พาสปอร์ต Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/พาสปอร์ต/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 04 Dec 2025 09:25:44 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เริ่มแล้ว! ระบบเปิดให้จองบัตรชมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 แบบฟรีๆ ได้แล้ววันนี้ https://thestandard.co/book-2025-sea-games-free/ Wed, 26 Nov 2025 09:33:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1148016 เริ่มแล้ว ระบบเปิดให้จองบัตรชมการแข่งขัน ซีเกมส์ 2025 แบบฟรีๆ ได้แล้ววันนี้

กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF) ประกาศเปิดระบบจองบัตร […]

The post เริ่มแล้ว! ระบบเปิดให้จองบัตรชมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 แบบฟรีๆ ได้แล้ววันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เริ่มแล้ว ระบบเปิดให้จองบัตรชมการแข่งขัน ซีเกมส์ 2025 แบบฟรีๆ ได้แล้ววันนี้

กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF) ประกาศเปิดระบบจองบัตรชมการแข่งขัน กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 อย่างเป็นทางการแล้ว โดยประเทศไทยรับหน้าที่เจ้าภาพระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทยในบ้านเราแบบใกล้ชิด

 

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนและจองบัตรได้ง่ายๆ ผ่าน LINE @SEAGAMES ก่อนเลือกประเภทกีฬา วันที่ต้องการเข้าชม รวมถึงโซนที่นั่งในสนามตามสะดวก เมื่อทำรายการสำเร็จ ระบบจะออก QR Code ที่ใช้เป็นบัตรเข้าชมในวันแข่งขันได้ทันที

 

📌 ขั้นตอนการจองบัตร

 

  1. เพิ่มเพื่อน LINE @SEAGAMES และลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ
  2. เลือกประเภทกีฬา วันที่ และสนามแข่งขัน
  3. เลือกโซนที่นั่งจากผังสนามที่ระบบแสดง
  4. กรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ-สกุล และเบอร์ติดต่อ
  5. ยืนยันการจอง และรับ QR Code ใช้เข้าสนามได้ทันที

 

📌 เงื่อนไขสำคัญที่ต้องทราบ

 

  • จำกัด สูงสุด 2 ที่นั่ง ต่อการลงทะเบียน 1 ครั้ง
  • ต้องใช้หมายเลขจาก บัตรประชาชนหรือพาสปอร์ต ตามจำนวนที่นั่งจอง เช่น หากจอง 2 ที่นั่ง ต้องมี 2 หมายเลขสำหรับยืนยันตัวตน
  • วันแข่งขัน ผู้เข้าชมต้องแสดงบัตรประชาชน/พาสปอร์ตตัวจริงให้ตรงกับข้อมูลที่ลงทะเบียน
  • สำหรับเยาวชนหรือผู้สูงอายุที่ไม่มีบัตรประชาชน
  • ผู้ปกครอง/ผู้ดูแล 1 คน สามารถใช้หมายเลขของตนเองจองเพิ่มได้อีก 1 ที่นั่ง
  • รวมไม่เกิน 2 คนต่อการลงทะเบียน และต้องแสดงความสัมพันธ์หน้าเข้าสนาม

 

หรือสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.seagames2025.org/thegames

The post เริ่มแล้ว! ระบบเปิดให้จองบัตรชมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 แบบฟรีๆ ได้แล้ววันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิงคโปร์ยังครองตำแหน่ง ‘พาสปอร์ตทรงอิทธิพล’ อันดับ 1 ของโลก (อีกครั้ง) https://thestandard.co/life/singapore-most-powerful-passport-2025/ Wed, 23 Jul 2025 08:42:16 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1098875 สิงคโปร์

นักเดินทางหรือผู้เดินทางเป็นประจำจะรู้ว่าการถือพาสปอร์ต […]

The post สิงคโปร์ยังครองตำแหน่ง ‘พาสปอร์ตทรงอิทธิพล’ อันดับ 1 ของโลก (อีกครั้ง) appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิงคโปร์

นักเดินทางหรือผู้เดินทางเป็นประจำจะรู้ว่าการถือพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลของโลกนั้นดีเพียงใด เดินทางง่าย ไปไหนก็ไม่ต้องขอวีซ่า และถึงจะขอขั้นตอนการอนุมัติก็มักง่ายดายกว่าประเทศอื่น เช่นเคยกับทุกปีที่ Henley & Partners บริษัทที่ปรึกษาด้านสัญชาติชั้นนำระดับโลก จะมาอัปเดตผลการจัดอันดับพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจำปี 2025 ในช่วงกลางปี ซึ่งผลอันดับก็ไม่พลิกโผแต่อย่างใด เพราะสิงคโปร์ยังคงคว้าอันดับพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกไปครอง

 

Henley & Partners เผยว่า สิงคโปร์เป็นชาติที่พาสปอร์ตทรงอิทธิพลที่สุดอันดับที่ 1 โดยสามารถเข้า-ออกได้ 193 แห่งจากทั้งหมด 227 แห่งทั่วโลกโดยไม่ต้องขอวีซ่า ตามติดมาด้วยอันดับที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ สามารถเดินทางได้ 190 จุดหมายปลายทาง 

 

ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน อยู่ในอันดับที่ 3 ร่วมกับเดนมาร์ก ฟินแลนด์ และไอร์แลนด์ สามารถเข้าถึงจุดหมายปลายทางได้ 189 แห่ง โดยไม่ต้องมีวีซ่า

 

ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับที่ 62 โดยสามารถเข้า-ออกประเทศต่างๆ ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าจำนวน 81 จุดหมายปลายทาง

 

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือผลการจัดอันดับของประเทศในทวีปเอเชียกลับดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ มาเลเซีย อินเดีย ฮ่องกง บรูไน ไต้หวัน กาตาร์ และอีกหลายประเทศในเอเชียกลับอันดับดีขึ้น 1-2 อันดับ

 

ขณะที่ 3 อันดับสุดท้ายยังคงเป็นอัฟกานิสถาน อันดับที่ 99 เข้าได้ 25 ประเทศ

ตามด้วยซีเรีย อันดับที่ 98 เข้าได้ 29 ประเทศ และอิรัก อันดับที่ 97 เข้าได้ 30 ประเทศ

 

ประเทศไหนอยู่อันดับใด สามารถเข้าไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

www.henleyglobal.com/passport-index/ranking 

 

10 อันดับพาสปอร์ตทรงอิทธิพลของโลก ปี 2025 (อัปเดตครึ่งปี)

 

  1. สิงคโปร์ (193 ประเทศ)
  2. ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ (190 ประเทศ)
  3. เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ไอร์แลนด์ อิตาลี สเปน (189 ประเทศ)
  4. ออสเตรีย เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปรตุเกส สวีเดน (188 ประเทศ)
  5. กรีซ นิวซีแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ (187 ประเทศ)
  6. สหราชอาณาจักร (186 ประเทศ)
  7. ออสเตรเลีย สาธารณรัฐเช็ก ฮังการี มอลตา โปแลนด์ (185 ประเทศ)
  8. แคนาดา เอสโตเนีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (184 ประเทศ)
  9. โครเอเชีย, ลัตเวีย, สโลวาเกีย, สโลวีเนีย (183 ประเทศ)
  10. ไอซ์แลนด์, ลิทัวเนีย, สหรัฐอเมริกา (182 ประเทศ)

 

ภาพ: Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post สิงคโปร์ยังครองตำแหน่ง ‘พาสปอร์ตทรงอิทธิพล’ อันดับ 1 ของโลก (อีกครั้ง) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจจับขบวนการ ‘จีนดำ’ ทำบัตรประชาชน-พาสปอร์ตเถื่อน ร่วมมือตำรวจตบทรัพย์คนจีนในประเทศไทย https://thestandard.co/cyber-police-chinese-fake-id/ Thu, 06 Mar 2025 07:27:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1049278 cyber-police-chinese-fake-id

วันนี้ (6 มีนาคม) ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก […]

The post ตำรวจจับขบวนการ ‘จีนดำ’ ทำบัตรประชาชน-พาสปอร์ตเถื่อน ร่วมมือตำรวจตบทรัพย์คนจีนในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
cyber-police-chinese-fake-id

วันนี้ (6 มีนาคม) ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 6 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ต้องหา 4 รายอยู่ระหว่างจำคุกในคดีอื่น

 

  1. Mr.LI (ลี) สัญชาติจีน อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่ 13/2568
  2. Ms.Aye (เอ้) สัญชาติเมียนมา อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่ 14/2568

 

ผู้ต้องหาที่ 1-2 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม, ร่วมกันสนับสนุนพนักงานเจ้าหน้าที่ปลอมบัตรประชาชน, ร่วมกันสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, ร่วมกันสนับสนุนเจ้าพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่

 

  1. จิรภัทร อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่ 15/2568 
  2. สุริยะ อายุ 57 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่ 16/2568 
  3. พีระศักดิ์ อายุ 51 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่ 17/2568 
  4. ประวิต อายุ 50 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่ 18/2568 

 

ผู้ต้องหาที่ 3-6 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานร่วมกัน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่

 

ตรวจยึดของกลาง จำนวน 190 รายการ

  1. สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 14 เล่ม
  2. เงินสด​ จำนวน 8,500 หยวน
  3. บัตร ATM จำนวน 5 ใบ
  4. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 14 เครื่อง
  5. แท็บเล็ต จำนวน 1 เครื่อง
  6. คอมพิวเตอร์ จำนวน 9 เครื่อง
  7. บัตรขาว จำนวน 2 ใบ
  8. หนังสือเดินทาง / บัตรประชาชน / เอกสารที่เกี่ยวข้อง 14 รายการ
  9. รถยนต์ จำนวน 2 คัน
  10. วัตถุคล้ายทองคำ 5 รายการ และเอกสารอื่นๆ จำนวน 125 รายการ

 

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเมื่อช่วงปลาย พ.ศ. 2566 มีผู้เสียหายซึ่งเป็นชายชาวจีน เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางเพื่อร้องขอความเป็นธรรม ในกรณีที่ผู้เสียหายถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรีดทรัพย์ เรียกเงินเป็นจำนวน 5 ล้าน เพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี

 

ซึ่งมูลเหตุในคดีนี้ สืบเนื่องมาจากในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ผู้เสียหายเข้าไปยังกลุ่มเฟซบุ๊กของคนจีน โดยพบเฟซบุ๊กประกาศแจ้งว่าสามารถจัดทำบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน และเอกสารอื่นๆ ของไทยให้กับคนจีนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยคิดค่าดำเนินการประมาณ​ 1 ล้านบาท ต่อมาผู้เสียหายหลงเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำบัตรและเอกสารประจำตัวที่ถูกต้องตามกฎหมายจริง ผู้เสียหายจึงติดต่อเข้าไปพูดคุยและตกลงทำบัตรประชาชน จากนั้นจึงมีการนัดหมายให้ผู้เสียหายเดินทางไปทำบัตรประชาชนที่สำนักงานเทศบาลจังหวัดในพื้นที่ภาคอีสาน 

 

ต่อมาเมื่อถึงวันนัดหมาย ผู้เสียหายเดินทางไปที่สำนักงานเทศบาลดังกล่าว และพบลี พร้อมกับเอ้ (แฟนสาว) โดยลีพาผู้เสียหายไปทำบัตรประชาชนที่สำนักงานเทศบาลดังกล่าว โดยมีขั้นตอนการถ่ายรูปและสแกนรอยนิ้วมือเหมือนกับการทำบัตรประชาชนทั่วไป แต่จะไม่มีการให้กรอกข้อมูลเอกสารใดๆ ซึ่งภายหลังจากที่ผู้เสียหายทำตามขั้นตอนต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ลีจึงได้นำบัตรประชาชนที่ปรากฏรูปหน้าผู้เสียหายมามอบให้กับผู้เสียหายพร้อมกับสำเนาทะเบียนบ้านอีก 1 ฉบับ (ซึ่งข้อมูลตามบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านดังกล่าวปรากฏชื่อคนไทยคนเดียวกัน) หลังจากนั้นผู้เสียหายจึงชำระค่าดำเนินการ โดยมอบเงินสดจำนวน 1.1 ล้านบาทให้กับลี

 

ต่อมาในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ผู้เสียหายตกลงให้ลีช่วยทำหนังสือเดินทางให้กับผู้เสียหาย โดยลีนัดหมายให้ผู้เสียหายมาทำหนังสือเดินทางที่กรมการกงสุล แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ซึ่งเมื่อผู้เสียหายเดินทางมาถึงที่นัดหมาย มีกลุ่มชายไม่ทราบชื่อพาผู้เสียหายไปนั่งรอที่ร้านกาแฟภายในกรมการกงสุล จากนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 3 นาย เข้ามาควบคุมตัวผู้เสียหาย และนำตัวผู้เสียหายไปที่ทำการแห่งหนึ่ง โดยกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มนี้แจ้งกับผู้เสียหายให้ทราบว่าจะต้องถูกดำเนินคดีเนื่องจากปลอมเอกสาร ซึ่งหากผู้เสียหายไม่อยากถูกดำเนินคดี ให้ผู้เสียหายนำเงินมาจ่ายจำนวน 5 ล้านบาท 

 

ผู้เสียหายจึงต่อรองราคาจนกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจตกลงให้จ่ายเงินจำนวน 2 ล้านบาท จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ผู้เสียหายโอนเงินเป็นสกุลเงินดิจิทัล USDT จำนวน 55,555 USDT (เปรียบเทียบเป็นเงินไทยจำนวน 2 ล้านบาท) เข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลตามหมายเลขที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งไว้ ก่อนจะปล่อยตัวผู้เสียหายไป และหลังจากเกิดเหตุผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มคนร้ายกลุ่มดังกล่าว

 

จากการสืบสวนของคณะทำงาน พบว่าในส่วนของการหลอกลวงผู้เสียหายให้ไปทำบัตรประชาชนนั้น มีกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันก่อเหตุหลายกลุ่ม ดังนี้ 

 

  1. กลุ่มผู้ชักชวนและดำเนินการพาผู้เสียหายไปทำบัตรประชาชน โดยกลุ่มนี้มีลีและเอ้เป็นผู้ร่วมขบวนการ

 

  1. กลุ่มจัดหาบัตรประชาชนที่จะนำมาสวมสิทธิให้กับผู้เสียหาย โดยจากการตรวจสอบพบว่า เจ้าของบัตรประชาชนเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง และพบว่ามีการไปขอทำบัตรประชาชนใหม่หลังจากขายบัตรเพียงไม่กี่วัน จึงน่าเชื่อว่าน่าจะมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำในครั้งนี้ 

 

  1. เจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่ทำบัตรประชาชน โดยเชื่อว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนให้ความช่วยเหลือในการกระทำผิดของขบวนการดังกล่าว

 

ในส่วนของกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรีดเอาทรัพย์ผู้เสียหายนั้น พบว่ามีกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันก่อเหตุหลายคน ดังนี้ 

 

  1. คนชี้เป้า มีหน้าที่ระบุตำแหน่งและแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวผู้เสียหาย

 

  1. กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รีดเอาทรัพย์ผู้เสียหาย 

 

  1. เส้นทางการเงินจากการประทุษร้าย พบมีการผ่องถ่ายกันหลายทอด และถอนเงินออกที่บริษัทนอมินี จากการสืบสวนน่าเชื่อว่าคนในขบวนการเป็นผู้ชี้เป้าให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ และเข้าทำการรีดทรัพย์ผู้เสียหายอีกทอดหนึ่ง

 

และจากการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบข้อมูลประวัติลี มีหมายแดงติดตัวในความผิดเกี่ยวกับการยักยอกทรัพย์ชาวจีน มูลค่าความเสียหาย 3,000 ล้านหยวน (คิดเป็นเงินไทยมูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท) โดยลีก่อเหตุที่ประเทศจีนในช่วง พ.ศ. 2558-2562 ก่อนจะหลบหนีเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2564 ซึ่งในระหว่างที่ลีอาศัยอยู่ในประเทศไทย ลีสวมบัตรหัวศูนย์ หรือบัตรขาว หรือบัตรบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ระบุชื่อเป็น จิน ไทยลื้อ เพื่อให้ตนเองมีสิทธิต่างๆ เทียบเท่ากับคนไทย

 

จากนั้นจึงนำรูปแบบวิธีการที่ตนเองเคยสวมบัตรขาวมาใช้ในการเปิดเพจพาคนจีนไปทำเอกสารและบัตรประจำตัวต่างๆ ในคดีนี้ นอกจากนี้ยังพบว่าลีประกอบธุรกิจให้บริการต่อวีซ่าที่ บริษัท อันเจีย อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจอีกด้วย ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลบริษัทดังกล่าว พบว่ามีการจดทะเบียนสถานที่จัดตั้งซ้ำกับบริษัทอื่นอีก 14 บริษัท โดยบริษัทเหล่านี้มีกลุ่มคนไทยเป็นนอมินี ถือหุ้นบริษัทโดยไม่ได้มีการลงทุนหุ้นจริง

 

ในส่วนของกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รีดเอาทรัพย์ผู้เสียหายนั้น มีการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจนทราบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในกลุ่มดังกล่าวจำนวน 4 นาย ถูกจับกุมดำเนินคดีกรณีเรียกรับเงินสินบนจากชาวจีนจำนวน 10 ล้านบาท เมื่อ พ.ศ. 2566 ซึ่งรูปแบบพฤติการณ์ในการก่อเหตุคล้ายกับคดีของผู้เสียหายรายนี้ด้วยเช่นกัน

 

ในส่วนของกลุ่มจัดหาบัตรประชาชน พบว่ามีนายหน้าทำหน้าที่จัดหาบัตรประชาชนของคนไทยมาเพื่อใช้ในการสวมบัตร ซึ่งผู้ที่ขายบัตรประชาชนจะได้รับค่าจ้างเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการหลอกลวงผู้เสียหายทำบัตรประชาชน และกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รีดเอาทรัพย์ผู้เสียหาย โดยศาลอาญาอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาจำนวนทั้งสิ้น 6 หมายจับ

 

จากการสอบสวนเบื้องต้นให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

 

ตำรวจจับขบวนการ ‘จีนดำ’ ทำบัตรประชาชน-พาสปอร์ตเถื่อน ตำรวจจับขบวนการ ‘จีนดำ’ ทำบัตรประชาชน-พาสปอร์ตเถื่อน ตำรวจจับขบวนการ ‘จีนดำ’ ทำบัตรประชาชน-พาสปอร์ตเถื่อน ตำรวจจับขบวนการ ‘จีนดำ’ ทำบัตรประชาชน-พาสปอร์ตเถื่อน

The post ตำรวจจับขบวนการ ‘จีนดำ’ ทำบัตรประชาชน-พาสปอร์ตเถื่อน ร่วมมือตำรวจตบทรัพย์คนจีนในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hunter Schafer เผยว่าพาสปอร์ตอเมริกันเล่มใหม่ของเธอระบุเพศว่าเป็นผู้ชาย https://thestandard.co/hunter-schafer-passport/ Tue, 25 Feb 2025 01:02:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1045352 hunter-schafer-passport

Hunter Schafer นักแสดงหญิงข้ามเพศที่โด่งดังจากซีรีส์ Eu […]

The post Hunter Schafer เผยว่าพาสปอร์ตอเมริกันเล่มใหม่ของเธอระบุเพศว่าเป็นผู้ชาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
hunter-schafer-passport

Hunter Schafer นักแสดงหญิงข้ามเพศที่โด่งดังจากซีรีส์ Euphoria เผยว่าพาสปอร์ตใหม่ของเธอระบุเพศว่าเป็นผู้ชาย แม้ว่าเธอจะเลือกระบุเพศตัวเองว่าเป็นผู้หญิงตอนที่กรอกเอกสารไปแล้วก็ตาม

 

โดยเธอเปิดเผยเรื่องนี้ผ่าน TikTok และเล่าเรื่องราวด้วยความฉุนเฉียว เพราะพาสปอร์ตเล่มเก่าของเธอยังสามารถระบุเพศว่าเป็นผู้หญิงตามที่เธอต้องการได้ และเธอก็ไม่คิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นจริง 

 

แน่นอนว่าการที่พาสปอร์ตเล่มใหม่ของ Hunter Schafer ระบุว่าเป็นเพศชายตามกำเนิด ถึงแม้ว่าเธอจะใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงข้ามเพศมานานหลายปี มาจากนโยบายเรื่องเพศของประธานาธิบดีคนใหม่แห่งสหรัฐอเมริกาอย่าง Donald Trump โดยตั้งแต่วันแรกที่ได้รับตำแหน่งผู้นำประเทศ เขาได้เซ็นออกคำสั่งว่า เพศถูกจำแนกออกเป็น 2 เพศเท่านั้น นั่นคือหญิงกับชาย และไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้ ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯ ออกพาสปอร์ตให้กับประชาชนโดยระบุเพศตามที่มีการบันทึกในใบแจ้งเกิดของบุคคลนั้นเท่านั้น

 

Hunter Schafer เผยว่า เธอต้องทำเรื่องขอพาสปอร์ตเล่มใหม่ เพราะทำเล่มเก่าหายระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ที่บาร์เซโลนา ซึ่งเธอก็ได้กรอกเอกสารโดยระบุว่าเธอเป็นผู้หญิง แต่กลับได้รับพาสปอร์ตที่ระบุว่าเธอเป็นผู้ชายมา และเธอก็กังวลว่าตัวเองจะต้องพบกับความลำบากที่สนามบินจากการถือพาสปอร์ตเล่มใหม่นี้ โดยเธอพูดถึงประเด็นนี้ด้วยว่า “คนข้ามเพศนั้นงดงาม แล้วเราก็จะไม่มีวันหายไป ฉันจะไม่มีวันหยุดเป็นผู้หญิงข้ามเพศ และตัวหนังสือบนพาสปอร์ตก็เปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นไม่ได้ด้วย ช่างหัวการบริหารประเทศนี้เถอะ”

 

ในสมัยของ Joe Biden ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนก่อนหน้า ประชาชนชาวอเมริกันสามารถระบุเพศบนพาสปอร์ตได้ด้วยตนเอง และยังมีตัวเลือก ‘X’ สำหรับผู้ที่เป็นกลุ่มคน Non-Binary, Intersex หรือผู้ที่มีความผิดปกติทางกายภาพจนไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเพศหญิงหรือชาย และกลุ่มคนที่ไม่ระบุว่าตัวเองเป็นเพศใด แต่สำหรับนโยบายเรื่องเพศของ Donald Trump ระบุว่า เพศหญิงและเพศชายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเป็นความจริงขั้นพื้นฐานที่ไม่อาจโต้เถียงได้ด้วย

 

ภาพ: Dan Doperalski/Golden Globes 2024/Golden Globes 2024 via Getty Images

 

อ้างอิง: 

The post Hunter Schafer เผยว่าพาสปอร์ตอเมริกันเล่มใหม่ของเธอระบุเพศว่าเป็นผู้ชาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 10 อันดับพาสปอร์ตทรงอิทธิพลที่สุด ปี 2025 https://thestandard.co/top-10-passports-2025/ Tue, 14 Jan 2025 14:24:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1030522 top-10-passports-2025

สิงคโปร์สร้างความยินดีด้วยการกลับมาครองอันดับ 1 ในดัชนี […]

The post เปิด 10 อันดับพาสปอร์ตทรงอิทธิพลที่สุด ปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
top-10-passports-2025

สิงคโปร์สร้างความยินดีด้วยการกลับมาครองอันดับ 1 ในดัชนีพาสปอร์ตทรงพลังที่สุดในโลก ตามการจัดอันดับประจำไตรมาสโดย Henley Passport Index

 

ผู้ถือหนังสือเดินทางสีแดงอันทรงคุณค่าของสิงคโปร์สามารถเดินทางไปยัง 195 จุดหมายปลายทางทั่วโลกจากทั้งหมด 227 แห่ง โดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า มากกว่าประเทศอื่นๆ บนโลกนี้

 

ญี่ปุ่นตามมาในอันดับที่ 2 โดยสามารถเดินทางไปยัง 193 จุดหมายปลายทาง รวมถึงการฟื้นคืนสิทธิการเดินทางแบบปลอดวีซ่าไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน ซึ่งหยุดชะงักไปในช่วงการล็อกดาวน์จากโรคโควิด

 

อันดับที่ 3 ได้แก่ ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, สเปน, ฟินแลนด์ และเกาหลีใต้ โดยผู้ถือพาสปอร์ตของประเทศเหล่านี้สามารถเดินทางไปยัง 192 จุดหมายปลายทาง โดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า

 

อันดับที่ 4 แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเขตเชงเก้น ซึ่งเป็นเขตปลอดพรมแดนของสหภาพยุโรป ที่รับรองเสรีภาพในการเดินทางให้แก่พลเมืองกว่า 425 ล้านคนในยุโรป โดยอันดับนี้ครองโดย 7 ประเทศในสหภาพยุโรป ได้แก่ ออสเตรีย, เดนมาร์ก, ไอร์แลนด์, ลักเซมเบิร์ก, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์ และสวีเดน ซึ่งสามารถเดินทางไปยัง 191 จุดหมายปลายทาง โดยไม่ต้องขอวีซ่า

 

ในอันดับที่ 5 มี 5 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม, นิวซีแลนด์, โปรตุเกส, สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร โดยสามารถเดินทางแบบปลอดวีซ่าได้ 190 จุดหมายปลายทาง

 

อ้างอิง:

The post เปิด 10 อันดับพาสปอร์ตทรงอิทธิพลที่สุด ปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นโยบายทรัมป์ทำพาสปอร์ตอเมริกาตกอันดับการเดินทางไม่ต้องขอวีซ่า สวนทางกับจีนที่ขยับสูงขึ้น https://thestandard.co/trump-policy-us-passport/ Fri, 10 Jan 2025 08:10:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1028924 trump-policy-us-passport

นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ มีส่วนทำให้ ‘พาสปอร์ตอเมริกา’ […]

The post นโยบายทรัมป์ทำพาสปอร์ตอเมริกาตกอันดับการเดินทางไม่ต้องขอวีซ่า สวนทางกับจีนที่ขยับสูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-policy-us-passport

นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ มีส่วนทำให้ ‘พาสปอร์ตอเมริกา’ ทรงอิทธิพลน้อย จนตกอันดับการเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่า สวนทางกับพาสปอร์ตจีนที่ขยับอันดับสูงขึ้น ส่วนสิงคโปร์ยังครองแชมป์อันดับที่ 1 ตามด้วยญี่ปุ่น

 

คริสเตียน เอช. เคลิน ประธานบริษัท Henley & Partners กล่าวว่า ประเทศในเอเชียมีเสรีภาพในการเดินทางอันดับต้นๆ เพราะประเทศต่างๆ มักจะสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกันด้วยการอนุญาตให้พลเมืองเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่า แต่ต้องจับตาดูนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่สร้างความกังวลให้หลายประเทศ อาจทำให้พลเมืองในอเมริกาไม่ได้รับสิทธิเหมือนกับประเทศอื่นๆ

 

ดัชนี Henley Passport Index รายงานว่า ที่ผ่านมาผู้ถือพาสปอร์ตอเมริกาอยู่ในอันดับที่ 7 ของโลก สามารถเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่าไปยัง 186 จากทั้งหมด 227 จุดหมายปลายทางทั่วโลก แต่วันนี้ตกลงมาอยู่อันดับที่ 8 สะท้อนว่าพาสปอร์ตอเมริกามีอำนาจเดินทางไปต่างประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่าได้น้อยลงเมื่อเทียบกับพาสปอร์ตของประเทศอื่นๆ

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

นักวิเคราะห์กล่าวว่า อันดับที่ลดลงมีส่วนจากความกังวลของนโยบายปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ เช่น การตั้งกำแพงภาษีและการเนรเทศประชากรครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นนโยบายที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้หาเสียงก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากปัจจัยเหล่านี้สร้างความกังวลถึงการแตกแยกของการค้าโลกและเพิ่มความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ทั้งนี้ การกลับมาของ โดนัลด์ ทรัมป์ เกิดขึ้นในช่วงที่จำนวนชาวอเมริกันเพิ่มขึ้นและกำลังมองหาที่อยู่อาศัยในประเทศใหม่ๆ เห็นได้จากปี 2024 ชาวอเมริกันกว่า 21% ยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการย้ายถิ่นฐานจำนวนมาก โดย Henley & Partners คาดการณ์ว่าชาวอเมริกันที่ฐานะร่ำรวยกว่า 142,000 คน จะย้ายถิ่นเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ แต่ก็ต้องติดตามต่อไปว่าจะมีกี่คนที่จะได้เป็นผู้ถือหนังสือเดินทางอเมริกา

 

นักวิเคราะห์กล่าวต่อว่า มีโอกาสที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะมีคำสั่งห้ามการเดินทาง (Travel Bans) กลับมาใช้อีกครั้ง คล้ายกับนโยบายที่ตัวเขาเคยใช้ในสมัยดำรงตำแหน่งครั้งแรกในปี 2017 ที่ได้ลงนามคำสั่งห้ามพลเมืองจากหลายประเทศที่มีชาวมุสลิมรวมถึงเกาหลีเหนือและเวเนซุเอลาเดินทางเข้าประเทศ แต่คำสั่งนี้ถูกศาลสั่งยกเลิกในภายหลัง

 

ขณะเดียวกันพาสปอร์ตจีนกลับเริ่มทรงอิทธิพลมากขึ้น จีนซึ่งอยู่ในอันดับที่ 60 ของดัชนีหนังสือเดินทางที่แข็งแกร่งที่สุดในปีนี้ ขยับขึ้นจากอันดับที่ 94 จึงถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าอย่างมาก สะท้อนถึงความเปิดกว้างในการเดินทาง โดยเฉพาะปักกิ่งได้มอบสิทธิเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่าให้ประชากรเกือบ 30 ประเทศ รวมถึงไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี อิตาลี และเนเธอร์แลนด์

 

อย่างไรก็ตาม พาสปอร์ตสิงคโปร์ยังครองตำแหน่งอันดับที่ 1 ที่ทรงอิทธิพลในการเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่าไปยัง 195 จุดหมายปลายทางทั่วโลก ขณะที่ญี่ปุ่นยังอยู่ในอันดับที่ 2 ในทางกลับกัน อัฟกานิสถานยังอยู่ในอันดับสุดท้าย เพราะสูญเสียสิทธิการเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่าไป 2 ประเทศในปีที่ผ่านมา


ภาพ: KieferPix / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post นโยบายทรัมป์ทำพาสปอร์ตอเมริกาตกอันดับการเดินทางไม่ต้องขอวีซ่า สวนทางกับจีนที่ขยับสูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิงคโปร์ยังครองตำแหน่ง ‘พาสปอร์ตทรงอิทธิพล’ อันดับ 1 ของโลก ปี 2025 https://thestandard.co/life/singapore-powerful-passport-2025/ Thu, 09 Jan 2025 10:17:31 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1028645 singapore-powerful-passport-2025

นักเดินทางหรือผู้เดินทางเป็นประจำจะรู้ว่าการถือพาสปอร์ต […]

The post สิงคโปร์ยังครองตำแหน่ง ‘พาสปอร์ตทรงอิทธิพล’ อันดับ 1 ของโลก ปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
singapore-powerful-passport-2025

นักเดินทางหรือผู้เดินทางเป็นประจำจะรู้ว่าการถือพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลของโลกนั้นดีเพียงใด เดินทางง่าย ไปไหนก็ไม่ต้องขอวีซ่า และถึงจะขอ ขั้นตอนการอนุมัติก็มักจะง่ายดายกว่าประเทศอื่น เช่นเคยกับทุกปี Henley & Partners บริษัทที่ปรึกษาด้านสัญชาติชั้นนำระดับโลก เผยผลการจัดอันดับพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจำปี 2025 ซึ่งผลอันดับก็ไม่พลิกโผแต่อย่างใด เพราะสิงคโปร์ยังคงคว้าอันดับพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกไปครอง

 

Henley & Partners เผยว่า สิงคโปร์เป็นชาติที่พาสปอร์ตทรงอิทธิพลที่สุดอันดับที่ 1 โดยสามารถเข้า-ออกได้ 195 แห่งจากทั้งหมด 227 แห่งทั่วโลกโดยไม่ต้องขอวีซ่า ตามติดมาด้วยอันดับที่ 2 ประเทศญี่ปุ่น สามารถเดินทางได้ 193 จุดหมายปลายทาง 

 

ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และสเปน อยู่ในอันดับที่ 3 พร้อมฟินแลนด์และเกาหลีใต้ สามารถเข้าถึงจุดหมายปลายทางได้ 192 แห่งโดยไม่ต้องมีวีซ่า

 

ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับที่ 61 โดยสามารถเข้า-ออกประเทศต่างๆ ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าจำนวน 82 ประเทศ

 

ขณะที่ 3 อันดับสุดท้ายยังคงเป็นอัฟกานิสถาน อันดับที่ 106 เข้าได้ 26 ประเทศ

ตามด้วยซีเรีย อันดับที่ 105 เข้าได้ 27 ประเทศ และอิรัก อันดับที่ 104 เข้าได้ 31 ประเทศ

 

ประเทศไหนอยู่อันดับใด สามารถเข้าไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

www.henleyglobal.com/passport-index/ranking 

 

LIFE UPDATE_สิงคโปร์ยังครองตำแหน่ง ‘พาสปอร์ตทรงอิทธิพล’ อันดับ 1 ของโลก ปี 20252

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

 

อ้างอิง:

The post สิงคโปร์ยังครองตำแหน่ง ‘พาสปอร์ตทรงอิทธิพล’ อันดับ 1 ของโลก ปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทวียืนยัน จับ ‘แป้ง นาโหนด’ ได้แล้วที่อินโดนีเซีย พบหนีซ่อนคอนโดหรู แกล้งเป็นใบ้ ถือพาสปอร์ตปลอม https://thestandard.co/tawee-arrest-chaowalit-indonesia-with-fake-passport/ Thu, 30 May 2024 07:54:42 +0000 https://thestandard.co/?p=939262 แป้ง นาโหนด

วันนี้ (30 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.อ. ทวี​ สอดส่อ […]

The post ทวียืนยัน จับ ‘แป้ง นาโหนด’ ได้แล้วที่อินโดนีเซีย พบหนีซ่อนคอนโดหรู แกล้งเป็นใบ้ ถือพาสปอร์ตปลอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
แป้ง นาโหนด

วันนี้ (30 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.อ. ทวี​ สอดส่อง​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีการจับกุม​ เชาวลิต ทองด้วง หรือ ‘ แป้ง นาโหนด ’ ผู้ต้องหาในคดีหลบหนีออกจากโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ระหว่างเข้ารับการรักษาตัว​ว่า​ ทางรัฐบาลอินโดนีเซียได้ทำการจับกุมได้ที่เกาะบาหลี​

 

โดยในวันพรุ่งนี้ (31 พฤษภาคม) จะทำการประสานรับตัวที่เมืองจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และสืบเนื่องจากที่ เศรษฐา​ ทวี​สิน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงการต่างประเทศ ติดตามอย่างใกล้ชิด และเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (24 พฤษภาคม) นายกรัฐมนตรีได้ให้ตนเดินทางไปยังประเทศอินโดนีเซียเพื่อประสานกับทางการ พร้อมกับมีการคาดการณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งกระทรวงยุติธรรม​ โดยกรมราชทัณฑ์​ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด​ (ป.ป.ส.)​ และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ​ (DSI) ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พล.อ. นิพัทธ์​ ทองเล็ก ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการต่างประเทศ เนื่องจาก แป้ง นาโหนด​ได้หนีออกจากประเทศไทยและปลอมพาสปอร์ต​เป็นคนจังหวัดอาเจะห์​ และไปอยู่ในอินโดนีเซียอย่างระมัดระวัง 

 

ส่วนใหญ่ แป้ง นาโหนดอยู่ในเมืองเมดันและเกาะบาหลี​ รวมถึงในอีกหลายๆ เมือง ซึ่งทางรัฐบาลอินโดนีเซีย โดยเฉพาะตำรวจ ก็ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จนในช่วงเช้าที่ผ่านมาสามารถจับกุมได้​ หลังจากได้ตัวก็คาดว่าน่าจะได้เครือข่ายสำคัญเกี่ยวกับคดียาเสพติด​ด้วย

 

พ.ต.อ. ทวี ยังยืนยันด้วยว่า ที่ผ่านมาทางการไทยได้ตามตัว แป้ง นาโหนดมาโดยตลอด ส่วนรายละเอียดการหลบหนีขอให้ได้ตัวแป้ง นาโหนด จะได้รู้ข้อมูลที่มากกว่านี้ ซึ่งการนำตัวกลับไทยจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายของอินโดนีเซีย โดย แป้ง นาโหนดถือหนังสือเดินทางปลอมของอินโดนีเซีย และเคยถูกจับกุมมาแล้วหลายครั้ง แต่เขาจะแสดงเป็นคนใบ้ เพราะไม่สามารถพูดภาษาของอินโดนีเซียได้ แต่การสืบสวนที่นำไปสู่การจับกุมในครั้งนี้มาจากตำรวจไทยที่ประสานไปยังอินโดนีเซีย

 

เมื่อถามว่าจากการสืบสวนมีคนให้ความช่วยเหลือ แป้ง นาโหนด ในการหลบหนีออกนอกประเทศหรือไม่ พ.ต.อ. ทวี กล่าวว่า เรื่องนี้ขอให้รอการสืบสวนสอบสวน แต่พบว่ามีคนบินจากไทยไปหา แป้ง นาโหนดที่อินโดนีเซีย ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ส่วนจะเป็นคนในครอบครัวหรือไม่ ขอให้รอการตรวจสอบ เพราะการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ไม่ได้โยงมาจากครอบครัว แต่โยงมาจากคนอินโดนีเซียที่ถูกจับไปเรียกค่าไถ่เมื่อเร็วๆ นี้ แต่จะมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน

 

“ต้องยอมรับว่าเขาเป็นมืออาชีพ จนตำรวจอินโดนีเซียบอกว่านี่คือมืออาชีพที่แท้จริง กว่าเราจะรู้เขาก็หนีออกนอกประเทศไปแล้ว อาจจะหนีทางเรือ เราต้องดูคำรับสารภาพของเขาอีกครั้ง เมื่อรู้ว่าเขาเป็นมืออาชีพ เราก็ได้จัดชุดขึ้นมาโดยเฉพาะเป็นกลุ่มเล็กๆ และต้องขอบคุณตำรวจที่ไม่ปล่อย มีการฝังตัวตลอด จนนำจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปสู่การตรวจสอบการเดินทางว่าทำไมถึงเดินทางไปที่เมดัน” พ.ต.อ. ทวี กล่าว

 

พ.ต.อ. ทวี ยังเปิดเผยว่า จากการสืบสวนพบว่า แป้ง นาโหนดหนีไปอยู่ที่เมืองเมดัน ประเทศอินโดนีเซีย พบว่ามีคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่อยู่ที่นั่น ส่วนการจับกุมไปจับกุมได้ระหว่างบินไปเที่ยวที่เกาะบาหลี และขอเวลาในการตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อขยายผล ซึ่งหลังจากการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งภาพพร้อมคลิปวิดีโอ แป้ง นาโหนดมาให้ตน

 

พ.ต.อ. ทวี กล่าวว่า ขอยืนยันว่าเป็นตัวจริง เพราะได้วิดีโอคอลพูดคุยกับ แป้ง นาโหนดซึ่งเขาก็ยอมรับว่าจนมุมแล้ว ตนจึงบอกให้เขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และให้การรับรองเรื่องความปลอดภัย ทั้งนี้ แป้ง นาโหนดไม่เคยเตรียมตัวว่าจะถูกจับ เพราะเขาคิดว่าเป็นยุคที่เขาปลอดภัยที่สุดจึงไปเที่ยว ถ้าหากคิดว่าไม่ปลอดภัยคงอยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อไปเที่ยวก็ไปทะเลาะกับผู้หญิงอินโดนีเซีย และมีการทำร้ายร่างกาย จึงเป็นที่มาที่ตำรวจไปพบ

 

พ.ต.อ. ทวี กล่าวอีกว่า ส่วนตัวจะเดินทางไปที่อินโดนีเซียเพื่อรับตัว แป้ง นาโหนดกลับมาดำเนินคดีในไทยในวันพรุ่งนี้ด้วยตัวเอง

The post ทวียืนยัน จับ ‘แป้ง นาโหนด’ ได้แล้วที่อินโดนีเซีย พบหนีซ่อนคอนโดหรู แกล้งเป็นใบ้ ถือพาสปอร์ตปลอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สนามบินชางงีอัปเกรด! ชาวต่างชาติใช้ช่องทางอัตโนมัติได้แล้ว ผ่าน ตม. แบบไม่ใช้พาสปอร์ต เริ่มใช้สิ้นปี 2024 https://thestandard.co/foreigners-travellers-automated-lanes-immigration-changi-airport-ica/ Mon, 20 May 2024 10:58:04 +0000 https://thestandard.co/?p=935896

สิงคโปร์ได้เปิดให้ชาวต่างชาติทุกคน ไม่ว่าจะเดินทางมาเป็ […]

The post สนามบินชางงีอัปเกรด! ชาวต่างชาติใช้ช่องทางอัตโนมัติได้แล้ว ผ่าน ตม. แบบไม่ใช้พาสปอร์ต เริ่มใช้สิ้นปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สิงคโปร์ได้เปิดให้ชาวต่างชาติทุกคน ไม่ว่าจะเดินทางมาเป็นครั้งแรกหรือไม่ สามารถใช้ช่องทางอัตโนมัติ (Automated Lane) ที่สนามบินชางงี เพื่อผ่านการตรวจคนเข้าเมืองได้แล้วตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการใหม่ที่ต้องการให้การตรวจคนเข้าเมืองรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น

 

ก่อนหน้านี้ช่องทางอัตโนมัติสามารถใช้ได้เฉพาะผู้มีถิ่นพำนักในสิงคโปร์และผู้ถือหนังสือเดินทางจาก 60 ประเทศเท่านั้น แต่ตอนนี้ได้ขยายให้ชาวต่างชาติทุกคนสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักเดินทางที่ได้ใช้บริการและประทับใจในความรวดเร็วและสะดวกสบาย

 

การเปิดตัวครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของสิงคโปร์ในการมุ่งสู่การตรวจคนเข้าเมืองแบบไม่ต้องใช้พาสปอร์ตและแบบไร้สัมผัส ซึ่งตั้งเป้าจะเริ่มใช้ภายในสิ้นปี 2024 โดยระบบนี้จะสามารถตรวจสอบตัวตนของผู้เดินทางได้ด้วยการสแกนใบหน้าและม่านตา ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการตรวจคนเข้าเมืองลงได้ถึง 40%

 

นอกจากนี้ในปี 2025 สิงคโปร์ยังมีแผนเปิดศูนย์บริการ ICA แห่งใหม่ ซึ่งจะทำให้การให้บริการด้านต่างๆ สะดวกยิ่งขึ้น โดยมีเคาน์เตอร์เดียวที่สามารถให้บริการได้ครอบคลุมทุกเรื่อง ตั้งแต่หนังสือเดินทางไปจนถึงใบอนุญาตทำงาน

 

มูฮัมหมัด ไฟชัล อิบราฮิม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยของสิงคโปร์ กล่าวว่า สิงคโปร์จะเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ของโลกที่นำเสนอการตรวจคนเข้าเมืองแบบไม่ใช้หนังสือเดินทาง โดยเทคโนโลยีเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ ICA สามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ICA ระบุว่าสิงคโปร์ ‘อาจเป็นประเทศแรกในโลก’ ที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติทุกคน รวมถึงผู้ที่เดินทางมาครั้งแรก สามารถใช้ช่องทางอัตโนมัติได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า และสามารถเดินทางออกโดยไม่ต้องแสดงหนังสือเดินทาง

 

ICA ยังได้ปรับปรุงระบบ Automated Border Control System (ABCS) โดยมีการติดตั้งประตูตรวจคนเข้าเมืองอัตโนมัติรุ่นใหม่กว่า 600 จุด ภายในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และคาดว่าภายในต้นปี 2026 นักเดินทาง 95% จะสามารถผ่านการตรวจคนเข้าเมืองด้วยช่องทางอัตโนมัติได้

 

นอกจากนี้ ICA ยังสามารถประเมินความเสี่ยงของผู้เดินทางล่วงหน้าโดยใช้ข้อมูลก่อนเดินทางมาถึง ซึ่งเป็นการเสริมการประเมินความเสี่ยงที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ ICA ที่ประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์

 

สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์ ICA จะทยอยเปิดตัวช่องทาง Automated Passenger Clearance System (APCS) ที่จุดตรวจบนบก โดยผู้เดินทางไม่จำเป็นต้องแสดงหนังสือเดินทาง แต่สามารถบันทึกรายละเอียดหนังสือเดินทางในแอป MyICA และสร้าง QR Code เพื่อสแกนที่เคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมืองได้

ระหว่างวันที่ 19 มีนาคม – 30 เมษายน มีผู้เดินทางด้วยรถยนต์มากกว่า 3.1 ล้านคน หรือประมาณ 64% ของผู้เดินทางทั้งหมด ใช้ QR Code ในการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง

 

เมื่อการตรวจคนเข้าเมืองสำหรับรถยนต์เป็นแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบที่ด่าน Tuas และ Woodlands ผู้เดินทางจะยังคงใช้ QR Code ที่สร้างโดยแอป MyICA และแสดงข้อมูลชีวภาพเพื่อยืนยันตัวตนโดยใช้เครื่องสแกนแบบไร้สัมผัส ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ ICA จะต้องประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์ตรวจรถแต่ละคัน ทำให้สามารถเปิดช่องทางได้มากขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง

 

อ้างอิง:

The post สนามบินชางงีอัปเกรด! ชาวต่างชาติใช้ช่องทางอัตโนมัติได้แล้ว ผ่าน ตม. แบบไม่ใช้พาสปอร์ต เริ่มใช้สิ้นปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซฟไว้เลย! พาสปอร์ตไทย 2024 เข้าประเทศไหนได้บ้าง ไม่ต้องขอวีซ่า https://thestandard.co/thai-passport-2024-access/ Tue, 30 Jan 2024 03:00:50 +0000 https://thestandard.co/?p=893679 พาสปอร์ตไทย 2024

พาสปอร์ตไทย 2024 เข้าประเทศไหนได้บ้าง ไม่ต้องขอวีซ่า &n […]

The post เซฟไว้เลย! พาสปอร์ตไทย 2024 เข้าประเทศไหนได้บ้าง ไม่ต้องขอวีซ่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาสปอร์ตไทย 2024

พาสปอร์ตไทย 2024 เข้าประเทศไหนได้บ้าง ไม่ต้องขอวีซ่า

 

พาสปอร์ตไทย ปี 2024 สามารถเดินทางเข้าได้ 82 ประเทศ/ดินแดนทั่วโลก โดยไม่ต้องมีวีซ่า และจะปรับตัวเลขเป็น 83 ประเทศ/ดินแดนในวันที่ 1 มีนาคม 2024 หลังไทย-จีนลงนามความตกลงยกเว้นตรวจลงตราซึ่งกันและกัน ไม่ต้องขอวีซ่า พำนักได้สูงสุดไม่เกิน 30 วัน 

 

เผยแพร่วันที่ 30 มกราคม 2024

 

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

อ้างอิง:

  • The Henley Passport Index 2024

The post เซฟไว้เลย! พาสปอร์ตไทย 2024 เข้าประเทศไหนได้บ้าง ไม่ต้องขอวีซ่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นรั้งอันดับ 1 พาสปอร์ตทรงอิทธิพลของโลกอีกครั้ง แต่คราวนี้มีอีก 5 ประเทศร่วมด้วย https://thestandard.co/life/japan-most-powerful-passports/ Fri, 12 Jan 2024 13:26:59 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=887155

เดือดแค่ไหนไม่รู้ แต่ปีนี้พาสปอร์ตทรงอิทธิพลของโลกมีมาก […]

The post ญี่ปุ่นรั้งอันดับ 1 พาสปอร์ตทรงอิทธิพลของโลกอีกครั้ง แต่คราวนี้มีอีก 5 ประเทศร่วมด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>

เดือดแค่ไหนไม่รู้ แต่ปีนี้พาสปอร์ตทรงอิทธิพลของโลกมีมากถึง 6 ประเทศ

 

Henley & Partners บริษัทที่ปรึกษาด้านสัญชาติชั้นนำระดับโลก เผยผลการจัดอันดับพาสปอร์ตทรงอิทธิพลที่สุดในโลกประจำปี 2024 โดยปีนี้ประเทศญี่ปุ่นยังคงอยู่หัวแถว คว้าอันดับ 1 พาสปอร์ตทรงอิทธิพลที่สุดในโลกไปครอง ร่วมกับประเทศอื่นๆ อีก 5 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สิงคโปร์ และสเปน ที่ขยับตัวเองขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ร่วมได้ในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยสามารถเดินทางได้ 194 ประเทศโดยไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า 

 

ส่วนประเทศไทยขยับจากอันดับที่ 68 ในปีที่ผ่านมา มาเป็นอันดับที่ 63 เดินทางได้ 82 ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า 

 

ขณะที่ 3 อันดับสุดท้ายยังคงเป็นอัฟกานิสถาน (อันดับที่ 104) เข้าได้ 28 ประเทศ ซีเรีย (อันดับที่ 103) 29 ประเทศ และอิรัก (อันดับที่ 102) 31 ประเทศ

 

ประเทศไหนอยู่อันดับใด สามารถเข้าไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

www.henleyglobal.com/passport-index/ranking

 

10 อันดับหนังสือเดินทางทรงพลังที่สุดในโลก ปี 2024

 

  1. ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, สเปน (194 ประเทศ)
  2. ฟินแลนด์, เกาหลีใต้, สวีเดน (193 ประเทศ)
  3. ออสเตรีย, เดนมาร์ก, ไอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์ (192 ประเทศ)
  4. เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, นอร์เวย์, โปรตุเกส, สหราชอาณาจักร (191 ประเทศ)
  5. กรีซ, มอลตา, สวิตเซอร์แลนด์ (190 ประเทศ)
  6. ออสเตรเลีย, สาธารณรัฐเช็ก, นิวซีแลนด์, โปแลนด์ (189 ประเทศ)
  7. แคนาดา, ฮังการี, สหรัฐอเมริกา (188 ประเทศ)
  8. เอสโตเนีย, ลิทัวเนีย (187 ประเทศ)
  9. ลัตเวีย, สโลวาเกีย, สโลวีเนีย (186 ประเทศ)
  10. ไอซ์แลนด์ (185 ประเทศ)

 

ภาพ: Getty Image

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่นรั้งอันดับ 1 พาสปอร์ตทรงอิทธิพลของโลกอีกครั้ง แต่คราวนี้มีอีก 5 ประเทศร่วมด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิงคโปร์ขึ้นแท่นพาสปอร์ตทรงอิทธิพลอันดับ 1 ของโลกแทนญี่ปุ่น https://thestandard.co/life/henley-passport-index-ranking/ Thu, 20 Jul 2023 10:28:41 +0000 https://thestandard.co/?p=819863 สิงคโปร์

Henley & Partners บริษัทที่ปรึกษาด้านสัญชาติชั้นนำร […]

The post สิงคโปร์ขึ้นแท่นพาสปอร์ตทรงอิทธิพลอันดับ 1 ของโลกแทนญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิงคโปร์

Henley & Partners บริษัทที่ปรึกษาด้านสัญชาติชั้นนำระดับโลก เผยผลการจัดอันดับพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกล่าสุด Q3/2023 ปรากฏว่าประเทศสิงคโปร์ คว้าแชมป์อันดับ 1 พาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลที่สุดไปครอง สามารถเข้าออกได้ 192 ประเทศ โดยไม่ต้องขอวีซ่า ตามติดด้วย 3 ชาติฝั่งยุโรปอย่างเยอรมนี, อิตาลี และสเปน ที่ขึ้นมาครองอันดับ 2 เข้าออกประเทศได้ 190 ประเทศ โดยไม่ต้องขอวีซ่า ส่วนญี่ปุ่นตกไปอยู่อันดับ 3 ร่วมกับอีก 6 ชาติ เข้าได้ 189 ประเทศ โดยไม่ต้องขอวีซ่า

 

ส่วนประเทศไทยเรียกว่าลำดับยังทรงๆ ขึ้นจากอันดับที่ 70 มาอยู่อันดับ 64 โดยสามารถเข้าออกประเทศต่างๆ ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าจำนวน 79 ประเทศ

 

ขณะที่ 3 อันดับสุดท้ายยังคงเป็นอัฟกานิสถาน (อันดับที่ 103) เข้าได้ 27 ประเทศ ตามด้วยอิรัก (อันดับที่ 102) 29 ประเทศ และซีเรีย (อันดับที่ 101) 30 ประเทศ

 

ประเทศไหนอยู่อันดับใด สามารถเข้าไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

www.henleyglobal.com/passport-index/ranking

 

10 อันดับพาสปอร์ตทรงอิทธิพลอันดับโลก

 

  1. สิงคโปร์ (192 ประเทศ)
  2. เยอรมนี, อิตาลี และสเปน (190 ประเทศ)
  3. ออสเตรีย, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น, ลักเซมเบิร์ก, เกาหลีใต้ และสวีเดน (189 ประเทศ)
  4. เดนมาร์ก, ไอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร (188 ประเทศ)
  5. เบลเยียม, สาธารณรัฐเช็ก, มอลตา, นิวซีแลนด์, นอร์เวย์, โปรตุเกส และสวิตเซอร์แลนด์ (187 ประเทศ)
  6. ออสเตรเลีย, ฮังการี และโปแลนด์ (186 ประเทศ)
  7. แคนาดา และกรีซ (185 ประเทศ)
  8. ลิทัวเนีย และสหรัฐอเมริกา (184 ประเทศ)
  9. ลัตเวีย, สโลวาเกีย และสโลวีเนีย (183 ประเทศ)
  10. เอสโตเนีย และไอซ์แลนด์ (182 ประเทศ)

 

ภาพ: Shutterstock

อ้างอิง:

The post สิงคโปร์ขึ้นแท่นพาสปอร์ตทรงอิทธิพลอันดับ 1 ของโลกแทนญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 อันดับประเทศที่มี พาสปอร์ต ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจำปี 2022 https://thestandard.co/10-best-passport-2022/ Wed, 21 Sep 2022 04:45:17 +0000 https://thestandard.co/?p=684477

เว็บไซต์ Henley & Partners รายงานประเทศที่มี พาสปอร […]

The post 10 อันดับประเทศที่มี พาสปอร์ต ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจำปี 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เว็บไซต์ Henley & Partners รายงานประเทศที่มี พาสปอร์ต ทรงอิทธิพล ประจำปี 2022 ตามจำนวนจุดหมายปลายทางที่ผู้ถือครองพาสปอร์ตสามารถผ่านเข้าได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า จากพาสปอร์ตทั้งหมด 199 ฉบับ และ 227 จุดหมายปลายทาง ประจำไตรมาส 3 ในปีนี้

 

ทีมงาน THE STANDARD WEALTH ได้สรุปข้อมูลจาก The Henley Passport Index ณ วันที่ 20 กันยายน 2022 พบ 10 อันดับประเทศที่มีพาสปอร์ตทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจำปี 2022 ดังนี้

 

  1. ญี่ปุ่น (193 จุดหมายปลายทาง)
  2. สิงคโปร์ เกาหลีใต้ (192 จุดหมายปลายทาง)
  3. เยอรมนี สเปน (190 จุดหมายปลายทาง)
  4. ฟินแลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก (189 จุดหมายปลายทาง)
  5. ออสเตรีย เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สวีเดน (188 จุดหมายปลายทาง)
  6. ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ โปรตุเกส สหราชอาณาจักร (187 จุดหมายปลายทาง)
  7. เบลเยียม นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา (186 จุดหมายปลายทาง)
  8. ออสเตรเลีย แคนาดา เช็ก กรีซ มอลตา (185 จุดหมายปลายทาง)
  9. ฮังการี (183 จุดหมายปลายทาง)
  10. ลิทัวเนีย โปแลนด์ สโลวาเกีย (182 จุดหมายปลายทาง)

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post 10 อันดับประเทศที่มี พาสปอร์ต ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจำปี 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ญี่ปุ่น’ แชมป์พาสปอร์ตทรงอิทธิพลปี 2022 เที่ยวได้ 193 จุดหมายปลายทางโดยไม่ต้องขอวีซ่า ขณะไทยตกไปอยู่อันดับที่ 70 https://thestandard.co/japan-the-best-passport-2022/ Wed, 21 Sep 2022 02:29:44 +0000 https://thestandard.co/?p=684474

ญี่ปุ่น ‘ครองแชมป์’ พาสปอร์ตทรงอิทธิพลปี 2022 เที่ยวได้ […]

The post ‘ญี่ปุ่น’ แชมป์พาสปอร์ตทรงอิทธิพลปี 2022 เที่ยวได้ 193 จุดหมายปลายทางโดยไม่ต้องขอวีซ่า ขณะไทยตกไปอยู่อันดับที่ 70 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ญี่ปุ่น ‘ครองแชมป์’ พาสปอร์ตทรงอิทธิพลปี 2022 เที่ยวได้ 193 จุดหมายปลายทางโดยไม่ต้องขอวีซ่า ขณะไทยตกไปอยู่อันดับที่ 70

 

Henley & Partners รายงานพาสปอร์ตทรงอิทธิพลประจำปี 2022 ผ่าน The Henley Passport Index ตามจำนวนจุดหมายปลายทางที่ผู้ถือครองพาสปอร์ตสามารถผ่านเข้าได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า จากพาสปอร์ตทั้งหมด 199 ฉบับ และ 227 จุดหมายปลายทาง ซึ่งการจัดอันพาสปอร์ตหรือหนังสือเดินทางทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจำไตรมาส 3 ในปีนี้ ญี่ปุ่นขยับขึ้นมาครองแชมป์แบบเดี่ยวๆ สามารถเข้าออกประเทศและดินแดนได้ 193 จุดหมายปลายทางโดยไม่ต้องขอวีซ่า ส่วนสิงคโปร์ตกไปอยู่อันดับที่ 2 ร่วมกับเกาหลีใต้ เข้าออกประเทศได้ 192 จุดหมายปลายทาง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ด้านกลุ่มประเทศในยุโรปอย่างเยอรมนีและสเปน อยู่ในอันดับ 3 ร่วม เดินทางได้ 190 จุดหมายปลายทาง อันดับ 4 ร่วม มีฟินแลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เดินทางได้ 189 จุดหมายปลายทาง ส่วนอันดับ 5 ร่วม ได้แก่ ออสเตรีย เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน เดินทางได้ 188 จุดหมายปลายทาง

 

สำหรับพาสปอร์ตของไทยปีนี้ตกจากอันดับที่ 65 มาอยู่ในอันดับที่ 70 เข้าออกประเทศได้ 79 จุดหมายปลายทาง โดยประเทศในกลุ่มอาเซียนอื่นๆ มาเลเซีย อันดับที่ 13, บรูไน อันดับที่ 22, อินโดนีเซีย อันดับที่ 76, ฟิลิปปินส์ อันดับที่ 80, เวียดนาม อันดับที่ 92, กัมพูชา อันดับที่ 93 และสปป.ลาว อันดับที่ 95

 

ในส่วนของกลุ่มประเทศใหญ่ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อันดับที่ 7, บราซิล อันดับที่ 19, ยูเครน อันดับที่ 35, รัสเซีย อันดับที่ 50, แอฟริกาใต้ อันดับที่ 55, จีน อันดับที่ 69 และอินเดีย อันดับที่ 87

 

ขณะที่กลุ่มประเทศพาสปอร์ตทรงอิทธิพลน้อยที่สุด 5 ประเทศ คือ อัฟกานิสถาน อันดับที่ 112 เดินทางได้ 27 จุดหมายปลายทาง, อิรัก อันดับที่ 110 เดินทางได้ 29 จุดหมายปลายทาง, ซีเรีย อันดับที่ 110 เดินทางได้ 30 จุดหมายปลายทาง, ปากีสถาน อันดับที่ 109 เดินทางได้ 32 จุดหมายปลายทาง และเยเมน อันดับที่ 108 เดินทางได้ 34 จุดหมายปลายทาง

 

อย่างไรก็ตาม ดัชนีนี้ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ซึ่ง Henley & Partners เปิดเผยว่าเป็นฐานข้อมูลการเดินทางสำคัญที่ทางทีมวิจัยของ Henley & Partners นำมาใช้จัดอันดับรายงานฉบับนี้ โดยข้อมูลจะถูกปรับปรุงในทุกๆ ไตรมาส ซึ่งรายละเอียดของรายงานชิ้นนี้ถือว่ามีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ โดยเฉพาะต่ออุตสาหกรรมการบินและธุรกิจการท่องเที่ยวทั่วโลกที่ถูกนำเสนอออกมาในช่วงท้ายๆ ของการแพร่ระบาดของโควิด

 

ทั้งนี้ รายงานจาก statista.com ระบุว่า จำนวนตัวเลขของนักเดินทางและนักท่องเที่ยวทั่วโลกลดลงอย่างมากในปี 2020 ร่วงลงมาอยู่ที่ 405.7 ล้านคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 1989 โดยตัวเลขของนักท่องเที่ยวทั่วโลกเคยพุ่งขึ้นสูงสุดในปี 2019 ด้วยจำนวน 1,465.2 ล้านคนต่อปี ก่อนที่จะตกมาเหลือ 429.4 ล้านคนในปี 2021 อันเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด

 

สรุป 10 อันดับพาสปอร์ตทรงอิทธิพลอันดับโลก ประจำปี 2022

 

  1. ญี่ปุ่น (193 จุดหมายปลายทาง)
  2. สิงคโปร์ เกาหลีใต้ (192 จุดหมายปลายทาง)
  3. เยอรมนี สเปน (190 จุดหมายปลายทาง)
  4. ฟินแลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก (189 จุดหมายปลายทาง)
  5. ออสเตรีย เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สวีเดน (188 จุดหมายปลายทาง)
  6. ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ โปรตุเกส สหราชอาณาจักร (187 จุดหมายปลายทาง)
  7. เบลเยียม นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา (186 จุดหมายปลายทาง)
  8. ออสเตรเลีย แคนาดา เช็ก กรีซ มอลตา (185 จุดหมายปลายทาง)
  9. ฮังการี (183 จุดหมายปลายทาง)
  10. ลิทัวเนีย โปแลนด์ สโลวาเกีย (182 จุดหมายปลายทาง)

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘ญี่ปุ่น’ แชมป์พาสปอร์ตทรงอิทธิพลปี 2022 เที่ยวได้ 193 จุดหมายปลายทางโดยไม่ต้องขอวีซ่า ขณะไทยตกไปอยู่อันดับที่ 70 appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาสปอร์ตเหลือ 6 เดือน ออกเดินทางนอกประเทศได้ไหมนะ? https://thestandard.co/cracked-passport-age/ Fri, 24 Jun 2022 08:01:28 +0000 https://thestandard.co/?p=645969 พาสปอร์ต

เป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้ว นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิดเก […]

The post พาสปอร์ตเหลือ 6 เดือน ออกเดินทางนอกประเทศได้ไหมนะ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาสปอร์ต

เป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้ว นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิดเกิดขึ้นบนโลกของเรา ตอนนี้ทุกสิ่งอย่างกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจนเรียกได้ว่าเราก้าวเข้าสู่ยุคหลังโควิดเรียบร้อยแล้ว พรมแดนระหว่างประเทศเปิดให้ท่องเที่ยว ผู้คนไปมาหาสู่กันได้แม้จะมีเงื่อนไขเล็กๆ น้อยๆ โผล่ขึ้นมาก็ตาม 

 

สำหรับนักเดินทางอย่างเราๆ เชื่อว่าหลายคนคงกำลังงงสงสัย เอ…จะจองตั๋วเดินทาง แต่พาสสปอร์ตอยู่สภาวะก้ำกึ่งเฉียดๆ เหลือ 6 เดือนในวันเดินทาง หรือมีอายุใช้งานผ่าน 6 เดือนสุดท้ายมาไม่กี่วัน พาสสปอร์ตเล่มนี้ยังใช้ได้อยู่หรือไม่นะ? เราจำเป็นต้องทำใหม่หรือเปล่า?

 

อายุของพาสปอร์ตแต่ละประเทศนั้นไม่เท่ากัน 5 ปี 10 ปีบ้าง แล้วแต่กำหนด สำหรับประเทศไทยเปลี่ยนสู่ระบบ 10 ปีในช่วงก่อนการระบาดไม่นาน ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะมีไม่กี่คนหรอกที่จะใช้พาสปอร์ตหมดเล่ม ส่วนใหญ่แล้วมักหมดอายุเสียก่อน เผลอๆ บางคนใช้ครั้งเดียวก็ต้องทิ้งเล่มเสียแล้ว กฎข้อบังคับส่วนใหญ่กำหนดว่าหนังสือเดินทางต้องมีอายุมากกว่า 6 เดือนถึงเดินทางออกนอกประเทศได้ แต่เอ๊ะ…เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมพาสปอร์ตต้องมีอายุมากกว่า 6 เดือน ขาดแค่ 2-3 วันได้ไหม และทำไมในทางปฏิบัติจึงหมดอายุการใช้งานเร็วกว่าเวลาจริง

 

🙋📕 สากลโลกเขากำหนดไว้ 6 เดือน

จริงๆ พาสปอร์ตยังคงทำหน้าที่จวบจนวันสุดท้ายที่ระบุไว้ในตัวเล่ม เพียงแต่ว่าหน้าที่บางประการของมันถูกตัดทอนลง ซึ่งหน้าที่นั้นก็ใหญ่เสียด้วย นั่นคือใช้เป็นใบเบิกทางผ่านข้ามพรมแดน มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของประเทศทั้งหมดทั่วโลก กำหนดอายุพาสปอร์ตว่าต้องมีอายุขั้นต่ำ 6 เดือนจวบจนวันเดินทางกลับ ถึงอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศได้ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะต้องการเผื่อเหลือเผื่อขาดกรณีมีเหตุฉุกเฉินสารพัดอย่างที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็นการพลัดหลง การติดค้างอยู่สนามบินในเที่ยวบิน เผื่อเวลาเปลี่ยนเครื่อง ฯลฯ ซึ่งขนาดเผื่อไว้ 6 เดือนแล้ว ก็ยังมีนักเดินทางหลายคนตกค้าง มีปัญหาให้สถานทูตช่วยเหลือตลอดเวลา

 

และด้วยตัวเลข 6 เป็นจำนวนเดือนที่ประชาคมโลกส่วนใหญ่กำหนดไว้ ทางสายการบิน รวมถึงผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวต่างๆ จึงใช้เลข 6 เป็นบรรทัดฐานในการป้องกัน บางแห่งเคร่งครัดถึงขั้นทำธุรกรรมใดๆ ล่วงหน้าไม่ได้เลยถ้าหนังสือเดินทางอายุไม่ถึง 6 เดือน แต่บางแห่งทำได้ แค่วันเดินทางต้องผ่านเงื่อนไขเท่านั้น

 

🙋📕 ในกรณีขาดแค่ 2-3 วัน จะลักไก่ได้ไหม

คำตอบคือ ได้ แต่ไม่เสมอไป อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าส่วนใหญ่แล้วใช้เลข 6 เดือนเป็นบรรทัดฐานในการตรวจคนเข้าเมือง แต่ก็มีอีกหลายประเทศที่สามารถรับตราประทับเข้าเมืองได้โดยมีอายุพาสปอร์ตต่ำกว่าเลข 6 เช่น ญี่ปุ่น หรือบางประเทศในแถบเอเชีย ฉะนั้นหากจำนวนวันพาสปอร์ตขาดแค่ 1-2 วันจึงจะครอบคลุมทั้งทริป แล้วคุณเดินทางไปประเทศดังกล่าว บางสายการบินก็จะปล่อยให้เราขึ้นเครื่องตามปกติ แต่อาจมีเอกสารยืนยันว่า ‘คุณจะต้องรับผิดชอบค่าตั๋วเองในกรณีที่ถูกปฏิเสธจากการตรวจคนเข้าเมืองประเทศปลายทาง’ หรือถ้าใครจะเถียงว่า “ไม่นะ ฉันก็เคยมาแล้ว ไม่เคยเป็นอะไร” ดิฉันขอบอกว่า นั่นเพราะคุณโชคดี ประสบการณ์ของนักเดินทางแต่ละคนที่ได้รับมักจะต่างกัน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองล้วนๆ

 

พาสปอร์ต

ภาพ: Passportindex.com

 

🙋📕ตัวอย่างกำหนดขั้นต่ำของแต่ละกลุ่มประเทศ

 

มีหลายประเทศทั่วโลกที่พาสปอร์ตอายุไม่ถึง 6 เดือนก็เที่ยวได้ รายชื่อด้านล่างที่เรานำมานั้นเป็นรายละเอียดสากลของแต่ละประเทศว่าประเทศไหนจัดอยู่ในกลุ่มใด รายชื่อเหล่านี้ปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับเวลาและข้อตกลงระหว่างประเทศ ฉะนั้นอย่าลืมเช็กกับสถานกงสุลของแต่ละประเทศก่อนเดินทาง นี่เป็นเรื่องสำคัญ

 

1. เชงเก้น (Schengen Area)

ประเทศในกลุ่มเชงเก้น หรือกลุ่มสมาชิก EU ส่วนใหญ่ยึดพาสปอร์ตอายุมากกว่า 6 เดือนสำหรับชาวเอเชีย ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณจะถือพาสปอร์ตในกลุ่มประเทศเชงเก้น และสหรัฐอเมริกา ถึงได้อนุโลมเหลือ 3 เดือนในบางประเทศ ฉะนั้นหากคุณต้องการเดินทางด้วยรถไฟไป-มาหลายประเทศทริปเดียวในพื้นที่นี้ ควรมีจำนวนอายุพาสปอร์ตอย่างน้อย 6 เดือน

 

2. เอเชีย (Asia)

มากกว่าครึ่งของเอเชียกำหนดอายุพาสปอร์ตไม่น้อยกว่า 6 เดือน จนถึงวันเดินทางกลับ (รวมถึงประเทศไทยเราด้วย) ยกเว้นบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ที่ต้องการอายุพาสปอร์ตครอบคลุมระยะเวลาที่อยู่ในประเทศเท่านั้น ฮ่องกง มาเก๊า คือขั้นต่ำ 3 เดือน เมื่อเดินทางถึง รัสเซีย และอินเดียต้องการขั้นต่ำ 6 เดือน พร้อมหน้าพาสปอร์ตว่าง 2 หน้า

 

3. ตะวันออกกลาง (Middle East)

บางประเทศในตะวันออกกลางต้องการแค่หน้าว่างเพื่อตราประทับเท่านั้น แต่ก็มีหลายประเทศต้องการอายุหนังสือเดินทางขั้นต่ำ 6 เดือน เช่น บาห์เรน, อียิปต์, อิรัก, อิหร่าน, อิสราเอล, จอร์แดน, คูเวต, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เขตเวสต์แบงก์, ฉนวนกาซา และเยเมน

 

4. สหรัฐอเมริกาและแถบทะเลแคริบเบียน (U.S. and the Caribbean)

สหรัฐอเมริกาและประเทศในแถบทะเลแคริบเบียนกำหนดอายุพาสปอร์ตขั้นต่ำไว้ 6 เดือนสำหรับชาวเอเชีย ยกเว้นเสียว่าคุณจะถือพาสปอร์ตสหรัฐฯ หรือเม็กซิโก ที่ต้องการแค่หน้าว่างเท่านั้น และปานามา ขั้นต่ำ 3 เดือนในวันเดินทาง

 

5. แอฟริกา (Africa)

กำหนดอายุพาสปอร์ตขั้นต่ำไว้ 6 เดือน ไว้ 27 ประเทศ เช่น อัลจีเรีย, บอตสวานา, คองโก, เคนยา, มาดากัสการ์, มอริเตเนีย, นามิเบีย, รวันดา, โซมาเลีย, ซูดาน, แทนซาเนีย และจิบูตี เป็นต้น

 

จากข้างต้นจะเห็นได้ว่าประเทศส่วนใหญ่ล้วนกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 6 เดือนทั้งนั้น ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัย ไม่เสียอารมณ์ และลดความเสี่ยงต่างๆ ที่จะทำให้ทริปในฝันของคุณล่ม เราแนะนำให้คุณเช็กวันหมดอายุพาสปอร์ตก่อนจองตั๋วเครื่องบินหรือออกเดินทาง ถ้าสุ่มเสี่ยงเกิดความไม่มั่นใจก็ไปทำใหม่เสียเถิด ลงเงินเสียทริปไปหลายบาทแล้ว ถ้าไม่ได้ไปคงต้องนั่งน้ำตาตก เดี๋ยวนี้กรมการกงสุลมีสถานที่ทำพาสปอร์ตรองรับการให้บริการหลายสาขา ใช้เวลาทำ 20 นาทีเสร็จ จองคิวผ่านทางออนไลน์ได้ด้วย ฉะนั้นทำเสียเถอะ ปลอดภัยไว้ก่อนเป็นดี

 

ภาพ: Kiyoshi Hijiki / EyeEm

อ้างอิง:

The post พาสปอร์ตเหลือ 6 เดือน ออกเดินทางนอกประเทศได้ไหมนะ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงต่างประเทศถอนชื่อ ช่อ พรรณิการ์ จากบัญชีต้องตรวจสอบสถานะแล้ว สามารถทำพาสปอร์ตได้ปกติ https://thestandard.co/mfa-removed-pannika-name-out-from-inspection-list/ Mon, 25 Apr 2022 11:45:28 +0000 https://thestandard.co/?p=621291 ช่อ พรรณิการ์

วันนี้ (25 เมษายน) ธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆ […]

The post กระทรวงต่างประเทศถอนชื่อ ช่อ พรรณิการ์ จากบัญชีต้องตรวจสอบสถานะแล้ว สามารถทำพาสปอร์ตได้ปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช่อ พรรณิการ์

วันนี้ (25 เมษายน) ธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ชี้แจงกรณีมีข่าวการเพิกถอนหนังสือเดินทางของ พรรณิการ์ วานิช หรือ ช่อ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้าว่า ตามที่มีข่าวว่าพรรณิการ์ถูกเพิกถอนหนังสือเดินทาง ขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้

 

  1. กระทรวงการต่างประเทศมิได้ยกเลิกหนังสือเดินทางของพรรณิการ์แต่อย่างใด หนังสือเดินทางของพรรณิการ์ยังมีอายุการใช้งานอยู่ เพียงแต่ใกล้หมดอายุ พรรณิการ์จึงมาขอทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่

 

  1. การออก เพิกถอน ปฏิเสธ หรือยับยั้งหนังสือเดินทาง จะต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. 2548 โดยกรณีการปฏิเสธเลิกหนังสือเดินทางผู้ใดนั้น กระทรวงการต่างประเทศจะพิจารณาว่าเข้าองค์ประกอบการปฏิเสธ ตามระเบียบฯ ข้อ 21 หรือข้อ 23 หรือไม่ การจะปฏิเสธต้องเป็นไปตามเงื่อนไข อาทิ ข้อ 21 (1) ผู้ร้องมีหนังสือเดินทางประเภทเดียวกันที่ยังมีอายุใช้งานอยู่ หรือข้อ 21 (2) กระทรวงการต่างประเทศได้รับแจ้งว่าผู้ร้องกำลังรับโทษในคดีอาญา หรืออยู่ระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราว หรือเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาที่มีหมายจับแล้ว ซึ่งศาลหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเห็นว่าไม่ควรออกหนังสือเดินทางให้ หรือข้อ 21 (3) ผู้ร้องเป็นผู้ที่ศาลหรือเจ้าพนักงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย สั่งห้ามไม่ให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักร เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศจะพิจารณาเรื่องการปฏิเสธหรือยกเลิกหนังสือเดินทางผู้ใดก็ต่อเมื่อศาลหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจแจ้งมาให้พิจารณาเท่านั้น 

 

  1. พรรณิการ์เป็นผู้ที่ตำรวจ โดยสถานีตำรวจนครบาล (สน.) พญาไท มีหนังสือขอความร่วมมือให้ปฏิเสธ ยับยั้งคำขอหนังสือเดินทาง และยกเลิกหนังสือเดินทาง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้วยังไม่ครบองค์ประกอบที่จะพิจารณาตามระเบียบหนังสือเดินทางได้ กระทรวงการต่างประเทศจึงมิได้ยกเลิกหนังสือเดินทางของพรรณิการ์ เพียงแต่นำรายชื่อของพรรณิการ์ไว้ในบัญชีผู้ที่ต้องตรวจสอบสถานะกับหน่วยงานที่แจ้งมาก่อนจึงจะให้ทำหนังสือเดินทางได้ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไปในกรณีลักษณะนี้ และกระทรวงการต่างประเทศก็กำลังจะมีหนังสือสอบถามไปยัง สน.พญาไท

 

  1. ต่อมาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2565 สน.พญาไท ได้ส่งหนังสือขอถอนคืนหนังสือให้พิจารณาเพิกถอนหนังสือเดินทางของพรรณิการ์ กระทรวงการต่างประเทศจึงได้นำชื่อของพรรณิการ์ออกจากบัญชีรายชื่อผู้ที่ต้องตรวจสอบสถานะก่อน ดังนั้นพรรณิการ์จึงสามารถขอทำหนังสือเดินทางได้ตามปกติ

The post กระทรวงต่างประเทศถอนชื่อ ช่อ พรรณิการ์ จากบัญชีต้องตรวจสอบสถานะแล้ว สามารถทำพาสปอร์ตได้ปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สน.พญาไท เร่งส่งหนังสือยกเลิกคำสั่งระงับออกพาสปอร์ต 3 แกนนำคณะก้าวหน้า หลัง ‘ช่อ พรรณิการ์’ บุกถามถึงโรงพัก https://thestandard.co/issuance-passports-for-3-leaders-of-the-progressive-council-case/ Thu, 21 Apr 2022 05:27:27 +0000 https://thestandard.co/?p=619689 ช่อ พรรณิการ์

วันนี้ (21 เมษายน) ที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) พญาไท พรรณ […]

The post สน.พญาไท เร่งส่งหนังสือยกเลิกคำสั่งระงับออกพาสปอร์ต 3 แกนนำคณะก้าวหน้า หลัง ‘ช่อ พรรณิการ์’ บุกถามถึงโรงพัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช่อ พรรณิการ์

วันนี้ (21 เมษายน) ที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) พญาไท พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เดินทางมาพบเจ้าหน้าที่เพื่อสอบถามถึงสาเหตุการออกคำสั่งระงับการออกหนังสือเดินทาง โดยพรรณิการ์กล่าวว่า วานนี้ (20 เมษายน) ตนเดินทางไปต่ออายุหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ต ที่สำนักงานหนังสือเดินทาง เขตปทุมวัน เมื่อไปถึงพนักงานพยายามทำเรื่องในระบบหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ จึงสอบถามไปยังกรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ เพื่อตรวจสอบ จึงทราบภายหลังว่ามีหนังสือขอให้มีการเพิกถอนหนังสือเดินทางของทั้ง 3 รายชื่อ ได้แก่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล และตน

 

ทั้งนี้ หนังสือขอระงับดังกล่าวถูกลงนามโดย พ.ต.ท. บารมี วงษ์อินตา รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สน.พญาไท โดยให้เหตุผลว่าทั้งสามเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา มาตรา 116 ซึ่งคดีนี้พรรณิการ์ยืนยันว่าอัยการยังไม่มีการส่งฟ้องแน่นอน เพราะฉะนั้นยังไม่มีคำสั่งศาลสั่งงดการเดินทางแน่นอน

 

พรรณิการ์กล่าวต่อไปว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลก ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 มีจำนวนกว่า 300 คน หมายความว่าทั้งหมดนี้ต้องโดนระงับหนังสือเดินทางทั้งหมดเลยหรือไม่ แล้วสิทธิเสรีภาพอยู่ที่ไหน ส่วนตัวเชื่อว่าเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติกับคนที่เห็นต่างทางการเมือง อยู่ตรงข้ามกับฝั่งรัฐบาล

 

ส่วนกรณีปิยบุตรที่ขณะนี้อยู่ต่างประเทศ ตนยังไม่แน่ใจว่ามีผลอะไรหรือไม่ เพราะตอนขาออกยังสามารถเดินทางไปได้แม้คำสั่งนี้มีนานแล้ว และเข้าใจว่าอธิบดีกรมการกงสุลให้ความร่วมมือกับทางตำรวจแค่บางส่วน เพราะในหนังสือมีการระบุว่าให้ระงับและเพิกถอนหนังสือเดินทาง แต่สิ่งที่เกิดเป็นเพียงการไม่อนุญาตให้ต่ออายุหนังสือเดินทาง

 

ในทางปฏิบัติ กรณีนี้ทำให้ชีวิตลำบาก เพราะเวลาเดินทางไปต่างประเทศจะต้องกังวลทุกครั้งว่าจะไปติดที่ด่านไหนหรือไม่ จริงๆ ทางแก้ไขทราบว่ามีวิธีการดำเนินการอยู่หลายวิธีในทางกฎหมาย แต่อยากพูดคุยและทำความเข้าใจกับตำรวจให้ดีก่อนว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นการใช้กฎหมายที่ทำให้ประชาชนรู้สึกลำบากพอสมควร และเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ คิดว่าตำรวจน่าจะทำความเข้าใจได้

 

พรรณิการ์ยอมรับว่า หลังจากที่โดนปฏิบัติลักษณะนี้ตนตัดสินใจไปเปิดดูข้อกฎหมายต่างๆ สรุปว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจที่จะทำได้ เพราะการออกหนังสือเดินทางของกระทรวงการต่างประเทศในข้อของการระงับเพิกถอนให้อำนาจเจ้าหน้าที่อื่นที่มีหน้าที่ตามกฎหมายสามารถขอเพิกถอนพาสปอร์ตหรือยกเลิกพาสปอร์ตได้ จากนี้ก็ต้องดูว่าเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจอื่นตามกฎหมายจะใช้อำนาจตามกฎหมายข้อใดในการเพิกถอน

 

ซึ่งภายหลังการเข้าพบตำรวจ 20 นาที พรรณิการ์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้พูดคุยกับผู้กำกับเรียบร้อย โดยมีการชี้แจงว่าเรื่องนี้เป็นมาตรฐานการปฏิบัติตามปกติของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำต่อคดีความมั่นคง ซึ่งมาตรา 112 และ 116 ต้องทำแบบนี้ เนื่องด้วยเจ้าหน้าที่มีความกังวลว่าเป็นคดีความมั่นคง เกรงว่าถ้าผู้ต้องหาหลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจจะโดนข้อหาบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมยืนยันว่าปฏิบัติกับทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคงแบบเดียวกันหมด ที่จะต้องมีการขอระงับหนังสือเดินทาง แต่ผลย่อมขึ้นกับดุลพินิจของอธิบดีกรมการกงสุล เจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงแต่ทำหนังสือขอความร่วมมือ ไม่สามารถบังคับได้

 

พรรณิการ์กล่าวต่อว่า ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำเพราะเกรงว่าจะบกพร่องในหน้าที่ แต่เมื่อมีการเดินทางมายื่นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และชี้แจงแล้วว่ามีที่อยู่เป็นหลักแหล่งชัดเจน เป็นที่รู้จักในสังคม ไม่มีพฤติกรรมหลบหนี และมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางออกไปนอกประเทศ ทางตำรวจยืนยันว่าจะดำเนินการยกเลิกหนังสือดังกล่าวให้ทันที และจะทำให้เสร็จภายใน 12.00 น. วันนี้ โดยจะนำหนังสือนี้ไปส่งให้กรมการกงสุลต่อไป

 

ซึ่งหลังจากนี้คาดว่าจะทำหนังสือเดินทางได้ปกติภายในวันพรุ่งนี้ แต่ขึ้นอยู่ที่ดุลพินิจของกรมการกงสุลว่าจะทำให้เมื่อไร

 

พรรณิการ์กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวรู้สึกว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการตอบสนองและดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็ว พร้อมชี้แจงอธิบายด้วยตัวเองและจะเร่งการทำหนังสือให้ ซึ่งถือว่ารวดเร็ว

 

แต่ตนอยากถามเจ้าหน้าที่ว่าเข้าใจประชาชนว่าถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ ไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้อย่างไร ทั้งที่คดีนี้ยังไม่ถึงชั้นศาล วันนี้จึงได้แลกเปลี่ยนความเข้าใจกันทั้งสองฝ่าย

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีนี้เกิดจากการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ พรรณิการ์ตอบว่า คดีอาญา มาตรา 116 คดีนี้เป็นสาเหตุให้โดนระงับการต่ออายุหนังสือเดินทาง ซึ่งเกิดจากกรณี สุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือพุทธะอิสระ แจ้งความตนไว้ตั้งแต่ช่วงการก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่

 

ขณะนี้หวังว่ากรมการกงสุลจะดำเนินการอนุมัติการต่ออายุหนังสือเดินทางโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ เพราะความเป็นจริงแล้วมีช่องทางทางกฎหมายต่างๆ ที่สามารถทำได้ เช่นกรณีของ จาตุรนต์ ฉายแสง ที่ขณะนั้นมีข้อหาขัดขืนคำสั่ง คสช. ถูกระงับหนังสือเดินทาง แต่ต่อมาเมื่อยื่นเรื่องต่อศาลปกครองก็สามารถคลี่คลายได้ ฉะนั้นเรื่องนี้มีแนวปฏิบัติในศาลปกครองอยู่แล้ว

 

“เราจะต้องพิสูจน์ตัวเองขนาดไหนว่าเราไม่ใช่อาชญากร เรื่องนี้ก็เหนื่อยใจเหมือนกัน ถ้าเป็นนักการเมืองในประเทศนี้เป็นเหมือนอาชญากร โดนเจ้าหน้าที่ตามไปถึงบ้าน โดนถอนพาสปอร์ตออกนอกประเทศ และต้องมีเงื่อนไขทุกอย่าง” พรรณิการ์กล่าวในที่สุด

The post สน.พญาไท เร่งส่งหนังสือยกเลิกคำสั่งระงับออกพาสปอร์ต 3 แกนนำคณะก้าวหน้า หลัง ‘ช่อ พรรณิการ์’ บุกถามถึงโรงพัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช่อ พรรณิการ์ เตรียมบุก สน.พญาไท พรุ่งนี้ หลังโดนสั่งเพิกถอนพาสปอร์ต มี ธนาธร-ปิยบุตรด้วย https://thestandard.co/pannika-wanich-200465/ Wed, 20 Apr 2022 10:06:47 +0000 https://thestandard.co/?p=619388 ช่อ พรรณิการ์

วันนี้ (20 เมษายน) พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าว […]

The post ช่อ พรรณิการ์ เตรียมบุก สน.พญาไท พรุ่งนี้ หลังโดนสั่งเพิกถอนพาสปอร์ต มี ธนาธร-ปิยบุตรด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช่อ พรรณิการ์

วันนี้ (20 เมษายน) พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เดินทางไปทำพาสปอร์ตที่สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ปทุมวัน ห้างสรรพสินค้า MBK ปรากฏว่าไม่สามารถทำพาสปอร์ตได้ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าให้สอบถามไปยังฝ่ายตรวจสอบประวัติ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ทำให้พรรณิการ์เดินทางไปยังกรมการกงสุล แจ้งวัฒนะ เพื่อหาสาเหตุ 

 

หลังการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ สรุปได้ว่าสถานีตำรวจนครบาล (สน.) พญาไท มีหนังสือ ที่ ตช 0015 (บก.น.1) 4/478 ลงวันที่ 19 เมษายน 2564 เรื่องขอให้เพิกถอนหนังสือเดินทางของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล และ พรรณิการ์ วานิช ลงนามโดย พ.ต.ท. บารมี วงษ์อินตา รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สน.พญาไท โดยระบุว่าทั้งสามเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 จึงขอให้เพิกถอนหนังสือเดินทาง

 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กรมการกงสุลไม่สามารถให้พรรณิการ์ดูหนังสือตัวเต็มได้ ให้ดูเฉพาะหัวหนังสือและหัวเรื่อง โดยกรมการกงสุลระบุว่าจะเร่งทำหนังสือสอบถามกลับไปยัง สน.พญาไท ถึงความจำเป็นของคำร้องของ สน.พญาไท และหาก สน.พญาไท ยกเลิกหนังสือ กรมการกงสุลจึงจะสามารถออกหนังสือเดินทางให้ได้ตามปกติ

 

ด้านพรรณิการ์ระบุว่า ในวันพรุ่งนี้ (21 เมษายน) ตนจะเดินทางไปสอบถามทาง สน.พญาไทด้วยตนเอง ว่าเหตุใดจึงมีคำสั่งเช่นนี้ ทั้งที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการ ยังไม่มีคำสั่งศาลห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และขอตั้งคำถามว่าการออกคำสั่งของ สน.พญาไท ถือเป็นการเลือกปฏิบัติกับคดีการเมืองที่มีต่อฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือไม่ เนื่องจากนอกจากตนเอง ธนาธร และปิยบุตร ก็มีนักเคลื่อนไหว นักกิจกรรม เยาวชนอีกจำนวนมากที่ถูกเพิกถอนพาสปอร์ตในลักษณะเดียวกัน

 

สำหรับคดีที่แกนนำคณะก้าวหน้าทั้งสามมีที่ สน.พญาไท คือคดีที่ สุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือพุทธะอิสระ ร้องทุกข์กล่าวโทษว่าทั้งสามกระทำผิดกฎหมายอาญา ตามมาตรา 116 จากการทำงานการเมืองในนามพรรคอนาคตใหม่ ณ ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นอัยการ รอฟังคำสั่งว่าจะฟ้องหรือไม่ โดยนัดหมายรอฟังคำสั่งเป็นวันที่ 19 พฤษภาคม 2565

The post ช่อ พรรณิการ์ เตรียมบุก สน.พญาไท พรุ่งนี้ หลังโดนสั่งเพิกถอนพาสปอร์ต มี ธนาธร-ปิยบุตรด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ครองแชมป์ร่วมพาสปอร์ตทรงอิทธิพลของโลก ขณะที่ไทยรั้งอันดับ 65 สูงขึ้นจากปีที่แล้ว https://thestandard.co/japan-singapore-dominate-world-most-influential-passports/ Wed, 12 Jan 2022 11:19:04 +0000 https://thestandard.co/?p=581792 พาสปอร์ตทรงอิทธิพล

เป็นประจำทุกปีที่ Henley & Partners บริษัทที่ปรึกษา […]

The post ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ครองแชมป์ร่วมพาสปอร์ตทรงอิทธิพลของโลก ขณะที่ไทยรั้งอันดับ 65 สูงขึ้นจากปีที่แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาสปอร์ตทรงอิทธิพล

เป็นประจำทุกปีที่ Henley & Partners บริษัทที่ปรึกษาด้านสัญชาติชั้นนำระดับโลก จะเผยผลการจัดลำดับพาสปอร์ตทรงอิทธิพลที่สุดในโลกประจำปีนั้นๆ ออกมา โดยในปี 2022 ไม่พลิกโผเท่าไร อดีต 2 อันดับแรกของตารางเมื่อปีที่แล้ว ‘ญี่ปุ่น’ และ ‘สิงคโปร์’ คว้าอันดับ 1 แชมป์ร่วมไปครอง สามารถเข้าออกประเทศได้ 192 ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า อันดับ 2 เป็นเยอรมนีและเกาหลีใต้ เข้าออกประเทศได้ 190 ประเทศ และอันดับ 3 เป็น ฟินแลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก และสเปน สามารถเข้าออกประเทศได้ 189 ประเทศ

 

ส่วนของไทย ขึ้นจากอันดับที่ 72 มาอยู่อันดับ 65 โดยสามารถเข้าออกประเทศต่างๆ ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าจำนวน 79 ประเทศ เพิ่มจากเดิม 2 ประเทศจากปีที่แล้ว 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ขณะที่ 3 อันดับสุดท้าย ยังคงเป็น อัฟกานิสถาน (อันดับที่ 111) เข้าได้ 26 ประเทศ ตามด้วย อิรัก (อันดับที่ 110) 28 ประเทศ และซีเรีย (อันดับที่ 109) 29 ประเทศ

 

ในปีนี้ Christian H. Kaelin ประธานบริษัท Henley & Partners ให้ความคิดเห็นว่า “ช่องทางการอพยพย้ายถิ่นมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวหลังเกิดโรคระบาด หนังสือเดินทางและวีซ่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลกระทบต่อความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมทั่วโลก เนื่องจากเป็นตัวกำหนดโอกาสในการเดินทาง…รัฐที่ร่ำรวยจำเป็นต้องส่งเสริมการย้ายถิ่นฐานเชิงบวก เพื่อช่วยกระจายและปรับสมดุลทรัพยากร”

 

ประเทศไหนอยู่อันดับใด สามารถเข้าไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.henleyglobal.com/passport-index/ranking

 

10 อันดับพาสปอร์ตทรงอิทธิพลอันดับโลก

 

  1. ญี่ปุ่น สิงคโปร์ (192 ประเทศ)
  2. เยอรมนี เกาหลีใต้ (190 ประเทศ)
  3. ฟินแลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก สเปน (189 ประเทศ)
  4. ออสเตรีย เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สวีเดน (188 ประเทศ)
  5. ไอร์แลนด์ โปรตุเกส (187 ประเทศ)
  6. เบลเยียม นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา (186 ประเทศ)
  7. ออสเตรเลีย แคนาดา กรีซ เช็ก มอลตา (185 ประเทศ)
  8. โปแลนด์ ฮังการี (183 ประเทศ)
  9. ลิทัวเนีย สโลวาเกีย (182 ประเทศ)
  10. เอสโตเนีย ลัตเวีย สโลวีเนีย (181 ประเทศ)

 

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ครองแชมป์ร่วมพาสปอร์ตทรงอิทธิพลของโลก ขณะที่ไทยรั้งอันดับ 65 สูงขึ้นจากปีที่แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัปเดตพาสปอร์ตทรงอิทธิพลประจำปี 2021 โดย Henley & Partners https://thestandard.co/henley-and-partners-most-valuable-passport-2021/ Thu, 08 Jul 2021 12:58:16 +0000 https://thestandard.co/?p=510255 Henley & Partners

แม้การแพร่ระบาดของโควิดจะทำให้การเดินทางเพื่อการท่องเที […]

The post อัปเดตพาสปอร์ตทรงอิทธิพลประจำปี 2021 โดย Henley & Partners appeared first on THE STANDARD.

]]>
Henley & Partners

แม้การแพร่ระบาดของโควิดจะทำให้การเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวหยุดชะงัก แต่การเดินทางข้ามพรมแดนยังคงมีอยู่บ้างประปรายในโลกของความเป็นจริง

 

ล่าสุด Henley & Partners บริษัทที่ปรึกษาด้านสัญชาติชั้นนำระดับโลก เผยผลการจัดลำดับพาสปอร์ตทรงอิทธิพลที่สุดในโลกปี 2021 อัปเดตล่าสุดไตรมาส 3 เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2021 โดยวัดจากจำนวนประเทศที่ผู้ถือพาสปอร์ตสัญชาตินั้นสามารถเข้า-ออกประเทศใดก็ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ซึ่งผลไม่ต่างจากเดิมเท่าไร อันดับ 1 ยังคงเป็นญี่ปุ่น ตามมาด้วยสิงคโปร์ ส่วนประเทศไทย ตกจากอันดับ 63 ในปี 2020 มาเป็นอันดับที่ 71 สามารถเข้าออกประเทศต่างๆ ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าจำนวน 79 ประเทศ

 

ในขณะที่ อัฟกานิสถาน (อันดับที่ 116) อิรัก (อันดับที่ 115) และซีเรีย (อันดับที่ 114) รั้ง 3 อันดับสุดท้ายเช่นเคย

 

Henley & Partners อธิบายเพิ่มเติมว่า การจัดอันดับนี้ไม่ได้ยึดเอาข้อกำหนดจากสถานการณ์ชั่วคราวมาคำนวณด้วย ฉะนั้นอันดับที่เห็นจึงเป็นการวัดจากสถานการณ์ปกติ แม้ในความจริงภายใต้สถานการณ์การระบาดของโควิดจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขอยู่ตลอดเวลาก็ตาม

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post อัปเดตพาสปอร์ตทรงอิทธิพลประจำปี 2021 โดย Henley & Partners appeared first on THE STANDARD.

]]>