ภาพยนตร์ทัศนา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ภาพยนตร์ทัศนา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 06 Jun 2018 09:46:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 The Band’s Visit (2017) ละครเพลงแห่งความอบอุ่น ซาบซึ้งและตื้นตัน https://thestandard.co/the-bands-visit/ https://thestandard.co/the-bands-visit/#respond Wed, 06 Jun 2018 09:46:26 +0000 https://thestandard.co/?p=95617

เท้าความสักเล็กน้อย ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านพ้นไป ผม […]

The post The Band’s Visit (2017) ละครเพลงแห่งความอบอุ่น ซาบซึ้งและตื้นตัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เท้าความสักเล็กน้อย ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านพ้นไป ผมมีเหตุให้ได้เดินทางไปนิวยอร์ก และระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเกือบสองสัปดาห์ กิจกรรมหนึ่งที่ตัวเองหมายมั่นปั้นมือตั้งแต่เริ่มแรก ก็คือการหาโอกาสดูละครเวที

 

ในแง่ของจังหวะเวลา เดือนพฤษภาคมน่าจะเป็นช่วงที่เหมาะที่สุดช่วงหนึ่งสำหรับการตระเวนดูละคร เนื่องจากเป็นเดือนสุกดิบก่อนการประกาศผลรางวัลโทนี ซึ่งเทียบเคียงได้กับรางวัลออสการ์ของอุตสาหกรรมศิลปะการแสดง ปีนี้ตรงกับวันที่ 10 มิถุนายน และทั้งละครร้องและละครพูดที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลก็ยังคงลงโรงแบบประชันขันแข่งเกือบจะครบถ้วน นั่นทำให้อย่างน้อยสำหรับเหล่าทัวริสต์และนักดูละครขาจร ซึ่งไม่มีความฟุ่มเฟือยในแง่ของเวลามากนัก มันช่วยลดความเสี่ยงในการไปแทงหวยกับละครที่ไม่ได้เรื่องได้ราว หรือละครที่อาจจะไม่ถูกโฉลกกับรสนิยมแต่ละคน

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ ความท้าทายของการตามล่าละครตัวเต็งเหล่านี้ก็คือการหาตั๋ว พูดง่ายๆ ว่า ถ้าหากไม่จองล่วงหน้าไปจากเมืองไทยซึ่งสนนราคาก็แพงเอาเรื่อง (ราคาสำหรับที่นั่งออร์เคสตราดีๆ หรือที่นั่งตรงกลางด้านล่างอยู่ที่ 160 เหรียญสหรัฐ หรือห้าพันกว่าบาท) ก็ต้องไปวัดดวงหาตั๋วลดราคาที่บูธขายตั๋วบนถนนไทม์สแควร์แบบวันต่อวัน ซึ่งสำหรับโชว์ที่ร้อนแรงหลายๆ เรื่อง การล่าตั๋วประเภทหลังนี้ก็อาจเทียบได้กับการเสาะแสวงหาจอกศักดิ์สิทธิ์เลยทีเดียว

 

 

และปีนี้ หนึ่งในมิวสิคัลฮอตฮิตที่ตั๋วหายากที่สุดเรื่องหนึ่งของฤดูกาลก็ได้แก่เรื่อง The Band’s Visit ซึ่งแสดง ณ โรงละครเอเธล แบร์รีมอร์ อันสืบเนื่องมาจากเสียงรีวิวของละครออกมาดีมากๆ ตั้งแต่ต้นปี นักวิจารณ์จากทุกสำนักแซ่ซ้องสรรเสริญอย่างพร้อมเพรียง ตัวละครเพลงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงโทนีมากถึง 11 รางวัล เหนืออื่นใด เกจิหลายสำนักล้วนกะเก็งว่านี่คือตัวเต็งรางวัลมิวสิคัลยอดเยี่ยมประจำปีทั้งในแง่ที่ว่ามีแนวโน้มว่าจะชนะและสมควรชนะ และก็ต้องบอกว่าตัวเองโชคดีมากๆ ที่บังเอิญได้ตั๋วลดราคาในวันสุดท้ายก่อนกลับพอดี แถมที่นั่งก็อยู่ในตำแหน่งที่แจ่มกระจ่างมากๆ และผลลัพธ์ภายหลังการชมก็แทบจะสรุปความรู้สึกนึกคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากบอกว่า The Band’s Visit เป็นทั้งแจ็กพอตและจุดสูงสุดของการทัวร์ดูละครงวดนี้อย่างไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยจริงๆ

 

พูดอย่างคนที่ไม่มีประสบการณ์ในการดูละครเพลงบรอดเวย์มากนัก ทว่าประเมินจากบรรดาโชว์ทั้งหลายที่ประสบความสำเร็จและยืนระยะการแสดงนานนับปี ดูเหมือนว่า The Band’s Visit จะมีความผิดแผกแตกต่าง หรือแม้กระทั่งไม่มีคุณสมบัติของการเป็นละครเพลงบรอดเวย์ตามกระแสหลักอยู่หลายข้อด้วยกัน อย่างหนึ่งที่แน่ๆ ก็คือ มันบอกเล่าเรื่องราวที่ห่างไกลการรับรู้และความคุ้นเคยของกลุ่มผู้ชมส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคนอเมริกัน ในที่นี้ได้แก่ดินแดนไกลโพ้นในตะวันออกกลางช่วงกลางทศวรรษ 1990 แถมตัวละครก็สื่อสารกันด้วยทั้งภาษาท้องถิ่นของตัวเอง (อาหรับและฮีบรู) ผสมกับภาษาอังกฤษที่กระท่อนกระแท่นและฟังค่อนข้างยาก นั่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงแบ็กกราวด์ภูมิหลังที่มีความคุกรุ่น และบาดหมางทางการเมืองตลอดกาลระหว่างยิวกับอาหรับเป็นต้นทุน นอกจากนี้ แม้ว่าโลเคชันตามท้องเรื่องจะได้แก่หมู่บ้านเล็กๆ ในอิสราเอล แต่พูดได้เต็มปากว่า ฉากหลังก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกเย้ายวนหรือโรแมนติกอย่างที่เราสามารถจินตนาการได้เหมือนที่เห็นในหนังเรื่อง Lawrence of Arabia หรือเป็นอะไรที่น่าลึกลับค้นหาอย่างในนิยายอาหรับราตรี มันมีบรรยากาศของความเรียลิสติกเจือปน อันส่งผลให้นี่ไม่ใช่มิวสิคัลในแบบที่ผู้ชมจะอาศัยเป็นพาหนะสำหรับการเตลิดไปในโลกของความเพ้อฝันอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

 

 

อีกอย่างหนึ่งก็คือ ในความเป็นละครเพลงที่ดูเหมือนจะเบาสมอง (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่) อารมณ์ขันที่สอดแทรกกลับไม่ได้ทำให้ผู้ชมหัวเราะได้สุดเสียงจริงๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะมันแอบแฝงไว้ด้วยบรรยากาศที่ดูเศร้าสร้อยขื่นขม และอีกส่วนหนึ่งน่าจะเกี่ยวเนื่องกับการรักษาความต่อเนื่องลื่นไหลของการดำเนินเนื้อหา เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้สร้างไม่พยายามใช้แท็กติกแบบที่ละครเรื่องอื่นๆ ชอบทำ นั่นคือเล่นมุกตลกแล้วเว้นวรรคให้ผู้ชมได้หัวเราะอย่างจงใจ หรือพูดให้ครอบคลุมกว่านั้น นี่เป็นมิวสิคัลที่แทบไม่มีช่วงที่เรียกว่า showstopper หรืออีกนัยหนึ่ง การแสดง การเล่นมุก หรือฉากร้องรำทำเพลงที่เหมือนกับถูกออกแบบมาให้ผู้ชมปรบมืออย่างยาวนานจนทำให้การแสดงต้องหยุดชั่วขณะสักเท่าไร และผลพวงสืบเนื่องก็คือ ละครที่โลดแล่นเบื้องหน้าผู้ชมก็ไม่ได้มีสถานะเป็น ‘โชว์’ อีกต่อไป ทว่ากลายเป็นเรื่องราวที่ผู้ชมค่อยๆ นำพาตัวเองดำดิ่งไปกับสิ่งที่ได้รับการบอกเล่าอย่างลืมตัวเหมือนตกอยู่ในภวังค์

 

อย่างที่นักดูหนังหลายคนคงสังเกตได้ ต้นกำเนิดของละครเพลง The Band’s Visit มาจากหนังอินดี้อิสราเอลชื่อเรื่องเดียวกันที่ออกฉายปี 2007 ในแง่ของเค้าโครงเนื้อหาของทั้งหนังและละครคล้ายคลึงกันทีเดียว วงดุริยางค์กรมตำรวจแห่งเมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ ได้รับเชิญให้มาแสดงดนตรี ณ ศูนย์วัฒนธรรมอาหรับ ณ เมืองที่ชื่อว่าเพทาห์ ทิควาห์ ประเทศอิสราเอล แต่เนื่องจากเกิดการสื่อสารคลาดเคลื่อน รถบัสกลับนำพาทั้งหมดไปส่งที่เมืองเล็กๆ กลางทะเลทรายที่ชื่อฟังคล้ายกัน เบ็ท ฮาทิควาห์ สถานการณ์ที่เหล่านักดนตรีทั้งหมดได้รับการบอกกล่าวก็คือ รถบัสเที่ยวต่อไปจะมาถึงวันพรุ่งนี้ และพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากค้างคืน ณ เมืองที่นอกจากไม่มีโรงแรม (ใครจะมาเที่ยวเมืองที่ไกลปืนเที่ยงและดูสิ้นหวังแบบนี้) โทรศัพท์สาธารณะสำหรับการสื่อสารกับโลกภายนอกก็มีแค่เครื่องเดียว

 

 

ว่าไปแล้ว สิ่งที่ได้รับการบอกเล่าในหนังและละครเรื่อง The Band’s Visit ก็ชวนให้นึกถึงหนังอินเดียเรื่อง The Lunchbox อยู่เหมือนกัน หลายคนคงจำได้ว่าหนังเรื่องนั้นเล่นกับคอนเซปต์ที่ว่า ‘บางครั้ง การขึ้นรถไฟผิดขบวนก็สามารถจะพาคุณไปถึงจุดหมายปลายทางที่ถูกต้องได้’ แต่เอาเข้าจริงๆ The Band’s Visit ก็ไม่ได้ ‘โลกสวย’ แบบนั้น เพราะจนแล้วจนรอด การจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งก็ดูเหมือนจะมีราคาแพงเกินไปหรือกระทั่งเป็นไปไม่ได้ และในขณะที่พล็อตเรื่องดูเหมือนว่าโฟกัสไปที่เหล่าอาคันตุกะผู้ซึ่งนอกจากจับพลัดจับผลูนำพาตัวเองมาอยู่ในสภาพที่แตกต่างและแปลกแยก ยังแวดล้อมด้วยบรรยากาศที่ไม่ค่อยจะเป็นมิตร แต่จนแล้วจนรอด ยิ่งเวลาผ่านพ้นไป สิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดก็กลับเป็นเรื่องของคนท้องถิ่นด้วยเช่นกัน ผู้ซึ่งกล่าวได้ว่า ทั้งหมดดำเนินชีวิตที่เหมือนอยู่ในวังวนที่ซ้ำซากจำเจ และดูประหนึ่งว่าพวกเขาก็เฝ้าคอยการมาถึงของอะไรบางอย่างที่จะช่วยทำให้ชีวิตของทั้งหมดขยับเขยื้อนเคลื่อนไปข้างหน้า หรือกระทั่งเปลี่ยนแปลง หนึ่งในนั้นได้แก่หญิงเจ้าของร้านอาหารที่ชื่อดิน่า ซึ่งมีชีวิตรักที่ไม่สมหวัง

 

แต่ก็อย่างที่เกริ่นก่อนหน้า ทั้งเวอร์ชันหนังและละครไม่ได้ ‘ทรีต’ สิ่งที่บอกเล่าในฐานะเรื่องประโลมโลก และทางออกของเรื่องทั้งหมดก็ไม่ได้มีลักษณะสำเร็จรูปหรือมุ่งพะเน้าพะนอคนดูอย่างหน้ามืดตามัว กระนั้นก็ตาม ตอนจบของทั้งสองเวอร์ชันกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด และกล่าวในที่สุดจริงๆ ความรู้สึกแตกต่างแปลกแยก หรือความเป็นปฏิปักษ์ที่ทั้งพวกเขาและคนดูสัมผัสได้ในตอนเริ่มต้น หรืออีกนัยหนึ่ง กำแพงทางความรู้สึกที่ถูกสร้างขึ้นก็ล้วนแล้วเป็นภาพลวงตา

 

 

แน่นอนว่า ส่วนที่ไม่พูดถึงคงไม่ครบถ้วนสำหรับเวอร์ชันมิวสิคัลก็คือพาร์ตดนตรี เป็นเรื่องง่ายมากที่จะพูดว่า นี่เป็นมิวสิคัลที่เพลงเพราะ แต่มันก็เพราะจริงๆ หลายๆ เพลงถึงกับชักชวนให้เราฮัมเมโลดี้ตามจากการได้ยินได้ฟังครั้งเดียว และหนึ่งในเพลงที่ทั้งเนื้อร้องที่สละสลวยและท่วงทำนองชวนฝัน เสกสมรสกันอย่างอ่อนหวานงดงาม ก็คือ เพลง ‘Omar Sharif’ ที่นางเอก (แคทรินา เลงค์ ในบทบาทการแสดงที่น่าจดจำ) พรรณนาให้หัวหน้าวงดนตรีที่เธอแอบชอบได้รู้ว่า เธอเติบโตมากับการดูหนังและฟังเพลงของนักแสดงและนักร้องอียิปต์ชื่อดัง อีกหนึ่งก็คือเพลง ‘Answer Me’​ ซึ่งพูดถึงการเฝ้าคอยของตัวละครแต่ละคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ขณะที่ในส่วนของสกอร์ดนตรีก็ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นตะวันออกกลาง และดูมีเสน่ห์มากๆ ทั้งจากการใช้เครื่องดนตรีพื้นเมืองและสไตล์ในการถ่ายทอดอย่างมีชั้นเชิง

 

อีกอย่างหนึ่งได้แก่ส่วนของโปรดักชันที่อาจไม่ได้เน้นความอลังการงานสร้าง แต่ความสามารถในการจำลองหมู่บ้านเล็กๆ ในอิสราเอลก็นับว่าไร้ที่ติจริงๆ นอกจากผู้ชมไม่รู้สึกว่านี่เป็นสิ่งปลูกสร้างบนเวทีละคร ทั้งฉากและงานจัดแสงก็กลายเป็นการเนรมิตดินแดนที่ดูเหมือนตกสำรวจแห่งนี้ให้กลับดูมีทั้งชีวิตชีวาและลมหายใจของตัวเอง

 

 

รอบที่ได้ดู ปรากฏเมื่อการแสดงสิ้นสุดลง ผู้ชมทั้งโรงละครลุกขึ้นยืนปรบมือและส่งเสียงโห่ร้องแสดงความชื่นชมยินดีอย่างกึกก้องและพร้อมเพรียง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับละครเพลงเรื่องนี้สมควรได้รับทุกประการ สันนิษฐานได้ไม่ยากว่ารอบอื่นๆ ก็คงเหมือนกัน ทั้งหลายทั้งปวง มันทำให้สรุปได้อย่างหนึ่งว่า ข้อความในตอนเริ่มต้นของละครเพลงนี้ที่ถูกฉายขึ้นจอในลักษณะเกริ่นนำ และนางเอกเอ่ยซ้ำอีกครั้งตอนจบเรื่อง แปลความหมายได้ว่า “ครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ กลุ่มนักดนตรีจากอียิปต์เดินทางมาอิสราเอล พวกคุณคงจะไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะมันไม่สลักสำคัญอะไรนัก” ได้รับการพิสูจน์อย่างชัดแจ้ง โดยเฉพาะประโยคหลังสุดว่า ไม่ได้เจือปนความจริงแม้แต่นิดเดียว

 

 

THE BAND’S VISIT (2017)

บทละคร อิทามาร์ โมเสส, เนื้อร้อง/ทำนอง เดวิด ยาซเบค, ผู้แสดง แคทรินา เลงค์, ดาริอุช แคชานิ, จอห์น คาเรียนิ, ฯลฯ

The post The Band’s Visit (2017) ละครเพลงแห่งความอบอุ่น ซาบซึ้งและตื้นตัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/the-bands-visit/feed/ 0
A Fantastic Woman สาวข้ามเพศในจักรวาลแห่งความคับแคบ https://thestandard.co/a-fantastic-woman/ https://thestandard.co/a-fantastic-woman/#respond Fri, 27 Apr 2018 09:23:00 +0000 https://thestandard.co/?p=87033

เชื่อว่าหลายคนคงผ่านตากับข่าวครึกโครมเมื่อราวสองสัปดาห์ […]

The post A Fantastic Woman สาวข้ามเพศในจักรวาลแห่งความคับแคบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เชื่อว่าหลายคนคงผ่านตากับข่าวครึกโครมเมื่อราวสองสัปดาห์ที่แล้ว ชายผิวดำสองคนถูกจับกุมในร้านสตาร์บัคส์สาขาหนึ่งของเมืองฟิลาเดลเฟียข้อหาบุกรุกสถานที่ ต้นสายปลายเหตุจริงๆ ตามที่สำนักข่าวหลายแห่งรายงานตรงกันก็คือ ชายสองคนนี้นั่งรอใครบางคนอยู่ในร้านสตาร์บัคส์โดยไม่ได้สั่งอะไร ก่อนที่พวกเขาจะขอเข้าห้องน้ำ ทว่าผู้จัดการร้านปฏิเสธและขอให้พวกเขาออกไป เมื่อทั้งสองไม่ปฏิบัติตามเนื่องจากมีนัดหมาย (และในเวลาต่อมาใครคนนั้นก็ปรากฏตัว) ผู้จัดการก็เลยโทรเรียกตำรวจมาจับกุม

 

ภาพเหตุการณ์ที่ตำรวจพาชายผิวดำสองคนออกไปจากร้านในสภาพ ‘ถูกใส่กุญแจมือ’ ถูกโพสต์ในโลกโซเชียลและกลายเป็นไวรัลชั่วข้ามคืน ซึ่งนำไปสู่การประท้วงในประเด็นการเลือกปฏิบัติทางสีผิว หนึ่งในข้อความทางทวิตเตอร์น่าจะสรุปความหมายของเหตุการณ์ดังกล่าวได้รัดกุม “คนขาวนั่งในสตาร์บัคส์นานเป็นชั่วโมงโดยไม่สั่งอะไรเลยเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ไม่มีใครเรียกตำรวจจับ” เพื่อยับยั้งไม่ให้เรื่องบานปลาย ซีอีโอของสตาร์บัคส์ออกมาขอโทษและประกาศปิดร้านสตาร์บัคส์ทั่วประเทศกว่าแปดพันสาขาเป็นเวลาครึ่งวัน เพื่ออบรมพนักงานเรื่องอคติทางเชื้อชาติและสีผิว

 

แม้ว่าจะไม่มีทางที่ใครจะรู้ได้ แต่ก็อย่างที่ทวิตเตอร์ข้างต้นและอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วนตั้งสมมติฐาน เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเหตุการณ์นี้คงจะไม่เกิดขึ้น หากสองคนนั้นเป็นคนขาว โดยอ้อมสมมติว่าจะมีสักหนึ่งหรือสองความหมายที่เรากลั่นกรองได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างหนึ่งที่แน่ๆ ก็คือ สิ่งที่เรียกว่าอคติ (ไม่ว่าจะในเรื่องใดๆ เชื้อชาติ สีผิว เพศสภาพ ฯลฯ) อาจมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เนื่องจากมันซ่อนอยู่ในห้วงคิดคำนึงของผู้คน ทว่านั่นก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่ได้ดำรงอยู่รอบตัวเรา บางทีอาจเป็นด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้สองหนุ่มผิวดำเลือกที่จะไม่ต่อต้านขัดขืนการจับกุม เพราะลึกๆ แล้ว เหมือนพวกเขาตระหนักว่าความผิดกระทงแรกที่สุดของพวกเขาภายใต้เงื่อนไขของสังคมที่ดำรงอยู่ ก็คือการเป็นคนผิวดำ

 

 

นับเป็นเรื่องประจวบเหมาะเหลือเกินที่หนังสัญชาติชิลีเรื่อง A Fantastic Woman ผลงานกำกับของ เซบาสเตียน เลลิโอ ซึ่งเพิ่งชนะรางวัลออสการ์หนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านพ้นไป และกำลังเข้าฉายในโรงหนังบ้านเราวีกเดียวกับที่หนังเรื่อง Avengers: Infinity War ออกอาละวาด พูดเรื่องเดียวกับกรณีหนุ่มผิวดำสองคนในร้านสตาร์บัคส์ นั่นคืออคติและความเกลียดชังที่ดำรงอยู่ แต่ไม่มีใครมองเห็นจนกระทั่งมีเหตุการณ์บางอย่างเป็นตัวกระตุ้นเร้า ด้านที่อัปลักษณ์ในจิตใจของผู้คนจึงได้เผยโฉม

 

ฉากหลังตามท้องเรื่องได้แก่เมืองซานดิเอโก หนังเริ่มต้นด้วยการบอกเล่าความสัมพันธ์ของหนุ่มใหญ่นักธุรกิจที่ชื่อออร์แลนโด (ฟรานซิสโก เรเยส) กับสาวประเภทสองที่ชื่อมารินา (ดานีลา เวก้า) ผู้ซึ่งนอกจากจะเป็นนักร้องในไนต์คลับตามที่ผู้ชมได้พบเธอในตอนต้น (และสุ้มเสียงของเธอก็ช่างมีเสน่ห์ เย้ายวน และเซ็กซี่) เธอยังแบกอีกจ็อบเป็นสาวเสิร์ฟในร้านอาหารตอนกลางวัน ไม่ว่าจะอย่างไร อย่างหนึ่งที่ผู้ชมสรุปได้ก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างออร์แลนโดกับมารินาไม่ได้เป็นเรื่องของความพึงพอใจทางด้านเพศอย่างเดียว ทว่าเป็น ‘ความสัมพันธ์ที่ดูดดื่มและแนบแน่น’

 

จุดปะทุของเรื่องอยู่หลังจากนั้นชั่วอึดใจ ออร์แลนโดตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยอาการวิงเวียน และเมื่อมารินาหอบหิ้วคนรักไปถึงโรงหมอในสภาพทุลักทุเล (แถมหน้าผากของเขายังฟกช้ำเนื่องจากตกบันไดหัวกระแทกพื้น) เขาก็จากไปอย่างปัจจุบันทันด่วนด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก ตรงไหนสักแห่งแถวนี้เองที่ ‘สิ่งที่มองไม่เห็น’ ก็ค่อยๆ สำแดงตัวตน

 

 

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ แทนที่หญิงสาวจะได้รับการปฏิบัติในฐานะญาติของคนไข้ สายตาของทั้งพยาบาลและโดยเฉพาะหมอ จ้องมองเธอด้วยท่าทีเคลือบแคลงและกังขา เป็นไปได้ว่าตัวมารินา ณ ช่วงเวลานั้นก็เหมือนกับหนุ่มผิวดำสองคนในร้านสตาร์บัคส์ นั่นคือตระหนักว่าเธออยู่ในสังคมที่รอบข้างไม่ได้นับเธอเป็นพวกเดียวกัน หรือจริงๆ แล้ว มองเห็นเป็นสิ่งแปลกปลอม หรือแม้กระทั่งภัยคุกคาม

 

ยิ่งเมื่อคำนึงว่าในสังคมที่อักเสบและกลัดหนองด้วยอคติทางด้านเพศ เหตุการณ์ที่สาวประเภทสองพาหนุ่มใหญ่ซึ่งหมดสติมาโรงพยาบาลในยามวิกาล แถมศีรษะยังมีร่องรอยถูกกระทบกับของแข็ง ย่อมเรียกร้องและเชิญชวนให้ประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นในแง่ลบแทบจะสถานเดียว

 

น่าจะเป็นเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้หญิงสาวตัดสินใจเดินหนีออกมาดื้อๆ (เพราะเจ้าตัวเริ่มนึกได้ว่าความผิดอย่างแรกของเธอก็คือการเป็นสาวประเภทสอง) แต่ปรากฏว่า นั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เพราะสุดท้ายเธอก็ถูกตำรวจสายตรวจเรียกกลับไปให้ปากคำเพิ่มเติม และนั่นยิ่งทำให้เธอดูมีพิรุธมากขึ้น

 

แต่พูดเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ได้ว่า ทิศทางที่หนังมุ่งหน้าไปก็ไม่ได้เน้นหนักที่เรื่องของการต้องเคลียร์ความบริสุทธิ์ของหญิงสาวจากการตกเป็นผู้ต้องสงสัย แม้ว่าถึงที่สุดแล้ว การถูกนักสืบหญิงตั้งคำถามอย่างจ้องจับผิดทำนองว่าเธออาจจะ ‘ก่ออาชญากรรมทางเพศ’ ก็นำพาให้เธอต้องเผชิญกับเรื่องแย่ๆ การถูกลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างน่าอึดอัด คับข้อง และไม่มีความจำเป็น

 

 

พาร์ตที่สร้างความยุ่งยากลำบากใจให้จริงๆ ได้แก่ การที่มารินาต้องรับมือกับครอบครัวของออร์แลนโด อันได้แก่ ซอนย่า เมียเก่า (เอลีน คุปเพนไฮม์) ผู้ซึ่งไม่ปิดบังอำพรางความคิดเห็นส่วนตัวที่มองว่า การอยู่กินระหว่างอดีตสามีของเธอกับมารินาเรียกเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากความวิปริตและน่าขยะแขยง และถึงกับยืนกรานไม่ให้หญิงสาวไปร่วมงานศพ เพราะเธอมีลูกสาวที่ ‘ต้องปกป้องคุ้มครอง’ ข้อน่าสังเกตก็คือ ปมขัดแย้งระหว่างซอนย่ากับมารินาไม่ได้มีแค่เรื่องความรังเกียจเดียดฉันท์ทางด้านเพศอย่างเดียว หากยังมีประเด็นชนชั้นเจือปนอยู่ด้วย

 

อีกคนที่ทำให้ชีวิตของมารินาเหมือนตกนรกทั้งเป็นก็คือ บรูโน (นิโคลัส ซาเวดรา) ลูกชายของออร์แลนโด ผู้ซึ่งนอกจากรับไม่ได้ที่พ่อของตัวเองมีความสัมพันธ์กับสาวประเภทสอง ยังพยายามสยบ ‘ความรู้สึกหวาดกลัวเพศที่สาม’ ที่ซุกซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกด้วยการใช้พละกำลัง ช่วงหนึ่งของหนังเราถึงกับได้เห็นเขากับพรรคพวกกลุ้มรุมทำร้ายมารินาอย่างทารุณ แต่นั่นก็ไม่อาจกลบเกลื่อนข้อเท็จจริงซึ่งถูกแสดงไว้ในช่วงที่หมอนี่ได้พบกับหญิงสาวเป็นครั้งแรก ว่าลึกๆ แล้วเขาก็มีแนวโน้มที่จะเป็น ‘ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น’

 

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ ส่วนที่ทำให้หนังเรื่อง A Fantastic Woman ฉีกตัวเองออกมาจากหนังแนวเรียกร้องสิทธิและความเสมอภาคทางเพศที่ถูกสร้างมากขึ้นเรื่อยๆ ได้แก่การที่มันไม่ได้ไปหมกมุ่นอยู่กับกระบวนการ ‘ลุยไฟ’ ที่ตัวละครต้องเผชิญ และสัมผัสที่พิเศษจริงๆ ได้แก่การนำพาผู้ชมไปรู้สึกความรู้สึกของตัวละคร หรือแม้กระทั่งดำดิ่งลงไปในห้วงคำนึงของเธอ แน่นอนว่าหลายครั้งมันตลบอบอวลไปด้วยความคับแค้นกับเรื่องบ้าบอคอแตกที่ต้องพบเจอ (อันส่งผลให้เจ้าตัวต้องหาทางปลดปล่อยด้วยการซ้อมชกมวย หรือในกรณีที่แย่ที่สุดก็คือการทำร้ายตัวเอง) อีกทั้งความรู้สึกโศกเศร้าสูญเสียก็ไม่เลือนหายไปไหน และภาพของคนรักก็ยังคงปรากฏอยู่ในมโนสำนึกอยู่เนืองๆ ทว่าทีละน้อย แต่ละเหตุการณ์ที่เรียงร้อย โดยเฉพาะช่วง 15 นาทีสุดท้ายซึ่งมีลักษณะ ‘ละไว้ในฐานที่เข้าใจ’ ค่อนข้างเยอะ ก็ทำให้สิ่งที่หนังต้องการจะสื่อสารกับผู้ชมจริงๆ ไม่ใช่เรื่องของการที่ตัวละครต้องผจญกับคนรอบข้างแต่อย่างใด หากเป็นเรื่องกระบวนการเปลี่ยนแปลงของตัวละครที่นอกจากเติบโตขึ้น แข็งแกร่งมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ข้อสำคัญ สามารถดำรงอยู่ในสังคมที่เกินจะเยียวยาเรื่องความคับแคบได้อย่างไม่ต้องสะทกสะท้านมากขึ้น

 

 

ในตอนที่หนังได้รับการกะเก็งว่ามีโอกาสเข้ารอบสุดท้าย หรือแม้กระทั่งชนะรางวัลออสการ์หนังต่างประเทศ (ซึ่งหนังก็เข้ารอบและชนะจริงๆ) หลายคนยังมองเลยไปอีกด้วยว่า ดานีลา เวก้า อาจเป็นนักแสดงข้ามเพศคนแรกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม น่าเสียดายที่เหตุการณ์นั้นไม่เกิดขึ้น (อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ออสการ์ก็ต้องจารึกไว้ว่าเธอเป็นนักแสดงข้ามเพศคนแรกที่ได้เป็นผู้ประกาศรางวัล) แต่นั่นก็ไม่อาจปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่า นักแสดงสาวถ่ายทอดบทบาทการแสดงที่เลอเลิศ น่าจดจำ และเปี่ยมด้วยรสนิยม นอกจากหลบเลี่ยงทุกกับดักและหลุมพรางของแอ็กติ้งแบบสเตอริโอไทป์ของสาวประเภทสองที่เราพบเห็นอย่างเจนตา ผู้ชมยังสัมผัสได้ทั้งความอ่อนไหวเปราะบาง ความหยิ่งทระนงในเกียรติยศศักดิ์ศรีของตัวเอง และความเป็นมนุษย์ปุถุชนของตัวละคร และแน่นอน ไม่ใช่ผลลัพธ์ของความผิดพลาดทางพันธุกรรม

 

ข้อน่าสังเกตก็คือ ฉากที่ดีมากๆ ในหนังไม่ใช่ซีนอารมณ์ที่ตัวละครต้องแสดงออกอย่างคร่ำครวญฟูมฟาย ซึ่งจริงๆ แล้วแทบไม่มี แต่ได้แก่ช่วงเวลาที่กล้องจับให้เห็นสีหน้าของเธอในระยะใกล้เป็นพักๆ และเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้หยั่งความรู้สึกนึกคิดของตัวละครภายใต้การแสดงออกที่ดูเหมือนเรียบเฉยและสงบนิ่ง ทว่าหลายครั้งมันผสมปนเปทั้งความโกรธเกรี้ยว เก็บกด จำนน ยอมแพ้ บางครั้งก็รับรู้ได้ถึงความเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่น การเติบโตขึ้นและเรียนรู้ เหนืออื่นใด ใบหน้าของเธอในหนังเรื่องนี้ทั้งเย้ายวนและดึงดูดการจ้องมองของผู้ชมอย่างชนิดไม่อาจละวาง

 

ไม่มากไม่น้อย ชื่อของหนังเรื่องนี้ซึ่งน่าจะแปลได้ว่า ‘ผู้หญิงที่ช่างน่าอัศจรรย์’ จึงไม่ได้หมายความถึงตัวละครในเรื่องเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงตัวนักแสดงด้วยอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะมีรางวัลมาเป็นเครื่องการันตีหรือไม่ก็ตาม

 

A Fantastic Woman (2017)

กำกับ: เซบาสเตียน เลลิโอ, ผู้แสดง: ดานีลา เวก้า, ฟรานซิสโก เรเยส, เอลีน คุปเพนไฮม์, นิโคลัส ซาเวดรา

 

ตัวอย่างภาพยนตร์

 

 

The post A Fantastic Woman สาวข้ามเพศในจักรวาลแห่งความคับแคบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/a-fantastic-woman/feed/ 0
The Post (2017) เสียงเห่าของหมาเฝ้าบ้าน https://thestandard.co/the-post/ https://thestandard.co/the-post/#respond Fri, 26 Jan 2018 08:34:17 +0000 https://thestandard.co/?p=65277

    หนังเรื่อง The Post (2017) ของสตีเวน สปีล […]

The post The Post (2017) เสียงเห่าของหมาเฝ้าบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

หนังเรื่อง The Post (2017) ของสตีเวน สปีลเบิร์ก อาจจะบอกเล่าเรื่องราวที่ย้อนกลับไป 40-50 ปี หรือในช่วงราวๆ ต้นทศวรรษ 1970 แต่ ‘ตำบลกระสุนตก’ จริงๆ ของหนังกลับอยู่แถวๆ ทำเนียบขาวในช่วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่าอยู่ในการครอบครองของประธานาธิบดี ผู้ซึ่งหากจะจำกัดความอย่างมองโลกในแง่ดีสักหน่อย ก็อาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นประธานาธิบดีที่น่าเบื่อน้อยที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยของอเมริกาเคยอำนวยการผลิตมา แต่ในทางกลับกัน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำประเทศที่ปากเสียที่สุด มีพฤติกรรมและวิสัยทัศน์ที่ทั้งน่าตลกขบขันที่สุด บ้าบอคอแตกที่สุด น่าสมเพชเวทนาที่สุด เหยียดผิวและเหยียดเพศที่สุด และเหนืออื่นใด คุกคามการทำงานของสื่อมวลชนที่สุด (และอย่างเปิดเผย) ไม่มากไม่น้อย นั่นอาจทำให้บัลลังก์ของ ริชาร์ด นิกสัน ในฐานะประธานาธิบดีที่โพลของหลายสำนักเคยโหวตให้เป็นแชมป์ ‘ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่น่ารังเกียจที่สุด’ ต้องสั่นคลอน

 

ส่วนที่ทั้งเย้ยหยันและขันขื่นก็ตรงที่ในขณะที่ผู้ร้ายนอกจอตามที่หนังของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ชักชวนให้ผู้ชมลากเส้นประเชื่อมโยงได้แก่ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ร้ายในจอก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ริชาร์ด นิกสัน ผู้ซึ่งได้สร้างผลงานชิ้นโบดำไว้ให้กับสาธารณชนชาวอเมริกันมากมาย สองในจำนวนนั้นได้แก่ คดีวอเตอร์เกตอันสุดแสนอื้อฉาวที่นำพาให้เขาต้องชิงลาออกก่อนโดนไล่ออก อีกหนึ่ง-ได้แก่การใช้อำนาจบาตรใหญ่คุกคามการทำงานของสื่อมวลชนแบบเดียวกับทรัมป์ แต่ด้วยแท็กติกที่แตกต่างกัน นั่นคือการพยายามยับยั้งทุกวิถีทาง ไม่ให้หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์และวอชิงตันโพสต์เผยแพร่เอกสารลับสุดยอดของเพนตากอน ซึ่งเปิดโปงให้คนในสังคมรับรู้ว่า ประธานาธิบดีของพวกเขานับย้อนกลับไปตั้งแต่สมัย แฮร์รี ทรูแมน นอกจากไม่พูดความจริงกับประชาชนเรื่องการไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามในเวียดนาม แต่ละคนยังโกหกพกลมต่างๆ นานา

 

อย่างที่หลายคนรับรู้รับทราบ คดีวอเตอร์เกตเคยถูกนำไปดัดแปลงเป็นหนังโด่งดังเรื่อง All the President’s Men (1976) ของ อลัน เจ.พาคูลา เนื้อหาว่าด้วยเรื่องของนักข่าววอชิงตันโพสต์สองคนสืบเสาะเหตุไม่ชอบมาพากล จนกระทั่งทุกอย่างบานปลาย ส่วนเหตุการณ์หลัง-ซึ่งในแง่ของลำดับเวลา เกิดขึ้นก่อนคดีวอเตอร์เกต และกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในมูลเหตุที่นำพาให้เกิดคดีวอเตอร์เกต ก็คือเนื้อหาสำคัญที่ได้รับการบอกเล่าไว้ในหนังเรื่อง The Post หรือมองในแง่หนึ่ง หนังของสปีลเบิร์กก็มีสถานะเป็นเสมือน prequel หรือตอนที่มาก่อน All the President’s Men และว่ากันตามจริง (สปอยล์เล็กน้อย) หนังเรื่อง The Post ก็ถึงกับแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง

 

 

ไม่ว่าจะอย่างไร ประเด็นหนึ่งที่น่ากล่าวถึงจริงๆ ก็คือ การวางปมเรื่อง ใครลองเช็กวิกิพีเดียกรณีเอกสารลับของเพนตากอนรั่วไหล-ก็คงรับรู้ได้ว่า เรื่องอื้อฉาวทั้งหมดแดงขึ้นเพราะ ดาเนียล เอลสเบิร์ก อดีตนักวิเคราะห์ข้อมูลของกองทัพ นำรายงานซึ่งมีความยาวเจ็ดพันหน้าไปมอบให้กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ และภายหลังพวกเขาเผยแพร่เนื้อหาไปได้จำนวนหนึ่ง ศาลสูงสหรัฐฯ จากการร้องขอของรัฐบาลนิกสันก็มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระหว่างนี้เองที่หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ก็นำเอกสารส่วนที่เอลสเบิร์กมอบให้ออกตีพิมพ์บ้าง ก่อนที่พวกเขาจะเจอคำสั่งระงับการเผยแพร่แบบเดียวกัน

 

หนังเรื่อง The Post ของสปีลเบิร์กพูดถึงบทบาทของนิวยอร์กไทมส์อย่างผิวเผิน จุดใหญ่ใจความของหนังมุ่งเน้นไปที่การตัดสินใจตีพิมพ์เอกสารลับเพนตากอนของแคธารีน แกรห์ม (เมอรีล สตรีป) บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาของวอชิงตันโพสต์เป็นสำคัญ ซึ่งว่าไปแล้ว ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า ทำไมหนังเรื่อง The Post ถึงเลือกเล่าจากมุมนี้

 

 

พูดง่ายๆ หากนี่เป็นเรื่องการขับเคี่ยวระหว่างหนังสือพิมพ์ซึ่งมีสถานะอันแข็งแกร่งอยู่แล้วอย่างนิวยอร์กไทมส์กับรัฐบาลนิกสัน หรืออีกนัยหนึ่ง มืออาชีพเจอกับมืออาชีพ เป็นไปได้ว่าดีกรีของการเอาใจช่วย หรือสถานะของการตกเป็นเบี้ยล่างก็คงไม่เท่ากับของวอชิงตันโพสต์ ซึ่งในตอนที่หนังพาผู้ชมไปรับรู้สถานการณ์เบื้องต้น พวกเขาเป็นแค่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่ทำเนียบขาวเพิ่งจะโทรศัพท์มาปฏิเสธไม่ให้นักข่าวเข้าร่วมทำข่าวงานแต่งของลูกสาวประธานาธิบดี มิหนำซ้ำ หนังสือพิมพ์ยังอยู่ในช่วงที่ต้องทำตัวเป็น ‘เด็กดี’ เนื่องจากบริษัทกำลังระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่นั่นก็อาจจะเป็นเรื่องหยุมหยิมปลีกย่อยเมื่อเทียบกับการที่ แคธารีน แกรห์ม ผู้ซึ่งเป็นแม่บ้านมาตลอดทั้งชีวิต ทว่าเพราะการจากไปของสามี-นำพาให้เธอจับพลัดจับผลูต้องกลายมาเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นั่นคือตอนที่ความท้าทายถาโถมเข้าใส่ตัวละครจากแทบทุกทิศทาง ซึ่งอาจแจกแจงเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

 

หนึ่ง เธอแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับกิจการหนังสือพิมพ์ และต้องขอความเห็นจากที่ปรึกษาส่วนตัวตลอดเวลา สอง เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในโลกที่แวดล้อมไปด้วยผู้ชาย และเห็นได้จะแจ้งว่าแทบไม่มีใครถือสาความคิดเห็นของเธอจริงๆ จังๆ สาม ในการตีพิมพ์เอกสารลับ คนหนึ่งที่จะได้รับบาดเจ็บที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหน โรเบิร์ต แม็คนามารา (บรูซ กรีนฟอร์ด) อดีตรัฐมนตรีกลาโหมและเป็นเพื่อนสนิทของครอบครัวแกรห์ม

 

และแล้ว ปมขัดแย้งคลาสสิกก็ผุดพราย นั่นคือการที่ตัวละครต้องเลือกระหว่างหน้าที่การงานกับความสัมพันธ์ส่วนตัว สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดก็คือ การตีพิมพ์เอกสารดังกล่าวมีความเสี่ยงในระดับที่นอกจากสามารถทำให้กิจการหนังสือพิมพ์ของครอบครัวต้องพังพินาศ เธอและเบน แบรดลีย์ (ทอม แฮงส์) บรรณาธิการบริหารก็ยังอาจติดคุกได้ด้วย ทั้งหมดทั้งมวล นั่นทำให้เธอกลายเป็นตัวละครที่มีทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องสูญเสีย เพื่อแลกกับอะไรที่จับต้องไม่ได้ และดูเป็นนามธรรมมากๆ นั่นคือ เสรีภาพในการแสดงออกของสื่อมวลชน

 

 

ตัวละครอีกคนหนึ่งที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ก็คือ เบน แบรดลีย์ บุคลิกที่โดดเด่นตามที่หนังนำเสนอไม่ใช่ความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญอย่างที่หนังนักหนังสือพิมพ์มักจะนำเสนออย่างซ้ำซากจำเจ แต่ได้แก่ความเป็นคนชอบแข่งขัน ดูเหมือนว่าสิ่งที่เกาะกุมความนึกคิดของเขาเป็นลำดับต้นๆ ไม่ใช่การตีแผ่ความจริงให้สาธารณชนได้รับทราบ เท่ากับความสงสัยใคร่รู้ว่าคู่แข่งอย่างนิวยอร์กไทมส์กำลังซุ่มทำอะไร ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่มีส่วนช่วยให้วอชิงตันโพสต์เลื่อนขั้นจากสื่อท้องถิ่นกลายเป็นผู้เล่นแถวหน้าของวงการหนังสือพิมพ์ และโดยอ้อม นี่ก็ถือเป็นพล็อตย่อยของ The Post ด้วย

 

พินิจพิเคราะห์ในแง่ของแนวทาง หนังเรื่อง The Post อาจจัดให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกับหนังที่เล่าเรื่องของนักหนังสือพิมพ์อย่าง Spotlight, Zodiac, All the President’s Men ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นหนังที่นอกจากเดินเรื่องเนิบนาบ มู้ดและโทนก็ยังมักจะเคร่งเครียดและหนักอึ้ง ส่วนหนึ่งของ The Post อาจหลีกเลี่ยงสภาวะเช่นนั้นไม่ได้ แต่สปีลเบิร์กก็ยังคงเป็นสปีลเบิร์กวันยังค่ำ วิธีการที่หนังดึงคนดูไปร่วมลุ้นระทึกกับสถานการณ์ที่ตัวละครต้องทำอะไรบางอย่างแข่งกับเวลาที่บีบคั้นและกดดัน หรือการกำหนดให้ผู้ชมเฝ้าคอยอะไรบางอย่างด้วยอาการกระวนกระวาย-ก็ช่วยทำให้นี่ไม่ใช่หนังในแบบที่ผู้ชมต้องดูไปกุมขมับไป และจริงๆ แล้ว เป็นหนังเขย่าขวัญการเมืองที่ดูสนุกโดยที่เราไม่ต้องรู้ภูมิหลังของเรื่องมากมาย

 

 

อย่างที่กล่าวข้างต้น การออกฉายของหนังเรื่อง The Post อย่างทันท่วงที ก็ด้วยจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นเตือนให้คนดูได้ตระหนักว่า นอกจากเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นเรื่องจำเป็น สื่อมวลชนก็ยังเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยสอดส่องไม่ให้ผู้นำประเทศลุแก่อำนาจและทำอะไรตามอำเภอใจ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่บ้านเมืองมีผู้นำเยี่ยงนี้

 

เดาว่าคนอเมริกันที่ได้ดู The Post น่าจะรู้สึกฮึกเหิมและพองโต เพราะหนังสำแดงให้รับรู้ว่า ไม่ว่าใครจะใหญ่มาจากไหน พวกเขาก็ไม่สามารถปิดปากผู้คนได้ นี่เป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐาน นี่เป็นภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งแน่นหนา มิหนำซ้ำ ทั้งหมดที่หนังบอกเล่าก็สร้างจากเรื่องจริง พูดสำหรับคนดูในบ้านเรา เชื่อว่าเวทมนตร์คาถาของสปีลเบิร์กน่าจะทำให้ใครต่อใครเคลิบเคลิ้มไปกับความงดงามของระบอบการปกครองที่สิทธิและเสรีภาพของทุกคนได้รับการปกป้องคุ้มครอง

 

น่าเสียดายที่สภาวะเช่นนั้นดำรงอยู่จนถึงห้วงเวลาที่แสงไฟในโรงหนังสว่างขึ้น และกระชากพวกเรากลับคืนสู่โลกความเป็นจริงของดินแดนที่ยังคงฝืดเคืองขัดสนความเป็นประชาธิปไตย ทีละน้อย นั่นคือตอนที่เราสำเหนียกได้ว่า สิ่งที่เพิ่งจะถูกบอกเล่าในหนังเรื่อง The Post เกิดขึ้นในดินแดนแสนห่างไกล และเรียกเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเรื่องแฟนตาซี

 

 

THE POST (2017)

กำกับสตีเวน สปีลเบิร์ก

ผู้แสดงเมอรีล สตรีป, ทอม แฮงส์, ซาราห์ พอลสัน

 

 

The post The Post (2017) เสียงเห่าของหมาเฝ้าบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/the-post/feed/ 0
The Vietnam War ภาพยนตร์สารคดี โศกนาฏกรรมแห่งความดันทุรังและผิดพลาด https://thestandard.co/the-vietnam-war/ https://thestandard.co/the-vietnam-war/#respond Tue, 26 Dec 2017 09:00:42 +0000 https://thestandard.co/?p=57942

    มีคนเปรียบเปรยการที่สหรัฐอเมริกานำพาตัวเอ […]

The post The Vietnam War ภาพยนตร์สารคดี โศกนาฏกรรมแห่งความดันทุรังและผิดพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

มีคนเปรียบเปรยการที่สหรัฐอเมริกานำพาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสู้รบในสงครามเวียดนามช่วงต้นทศวรรษ 1960 ได้อย่างรวบยอดและชวนให้เห็นภาพมากๆ ว่า “(สงคราม) เวียดนามก็เหมือนการสร้างภาพยนตร์ที่ทุกอย่างระส่ำระสายเกินกว่าจะควบคุม ตั้งแต่งบสร้างมหาศาลบานปลาย คิวการถ่ายทำที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย สถานการณ์ในกองถ่ายเต็มไปด้วยปัญหา ผู้คนในกองถ่ายทะเลาะเบาะแว้ง ขณะที่ในส่วนของสตูดิโอ ผู้กำกับคนแรกเสียชีวิตกะทันหันพร้อมกับสคริปต์ส่วนใหญ่ที่เขารู้อยู่คนเดียวในหัว ผู้กำกับคนที่สองขอเลิกงานกลางคันด้วยภาวะเต็มตื้นและสะอิดสะเอียน ส่วนผู้กำกับคนที่สามยืนยันว่าหนังสร้างเสร็จแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่วายแอบกลับไปถ่ายทำบางฉากเพิ่มเติม”

 

ส่วนที่ยิ่งฟังดูแย่มากไปกว่านั้นอีก (หากจะช่วยให้การเปรียบเทียบข้างต้นครบถ้วน) ก็ตรงที่ ‘หนังเรื่องนี้’ เมื่อเข้าฉายก็ได้กลายเป็นผลงานแห่งความน่าอัปยศอดสู ทหารผ่านศึกชาวอเมริกันคนหนึ่งพูดทำนองว่า เวียดนามเป็นทั้งบาดแผลและเรื่องน่าขื่นขม ไม่มีใครอยากจะนึกถึงและจดจำความน่าอับอายขายหน้าเมื่อครั้งกระนั้น “เหมือนกับเราอยู่ในครอบครัวที่พ่อเป็นคนติดเหล้า นี่เป็นเรื่องที่เราไม่พูดคุยกัน”

 

แต่ขณะที่คนอเมริกันในระดับปัจเจกไม่พูดคุยกัน สงครามเวียดนามกลับเป็นเรื่องที่ถูกนำมาถ่ายทอดและบอกเล่าในรูปแบบของการสื่อสารลักษณะต่างๆ นับไม่ถ้วน (หนัง เพลง บทกวี วรรณกรรม ภาพเขียน ฯลฯ) พูดเฉพาะหนังเพียงอย่างเดียว ผลงานทั้งในรูปแบบบันเทิงคดีและสารคดีปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง และดูประหนึ่งว่าไม่น่าจะหลงเหลือแง่มุมอะไรที่ตกสำรวจหรือไม่ได้รับการกล่าวถึงอีกแล้ว

 

 

จนกระทั่งการมาถึงของหนังสารคดีขนาดความยาว 10 ตอน กินเวลาฉายราวๆ 17 ชั่วโมงเรื่อง The Vietnam War (2017) ของนักทำหนังสารคดีชั้นครู เคน เบิร์นส์ (The Civil War, The War) ที่ได้รับการเผยแพร่ทางช่อง PBS ในอเมริกาช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านพ้นไป อย่างไม่มีข้อโต้แย้งหรือสงสัย การเข้าฉายของหนังสารคดีเรื่อง The Vietnam War ซึ่งใช้เวลาในการผลิตยาวนานถึง 10 ปี โดยเห็นได้ชัดว่าการต้องใช้ความบากบั่นอย่างแสนสาหัสในการค้นคว้าข้อมูลก็กลายเป็นเหตุการณ์สำคัญในตัวมันเอง และคุณค่าของตัวผลงานก็จำกัดความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากบอกว่า นี่เป็นหนังสารคดีระดับมาสเตอร์พีซ

 

กระนั้นก็ตาม เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าหลายคนคงรู้สึกเหมือนๆ กันว่าเคน เบิร์นส์ และลินน์ โนวิก ในฐานะผู้กำกับร่วม มาทำอะไรเกี่ยวกับสงครามเวียดนามเอาป่านนี้ เมื่อสงครามจบไปแล้วกว่า 4 ทศวรรษ

 

แต่หากจะย้อนไปอ้างถึงประโยคของทหารผ่านศึกข้างต้น นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเปิดโอกาสให้แต่ละคนที่เกี่ยวข้องได้พูดถึง ‘พ่อขี้เมา’ เนื่องเพราะกาลเวลาที่ผ่านพ้นไปน่าจะช่วยทำให้ความอักเสบกลัดหนองของบาดแผลเจือจาง แต่ก็อีกนั่นแหละ น่าเชื่อว่าสิ่งที่ผู้ชมจะค้นพบและเรียนรู้เป็นลำดับแรกๆ ก็เป็นอย่างเดียวกับที่ วิลเลียม ฟอล์กเนอร์ นักเขียนนามอุโฆษเคยเขียนไว้ นั่นคือนอกจากอดีตไม่ได้ตายไปแล้ว อดีตก็ยังไม่แม้กระทั่งผ่านพ้น (The past is never dead, it’s not even past.) หรืออีกนัยหนึ่ง มรดกของความขัดแย้งและบาดหมางจากเหตุการณ์ครั้งกระนั้นก็ยังคงตกทอดและสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน พูดง่ายๆ ว่าอเมริกาที่ถูกแบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่ายในเวลานี้ก็เสมือนมีเหตุการณ์เมื่อครั้งกระนั้นเป็นเชื้อเพลิงหล่อเลี้ยง

 

ในแง่ของกรอบการเล่าเรื่อง หนังสารคดีของเบิร์นส์และโนวิกจับความตั้งแต่เมื่อครั้งที่เวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 19 และแทนที่ความพ่ายแพ้ของฝ่ายหลัง ณ สมรภูมิเดียนเบียนฟูช่วงกลางทศวรรษที่ 1950 อันถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุคล่าอาณานิคมจะทำให้เวียดนามได้รับอิสรภาพ ประเทศกลับถูกผ่าออกเป็นสองท่อน อันได้แก่ ฝ่ายเหนือ และฝ่ายใต้ ในท่ามกลางบรรยากาศของสงครามเย็นที่ตลบอบอวลซึ่งเป็นความขัดแย้งรอบใหม่ของการเมืองโลกตอนนั้น และตรงไหนสักแห่งแถวนี้เองที่อเมริกาในฐานะประเทศมหาอำนาจใหม่ก็ยื่นจมูกมาเกี่ยวข้อง

 

 

จริงๆ แล้วเหตุการณ์น้อยใหญ่ตามที่ได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์ของสงครามเวียดนามก็เป็นอะไรที่ผู้ชมสามารถกูเกิลได้ในอินเทอร์เน็ต หรือหาคลิปดูได้ในยูทูบ ซึ่งก็มีอยู่อย่างดาษดื่น และพวกเราไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรงติดตามสารคดีที่อาจจะต้องอดตาหลับขับตานอนถึงเพียงนี้ แต่ความสำคัญและจำเป็นของหนังสารคดีเรื่องนี้อยู่ตรงที่ ในบรรดาจิ๊กซอว์น้อยใหญ่ที่เรียงร้อยอยู่ในหนังอย่างเป็นระบบระเบียบล้วนแล้วแต่มีที่มาที่ไปและตื้นลึกหนาบาง อีกทั้งเมื่อประกอบเข้าเป็นภาพใหญ่แล้วก็ยิ่งช่วยทำให้เรามองเห็นและเข้าใจประวัติศาสตร์หน้านี้ด้วยสายตาที่แจ่มกระจ่างมากขึ้น ว่าไปแล้ว ความกว้างและความลึกของหนังสารคดีเรื่องนี้เทียบเคียงได้กับสารานุกรม และเนื้อหาที่อัดแน่นซึ่งสามารถช่วยให้ผู้ชมที่รู้เรื่องสงครามเวียดนามและการเมืองช่วงนั้นอย่างงูๆ ปลาๆ กลายเป็นผู้ที่ได้รับการเปิดหูเปิดตาอย่างกว้างไกล

 

แต่ส่วนที่ทำให้หนังสารคดีของเบิร์นส์มีสัมผัสที่พิเศษและไม่เหมือนกับหนังสารคดีในแนวทางคล้ายคลึง หรืออย่างน้อยก็เป็นแง่มุมที่ช่วยให้ตัวหนังหลุดพ้นจากการเป็นสารคดีที่ดูแห้งแล้งและไกลตัว ได้แก่ การที่มันไม่ได้โฟกัสไปที่การสู้รบในสมรภูมิเพียงอย่างเดียว หรือเน้นหนักแต่เรื่องของการวางหมากในเชิงยุทธวิธีของเหล่าผู้นำ และผู้ชมรับรู้ความเป็นมาเป็นไปของสงครามผ่านเรื่องราวส่วนบุคคลของใครต่อใครที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบโดยตรง แน่นอนว่าจำนวนหนึ่งได้แก่บรรดาทหารผ่านศึกหลายต่อหลายคน ผู้ซึ่งดูเหมือนว่ากาลเวลาที่ผ่านพ้นไปแล้วแสนนานไม่ได้กำราบปีศาจร้ายในห้วงคำนึงที่ยังคงตามหลอกหลอนทุกจังหวะและโอกาสที่เอื้ออำนวย สามารถพูดได้เต็มปากว่าไม่มีใครกลับจากสงครามในสภาพที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งหมดล้วนบอบช้ำและบุบสลายทั้งในทางร่างกาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางจิตใจ อย่างชนิดที่พวกเขาต้องอยู่กับมันไปจนวันตาย

 

 

อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังสารคดีเรื่องนี้ผิดแผกแตกต่าง ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใครก็ตรงที่ ‘เรื่องเล่าส่วนบุคคล’ มาจากแทบทุกสารทิศของความขัดแย้ง ไม่จำกัดแต่เฉพาะของฝ่ายอเมริกันเพียงอย่างเดียว ซึ่งจริงๆ แล้วก็แบ่งออกเป็นหลายขั้ว (ทั้งฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านสงคราม) และแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาที่ผู้ชมจะได้ยินได้ฟังทัศนะและมุมมองความคิดของฝ่ายเวียดนามเหนือ รวมไปถึงเวียดกง หนึ่งในผู้ถูกสัมภาษณ์ที่เป็นอดีตทหารเวียดกงซึ่งปรากฏตัวในตอนที่ 2 น่าจะสร้างความอึดอัดคับข้องให้กับผู้ชมโดยเฉพาะชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อย เมื่อเขาเล่าชัยชนะในสมรภูมิแห่งหนึ่งด้วยอารมณ์สะใจและลิงโลด (ที่ได้ฆ่าศัตรู) และนั่นเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกับอดีตทหารอเมริกันซึ่งอยู่ในสมรภูมิเดียวกันที่พูดถึงการต้องสูญเสียเพื่อนรักอย่างน่าเวทนา

 

แต่หนังของเบิร์นส์และโนวิกก็ไม่ได้มองความขัดแย้งด้วยสายตาที่ตื้นเขินหรือต้องการประโคมแง่มุมทางด้านดราม่าอย่างฉาบฉวย และสิ่งที่ผู้ชมสรุปได้จากเรื่องเล่าส่วนบุคคลของทุกฝ่ายก็เป็นสิ่งที่อนุมานสันนิษฐานได้ไม่ยากเย็น สงครามอาจจะลงเอยด้วยชัยชนะของกองทัพเวียดนามเหนือ พวกเขาสามารถรวมประเทศได้สำเร็จลุล่วง และความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปตกเป็นของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกา แต่จนแล้วจนรอด ไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่แท้จริง กองทัพเวียดนามเหนือเผชิญกับความสูญเสียอย่างแสนสาหัสพอกัน (ข้อมูลระบุว่ามีคนตายในความขัดแย้งสิริแล้ว 3 ล้านคน) หนึ่งในทหารที่รอดชีวิตกลับบ้านทั้งๆ ที่แม่ของเขานึกว่าเขาตายไปแล้วเล่าว่า เขาและครอบครัวไม่กล้าเฉลิมฉลอง เพราะคนหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันอีก 6 คนที่อาศัยอยู่ในห้องพักใกล้กันล้วนเสียชีวิตในสงคราม

 

มีประเด็นทางเทคนิคเกี่ยวกับหนังสารคดีเรื่องนี้ที่ควรกล่าวถึง นั่นคือปกติแล้ว บรรดาฟุตเทจหรือภาพเหตุการณ์ที่หนังสารคดีทำนองนี้เลือกใช้มักจะเป็นภาพที่พร่ามัว สีสันเลอะเลือน เกรนภาพหยาบกระด้าง ระดับแสงไม่สม่ำเสมอ และมีรอยขีดข่วนมากมาย ข้อน่าสังเกตก็คือภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งเกินกว่าครึ่งค่อนในหนังสารคดีเรื่องนี้เหมือนกับได้รับการซ่อมแซมและบูรณะก่อนที่จะนำมาใช้งาน ในหลายๆ กรณีมีทั้งการแก้สีและเติมเสียงบรรยากาศ (เสียงปืน เสียงระเบิด เสียงเฮลิคอปเตอร์ ฯลฯ) ผลลัพธ์ก็คือแท็กติกเหล่านี้สร้างความรู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ดำรงอยู่ในอีกมิติหนึ่งของกาลเวลา ความสดใส สว่างไสว และคมชัดของ ‘เอกสารทางประวัติศาสตร์เหล่านั้น’ ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการเป็นเหตุการณ์ในอดีตอันไกลโพ้นกับโลกปัจจุบันของผู้ชมเลอะเลือน และคงต้องบอกกล่าวอย่างเป็นกิจจะลักษณะว่าหนังเต็มไปด้วยภาพที่รุนแรง และความละเอียดของภาพในระดับหลายล้านพิกเซลก็ยิ่งทำให้สิ่งที่ได้เห็นทั้งหนักหน่วงและกัดกร่อนความรู้สึกอย่างแสนสาหัส

 

 

กล่าวในที่สุดแล้ว พวกเราในฐานะผู้ชมเรียนรู้อะไรได้บ้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจากสิ่งที่หนังบอกเล่า คำตอบก็คือมากมายมหาศาล อย่างหนึ่งที่แน่ๆ นี่เป็นสงครามแห่งความดื้อรั้นและดันทุรัง เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าการบาดเจ็บล้มตายคงจะไม่พุ่งสูงขนาดนี้ หากผู้นำมีความกล้าหาญที่จะตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ใช่ปล่อยให้มันวุ่นวายยุ่งเหยิงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหมายความโดยอ้อมว่าพวกเขาไม่ได้คำนึงถึงสวัสดิภาพของคนที่มีสถานะเป็นเบี้ยบนกระดาน สิ่งที่ชวนให้เศร้าหนักขึ้นก็คือการบาดเจ็บล้มตายของคนจำนวนมากเป็นผลพวงมาจากการไม่พูดความจริง หรือการโป้ปดมดเท็จของนักการเมืองที่มุ่งหวังให้ตัวเองได้รับการเลือกตั้งครั้งถัดไป เหนืออื่นใด นี่เป็นสงครามแห่งการตัดสินใจที่ผิดพลาด พูดเฉพาะฝ่ายของอเมริกัน ความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่การนำตัวเองมายุ่งเกี่ยวกับสงครามอย่างถลำลึกในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายที่เฮลิคอปเตอร์นำนาวิกโยธินอเมริกันกลุ่มหลังสุดออกจากสถานทูตในเดือนเมษายน ปี 1975

 

ว่าไปแล้ว ความผิดพลาดนี้ป้องกันได้ หากพวกอเมริกันจะถามพวกฝรั่งเศสสักหน่อยว่าเป็นมาอย่างไรพวกเขาถึงได้ถอนตัวออกจากเวียดนามในช่วงทศวรรษที่ 1950 หรืออีกนัยหนึ่ง หายนะที่เกิดขึ้นอาจสรุปได้ด้วยข้อความสุดท้ายของหัวหน้าซีไอเอในไซง่อนที่ส่งไปถึงกรุงวอชิงตัน ก่อนประเทศเวียดนามใต้จะล่มสลายในอีกไม่กี่ชั่วโมง

“การไม่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ย่อมจะนำไปสู่การเกิดซ้ำรอย”


ไม่มากไม่น้อย นี่เป็นหนังสารคดีที่ผู้ชมสามารถอาศัยเป็นอุทาหรณ์และบทเรียน

 

 

The Vietnam War (2017)

กำกับ: เคน เบิร์นส์, ลินน์ โนวิก
เสียงบรรยาย: ปีเตอร์ ไคโยตี

The post The Vietnam War ภาพยนตร์สารคดี โศกนาฏกรรมแห่งความดันทุรังและผิดพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/the-vietnam-war/feed/ 0
Silence เมื่อศาสนายังคงเป็นประเด็นความขัดแย้ง การฆ่าแกง และสงคราม https://thestandard.co/filmreview-silence/ https://thestandard.co/filmreview-silence/#respond Sat, 19 Aug 2017 14:29:25 +0000 https://thestandard.co/?p=21358

       การดูหนังเรื่อง Silence (201 […]

The post Silence เมื่อศาสนายังคงเป็นประเด็นความขัดแย้ง การฆ่าแกง และสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

     การดูหนังเรื่อง Silence (2016) ของ มาร์ติน สกอร์เซซี ไม่เหมือนกับการดูหนังเพื่อความรื่นเริงสนุกสนาน และผู้ชมสามารถปล่อยตัวปล่อยใจให้ลื่นไหลไปกับเหตุการณ์ที่หนังเรียงร้อยเอาไว้อย่างประณีต พิถีพิถัน ทั้งนี้ก็เพราะหลายครั้งหลายครา หนังตั้งคำถาม ยั่วยุให้ขบคิด หรือแม้กระทั่งโน้มน้าวให้คล้อยไปกับ ‘ข้อโต้แย้ง’ ที่ฟังดูแล้วหนักแน่น มีหลักการและเหตุผล ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่นานเรายังรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับพฤติการณ์และวิธีคิดของกลุ่มบุคคลที่นำเสนอข้อโต้แย้งเหล่านั้นอย่างชนิดที่ไม่มีวันเห็นพ้องในเรื่องใดๆ

     หรือพูดอย่างกะทัดรัด Silence เป็นหนังที่สร้างความปั่นป่วน หรืออย่างน้อยที่สุดก็สร้างแรงกระเพื่อมทางความคิดให้กับผู้ชมอย่างที่น่าเชื่อว่า พวกเราน่าจะไม่ค่อยได้เผชิญความท้าทายและการกระตุ้นเร้าแบบนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน ข้อสำคัญ หนังแตะต้องประเด็นที่อ่อนไหว เปราะบาง และทำให้ผู้คนฆ่าแกงกันมาแล้วนักต่อนัก ไม่เว้นแม้กระทั่งในช่วงปัจจุบัน และนั่นคือเรื่องการนับถือศาสนาที่รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นเรื่องที่หยั่งรากฝังลึก และรอมชอมกันไม่ได้ง่ายดาย

     หนึ่งในเหตุการณ์ที่พอจะถือได้ว่าสนับสนุนสมมติฐานของการยั่วยุทางความคิดผู้ชมอยู่ในช่วงครึ่งค่อนเรื่อง ตัวละครซึ่งเป็นทั้งข้าหลวงและเจ้าพนักงานสอบสวนแห่งราชสำนัก เล่าเรื่องต่อไปนี้ให้กับพระนิกายเยซูอิตชาวโปรตุเกส ผู้ซึ่งถูกจับกุมคุมขังด้วยข้อหาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ซึ่งเป็นกิจกรรมต้องห้าม เหตุการณ์เกิดในช่วงศตวรรษที่ 17 หรือตรงกับยุคสมัยเอโดะ อันเป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นไม่เพียงปิดประเทศ ทว่ายังมองชาวต่างชาติที่บุกรุกเข้ามาด้วยสายตาหวาดระแวง

     เรื่องเล่าของข้าหลวงคนนั้นก็คือ ไดเมียว หรือเจ้าเมืองๆ หนึ่งมีนางสนมมาติดพันถึง 4 คน ต่างคนต่างอิจฉาริษยา แก่งแย่งชิงดี สุดท้ายไดเมียวเลยตัดสินใจไล่นางสนมทั้งสี่ออกไปจากปราสาทของตัวเอง ข้าหลวงถามความเห็นของพระเยซูอิตว่า เรื่องเล่านี้สอนให้รู้ว่าอะไร คำตอบของฝ่ายหลังก็คือ ไดเมียวคนนี้ฉลาด ทำนองว่าเขาสามารถจัดการกับปัญหาวุ่นวายยุ่งเหยิงได้แยบยล ไม่มากไม่น้อย นั่นคือตอนที่ข้าหลวงเฉลยปริศนาธรรมของตัวเองทำนองว่า ญี่ปุ่นก็คือไดเมียวคนนั้น และนางสนมก็ได้แก่ สเปน, โปรตุเกส, อังกฤษ และฮอลันดา ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็พยายามช่วงชิงความได้เปรียบ และทำลายความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง “ไหนๆ ท่านก็บอกว่าเจ้าเมืองเป็นคนฉลาด ท่านคงเข้าใจแล้วว่าทำไมญี่ปุ่นถึงจำเป็นต้องประกาศให้การนับถือศาสนาคริสต์เป็นเรื่องผิดทำนองคลองธรรม”

 

 

     บทสนทนาดังกล่าวยังมีต่ออีกพอสมควร แต่นั่นก็น่าจะเป็นตัวอย่างพอให้เห็นเป็นกระษัยว่า การถกเถียงในประเด็นที่ข้องแวะกับศาสนา และรวมถึงการเมืองการปกครอง และความมั่นคงในหนังเรื่องนี้มาพร้อมกับวาระแอบแฝงซ่อนเร้น เรียกร้องความไหวตัวและเท่าทันทั้งจากตัวละครและผู้ชม จริงๆ แล้วช่วงหนึ่งของหนัง ตัวละครถึงกับถกเถียงกันในประเด็นศาสนาเปรียบเทียบโดยตรงทำนองว่า ศาสนาของใครดีกว่าของใคร ดังที่พระเยซูอิตคนดังกล่าวเอ่ยทำนองว่า พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้วิเศษไปกว่าคนธรรมดาสามัญที่สุดท้ายก็ต้องตาย “…ไม่เหมือนกับพระผู้สร้างของเรา”

     ขณะที่อีกฝ่ายแย้งทำนองว่า พวกคริสเตียนช่างโง่เขลาที่นึกคิดเช่นนั้น เพราะจริงๆ แล้ว พระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่างของการเป็นมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ อันได้แก่ การค้นพบความจริง หรืออีกนัยหนึ่ง ก้าวพ้นภาพลวงตาทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งชาวคริสต์เรียกสิ่งเหล่านั้นว่าความศรัทธา ตลกร้ายก็คือ ดูเหมือนว่าต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าตัวเอง ‘รู้จริง’ กว่าอีกฝ่าย และผู้ชมน่าจะตระหนักได้ว่า นี่เป็นการโต้เถียงที่ไม่มีข้อยุติและป่วยการ ทว่าในช่วงเวลาที่บ้านเมืองอนุญาตให้มีศาสนาได้เพียงหนึ่งเดียว บทสนทนาแบบนี้ก็กลายเป็นสาระสำคัญ

 

 

     ไม่ว่าจะอย่างไร ประเด็นที่หนังเรื่อง Silence สำรวจตรวจสอบอย่างจริงๆ จังๆ ก็คือเรื่องของความเชื่อและความศรัทธา ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นหัวใจของคริสตศาสนาโดยตรง ตัวหนังดัดแปลงจากนิยายชื่อเดียวกันของชูซากุ เอนโด บอกเล่าเรื่องของพระชาวโปรตุเกสสองรูปที่เดินทางมาประเทศญี่ปุ่นเพื่อตามหาพระชั้นผู้ใหญ่อีกรูปหนึ่งที่พวกเขาได้ข่าวว่าละทิ้งสมณเพศของตัวเอง ดังที่ได้เกริ่นไว้ข้างต้น นี่เป็นช่วงเวลาที่สุดแสนจะยากลำบากสำหรับการเผยแผ่ศาสนาในดินแดนแห่งนี้ เนื่องจากการนับถือศาสนาคริสต์เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และบทลงโทษตามที่ผู้ชมได้เห็นตลอดทั้งเรื่องก็คือ การต้องเผชิญกับความทรมานทรกรรมในลักษณะต่างๆ นานาจนถึงแก่ความตาย และไหนๆ ก็ไหนๆ วิธีสร้างความทุกขเวทนาให้กับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในแต่ละรูปแบบก็ช่างสรรหาและหฤโหดจริงๆ และทีละน้อย มันทำให้พอจะนึกออกว่า ด้วยเหตุผลกลใด กระทั่งนักบวชที่มีศรัทธาอันแก่กล้ากว่าคนธรรมดาสามัญก็ยังไม่อาจจะต้านทาน และลงเอยด้วยการไม่เพียงแค่ประกาศลาออกจากเพศบรรพชิต ทว่ายังยินยอมแม้กระทั่งประณามหยามเหยียดความเชื่อดั้งเดิมของตัวเอง

     ว่าไปแล้ว สิ่งที่เรียกได้เต็มปากเต็มคำว่า ordeal หรือบททดสอบความเชื่อความศรัทธาครั้งสำคัญสำหรับหลวงพ่อโรดริเกซ (แอนดรูว์ การ์ฟิลด์) ตัวเอกของเรื่อง ก็เป็นอย่างเดียวกัน นั่นคือ ตัวเขาจะสามารถยืนหยัดรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระผู้เป็นเจ้าได้เนิ่นนานเพียงใดในท่ามกลางสถานการณ์ที่บั่นทอนความเลื่อมใสของเขาทุกหนทาง และสำรวจตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ศัตรูตัวฉกาจก็ไม่ใช่พวกขุนน้ำขุนนางที่ต้องยอมรับว่าความอำมหิตและเลือดเย็นของพวกเขาช่างเหลือเกินเหลือการณ์ ทว่าได้แก่ความเคลือบแคลงสงสัยในอุดมการณ์ความเชื่อของตัวเองที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และ ‘ความเงียบ’ ของพระผู้เป็นเจ้าก็ช่างกัดกร่อนและทำให้ศรัทธายิ่งสั่นคลอน

     หรือเทียบเคียงแล้ว สถานการณ์ของหลวงพ่อโรดริเกซก็ไม่แตกต่างไปจากพระเยซูใน The Last Temptation of Christ (1988) และองค์ดาไลลามะในหนังเรื่อง Kundun (1997) ซึ่งเป็นผลงานกำกับของสกอร์เซซีทั้งสองเรื่อง นั่นคือยิ่งเวลาผ่านพ้นไป ทั้งหมดก็เริ่มลังเลว่าการดิ้นรนต่อสู้ของพวกเขามาจากการยึดมั่นในพระศาสนาที่ถูกต้อง หรือการหลงละเมอเพ้อพกและความดันทุรังกันแน่ ทีละน้อย ภาพที่ผู้ชมได้เห็นเกี่ยวกับตัวละครหลักในหนังทั้งสามเรื่องก็ไม่ใช่ martyr หรือสมมติเทพที่อุทิศชีวิตเพื่อศาสนา ทว่าเป็นปุถุชนคนธรรมดาที่รู้ร้อนรู้หนาว มีห้วงเวลาของความปวกเปียกอ่อนแอ ท้อแท้ และกังขาในสิ่งที่ตัวเองกระทำ ซึ่งนั่นทำให้ผู้ชมรู้สึกเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับตัวละครได้ง่ายดายขึ้น

 

 

     ในกรณีของหลวงพ่อโรดริเกซ ฉากหนึ่งช่วงกลางเรื่องที่เขาชะโงกดูเงาตัวเองในแอ่งน้ำ จู่ๆ ภาพที่เขามองเห็นก็แปรเปลี่ยนไปเป็นพระเยซู นั่นบอกโดยอ้อมว่า โรดริเกซใฝ่ฝันหรือมุ่งหวังตัวเองในฐานะเช่นใด หรือพูดในเชิงเปรียบเทียบ สิ่งที่โรดริเกซต้องรับมือก็หนักหนาสาหัสไม่ด้อยไปกว่าการทดลองครั้งสุดท้ายของเหล่าพญามารที่พระเยซูพบเจอบนไม้กางเขนนั่นเอง กล่าวคือ ในขณะที่หลวงพ่อพร้อมจะพลีชีพของตัวเองเพื่อศาสนา สิ่งที่เหล่าขุนนางญี่ปุ่นต้องการกลับไม่ใช่ความตายของเขา ทว่าได้แก่การปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้า หรือการถอนตัวเองจากศาสนา นัยว่าเพื่อขุดรากเหง้าความเชื่อในประเทศญี่ปุ่นให้สิ้นซาก หาไม่เช่นนั้นแล้ว ราคาค่างวดของความศรัทธาของเขาก็จะต้องจ่ายด้วยความตายที่น่าอเนจอนาถของของเหล่าคริสตศาสนิกชนชาวญี่ปุ่นคนแล้วคนเล่า

     ไม่ต้องสงสัยว่านี่เป็นสภาวะที่ทั้งกลืนไม่เข้าคายไม่ออกและสุดแสนที่จะทานทนจริงๆ และตรงไหนสักแห่งแถวนี้เองที่ตัวละครต้องจำนนกับความเป็นจริงที่ว่า ‘นิมิต’ ที่เขามองเห็นตัวเองก่อนหน้าเป็นเพียงภาพลวงตา หรืออย่างน้อย อยู่ไกลเกินกว่าที่เขาจะก้าวเดินไปให้ถึง แต่ก็อีกนั่นแหละ นั่นก็ไม่ได้หมายความแม้แต่น้อยนิดว่าในท้ายที่สุดแล้วตัวละครไม่ได้บรรลุมรรคผลใดๆ และวิธีการที่หนังเลือกนำพาทั้งตัวละครและผู้ชมออกไปจาก ‘ธรรมเทศนา’ อันสุดแสนงดงามและเปี่ยมไปด้วยชั้นเชิงนี้ก็นับว่าปลดปล่อยจิตวิญญาณอย่างยิ่ง และนอกจากไม่ได้กีดกันเหล่าคนบาปอย่างเราๆ ท่านๆ (และไม่จำกัดว่าต้องสังกัดศาสนาใด หรือมีศาสนาหรือไม่) ออกไปจากเรื่องที่บอกเล่า ยังนับรวมทุกคนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

     แต่บางที คุณค่าที่ยิ่งใหญ่ของหนังเรื่อง Silence ได้แก่ การพูดในประเด็นที่ร่วมสมัยมากๆ เกือบ 400 ปีให้หลัง ศาสนายังคงเป็นประเด็นของความขัดแย้ง การฆ่าแกง และทำสงคราม ผู้คนสับสนปนเประหว่างความเชื่อและศรัทธากับความคับแคบและงมงาย ความพ้องพานระหว่างสิ่งที่หนังบอกเล่ากับเหตุการณ์ต่างๆ นานาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

     เกือบ 400 ปีให้หลัง กงล้อประวัติศาสตร์ดูเหมือนไม่ได้หมุนไปไหน และคลับคล้ายว่ามนุษย์ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

 

SILENCE (2016)

กำกับ: มาร์ติน สกอร์เซซี

นักแสดง: แอนดรูว์ การ์ฟิลด์, อดัม ไดรเวอร์, ทาดาโนบุ อาซาโน, เลียม นีสัน ฯลฯ

 

ตัวอย่างภาพยนตร์

 

The post Silence เมื่อศาสนายังคงเป็นประเด็นความขัดแย้ง การฆ่าแกง และสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/filmreview-silence/feed/ 0
Let’s Go, Jets! หนึ่งใจเดียวกัน https://thestandard.co/opinion-film-review-let-s-go-jets/ https://thestandard.co/opinion-film-review-let-s-go-jets/#respond Sat, 17 Jun 2017 06:24:15 +0000 https://thestandard.co/?p=7652

     หนึ่งในเรื่องเล่าที่โด่งดังและถูกนำ […]

The post Let’s Go, Jets! หนึ่งใจเดียวกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

     หนึ่งในเรื่องเล่าที่โด่งดังและถูกนำไปถ่ายทอดต่อในต่างกรรมต่างวาระ ล่าสุด มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็อ้างถึงสุนทรพจน์ของเขาเมื่อครั้งได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นั่นคือเรื่องของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี เมื่อครั้งไปเยือนองค์การนาซ่า ช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 และเขาสังเกตเห็นใครคนหนึ่ง ซึ่งก็คือนักการภารโรงกำลังถูพื้นอยู่ ท่านประธานาธิบดีจึงหยุดทักทายด้วยการแนะนำตัวเองว่า “ผมชื่อแจ็ค เคนเนดี คุณล่ะ ทำอะไรที่นี่”

     คำตอบของภารโรงคนนั้นก็คือ “ท่านประธานาธิบดี ผมช่วยส่งคนไปดวงจันทร์”

     มานึกๆ ดู เรื่องเล่านี้มีความหละหลวมในแง่ของข้อเท็จจริงเยอะเลย (เป็นไปได้อย่างไรที่นาซ่าจะปล่อยให้คนทำความสะอาดมาป้วนเปี้ยนระหว่างการเยือนของผู้นำสูงสุดของประเทศ อีกทั้งคนเป็นประธานาธิบดีก็ไม่น่าถามอะไรที่ไม่ค่อยฉลาดแบบนี้) แต่สมมติว่าจะลองมองข้ามข้อน่ากังขานี้ไปสักพัก และยอมรับว่านี่เป็นเรื่องจริง เรื่องเล่านี้มีประเด็นให้อภิปรายหลายแง่มุม อันหนึ่งที่แน่ๆ ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ทีมสปิริต’ หรือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของคนในองค์กร หมายความว่าองค์กรใดที่สามารถทำให้คนทำงานทุกภาคส่วนมีวิสัยทัศน์แบบเดียวกับภารโรงคนนี้ (นั่นคือการมองว่าตัวเองไม่ได้มีความรับผิดชอบเพียงแค่ปัดกวาดเช็ดถูไปวันๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการที่ใหญ่โตมหึมา เหนืออื่นใด สิ่งที่ตัวเองทำก็มีความสำคัญ จำเป็น และขาดไม่ได้) การบรรลุเป้าประสงค์ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม ซึ่งก็อย่างที่รู้กันว่าองค์การนาซ่าสามารถส่งคนไปเดินเล่นบนดวงจันทร์ก่อนสิ้นทศวรรษที่ 1960 ตามเจตนารมณ์ของท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับ

 

 

     หนังญี่ปุ่นเรื่อง Let’s Go, Jets! ของคาวาอิ ฮายาโตะ พูดเรื่องเดียวกัน นั่นคือความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากทั้งองคาพยพขององค์กรมองไม่เห็นดาวดวงเดียวกัน ซึ่งจริงๆ แล้วนี่ก็ไม่ได้เป็นข้อคิดที่แปลกใหม่แต่อย่างใด กลับจะตรงกันข้ามด้วยซ้ำ และน่าเชื่อว่าหลักสูตรเอ็มบีเอในมหาวิทยาลัยก็คงสอนอะไรแบบนี้

     แต่ส่วนที่ทำให้ Let’s Go, Jets! ดูโดดเด่น หนักแน่น และโน้มน้าวชักจูง อาจสรุปได้ว่ามาจากองค์ประกอบสองอย่างเป็นอย่างน้อย หนึ่งก็คือ หนังดัดแปลงจากเรื่องจริง ซึ่งโดยอัตโนมัติ มันเหมือนกับทำให้ผู้สร้างมีความชอบธรรมในการใส่สีตีไข่หรือสอดแทรกเรื่องเหลือเชื่อทั้งหลายทั้งปวงในนามของการ ‘สร้างจากเหตุการณ์จริง’ ได้อย่างเนียนๆ

     แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรก็คือทักษะและกลวิธีในการบอกเล่าที่ละมุนละม่อมและสะท้อนถึงไหวพริบปฏิภาณ​ ซึ่งช่วยทำให้หนังที่เต็มไปด้วยกับดักและหลุมพรางของความซ้ำซากจำเจลงเอยด้วยผลลัพธ์ที่ชวนให้ซาบซึ้งตื้นตัน

     พล็อตของหนัง นอกจากไม่ได้บอกเล่าอะไรที่เหนือความคาดหมาย ยังได้รับการแจกแจงไว้อย่างค่อนข้างครบถ้วนในชื่อรองที่เป็นภาษาอังกฤษ อันได้แก่ ‘From Small Town Girls to U.S. Champions?!’ เรื่องของทีมเชียร์ลีดเดอร์จากโรงเรียนเล็กๆ ในจังหวัดบ้านนอกของญี่ปุ่นที่ดิ้นรนกระเสือกกระสนอย่างชนิดไม่ยอมชะโงกมองดูเงาตัวเอง และในท่ามกลางสถานการณ์ที่ชวนให้สิ้นหวังเหลือเกิน กระทั่งสามารถต่อสู้ฝ่าฟันจนกลายเป็นแชมป์เชียร์ลีดเดอร์ในการประกวดระดับโลก ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

     ความแยบยลของคนทำหนัง ได้แก่ การเลือกให้น้ำหนักกับเนื้อหาที่บอกเล่า กล่าวคือแทนที่จะไปเน้นความพ่ายแพ้และชัยชนะในการแข่งขันแต่ละทัวร์นาเมนต์อย่างเอาเป็นเอาตาย กลับหันเหไปพูดถึงการกอบกู้สปิริตของทีมเชียร์ลีดเดอร์ ซึ่งดำดิ่งถึงจุดตกต่ำที่สุด เมื่อสาวๆ ต้องพ่ายแพ้อย่างน่าอับอายขายหน้าในการแข่งระดับจังหวัด อันส่งผลให้สมาชิกหลักๆ พากันแตกฉานซ่านเซ็น และเป็นสาวน้อยที่ชื่อฮิคาริ (ฮิโรเสะ ซึสึ จาก Our Little Sister) ผู้ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยวทะเยอทะยาน ค่อยๆ ประสานเศษเสี้ยวที่แตกกระจัดกระจายให้กลับคืน

     อีกทั้งจังหวะในการบิลด์อารมณ์ก็ต้องใช้คำว่ามีชั้นเชิง หรืออย่างน้อยก็ไม่โหมกระพืออย่างชนิดไม่ลืมหูลืมตา โมเมนต์ดราม่าหลายช่วงผสมผสาน ‘ความสมจริง’ ทั้งๆ ที่หากมานึกย้อนกลับไปก็ล้วนแล้วแต่เป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างเกินเลย อาทิ ฉากที่ผู้ชมได้รับรู้ความยากลำบากของสาวอ้วน ซึ่งเบื้องหน้าเธอก็เหมือนกับเป็นตัวถ่วงความเจริญของทีมอยู่แล้ว แถมเบื้องหลังยังมีชีวิตครอบครัวที่ค่อนข้างลำเค็ญ

     ส่วนที่ดีมากๆ ก็คือหนังไม่เคยทำให้คาแรกเตอร์นี้เป็นตัวตลก (หรือถ้าเป็นตัวตลก ก็ไม่มากหรือน้อยไปกว่าตัวละครคนอื่นๆ) ข้อสำคัญ การพยายามมีส่วนร่วมและการอุทิศทุ่มเทอย่างชนิดสองร้อยเปอร์เซ็นต์ของเธอก็ทำให้พวกเราต้องยอมล่มหัวจมท้ายไปกับกระบวนการบีบเค้นของหนังโดยดุษณี แล้วลีลาในการเต้นของเธอก็สุดลิ่มทิ่มประตูจริงๆ หรือในกรณีของตัวฮิคาริเองที่จู่ๆ เหตุการณ์บางอย่างก็นำพาให้เธอต้องยุติบทบาทกลางคัน สถานการณ์เอื้ออำนวยให้ฟูมฟายเหลือเกิน แต่จนแล้วจนรอด สิ่งที่เกิดขึ้นก็ถูกใช้ในฐานะบททดสอบความมุ่งมั่น และการยอมเป็นผู้เสียสละเพื่อความสำเร็จของส่วนรวม

     อีกหนึ่งแท็กติกที่ช่วยให้หนังหลุดพ้นจากความหลงละเมอเพ้อพก ได้แก่ การสอดแทรกอารมณ์ขันที่นอกจากไม่แป้กแล้ว ยังเรียกเสียงหัวเราะได้ครื้นเครง หรือหลายครั้งก็เป็นมุกแบบจิกกัดตัวเอง ซึ่งว่าไปแล้วเป็นเหมือนดัชนีชี้วัดระดับความมีสติสัมปชัญญะของตัวหนังโดยปริยาย

     อย่างที่เอ่ยข้างต้น นี่เป็นหนังที่ชื่อเรื่องบอกหมดแม้กระทั่งตอนจบ กระนั้นก็ตาม สิ่งที่น่าครุ่นคิดและหนังก็สอดแทรกไว้ให้นึกเล่นๆ พอเป็นกษัยก็คือ นอกจากตำแหน่งแชมเปียนจะมีราคาค่างวดของมัน (การทะเลาะเบาะแว้ง ความเหนื่อยยาก การไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ) เคล็ดลับความสำเร็จที่หนังเจตนาโปรโมตจริงๆ ก็ย้อนกลับไปที่เรื่องข้างต้นนั่นเอง

     นั่นคือ ‘ทีมสปิริต’ ซึ่งเอาเข้าจริงมันไม่ได้หมายความเฉพาะความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่รวมถึงการต้อง ‘โลดเต้นอย่างเต็มที่’ ในตำแหน่งที่แสงสปอตไลต์อาจส่องไปไม่ถึง ไม่ว่าจะในฐานะตัวประกอบแถวสองของทีม หรือภารโรง

 

Let’s Go, Jets! (2017)

กำกับ:คาวาอิ ฮายาโตะ

นักแสดง: ฮิโรเสะ ซึสึ, มัคเคนยู, อามามิ ยูคิ

The post Let’s Go, Jets! หนึ่งใจเดียวกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/opinion-film-review-let-s-go-jets/feed/ 0