วิษณุ เครืองาม Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/วิษณุ-เครืองาม/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 25 Sep 2026 12:31:17 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ย้อนมหากาพย์ ‘บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง’ การเมืองจะเปลี่ยนไปแค่ไหนหลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ https://thestandard.co/barcode-ballot-election-court-verdict/ Fri, 25 Sep 2026 12:31:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1259502 ภาพประกอบข่าวบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งพร้อมข้อความ "ย้อนมหากาพย์ ‘บาร์โค้ด’ บนบัตร ทำเลือกตั้งไม่ลับหรือไม่"

ย้อนจุดเริ่มต้นของประเด็น ‘บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง’ จาก […]

The post ย้อนมหากาพย์ ‘บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง’ การเมืองจะเปลี่ยนไปแค่ไหนหลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งพร้อมข้อความ "ย้อนมหากาพย์ ‘บาร์โค้ด’ บนบัตร ทำเลือกตั้งไม่ลับหรือไม่"

ย้อนจุดเริ่มต้นของประเด็น ‘บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง’ จากข้อสังเกตของประชาชนผู้ใช้สิทธิ จนข้อสงสัยว่าการเลือกตั้งอาจ ‘ไม่เป็นไปโดยตรงและลับ’ ขยายวงกว้างทั่วประเทศ นำไปสู่การกลายเป็นคู่กรณีที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความ ตามด้วยเรื่องร้องเรียนที่ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณา เพื่อชี้ชะตาในวันที่ 28 กันยายนนี้ว่า การเลือกตั้งสุ่มเสี่ยงเป็นโมฆะหรือไม่

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ข้อสังเกตจากผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง จุดประกายไปทั่วประเทศ

 

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการเลือกตั้ง สส. พร้อมการออกเสียงประชามติว่าด้วยการเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งจึงจะได้รับบัตร 3 ใบ คือ บัตรสีเขียว สำหรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต, บัตรสีชมพู สำหรับเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรสีเหลือง สำหรับออกเสียงประชามติ

 

หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง เริ่มมีข้อสังเกตจากประชาชนผู้ออกไปใช้สิทธิว่า เพราะเหตุใดบัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) จึงมีแถบบาร์โค้ด (Barcode) กรณีที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือโพสต์เฟซบุ๊กของ ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โดมคลาวด์ จำกัด (DomeCloud) และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ และบล็อกเชน เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ ที่ชี้ให้เห็นว่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแต่ละใบมีลักษณะ ‘เฉพาะตัว’ คือไม่ซ้ำกันเลย

 

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

ต่อมาได้มีประชาชนและสื่อมวลชนตรวจสอบกรณีดังกล่าวกันอย่างกว้างขวาง โดยพบลักษณะเพิ่มเติมว่า เมื่อสแกนข้อมูลบนบาร์โค้ดแล้วจะพบว่าเป็นตัวอักษร A ตามด้วยตัวเลข 8 ตัว เช่น A12345678 และจากการตรวจสอบบาร์โค้ดบนภาพถ่ายบัตรเลือกตั้งช่วงนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้งเดียวกัน พบข้อสังเกตว่า ข้อมูลตัวเลข 8 ตัว ที่ได้จากการสแกนบาร์โค้ดนั้น มีการเรียงลำดับต่อเนื่องกัน บ่งบอกให้รู้ว่าเป็นบัตรเลือกตั้งจากเล่มเดียวกัน แม้จะมีการกากบาทลงคะแนนในบัตรนั้นให้ต่างพรรคการเมืองกัน

 

ลอย ชุนพงษ์ทอง ได้โพสต์เฟซบุ๊กตั้งข้อสังเกตว่า หากนำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งซึ่งตัวเลขจำเพาะที่ต่อเนื่องกัน (Unique Running Number) หากนำมาจับคู่กับ ‘ต้นขั้วบัตร’ ซึ่งระบุเลขเล่มและลำดับที่ของบัตรเลือกตั้งในเล่ม ก็จะสามารถใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว สืบย้อนกลับไปได้ว่า ผู้ใช้สิทธิคนใดเลือกลงคะแนนให้พรรคการเมืองใด

 

รวมถึงการตั้งสมมติฐานเพิ่มเติมว่า บนต้นขั้วบัตรยังมีการให้ผู้ใช้สิทธิลงลายมือชื่อกำกับไว้ หากนำข้อมูลข้างต้นคำนวณประกอบกับลำดับการเข้ามาใช้สิทธิในหน่วยเลือกตั้ง ก็จำทำให้มีโอกาสสืบย้อนไปได้ถึงตัวตนของผู้ลงคะแนนได้เลย

 

กกต. ชี้แจงบาร์โค้ดตรวจสอบย้อนหลังได้ แต่เพื่อความปลอดภัย

 

เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ กกต. ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพื่อไขข้อสงสัยต่อกรณีดังกล่าว โดย ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ยืนยันว่า การเลือกตั้งยังคงเป็นไปโดยตรงและลับ ไม่สามารถรู้ได้ว่าบัตรแต่ละใบเป็นของผู้ใด เพราะในการนับคะแนน ต้นขั้วบัตรถูกแยกไปเก็บไว้คนละสถานที่กับบัตรเลือกตั้งแล้ว ทำให้ไม่ครบองค์ประกอบสามส่วนเพื่อจะสืบย้อนหาผู้ลงคะแนนเสียงได้

 

วรพงษ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง กกต. ชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเพื่อมาตรการรักษาความปลอดภัย ตามระเบียบ กกต. ข้อ 129 ให้อำนาจ กกต. ในการกำหนดให้มีรหัส เครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้งโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลง อันเป็นไปเพื่อการรักษาความปลอดภัย

 

 

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

วรพงษ์ย้ำว่า บาร์โค้ดเหล่านี้ใช้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง และมีไว้เพื่อตรวจสอบย้อนกลับว่ามีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนที่กำหนดหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบกรณีมีบัตรเลือกตั้งเล็ดลอดจากหน่วยเลือกตั้งไปสู่ภายนอก เพื่อให้สืบย้อนได้ว่ามาจากหน่วยเลือกตั้งใด พร้อมยอมรับว่า หากสแกนบาร์โค้ดดังกล่าวแล้ว จะระบุได้ถึง ‘เลขที่’ บนบัตรเลือกตั้ง

 

สำหรับการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติปี 2569 นั้น กกต. ได้ดำเนินการจัดจ้าง 3 บริษัทแยกพิมพ์บัตรคนละประเภท ประเภทละ 56.1 ล้านฉบับ

 

  • บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) จัดจ้าง บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พรินท์ติ้ง จำกัด เป็นผู้จัดพิมพ์
  • บัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต (บัตรสีเขียว) จัดจ้าง บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดพิมพ์
  • บัตรออกเสียงประชามติ (บัตรสีเหลือง) จัดจ้าง โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง เป็นผู้จัดพิมพ์

 

ผู้สังเกตการณ์เลือกตั้ง กลายเป็นคู่กรณี กกต.

 

ภาคประชาชนบางส่วนได้กรณีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ซึ่ง กกต. มีมติให้ลงคะแนนเสียงใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 และ 10 เขตเลือกตั้งที่ 15 แขวงคันนายาว กรุงเทพฯ เนื่องจากมีปัญหาระหว่างการนับคะแนน

 

โดยมี ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ ‘ดร.เรือบิน’ ผู้อำนวยการ D-Vote และธนารัตน์ รวมถึงตัวแทนพรรคการเมือง เช่น พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, ศึกศิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนนด้วย

 

ทั้งนี้ ได้มีการรายงานว่า บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ที่ใช้ในการลงคะแนนเสียงใหม่นั้น ไม่มีการระบุหมายเลขที่บัตรบนต้นขั้ว แม้จะมีบาร์โค้ดเช่นเดิม

 

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

พริษฐ์ให้ความเห็นว่า เมื่อบัตรใหม่ไม่มีต้นขั้วจะไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ ทำให้อนุมานได้ว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงตัวผู้ออกเสียงเลือกตั้งในบัตรนั้นๆ จึงถือเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่ใช้ฟ้องคดีต่อศาลว่าเป็นการแสดงเจตนาว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์มีปัญหาจริง

 

อย่างไรก็ตาม วันที่ 25 กุมภาพันธ์ สำนักงาน กกต. โดย ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลรวม 6 ราย จากเหตุการณ์ความวุ่นวายในระหว่างที่มีการจัดการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่

 

สำนักงาน กกต. อ้างว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์ร่วมกันถ่ายภาพหน้าบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามสแกนเพื่อถอดรหัส QR Code และบาร์โค้ดบนบัตร โดย กกต. มองว่าเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตของกฎหมาย และเป็นการพยายามพิสูจน์ว่าการเลือกตั้ง ‘ไม่เป็นความลับ’ รวมถึงขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

เรื่องอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ 7 เดือน นัดไต่สวนและ ‘เดินเผชิญสืบ’

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีมติส่งเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง จำนวน 21 เรื่อง ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นไปโดยตรงและลับหรือไม่ จากกรณีมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่อาจสืบทราบและตรวจสอบตัวตน ผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ

 

จากนั้นวันที่ 18 มีนาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องดังกล่าวของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 6 คน ที่เห็นว่าควรรับคำร้องไว้วินิจฉัย คือ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, วิรุฬห์ แสงเทียน, จิรนิติ หะวานนท์, นภดล เทพพิทักษ์, อุดม รัฐอมฤต และ สุเมธ รอยกุลเจริญ ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อยที่เห็นว่าไม่ควรรับคำร้องไว้พิจารณา คือ อุดม สิทธิวิรัชธรรม, บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และ สราวุธ ทรงศิวิไล

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

ผ่านไปราว 7 เดือนของการพิจารณาคดี ได้เดินทางมาถึงห้วงสำคัญเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้เรียกพยานบุคคลเข้าไต่สวนเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ประกอบด้วย แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต., วรพงษ์ อนันต์เจริญกิต ผอ.สำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง กกต. และกรรมการกลุ่มบริษัทที่จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขต คือ บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และ กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด

 

หลังจากนั้น 1 วัน ศาลรัฐธรรมนูญได้ ‘เดินเผชิญสืบ’ มอบหมายตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน พร้อมเจ้าหน้าที่ ไปตรวจสอบสถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเลือกตั้งทั่วไปในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 27 สิงหาคม

 

THE STANDARD ได้ติดตามการเดินเผชิญสืบของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน คือ บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และ นภดล เทพพิทักษ์ ที่สำนักงานเขตหลักสี่ โดยมี แสวง บุญมี, วรพงษ์ ตลอดจนตัวแทนสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้าร่วมการตรวจสอบพยานหลักฐานในพื้นที่จัดเก็บบัตรเลือกตั้งที่ชั้น 8 ของสำนักงานเขตหลักสี่

 

หลังการเดินเผชิญสืบ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงความมั่นใจของแสวงต่อคดีนี้ โดยเลขาธิการ กกต. ตอบเพียงว่า “เรามั่นใจตั้งแต่พิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรแล้ว”

 

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

28 ก.ย. นี้ ชี้ชะตาการเลือกตั้งลับหรือไม่ และจะเกิดอะไรตามมา

 

ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดฟังคำวินิจฉัยในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เวลา 14.00 น. ของวันที่ 28 กันยายน 2569 โดยเป็นที่จับตาของหลายฝ่ายว่า หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ไม่เป็นไปโดยตรงและลับ อาจมีคำสั่งให้การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นโมฆะ ซึ่งจะส่งผลกระทบทางการเมืองตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในแนวทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไว้ 4 ฉากทัศน์ ประกอบด้วย

 

  • ศาลวินิจฉัยว่าบัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ไม่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ไม่สามารถสืบย้อนไปยังผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ในกรณีดังกล่าวทุกอย่างยังเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
  • ศาลวินิจฉัยว่า บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อที่มีบาร์โค้ด สามารถสืบย้อนไปยังผู้ใช้สิทธิได้ เนื่องจากมีหมายเลขบัตรที่ตรงกับต้นขั้วแต่ละใบ การสืบย้อนไม่ต้องอาศัยบัญชีรายชื่อ ต้นขั้ว และบัตรเลือกตั้งมาประกอบกันตามคำชี้แจงของ กกต. เพียงแต่สังเกตลำดับของการเดินเข้าใช้สิทธิ เทียบกับบัตรที่ถ่ายเวลานับคะแนน ก็รู้ได้ว่าใครเลือกใคร การออกแบบบัตรดังกล่าวจึงขัดรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า มีความเสียหายเกิดขึ้น จึงมีคำสั่งมิให้ กกต. ใช้บัตรในรูปแบบดังกล่าวในอนาคต แต่ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งใหม่
  • ศาลวินิจฉัยว่า บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ เฉพาะบัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ
  • ศาลวินิจฉัยว่า บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกี่ยวพันกับการเลือกตั้งทั้งระบบ จึงสั่งให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการเลือกตั้งที่ขัดรัฐธรรมนูญ ศาลมีคำสั่งให้ กกต. ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด

 

ความเห็น 2 กูรูกฎหมายระดับรองนายกฯ กับการตีความคำว่า ‘ลับ’

 

อย่างไรก็ตาม ต่อกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งจะส่งผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับหรือไม่ ได้มีการแสดงความคิดเห็นโดยผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายของไทยหลายคน โดยเฉพาะนักกฎหมายผู้เคยเป็นกรรมการกฤษฎีกา และเคยเป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายมาแล้วทั้ง 2 คน คือ ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ วิษณุ เครืองาม

 

เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ ระหว่างที่วิษณุกำลังบรรยายหัวข้อ ‘ถอดรหัสภาวะผู้นำ-กรณีศึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีไทย’ ในหลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.) รุ่นที่ 14 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในช่วงหนึ่งได้แสดงความเห็นว่า การพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง มีความเสี่ยงจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ และอาจนำมาสู่ผลกระทบรุนแรงสุดคือการเลือกตั้งเป็นโมฆะ

 

วิษณุตีความคำว่า ‘ลับ’ ตามมาตรา 85 ว่า การเลือกตั้งโดยตรงและลับนั้น จะต้องเป็นความลับตลอดเวลา และระบบการเลือกตั้งจะต้องออกแบบให้ไม่มีช่องโหว่ที่ความลับนั้นถูกเปิดเผยในภายหลังได้ พร้อมอ้างบรรทัดฐานจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2549 ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะคูหาเลือกตั้งหันไปผิดทางทำให้มีผู้อื่นเห็นตอนกากบาทได้ จึงเป็นบรรทัดฐานว่าให้ยึดเหตุการณ์ระหว่างกากบาทว่าต้องเป็นความลับ

 

“ครั้งนั้นการจัดคูหาแบบนั้นไม่ได้จัดทั้งประเทศ จัดเพียงบางแห่งเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น กกต. ก็ได้สั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ เสียเงินกี่พันกี่หมื่นล้านก็ต้องทำ ถ้า กกต.ไม่อยากสั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ ก็ออกได้ทางเดียวคือ ที่ว่าการลงคะแนนเป็นความลับ หมายถึง ลับ ตอนกาบัตรเลือกตั้ง” วิษณุกล่าว

 

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ขณะที่เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ บวรศักดิ์ได้โพสต์แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า คำว่า ‘ลับ’ ที่ไม่มีใครรู้เลยทั้งโลกไม่มีอยู่จริง โดยตีความคำว่าลับในทางกฎหมายว่า มีทั้งผู้ที่รู้เรื่องลับ และผู้ที่ปกปิดไม่ให้รู้ โดยผู้ที่จะรู้ความลับนั้นได้ก็ประกอบด้วย ผู้ทำ พูดหรือ เขียนความลับนั้นเอง และผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เข้าถึงความลับนั้น ซึ่งบวรศักดิ์มองว่า มีทั้ง กกต. และศาลที่สามารถใช้อำนาจหน้าที่เพื่อตรวจสอบความลับนั้นได้

 

บวรศักดิ์ยกตัวอย่างมาตรา 99 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ปี 2561 ที่บัญญัติว่า “เมื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทำเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรเลือกตั้งแล้ว ให้พับบัตรเลือกตั้งเพื่อมีให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไร…” ซึ่งมีข้อยกเว้นเพียงกรณีเดียวคือตามมาตรา 92 ที่ยอมให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหรือคนอื่นทำเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งได้ตามเจตนาของผู้พิการหรือผู้ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ

 

บวรศักดิ์ชี้ว่า กรณีนี้การลงคะแนนไม่เป็นความลับแน่ แต่กฎหมายอนุญาตให้ทำได้ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้พิการทุพพลภาพหรือสูงอายุ อีกทั้งยังเคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2561 แล้วว่า กรณีดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเรื่องความลับของการเลือกตั้ง เพราะตราบใดที่ไม่มีการเปิดเผยผลการลงคะแนนเสียงนั้นต่อสาธารณะ ก็ได้ถือว่าการเลือกตั้งนั้นยังเป็นไปโดยตรงและลับ

The post ย้อนมหากาพย์ ‘บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง’ การเมืองจะเปลี่ยนไปแค่ไหนหลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนอ่านคำชี้แจงว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ คุณสมบัติตรงสายหรือไม่ ฝ่าด่าน ‘บัตรสนเท่ห์’ ในชั้นสรรหา https://thestandard.co/jakrapong-wiwatwanich-qualifications/ Tue, 23 Jun 2026 10:57:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1221884 ภาพ ศาสตราจารย์ ดร. จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

ย้อนที่มาที่ไปของข้อถกเถียง ‘ไม่ตรงปก’ ที่มีสมาชิกวุฒิส […]

The post ย้อนอ่านคำชี้แจงว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ คุณสมบัติตรงสายหรือไม่ ฝ่าด่าน ‘บัตรสนเท่ห์’ ในชั้นสรรหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศาสตราจารย์ ดร. จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

ย้อนที่มาที่ไปของข้อถกเถียง ‘ไม่ตรงปก’ ที่มีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมถึงฝ่ายต่างๆ ในสังคมตั้งข้อสังเกตต่อคุณสมบัติของ ศาสตราจารย์ ดร. จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ที่เพิ่งได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบจาก สว. ถึง 140 เสียง ในวันนี้ (23 มิถุนายน) หลังการประชุมและลงมติโดยลับเสร็จสิ้น

 

 
 

อย่างไรก็ตาม ก่อนการลงมติ ในช่วงต้นของการประชุมได้มีการอภิปรายโดยเปิดเผยของ สว. โดยเฉพาะ สว. ในกลุ่มเสียงข้างน้อยหลายคนที่ได้หยิบยกกรณีดังกล่าวมาอภิปรายแสดงความกังวลถึงคุณสมบัติที่ไม่ตรงสายของ ศ.ดร. จักรพงศ์ เช่น นพ. เปรมศักดิ์ เพียยุระ, เทวฤทธิ์ มณีฉาย, นรเศรษฐ์ ปรัชญากร, พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ เป็นต้น

 

ขณะที่มี ชูชีพ เอื้อการณ์ เพียงคนเดียวที่อภิปรายสนับสนุนว่า ศ.ดร. จักรพงศ์ได้ผ่านการพิจารณากลั่นกรองคุณสมบัติมาอย่างถูกต้องรอบคอบแล้ว

 

จากนั้น ที่ประชุมวุฒิสภาได้เข้าสู่การประชุมโดยลับ ซึ่งแหล่งข่าวได้เปิดเผยอย่างน่าแปลกใจว่า ไม่มีการอภิปรายคุณสมบัติเพิ่มในที่ประชุมแต่อย่างใด ก่อนผลการลงมติจะปรากฏออกมาว่าเห็นชอบให้ ศ.ดร. จักรพงศ์ ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 140 เสียง ไม่เห็นชอบ 17 เสียง และงดออกเสียง 22 เสียง

 

ด่านแรก ‘บัตรสนเท่ห์’ ร้องเรียนคุณสมบัติไม่ตรงสาย

 

แท้จริงแล้วประเด็นข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติทางวิชาการของ ศ.ดร. จักรพงศ์ ปรากฏขึ้นตั้งแต่ในชั้นของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ได้รับเรื่องร้องเรียน หรือ ‘บัตรสนเท่ห์’ ไม่ลงวันที่ ส่งมายังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ร้องขอให้คณะกรรมการฯ ทบทวนคุณสมบัติของ ศ.ดร. จักรพงศ์ ผู้เข้ารับการสรรหาในสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐประศาสนศาสตร์

 

ประเด็นข้อร้องเรียนระบุว่า ตำแหน่งศาสตราจารย์ของ ศ.ดร. จักรพงศ์ แท้จริงแล้วเป็น ‘สาขานิติศาสตร์’ ซึ่งไม่ตรงกับ ‘สาขารัฐประศาสนศาสตร์’ ที่ใช้ยื่นสมัคร

 

แม้ในคำสั่งแต่งตั้งของโรงเรียนนายร้อยตำรวจในอดีตจะไม่ได้ระบุสาขาไว้ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า ศ.ดร. จักรพงศ์ เป็นอาจารย์ในกลุ่มวิชากฎหมาย นอกจากนี้ ผู้ร้องเรียนยังตั้งข้อสงสัยว่า ไม่ปรากฏผลงานทางวิชาการที่ใช้ประกอบการขอตำแหน่งอย่างชัดเจน และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ประเมินผลงานทางวิชาการดังกล่าว

 

ย้อนคำชี้แจง เหตุใดจึงจัดเป็นศาสตราจารย์ด้านรัฐประศาสนศาสตร์

 

เมื่อมีข้อร้องเรียนนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ จึงเรียก ศ.ดร. จักรพงศ์ เข้าชี้แจงในวันที่ 24 เมษายน 2569 เพื่อตอบข้อซักถามของคณะกรรมการ เช่น เจษฎา กตเวทิน คณะกรรมการสรรหาฯ ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) แต่งตั้ง ได้ตั้งข้อสังเกตจากเอกสารแนบท้ายคำสั่งแต่งตั้งในปี 2550 ว่า ศ.ดร. จักรพงศ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็น ‘ศาสตราจารย์ ภาควิชากฎหมายวิธีสบัญญัติ’ ซึ่งไม่ได้ระบุถึงสาขารัฐประศาสนศาสตร์เลย

 

ขณะที่ อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาฯ ได้สอบถามว่า หลักการสอบสวนที่นำมาอ้างนั้น แท้จริงก็คือการนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาสอนใช่หรือไม่

 

ศ.ดร. จักรพงศ์ ได้ชี้แจงตอบข้อกังขาในหลายประเด็น โดยอธิบายว่า ตนเองได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ก่อนที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ. 2551 จะมีผลบังคับใช้ ในขณะนั้น โรงเรียนนายร้อยตำรวจมีหลักสูตรเดียวคือ ‘รัฐประศาสนศาสตร์’ ขณะที่คณะนิติศาสตร์เพิ่งก่อตั้งในปี 2562

 

“ความจริงแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ผมเป็นศาสตราจารย์สาขานิติศาสตร์ เพราะว่า ผมประเมินในหลักสูตรของรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต ซึ่งมีหลักสูตรเดียวเท่านั้น…

 

“โรงเรียนนายร้อยตำรวจไม่มีคณะ มีเฉพาะภาควิชาต่างๆ ซึ่งหลอมรวมกันเป็นรัฐประศาสนศาสตร์ ใครจะสอนวิชาไหนก็ตาม จะหลอมรวมกันเป็นรัฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาเดียวที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

 

“เพราะฉะนั้นผมจะเป็นศาสตราจารย์สาขาไหนก็ไม่จำเป็น แต่ในกรณีดังกล่าวเป็นข้อจำกัดว่า ไม่สามารถประเมินไปเป็นศาสตราจารย์สาขานิติศาสตร์ได้แต่อย่างใด เพราะว่าโรงเรียนนายร้อยตำรวจมีเพียงสาขารัฐประศาสนศาสตร์เท่านั้น” ศ.ดร. จักรพงศ์ชี้แจง

 

ศ.ดร. จักรพงศ์ระบุด้วยว่า ตนเองมีวุฒิปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต และผลงานที่ใช้ประเมินขึ้นเป็นศาสตราจารย์ คือ หนังสือ ‘กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงาน หลักและทฤษฎีการสอบสวน’ ซึ่งผลงานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นกลไกการบริหารจัดการระบบยุติธรรมเบื้องต้นให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และมีธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวิชารัฐประศาสนศาสตร์

 

เขายังยืนยันชัดเจนว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ประเมินผลงานทางวิชาการให้ตนได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ คือ ‘ศาสตราจารย์วิษณุ เครืองาม’ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตกรรมการกฤษฎีกา

 

ศ.ดร. จักรพงศ์ย้ำทิ้งท้ายว่า การเป็นนักรัฐประศาสนศาสตร์ที่ดีต้องมีกฎหมายเป็นหลักเกณฑ์ในการบริหารจัดการ การที่ตนเองมีความรู้ทั้งด้านการบริหารจัดการองค์การภาครัฐและด้านกฎหมายมหาชนผสมผสานกัน จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำหน้าที่ในศาลรัฐธรรมนูญ

 

มติกรรมการสรรหาชี้ขาด 6 ต่อ 2 เสียง ส่งต่อ สว. พิจารณา

 

ภายหลังการรับฟังคำชี้แจงและพิจารณาเอกสารหลักฐาน คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ลงมติชี้ขาดในประเด็นปัญหาว่า ศ.ดร. จักรพงศ์ มีคุณสมบัติเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐประศาสนศาสตร์ที่มีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 200 (4) หรือไม่

 

ผลการลงมติปรากฏว่า คณะกรรมการสรรหาฯ เสียงข้างมาก 6 เสียง วินิจฉัยว่า ‘มีคุณสมบัติ’ ประกอบด้วย โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด, สุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ บุคคลที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่งตั้ง, อรรถยุทธ ศรีสมุทร บุคคลที่ผู้ตรวจการแผ่นดินแต่งตั้ง, ชาญนะ เอี่ยมแสง บุคคลที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่งตั้ง และ เจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ บุคคลที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินแต่งตั้ง

 

ขณะที่ เสียงข้างน้อย 2 เสียง วินิจฉัยว่า ‘ไม่มีคุณสมบัติ’ ประกอบด้วย อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา และ เจษฎา กตเวทิน บุคคลที่ กสม. แต่งตั้ง

 

คณะกรรมการสรรหาฯ จึงมีมติอย่างเป็นทางการว่า ศ.ดร. จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ และมีมติเสนอชื่อให้เป็นบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ดังที่ได้ปรากฏผลรายงานเป็นข่าวไปแล้ว

The post ย้อนอ่านคำชี้แจงว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ คุณสมบัติตรงสายหรือไม่ ฝ่าด่าน ‘บัตรสนเท่ห์’ ในชั้นสรรหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาธรเตือน กระจายอำนาจไทยถอยหลัง เพราะส่วนกลางหวงอำนาจ https://thestandard.co/thanathorn-decentralization-power-struggle/ Fri, 03 Apr 2026 10:07:07 +0000 https://thestandard.co/thanathorn-decentralization-power-struggle/ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กล่าวปราศรัยในการเสวนา ‘กระจายอำนาจ ให้เมืองมีเสียง ให้คนมีสิทธิ’

วันนี้ (3 เมษายน) ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร […]

The post ธนาธรเตือน กระจายอำนาจไทยถอยหลัง เพราะส่วนกลางหวงอำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กล่าวปราศรัยในการเสวนา ‘กระจายอำนาจ ให้เมืองมีเสียง ให้คนมีสิทธิ’

วันนี้ (3 เมษายน) ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดงานเสวนา ‘กระจายอำนาจ ให้เมืองมีเสียง ให้คนมีสิทธิ’

 

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานมูลนิธิคณะก้าวหน้า ระบุว่า การกระจายอำนาจคือการแบ่งบทบาทการทำบริการสาธารณะภาครัฐ โดยมีระดับท้องถิ่นพื้นฐาน คือเทศบาลและ อบต. ระดับต่อมาคือ อบจ. และระดับต่อมาคือรัฐบาลส่วนกลาง การกระจายอำนาจที่ควรจะเป็น คือท้องถิ่นพื้นฐานควรมีอำนาจและงบประมาณเพียงพอในการให้บริการที่เป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวันของประชาชนที่ใกล้ตัวที่สุด ระดับจังหวัดเชื่อมตำบลเข้าหากัน เชื่อมจังหวัดต่อจังหวัด และเชื่อมจังหวัดกับประเทศไทย ส่วนกลางต้องไม่เข้าไปแก้ปัญหาท้องถิ่น แต่ต้องคิดว่าจะแข่งขันกับโลกอย่างไร จะส่งออกได้ขมากกว่านี้อย่างไร ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านจะเป็นอย่างไร ระบบการศึกษาจะเป็นอย่างไร วิธีการแบ่งบริการสาธารณะแบบนี้เป็นระบบที่ใช้ทั่วโลกในประเทศที่พัฒนาแล้ว และผู้ที่ใช้อำนาจนั้นมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

 

แต่ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับพื้นฐานวันนี้มีอำนาจและงบประมาณน้อยนิด ไม่สามารถทำภารกิจของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เอาภารกิจที่ควรอยู่ที่ท้องถิ่นมาอยู่ที่ส่วนกลาง ทำให้รัฐส่วนกลางใหญ่โตเทอะทะ ไม่มีเวลาและสมาธิไปมุ่งเน้นเตรียมการรับมือกับอนาคต ตราบใดที่รัฐส่วนกลางยังต้องมานั่งซ่อมถนนและสะพานในต่างจังหวัด ไม่ให้ท้องถิ่นได้มีอำนาจและงบประมาณจัดการตัวเอง ประเทศไทยไม่มีทางเจริญก้าวหน้าได้

 

ธนาธรกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวล่าสุดของการกระจายอำนาจคือการถ่ายโอน รพ.สต. ซึ่งเป็นบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิให้ อบจ. เป็นผู้ดำเนินการ แต่ปัจจุบันก็ยังถ่ายโอนไม่จบ รองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ในสมัยนั้นเป็นผู้ผลักดันการถ่ายโอน แต่กระทรวงสาธารณสุขที่ส่วนกลางพยายามดึงอำนาจ ไม่ยอมถ่ายโอนออกไป เรื่องการถ่ายโอนโรงเรียนประถมและโรงเรียนมัธยมก็เช่นกัน

 

ทั้งที่อยู่ในแผน แต่ก็ยังไม่มีการถ่ายโอนอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้น บริการขนส่งสาธารณะก็เช่นกัน พ.ร.บ.ขนส่งทางบกฉบับแก้ไข ที่จะให้อำนาจในการออกใบอนุญาตเดินรถสาธารณะให้ท้องถิ่น เสนอเข้าสภาไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 แต่ก็ไม่ผ่าน นี่คือสถานการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าการผลักดันบริการสาธารณะขนาดใหญ่ต่อไปในอนาคตน่าจะเป็นเรื่องที่ยากมาก

 

ขณะเดียวกัน กระแสเรียกร้องให้จังหวัดต่าง ๆ เป็นมหานครที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ความคิดหลักของข้อเรียกร้องนี้ไม่ใช่ต้องการตึกรามบ้านช่องที่สูงใหญ่ แต่คือการเลือกผู้นำของจังหวัดด้วยตัวเอง คือการตอบคำถามว่าตกลงใครเป็นผู้รับผิดชอบจังหวัด จังหวัดไหนพัฒนาช้าหรือพัฒนาเร็ว ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ อยู่เพียงปีครึ่ง ผ่านงบประมาณสมัยเดียวก็ออกจากตำแหน่งแล้ว อบจ. ก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีงบประมาณและอำนาจ จังหวัดจะพัฒนาได้ต้องมีโครงสร้าง มีอำนาจ มีงบประมาณ และมีผู้นำ คำถามคือถ้าไม่มีผู้นำที่รับผิดชอบความเจริญก้าวหน้าของจังหวัด จะทำให้จังหวัดเจริญได้อย่างไร

 

ธนาธรกล่าวต่อไปว่า โจทย์ปัจจุบันของการกระจายอำนาจคือจะทำอย่างไรให้ระดับจังหวัด ผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โครงสร้างการบริหารจังหวัดที่ทับซ้อนกันต้องควบรวม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับพื้นฐานอย่าง อบต. และเทศบาล ต้องยกระดับให้เป็นเทศบาลทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เทศบาลและ อบต. ที่เล็กเกินไปต้องควบรวม ถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณ สร้างความเข้มแข็ง แก้ไขกฎหมายเพื่อปรับความสัมพันธ์ต่าง ๆ และใช้เทคโนโลยีเข้ามาแก้ปัญหา

 

ถ้าอยากเห็นความเจริญก้าวหน้าที่กระจายไปทั่วทั้งประเทศ การกระจายอำนาจคือวาระของอนาคต การกระจายอำนาจแยกไม่ออกจากเรื่องประชาธิปไตย ล่าสุดที่การกระจายอำนาจถดถอยลงไปก็เพราะการทำรัฐประหาร การกระจายอำนาจส่งเสริมประชาธิปไตย และประชาธิปไตยในระดับชาติก็ส่งเสริมการกระจายอำนาจ

 

วันนี้การกระจายอำนาจในประเทศไทยไม่ไปถึงไหน ทั้งที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2540 ญี่ปุ่นผลักดันกระจายอำนาจครั้งใหญ่ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่เขาทำเสร็จไปไกลแล้ว ถ้าอยากเห็นแต่ละพื้นที่กำหนดอนาคตของตัวเองได้ เราหนีการพูดคุยเรื่องนี้ไม่พ้น เมื่อส่วนกลางไม่ยอมปล่อยงบประมาณและภารกิจ มีแต่การรวมตัวของประชาชนเท่านั้นที่จะทำให้การผลักดันวาระการกระจายอำนาจ และยุติการรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง มีความก้าวหน้าขึ้นได้

 

ขณะที่ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ตนเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ และเชื่อในแนวคิดการบริหารจัดการตนเอง จะทำอะไรท้องถิ่นควรเป็นผู้กำหนดเอง ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านการกระจายอำนาจมาหลายครั้ง ได้เห็นการเติบโตของการกระจายอำนาจมาเป็นลำดับ ตนเป็นคนท้องถิ่น สส.ภูมิใจไทยส่วนมากเติบโตมาจากท้องถิ่น หลายคนอาจมองว่าเป็นระบบอุปถัมภ์หรือบ้านใหญ่ แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

 

ปัจจุบันสิ่งที่ภูมิใจไทยเสนอ คือการแก้ปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจ โดยสิ่งสำคัญคือเรื่องของงบประมาณ งบประมาณที่มีจำกัดทำให้ไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่อยากทำได้ สิ่งที่ อบจ. กำลังจะเผชิญต่อจากนี้คือภาระค่าใช้จ่ายบุคลากรจากภารกิจที่ถ่ายโอนมา ไม่ว่าจะเป็น รพ.สต. หรือโรงเรียน เพราะงบประมาณที่ได้รับจัดสรรน้อยมาก หลักการคือการกระจายงบประมาณไปสู่ส่วนภูมิภาค สิ่งที่ภูมิใจไทยเสนอคือ ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน เพราะเห็นเช่นเดียวกันว่าท้องถิ่นควรได้รับงบประมาณมากกว่านี้

 

สิริพงศ์กล่าวต่อว่า หลักคิดคือในการพัฒนาหลายจังหวัดของประเทศไทยที่ผ่านมา อาศัยการพัฒนาจากส่วนกลางเป็นหลัก ภาษีที่จังหวัดได้รับเป็นเพียงภาษีบำรุงท้องที่ ขณะที่รายได้หลักถูกรวมไว้ที่ส่วนกลาง แนวคิดคือเมื่อมีการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ใด ก็ควรเสียภาษีในพื้นที่นั้น เพื่อให้พื้นที่สามารถนำรายได้จากภาษีมาพัฒนาสาธารณูปโภค และกระตุ้นการลงทุนในภาคส่วนอื่นๆ

 

หากเป็น อบจ. สามารถของบประมาณตรงกับสำนักงบประมาณได้ แต่อบต.อาจต้องผ่านสำนักงานท้องถิ่นจังหวัด อย่างไรก็ตาม หากประชาชนมีสิทธิเลือกว่าจะเสียภาษีที่ไหน หรืออยากให้เงินภาษีไปพัฒนาท้องถิ่นใด ก็จะช่วยสร้างความสมดุลระหว่างเมืองใหญ่และเมืองเล็ก ไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของความเจริญเพียงบางพื้นที่

The post ธนาธรเตือน กระจายอำนาจไทยถอยหลัง เพราะส่วนกลางหวงอำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผล ทำไม ‘บวรศักดิ์’ ไม่ได้ไปต่อ เลือกดัน ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ คุมกฎหมายรัฐบาลอนุทิน 2 https://thestandard.co/bowornsak-replaced-pakorn-anutin/ Wed, 25 Mar 2026 01:38:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1190946 ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และปกรณ์ นิลประพันธ์ บุคคลผู้ถูกกล่าวถึงในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งทีมกฎหมายรัฐบาล

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า รัฐบาลสมัยที่ 2 ของอนุทิน ชาญวีรกู […]

The post เปิดเหตุผล ทำไม ‘บวรศักดิ์’ ไม่ได้ไปต่อ เลือกดัน ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ คุมกฎหมายรัฐบาลอนุทิน 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และปกรณ์ นิลประพันธ์ บุคคลผู้ถูกกล่าวถึงในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งทีมกฎหมายรัฐบาล

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า รัฐบาลสมัยที่ 2 ของอนุทิน ชาญวีรกูล ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ไม่มี ‘ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ’ หนึ่งในบุคคลที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘บิ๊กโฟร์ปรมาจารย์กฎหมายสายอนุรักษนิยม’ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายต่อ

 

แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคภูมิใจไทยยืนยัน THE STANDARD ว่า สาเหตุที่ไม่มีชื่อ ศ.ดร. บวรศักดิ์ ในตำแหน่งดังกล่าว มาจากปัญหาการทำงานร่วมกับข้าราชการประจำ และการประสานงานที่ไม่ราบรื่นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อีกทั้งตลอดระยะเวลา 96 วันที่ผ่านมา ยังไม่ปรากฏผลงานที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

 

ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และปกรณ์ นิลประพันธ์ บุคคลผู้ถูกกล่าวถึงในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งทีมกฎหมายรัฐบาล 1

ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และอนุทิน ชาญวีรกูล

 

นอกจากนี้ คดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดง อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องใช้ ศ.ดร. บวรศักดิ์ มาคุมงานด้านกฎหมายต่อ โดยก่อนหน้านี้เจ้าตัวเคยตั้งเงื่อนไข 3 ข้อ ได้แก่ ไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ไม่แทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะคดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดง และหากมีความเห็นใดจะพูดตามตรง โดยขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีว่าจะนำไปปฏิบัติหรือไม่

 

ขณะที่ท่าทีของอนุทินนั้น ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนอย่างมีนัยสำคัญว่า ได้พูดคุยกับ ศ.ดร. บวรศักดิ์ แล้ว พร้อมย้ำว่าตำแหน่งรัฐมนตรีมีวาระการทำงานเป็นรายเทอม แม้เทอมนี้และเทอมถัดไปจะมีนายกรัฐมนตรีคนเดิม แต่ถือเป็นคนละคณะ ไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง หรือยกชุดเดิมไปทั้งคณะ แม้รัฐบาลจะไม่มี ศ.ดร. บวรศักดิ์ เป็นกำลังหลักด้านกฎหมาย ก็ไม่เป็นปัญหาใดๆ

 

ขณะเดียว ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วเช่นกันว่า พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำตั้งรัฐบาล ได้เลือก ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาคนปัจจุบัน อายุ 57 ปีมาเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ที่คุมงานด้านกฎหมาย

 

ความเคลื่อนไหวล่าสุด ปกรณ์ได้ส่งประวัติเพื่อตรวจคุณสมบัติทั้ง 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม คดีความ และประวัติการต้องโทษจำคุก สำนักงานศาลยุติธรรม ตรวจสอบข้อมูลการถูกฟ้องร้อง คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และคำพิพากษาของศาลสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบประวัติการถูกชี้มูลความผิดด้านทุจริต การร่ำรวยผิดปกติ และการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง

 

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบว่ามีคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับลักษณะต้องห้ามทางการเมืองหรือไม่ กรมบังคับคดี ตรวจสอบสถานะการเป็นบุคคลล้มละลาย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และข้อห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบการถือครองหุ้นในกิจการต้องห้าม เช่น ธุรกิจสัมปทานรัฐ หรือสื่อมวลชน สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจสอบสถานะการสั่งฟ้องในคดีอาญา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และปกรณ์ นิลประพันธ์ บุคคลผู้ถูกกล่าวถึงในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งทีมกฎหมายรัฐบาล 2

ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

อย่างไรก็ตาม ปกรณ์เป็นข้าราชการสายกฎหมายที่เติบโตมาจากระบบราชการอย่างเต็มตัว และมีประสบการณ์ทำงานใกล้ชิดกับปรมาจารย์กฎหมายสายอนุรักษนิยมของประเทศไทย ทั้ง ‘มีชัย ฤชุพันธุ์’ อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 และ ‘วิษณุ เครืองาม’ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในหลายรัฐบาลติดต่อกันยาวนาน

 

เส้นทางชีวิตของปกรณ์นั้น เขาผูกพันกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาโดยตลอด ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในหลายหน่วยงาน อาทิ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายพัฒนาเศรษฐกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากฎหมาย ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายต่างประเทศ รวมถึงกรรมการร่างกฎหมาย และรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในฝ่ายบริหารนโยบายของรัฐบาล โดยเคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในสายงาน คือ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

อย่างไรก็ตาม ชื่อของปกรณ์ไม่ได้ปรากฏเพียงในมิติการทำงานเชิงเทคนิคทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเคยอยู่ในจุดตัดทางการเมืองสำคัญ โดยเฉพาะในรัฐบาลเพื่อไทย ภายใต้การนำของเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร จากกรณีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับนโยบาย ‘ดิจิทัลวอลเลต’ ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงขอพรรคเพื่อไทยในเวลานั้น ซึ่งระบุเงื่อนไขทางกฎหมายของการกู้เงิน 5 แสนล้านบาทอย่างเคร่งครัด จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในขณะนั้น

 

ความเห็นดังกล่าวถูกมองว่า เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล และเคยสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเส้นทางราชการของปกรณ์ ถึงขั้นมีคำถามเรื่องการต่ออายุราชการ ภายหลังครบวาระ 4 ปี สุดท้ายก็ได้รับการต่ออายุ และดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

 

ทำให้การเข้ามามีบทบาทในฐานะกุนซือกฎหมายของรัฐบาลอนุทิน 2 จึงน่าจับตาว่า ด้วยประสบการณ์ทั้งในเชิงกฎหมายและการบริหารนโยบาย ปกรณ์จะสามารถประสานโลกของกฎหมาย กับโลกของการเมือง ให้เดินไปในทิศทางเดียวกันได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางโจทย์ท้าทายของรัฐบาลชุดใหม่

 

The post เปิดเหตุผล ทำไม ‘บวรศักดิ์’ ไม่ได้ไปต่อ เลือกดัน ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ คุมกฎหมายรัฐบาลอนุทิน 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากมือกฎหมายหลายรัฐบาล สู่เส้นทางร่วม ครม. อนุทิน 2 https://thestandard.co/pakorn-nilprapan-anutin-cabinet/ Mon, 23 Mar 2026 08:48:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1190294 ปกรณ์ นิลประพันธ์ ครม. อนุทิน 2

จากมือกฎหมายและที่ปรึกษาคนสำคัญของหลายรัฐบาล ล่าสุด ปกร […]

The post จากมือกฎหมายหลายรัฐบาล สู่เส้นทางร่วม ครม. อนุทิน 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปกรณ์ นิลประพันธ์ ครม. อนุทิน 2

จากมือกฎหมายและที่ปรึกษาคนสำคัญของหลายรัฐบาล ล่าสุด ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ถูกจับตาว่า มีชื่อปรากฏร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม). อนุทิน 2 ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี มาดูแลงานด้านกฎหมาย แทน บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

 

อย่างไรก็ตาม ย้อนดูเส้นทางของ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ก็ไม่ได้เหินห่างจาก ‘กูรูกฎหมาย’ หรือ ‘เนติบริกร’ ชั้นเซียนของประเทศไทย ที่สลับสับเปลี่ยนเข้ามาทำหน้าที่ให้รัฐบาลทุกยุคสมัย

 

ตั้งแต่การเป็นลูกศิษย์คนสำคัญในเครือข่ายสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กับ ‘วิษณุ เครืองาม’ และยังเคยมีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญถึง 2 ฉบับ ทั้ง ‘มีชัย ฤชุพันธ์’ และ ‘บวรศักดิ์ อุวรรณโณ’ เอง

 

การปรากฏชื่อของเขาในรัฐบาลครั้งนี้ อาจเป็นสัญญาณสะท้อนการก้าวขึ้นมาทำหน้าที่มือกฎหมายเคียงข้างรัฐบาล ของบรรดานักกฎหมาย รุ่นที่ 2 แล้วก็เป็นได้

 

ภาพ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และว่าที่รองนายกรัฐมนตรี 1

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post จากมือกฎหมายหลายรัฐบาล สู่เส้นทางร่วม ครม. อนุทิน 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เตรียมสถานที่จัด ‘เลือกตั้งจำลอง’ ทดสอบบาร์โค้ด ตั้งเป้าสืบหาต้นทางได้ 100% https://thestandard.co/mock-election-barcode-traceability/ Mon, 02 Mar 2026 08:28:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1183483 นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และคณะ ตรวจสอบสถานที่จัด 'เลือกตั้งจำลอง' พร้อมบัตรเลือกตั้งจำลอง เพื่อทดสอบระบบบาร์โค้ด

วันนี้ (2 มีนาคม) นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เตรียมสถานที่จัด ‘เลือกตั้งจำลอง’ ทดสอบบาร์โค้ด ตั้งเป้าสืบหาต้นทางได้ 100% appeared first on THE STANDARD.

]]>
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และคณะ ตรวจสอบสถานที่จัด 'เลือกตั้งจำลอง' พร้อมบัตรเลือกตั้งจำลอง เพื่อทดสอบระบบบาร์โค้ด

วันนี้ (2 มีนาคม) นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงข่าวเตรียมจัดจำลองการเลือกตั้งในวันพุธที่ 4 มีนาคม นี้ เวลา 13.30 น. เพื่อเสาะหาข้อเท็จจริงในส่วนของบัตรเลือกตั้ง ว่าถ้ามีบาร์โค้ด สามารถสืบกลับไปถึงผู้ลงคะแนนได้หรือไม่

 

ในการนี้ นรเศรษฐ์ พร้อมด้วย สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต และ ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ DomeCloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน ได้นำสื่อมวลชนเดินสำรวจสถานที่จัดการเลือกตั้งจำลอง บริเวณห้องรับรองชั้น 2 ฝั่งวุฒิสภา อาคารรัฐสภา

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

ทางคณะฯ ได้จัดเตรียมบัตรเลือกตั้งจำลอง รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ในหน่วยเลือกตั้งจำลอง โดยระบุว่าเป็นการลงคะแนนเลือกก๋วยเตี๋ยวที่ชอบ และแต่ละบัตรจะมี 6 ช่องให้เลือกลงคะแนน

 

นรเศรษฐ์เผยว่า ทางกรรมาธิการฯ ได้ออกหนังสือเชิญไปยังผู้สังเกตการณ์ ได้แก่ ทูตทั้ง 7 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นอร์เวย์ และยังมีการเชิญนักวิชาการที่ให้ความเห็นในประเด็นเหล่านี้ ทั้งวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี , จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ตลอดเจน เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ รวมถึงกลุ่มประชาชนที่ถูก กกต. ดำเนินคดี และยังได้ส่งหนังสือเชิญไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทุกคน รวมถึงเลขาธิการ กกต. ให้มาร่วมสังเกตการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในกรณีนี้

 

นรเศรษฐ์ยืนยันว่า การทดลองการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้มีประเด็นการเมืองใดเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่กรรมาธิการฯ มีเจตนาที่จะเปิดพื้นที่เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดมีความเสี่ยง อย่างไรหากการเลือกตั้งครั้งต่อไปยังมีบาร์โค้ดอยู่อาจจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจหรือความเสรีในการตัดสินใจลงคะแนนของประชาชน เพื่อ กกต. จะนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการทดลองไปพิจารณาและปรับปรุงการการเลือกตั้งครั้งต่อไป

 

ด้านสมชัยอธิบายกระบวนการว่า ได้จัดทำบัตรเลือกตั้งอะไรบางอย่าง ให้สื่อมวลชนเข้าไปเป็นตัวแทน 10 คน เข้าไปเลือกตั้งโดยเก็บเป็นความลับ และเมื่อถึงขั้นตอนการนับคะแนน จะมีทีมวิเคราะห์ที่มาจากประชาชน โดยจะให้ทีมวิเคราะห์ดูจากการนับคะแนนถ่ายรูปบัตรเลือกตั้ง และให้ถอดรหัสเอง แต่ไม่ได้บอกว่าให้ถอดรหัสอย่างไร เพื่อดูว่าแต่ละทีมถอดรหัสได้ถูกต้องหรือไม่ว่า ตัวแทนที่เข้าไปใช้สิทธิ์เลือกอะไร และสุดท้ายจะมีการเฉลยว่ากระบวนการถอดรหัสทำอย่างไร

 

“โดยเราตั้งเป้าหมายว่าจะถูกต้อง 100% ดังนั้นนี่คือจุดอ่อนที่โอกาสข้างหน้า กกต. ต้องไม่ทำแบบนี้แล้ว ไม่ควรต้องมีบาร์โค้ดที่ออกแบบเป็นตัวเลขสืบหาต้นตอได้”

 

ขณะที่ธรรม์ธีร์กล่าวเสริมว่า จากความตั้งใจในการตรวจสอบโฟกัสที่กระบวนการ เมื่อเห็นว่ามีความเสี่ยงที่ทำให้การลงคะแนนเลือกตั้งเป็นความลับ ที่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครกาอะไร ซึ่งหากการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีคนทราบก่อนและนำไปทุจริต ก็เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น โดยเน้นย้ำว่าการตรวจสอบพยายามให้เห็นถึงความเสี่ยงการทุจริตเลือกตั้ง และยืนยันว่าการดำเนินการตรวจสอบ ไม่ได้ตั้งธงว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างไร พร้อมขอให้ทุกคนเปิดใจตรวจสอบและร่วมพิจารณาว่าจะพัฒนาสิ่งเหล่านี้ทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม สุจริตเที่ยงธรรม และช่วยรักษาเสียงของประชาชนด้วยความปลอดภัยของประชาชนทุกคน

 

นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และคณะ ตรวจสอบสถานที่จัด 'เลือกตั้งจำลอง' พร้อมบัตรเลือกตั้งจำลอง เพื่อทดสอบระบบบาร์โค้ด 1นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และคณะ ตรวจสอบสถานที่จัด 'เลือกตั้งจำลอง' พร้อมบัตรเลือกตั้งจำลอง เพื่อทดสอบระบบบาร์โค้ด 2นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และคณะ ตรวจสอบสถานที่จัด 'เลือกตั้งจำลอง' พร้อมบัตรเลือกตั้งจำลอง เพื่อทดสอบระบบบาร์โค้ด 3นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และคณะ ตรวจสอบสถานที่จัด 'เลือกตั้งจำลอง' พร้อมบัตรเลือกตั้งจำลอง เพื่อทดสอบระบบบาร์โค้ด 4นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และคณะ ตรวจสอบสถานที่จัด 'เลือกตั้งจำลอง' พร้อมบัตรเลือกตั้งจำลอง เพื่อทดสอบระบบบาร์โค้ด 5นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และคณะ ตรวจสอบสถานที่จัด 'เลือกตั้งจำลอง' พร้อมบัตรเลือกตั้งจำลอง เพื่อทดสอบระบบบาร์โค้ด 6นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และคณะ ตรวจสอบสถานที่จัด 'เลือกตั้งจำลอง' พร้อมบัตรเลือกตั้งจำลอง เพื่อทดสอบระบบบาร์โค้ด 7นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และคณะ ตรวจสอบสถานที่จัด 'เลือกตั้งจำลอง' พร้อมบัตรเลือกตั้งจำลอง เพื่อทดสอบระบบบาร์โค้ด 8นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และคณะ ตรวจสอบสถานที่จัด 'เลือกตั้งจำลอง' พร้อมบัตรเลือกตั้งจำลอง เพื่อทดสอบระบบบาร์โค้ด 9นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และคณะ ตรวจสอบสถานที่จัด 'เลือกตั้งจำลอง' พร้อมบัตรเลือกตั้งจำลอง เพื่อทดสอบระบบบาร์โค้ด 10
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : เตรียมสถานที่จัด ‘เลือกตั้งจำลอง’ ทดสอบบาร์โค้ด ตั้งเป้าสืบหาต้นทางได้ 100% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : พรรคประชาชนดักทาง กกต. เปลี่ยนบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดหรือไม่ ในการเลือกตั้งใหม่บางหน่วย 22 ก.พ. นี้ https://thestandard.co/people-party-queries-ec-barcode-ballots/ Thu, 19 Feb 2026 05:41:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1179928 พริษฐ์ วัชรสินธุ และ กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ จากพรรคประชาชน แถลงข่าวกรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์) กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : พรรคประชาชนดักทาง กกต. เปลี่ยนบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดหรือไม่ ในการเลือกตั้งใหม่บางหน่วย 22 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์ วัชรสินธุ และ กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ จากพรรคประชาชน แถลงข่าวกรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์) กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งของพรรค และ พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบการจัดการเลือกตั้ง 2569 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมร้องให้กกต. ตอบคำถามพี่น้องประชาชนให้สิ้นข้อสงสัย

 

พริษฐ์กล่าวว่า กรณีการตรวจสอบการเลือกตั้งปี 2569 และการทำงานของ กกต. ซึ่งจะต้องมีการจับตาการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ โดยจะต้องตรวจสอบว่าบัตรเลือกตั้งในวันนั้นจะมีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดหรือไม่ ซึ่งชัดเจนแล้วว่าบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งสีชมพูเป็นรหัสที่สามารถตรวจย้อนกลับไปได้ ว่าประชาชนกาให้กับใคร จึงเกิดการตั้งคำถามว่าการมีอยู่ของบาร์โค้ดจะเท่ากับการออกเสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไม่ลับจริงหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาชนมองว่าการนิยาม ว่าลับหรือไม่ลับเป็นการตั้งคำถามว่า สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้หรือไม่ ถ้าเกิดว่าการออกเสียงจะต้องเป็นความลับก็จะต้องตรวจสอบย้อนกลับไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเชิงทฤษฎีหรือปฏิบัติ

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งความเห็นที่มองไม่ตรงกับพรรคประชาชน คือทาง กกต. ที่มองคำนิยามของคำว่าลับ ถือว่าลับแม้จะตรวจสอบย้อนกลับไปได้ในทางทฤษฎี แบบตรวจสอบได้ยากหากย้อนไปในเชิงปฏิบัติ ซึ่งในนิยาม กกต. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยลับ เพราะ กกต. ยืนยันแล้วว่าเก็บรักษาบัตรไว้ในที่ปลอดภัย จึงอยากย้ำว่าแม้จะยอมรับคำนิยามตาม กกต. แต่การตรวจว่าใครกาให้กับใครไม่ได้ยากขนาดนั้น และไม่เกี่ยวข้องว่า กกต. เก็บบัตรเลือกตั้งไว้ปลอดภัยหรือไม่ เพราะมีกระบวนการตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร โดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงบัตรเลือกตั้งที่ กกต. เก็บรักษาไว้

 

“เช่น เดินเข้าไปในคูหาและจำเลขต้นขั้วไว้ พอนับคะแนน ก็สามารถถ่ายบัตรทุกใบ แล้วสแกน ดูบาร์โค้ดทีหลังได้ เพื่อดูว่าบุคคลนั้นเลือกพักที่ต้องการหรือไม่ และถ้า กกต. ยืนยันว่าบัตรเลือกตั้งของตัวเองไม่มีปัญหาวันที่ 22 นี้จะต้องใช้บัตรเลือกตั้งแบบเดิม และต้องจับตาตอนนับคะแนน ว่าจะไม่มีคำสั่งให้ กปน. ปิดบังบาร์โค้ด หรือทำอะไรที่แตกต่างจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์” พริษฐ์กล่าว

 

พริษฐ์ ยังกล่าวว่า ขณะนี้ กกต .ได้เปิดเผยผลนับคะแนนอย่างเป็นทางการทั้ง 400 เขตแล้วยกเว้นหน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่ จากการตรวจสอบพรรคประชาชนจึงมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ

 

1. ให้ กกต. ยืนยัน ว่าปัจจุบันหากไม่นับหน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่หรือนับใหม่ มีการเปิดเผยเอกสารการรายงานผลคะแนน 5/18 ครบทุกหน่วยแล้วหรือยัง เพราะมีการร้องเรียนว่าบางหน่วยยังไม่มีเอกสารดังกล่าว

 

2. กกต. ควรเปิดเผยเอกสาร 5/18 ในรูปแบบที่สะดวกต่อประชาชนในการไปวิเคราะห์หรือตรวจสอบต่อได้ เพราะปัจจุบันการเผยแพร่ข้อมูลนี้อัพโหลดเป็นเพียงไฟล์ PDF หลายหน่วยเป็นการสแกนภาพ ทำให้ประชาชนตรวจสอบได้ยาก และเชื่อว่า กกต. มีข้อมูลแบบ Excel อยู่ในมือ

 

3. กกต. ควรเปิดเอกสาร 5/11 หรือใบคิดคะแนนรายหน่วย ให้ครบทุกหน่วยแม้กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่ถ้าเปิดเผยตรงนี้จะทำให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยมากขึ้น เพราะเอกสารดังกล่าวประชาชนที่อยู่ในพื้นที่สามารถโต้แย้งได้ เพราะมีการพบว่าใบขีดคะแนน 5/11 มีตัวเลขที่ไม่ตรงกับเอกสาร 5/18

 

สำหรับกรณีการพบเอกสารการเลือกตั้งในบ่อขยะที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยที่ กกต. ยืนยันว่า ไม่มีผลกระทบต่อการรายงานผลคะแนน และเป็นความชำรุดของอุปกรณ์เท่านั้น กิตติชัยระบุว่า ระเบียบกำหนดไว้ชัดว่า เอกสารหรืออุปกรณ์ต่างๆ ต้องเก็บไว้ในที่ปลอดภัย จะชำรุดหรือไม่ คือเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่ประเด็นคือไปปรากฏที่กองขยะได้อย่างไร โดยที่ไม่ได้อยู่ในจุดนับคะแนน กกต. จึงควรเร่งดำเนินการตรวจสอบ

 

ส่วนประเด็นเรื่องแบบ สส. 5/11 ซึ่ง กกต. ยืนยันว่า จะไม่ดำเนินการต่อนั้น กิตติชัยระบุว่า กกต. สามารถคลายข้อสงสัยได้ด้วยหลักฐานทุกอย่าง และยังเรียกร้องให้เปิดแบบ สส. 5/11 ของทุกเขต ซึ่งมีประชาชนที่เก็บได้บางส่วนจากที่หน้าหน่วยทยอยส่งมาให้พรรคประชาชน ขณะที่แบบ สส. 5/18 เอง ก็ยังเปิดไม่ครบในบางหน่วยเช่นเดียวกัน

 

พริษฐ์เสริมว่า แบบ สส. 5/11 ไม่ใช่เอกสารลับ และประชาชนมีสิทธิที่จะถ่ายภาพไว้ได้ แต่ ณ วันนับคะแนนอาจมีประชาชนไปถ่ายไว้ไม่ครบ แม้กฎหมายไม่ได้บังคับแต่ กกต. ก็สามารถเปิดเผยให้ประชาชนทราบได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายอะไร

 

คาดสัปดาห์หน้ายื่นคำร้อง กกต. มาตรา 157

 

ขณะที่ความคืบหน้าในการฟ้อง กกต. ตามมาตรา 157 นั้น พริษฐ์ระบุว่า ความคืบหน้าล่าสุด นพ. วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน กำลังทำคำฟ้องอยู่ คาดว่าจะสามารถยื่นได้อย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า เนื่องจากมีข้อมูลหลายด้านเพิ่มขึ้นมา จึงต้องใช้เวลา

 

สำหรับเนื้อหาของคำร้อง ม. 157 จะมีการแถลงในวันที่มีการยื่น แต่คงไม่พ้นประเด็นเรื่องบาร์โค้ดที่ทำให้การออกเสียงไม่ลับ คาบเกี่ยวกับที่มีหลายภาคส่วนดำเนินกระบวนการตรวจสอบเรื่องนี้ ย้ำว่าจุดมุ่งหมายหลักของพรรคประชาชน ไม่ใช่ว่าเราไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่คือการปกป้องเสียงของประชาชน และให้เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องรับผิดรับผิดชอบ เพื่อตรวจสอบว่าเป็นความบกพร่องโดยสุจริต หรือจงใจทุจริตในระบบดังกล่าว จึงตัดสินใจใช้กลไกมาตรา 157

 

ส่วนการให้ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย เช่น วิษณุ เครืองาม ที่มองว่า หากพิสูจน์แล้วว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ จะถือว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะทันที พริษฐ์กล่าวว่า ปัจจุบันการให้ความเห็นว่าลับหรือไม่ลับ สำหรับพรรคประชาชนมองว่า การออกเสียงโดยลับคือ ต้องไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่า ใครกาให้ใคร ไม่ว่าในทางทฤษฎีหรือทางปฏิบัติ อุปกรณ์ทุกส่วนต้องไม่สามารถมีกลไกที่สามารถเช็คได้ว่าบุคคลใดกาให้กับใคร เมื่อนิยามเช่นนี้ ก็สอดคล้องกับบุคลากรจากหลายฝ่ายทางการเมือง จึงชัดเจนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ลับ ส่วนที่มีภาคประชาชนไปยื่นกับช่องทางอื่นและจะมีผลอย่างไร ถือเป็นอีกประเด็นหนึ่ง

 

จับตา 22 ก.พ. เลือกตั้งใหม่ มีบาร์โค้ดหรือไม่

 

ขณะที่ กกต. แย้งว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอยืนยันว่า การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ พริษฐ์กล่าวว่า กกต. นิยามคำว่าลับ ไม่เหมือนกับกลุ่มคนส่วนหนึ่ง เพราะในมุมมองของประชาชนและนักกฎหมายส่วนหนึ่งมองว่า แค่ตรวจสอบได้ในเชิงทฤษฎีถือว่าไม่ลับไปแล้ว ไม่ต้องตรวจสอบอะไรเพิ่ม แต่ กกต. ไปนิยามว่า ต้องดูความยากง่ายในการเข้าถึงข้อมูล คำตอบแรกคือ นิยามคำว่าลับแบบไหน ถ้านิยามแบบพรรคประชาชนคือจบแล้วว่าไม่ลับ แต่ถ้านิยามแบบ กกต. ตนก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า แม้ไม่ได้เข้าถึงตัวบัตร ก็มีกระบวนการที่สามารถใช้ช่องโหว่ในการตรวจสอบได้ว่าใครกาให้กับใคร

 

“วันที่ 22 กุมภาพันธ์ นี้ เชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันสังเกตการณ์ หาก กกต. ยืนยันว่า 8 กุมภาพันธ์ไม่มีปัญหา ก็ต้องใช้แนวทางเดิมในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ คือต้องใช้บัตรที่มีบาร์โค้ดเหมือนกัน แต่หากวันที่ 22 กุมภาพันธ์มีการเปลี่ยนแนวทาง ก็เท่ากับ กกต. ยอมรับว่า การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์มีปัญหา” พริษฐ์กล่าว

 

ส่วนที่มีการเปรียบเทียบการทำงานของ กกต. ในการเลือกตั้งปี 2566 กับการเลือกตั้งปี 2569 นั้น พริษฐ์ระบุว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของ กกต. มีส่วนสำคัญในความเข้าใจของประชาชนว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมามีความโปร่งใสและได้รวบรวมเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแม่นยำจริงๆ หาก กกต. ต้องการให้องค์กรของตนเองมีภาพลักษณ์ที่ดีกว่านี้ ควรเริ่มต้นจากการชี้แจงให้สิ้นสงสัย เพียงออกเอกสารข่าวอาจไม่เพียงพอ แต่ควรมีการแถลงข่าวอย่างเป็นระยะ เพื่อขยายความหรือขจัดข้อสงสัยที่ยังมีอยู่

 

“ในภาพรวม ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ออกแบบให้องค์กรอิสระเป็นอิสระจากประชาชน ประชาชนไม่มีสิทธิประเมินการทำงานหรือริเริ่มการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนองค์กรอิสระได้เหมือนในอดีต พรรคประชาชนจึงตั้งใจว่า หากสภาฯ เปิดทำการ ก็จะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเพื่อคืนสิทธิให้กับประชาชน เพื่อเข้าชื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระที่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบได้ ซึ่งเป็นสิทธิที่ประชาชนเคยมี แต่ถูกลิดรอนไปในรัฐธรรมนูญปี 2560” พริษฐ์กล่าว

 

สำหรับกรณีที่ สฤณี อาชวนันทกุล นักวิชาการอิสระ เปิดเผยว่ามีบัตรเขย่ง 3 แสนกว่าใบนั้น พริษฐ์ชี้ว่า สฤณีอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ของ กกต. ซึ่ง กกต. เองก็ยอมรับว่า อ้างอิงได้ยาก และอาจมีความคลาดเคลื่อน แต่หากเราต้องการมีฐานข้อมูลที่พิสูจน์ได้อย่างสิ้นข้อสงสัยว่า จำนวนบัตรเขย่งเป็นเพราะความคลาดเคลื่อนของการรายงานผล หรือเป็นบัตรเขย่งจริงๆ ในแต่ละเขต กกต. สามารถเปิดเผยแบบ สส. 5/11 รายหน่วยได้ทันที เพื่อนำมาตรวจสอบความคลาดเคลื่อนต่อไปได้

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : พรรคประชาชนดักทาง กกต. เปลี่ยนบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดหรือไม่ ในการเลือกตั้งใหม่บางหน่วย 22 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดบันทึก 7 นัดสืบพยานคดีชั้น 14 ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ศาลไต่สวนเข้มทุกมิติ https://thestandard.co/thaksin-case-floor14-trial/ Tue, 09 Sep 2025 01:15:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1117085 การไต่สวนคดี ทักษิณ ชินวัตร ศาลฎีกาเปิดบันทึก 7 นัดพยานห้องชั้น 14

วันนี้ (9 กันยายน) เวลา 10.00 น. คือกำหนดนัดของศาลฎีกาแ […]

The post เปิดบันทึก 7 นัดสืบพยานคดีชั้น 14 ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ศาลไต่สวนเข้มทุกมิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การไต่สวนคดี ทักษิณ ชินวัตร ศาลฎีกาเปิดบันทึก 7 นัดพยานห้องชั้น 14

วันนี้ (9 กันยายน) เวลา 10.00 น. คือกำหนดนัดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อฟังคำสั่งคดีบังคับโทษ ทักษิณ ชินวัตร หรือ คดีทักษิณ ชั้น 14 โดยศาลได้มีคำสั่งให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และ ทักษิณ ในฐานะจำเลยเข้าฟังคำสั่งศาลด้วย

 

THE STANDARD ได้รวบรวมสาระสำคัญของการสืบพยานในคดีนี้ตลอด 7 นัดที่ผ่านมาไว้ในบทความนี้ ซึ่งจะสะท้อนให้เราเห็นความหลากหลายมิติของกระบวนการยุติธรรมไทย และคำให้การสำคัญของผู้ที่ล้วนแล้วมีส่วนเกี่ยวข้องทางตรงต่อการบังคับโทษของอดีตนายกรัฐมนตรี

 

ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีกำหนดนัดฟังคำสั่งคดีการบังคับโทษ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น. 

 

ซึ่งกว่าจะมาถึงวันดังกล่าว ศาลได้เปิดกระบวนการไต่สวนพยานจำนวน 7 นัด เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับกรณีการรักษาตัวของทักษิณที่ห้องพิเศษชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ อันเป็นที่มาของข้อกังขาทางสังคมเรื่องสิทธิพิเศษของผู้ต้องขังการเมือง 

 

13 มิถุนายน 2568 — นัดเปิดฉาก ไต่สวน ‘ผบ.เรือนจำ’ เจาะรายละเอียดการส่งตัว

 

ศาลฎีกาฯ ได้เปิดการไต่สวนคดีที่สังคมจับตามองเป็นครั้งแรก โดยมีการเรียก  มานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน ขึ้นเบิกความ ซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่ด่านแรกที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการส่งตัวอดีตนายกรัฐมนตรีจากเรือนจำไปยังโรงพยาบาลตำรวจในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2566

 

พยานได้เล่าว่า คืนนั้นมีการตรวจพบว่าจำเลยมีอาการเหนื่อยหอบผิดปกติ เจ้าหน้าที่พยาบาลเวรเป็นผู้แจ้งแพทย์ จากนั้นแพทย์ได้อนุมัติการส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยมีการเตรียมใบส่งตัวล่วงหน้าไว้แล้วตามปกติที่ผู้ป่วยสูงอายุอยู่ในกลุ่ม 608 จะมีใบส่งต่อการรักษาในวันเวลาราชการ

 

ศาลซักถามผู้บัญชาการเรือนจำฯ เป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมง พร้อมสั่งให้ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ไม่ได้เตรียมมาแสดงต่อศาล 

 

วันดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นเรียกพยานรวมแล้วกว่า 20 ปาก ทั้งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์และฝ่ายแพทย์มาขึ้นเบิกความในนัดต่อ ๆ ไป 

 

บรรยากาศการไต่สวนเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เพราะนี่เปรียบเหมือนการเปิดประตูสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดของห้องชั้น 14 ที่ถูกวิจารณ์ว่าคือห้องพิเศษของผู้ต้องขังคนสำคัญ

 

4 กรกฎาคม 2568 — ทีมแพทย์ รพ.ราชทัณฑ์ ให้การ ย้ำขั้นตอนปกติ

 

เข้าสู่การไต่สวนครั้งที่สอง ศาลเรียกพยานจาก โรงพยาบาลราชทัณฑ์ 5 ปาก โดยหนึ่งในนั้นคือ แพทย์หญิงชำนาญการพิเศษ ผู้ตรวจร่างกายของทักษิณในวันเข้าคุมขัง

 

พยานแพทย์เบิกความว่า ทักษิณแจ้งว่ามีอาการเหนื่อยจากการเดินขึ้นบันได พร้อมทั้งให้ข้อมูลประวัติสุขภาพและยาที่ใช้จากต่างประเทศ ซึ่งได้ถูกบันทึกไว้ในเวชระเบียนอย่างครบถ้วน การวินิจฉัยเห็นว่าจำเลยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงอายุ (กลุ่ม 608) และโรงพยาบาลราชทัณฑ์เองไม่มียาบางชนิดที่จำเป็น จึงเห็นควรส่งตัว

 

ศาลซักถามอย่างละเอียดถึงความถูกต้องของการทำใบส่งตัว และเหตุผลที่เลือกโรงพยาบาลตำรวจเป็นหลัก พยานยืนยันว่าทุกขั้นตอนทำตามกฎหมายราชทัณฑ์ ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติพิเศษต่อผู้ต้องขังรายใด

 

8 กรกฎาคม 2568 — เจ้าหน้าที่เรือนจำ 5 ปาก ลงรายละเอียดเรื่องการควบคุมตัว

 

การไต่สวนครั้งที่สาม ศาลเรียกเจ้าหน้าที่เรือนจำที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมและการเคลื่อนย้ายทักษิณขึ้นเบิกความอีก 5 ปาก 

 

พยานเล่าว่า ในคืนวันที่ 22 สิงหาคม มีการประสานภายในเรือนจำอย่างเร่งด่วน หลังได้รับแจ้งอาการป่วย จึงมีการเตรียมรถควบคุมผู้ต้องขังพร้อมเจ้าหน้าที่ควบคุมเต็มอัตรา ก่อนนำตัวออกไปโรงพยาบาลตำรวจ เจ้าหน้าที่ให้การตรงกันว่ามีการคุมเข้มตลอดการเดินทาง และเมื่อถึงโรงพยาบาลก็จัดวางกำลังรักษาความปลอดภัยใกล้ชิดตามมาตรฐาน

 

บรรยากาศในห้องพิจารณาเป็นไปอย่างเคร่งเครียด ศาลถามย้ำถึงขั้นตอนการอนุมัติ และ ระดับอำนาจที่สั่งการ เพื่อไขข้อสงสัยว่านี่คือการดำเนินการตามปกติ หรือมีแรงกดดันจากภายนอก

 

15 กรกฎาคม 2568 — อธิบดีกรมราชทัณฑ์ – ผู้อำนวยการ รพ.ราชทัณฑ์ ยืนยันอำนาจตามกฎหมาย

 

นัดที่สี่ศาลเชิญผู้บริหารระดับสูงจากกรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลราชทัณฑ์ รวมถึงอดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ รวม 6 ปาก

 

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เบิกความว่า การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษานอกเรือนจำเป็นอำนาจที่สามารถกระทำได้ตามกฎหมายราชทัณฑ์ปี 2563 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีผู้ต้องขังสูงอายุที่มีอาการป่วยซับซ้อน 

 

ส่วน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ยืนยันว่าได้ตรวจสอบเวชระเบียนและลงนามอนุมัติอย่างถูกต้องตามระเบียบ

 

ศาลสอบถามอย่างเข้มข้นถึงประเด็นที่ถูกวิจารณ์ว่าทำไมทักษิณจึงอยู่โรงพยาบาลตำรวจยาวนานเกิน 120 วัน พยานตอบว่ามีการวินิจฉัยตามความเหมาะสมของแพทย์ผู้ดูแล และการยืดระยะเวลาเป็นไปตามขั้นตอนปกติ มิใช่สิทธิพิเศษ

 

18 กรกฎาคม 2568 — ทีมแพทย์ รพ.ตำรวจ เปิดปมชั้น 14

 

การไต่สวนครั้งที่ห้าถือเป็นนัดใหญ่ เมื่อศาลเชิญ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ อดีตนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ และ พ.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่คนปัจจุบัน พร้อมทีมแพทย์ร่วมเบิกความ

 

พยานอธิบายเหตุผลที่ใช้ห้องพักชั้น 14 ว่าเป็นห้องแยกกักผู้ป่วยที่ต้องการความปลอดภัยสูง และในอดีตก็เคยใช้กับผู้ป่วยอื่น ๆ เช่นเดียวกัน ไม่ได้สร้างขึ้นเฉพาะกรณีทักษิณ ศาลยังถามถึงค่าใช้จ่ายการรักษา โดยเฉพาะยาที่อยู่นอกบัญชียาหลัก ซึ่งพยานชี้แจงว่ามีการจัดซื้อเพื่อตอบสนองอาการป่วยเฉพาะบุคคลตามมาตรฐานแพทย์

 

ศาลสั่งให้ส่งเอกสารเพิ่มเติม เช่น รายชื่อผู้ป่วยที่เคยใช้ห้องดังกล่าว เหตุผลการคัดเลือกห้องพัก และรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพื่อประกอบการพิจารณา

 

25 กรกฎาคม 2568 — กรรมการแพทยสภา 3 ปาก ฟันธงอาการป่วยทักษิณไม่ใช่ภาวะวิกฤติ

 

ศาลไต่สวนพยานผู้เชี่ยวชาญจาก แพทยสภา ได้แก่ ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, ศ.นพ.ไชยรัตน์ เพิ่มพิกุล แพทย์เวชบำบัดวิกฤติ และ ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช แพทย์ออร์โทพีดิกส์

 

ทั้งสามรายให้การไปในทิศทางเดียวกันว่า ทักษิณ ไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติ ที่ต้องรักษาใน ICU หรือ CCU แต่เป็นเพียงการเฝ้าสังเกตอาการ และสามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ อาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น นิ้วมือและหัวไหล่ เป็นเพียงการผ่าตัดเล็ก ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลนาน

 

คำเบิกความนี้สร้างแรงสะเทือนในห้องพิจารณา เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีแพทย์อิสระยืนยันตรงกันว่าการรักษาในห้องชั้น 14 อาจเกินความจำเป็น

 

30 กรกฎาคม 2568 — วิษณุ เครืองาม เปิดเบื้องหลังทางการเมือง

 

การไต่สวนครั้งสุดท้ายศาลเชิญ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ขึ้นเบิกความ

 

ดร.วิษณุ เล่าว่า ก่อนการกลับประเทศของทักษิณ ได้มีการประชุมในฝ่ายความมั่นคงเพื่อเตรียมการ หากเกิดเหตุป่วยจะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลของรัฐ และยืนยันว่าเขาไม่ได้ไปรับที่สนามบิน แต่พบกับทักษิณที่เรือนจำ มีการหารือเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ และเขาเองยังได้แนะนำว่าหลังคดีสิ้นสุดควรบวช เพื่อเป็นการแสดงสัญลักษณ์ต่อสังคม

 

การเบิกความของวิษณุถือเป็นการปิดท้ายการไต่สวนที่เต็มไปด้วยมิติทั้งด้านกฎหมาย การแพทย์ และการเมือง ที่ถักทอกันแน่นหนาในคดีนี้

 

สามารถอ่านรายละเอียดของการสืบพยานแต่ละนัดได้ต่อไปนี้

 

The post เปิดบันทึก 7 นัดสืบพยานคดีชั้น 14 ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ศาลไต่สวนเข้มทุกมิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วิษณุ’ ขึ้นให้การศาลฎีกา คดีทักษิณ ชั้น 14 เผยเบื้องหลังการเตรียมรับตัว เจ้าตัวแนะอดีตนายกฯให้บวชหลังจบเรื่อง https://thestandard.co/thaksin-case-visanu-testimony/ Wed, 30 Jul 2025 05:08:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1101619 วิษณุ เครืองาม ขึ้นให้การศาลฎีกาในคดีทักษิณ ชินวัตร

วันนี้ (30 กรกฎาคม) เวลา 09.30 น. ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาขอ […]

The post ‘วิษณุ’ ขึ้นให้การศาลฎีกา คดีทักษิณ ชั้น 14 เผยเบื้องหลังการเตรียมรับตัว เจ้าตัวแนะอดีตนายกฯให้บวชหลังจบเรื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิษณุ เครืองาม ขึ้นให้การศาลฎีกาในคดีทักษิณ ชินวัตร

วันนี้ (30 กรกฎาคม) เวลา 09.30 น. ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดไต่สวน คดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 อัยการสูงสุดและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โจทก์ และ จำเลย มาศาล 

 

ส่วนจำเลยได้รับอนุญาตจากศาลไม่มาฟังการพิจารณา 

 

ศาลไต่สวนพยานจำเลยปาก ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม โดยศาลอนุญาตให้โจทก์ (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ชักถามพยานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร 

 

ดร. วิษณุ ได้ส่งเอกสารประกอบการเบิกความล่วงหน้าต่อศาล 1 ฉบับ ทำให้วันนี้เป็นการที่ศาลซักถามเพิ่มเติมตามแต่ละข้อสงสัย โดยทางดร. วิษณุ ได้มีการแก้ข้อมูลในส่วนของเอกสาร 2 จุดก่อนจะเริ่มเบิกความ 

 

ดร. วิษณุ กล่าวย้อนไปตั้งแต่ก่อนที่จำเลย (ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) เดินทางกลับประเทศไทยวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ว่า ได้มีการประชุมกับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมเพื่อเตรียมพร้อมในการรับตัวนักโทษ

 

ที่ต้องมีการเตรียมพร้อม ด้วยเหตุผล 3 ข้อ คือหนึ่งจำเลยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีถือเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองของประเทศไทย สองจำเลยน่าจะมีผู้ที่เห็นต่างถึงขั้นเป็นศัตรู และสามคาดว่าน่าจะมีการเจ็บป่วยเนื่องจากสูงอายุ

 

ดร. วิษณุ ได้เบิกความต่อศาลว่าได้เดินทางไปพิจารณาสถานที่กักขังของนักโทษหลายรายเพื่อประกอบการตัดสินใจแต่ไม่ได้มีการเตรียมการสำหรับการย้ายตัวไปรักษาพยาบาลนอกทัณฑสถาน แต่ทั้งนี้มีการหารือว่าหากมีการเจ็บป่วยจะต้องส่งตัวไปที่โรงพยาบาลใด

 

ซึ่งเบื้องต้นตั้งหลักให้เป็นโรงพยาบาลของรัฐบาลแต่หากมีอาการป่วยจำเพาะที่ต้องการหมอเฉพาะทางให้พิจารณาส่งไปตามโรงพยาบาลที่มีข้อตกลงร่วม (MOU)

 

ดร. วิษณุ ยังได้ระบุว่าได้รับข้อมูลการเดินทางกลับของทักษิณจากสื่อมวลชนซึ่งทำให้มีการเตรียมพร้อมเก้อหลายครั้ง จนกระทั่งได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงและสถานทูต จึงทราบว่าจะเป็นวันที่ 22 สิงหาคม 2566

 

อย่างไรก็ตาม ดร. วิษณุ ไม่ได้เดินทางไปรับที่สนามบินแต่ได้มาพบทักษิณที่สถานพยาบาล ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ซึ่งได้เข้าไปพร้อมคณะเจ้าหน้าที่ ได้พูดคุยกับทักษิณเป็นระยะเวลา 20 นาที ณ ขณะนั้นยืนยันว่าไม่ได้มีการพูดถึงการพักโทษหรือการย้ายตัวคุมขัง แต่ทักษิณสอบถามตนเองเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งต่อมาทักษิณได้ขอยื่นพระราชทานอภัยโทษโดยไม่ผ่านตนเองที่ตอนนั้นเป็นรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

 

นอกจากนี้ยังได้พูดถึงปัญหาสุขภาพของทักษิณ และการออกกำลังกายในครั้งที่อยู่ต่างประเทศ โดยตนเองได้ให้คำแนะนำว่าหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการต่างๆตามกฎหมาย อยากให้ทักษิณได้บวชเข้าสู่ทางธรรม ซึ่งทักษิณแจ้งว่ามีปัญหาส่วนตัวเล็กน้อยจึงไม่สะดวก

 

ในช่วงกลางดึกของวันที่ 22 สิงหาคม ที่มีการย้ายตัวทักษิณเข้ารักษาตัวด่วนที่โรงพยาบาลตำรวจ ตนเองได้ทราบข้อมูลภายหลังจากการส่งตัวแล้วจากปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งตนได้สอบถามว่าย้ายตัวไปโรงพยาบาลใด ทางปลัดฯจึงระบุว่าเป็นโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งก่อนหน้าทักษิณระบุว่าต้องการไปโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งตามระเบียบเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

 

ดร. วิษณุ ใช้เวลาเบิกความต่อศาลในฐานะพยานฝั่งจำเลย 34 นาทีรวมทั้งการตอบคำถามคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 

 

ทั้งนี้ ศาลนัดฟังคำสั่งการบังคับโทษเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ในวันที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น. และให้ออกหมายเรียกผู้บัญชาการเรือนจำคนปัจจุบันมา พร้อม ทักษิณ ชินวัตร จำเลยเข้าฟังคำสั่งศาล

 

วิษณุ เครืองาม ขึ้นให้การศาลฎีกาในคดีทักษิณ ชินวัตร

The post ‘วิษณุ’ ขึ้นให้การศาลฎีกา คดีทักษิณ ชั้น 14 เผยเบื้องหลังการเตรียมรับตัว เจ้าตัวแนะอดีตนายกฯให้บวชหลังจบเรื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลอาญาชี้ชะตา ‘ทักษิณ’ คดี ม.112 นัด 22 ส.ค.นี้ ทนายเผย ‘วิษณุ-ธงทอง’ เป็นพยานฝ่ายจำเลย https://thestandard.co/thaksin-112-case-verdict-22-aug/ Wed, 16 Jul 2025 10:26:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1097071

วันนี้ (16 กรกฎาคม) วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของทักษิณ […]

The post ศาลอาญาชี้ชะตา ‘ทักษิณ’ คดี ม.112 นัด 22 ส.ค.นี้ ทนายเผย ‘วิษณุ-ธงทอง’ เป็นพยานฝ่ายจำเลย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (16 กรกฎาคม) วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการสืบพยานฝ่ายจำเลยในคดีที่ทักษิณถูกดำเนินคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

 

วิญญัติ ระบุว่า ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. โดยทักษิณจะต้องเดินทางมาศาลด้วยตนเอง

 

วิญญัติ กล่าวว่า หลังจากสืบพยานฝ่ายโจทก์เสร็จสิ้นไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้เป็นการสืบพยานฝ่ายจำเลย ซึ่งเดิมมีพยานบุคคลในบัญชีพยาน 14 ปาก แต่ได้มีการเบิกความพยานเพียง 3 คนในช่วงเช้า ได้แก่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม, ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ และทักษิณ ชินวัตร

 

หลังการสืบพยานทั้ง 3 ปาก ทีมทนายความและทักษิณได้ประเมินรูปคดีร่วมกัน และเห็นว่าพยานทั้งสามปากเพียงพอที่จะนำมาต่อสู้คดีแล้ว เนื่องจากไม่มีประเด็นที่ต้องสืบพยานเพิ่มเติม จึงได้แถลงต่อศาลขอให้ยุติการเบิกพยานที่เหลือทั้งหมด และจะขอทำคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 15 วัน ซึ่งศาลได้พิจารณาอนุญาต และนัดให้นายทักษิณมารายงานตัวอีกครั้งในต้นเดือนสิงหาคม ก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษา
มั่นใจในข้อต่อสู้

 

ส่วนเหตุผลที่เชิญศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ และศาสตราจารย์พิเศษธงทอง มาเป็นพยานนั้น วิญญัติ ระบุว่า เนื่องจากทั้งสองท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทักษิณว่าไม่มีเจตนาตามที่ถูกกล่าวหา อีกทั้งเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ

 

เมื่อถามถึงความมั่นใจในคดีนี้ วิญญัติกล่าวว่า “ขอไม่ตอบว่ามั่นใจหรือไม่ แต่เชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรม”

 

พร้อมระบุว่าพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์มีหลายส่วนที่ไม่สมบูรณ์และเป็นเพียงพยานความเห็น ที่ฝ่ายจำเลยพยายามหักล้างว่ามีอคติและเป็นพยานที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม ซึ่งฝ่ายโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานประจักษ์ที่สามารถพิสูจน์ได้

 

วิญญัติ กล่าวปิดท้ายว่า หลังจากนี้ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งของฝ่ายโจทก์และจำเลย เพื่อชั่งน้ำหนักก่อนมีคำพิพากษา และจะไม่ก้าวก่ายอำนาจการพิจารณาของศาล ทั้งนี้ในวันนี้ ทักษิณมีสีหน้าที่ดีและยังได้ฝากขอบคุณกลุ่มผู้ที่มาให้กำลังใจอีกด้วย

The post ศาลอาญาชี้ชะตา ‘ทักษิณ’ คดี ม.112 นัด 22 ส.ค.นี้ ทนายเผย ‘วิษณุ-ธงทอง’ เป็นพยานฝ่ายจำเลย appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิษณุชี้ ยิ่งลักษณ์กลับไทยได้หากยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยืนยันทักษิณเข้าห้องขังแล้ว ผ่านขั้นตอนถอดเสื้อ-กักโรค https://thestandard.co/wissanu-said-yingluck-can-return-if/ Tue, 10 Dec 2024 07:17:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1017981

วันนี้ (10 ธันวาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล วิษณุ เครืองาม อดี […]

The post วิษณุชี้ ยิ่งลักษณ์กลับไทยได้หากยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยืนยันทักษิณเข้าห้องขังแล้ว ผ่านขั้นตอนถอดเสื้อ-กักโรค appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (10 ธันวาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน กล่าวถึงกรณี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับมาประเทศไทย สามารถกลับมาในแนวทางเดียวกับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ว่า ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ เพราะเกี่ยวกับพระราชพระอำนาจที่ขอถวายฎีกา ถ้ากลับมาแล้วยอมติดคุกก็ไม่มีปัญหา แต่ต้องไปถวายฎีกา ซึ่งตนไม่อยากให้ความเห็นตรงนี้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ากลับมาต้องไปรายงานตัวที่ศาลเป็นอันดับแรกใช่หรือไม่ วิษณุกล่าวว่า ใช่ ทำแบบเดียวกับทักษิณ ต้องไปรายงานตัวที่ศาล แล้วราชทัณฑ์ก็รับตัวไป พ้นจากอำนาจศาลก็เป็นเรื่องกรมราชทัณฑ์แล้ว ส่วนเรื่องจะอภัยโทษหรือไม่อภัยโทษอะไรเป็นเรื่องนอกศาล

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าแต่กรณีทักษิณป่วยเข้าโรงพยาบาล แต่กรณียิ่งลักษณ์ไม่น่าจะป่วย วิษณุกล่าวว่า ก็ไม่ได้ยินข่าวว่าป่วย

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าต้องเข้าห้องขังก่อนหรือไม่ วิษณุตอบว่า กรณีทักษิณก็เข้าห้องขังนะ

 

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่ายังไม่ทันเข้าหรือไม่ วิษณุกล่าวว่า เข้านะ ตนยืนยัน คุณไปนึกภาพห้องขังเป็นลูกกรงๆ ซีกๆ ห้องขังไม่ได้เป็นแบบนั้น ซึ่งตนเดินทางไปช่วงบ่าย ซึ่งทักษิณเข้าไปก่อนแล้ว ช่วงขั้นตอนต่างๆ ตนไม่อยากไปยุ่งตอนนั้น มีขั้นตอนการถอดเสื้อ เปลี่ยนเสื้อ ถ่ายรูป ทำบัตร ตรวจโรค กักโรค เรียบร้อยแล้วก็มาส่งที่ห้องขัง เพียงแต่ทำดี สะอาดหน่อยเท่านั้น ปัดกวาดเช็ดถูห้องน้ำให้ดูดี เดิมถ่ายห้องหนึ่ง อาบน้ำไปอีกห้องหนึ่ง เราก็ติดฝักบัวให้เขาก็จบเรื่อง ซึ่งตอนติดฝักบัวตนไปดู ตรงนั้นแหละคือห้องขัง ตามหลักตั้งใจว่าถ้า 8 ปีก็อยู่ในห้องนี้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าแต่เวลานี้คนก็ยังไม่เชื่อทักษิณป่วย วิษณุกล่าวว่า ป่วยไม่ป่วยไม่รู้ แต่หมอเขาว่าป่วย

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเห็นร้องจะเอาผิดทั้งข้าราชการและรัฐมนตรี วิษณุกล่าวว่า ตอนบ่ายที่เอาตัวกลับมาจากที่ตรวจโรคแล้ว ซึ่งไปเพื่อประชุมกับปลัดกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ว่าเราตีความกันแน่นแล้ว เขาขังกี่ปี เพราะว่าตามหลักควรเป็น 11 ปี แต่อีกฝ่ายเห็นว่าควรจะเป็น 8 ปี ระหว่างศาลคดีหนึ่งมีลด ในที่สุดก็ส่งเรื่องไปหารือศาล ได้คำตอบมาเดี๋ยวนั้นว่า 8 ปี

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าส่วนตัวเชื่อว่ายิ่งลักษณ์กลับมาปี 2568 ได้ใช่หรือไม่ วิษณุย้อนถามกลับว่า คำถามนี้ต้องการจะรู้อะไร เขากลับมาเมื่อไร บินกลับมาก็มาได้ ก็มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่วนจะได้ตามที่คิดหรือไม่ตนไม่รู้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการปรับหลักเกณฑ์กรมราชทัณฑ์การคุมตัวนอกเรือนจำ วิษณุกล่าวว่า เห็น ผู้บัญชาการเรือนจำออกมาชี้แจงก็เข้าใจดี

The post วิษณุชี้ ยิ่งลักษณ์กลับไทยได้หากยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยืนยันทักษิณเข้าห้องขังแล้ว ผ่านขั้นตอนถอดเสื้อ-กักโรค appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิษณุไม่เชื่อมีกฎหมายต้านรัฐประหารได้ หลังเพื่อไทยชงแก้ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบกลาโหม ริบอำนาจแต่งตั้งทหาร ชี้ แต่งตั้งตำรวจยังไม่เข้า ครม. เลย https://thestandard.co/wissanu-doubts-coup-prevention-law/ Tue, 10 Dec 2024 06:36:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1017966

วันนี้ (10 ธันวาคม) วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี […]

The post วิษณุไม่เชื่อมีกฎหมายต้านรัฐประหารได้ หลังเพื่อไทยชงแก้ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบกลาโหม ริบอำนาจแต่งตั้งทหาร ชี้ แต่งตั้งตำรวจยังไม่เข้า ครม. เลย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (10 ธันวาคม) วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยแก้ไขให้การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารมาเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตนทราบจากข่าวเท่านั้น ส่วนที่พรรคเพื่อไทยระบุว่ากฎหมายฉบับนี้ทำมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้วนั้นตนไม่ทราบ น่าจะกระทรวงกลาโหมเป็นผู้ทำ อย่างไรก็ตาม กฎหมายสามารถแก้ไขให้สอดคล้องกับกฎหมายอื่นได้

 

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการแก้ไขเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารให้มาเป็นอำนาจ ครม. วิษณุกล่าวว่า เรื่องแต่งตั้งนั้นสมัยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มี ไม่เคยคิด เพิ่งเพิ่มทีหลังสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามอีกว่าการให้ ครม. แต่งตั้งสุ่มเสี่ยงจะทำให้เกิดการระหองระแหงระหว่างการเมืองกับกองทัพหรือไม่ วิษณุกล่าวว่า ไม่ขอตอบว่าสุ่มเสี่ยงต่อการระหองระแหง แต่ขอตอบว่าเป็นกิจการที่ขนาดตำรวจยังไม่ส่ง ครม. คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ทำเสร็จแล้วก็จบ และกราบบังคมทูลฯ มีแต่พลเรือนที่ต้องมา ครม. เนื่องจากรัฐธรรมนูญไปเขียนเอาไว้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าดูเหมือนพรรคเพื่อไทยเป็นห่วงเรื่องการทำรัฐประหาร วิษณุกล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับการรัฐประหาร ถ้าคิดว่าควรแก้ก็แก้ ถ้าคิดว่าไม่ควรแก้ก็ไม่ต้องแก้

 

เมื่อถามย้ำว่าเมื่อแก้แล้วอาจจะทำให้การรัฐประหารยากขึ้นหรือไม่ วิษณุกล่าวว่า ไม่รู้ แต่ไม่ได้เกี่ยวประเด็นการรัฐประหารอย่างที่มีใครแสดงความเห็นไว้ ตนไม่คิดอย่างนั้น และต้องไปพูดให้เขาเข้าใจด้วยเหตุด้วยผล ซึ่งมันก็มีเหตุผลเหมือนกันว่าทำไมทหารถึงไม่มาที่ ครม. ซึ่งตำรวจก็ไม่มา ครม. เหมือนกัน

 

เมื่อถามว่าจะมีกฎหมายอะไรที่จะป้องกันการทำรัฐประหารได้จริงหรือไม่ วิษณุกล่าวว่า “ผมไม่เชื่อว่ามี”

The post วิษณุไม่เชื่อมีกฎหมายต้านรัฐประหารได้ หลังเพื่อไทยชงแก้ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบกลาโหม ริบอำนาจแต่งตั้งทหาร ชี้ แต่งตั้งตำรวจยังไม่เข้า ครม. เลย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทักษิณ-แพทองธาร’ ร่วมยินดีงานแต่งลูกปานปรีย์-สุวัจน์ ด้านภูมิธรรม-อนุทินไม่กังวล​ หลัง กกต. รับคำร้อง​ยุบเพื่อไทยและ ​6 พรรคร่วม​ปล่อยทักษิณครอบงำ​ https://thestandard.co/the-wedding-of-the-heirs-of-panprie-and-suwat/ Fri, 18 Oct 2024 13:48:10 +0000 https://thestandard.co/?p=997784

วันนี้ (18 ตุลาคม) ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ พระ […]

The post ‘ทักษิณ-แพทองธาร’ ร่วมยินดีงานแต่งลูกปานปรีย์-สุวัจน์ ด้านภูมิธรรม-อนุทินไม่กังวล​ หลัง กกต. รับคำร้อง​ยุบเพื่อไทยและ ​6 พรรคร่วม​ปล่อยทักษิณครอบงำ​ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (18 ตุลาคม) ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีสมรสพระราชทาน ให้พสุ ลิปตพัลลภ บุตรชายของสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา กับ พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และปัทมรัตน์ พหิทธานุกร บุตรสาวของปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กับปวีณา พหิทธานุกร

 

โดยมีบรรดารัฐมนตรี, นักการเมือง, นักธุรกิจ และอดีตรัฐมนตรี เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เช่น แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี, ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, ภูมิธรรม​ เวชย​ชัย​ รองนายก​รัฐมนตรี ​และ​รัฐมนตรี​ว่าการกระทรวง​กลาโหม​, อนุทิน​ ชาญวีรกูล​ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี, พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน ภรรยาเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี, ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์, บุญชัย เบญจรงคกุล นักธุรกิจ, นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทักษิณเดินทางเข้างานพร้อมกับแพทองธาร โดยมีสุวัจน์ออกมาต้อนรับ และเขียนอวยพรให้กับคู่บ่าวสาวพร้อมกัน โดยทักษิณอวยพรว่า “ลุงขออวยพรให้หลวงและน้องฝ้ายมีความสุขในชีวิตสมรสตลอดไป รักกันมากๆ เป็นกำลังใจให้กันในการสร้างครอบครัวและอนาคตให้มั่นคง ลุงขอเป็นกำลังใจ ด้วยรักและปรารถนาดี”

 

ขณะที่แพทองธารเขียนอวยพรว่า “ขอให้มีความสุข มีครอบครัวที่อบอุ่น เป็นกำลังใจให้กันในทุกๆ เรื่องตลอดไป Congrats!”

 

ประสานเสียงไม่กังวล​ หลัง กกต. รับคำร้อง​ยุบเพื่อไทยและ​ 6 พรรคร่วม​ ปมปล่อยทักษิณครอบงำ​

 

ภูมิธรรม​เปิดเผยถึงกรณีที่มีรายงานข่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง​ (กกต.​) รับคำร้องยุบพรรคเพื่อไทยและ​ 6 พรรคร่วมรัฐบาล​ ปมยินยอมให้ทักษิณ​ครอบงำพรรค​ว่า​ถามว่าคนเราก็สามารถไปมาหาสู่กันได้ คนเราไปกินข้าวกัน เพราะนอกจากจะเป็นบ้านของอดีตนายกฯ แล้ว ก็ยังเป็นบ้านของนายกฯ ด้วย และเวลารองนายกฯ ​หรือใครไปเจอ​จะมีปัญหาอะไร

 

ส่วน กกต. รับเรื่องนี้เพราะมีมูล กังวลหรือไม่ ภูมิธรรม​กล่าวว่า ไม่กังวล ให้ทุกอย่างว่าไปตามกระบวนการ ไม่มีปัญหาอะไร มิเช่นนั้นคนเราก็มีความสัมพันธ์กันไม่ได้ พร้อมกล่าวย้ำว่า ไม่มีประเด็น​ อย่างนี้ประเทศถึงได้ป่วนกัน ปล่อยให้คนฟ้องอะไรกันไปเรื่อยเปื่อย​

 

ทั้งนี้ระหว่างการให้สัมภาษณ์ของภูมิธรรม​นั้น​ อนุทิน​​ได้เดินเข้ามา​ ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นหนึ่งในพรรคที่ถูกยื่นร้องให้ถูกยุบ​ อนุทิน​ย้อนถามกลับว่า เขาพูดว่ามีมูลหรือ ก่อนจะกล่าวต่อว่า​ ช่วงนั้นท้องไม่ค่อยดี เลยมีมูล

 

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า ไม่กังวลเลยใช่หรือไม่ อนุทิน​ระบุว่า​ ไม่กังวล

 

ด้านชูศักดิ์​ ศิรินิล​ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล​ ระบุว่า ไม่เป็นไร​ ก็ชี้แจงไป ซึ่งก็ทราบว่าร้องถึง 6 พรรค และตนเคยให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า ถ้าอ้างว่าครอบงำ ในวันนั้นที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลไปที่บ้านจันทร์ส่องหล้ามี​การคุยกันและเห็นร่วมกันว่าอย่างไร จำได้หรือไม่ และวันรุ่งขึ้นพรรคเพื่อไทยประชุมก็เห็นของเราอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นจะมีอะไรมาครอบงำ ตนยืนยันว่า ไม่มี

 

ส่วนที่ในคำร้องอ้างว่ามีใบสั่งจากทักษิณ​สั่งห้ามไม่ให้พรรคพลังประชารัฐร่วมรัฐบาลนั้น​ ชูศักดิ์​กล่าวว่า​ ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของพรรคแกนนำร่วมรัฐบาล

 

The post ‘ทักษิณ-แพทองธาร’ ร่วมยินดีงานแต่งลูกปานปรีย์-สุวัจน์ ด้านภูมิธรรม-อนุทินไม่กังวล​ หลัง กกต. รับคำร้อง​ยุบเพื่อไทยและ ​6 พรรคร่วม​ปล่อยทักษิณครอบงำ​ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิษณุแจงข้อกฎหมาย ครม. ที่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ ต่างจาก ครม. ที่โดนยุบสภา ชี้ ยังมีอำนาจตั้งข้าราชการ-ใช้งบประมาณได้หากจำเป็น https://thestandard.co/wissanu-legal-issues-cabinet/ Thu, 15 Aug 2024 10:33:29 +0000 https://thestandard.co/?p=971517

วันนี้ (15 สิงหาคม) วิษณุ เครืองาม อดีตที่ปรึกษาของนายก […]

The post วิษณุแจงข้อกฎหมาย ครม. ที่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ ต่างจาก ครม. ที่โดนยุบสภา ชี้ ยังมีอำนาจตั้งข้าราชการ-ใช้งบประมาณได้หากจำเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (15 สิงหาคม) วิษณุ เครืองาม อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตนได้รับมอบหมายจาก ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ให้มาชี้แจงมติ ครม. วันนี้ว่า ที่ประชุมมีการแต่งตั้งภูมิธรรม ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่รักษาการ ซึ่งจะแตกต่างจากทุกครั้งที่เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งที่ เศรษฐา ทวีสิน ได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ที่ต่างประเทศ ซึ่งต้องมาใช้อีกมาตรา

 

นอกจากนี้ที่ประชุม ครม. ยังมีการพิจารณาตำแหน่งหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับ ครม. โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง เช่น เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, โฆษกรัฐบาล, ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี, ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ผู้แทนการค้า และตำแหน่งการเมืองทั้งหมดที่เศรษฐาได้แต่งตั้ง ซึ่งจะต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งหมด และจะจ่ายเงินเดือนให้ถึงวันที่ 13 สิงหาคม แต่ที่ประชุม ครม. วันนี้เห็นว่ารัฐมนตรีแต่ละคนมีความจำเป็นต้องมีคณะทำงาน จึงมีมติให้แต่งตั้งใหม่ ซึ่งอาจจะตั้งคนเดิมเพื่อช่วยงาน

 

สำหรับคณะทำงานทางการเมืองของรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ที่แต่งตั้งเอง ยกเว้นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่

 

ส่วนคณะกรรมการที่นายกฯ เป็นผู้แต่งตั้ง ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เช่น ผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ, กรรมการวิป ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งเช่นเดียวกัน แต่วันนี้ที่ประชุม ครม. มีมติว่าหากมีความจำเป็น เช่น ตำแหน่งกรรมการวิปรัฐบาล จึงมีมติให้แต่งตั้งขึ้นมาใหม่โดยใช้บุคคลเดิมดำรงตำแหน่ง เพื่อให้งานเกิดความต่อเนื่อง

 

ส่วนการทำงานของ ครม. ที่สิ้นสุดลงแต่ยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ จะแตกต่างจาก ครม. รักษาการที่เกิดจากการยุบสภา เพราะการยุบสภานั้นรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ระหว่างรักษาการจะแต่งตั้งข้าราชการไม่ได้ ต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมไปถึงใช้งบประมาณผูกพันต่อเนื่องจากนโยบายไม่ได้ แต่สำหรับกรณีนี้ที่นายกฯ สิ้นสุดลงเนื่องจากพ้นจากตำแหน่ง ไม่มีข้อห้าม จึงสามารถดำเนินการได้ทุกอย่าง แต่หากเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องใหม่ ก็ต้องรอ ครม. ชุดใหม่ เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ต

 

พร้อมกันนี้วิษณุได้ยกตัวอย่างเรื่องการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นเรื่องที่เร่งด่วนจำเป็น และมีการหารือกันมาหลายครั้งแล้วที่จะต้องมีการอนุมัติงบประมาณ สามารถดำเนินการได้ รวมไปถึงการจ่ายเงินสงเคราะห์เด็ก ที่เป็นการใช้งบประมาณ

 

ขณะเดียวกัน ครม. ไม่ต้องยื่นทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จนกว่า ครม. ชุดใหม่จะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน แต่หากได้กลับมาเป็นรัฐมนตรีใหม่ภายใน 30 วัน แม้จะเปลี่ยนตำแหน่ง ก็ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. แต่ก็สามารถยื่นเองด้วยความสมัครใจ ซึ่งจะไม่เปิดเผยก็ได้

 

วิษณุยังกล่าวถึงการประชุม ครม. สัญจรที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่าจะต้องเลื่อนออกไป ขณะที่การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง เช่น ปลัดกระทรวงหรืออธิบดีกรม รวมไปถึงการแต่งตั้งไปก่อนหน้านี้ที่อยู่ระหว่างรอนำขึ้นทูลเกล้าฯ ยังสามารถทำได้ตามปกติ ส่วนตนจะกลับมารับตำแหน่งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่อีกครั้งหรือไม่ วิษณุพูดติดตลกว่า “ขอดูหมอก่อน”

The post วิษณุแจงข้อกฎหมาย ครม. ที่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ ต่างจาก ครม. ที่โดนยุบสภา ชี้ ยังมีอำนาจตั้งข้าราชการ-ใช้งบประมาณได้หากจำเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิษณุบอกมีพลาดได้ หลังเหตุเศรษฐาพ้นนายกฯ ชี้ต่อไปบรรทัดฐานตั้งรัฐมนตรีต้องสอบประวัติเข้ม ครม. รักษาการ โยกย้าย-อนุมัติงบได้ https://thestandard.co/wissanu-krea-ngam-15082024/ Thu, 15 Aug 2024 10:08:44 +0000 https://thestandard.co/?p=971488 วิษณุ เครืองาม

วันนี้ (15 สิงหาคม) วิษณุ เครืองาม อดีตที่ปรึกษาของนายก […]

The post วิษณุบอกมีพลาดได้ หลังเหตุเศรษฐาพ้นนายกฯ ชี้ต่อไปบรรทัดฐานตั้งรัฐมนตรีต้องสอบประวัติเข้ม ครม. รักษาการ โยกย้าย-อนุมัติงบได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิษณุ เครืองาม

วันนี้ (15 สิงหาคม) วิษณุ เครืองาม อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี เศรษฐา ทวีสิน ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากการแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถือว่าผิดคาดหรือไม่ โดยถามกลับว่า แล้วสื่อผิดคาดหรือไม่ เพราะคาดการณ์เหมือนๆ กันทั้งประเทศ โดยในส่วนของตนพิจารณาเอกสารแค่เพียงเล็กน้อย เพราะมีทีมนายกรัฐมนตรีที่ทำอยู่แล้ว 

 

เมื่อถามว่า ตอนที่ดูได้เห็นจุดอ่อนของคำชี้แจงหรือไม่ อย่างเช่นเป็นนักธุรกิจไม่รู้กฎหมาย วิษณุกล่าวว่า จริงๆ ไม่เรียกว่าจุดอ่อน เพราะเวลาแก้คดีต้องแก้ทุกประเด็น ประเด็นไหนที่ฟังไม่ขึ้นศาลก็จะยก อย่างคดีธรรมดาเวลาขึ้นศาล จำเลยต้องเถียงก่อนเสมอ ตรงนี้อาจเป็นประเด็นที่ยกมาได้ แต่ในคำให้การของนายกรัฐมนตรีไม่มีส่วนนี้ ฉะนั้นเมื่อถึงเวลาจะยกอะไรขึ้นมาก็ได้ ซึ่งตนได้ท้วงติงบางจุดไป แต่คงยกตัวอย่างให้ไม่ได้

 

เมื่อถามว่า ไม่ได้เสียความมั่นใจใช่หรือไม่ ที่คนคาดหวังว่าเข้ามาทำหน้าที่ที่ปรึกษาแล้วเศรษฐาจะรอดพ้นจากคดี วิษณุกล่าวว่า “ก็ขอให้เป็นเรื่องระหว่างตนกับภายในแล้วกัน ขออย่าไปคาดคิดกันเอง หรือคิดว่าทำไมตนไม่มีความสามารถ ตนก็อาจจะพลาดได้ ก็ดูกันหลายหูหลายตาอย่างนี้ดีกว่า อย่างน้อยก็มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 เสียงที่เห็นด้วย มีต่างกันแค่คนเดียว”

 

ส่วนต่อไปการแต่งตั้งรัฐมนตรีจะถือว่าศาลวางหลักการไว้ให้แล้วใช่หรือไม่ วิษณุกล่าวว่า จากนี้ต้องตรวจสอบแม้กระทั่งความซื่อสัตย์สุจริต ถือเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งอาจไม่ใช่บรรทัดฐานใหม่ เพราะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่วิธีตรวจสอบต่อไปนี้ก็อาจต้องเข้มงวดขึ้น อาจต้องเงี่ยหูสดับตรับฟังว่ามีข่าวลืออะไรหรือไม่ และศาลพูดเพียงว่าผู้ถูกร้องจะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้ เพราะวิญญูชนทั่วไปเขายังรู้ แต่ไม่ใช่วิญญูชนรู้แล้วมันจะต้องผิด

 

วิษณุยังกล่าวอีกว่า เมื่อเศรษฐาไป ตนก็ต้องไปด้วยอัตโนมัติ ซึ่งไม่ได้มีความหมายอะไร เพราะเดิมก็ไม่ได้เงินเดือน ไม่มีค่าตอบแทนอะไร เลขาธิการนายกรัฐมนตรีก็พ้นด้วย รวมถึงตำแหน่งอื่นๆ ที่เศรษฐาตั้งต้องพ้นไปทั้งหมด 

 

วันนี้ตนมาในฐานะเป็นผู้ชี้แจง ไม่มีตำแหน่งใดๆ ผู้รักษาการนายกรัฐมนตรีขอให้มาชี้แจงวิธีปฏิบัติของรัฐมนตรีในระหว่างนี้ เพราะไม่เหมือนกับตอนยุบสภา

 

ทั้งนี้ ครม. สามารถทำได้หมดทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ถ้าอ้างอิงกันในทางทฤษฎีจะยุบสภาก็สามารถทำได้ แต่ในทางปฏิบัติเชื่อว่าจะไม่มีการยุบ ส่วนจะโยกย้ายหรืออนุมัติงบประมาณถือว่าทำได้ทั้งหมด 

 

เมื่อถามว่า หากมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาจะกลับมาช่วยงานอีกหรือไม่ วิษณุกล่าวว่า “เขายังไม่ขอ อย่าพูดอะไรเลย ตนก็ปิดมาตั้งแต่ต้น แต่เจอเศรษฐาไปพบที่บ้าน ไปขอร้อง ซึ่งมันคงไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้นอีก และตนไม่รู้ว่ารัฐบาลไม่มีมือกฎหมาย เขาอาจจะตั้งมือกฎหมายเข้ามาก็ได้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีรัฐบาลเลย”

 

วิษณุกล่าวยืนยันด้วยว่า กรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลไปคุยกับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ถือเป็นการไปพบปะ เช็กเสียงกัน จะเรียกว่าครอบงำไม่ได้ เพราะต้องปรึกษาหารือกัน อาจไปเจอกันที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ซึ่งพวกเขาก็ทำกันเอิกเกริกเปิดเผย ไม่ได้ปกปิดลึกลับอะไร และการไปพบปะกันที่บ้านจันทร์ส่องหล้าก็ไม่ได้แปลกประหลาด พร้อมย้ำว่าไม่มีใครครอบงำกันได้ ใครจะครอบงำ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้ ใครจะครอบงำ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติได้

The post วิษณุบอกมีพลาดได้ หลังเหตุเศรษฐาพ้นนายกฯ ชี้ต่อไปบรรทัดฐานตั้งรัฐมนตรีต้องสอบประวัติเข้ม ครม. รักษาการ โยกย้าย-อนุมัติงบได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม.รักษาการบอก เป็นเกียรติได้ร่วมงานเศรษฐา พร้อมถกดิจิทัลวอลเล็ต ด้านเลขาฯ กฤษฎีกา​ชี้ ควรหยุดเมื่อเปลี่ยนนายกฯ https://thestandard.co/caretaker-srettha-digital-wallet/ Thu, 15 Aug 2024 08:35:30 +0000 https://thestandard.co/?p=971401

วันนี้ (15 สิงหาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่ทำเ […]

The post ครม.รักษาการบอก เป็นเกียรติได้ร่วมงานเศรษฐา พร้อมถกดิจิทัลวอลเล็ต ด้านเลขาฯ กฤษฎีกา​ชี้ ควรหยุดเมื่อเปลี่ยนนายกฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (15 สิงหาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รักษาการ เพื่อพิจารณาข้อกฎหมายและการดำเนินการต่างๆ โดยก่อนการประชุม อนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินไปรับประทานอาหารกลางวันที่ตลาดนางเลิ้ง โดยระบุว่ายังไม่ได้คุยกับ เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ได้ส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp ซึ่งเศรษฐาก็ได้ส่งสติกเกอร์รูปหัวใจกลับมาให้ พร้อมย้ำว่า เมื่อวานนี้ (14 สิงหาคม) ที่มีการพูดคุยกันที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ไม่ได้พบ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และการที่พรรคร่วมไปคุยกันที่บ้านจันทร์ส่องหล้าไม่เป็นการถูกมองว่าทักษิณครอบงำพรรคการเมือง

 

ทั้งนี้ ระหว่างเดินถึงตลาดนางเลิ้ง มีชาวบ้านได้ถามอนุทินว่านายกฯ คนต่อไปหรือไม่ ทำให้อนุทินถึงกับเขินพร้อมหัวเราะ และระบุว่ายังครับๆ ก่อนแม่ค้าจะตะโกนกลับมาว่า “รอวันภูมิใจไทยนั่งเก้าอี้ คนมันมีบารมี”

 

ขณะที่ สมศักดิ์ เทพสุทิน รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เศรษฐาเป็นคนขยัน ทำงานอยู่ตลอดเวลาไม่เหน็ดเหนื่อย พวกเราเห็นก็ชื่นชม การที่ถูกพักอย่างนั้นก็เสียดาย แต่อย่างไรก็ตาม เศรษฐาก็ยังเป็นเจ้านายของตนตลอดไป

 

ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยมีมติให้กรรมการบริหารพรรคไปดำเนินการพิจารณา ซึ่งก็มีชื่อของ ชัยเกษม นิติสิริ และ แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งตนก็เชียร์ทั้ง 2 ท่าน ยืนยันว่าไม่มีหลุดไปพรรคอื่น เพราะเป็นกฎกติกาทางการเมืองที่จะต้องดำเนินการไปตามแนวทางของพรรคแกนนำ

 

สุทิน คลังแสง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า ตอนนี้ห่วงเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง

 

‘หมอมิ้ง’ น้ำตาคลอ บอกเป็นเกียรติได้ทำงานร่วมงาน ‘เศรษฐา’

 

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตนกล่าวในนามตัวแทนนายกรัฐมนตรีที่ไปฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าคงต้องเตรียมใจไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็ต้องให้ความเคารพต่อศาล

 

“ผมถือเป็นเกียรติมากที่ได้ทำงานกับนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ผมเชื่อว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะให้ท่านยุติบทบาทในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ผมว่าภารกิจของท่านต่อพี่น้องประชาชนไทยยังมีต่อไป และท่านก็คงจะอุทิศตน เมื่อคืนเราก็ได้คุยกันตลอด ท่านก็เป็นห่วงงาน ภารกิจของประชาชนยังมีตลอด” นพ.พรหมินทร์กล่าว

 

ด้าน วราวุธ ศิลปอาชา รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงกระแสล่าสุดว่าพรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นนายกฯ ว่า พรรคชาติไทยพัฒนาประกาศร่วมกันสนับสนุนแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย และโดยเฉพาะรัฐบาลนี้ที่มาจากจุดยืนเดียวกัน คือการไม่แก้ไขมาตรา 112 ซึ่งพรรคชาติไทยพัฒนาก็ยืนยันในจุดนี้มาตลอด พร้อมย้ำว่าวงประชุมเมื่อวานนี้ไม่มีชื่อแคนดิเดตนายกฯ นอกเหนือจากของพรรคเพื่อไทย

 

ส่วนโควตารัฐมนตรีของพรรคร่วมนั้น เท่าที่คุยกันไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะองค์ประกอบของรัฐบาลทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่ถ้าแต่ละพรรคจะมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรค สำหรับตน ตลอดการทำงาน 11 เดือนกว่า ได้วางแนวทางไว้ค่อนข้างชัดเจน เป็นแนวทางที่ฝ่ายราชการคงไปดำเนินการต่อ แต่จะเป็นอย่างไรก็คงต้องรอดูรัฐบาลใหม่อีกครั้ง

 

ส่วนการหารือที่บ้านจันทร์ส่องหล้าเมื่อวานนี้ถูกมองว่า ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาครอบงำนั้น วราวุธย้ำว่าไม่ได้เป็นการถูกใครครอบงำ เพราะทักษิณก็มีตำแหน่งสำคัญ และเป็นพ่อของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อย่างตนถ้าพ่อบรรหาร ศิลปอาชา ยังอยู่ ก็ต้องถามพ่อเหมือนกัน ซึ่งการที่หัวหน้าพรรคมีพ่อให้คำปรึกษาถือเป็นสิ่งที่ดี และไม่ได้มองว่าถูกครอบงำ เป็นการพูดคุยมากกว่า

 

วราวุธยังระบุด้วยว่า เมื่อวานนี้ได้ส่งข้อความไปทางไลน์ส่วนตัวของอดีตนายกฯเศรษฐา ว่าเป็นกำลังใจให้ท่าน เพราะได้ร่วมงานกันมาเกือบหนึ่งปี เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นในการทำงาน และขอบคุณที่ได้มีโอกาสร่วมงานกันมา ซึ่งส่งข้อความไปไม่นานท่านก็ส่งสติกเกอร์ขอบคุณกลับมา

 

เลขาฯ กฤษฎีกา​เผย​ โดยหลักการ ‘ควรหยุด’

 

พิชัย​ ชุณหวชิร​ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี​ และ​รักษาการรัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวงการคลัง​ กล่าวถึงความชัดเจนในนโยบายโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต​ 10,000 บาท​ ที่มีกระแสข่าวว่าอาจจะสะดุด​ว่า​ ไม่ใช่ตน เป็นนโยบายรัฐบาล​ ขอให้รอการประชุม ครม.รักษาการ ในวันนี้

 

ด้าน ปกรณ์​ นิลประพันธ์​ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงกรณีเปลี่ยนรัฐบาลแล้วสามารถยกเลิกโครงการดังกล่าวได้หรือไม่ และเงินที่กู้มาจะทำอย่างไรว่า ต้องถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่โดยหลักแล้วมันควรจะหยุดลง​ และไม่ต้องกลับไปถามความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

ดิจิทัลวอลเล็ตต้องใช้ก่อน 30 ก.ย. นี้

 

เฉลิมพล เพ็ญสูตร ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลรักษาการสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามปกติหรือไม่ว่า ปกติ ซึ่งกระทรวงต่างๆ ก็สามารถเสนอเข้ามาได้ ส่วนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตอยู่ที่นโยบายของรัฐบาลรักษาการ และต้องรอความเห็นทางกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะถ้าจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมาย ซึ่งหากไม่สามารถใช้ทันในปีงบประมาณ คือก่อน 30 กันยายน 2567 ก็เป็นอันตกไป

 

ส่วนจะสามารถนำเงินไปใช้โครงการอื่นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่ เฉลิมพลกล่าวว่า ต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์โครงการใช้จ่ายเงินเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย

 

ส่วนที่ ปกรณ์​ นิลประพันธ์​ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุตามหลักการเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลควรหยุดโครงการ เฉลิมพลย้ำว่าก็ต้องดูที่กฎหมายเป็นหลัก แต่หากดูความเห็นตามกระบวนการงบประมาณก็ผ่านสภาเรียบร้อยแล้ว

 

วิษณุบอก ไม่มีกฎหมายตายตัว โยนรัฐบาลใหม่ตัดสินใจดิจิทัลวอลเล็ต

 

วิษณุ เครืองาม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย กล่าวว่า ตนไม่มีความเห็นว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้หรือไม่ ควรหรือไม่ควร เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดใหม่ที่ต้องพิจารณาต่อไป จะหยุดก็ได้ จะเปลี่ยนแปลงก็ได้ จะเดินต่อก็ได้ เพราะเป็นคนละรัฐบาลกัน รัฐบาลเศรษฐาเป็นรัฐบาลชุดที่ 63 รัฐบาลชุดใหม่เป็นชุดที่ 64 และต้องแถลงนโยบายใหม่ต่อรัฐสภา ซึ่งต้องดูว่ามีการพูดถึงเรื่องนี้หรือไม่

 

The post ครม.รักษาการบอก เป็นเกียรติได้ร่วมงานเศรษฐา พร้อมถกดิจิทัลวอลเล็ต ด้านเลขาฯ กฤษฎีกา​ชี้ ควรหยุดเมื่อเปลี่ยนนายกฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิษณุชี้แจง เศรษฐาไม่มีสิทธิเป็น ‘รักษาการนายกฯ’ หากศาล รธน. วินิจฉัยให้พ้นตำแหน่ง หลุดทันที https://thestandard.co/wissanu-krea-ngam-13082024/ Tue, 13 Aug 2024 10:11:51 +0000 https://thestandard.co/?p=970457

วันนี้ (13 สิงหาคม) วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐม […]

The post วิษณุชี้แจง เศรษฐาไม่มีสิทธิเป็น ‘รักษาการนายกฯ’ หากศาล รธน. วินิจฉัยให้พ้นตำแหน่ง หลุดทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (13 สิงหาคม) วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ชี้แจงแก้ไขกรณีให้สัมภาษณ์สื่อ หาก เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง ยังสามารถรักษาการนายกฯ และปฏิบัติหน้าที่ได้นั้นว่า ตนเข้าใจผิด คิดว่าสื่อถามถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ยังสามารถรักษาการได้ แต่สำหรับนายกฯ ไม่สามารถรักษาการได้ ต้องพ้นจากตำแหน่งทันที และต้องให้รองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 คือ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีแทน

The post วิษณุชี้แจง เศรษฐาไม่มีสิทธิเป็น ‘รักษาการนายกฯ’ หากศาล รธน. วินิจฉัยให้พ้นตำแหน่ง หลุดทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐาปัด เซ็ตอัพแผนงานล่วงหน้า เพราะมั่นใจรอดคดีตั้งพิชิต ชี้ว่าเป็นภารกิจที่นายกฯ ต้องทำ หากหลุดมีรักษาการสานงานต่อ https://thestandard.co/srettha-confident-pichit-case-pm-duties-continue/ Tue, 13 Aug 2024 06:36:44 +0000 https://thestandard.co/?p=970403 เศรษฐา

วันนี้ (13 สิงหาคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภา […]

The post เศรษฐาปัด เซ็ตอัพแผนงานล่วงหน้า เพราะมั่นใจรอดคดีตั้งพิชิต ชี้ว่าเป็นภารกิจที่นายกฯ ต้องทำ หากหลุดมีรักษาการสานงานต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐา

วันนี้ (13 สิงหาคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดหรือไม่ ในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ ซึ่งในที่ประชุมคณะมนตรีวันนี้ได้ให้กำลังใจอย่างไรบ้าง ว่า ในที่ประชุมไม่ได้พูดคุยในเรื่องนี้ และตั้งแต่ที่เตรียมข้อมูลกันและได้ส่งข้อมูลไปครบแล้ว ตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้พูดคุยกับ วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ในเรื่องดังกล่าว

 

เมื่อถามถึงวิษณุที่ออกมาระบุว่า หากนายกฯ หลุดออกจากตำแหน่งก็สามารถจะกลับมาได้ หากศาลไม่ได้เขียนแนบท้ายว่าให้กลับมาอีก นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ได้คุยเรื่องนี้ และไม่ทราบเลย ต้องให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ตามที่ได้ส่งคำแถลงปิดคดีก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีกเลย และไม่ทราบว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมการเรื่องนี้อย่างไร

 

ส่วนภารกิจของนายกฯ ในวันพรุ่งนี้ นายกฯ กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ไปฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแทน ส่วนภารกิจของตนในช่วงบ่ายนั้นมีแน่นเลย และเข้าใจว่าเป็นภารกิจในทำเนียบรัฐบาล ยืนยันว่าไม่ได้ตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์แต่อย่างใด มันจบแล้ว ตั้งแต่จัดทำคำแถลงปิดคดี ก็ถือว่าเราทำหน้าที่ของเราเต็มที่แล้ว ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรม

 

นายกฯ กล่าวว่า ช่วงที่มีการอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ตนมีประชุมอยู่แล้ว แต่เป็นการประชุมภายในกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งตนก็อยู่ในทำเนียบอยู่แล้วและเชื่อว่าทีมงานจะเข้ามาบอก ทั้งนี้ ไม่มีการพูดคุยเรื่องแผนสำรองหากสุดท้ายแล้วไม่ได้เป็นนายกฯ ต่อ

 

เมื่อถามย้ำว่า แผนสำรองตามที่วิษณุระบุ หากนายกฯ รักษาการมีอำนาจยุบสภา นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้คิดเลย ให้เรื่องมันเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยว่ากัน

 

เมื่อถามต่อว่า ดูเหมือนนายกฯ จะมีความมั่นใจใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ครับ มีหน้าที่ต้องปฏิบัติเรื่องต่างๆ ที่หลายสำนักข่าวไปวิจารณ์ว่าตนเศร้าบ้าง ก็เพราะคุณแม่ของเพิ่งเสียไป หรือบางคนบอกว่าแหม มั่นใจมาก มีการเซ็ตอัพการประชุมและออกตารางงานเพียบถึงสิ้นเดือนสิงหาคม

 

“ก็มันเป็นหน้าที่ของนายกฯ ที่จะต้องบริหารราชการแผ่นดิน เตรียมงาน ดูแลปัญหาของประชาชน ผมก็เตรียมไป ซึ่งถ้าผลออกมาเป็นบวกก็เดินหน้าทำงานต่อไป แต่ถ้าผลออกมาเป็นลบ นายกฯ รักษาการก็เอาแผนงานที่ผมทำเสร็จไว้ไปพิจารณาและปรับปรุงตามความเหมาะสมของท่านเอง อันนี้เป็นเรื่องของการทำงานแบบทั่วไป ไม่ได้เป็นการแสดงออกถึงความมั่นใจหรือไม่มั่นใจอะไร เราทำดีที่สุดไปแล้ว ส่งคำแถลงปิดคดีไปแล้ว ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรม” นายกฯ กล่าว

 

นายกฯ ระบุว่า แน่นอนหากว่าต้องหลุดแล้วต้องมีนายกฯ รักษาการขึ้นมาดูก็คงจะต้องพิจารณาตามที่เห็นว่าเหมาะสม อย่างน้อยถ้าท่านเข้ามาก็จะต้องทราบว่าได้วางแผนอะไรไว้ ทั้งนี้ ไม่ทราบว่าภาคเอกชนมีความกังวลว่าสิ่งที่นายกฯ ออกไปเดินสายต่างประเทศหากคำวินิจฉัยมีผลออกมาเป็นลบ ขณะนี้ยังไม่มีอะไรจะพูด วันนี้มีประชุม ครม. ตนก็ได้แจ้งว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง และตอนบ่ายก็มีงานแน่น เพราะทำงานไปเรื่อยๆ

 

ส่วนวงประชุมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อวานนี้มีการพูดคุยความคืบหน้าเรื่องการปรับ ครม. หรือไม่ นายกฯ ยืนยันว่า ไม่มี

 

เมื่อถามว่า พรรครวมไทยสร้างชาติส่งรายชื่อเสนอปรับ ครม. มาแล้วหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ส่งจดหมายมาแล้ว แต่อย่างที่ตนเคยบอกไปว่าเดือนนี้มีเรื่องเยอะก็ต้องให้เกียรติ (ศาล) ก่อน และอย่างที่สื่อเคยถามตนเยอะ เรื่องของวันที่ 14 สิงหาคม แล้วถ้าปรับ ครม. ก่อนนั้น ตนคิดว่าความเหมาะสมมันไม่มี

 

เมื่อถามถึงไทม์ไลน์การปรับ ครม. ถ้าไม่มีอะไรก็คาดว่าน่าจะเป็นภายหลังเดือนสิงหาคมใช่หรือไม่ นายกฯ ระบุว่า เป็นอะไรที่ต้องพูดคุยกันอีกทีหนึ่งว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต มีรัฐมนตรีบางท่านน้อยใจลาออก แล้วถ้าเกิดเสนอเข้ามา มาอยู่ตรงไหน แล้วจะเกิดปัญหาเดิมหรือไม่ เราอยู่ด้วยกันก็ต้องพูดคุยกัน

The post เศรษฐาปัด เซ็ตอัพแผนงานล่วงหน้า เพราะมั่นใจรอดคดีตั้งพิชิต ชี้ว่าเป็นภารกิจที่นายกฯ ต้องทำ หากหลุดมีรักษาการสานงานต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คดีถอดถอนนายกฯ พัชรวาท-วราวุธ ส่งกำลังใจให้เศรษฐา เชื่อไม่น่ามีอะไร ขณะที่วิษณุชี้ หากหลุดเก้าอี้ยังนั่งรักษาการได้ แต่ต้องดูคำวินิจฉัยศาล https://thestandard.co/patcharawat-varawut-pm-removal/ Tue, 13 Aug 2024 04:18:12 +0000 https://thestandard.co/?p=970336

วันนี้ (13 สิงหาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล วิษณุ เครืองาม ที่ […]

The post คดีถอดถอนนายกฯ พัชรวาท-วราวุธ ส่งกำลังใจให้เศรษฐา เชื่อไม่น่ามีอะไร ขณะที่วิษณุชี้ หากหลุดเก้าอี้ยังนั่งรักษาการได้ แต่ต้องดูคำวินิจฉัยศาล appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (13 สิงหาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคำแถลงปิดสำนวนของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะสามารถหักล้างข้อต่อสู้ของกลุ่ม 40 สว. ที่ยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ว่า อย่าตอบเลย เพราะอีก 24 ชั่วโมงก็จะตัดสินอยู่แล้ว ตนจึงไม่อยากวิจารณ์อะไรตอนนี้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายกรัฐมนตรีถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง ขั้นตอนหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร วิษณุกล่าวว่า หากไม่รอด นายกรัฐมนตรีก็จะถูกถอดถอนและพ้นจากตำแหน่ง รวมถึงคณะรัฐมนตรีก็จะสิ้นสุดลง แต่นายกรัฐมนตรีก็สามารถรักษาการไว้ได้จนกว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะนำ ครม. เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลานานพอสมควรเป็นสัปดาห์ แต่ระหว่างนี้เศรษฐาก็ยังสามารถทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีและปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่นายกรัฐมนตรีก็สามารถมอบหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีให้รองนายกรัฐมนตรีตามลำดับได้

 

“นายกรัฐมนตรีสามารถรักษาการได้ รัฐธรรมนูญบอกไว้ กรณีที่นายกรัฐมนตรีจะทำหน้าที่ไม่ได้มีอะไรบ้าง ซึ่งกรณีนายกรัฐมนตรีเศรษฐาไม่เข้าข้อยกเว้น”

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามอีกว่า หากเศรษฐาพ้นจากตำแหน่ง และยังมีชื่อเป็นแคนดิเดต ก็สามารถกลับมาอีกครั้งได้หรือไม่ วิษณุมองว่า ตนเห็นว่าได้ แต่ก็ยังไม่ถูกตัดสิน จึงยังตอบไม่ได้ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาว่าคำวินิจฉัยเขียนว่าอย่างไร ซึ่งจะมีช่องให้เห็นอยู่ ถ้าหากไม่มีช่องอะไรอยู่ก็เป็นไม่ได้

 

เมื่อถามย้ำว่า หากศาลตัดสินให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง แต่ไม่มีอะไรที่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็สามารถกลับมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้ใช่หรือไม่ วิษณุกล่าวว่า “ครับ แต่ต้องฟังคำวินิจฉัย นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งไปด้วยเหตุตามมาตราใด”

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า อำนาจของรักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง รวมถึงยุบสภาได้หรือไม่ วิษณุกล่าวว่า ปัญหานี้เกิดทุกยุคทุกสมัยแล้ว ซึ่งตนเห็นว่าสามารถสั่งยุบสภาได้ และระหว่างรักษาการก็ถือว่ามีอำนาจเต็ม หากนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ขั้นตอนต่อไปคือการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็ต้องใช้รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคที่อยู่ในบัญชี และต้องมีเสียง สส. สนับสนุนของพรรคนั้นเกิน 25 เสียง ขณะที่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกหมดไปแล้วพร้อมกับอำนาจที่ สว. สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ตามช่องทางของรัฐธรรมนูญมาตรา 272

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่สามารถหาแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้ก็จะต้องตกเป็นของพรรคอื่นใช่หรือไม่ วิษณุกล่าวว่า พรรคไหนต้องไปตกลงกันเอาเอง จะเอาที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ก็แล้วแต่ โดยขึ้นอยู่กับเสียงข้างมาก

 

พัชรวาทให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีแล้ว 

 

ขณะที่ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ​ รองนายก​รัฐมนตรี​ และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ทรัพยากรธรรมชาติ​และ​สิ่ง​แวดล้อม กล่าวถึง​กรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ว่า​ เรื่องคดีของนายกรัฐมนตรีเป็นอำนาจของศาล แต่ตนได้ให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีไป ซึ่งเชื่อว่าจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หลังการอ่านคำวินิจฉัยคดีของนายกรัฐมนตรีอาจมีการปรับคณะรัฐมนตรี พล.ต.อ. พัชรวาท ​กล่าวว่า เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคที่จะต้องหารือ 

 

วราวุธเชื่อ ไม่น่ามีปัญหา 

 

ขณะที่ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร การทำงานของรัฐบาลก็ยังต้องดำเนินการต่อ ในส่วนการเมืองจะปรับเปลี่ยนอะไรก็คงต้องว่ากันไปตามอำนาจศาล และส่วนตัวเชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะผ่านไปได้ตลอด และการทำงานของรัฐบาลตั้งแต่ไหนแต่ไรมาก็โฟกัสถึงปัญหาของประเทศมากกว่า ถ้ามัวแต่กังวลว่านายกรัฐมนตรีจะไปต่อได้หรือไม่ การทำงานก็จะชะงักไปหมด และตนได้กำชับกับข้าราชการในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อให้งานเดินหน้าไปต่อ เรื่องการเมืองก็ส่วนเรื่องการเมือง

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีมีความเครียดหรือไม่ และเคยพูดคุยเรื่องนี้ในที่ประชุม ครม. หรือไม่ วราวุธกล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยกัน แต่เมื่อวานตอนเย็นได้เจอนายกรัฐมนตรีที่สนามหลวงก็ดูสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสดี ไม่ได้มีความกังวลอะไร

The post คดีถอดถอนนายกฯ พัชรวาท-วราวุธ ส่งกำลังใจให้เศรษฐา เชื่อไม่น่ามีอะไร ขณะที่วิษณุชี้ หากหลุดเก้าอี้ยังนั่งรักษาการได้ แต่ต้องดูคำวินิจฉัยศาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิษณุเผย วงประชุมดิจิทัลวอลเล็ตไร้ปัญหา ทวนข้อกฎหมายบางจุด ตอบคำถามสังคมและศาลให้ได้ https://thestandard.co/wisanu-digital-wallet/ Tue, 13 Aug 2024 04:03:08 +0000 https://thestandard.co/?p=970333 ดิจิทัลวอลเล็ต

วันนี้ (13 สิงหาคม) วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐม […]

The post วิษณุเผย วงประชุมดิจิทัลวอลเล็ตไร้ปัญหา ทวนข้อกฎหมายบางจุด ตอบคำถามสังคมและศาลให้ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดิจิทัลวอลเล็ต

วันนี้ (13 สิงหาคม) วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการหารือร่วมกับ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง วานนี้ (12 สิงหาคม โดยพูดคุยถึงนโยบายโครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เป็นการทบทวนกันในวงเล็กๆ เพียง 2-3 คน ซึ่งวงใหญ่ได้พูดคุยกันไปหลายรอบแล้ว มีปัญหาบางประเด็นที่ต้องไปทำรายละเอียดเพิ่มเติม 

 

อย่างไรก็ตาม วิษณุปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้อยู่ยาวถึงวงประชุมเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ พร้อมถามกลับสื่อมวลชนว่าเขามีอะไร ส่วนตัวไม่ทราบ 

 

วิษณุยังกล่าวถึงรายละเอียดการพูดคุยเกี่ยวกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตว่า มันยาว อย่ามาเล่าตรงนี้เลย พร้อมย้ำว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแต่เป็นการหารือเพื่อวิเคราะห์ข้อกฎหมายบางจุดเท่านั้น ซึ่งเลขาธิการกฤษฎีกาได้เข้าร่วมการพิจารณาด้วย และพบว่ายังมีปัญหาบางจุดที่สังคมอาจสงสัย ซึ่งแต่ละฝ่ายได้เตรียมข้อมูลมาอย่างดีในรายละเอียดที่สังคมจะมีข้อสงสัย เพราะฉะนั้นต้องทำให้ตอบสังคมได้ด้วย 

 

“ตอบสังคมได้ไม่เท่าไร แต่ต้องตอบศาลให้ได้ด้วย เผื่อเกิดคดีขึ้นมา” วิษณุระบุ 

 

ส่วนข้อสงสัยดังกล่าวจะเป็นประเด็นอะไรนั้น วิษณุไม่ขอเปิดเผย พร้อมกล่าวว่า อย่าไปเซ้าซี้ซักไซ้เลย 

 

ขณะที่มีข้อกังวลว่าจะกลายมาเป็นดาบแทงรัฐบาล วิษณุกล่าวว่าไม่มีใครกังวล เพียงแต่ยังไม่ครบถ้วน ดูให้ถี่ถ้วน ดีกว่าดูลวกๆ ผ่านไป เพื่อให้เกิดความมั่นใจขึ้นกับทุกฝ่าย 

 

วิษณุยังแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเปิดเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่มีข้อกังวลว่าจะเกิดผลกระทบกับสังคม และในแง่ข้อกฎหมายมีความเป็นห่วงหรือไม่ว่า ส่วนตัวไม่รู้ว่าปัญหาอะไร ถ้ายังไม่เห็นข้อกฎหมายก็เป็นห่วง แต่ถ้าเห็นแล้วสิ่งที่เป็นห่วงก็อาจจะหมดไป เพราะเขาอาจจะแก้เอาไว้แล้วก็ได้ แต่ยังไม่เห็นจึงไม่ทราบ เพราะเคยเห็นแค่ร่างเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งไม่ทราบว่าเขาจะดำเนินการแบบนั้นหรือไม่ แต่เท่าที่ดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

 

พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้ต้องพูดคุยกันอีกหลายรอบ ขณะเดียวกันก็ต้องไปพูดคุยกับคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วย โดยขั้นตอนหลังจากที่กระทรวงการคลังศึกษาเสร็จก็ต้องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.)  จากนั้นจึงไปกฤษฎีกาและรับฟังความเห็นคู่ขนานไปด้วย ก่อนจะส่งสภาผู้แทนราษฎรและไปวุฒิสภาแล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

 

The post วิษณุเผย วงประชุมดิจิทัลวอลเล็ตไร้ปัญหา ทวนข้อกฎหมายบางจุด ตอบคำถามสังคมและศาลให้ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>