาลใหม่

 

คาดงบประมาณปี 70 ล่าช้าไม่เกิน 2-3 เดือน

 

ดร.เอกนิติยังระบุว่า จะรีบจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570

 

ให้เร็วที่สุด โดยคาดว่า จะมีความล่าช้าไม่เกิน 2-3 เดือน เนื่องจาก ตั้งแต่ก่อนยุบสภา ได้ให้แต่ละหน่วยงานได้มีการจัดทำงบประมาณไว้ก่อนแล้ว แต่กระนั้น รัฐบาลใหม่ก็อาจจะต้องเข้าไปปรับปรุงรายละเอียดในพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 เล็กน้อย

The post ‘เอกนิติ’ สานต่อนโยบาย ‘Big Win’ ยัน ‘คนละครึ่งพลัส’ มาแน่ พร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์กรุงศรีวางเป้าปี 69 สินเชื่อโต 2-4% แม้ GDP ไทยส่อโตต่ำสุดรอบ 30 ปี ‘เคนอิจิ’ ชี้ไทยอ่อนแอ รักษาได้ แต่ต้องมองระยะยาว https://thestandard.co/krungsri-targets-loan-growth-thailand/ Thu, 05 Feb 2026 13:47:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1174396 เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา แถลงวิสัยทัศน์และเป้าหมายการเติบโตของธนาคาร

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ประกาศเป้าหมายทางการเงินปี 25 […]

The post แบงก์กรุงศรีวางเป้าปี 69 สินเชื่อโต 2-4% แม้ GDP ไทยส่อโตต่ำสุดรอบ 30 ปี ‘เคนอิจิ’ ชี้ไทยอ่อนแอ รักษาได้ แต่ต้องมองระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา แถลงวิสัยทัศน์และเป้าหมายการเติบโตของธนาคาร

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ประกาศเป้าหมายทางการเงินปี 2569 และทิศทางกลยุทธ์ระยะกลาง-ยาว โดยตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อรวมที่ 2-4% ท่ามกลางปัจจัยลบจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 1.8% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 30 ปี (ไม่นับรวมช่วงวิกฤตการณ์)

 

เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การเติบโตหลักของแบงก์จะมาจากในอาเซียน แต่ในไทยก็ยังมีโอกาสอยู่จากธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยต่อเนื่อง สะท้อนจากตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการลงทุนเหล่านี้จะพาการลงทุนอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทานตามมาด้วย

 

สำหรับปี 2569 กรุงศรีตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ 2–4% (สูงกว่าปีก่อนที่ 1.7%) และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) โดยรวมที่ 4.0–4.3% โดยที่ NIM ในประเทศอยู่ที่ 3.25–3.50% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ระดับ Mid-40s%

 

“ตอนนี้ทุกประเทศในภูมิภาคพยายามแย่งชิงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้”

 

เคนอิจิกล่าวต่อว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีความอ่อนแอกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค และจำเป็นต้องได้รับการรักษาในระยะยาว (Long-term Treatment) โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่กลุ่มเทคโนโลยีใหม่ เช่น เซมิคอนดัคเตอร์ และดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI)

 

“จากที่ The Financial Times บอกว่าไทยคือคนป่วยแห่งเอเชีย ไทยอ่อนแอกว่าเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน แต่เราไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงที่รักษาไม่ได้ แต่ก็ไม่สามารถกินยาแล้วหายทันที เราจำเป็นจะต้องมี long term treatment เรารู้ว่าอะไรคือต้นทุนที่ต้องจ่าย และอะไรคือสิ่งที่จำเป็นจะต้องทำ ภาคเอกชนและรัฐบาลต้องทำงานร่วมกัน” เคนอิจิกล่าว

 

โอกาสเติบโตอยู่ที่อาเซียน ตั้งเป้าสินเชื่อต่างประเทศโต 14-16%

 

ดวงดาว วงค์พนิตกฤต ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านการเงินและกลยุทธ์ ระบุว่า ปัจจุบันเราสังเกตเห็นทุกธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ เมื่อมองในระดับมหภาค ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ปีนี้เป็นปีที่การเติบโตของ GDP มีแนวโน้มต่ำที่สุด ต่ำกว่ามาตรฐานที่เคยตั้งไว้ 2% แน่นอนว่าเมื่อภาพใหญ่เป็นแบบนี้ ทุกธนาคารต้องระมัดระวัง

 

สำหรับกรุงศรีจะเน้นการเติบโตจากพอร์ตต่างประเทศเป็นหลัก โดยวางเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในอาเซียนไว้ที่ 14-16% โดยเฉพาะในประเทศฟิลิปปินส์และเวียดนาม

 

แม้ปัจจุบันสินเชื่อต่างประเทศจะมีสัดส่วนเพียง 5% ของพอร์ตรวม แต่คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 20% ปัจจุบันตลาดในไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว ขณะที่สินเชื่อในประเทศจะเน้นความระมัดระวัง โดยคาดว่ากลุ่มลูกค้ารายใหญ่จะโต 3-4% รายย่อยโต 2-4% ส่วนกลุ่ม SME มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยตามสภาวะเศรษฐกิจ

 

“สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศน่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่ปีนี้จะยังอยู่ที่ราว 20% แผนระยะกลางถึงยาวของกรุงศรี ต้องไปอาเซียน เพราะเรามองว่าตลาดในไทยค่อนข้างอิ่มตัว”

 

ส่วนการซื้อกิจการเพิ่มเติมในอาเซียน ดวงดาวกล่าวว่า ไม่เคยปิดประตูสำหรับโอกาสในการซื้อกิจการเพิ่มเติม แต่ไม่ใช่แผนหลัก ปัจจุบันกรุงศรีขยายธุรกิจค่อนข้างครอบคลุมอาเซียนแล้ว

 

สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายของแบงก์ในอนาคต อาทิเช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดัคเตอร์ และเทเลคอม

 

ยกเครื่อง ‘ONE Krungsri’ รวม 4 แอปฯ สู่ Super App ต้นปี 70

 

กรุงศรีเตรียมปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการภายในและช่องทางการบริการลูกค้าใหม่ทั้งหมดภายใต้แนวคิด ‘ONE Krungsri’ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงข้อมูล ประกอบด้วย รวม 4 แอปพลิเคชันหลัก (Kept, KMA, UCHOOSE, GO) เป็น One Super App ภายในต้นปี 2570

 

รวมทั้งการรวมเบอร์ติดต่อ Contact Center กว่า 20 หมายเลข เหลือเพียง 1 หมายเลข และเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างสาขากรุงศรี, เฟิร์สช้อยส์ และกรุงศรี ออโต้ ให้เป็นหนึ่งเดียว

 

ในส่วนของกลุ่มลูกค้ารายย่อย ธนาคารจะมุ่งเน้นกลุ่มครอบครัวที่มีบุตร ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เช่น โปรแกรมผ่อนชำระค่าเทอมและค่าเรียนพิเศษ 0% นาน 4 เดือน รวมถึงเครื่องมือ Intelligence Marketing ที่สามารถนำเสนอโซลูชันทางการเงินได้แบบ Real-time ตามความต้องการของลูกค้า

The post แบงก์กรุงศรีวางเป้าปี 69 สินเชื่อโต 2-4% แม้ GDP ไทยส่อโตต่ำสุดรอบ 30 ปี ‘เคนอิจิ’ ชี้ไทยอ่อนแอ รักษาได้ แต่ต้องมองระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ เผย TikTok ยืนยันเดินหน้าลงทุนไทยกว่า 270,000 ล้านบาท ควบคู่หนุน SMEs สร้างรายได้ https://thestandard.co/tiktok-invest-thailand-smes-digital/ Thu, 05 Feb 2026 07:51:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1174134 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถ่ายภาพร่วมกับ ชนิดา คล้ายพันธ์ ตัวแทนจาก TikTok ในการประชุม World Economic Forum เพื่อหารือแนวทางการลงทุนในประเทศไทย

‘เอกนิติ’ เผย TikTok ยืนยันเดินหน้าลงทุนไทยกว่า 270,000 […]

The post ‘เอกนิติ’ เผย TikTok ยืนยันเดินหน้าลงทุนไทยกว่า 270,000 ล้านบาท ควบคู่หนุน SMEs สร้างรายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถ่ายภาพร่วมกับ ชนิดา คล้ายพันธ์ ตัวแทนจาก TikTok ในการประชุม World Economic Forum เพื่อหารือแนวทางการลงทุนในประเทศไทย

‘เอกนิติ’ เผย TikTok ยืนยันเดินหน้าลงทุนไทยกว่า 270,000 ล้านบาท ควบคู่หนุน SMEs สร้างรายได้ พร้อมหารือแนวทางคุ้มครองผู้บริโภค ชี้ภาครัฐเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ทักษะแรงงาน รองรับอุตสาหกรรม Digital-AI

 

วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า TikTok ยืนยันเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย ตามแผนการลงทุนระยะยาวรวมกว่า 270,000 ล้านบาท พร้อมหารือแนวทางยกระดับศักยภาพ SME ให้เข้าถึงตลาดและสร้างรายได้มากขึ้น รวมถึงเสนอให้ไทยเป็นฐานกิจกรรมระดับภูมิภาค อาทิ ด้านการพัฒนาคอนเทนต์

 

ดร.เอกนิติ ระบุว่า การหารือดังกล่าว เกิดขึ้นระหว่างการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมกับ ชนิดา คล้ายพันธ์ Head of Public Policy จาก TikTok พร้อมด้วยเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินธุรกิจในไทย

 

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภค เสริมความรู้ทางการเงิน และการป้องกันภัยหลอกลวงออนไลน์ โดย TikTok พร้อมขยายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงก่อนที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026

 

ขณะเดียวกัน ยังมีการหารือปัจจัยสนับสนุนการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะความพร้อมด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งภาครัฐอยู่ระหว่างเร่งยกระดับ เพื่อรองรับการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

 

“การที่ TikTok ยืนยันแผนเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับโลกต่อศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดยรัฐบาลจะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม New S-Curve ด้าน Digital และ AI ควบคู่กับการผลักดัน SMEs และผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เข้าถึงโอกาสทางการค้าในตลาดโลก พร้อมเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนในระยะยาว” ดร.เอกนิติกล่าว

 

TikTok เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นระดับโลกภายใต้เครือ ByteDance จากประเทศจีน มีผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 2,000 ล้านราย และมีผู้ใช้งานกว่า 368 ล้านรายในอาเซียน ตลอดจนภาคธุรกิจที่ใช้งานแพลตฟอร์มสูงถึง 15 ล้านราย

 

สำหรับประเทศไทย TikTok ได้จัดตั้งบริษัทในไทยชื่อ บจ. ติ๊กต๊อก เทคโนโลยีส์ ไว้เป็นสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคตั้งแต่ปี 2564 และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC) ตลอดจนได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในกิจการ Data Hosting เมื่อปี 2568 เพื่อให้บริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคอมพิวเตอร์แม่ข่ายของบริษัท TikTok Pte. Ltd. ที่สิงคโปร์ โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 126,793 ล้านบาท

 

ที่ผ่านมา TikTok มีบทบาทในการพัฒนาทักษะดิจิทัลในประเทศไทย ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา 6 แห่ง นำร่องหลักสูตร Digital Citizenship and Digital Media Literacy มีนักเรียนเข้าร่วมกว่า 2,500 คน พร้อมอบรมผู้ประกอบการ SMEs กว่า 10,000 ราย และผู้ประกอบการ OTOP กว่า 2,000 ราย รวมถึงโครงการ #คนไทยรู้ทัน ที่มียอดรับชมสะสมกว่า 17,000 ล้านครั้ง

The post ‘เอกนิติ’ เผย TikTok ยืนยันเดินหน้าลงทุนไทยกว่า 270,000 ล้านบาท ควบคู่หนุน SMEs สร้างรายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ASML ผู้นำเครื่องจักรผลิตชิปอันดับ 1 ของโลก เข้าพบ BOI ถกสร้างซัพพลายเชนในไทย หนุน ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ https://thestandard.co/asml-boi-thailand-chip-supply-chain/ Thu, 05 Feb 2026 03:08:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1173974 ASML ผู้นำเครื่องจักรผลิตชิป เข้าพบ บีโอไอ หารือการสร้างซัพพลายเชนเซมิคอนดักเตอร์ในไทย

ASML ผู้นำเครื่องจักรสำหรับเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุด […]

The post ASML ผู้นำเครื่องจักรผลิตชิปอันดับ 1 ของโลก เข้าพบ BOI ถกสร้างซัพพลายเชนในไทย หนุน ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ASML ผู้นำเครื่องจักรผลิตชิป เข้าพบ บีโอไอ หารือการสร้างซัพพลายเชนเซมิคอนดักเตอร์ในไทย

ASML ผู้นำเครื่องจักรสำหรับเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลกจากเนเธอร์แลนด์ เข้าพบบีโอไอ ถกความร่วมมือเพื่อสร้างซัพพลายเชนเครื่องจักรสำหรับผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทย พร้อมยกระดับบุคลากรทักษะสูง สนับสนุนเป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้บริหารบริษัท ASML ผู้นำด้านการพัฒนาและผลิตเครื่องจักรเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้เข้าพบเพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการสร้างซัพพลายเชนในประเทศไทย

 

พร้อมแสดงความสนใจในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อร่วมพัฒนาและยกระดับความสามารถของผู้ผลิตในประเทศที่มีศักยภาพ ให้เข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับผลิตเซมิคอนดักเตอร์

 

โดยปัจจุบัน ASML มีซัพพลายเออร์หลักที่ลงทุนในประเทศไทยอยู่บ้างแล้ว และมีแผนจะเพิ่มจำนวนให้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ให้ข้อแนะนำและพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการผลักดันยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติและเป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ รวมทั้งการช่วยยกระดับบุคลากรไทย ให้มีความรู้และทักษะที่พร้อมเข้าสู่การทำงานจริงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

 

ASML เป็นบริษัทเทคโนโลยีจากประเทศเนเธอร์แลนด์ และเป็นผู้นำของโลกด้านการพัฒนาเครื่องพิมพ์ลายวงจรบนแผ่นเวเฟอร์ (Lithography) ที่ใช้ในการผลิตชิปขั้นสูงในอุปกรณ์อัจฉริยะ CPU และ GPU ในปัจจุบัน โดยเป็นบริษัทเดียวในโลกที่มีเทคโนโลยีสามารถผลิตเครื่อง High-NA Extreme Ultraviolet Lithography

 

(High-NA EUV) และ Extreme Ultraviolet Lithography (EUV) ที่ใช้สำหรับผลิตชิปประสิทธิภาพสูง ซึ่งมีขนาดลายวงจรที่ละเอียดตั้งแต่ระดับ 7 นาโนเมตร จนถึงต่ำกว่า 2 นาโนเมตรได้

 

ทำให้บริษัทเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรที่มีความสำคัญที่สุดกับผู้ผลิตชิประดับ High-end ระดับโลกไม่ว่าจะเป็น TSMC, Intel และ Samsung โดยสามารถสร้างรายได้กว่า 1.2 ล้านล้านบาทในปี 2568 สะท้อนบทบาทของ ASML ในฐานะผู้กุมเทคโนโลยีต้นน้ำที่สำคัญของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก

 

ในการประชุมหารือนี้ ASML ได้นำเสนอทิศทางการขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย พร้อมแสดงความสนใจในการพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเออร์ในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของบริษัทและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน

 

โดยปัจจุบัน ASML มีซัพพลายเออร์หลักในประเทศไทยบ้างแล้ว และมีศักยภาพที่จะเพิ่มจำนวนซัพพลายเออร์ในประเทศไทย เพื่อให้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ (Ecosystem) ของอุตสาหกรรมเครื่องจักรสำหรับโรงงานผลิตชิปต้นน้ำ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีในการปูทางสู่การสร้างโรงงานผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) ในประเทศไทยในระยะต่อไป

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่มีฐานการผลิตอยู่แล้วในประเทศไทย และมีศักยภาพจะยกระดับเพื่อเข้าสู่ซัพพลายเชนของเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์หลายราย

 

เช่น SPEA, Celestica, Fabrinet, Delta Electronics, Oerlikon, Lumentum, SAM Precision และล่าสุดคือ Foxsemicon Integrated Technology Inc. (FITI) ในเครือของฟ็อกซ์คอนน์ ที่ได้ตัดสินใจลงทุนเฟสแรกกว่า 1 หมื่นล้านบาท ตั้งฐานผลิตอุปกรณ์และโมดูลสำหรับเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำในไทย เป็นโรงงานแห่งที่ 4 ของโลก

 

“ASML มองว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพสูง จากความพร้อมของฐานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล บุคลากรทักษะสูง และโครงสร้างพื้นฐานภาคการผลิตที่ครบวงจร ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาซัพพลายเชนเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาว อีกทั้งมองเห็นความมุ่งมั่นของไทยที่ได้จัดทำยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ”

 

รวมทั้งมีแผนพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นรูปธรรม จึงได้แสดงความสนใจเข้าร่วมพัฒนาซัพพลายเชนของเครื่องจักรระดับสูงในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการในประเทศในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร ตั้งแต่ Tier 1- 3 ที่จะได้ทำงานร่วมกับบริษัทระดับโลก

 

เพื่อยกระดับด้านเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และสามารถเข้าถึงซัพพลายเชนระดับโลกของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้ นับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมไทยให้เข้าใกล้เป้าหมายชิปเมดอินไทยแลนด์อย่างเป็นรูปธรรม

The post ASML ผู้นำเครื่องจักรผลิตชิปอันดับ 1 ของโลก เข้าพบ BOI ถกสร้างซัพพลายเชนในไทย หนุน ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติเผยเจรจาซาอุฯ ผลักดันลงทุน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมายในไทย ‘ยานยนต์-สุขภาพ-การเงินอิสลาม’ https://thestandard.co/saudi-thailand-investment-industries/ Wed, 04 Feb 2026 07:04:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1173624 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ หารือการลงทุนกับซาอุดีอาระเบีย เพื่อผลักดัน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

ซาอุดีอาระเบียเร่งต่อยอดการลงทุนไทย 3 อุตสาหกรรมเป้าหมา […]

The post เอกนิติเผยเจรจาซาอุฯ ผลักดันลงทุน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมายในไทย ‘ยานยนต์-สุขภาพ-การเงินอิสลาม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ หารือการลงทุนกับซาอุดีอาระเบีย เพื่อผลักดัน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

ซาอุดีอาระเบียเร่งต่อยอดการลงทุนไทย 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ‘ยานยนต์-สุขภาพ-การเงินอิสลาม’ ผลักดันการลงทุนสองทาง แย้มเชิญไทยร่วม Global Collaboration and Growth Meeting ที่เจดดาห์

 

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่าได้หารือกับ H.E. Khalid Al-Falih รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย (MISA) เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นรูปธรรม

 

ทั้งสองฝ่ายมุ่งสร้างกลไกสนับสนุนการลงทุนแบบสองทาง หรือ ‘Two-way Investment Corridor’ ซึ่งเป็นการดึงดูดนักลงทุนซาอุดีอาระเบียให้เข้ามาลงทุนในไทย และสนับสนุนให้นักลงทุนไทยขยายธุรกิจในซาอุดีอาระเบีย

 

โดยการหารือดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19-22 มกราคม 2569

 

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ หลังการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ โดยเป้าหมายหลักคือการสร้าง ‘โครงสร้างพื้นฐานด้านการลงทุน’ ที่เอื้อต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรระหว่างกันในระยะยาว

 

หารือต่อยอด 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ยานยนต์-สุขภาพ-การเงินอิสลาม

 

การหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งพัฒนาความร่วมมือใน 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่

 

1. ยานยนต์และชิ้นส่วน โดยซาอุดีอาระเบียสนใจศึกษาประสบการณ์ในการสร้างซัพพลายเชนยานยนต์ของไทย เพื่อใช้เป็นต้นแบบสร้างฐานผู้รับจ้างผลิต (OEM) และคลัสเตอร์อุตสาหกรรมในประเทศ พร้อมสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าไปตั้งฐานการผลิตในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของซาอุดีอาระเบีย

 

2. สุขภาพและการแพทย์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายหารือความร่วมมือด้านบริการทางการแพทย์ การพัฒนาทักษะบุคลากร รวมถึงความร่วมมือด้านการศึกษาและสาธารณสุข ผ่านกลไกกองทุนเพื่อการพัฒนาของซาอุดีอาระเบีย (PIF)

 

3. การเงินอิสลาม โดยทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องในการพัฒนาเครื่องมือและมาตรฐานร่วมกัน เพื่อเอื้อต่อการลงทุนและการให้บริการทางการเงินข้ามพรมแดน โดยเฉพาะการรองรับนักลงทุนจากตะวันออกกลางเข้าสู่ตลาดอาเซียน

 

นอกจากนี้ รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ยังเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม Global Collaboration and Growth Meeting ของ World Economic Forum ที่เมืองเจดดาห์ ในเดือนเมษายน 2569 และได้เชิญประเทศไทยเข้าร่วม เพื่อใช้เป็นเวทีต่อยอดเครือข่ายธุรกิจและติดตามความคืบหน้าความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ

 

ทั้งนี้ บีโอไอ (BOI) ได้เปิดสำนักงาน ณ กรุงริยาด ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นสำนักงานต่างประเทศแห่งแรกของไทยในตะวันออกกลาง ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงการลงทุนไทย-ซาอุดีอาระเบีย และภูมิภาคโดยรอบ พร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับ MISA ผ่านกิจกรรมสำคัญ เช่น การจัดงาน Saudi-Thailand Investment Forum การลงนามความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม 11 ฉบับ และกิจกรรม Business Matching เพื่อสร้างดีลการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

 

ไทยเริ่มขยับลงทุนจริงในซาอุฯ บ้างแล้ว

 

ปัจจุบันเริ่มมีตัวอย่างนักลงทุนไทยที่เข้าไปดำเนินธุรกิจในซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า (EV), บจ.สหฟาร์ม ร่วมลงทุนธุรกิจแปรรูปไก่กับ Saudi Agricultural and Livestock Investment Company (SALIC) และบมจ.ซันเด้น อินเตอร์คูล (ประเทศไทย) อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานผลิตตู้แช่อาหารแช่แข็งและตู้แช่เครื่องดื่มในซาอุดีอาระเบีย สะท้อนทิศทางที่ภาคเอกชนไทยเริ่มใช้ซาอุดีอาระเบียเป็นฐานขยายตลาดในตะวันออกกลางมากขึ้น

The post เอกนิติเผยเจรจาซาอุฯ ผลักดันลงทุน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมายในไทย ‘ยานยนต์-สุขภาพ-การเงินอิสลาม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 อันดับ อุตสาหกรรมที่มูลค่าเงินลงทุนสูงสุด บีโอไอเผยยอดขอลงทุนปี 2568 พุ่ง 1.8 ล้านล้านบาท สูงเป็นประวัติการณ์ https://thestandard.co/boi-record-investment-industries/ Mon, 26 Jan 2026 11:20:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1169705 แผนภาพแสดงการลงทุนของบีโอไอและอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมสถิติยอดขอส่งเสริมปี 2568 ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2568 มูลค่ากว่า […]

The post 5 อันดับ อุตสาหกรรมที่มูลค่าเงินลงทุนสูงสุด บีโอไอเผยยอดขอลงทุนปี 2568 พุ่ง 1.8 ล้านล้านบาท สูงเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนภาพแสดงการลงทุนของบีโอไอและอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมสถิติยอดขอส่งเสริมปี 2568 ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2568 มูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีจำนวนโครงการกว่า 3,300 โครงการ สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุน ยกไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมีจำนวน 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้น 11% และมีเงินลงทุน 1,876,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 67%

 

นับเป็นยอดเงินลงทุนและจำนวนโครงการ ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบีโอไอ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียวที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

 

โดยนักลงทุนมองว่า ประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว และตอบโจทย์การลงทุนในโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรที่มีคุณภาพ ซัพพลายเชนที่ครบวงจร รวมทั้งจุดยืนของประเทศไทยในเวทีโลกที่พยายามรักษาความเป็นกลางและความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ

 

เปิดชื่ออุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก

 

1. อุตสาหกรรมดิจิทัล 746,198 ล้านบาท 151 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยบริษัทชั้นนำจากสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ยุโรป และไทย เช่น บจ.ซีนิท ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส, บจ. กาแล็คซี่ พีค ดาต้า เซ็นเตอร์, บจ.เคทู สแทรททิจิค อินฟราสตรัคเจอร์ และ บจ.ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ นอกจากนี้จะเป็นกิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มบริการดิจิทัล และดิจิทัลคอนเทนต์

 

2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 277,645 ล้านบาท 470 โครงการ กิจการที่มีการลงทุนสูงเช่น การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบสำหรับ PCB จำนวน 94 โครงการ เงินลงทุนรวม 249,162 ล้านบาท เช่น บจ.เพ๊ง เชิน เทคโนโลยี, บจ.โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์, บจ.พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา, บจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ นอกจากนี้ มีโครงการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์โทรคมนาคม การออกแบบ IC การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และวงจรรวม การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ตลอดจนการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ต้นน้ำระดับเซลล์ครั้งแรกในไทย ของ บจ.ซันโวด้า ออโตโมทีฟ เอนเนอร์จี เทคโนโลยี ผู้ผลิตแบตเตอรี่เซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน Top 10 ของโลก

 

3. อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 84,085 ล้านบาท 288 โครงการ ประกอบด้วย โครงการลงทุนผลิตรถยนต์โดยค่ายญี่ปุ่น เช่น บจ.อีซูซุมอเตอร์ โครงการผลิตรถจักรยานยนต์ของ บจ.ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ กิจการยางล้อรถยนต์ของ บจ.ซูมิโตโม รับเบอร์ นอกจากนี้ยังมีโครงการผลิตยางล้ออากาศยาน ระบบอัจฉริยะในรถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆ

 

4. อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร 75,683 ล้านบาท 301 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตอาหารและสิ่งปรุงแต่งอาหาร การผลิตบรรจุภัณฑ์จากผลผลิตหรือเศษวัสดุทางการเกษตร การแปรรูปยางพารา การผลิตอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยงที่ตลาดขยายตัวสูง และการผลิตน้ำมันจากพืชหรือสัตว์

 

5.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 58,396ล้านบาท 267 โครงการ มีโครงการขนาดใหญ่ เช่น การผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีน การผลิตผงคาร์บอนดำชนิดที่นำไฟฟ้าสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และโครงการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ

 

นอกจากนี้ ยังมีกิจการอื่นที่มีการลงทุนสูงและมีความสำคัญต่อ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหรือขยะ 107,655 ล้านบาท 445โครงการ กิจการด้านการแพทย์ (ผลิตอุปกรณ์การแพทย์และบริการทางการแพทย์) 28,883 ล้านบาท 101 โครงการ

 

10 อันดับ การลงทุนจากต่างประเทศ FDI

 

มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 2,421 โครงการ เพิ่มขึ้น 21% เงินลงทุนรวม 1,359,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

 

1. สิงคโปร์ 547,316 ล้านบาท 457 โครงการ

 

2. ฮ่องกง 245,335 ล้านบาท 266 โครงการ

 

3. จีน 172,114 ล้านบาท 982 โครงการ

 

4. ญี่ปุ่น 119,098ล้านบาท 311 โครงการ

 

5. สหราชอาณาจักร 100,322 ล้านบาท 29 โครงการ

 

6. สหรัฐอเมริกา 33,154 ล้านบาท 61 โครงการ

 

7. ไต้หวัน 29,311 ล้านบาท 142 โครงการ

 

8. เนเธอร์แลนด์ 24,998 ล้านบาท 68 โครงการ

 

9. ฝรั่งเศส 16,097 ล้านบาท 20 โครงการ

 

10. สวิตเซอร์แลนด์ 13,823 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ การลงทุนของสิงคโปร์ที่สูงขึ้นมาก เกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทที่มีบริษัทแม่เป็นสัญชาติจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

 

ส่วนในแง่พื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่เกือบ 60% อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก 1,109,349 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง

 

สำหรับสถิติการออกบัตรส่งเสริม หลังจากที่บีโอไออนุมัติโครงการแล้ว บริษัทต้องมายื่นเอกสารด้านการเงินและการจัดตั้งบริษัทเพื่อออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด โดยในปี 2568 มีการออกบัตรส่งเสริมจำนวน 2,779 โครงการ เงินลงทุน 1,152,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36 เป็นสัญญาณที่ดีว่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จะมีเม็ดเงินลงทุนจริงจำนวนมากที่จะช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ

 

“ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจุดแข็งของโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้นักลงทุนชั้นนำจำนวนมากตัดสินใจ เข้ามาตั้งฐานในไทย”

 

ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงอุตสาหกรรมชีวภาพที่ไทยมีศักยภาพสูง ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่มีคุณค่าและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยโครงการที่ได้รับการส่งเสริมในปี 2568 จะมีการจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มกว่า 2.2 แสนคน จะใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี และจะเพิ่มมูลค่าส่งออกของประเทศอีกกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี” นฤตม์ กล่าว

 

แนวโน้มการลงทุนและภารกิจสำคัญในปี 2569

 

นฤตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มการลงทุนในปี2569 จะยังคงเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 โดยมี แรงขับเคลื่อนสำคัญจาก 5 ปัจจัยหลัก คือ

 

1. กระแสการโยกย้ายฐานการผลิต เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทใหญ่จำนวนมากที่เคยมีฐานผลิตในจีน ได้เริ่มขยับขยายออกมาหาแหล่งผลิตใหม่ โดยยังคงฐานผลิตในจีนสำหรับตลาดจีน (China for China) และมุ่งมาลงทุนที่อาเซียนเพื่อใช้เป็นฐานผลิตและส่งออกไปยังตลาดโลก รวมทั้งตลาดในสหรัฐอเมริกา

 

2. การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดและการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ทำให้เกิดการเร่งลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลโดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ AI Infrastructureและบริการคลาวด์อย่างรวดเร็ว รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ

 

3. เทรนด์โลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ทำให้เกิดกระแสการลงทุนสีเขียว ตั้งแต่ระบบโลจิสติกส์ วัตถุดิบ กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ต้องสีเขียวตลอดทั้งสาย รวมทั้งความต้องการใช้พลังงานสะอาด ทำให้เกิดการลงทุนในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

4. การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้กำลังแรงงานลดน้อยลง ภาคธุรกิจจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล รวมทั้งอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Digitalization and Automation)

 

5. ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจขยายฐานการผลิตในประเทศไทย

 

สำหรับภารกิจสำคัญของบีโอไอ ในปี 2569 จะผลักดันให้เกิดการลงทุนที่จะนำไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาระบบนิเวศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

 

โดยจะเน้น 5 ภารกิจสำคัญ ดังนี้

 

1. ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะการสร้างฐาน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ให้มีความมั่นคงและแข็งแกร่ง ได้แก่ อุตสาหกรรมชีวภาพ (BCG), ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ, เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ดิจิทัลและ AI, กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ , สุขภาพและการแพทย์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ อากาศยาน

 

2. พัฒนาบุคลากรไทย เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยบีโอไอจะทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง อว. กระทรวงแรงงาน และภาคเอกชน ผลักดัน “มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่” ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ และโครงการ Skill Bridge ของรัฐบาล

 

3. ดึงดูดกลุ่มบุคลากรทักษะสูงให้เข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ ผ่านการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน ไม่ว่าจะเป็น BOI visa, Long-term Resident (LTR) visa และ SMART visa รวมทั้งการพัฒนาบริการของศูนย์ One Stop Service ที่อาคารวันแบงค็อก

 

4. เสริมสร้างความเข้มแข็งของซัพพลายเชน เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม ๆ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content)

 

5. อำนวยความสะดวกในการลงทุน (Ease of Investment) ผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งบอร์ด บีโอไอได้คัดเลือกโครงการที่จะได้รับบัตร FastPass ล็อตแรก จำนวน 16 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท โดยบีโอไออยู่ระหว่างจัดทำ SLA ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร

The post 5 อันดับ อุตสาหกรรมที่มูลค่าเงินลงทุนสูงสุด บีโอไอเผยยอดขอลงทุนปี 2568 พุ่ง 1.8 ล้านล้านบาท สูงเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok อัดเม็ดเงินลงทุนไทย ‘เอกนิติ’ ปิดดีลดาวอสกว่า 5 แสนล้าน ชูบทบาทไทยฮับเศรษฐกิจใหม่ภูมิภาค https://thestandard.co/tech-investment-thailand-davos-deal/ Fri, 23 Jan 2026 05:24:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1168528 การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ AWS Microsoft NVIDIA TikTok ในประเทศไทย หลังการประชุมดาวอส ที่เสริมบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค

บิ๊กเทค AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok เดินหน้าต่อยอดลงทุน […]

The post AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok อัดเม็ดเงินลงทุนไทย ‘เอกนิติ’ ปิดดีลดาวอสกว่า 5 แสนล้าน ชูบทบาทไทยฮับเศรษฐกิจใหม่ภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ AWS Microsoft NVIDIA TikTok ในประเทศไทย หลังการประชุมดาวอส ที่เสริมบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค

บิ๊กเทค AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok เดินหน้าต่อยอดลงทุนไทย ‘เอกนิติ‘ ปิดภารกิจเวทีดาวอส ดันเม็ดเงินกว่า 5 แสนล้านบาท พร้อมดึงอุตสาหกรรมใหม่ ชูบทบาทประเทศไทยเวทีโลก ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภารกิจของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และทีมไทยแลนด์ในการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19-22 มกราคม 2569 ประสบความสำเร็จอย่างดี

 

โดยมีทั้งการยกระดับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ขยายเครือข่ายความร่วมมือกับผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ แสดงบทบาทของประเทศไทยในเวทีผู้นำโลก และหารือผู้บริหารบริษัทชั้นนำระดับโลกเพื่อต่อยอดให้เกิดเป็นการลงทุนและโครงการความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

 

การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ AWS Microsoft NVIDIA TikTok ในประเทศไทย หลังการประชุมดาวอส ที่เสริมบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค 1

 

ทั้งนี้ ภารกิจการเดินทางเยือนดาวอสครั้งนี้ได้บรรลุเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่

 

  • การนำทีมภาครัฐและเอกชน มาช่วยกันตอกย้ำภาพของประเทศไทยในสายตาผู้นำโลกว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพมีทิศทางนโยบายชัดเจน มีความเป็นกลางท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และพร้อมเป็นฐานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจยุคใหม่ของภูมิภาค
  • การเจรจากับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ เพื่อทำให้เกิดการลงทุนที่เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศโดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยการสร้างงานคุณภาพ และการพัฒนาทักษะคนไทยให้สอดคล้องกับโลกในอนาคต
  • การสร้างความร่วมมือเพื่อปูทางไปสู่การประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถจัดงานสำคัญระดับโลกได้และมีศักยภาพเป็นผู้นำของอาเซียน

 

ยักษ์เทคลงทุน 5 แสนล้าน ยกระดับบุคลากรไทยและซัพพลายเชน

 

โดยในการเข้าประชุม WEF ครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและคณะ ได้พบหารือกับผู้บริหารของบริษัทชั้นนำระดับโลกรวม 9 ราย ซึ่งได้มีแผนการลงทุนทั้งที่ผ่านมาแล้วและจะลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตรวมกว่า 5 แสนล้านบาท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และกระตุ้นให้เร่งเดินหน้าโครงการในไทยอย่างต่อเนื่อง

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 


 

ดึงลงทุนใหม่ อุตสาหกรรม New S-Curve

 

โดยแบ่งเป็นกลุ่มดิจิทัลและ AI จำนวน 6 บริษัท

 

กลุ่มยานยนต์และอากาศยานอัจฉริยะ 2 บริษัท กลุ่มอาหาร 1 บริษัท ดังนี้

 

กลุ่มดิจิทัลและ AI

 

  • AWS : บริษัทได้ย้ำแผนลงทุนระยะยาวในไทยกว่า 150,000 ล้านบาท ภายใน 15 ปี โดยที่ผ่านมาได้ลงทุนไปแล้วกว่า 24,000 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทได้สนับสนุนนโยบาย Cloud First ของรัฐบาล และยังให้ความสนใจโครงการพัฒนาทักษะบุคลากรไทย (Skill Bridge) ซึ่งบริษัทจะหารือในรายละเอียดและคาดว่าจะมีการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลและ AI ในโครงการมากกว่า 50,000 คน

 

  • Microsoft : ได้นำเสนอการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและภาคธุรกิจ และการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ รวมถึงโอกาสความร่วมมือในการพัฒนากำลังคนสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

 

  • TikTok : บริษัทยืนยันแผนลงทุนระยะยาวรวมกว่า 270,000 ล้านบาท พร้อมหารือการใช้แพลตฟอร์มยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงตลาดและมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น รวมถึง ได้เสนอแนวทางต่อยอดให้ไทยเป็นฐานกิจกรรมระดับภูมิภาค เช่น ด้านการพัฒนาคอนเทนต์

 

  • DAMAC Group : ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก ซึ่งมีแผนการลงทุนในไทยรวมกว่า 130,000 ล้านบาท ได้หารือเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะด้านโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับการขยายตัวของคลาวด์และเทคโนโลยี AI ในประเทศไทย

 

  • HCL Technologies : ผู้นำด้านการพัฒนาและให้บริการซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี AI ได้หารือแนวทาง การนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการเกษตรอุตสาหกรรมการผลิต และการท่องเที่ยว รวมถึงการใช้ AI ยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ (GovTech)

 

  • NVIDIA: ผู้นำเทคโนโลยีชิปและแพลตฟอร์ม AI ได้หารือแนวทางยกระดับระบบนิเวศ AI ของไทย ทั้งการพัฒนาบุคลากรและทีมนักพัฒนา (Developers) การสร้างโมเดลภาษาไทยและแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่จะสามารถยกระดับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ตลอดจนการต่อยอดศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence) เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ด้าน AI ในประเทศไทย

 

กลุ่มยานยนต์และอากาศยานอัจฉริยะ

 

  • Hesai Technology: ผู้นำเทคโนโลยี LiDAR สำหรับระบบรถยนต์อัจฉริยะรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยเป็นแห่งแรกนอกประเทศจีนมูลค่าลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท โดยบริษัทพร้อมร่วมพัฒนาบุคลากรด้านหุ่นยนต์และเทคโนโลยี AI ภายใต้โครงการ Skill Bridge เพื่อเตรียมพร้อมกำลังคนสำหรับต่อยอดสู่ซัพพลายเชนและระบบนิเวศ AI/Robotics ในประเทศไทย

 

  • Archer Aviation: บริษัทชั้นนำด้านอากาศยานสำหรับขนส่งบุคคล ได้หารือโอกาสความร่วมมือและการร่วมทุนกับบริษัทไทยในการพัฒนาบริการเดินทางภายในเมือง (Urban AirMobility) เพื่อเพิ่มทางเลือกการคมนาคมรูปแบบใหม่ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในเมืองที่มีความหนาแน่นสูง

 

กลุ่มอาหาร

 

  • Nestlé : ผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ได้ดำเนินธุรกิจในไทยมายาวนาน ปัจจุบันมีบริษัทในไทย 4 แห่ง และได้รับการส่งเสริมการลงทุน 8 โครงการ โดยมีการลงทุนในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องกว่า 28,000 ล้านบาท ครอบคลุมธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง รวมทั้งใช้ไทยเป็นที่ตั้งของสำนักงานภูมิภาค และมีแผนขยายการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้

 

การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ AWS Microsoft NVIDIA TikTok ในประเทศไทย หลังการประชุมดาวอส ที่เสริมบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค 2

 

เชื่อมองค์กรเศรษฐกิจโลก–ย้ำบทบาทไทย ‘ผู้เล่นเชิงรุก’ ปูพรมเจ้าภาพ IMF-World Bank 2026

 

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือกับ Mr. Ajay Banga ประธานธนาคารโลก (World Bank) และ Ms. Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก แนวทางสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึง และการสร้างงานที่มีคุณค่า พร้อมหารือการเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026

 

โดยฝ่ายไทยย้ำว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ เป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย ที่มีสาระครอบคลุมประเด็นความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การเติบโตอย่างทั่วถึง ความยั่งยืนทางการคลัง และการระดมเงินทุนภาคเอกชนเพื่อพัฒนาธุรกิจในงาน WEF นี้

 

อีกทั้งยังได้หารือกับผู้นำภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศ เช่น เลขาธิการ OECD

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศและการพัฒนาของฟินแลนด์ , ฮ่องกง , ซาอุดีอาระเบีย ประธาน Global Development ของมูลนิธิ Gates Foundation กรรมการผู้จัดการ World Economic Forum (WEF) และผู้บริหาร Uplink WEF

 

นอกจากนี้ ทีมไทยแลนด์ยังได้ต่อยอดความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจใหม่ที่โลกให้ความสำคัญ โดยรองนายกรัฐมนตรีฯ ได้เข้าร่วมเวทีสำคัญในงานประชุม WEF เช่น Informal Gatherings of World Economic Leaders (IGWEL) ในหัวข้อ What’s Ahead for the Global Economy- Boom, Bust or In-between? การประชุมเชิงยุทธศาสตร์ในหัวข้อ New Pathways for ASEAN Growth and Productivity และเวทีเสวนาในหัวข้อ Is ASEAN Moving Fast Enough?

 

รวมถึงเวทีสำคัญอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน หารือแนวทางยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค พร้อมนำเสนอจุดแข็งของไทยโอกาสการลงทุนในด้านต่าง ๆ และประสบการณ์เชิงนโยบายที่สามารถขยายผลในระดับภูมิภาค

 

The post AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok อัดเม็ดเงินลงทุนไทย ‘เอกนิติ’ ปิดดีลดาวอสกว่า 5 แสนล้าน ชูบทบาทไทยฮับเศรษฐกิจใหม่ภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>