กิจการเพื่อสังคม Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กิจการเพื่อสังคม/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 09 Feb 2024 06:17:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปลี่ยนระบบนิเวศทางเศรษฐกิจจากร้ายให้เป็นดีด้วย ‘กิจการเพื่อสังคม’ https://thestandard.co/economy-ecosystem-change-with-social-enterprise/ Thu, 08 Feb 2024 07:43:25 +0000 https://thestandard.co/?p=897478 กิจการเพื่อสังคม

“ฉันจะปลูกป่าบนดอยตุง”   พระราชกระแสรับสั่งของสมเด […]

The post เปลี่ยนระบบนิเวศทางเศรษฐกิจจากร้ายให้เป็นดีด้วย ‘กิจการเพื่อสังคม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กิจการเพื่อสังคม

“ฉันจะปลูกป่าบนดอยตุง”

 

พระราชกระแสรับสั่งของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี วันที่ 15 มกราคม 2530

 

เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสขึ้นไป ‘ดอยตุง’ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เรานั่งรถตู้ลัดเลาะทางโค้งผ่านร่มไม้ไปตามทางขึ้นเขา มองเลยออกไปเห็นผืนป่าที่เขียวชอุ่มบนแนวทิวเขาที่เรียงตัวซ้อนกันสวยงาม ใครจะเชื่อว่าดอยตุงเคยอยู่ใน ‘สภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง’ มาก่อน

 

ในช่วงก่อนปี 2530 ชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อยบนดอยตุงมีสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก เด็กเกิดใหม่ไม่มีโอกาสได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เข้าถึงระบบสาธารณสุข หรือได้รับการศึกษา จึงเติบโตมาโดย ‘ขาดโอกาส’ ในการประกอบอาชีพ พวกเขาหันไปปลูกฝิ่นขายประทังชีวิต แต่ฝิ่นก็ไม่ได้สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ซ้ำร้าย การปลูกฝิ่นยังเป็นต้นเหตุของปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด ตลอดจนปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น คุณภาพดินเสื่อม ซึ่งส่งผลให้พวกเขาขาดพื้นที่ทางการเกษตรในการทำมาหากิน ดูเหมือนสภาพเศรษฐกิจและสังคมของดอยตุงจะติดอยู่ใน ‘ระบบนิเวศร้าย’ ที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้

 

กิจการเพื่อสังคม

เปรียบเทียบดอยตุงก่อนปี 2530 (ซ้าย) และดอยตุงในปัจจุบัน (ขวา)

อ้างอิง: มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

 

ปัญหาสภาพความเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อยบนดอยตุงไม่อาจแก้ไขได้ด้วยกลไกภาครัฐหรือกลไกตลาด ชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อยเข้าไม่ถึงระบบสาธารณูปโภค สาธารณสุข และการศึกษา เนื่องจากอยู่บนภูเขาสูง และมีประชากรที่มีสัญชาติเพียง 30% เท่านั้น ขณะเดียวกัน เนื่องจากชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อยมีทุนทางเศรษฐกิจและสังคมน้อย จึงไม่มีโอกาสได้ผลิตและค้าขายสินค้าที่มีมูลค่าสูง และสร้างผลตอบแทนได้อย่างยั่งยืน

 

จนกระทั่งเดือนมกราคม 2530 ‘สมเด็จย่า’ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จมาเยือนดอยตุง เมื่อทรงทราบถึงปัญหาและความยากลำบากของประชาชน สมเด็จย่าจึงทรงริเริ่ม ‘โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ’ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ร้ายให้กลายเป็นดี

 

โครงการพัฒนาดอยตุงฯ กับการเปลี่ยนระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ

 

โครงการพัฒนาดอยตุงฯ แบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 ระยะ

 

ระยะแรก เรียกว่า ‘อยู่รอด’ นั่นคือการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อย เช่น การสร้างถนนเชื่อมต่อกับโลกภายนอก การวางระบบประปาและไฟฟ้า การก่อตั้งศูนย์สุขภาพและสถานบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด นอกจากชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อยจะอยู่รอดแล้ว โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ยังฟื้นฟูพื้นที่ป่า ทั้งปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ลาดชันสูงเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน และเพาะปลูกพืชที่ให้ผลผลิตราคาสูง เช่น กาแฟอาราบิก้าและแมคาเดเมียใต้ต้นไม้ใหญ่ โดยในช่วง 3 ปีแรก โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จ้างคนในพื้นที่มาปลูกและดูแลป่า ซึ่งช่วยให้คนในพื้นที่มีรายได้พอยังชีพ

 

ระยะที่สอง เรียกว่า ‘พอเพียง’ เมื่อชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อยสามารถยังชีพได้แล้ว โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงเริ่มกิจการโรงคั่วและแปรรูปกาแฟและแมคาเดเมียเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น และพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากทรัพยากรในพื้นที่ เช่น หญ้าแฝกนำมาทอกับผ้าฝ้ายทำเป็นที่รองจาน โดยจ้างงานชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ ขณะเดียวกัน โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ก็เปิดตลาด โดยนำสินค้าไปจัดจำหน่ายในร้านกาแฟดอยตุงกว่า 20 สาขา และส่งออกให้ร้านกาแฟของมูจิ (MUJI) ซึ่งเป็นแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีชื่อเสียงจากประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

 

ระยะที่สาม เรียกว่า ‘ยั่งยืน’ เมื่อชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อยมีทักษะในการเพาะปลูกและการทำงานในโรงงานแปรรูปแล้ว โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงให้พวกเขาเป็นเจ้าของและได้บริหารกิจการด้วยตัวเอง โดยโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ให้ชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อยเช่าพื้นที่เพาะปลูกกาแฟอาราบิก้าและแมคาเดเมียในราคา 1 บาท

 

ลักษณะเด่นของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ คือการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมเป็น ‘ระบบนิเวศขนาดย่อม’ ระบบนิเวศดังกล่าวประกอบไปด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สอดประสานกันเป็นห่วงโซ่ จากการปลูกพืชเศรษฐกิจ การแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตร ไปจนถึงการขาย นอกจากนี้โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ยังคำนึงถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ตลอดปี เช่น การเลือกปลูกดอกไม้ที่หลากหลายในสวนแม่ฟ้าหลวง เพื่อให้ดอกไม้ผลิบานดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดปี องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ทำให้ระบบเศรษฐกิจขนาดย่อมบนดอยตุงอยู่ในดุลยภาพที่ดี ส่งผลให้รายได้ของชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อยเพิ่มขึ้นจาก 3,772 บาทต่อคนต่อปี ในปี 2530 ขึ้นมาอยู่ที่ 93,505 บาทต่อคนต่อปี ในปี 2565

 

ดุลยภาพทางเศรษฐกิจที่ดีเอื้อให้เกิดดุลยภาพทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี จากเดิมที่ชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อยต้องปลูกฝิ่นและค้าประเวณีเพื่อประทังชีวิต ปัจจุบันพวกเขามีอาชีพที่สร้างรายได้อย่างเพียงพอและสม่ำเสมอตลอดปี ปัญหาสังคมจึงลดลง สำหรับสิ่งแวดล้อม จากเดิมที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขาหัวโล้น ปัจจุบันพื้นที่กว่าหนึ่งในสามเป็นป่าอนุรักษ์ ขณะที่อีก 14% เป็นป่าเศรษฐกิจที่สร้างงานสร้างรายได้ให้กับชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อย

 

กิจการเพื่อสังคม

 

โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เป็นตัวอย่างของ ‘กิจการเพื่อสังคม’ (Social Enterprise) กิจการเพื่อสังคมเป็นองค์กรที่ผลิตสินค้าและบริการ มีงบดุลและงบรายรับรายจ่ายเหมือนบริษัทเอกชนที่แสวงหากำไร แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดแก่คนในสังคม กิจการทางสังคมจึงเป็นกลไกทางเลือกในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่กลไกภาครัฐและกลไกตลาดไม่สามารถแก้ไขได้

 

เอกลักษณ์สำคัญของกิจการเพื่อสังคมคือ 1. รูปแบบการพัฒนาจะมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อทดแทนระบบนิเวศเดิมที่แย่ โดยมีเป้าหมายให้ระบบนิเวศใหม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ในระยะยาว 2. การให้เวลากับการสะสมทุนทางเศรษฐกิจและสังคม ควบคู่ไปกับการทดลองหาวิธีการพัฒนาที่เหมาะสม กิจการเพื่อสังคมจึงแตกต่างจากธุรกิจที่แสวงหาผลกำไร ซึ่งต้องการเห็นผลการดำเนินงานเป็นตัวเงินในระยะเวลาที่สั้นกว่า ในขณะเดียวกัน กลไกภาครัฐขึ้นกับวัฏจักรทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอาจทำให้การแก้ปัญหาโดยอาศัยกลไกภาครัฐขาดความต่อเนื่องได้

 

ระบบนิเวศสำหรับกิจการเพื่อสังคม เพื่อสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ดี

 

กิจการเพื่อสังคมจะเติบโตและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ภายใน ‘ระบบนิเวศ’ ที่เหมาะสม

 

พื้นฐานของระบบนิเวศที่เหมาะสมคือสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่สนับสนุนให้กิจการเพื่อสังคมสามารถประกอบกิจการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางสังคมและการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน กฎระเบียบที่เหมาะสมอำนวยความสะดวกในการจัดตั้ง การดำเนินงาน และการเข้าถึงเงินทุน ตลอดจนการวัดผลสัมฤทธิ์และการสื่อสารผลกระทบทางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง นอกจากนี้กฎระเบียบจะต้องสามารถตีความได้ง่าย เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคเมื่อใช้งานจริง

 

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาไทยมีการวางกฎเกณฑ์และกลไกสนับสนุนการดำเนินงานของกิจการเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ดำเนินนโยบายประกาศแผนแม่บทการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม พ.ศ. 2553-2557 เพื่อเป็นกรอบกำหนดนิยามและหลักเกณฑ์ในการประกอบกิจการเพื่อสังคม หลังจากนั้นผู้ดำเนินนโยบายได้ออกพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 ที่กำหนดกลไกสนับสนุนการประกอบกิจการเพื่อสังคม ครอบคลุมการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากร และการให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนจากกองทุนส่งเสริมกิจการเพื่อสังคม โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการเพื่อสังคมและสำนักงานส่งเสริมกิจการเพื่อสังคมเป็นผู้ขับเคลื่อน โครงสร้างเชิงสถาบันและกลไกสนับสนุนส่งผลให้มีกิจการเพื่อสังคมเกิดขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก โดยปัจจุบันไทยมีกิจการเพื่อสังคมที่จดทะเบียนแล้ว 148 องค์กร (ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2564)

 

ความท้าทายของการดำเนินกิจการเพื่อสังคมอีกประการหนึ่งคือการเข้าถึงทุนทางการเงิน เนื่องจากกิจการเพื่อสังคมมีวัตถุประสงค์ทางสังคมและการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนซ้อนทับกันอยู่ การประเมินและเสนอมูลค่าทางการเงินของกิจการเพื่อสังคมจึงมีความซับซ้อน และขึ้นอยู่กับบริบทของกิจการเพื่อสังคมและความต้องการของผู้ลงทุนเป็นอย่างมาก การระดมทุนจึงมีความท้าทาย สำหรับไทย สำนักงานส่งเสริมกิจการเพื่อสังคมร่วมกับหน่วยงานวิจัยเศรษฐกิจได้สำรวจกิจการเพื่อสังคมจำนวน 146 แห่ง โดยพบว่าปัญหาที่ผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าเป็นอุปสรรคในการดำเนินงานสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ปัญหากระแสเงินสด (34.3%) ปัญหาการเข้าถึงทุนทั้งเงินกู้และเงินลงทุน (23.3%)

 

ผมคิดว่าไทยมีความต้องการลงทุนในกิจการเพื่อสังคมอยู่มากพอ อนุมานได้จากที่คนไทยนิยมบริจาคเงินเข้ากองทุนการกุศล ถึงขั้นที่ว่า World Giving Index ประจำปี 2023 โดย Charities Aid Foundation จัดให้ไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่ได้รับคะแนนสูงสุดในมิติของการบริจาคเงิน ในทางกลับกัน อุปสรรคในการเข้าถึงเงินทุนน่าจะสะท้อนว่าไทยยังขาดกลไกที่โยกย้ายทรัพยากรทางการเงินของภาคเอกชนไปยังกิจการเพื่อสังคม

 

ทางออกสำหรับปัญหาการระดมทุนคือการพัฒนาระบบนิเวศที่

 

  1. ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับมูลค่าของกิจการเพื่อสังคมและความต้องการลงทุนสามารถไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหลักการ ความต้องการลงทุนในกิจการเพื่อสังคมจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนักลงทุนสามารถเข้าถึงและติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ และผลกระทบเชิงสังคมทั้งที่คาดหวังและเห็นผลจริง ดังนั้นผู้ดำเนินนโยบายจึงควรเริ่มจากการสนับสนุนให้มีการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงาน ตลอดจนจัดทำฐานข้อมูลและแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกิจการเพื่อสังคม เป็นจุดตั้งต้นในการศึกษาและติดตามกิจการเพื่อสังคมก่อนตัดสินใจลงทุน

 

  1. มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินและรูปแบบการลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนของกิจการเพื่อสังคมโดยเฉพาะ ตัวอย่างของนวัตกรรมทางการเงินสำหรับกิจการเพื่อสังคมคือการออกพันธบัตรเพื่อสังคม (Social Impact Bond) โดยผู้ดำเนินนโยบายสาธารณะเป็นผู้ออกขายพันธบัตร เพื่อระดมทุนให้กิจการเพื่อสังคมนำไปพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นตามเป้าหมาย ผู้ดำเนินนโยบายสาธารณะจะว่าจ้างผู้ตรวจสอบอิสระให้ประเมินผลการดำเนินงานของกิจการเพื่อสังคม หากผ่านการประเมิน ผู้ดำเนินนโยบายสาธารณะจะจ่ายผลตอบแทนให้กับนักลงทุนตามลำดับ Government Outcomes Lab รายงานว่าวันนี้ (28 มกราคม) มีพันธบัตรเพื่อสังคมอยู่ในตลาดการเงิน 292 ฉบับ และระดมเงินทุนมากกว่า 764 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มองไปข้างหน้า เมื่อตลาดการเงินจะให้คุณค่าเชิงสังคมมากพอ กิจการเพื่อสังคมอาจสามารถระดมทุนจากตลาดการเงินได้ในลักษณะเดียวกันกับบริษัทจดทะเบียนโดยทั่วไป ในต่างประเทศเริ่มมีการคิดค้นกลไกในการวัดมูลค่าจากผลประโยชน์ทางสังคม และคำนวณราคาสินทรัพย์จากมูลค่าสังคมดังกล่าวแล้ว โดยให้นักลงทุนเลือกที่จะแบ่งเงินปันผลบางส่วนย้อนกลับไปลงทุนกับบริษัทโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าทางสังคม ความต้องการลงทุนในมูลค่าทางสังคมจึงสะท้อนอยู่ในสัดส่วนของเงินปันผลที่นักลงทุนจัดสรรให้กับกิจกรรมเพื่อสังคม

 

กิจการเพื่อสังคมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

 

“ฉันมีอาชีพ มีรายได้ ลูกของฉันมีทุนเรียนหนังสือ มีศูนย์บริการสุขภาพ…

ความเป็นอยู่ของฉันดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเหมือนพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ”

– บทสัมภาษณ์ของ คุณอรวรรณ โสภณอำนวยกิจ

 

กิจการเพื่อสังคมสามารถเปลี่ยนระบบนิเวศทางเศรษฐกิจและสังคมจากร้ายให้กลายเป็นดีได้จริง เศรษฐกิจไทยอาจต้องการกลไกที่เหมาะสมเพื่อช่วยสนับสนุนให้กิจการเพื่อสังคมสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งประกอบด้วยสภาพแวดล้อมทางกฎระเบียบและตลาดการเงินที่สนับสนุนการระดมทุน สิ่งดังกล่าวจะช่วย ‘สร้างโอกาส’ ให้คนอีกมากมายได้เติบโตและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งจะเป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจไทยต่อไป…

The post เปลี่ยนระบบนิเวศทางเศรษฐกิจจากร้ายให้เป็นดีด้วย ‘กิจการเพื่อสังคม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มอบโล่ ‘วุฒิสภา ศรัทธาความดี’ ให้ ‘ร้านน้ำพริกนิตยา’ เหตุส่งเสริมพลังทางสังคม https://thestandard.co/awarded-plaque-to-nam-prik-nittaya-shop/ Sat, 05 Feb 2022 02:03:58 +0000 https://thestandard.co/?p=590747 Nam Prik Nittaya

วานนี้ (4 กุมภาพันธ์) ประชาสัมพันธ์วุฒิสภา (ส.ว.) ได้เผ […]

The post มอบโล่ ‘วุฒิสภา ศรัทธาความดี’ ให้ ‘ร้านน้ำพริกนิตยา’ เหตุส่งเสริมพลังทางสังคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nam Prik Nittaya

วานนี้ (4 กุมภาพันธ์) ประชาสัมพันธ์วุฒิสภา (ส.ว.) ได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข่าว จากกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา นำโดย วัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ซึ่งลงพื้นที่ด้วยตัวเองเพื่อมอบโล่ ‘วุฒิสภา ศรัทธาความดี’ ให้กับร้านน้ำพริกนิตยา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

 

ซึ่งให้เหตุผลการรับรางวัลว่า ‘นิตยา ลักษณวิสิษฐ์’ เจ้าของร้านน้ำพริกนิตยา ร้านเก่าแก่เลื่องชื่อ ได้ส่งเสริมพลังทางสังคม ช่วยเหลือดูแลประชาชนในพื้นที่ และทำคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม นอกจากเรื่องความสามารถในการทำน้ำพริกแล้ว ยังเคยได้รับรางวัลชาวพุทธดีเด่น ผู้อุปถัมภ์กิจกรรมทางพระพุทธศาสนาประจำปี 2562 และรางวัลคนดีศรีแผ่นดิน ตามรอยธรรมราชา ประจำปี 2562

 

อีกทั้งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด ได้ทำน้ำพริกเพื่อสุขภาพมาขายเพื่อหารายได้ร่วมสร้างลานธรรมสำหรับปฏิบัติธรรมตามวัดต่างๆ ด้วย จึงได้มอบโล่ ‘วุฒิสภา ศรัทธาความดี’ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ร้านน้ำพริกนิตยา

 

อย่างไรก็ตามเมื่อช่วงปลายปี 2564 ร้านน้ำพริกนิตยา ย่านบางลำพู เคยตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เมื่อ ‘แขก คำ ผกา’ ไลฟ์รีวิวรายการอาหาร แต่กลับถูกเจ้าของร้านปฏิเสธไม่ให้เข้าร้าน สาเหตุเพราะไม่รู้รูปแบบรายการ ซึ่งเกิดความคิดเห็นสองมุมว่า หากไม่ต้อนรับจะตกลงให้ไลฟ์ทำไม ร้านนี้อาจไม่ต้อนรับคนเสื้อแดงหรือไม่ หรืออีกมุมที่มองว่าเป็นวิธีการปฏิเสธแบบสุภาพ

 

Nam Prik Nittaya

Nam Prik Nittaya

 

ภาพ: วุฒิสภา

The post มอบโล่ ‘วุฒิสภา ศรัทธาความดี’ ให้ ‘ร้านน้ำพริกนิตยา’ เหตุส่งเสริมพลังทางสังคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กล้าไหมที่จะลองเป็นคนตาบอดหรือหูหนวกสักครั้ง? ซื้อประสบการณ์เพื่อเข้าใจคนพิการกับ Dialogue SE https://thestandard.co/dialogue-social-enterprise/ https://thestandard.co/dialogue-social-enterprise/#respond Wed, 07 Feb 2018 05:48:41 +0000 https://thestandard.co/?p=68158

เราทุกคนรู้ว่าคนพิการทางสายตาและการได้ยินมีอุปสรรคต่างๆ […]

The post กล้าไหมที่จะลองเป็นคนตาบอดหรือหูหนวกสักครั้ง? ซื้อประสบการณ์เพื่อเข้าใจคนพิการกับ Dialogue SE appeared first on THE STANDARD.

]]>

เราทุกคนรู้ว่าคนพิการทางสายตาและการได้ยินมีอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตมากมาย แต่เรารู้จักและเข้าใจพวกเขาดีสักแค่ไหน

 

การช่วยจูงคนตาบอดข้ามถนนหรือเห็นคนใช้ภาษามืออาจจะทำให้เราเข้าถึงพวกเขาได้มากขึ้น แต่ถ้าเราได้ ‘ลอง’ เป็นพวกเขาสักครั้งล่ะ เราน่าจะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งกว่า

 

 

และนี่คือที่มาของ Dialogue Social Enterprise (DSE) กิจการเพื่อสังคมระดับโลกที่ ‘คิดต่าง’ ในการจำลองสถานการณ์ในชีวิตประจำวันจริงๆ ของคนพิการทางสายตาและทางการได้ยิน เพื่อให้เรารับรู้ เข้าใจ และลดช่องว่างระหว่างกัน เพื่อให้เราอยู่ในสังคมที่เท่าเทียมได้มากขึ้น

 

ก่อนจะเป็นกิจการเพื่อสังคมที่ขยายแฟรนไชส์ไป 40 ประเทศทั่วโลกและสร้างรายได้ 900,000 ยูโรต่อปี (ประมาณ 36 ล้านบาท – ข้อมูลปี 2016) DSE มีจุดกำเนิดจากความบังเอิญใน ค.ศ. 1985 เมื่อ แอนเดรียส ไฮเนคเก (Dr.Andreas Heinecke) นักข่าวชาวเยอรมันได้รับมอบหมายให้ดูแลเพื่อนใหม่ในทีม ซึ่งอยู่ในช่วงพักฟื้นหลังจากสูญเสียความสามารถในการมองเห็นจากอุบัติเหตุ เขาไม่รู้จะให้งานอะไรทำ เพราะไม่เคยทำงานร่วมกับคนตาบอดมาก่อน

 

 

การพบกันครั้งแรกทำให้แอนเดรียสเปลี่ยนทัศนคติเรื่องข้อจำกัด การปรับตัว และการดำรงชีวิตประจำวันของคนตาบอด เขาเคยคิดว่าการสูญเสียดวงตาคงเหมือนการสูญเสียคุณค่ายิ่งใหญ่ในชีวิตไป ชีวิตคงเศร้าและแย่มาก การกินข้าว รินกาแฟ เดินขึ้นบันไดคงเป็นความยากลำบาก แต่เมื่อพบกับเพื่อนในทีม ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม แอนเดรียสยอมรับว่าเขามีมายาคติของตนเอง ดูถูกความสามารถและความคิดบวกของคนพิการ

 

 

แอนเดรียสจึงนำบทเรียนดังกล่าวมาสร้างสถานการณ์จำลองในความมืด เพื่อให้คนอื่นลองทำความเข้าใจประสบการณ์ของคนที่มองไม่เห็น และเสนอไอเดียนี้เพื่อทำเป็นงานนิทรรศการ โดยเริ่มต้นที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ก่อนจะกลายเป็นนิทรรศการในความมืด Dialogue in the Dark ในปี 1992 ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม และนำไปจัดแสดงผ่านรูปแบบแฟรนไชส์ในหลายเมืองใหญ่

 

 

ในปัจจุบันเราสามารถพบเห็นนิทรรศการ Dialogue in the Dark ได้ 25 แห่งทั่วโลก เช่น เมลเบิร์น, เซี่ยงไฮ้, ฮ่องกง, โตเกียว, เวียนนา, มิลาน, บัวโนสไอเรส รวมถึงกรุงเทพฯ (ณ อาคารจามจุรีสแควร์ ปทุมวัน)

 

 

ผู้ชมของนิทรรศการ Dialogue in the Dark จะใช้เวลา 90 นาทีในสถานที่มืดสนิทที่จำลองเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันทั่วไป โดยจะใช้ไม้เท้าขาวที่คนตาบอดใช้เป็นตัวช่วยในการเดินทาง เช่น เข้าไปนั่งในร้านกาแฟ ข้ามถนน ลงเรือ เข้าสวนสาธารณะ ฯลฯ ซึ่งนิทรรศการในแต่ละประเทศจะมีการปรับให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นจริง ผู้ชมจะมีไกด์หรือคนนำทางเป็นคนพิการทางสายตา (ที่จะเดินในนิทรรศการได้คล่องแคล่วและเร็วกว่าคนสายตาปกติมาก)

 

 

นิทรรศการไม่เพียงสร้างความท้าทายเรื่องข้อจำกัดของการมองไม่เห็นเท่านั้น แต่ยังให้ความสนุกกับการกระตุ้นให้ผู้ชมใช้ประสาทสัมผัสด้านอื่นมากขึ้น เช่น การรับรู้ผ่านเสียง กลิ่น และสัมผัส

 

แนวคิดของนิทรรศการ Dialogue in the Dark ได้ขยายรูปแบบไปสู่การจัดเวิร์กช็อปให้กับองค์กรต่างๆ เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสาร ความเป็นผู้นำ และการทำงานเป็นทีม รวมไปถึงร้านอาหารในความมืด ในปี 2016 นิทรรศการนี้ต้อนรับผู้ชมประมาณ 590,000 คน จ้างงานคนพิการทางสายตากว่า 500 คน

 

 

ด้วยความสำเร็จของ Dialogue in the Dark บริษัทได้เพิ่มนิทรรศการ Dialogue in Silence นำเสนอโลกความเงียบสนิทเพื่อให้คนดูเข้าใจการใช้ชีวิตของคนพิการด้านการได้ยินและด้านการพูด ผู้ชมนิทรรศการจะใส่ที่ปิดหูแบบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ห้ามมีการพูดคุย และต้องผ่านสถานการณ์ที่ทำให้ต้องสื่อสารกันโดยไม่ใช้เสียง เช่น ใช้มือและสีหน้า

 

 

ไกด์ที่จะนำทางผู้ชมก็เป็นผู้พิการทางการพูดและการได้ยิน นิทรรศการนี้มีใน 5 เมืองทั่วโลก ได้แก่ เซี่ยงไฮ้, โตเกียว, ฮัมบูร์ก, โฮลอน และอิสตันบูล

 

 

และเมื่อเร็วๆ นี้ DSE ก็มีนิทรรศการใหม่ล่าสุดที่ออกมาเพื่อการสร้างความเข้าใจและรับมือกับความท้าทายของสังคมผู้สูงอายุที่กำลังเป็นกระแสสำคัญของโลก นิทรรศการ Dialogue with Time อยากให้คนดูยอมรับและเปิดใจรับความชรา ทำความคุ้นเคยกับอุปสรรคต่างๆ ที่มาพร้อมการเป็นผู้สูงอายุและเข้าใจสภาพร่างกายที่แปรเปลี่ยน ไกด์ของนิทรรศการเป็นผู้สูงอายุที่จะแบ่งปันเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของพวกเขากับผู้ชม นิทรรศการนี้จัดแสดงที่สิงคโปร์, ฮัมบูร์ก, โฮลอน และเซาเปาโล

 

ผู้ชมของ DSE ทั่วโลกมักพูดถึงประสบการณ์ผ่านนิทรรศการหรือเวิร์กช็อปขององค์กรว่า ‘น่าทึ่ง’ และเปลี่ยนมุมมองของพวกเขาต่อคนพิการ ทั้งด้านความสามารถ ความคิดบวก และการใช้ชีวิตของพวกเขาในแต่ละวัน

 

 

แอนเดรียสกล่าวว่า “ปัญหาใหญ่ไม่ใช่การที่พวกเราต้อง ‘บริการ’ คนพิการทางสายตามากขึ้น แต่คือการลดช่องว่างระหว่างคนที่ตาบอดกับคนที่ไม่ได้ตาบอด” ความเข้าใจที่ไม่มากพอ มายาคติ ความสงสารบางแบบที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาระยะยาว และการสร้างสังคมที่ไม่ได้คิดเผื่อคนพิการหรือคนมีข้อจำกัดอื่นๆ ทำให้พวกเขาไม่ได้ถูก ‘รวม’ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างแท้จริง

 

 

ในแง่ธุรกิจ โมเดลการทำนิทรรศการของแอนเดรียสอาจไม่มีอะไรซับซ้อน แต่เขาเชื่อว่าความ ‘คิดต่าง’ ของเขาทำให้สิ่งที่ดูเหมือนขายไม่ได้กลับขายได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนใครจะอยากซื้อประสบการณ์ความมืด หรืออยากจะจ้างงานคนพิการทางสายตา แต่เขาพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ มีคุณค่า และหาเงินได้ รวมทั้งสร้างคุณค่าทางสังคมให้คนเข้าใจปัญหานี้ได้ดีขึ้น

 

พร้อมๆ กับเปิดโอกาสในการทำงานแก่คนพิการเพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งนี่ล่ะที่จะช่วยลดช่องว่างระหว่างกัน และเปิดประตูสู่โอกาสอื่นๆ แก่พวกเขาต่อไปในสังคม

 

อ้างอิง:

The post กล้าไหมที่จะลองเป็นคนตาบอดหรือหูหนวกสักครั้ง? ซื้อประสบการณ์เพื่อเข้าใจคนพิการกับ Dialogue SE appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/dialogue-social-enterprise/feed/ 0