ประจักษ์ ก้องกีรติ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ประจักษ์-ก้องกีรติ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 12 Sep 2026 09:39:58 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 วงเสวนาชี้ 14 ก.ย. มติ กกต. เดินพันความเสื่อมประชาธิปไตยไทย มองหลักฐานคดีโกงเลือก สว. กรรมการต้องตัดสินอย่าง ‘วิญญูชน’ https://thestandard.co/ect-senator-election-fraud-democracy/ Sat, 12 Sep 2026 09:27:28 +0000 https://thestandard.co/ect-senator-election-fraud-democracy/ ภาพวงเสวนา ‘จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย’ ที่อาคารรัฐสภา

คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสา […]

The post วงเสวนาชี้ 14 ก.ย. มติ กกต. เดินพันความเสื่อมประชาธิปไตยไทย มองหลักฐานคดีโกงเลือก สว. กรรมการต้องตัดสินอย่าง ‘วิญญูชน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพวงเสวนา ‘จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย’ ที่อาคารรัฐสภา

คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรมสัมมนาในหัวข้อ ‘จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย’ ที่อาคารรัฐสภา โดยในช่วงบ่ายได้มีวงเสวนาเพื่อจับตามติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ว่าจะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ในสำนวนคดีการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือไม่

 

 

กรรมการต้องตัดสินอย่าง ‘วิญญูชน’ ชี้แจงความเห็นข้างน้อย

 

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ กรรมการกฤษฎีกา อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยอมรับว่า ตนเองก็เป็นคนหนึ่งที่ทำคลอด กกต. เพราะเคยร่วมอยู่ในสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 2540 ซึ่งอาจใช้สำนวนไทยได้ว่า ‘หนีเสือปะจระเข้’ โดย ‘เสือ’ เดิมคือปัญหาการเลือกตั้งที่จัดโดยกระทรวงมหาดไทย ที่อาจมีความเสี่ยงให้เกิดการแทรกแซงได้โดยเครือข่ายท้องถิ่น

 

จากนั้นในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 จึงมีแนวคิดให้มีคณะบุคคลที่เป็นอิสระและเป็นกลางมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง โดยเราไม่ได้คิดไปไกลถึงว่าองค์กรดังกล่าวจะมีองคาพยพกว้างขวางในระดับใกล้เคียงกับกระทรวง พร้อมเปิดเผยว่า ในขณะนั้นใช้ กกต. ของอินเดียเป็นโมเดล ทำให้มีคำตอบเบื้องต้นคือ ถ้าเรามีวุฒิสภาที่เป็นอิสระ เราก็จะมี กกต. ที่เป็นอิสระ ที่วุฒิสภาเป็นผู้กลั่นกรองมาให้

 

ศ.พิเศษธงทองชี้ว่า วุฒิสภาที่เป็นอิสระนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว เพราะเป็น สว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีหัวคะแนนในพื้นที่เลือกตั้งเดิม เป็นเหตุให้ กกต. ไม่เป็นกลางไปด้วย นำมาสู่ปัจจุบันที่กลายเป็น กกต. ไม่เป็นกลาง ทำให้ได้ สว. ที่ไม่เป็นกลาง สารตั้งต้นจึงเริ่มมาด้วยลักษณะนี้

 

“สถานการณ์จึงกลับมาที่ประโยคแรกคือ ผมหนีเสือมาจากกระทรวงมหาดไทย ตอนนี้ผมปะจระเข้อยู่” ศ.พิเศษธงทองกล่าว

 

ศ.พิเศษธงทองยังกล่าวถึงข้อความตามกฎหมายว่า “ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” โดยมองว่า สามารถตีความได้ว่าใครเชื่อ ซึ่งตามกฎหมายบอกว่าเป็นกรรมการ และกรรมการนั้นต้องวางตัวเป็นวิญญูชน คือผู้มีเหตุผลธรรมดาเหมือนมนุษย์ทั่วไป สำหรับพยานหลักฐานต่างๆ บุคคลก็ถือว่ามีน้ำหนักแต่คนก็โกหกได้ แต่เราจะมองข้ามพยานหลักฐานที่เป็นเอกสาร หรือข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้หรือ และหาก กกต. เห็นต่างจากวิญญูชนทั่วไป ก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่าเพราะอะไร

 

นอกจากนี้ หากมติของ กกต. ออกมาไม่เป็นเอกฉันท์ ต้องอธิบายว่าความเห็นที่แตกต่างกันคือตรงไหน เพื่อให้ประชาชนได้รับฟังว่า กกต. ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ไม่ใช่พวกมากลากไปเท่านั้น เหตุผลเหล่านั้นก็ต้องเป็นกฎหมายที่พิสูจน์ได้ และหากจริงใจก็ควรมาพูดกันต่อหน้า

 

เชื่อข้อพิรุธไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีผู้บงการเบื้องหลัง

 

ศ.ดร. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กกต. ที่ ศ.พิเศษธงทองระบุว่าได้ทำคลอดนั้นถือว่าแท้งไปแล้ว เพราะ กกต. ชุดนี้มาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งมีความแตกต่างหลักคือ กกต. ในรัฐธรรมนูญ 2540 มาจากการ สว. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ กกต. ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาจาก สว. ที่ไม่ได้มีความยึดโยงกับประชาชนเลยเพราะมาจากการเลือกกันเอง อีกทั้งรัฐธรรมนูญ 2540 ยังมีมาตรการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มี

 

ส่วนประเด็นการเลือก สว. และเลือกตั้ง สส. 2569 นั้น มีปัญหาสืบเนื่องจากข้ออ้างของ กกต. ว่ามีกำลังคนไม่พอ และโอนอำนาจการรับสมัครไปให้กระทรวงมหาดไทย ดังนั้น จึงไม่ถือเป็นการหนีเสือปะจระเข้ แต่เป็นการรวมพลังกันระหว่างจระเข้และเสือ นำมาสู่ปัญหาช่วงการรับสมัคร เช่น การคัดกรองคุณสมบัติ รวมถึงการสมัครผิดกลุ่ม ซึ่งแม้จะพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีการรวมพลังกัน แต่อย่างน้อยก็สะท้อนความหละหลวมของ กกต. ที่เปิดช่องโหว่ทางกฎหมายจนเกิดเป็นผู้สมัคร ‘พลีชีพ’

 

ศ.ดร.สิริพรรณชี้ให้เห็นว่าข้อพิรุธต่างๆ ตลอดการรับสมัคร ตั้งแต่เรื่องโพย การเดินทาง บัตรลงคะแนน ตลอดจนเส้นทางการเงิน ไม่ใช่ความผิดปกติจากพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็นพฤติกรรมรวมหมู่ ซึ่งต้องมีผู้บงการอยู่ด้านหลัง กกต. จึงต้องบอกเราให้ได้ว่า เป็นความบังเอิญจริงหรือไม่ และจะให้เราเชื่อได้อย่างไร

 

“คำวินิจฉัยของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายนจะเป็นแบบไหน โดยส่วนตัวถ้าให้เดา ก็จะออกที่ฟ้องบางส่วน ตัวเลขคือต้องรักษาเสียง 67 ในเชิงการเมืองคือจำนวนที่จะรักษาซึ่งฐานรากและกุญแจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนนูญ … ไม่ได้แปลว่าไม่อนุญาตให้แก้รัฐธรรมนูญ แต่จะแก้ไปในทิศทางที่กำกับได้ ซึ่งต้องใช้ สว. 67 เสียง หรือ 1 ใน 3” สิริพรรณกล่าว

 

14 ก.ย. เดิมพันประชาธิปไตยไทย เสื่อมทรุดหรือยังฟื้นฟูได้

 

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุถึงวันที่ 14 กันยายนที่จะถึงนี้ว่า เดิมพันของสังคมไทยต่อกรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง สว. แต่เป็นเรื่องที่ประชาธิปไตยจะเสื่อมทรุดไปมากกว่านี้ หรือยังพอฟื้นฟูกลับมาได้ การตัดสินใจสำคัญของ กกต. จะมีนัยสำคัญมากต่อประชาธิปไตยไทย โดยคำว่าเสื่อมทรุดนี้มาจากการสำรวจและเก็บข้อมูลขององค์กรนานาชาติที่มองมายังประเทศไทย

 

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีการเลือกตั้งตลอดมา แต่ก็ถูกจัดอยู่ในประเทศที่ประชาธิปไตยมีข้อบกพร่อง เนื่อง 3 เสาหลักถดถอยลงทุกด้าน ได้แก่ การเข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้งต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม, การใช้อำนาจต้องถูกตรวจสอบถ่วงดุล และสิทธิเสรีในการแสดงออกและมีส่วนร่วมของประชาชน

 

รศ.ดร.ประจักษ์มองว่า ตามหลักการนั้นการมีองค์กรอิสระถือว่าถูกต้อง แต่ถ้ามีองค์กรอิสระซึ่งกลายเป็นอำนาจที่ 4 หรือเปรียบเสมือนยักษ์ที่มีกระบอง ซึ่งเราคาดหวังให้ยักษ์มาตรวจสอบอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่ทว่ายักษ์กลับนำกระบองมาคุ้มครองคนที่มีอำนาจอยู่แล้วให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น กลายเป็นว่า ขณะนี้มีกลุ่มการเมืองเดียวสามารถกุมอำนาจได้ถึง 3 ใน 4 ของอธิปไตยของประชาชน ซึ่งถือเป็นอันตรายยิ่งกว่าไม่มีองค์กรอิสระเสียอีก

 

“วันที่ 14 กันยายนนี้ กกต. อยู่บนทางแพร่งแล้ว การตัดสินใจของ กกต. จะมีผลทั้งกับความเชื่อมั่นศรัทธาที่คนจะมีต่อ กกต. เอง และจะมีผลด้วยว่าประชาธิปไตยไทยจะเสื่อมทรุดลงไปกว่านี้หรือเปล่า ซึ่งผมกังวลว่าจะเป็นอย่างนั้น มากกว่าจะถูกฟื้นฟูกลับขึ้นมา” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว

 

รศ.ดร.ประจักษ์วิเคราะห์แบบมองโลกในแง่ร้าย ว่าหากมีความต้องการรักษารัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นกล่องดวงใจในการตรึงสังคมไทยให้อยู่ในสภาพนี้ หากมีการสั่งฟ้องไม่ว่าจำนวนเท่าไร ศาลฎีกาก็อาจพยานหลักฐานหรือสืบสวนเพิ่ม ทำให้จำนวน สว. อาจมากกว่า 67 ไปอีกได้ ดังนั้น การปกป้องรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ก็ต้องไปด้วยกันกับการปกป้อง สว. ส่วนตัวจึงมีความเป็นห่วงว่า ผู้ที่กุมอำนาจอยู่ในปัจจุบันจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น

 

ภาพวงเสวนา ‘จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย’ ที่อาคารรัฐสภา 1ภาพวงเสวนา ‘จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย’ ที่อาคารรัฐสภา 2ภาพวงเสวนา ‘จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย’ ที่อาคารรัฐสภา 3ภาพวงเสวนา ‘จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย’ ที่อาคารรัฐสภา 4ภาพวงเสวนา ‘จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย’ ที่อาคารรัฐสภา 5ภาพวงเสวนา ‘จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย’ ที่อาคารรัฐสภา 6ภาพวงเสวนา ‘จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย’ ที่อาคารรัฐสภา 7ภาพวงเสวนา ‘จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย’ ที่อาคารรัฐสภา 8ภาพวงเสวนา ‘จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย’ ที่อาคารรัฐสภา 9

The post วงเสวนาชี้ 14 ก.ย. มติ กกต. เดินพันความเสื่อมประชาธิปไตยไทย มองหลักฐานคดีโกงเลือก สว. กรรมการต้องตัดสินอย่าง ‘วิญญูชน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการรัฐศาสตร์ชี้ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ประกาศกฎอัยการศึกหวังปราบฝ่ายค้าน https://thestandard.co/south-korea-martial-law-opposition-crackdown/ Wed, 04 Dec 2024 01:55:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1015775 เกาหลีใต้

วันนี้ (3 ธันวาคม) รศ. ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประ […]

The post นักวิชาการรัฐศาสตร์ชี้ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ประกาศกฎอัยการศึกหวังปราบฝ่ายค้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาหลีใต้

วันนี้ (3 ธันวาคม) รศ. ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์การประกาศกฎอัยการศึกใน เกาหลีใต้ ว่า

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ไม่ใช่การรัฐประหารโดยกองทัพ แต่คือการลุอำนาจของประธานาธิบดีที่กำลังเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชันและคะแนนนิยมตกต่ำ จึงฉวยใช้การประกาศกฎอัยการศึกเป็นเครื่องมือ หวังว่าจะปราบฝ่ายค้าน

 

“แต่ประชาธิปไตยเกาหลีใต้เดินมาไกลเกินกว่าจะถอยกลับไปง่ายๆ แล้ว” รศ. ดร.ประจักษ์ ระบุ

 

อ้างอิง:

The post นักวิชาการรัฐศาสตร์ชี้ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ประกาศกฎอัยการศึกหวังปราบฝ่ายค้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. 67 : ประจักษ์วิเคราะห์กติกาที่มา สว. ภาคพิสดาร ไม่ให้เลือกตั้ง เหตุชนชั้นนำไม่ต้องการ สว. ยึดโยงประชาชน หวั่นคุมไม่ได้ https://thestandard.co/senator-selection-rules-analysis/ Sun, 12 May 2024 07:37:21 +0000 https://thestandard.co/?p=932432

วานนี้ (11 พฤษภาคม) ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรม […]

The post สว. 67 : ประจักษ์วิเคราะห์กติกาที่มา สว. ภาคพิสดาร ไม่ให้เลือกตั้ง เหตุชนชั้นนำไม่ต้องการ สว. ยึดโยงประชาชน หวั่นคุมไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (11 พฤษภาคม) ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในงานเสวนาวิชาการ วันปรีดี พนมยงค์ ประจำปี 2567 PRIDI Talks #25 เก่าไป ใหม่มา : สว. ชุดใหม่ อนาคตประชาธิปไตย อนาคตประเทศไทย 

 

เต็มสิบเรื่องสืบทอดอำนาจ เป็นศูนย์ด้านประชาธิปไตย

 

ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในวิทยากรผู้เข้าร่วมเสวนา กล่าวว่า ใน 250 สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จาก คสช. มี สว. ท่านหนึ่งบอกว่าเขาปิดทองหลังพระ ซึ่งเป็นการเข้าใจตัวเองผิดไปอย่างมหันต์ 

 

หากต้องให้คะแนน สว. ชุด 250 คนที่ผ่านมา จะให้คะแนนเต็มสิบในแง่การพิทักษ์รักษาระเบียบอำนาจเดิมของ คสช. เพราะทำหน้าที่ตอบสนองคนที่ตั้งตัวเองมา สว. เหมือนเป็นลูกจ้างที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้านายที่ตั้งตัวเองมา คะแนนเต็มสิบในแง่นี้ 

 

ถ้าพินัยกรรมของคณะรัฐประหาร หรือ คสช. คือรัฐธรรมนูญ 2560 ต่อให้ คสช. ไม่อยู่แล้ว เขาก็วางพินัยกรรมนี้ไม่ให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปมากกว่ากรอบที่เขาต้องการ คือจำกัดเพดานและโอกาสของความเปลี่ยนแปลงเอาไว้ สว. 250 คนคือผู้พิทักษ์รักษาพินัยกรรมนี้ 

 

แต่ถ้ามองในแง่การส่งเสริมประชาธิปไตยและการทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล ก็ต้องให้คะแนนเป็นศูนย์ในแง่การส่งเสริมประชาธิปไตย เพราะ สว. ที่แต่งตั้งโดย คสช. เป็น สว. ที่มีบทบาทขัดขวางและกร่อนเซาะประชาธิปไตยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา 

 

ที่พูดแบบนี้เพราะ สว. แต่งตั้งในอดีตเป็นแค่อะไหล่เสริม ถึงไม่มี สว. คณะรัฐประหารก็สามารถอยู่ได้ โดย สว. ไม่มีบทบาทขัดขวางเจตนารมณ์ของประชาชนได้ เพราะตอนนั้นพื้นที่ทางการเมืองของประชาชนยังปิด ความตื่นตัวประชาชนยังไม่สูง เมื่อเปรียบเทียบ สว. จาก คสช. ดังนั้น สว. ชุดนี้จึงมีบทบาทสำคัญกว่า สว. ทุกชุดในอดีต เพราะมีอำนาจเลือกนายกฯ และรับรองคนที่จะมานั่งตำแหน่งในองค์กรอิสระ ในขณะบ้านเมืองพัฒนาไปไกลมากแล้ว ประชาชนตื่นตัวมากแล้ว ส่วน สว. ยังมาทำหน้าที่สืบทอดอำนาจให้คณะรัฐประหาร 

 

ถ้าไม่มี สว. ชุดปิดทองหลังพระตามที่ สว. บางท่านเรียกตัวเองแล้ว ใน 5 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะพัฒนาไปไกลกว่านี้ในด้านประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญอาจได้รับการแก้ไขไปแล้วตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจจะไม่ได้เป็นนายกฯ ตั้งแต่ครั้งนั้น หมายถึงการสืบทอดอำนาจจะไม่เกิดขึ้น จะถูกยุติวงจรตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว ฉะนั้น สว. จึงมีบทบาทสำคัญในการขัดขวางประชาธิปไตย

 

“สุดท้ายต้องขอบคุณคุณูปการสำคัญของ สว. 250 ท่านคือ ทำลายความเข้าใจที่คณะรัฐประหารมักอ้างว่าการมี สว. แต่งตั้งเป็นเรื่องดี มีคุณวุฒิสูง เพราะ สว. ชุดที่ผ่านมาทำลายมายาคติเหล่านั้นที่บอกว่า สว. คือสภาคนดี สภาพี่เลี้ยง เพราะ สว. ชุด 250 คนทำตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ดังนั้น 250 สว. จึงช่วยเปิดหน้าต่างแห่งโอกาส ทำให้เกิดแนวคิดว่าทำไมเราต้องมี สว. อีก เราเปลี่ยนไปเป็นสภาเดี่ยวเลยดีไหม ยังจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมี สว. โดยเฉพาะ สว. จากการแต่งตั้ง”

 

เชื่อว่าหลังจากนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญคงไม่มีใครกล้าเสนอโมเดลว่าจะให้มี สว. จากการแต่งตั้งอีกต่อไป คิดว่า สว. ชุดที่ผ่านมาจะเป็น สว. จากการแต่งตั้งชุดสุดท้ายในประวัติศาสตร์ไทย 

 

ฝากคน 4 กลุ่ม ก่อนเลือก สว.

 

ประจักษ์กล่าวด้วยว่า อยากฝากถึงคน 4 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ กกต. ซึ่งน่าสงสารเพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญออกแบบรัฐธรรมนูญแบบนี้ ตรรกะเหตุผลคืออะไร แล้วถึงทุกวันนี้ยังคิดว่าเป็นการออกแบบที่ถูกต้องอยู่หรือไม่ อันนี้ฝากสื่อไปสัมภาษณ์ผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่มาออกแบบกติกาพิสดารที่สุดในโลก 

 

ถ้า กกต. ทำหน้าที่อย่างที่มีการเสนอวันนี้จะเป็นการฟื้นฟูเครดิต กกต. อย่างสำคัญ เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมา กกต. ถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะ ครั้งนี้ก็สามารถฟื้นฟูเครดิตตัวเองในการส่งเสริมประชาธิปไตยได้ ไม่ว่าที่มาเริ่มต้น กกต. จะเป็นอย่างไร กกต. ก็สามารถกลับลำเป็นองคุลิมาลในการพิทักษ์รักษาประชาธิปไตยได้

 

กลุ่มที่ 2 คือสื่อมวลชน อยากฝากสื่อมวลชนว่า จริงๆ สื่อมีบทบาทสำคัญในการสร้างบรรยากาศให้การเลือก สว. ครั้งนี้ไม่เงียบ ทำให้คึกคัก สื่อต้องไม่เกร็งกับระเบียบต่างๆ ของ กกต. สื่อต้องพยายามทำหน้าที่เป็นปากเสียงของประชาชนซึ่งเขาถูกตัดสิทธิไปแล้ว สื่อช่วยในการรายงานข่าวเจาะลึก ติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องได้

 

กลุ่มที่ 3 คือบรรดาเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่มีสิทธิในการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ แต่ยังมีบทบาทอันหนึ่งที่ทำได้สำหรับคนที่อายุน้อยๆ คือ ไปยุยงพ่อแม่ หว่านล้อม ชักชวนพ่อแม่ คุณน้าคุณอา ญาติผู้ใหญ่ ช่วยทำให้ท่านเห็นความสำคัญว่าสำคัญอย่างไรในการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการครั้งนี้ ยิ่งเกมกติกาเป็นแบบนี้ ยิ่งต้องไปลงสมัครกันเยอะๆ เป็นวิถีทางเดียว 

 

สุดท้ายคือฝากถึงว่าที่ สว. ทั้งหลายว่า เดิมพันครั้งนี้สำคัญ เดิมพันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะได้เป็น สว. แต่เดิมพันอยู่ที่โอกาสที่เราจะเปิดหน้าต่างโอกาสให้ประชาธิปไตยของไทยเข้มแข็งอีกครั้ง จึงฝากให้ทำหน้าที่ ซึ่งจริงๆ แล้ว สว. ชุดใหม่ก็น่าสงสาร เพราะจะโดนจับจ้องตั้งแต่วันแรก 

 

สว. ใหม่ต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้พิทักษ์อำนาจ คสช. ให้กลายเป็นผู้พิทักษ์ส่งเสริมประชาธิปไตย เปลี่ยนบทบาท สว. จากตัวแทนชนชั้นนำให้กลายเป็นตัวแทนประชาชน เปลี่ยนบทบาท สว. ในการแช่แข็งความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยให้กลายเป็นผู้ผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า 

 

ท้ายที่สุดขอผู้สมัคร สว. ที่เสียสละ ถ้า กกต. ไม่ยอมเปลี่ยนกติกา อาจจะมีผู้สมัครบางคนยอมเสียสละ อารยะขัดขืนโดยการหาเสียง ทำให้การเลือก สว. ครั้งนี้เป็นประชาธิปไตยที่มีการแข่งขัน แม้โดนตัดสิทธิ แต่ไม่เป็นไร เพราะคือการทดสอบระบบ และสู้กับเกมที่ไม่เป็นธรรมครั้งนี้ ต้องมีผู้สมัครบางคนบอกว่ามัดมือชกแบบนี้ ไม่ให้ทำอะไรเลย สุดท้ายจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร เรากำลังเลือกผู้แทนปวงชน จะไปใช้ภาษีประชาชนแล้วอยู่ในอำนาจอีก 5 ปี เป็นเรื่องสำคัญมาก 

 

ฉะนั้นก็อยากฝากเอาไว้ เพราะบ้านเมืองอยู่ในมือคนทุกคน ไม่ใช่แค่คนสูงวัยเท่านั้น 

 

อารยะขัดขืนคือขัดขืนต่อระเบียบ กกต. ถ้าเราเห็นว่าระเบียบที่ออกมาจำกัดสิทธิมากเกินไป แล้วไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย อาจจะต้องมีคนยอมเสียสละ อารยะขัดขืน คือลองเสี่ยง ลองทดสอบระบบว่าเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน ทำแบบไหนผิด ทำแบบไหนไม่ผิด อารยะขัดขืนในความหมายนี้ ถ้าท้ายที่สุดทดสอบแล้ว กกต. บอกว่าผิด ท่านอาจจะต้องเป็นผู้เสียสละโดนตัดสิทธิไป แต่อย่างน้อยเราต้องขยับเส้นของประชาธิปไตยที่ตอนนี้โดนล้อมกรอบ เราต้องพยายามขยายกรอบการหาเสียง สร้างให้เกิดบรรยากาศการหาเสียงอย่างแท้จริงให้ได้ 

 

วิเคราะห์กติกาเลือก สว.

 

ประจักษ์กล่าวว่า การออกแบบกติกาการเลือก สว. แบบนี้ที่ไม่ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะหวาดกลัวว่าจะได้ สว. ที่เลือกมาโดยประชาชน แล้วชนชั้นนำจะคุมไม่ได้ เมื่อเทียบกับ สว. ชุด 250 คนที่มาจากการรัฐประหารปี 2557 ซึ่งมีหน้าที่มารักษาพินัยกรรม ฉะนั้นเขาไม่ต้องการ สว. ที่ยึดโยงกับประชาชนแล้วเขาคุมไม่ได้ จึงไม่ให้เลือกตั้ง 

 

“ส่วนทำไมไม่แต่งตั้งทั้งหมด ผมวิเคราะห์แล้วมีความเสี่ยง ถ้าผู้นำคณะรัฐประหารไม่ได้เป็นรัฐบาลเอง ไม่ได้เป็นนายกฯ จะเท่ากับว่าอำนาจในการแต่งตั้ง สว. ทั้งหมดจะหลุดจากมือเขา แล้วจะไปตกอยู่ในมือของคนอื่น ถ้าเป็นพรรคอื่น หรือฝ่ายค้านขึ้นมาเป็นรัฐบาลแทน แล้วในรัฐธรรมนูญกำหนดว่า สว. มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด อำนาจในการแต่งตั้ง สว. หลุดไปอยู่ในมือของคนที่อาจเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับคณะรัฐประหารด้วยซ้ำ คาดว่านี่เป็นที่มาของการออกแบบระบบที่ครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ 

 

“ถ้าไม่มีการรณรงค์ของภาคประชาชน หรือสื่อไม่สนใจ ก็จะเป็นการเลือก สว. ที่เงียบมาก คนไปสมัครไม่กี่คน และออกแบบให้ซับซ้อน มีการเลือกไขว้ ทั้งที่ไม่สมเหตุผลตั้งแต่การกำหนดเลือกในกลุ่มอาชีพแล้ว กลับยิ่งมีการให้กลุ่มอาชีพอื่นมาเลือกไขว้เราด้วย ซึ่งกลุ่มอาชีพที่จะมาเลือกเราก็มาจากการจับสลากอีก เหมือนเป็นระบบกล่องสุ่ม ‘สว. กล่องสุ่ม’ เพราะไม่รู้ว่าจะถูกเลือกจากใครบ้าง อาชีพไหนบ้าง สุดท้าย สว. ที่ออกแบบไว้ตามรัฐธรรมนูญนี้จะไม่ได้เป็นตัวแทนของใครเลย จะเป็นตัวแทน 200 คนที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน เพราะประชาชนไม่ได้เลือก ไม่ได้เป็นตัวแทนแม้กระทั่งกลุ่มอาชีพไหน เพราะมาจากระบบที่ไม่ใช่กลุ่มอาชีพเดียวกันเลือกกันเองตลอดเส้นทาง เป็นระบบที่ทำให้สับสนไป”

 

ประจักษ์กล่าวด้วยว่า เหตุที่ต้องออกแบบเช่นนี้ สว. ใหม่ 200 คนที่มาจากการไม่ยึดโยงกับใครเลยนั้นง่ายกับการมาช้อนซื้อทีหลัง ควบคุมง่าย จะได้คน 200 คนซึ่งไม่ได้เป็นตัวแทนของใครอย่างแท้จริง ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร ในแง่นี้ก็ ‘แจกกล้วยง่าย’ เข้ามาล็อบบี้กดดันได้ง่าย จะมีผู้นำ ผู้มีอำนาจ มาล็อบบี้เป็นรายบุคคล เวลาจะผ่านกฎหมาย เวลาจะมีโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ค่อยมาล็อบบี้เป็นรายบุคคล ซึ่ง สว. ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของใครก็ถูกล็อบบี้ ถูกซื้อตัวง่ายอยู่แล้ว อันนี้คือความตั้งใจ เป็นเกมที่ชนชั้นนำออกแบบมา ในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ออกแบบมา ‘เพื่อเรา’ ซึ่งไม่ใช่เพื่อประชาชน แต่เราคือใครก็ไม่รู้ เกมนี้ถูกออกแบบมาอย่างนี้ 

 

“สิ่งที่ประชาชนจะทำได้ตอนนี้คือ ต้องไปสมัครให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป็นวิธีเดียวที่จะแก้เกมนี้ ถ้าสมัครจำนวนน้อยจะเป็นการเลือกสรรกันเอง ที่จะได้ใครมาก็ไม่รู้ และการจัดตั้งก็จะง่าย แต่ถ้าประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมเยอะ กระบวนการนี้อย่างน้อยการจัดตั้งเพื่อไปเลือกกันเองแบบเงียบๆ จะทำได้ยากขึ้น นี่เป็นสิ่งเดียวที่จะทำได้ คือเข้าไปมีส่วนร่วมในเกมที่ไม่แฟร์ เพื่อจะไปแก้เกมนี้ให้แฟร์มากขึ้น ฉะนั้น ภารกิจในการแก้เกมที่ถูกออกแบบมาอย่างไม่เป็นธรรมไม่ได้อยู่ที่คนหนุ่มสาวแล้ว เพราะเขาอายุไม่ถึง 40 ปี ไปเลือกไม่ได้ ตอนนี้บ้านเมืองจึงฝากไว้กับผู้สูงอายุ” ประจักษ์กล่าว

 

The post สว. 67 : ประจักษ์วิเคราะห์กติกาที่มา สว. ภาคพิสดาร ไม่ให้เลือกตั้ง เหตุชนชั้นนำไม่ต้องการ สว. ยึดโยงประชาชน หวั่นคุมไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดตัว ‘ผู้สมัคร สว.’ สายศิลปิน นักเขียน สื่อมวลชน https://thestandard.co/artist-senatorship-candidate/ Sun, 28 Apr 2024 14:44:03 +0000 https://thestandard.co/?p=927731

วันนี้ (28 เมษายน) ที่หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ภายในงาน […]

The post เปิดตัว ‘ผู้สมัคร สว.’ สายศิลปิน นักเขียน สื่อมวลชน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (28 เมษายน) ที่หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ภายในงาน ‘เปลี่ยน สว. ได้ ประเทศไทยเปลี่ยน’ เพื่อเปิดตัวผู้ลงสมัคร สว. สายศิลปิน นักเขียน และสื่อมวลชน

 

ทั้งนี้ กลุ่มผู้เตรียมสมัครที่เปิดตัวในวันนี้ เช่น ปิงปอง-ศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์ ศิลปิน, พิเชษฐ กลั่นชื่น ศิลปินรางวัลศิลปาธร, ต๊ะ-นารากร ติยายน สื่อมวลชน, ซะการีย์ยา อมตยา กวีรางวัลซีไรต์, ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ศิลปิน, ธีระวัฒน์ รุจินธรรม ผู้กำกับภาพยนตร์, ประกิต กอบกิจวัฒนา ศิลปิน, ถนัด ธรรมแก้ว หรือ ภู กระดาษ นักเขียน, ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักโบราณคดี, ชลณัฏฐ์ โกยกุล สื่อมวลชน, จีรนุช เปรมชัยพร สื่อมวลชน และ ธีระวัฒน์ มุลวิไล ศิลปิน เป็นต้น

 

รวมถึงผู้เตรียมสมัคร สว. ในสายอื่นๆ ที่ได้มาร่วมงานด้วย เช่น แล ดิลกวิทยรัตน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ผู้ก่อตั้งและเลขาธิการมูลนิธิดวงประทีป และ นันทนา นันทวโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก เป็นต้น

 

ในช่วงหนึ่งระหว่างการปาฐกถาพิเศษโดย ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้อธิบายว่า สว. เป็นกลไกส่วนต่อขยายของเครือข่ายรัฐประหาร เพื่อรักษาอำนาจ ปัญหาของไทยพบว่า สว. ทำหน้าที่ค้ำจุนระบอบอำนาจนิยมมากกว่าประชาธิปไตย ยิ่งถ้าหากมาจากการแต่งตั้งด้วยแล้ว นี่ก็ถือเป็นจุดถดถอยของประชาธิปไตยด้วย

 

ดังนั้นการแก้เกมที่ดีที่สุดของประชาชนก็คือการสู้ในเกมเพื่อเปลี่ยนเกม ด้วยการแก้กติกา เปลี่ยนกรรมการ สร้างสนามการแข่งขันที่เท่าเทียม ประชาชนที่มีสิทธิควรต้องมาสมัคร สว. เพื่อเป็นตัวแทนประชาชนให้ได้ ลบล้างเครือข่ายอำนาจเดิมให้หมดไป

 

ก่อนที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เตรียมสมัคร สว. แต่ละคนแนะนำตัวคนละไม่เกิน 2 นาทีครึ่ง โดยเล่าถึงภูมิหลังและอาชีพที่เคยทำมา รวมถึงความสนใจ ภายใต้ระเบียบการแนะนำตัวที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด

 

The post เปิดตัว ‘ผู้สมัคร สว.’ สายศิลปิน นักเขียน สื่อมวลชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2566 : เสียงประชาชน vs. เสียงนักร้อง การจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow080666/ Thu, 08 Jun 2023 13:09:28 +0000 https://thestandard.co/?p=800861 จัดตั้งรัฐบาล

เสียงประชาชน vs. เสียงนักร้อง การจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้ […]

The post เลือกตั้ง 2566 : เสียงประชาชน vs. เสียงนักร้อง การจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
จัดตั้งรัฐบาล

เสียงประชาชน vs. เสียงนักร้อง การจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

 

คุยกับ รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ผศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 8 มิถุนายน 2566 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post เลือกตั้ง 2566 : เสียงประชาชน vs. เสียงนักร้อง การจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ประจักษ์’ ชี้ กกต. ไม่เข็ดกับความผิดพลาด ย้ำทุกพรรคจ่ายหนักกว่าเดิม แต่ไร้ผล เพราะประชาชนมีพรรคในใจอยู่แล้ว https://thestandard.co/prajak-kongkirati-mention-ect-false/ Sun, 14 May 2023 13:44:50 +0000 https://thestandard.co/?p=790163 ประจักษ์ ก้องกีรติ

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิ […]

The post ‘ประจักษ์’ ชี้ กกต. ไม่เข็ดกับความผิดพลาด ย้ำทุกพรรคจ่ายหนักกว่าเดิม แต่ไร้ผล เพราะประชาชนมีพรรคในใจอยู่แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประจักษ์ ก้องกีรติ

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยในรายการพิเศษ เกาะติดเลือกตั้ง 2566 กับ THE STANDARD ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งควรระมัดระวังกับความผิดพลาดของการจัดการเลือกตั้งมากกว่านี้ ซึ่งมีเวลากว่า 4 ปีในการเรียนรู้ข้อผิดพลาด แต่ก็ยังมีให้เห็น อีกทั้งการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ของ กกต. อ่อนมาก ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนทั้งก่อนและระหว่างการเลือกตั้ง กลายเป็นสื่อมวลชนต้องช่วยประชาสัมพันธ์แทน

 

ขณะที่เรื่องคืนหมาหอนหรือคำเปรียบเปรยถึงกิจกรรมที่ต้องทำแบบหลบๆ ซ่อนๆ ก่อนวันเลือกตั้ง รศ.ดร.ประจักษ์ เผยว่า ปกติจะเกิดขึ้นแค่ก่อนวันเลือกตั้ง 1 วัน แต่ครั้งนี้หนักกว่าเพราะเกิดขึ้นมาหลายสัปดาห์แล้ว โดยเฉพาะการซื้อเสียงที่ครั้งนี้ทุ่มหนักกว่าทุกๆ ครั้ง จากราคาปกติ 500 บาทต่อคน กลายเป็น 1,000-2,000 บาทต่อคน

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นวัฒนธรรมการเมืองไทยไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่จ่ายเงินมากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะเสนอไป นักการเมืองอาจหลอกประชาชนได้ แต่ประชาชนก็สามารถหลอกนักการเมืองกลับได้เช่นกัน ฉะนั้นครั้งนี้ต่อให้ซื้อเสียงก็อาจไม่มีผลมาก เนื่องจากประชาชนมีพรรคที่ตนเองจะเลือกไว้อยู่แล้ว

The post ‘ประจักษ์’ ชี้ กกต. ไม่เข็ดกับความผิดพลาด ย้ำทุกพรรคจ่ายหนักกว่าเดิม แต่ไร้ผล เพราะประชาชนมีพรรคในใจอยู่แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2566 มองอนาคตภาคต่อของการเมืองไทย ‘3 ป.-คนรุ่นใหม่-รัฐบาลใหม่’ https://thestandard.co/the-future-of-thai-politics/ Thu, 22 Dec 2022 14:00:46 +0000 https://thestandard.co/?p=727533

การเมืองไทยในช่วงปลายปี 2565 ซึ่งอยู่ในช่วงปลายรัฐบาล พ […]

The post เลือกตั้ง 2566 มองอนาคตภาคต่อของการเมืองไทย ‘3 ป.-คนรุ่นใหม่-รัฐบาลใหม่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การเมืองไทยในช่วงปลายปี 2565 ซึ่งอยู่ในช่วงปลายรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หากไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองยุบสภา สภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบันจะหมดวาระอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2566

 

ทำให้ในปี 2566 สถานการณ์ทางการเมืองยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อไป ร่วมมองอดีตและทำนายอนาคตประเทศกับ รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ, รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี และ รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย บทสรุปจากเวที ‘THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว’ ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 กับโจทย์ใหญ่หลังการเลือกตั้งปี 2566

 

 

การเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง กับความไม่แน่นอน

 

“ปกติเวลามีการเลือกตั้งมันเป็นช่วงเวลาที่เป็นโอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นความหวัง แต่คนไทยยังมีความรู้สึกที่ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ จะเกิดอะไรขึ้น มีความไม่แน่นอนสูง แต่ไม่ใช่แค่คนไทยที่กังวล ยังมีนักลงทุนต่างชาติก็กังวลเยอะ โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งมาขอให้ช่วยประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับการเมืองไทย แต่การเมืองไทยนั้นคาดการณ์ไม่ได้ ซึ่งนักธุรกิจ นักลงทุน นักลงทุนหลายสัญชาติ ทั้งญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มีความเป็นห่วงกันมาก” รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีหน้า 2566

 

รศ.ดร.ประจักษ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันบุคคลเหล่านั้นก็มีความกังวลว่า แม้มีการเลือกตั้งไปแล้วแต่อาจจะไม่มีการเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่น แม้ในช่วงเลือกตั้งไม่ว่าประเทศไหนมักจะมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว แต่ความไม่แน่นอนในการเมืองไทยคือ ‘ใครจะชนะเลือกตั้ง’ โดยเฉพาะในช่วงที่โลกค่อนข้างผันผวนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว หลังจากนั้นความแน่นอนที่จะต้องเกิดขึ้นคือ พรรคที่ชนะเลือกตั้งอันดับหนึ่งจะต้องได้จัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าจะไม่เสมอไป แต่ส่วนใหญ่จะต้องได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน ยิ่งถ้าชนะชัดเจน

 

หากผลการเลือกตั้งถูกบิดเบือน เตรียมรับแรงกระแทก ขัดแย้งเท่าสมัยเสื้อสี

 

รศ.ดร.ประจักษ์ ยังยกตัวอย่างความไม่แน่นอนของประเทศไทย 2 ประการ คือ

  1. พรรคที่ชนะเลือกตั้งอันดับหนึ่งอาจจะไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล และ
  2. ต่อให้จัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ตั้งไปแล้วอาจจะโดนล้มทีหลังได้อีก นับเป็นความไม่มีระเบียบกฎเกณฑ์ในการเมืองไทย

 

“เรายังต้องมีการพูดกันอยู่ว่าจะมีการรัฐประหารอยู่อีกหรือไม่ เป็นการสะท้อนความล้าหลังของการเมืองไทย” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว และยกตัวอย่างอีกว่า หากผลการเลือกตั้งออกมาชัดเจน แต่ว่ามีกระบวนการบิดผันไม่ให้เสียงของประชาชนถูกสะท้อนออกมา โดยที่เสียงส่วนใหญ่เลือกแบบหนึ่ง แต่รัฐบาลไม่ได้สะท้อนเสียงส่วนใหญ่ตรงนี้ จะมีโอกาสที่จะมีความรุนแรงมากกว่าเดิม

 

รศ.ดร.ประจักษ์ กล่าวอีกว่า ความรุนแรงมากกว่าเดิมนั้นจะไม่ใช่แค่การชุมนุมของกลุ่มเด็ก เพราะเด็กมีประเด็นที่เขาออกมาประท้วงโดยเฉพาะ แต่ความรุนแรงครั้งนี้จะเทียบเท่ากับความขัดแย้งของประเทศไทยที่มีเรื่องสีเสื้อเช่นในอดีต ซึ่งมีมูลเหตุมาจากการเลือกตั้งไปแล้วแต่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้อย่างราบรื่น มีกระบวนการใช้อภินิหารทางกฎหมายเข้ามาทำให้ได้รัฐบาลอีกแบบหนึ่งที่ไม่ได้สะท้อนเสียงประชาชนคนที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งไป แต่เสียงของพวกเขาถูกบิดเบือนไป

 

“ล่าสุดผมเพิ่งคุยกับนักธุรกิจญี่ปุ่น เขาถามคำถามซื่อๆ ว่า เท่าที่ทราบล่าสุด นายกฯ คนปัจจุบัน ศาลตัดสินว่าจะอยู่ในอำนาจได้อีกสองปี หากชนะเลือกตั้งกลับมา จะอยู่ในอำนาจได้สองปีใช่หรือไม่ แต่อายุรัฐบาลสี่ปีใช่หรือไม่ แล้วเหตุใดเขาจึงอยากเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ในเมื่อต่างรู้อยู่แล้วว่าอยู่ไม่ครบแบบนี้ ผมเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน”

 

 

การรัฐประหารทำประเทศล้าหลัง

 

รศ.ดร.ประจักษ์ อธิบายว่า จึงเป็นความไม่แน่นอนว่าเป็นความไม่เมกเซนส์ ไม่สมเหตุสมผล จนนำไปสู่สูตรนายกฯ คนละครึ่ง พี่น้อง (พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา) แบ่งกันคนละครึ่ง มันจึงกลับไปที่ผลจากการทำรัฐประหาร

 

ซึ่งทำให้เกิดผล 2 อย่าง คือทำไมต้องปฏิรูปรัฐหรือปฏิรูประบบราชการ เพราะภาครัฐของเรามันทั้งเทอะทะ ไร้ประสิทธิภาพ และฉุดรั้งการพัฒนาของประเทศ และเหตุที่ไม่สามารถปฏิรูปภาครัฐได้เพราะเกิดการทำรัฐประหารซ้ำถึง 2 ครั้งภายในระยะเวลาไม่นาน

 

การทำรัฐประหารนั้นได้รื้อฟื้นรัฐราชการรวมศูนย์กลับมา และใช้ระบบราชการเป็นฐานกำลัง ฐานสนับสนุน ในการทำงานและรักษาอำนาจ จึงไม่มีทางที่จะปฏิรูปรัฐได้ และเมื่อมีการทำรัฐประหารแล้ว มันส่งผลให้เราไปดึงพลังส่วนที่ปรับตัวกับโลกได้ช้าที่สุดและน้อยที่สุดมาบริหารประเทศ องค์กรนั้นก็คือ ‘กองทัพ’

 

“การรัฐประหารทำให้เราได้พลังที่ล้าหลังที่สุด ปรับตัวเข้ากับโลกได้ช้าที่สุด เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลกได้น้อยที่สุด แต่ขึ้นมากุมอำนาจของประเทศเบ็ดเสร็จ”

 

เมื่อเราไปเอาพลังส่วนนี้ที่ตามไม่ทันโลกมาบริหารประเทศ สิ่งที่ตามมาคือโฟกัสทุกอย่าง Priority การใช้อำนาจมันผิดเพี้ยนไปหมด สุดท้ายการปฏิรูปที่จะทำให้เสียอำนาจ เขาเลือกรักษาอำนาจก่อน ซึ่งถูกกำหนดจากโจทย์นี้ว่าจะรักษาอำนาจอย่างไร ไม่ใช่ทำเพื่อประเทศ

 

 

จะเป็นอย่างไรหากนายกฯ คนปัจจุบันอยากอยู่ต่ออีก

 

ส่วนคำถามที่ว่านายกฯ คนปัจจุบันที่ยังอยู่ต่อเพราะอยากสานต่องานที่ทำ รศ.ดร.ประจักษ์ ย้อนถามกลับว่า ปัจจุบันมีงานอะไรที่นายกฯ คนนี้ยังทำไม่สำเร็จ และตอบประชาชนได้ไหมว่าที่ยังไม่สำเร็จเพราะอะไร และเหตุใดจึงคิดว่าอยู่ต่อไปจะทำสำเร็จได้ดีกว่าเดิม อะไรคือวิสัยทัศน์ ตอบสังคมมา และอะไรคืออุปสรรค เพราะตอนอยู่ห้าปีแรกมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ไม่มีฝ่ายค้าน มีสภาปฏิรูป ล่าสุดมีกรรมการปฏิรูปหลายคนออกมาพูดสารภาพกับประชาชนว่าที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ได้ปฏิรูปอะไรเลย การปฏิรูปต่างๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

“8 ปีที่ผ่านมา 8 ปีที่ประเทศไทยเสียเวลาในโลกที่ความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา เวลาเราแค่ยืนเฉยๆ เราก็ถอยหลังแล้ว เพราะทุกคนก้าวไปข้างหน้า จนถึงวันนี้ ในการเลือกตั้งปีหน้าคนไทยต้องเผชิญกับโจทย์เดิม เพราะผู้นำยังอยากรักษาอำนาจอยู่ แต่อยู่ในช่วงกำลังฝืน ด้วยเงื่อนไขจากรัฐธรรมนูญที่จำกัดแต่ก็อยากไปต่อ”

 

รศ.ดร.ประจักษ์ จึงมองว่าโจทย์เลือกตั้งมันล้าหลังมาก ด้วยออปชันที่ให้มาเลือกระหว่างนายพลคนพี่หรือนายพลคนน้อง สังคมไทยวนเวียนอยู่กับความไม่ลงรอยของนายพลสองคนที่สืบทอดอำนาจมาตั้งแต่การทำรัฐประหารเมื่อ 8 ปีที่แล้ว และมาวันนี้ตั้งพรรค ตอนนี้ทะเลาะกัน จึงแยกพรรคแล้วประชาชนผู้เลือกตั้งต้องมาเลือกว่าจะเอาของนายพล ก. หรือนายพล ข. เมื่อในโลกนี้กวาดสายตาไปไม่มีนายพลประเทศไหนมาบริหารประเทศ

 

อีกทั้งควรจะต้องก้าวข้ามอะไรที่พิสดาร ทำการเมืองให้เป็นปกติ มีการเมืองแบบสากลโลกยอมรับ และมีความแน่นอนให้คาดการณ์ได้บ้าง แข่งกันไป ตอนแข่งอาจไม่รู้ว่าใครชนะ แค่พอแข่งจบแล้วให้กติกาที่เป็นสากล ตอนนี้โลกผันผวนอย่างมาก ใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็เจอโจทย์ยาก ดังนั้นรัฐบาลที่จะบริหารประเทศได้ในโลกยุคปัจจุบันต้องมี 3 อย่าง

 

  1. มีเสถียรภาพ อยู่ยาว ครบเทอม
  2. มีประสิทธิภาพ ต้องเก่ง มีวิสัยทัศน์
  3. มีความชอบธรรม หากไม่มีไปต่อยาก ต้องเผชิญกับการต่อต้าน ถูกตั้งคำถาม

 

แต่ 3 ข้อข้างต้นนั้นในรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่สามารถให้เราได้ ไม่มีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพ ส่วนความชอบธรรมนั้นต่ำอยู่แล้ว เป็นการสืบเนื่องมาตั้งแต่การทำรัฐประหารและบทบาทของ กกต. และ ส.ว. ถ้ามามีส่วนในการตั้งรัฐบาล รัฐบาลนั้นก็ไม่มีความชอบธรรม ฉะนั้นจึงเป็นโจทย์ยาก ไม่ว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล แต่ถ้าได้รัฐบาลที่ทั้งไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีเสถียรภาพ และขาดความชอบธรรมอีก รัฐบาลจะกลายเป็นภาระของประเทศแทนที่จะเป็นพลังที่ขับเคลื่อนและเป็นผู้นำประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า

 

 

Trans of Power โจทย์ใหญ่หลังเลือกตั้ง 2566

 

รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองอนาคตการเมืองไทยในปี 2566 ว่าสิ่งที่อันตรายที่สุดหลังการเลือกตั้งคือความสามารถในการถ่ายโอนอำนาจ Trans of Power ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งวิกฤตที่หนักมาก หากมองย้อนกลับไปในปี 2540 ประเทศไทยยังไม่เคยมีการถ่ายโอนอำนาจที่สมบูรณ์และสำเร็จเลยสักครั้ง

 

ในการเลือกตั้งปี 2544 ถึงการเลือกตั้งปี 2548 มีเพียงพรรคเดียว คือ พรรคไทยรักไทย เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนรัฐบาลให้อยู่ภายใต้พรรคการเมืองเดิม หลังจากนั้นพรรคไทยรักไทยก็ยุติลงจากการทำรัฐประหารในปี 2549

 

ในปี 2550 แม้จะเป็นรัฐบาลภายใต้พรรคพลังประชาชน เปลี่ยนมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังไม่ถือว่าเป็นการถ่ายโอนที่สำเร็จสมบูรณ์ เนื่องจากมีความวุ่นวายเกิดขึ้นและการรัฐประหารในปี 2557

 

การเลือกตั้งในปี 2566 นับว่าเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมไทยอย่างมาก เนื่องจากในอดีตประเทศไทยแทบจะไม่มีการถ่ายโอนอำนาจที่สำเร็จสมบูรณ์ ที่สงบสันติ เป็นที่ยอมรับและมีความชอบธรรมเป็นระยะเวลานานแล้ว หากการเลือกตั้งครั้งหน้า พล.อ. ประยุทธ์ ยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ เท่ากับว่าไม่ต้องถ่ายโอนอำนาจใช่หรือไม่

 

 

ยอมการผูกขาดทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ยอมการผูกขาดการเมือง

 

หากมองภายใต้กรอบในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ในอดีตการเลือกตั้งในปี 2544 และการเลือกตั้งในปี 2548 จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญเอื้อสำหรับพรรคการเมืองใหญ่ ดังนั้นสิ่งที่เห็นก็คือ ‘รัฐบาลพรรคเดียว’

 

ถือเป็นสิ่งที่ชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมต้องการเปลี่ยนตรงนี้มากที่สุด ที่เห็นในความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 และรัฐธรรมนูญปี 2560 คือการยุติการผูกขาดอำนาจทางการเมืองโดยการสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ คือไม่ต้องการให้มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวอีกต่อไป

 

“ชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมจะไม่ยอมให้มีการผูกขาดทางการเมือง แต่หากจะผูกขาดทางเศรษฐกิจนั้นยอมได้” รศ.ดร.สิริพรรณกล่าว

 

แต่การไม่ยอมให้มีการผูกขาดอำนาจทางการเมืองนั้นจะสร้างความไม่ชอบระบบเลือกตั้ง ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพอย่างมากต่อกลุ่มชนชั้นนำอนุรักษ์นิยม คือจะทำให้พรรคการเมืองกระจัดกระจายและนำมาสู่พรรครัฐบาลผสม

 

สิ่งที่ชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมอยากเห็นการเมืองในอนาคตหากยังไม่สามารถเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีได้ คือต้อง Power Sharing ต้องการเห็นการต่อรอง ที่ไม่ต้องการให้พรรคใดพรรคหนึ่งเข้มแข็งจนเกินไปที่จะ Take Credit ทุกอย่าง

 

รศ.ดร.สิริพรรณ มองโจทย์ใหญ่ที่มันจะเกิดขึ้นในครั้งหน้าจะเป็นวิกฤต หากพรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ นี่คืออีกโจทย์ใหญ่ของความชอบธรรมทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น เช่นเหตุการณ์ในปี 2562 ที่พรรคการเมืองอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

 

แต่หากการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ไม่แน่ใจว่าการยอมรับจะเกิดขึ้นหรือเปล่า เพราะจากตัวเลขความชอบธรรมทางการเมือง ถ้าจะถูกฝังกลบตรงไปแล้ว หากไม่มีความชอบธรรมทางการเมืองจะทำให้การให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาต่างๆ มันจะเกิดขึ้นได้ยาก

 

ถามว่าในต่างประเทศมีความจำเป็นหรือไม่ที่พรรคอันดับหนึ่งจะต้องจัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่จำเป็นเสมอไป เพียงแต่ว่าประเทศไทยไม่ได้มีการสร้างธรรมเนียมปฏิบัติหรือบรรทัดฐานที่ทุกฝ่ายต้องเคารพกติการ่วมกัน

 

สำหรับอีกปรากฏการณ์ที่น่าจับตาและอาจจะเป็นหลุมพรางอีก คือการไม่ยอมรับให้พรรคอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลก่อน โดยการจะแย่งโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล และก็ทราบว่าชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมมีเครื่องมือ คือ ส.ว. 250 เสียง เป็นการพยายามนำไปสู่การรักษาไว้ซึ่งการสืบทอดอำนาจ

 

รศ.ดร.สิริพรรณ กล่าวอีกว่า ตอนนี้มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคฝ่ายค้านขณะนี้จะได้คะแนนเกินครึ่ง แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งต้องใช้คะแนนครึ่งหนึ่งของสภา คือ 375 เสียง ซึ่งมันจะเกิดการช่วงชิงช่วงของการฟอร์มรัฐบาลเหมือนปี 2562 ที่หลังการเลือกตั้งใช้เวลานานมากกว่าที่จะจัดตั้งรัฐบาล มีการเลือกตั้งตั้งแต่เดือนมีนาคม และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ในเดือนมิถุนายน

 

ส่วนการเลือกตั้งที่มีขึ้นในปีหน้านี้ รศ.ดร.สิริพรรณ กล่าวว่า เราจะเห็นการเกิดขึ้นของพรรครวมไทยสร้างชาติ และหากการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ใช้เวลานานมากในการจัดตั้งรัฐบาลเหมือนครั้งที่แล้ว คนที่มีประสบการณ์จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จะเกิดเรื่องการยอมรับในตรงนี้ได้หรือไม่ 

 

แต่หากมองข้ามตรงนี้ไป อีกหนึ่งช็อตอันตรายที่จะสืบทอดหลังการใช้รัฐธรรมนูญ 2560 คือ 2 อย่าง ซึ่งประกอบไปด้วย

 

1. งบประมาณ ซึ่งมีการตั้งงบประมาณกลางไว้สูงมาก หากมองย้อนกลับไปในปี 2545 งบกลาง 1 แสนล้าน แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 5.9 แสนล้าน ซึ่งสูงขึ้นมาก หมายความว่าฝ่ายบริหารสามารถใช้งบนี้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบ

 

การพยายามหลบเลี่ยงกระบวนการทางรัฐสภา กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้งบประมาณ งบกลางที่เรียกว่างบฉุกเฉินสามารถใช้ได้อย่างรวดเร็ว แม้แต่สำนักงานงบประมาณยังไม่ทราบเลยว่าใช้ได้อย่างไรเพราะเป็นงบฉุกเฉิน ซึ่งเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 18% หากย้อนกลับไปดูในปี 2564 จะพบว่างบประมาณฉุกเฉินสูง แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด แต่ก็เห็นว่างบประมาณก็ยังพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ นี่คือคำถามของการขาดความชอบธรรม 

 

2. การ By Pass การตรวจสอบถ่วงดุล อย่างสุราก้าวหน้า มีความพยายามไม่ใช้กระบวนการทางรัฐสภาในการทำงานตรวจสอบ โดยใช้การประกาศกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นร่างกัญชา ร่างสุราก้าวหน้า หรือกรณีอนุญาตให้ต่างชาติสามารถซื้อที่ดินในประเทศไทยได้ ก็ประกาศผ่านกฎกระทรวง โดยประกาศผ่านกฎกระทรวงตัดหน้าพระราชบัญญัติที่จะมีการพิจารณาในรัฐสภาก่อน 1 วัน

 

รศ.ดร.สิริพรรณ กล่าวอีกว่า นี่จึงเป็นปรากฏการณ์ที่อันตรายและเป็นหลุมพรางหลังการเลือกตั้งในอนาคตว่าพฤติกรรมและปรากฏการณ์เหล่านี้ ความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ มันจะกลายเป็นการฉุดเราตกหลุมของการพัฒนาไปอีก

 

 

เศรษฐกิจไทยเหมือนภาวะต้มกบ ถูกปิดทับ 3 ชั้น 

 

รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมมองอดีตและทำนายอนาคตประเทศหลังการเลือกตั้งใหญ่ว่า เศรษฐศาสตร์ทางการเมือง ของร้อนในปีหน้าทางเศรษฐกิจมันไม่ดีแน่ แต่เนื่องจากประเทศไทยผ่านการตกที่หนักมาแล้ว ทำให้ของเรามันจะพอโตขึ้นไปได้ และเมื่อเทียบชาวโลกก็ถือว่าดีกว่าแล้ว

 

ประเด็นของร้อนที่เป็นโจทย์ทางเศรษฐกิจที่กำลังรอเราอยู่ คือยังไม่มี เพราะแค่ของเดิมๆ ที่เผชิญอยู่ก็น่าเบื่อ และยังไม่ได้รับการแก้ไข ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี เป็นอย่างน้อย ขณะที่กับดักทางการเมืองคือประเด็นหลักที่ทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้รับการจัดการ

 

แต่ที่แย่ไปกว่านั้น คือ ‘รัฐ’ ในฐานะเครื่องมือแห่งการแก้ไขปัญหา ถูกปัญหาทางการเมืองตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้เสื่อมคุณภาพลง เมื่อรัฐเสื่อมลง ทั้งในเชิงองค์กร ระบบราชการจะแย่ลง ทั้งในเรื่องของระเบียบกติกา Rule of Law กระบวนการยุติธรรม ความน่าเชื่อถือ ความชอบธรรมของสถาบันทางการเมืองทั้งหลายก็เสื่อมด้วยเช่นกัน

 

เมื่อการเมืองเสื่อม ผู้นำไม่ได้รับการยอมรับหรือได้รับความยอมรับน้อยมาก มันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาไม่ได้ โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ยากโดยตัวมันเอง ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างหลักๆ ที่เราเจอมา ที่เราก็รู้กันมา 10 กว่าปี หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าภาวะต้มกบ คือภาวะ Slow Burning Death ที่ไม่ใช่ภาวะวิกฤตที่ระเบิดออกแบบต้มยำกุ้ง แต่เป็นภาวะที่มันค่อยๆ ตายเหมือนกบที่ถูกต้มไปเรื่อยๆ จะออกจากหม้อก็ทำไม่ได้

 

ประเทศไทยเจอภาวะแบบนี้มากว่า 10 ปี โดยไม่ได้รับการแก้ไข แล้วน้ำมันค่อยๆ ร้อน และถึงจุดที่มันกำลังจะเดือด นอกจากนั้นยังมีคนที่เอาฝาหม้อถูกล็อกไว้อีก 3 ชั้น เปรียบเหมือนภาวะสังคมที่เราแก่อย่างรวดเร็วและอายุยืนขึ้นอีกต่างหาก

 

อีกปัญหาคือภาวะเรื่องความเหลื่อมล้ำติดอันดับท็อปของโลก ซึ่งมีผลเสียทางการเมือง โดยการไม่เป็นธรรมเพราะทุนนิยมพวกพ้อง ทำให้คนรุ่นใหม่หนีออกนอกประเทศ แล้วประเทศของเราจะโตต่อไปอย่างไร และยังซ้ำเติมด้วยเมกะเทรนด์ยากๆ ของโลก

 

ขณะเดียวกัน ทุนประกันสังคมในอนาคตพังหมด ล้มละลายหมด ระบบสาธารณสุขของเราจะเอาเงินที่ไหนมารองรับคนแก่ ระบบสาธารณสุขของเราจะล่มสลายหรือไม่ นี่คือปัญหาที่เรากำลังรอเราอยู่ ปัญหามันยากโดยตัวมันเอง แล้วจะทำอย่างไรหากเราโตช้ากว่า 3%

 

โดยที่ 3% นี้เป็นก่อนวิกฤตโควิด เราต้องทำอย่างไรให้โตเร็วกว่า 3% จะทำให้กบมันกระโดดออกมาได้แล้วจะทำอย่างไร และเพราะเหตุใดที่เราโตช้าก็เพราะว่าเราสูญเสียภาวะในการแข่งขัน การที่จะทำให้เรากลับมาแข่งขันได้อีกทีหนึ่ง คือมีคนเคยพูดว่าเศรษฐกิจไทยหายออกไปจากเรดาร์แล้ว

 

การมีความขัดแย้งทางการเมืองก็ยากจะแย่ที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาแข่งขันได้ แต่จะ Identify ห่วงโซ่อุปทานแค่ไหน อย่างไร เราจะผลิตรถอีวีไปสู้กับใคร มันยากโดยตัวมันเองอยู่แล้ว

 

หากยังเจอรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมเข้าไปอีกยิ่งทำให้ยากยิ่งขึ้นไป และยังจะถูกต่อต้านอย่างหนักจากผู้เสียประโยชน์ ซึ่งการจะลดความเหลื่อมล้ำได้ คือต้องการสร้างนวัตกรรม สิ่งแรกที่ต้องทำในทางเศรษฐกิจ คือลดการผูกขาด สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม เพราะการผูกขาดมันไปบล็อกนวัตกรรม

 

รศ.ดร.อภิชาต กล่าวว่า ใช่ว่าจะเอาเพียงการผูกขาดออกแล้วดี เพราะมันไม่ได้จบแค่นั้น ในทรรศนะผมนั้นต้องจัดงบประมาณใหม่ อาจจะต้องมีการเก็บภาษีมากขึ้น เพื่อให้ To Be Fair แก่ทุกคน เอามารองรับกับสังคมคนแก่ ทั้งชนชั้นมนุษย์ออฟฟิศซึ่งเป็นชนชั้นอาชีพพิเศษที่ต้องสูญเสียภาษีเงินเดือนที่ไม่สามารถหนีภาษีได้ก็จะออกมาต่อต้าน หากสังคมไม่สนับสนุน หมายความว่าแพ้แล้ว แพ้ไม่มีทางที่จะชนะได้ต่อให้มีการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยก็ยังไม่พอ

 

 

ต้องกล้าทุบรัฐ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กระจายอำนาจ

 

รศ.ดร.อภิชาต มองว่ารัฐจึงต้องปฏิรูปตัวรัฐเอง เพราะไม่มีทางเลยที่ระบบราชการที่เป็น 40% ของงบประมาณไปใช้กับบุคลากร และต่อให้มีเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่สวยหรู คุณจะมองหาเอกลักษณ์โซ่อุปทานตัวไหนหากกลไกขับเคลื่อนไม่มี มันก็จะอยู่บนกระดาษต่อไป

 

สิ่งหนึ่งที่ผมจะนำเสนอเลยคือจะต้อง ‘ทุบรัฐ’ ส่วนกลางให้เล็กลงและกระจายอำนาจครั้งใหญ่ โดยการกระจายอำนาจเอาที่ระดับชั้นของข้าราชการส่วนภูมิภาคทั้งหมดทิ้งไป โดยให้เหลือแค่รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น มีการกระจายคน กระจายเงิน กระจายทรัพยากร ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทั่วประเทศ และรัฐบาลส่วนกลางจะได้เล็กลง แล้วเราจะได้มองโฟกัสปัญหาระดับชาติ ให้มันแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง

 

“ไม่ว่ารัฐบาลไหน ไม่ว่าใคร ไม่ว่าพรรคไหนที่จะมาเป็นรัฐบาล มันยากทั้งนั้น และยิ่งเป็นรัฐบาลที่ฝีมือไม่ดี ต่อให้เปลี่ยนคนก็ไม่มีประโยชน์หากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เช่นทำให้รัฐมีประสิทธิผล และหากไม่เปลี่ยนคนผมก็ไปอยู่ต่างประเทศดีกว่า” รศ.ดร.อภิชาตกล่าว

 

ที่สำคัญที่สุด ระบบราชการเองต้องปรับบทบาทให้ลดลง การควบคุมการออกใบอนุญาตต่างๆ ต้องตัดออก ต้องทำตัวเป็น Facilitator ทำตัวเป็น Coordination เพราะปัจจุบันภาคสังคมมันใหญ่ขึ้นมาก ไม่เหมือนยุคในอดีตที่ยังเล็กอยู่ รัฐจึงต้องเป็นตัวนำในการขับเคลื่อนซึ่งปัญหายากๆ ที่ไม่มีทางที่จะทำได้เอง ต้องทำอย่างไร ให้ดึงการร่วมไม้ร่วมมือของสังคม ทั้ง NGO ภาคธุรกิจ ที่จะทำให้มี Agenda ร่วมกันออกไป นับเป็นความท้าทายอย่างมาก

 

 

ทำนายหน้าตาของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

 

รศ.ดร.สิริพรรณ แสดงทรรศนะถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยหวังว่าจะเป็นผลผลิตของความพยายามที่จะปลดล็อกหลังการเลือกตั้งปี 2562 ในระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ โอกาสของการผลัดเปลี่ยนกันเป็นรัฐบาลยังเป็นสิ่งที่จำเป็น ที่จะทำให้ Politics Actor หรือผู้มีบทบาททางการเมืองอยากจะเคารพกติกา และตัวเองมีโอกาสที่จะเข้ามามีบทบาททางการเมือง

 

ดังนั้นมันจึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ ฝั่งอนุรักษ์นิยมพยายามจะเปลี่ยน มันจึงเป็นทางเลือก โดยที่การเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่มีพรรคทหารจำนวน 2 พรรคพร้อมกัน โฉมหน้าของรัฐบาลครั้งหน้าหลังการเลือกตั้งจึงนับเป็นเสน่ห์อย่างยิ่ง

 

แต่อีกมุมหนึ่งมันเป็นระเบิดเวลาของความโกลาหลอลหม่าน เพราะเราจะเลือกระหว่างพรรคนายพลคนพี่หรือนายพลคนน้อง นายพลคนพี่จะเลือกไปจับมือกับพรรคใดก็ได้ ขณะที่นายพลคนน้องโอกาสที่จะจับมือกับพรรคฝ่ายค้านเป็นเรื่องที่ยาก

 

แต่คำถามก็คือว่า ระหว่างคนพี่และคนน้อง ใครคุมเสียง ส.ว. ได้มากกว่ากัน หากเรามองโฉมหน้าของรัฐบาลตอนนี้ เราจะมีความเป็นไปได้ 2 แบบ

 

  1. เพื่อไทยสามารถผนึกกำลังกับพรรคอื่นได้ คิดว่าจะไม่เกิดการแลนด์สไลด์ของพรรคการเมือง แต่จะเป็นการที่พรรคฝ่ายค้านมีโอกาสจะแลนด์สไลด์เป็นกลุ่มรวมกันประมาณ 265 ที่นั่ง
  2. โอกาสที่ พล.อ. ประยุทธ์ จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง พรรครวมไทยสร้างชาติต้องได้ 25 ที่นั่ง แต่พรรคนี้หากจะเป็นรัฐบาลโดยไม่ใช้เสียงของ ส.ว. นั้นเป็นไปได้น้อยมาก เลือกนายกรัฐมนตรีก่อนแล้วค่อยดึงพรรคบางส่วนเข้าร่วมรัฐบาล รวมถึงการใช้เทคนิคเดียวกับปี 2562

 

พล.อ. ประยุทธ์จะต้องฝ่าด่านแรงต้านไปให้ได้ และด้วยเงื่อนไขที่อยู่ต่อได้อีก 2 ปีนั้นจะอธิบายตัวเองกับประชาชนระหว่างการหาเสียงอย่างไร หรือจะมีการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่การเป็นนายกรัฐมนตรีช่วงเวลาที่เหลืออยู่อีก 2 ปีนั้น ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนละครึ่งกับ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นั้นไม่สามารถถ่ายโอนกันได้ เพราะ ส.ว. ก็จะหมดอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว จึงทำให้การมีเสถียรภาพในรัฐบาลจะไม่เกิดขึ้น

 

ส่วนในปีหน้า คำถามที่ว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งใหญ่แน่นอนหรือไม่หลังรัฐบาลครบวาระในช่วงเดือนมีนาคมนั้น ทุกคนยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตามกรอบกฎหมายต้องมีการเลือกตั้งแน่นอน และยังไม่มีมูลเหตุร้ายแรงที่จะทำให้มีการทำรัฐประหาร เพราะไม่มีการอธิบายที่จะรองรับความชอบธรรม และยังมีต้นทุนที่สูงทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมืองด้วย

 

รศ.ดร.ประจักษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างมากที่คนในสังคมไทยยังหวาดระแวงและมีการตั้งคำถามเสมอว่าในปีหน้า 2566 ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ แม้ในทางกฎหมายในปีหน้าจะต้องมีการเลือกตั้งแน่นอน แต่หากที่สุดแล้วไม่มีการเลือกตั้งนั้นต้องมีการอธิบาย และต้องมีเหตุการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงจนประเทศไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ ส่วนจะมีการทำรัฐประหารอีกครั้ง หากประเมินตามความเป็นจริงนับว่าเป็นเรื่องที่ยาก

The post เลือกตั้ง 2566 มองอนาคตภาคต่อของการเมืองไทย ‘3 ป.-คนรุ่นใหม่-รัฐบาลใหม่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 นักวิชาการมองการเมืองไทยติดหล่ม พร้อมตกเหวอีกครั้ง โจทย์เลือกตั้งปีหน้าคือจะเลือกนายพลคนพี่หรือคนน้อง https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2022-53/ Sun, 27 Nov 2022 12:07:00 +0000 https://thestandard.co/?p=716306

วันนี้ (27 พฤศจิกายน) บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORU […]

The post 3 นักวิชาการมองการเมืองไทยติดหล่ม พร้อมตกเหวอีกครั้ง โจทย์เลือกตั้งปีหน้าคือจะเลือกนายพลคนพี่หรือคนน้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (27 พฤศจิกายน) บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในช่วง ‘THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว’ โดยมี รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ, รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี และ รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย โดยมี สรกล อดุลยานนท์ หรือ หนุ่มเมืองจันท์ และ ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ ดำเนินรายการ

 

เริ่มต้นด้วยคำถามถึงการเมืองไทยติดหุบเหวอะไรบ้างในช่วงที่ผ่านมา ซึ่ง รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราติดหุบเหวทั้งหมด 2 อย่าง คือกับดักประชาธิปไตยแบบไทยๆ และกับดักการแบ่งแยกแตกขั้วร้าวลึก ซึ่งเราติดหล่มเหล่านี้มาตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ซึ่งประเทศที่ติดกับดักเหล่านี้ออกจากกับดักยาก

 

“พอมันเข้าไปอยู่ในหล่มนี้นานๆ แล้วเราไม่แก้ไขมัน มันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสำคัญทางสังคม กระทั่งร้าวลึกถึงครอบครัว ผมคิดว่าจนถึงวันนี้เราก็ยังติดกับดักนี้ แล้วเรายังไม่ออก เผลอๆ จะร้าวลึกกว่าเดิมด้วยซ้ำ เราต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงว่าทศวรรษที่ผ่านมาเรามีการเมืองไม่ปกติ” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว

 

รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวต่อไปว่า ส่วนกับดักประชาธิปไตยแบบไทยๆ มันก็มาซ้ำเติมกับกับดักการแบ่งแยกแตกขั้วร้าวลึก ซึ่งการแก้ปัญหาคือต้องหาสัญญาประชาคมร่วมกัน ต้องมีกติกาที่ยอมรับร่วมกัน ถ้าทำตรงนี้ได้มันก็จะไม่มีความรุนแรง ซึ่งเมื่อเราพูดถึงความรุนแรงมันคือปลายเหตุแล้ว ความรุนแรงไม่ใช่ต้นเหตุของวิกฤต แต่คือมีวิกฤตมาก่อนแล้วก่อให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรง อีกทั้งเราอยู่ในการเมืองที่ไม่ปกติของไทย คือไทยเราเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีรัฐประหาร 2 ครั้ง ในเวลาไม่ถึง 10 ปี

 

“การรัฐประหารมันคือวิธีการแก้ความขัดแย้งที่ล้าหลังที่สุดในโลก แต่เราเอามาใช้ พอเป็นแบบนี้ไม่มีทางที่การเมืองจะปกติได้ แต่เราอาจหลีกเลี่ยงที่จะพูดกันแบบตรงไปตรงมาว่าการเมืองของไทยมันพัฒนาอยู่ในระดับไหน” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว

 

ขณะที่ รศ.ดร.อภิชาตกล่าวว่า ตนเห็นด้วยตามที่ รศ.ดร.ประจักษ์ กล่าวมาว่าหุบเหวของการเมืองไทยคือการรัฐประหาร ซึ่งเป็นวงจรอุบาทว์ที่นำไปสู่ความรุนแรง และการแก้ไขปัญหาความรุนแรงไม่ใช่ไปแก้ที่ความรุนแรง แต่ต้องแก้ที่สาเหตุ หนึ่งในนั้นคือความเหลื่อมล้ำ

 

“ความเหลื่อมล้ำมันไม่ใช่ตัวจุดระเบิดความรุนแรงด้วยตัวมันเอง แต่ในทัศนะของผมคือมันเหมือนกับเชื้อเพลิงที่สะสมไว้ มันรอประกายไฟ รอคนมาลั่นไกปืน ถ้าเราสะสมเชื้อไฟของความรุนแรงนี้ไว้ ถ้ามันถึงเวลาเหมาะสม มีคนมาจุดไฟ มันก็จะระเบิดด้วยความรุนแรง” รศ.ดร.อภิชาตกล่าว

 

รศ.ดร.อภิชาตกล่าวต่อไปว่า หากเราดูประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของไทย การปฏิวัติปี 2475 มันเกิดเพราะว่าถูกจุดประกายด้วยภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจโลก แล้วก็นำไปสู่กบฏบวรเดช เมื่อถามว่าทำไมมันระเบิดขนาดนั้น เพราะว่าความเหลื่อมล้ำที่มันสะสมตั้งแต่รัชกาลที่ 4 และ 5 มันก็ระเบิดช่วงนั้น โดยเฉพาะชนชั้นนำที่สะสมที่ดินมากมายให้ชาวนาเช่าและเกิดการเปรียบเปรยว่าทำนาบนหลังคน หลังจากปี 2475 ข้อเสนอหลักหนึ่งของ ปรีดี พนมยงค์ คือให้รัฐบังคับซื้อที่ดินคืน ซึ่งขัดผลประโยชน์ของชนชั้นนำ ก็ระเบิดความรุนแรงเป็นกบฏบวรเดช

 

“ปัจจุบันเราถึงไหนแล้ว ถ้าเราดูตัวเลขเมื่อ 3-4 ปีก่อน คน 1% ของไทยครองสินทรัพย์ถึง 67% ถ้าเราใช้มาตรวัดเราถือว่าเหลื่อมล้ำที่สุดในโลก แล้วอาจารย์ในคณะผมเขาก็บอกว่าข้อมูลมันไม่สมบูรณ์ แต่แกเดาว่าตัวเลขนี้ถูก แล้วมากกว่านั้น ถ้าเราดูตัวเลข Top 10 ตระกูลที่ร่ำรวยในไทยช่วงรัฐประหารปี 2549-2561 รวยขึ้น 7.7 เท่า

 

“เมื่อความเหลื่อมล้ำสูง ความเป็นประชาธิปไตยมันจะเป็นไปยาก มันจะตั้งมั่นได้ยาก เพราะเมื่อเป็นประชาธิปไตยก็จะมีแรงกดดันให้กระจายรายได้สูงขึ้นแน่นอน เพราะคนชั้นล่างมีปากมีเสียงมากขึ้น และระดับความเหลื่อมล้ำที่สูงมันแปลว่าเขาจะเสียประโยชน์ที่ค่อนข้างสูง” รศ.ดร.อภิชาตกล่าว


ด้าน รศ.ดร.สิริพรรณกล่าวว่า เมื่อเราย้อนกลับไป 20 ปี ก็จะพบว่าทุกครั้งที่มีการรัฐประหารนั่นคือสังคมตกเหว และทุกครั้งเราก็พยายามขึ้นจากเหว ถ้าจะมองแบบปราณีก็ถือว่าขึ้นจากเหวแล้ว แต่ขึ้นมาแล้วเราก็ยังวนอยู่รอบปากเหว และการวนนี้ทำให้เราไม่สามารถพัฒนาไปมากกว่านี้ได้ เหมือนการขับรถวน

 

“คนขับรถบางทีก็พาเราไปหลงทาง GPS ก็ใช้ไม่ค่อยเป็น บางครั้งก็ขับถอยหลัง เพราะทิศทางการเมืองของเราไมไ่ด้ถูกกำหนดเพื่อออกไปจากพื้นที่ตรงนี้ แต่ถูกกำหนดเพื่อรักษาคนขับรถ แล้วคนขับรถใบขับขี่ก็ใกล้หมดอายุ แต่ก็อยากขับรถต่อ” รศ.ดร. สิริพรรณกล่าว

 

รศ.ดร.สิริพรรณกล่าวต่อไปว่า นี่คือโจทย์ใหญ่ว่าต่อไปขาข้างหนึ่งของเราจะจุ่มลงเหวหรือเปล่า และหากย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เราใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งทุกครั้งที่เราขึ้นจากเหว เราใช้พละกำลังค่อนข้างมาก เราออกแบบสถาบันทางการเมืองใหม่ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราเคยมี ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง และทุกครั้งที่เราพยายามขึ้นจากเหว เราใช้ยาแรงมากขึ้น โดยหลังจากการรัฐประหารปี 2549 เราใช้ ส.ว. คนละครึ่ง คือเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง แต่งตั้งครึ่งหนึ่ง แต่เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 ประกาศใช้ เราใช้ระบบ ส.ว. แต่งตั้งทั้งหมด

 

“ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการขึ้นจากหุบเหวมันเหนื่อย และบางอย่างก็ขึ้นมาจากเหวแล้วก็จริง แต่ยังตกหลุม ยังขุดหลุมพรางตัวเองอยู่ อย่างเช่นความชอบธรรมการเลือกตั้ง ในอดีตเรามีการรณรงค์อย่าเลือกสัตว์เข้าสภา รณรงค์ให้โหวตโน ซึ่งถือเป็นการทำลายความชอบธรรมให้การเลือกตั้ง” รศ.ดร.สิริพรรณกล่าว

 

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปคนไทยยังต้องเผชิญกับโจทย์เดิม เพราะว่าผู้นำยังต้องการรักษาอำนาจอยู่ แต่ยังฝืนแม้จะมีเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญจำกัดแต่ก็ยังอยากไปต่อ ดังนั้นโจทย์การเลือกตั้งปีหน้ามันล้าหลังมาก เพราะโจทย์คือจะเลือกนายพลคนพี่หรือนายพลคนน้อง

 

“คือโลกนี้เมื่อเรากวาดสายตาไป ไม่มีประเทศไหนเอานายพลมาบริหารประเทศในยุคปัจจุบัน และในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ปรากฏการณ์ที่มีพรรคสองพรรค โดยนายพลสองคน ก็ถือว่าประหลาด ปกติก่อนหน้านี้รัฐประหารแล้วอยู่ได้สั้น 1-2 ปีก็ไป สังคมหยุดชะงักแป๊บเดียวก็เดินต่อได้ การรักษาอำนาจมันไม่มี แต่ครั้งนี้อยู่นาน มันไม่เปลี่ยนและเลือกตั้งปีหน้ามันไม่เปลี่ยนอีก ถ้าเป็นแบบนั้นมันเหมือนไม่สามารถมีกลไกเปลี่ยนผ่านอำนาจได้” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว

 

ขณะที่ รศ.ดร.สิริพรรณกล่าวว่า สิ่งที่คาดหวังได้คือพรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้ง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการจัดตั้งรัฐบาลมีความไม่แน่นอน ซึ่งในระบอบประชาธิปไตย การที่พรรคต่างๆ มีโอกาสสลับกันเป็นรัฐบาล จะทำให้ผู้เล่นต่างก็เคารพกติกา เพราะต่างมีโอกาสเข้ามามีบทบาททางการเมือง

 

“ครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทยครั้งแรกที่มีพรรคทหาร 2 พรรคพร้อมกัน เดิมเรามีพรรคเดียว ทั้งเสรีมนังคศิลา, สหประชาไทย และสามัคคีธรรม ตอนนี้เรามี 2 พรรค แต่ในทางปฏิบัติมันไม่ง่าย เพราะโฉมหน้าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้ามันจะมองว่าเป็นเสน่ห์ก็ได้ แต่อีกมุมหนึ่งคือระเบิดเวลาของความโกลาหล อลม่าน” รศ.ดร.สิริพรรณกล่าว

 

ด้าน รศ.ดร.อภิชาติกล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับอาจารย์ทั้ง 2 คน เพราะเหมือนประเทศไทยติดอยู่ในโคลนดูดที่ถูกดูดลงไปเรื่อยๆ ขณะนี้เรากำลังสู้กันระหว่างพลังอนุรักษ์นิยมกับพลังที่จะผลักสังคมไทยไปข้างหน้า ตนเชื่อว่า 1-2 ปีนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะความคิดของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปมหาศาล ขณะที่พลังอนุรักษ์นิยมยังคงต้องการหมุนนาฬิกาย้อนกลับ

 

“เมื่อสิ่งใหม่กำลังจะเกิด แต่สิ่งเก่าไม่ยอมตาย เมื่อนั้นอสูรจะเกิดขึ้น อันนี้เป็นภาระ เป็นความห่วงใย ผมขอพูดแค่นี้ดีกว่า” รศ.ดร.อภิชาตกล่าวทิ้งท้าย

The post 3 นักวิชาการมองการเมืองไทยติดหล่ม พร้อมตกเหวอีกครั้ง โจทย์เลือกตั้งปีหน้าคือจะเลือกนายพลคนพี่หรือคนน้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดฉากเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันสุดท้ายคึกคัก หลากหลายวงการร่วมแลกเปลี่ยน หุบเหวอนาคตประเทศไทย https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2022-52/ Sun, 27 Nov 2022 12:02:30 +0000 https://thestandard.co/?p=716284

วันนี้ (27 พฤศจิกายน) ที่ Crystal Design Center (CDC HA […]

The post ปิดฉากเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันสุดท้ายคึกคัก หลากหลายวงการร่วมแลกเปลี่ยน หุบเหวอนาคตประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (27 พฤศจิกายน) ที่ Crystal Design Center (CDC HALL) สำนักข่าว THE STANDARD จัดงานแห่งปี THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในธีม ‘EDGE OF TOMORROW เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ วันสุดท้าย เพื่อจับเทรนด์ เห็นอนาคต คว้าโอกาส ร่วมกับผู้นำกว่า 40 คน ตัวจริงจากทุกวงการ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และคนรุ่นใหม่ มาร่วมกันแชร์วิสัยทัศน์ และรับฟังความคิดเห็นที่มีประโยชน์ เพื่อร่วมกันหาทางออกให้ประเทศไทย  

 

สำหรับการพูดคุยในช่วงเช้ามี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหาคร บรรยายในหัวข้อบทบาทกรุงเทพฯ ต่อเศรษฐกิจไทย เพื่อสร้างเมืองให้มีความน่าอยู่สำหรับทุกคน ซึ่งบรรยากาศในวันนี้มี บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร รวมถึงมีประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก 

 

จากนั้นในช่วงเช้าจะต่อด้วยการเสวนา WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION?

 

อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง? โดย ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, มุขยา พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Venture and Investment Officer บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด และ สรวิศ ศรีนวกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง Band Protocol เพื่อร่วมกันฉายภาพความท้าทายและโอกาสของ Web 3.0 ในอนาคต 

 

ส่วนภาคบ่ายในช่วงแรก พบกับ Talk ทางการเมืองในหัวข้อ ‘THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว’ ร่วมพูดคุยกับ รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์​มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย สรกล อดุลยานนท์ หรือ หนุ่มเมืองจันท์ และ อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์

 

ต่อด้วยการ Talk ในหัวข้อ CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย โดยปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ และปิดท้ายการเสวนาด้วยการ Talk ร่วมกับคนรุ่นใหม่ ได้แก่ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล, คมสันต์ ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด, แอนนา เสืองามเอี่ยม Miss Universe Thailand 2022 ในหัวข้อ GENERATION HOPE อนาคตประเทศไทยในมือคนรุ่นใหม่

 

จากนั้น เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD ได้ขึ้นกล่าวปิดท้ายเวที ขอบคุณแขกทุกคนที่ให้ความสนใจงานในปีนี้ 

 

 

The post ปิดฉากเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันสุดท้ายคึกคัก หลากหลายวงการร่วมแลกเปลี่ยน หุบเหวอนาคตประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าอนาคตการเมืองไทยบนปากเหว ผ่านมุมมองประจักษ์-สิริพรรณ-อภิชาต https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2022-50/ Sun, 27 Nov 2022 11:33:32 +0000 https://thestandard.co/?p=716258

งานแห่งปี THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในธีม ‘EDGE […]

The post ผ่าอนาคตการเมืองไทยบนปากเหว ผ่านมุมมองประจักษ์-สิริพรรณ-อภิชาต appeared first on THE STANDARD.

]]>

งานแห่งปี THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในธีม ‘EDGE OF TOMORROW เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ เพื่อจับเทรนด์ เห็นอนาคต คว้าโอกาส ร่วมกับผู้นำกว่า 40 คนตัวจริงจากทุกวงการมาร่วมกันแชร์วิสัยทัศน์ และรับฟังความคิดเห็นที่มีประโยชน์เพื่อร่วมกันหาทางออกให้ประเทศไทยในวันสุดท้าย (27 พฤศจิกายน)

 

หนึ่งในไฮไลต์ที่คอการเมืองเฝ้ารอ คือเวทีทอล์กทางการเมืองในหัวข้อ ‘THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว’ ร่วมกับ รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ, รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี และ รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย ที่มี หนุ่มเมืองจันท์-สรกล อดุลยานนท์ และ อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา และจับตาอนาคตการเลือกตั้งในช่วงกลางปี 2566

 

 

“เราอยากให้ประเทศไทยมีความแน่นอนในระดับหนึ่ง ให้คาดการณ์ได้บ้าง เมื่อแข่งจบแล้วใช้กติกาที่มันสากล ตอนนี้โลกมันผันผวนมาก ใครเป็นรัฐบาลก็เจอโจทย์ยาก รัฐบาลที่จะบริหารประเทศได้อยู่ครบเทอมคือ 1. เสถียรภาพ 2. ประสิทธิภาพ 3. ความชอบธรรม”

 

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“การรัฐประหารเป็นการรื้อฟื้นรัฐราชการที่ใช้ระบบราชการ ฐานกำลังสนับสนุนในการรักษาอำนาจที่จะปฏิรูป ผลที่มันเกิดขึ้นเมื่อมีการรัฐประหารแล้ว ส่งผลให้เราไปดึงส่วนปรับตัวกับโลกได้ช้าที่สุด และน้อยที่สุดมาบริหารประเทศ องค์กรนั้นคือกองทัพ การรัฐประหารส่งผลให้เราได้องค์กรที่ล้าหลังที่สุด ปรับตัวกับโลกได้ช้าที่สุด เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลกน้อยที่สุด แต่ขึ้นมากุมอำนาจเบ็ดเสร็จของประเทศ”

 

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“โจทย์เลือกตั้งปีหน้ามันล้าหลังมาก ออปชันที่เขาเสนอมาให้สังคม คือจะเลือกนายพลคนพี่หรือนายพลคนน้อง การแย่งชิงอำนาจและความไม่ลงรอยของนายพล 2 คน ที่สืบทอดอำนาจมาตั้งแต่การทำรัฐประหารตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว มาตั้งพรรค แล้วตอนนี้ก็ทะเลาะกันแล้ว แล้วก็แยกทางกัน แล้วประชาชนผู้เลือกตั้งก็จะต้องเลือกนายพล ก. หรือนายพล ข. ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนเอานายพลมาบริหารประเทศ”

 

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาตร์การเมืองไทยครั้งแรก ที่เรามีพรรคทหาร 2 พรรคพร้อมกัน… และอีกมุมหนึ่งมันคือระเบิดเวลาของความโกลาหล อลหม่าน”

 

รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

 

“เพื่อไทยสามารถผนึกกำลังกับพรรคอื่นได้… คิดว่าไม่ใช่การแลนด์สไลด์ของพรรคการเมือง แต่จะเป็นการที่พรรคฝ่ายค้านมีโอกาสที่จะแลนด์สไลด์เป็นกลุ่มที่จะรวมกัน คะแนนแลนด์สไลด์ประมาณ 265 ที่นั่ง”

 

รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“ในปีหน้าเศรษฐกิจมันไม่ดีแน่ แต่ของไทยมันตกหนักมาแล้ว ยังพอที่จะโตต่อไปได้ แต่ของเรายังไม่กลับเข้าที่เดิม ตอนนี้ต่ำสุด จะไม่ต่ำไปกว่านี้แล้ว”

 

รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“ไม่ว่าใคร ไม่ว่าพรรคใด มันยากทั้งนั้น และยิ่งเป็นรัฐบาลที่ฝีมือไม่ดี เปลี่ยนคนก็ไม่มีอะไรดี ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง แต่ถ้าไม่เปลี่ยนคน ผมก็ไปอยู่ต่างประเทศ (หัวเราะ)”

 

รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

The post ผ่าอนาคตการเมืองไทยบนปากเหว ผ่านมุมมองประจักษ์-สิริพรรณ-อภิชาต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: การเมืองไทยปีหน้า เพื่อไทยชนะแน่ แต่อาจไม่ได้เป็นนายกฯ | THE STANDARD https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2022-45/ Sun, 27 Nov 2022 09:17:43 +0000 https://thestandard.co/?p=716218

เวที THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว ดำเนินการเสาวนา […]

The post ชมคลิป: การเมืองไทยปีหน้า เพื่อไทยชนะแน่ แต่อาจไม่ได้เป็นนายกฯ | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>

เวที THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว ดำเนินการเสาวนาโดย สรกล อดุลยานนท์ (หนุ่มเมืองจันท์) และ อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ รวมวิเคราะห์การเมืองกับ รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ มองการเมืองปีหน้าว่าพรรคไหนจะชนะการเลือกตั้ง และใครจะได้เป็นนายกฯ รวมถึงวิเคราะห์ว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลจะรวมกันจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่

 


 

THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022

 

จับเทรนด์ เห็นอนาคต คว้าโอกาส ผู้นำกว่า 40 คน 15 เวที หาทางออกให้ประเทศไทย เสวนาเข้มข้นกับตัวจริงจากทุกวงการ เช่น ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, ขัตติยา อินทรวิชัย, คมสันต์ ลี, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, เศรษฐา ทวีสิน, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, สมโภชน์ อาหุนัย, ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และ แอนนา เสืองามเอี่ยม

 

RERUN TICKET รับชมย้อนหลัง 3 เดือนเต็ม รับชมทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2565 – 1 มีนาคม 2566

ดูรายละเอียดและซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ ThaiTicketMajor

The post ชมคลิป: การเมืองไทยปีหน้า เพื่อไทยชนะแน่ แต่อาจไม่ได้เป็นนายกฯ | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: มองโจทย์เลือกตั้งไทย และระบอบประยุทธ์ | THE STANDARD https://thestandard.co/thai-election-prayut-regime/ Fri, 18 Nov 2022 07:33:00 +0000 https://thestandard.co/?p=711637

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ชวนมองฉากทัศน์การเลือกตั้งไทยท […]

The post ชมคลิป: มองโจทย์เลือกตั้งไทย และระบอบประยุทธ์ | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ชวนมองฉากทัศน์การเลือกตั้งไทยที่กำลังจะมาถึง ซึ่งกำลังเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับประชาชนและทุกภาคส่วน เมื่อทุกคนจะได้ใช้สิทธิ์เลือกผู้แทนของตัวเองอีกครั้ง ผ่านคูหาการเลือกตั้ง หลังรัฐบาลที่บริหารอยู่ในปัจจุบันมีต้นทางมาจากการยึดอำนาจ และยังคงเป็นผู้นำคนเดิมที่ชื่อประยุทธ์มา 8 ปี

 

หน้าตาของรัฐบาลใหม่ ผู้นำใหม่ จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ หรือสิ่งที่เรียกว่า ‘ระบอบประยุทธ์’ คืออะไร จะยังอยู่ยาวนานแค่ไหน ฟังมุมมองจากนักรัฐศาสตร์ผ่านการสังเกตการณ์ทางการเมืองในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

 

THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ปีนี้จัดเต็มทุกเวที รวมถึง ‘THE POWER GAME: การเมืองไทยบนปากเหว’ ติดตามเนื้อหาเข้มข้น 3 วันเต็ม กับเวทีเสวนากว่า 15 เวที ผู้นำหลากหลายวงการกว่า 40 คน ทั้งในประเด็นเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงเทคโนโลยี

 

25-27 พฤศจิกายน 2565 ณ CDC HALL

📍 ดูรายละเอียดและซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ https://www.thaiticketmajor.com/seminar/the-standard-economic-forum-2022.html

The post ชมคลิป: มองโจทย์เลือกตั้งไทย และระบอบประยุทธ์ | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
“กทม. ต้องเป็นพื้นที่เมืองประชาธิปไตย มันไม่ใช่แค่รองรับการชุมนุม” มองนโยบายผ่านสายตา ประจักษ์ ก้องกีรติ https://thestandard.co/looking-at-the-policy-through-the-eyes-of-prajak-kongkirati/ Mon, 02 May 2022 14:30:41 +0000 https://thestandard.co/?p=623845 ประจักษ์ ก้องกีรติ

รายการ THE STANDARD NOW เผยแพร่ทาง Facebook และ YouTube […]

The post “กทม. ต้องเป็นพื้นที่เมืองประชาธิปไตย มันไม่ใช่แค่รองรับการชุมนุม” มองนโยบายผ่านสายตา ประจักษ์ ก้องกีรติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประจักษ์ ก้องกีรติ

รายการ THE STANDARD NOW เผยแพร่ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD ร่วมกับ ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (Urban Design and Development Center: UddC) และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เกาะติดการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ในมุมใหม่ กับ THE STANDARD NOW: BKK ELECTION Policy Critic พลิกนโยบายแคนดิเดต ในซีรีส์ 4 ตอนพิเศษ ทุกวันศุกร์ ดำเนินรายการโดย อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์

 

คลิกชมรายการ https://thestandard.co/bkk-election-now-x-uddc/

 

 

สำหรับวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา เป็นตอนแรก พบกับการนำเสนอ 3 นโยบายจาก 3 ผู้เชี่ยวชาญ ในหัวข้อ ‘3 นโยบายนอกสายตาผู้สมัคร’ ประกอบด้วย 

 

เมืองซื้อกิน: นโยบายว่าด้วยเรื่องการขายบริการทางเพศ ทำอย่างไรถึงจะจัดระเบียบและสร้างสวัสดิการให้กับผู้ประกอบอาชีพได้ โดย รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ประชากรแฝง: นโยบายในการจัดการและดูแลประชากรแฝงที่เข้ามาประกอบอาชีพในกรุงเทพฯ​ ตั้งแต่วณิพกจนถึงชุมชนพื้นที่ริมทางรถไฟ โดย ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

พื้นที่แสดงออกทางการเมือง: ควรจัดการพื้นที่ชุมนุมแสดงออกทางการเมืองอย่างไร ในเมื่อการชุมนุมกลายเป็น New Normal โดย รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

– หมดยุค ‘ไม่เลือกเราเขามาแน่’ 

 

ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้มีตัวเลือกหลายคน หากเทียบกับก่อนหน้านี้จะแข่งขันกันเพียง 2 คน จาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ เป็น 2 ขั้ว บางครั้งไม่มีทางเลือกที่ถูกใจแต่ต้องไปเลือก 

 

ครั้งนี้มีแคนดิเดตหลักๆ อย่างน้อย 6-7 คน สะท้อนทุกเฉดสีทั้ง 2 ฝั่ง จากเข้มไปอ่อน ทำให้ไม่มี Negative Campaign เช่นการบอกว่าไม่เลือกเราเขามาแน่ ซึ่งดีแล้วที่ไม่ค่อยมีเพราะเป็นสิ่งไม่สร้างสรรค์ เราควรไปเลือกเพราะชอบนโยบายของคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่เลือกเพราะเกลียดอีกฝั่งหนึ่งมากกว่า 

 

– ในอดีตหลายนโยบายเป็นเรื่องชายขอบ 

 

สำหรับนโยบายในการแข่งขันครั้งล่าสุด ประจักษ์กล่าวว่า ในอดีตมักจะมีการพูดเพียงแค่เรื่องรถติด น้ำท่วม แต่ครั้งนี้มีการพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยในเมืองสำหรับผู้หญิง คนเดินเท้า ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ คนจนเมือง ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเมื่อก่อนเป็นเรื่องชายขอบ และครั้งนี้มีการพูดเรื่องส่วย คอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัญหาใน กทม. ที่พ่อค้าแม่ค้าโดนรีดไถ

 

– อำนาจผู้ว่าฯ ถ้าไม่มี ก็ต้องทำหน้าที่ประสาน

 

ประจักษ์กล่าวว่า เรื่อง Facilitate การอำนวยความสะดวกก็สะท้อนวิธีคิด เนื่องจากผู้สมัครทุกคนหาเสียงด้วยการบอกว่าตัวเองจะทำอะไรในฐานะผู้ว่าฯ กทม. แต่จริงๆ แล้วทำไม่ได้ ไม่ใช่แค่ไม่มีอำนาจหน้าที่ แต่ทรัพยากรก็มีจำกัดด้วย 

 

ฉะนั้นผู้ว่าฯ ในหลายเมืองที่เป็นระดับมหานคร เช่น กรุงโซล เกาหลีใต้ เวลาหาเสียงเขาจะบอกว่า เขาจะประสานงานกับภาคธุรกิจเอกชนในเรื่องไหนอย่างไรบ้าง กับภาคประชาชนในเรื่องไหนอย่างไรบ้าง เพราะเป็นมหานครที่มีคนเป็น 10 ล้านคน โซลกับกรุงเทพฯ ใกล้เคียงกัน 

 

ช่วงโควิดทางนายกเทศมนตรีของโซลไปประสานขออาหารฟรีจากบริษัทเอกชนใหญ่ๆ นำไปแจก ขอหน้ากากฟรี ขอมือถือที่ใช้แล้วให้นักเรียนที่เข้าไม่ถึงอุปกรณ์เหล่านี้ 

 

คือต้องทำหน้าที่ประสานงานด้วย จะประสานเอาทรัพยากรจากภาคส่วนอื่นๆ มาอย่างไร เพราะลำพัง กทม. ไม่มีทรัพยากรมากขนาดนั้นที่จะทำเองทั้งหมด               

 

– ถึงเวลาเปลี่ยนวิธีคิด ใครมีสิทธิ์เลือกผู้ว่าฯ กทม. 

 

ประจักษ์กล่าวว่า เมื่อก่อนมีผู้สมัครคนหนึ่งชื่อ อากร ฮุนตระกูล หาเสียงประหลาดมากด้วยการบอกว่าถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. จะทำให้ กทม. เล็กลง ถือว่าแกมีวิสัยทัศน์ เพราะในระยะยาวถ้า กทม. โตแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ทรัพยากรจะเอามาจากไหน บริหารไม่ไหว ไม่ต้องพูดถึงปัญหาขยะ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และ Climate Change ที่อีก 30-40 ปี กทม. ก็คงเสี่ยงสำหรับการจมน้ำ ถ้าคนทะลักเข้ามาอยู่ กทม. กันมากๆ เป็นโจทย์ที่ต้องคิดไม่ใช่แค่ผู้ว่าฯ กทม. แต่รวมถึงรัฐบาล ถ้าปล่อยให้ กทม. โตแบบนี้ไปเรื่อยๆ แล้วมีประชากรแฝง มีคนเข้ามาเยอะขนาดนี้ เป็นเรื่องยาก 

 

อีกเรื่องจะทำอย่างไรเรื่องสิทธิคนที่จะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อาจจะต้องเปลี่ยนฐานคิด เช่น ธานี ชัยวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาทำงานจุฬาฯ เป็นสิบๆ ปี แต่บ้านไม่ได้อยู่ใน กทม. ไม่มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 

 

ควรจะมีวิธีคิดใหม่หรือไม่ ใครที่จะเป็นโหวตเตอร์ที่มีสิทธิเลือกผู้ว่าฯ กทม.

 

– รัฐรวมศูนย์ ประท้วงใหญ่ทุกครั้งเกิดใน กทม. 

 

ผู้ดำเนินรายการถามว่า กทม. เป็นพื้นที่ที่เกิดการชุมนุมมากที่สุดในประเทศ แต่นโยบายเรื่องการใช้พื้นที่สาธารณะในการพูดการแสดงออกทางการเมืองไม่ค่อยถูกหยิบยกเป็นนโยบายสักเท่าไร นอกจากนักข่าวไปถามผู้สมัครฯ อาจารย์มองเรื่องนี้อย่างไร 

   

ประจักษ์กล่าวว่า น่าประหลาด คล้ายเป็นการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ทั้งที่ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เป็นตำแหน่งจากการเลือกตั้ง เป็นตำแหน่งทางการเมืองอยู่แล้ว แล้วไม่ว่าใครจะชนะก็หลีกเลี่ยงการชุมนุมไม่ได้ ดูแล้วการเมืองไทยในอีก 1-2 ปีข้างหน้า อย่างไรก็มีแต่ปัญหายังไม่สงบ 

 

การเป็นผู้ว่าฯ กทม. ต้องเผชิญกับม็อบแน่ๆ ไม่ใช่แค่ 2-3 ปีที่ผ่านมาที่มีการประท้วงเยอะใน กทม. เพราะการประท้วงมีตลอดประวัติศาสตร์ เนื่องจากเราเป็นรัฐรวมศูนย์มาก การประท้วงทุกครั้งในประวัติศาสตร์เหตุการณ์ใหญ่ๆ ก็เกิดใน กทม. ทั้งนั้น 14 ตุลา, 6 ตุลา, พฤษภา35, การชุมนุมเสื้อเหลือง, เสื้อแดง, กปปส. หรือทหารจะรัฐประหารก็ต้องยึดอำนาจในกรุงเทพฯ เขาก็ไม่ไปยึดลพบุรี เชียงใหม่ 

 

กทม. เป็นพื้นที่เสี่ยงของม็อบและความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ตลอด ฉะนั้นผู้ว่าฯ กทม. จะไม่คิดถึงเรื่องนี้ไม่ได้ คุณจะต้องเผชิญมันอยู่แล้ว ฉะนั้นก็อยากได้ยินนโยบายแต่ละท่านที่ชัดเจนในเรื่องนี้ 

 

ผู้ดำเนินรายการถามว่า แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. บางคนเลือกที่จะลงในนามอิสระ ทั้งที่เห็นชัดเจนว่าอยู่ข้างไหน แต่ดูเหมือนมีความระมัดระวังเรื่องนี้ เป็นการหนีปัญหาของผู้ว่าฯ กทม. หรือไม่ จะเป็นปัจจัยส่งผลต่อความรู้สึกของคนที่จะออกไปเลือกหรือไม่ 

 

ประจักษ์กล่าวว่า อาจจะไม่เท่าไร เพราะเวลาเลือกตั้งท้องถิ่น คนไม่ได้ตัดสินใจโดยดูพรรคการเมืองเป็นหลัก แตกต่างจากการเลือกตั้งระดับชาติ ส่วนปัญหาว่าทำไมคนมาสมัครอิสระหลีกเลี่ยงพรรค ก็สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย คือเราไปทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันที่เลวร้าย มีการสร้างภาพลบมากเกินไป ขณะที่พรรคการเมืองควรจะผลิตผู้นำไม่ว่าจะระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ผลิตนโยบาย แต่ในไทยมีการป้ายสีจนดูเหมือนพรรคการเมืองเป็นสิ่งเลวร้าย คนจำนวนหนึ่งจึงคิดว่าลงอิสระอาจจะได้คะแนนมากกว่าหรือเปล่า อาจจะทำให้ได้แฟนคลับกว้างมากกว่าหรือเปล่า เพราะว่าการเมืองมีการแบ่งขั้วสูง มีความเกลียดชังที่มีต่อพรรคการเมืองไม่ว่าขั้วไหนก็ตาม

 

– สปิริตผู้ว่าฯ กทม. จังหวัดเดียวที่มาจากการเลือกตั้ง  

 

ผู้ดำเนินรายการถามว่า ผู้ว่าฯ กทม. คนก่อนๆ มีใครมีบทบาทสนับสนุนการใช้เสรีภาพชุมนุมในพื้นที่สาธารณะหรือไม่ 

 

ประจักษ์กล่าวด้วยว่า ผู้ว่าฯ กทม. ในอดีตไม่ค่อยมีจุดยืนที่มั่นคงเรื่องเปิดพื้นที่สาธารณะให้แสดงออกทางการเมือง ทั้งๆ ที่ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ถือว่ามีอภิสิทธิ์เยอะ ถ้าไม่นับพัทยาซึ่งเป็นเมือง เราเป็นจังหวัดเดียวที่ผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ฉะนั้นจริงๆ ควรจะมีสปิริตของประชาธิปไตยสูงที่สุดแล้ว ขณะที่จังหวัดอื่นไม่มีผู้ว่าฯ จากการเลือกตั้ง การเป็นผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากการเลือกตั้ง ยิ่งต้องดีเฟนด์เรื่องประชาธิปไตย ยึดโยงกับประชาชน

 

“หลักการง่ายๆ เลยที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ควรจะยึดถือคือในระบอบประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ฉะนั้นทุกพื้นที่ใน กทม. ในเมือง ควรเป็นพื้นที่ชุมนุมได้ ตราบใดที่การชุมนุมนั้นสงบ สันติ และไม่ผิดกฎหมาย เขาจะชุมนุมที่สนามหลวง ที่ Public Space ที่ไหน ถ้าสงบ สันติ ไม่ได้ไปยึดสถานที่ราชการ มันก็ควรจะชุมนุมได้ ผู้ว่าฯ ก็ควรจะอำนวยความสะดวกให้กับทุกกลุ่ม โดยต้องตาบอดสี ไม่เลือกข้าง ต่อให้มีจุดยืนทางการเมืองยังไงก็ต้องพักไว้ก่อน คุณมีหน้าที่อำนวยความสะดวก Facilitate คือประสาน อำนวยความสะดวกให้การชุมนุมผ่านไปอย่างราบรื่น ไม่เกิดการปะทะ ไม่เกิดความรุนแรง กระทั่งบางครั้งถ้ามันตึงเครียดมาก ผมยังคิดว่าผู้ว่าฯ จะต้องไปเจรจากับตำรวจด้วยซ้ำ ไปช่วยเพราะคุณเป็นพ่อเมืองนี่เป็นพื้นที่ของคุณ แม้ว่าตำรวจไม่ได้อยู่ภายใต้การบริหารบังคับบัญชาของคุณ แต่ระดับเจ้าพ่อ พ่อเมืองลงไปเจรจาช่วยประสานงาน ผมว่าตำรวจก็ต้องฟัง” ประจักษ์กล่าว

 

ผู้ดำเนินรายการถามถึงประเด็นดราม่าข้อถกเถียงควรจัดพื้นที่ชุมนุมหรือควรให้ชุมนุมที่ไหนก็ได้ 

 

ประจักษ์กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการจัดโซนนิ่ง และคิดว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจัดโซนนิ่งอย่างนั้น คงสื่อความหมายกันเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ชัชชาติเพียงแต่บอกว่ามีบางพื้นที่ที่ใหญ่และเหมาะ มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไปชุมนุมก็น่าจะดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปิดกั้นไม่ให้ไปชุมนุมที่อื่น ส่วนที่ พรรณิการ์ วานิช ออกมาพูดหลักการก็ถูกต้องแล้ว ถือว่าเมืองในสังคมประชาธิปไตยทุกพื้นที่ก็ชุมนุมได้ 

 

คือผู้ชุมนุมต้องเป็นคนเลือกเอง ไม่ใช่กำหนดว่าโซนนี้ต้องชุมนุมที่นี่เท่านั้น เพราะเดี๋ยวจะไปเหมือนบางประเทศ เช่น สิงคโปร์ ซึ่งก็ไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยเท่าไร สิงคโปร์มีการจัดจุดชุมนุม ปรากฏว่าแทบไม่มีใครไปชุมนุมเพราะเป็นที่ที่คนไม่ค่อยสนใจ สื่อก็เข้าไม่ถึง เวลาคนจะชุมนุมเขาต้องเลือกเอง เขารู้ว่าที่ไหนจะสร้างแรงกดดัน สร้างแรงกระเพื่อมได้ หรือที่ไหนมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในสังคมไทย ทำไมต้องไปชุมนุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยหรือราชดำเนิน มันก็มีที่มาที่ไป เราจะไปจัดโซนนิ่งชุมนุมตรงนี้เท่านั้น คงขัดกับหลักประชาธิปไตย

 

– การส่งเสียงโดยไม่ต้องชุมนุม และข้อเสนอถ่ายทอดสดประชุมสภา กทม. 

 

ผู้ดำเนินรายการถามว่าโมเดลพื้นที่การแสดงออกทางการเมือง มีแบบประเทศไหนที่สามารถนำมาปรับใช้กับ กทม. หรือประเทศไทย 

 

ประจักษ์กล่าวว่า ทุกเมืองที่เป็นประชาธิปไตย คนชอบยกตัวอย่าง London Hyde Park จริงๆ อย่างเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ก็ชุมนุมได้หมดในพื้นที่ต่างๆ เราก็ต้องยึดหลักนั้น 

 

จริงๆ หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า กทม. มีแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีมาพักใหญ่ เหมือนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แล้วมีความทะเยอทะยานจะให้ กทม. เป็นมหานครประชาธิปไตยแต่ก็เป็นด้านที่ล้มเหลวที่สุดถ้าเทียบกับยุทธศาสตร์ด้านอื่นๆ เช่น ยุทธศาสตร์เมืองปลอดภัย เมืองสิ่งแวดล้อม เมืองน่าอยู่ เมืองเศรษฐกิจก็มี ด้านอื่นมีแผนรูปธรรมการขับเคลื่อน 

 

ส่วนยุทธศาสตร์มหานครประชาธิปไตย ผ่านมาเกินครึ่งแผนแล้วยังไม่มีการขยับไปไหน เพราะคนทำงานกับตัวผู้นำ ผู้ว่าฯ เขาไม่มีวิสัยทัศน์เรื่องนี้ก็เลยมองไม่ออกว่าจะต้องทำอะไร

 

อยากฝากบอกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เวลาเราพูดถึงประชาธิปไตย ทำอย่างไรให้ กทม. เป็นพื้นที่ของเมืองประชาธิปไตย มันไม่ใช่แค่รองรับการชุมนุม คือการชุมนุมเกิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนมี Input ส่งเสียงให้นักการเมือง เราจะทำอย่างไรให้มี Input แบบอื่นๆ โดยไม่ต้องชุมนุมก็ได้ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการของเมืองที่จะทำให้เขารู้สึกว่า เขามีความเป็นเจ้าของ กทม. ขาดตรงนี้ เป็นเมืองที่มีเสน่ห์หลายอย่าง แต่คนอยู่ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของเมืองเท่าไร มีบางคนบอกว่าเหมือนเป็นเมืองให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยว แต่ไม่ค่อยแคร์คนที่อยู่จริงๆ คนที่ทำงาน ผู้ว่าฯ คนใหม่ต้องคิดถึงเรื่องนี้เยอะๆ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Open Data ใช้เทคโนโลยี ใช้ข้อมูลข่าวสารที่โปร่งใส ลองดูไหมถ่ายทอดสดการประชุมสภา ส.ก. เพราะคนไม่ค่อยรู้จัก ไม่ค่อยมีบทบาท ปิดประตูประชุมแบบนั้น คนไม่รู้หรอก 

 

ประชุมสภา ส.ส. เรายังมีโอกาสได้ดูถ่ายทอดสด แล้ววัยรุ่นก็ดู คนก็สนใจ ไม่ใช่คนไม่สนใจ ฉะนั้น กทม. ก็ต้องเปิดตัวเอง ที่ผ่านมาเป็นเหมือนแดนสนธยา เลือกเสร็จไปทำอะไรกันก็ไม่รู้ใน 4 ปี ส.ก. ผู้ว่าฯ ไปปิดประตูประชุมกัน เราไม่รู้เรื่องเลยไม่ได้มีส่วนร่วม ลองไหม Facebook Live ถ่ายทอดประชุมสภานัดแรก หรือจะเสนอโครงการอะไร ตรวจสอบเลย ผู้ว่าฯ จะทำสวนสาธารณะ แล้วมีการอภิปรายคัดค้าน จะเอาภาษีเราไปใช้ทำโน่นทำนี่ เราควรจะมีโอกาสได้ฟัง แล้วฟีดแบ็ก เปิดเว็บไซต์ให้วิจารณ์เลย 

 

ผู้ดำเนินรายการถามว่า นโยบายที่อาจารย์กล่าวมา พอจะมองเห็นจากผู้สมัครปัจจุบันในรอบนี้หรือไม่

 

ประจักษ์กล่าวว่า มีเรื่องหนึ่งที่พอเห็น หลายคนเริ่มพูดว่าให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงบประมาณ ซึ่งเป็นเรื่องดี เราเรียกว่า Participatory Budgeting ตอนนี้หลายคนเริ่มเสนอ 

 

จริงๆ เท่าที่เคยไปทำงานด้วยกับ กทม. เพราะคณะรัฐศาสตร์ไปช่วยอบรม ระดับข้าราชการของ กทม. เขามีความรู้เรื่องนี้แล้ว เขาเคยไปดูงานต่างประเทศที่ทำเรื่องนี้ ถ้าผู้ว่าฯ มีวิสัยทัศน์และอยากผลักดันเรื่องนี้ตามที่หาเสียงไว้ จะสามารถเปลี่ยนกรุงเทพฯ ไปได้เยอะ หลักการเรื่องนี้ พูดง่ายๆ คือกันงบประมาณส่วนหนึ่งไว้เลย ส่วนนี้ไม่ใช่ผู้ว่าฯ กับ ส.ก. จะมาทำกันเอง เป็นงบที่ให้สภาประชาชนซึ่งมีวิธีสรรหากันมาตั้งเป็นกรรมการแล้วโหวตเลือกว่าจะเอางบก้อนนี้ไปทำอะไรบ้างพัฒนาเมือง ซึ่งหลายประเทศนำไปใช้แล้วปรากฏว่ามันดี เพราะโครงการก็จะไม่ใช่ทำเสาไฟกินรีถ้าประชาชนได้ใช้งบเอง เขาก็ไม่เอาไปสร้างเสาไฟกินรี แต่จะไปทำเรื่องการศึกษา สาธารณสุข ทางเท้า หรือถ้าจะติดไฟก็ติดจุดที่มืด ไม่ต้องสวยงามแค่สว่างก็พอ ลองดู 4 ปีผ่านไปจะเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง งบประมาณจะถูกใช้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น เรื่องนี้บางคนหาเสียงหวังว่าถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ จะเอาไปผลักดันใช้จริง                                                                     

 

อยากได้ยินรูปธรรมว่าจะสร้างช่องทางการมีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง เทคโนโลยีที่จะเอามาใช้เปิดเผยข้อมูล ประชาชนควรเข้าถึงข้อมูลได้หรือสื่อจะขอข้อมูลอะไรก็ควรจะง่าย กทม. กำลังจะทำโครงการอะไรอยู่ พิจารณากฎหมายอะไรอยู่

 

อย่างโซล เกาหลีใต้ หน้าศาลาว่าการ จะมี Big Ears หูใหญ่ คนสามารถไปพูดระบาย เสียงจะไปตามสายเข้าไปศาลาว่าการ ข้าราชการและผู้ว่าฯ ก็จะได้ยิน แล้วก็มีระบบเรื่องไหนที่คนสนใจเยอะจะเป็นเรคคอร์ดเข้าไปในระบบ เขาจะต้องตอบมาว่าเมื่อประชาชนว่าอย่างนี้ เขาจะว่าอย่างไร เขาจะตอบสนองยังไงบ้าง ต้องทำรูปธรรมเหล่านี้

 

ผู้ดำเนินรายการถามว่า นโยบายใดที่อยากให้ผู้ว่าฯ กทม. ทำเป็นเรื่องแรก

 

ประจักษ์กล่าวว่า ถ่ายทอดสดประชุมสภา กทม. และงบประมาณแบบมีส่วนร่วม ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเสนอโครงการที่อยากจะทำ

The post “กทม. ต้องเป็นพื้นที่เมืองประชาธิปไตย มันไม่ใช่แค่รองรับการชุมนุม” มองนโยบายผ่านสายตา ประจักษ์ ก้องกีรติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เปิด 3 นโยบายนอกสายตาของแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. I BKK Election NOW x UddC https://thestandard.co/bkk-election-now-x-uddc/ Fri, 22 Apr 2022 14:03:41 +0000 https://thestandard.co/?p=620373

เกาะติดการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ในมุมใหม่ กับTH […]

The post ชมคลิป: เปิด 3 นโยบายนอกสายตาของแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. I BKK Election NOW x UddC appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกาะติดการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ในมุมใหม่ กับTHE STANDARD NOW: BKK ELECTION Policy Critic พลิกนโยบายแคนดิเดต 

 

นโยบายหาเสียงผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.

มีเรื่องไหนที่อยู่นอกสายตา แต่ว่าจำเป็นในการใช้ชีวิต

 

  • เมืองซื้อกิน: นโยบายว่าด้วยเรื่องการขายบริการทางเพศ ทำอย่างไรถึงจะจัดระเบียบและสร้างสวัสดิการให้กับผู้ประกอบอาชีพได้

 

  • ประชากรแฝง: นโยบายในการจัดการและดูแลประชากรแฝงที่เข้ามาประกอบอาชีพในกรุงเทพฯ​ ตั้งแต่วณิพกจนถึงชุมชนพื้นที่ริมทางรถไฟ

 

  • พื้นที่แสดงออกทางการเมือง: ควรจัดการพื้นที่ชุมนุมแสดงออกทางการเมืองอย่างไร ในเมื่อการชุมนุมกลายเป็น New Normal

 

พบกับการนำเสนอ 3 นโยบายจาก 3 อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

  • รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

พบกันตอนแรก 22 เมษายน เวลา 20.00 น. ในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD 

The post ชมคลิป: เปิด 3 นโยบายนอกสายตาของแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. I BKK Election NOW x UddC appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หมดเวลาพึ่งพาภายนอก ถึงเวลาช่วงชิงโอกาสครั้งใหม่’ รวมข้อเสนอสำคัญจาก KKP Economic Forum https://thestandard.co/kkp-economic-forum-2/ Wed, 20 Apr 2022 02:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=618985 KKP Economic Forum

เศรษฐกิจไทยไปต่ออย่างไร? นี่คงเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนอยาก […]

The post ‘หมดเวลาพึ่งพาภายนอก ถึงเวลาช่วงชิงโอกาสครั้งใหม่’ รวมข้อเสนอสำคัญจาก KKP Economic Forum appeared first on THE STANDARD.

]]>
KKP Economic Forum

เศรษฐกิจไทยไปต่ออย่างไร? นี่คงเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนอยากรู้ 

 

เมื่อไทยยังติดอยู่ในหล่มรายได้ปานกลาง และวังวนแห่งความขัดแย้ง ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญกับวิกฤตหลายประการ ทั้งการแตกขั้วของการเมืองโลก การพลิกผันของเทคโนโลยีที่เคยเป็นจุดขายของประเทศ และการปฏิวัติอุตสาหกรรมพลังงานรอบใหม่จากภาวะโลกร้อน 

 

ประเทศไทยที่มีสถานะเป็น ‘นาวาน้อยกลางคลื่นสมุทร’ จะต้องหันหางเสือ กำหนดทิศทางเดินเรือครั้งใหม่อย่าไร เพื่อให้เราสามารถปรับตัวและคว้าโอกาสครั้งใหม่ไว้ได้ทัน 

 

บทความนี้ได้รวบรวมข้อคิดส่วนหนึ่งที่ได้จากการจัดงานสัมมนา ‘THIS IS THE END OF THE LINE สถานีต่อไปของเศรษฐกิจไทย สร้างใหม่อย่างไรดี’ งานเสวนาด้านเศรษฐกิจของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร จัดร่วมกับสำนักข่าว THE STANDARD เพื่อนำเสนอองค์ความรู้ที่จะเปิดโอกาสให้แก่เศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย 4 เวทีเสวนาของผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน มุ่งแสดงวิสัยทัศน์ และแนวทางออกแบบสถานีต่อไปของเศรษฐกิจไทย 

 

เวทีที่ 1: Welcome Speech THE MAKING OF MODERN THAI ECONOMY โดย บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร 

 

เวทีที่ 2: Keynote Presentation THAILAND’S FINAL CALL โดย ธีระพงษ์ วชิรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ ประธานสายงานวิจัย กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร 

 

เวทีที่ 3: BRACING FOR THE FUTURE I: TECHNOLOGY & CLIMATE CHANGE โดย 

  • ปฐมา​ จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย
  • สมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)
  • สมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 
  • สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ แห่ง ‘ป่าสาละ’ 

 

เวทีที่ 4: BRACING FOR THE FUTURE II: GEOPOLITICS & OUR POLITICS โดย

  • ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร 
  • ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
  • ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 


 

KKP Economic Forum

 

“ในมิติของความมั่งคั่ง ประเทศไทยเป็น Developing Country มากว่า 50 ปีแล้ว วันนี้ก็ยังเป็นอยู่ เราตั้งสภาพัฒน์ในปีเดียวกับที่สิงคโปร์ตั้ง The Economics Development Board (EDB) ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญเหมือนกัน มาวันนี้สิงคโปร์มีรายได้ต่อคนต่อปีที่ 54,920 ดอลลาร์ ขณะที่ไทยเรามีรายได้ต่อคนต่อปีที่ 7,040 ดอลลาร์ ห่างกัน 8 เท่า 

 

“ในมิติของความทั่วถึง หากนำรายได้ของคนร้อยละ 20 ข้างบน หารด้วยรายได้ของคนร้อยละ 20 ข้างล่าง จะพบว่า สัดส่วนการกระจายรายได้ของไทยคงที่มาตลอดเกือบ 30 ปี คือห่างกันอยู่ที่ 7-8 เท่าตัว ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอัตราจะอยู่ที่ 4-5 เท่าตัวเท่านั้น บางประเทศอยู่ที่ 3 ถ้าไม่ใช่เพราะคนส่วนบนมีอัจฉริยภาพที่เหนือกว่าโดยกำเนิด หรือคนข้างล่างงอมืองอเท้าอยู่เป็นปกติ ก็ย่อมแปลได้ว่าโอกาสทางการศึกษาหรือโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนและทรัพยากรอื่นๆ ระหว่างคนข้างบนกับคนข้างล่างแตกต่างกันอยู่ถึง 8 เท่าตัว ต้องเรียกว่าล้มเหลวในมิติของความทั่วถึงอย่างสิ้นเชิง 

 

“ท้ายสุด มิติของความยั่งยืนมิตินี้สืบเนื่องมาจาก 2 ข้อก่อนหน้าอยู่แล้ว หากทั่วถึงโดยไม่มั่งคั่งก็ไม่น่าจะยั่งยืน หรือหากมั่งคั่งโดยไม่ทั่วถึง ช้าเร็วก็จะไม่ยั่งยืนเช่นกัน 

 

“เหนือสิ่งอื่นใด ใจความสำคัญของหนังสือ 50 Years: The Making of the Modern Thai Economy อาจไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาข้อเท็จจริงในเล่มอย่างเดียว แต่แสดงอยู่ที่ปกของหนังสือนั่นเองครับ เราตั้งชื่อหนังสือว่า The Making of the Modern Thai Economy เพื่อจะแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าเค้กที่เราเห็นวันนี้จะหน้าตาเป็นอย่างไร หรือเราจะเฉือนวินิจฉัยมันในแง่มุมใด สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียง The Making หรือกระบวนการก่อร่างสร้างสรรค์อันยังไม่สิ้นสุดและยังเกิดขึ้นอยู่แม้ในทุกขณะที่เราท่านกำลังพูดอยู่นี้ และเพียงการตระหนักถึงความข้อนี้ผมว่าก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เรามีความหวังสำหรับการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอนาคต หรืออาจใช้คำว่า ‘สถานีต่อไป’ ของประเทศอันเป็นที่รักของเรา ดังที่ยกมาเป็นชื่องาน This Is the End of the Line สถานีต่อไปของเศรษฐกิจไทย สร้างใหม่อย่างไรดี ในวันนี้

 

“คำว่า This Is the End of the Line ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคำพิพากษาที่ตายตัวแต่อย่างใด หากเราทุกท่านใส่ Question Mark และมองประโยคนี้ไม่ใช่ในฐานะประโยคบอกเล่า แต่ในฐานะของประโยคคำถามอันเร่งด่วน และครุ่นคิดหาคำตอบร่วมกัน ประเทศไทยไปต่อไม่ได้แล้วจริงหรือไม่? และหากเราไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้นเราต้องทำอย่างไร? หากเราร่วมคิดค้นโดยความตระหนักถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์อย่างนี้ Next Station, Opportunities ยังน่าจะเป็นไปได้เสมอสำหรับประเทศของเรา”

 

ส่วนหนึ่งของปาฐกถาพิเศษ The Making of Modern Thai Economy

โดย บรรยง พงษ์พานิช 

ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร  


 

KKP Economic Forum

 

“การพัฒนาของเศรษฐกิจไทยไม่ได้เกิดจากนโยบายของประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่การเปลี่ยนแปลงของประเทศต่างๆ ในโลกมีอิทธิพล กระทบ และส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

“ในปี 1960 ประเทศไทยมีการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ความจริงแล้วหลายโครงการไม่ได้กำเนิดโดยประเทศไทย ทั้งการสร้างถนน รวมถึงเขื่อนยันฮี (เขื่อนภูมิพล) ซึ่งสร้างขึ้นจากการที่เราได้เงินกู้ยืมจากธนาคารโลกที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา เพราะในสงครามเย็นเราเป็นโดมิโนตัวสุดท้าย สหรัฐอเมริกาจึงต้องมาสนับสนุนเรา

 

“ยุคโชติช่วงชัชวาลเราเชื่อว่าเป็นของคนไทยใช่ไหมครับ จริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่ เนื่องจากในช่วงทศวรรษ 1970 เกิดวิกฤตน้ำมันที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น บริษัทน้ำมันทั้งโลกจึงพลิกแผ่นดินหาแหล่งน้ำมันใหม่เพื่อทดแทนแหล่งน้ำมันของอาหรับ ประเทศไทยคือหนึ่งในนั้น เพราะฉะนั้นความเชื่อว่าโชติช่วงชัชวาลเป็นของคนไทยอาจต้องเปลี่ยน

 

“ในแง่ของการเปิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ ในปี 1985 ถ้าไม่มี Plaza Accord (ข้อตกลงพลาซ่า) บังคับญี่ปุ่น ทำให้ค่าเงินเยนแข็งมาก จาก 300 กว่าเยน ต่อ 1 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 200 กว่าเยน ต่อ 1 ดอลลาร์ จนกระทั่งญี่ปุ่นส่งออกไม่ได้ ต้องย้ายฐานการผลิตมาอยู่ไทย คำถามคือ ถ้าไม่มี Plaza Accord เราจะมี Detroit of Asia ไหมครับ เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีผลกระทบสะท้อนจากภายนอก 

 

“ทำอย่างไรเราจะพัฒนาได้ ต้องปรับตัว เพื่อรับความเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งในแง่ของพลังงานและเทคโนโลยี การปะทุของปัญหาภูมิศาสตร์ทางการเมืองรอบใหม่ เช่น อเมริกากับจีน หรือรัสเซียกับยูเครน ไม่เพียงแต่ท้าทาย แต่จะกระทบกับรายได้ของเราด้วย

 

“วันนี้หลายคนมักจะบอกว่าต้องไปเอานักลงทุนกลับมาลงทุนในบ้านเรา ผมว่าเราทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว เพราะเปอร์เซ็นต์ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) มีแนวโน้มลดลง ทางออกคือเราจะต้องปรับตัว สร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาเอง ปฏิรูปการศึกษา และส่งเสริมการทำวิจัย ส่วนปัญหาด้านวิกฤตพลังงานก็อาจเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ท้าทายให้ประเทศไทยต้องพิจารณาเรื่องการใช้พลังงานนิวเคลียร์เหมือนที่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ใช้กัน”

 

ส่วนหนึ่งของ Keynote Presentation หัวข้อ Thailand’s Final Call 

โดย ธีระพงษ์ วชิรพงศ์ 

กรรมการผู้จัดการ ประธานสายวิจัย กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร 


 

ปฐมา​ จันทรักษ์

 

 

“วันนี้องค์ใหญ่ๆ โดยเฉพาะ Fortune 100 มีการนำเอาเทคโนโลยีเข้าไปช่วยในเรื่องของการลดภาวะโลกร้อนแล้ว โดยอยู่ที่ประมาณ 86% แต่ตัวเลขที่สำคัญกว่านั้นคือ มีเพียง 35% เท่านั้นที่นำไปปฏิบัติจริงๆ ส่วนใหญ่จะยังเป็นแค่แผนที่อยู่ในกระดาษเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราจะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นวาระเร่งด่วน เราจะต้องมีการตั้งเป้าหมายวัดผลที่ชัดเจน และจะต้องมีการแชร์ผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากการนำไปปฏิบัติด้วย 

 

“สำหรับในประเทศไทย อุปสรรคข้อแรกคือ เรามีแผนแต่เราไม่ยอมนำมาปฏิบัติหรือไม่นำมาบังคับใช้ ข้อที่สองคือ เรื่องของการนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้อย่างจริงๆ จังๆ อย่างเช่น การนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาของการย้ายฐานการลงทุนไปในประเทศเพื่อนบ้านที่แรงงานมีราคาต่ำกว่าไทย

 

“สามคือเรื่องของการบังคับใช้ (Enforcement) โดยขอยกตัวอย่างพร้อมชวนคิดดังๆ ว่า ถ้าวันนี้ประเทศไทยสนับสนุนเรื่องการใช้รถ EV อย่างจริงจัง โดยเปิดโอกาสด้านโครงสร้างพื้นฐานให้รถพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานบริสุทธ์ได้ใช้เลนพิเศษ นี่จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า เราสนับสนุน ทำให้เกิดขึ้นจริง และมีการโปรโมตอย่างต่อเนื่อง” 

 

“สี่ ถ้าเราตั้งเป้าว่าภายในปี 2050 ประเทศไทยจะไปให้ถึงเป้าหมาย Net Zero ถามว่าวันนี้คนที่ปล่อยก๊าซ ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ได้รับบทลงโทษอย่างไร จริงๆ ต้องบอกว่ายังไม่มี และสุดท้ายต้องบอกว่าเวลาที่เราพูดถึงเรื่องของนวัตกรรมนั้นไม่ใช่การลงเงินแค่ครั้งเดียว แต่การทำวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยเฉพาะในองค์กรข้ามชาติใหญ่ๆ อย่างเช่น IBM, Microsoft และ Google เขาพูดกันในระดับตัวเลขพันล้าน เพราะฉะนั้นถ้าประเทศไทยอยากทำให้เกิดขึ้นจริงๆ จะต้องลงทุนทำอย่างต่อเนื่อง” 

 

ส่วนหนึ่งของเวทีเสวนา BRACING FOR THE FUTURE I: TECHNOLOGY & CLIMATE CHANGE 

โดย ปฐมา​ จันทรักษ์
กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย


 

KKP Economic Forum

 

 

“ในยุคที่เทคโนโลยียานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค ICE (รถยนต์สันดาป) สู่ยุค EV (รถยนต์ไฟฟ้า) ผมมองว่าประเทศไทยยังมีส่วนที่ได้เปรียบมากกว่าประเทศอื่นๆ เพราะเรามีโครงสร้างพื้นฐานการผลิตที่พร้อมกว่าที่อื่น ทุกวันนี้เราสามารถผลิตรถยนต์ได้แทบจะทั้งคันอยู่แล้ว และการเปลี่ยนไปสู่การผลิตรถ EV นั้นเป็นการเปลี่ยนเพียงแค่ 3 ชิ้นส่วนเท่านั้น ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่จะเข้ามาเป็นคู่แข่งจะต้องสร้างชิ้นส่วนที่เหลืออีกเป็นร้อยๆ ชิ้น

 

“วันนี้คำว่า ‘When’ สำคัญกับประเทศมาก เรามีเวลาเหลือไม่เยอะที่จะช่วงชิงโอกาสนี้ เรามีไฟฟ้าเหลือ เรามีโครงสร้างพื้นฐานการผลิตรถยนต์ที่พร้อม ถ้าวันนี้ประเทศไทยขยับตัวได้ทัน ผมเชื่อว่าภายใน 3-5 ปี อุตสาหกรรมนี้จะยังอยู่ในเมืองไทย แล้วเราจะได้ New S-Curve ตัวใหม่สำหรับประเทศเราต่อไป 

 

“คีย์ของปัญหาในประเทศไทยเริ่มต้นจากมายด์เซ็ต เราไม่พยายามจะทำให้เกิด เราไม่มีข้อผูกมัด (Commitment) ก็จะไม่เกิด ทุกครั้งเวลาที่บริษัท EA ทำอะไรก็ตาม เราจะคิดว่าทำอย่างไรให้เกิดมายด์เซ็ตในการสร้าง Innovation และ Productivity อย่างเช่นตอนที่เราทำโซลาร์ฟาร์ม คนอื่นเลือกทำแบบติดตั้งโดยยึดอยู่กับที่ (Fixed System) แต่พวกเรากลับคิดว่าทำอย่างไรให้ได้ Yield เพราะฉะนั้นเราจึงเลือกทำแบบติดตั้งโดยหมุนตามดวงอาทิตย์ (Tracking System) และเราเลือกทำครั้งละ 90 เมกะวัตต์ ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งสมัยก่อนถือว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่ แต่การทำแบบนี้ก็พิสูจน์ให้ได้เห็นว่าเราแตกต่างและพิเศษจากคนอื่นๆ อย่างไร”

 

ส่วนหนึ่งของเวทีเสวนา BRACING FOR THE FUTURE I: TECHNOLOGY & CLIMATE CHANGE

โดย สมโภชน์ อาหุนัย 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)

 


 

 

 

“เมื่อประมาณปี 2010 เรามองเห็นว่าสถานการณ์ด้านพลังงานมีความท้าทายมากขึ้น บ้านปูจึงได้กำหนดแผนในการปรับเปลี่ยนสู่ยุคพลังงานยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าเราจะต้องผลิตพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้องจัดหามาให้ได้ในราคาที่เหมาะสม และจะต้องเป็นพลังงานที่มีความยั่งยืน

 

“นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนผ่านของพอร์ตโฟลิโอด้านธุรกิจ โดยในปี 2015 เรายุติการลงทุนในธุรกิจถ่านหิน และในระยะเวลาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เงินลงทุนกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ที่เราลงทุนไปนั้น 96% เป็นการลงทุนเกี่ยวกับพลังงานสีเขียวทั้งหมดเลย รวมทั้งยังได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร ลดต้นทุน ลดความซับซ้อนของกระบวนการทำงาน และยังได้นำเอาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ทั้งหมด

 

“ปัจจุบันที่เราเห็นเรื่องของวิกฤตของราคาพลังงานที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน น้ำมัน เราไม่ได้มองว่าราคาจะยืนอยู่แบบนั้นไปตลอด แต่วิกฤตในระยะสั้นนี้เป็นจุดหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าหลายๆ ประเทศจะต้องหันกลับมาพึ่งพาทรัพยากรพลังงานของตัวเอง อย่างเช่นพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ แต่การที่จะทำแบบนี้ได้ต้องอาศัยการสนับสนุนในเรื่องของนโยบายด้วย เช่นเรื่องค่าไฟฟ้า หรือการที่ภาคธนาคารเลือกปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ซึ่งนโยบายเหล่านี้จะมีส่วนในการช่วยเปลี่ยนผ่านให้บริษัทต่างๆ หันมาดำเนินธุรกิจโดยใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น” 

 

ส่วนหนึ่งของเวทีเสวนา BRACING FOR THE FUTURE I: TECHNOLOGY & CLIMATE CHANGE

สมฤดี ชัยมงคล

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 


 

KKP Economic Forum

 

“ปัญหาที่เป็นตัวถ่วงให้ประเทศเราไม่สามารถขยับไปสู่ทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ก็คือ อำนาจผูกขาดจากกลุ่มทุนใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาบนความไม่ยั่งยืน ที่มีอิทธิพลในการที่จะตอกตรึงนโยบายไม่ให้เป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็น 

 

“ถ้าเราตั้งธงไว้เลยว่าทุกฝ่ายจะต้องหันหน้าเข้าหากันและมาร่วมมือกัน การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ยากมากหรือเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเวลาที่เราพูดถึงเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน ถามว่ากลุ่มผลประโยชน์เขามีแรงจูงใจอะไรที่จะเปลี่ยนวิธีคิดแล้วหันมาสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน 

 

“ส่วนตัวคิดว่าอาจจะต้องทำให้เห็นตรงกันก่อนว่า ถ้าเกิดเราปล่อยให้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ นโยบายต่างๆ ดำเนินต่อไปในทิศทางที่ทำให้อำนาจหรืออิทธิพลทางเศรษฐกิจกระจุกตัวมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำทวีคูณมากขึ้น สุดท้ายแล้วไม่เพียงแต่การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของประเทศเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของสังคมที่จะแตกร้าว เกิดความขัดแย้งจนขาดเสถียรภาพ และอาจจะนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า ‘รัฐล้มเหลว’ 

 

“ซึ่งแน่นอนว่าถ้ามองไปไกลถึงขนาดนั้น ย่อมไม่มีบริษัทไหนที่จะอยากเห็นสถานการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทุกฝ่ายควรจะช่วยกันก็คือ พยายามกดดัน เรียกร้อง และฉายภาพให้บริษัทที่เป็นกลุ่มผลประโยชน์เห็นอย่างชัดเจนว่าอนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไรถ้าเกิดยังไม่เปลี่ยน และตัวเขาเองจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปอย่างไรบ้าง” 

 

ส่วนหนึ่งของเวทีเสวนา BRACING FOR THE FUTURE I: TECHNOLOGY & CLIMATE CHANGE 

สฤณี อาชวานันทกุล 

กรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ แห่ง ‘ป่าสาละ’ 


 

KKP Economic Forum

 

“ประเด็นหลักๆ ที่เราจะต้องถามตัวเองมีอยู่ 4 เรื่องด้วยกัน หนึ่ง ประโยชน์ที่เราได้รับในการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ลดลงไปแล้วใช่ไหม แล้วเราควรจะปรับตัวกับตรงนี้อย่างไร เมื่อห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังถูกแยกออกเป็นสองขั้ว สอง เราจะหาพลังงานมาใช้ให้เพียงพอได้อย่างไร สาม ประชากรของเราเองก็แก่ตัวลง เราควรที่ปรับตัวจากการเป็นผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมาผลิตบริการด้านสุขภาพหรือยัง

 

“สุดท้าย หลายคนบอกว่าเศรษฐกิจจีนที่มีลักษณะเป็นทุนนิยมแบบบงการโดยรัฐ (State-led Capitalism) โดยที่มีรัฐบาลทำหน้าที่คอยชี้นำ เป็นเศรษฐกิจที่พัฒนาไปได้ดีเหลือเกิน แล้วคุณจะยังยึดถือในทุนนิยมแบบตลาดเสรี (Free-Market Capitalism) ของอเมริกาอยู่ไหม ในช่วง 10 ปีข้างหน้าจึงจะเป็นเวลาที่จะพิสูจน์และตัดสินว่าแนวทางไหนประสบความสำเร็จและสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีกว่า

 

“สิ่งที่ประเทศไทยจะเจอข้อแรกคือ เงินเฟ้อยืดเยื้ออย่างมาก สองคือปัญหาเรื่องการนำเข้าพลังงานที่จะแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายเรื่องประชากรสูงวัย ภายใต้ภาวการณ์ที่ขาดประชากรหนุ่มสาว จะดีกว่าไหมที่เราจะผันตัวจากการเน้นอุตสาหกรรมการผลิตไปสู่การเน้นภาคบริการ หรือการเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสร้างผลผลิต ซึ่งพึ่งพาการใช้พลังงานและแรงงานน้อยลง” 

 

ส่วนหนึ่งของเวทีเสวนา BRACING FOR THE FUTURE II: GEOPOLITICS & OUR POLITICS 

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ 

ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร 

 


 

 

KKP Economic Forum

 

“โจทย์แรกคือเรื่องการเมือง เดิมเรารักษาระยะห่างระหว่างคู่ขัดแย้งได้ดี โจทย์ที่สองเรื่องเศรษฐกิจ ที่ผ่านเราส่งสินค้าไปอเมริกา 15%, จีน 14%, ญี่ปุ่น 9%, ยุโรป 9% ที่เหลืออีก 24% ไปอาเซียน ทำให้เห็นว่าเราบาลานซ์พอร์ตได้ดีพอสมควร แต่ในช่วงหลังรัฐประหาร การเมืองเราขยับเข้าไปใกล้จีนเยอะขึ้น บวกกับการที่เศรษฐกิจจีนก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยถูกดูดเข้าวงโคจรของจีน พึ่งพาจีนมากขึ้นเรื่อยๆ สองเรื่องนี้จึงกลายเป็นสิ่งที่เราจะต้องวางตำแหน่งตัวเองให้ถูก

 

“ส่วนเรื่องเทคโนโลยีถือเป็นอีกตัวหนึ่งที่ต้องตัดสินใจ แต่เทคโนโลยีของเราไม่ถึงขั้นที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานของสินค้ายุทธศาสตร์ที่มีปัญหาระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา และโลกตะวันตก อย่างเช่นเทคโนโลยี 5G, 6G, AI หรือ Quantum Computer อะไรต่างๆ พวกนี้เราไม่ถึง เพราะฉะนั้นโจทย์ทางเทคโนโลยีของเราก็คือ เราจะเลือกมาตรฐานของขั้วไหนในอนาคต

 

“ประเทศไทยคงจะมีการเลือกตั้งไม่เกินปีหน้า รัฐบาลใหม่จะต้องเข้าใจภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าที่เป็นอยู่มากเลย ผมอยากจะเห็นรัฐบาลใหม่ของไทยรักษาสมดุลของความสัมพันธ์กับมหาอำนาจได้เป็นอย่างดี ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากกลุ่มพรรคการเมืองใกล้ชิดกับทหาร ข้อควรระวังคืออย่าถอยห่างจากมหาอำนาจที่เป็นประชาธิปไตยเสรี ถ้าเป็นรัฐบาลที่เน้นประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ต้องระมัดระวังว่าอย่าไปกระทบกระทั่งจีน เพราะถ้าทำให้จีนโกรธ เศรษฐกิจไทยจะเดือดร้อน” 

 

ส่วนหนึ่งของเวทีเสวนา BRACING FOR THE FUTURE II: GEOPOLITICS & OUR POLITICS

โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย


 

KKP Economic Forum

 

 

“เมื่อจีนใหญ่ขึ้นมา เขาต้องการที่จะมีบทบาทและอิทธิพลต่อโลกมากขึ้น เราจึงได้เห็นโครงการที่เขาพยายามจะวางตัวเป็นผู้นำในด้านต่างๆ อย่างเช่น หนึ่งเข็มขัดเศรษฐกิจ หนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) รวมถึงการเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี แล้วจีนก็มีคุณลักษณะเฉพาะ อย่างการมีการปกครองแบบอำนาจนิยม แต่มีเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่รัฐเป็นผู้นำพา การปีนเกลียวตรงนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเวลานี้ระบบระเบียบที่สร้างขึ้นมาก็เต็มที่ ชนเพดานแล้ว ยิ่งมีโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำถึงความตึงเครียด หลังจากนี้จะยิ่งมีความขัดแย้งมากขึ้น และไปสู่ยุคของการอยู่แบบตัวใครตัวมัน 

 

“ด้วยความที่ดุลยภาพโลกเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ไทยจึงต้องมีความกระฉับกระเฉงและต้องดูตาม้าตาเรือให้ดี แต่อย่างน้อยไทยเรามีสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ที่ไม่มีใครมีก็คือ การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับแทบทุกมหาอำนาจ ซึ่งเราต้องนำจุดนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ เหมือนเช่นในอดีตที่เราใช้ประโยชน์ และทำให้เราอยู่รอดมาได้ 

 

“สำหรับการเมืองไทยในทศวรรษข้างหน้า ประชาชนต้องเป็นใหญ่ เพราะว่าถ้าประชาชนไม่เป็นใหญ่ก็จะมีปัญหา เกิดการประท้วงต่างๆ นานา และทำให้เกิดความตึงเครียดในมิติของการต่างประเทศ ประเทศไทยเป็นเหมือนประเทศที่มีปมด้อย ไปเจอหน้าใครเขาก็ถามว่าเมื่อไหร่จะมีเลือกตั้งรัฐธรรมนูญ ทำไมต้องยึดอำนาจ นักการทูตไทยก็จะต้องใช้เวลากว่าครึ่งมานั่งอธิบายเรื่องเหล่านี้ ถึงเวลาที่ควรจะเห็นได้แล้วว่าความเสียหายตลอด 7-8 ปีที่ผ่านมานั้นฝังรากลึก ยาวนาน” 

 

ส่วนหนึ่งของเวทีเสวนา BRACING FOR THE FUTURE II: GEOPOLITICS & OUR POLITICS

โดย ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ 

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


 

KKP Economic Forum

 

 

“กับดักแรก เรื่องความชอบธรรม เราเสียเวลาทะเลาะกันมานานมากกว่า 10 ปีแล้วในประเด็นที่ว่าอะไรคือระบอบการปกครองที่ชอบธรรม ซึ่งจริงๆ ไม่ควรเสียเวลาเถียงกันนานมากขนาดนี้ ถ้าตัดจีนที่เป็นโมเดลเฉพาะตัว ยากที่ใครจะลอกเลียนแบบ แล้วลองกวาดตามองไปทั่วโลกจะเห็นว่าที่สุดแล้วความชอบธรรมมีแบบเดียวคือ ประชาธิปไตย และการเปิดให้มีการแข่งขันทางการเมือง กับดักที่สอง เรื่องการแบ่งแยกแตกขั้วร้าวลึก สงครามกลางเมือง หรือการแบ่งสีเสื้อที่ยังอยู่ ส่งผลให้สังคมไม่สามารถมีฉันทมติร่วมกันได้เลย 

 

“กับดักที่สาม การนิยมแก้ปัญหาด้วยอำนาจนิยม พอขัดแย้งกันสูง เราก็ใช้การออกคำสั่งแบบ Top Down ทุกคนไม่ต้องมีสิทธิมีเสียงหรือมีส่วนร่วม พอเป็นแบบนี้ก็ไม่ได้เกิดการแก้ปัญหาที่รากฐาน ซึ่งที่เราทะเลาะกันส่วนหนึ่งนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการกระจายทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรมอยู่ด้วย กับดักสุดท้าย รัฐราชการรวมศูนย์ ทั้งที่ราชการมีปัญหาเยอะและสมรรถภาพลดลง แต่ยังนำมาใช้บริหารประเทศ ก็เลยยิ่งไปกันใหญ่ 

 

“ผมอยากจะสื่อสารกับภาคธุรกิจว่า เราไม่สามารถไปต่อไปนี้ได้ เราไม่สามารถคิดว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องไปยุ่งการเมือง ปล่อยมันไป เดี๋ยวภาคเศรษฐกิจก็จะค่อยๆ ปรับตัว ประคองตัวเองแล้วไปต่อได้ ซึ่งผมคิดว่าไม่จริงอีกต่อไป ถ้าเราไม่เริ่มจากการยอมรับความจริงว่า การเมืองแบบที่เป็นอยู่ของไทยมันฉุดรั้งเศรษฐกิจ แล้วภาคธุรกิจไม่พยายามส่งเสียงและเข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการเมือง ผมว่าเราไปต่อลำบาก”

 

ส่วนหนึ่งของเวทีเสวนา BRACING FOR THE FUTURE II: GEOPOLITICS & OUR POLITICS

โดย รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ 

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

The post ‘หมดเวลาพึ่งพาภายนอก ถึงเวลาช่วงชิงโอกาสครั้งใหม่’ รวมข้อเสนอสำคัญจาก KKP Economic Forum appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักกิจกรรม-นักวิชาการไทยอย่างน้อย 5 คน ได้รับอีเมลจาก Apple ให้ระวังถูกแฮ็กเกอร์ที่สนับสนุนโดยรัฐโจมตี https://thestandard.co/activists-and-academician-received-apple-email/ Wed, 24 Nov 2021 11:35:27 +0000 https://thestandard.co/?p=563726 แฮ็กเกอร์

“Apple เชื่อว่าคุณกำลังตกเป็นเป้าหมายของแฮ็กเกอร์ที่รัฐ […]

The post นักกิจกรรม-นักวิชาการไทยอย่างน้อย 5 คน ได้รับอีเมลจาก Apple ให้ระวังถูกแฮ็กเกอร์ที่สนับสนุนโดยรัฐโจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฮ็กเกอร์

“Apple เชื่อว่าคุณกำลังตกเป็นเป้าหมายของแฮ็กเกอร์ที่รัฐให้การสนับสนุน ซึ่งพยายามแฮ็ก iPhone จากระยะไกลด้วย Apple ID ของคุณ แฮ็กเกอร์เหล่านี้อาจมุ่งโจมตีคุณส่วนตัว สืบเนื่องจากสิ่งที่คุณเป็นหรือสิ่งที่คุณทำ หากอุปกรณ์ของคุณถูกโจมตีโดยแฮ็กเกอร์ที่รัฐให้การสนับสนุน พวกเขาอาจสามารถเข้าถึงข้อมูล การสื่อสารที่อ่อนไหว หรือแม้แต่อาจเข้าถึงกล้องและไมโครโฟนจากระยะไกลได้ ถึงแม้ว่านี่อาจเป็นคำเตือนที่ผิดพลาด แต่ก็ขอให้ระวังไว้”

 

ข้อความข้างต้นคืออีเมลแจ้งเตือนจาก Apple ที่วันนี้ (24 พฤศจิกายน) นักกิจกรรมทางการเมือง นักวิชาการ จำนวนหลายคน หรืออย่างน้อย 5 ราย ได้แก่ เดฟ-ชยพล ดโนทัย แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และสมาชิกกลุ่ม WeVo, เอเลียร์ ฟอฟิ กลุ่มศิลปะปลดแอก, รพี อาจสมบูรณ์ กลุ่มศาลายาเพื่อประชาธิปไตย, รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์

 

ชยพลเปิดเผยว่า เช้านี้ได้รับอีเมลแจ้งเตือนภัยคุกคามจาก Apple รู้สึกตกใจมาก เพราะทุกๆ กิจกรรมที่เราใช้ผ่านมือถือของเรามีแต่เอาไว้เพื่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เรียน ฟังเพลง คุยกับเพื่อน ถ่ายรูป เล่นเกม สั่งอาหารกับแอปพลิเคชัน ประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้น ไม่มีอะไรที่ State-Sponsored Attack (แฮ็กเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ) จำเป็นต้องเข้ามาล้วงดูข้อมูลอย่างผิดกฎหมายแบบนี้

 

ชยพลยังระบุอีกว่า การโจมตีโทรศัพท์ส่วนบุคคลของพลเมือง นอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิ์ของตนแล้ว ยังจะเป็นวิสัยที่จะนำไปสู่ผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้นกับราชอาณาจักรไทยทั้งสิ้น ไม่มีผลดีใดๆ เกิดขึ้นแน่ๆ 

 

“ดังนั้นโปรดยุติการกระทำทั้งหลายที่อาจเป็นการละเมิดสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นส่วนตัวเถิดครับ อะไรที่เป็นที่สงสัย หรืออยากจะกล่าวหา ท่านก็มีช่องทางตามกฎหมายที่ท่านเลือกใช้มาตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ได้โปรดอย่าทำให้กฎหมายของประเทศนี้มันไร้ความชอบธรรมไปมากกว่านี้ โปรดช่วยทำให้รัฐธรรมนูญที่ท่านพึงปรารถนาจะใช้มันให้อยู่ในอำนาจต่อไปและศักดิ์สิทธิ์มากกว่านี้” ชยพลระบุ

 

ขณะที่สฤณียังระบุผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจตนเอง ถึงการได้รับอีเมลแจ้งเตือนในลักษณะนี้เช่นกัน พร้อมยังระบุถึงรายงานข้อมูลเรื่องสปายแวร์เพกาซัส (Pegasus) ของ Citizen Lab ซึ่งคาดว่ารัฐไทยอาจจะซื้อสปายแวร์ตัวนี้มาใช้งานด้วย

 

ขณะที่สำนักข่าวประชาไทรายงานว่า Blognone เว็บไซต์ข่าวสารด้านเทคโนโลยีตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์นี้อาจเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการเจาะแบบ FORCEDENTRY ที่มีรัฐเป็นผู้สนับสนุนและแจ้งผู้ใช้โดย Apple แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นการกระทำของรัฐใด และยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการแจ้งเตือนของ Apple ในลักษณะดังกล่าวใช้หลักเกณฑ์อะไร หรือมีการโจมตีจริงหรือไม่

 

ขณะที่ Voice Online รายงานเพิ่มเติมว่า Apple ได้ระบุคำแนะนำให้ผู้ที่ได้รับอีเมลต้องทำสองอย่างนี้ทันที คืออัปเดตซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุด เพราะเราเชื่อว่ากลุ่มคนพวกนี้ไม่สามารถทำงานได้ในอุปกรณ์ที่มี iOS 15 หรือใหม่กว่านั้น ขอให้อัปเดตซอฟต์แวร์อย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และติดต่อผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างเร่งด่วน

 

สำนักข่าวประชาไทยังรายงานโดยอ้างอิง The Wire เว็บไซต์ข่าวที่ไม่แสวงหากำไรของอินเดีย ซึ่งได้รายงานข่าวว่า บริษัท Apple ได้ยื่นฟ้องต่อศาลในรัฐแคลิฟอร์เนียเพื่อเอาผิด NSO Group บริษัทด้านเทคโนโลยีจากประเทศอิสราเอล ให้รับผิดชอบต่อกรณีการสร้างสปายแวร์เพกาซัส หรือซอฟต์แวร์สอดส่องและดักจับข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการต่างๆ ของบริษัท Apple เพื่อป้องกันอันตรายและภัยคุกคามต่อผู้ใช้งานของ Apple บริษัทจะหาช่องทางเพื่อออกคำสั่งแบน NSO Group ไม่ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งบริษัท Apple ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ หรือบริการ

 

อ้างอิง:

The post นักกิจกรรม-นักวิชาการไทยอย่างน้อย 5 คน ได้รับอีเมลจาก Apple ให้ระวังถูกแฮ็กเกอร์ที่สนับสนุนโดยรัฐโจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมวาทะ หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชุมนุม 10 สิงหาคม 2563 เป็นการล้มล้างการปกครอง https://thestandard.co/constitutional-court-institutional-reform-proposal/ Thu, 11 Nov 2021 08:33:16 +0000 https://thestandard.co/?p=558714 constitutional-court-institutional-reform-proposal

วานนี้ (10 พฤศจิกายน) ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำนิจฉัยกรณีการช […]

The post รวมวาทะ หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชุมนุม 10 สิงหาคม 2563 เป็นการล้มล้างการปกครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
constitutional-court-institutional-reform-proposal

วานนี้ (10 พฤศจิกายน) ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำนิจฉัยกรณีการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถือเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตร 49 และให้เลิกกระทำการ ในเวลาต่อมาก็มีการแสดงความเห็นต่อคำวินิจฉัย ทั้งนักวิชาการ แกนนำความเคลื่อนไหว ทนายความในคดีดังกล่าว ซึ่งกลายเป็นเทรนด์ทวิตเตอร์ #ปฏิรูปไม่ใช่ล้มล้าง ที่เกิดข้อถกเถียงเป็นจำนวนมาก

 

THE STANDARD รวมวาทะหลังการศาลรัฐธรรมอ่านคำนิจฉัยเสร็จสิ้น

 

อ่านสรุปคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ:

 

constitutional-court-institutional-reform-proposal

constitutional-court-institutional-reform-proposal

constitutional-court-institutional-reform-proposal

constitutional-court-institutional-reform-proposal

constitutional-court-institutional-reform-proposal

constitutional-court-institutional-reform-proposal

constitutional-court-institutional-reform-proposal

constitutional-court-institutional-reform-proposal

constitutional-court-institutional-reform-proposal

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

The post รวมวาทะ หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชุมนุม 10 สิงหาคม 2563 เป็นการล้มล้างการปกครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘จากธรรมศาสตร์สู่ศาลฎีกา’ คณาจารย์และนักวิชาการร่วม ‘ยืน-หยุด-ขัง’ เรียกร้องคืนสิทธิประกันตัวให้ผู้ถูกคุมขังคดีการเมือง https://thestandard.co/thaiacademicnetworkforcivilrights-political-events/ Tue, 19 Oct 2021 12:05:52 +0000 https://thestandard.co/?p=550044 เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง

วันนี้ (19 ตุลาคม) เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง […]

The post ‘จากธรรมศาสตร์สู่ศาลฎีกา’ คณาจารย์และนักวิชาการร่วม ‘ยืน-หยุด-ขัง’ เรียกร้องคืนสิทธิประกันตัวให้ผู้ถูกคุมขังคดีการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง

วันนี้ (19 ตุลาคม) เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) จัดกิจกรรม ‘จากธรรมศาสตร์สู่ศาลฎีกา เดินหาความยุติธรรม’ เพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวให้ผู้ถูกคุมขังในคดีทางการเมือง 

 

ประจักษ์ ก้องกีรติ กล่าวว่า การทำกิจกรรมในวันนี้เป็นไปเพื่อย้ำเตือนว่า ในไทยทุกวันนี้ยังมีเยาวชนถูกคุมขังในเรือนจำเป็นจำนวนมาก บางกรณีที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาธรรมศาสตร์อย่าง เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ ที่ถูกคุมขังมาร่วม 70 วันแล้ว หรือ เบนจา อะปัญ ที่ถูกขังในเรือนจำขณะนี้ ทั้งที่คดียังไม่ถึงขั้นถูกฟ้องโดยอัยการ และทุกคดียังไม่มีการตัดสินในศาลด้วยซ้ำ 

 

ประจักษ์กล่าวย้ำว่า สิทธิในการประกันตัวถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ออกมาต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม ในขณะที่คดีชุมนุมทางการเมืองอื่นๆ กลับได้รับการประกันตัว แต่สำหรับเยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยเหล่านี้ความผิดประการเดียวที่พวกเขาทำคือ แสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์อำนาจเผด็จการ และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบัน ซึ่งควรเป็นสิ่งที่กระทำได้อย่างเสรีในระบอบประชาธิปไตย 

 

ส่วนกรณีที่ราชทัณฑ์ปฏิเสธไม่ให้มีการนำหนังสือเข้าไปให้ผู้ต้องหาทางการเมืองประจักษ์มองว่า ระบบยุติธรรมไทยกำลังทำให้ผู้ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเหล่านี้เปรียบเสมือนเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ พรากสิทธิทุกอย่างตั้งแต่ต้น แม้กระทั่งสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาหรือเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ 

 

ทั้งนี้ ประจักษ์ระบุว่า ศาลต้องเป็นกลางและยุติธรรมสังคมจึงจะสงบ ไม่ควรใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจถูกวิจารณ์หรืออยู่เหนืออำนาจการตรวจสอบของประชาชน พร้อมทวงถามว่า เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศไทยอยู่ตรงไหนในเวทีโลก การที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปล่อยปละละเลยให้มีการจับกุมคุมขังนักโทษคดีทางการเมืองอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ตัว พล.อ. ประยุทธ์ ก็ไม่ต่างจากผู้นำเผด็จการทหารเมียนมาอย่าง พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ดังนั้น พล.อ. ประยุทธ์ ต้องออกมาแสดงจุดยืนในเรื่องนี้ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้ที่ออกมาชุมนุมทางการเมือง

 

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง

The post ‘จากธรรมศาสตร์สู่ศาลฎีกา’ คณาจารย์และนักวิชาการร่วม ‘ยืน-หยุด-ขัง’ เรียกร้องคืนสิทธิประกันตัวให้ผู้ถูกคุมขังคดีการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ล่าล้านชื่อล้มระบอบประยุทธ์ ล้ม ส.ว.-โละศาลรัฐธรรมนูญ-เลิกยุทธศาสตร์ชาติ-ล้างมรดกคณะรัฐประหาร https://thestandard.co/hunting-million-names-knock-down-prayut-regime/ Wed, 07 Apr 2021 01:54:11 +0000 https://thestandard.co/?p=473142 ล่าล้านชื่อล้มระบอบประยุทธ์ ล้ม ส.ว.-โละศาลรัฐธรรมนูญ-เลิกยุทธศาสตร์ชาติ-ล้างมรดกคณะรัฐประหาร

วันนี้ (6 เมษายน) ที่ห้องบรรยาย LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิ […]

The post ล่าล้านชื่อล้มระบอบประยุทธ์ ล้ม ส.ว.-โละศาลรัฐธรรมนูญ-เลิกยุทธศาสตร์ชาติ-ล้างมรดกคณะรัฐประหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ล่าล้านชื่อล้มระบอบประยุทธ์ ล้ม ส.ว.-โละศาลรัฐธรรมนูญ-เลิกยุทธศาสตร์ชาติ-ล้างมรดกคณะรัฐประหาร

วันนี้ (6 เมษายน) ที่ห้องบรรยาย LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่ม Resolution ภายใต้ความร่วมมือระหว่างองค์กรต่างๆ ทั้งคณะก้าวหน้า, พรรคก้าวไกล, กลุ่ม iLaw, และกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า (Conlab) ร่วมจัดงานเสวนาและกิจกรรม ‘ขอคนละชื่อรื้อระบอบประยุทธ์’ เปิดฉากการรณรงค์ล่ารายชื่อประชาชน เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเลิกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เปลี่ยนแปลงที่มาขององค์กรอิสระ และยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติ

 

ในงานเสวนามีการอภิปรายโดยวิทยากรหลายราย ประกอบด้วย ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนและนักวิจัยอิสระ, พริษฐ์ วัชรสินธุ ตัวแทนจากกลุ่ม Conlab และ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ร่วมกันเปิดแง่มุมปัญหาต่างๆ ที่ระบอบประยุทธ์ได้สร้างขึ้น และเหตุผลที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้

 

 

ประจักษ์ชี้ ‘ระบอบประยุทธ์’ คือระบอบของ ‘ขุนศึก-ศักดินา-พ่อค้า’ กอบโกยผลประโยชน์โดยประชาชนเป็นผู้จ่าย

 

ประจักษ์ระบุว่า ระบอบประยุทธ์คือรัฐทหารบวกทุนนิยมแบบช่วงชั้น มีลักษณะสองด้านคือ ด้านหนึ่งเป็นระบอบที่ให้อำนาจกับทหารมาก เอาทหารเข้ามาแทรกแซงการเมืองและควบคุมสังคม อีกด้านหนึ่งคือการใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนจำนวนหนึ่งเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ได้อย่างเป็นทางการ

 

ในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา ระบอบประยุทธ์ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงสองด้าน ประกอบด้วย ด้านที่เข้ามาจัดระเบียบรัฐและสังคมใหม่ และด้านที่เข้ามาจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับกลุ่มทุนใหม่ สังคมไทยวันนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พูดให้ถึงที่สุด มันคือระบอบคณาธิปไตยของชนชั้นนำ โดยชนชั้นนำเพื่อชนนั้นนำ 1% บนยอดพีระมิดของสังคม

 

ระบอบประยุทธ์ไม่เท่ากับตัว พล.อ. ประยุทธ์ การนำประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติจึงไม่ใช่แค่การไล่ พล.อ. ประยุทธ์ ออกไป แต่ต้องรวมถึงเครือข่ายผลประโยชน์มหาศาลที่แวดล้อมรัฐบาลประยุทธ์ และเครือข่ายอำนาจที่ใช้ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นเครื่องมือด้วย การไล่ พล.อ. ประยุทธ์ อย่างเดียวจึงไม่จบ ไม่มี พล.อ. ประยุทธ์ ก็จะมีคนอื่นเข้ามาใช้อำนาจเพื่อรักษาเครือข่ายผลประโยชน์และอำนาจเช่นนี้ต่อไป

 

ประจักษ์กล่าวย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของระบอบประยุทธ์ ซึ่งเริ่มมาจากการรัฐประหารปี 2557 โดยระบุว่า แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะอ้างความชอบธรรม บอกว่าตัวเองรักชาติ ต้องการปกป้องสถาบันฯ ประเทศมีความขัดแย้ง แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อให้ความชอบธรรมกับการยึดอำนาจเท่านั้น

 

การยึดอำนาจครั้งนี้ผ่านการวางแผนมาอย่างดี ใช้กลไกหลายอย่างในการเข้ามาควบคุมสังคม ทำให้ตัวเองอยู่ในอำนาจได้ยาว สิ่งที่การรัฐประหารปี 2557 ทำคือการเข้ามาควบคุมทั้งการเมืองและสังคมด้วย ไม่เหมือนกับปี 2549 การรัฐประหารครั้งนี้มีการเรียกนักการเมืองที่เป็นเป้าหมาย รวมทั้งนักวิชาการ สื่อมวลชน นักพัฒนาเอกชน (NGOs) แกนนำประชาชน มาปรับทัศนคติ เข้าข่มขู่คุกคามชาวบ้านในต่างจังหวัด ควบคุมสังคมทั้งหมดให้อยู่ในอำนาจของกองทัพ แล้วยังแต่งตั้งทหารเข้าควบคุมคณะรัฐมนตรีในหลายกระทรวงที่ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญเฉพาะของทหาร

 

จากนั้นจึงสร้างสิ่งที่เรียกว่าแม่น้ำห้าสายขึ้นมา ไม่มีฝ่ายค้านในสภา แม่น้ำทั้งห้าสายมาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ทั้งหมด เต็มไปด้วยทหาร ตำรวจ ข้าราชการ แค่สามกลุ่มคิดเป็น 89% เป็นสภาของข้าราชการโดยแท้ และเมื่อเรามาดู ส.ว. ชุดปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ามาจากแม่น้ำห้าสายนั่นเอง ไหลรวมมาเป็นแม่น้ำที่ชื่อว่า ส.ว.

 

ประจักษ์กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่เป็นลักษณะสำคัญอีกอย่างของระบอบประยุทธ์คือการบิดเบือนกลไกประชาธิปไตยเพื่อนำมารักษาระบอบเผด็จการ กลไกที่ดีทั้งหลายซึ่งประเทศประชาธิปไตยนำมาใช้เพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น ประชามติ กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสาร ว่าด้วยการชุมนุม การเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ ระบอบประยุทธ์นำมาบิดเบือนให้ไม่สามารถสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้ แล้วนำกลไกเหล่านี้มาสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารเอง

 

รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ร่างมาเพื่อนำสังคมไทยกลับสู่ประชาธิปไตย แต่เพื่อค้ำจุนระบอบประยุทธ์ กลไกเหล่านี้มีทั้งหมด 6 ด้าน คือ 1. ส.ว. จากการแต่งตั้ง 2. การที่นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง 3. ระบบเลือกตั้งปันส่วนผสม 4. ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่มีอำนาจสูงมากและตรวจสอบไม่ได้ 5. การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยากมาก และ 6. ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

 

รัฐธรรมนูญ 2560 ทำลายประชาธิปไตยให้แคระแกร็น ให้อำนาจคนส่วนน้อยที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจเหนือสถาบันที่เป็นตัวแทนของประชาชน ทำลายพรรคการเมืองให้อ่อนแอ และลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน

 

นอกจากนี้สิ่งที่ระบอบประยุทธ์สร้างขึ้นมาคือความสัมพันธ์กับทุนผูกขาดขนาดใหญ่ผ่านโครงการประชารัฐ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าทุนนิยมแบบช่วงชั้น ด้านที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนลอกเลียนมาจากการพัฒนาแบบจีนและลาตินอเมริกา โดยรัฐเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ไม่กี่กลุ่มเข้ามาคุมระบบเศรษฐกิจได้ จนเกิดอำนาจที่ไม่สมดุล ทำลายการแข่งขัน

 

ในช่วง 7 ปีนี้ทุนเล็กล้มละลายหายไปเยอะมาก แนวนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนามุ่งไปที่การเปิดให้ทุนใหญ่ได้เข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของรัฐได้อย่างเป็นทางการ กลุ่มทุนผูกขาดเหล่านี้เข้ามาเป็นสมาชิกของคณะกรรมการสานพลังประชารัฐชุดต่างๆ ร่วมกับข้าราชการ และยังเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้วย กลุ่มทุนเหล่านี้ยังอยู่ในเครือข่ายมูลนิธิป่ารอยต่อ โดยเฉพาะกลุ่มทุนพลังงานที่มีบทบาทมาก

 

ระบอบประยุทธ์มีความสำคัญอีกด้าน คือการรื้อฟื้นรัฐราชการ เกิดการฟื้นอำนาจให้กับระบบราชการอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นยุคแห่งการรวมศูนย์กลับมาที่ส่วนกลาง จนผ่านมา 7 ปีเราถึงมีการเลือกตั้งท้องถิ่น ระบอบนี้กีดกันประชาชนออกจากการมีส่วนร่วมทางการเมือง มองประชาชนเหมือนทหารที่ต้องรับคำสั่งจากตัวเอง วัฒนธรรมข้าราชการและทหารเป็นใหญ่ ใช้ความรุนแรงและกำลังเป็นเครื่องมือสร้างความกลัว

 

“ระบอบประยุทธ์คือระบอบเผด็จการที่ไม่ยอมปล่อยอำนาจ คือระบอบเผด็จการเพื่อกลุ่มทุนและชนชั้นสูง ผมเรียกระบอบนี้ว่า ‘ขุนศึก ศักดินา พ่อค้า’ ระบอบนี้เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และเป็นไปเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของคนที่มีอำนาจมากที่สุด มั่งคั่งมากที่สุด มีเกียรติยศมากที่สุด 1% ของสังคม แต่คนที่จ่ายราคาคือพวกเราทั้งหลาย 99% ที่ไร้อำนาจ เส้นสาย และความมั่งคั่ง… วันนี้คือจุดนับหนึ่งของการที่เราจะมาร่วมกันรื้อถอน ไม่ใช่แค่เพียง พล.อ. ประยุทธ์ แต่รื้อถอนเงื่อนไขที่ทำให้ระบอบคณาธิปไตยของชนชั้นนำที่ฉ้อฉลเชิงอำนาจ ตรวจสอบไม่ได้ ไม่ยึดโยงกับประชาชน แล้วกดขี่ขมเหงประชาชนให้ต้องออกจากอำนาจไป” ประจักษ์กล่าว

 

 

สฤณีชี้ยุทธศาสตร์ชาติคือกลไกที่บิดเบี้ยว-ประเมินผลจริงไม่ได้-ล้าหลัง-เปิดช่องกลั่นแกล้งทางการเมือง

 

ด้าน สฤณี ระบุว่า กลไกของรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นเหมือนโซ่ตรวนที่ล่ามอนาคตของชาติเอาไว้ เป็นเครื่องมือที่ผูกมัดไม่ให้สังคมก้าวไปข้างหน้า ในอนาคตการเลือกตั้งก็สุ่มเสี่ยงจะเป็นเครื่องมือที่ใช้กลั่นแกล้งรัฐบาลใหม่ หากไม่ได้มาจากฝ่ายเดียวกันกับ คสช.

 

ยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ 20 ปีมีการวางเป้าหมายไว้ทุก 5 ปี หมุดหมายแรกคือปี 2565 หรือปีหน้า หากเราไปดูรายงานสรุปการดำเนินการทั้งหมด 177 เป้าหมาย บรรลุค่าเป้าหมายของปี 2565 ได้เพียง 19% เท่านั้น

 

และเมื่อลงไปในรายละเอียดของยุทธศาสตร์ชาติ เราจะพบว่าเป็นเอกสารที่มีปัญหามาก บางตัวชี้วัดต่ำเกินไป หลายส่วนวัดประเมินไม่ได้จริงถึง 26% หลายตัวชี้วัดเป็นเป้าหมายที่ประเทศไทยทำได้อยู่แล้ว เท่ากับว่ารัฐไม่ต้องทำอะไรเลยเพื่อบรรลุเป้าหมาย ตัวชี้วัดในหลายแผนก็มีความคลุมเครือมาก ให้น้ำหนักเท่ากันหมด มีความเป็นนามธรรมสูง

 

สถานการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นมาเพราะวิธีการทำยุทธศาสตร์ชาติที่เขียนขึ้นโดยคณะกรรมการ 34 คนที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ในกฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมา เขียนล็อกเอาไว้ว่าทุกส่วนต้องทำตามนี้เป็นเวลาถึง 20 ปี บอกว่าในการเสนองงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ หน่วยงานรัฐทั้งหมดต้องปฏิบัติตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ ผลที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ต้องรับผิดกับประชาชนและนโยบายหาเสียง แต่ต้องรับผิดกับกลไกที่อยู่นอกอำนาจของประชาชนที่ คสช. แต่งตั้งขึ้นมา

 

ปัญหาของยุทธศาสตร์ชาติคือการกำหนดบทลงโทษให้หน่วยงานรัฐที่ไม่ทำตามหรือทำไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติสามารถสั่งให้แก้ไขภายใน 60 วัน หากไม่แก้ไขโดยไม่มีเหตุอันสมควร คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกับ ส.ว. สามารถส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการสอบสวนเอาผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ได้

 

ยุทธศาสตร์ชาติจึงไม่ใช่แค่ผูกมัด แต่เปิดช่องว่างให้มีการกลั่นแกล้งกันเกิดขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือหัวหน้าหน่วยงานรัฐและคณะรัฐมนตรีอาจจะถูกตีความว่ามีความผิด นำไปสู่การลงโทษ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ในขณะที่คนเขียนยุทธศาสตร์ชาติและกรรมการไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย

 

การเขียนกลไกยุทธศาสตร์ชาติเช่นนี้จึงเปิดช่องให้มีการกลั่นแกล้ง และยังไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ทางออกที่ดีที่สุดคือเลิกใช้กลไกเหล่านี้ทั้งหมด กลับไปสู่ครรลองประชาธิปไตยปกติ

 

“วันนี้เรามีอุตสาหกรรมการปฏิรูปประเทศ ซึ่งทำงานกันโดยผู้เชี่ยวชาญไม่กี่ร้อยคน โดยที่ไม่ได้มีความยึดโยงหรือไม่ต้องสนใจประชาชน เพราะฉะนั้นเป็นโอกาสอันดีที่เราจะปลดโซ่ตรวนนี้กลับเข้าสู่ครรลองของระบอบประชาธิปไตย ปล่อยให้พรรคการเมืองต่างๆ ได้มีอิสระเสรีในการนำเสนอนโยบาย แข่งขันกันในตลาดนโยบาย คุ้มครองการแข่งขันนี้ และเพิ่มโอกาสของประชาชนในการนำเสนอประเด็นที่ตัวเองสนใจเข้ามาเป็นนโยบายของชาติ” สฤณีกล่าวทิ้งท้าย

 

 

ไอติมชี้ ส.ว. คือศูนย์รวมปัญหาวิปริตของการเมืองไทย ยก 7 เหตุผลสภาเดี่ยวดีกว่าการมี ส.ว.

 

ด้าน พริษฐ์ ระบุว่า ข้อเสนอต่างๆ ที่ถูกยื่นขึ้นมาในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้แทบจะไม่แตะอำนาจและที่มาของ ส.ว. เลย ร่างฯ ของพรรคร่วมรัฐบาลเองก็มีเพียงการตัดอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ร่างฯ เหล่านั้นย่อมไม่เพียงพอต่อการรื้อโครงสร้างที่มาของ ส.ว. ที่เป็นกลไกของการสืบทอดอำนาจ

 

ข้อเสนอของเราเรียบง่าย คือการทำระบบสภาเดี่ยวให้เหลือเพียงสภาผู้แทนราษฎร 500 คนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น แม้จะฟังดูสุดโต่ง แต่ข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอที่ปกติมาก ประเทศไทยเคยอยู่ในช่วงนี้มาก่อน และหลายประเทศทั่วโลกก็ใช้ระบบสภาเดี่ยวกันเป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ

 

ทั้งนี้ตนขอแสดงเหตุผล 7 ข้อสนับสนุนข้อเสนอนี้ ประการแรก เมื่อเรายุบวุฒิสภาไปแล้ว ประชาชนทุกคนจะกลับมามี 1 สิทธิ์ 1 เสียงเท่ากันในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบันให้อำนาจ ส.ว. ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้ ตามมาตรา 272 ในรัฐธรรมนูญ

 

ถ้าพูดกันอย่างเป็นรูปธรรม เท่ากับว่าตัวแทนประชาชนทั้ง 750 คนที่จะมาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี มี 500 คนที่เป็น ส.ส. มาจากการเลือกตั้งของคน 38 ล้านคน ในขณะที่ ส.ว. อีก 250 คนคือคนที่ถูกแต่งตั้งจาก คสช. จะเท่ากับว่าประชาชน 38 ล้านคนมีอำนาจกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีแค่ 0.000017% ในขณะที่ คสช. มีอำนาจในการกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีถึง 33% เท่ากับว่า คสช. มีอำนาจเท่ากับประชาชน 19 ล้านคน

 

ทั้งนี้ตนต้องฝากถึงพรรคร่วมรัฐบาล ที่ตอนนี้ต้องการยกเลิกมาตรา 272 ว่ามีความจริงใจมากน้อยแค่ไหน เพราะเมื่อเดือนพฤศจิกายนของปีที่แล้ว ข้อเสนอนี้ถูกเสนอเข้าสภา แต่ ส.ส. จากพรรครัฐบาล 276 คน มีเพียง 4 คนที่ยกมือเห็นชอบ เท่ากับว่าเรามี ส.ส. ในสภาที่ไม่พร้อมที่จะยืนหยัดหลักการพื้นฐานว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนอยู่

 

ประการที่สอง การเหลือสภาเดี่ยวจะทำให้สภาสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนมากขึ้น เพราะอำนาจที่วุฒิสภามีอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่สอดคล้องกับที่มา มีอำนาจที่สูงมาก แต่กลับมีที่มาที่ด้อยค่ามากตามระบอบประชาธิปไตย

 

ถ้ามองไปที่อังกฤษหรือสหรัฐอเมริกา เราจะเห็นความสมดุลกัน เช่น ในอังกฤษ ส.ว. มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด แต่ก็มีอำนาจน้อยมาก ส่วนในสหรัฐอเมริกา ส.ว. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงและมีอำนาจมาก แต่ในประเทศไทยที่มาและอำนาจกลับไม่สอดคล้องกัน ทำให้เรามีรัฐสภาที่ไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน

 

ประการที่สาม ตราบที่เรายังมี ส.ว. แบบนี้อยู่ ระบอบประยุทธ์จะยังคงแต่งตั้งคนของตัวเองขึ้นมาสืบทอดอำนาจได้ต่อไปเรื่อยๆ เมื่อย้อนไปดูที่มาของ ส.ว. นี้ จะเห็นได้ว่ามาจากคนที่ คสช. เลือกโดยตรง 194 คน มาจาก ผบ. เหล่าทัพโดยตำแหน่ง 6 คน และมาจากการเลือกทางอ้อมโดย คสช. จากคนที่ กกต. สรรหามาให้เหลือ 50 คน

 

สัดส่วนของ ส.ว. ก็มีปัญหา จากคน 250 คน มีถึง 104 คนที่เป็นทหารและตำรวจ ส่วนกรรมการสรรหา 10 คน มี 3 คนที่แต่งตั้งพี่น้องตัวเองมาเป็น ส.ว. ส่วนอีก 6 คนแต่งตั้งตัวเองมาเป็น ส.ว. ด้วยตัวเอง ทั้งหมดคือกระบวนการผลัดกันเกาหลังที่ใช้งบประมาณทั้งหมด 1,300 ล้านบาท

 

นี่คือกระบวนการที่ระบอบประยุทธ์แต่งตั้งคนของตัวเองเข้ามา และที่สำคัญ ส.ว. ทั้ง 250 คนนี้ก็เป็นบุคคลที่มีอำนาจชี้ขาดว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ นี่คือเหตุของคำวินิจฉัยที่เราคาดเดาผลได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเลือกตั้งของเราจึงมีบัตรเขย่งเกิดขึ้น

 

ประการที่สี่ การเอา ส.ว. 250 คนออกไป จะทำให้เราสามารถผ่านกฎหมายได้ทันกับสถานการณ์มากกว่าการมีสองสภา ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงในทางเศรษฐกิจและสังคมในอัตราที่รวดเร็วมาก มีความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน คลุมเครือ การลดกระบวนการนิติบัญญัติให้เหลือสภาเดียว จะทำให้การออกกฎหมายของเราเท่าทันกับสถานการณ์มากขึ้น

 

ประการที่ห้า การยุบ ส.ว. ลงไป จะทำให้เราสามารถประหยัดงบประมาณลงไปได้อย่างน้อยถึง 1,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสามารถนำมาส่งเสริมเป็นสวัสดิการให้ประชาชนได้ เพราะทุกวันนี้ ส.ว. 250 คน รวมกับผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยของแต่ละคน ดำรงตำแหน่ง 5 ปี กินเงินเดือนถึง 3,400 ล้านบาทต่อวาระ เมื่อบวกกับค่าสรรหา 1,300 ล้านบาท การมีอยู่ของ ส.ว. หนึ่งวาระกินงบประมาณของเราไปทั้งหมดอย่างน้อย 4,700 ล้านบาท

 

การโยกงบประมาณนี้มาใช้ส่งเสริมสวัสดิการประชาชนย่อมเป็นผลดีกว่าการมีอยู่ของ ส.ว. เป็นอย่างมาก เงินเกือบ 5 พันล้านบาทนี้สามารถอัดฉีดให้เพิ่มงบอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนได้ถึง 2-3 บาทต่อคนต่อวัน

 

ประการที่หก การยุบเลิก ส.ว. จะทำให้เรามีกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารได้มากกว่า เพราะอย่างที่เห็น การทำงานของ ส.ว. วันนี้ก็ไม่ได้ตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารอยู่แล้ว ถ้าย้อนไปดูการทำงานในปีแรกของ ส.ว. ชุดนี้ มี 145 มติที่ผ่านจาก ส.ส. ขึ้นไปหา ส.ว. ไม่มีมติใดเลยที่ ส.ว. พิจารณาและปัดตก ด้วยค่าเฉลี่ยยกมือเห็นชอบจาก ส.ว. ถึง 96.1%

 

ครั้งเดียวที่มีการปัดตกร่างกฎหมายโดย ส.ว. ก็คือการปัดตกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ไม่ได้เกิดจากความกล้าหาญของ ส.ว. แต่มาจากความไม่จริงใจของ พล.อ. ประยุทธ์ ที่ไม่ต้องการให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญนั่นเอง

 

แต่เพื่อเพิ่มกลไกตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร เราจึงมีข้อเสนอที่จะมาแทนที่ ส.ว. ด้วย เช่น การติดอาวุธรัฐสภา เพิ่มเงื่อนไขให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. การเพิ่มบทบาทของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลมากขึ้น เช่นการให้รองประธานสภาอย่างน้อย 1 คนต้องมาจากฝ่ายค้าน การให้ที่นั่งประธานคณะกรรมาธิการอย่างน้อย 5 คณะเป็นของฝ่ายค้าน

 

และที่สำคัญคือการติดอาวุธประชาชนให้สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้มากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากกว่าการตรวจสอบโดย ส.ว. 250 คนชุดปัจจุบัน

 

ประการสุดท้าย การใช้สภาเดี่ยวเป็นโครงสร้างทางการเมืองที่ปฏิบัติได้จริงและสอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ หากนับเอาเฉพาะประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เป็นรัฐเดี่ยว และเป็นระบบรัฐสภา 31 ประเทศ จะพบได้ว่ามีถึง 20 ประเทศที่ใช้ระบบสภาเดี่ยวแล้ว โดยหลายประเทศเคยใช้สภาคู่มาก่อน แต่ก็เปลี่ยนมาเป็นสภาเดี่ยวในที่สุด เพราะไม่สามารถหาสมดุลระหว่างทั้งสองสภาได้

 

“ในเมื่อองค์กรนี้เป็นองค์กรที่ใช้งบประมาณเยอะมาก ไม่ได้เป็นทางเลือกกระแสหลักของประเทศที่เป็นรัฐเดี่ยว เป็นประชาธิปไตย และใช้ระบบรัฐสภา แต่เป็นข้อยกเว้นที่บางประเทศยังคงใช้อยู่ และในเมื่อหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย คืออำนาจสูงสุดอยู่กับประชาชน ถ้าควรจะมีองค์กรอะไรที่ถูกสถาปนาขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ คุณก็ต้องอธิบายให้ชัดว่าองค์กรนั้นมีไว้ทำไม ผมว่าภาระในการพิสูจน์มันไม่ควรอยู่กับผมท่ีจะต้องมาอธิบายว่าทำไมจึงควรยุบ ส.ว. ให้เหลือสภาเดียว ความจริงภาระพิสูจน์ต้องอยู่กับ ส.ว. ที่ต้องอธิบายให้ได้ว่าจะมี ส.ว. ไว้เพื่ออะไร” พริษฐ์กล่าวทิ้งท้าย

 

 

ปิยบุตรเปิดข้อเสนอโดยละเอียด ล้ม ส.ว.-โละศาลรัฐธรรมนูญ-องค์กรอิสระ เสนอระบบสรรหาใหม่ ศาล-รัฐบาล-ค้าน ร่วมเสนอชื่อเท่ากันถ่วงดุลสามฝ่าย

 

ด้าน ปิยบุตร ระบุว่า ตนจำเป็นต้องอธิบายให้ทุกคนเข้าใจตรงกันเสียก่อนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ของพวกเราครั้งนี้คือการแก้รายมาตรา ไม่ใช่การแก้ทั้งฉบับ ไม่ครอบคลุมทุกเรื่อง แต่เราเกาะเพียง 4 ประเด็นหลักสำคัญเฉพาะหน้า อันได้แก่ การล้มวุฒิสภา โละศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เลิกยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูป และล้างมรดกคณะรัฐประหาร ซึ่งเป็นเสาหลักค้ำยันอำนาจของระบอบประยุทธ์ที่สืบทอดอำนาจมาถึงปัจจุบัน

 

ความจริงตนมีความคิดอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญในอีกหลากหลายประเด็น เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพ หมวดที่ไม่มีความจำเป็น การกระจายอำนาจ รวมทั้งหมวด 1-2 แต่การแก้ครั้งนี้ต้องการมุ่งไปที่ใจกลางปัญหาที่ค้ำยันระบอบประยุทธ์เอาไว้ และกลไกที่ขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ 4 ประเด็นก่อนเป็นการเฉพาะ

 

ประการแรกคือการยกเลิกวุฒิสภาให้เหลือเพียงสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพร้อมกันนี้เราจะต้องติดอาวุธให้ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมากขึ้น เช่น การกำหนดให้รองประธานสภาต้องเป็นฝ่ายค้านอย่างน้อย 1 คน ให้ประธานคณะกรรมาธิการอย่างน้อย 5 คณะต้องมาจากฝ่ายค้าน และการมีผู้ตรวจการกองทัพของสภาผู้แทนราษฎร ที่จะเข้าไปตรวจสอบแดนสนธยาแห่งนี้ โดยผู้ตรวจการกองทัพจะประกอบไปด้วย ส.ส. 10 คน มาจากฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลฝ่ายละ 5 คน ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของกองทัพ และการละเมิดสิทธิของผู้ใต้บังคับบัญชา

 

อีกข้อเสนอที่สำคัญคือการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. ซึ่งแม้ว่าโดยระบอบรัฐสภาสากลแล้วจะไม่ใช่เรื่องจำเป็น แต่สำหรับบริบทเฉพาะของประเทศไทย นี่เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเขียนไว้ เพราะถ้าไม่เขียนไว้ก็จะมีทหารมาเป็นนายกรัฐมนตรีทุกครั้งไป อย่างที่เห็นกันมาตลอดในประวัติศาสตร์

 

ประการต่อมา ข้อเสนอการโละศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ซึ่งแต่เดิมไม่มีมาก่อน และตั้งแต่มีมาก็เกิดแต่เรื่องวุ่นวาย วิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญและวิกฤตการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นทุกครั้งจากศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเหล่านี้

 

ที่ผ่านมาหลังมีรัฐธรรมนูญปี 2540 รัฐบาลที่เป็นเสียงข้างมากถูกกล่าวหาว่าเข้าไปครอบงำองค์กรอิสระผ่านวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง จนกลายมาเป็นข้ออ้างของการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นำไปสู่การรื้อที่มาของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทั้งหมด ให้อีกฝ่ายทางการเมืองเข้าไปยึดแทน และยิ่งชัดเจนในรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระกลายเป็นเครื่องมือของผู้ยึดอำนาจทั้งหมด

 

ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระกลายเป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญและระบบการเมืองไทย ตั้งแต่ที่มาที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ยึดโยงกับประชาชน ไม่มีความเป็นอิสระ ปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุล เป็นอิสระจากประชาชนแต่ไม่เป็นอิสระจาก คสช. เป็นเดิมพันของทุกฝ่ายการเมืองที่มุ่งหวังเข้าไปยึด เพราะมีอำนาจในการกำหนดชะตากรรมทางการเมืองและชะตาชีวิตของนักการเมือง ให้คุณให้โทษได้อย่างมหาศาล

 

นี่จึงเป็นที่มาของข้อเสนอการโละศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทิ้ง แต่เนื่องจากองค์กรเหล่านี้ยังมีความจำเป็นในการตรวจสอบฝ่ายบริหารอยู่ เราจึงต้องออกแบบที่มาใหม่ ทั้งนี้เราต้องยอมรับแล้วว่า ในเมื่อเราไม่สามารถทำให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสะปลอดการเมืองได้ เราก็ต้องออกแบบกันใหม่ให้มีทั้งความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยและสมเหตุสมผลกับความเป็นจริงทางการเมือง

 

ข้อเสนอของเราคือการยกเลิกการผูกขาดอำนาจในการเลือกอยู่ที่ผู้พิพากษาและ ส.ว. โดยเปลี่ยนใหม่ให้การเลือกมาจาก 3 องค์ประกอบ คือ 1. ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด 2. ส.ส. ฝ่ายค้าน และ 3. ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล เสนอรายชื่อมาในสัดส่วนที่เท่ากัน ให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบด้วยเสียง 2 ใน 3

 

เช่น การแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด เสนอมาที่ละ 3 รายชื่อ มายังรัฐสภาเพื่อเลือกให้เหลือ 3 คน, ส.ส. ฝ่ายค้านเสนอ 6 รายชื่อให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 3 คน และ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเสนอ 6 รายชื่อให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 3 คน รวมทั้งหมดเป็นองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน

 

โดยผู้ที่จะได้รับเลือกให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องได้รับเสียงถึง 2 ใน 3 ของสภา สิ่งนี้จะป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารผูกขาดครอบครองศาลรัฐธรรมนูญได้ ทำให้เกิดการพูดคุยกันระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้าน ไม่สามารถถูกยึดได้โดยฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล

 

เมื่อถึงเวลาปฏิบัติหน้าที่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระก็จะได้เลิกคิดเรื่องการอยู่ฝักฝ่ายใด เพราะมาจากทั้งสามฝ่าย คือฝ่ายศาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลเท่าๆ กัน ก็จะเกิดการถ่วงดุลกันเองภายในองค์กรทุกครั้ง และเสียงข้างมากก็ไม่สามารถยึดได้

 

ส่วนการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เราเสนอให้เพิ่มกลไกเข้าไป โดย ส.ส. 1 ใน 4 เข้าชื่อร่วมกัน หรือให้ประชาชน 20,000 คนเข้าชื่อเสนอร่วมกัน ให้มีการพิจารณาถอดถอนผู้พิพากษาและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ ส่งให้สภาลงมติโดยใช้เสียง 3 ใน 5 เพื่อเสนอให้องค์คณะพิจารณาถอดถอน 7 คน ประกอบไปด้วยตัวแทนจากศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลปกครอง ส.ส. ฝ่ายค้าน ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ร่วมพิจารณาถอดถอนโดยใช้เสียง 3 ใน 4

 

นอกจากนี้สภาผู้แทนราษฎรจะมีผู้ตรวจการศาลและศาลรัฐธรรมนูญมาจาก ส.ส. ฝ่ายค้านและ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลอย่างละ 5 คน ตรวจสอบการใช้งบประมาณของศาล วิเคราะห์ผลกระทบจากคำพิพากษาต่างๆ เพิ่มระบบในการตรวจสอบถ่วงดุลขึ้นมา โดยให้ผู้ตรวจการศาลและศาลรัฐธรรมนูญคัดเลือกกันเองให้ 1 คนไปเป็นกรรมการตุลาการ (กต.) ศาลยุติธรรม และ 1 คนไปเป็นกรรมการตุลาการศาลปกครองโดยตำแหน่งเพื่อให้เกิดการถ่วงดุล

 

นอกจากนี้ปิยบุตรยังได้กล่าวลงรายละเอียดถึงข้อเสนออื่นๆ อีก เช่น การยกเลิกระบบใบส้ม ให้เป็นเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 และรัฐธรรมนูญปี  2550, การแก้ไขให้มาตรฐานจริยธรรมเป็นเรื่องของแต่ละองค์กรเป็นผู้กำหนดขึ้นมาเอง มิใช่ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเป็นผู้กำหนดให้ทุกองค์กรแบบในรัฐธรรมนูญปี 2560, การยุบผู้ตรวจการแผ่นดินเข้ารวมกับกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, การสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลองค์กรอิสระให้ถอดถอนและตรวจสอบถ่วงดุลได้, ห้ามมิให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการใดอันเป็นการขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นต้น

 

ปิยบุตรยังกล่าวอีกว่า สำหรับศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่ดำรงตำแหน่งอยู่ทุกวันนี้ หากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เรากำลังเข้าชื่อกันอยู่สามารถนำไปสู่การแก้ไขได้สำเร็จ ทั้งหมดต้องพ้นจากตำแหน่งและไปสู่การสรรหาใหม่ทันที เพราะคนเหล่านี้ล้วนแต่มาจากการแต่งตั้งโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. รวมทั้งคณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ด้วย

 

“ดังนั้นเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด และใครที่เคยได้รับประโยชน์โภชผลจาก คสช. ตั้งให้เป็นนั่นเป็นนี่ จาก คปค. สมัยปี 2549 ตั้งให้เป็นนั่นเป็นนี่ คนพวกนี้ถึงเวลาหยุด กลับบ้านไปพักผ่อนได้แล้ว เริ่มต้นกันใหม่ ไม่เช่นนั้นคนกลุ่มนี้ก็จะวนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมยกร่างรัฐธรรมนูญ และอุตสาหกรรมองค์กรอิสระ คนหน้าเดิมทั้งนั้นวนเวียนอยู่แบบนี้ เพราะฉะนั้นหยุด พอได้แล้ว เริ่มต้นใหม่ ประเทศไทยมีคนมีความรู้ความสามารถอีกเยอะที่จะมาทำงานเหล่านี้ได้” ปิยบุตรกล่าว

 

ส่วนการล้างมรดกของคณะรัฐประหาร ปิยบุตรระบุว่า นอกจากการเสนอให้ยกเลิกมาตรา 279 ที่ให้บรรดาการกระทำของ คสช. ทั้งหมดชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้สามารถนำไปสู่การตรวจสอบความชอบย้อนหลังได้แล้ว เรายังเสนอว่าจะต้องบัญญัติเข้าไปให้การรัฐประหารไม่มีอายุความ แต่เป็นความผิดฐานกบฏที่คงอยู่ตลอดไปในฐานะประเพณีการปกครองด้วย

 

 

ชี้ต้องเดินสามทางพร้อมกันสู่จุดหมายสถาปนารัฐธรรมนูญประชาชน-ขอล้านชื่อร่วมแสดงเจตจำนง

 

ปิยบุตรกล่าวต่อไป ว่าจากสถานการณ์ปัจจุบัน เราเห็นว่าเส้นทางสู่รัฐธรรมนูญใหม่มีอยู่สามทาง คือ 1. การยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560 ทั้งฉบับ และจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยปราศจากข้อจำกัด 2. การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อเปิดทางให้มี สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และ 3. การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในประเด็นสำคัญ ตามที่กลุ่ม Resolution ของเรานำเสนอในวันนี้

 

โดยเส้นทางที่ 1 นั้นจะเกิดขึ้นได้มีสองรูปแบบ คือการรัฐประหารหรือการริเริ่มของประชาชนเพื่อให้เกิดการลงประชามติ แต่สถานการณ์วันนี้ยังไม่สุกงอมที่จะทำให้เกิดการประชามติโดยประชาชนแบบไม่มีขอบเขตได้ จะไปถึงจุดนั้นได้สถานการณ์ต้องสุกงอมเพียงพอ

 

ส่วนเส้นทางที่ 2 นั้น กำลังดำเนินไปอยู่ในรัฐสภา ซึ่งอาจจะกินเวลานาน มีแนวโน้มว่าจะต้องจัดให้มีการลงประชามติก่อนด้วย ภายใต้สถานการณ์ที่ตอนนี้กฎหมายประชามติกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยที่ยังไม่แน่นอนว่าประชาชนจะเป็นคนริเริ่มเสนอให้มีการจัดการลงประชามติได้ด้วยหรือไม่

 

ส่วนเส้นทางที่ 3 ที่เราเลือกนั้น แม้จะกินเวลาหลายปี แต่ระหว่างเส้นที่ทางทั้งสองข้างต้นกำลังดำเนินไป เราก็ต้องทำสิ่งนี้ควบคู่กันไปด้วย เป็นการทำเท่าที่ได้ ให้มีการแก้รายมาตราในประเด็นสำคัญ เวลานี้การแก้รัฐธรรมนูญกำลังถูกจำกัดให้อยู่ในเรื่องของรายมาตรา มีแต่เรื่องของระบบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์ของพวกเขาทั้งสิ้น

 

ก่อนเดินทางมา ตนได้สำรวจความเห็นของหลายคนบนโลกออนไลน์ หลายคนเห็นว่าทำไปไมทำไม เสียเวลา อย่างไรก็ถูกล้มอยู่ดี แต่เราจำเป็นต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ให้เขากินรวบประเทศไปเรื่อยๆ การแก้รัฐธรรมนูญก็จะมีแต่สิ่งที่เขาต้องการเท่านั้น

 

งวดนี้ถ้าประชาชนสามารถรวบรวมรายชื่อได้ถึงหลายแสน หรือได้ไปถึงล้าน ส.ว. ก็อาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ แต่ถ้ายังไม่แยแสอีก ตนเห็นว่าการเมืองจะเปลี่ยนแล้ว ประชาชนคนไทยที่ร่วมกันเข้าชื่อจะไม่ยอมให้ ส.ว. 250 คนมาขี่คอทั้งชีวิตอย่างนี้แน่นอน

 

ดังนั้นตนคิดว่าอย่าเพิ่งไปมองว่าการทำเช่นนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่นี่คือการรณรงค์ทุกนาที ทุกฝีก้าว หว่านเมล็ดไปเรื่อยๆ ถ้าเราคิดแต่เพียงที่จะนั่งเฉยๆ แล้วรอเวลา รอโอกาส โอกาสนั้นก็ไม่มีทางจะมาถึง เราต้องสร้างโอกาสให้เกิดขึ้นได้ทุกวัน ทำเท่าที่ทำได้ การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นได้ต้องลงมือทำในทุกวันก่อน แต่ถ้าไม่ทำตั้งแต่วันนี้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยทั้งสิ้น

 

“ผมอยากเชิญชวนทุกท่านว่า 1 สิทธิ์ 1 เสียงของท่านมีความหมาย นี่คือการแสดงออกซึ่งประชาธิปไตยทางตรง ประชาธิปไตยแบบผู้แทนเราถูกบิดผันไปมากมายเหลือเกินจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านจะสงสัยว่าทำไมผู้แทนของเราไม่เห็นทำตามที่เราต้องการ ทำไมเรารณรงค์อะไรไปก็ตามไปถึงสภาตกหมด ดังนั้นต้องทำให้มากกว่าเดิม ผมเชื่อว่าในท้ายที่สุดเสียงของประชาชนจะเป็นตัวชี้ขาด แล้วนี่คือเสียงของประชาชนี่ปรากฏตัวให้เห็นผ่านชื่อ ผ่านบัตรประชาชน ทุกครั้งที่เป็นการใช้สิทธิ์เข้าชื่อ… นี่คือการเริ่มต้น เริ่มลงมือร่วมกันตั้งแต่วันนี้ ทุกๆ การณรงค์ของเรา เท่ากับการเปิดโอกาสการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเราเฝ้ารอแต่โอกาสเพียงอย่างเดียว โอกาสนั้นจะไม่มีวันมาถึง” ปิยบุตรกล่าวทิ้งท้าย

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ล่าล้านชื่อล้มระบอบประยุทธ์ ล้ม ส.ว.-โละศาลรัฐธรรมนูญ-เลิกยุทธศาสตร์ชาติ-ล้างมรดกคณะรัฐประหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสวนาที่หมู่บ้านทะลุฟ้า ประจักษ์-พวงทอง ชี้การต่อสู้เดินมาไกล แต่ยังต้องสู้ต่อ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ https://thestandard.co/talu-fah-village-prachak-phuangthong-keep-fighting/ Fri, 19 Mar 2021 00:28:30 +0000 https://thestandard.co/?p=466585 เสวนาที่หมู่บ้านทะลุฟ้า ประจักษ์-พวงทอง ชี้การต่อสู้เดินมาไกล แต่ยังต้องสู้ต่อ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ

วันนี้ (18 มีนาคม) ที่กิจกรรมหมู่บ้านทะลุฟ้า มีการจัดเส […]

The post เสวนาที่หมู่บ้านทะลุฟ้า ประจักษ์-พวงทอง ชี้การต่อสู้เดินมาไกล แต่ยังต้องสู้ต่อ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสวนาที่หมู่บ้านทะลุฟ้า ประจักษ์-พวงทอง ชี้การต่อสู้เดินมาไกล แต่ยังต้องสู้ต่อ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ

วันนี้ (18 มีนาคม) ที่กิจกรรมหมู่บ้านทะลุฟ้า มีการจัดเสวนา ‘ม็อบที่หลากหลาย ดังดอกไม้นานาพันธุ์’ โดยมีผู้ร่วมเสวนาทั้งนักวิชาการ นักเรียน และสื่อมวลชน เช่น รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporter และตัวแทนจากกลุ่มนักเรียนเลว

 

ตัวแทนจากกลุ่มนักเรียนเลวกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการจัดกิจกรรมและการเคลื่อนไหวของตน ซึ่งมาจากกลุ่มนักเรียนเพียง 4 คน ทำกิจกรรมที่สยาม นำกรรไกรมาวางบนตัก เขียนป้ายว่านักเรียนคนนี้ทำผิดระเบียบโรงเรียน เชิญลงโทษ นั่นคือแคมเปญแรก ต่อมาคิดว่าอยากผลักดันประเด็นความหลากหลายทางเพศ พาเดินขบวนไปหน้ากระทรวงศึกษาธิการ จนกระทั่งได้จัดม็อบ ‘เลิกเรียนไปกระทรวงฯ’ ซึ่งตนเองก็ได้ร่วมปราศรัยอีกด้วย

 

ขณะที่ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของการทำงานในฐานะสื่อมวลชน ซึ่งยึดหลักสื่อเพื่อสันติภาพและให้พื้นที่ทุกกลุ่มทุกฝ่ายได้สื่อสาร ก้าวข้ามการแบ่งแยกหรือเลือกข้าง 

 

“เรามองเห็นผู้คนที่หลากหลาย เรามองเห็นประเด็นข้อเรียกร้องที่มันเกิดขึ้น เรามีหน้าที่ในการที่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับฟัง ได้รู้ ได้ทราบว่าคนเหล่านี้ต้องการอะไร เพื่อรัฐจะได้เข้ามาแก้ไขปัญหาหรือเดินไปสู่ทางออกร่วมกัน นี่เป็นโมเดลง่ายๆ สำหรับพี่ในการทำสื่อ พี่ไม่ได้ทำงานซับซ้อนอะไร หรือต้องเชียร์ใครหรือสนับสนุนใคร เราไม่เคย” ฐปณีย์ กล่าว

 

ด้าน ผศ.ดร.ประจักษ์ ได้เริ่มต้นการเสวนาด้วยการอ่านรายชื่อผู้ที่ถูกคุมขังโดยยังไม่ได้รับการประกันตัวจำนวน 19 คน ซึ่ง ผศ.ดร.ประจักษ์ ขอทุกคนต้องเป็นกำลังใจเนื่องจากคนเหล่านี้ศาลยังไม่ได้พิพากษาให้มีความผิด แต่ก็ไม่ได้รับการประกันตัว

 

“ถ้าเรามองย้อนกลับปีตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปีนี้ เราเดินทางมาไกลมากจนไม่น่าเชื่อ อย่างน้อยตอนนี้คนได้ตื่นตัวและเข้าใจปัญหาสังคมและปัญหาบ้านเมือง คนไม่นิ่งเฉย อย่างน้อยคนก็รู้ว่ามันมีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นจริงๆ ระบบกฎหมายมันบิดเบี้ยวจริงๆ มันมีกระแสที่เรียกร้องให้ปล่อยเพื่อนเรา ซึ่งต่างจาก 14 คนที่ถูกจับ หลังการรัฐประหารที่ไม่มีกระแสใดๆ เพราะทุกคนไม่กล้าออกมา กลัวตัวเองจะเป็นอีกคนที่โดน” ผศ.ดร.ประจักษ์ กล่าว

 

รศ.ดร.พวงทอง กล่าวว่า ในการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ตนมองด้วยความเคารพยกย่องนับถือจริงๆ รู้ว่าอาจเหนื่อย และก็รู้ด้วยว่าไม่ย่อท้อ ยังสู้ต่อ ในขณะที่มีคนถูกจับจำนวนมาก หลายคนบาดเจ็บ ถูกคุกคาม แม้บรรยากาศจะซบเซาลงมา แต่เชื่อว่าจะไม่เป็นอย่างนี้ตลอดไป นี่คือเรื่องปกติของการต่อสู้ที่ยาวไกล

 

“เราสู้กับสิ่งที่ใหญ่มาก ไม่ใช่แค่กลไกอำนาจรัฐ แต่คือวัฒนธรรมศักดินา นั่นคือ ระบบพรรคพวก ต้องจำนนให้คนมีอำนาจ ระบบอาวุโส ทำตามคำสั่ง ที่ชัดมากคือโรงเรียน การทำกับเด็กนั้นง่ายที่สุด สังคมไทยไม่เคยมองเด็กในฐานะคนมีสิทธิ์มีเสียง แต่ต้องเชื่อฟังตลอดเวลา เมื่อเด็กกล้ายืนขึ้นจึงต้องถูกลงโทษ มีคนถามว่า ทำไมตำรวจไทยเป็นหุ่นยนต์ ไม่มีใครกบฏเลยหรือ เขาเป็นกลไกในระบบราชการที่สร้างคนเป็นหุ่นยนต์ แต่ดิฉันอยากเสนอว่ามันมีสิ่งที่อุ้มให้ราชการไร้จิตใจ นั่นคือวัฒนธรรมศักดินา” รศ.ดร.พวงทอง กล่าว

 

ทั้งนี้กิจกรรมเสวนาสิ้นสุดลงในเวลาประมาณ 20.30 น. โดยมีมวลชนบางส่วนที่ปักหลักพักค้างอยู่บริเวณหมู่บ้านทะลุฟ้าหน้าทำเนียบรัฐบาล และบางส่วนก็เดินทางกลับเมื่อกิจกรรมเสร็จสิ้น

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post เสวนาที่หมู่บ้านทะลุฟ้า ประจักษ์-พวงทอง ชี้การต่อสู้เดินมาไกล แต่ยังต้องสู้ต่อ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>