กีฬาวิ่ง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กีฬาวิ่ง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 09 Sep 2026 05:49:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 PLAYER Profile: บิว-ภูริพล บุญสอน ยอดลมกรดไทยที่เติบโตด้วย ‘พรแสวง’ ก่อนทลายขีดจำกัดตัวเองอีกครั้งในเอเชียนเกมส์ https://thestandard.co/player-profile-puripol-boonsorn/ Wed, 09 Sep 2026 05:49:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1252602 บิว-ภูริพล บุญสอน นักกรีฑาไทยในชุดแข่งขัน

ในโลกกีฬา พรสวรรค์อาจพานักกีฬาคนหนึ่งขึ้นมาอยู่แถวหน้าไ […]

The post PLAYER Profile: บิว-ภูริพล บุญสอน ยอดลมกรดไทยที่เติบโตด้วย ‘พรแสวง’ ก่อนทลายขีดจำกัดตัวเองอีกครั้งในเอเชียนเกมส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิว-ภูริพล บุญสอน นักกรีฑาไทยในชุดแข่งขัน

ในโลกกีฬา พรสวรรค์อาจพานักกีฬาคนหนึ่งขึ้นมาอยู่แถวหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่การจะยืนอยู่ตรงนั้นได้นานแค่ไหน ยังคงต้องอาศัยการฝึกฝน วินัย และความพร้อมที่จะพัฒนาตัวเอง

 

 
 

4 ปีนับจากเอเชียนเกมส์ 2023 ที่หางโจว ประเทศจีน บิว-ภูริพล บุญสอน ไม่ได้เติบโตขึ้นแค่เรื่องของร่างกาย แต่ยังรวมถึงวิธีคิด

 

จากดาวรุ่งที่สร้างเซอร์ไพรส์คว้าเหรียญเงินเอเชียนเกมส์ได้ในวัย 17 ปี วันนี้บิวกลับมาในฐานะนักวิ่งที่รู้จักตัวเองมากขึ้น พร้อมเป้าหมายใหม่ที่ไกลกว่าเดิม นั่นคือการทำลายสถิติของตัวเอง

 

THE STANDARD SPORT ชวนบิวกลับไปมองบทเรียนตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และการค้นพบว่า หากอยากก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม พรสวรรค์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

 

บทเรียนจากวันที่ยังเป็นดาวรุ่ง

 

ภาพการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งก่อนยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับบิว ทั้งความตื่นเต้นและอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขัน

 

“ตอนนั้นผมเป็นนักแข่งหน้าใหม่ มันก็มีความตื่นเต้นจนเสียสมาธิไปเอง ที่แย่กว่านั้นคือกล้ามเนื้อมันตึงจนเหมือนจะฉีกขาด เจ็บแบบเกือบวิ่งไม่ได้ ตอนนั้นก็ตกใจมากๆ เพราะเรายังเหลืออีกตั้ง 2 รายการที่ต้องลงแข่ง”

 

แม้จะเจออุปสรรค แต่บิวยังคว้าเหรียญเงิน วิ่ง 100 ม. กลับมาได้สำเร็จ ทว่ามากกว่าหนึ่งเหรียญรางวัล สิ่งที่หางโจวเกมส์มอบให้คือบทเรียนที่ติดตัวเขามาจนถึงวันนี้

 

บทเรียนที่ว่า ในสนามแข่ง สิ่งที่ควบคุมได้ดีที่สุดไม่ใช่คู่แข่ง ไม่ใช่เสียงรอบข้าง และไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่คือตัวของเขาเอง

 

“ผมจะบอกตัวเองเสมอว่าเราแข่งกับตัวเองเสมอ ไม่ได้ไปแข่งกับใคร พยายามทำตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ แล้วก็อย่าไปสนใจสิ่งรอบข้าง แค่นั้นพอ”

 

“ถ้าเทียบกับ 4 ปีก่อน ผมรู้สึกว่าตัวเองนิ่งมากขึ้นกว่าเดิม”

 

คำว่า ‘นิ่ง’ อาจเป็นสิ่งที่อธิบายความเปลี่ยนแปลงของบิวได้ดีที่สุด

 

เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้พยายามเพียงทำให้ตัวเองวิ่งเร็วขึ้น แต่ยังพยายามทำความเข้าใจกับตัวเองมากขึ้นด้วย

 

รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเร่ง

 

รู้ว่าเมื่อไหร่ควรผ่อน

 

พรสวรรค์อย่างเดียวไม่พอ

 

ความเร็วของบิวอาจทำให้หลายคนมองว่าเขาเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ แต่เจ้าตัวกลับมองว่าการก้าวข้ามกำแพง 10 วินาที ความสามารถตามธรรมชาติอย่างเดียวไม่เพียงพอ

 

“ช่วงแรกผมคิดแค่ว่ามีพรสวรรค์ ก็วิ่งได้แล้ว แต่กว่าที่ผมจะลดเวลาให้ลงต่ำกว่า 10 วินาทีได้ รู้สึกว่ามันต้องมีพรแสวงที่เยอะมากๆ เพราะถ้าฝึกซ้อมแบบเดิมๆ สถิติมันก็ไม่ลดสักที”

 

ประโยคนี้สะท้อนช่วงเวลาที่บิวต้องเผชิญกับกำแพงของตัวเอง

 

ไม่ว่าจะซ้อมหนักแค่ไหน ตัวเลขก็ยังวนเวียนอยู่แถว 10.1 หรือ 10.0 วินาที และยิ่งการแข่งขันมีมากขึ้น ความคาดหวังที่มีต่อตัวเองก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

“พอเราทำไม่ได้มันก็มีท้อบ้าง แบบว่ารายการแข่งขันก็เยอะ ซ้อมก็หนัก แต่ทำไมยังอยู่แค่ 10.1-10.0 วินาทีแค่นั้น”

 

คำตอบจึงไม่ใช่การซ้อมแบบเดิมให้หนักกว่าเดิม แต่เป็นการยอมรับว่าบางอย่างต้องเปลี่ยน

 

การทำงานร่วมกับ “โค้ชจี” เจนทรี แบรดลีย์ ผู้ฝึกสอนคนปัจจุบัน จึงเป็นการรื้อโครงสร้างการซ้อมเกือบทั้งหมด เพื่อปิดจุดอ่อนเรื่องจังหวะออกตัวช่วงต้น แม้บิวจะมีจุดแข็งที่สปีดตอนปลายในช่วง 70–80 เมตรสุดท้ายอยู่แล้ว แต่การอัดโปรแกรมเวตเทรนนิ่งอย่างหนักควบคู่กับการเน้นระยะ 60 เมตรซ้ำๆ ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้เกิดแรงระเบิดตั้งแต่ออกตัว จนวันนี้เจ้าตัวมั่นใจว่าพร้อมลงสนามด้วยสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

“ดังนั้นผมจึงเปลี่ยนวิธีการซ้อมจากเดิมและเสริมเทคนิคใหม่ๆ จากโค้ช”

 

“ผมเลยมองว่าไม่ได้อยู่แค่พรสวรรค์อย่างเดียว ต้องมีพรแสวงด้วย”

 

และเมื่อพื้นฐานความเร็วเป็นสิ่งที่บิวมีอยู่แล้ว สิ่งที่เขาต้องทำตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือการเติมรายละเอียดเล็กๆ เหล่านั้นเข้าไป

 

และนั่นทำให้บิวเข้าใจว่า พรสวรรค์อาจเป็นจุดเริ่มต้น แต่พรแสวงคือสิ่งที่จะพาเราไปได้ไกลกว่าเดิม

 

เป้าหมายใหม่ที่ไม่ได้ต้องการชนะใคร แต่อยากเอาชนะตัวเอง

 

เอเชียนเกมส์ 2026 เป็นอีกครั้งที่เขาตั้งเป้าหมายท้าทายขีดจำกัด คาดหวังทั้งเหรียญทองและการสร้างสถิติใหม่ให้กับตัวเอง

 

“ปีนี้ก็คาดหวังอยากจะคว้าเหรียญทองมาให้ได้แน่นอน แล้วก็อยากจะทำสถิติใหม่ อยากจะวิ่งให้ดีกว่า 9.94 วินาที (สถิติดีสุดของบิว) ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะทำลายสถิติเอเชีย (9.83 วินาที) ให้ได้ เพราะตอนนี้ร่างกายผมพร้อมมากขึ้นและมีเป้าหมายที่ชัดเจน”

 

เบื้องหลังความมั่นใจดังกล่าวมาจากการเตรียมตัวที่เข้มข้นตลอดปี ทั้งการเก็บตัวที่สาธารณรัฐเช็กและการลงแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ก่อนเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายทีมงานยังได้เพิ่มโปรแกรมการฝึกซ้อมขึ้นอีกระดับ

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือวิธีการที่บิวกับโค้ชจีกำหนดเป้าหมายร่วมกัน

 

“สำหรับเรื่องเวลา เราได้คุยกันว่าเอเชียนเกมส์ครั้งนี้เราอยากได้สถิติที่เท่าไหร่ แล้วก็ให้กระดาษกับปากกาเพื่อเขียนตัวเลขลงไป”

 

ตัวเลขนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายที่เขาคิดไว้ในใจ แต่เป็นสิ่งที่ถูกเขียนลงบนกระดาษและถูกนำกลับมาเตือนกันทุกครั้งที่ลงสนาม

 

“ในทุกครั้งที่เราทำเวลาได้ โค้ชก็จะชูให้เห็นว่า นี่คือเวลาของคุณ ซึ่งเรา (โค้ช) ทำให้เป็นแบบนั้นได้”

 

เมื่อเป้าหมายถูกกำหนดไว้ชัดเจน สิ่งที่เหลือคือการทำงานเพื่อเข้าใกล้ตัวเลขนั้นให้มากที่สุด

 

เอเชียนเกมส์ครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของ ‘บิว-ภูริพล’ ว่า จากเด็กที่เคยวิ่งด้วยพรสวรรค์ วันนี้เขาพร้อมวิ่งด้วยทั้ง พรสวรรค์และพรแสวง เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองอีกครั้ง

 

คู่แข่งสำคัญ

 

ผลงานของบิวในฤดูกาลนี้ถือว่าน่าจับตา โดย 100 ม. ทำสถิติเร็วที่สุดของตัวเองไว้ที่ 9.99 วินาที ที่สาธารณรัฐเช็ก เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่ 200 ม. ทำสถิติ 20.03 วินาที จากการแข่งที่ไต้หวัน ซึ่งทั้ง 2 สถิติดีสุดของทวีปเอเชียในฤดูกาลนี้

 

คู่แข่งระยะ 100 ม. เจ้าภาพญี่ปุ่นมีนักวิ่งประสบการณ์สูงเป็นคู่แข่งสำคัญ นำโดย Yuki Koike วัย 31 ปี อดีตเหรียญทอง 200 ม. เอเชียนเกมส์ 2018 ซึ่งปีนี้ทำเวลาได้ดีที่สุด 10.06 วินาที รั้งอันดับ 4 ของเอเชีย และ Shuhei Tada วัย 30 ปี หนึ่งในสมาชิกทีมผลัด 4×100 ม. ชุดเหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2018 โดยสถิติปีนี้เร็วสุด 10.10 วินาที

 

อีกหนึ่งคนที่มองข้ามไม่ได้คือ Xie Zhenye จากจีน แชมป์เก่าจากเอเชียนเกมส์ครั้งก่อน แม้สถิติที่ดีที่สุดในปีนี้จะอยู่ที่ 10.10 วินาที แต่ด้วยประสบการณ์ระดับนานาชาติยังทำให้เขาเป็นหนึ่งในนักวิ่งที่มีโอกาสลุ้นเหรียญรางวัล

 

นอกจากนี้ยังมีนักวิ่งจาก โอมาน, มาเลเซีย, กาตาร์ และเกาหลีใต้ ที่มีสถิติไล่เลี่ยกัน และพร้อมเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการแข่งขันระยะสั้น

 

ส่วนวิ่ง 200 ม. คู่แข่งสำคัญยังเป็นเจ้าภาพญี่ปุ่นเช่นกัน นำโดย Touka Uzawa เจ้าของเหรียญทองชิงแชมป์เอเชีย 2025 ซึ่งปีนี้ทำเวลาเร็วที่สุด 20.33 วินาที และ Souji Mizakubo วัย 27 ปี สถิติฤดูกาลดีที่สุด 20.07 วินาที ในทวีปเอเชียสถิติของเขาเป็นรองเพียงแค่บิวคนเดียวเท่านั้น

 

ขณะที่จีนมี Huang Youwen เจ้าของสถิติ 20.15 วินาที และ Chen Jinfeng ที่ทำเวลาได้ 20.43 วินาที เป็นอีกสองนักวิ่งที่ต้องจับตามอง

 

กรีฑา แข่งที่ไหน ชิงกี่เหรียญทอง

 

กรีฑา ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ชิง 50 เหรียญทอง แบ่งเป็นประเภทลู่และลาน 44 เหรียญทอง และประเภทถนน 6 เหรียญทอง แข่งขันระหว่างวันที่ 25-29 กันยายน โดยใช้ Nagoya City Mizuho Park Athletic Stadium หรือ สนามกีฬามิซูโฮะพาร์ค เมืองนาโกยา เป็นสังเวียนหลัก

 

สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ส่งนักกีฬาเข้าร่วมทั้งหมด 31 คน ชิงชัย 17 อีเวนต์ นำทีมโดย ภูริพล บุญสอน, สรอรรถ ดาบบัง, จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน, จิราพัชร ขานอ่อนตา, ปริญญา เฉื่อยมะเริง, ภาสพงศ์ อ่ำสําอาง, สุเบญรัตน์ อินแสง

 

สำหรับผลงานของทัพกรีฑาไทยในเอเชียนเกมส์ครั้งล่าสุดที่หางโจว 2022 คว้ามาได้ 2 เหรียญเงิน จาก ภูริพล บุญสอน ในรายการวิ่ง 100 ม. ชาย และทีมวิ่งผลัด 4×100 ม. หญิง

 

ส่วนเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ภูริพล บุญสอน ยังคงเป็นความหวังในการคว้าเหรียญรางวัลเหมือนเช่นเคย ซึ่งมีโปรแกรมลงแข่งขันถึง 3 อีเวนต์ ได้แก่ 100 เมตร, 200 เมตร และวิ่งผลัด 4×100 ม. ซึ่งจากผลงานในซีซั่นนี้ ทำให้เขาถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในความหวังสำคัญของทีมกรีฑาไทยในการคว้าเหรียญรางวัลกลับบ้านอีกครั้ง

The post PLAYER Profile: บิว-ภูริพล บุญสอน ยอดลมกรดไทยที่เติบโตด้วย ‘พรแสวง’ ก่อนทลายขีดจำกัดตัวเองอีกครั้งในเอเชียนเกมส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tokyo Marathon 2026 ทาเคเล คว้าแชมป์สมัยที่ 2 เฟิง เป่ยโหยว ทุบสถิตินักวิ่งจีน วิ่งต่ำกว่า 2:06 คนแรก https://thestandard.co/tokyo-marathon-takele-feng-record/ Sun, 01 Mar 2026 08:28:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1183126 ภาพนักวิ่ง ทาเดเล ทาเคเล และ เฟิง เป่ยโหยว ในการแข่งขัน โตเกียว มาราธอน 2026

Tokyo Marathon สนามเปิดฤดูกาลของซีรีส์ World Marathon M […]

The post Tokyo Marathon 2026 ทาเคเล คว้าแชมป์สมัยที่ 2 เฟิง เป่ยโหยว ทุบสถิตินักวิ่งจีน วิ่งต่ำกว่า 2:06 คนแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักวิ่ง ทาเดเล ทาเคเล และ เฟิง เป่ยโหยว ในการแข่งขัน โตเกียว มาราธอน 2026

Tokyo Marathon สนามเปิดฤดูกาลของซีรีส์ World Marathon Majors ประจำปี 2026 ได้เปิดฉากอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสภาพอากาศแจ่มใส อุณหภูมิช่วงออกสตาร์ตราว 10-12 องศาเซลเซียส และสีสันจากนักวิ่งที่ตบเท้าเข้าร่วมกว่า 39,000 คน

 

โดยผู้ชนะในประเภทชายปีนี้ เป็นทางด้าน ทาเดเล ทาเคเล จากเอธิโอเปีย ป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ หลังเร่งสปีดช่วงท้ายคว้าชัยด้วยเวลา 2:03:36 ชั่วโมง ด้านประเภทหญิง บริจิด คอสเกอี จากเคนยา ที่นอกจากจะคว้าแชมป์สมัยที่ 2 เช่นกัน ยังทำลายสถิติสนาม เข้าเส้นชัยที่เวลา 2:14:28 ชั่วโมง

 

นอกเหนือจากชัยชนะของบรรดาปอดเหล็กแอฟริกันแล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของการแข่งขันคือผลงานของ เฟิง เป่ยโหยว (Feng Peiyou) นักวิ่งวัย 24 ปีจากจีน ที่ทะยานเข้าเส้นชัยด้วยรองเท้า Xtep 160X 7.0 Pro พร้อมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการวิ่งแดนมังกร

 

ด้วยการทำลายสถิติประเทศจีนด้วยเวลา 2:05:58 ชั่วโมง คว้าอันดับ 11 ใน Tokyo Marathon อย่างยอดเยี่ยม หลังเฉือนเอาชนะตัวเต็งเจ้าถิ่นอย่าง ซูกุรุ โอซาโกะ ไปแบบเสี้ยววินาที พร้อมกลายเป็นชาวจีนคนแรกที่ทำเวลาได้ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง 6 นาที และเป็นนักวิ่งเอเชียที่ทำผลงานดีที่สุดในรายการนี้

 

ภาพนักวิ่ง ทาเดเล ทาเคเล และ เฟิง เป่ยโหยว ในการแข่งขัน โตเกียว มาราธอน 2026 1ภาพนักวิ่ง ทาเดเล ทาเคเล และ เฟิง เป่ยโหยว ในการแข่งขัน โตเกียว มาราธอน 2026 2ภาพนักวิ่ง ทาเดเล ทาเคเล และ เฟิง เป่ยโหยว ในการแข่งขัน โตเกียว มาราธอน 2026 3ภาพนักวิ่ง ทาเดเล ทาเคเล และ เฟิง เป่ยโหยว ในการแข่งขัน โตเกียว มาราธอน 2026 4ภาพนักวิ่ง ทาเดเล ทาเคเล และ เฟิง เป่ยโหยว ในการแข่งขัน โตเกียว มาราธอน 2026 5ภาพนักวิ่ง ทาเดเล ทาเคเล และ เฟิง เป่ยโหยว ในการแข่งขัน โตเกียว มาราธอน 2026 6ภาพนักวิ่ง ทาเดเล ทาเคเล และ เฟิง เป่ยโหยว ในการแข่งขัน โตเกียว มาราธอน 2026 7

The post Tokyo Marathon 2026 ทาเคเล คว้าแชมป์สมัยที่ 2 เฟิง เป่ยโหยว ทุบสถิตินักวิ่งจีน วิ่งต่ำกว่า 2:06 คนแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แรงใจคนไทยคือพลัง คีริน ตันติเวท คว้าทองเหรียญที่ 6 ยืดสถิติไร้พ่ายซีเกมส์ https://thestandard.co/kieran-tuntivate-seagames-6-gold-100-winrate/ Sun, 14 Dec 2025 03:42:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1154446 แรงใจคนไทยคือพลัง คีริน ตันติเวท คว้าทองเหรียญที่ 6 ยืดสถิติไร้พ่ายซีเกมส์

ทุกครั้งที่มีโอกาสรับใช้ทีมชาติไทย คีริน ตันติเวทย์ นัก […]

The post แรงใจคนไทยคือพลัง คีริน ตันติเวท คว้าทองเหรียญที่ 6 ยืดสถิติไร้พ่ายซีเกมส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แรงใจคนไทยคือพลัง คีริน ตันติเวท คว้าทองเหรียญที่ 6 ยืดสถิติไร้พ่ายซีเกมส์

ทุกครั้งที่มีโอกาสรับใช้ทีมชาติไทย คีริน ตันติเวทย์ นักวิ่งลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ไม่เคยทำให้คนไทยต้องผิดหวัง ล่าสุดเพิ่งคว้าเหรียญทองระยะ 5,000 ม. มาครองได้เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นทองเหรียญที่ 6 ที่เขาทำได้ในกีฬาซีเกมส์

 

“ระยะ 5,000 ม. นั้นยากกว่า 1,500 ม. ผมก็รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยครับ แต่ก็สนุกดีแล้วก็ตื่นเต้นด้วยครับ เพราะอีก 2 วันต้องลงแข่ง 10,000 ม. ผมอยากได้เพิ่มอีกเหรียญทอง” คีรินเผยความรู้สึกหลังการแข่งขัน

 

แม้จะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนกว่าสนามในยุโรปหรืออเมริกา ทำให้เขาต้องวิ่งแบบเซฟพลังงานเพื่อเก็บแรงไว้สำหรับการแข่งขันรายการ 10,000 ม. ที่จะมาถึง แต่สถิติที่ออกมาก็ยังถือว่าน่าพอใจอย่างมาก นอกจากนี้ การวิ่งต่อหน้ากองเชียร์ชาวไทยจำนวนมากในสนามศุภชลาศัย ยังเป็นประสบการณ์ที่พิเศษสำหรับคีริน

 

“การได้วิ่งต่อหน้ากองเชียร์ชาวมันพิเศษมาก ผมไม่เคยวิ่งแล้วมีคนไทยมาเชียร์มากเท่านี้มาก่อน สนามศุภชาลัยก็เป็นสนามที่มีชื่อเสียง ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาชมในสนามก็ยังมีอีก 2 วันอยากให้เขามากันอีกเยอะๆ”

 

ถึงตรงนี้ คีริน ยังคงรักษาสถิติ Win Rate 100% เมื่อลงแข่งซีเกมส์ 6 อีเวนต์ คว้าเหรียญทองได้ทั้งหมด

 

ซีเกมส์ 2019 ที่ประเทศฟิลิปปินส์
เหรียญทอง ระยะ 5,000 ม.
เหรียญทอง ระยะ 10,000 ม.

 

ซีเกมส์ 2021 ไม่ได้ลงแข่ง

 

ซีเกมส์ 2023 ที่ประเทศกัมพูชา
เหรียญทอง ระยะ 1,500 ม.
เหรียญทอง ระยะ 5,000 ม.
เหรียญทอง ระยะ 10,000 ม.

 

ซีเกมส์ 2025 ที่ประเทศไทย
เหรียญทอง ระยะ 1,500 ม.
เหรียญทอง ระยะ 5,000 ม.

 

“ผมดีใจมากครับกับ 6 ทอง ย้อนไปหลายปีก่อน ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้มาวิ่งแบบนี้ ดีใจมาก” คีริน เปิดใจกับกองทัพสื่อมวลชน หลังคว้าเหรียญทองที่ 2 ในซีเกมส์ 2025 โดยเจ้าตัวเขายังเหลืออีก 1 อีเวนต์ให้คนไทยได้ติดตามเชียร์กันต่อ รายการ 10,000 ม. วันที่ 15 ธันวาคมนี้ ที่สนามศุภชลาศัย

The post แรงใจคนไทยคือพลัง คีริน ตันติเวท คว้าทองเหรียญที่ 6 ยืดสถิติไร้พ่ายซีเกมส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ เจนทรี แบรดลีย์ ทำไม ‘ความอดทน’ คือกุญแจที่ทำให้บิวทำลายกำแพง 10 วินาทีได้สำเร็จ https://thestandard.co/patience-key-bew-10s-success/ Fri, 12 Dec 2025 04:04:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1153820 คุยกับ เจนทรี แบรดลีย์ ทำไม ‘ความอดทน’ คือกุญแจที่ทำให้บิวทำลายกำแพง 10 วินาทีได้สำเร็จ

ระหว่างที่ทุกคนกำลังแสดงความยินดีพร้อมถ่ายภาพกับ บิว ภู […]

The post คุยกับ เจนทรี แบรดลีย์ ทำไม ‘ความอดทน’ คือกุญแจที่ทำให้บิวทำลายกำแพง 10 วินาทีได้สำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ เจนทรี แบรดลีย์ ทำไม ‘ความอดทน’ คือกุญแจที่ทำให้บิวทำลายกำแพง 10 วินาทีได้สำเร็จ

ระหว่างที่ทุกคนกำลังแสดงความยินดีพร้อมถ่ายภาพกับ บิว ภูริพล บุญสอน ที่ทำลายกำแพง 10 วินาทีลงได้สำเร็จ พร้อมคว้าเหรียญทอง 100 เมตร ชาย ซีเกมส์ 2025 เราได้เดินตรงไปหาหนึ่งในคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้

 

นั่นก็คือ เจนทรี แบรดลีย์ โค้ชชาวอเมริกัน ที่เคยให้สัมภาษณ์กับเราก่อนหน้านี้ว่า “ถ้าจะวิ่งไปได้เร็ว คุณต้องมีความ อดทน” หรือ To Run Fast you Need to be Patient และ วันนี้ผลลัพธ์ของความอดทนของบิวได้ผลิดอก ออกผล จากการร่วมงานกันในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 

โดย The Standard Sport ได้พูดคุยถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนที่ได้พูดคุยกันที่สนามซ้อม จนวันนี้ที่บิว ประสบความสำเร็จ ในสนามแข่งตามเป้าหมาย ทำลายกำแพง 10 วินาทีลงได้สำเร็จแล้ว

 

Q: ตอนเราเจอกัน โปรแกรมวิ่งวันนั้นหนักจนบิวอ้วก มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเยอะ เกิดอะไรขึ้นครับ?

 

A: เขาดีขึ้นมาก นั่นเป็นโปรแกรมที่ยากมาก แต่เขามีความอดทนพอที่จะเข้าใจว่านี่คืองาน และ การเสียสละที่เขาต้องผ่านไปให้ได้ เพื่อที่จะพัฒนาขึ้น นี่คืองานที่ต้องทำเพื่อที่เราจะพัฒนาขึ้น เขาทำงานจนเสร็จ และ แข็งแกร่งขึ้น

 

Q: อะไรเปลี่ยนไปบ้าง ครั้งที่แล้วคุณบอกผมว่า ถ้าอยากจะไปเร็วคุณต้องมีความอดทน

 

A: นั่นคือหลักการเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบคัดเลือก เขามีความใจเย็น อดทน ไม่กดดัน วิ่งได้สมบูรณ์แบบ และเราก็ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

 

ในรอบชิงฯ เป้าหมายมีแค่ชนะเท่านั้น แน่นอนว่ามันมีแรงกดดันมากกว่า และก็มีนิสัย หรือพฤติกรรมเก่าๆ กลับมาในรอบชิงฯ แต่เขาก็แก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และ คว้าชัยชนะได้ตามเป้าหมาย

 

Q: คุณภูมิใจอะไรที่สุดในตัวเขา จากวันที่ร่วมงานวันนั้น จนถึงวันนี้?

 

A: รู้สึกดีใจที่เขาเชื่อมั่นในตัวผม และ เชื่อมั่นในคำพูดของเรา มันเป็นเรื่องยากที่จะไว้ใจคนที่พยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราเคยทำ แต่เขาเชื่อมั่นในตัวผม เราสื่อสารกันทุกวัน อะไรที่รู้สึกดีสำหรับเขา และ สำหรับผม และ ทำงานร่วมกัน

 

Q: สิ่งที่ผลักดันบิว จนข้ามกำแพง 10 วินาทีคืออะไร?

 

A: ความใจเย็น เขาอดทน รอบคัดเลือกเขาถึงทำได้สำเร็จ แต่รอบชิงฯ มีแรงกดดันช่วงออกสตาร์ท แต่หลังจากนั้นบิวผ่อนคลายขึ้น ใจเย็น และ วิ่งเข้าเส้นชัย เป้าหมายต่อไป เรามองไปที่สถิติ 9.8 วินาทีในอนาคต

 

Q: นั่นคือเป้าหมายเหรอ?

 

A: เรามีเป้าหมายใหญ่กว่านั้น นี่แค่ก้าวต่อไป

 

เขาทำได้แน่นอน เรายังมีงานต้องทำอีกมาก ผมเพิ่งมาถึงได้เพียง 10 สัปดาห์ และที่ผ่านมาได้ตั้งเป้าที่จะโฟกัส 3-4 เรื่อง นำเอาเทคนิคต่างๆ มาใช้ เราได้มีโอกาสพิสูจน์แล้วว่าสิ่งเหล่านี้ใช้ได้ผลในการแข่งขันหรือไม่ ซึ่งเราก็ได้ผลลัพธ์แล้ว

 

Q: บอกอะไรกับบิวหลังแข่ง

 

A: ผมภูมิใจในตัวเขา นักกีฬาเหล่านี้ทุ่มเทอย่างหนัก แต่สื่อมักจะพูดถึงแต่การทำลายสถิติตลอดเวลา จนดูเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าชัยชนะ ผมจึงบอกเขาว่า ให้หยุดสนใจเสียงจากภายนอก โฟกัสแค่เทคนิค ถ้าเขาทำได้ ทุกอย่างก็จะตามมาเอง โฟกัสที่ชัยชนะเท่านั้น

 

ภาพ: ดิษยุตม์ ธนบุญชัย

The post คุยกับ เจนทรี แบรดลีย์ ทำไม ‘ความอดทน’ คือกุญแจที่ทำให้บิวทำลายกำแพง 10 วินาทีได้สำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กำแพง 10 วิ. ล่มสลาย บิว-ภูริพล สร้างประวัติศาสตร์ วิ่ง 100 ม. สถิติ 9.94 วินาที https://thestandard.co/bew-phuripol-100m-record-9-94s/ Fri, 12 Dec 2025 01:16:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1153749 กำแพง 10 วิ. ล่มสลาย บิว-ภูริพล สร้างประวัติศาสตร์ วิ่ง 100 ม. สถิติ 9.94 วินาที

พังทลายลงจนได้กำแพง 10 วินาทีที่ไม่เคยมีนักวิ่งไทยคนใดเ […]

The post กำแพง 10 วิ. ล่มสลาย บิว-ภูริพล สร้างประวัติศาสตร์ วิ่ง 100 ม. สถิติ 9.94 วินาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
กำแพง 10 วิ. ล่มสลาย บิว-ภูริพล สร้างประวัติศาสตร์ วิ่ง 100 ม. สถิติ 9.94 วินาที

พังทลายลงจนได้กำแพง 10 วินาทีที่ไม่เคยมีนักวิ่งไทยคนใดเคยข้ามผ่าน หลังจากรอคอยกันมานานในที่สุด บิว-ภูริพล บุญสอน ก็ทำสำเร็จเป็นคนแรก วิ่ง 100 ม. สถิติ 9.94 วินาที ในรอบคัดเลือกซีเกมส์ 2025

 

ยอดลมกรดไทยวัยเพียง 19 ปี สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการกรีฑาไทยมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำลายสถิติประเทศไทยเป็นว่าเล่น หรือ 3 เหรียญทองซีเกมส์อันน่าจดจำที่เวียดนาม รวมถึงการคว้าเหรียญเงินเอเชียนเกมส์ และเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศศึกชิงแชมป์โลกได้เป็นคนแรก พร้อมสถาปนาตนเป็นนักวิ่งระยะสั้นแถวหน้าระดับเอเชียไปแล้ว

 

หลังจากไต่บันไดขึ้นมาทีละขั้น เป้าหมายต่อไปคือการวิ่ง 100 ม. ต่ำกว่า 10 วิ. ที่ผ่านมาเทพบิวทำได้ใกล้เคียงมาตลอด เขาวิ่งได้ 10.02 วิ. และ 10.26 วิ. ในเอเชียนเกมส์ แต่พยายามเท่าไหร่ก็ยังไม่สำเร็จสักที โดยสถิติดีสุดในปีนี้ 10.15 วินาที จนได้มาเจอ เจนทรี แบรดลีย์ โค้ชคนใหม่ของกรีฑาไทย

 

“เปลี่ยนใหม่หมดเลยครับ” บิว ให้สัมภาษณ์สื่อถึงการทำงานร่วมโค้ชคนใหม่ก่อนลงแข่งซีเกมส์ 2025

 

“เขาปรับแก้ให้ผมหลายอย่าง ตั้งแต่จุดสตาร์ท แรงช่วงกลางหรือแรงระเบิดตอนปลาย เขาเปลี่ยนใหม่หมดเลย เปลี่ยนทุกๆ อย่าง ซ้อมหนักขึ้นมากๆ”

 

“จุดสตาร์ทเป็นสิ่งที่ผมต้องปรับปรุงต่อไป ไม่ใช่แค่การตอบสนองจากเสียงสัญญาณออกตัวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเพิ่มความแข็งแรงในการถีบบล็อกสตาร์ทด้วย”

 

การปรับแก้ครั้งนี้เหมือนเป็นการเกาถูกที่คัน และเห็นผลทันที ซีเกมส์ 2025 วิ่ง 100 ม. ชาย เทพบิว ได้ลงวิ่งในสนามศุภชลาศัย สังเวียนโปรดมาตั้งแต่เด็ก เขาวิ่งเต็มแรงแบบไม่มีกั๊กตั้งแต่รอบคัดเลือก และเข้าเส้นชัยด้วยสถิติ 9.94 วินาที เป็นเวลาที่สร้างตำนานบทใหม่ขึ้นมาทุกด้าน

 

เทพบิว ยอมรับหลังจบการแข่งขันว่า ดีใจจนร้องไห้ออกมาหลังทำสถิติเตะเลข 9 ครั้งแรกในชีวิต

 

“สะใจมากครับ ผมก็เตรียมการมานาน สมาคมได้ส่งโค้ชเจนทรี แบรดลีย์ มาติวผมโดยเฉพาะ เราทำงานร่วมกัน 3-4 เดือนใช้เวลาปรับตัวพอสมควร เขาเข้มกับผมมาก เวลาวิ่งผมจะมีท้อบ้าง แต่เขาคอยช่วยปลุกใจให้เสมอ สิ่งสำคัญเขามาช่วยแก้ช่วงออกสตาร์ท เพิ่มเวท เพิ่มการวอร์ม เน้นการออกตัวช่วง 60 เมตรแรกทุกวันทุกอาทิตย์จับเวลาทุกครั้ง”

 

“ดีใจที่ตัวเองผ่านจุดที่กดดันมากๆ (สถิติไม่ลดมา 2 ปี) เพราะทุกคนและผมเองก็คาดหวังมากๆ พอรู้ว่าวิ่งได้ 9 วินาที ก็รู้สึกว่าตื่นเต้นจนพูดไม่ออก ไม่คิดไม่ฝันว่าจะตัวเองจะทำได้”

 

ที่สำคัญบิวไม่ลืมที่จะขอบคุณถึงเบื้องหลังความสำเร็จของเขา โดยเฉพาะครอบครัวซึ่งมีแม่เป็นกำลังใจให้มาตลอด เจ้าตัวกล่าวทั้งน้ำตาด้วยความตื้นตันในความสำเร็จ

 

“ขอบคุณครอบครัวโดยเฉพาะแม่ที่มาเชียร์ในสนามวันนี้ ท่านติดตามซัปพอร์ตเป็นกำลังใจให้ผมเสมอ”

 

สำหรับ ภูริพล บุญสอน ยังมีโปรแกรมแข่งขัน ซีเกมส์ 2025 อีก 2 อีเวนต์ วิ่ง 200 ม. ชาย วันที่ 13 ธันวาคม และ ผลัด 4×100 ม. ชาย วันที่ 15 ธันวาคมนี้ ร่วมส่งกำลังใจและส่งใจเชียร์กันเยอะ แล้วมาดูกันว่าเทพบิวสร้างสถิติใหม่อะไรให้กับแฟนกีฬาไทย

The post กำแพง 10 วิ. ล่มสลาย บิว-ภูริพล สร้างประวัติศาสตร์ วิ่ง 100 ม. สถิติ 9.94 วินาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 https://thestandard.co/queen-runs-half-marathon-kipchoge/ Sun, 30 Nov 2025 03:30:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1149728 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เ […]

The post สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งในรายการ Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025 Presented by Toyota ในระยะ ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร พร้อมด้วย เอเลียด คิปโชเก ตำนานนักวิ่งมาราธอนระดับโลก ท่ามกลางนักวิ่งกว่า 48,000 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้

 

การเสด็จฯ ร่วมวิ่งของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี นับเป็นไฮไลต์สำคัญของงาน ATMBKK 2025 ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ในฐานะหนึ่งในรายการวิ่งมาราธอนระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทย ท่ามกลางประชาชนและนักวิ่งที่มาร่วมเฝ้ารอรับเสด็จฯ และส่งเสียงเชียร์อย่างอบอุ่นตลอดเส้นทาง

 

ทั้งนี้ เอเลียด คิปโชเก วิ่งเข้าเส้นชัยฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. ในงาน ATMBKK 2025 ด้วยเวลา 2.13.40 ชั่วโมง

 

ขณะที่แชมป์มาราธอน 42 กม. ฝั่งชายตกเป็นของ Bekele Shiferaw Agunafr จากเอธิโอเปีย เวลา 2.14.27 ชั่วโมง ส่วนฝั่งหญิงเป็น Eunice Nyawira Muchiri จากเคนยา ทำเวลา 2.39.27 ชั่วโมง

 

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 1
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 2
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 3
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 4
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 5
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 6
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 7
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 8
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 9
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 10
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 11
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 12
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 13
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 14
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 15
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 16

The post สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. กับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รีวิว ASICS MEGABLAST คู่เดียวจบ ทั้งวันซ้อมและวันวิ่งจริง https://thestandard.co/life/asics-megablast/ Sun, 19 Oct 2025 12:16:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1132576 COVER - ASICS MEGABLAST Review Training Race

ถ้าพูดถึงรองเท้าวิ่งตระกูล BLAST ของ ASICS หลายคนน่าจะค […]

The post รีวิว ASICS MEGABLAST คู่เดียวจบ ทั้งวันซ้อมและวันวิ่งจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
COVER - ASICS MEGABLAST Review Training Race

ถ้าพูดถึงรองเท้าวิ่งตระกูล BLAST ของ ASICS หลายคนน่าจะคุ้นชื่อ NOVABLAST หรือ SUPERBLAST กันดีอยู่แล้ว ในฐานะรุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความเด้ง ใส่สบาย และใส่ง่าย จนแทบไม่อยากถอด แต่ปีนี้ ASICS จัดหนักกว่าเดิมด้วยปล่อยมาสองรุ่นพร้อมๆ กัน เริ่มด้วย ASICS MEGABLAST ™ ที่เปิดตัวในคอลเลกชัน Tokyo Collection ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากสนามกีฬาแห่งชาติ (National Stadium) ที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน World Athletics Championships Tokyo 2025 พร้อมพี่น้องร่วมสายอย่าง SONICBLAST ™ ที่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ MEGABLAST ™ รุ่นนี้จะแตกต่างด้วยฟีลลิ่งที่ “นุ่ม เด้ง และเต็มแรงส่ง” โดยไม่ต้องพึ่งแผ่น ASTROPLATE ™ เหมือน SONICBLAST ™

 

CONTENT_01

 

เพราะหัวใจของ MEGABLAST ™ คือโฟม FF TURBO ™ SQUARED Foam ซึ่งเป็นโฟมตัวท็อปที่พัฒนาให้เด้งกว่าเดิมจากรุ่นก่อน ให้ฟีลที่เด้งมากและการซัปพอร์ตที่ชัดเจนตั้งแต่ก้าวแรก พอวิ่งแล้วรู้สึกเท้าดีดกลับในทุกจังหวะการลงเท้า โดยเฉพาะตอนเร่งเพซ ตัวรองเท้ามี stack สูงราว 45 มม. ที่ส้น และ 37 มม. ที่หน้าเท้า ส่วนดร็อปอยู่ที่ 8 มม. จึงให้ความมั่นคงแต่ยังรู้สึกคล่อง น้ำหนักเพียง 224 กรัม (ขนาด US 9) ซึ่งถือว่าเบามากสำหรับรองเท้าที่มีคูชชันหนาขนาดนี้ เราใส่วิ่งยาว ๆ แล้วไม่รู้สึกแบกน้ำหนักเพิ่มเลย

 

CONTENT_02

 

ความรู้สึกหลังใส่จริง

 

ต้องบอกว่า MEGABLAST ™ ทำได้ดีตั้งแต่การวิ่งแบบ Recovery วิ่งไม่เร็วมากไปจนถึงวิ่งสับๆ แบบเทมโป้ มีการตอบสนองที่ไว ยิ่งเร่งยิ่งรู้สึกว่ารองเท้าช่วยส่งแรงกลับในทุกก้าว เราชอบฐานรองเท้าที่กว้างและมั่นคง ทำให้จังหวะลงเท้าไม่โคลง แม้ stack จะสูงมากก็ตาม ส่วนความเด้งของรุ่นนี้เราว่าสูงกว่า SUPERBLAST แบบรู้สึกได้ แต่ก็แลกมาด้วยเสถียรภาพที่ลดลงเล็กน้อย วัสดุ Engineered woven mesh ที่ใช้ทำ Upper เบา โปร่ง และระบายอากาศได้ดี โปร่งจนแทบเห็นถุงเท้าเลยทีเดียว เหมาะกับอากาศเมืองไทย เราลองใส่วิ่ง 15–20 กิโลเมตรยังไม่รู้สึกอับเท่าไรนัก

 

ASICS MEGABLAST เหมาะกับใคร

 

สำหรับเราแล้วในฐานะที่ใส่ SUPERBLAST 2 มาก่อน เมื่อมาลองรุ่นนี้ยิ่งรู้สึกว่าเข้าขาดีมาก ไม่ต้องปรับสไตล์การวิ่งเท่าไรนัก ให้ฟีลลิ่งที่คล้ายคลึงกัน ได้ทั้งวิ่งอีซี่และอยากจะหวด ถือเป็นรองเท้าอเนกประสงค์ที่พกพาไปได้ทุกสถานการณ์ เพราะมันทั้งเด้ง นุ่ม และมั่นคงในคู่เดียว เหมาะกับคนที่อยากได้รองเท้าสำหรับซ้อมทุกวัน วิ่งยาว หรือวิ่งเทมโป้แบบไม่ต้องเปลี่ยนคู่

 

สนนราคาประมาณ 8,200 บาท อาจดูแรง แต่เมื่อเทียบกับความรู้สึกสบาย ความทน และแรงส่งที่ได้ เราว่ามันคือความคุ้มค่าที่เราสามารถหยิบใส่ได้ทุกสถานการณ์ จะบอกว่าสำหรับใครที่รักฟีลเด้งๆ แบบ BLAST รุ่นนี้อาจกลายเป็นรองเท้าที่คุณไม่อยากถอดเลยก็ได้

 

ภาพ: นราสิทธิ์ เกษาประสิทธิ์

The post รีวิว ASICS MEGABLAST คู่เดียวจบ ทั้งวันซ้อมและวันวิ่งจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
JO FUKUDA นักวิ่งชาวญี่ปุ่น เผยประสบการณ์จริงจากการวิ่ง 100 กิโลเมตรในโปรเจกต์ Chasing 100 https://thestandard.co/jo-fukuda-chasing-100-run/ Wed, 03 Sep 2025 13:58:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1115260 JO FUKUDA Chasing 100

JO FUKUDA นักวิ่งชาวญี่ปุ่น เผยประสบการณ์จริงจากการวิ่ง […]

The post JO FUKUDA นักวิ่งชาวญี่ปุ่น เผยประสบการณ์จริงจากการวิ่ง 100 กิโลเมตรในโปรเจกต์ Chasing 100 appeared first on THE STANDARD.

]]>
JO FUKUDA Chasing 100

JO FUKUDA นักวิ่งชาวญี่ปุ่น เผยประสบการณ์จริงจากการวิ่ง 100 กิโลเมตรในโปรเจกต์ Chasing 100 พร้อมโชว์ Adizero Evo Prime X  รองเท้าคู่ใจจาก adidas ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อแมตช์สุดท้าทายนี้โดยเฉพาะ ที่ adidas Brand Center, CentralWorld เมื่อช่วงเย็นวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา 

 

โดยโจ เปิดเผยว่าเขารู้สึกตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้ทำในสิ่งที่คนบนโลกนี้ยังไม่มีใครทำ และรู้สึกดีใจมากที่ได้เข้าร่วมโปรเจกต์นี้ ในใจก็อยากทำให้สำเร็จให้ได้ 

 

“สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือจริงๆก็ทั้งโปรเจกต์เลย แต่ถ้าเอาจริงๆคงเป็นเหตุการณ์ที่เพื่อนร่วมทีมทำ Sub 6 ได้สำเร็จ และผมเองได้อยู่ในโมเมนต์นั้นที่เพื่อนวิ่งเข้าเส้นชัย แต่ในจังหวะที่ดีใจมากๆ ก็ยังมีความรู้สึกเสียดายที่ ทำไมถึงไม่เป็นเรา”

 

The post JO FUKUDA นักวิ่งชาวญี่ปุ่น เผยประสบการณ์จริงจากการวิ่ง 100 กิโลเมตรในโปรเจกต์ Chasing 100 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Make Fast Friends กับ Saucony MMRC5000 งานวิ่งท้าทายความเร็วระยะ 5 กิโลเมตร https://thestandard.co/saucony-mmrc5000-make-fast-friends/ Sun, 24 Aug 2025 07:04:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1110611

Saucony MMRC5000: Make Fast Friends งานวิ่งที่รวมความเร […]

The post Make Fast Friends กับ Saucony MMRC5000 งานวิ่งท้าทายความเร็วระยะ 5 กิโลเมตร appeared first on THE STANDARD.

]]>

Saucony MMRC5000: Make Fast Friends งานวิ่งที่รวมความเร็วและมิตรภาพไว้ด้วยกัน เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ สนาม UTK Stadium , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

 

Saucony Thailand ร่วมกับ MeepMeepRunClub (MMRC) ได้จัดกิจกรรม “Saucony MMRC5000: Make Fast Friends” ชวน Community Run ชื่อดังมาร่วมท้าทายความเร็ว และทดลองรองเท้ารุ่นใหม่ Endorphin Speed 5 รุ่นที่ 5 สำหรับการซ้อมทำความเร็วโดยเฉพาะ

 

ภายในงานเป็นการรวมตัวของกลุ่มนักวิ่งจาก MMRC, Cruise Control Run Club, Ugly Running Training Club, Sabai Run Club, CNX BKK Brotherhood และนักวิ่งจาก Team Saucony ที่มาร่วมวิ่งตามคอนเซปต์ “Make Fast Friends” วิ่งให้เร็วขึ้น และได้รู้จักเพื่อนใหม่ไปพร้อมกัน

 

รูปแบบกิจกรรมเป็นการวิ่งทดสอบตนเองในระยะ 5 กิโลเมตร ภายใต้เวลาที่กำหนด ไม่เกิน 30 นาที โดยแบ่งกลุ่มเพซเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เพซ 5:30 / 5:00 / 4:30 / 4:00 / Sub 20 นาที

 

The post Make Fast Friends กับ Saucony MMRC5000 งานวิ่งท้าทายความเร็วระยะ 5 กิโลเมตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bandit Grand Prix งานวิ่งรูปแบบใหม่ในกฎคล้ายรถแข่ง https://thestandard.co/bandit-grand-prix-running-race/ Sat, 10 May 2025 03:32:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1073038 bandit-grand-prix-running-race

หากรู้สึกว่างานวิ่งทั่วๆ ไปมีรูปแบบที่ซ้ำซากจำเจ Bandit […]

The post Bandit Grand Prix งานวิ่งรูปแบบใหม่ในกฎคล้ายรถแข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
bandit-grand-prix-running-race

หากรู้สึกว่างานวิ่งทั่วๆ ไปมีรูปแบบที่ซ้ำซากจำเจ Bandit แบรนด์อุปกรณ์วิ่งสัญชาติอเมริกัน จึงได้นำเสนองานวิ่งรูปแบบใหม่ที่ไม่ซ้ำใครในชื่อว่า Bandit Grand Prix และนี่คือรายละเอียดของงานที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้ 

 


 

Bandit Grand Prix

 

Bandit Grand Prix งานวิ่งรูปแบบใหม่ในกฎคล้ายรถแข่ง

 

งานวิ่งรูปแบบใหม่ที่ใช้รูปแบบคล้ายกับการแข่งรถกรังด์ปรีซ์ ซึ่งจะมีรอบแรกและรอบต่อไป โดยผู้ชนะใน 3 อันดับแรกยังจะได้ฉลองบนโพเดียมแบบเดียวกับนักแข่งรถ และมี After Party หลังแข่งด้วย

 


 

รูปแบบการแข่งขัน

 

รูปแบบการแข่งขัน

 

งานนี้จะรับสมัครนักวิ่ง 1,000 คน โดยทุกคนจะได้วิ่งในรอบ 5K Open Race ซึ่งจะมีทั้งหมด 4 รอบ รอบละ 250 คน คัดผู้ชนะ 25 คนแรกของแต่ละรอบไปรอบ Super Finals และอันดับ 26-75 จะผ่านเข้ารอบ B-Finals โดยทั้งสองรอบจะวิ่งระยะ 3 กิโลเมตร

 


 

สถานที่และกำหนดการ

 

สถานที่และกำหนดการ

 

การแข่งขันจะมีขึ้นในวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ Brooklyn Storehouse โดยเวลา 14.00-19.00 น. จะเป็นการวิ่งรอบ 5K Open Race ส่วนรอบ B-Finals กับ Super Finals จะวิ่งหลังพระอาทิตย์ตก เวลา 20.00-21.00 น. และจะมีพิธีมอบรางวัลบนโพเดียม เวลา 21.30 น.

 


 

การเข้าร่วม

 

การเข้าร่วม

 

นักวิ่งสามารถสมัครเข้าร่วมได้ทางเว็บไซต์ banditrunning.com ค่าสมัครอยู่ที่คนละ 60 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2,000 บาท โดยผู้สมัครทุกคนจะได้ของที่ระลึกจากงานนี้ด้วย ส่วนผู้ชมสามารถเข้าชมได้ฟรีในวันแข่งขัน!

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post Bandit Grand Prix งานวิ่งรูปแบบใหม่ในกฎคล้ายรถแข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Game On! เบื้องหลังกลยุทธ์พา On วิ่งทะลุเมฆ จากรองเท้าเฉพาะกลุ่ม สู่การไล่ล่าบัลลังก์ Nike https://thestandard.co/on-running-shoes-success-strategy-nike-competitor/ Tue, 29 Apr 2025 11:37:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1069539 รองเท้าวิ่ง On Cloud กับเทคโนโลยี CloudTec ที่ช่วยให้แบรนด์สวิสเติบโตจนกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของ Nike และ adidas

วันนี้ชื่อของ ‘On’ ไม่ใช่ชื่อใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักแล้ว […]

The post Game On! เบื้องหลังกลยุทธ์พา On วิ่งทะลุเมฆ จากรองเท้าเฉพาะกลุ่ม สู่การไล่ล่าบัลลังก์ Nike appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองเท้าวิ่ง On Cloud กับเทคโนโลยี CloudTec ที่ช่วยให้แบรนด์สวิสเติบโตจนกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของ Nike และ adidas

วันนี้ชื่อของ ‘On’ ไม่ใช่ชื่อใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักแล้ว เพราะรองเท้าวิ่งที่เคยเป็นของนอกกระแสได้กลายเป็นหนึ่งในรองเท้ากระแสหลักที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงแค่เพียงกลุ่มของนักวิ่ง แต่ความนิยมนั้นไปไกลถึงใครก็ได้ที่อยากได้รองเท้าลุคเท่ๆ ที่ใส่สบายสักคู่ที่ดูแตกต่างจากคนอื่น

 

เพียงแต่กว่าจะเดินทางมาถึงวันนี้ก็ไม่ใช่ทุกอย่างจะง่ายดายและนุ่มนวลเหมือนเดินอยู่บน ‘Cloud’ มีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางที่น่าตื่นเต้น

 

แบรนด์รองเท้าที่กลายเป็นสินค้าส่งออกขึ้นชื่ออีกชนิดของสวิตเซอร์แลนด์นอกเหนือจากนาฬิกา ที่บางคนเปรียบเทียบว่าเป็นเหมือน ‘Apple ของวงการรองเท้าวิ่ง’ ผ่านอะไรมาบ้าง และพวกเขาก้าวเดินต่อไปของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป

 

ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


 

On Cloud 

 

ถึงแม้ว่าจะเริ่มเป็นรองเท้าที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่หนึ่งในเรื่องอมยิ้มที่เกิดขึ้นกับหลายคน (รวมถึงผู้เขียนเอง) คือความสับสนในชื่อของแบรนด์

 

“รองเท้า On Cloud นี่ดีจริงเหรอ” คือคำถามแบบเปิ่นๆ ที่ผู้เขียน (และอาจจะมีอีกหลายคน) ปล่อยไก่ตัวเล็กๆ ออกไปเพราะเข้าใจว่า On Cloud คือชื่อของแบรนด์รองเท้าหน้าตาแหวกๆ ยี่ห้อนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะคนอีกจำนวนมากมายทั่วโลกที่สับสนเหมือนกัน

 

ดังนั้นก่อนจะไปไกล ขออนุญาตทบทวนตัวเองนิดหน่อย ‘On’ คือชื่อของแบรนด์ ส่วน ‘Cloud’ คือชื่อของรุ่นรองเท้า และโลโก้ก็ไม่ได้เขียนว่า OC รวมถึงไม่ใช่โลโก้ของ Lululemon ด้วย

 

แต่สำหรับ On แล้วใครอยากจะจดจำหรือเรียกพวกเขาแบบไหนก็ไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่เป็นที่จดจำมากที่สุดสำหรับแบรนด์คือเรื่องของการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นสะดุดใจทุกคน โดยเฉพาะพื้นรองเท้าสุดล้ำที่เหมือนออกมาจากหนังเรื่อง Back to the Future และดีไซน์แบบน้อยแต่มาก ความมินิมอลที่ทำให้ดูเท่แบบไม่ต้องพยายาม

 

มันชวนให้หลายคนคิดว่าถ้า Apple อยากผลิตรองเท้าวิ่งขึ้นมานี่แหละคือรองเท้าคู่นั้น On คือ ‘Apple ของวงการรองเท้าวิ่ง’

 

โดยที่เรื่องราวในจุดเริ่มต้นของพวกเขานั้น เมื่อได้ฟังแล้วก็มีบางอย่างที่ชวนให้คิดถึงการเริ่มต้นของ สตีฟ จ็อบส์ และผองเพื่อนอยู่เหมือนกัน

 

กับจุดเริ่มต้นของคนแค่ 5 คน และไอเดียสดใหม่ที่เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้

 

ห้องของนักประดิษฐ์ชาวสวิสที่ไม่ได้ผลิตนาฬิกา

 

หากใครได้เข้าไปในช็อปของ On จะได้เห็นคำคำหนึ่งแปะที่ข้างฝาตัวเท่าฝาบ้าน และหากสังเกตให้ดีจะมีคำคำนี้อยู่ที่ใดสักที่ในรองเท้าวิ่งของพวกเขาด้วย

 

คำคำนั้นคือ ‘Swiss Engineering’ หรือ วิศวกรรมจากสวิตเซอร์แลนด์ นั้นเอง

 

ภาพ: 2p2play / Shutterstock

 

เรื่องนี้ไม่ใช่คำคุยโวโอ้อวดแต่เพราะ On นั้นเกิดจากความมุ่งมั่นในการหาคำตอบในการสร้างรองเท้าวิ่งที่ดีที่สุดด้วยวิศวกรรมในแบบของชาวสวิส ซึ่งเป็นประเทศนักประดิษฐ์ผู้เก่งกาจของโลก ทำอะไรผลิตอะไรออกมาขายล้วนแต่เป็นของดีมีคุณภาพ จนอะไรก็ตามที่มีคำว่า Swiss Made นั้นถ้าเห็นแล้วเงินถึงก็ซื้อได้เลย

 

แน่นอนว่าจุดเริ่มต้นของ On เกิดจากชาวสวิส แต่ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา เขาคือโอลิเวอร์ แบร์น​ฮาร์ด นักไตรกรีฑาระดับแชมป์ที่ลงแข่งขันมากมายโดยเฉพาะรายการสุดหฤโหดอย่าง Ironman หรือคนเหล็ก ที่ท้าทายขีดความสามารถของมนุษย์ในช่วงปีทศวรรษที่ 90 จนถึงยุค Y2K 

 

ไม่รู้เป็นเพราะสายเลือดคนสวิสหรือเปล่า แต่ในช่วงที่ยังลงทำการแข่งขันแบร์นฮาร์ดจะพยายามปรับแต่งอะไรนิดๆ หน่อยๆ ในการแข่งขันเพื่อให้สามารถทำผลงานออกมาได้ดีที่สุด เช่น การเปลี่ยนแฮนด์จักรยานให้เป็นอะลูมิเนียม หรือปรับรูปร่างของแตรเพื่อลดน้ำหนักลง

 

คนเหล็กชาวสวิสลงแข่งแบบนี้อยู่นานหลายปี จนสุดท้ายหลังเริ่มอายุมากและมีอาการบาดเจ็บรบกวน แบร์นฮาร์ดตัดสินใจอำลาชีวิตการเป็นนักกีฬาลง เพียงแต่เขาไม่ได้คิดจะทิ้งกีฬาไปอย่างสิ้นเชิง

 

แบร์นฮาร์ด เริ่มให้ความสนใจกับความท้าทายใหม่นั่นคือการสร้างรองเท้าวิ่งที่เจ๋งสุดๆ ขึ้นมา ซึ่งเขาไม่ได้ทำเอง แต่ร่วมมือกับวิศวกรที่รู้จักกันในการทดลองสร้างรองเท้าด้วยไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมา โดยเริ่มจากการเอารองเท้า Nike มาเฉือนช่วงส้นเท้าออกแล้วเปลี่ยนวัสดุใหม่เป็นสายยางฉีดน้ำ ที่ลองแล้วได้ผลดีเกินคาด

 

รองเท้านั่นไม่ใช่แค่นิ่มนวลในจังหวะลงน้ำหนัก แต่ยังส่งพลังกลับมาใหม่ในช่วงของการดีดตัว เหมือนระเบิดพลังกลับคืนมาให้ด้วย 

 

ในช่วงนั้นตัวของแบร์นฮาร์ด ซึ่งเคยได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ใหญ่อย่าง Nike และ adidas เรียกว่ามีคอนเน็กชันอยู่พอตัวพยายามติดต่อเพื่อขอเสนอขายไอเดีย เพียงแต่แบรนด์ยักษ์ใหญ่ไม่ได้สนใจในไอเดียของเขา

 

แต่แทนที่จะทดท้อ แบร์นฮาร์ด กลับรู้สึกว่าในเมื่อไม่มีใครซื้อไอเดียนี้ งั้นก็ทำเองแล้วกัน ทำในแบบเดียวกับที่แบรนด์ใหญ่บอกกับเขาว่า “ถ้ามันไม่ได้ปรุงในครัวของเราเอง มันก็คงไม่อร่อยหรอก” 

 

Press Start

 

ถึงอยากจะทำเองแต่แบร์นฮาร์ดรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้เขาทำเองคนเดียวไม่ได้แน่ เขาต้องการคนมาช่วยกันทำด้วย

 

คนแรกที่เขาคิดถึงคือ แคสปาร์ คอปเพตติ นักกีฬาสโนว์บอร์ดที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเอเยนต์ประจำตัวของแบร์นฮาร์ดด้วย ก่อนจะไปร่วมงานกับเอเยนต์ซีใหญ่ McKinsey & Co ที่ดูแลเรื่องแบรนด์ให้กับบริษัทต่างๆ

 

ในครั้งแรกคอปเพตติ ไม่ซื้อไอเดียของเพื่อนเก่าเลยแม้แต่น้อยซ้ำยังบอกด้วยว่าการจะกระโจนลงตลาดที่โหดและหินอย่างตลาดรองเท้าวิ่งเป็นความคิดที่งี่เง่ามาก เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เปลี่ยนใจคือตัวรองเท้าต้นแบบ

 

ทันทีที่ได้เห็นของจริงคอปเพตติ ก็รู้สึกได้ถึงความล้ำสมัยของรองเท้ากับเทคโนโลยีพื้นรองเท้าแบบใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนในเวลานั้น แต่แค่นั้นยังไม่พอ เมื่อได้ทดลองสวมใส่และเดินไปมาในห้องประชุมที่ทั้งคู่พบกัน คอปเพตติก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่รองเท้าวิ่งธรรมดา

 

“ผมไม่เคยเดินในความรู้สึกนี้มาก่อน” คอปเพตติเคยกล่าวไว้ในรายการพอดคาสต์ครั้งหนึ่ง “ไม่ใช่แค่ได้เห็นเทคโนโลยี แต่เราสัมผัสมันได้ในทันที”

 

ด้วยความตื่นเต้นคอปเพตติ รีบต่อสายหา เดวิด อัลล์แมนน์ ซึ่งขณะนั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Vitra แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับชั้นนำ เพื่อชักชวนให้ได้มาเจอกันกับแบร์นฮาร์ด โดยที่ทั้ง 3 คนตัดสินใจที่จะพูดคุยกันในเรื่องของธุรกิจนี้ในแบบคนสวิสแท้ๆ เขาทำกัน

 

การเจรจาแบบสวิสจะไม่คุยกันในที่ลับ แต่จะคุยกันในวันอากาศดีฟ้าแจ้ง พวกเขาเดินป่าไปคุยงานกันไป!

 

การเดินป่าในเทือกเขาแอลป์อันสวยงามของสวิตเซอร์แลนด์วันนั้นนำไปสู่ปลายทางของการตกลงเห็นชอบร่วมกันในรีสอร์ตที่เมืองเซนต์ มอริตซ์​ พวกเขาทั้ง 3 คนเห็นตรงกันว่าถึงสวิตเซอร์แลนด์จะไม่ได้เป็นประเทศที่โด่งดังในเรื่องของสตาร์ทอัพมากนัก แต่สำหรับพวกเขาทั้ง 3 คนนั้น เป็นคนที่กำลังเริ่มเข้าสู่วัยกลางคนกัน อยู่ในประเทศที่ร่ำรวยและปลอดภัยไม่มีปัจจัยเสี่ยง และยังพอมีเงินติดบัญชีกันนิดหน่อย

 

คำถามคือถ้าไม่ใช่พวกเขาที่เป็นคนริเริ่มทำสตาร์ทอัพตัวนี้ขึ้นมา แล้วใครจะทำ?

 

ทั้ง 3 ตกลงกันว่าพวกเขาจะก่อตั้งบริษัทขึ้นมาด้วยกัน ในชื่อเรียบง่ายที่เฉิดฉายสุดๆ

 

ชื่อแรกที่คิดคือ Neon แต่สุดท้ายเหลือแค่ On คำเดียวก็พอ

 

Game On! 

 

ภาพ: 2p2play / Shutterstock

 

รองเท้าล่องเมฆา

 

ในช่วงแรกนั้นทั้ง 3 ผู้ก่อตั้งชุดแรกได้กระจายหน้าที่และความรับผิดชอบกัน 

 

แบร์นฮาร์ด ดูแลในเรื่องที่เขาถนัดที่สุดอย่างเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์รองเท้าและโน้มน้าวให้นักกีฬาอาชีพมาลองสวมใส่รองเท้าของพวกเขาให้ได้มากที่สุด

 

อัลล์แมนน์ เดินทางมาเอเชียเพื่อศึกษาเรื่องของโรงงานและการผลิต ขณะที่คอปเพตติทำหน้าที่เหมือนเซลส์แมน เคาะประตูร้านรองเท้าวิ่งและชักชวนให้เจ้าของร้านมาออกวิ่งกับเขาเพื่อจะดูว่าเป็นไปได้ไหมที่จะวางสินค้าหน้าร้าน 

 

เพราะในความคิดของเขาคนที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่ดีที่สุดในเรื่องนี้คือตัวของเจ้าของร้านเอง ถ้าเจ้าของร้านชอบรองเท้าที่ทำขึ้นมา เขาจะเป็นคนช่วยขายมันต่อไปเอง

 

และบางครั้งไอเดียดีๆ ก็มักจะมาจากคนอื่นด้วย เหมือนอย่างเช่นจู่ๆ พวกเขาก็ได้ชื่อของผลิตภัณฑ์ที่ติดหูและดูดีจากหนึ่งในนักวิ่งที่นำรองเท้าตัวต้นแบบไปทดสอบการวิ่ง 

 

นักวิ่งหญิงสาวคนนั้นกลับมาให้ฟีดแบ็กว่า “เหมือนวิ่งอยู่บนเมฆเลย” นั่นทำให้ทั้งแบร์นฮาร์ด, อัลล์แมนน์ และคอปเพตติ ปิ๊งไอเดียทันทีว่าพวกเขาจะตั้งชื่อเทคโนโลยีที่คิดขึ้นนี้ว่า CloudTec ส่วนรองเท้ารุ่นแรกของพวกเขาได้ชื่อว่า Cloudsurfer (ล่องไปบนเมฆา) 

 

สิ่งนี้สำคัญไม่น้อยสำหรับ On ซึ่งขณะนั้นส่งรองเท้าตัวต้นแบบไปประกวดและได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม ISPO Brandnew Award ด้วยเพราะทำให้ทุกอย่างเริ่มลงตัวแล้ว ทั้งผลิตภัณฑ์ ทั้งแบรนด์ และวิธีในการทำการตลาด

 

ความไม่ลงตัวอย่างเดียวในเวลานั้นคือเรื่องของการผลิตที่อัลล์แมนน์ยังตามหาโรงงานที่จะผลิตพื้นรองเท้าที่ถูกมองว่าหน้าตาพิลึกๆ ในคุณภาพและปริมาณที่ต้องการไม่ได้ ในขณะที่เริ่มมียอดคำสั่งซื้อเข้ามามากขึ้นทุกที มันเป็นปัญหาที่น่ายินดีสำหรับธุรกิจเล็กๆ ของพวกเขา แต่มันต้องได้รับการจัดการโดยด่วนก่อนที่ปัญหาจะใหญ่และทับทุกอย่างจนพังทลาย

 

คอปเพตติ ตัดสินใจชวนมาร์ค เมาเรอร์ เพื่อนนักสโนว์บอร์ดของเขาอีกคนซึ่งดูแลเรื่องการพัฒนาธุรกิจและการตลาดให้กับร้านค้า Valora ซึ่งเป็นเชนร้านสะดวกซื้อในยุโรปตะวันออกเทียบเท่ากับร้าน 7-Eleven ขายไอเดียให้ฟัง

 

เมาเรอร์ฟังแล้วคิดว่าเข้าท่า ก่อนที่จะรีบติดต่อหา มาร์ติน ฮอฟฟ์แมนน์ เจ้านายของเขาเองที่ Valora เพื่อแจ้งข่าวร้ายว่าเขาจะขอลาออกเพื่อไปอยู่กับบริษัทสตาร์ทอัพรองเท้าวิ่งที่กำลังก่อตั้งใหม่ที่เมืองซูริค

 

แต่ข่าวดีคือบริษัทสตาร์ทอัพที่ว่ากำลังมองหา CFO อยู่ดี เจ้านายสนใจจะมาด้วยกันไหม?

 

Dream On

 

เมาเรอร์และฮอฟฟ์แมนน์ ตกลงที่จะเข้าร่วมกับ On ด้วยในปี 2013 โดยขอซื้อหุ้นในสัดส่วนที่เท่าเทียมกับ 3 ผู้ร่วมก่อตั้งชุดแรก 

 

และนับจากจุดนั้นเองที่ On ก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง พวกเขารวมตัวคนเก่งๆได้อีกมากมาย รวมถึง บริตต์ โอลเซน นักสกีและนักจักรยานภูเขาซึ่งเพิ่งจะลาออกจากสตาร์ทอัพอีกแห่งในเมืองพอร์ตแลนด์ก็ได้เข้าร่วมในฐานะหัวหน้าฝ่ายการตลาดภูมิภาคอเมริกาเหนือ ซึ่งตลาดแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งตลาดที่สำคัญของ On

 

แต่ในขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย พวกเขาก็เจอปัญหาเดิมที่วนกลับมาคือถึง On จะกำลังเติบโตอย่างสวยงามแค่ไหน ยอดขายแตะไปถึงหลัก 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ตัวเลขนี้ Nike สามารถหาได้ในเวลาเพียงแค่ 8 ชั่วโมงเท่านั้น

 

มันมาถึงจุดที่ต้องคิดว่า On อยากจะโตอย่างช้าๆ แต่มั่นคง

 

หรือจะเดินหน้าชนเพื่อวันหนึ่งจะสามารถขึ้นมาแลกหมัดกับ Nike รวมถึง adidas ได้?

 

รองเท้าวิ่ง On Cloud กับเทคโนโลยี CloudTec ที่ช่วยให้แบรนด์สวิสเติบโตจนกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของ Nike และ adidas

 

และสำคัญที่สุดคือผู้ถือหุ้นทั้ง 5 คน (ไม่นับโอลเซน) พวกเขาพอแล้วหรือยังกับชีวิตในแบบ Entrepreneu? ยังสนุกกับการทำงานไหม หรือพอใจแค่นี้แล้วจะได้ถอนทุนคืนเพื่อกลับไปใช้ชีวิตปกติแบบคนทั่วไปอีกครั้ง

 

นี่เป็นคำถามที่ทั้ง 5 คนไม่มีคำตอบในระหว่างที่บินจากสวิตเซอร์แลนด์เพื่อมารวมตัวกันที่พอร์ตแลนด์ในช่วงต้นปี 2016

 

คนที่มีส่วนสำคัญในเหตุการณ์ครั้งนั้นฮอฟฟ์แมนน์ ในฐานะคนที่แม้จะมาทีหลังสุดแต่เป็นคนที่ตัดสินใจย้ายไปอยู่ในพอร์ตแลนด์ ออริกอน ที่เป็นเหมือนสวนหลังบ้านของ Nike ซึ่งเป็นหนึ่งในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์แรกๆ ของแบรนด์ On 

 

โดยหลังการประชุมวันนั้นฮอฟฟ์แมนน์ ซึ่งรับอาสาขับรถพาทุกคนกลับที่พัก ตัดสินใจหักเลี้ยวบนทางด่วนเพื่อพาทุกคนไปอีกที่ 

 

ที่แห่งนั้นคือ One Bowerman Dr. บริเวณทางเข้าของสำนักงานใหญ่ Nike ที่บีเวอร์ตัน

 

เมื่อไปถึงแล้วทั้ง 5 คนปีนขึ้นไปบนหลังคารถ นั่งเล่น และเฝ้าดูเครื่องหมาย Swoosh ตัวมหึมา ซึ่งนำไปสู่การคิดทบทวนอะไรหลายอย่าง

 

ก่อนจะมาถึงวันนี้ Nike เองก็เคยเป็นแบรนด์รองเท้านอกกระแส เป็นกลุ่ม Niche มาก่อนและมีแค่รองเท้าวิ่งไม่ได้ขยายไปตลาดอื่นด้วย แต่วันนี้พวกเขากลายเป็นไอคอนของโลก มีตำนานมากมายที่เกิดขึ้นและเติบโตไปด้วยกันพวกเขาไม่ว่าจะเป็น ไมเคิล จอร์แดน หรือ ไทเกอร์ วูดส์

 

แล้วมันต่างอะไรจาก On?

 

ไปเถอะ ลุยต่อ ไปให้สุดทาง

 

Game On!

 

ย้อนกลับไปในปี 2013 มีคนเคยบอกกับ On และกลายเป็นหนึ่งในความเชื่อที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ของพวกเขาว่าจริงๆ แล้วพวกเขามีศักยภาพในตัวเองสูงมาก และตลาดของโลกรองเท้าวิ่งยังมีพื้นที่สำหรับรองเท้าดีๆ ให้ขึ้นมาท้าชนกับ Nike และ adidas เสมอ 

 

คนที่มองเห็นเรื่องนี้และพยายามบอกกับ On คือ เคน ฟ็อกซ์ ซึ่งสนใจจะให้กองทุน Stripes LLC ของเขาร่วมลงทุนด้วยกับ On ตั้งแต่ตอนนั้น

 

ในช่วงเวลานั้น On ยังเป็นแค่แบรนด์เล็กๆ ที่เพิ่งเริ่มก่อตั้ง เปรียบเป็นเด็กก็ยังเป็นเด็กแบเบาะ อ้อแอ้ ยังไม่ตั้งไข่ด้วยซ้ำ รองเท้าของ On อาจจะดีมากแต่ก็หาซื้อได้ยาก มีจำหน่ายแค่ร้านค้าไม่กี่แห่ง แม้จะโชคดีที่คนที่ซื้อมาลองใส่คือนักวิ่งชาวบ้านทั่วไปที่กลายเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ในระดับรากหญ้า

 

On ไม่มีแคมเปญการตลาดอะไรใหญ่โต อย่างมากก็แค่สนับสนุนงานวิ่งเล็กๆ ท้องถิ่นแต่ละเมือง และพยายามโน้มน้าวให้เจ้าของร้านรองเท้าวิ่งได้ลองใส่ของพวกเขาดู ซึ่งกลยุทธ์นี้ได้ผล เพราะเจ้าของร้านเหล่านี้จะเป็นคนแนะนำกับลูกค้าด้วยตัวเอง

 

“ถ้าคุณชอบ Nike Pegasus คุณก็น่าจะลอง On Clouds ดู”

 

อย่างไรก็ดี หลังการตัดสินใจที่จะเดินหน้าเต็มกำลังและจะเลิกเดินแบบตอนยอน ต๊ะตอนยอน On ก็ได้รับการติดต่อจากฟ็อกซ์อีกครั้งว่าเขาต้องการที่จะให้ Stripes ร่วมลงทุนด้วยอย่างจริงจัง และประหลาดใจกับการที่ On ไม่มี CEO ของตัวเอง 

 

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกันของพาร์ตเนอร์ทั้ง 5 คน ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมาก แต่ก็เป็นข้อดีเพราะนั่นทำให้ On ไม่ได้มองไปที่เรื่องของรายได้เพียงอย่างเดียว เป้าหมายที่แท้จริงคือการทำให้ On เติบโตและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ

 

ในปี 2017 Stripes ร่วมลงทุน 60 ล้านดอลลาร์ แลกกับหุ้น 18 เปอร์เซ็นต์ 

 

แต่ฟ็อกซ์และ Stripes ไม่ใช่นักลงทุนเจ้าเดียวของ On

 

จอร์จ เปาโล เลแมนน์ หนึ่งในมหาเศรษฐีผู้ตัดสินใจร่วมลงทุนกับ On ตั้งแต่ยุคแรกๆ ได้เป็นสะพานเชื่อมให้ผู้บริหารของ On ทั้งหมดได้พบกับโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ หนึ่งในตำนานนักเทนนิสผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล 

 

โดยเฟเดอเรอร์นั้นจะขอใช้คอร์ตสนามหญ้าในบ้านของเลแมนน์ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับช่วงการแข่งขันวิมเบิลดันเป็นประจำอยู่แล้ว และที่สำคัญที่สุดคือนักเทนนิสผู้สง่างามชาวสวิสเพิ่งจะหมดสัญญากับ Nike ในปี 2018 ด้วย

 

การพบกันในมื้อค่ำวันนั้นเป็นไปด้วยดีและไม่ได้จบลงแค่การถ่ายภาพร่วมกัน โดยที่เมียร์กา ภรรยาของ ‘Fedex’ ใส่รองเท้าวิ่ง Ons ด้วยในภาพนั้น แต่นำไปสู่การเชิญมาที่ห้องทดลองของ On ที่เรียกว่า On Labs ที่เต็มไปด้วยการทดลองมากมายที่จะนำไปสู่การผลิตรองเท้าวิ่งที่เทพที่สุด

 

ภาพ: AELTC/Ben Solomon – Pool/Getty Images

 

ตอนแรกเฟเดอเรอร์บอกว่าเขามีเวลาให้แค่ 20 นาทีเท่านั้น แต่สุดท้ายเขาอยู่ในนั้นอยู่หลายชั่วโมง

 

และท้ายที่สุดก็กลายเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของ On ที่ในเวลาต่อมามีไลน์รองเท้าของตัวเองที่กลายเป็นหนึ่งในรองเท้าสุดฮิตตลอดกาลของแบรนด์และของแฟนๆ ทั่วโลกอย่าง Roger ซึ่งกลายเป็นรองเท้าที่ไม่ใช่รองเท้าวิ่งคู่แรกของ On

 

On and on

 

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา On เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ภายในปี 2021 แม้ว่าจะเป็นยุคโควิด-19 แต่ยอดขายของพวกเขาเติบโตขึ้นถึงปีละ 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลดีจากการล็อกดาวน์ที่ทำให้เกิดกระแสความคลั่งไคล้รองเท้าสนีกเกอร์ขึ้นมา

 

ยอดขายปีนั้นเพิ่มเป็น 800 ล้านดอลลาร์ต่อปี มีการเจาะตลาดที่ประเทศจีนครั้งแรก เปิดร้านแฟลกชิปที่นิวยอร์ก และสร้างสถิติใหม่ของตัวเองด้วยการขายรองเท้าได้ถึง 10 ล้านคู่ในปีเดียว

 

พาร์ตเนอร์ผู้กุมอำนาจทั้ง 5 คนตัดสินใจที่จะล่องเมฆาไปต่อด้วยการนำ On เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (ONON) ซึ่งใน 24 ชั่วโมงแรกนั้นมูลค่าหุ้นของ On ไปไกลกว่าหุ้นของ Nike ที่เริ่มประสบปัญหาเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางการตลาด

 

แต่สิ่งที่ดีงามที่สุดในช่วงเวลาที่ยากลำบากตอนนั้นคือการที่ On ได้พรีเซนเตอร์ที่มีความหมายมากอย่างแพทย์ พยาบาล ที่ทำหน้าที่อย่างหนักหน่วงในการดูแลผู้ป่วยจากโรคโควิด ในช่วงเวลานั้นซึ่งในประเทศเยอรมนี, ออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงญี่ปุ่นแทบจะใส่ On กันทุกคน และไม่เพียงแค่คุณหมอคุณพยาบาลเท่านั้น พนักงานร้านอาหาร หรือผู้สูงอายุก็ฮิตใส่รองเท้าของพวกเขาด้วย

 

รองเท้าของ On จึงไม่ได้เป็นแค่รองเท้าวิ่ง แต่กลายเป็นไอเทมของดีสำหรับทุกคน

 

อย่างไรก็ดีเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่พรจากฟ้า ในเชิงของแบรนด์แล้วมันอาจเป็นคำสาปได้ด้วยเหมือนกัน เพราะจุดยืนแรกของ On คือการเป็นรองเท้ากีฬาที่ล้ำหน้า (ส่วนใส่สบายเป็นเรื่องผลพลอยได้ที่ดีตามมา) ขณะที่ ‘หน้าตา’ ของแบรนด์อย่างโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ประสบปัญหาการบาดเจ็บเรื้อรังในเวลานั้นก่อนจะตัดสินใจประกาศอำลาวงการในปี 2022 (ซึ่งก็ประกาศกันที่สำนักงานของ On นั่นแหละ) 

 

แบรนด์เริ่มกลัวจะสูญเสียความรู้สึกบางอย่างที่สำคัญไป

 

ว่าแล้ว On ตัดสินใจแก้เกมอย่างรวดเร็ว ในปี 2023 เริ่มถอนการวางผลิตภัณฑ์จากร้านค้าเล็กๆ ทั่วยุโรปก่อนเพื่อเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ ก่อนที่จะกลับมาใหม่ด้วยรองเท้าเทนนิสรุ่นใหม่ในตระกูล Roger 

 

ความแตกต่างคือคราวนี้รองเท้าไม่ได้ให้แค่โรเจอร์ใส่คนเดียวแล้ว แต่ทุกคนคือโรเจอร์ได้ และตัวแทนของเขาคือเหล่านักกีฬาคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะไต่ระดับไปสู่จุดสูงสุด

 

กลยุทธ์นี้ได้ผลเป็นอย่างดี On ไม่ได้เพียงแค่ขายดีเฉยๆ แต่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และไม่ได้ขายดีแค่ในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา แต่ขายดีทั่วโลก รองเท้าของพวกเขากลายเป็นของหายากขาดตลาด 

 

แต่ที่สำคัญที่สุดที่ On ได้มาคือความรู้สึกที่ว่ารองเท้าของพวกเขานั้นมันมีความเท่ ล้ำ ซึ่งมันเป็นจังหวะเดียวกับที่ Nike ยิ่งเดินเกมพลาดเมื่อหันหน้าหนีจากจุดยืนด้านการพัฒนาเทคโนโลยีรองเท้ากีฬาเพื่อนักกีฬา มาสู่การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์เพราะฝันหวานกับยอดขายของรองเท้าเก่าที่ขุดมาใหม่อย่าง Dunk Low และตัดสัมพันธ์กับพันธมิตรที่สำคัญหลายเจ้ารวมถึง FootLocker ด้วยต้องการลดคนกลางและทำรายได้เหนาะๆ จากการขายช่องทางออนไลน์ของตัวเอง

 

นี่เป็นจุดพลิกเกมที่สำคัญ ชนิดที่ฮอฟฟ์แมนน์เคยบอกว่า “หนึ่งในเหตุผลที่ On และ Hoka ยังอยู่ในวันนี้ได้ ก็เป็นเพราะ Nike พลาดเอง”

 

ภาพ: Getty Images

 

เป็นหนึ่งไม่มีสอง

 

ในปี 2024 On ทำยอดขายทั่วโลกได้ 2.5 พันล้านดอลลาร์ การเติบโตยังสูงถึงปีละ 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเลขนั้นเมื่อเทียบกับยักษ์ใหญ่ที่พวกเขามองเป็นคู่แข่งอย่าง Nike และ adidas แล้วยังห่างชั้นกันเหมือนอยู่คนละชั้นบรรยากาศ

 

Nike จะตกต่ำแค่ไหนยังมีรายได้ปีละเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในขณะที่ adidas ก็มียอดขายเกือบ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ 

 

ภาพของคนใส่รองเท้า On กันมากมาย นักท่องเที่ยวแห่กันไปซื้อในช็อป ลองสวมลองใส่รุ่นต่างๆ กันแน่นร้านนั้น อาจจะไม่ถึงกับเป็นภาพลวงตาเพราะประสบความสำเร็จจริง แต่ในความเป็นจริงยิ่งกว่ายอดขายของ On ในตลาดรองเท้ากีฬาของโลกอยู่เพียงแค่ 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

 

อย่างไรก็ดีเป้าหมายของ On นั้นมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

“เราต้องการเป็นเบอร์ 1 ในเรื่องรองเท้าวิ่ง” โอลเซน ผู้ดูแลตลาดใหญ่ของ On ในสหรัฐอเมริกาบอกไว้

 

เพียงแต่การจะไปถึงจุดนั้นให้ได้นั้นต้องใช้เวลา และ On ก็อยู่ในกระบวนการและเส้นทางดังกล่าวอยู่ซึ่งพวกเขาก็ยังมีคู่แข่งสำคัญอย่าง Hoka ที่มียอดขายสูงสุดในกลุ่มรองเท้าวิ่งแบบไฮเอนด์ของร้าน Fleet Feet ซึ่งมีสาขาในอเมริกา 273 แห่ง ตามมาด้วย Brooks ขณะที่ On อยู่ในอันดับที่ 3

 

Hoka ยังมีรองเท้าติดอันดับ Top 10 ของ Fleet Feet ถึง 3 จาก 10 รุ่น ขณะที่ Brooks มี 4 รุ่น และ On ไม่มีเลยแม้แต่รุ่นเดียว

 

ยักษ์ใหญ่ที่สะดุดขาตัวเองล้มอย่าง Nike ก็กำลังอยู่ในระหว่างการหาทางกลับมาอีกครั้ง ส่วน adidas พวกเขามาไกลและมาแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังเปิดตัวรองเท้า Super Shoes ‘adidas Pro Evo 1’ เมื่อปี 2024

 

นักลงทุนเริ่มมีความกังวลบ้างว่า On อาจจะมีปัญหาในการรับมือกับความเติบโตของตัวเอง เพียงแต่ On ยังเชื่อว่าพวกเขาควบคุมทุกอย่างได้ การเติบโตยังเป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อปี 2023 ว่าระหว่างนี้ไปจนถึงปี 2026 พวกเขาจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 26 เปอร์เซ็นต์ 

 

ในขณะที่นักวิเคราะห์จาก Wall Street คาดว่า On จะทำรายได้แตะหลัก ‘หมื่นล้าน’ ภายในปี 2033 ซึ่งเป็นยอดขายที่แม้แต่ Puma ที่ก่อตั้งแบรนด์มา 77 ปี หรือ Lululemon อีกหนึ่งแบรนด์กีฬาที่มาแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ยังทำได้ไม่ถึง

 

แต่การจะไปให้ถึงจุดนั้น มีสิ่งที่ On ต้องทำอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการเจาะตลาดในจีน เปิดช็อปร้านค้าให้มากขึ้น

 

และที่สำคัญคือการพยายามผลิตเสื้อผ้าให้นักกีฬาได้สวมใส่ในการแข่งขันจริงๆ หลังจากที่เคยพยายามทำเมื่อปี 2016 แต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก ซึ่งเริ่มมีการเปิดไลน์เสื้อผ้าชุดแข่งกีฬาอีกครั้ง และมีการทาบทามดีไซเนอร์จากคู่แข่งอย่าง Nike และ adidas เพื่อมาร่วมงานด้วย

 

การร่วมมือกับ LVMH ในการออกรองเท้า Collab กันระหว่าง On กับ Loewe ก็เป็นการขยายฐานแฟนของ On ได้อย่างน่าสนใจ รวมถึงการไม่หลงลืมจุดเริ่มต้นของตัวเองกับนวัตกรรมสำหรับรองเท้าวิ่ง ซึ่งล่าสุดนวัตกรรมใหม่อย่าง LightSpray ที่สามารถผลิตรองเท้าวิ่งคุณภาพสูงได้ภายในระยะเวลา 3 นาที ก็สร้างความฮือฮาได้อย่างมาก

 

ดังนั้นถึงเป้าหมายของ On จะเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากจนถึงขั้นเป็นไปไม่ได้สำหรับบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งมา 15 ปีในการจะเป็น ‘เบอร์หนึ่ง’

 

แต่สำหรับคนที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดอย่างแบร์นฮาร์ดแล้ว นี่คือความสนุกของพวกเขา

 

“เราพร้อมน้อมรับคำว่าเป็นไปไม่ได้ เราทำแบบนั้นมาตลอด”

 

ภาพ: Wachiwit / Shutterstock

อ้างอิง: 

The post Game On! เบื้องหลังกลยุทธ์พา On วิ่งทะลุเมฆ จากรองเท้าเฉพาะกลุ่ม สู่การไล่ล่าบัลลังก์ Nike appeared first on THE STANDARD.

]]>
คิปเยกอนตั้งเป้าทุบสถิติโลก ผู้หญิงคนแรกที่วิ่ง 1 ไมล์ต่ำกว่า 4 นาที https://thestandard.co/faith-kipyegon-breaking/ Thu, 24 Apr 2025 07:09:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1067777

เฟธ คิปเยกอน นักวิ่งสาวชาวเคนยาเจ้าของ 3 เหรียญทองโอลิม […]

The post คิปเยกอนตั้งเป้าทุบสถิติโลก ผู้หญิงคนแรกที่วิ่ง 1 ไมล์ต่ำกว่า 4 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>

เฟธ คิปเยกอน นักวิ่งสาวชาวเคนยาเจ้าของ 3 เหรียญทองโอลิมปิกในระยะ 1,500 เมตร เตรียมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการวิ่งด้วยการตั้งเป้าเป็นผู้หญิงคนแรกในโลกที่วิ่งระยะ 1 ไมล์ (1.61 กิโลเมตร) ด้วยเวลาต่ำกว่า 4 นาที

 

แคมเปญนี้ของคิปเยกอนมีชื่อว่า Breaking 4 ซึ่งดำเนินการโดย Nike และมีความคล้ายคลึงกับโปรเจกต์ Breaking 2 ของ เอเลียด คิปโชเก ที่เคยพยายามทำสถิติมาราธอนต่ำกว่า 2 ชั่วโมงในปี 2019 ทำให้ถึงแม้จะทำสำเร็จ แต่สถิติดังกล่าวจะไม่ถูกรับรองอย่างเป็นทางการ

 

คิปเยกอนคือเจ้าของสถิติโลกหญิงระยะ 1 ไมล์คนปัจจุบัน ด้วยเวลา 4.7.64 นาที ซึ่งเธอทำได้ในปี 2023 โดยครั้งนี้เธอต้องลดเวลากว่า 7 วินาที เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ไม่เคยมีผู้หญิงคนใดในโลกทำได้มาก่อน

 

นักวิ่งวัย 31 ปีชาวเคนยา กล่าวว่า “ฉันคว้าแชมป์โอลิมปิก 3 สมัย ได้แชมป์โลกมาแล้ว และฉันคิดว่า ‘ทำไมจะไม่ลองฝันให้ใหญ่ขึ้นอีก?’ 

 

“ฉันอยากให้ความพยายามครั้งนี้ส่งสารถึงผู้หญิงทั่วโลกว่า พวกเธอก็สามารถฝัน และทำให้มันเป็นจริงได้”

 

นอกจาก 3 เหรียญทองโอลิมปิกแล้ว คิปเยกอนยังเป็นเจ้าของเหรียญทองในการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์โลกถึง 4 สมัยด้วย

 

ภาพ: Nike.com

อ้างอิง

The post คิปเยกอนตั้งเป้าทุบสถิติโลก ผู้หญิงคนแรกที่วิ่ง 1 ไมล์ต่ำกว่า 4 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wings for Life World Run งานวิ่งเพื่อคนที่วิ่งไม่ได้ เตรียมวิ่งในไทย 4 พฤษภาคมนี้ https://thestandard.co/wings-for-life-world-run/ Wed, 23 Apr 2025 02:19:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1067128 Wings for Life World Run

มูลนิธิ Wings for Life เตรียมจัดงานวิ่งระดับโลก Wings f […]

The post Wings for Life World Run งานวิ่งเพื่อคนที่วิ่งไม่ได้ เตรียมวิ่งในไทย 4 พฤษภาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wings for Life World Run

มูลนิธิ Wings for Life เตรียมจัดงานวิ่งระดับโลก Wings for Life World Run ในประเทศไทย วันที่ 4 พฤษภาคม 2568 เวลา 18.00 น. โดยทุกคนสามารถเข้าร่วมได้จากทุกที่ทั่วโลก ผ่านแอปพลิเคชัน World Run เพื่อร่วมบริจาคและสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง ซึ่งทำให้หลายคนไม่สามารถลุกขึ้นเดินได้

 

ในงานนี้ นักวิ่งทุกคนจะเริ่มวิ่งพร้อมกันในเวลาเดียวกัน โดยไม่มีเส้นชัยที่ชัดเจน โดยวิ่งที่ไหน เส้นทางไหน ระยะทางเท่าไหร่ก็ได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากเริ่มวิ่งไป 30 นาที ในแอปจะมี Virtual Catcher Car ตามนักวิ่งทุกคนจากด้านหลัง ผู้วิ่งต้องวิ่งให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้รถคันนี้ตามได้ทัน หากรถมาถึงนักวิ่งเมื่อไหร่ถือว่าเป็นการเข้าเส้นชัยทันที

 

โดยในกิจกรรมนี้ค่าสมัครและรายได้ทั้งหมดจะนำไปบริจาคให้กับองค์กรที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง

 

ร่วมวิ่งเพื่อสนับสนุนคนที่วิ่งไม่ได้ และเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมเพื่อการกุศลนี้ได้ทาง https://win.gs/4hmGnh8

 

ภาพ: Wings for Life World Run / Facebook

อ้างอิง:

The post Wings for Life World Run งานวิ่งเพื่อคนที่วิ่งไม่ได้ เตรียมวิ่งในไทย 4 พฤษภาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิ่งให้สนุก มองให้ชัด: แนะนำแว่นกันแดดที่เหมาะกับนักวิ่งถนนและนักวิ่งเทรล https://thestandard.co/life/best-sunglasses-for-road-trail-runners-oakley/ Sun, 23 Mar 2025 03:22:57 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1055218 แว่นกันแดด Oakley สำหรับนักวิ่ง 3 รุ่นยอดนิยม Sphaera Slash, Sutro Lite Sweep และ Eye Jacket Redux เหมาะสำหรับการวิ่งถนนและเทรล

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องอุปกรณ์เล็กๆ แต่สำคัญมากอย่าง ‘แ […]

The post วิ่งให้สนุก มองให้ชัด: แนะนำแว่นกันแดดที่เหมาะกับนักวิ่งถนนและนักวิ่งเทรล appeared first on THE STANDARD.

]]>
แว่นกันแดด Oakley สำหรับนักวิ่ง 3 รุ่นยอดนิยม Sphaera Slash, Sutro Lite Sweep และ Eye Jacket Redux เหมาะสำหรับการวิ่งถนนและเทรล

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องอุปกรณ์เล็กๆ แต่สำคัญมากอย่าง ‘แว่นกันแดด’ ที่ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมในคลับวิ่ง แถมยังเหมาะกับสภาพอากาศในเมืองไทยที่มีแสงแดดจ้าตลอดทั้งปี เพราะแค่ 7 โมงเช้าก็สว่างจ้าแล้ว ทำให้นักวิ่งต้องเจอกับแสงแดดแม้จะออกวิ่งแต่เช้าตรู่

 

แว่นกันแดดจึงไม่ใช่เพียงแค่แฟชั่น แต่เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นและมีผลต่อประสิทธิภาพการวิ่งของเรามากกว่าที่คิด เพราะช่วยปกป้องดวงตาจากรังสี UV ที่อาจนำไปสู่ปัญหาตาหลายอย่าง ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ป้องกันสิ่งแปลกปลอมอย่างฝุ่นหรือแมลง ลดอาการเมื่อยล้าของดวงตาจากการหรี่ตาตลอดเวลา และทำให้คุณสามารถวิ่งได้นานขึ้น และมีความสุขกับการวิ่งมากขึ้น

 

 

แว่นกันแดดสำหรับนักวิ่งถนน 

 

ต้องบอกว่าการวิ่งบนถนนและการวิ่งเทรล แม้เป็นการวิ่งเหมือนกัน แต่มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ความต้องการด้านแว่นกันแดดก็ต่างกันด้วย 

 

สำหรับแว่นกันแดดที่เหมาะกับการวิ่งถนน มักเน้นการป้องกันแสงจ้า เพราะถนนเป็นพื้นที่โล่งรับแสงเต็มๆ ต้องลดแสงสะท้อนจากพื้นคอนกรีตหรือยางมะตอย ต้องมีน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย สำหรับการวิ่งไกลๆ มีเฟรมที่ยืดหยุ่นเพื่อรับแรงกระแทกจากพื้นแข็ง และมักมีเลนส์สีเทา สีน้ำตาล หรือสีดำ ที่เหมาะกับสภาพแสงทั่วไปบนท้องถนน

 

แว่นกันแดดสายเทรล 

 

ในทางกลับกัน แว่นกันแดดสำหรับการวิ่งเทรลจะมีลักษณะที่แตกต่างออกไป โดยจะครอบคลุมดวงตามากขึ้นเพื่อป้องกันกิ่งไม้ เศษดิน และแมลงที่มีมากในเส้นทางธรรมชาติ ต้องมีความทนทานสูงเพราะมีโอกาสตกหล่นหรือกระแทกมากกว่า สามารถกันน้ำกันฝุ่นได้ดี เพราะเทรลมักมีสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน และมักมีเลนส์สีส้ม สีเหลือง หรือสีแดง ที่ช่วยเพิ่มความคมชัดในสภาพแสงน้อยใต้ร่มไม้

 

เลือกใช้งานอย่างไรให้เหมาะ  

 

แว่นกันแดด Oakley สำหรับนักวิ่ง 3 รุ่นยอดนิยม Sphaera Slash, Sutro Lite Sweep และ Eye Jacket Redux เหมาะสำหรับการวิ่งถนนและเทรล

 

สำหรับนักวิ่งถนนควรเลือกแว่นที่มีเลนส์โพลาไรซ์เพื่อลดแสงสะท้อน มีเฟรมน้ำหนักเบา มียางบริเวณจมูกและขาแว่นเพื่อช่วยให้แว่นอยู่กับที่แม้เหงื่อออกมาก ป้องกันรังสี UV ได้ 100% และมีทรงกระชับใบหน้าเพื่อลดการรบกวนจากลม 

 

ส่วนนักวิ่งเทรลควรเลือกแว่นที่มีเลนส์ใหญ่ครอบคลุมดวงตาได้มาก มีเลนส์แบบปรับแสงอัตโนมัติ มีการระบายอากาศดีเพื่อป้องกันการเกิดฝ้า มีความทนทานเป็นพิเศษ และอาจต้องมีสายคล้องเสริมเพื่อป้องกันการสูญหาย แต่ทั้งนี้แว่นทั้งสองประเภทสามารถใช้งานร่วมกันได้ หากว่าความคาดหวังของคุณไม่ได้มีความต้องการเฉพาะทาง 

 

ครั้งนี้เราเลยหยิบ 3 รุ่นยอดนิยมของแบรนด์ Oakley ที่ขึ้นชื่อเรื่องแว่นสำหรับสวมใส่ออกกำลังกายจาก REV RUNNR มาฝากกันว่าแต่ละรุ่นนั้นมีจุดต่างกันอย่างไรบ้าง 

 

Oakley Sphaera Slash

 

 

รุ่นนี้มีจุดเด่นที่เลนส์ทรง ‘Slash’ ออกแบบพิเศษเพื่อลดการสัมผัสกับแก้ม ทำให้สวมใส่สบายขณะวิ่ง ตัวกรอบทำจากวัสดุ O Matter™ น้ำหนักเบาและทนทาน มีช่องระบายอากาศด้านหน้าที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของอากาศ ลดการเกิดฝ้าและความร้อนสะสม แป้นรองจมูกและปลายขาแว่นใช้วัสดุ Unobtainium® ที่ยิ่งเหงื่อออกยิ่งยึดเกาะได้ดี และเทคโนโลยีเลนส์ Prizm™ ที่เพิ่มความคมชัดและสีสัน ทำให้มองเห็นรายละเอียดของเส้นทางได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับนักวิ่งที่ต้องการมุมมองกว้าง ความสบาย และการยึดเกาะที่มั่นคงระหว่างการวิ่ง

 

แว่นกันแดด Oakley สำหรับนักวิ่ง 3 รุ่นยอดนิยม Sphaera Slash, Sutro Lite Sweep และ Eye Jacket Redux เหมาะสำหรับการวิ่งถนนและเทรล

 

รีวิวการใช้งาน: เราค่อนข้างชอบความสบายตาของเลนส์เวลาใส่ออกแดด และน้ำหนักที่เบา วิ่งนานๆ ก็ไม่รู้สึกกดที่สันจมูกหรือขมับ เมื่อวิ่งในช่วงอาทิตย์ตกดินที่มีการเปลี่ยนแปลงของแสง แว่นรุ่นนี้ยังคงทำงานได้ดี ใช้ได้ทั้งวิ่งถนนและเทรล

 

Oakley Sutro Lite Sweep 

 

 

รุ่นยอดนิยมมีดีไซน์สปอร์ตที่เน้นการครอบคลุมและมุมมองกว้าง ช่วยป้องกันดวงตาจากแสงแดด ลม และฝุ่นละออง กรอบ O Matter® น้ำหนักเบาให้ความทนทานและสบายตลอดการสวมใส่ เลนส์ Prizm™ ช่วยเพิ่มความคมชัดและการมองเห็นรายละเอียด ทำให้มองเห็นเส้นทางได้ชัดเจนแม้ในสภาพแสงที่ยากลำบาก บางรุ่นมาพร้อมเลนส์ที่มีช่องระบายอากาศช่วยลดการเกิดฝ้าโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นของเมืองไทย และแป้นรองจมูก Unobtainium® ช่วยเพิ่มการยึดเกาะ ไม่ลื่นไหลแม้มีเหงื่อมาก ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการวิ่งระยะไกลทั้งบนถนนและเส้นทางเทรล

 

 

รีวิวการใช้งาน: ยังคงใส่สบายตาเมื่อเข้าที่ร่มก็ไม่ต้องปรับสายตานาน วิ่งแล้วไม่เด้ง เลนส์ขนาดใหญ่ช่วยบล็อกแสงแดดและลมได้ดี รู้สึกถึงความปลอดภัย และชอบที่ดีไซน์โฉบเฉี่ยว ไม่เทอะทะเกินไป ใช้ได้ทั้งวิ่งถนนและเทรลเช่นกัน 

 

Oakley Eye Jacket Redux

 

 

สำหรับคนที่ไม่ได้อยากได้แว่นที่ใช้ได้ทั้งออกกำลังกายและใส่เที่ยว แนะนำรุ่นนี้ที่นำแรงบันดาลใจจากอดีตมาผสานกับเทคโนโลยีใหม่ มาในดีไซน์โค้งมนล้ำสมัย ประกอบด้วยกรอบ O Matter® ที่เบาและทนทาน ให้ความสบายในการสวมใส่ตลอดวัน เลนส์ Prizm™ ช่วยเพิ่มสีสันและความคมชัดในทุกสภาพแสง ทรง Wraparound โค้งรอบใบหน้าปกป้องดวงตาจากลม แสงแดด และฝุ่นละออง ป้องกันรังสี UV 100% พร้อมระบบ Grip Fit ที่ทำให้ขาแว่นกระชับไม่ลื่นหลุดแม้ขณะออกกำลังกายหนัก 

 

 

รีวิวการใช้งาน: เราลองใช้ใส่วิ่งแล้วต้องบอกว่าแม้จะเป็นแว่นไลฟ์สไตล์ แต่สามารถใส่วิ่งได้จริง แว่นไม่เด้ง น้ำหนักเบา ขนาดไม่ได้ใหญ่โต พกพาได้สะดวกกว่าแต่กันแสงไม่ได้ครอบคลุมมากนัก เหมาะกับนักวิ่งในเมือง

 

 

สุดท้าย ควรลองสวมก่อนซื้อถ้าเป็นไปได้ พิจารณาแว่นที่มีเลนส์เปลี่ยนสีได้ตามสภาพแสง ซึ่งอาจคุ้มค่าในระยะยาว เลือกแว่นที่ทำความสะอาดง่ายและไม่เป็นรอยง่าย และสุดท้ายคือเรื่องงบประมาณ เพราะแว่นมีหลายระดับราคาตั้งแต่ไม่กี่ร้อยถึงหลายพันบาท คุณไม่จำเป็นต้องซื้อแพงที่สุด แต่ควรเลือกที่มีคุณภาพเหมาะสมกับความถี่ในการใช้งาน จำไว้ว่าแว่นกันแดดเป็นอุปกรณ์ป้องกันสุขภาพดวงตาที่สำคัญ ลงทุนกับดวงตาของคุณสักหน่อย แล้วคุณจะวิ่งได้สนุกและปลอดภัยมากขึ้นแน่นอน

The post วิ่งให้สนุก มองให้ชัด: แนะนำแว่นกันแดดที่เหมาะกับนักวิ่งถนนและนักวิ่งเทรล appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ช็อตมหัศจรรย์ที่พิสูจน์ว่ากีฬาคือศิลปะ https://thestandard.co/10-miraculous-sports-moments-as-art/ Tue, 18 Mar 2025 09:11:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1053513 ช็อตมหัศจรรย์กีฬา: ภาพรวมของ 10 ช่วงเวลาระดับตำนานในวงการกีฬาที่แสดงถึงความงดงามเหนือธรรมชาติของการเคลื่อนไหวร่างกายมนุษย์

ว่ากันว่ากีฬาไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันเพื่อชัยชนะ แต […]

The post 10 ช็อตมหัศจรรย์ที่พิสูจน์ว่ากีฬาคือศิลปะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช็อตมหัศจรรย์กีฬา: ภาพรวมของ 10 ช่วงเวลาระดับตำนานในวงการกีฬาที่แสดงถึงความงดงามเหนือธรรมชาติของการเคลื่อนไหวร่างกายมนุษย์

ว่ากันว่ากีฬาไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันเพื่อชัยชนะ แต่มันคือศิลปะแห่งการแสดงออกของร่างกาย จิตใจ และสัญชาตญาณที่หลอมรวมกันจนเกิดเป็นโมเมนต์ที่มีเรื่องราว งดงาม และถูกกล่าวขานมาจนปัจจุบัน

 

เพราะในบางครั้งนักกีฬาได้นำพาร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ สร้างช่วงเวลาที่เหลือเชื่อราวกับเป็นฉากในภาพยนตร์แอ็กชัน หรือผลงานศิลปะที่ถูกสร้างสรรค์อย่างสมบูรณ์แบบ

 

ไม่ว่าจะเป็น การกระโดดเทกตัวโหม่งบอลสุดสวยของ คริสเตียโน โรนัลโด, การหมุนตัว 900 องศาของ โทนี ฮอว์ก หรือ Tweener Shot อันสมบูรณ์แบบของ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์

 

THE STANDARD SPORT ขอพาทุกท่านย้อนชม 10 ช็อตมหัศจรรย์ในโลกกีฬา ที่พิสูจน์ว่ากีฬาเป็นมากกว่าการแข่งขัน เพราะนี่คือศิลปะแห่งความสมบูรณ์แบบ

 

ช็อตมหัศจรรย์กีฬา: ภาพรวมของ 10 ช่วงเวลาระดับตำนานในวงการกีฬาที่แสดงถึงความงดงามเหนือธรรมชาติของการเคลื่อนไหวร่างกายมนุษย์ ช็อตมหัศจรรย์กีฬา: ภาพรวมของ 10 ช่วงเวลาระดับตำนานในวงการกีฬาที่แสดงถึงความงดงามเหนือธรรมชาติของการเคลื่อนไหวร่างกายมนุษย์

The post 10 ช็อตมหัศจรรย์ที่พิสูจน์ว่ากีฬาคือศิลปะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
On กับการเดิมพันด้วยนวัตกรรมใหม่ เสกรองเท้าวิ่งหนึ่งคู่ได้ในเวลาแค่ 3 นาที https://thestandard.co/on-3-minute-shoes-tech/ Thu, 30 Jan 2025 12:28:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1036372

เวลา 3 นาที เราทำอะไรกันได้บ้างนะ?   แน่นอนละเราน่ […]

The post On กับการเดิมพันด้วยนวัตกรรมใหม่ เสกรองเท้าวิ่งหนึ่งคู่ได้ในเวลาแค่ 3 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>

เวลา 3 นาที เราทำอะไรกันได้บ้างนะ?

 

แน่นอนละเราน่าจะทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้พอดีในช่วงเวลานั้น และเป็นเวลาที่เท่ากับยอดมนุษย์อุลตร้าแมนจะต้องพยายามจัดการสัตว์ประหลาดต่างดาวให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่พลังจะหมดลง

 

แต่ถ้าบอกว่ามีคนสามารถผลิตรองเท้าวิ่งดีๆ สักคู่ภายในระยะเวลา 3 นาที คุณจะเชื่อไหม?

 

เรื่องที่ดูเหมือนการโม้เล่นๆ ของโนบิตะนี้เป็นเรื่องจริงไปแล้ว เพราะ On แบรนด์รองเท้าที่มาแรงที่สุดของยุคสมัย คิดค้นนวัตกรรมที่สามารถผลิตรองเท้าวิ่งขึ้นได้เหมือนเสกด้วยระยะเวลาเพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้น

 

นวัตกรรมนี้คืออะไร และมันจะมีความหมายอย่างไรต่ออุตสาหกรรมรองเท้าวิ่ง รวมถึงสุขภาพของโลกใบนี้?

 

On แบรนด์กีฬาจากสวิตเซอร์แลนด์ เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ถูกจับตามองอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยเทคโนโลยีการออกแบบที่ล้ำหน้า อีกทั้งมีความสวยงามจนทำให้กลายเป็นรองเท้าที่ได้รับการบอกเล่าแบบปากต่อปาก และกลายเป็นรองเท้าที่ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่งหรือกลุ่มคนทั่วไปอยากได้มาลองใส่ดูสักครั้ง

 

ใส่แล้วเหมือนได้เดินบนเมฆคือสิ่งที่พูดกันถึงรองเท้าคอลเล็กชัน Cloud ของ On ที่ใส่แล้วดูเท่แบบแตกต่างจากรองเท้าของแบรนด์คู่แข่งอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

 

แต่ On ไม่คิดที่จะหยุดเพียงแค่นี้ ในช่วงต้นปี 2024 พวกเข่คิดค้นรองเท้าใหม่ที่ความจริงแล้วเราควรจะเรียกว่าเป็น ‘สิ่งประดิษฐ์’ มากกว่าด้วยซ้ำไป

 

ความสนุกของเรื่องนี้ก็คือรองเท้าที่ว่านี้ไม่ได้เกิดจากไอเดียของทีมนักออกแบบมืออาชีพ แต่เป็นไอเดียที่ได้จากของเล่นที่ได้แรงบันดาลใจจากสไปเดอร์แมน ซูเปอร์ฮีโร่ขวัญใจผู้คนทั่วโลก

 

โดยคนที่ชื่อโยฮันเนส

 

 

ว่าแต่…ใครคือโยฮันเนส?

 

เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปไกลนิดหนึ่งถึงปี 2019 เมื่อหนึ่งในทีมพัฒนาของ On ไปเดินชมงาน Milan Design Week ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และค้นพบผลงานชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

 

ผลงานดังกล่าวเป็นการทดลองใช้เครื่องยิงกาวร้อนแบบสเปรย์สร้างเป็นผลงานออกมา ซึ่งเครื่องนี้เป็นสิ่งประดิษฐ์ของ โยฮันเนส โวลเชิร์ต (Johannes Voelchert) นักประดิษฐ์ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากของเล่นที่เขาเห็นในวันฮาโลวีน ซึ่งคล้ายกับเครื่องยิงใยแมงมุมของสไปเดอร์แมน ซูเปอร์ฮีโร่จอมกู้โลก

 

“ผมเห็นของเล่นนี้และคิดว่ามันน่าจะเป็นทางที่รวดเร็วสำหรับการสร้างสิ่งทอในรูปแบบที่ซับซ้อน” โยฮันเนสเล่าเรื่องราวของสิ่งประดิษฐ์นี้ให้ฟังอีกครั้ง

 

ความบังเอิญของโชคชะตาคือสิ่งที่โยฮันเนสทำจากสิ่งประดิษฐ์เครื่องยิงใยโดยใช้วัสดุชนิดเดียวสร้างเป็นรูปทรงออกมาคือรองเท้าพอดี และนั่นทำให้เขาได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมโปรเจกต์ลับของ On ทันที ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในวงการนี้มาก่อนก็ตาม

 

การปฏิวัติสู่อนาคต

 

การที่โยฮันเนสได้รับข้อเสนอให้เข้าร่วมโครงการนี้เป็นเพราะทีมพัฒนาของ On มองเห็นศักยภาพและโอกาสของนวัตกรรมนี้ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เครื่องมือในการช่วยสร้างรองเท้าได้

 

แต่นี่คือการปฏิวัติวงการ (Revolutionary) อย่างแท้จริง

 

ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การผลิตรองเท้าคู่หนึ่งนั้นใช้การตัดเย็บด้วยมือของมนุษย์มาตลอด รองเท้าหนึ่งคู่อาจจะต้องผ่านมือคนงานมากถึง 200 คน โดยเพิ่งจะเริ่มมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการช่วยผลิตได้ไม่นาน

 

เทคโนโลยีล่าสุดในเรื่องของการผลิตรองเท้าก็คือการพัฒนารองเท้าวิ่งในแบบ Super Shoes ที่เราเห็นกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลผลิตที่เก็บเกี่ยวจากความก้าวหน้าในการทดลองเมื่อ 10-15 ปีที่แล้ว

 

แต่เครื่องยิงใยของโยฮันเนสจะเป็นสิ่งที่ทำให้ On ก้าวล้ำนำหน้าคู่แข่งไปอีกขั้น เพียงแต่ในการจะเปลี่ยนจินตนาการให้เป็นเรื่องจริงได้นั้นต้องมีคนมาช่วยโยฮันเนสด้วย

 

สัญญาณการรวมพลกันแบบลับๆ ของฝ่ายต่างๆ ในบริษัท On นำไปสู่การสาธิตให้เห็นถึงกระบวนการสร้างรองเท้าจากเครื่องมือมหัศจรรย์ ที่ทำให้ทุกคนในวันนั้นตาลุกวาวพร้อมกับเกิดไอเดียบรรเจิดและความเป็นไปได้ที่ไม่รู้จบขึ้นมา

 

โดยโยฮันเนสซึ่งเป็นผู้พรีเซนต์ในวันนั้นบอกกับทุกคนด้วยสไลด์หน้าสุดท้ายที่เป็นรูปเครื่องยิงใยของเขาที่ต่อเข้ากับแขนของหุ่นยนต์

 

“นี่แหละคืออนาคต”

 

แล้วโครงการนี้จึงเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 

ก้อนเมฆที่ทำจากสเปรย์

 

โยฮันเนสเริ่มโปรเจกต์นี้ในฐานะ Intern หรือเด็กฝึกงาน และทำงานคนเดียวในพื้นที่ที่ On จัดห้องทดลองให้เขาโดยเฉพาะ โดยเริ่มจากการออกแบบหุ่นยนต์ที่จะใช้ผลิตรองเท้าด้วยเครื่องมือพิเศษแบบของเขา 

 

แต่หลังจากที่ลุยไปได้ปีเศษ ทีมของโปรเจกต์ลับนี้ก็ขยายตัวขึ้น มีดีไซเนอร์, วิศวกร, ผู้เชี่ยวชาญด้านโมเดล 3 มิติ, ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ ที่มารวมตัวกัน ซึ่งความพิเศษคือทีมที่มีขนาด 20 คน มีเพียงแค่ 3 คนเท่านั้นที่เคยมีประสบการณ์ในการทำรองเท้าจริงๆ

 

กลายเป็น The Avengers ในแบบของ On ขึ้นมา

 

อย่างไรก็ดี โครงการนี้เป็นความท้าทายไม่น้อยสำหรับทุกฝ่าย เพราะพวกเขากำลังทำในสิ่งที่ไม่ใช่แค่พวกเขาไม่เคยทำมาก่อน แต่ไม่เคยมีใครที่ทำสำเร็จมาก่อน ในการสร้างรองเท้าด้วยเครื่องยิงเส้นใยออกมาเป็นสิ่งทอที่มีความสลับซับซ้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่แตกต่างจากความเชื่อของการทำรองเท้าตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

 

เครื่องมือจะขึ้นแบบให้เป็นทรงรองเท้าที่ดีพอได้อย่างไร วัสดุแบบไหนที่จะเหมาะสม ไหนจะหน้าตาของมันอีก คำถามมากมายเต็มไปหมด

 

มันมีโอกาสที่จะล้มเหลวได้ไม่น้อยไปกว่าโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ 

 

แต่ในที่สุดความพยายามของโยฮันเนสและทีมก็ทำให้ทุกคนได้รางวัลที่ยิ่งใหญ่ กับรองเท้ารุ่น Cloudboom Strike LS รองเท้าวิ่งที่สร้างจากวัสดุโพลีเมอร์ที่ถูกยิงเป็นเส้นใยออกมาลงบนแม่พิมพ์รูปเท้า โดยวัสดุนี้ทำให้ได้อัปเปอร์รองเท้าที่มีน้ำหนักเบาและสวมใส่นุ่มสบายเหมือนแค่ใส่ถุงเท้าที่ยึดกับพื้นรองเท้าด้วยการใช้เทคนิคอบกาวร้อน ซึ่งเป็นสูตรที่ลงตัวที่สุดหลังจากการทดลองมานับร้อยวิธี

 

นี่คือเทคโนโลยีใหม่ LightSpray จาก On นวัตกรรมที่พวกเขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของการผลิตรองเท้าของโลกได้

 

เส้นบางๆ ระหว่างความสำเร็จกับความล้มเหลว

 

แต่ On จะทำให้โลกเชื่อได้ว่านี่คือรองเท้าเปลี่ยนโลกจริงๆ ก็ต้องทดสอบการใช้งานจริงๆก่อน

 

การทดสอบนั้นไม่ใช่การทดสอบในห้องแล็บหรือสวนสาธารณะอีกแล้ว แม้ว่าเหล่านักวิ่งที่ได้โอกาสมาทดลองสวมใส่รองเท้านี้จะตื่นเต้นกับมันมากก็ตาม แต่ต้องเป็นการทดสอบด้วยนักวิ่งระดับ Elite ที่จะใส่รองเท้าใหม่นี้ในการแข่งขันจริงๆเลย

 

“พวกเราพร้อมไหม?” คือคำถามถึงทุกคนที่รับผิดชอบรองเท้ารุ่นใหม่นี้ของ On

 

มันอาจจะสำเร็จก็ได้ หรือมันอาจจะทำให้ทุกอย่างที่ทำมาพังหมดเลยก็ได้

 

แต่แน่นอนคำตอบที่ได้จากทุกคนตอนนั้นคือ “พร้อม”

 

 

คนที่ได้รับเกียรติให้ทดสอบรองเท้าที่สร้างจากเทคโนโลยี LightSpray คือ เฮลเลน โอบิรี (Hellen Obiri) นักวิ่งสาวชาวเคนยาที่สวมใส่ลงแข่งขันในรายการบอสตันมาราธอน ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในรายการเมเจอร์ของโลก

 

โดยที่ว่ากันตามความรู้สึกจริงๆ โอบิรีสารภาพว่าเธอรู้สึกไม่เชื่อมั่นในรองเท้าที่ได้รับให้มาทดสอบคู่นี้เลย

 

ผลปรากฏว่าโอบิรีไม่เพียงแต่จะคว้าแชมป์รายการนี้ได้เท่านั้น เธอยังทำลายสถิติดีที่สุดของเธอเอง (Personal Best) ด้วย

 

ขณะที่เหล่าแฟนๆ ที่ติดตามชมการแข่งขันจากทั่วโลกต่างอยากรู้ว่ารองเท้าหน้าตาแปลกๆ ที่โอบิรีใส่นั้นคือรองเท้าอะไร

 

ทุกคนอยากจะใส่รองเท้าคู่นี้เหมือนกัน!

 

สู่ Game Changer ที่แท้ทรู

 

ถึงจะสามารถ ‘เสก’ รองเท้าที่ทำจากเทคโนโลยี LightSpray ได้สำเร็จ แต่สำหรับโยฮันเนสและ On แล้วมันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

 

ไม่ใช่เพราะ adidas และ Nike ต่างก็คิดค้นรองเท้าที่สร้างจากเทคโนโลยีในการพิมพ์ 3 มิติเหมือนกัน แต่เป็นเพราะพวกเขายังรู้สึกว่ามีความท้าทายใหญ่ในขั้นต่อไปสำหรับเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกนี้

 

อย่างแรกคือการทำให้กระบวนการต่างๆ มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นไปอีก โยฮันเนส – ซึ่งปัจจุบันเป็น Senior director of innovation ของ On – คาดหวังว่าจากที่ใช้เวลา 3 นาทีในการผลิตรองเท้าด้วย LightSpray สักคู่ ก็อยากจะลดเวลาลงให้ได้เหลือแค่ 2 นาทีเท่านั้น

 

ขณะที่ทีมออกแบบเองก็หวังว่าจะสามารถใช้เทคโนโลยีนี้ผลิตรองเท้าที่สมบูรณ์ได้ในขั้นตอนเดียว ซึ่งรวมถึงการทำพื้นรองเท้าที่ไม่ต้องมายัดใส่ในภายหลังด้วย และแน่นอนว่าเทคโนโลยีนี้จะเปลี่ยนไลน์การผลิตรองเท้าในโรงงาน รวมถึงการลดการสร้างมลภาวะให้แก่โลกได้อีกด้วย

 

 

แต่โจทย์ที่ยากกว่าอีกขั้นคือการทำอย่างไรก็ได้ให้เทคโนโลยีนี้มีราคาที่ถูกลงจนคนในวงกว้างสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพราะตอนนี้รองเท้า Cloudboom Strike LS มีสนนราคาที่สูงถึง 330 ดอลลาร์ (11,800 บาท) ซึ่งเป็นสนนราคาที่สูงเทียบเท่ากับรองเท้า Super Shoe ของ Nike และ adidas

 

“มันยังเป็น Game Changer ของวงการไม่ได้หรอกจนกว่าที่จะทำให้ทุกคนสามารถซื้อหาได้” เป็นความเห็นจาก แมตต์ พาวเวลล์ ที่ปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์รองเท้าจาก Spurwink River ที่ตั้งคำถามถึงราคาของ Cloudboom Stike LS

 

เรื่องพวกนี้ไม่ง่าย แต่เมื่อเทียบกับวันเริ่มต้นของเรื่องนี้ที่เมืองมิลาน กับไอเดียของเด็กหนุ่มที่ได้แรงบันดาลใจจากของเล่นในวันฮาโลวีนแล้ว

 

ไม่น่าจะมีอะไรที่ยากหรือเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

 

ภาพ: Courtesy of On

อ้างอิง:

The post On กับการเดิมพันด้วยนวัตกรรมใหม่ เสกรองเท้าวิ่งหนึ่งคู่ได้ในเวลาแค่ 3 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cruise Control Run Club คอมมูนิตี้ที่ทำให้การวิ่งสนุกและมีสไตล์ https://thestandard.co/life/cruise-control-run-club/ Sat, 25 Jan 2025 03:04:56 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1034293 cruise-control-run-club

ในยุคที่การวิ่งเป็นเทรนด์มาแรง คลับวิ่งในกรุงเทพฯ เกิดข […]

The post Cruise Control Run Club คอมมูนิตี้ที่ทำให้การวิ่งสนุกและมีสไตล์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
cruise-control-run-club

ในยุคที่การวิ่งเป็นเทรนด์มาแรง คลับวิ่งในกรุงเทพฯ เกิดขึ้นมากมายตามความต้องการของผู้คนที่หันมาใส่ใจสุขภาพ หนึ่งในคลับวิ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คือ Cruise Control Run Club (CCRC) ซึ่งเป็นคลับวิ่งที่แตกต่างด้วยการผสมผสานวัฒนธรรมสตรีทแวร์เข้ากับการวิ่ง

 

เมื่อ กันต์-กันตพงศ์ อังศุพันธุ์ ผู้ก่อตั้ง Cruise Control Run Club เห็นว่าที่สวนสาธารณะในกรุงเทพฯ มีคนออกมาวิ่งเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่ต่างคนต่างวิ่ง บ้างมาคนเดียว บ้างก็มากับแฟนหรือเพื่อนสนิท 2-3 คน แต่ไม่ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน นี่คือแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาอยากสร้างพื้นที่รวบรวมคนที่มีความหลงใหลในการวิ่งและการแต่งตัวให้ได้มาเจอกัน

 

กันต์-กันตพงศ์ อังศุพันธุ์ ผู้ก่อตั้ง Cruise Control Run Club

กันต์-กันตพงศ์ อังศุพันธุ์ ผู้ก่อตั้ง Cruise Control Run Club 

 

Cruise Control

 

จุดเริ่มต้นของ Cruise Control Run Club คลับที่เกิดจากคนกลุ่มรักสนีกเกอร์

 

กันต์เล่าให้ฟังว่า Cruise Control Run Club เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ทุกอย่างเริ่มจากเดือนเมษายน ปี 2024 ที่มีชาวต่างชาติคนหนึ่งโพสต์ในแอป Strava ว่าอยากหาเพื่อนวิ่งในกรุงเทพฯ กันต์จึงชวนเพื่อนๆ มาร่วมวิ่งด้วยกัน ครั้งแรกมีคนมาถึง 20 คน ซึ่งเกินความคาดหมายที่ตั้งใจไว้แค่ 7-8 คน จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ นี้ Cruise Control Run Club จึงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นคอมมูนิตี้ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น

 

Cruise Control

 

“การจะทำให้คลับประสบความสำเร็จ เราต้องมีสิ่งที่ชัดเจน ให้คนรู้ว่าถ้ามาที่ Cruise Control Run Club จะได้เจอกับคนแบบไหน” กันต์เล่าให้เราฟัง เขาจึงนำความชอบส่วนตัวด้านแฟชั่น รองเท้าผ้าใบ และสนีกเกอร์ มาผสมผสาน ประกอบกับในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีแบรนด์ Niche จากต่างประเทศเข้ามาในไทยเยอะขึ้น แต่ละแบรนด์ก็มีสไตล์ที่น่าสนใจ ไม่เหมือนแบรนด์กีฬาทั่วไป จึงทำให้ Cruise Control Run Club มีฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบในสไตล์ของแบรนด์เหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ 

 

Cruise Control

Cruise Control

Cruise Control

 

อย่างที่บอกว่ากันต์ชอบแต่งตัว และทีมงาน Cruise Control Run Club ที่ตอนนี้มีนับสิบคนแล้วก็ชอบมากเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่พิเศษกว่าคลับวิ่งอื่นๆ ก็คือการผสมผสานแฟชั่นเข้ากับการวิ่ง มีคุมโทนมาบ้าง แต่งเต็มกันมาสุดๆ หรือใส่เสื้อผ้าแบรนด์วิ่งเฟี้ยวๆ ที่ Sold Out ในเวลาอันรวดเร็ว เหล่านี้ช่วยสร้างสีสันให้คลับวิ่งและถือเป็นการได้เช็กไอเท็มใหม่ๆ ไปในตัว แต่ไม่จำเป็นว่าเราต้องช่างแต่งตัวถึงจะมาจอย Cruise Control Run Club ได้ เพราะอย่างที่บอก Cruise Control Run Club ต้อนรับทุกคนที่มีใจอยากวิ่ง ส่วนคนที่จัดเต็มก็ถือเป็นพื้นที่ให้พวกเขาได้ปล่อยของ

 

Cruise Control

Cruise Control

 

ส่วนที่มาของชื่อคลับกันต์บอกว่า “ชื่อนี้สื่อถึงความรู้สึกคล้ายกับ Runner’s High เหมือนตอนที่เราเปิดระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติในรถ เราแค่คอยบังคับทิศทาง ให้ร่างกายเคลื่อนที่ไปเองโดยอัตโนมัติ เป็นช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเอง ได้คิด และสะท้อนตัวตน

 

รูปแบบการวิ่งของ Cruise Control Run Club มีอะไรบ้าง 

 

Cruise Control

 

ปัจจุบัน Cruise Control Run Club มีกิจกรรมหลัก 3 รูปแบบ เริ่มจาก Social Run ที่สวนเบญจกิติ ระยะ 5-6 กิโลเมตร หรือประมาณ 2-3 รอบสวน เน้นการพูดคุย ทำความรู้จักกัน ไม่เน้นความเร็ว วิ่งสบายๆ ไปด้วยกัน เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่อยากลองเข้าสู่วงการวิ่ง มีผู้เข้าร่วมเฉลี่ย 45-50 คนต่อครั้ง

 

Cruise Control

 

ต่อมาคือ City Run กิจกรรมที่พาทุกคนออกไปสำรวจเมืองเดือนละครั้ง เส้นทางจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้สัมผัสมุมมองใหม่ๆ ของกรุงเทพฯ กิจกรรมนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก มีผู้เข้าร่วมเฉลี่ยถึง 100 คน และครั้งที่มีคนร่วมมากที่สุดคือตอนจัดร่วมกับ The Commons มีผู้เข้าร่วมถึง 250 คน

 

Cruise Control

Cruise Control

 

สุดท้ายคือ Long Run สำหรับคนที่อยากพัฒนาตัวเองไปสู่การวิ่งมาราธอน เป็นการวิ่งระยะเวลา 2 ชั่วโมง ไม่เน้นความเร็ว แต่เน้นให้ทุกคนตั้งเป้าหมายของตัวเองว่าจะวิ่งได้ระยะทางเท่าไรภายในเวลาที่กำหนด ถือเป็นการฝึกความอึดและความทนทานไปด้วยกัน

 

Cruise Control

Cruise Control

 

ความยากของการทำคลับวิ่งในไทย

 

กันต์บอกว่าการจัดกิจกรรมของ Cruise Control Run Club ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะ City Run ที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ทั้งเรื่องการจราจรและสุขภาพของผู้ร่วมวิ่ง รวมถึงการเลือกจุดนัดพบที่ต้องคำนึงถึงที่จอดรถและการเข้าถึงด้วยระบบขนส่งสาธารณะ แต่ด้วยการวางแผนที่รัดกุมและทีมงานที่ทุ่มเท ทำให้ทุกกิจกรรมผ่านไปได้ด้วยดี

 

Cruise Control

 

อนาคตที่ไม่ได้หยุดแค่การวิ่ง

 

ในอนาคต Cruise Control Run Club มีแผนพัฒนาทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในระยะสั้นกำลังเริ่มทำสินค้าของตัวเอง เริ่มจากเสื้อผ้า ผ้าพันคอ และหมวก ส่วนแผนระยะยาวอีก 2-3 ปีข้างหน้า อาจขยายไปสู่กิจกรรมกีฬาประเภทอื่นๆ เช่น ปีนเขา แทร็กกิ้ง หรือดำน้ำ ฯลฯ เพื่อตอบโจทย์ความสนใจที่หลากหลายของสมาชิก

 

Cruise Control

Cruise Control

 

ส่วนคนที่ยังไม่มั่นใจ ไม่กล้าวิ่งในคลับคนเดียว กันต์ทิ้งท้ายไว้ว่า “ไม่ต้องกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีหรือวิ่งไม่ได้ อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ให้เริ่มต้นในแบบของตัวเอง แล้วค่อยๆ พัฒนาไป ที่สำคัญคือต้องมีรองเท้าที่เหมาะสม เพราะมีผลมากต่อประสบการณ์การวิ่งของเรา”

 

Cruise Control

 

หากคุณกำลังมองหาคอมมูนิตี้ที่จะทำให้การวิ่งสนุกและมีสไตล์ Cruise Control Run Club อาจเป็นคำตอบที่คุณตามหา สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ทาง Instagram @cruisecontrolrunclub

 

ภาพ: ชนากานต์ เหล่าสารคาม

The post Cruise Control Run Club คอมมูนิตี้ที่ทำให้การวิ่งสนุกและมีสไตล์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งในระยะ 10 กิโลเมตรกับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2024 https://thestandard.co/queen-eliud-kipchoge-running-event-bangkok/ Sun, 01 Dec 2024 07:15:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1014803 เอเลียด คิปโชเก

วันนี้ (1 ธันวาคม) เวลา 06.15 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบ […]

The post สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งในระยะ 10 กิโลเมตรกับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอเลียด คิปโชเก

วันนี้ (1 ธันวาคม) เวลา 06.15 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมกิจกรรมวิ่งระยะทาง 10 กิโลเมตร ในการแข่งขัน วิ่ง AMAZING THAILAND MARATHON BANGKOK 2024 presented by TOYOTA ณ บริเวณจุดปล่อยตัวท้องสนามหลวง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

 

สำหรับไฮไลต์สำคัญของการวิ่งในรายการ ‘วิ่งผ่าเมือง’ หรือ AMAZING THAILAND MARATHON BANGKOK 2024 presented by TOYOTA นอกจากการมาร่วมวิ่งของ เอเลียด คิปโชเก ยอดนักวิ่งระดับตำนานชาวเคนยาในระยะ 10 กิโลเมตรแล้ว

 

ในการนี้สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งในระยะเดียวกันนี้ด้วย

 

นอกจากนั้นแล้ว ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ร่วมวิ่งกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในระยะ 10 กิโลเมตร ท่ามกลางนักวิ่งและแฟนๆ ชาวไทยที่มารอเชียร์และต้อนรับกันอย่างอบอุ่นด้วย

 

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และ เอเลียด คิปโชเก ได้แวะถ่ายภาพและทักทายประชาชนตามจุดต่างๆ ก่อนตรงมาถึงเส้นชัยด้วย

 

ขณะที่ผลการแข่งขันในระยะ 10 กิโลเมตร ก็มีไฮไลต์สำคัญเช่นกัน เมื่อ คีริน ตันติเวทย์ คว้าชัยชนะในการวิ่งระยะนี้ พร้อมทำลายสถิติประเทศไทยด้วยเวลา 29 นาที 6 วินาที หรือวิ่งเฉลี่ย Pace 2.55

 

สำหรับ เอเลียด คิปโชเก ตำนานนักวิ่งมาราธอนโลก เจ้าของ 2 เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ ได้เซ็นสัญญาเป็น ‘ทูตด้านการท่องเที่ยว กีฬา และวัฒนธรรม’ ของไทยเป็นระยะเวลา 3 ปี นั่นหมายความว่าในปีหน้าเขาก็อาจมาร่วมวิ่งในการแข่งขันรายการนี้อีกครั้ง

 

เอเลียด คิปโชเก เอเลียด คิปโชเก เอเลียด คิปโชเก

The post สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ร่วมวิ่งในระยะ 10 กิโลเมตรกับ เอเลียด คิปโชเก ในงาน ATMBKK 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คิปโชเกพิมพ์มือ ณ สวนเบญจกิติ ท่ามกลางนักวิ่งแห่ต้อนรับ https://thestandard.co/kipshohe-handprint-benchakitti-park/ Sat, 30 Nov 2024 02:42:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1014477 เอเลียด คิปโชเก

เอเลียด คิปโชเก เดินทางไปพิมพ์ลายมือทั้ง 2 ข้างเป็นที่ร […]

The post คิปโชเกพิมพ์มือ ณ สวนเบญจกิติ ท่ามกลางนักวิ่งแห่ต้อนรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอเลียด คิปโชเก

เอเลียด คิปโชเก เดินทางไปพิมพ์ลายมือทั้ง 2 ข้างเป็นที่ระลึก ที่สวนเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (30 พฤศจิกายน) 

 

โดยการพิมพ์มือครั้งนี้มี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คอยให้การต้อนรับ

 

นอกจากนี้กิจกรรมในครั้งนี้ยังได้รับความสนใจจากบรรดานักวิ่งที่เข้ามาวิ่งในสวนเบญจกิติจำนวนมากด้วย

 

ซึ่งชัชชาติยังไม่เปิดเผยว่ารอยพิมพ์มือดังกล่าวของคิปโชเกจะนำไปไว้ที่ไหน แต่เปิดเผยเบื้องต้นว่าจะนำไปไว้ที่สวนสาธารณะในความดูแลของกรุงเทพมหานครสักแห่ง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิ่งชาวไทยต่อไป

 

เอเลียด คิปโชเก เอเลียด คิปโชเก เอเลียด คิปโชเก

The post คิปโชเกพิมพ์มือ ณ สวนเบญจกิติ ท่ามกลางนักวิ่งแห่ต้อนรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sabai Run Club คอมมูนิตี้ที่เริ่มจาก 3 คนที่ไม่เคยวิ่งมาก่อน https://thestandard.co/life/sabai-run-club/ Mon, 25 Nov 2024 14:30:05 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1012657 Sabai Run Club

ถ้าใครบอกว่าคนกรุงเทพฯ ไม่ชอบตื่นเช้า Steve Lim คงต้องข […]

The post Sabai Run Club คอมมูนิตี้ที่เริ่มจาก 3 คนที่ไม่เคยวิ่งมาก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sabai Run Club

ถ้าใครบอกว่าคนกรุงเทพฯ ไม่ชอบตื่นเช้า Steve Lim คงต้องขอค้าน เพราะทุกวันศุกร์และอาทิตย์ เขาและเพื่อนๆ กว่า 500 คนจะมารวมตัวกันที่หน้าร้าน % Arabica สาขาศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เพื่อวิ่งออกกำลังกายและแชร์พลังงานบวกให้กัน Steve เล่าให้เราฟังด้วยรอยยิ้มว่า เมื่อต้นปี 2024 เขาและเพื่อนสนิทอีก 2 คนแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการวิ่งเลย แต่อยากลองทำอะไรใหม่ๆ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น จึงชวนกันก่อตั้ง Sabai Run Club ขึ้นมา โดยไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นคอมมูนิตี้ที่ใหญ่ขึ้นทุกสัปดาห์ขนาดนี้

 

Sabai Run Club

Steve Lim 

 

จากจุดเริ่มต้นเพียง 3 คนที่อยากวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า Sabai Run Club กลับเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็นคลับวิ่งขนาดใหญ่หลายร้อยคน ด้วยสมาชิกทั้งชาวไทยและต่างชาติที่มาร่วมวิ่งกันทุกสัปดาห์

 

สิ่งที่ทำให้คลับนี้โดดเด่นคือบรรยากาศสบายๆ สไตล์ไทยๆ ที่สะท้อนผ่านโลโก้พริกน้อยถือแก้วกาแฟ หรือที่พวกเขาเรียกว่า ‘Chill Chili’ นั่นเอง ต้องบอกว่าแม้จะวิ่งแค่ 3 กิโลเมตร แต่มิตรภาพและรอยยิ้มที่ได้แลกเปลี่ยนกันระหว่างทางยาวนานกว่านั้นมาก

 

 

ช่วยแนะนำตัวหน่อย

 

Steve Lim: ผมชื่อ Steve Lim เกิดและเติบโตที่นิวซีแลนด์ พ่อกับแม่เป็นคนกัมพูชาเชื้อสายจีน ผมย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ได้ 2 ปีแล้ว แรกเริ่มทำงานในวงการการเงิน แต่ตอนนี้ผันตัวมาเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ นายแบบ และนักแสดงเต็มตัว

 

ผมชอบนำเสนอแง่มุมการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ที่แตกต่างจากที่ชาวตะวันตกเข้าใจ เพราะเมื่อพูดถึงกรุงเทพฯ หรือประเทศไทย คนมักจะนึกถึงแต่ปาร์ตี้และความบันเทิง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมทำเลย ผมเป็นคนใส่ใจสุขภาพ ชอบชกมวยตอนเช้า มีเพื่อนดีๆ ออกไปกินอาหารดีๆ นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้ผู้คนได้เห็นกรุงเทพฯ

 

เมื่อผมเริ่มแชร์การใช้ชีวิตส่วนตัวบนโลกออนไลน์ก็มีคนชอบ มันเลยทำให้คลับเติบโตขึ้น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจไว้แต่แรก ผมแค่อยากแสดงให้เห็นว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ของผมเป็นอย่างไรมากกว่า 

 

 

นั่นเลยเป็นที่มาของ Sabai Run Club?

 

Steve Lim: ใช่ จะบอกว่าผมเพิ่งเริ่มวิ่งแค่ 2 สัปดาห์ก่อนก่อตั้งชมรม ช่วงต้นปี 2567 ผมและเพื่อนอีก 2 คนอยากทำอะไรใหม่ๆ อยากมีสุขภาพที่ดีขึ้นและกระฉับกระเฉงมากขึ้น ตอนนั้นเราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการวิ่ง ไม่รู้เรื่องเพซ การแบ่งกลุ่มความเร็ว หรือการฝึกซ้อม เราแค่อยากออกไปสนุกและวิ่งในตอนเช้า

 

เราเลยเริ่มชวนเพื่อนๆ ที่มีความคิดเหมือนกัน ไม่เคยวิ่ง แต่คิดว่าถ้ามาด้วยกันหลายคนก็จะสนุกดี จึงกลายเป็นคอมมูนิตี้วิ่งสำหรับคนที่ไม่ใช่นักวิ่ง เราเลยตั้งชื่อว่า Sabai Run Club เริ่มจาก 3 คน และเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะเราพบว่ามีคนในกรุงเทพฯ อีกนับแสนที่อยากทำแบบนี้เหมือนกัน

 

เราก่อตั้งคอมมูนิตี้สำหรับตัวเองและเพื่อนๆ แต่ก็เติบโตขึ้นอย่างน่าตกใจ ตอนแรกเราคิดว่าใน 4 เดือนคงมีคนมาร่วม 30-40 คน แต่ตอนนี้แต่ละสัปดาห์มีคนมาวิ่งกับเรา 500-600 คนเลยทีเดียว

 

 

ทำไมถึงเลือกวิ่งวันศุกร์และอาทิตย์

 

Steve Lim: เพราะวันศุกร์เป็นการเริ่มต้นวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ดี เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและเฝ้ารอคอย เป็นวันสุดท้ายของการทำงาน การทำอะไรดีๆ ในตอนเช้ามันทำให้เรารู้สึกดีมาก ส่วนวันอาทิตย์เป็นการปิดท้ายสัปดาห์ที่ดี ผู้คนมาดื่มกาแฟ พูดคุยกับเพื่อน หรือได้พบเจอเพื่อนใหม่ๆ หลังจากนั้นก็ไปกินบรันช์หรือมื้อกลางวันด้วยกัน

 

คิดว่าอะไรที่ทำให้ Sabai Run Club แตกต่างจากคลับวิ่งอื่นๆ ในกรุงเทพฯ

 

Steve Lim: ในกรุงเทพฯ มีคลับวิ่งหลายกลุ่ม ผมคิดว่าใหญ่ที่สุดคือ Sabai Run Club อันดับหนึ่ง ตามด้วย Cruise Control Run Club และ Meep Meep Run Club สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างคือเราเปิดกว้างสำหรับทุกคน คลับอื่นๆ แม้จะใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร แต่เวลาจัดกิจกรรมจริงๆ ส่วนใหญ่จะพูดภาษาไทย

 

สำหรับชาวต่างชาติที่อยู่ในไทยหรือนักท่องเที่ยว การเข้าสังคมค่อนข้างยาก แต่ที่ Sabai Run Club เราต้อนรับทุกคน ทั้งชาวต่างชาติที่อยู่ในไทย นักท่องเที่ยว คนไทย นักวิ่งมือใหม่และนักวิ่งที่เก่าแล้ว ที่นี่ผู้คนมาเพื่อเข้าสังคมและพบปะผู้คนใหม่ๆ ในขณะที่ชมรมอื่นๆ จะค่อนข้างจริงจังกับการวิ่ง เราเน้นการวิ่งระยะสั้นและการพบปะสังคม

 

ที่สุดแล้วใครๆ ก็วิ่งได้ ใครๆ ก็ตั้งชมรมวิ่งได้ แต่สิ่งที่ทำให้คลับมีความหมายคือผู้คน เราสามารถรวบรวมคนดีๆ มากมายที่กลับมาวิ่งกับเราซ้ำทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง

 

Sabai Run Club

 

แล้วเราจัดการคอมมูนิตี้อย่างไร จากทีมงาน 3 คนแต่ต้องดูแลนักวิ่งเป็นร้อย

 

Steve Lim: ตอนเริ่มต้นเรามีกันแค่ 3 คน เราต้องการคนถ่ายคอนเทนต์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มเท่านั้น พวกเราต้องวิ่งขึ้นลงเพื่อถ่ายคอนเทนต์และต้องดูแลนักวิ่งด้วย ผมจำได้ว่าวันหนึ่งมีคนมาแค่ 5 คน แต่วันอาทิตย์ถัดมามีคนมา 64 คน เราคิดว่า “ตายแล้ว เราจะจัดการอย่างไร” หลังจากนั้นเราก็เริ่มประกาศทาง Instagram เพื่อหาอาสาสมัคร ถามว่าใครอยากช่วย Sabai Run Club บ้าง

 

ตอนเริ่มต้นไม่มีใครในคลับเป็นนักวิ่งเลย เราเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน จากกลุ่มอาสาสมัคร 3 คน ตอนนี้เรามี 41 คน ตอนช่วงเริ่มต้นเราแบ่งกลุ่มวิ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม 1, กลุ่ม 2 และกลุ่มเดิน แต่ตอนนี้เรามี 9-12 กลุ่มเพื่อรองรับทุกเพซและทุกคนที่อยากเข้าร่วม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะอาสาสมัครของเรา

 

นักวิ่งในคลับมีสัดส่วนคนไทยและชาวต่างชาติอย่างไรบ้าง  

 

Steve Lim: ผมคิดว่าประมาณ 60% เป็นคนไทย 30% เป็นชาวต่างชาติที่อยู่ในเมืองไทย และ 20% เป็นนักท่องเที่ยว ทุกสัปดาห์เรามีคนจากสิงคโปร์และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมวิ่งกับเราด้วย

 

 

รูปแบบการวิ่งแต่ละครั้งเป็นอย่างไร 

 

Steve Lim: เรานัดพบกัน 15 นาทีก่อนเวลาวิ่ง วันศุกร์เจอกันตอนเวลา 07.15 น. วันอาทิตย์เวลา 07.45 น. จากนั้นจะมีการบรีฟและแบ่งกลุ่มความเร็ว บางครั้งมีกลุ่มความเร็วเพซ 5 สำหรับคนที่อยากวิ่งเร็วจริงๆ และมีกลุ่มเพซ 9 นาที หลังวอร์มอัพเสร็จเราจะแยกกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีอาสาสมัคร 1-3 คนคอยช่วยเหลือ หลังวิ่งเสร็จเรากลับมาที่ร้าน % Arabica นั่งดื่มกาแฟและพูดคุยกัน

 

ทำไมถึงวิ่งแค่ 3 กิโลเมตร ไม่สั้นไปเหรอ

 

Steve Lim: สำหรับเรามันอาจจะสั้น แต่สำหรับคนที่ไม่เคยวิ่งมันถือว่าไกลพอสมควร หลายคนในกลุ่มที่วิ่งเร็วๆ มักจะวิ่งมาก่อนตารางซ้อมหรือวิ่งต่อหลังซ้อมวิ่งเสร็จ เพื่อทำแทนวอร์มอัพหรือคูลดาวน์ แต่สำหรับคนที่ไม่เคยวิ่งมาก่อน 3 กิโลเมตรก็ถือว่ามากพอแล้วครับ

 

แล้วคุณมาร่วมกับร้าน % Arabica ได้อย่างไร

 

Steve Lim: เหตุผลที่เรารวมตัวกันที่นั่น เพราะที่ร้านมีพื้นที่รองรับคนจำนวนมากและเป็นพื้นที่ดีๆ สำหรับการพบปะสังสรรค์ เราไม่ได้มีพาร์ตเนอร์ชิปกับ % Arabica หรือสปอนเซอร์ใดๆ แต่ทางร้านยินดีให้เราใช้พื้นที่ส่วนนี้เท่านั้น  

 

 

เราชอบโลโก้ของคุณนะ เล่าเกี่ยวกับโลโก้ของ Sabai Run Club ให้ฟังหน่อยสิ 

 

Steve Lim: โลโก้ของเราเป็นพริก เราเรียกตัวละครนี้ว่า Chill Chili เราต้องการสื่อถึงความเป็นไทย ธรรมชาติที่สบายๆ ของคนไทย เราเลยคิดว่าอะไรที่เป็นตัวแทนความเป็นไทย ก็เลยนึกถึงพริก เพราะในส้มตำหรืออาหารไทยก็มีพริกทั้งนั้น นี่จึงเป็นพริกที่ถือแก้วกาแฟ

 

เรามี Chill Chili และเพื่อนอีกสองตัว หนึ่งในนั้นคือผม อีกตัวมีหนวดเป็นเพื่อนผมที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และอีกตัวเป็นพริกผมยาวใส่ผ้าคาดผมนั่นคือ Emiko อีกผู้ร่วมก่อตั้งที่ดูแลด้านการออกแบบทั้งหมด

 

เมื่อคิดถึงการตลาด เราอยากได้อะไรที่เชื่อมโยงกับคนไทย แต่ก็ต้องน่ารักและเป็นกันเอง เพื่อให้ผู้คนรู้สึกผูกพัน เพราะถ้าดูชมรมวิ่งในโลกตะวันตก อย่างเช่น ในนิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส หรือฮาวาย พวกเขาดูจริงจังมาก พวกเขาบอกว่าสบายๆ เป็นกันเอง แต่แบรนดิ้งสำคัญ เราจึงอยากได้อะไรที่ผู้คนจะรู้สึกเชื่อมโยงได้

 

Sabai Run Club

 

คุณรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้คลับของคุณใหญ่ที่สุดในเอเชีย 

 

Steve Lim: อย่างไม่เป็นทางการนะครับ ผมคิดว่าการอยู่ในวงการชมรมวิ่ง คุณต้องเข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นรอบโลกด้วย ต้องดูเทรนด์ในอเมริกาหรือออสเตรเลีย และต้องดูว่ามีชมรมวิ่งอะไรบ้างในไทย ในกรุงเทพฯ และในเอเชีย

 

ผมใช้เวลาออนไลน์มากในการค้นคว้าเกี่ยวกับชมรมวิ่งอื่นๆ ในเอเชียและทั่วโลก ภายใน 1 เดือนเราก็กลายเป็นชมรมวิ่งที่ใหญ่ที่สุดในไทย ใน 3 เดือนเรามีคนมาวิ่งแต่ละสัปดาห์ 500-600 คน ผมไม่เห็นชุมชนอื่นในเอเชียที่เป็นแบบนี้ ตามความรู้ของผม เราเป็นชมรมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และน่าจะเป็น 1 ใน 10 หรืออาจจะ 5 อันดับแรกของโลก

 

ที่แน่ๆ คือเราชอบที่คุณใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสารกับคนอื่นๆ 

 

Steve Lim: เราใช้แค่ Instagram เท่านั้น ตอนแรกเป็นแค่เพื่อนและเพื่อนของเพื่อน มีคนชวนเพื่อนๆ มา การเติบโตเป็นไปอย่างออร์แกนิก เราไม่เชื่อในการโปรโมตหรือสปอนเซอร์แบบคลับวิ่งอื่นๆ ในกรุงเทพฯ เราเชื่อว่าทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างธรรมชาติ เพราะเราให้คุณค่ากับการรวมคนที่จริงใจ ไม่ใช่การโพสต์สปอนเซอร์ ผู้คนจึงสัมผัสได้ถึงความจริงใจในสิ่งที่เราทำ

 

ตอนนี้เราโตเร็วมากจนต้องหยุดโพสต์วิดีโอใน Instagram Reels ไป 3 เดือนแล้ว เพราะมันไวรัลมากเกินไป เราต้องการเติบโตในอัตราที่เหมาะสม เพราะถ้าโตเร็วเกินไป คุณภาพของการวิ่งและผู้คนอาจควบคุมได้ยาก ส่วนใหญ่คนที่มาวิ่งจะโพสต์ในโซเชียลมีเดียของพวกเขา เราแค่แชร์เท่านั้น

 

Sabai Run Club

 

อยากรู้แผนการในอนาคตของ Sabai Run Club 

 

Steve Lim: สำหรับเรา การให้ความสำคัญกับคอมมูนิตี้มาเป็นอันดับแรกเสมอ คนทำให้ Sabai เป็น Sabai Run เราฟังเสียงของคอมมูนิตี้ เมื่อคนอยากเห็นอะไรที่แตกต่าง เราก็ปรับตัวเพื่อพวกเขา เช่น ตอนเริ่มต้นเรามีกลุ่มเดินและกลุ่มวิ่งช้า แต่เมื่อชุมชนต้องการวิ่งเร็วขึ้น เราก็เพิ่มกลุ่มความเร็วให้ใหญ่ขึ้น

 

สิ่งที่เราอยากเห็นคือผู้คนได้เข้าสังคม พบปะกัน และเริ่มใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เราวางแผนจะขยับไปสู่กิจกรรมสุขภาพด้านอื่นๆ มากขึ้น อาจจะทำสมาธิ แช่น้ำแข็ง อะไรทำนองนี้ แต่ตอนนี้ยังทำไม่ได้เพราะเติบโตเร็วเกินไป ผมคิดว่าถ้าสัปดาห์หน้ามีคน 12 คน เราคงทำอะไรแบบนั้นได้ แต่กลายเป็นว่าสัปดาห์ถัดมามีคน 50, 60, 80 คน เราจึงต้องโฟกัสที่การวิ่งอย่างเดียว

 

ในอนาคตเราอยากจัดกิจกรรมเพิ่มเติมและยังคงรับฟังชุมชนว่าอยากทำอะไร นอกจากนี้เรายังมีความร่วมมือกับ Peaches Active ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ชุดออกกำลังกายที่ใหญ่ที่สุดของไทย พวกเขาเห็นวิสัยทัศน์ของเราและอยากช่วยพัฒนาคลับนี้ในประเทศไทย เราเลยจะมีไลน์เสื้อผ้าสำหรับใส่ออกกำลังกายกับเขาด้วย

 

 

มีอะไรอยากฝากถึงคนที่อยากมาวิ่งแต่ยังไม่กล้าไหม  

Steve Lim: อยากให้ลองมาสักครั้ง ครั้งแรกที่มาจะรู้สึกดีมาก อบอุ่น เรามีคอมมูนิตี้สำหรับทุกคน และหลายคนมาคนเดียว บางคนมาแล้วได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันตั้งแต่สมัยประถม มัธยม หรือเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันที่อังกฤษ มีคนกลับมาทุกสัปดาห์ แสดงว่าเรากำลังทำอะไรบางอย่างถูกต้อง ลองมาดูสักครั้ง รับรองว่าคุณจะไม่เสียใจ

 

The post Sabai Run Club คอมมูนิตี้ที่เริ่มจาก 3 คนที่ไม่เคยวิ่งมาก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>