บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/บริษัทหลักทรัพย์-ดีบีเอ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 21 Aug 2024 09:19:37 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าจัดงาน Thailand Focus 2024 นำกว่า 113 บจ. ให้ข้อมูลนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ https://thestandard.co/set-organizes-thailand-focus-2024/ Wed, 21 Aug 2024 09:19:37 +0000 https://thestandard.co/?p=973598

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จับมือภาครัฐและภาคเอ […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าจัดงาน Thailand Focus 2024 นำกว่า 113 บจ. ให้ข้อมูลนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จับมือภาครัฐและภาคเอกชน จัดงาน Thailand Focus 2024 โดยมีผู้บริหารทั้งจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ตลาดเงิน และตลาดทุน ร่วมให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนสถาบันต่างชาติ อีกทั้งมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวนกว่า 113 บริษัท มานำเสนอข้อมูลการดำเนินธุรกิจแก่ผู้ลงทุนสถาบัน ระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2567 ที่โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก

 

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลท. เปิดเผยว่า Thailand Focus เป็นงาน Flagship ประจำปีที่จัดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงโอกาสการลงทุนในไทยให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลก โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 18 ภายใต้แนวคิด Adapting to a Changing World นำเสนอความพร้อมและศักยภาพของภาคเอกชน ตลาดทุน และเศรษฐกิจไทย ที่เผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์โลกที่พลิกผันอย่างรวดเร็ว

 

โดยงานในครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสถาบันได้เห็นถึงการปรับตัวและก้าวไปข้างหน้าของภาครัฐ ภาคตลาดทุน รวมถึงภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่ปรับตัวต่อยอดจากจุดแข็งของประเทศไทย และการคว้าโอกาสจากบริบทใหม่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมดิจิทัล กระแสการย้ายฐานการลงทุน และความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม

 

“งาน Thailand Focus 2024 จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนสถาบันต่างชาติ โดยได้รับเกียรติจากหน่วยงานภาครัฐร่วมกล่าวถึงนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้สภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลง พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงในวงการธุรกิจและตลาดทุนที่จะมาให้ข้อมูลถึงการปรับตัวของตลาดทุนไทย ทิศทางการเติบโตจากการขยายฐานการลงทุนของต่างชาติมายังไทยที่กระตุ้นให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่และการปรับเปลี่ยนในโครงสร้างเศรษฐกิจ

 

“การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ การปฏิรูปห่วงโซ่อุปทานธุรกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ตลอดจนความท้าทายภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเตรียมความพร้อมของธุรกิจไทย นอกจากนี้ Thailand Focus 2024 ยังมีผู้บริหารระดับสูงจาก บจ. 113 แห่งจากทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ร่วมให้ข้อมูลศักยภาพธุรกิจและทิศทางการเติบโตแก่ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกอีกด้วย” ภากรกล่าว

 

ทั้งนี้ งาน Thailand Focus 2024 จะมี ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาร่วมปาฐกถาฉายภาพของเศรษฐกิจ และมีอีกหลายเซสชันที่น่าสนใจ ซึ่งปัจจุบันมีกองทุนทั้งไทยและต่างประเทศสนใจเข้าร่วมรับฟังข้อมูลในงานรวมประมาณ 170 แห่ง แบ่งเป็นกองทุนไทย 120 แห่ง และกองทุนต่างประเทศอีก 50 แห่ง

 

Thailand Focus 2024 จัดโดย ตลท. ร่วมกับ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย), บล.เกียรตินาคินภัทร ร่วมด้วย Bank of America Securities และ บล.ทิสโก้ ร่วมด้วย Jefferies ระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2567 ณ โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก ผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดสดงานสัมมนาวันแรก 28 สิงหาคม เวลา 09.00-16.00 น. ผ่านช่องทางออนไลน์ของ ตลท. ไม่ว่าจะเป็น SET Website และ Facebook & YouTube: SET Thailand

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าจัดงาน Thailand Focus 2024 นำกว่า 113 บจ. ให้ข้อมูลนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
DBS เผยคนกรุงเทพฯ 80% มีศักยภาพลงทุนได้ แต่ลงทุนจริงเพียง 20% https://thestandard.co/bangkokians-potential-to-invest/ Wed, 14 Feb 2024 11:07:53 +0000 https://thestandard.co/?p=899854 DBS

ตลาดหุ้นไทยที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap […]

The post DBS เผยคนกรุงเทพฯ 80% มีศักยภาพลงทุนได้ แต่ลงทุนจริงเพียง 20% appeared first on THE STANDARD.

]]>
DBS

ตลาดหุ้นไทยที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) กว่า 17 ล้านล้านบาท ปัจจุบันมีจำนวนนักลงทุนราว 2.5 ล้านราย 

 

อย่างไรก็ตาม ดีบีเอส วิคเคอร์ส ซีเคียวริตี้ส์ โฮลดิ้งส์ ระบุว่า จำนวนนักลงทุนบุคคลในไทยยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีกมาก อย่างกรณีของประชากรในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดในไทยประมาณ 11.2 ล้านคน ปัจจุบันมีสัดส่วนประชากรที่สามารถลงทุนได้ (เช่น อายุเกิน 20 ปี) คิดเป็น 80% แต่มีเพียง 20% ที่มีการลงทุน

 

Sim S. Lim ประธานกรรมการ ดีบีเอส วิคเคอร์ส ซีเคียวริตี้ส์ โฮลดิ้งส์ และที่ปรึกษาอาวุโส ดีบีเอส กรุ๊ป กล่าวว่า เราเชื่อว่าตลาดการลงทุนในไทยยังมีศักยภาพจะขยายตัวในระยะยาว ทั้งจากจำนวนประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีที่เพิ่มขึ้นเป็น 30% จากข้อมูลของ McKinsey ทำให้ความจำเป็นของการวางแผนเกษียณและเพิ่มพูนความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น

 

ดีบีเอสคาดว่า บริการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management)​ มีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นอย่างมาก โดยมูลค่าของสินทรัพย์ทั้งหมด (AUM) จะเติบโตราว 10% ต่อปี จากกลุ่มมั่งคั่ง (Affluent) ที่มีเงินฝากและ/หรือเงินลงทุนตั้งแต่ 5-10 ล้านบาทขึ้นไป และกลุ่มผู้มีรายได้สูง (Mass Affluent) ที่มีเงินฝากและ/หรือเงินลงทุนตั้งแต่ 1-5 ล้านบาท 

 

“ณ สิ้นปี 2566 บล.ดีบีเอส มี AUM ราว 1 แสนล้านบาท ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า หลังการปรับโครงสร้างธุรกิจคาดว่า AUM จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 เท่า”

 

อย่างไรก็ดี การจะดึงนักลงทุนเข้ามาในตลาดเพิ่ม Sim เชื่อว่าจำเป็นจะต้องช่วยกันส่งเสริมเรื่องความรู้ทางการเงิน 

 

“เราต้องการให้ความรู้เกี่ยวกับการกระจายความเสี่ยง การสร้างพอร์ต และสร้างความเข้าใจว่าการลงทุนไม่ใช่เรื่องของคนรวยเท่านั้น” 

 

ด้วยโอกาสทางธุรกิจในระยะยาวทำให้ดีบีเอสปรับกลยุทธ์และโครงสร้างธุรกิจตั้งแต่ปีก่อน จนเกิดเป็นกระแสข่าวว่าอาจจะยุติธุรกิจในไทย 

 

ล่าสุด Sim ยืนยันว่าดีบีเอสยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดในประเทศไทย แต่มีการปรับกลยุทธ์บางส่วน จากโมเดลเดิมที่ต้องใช้พนักงานจำนวนมากเพื่อให้บริการนักลงทุนบุคคล หันมาใช้เทคโนโลยีด้านดิจิทัลเข้ามาช่วย ซึ่งภายในครึ่งปีหลังของปี 2567 บริษัทจะเปิดบริการ Robo Advisor ภายใต้ชื่อ DBS digiPortfolio ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านการให้คำแนะนำด้านการเงินและการลงทุนด้วย AI จากสิงคโปร์ รวมทั้งการให้บริการการลงทุนต่างประเทศที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 

 

นอกจากนี้ แม้ว่านักลงทุนไทยจะสูญเสียความเชื่อมั่นไปพอสมควร แต่พื้นฐานของเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งและมีโอกาสจะได้อานิสงส์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย เช่น อินเดียที่มีโอกาสจะกลายเป็นเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลก หรืออินโดนีเซียที่อาจกลายเป็นเศรษฐกิจอันดับ 5 ของโลก 

The post DBS เผยคนกรุงเทพฯ 80% มีศักยภาพลงทุนได้ แต่ลงทุนจริงเพียง 20% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป 3 ปัจจัยสร้างจุดเปลี่ยน ดึงฟันด์โฟลวกลับลำซื้อหุ้นไทย หลังเทขายไปแล้ว 1.3 แสนล้านบาทตั้งแต่ต้นปี https://thestandard.co/3-factors-fund-flow-thai-stocks/ Thu, 24 Aug 2023 04:24:00 +0000 https://thestandard.co/?p=833197

ผู้บริหารโบรกเกอร์ใหญ่ ทั้ง บล.เกียรตินาคินภัทร, บล.ดีบ […]

The post สรุป 3 ปัจจัยสร้างจุดเปลี่ยน ดึงฟันด์โฟลวกลับลำซื้อหุ้นไทย หลังเทขายไปแล้ว 1.3 แสนล้านบาทตั้งแต่ต้นปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้บริหารโบรกเกอร์ใหญ่ ทั้ง บล.เกียรตินาคินภัทร, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ทิสโก้ และ Jefferies ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์งาน Thailand Focus 2023 รายล่าสุด พากันประสานเสียง หากอยากดึงนักลงทุนต่างชาติให้กลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทย การเมืองต้องมีเสถียรภาพ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจชัด และต้องพับแผนภาษีขายหุ้น

 

ศุภโชค ศุภบัณฑิต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เกียรตินาคินภัทร ในฐานะพาร์ตเนอร์งาน Thailand Focus 2023 กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างชาติเทขายสุทธิหุ้นไทยออกมาต่อเนื่อง และถือหุ้นไทยอยู่ในสัดส่วนไม่มาก แต่ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาให้ความสนใจและรอจังหวะเข้าซื้อตลาดหุ้นไทย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

ประกอบกับปัจจัยการเมืองของไทยมีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากมีการเลือกนายกรัฐมนตรีและมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเริ่มตอบรับในเชิงบวกไปบ้างแล้ว โดยนักลงทุนต่างชาติยังรอติดตามความคืบหน้าต่อไปถึงรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจนว่าจะออกมาเป็นอย่างไร 

 

อย่างไรก็ดี ประเมินว่ารูปแบบของนักลงทุนต่างชาติจะเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยลงทุนในดัชนี แต่จะเปลี่ยนเป็นการลงทุนแบบเลือก (Selective) ลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่จะออกมา ซึ่งมองว่าเป็นกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ อีกทั้งยังสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีและราคาหุ้นยังค่อนข้างถูกเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต คือ กลุ่มโรงแรม โรงพยาบาล และค้าปลีก 

 

รัฐบาลต้องพับแผนเก็บภาษีขายหุ้น

 

นริศรา วิเศษโกสิน Head of Thailand Institutional Business บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ในฐานะพาร์ตเนอร์งาน Thailand Focus 2023 เป็นครั้งแรก กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ลูกค้าที่เป็นนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจและกังวลประเด็นทางการเมืองของไทย โดยปัจจุบันได้มีความชัดเจนมากขึ้นในเชิงบวก หลังการเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้นแล้ว

 

ทั้งนี้ มองว่าจุดเปลี่ยนที่จะทำให้นักลงทุนต่างชาติหันมาสนใจและกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง คือนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะมีการกระตุ้นและเป็นประโยชน์ต่อภาคการลงทุนมากหรือน้อยอย่างไร

 

นอกจากนี้ยังมองว่ารัฐบาลไม่ควรดำเนินนโยบายจัดเก็บภาษีขายหุ้น (Financial Transaction Tax) เพราะจะมีผลกระทบให้ความสามารถการแข่งขันของตลาดหุ้นไทยลดลง เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นประเทศในภูมิภาค และคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเริ่มหยุดการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือนกันยายนปีนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทยและภูมิภาคเอเชีย โดยประเด็นดังกล่าวจะทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมามีความน่าสนใจในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ

 

ด้าน ฐาปน พานิช รองกรรมการผู้จัดการ บล.ทิสโก้ ร่วมด้วย Jefferies ในฐานะพาร์ตเนอร์งาน Thailand Focus 2023 เป็นครั้งแรก กล่าวว่า ความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดทุน นักลงทุนต่างชาติต่างติดตามความคืบหน้าระยะถัดไปหลังมีการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นว่า ความร่วมมือในการทำงานของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งยังไม่เคยมีประสบการณ์ จะประสานการทำงานด้านการเมืองกับทีมรัฐบาลอย่างไร และรัฐบาลที่มีพรรคร่วมรัฐบาลจำนวน 14 พรรค จะมีเสถียรภาพมากหรือน้อยอย่างไรในการบริหารประเทศ

 

นอกจากนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์การลงทุนของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะตลาดอินโดนีเซียที่ค่อนข้างได้รับความน่าสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ และสามารถให้ผลตอบแทนจากการลงทุนได้ในระดับที่ดี ส่งผลให้ที่ผ่านมามีฟันด์โฟลวไหลเข้าไปจำนวนมาก แต่หาก Valuation ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ในระดับสูงและตลาดหุ้นเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ประเมินว่ามีโอกาสที่ฟันด์โฟลวจะโยกย้ายเข้ามายังตลาดหุ้นไทย

 

ทั้งนี้ รายงานข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2023 ถึงปัจจุบัน (YTD) กระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Non-Resident Net Flows) ไหลออกตลาดตราสารหนี้ไทยสุทธิ 1.11 แสนล้านบาท ขณะที่ตามข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ระบุว่า ฟันด์โฟลวขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1.31 แสนล้านบาท รวมเป็น 2.42 แสนล้านบาท

The post สรุป 3 ปัจจัยสร้างจุดเปลี่ยน ดึงฟันด์โฟลวกลับลำซื้อหุ้นไทย หลังเทขายไปแล้ว 1.3 แสนล้านบาทตั้งแต่ต้นปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ดีบีเอส วิคเคอร์ส’ เตือน 4 ปัจจัยเสี่ยงกดดันตลาดหุ้นไทยระยะกลาง พร้อมประเมินแนวโน้มไตรมาส 2 ยังผันผวน https://thestandard.co/warning-4-risk-factors-pressure-the-thai-stock-market/ Wed, 20 Apr 2022 13:07:49 +0000 https://thestandard.co/?p=619482 ดีบีเอส วิคเคอร์ส

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส เตือนปัจจัยเสี่ยงค่าเงินผันผวน การ […]

The post ‘ดีบีเอส วิคเคอร์ส’ เตือน 4 ปัจจัยเสี่ยงกดดันตลาดหุ้นไทยระยะกลาง พร้อมประเมินแนวโน้มไตรมาส 2 ยังผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีบีเอส วิคเคอร์ส

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส เตือนปัจจัยเสี่ยงค่าเงินผันผวน การเมือง การเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาล และเทคโนโลยี กดดันตลาดหุ้นไทยระยะกลาง ส่วนแนวโน้มระยะสั้นไตรมาส 2 เสี่ยงผันผวนจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขาขึ้น ชูธีมการลงทุนกลุ่ม Metaverse ธุรกิจที่รับประโยชน์จากรถยนต์ไฟฟ้า กลุ่มเฮลท์แคร์ และกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากการเปิดประเทศ 

 

ธนวัฒน์ ปัจฉิมกุล ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนต่างประเทศ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า มุมมองต่อภาพรวมเศรษฐกิจปี 2565 ประเมินว่า เงินเฟ้อสูงยัง สร้างแรงกดดันต่อธนาคารกลาง โดยฝ่ายวิจัย DBS คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 7 ครั้งในปี 2565 และธนาคารกลางยุโรปหรือ ECB จะหยุดทำ QE

 

ทั้งนี้ ธนาคาร DBS และฝ่ายวิจัย บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส คาดการณ์อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจของไทยในปีนี้จะเติบโต 3.5% ส่วนปีหน้า GDP ขยายตัว 4.2% ส่วนสหรัฐอเมริกาประเมินว่า GDP ปีนี้โต 3% ส่วนปีหน้า 2% ด้านประเทศจีนประเมิน GDP ปีนี้ 5.3% ปีหน้า 5% และประเทศในยุโรปจะมีอัตราการขยายตัวของ GDP 3% ขณะที่ปีหน้า 2.5%

 

“เศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐฯ จีน ยุโรป อินเดีย จะเติบโตชะลอลง ขณะที่เศรษฐกิจหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดรุนแรงของสถานการณ์โควิดในปี 2564 จะฟื้นตัวเร่งขึ้นในปีนี้ เช่น ญี่ปุ่น กลุ่ม ASEAN หลายประเทศยกเว้นสิงคโปร์”

 

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะได้รับผลลบจากราคาน้ำมันสูงและเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังฟื้นตัวต่อ จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิดที่คลี่คลาย และการฟื้นตัวของภาคบริการ เช่น การเดินทาง การท่องเที่ยว จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการขยายตัว และลดความเสี่ยงของภาวะอัตราเงินฝืด หรือ Stagflation

 

เพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน หลังรัฐบาลรุกกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

ทั้งนี้ ธนาคาร DBS และฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นจีนเป็น Overweight หลังจากที่รัฐบาลประกาศนโยบายหนุนเศรษฐกิจและหุ้นจีนราคาไม่แพง พร้อมกับแนะหุ้นกลุ่ม Quality และตราสารหนี้กลุ่ม Investment Grade ในประเทศพัฒนาแล้ว  โดยหุ้นที่เป็นธีมเด่นคือกลุ่มเฮลท์แคร์ (Healthcare) และการลงทุนทางเลือก เช่นโครงสร้างพื้นฐานและทองคำ

 

ส่วนแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน ประเมินค่าเงินดอลลาร์ยังมีแนวโน้มแข็งขึ้นจากการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และสถานการณ์ยูเครน ทำให้นักลงทุนโยกไปถือเงินดอลลาร์ ซึ่ง เป็น Safe Haven ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ (Fed Funds Rate) จะเพิ่มขึ้นมาที่ 2.5% ในปลายปีนี้ และ 3.50% ในช่วงกลางปีหน้า หนุนโดยเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง 

 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง ประกอบด้วยความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาล เทคโนโลยี รวมทั้งสภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

 

ยืนเป้าดัชนี ‘หุ้นไทย’ ปีนี้ 1,800 จุด

 

อาภาภรณ์ แสวงพรรค ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ทิศทางการลงทุนในปีนี้ยังคงยืนเป้าหมายดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,800 จุด อิงกับค่า P/E 18.9 เท่า  

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2565 จนถึงสิ้นสุดวันที่ 12 เมษายน 2565 นักลงทุนต่างชาติกลับมามียอดซื้อสุทธิ 1.1 แสนล้านบาท จากช่วง 5 ปีย้อนหลังคือปี 2560-2564 นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิทุกปี รวมขายสุทธิสะสมเท่ากับ 6.7 แสนล้านบาท 

 

ส่วนภาพรวมการลงทุนในไตรมาส 2/65 คาดว่าดัชนีหุ้นยังผันผวน โดยได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงจากต้นทุนผลัก (Cost Push) ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีโอกาสปรับเพิ่มดอกเบี้ยอัตรา 0.5% ในการประชุมวันที่ 3-4 พฤษภาคมนี้ รวมทั้งสงครามรัสเซียกับยูเครนที่ยืดเยื้อ และการขึ้นเครื่องหมาย XD หุ้นจำนวนมากในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ขณะที่โควิดยังแพร่ระบาดต่อเนื่อง และหนี้ภาคครัวเรือนสูง 

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นในช่วงไตรมาส 2/65 ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการเปิดเมืองเปิดประเทศ (Reopening) เงินสะพัดจากการหาเสียงเลือกตั้ง รวมถึงการที่ไทยได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนโดยตรงไม่มากนัก กลยุทธ์การลงทุนเน้นสร้างพอร์ตให้มีคุณภาพแข็งแกร่งและเติบโตได้ยั่งยืนในระยะยาว โดยเลือกซื้อสะสมหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีในจังหวะราคาหุ้นอ่อนตัว

 

สำหรับธีมการลงทุนในปีนี้ แนะนำเลือกลงทุนธุรกิจในโลกอนาคต หรือ Metaverse ซึ่งถือเป็นเมกะเทรนด์ที่กำลังมาแรงทั่วโลก ธุรกิจที่รับประโยชน์จากยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ (Healthcare) เนื่องจากสังคมสูงวัยที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น กลุ่มธนาคารและประกันที่ได้อานิสงส์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น กลุ่มสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รวมทั้งกลุ่มท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้นตัว หากไม่มีโควิดสายพันธ์ใหม่ที่รุนแรงเข้ามาเพิ่ม

 

เปิดโผ 8 หุ้นเด่นรับธีมเปิดเมือง – Domestic Play

 

สมบัติ เอกวรรณพัฒนา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยได้คัดเลือกหุ้นเด่นดังนี้ 

 

  1. AOT ซึ่งได้ประโยชน์จากภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัว โดยประเทศไทยและทั่วโลกเริ่มทยอยผ่อนคลายข้อจำกัดในการเดินทางเข้าประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจบริหารสนามบินกลับมาฟื้นตัวได้เร็ว ให้ราคาเป้าหมาย 75 บาท

 

  1. MINT ซึ่งได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยผลประกอบการพลิกเป็นกำไรในไตรมาส 4/64 เนื่องจากโรงแรมมีการเข้าพักมากขึ้นทั้งในไทย มัลดีฟส์ และยุโรป และประเมินว่าการเดินทางจะกลับมาฟื้นตัวได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/65 ขณะที่ NH Hotel เข้าสู่ High Season ในไตรมาส 2/65 จึงคาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 2/65 และ 2H65 จะมีกำไรกลับมาเท่ากับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด ให้ราคาเป้าหมาย 40 บาท  

 

  1. PTT ยังเป็นหุ้นดีตามราคาน้ำมัน และ EV Car ในอนาคต ขณะที่ราคาน้ำมันดิบแข็งแกร่งจากปัจจัยสงครามรัสเซียและยูเครน จึงปรับเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมันดิบ Brent ทำให้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2565 และ 2566 เพิ่มขึ้นจากเดิม 20% และ 15% ให้ราคาเป้าหมาย 57.50 บาท

 

  1. GPSC จะได้รับอานิสงส์จากอุปสงค์ไฟฟ้าฟื้นตัวและธุรกิจแบตเตอรี่รถ EV รวมทั้งยอดขายไฟฟ้าและไอน้ำเพิ่มตามดีมานด์ลูกค้าอุตสาหกรรมฟื้นตัว และในปี 2565 จะมีการทยอยรับรู้ส่วนแบ่งกำไรโซลาร์ฟาร์ม Avaada ในอินเดียที่ถือหุ้น 41.6% นอกจากนี้บริษัทยังจะมีการบันทึกกำไรขายโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นประมาณ 600 ล้านบาทในไตรมาส 1/65 ให้ราคาเป้าหมาย 90 บาท 

 

  1. ADVANC ยังเป็นหุ้นโดดเด่นในกลุ่มเทคโนโลยี, Domestic Play และเป็นอีกหุ้นที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันยังได้ประโยชน์จากการควบรวมกิจการ TRUE-DTAC ซึ่งทำให้สถานการณ์แข่งขันลดลง ให้ราคาเป้าหมาย 250 บาท

 

  1. CPALL เป็นหุ้นที่คาดการณ์กำไรปีนี้โตโดดเด่น โดยปีนี้คาดกำไรเติบโต 81% และปี 2566 โตต่ออีก 21% ปัจจัยหนุนมาจากการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ ปรับราคาสินค้าขึ้นตามเงินเฟ้อ มีรายได้จาก Lotus’s มาเสริม มีแพลตฟอร์มการขายใหม่ๆ ให้ราคาเป้าหมาย 75.25 บาท

 

  1. BH เป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศ และธุรกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วในปี 2564 โดยคาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/65 จะเติบโตทั้ง YoY และ QoQ และประมาณการว่ากำไรปี 2565 และปี 2566 เมื่อเทียบกับ YoY จะเติบโต 113% และ 39% ตามลำดับ โดยกำไรกลับไปสู่ระดับก่อนโควิดได้ในปี 2566 ให้ราคาเป้าหมาย 175 บาท

 

  1. BEM โดดเด่นจากรถไฟฟ้า ทางด่วนฟื้นตัว แนวโน้มไตรมาส 1/65 ฟื้นตัวต่อเนื่อง จากปริมาณการใช้ทางด่วน-รถไฟฟ้า คาดว่ารายได้ปี 2565 โตดี 26% ให้ราคาเป้าหมาย 10 บาท

 

ขณะที่ สมนึก จันทร์รัสมี ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาพรวมดัชนีหุ้นไทยยังไม่เปลี่ยน โดยยังเป็นขาลงในระยะกลาง ดังนั้นทิศทางหลักจึงเป็นการปรับตัวลง หากจะมีการปรับขึ้นจะมีนัยสำคัญแค่การรีบาวด์ทางเทคนิคเท่านั้น เนื่องจากดัชนีหุ้นในช่วงที่ผ่านๆ มายังขาดแรงส่งในทางบวก หรือยังตกอยู่ใต้อิทธิพลด้านลบ (Overbought + Divergence) 

 

ด้วยปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้ทิศทางตลาดในไตรมาส 2/65 มีทิศทางของการอ่อนตัวลง โดยมีแนวรับอยู่ที่ระดับ 1,640 จุด,1,620 จุด หรือในกรอบ 1,600-1,580 จุด

 

สำหรับกลยุทธ์การเก็งกำไร กรณีดัชนีสูงกว่า 1,700 จุด ให้เน้นซื้อค่าบวกเพื่อลุ้น  หรือรอขายที่แนวต้าน 1,710-1,720 จุด แต่ถ้ากรณีดัชนีต่ำกว่า 1,700 จุด เน้นซื้อเมื่ออ่อนตัวที่ระดับดัชนี 1,640 จุด, 1,620 จุด หรือกรอบ 1,600-1,580 จุด เพื่อรอขายเมื่อมีการปรับขึ้นตามมา

The post ‘ดีบีเอส วิคเคอร์ส’ เตือน 4 ปัจจัยเสี่ยงกดดันตลาดหุ้นไทยระยะกลาง พร้อมประเมินแนวโน้มไตรมาส 2 ยังผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. ลงโทษผู้บริหาร ‘ดีบีเอส วิคเคอร์ส’ 2 ราย ฐานไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย https://thestandard.co/sec-dbs-vickers-securities/ Thu, 30 Dec 2021 04:25:20 +0000 https://thestandard.co/?p=577662

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล […]

The post ก.ล.ต. ลงโทษผู้บริหาร ‘ดีบีเอส วิคเคอร์ส’ 2 ราย ฐานไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดำเนินการทางกฎหมายโดย 

 

  1. สั่งพักการให้ความเห็นชอบเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนสำหรับ ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ (ภัทธีรา) เนื่องจากมีการละเลยการตรวจสอบดูแลระบบงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน การควบคุม และการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ และไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ และประกาศที่ออกโดยอาศัยอำนาจแห่งกฎหมาย 

 

  1. ห้าม วิภา เลิศเธียรชัยกุล (วิภา) ปฏิบัติหน้าที่บุคลากรในธุรกิจตลาดทุน เนื่องจากไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและรอบคอบเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ

 

ด้วย ก.ล.ต. ได้เข้าตรวจสอบการดำเนินงานของ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ในเดือนมิถุนายน 2562 จากเหตุการณ์ MSCI ปรับเกณฑ์การคำนวณ MSCI Index ในเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งทำให้มีปริมาณซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมากส่งผ่านบริษัทในวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 และบริษัทไม่สามารถชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์จำนวนมากได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด อันส่งผลกระทบต่อผู้ลงทุนโดยรวม รวมทั้งส่งผลให้บริษัทไม่สามารถดำรงเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ (NC) ได้ตามที่กฎหมายกำหนด 

 

และจากการตรวจสอบดังกล่าวพบว่า ภัทธีราและวิภามีการกระทำดังนี้

 

  1. ภัทธีรา ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัท ละเลยการตรวจสอบดูแลระบบงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน การควบคุม และการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ โดยมิได้มีการเตรียมระบบงาน บุคลากร และเงินกองทุนรองรับปริมาณคำสั่งซื้อขายของลูกค้าที่จะเข้ามาจำนวนมากจากกรณี MSCI Rebalancing จนส่งผลกระทบทำให้บริษัทไม่สามารถชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ได้ รวมทั้งไม่สามารถดำรง NC ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และเมื่อบริษัทไม่สามารถดำรง NC ได้ ภัทธีราก็ไม่ได้สั่งการให้บริษัทหยุดขยายและระงับการประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ และประกาศที่ออกโดยอาศัยอำนาจแห่งกฎหมายดังกล่าว 

 

การกระทำดังกล่าวข้างต้นเป็นลักษณะต้องห้ามของการเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุน ก.ล.ต. จึงสั่งพักการให้ความเห็นชอบเป็นกรรมการ (มีอำนาจจัดการ) และผู้จัดการ ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ และกรรมการ (มีอำนาจจัดการ) ตาม พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า และนักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ของภัทธีรา เป็นเวลา 1 ปี 18 เดือน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2564  

 

นอกจากนี้การที่ภัทธีราถูกสั่งพักการให้ความเห็นชอบดังกล่าว เป็นผลให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนอื่นอีกด้วย

 

  1. วิภา ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบต่อความถูกต้องในการจัดทำรายงาน NC ของบริษัท ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและรอบคอบเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ โดยให้มีการบันทึกรายการเงินสดในการคำนวณ NC โดยไม่มีข้อมูลหรือเอกสารหลักฐานอ้างอิง และได้ยื่นรายงาน NC ที่มีข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงต่อ ก.ล.ต. ทำให้ ก.ล.ต. เข้าใจผิดว่า NC ของบริษัทเป็นไปตามที่ประกาศกำหนดและสามารถอนุญาตให้บริษัทดำเนินธุรกิจต่อไปได้  

 

การกระทำดังกล่าวข้างต้นเป็นลักษณะต้องห้ามของการเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุน ก.ล.ต. จึงห้ามวิภาปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินเป็นเวลา 18 เดือน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2564  

 

นอกจากนี้การที่วิภาถูกห้ามปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว เป็นผลให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนอื่นอีกด้วย

 

การกระทำของบุคคลทั้งสองข้างต้นเป็นเหตุให้บริษัทฝ่าฝืนมาตรา 97, 109, 113 และ 141 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ซึ่งคณะกรรมการเปรียบเทียบมีคำสั่งเปรียบเทียบปรับบริษัทไปแล้ว โดยปรับบริษัทเป็นจำนวนเงิน 1,271,000 บาท เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563 โดยบุคคลทั้งสองยังมีความผิดตามมาตรา 283 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ซึ่งจะเสนอคณะกรรมการเปรียบเทียบพิจารณาเปรียบเทียบความผิดต่อไป 

 

ทั้งนี้ ในการดำเนินการข้างต้น ก.ล.ต. ได้นำปัจจัยดังต่อไปนี้มาใช้ประกอบการพิจารณาของ ก.ล.ต. ด้วย ได้แก่ บทบาทความเกี่ยวข้องและพฤติกรรมของบุคคลที่ถูกพิจารณา การลงโทษที่บุคคลนั้นได้รับไปแล้ว ผลกระทบ ความเสียหายหรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น การแก้ไขหรือการดำเนินการอื่นที่เป็นประโยชน์หรือขัดขวางการปฏิบัติงานของ ก.ล.ต. และประวัติหรือพฤติกรรมในอดีตอื่นใดที่แสดงถึงความไม่เหมาะสมที่จะเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุน

 

The post ก.ล.ต. ลงโทษผู้บริหาร ‘ดีบีเอส วิคเคอร์ส’ 2 ราย ฐานไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ดีบีเอส วิคเคอร์ส’ ส่องหุ้นไทยปีหน้า ดัชนีมีลุ้นแตะ 1,848 จุด แนะจับตา 12 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจกลายเป็นระเบิดเวลาเศรษฐกิจไทย https://thestandard.co/dbs-vickers-thai-stocks-next-year/ Fri, 08 Oct 2021 05:16:14 +0000 https://thestandard.co/?p=546047 ดีบีเอส วิคเคอร์ส

อาภาภรณ์ แสวงพรรค ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ […]

The post ‘ดีบีเอส วิคเคอร์ส’ ส่องหุ้นไทยปีหน้า ดัชนีมีลุ้นแตะ 1,848 จุด แนะจับตา 12 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจกลายเป็นระเบิดเวลาเศรษฐกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีบีเอส วิคเคอร์ส

อาภาภรณ์ แสวงพรรค ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในโค้งสุดท้ายของปี 2564 ยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าสิ้นปีนี้ดัชนีจะแตะ 1,695 จุด และปีหน้าอยู่ที่ระดับ 1,848 จุด โดยอิงราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น หรือ P/E อยู่ที่ 19.3 เท่า

 

ปัจจัยที่สนับสนุนมาจากตัวเลขการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มส่งสัญญาณบวก โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (สิงหาคม-กันยายน 2564) นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิกลับเข้ามาเป็นครั้งแรกของปี 2564 โดยในเดือนสิงหาคมมียอดซื้อสุทธิ 5,584 ล้านบาท และเดือนกันยายนมียอดซื้อสุทธิ 10,803 ล้านบาท แต่โดยรวมทั้งปีแล้ว นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิ 79,172 ล้านบาท

 

ขณะเดียวกันแม้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed มีแผนที่จะลดวงเงิน QE ลงในเร็วๆ นี้ และอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มกลับเป็นทิศทางขาขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2565 ซึ่งเร็วกว่าคาดการณ์เดิม แต่การที่ Fed พยายามบริหารการให้ข้อมูลที่ดี จะช่วยให้นักลงทุนไม่ตื่นตระหนกมากเกินไป 

 

นอกจากนี้การฟื้นตัวของการอุปโภคบริโภค การลงทุน และภาคท่องเที่ยวของไทย รวมถึงการส่งออกที่ยังคงดีต่อเนื่อง จะช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและทำให้ตลาดหุ้นในปี 2565 สามารถขยับขึ้นต่อได้

 

อาภาภรณ์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดได้ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ปี 2564 จะเติบโตได้ไม่มาก คือ 0.7% แต่การเร่งกระจายวัคซีนจะทำให้ GDP ปีหน้าฟื้นตัวโต 3.9% 

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงในประเทศที่น่าเป็นห่วงและต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ถือเป็นระเบิดเวลา 12 ปัจจัยเสี่ยง ประกอบด้วย 

 

  1. วิกฤตโรคระบาด 
  2. การชะลอตัวของเศรษฐกิจ 
  3. วิกฤตคนตกงาน  
  4. การขยายตัวของคนจน  
  5. วิกฤตการเมือง  
  6. วิกฤตทหาร  
  7. วิกฤตความเชื่อในสังคมไทย  
  8. ระเบิดรัฐธรรมนูญ  
  9. วิกฤตจากภายนอก (สงครามการค้า การเมือง การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ/การออกมาตรการใหม่ๆ ของประเทศขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐฯ จีน ยุโรป)  
  10. ความเปลี่ยนแปลงของอากาศ 
  11. วิกฤตภาพลักษณ์ 
  12. วิกฤตศรัทธา

 

สำหรับคำแนะนำ เน้นเลือกซื้อหุ้นพื้นฐานดีและมี ESG เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีการเติบโตยั่งยืน ธุรกิจเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ และมีต้นทุนเงินลงทุน (Cost of Capital) ที่ต่ำกว่า รวมทั้งหุ้นมีความผันผวนน้อยกว่าในระยะยาว ซึ่งหุ้นที่อยู่ในดัชนีหุ้นยั่งยืนและเราเลือกเป็นหุ้นเด่นในไตรมาส 4/64 ประกอบด้วย 

 

BDMS – ธีมเปิดเมืองและสังคมสูงวัย 

KBANK – ธีมดิจิทัล แบงกิ้ง  

GPSC – ธีมแบตเตอรี่และพลังงานทางเลือก 

PTTEP – ธีมเปิดเมือง อุปสงค์น้ำมันสูงในช่วงฤดูหนาว และเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

HFT – ธีมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

 


ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

Twitter: twitter.com/standard_wealth

Instagram: instagram.com/thestandardwealth

Official Line คลิก https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘ดีบีเอส วิคเคอร์ส’ ส่องหุ้นไทยปีหน้า ดัชนีมีลุ้นแตะ 1,848 จุด แนะจับตา 12 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจกลายเป็นระเบิดเวลาเศรษฐกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8 เดือนปีนี้เพิ่มขึ้น 2.61% รายได้ขยายตัวกว่า 3.04% https://thestandard.co/the-amount-of-foreign-tourists-for-8-months/ Wed, 11 Sep 2019 05:35:03 +0000 https://thestandard.co/?p=286281 การท่องเที่ยว

เมื่อวานนี้ (10 ก.ย.) เว็บไซต์กระทรวงการท่องเที่ยวและกี […]

The post ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8 เดือนปีนี้เพิ่มขึ้น 2.61% รายได้ขยายตัวกว่า 3.04% appeared first on THE STANDARD.

]]>
การท่องเที่ยว

เมื่อวานนี้ (10 ก.ย.) เว็บไซต์กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เผยแพร่ข้อมูลภาพรวมของการท่องเที่ยวในช่วง 8 เดือน นับตั้งแต่มกราคมถึงสิงหาคม 2562

 

พบว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทยมีจำนวนกว่า 26.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.61% และยังสร้างรายได้กว่า 1.29 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิม 3.04% ขณะที่รายได้รวมจากนักท่องเที่ยวของไทยและต่างชาติทำรายได้รวมตอนนี้แตะ 2 ล้านล้านบาท โตขึ้น 3.27% 

 

สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทย 5 อันดับแรกคือ

1. จีน มีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 1,002,971 คน (+15.62%)

2. มาเลเซีย มีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 384,083 คน (+0.99%)

3. ญี่ปุ่น มีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 197,924 คน (+9.03%)

4. เกาหลี มีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 179,168 คน (+9.16%)

5. ลาว มีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 164,277 คน (+8.63%)

 

ขณะที่นักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีในอนาคตคือ อินเดีย โปแลนด์ ไต้หวัน และลาว นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคยุโรปยังคงติดลบอยู่ ส่วนนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทยในช่วงดังกล่าวมีจำนวน 103.53 ล้านคน ขยายตัว 1.29% โดยจังหวัดที่ขยายตัวมากคือสกลนคร (+5.48%) ลพบุรี (+4.42%) และปัตตานี (+3.05%)

 

นอกจากนี้ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด (DBS) ยังได้ทำการวิเคราะห์ถึงประเด็นดังกล่าวว่า เรื่องนี้นับเป็นเรื่องดีที่ภาคท่องเที่ยวไทยยังสามารถเติบโตได้ในปีนี้ ทั้งที่มีปัจจัยกดดันจากภาวะเศรษฐกิจอย่างมาก โดยคาดว่าการท่องเที่ยวจะกระเตื้องขึ้นในไตรมาสที่ 4 ของปี 2562 หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ (ให้วงเงินซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมรายการ 1,000 บาทต่อคน และผู้ลงทะเบียนบัตรเติมเงินสามารถนำค่าซื้อสินค้าและบริการในท้องถิ่นและร้านธงฟ้าประชารัฐที่ร่วมมาตรการมาลดหย่อนภาษีได้ 15% แต่ไม่เกิน 4,500 พันบาทต่อคน (วงเงินใช้จ่ายไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน)

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8 เดือนปีนี้เพิ่มขึ้น 2.61% รายได้ขยายตัวกว่า 3.04% appeared first on THE STANDARD.

]]>