วิสามัญฆาตกรรม Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/วิสามัญฆาตกรรม/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 11 Feb 2026 13:32:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สรุปเหตุคนร้ายบุกโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ สงขลา จับตัวประกัน-ยิงครู 3 ราย ก่อนตำรวจคุมสถานการณ์ได้ https://thestandard.co/songkhla-school-invasion-hostage-shot/ Wed, 11 Feb 2026 13:21:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1177532 ภาพประกอบสรุปไทม์ไลน์สถานการณ์คนร้ายบุก โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา จับตัวประกัน ยิงครู และผู้อำนวยการเสียชีวิต

THE STANDARD สรุปสถานการณ์เหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนก่อเหตุภ […]

The post สรุปเหตุคนร้ายบุกโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ สงขลา จับตัวประกัน-ยิงครู 3 ราย ก่อนตำรวจคุมสถานการณ์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสรุปไทม์ไลน์สถานการณ์คนร้ายบุก โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา จับตัวประกัน ยิงครู และผู้อำนวยการเสียชีวิต

THE STANDARD สรุปสถานการณ์เหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนก่อเหตุภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา วันนี้ (11 กุมภาพันธ์)

 

เวลา 16.45 น.

 

มีคนร้ายเป็นชาย (ไม่ทราบอายุ) อยู่ในสภาวะอารมณ์ฉุนเฉียว พกพาอาวุธปืนไม่ทราบชนิดบุกเข้าไปภายใน โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเลิกเรียน แต่ยังมีนักเรียนและบุคลากรครูบางส่วนตกค้างอยู่ภายในโรงเรียน พยานในที่เกิดเหตุได้ยินเสียงปืนดังขึ้นประมาณ 2-3 นัด โดยคนร้ายได้ควบคุมตัวครูและนักเรียนจำนวนหนึ่งไว้เป็นตัวประกัน

 

จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ก่อนเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปจับกุมคนร้ายรายนี้ที่บ้านพัก แต่คนร้ายได้ทำการขัดขืนและแย่งอาวุธปืนจากเจ้าหน้าที่ ก่อนจะนำอาวุธกระบอกดังกล่าวมาใช้ก่อเหตุภายในโรงเรียน

 

เวลา 18.08 น.

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าปิดกั้นพื้นที่โดยรอบและเข้าควบคุมสถานการณ์ตามยุทธวิธีอย่างเร่งด่วน พร้อมประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางเพื่อความปลอดภัย ในขณะที่ รัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และบัญชาการเหตุการณ์ด้วยตนเอง

 

เวลา 18.25 น.

 

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีข้อสั่งการด่วนที่สุดให้ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ทำหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ นำกำลังเข้าควบคุมและระงับเหตุ โดยกำชับให้การปฏิบัติทุกขั้นตอนต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของตัวประกันและประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมขอความร่วมมือสื่อมวลชนงดการถ่ายทอดสด (Live) เพื่อไม่ให้กระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

 

เวลา 18.28 น.

 

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ รายงานความคืบหน้าว่า เนื่องจากเป็นช่วงเลิกเรียน นักเรียนส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับบ้านแล้ว เหลือเพียงบางส่วนที่ตกค้าง โดยคนร้ายได้ปักหลักอยู่ที่บริเวณประชาสัมพันธ์ ชั้น 1 และควบคุมตัวคุณครูไว้ 1 ท่าน ส่วน ผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งถูกคนร้ายยิงได้รับบาดเจ็บเป็นรายแรก ได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้วด้วยอาการน่าเป็นห่วง ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้กำชับให้ครูดูแลนักเรียนที่ยังตกค้างอยู่อย่างใกล้ชิดจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

 

เวลา 18.40 น.

 

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เปิดเผยถึงจุดสิ้นสุดของสถานการณ์ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องตัดสินใจใช้วิธีการวิสามัญฆาตกรรมคนร้าย ก่อนควบคุมตัว เพื่อยุติเหตุและระงับความสูญเสีย เนื่องจากคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงครูเพิ่มอีก 2 ท่าน

 

สรุปสถานการณ์ความสูญเสีย มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 3 ราย ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูอีก 2 ท่าน ในส่วนของนักเรียนได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยทุกคนและได้ทยอยเดินทางกลับบ้านแล้ว ทางด้าน ศธ. และ สพฐ. เตรียมนำเหตุการณ์นี้ไปถอดบทเรียน เนื่องจากคนร้ายอาศัยจังหวะช่วงรอยต่อเวลาผู้ปกครองมารับบุตรหลานในการก่อเหตุ จึงต้องกำชับมาตรการความปลอดภัยให้รัดกุมยิ่งขึ้น

 

เวลา 18.44 น.

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งข้อมูลอย่างเป็นทางการยืนยันว่า สามารถควบคุมสถานการณ์และคนร้ายที่มีอาการคลุ้มคลั่งได้เรียบร้อยแล้ว โดยตัวประกันทุกคนปลอดภัย

 

เวลา 18.55 น.

 

อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเหตุการณ์ที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ได้รับรายงานว่าแม่ทัพภาคที่ 4 และ ผบช.ภ.9 อยู่ในพื้นที่ โดยระบุสาเหตุว่าผู้ก่อเหตุมีอาการคลุ้มคลั่งคล้ายเสพสารเสพติด ซึ่งทางรัฐบาลจะเร่งปราบปรามปัญหานี้อย่างเต็มที่

 

เวลา 19.00 น.

 

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงภายหลังสถานการณ์สงบว่า ได้รับรายงานและมีความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของครูและนักเรียนอย่างยิ่ง พร้อมยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่การก่อการร้ายแต่เป็นเหตุบุคคลคลุ้มคลั่ง

 

รมว.ศธ. ได้สั่งการให้ สพฐ. และหน่วยงานในพื้นที่เร่งดำเนินการ 2 ส่วนหลัก คือ

 

1. การเยียวยา เร่งดูแลสภาพจิตใจของนักเรียน ครู และผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจกลับคืนมา

 

2. มาตรการป้องกันเตรียมหารือร่วมกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อยกระดับความปลอดภัย อาทิ การคัดกรองบุคคลเข้า-ออกสถานศึกษาให้เข้มงวดขึ้น และการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้โรงเรียนกลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยสูงสุดสำหรับการเรียนรู้อีกครั้ง

 

The post สรุปเหตุคนร้ายบุกโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ สงขลา จับตัวประกัน-ยิงครู 3 ราย ก่อนตำรวจคุมสถานการณ์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลจังหวัดปัตตานียกฟ้อง ‘อัสมาดี’ นักข่าวพลเมืองชายแดนใต้ กรณีขัดขวางเจ้าพนักงานขณะทำข่าววิสามัญฆาตกรรม https://thestandard.co/pattani-court-acquits-asmadi-journalist-case/ Mon, 24 Feb 2025 10:40:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1045302 อัสมาดี

วันนี้ (24 กุมภาพันธ์) ศาลจังหวัดปัตตานีนัดฟังคำพิพากษา […]

The post ศาลจังหวัดปัตตานียกฟ้อง ‘อัสมาดี’ นักข่าวพลเมืองชายแดนใต้ กรณีขัดขวางเจ้าพนักงานขณะทำข่าววิสามัญฆาตกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัสมาดี

วันนี้ (24 กุมภาพันธ์) ศาลจังหวัดปัตตานีนัดฟังคำพิพากษาคดี อัสมาดี บือเฮง นักข่าวพลเมืองชายแดนใต้และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่ถูกพนักงานอัยการจังหวัดปัตตานียื่นฟ้องในข้อหาต่อสู้ ขัดขวางเจ้าพนักงาน ขณะลงพื้นที่เก็บข้อมูลทำข่าวเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงวิสามัญฆาตกรรม เนื่องจากมีความสนใจจัดทำเป็นบทความในหนังสือหรือรายงานข่าว เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2566 โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ตามมาตรา 83, 138, 140 ประมวลกฎหมายอาญา และคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 พ.ศ. 2519 กับ แมะดะ สะนิ ซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายที่ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมในคดีความมั่นคง 

 

ด้านอัสมาดีให้สัมภาษณ์หลังฟังคำพิพากษาว่า รู้สึกดีที่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองในชั้นศาลได้ แม้กระบวนการทางกฎหมายจะยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากพนักงานอัยการยังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 1 เดือน หากอัยการยื่นอุทธรณ์ คดีจะถูกส่งต่อไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาคดีต่อไป 

 

แต่ยืนยันว่าจะทำหน้าที่สื่อมวลชนต่อไป โดยจะเดินหน้าติดตามประเด็นปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยเฉพาะเรื่องการวิสามัญฆาตกรรม ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนให้ความสนใจ อย่างไรก็ตาม ยังคงรู้สึกเสียใจที่ในกระบวนการยุติธรรมยังไม่มีกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์มากเพียงพอ 

 

อธิวัฒน์ เส้งคุ่ย ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า วันนี้ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำพิพากษายกฟ้องอัสมาดี โดยให้เหตุผลว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง และพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิด จึงยกผลประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย 

 

คดีนี้นับเป็นอีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในการทำหน้าที่ในพื้นที่ขัดแย้ง ซึ่งตลอดขั้นตอนของการต่อสู้คดี อัสมาดีได้ให้การปฏิเสธ ยืนยันความบริสุทธิ์ของตนมาตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตาม คดีที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพสื่อมวลชนไม่ควรกลายเป็นคดีอาญาตั้งแต่แรก เพราะเป็นภาระและต้นทุนทางกฎหมายที่จำเลยต้องแบกรับ และทำให้เกิดคำถามว่านักข่าวที่ปฏิบัติหน้าที่รายงานข้อเท็จจริงควรต้องมาถูกดำเนินคดีทางอาญาหรือไม่ 

 

ขณะเดียวกันศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกแมะดะเป็นเวลา 1 ปี และปรับเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท ซึ่งศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้เป็นเวลา 2 ปี 

 

สำหรับบรรยากาศก่อนรับฟังคำพิพากษา มีนักกิจกรรมและเครือข่ายประชาสังคมชายแดนใต้ เช่น มูลนิธิภาคใต้สีเขียว, เครือข่ายติดตามเฝ้าระวังโครงการพัฒนาปาตานี, นักวิชาการ, กลุ่ม The Patani, เครือข่ายบัณฑิตปาตานี, เครือข่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนและวัฒนธรรม และตัวแทนของกองทุนราชประสงค์กว่า 30 คน รวมถึงองค์กร Protection International เข้าร่วมสังเกตการณ์การอ่านคำพิพากษาในครั้งนี้ด้วย 

The post ศาลจังหวัดปัตตานียกฟ้อง ‘อัสมาดี’ นักข่าวพลเมืองชายแดนใต้ กรณีขัดขวางเจ้าพนักงานขณะทำข่าววิสามัญฆาตกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดคำพิพากษาศาลฎีกา เหตุใดสั่งกองทัพบกชดใช้ 2.07 ล้านบาท คดี ‘ชัยภูมิ ป่าแส’ แม้ศาลชั้นต้น-อุทธรณ์ให้ยกฟ้อง https://thestandard.co/judgment-in-the-chaiyaphum-pasae-case/ Thu, 16 Nov 2023 10:27:28 +0000 https://thestandard.co/?p=866419 ชัยภูมิ ป่าแส

วันนี้ (16 พฤศจิกายน) ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลฎีกาไ […]

The post เปิดคำพิพากษาศาลฎีกา เหตุใดสั่งกองทัพบกชดใช้ 2.07 ล้านบาท คดี ‘ชัยภูมิ ป่าแส’ แม้ศาลชั้นต้น-อุทธรณ์ให้ยกฟ้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัยภูมิ ป่าแส

วันนี้ (16 พฤศจิกายน) ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลฎีกาได้นัดพิพากษาคดีที่ ปอย ป่าแส มารดาของ ชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมชาติพันธุ์ลาหู่ ยื่นฟ้องเมื่อปี 2562 ต่อศาล เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จากกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารด่านตรวจบ้านรินหลวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่วิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560  

 

โดยศาลฎีกาพิพากษาให้กองทัพบกซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารที่วิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิมีความผิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ และต้องชดใช้เยียวยาให้กับครอบครัวของชัยภูมิเป็นจำนวน 2,072,400 บาท พร้อมจ่ายดอกเบี้ยอีกต่างหาก นับตั้งแต่วันที่กระทำละเมิด ซึ่งขั้นตอนต่อไปฝ่ายกองทัพบกจะต้องนำเงินมาวางไว้ที่ศาลตามคำพิพากษา ภายใน 30 วัน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น-อุทธรณ์

 

ปรีดา นาคผิว ทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวถึงรายละเอียดข้อกฎหมายในวันนี้ว่า วันนี้ศาลฎีกาได้กลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องไม่ให้ครอบครัวได้รับการเยียวยาใด

 

ศาลฎีกาพิพากษาให้กองทัพบกในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารต้องรับผิดชอบค่าเสียหายรวมทั้งสิ้น 2 ล้านกว่าบาท แบ่งเป็นค่าปลงศพ 1,020,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะที่ชัยภูมิต้องอุปการะแม่ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ที่เกี่ยวกับเรื่องการทำมาหากินของชัยภูมิ เอาเงินมาอุปการะแม่ในแต่ละเดือน และค่าขาดไร้อุปการะแม่ในอนาคต ซึ่งศาลก็ฟังว่า ตามประวัติการศึกษาของชัยภูมิเป็นเด็กที่เรียนดี ก็ย่อมมีโอกาสที่จะศึกษาจบปริญญาตรีแน่นอนในอนาคต และย่อมมีโอกาสที่จะได้อาชีพการงานที่จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 ต่อเดือน ตามที่เราฟ้องเข้าไป 

 

ศาลก็กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้จนกว่าแม่จะอายุ 80 ปี ซึ่งเราคำนวณตามอายุ ณ ขณะที่ชัยภูมิถูกยิงรวมไปอีก 29 ปี ศาลคำนวณส่วนนี้ให้ครบถ้วน รวมค่าขาดได้การอุปการะเป็นเงิน 1,900,000 กว่าบาท

 

ข้อสำคัญคือข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังนั้นถือได้ว่าศาลฎีกามีความละเอียดมาก พิจารณาถึงความสมเหตุสมผลของการเกิดเหตุการณ์ขึ้นในวันที่ 17 มีนาคม 2560 เรื่องกล้องวงจรปิดเช่นเดียวกัน ศาลฟังว่ากล้องวงจรปิดพยานฝ่ายจำเลย เจ้าหน้าที่ รวมทั้งพนักงานสอบสวนที่ตรวจสอบมาแล้ว ได้ยืนยันว่ากล้องวงจรปิด 9 ตัวนั้นใช้งานได้ 6 ตัว ซึ่งเราก็ได้มีการอ้างเรื่องนี้เข้าไปแล้วตั้งแต่ชั้นการไต่สวนการตาย แต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหารก็บ่ายเบี่ยง 

 

นี่คือข้อสำคัญที่หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกองทัพบก ควรจะมาตรวจสอบจัดการในเรื่องลักษณะอย่างนี้ว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารในสังกัดของตนเองกระทำการสิ่งใดกระทบต่อร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สินของประชาชน และมีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่แสดงกล้องวงจรปิดออกมา ซึ่งหลักฐานที่ส่งมาไม่ได้ครอบคลุมวันที่เกิดเหตุ แต่ไปเอาวันที่พ้นจากวันเกิดเหตุมานำส่ง ศาลฟังแล้วเชื่อได้ว่ามีการปกปิดข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ซึ่งเป็นพยานหลักฐานสำคัญทางนิติวิทยาศาสตร์

 

อีกประการหนึ่งที่เกี่ยวกับพฤติการณ์ที่อ้างว่าชัยภูมิมีระเบิดจะขว้างใส่ เจ้าหน้าที่ทหารจึงต้องยิงป้องกันตัวนั้นก็ฟังไม่ได้ เพราะตอนที่ให้หยุดรถตรวจค้นตัวตรวจค้นรถ ก็ชัดเจนว่ามีการเปิดข้างในรถเปิดประตูทั้งสี่บาน เปิดท้ายรถ เปิดด้านหน้ารถหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ทหารเองก็ยืนยันว่าตอนตรวจค้นนั้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ ดังนั้นอาวุธวัตถุระเบิดมันคือระเบิดอาวุธสงครามด้วยซ้ำ จึงเป็นไปไม่ได้ที่คุณตรวจไม่เจอแล้วชัยภูมิจะวิ่งไปเอาระเบิดนั้นในภายหลัง 

 

การควบคุมตัวชัยภูมิด้วยเช่นกัน ศาลก็ฟังว่า ในภาวะนั้นทหารหลายนายควบคุมเขาอยู่แล้ว แต่เขาแค่สะบัดและวิ่งหนีเท่านั้นเอง และมีประจักษ์พยานชาวบ้านคนหนึ่งที่พาหลานมาในพื้นที่ใกล้ๆ ก็เห็นเหตุการณ์ว่าชัยภูมิวิ่งไปไม่ได้มีสิ่งผิดกฎหมายหรือมีอะไรที่จะชี้ได้เลยว่าเป็นวัตถุระเบิดหรือสิ่งของใดๆ ที่จะไปทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ทหารได้ ศาลเลยฟังว่า น้ำหนักพยานของฝ่ายจำเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารนั้นฟังไม่ได้ ไม่มีน้ำหนักพอ 

 

ศาลจึงเชื่อว่า เหตุการณ์ที่อ้างว่าชัยภูมิมีระเบิดและกำลังจะปาระเบิดใส่เจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่จึงยิงนั้น เป็นการฟังไม่ได้ว่ามีระเบิดจริง ประกอบกับระเบิดอย่างที่ว่านี้เป็นวัตถุระเบิดที่มีขั้นตอนที่จะปลดสลักอยู่หลายขั้นตอน พยานผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดก็มีให้การไว้แล้ว สอดรับกับพฤติการณ์ที่ฝ่ายครอบครัวซึ่งเป็นโจทก์อ้างว่าชัยภูมิไม่มีวัตถุระเบิดแน่ๆ

 

เรื่องวัตถุระเบิด ศาลก็พิจารณาละเอียดไปถึงขั้นที่เรานำสืบว่า วัตถุระเบิดถ้าจับจริง เอาออกจากรถวิ่งไป แต่ตรวจไม่พบ DNA ของชัยภูมิในวัตถุระเบิดเลย ศาลก็เชื่อว่า เมื่อไม่มีลายพิมพ์นิ้วมือหรือ DNA ของชัยภูมิเลยที่ด้ามของระเบิด มันก็เป็นข้อพิรุธอย่างมากว่าระเบิดนั้นมาจากไหน แล้วเกิดขึ้นมาได้อย่างไร 

 

นี่คือภาพโดยรวมว่า การที่เจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธสงครามยิงโดยพลทหารที่ยิง ศาลเชื่อว่า ทหารยิงเพื่อสกัดไม่ให้ชัยภูมิหลบหนี และยิง 1 นัด ประกอบกับที่เขาเคยบอกกับพยานของเราว่า ที่เขายิงเขาไม่ได้ตั้งใจ ศาลเลยไปฟังว่า เขาไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ผู้ยิงนั้น 

 

เมื่อเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและทำให้ชัยภูมิเสียชีวิต จึงเป็นการละเมิด และเมื่อเป็นการละเมิดก็เกิดความเสียหายต่อแม่ ซึ่งเป็นโจทก์ที่ต้องได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากชัยภูมิในอนาคต ศาลจึงมีคำพิพากษาว่า กองทัพบกในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจะต้องรับผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ

 

“อย่างน้อยก็ได้รับความเป็นธรรมในระดับหนึ่ง แต่คำถามสำคัญก็คือว่า หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะกองทัพบกที่เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน สุขทุกข์ของประชาชนด้วย เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดแบบนี้ กองทัพบกจะทำอย่างไรในเชิงนโยบายไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นอีก และที่เกิดขึ้นมาแล้วควรจะไปทบทวน เอาสถิติเอาข้อเท็จจริงมาดู ไม่ใช่สู้กันจบแล้วจบไป เพราะรัฐมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ต้องดูโดยละเอียดว่าทำไมมันถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก”

 

จ่ายค่าเสียหายเพียง ‘ครึ่งหนึ่ง’ จากที่เรียกร้องไป

 

สุธีรา เปงอิน ตัวแทนจาก Protection International (PI) ในฐานะองค์กรที่สนับสนุนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและครอบครัวของชัยภูมิ และกลุ่มด้วยใจรัก (รักษ์ลาหู่) ที่ต้องแสวงหาความยุติธรรมมาตลอด 6 ปี กล่าวว่า เรายินดีที่คำพิพากษาของศาลฎีกายืนยันว่า กองทัพไทยต้องรับผิด โดยการชดเชยค่าเสียหายให้กับครอบครัวจำนวน 2,072,400 บาท จากที่ครอบครัวเรียกค่าเสียหายไป 4,037,068 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ก็เท่ากับให้จ่ายครึ่งหนึ่งที่เรียกร้องไป  

 

ประเด็นหลักคือ ศาลฎีกาให้น้ำหนักกับประจักษ์พยานของโจทก์ ซึ่งต่างจากศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นที่ให้น้ำหนักกับพยานหลักฐานจากจำเลยคือกองทัพไทย ศาลฎีกาพิจารณาว่า ภาระการพิสูจน์คดีนี้ตกที่จำเลยคือกองทัพ ดังนั้นการที่จำเลยไม่นำกล้องวงจรปิดมาพิสูจน์พยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ลายพิมพ์นิ้วมือต่างๆ ไม่สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลย จำเลยมีเพียงคำกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้เหมือนพยานหลักฐานของโจทก์คือฝั่งครอบครัวของชัยภูมิ

 

ขณะที่ ปรานม สมวงศ์ ตัวแทนจาก PI ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า ในกรณีนี้คือการสูญเสียชีวิตของคนคนหนึ่งโดยการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหาร ทำไมต้องรอให้มีการฟ้องเองเป็นภาระของประชาชน ทำไมก่อนหน้านี้ไม่มีการชดเชยเยียวยาจากฝั่งกองทัพไทยหรือรัฐบาลเลย ที่ผ่านมาเราเชื่อว่ารัฐบาลทหารปกป้องการกระทำของจำเลย เห็นได้จากการที่ไม่มีการชดเชยใดๆ หรือแม้กระทั่งการขอโทษหรือการแสดงความเห็นอกเห็นใจกับครอบครัวของชัยภูมิจากกองทัพไทยและรัฐบาลทหาร

 

“เราหวังว่ารัฐบาลในขณะนี้จะลงโทษผู้กระทำความผิด ชดเชยความเสียหาย และเยียวยาครอบครัวของชัยภูมิ ที่นอกเหนือจากที่ศาลสั่ง ตามหลักความยุติธรรมในความรับผิด กรณีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการวิสามัญฆาตกรรมประชาชน เพื่อเป็นบรรทัดฐานที่ดีต่อไปและให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม” ปรานมกล่าว

 

แม่ชัยภูมิบอกกับลูกว่า “เราได้รับความยุติธรรมแล้ว”

 

ปอย ป่าแส มารดาของชัยภูมิ กล่าวภายหลังรับทราบคำพิพากษาของศาลว่า ตนรู้สึกดีใจกับคำตัดสินของศาลที่มีออกมาในวันนี้มาก ที่ผ่านมาชัยภูมิเป็นกำลังหลักสำคัญของครอบครัว พอน้องไม่อยู่ครอบครัวก็ทุกข์ทรมานมาก นอกเหนือจากนั้นต้องขอบคุณหลายๆ องค์กรที่เข้ามาช่วยครอบครัวเราต่อสู้ในครั้งนี้ด้วย วันนี้ตนก็จะพูดกับลูกได้แล้วว่า พวกเราได้รับความยุติธรรมแล้ว

 

ขณะที่ ยุพิน ซาจ๊ะ และไมตรี จำเริญสุขสกล นักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มด้วยใจรัก (รักษ์ลาหู่) ซึ่งเป็นองค์กรหลักที่ดูแลและต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมให้กับชัยภูมิตั้งแต่แรกเริ่ม กล่าวว่า เราดีใจมากที่การต่อสู้ของพวกเราในครั้งนี้ไม่สูญเปล่า แม้ระหว่างทางของการต่อสู้พวกเราจะพบเจอกับอุปสรรคและแรงกระแทกมากมาย

 

แต่คำพิพากษาของศาลที่มีออกมาวันนี้ทำให้การต่อสู้ของพวกเราไม่ไร้ความหมาย หลายคนบอกให้พวกเราเลิกต่อสู้ แต่เราบอกพวกเขาไปว่า แม้ระยะเวลามันจะยาวนานหรือเห็นความหวังแต่เพียงริบหรี่เราก็จะสู้ เราเคยให้สัญญาไว้กับน้องชัยภูมิว่าจะนำความยุติธรรมกลับมาให้เขาให้ได้ 

 

“วันนี้พวกเราก็ทำได้ การตายของน้องชัยภูมิไม่ได้สูญเปล่าหรือหายไปกับสายลม ความบริสุทธิ์ของน้องได้รับการพิสูจน์จากชั้นศาลแล้ว ขอบคุณทุกคนทุกหน่วยงานที่ช่วยกันต่อสู้จนได้รับความยุติธรรมให้กับครอบครัวของชัยภูมิด้วย”

The post เปิดคำพิพากษาศาลฎีกา เหตุใดสั่งกองทัพบกชดใช้ 2.07 ล้านบาท คดี ‘ชัยภูมิ ป่าแส’ แม้ศาลชั้นต้น-อุทธรณ์ให้ยกฟ้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลฎีการับคดีครอบครัว ‘ชัยภูมิ ป่าแส’ ฟ้องกองทัพบกเรียกค่าเสียหาย หลังศาลชั้นต้น-อุทธรณ์ยกฟ้อง คาดใช้เวลา 6 เดือนก่อนมีคำพิพากษา https://thestandard.co/chaiyaphum-pa-sae-indict-army/ Tue, 17 Jan 2023 02:42:05 +0000 https://thestandard.co/?p=738287 ชัยภูมิ ป่าแส

วานนี้ (16 มกราคม) รัษฎา มนูรัษฎา ทนายความสิทธิมนุษยชนข […]

The post ศาลฎีการับคดีครอบครัว ‘ชัยภูมิ ป่าแส’ ฟ้องกองทัพบกเรียกค่าเสียหาย หลังศาลชั้นต้น-อุทธรณ์ยกฟ้อง คาดใช้เวลา 6 เดือนก่อนมีคำพิพากษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัยภูมิ ป่าแส

วานนี้ (16 มกราคม) รัษฎา มนูรัษฎา ทนายความสิทธิมนุษยชนของครอบครัว ชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมชาติพันธ์ุลาหู่ ที่ถูกทหารด่านบ้านรินหลวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ วิสามัญฆาตกรรม เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จาก Protection International (PI) ทีมทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และกลุ่มดินสอสี ได้เดินทางเข้าฟังคำสั่งศาลฎีกา ในคดีที่ นาปอย ป่าแส มารดาของชัยภูมิ ยื่นฟ้องเมื่อปี 2562 ต่อศาล เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ จากกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารทั้งสองที่วิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิ

 

การยื่นฎีกาของนาปอยในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565 โดยได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คือยกฟ้องฝ่ายกองทัพบก เพราะเห็นว่าการที่เจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืน M16 ยิงชัยภูมินั้น เป็นการกระทำเพื่อป้องกันตนโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ กองทัพบกจึงไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา ครอบครัวและทนายความได้เห็นต่างกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จนนำมาสู่การยื่นฎีกาในครั้งนี้ ซึ่งมีประเด็นสำคัญดังนี้

 

การพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่ทหารป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่จำเป็นต้องพิจารณาในสองประเด็น โดยประเด็นแรกต้องพิจารณาว่าการกระทำของผู้ตายเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงหรือไม่ หากศาลฎีกาพิจารณาฎีกาของโจทก์ที่ได้บรรยายไว้โดยละเอียดแล้ว จะเห็นได้ว่าการกระทำของชัยภูมิตามที่เจ้าหน้าที่ทหารเบิกความถึงนั้นขัดแย้งกับพยานหลักฐานผลตรวจพิสูจน์ DNA ของผู้ตายจากวัตถุระเบิดอย่างชัดแจ้ง จึงไม่มีน้ำหนักให้ศาลฎีกาเชื่อถือรับฟังแต่อย่างใด ดังนั้นจึงฟังได้ว่าภยันตรายที่เจ้าหน้าที่ทหารกล่าวอ้างนั้นไม่มี และไม่ใช่ภยันตรายที่ใกล้จะถึง

 

ประเด็นที่สอง เจ้าหน้าที่ทหารที่วิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจอ้างความเข้าใจของวิญญูชนทั่วไปมาใช้วินิจฉัยกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารคนนี้วิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้ถืออาวุธและมีอำนาจตามกฎหมายอยู่ในมือ ย่อมจะต้องมีวิจารณญานสูงกว่าวิญญูชนทั่วไป เพราะการปฏิบัติหน้าที่อาจก่อความเสียหายให้กับประชาชนมากกว่าวิญญูชน

 

ซึ่งภายใต้หลักการพิจารณาทั้งสองประการ จะเห็นได้ว่าการที่เจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืน M16 ซึ่งเป็นอาวุธสงคราม ยิงชัยภูมิบริเวณต้นแขนซ้ายซึ่งอยู่ระดับเดียวกับทรวงอกที่เป็นอวัยวะสำคัญ ย่อมเล็งเห็นได้ว่าอาวุธปืนสงครามมีอำนาจทำลายล้างสูง และย่อมจะทำให้ชัยภูมิถึงแก่ความตายได้ เจ้าหน้าที่ทหารที่ยิงย่อมมีเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยเล็งเห็นผล ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุแม้จะยิงเพียงนัดเดียวก็ตาม

 

ด้วยเหตุผล พยานหลักฐาน ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายดังที่โจทก์ร้องต่อศาลฎีกา ครอบครัวชัยภูมิจึงขอให้ศาลฏีกามีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยพิพากษาให้เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ เพื่อให้โจทก์ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และให้ครอบครัวได้รับการเยียวยาตามสิทธิที่พึงได้รับ

 

ทั้งนี้ศาลฎีกามีคำสั่งรับฎีกาที่ทนายความและครอบครัวของชัยภูมิได้ยื่นไป พร้อมทั้งยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้กับครอบครัวชัยภูมิ และกองทัพบกซึ่งเป็นจำเลยต้องยื่นแก้คำฎีกามาภายใน 15 วัน ส่งให้ศาลชั้นต้น เพื่อรวบรวมสำนวนและส่งคืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไป

 

ทนายความของครอบครัวให้สัมภาษณ์หลังเสร็จสิ้นการพิจารณาคดีว่า วันนี้ศาลฎีกาได้มีคำสั่งลงมาว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาที่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่การพิจารณาของศาลฎีกา และสั่งรับฎีกาของโจทก์ ดังนั้นคดีก็อยู่ระหว่างที่จะต้องให้กองทัพบกแก้ฎีกาเข้ามาภายใน 15 วัน ซึ่งคำสั่งศาลวันนี้ก็เป็นคำสั่งสั้นๆ ที่ถือว่าศาลท่านได้ให้ความยุติธรรมกับประชาชนให้ได้สู้ถึงชั้นฎีกา นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ก็ต้องขอบคุณองค์คณะของศาลฎีกาที่รับฎีกาของแม่ชัยภูมิด้วย โดยขั้นตอนต่อไปศาลจะพิจารณาทั้งคำฎีกา และคำแก้ฎีกาของกองทัพบก ถ้ามีนัดฟังคำสั่งศาลฎีกา ศาลก็จะมีหมายแจ้ง ซึ่งน่าจะใช้ระยะเวลาในการพิจารณาประมาณ 6 เดือนขึ้นไป ตนคิดว่าศาลน่าจะพิจารณาอย่างละเอียด 

 

“ผมรู้สึกว่าครอบครัวของ ชัยภูมิ ป่าแส แม้เขาจะมีฐานะที่ยากจน แต่เขาเข้าใจว่าคนเราจะต้องเรียกร้องความเป็นธรรมและต่อสู้ให้ถึงที่สุด เวลาคณะทนายความอธิบายให้เขาเข้าใจ เขาก็ตั้งใจที่จะต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของลูกเขา” ทนายความสิทธิมนุษยชนของครอบครัวชัยภูมิระบุ

 

ทนายความกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ตนคิดว่าคดีวิสามัญฆาตกรรมมีความสำคัญ เพราะว่าฝ่ายหนึ่งเป็นประชาชนที่เสียชีวิตโดยการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้นองค์กรของรัฐจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ดังนั้นคดีวิสามัญฆาตกรรมมีความสำคัญตั้งแต่ชั้นของพนักสอบสวนต้องร่วมสอบสวนพร้อมกับพนักงานอัยการ และพนักงานอัยการเมื่อกฎหมายมอบหมายอำนาจหน้าที่ให้ทำเพื่อผดุงความยุติธรรม พนักงานอัยการก็ต้องทำให้เต็มที่ตั้งแต่ชั้นสอบสวน ในคดีนี้แต่ละคนมีหน้าที่ที่ควรทำ ก็ต้องไปตรวจดูว่าแต่ละคนได้ทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนแล้วหรือไม่ 

 

ขณะที่ ไมตรี จำเริญสุขสกุล นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้ก่อตั้งกลุ่มด้วยใจรัก (รักษ์ลาหู่) ซึ่งเป็นผู้ดูแลชัยภูมิ กล่าวว่า อยากขอบคุณทีมทนายความและหลายหน่วยงานที่ยังร่วมต่อสู้กับครอบครัวในกรณีนี้อยู่ และขอบคุณศาลฎีกาที่รับฎีกาของครอบครัว แม้ว่าหลายนัดที่ผ่านมาเราจะยังไม่เห็นความเป็นธรรม แต่ครั้งนี้ทำให้ครอบครัวได้เห็นความหวังในการต่อสู้ขึ้นมาอีกครั้ง และแม้ตลอดเวลาของการต่อสู้พวกเราจะเหนื่อยและได้รับผลกระทบกับครอบครัวอย่างมาก แต่เมื่อมีโอกาสเข้ามาพวกเราก็ยังยืดหยัดที่จะสู้ต่อ โดยเฉพาะแม่ของชัยภูมิที่ต้องอยู่อย่างยากลำบาก เพราะขาดเสาหลักของบ้านอย่างชัยภูมิ แต่ก็ไม่ทำให้แม่หมดแรงพลังที่จะสู้และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับลูกเช่นกัน 

 

ยุพิน ซาจ๊ะ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มด้วยใจรัก ซึ่งเป็นผู้ดูแลชัยภูมิด้วยเช่นกัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนแรกเราก็นึกว่าจะไม่มีความหวังแล้ว แต่พอทราบข่าวว่าศาลฎีการับฎีกาของแม่ชัยภูมิ ทำให้เรามีความหวังกันเพิ่มมากขึ้น มีพลังที่จะสู้ต่อมากขึ้น เราอยากให้แม่ของชัยภูมิได้รับค่าชดเชย เพราะแม่ชัยภูมิไม่เหลือใครแล้ว แม่เขาเสียลูกจากการวิสามัญฆาตกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างน้อยเขาควรได้รับความเป็นธรรมด้วยการได้รับเงินชดเชยเยียวยา เพื่อให้แม่เขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้ชดเชยเยียวยา เพื่อทดแทนจากการที่เขาต้องเสียลูกที่เป็นเสาหลักของครอบครัวเขาด้วย 

 

ทั้งนี้เป็นเวลากว่า 5 ปี 10 เดือนแล้ว ที่ ชัยภูมิ ป่าแส ถูกเจ้าหน้าที่ทหารบริเวณด่านบ้านรินหลวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ วิสามัญฆาตกรรม ซึ่งภายหลังเกิดเหตุ ครอบครัวของชัยภูมิได้เดินหน้าทวงถามความยุติธรรมให้กับชัยภูมิ ทั้งการทวงถามเรื่องกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์ แต่ไม่มีการตอบรับใดๆ จากเจ้าหน้าที่ จนนำมาสู่การยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารทั้งสองที่วิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิ 

 

โดยวันที่ 26 ตุลาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง และให้กองทัพบกไม่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายตามคำฟ้องของมารดาชัยภูมิ ครอบครัวของชัยภูมิพร้อมทั้งทนายความจึงเดินหน้าขอยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลต่อไป โดยวันที่ 26 ตุลาคม 2564 ศาลแพ่งเลื่อนอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นวันที่ 26 มกราคม 2565 และในวันที่ 26 มกราคม 2565 ศาลอุทธณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คือยกฟ้อง พร้อมมีคำวินิจฉัยว่า ทหารใช้ปืนยิงชัยภูมิเพื่อป้องกันตัวเองโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว อีกทั้งตำแหน่งที่ทหารยิงชัยภูมิคือต้นแขนซ้าย เป็นตำแหน่งยิงที่บอกเจตนาว่าไม่ได้ประสงค์แก่ชีวิต และในวันที่ 25 พฤษภาคม 2565 ทีมทนายความของครอบครัวชัยภูมิ ป่าแส ได้ขออนุญาตยื่นฎีกา จนศาลฎีกามีคำสั่งรับฎีกาในคดีนี้ 

 

The post ศาลฎีการับคดีครอบครัว ‘ชัยภูมิ ป่าแส’ ฟ้องกองทัพบกเรียกค่าเสียหาย หลังศาลชั้นต้น-อุทธรณ์ยกฟ้อง คาดใช้เวลา 6 เดือนก่อนมีคำพิพากษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดไทม์ไลน์กรณี ‘ชัยภูมิ ป่าแส’ ถูกวิสามัญฆาตกรรม ปริศนาคดีที่ยังไม่คลี่คลาย https://thestandard.co/shooting-of-chaiyaphum-pasae/ Tue, 26 Oct 2021 11:52:02 +0000 https://thestandard.co/?p=552531 ชัยภูมิ ป่าแส

ปริศนาการหายไปของคลิปกล้องวงจรปิดคดีพลทหารยิง ‘ชัยภูมิ […]

The post เปิดไทม์ไลน์กรณี ‘ชัยภูมิ ป่าแส’ ถูกวิสามัญฆาตกรรม ปริศนาคดีที่ยังไม่คลี่คลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัยภูมิ ป่าแส

ปริศนาการหายไปของคลิปกล้องวงจรปิดคดีพลทหารยิง ‘ชัยภูมิ ป่าแส’ โดยระบุว่าเป็นการป้องกันตัว ขณะที่โซเชียลมีเดียเผยแพร่ภาพผู้เสียชีวิต ก่อนถูกยิงได้ให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้นรถ

 

ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2563 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นพลทหารยิงชัยภูมิ เป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัวสมควรแก่เหตุ

 

ล่าสุดวันนี้ 26 ตุลาคม 2564 ศาลแพ่งเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่ครอบครัวฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อกองทัพบก เป็นวันที่ 26 มกราคม 2565 เวลา 08.30 น. เนื่องจากยังทำคำพิพากษาไม่แล้วเสร็จ

 

THE STANDARD ขอพาย้อนไปดูไทม์ไลน์ของเหตุการณ์นี้อีกครั้ง

 

ปี 2560 

 

17 มีนาคม: ประมาณ 11.00 น. ชัยภูมิ ป่าแส หรือจะอุ๊ เยาวชนนักกิจกรรมชาวลาหู่ ‘กลุ่มรักษ์ลาหู่’ พร้อมเพื่อน โดยสารรถยนต์ฮอนด้าแจ๊สสีดำไปที่ด่านตรวจถาวรบ้านรินหลวง ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะถูกวิสามัญฆาตกรรมเสียชีวิตโดยทหารประจำด่าน

 

23 มีนาคม: พล.ท. วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 (ขณะนั้น) ระบุ กรณีดังกล่าวเป็นการตั้งด่านตามปกติสามารถตรวจสอบได้จากกล้องวงจรปิด CCTV อีกทั้งสถานที่ตั้งด่านเป็นที่แจ้ง ไม่ได้ลึกลับ เจ้าหน้าที่พบรถเป้าหมายก็ตรวจค้นธรรมดา

 

ผู้เสียชีวิตวิ่งหนีก่อนเตรียมหันมาจะขว้างระเบิด แต่เจ้าหน้าที่ยิงป้องกันตัว 1 นัด “เจ้าหน้าที่ผู้ยิงไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่เขามีความตั้งใจทำงาน”

 

24 มีนาคม: มีแคมเปญรณรงค์ผ่าน Change.org ชื่อว่า ‘เปิดกล้องความจริง ชัยภูมิ ป่าแส’ และรวบรวมรายชื่อเพื่อขอให้ทหารเปิดเผยภาพจาก CCTV ของจุดตรวจ ขณะที่ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ปฏิเสธมาตลอดว่ากล้องวงจรปิดเสีย

 

26 มีนาคม: แฟนเพจ ‘พลเมืองต่อต้าน Single Gateway เพื่อเสรีภาพและความยุติธรรม’ เผยแพร่ภาพ ชัยภูมิและเพื่อนให้ความร่วมมือทหารตรวจค้นรถ 

 

27 มีนาคม: แม่ทัพภาค 3 กล่าวว่า ทางกองทัพได้ส่งมอบภาพจากกล้องวงจรปิดให้กับตำรวจเพื่อใช้เป็นพยานในชั้นศาลเรียบร้อยแล้ว จึงไม่สามารถนำมาเผยแพร่ได้ 

 

28 มีนาคม: พล.อ. เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ขณะนั้น) เปิดเผยว่า ได้เห็นกล้องวงจรปิดขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารวิสามัญนักกิจกรรมชาวลาหู่แล้ว แต่ภาพดังกล่าวไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด หากเอามาเปิดเผยให้สังคมรับทราบก็จะไปวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากไม่มีความชัดเจน 

 

17 เมษายน: หนึ่งเดือนหลังเกิดเหตุ BBC Thai ได้ตรวจสอบกับหนึ่งในพนักงานสอบสวนพบว่า ตำรวจยังไม่ได้ภาพวงจรปิดจากทหาร

 

ปี 2561

 

9 สิงหาคม: สื่อมวลชนรายงานว่า สำนักงานเลขานุการกองทัพบกมีหนังสือลงวันที่ 6 สิงหาคม 2561 ส่งถึง รัษฎา มนูรัษฎา อุปนายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และหนึ่งในทนายความคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส โดยเนื้อความในหนังสือระบุว่า

 

“วันที่ 24 มีนาคม 2560 กองบัญชาการควบคุมที่ 1 หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารม้าที่ 5 (บก.ควบคุมที่ 1 ฉก.ม.5) ได้ถอดเครื่องบันทึกข้อมูลกล้องวงจรปิดออกจากจุดตรวจบ้านรินหลวง เพื่อเตรียมการส่งให้สถานีตำรวจภูธรนาหวาย และเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2560 กองกำลังผาเมืองได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมดำเนินการเปิดดูข้อมูลภาพเหตุการณ์ของวันที่ 17 มีนาคม 2560

 

แต่ภาพในเครื่องบันทึกข้อมูลเป็นภาพของวันที่ 20-25 มีนาคม 2560 ไม่มีภาพของวันที่ 17 มีนาคม 2560 เนื่องจากเป็นระบบบันทึกซ้ำอัตโนมัติของเครื่อง ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ทดลองทำสำเนาไฟล์ข้อมูลในช่วงวันที่ 17 มีนาคม 2560 ห้วงเวลา 10.00-10.10 น. เพื่อเปิดดู แต่ก็ไม่พบภาพข้อมูลใดๆ ของวันที่ 17 มีนาคม 2560 จึงไม่ได้เก็บสำเนาไฟล์ดังกล่าว เพราะไม่มีข้อมูลใดๆ”

 

ทั้งนี้ข้อมูลตามหนังสือตอบกลับของกองทัพดังกล่าว ค่อนข้างขัดแย้งกับคำให้สัมภาษณ์ของผู้นำกองทัพที่เคยระบุทำนองว่าพวกเขาได้ดูภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว

 

ปี 2563

 

26 ตุลาคม: ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาคดีที่ นาปอย ป่าแส แม่ของ ชัยภูมิ ป่าแส เป็นโจทก์ฟ้องกองทัพบก ให้ชดใช้ทางละเมิด กรณีทหารสังกัดกองทัพบก วิสามัญชัยภูมิที่ด่านรินหลวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

 

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์-จำเลย พบว่าชัยภูมิมีผลการเรียนดี เป็นนักกิจกรรมจิตอาสา เคยเป็นประธานนักเรียน ชอบช่วยเหลือครูและเพื่อน มีความกตัญญู ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

 

ส่วนผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นทหารไม่รู้จักผู้ตาย โดยพยานอ้างว่า ขณะเกิดเหตุทหารเข้าไปค้นรถ ขณะที่ผู้ตายไม่ยินยอมให้เปิดฝาหม้อไส้กรองอากาศ ต่อมาทหารตรวจพบยาบ้า 2,800 เม็ด ชัยภูมิจึงหลบหนีและใช้ระเบิดขว้าง ทหารจึงหยิบปืน M16 ยิงที่แขนซ้ายเพื่อหยุดการกระทำ

 

ขณะที่เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นพยานฝ่ายผู้ก่อเหตุ แจ้งว่า พบชัยภูมิมีการเคลื่อนไหวเชื่อมโยงเรื่องยาเสพติด เป็นบันทึกการโทรศัพท์เกี่ยวกับผู้ต้องหาคดียาเสพติด นอกจากนี้พยานอีกหนึ่งปากซึ่งเป็นเพื่อนของผู้ก่อเหตุ เชื่อว่าผู้ก่อเหตุน่าจะรู้เรื่องยาเสพติด ดังนั้นเมื่อประจักษ์พยานไม่พบพิรุธสงสัย ศาลจึงเห็นว่าผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นพลทหารได้ยิงชัยภูมิ เป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัวสมควรแก่เหตุ จึงไม่ถือเป็นการละเมิดต่อชัยภูมิ ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง

 

ปี 2564 

 

26 ตุลาคม: ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีหมายเลขดำ พ2591/2562 ที่ นาปอย ป่าแส มารดาของ ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมเยาวชนสิทธิมนุษยชน ชาวลาหู่ เป็นโจทก์ฟ้องกองทัพบกเป็นจำเลย ให้ชดใช้ทางละเมิด กรณีเจ้าหน้าที่ทหารสังกัดกองทัพบกได้วิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิที่บริเวณด่านรินหลวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

 

รัษฎา มนูรัษฎา ทนายความให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้ารับฟังคำพิพากษาของศาล ว่าศาลได้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาเป็นวันที่ 26 มกราคม 2565 เวลา 08.30 น. เนื่องจากศาลยังทำคำพิพากษาไม่แล้วเสร็จ

The post เปิดไทม์ไลน์กรณี ‘ชัยภูมิ ป่าแส’ ถูกวิสามัญฆาตกรรม ปริศนาคดีที่ยังไม่คลี่คลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทบ. ไม่ต้องชดใช้ ศาลแพ่งยกฟ้องคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส https://thestandard.co/rta-not-compensate-extrajudicial-killings-chaiyaphum-pa-sae-case/ Mon, 26 Oct 2020 06:13:12 +0000 https://thestandard.co/?p=412387 คดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส กองทัพบก

วันนี้ (26 ตุลาคม) ศาลแพ่งนัดฟังคำพิพากษา คดีที่ นาปอย […]

The post ทบ. ไม่ต้องชดใช้ ศาลแพ่งยกฟ้องคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส appeared first on THE STANDARD.

]]>
คดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส กองทัพบก

วันนี้ (26 ตุลาคม) ศาลแพ่งนัดฟังคำพิพากษา คดีที่ นาปอย ป่าแส มารดาของ ชัยภูมิ ป่าแส ชาวลาหู่ เยาวชนนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อกลุ่มชาติพันธ์ุ ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย 4 ล้านบาทจากกองทัพบกที่ก่อเหตุวิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิขณะ ขับรถยนต์ผ่านด่านตรวจบ้านรินหลวงกับเพื่อนอีก 1 คน แล้วถูกเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ประจำอยู่ที่ด่านตรวจค้นยานพาหนะ บริเวณด่านรินหลวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560

 

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ จำเลยแล้ว พยานโจทก์นำสืบในทำนองเดียวกัน ชัยภูมิผู้ตายมีผลการเรียนดี เป็นนักกิจกรรมจิตอาสา เคยเป็นประธานนักเรียน ชอบช่วยเหลือครูและเพื่อน มีความกตัญญู ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 

 

ส่วนจำเลยไม่รู้จักผู้ตาย โดยทหารพยานจำเลยเบิกความขณะเกิดเหตุตรวจค้นรถ ผู้ตายไม่ยินยอมให้เปิดฝาหม้อไส้กรองอากาศ เมื่อเปิดพบยาบ้า 2,800 เม็ด ผู้ตายหลบหนี ใช้ระเบิดขว้าง ทหารจึงหยิบปืน M16 ยิงที่แขนซ้ายเพื่อหยุดการกระทำกับเจ้าหน้าที่ พยานจำเลยแจ้งพบบัญชีผู้ตายมีการเคลื่อนไหวเชื่อมโยงเรื่องยาเสพติด บันทึกการโทรศัพท์เกี่ยวกับผู้ต้องหาคดียาเสพติด พยานจำเลยที่เป็นเพื่อนนักเรียนเชื่อว่าจำเลยน่าจะรู้เรื่องยาเสพติด ประจักษ์พยานไม่พบพิรุธสงสัย พลทหารยิงผู้ตายเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัวสมควรแก่เหตุ จึงไม่ถือว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้อง

 

ขณะที่ญาติและเพื่อนที่เดินทางมาให้กำลังใจ ต่างรู้สึกเสียใจกับคำพิพากษา และต้องการที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีต่อไป

 

ภาพ: แฟ้มภาพ

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ทบ. ไม่ต้องชดใช้ ศาลแพ่งยกฟ้องคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรายชื่อหน่วยงานตำรวจ-ทหาร ร่วมวิสามัญฆาตกรรมทหารกราดยิงประชาชนที่โคราช https://thestandard.co/extrajudicial-killings-korat-shooting/ Sun, 09 Feb 2020 03:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=329255

เปิดรายชื่อหน่วยงานตำรวจ-ทหาร ร่วมวิสามัญฆาตกรรมทหารกรา […]

The post เปิดรายชื่อหน่วยงานตำรวจ-ทหาร ร่วมวิสามัญฆาตกรรมทหารกราดยิงประชาชนที่โคราช appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปิดรายชื่อหน่วยงานตำรวจ-ทหาร ร่วมวิสามัญฆาตกรรมทหารกราดยิงประชาชนที่โคราช

– พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.

– พล.ต.อ. สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.

– พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร.

– พล.อ. สุนัย ประภูชะเนย์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ.

– หน่วยปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3

– หน่วย Commando กองบังคับการตำรวจราชวัลภลรักษาพระองค์ 904

– หน่วยหนุมาน กองบังคับการปราบปราม

– หน่วยอรินทราช 26 กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ

– หน่วยนเรศวร 261 กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ

– หน่วยปฏิบัติการพิเศษ กองกำลังสุรนารี

 

 

 

The post เปิดรายชื่อหน่วยงานตำรวจ-ทหาร ร่วมวิสามัญฆาตกรรมทหารกราดยิงประชาชนที่โคราช appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาคประชาสังคมจี้ตรวจสอบกรณีตำรวจ สภ.เวียงแหง วิสามัญฆาตกรรม จะจือ จะอ่อ https://thestandard.co/check-the-police-case-extrajudicial-killings/ Sat, 27 Jul 2019 09:45:34 +0000 https://thestandard.co/?p=274292

เครือข่ายภาคประชาสังคม ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการตรว […]

The post ภาคประชาสังคมจี้ตรวจสอบกรณีตำรวจ สภ.เวียงแหง วิสามัญฆาตกรรม จะจือ จะอ่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เครือข่ายภาคประชาสังคม ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการตรวจสอบกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เวียงแหง ได้ออกตรวจพื้นที่บริเวณบ้านห้วยไคร้ใหม่ และพบชายต้องสงสัย 2 คนขับรถจักรยานยนต์มา เมื่อเจ้าหน้าที่ขอให้หยุดเพื่อตรวจสอบ ชายต้องสงสัยกลับใช้ปืนยาวยิงเจ้าหน้าที่จนเกิดการต่อสู้กันขึ้น และ จะจือ จะอ่อ อายุ 26 ปี ชาวบ้านห้วยไคร้ใหม่ ตำบลเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ได้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 เวลาประมาณ 17.30 น.

 

โดยหลังเกิดเหตุมีประชาชนจากชุมชนชาวห้วยไคร้ใหม่ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า แม่ของผู้เสียชีวิตได้พยายามเข้าไปกอดร่างลูกชาย แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้าย ทำให้ประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ไม่พอใจ ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 มีประชาชนจากชุมชนชาวห้วยไคร้ใหม่ได้ออกแถลงการณ์ขอความเป็นธรรม และแสดงความวิตกต่อการวิสามัญฆาตกรรมดังกล่าว โดยได้อ้างว่า จะจือ จะอ่อ ไม่ได้ค้ายาเสพติดและไม่มียาเสพติดไว้ในครอบครอง และมีพยานเห็นเหตุการณ์ว่าในระหว่างการจับกุม จะจือ จะอ่อ ไม่ได้มีอาวุธปืน แต่อาวุธปืนนั้นถูกนำมาวางหลังจาก จะจือ จะอ่อ ได้เสียชีวิตแล้ว

 

แถลงการณ์ระบุว่า จากกรณีดังกล่าว เมื่อเกิดกรณีการที่เจ้าหน้าที่รัฐสังหารบุคคลโดยไม่ผ่านการพิจารณาพิพากษาของศาล หรือเรียกว่าการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม (Extrajudicial Killing) อาจเกิดเป็นกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองไว้ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติข้อ 11 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเป็นภาคี และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 และมาตรา 29 วรรคสอง กล่าวคือ เมื่อมีผู้ต้องสงสัยว่าจะกระทำความผิดอาญา บุคคลนั้นย่อมได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนผู้กระทำผิดไม่ได้ จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดแล้วว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้กระทำผิดจริง ดังนั้น ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยไม่ว่าจะเป็นคดีใดๆ จะถูกสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม (Extrajudicial Killing) ไม่ได้ และย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้รับโอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ (Rights to Defense) ตามกระบวนการดำเนินคดีที่เป็นธรรม (Fair Trial) 

 

ในส่วนการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่รัฐต้องใช้กำลังหรืออาวุธพอสมควรแก่เหตุ การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐเกินกว่าเหตุอาจเข้ากรณีการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม ซึ่งรัฐต้องสอบสวนข้อเท็จจริง นำตัวเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีทั้งทางวินัยและในทางอาญา และชดใช้เยียวยาให้ครอบครัวผู้ถูกละเมิดอย่างเพียงพอ การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมจะส่งผลให้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอ่อนแอ ประชาชนขาดความเชื่อถือในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ดังนั้นในกรณีที่เจ้าหน้าที่สังหารประชาชนนอกกระบวนการยุติธรรม รัฐจะต้องลงโทษเจ้าหน้าที่ทั้งในทางวินัยและในทางอาญา และชดใช้เยียวยาครอบครัวผู้ถูกละเมิดอย่างเพียงพออีกด้วยจากกรณีดังกล่าว เมื่อเกิดเหตุการณ์ความตายผิดปกติ ต้องมีการไต่สวนการตายตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เพื่อให้ศาลสั่งว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และแสดงถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้

 

ทั้งนี้ องค์กรภาคประชาสังคมที่ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ฉบับนี้ขอเน้นย้ำว่า จะจือ จะอ่อ มิได้เป็นชนเผ่าพื้นเมืองคนเดียวในประเทศไทยที่ตกเป็นเหยื่อของการวิสามัญฆาตกรรม ตั้งแต่ช่วงนโยบายปราบปรามยาเสพติดในปี 2546 ชนเผ่าพื้นเมืองได้ตกเป็นเหยื่อของอคติทางเชื้อชาติ โดยถูกมองอย่างเหมารวมในแง่ลบว่าเป็นพวกป่าเถื่อน ชอบค้ายาเสพติด และเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ ทัศนคติดังกล่าวแทรกซึมลึกเข้าไปในนโยบายของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย จึงทำให้คนชนเผ่าพื้นเมืองตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการฆ่านอกระบบ การซ้อมทรมาน หรือการบังคับให้สูญหาย 

 

ยกตัวอย่างเช่นในกรณีการสังหารชาวเมี่ยน 6 คนที่ตำบลห้วยชมพู อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ในปี 2546 และกรณีการวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมเยาวชนชาวลาหู่ และ อะเบ แซ่หมู่ ชายชาวลีซู ในปี 2560 เป็นต้น โดยในทุกกรณี เจ้าหน้าที่ได้กล่าวหาผู้ถูกสังหารว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และตัดสินใจใช้ความรุนแรงมากเกินความจำเป็น ไม่ได้สัดส่วนบนพื้นฐานของข้อสันนิษฐานที่อาจเป็นผลจากอคติทางเชื้อชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นกับ จะจือ จะอ่อ จึงถือเป็นผลจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบที่ส่งผลกระทบต่อชนเผ่าพื้นเมืองมากเป็นพิเศษ หากเหตุการณ์ในลักษณะเดิมยังเกิดขึ้นซ้ำ อาจทำให้ประชาชนที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองสูญเสียความไว้วางใจในรัฐและนำไปสู่ความขัดแย้งทางเชื้อชาติได้

 

องค์กรภาคประชาสังคมที่มีรายชื่อด้านล่างนี้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการดังต่อไปนี้

 

  1. ขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เป็นอิสระ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคประชาสังคม เพื่อตรวจสอบกรณีการเสียชีวิตของ จะจือ จะอ่อ จากการกระทำของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างครอบคลุมครบถ้วน และหากพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดตามข้อเท็จจริง รัฐต้องลงโทษผู้กระทำผิดทั้งทางวินัยและในทางอาญา และชดใช้เยียวยาครอบครัวของ จะจือ จะอ่อ อย่างเหมาะสม

 

  1. ขอให้คุ้มครองประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์การตรวจค้น จับกุม และสังหาร จะอือ จะอ่อ เพื่อป้องกันไม่ให้พยานถูกข่มขู่ คุกคามจากเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใด เพื่อให้พยานสามารถให้ข้อเท็จจริง พยานหลักฐานแก่คณะกรรมการตรวจสอบได้อย่างอิสระ ปราศจากแรงกดดันหรือความหวาดกลัว

 

  1. ขอให้ย้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สังหาร จะอือ จะอ่อ ออกจากพื้นที่ ในระหว่างการตรวจสอบและสืบสวนสอบสวนคดี เพื่อเป็นหลักประกันว่าเจ้าหน้าที่จะไม่ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

 

  1. ในการทำสำนวนไต่สวนการตายนั้น ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากลตามหลักการในพิธีสารมินนิโซตา ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนกรณีที่ต้องสงสัยว่าเป็นการเสียชีวิตที่มิชอบด้วยกฎหมาย (ค.ศ. 2016) กล่าวคือ ต้องกระทำอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และละเอียดถี่ถ้วน เป็นอิสระและเป็นกลาง และโปร่งใส โดยต้องคำนึงถึงพยานหลักฐานทุกชิ้นในคดีไต่สวนการตาย เพื่อให้ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้สังหาร จะอือ จะอ่อ ตายที่ไหน เมื่อใด และแสดงถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้าย ให้กล่าวว่าใครเป็น 

 

  1. ผู้กระทำรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรจัดการฝึกอบรมความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน โดยมุ่งเน้นสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลในการเข้าถึงความยุติธรรมและขจัดอคติทางเชื้อชาติ โดยมีมาตรการให้ตำรวจชุมชน เจ้าหน้าที่ความมั่นคง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน และหน่วยงานอื่นๆ ที่ทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ต้องเข้าร่วมการอบรมดังกล่าว

 

ด้วยความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 

องค์กรผู้ร่วมลงนาม

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)

เครือข่ายชาติพันธุ์จังหวัดเชียงใหม่

สมาพันธ์เพื่อช่วยเหลือมอญชายแดน

เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี

ศูนย์กฎหมายสิทธิชุมชน

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน 

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น

มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม 

เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ภาคประชาสังคมจี้ตรวจสอบกรณีตำรวจ สภ.เวียงแหง วิสามัญฆาตกรรม จะจือ จะอ่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>