ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ทิตนันทิ์-มัลลิกะมาส/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 15 Sep 2022 07:27:38 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 มติ กนง. เอกฉันท์ ‘คง’ ดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% มองเศรษฐกิจเริ่มได้รับผลบวกจากการกระจายวัคซีนที่ดีขึ้น ยังคาด GDP ปีนี้โต 0.7% https://thestandard.co/bot-maintain-policy-interest/ Wed, 29 Sep 2021 07:28:20 +0000 https://thestandard.co/?p=542024 maintain policy interest

ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน […]

The post มติ กนง. เอกฉันท์ ‘คง’ ดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% มองเศรษฐกิจเริ่มได้รับผลบวกจากการกระจายวัคซีนที่ดีขึ้น ยังคาด GDP ปีนี้โต 0.7% appeared first on THE STANDARD.

]]>
maintain policy interest

ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง. วันนี้ (29 กันยายน) มีมติเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ต่อปี โดย กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2564 และ 2565 จะขยายตัวใกล้เคียงกับที่คาดไว้ในการประชุมครั้งก่อน แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยคาดว่าเศรษฐกิจในระยะต่อไปจะได้รับผลบวกจากการกระจายวัคซีนที่ดีขึ้น และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เร็วกว่าคาด 

 

ทั้งนี้โจทย์สำคัญสุดของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันคือ การดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดที่เอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้ฟื้นตัวต่อเนื่อง กนง. เห็นว่า มาตรการภาครัฐควรเร่งสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ส่วนมาตรการด้านการเงินมีความคืบหน้ามากขึ้น แต่ยังต้องเร่งผลักดันการกระจายสภาพคล่องและปรับโครงสร้างหนี้ของกลุ่มลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดย กนง. เห็นว่า มาตรการด้านการเงินจะมีประสิทธิผลมากกว่าการลดดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระดับต่ำ จึงเห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ 

 

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัว 0.7% และปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.9% ใกล้เคียงกับประมาณการเมื่อเดือนสิงหาคม แม้ไตรมาส 3 ปี 2564 จะได้รับผลกระทบจากมาตรการการควบคุมการระบาดและการส่งออกที่ชะลอกว่าคาด แต่พัฒนาการด้านวัคซีนที่ดีขึ้นชัดเจนและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เร็วกว่าคาด จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นและการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปี 2564 

 

โดยในปี 2565 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวจากการใช้จ่ายในประเทศเป็นสำคัญตามความเชื่อมั่นที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ และการส่งออกจะยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และเซมิคอนดักเตอร์

 

ด้านตลาดแรงงานมีแนวโน้มปรับดีขึ้นจากรายได้ของแรงงานในภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตามแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่ยังไม่เข้มแข็ง

 

อย่างไรก็ดี แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยยังต้องติดตามแนวโน้มการระบาดและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด ความเชื่อมั่นของภาคเอกชน รวมถึงแรงสนับสนุนจากมาตรการของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

 

สภาพคล่องในระบบการเงินยังอยู่ในระดับสูง โดยการกระจายตัวยังไม่ทั่วถึงจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs และภาคครัวเรือน ทั้งนี้ มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูที่ออกมาช่วยให้ธุรกิจ SMEs เข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้น ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ เคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้นจากช่วงก่อนหน้าจากการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักและแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง คณะกรรมการเห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของตลาดการเงินโลกและไทยอย่างใกล้ชิด รวมถึงผลักดันการสร้างระบบนิเวศใหม่ของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX Ecosystem) อย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการเห็นว่ามาตรการภาครัฐและการประสานนโยบายมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยมาตรการสาธารณสุขเพื่อควบคุมการระบาดที่เอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้ฟื้นตัวต่อเนื่องยังมีความสำคัญ มาตรการการคลังควรเร่งสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเน้นการสร้างรายได้และเตรียมมาตรการเพื่อฟื้นฟูและยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงินต้องสนับสนุนให้ภาวะการเงินโดยรวมผ่อนคลายต่อเนื่อง 

 

สำหรับมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อควรเร่งกระจายสภาพคล่องไปสู่ผู้ได้รับผลกระทบให้ตรงจุดและลดภาระหนี้ อาทิ มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู มาตรการพักทรัพย์พักหนี้ และมาตรการอื่นๆ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ควบคู่กับการผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้เห็นผลในวงกว้างและสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในระยะยาว ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการยังคงให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ 

 

ทั้งนี้คณะกรรมการจะติดตามปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ได้แก่ พัฒนาการของมาตรการควบคุมการระบาดในประเทศ รวมทั้งความเพียงพอของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post มติ กนง. เอกฉันท์ ‘คง’ ดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% มองเศรษฐกิจเริ่มได้รับผลบวกจากการกระจายวัคซีนที่ดีขึ้น ยังคาด GDP ปีนี้โต 0.7% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กนง. หั่นคาดการณ์จีดีพีปีนี้เหลือ 0.7% หลังผลกระทบโควิดรุนแรงกว่าที่คาดไว้ ชี้มาตรการ QE ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทย https://thestandard.co/bot-reduce-forecast-thailand-gdp-after-covid/ Wed, 04 Aug 2021 11:31:35 +0000 https://thestandard.co/?p=521496 Titanun Mallikamas

ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน […]

The post กนง. หั่นคาดการณ์จีดีพีปีนี้เหลือ 0.7% หลังผลกระทบโควิดรุนแรงกว่าที่คาดไว้ ชี้มาตรการ QE ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Titanun Mallikamas

ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยที่ประชุม กนง. ในวันนี้ ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2564 และ 2565 ลงจากประมาณการเดิมในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ลดลงจาก 1.8% เหลือ 0.7% ขณะที่เศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัวได้ 3.7% ลดจาก 3.9% ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิดที่รุนแรงในปีนี้ และแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลงมากในปีหน้า ซึ่งจะทำให้ไทยเผชิญกับภาวะตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระ 

 

ทั้งนี้ กนง. ประเมินว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปี 2564 จะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิดมากกว่าที่ประเมินไว้ และยังมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าก็ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้โจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ คือการเร่งควบคุมการระบาดและกระจายวัคซีน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนและเอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้กลับมาขยายตัว ขณะที่มาตรการทางการคลังและการเงินจะต้องเร่งช่วยผู้ได้รับผลกระทบให้ตรงจุดและทันการณ์ยิ่งขึ้นสอดคล้องกับสถานการณ์ 

 

ในด้านการให้ความช่วยเหลือ กนง. มองว่าต้องเร่งผลักดันผ่านการกระจายสภาพคล่อง และลดภาระหนี้ของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมาตรการการเงินจะมีประสิทธิผลมากกว่าการลดอัตราดอกเบี้ยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ ส่วนกรณีที่มีข้อเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาใช้เครื่องมืออัดฉีดสภาพคล่องหรือ QE ยังมองว่าการทำ QE อาจไม่ตอบโจทย์ของไทย เพราะ 1. โจทย์ปัจจุบันไม่ใช่สภาพคล่องโดยรวมไม่เพียงพอ 2. ไทยเป็น Bank-based Economy ภาคเอกชนระดมทุนผ่านตลาดสารหนี้เพียง 10% การทำ QE จะได้ประโยชน์ในวงจำกัด 3. ต้นทุนการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ขณะนี้อยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว โดยมองว่า มาตรการที่ตอบโจทย์ตอนนี้คือ มาตรการการเงินและสินเชื่อ ซึ่งต้องเร่งปรับปรุงมาตรการให้มีประสิทธิผลขึ้น โดยเร่งกระจายสภาพคล่องไปสู่ผู้ได้รับผลกระทบให้ตรงจุดและลดภาระหนี้ อาทิ มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู มาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ และมาตรการอื่นๆ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ควบคู่กับการผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้เห็นผลในวงกว้าง และสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในระยะยาว ทั้งนี้ กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่ามาตรการด้านการเงินจะมีประสิทธิผลมากกว่าการลดอัตราดอกเบี้ยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ

 

อย่างไรก็ดี ภาครัฐจะต้องประสานนโยบายด้านอื่นที่มีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยควบคู่ไปด้วย โดยมาตรการสาธารณสุขควรเร่งจัดหาและกระจายวัคซีนที่มีประสิทธิภาพเพื่อควบคุมไม่ให้การระบาดยืดเยื้อ ขณะที่มาตรการการคลังควรเร่งเยียวยาและพยุงเศรษฐกิจ โดยดูแลตลาดแรงงานและภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นในจุดที่เปราะบางอย่างเพียงพอและทันการณ์ 

 

ทั้งนี้ กนง. มองว่า แม้จะมีปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยอยู่ค่อนข้างมาก แต่ระยะข้างหน้ายังมีเครื่องยนต์อื่นๆ ที่ยังพอพยุงเศรษฐกิจไว้ได้บ้าง อาทิ การส่งออกสินค้าที่ขยายตัวดีตามอุปสงค์จากต่างประเทศที่สถานการณ์เบากว่าไทย ภาคการคลังที่ออกเม็ดเงินเยียวยาต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดทอนผลกระทบจากการควบคุมการระบาด ซึ่งก็มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ รวมถึงการคุมการระบาดและเร่งผ่อนคลายมาตรการลดการเคลื่อนที่ ซึ่งถ้าหากสามารถผ่อนคลายได้ไม่ช้าไปกว่าต้นไตรมาส 4 ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยไม่หดตัวในปีนี้

 

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มใกล้เคียงเดิม การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่สภาพคล่องในระบบการเงินล่าสุดพบว่ายังอยู่ในระดับสูง แต่การกระจายตัวยังไม่ทั่วถึงจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs และภาคครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการระบาด ทั้งนี้ มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูที่ออกมาช่วยให้ธุรกิจ SMEs เข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้น 

 

ด้านอัตราแลกเปลี่ยนพบว่า เงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าในทิศทางเดียวกับเงินสกุลภูมิภาคจากความกังวลต่อการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตาที่รุนแรงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนอยู่ในระดับต่ำ โดยเงินบาทอ่อนค่ามากกว่าเงินสกุลภูมิภาคจากสถานการณ์โควิดที่รุนแรง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ล่าช้า ทั้งนี้ ธปท. จะติดตามพัฒนาการของตลาดการเงินโลกและไทยอย่างใกล้ชิด โดยดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ

The post กนง. หั่นคาดการณ์จีดีพีปีนี้เหลือ 0.7% หลังผลกระทบโควิดรุนแรงกว่าที่คาดไว้ ชี้มาตรการ QE ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กนง. หั่น GDP ปีนี้โตเหลือ 1.8% พร้อมมีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% ยอมรับความเสี่ยงด้านต่ำมีมากขึ้น https://thestandard.co/bot-decreased-gdp-into-1-8-percents-with-0-5-percents-interest/ Wed, 23 Jun 2021 07:26:12 +0000 https://thestandard.co/?p=503769 ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส

ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน […]

The post กนง. หั่น GDP ปีนี้โตเหลือ 1.8% พร้อมมีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% ยอมรับความเสี่ยงด้านต่ำมีมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส

ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)​ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า กนง. มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% โดยประเมินว่า การระบาดระลอกใหม่ของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 3 ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าลงและไม่ทั่วถึงมากขึ้น เมื่อเทียบกับคาดการณ์เดิม

 

นอกจากนี้ยังเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญ​ ดังนั้นการเร่งดำเนินมาตรการการเงิน โดยเฉพาะสินเชื่อฟื้นฟูและการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จะช่วยภาคธุรกิจและครัวเรือนได้ตรงจุดมากกว่าการลดดอกเบี้ย ที่ประชุมจึงมีมติให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่เดิม และพร้อมจะดำเนินนโยบายการเงินที่มีจำกัดในจังหวะที่เกิดประสิทธิผลสูงสุด

 

ทิตนันทิ์กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงเหลือ 1.8% จากคาดการณ์เดิมที่ 3% พร้อมกับปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าลงเหลือ 3.9% จากคาดการณ์เดิมที่ 4.7% 

 

ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลด้านตลาดแรงงานพบว่า ในภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระมีความเปราะบางมากขึ้นและอาจฟื้นตัวได้ช้า อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากแนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงขึ้นจาก พ.ร.ก. กู้เงินล่าสุดและการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเร่งขึ้นชั่วคราวในไตรมาสที่ 2 ปี 2564 จากฐานราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักและข้อจำกัดด้านอุปทานมีผลจำกัดต่ออัตราเงินเฟ้อไทย

 

สำหรับการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางเชื่อว่าจะยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญ จากสถานการณ์การระบาดทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากการกลายพันธุ์ของไวรัส และจะส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งคณะกรรมการจะติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

 

ขณะที่สภาพคล่องโดยรวมอยู่ในระดับสูง แต่การกระจายตัวยังไม่ทั่วถึงจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs และภาคครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการระบาดระลอกที่ 3 ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของไทยเคลื่อนไหวทรงตัว สำหรับอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวอ่อนค่ากว่าเงินสกุลภูมิภาค คณะกรรมการเห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของตลาดการเงินโลกและไทยอย่างใกล้ชิด รวมถึงผลักดันการสร้างระบบนิเวศใหม่ของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX Ecosystem) อย่างต่อเนื่อง

 

กนง. เห็นว่า ความต่อเนื่องของมาตรการภาครัฐและการประสานนโยบายมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากการระบาดระลอกใหม่ โดยควรเร่งจัดหาและกระจายวัคซีนเพื่อควบคุมไม่ให้การระบาดยืดเยื้อ มาตรการการคลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ภาครัฐจึงควรเร่งเบิกจ่ายมาตรการเยียวยาและมาตรการพยุงเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อให้เกิดแรงกระตุ้นต่อเศรษฐกิจและดูแลตลาดแรงงานในจุดที่มีความเปราะบางอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง 

 

ขณะที่นโยบายการเงินต้องผ่อนคลายต่อเนื่อง มาตรการให้ความช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และมาตรการอื่นๆ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจควรเร่งกระจายสภาพคล่องไปสู่ผู้ได้รับผลกระทบให้ตรงจุด ลดภาระหนี้ และสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ควบคู่กับการผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดย ธปท. จะติดตามความคืบหน้าและประเมินประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและสินเชื่ออย่างใกล้ชิด

 

ทั้งนี้คณะกรรมการจะติดตามปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ได้แก่ การกระจายและประสิทธิภาพของวัคซีน สถานการณ์การระบาดทั้งในและต่างประเทศที่อาจรุนแรงขึ้นจากการกลายพันธุ์ของไวรัส ความเพียงพอของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ออกมาแล้ว โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post กนง. หั่น GDP ปีนี้โตเหลือ 1.8% พร้อมมีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% ยอมรับความเสี่ยงด้านต่ำมีมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. คงดอกเบี้ย 0.5% ชี้หากไทยกระจายวัคซีนไม่ถึง 100 ล้านโดส GDP ปี 64 ส่อต่ำ 2% https://thestandard.co/bank-of-thailand-maintain-interest-2/ Wed, 05 May 2021 09:51:55 +0000 https://thestandard.co/?p=484398 ธปท. คงดอกเบี้ย 0.5% ชี้หากไทยกระจายวัคซีนไม่ถึง 100 ล้านโดส GDP ปี 64 ส่อต่ำ 2%

ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน […]

The post ธปท. คงดอกเบี้ย 0.5% ชี้หากไทยกระจายวัคซีนไม่ถึง 100 ล้านโดส GDP ปี 64 ส่อต่ำ 2% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. คงดอกเบี้ย 0.5% ชี้หากไทยกระจายวัคซีนไม่ถึง 100 ล้านโดส GDP ปี 64 ส่อต่ำ 2%

ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 3/64 ต่างมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ‘คง’ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% ต่อปี เพราะมองว่ามาตรการสินเชื่อและการเร่งปรับโครงสร้างนี้จะช่วยลดภาระการเงินได้ตรงจุดมากกว่าการลดอัตราดอกเบี้ย

 

ทั้งนี้ มองว่าอัตราดอกเบี้ยไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งถือว่ายังสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเพื่อรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินที่มีจำกัด เพื่อใช้ในจังหวะที่เหมาะสมและเกิดประสิทธิผลสูงสุด 

 

อย่างไรก็ตาม กนง. มองว่าโควิด-19 ระลอกที่ 3 ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการเศรษฐกิจไทยให้มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ และมากกว่าผลกระทบระลอก 2 โดยกระทบต่อการใช้จ่ายในประเทศ การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว และกระทบต่อผู้ประกอบการรวมถึงภาคครัวเรือน ดังนันหัวใจหลักของการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยอยู่ที่การจัดหาและกระจายวัคซีน โดยมีสมมติฐานต่อเศรษฐกิจไทยใน 3 กรณี ได้แก่ 

 

  1. กรณีแรก มองว่าหากไทยสามารถจัดหาและกระจายวัคซีน 100 ล้านโดสในปี 2564 และเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ภายในไตรมาส 1/65 คาดการณ์ว่า
  • GDP ไทยปี 2564 จะอยู่ที่ 2% 
  • ปี 2564 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 1.2 ล้านคน
  • GDP ปี 2565 จะฟื้นตัวที่ 4.7%

 

  1. กรณีที่ 2 หากปีนี้หากมีการฉีดวัคซีนในไทย 64.6 ล้านโดส และเกิด Herd Immunity ล่าช้าออกไปเป็นไตรมาส 3/65 คาดการณ์ว่า
  • GDP ไทยปี 2564 จะอยู่ที่ 1.5% 
  • ปี 2564 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1 ล้านคน
  • GDP ปี 2565 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.8%
  • ผลกระทบต่อไทยราว 3.0% ของ GDP หรือราว 4.6 แสนล้านบาท

 

  1. กรณีที่ 3 หากปีนี้ไทยฉีดวัคซีนได้น้อยกว่า 64.6 ล้านโดส และเกิด Herd Immunity ล่าช้าออกไปเป็นไตรมาส 4/65 คาดการณ์ว่า 
  • GDP ปี 2564 จะอยู่ที่ 1.0% 
  • ปี 2564 คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 8 แสนคน
  • GDP ปี 2565 จะอยู่ที่ 1.1% 
  • ผลกระทบต่อไทยราว 5.7% ของ GDP หรือราว 8.9 แสนล้านบาท

 

ทั้งนี้ ผลจากการฉีดวัคซีนจะช่วยลดการระบาดระลอกใหม่ และลดความจำเป็นในการเยียวยาลง รวมถึงจะเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติผ่าน Sandbox ต่างๆ ราบรื่นขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสุนการฟื้นตัวภาคท่องเที่ยวในปี 2565 ด้วย

 

“ถ้าวัคซีนมาได้เร็ว จะช่วยให้กลุ่มภาคเศรษฐกิจ SMEs กลุ่มท่องเที่ยว แรงงานที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาจะฟื้นตัวได้เร็ว ถ้ามีภูมิคุ้มกันขึ้นมา และการบริหารจัดการเศรษฐกิจจากการดูแลระยะยสั้นเป็นการดูแลเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ”

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ยังเปราะบางคือตลาดแรงงาน เพราะไตรมาส 1/64 ที่ผ่านมา จำนวนผู้ว่างงานระยะยาวอยู่ที่ 60,000 ราย ยังเพิ่มขึ้น 181% จากไตรมาสก่อนหน้า และคาดว่ากลุ่มผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนราว 260,000 คน อาจเพิ่มขึ้นหลังมาตรการการจ้างงานเด็กจบใหม่ในปีก่อนสิ้นสุดลง 

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไปยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ 

  1. การกระจายและประสิทธิผลของวัคซีนป้องกันโควิด-19 

 

  1. การฟื้นตัวที่แตกต่างกันและไม่ทั่วถึง ทำให้ตลาดแรงงานมีความเปราะบางมากขึ้น และส่งผลต่อรายได้ครัวเรือนและการบริโภคภาคเอกชน

 

  1. ฐานะการเงินที่เปราะบางเพิ่มเติม โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs และธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งมีความสามารถในการชำระหนี้ลดลงตามรายได้ที่ลดลง ขณะที่ภาคครัวเรือนมีสัดส่วนเงินออมต่อรายได้ลดลง ทำให้ความสามารถในการรองรับค่าใช้จ่ายได้ลดลง 

 

สุดท้ายนี้ คณะกรรมการฯ มองว่าความต่อเนื่องของมาตรการภาครัฐและการประสานนโยบายมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากการระบาดระลอกใหม่ โดยจะติดตามประสิทธิภาพและประสิทธิผลของมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และพร้อมออกมาตรการเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น

 

ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะเร่งขึ้นชั่วคราวในไตรมาสที่ 2/64 จากฐานราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ด้านการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย

 

ส่วนแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ทาง กนง. ชี้ให้เห็นว่า ปี 2556 ที่ผ่านมา Fed มีการสื่อสารบางอย่างที่กระทบต่อตลาดการเงินโลก ดังนั้นรอบนี้น่าจะมีการสื่อสารอย่างระมัดระวัง และการปรับดอกเบี้ยจะค่อยเป็นค่อยไป

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล 

 


 

ไม่พลาดข่าวไฮไลต์ประจำวัน มาเป็นเพื่อนกับ THE STANDARD WEALTH ในไลน์ คลิก https://lin.ee/xfPbXUP 

 

The post ธปท. คงดอกเบี้ย 0.5% ชี้หากไทยกระจายวัคซีนไม่ถึง 100 ล้านโดส GDP ปี 64 ส่อต่ำ 2% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กนง. เล็งออกมาตรการสู้ ‘บาทแข็ง’ จับตา ‘การเมือง’ ห่วงกระทบเศรษฐกิจ https://thestandard.co/bot-launched-baht-strength-measure/ Wed, 18 Nov 2020 09:42:09 +0000 https://thestandard.co/?p=422591 กนง. เล็งออกมาตรการสู้ ‘บาทแข็ง’ จับตา ‘การเมือง’ ห่วงกระทบเศรษฐกิจ

กนง. คงดอกเบี้ยนโยบาย เล็งศึกษาออกมาตรการสู้บาทแข็ง เพิ […]

The post กนง. เล็งออกมาตรการสู้ ‘บาทแข็ง’ จับตา ‘การเมือง’ ห่วงกระทบเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กนง. เล็งออกมาตรการสู้ ‘บาทแข็ง’ จับตา ‘การเมือง’ ห่วงกระทบเศรษฐกิจ

กนง. คงดอกเบี้ยนโยบาย เล็งศึกษาออกมาตรการสู้บาทแข็ง เพิ่มน้ำหนักความเสี่ยงปัจจัยการเมืองและตลาดแรงงาน ชี้เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง เร่งการประสานนโยบายระหว่างหน่วยงานรัฐเพื่อเพิ่มการฟื้นตัวทางเศรฐกิจ 

 

ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)​ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% ต่อปี  

 

โดย กนง. แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็ว ซึ่งช่วงที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติเริ่มเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น (Risk on) ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้าลงทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่และไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในตลาดหุ้น ตราสารหนี้ระยะยาว และระยะสั้น นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า ยังส่งผลให้บาทแข็งค่าขึ้นด้วย

 

ทั้งนี้ ธปท. มีการเตรียมทั้งมาตรการในการดูแลระยะสั้นและระยะยาว และอยู่ระหว่างศึกษาเครื่องมืออื่นๆ เพื่อรองรับสถานการณ์เพิ่มเติม โดยจะมีการแถลงข่าวเรื่องค่าเงินบาทอีกครั้งในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ และที่ผ่านมาทาง ธปท. เข้าไปดูแลค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

“เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาที่เอเชียมากขึ้นจากภาวะ Risk on มีทั้งตลาดหุ้น ตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้น ขณะที่ต้องติดตามว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นอย่างไร เพราะสภาพคล่องการเงินโลกอยู่ในระดับสูง จากการมี QE ที่สูงในหลายประเทศ ดังนั้นเมื่อเซนติเมนต์นักลงทุนหาความเสี่ยงมากขึ้น เลยเป็นจุดที่ต้องระวัง และให้ความสำคัญในการดูแลทั้งระยะสั้นและระยะยาวด้วย

 

อย่างไรก็ตามทาง กนง. ยังเพิ่มน้ำหนักปัจจัยความไม่แน่นอนการเมือง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยยังต้องติดตามประเด็นตลาดแรงงาน ที่เดือนตุลาคม มีคนว่างงาน 8 แสนคน โดยอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นที่ 2.1% เพราะมีกลุ่มผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงานกลับมาหางานทำ 

 

ทั้งนี้ แม้ตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้นกว่าที่คาดในไตรมาส 3/63 แต่รายได้ครัวเรือนยังคงเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระในภาคบริการ เช่น ค่าล่วงเวลา (OT) ที่ลดลง ซึ่งรายได้มีความสัมพันธ์ต่อความสามารถการชำระหนี้ของครัวเรือน 

 

นอกจากนี้ กนง. มองว่า ในระยะต่อไปเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง ทั้งจากปัจจัยภายนอก-ภายใน และมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า รวมถึงมีการฟื้นตัวที่แตกต่างกันมากระหว่างภาคเศรษฐกิจต่างๆ แม้ว่าจีดีพีไตรมาส 3/63 จะปรับตัวดีขึ้นกว่าที่คาด แต่มองว่าเศรษฐกิจไทยยังต้องใช้เวลาราว 2 ปี ก่อนที่จะฟื้นตัวเหมือนช่วงก่อนโควิด-19 ขณะที่ข่าววัคซีนแม้จะส่งผลกระทบต่อค่าเงินในทันที แต่ยังใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะกระทบภาคเศรษฐกิจจริง

 

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ในด้านอัตราดอกเบี้ยถือว่าอยู่ในระดับต่ำ แต่ด้านการกระจายของสินเชื่อยังไม่ทั่วถึง เพราะความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้น โดยมองว่าโอกาสที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0.25% ต่อปี อาจจะใช้ในกรณีหากเศรษฐกิจไทยที่เปราะบางอยู่แล้ว และเกิดการช็อกแรง ซึ่งจะทำให้ กนง. มีมาตรการในการดูแล และเก็บกระสุนไว้ใช้ให้ตรงจุดได้ 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post กนง. เล็งออกมาตรการสู้ ‘บาทแข็ง’ จับตา ‘การเมือง’ ห่วงกระทบเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. คงดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% มองเศรษฐกิจไทยปี 64 ยังเหนื่อย ปรับเป้า GDP เหลือ 3.6% https://thestandard.co/bank-of-thailand-maintain-interest/ Wed, 23 Sep 2020 08:08:23 +0000 https://thestandard.co/?p=399970

วันนี้ (23 กันยายน) ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าก […]

The post ธปท. คงดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% มองเศรษฐกิจไทยปี 64 ยังเหนื่อย ปรับเป้า GDP เหลือ 3.6% appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (23 กันยายน) ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศหลังการประชุมครั้งที่ 6/2563 มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ต่อปี กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2563 จะหดตัวน้อยกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย แต่การฟื้นตัวยังเปราะบาง และทำให้ปี 2564 มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า 

 

ทั้งนี้ ธปท. ประเมินเศรษฐกิจปีนี้หดตัวที่ 7.8% ถือว่าดีกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย สาเหตุเพราะผลกระทบจากมาตรการปิดเมืองน้อยกว่าที่คาด โดยสะท้อนจากข้อมูลในไตรมาส 2/63 ดีกว่าที่คาด (ซึ่งติดลบ 12.2%) 

 

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง และแนวทางการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยในปีหน้ายังชะลอตัว เพราะสถานการณ์โควิด-19 ยังยืดเยื้อทั้งในไทยและต่างประเทศ และจะกระทบภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวของไทยในปีนี้ไปจนถึงปีหน้า

 

ดังนั้นเศรษฐกิจไทยจึงต้องการมาตรการที่ตรงจุดและทันการณ์ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่ช่วงที่ผ่านมาช่วยให้สถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  

 

ในปี 2564 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 9 ล้านคน และเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวที่ 3.6% ลดลงจากการประเมินครั้งก่อน โดยความไม่แน่นอนยังมีสูงจากหลายปัจจัย เช่น 

 

  • แนวโน้มเศรษฐกิจโลก 
  • มาตรการจ้างงานและการลงทุนของภาครัฐในด้านต่างๆ
  • การปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน 
  • สถานการณ์โรคโควิด-19 ที่จะส่งผลต่อมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

ทั้งนี้ ธปท. คาดว่าต้องใช้เวลา 2 ปีขึ้นไป ก่อนที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมจะกลับสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาด และภาคเศรษฐกิจ-ผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มจะฟื้นตัวต่างกันมาก ทำให้มาตรการภาครัฐต้องตรงจุดและทันการณ์มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม มองว่าภาครัฐควรเร่งสนับสนุนการจ้างงาน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ธปท. คงดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% มองเศรษฐกิจไทยปี 64 ยังเหนื่อย ปรับเป้า GDP เหลือ 3.6% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กนง. เผยมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ย้ำรัฐต้องเร่งการจ้างงาน https://thestandard.co/bot-unveil-unanimous-resolution-on-remaining-interest-policy/ Wed, 05 Aug 2020 07:56:50 +0000 https://thestandard.co/?p=386017

ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธ […]

The post กนง. เผยมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ย้ำรัฐต้องเร่งการจ้างงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 5/2563 ว่า ในที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ซึ่งเป็นนโยบายการเงินระดับผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย 

 

ทั้งนี้ กนง. มีมุมมองว่า เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวและใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมจะกลับเข้าสู่ภาวะก่อนมีโควิด-19 ด้านอุปสงค์ในประเทศหดตัว ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การจ้างงานและรายได้ของครัวเรือนได้รับผลกระทบรุนแรงและใช้เวลาฟื้นตัวนาน 

 

ขณะเดียวกันมองว่าการส่งออกเริ่มฟื้นตัวแต่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่การส่งออกบริการ จากปัจจัยนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมองว่าขานักท่องเที่ยวในประเทศปรับตัวดีขึ้นหลงจากภาครัฐมีมาตรการเพิ่มเติมด้านการท่องเที่ยว 

 

อย่างไรก็ตาม กนง. มีมุมมองว่า เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวตามการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคระบาดโควิด-19 ในประเทศที่ทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาเพิ่มขึ้น แต่ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดระลอกที่สอง

 

ขณะที่มุมเสถียรภาพทางการเงินยังเปราะบางมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ 

โดยคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีแนวโน้มติดลบในปี 2563 แต่คาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 2564 ตามราคาน้ำมันดิบที่จะทยอยปรับสูงขึ้น และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย

 

ด้านภาวะการเงิน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารพาณิชย์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนและพันธบัตรรัฐบาลยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเห็นสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัวขึ้นจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งใช้ทดแทนการออกตราสารหนี้ ส่วนสินเชื่อธุรกิจ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังชะลอลง กนง. เห็นว่าสภาพคล่องโดยรวมในระบบการเงินยังอยู่ในระดับสูง จึงต้องเร่งดำเนินการให้กระจายตัวไปสู่ภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบมากขึ้น

 

ด้านค่าเงินบาทผันผวนสูงขึ้นจากการประชุมครั้งก่อน โดยช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ทาง กนง. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเห็นว่าหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็วอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และจะประเมินความจำเป็นในการออกมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติม

 

อย่างไรก็ตาม กนง. มองว่าสิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งทำคือ การสนับสนุนการจ้างงาน 

ส่งเสริมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการด้านการคลังที่ตรงจุดและทันการณ์ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่อง มาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ช่วยเสริมสภาพคล่อง รวมถึงนโยบายด้านอุปทานเพิ่มเติมที่จะสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การทำธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงาน

 

ในระยะต่อไป กนง. จะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ เสถียรภาพระบบการเงิน และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งจากเศรษฐกิจในไทยและต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมถึงผลของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อเพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดย กนง. พร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post กนง. เผยมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ย้ำรัฐต้องเร่งการจ้างงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กนง. หั่นดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0.50% ต่อปี จับตาเศรษฐกิจไทยแย่-ความเสี่ยงสหกรณ์-บาทแข็ง https://thestandard.co/monetary-policy-committee-cut-policy-interest-expecting-worse-economy/ Wed, 20 May 2020 08:32:15 +0000 https://thestandard.co/?p=365400

วันนี้ (20 พฤษภาคม) ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกร […]

The post กนง. หั่นดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0.50% ต่อปี จับตาเศรษฐกิจไทยแย่-ความเสี่ยงสหกรณ์-บาทแข็ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (20 พฤษภาคม) ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. โดยคณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 0.75% ต่อปี เป็น 0.50% ต่อปี โดยให้มีผลทันที

 

ทั้งนี้คณะกรรมการฯ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวมากกว่าประมาณการเดิม สาเหตุเพราะแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่หดตัวรุนแรงกว่าที่คาด และผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดโควิด-19 ทั่วโลก ส่งผลต่อการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้า รวมถึงอุปสงค์ในประเทศ การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชนหดตัวกว่าที่คาด

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2563 มีแนวโน้มติดลบกว่าที่ประเมินไว้ ตามราคาพลังงานที่ลดลง อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง

ดังนั้นกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจะช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น และร่วมไปกับมาตรการการคลังของรัฐบาลและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ได้ออกไปก่อนหน้านี้ ขณะที่กรรมการอีก 3 เสียงมองว่าให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.75% ต่อปี

 

ทั้งนี้ด้านภาวะการเงิน ตลาดการเงินมีเสถียรภาพ หลังธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท.) ออกมาตรการดูแลเสถียรภาพตลาดการเงิน รวมทั้งจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ (BSF) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลง และอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ที่ซื้อขายในตลาดรองผันผวนน้อยลง ตลาดตราสารหนี้กลับมาทำหน้าที่ได้เป็นปกติมากขึ้น

ขณะเดียวกันคณะกรรมการฯ ติดตามสถานการณ์ของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่อาจได้รับผลกระทบจากการลงทุนในตราสารหนี้ ด้านสินเชื่อขยายตัวโดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคชะลอลงบ้าง แต่ต้องดูแลให้สภาพคล่องกระจายตัวไปสู่ภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) ลดลงหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมาและการปรับลดอัตราเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF Fee) เป็นการชั่วคราว 

 

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ เห็นว่า ควรผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ โดยเฉพาะครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ให้เกิดผลในวงกว้างมากขึ้น และเร่งรัดการให้สินเชื่อผ่านโครงการต่างๆ ที่ได้ออกมาก่อนหน้าเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องให้ตรงจุดและทันการณ์

“คณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการด้านการคลังที่ตรงจุดและทันการณ์ยังมีความจำเป็นต่อการสนับสนุนการจ้างงานและธุรกิจ SMEs เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและรักษาศักยภาพ” 

 

ด้านอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และเงินสกุลภูมิภาค คณะกรรมการฯ กังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่อาจกลับมาแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์ตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด

 

ทั้งนี้ประเมินว่าระบบสถาบันการเงินมีเสถียรภาพ แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้เสถียรภาพของระบบธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของธุรกิจและครัวเรือน หลังมาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องของภาครัฐทยอยสิ้นสุดลง โดยสถาบันการเงินต้องเร่งรัดการให้สินเชื่อ ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ และเตรียมแนวทางรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้คณะกรรมการฯ จะติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด รวมทั้งประสิทธิผลของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ ซึ่งจะมีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป และติดตามความเพียงพอของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

 


 

ห้ามพลาด! ฟอรัมที่เจาะลึก New Normal ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จากวิทยากรระดับประเทศ 40 คน ซื้อบัตรงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM ที่ https://www.eventpop.me/e/8705-economic-forum

 

The post กนง. หั่นดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0.50% ต่อปี จับตาเศรษฐกิจไทยแย่-ความเสี่ยงสหกรณ์-บาทแข็ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตามคาด! แบงก์ชาติประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ครั้งแรกในรอบกว่า 7 ปี ยันฐานะการเงินไทยยังดี https://thestandard.co/interest-rate-increase-first-time-in-more-than-7-years/ https://thestandard.co/interest-rate-increase-first-time-in-more-than-7-years/#respond Wed, 19 Dec 2018 07:55:47 +0000 https://thestandard.co/?p=167234

ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน […]

The post ตามคาด! แบงก์ชาติประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ครั้งแรกในรอบกว่า 7 ปี ยันฐานะการเงินไทยยังดี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 8/2561 ซึ่งมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 1.75% มีผลตั้งแต่วันนี้ (19 ธ.ค.) เป็นต้นไป ถือเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในรอบ 88 เดือนหรือกว่า 7 ปี นับจากปี 2554 เนื่องจากในปีนั้นประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมใหญ่และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ จึงเริ่มประกาศลดอัตราดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่อง และคงไว้ที่ระดับ 1.50% นับจากเดือนเมษายน ปี 2558 เป็นต้นมา จนกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในวันนี้

 

คณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แม้อุปสงค์ต่างประเทศชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ ภาวะการเงินยังดีแต่ต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต คณะกรรมการเห็นว่าความจำเป็นในการพึ่งพานโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลดลง อัตราดอกเบี้ย 1.75% ยังเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่วนคณะกรรมการอีก 2 คนที่โหวตให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ให้เหตุผลว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกยังน่าเป็นห่วง ขณะที่มาตรการดูแลเสถียรภาพทางการเงินก็ทำไปแล้วส่วนหนึ่งจึงควรรอไปก่อน

 

ตัวเลขเศรษฐกิจไทยชะลอตัวจากผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐฯ และจีน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวรายได้ลดลง รายได้ครัวเรือนภาคเกษตรลดลง และหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง แต่ภาคเอกชนยังมีแนวโน้มที่ดีจากการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย ขณะที่การลงทุนภาครัฐยังเดินหน้าได้ช้ากว่าที่ควร เนื่องจากการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง

 

อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น กนง. เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางธุรกิจทั้งอีคอมเมิร์ซ เทคโนโลยี ที่ช่วยลดต้นทุน ทำให้ภาวะเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต ขณะที่ภาวะดอกเบี้ยที่แท้จริงยังอยู่ในระดับต่ำ และยังเป็นผลดีกับการลงทุนและการอุปโภคบริโภค แบงก์ชาติเห็นว่า ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในภาวะผ่อนคลาย ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทยังถือว่ามีเสถียรภาพ แต่ในอนาคตมีแนวโน้มผันผวน เรื่องนี้แบงก์ชาติจะติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

 

พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นหรือ Search For Yield อาจจะทำให้การประเมินความเสี่ยงของภาคการเงินต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แบงก์ชาติเชื่อว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจได้ดีขึ้น

 

สำหรับประมาณการเศรษฐกิจในปี 2561 จะขยาย 4.2% ขณะที่ปี 2562 จะขยายตัว 4.0% เป็นการปรับลดคาดการณ์ลงเมื่อเทียบกับการประชุม กนง. ครั้งที่ผ่านมา และประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ระดับ 1.1% ในปีนี้ และจะอยู่ในกรอบ 1.0% ในปี 2562

 

Exclusive! ติดตามสัมภาษณ์สดวิเคราะห์การประชุม กนง. ส่งท้ายปี 2561 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2562 จาก ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ในเวลา 14.30 น. ที่เพจสำนักข่าว THE STANDARD

The post ตามคาด! แบงก์ชาติประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ครั้งแรกในรอบกว่า 7 ปี ยันฐานะการเงินไทยยังดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/interest-rate-increase-first-time-in-more-than-7-years/feed/ 0