สมาคมสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/สมาคมสมาพันธ์เอสเอ็มอี/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 24 Jul 2025 01:57:20 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จี้เปิดข้อมูล 90% ของสินค้าสหรัฐฯ ที่ให้ภาษี 0% หวั่น SME เจ๊งเพิ่ม แนะรัฐเร่งออกมาตรการรองรับ https://thestandard.co/us-zero-tariff-sme-impact/ Thu, 24 Jul 2025 01:57:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1099041 แสงชัย ธีรกุลวาณิช แสดงความกังวลเรื่องภาษี 0% สินค้าสหรัฐต่อ SME ไทย

เงื่อนไขที่ทีมไทยแลนด์เสนอภาษี 0% ให้กับสินค้านำเข้าจาก […]

The post สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จี้เปิดข้อมูล 90% ของสินค้าสหรัฐฯ ที่ให้ภาษี 0% หวั่น SME เจ๊งเพิ่ม แนะรัฐเร่งออกมาตรการรองรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แสงชัย ธีรกุลวาณิช แสดงความกังวลเรื่องภาษี 0% สินค้าสหรัฐต่อ SME ไทย

เงื่อนไขที่ทีมไทยแลนด์เสนอภาษี 0% ให้กับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ 90% ในรายละเอียดยังขาดความชัดเจนว่าเป็นสินค้าประเภทใดบ้าง จึงประเมินผลกระทบได้ยาก ส่งผลให้ SME เริ่มกังวลว่าอาจเป็นอีกปัญหามาซ้ำเติมภาค SME ให้กิจการเพิ่มอีก

 

แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงกรณีที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับสหรัฐฯ และมีแนวโน้มที่จะลดภาษีนำเข้าสินค้าบางรายการเหลือ 0% เพื่อเป็นหนึ่งในเงื่อนไขเพื่อแลกกับการขอลดภาษีสินค้าของไทยที่สหรัฐฯ ประกาศจะเก็บในอัตรา 36% โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาผลกระทบในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะกลุ่ม SME และภาคเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงหากไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ

 

แสงชัยกล่าวว่า การพิจารณาลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เหลือ 0% นั้นไม่สามารถมองในภาพรวมได้ แต่ต้องพิจารณาเป็นรายกลุ่มสินค้าและผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งในแนวนอนและแนวตั้ง โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีฐานผู้ผลิต SME หรือเกษตรกรจำนวนมากและมีความเปราะบางในการแข่งขัน

 

ผลกระทบต่อภาคเกษตร กรณีศึกษา ‘เนื้อหมู’

 

แสงชัย ยกตัวอย่าง ‘เนื้อหมู’ ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่น่ากังวลอย่างยิ่งเพราะมีความเกี่ยวข้องกับเกษตรกรที่เป็น SME จำนวนมาก หากมีการลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% โดยชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างด้านต้นทุนการผลิตระหว่างไทยและสหรัฐฯ ดังนี้

 

  • สหรัฐฯ มีฟาร์มขนาดใหญ่ ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ต่ำ ทำให้ราคาหมูต่อกิโลกรัมอยู่ที่ประมาณ 1.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ
  • ประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นฟาร์มขนาด SME ต้นทุนการผลิตสูงกว่า ทำให้ราคาหมูต่อกิโลกรัมอยู่ที่ประมาณ 2.3-2.4 ดอลลาร์สหรัฐฯ

 

“หากหมูจากสหรัฐฯ เข้ามาในราคาที่ต่ำกว่า แม้จะรวมค่าขนส่งแล้ว ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในประเทศกว่า 150,000 ราย ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้” แสงชัยกล่าว

 

จี้เปิดข้อมูล 90% ของรายการสินค้าสหรัฐฯ ให้ภาษี 0% คือกลุ่มไหน

 

ประเด็นสำคัญที่แสงชัยตั้งคำถามคือ รายละเอียดของข้อมูลรายการสินค้า 90% ที่รัฐบาลเสนอให้สหรัฐฯ นำเข้าโดยลดภาษีเหลือ 0% ซึ่งข้อมูลที่เปิดเผยสู่สาธารณะยังขาดความชัดเจน ทำให้ภาคเอกชนและเกษตรกรไม่สามารถประเมินผลกระทบที่แท้จริงได้

 

 ภาพ: แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

 

“เราไม่ได้ปฏิเสธการลดภาษี หากไม่กระทบผู้ประกอบการและเกษตรกรในประเทศ แต่หากกระทบจนทำให้พวกเขาต้องปิดกิจการหรือปลดพนักงาน รัฐบาลจะต้องมีมาตรการชดเชยหรือแผนรองรับที่ชัดเจน” แสงชัยกล่าว

 

มาตรการรองรับที่สมาพันธ์ฯ เสนอแนะ ได้แก่ มาตรการทางการเงิน การปรับเปลี่ยนตลาด การปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือการยกระดับคุณภาพสินค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย

 

ความกังวลเรื่อง ‘ภาษีทรัมป์ – ปัญหา Transhipment’

 

นอกจากประเด็น FTA แล้ว ยังแสดงความกังวลต่อภาษีทรัมป์ ซึ่งหากกำหนดอัตราที่ 20% กับไทยก็ยังถือว่าไทยพอจะแข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาคได้

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ เงื่อนไขแฝง ที่สหรัฐฯ อาจกำหนดเพิ่มเติมเข้ามาแลกกับการลดภาษี และมาตรการตอบโต้การ Transhipment หรือการสวมสิทธิ์สินค้า

 

“หากสินค้าไม่ได้ผลิตในประเทศไทย แต่เป็นการนำเข้าจากประเทศอื่นเพื่อสวมสิทธิ์ส่งออกสหรัฐฯ ภาษีที่เรียกเก็บจะถูกคำนวณจากอัตราภาษีของไทยรวมกับอัตราภาษีของประเทศต้นทาง ซึ่งจะทำให้ไทยเสียเปรียบและถูกตอบโต้ได้” แสงชัย อธิบาย

 

ดังนั้น รัฐบาลต้องมีกลไกกำกับดูแลเรื่อง Transhipment และสินค้าสวมสิทธิ์อย่างรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยตกเป็นเครื่องมือและได้รับผลกระทบจากการที่ผู้ประกอบการไทยบางรายไปร่วมมือกับต่างชาติในการทำ Transhipment

 

ภาระหนี้สินสูง ปัญหาใหญ่ที่เร่งด่วน ของ SME ไทย

 

แสงชัยย้ำว่า ปัญหาเร่งด่วนและน่ากังวลที่สุดสำหรับ SME ไทยในขณะนี้คือ ปัญหาภาระหนี้สินที่สูงของ SME ทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ ที่เป็นปัญหาปัจจัยฉุดรั้งไม่ให้ผู้ประกอบการสามารถเดินหน้าต่อไปได้

 

ทั้งนี้จากผลสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทั่วประเทศกว่า 2,700 รายที่ตอบแบบสอบถาม พบผลสำรวจ ดังนี้

 

  • 4.7% ของ SME มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจ ‘แย่’
  • 52% มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจ ‘ค่อนข้างแย่’
  • 42.8% มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจ ‘ทรงตัว’
  • 0.5% มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจ ‘ดี’

 

ดังนั้น หมายความว่าเกือบ 57% ของ SME ทั่วประเทศที่ตอบแบบสอบถาม มองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจ ‘แย่’ ถึง ‘ค่อนข้างแย่’ และเกินครึ่งมีภาระหนี้นอกระบบ โดยสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคธุรกิจร้านอาหาร ภัตตาคาร และร้านค้าปลีกรายย่อย เริ่มส่งสัญญาณออกมาเสียงดังขึ้นว่า ‘ไปต่อไม่ไหวแล้ว’ จนต้องทยอยปิดกิจการ และส่งผลให้มีการปลดพนักงานลง

 

“ภาระหนี้สินนี้เป็นปัญหาใหญ่กว่าภาษีการค้าใดๆ เพราะมันทำให้ SME ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือขยับขยายกิจการได้ และหากมาตรการภาษีการค้าออกมาไม่ดี ก็จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาหนี้สินให้วิกฤตมากขึ้น ซึ่งผลกระทบจากภาษีอาจไม่เห็นผลในทันที แต่จะเริ่มปรากฏในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 ซึ่งประเด็นผลกระทบภาษีสหรัฐฯ อาจจะมาซ้ำเติมเพิ่มจากปัญหาภาระหนี้สินสูงของ SME ให้มีความเสี่ยงปิดกิจการเพิ่มเติม หากไม่เตรียมมาตรการช่วยเหลือรับมือให้พร้อม” แสงชัย กล่าวทิ้งท้าย

The post สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จี้เปิดข้อมูล 90% ของสินค้าสหรัฐฯ ที่ให้ภาษี 0% หวั่น SME เจ๊งเพิ่ม แนะรัฐเร่งออกมาตรการรองรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนดู 4 นโยบายเศรษฐกิจพรรค ‘เพื่อไทย’ ในวันที่ไร้เงา ‘ก้าวไกล’ หากได้เป็นรัฐบาล ใครจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง? https://thestandard.co/economic-policy-of-pheu-thai-party/ Fri, 04 Aug 2023 12:57:27 +0000 https://thestandard.co/?p=825722 นโยบายเศรษฐกิจ เพื่อไทย

แม้ ‘พรรคก้าวไกล’ และ ‘พรรคเพื่อไทย’ ประกาศแยกทาง พร้อม […]

The post ย้อนดู 4 นโยบายเศรษฐกิจพรรค ‘เพื่อไทย’ ในวันที่ไร้เงา ‘ก้าวไกล’ หากได้เป็นรัฐบาล ใครจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
นโยบายเศรษฐกิจ เพื่อไทย

แม้ ‘พรรคก้าวไกล’ และ ‘พรรคเพื่อไทย’ ประกาศแยกทาง พร้อมทั้งฉีก MOU ไปเป็นที่เรียบร้อย อีกทั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2566 ก็ชัดเจนแล้วว่าอาจไม่ได้เห็นหน้าตารัฐบาลชุดใหม่ได้ในเร็ววัน เหตุจากการเลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรีออกไปอย่างไม่มีกำหนด แต่สัญญาณการจัดตั้งรัฐบาลขั้วใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นยังคงตกเป็นของพรรคเพื่อไทย THE STANDARD WEALTH ชวนย้อนดู 4 นโยบายเศรษฐกิจมหภาคของพรรคเพื่อไทยในวันที่ไม่มีพรรคก้าวไกล หากเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ใครจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง

 

สแกน 4 หัวใจนโยบายเศรษฐกิจมหภาค

 

นโยบายพรรคเพื่อไทย ภาพรวมยึดหลักการบริหารประเทศด้วยคอนเซปต์ ‘เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส’ และวางเป้าหมายไว้ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือ GDP จะต้องเติบโตเฉลี่ยอย่างต่ำปีละ 5% และย้ำแนวคิด ‘รดน้ำที่ราก’ เพื่อให้ต้นไม้งอกงามทั้งต้น

 

หากดูไส้ในเฉพาะด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยกำหนด 4 ประเด็น ดังนี้

 

1. นโยบายเพิ่มรายได้ภาคแรงงานและการจ้างงาน

 

โดยเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน นโยบายนี้ ‘ไม่ได้ใช้แรงงานเป็นตัวประกัน’ แต่จะทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น และแบ่งผลกำไรเหล่านี้กลับไปให้ภาคแรงงาน โดยการตกลงร่วมกันของไตรภาคี (นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐ) ตามหลัก ‘ทุนนิยมที่มีหัวใจ’ 

 

ภายใต้หลักการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจะพิจารณาจาก 

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) 
  • ผลิตภาพแรงงาน (Productivity)
  • อัตราเงินเฟ้อ (Inflation)

 

พร้อมทั้งเพิ่มเงินเดือนวุฒิปริญญาตรี เริ่มต้นที่ 25,000 บาทต่อเดือน ภายในปี 2570 รวมไปถึงข้าราชการ

 

2. ทุกครอบครัวต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่า 20,000 บาทต่อเดือน

 

โดยการทำงานนั้นจะเริ่มจากการสำรวจครัวเรือนทั่วทั้งประเทศเพื่อตรวจสอบรายได้และศักยภาพของประชาชนก่อน เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงพร้อมกับการสร้างรายได้ผ่านมาตรการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย 1 ครอบครัว 1 Soft Power (OFOS)

 

หากรายได้ของครัวเรือนต่ำกว่า 20,000 บาท ก็จะเติมให้ถึง 20,000 บาทต่อเดือน จนกระทั่งครอบครัวมีรายได้เพียงพอ ซึ่งตรงนี้ผู้รับสิทธิจะต้องลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์ม Learn to Earn เพื่อเสริมทักษะและหางาน และเพื่ออัปเดตข้อมูลทุก 6 เดือนเข้าระบบ

 

3. เงินดิจิทัล 10,000 บาท ให้ทุกคนใช้จ่ายใกล้บ้าน 4 กิโลเมตร

 

หลักการง่ายๆ คือ คนไทยทุกคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปจะมี ‘กระเป๋าเงินดิจิทัล’ (Digital Wallet) ที่มีอายุการใช้งาน 6 เดือน สำหรับจับจ่ายใช้สอยสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีวิตที่ไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุข เงินดิจิทัลนี้จะใช้จ่ายได้เฉพาะกับร้านค้าชุมชนและบริการที่อยู่ในรัศมี 4 กิโลเมตร ส่วนในพื้นที่ห่างไกลจะพิจารณาเป็นกรณี เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจมหภาคไปพร้อมกับการกระจายรายได้ในชุมชน ขณะเดียวกันร้านค้าสามารถนำเงินดิจิทัลมาแลกเป็นเงินบาทกับธนาคารได้ ถือเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว โดยพรรคเพื่อไทยตั้งเป้ายกระดับประเทศเข้าสู่การเป็นศูนย์กลาง FinTech

 

ทีมกุนซือด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ได้แก่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง, เผ่าภูมิ โรจนสกุล,

พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช,

ศุภวุฒิ สายเชื้อ, ปานปรีย์ พหิทธานุกร และ เศรษฐา ทวีสิน ในฐานะที่ปรึกษาและแคนดิเดตนายกฯ

 

4. สร้างประเทศด้วยนวัตกรรมและดิจิทัลผ่านเขตธุรกิจใหม่ (New Business Zone)

 

เขตเศรษฐกิจพิเศษและสิทธิประโยชน์ในการลงทุนที่รัฐบาลปัจจุบันได้ทำมา เป็นแค่คำพูดการตลาดที่จับต้องไม่ได้ และปัญหาหลักของประเทศไม่ได้ถูกแก้ไข การแก้กฎหมายช้าและทำไม่ได้จริง แต่พรรคเพื่อไทยจะเปลี่ยนทั้งหมดให้เป็นโอกาสด้วยกุญแจ 3 ดอก ด้วยการสร้างเขตธุรกิจใหม่ เพื่อ ‘ดึงเงินนอก ปลุกเงินใน เปลี่ยนเงินที่หลับใหล เป็นเงินที่สร้างเงิน’

 

โดยกำหนดเขตธุรกิจใหม่ 4 แห่งนำร่อง ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่ ขับเคลื่อน Start-up และ SMEs สู่การสร้างรายได้ใหม่ให้แก่ประชาชน

 

นอกจากนี้ยังมีการสร้างแรงจูงใจทางภาษีให้เกิดการลงทุนในธุรกิจสมัยใหม่ เช่น ดิจิทัล เทคโนโลยีชีวภาพ (BioTech) เทคโนโลยีการเกษตร (AgriTech) เทคโนโลยีการแพทย์ (MedTech) เพื่อเพิ่มมูลค่าและประสิทธิภาพให้เศรษฐกิจภูมิภาค 

 

เขตธุรกิจใหม่รวมถึงธุรกิจห้างร้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ล้วนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ของคนที่หลั่งไหลเข้ามาทำงานมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในจังหวัดที่เป็นเขตธุรกิจใหม่ แต่จังหวัดข้างเคียงก็จะได้รับประโยชน์อย่างถ้วนหน้า

 

เอกชนมองนโยบายดิจิทัลมาถูกทาง พร้อมหนุน ‘เศรษฐา ทวีสิน’

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ทีมเศรษฐกิจที่จะมาขับเคลื่อนพรรคเพื่อไทยมีจุดแข็งและมีประสบการณ์ แต่ก็ต้องดูกันอีกทีว่าโครงสร้างของแต่ละกระทรวงด้านเศรษฐกิจจะกระจายไปอยู่ที่พรรคร่วมหรืออยู่ในมือของพรรคเพื่อไทย 

 

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็เชื่อว่าทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยทราบดีถึงการทำงาน ซึ่งสิ่งที่ห่วงขณะนี้ มองว่าการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนโดยรวมหนี้ในระบบ เช่น กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ และหนี้สหกรณ์อื่นๆ ทำให้สถานการณ์หนี้ครัวเรือนในปัจจุบันอยู่ที่ 90.6% นั้น ความเป็นจริงแล้วยังไม่ได้รวมหนี้ที่อยู่นอกระบบจริงๆ เข้ามา ตรงนี้น่าห่วงเพราะมีเกือบ 20% ของระบบ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลใหม่จะต้องเดินหน้าแก้ไขสิ่งที่กดทับกำลังซื้อของคนในประเทศ 

 

ส่วนนโยบายพรรคเพื่อไทยที่คิดว่าน่าสนใจและจะทำให้โมเมนตัมเศรษฐกิจทั้งประเทศเกิดขึ้นได้เร็วคือ นโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท ถือเป็นระบบควบคุมการใช้จ่ายเงินได้ดี เพราะสิ่งที่อันตรายที่สุดที่ผ่านมาคือ ต่อให้แจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สุดท้ายประชาชนอาจนำเงินส่วนนี้ไปใช้จ่ายในเรื่องการผ่อนรถ จ่ายหนี้อื่นๆ เงินไม่ได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อการสร้างงานสร้างเงิน แต่เป็นภาคของการใช้จ่ายมากกว่า 

 

จึงหวังว่านโยบายนี้จะสำเร็จ เพราะใช้งบประมาณค่อนข้างเยอะ แม้มีหลายฝ่ายมองว่าเป็นการสร้างหนี้เพิ่ม ซึ่งก็จริง แต่อย่างน้อยที่สุด ถ้าทำแล้วคุ้ม เกิดโมเมนตัมเศรษฐกิจมหภาคก็ถือว่าดีต่อระบบ เพราะฉะนั้นนโยบายนี้ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือที่ต้องมีความแม่นยำ การควบคุมอย่างตรงจุด ตรงตามเป้าหมายที่สุด

 

ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ ชี้ ต่างชาติยังมองไทยเป็นฮับ EV ห่วงนักลงทุนอุตสาหกรรมใหม่อ่อนไหวต่อสถานการณ์การเมือง

 

นักลงทุนต่างชาติยังมองไทยเป็นฮับ EV

 

ส่วนเรื่องสัญญาณการลงทุนจากต่างชาติก็ต้องดูรายประเทศ อย่างจีนมีการลงทุนอย่างแน่นอนในเรื่องห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า EV เข้ามาต่อเนื่อง ส่วนญี่ปุ่นเข้าใจการเมืองไทยเพราะมีการลงทุนในไทยกว่า 40 ปี แต่ที่น่ากังวลคือกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ กลุ่มเทคโนโลยีชั้นสูง พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีด้านความยั่งยืน เพราะส่วนใหญ่มาจากฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ ซึ่งกลุ่มนี้จะมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์การเมืองมากกว่านักลงทุนเอเชียอย่างจีนหรือญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไทยเองก็อยากได้มาทดแทนอุตสาหกรรมเดิม เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมก็ต้องการปรับโครงสร้างเพื่อยกระดับเทคโนโลยีขั้นสูง

 

“ทั้งนี้ สถานการณ์การเมืองยังไม่กระทบนักลงทุนที่จะเข้ามา เพราะไม่ว่าจะสหรัฐฯ หรือยุโรปต่างก็ต้องการย้ายฐานการผลิตและมองมาที่ไทย ทำให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะไทยที่จะตอบโจทย์มาก เพราะมีความพร้อมเรื่องพลังงานหมุนเวียนและมีการสนับสนุนธุรกิจจากภาครัฐ ซึ่งส่วนตัวก็เชื่อมั่นในฝีมือทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย” เกรียงไกรกล่าว

 

ด้าน ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย มองว่า นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท และค่าแรง 600 บาท ของพรรคเพื่อไทยนั้น ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สามารถทำได้ แต่ต้องเป็นไปอย่างเกื้อกูล พร้อมกับการบูรณาการโครงสร้างเศรษฐกิจ และที่สำคัญต้องสามารถต่อยอดให้เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่อยากให้เป็นลักษณะจุดประทัด ต้องดูโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย

 

ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย รอรัฐบาลใหม่ช่วยปลดล็อกความเปราะบางธุรกิจ SME

 

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยมองทีมเศรษฐกิจเพื่อไทยมีประสบการณ์ พร้อมเสนอ 5 มาตรการเร่งด่วน

 

ขณะที่ แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า เศรษฐา ทวีสิน เป็นผู้ที่มีความเหมาะสม มีความรู้ในเรื่องเศรษฐกิจ น่าจะมีความเข้าใจปัญหาเศรษฐกิจ และแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้ดี สร้างความเชื่อมั่นเรื่องการค้าการลงทุน ในขณะที่ภาพรวมนโยบายพรรคเพื่อไทยก็มีประสบการณ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ส่วนนโยบายภาค SME นั้นอาจยังไม่ชัดเจนมากนัก ดังนั้นหากพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จก็อยากให้เร่งแก้ไข 5 มาตรการเร่งด่วน คือ

 

  1. มาตรการปลุกเศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

 

  1. มาตรการแก้ไขปัญหาต้นทุน SMEs และค่าครองชีพประชาชน โดยโฟกัสไปที่การปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน

 

  1. มาตรการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำ SMEs และฟื้นฟูหนี้ NPL สร้างแต้มต่อดอกเบี้ย SMEs และการส่งเสริมให้เกิดกองทุนฟื้นฟูและพัฒนา SMEs

 

  1. มาตรการยกระดับทักษะขีดความสามารถ SMEs และภาคแรงงาน บ่มเพาะนวัตกรรม ดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบ 

 

  1. มาตรการแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคของ SMEs

 

“เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าภาค SME เปราะบางด้วยภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย เศรษฐกิจของไทย ผู้ประกอบการรายย่อยก็เผชิญต้นทุนทั้งราคาพลังงาน ค่าแรง ค่าครองชีพ มิติอื่นๆ ล้วนมีผลต่อภาค SME เช่น หนี้ครัวเรือน การจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า”

 

หอการค้าหวังนโยบายเพื่อไทยเข็น GDP โต 5%

 

สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการพบปะ เศรษฐา ทวีสิน มองว่าพรรคเพื่อไทยมุ่งไปที่นโยบายยกระดับฐานราก เกษตร ยกระดับรายได้ และมุ่งเน้นนวัตกรรม เทคโนโลยีมาปรับใช้ หวังว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยจะทำให้ GDP โตถึง 5%

 

ปิดท้ายด้วย วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผยว่า หาก เศรษฐา ทวีสิน เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มองในแง่ธุรกิจและเศรษฐกิจถึงความถนัดและนำการบริหารได้ดี ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องเสถียรภาพรัฐบาล ทั้งนี้ ไม่ว่าจะพรรคร่วม พรรคฝ่ายค้าน หากไปด้วยกันได้ การบริหารเศรษฐกิจและการเมืองจะเดินหน้าได้ราบรื่น ท้ายที่สุดก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นการลงทุน

 

อ้างอิง: 

The post ย้อนดู 4 นโยบายเศรษฐกิจพรรค ‘เพื่อไทย’ ในวันที่ไร้เงา ‘ก้าวไกล’ หากได้เป็นรัฐบาล ใครจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Alternative Data: ตัวช่วยปลดล็อก SMEs รายย่อยเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้มากขึ้น https://thestandard.co/alternative-data-unlock-smes/ Wed, 08 Feb 2023 10:02:39 +0000 https://thestandard.co/?p=747587

กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาคึกคักหลังนักท่องเที่ยวต่างช […]

The post Alternative Data: ตัวช่วยปลดล็อก SMEs รายย่อยเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาคึกคักหลังนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดไว้ บ่งบอกถึงสัญญาณบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ต่อเนื่องในปี 2566 อย่างไรก็ดี สำหรับธุรกิจภาคอุตสาหกรรมยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังไม่ครอบคลุมในทุกขนาดอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ SMEs รายย่อยที่ยังคงฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะที่การเข้าถึงแหล่งเงินทุนยังอยู่ในระดับต่ำ การช่วยให้ SMEs รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามได้ ล่าสุดกระทรวงการคลังเปิดเผยว่ากำลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำข้อมูลการชำระหนี้สาธารณูปโภค ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Alternative Data มาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ในบทความนี้จะอธิบายที่มาของ Alternative Data ที่สามารถครอบคลุมถึงข้อมูลอะไรได้บ้าง และที่สำคัญช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงินได้อย่างไร 

 

ปัจจุบันความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ไทยยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากข้อมูลยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อแก่ธุรกิจ SMEs ของระบบธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2565 อยู่ที่ 3.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 22% ของสินเชื่อรวม ลดลงจากปี 2560-2562 อยู่ที่ 37% ซึ่งสอดคล้องกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่าการปล่อยสินเชื่อให้กับ SMEs ในประเทศไทยมีเพียง 10% เท่านั้นที่สามารถผ่านการประเมินและกู้ยืมได้ ซึ่งมีการใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันโดยเฉลี่ยสูงกว่าวงเงินที่ขอสินเชื่อถึง 5 เท่า อีกทั้งมีเพียง 10% ของธุรกิจ SMEs ที่ผ่านการประเมินจากสถาบันการเงิน 


บทความที่เกี่ยวข้อง


ซึ่งสาเหตุหลักที่สถาบันการเงินไม่สามารถปล่อยกู้ให้กับ SMEs คือ 

 

  1. มีสินทรัพย์ค้ำประกันที่ไม่เพียงพอ 
  2. มีปัญหาเรื่องการจัดทำแผนธุรกิจ 
  3. ขาดประสบการณ์การทำธุรกิจ ซึ่งเหตุผลนี้หากเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ ถึงแม้จะทำโครงการที่น่าสนใจก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ 
  4. คะแนนเครดิตที่สถาบันการเงินประเมินออกมาต่ำ  

 

นอกจากนี้ จากการสำรวจของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยหลังสถานการณ์โควิด พบว่าภาพรวมผู้ประกอบการ SMEs ยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อประมาณ 70% หรือ 2.6-2.7 ล้านราย โดยเฉพาะ SMEs รายย่อย (ตามนิยามของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่าเป็นกิจการที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ทำให้ต้องเผชิญกับความยากลำบากมากกว่า และมีสถานะไม่ต่างจากบุคคลธรรมดาที่ขาดหลักประกันในการเข้าถึงบริการทางการเงิน 

 

Alternative Data คือข้อมูลที่สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางเพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อ โดยหลักปฏิบัติทั่วไปการวิเคราะห์สินเชื่อจะพิจารณาจากข้อมูลทางการเงินของผู้กู้ที่บ่งชี้ถึงความสามารถในการชำระหนี้เป็นพื้นฐาน สำหรับการปล่อยสินเชื่อให้แก่ SMEs นั้น สถาบันการเงินและ Non-Bank ยังคงให้ความสำคัญกับข้อมูลทางการเงิน (Financial Data) ของผู้ประกอบการด้วย ดังจะเห็นได้จากเกือบทุกสถาบันมีการขอเอกสารแสดงรายได้ 6 เดือนย้อนหลัง, สำเนางบการเงินย้อนหลัง 3 ปี, สำเนาใบเสร็จการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้และมีผลกำไรจากการดำเนินกิจการล่าสุดติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี 

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาบางสถาบันการเงินได้กำหนดเงื่อนไขด้านข้อมูลที่ไม่ใช่การเงิน (Non-Financial Data) เพิ่มเข้ามา ได้แก่ หลักฐานการมีตัวตนของผู้กู้, ระยะเวลาการประกอบกิจการ, ผู้ถือหุ้นหลัก, แผนการดำเนินธุรกิจ, ข้อมูลด้านการตลาด และข้อมูลด้านการผลิตสินค้า 

 

นอกจากนี้ Non-Bank มีการนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ‘พฤติกรรมการใช้ชีวิต’ เช่น ทัศนคติและพฤติกรรมผู้กู้ในชีวิตประจำวัน การใช้ข้อมูลโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจจะดูไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงิน แต่แท้ที่จริงอาจสามารถใช้ประเมินความน่าจะเป็นในการชำระหนี้ได้ ดังตัวอย่างบริษัทฟินเทครายหนึ่งใช้ข้อมูลการใช้แอปพลิเคชันเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียเป็นแนวทางในการบ่งบอกความน่าจะเป็นในการชำระหนี้ เช่น ถ้ามีแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย (เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ฯลฯ) มากกว่า 23 แอปบนมือถือ ความน่าจะเป็นในการชำระหนี้ก็จะลดลง 20%  

 

ดังนั้น ข้อมูลด้านต่างๆ ที่ใช้บ่งบอกหรือสามารถเชื่อมโยงถึงความสามารถของผู้ประกอบการหรือผู้กู้ในการชำระหนี้ได้ถือว่าเป็น Alternative Data ซึ่งอาจเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเงินหรือข้อมูลที่ไม่ใช่การเงิน ปัจจุบันสถาบันการเงินบางแห่งรวบรวมและนำข้อมูลที่แตกต่างหลากหลายมาใส่ในแบบจำลองการวิเคราะห์สินเชื่อร่วมกับข้อมูลทางการเงิน จากข้อมูลการศึกษาของ สสว. พบว่าการดำเนินงานด้านสินเชื่อในต่างประเทศมีการพิจารณานำข้อมูลด้านที่ไม่ใช่การเงิน (Non-Financial Data) มาประกอบการพิจารณาสินเชื่อให้แก่ SMEs โดยเฉพาะรายที่มีขนาดเล็กหรือเริ่มธุรกิจใหม่ ในสัดส่วนประมาณ 60-70%   

 

หลากหลายข้อมูลที่สามารถใช้เป็น Alternative Data สำหรับ SMEs รายย่อย ซึ่งในที่นี้ หากมององค์ประกอบด้านธุรกิจที่เกี่ยวข้องทางการเงินแบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือรายรับและรายจ่าย โดยในด้านรายรับซึ่งเรียกว่า Traditional Data ปกติใช้ข้อมูลหลักๆ จากงบการเงิน, ใบสั่งซื้อสินค้า สามารถใช้ข้อมูลทางเลือกเพิ่มเติม ได้แก่ การจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), รายได้จากออนไลน์เดลิเวอรี หรือในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการรัฐก็อาจใช้รายรับผ่านโครงการรัฐ เช่น คนละครึ่ง, เราเที่ยวด้วยกัน สำหรับด้านรายจ่าย จากเดิมที่ใช้ข้อมูลงบการเงินเป็นหลักเช่นกัน ก็อาจใช้ข้อมูลทางเลือกเพิ่ม ได้แก่ การจ่ายเงินสมทบประกันสังคม, การจ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, บิลชำระค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้อาจใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ การถือครองที่ดิน, การจดทะเบียนรถยนต์, การจ่ายภาษีรถยนต์, ระดับการศึกษา เป็นต้น

 

การใช้ Alternative Data คาดว่าจะทำให้ SMEs รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น จากการที่สถาบันการเงินมีความยืดหยุ่นปรับใช้ Alternative Data หลากหลายด้านใส่ในโมเดลการวิเคราะห์สินเชื่อ ทำให้คะแนนเรตติ้งหรือการจัดอันดับความสามารถของผู้กู้สะท้อนตัวตนของผู้กู้ได้สมบูรณ์มากขึ้น จากเดิมหาก SMEs รายย่อยไม่มีประวัติทางการเงินกับสถาบันการเงิน เนื่องจากไม่เคยใช้สินเชื่อในระบบ คะแนนเครดิตจะออกมาต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งธนาคารพาณิชย์อาจไม่มั่นใจ เพราะผู้ประกอบการไม่มีประวัติการชำระหนี้หรือประวัติด้านเครดิต ทำให้ความเป็นไปได้ในการได้รับสินเชื่อจากธนาคารยิ่งห่างไกลออกไปอีก  

 

ทำอย่างไรให้เข้าถึง Alternative Data จากข้อมูลทางเลือกด้านต่างๆ เช่น ข้อมูลการใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภคในส่วนของค่าไฟฟ้า ซึ่งฐานข้อมูลดังกล่าวอยู่ภายใต้การครอบครองโดยหน่วยงานภาครัฐ เช่น การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เหล่านี้การได้มาซึ่งข้อมูลต้องได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากหน่วยงานดังกล่าว รวมทั้งการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ต้องคำนึงถึง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA ด้วยเช่นกัน 

 

จะเห็นได้ว่าการเข้าถึงข้อมูลทางเลือกเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่ก็มีแนวโน้มที่สามารถทำได้ หากมีการประสานความร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงิน โดยพิจารณาขอข้อมูลในนามหน่วยงานกลาง ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อให้ SMEs รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินมากขึ้น เช่น ข่าวล่าสุดของกระทรวงการคลังที่มีการหารือร่วมกันกับหน่วยงานหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลการใช้ไฟฟ้าและข้อมูลการชำระค่าไฟฟ้ามาประกอบการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs ในต่างจังหวัด สามารถเข้าถึงแหล่งทุนและสภาพคล่องในระบบได้ 

 

การนำ Alternative Data มาพิจารณาจัดอันดับความสามารถของผู้กู้เพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อ คาดว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยทำให้ SMEs รายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงินได้มากขึ้น และสถาบันการเงินเองก็จะสามารถลดต้นทุนได้ โดยการใช้ประโยชน์ของข้อมูลทางเลือกเพื่อช่วยตัดสินใจในการวิเคราะห์สินเชื่อได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ทำให้สามารถให้สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมได้มากขึ้น 

The post Alternative Data: ตัวช่วยปลดล็อก SMEs รายย่อยเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เครดิตบูโร’ ส่งหนังสือแจ้งแบงก์แยกลูกหนี้ NPL ที่โดนผลกระทบจากโควิด ใส่รหัสพิเศษ (21) เพื่อให้ความช่วยเหลือ https://thestandard.co/credit-bureau-npl-receivables/ Tue, 06 Jul 2021 13:20:14 +0000 https://thestandard.co/?p=509240 เครดิตบูโร

หลังจากที่ภาคเอกชน เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุต […]

The post ‘เครดิตบูโร’ ส่งหนังสือแจ้งแบงก์แยกลูกหนี้ NPL ที่โดนผลกระทบจากโควิด ใส่รหัสพิเศษ (21) เพื่อให้ความช่วยเหลือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครดิตบูโร

หลังจากที่ภาคเอกชน เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรม และสมาคมสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้เรียกร้องให้ภาครัฐผ่อนคลายกฎระเบียบการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะการปลดล็อกให้ลูกหนี้ธุรกิจที่ติดเครดิตบูโรหรือเป็น NPL จากการแพร่ระบาดของโควิด ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนจากมาตรการเสริมสภาพคล่องต่างๆ ของภาครัฐ ล่าสุด บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมไว้แล้ว

 

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ขณะนี้เครดิตบูโรได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังสถาบันการเงินสมาชิกทั้งหมดกว่าหนึ่งร้อยแห่ง ให้ทำการคัดแยกลูกหนี้ที่มีการผิดนัดเกิน 90 วัน หรือบัญชี NPL ออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็น NPL ปกติ และกลุ่มที่เป็น NPL เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิด โดยกลุ่มที่เป็น NPL จากวิกฤตโควิดจะถูกติดรหัส 21 แทนที่จะเป็น 20 ซึ่งเป็นรหัสเดิมของบัญชีที่เป็น NPL 

 

สำหรับการแยกบัญชี NPL ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดออกจากบัญชี NPL ทั่วไป การจะดูว่าได้รับผลกระทบจากโควิดหรือไม่คือ​จะดูประวัติการชำระหนี้ทุกบัญชีที่มีอยู่กับสถาบันการเงินย้อนหลังลงไป​ 12 เดือนนับจากเดือนธันวาคม​ 2562​ เช่น เดือนธันวาคม 2562​ ต้องไม่ค้าง​ เดือนพฤศจิกายน 2562 ต้องไม่ค้าง​ เดือนตุลาคม 2562 กรณีที่ลูกหนี้รายนั้นไม่เคยค้างชำระเลยในทุกบัญชีที่เป็นหนี้กับสถาบันการเงิน ให้ถือเป็นรหัส 21

 

สุรพลระบุว่า การแยกบัญชีสินเชื่อของลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียเพราะผลกระทบจากโควิดจะช่วยให้ระบบการเงินเห็นภาพในเชิงข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นและมีเครื่องมือมาช่วยแยกแยะเป้าหมายในการให้ความช่วยเหลือ

 

“ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋ว​ย อึ๊งภากรณ์ ชี้ว่า นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 เป็นต้นมา มีลูกค้าบุคคลที่ขอรับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินแล้วกว่า 6 ล้านราย โดยในจำนวนนี้มี 2 ล้านราย ที่มีความเสี่ยงจะประสบปัญหาการชำระหนี้เพิ่มเติม หากมีเครื่องมือมาช่วยคัดแยกก็จะช่วยให้เราสามารถคัดแยกปลาป่วยออกจากน้ำเพื่อเอาไปรักษาในตู้ปลาที่ใส่ยาแยกต่างหาก เพราะลูกหนี้เหล่านั้นคือผู้ประสบภัยทางเศรษฐกิจ” สุรพลกล่าว

 

สุรพลเปิดเผยว่า อันที่จริงแนวคิดเรื่องการคัดแยกลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียเพราะผลกระทบจากโควิดได้มีการพูดคุยกันตั้งแต่ในช่วงการระบาดระลอกแรกแล้ว แต่เนื่องจากในช่วงนั้นประเทศไทยยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีและมีตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่สูง ทำให้หลายฝ่ายยังมองว่าอาจไม่จำเป็น

 

“เมื่อมีการระบาดระลอกสอง เราก็กลับมาพูดคุยกันอีกครั้ง ซึ่งผู้บริหารนโยบายในขณะนั้นได้ผลักดันให้มีการตั้งเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเพื่อส่งต่อให้เป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ก็โชคร้ายที่ทีมเศรษฐกิจในเวลานั้นลาออกยกชุดก่อนเรื่องจะเข้า ครม. เพียงสองวัน ทำให้ต้องมาเริ่มกระบวนการใหม่จากล่างขึ้นบนกันอีกครั้ง กว่าที่ประกาศของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตในเรื่องนี้จะคลอดออกมาได้ก็ต้องรอถึงเดือนมิถุนายน 2564 เท่ากับเราเสียเวลาไปหนึ่งปี” สุรพลกล่าว

 

อย่างไรก็ดี สุรพลกล่าวว่า โดยส่วนตัวยังมองว่าการมีเครื่องมือมาช่วยแยกแยะเป้าหมายในการให้ความช่วยเหลือยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หากภาครัฐต้องการให้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ออกมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจะต้องปลดล็อกเรื่องสำคัญอีกสองเรื่อง

 

เรื่องแรกคือการปรับปรุงเงื่อนไขในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระบุว่า การจะให้ความช่วยเหลือด้วยการใส่สภาพคล่องกับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ลูกหนี้รายนั้น ‘ต้องยังพอมีศักยภาพ’ เพราะการจะพิจารณาว่าลูกค้ามีศักยภาพหรือไม่ในภาวะไม่ปกติเช่นในปัจจุบันนั้นทำได้ยาก

 

“ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางสาธารณสุขต้องเปิดๆ ปิดๆ หรือขายได้แค่กลับบ้าน จะไปบอกว่าเขาไม่มีศักยภาพมันจริงหรือไม่ เขาอาจจะพร้อมค้าขาย อยากสู้ต่อ เขามีฝีมือ แต่มีภาระลูกน้องลูกจ้างต้องดูแล เราจะเติมเงินให้กับคนกลุ่มนี้ได้หรือไม่ โดยส่วนตัวผมคิดว่าเงื่อนไขควรต้องเขียนใหม่ว่า ‘ให้สภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด’ เพราะหากไม่ผ่อนเกณฑ์ ก็คงไม่มีแบงก์ไหนกล้าปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มสีส้มและสีแดง ส่วนกลุ่มสีเขียว สีเหลือง ก็จะมีแค่กลุ่มส่งออกที่ธุรกิจไปได้ในช่วงนี้” สุรพลกล่าว

 

เรื่องที่สองคือเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อของ ธปท. ที่ห้ามสถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อที่เล็งเห็นได้ว่าจะไม่ได้รับการชำระหนี้คืน ซึ่งถูกห้ามไว้ตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตการเงินปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน

 

“เงื่อนไขนี้อาจเป็นคำตอบที่ถูกในบริบทวันนั้น แต่ในสถานการณ์ ณ ตอนนี้ ที่ประชาชนและธุรกิจจำนวนมากต้องต่อสู่กับโควิด เราอาจต้องกลับมาทบทวนว่ายังมีเหมาะสมอยู่หรือไม่ ผมมองว่าท่ามกลางผู้คนเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบชัดเจนขึ้นมาแล้วไม่มีทางที่เราจะได้ผลลัพธ์ที่ต่างและใหม่ด้วยการใช้กระบวนการเก่าและเดิม” สุรพลกล่าว

 

สุรพลกล่าวอีกว่า หากเงื่อนไขทั้งสองข้อนี้ไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไข การปล่อยสินเชื่อเสริมสภาพคล่องผ่านมาตรการซอฟต์โลนของ ธปท. จะทำได้ช้า เนื่องจากเงื่อนไขไม่เอื้อให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยกู้

 

“สถาบันการเงินก็เปรียบเหมือนเรือ เรือจะปลอดภัยเมื่อจอดอยู่ในฝั่งมีภูเขา ซึ่งเหมือนกติกาต่างๆ คอยเป็นแนวกันคลื่นลมให้ แต่เรือเองก็มีหน้าที่ออกทะเล ถ้าเห็นคนแพแตกลอยคอกันอยู่แล้วไม่ฝ่าคลื่นลมออกไปช่วย คนเหล่านั้นก็จะจมน้ำตาย แต่การจะให้เรือยอมเสี่ยงออกไปช่วยคน นายท่าหรือผู้กำกับดูแลจะต้องทำกติกาให้เอื้อด้วยเช่นกัน” สุรพลกล่าว

 

ทั้งนี้ ข้อมูล ธปท. พบว่า จนถึง ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2564 มียอดปล่อยสินเชื่อฟื้นฟูอนุมัติแล้ว 50,948 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนธุรกิจที่ได้รับความช่วยเหลือ 16,811 ราย วงเงินอนุมัติเฉลี่ย 3 ล้านบาทต่อราย ขณะที่มาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ มีมูลค่าสินทรัพย์ที่รับโอนแล้ว 937.47 ล้านบาท จำนวนธุรกิจที่ได้รับความช่วยเหลือ 10 ราย

 

พิสูจน์อักษร: นัฐฐา สอนกลิ่น

 

The post ‘เครดิตบูโร’ ส่งหนังสือแจ้งแบงก์แยกลูกหนี้ NPL ที่โดนผลกระทบจากโควิด ใส่รหัสพิเศษ (21) เพื่อให้ความช่วยเหลือ appeared first on THE STANDARD.

]]>