ทองคำ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ทองคำ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 09 Apr 2026 15:54:45 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ธนาคารกลางทั่วโลกยืนยัน ลุยเก็บทองคำต่อในระยะยาว https://thestandard.co/central-banks-gold-long-term/ Thu, 09 Apr 2026 13:18:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1196470 ภาพกองทองคำแท่งและเหรียญทองคำ แสดงถึงการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก

ในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนและตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้ ธน […]

The post ธนาคารกลางทั่วโลกยืนยัน ลุยเก็บทองคำต่อในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกองทองคำแท่งและเหรียญทองคำ แสดงถึงการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก

ในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนและตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้ ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังส่งสัญญาณที่ชัดเจนร่วมกันอย่างหนึ่งว่า ทองคำไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือหัวใจหลักของยุทธศาสตร์ความมั่นคง

 

ข้อมูลล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์จาก ‘World Gold Council (WGC)’ สภาทองคำโลก รวมไปถึงผลสำรวจจาก ‘Central Banking Publications (CB)’ สถาบันวิจัยระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านธนาคารกลาง ที่จัดทำในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ยืนยันตรงกันว่า การสะสมทองคำครั้งนี้เป็นการเดินหน้าระยะยาวที่ยากจะย้อนกลับ ด้วยเหตุผลดังนี้

 

1. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เหตุผลอันดับหนึ่งที่ไม่มีวันจบ

 

ผลสำรวจจาก CB ระบุชัดเจนว่า 70% ของธนาคารกลางทั่วโลก มองว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์คือความเสี่ยงอันดับ 1 ซึ่งพุ่งสูงขึ้นเท่าตัวจากระดับ 35% เมื่อปี 2025 ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ไม่แน่นอน เช่น สงครามอิหร่าน หรือข้อพิพาทเกาะกรีนแลนด์กับเดนมาร์ก เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ที่ไม่มีความเสี่ยงด้านคู่สัญญา (Counterparty Risk) ทำให้การเข้าซื้อธนาคารกลางทั่วโลกในเดือนกุมภาพันธ์ กลับขึ้นมาอยู่ที่ 27 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2025 ที่ระดับ 26 ตัน ตามการรายงานของ WGC

 

2. การสั่นคลอนของอิทธิพลสกุลเงินดอลลาร์

 

แม้ธนาคารกลางราว 80% ยังมองว่าดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัยอันดับหนึ่ง แต่ความเชื่อมั่นในดอลลาร์กำลังถูกทดสอบอย่างหนัก ด้วยตัวเลขความกังวลที่พุ่งขึ้นจาก 3% เป็น 16% ในปีเดียว ที่มองว่าบทบาทของดอลลาร์จะส่งผลต่อการตัดสินใจบริหารทุนสำรอง โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินดอลลาร์ที่เคยอ่อนค่าลงถึง 12% ในปี 2025 ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มไม่สบายใจ ที่จะถือครองดอลลาร์เพียงอย่างเดียว ทองคำจึงถูกดึงเข้ามาทำหน้าที่โดยตรงท่ามกลางกระแส De-dollarization ซึ่งเป็นระดับโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาปรับสมดุลนานหลายปี

 

3. การซื้ออย่างมีวินัยและต่อเนื่องระยะยาว (Long-term Commitment)

 

ข้อมูลจาก WGC ยืนยันว่าการสะสมทองคำไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นแผนการระยะยาวโดยเห็นได้จาก ความต่อเนื่องจากหลายประเทศ เช่น จีนที่ซื้อติดต่อกัน 16 เดือน รวมทองคำสำรองล่าสุด 2,308 ตัน, สาธารณรัฐเช็กที่ซื้อติดต่อกัน 36 เดือน ทำสถิติซื้อต่อเนื่องยาวนานที่สุด และโดยเฉพาะโปแลนด์ ที่เป็นผู้นำในการซื้อทองคำในเดือนกุมภาพันธ์ถึง 20 ตัน รวมทองคำสำรองล่าสุด 570 ตัน พร้อมตั้งเป้าหมายสะสมเพิ่มต่อเนื่องจนถึง 700 ตัน

 

ประกอบกับผลสำรวจ CB ระบุถึงมุมมองในอนาคตว่า ธนาคารกลางทั่วโลกกว่า 50% ยังเล็งเห็นถึงปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ไปอีกอย่างน้อยอีก 5 ปี ส่วนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นแรงกระตุ้นที่รุนแรงในระยะสั้น ขณะที่ธนาคารกลางเกือบ 40% ระบุว่ากำลังพิจารณาที่จะเพิ่มการถือครองทองคำในระบบทุนสำรองฯ

 

4. การขยายตัวของกลุ่มผู้ซื้อหน้าใหม่ (Global Trend)

 

เทรนด์การซื้อทองคำไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศมหาอำนาจอีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวไปยัง กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยเฉพาะธนาคารกลางในทวีปแอฟริกา หันมาใช้ทองคำเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ เช่น ยูแกนดา ที่เริ่มโครงการซื้อทองคำในเดือนมีนาคม พร้อมตั้งเป้าซื้ออย่างน้อย 100 กิโลกรัม ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ทุนสำรองฯ และเคนยาที่ส่งสัญญาณถึงความตั้งใจในทิศทางเดียวกัน รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย, กัมพูชา ด้วยเช่นกัน

 

ภาพ: Royal studio 1 / Shutterstock

The post ธนาคารกลางทั่วโลกยืนยัน ลุยเก็บทองคำต่อในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาทองคำ มีนาคม 2026 เดือนที่ราคาดิ่งหนักสุดรอบ 13 ปี แม้สงครามปะทุ สภาทองคำโลกชี้ทองคำไม่ได้การันตีว่าราคาจะขึ้นเสมอไป ท่ามกลางความเสี่ยง https://thestandard.co/gold-price-march-2026-drop-war/ Thu, 09 Apr 2026 08:42:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1196291 ภาพกราฟแสดงราคาทองคำดิ่งลงอย่างหนัก พร้อมข้อความว่าทองคำร่วงหนักสุดรอบ 13 ปี สงครามเดือดราคาลง

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ได้ชื่อว่า ‘หลุมหลบภัย (Safe Haven […]

The post ราคาทองคำ มีนาคม 2026 เดือนที่ราคาดิ่งหนักสุดรอบ 13 ปี แม้สงครามปะทุ สภาทองคำโลกชี้ทองคำไม่ได้การันตีว่าราคาจะขึ้นเสมอไป ท่ามกลางความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงราคาทองคำดิ่งลงอย่างหนัก พร้อมข้อความว่าทองคำร่วงหนักสุดรอบ 13 ปี สงครามเดือดราคาลง

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ได้ชื่อว่า ‘หลุมหลบภัย (Safe Haven)’ ในยามที่เศรษฐกิจย่ำแย่ เงินเฟ้อสูง หรือเกิดความไม่แน่นอน เช่น ภาวะสงคราม แต่ตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้น ราคาทองคำกลับดิ่งลงหนัก สวนทางกับความเข้าใจของนักลงทุนจำนวนมาก

 

 
 

หลังสงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราคาทองคำโลกร่วงลงหนักสุดกว่า 20% โดยราคาทองคำพุ่งขึ้นแค่ช่วงวันแรกหลังสงคราม ไปแตะ 5,419 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากนั้นราคาดิ่งลงไปทำจุดต่ำสุดในรอบ 4 เดือนที่ 4,098 ดอลลาร์

 

ก่อนที่ราคาจะค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงปลายเดือนมีนาคม และพุ่งขึ้นกว่า 150 ดอลลาร์ ในช่วงหนึ่งวันหลังการประกาศข้อตกลงหยุดยิง

 

ส่วนราคาทองคำไทยหลังจากพุ่งไปแตะ 80,000 บาทต่อบาททองคำ อีกครั้ง หลังจากนั้นราคาร่วงลงไปแตะ 65,000 บาท ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ราว 71,000 บาท

 

ทองคำไม่ได้การันตีว่าจะพุ่งขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงเสมอไป

 

สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า การเทขายทองคำในช่วงสามสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมค่อนข้างรุนแรง ขัดกับความเชื่อในตลาด แต่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยความเคลื่อนไหวช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นับเป็นเดือนที่อ่อนแอที่สุดสำหรับทองคำนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2013 ซึ่งเป็นผลจากการลดการใช้อัตราทด (Deleveraging) และสภาพคล่องที่ลดลง มากกว่าเรื่องของปัจจัยพื้นฐาน

 

“ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นและความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่กลับมาอีกครั้ง เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าทองคำไม่ใช่เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่การันตีว่าราคาจะสูงขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงเสมอไป แต่ราคาทองคำจะสูงขึ้นก็ต่อเมื่อมีผู้ซื้อรายใหม่ๆ เข้ามาในตลาดมากกว่าผู้ขาย เพียงเท่านั้น”

 

ช่วงสามสัปดาห์แรกของเดือนก่อนจนถึง ณ วันที่ 24 มีนาคม ทองคำดูเหมือนจะตอบสนองรุนแรงเกินไปต่อการดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของสหรัฐฯ ที่ขับเคลื่อนโดยความขัดแย้ง เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ราคาทองคำร่วงลงอย่างรุนแรง

 

การลดลงส่วนใหญ่ของราคาทองคำมาจากปัจจัยด้านโมเมนตัม คือเงินทุนไหลออกจาก ETF ทองคำทั่วโลก, การลดสถานะซื้อสุทธิ (Net Long) ในตลาด COMEX

 

โดย ETF ทองคำ ทั่วโลกมียอดขายสุทธิ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 84 ตัน ในเดือนมีนาคม นำโดยอเมริกาเหนือเกือบที่ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 87 ตัน และยุโรปที่ 0.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 7 ตัน ส่วนฝั่งเอเชียยังเห็นเงินทุนไหลเข้า 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 10 ตัน

 

5 ปัจจัยหลัก กดดันราคาทองคำ

 

บทวิเคราะห์จากโมเดล GRAM ของสภาทองคำโลกสะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับราคาทองคำในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยทองคำได้รับแรงกดดันอย่างหนักจนผลตอบแทนสะสมออกมาเป็นลบถึง 12% ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานที่นักลงทุนคุ้นเคยอย่างการพุ่งสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yields) และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดแรงขายสุทธิ แต่รายงานระบุชัดเจนว่ายังมีปัจจัยเบื้องหลังอื่นๆ ที่เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว

 

ปัจจัยแรก คือเรื่องของสถานะการถือครอง ซึ่งพบความเสี่ยงจากการสะสมสถานะซื้อของผู้เล่นฝั่งรายย่อยที่สูงมาก ทำให้เสี่ยงต่อภาวะแห่ขายระลอกใหญ่ หากราคาเริ่มปรับตัวลดลง ข้อมูลยืนยันสิ่งนี้ผ่านการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของสถานะ Non-Reportable ในตลาด COMEX ซึ่งมักเชื่อมโยงกับกลุ่มรายย่อย รวมถึงเม็ดเงินที่ไหลออกจากกองทุน ETF ทองคำทั่วโลกสุทธิถึง 80 ตัน โดยส่วนใหญ่มาจากสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าเป็นเงินทุนจากนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก

 

ปัจจัยที่สอง คือกลุ่มที่ปรึกษาการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นนักลงทุนตามเทรนด์ก็เข้ามาเป็นตัวคูณแรงขาย โดยก่อนหน้านี้ CTA ถือสถานะ Long (ซื้อ) ไว้สูงมาก แต่เมื่อราคาทองคำร่วงลงจนหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ราย 50/55 วัน ซึ่งเป็นแนวรับทางเทคนิคที่สำคัญในวันที่ 16 มีนาคม กลุ่มนี้จึงทำการปิดสถานะอย่างรวดเร็วเพื่อทำกำไรหรือตัดขาดทุน ทำให้แรงเทขายยิ่งทวีความรุนแรง

 

ปัจจัยที่สาม คือวิกฤตสภาพคล่องจากการลดเลเวอเรจในสินทรัพย์ต่างๆ ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นที่ดิ่งลงอย่างหนัก โดยเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง นักลงทุนจึงต้องเร่งขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเพื่อนำเงินไปสมทบเงินประกัน (margin call) ทองคำจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงแรงกดดันในการถูกขายทำกำไรหรือขายเพื่อนำสภาพคล่องไปพยุงพอร์ตการลงทุนอื่นที่กำลังขาดทุน

 

ปัจจัยที่สี่ คือตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เข้ามาซ้ำเติม โดยนักลงทุนเทขายพันธบัตรเนื่องจากกังวลเรื่องช็อกเงินเฟ้อในระยะสั้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 2 ปี พุ่งสูงขึ้น

 

ปัจจัยที่ห้า คือความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางและการคาดการณ์ในตลาด แม้ว่าธนาคารกลางตุรกีจะตัดสินใจใช้ทองคำประมาณ 50 ตันเป็นหลักประกัน ผ่านการทำสวอปเพื่อหาเงินสดชั่วคราว ไม่ใช่การเปลี่ยนกลยุทธ์การถือครองทองคำ แต่ข่าวนี้กลับถูกนำไปตีความจนกลายเป็นข่าวลือเรื่องการขายทองคำระลอกใหญ่ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่แสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางหลายแห่งมีการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อรองรับความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เป็นการยืนยันว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ด้านสภาพคล่องเป็นหลัก

 

ในทางกลับกัน รายงานมองว่าการหยุดชะงักของกิจกรรมทางการตลาดในบางส่วนของภูมิภาคตะวันออกกลางในเดือนมีนาคมนั้น ไม่น่าส่งผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อราคาทองคำในตลาดโลก แม้ว่าปัญหาด้านการเดินทางและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์เครื่องประดับและทองแท่งขนาดเล็กโดยเฉพาะจากผู้ซื้อต่างชาติ จนทำให้ราคาในท้องถิ่นปรับตัวลงสู่ระดับที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับราคา COMEX แต่การปรับตัวดังกล่าวก็ยังอยู่ในวงจำกัด

 

‘ตุรกี’ ปัจจัยเร่งเทขายทองคำมหาศาล 2 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ข้อมูลล่าสุดจาก Financial Times เผยให้เห็นปัจจัยกดดันที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยระบุว่า นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น ตุรกีได้เทขายหรือปล่อยกู้ทองคำรวมมูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.4 แสนล้านบาท ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำดิ่งลงหนักที่สุดรายเดือนนับตั้งแต่ปี 2013

 

รายงานจากการวิเคราะห์ของที่ปรึกษา Metals Focus บนข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ธนาคารกลางตุรกี (CBRT) ขายทองคำไปถึง 52 ตัน ในช่วงระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 27 มีนาคม ทำให้ปริมาณทองคำสำรองสุทธิลดลงเหลือ 440 ตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี

 

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน ธนาคารกลางตุรกีได้จัดทำทองคำสวอป (Swaps) อีกประมาณ 79 ตัน ซึ่งเป็นกระบวนการปล่อยเช่าทองคำแท่งเพื่อสร้างรายได้และนำเงินสดมาพยุงค่าเงินลีรา แต่ในทางกลับกัน กระบวนการนี้กลับไปเพิ่มอุปทานทองคำที่มีอยู่ในตลาด ทำให้ความกดดันด้านราคาทองคำมีมากขึ้นไปอีก

 

การเทขายทองคำของตุรกียังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการบริหารทองคำสำรองของธนาคารกลางทั่วโลก โดยในปีที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อทองคำสุทธิของธนาคารกลางทั่วโลกลดลง 20% และในปีนี้ นอกจากตุรกี ยังมีรัสเซียที่ขายทองคำออกไป 15 ตันในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์

 

แม้ว่าธนาคารกลางจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ในเดือนมกราคมที่กว่า 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมล่าสุดกลับกลายเป็นแรงกดดัน Nicky Shiels นักวิเคราะห์จาก MKS Pamp กล่าวว่า “การขายของธนาคารกลางเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาลดลงกว่า 1,000 ดอลลาร์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดมักจะคิดว่าธนาคารกลางจะเป็นผู้รับซื้อเสมอ แต่ข้อมูลล่าสุดและแถลงการณ์อย่างเป็นทางการกำลังหักล้างแนวคิดนั้น”

 

อ้างอิง:

 

The post ราคาทองคำ มีนาคม 2026 เดือนที่ราคาดิ่งหนักสุดรอบ 13 ปี แม้สงครามปะทุ สภาทองคำโลกชี้ทองคำไม่ได้การันตีว่าราคาจะขึ้นเสมอไป ท่ามกลางความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อสงครามทำให้นิยามของความปลอดภัยไม่เหมือนเดิม https://thestandard.co/investment-war-safe-assets-forecast/ Thu, 09 Apr 2026 08:28:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1196267 แผนภูมิความสัมพันธ์ของสินทรัพย์หลักในช่วงปี 1986-2026

ในทุกยุคสมัย นักลงทุนมีคำถามอยู่เสมอว่า ‘อะไรคือสินทรัพ […]

The post เมื่อสงครามทำให้นิยามของความปลอดภัยไม่เหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนภูมิความสัมพันธ์ของสินทรัพย์หลักในช่วงปี 1986-2026

ในทุกยุคสมัย นักลงทุนมีคำถามอยู่เสมอว่า ‘อะไรคือสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงสงคราม’ และคำตอบที่เรามักได้ยินบ่อยที่สุดคือ ทองคำ บอนด์สหรัฐฯ หรือดอลลาร์ ราวกับว่ามีสูตรสำเร็จในการพักเงินหลบความผันผวน

 

อย่างไรก็ดี สงครามอิหร่านปี 2026 ทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มคิดใหม่ เพราะราคาน้ำมันพุ่งแรง สวนทางกับทองคำที่ร่วงหนัก บอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้น ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก

 

ในมุมมองของผม สงครามที่กำลังเกิดขึ้นย้ำกับนักลงทุนอีกครั้งว่า ไม่มีนิยามของสินทรัพย์ปลอดภัยที่ถาวร และเราต้องรู้ให้ทันกับสงครามครั้งนี้

 

เรื่องแรก ทองคำไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัย หรือเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงได้เสมอไป แต่จุดเด่นแท้จริงคือมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ลงทุนหลักในระดับต่ำ

 

แม้นักลงทุนมักถูกสอนมาว่าทองคำช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้ง

 

ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ทองคำมีความสัมพันธ์ (Correlation) กับตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P 500) และบอนด์เพียงราว -0.02 และ -0.21 ตามลำดับ ความสัมพันธ์นี้ชี้ว่า ทองคำไม่ได้ปรับขึ้นเมื่อตลาดหรือบอนด์ยีลด์ปรับตัวลงเสมอ

 

ส่วนทองคำกับน้ำมัน แม้จะถูกมองเป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อเหมือนกันในอดีต แต่ความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

 

โดยช่วงที่ราคาทองคำและราคาน้ำมันเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากที่สุด อยู่ในทศวรรษ 2000s เนื่องจากสินค้าโภคภัณฑ์เข้าสู่ Super Cycle

 

ตรงกันข้ามกับทศวรรษนี้ที่ Correlation ลดลงมาอยู่ที่ -0.15 เพราะทองคำถูกมองเป็น De-dollarization Asset ขณะที่น้ำมันเป็น Stagflation Risk สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าความแตกต่างอยู่ที่บริบท มากกว่าตัวสินทรัพย์เอง

 

สอง สงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น มักทำให้ลำดับชั้นของสินทรัพย์ปลอดภัยผิดไปจากปกติ

 

ผมวิเคราะห์จากข้อมูลย้อนหลัง 40 ปี คัดเฉพาะเดือนที่ใกล้เคียงกับบรรยากาศสงครามตะวันออกกลางมากที่สุด คือเดือนที่ราคาน้ำมันขึ้นเกิน 10% พร้อมกับหุ้นสหรัฐฯ ติดลบ

 

พบว่าสินทรัพย์ปลอดภัยที่แย่ที่สุดคือดอลลาร์ เพราะแข็งค่าขึ้นเพียง 26% ของเหตุการณ์ทั้งหมด และให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -0.93%

 

บอนด์และทองคำ พอช่วยพยุงพอร์ตได้บ้างเพราะให้ผลตอบแทนเป็นบวกราว 6-7 ครั้งใน 10 เหตุการณ์ แต่มีผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 0.5% และ 2.3% ต่อเดือนตามลำดับ

 

ดีที่สุดคือหุ้นกลุ่มพลังงาน ไม่เคยติดลบเลยในเดือนลักษณะดังกล่าว และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 4.9%

 

นั่นหมายความว่า นิยามของสินทรัพย์ปลอดภัยในมุมมองของตลาด มักอ้างอิงกับเหตุการณ์และบริบทของความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้นเป็นหลัก

 

สำหรับรอบนี้ ผมประเมินอนาคตไว้ 3 กรณีหลัก

 

แย่ที่สุดสำหรับนักลงทุนคือกรณี Structural Shift ที่สงครามบานปลาย และช่องแคบ Hormuz ถูกปิดถาวร

 

ในกรณีนี้ เศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย ไม่มีสินทรัพย์ใดปลอดภัยอย่างแท้จริง มีเพียงสินทรัพย์ที่อาจได้ประโยชน์ระยะยาวจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น Defense Equities และ Renewable Energy จากแรงหนุนด้านนโยบายความมั่นคงและพลังงานในอนาคต

 

แย่น้อยกว่าคือ Cyclical Shift สงครามไม่มีบทสรุป และความกังวลปกคลุมตลาดไปทั้งปี

 

กรณีนี้เป็นกรณีฐานของตลาดในปัจจุบัน ราคาน้ำมันจะทรงตัวสูง ตลาดหุ้นไม่ปรับฐานแรงแต่ก็ขึ้นไปได้ไม่ไกล ตัวอย่างที่ใกล้เคียงที่สุด ผมมองว่าเป็นสงครามลิเบียในปี 2011 โดยทองคำ น้ำมัน และหุ้นกลุ่มพลังงาน เป็นสามสินทรัพย์ที่ควรมีติดพอร์ต เพราะความเสี่ยงในลักษณะนี้ไม่สามารถป้องกันได้ด้วยสินทรัพย์อื่น

 

ส่วนกรณีที่เป็นความหวัง คือ No Regime Shift แม้สงครามจะสร้างบาดแผลไว้ แต่ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว

 

สงครามอิรักปี 2003 หรือสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2022 เป็นตัวอย่างที่ใกล้เคียงที่สุด แม้ความขัดแย้งจะยืดเยื้อ แต่ราคาน้ำมันไม่ได้อยู่ในระดับสูงตลอดไป เพราะท้ายที่สุดยังมีโอกาสหาข้อตกลงหยุดยิงได้

 

ในกรณีนี้ เงินเฟ้อจะปรับตัวขึ้นเพียงชั่วคราว เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ไม่ถึงขั้นถดถอย หุ้นเติบโตที่ปรับตัวลงในช่วงสงคราม แต่มีปัจจัยพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง มักมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีที่สุด

 

สำหรับนักลงทุนไทย ผมมองว่านิยามของความปลอดภัยอาจไม่ใช่ตัวสินทรัพย์ แต่อยู่ที่ความยืดหยุ่นของพอร์ต

 

ความขัดแย้งและสงครามแทบทุกครั้งไม่ได้เปลี่ยนเพียงราคาสินทรัพย์ แต่ยังเปลี่ยนวิธีที่นักลงทุนมองหาโอกาส และประเมินความเสี่ยงในโลกการเงินไปด้วย

 

สินทรัพย์ปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่หาได้ยาก แม้นิยามอาจไม่ซับซ้อน แค่เป็นสิ่งที่ถือแล้วอุ่นใจ ไม่ผันผวนมาก หรือช่วยลดแรงกระแทกด้านลบของพอร์ตได้ แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความผันผวนสูง สิ่งนั้นอาจไม่มีคำตอบที่ตายตัว

 

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า สินทรัพย์ใดปลอดภัยที่สุด แต่คือเราจะสร้างพอร์ตการลงทุนที่ยืดหยุ่นมากพอจะรับมือกับหลายฉากทัศน์ บนโลกที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และสงครามเหล่านี้ได้อย่างไรครับ

 

แผนภูมิความสัมพันธ์ของสินทรัพย์หลักในช่วงปี 1986-2026 1

บรรยาย: ความสัมพันธ์ (Correlation) จากการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์หลักในช่วงปี 1986- 2026

Source: Bloomberg and FNSYRUS

 

The post เมื่อสงครามทำให้นิยามของความปลอดภัยไม่เหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจส่งสำนวน 45 แฟ้มถึงมืออัยการ ชงสั่งฟ้อง ‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ พร้อมพวก คดีติดสินบนเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ด้วยทองคำ 246 บาท https://thestandard.co/surachate-bribery-nacc-gold-indictment/ Wed, 08 Apr 2026 04:59:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1195745 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. นำสำนวนคดี 45 แฟ้ม ส่งมอบให้อัยการสูงสุดพิจารณาคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล

วันนี้ (8 เมษายน) ที่ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจ […]

The post ตำรวจส่งสำนวน 45 แฟ้มถึงมืออัยการ ชงสั่งฟ้อง ‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ พร้อมพวก คดีติดสินบนเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ด้วยทองคำ 246 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. นำสำนวนคดี 45 แฟ้ม ส่งมอบให้อัยการสูงสุดพิจารณาคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล

วันนี้ (8 เมษายน) ที่ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พ.ต.อ.ภานุมาศ แสงส่ง ผู้กำกับการ 1 บก.ปปป. พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปปป. ได้ดำเนินการนำสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่กล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กับพวก ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีให้สินบนเจ้าพนักงาน ไปส่งมอบให้กับสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

 

โดยการส่งมอบสำนวนในครั้งนี้มีปริมาณเอกสารพยานหลักฐานจำนวนมากและมีความละเอียดซับซ้อน รวบรวมได้ทั้งหมด 45 แฟ้ม บรรจุอยู่ในกล่องกระดาษ 23 กล่อง

 

สำหรับที่มาของคดีสำคัญดังกล่าว สืบเนื่องจากการสืบสวนสอบสวนพบพฤติการณ์ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง ว่ามีการนำทรัพย์สินเป็นทองคำน้ำหนักรวมกว่า 246 บาท ไปมอบให้แก่เจ้าพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยมีจุดประสงค์เพื่อหวังผลในการให้ช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์ทางคดีความ ซึ่งพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุมและต่อเนื่อง จนท้ายที่สุดมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด และได้นำสำนวนมาส่งมอบให้ทางอัยการพิจารณาในวันนี้

 

ขั้นตอนหลังจากนี้ ทางอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต จะดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อตรวจพิจารณาสำนวนและพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างละเอียดรัดกุม เพื่อประเมินว่าพยานหลักฐานที่มีความสมบูรณ์และมีน้ำหนักเพียงพอที่จะนำไปสู่การสั่งฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางหรือไม่

The post ตำรวจส่งสำนวน 45 แฟ้มถึงมืออัยการ ชงสั่งฟ้อง ‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์’ พร้อมพวก คดีติดสินบนเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ด้วยทองคำ 246 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภัณฑิลเรียกร้ององค์กรอิสระเปิดตัวเลขค่าตอบแทนเพื่อความโปร่งใส ยกกรณีสินบนทองคำพิสูจน์รายได้ไม่สะท้อนความซื่อสัตย์ https://thestandard.co/independent-organization-compensation-transparency/ Tue, 07 Apr 2026 07:23:01 +0000 https://thestandard.co/independent-organization-compensation-transparency/ ภาพข้อความพาดหัวเรียกร้ององค์กรอิสระเปิดเผยค่าตอบแทนผู้บริหารและสวัสดิการ โดยมีประเด็นคนขับรถเงินเดือนสูงกว่าผู้ช่วย สส.

สส. พรรคประชาชนเตรียมเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรร […]

The post ภัณฑิลเรียกร้ององค์กรอิสระเปิดตัวเลขค่าตอบแทนเพื่อความโปร่งใส ยกกรณีสินบนทองคำพิสูจน์รายได้ไม่สะท้อนความซื่อสัตย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพข้อความพาดหัวเรียกร้ององค์กรอิสระเปิดเผยค่าตอบแทนผู้บริหารและสวัสดิการ โดยมีประเด็นคนขับรถเงินเดือนสูงกว่าผู้ช่วย สส.

สส. พรรคประชาชนเตรียมเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยองค์กรอิสระเป็นรายมาตรา เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานภายนอกและประชาชนสามารถตรวจสอบองค์กรอิสระได้ พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดเผยค่าตอบแทนและสวัสดิการของผู้บริหารองค์กรอิสระอย่างโปร่งใส

 

ภัณฑิล น่วมเจิม สส. กทม. พรรคประชาชน แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภาวันนี้ (7 เมษายน) ถึงความจำเป็นที่องค์กรอิสระต้องเปิดเผยข้อมูลรายรับของผู้บริหาร เนื่องจากงบประมาณทั้งหมดล้วนมาจากภาษีของประชาชน

 

ภัณฑิลได้กางข้อมูลโครงสร้างค่าตอบแทนในหลายหน่วยงานที่สะท้อนให้เห็นข้อเปรียบเทียบที่ชัดเจน เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีการจ่ายค่าตอบแทนให้ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ 48,730 บาทต่อเดือน ตำแหน่งเลขานุการ 44,310 บาทต่อเดือน และตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ 22,155 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีสิทธิสวัสดิการและค่าเดินทางตามระเบียบที่องค์กรสามารถออกกำหนดเองได้

 

ในส่วนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบว่ามีตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพิเศษได้ไม่เกิน 3 อัตราต่อคน โดยมีค่าตอบแทนรวม 25,000 ถึง 31,000 บาทต่อคนต่อเดือน และยังมีสวัสดิการประกันสุขภาพให้อีก 15,000 บาทต่อคนต่อปี

 

ขณะที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งมีฐานค่าตอบแทนในระดับที่สูงอยู่แล้ว เมื่อรวมกับรถประจำตำแหน่งและสิทธิประกอบอื่นๆ ทำให้ผู้บริหารมีค่าตอบแทนพุ่งสูงเกือบครึ่งล้านบาทต่อเดือน

 

ภัณฑิลได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพโดยระบุว่าผู้ช่วยดำเนินงานของ สส. ได้รับค่าตอบแทน 15,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่คนขับรถประจำตำแหน่งของบางองค์กรอิสระได้รับค่าตอบแทนสูงถึง 19,000 บาทต่อเดือน ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่รวมสวัสดิการอื่นๆ

 

นอกจากนี้ ภัณฑิลได้ตั้งข้อสังเกตถึงคำกล่าวที่ว่าการให้ค่าตอบแทนผู้บริหารองค์กรอิสระในจำนวนที่สูงมากจะส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ว่าเป็นความจริงหรือไม่ โดยหยิบยกกรณีการให้สินบนเป็นทองคำแท่งน้ำหนักรวม 246 บาท แก่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ขึ้นมาเป็นข้อพิสูจน์ที่ตอกย้ำว่า ค่าตอบแทนที่สูงไม่ได้สะท้อนหรือการันตีถึงความซื่อสัตย์สุจริตแต่อย่างใด

 

จากเหตุผลทั้งหมด ภัณฑิลจึงเรียกร้องให้องค์กรอิสระเร่งเปิดเผยจำนวนค่าตอบแทนและสวัสดิการของผู้บริหารให้สังคมได้รับทราบ และเตรียมผลักดันการแก้ไข พ.ร.ป. ว่าด้วยองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นรายมาตรา เพื่อสร้างกลไกให้องค์กรเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบจากองค์กรอื่นและจากภาคประชาชนได้โดยตรงต่อไป

The post ภัณฑิลเรียกร้ององค์กรอิสระเปิดตัวเลขค่าตอบแทนเพื่อความโปร่งใส ยกกรณีสินบนทองคำพิสูจน์รายได้ไม่สะท้อนความซื่อสัตย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
YLG ชี้ราคาทองคำเข้าสู่ช่วง ‘พักตัวระยะกลาง’ จับตาแนวต้านสำคัญ 72,200-77,300 บาท หากไม่ผ่านเสี่ยงทรุดต่อถึง 55,000 บาท แต่ยังคงเป้าหมายปี 2026 แตะระดับ 90,000 บาท https://thestandard.co/ylg-gold-price-correction-target/ Wed, 25 Mar 2026 08:22:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1191208 ภาพกราฟิกแสดงราคาทองคำในประเทศวันนี้ปรับขึ้น 2,300 บาท พร้อมคำแนะนำจาก YLG เรื่องการพักตัวของราคาทองระยะสั้นและกลาง

ท่ามกลางสมรภูมิเดือดในตะวันออกกลางที่กดดันความผันผวนของ […]

The post YLG ชี้ราคาทองคำเข้าสู่ช่วง ‘พักตัวระยะกลาง’ จับตาแนวต้านสำคัญ 72,200-77,300 บาท หากไม่ผ่านเสี่ยงทรุดต่อถึง 55,000 บาท แต่ยังคงเป้าหมายปี 2026 แตะระดับ 90,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงราคาทองคำในประเทศวันนี้ปรับขึ้น 2,300 บาท พร้อมคำแนะนำจาก YLG เรื่องการพักตัวของราคาทองระยะสั้นและกลาง

ท่ามกลางสมรภูมิเดือดในตะวันออกกลางที่กดดันความผันผวนของตลาดโลก ราคาทองคำกำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญในการเลือกทาง ระหว่างการ ‘พักฐาน’ เพื่อไปต่อ หรือการ ‘ปรับฐาน’ ลึกกว่าที่คาด ‘วายแอลจี’ ชี้เป็นโอกาสทองในการวางกลยุทธ์ Buy on Dip สำหรับนักลงทุนระยะยาว

 

 
 

สถานการณ์ราคาทองคำในประเทศวันนี้ (25 มี.ค.) อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ พบว่า ณ เวลา 15.09 น. ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้น 2,300 บาทต่อบาททองคำ โดยทองคำแท่งรับซื้อที่ 70,400 บาทต่อบาททองคำ และขายออกกท่ี 70,600 บาทต่อบาททองคำ ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อที่ 68,993.16 บาทต่อบาททองคำ และขายออกที่ 71,400 บาทต่อบาททองคำ

 

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า การดีดตัวของราคาทองคำล่าสุด (25 มี.ค.) เป็นเพียงสัญญาณรีบาวด์ระยะสั้นหลังจากราคาสไลด์ตัวลงจนเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป (Oversold) และเกิดสัญญาณขัดแย้งเชิงบวก (Bullish Divergence) ในกราฟรายชั่วโมง

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมระยะกลางยังอยู่ในช่วง ‘Correction’ หรือการพักฐาน ซึ่งนักลงทุนต้องระวังแรงเทขายบริเวณแนวต้าน 4,668 – 4,996 ดอลลาร์ (72,200 – 77,300 บาท) เพราะหากไม่สามารถทะลุผ่านได้ อาจเป็นการ ‘ดีดเพื่อลงต่อ’ ไปหาแนวรับสำคัญที่ 4,096 – 3,926 ดอลลาร์ (63,300 – 60,700 บาท)

 
 

เปิด 4 ปัจจัยหนุนทองคำแกร่งในปี 69

 

แม้ระยะสั้นจะผันผวน แต่ YLG ยังคงเป้าหมายปีนี้ไว้ที่ 5,596 – 5,824 ดอลลาร์ (86,600 – 90,000 บาท) โดยมี 4 ปัจจัยสนับสนุน ดังนี้

 

  • Recession & Stagflation Risk: ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง
  • Central Bank Gold Buying: เทรนด์ De-dollarization ถูกเร่งเครื่องด้วยความไม่แน่นอนของนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์ ล่าสุดธนาคารกลางจีน (PBOC) เข้าซื้อทองต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 (สะสมแล้วกว่า 2,308 ตัน)
  • Fed Policy: Goldman Sachs ยังคงคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ (ก.ย. และ ธ.ค.) ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อทองคำ
  • ETF Flows: แม้ต้นปี 2569 จะเริ่มเห็นเงินไหลออก (SPDR ลดการถือครอง -13.5 ตัน) แต่ในภาพรวมสินทรัพย์ปลอดภัยยังเป็นที่ต้องการสูง

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน YLG แนะนำดังนี้

 

  • ผู้ที่มีทองคำในมือจำนวนมาก: หากราคาดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 4,668 ดอลลาร์ แต่ไม่ผ่าน แนะนำแบ่งขายทำกำไรเพื่อลดสถานะบางส่วน แต่หากผ่าน 4,996 ดอลลาร์ไปได้ ให้ชะลอการขายเพื่อรอไปขายใกล้จุดสูงสุดเดิม (All Time High)
  • ผู้ที่ไม่มีทองคำในมือ: แนะนำใช้จังหวะการพักตัวของราคา (Buy on Dip) เป็นโอกาสทยอยสะสม โดยเฉพาะหากราคาไม่หลุดแนวรับแรกที่ 4,096 – 3,926 ดอลลาร์

 

ภาพ: THE STANDARD

The post YLG ชี้ราคาทองคำเข้าสู่ช่วง ‘พักตัวระยะกลาง’ จับตาแนวต้านสำคัญ 72,200-77,300 บาท หากไม่ผ่านเสี่ยงทรุดต่อถึง 55,000 บาท แต่ยังคงเป้าหมายปี 2026 แตะระดับ 90,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกไทย ก.พ. 2026 โต 9.9% ชะลอตัวก่อนรับศึกสงครามอิหร่าน ขณะที่ยอดนำเข้าพุ่งสูงสุดในรอบ 50 เดือน ดันดุลการค้าขาดดุลต่อเนื่อง จับตาพาณิชย์หั่นเป้าปีนี้อาจติดลบถึง 3% https://thestandard.co/thailand-exports-iran-war-us-tariffs/ Wed, 25 Mar 2026 03:59:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1191013 ภาพกราฟิกสรุปตัวเลขส่งออก-นำเข้าไทยเดือน ก.พ. 2026 พร้อมปัจจัยเสี่ยงสงครามอิหร่านและภาษีสหรัฐฯ

ส่งออก ก.พ. 2026 ชะลอลง แต่นำเข้าเร่งตัวสูงสุดในรอบ 50 […]

The post ส่งออกไทย ก.พ. 2026 โต 9.9% ชะลอตัวก่อนรับศึกสงครามอิหร่าน ขณะที่ยอดนำเข้าพุ่งสูงสุดในรอบ 50 เดือน ดันดุลการค้าขาดดุลต่อเนื่อง จับตาพาณิชย์หั่นเป้าปีนี้อาจติดลบถึง 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปตัวเลขส่งออก-นำเข้าไทยเดือน ก.พ. 2026 พร้อมปัจจัยเสี่ยงสงครามอิหร่านและภาษีสหรัฐฯ

ส่งออก ก.พ. 2026 ชะลอลง แต่นำเข้าเร่งตัวสูงสุดในรอบ 50 เดือน จับตาผลกระทบสงครามอิหร่านและแนวโน้มภาษีสหรัฐฯ

 

ส่งออกไทยเดือน ก.พ. 2026 ชะลอลง แต่ยังขยายตัวสูง 9.9%YOY มูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชะลอลงจากเดือนก่อนที่เติบโตสูง 24.4%YOY และชะลอลงมากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC และค่ากลาง Reuters Poll มองไว้ 15.8%) มูลค่าส่งออกที่ปรับฤดูกาลแล้วหดตัวแรงจากเดือนก่อน -11.1%MOM_SA ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ยังขยายตัวสูง 17% ก่อนสงครามในอิหร่านเริ่มขึ้นตั้งแต่ 28 ก.พ.

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ส่งออกเดือนนี้ได้แรงส่งหลักจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตลาดสหรัฐฯ ยังเป็นคู่ค้าสำคัญ

 

  • การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงกว่า 56.8% เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบขยายตัว 49.8% 41.8% 217.6% 251.5% และ 47.1% ตามลำดับ โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก โดยพบว่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยไป 11 ใน 15 คู่ค้าสำคัญยังคงขยายตัว ทั้งนี้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 9.5% หรือเป็นเกือบทั้งหมดของการเติบโตส่งออกรวม 9.9%

 

  • การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง 40.5% ชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมขยายตัวสูงถึง 97.8% และสินค้ากลุ่มอื่น ๆ (ยกเว้นอิเล็กทรอนิกส์) ขยายตัวได้ 9.7% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ แม้เผชิญกำแพงภาษีนำเข้าสูง 19% (ก่อนภาษีลดลงเหลือ 10% ภายใต้มาตรา 122 หลังศาลฎีกาตัดสินให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)) โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ 13 จาก 15 รายการขยายตัวดี ทั้งนี้การส่งออกไปสหรัฐฯ ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 7.3% ของการเติบโตส่งออกรวม 9.9%

 

  • ส่งออกทองคำขยายตัวเพียง 18.2% ชะลอลงมากจากที่เติบโตสูง 136.2% ในเดือนก่อน ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากราคาทองคำที่ปรับลดลงในเดือนนี้ การส่งออกทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูปมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง (CTG) 0.5% เทียบกับที่เคยสนับสนุนส่งออกได้มากถึง 2.7% ในเดือนก่อน

 

นำเข้าขยายตัวสูงสุดในรอบ 50 เดือน จากกลุ่มสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุน โดยเฉพาะทองคำ

 

มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน ก.พ. อยู่ที่ 32,273.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 31.8% สูงสุดในรอบ 50 เดือน เร่งขึ้นจาก 29.4% ในเดือนก่อนและสูงกว่าประมาณการ (SCB EIC ประเมิน 20.5% และค่ากลาง Reuters Poll 25%) การนำเข้าหลักมาจาก

 

  • สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 53.3% ใกล้เคียงเดือนก่อน การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 22.5%YOY มากกว่าครึ่งของการเติบโตส่งออกรวม 31.8% โดยสินค้านำเข้าหลักได้แก่ ทองคำ และอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวสูงกว่า 165% และ 84.8% ตามลำดับ (CTG: 10.8% และ 8.1%) โดยการนำเข้าอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำเข้าสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำเพื่อผลิตและส่งออก ไทยจึงต้องนำเข้าสินค้านี้จากผู้ผลิตหลัก เช่น จีน และไต้หวัน

 

  • สินค้าทุนขยายตัวสูง 49.3% เร่งขึ้นจาก 29.5% ในเดือนก่อน ซึ่งมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 11.7% ของการเติบโตส่งออกรวม 31.8% โดยสินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบที่ขยายตัวถึง 91.0% และ 19.2% ตามลำดับ (CTG: 6.8% และ 1.4%) ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ไทยยังผลิตสินค้าทุนประเภทนี้ได้จำกัด ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าทุน หมวดเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นตามดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้ขาดดุลต่อเนื่อง -2,833.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนภาพรวม 2 เดือนแรกของปีนี้ ไทยขาดดุลการค้าสะสม -6,137.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

SCB EIC มองการค้าระหว่างประเทศของไทยปีนี้มีปัจจัยภายนอกกดดันเพิ่ม สงครามตะวันออกกลางและภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ยิ่งซ้ำเติมการขาดดุลการค้า

 

1. สงครามตะวันออกกลาง : แม้ส่งออกไทยในภาพรวมอาจได้รับผลกระทบโดยตรงค่อนข้างจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางน้อย (3.7% ของมูลค่าส่งออกไทยปี 2025) แต่บางอุตสาหกรรมอาจได้รับผลกระทบรุนแรง เพราะตลาดส่งออกกระจุกตัวในตะวันออกกลาง เช่น ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (18.2% ของมูลค่าส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ทั้งหมด) ปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง (15.4%) ข้าว (13.4%) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (13.1%) นอกจากนี้ ส่งออกไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านเศรษฐกิจโลกที่จะชะลอตัวลง โดยเฉพาะตลาดเอเชียและยุโรปที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าจากตะวันออกกลางสูง (สัดส่วน 65% ของตลาดส่งออกไทย) อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าส่งออกไทยที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น เช่น ปาล์ม มันสำปะหลัง น้ำตาล ยางพารา

 

2. ด้านดุลการค้าไทยมีแนวโน้มแย่ลงตามราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงราว 8% ของ GDP และมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางถึง 59% ของทั้งหมด นอกจากนี้ราคาวัตถุดิบนำเข้าอื่น ๆ และต้นทุนค่าขนส่งสินค้ายังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมแนวโน้มขาดดุลการคลังที่มีอยู่เดิมหลังวิกฤติโควิด โดยเฉพาะจากการนำเข้าจากจีนที่สูงขึ้นมาก กดดันอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวม

 

3. ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 : แม้ส่งออกไทยในระยะสั้นอาจได้แรงหนุนจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ปรับลดลงเหลือ 10% หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าคู่ค้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) รัฐบาลสหรัฐฯ จึงเปลี่ยนไปใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของ The Trade Act of 1974 แทน โดยประกาศเก็บภาษีนำเข้าทุกประเทศในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน (เริ่มวันที่ 24 ก.พ. ถึง 24 ก.ค.) อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เพิ่งประกาศเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 12 มี.ค. จะสอบสวน 16 ประเทศคู่ค้าภายใต้มาตรา 301 ของ The Trade Act of 1974 ภายใต้ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ซึ่งไทยอยู่ใน 16 ประเทศคู่ค้าที่ถูกสหรัฐฯ สอบสวน

 

SCB EIC พบว่าสหรัฐฯ ขาดดุลการค้าไทยเพิ่มขึ้นในปี 2025 โดยไทยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 7 ของประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงที่สุด จากเดิมอยู่อันดับ 10 ในปี 2024 สถานการณ์นี้สะท้อนว่าไทยมีความเสี่ยงสูงที่อาจถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมหลังเดือน ก.ค. ภายใต้มาตรา 301 นี้ได้หลังการสอบสวน

 

ในการแถลงตัวเลขการค้าระหว่างประเทศเดือน ก.พ. 2026 ครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เผยแพร่ประมาณการมูลค่าการส่งออกไทยปี 2026 ล่าสุด แบ่งได้ 3 กรณี คือ

 

  • กรณีดีที่สุด : 1.1%YOY
  • กรณีฐาน : -1%YOY
  • กรณีแย่ที่สุด : -3%YOY

 

ทั้งนี้ SCB EIC อยู่ระหว่างการทบทวนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2026 ทิศทางมูลค่าส่งออกและนำเข้า ภายใต้สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น โดยจะเผยแพร่ประมาณการใหม่ในช่วงปลายเดือน มี.ค. นี้

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่: scbeic.com ›

The post ส่งออกไทย ก.พ. 2026 โต 9.9% ชะลอตัวก่อนรับศึกสงครามอิหร่าน ขณะที่ยอดนำเข้าพุ่งสูงสุดในรอบ 50 เดือน ดันดุลการค้าขาดดุลต่อเนื่อง จับตาพาณิชย์หั่นเป้าปีนี้อาจติดลบถึง 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
แห่ขายทองคำทั่วโลก! ราคาร่วงหลุด 65,000 บาท ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ทำไมสถานะ Safe Haven หยุดทำงาน https://thestandard.co/gold-price-drops-safe-haven-status/ Mon, 23 Mar 2026 09:50:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1190342 ทองคำแท่งสีทองวางอยู่บนพื้นหลังสีดำ มีข้อความระบุราคาทองคำ 64,400 บาท ต่ำสุดรอบ 3 เดือน และคำถามเกี่ยวกับสถานะ Safe Haven

ตลาดโลหะมีค่าทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก โดยร […]

The post แห่ขายทองคำทั่วโลก! ราคาร่วงหลุด 65,000 บาท ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ทำไมสถานะ Safe Haven หยุดทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำแท่งสีทองวางอยู่บนพื้นหลังสีดำ มีข้อความระบุราคาทองคำ 64,400 บาท ต่ำสุดรอบ 3 เดือน และคำถามเกี่ยวกับสถานะ Safe Haven

ตลาดโลหะมีค่าทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก โดยราคาทองคำ โลหะเงิน และแพลทินัม ร่วงลงอย่างรุนแรง ท่ามกลางความขัดแย้งในอิหร่านที่ยังคงดำเนินอยู่ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนกำลังเทขายสินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เพื่อระดมเงินสดและชดเชยผลขาดทุนจากสินทรัพย์อื่นๆ

 

ราคาทองคำในประเทศไทยร่วงลงแตะระดับต่ำสุดที่ 64,400 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 3 เดือน โดยปรับตัวลดลงตามทิศทางราคาทองคำโลกที่ร่วงลงแตะ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 4 เดือน

 

ราคาทองคำสปอต (Spot gold) ทรุดตัวลงถึง 8.8% มาอยู่ใกล้ระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นการลบภาพการปรับตัวขึ้นของปีนี้ไปจนหมด

 

ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายเดือนมกราคม ราคาทองคำโลกเคยพุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,594.92 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในไทยเคยทำจุดสูงสุดที่ 81,950 บาท

 

นอกจากทองคำแล้ว ราคาแร่เงินสปอต (Spot silver) ก็ดิ่งลง 8.3% มาอยู่ที่ 62.24 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของปีนี้ และลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากระดับ 117 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามในอิหร่านเริ่มต้นขึ้น

 

การเทขายยังลุกลามไปยังโลหะมีค่าอื่นๆ โดยสัญญาแพลทินัมล่วงหน้าร่วงลง 10.6% แตะ 1,760.90 ดอลลาร์ และพัลลาเดียมลดลง 6.7% แตะ 1,347.50 ดอลลาร์

 

ทำไมสินทรัพย์ปลอดภัยถึงถูกเทขาย?

 

แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับกดดันให้ราคาปรับลดลงจากหลายปัจจัย นักลงทุนที่เป็นกลุ่ม Smart Money น่าจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าสงครามมีโอกาสจะปะทุขึ้น ทำให้ราคาทองคำขึ้นไปรับข่าว เมื่อไม่มีแรงซื้อใหม่เข้ามา ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเลือกเทขายออกมา

 

อีกเหตุผลคือ นักลงทุนเลือกขายสินทรัพย์ที่มีกำไรเพื่อนำเงินไปโปะผลขาดทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่ปรับตัวลง

 

“ราคาทองคำที่ขึ้นมากว่า 5,000 ดอลลาร์ ทำให้สูญเสียเสน่ห์ในฐานะ Safe Haven โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็น Safe Haven เหมือนกัน แต่ทองคำอยู่ในโซนที่สูง ขณะที่เงินดอลลาร์อยู่ในโซนต่ำ” ภาดลกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ภาดลมองว่าในระยะสั้นมีโอกาสจะเห็นราคาทองคำฟื้นตัวกลับมาได้ หลังจากลดลงมาต่ำกว่า 4,500 ดอลลาร์ หากสงครามยังคงยืดเยื้อต่อไป แต่ขณะเดียวกันหากสงครามคลายตัว ทองคำจะยิ่งสูญเสียปัจจัยหนุน ทำให้อาจเห็นราคาทองคำซึมลงต่อได้

 

ด้าน Johan Jooste ซีอีโอของ Pangaea Wealth AG ระบุว่า ทองคำกำลังเผชิญกับ “ปัญหาสภาพคล่อง” โดยการเทขายอย่างรวดเร็วเกิดจากความจำเป็นของนักลงทุนที่ต้องการระดมเงินสด ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ ความกังวลด้านเงินเฟ้อและดอกเบี้ย

 

สงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและกระตุ้นการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางอื่นๆ อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แนวโน้มดอกเบี้ยที่สูงขึ้นนี้ทำให้นักลงทุนหันไปสนใจพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าโลหะมีค่าที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

 

ขณะที่ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index ซึ่งเป็นมาตรวัดสกุลเงินดอลลาร์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3% ซึ่ง David Wilson ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของ BNP Paribas SA ชี้ว่า ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008, 2020 และ 2022 ทองคำก็เคยร่วงลงในระยะแรกเนื่องจากนักลงทุนเทขายสินทรัพย์เพื่อถือครองเงินดอลลาร์

 

จากความผันผวนนี้ การถือครองทองคำในกองทุน ETF พลิกกลับมาเป็นยอดเงินไหลออกสุทธิราว 11 ตันตั้งแต่ต้นปี ขณะที่สถานะคงค้าง (Open interest) ของสัญญาทองคำล่วงหน้าบนตลาด Comex ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2018 สะท้อนถึงการล้างสถานะเก็งกำไร

 

ภาพ: Mathieukor / GettyImages

 

อ้างอิง:

 

The post แห่ขายทองคำทั่วโลก! ราคาร่วงหลุด 65,000 บาท ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ทำไมสถานะ Safe Haven หยุดทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาทองวันนี้ (19 มี.ค. 69) ร่วงแรง 3,600 บาท หวั่น Fed คงดอกเบี้ย คุมเข้มเงินเฟ้อ ‘ทรัมป์’ ยกระดับสงครามอิหร่าน https://thestandard.co/gold-price-drops-fed-trump-iran/ Thu, 19 Mar 2026 13:06:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1189337 กราฟแสดงราคาทองคำร่วงลงอย่างรุนแรง

วันนี้ (19 มีนาคม 2569) สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองปิดต […]

The post ราคาทองวันนี้ (19 มี.ค. 69) ร่วงแรง 3,600 บาท หวั่น Fed คงดอกเบี้ย คุมเข้มเงินเฟ้อ ‘ทรัมป์’ ยกระดับสงครามอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงราคาทองคำร่วงลงอย่างรุนแรง

วันนี้ (19 มีนาคม 2569) สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองปิดตลาด เวลา 17.22 น. ราคาร่วงแรง 3,600 บาท ทำจุดต่ำสุดในรอบ 1 เดือน และตลอดทั้งวันปรับราคาแล้ว 56 ครั้ง

 

ทำให้ปัจจุบันราคาทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 72,700 บาท ขายออกบาทละ 72,900

 

บาท ขณะที่ทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 71,252 บาท ขายออกบาทละ 73,700 บาท

 

ขณะที่ราคาทองคำโลก (Gold Spot) เวลา 19.05 น. ร่วงลงสู่ระดับ 4,630 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 3.78% ออก ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์

 

ทั้งนี้สาเหตุที่ราคาทองปรับลดลงแรงในวันนี้ YLG GROUP ประเมินว่า เป็นผลมาจากแรงกดดันของมุมมองนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งลดความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

 

โดย Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด พร้อมส่งสัญญาณว่าความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน และความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง จะทำให้การปรับลดดอกเบี้ยยังไม่เกิดขึ้นในระยะใกล้ แม้ยังคงคาดการณ์การลดดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในปีนี้ก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวหนุนค่าเงินดอลลาร์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลลบต่อราคาทองคำ

 

ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงยกระดับ หลังอิหร่านยิงขีปนาวุธ โจมตีพื้นที่ในกาตาร์ที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญ ตอบโต้อิสราเอลที่โจมตีแหล่งก๊าซ South Pars สถานการณ์ดังกล่าวผลักดันราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ อีกทั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังส่งสัญญาณอาจยกระดับมาตรการทางทหารเพิ่มเติมในภูมิภาค

 

อย่างไรก็ตาม แม้ความตึงเครียดดังกล่าวจะหนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย แต่แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จำกัดการฟื้นตัวของราคาทองคำ

 

ภาพ: FOTOGRIN / Shuttersstock

The post ราคาทองวันนี้ (19 มี.ค. 69) ร่วงแรง 3,600 บาท หวั่น Fed คงดอกเบี้ย คุมเข้มเงินเฟ้อ ‘ทรัมป์’ ยกระดับสงครามอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามตะวันออกกลางปะทุหนัก จับตาทุนไหลออกประเทศนำเข้าน้ำมัน พร้อมเตือนไทยเสี่ยงเผชิญ Stagflation https://thestandard.co/middle-east-war-capital-outflow-thailand-stagflation/ Thu, 19 Mar 2026 09:02:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1189244 กราฟแสดงแนวโน้มตลาดการเงินโลกและผลกระทบจากสงคราม ตะวันออกกลาง พร้อมสัญลักษณ์ Stagflation

สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างรวดเ […]

The post สงครามตะวันออกกลางปะทุหนัก จับตาทุนไหลออกประเทศนำเข้าน้ำมัน พร้อมเตือนไทยเสี่ยงเผชิญ Stagflation appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงแนวโน้มตลาดการเงินโลกและผลกระทบจากสงคราม ตะวันออกกลาง พร้อมสัญลักษณ์ Stagflation

สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วต่อทิศทางตลาดการเงินทั่วโลก โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นทันที ขณะที่ทิศทางค่าเงินบาทของไทยทะลุระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

แพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ภาพรวมของตลาดการเงินขณะนี้เกิดการกลับทิศทางอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี ซึ่งในขณะนั้นตลาดมีการเทขายดอลลาร์ ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า และมีกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ค่อนข้างมาก ทว่าเมื่อเกิดสถานการณ์สงครามที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น Theme ของตลาดได้พลิกกลับด้านทันที โดยนักลงทุนหันกลับมาซื้อดอลลาร์และเทขายสินทรัพย์จากกลุ่มประเทศที่มีการนำเข้าน้ำมันในระดับสูง

 

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เกิดสภาวะเงินทุนไหลออก (Capital Outflow) จากประเทศที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Oil Importer) อย่างเกาหลีใต้รวมถึงประเทศไทย ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อบัญชีเดินสะพัดและเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง นอกจากนี้ ตลาดได้เริ่มลดน้ำหนักความสนใจในเรื่องการเมืองภายในประเทศลง และหันไปให้น้ำหนักกับปัจจัยเรื่องสงคราม (War Factor) มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนต้องการขายสินทรัพย์เพื่อกลับไปถือครองเงินสดและเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น

 

ความผิดปกติของ Safe Haven เมื่อ ‘ทองคำ’ ถูกเทขาย

 

ประเด็นที่น่าจับตาและถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ในรอบนี้ คือพฤติกรรมของนักลงทุนต่อ ‘ทองคำ’ ซึ่งโดยปกติมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ผู้คนจะแห่ซื้อพร้อมกับเงินดอลลาร์ในช่วงสงคราม แต่ในครั้งนี้ทองคำกลับกลายเป็นสินทรัพย์ที่ถูกเทขายออกมา โดยราคาได้ปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ราว 5,400 ก่อนจะร่วงลงมาซื้อขายกันอยู่ที่ระดับประมาณ 5,000 ปรากฏการณ์นี้อาจเกิดจากการที่นักลงทุนเลือกขายสินทรัพย์ที่ยังมีกำไรออกมาเพื่อชดเชยกับพอร์ตส่วนอื่นที่ขาดทุน หรือเพื่อดึงกลับมาเป็นเงินสดสำหรับรอจังหวะการลงทุนใหม่ รวมถึงการเตรียมเงินสดไว้สำหรับเติมเงินหลักประกัน (Margin) ในยามจำเป็น

 

ดอกเบี้ย Fed จ่อลดดอกเบี้ยน้อยลง – กนง. ยังมีลุ้นหั่นดอกเบี้ย

 

สำหรับทิศทางราคาน้ำมัน ตลาดประเมินว่าในช่วงต้นราคาน้ำมันจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง และไม่ได้ให้น้ำหนักว่าสงครามจะยุติลงอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 เดือน แต่คาดว่าจะไปจบลงในช่วงไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันกลับมาอยู่ที่ระดับประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตามเดิม

 

ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้สร้างแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้ธนาคารกลางในกลุ่มประเทศที่มีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อสูง เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป อาจชะลอการลดอัตราดอกเบี้ย โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเดิมทีในช่วงต้นปีคาดการณ์กันว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ปัจจุบันตลาดให้โอกาส 80-100% ว่าอาจจะปรับลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยจะต้องให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อควบคู่ไปกับการดูแลการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยังคงมีความเปราะบางอยู่

 

เปิด 3 ฉากทัศน์ กรณี Worst Case อาจทำบาทอ่อนทะลุ 33-34 บาท

 

ทิศทางค่าเงินบาทในปัจจุบันมีความผันผวนสูงมาก จากที่ช่วงต้นปีประเมินว่าเงินบาทจะแข็งค่าไปอยู่ที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ แต่ล่าสุดได้พุ่งขึ้นไปซื้อขายสูงสุดถึงระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ทาง SCB ได้ประเมินแนวโน้มค่าเงินบาทออกเป็น 3 กรณี ได้แก่

 

  • กรณีจบเร็ว: มีโอกาสที่เงินบาทจะกลับมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 31-32 บาทต่อดอลลาร์
  • กรณีฐาน (Base Case): หากสถานการณ์ยืดเยื้อเล็กน้อยตามที่ตลาดคาดการณ์ เงินบาทจะแกว่งตัวในกรอบ 32-33 บาทต่อดอลลาร์
  • กรณีเลวร้าย (Worst Case): หากสงครามยืดเยื้อและยังไม่จบ เงินบาทอาจมีโอกาสอ่อนค่าทะลุขึ้นไปถึงระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์

 

ด้วยความผันผวนที่คาดเดาจุดจบของสงครามได้ยาก ภาคธุรกิจจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) อย่างใกล้ชิด แต่การป้องกันความเสี่ยงนั้นจะต้องมีความยืดหยุ่นสูง (Flexible) เพราะหากผู้นำเข้าล็อกอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าที่ระดับ 32.50 บาท แต่ภายหลังเงินบาทกลับมาแข็งค่าที่ 31 บาท ก็อาจทำให้สูญเสียโอกาส (Opportunity Loss) ได้ ดังนั้น การใช้เพียงเครื่องมือพื้นฐานอย่าง Spot หรือ Forward อาจไม่เพียงพอ จึงแนะนำให้นำเครื่องมืออย่าง FX Options เข้ามาปรับใช้ร่วมด้วย เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และปิดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

จับตาสัญญาณเตือน ไทยเสี่ยงเผชิญภาวะ Stagflation

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความเสี่ยงสำคัญที่คนเริ่มพูดถึงกันมากขึ้น นั่นคือโอกาสที่ประเทศไทยจะเกิดภาวะ Stagflation โดยมีความเป็นไปได้ที่ภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจะผลักดันให้เกิดเงินเฟ้อและทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น ซึ่งเป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากฝั่งต้นทุน (Cost-push inflation) ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงมีความเปราะบาง และประชาชนไม่ได้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นความเสี่ยงระยะยาวที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

 

ภาพ: Shutterstock Gen AI / Shutterstock, schankz / Shutterstock

The post สงครามตะวันออกกลางปะทุหนัก จับตาทุนไหลออกประเทศนำเข้าน้ำมัน พร้อมเตือนไทยเสี่ยงเผชิญ Stagflation appeared first on THE STANDARD.

]]>
โค้งสุดท้ายคดีสินบนทองคำ 246 บาท ตำรวจลุยแจ้งข้อหาผู้จัดซื้อ เตรียมส่งฟ้อง 5 ผู้ต้องหาศาลทุจริตฯ มี.ค. นี้ https://thestandard.co/gold-bribe-case-police-indictment/ Thu, 19 Mar 2026 08:04:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1189162 ภาพแฟ้ม: เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ในคดีสินบนทองคำ 246 บาท

วันนี้ (19 มีนาคม) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญ […]

The post โค้งสุดท้ายคดีสินบนทองคำ 246 บาท ตำรวจลุยแจ้งข้อหาผู้จัดซื้อ เตรียมส่งฟ้อง 5 ผู้ต้องหาศาลทุจริตฯ มี.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแฟ้ม: เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ในคดีสินบนทองคำ 246 บาท

วันนี้ (19 มีนาคม) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) เปิดเผยความคืบหน้าคดีทุจริตนำทองคำน้ำหนัก 246 บาท ไปติดสินบนเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้มีการช่วยเหลือทางคดีให้กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ภายหลังถูกตรวจสอบพบความเชื่อมโยงกับคดีเว็บไซต์พนันออนไลน์เมื่อช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา

 

ล่าสุด กองกำกับการ 1 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ได้ดำเนินการสอบปากคำ สรพงศ์ หนึ่งในผู้ต้องหาซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้จัดซื้อทองคำ โดยพฤติการณ์ก่อนหน้านี้ สรพงศ์ได้ส่งเอกสารขอเลื่อนการเข้าพบตามหมายเรียกครั้งแรก ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ซึ่งผู้ต้องหาก็มีความพยายามจะขอเลื่อนอีกครั้ง แต่เมื่อผู้ต้องหามาปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการแจ้งข้อหา ร่วมกันให้สินบนกับเจ้าพนักงาน และทำการสอบปากคำก่อนจะปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นพนักงานสอบสวน

 

ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงประเด็นว่าสรพงศ์กระทำการโดยความเต็มใจ หรือถูกข่มขู่บังคับให้ร่วมขบวนการนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกในสำนวน โดยระบุเพียงว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการร่วมกันทำเป็นขบวนการ

 

สำหรับการดำเนินคดีในภาพรวมนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ อธิบายว่า ได้มีการแยกสำนวนการสอบสวนออกเป็น 2 ชุดอย่างชัดเจน โดยชุดแรกเป็นกรณีของ เอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งสำนวนคดีได้ถูกส่งไปยังรัฐสภาและศาลฎีกาแล้ว พร้อมทั้งมีการแต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ โดยมี พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ในฐานะผู้ร้อง ได้นำพยานหลักฐานชุดเดียวกับที่ส่งให้ตำรวจไปยื่นต่อรัฐสภาก่อนหน้านี้

 

ส่วนสำนวนชุดที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาอีก 5 ราย ได้แก่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล, สมบัติ (อนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ป.ช.), สามารถ, สรพงศ์ และนายสุรสิทธิ์ นั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจในการสอบสวนอย่างเต็มที่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว และถูกส่งกลับมาให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามมาตรา 61 วรรคสอง

 

โดยปัจจุบันสำนวนคดีชุดนี้มีความพร้อมเกือบสมบูรณ์ เหลือเพียงการตรวจทานรายละเอียดอีกเล็กน้อย และคาดว่าจะสามารถสรุปสำนวนส่งให้อัยการ เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้ภายในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งทางตำรวจก็ยินดีหากศาลฎีกาจะมีการเรียกขอสำนวนชุดนี้ไปประกอบการพิจารณาด้วย

 

นอกจากนี้ เมื่อสื่อมวลชนสอบถามถึงกรณีที่ทนายความของผู้ต้องหาได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนเพื่อตอบโต้การทำงาน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายยังมีขวัญและกำลังใจที่ดีเยี่ยม ทุกคนตระหนักดีถึงหน้าที่ในการสอบสวนคดีนี้ และรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะต้องมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 

ดังนั้น ไม่ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ไปถูกใจหรือไม่ถูกใจใคร ท้ายที่สุดก็อาจถูกฟ้องอยู่ดี ทีมพนักงานสอบสวนจึงยึดมั่นในการทำงานด้วยความระมัดระวัง รัดกุม และดำเนินการทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

The post โค้งสุดท้ายคดีสินบนทองคำ 246 บาท ตำรวจลุยแจ้งข้อหาผู้จัดซื้อ เตรียมส่งฟ้อง 5 ผู้ต้องหาศาลทุจริตฯ มี.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fed ไม่ปิดโอกาสขึ้นดอกเบี้ย จับตาเงินเฟ้อจากเหตุตะวันออกกลาง คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.5% – 3.75% เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 5 เดือน https://thestandard.co/fed-inflation-middle-east-baht-weakens/ Thu, 19 Mar 2026 02:40:46 +0000 https://thestandard.co/fed-inflation-middle-east-baht-weakens/ ข้อความแสดงท่าที Fed ไม่ปิดโอกาสขึ้นดอกเบี้ย พร้อมจับตาเงินเฟ้อจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

เงินบาทอ่อนค่าทะลุแนวต้านสำคัญ 32.80 บาทต่อดอลลาร์ นับเ […]

The post Fed ไม่ปิดโอกาสขึ้นดอกเบี้ย จับตาเงินเฟ้อจากเหตุตะวันออกกลาง คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.5% – 3.75% เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 5 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้อความแสดงท่าที Fed ไม่ปิดโอกาสขึ้นดอกเบี้ย พร้อมจับตาเงินเฟ้อจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

เงินบาทอ่อนค่าทะลุแนวต้านสำคัญ 32.80 บาทต่อดอลลาร์ นับเป็นระดับที่อ่อนค่าสุดในรอบ 5 เดือน หลัง FOMC ลงมติ 11 ต่อ 1 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในกรอบ 3.5% – 3.75% ด้านพาวเวลล์ไม่ปิดโอกาสที่ Fed จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed และให้โอกาสเพียง 56% ที่ Fed จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้

 

วันนี้ (19 มีนาคม 2569) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.79 บาทต่อดอลลาร์ ‘อ่อนค่าลงหนัก’ สอดคล้องกับแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางทวีความร้อนแรงมากขึ้น จากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่าน โดยอิสราเอล (นำมาสู่การตอบโต้ ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของกาตาร์ โดยอิหร่าน และทางการอิหร่านขู่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอื่นๆ ในตะวันออกกลางเพิ่มเติม) หนุนให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ แม้ Fed จะมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ (11 ต่อ 1) คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50%-3.75% ทว่าโทนการสื่อสารของ Fed สะท้อนความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านสูงต่อเงินเฟ้อ สะท้อนจากการปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ PCE (และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE) สูงขึ้นสู่ระดับ 2.7% ขณะเดียวกัน คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot ใหม่ของ Fed ยังสะท้อนถึงมุมมองระมัดระวังในการปรับดอกเบี้ยนโยบาย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

 

ประธาน Fed ไม่ปิดโอกาสขึ้นดอกเบี้ย

 

โดยพูนกล่าวต่อว่า มีจำนวนเจ้าหน้าที่ Fed มากขึ้น ที่มองว่า Fed ควรคงดอกเบี้ย หรือลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ เมื่อเทียบกับ Dot Plot ในการประชุมเดือนธันวาคม ปี 2025

 

กอปรกับถ้อยแถลงของประธาน Fed เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ในช่วง Press Conference ที่ย้ำจุดยืนระมัดระวังในการปรับนโยบายการเงิน และไม่ปิดโอกาสที่ Fed จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด โดยภาพดังกล่าวได้ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed และให้โอกาสเพียง 56% ที่ Fed จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้

 

บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงและอาจยืดเยื้อกว่าคาด ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้า หลังผลการประชุม FOMC ล่าสุดของ Fed สะท้อนแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่ระมัดระวังตัวมากขึ้นและ Fed อาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งภาพดังกล่าวได้กดดันบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อาทิ Amazon -2.5% และ Miscrosoft -1.9% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.36% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.46%

 

พาวเวลล์ยืนกรานอยู่ต่อ ท่ามกลางคดีสอบสวน DOJ

 

นอกจากนี้ พาวเวลล์ยังสร้างความประหลาดใจให้ตลาด โดยยืนยันว่าเขาไม่มีความตั้งใจจะลาออกจากตำแหน่งกรรมการ Fed จนกว่าการสอบสวนของ Department of Justice (DoJ) เกี่ยวกับโครงการปรับปรุงอาคารจะสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ เขายังระบุว่า หากยังไม่มีผู้สืบทอดตำแหน่งก่อนที่วาระประธานจะหมดลงในเดือนพฤษภาคม เขาจะทำหน้าที่รักษาการประธานต่อไป โดยวาระกรรมการของเขาจะสิ้นสุดในเดือนมกราคม 2028

 

Fed จับตาเงินเฟ้อสถานการณ์ตะวันออกกลาง

 

Fed ยังย้ำถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย Powell กล่าวว่า “ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ไม่มีใครรู้แน่ชัด”

 

ส่วนในประเด็นราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น Powell อธิบายว่า โดยปกติธนาคารกลางจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพียงเพราะราคาพลังงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากมักเป็นผลกระทบชั่วคราว แต่เงื่อนไขสำคัญคือประชาชนยังต้องเชื่อว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมาย 2% ในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงกว่าเป้าหมายนี้มานานถึง 5 ปีแล้ว เขายังเผยว่า Fed ได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการ “ขึ้นดอกเบี้ย” เช่นกัน แต่ย้ำว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่ยังไม่มองว่านั่นเป็นกรณีหลัก

 

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกันที่ Fed คงดอกเบี้ย แม้สภาพเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยก่อนหน้านี้ Fed เคยมั่นใจว่าตลาดแรงงานเริ่มมีเสถียรภาพ แต่รายงานการจ้างงานที่อ่อนแอในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงสงครามที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ Fed จึงปรับถ้อยแถลงเกี่ยวกับตลาดแรงงานใหม่ โดยระบุว่าอัตราว่างงาน “แทบไม่เปลี่ยนแปลง” ในช่วงที่ผ่านมา

 

เปิดแนวโน้มค่าเงินบาท ทดสอบโซนแนวต้านสำคัญที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์

 

พูนกล่าวต่อว่า สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) กลับมามีกำลังมากขึ้นอย่างชัดเจน หลังการอ่อนค่าต่อเนื่องของเงินบาทจนเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.80 บาทต่อดอลลาร์ และเมื่อประเมินจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้ เรามองว่า ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม และอาจกลับมาอ่อนค่าแถวโซนแนวต้าน 32.80 บาทต่อดอลลาร์ ได้ (ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เงินบาทสามารถอ่อนค่าเพิ่มเติมทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์) หากบรรดานักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม ทว่าการอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออก ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้านดังกล่าว จนถึงโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์

 

ทั้งนี้ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยง Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

 

“อนึ่ง เรามองว่า ควรระวัง ความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะในส่วนของ BOJ เนื่องจากเงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงมาพอควรเข้าสู่โซนที่ทางการญี่ปุ่นได้เคยเข้าแทรกแซงก่อนหน้า ซึ่งทำให้ เงินเยนญี่ปุ่นเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk เช่นกัน โดยเงินเยนญี่ปุ่นอาจอ่อนค่าลงต่อทะลุโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ หากทาง BOJ ไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจน ต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หรือไม่ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา ในทางกลับกัน เงินเยนญี่ปุ่นอาจแข็งค่าขึ้นบ้าง หรืออย่างน้อยชะลอการอ่อนค่าลง หาก BOJ ย้ำจุดยืนพร้อมเดินหน้าทยอยขึ้นดอกเบี้ย แต่อาจรอดูสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางไปก่อน และแสดงความกังวลต่อผลกระทบของการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา”

The post Fed ไม่ปิดโอกาสขึ้นดอกเบี้ย จับตาเงินเฟ้อจากเหตุตะวันออกกลาง คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.5% – 3.75% เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 5 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา Stagflation หากสงครามตะวันออกกลางลุกลาม มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ 2-6 สัปดาห์ https://thestandard.co/middle-east-stagflation-oil-impact/ Fri, 13 Mar 2026 03:02:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1186984 ภาพกราฟแสดงความเสี่ยง Stagflation จากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ […]

The post จับตา Stagflation หากสงครามตะวันออกกลางลุกลาม มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ 2-6 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงความเสี่ยง Stagflation จากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกอาจเสี่ยงก้าวเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากต่อการดำเนินนโยบายทางการเงิน

 

นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ ผู้อำนวยการ Wealth and Investment Advisory SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันในปัจจุบันมาจากความกังวลเชิงโครงสร้าง เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันถึง 30% ของโลก และมีจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ที่มีการขนส่งน้ำมันผ่านถึง 20% โดยในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูงมาก ระหว่างวันเคยพุ่งทะลุไปถึง 119 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับลดลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 87 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

 

ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นนี้ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง เช่น ราคาตั๋วเครื่องบิน และต้นทุนการผลิต ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุน (Cost-Push Inflation)

 

อย่างไรก็ตาม SCB CIO ประเมินกรณีฐาน (Base Case) ว่าสงครามในครั้งนี้จะกินเวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์ และราคาน้ำมันจะเฉลี่ยอยู่ที่ราว 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

 

ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว ประเมินว่าจะส่งผลให้เงินเฟ้อโลกปรับเพิ่มขึ้นเพียง 0.4% และกระทบต่อการเติบโตของจีดีพีโลก (GDP Growth) ให้ลดลงราว 0.2-0.4% เมื่อเทียบกับคาดการณ์ของ IMF ที่มองว่าจีดีพีโลกปีนี้จะเติบโตได้ 3.3% ผลกระทบดังกล่าวจึงไม่รุนแรงพอที่จะนำไปสู่ภาวะ Stagflation แต่เป็นเพียง Energy Shock ในระยะสั้นเท่านั้น เว้นแต่สถานการณ์จะลุกลามมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หรือยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ 2-6 สัปดาห์ ผลกระทบก็อาจจะรุนแรงขึ้นได้

 

จับตา Fed เลื่อนหั่นดอกเบี้ย เสี่ยงเจอภาวะ Higher for Longer

 

สำหรับทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) นิสารัตน์ระบุว่า จากเดิมในเดือนธันวาคม ปี 2025 ที่ผ่านมา Fed ผ่าน Dot Plot เคยส่งสัญญาณอาจลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ขณะที่ตลาดคาดหวังว่าจะลดถึง 2 ครั้งในปีนี้ แต่จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่า Fed อาจจะต้อง เลื่อนการตัดสินใจลดดอกเบี้ยที่เคยมองไว้ในช่วงกลางปีออกไปก่อน

 

ทั้งนี้แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดในขณะนี้คือ เฟดจะ คงดอกเบี้ย เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันอย่างรอบคอบ และหากสงครามยืดเยื้อจนราคาน้ำมันค้างอยู่ในระดับสูง โอกาสที่ตลาดจะต้องเผชิญกับภาวะดอกเบี้ยสูงยาวนาน หรือ Higher for Longer ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และราคาน้ำทรงตัวในระดับสูงต่อไป

 

Emerging Market เจ็บหนัก ส่วน ‘ดอลลาร์-ทองคำ’ ครองแชมป์หลบภัย

 

เมื่อเจาะลึกถึงผลกระทบต่อสินทรัพย์การลงทุน พบว่า ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market: EM) ได้รับผลกระทบหนักที่สุด และปรับตัวลดลงแรงกว่าตลาดสหรัฐฯ เนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

 

  • หลายประเทศในกลุ่ม EM พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนที่สูง
  • ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นกระทบโดยตรงต่อความอ่อนไหวของดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) และฉุดรั้ง GDP
  • ก่อนหน้านี้ตลาด EM ให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี เมื่อเกิดภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) นักลงทุนจึงเลือกเทขายทำกำไรออกมาเป็นอันดับแรก ประกอบกับปัจจัยกดดันจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า

 

ในทางกลับกัน ผู้ชนะ ในสถานการณ์นี้คือ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) โดยมีเม็ดเงินไหลเข้าจนหนุนให้แข็งค่าขึ้นราว 2% ในระยะสั้น ขณะที่ ทองคำ แม้จะมีจังหวะย่อตัวลงมาบ้าง แต่ในภาพยาวถือเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น และทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) จากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks) ได้เป็นอย่างดี

 

3 กลยุทธ์จัดพอร์ต ฝ่ามรสุมความไม่แน่นอน

 

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ยังไม่รู้จุดจบแน่ชัดว่าจะลากยาว 4-6 สัปดาห์หรือไม่ นิสารัตน์ได้ให้คำแนะนำ 3 ข้อในการปรับพอร์ตลงทุ ดังนี้

 

  • Don’t Panic & Stay Invested โดยอย่าตื่นตระหนกและอยู่ในตลาดต่อไป เพราะจากสถิติในอดีต หากเหตุการณ์สงครามผ่านพ้นไปโดยที่ไม่ได้ทำให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในท้ายที่สุดผลตอบแทนทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้จะสามารถปรับตัวฟื้นกลับขึ้นมาได้เสมอ
  • กระจายการลงทุน (Diversification) โดยควรบริหารความเสี่ยงผ่านกองทุนแบบ Multi-Asset เพราะเมื่อหุ้นลง จะมีสินทรัพย์อื่นขึ้นมาช่วยชดเชย พร้อมทั้งแนะนำให้กระจายการลงทุนไปในหลากหลายประเทศและหลากหลายสินทรัพย์
  • จัดสรรสินทรัพย์ปลอดภัยติดพอร์ต ซึ่งควรแบ่งสัดส่วนการลงทุนมาที่ ทองคำ เพื่อเป็นเครื่องมือ Hedge พอร์ตลงทุน และกระจายพอร์ตไปยังสินทรัพย์ที่อิงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD Base) เพื่อเปิดรับโอกาสรับผลตอบแทนในช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะ Risk-off

The post จับตา Stagflation หากสงครามตะวันออกกลางลุกลาม มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ 2-6 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ฮอร์มุซ’ กลายเป็นจุดเดือด ดันราคาน้ำมันพุ่งจนเขย่าสมมติฐานดอกเบี้ย Fed จับตา ‘ทองคำ’ จะยังเป็นผู้ชนะในวิกฤตครั้งนี้หรือไม่ https://thestandard.co/hormuz-oil-fed-gold-crisis/ Thu, 12 Mar 2026 04:24:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1186676 ภาพช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ท่ามกลางวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและราคาทองคำ

ท่ามกลางกองไฟสงครามในตะวันออกกลางที่ลุกลามจนถึง ‘ช่องแค […]

The post ‘ฮอร์มุซ’ กลายเป็นจุดเดือด ดันราคาน้ำมันพุ่งจนเขย่าสมมติฐานดอกเบี้ย Fed จับตา ‘ทองคำ’ จะยังเป็นผู้ชนะในวิกฤตครั้งนี้หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ท่ามกลางวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและราคาทองคำ

ท่ามกลางกองไฟสงครามในตะวันออกกลางที่ลุกลามจนถึง ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เส้นเลือดใหญ่ทางพลังงานของโลก ตลาดการเงินกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อราคาน้ำมันดิบกระโดดขึ้นรับความเสี่ยง บีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจต้องทิ้งตำราเดิมและทบทวนเส้นทางดอกเบี้ยใหม่อีกครั้ง

 

โดยควาามเคลื่อนไหวราคาทองคำไทยล่าสุด วันนี้ (12 มี.ค.) ณ เวลา 11.00 น. ทองคำแท่งรับซื้อที่ 77,650 บาทต่อบาททองคำ และขายออกที่ 77,850 บาทต่อบาททองคำ ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อที่ 76,103.20 บาทต่อบาททองคำ และขายออกที่ 78,650 บาทต่อบาททองคำ

 

วิกฤตฮอร์มุซ ‘ช็อกอุปทาน’ ที่สะเทือนถึงเงินเฟ้อโลก

 

ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์สถานการณ์นี้ว่าเป็นปรากฏการณ์ ‘Supply Shock’ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซคือจุดยุทธศาสตร์ที่รองรับการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 20% ของอุปทานน้ำมันโลก รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มหาศาล

 

ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent และ WTI ทะยานขึ้นกว่า 14-15% ในเวลาเพียงไม่กี่วัน และหากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ ขยับขึ้นประมาณ 0.2-0.3% ทันที ซึ่งอาจทำให้ความหวังที่จะเห็นเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% กลายเป็นเรื่องที่ต้องรอคอยยาวนานกว่าที่คิด

 

สมการดอกเบี้ยเปลี่ยน เมื่อ Fed อาจต้อง ‘คง’ นานกว่าคาด

 

สถานการณ์ราคาพลังงานที่พุ่งสูงกำลังสร้างแรงกดดันระลอกสอง (Second-round effects) ต่อความคาดหวังเงินเฟ้อของภาคครัวเรือนและธุรกิจ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ Fed หลายรายเริ่มส่งสัญญาณระมัดระวังมากขึ้น โดยตลาดประเมินว่า Fed มีแนวโน้มจะต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง (Higher for Longer) ที่ประมาณ 3.50% – 3.75% ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

 

แม้อดีต Fed มักมองข้ามแรงกระแทกด้านอุปทานชั่วคราว แต่หากความร้อนแรงของราคาน้ำมันลุกลามเข้าสู่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) Fed อาจเผชิญข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายของผู้บริโภคในวงกว้าง

 

ทองคำในสมรภูมิความเสี่ยง : โอกาสท่ามกลางค่าเสียโอกาส

 

ในระยะสั้น ‘ทองคำ’ ยังทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ยอดเยี่ยมท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ชนิดนี้กำลังเผชิญกับแรงต้านจากสองทาง:

 

  • แรงหนุน: ความเสี่ยงสงครามและความกังวลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก
  • แรงกดดัน: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ย ซึ่งกลายเป็น ‘ค่าเสียโอกาส’ ของการถือทองคำ

 

กลยุทธ์ลงทุน: เป้าหมาย 5,585 ดอลลาร์บนความผันผวน

 

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าเป้าหมายราคาทองคำโลกมีโอกาสแตะระดับ 5,585 ดอลลาร์ (หรือประมาณ 81,350 บาทต่อบาททองคำ) หากสถานการณ์ลุกลามจนสร้างความสั่นคลอนต่อระบบการเงินโลก

 

สำหรับนักลงทุนไทย ต้องเพิ่มความระมัดระวังเรื่อง ‘ค่าเงินบาท’ ที่จะผันผวนตามราคาน้ำมันและทิศทางดอลลาร์ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาทองคำในประเทศ ในโลกที่ความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น ทองคำยังคงเป็นดัชนีชี้วัดความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจได้ดีที่สุด และอาจกลับมาเป็นผู้ชนะตัวจริงหากวิกฤตครั้งนี้รุนแรงเกินกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

 

ภาพ: QQMinh88 / Shutterstock

The post ‘ฮอร์มุซ’ กลายเป็นจุดเดือด ดันราคาน้ำมันพุ่งจนเขย่าสมมติฐานดอกเบี้ย Fed จับตา ‘ทองคำ’ จะยังเป็นผู้ชนะในวิกฤตครั้งนี้หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
YLG เปิดสถิติราคาทองย้อนหลัง 8 เหตุภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลก ทองคำ จะรุ่งหรือร่วง? https://thestandard.co/ylg-gold-geopolitical-events-stats/ Tue, 10 Mar 2026 11:30:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1186288 กราฟแสดงการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ พร้อมเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลก

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแ […]

The post YLG เปิดสถิติราคาทองย้อนหลัง 8 เหตุภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลก ทองคำ จะรุ่งหรือร่วง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ พร้อมเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลก

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ส่วนใหญ่แล้วราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจะปรับตัวขึ้นเมื่อมีสถานการณ์วิกฤตต่างๆ เกิดขึ้น รวมถึงเหตุขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์

 

อย่างไรก็ดี ราคาทองคำไม่ได้สอดคล้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองหรือเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เสมอไป ในช่วงวิกฤตใหญ่หลายครั้ง ตลาดมักเห็นสินทรัพย์ส่วนใหญ่รวมถึงทองถูกขายลงพร้อมกัน เพราะนักลงทุนต้องการสภาพคล่องก่อน แต่หลังจากความตื่นตระหนกในช่วงแรกผ่านไป ตลาดมักเริ่มแยกแยะสินทรัพย์ที่ควรถือในระยะยาว และทองคำมักกลับมาได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

 

ทั้งนี้ วายแอลจีพบข้อมูลสถิติราคาทองใน 8 เหตุภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลกตั้งแต่ปี 2000 พบการเปลี่ยนแปลงดังนี้

 

1. เหตุการณ์ 911 และเหตุการณ์ระเบิดในงานบอสตันมาราธอน : ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงถึง 7% ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่จะลดช่วงบวกลงในระยะถัดไป

 

2. สงครามอิรัก : ในระยะแรกราคาทองคำตอบสนองในเชิงลบเสียด้วยซ้ำ ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นในอีก 2 เดือนถัดไป

 

3. เหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในอ่าวโอมานใกล้และโดรนสอดแนมของสหรัฐโดนยิง : ราคาทองคำปรับตัวเพียง 2% แค่ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่ราคาจะปรับตัวขึ้นแรงในระยะ 1 เดือนถัดไปแต่มาจากสาเหตุอื่นๆเป็นประเด็นหลัก อาทิ การที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ปรับลดอัตราดอกเบี้ย, ความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ และสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ

 

4. เหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของบริษัท Saudi Aramco : ราคาทองคำปรับตัวเพียง 2% แค่ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่จะปรับตัวลดลงในเวลาต่อมา

 

5. เหตุการณ์ที่สหรัฐโจมตีทางอากาศทำให้นายพลโซเลมานิของอิหร่านเสียชีวิต : ราคาทองคำปรับตัวเพียง 1% แค่ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ปรับตัวขึ้นแรงหลังจากนั้นจากปัจจัยอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบาดของ COVID-19 ซึ่งส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างมาก

 

6. เหตุรัสเซียบุกยูเครน : ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงถึง 5% ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่จะลดช่วงบวกลงในช่วง 1 เดือนหลังจากนั้น และปรับตัวลงแรงจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวในเดือนมี.ค.ปีเดียวกันเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นแรงจากวิกฤต COVID-19

 

7. สหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในปี 2025 : ราคาทองคำแทบจะไม่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

 

8. ล่าสุด สหรัฐฯ ปฏิบัติการโค่นผู้นำเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโรเมื่อช่วงต้นปี 2026 : ราคาตอบสนองเชิงบวกต่อเนื่อง แต่มาจากปัจจัยอื่นๆร่วมด้วย อาทิ ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระเฟด และปธน.ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีกับประเทศที่คัดค้านการเข้ายึดกรีนแลนด์ กระตุ้นกระแส Sell America

 

ดังนั้น ในระยะยาวไม่ควรตัดสินใจลงทุนโดยพิจารณาจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น เนื่องจากทองคำมักจะปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในระยะสั้น การเข้าซื้อทองคำในทุกกรณีควรกำหนดจุดตัดขาดทุน (Cut loss) เพื่อจำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และหากต้องการทำกำไรสามารถแบ่งทองคำออกขายทำกำไรเป็นระยะ

 

อีกทั้งต้องระมัดระวังการไล่ซื้อเมื่อทองคำตอบรับในเชิงบวกเพราะมีแนวโน้มจะเกิดการตอบรับเชิงบวกเพียงแค่ในระยะสั้นเท่านั้น และควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

 

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนกระทบเศรษฐกิจโลกจริง เช่น ราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้น หรือเกิดความผันผวนในตลาดการเงิน ทองคำมักกลับมาได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ดังนั้นในช่วงแรกทองอาจถูกกดจากดอลลาร์แข็ง แต่หากวิกฤตรุนแรงขึ้น ทองมีแนวโน้มกลับมาปรับขึ้นตามความเสี่ยงและเงินเฟ้อในระยะถัดไป

 

สำหรับเป้าหมายของ YLG ปีนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ระยะยาวยังเป็นขาขึ้น โดยประเมินไว้บริเวณ 5,596 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ 84,000 บาทต่อบาททองคำ และ 5,824 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ 87,500 บาทต่อบาททองคำตามลำดับ (คำนวณราคาทองคำในประเทศที่ค่าเงินบาท 31.66 บาทต่อดอลลาร์)

 

ภาพ: Shutterstock Gen AI / Shutterstock

The post YLG เปิดสถิติราคาทองย้อนหลัง 8 เหตุภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลก ทองคำ จะรุ่งหรือร่วง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อสงครามกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ทองคำจะผันผวนสูงขึ้น https://thestandard.co/war-hormuz-strait-gold-volatility/ Wed, 04 Mar 2026 12:43:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1184339 ทองคำแท่งวางซ้อนกัน สื่อถึงความผันผวนของราคาทองคำจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

ทองคำที่นับว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย อาจถึงคราวต้องเจอบทท […]

The post เมื่อสงครามกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ทองคำจะผันผวนสูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำแท่งวางซ้อนกัน สื่อถึงความผันผวนของราคาทองคำจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

ทองคำที่นับว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย อาจถึงคราวต้องเจอบททดสอบว่าจะทำผลงานได้ดีเพียงใด ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง ‘สหรัฐ-อิสราเอล’ กับ ‘อิหร่าน’ โดยหลังจากสงครามเต็มรูปแบบเริ่มต้นขึ้นในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ราคาทองคำตอบสนองในเชิงบวก เมื่อกลับมาเปิดทำการในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม โดยปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุด 5,419 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (+2.68%) อย่างไรก็ดี ราคาไม่สามารถรักษาช่วงบวกไว้ และปรับตัวลงในวันอังคารที่ 3 มีนาคม กลับมาทดสอบ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (-4.40%)

 

คำถามคือสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ แต่ทำไมทองคำถึงเริ่มถูกเทขายทำกำไรสลับออกมา คำตอบคือไม่ใช่ว่าความเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของทองคำนั้นหมดไป แต่แท้จริงแล้วถูกกดดันจากความกังวลที่สลับเข้ามาคือ ‘การดีดตัวของราคาน้ำมัน’ เนื่องจากอิหร่านพุ่งเป้าโจมตีตอบโต้ไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอ่าวเปอร์เซีย อาทิ โรงกลั่นน้ำมัน ‘Ras Tanura’ ของซาอุดีอาระเบีย ที่นอกจากจะมีกำลังการผลิตถึง 550,000 บาร์เรลต่อวัน ยังเป็นท่าเรือส่งออกที่สำคัญ นอกจากนี้ยังลุกลามไปยัง อาบูดาบี, ดูไบ, โดฮา และโอมาน

 

และที่สำคัญคือการที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) นั้นยิ่งไปเพิ่มความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันมากถึง 15-20% ของน้ำมันทั่วโลก ดังนั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงทำให้มีเรือติดค้างอยู่กว่า 3,000 ลำ ซึ่งเป็นเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูป (Product Tankers) 195 ลำ และเป็นเรือบรรทุกน้ำมันดิบ (Crude Tankers) อีก 112 ลำ (ในจำนวนนี้เป็นเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) มากกว่า 70 ลำ คิดเป็น 8% ของ VLCC ทั่วโลก) อ้างอิงข้อมูลจาก Clarksons Research

 

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 10% และก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งเกือบ 50% ภายในเวลาสั้นๆ เพียง 2-3 วัน ซึ่งนับว่ามีนัยสำคัญมากพอที่จะไปกระตุ้นความกังวลในภาวะเงินเฟ้อ จนอาจเป็นปัจจัยสกัดการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ Fed

 

Jamie Dimon CEO ของ JPMorgan ได้นิยามความเสี่ยงของเงินเฟ้อครั้งนี้ว่า ‘Skunk at a party’ (สำนวนใช้กับสิ่งที่มาทำลายบรรยากาศ) โดยกล่าวว่า ภาวะสงครามตอนนี้กระทบราคาพลังงานเพียงเล็กน้อย แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะกลายเป็นผลกระทบด้านเงินเฟ้อที่รุนแรง (Major inflationary hit) ขณะที่ David Solomon CEO ของ Goldman Sachs กล่าวว่า ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อวิเคราะห์และซึมซับผลกระทบที่แท้จริงในระยะสั้น-กลาง

 

นอกจากนี้ หากสังเกตการเปลี่ยนแปลงของ CME Fedwatch Tool จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า นักลงทุนเริ่มลดโอกาสที่ Fed จะปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 2 ครั้ง (50 bps) ลดลงเหลือเพียง 1 ครั้ง (25 bps) พร้อมผลักโอกาสการเริ่มปรับลดดอกเบี้ยออกไป จากเดิมคาดการณ์ไว้ช่วงการประชุมเดือนมิถุนายน เลื่อนไปเป็นช่วงการประชุมเดือนกันยายนแทน

 

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว เราจึงเห็น Dollar Index และ US Bond Yield ดีดตัวขึ้นพร้อมกันหลังราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น จนกลับมาเป็นปัจจัยกดดันต่อทองคำ

 

ดังนั้น ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกลาง ทองคำจะกลับไปทำผลงานได้ดีในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ก็ต่อเมื่อราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวลดลง หรือแกว่งตัวในกรอบที่แคบลง อย่างมีนัยสำคัญมากพอที่จะทำให้ตลาดหายกังวลความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่หากราคาน้ำมันยังแกว่งตัวขึ้นด้วยกรอบที่ผันผวน ราคาทองคำก็จะยิ่งผันผวนมากขึ้น ด้วยแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยที่ต่อสู้กับแรงขายจากกลุ่มที่กังวลว่า Fed อาจชะลอการปรับอัตราดอกเบี้ย

 

ภาพ: miss.cabul , Jade ThaiCatwalk / Shutterstock

The post เมื่อสงครามกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ทองคำจะผันผวนสูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจสอบสวนกลางเตือนระวัง 3 กลโกงหลอกลงทุนทองคำ มิจฉาชีพฉวยโอกาสช่วงวิกฤตสงคราม https://thestandard.co/gold-investment-scams-police-warning/ Mon, 02 Mar 2026 10:41:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1183548 ภาพประกอบกราฟิกแสดงสัญลักษณ์ทองคำและการลงทุนออนไลน์ พร้อมคำเตือนจากตำรวจสอบสวนกลางเรื่องกลโกงมิจฉาชีพ

วันนี้ (2 มีนาคม) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) แจ้ง […]

The post ตำรวจสอบสวนกลางเตือนระวัง 3 กลโกงหลอกลงทุนทองคำ มิจฉาชีพฉวยโอกาสช่วงวิกฤตสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกราฟิกแสดงสัญลักษณ์ทองคำและการลงทุนออนไลน์ พร้อมคำเตือนจากตำรวจสอบสวนกลางเรื่องกลโกงมิจฉาชีพ

วันนี้ (2 มีนาคม) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) แจ้งเตือนประชาชนและนักลงทุน ให้เพิ่มความระมัดระวังท่ามกลางวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยพบว่ากลุ่มมิจฉาชีพกำลังฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้ อาศัยจิตวิทยาเรื่องความกลัวเสียโอกาส และ ความโลภ มาเป็นกลโกงหลอกลวงเหยื่อที่ต้องการเก็งกำไร

 

ตำรวจสอบสวนกลาง ได้รวบรวมข้อมูลพฤติการณ์ของคนร้ายที่มักนำมาใช้หลอกลวงประชาชนในช่วงที่ราคาทองคำมีความผันผวนสูง โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก

 

แอปพลิเคชันเทรดทองปลอม (Hybrid Scam): คนร้ายจะยิงโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย ชักชวนให้ลงทุนเทรดทองคำโดยอ้างว่าสงครามทำราคาทองพุ่ง โอกาสทำกำไรมาถึงแล้ว จากนั้นจะหลอกให้ผู้เสียหายดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอมเพื่อลงทุนทิพย์ ซึ่งท้ายที่สุดจะตั้งเงื่อนไขสารพัดและไม่สามารถถอนเงินออกมาได้

 

หลอกขายทองออนไลน์ราคาถูกผิดปกติ: มิจฉาชีพจะสร้างเพจเฟซบุ๊กปลอมสวมรอยเป็นโรงงานผลิตหรือร้านทองชื่อดัง อ้างว่ามีทองหลุดจำนำหรือจัดโปรโมชันพิเศษเฉพาะช่วงสงคราม นำมาเสนอขายในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาก เพื่อเร่งรัดให้เหยื่อรีบโอนเงินก่อนจะรู้ตัว

 

หลอกทำภารกิจปั่นราคาทอง: รูปแบบนี้กำลังระบาดหนัก โดยคนร้ายจะอ้างตัวเป็นแพลตฟอร์มช่วยดันราคาทองหรือปั๊มยอดขาย หลอกให้โอนเงินเข้าไปเพื่อสำรองคำสั่งซื้อ แลกกับค่าคอมมิชชัน ในช่วงแรกเหยื่อจะได้เงินคืนจริงเพื่อให้ตายใจ แต่หลังจากนั้นยอดเงินสำรองจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งคนร้ายปิดช่องทางติดต่อและเชิดเงินหนีไป

 

เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ตำรวจสอบสวนกลาง ขอแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบและมีสติก่อนตัดสินใจโอนเงินเพื่อการลงทุนหรือซื้อขายทองคำ

 

  • ตรวจสอบใบอนุญาต: ก่อนลงทุนทองคำออนไลน์ โดยเฉพาะผ่านแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มต่างๆ ควรตรวจสอบว่าบริษัทนั้นๆ ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจาก สมาคมค้าทองคำ หรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือไม่
  • ยึดราคากลางเป็นมาตรฐาน: ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีราคากลางอ้างอิงตรงกันทั่วโลก หากพบใครเสนอขายในราคาที่ถูกกว่าตลาดอย่างผิดสังเกต ให้สันนิษฐานไว้ก่อนทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพ
  • เช็กความน่าเชื่อถือของเพจ: ระวังการปลอมแปลงเพจร้านทองชื่อดัง ควรตรวจสอบความโปร่งใสของเพจ เช่น ประวัติการเปลี่ยนชื่อ วันที่สร้างเพจ และตรวจสอบยอดผู้ติดตามจริงว่าสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่
  • ห้ามโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา: การทำธุรกรรมการลงทุนหรือซื้อขายทองคำกับบริษัทที่น่าเชื่อถือ จะต้องโอนเงินเข้าบัญชีในนาม บริษัท หรือ นิติบุคคล เท่านั้น หากบัญชีปลายทางเป็นชื่อบุคคลธรรมดา ให้ระวังว่าอาจเป็นบัญชีม้าที่ใช้ในการรับโอนเงินจากการฉ้อโกง

 

ทั้งนี้ หากประชาชนท่านใดตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สามารถโทรศัพท์ระงับอายัดบัญชีได้ที่สายด่วน AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งความออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th

The post ตำรวจสอบสวนกลางเตือนระวัง 3 กลโกงหลอกลงทุนทองคำ มิจฉาชีพฉวยโอกาสช่วงวิกฤตสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านทองเยาวราชคึกคัก ราคาพุ่ง 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่น https://thestandard.co/yaowarat-gold-market-boom/ Mon, 02 Mar 2026 09:56:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1183528 ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท

วันนี้ (2 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำร […]

The post ร้านทองเยาวราชคึกคัก ราคาพุ่ง 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท

วันนี้ (2 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการซื้อขายทองคำย่านถนนเยาวราช พบว่าบรรยากาศตามร้านค้าทองคำเต็มไปด้วยความคึกคักตลอดทั้งวัน โดยมีประชาชนและนักลงทุนเดินทางมาทำธุรกรรมกันอย่างเนืองแน่น ท่ามกลางสถานการณ์ราคาทองคำทั้งในประเทศและตลาดโลกที่มีความผันผวน

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำเกิดความผันผวนอย่างหนักในช่วงเวลานี้ เป็นผลพวงโดยตรงมาจากสถานการณ์ภัยสงครามและความขัดแย้ง ส่งผลให้นักลงทุนและประชาชนทั่วไปหันมาให้ความสนใจถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยง

 

สำหรับความเคลื่อนไหวของราคาทองคำในประเทศประจำวันนี้ มีการประกาศปรับราคาขึ้น-ลงอย่างต่อเนื่องถึง 36 ครั้ง (ข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 15.58 น.) ซึ่งภาพรวมเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นรวม 2,750 บาท ส่งผลให้ราคาซื้อขายล่าสุดทะลุระดับ 8 หมื่นบาทไปเป็นที่เรียบร้อย

 

ทองคำแท่ง:

 

  • รับซื้อ: 80,150.00 บาท
  • ขายออก: 80,350.00 บาท

 

ทองรูปพรรณ:

 

  • รับซื้อ: 78,543.96 บาท
  • ขายออก: 81,150.00 บาท

 

ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 1ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 2ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 3ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 4ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 5ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 6ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 7ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 8ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 9ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 10ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 11ประชาชนต่อคิวซื้อขายทองคำในบรรยากาศคึกคักที่ร้านทองย่าน เยาวราช หลังราคาทองคำในประเทศพุ่งสูงขึ้น 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่นบาท 12

The post ร้านทองเยาวราชคึกคัก ราคาพุ่ง 2,750 บาท ทะลุ 8 หมื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 ร้านทองใหญ่ ‘ฮั่วเซ่งเฮง-MTS-YLG’ ประกาศหยุดขายชั่วคราว หลังสงครามอิสราเอล-อิหร่านปะทุ https://thestandard.co/gold-shops-halt-sales-israel-iran-war/ Sat, 28 Feb 2026 10:36:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1182800 ภาพประกอบข่าว 3 ร้านทองใหญ่ 'ฮั่วเซ่งเฮง-MTS-YLG' ประกาศหยุดขายชั่วคราว หลังราคาทองคำผันผวนจากความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน

3 ร้านค้าทองคำรายใหญ่ในไทยทั้งฮั่วเซ่งเฮง, MTS GOLD และ […]

The post 3 ร้านทองใหญ่ ‘ฮั่วเซ่งเฮง-MTS-YLG’ ประกาศหยุดขายชั่วคราว หลังสงครามอิสราเอล-อิหร่านปะทุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว 3 ร้านทองใหญ่ 'ฮั่วเซ่งเฮง-MTS-YLG' ประกาศหยุดขายชั่วคราว หลังราคาทองคำผันผวนจากความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน

3 ร้านค้าทองคำรายใหญ่ในไทยทั้งฮั่วเซ่งเฮง, MTS GOLD และ YLG ประกาศปรับแผนการให้บริการ เพื่อรับมือความเสี่ยงด้านราคา หลังเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกผันผวน โดยราคาทองคำ Gold Spot ดีดเกือบ 2% ใกล้ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ฮั่วเซ่งเฮง งดซื้อ-ขายออนไลน์และทองคำแท่งทุกชนิด เปิดอีกครั้ง 2 มีนาคมนี้

 

ฮั่วเซ่งเฮง (HUA SENG HENG) ประกาศเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งและการเริ่มเปิดฉากโจมตี ระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้ราคาทองคำมีความผันผวนสูง และช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ตลาดซื้อ-ขายทองคำต่างประเทศปิดทำการ ทำให้ไม่มีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน บริษัทฯ จึงของดูให้บริการระบบซื้อ-ขายออนไลน์ และทองคำแท่งทุกชนิดเป็นการชั่วคราว และจะเปิดให้บริการอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569

 

แม่ทองสุก ปิดการขายทองคำแท่งเฉพาะหน้าสาขา

 

แม่ทองสุก (MTS GOLD) ประกาศ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้ราคาทองคำมีความผันผวนสูง รวมถึงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ตลาดทองคำต่างประเทศมีการปิดทำการ ทำให้ไม่มีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน จึงขอปิดทำการขายทองคำแท่ง เฉพาะช่องทางหน้าสาขาในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับบริการรับซื้อทองคำ ขายฝากและไถ่ถอนทองคำ ยังคงเปิดบริการตามปกติขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้

 

YLG งดซื้อ-ขายออนไลน์ และทองคำแท่งทุกชนิดชั่วคราว เปิดอีกครั้ง 2 มีนาคมนี้

 

YLG GROUP ประกาศ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งและการเริ่มเปิดฉากโจมตี ระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้ราคาทองคำมีความผันผวนสูง และช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ตลาดซื้อ-ขายทองคำต่างประเทศปิดทำการ ทำให้ไม่มีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน บริษัทฯ จึงของดูให้บริการระบบซื้อ-ขายออนไลน์ และทองคำแท่งทุกชนิดเป็นการชั่วคราว และจะเปิดให้บริการอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 ตั้งแต่ 10.00 น. เป็นต้นไป

 

ตามข้อมูลจาก investing.com ราคาทองคำ Gold Spot (XAUUSD) ปรับตัวเกือบ 2% ในเคลื่อนไหวผันผวนอยู่ในช่วง 5,166.54-5,279 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ณ 17.00 น. ของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ตามเวลาประเทศไทย

The post 3 ร้านทองใหญ่ ‘ฮั่วเซ่งเฮง-MTS-YLG’ ประกาศหยุดขายชั่วคราว หลังสงครามอิสราเอล-อิหร่านปะทุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBAM มองหุ้นไทยลุ้นแตะ 1,570 หวังปรับเพิ่ม EPS หากรัฐบาลมีเสถียรภาพ นโยบายฟื้นเศรษฐกิจโต 3% https://thestandard.co/scbam-thai-stocks-outlook/ Tue, 24 Feb 2026 12:27:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1181419 ภาพกราฟิกแสดงตัวเลขคาดการณ์หุ้นไทยปี 2569 ที่ 1,570 จุด พร้อมระบุการกระจายซื้อหุ้นของต่างชาติ

บลจ.ไทยพาณิชย์ คาดหุ้นไทยวิ่งแตะ 1,570 จุด หากรัฐบาลมีเ […]

The post SCBAM มองหุ้นไทยลุ้นแตะ 1,570 หวังปรับเพิ่ม EPS หากรัฐบาลมีเสถียรภาพ นโยบายฟื้นเศรษฐกิจโต 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงตัวเลขคาดการณ์หุ้นไทยปี 2569 ที่ 1,570 จุด พร้อมระบุการกระจายซื้อหุ้นของต่างชาติ

บลจ.ไทยพาณิชย์ คาดหุ้นไทยวิ่งแตะ 1,570 จุด หากรัฐบาลมีเสถียรภาพและ GDP กลับมาโต 3%

 

วันนี้ (24 กุมภาพันธ์ 2569) นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) มองว่า ผลการเลือกตั้งซึ่งพรรคภูมิใจไทย นำโดยอนุทิน ชาญวีรกูล ชนะการเลือกตั้งแลนด์สไลด์ ทำให้ภาพความหวังในตลาดหุ้นไทยกลับมาอีกครั้ง สะท้อนผ่านดัชนี SET ที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากภาวะ Post Election Rally ซึ่งหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 1 เดือนหลังเลือกตั้ง ทำให้ดัชนี SET ปรับขึ้นทะลุ 1,470 จุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกรอบเป้าหมายที่ SCBAM ประเมินไว้ในกรณีฐาน ด้านอัตราการเติบโต ของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) คาดว่าจะเติบโตไม่สูงนัก

 

ในกรณีดีที่สุด (Best case) หากการจัดตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพ ดำเนินนโยบายที่ดึงดูดนักลงทุน หรือมีการออกนโยบายที่จับต้องได้จริง ซึ่งสามารถฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาโตที่ระดับศักยภาพ 3% จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย ผลักดันให้ดัชนี SET มีโอกาสปรับขึ้นไปถึง 1,570 จุด ประกอบกับปัจจัย ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1/2569 ที่หากออกมาดี อาจมีการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) และปรับ P/E เป็น 16 เท่า

 

ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยขับเคลื่อนด้วยกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) โดย YTD มีเงินไหลเข้าสะสมประมาณ 50,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.4% ของมูลค่าตลาด ใกล้เคียงกับปี 2565 ซึ่งตลาดหุ้นไทยเป็น safe haven ทำให้มีกระแสเงินทุนไหล เข้าประมาณ 200,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1% ของมูลค่าตลาด และมี P/E ที่ 16.1 เท่า

 

สำหรับแนวทางการจัดพอร์ตการลงทุนปี 2569 SCBAM แนะนำการลงทุนในหุ้น, ทองคำ ส่วนตราสารหนี้ให้น้ำหนักลดลงที่ Neutral สำหรับหุ้นไทยปรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น slightly overweight จากเดิมที่ระดับ Neutral ทั้งนี้ต้องจับตามองการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ของรัฐบาลว่าจะทำได้ตามนโยบายหาเสียงหรือไม่ โดยหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจ ยังเป็นกลุ่มธนาคาร และก่อสร้างที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ จากนโยบายเศรษฐกิจ ของรัฐบาล

 

อย่างไรก็ตามภาพรวมการลงทุนยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และระดับมูลค่าตลาดทุนที่ตึงตัว ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อทิศทางตลาดในระยะต่อไป ภายใต้บริบทนี้ SCBAM มอง 3 ธีมการลงทุนสำคัญต่อจากนี้

 

ด้าน ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปี 2569 โดยมองว่า หุ้นไทยมีความหวังมากขึ้น โดยตลาดจะเติบโตเชิงปริมาณมากขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้น คาดว่ากระแสเงินทุนจะเปลี่ยนทิศทางจากหุ้นมูลค่าไปยังหุ้นเติบโต สะท้อนจากราคาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, AI ที่ปรับดีขึ้นอย่างชัดเจน

 

ทั้งนี้หากมีการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ประกอบกับองค์ประกอบเชิงมหภาคอื่นๆ เช่น รัฐบาลมีเสถียรภาพ ดำเนินงานสอดคล้องกับองค์กรอิสระ ทำให้ภาพความเชื่อมั่นเป็นบวกมากขึ้น อาจมีโอกาสเห็นหุ้นไทย Turn around ฟื้นตัวหลังจากภาวะตกต่ำในปีนี้

 

อย่างไรก็ตามในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ผลตอบแทนของ SET 100 ปรับเพิ่มเป็นสองเท่าของดัชนี SET สะท้อนว่าอานิสงส์จาก Post Election Rally ทำให้นักลงทุนกระจายการซื้อหุ้นทั้งดัชนี ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่หุ้นขนาดใหญ่ เริ่มเห็นไดนามิกของตลาดที่ปรับดีขึ้น

 

สำหรับปัจจัยความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีการค้ารอบใหม่ของสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่าใช้อำนาจเกินขอบเขต กฎหมายพระราชบัญญัติอำนาจ ทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ส่งผลให้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ถูกยกเลิก

 

ณรงค์ศักดิ์ มองว่า ไม่ได้มี immediate impact ที่เป็นนัยสำคัญต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องจากทั่วโลกได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีเดียวกัน ส่วนผลกระทบต่อธุรกิจจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน

 

แม้ว่า ‘ทรัมป์’ จะพยายามใช้กฎหมายอื่นมาเป็นเครื่องมือ แต่ต้องได้รับการเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งต้องผ่านกลไกรัฐสภา ทำให้มีโอกาสบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ยากขึ้น จากเดิมที่ประธานาธิบดีมีอำนาจลงนามผ่านกฎหมายเอง

 

3 ธีมลงทุนรับมือ ‘ระเบียบโลกใหม่’

 

  • AI Dominance เทคโนโลยี AI

 

ที่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยห่วงโซ่มูลค่า ขยายจากเซมิคอนดักเตอร์สู่คลาวด์ โครงสร้าง พื้นฐานดิจิทัล และซอฟต์แวร์ ขณะที่อุปทานชิปยังตึงตัวและการลงทุน ของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ ช่วยหนุนการเติบโตของระบบนิเวศ AI

 

  • Asia & Japan Catch-up ตลาดเอเชียและญี่ปุ่นมีศักยภาพโดดเด่นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ นโยบายกระตุ้นอุปสงค์กำไรบริษัทที่เติบโต และระดับมูลค่าหุ้นที่ยังน่าสนใจ รวมถึงแรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้าในช่วงดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า
  • De-Dollarization

 

แนวโน้มลดการพึ่งพาเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วยหนุนบทบาทของทองคำและ สินทรัพย์ดิจิทัล โดยธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มการถือครองทองคำต่อเนื่อง ขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลได้รับความสนใจมากขึ้น สะท้อนความจำเป็น ของการจัดพอร์ตลงทุนที่ยืดหยุ่น เพื่อรับมือความไม่แน่นอน ของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกยุคใหม่

The post SCBAM มองหุ้นไทยลุ้นแตะ 1,570 หวังปรับเพิ่ม EPS หากรัฐบาลมีเสถียรภาพ นโยบายฟื้นเศรษฐกิจโต 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>