กาหลมหรทึก Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/กาหลมหรทึก/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 27 Apr 2022 08:24:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ย้อนรอย ‘กลบท’ และ ‘กลอักษร’ กลวิธีประกาศอารยะสยามผ่านรหัสลับที่ซ้อนทับในตัวหนังสือ https://thestandard.co/kahon-mahoratuk-poem/ https://thestandard.co/kahon-mahoratuk-poem/#respond Thu, 21 Jun 2018 07:54:10 +0000 https://thestandard.co/?p=99581

ท่ามกลางกระแสที่ออกมาย้ำว่าคนไทยยุค 4.0 อ่านหนังสือน้อย […]

The post ย้อนรอย ‘กลบท’ และ ‘กลอักษร’ กลวิธีประกาศอารยะสยามผ่านรหัสลับที่ซ้อนทับในตัวหนังสือ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่ามกลางกระแสที่ออกมาย้ำว่าคนไทยยุค 4.0 อ่านหนังสือน้อยลงจนเหลือเพียงไม่กี่บรรทัดต่อวัน การนำบทประพันธ์ที่ใช้หลักการแต่งร้อยกรองโบราณในการดำเนินเรื่องมาสร้างเป็นละครภาคค่ำนับเป็นความสุ่มเสี่ยงมากนัก แต่ก็ต้องขอบคุณความสุ่มเสี่ยงที่ทำให้วงการภาษาไทยได้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะชมรมกวี นักเลงกลอน ที่ต่างตั้งวงถกเรื่องรหัสลับจาก ‘กลบท’ และ ‘กลอักษร’ กันในวงกว้าง ซึ่งกลบทและกลอักษรดังกล่าวเป็นกลด้านภาษาที่มีก่อนกรุงศรีอยุธยา และกลับมาสู่หน้าประวัติศาสตร์อีกครั้งผ่านละคร ‘กาหลมหรทึก’ (อ่านสกู๊ปตามรอยสถานที่จริงกาหลมหรทึกได้ที่นี่) และ ‘หนึ่งด้าวฟ้าเดียว’ ซึ่งต่างก็ใช้การแปลงอักษร บอกใบ้รหัสลงในคำกลอนเชื่อมโยงไปสู่ความลับที่ตัวละครได้ซ่อนไว้

 

จากละครสู่การตามหากลภาษาที่ใกล้สูญหาย

ใน กาหลมหรทึก นั้น ปราปต์ ผู้ประพันธ์เลือกใช้ กลโคลงพรหมภักตร์ ในการบอกใบ้เหตุฆาตรกรรมต่อเนื่อง และใช้การถอน* กลอนเป็นเครื่องนำทางการสืบสวนหาตัวผู้ร้าย ส่วนใน หนึ่งด้าวฟ้าเดียว ได้ดำเนินเรื่องย้อนไปในสมัยอยุธยาตอนปลาย โดย วรรณวรรธน์ ผู้ประพันธ์ได้ใช้กลอักษรเขียนเป็นสารลับที่คนไทยผู้ทรยศชาติใช้ส่งข่าวแก่อังวะ พร้อมกันนั้นยังได้ขนกระบวนกลอักษรและกลบทสุดพิสดารมาให้ผู้ชมได้ตื่นเต้นไปกับความอัจฉริยะของกวีไทยในอดีต ไม่ว่าจะเป็น ไทหลง ไทนับ 3 ตะเข็บไต่ขอน กบเต้นกลางสะบัว งูกลืนหาง ดาวล้อมเดือน ฯลฯ

 

กลบทและกลอักษรที่กล่าวมาเป็นพัฒนาการด้านภาษาที่ถูกเขียนผ่านบทร้อยกรอง ไม่ว่าจะเป็นโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย โดยกลบทและกลอักษรส่วนหนึ่งถูกบันทึกอยู่ในสมุดไทยเรื่อง จินดามณี และ สิริวิบุลกิติ ซึ่งแต่งขึ้นตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา แบบที่อ่านง่ายและถอนรหัสง่ายที่สุดเห็นจะเป็นประเภทใส่สัมผัสในอันแพรวพราวแบบที่สุนทรภู่ชอบใช้ ขยับขั้นความยากขึ้นมาเป็นการซ้ำคำ ซ่อนคำ ซ่อนเงื่อนไข ซ่อนวิธีการอ่าน บ้างแปลงสาร บ้างก็ซ่อนอยู่ในรูปภาพในสมุดไทยดำ ไม่รวมอักษรเลขที่ใช้เลขแทนตัวอักษร ซึ่งมักถูกใช้เป็นสารลับยามศึกสงคราม

 

ตัวอย่างกลโคลงซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบของกลอักษร

 

ดร.เสาวณิต วิงวอน ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณคดีไทย ได้ให้ความเห็นถึงรากแห่งกลบท กลอักษรว่าสามารถเชื่อมโยงได้ถึงกรุงสุโขทัย เพราะสิ่งใดก็ตามที่ถูกบันทึกอยู่ในจินดามณีแปลว่าต้องมีก่อนหน้านั้นอีกทั้ง ลิลิตยวนพ่าย ที่แต่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งตรงกับสมัยอยุธยาตอนต้นนั้น ก็พบกวีนิพนธ์ประเภทกลบทถึง 7 ประเภทด้วยกัน

                

จินดามณี คือการรวบรวมสิ่งที่ใช้ สิ่งที่สอน หรือเห็นอยู่เป็นประจำ และหนึ่งในนั้นก็คือ กลบท กลอักษร ถามว่าต่างกันอย่างไร กลบทเป็นเพียงการเล่นเสียง พลิกแพลงคำ มีสัมผัสแพรวพราว ซ้ำคำหน้า ซ้ำคำกลาง เพิ่มการบังคับในคำกลอนให้มากกว่าเอก 7 โท 4 แต่ไม่ได้ซ่อนอะไรไว้ ส่วนกลอักษรจะมีการซ่อนกล ซ่อนคำ ซ่อนวิธีอ่าน ใช้รหัสแทนกัน วางคำไว้ในภาพวาด บางทีผู้แต่งก็มีคีย์ให้ถอน หลายครั้งก็ไม่ได้บอกไว้ต้องเดาจากชื่อ เช่น พรหมภักตร์ ก็พอเดาได้ว่าต้องอ่านเป็น 4 ทิศ ตะเข็บไต่ขอนก็ต้องสังเกตเท้าตะเข็บว่าเดินอย่างไร แต่ถ้าถอนไม่ได้จริงๆ การจำผังคำบังคับ ครุ ลหุ ของกลอนแต่ละประเภทก็เป็นสิ่งที่พอจะช่วยได้”

 

แผ่นจารึกเรื่องกลบท กลอักษร ภายในพระระเบียงรอบพระอุโบสถวัดโพธิ์ ซึ่งมีให้ชมทั้งพระระเบียงชั้นในและชั้นนอก

 

เปิดกรุกลบทวัดโพธิ์ หนึ่งในมรดกความทรงจำโลกที่ต้องชม      

เมื่อถามถึงกลบทสุดพิสดารที่เคยเจอมา ดร.เสาวณิต บอกว่ายกให้กับเรื่อง กามนิต ในบท 5 ที่กามนิตเขียนกลอนถึงวาสิฏฐี ซึ่งในหนึ่งบทสามารถอ่านได้หลายแบบ แต่ละแบบให้ความหมายต่างกัน เช่น เมื่ออ่านเรียงจากบนลงล่างแปลว่า ‘ใจไปอยู่กับนาง’ แต่ถ้าอ่านจากล่างขึ้นบนแปลว่า ‘ข้าพเจ้าน่าจะมีความหวัง’

 

นอกจากนี้ยังมีท่อนหนึ่งจาก กุลาตีไม้ ที่บทเดียวกันสามารถแบ่งวรรคการอ่านได้ทั้งกาพย์และโคลงอย่างถูกต้องตามฉันทลักษณ์ ส่วนกลอักษรที่ใส่กลการเขียนและการอ่านลงไปนั้น ปัจจุบันมีบันทึกไว้บนศิลาจารึกวัดโพธิ์ หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้ประชุมจารึกวัดโพธิ์เหล่านี้เป็น 1 ใน 5 มรดกแห่งความทรงจำโลกบนผืนแผ่นดินไทย

 

(รูปบนและล่าง) กลอักษรที่จารึกไว้ในวัดโพธิ์

 

“นับว่าเป็นพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมกลบท กลอักษรเหล่านี้ ซึ่งที่วัดโพธิ์มีมากถึง 50 ชนิด ไม่รวมที่อาจสูญหายไปในแต่ละยุคสมัยที่มีการซ่อมแซมวัด ต้องย้อนไปก่อนว่ากลบท กลอักษรเป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่ง กวีทั่วไปก็แต่งไม่ได้ ต้องเป็นปราชญ์ คนที่มีภูมิซึ่งเขาแต่งขึ้นเพื่อมาลองภูมิกัน ซึ่งการที่ผู้คนจะคิดกลอักษร กลบทได้ มีนัยว่าบ้านเมืองนั้นๆ ต้องสงบสุข ผู้คนมีกินมีใช้จนมีเวลาเหลือเฟือที่จะใส่ใจในวรรณศิลป์ คล้ายกับเป็นการประกาศศักดาอารยะอย่างหนึ่งว่า ประเทศเราเหลือกินเหลือใช้ เลยมีเวลาแสดงสิ่งสุนทรีย์อย่างนี้ได้ ดังนั้นจารึกเหล่านี้แม้จะเป็นร้อยกรองแต่เป็นการปูรากฐานอย่างมั่นคงไปสู่นโยบายการต่างประเทศในรัชกาลต่อมา”

 

ตัวอย่างกลโคลงจักรราษี

 

กลโคลงจาตุรทิศที่แยกแต่ละวรรคของกลอนไปตามทิศต่างๆ

 

กลโคลงดาวล้อมเดือนที่ซ้ำคำว่า ‘ผล’ เป็นคำต้น คล้ายเดือนที่ล้อมด้วยหมู่ดาว ถอนความได้ว่า

ผลบุญบุญเกื้อกอบ     ยศศักดิ์

ผลบาปบาปคงชัก     ชั่วให้

ผลสัตย์สัตย์ประจักษ์     คุณแน่ นาพ่อ

ผลเท็จเท็จโทษได้     เที่ยงแท้แก่ตน

 

กลโคลงประดิดนักเลงที่ต้องถอนโดยใช้ตาราง ดวด* 2 ตารางมาทับซ้อนกันแล้วนำคำที่อยู่ตรงกลางมาเสริม ถอนความได้ว่า

ตรีขึ้นหนึ่งแต้ม     ตามหงาย

ทแกล้วนายหนึ่งนั่งนาย     หนึ่งข้าม

ดวดไต่ล่างแดนกราย     หนึ่งเท้ นานา

ปากซังหนึ่งพาดผานห้าม     ฝ่ายหนึ่งคุมซัง

 

ดร.เสาวณิต ย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาด้านภาษาที่มีผลต่อการเมืองอย่างแยบยล และถ้าใครอยากรู้ว่ากลบท และกลอักษรที่จารึกไว้ที่วัดโพธิ์มีความสลับซ้อนเพียงใด สามารถไปชมได้บริเวณพระระเบียงทั้ง 4 ทิศรอบพระอุโบสถ โดยจารึกทั้งหมดถูกฝังไว้บนเสาระเบียงทุกต้น แน่นอนว่ากลโคลงพรหมภักตร์ที่จุดประกายให้เกิดนิยายกาหลมหรทึก รวมทั้งกลอักษรในหนึ่งด้าวฟ้าเดียวก็ปรากฏอยู่ที่นี่เช่นกัน

 

ปัจจุบันผู้ที่สามารถถอนกลภาษาบนจารึกวัดโพธิ์ได้มีเพียงไม่กี่คนในประเทศไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร นักสถิติและผู้เชี่ยวชาญด้านจารึกวัย 99 ปี ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ เคยเขียนไว้ในหนังสือ จารึกกับประวัติศาสตร์ศิลป์ ถึงเคล็ดลับในการอ่านกลบท กลอักษรว่าจะต้องใช้ระบบสมมาตร ถ้าอ่านเวียนขวาเป็นหอยก็ต้องอ่านเวียนขวาทั้งหมด บางบทต้องเดินเป็นหมากรุก ซึ่งแปลได้ว่าคนที่มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์จะสามารถถอดกลบท กลอักษรเหล่านี้ได้รวดเร็วกว่านักภาษาศาสตร์เสียอีก

 

 

นอกจากจารึกวัดโพธิ์แล้ว กลบท กลอักษร ของไทยยังไปไกลถึงต่างแดน เช่นที่ห้องสมุดแห่งรัฐบาวาเรียประเทศเยอรมนี ได้เก็บรักษาสมุดไทยดำที่มีกลโคลงภาพที่สวยงามและซับซ้อน ประกอบด้วยกลโคลงภาพ 54 โคลง และกลโคลงอักษร 31 โคลง ซึ่งถอดความได้ยากนัก แต่ที่ยากไปกว่าการถอดกลโคลงภาพทั้งหมดให้ได้ใจความครบสมบูรณ์ก็คือการตามหากวีเอกแห่งรัตนโกสินทร์ที่จะเป็นผู้ชุบชีวิตให้ภูมิปัญญาด้านอักษรศาสตร์ของไทยอย่างกลบท กลอักษร กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง

 

กลอักษรที่เก็บไว้ในห้องสมุดแห่งรัฐบาวาเรีย

Photo: World Digital Library

The post ย้อนรอย ‘กลบท’ และ ‘กลอักษร’ กลวิธีประกาศอารยะสยามผ่านรหัสลับที่ซ้อนทับในตัวหนังสือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/kahon-mahoratuk-poem/feed/ 0
ตามรอย ‘กาหลมหรทึก’ สู่สถานที่จริงคดีฆาตกรรมรอยสัก จากตรอกศาลาต้นจันทน์ถึงวัดโพธิ์ https://thestandard.co/kahonmahoratuk-real-location/ https://thestandard.co/kahonmahoratuk-real-location/#respond Mon, 26 Feb 2018 09:54:36 +0000 https://thestandard.co/?p=73298

**บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาของหนังสือ, ซีรีส์**   วั […]

The post ตามรอย ‘กาหลมหรทึก’ สู่สถานที่จริงคดีฆาตกรรมรอยสัก จากตรอกศาลาต้นจันทน์ถึงวัดโพธิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

**บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาของหนังสือ, ซีรีส์**

 

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ละครเรื่อง กาหลมหรทึก ได้ออกอากาศฉายเป็นตอนแรก โดยเป็นเรื่องราวที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายสืบสวนสอบสวนในชื่อเดียวกัน ของ ปราปต์-ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์ เจ้าของหนังสือที่ได้รับรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด เมื่อ พ.ศ. 2557 ความน่าทึ่งของนิยายเล่มนี้คือ ผู้เขียนเลือกนำวรรณคดีโบราณอย่าง โคลงกลแบบที่น้อยคนจะรู้จักมาแต่งขึ้นใหม่ และเลือกสรรคำไทยมาสร้างปริศนา และเงื่อนปมที่ร้อยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ไทยเข้าด้วยกัน ความซับซ้อนทำให้ผู้อ่านต้องลุ้นไปกับเหตุการณ์ตลอดเวลาราวกับกำลังอ่านนิยายของ แดน บราวน์ และทำให้เกิดปรากฏการณ์จากนิยายที่เหล่าผู้อ่านหยิบโคลงกลอนมาแข่งขันอ่านทำนองเสนาะกันมาแล้ว

 

THE STANDARD มีโอกาสได้พูดคุยกับปราปต์ ในครั้งแรกเป็นบทสนทนาถึงภูมิหลังและตัวตนของเขาบนเส้นทางสายน้ำหมึก (ย้อนอ่านได้ที่ thestandard.co/prapt-chairat-pipitpatanaprapt) ส่วนการพบกันครั้งนี้ เป็นการร่วมเดินทางตามรอยประวัติศาสตร์ พร้อมกับฟังปราปต์เล่าถึงที่มาของการผูกเรื่องของคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในเมืองกรุง แน่นอนว่า แค่เล่าให้ฟังคงไม่ได้อรรถรสเท่ากับพาเราไปดูสถานที่เกิดเหตุตามท้องเรื่องจริง ซึ่งก็คือ เขตธนบุรี และเขตพระนคร นี่เอง

 

 

ระหว่างการเดินไปยังสถานที่แรก ท่ามกลางแสงแดดอันแผดจ้า ปราปต์ในเสื้อยืดสีดำ ด้านหลังสกรีนกลโคลงพรหมภักตร์ หนึ่งในโคลงประเภทกลแบบที่จารึกอยู่ในวัดโพธิ์ เริ่มต้นเล่าถึงกระบวนการคิดเรื่องในช่วงแรกให้ฟังว่า ตอนที่ได้พล็อตโคลงกลแบบจากวัดโพธิ์ ที่นำคำมาจัดวางให้เป็นรูปต่างๆ ได้แล้ว เขาก็ลองประดิษฐ์ขึ้นเองบ้าง โดยเลือกทำเป็นรูปห้าเหลี่ยม  

 

ต่อมา ก็ต้องคิดหาคำใบ้ (clue) หรือปมปริศนา เพื่อเชื่อมโยงคำโคลงให้เป็นร่องรอยที่ตำรวจจะใช้ในการสืบสวนคดี ระหว่างค้นข้อมูลประวัติศาสตร์ไทย ปราปต์พบว่า ครั้งหนึ่งรัฐบาลเคยออกนโยบายเปลี่ยนแปลงวิธีการเขียนตัวหนังสือไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเรียกกันว่า ยุคอักขรวิบัติ* ในช่วง พ.ศ. 2485-2487 เป็นความมุ่งหมายที่จะลดการใช้ตัวสะกดและสระของพยัญชนะไทยที่ซ้ำซ้อนกันอยู่ให้เหลือเพียงตัวเดียว

 

“สมมติคำว่า สงฆ์ ก็เป็น สงค์ หากใช้แบบนี้ ความหมายมันก็เปลี่ยน ถ้าคนไม่รู้มาเจอ มันก็จะเป็นการหลอกอีกแบบหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่ามุกนี้มันเอามาใช้ได้”

 

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ปราปต์เลือกจะเขียนเรื่องราวของคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง กาหลมหรทึก ขึ้นในช่วง 70 กว่าปีก่อน

 

เมื่อได้ทั้งแกนเรื่องและช่วงเวลา สุดท้ายคือ การสร้างฉากฆาตกรรม “เราอยากได้สถานที่ให้เหมือนกับนิยาย The Da Vinci Code เลย จึงต้องไปสถานที่จริงๆ คือสมัยนี้มันมี Google Maps แล้วก็จะง่ายหน่อย เราปรินต์แผนที่ แล้วหันตัวห้าเหลี่ยมของเราไปมาว่ามีสถานที่ไหนน่าสนใจบ้าง เมื่อเราได้ตรงนี้ มันก็มีเรื่องราวที่สามารถฉีกกันได้ คือ 5 มุมนี้ไม่ควรจะเหมือนกัน เหยื่อแต่ละตัวก็ไม่ควรจะซ้ำกัน”

 

แผนที่รูปห้าเหลี่ยม กาหลมหรทึก

Photo: แพรวสำนักพิมพ์

 

จุดเริ่มต้น ตรอกศาลาต้นจันทน์

ปราปต์พาเรามาถึง ตรอกศาลาต้นจันทน์ ในย่านวังหลัง ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดระฆังโฆสิตาราม ตัวศาลามีลักษณะคล้ายเรือนไทยจำลองยกพื้นอยู่ใต้ต้นไม้ขนาดย่อส่วน ภายในมีพระรูปสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ศาลานี้ชาวบ้านได้รวบรวมทุนสร้างใหม่ขึ้นในช่วงที่มีการขยายถนนอรุณอมรินทร์ แทนศาลศาลาต้นจันทน์ของเดิมที่มีอายุกว่าร้อยปี ในอดีตชาวบ้านย่านวังหลังจะใช้ศาลาต้นจันทน์ เป็นศาลาอเนกประสงค์ประกอบงานพิธีต่างๆ เช่น ทำบุญประจำปี หรือทำบุญวันสงกรานต์ หรือนิมนต์พระมาเทศน์ให้ชาวบ้านฟัง ปัจจุบันศาลาต้นจันทน์ขนาดย่อมนี้เป็นที่กราบไหว้สักการะบูชาของคนในชุมชน

 

ถัดจากศาลจะมีตรอกแคบๆ ตรอกหนึ่ง ปราปต์ได้เลือกตรอกแห่งนี้เป็นที่ตั้งของบ้านนางเรือน แม่ค้าขายดอกไม้และเครื่องบูชาสักการะที่หน้าวัดระฆังฯ ทั้งยังใช้เป็นสถานที่เกิดเหตุคดีเด็กหญิงวาด ลูกสาวของเธอ ปราปต์เล่าถึงการเลือกสถานที่นี้ให้ฟังว่า

 

“ตอนที่วางจุดแผนที่ลงไป สถานที่จริงคือ ตำหนักแดง ที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ผมก็เลยเลี่ยงเปลี่ยนมาเป็นตรอกศาลาต้นจันทน์แทน ซึ่งทีแรกเราไม่ได้รู้ถึงขนาดว่าตรอกมีสภาพเป็นอย่างไร ก็อาศัยเข้าไปเดินดูเอา และถึงแม้สถานที่จริงมันจะเปลี่ยนไปหมดแล้ว แต่ก็มีกลิ่นอายบางอย่างที่ทำให้เราจินตนาการต่อได้ แล้วก็เห็นภาพแม่ค้าขายของที่ใช้แก้บน เราก็หยิบมาเขียนเป็นเรื่องของนางเรือน”

 

 

ศาลเจ้าเกียนอันเกง

เราเดินออกจากท่าเรือวัดกัลยาณมิตรฯ มาตามทางเล็กแคบริมแม่น้ำฝั่งขวามือ พลางมองดูวิวเรือลำใหญ่ที่แล่นมาตามลำน้ำไปมาพักหนึ่ง ก็มาเจอกับเสาสีแดงที่แขวนป้ายตัวหนังสือภาษาจีนและไทยว่า ศาลเจ้าเกียนอันเกง หรือศาลเจ้าแม่กวนอิม บริเวณโดยรอบเงียบสงัด มีเพียงชาวบ้านคนสองคนกำลังไหว้เจ้าอยู่ภายในศาล ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมปราปต์ถึงเขียนให้สถานที่นี้เป็นศาลเจ้าร้าง ฉากสำคัญของเรื่องอีกแห่ง

 

แม้ประวัติศาสตร์จะบอกไว้ว่า สมัยที่ผู้คนยังเดินทางด้วยเรือเป็นหลัก พื้นที่แถบนี้คึกคักมาก เพราะเป็นที่อยู่ของชุมชนกุฎีจีน ชุมชนชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสที่มาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงก่อตั้งกรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2310 จนเมื่อมีการทำถนนอรุณอมรินทร์ตัดผ่าน วัฒนธรรมเก่าๆ 200 กว่าปีก็ผันผ่านไป คงเหลือเพียงร่องรอยทางศิลปะพุทธ คริสต์ อิสลาม ผ่านงานไม้แกะสลักและภาพจิตรกรรมฝาผนังของตัวศาลเจ้า โดยชาวจีนฮกเกี้ยนที่ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาเป็นผู้สร้างขึ้น กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทางสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มอบรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น เมื่อ พ.ศ. 2511

  

 

ชุมชนกุฎีจีน

ปราปต์พาเราเดินลัดเลาะตามซอยจากศาลเจ้าเกียนอันเกงมาอ้อมด้านหลังโบสถ์ซางตาครู้ส ก็มาถึงชุมชนกุฎีจีน หรือพื้นที่ของชุมชนคนไทยเชื้อสายโปรตุเกสที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อคราวการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 แต่ปัจจุบันเราไม่ได้เห็นชาวบ้านที่มีหน้าตาเค้าโครงอย่างคนตะวันตกอีกแล้ว คงเหลือแต่เพียงขนมฝรั่งกุฎีจีน ที่เรากำลังยืนมองชาวบ้านกำลังทำขนมอยู่นี้

 

ขนมโบราณที่มีต้นตำรับจากชาติโปรตุเกสนี้ ผสมผสานกับหน้าขนมแบบจีนด้วยการโรยลูกเกด หรือลูกพลับ แต่หลักใหญ่ใจความของปราปต์นอกจากการทำขนม คือการพาเรามาดูเตาอั้งโล่ที่ใช้ทำขนม ซึ่งในหนังสือถูกใช้เป็นอุปกรณ์ในที่เกิดเหตุในคดีของนายผดุงศักดิ์ ที่ร้านขนมบ้านเนื่องนวล แถวแพร่งนรา เขตพระนคร แต่เนื่องจากย่านสามแพร่งในปัจจุบันไม่มีการทำขนมด้วยวิธีโบราณแบบนี้แล้ว เหลือเพียงที่นี่ให้ได้ดูวิธีการอบขนมชนิดนี้เท่านั้น

 

   

 

กุฏิ 11 วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

เป็นเรื่องแปลกที่แทนที่เรามาถึงวัดประยุรฯ หรือวัดรั้วเหล็ก จะได้เข้าไปในอุโบสถเพื่อสักการะพระพุทธรูป แวะชมพระบรมธาตุมหาเจดีย์ เจดีย์สีขาวขนาดมหึมาแบบลังกาวงศ์องค์แรกในสมัยรัตนโกสินทร์ หรือพักผ่อนหย่อนใจให้อาหารเต่าที่เขามอ ภูเขาจำลองที่ก่อด้วยศิลาบริเวณสระน้ำหน้าวัด แต่ครั้งนี้เรากลับมายืนอยู่หน้าประตูกุฏิ 11 เขตสังฆาวาส ที่พำนักของพระสงฆ์ ทากำแพงสีเหลืองสดตลอดแนว ซึ่งในหนังสือ กุฏิที่นี่เป็นสถานที่พำนักของ พระมหาสุชีพ จิตฺตทนฺโต คดีรอยสักคำปริศนาลำดับที่ 2

 

ในอดีต การสร้างกุฏิวัดจะสร้างให้พระสงฆ์พำนักอยู่เพียงรูปเดียว แต่ปัจจุบันจะสร้างให้พระอยู่ร่วมกันเป็นคณะ โดยเรียกว่า กุฏิ 1 กุฏิ 2 ซึ่งอาคารแบบนี้ยังพบเห็นได้ในวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ หรือวัดโพธิ์

 

 

ย่านสามแพร่ง

เรานั่งรถต่อมาจากถนนประชาธิปก เขตธนบุรี มาสู่ถนนอัษฎางค์ เขตพระนคร เพื่อมาแวะย่านสามแพร่ง อันเป็นย่านวังเดิม ซึ่งตั้งชื่อตามพระโอรสในรัชกาลที่ 4 คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ (แพร่งนรา) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ (แพร่งภูธร) และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ (แพร่งสรรพศาสตร์)

 

ในอดีต วังของถนนแพร่งนราได้มีการทำถนนและสร้างตึกแถวในช่วงการจัดสร้างโรงละครปรีดาลัย ส่วนวังบริเวณแพร่งภูธรและแพร่งสรรพศาสตร์ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ​ รับซื้อที่ดิน และรื้อสร้างวังเดิมให้มีถนนตัดผ่านกลางและสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ตึกแถวสองชั้นทรงชิโน-โปรตุกีส กรอบหน้าต่างและประตูบานเฟี้ยมทาสีเขียว ย่านสามแพร่งจึงกลายเป็นย่านธุรกิจสำคัญในพระนคร ที่มีข้าราชการทั้งชาวจีนและฝรั่งมาอาศัยอยู่บริเวณนี้กันมาก ในขณะที่ปัจจุบันกลายเป็นย่านของอร่อยและการจัดเทศกาลศิลปะ

 

ปราปต์เลือกให้ย่านสามแพร่งเป็นที่ตั้งของร้านขายขนมฝรั่งกุฎีจีนตระกูลเนื่องนวล สถานที่เกิดเหตุคดีนายผดุงศักดิ์ ซึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลกันจากย่านสามแพร่งคือ วัดมหรรณพาราม และโรงเรียนมหรรณพาราม โรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรแห่งแรกที่ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2427 ในหนังสือ โรงเรียนนี้คือสถานที่สอนหนังสือของนายพงษ์ศรี น้องชายต่างแม่ของนายผดุงศักดิ์ และมีใจปฏิพัทธ์ต่อนางวิไล ลูกสาวร้านขนมเนื่องนวล ซึ่งบ้านของเขาก็อยู่ตรงข้ามวัดนี่เอง

 

 

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

เดินออกด้านหลังของย่านสามแพร่ง ปราปต์พาเราเดินผ่านอาคารกระทรวงกลาโหม และสวนสราญรมย์ ก็จะมาถึงวัดโพธิ์ หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม สถานที่ที่เป็นแกนหลักของเรื่องทั้งหมด และเป็นจุดศูนย์กลางของแผนที่รูปห้าเหลี่ยม  

 

ขณะเก็บข้อมูล ปราปต์ต้องเดินดูคำโคลงรูปแบบต่างๆ ที่จารึกอยู่บนแผ่นหินอ่อนตามเสาพระระเบียงรอบพระอุโบสถทีละแผ่นๆ ซึ่งมีรูปแบบคำประพันธ์มากมาย เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้มีพระราชประสงค์บูรณะวัดแห่งนี้ให้เป็นแหล่งรวมสรรพตำรา วิทยาการความรู้ต่างๆ ถึง 1,440 แผ่น อันเป็นที่มาของสมญานามมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ

 

ในหมวดความรู้วรรณคดีไทย พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตรวบรวมและเขียนขึ้นใหม่ ทั้งคำประพันธ์ในรูปแบบโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และร่าย รวมถึงสุภาษิต และวรรณคดีเรื่องโคลงโลกนิติ และกฤษณาสอนน้องคำฉันท์  

 

 

กลโคลงห้าเหลี่ยม คือปริศนาคำโคลงที่เหล่าสารวัตรใน กาหลมหรทึก จะต้องรวบรวมคำจากรอยสักบนตัวผู้ตายเพื่อนำมาสู่การไขปริศนาคดีและเข้าใกล้ตัวผู้ร้าย ซึ่งปราปต์ก็ได้ลองให้เราเดินไล่อ่านจารึกไปทีละเสาๆ เพื่อตามหากลโคลงต้นแบบที่ปราปต์นำมาใช้สร้างกลโคลงห้าเหลี่ยม ใช้เวลาพักหนึ่ง ก็เจอกับจารึก กลโคลงพรหมภักตร์ ที่บริเวณพระระเบียงพระอุโบสถชั้นนอกฝั่งทิศใต้ ประตูที่ 1

 

กลโคลงพรหมภักตร์เป็นหนึ่งในรูปแบบคำประพันธ์ที่เรียกว่า กลแบบ ซึ่งกวีจะวางคำของโคลงในรูปแบบต่างๆ เช่น รูปพญานาค ดอกบัว รูปยันต์ หรือใช้เส้นลากคำไปมาให้ดูงงงวยอ่านยาก คนไขโคลงได้ถูกต้องจะต้องรู้เท่าทันทั้งรูปแบบฉันทลักษณ์และการบังคับเสียงวรรณยุกต์ อันเป็นการประลองปฏิภาณคนอ่านกับกวี ดังเช่นโคลงชนิดนี้ที่จะต้องใช้วิธีอ่านและการบังคับเสียงวรรณยุกต์เอก โท แบบโคลงสี่สุภาพ โดยยึดคำว่า เรียม เป็นคำเริ่มต้นของทุกบาท ก็จะอ่านได้ว่า

 

          “เรียมหวาดขวันหวั่นว้า     หวาดขวัน

  เรียมโศกศร้อยสุดศัลย              โศกศร้อย

 เรียมจิตรครากเจ็บครัน               จิตรคราก

                 เรียมทุกข์ร้อนยิ่งร้อย                 ทุกข์ร้อนหวาดขวัน”

 

เมื่ออ่านกลโคลงนี้ได้ ก็ลองนำไปถอดกลโคลงห้าเหลี่ยมของปราปต์ดู ใครถอดได้ก็ถือว่าเข้าถึงการอ่านหนังสือเล่มนี้ได้อย่างลึกซึ้ง

 

แต่สำหรับใครที่ไม่ถนัดการอ่านคำประพันธ์ ก็ลองลุกออกจากหน้ากระดาษ​ และใช้วิธีตามรอยไปยังสถานที่จริงดังเช่นที่ปราปต์พาเรามาวันนี้ อาจทำให้เราได้มองเรื่องราวในนิยายต่างออกไป รวมถึงมองสถานที่จริงเหล่านั้นด้วยสายตาแบบใหม่ อันเป็นเสน่ห์ที่นิยายสืบสวนสอบสวนของไทยเล่มนี้มอบให้แก่ผู้อ่าน

The post ตามรอย ‘กาหลมหรทึก’ สู่สถานที่จริงคดีฆาตกรรมรอยสัก จากตรอกศาลาต้นจันทน์ถึงวัดโพธิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/kahonmahoratuk-real-location/feed/ 0
ช่อง ONE 31 เซ็นเป็นพันธมิตรกับ LINE TV หลังยอดชมมากกว่า 1.5 พันล้านครั้ง บอย ถกลเกียรติ เชื่อทีวีไม่ตาย https://thestandard.co/one-31-x-line-tv-exclusive-rerun/ https://thestandard.co/one-31-x-line-tv-exclusive-rerun/#respond Mon, 12 Feb 2018 09:52:35 +0000 https://thestandard.co/?p=69635

ช่อง ONE 31 ประกาศเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกับ […]

The post ช่อง ONE 31 เซ็นเป็นพันธมิตรกับ LINE TV หลังยอดชมมากกว่า 1.5 พันล้านครั้ง บอย ถกลเกียรติ เชื่อทีวีไม่ตาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ช่อง ONE 31 ประกาศเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกับ LINE TV ด้านการผลิตและรีรันคอนเทนต์ออนไลน์อย่างเป็นทางการ 1 ปี เผยว่าปีที่ผ่านมา เป็นต่อ Uncensored Pool Party พี่ไม่ลืม เป็นออริจินัลคอนเทนต์ที่มียอดวิวสูงสุดอันดับ 1 แตะหลัก 70 ล้านวิว ด้านถกลเกียรติ วีรวรรณ เชื่อ ออนไลน์ไม่ได้ฆ่าทีวี แต่ช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน

 

 

วันนี้ (12 ก.พ.) ช่อง ONE 31 ได้ประกาศความร่วมมือกับ LINE TV ภายใต้การบริหารของ LINE ประเทศไทย เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ 1 ปี ร่วมกันผลิตออริจินัลคอนเทนต์และเป็นแพลตฟอร์ม Exclusive Rerun เจ้าหลักที่พร้อมออนแอร์คอนเทนต์แม่เหล็กทั้งซีรีส์และละครของ ONE 31 ลงช่องทางออนไลน์แต่เพียงผู้เดียวในระยะเวลา 30 วัน (ละครและซีรีส์ทุกเรื่องจะรีรันใน LINE TV เท่านั้น) โดยจะอัปโหลดให้ชมคอนเทนต์รีรันทันทีหลังออนแอร์จบ 2 ชั่วโมง

 

ช่อง ONE 31 ยังเปิดเผยอีกด้วยว่า ในปี 2017 ที่ผ่านมาช่อง ONE 31 เป็นช่องทีวีดิจิทัลที่มีอัตราการเติบโตของเรตติ้งสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยที่ 32.6% (TV Rating Growth 2017) มียอดคนดูเฉลี่ย 4.3 ล้านคนต่อนาที ตามมาด้วยช่อง 8 (32.6%), Workpoint 23 (30.9%) และ MONO 29 (19.5%)

 

 

ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ช่อง ONE 31 กล่าวว่า ช่องโทรทัศน์และสื่อออนไลน์จะเข้ามาช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันมากกว่าการที่ออนไลน์จะเข้ามาฆ่าทีวีเหมือนที่หลายๆ ฝ่ายเคยตั้งข้อสังเกต “2-3 ปีที่ผ่านมาผมเจอคำถามว่า ‘สถานีโทรทัศน์กำลังจะตายหรือเปล่า’ เป็นประจำ เพราะคนดูทีวีน้อยลงและหันมาใช้สื่อโซเชียลมีเดียกันเยอะขึ้น แต่จริงๆ แล้วทีวีไม่ตายครับ ตายไม่ได้ ประเด็นก็คือทีวีจะร่วมมือหรือใช้โซเชียลมีเดียอย่างไรให้ทั้งสองแพลตฟอร์มเติบโตไปด้วยกัน ซึ่งมันก็เป็นที่มาของความร่วมมือในวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่อง ONE 31 เติบโตมาได้ถึงวันนี้ก็เพราะมีพาร์ตเนอร์ที่ดี ซึ่ง LINE TV ก็ถือเป็นพาร์ตเนอร์ที่ประสบความสำเร็จมากๆ ของเรา”

 

ถกลเกียรติยกเคสตัวอย่างการเสริม awareness ระหว่างการรับชมทีวีออฟไลน์และการชมคอนเทนต์บน LINE TV ที่น่าสนใจด้วยละครเรื่อง ล่า มาเป็นกรณีศึกษา โดยพบว่าในช่วงสัปดาห์ที่ 2-3 ของการออนแอร์นั้น ยอดผู้ชมทาง LINE TV มีสัดส่วนมากกว่ายอดผู้ชมทางโทรทัศน์อย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงสัปดาห์ที่ 4 เรตติ้งการรับชมทางโทรทัศน์ก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างมีนัยจนแซงหน้ายอดผู้ชมบน LINE TV ได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 5-8 ของการออนแอร์

 

ขณะที่ภาพรวมยอดวิวคอนเทนต์ช่อง ONE 31 บน LINE TV ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2017 ก็มีสัดส่วนการเติบโตขึ้นมากกว่า 43% โดยปัจจุบันมีจำนวนการรับชมคอนเทนต์รวมทั้งหมดมากกว่า 1,540 ล้านครั้ง และมีผู้ติดตามมากถึง 868,912 ราย (สถิตินับจนถึง 12 ก.พ. 2561) คิดเป็นสัดส่วน 4.34% ของผู้ดาวน์โหลด LINE TV ทั้งหมด (มียอดผู้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันมากกว่า 20 ล้านราย)

 

จำแนกเป็นคอนเทนต์แบบ Exclusive Rerun ที่มียอดวิวรวมสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ เป็นต่อ (580 ล้านวิว), ล่า (185 ล้านวิว), ชายไม่จริง หญิงแท้ (140 ล้านวิว) ส่วนออริจินัลคอนเทนต์อย่าง เป็นต่อ Uncensored Pool Party พี่ไม่ลืม ที่ผลิตร่วมกันและออนแอร์บน LINE TV ช่องเดียวนั้นมียอดผู้ชมสูง 70 ล้านวิว นับเป็นออริจินัลคอนเทนต์เบอร์ 1 บนแพลตฟอร์ม

 

 

อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “ช่อง ONE 31 ถือเป็นพาร์ตเนอร์ที่มียอดวิวสูงที่สุดใน LINE TV ถ้ามองในภาพรวมของสถิติการบริโภคคอนเทนต์ของผู้ใช้งานออนไลน์ในวันนี้จะพบว่า 90% ของคนในโลกออนไลน์ดูวิดีโอออนไลน์กัน ผมดีใจนะครับที่ช่อง ONE 31 เป็นตัวอย่างที่ได้ตอกย้ำว่าทีวีออนไลน์และออฟไลน์ไม่ได้มาแย่งฐานผู้บริโภคกัน แต่มาช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันมากกว่า”

 

ฝั่ง กวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ กรรมการบริหารสายงานธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย บอกว่า ช่อง ONE 31 นับเป็นพาร์ตเนอร์รายหลักที่ช่วยทำให้ LINE TV กลายเป็นแพลตฟอร์มรีรันคอนเทนต์อันดับ 1 ของประเทศไทยในปีที่ผ่านมา “ปีที่ผ่านมามีคอนเทนต์ดีๆ มากมายที่เราได้ร่วมมือกันนำมาออนแอร์บนแพลตฟอร์ม LINE TV อย่างละครเรื่อง ล่า ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เราร่วมมือกันเพื่อดึงฐานการตลาดและความน่าสนใจให้เพิ่มขึ้น นำไปสู่การขับเคลื่อนยอดผู้ชมทั้งสองทางที่เพิ่มสูงขึ้น”

 

โดยรูปแบบความร่วมมือระหว่าง ONE 31 และ LINE TV ต่อจากนี้จะนำคอนเทนต์ละครและซีรีส์ เช่น ดาวจรัสฟ้า, กาหลมหรทึก, เรือนเบญจพิษ, เมืองมายา LIVE ฯลฯ มารีรันแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะ LINE TV ช่องเดียวเท่านั้น และยังมีคอนเทนต์ละครอีกมากกว่า 500 ตอนที่พร้อมจะรีรันออนแอร์ตลอดทั้งปี 2561 นี้ ส่วนการหารายได้จากค่าโฆษณา ทั้งสองฝ่ายเผยว่าจะแยกการจัดการออกเป็น 2 ส่วนทั้งออนไลน์และออฟไลน์

 

เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว LINE TV เพิ่งจะประกาศเป็นพาร์ตเนอร์อย่างเป็นทางการกับสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ในการรีรันคอนเทนต์ละคร ข่าว เพลงประกอบละครร่วมกันไปหมาดๆ โดยจะเริ่มอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มีนาคมนี้ และถึงแม้จะเปิดให้บริการได้เพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น (เปิดตัว 31 มี.ค. 2558) แต่ปัจจุบันผู้ให้บริการวิดีโอออนดีมานด์แบบฟรีๆ เจ้านี้ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก มียอดดาวน์โหลดกว่า 20 ล้านครั้งจากจำนวนยอดผู้ใช้งาน LINE ทั้งหมด 41 ล้านรายชื่อ และมีพาร์ตเนอร์สื่อรวมทุกเจ้ากว่า 160 ราย

 

จากผลสำรวจของ Nielsen ปี 2017 ที่ผ่านมาก็ยังระบุอีกด้วยว่า LINE TV คือแอปพลิเคชันชมคอนเทนต์รีรันที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของคนไทย มีอัตราการใช้งานเฉลี่ยของผู้บริโภคอยู่ที่ 176 นาทีต่อวัน

The post ช่อง ONE 31 เซ็นเป็นพันธมิตรกับ LINE TV หลังยอดชมมากกว่า 1.5 พันล้านครั้ง บอย ถกลเกียรติ เชื่อทีวีไม่ตาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/one-31-x-line-tv-exclusive-rerun/feed/ 0
กาหลมหรทึก: ทำความรู้จัก ‘ปราปต์’ ผู้เขียนนิยายสืบสวนสอบสวนที่เขย่าวงการวรรณกรรมไทย https://thestandard.co/prapt-chairat-pipitpatanaprapt/ https://thestandard.co/prapt-chairat-pipitpatanaprapt/#respond Sun, 11 Feb 2018 06:22:35 +0000 https://thestandard.co/?p=69373

มีเรื่องน่าทึ่งมากมายเมื่อกล่าวถึงนวนิยายเรื่อง กาหลมหร […]

The post กาหลมหรทึก: ทำความรู้จัก ‘ปราปต์’ ผู้เขียนนิยายสืบสวนสอบสวนที่เขย่าวงการวรรณกรรมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

มีเรื่องน่าทึ่งมากมายเมื่อกล่าวถึงนวนิยายเรื่อง กาหลมหรทึก (กา-หน-มะ-หอ-ระ-ทึก) หนังสือชื่อแปลกที่คว้าหลายรางวัลอันทรงเกียรติมาครอง ทั้งตำแหน่งรางวัลนวนิยายยอดเยี่ยม ประจำปี พ.ศ. 2557 จากเวทีนายอินทร์อะวอร์ด, รองชนะเลิศอันดับ 2 รางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ดในปีเดียวกัน, เข้ารอบสุดท้ายของเวทีซีไรต์ และล่าสุดนิยายเรื่องนี้กำลังจะกลายเป็นละครทางช่อง ONE ในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้


ขึ้นชื่อว่าเป็นนิยายสืบสวนสอบสวน คนอ่านมักนึกถึงนักเขียนรุ่นใหญ่ในตำนานอย่าง อกาธา คริสตี้, เซอร์ อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์, ซิดนีย์ เชลดอน, โยโคมิโซะ เซชิ หรือแดน บราวน์ ที่เนื้อหาหลากหลายมาพร้อมกับการเดินเรื่องอย่างมีชั้นเชิง ชวนติดตาม ว่าบทสรุปจะเป็นอย่างที่คิด หรือหักมุมไปในทิศทางที่นึกไม่ถึง  


สำหรับนิยายสืบสวนสอบสวนในไทย บ่อยครั้งจะพ่วงเรื่องความรักหรือผีสางเข้ามาดึงความสนใจผู้อ่านมากกว่าจะให้น้ำหนักปมปริศนาที่ชวนให้ขบคิด แต่ปราปต์สามารถนำรูปแบบประพันธ์ของไทยโบราณอย่าง ‘กลโคลง’ ที่น้อยคนจะรู้จักมาเป็นพระเอกของเรื่อง และสร้างเป็นคดีระทึกขวัญย้อนยุค แฝงเงื่อนงำ และการฆาตกรรมต่อเนื่องไว้ตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งมีอยู่จริง เช่น วัดโพธิ์, วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, ย่านสามแพร่ง ฯลฯ โดยมีฉากหลังเป็นเหตุการณ์จริงตามประวัติศาสตร์ไทยช่วงหลังปี 2475


เพียง 3 เดือนนับแต่จรดตัวอักษรแรก กาหลมหรทึก ก็ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่า คือตัวตนของผู้เขียน ปราปต์ หรือ เต็ก-ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์ ที่ทาง THE STANDARD ขอพาไปย้อนรอยถึงตัวตนและความคิดของนักเขียนหนุ่ม ก่อนที่เขาจะได้ชื่อว่า ‘แดน บราวน์ แห่งสยามประเทศ’

 

 

ความรักความชอบในตัวหนังสือเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไร

จริงๆ ที่บ้านไม่ได้ส่งเสริมการอ่านเลย แต่ผมชอบอ่านนิทานมาตั้งแต่เด็กๆ นิทานจะมีคำน้อย ผมก็จะชอบต่อคำเอง เติมข้างหน้า เติมข้างหลังประโยคเอง ก็เริ่มมาจากตรงนั้น พอโตขึ้นมาอีกหน่อย ผมมีพี่เลี้ยงที่เขาชอบอ่านนิยายเล่มละ 10 บาท พวกเรื่องย่อละคร เราก็ไปแอบอ่านของเขาแล้วอยากเขียนแบบนี้ พอขึ้นมัธยมต้น เข้าห้องสมุดของโรงเรียนก็เริ่มอ่านนิยาย เรื่องแรกที่อ่านและทำให้รู้จักโลกของนิยายคือ หุบเขากินคน ของมาลา คำจันทร์ ซึ่งตอนนั้นมีการสร้างเป็นละคร พอเราอ่านก็ปรากฏว่าสนุกกว่าละครอีก เราก็รู้สึกว่าอยากทำสิ่งนี้บ้าง อยากเขียน ก็เริ่มเขียนมาตั้งแต่ช่วงมัธยม

 

คุณข้ามพรมแดนมาสู่การเขียนได้อย่างไร

ตอนมัธยมต้นเรายังไม่รู้จักอินเทอร์เน็ตเลย เราเริ่มจากเขียนใส่กระดาษ แล้วก็รู้แค่ว่านิยายจะต้องเอาไปตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ หรือต้องส่งตามนิตยสาร ขวัญเรือน ตอนนั้นผมอ่านนิยายของทมยันตี โบตั๋น แล้วก็เขียนเรื่องขนาดไม่ยาวมาก เสร็จก็ซีร็อกซ์ส่งไป แต่ไม่เคยได้ตีพิมพ์ (หัวเราะ)


พอโตมาอีกนิดหนึ่ง เริ่มมีสำนักพิมพ์ Bliss ก็ทำให้หันมาอ่านวรรณกรรมญี่ปุ่นและนิยายแนว Chic Lit ก็เริ่มรู้สึกว่าทำไมคนไทยไม่เขียนเรื่องตลกแบบนี้บ้าง เราก็เลยเขียนเรื่องตลกและเรื่องวัยรุ่น ตอนนั้นมีเรื่อง The White Road ของ Dr.Pop ที่ดังมาจากเว็บไซต์เด็กดี เมื่อเราลงแมกกาซีนไม่ได้ เราก็มาลงตรงนี้แทนแล้วกัน สักพักนิยายออนไลน์ก็บูมขึ้นมา มีสำนักพิมพ์มาเลือกว่าจะเอาเรื่องไหนไปตีพิมพ์ ของเราก็ได้พิมพ์อยู่ 3-4 เรื่อง แนวโรแมนติกวัยรุ่น พอช่วงเข้ามหาวิทยาลัยปลายๆ แล้ว เราก็อยากเขียนอะไรที่มันโตขึ้นอีก

 

ดูสนใจทางด้านการเขียนการอ่านมาก แต่ตอนเรียนคุณเลือกคณะบัญชีฯ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

จริงๆ ผมอยากเรียนอักษรฯ แต่แม่ห่วงว่าจบมาแล้วจะทำงานด้านไหน แม่อยากให้เรียนวิศวะ เพราะว่าตอนเด็กก็เรียนดี แต่ผมไม่ชอบอะไรที่เป็นงานช่าง เลยคิดว่าถ้าเรียนทางบัญชี ทางบริหาร งานมันนั่งโต๊ะ ก็น่าจะมีเวลาที่จะมาทำงานเขียนที่เรารักได้


แม่บอกเรามาแต่เด็กว่าเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรกได้ แต่อยากให้หางานประจำไว้ก่อน ก่อนหน้าเรียนบัญชีผมเคยเอ็นทรานซ์เข้าสถาปัตย์ จุฬาฯ ได้ แต่เรียนไปแค่อาทิตย์เดียวก็บอกแม่ว่าไม่เรียนแล้ว มันทรมานตัวเองตรงที่มันเรียกร้องจากเราเยอะ เวลาทั้งหมดมันหายไปเลย ตอนเช้าเรียนในห้องแล้วตอนบ่ายต้องเข้าสตูดิโอ จากนั้นอาจารย์ก็จะให้งานแบบไม่ได้หลับไม่ได้นอน ต้องทำการบ้านส่ง ทำให้รู้สึกว่ามันมาแย่งสิ่งที่เราอยากจะทำไป

 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากทำอยู่ในใจมาตลอดคืองานเขียน

ใช่ครับ ตอนที่ไปบอกแม่ว่าจะไม่เรียนแล้ว แม่ก็เฮิร์ต ลูกเข้าสถาปัตย์ จุฬาฯ ได้ เขาก็บอกว่าให้เรียนไปก่อน อย่างน้อยก็ต้องออกไป ไม่ใช่อยู่บ้านเฉยๆ เราก็เลยไปเรียนแค่ตอนเช้า นั่งฟังพวกวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ฟังในสิ่งที่รู้สึกว่าสามารถเอามาใช้อะไรกับเราได้ แล้วเวลาว่างในตอนนั้นเรานั่งเขียนหนังสือจนได้เป็นเล่ม มุมมองตอนนั้นรู้สึกว่ามันก็คุ้มค่านะที่เราไม่เรียน แต่เราได้อะไรที่อยากจะทำจริงๆ แล้วก็ได้คอนเน็กชันกับทางสำนักพิมพ์ด้วย ซึ่งเรื่องแรกที่ได้พิมพ์ชื่อเรื่อง รักต้องปล้ำ ครับ เป็นนิยายรักวัยใส

 

 

คุณเริ่มเขียนนิยายตอนอายุน้อยมาก คุณมองโลกหรือมีวิธีเลือกพล็อตอย่างไร

เป็นการคิดจาก What if? ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นล่ะจะเป็นแบบไหน อย่าง รักต้องปล้ำ ก็มาจากตอนสอบเอ็นทรานซ์ ได้อ่านวิชาสังคม เรื่องบรรทัดฐานทางสังคมคืออะไร แล้วผมเป็นเด็กติดละคร ก็รู้สึกว่าที่พระเอกปล้ำนางเอกนี่ต้องใช้บรรทัดฐานไหนกัน เหมือนตั้งคำถามว่าถ้ามันไม่ถูกต้องแล้วคนแบบนี้ควรจะถูกลงโทษยังไง เราก็ต่อยอดไปว่า ถ้าอย่างนั้นลองให้โดนสาปกลายเป็นผู้หญิงไปเลย ก็กลายเป็นได้เรื่องแฟนตาซีแทน

 

แต่ละช่วงวัยที่โตขึ้น แนวหนังสือที่อ่านและความสนใจเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม

เปลี่ยนไปหมดตามประสบการณ์ของเรา พอเริ่มทำงาน ชีวิตหนักหน่วงขึ้น เรื่องที่เคยอ่านแล้วอิน มาตอนนี้ก็ไม่อินแล้ว เป็นความทรมานอยู่ช่วงหนึ่งเลยว่าทำไมเราถึงอ่านอะไรก็ไม่สนุก ก็ย้ายการอ่านไปเรื่อยๆ ทั้งกฤษณา อโศกสิน, ชาติ กอบจิตติ ฯลฯ


เมื่อก่อนผมจะไม่อ่านหนังสือรางวัลเลย ตอนเด็กๆ รู้สึกว่าอ่านไม่รู้เรื่อง ไม่สนุก แต่พอลองกลับไปอ่านดูอีกทีตอนที่โตแล้วก็เข้าใจ เริ่มอ่านวรรณกรรมที่หนักขึ้น เรื่องที่ชอบมากคือ เด็กเก็บว่าว (แปลมาจากเรื่อง Kite Runner) เป็นเรื่องสงครามในตะวันออกกลาง ความสำนึกผิดของคนก็กลายเป็นพลิกเราเลย ทำให้เกิดมุมมองใหม่ด้วยว่าชีวิตมันไม่ได้เป็นแบบในนิยายสมัยก่อนที่เราอ่าน มันมีหลายแบบ จนทุกวันนี้เรื่อง เด็กเก็บว่าว ก็ยังเป็นเรื่องที่ชอบที่สุดอยู่


หลังๆ มาจึงอ่านทุกแนวเลย อ่านภาษาไทยจบปุ๊บก็ข้ามไปอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ข้ามไปอ่านหนังสือจีน แล้วก็เขียนมาเรื่อยๆ ตอนใกล้ๆ จะจบปริญญาตรี ได้พิมพ์หนังสือเป็นเล่มสุดท้าย ก็ประจวบกับวงการสิ่งพิมพ์ในตอนนั้น นิยายออนไลน์มันดร็อปลง และเริ่มขยับไปทำแนวอีโรติกมากขึ้น สำนักพิมพ์ที่ผมทำก็ขยับไปทำกับเขาด้วยเหมือนกัน

 

ซึ่งคุณก็ไม่ได้ปรับแนวการเขียนตัวเองให้เข้ากับสมัยนิยม

เราไม่ได้เขียนแบบนั้น เราอยากเขียนเรื่องหนักๆ กว่านี้ ก็ไม่ได้พิมพ์อีกเลยจนอายุ 27-28 ระหว่างนั้นเราเปลี่ยนแนวไปเรื่อยๆ สืบสวนก็เคยเขียน แต่เป็นตัวละครที่เด็กหน่อย จนรู้สึกว่าทำไมมันไม่ได้พิมพ์สักที ช่วงนั้นก็ถือว่าโตแล้วนะ เพื่อนๆ เราก็เริ่มเป็นหลักเป็นฐาน แต่เราไม่ทำอะไรเลย ไม่ไปเที่ยวไหน ชีวิตมอบให้การเขียนและการทำหนังสืออย่างเดียว


ตอนนั้นผมทำงานเป็น HR Training บริษัทเอกชน คือผมพยายามจะเลือกอะไรที่ไม่ต้องทุ่มเวลาให้กับมันมากนัก เลิกงานก็กลับบ้านได้ เราตั้งใจว่าอยากก้าวหน้าในการเขียน แต่ปรากฏว่าทำไมชีวิตเราเป็นอย่างนี้ เพื่อนที่เรียนไม่เก่ง ที่ลอกการบ้านเรา มันไปถึงไหนแล้ว แต่เรายังดักดานอยู่เลย ก็เลยให้เส้นตายตัวเองไว้ว่าอีก 1 ปีนับจากนี้ ถ้ายังไม่ได้พิมพ์อีกก็คงเลิก ไปเรียนปริญญาโท หรือไปหาอย่างอื่นทำ จุดนั้นเองทำให้รู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเอง จากที่ไม่เคยคิดว่าจะส่งประกวดก็เลยหาดูว่ามันมีการประกวดอะไรบ้าง ก็มาเห็นนายอินทร์อะวอร์ด

 

ที่คุณบอกว่าจะใช้การเขียนนิยายเล่มนี้ชี้วัดชีวิต แล้วพอมันไปไกล ได้รางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ชีวิตคุณเปลี่ยนไหม

เปลี่ยนนะ คือถ้าเรื่องนี้ไม่ได้รางวัลจะเลิกเขียนแล้ว แต่ปรากฏว่าเราเขียนจบภายในเวลา 3 เดือน แล้วเรื่องมันยาก เราไม่เคยคิดว่าจะเขียนพีเรียดได้ พอทำได้แล้วมันเติมเต็มเรา

 

คุณแม่ว่าอย่างไรบ้างหลังจากได้รางวัล

ตอนที่ประกาศรางวัลนายอินทร์ เรารีบพาแม่ไปด้วย ให้แม่เห็นว่ามันยิ่งใหญ่นะ แม่ก็เลยโอเคบ้างนิดหนึ่ง แล้วพอจะมีละครปุ๊บ แม่ติดละคร ชีวิตก็จะดีขึ้น เพราะมีละครมาช่วย (หัวเราะ) แต่ถ้าถามโดยเนื้อแท้จริงๆ แม่ก็ยังไม่ชอบอยู่ดี เคยพูดกับแม่ว่าจะลาออกมาเขียนหนังสือนะ ก็เรื่องยาว กลายเป็นมีคำถามเยอะไปหมด ทำให้เราต้องคงสถานะแบบนี้ไปก่อน

 

 

ทราบมาว่าพล็อตเรื่องของ กาหลมหรทึก ที่ว่าด้วยกลโคลงมีอยู่ในใจคุณมานานแล้ว

ใช่ มีมาหลายปีแล้ว มันเกิดจากมีครั้งหนึ่งไปเที่ยวต่างจังหวัดแล้วได้ฟังวิทยุ ซึ่งมีสกู๊ปเรื่องกลโคลงจารึกไว้ที่วัดโพธิ์ และผมชอบอ่าน The Da Vinci Code ก็รู้สึกว่ามันคล้ายๆ กัน น่าจะเอามาใส่ได้ แต่ตอนที่ฟังยังนึกไม่ออกนะครับ และรู้สึกว่าตัวเองยังไม่มีฝีมือมากพอที่จะเขียนได้ แต่ก็พยายามพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ

 

คุณสร้างเรื่องราวซับซ้อนที่พัวพันกันไปทุกส่วน โดยมีจุดเริ่มต้นจากกลโคลงที่เคยได้ยินมาเท่านั้น ช่วยเล่ากระบวนการคิดต่อยอดของคุณให้ฟังได้ไหม

ผมเริ่มศึกษาก่อนว่ากลโคลงคืออะไร และเรื่องที่เกี่ยวกับภาษาในประวัติศาสตร์มีอะไรบ้าง มันก็โยงไปถึงเรื่องอักขรวิบัติ คือการเปลี่ยนวิธีการเขียนตัวหนังสือในช่วงยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม เช่น คำว่า สงฆ์ ก็เป็น สงค์ ความหมายก็เปลี่ยน พอเจอปุ๊บมันก็เป็นการหลอกอีกแบบหนึ่ง แล้วพอเรายึดมุกนี้ มันก็กลายเป็นว่าเราต้องเขียนเรื่องพีเรียด จากนั้นก็ไปหาว่ามันเกิดขึ้นในช่วงเวลาไหน ก็คือในปี 2486 ตรงกับสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

 

 

กลโคลงสัมพันธ์กับเรื่องการวางสถานที่เรียงเป็นรูปห้าเหลี่ยมของคุณด้วยใช่ไหม

ในความเข้าใจของผมมันคือ การประดิษฐ์คำโคลง ซึ่งโคลงจะมีการบังคับฉันทลักษณ์เยอะ และเขียนได้หลายแบบ แทนที่จะอ่านแบบปกติก็เอามาแปลงเป็นรูปต่างๆ ได้ อย่างที่จารึกในวัดโพธิ์จะมีทั้ง รูปกลักไม้ขีด พญานาค พระอาทิตย์ ดอกบัว อย่างของผมก็แปลงเป็นรูปห้าเหลี่ยม มันเป็นการละเล่นของกวีสมัยก่อน ถ้าเธอเก่งจริงก็ต้องสามารถเอาฉันทลักษณ์ที่ตัวเองรู้มาจับและอ่านออกมาให้ได้

 

เหตุการณ์ในเรื่องส่วนหนึ่งคือผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์ทางการเมือง สิ่งที่คุณเขียนลงไปบันดาลใจมาจากเรื่องจริงที่ค้นเจอไหม เช่น เรื่องนักโทษการเมือง

มันมีเรื่องจริงๆ นะครับ แต่ของจริงไม่ได้ลำดับเป็นตามในเรื่อง ข้อมูลที่ผมได้กระจายมาจากหลายส่วน คนนั้นเจอแบบนี้ คนนี้เจอแบบนั้น แล้วเราเอามายำรวมกัน

 

คุณเขียนเรื่องฆาตกรต่อเนื่อง คุณทำความรู้จักและทำความเข้าใจตัวละครที่มีความคิดอยากจะลุกขึ้นมาฆ่าคนอย่างไร

ถ้าเป็นคนปกติอย่างเราก็คงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยากในการที่จะเป็นฆาตกรต่อเนื่องโรคจิตแบบนั้น แต่อีกมุมหนึ่ง เราต้องถามด้วยว่ามันฆ่าแบบไหน ถ้าเป็นการฆ่าด้วยเรื่องอำนาจ เงิน ความโลภ หรือกิเลส แบบนี้ไม่ว่าใครก็กลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องได้ และเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าด้วยซ้ำ เพราะเงินหรืออำนาจมันสามารถเปลี่ยนแปลงคนได้ เหมือนอย่างเรื่อง The Lord of the Rings เพียงแค่ได้แหวนก็เปลี่ยนไปได้แล้ว นั่นแหละคือฆาตกรต่อเนื่องในชีวิตจริง

 

 

คุณคิดว่ากระบวนการเขียนนิยายสืบสวนสอบสวนซึ่งต้องคิดหลายชั้น หลอกล่อจนคนอ่านเดาทางไม่ได้ ต้องใช้พลังงานการเขียนมากกว่าปกติไหม

การเขียนนิยายสืบสวนสอบสวนจะต้องคิดแบบมีตรรกะ มีแบบแผน เราต้องอธิบายให้เขาคิดแบบเดียวกับเราได้ คนร้ายทำแบบนี้มา ถ้าเราวางโครงเรื่องไม่แน่นพอ หรือเราไม่สามารถอธิบายบางจุดได้ ที่เราทำมาทั้งหมดมันจะพังไปเลย คนอ่านอาจจะไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นเราต้องรอบคอบกว่า แล้วก็วิธีการเขียนมันจะเหมือนเราเดินย้อนกลับหลัง เรารู้หมดแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วเราก็เขียนในสิ่งที่มันเกิดสุดท้ายขึ้นก่อน

 

จากหนังสือ กาหลมหรทึก กลายมาเป็นละครได้อย่างไร

หลังหนังสือออกได้ประมาณ 3 เดือน ทางช่อง ONE ก็ติดต่อมาว่าอยากทำเป็นละคร ซึ่งตอนแรกผมไม่ได้คิดว่าจะทำเป็นละครได้ เพราะมันมีเงื่อนของเวลาที่จะต้องเกิดทุก 5 วัน ถ้าทำเป็นละครก็ไม่รู้จะทำยังไงให้จังหวะเป็นแบบนั้น แล้วด้วยเทสต์คนไทย ละครจะไม่ใช่แนวแบบนี้ ไหนจะมีเรื่องสถานที่ถ่ายทำอีก จะไปถ่ายที่ไหน จะถ่ายวัดโพธิ์ยังไงให้เก่า ตอนนี้มีแต่นักท่องเที่ยว หรืออย่างฉากที่ต้องเปิดเตาอบออกมาแล้วเจอศพจะนำเสนอยังไง แต่เขาก็บอกว่ามีวิธีของเขานะ


พี่ที่เขียนบทคือ ศิริลักษณ์ ศรีสุคนธ์ ผมชอบงานของพี่เขาอยู่แล้ว ละครเรื่อง อีสา เขาก็เป็นคนเขียนบท แล้วก็เป็นเซตติ้งเดียวกันเลย คือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอเขาบอกว่าพี่คนนี้จะเป็นคนทำ ผมก็โอเค จบ เราเชื่อใจ

The post กาหลมหรทึก: ทำความรู้จัก ‘ปราปต์’ ผู้เขียนนิยายสืบสวนสอบสวนที่เขย่าวงการวรรณกรรมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/prapt-chairat-pipitpatanaprapt/feed/ 0
‘กาหลมหรทึก’ นวนิยายตามล่าหาความจริง คดีฆาตกรรมอำพราง และปริศนารอยสักสุดระทึก https://thestandard.co/kahonmahoratuk/ https://thestandard.co/kahonmahoratuk/#respond Mon, 05 Feb 2018 01:18:54 +0000 https://thestandard.co/?p=67448

    ‘กาหลมหรทึก’ (อ่านว่า กา-หน-ม […]

The post ‘กาหลมหรทึก’ นวนิยายตามล่าหาความจริง คดีฆาตกรรมอำพราง และปริศนารอยสักสุดระทึก appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

‘กาหลมหรทึก’ (อ่านว่า กา-หน-มะ-หอ-ระ-ทึก) นวนิยายไทยชั้นดีแนวสืบสวนสอบสวน ผลงานของนักเขียนหนุ่มนามปากกา ‘ปราปต์’ (ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์) ที่ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2557 และได้รับคำชมจากผู้อ่านมากมาย ทั้งยังกวาดรางวัลจากเวทีการประกวดวรรณกรรมมากมาย ตั้งแต่ รางวัลนวนิยายยอดเยี่ยมนายอินทร์อะวอร์ด ประเภทสืบสวน ประจำปี พ.ศ. 2557, รางวัลชมเชยการประกวดหนังสือดีเด่น ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2558, รองชนะเลิศอันดับ 2 รางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ปี พ.ศ. 2558 ทั้งยังไปไกลถึงรอบสุดท้าย (Short List) ของเวทีรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (S.E.A. Write) มาแล้ว

 

ปราปต์ ผู้เขียนดึงเราย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2486 ช่วงที่มหาสงครามเอเชียบูรพากำลังปะทุ เกิดเหตุฆาตกรรม ‘วาด’ เด็กหญิงคนหนึ่งอย่างโหดเหี้ยมในบ้านพักของเธอกับแม่ย่านวัดระฆังโฆสิตาราม เป็นชนวนเหตุของเรื่องที่ทำให้กองตำรวจสอบสวนกลางต้องเผชิญหน้ากับหนึ่งในคดีที่ลึกลับและท้าทายมากที่สุด โดยมีหลักฐานเพียงแค่รอยสักปริศนา 5 คำ ‘เหย้า เจ้า แพะ ทิ้ง พงส์’ ที่สักบนหน้าผาก ข้อมือ และข้อเท้าทั้งสองข้างของผู้ตายเป็นเบาะแสเริ่มต้นในการคลี่คลายคดี

 

 

‘กลโคลง’ หรือการแต่งโคลงสี่ในรูปแบบพิเศษ เป็นสิ่งที่ผู้เขียนซ่อนคำใบ้และปริศนาไว้ จึงทำให้เรื่องราวมีการเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน อีกทั้งยังมีการใช้ภาษาไทยทั้งเก่าและใหม่ได้อย่างเข้มข้นน่าสนใจ รวมทั้งความพยายามของปราปต์ในการหาข้อมูลประวัติศาสตร์ไทยในยุคนั้นมาประกอบ เพื่อเพิ่มมิติในการเล่า และสร้างภาพในจินตนาการให้สมจริงมากยิ่งขึ้น เราจะนึกภาพตามได้ทุกฉากทุกตอน แทบจะได้ยินเสียงกรีดร้องลอยออกมาจากหน้ากระดาษ

 

หนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้เป็นแค่นวนิยาย แต่เป็นหนังสือที่สอดแทรกเกร็ดความรู้เข้าไปด้วย อีกทั้งการผูกเรื่องเข้าด้วยกัน ยังเกี่ยวพันกับสถานที่ที่มีอยู่จริงได้อย่างประณีต ทำให้ผู้อ่านคล้อยตาม คล้ายมีส่วนร่วมเป็นตัวละครหนึ่งในนั้น ช่วยตีความและสืบไปตามเรื่องราว และเมื่อไรก็ตามที่เหมือนจะถึงจุดคลี่คลาย นักเขียนก็จะหักมุมให้ประหลาดใจ จนทำให้ผู้อ่านติดตามด้วยความตื่นเต้นไปตลอดตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย


 

อย่างไรก็ตาม ปราปต์ใช้เวลาเขียนต้นฉบับจำนวน 120 หน้า A4 ในเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้นักเขียนคนนี้เคยคิดจะเลิกเขียนหนังสือ แต่พอเห็นประกาศรับสมัครต้นฉบับรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ก็ทำให้ปราปต์รู้สึกมีไฟขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงรวบรวมพลังทั้งหมดเพื่อปิดต้นฉบับให้ทันกำหนด และมันก็สำเร็จออกมาเป็นนวนิยายที่ดีมากๆ เล่มหนึ่ง

 

หลายคนที่หยิบนวนิยายสืบสวนเล่มนี้ขึ้นมาอาจจะไม่รู้มาก่อนว่านักเขียนนวนิยายแนวสืบสวนสอบสวนคนนี้ เคยเป็นนักเขียนนิยายวัยรุ่นโรแมนติกคอเมดี้ที่มีผลงานตีพิมพ์ออกมาแล้วหลายเล่ม เช่น รักต้องปล้ำ ในปี พ.ศ. 2547, สาวป่วน…ก๊วน รด. ในปี พ.ศ. 2548 และ สาวป่วน-ก๊วนเฟรชชี่ ในปี พ.ศ. 2549 และจริงๆ เขาเริ่มต้นเส้นทางการเป็นนักเขียนจากเรื่อง เกาะนาคา นวนิยายที่โพสต์ให้คนเข้าไปอ่านกันได้ในเว็บ Dek-D.com

 

 

ล่าสุดทางช่อง One 31 ตัดสินใจนำนวนิยายเรื่องนี้มาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ฟอร์มยักษ์ที่ได้ วรวิทย์ ขัตติยโยธิน มาเป็นผู้กำกับ พร้อมกับนักแสดงคุณภาพอย่าง ป้อง-ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์, วิว-วรรณรท สนธิไชย, โอ-อนุชิต สพันธุ์พงษ์ และ นพพล โกมารชุน ฯลฯ ในการมาร่วมไขคดีปริศนาที่ดำมืดที่สุด โดยมีกำหนดออกกาศในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้

 

Photo: หนังสือ กาหลมหรทึก

The post ‘กาหลมหรทึก’ นวนิยายตามล่าหาความจริง คดีฆาตกรรมอำพราง และปริศนารอยสักสุดระทึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/kahonmahoratuk/feed/ 0