ลำไย ไหทองคำ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ลำไย-ไหทองคำ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 19 Aug 2022 07:34:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 The Lake บึงกาฬ โดดเด่นด้วยเจ้าไทจูยักษ์ที่สมจริงน่าเกรงขาม แต่พาร์ตตัวละครกลับไร้เสน่ห์และคลุมเครือชวนสับสน https://thestandard.co/the-lake-bueng-kan/ Fri, 19 Aug 2022 10:00:57 +0000 https://thestandard.co/?p=669289 The Lake

The Lake บึงกาฬ คือภาพยนตร์สัตว์ประหลาดจากค่าย ฮอลลีวู้ […]

The post The Lake บึงกาฬ โดดเด่นด้วยเจ้าไทจูยักษ์ที่สมจริงน่าเกรงขาม แต่พาร์ตตัวละครกลับไร้เสน่ห์และคลุมเครือชวนสับสน appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Lake

The Lake บึงกาฬ คือภาพยนตร์สัตว์ประหลาดจากค่าย ฮอลลีวู้ด (ไทยแลนด์) ซึ่งเป็นการร่วมทุนสร้างระหว่างไทย-จีน โดยได้ ลี ทองคำ มานั่งแท่นผู้กำกับ พร้อมด้วย Jordu Schell ผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบสัตว์ประหลาดในภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายเรื่องอย่าง Hellboy (2004), Avatar (2009), Cloverfield (2008) และ The Cabin in the Woods (2011) มารับหน้าที่ออกแบบเจ้า ‘ไทจู’ สุดโหด พร้อมสร้างหุ่น Animatronics ที่สูงถึง 9 เมตรมาใช้ในการถ่ายทำร่วมกับงาน Computer Graphic เพื่อสร้างสรรค์สัตว์ประหลาดยักษ์ให้ออกมาสมจริงและน่ากลัวมากที่สุด

 

ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราว ณ เมืองแห่งหนึ่งในจังหวัดบึงกาฬ เมื่อ เมย์ เด็กสาวที่บังเอิญไปพบไข่ยักษ์ปริศนาและนำกลับมาที่บ้าน แต่ไม่นานจากนั้นก็มีเจ้าสัตว์ประหลาดยักษ์ปริศนาปรากฏตัวขึ้นจากแม่น้ำโขง และเข้าทำร้ายผู้คนอย่างโหดเหี้ยม จนทำให้เมืองทั้งเมืองถูกปิดตายไร้ทางออก เจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนที่บังเอิญเข้ามาทำการวิจัยในไทย จึงต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางจับสัตว์ประหลาดคลั่งตัวนี้ให้ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

 

The Lake The Lake

 

ความน่าสนใจอย่างแรกของ The Lake บึงกาฬ คือมู้ดแอนด์โทนของเรื่องที่อัดแน่นไปด้วยความระทึกขวัญและมีเนื้อหาที่ดูเข้มข้นจริงจัง อย่างต่อมาที่ผู้เขียนสนใจเป็นพิเศษคือการที่ผู้กำกับและทีมสร้างตัดสินใจสร้างหุ่น Animatronics ที่สูงถึง 9 เมตรมาใช้ในการถ่ายทำ ซึ่งแม้ว่าการสร้างหุ่น Animatronics จะเป็นเทคนิคที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในวงการภาพยนตร์โลก แต่สำหรับภาพยนตร์ไทยแล้ว เรียกได้ว่าเป็นเทคนิคที่เราแทบจะไม่ได้เห็นในภาพยนตร์ไทยเท่าไรนัก ดังนั้นแล้วหากมองจากตัวอย่าง The Lake บึงกาฬ จึงเป็นภาพยนตร์ไทยที่มีความน่าสนใจมากๆ ทั้งในแง่ของงานสร้าง กลวิธีนำเสนอ และความสดใหม่

 

กระทั่งเราได้ชม The Lake บึงกาฬ จนจบ ผู้เขียนคิดว่าตัวผู้กำกับและทีมสร้างค่อนข้างตัดสินใจถูกต้องที่ใช้หุ่น Animatronics ควบคู่ไปกับงาน Computer Graphic เพราะการถ่ายทำหุ่น Animatronics ในช็อต Close Up ของเรื่องส่งผลอย่างมากต่อความสมจริงของภาพยนตร์ โดยเฉพาะในฉากที่ตัวละครกำลังยืนเผชิญหน้ากับเจ้าไทจูยักษ์ที่ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัว และ ‘เชื่อ’ ว่ามันมีตัวตนอยู่จริงๆ 

 

The Lake

 

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยขับเน้นให้เจ้าไทจูยักษ์เรื่องนี้มีเสน่ห์น่าจดจำมากขึ้น คือบรรยากาศของเรื่องที่ผู้กำกับและทีมสร้างเลือกใช้ ทั้งช่วงเวลาของเรื่องที่เกิดขึ้นภายในหนึ่งคืน บวกกับพายุฝนฟ้าคะนอง ไปจนถึงดนตรีประกอบซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ช่วยเสริมให้ภาพยนตร์โดดเด่นมากขึ้น 

 

The Lake

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า The Lake บึงกาฬ จะเป็นภาพยนตร์สัตว์ประหลาดอีกหนึ่งเรื่องที่แสดงให้ผู้ชมเห็นถึงฝีไม้ลายมืออันยอดเยี่ยมของทีมงานเบื้องหลังในการสร้างสรรค์เจ้าไทจูยักษ์ออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ แต่ภาพยนตร์ก็ยังคงติดปัญหาในแง่ของตัวบทที่ยังไม่สามารถชักชวนให้เราลุ้นระทึกและอยากเอาใจช่วยเหล่าตัวละครภายในเรื่องเท่าที่ควรจะเป็น

 

เพื่อให้ผู้อ่านที่ยังไม่เคยชมภาพยนตรได้เห็นภาพคร่าวๆ เนื้อหาในพาร์ตของมนุษย์จะดำเนินเรื่องราวผ่านกลุ่มตัวละคร 3 กลุ่ม ได้แก่ ตัวละครของ ตุ้ย-ธีรภัทร์ สัจจกุล ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมสืบสวนที่กำลังตามสืบเหตุการณ์เสียชีวิตปริศนา, ตัวละครของ ปู-วิทยา ปานศรีงาม หนึ่งในตำรวจที่ต้องรับมือกับเหตุการณ์บุกโจมตีของไทจู และตัวละครของ ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง ที่เป็นตัวละครกลุ่มแรกๆ ที่ถูกไทจูเข้าโจมตี 

 

ปัญหาอย่างแรกคือ แม้ว่าภาพยนตร์จะนำเสนอให้เราเห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นเรื่องว่าตัวละครแต่ละกลุ่มมี ‘เป้าหมาย’ อะไรบ้าง แต่ภาพยนตร์กลับนำเสนอ ‘เรื่องราวระหว่างทาง’ ของตัวละครทั้งหมดออกมาค่อนข้างคลุมเครือ จนเราเริ่มสับสนว่าแท้จริงแล้วตัวละครเหล่านี้กำลังทำอะไรอยู่ และต้องการจะไปสู่ตรงไหนกันแน่ ยกตัวอย่างเช่นตัวละครของ ปู วิทยา และทีมตำรวจที่ต้องออกมาควบคุมสถานการณ์ แต่ภาพยนตร์กลับไม่ได้นำเสนอ ‘วิธีการ’ ในการจัดการกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนนัก แต่กลับเน้นไปที่การฉายภาพให้เราเห็นถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเสียมากกว่า 

 

The Lake

 

อีกหนึ่งจุดที่เรารู้สึกเสียดายมากๆ คือการที่ภาพยนตร์พยายามจะขยี้ฉากการโจมตีของไทจูยักษ์มากเกินความจำเป็น จนส่งให้หลายๆ ฉากที่เราควรจะลุ้นระทึกและอยากเอาใจช่วยให้ตัวละครเหล่านั้นรอดชีวิต กลับดูยืดเยื้อจนไม่น่าติดตามอย่างที่ภาพยนตร์อยากให้เป็น 

 

The Lake

 

ในภาพรวมแล้ว The Lake บึงกาฬ มีความโดดเด่นมากๆ ในแง่ของงานสร้าง ทั้งการผสมผสานเทคนิค Animatronics ควบคู่ไปกับงาน Computer Graphic ที่ทำให้ไทจูยักษ์มีความสมจริงและน่าเกรงขาม รวมถึงการสร้างบรรยากาศที่ช่วยเสริมให้ไทจูยักษ์มีเสน่ห์มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันตัวผู้เขียนค่อนข้างติดขัดกับการดำเนินเรื่องของตัวละครที่ดูคลุมเครือชวนสับสน รวมถึงการสร้างฉากระทึกขวัญที่ภาพยนตร์ยังนำเสนอออกมาได้ไม่น่าสนใจเท่าไรนัก 

 

The Lake บึงกาฬ เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่ 

 

 

The post The Lake บึงกาฬ โดดเด่นด้วยเจ้าไทจูยักษ์ที่สมจริงน่าเกรงขาม แต่พาร์ตตัวละครกลับไร้เสน่ห์และคลุมเครือชวนสับสน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฉมแรก The Lake บึงกาฬ หนังสัตว์ประหลาดร่วมทุนไทย-จีน ในตัวอย่างเต็ม ที่เผยฉากโจมตีเมืองอันเคยสงบเงียบ เตรียมฉาย 18 ส.ค. นี้ https://thestandard.co/the-lake/ Wed, 20 Jul 2022 08:13:31 +0000 https://thestandard.co/?p=656376 The Lake บึงกาฬ

“ตัวมันเหมือนปลา ที่หัวมีหนวดยาวใหญ่ ผิวหนังเหมือนจระเข […]

The post โฉมแรก The Lake บึงกาฬ หนังสัตว์ประหลาดร่วมทุนไทย-จีน ในตัวอย่างเต็ม ที่เผยฉากโจมตีเมืองอันเคยสงบเงียบ เตรียมฉาย 18 ส.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Lake บึงกาฬ

“ตัวมันเหมือนปลา ที่หัวมีหนวดยาวใหญ่ ผิวหนังเหมือนจระเข้ มันมีขา” 

 

หลังปล่อยให้คอสัตว์ประหลาดเฝ้ารอมานานกว่า 5 ปีเต็ม ในที่สุด The Lake บึงกาฬ ภาพยนตร์สัตว์ประหลาดจากค่าย ฮอลลีวู้ด (ไทยแลนด์) ที่เป็นการร่วมทุนสร้างระหว่างไทยและจีน ก็ได้ปล่อยตัวอย่างฉบับเต็มออกมาให้ผู้ชมได้เห็นโฉมหน้าของเจ้าสัตว์ประหลาดยักษ์กันแบบเต็มๆ ตา โดยภาพยนตร์มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 18 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

 

“มันมาเพื่อทวงบางสิ่ง เปลี่ยนเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็นหายนะ”

 

ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของ เมย์ เด็กสาวที่บังเอิญไปพบไข่ยักษ์ปริศนาและนำกลับมาที่บ้าน แต่ไม่นานจากนั้นก็มีเจ้าสัตว์ประหลาดยักษ์ปริศนาปรากฏตัวขึ้นจากแม่น้ำโขง และเข้าทำร้ายผู้คนอย่างโหดเหี้ยม จนทำให้เมืองทั้งเมืองถูกปิดตายไร้ทางออก เจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนที่บังเอิญเข้ามาทำการวิจัยในไทย จึงต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางจับสัตว์ประหลาดคลั่งตัวนี้ให้ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

 

หนึ่งในความน่าสนใจของ The Lake บึงกาฬ คือทีมสร้างได้ตัดสินใจสร้างหุ่น Animatronic ของสัตว์ประหลาดยักษ์ขึ้นมาเพื่อใช้ในการถ่ายทำ และเสริมด้วยงาน Computer Graphic เพื่อสร้างสรรค์สัตว์ประหลาดยักษ์ให้ออกมาสมจริง และน่ากลัวมากที่สุด

 

และนอกจากเจ้าสัตว์ประหลาดยักษ์ที่เป็นตัวเอกของเรื่อง ภาพยนตร์ยังคับคั่งไปด้วยทีมนักแสดงมากฝีมือมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราว นำโดย ตุ้ย-ธีรภัทร์ สัจจกุล จาก แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว (2559), ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง จากซีรีส์ Bangkok Breaking มหานคร เมืองลวง (2564), อาร์ตี้-ธนฉัตร ดุลยฉัตร จาก บุญชู จะอยู่ในใจเสมอ (2553), ลำไย ไหทองคำ จาก ฮักเถิดเทิง (2563), ปู-วิทยา ปานศรีงาม จาก ไม่มีสมุยสำหรับเธอ (2561), อี๊ด โปงลางสะออน จาก มือปืน โลก/พระ/จัน 2 (2563) และ วันใหม่ ฉัตรบริรักษ์ เสริมทัพด้วยนักแสดงแนวหน้าชาวจีน ได้แก่ Ren Youxuan, Su Qiucheng, Zang Jinsheng และ Xu Qian  

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่

 

The post โฉมแรก The Lake บึงกาฬ หนังสัตว์ประหลาดร่วมทุนไทย-จีน ในตัวอย่างเต็ม ที่เผยฉากโจมตีเมืองอันเคยสงบเงียบ เตรียมฉาย 18 ส.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
COCKTAIL ชวน ปู่จ๋าน ลองไมค์, พงศ์ พัทลุง และ ลำไย ไหทองคำ ร่วมสร้างสรรค์เพลง 4 ภาค คนจริงใจ https://thestandard.co/cocktail-kon-jing-jai/ Wed, 01 Jun 2022 04:36:49 +0000 https://thestandard.co/?p=636436 COCKTAIL

หลังจากปล่อยทีเซอร์สุดยิ่งใหญ่ออกมาให้แฟนๆ ได้อุ่นเครื่ […]

The post COCKTAIL ชวน ปู่จ๋าน ลองไมค์, พงศ์ พัทลุง และ ลำไย ไหทองคำ ร่วมสร้างสรรค์เพลง 4 ภาค คนจริงใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
COCKTAIL

หลังจากปล่อยทีเซอร์สุดยิ่งใหญ่ออกมาให้แฟนๆ ได้อุ่นเครื่อง ในที่สุด COCKTAIL พี่ใหญ่แห่งค่าย Gene Lab ปล่อยมิวสิกวิดีโอซิงเกิลล่าสุด คนจริงใจ อีกหนึ่งผลงานเปี่ยมสีสันที่พวกเขาได้ชักชวน 3 ศิลปินชื่อดังอย่าง ปู่จ๋าน ลองไมค์, พงศ์ พัทลุง และ ลำไย ไหทองคำ มาร่วมถ่ายทอดบทเพลง 4 ภาค ให้แฟนๆ ได้สัมผัสกับแง่มุมใหม่ๆ ของพวกเขา 

 

สำหรับ คนจริงใจ คือผลงานที่บรรจุอยู่ในอัลบั้มล่าสุดของ COCKTAIL อย่าง Fate: Ωmega โดยมี โอม-ปัณฑพล ประสารราชกิจ มารับหน้าที่เขียนเนื้อร้องร่วมกับ ต้นตระกูล แก้วหย่อง, ปู่จ๋าน ลองไมค์, พงศ์ พัทลุง และ ณัฐพงศ์ รักเงิน จนเกิดเป็นเพลงที่ผสมผสานกลิ่นอายดนตรี 4 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ, ภาคใต้, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาษากลาง ที่ไพเราะและฟังสนุก  

 

 

ด้านเนื้อหาของเพลงบรรยายความรู้สึกของ ‘คนจริงใจ’ ที่พร้อมจะทุ่มเททุกสิ่งเพื่อคนที่รัก ไม่เคยคิดจะเหลียวมองใครอื่น และจริงใจกับทุกคำพูดไม่เคยโกหก แต่ไม่ว่าเราจะจริงใจแค่ไหน เธอคนนั้นกลับไม่เคยมองเห็นสิ่งที่เราทำและทิ้งเราไปเสียอย่างนั้น 

 

นอกจากเนื้อเพลงที่พูดถึงความจริงใจแล้ว ทางวงยังตัดสินใจสร้างสรรค์มิวสิกวิดีโอออกมาในรูปแบบของภาพเบื้องหลังการถ่ายทำ เพื่อพาแฟนๆ ไปชมขั้นตอนการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอแบบหมดเปลือก ทั้งเบื้องหลังการถ่ายฉากกรีนสกรีน หรือการพาผู้ชมไปดูห้องแต่งตัวของศิลปิน ไปจนถึงวิธีการกำกับนักแสดงเด็กของทีมงานเบื้องหลัง ตามคอนเซ็ปต์ของเพลงที่ต้องการมอบผลงานคุณภาพแก่แฟนๆ ด้วยความจริงใจ 

 

คนจริงใจ นอกจากจะเป็นเพลงที่เปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้ลองสัมผัสกับแง่มุมทางดนตรีใหม่ๆ ของวง COCKTAIL แล้ว ตัวเพลงยังโดดเด่นด้วยมิวสิกวิดีโอที่หยิบกิมมิกของเพลงมาใช้ได้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งทำให้ผลงานครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งเพลงคุณภาพที่สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ฟังได้เป็นอย่างดี

 

รับชมมิวสิกวิดีโอได้ที่นี่

 

The post COCKTAIL ชวน ปู่จ๋าน ลองไมค์, พงศ์ พัทลุง และ ลำไย ไหทองคำ ร่วมสร้างสรรค์เพลง 4 ภาค คนจริงใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเนื้อเพลง ‘อย่าโอน’ หลังกระทรวงยุติธรรมแต่งเพลง หวังเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ https://thestandard.co/lyrics-of-song-yaa-aon/ Tue, 22 Mar 2022 11:30:28 +0000 https://thestandard.co/?p=608610 ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (22 มีนาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกร […]

The post เปิดเนื้อเพลง ‘อย่าโอน’ หลังกระทรวงยุติธรรมแต่งเพลง หวังเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (22 มีนาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, อนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยเหล่าศิลปิน ดารา เข้าพบ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างความรู้ความเข้าใจการป้องกันภัยคุกคามจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้กับประชาชน โดยการจัดทำชุดความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในบทเพลง ‘อย่าโอน’ เป็นสื่อสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ซึ่งเป็นเนื้อเพลงที่จดจำได้ง่าย ติดหู ไว้ใช้เตือนสติ เตือนใจ และสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ 

 

พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า จากรายงานพบแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์กำลังระบาดหนักอย่างต่อเนื่อง สร้างความเสียหายให้กับประชาชนในวงกว้าง มีการร้องเรียนจากหลายช่องทางถึงปัญหาดังกล่าว ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงาน เร่งติดตาม แก้ไข และให้ความช่วยเหลือประชาชนเป็นการด่วน เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน โดยเฉพาะการสูญเสียทรัพย์สินจากการถูกหลอกลวง ใช้การประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้เข้าใจง่าย เพื่อให้เกิดการรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรกลุ่มนี้ 

 

พร้อมขอบคุณและชื่นชมกระทรวงยุติธรรม หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเหล่าศิลปิน ดารา นักร้อง ที่ร่วมมือกันประชาสัมพันธ์และสร้างความรู้ความเข้าใจ การป้องกันภัยคุกคามจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่มีความปลอดภัยให้กับประชาชนผ่านบทเพลง ‘อย่าโอน’ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดีที่ประชาชนฟังแล้วจดจำได้ง่าย สามารถกระตุ้นเตือนให้ประชาชนไม่ไปหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่โทรมาหลอกลวง 

 

พล.อ. ประยุทธ์ได้สอบถาม รัศมี สีตลวรางค์ ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ผู้ประพันธ์คำร้องเพลง ‘อย่าโอน’ ว่ามีแนวคิดที่จะแต่งเพลงอื่นอีกไหม ซึ่งรัศมีกล่าวว่า มีแนวคิดที่จะแต่งเพลงเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อกระตุ้นเตือนคนในสังคมถึงพิษภัยยาเสพติด และไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้ความสำคัญด้วย

 

ทั้งนี้ปัจจุบันภัยคุกคามจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างเพื่อหลอกลวงให้ประชาชนทำธุรกรรมด้านการเงินมีคนตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก กลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงผ่านการใช้งานโซเชียลมีเดีย และใช้โทรศัพท์ข่มขู่ให้เหยื่อตกใจ หวาดกลัว ปัญหาดังกล่าวสร้างความเสียหายแก่ประชาชนในวงกว้าง ซึ่ง DSI ได้รับเรื่องร้องเรียนเป็นจำนวนมาก จึงได้เปิดช่องทางรับแจ้งข้อมูลการกระทำความผิด เพื่อเฝ้าระวังอาชญากรรมที่ซ้ำเติมประชาชน ผ่านหมายเลขโทรศัพท์สายด่วน DSI 1202 ปรึกษา ร้องเรียน ร้องทุกข์ โดยประชาชนสามารถป้องกันตัวเองเบื้องต้นได้ในกรณีที่มีคนร้ายติดต่อมา ให้พยายามขอข้อมูลในการติดต่อกลับไว้ และไม่ทำธุรกรรมใดๆ ทั้งสิ้น 

 

จากนั้นนำข้อมูลดังกล่าวไปแจ้งความพนักงานสอบสวนท้องที่ที่อาศัยอยู่ เพื่อเป็นเบาะแสในการดำเนินคดีกับคนร้าย รวมทั้งสามารถแจ้งข้อมูลดังกล่าวไปที่ DSI ทางสายด่วน 1202 หรือร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ของ DSI เพื่อให้ DSI ดำเนินการสืบสวนติดตามร่องรอยคนร้าย ส่วนในกรณีที่ตกเป็นเหยื่อของคนร้ายโดยมีการโอนเงินเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ต้องรีบแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุทันที และประสานธนาคารปลายทางที่โอนเงินไปให้ เพื่อติดตามร่องรอยทางการเงิน 

 

ทั้งนี้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงประชาชนนับเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย มีบทลงโทษสูง ดังนั้นกลุ่มผู้กระทำผิดและผู้ที่สนับสนุนในทุกกระบวนการ ทุกขั้นตอน ต้องหยุดการกระทำดังกล่าว

 

สำหรับเนื้อเพลงอย่าโอน ขับร้องโดย อี๊ด โปงลางสะออน และ ลำไย ไหทองคำ มีเนื้อเพลงดังนี้

 

“ใครโทรกันมานักหนา ใครโทรกันมานักหนา

บอกเลยน้องจ๋า อย่าโอ๊นอย่าโอน 

ระวังจะโดนพวกมิจฉาชีพหากินแบบใหม่ 

อ้างเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่ หรือ DSI 

ตั้งสติเอาไว้ อย่าเชื่อใคร อย่าโอ๊นอย่าโอน 

อย่าเชื่อใคร อย่าโอ๊นอย่าโอน”

 

“ถูกหลอกขอบอกจำไว้ ถูกหลอกขอบอกจำไว้ 

หลอกทั้งทาง LINE หลายคนต่างโดน 

อย่าโอ๊นอย่าโอน ให้โอนเงินอย่าโอ๊นเด็ดขาด 

อย่าไปหลงเชื่อ ตกเป็นเหยื่อของแก๊งอุบาทว์ 

มันหลอกชัดๆ แก๊งข้ามชาติให้โอ๊นอย่าโอน 

มันหลอกชัดๆ แก๊งข้ามชาติ ให้โอ๊นอย่าโอน”

 

“โทรมาพูดจาข่มขู่ บอกเลยให้รู้ อย่าโอ๊นอย่าโอน 

อ้างตัวเป็น DSI มีผู้เสียหาย ต่างคนต่างโดน 

ส่ง LINE ให้เราได้เห็น แถมยังเคี่ยวเข็ญให้เรารีบโอน 

อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ เป็นบุรุษไปรษณีย์ ที่แท้คือโจร 

ความกลัวทำให้ขาดสติ จำไว้ดีๆ อย่าโอ๊นอย่าโอน”

            

“จะเป็นใครที่ไหนก็ช่าง บอกเลยดังๆ ว่านี่คือโจร 

จะอายัดบัญชีตรวจสอบ แถมมันยังตอบว่าจะออกหมายค้น 

ทำเป็นจะมาช่วยเหลือ อย่าเชื่ออย่าเชื่อ เดี๋ยวเป็นเหยื่อโจร

ทำทีโอนสายให้รับ ปลายเสียงโทรศัพท์คือหัวหน้าโจร 

เสียเงินแล้วยังเสียใจนะ เสียเงินแล้วยังเสียใจ

ถ้าไม่อยากอับอาย อย่าโอน…อย่าโอน”

 

“จะโอนเงินให้ใครจำไว้ จะโอนเงินให้ใครจำไว้ 

ไม่อยากเสียใจ อย่าโอ๊นอย่าโอน 

ตอนนี้มีโจรคอลเซ็นเตอร์ โทรมาแอบอ้าง 

อย่าไปหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ ช่วยกันระวัง 

ไม่อยากเสียตังค์ บอกดังๆ อย่าโอ๊นอย่าโอน 

บอกดังๆ อย่าโอ๊นอย่าโอน”

 

อ้างอิง:

The post เปิดเนื้อเพลง ‘อย่าโอน’ หลังกระทรวงยุติธรรมแต่งเพลง หวังเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตื่นไหทองคำ! การติติงของผู้มีอำนาจ สะท้อนวัฒนธรรมไทยหรือวัฒนธรรมใคร https://thestandard.co/news-thailand-lamyai-haithongkum/ https://thestandard.co/news-thailand-lamyai-haithongkum/#respond Wed, 14 Jun 2017 12:56:00 +0000 https://thestandard.co/?p=6775

     “เฮาแค่ผู้สาวขาเลาะ บ่แม่นผู้สาวขาเ […]

The post ตื่นไหทองคำ! การติติงของผู้มีอำนาจ สะท้อนวัฒนธรรมไทยหรือวัฒนธรรมใคร appeared first on THE STANDARD.

]]>

     “เฮาแค่ผู้สาวขาเลาะ บ่แม่นผู้สาวขาเรียน

     บ่ได้ขยันหมั่นเพียร ปากกาสิเขียนยังได้ยืมหมู่”

 

     นี่คือเนื้อร้องของเพลง ผู้สาวขาเลาะ ในท่อนเริ่ม ผลงานของลูกทุ่งสาว ลำไย ไหทองคำ ที่ในเวลานี้ดังเป็นพลุแตก ด้วยท่วงทำนองเพลงที่ปลุกเร้าอารมณ์ผู้ฟังให้สนุก ครึกครื้น ผนวกรวมกับท่าเต้นของลูกทุ่งสาวที่แรงสยิวในแบบฉบับของเธอ แรงจนกระทั่งผ่านหูผ่านตาไปถึงผู้มีอำนาจในบ้านเมือง

     ช่วงหนึ่งในวงประชุมหน่วยราชการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาตำหนิติติงถึงความแรง จนต้องขอให้ลดระดับลงบ้าง เพราะคลิปที่ได้ดูลำไยเต้นเกือบจะโชว์ของสงวน

     ขณะที่ลำไยให้สัมภาษณ์ในรายการ โหนกระเเส ต่อเหตุการณ์นี้ว่า “ตอนแรกก็แอบหวั่นๆ อยู่ เพราะท่านนายกฯ ออกมาพูด แต่ก็ยินดีปรับให้เบาลงได้”

     ปฏิกิริยาของผู้คนทั่วไปในโลกโซเชียล มีทั้งเห็นด้วยกับหัวหน้ารัฐบาล ขณะเดียวกันก็มองว่าเป็นการทำมาหากินของนักร้องลูกทุ่งสาว เมื่อมีผู้ชมเสพก็แสดงว่ามีคนชอบใจ ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย หากแต่เป็นเรื่องรสนิยม จึงเกิดข้อถกเถียงมากมายจากปรากฏการณ์นี้ และชวนให้ตั้งคำถามต่อว่าแบบไหนถึงจะพอดีในสายตาของผู้มีอำนาจ หรือว่าแท้จริงแล้วมันควรต้องมีข้อถกเถียงอย่างไรกันแน่

 

กรอบวัฒนธรรมและเพศเข้ารุกพื้นที่คุณลำไย

     ส่วนหนึ่งที่ผู้มีอำนาจมองว่าการแสดงของนักร้องลูกทุ่งสาวดูแรง มีท่าเต้นชวนสยิว เป็นวัฒนธรรมที่เกินขอบเขตความเป็นไทย ที่มักสอนให้เพศหญิงต้องรักนวลสงวนตัว ไม่แสดงออกจนเกินเลย ผศ. ดร. จเร สิงหโกวินท์ นักวิชาการด้านเพศวิถีศึกษา และอาจารย์คณะภาษาและการสื่อสาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ แสดงความเห็นว่า

     “เขาก็ทำมาหากินของเขา แต่ที่เป็นข่าวดังก็เพราะนายกฯ ออกมาพูด สำหรับผู้ใหญ่หรือคนที่มีความคิดแบบอนุรักษนิยมคงมองว่า มีผู้หญิงมาแต่งตัวหรือทำกิริยาที่ขัดกับความเข้าใจแบบเดิมๆ ที่ผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว ซึ่งเวลาเราพูดเรื่อง วัฒนธรรมไทย เราจะนึกถึงแต่วัฒนธรรมภาคกลาง ไม่มองภาคอื่นๆ เอาแค่ว่า ขอบเขตวัฒนธรรมไทยอยู่ไหน ใครเป็นเจ้าของ ก็ตอบยากแล้วและกว้างมาก คุณลำไยก็เป็นคนไทยเหมือนกัน วัฒนธรรมคือสิ่งที่เราทำขึ้นทุกวัน และคนทุกคนเป็นเจ้าของวัฒนธรรม ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ ใครคนหนึ่งมาบอกว่าเราละเมิดวัฒนธรรมก็แสดงว่าเขาไม่ได้มองว่าเราเป็นเจ้าของวัฒนธรรมด้วย”

     นอกจากมุมมองด้านวัฒนธรรมที่ว่าด้วยการรักนวลสงวนตัวแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่สังคมชายเป็นใหญ่มักตีกรอบผู้หญิงให้ต้องทำแบบนั้นแบบนี้

     “ด้านสตรีนิยมมองว่าผู้หญิงและผู้ชายต่างก็มีสิทธิเหนือร่างกายตัวเอง การที่ผู้หญิงจะทำอะไรกับร่างกายของตัวเอง โดยที่ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน มันก็ไม่ควรมีใครมาจัดการกับร่างกายของใคร แต่สังคมของเราเป็นปิตาธิปไตย ทำให้เกิดการจัดระเบียบร่างกายของผู้หญิง ตีกรอบถึงความดีงามของผู้หญิงขึ้นมา

     “ตอนนี้คุณลำไยเป็นเป้าสนใจจากความดัง จึงถูกเลือกขึ้นมาเพื่อนำเสนอเป็นตัวอย่าง และในความเป็นจริงนักร้องนักแสดงอีกหลายคนก็ทำแบบนี้ บางคนบอกว่าเราเลียนแบบฝรั่ง ซึ่งผมมองว่าไม่ใช่หรอก ผมมองว่าทำไมเขาจะไม่มีสิทธิในร่างกายของตัวเอง แต่ต้องไปดูว่าพื้นที่ในการแสดงเป็นพื้นที่สาธารณะหรือไม่ หากเป็นมันก็คงมีกติกาสังคมที่มองว่าการนำเสนอแบบไหนถึงพอดี ถ้าหากเป็นงานปิด เสียสตางค์ไปดู ก็อีกแบบหนึ่ง” อาจารย์จเรกล่าว

 

สื่อไม่ได้มีหน้าที่สอนศีลธรรม

     อีกปฏิกิริยาหนึ่งของเรื่องนี้คือนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ขอให้สื่อช่วยแนะนำและตักเตือนด้วย

     แล้วสื่อควรจะทำหน้าที่ต่อเรื่องนี้อย่างไร ต้องนำเสนอภาพของลำไยในแบบไหนจึงจะถือว่าพอดี นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส ที่คร่ำหวอดในวงการสื่อมาหลายสิบปี และเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของสังคม ให้ความเห็นกับ THE STANDARD ว่า

     “เมื่อดิฉันได้ยินว่าสื่อไปตั้งคำถามกับนายกฯ ว่าควรให้กระทรวงวัฒนธรรมลงมาดูเรื่องนี้ไหม สื่อขอวิจารณ์สื่อด้วยกันว่าคำถามนี้เกิดขึ้นทุกที แล้วเราในฐานะสื่อด้วยกันเองเข้าใจหรือไม่ว่าวัฒนธรรมคืออะไร แล้วอะไรที่เรียกว่าวัฒนธรรมไทย หากย้อนไปอ่านวรรณคดีไทย ก็จะพบเรื่องการรักนวลสงวนตัว ที่ตัวพระนางได้เสียกันมาตั้งแต่อายุยังน้อย การตั้งคำถามแบบนี้วนเวียนซ้ำซากตลอด”

     แล้วอะไรคือการนำเสนอที่เรียกว่าความพอดี หรือทำให้สาธารณชนเข้าใจถึงการทำงานของสื่อ ในเมื่อผู้มีอำนาจเองยังคงคาดหวังให้สื่อต้องเป็นกระบอกเสียง แนะนำตักเตือนถึงค่านิยมรักนวลสงวนตัวนี้ ซึ่งนิธินันท์ตอบแบบฟันธงว่า สื่อไม่มีหน้าที่มาสอนศีลธรรมแต่อย่างใด

     “หลักจริยธรรมสื่อแบบกว้างไม่ได้บอกว่าสื่อต้องมีหน้าที่ไปสอนจริยธรรมใคร  แต่สื่อมีหน้าที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสังคมน้อยที่สุด ความเสียหายที่ว่าไม่ได้เป็นเรื่องนุ่งสั้น เต้นรำ แต่งตัวล่อแหลม ซึ่งมันเป็นเรื่องทัศนะของแต่ละคน แถมไม่ใช่เป็นเรื่องดำ ขาว สิ่งที่สื่อต้องทำคือระมัดระวังไม่ให้สังคมเกิดความเสียหาย เช่น ไม่ยุให้คนไปฆ่ากัน ไม่ยุให้ใครไปทำความเดือดร้อนให้คนอื่น สื่อไม่ได้มีหน้าที่ไปสอนศีลธรรมว่าอะไรถูกอะไรผิด”

     คำถามต่อมาก็คือ สื่อมีส่วนเร้าหรือทำให้เกิดภาพเหล่านี้สู่สาธารณชนด้วยหรือไม่ นิธินันท์ตอบว่า “ความพอดีของการนำเสนอข่าวของสื่อมันอยู่ที่แต่ละคน เช่น นุ่งผ้าเตี่ยวไม่ดี ขณะที่บางคนบอกดี มันก็เป็นความคิดของแต่ละคน อะไรคือวัฒธรรมที่เรามานั่งหวงแหนว่ามันจะเสื่อมเสีย ทั้งที่มันมีเรื่องใหญ่โตกว่านี้มาก เช่น เรายอมรับที่จะนำเสนอความคิดของคนที่นำไปสู่การฆ่าคนที่เห็นต่างให้ตายได้ ไม่เห็นมีใครเดือดร้อน ซึ่งมันแย่กว่าการแต่งกายไม่เหมาะสมเสียอีก การลงรูปเรือนร่างผ่านสื่อมันก็ไม่ใช่เรื่องผิด มันเป็นเรื่ององค์ประกอบหนึ่งของข่าวที่จะเลือกมานำเสนอ ซึ่งมันมีเรื่องเซ็กซ์อยู่ด้วย และมีคนสนใจที่จะเสพ ร่างกายมนุษย์มันไม่น่าดูตรงไหน สุจิตต์ วงษ์เทศ เคยบอกว่าเซ็กซ์ไม่ใช่สิ่งที่สกปรก แต่จารีตแบบไทยๆ มันทำให้เซ็กซ์กลายเป็นเรื่องโสโครก”

 

สิทธิที่จะมีความสุขตามแบบวัฒนธรรมของเขา

     ดูประหนึ่งว่ารัฐจะเข้ามายุ่งวุ่นวายในพื้นที่ความสุขของประชาชนที่มีมุมมองวัฒนธรรมในแต่ละถิ่นแตกต่างกันออกไป แล้วความสุขที่ว่าจะได้คืนมาแบบไหน อาจารย์สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

     “ถ้าใจกว้างยอมรับว่ามันมีวัฒนธรรมหลายชุดหลายกลุ่ม (ซึ่งความจริงก็เป็นอย่างนั้น) เมื่ออยู่ในพื้นที่ของเขา เขาย่อมมีสิทธิที่จะมีความสุขตามแบบวัฒนธรรมของเขาครับ

     “เรื่องกระแส ‘ตื่นไหทองคำ’ นั้น รัฐต่างหากที่ไปละเมิดสิทธิของเขา เขาจะมีไหหรือเขาจะมีหีบก็เป็นเรื่องของชาวบ้านไม่ใช่เรื่องที่รัฐจะไปวุ่นวาย”

     อาจารย์สมฤทธิ์ยังได้ยกวรรณคดีไทยเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนพลายแก้วขึ้นเรือนแม่พิม แล้วทั้งคู่ก็ได้เสียกัน มาอธิบายภาพเกี่ยวกับวาทกรรมรักนวลสงวนตัวด้วยว่า

     “พอพลายแก้วได้แม่พิมแล้ว ก่อนกลับเจ้าพลายแก้วก็เข้าหาสายทอง พี่เลี้ยงของแม่พิม เพื่อให้โบนัสแก่สายทองที่ช่วยเป็นแม่สื่อให้ สรุปคืนเปิดบริสุทธิ์ พลายแก้วมีคนช่วยเปิดให้ตั้ง 2 คนแน่ะ ตอนนั้นพลายแก้ว 15 แม่พิม 14 สายทอง 17 ยังไม่ได้ทำบัตรทั้ง 3 คน ถ้าเอาวาทกรรมรักนวลสงวนตัวมาบังคับใช้ ขุนช้างขุนแผน ก็ต้องถูกตัดออกจากการเป็นวรรณคดีของไทย

     “แต่ทำไมยังคงเป็นวรรณคดีไทยอยู่ ไม่เห็นกระทรวงวัฒนธรรมหรือคุณประยุทธ์ และบรรดาผู้ดีทั้งหลายออกมาโวยวาย นี่คือความย้อนแย้งที่ไม่เคยลงตัวของวัฒนธรรมไทย เพราะเหตุว่ารัฐไทยต้องการสร้าง ‘เอกลักษณ์’ ทางวัฒนธรรม จึงนำวัฒนธรรม ‘เมือง’ มาเป็นตัวกำหนดหรือแบบอย่าง แต่ลืมไปว่ามันมีวัฒนธรรม ‘ชนบท’ ที่ดำรงอยู่อย่างหนาแน่นและเข้มแข็ง เพียงแต่ถูกลดค่าด้วยข้อหาที่ว่า สกปรก หยาบคาย ลามก ฯลฯ”

 

เพื่อนร่วมวงการมองปรากฏการณ์ ลำไย ไหทองคำ อย่างไร

     ขณะที่นักร้องลูกทุ่งสาวรุ่นพี่ร่วมวงการอย่าง จ๊ะ อาร์สยาม เปิดเผยถึงเรื่องนี้ต่อหนังสือพิมพ์ ข่าวสด ว่า “ถ้าเป็นเพลงช้ายืนเฉยๆ มันจะไม่เป็นข่าว แต่ถ้าเป็นท่าเต้นแปลกๆ ยกขาเด้งจะเป็นข่าวทันที เวลาตนเห็นน้องก็เป็นกันเองดี เขาใส่กางเกงยีนส์ขาสั้นธรรมดาที่ใส่กัน เสื้อสายเดี่ยวสีดำ มีเสื้อยีนส์คลุม อันนี้เท่าที่เราเห็นน้องแต่งตัว ตนมองว่าน้องเป็นหมอลำซิ่ง มองว่าปกติสำหรับหมอลำซิ่งส่วนมากจะเต้นกันแบบนี้ ภาคอีสานหมอลำซิ่งจะเต้นและแต่งตัวแบบนี้”

     สอดรับกับ แคนดี้ รากแก่น นักร้องหมอลำและดีเจ ซึ่งได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “มองย้อนกลับไป สมัยที่เราแสดงแบบอ่อนหวาน ร่ายรำ วัฒนธรรม… บอกตรงๆ ว่าแทบไม่มีงานจ้างเลย อยู่ได้เพราะทำธุรกิจอย่างอื่น…จนหันมาเริ่มแสดงแนวสนุกๆ เป็นเจ้าแม่เอ็นเตอร์เทนเนอร์ เต้นสาดสุดๆ ก็โอเคนะ งานจ้างมีต่อเนื่อง ถึงไม่ดังเปรี้ยงปร้างมาก แต่คิวแน่น… มาดังมากขึ้น มีชื่อเสียงมากขึ้น คนจำได้มากขึ้นตอนเป็นข่าวภาพหลุด!! มันทำให้รู้สึกนิดๆ เลยนะว่าคนสนใจและเสพข่าวอะไรแบบนี้จริงๆ… แต่ทั้งหมดก็อยู่ที่การปรับตัววางตัวเราอย่างไรให้อยู่ได้นานๆ…”

     และที่ดูจะร้อนแรงไม่แพ้กันสำหรับคอมเมนต์ของ ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช อดีตสมาชิกวุฒิสภาขอนแก่น ที่ตั้งคำถามต่อชื่อของ ลำไย ไหทองคำ ว่าทำไมตั้งชื่อแบบนี้ แม้จะเป็นเรื่องธุรกิจแต่ก็ดูไม่เหมาะสมควรจะเป็น ‘ลำไย ใจงาม’…

     ล่าสุดวันนี้เอง ข่าวสด รายงานว่า ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. มีเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปขอความร่วมมือทีมงานของลำไย ไหทองคำ ให้ช่วยดูแลเรื่องการแสดง หลังมีข่าวนายกฯ ติงการแสดงของลำไยที่หมิ่นเหม่เกินไป โดยงานคอนเสิร์ตดังกล่าวจัดที่ตลาดนัดจ่าหมาย หมู่ที่ 3 ต.สองแพรก อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี

     และนี่คือการจัดการเรื่องนี้ของรัฐที่อำนาจแผ่ขยายเข้าไปกำกับทุกเรื่อง มีความสุขกันแบบไหน ประชาชนคงต้องตอบคำถามนี้เอง

 

 

 

อ้างอิง:

The post ตื่นไหทองคำ! การติติงของผู้มีอำนาจ สะท้อนวัฒนธรรมไทยหรือวัฒนธรรมใคร appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-thailand-lamyai-haithongkum/feed/ 0