อาหาร – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 23 Dec 2025 03:22:53 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน https://thestandard.co/life/chef-tams-seasons-x-lamdre/ Mon, 22 Dec 2025 10:44:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1156958 Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน

หากจะมีเหตุผลดีๆ สักข้อให้บินลัดฟ้าสู่มาเก๊าเพื่อสัมผัส […]

The post Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน

หากจะมีเหตุผลดีๆ สักข้อให้บินลัดฟ้าสู่มาเก๊าเพื่อสัมผัสชีวิต ‘กินหรู อยู่ดีแบบเหนือระดับ’ การไปเช็กอินที่ Wynn Palace คือคำตอบที่ใช่แบบไม่มีข้อกังขา

 

Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 1Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 2Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 3Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 4

 

แต่ทริปนี้จะยิ่งพิเศษขึ้นไปอีกหากคุณเป็นนักชิมที่มองหาประสบการณ์หายาก เฉกเช่นมื้ออาหารรูปแบบ Four-hands โดย ‘Chef Tam’s Seasons x Lamdre’ ที่เรามีโอกาสได้ไปสัมผัสในครั้งนี้

 

Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 5

 

 

นี่คือการโคจรมาพบกันของสอง Chef of the Year ระหว่างเจ้าบ้านอย่าง Chef Tam Kwok Fung แห่ง Chef Tam’s Seasons ร้านอาหารจีนกวางตุ้งนิยามใหม่ระดับ 2 ดาวมิชลิน และ Chef Dai Jun จาก Lamdre ร้านอาหารแพลนต์เบสระดับ 2 ดาวมิชลินจากปักกิ่ง

 

Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 6

 

เมื่อโจทย์ของมื้อนี้คือ อาหารแพลนต์เบส หลายคนอาจติดภาพจำของรสชาติที่จืดชืดหรือน่าเบื่อ แต่ขอให้เชื่อเถอะว่า เมื่อวัตถุดิบพืชพรรณผ่านมือเชฟระดับโลกคู่นี้แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ทั้งรสชาติและหน้าตาจะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

 

The Vibe

 

เพียงก้าวแรกที่เดินเข้ามาก็สัมผัสได้ถึงความหรูหราสไตล์ ‘Artistic Luxury’ ที่ดึงเอาความงามของธรรมชาติมาถ่ายทอดผ่านงานแก้วและโมเสก คุมโทนสีเบจและทองอ่อน สะท้อนกลิ่นอายดีเอ็นเอของ Wynn Palace ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 7

 

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงวัตถุดิบชั้นเลิศที่จะถูกนำมารังสรรค์ในมื้อพิเศษนี้ ซึ่งทุกรายละเอียดที่เราเห็นล้วนเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า เรากำลังจะได้สัมผัสกับความพิถีพิถันและความละเมียดละไมขั้นสุด

 

Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 8

 

The Taste

 

ลองส่องเมนูแล้วพบว่าวันนี้มีด้วยกันถึง 6 คอร์สที่แลดูเฮลตี้ไปหมด และยังมีไฮไลต์เป็นการแพริ่งกับเครื่องดื่มคุณภาพเยี่ยมสัญชาติจีนจาก Domaine des Arômes ที่จะมาช่วยเสริมรสชาติในแต่ละจานให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

 

Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 9

 

เปิดต่อมรับรสด้วย Sunflower จานที่ตกแต่งมาอย่างสวยงาม สะท้อนกลิ่นอายฤดูใบไม้ร่วงของปักกิ่งผ่านเลเยอร์ของขนมฮอว์ธอร์น แอปเปิ้ลเขียว และพูเรข้าวโพดหวานที่ซ่อนอยู่ในแป้งทาร์ตงาดำ

 

ความหวานละมุนของเนื้อข้าวโพดถูกตัดรสด้วยความเปรี้ยวอมหวานอันสดชื่นของผลไม้ ยิ่งกินพร้อมเมล็ดทานตะวันคั่วเกลือและงาขี้ม่อนก็ยิ่งเพิ่มความหอมมัน เคี้ยวเพลิน

 

Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 10

 

เพิ่มความอุ่นสบายท้องด้วย Arrowroot Thick Soup ซุปข้นรสละมุนที่ทำจากแอร์โรวรูตคัดพิเศษจากตอนใต้ของจีน นำมาบดละเอียดและเคี่ยวร่วมกับน้ำสต็อกผักหลากชนิด ทั้งข้าวโพด ผักกาดขาว สาลี่ และถั่วงอก เพื่อดึงรสหวานธรรมชาติออกมาอย่างเต็มที่ แทรกด้วยเท็กซ์เจอร์กรุบกรอบของกะหล่ำปมและข้าวตัง เป็นจานที่เราชื่นชอบเป็นพิเศษ

 

 

ต่อด้วย ‘Five’ – Roots จานที่สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยสีสันสวยงามราวกับขนมหวาน แต่แท้จริงแล้วคือ ‘หัวไชเท้า’ ที่เชฟคัดสรรมาจาก 5 มณฑลทั่วจีน เพื่อสืบสานธรรมเนียมการทานหัวไชเท้าในฤดูหนาว

 

มีตั้งแต่หัวไชเท้าสีเหลืองจากซินเจียง, แครอทผลไม้จากยูนนาน, หัวไชเท้าแดงจากซานตง, หัวไชเท้าเขียวจากเหอหนาน ไปจนถึงหัวไชเท้าไอศกรีมจากเทียนจิน

 

Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 11

 

โดยเชฟนำแต่ละชิ้นไปปรุงแยกกันด้วยน้ำคั้นของตัวเอง ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความหวานฉ่ำและคาแรกเตอร์เฉพาะตัวของแต่ละสายพันธุ์ได้อย่างชัดเจน

 

Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 12

 

เติมคาร์บกันต่อกับ Potato (Two Ways) เมนูที่เสิร์ฟมันฝรั่ง 2 สไตล์ ส่วนแรกเป็นมูสเนื้อเนียนนุ่มจากผลหล่อฮังก๊วยสีทอง มันฝรั่ง และหัวลิลลี่ (Lily bulbs) อายุเก้าปี ปั่นรวมกันจนได้เนื้อสัมผัสเบาละมุน บรรจุมาในเปลือกไข่

 

ตักลึกลงไปจะเจอกับรสหวานธรรมชาติจากเม็ดบัวหิมะ เนื้อลำไย และมะกรูดดอง ท็อปด้วยผงกระวาน ส้มโอ และผิวมะนาว ให้กลิ่นหอมสดชื่นตัดเลี่ยน

 

Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 13

 

ความตื่นเต้นอยู่ที่ส่วนที่สอง ซึ่งเสิร์ฟมาอย่างน่าค้นหาภายใต้ฝาหินที่แว้บแรกทุกคนต่างคิดว่าเป็นคุกกี้ขนาดใหญ่

 

ด้านในคือมันม่วงกุ้ยโจวที่ห่อหุ้มด้วย Edible Clay และเกลือ แล้วนำไปอบ สอดไส้ด้วยมันฝรั่งเหลืองและผักดองผัดน้ำมันดอกคามิเลีย ให้รสชาติเข้มข้นและมีมิติ

 

Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 14

 

All About Soy จานนี้เรียกว่าสวรรค์ของคนรักเต้าหู้โดยแท้ เพราะเป็นการรวมตัวกันของเต้าหู้แห้ง, ฟองเต้าหู้, เต้าหู้ตุ๋นเกลือ, ฟองเต้าหู้หวาน และเต้าหู้อ่อนทอด ทำให้ทุกคำมีเท็กซ์เจอร์ที่ไม่ซ้ำกัน

 

ไฮไลต์คือต้องจิ้มกับซอสมิโซะมัสตาร์ดสูตรพิเศษรสชาติเข้มข้น แกล้มกับผักแล้วเข้ากันสุดๆ

 

Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 15

 

ก่อนจะเข้าสู่ช่วงของหวาน เชฟยังทำเซอร์ไพรส์พวกเราด้วยเมนู Off-menu สุดพิเศษ เริ่มจากความหอมมันของ Eggplant ราดซอสงาดำ

 

Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 16

 

และไฮไลต์อย่างข้าวผัดที่ยกมาปรุงกันสดๆ ถึงข้างโต๊ะ ทีเด็ดอยู่ที่เทคนิคการทำ ‘ข้าวตัง’ ก้นหม้อที่เกรียมกำลังดี ตักเสิร์ฟให้เคี้ยวกรุบกรอบเพลินปาก ถือเป็นการส่งท้ายของคาวที่น่าประทับใจจริงๆ

 

Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 17

 

และแล้วก็เดินทางถึงบทสรุปของมื้อกับ Dessert Trio ที่เสิร์ฟความฟินมาถึง 3 สไตล์ เริ่มจาก Rice Koji ไอศกรีมนมควายผสมสาหร่ายและข้าวหมักรสเค็มนัว ท็อปด้วยไวท์ทรัฟเฟิลสไลซ์สดหอมฟุ้งเข้ากันอย่างเหลือเชื่อ ต่อด้วย Deep-fried Mochi โมจิทอดไส้กลวงคลุกถั่วและงาที่ให้สัมผัสกรอบนอกหนึบใน ก่อนจบด้วย Baked Pandan and Taro Sago Pudding พุดดิ้งเผือกกวางสีอบใบเตยและสาคูเสิร์ฟอุ่นๆ ที่เนื้อเนียนละมุนหอมอบอวลไปทั้งปาก

 

Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 18

 

โดยความพิเศษยังไม่หมดแค่นั้น เพราะทางร้านยังมีกาแฟเวียดนามหอมๆ มาดริปให้ดื่มตัดรสหวานของขนม ถือเป็นการปิดจบมื้ออาหารที่น่าประทับใจอย่างสมบูรณ์แบบ

 

Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน 19

 

Good for

 

เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารจีนในมิติใหม่ที่ถูกนำมาตีความอย่างลึกซึ้ง แนะนำให้ปักหมุดและคอยอัปเดตปฏิทินของ Chef Tam’s Seasons ไว้ให้ดี เพราะที่นี่มักจะสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการดึงเชฟระดับตำนานมาคอลแล็บอยู่เสมอ

 

หรือถ้าอดใจรอไม่ไหว จะแวะมาลิ้มลองห้องอาหารอื่นๆ ในโรงแรมก็การันตีว่าอร่อยคุ้มค่าทุกแคลอรีแน่นอน

 

Wynn Palace

Address: Avenida da Nave Desportiva, Cotai, Macau

Website: https://www.wynnresortsmacau.com/en/wynn-palace

Instagram:

Facebook: www.facebook.com/wynnpalace

Map: https://maps.app.goo.gl/6qKNNwy2THTNDqDp6

 

ภาพ: วริศรา ลิ้มอนันตระกูล, Wynn Macau

The post Chef Tam’s Seasons x Lamdre: เปิดมิติใหม่แห่งอาหารแพลนต์เบส เมื่อสองเชฟมิชลินโคจรมาเจอกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จินนี่ ไทยสร้างไทย เยือนนาปทุมรัตต์ ร่วมประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว ประกาศนโยบายทำให้ไทยเป็น Food Bank ของโลก https://thestandard.co/jinny-thaisangthai-food-bank/ Thu, 18 Dec 2025 10:56:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1156210 จินนี่ ไทยสร้างไทย เยือนนาปทุมรัตต์ ร่วมประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว ประกาศนโยบายทำให้ไทยเป็น Food Bank ของโลก

วันนี้ (18 ธันวาคม) ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือ จินนี่ พร […]

The post จินนี่ ไทยสร้างไทย เยือนนาปทุมรัตต์ ร่วมประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว ประกาศนโยบายทำให้ไทยเป็น Food Bank ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จินนี่ ไทยสร้างไทย เยือนนาปทุมรัตต์ ร่วมประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว ประกาศนโยบายทำให้ไทยเป็น Food Bank ของโลก

วันนี้ (18 ธันวาคม) ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือ จินนี่ พร้อมด้วย ชัชวาล แพทยาไทย เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย เดินสายลงพื้นที่พบปะพี่น้องชาวนาและเกษตรกรจังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีตัวแทนจากหลายหมู่บ้านเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมวางแนวทางการพัฒนาชุมชนและการเกษตรในพื้นที่

 

ยศสุดาได้ร่วมกิจกรรมสำคัญกับพี่น้องชาวนาคือ ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว ณ อำเภอปทุมรัตต์ ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวนาไทยที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน การลงแขกเกี่ยวข้าวนอกจากช่วยให้การเก็บเกี่ยวเป็นไปอย่างรวดเร็วแล้ว ยังสะท้อนถึงวิถีชีวิต ความร่วมมือ และความผูกพันกับผืนดินของชาวนา บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น

 

ระหว่างกิจกรรม ยศสุดาและชัชวาลได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับพี่น้องชาวนา พร้อมล้อมวงรับฟังปัญหา พี่น้องชาวนาได้กล่าวขอบคุณชัชวาลที่ช่วยติดตามทวงถามเงินไร่ละ 1,000 บาทจนสำเร็จ

 

ชัชวาลประกาศความตั้งใจที่จะทำหน้าที่เป็นผู้แทนของพี่น้องชาวนา โดยจะทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาและเกษตรกรไทย เช่น มาตรการยกระดับราคาผลผลิตให้เป็นธรรม เพื่อให้ชาวนา เกษตรกร และภาคปศุสัตว์ สามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่เป็นหนี้, การจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน, การสนับสนุนกองทุนเครดิตประชาชนสำหรับเกษตรกร, การมอบบำนาญเกษตรกรอายุ 60 ปีขึ้นไป และการพัฒนาตลาดออนไลน์เชื่อมตรงผู้ซื้อกับชาวนา เพื่อลดพ่อค้าคนกลาง

 

ยศสุดาได้กล่าวถึงนโยบายของพรรคไทยสร้างไทยที่มีเป้าหมายในการยกระดับราคาสินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน โดยการผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็น “Food Bank” ของโลก ขณะที่โลกเกิดภาวะความแปรปรวนของภูมิอากาศซึ่งกระทบการเพาะปลูกในหลายพื้นที่ เรื่องของ Food Security จึงเป็นเรื่องสำคัญ

 

ในขณะที่ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านเกษตร เราจำเป็นต้องผลิตอาหารป้อนคนทั้งโลก โดยมีการทำสัญญาซื้อสินค้าเกษตรล่วงหน้า และให้เกษตรกรผลิตตามคำสั่งซื้อ ทำให้เกษตรกรทราบราคาซื้อขายล่วงหน้า นอกจากนี้ เรายังจะเพิ่มคุณภาพผลผลิตและลดต้นทุนให้เกษตรกรโดยใช้เทคโนโลยี เกษตรแม่นยำ (Precision Farming) ซึ่งปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากและไม่ต้องใช้ต้นทุนสูง เพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้เกษตรกร “หายจน หมดหนี้ มีรายได้มั่นคง”

The post จินนี่ ไทยสร้างไทย เยือนนาปทุมรัตต์ ร่วมประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว ประกาศนโยบายทำให้ไทยเป็น Food Bank ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิกัดมูพุ่งกระฉูด! Grab เผย พระพิฆเนศ ห้วยขวาง ยอดเรียกรถโต 678% ส่วนส้มตำ ยังครองแชมป์ ยอดสั่ง 16 ล้านจาน https://thestandard.co/grab-ganesha-huai-khwang-somtam-16m/ Wed, 17 Dec 2025 08:31:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1155719 พิกัดมูพุ่งกระฉูด Grab เผย พระพิฆเนศ ห้วยขวาง ยอดเรียกรถโต 678% ส่วนส้มตำ ยังครองแชมป์ ยอดสั่ง 16 ล้านจาน

แกร็บ ประเทศไทย เผยอินไซต์เทรนด์ผู้บริโภคแห่งปี 2025 ที […]

The post พิกัดมูพุ่งกระฉูด! Grab เผย พระพิฆเนศ ห้วยขวาง ยอดเรียกรถโต 678% ส่วนส้มตำ ยังครองแชมป์ ยอดสั่ง 16 ล้านจาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิกัดมูพุ่งกระฉูด Grab เผย พระพิฆเนศ ห้วยขวาง ยอดเรียกรถโต 678% ส่วนส้มตำ ยังครองแชมป์ ยอดสั่ง 16 ล้านจาน

แกร็บ ประเทศไทย เผยอินไซต์เทรนด์ผู้บริโภคแห่งปี 2025 ที่สะท้อนจากพฤติกรรมการเดินทาง การท่องเที่ยว และการบริโภคอาหารผ่านแอปพลิเคชันตลอดปีที่ผ่านมา โดยพบว่าทั้งบริการเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรียังคงขยายตัว แม้ภาวะเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวจะเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนหลายด้าน

 

เริ่มจากฝั่งบริการเรียกรถผ่านแอป จุดหมายปลายทางยอดนิยมยังคงกระจุกตัวอยู่ในสนามบิน ตามด้วยสถานีขนส่ง และห้างสรรพสินค้า โดยศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ไอคอนสยาม และสยามพารากอน

 

รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างพระบรมมหาราชวัง ถนนข้าวสาร และเยาวราช ยังคงได้รับความนิยมสูงอย่างต่อเนื่อง และอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่มาแรงที่สุดแห่งปี ได้แก่ เทวาลัยพระพิฆเนศ บริเวณสี่แยกห้วยขวาง ซึ่งมียอดเรียกรถเติบโตสูงถึง 678% จากกระแสความนิยมของสายมูทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไหว้ขอพรด้านความสำเร็จและเสริมสิริมงคล

 

อย่างไรก็ตาม แม้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวมจะชะลอตัว แต่บริการเรียกรถผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลยังคงเป็นตัวเลือกหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดย 5 สัญชาติที่ใช้บริการมากที่สุด ได้แก่ จีน, สหรัฐอเมริกา, สิงคโปร์, อังกฤษ และมาเลเซีย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลโกลเด้นวีค หรือวันชาติจีน ระหว่างวันที่ 1-7 ตุลาคม 2568

 

พบว่ายอดใช้บริการของนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นเกือบ 50% จากช่วงปกติ และในช่วงเวลาเดียวกัน นักท่องเที่ยวจากประเทศจอร์เจียถูกจัดให้เป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด ด้วยยอดใช้บริการเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า

 

เมื่อมาดูในมิติของเมืองท่องเที่ยว นอกเหนือจากจังหวัดหลักอย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา ที่ยังคงครองอันดับต้นๆ ของการใช้บริการแล้ว จังหวัดเมืองรองยังได้รับอานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง และมาตรการเที่ยวดีมีคืน โดย 5 จังหวัดเมืองรองที่มียอดเรียกรถสูงสุด ได้แก่ อุดรธานี, อุบลราชธานี, เชียงราย, พิษณุโลก และนครสวรรค์

 

ขณะที่จังหวัดนครนายก ถูกยกให้เป็นจังหวัดดาวรุ่งแห่งปี ด้วยยอดเรียกรถที่เติบโตมากกว่า 9 เท่า จากจุดเด่นด้านระยะทางที่เดินทางสะดวก ไปเช้าเย็นกลับได้ และมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติสำคัญ เช่น เขื่อนขุนด่านปราการชล, น้ำตกนางรอง, อุทยานวังตะไคร้ และทุ่งบัวแดง

 

แกร็บ ประเทศไทย ระบุว่า ปัจจัยด้านเทศกาลและอีเวนต์ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการกระตุ้นการเดินทาง โดยเทศกาลลอยกระทง โดยเฉพาะประเพณียี่เป็งในจังหวัดเชียงใหม่ มียอดเรียกรถเติบโตถึง 44% รองลงมาคือเทศกาลสงกรานต์

 

ขณะเดียวกัน คอนเสิร์ตและอีเวนต์ขนาดใหญ่ยังช่วยดันดีมานด์การเดินทางอย่างมีนัยสำคัญ จากคอนเสิร์ต BLACKPINK WORLD TOUR ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 ตุลาคม 2568 ส่งผลให้ยอดเรียกรถไปยังสนามราชมังคลากีฬาสถานเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าจากช่วงปกติ

 

ด้านฝั่งบริการฟู้ดเดลิเวอรี อาหารไทยและกระแสไวรัลยังขับเคลื่อนการบริโภคอย่างชัดเจน โดยส้มตำยังคงครองตำแหน่งเมนูขายดีที่สุดของปี ด้วยยอดสั่งรวมกว่า 16 ล้านจาน โดยเฉพาะส้มตำปูปลาร้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด รองลงมาคือข้าวมันไก่ ด้วยยอดขายกว่า 15 ล้านจาน และตามด้วยลาบหมูมียอดขายกว่า 1 ล้านจาน

 

ต่อด้วยกลุ่มเครื่องดื่ม ชาเย็น ทั้งชาไทยและชานมไข่มุก ก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์ใหม่ แซงหน้าอเมริกาโนเย็น ด้วยยอดสั่งรวมกว่า 11 ล้านแก้ว จากกระแสไวรัลชาไทยของลิซ่าที่คอลแลบกับ Erawhon ภายใต้เมนู ‘Thai up the World by Lisa’ ขณะที่ชาเขียวรั้งอันดับสองด้วยยอดขายกว่า 9 ล้านแก้ว จากกระแสมัทฉะฟีเวอร์ที่ขยายตัวจากเครื่องดื่มสู่เบเกอรี ส่วนอเมริกาโนเย็นตกมาอยู่อันดับสาม ด้วยยอดสั่งกว่า 8 ล้านแก้ว

 

สำหรับเมนูดาวรุ่งแห่งปี คือ ชิโอะปัง หรือขนมปังเกลือ สร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดขายที่เติบโตมากกว่า 36 เท่า ไม่เว้นแม้แต่ชาองุ่นเคียวโฮปั่นท็อปด้วยครีมชีส เป็นเครื่องดื่มที่เติบโตแรง ด้วยยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 17 เท่า ส่วน แฮนด์โรล ก็กลายเป็นเมนูฮิตในกลุ่มฟู้ดดี้ ด้วยประสบการณ์โอมากาเสะในราคาที่เข้าถึงง่าย ส่งผลให้ยอดสั่งเติบโตมากกว่า 300%

 

นอกจากนี้ โครงการของภาครัฐอย่าง คนละครึ่งพลัส ช่วยกระตุ้นยอดขายร้านอาหารทั้งหน้าร้านและเดลิเวอรี โดยผู้บริโภคนิยมใช้ในมื้อกลางวัน ด้วยมูลค่าเฉลี่ย 80-120 บาทต่อออเดอร์ และกรุงเทพฯ ครองแชมป์การใช้งานสูงสุด ขณะที่ร้านอาหารที่ขายดีที่สุดผ่านแกร็บ ได้แก่ สยามกะเพราคาเฟ่ – บรรทัดทอง ซึ่งมียอดขายเติบโตเฉลี่ยสูงกว่าปกติถึง 14 เท่า

 

ด้านกลยุทธ์การตลาด แกร็บ ประเทศไทย มองว่า การคอลแลบระหว่างแบรนด์ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างสีสันให้ตลาด เพื่อรับมือกับเทรนด์การรับประทานอาหารที่ร้านมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ผ่านการซื้อดีลส่วนลดและการจองร้านอาหารบนแพลตฟอร์ม โดยประเภทร้านยอดนิยม ได้แก่ บุฟเฟต์ ร้านปิ้งย่าง และร้านอาหารญี่ปุ่น

The post พิกัดมูพุ่งกระฉูด! Grab เผย พระพิฆเนศ ห้วยขวาง ยอดเรียกรถโต 678% ส่วนส้มตำ ยังครองแชมป์ ยอดสั่ง 16 ล้านจาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอเดีย Healthy Lunch ที่ช่วยบาลานซ์กายและใจ https://thestandard.co/life/healthy-lunch-balance-body-mind/ Mon, 15 Dec 2025 06:48:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1154796 ไอเดีย Healthy Lunch ที่ช่วยบาลานซ์กายและใจ

หลายคนรู้สึกว่า “บ่ายทีไร สมองเบลอ ง่วง เหนื่อยง่าย” ทั […]

The post ไอเดีย Healthy Lunch ที่ช่วยบาลานซ์กายและใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอเดีย Healthy Lunch ที่ช่วยบาลานซ์กายและใจ

หลายคนรู้สึกว่า “บ่ายทีไร สมองเบลอ ง่วง เหนื่อยง่าย” ทั้งที่นอนพอแล้ว ปัญหานี้มักไม่ได้อยู่ที่การพักผ่อนอย่างเดียว แต่อยู่ที่ สิ่งที่เราเลือกกินในมื้อกลางวันด้วยนะ อาหารกลางวันที่ดี ไม่ควรแค่ทำให้อิ่ม แต่ควรช่วยให้ร่างกายมีพลัง สมองปลอดโปร่ง และอารมณ์นิ่งขึ้นในช่วงครึ่งวันหลัง ซึ่งควรคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้

 

1. คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน พลังงานที่ไม่ตกวูบ

 

เลือกคาร์บที่ย่อยช้า เช่น ข้าวกล้อง ควินัว มันหวาน หรือโฮลวีต ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ลดอาการง่วง เบลอ และอารมณ์แปรปรวนช่วงบ่าย เมื่อสมองไม่ต้องรับมือกับน้ำตาลขึ้นๆ ลงๆ เราจะโฟกัสงานได้นานขึ้นโดยไม่รู้สึกล้าเร็ว

 

2. โปรตีนคุณภาพ ตัวช่วยสมองและอารมณ์

 

โปรตีนไม่ได้ช่วยแค่กล้ามเนื้อ แต่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างสารสื่อประสาท เช่น เซโรโทนินและโดพามีน แหล่งโปรตีนที่เหมาะกับมื้อกลางวัน ได้แก่ ปลา ไก่ ไข่ เต้าหู้ เทมเป้ หรือถั่วต่างๆ ช่วยให้อิ่มนาน ลดความอยากของหวาน และทำให้อารมณ์นิ่งขึ้น

 

3. ไขมันดี เติมพลังใจแบบไม่หนักตัว

 

ไขมันดีจากอะโวคาโด ถั่ว น้ำมันมะกอก หรือปลาทะเล ช่วยบำรุงสมอง ลดการอักเสบ และสัมพันธ์กับอารมณ์ที่มั่นคง มื้อกลางวันที่มีไขมันดีในปริมาณเหมาะสม จะช่วยให้รู้สึกพอใจ ไม่หงุดหงิด และไม่โหยหาของจุกจิกระหว่างวัน

 

4. ผักสีเขียวและไฟเบอร์ ตัวรีเซ็ตระบบภายใน

 

ไฟเบอร์ช่วยให้ลำไส้ทำงานดี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพใจ เพราะลำไส้คือแหล่งผลิตสารสื่อประสาทจำนวนมาก ผักใบเขียว บรอกโคลี แครอต หรือเห็ด ยังช่วยให้การย่อยลื่นไหล ไม่แน่นท้อง ไม่ง่วงหลังอาหาร

 

5. จังหวะการกิน สำคัญไม่แพ้สิ่งที่กิน

 

กินช้า เคี้ยวให้ละเอียด และไม่รีบเร่งเกินไป ช่วยให้ระบบประสาทพาราซิมพาเธติกทำงานดีขึ้น ร่างกายเข้าสู่โหมดฟื้นฟู ไม่ใช่โหมดเครียดมื้อกลางวันที่กินอย่างรู้ตัว แม้จะสั้น แต่ช่วยรีเซ็ตใจได้มากกว่าที่คิด

 

ไอเดีย Healthy Lunch ที่บาลานซ์กายและใจ

 

  • ข้าวกล้อง+แซลมอนย่าง+ผักลวก+อะโวคาโด
  • สลัดโปรตีนสูง ใส่ไข่ต้ม ถั่ว ธัญพืช และน้ำสลัดน้ำมันมะกอก
  • โฮลวีตแรปไก่ย่าง+ผักหลากสี
  • ข้าวควินัว+เต้าหู้ผัดเห็ด+ซุปใส

 

เพราะมื้อกลางวันไม่ใช่แค่การเติมพลังให้ร่างกาย แต่คือ ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราดูแลใจตัวเองระหว่างวัน เลือกกินให้ดี คุณจะรู้สึกได้ว่าบ่ายนั้นเบาขึ้น ใจนิ่งขึ้น และทำงานกับชีวิตได้อย่างอ่อนโยนมากขึ้น

The post ไอเดีย Healthy Lunch ที่ช่วยบาลานซ์กายและใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
mL Bar บาร์ค็อกเทลที่ทุกแก้วเกิดขึ้นจาก ‘ตัวเลข’ https://thestandard.co/life/ml-bar-cocktail-numbers/ Thu, 11 Dec 2025 08:54:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1153576 mL Bar บาร์ค็อกเทลที่ทุกแก้วเกิดขึ้นจาก ‘ตัวเลข’

ถ้าใครอยากจิบเครื่องดื่มดีๆ สักแก้วในบรรยากาศไม่วุ่นวาย […]

The post mL Bar บาร์ค็อกเทลที่ทุกแก้วเกิดขึ้นจาก ‘ตัวเลข’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
mL Bar บาร์ค็อกเทลที่ทุกแก้วเกิดขึ้นจาก ‘ตัวเลข’

ถ้าใครอยากจิบเครื่องดื่มดีๆ สักแก้วในบรรยากาศไม่วุ่นวาย ‘mL Bar’ บาร์น้องใหม่ย่านสาทรน่าจะเป็นสถานที่ที่หลายคนตามหา เพราะนอกจากพื้นที่โปร่งกว้าง ที่นั่งหลายมุมซึ่งมีทั้งเคาน์เตอร์บาร์และโซฟา ดริงก์ของบาร์แห่งนี้ยังเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ก็เต็มไปด้วยดีเทลน่าสนใจ

 

mL Bar บาร์ค็อกเทลที่ทุกแก้วเกิดขึ้นจาก ‘ตัวเลข’ 1 mL Bar บาร์ค็อกเทลที่ทุกแก้วเกิดขึ้นจาก ‘ตัวเลข’ 2

 

ชื่อของ mL Bar มาจากคำว่ามิลลิลิตร ทุกอย่างในบาร์แห่งนี้จึงเล่นกับตัวเลข เวลาสั่งเครื่องดื่มแล้วแอบรู้สึกเหมือนบอกรหัสลับดีเหมือนกัน เช่น ‘3.14 (400 บาท)’ ตัวเลขค่าพายที่สร้างแรงบันดาลใจถึงความกลมสมบูรณ์ ทุกส่วนผสมในแก้วนี้จึงเกี่ยวข้องกับรูปวงกลม เช่น บีตรูท ไซรัปจากแตง 3 ชนิด เสิร์ฟมาในแก้วทรงกลมพร้อมเจลลี่วงกลมข้างแก้ว

 

mL Bar บาร์ค็อกเทลที่ทุกแก้วเกิดขึ้นจาก ‘ตัวเลข’ 3 mL Bar บาร์ค็อกเทลที่ทุกแก้วเกิดขึ้นจาก ‘ตัวเลข’ 4 mL Bar บาร์ค็อกเทลที่ทุกแก้วเกิดขึ้นจาก ‘ตัวเลข’ 5

 

‘69 (420 บาท)’ ค็อกเกลสุดเซ็กซี่ที่เบสด้วยรัมผสมหม่าล่า จิบไปแล้วมีความเผ็ดบางๆ ตัดด้วยความหอมหวานของเบอร์รี่ วานิลลา และชีส ‘911 (480 บาท)’ แก้วนี้ได้แรงบันดาลใจจากเบอร์โทรฉุกเฉินของตำรวจและเป็นแก้วที่เราชอบเป็นพิเศษด้วย เมนูนี้ทำคล้ายบลัดดี้แมรี แต่มีความจัดจ้านจากพริกจาลาเปโญและความเปรี้ยวจากแอปเปิล จิบแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวา กระตุ้นต่อมรับรส

 

mL Bar บาร์ค็อกเทลที่ทุกแก้วเกิดขึ้นจาก ‘ตัวเลข’ 6 mL Bar บาร์ค็อกเทลที่ทุกแก้วเกิดขึ้นจาก ‘ตัวเลข’ 7

 

‘404 (440 บาท)’ แก้วนี้ก็น่าสนุก เพราะได้แรงบันดาลใจจากอินเทอร์เน็ตเวลาขึ้นว่า Page Not Found จึงเสิร์ฟเป็นค็อกเกลเบสจินผสมสมุนไพร โทนิกกระบองเพชร และรูบาร์บ เสิร์ฟพร้อมช็อกโกแลตไดโนเสาร์รสพิสตาชิโอ

 

‘88 (888 บาท)’ ค็อกเทลสุดหรูหนึ่งเดียวในเมนูของร้าน จึงตั้งชื่อตามเลขมงคลของจีนที่สื่อถึงความโชคดีและมั่งคั่ง แก้วนี้เบสจากซิงเกิลมอลต์วิสกี้ผสมด้วยอมาโรทรัฟเฟิล ท็อปด้วยลูกกวาดสีทองด้านบน

 

นอกจากนี้บาร์ยังมีอาหารให้สั่งมากินได้อีก เช่น Caprese Skewer (320 บาท/2 ไม้) มะเขือเทศกับมอซซาเรลล่าชีสเสียบไม้พร้อมซอสบัลซามิก Croquette (220 บาท) คร็อกเกตไส้เบคอน หัวหอม และพาร์มาแฮม หรือ Grilled Wagyu Beef
& Bacon Skewer (380 บาท/2 ไม้) เนื้อวากิวสไลซ์ย่างกับซอสมัสตาร์ดและพริกดอง

 

mL Bar บาร์ค็อกเทลที่ทุกแก้วเกิดขึ้นจาก ‘ตัวเลข’ 8 mL Bar บาร์ค็อกเทลที่ทุกแก้วเกิดขึ้นจาก ‘ตัวเลข’ 9 mL Bar บาร์ค็อกเทลที่ทุกแก้วเกิดขึ้นจาก ‘ตัวเลข’ 10

 

Good for

 

mL Bar เป็นบาร์น้องใหม่ในบรรยากาศสบายๆ และเครื่องดื่มเข้าใจง่าย น่าจะเป็นร้านที่หลายคนชอบถ้าหากวันไหนอยากนั่งจิบเครื่องดื่มแบบไม่วุ่นวาย เราชอบที่เครื่องดื่มมีหลากหลายแนวให้ค้นหาด้วย ใครเป็นสายค็อกเทลเชื่อว่าต้องสนุกกับที่นี่แน่นอน

 

mL Bar
Open: ทุกวัน เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป
Address: ชั้น LG ในอาคาร Supalai Icon Sathorn
Budget: 600-1,200 บาท

The post mL Bar บาร์ค็อกเทลที่ทุกแก้วเกิดขึ้นจาก ‘ตัวเลข’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bar Nikori จุดรวมตัวคนอยากแฮงเอาต์จิบสาเกย่านสีลม https://thestandard.co/life/bar-nikori-silom-sake-hangout/ Mon, 08 Dec 2025 06:21:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1152246 Bar Nikori จุดรวมตัวคนอยากแฮงเอาต์จิบสาเกย่านสีลม

คนรักสาเกมีร้านใหม่ให้แวะไปเช็กอินแล้ว ที่นั่นคือ ‘Bar […]

The post Bar Nikori จุดรวมตัวคนอยากแฮงเอาต์จิบสาเกย่านสีลม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bar Nikori จุดรวมตัวคนอยากแฮงเอาต์จิบสาเกย่านสีลม

คนรักสาเกมีร้านใหม่ให้แวะไปเช็กอินแล้ว ที่นั่นคือ ‘Bar Nikori’ สาเกบาร์ในโครงการบ้านสีลมซึ่งเป็นคอมมูนิตี้ใหม่ในย่านนี้เช่นกัน โดยด้านในโครงการเต็มไปด้วยร้านอาหารและไลฟ์สไตล์ต่างๆ และสามารถเดินมาได้จากบีทีเอสสุรศักดิ์เพียงหนึ่งอึดใจ ส่วน Bar Nikori เป็นบาร์เล็กๆ แต่มีที่นั่งให้แวะมาแฮงเอาต์กันได้ทั้งเป็นกลุ่มหรือเป็นคู่ เพราะด้านในมีทั้งโต๊ะนั่งกินดื่มและเคาน์เตอร์บาร์

 

Bar Nikori จุดรวมตัวคนอยากแฮงเอาต์จิบสาเกย่านสีลม 1 Bar Nikori จุดรวมตัวคนอยากแฮงเอาต์จิบสาเกย่านสีลม 2

 

แน่นอนว่าใครที่เป็นคอสาเกจะต้องตื่นเต้น เพราะที่นี่มีให้เลือกหลายสไตล์ ส่วนใหญ่เป็นสาเกโมเดิร์น นำมาจากหลายจังหวัดในประเทศญี่ปุ่น หรือใครเป็นคอสาเกมือใหม่ก็ต้องมาลองกันสักหน่อย เพราะเราว่าที่นี่นำเสนอเครื่องดื่มได้หลากหลายและเข้าใจง่าย รับรองทุกคนอาจได้ร้านประจำ

 

Bar Nikori จุดรวมตัวคนอยากแฮงเอาต์จิบสาเกย่านสีลม 3 Bar Nikori จุดรวมตัวคนอยากแฮงเอาต์จิบสาเกย่านสีลม 4 Bar Nikori จุดรวมตัวคนอยากแฮงเอาต์จิบสาเกย่านสีลม 5

 

ถ้าใครอยากลองดื่มหลายๆ แบบ ร้านแนะนำให้สั่ง ‘Sake Flight (500 บาท)’ ที่สามารถเลือกสาเกสไตล์ที่ชอบได้ 3 แก้ว ถูกใจแบบไหนหรืออยากลองสไตล์ใดสามารถถามพนักงานได้เลย ส่วนใครอยากดื่มค็อกเทลสาเกก็มี เช่น Cloud River (380 บาท) ที่ใช้สาเกข้นๆ ดื่มยากมาทำให้ดื่มง่าย ด้วยการผสมยูสุและน้ำผึ้ง หรือ Kanjyuku Soda (380 บาท) ค็อกเทลสไตล์ไฮบอลที่มีส่วนผสมของเห็ดชิตาเกะที่นำไปต้มในมิริน แก้วนี้ดื่มง่ายแม้จะใช้เบสสาเกหนักๆ

 

Bar Nikori จุดรวมตัวคนอยากแฮงเอาต์จิบสาเกย่านสีลม 6 Bar Nikori จุดรวมตัวคนอยากแฮงเอาต์จิบสาเกย่านสีลม 7 Bar Nikori จุดรวมตัวคนอยากแฮงเอาต์จิบสาเกย่านสีลม 8

 

อีกทีเด็ดที่เราชอบคือ Bar Nikori มีเมนูอาหารด้วย เลิกงานมาหิวๆ สามารถแวะมาฝากท้องได้เลย เมนูแนะนำเช่น Nikori Ponzu Tomatoes (90 บาท) เมนูนี้ห้ามพลาด เป็นมะเขือเทศดองพอนสึที่กินแล้วสดชื่น เหมาะกับจับคู่พร้อมเครื่องดื่มสาเก Tiger Prawn Salad (180 บาท) สลัดกุ้งเนื้อเด้งที่นำไปคลุกน้ำมันงาและพริกไทย

 

Mustard Hamachi (300 บาท) ปลาฮามาจิซาชิมิกับมัสตาร์ดก็กินเพลินไม่แพ้กัน เช่นเดียวกับ Chimichurri Hamachi (280 บาท) ที่เราชอบเป็นพิเศษ เพราะเนื้อปลาฮามาจิกินคู่กับซอสรสชาติสดชื่นและรากบัวทอดแล้วเข้ากันมาก แล้วยังมี Hotate Truffle Carpaccio (420 บาท) โฮตาเตะกับทรัฟเฟิลออยล์และ Leberwurst Toast (220 บาท) โทสต์ตับบดเค็มๆ มันๆ ที่แทรกด้วยความหวานจากหอมผัด ซึ่งเป็นเมนูเด็ดของร้านเช่นกัน

 

Bar Nikori จุดรวมตัวคนอยากแฮงเอาต์จิบสาเกย่านสีลม 9 Bar Nikori จุดรวมตัวคนอยากแฮงเอาต์จิบสาเกย่านสีลม 10

 

Good for

 

ใครกำลังหาร้านแฮงเอาต์จิบสาเกหรือค็อกเทลในย่านสีลม เราว่าที่นี่เป็นตัวเลือกที่ไม่แย่เลย เพราะ Bar Nikori เปิดอยู่ในโครงการบ้านสีลมที่มาพร้อมทั้งที่จอดรถ บรรยากาศสบายๆ เป็นกันเอง แถมทุกคนไม่ต้องไปไหนไกลจากย่านที่ทำงานด้วย ใครเป็นคนชอบดื่มสาเกหรือเป็นเพื่อนที่รักค็อกเทลอย่าลืมแวะมาลอง

 

@bar.nikori

Open: วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป

Address: โครงการบ้านสีลม ซอยสีลม (BTS สุรศักดิ์)

Budget: 1,000-2,000 บาท

The post Bar Nikori จุดรวมตัวคนอยากแฮงเอาต์จิบสาเกย่านสีลม appeared first on THE STANDARD.

]]>
มูลนิธิกระจกเงาเปิดจดหมายถึงผู้บริจาค ‘ของใกล้หมดโกดัง’ ชี้ทุกอย่างขาดแคลน เร่งขอรับบริจาค 4 หมวดหลักเพิ่มเติม https://thestandard.co/mirror-foundation-urgent-4-donations/ Thu, 04 Dec 2025 00:35:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1151184 มูลนิธิ กระจกเงาเปิดจดหมายถึงผู้บริจาค ‘ของใกล้หมดโกดัง’ ชี้ทุกอย่างขาดแคลน เร่งขอรับบริจาค 4 หมวดหลักเพิ่มเติม

วานนี้ (3 ธันวาคม) มูลนิธิกระจกเงา โพสต์จดหมายเปิดผนึกถ […]

The post มูลนิธิกระจกเงาเปิดจดหมายถึงผู้บริจาค ‘ของใกล้หมดโกดัง’ ชี้ทุกอย่างขาดแคลน เร่งขอรับบริจาค 4 หมวดหลักเพิ่มเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
มูลนิธิ กระจกเงาเปิดจดหมายถึงผู้บริจาค ‘ของใกล้หมดโกดัง’ ชี้ทุกอย่างขาดแคลน เร่งขอรับบริจาค 4 หมวดหลักเพิ่มเติม

วานนี้ (3 ธันวาคม) มูลนิธิกระจกเงา โพสต์จดหมายเปิดผนึกถึงผู้บริจาคทุกท่าน โดยข้อความระบุว่า “ของใกล้หมดโกดังแล้ว”

 

เป็นครั้งแรกที่ทีมงานกระจกเงา มิอาจจะชี้เป้าว่าควรให้บริจาคอะไรก่อนดี เพราะทุกอย่างที่ใช้สำหรับการดำรงชีวิตมันเสียหายไปทั้งหมด ‘ขาดแคลนไปทั้งหมด’ ไม่ใช่แค่ขาดอาหาร แต่คือการพังทลายของระบบ ในพื้นที่ น้ำไม่มี ไฟไม่มา จะกินจะนอนก็ลำบาก จะล้างบ้านก็ยาก จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็แทบเป็นไปไม่ได้

 

ไม่เคยมีครั้งไหนที่น้ำลดไป 7 วันแล้ว ชาวบ้านยังหาอาหารกินได้ยากอยู่เลย ขอความกรุณาสนับสนุนอาหารให้เราเพิ่มมาได้เรื่อยๆ เลย ขอฝากนมเด็กด้วย หมวดยาสามัญประจำบ้าน แมสใส่กันฝุ่น สำคัญ

 

7 วันหลังน้ำลด เสื้อผ้าสะอาดยังหาใส่ได้ยาก ทุกบ้านต้องนอนและตื่นอยู่ท่ามกลาง ‘กองขยะ’ ที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสมบัติของเขา มันเหม็นเน่า และมันกัดกินจิตใจคน เราต้องการเสื้อผ้าสะอาด ใส่ง่ายๆ สำหรับล้างบ้านช่วงนี้ ผ้าขาวม้า ผ้าถุง ชุดชั้นในหญิงชาย เด็ก ยังจำเป็นอยู่เลย

 

ของพื้นฐานสำหรับตั้งต้นชีวิตใหม่ หากน้ำมาได้ล้างบ้าน จัดการกับซากความเสียหายได้แล้ว สิ่งเหล่านี้คือ ‘ทุนเริ่มต้น’ ที่จะทำให้เขาไม่ต้องสิ้นหวัง และสามารถเริ่มนับหนึ่งใหม่ได้ทันที

 

ขอเปิดรับบริจาคต่อเนื่องใน 4 หมวดนี้: อุปกรณ์ล้างบ้าน, ชุดเครื่องครัว หม้อ กระทะ ตะหลิว จานชามช้อน, ชุดเครื่องนอน เสื่อ หมอน ผ้าห่ม และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่นพัดลม หม้อหุงข้าว

 

บริจาคที่หาดใหญ่:

 

ศูนย์อาสาล้างบ้าน มูลนิธิกระจกเงา วัดน้ำน้อยนอก

พิกัด: https://maps.app.goo.gl/crjpbMPEfprAHfNS8?g_st=ipc

 

บริจาคที่ กทม.:

 

ศูนย์รับบริจาคมูลนิธิกระจกเงา เลขที่ 191 ซอย วิภาวดีรังสิต 62 แยก 4-7 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. 10210 โทร.063-931-6340

พิกัด: https://share.google/tOnYy0eQzv20P2gPG

 

บริจาคของจำนวนมาก 1 คันรถหกล้อขึ้นไป ติดต่อห้องประชาสัมพันธ์ โทร.061-909-1840, 063-931-6340 หรืออินบ๊อกซ์ที่เพจเฟซบุ๊กกระจกเงา เพื่อนัดหมาย และชี้จุดโกดังกระจกเงา

The post มูลนิธิกระจกเงาเปิดจดหมายถึงผู้บริจาค ‘ของใกล้หมดโกดัง’ ชี้ทุกอย่างขาดแคลน เร่งขอรับบริจาค 4 หมวดหลักเพิ่มเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 เรื่องน่าตื่นเต้นจากงานประกาศรางวัล ‘MICHELIN Guide Thailand 2026’ https://thestandard.co/life/michelin-guide-thailand-2026-2/ Fri, 28 Nov 2025 08:46:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1149107

ในงานประกาศผลรางวัลมิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นไป […]

The post 8 เรื่องน่าตื่นเต้นจากงานประกาศรางวัล ‘MICHELIN Guide Thailand 2026’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในงานประกาศผลรางวัลมิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นไปเมื่อวาน ปีนี้มีเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับวงการอาหารเกิดขึ้นมากมายอีกแล้ว ทั้งรางวัลใหม่ที่เพิ่มเข้ามาเป็นครั้งแรก ร้านอาหารที่ได้ดาวเพิ่ม หรือรางวัลพิเศษที่มอบให้เชฟผู้ผลักดันวงการอาหารประเทศไทยและเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่

 

เราจึงขอสรุป 8 เรื่องที่น่าสนใจและอยากให้ทุกคนที่รักการกินดื่มได้รู้มาอัปเดตกันในโพสต์นี้ ส่วนจะมีเรื่องอะไรบ้างมาดูกันเลยดีกว่า

 

 

Sühring ร้านอาหารเยอรมันไฟน์ไดนิ่งแห่งแรกในเอเชียที่คว้า 3 ดาวมิชลิน

 

เรื่องที่น่าตื่นเต้นยินดีที่สุดในงานปีนี้เห็นจะเป็นการที่ร้าน Sühring คว้ารางวัล 3 ดาวมาครองได้สำเร็จ ทำให้ Sühring กลายเป็นร้านอาหารเยอรมันไฟน์ไดนิ่งแห่งแรกในเอเชียที่คว้าดาว 3 ดวงมาครอง ทั้งหมดเป็นเพราะฝีมือของเชฟฝาแฝด โธมัสและแมทธิอัส ซูห์ริง (Thomas & Mathias Sühring) ผู้เข้ามาบุกเบิกวงการอาหารไฟน์ไดนิ่งในประเทศไทย และช่วยยกระดับวงการอาหารไฟน์ไดนิ่งให้น่าตื่นเต้นขึ้นกว่าเดิม

 

โดย Sühring มีชื่ออยู่ในคู่มือมิชลิน ไกด์ ฉบับประเทศไทย มาตั้งแต่ปีแรกของการเปิดตัว (พ.ศ. 2561) ด้วยการคว้ารางวัล 1 ดาวมิชลิน หลังจากนั้นได้รับการเลื่อนระดับเป็นร้าน 2 ดาวมิชลินในปีต่อมาทันที ก่อนจะสามารถรักษามาตรฐานเอาไว้ได้ตลอด 7 ปี จนได้เลื่อนขั้นเป็นร้านอาหาร 3 ดาวในที่สุด

 

 

เปิดตัวรางวัลใหม่ MENTOR CHEF AWARD

 

งานประกาศรางวัล MICHELIN Giude Thailand 2026 มีรางวัลใหม่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งก็คือ ‘Mentor Chef Award’ เป็นรางวัลที่มอบให้เชฟผู้ผลักดันคนรุ่นใหม่ สร้างแรงบันดาลใจให้เชฟรุ่นต่อๆ ไป รวมถึงมีอิทธิพลในการช่วยผลักดันวงการอาหารให้ก้าวไปข้างหน้า

 

โดยผู้คว้ารางวัลคนแรกคือ เชฟเดวิด ทอมป์สัน (David Thompson) จากร้าน Aksorn และ Chop Chop Cook Shop ได้พูดถึงรางวัลนี้บนเวทีว่า

 

“ทั้งเชฟรุ่นใหม่ที่ผมมีโอกาสทำงานด้วยและเด็กที่ผมสอนเป็นคนเก่งมาก ผมอยากบอกว่าผมโชคดีที่มีโอกาส ไม่สิ น่ารำคาญต่างหาก ที่ได้ทำงานกับเชฟรุ่นใหม่ที่ไม่รู้ประสาเหล่านี้ ทว่าต่อมาพวกเขากลายเป็นเชฟที่ยอดเยี่ยม และผมยังโชคดีที่ได้ทำงานกับหลายๆ คนที่มอบอะไรให้ผมได้มากกว่าที่ผมมอบให้พวกเขาเสียอีก ขอบคุณครับ”

 

 

INDDEE ร้านอาหารอินเดียไฟน์ไดนิ่งได้รับดาวเพิ่มเป็น 2 ดาว

 

หลังจากคว้าดาวมิชลินดวงแรกมาได้สำเร็จตั้งแต่การเปิดร้านปีแรก และรักษารางวัลไว้ได้ต่อเนื่องในปีถัดมา ทว่าในงานประกาศรางวัล MICHELIN Guide 2026 ทำเอาเชฟเกือบใจหาย เพราะไม่ได้ยินชื่อร้านตัวเองขึ้นไปรับรางวัลเหมือนปีอื่นๆ

 

ซึ่งนั่นก็เพราะ INDDEE ได้รับการขยับขึ้นมาเป็นร้านอาหาร 2 ดาวมิชลิน ด้วยการเสิร์ฟอาหารอินเดียจากหลายภูมิภาค รวมถึงผสมกลิ่นอายญี่ปุ่นและความทันสมัยที่น่าสนใจ แต่เข้าถึงง่าย

 

 

GOAT ร้านใหม่ที่ได้รางวัลดาวเขียว

 

ร้านอาหารกลิ่นอายผสมผสานระหว่างไทย-จีน-ฝรั่ง นำโดยเชฟแทน – ภากร โกสิยพงษ์ นอกจากเมนูอาหารที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล GOAT ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนด้วย เช่น การใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรท้องถิ่น การสนับสนุนให้ชาวประมงจับปลาด้วยวิธียั่งยืน หรือการปลูกผักและสมุนไพรเพื่อใช้เองในร้าน

 

 

เชฟมอนด์ จากร้าน Royd ได้รางวัล Young Chef Award 2026

 

รางวัลนี้มอบให้เชฟรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพโดดเด่นตลอดระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา และผู้ที่คว้ารางวัลในปีนี้ก็คือ เชฟมอนด์-สุวิจักขณ์ กังแฮ เชฟรุ่นใหม่ไฟแรงผู้เป็นเจ้าของร้าน Royd (หรอย) ในจังหวัดภูเก็ตซึ่งมีชื่ออยู่ในลิสต์ร้านอาหารแนะนำโดย MICHELIN Selected

 

โดยหลังจากเชฟมอนด์เก็บประสบการณ์การทำอาหารในครัวต่างๆ เขาตัดสินใจกลับมาเปิดร้านอาหารในจังหวัดบ้านเกิดเพื่อนำเสนอรสชาติอาหารใต้ให้เป็นที่รู้จัก รวมถึงสนับสนุนชุมชนด้วยการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น

 

 

Juksunchae ร้านอาหารเกาหลีไฟน์ไดนิ่งแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้ MICHELIN Star

 

Juksunchae (จุกซุนแช) เป็นร้านอาหารเกาหลีไฟน์ไดนิ่งแห่งแรกๆ ในประเทศไทย โดยเสิร์ฟอาหารเกาหลีร่วมสมัยสไตล์โอมากาเสะ ที่ผ่านมาร้านมีชื่อในลิสต์ร้านแนะนำจาก MICHELIN Selected ก่อนในปีนี้จะได้รางวัลมิชลิน 1 ดาว และกลายเป็นร้านอาหารเกาหลีไฟน์ไดนิ่งแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รางวัล 1 ดาวมิชลิน

 

 

หลายร้านได้เลื่อนขั้น และคว้าดาวมิชลินอีกครั้ง

 

นอกจาก Juksunchae ที่ได้โปรโมตจาก MICHELIN Selected ก็ยังมีอีกหลายร้านที่ได้เลื่อนขั้นจากร้านแนะนำเป็นร้านติดดาวเช่นกัน ได้แก่

 

  • Sushi Saito
  • นุสรา
  • Bo.lan
  • GAGGAN

 

 

Anne-Sophie Pic at Le Normandie ได้รับดาวเพิ่มเป็น 2 ดวง

 

อีกหนึ่งร้านที่ได้ดาวเพิ่มในปีนี้คือ Anne-Sophie Pic at Le Normandie ที่เพิ่งเปิดตัวเพียงไม่กี่เดือนก็ได้เลื่อนขั้นเป็นร้านอาหาร 2 ดาวมิชลินแล้ว อาจด้วยความโดดเด่นในการเสิร์ฟอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย รวมถึงยกเมนูเด็ดของ เชฟแอน-โซฟี พิค มานำเสนอผ่านฝีมือเชฟหญิงชาวญี่ปุ่นอย่าง ทามากิ โคบายาชิ (Tamaki Kobayashi) ทำให้ที่นี่ได้รับการยอมรับจากผู้ตัดสินรางวัลมิชลิน

The post 8 เรื่องน่าตื่นเต้นจากงานประกาศรางวัล ‘MICHELIN Guide Thailand 2026’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Re-Start Eating Safely: หลังไม่ได้กิน 3-5 วัน ร่างกายต้องปรับตัวอย่างไร? https://thestandard.co/life/restart-eating-safely-body-adjust/ Thu, 27 Nov 2025 08:08:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1148487 Re-Start Eating Safely: หลังไม่ได้กิน 3-5 วัน ร่างกายต้องปรับตัวอย่างไร?

เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างน้ำท่วม หลายคนอาจไม่ได้รับอาหา […]

The post Re-Start Eating Safely: หลังไม่ได้กิน 3-5 วัน ร่างกายต้องปรับตัวอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Re-Start Eating Safely: หลังไม่ได้กิน 3-5 วัน ร่างกายต้องปรับตัวอย่างไร?

เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างน้ำท่วม หลายคนอาจไม่ได้รับอาหารเพียงพอนานหลายวัน 3–5 วันหรือมากกว่า ช่วงเวลานี้ทำให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะ “ขาดอาหาร” (Starvation / Fasting State) ระบบต่างๆ ในร่างกายจึงชะลอลงเพื่อประหยัดพลังงาน ทั้งการย่อย การดูดซึมสารอาหาร และการทำงานของกล้ามเนื้อ

 

เพราะแบบนี้เอง เมื่อเริ่มกลับมากินอาหารอีกครั้ง ร่างกายอาจ ยังไม่พร้อม รับอาหารในปริมาณมากทันที การกินเร็วหรือเยอะเกินไป อาจเสี่ยงทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า Refeeding Syndrome ภาวะอันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อน้ำตาลและสารอาหารกลับเข้าสู่ร่างกายเร็วเกินไป ทำให้สมดุลเกลือแร่และน้ำในร่างกายเปลี่ยนทันที ส่งผลต่อหัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบประสาทได้

 

ด้วยเหตุนี้ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่เพิ่งเริ่มได้รับอาหารหลังจากขาดอาหารมาหลายวัน จำเป็นต้องฟีดอาหารเข้าร่างกายอย่างช้าๆ และระมัดระวัง เพื่อให้ทุกระบบกลับมาทำงานได้อย่างปลอดภัยและค่อยเป็นค่อยไป

 

หลักการรับประทานอาหารอย่างปลอดภัย

 

  • ค่อยเป็นค่อยไป เริ่มด้วยอาหารที่ย่อยง่าย เช่น ซุปใส ข้าวต้ม ผักนึ่ง ไข่ต้ม ก่อน อย่ากระโดดไปหาอาหารมันจัดๆ รสจัดๆ หรือของทอดทันที เพราะระบบย่อยอาจยังไม่พร้อม
  • ทยอยเพิ่มพลังงานทีละน้อย หากร่างกายอดอาหารมาหลายวัน ควรให้อาหารในปริมาณที่ไม่มากเกินไปในวันแรก แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นในวันต่อไปตามสภาพร่างกาย โดยทั่วไปแพทย์/ นักโภชนาการจะเริ่มที่ประมาณ 10–20 แคลอรีต่อกิโลกรัมต่อวัน แล้วค่อยๆ เพิ่มตามความเหมาะสม
  • ดูแลเรื่องอิเล็กโทรไลต์และวิตามิน ช่วงอดอาหาร ร่างกายอาจขาดแร่ธาตุสำคัญ เช่น ฟอสเฟต (phosphate) โพแทสเซียม และแมกนีเซียม การเติมอาหารใหม่อาจดึงแร่ธาตุเหล่านี้จากเลือดเข้าเซลล์ ทำให้เลือดขาดแร่ และเกิดผลเสี่ยงต่อหัวใจ กล้ามเนื้อ ระบบประสาทได้
  • ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นอาหารตามปกติ ให้เวลาร่างกายปรับระบบย่อย อารมณ์ และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ก่อนจะกลับไปกินเหมือนปกติ

 

สัญญาณที่ควรระวัง (ถ้าร่างกายเริ่มไม่รับ) ถ้าหลังจากเริ่มกินแล้วพบอาการใดต่อไปนี้ ควรให้ความสนใจและหากเป็นไปได้ ขอคำปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์ 

 

  • อ่อนแรงผิดปกติ กล้ามเนื้ออ่อน ไม่สามารถลุกยืน เดินได้คล่อง
  • เหนื่อย หอบ หายใจไม่สะดวก
  • เวียนศีรษะ แขนขาชา ตึงเกร็ง หรือมีอาการชัก
  • บวมตามข้อเท้า แขน ขา หรือลำตัว (บ่งบอกภาวะสมดุลน้ำผิดปกติ)
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ เหนื่อยง่าย เหมือนใจสั่น เพราะสิ่งเหล่านี้อาจบ่งชี้ภาวะ refeeding syndrome ที่ต้องได้รับการดูแลทันที

 

เคล็ดลับให้ร่างกายฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป

 

  • กินหลายมื้อต่อน้อย ๆ แทนที่จะกินมื้อเดียวแล้วอิ่ม แบ่งเป็น 4–6 มื้อย่อยในวันแรก เพื่อให้ระบบย่อยค่อยๆ ปรับตัว
  • เน้นอาหารง่าย ย่อยง่าย และมีสารอาหารครบถ้วน เช่น ซุป ข้าวต้ม ผักนึ่ง ไข่ต้ม ปลา เนื้ออก ไขมันดีจากถั่ว/เมล็ดพืช
  • ดื่มน้ำพอควร อย่าดื่มมากจนเกินเพราะอาจทำให้สมดุลน้ำและเกลือแร่เพี้ยนได้ ระวังให้พอดี และถ้าคิดว่าอาจดื่มน้ำมากเกินไป ควรค่อยๆ ดื่ม และถ้าเป็นไปได้ รับน้ำเกลือแร่ด้วย
  • พักผ่อนให้พอ อย่าเร่งตัวเอง ร่างกายเพิ่งผ่านภาวะสู้กับความอดอยาก มันต้องใช้เวลาให้ระบบภายในฟื้นคืน
  • เพิ่มวิตามิน และเกลือแร่ ถ้ามีโอกาส (โดยเฉพาะในกรณีที่อดอาหารนานมาก) เพื่อช่วยให้ระบบเผาผลาญและระบบประสาทกลับมาทำงานได้ดี

The post Re-Start Eating Safely: หลังไม่ได้กิน 3-5 วัน ร่างกายต้องปรับตัวอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปผลรางวัล MICHELIN Guide Thailand 2026 https://thestandard.co/life/michelin-guide-thailand-2026/ Thu, 27 Nov 2025 07:43:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1148456 สรุปผลรางวัล MICHELIN Guide Thailand 2026

ผลรางวัลดาวมิชลินประจำปี 2026 ได้ประกาศจบลงเป็นที่เรียบ […]

The post สรุปผลรางวัล MICHELIN Guide Thailand 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปผลรางวัล MICHELIN Guide Thailand 2026

ผลรางวัลดาวมิชลินประจำปี 2026 ได้ประกาศจบลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราจึงมีผลสรุปรางวัลทั้งหมดจากเวที MICHELIN Guide Ceremony Thailand มาอัปเดตให้ทราบกัน เพราะผลรางวัลในปีนี้นับว่าน่าติดตาม เนื่องจากวงการอาหารมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายจนเป็นกระแสตลอดทั้งปี

 

ถ้าใครอยากรู้ว่าในปีหน้าจะมีร้านไหนน่าตามไปชิม มีร้านไหนได้ดาวมิชลินเป็นครั้งแรก หรือร้านโปรดของเพื่อนๆ จะได้รางวัลกี่ดาวกันบ้าง มาดูกันเลยดีกว่า

 

⭐⭐⭐ 3 ดาวมิชลิน

  • Sühring *PROMOTE
  • Sorn

 

⭐⭐ 2 ดาวมิชลิน

  • INDDEE *PROMOTE
  • R-HAAN
  • Chef’s Table
  • Gaa
  • Côte by Mauro Colagreco
  • Mezzaluna
  • Anne-Sophie Pic at Le Normandie
  • Baan Tepa

 

⭐ 1 ดาวมิชลิน

  • Aksorn
  • Avant
  • Coda
  • Gaggan *PROMOTE
  • เจ๊ไฝ
  • IGNIV
  • Mia
  • Maison Dunand
  • Saneh Jaan
  • Bo.lan *NEW
  • Aulis
  • Samrub Samrub Thai
  • Signature
  • สวนทิพย์
  • Etcha *NEW
  • Chim by Siam Wisdom
  • Blue by Alain Ducasse
  • POTONG
  • Sushi Saito *PROMOTE
  • GOAT
  • Haoma
  • Juksunchae *PROMOTE
  • PRU
  • AKKEE
  • 80/20
  • Cannubi by Umberto Bombana *NEW
  • Resonance
  • Nahm
  • Nawa
  • Elements, Inspired by Ciel Bleu
  • Wana Yook
  • Le Du
  • Nusara *PROMOTE

 

🍀 MICHELIN Green Star

  • Baan Tepa
  • Haoma
  • Jampa
  • PRU
  • GOAT *NEW

 

🍽 Special Awards 2026

 

MICHELIN Guide Service Award

  • อาร์เซน บราเฮจ (Arsen Brahaj) ผู้จัดการร้าน Aulis จังหวัดพังงา

 

Young Chef Award

  • สุวิจักขณ์ กังแฮ จากร้านอาหาร Royd จังหวัดภูเก็ต

 

MICHELIN Opening of the Year

  • วิลฟริด อ็อกเก (Wilfrid Hocquet) จากร้านอาหาร Margo

 

Mentor Chef Award

  • เดวิด ทอมป์สัน (David Thompson) จากร้านอาหาร Aksorn และ Chop Chop Cook Shop

The post สรุปผลรางวัล MICHELIN Guide Thailand 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: นายจิว หมูแดง-หมูกรอบ สูตรย่างข้ามคืน ฟื้นชีวิตจากหนี้ 20 ล้าน | In Pure Spirit EP.2 https://thestandard.co/life/in-pure-spirit-ep2/ Fri, 21 Nov 2025 06:41:36 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1145808

หมูกรอบที่อร่อยต้องเนื้อนุ่ม หนังกรอบ ซอสกลมกล่อม แม้หน […]

The post ชมคลิป: นายจิว หมูแดง-หมูกรอบ สูตรย่างข้ามคืน ฟื้นชีวิตจากหนี้ 20 ล้าน | In Pure Spirit EP.2 appeared first on THE STANDARD.

]]>

หมูกรอบที่อร่อยต้องเนื้อนุ่ม หนังกรอบ ซอสกลมกล่อม แม้หน้าตาอาหารจานนี้จะดูเรียบง่าย แต่การทำให้อร่อยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

 

หนี้เกือบ 20 ล้านบาทคือแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ ‘เฮียจิว’ และ ‘ป้าเล็ก’ สองสามีภรรยาต้องฮึดสู้สุดชีวิต โดยมีร้านอาหารเล็กๆ เป็นเดิมพัน พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจตั้งแต่การเลือกสรรวัตถุดิบ ปรับสูตรย่างหมูก่อนทอดที่ใช้เวลาค่อนคืน และพัฒนามาเรื่อยๆ ตามคำติชมของลูกค้า เพื่อเสิร์ฟข้าวหมูแดงหมูกรอบที่อร่อยที่สุด จนกลายเป็น ‘นายจิว หมูแดง-หมูกรอบ’ ร้านโปรดของใครหลายคน

 

ติดตามเรื่องราวของนักสู้ผู้มีอาวุธเป็นเขียง หม้อ หมู และหัวใจที่ไม่เคยท้อ ได้ใน In Pure Spirit EP.2

The post ชมคลิป: นายจิว หมูแดง-หมูกรอบ สูตรย่างข้ามคืน ฟื้นชีวิตจากหนี้ 20 ล้าน | In Pure Spirit EP.2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับเชฟโนบุ มัตสึอิสะ ในโอกาสครบรอบ 1 ปี NOBU Bangkok กับโอมากาเสะ 8 คอร์สที่ตั้งใจที่สุด https://thestandard.co/life/nobu-bangkok-anniversary-8course-omakase/ Sun, 16 Nov 2025 08:00:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1143906 คุยกับเชฟโนบุ มัตสึอิสะ ในโอกาสครบรอบ 1 ปี NOBU Bangkok กับโอมากาเสะ 8 คอร์สที่ตั้งใจที่สุด

ความอร่อยตำรับญี่ปุ่นในแบบฉบับเฉพาะตัวทำให้ NOBU สามารถ […]

The post คุยกับเชฟโนบุ มัตสึอิสะ ในโอกาสครบรอบ 1 ปี NOBU Bangkok กับโอมากาเสะ 8 คอร์สที่ตั้งใจที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับเชฟโนบุ มัตสึอิสะ ในโอกาสครบรอบ 1 ปี NOBU Bangkok กับโอมากาเสะ 8 คอร์สที่ตั้งใจที่สุด

ความอร่อยตำรับญี่ปุ่นในแบบฉบับเฉพาะตัวทำให้ NOBU สามารถมัดใจลูกค้าทั่วโลกได้มากมาย ยิ่งไปกว่านั้นยังสร้างฐานลูกค้าประจำและนำไปสู่การบอกปากต่อปากจนทำให้ร้านเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย จากจุดเริ่มต้นเสิร์ฟความอร่อยครั้งแรกในนิวยอร์กเมื่อปี 1994 สู่จุดที่ประสบความสำเร็จระดับโลกในวันนี้ พร้อมกับการขยายสาขาไปทั่วทุกภูมิภาคกว่า 58 แห่ง

 

แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือ NOBU Bangkok แห่งกรุงเทพมหานครที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้วนั่นเอง สำหรับวาระครบรอบ 1 ปี นอกจากทางร้านจะเตรียมเมนูพิเศษอย่างคอร์สโอมากาเสะแล้ว อีกหนึ่งเซอร์ไพรส์คือการได้รับเกียรติจากเชฟระดับตำนานโนบุ มัตสึอิสะ (Nobu Matsuhisa) ที่กลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้ง เพื่อร่วมเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษนี้ พร้อมพูดคุยกับ THE STANDARD LIFE แบบเอ็กคลูซีฟด้วย

 

คุยกับเชฟโนบุ มัตสึอิสะ ในโอกาสครบรอบ 1 ปี NOBU Bangkok กับโอมากาเสะ 8 คอร์สที่ตั้งใจที่สุด 1

 

“ผมรู้สึกดีใจมากครับที่ได้กลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้ง และได้มาร่วมฉลองให้กับ NOBU Bangkok ในโอกาสครบรอบ 1 ปีคราวนี้ เมืองนี้ยังคงมีเสน่ห์เหมือนเคย มีอาหารการกินหลากหลาย ผู้คนน่ารัก บรรยากาศดี แล้วผู้คนที่นี่ให้การต้อนรับ NOBU เป็นอย่างดีด้วย อยากขอบคุณทุกคนมากจริงๆ ครับ” เชฟโนบุให้สัมภาษณ์พร้อมรอยยิ้มถึงโอกาสที่ได้กลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้ง

 

คุยกับเชฟโนบุ มัตสึอิสะ ในโอกาสครบรอบ 1 ปี NOBU Bangkok กับโอมากาเสะ 8 คอร์สที่ตั้งใจที่สุด 2

 

ซึ่งเมนู 8-Course Exclusive Omakase เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยด้วยเมนูเย็นอย่าง White Fish Myoga Yuzu Kosho Dressing ปลาเนื้อขาวเสิร์ฟพร้อมดอกขิงญี่ปุ่นเคล้าด้วยซอสเผ็ดยูซุสูตรพิเศษ Lobster and Jicama Dry Miso Salad กุ้งล็อบสเตอร์เนื้อนุ่มทานกับสลัดมันแกวเคล้ามิโสะแห้ง Sushi Selection คอร์สซูชิพรีเมียม 5 คำ ที่คัดสรรวัตถุดิบสดใหม่หลากหลาย

 

คุยกับเชฟโนบุ มัตสึอิสะ ในโอกาสครบรอบ 1 ปี NOBU Bangkok กับโอมากาเสะ 8 คอร์สที่ตั้งใจที่สุด 3

 

จากนั้นต่อด้วยเมนูร้อนอย่าง Seared Scallop Brussel Sprout and Jalapeno Dressing หอยเชลล์ย่างเคล้าซอสพริกฮาลาเปนโญทานพร้อมกะหล่ำดาว Umami Duck Breast อกเป็ดเนื้อนุ่มสูตรอูมามิทานกับมิโซะแห้งเคล้าเครื่องเคียงรสเปรี้ยวหวาน Inaniwa Chukasoba with Japanese Beef อินานิวะโซบะ (หนึ่งในเส้นโซบะที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น) ปรุงในซุปดาชิร้อนสูตรพิเศษเฉพาะโนบุ ท็อปด้วยเนื้อวากิว

 

 

ปิดท้ายด้วยเมนูของหวาน 2 สไตล์อย่าง Kaffir Lime Cheese Mousse Yuzu Curd and Pineapple Orange Compote ชีสมูสมะกรูดกับเคิร์ดยูซุและแยมส้มสับปะรดโรยหน้าด้วยป๊อปคอร์น เสิร์ฟมาในธีมภาพยนตร์สุดคลาสสิก และ Caramel Chocolate Mochi โมจิเนื้อนุ่มสอดไส้ช็อกโกแลตคาราเมล

 

คุยกับเชฟโนบุ มัตสึอิสะ ในโอกาสครบรอบ 1 ปี NOBU Bangkok กับโอมากาเสะ 8 คอร์สที่ตั้งใจที่สุด 5

 

“ทุกเมนูล้วนเป็นตำรับพิเศษสไตล์ NOBU ที่เราคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดมาเสิร์ฟให้ลองชิมกัน เราให้ความสำคัญกับวัตถุดิบตลอดจนกรรมวิธีการทำอาหารอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน เพื่อให้แขกของเราทุกคนได้รับประสบการณ์การทานอาหารที่ดีที่สุดกลับไป” เชฟโนบุกล่าวถึงตำรับพิเศษครั้งนี้

 

เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้ NOBU แตกต่างอย่างโดดเด่นก็คือการสร้างสรรค์รสชาติในสไตล์ญี่ปุ่นผสมผสานเปรู (Japanese-Peruvian Fusion Cuisine) ซึ่งทุกรายละเอียดล้วนพัฒนาขึ้นมาจากการหลอมรวมประสบการณ์ชีวิตของเชฟโนบุจนกลายเป็นตำรับที่มีเสน่ห์ไม่ซ้ำใคร

 

นอกจากนี้อัตลักษณ์โดดเด่นอีกด้านของคนญี่ปุ่นก็คือการให้ความสำคัญกับวัตถุดิบ สิ่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เชฟโนบุใส่ใจในการคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดเสมอ รวมถึงสนใจในการนำวัตถุดิบท้องถิ่นต่างๆ มาสร้างสรรค์จานพิเศษเพื่อให้แต่ละร้านมีจานพิเศษเฉพาะถิ่นที่ไม่เหมือนที่ไหน มาถึงตรงนี้เราเลยอยากทราบถึงเรื่องราวและมุมมองที่มีต่อวัตถุดิบไทยกันดูบ้าง

 

 

“วัตถุดิบไทยมีความหลากหลายและน่าสนใจมาก ตอนนี้ผมอาจจะยังรู้อะไรไม่เยอะเท่าไร ถ้าได้ศึกษามากขึ้นกว่านี้ก็น่าจะได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เมนูแปลกใหม่แน่นอนครับ” เชฟโนบุกล่าวพร้อมแสดงความคิดเห็นในทิศทางที่น่าสนใจทีเดียว

 

สำหรับ NOBU Bangkok นี้ตั้งอยู่ที่ชั้น 57-58 และ 60 ของตึก The Empire ย่านสาทร และถือเป็นร้านในเครือ NOBU ที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย ใครอยากลิ้มลองตำรับพิเศษที่ทำให้คนทั่วโลกหลงใหลพร้อมเคล้าวิวสวยระดับพรีเมียมก็ลองแวะไปกันได้เลย

 

 

ภาพ: NOBU Bangkok

The post คุยกับเชฟโนบุ มัตสึอิสะ ในโอกาสครบรอบ 1 ปี NOBU Bangkok กับโอมากาเสะ 8 คอร์สที่ตั้งใจที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจฟ ซาเตอร์ และณิชา เตรียมเปิดแฟ้มคดี ‘เหตุเกิดที่คุณเชฟ’ ซีรีส์ Food & Crime เรื่องแรกของไทย https://thestandard.co/my-chef-in-crime-the-series/ Fri, 07 Nov 2025 09:50:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1140757 เจฟ ซาเตอร์ และณิชา เตรียมเปิดแฟ้มคดี ‘เหตุเกิดที่คุณเชฟ’ ซีรีส์ Food & Crime เรื่องแรกของไทย

เปิดตัวไพลอตอย่างเป็นทางการสำหรับ เหตุเกิดที่คุณเชฟ My […]

The post เจฟ ซาเตอร์ และณิชา เตรียมเปิดแฟ้มคดี ‘เหตุเกิดที่คุณเชฟ’ ซีรีส์ Food & Crime เรื่องแรกของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจฟ ซาเตอร์ และณิชา เตรียมเปิดแฟ้มคดี ‘เหตุเกิดที่คุณเชฟ’ ซีรีส์ Food & Crime เรื่องแรกของไทย

เปิดตัวไพลอตอย่างเป็นทางการสำหรับ เหตุเกิดที่คุณเชฟ My Chef in Crime the Series ซีรีส์ Food & Crime เรื่องแรกของไทย นำแสดงโดย เจฟ ซาเตอร์ และ ณิชา ณัฏฐณิชา ซึ่งจะมีกำหนดการถ่ายทำและออกอากาศในปีหน้า

 

ซีรีส์เรื่องนี้ได้ Original Idea จากโปรดิวเซอร์คนไทย โบ พรมนัส และเขียนบทโดย เอ้ย ปัญญ์ปรียา อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA

 

เหตุเกิดที่คุณเชฟ My Chef in Crime The Series เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ เชฟชาญ (เจฟ ซาเตอร์) ใช้อาหารเข้ามาไขคดีหลังพัวพันอาชญากรรมซ่อนเงื่อนจนไปเข้าตา หมวดลลิต (ณิชา ณัฏฐณิชา) ที่พาเอาคดีสุดแปลกมาให้ช่วยพิสูจน์หลักฐาน ไปพร้อมกับการสร้างสรรค์เมนูอาหาร ซึ่งในระหว่างนั้นเกิดเรื่องราวมากมายที่อาจทำให้เชฟชาญตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีนี้เสียเอง

 

สามารถรอติดตามร่วมไขคดีไปกับทั้งคู่ได้ใน เหตุเกิดที่คุณเชฟ My Chef in Crime the Series เร็วๆ นี้ในปี 2026

 

รับชม Official Pilot | เหตุเกิดที่คุณเชฟ | My Chef in Crime The Series ได้ที่: 

 

 

ภาพ: My Chef in Crime The Series

 

อ้างอิง: https://x.com/mychefincrime/status/1985346322845798467

The post เจฟ ซาเตอร์ และณิชา เตรียมเปิดแฟ้มคดี ‘เหตุเกิดที่คุณเชฟ’ ซีรีส์ Food & Crime เรื่องแรกของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาณิชย์ลุ้นดีลขายข้าวจีน 5 แสนตัน ‘ศุภจี’ เยือนเซี่ยงไฮ้ รุกขยายตลาด Soft Power อาหาร ไลฟ์สไตล์ https://thestandard.co/china-rice-soft-power-expansion/ Tue, 04 Nov 2025 10:56:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1139710 พาณิชย์ลุ้นดีลขายข้าวจีน 5 แสนตัน ‘ศุภจี’ เยือน เซี่ยงไฮ้ รุกขยายตลาด Soft Power อาหาร ไลฟ์สไตล์

รัฐบาลปิดดีลข้าวสิงคโปร์สำเร็จ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าเจ […]

The post พาณิชย์ลุ้นดีลขายข้าวจีน 5 แสนตัน ‘ศุภจี’ เยือนเซี่ยงไฮ้ รุกขยายตลาด Soft Power อาหาร ไลฟ์สไตล์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาณิชย์ลุ้นดีลขายข้าวจีน 5 แสนตัน ‘ศุภจี’ เยือน เซี่ยงไฮ้ รุกขยายตลาด Soft Power อาหาร ไลฟ์สไตล์

รัฐบาลปิดดีลข้าวสิงคโปร์สำเร็จ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าเจรจาขายข้าว G to G จีน 5 แสนตัน ต่อเนื่อง คาดชัดเจนปีนี้ พร้อมนำทัพผู้ประกอบการไทยบุกงาน CIIE ที่เซี่ยงไฮ้ ขยายตลาด Soft Power อาหาร ไลฟ์สไตล์

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า หลังจากที่เอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย ได้หารือกับนายกรัฐมนตรี เพื่อเสริมความสัมพันธ์ครบรอบโอกาส 50 ปี ไทย-จีน

 

และขณะประชุมเอเปค นายกรัฐมนตรี ก็ได้เจอกับ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรี จีน ซึ่ง ท่านอนุทินได้คุยทั้งระดับนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี จีน

 

ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ตรวจในระบบสั่งซื้อข้าวไทยของจีน มีการส่งเรื่องนี้ขึ้นไปแล้ว จึงคิดว่าไม่น่าติดอะไร

 

ทั้งนี้ ขั้นตอนการขายข้าวและจำนวนนั้น ศุภจี เผยว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา กรณีข้าว G to G ปริมาณ 5 แสนตัน เพราะยังไม่ได้เห็นเอกสารจากทางการจีน ซึ่งเข้าใจว่าขณะนี้เรื่องนี้ได้ส่งไปยังปักกิ่งแล้ว

 

ส่วนจะมีความชัดเจนภายในปี 2568 หรือไม่ ศุภจี ยืนยันว่า ‘แน่นอน’ แต่รูปแบบการขายข้าวจะเป็นล็อตเดียวหรือไม่นั้น ก็ต้องรอหารือและเจรจาอีกครั้ง

 

ศุภจี ระบุว่า คืนนี้ (4 พ.ย.) มีกำหนดการเดินทางเยือนนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมงานแสดงสินค้า China International Import Expo (CIIE) ซึ่งเป็นงานมหกรรมนำเข้า ระดับนานาชาติที่สำคัญที่สุดงานหนึ่งของจีน ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็น ‘Honorable Country’ หรือประเทศเกียรติยศในการจัดงาน CIIE 2025 ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติ

 

ในงาน CIIE คณะผู้แทนไทยจะนำผู้ประกอบการไทยกว่า 60 – 80 ราย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและศักยภาพของไทยใน ‘Thai Pavilion’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงสินค้าและนวัตกรรม

 

โดยเน้นสินค้ากลุ่ม Soft Power อาทิ อาหาร ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และธุรกิจบริการเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป

 

การเข้าร่วมงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า การลงทุน และการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับคู่ค้าชาวจีนและจากทั่วโลก

 

ทั้งนี้ เมื่อเดินทางกลับจากภารกิจที่ประเทศจีน จะมีการแถลงรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มีการเสนอ ครม. ทั้งหมด 20 โครงการ และ 70 กิจกรรม ซึ่งจะเป็นแผนงานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป โครงการและกิจกรรมเหล่านี้ครอบคลุมหลากหลายมิติ เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ จำนวนคำ: 111

 

ครม.ไฟเขียวขายข้าวไทย​- สิงคโปร์​ 100,000​ ตัน สัญญา 5 ปี

 

ด้านสิริพงศ์​ อังคสกุลเกียรติ​ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี​ ว่า​ ที่ประชุมวันนี้​เห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ในเรื่องบันทึกความร่วมมือ เรื่องการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาล​สิงคโปร์​

 

โดยร่างความร่วมมือดังกล่าวเป็นเรื่องการซื้อข้าว จำนวน 100,000 ตัน ในระยะเวลาสัญญา 5 ปี ทั้งนี้ การที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเยือนสิงคโปร์ในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ ก็คาดการณ์ว่าจะเป็นหนึ่งในร่าง ที่มีการลงนามระหว่างไทยและสิงคโปร์

 

นอกจากนี้ครม. ยังเห็นชอบโครงการสลากการกุศลเพิ่มเติม เนื่องจากกระทรวงการคลัง ขอเปลี่ยนวัตถุประสงค์ ในบางรายการของการออกสลาก การกุศลเพิ่มเติม

 

โดยเดิม 7 มกราคม 2568 ครม.มีการออกสลากเพิ่มเติม เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านการศึกษาและสาธารณสุขและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม จากวงเงิน 10,000 ล้านบาท และที่ผ่านมาดำเนินการไปแล้ว 7 โครงการใช้เงินไปแล้วกว่า 5,308 ล้าน ทำให้ปัจจุบันเหลือวงเงิน 4,691​ ล้านบาทโดยกระทรวงการคลังขอเพิ่มวัตถุประสงค์ในหมวด ศิลปะวัฒนธรรมไทยเพิ่มไปด้วย

The post พาณิชย์ลุ้นดีลขายข้าวจีน 5 แสนตัน ‘ศุภจี’ เยือนเซี่ยงไฮ้ รุกขยายตลาด Soft Power อาหาร ไลฟ์สไตล์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
FOOD DEFENSE: รู้จักอาหารที่ช่วย ‘ลดผลกระทบ’ จากไมโครพลาสติก https://thestandard.co/life/food-defense-microplastics-reduction/ Fri, 31 Oct 2025 08:11:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1138100 FOOD DEFENSE: รู้จักอาหารที่ช่วย ลดผลกระทบ จาก ไมโครพลาสติก

มีการประมาณการที่อ้างอิงแพร่หลายว่า คนเราอาจรับ ไมโครพล […]

The post FOOD DEFENSE: รู้จักอาหารที่ช่วย ‘ลดผลกระทบ’ จากไมโครพลาสติก appeared first on THE STANDARD.

]]>
FOOD DEFENSE: รู้จักอาหารที่ช่วย ลดผลกระทบ จาก ไมโครพลาสติก

มีการประมาณการที่อ้างอิงแพร่หลายว่า คนเราอาจรับ ไมโครพลาสติก เข้าสู่ร่างกายราว 5 กรัมต่อสัปดาห์ (เท่าน้ำหนักบัตรเครดิต) จากรายงาน WWF ปี 2019 แต่ตัวเลขนี้ยังเป็นที่ถกเถียงในวงวิชาการและอาจแตกต่างตามพื้นที่และพฤติกรรมการบริโภค ซึ่งฟังดูน่ากลัวแต่มันอาจเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งไมโครพลาสติก (Microplastics) คือเศษพลาสติกขนาดเล็กมาก ที่มีขนาดไม่เกิน 5 มิลลิเมตร ซึ่งเล็กจนมองด้วยตาเปล่าบางครั้งแทบไม่เห็น แต่ผลกระทบของมันต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพนั้นใหญ่ไม่แพ้ใครเลย ปัญหาคือมันอยู่ทุกที่ ทั้งเจือปนในน้ำที่เราดื่ม อาหารที่เรากิน แม้แต่อากาศที่เราหายใจ และมันได้กลายเป็นอันตรายที่มองไม่เห็น

 

LIFE จึงอยากพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจว่า แม้เราจะหลีกเลี่ยง ไมโครพลาสติก ไม่ได้ 100% แต่มีอาหารบางชนิดที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าช่วย ‘ลดผลกระทบ’ จากไมโครพลาสติกได้จริง และที่สำคัญ ทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน

 

รู้จักความอันตรายของไมโครพลาสติก (Microplastics)

 

เมื่อเศษพลาสติกเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย มันไม่ได้มาเปล่าๆ แต่มาพร้อมกับสารเคมีอันตราย เช่น BPA และ phthalates ที่สามารถรบกวนระบบฮอร์โมน ลดความสามารถในการมีบุตร ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกาย หรือแม้แต่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและมะเร็ง

 

จากการศึกษาในปี 2024 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine พบว่ามีไมโครพลาสติกอยู่ในหลอดเลือดที่อุดตันของผู้ป่วยโรคหัวใจ ซึ่งบ่งบอกว่ามันอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพหัวใจโดยตรง แต่ก็มีข่าวดีจากโลกวิทยาศาสตร์ที่บอกเอาไว้ว่าแม้เราจะหลีกเลี่ยงไมโครพลาสติกไม่ได้ 100% แต่ร่างกายเรามีกลไกในการขับของเสียออกไปเอง และที่สำคัญ มีอาหารบางชนิดที่ช่วยเสริมกลไกนี้ได้

 

เส้นใยอาหาร ตัวช่วยตัวจริง

 

การศึกษาจาก UCLA ในปี 2024 ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อม พบว่ามีหลักฐานเริ่มชี้ว่าอาหารที่มีเส้นใยสูงอาจช่วย ‘ลดการดูดซึม’ และ ‘พาออก’ ของปนเปื้อนบางชนิดได้ ทำไมเส้นใยถึงช่วยได้? เพราะมันสามารถดักจับและพาออกออกจากร่างกาย เส้นใยที่ไม่ละลายน้ำมีโครงสร้างเป็นรูพรุน เหมือนฟองน้ำตัวจิ๋ว พอไมโครพลาสติกลอยมาชนก็จะติดค้าง แล้วเส้นใยจะพาไปขับออกทางอุจจาระ อีกหนึ่งความเก่งของเส้นใยอาหารคือช่วยเสริมกำแพงลำไส้ของเรา เส้นใยละลายน้ำจะถูกจุลินทรีย์ในลำไส้หมักเป็นกระบวนการที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังลำไส้ ทำให้ไมโครพลาสติกแทรกซึมเข้าเลือดได้ยากขึ้น

 

อาหารที่แนะนำ ได้แก่

 

  • ข้าวโอ๊ต รำข้าวสาลี
  • ถั่วเลนทิล ถั่วทุกชนิด
  • เมล็ดเชีย เมล็ดแฟลกซ์
  • ผักใบเขียว บร็อกโคลี

 

เป้าหมายคือ 25-35 กรัมต่อวัน แต่ค่อยๆ เพิ่มทีละน้อยนะ ถ้าเพิ่มเยอะเกินไปทีเดียวท้องอาจไม่ชิน

 

ผลไม้สีสันสดใส มากกว่าแค่สวยงาม

 

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Pharmaceutical Analysis ในปี 2024 เปิดเผยว่าสารแอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้ผลไม้มีสีแดง ม่วง น้ำเงินสวยๆ สามารถช่วยปกป้องร่างกายจากความเสียหายของไมโครพลาสติกได้ การทดลองในหนูพบว่าเมื่อได้รับไมโครพลาสติก แล้วจึงได้รับสารแอนโธไซยานิน หนูเหล่านั้นมีอสุจิที่มีคุณภาพดีขึ้น ว่องไวขึ้น และมีจำนวนมากขึ้น (หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในสัตว์หรือห้องทดลอง) กลไกการทำงานคือ ต่อต้านความเครียดออกซิเดชัน ช่วยลดความเสียหายของเซลล์จากพลาสติก ปกป้องตัวรับฮอร์โมน ป้องกันไม่ให้สารเคมีในพลาสติกไปรบกวนฮอร์โมนในร่างกาย ลดการอักเสบและบรรเทาอาการอักเสบที่เกิดจากไมโครพลาสติก

 

อาหารที่ควรกินได้แก่

 

  • เบอร์รีทุกชนิด โดยเฉพาะบลูเบอร์รีและแบล็กเบอร์รี
  • เชอร์รี องุ่นดำ
  • กะหล่ำปลีม่วง มะเขือม่วง
  • ถั่วดำ ถั่วแดง
  • มันเทศสีม่วง

 

เคล็ดลับ: กินสดหรือปรุงเบาๆ ดีที่สุด เพราะความร้อนสูงทำลายแอนโธไซยานินได้ และลองผสมกับไขมันดีๆ เช่น ถั่วหรือน้ำมันมะกอก จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น

 

โปรไบโอติก ทีมจุลินทรีย์ตัวเก่ง

 

ลำไส้ของเราคือแนวป้องกันแนวแรกต่อไมโครพลาสติก งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าจุลินทรีย์ดีในลำไส้มีบทบาทสำคัญในการจัดการกับพลาสติกเหล่านี้ อาหารหมักต่างๆ เช่น โยเกิร์ต คีเฟอร์ กิมจิ หรือผักดอง ช่วยเสริมแบคทีเรียดีในลำไส้ ซึ่งนอกจากจะช่วยย่อยอาหารแล้ว ยังอาจช่วยย่อยสลายพลาสติกบางชนิดได้ด้วย

 

ไคโตซานจากเปลือกกุ้ง

 

การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Scientific Reports ในปี 2025 พบว่าไคโตซาน ซึ่งสกัดมาจากเปลือกของสัตว์น้ำ สามารถเพิ่มการขับถ่ายไมโครพลาสติกออกจากลำไส้ได้อย่างมีนัยสำคัญ สามารถหาได้จากอาหารเสริมหรือกินกุ้งพร้อมเปลือกเลยก็ได้ แต่สำหรับคนที่แพ้อาหารทะเลไม่แนะนำ

 

แต่ทั้งนี้ก็ยังมีข้อระวังด้วยนะ เพราะนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ต่างเตือนว่าการกินอาหารเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะ ‘กำจัด’ หรือ ‘ดีท็อกซ์’ ไมโครพลาสติกออกจากร่างกายได้ 100%

 

สิ่งที่อาหารเหล่านี้ทำได้จริงๆ คือ ช่วยลดการดูดซึมไมโครพลาสติกเข้าสู่กระแสเลือดเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายให้รับมือกับความเครียดจากสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้นสนับสนุนกลไกการขับของเสียตามธรรมชาติของร่างกาย

 

นอกจากเลือกกินอาหารแล้ว การลดการรับไมโครพลาสติกตั้งแต่แรกก็สำคัญไม่แพ้กัน เช่น

 

  • เลิกใช้ภาชนะพลาสติกในไมโครเวฟ เปลี่ยนเป็นแก้วหรือเซรามิก
  • เก็บอาหารในภาชนะแก้วหรือสแตนเลส
  • หลีกเลี่ยงน้ำดื่มขวด ใช้ขวดที่ล้างได้แทน
  • กรองน้ำประปาก่อนดื่ม
  • เลือกชาใบแทนถุงชา เพราะถุงชาหลายยี่ห้อมีพลาสติกปนอยู่
  • เปิดหน้าต่างระบายอากาศบ่อยๆ เพราะฝุ่นในบ้านก็มีไมโครพลาสติกด้วย
  • ออกกำลังกายให้เหงื่อออก ช่วยขับสารพิษบางชนิดออกทางผิวหนัง
  • ไปอบซาวน่าก็ได้ผลคล้ายๆ กัน

 

การวิจัยเรื่องไมโครพลาสติกยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เรารู้แน่ๆ คือการกินอาหารที่หลากหลาย เน้นพืชผักผลไม้สีสันสดใส เต็มไปด้วยเส้นใยและสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลตัวเองในโลกที่เต็มไปด้วยพลาสติก

 

ภาพ: Shutterstock

The post FOOD DEFENSE: รู้จักอาหารที่ช่วย ‘ลดผลกระทบ’ จากไมโครพลาสติก appeared first on THE STANDARD.

]]>
CALENDAR: กิจกรรมน่าสนใจสัปดาห์นี้ (30 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568) https://thestandard.co/life/calendar-30-5-november-2568/ Thu, 30 Oct 2025 05:59:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1137382 CALENDAR: กิจกรรมน่าสนใจสัปดาห์นี้ (30 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน 2568)

ทุกคนพร้อมเริ่มต้นเดือนใหม่กันหรือยัง? เราเข้าใจดีว่าช่ […]

The post CALENDAR: กิจกรรมน่าสนใจสัปดาห์นี้ (30 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568) appeared first on THE STANDARD.

]]>
CALENDAR: กิจกรรมน่าสนใจสัปดาห์นี้ (30 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน 2568)

ทุกคนพร้อมเริ่มต้นเดือนใหม่กันหรือยัง? เราเข้าใจดีว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาอาจเป็นช่วงเวลาหนักหน่วงหัวใจสำหรับหลายๆ คน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าลืมดูแลตัวเอง หาเวลาผ่อนคลายจิตใจ และให้เวลากับตัวเองบ้างนะ

 

ในสัปดาห์นี้เรามีกิจกรรมที่จะชวนทุกคนปล่อยใจสบายๆ มาแนะนำ เผื่อใครอยากหาเวลาว่างออกมาใช้ชีวิต เดินเล่น ถ่ายรูป หรือกินอาหารอร่อยๆ เติมเต็มความสุขเล็กๆ ให้ตัวเองและคนรอบข้าง

 

ถ้าหากใครพร้อมแล้ว ก็ลองมาดูกิจกรรมในสัปดาห์นี้กันเลย

 


 

Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage

 

Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage

 

นิทรรศการ ‘ชุดไทย: จากราชสำนักสู่ราชนิยม’ เป็นการจัดแสดงฉลองพระองค์ซึ่งเป็นต้นแบบชุดประจำชาติของสตรีไทยในปัจจุบัน โดยมีทั้งหมด 8 แบบ ได้แก่ เรือนต้น, จิตรลดา, อมรินทร์, บรมพิมาน, ดุสิต, จักรี, ศิวาลัย และ จักรพรรดิ ซึ่งล้วนมีความงดงามและเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

โดยพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มุ่งเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยม ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายที่ประยุกต์รูปแบบการแต่งกายของสตรีไทยในราชสำนักโบราณเข้ากับเทคนิคการตัดเย็บสมัยใหม่ สะท้อนความเป็นไทยอย่างงดงามและร่วมสมัย สวมใส่สะดวก เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน และคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็นไทยและความสง่างาม

 

มีค่าเข้าชม ดั้งนี้

 

– เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เข้าชมฟรี

– เด็กอายุ 12-18 ปี ราคา 50 บาท)

– นักเรียน นักศึกษา (แสดงบัตรประจำตัว) ราคา 50 บาท

– ผู้ใหญ่ ราคา 150 บาท

– ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) ราคา 80 บาท

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.qsmtthailand.org

 

When: วันนี้ – 30 เมษายน 2569 เวลา 09.00-16.30 น. ของทุกวัน

Where: พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

More Info: Queen Sirikit Museum of Textiles

 


 

Visual Biography II: Daily Ordinary

 

Visual Biography II: Daily Ordinary

 

นิทรรศการภาพประกอบที่ถ่ายทอด ‘เรื่องราวความธรรมดาในชีวิตประจำวัน’ ที่แม้จะดูเรียบง่าย แต่แฝงด้วยแรงบันดาลใจและจิตวิญญาณความสร้างสรรค์ ที่ถ่ายทอดผ่านผลงานศิลปะของศิลปินทั้ง 8 คน ได้แก่ Eng Kanokwan, Her., Jung Yansu, Kanya Kim, Kazi Istela, Lychee.Chai, Mali และ PONO ในหลากหลายรูปแบบ ให้มีชีวิตชีวาและน่าจดจำ

 

นิทรรศการนี้จึงเป็นเหมือนไดอารี่ภาพที่บอกเล่าชีวิตของศิลปินแต่ละคน แล้วมาร่วมชมเรื่องราวธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ของศิลปินทั้ง 8 คนนี้ด้วยกัน

 

When: วันนี้ – 9 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00-20.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)

Where: บริเวณผนังโค้ง ชั้น 5 หอศิลปกรุงเทพฯ

More Info: Bacc หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

 


 

In Layers

 

In Layers

 

นิทรรศการ ‘In Layers’ ชวนทุกคนร่วมเดินทางสำรวจความรัก ความกลัว ความฝัน และความหมายของการมีชีวิต ผ่านผลงาน MALEE NAREE ศิลปะที่นำทางผู้ชมกลับสู่ความสงบงามภายในใจ ท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วและซับซ้อนขึ้นทุกวัน โดยใช้สัญลักษณ์ของดอกไม้ในสไตล์ Pop Surrealism ที่อ่อนโยนแต่ทรงพลัง ทำหน้าที่เหมือนทั้ง ‘กระจก’ และ ‘สะพาน’ เชื่อมโยงผู้คนกลับมาหาตัวเอง

 

งานนี้เข้าชมฟรี แล้วมาสัมผัสโลกแห่งดอกไม้และความสงบภายในใจไปพร้อมกัน

 

When: วันที่ 3-30 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00-18.00 น. ของทุกวัน

Where: MATDOT Art Center ถนนหลานหลวง (ใกล้ MRT สามยอด)

More Info: Matdot Art Center

 


 

PET VERSE: From Heart to Myth

 

PET VERSE: From Heart to Myth

 

นิทรรศการสำหรับคนรักน้องหมา ‘PET VERSE’ เชื่อมโยงใจ สายตา และความรู้สึกของทุกคนกับเพื่อนรักที่อยู่เคียงข้างเราในทุกช่วงเวลา ผ่านผลงานศิลปะจากหลากหลายศิลปิน ที่สะท้อนมุมมอง ความปรารถนา ความเปราะบาง และความฝันของมนุษย์

 

เพราะ ’เงา’ และ ‘แสง’ คือตัวแทนของสุนัขที่คอยเคียงข้างเรา และในขณะเดียวกันเราก็เป็นแสงให้กับสุนัข ดังนั้นจึงเป็นความสมบูรณ์ให้แก่กันและกัน

 

ภายในงานนี้จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับสัตว์เลี้ยง และอบอวลไปด้วยบรรยากาศความอบอุ่น ความเป็นกันเอง และเต็มไปด้วยความรัก

 

When: วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00-18.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)

Where: Warehouse30 เจริญกรุง

More Info: 333Gallery

 


 

Biblio Reading Corner

 

Biblio Reading Corner

 

คอมมูนิตี้ใหม่ของเหล่าหนอนหนังสือ ‘Biblio Reading Corner’ กับมุมอ่านหนังสือสุดชิลที่รวบรวมหนังสือหลากหลายแนว ตั้งแต่ Mindfulness, Non-fiction ไปจนถึงศิลปะและดีไซน์ รวมถึงหนังสือคัดสรรพิเศษจาก Biblio

 

สำหรับค่าบริการ

– 59 บาท/วัน: นั่งอ่านหนังสือได้ทั้งวัน

– 99 บาท/วัน:เลือกเครื่องดื่มได้ 1 แก้ว และนั่งอ่านหนังสือได้ทั้งวัน

หรือใช้จ่ายที่ร้านค้าร่วมรายการ 300 บาทขึ้นไป รับสิทธิ์เข้าใช้งานฟรีตลอดวัน

 

สำหรับใครที่มองหาที่นั่งทำงานหรืออ่านหนังสือ ในบรรยากาศสบายๆ ต้องมาที่นี่เลย!

 

When: ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เวลา 10.00-20.00 น. ของทุกวัน

Where: Living Space ชั้น 1, Slowcombo (ใกล้ MRT สามย่าน ทางออก 2)

More Info: Slowcombo

 


 

Anne-Sophie Pic at Le Normandie

 

Anne-Sophie Pic at Le Normandie

 

ดื่มด่ำดินเนอร์มื้อหรู 7 คอร์ส ที่ผสานความเป็นฝรั่งเศสและวัฒนธรรมไทย ในบรรยากาศยามค่ำคืน พร้อมชมแสงเทียนจากเทศกาลลอยกระทง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

 

โดยในแต่ละเมนูจะผสานรสชาติ เทคนิค และแรงบันดาลใจ ของเชฟ Anne-Sophie Pic เข้าด้วยกันอย่างลงตัว อาทิ Hokkaido scallops with sake, Brittany lobster with beurre blanc and rosemary pine รวมถึงเมนูซิกเนเจอร์ อย่าง Les Berlingots และปิดท้ายด้วย Loy Krathong Mille-feuille ที่รังสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษ

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ http://www.mandarinoriental.com/bangkok

 

When: วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป

Where: ห้องอาหาร Anne-Sophie Pic at Le Normandie, ชั้น 5 โรงแรม แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

More Info: Mandarin Oriental, Bangkok

The post CALENDAR: กิจกรรมน่าสนใจสัปดาห์นี้ (30 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568) appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยไม่ได้กินเจแค่ 10 วัน! ซีพีแรมเผยตลาด เจ-วีแกนไทยปีนี้มูลค่าทะลุ 4.8 หมื่นล้านบาท โตแรงเกินคาด ชี้เทรนด์ Gen Y–Z เริ่มกินเพราะรักษ์โลก https://thestandard.co/cpram-thai-vegan-boom-genyz-trend/ Wed, 29 Oct 2025 10:47:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1137059 คนไทยไม่ได้กินเจแค่ 10 วัน **ซีพีแรม** เผยตลาด เจ-วีแกนไทยปีนี้มูลค่าทะลุ 4.8 หมื่นล้านบาท โตแรงเกินคาด ชี้เทรนด์ Gen Y–Z เริ่มกินเพราะรักษ์โลก

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสเดินทางไปร่วมงานเทศกาลกินเจ […]

The post คนไทยไม่ได้กินเจแค่ 10 วัน! ซีพีแรมเผยตลาด เจ-วีแกนไทยปีนี้มูลค่าทะลุ 4.8 หมื่นล้านบาท โตแรงเกินคาด ชี้เทรนด์ Gen Y–Z เริ่มกินเพราะรักษ์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยไม่ได้กินเจแค่ 10 วัน **ซีพีแรม** เผยตลาด เจ-วีแกนไทยปีนี้มูลค่าทะลุ 4.8 หมื่นล้านบาท โตแรงเกินคาด ชี้เทรนด์ Gen Y–Z เริ่มกินเพราะรักษ์โลก

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสเดินทางไปร่วมงานเทศกาลกินเจ จังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2568 ซึ่งปีนี้ ถือเป็นการฉลองครบรอบ 200 ปี ภายใต้แนวคิด ‘2 ศตวรรษแห่งศรัทธา เจี๊ยะฉ่ายภูเก็ต’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-29 ตุลาคม 2568 ที่ศาลเจ้าในจังหวัดภูเก็ต พร้อมสัมภาษณ์ ‘วิเศษ วิศิษฏ์วิญญู’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ถึง บรรยากาศภาพรวมตลาดอาหารเจ-วีแกนในปี 2568

 

วิเศษ ฉายภาพว่า ตลาดอาหารเจและวีแกนในประเทศไทยปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 48,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นราว 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะในช่วง 10 วัน ของเทศกาลกินเจ กลุ่มอาหารเจในเครือซีพีแรมเติบโตสูงถึง 10% เนื่องจากบริษัทได้เปิดตัวสินค้ากลุ่มเจมากกว่า 50 รายการ ซึ่งคาดว่าตลอดทั้งปี กลุ่มอาหารเจของซีพีแรมจะมีอัตราการเติบโตมากกว่า 20%

 

แต่หากมองในเชิงพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่า พฤติกรรมของการกินเจ เปลี่ยนไปจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ เดิมทีคนส่วนใหญ่จะถือศีลกินเจเพียง 10 วันตามปฏิทินจีน แต่ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มขยายระยะเวลาการกินเจนานขึ้น และบางกลุ่มยังเลือกกินเจเป็นประจำในบางวันของสัปดาห์ หรือกินตามวันเกิดของตัวเอง ส่งผลให้อาหารเจกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากขึ้น และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

และอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัด คือ อายุเฉลี่ยของผู้บริโภคอาหารเจลดลงโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Y และ Gen Z เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยคนกลุ่มนี้ไม่ได้มองการกินเจเพียงแค่การถือศีลหรือทำบุญ แต่ยังมองไปในมิติของการสร้างความยั่งยืนและรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะการบริโภคอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์สามารถช่วยลดผลกระทบต่อโลกได้

 

นอกจากนี้ ธุรกิจร้านอาหารเองก็เริ่มปรับตัวรับกระแสอาหารเจและวีแกนมากขึ้น ทั้งร้านอาหารไทยทั่วไปและเชนฟาสต์ฟู้ดชื่อดังหลายราย ได้เพิ่มเมนูอาหารเจและวีแกนเข้ามาเป็นทางเลือกให้ลูกค้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดอาหารกลุ่มนี้กำลังขยายฐานผู้บริโภคได้กว้างขึ้น และกลายเป็นเซกเมนต์สำคัญในอุตสาหกรรมอาหารของไทยไปแล้ว

 

“แต่แม้ภาพรวมตลาดจะเติบโตดี แต่ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งราคาวัตถุดิบ แรงงาน และค่าไฟที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งอยู่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และผู้บริโภคมีกำลังซื้อจำกัด ทำให้การปรับขึ้นราคาสินค้าทำได้ยาก ซีพีแรมจึงเลือกใช้กลยุทธ์ออกสินค้าใหม่ที่มีราคาสูงขึ้นบางรายการ แทนการปรับขึ้นราคาสินค้าเดิม เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค และแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ยอดขายของซีพีแรมยังคงเติบโตได้ดี”

 

โดยปัจจุบันยอดขายรวมเพิ่มขึ้นราว 10% จากปีก่อน คาดว่าตลอดปี 2568 บริษัทจะมียอดขายรวมประมาณ 34,500 ล้านบาท โดยเมนูขายดี ยังคงเป็นอาหารจานเดียว เช่น ข้าวกะเพรา ข้าวผัด รวมถึงกลุ่มอาหารเส้นอย่างผัดซีอิ๊วและราดหน้า ซึ่งในช่วงเทศกาลกินเจ เมนูกะเพราเจ ก็กลายเป็นสินค้าขายดีเช่นกัน

 

ขณะเดียวกัน ธุรกิจในส่วนของการค้าชายแดน ยังคงเผชิญปัญหาการชะลอตัว หลังจากมีปัญหาความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวและการทำธุรกิจระหว่างประเทศลดลง ส่งผลให้ยอดขายในพื้นที่จังหวัดชายแดนหดตัวตามไปด้วย และตั้งแต่ปิดด่าน ก็ไม่สามารถส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อในกัมพูชาได้ ซึ่งทำให้รายได้จากตลาดกัมพูชาต้องชะลอลงชั่วคราว

 

ส่วนตลาดอาหารพร้อมทานและเบเกอรี่ในจังหวัดอื่นๆยังโตได้ดี แต่ไลน์ผลิตสินค้าทั้งเบเกอรี่และอาหารพร้อมรับประทาน ที่มีอยู่ 7 แห่ง รวมแล้ว 15 โรงงาน ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี ขอนแก่น ลำพูน สุราษฎร์ธานี และปทุมธานี ผลิตใกล้เต็มแล้ว ทำให้บริษัทตัดสินใจลงทุนขยายโรงงานการผลิตเพิ่มอีก 1 แห่ง ในจังหวัดนครราชสีมา โดยจะเปิดทำการผลิตได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มากขึ้น และจะสามารถรองรับความต้องการผู้บริโภคและตลาดเบเกอรี่ในไทยที่กำลังเติบโตในอนาคต

 

เมื่อมาดูบรรยากาศงานเทศกาลถือศีลกินผัก ในจังหวัดภูเก็ต มีขบวนแห่ และพิธีกรรมแห่งความศรัทธาจากศาลเจ้าในภูเก็ต 39 แห่งที่หาชมได้เพียงปีละครั้ง และจังหวัดภูเก็ตถือเป็นจังหวัดใหญ่ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ

 

โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท) ) คาดการณ์ว่า ในปีนี้จะมีทั้งคนไทยและต่างชาติเข้าร่วมประมาณ 198,239 คน เพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของที่พักในจังหวัดภูเก็ตคาดว่าจะอยู่ที่ 81% เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 2,339 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44% และโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง จะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจเพิ่มขึ้นทั้งในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียง

The post คนไทยไม่ได้กินเจแค่ 10 วัน! ซีพีแรมเผยตลาด เจ-วีแกนไทยปีนี้มูลค่าทะลุ 4.8 หมื่นล้านบาท โตแรงเกินคาด ชี้เทรนด์ Gen Y–Z เริ่มกินเพราะรักษ์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPF จับปลาหมอคางดำ ผลิตเป็น ‘น้ำปลาหับเผยแม่กลอง’ ร่วมมือกับ กรมราชทัณฑ์ กรมประมง พร้อมวางขายในตลาดเดือน พ.ย. นี้ https://thestandard.co/cpf-black-tilapia-fish-sauce-maeklong/ Wed, 29 Oct 2025 10:19:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1137053 CPF ปลาหมอคางดำ

CPF จับปลาหมอคางดำ ผลิต ‘น้ำปลาหับเผยแม่กลอง’ ร่วมมือกั […]

The post CPF จับปลาหมอคางดำ ผลิตเป็น ‘น้ำปลาหับเผยแม่กลอง’ ร่วมมือกับ กรมราชทัณฑ์ กรมประมง พร้อมวางขายในตลาดเดือน พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPF ปลาหมอคางดำ

CPF จับปลาหมอคางดำ ผลิต ‘น้ำปลาหับเผยแม่กลอง’ ร่วมมือกับ กรมราชทัณฑ์ กรมประมง ส่งขึ้นแท่นสินค้าโอทอปสมุทรสงคราม พร้อมวางตลาด พ.ย. นี้

 

จังหวัดสมุทรสงครามยกระดับ ‘น้ำปลาหับเผยแม่กลอง’ ผลิตภัณฑ์จากปลาหมอคางดำ ขึ้นเป็นสินค้าโอทอป (OTOP) อย่างเป็นทางการ โดยเตรียมวางจำหน่ายสู่ตลาดภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

 

โดย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองสมุทรสงคราม ได้ออกหนังสือรับรองขึ้นทะเบียน ‘น้ำปลาหับเผยแม่กลอง’ ขึ้นเป็นสินค้าโอทอปอย่างเป็นทางการ โดยมีเรือนจำกลางสมุทรสงครามเป็นผู้ผลิต ภายใต้การนำของนายโอชา วณิโชภาส พร้อมได้รับรหัสผู้ประกอบการเลขที่ 7501001128

 

ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างเรือนจำกลางสมุทรสงคราม กรมราชทัณฑ์ กรมประมง และบริษัท ซีพีเอฟ จำกัด (มหาชน) ในการนำปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสร้างมูลค่าเพิ่ม

 

มานิต หนูเทศ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสมุทรสงคราม กล่าวว่า โครงการนี้เกิดจากการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ปัญหาปลาหมอคางดำในธรรมชาติ โดยนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์น้ำปลาแท้ พร้อมใช้เป็นหลักสูตรฝึกอาชีพให้ผู้ต้องขัง เพื่อสร้างโอกาสและอาชีพหลังพ้นโทษ ขณะเดียวกันยังช่วยขยายผลสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง

 

ด้าน วิรัตน สนิทมัจโร ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวต่อว่า การแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นน้ำปลาเป็นหนึ่งในแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ลดปริมาณปลาหมอคางดำในธรรมชาติให้อยู่ในระดับควบคุมได้ พร้อมสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและผู้ต้องขัง รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากปลาหมอคางดำในวงกว้างมากขึ้น

 

“เรียกได้ว่า การขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าโอทอป จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และจูงใจให้มีการนำปลาหมอคางดำไปแปรรูปเชิงพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่น ๆ นำไปต่อยอดและช่วยลดปริมาณปลาหมอคางดำอย่างเป็นระบบ” วิรัตน ย้ำ

 

ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาชุมชนได้ให้คำแนะนำด้านมาตรฐานการผลิตเพื่อให้ได้สินค้าที่ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย และคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น โดยใช้วัตถุดิบหลักคือ ปลาหมอคางดำ และ เกลือสมุทร ทำให้น้ำปลาหับเผยแม่กลองมีรสชาติเฉพาะตัว และสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัด

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน หลายจังหวัด เช่น สมุทรสาคร เพชรบุรี และสมุทรปราการ ได้นำแนวทางนี้ไปใช้ในการแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นน้ำปลาเช่นกัน โดยกรมประมงสนับสนุนให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้ชุมชน พร้อมผลักดันให้เป็นต้นแบบของการแก้ปัญหาทรัพยากรประมงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

The post CPF จับปลาหมอคางดำ ผลิตเป็น ‘น้ำปลาหับเผยแม่กลอง’ ร่วมมือกับ กรมราชทัณฑ์ กรมประมง พร้อมวางขายในตลาดเดือน พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 18 ข้อตกลง ‘การค้าต่างตอบแทน’ สหรัฐฯ-ไทย แลกสินค้าอะไรกันบ้าง? ก่อนปิดดีลสิ้นปี 2568 https://thestandard.co/us-thailand-trade-deal-info/ Tue, 28 Oct 2025 07:33:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1136504 เปิด 18 ข้อตกลง ‘การค้าต่างตอบแทน’ สหรัฐฯ-ไทย แลกสินค้าอะไรกันบ้าง? ก่อนปิดดีลสิ้นปี 2568 1

หลังจากที่ทำเนียบขาวเผยแพร่ ‘JOINT STATEMENT ON A FRAME […]

The post เปิด 18 ข้อตกลง ‘การค้าต่างตอบแทน’ สหรัฐฯ-ไทย แลกสินค้าอะไรกันบ้าง? ก่อนปิดดีลสิ้นปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 18 ข้อตกลง ‘การค้าต่างตอบแทน’ สหรัฐฯ-ไทย แลกสินค้าอะไรกันบ้าง? ก่อนปิดดีลสิ้นปี 2568 1

หลังจากที่ทำเนียบขาวเผยแพร่ ‘JOINT STATEMENT ON A FRAMEWORK FOR A UNITED STATES-THAILAND AGREEMENT ON RECIPROCAL TRADE’ ทั้งสองประเทศได้บรรลุ “ข้อตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน” เพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

 

โดยประเด็นที่ต้องจับตาคือ ไทยจะยกเลิกมาตรการกีดกันทางภาษีสินค้า 99% ครอบคลุมอุตสาหกรรม อาหาร การเกษตร พร้อมเตรียมจัดซื้อสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบินจากสหรัฐฯ

 

“นับเป็นดีลการค้าครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี”

 

THE STANDARD WEALTH สรุปไฮไลต์สำคัญ 18 ข้อ และรายชื่อสินค้าสหรัฐฯ-ไทย ที่ได้ร่วมวางกรอบเจรจา มีอะไรบ้าง ก่อนสรุป และมีผลบังคับใช้ในสิ้นปี 2568

 

เปิด 18 ข้อตกลง ‘การค้าต่างตอบแทน’ สหรัฐฯ-ไทย แลกสินค้าอะไรกันบ้าง? ก่อนปิดดีลสิ้นปี 2568 2

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post เปิด 18 ข้อตกลง ‘การค้าต่างตอบแทน’ สหรัฐฯ-ไทย แลกสินค้าอะไรกันบ้าง? ก่อนปิดดีลสิ้นปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ บีบไทยทุกทาง! เปิดตลาด-ยกภาษี 99% พ่วง MOU แรร์เอิร์ธ กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน? https://thestandard.co/wealth-in-depth-rare-earth-mou/ Tue, 28 Oct 2025 04:57:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1136407 สหรัฐฯ บีบไทยทุกทาง เปิดตลาด-ยกภาษี 99% พ่วง MOU แรร์เอิร์ธ กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน?

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ทำเนียบขาวได้เปิดเผยแถลงการณ […]

The post สหรัฐฯ บีบไทยทุกทาง! เปิดตลาด-ยกภาษี 99% พ่วง MOU แรร์เอิร์ธ กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ บีบไทยทุกทาง เปิดตลาด-ยกภาษี 99% พ่วง MOU แรร์เอิร์ธ กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน?

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ทำเนียบขาวได้เปิดเผยแถลงการณ์ร่วม ‘กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐฯ และประเทศไทย’ (Joint Statement on Framework for United States–Thailand Agreement on Reciprocal Trade) โดยมีใจความสำคัญหลัก ดังนี้

 

ไทยจะยกเลิกกำแพงภาษีหรือเปิดตลาด (Market Access) ให้สินค้าสหรัฐฯ ประมาณ 99% สูงกว่าที่รัฐบาลสื่อสารก่อนหน้าที่ระดับราว 90% โดยครอบคลุมสินค้าอุตสาหกรรม อาหาร และเกษตร เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ จะคงอัตราภาษี (Reciprocal Tariff) ต่อสินค้าไทยไว้ที่ 19% แต่จะกำหนดสินค้าบางรายการให้ได้รับอัตราภาษี 0% (ไม่ถูกเรียกเก็บ Reciprocal Tariff) ไว้ในภาคผนวก III (Annex III)

 

นอกจากนี้ ไทยตกลงที่จะแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) ที่กระทบการส่งออกของสหรัฐฯ ขณะที่ในด้านสินค้าเกษตร ไทยจะต้องเร่งแก้ไขอุปสรรคและเพิ่มการเข้าถึงตลาดให้สินค้าเกษตรและอาหารของสหรัฐฯ เช่น เนื้อสัตว์และสัตว์ปีกที่ได้รับการรับรองโดย FSIS

 

พร้อมทั้งจะเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและระดับชาติ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Resilience) และรับมือกับการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศที่สาม

 

โดยไทยยังต้องซื้อสินค้าเกษตร (มูลค่า 2.6 พันล้านดอลลาร์ต่อปี) พลังงาน (มูลค่า 5.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี) และการบิน (จัดซื้อเครื่องบินสหรัฐฯ 80 ลำ มูลค่า 18.8 พันล้านดอลลาร์) อีกด้วย

 

อย่างไรก็ดี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ ได้ชี้แจงว่า การเปิดตลาดให้สหรัฐฯ ในสัดส่วน 99% นี้จะมีเวลาให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบปรับตัว ยกตัวอย่างเช่น สินค้าเกษตรที่จะไม่เปิดตลาดในทันทีและยังมีระบบโควตาด้วย นอกจากนี้ จะพยายามเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มรายการสินค้าเข้าไปในภาคผนวก (Annex III) เพื่อขอยกเว้นอัตราภาษี (Reciprocal Tariff) ที่ 19% ดังกล่าว เพิ่มเติมด้วย

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

CIMB ห่วงเปิดตลาดสหรัฐฯ กระทบผู้ผลิตไทยระยะสั้น มองระยะยาวดีต่อเศรษฐกิจ

 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยระบุว่า การประเมินผลกระทบจากการเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 90% เป็น 99% จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดของรายการสินค้าที่ถูกเพิ่มเข้ามาก่อน

 

อย่างไรก็ตาม การเปิดตลาดให้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอาจทำให้สินค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าเข้ามาในประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตในประเทศอาจไม่สามารถแข่งขันได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ดร.อมรเทพมองว่า การเปิดตลาดในลักษณะนี้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย พร้อมแนะให้รัฐบาลออกมาตรการเพื่อช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว ควบคู่กัน

 

โดยในระยะสั้น หรือในช่วงแรกของการเปิดตลาดใหม่ ที่ผู้ผลิตในประเทศอาจได้รับผลกระทบ เช่น ยอดขายตก ควรต้องได้รับการช่วยเหลือเพื่อปรับตัว โดยรัฐบาลควรมีจะมาตรการชดเชยรายได้ให้ผู้ผลิตในประเทศที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดี รัฐบาลควรชดเชยรายได้ที่หายไปในส่วนเท่าที่ ‘จำเป็น’ เท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องชดเชยเต็มจำนวน เนื่องจากต้องพิจารณาจากงบประมาณที่จำกัด

 

ส่วนในระยะกลางและยาว รัฐบาลควรหนุนให้ผู้ประกอบการ พัฒนาสินค้าให้มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น มีต้นทุนที่ลดลง และมีมูลค่าเพิ่มขึ้น รวมถึงการรณรงค์และส่งเสริมให้ผู้บริโภคใช้สินค้าไทยที่ผลิตในประเทศด้วย

 

‘สินค้าสหรัฐฯ’ จ่อทะลักเข้าไทย น่ากลัวแค่ไหนเทียบ ‘สินค้าจีน’?

 

ดร.อมรเทพ กล่าวว่า การเข้ามาตลาดไทยเพิ่มขึ้นของสินค้าสหรัฐฯ จะต้องกระทบสินค้าไทยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ดร.อมรเทพชี้ว่า ลักษณะของสินค้าจากสหรัฐฯ ต่างจากสินค้าจีน ผลกระทบจึงมีความแตกต่างกัน

 

พร้อมอธิบายต่อว่า สินค้าจีนมีลักษณะเป็นสินค้าราคาต่ำ และสามารถทดแทนสินค้าไทยจำนวนมากได้ ‘จึงมีความน่ากังวลมากกว่า’ และยังกระทบกับ SME เป็นหลัก

 

ขณะที่สินค้าสหรัฐฯ มีลักษณะ 2-3 ประเภท ได้แก่ (1) สินค้าที่สามารถเข้ามาแย่งตลาดไทยได้เช่นเดียวกับสินค้าจีน (2) สินค้าที่จะเข้ามาเป็นวัตถุดิบ เช่น ข้าวโพด เพื่อผลิตอาหารสัตว์ และ (3) สินค้าเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยต้องการ และสามารถเป็นฐานในการต่อยอดการพัฒนาได้เพิ่มเติม

 

ดร.อมรเทพ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผลการเจรจาวันนี้ ไม่ได้บอกว่า เราเจรจากับสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งสำคัญที่อยากได้มากกว่านี้คือ การผ่อนคลายมาตรการลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากวันนี้ สิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่ต้องการสินค้า แต่เราต้องการการลงทุนในประเทศให้มากขึ้น ทั้งจากจีน จากสหรัฐฯ จากยุโรป จากหลากหลายประเทศ”

 

ถ้ามองดูว่า อุปสรรคสำคัญไม่ใช่เพียงจากกฎระเบียบการค้าที่เข้มงวดขึ้นจากมาตรการภาษี แต่เราต้องการการผ่อนคลายในหลากหลายส่วน เพื่อให้ดึงดูดการลงทุนต่างประเทศให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทยได้”

 

สหรัฐฯ บีบไทยทุกทาง เปิดตลาด-ยกภาษี 99% พ่วง MOU แรร์เอิร์ธ กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน? 1

 

KKP วิเคราะห์ ‘แถลงการณ์ร่วมไทย-สหรัฐฯ’ สะท้อนสหรัฐฯ กำลังกดดันไทยรอบทิศ

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) มองว่า แม้แถลงการณ์ร่วมระหว่างสหรัฐฯ และไทย (a Framework for an Agreement on Reciprocal Trade) จะค่อนข้างสอดคล้อง (In-Line) กับที่สิ่งที่รัฐบาลชุดที่แล้วสื่อสารหรือเจรจามา

 

กระนั้น ดร.พิพัฒน์ ยังมองว่า แถลงการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า สหรัฐฯ พยายามกดดันไทยมากขึ้นทุกทาง ไม่ใช่แค่การเพิ่มสัดส่วนการเปิดตลาด (Market Access) จาก 90% เป็น 99% เท่านั้น แต่ยังมีประเด็นเรื่องแร่ Rare Earth และอื่นๆ ด้วย

 

ทั้งนี้ ‘ไทย-สหรัฐฯ’ เพิ่งลงนามใน ‘MOU แร่ธาตุสำคัญ’ ที่มีชื่อเต็มว่า บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกา กับ รัฐบาลราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญระดับโลก และส่งเสริมการลงทุน

 

ห่วงสหรัฐฯ กำหนดเกณฑ์ Chinese Content ในเกมอัตราภาษีสินค้าสวมสิทธิ์

 

สำหรับประเด็นเรื่องอัตราภาษีสำหรับสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) ที่สหรัฐฯ ยังไม่ได้กำหนดนั้น ดร.พิพัฒน์ ประเมินว่า สหรัฐฯ น่าจะใช้ ‘สัดส่วนมูลค่าการผลิตภายในภูมิภาค’ (Regional Value Content) หรือ RVC มากกว่าเกณฑ์สัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content)

 

มากกว่านั้น ดร.พิพัฒน์ยังมองว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจจะใช้หลักเกณฑ์ที่ว่า ‘สินค้าที่ส่งไปสหรัฐฯ ต้องมีสัดส่วนการผลิตจากประเทศใดประเทศหนึ่งเท่าไหร่ ‘(Individual Content Limit) ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า สหรัฐอาจจะกำหนดเกณฑ์สัดส่วนการผลิตจาก ‘จีน’ โดยเฉพาะ (Chinese Content)

 

สหรัฐฯ บีบไทยทุกทาง เปิดตลาด-ยกภาษี 99% พ่วง MOU แรร์เอิร์ธ กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน? 2

 

KResearch เตือนส่งออกไทยยังเหนื่อย แม้สหรัฐฯ คงภาษีตอบโต้ 19%

 

เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยมองว่า กรอบความตกลงล่าสุดระหว่าง ‘สหรัฐฯ และไทย’ ในภาพรวมยังคล้ายเดิม เพียงแต่มีการระบุมูลค่า ที่ประเทศไทยต้องรับซื้อ โดยมีโอกาสและความเสี่ยงใหม่ดังนี้

 

สำหรับปัจจัยบวกใหม่ (Upside Risk) เกวลินมองว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุด สะท้อนว่า สหรัฐฯ ยังให้ความสำคัญกับไทยในฐานะประเทศคู่ค้า เช่นเดียวประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย ที่มีการยกระดับข้อตกลงการค้าพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ เกวลินยังมองว่า การลงนามสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา จะทำให้บรรยากาศการค้าชายแดนดีขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่

 

อย่างไรก็ตาม เกวลิน เตือนว่า แม้จะมีปัจจัยบวกใหม่และไทยยังได้อัตราภาษีตอบโต้เท่าเดิมที่ 19% ใกล้เคียง กับประเทศเพื่อนบ้าน แต่การที่ภาคส่งออกจะปรับดีขึ้นนั้น ยังขึ้นอยู่กับการปรับตัวของธุรกิจต่างๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการรักษามาร์จิ้น การดีลกับผู้นำเข้า การปรับปรุงการผลิตสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดโลก และการจัดการความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

 

ห่วงสหรัฐฯ กดดันหนักกระทบแรงงานระดับล่างหลายสิบล้านคน

 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงขาลง (Downside Risk) จากกรอบการเจรจาล่าสุด เกวลินมองว่า สหรัฐฯ ยังมีความต้องการ ให้ไทยเปิดตลาดอาหารสัตว์และสินค้าเกษตร รวมถึงการจัดซื้อเครื่องบิน และพลังงานจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น

 

โดยเฉพาะ ตลาดสินค้าเกษตรและอาหารสัตว์ไทย ที่เกวลินระบุว่า อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการหลายล้านครัวเรือน รวมถึงแรงงานระดับล่างหลายสิบล้านคน

 

“แม้ภาคเกษตรจะมีน้ำหนักต่อ GDP น้อย ที่ประมาณ 8-10% ก็ตาม ทั้งนี้ในระยะข้างหน้าต้อง ติดตามการเปิดตลาด ในสินค้าอื่น เช่น เนื้อหมู” เกวลินกล่าว

 

จับตาดีล ‘สหรัฐฯ-จีน’ และเกณฑ์สินค้าสวมสิทธิ์จ่อกระทบทิศทางการค้าอาเซียน

 

นอกจากนี้ เกวลิน ยังคงแนะให้ติดตามสถานการณ์ ความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐฯ และการตอบโต้ทางภาษีศุลกากรระหว่าง 2 ประเทศ ที่แม้ล่าสุดจะมีแนวโน้มบวกเพิ่มขึ้น แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงการค้า ไม่ว่าจะเป็นในทางบวกหรือลบ ย่อมส่งผลต่อทิศทางการค้าของอาเซียน

 

สำหรับประเด็นเรื่อง การสวมสิทธิ์สินค้า (Transshipment) เกวลินระบุว่า ยังต้องติดตามต่อว่าสหรัฐฯ จะมีหลักเกณฑ์การประเมินอย่างไร แต่เบื้องต้นคาดว่า จะมีการพูดคุยทั้งระดับทวิภาคี และออกหลักเกณฑ์ร่วมกันในระดับภูมิภาค (RVC)

 

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาผลการพิพากษาของศาลสูงสุดสหรัฐฯ (Supreme Court) ว่าจะ มีคำตัดสินให้ยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariff) หรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำสั่งยกเลิก ศูนย์วิจัยกสิกรไทยก็ คาดว่า มาตรการกีดกันทางการค้าจะยังดำเนินต่อไป โดยรัฐบาลทรัมป์ อาจหาช่องว่างทางกฎหมายอื่นมาเป็นเครื่องมือ เพื่อบรรลุเป้าหมายลด ขาดดุลการค้า และดึงฐานการผลิตกลับมาสหรัฐฯ รวมถึงสกัดการขยายอิทธิพลของจีนต่อไป

 

สหรัฐฯ บีบไทยทุกทาง เปิดตลาด-ยกภาษี 99% พ่วง MOU แรร์เอิร์ธ กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน? 3

 

แนะไทยแก้โจทย์ ‘โครงสร้าง’ ยกระดับ ‘Future Food’ สู้ศึกการค้าโลก

 

สำหรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่อรัฐบาล เพื่อรับมือกับผลกระทบจาก มาตรการภาษีตอบโต้สหรัฐฯ (Reciprocal tariff) ที่คาดว่าจะยังดำเนินต่อไปในระยะข้างหน้า เกวลินกล่าวว่า การเจรจาข้อตกลงการค้าแน่นอนว่า ผลสรุปแล้วสหรัฐฯ ต้องได้เปรียบกว่าประเทศคู่ค้า อีกทั้งยังมีปัจจัยภายนอก ที่ควบคุมไม่ได้หลายอย่าง ดังนั้น นอกจากมาตรการ บรรเทาผลกระทบแล้ว สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องโฟกัส คือ กลับมาแก้โจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดดันขีดความสามารถ การแข่งขันของประเทศ

 

พร้อมทั้งยกระดับซัพพลายเชนของภาคการผลิตไทย ทั้งฝั่งดีมานด์ และซัพพลายให้สามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานการค้าโลกได้ เพื่อรับมือระเบียบการค้าใหม่ ที่ทำให้การค้าโลกกระจัดกระจาย เศรษฐกิจชะลอตัวลง และนักลงทุนที่ใช้เวลาในการประเมินความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

 

“ดังนั้นเพื่อให้ภาคการผลิตไทยไม่ตกขบวน รัฐบาลจะต้องเร่งสนับสนุนการพัฒนา ecosystem ซัพพลายเชนทั้งระบบ ต่อยอดจุดแข็งที่มี เช่น อุตสาหกรรมเกษตร ต้องหาทางเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ผ่านการแปรรูป หรือต่อยอดอาหารไปสู่ Future Food เช่น อาหารจากพืช (Plant-based meat)” เกวลินกล่าวทิ้งท้าย 

The post สหรัฐฯ บีบไทยทุกทาง! เปิดตลาด-ยกภาษี 99% พ่วง MOU แรร์เอิร์ธ กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>