การ์ตูนญี่ปุ่น Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/การ์ตูนญี่ปุ่น/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 22 Apr 2025 09:27:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เตรียมพบกับโดราเอมอนไซส์ใหญ่ที่สุดในโลก! ในนิทรรศการ 100% DORAEMON & FRIENDS https://thestandard.co/life/100-percent-doraemon-and-friends/ Tue, 22 Apr 2025 09:27:13 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1066913 นิทรรศการ โดราเอมอน ใหญ่ที่สุดในโลก

ใครที่อดใจรอพบกับ โดราเอมอน และผองเพื่อนอยู่ รีบเตรียมช […]

The post เตรียมพบกับโดราเอมอนไซส์ใหญ่ที่สุดในโลก! ในนิทรรศการ 100% DORAEMON & FRIENDS appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิทรรศการ โดราเอมอน ใหญ่ที่สุดในโลก

ใครที่อดใจรอพบกับ โดราเอมอน และผองเพื่อนอยู่ รีบเตรียมชุดและกระเป๋าผจญภัยให้พร้อม แล้วรอมาเจอพวกเขาในงานนี้ได้เลย กับ นิทรรศการ 100% DORAEMON & FRIENDS TOUR IN THAILAND ที่ใกล้เปิดให้เข้าชมแล้ว พร้อมกับมีโดราเอมอนไซส์ยักษ์มานั่งรอเจอทุกคนด้วย!

 

 

และเพื่อเป็นการแวะมาทักทายแฟนๆ ที่มอบความรักให้โดราเอมอนและผองเพื่อนมาโดยตลอด กองทัพเจ้าแมวหุ่นยนต์ขนาดเท่าตัวจริงในหลากหลายเวอร์ชันจำนวน 57 ตัว จึงเดินผ่านประตูไปที่ไหนก็ได้มาโผล่ ณ ลานริมน้ำที่ไอคอนสยามแบบเร่งรีบ! ก่อนจะหายตัวไปและจะกลับมาใหม่อีกครั้งพร้อมกับผองเพื่อนคนอื่นๆ และนิทรรศการเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเปิดตัวพร้อมกันในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ทั้งในโซนด้านในฮอลล์และโซนริมน้ำ

 

(เพราะฉะนั้นอดใจรอกันอีกนิดเดียว ขอพี่ม่อนขอหายตัวไปหลบแดดสักครู่นะ)

 

 

นิทรรศการเปิดจำหน่ายบัตรแล้ว โดยบัตรโซนริมน้ำ 100% Doraemon River Park Exhibition ราคา 199 บาท ทุกคนจะได้พบกับกองทัพหุ่นโดราเอมอนในหลากหลายเวอร์ชัน ทั้งจากมังงะและแอนิเมชัน จำนวน 57 ตัว เหมือนที่เราพามาชมในวันนี้ พร้อมกับโดราเอมอนแบบเป่าลมไซส์ใหญ่ที่สุดในโลก 

 

 

ส่วนนิทรรศการด้านในฮอลล์ 100% Manga Art Exhibition บัตรทุกราคาได้รับ เข็มกลัดอะคริลิกสุดพรีเมียม 1 ชิ้น (สุ่มจาก 8 ลายให้สะสม) โดยราคาบัตรมีดังนี้

 

  • บัตรสำหรับเด็ก นักเรียน/นักศึกษา ผู้สูงอายุ ราคา 450 บาท
  • บัตรบุคคลทั่วไป (เฉพาะวันจันทร์ – ศุกร์) ราคา 590 บาท
  • บัตรบุคคลทั่วไป (เฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์ และ วันหยุดนักขัตฤกษ์) ราคา 690 บาท

 

หรือบัตรลิมิเต็ด Premium Set สำหรับแฟนพันธุ์แท้ (เข้าชมได้ทุกวัน) ราคา 1,790 บาท ได้รับบัตรเข้างาน 1 ใบ พร้อมสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ ได้แก่ สแตนดี้อะคริลิก 11 แบบ และสติกเกอร์พิเศษ โดยบัตรชนิดนี้มีจำนวนจำกัดเพียง 3,000 ชุดเท่านั้น

 

สามารถซื้อบัตรได้ที่ https://ticket.eventpass.co/t/doraemon-100-th

 

ภาพ: ณัฐนิชา หมั่นหาดี 

The post เตรียมพบกับโดราเอมอนไซส์ใหญ่ที่สุดในโลก! ในนิทรรศการ 100% DORAEMON & FRIENDS appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำนักพิมพ์ญี่ปุ่นทุ่ม 180 ล้านบาท ลงทุนสตาร์ทอัพ AI แปลมังงะ ลดเวลาแปลลงครึ่งหนึ่ง พร้อมสู้ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ หวังบุกตลาดโลก https://thestandard.co/japanese-publisher-ai-manga-translation/ Thu, 27 Jun 2024 03:12:56 +0000 https://thestandard.co/?p=950341 AI แปลมังงะ

สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่หลายแห่งของญี่ปุ่น ได้แก่ Shueisha, […]

The post สำนักพิมพ์ญี่ปุ่นทุ่ม 180 ล้านบาท ลงทุนสตาร์ทอัพ AI แปลมังงะ ลดเวลาแปลลงครึ่งหนึ่ง พร้อมสู้ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ หวังบุกตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI แปลมังงะ

สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่หลายแห่งของญี่ปุ่น ได้แก่ Shueisha, Shogakukan, Kadokawa และ Square Enix Holdings ได้ร่วมลงทุนรวม 780 ล้านเยน (ประมาณ 180 ล้านบาท) ใน Mantra สตาร์ทอัพที่ใช้ AI ในโตเกียว เพื่อลดเวลาในการแปลมังงะลงครึ่งหนึ่ง

 

Mantra ก่อตั้งขึ้นในปี 2020 โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ให้บริการแปลภาษาด้วย AI บนระบบคลาวด์ โดยใช้เทคโนโลยีจดจำภาพเพื่อระบุข้อความในมังงะ จากนั้น AI จะแปลข้อความ ซึ่งจะถูกตรวจสอบและปรับปรุงโดยนักแปลภาษาอีกครั้ง Shogakukan คาดว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยลดเวลาในการแปลมังงะลงเหลือประมาณ 3 วัน จากเดิมที่ต้องใช้เวลาถึง 7 วัน

 

มังงะขึ้นชื่อว่าแปลยาก เพราะมักใช้สำนวนเฉพาะตัว Mantra ใช้เทคโนโลยีจดจำภาพและโมเดลภาษาขนาดใหญ่เพื่อจับคู่คำพูดกับตัวละคร ทำให้อัตราความผิดพลาดในการแปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษอยู่ที่ 1.6%

 

เงินลงทุนก้อนใหม่นี้จะถูกนำไปใช้จ้างวิศวกรและนักวิจัย โดยเฉพาะด้านแมชชีนเลิร์นนิง Mantra วางแผนที่จะเพิ่มทีมเป็น 3 เท่า เป็น 35 คน ภายในปี 2025 เพื่อพัฒนาความแม่นยำในการแปล และขยายบริการไปสู่นิยาย เกม และวิดีโอ

 

Mantra ให้บริการแปลเป็น 18 ภาษา รวมถึงอังกฤษ จีน และโปรตุเกส ปัจจุบันมีสำนักพิมพ์และบริษัทแปลภาษาใช้บริการแปลมังงะประมาณ 100,000 หน้า หรือประมาณ 500 เล่มต่อเดือน

 

Shueisha ใช้ Mantra แปลซีรีส์ยอดฮิตอย่าง One Piece และ Spy x Family เป็นภาษาเวียดนาม ขณะที่ Shogakukan กำลังปรับแต่งบริการของ Mantra ให้เหมาะกับเนื้อหาของตน เพื่อที่จะสามารถเปิดตัวผลงานใหม่พร้อมกันทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ โดยจะสร้างแพลตฟอร์มเนื้อหาใหม่ภายในปีงบประมาณนี้

 

บริษัทอื่นๆ ในญี่ปุ่นก็ใช้ AI แปลมังงะเช่นกัน เช่น CyberAgent ที่กำลังพัฒนาโมเดลแปลภาษา โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านการรู้จำอักขระด้วยแสง (OCR) และโมเดลภาษาญี่ปุ่นขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นจากธุรกิจโฆษณา โดย CyberAgent กำลังพิจารณาที่จะให้บริการแปลเป็นภาษาอังกฤษ สเปน และฝรั่งเศส ในเบื้องต้น

 

Orange จะเริ่มเผยแพร่มังงะที่แปลแล้วในสหรัฐอเมริกาภายในฤดูร้อนนี้ บริษัทได้รับเงินลงทุนรวม 2.92 พันล้านเยน (ประมาณ 720 ล้านบาท) จาก 10 บริษัท รวมถึง Shogakukan และตั้งเป้าที่จะเพิ่มกำลังการผลิตให้สามารถแปลได้ 500 เรื่องต่อเดือนภายในสิ้นปี และ 50,000 เรื่องภายใน 5 ปี

 

รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะเพิ่มการส่งออกคอนเทนต์เป็น 4 เท่า เป็น 20 ล้านล้านเยน (ประมาณ 4.6 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2033 แม้ว่ามังงะญี่ปุ่นจะมีแฟนๆ อยู่ทั่วโลก แต่มีเพียง 2% ของผลงานทั้งหมดที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ

 

การเพิ่มจำนวนคอนเทนต์ที่แปลแล้วอาจช่วยต่อสู้กับปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ได้เช่นกัน สมาคมการเผยแพร่เนื้อหาในต่างประเทศรายงานว่า สำนักพิมพ์ญี่ปุ่นสูญเสียเงินจากปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์สูงถึง 8.31 แสนล้านเยน (ประมาณ 1.91 แสนล้านบาท) ในปี 2022

 

“เราจะมุ่งเน้นไปที่การเผยแพร่เนื้อหาอย่างเป็นทางการในต่างประเทศ ซึ่งการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นปัญหาใหญ่” Atsushi Ito จาก Shueisha กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับการใช้ AI สมาคมนักแปลญี่ปุ่นกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนว่า การแปลด้วย AI ในปัจจุบันไม่สามารถ “ถ่ายทอดความแตกต่างทางวัฒนธรรมหรือลักษณะนิสัยของตัวละครได้อย่างเหมาะสม

 

“นักแปลทำหลายสิ่งหลายอย่าง เพื่อให้แน่ใจว่าโลกทัศน์ของงานต้นฉบับจะถูกถ่ายทอดออกมา” Sakigake Kamimura รองประธานสมาคมกล่าว “เราหวังว่าการมุ่งเน้นที่ระยะเวลาที่สั้นลงเพียงอย่างเดียวจะไม่นำไปสู่การแปลและสภาพการทำงานที่แย่ลง”

 

Dai Nippon Printing กำลังพิจารณาใช้ AI แปลมังงะสำหรับแอปพลิเคชันอ่านมังงะบนสมาร์ทโฟน แต่ “AI เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแปลให้เสร็จสมบูรณ์ได้ และเรากำลังพิจารณาว่าต้องมีกรอบการทำงานแบบใด เพื่อให้มั่นใจในความเข้าใจของนักแปล” สำนักพิมพ์กล่าว

 

ภาพ: Lokyo Multimedia JP / Shutterstock

อ้างอิง:

The post สำนักพิมพ์ญี่ปุ่นทุ่ม 180 ล้านบาท ลงทุนสตาร์ทอัพ AI แปลมังงะ ลดเวลาแปลลงครึ่งหนึ่ง พร้อมสู้ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ หวังบุกตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อากิระ โทริยามะ นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นผู้เขียน Dr. Slump และ Dragon Ball เสียชีวิตแล้วในวัย 68 ปี https://thestandard.co/akira-toriyama-passed-away/ Fri, 08 Mar 2024 05:23:06 +0000 https://thestandard.co/?p=908667 อากิระ โทริยามะ

อากิระ โทริยามะ นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นผู้โด่งดังระดับโ […]

The post อากิระ โทริยามะ นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นผู้เขียน Dr. Slump และ Dragon Ball เสียชีวิตแล้วในวัย 68 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อากิระ โทริยามะ

อากิระ โทริยามะ นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นผู้โด่งดังระดับโลกจากผลงานอย่าง Dr. Slump และ Dragon Ball เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ด้วยภาวะเลือดคั่งใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (Acute subdural hematoma) ด้วยวัย 68 ปี โดยสำนักพิมพ์ Shueisha เพิ่งประกาศข่าวในวันนี้ (8 มีนาคม)

 

พิธีฌาปนกิจสำหรับ อากิระ โทริยามะ จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายโดยมีเพียงญาติสนิทเข้าร่วม ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดวันสำหรับพิธีรำลึกอย่างเป็นทางการ 

 

เว็บไซต์ทางการของ Dragon Ball แสดงความเสียใจต่อการจากไปอย่างกะทันหันของโทริยามะ ระบุว่าแม้ในช่วงท้ายของชีวิตเขายังคงทำงานอย่างหนักในหลากหลายโปรเจกต์ และยังมีงานอีกมากมายที่เขาตั้งใจสร้างสรรค์

 

Dragon Ball เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1984 ได้รับความนิยมจนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก

 

ทีมงานเว็บไซต์ขอบคุณแฟนๆ ของโทริยามะที่ให้กำลังใจเขามาตลอด การทำงานอันหนักและยาวนานถึง 45 ปีของเขาก็เป็นไปได้ด้วยแรงสนับสนุนนี้

 

“เราหวังว่าผลงานอันทรงเอกลักษณ์และเป็นความภูมิใจของ อากิระ โทริยามะ จะยังคงเป็นที่รักของผู้คนทั่วโลกตราบนานเท่านาน ขอแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อมิตรภาพที่ทุกคนมอบให้เขามาตลอดชีวิตของเขา”

 

โทริยามะ เริ่มฉายแววในวงการตั้งแต่ปี 1978 ด้วยผลงาน Wonder Island และโด่งดังอย่างมากจากการสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ Dr. Slump และ Dragon Ball ให้กับนิตยสาร Weekly Shonen Jump

 

Dragon Ball ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1984 ได้รับความนิยมถล่มทลายจนถูกดัดแปลงให้เป็นทั้งการ์ตูนแอนิเมชันและภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดง โดยได้รับความรักจากแฟนๆ ทั่วโลกจวบจนปัจจุบัน

 

ภาพ: Michael Loccisano / Getty Images

อ้างอิง:

The post อากิระ โทริยามะ นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นผู้เขียน Dr. Slump และ Dragon Ball เสียชีวิตแล้วในวัย 68 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
PLUTO จาก ‘ตำนาน’ สู่ ‘ตำนาน’ อีกหนึ่งงานมาสเตอร์พีซของ นาโอกิ อูราซาวะ https://thestandard.co/naoki-urasawa-pluto/ Mon, 30 Oct 2023 07:30:05 +0000 https://thestandard.co/?p=860406

หากนับตั้งแต่ที่ PLUTO ฉบับมังงะซึ่งเป็นผลงานที่ นาโอกิ […]

The post PLUTO จาก ‘ตำนาน’ สู่ ‘ตำนาน’ อีกหนึ่งงานมาสเตอร์พีซของ นาโอกิ อูราซาวะ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากนับตั้งแต่ที่ PLUTO ฉบับมังงะซึ่งเป็นผลงานที่ นาโอกิ อูราซาวะ ทริบิวต์ให้กับปรมาจารย์มังงะที่เขาหลงใหลอย่าง เทซูกะ โอซามุ ออกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2003 ความยอดเยี่ยมของมันก็ใช้เวลานานถึง 20 ปีพอดีในการสร้างออกมาเป็นอนิเมะ และด้วยจังหวะเวลาที่ถูกปล่อยออกมาก็ชวนให้อดคิดไม่ได้ว่ามันช่างเป็นเวลาที่เหมาะเสียเหลือเกินในยุคที่ผู้คนเริ่มหันมาใช้ AI และหุ่นยนต์ในการช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของตัวเอง แต่อีกด้านพวกเขาก็ไม่วายที่จะควบคุมมันให้ไม่สามารถเข้ามาแทนที่หรือรุกล้ำความปลอดภัยของมนุษย์

 

และอย่างที่หลายคนทราบกันว่า PLUTO ของอูราซาวะได้หยิบเอา The Greatest Robot on Earth ซึ่งเป็นตอนหนึ่งในผลงานระดับตำนานของโอซามุอย่าง Astro Boy (1952-1968) มาใช้เป็นโครงในการเล่าเรื่องโดยตีความใหม่ให้มีเนื้อหาที่ทันสมัยและจริงจังขึ้น ด้วยเหตุนี้เรื่องราวการต่อสู้ของหุ่นยนต์ทั้ง 7 เพื่อพิสูจน์ว่าตัวไหนแข็งแกร่งที่สุดจึงถูกเปลี่ยนเป็นแนวสืบสวนสอบสวนเพื่อสำรวจมิติทางอารมณ์ของพวกเขาในโลกอนาคตที่หุ่นยนต์กับมนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกัน

 

 

ที่สำคัญ ตัวเอกของเรื่องไม่ใช่เจ้าหนูปรมาณู แต่เป็น Gesicht หุ่นยนต์นักสืบที่ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในหุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูงที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา แต่คำถามที่อูราซาวะวางไว้ก็เป็นอะไรที่เรียบง่ายและทรงพลัง นั่นคือ “จะเกิดอะไรขึ้นหากสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งอย่างพวกเขาถูกฆ่าตายได้ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์” คำถามนี้กลายเป็นปมเปิดเรื่องของ PLUTO ได้อย่างน่าค้นหา เมื่อมันฉายภาพการตายของ Mont Blanc ท่ามกลางเศษซากปรักหักพังของต้นไม้และเปลวเพลิงโดยที่ตัวเขาถูกแยกส่วนออกเป็นชิ้นๆ พร้อมกับถูกทำสัญลักษณ์รูปเขาสัตว์บนหัว

 

ทว่าปริศนาที่ Gesicht ต้องหาคำตอบไม่ได้มีแค่เรื่องของหุ่นยนต์ เพราะในเวลาต่อมา การตายในลักษณะเดียวกันกลับเกิดขึ้นกับมนุษย์ด้วย และไม่มากไม่น้อยมันกลายเป็นคำถามใหญ่ว่า แท้จริงแล้วเบื้องหลังของคดีฆาตกรรมต่อเนื่องมีเหตุจูงใจมาจากอะไร เพราะหุ่นยนต์ไม่สามารถฆ่ามนุษย์ได้ แต่ในทางกลับกันมนุษย์สามารถทำลายหุ่นยนต์ได้ โดยปริยายการที่มีมนุษย์ตกเป็นเหยื่อจึงเป็นการสั่นคลอนรากฐานของสังคมที่ความเหลื่อมล้ำระหว่างเผ่าพันธุ์กลายเป็นเงื่อนไขที่ผูกมัดความยากง่ายของคดีนี้

 

 

ถึงจะบอกว่าเอาโครงเรื่องมาทำใหม่ แต่ด้วยชื่อชั้นของอูราซาวะ การวางรายละเอียดยิบย่อยที่สะท้อนถึงความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ย่อมถูกแสดงออกมาผ่านการกระทำและสามัญสำนึกของตัวละครอยู่เสมอ หรือถ้าจะพูดให้ถูกเพราะเป็นอูราซาวะต่างหากที่เรื่องของสองเผ่าพันธุ์ที่ถูกแบ่งแยกเป็นเอกเทศอย่างชัดเจนถึงกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้เขาสามารถเชื้อเชิญผู้คนออกไปสำรวจแง่มุมของสรรพชีวิตได้ราวกับมีเลือดเนื้อจริงๆ

 

ในทำนองเดียวกัน การดัดแปลงมังงะอย่าง PLUTO มาเป็นอนิเมะจึงเป็นเหมือนการนำผลงานที่มีองค์ประกอบยอดเยี่ยมอยู่แล้วมาเคาะ จัดระเบียบ และเรียบเรียงการเล่าเรื่องให้ดูเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น โดยการ ‘ขยับ’ เนื้อหาบางส่วนให้ดูเหมาะสมกับการดัดแปลงเป็นสื่อภาพเคลื่อนไหว เช่น การขยับ Brando ไปไว้หลัง Atom ซึ่งแต่เดิมในมังงะ Gesicht จะได้พบกับ Brando ก่อน ทั้งหมดก็เพื่อทำให้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สามารถใช้เป็นองค์ประกอบในการเสริมสร้างสถานการณ์ของตัวละครให้ดูลื่นไหลมากขึ้น พร้อมกับผลักดันเรื่องราวให้ไปถึงจุดจุดหนึ่งเสมอ

 

Monster (2004-2005)

 

เช่นเดียวกับผลงานขึ้นหิ้งหลายเรื่องของอูราซาวะ ความต่างและไม่ยึดติดกับมุมมองส่วนบุคคลกลายเป็นมนตร์เสน่ห์สำคัญที่ชักจูงให้ผู้คนรู้สึกคล้อยตามในสิ่งที่ตัวละครเผชิญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Monster (2004-2005) ที่สำรวจเส้นแบ่งระหว่างความดีความชั่ว พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นมนุษย์ผ่านการเดินทางของศัลยแพทย์หนุ่มที่จนแล้วจนรอดความต่างทางความคิดของเขากับฆาตกรก็ยากจะสรุปได้ว่าใครเป็นฝ่ายที่ถูก

 

ส่วน PLUTO ความต่างที่ว่ามาในคราบของเผ่าพันธุ์ โดยมีผลกระทบของสงครามเป็นพื้นหลังคอยขับเคลื่อนเรื่องราวและตั้งคำถาม ถึงกระนั้นเส้นเรื่องที่วางไว้ก็ไม่ได้เถรตรง เมื่อความไม่สมบูรณ์พร้อมถูกเล่าออกมาผ่านหุ่นยนต์กับมนุษย์ที่ในทางหนึ่งพวกเขาดูต่างกันแต่เหมือนกันแทบจะทุกประการ

 

 

การเดินทางตามหาความจริงของ Gesicht จึงกลายเป็นการสำรวจความคิดที่แตกต่างกันของหุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูง และเรียนรู้ความสลับซับซ้อนทางอารมณ์ของมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์ไม่อาจเข้าใจ แต่ความหลักแหลมของอูราซาวะในเรื่องนี้คือ เขาออกแบบตัวละครทั้งหมดให้มีความลึกตื้นหนาบางอย่างมีเหตุผลและซาบซึ้งกินใจเกินเส้นแบ่งของคำว่า ‘เผ่าพันธุ์’

 

ถ้าจะให้สรุปแบบรวบยอดโดยไม่เปิดเผยเนื้อหา การกระทำของพวกเขาทั้งดีและชั่วล้วนตั้งอยู่บนตรรกะของความสูญเสียจนเกิดเป็นความเกลียดชังที่พร้อมจะทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ทว่าความเกลียดชังที่ก่อตัวขึ้นในใจของมนุษย์กับหุ่นยนต์จะมีวันจางหายไปไหม แน่นอนว่าอูราซาวะเองก็ให้คำตอบที่แท้จริงไม่ได้ นัยหนึ่งมันเลยกลายเป็นปริศนาธรรมที่ถูกตั้งเอาไว้ให้กับคนที่เข้ามาสัมผัสผลงานชิ้นนี้

 

แต่ความคมคายของเขาไม่ได้มีแค่นั้น เมื่อการขมวดปมคดีฆาตกรรมกลายเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงและกะเทาะความสัมพันธ์ของมนุษย์กับหุ่นยนต์ หุ่นยนต์กับหุ่นยนต์ หรือแม้กระทั่งมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันเองอย่างมีชั้นเชิง ชนิดที่ใครก็ยากจะเลียนแบบได้

 

 

อย่างไรก็ตาม การดัดแปลง PLUTO มาเป็นอนิเมะก็ต้องยกความดีความชอบให้กับโปรดิวเซอร์รุ่นใหญ่อย่าง มาซาโอะ มารุยามะ ที่เคยร่วมงานกับอูราซาวะมาแล้วหลายครั้งในอนิเมะเรื่อง Yawara! (1989-1992), Master Keaton (1998-1999) และ Monster (2004-2005)

 

นอกจากนี้หากเปิดประวัติของมาซาโอะแบบเร็วๆ ก็จะพบว่าเขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอ Madhouse และ MAPPA ที่ในปัจจุบันเป็นสองสตูดิโออนิเมะที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น อีกทั้งยังเป็นคนที่ผลิตผลงานชิ้นเอกให้กับวงการอีกมากมาย เช่น บรรดาอนิเมะของ ซาโตชิ คอน อย่าง Perfect Blue (1997), Millennium Actress (2001), Tokyo Godfathers (2003) และ Paprika (2006)

 

ฉะนั้นการได้เขาที่เข้าใจการดัดแปลงมังงะของอูราซาวะมากที่สุดคนหนึ่งมาช่วยดูแลงานสร้างจึงเป็นส่วนสำคัญมากๆ และด้วยความที่มาซาโอะเคยเล่าว่าเขากับทีมใช้เวลาในการปั้นโปรเจกต์นี้ประมาณ 10 ปี เพื่อรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมกับเรื่องราว ก็คงกล่าวยกยอได้อย่างเต็มปากว่าด้วยน้ำพักน้ำแรงที่ทุ่มเทให้กับการทำงาน พวกเขาได้สำแดงความยอดเยี่ยมของ PLUTO ออกมาอย่างสมศักดิ์ศรีด้วยการทำให้ Atom สุดคลาสสิกของโอซามุเป็นอมตะ!

 

 

แต่ถึงกระนั้นส่วนที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือทีมแอนิเมชันที่ประกอบด้วย โทชิโอะ คาวากุจิ ผู้กำกับ, ชิเกรุ ฟูจิตะ ผู้ออกแบบตัวละคร และ อิทารุ ไซโต ผู้ออกแบบแอนิเมชัน เพราะด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดเส้นทางอาชีพของพวกเขาในฐานะ Key Animator ทำให้แอนิเมชันของ PLUTO ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่แอ็กชันหลัก แอ็กชันรอง (แอ็กชันเพิ่มเติมที่รองรับแอ็กชันหลัก) แอ็กชันที่ทับซ้อนกัน (แอ็กชันที่ทำออกมาด้วยแนวคิดที่ว่าส่วนต่างๆ ของร่างกายจะเคลื่อนไหวในอัตราที่ต่างกัน) ไปจนถึงแอนิเมชันแบบต่อเนื่อง (เพื่อรองรับอวัยวะบางส่วนของร่างกายที่อาจขยับต่อไปได้แม้จะเคลื่อนไหวเสร็จแล้ว)

 

ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้ความลื่นไหลของแอนิเมชันนั้นไม่ขาดตอนและเต็มไปด้วยรายละเอียดมากมายที่บ่งบอกถึงการเอาใจใส่ของพวกเขา ไม่เพียงแค่นั้น การใส่ส่วนผสมของ CGI ลงไปในงาน 2D ก็เป็นมิติในการสร้างแอนิเมชันที่ดูร่วมสมัยและน่าสนใจดี ถึงจะดูขัดแย้งกับภาพรวมของงานที่วาดด้วยมือก็ตาม

 

 

อีกส่วนที่น่ากล่าวถึงคือดนตรีประกอบที่ได้ ยูโกะ คันโนะ ผู้มีชื่อเสียงมาจากการทำดนตรีประกอบให้กับแฟรนไชส์อนิเมะชื่อดังอย่าง JoJo’s Bizarre Adventure และ Psycho-Pass มาประพันธ์ เพราะด้านหนึ่งมันกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยขับกล่อมสถานการณ์ของตัวละคร รวมถึงสะท้อนห้วงอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยได้ของพวกเขา

 

และก็คงจะไม่เกินจริงนักหากบอกว่า PLUTO ฉบับอนิเมะเป็นศูนย์รวมของคนทำงานมากฝีมือที่รักในผลงานนี้จากก้นบึ้งของหัวใจไม่แพ้กับอูราซาวะที่เขียนมันออกมาเพื่อเคารพผู้ที่ทำให้เขาเข้าสู่วงการนี้

 

 

โดยรวมแล้วตลอด 8 ตอนของอนิเมะเรื่องนี้จึงกลายเป็นการส่งต่อความยอดเยี่ยมบนหน้ากระดาษมาสู่คนดูด้วยความรักและความจริงใจ ข้อสำคัญมันยังทำให้ครุ่นคิดพินิจถึงความต่างระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ได้อย่างลุ่มลึก เมื่อทั้งหมดอาจสอดคล้องกับประโยคที่ตัวละครหนึ่งพูดว่า “อย่าสร้างหุ่นยนต์ให้ใกล้เคียงกับมนุษย์มากไปกว่านี้” เพราะแง่หนึ่งมนุษย์กับหุ่นยนต์ไม่ได้ต่างกัน พวกเขารักเป็น เสียใจเป็น และอาจโกหกเป็น แต่แค่ไม่เข้าใจความรู้สึกเหล่านั้นครบถ้วนทุกประการเท่านั้นเอง

 

สุดท้ายก็หวังว่า PLUTO จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด เพื่อที่อูราซาวะจะได้ขยับแผนการเกษียณของตัวเองออกไปอีกสักหน่อย และทำ 20th Century Boys หนึ่งในผลงานที่หลายคนรอคอยมากที่สุดของเขาเป็นอนิเมะเสียที

 

สามารถรับชม PLUTO ได้แล้ววันนี้ทาง Netflix

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่: https://youtu.be/vzbstPSLHG0

 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

The post PLUTO จาก ‘ตำนาน’ สู่ ‘ตำนาน’ อีกหนึ่งงานมาสเตอร์พีซของ นาโอกิ อูราซาวะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
One Piece กับเกร็ดน่าสนใจของมังงะที่ผู้อ่านทั่วโลกหลงรัก https://thestandard.co/one-piece-interesting-facts/ Wed, 30 Aug 2023 08:24:59 +0000 https://thestandard.co/?p=835567 ONE PIECE

ถือเป็นอีกหนึ่งมังงะมหาชนที่มอบความสนุกให้แก่ผู้อ่านทั่ […]

The post One Piece กับเกร็ดน่าสนใจของมังงะที่ผู้อ่านทั่วโลกหลงรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ONE PIECE

ถือเป็นอีกหนึ่งมังงะมหาชนที่มอบความสนุกให้แก่ผู้อ่านทั่วโลกมายาวนานร่วม 26 ปี สำหรับ One Piece ผลงานเรื่องเยี่ยมจากปลายปากกาของ Eiichiro Oda ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ มังกี้ ดี. ลูฟี่ และกลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง ที่ออกผจญภัยสู่ท้องทะเลอันกว้างใหญ่เพื่อค้นหา ‘วันพีซ’ สมบัติอันดับหนึ่งของโลก 

 

และด้วยเรื่องราวของมิตรภาพอันแน่นแฟ้น การต่อสู้สุดยิ่งใหญ่ แฝงไปด้วยประวัติศาสตร์และการเมืองสุดเข้มข้น ก็ส่งให้ One Piece กลายเป็นหนึ่งในมังงะที่สร้างความประทับใจแก่ผู้อ่านทั่วโลก โดยในปี 2022 มังงะเรื่องนี้สามารถทำยอดขายรวมทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 500 ล้านก๊อบปี้ และถูกนำไปดัดแปลงเป็นสื่อบันเทิงอีกมากมาย ทั้งฉบับอนิเมะซีรีส์, ภาพยนตร์, วิดีโอเกม, การ์ดเกม และสถานที่ท่องเที่ยว 

 

รวมไปถึง One Piece ฉบับซีรีส์ไลฟ์แอ็กชันความยาว 8 ตอน ที่ได้ 5 นักแสดงน่าจับตามองอย่าง Iñaki Godoy, Mackenyu Arata, Emily Rudd, Jacob Gibson และ Taz Skylar มาสวมบทเป็นสมาชิกกลุ่มหมวกฟาง ซึ่งเตรียมเข้าฉายให้แฟนๆ ทั่วโลกได้ชมพร้อมกันในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ทาง Netflix 

 

วันนี้ THE STANDARD POP จึงถือโอกาสรวบรวมเกร็ดน่าสนใจจากมังงะเรื่อง One Piece มาให้ทุกคนได้ติดตามกัน 

 

หมายเหตุ: ข้อมูล ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2023 

 

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

อ้างอิง:

The post One Piece กับเกร็ดน่าสนใจของมังงะที่ผู้อ่านทั่วโลกหลงรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโครงการ ‘Dream Stadium…สนามแห่งฝัน’ ปรับปรุงลานกีฬาชุมชนแฟลตห้วยขวางเป็นภาพซึบาสะพร้อมตัวละครนักฟุตบอลไทย https://thestandard.co/dream-stadium-sport-field/ Sun, 06 Aug 2023 09:34:14 +0000 https://thestandard.co/?p=826120 Dream Stadium

ช่วงเช้าวันนี้ (6 สิงหาคม) ได้มีพิธีเปิดสนามของโครงการ […]

The post เปิดโครงการ ‘Dream Stadium…สนามแห่งฝัน’ ปรับปรุงลานกีฬาชุมชนแฟลตห้วยขวางเป็นภาพซึบาสะพร้อมตัวละครนักฟุตบอลไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dream Stadium

ช่วงเช้าวันนี้ (6 สิงหาคม) ได้มีพิธีเปิดสนามของโครงการ ‘Dream Stadium…สนามแห่งฝัน’ ปรับปรุงลานกีฬาในฝันกลางชุมชนที่ผนวกกีฬาและป๊อปคัลเจอร์เข้าด้วยกัน ออกมาเป็นภาพของกัปตันซึบาสะพร้อม 4 ตัวละครนักฟุตบอลชาวไทยในเรื่อง ทั้ง บุนนาค สิงห์ประเสริฐ และสามพี่น้องกรสวัสดิ์ (ชนะ, สกุล, ฟ้าลั่น) ซึ่งเป็นภาพปกเล่มที่ 5 ในภาคชิงแชมป์เยาวชนโลก มาวาดลงที่พื้นสนามฟุตบอลในแฟลตชุมชนห้วยขวาง 

 

โครงการนี้เริ่มพัฒนาไปแล้ว 4 พื้นที่ โดย Think Curve – คิดไซด์โค้ง, บิ๊กวัน กรุ๊ป, แกรนด์สปอร์ต, สโมสรฟุตบอลบีจี และกรุงเทพมหานคร รวมถึงอาจารย์โยอิจิ ทาคาฮาชิ ผู้วาด กัปตันซึบาสะ การ์ตูนญี่ปุ่นชื่อดัง โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้ฟุตบอลเป็นตัวนำทาง สานต่อแรงบันดาลใจ

 

The post เปิดโครงการ ‘Dream Stadium…สนามแห่งฝัน’ ปรับปรุงลานกีฬาชุมชนแฟลตห้วยขวางเป็นภาพซึบาสะพร้อมตัวละครนักฟุตบอลไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดใหม่เป็นลูกโอชิ EP.1-2 อนิเมะที่พาไปสำรวจคำโกหกสีขาวของไอดอลกับความรักสีดำของแฟนคลับ https://thestandard.co/oshi-no-ko-ep-1-2/ Tue, 25 Apr 2023 04:14:21 +0000 https://thestandard.co/?p=780963 เกิดใหม่เป็นลูกโอชิ

*หมายเหตุ: บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของอนิเมะ […]

The post เกิดใหม่เป็นลูกโอชิ EP.1-2 อนิเมะที่พาไปสำรวจคำโกหกสีขาวของไอดอลกับความรักสีดำของแฟนคลับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดใหม่เป็นลูกโอชิ

*หมายเหตุ: บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของอนิเมะ Oshi no Ko เกิดใหม่เป็นลูกโอชิ ตอนที่ 1-2*

 

Oshi no Ko เกิดใหม่เป็นลูกโอชิ คืออนิเมะซีรีส์เรื่องใหม่ที่เพิ่งจะออกอากาศได้เพียง 2 ตอนก็มีผู้ชมติดตามอย่างเนืองแน่น โดยดัดแปลงมาจากผลงานมังงะของ อากะ อาคาซากะ (เรื่อง) และ เม็งโกะ โยโกยาริ (ภาพ) ที่ออกตีพิมพ์ในปี 2020 และได้สตูดิโอ Doga Kobo มารับหน้าที่ดูแลการผลิต พร้อมทั้งได้ศิลปินชื่อดังอย่าง YOASOBI และ Queen Bee มารับหน้าที่ร้องเพลงประกอบ 

 

Oshi no Ko เล่าเรื่องราวของ โกโร่ นายแพทย์หนุ่มผู้เป็นแฟนคลับตัวยงของไอ ไอดอลสาววัย 16 ปี กระทั่งวันหนึ่งโกโร่มาเจอกับไอที่โรงพยาบาล แถมเธอกำลังท้องลูกแฝดอีกด้วย โกโร่จึงสัญญาว่าจะช่วยเธอปกปิดความลับและทำคลอดให้เธออย่างปลอดภัย แต่แล้วจู่ๆ โกโร่กลับถูกคนปริศนาฆ่าตายและถูกส่งไปเกิดใหม่เป็นลูกชายของไอเสียอย่างนั้น 

 

 

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่ามังงะหรือไลท์โนเวลแนวอิเซไค (Isekai) หรือเกิดใหม่ในต่างโลก เป็นอีกหนึ่งแนวที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ซึ่งแต่ละเรื่องก็มีไอเดียของการเกิดใหม่ที่โดดเด่นแตกต่างกันไป จึงทำให้สตูดิโอหลายแห่งหยิบมังงะหรือไลท์โนเวลชื่อดังหลายเรื่องมาดัดแปลงเป็นอนิเมะให้เราได้ชมอย่างไม่ขาดสาย

 

และ Oshi no Ko นับเป็นอีกหนึ่งอนิเมะแนวอิเซไคที่มาพร้อมกับไอเดียที่โดดเด่นตั้งแต่แรกเห็น แม้ว่าตัวละครจะไม่ได้เกิดใหม่ในโลกแฟนตาซีก็ตาม จะเกิดอะไรขึ้นหากแฟนคลับของไอดอลสาวชื่อดัง ดันเกิดใหม่เป็นลูกของไอดอลเสียอย่างนั้น ซึ่งหลังจากที่เราได้มีโอกาสชม 2 ตอนแรกไป ก็ทำให้เราค้นพบว่าอีกหนึ่งความน่าสนใจของอนิเมะเรื่องนี้เห็นจะเป็นการพาผู้ชมเข้าไปสำรวจแง่มุมของอาชีพไอดอลและวงการบันเทิงของญี่ปุ่น ที่นอกจากจะมอบชื่อเสียงและการยอมรับให้กับตัวละครไอ มันยังสร้างแรงกดดันและบาดแผลทางใจให้กับเธอด้วยเช่นกัน

 

 

ทั้งการต้องรับมือกับความคาดหวังของแฟนคลับบางกลุ่มที่ต้องการให้ไอเป็นในแบบที่พวกเขาอยากให้เป็น โดยมีคำว่า ‘ความหวังดี’ เป็นฉากบังหน้า แต่กลับไม่เคยเอ่ยถามว่า ‘ความสุขที่แท้จริง’ ของเธอคืออะไร เธอจึงต้องพยายามทำตามคำแนะนำเหล่านั้นเพื่อให้ผู้คนยังชื่นชอบและติดตามเธอต่อไป หรือการถูกแฟนคลับบางคนคุกคามชีวิตส่วนตัวมากเกินไปโดยอ้างว่ามันคือ ‘ความรัก’ ที่มอบให้กับเธอ และการต้องเจอกับคำสบประมาทจากทั้งโลกโซเชียลและคนในวงการด้วยกันเอง 

 

ไปจนถึงการแข่งขันกันภายในวงการที่ ‘ความสามารถ’ ไม่ได้เป็นตัวกำหนดคุณค่าของเธอเพียงอย่างเดียว แต่มันยังถูกกำหนดด้วย ‘ภาพลักษณ์’ และ ‘ความนิยม’ ที่จะต้องรักษาไว้เพื่อตัวเองยังสามารถทำอาชีพที่ตนเองรักต่อไปได้ 

 

 

ด้วยหลายสิ่งอย่างที่ไอต้องรับมืออยู่ทุกวี่วัน มันยิ่งตอกย้ำความหมายของประโยคที่เธอกล่าวไว้ว่า “ไอดอลก็แค่ภาพลักษณ์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เปล่งประกายด้วยมนตร์ของการโกหก การโกหกเป็นรูปแบบของความรักขั้นสูงสุด” ได้อย่างเด่นชัด เพราะแม้ว่าสิ่งที่เธอแสดง พูด หรือปกปิดว่าตัวเองมีลูกจะเป็นการโกหกกับผู้คน แต่มันก็เป็น ‘การโกหกสีขาว’ เพื่อที่เธอจะยังคงได้ขึ้นไปร้องเต้นบนเวทีอย่างมีความสุขไปพร้อมกับการสร้างครอบครัวที่ใฝ่ฝันต่อไปได้ 

 

ขณะเดียวกัน ‘ความรัก’ ของคนบางกลุ่ม ก็อาจจะไม่ได้หมายความถึงแง่มุมที่ดีเสมอไป แต่มันอาจเป็น ‘ความรักสีดำ’ ที่มาพร้อมกับความไร้สติ ไม่ให้เกียรติ และหมายจะครอบครองความรักนั้นไว้เพียงคนเดียวเช่นเดียวกัน 

 

 

แม้ว่าตอนนี้ Oshi no Ko จะเพิ่งฉายไปเพียง 2 ตอน เรายังต้องติดตามกันต่อว่าเรื่องราวของสองพี่น้องอย่าง อควา และ รูบี้ จะเป็นอย่างไรต่อไป 

 

แต่เรื่องราวของไอที่ถูกบอกเล่าผ่าน 2 ตอนแรกนี้ ก็อาจกำลังบอกกับผู้ชม (โดยเฉพาะแฟนคลับ) อย่างตรงไปตรงมาว่า แม้ไอดอลจะเป็นอาชีพที่คอยมอบรอยยิ้มและความสุขให้กับทุกคน แต่เขาหรือเธอเหล่านั้นก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ดังนั้นแล้วโปรดให้เกียรติซึ่งกันและกันดังที่คนคนหนึ่งควรได้รับ มอบความรักให้กันเท่าที่พวกเขาอยากให้รัก และเคารพใน ‘ตัวตน’ ที่พวกเขาเป็น เพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานที่พวกเขารัก และมอบความสุขให้กับทุกคนได้อย่างสบายใจ โดยไม่จำเป็นต้อง ‘โกหกตัวตนของตัวเอง’ อีกต่อไป 

 

ไอ: ฉันก็อยากให้ส่วนที่เป็น ‘ความสุข’ เป็นเรื่องจริงเหมือนกันนะ 

 

สามารถรับชม Oshi no Ko เกิดใหม่เป็นลูกโอชิ แบบถูกลิขสิทธิ์ได้แล้วทาง bilibili, iQIYI, Netflix และ Ani-One Thailand 

 

ภาพ: anime_oshinoko / Youtube, anime_oshinoko / Twitter

The post เกิดใหม่เป็นลูกโอชิ EP.1-2 อนิเมะที่พาไปสำรวจคำโกหกสีขาวของไอดอลกับความรักสีดำของแฟนคลับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมช่องทางชม Attack on Titan The Final Season Part 3 (ครึ่งแรก) แบบถูกลิขสิทธิ์ https://thestandard.co/viewing-channels-attack-on-titan-3/ Fri, 03 Mar 2023 10:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=757924

เหลือเวลาอีกไม่นานแล้วที่คออนิเมะจะได้ไปติดตามบทสรุปของ […]

The post รวมช่องทางชม Attack on Titan The Final Season Part 3 (ครึ่งแรก) แบบถูกลิขสิทธิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เหลือเวลาอีกไม่นานแล้วที่คออนิเมะจะได้ไปติดตามบทสรุปของมหากาฬสงครามระหว่างมนุษย์และไททันใน Attack on Titan The Final Season Part 3 (ครึ่งแรก) อนิเมะที่ดัดแปลงมาจากมังงะยอดฮิตของ ฮาจิเมะ อิซายามะ โดยเนื้อหาในตอนแรกจะมีความยาวถึง 1 ชั่วโมงเต็ม พร้อมได้สตูดิโอ MAPPA มารับหน้าที่ดูแลการผลิตเช่นเดิม รวมถึงการได้ศิลปินอย่าง SiM ที่เคยร่วมทำเพลงเปิดให้กับอนิเมะเรื่องนี้มาแล้วในเพลง The Rumbling กลับมาร่วมสร้างความเดือดอีกครั้งกับเพลงเปิดใหม่ที่ชื่อว่า Under The Tree

 

THE STANDARD POP จึงถือโอกาสรวบรวมช่องทางการชม Attack on Titan The Final Season Part 3 (ครึ่งแรก) แบบถูกลิขสิทธิ์ และวันฉายตอนแรกมาให้คออนิเมะได้ติดตาม ใครสะดวกช่องทางไหนปักหมุดรอไว้เลย!

 

หมายเหตุ: อัปเดต ณ วันที่ 2 มีนาคม 2023

 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่:

 

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

อ้างอิง:

The post รวมช่องทางชม Attack on Titan The Final Season Part 3 (ครึ่งแรก) แบบถูกลิขสิทธิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดาบพิฆาตอสูร: สู่หมู่บ้านช่างตีดาบ การอุ่นเครื่องสู่บทใหม่ที่ยอดเยี่ยมทั้งงานภาพและเสียงพากย์ไทย https://thestandard.co/demon-slayer-to-the-swordsmith-village/ Sun, 19 Feb 2023 08:04:50 +0000 https://thestandard.co/?p=752446

Demon Slayer: To The Swordsmith Village หรือในชื่อไทย ด […]

The post ดาบพิฆาตอสูร: สู่หมู่บ้านช่างตีดาบ การอุ่นเครื่องสู่บทใหม่ที่ยอดเยี่ยมทั้งงานภาพและเสียงพากย์ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

Demon Slayer: To The Swordsmith Village หรือในชื่อไทย ดาบพิฆาตอสูร: สู่หมู่บ้านช่างตีดาบ คือภาพยนตร์อนิเมะที่ดัดแปลงมาจากมังงะยอดฮิตของ โคโยฮารุ โกโตเกะ และยังคงได้ ufotable สตูดิโออนิเมะระดับแถวหน้าของญี่ปุ่นมารับหน้าที่ดูแลการผลิตเช่นเดิม 

 

สำหรับเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้ จะเป็นการหยิบนำเนื้อหาของอนิเมะซีรีส์ภาค Entertainment District Arc หรือภาคย่านเริงรมย์ ตอนที่ 10, 11 และตอนแรกของภาค Swordsmith Village Arc มาเรียบเรียงในฉบับภาพยนตร์ เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนที่แฟนๆ ของทันจิโร่และผองเพื่อนจะได้ไปติดตามเรื่องราวการต่อสู้ครั้งใหม่กันแบบเต็มๆ ในฉบับอนิเมะซีรีส์ ซึ่งมีกำหนดฉายภายในเดือนเมษายนนี้ 

 

 

ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราทราบว่าทาง ufotable จะนำสองตอนสุดท้ายของภาคย่านเริงรมย์และตอนแรกของภาคหมู่บ้านช่างตีดาบมาฉายเป็นฉบับภาพยนตร์ฉายโรง กล่าวตามตรงว่าส่วนตัวผู้เขียนไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเท่าไรนัก อาจเพราะเราเคยรับชมและอิ่มเอมกับงานภาพสุดอลังของภาคย่านเริงรมย์ในฉบับอนิเมะซีรีส์มาแล้ว จึงเกรงว่าการกลับมาดูซ้ำอีกรอบคงจะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่อีกด้านหนึ่ง เราก็อยากเห็นว่าทีมสร้างจะปูเรื่องราวเข้าสู่ภาคหมู่บ้านช่างตีดาบ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภาคที่แฟนๆ หลายคนตั้งตารอออกมาในรูปแบบไหน 

 

 

ซึ่งหลังจากที่เราได้ชม Demon Slayer: To The Swordsmith Village ในโรงภาพยนตร์จนจบ กลับกลายเป็นว่าเรายังสนุกและตื่นตาตื่นใจกับฉากแอ็กชันระหว่างข้างขึ้นที่ 6 กิวทาโร่ และเสาหลักเสียง อุซุย เท็นเง็น ไม่ต่างจากครั้งแรกที่ได้ชม ซึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกแบบนั้นเห็นจะเป็นการได้ชมในโรงภาพยนตร์นี่แหละ ทั้งจอภาพขนาดใหญ่ที่ทำให้เราได้เห็นงานภาพอันประณีตอย่างชัดเจนและเต็มตามากขึ้น รวมถึงระบบเสียงที่เป็นส่วนสำคัญมากๆ ในการปลุกเร้าให้เรารู้สึกฮึกเหิมและอยากเอาใจช่วยทันจิโร่และผองเพื่อนในการเอาชนะข้างขึ้นที่ 6 ไปให้ได้ (แม้ว่าเราจะรับรู้ตอนจบอยู่แล้วก็ตาม) 

 

อีกแง่หนึ่ง ความรู้สึกเหล่านี้พิสูจน์ให้เราเห็นว่า ทีมงาน ufotable ใส่ใจกับการสร้างสรรค์งานภาพและดนตรีประกอบในทุกรายละเอียดจริงๆ จนทำให้คุณภาพของอนิเมะซีรีส์ที่ออกฉายทางโทรทัศน์และสตรีมมิง มีคุณภาพเทียบเท่ากับอนิเมะภาพยนตร์ฉายโรง ซึ่งมีเพียงไม่กี่เรื่องที่จะสามารถทำได้

 

 

ตัดสลับมาที่เนื้อหาตอนแรกของภาคช่างตีดาบกันบ้าง เรียกได้ว่าทีมงาน ufotable ยังคงสร้างสรรค์งานภาพและดนตรีประกอบออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้อนิเมะซีซันก่อนๆ โดยเฉพาะฉากไฮไลต์สำคัญที่เราชื่นชอบมากๆ อย่างการประชุมใหญ่ของเหล่าอสูรข้างขึ้นทั้งห้า และ คิบุซึจิ มุซัน ณ ปราสาทไร้ขอบเขต ที่ถูกนำมาตีความและต่อยอดจินตนาการเพิ่มเติมจากผลงานมังงะต้นฉบับออกมาได้อย่างเวอร์วังสมการรอคอย 

 

ทั้งงานแอนิเมชัน 2D และ 3D ที่ผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว จังหวะการตัดต่อ การจัดองค์ประกอบภาพ และงานวิชวลเอฟเฟ็กต์ที่เข้ามาช่วยตีบวกให้ฉากการปรากฏตัวของอสูรข้างขึ้นน่าเกรงขามและเปี่ยมเสน่ห์มากขึ้น ซึ่งการปรากฏตัวของเหล่าอสูรฉากนี้นี่แหละที่ทำให้เราตื่นเต้นและตั้งตารอชมการต่อสู้อันดุเดือดระหว่างเหล่าอสูรข้างขึ้นและเสาหลักที่จะเกิดขึ้นในฉบับอนิเมะซีรีส์ได้จริงๆ  

 

อีกหนึ่งจุดเด่นของเรื่องที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ นั่นคือทีมงานพากย์ไทยทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก๋าที่ไม่ทำให้เราผิดหวังเช่นเดิม โดยเฉพาะเหล่าผู้ให้เสียงพากย์อสูรข้างขึ้นทั้งห้า อย่าง เอิร์ธ-สรวิศ ต่งเท่ง (พากย์เสียงอสูรข้างขึ้นที่ 5 เกียกโกะ), อ๊อด-บัญชา เหมะบุตร (พากย์เสียงอสูรข้างขึ้นที่ 4 ฮันเท็งงุ), บอส-อภิชิต ลิขิตลิ้มปรีชา (พากย์เสียงอสูรข้างขึ้นที่ 3 อาคาซะ), ซีโร่-ศักราช อ่ำส้ม (พากย์เสียงอสูรข้างขึ้นที่ 2 โดมะ) และ คม-คมสรร รัตนากรบดี (พากย์เสียงอสูรข้างขึ้นที่ 1 โคคุชิโบะ) ซึ่งทุกคนต่างนำเสนอคาแรกเตอร์ที่ดูเย่อหยิ่ง เคร่งขรึม และบิดเบี้ยวของเหล่าอสูรข้างขึ้นทั้งห้าออกมาได้อย่างมีเสน่ห์  

 

 

ในภาพรวมแล้ว แม้ว่า Kimetsu no Yaiba: To The Swordsmith Village จะนำเหตุการณ์ที่เราเคยชมไปแล้วในฉบับอนิเมะซีรีส์มาฉายใหม่ แต่เมื่อเราได้กลับมาดูอีกครั้งด้วยจอภาพขนาดใหญ่และระบบเสียงของโรงภาพยนตร์ ก็ทำให้เรายังตื่นเต้นกับฉากแอ็กชันสุดเวอร์วังได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกับครั้งแรกที่ได้ชม รวมถึงเปิดการเปิดตัวอสูรข้างขึ้นทั้งห้าที่จัดเต็มในทุกรายละเอียด ก็สามารถชักชวนให้เราตั้งตารอการปรากฏตัวของพวกเขาในฉบับอนิเมะซีรีส์ได้อย่างอยู่หมัด 

 

Kimetsu no Yaiba: To The Swordsmith Village มีกำหนดเข้าฉายอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่:

 

 

ภาพ: Aniplex USA / YouTube   

 

อ้างอิง:

The post ดาบพิฆาตอสูร: สู่หมู่บ้านช่างตีดาบ การอุ่นเครื่องสู่บทใหม่ที่ยอดเยี่ยมทั้งงานภาพและเสียงพากย์ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tokyo Revengers ซีซัน 2 เหล่าวัยรุ่นโตมันพร้อมกลับมาลุยอีกครั้ง 8 ม.ค. นี้ ทาง Disney+ Hotstar https://thestandard.co/tokyo-revengers-season-2/ Tue, 03 Jan 2023 04:31:14 +0000 https://thestandard.co/?p=732145

Tokyo Revengers ซีซัน 2 อนิเมะนักเลงญี่ปุ่นยอดฮิตที่ดัด […]

The post Tokyo Revengers ซีซัน 2 เหล่าวัยรุ่นโตมันพร้อมกลับมาลุยอีกครั้ง 8 ม.ค. นี้ ทาง Disney+ Hotstar appeared first on THE STANDARD.

]]>

Tokyo Revengers ซีซัน 2 อนิเมะนักเลงญี่ปุ่นยอดฮิตที่ดัดแปลงมาจากมังงะในชื่อเดียวกันของ เคน วาคุอิ กำลังจะกลับมาสานต่อเรื่องราวสุดเข้มข้นของเหล่าแก๊งโตเกียวมันจิไคกันอีกครั้ง 8 มกราคมนี้ ทาง Disney+ Hotstar

 

สำหรับ Tokyo Revengers ซีซัน 2 หรือที่แฟนๆ รู้จักกันในชื่อภาคว่า Christmas Showdown Arc จะว่าด้วยเรื่องราวหลังจากที่ทาเคมิจิและแก๊งโตมันได้รับชัยชนะในศึกฮาโลวีนเลือด พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูสุดแกร่งกลุ่มใหม่อย่างแก๊ง Black Dragons ซึ่งมีส่วนเกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ในอนาคต ทาเคมิจิจึงต้องหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

 

โดยซีซันนี้จะยังคงได้ โคอิจิ ฮัตสึมิ มานั่งแท่นผู้กำกับเช่นเดิม พร้อมด้วยสตูดิโอ Liden Films มารับหน้าที่ดูแลการผลิต รวมถึงยังได้ศิลปินระดับแถวหน้าอย่าง Official Hige Dandism กลับมารับหน้าที่ร้องเพลงเปิดในชื่อ White Noise และ Tuyu มารับหน้าที่ร้องเพลงปิดในชื่อ Kizutsukedo, Aishiteru

 

สำหรับ Tokyo Revengers คือมังงะแนวนักเลงญี่ปุ่นจากปลายปากกาของ เคน วาคุอิ เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกบนนิตยสาร Weekly Shonen สำนักพิมพ์ Kodansha ในปี 2017 และมีการตีพิมพ์ตอนอวสานเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 

 

อ้างอิง:

The post Tokyo Revengers ซีซัน 2 เหล่าวัยรุ่นโตมันพร้อมกลับมาลุยอีกครั้ง 8 ม.ค. นี้ ทาง Disney+ Hotstar appeared first on THE STANDARD.

]]>
Maruya ฉลอง 10 ปีที่พารากอน จัดใหญ่อีเวนต์สาวกการ์ตูนญี่ปุ่น คออนิเมะและสายคอสเพลย์ https://thestandard.co/maruya-10-years-anniversary/ Mon, 19 Dec 2022 01:04:53 +0000 https://thestandard.co/?p=725422 MARUYA 10 Years Anniversary

วันนี้ (18 ธันวาคม) ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าส […]

The post Maruya ฉลอง 10 ปีที่พารากอน จัดใหญ่อีเวนต์สาวกการ์ตูนญี่ปุ่น คออนิเมะและสายคอสเพลย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MARUYA 10 Years Anniversary

วันนี้ (18 ธันวาคม) ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดงานครบรอบ 10 ปี MARUYA 10 Years Anniversary กิจกรรมนี้จัดโดยบริษัท Extend Event ถืออีเวนต์สำหรับคอการ์ตูนญี่ปุ่น อนิเมะ และการประชันการแต่งกายคอสเพลย์ โดยจัดกิจกรรมตั้งแต่เวลา 11.00-21.00 น. มีแขกรับเชิญสาวแต่งคอสเพลย์จำนวนมากมาร่วมงาน ซึ่งงานนี้มีค่าบัตรราคา 150 บาท 

 

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ซื้อบัตรเข้างานจะได้รับสายรัดข้อมือจึงจะสามารถผ่านเข้าและออกงานได้ตลอด โดยที่สายรัดข้อมือนี้ไว้เพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ประจำประตูทางเข้างาน โดยภายในฮอลล์มีบูธขายสินค้าต่างๆ มากมาย ทั้งบูธที่เลเยอร์นำรูปตนเองมาจำหน่าย บูธขายสินค้าสำหรับคอสเพลย์ บูธขายสินค้าการ์ตูน และบูธจำหน่ายสิ่งของแฮนด์เมด 

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับงาน Maruya นั้น จะจัดขึ้นโดยประมาณทุกๆ 3 เดือน สำหรับงานนี้จัดครั้งล่าสุดในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

 

The post Maruya ฉลอง 10 ปีที่พารากอน จัดใหญ่อีเวนต์สาวกการ์ตูนญี่ปุ่น คออนิเมะและสายคอสเพลย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาเนีย ลอยด์ ยอร์ และตัวละครใน Spy x Family แอนิเมชันซีรีส์ที่เรากำลังตกหลุมรัก https://thestandard.co/spy-x-family-characters/ Thu, 03 Nov 2022 06:21:58 +0000 https://thestandard.co/?p=703801 ตัวละคร Spy x Family

Spy x Family แอนิเมชันซีรีส์ที่กำลังครองใจแฟนๆ ตอนนี้ โ […]

The post อาเนีย ลอยด์ ยอร์ และตัวละครใน Spy x Family แอนิเมชันซีรีส์ที่เรากำลังตกหลุมรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวละคร Spy x Family

Spy x Family แอนิเมชันซีรีส์ที่กำลังครองใจแฟนๆ ตอนนี้ โดยเฉพาะครอบครัวฟอร์เจอร์ที่เป็นตัวละครหลัก ประกอบด้วยคุณพ่อลอยด์ คุณแม่ยอร์ และ ‘อาเนีย’ เด็กหญิงผมสีชมพูที่อ่านใจคนออก ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นคาแรกเตอร์ขวัญใจแฟนซีรีส์ไปเรียบร้อยแล้ว และไม่ได้มีแค่นี้ Spy x Family ยังมีตัวละครเท่ๆ ที่ยิ่งดูยิ่งหลงรักอีกเพียบ

 

Spy x Family คือแอนิเมชันซีรีส์เล่าเรื่องราวของสายลับหนุ่มที่จำเป็นต้องสร้างครอบครัวปลอมๆ เพื่อปฏิบัติภารกิจลับระดับชาติ โดยที่เขาไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าเด็กหญิงวัย 6 ขวบที่รับมาอุปการะนั้นจะมีพลังวิเศษในการอ่านใจคนออก และภรรยาที่สมยอมมาแต่งงานด้วยกลับมีอาชีพที่ซ่อนเร้นคือการเป็นนักฆ่า นำมาซึ่งความวุ่นวายแบบสุดสนุก

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


 

 

ครอบครัวฟอร์เจอร์

 

  • ลอยด์ ฟอร์เจอร์ 

ไม่ปรากฏอายุ สูง 187 เซนติเมตร

 

สายลับหนุ่มหล่อไร้นามจากดินแดนเวสทาลิส ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่ยังเป็นคนที่เก่งเรื่องการต่อสู้ มีความจำดีเลิศ และยังเป็นสายลับที่เชี่ยวชาญในการเปลี่ยนใบหน้าและตัวตนเพื่อให้เข้ากับปฏิบัติการต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย 

 

ลอยด์ไม่ใช่ชื่อจริงของเขา เพราะเป็นธรรมดาของสายลับที่ต้องปกปิดตัวตนที่แท้จริงไว้ เราเลยไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไร อายุเท่าไร จากการคาดเดา ลอยด์น่าจะอยู่ในวัยปลาย 20 หรือต้น 30 เป็นคนจิตใจดี ใจเย็น และมีระบบวิธีคิดเป็นรูปแบบ เขาทำงานให้กับกองทัพเวสทาลิสมาเป็นเวลานาน 

 

พื้นเพวัยเด็กลอยด์กับพ่อพรากจากกันระหว่างการรุกรานของออสทาเนีย ทำให้เขากลายเป็นเด็กกำพร้าที่มีความฝันจะสร้างโลกที่เด็กๆ ไม่ต้องร้องไห้อีกต่อไป นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาโตมาเป็นสายลับ

 

แต่ถึงอย่างนั้นในชีวิตปกติธรรมดา ลอยด์เป็นหัวหน้าครอบครัวที่น่ารัก โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาคือสายลับที่ฝีมือดีที่สุดของเวสทาลิส ที่มีโค้ดเนมว่า สนธยา (Twilight)

 


 

  • ยอร์ ฟอร์เจอร์ 

อายุ 27 ปี สูง 170 เซนติเมตร

 

หญิงสาวผู้แสนดี ทำงานเป็นพนักงานประจำซิตี้ฮอลล์ ด้วยความที่ยอร์ยังเป็นสาวโสด จึงถูกจับตามองจากเพื่อนร่วมงานว่าทำไมไม่มีแฟนเสียที และเพื่อที่จะปกปิดความลับว่าเธอคือนักฆ่า ในโค้ดเนม เจ้าหญิงหนาม (Thorn Princess) ยอร์จึงตกลงใจแต่งงานกับลอยด์ และเข้าไปเป็นสมาชิกครอบครัวฟอร์เจอร์

 

ยอร์ ผู้หญิงผมสีดำ ดวงตาสีแดง ดูภายนอกเธอก็เป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง อาจจะดูเข้าสังคมไม่ค่อยเก่ง ไม่ค่อยสนิทกับเพื่อนร่วมงานมากนัก ดูใจดี ซื่อๆ ไม่มีพิษภัย แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นนักฆ่า ยอร์ก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็นขั้วตรงข้าม แต่ยังคงความสุภาพเมื่อจะต้องปลิดชีพใครสักคน 

 

แม้ในชีวิตการเป็นพนักงาน เป็นแม่บ้าน ยอร์จะไม่เก่งเรื่องทำกับข้าวหรืองานแม่บ้านสักเท่าไร แต่สกิลการทำความสะอาดเป็นอะไรที่เธอถนัดมาก เพราะตรงกับสายงานที่ต้องคอยเก็บกวาดหลังการสังหารให้เรียบร้อย อดีตของยอร์ก็ไม่ต่างจากคนในครอบครัวฟอร์เจอร์มากนัก เติบโตมาโดยไม่มีพ่อแม่คอยดูแล และเธอเองยังต้องคอยดูแลน้องชายเพียงคนเดียวที่ชื่อยูริ จนแทบเป็นเหมือนแม่แท้ๆ ของเขา

 

 

  • อาเนีย ฟอร์เจอร์ 

อายุ 6 ขวบ สูง 99.5 เซนติเมตร

 

เด็กสาวกำพร้าจากออสทาเนีย ผมสีชมพูน่ารักละมุน จนเป็นที่รักของผู้อุปการะหลายครอบครัว แต่กลับไม่มีใครยอมรับในพลังวิเศษที่อาเนียอ่านใจคนออก ทำให้เธอต้องกลับมาอยู่บ้านเด็กกำพร้าหลายครั้ง และเมื่อได้พบกับลอยด์ ฟอร์เจอร์ เธอจึงเก็บความลับเรื่องพลังวิเศษเอาไว้ และใช้มันเพียงเพื่อทำให้เขาเห็นว่าเธอเรียนเก่งราวกับอัจฉริยะ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว นอกเหนือจากพลังการอ่านใจคนออก อาเนียก็ไม่ได้เรียนเก่งอะไรเลย วิชาเรียน วาดรูป กีฬา ดนตรี อาเนียมักได้คะแนนน้อยนิดเสมอ อาศัยพลังวิเศษอ่านใจคนอื่น ทำให้เธอสอบผ่านมาได้อย่างฉิวเฉียดทุกๆ ครั้ง

 

จุดอ่อนของอาเนียคือ การที่ยังควบคุมการอ่านใจคนไม่ได้ ทำให้เธอมักจะต้องรับรู้ความในใจคนทุกคน ยิ่งตอนที่ต้องไปอยู่ท่ามกลางฝูงคน อาเนียก็แทบเป็นลม เพราะสิ่งที่ทุกคนคิดอยู่ในใจ เธอได้ยินมันหมดทุกอย่าง

 

อาเนียเป็นเด็กที่ชอบความตื่นเต้นและไม่กลัวอะไร ตอนที่รู้ว่าลอยด์เป็นสายลับ หรือยอร์เป็นนักฆ่า เธอยิ่งรู้สึกสนุกที่จะได้อยู่ร่วมกับพวกเขา และความน่ารักของอาเนียในมุมที่เป็นเด็กเล็กธรรมดาคนหนึ่ง ก็ทำให้คนดูอย่างเราๆ หัวใจอ่อนยวบได้เสมอ

 


 

  • บอนด์ ฟอร์เจอร์ 

สุนัขเพศผู้ พันธุ์ Great Pyrenees

 

บอนด์เป็นสุนัขตัวใหญ่ขนาดว่าอาเนียขึ้นไปขี่หลังได้สบายๆ มันมีขนสีขาวนุ่มๆ และมีอุ้งเท้าสีดำ เหมือนกับว่าใส่ถุงมือ ถุงเท้าเอาไว้ จนทำให้อาเนียตั้งชื่อมันว่า บอนด์ ตามชื่อตัวละคร บอนด์แมน ที่เธอชื่นชอบในรายการโทรทัศน์

 

บอนด์ หรือโค้ดเนม Subject 8 เป็นสัตว์ในห้องทดลองที่หลุดรอดออกมาได้ เลยทำให้มันออกจะกลัวเครื่องมือฝึกหมาต่างๆ แต่ถึงอย่างนั้น โดยตัวตน บอนด์เป็นเจ้าหมาใจดีมาก และยังคอยช่วยเหลือเด็กๆ ที่กำลังประสบอุบัติเหตุอย่างคาดไม่ถึงเสมอ มันยังเคยช่วยอาเนียกับลอยด์ด้วยเหมือนกัน 

 

ด้วยความที่เคยเป็นสัตว์ในห้องทดลอง ทำให้บอนด์มีพลังวิเศษในการหยั่งรู้อนาคต เพียงแต่ว่าสิ่งที่มันเห็นนั้นไม่ใช่อนาคตที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด และเมื่อมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต บอนด์ก็สามารถแก้ไขเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ และกับอาเนีย ก็ต้องเรียกว่าสนิทกันเป็นพิเศษ เพราะเจ้านายตัวน้อยเข้าใจสิ่งที่บอนด์คิด ทำให้พวกเขาเป็นเหมือนพี่น้องในครอบครัว

 

 

ยูริ ไบรอาร์

อายุ 20 ปี สูง 179 เซนติเมตร

น้องชายของยอร์ ผู้เทิดทูนพี่สาวสุดใจ

 

ยูริเกิดมาไม่ทันจะจดจำพ่อแม่ที่เสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก เลยมีเพียงยอร์ พี่สาวที่เขาทั้งรัก ทั้งตามติดต้อยๆ พวกเขาเติบโตมาด้วยกัน สนิทกันขนาดที่ว่าตอนเด็กๆ ยูริยังเคยบอกว่าจะแต่งงานกับยอร์ด้วยซ้ำ

 

ยูริ ไบรอาร์ จึงไม่ค่อยพอใจนักตอนที่รู้ว่าพี่สาวแต่งงานกับลอยด์ เพราะมองว่าเขาไม่ได้คู่ควรพอ การแสดงออกของเขาต่อลอยด์จึงหยาบคาบในท่าที แต่เมื่อได้รู้จักกันจริงๆ แล้ว ยูริก็ประทับใจในตัวเขาไม่น้อย 

 

ยูริทำงานให้กับ SSS หรือ State Security Service แห่งดินแดนออสทาเนีย เขาเป็นคนฉลาดมาก และทุ่มเทให้กับการทำงานเพื่อชาติ ดังนั้นคนที่จะมาทรยศต่อแผ่นดินจะเป็นสิ่งที่เขายอมไม่ได้ 

 

 

แฟรงกี้ แฟรงคลิน

ผู้ช่วยคนสำคัญของลอยด์

 

แฟรงกี้เป็นคนที่อยู่ช่วยเหลือลอยด์ในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ หน้าตาท่าทางอาจจะดูแปลกๆ สักหน่อย แต่ก็เป็นคนจิตใจดี ขนาดว่าในตอนแรกที่ลอยด์ต้องการภรรยาปลอมๆ สักคน แฟรงกี้ก็ยังยอมแต่งหญิงดูว่าจะพอใช้ได้หรือเปล่า ถึงจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจได้ แต่แฟรงกี้ก็ยังมีความชอบเรื่องของเงินทองและผู้หญิงมากกว่าสิ่งที่ควรจะเป็นแก่นแท้ของชีวิต

 

 

ซิลเวีย เชอร์วูด

ตัวแทนการจัดการของ WISE 

 

ซิลเวียเป็นตัวแทนการจัดการของ WISE หรือ Westalian Intelligence Services’ Eastern-Focused Division องค์กรที่ทำงานเพื่อสานสันติภาพระหว่างดินแดน ออสทาเนีย และเวสทาลิส ซิลเวียมีสไตล์การทำงานที่จริงจัง อะไรก็ตามที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อองค์กรเธอจะทุ่มสุดตัว ทำทุกอย่างให้สำเร็จ 

 

กับลอยด์ที่เป็นหนึ่งในสายลับที่เธอฝึกสอนมากับมือนั้น ดูภายนอกเหมือนจะแข็งกร้าวและให้เขาปฏิบัติภารกิจไม่เคยได้หยุดพัก แต่จริงๆ แล้วเธอก็มีความเป็นห่วงเป็นใยเขา ยิ่งกับอาเนีย มักจะทำให้เธอนึกถึงลูกสาวตัวเล็กๆ ที่เสียชีวิตไประหว่างสงคราม

 

เดเมียน เดสมอนด์

เพื่อนนักเรียนโรงเรียนอีเดน

 

เดเมียนเป็นลูกชายของ โดโนแวน เดสมอนด์ ประธานพรรครวมชาติของออสทาเนีย เป้าหมายคนสำคัญของลอยด์ที่เขาต้องปลอมตัวตนและครอบครัวเพื่อเข้ามาสืบความลับ พร้อมกับคอยจับตาความเคลื่อนไหว เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายใหญ่หลวงต่อทั้งสองประเทศ

 

อาเนียเองก็ได้รับคำขอร้องจากลอยด์ในการไปเป็นเพื่อนกับเดเมียน เพื่อให้ปฏิบัติการ Operation Strix ประสบความสำเร็จ แต่ด้วยความที่เดเมียนเป็นลูกชายของบุคคลสำคัญระดับประเทศ พี่ชายที่เก่งระดับหัวกะทิของโรงเรียน ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขาแสดงออกอย่างก้าวร้าว และบูลลี่อาเนียในตอนแรกที่ได้เจอกัน จนเกิดเหตุให้อาเนียต่อยเขา ก็กลายเป็นความคาดไม่ถึงที่ทลายกำแพงระหว่างเด็กทั้งสอง และหลังจากนั้นเดเมียนก็เหมือนจะแก้มแดงๆ เวลาที่ได้คุยกับอาเนีย

 

เบ็กกี้ แบล็กเบลล์

เพื่อนสนิทของอาเนียที่โรงเรียนอีเดน

 

เบ็กกี้เป็นลูกสาวของประธานบริษัท Blackbell Heavy Industries เธอไม่ค่อยพยายามเข้าหาเดเมียนเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ที่คอยเอาใจเขาจากสถานะลูกชายผู้นำ กับอาเนียในตอนแรก เธอก็รู้สึกว่าทำไมถึงยอมถูกบูลลี่ ไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อตัวเอง แต่ในวันที่อาเนียต่อยเดเมียน ก็ทำให้เธอเปลี่ยนความคิดใหม่ และกลายเป็นเพื่อนสนิทที่คอยปกป้องดูแลอาเนียอย่างดี 

 

Spy x Family เป็นงานสร้างสรรค์โดย Wit Studio และ CloverWorks กำกับโดย คาซูฮิโระ ฟูรูฮาชิ ตัวแอนิเมชันซีรีส์แบ่งออกเป็นสองพาร์ต โดยพาร์ตแรกออกอากาศในเดือนเมษายน-มิถุนายน 2022 และในพาร์ตที่สองออกอากาศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยจะออกอากาศตอนใหม่ในทุกสัปดาห์ ซับไตเติลภาษาไทยรับชมได้ทาง Netflix, iQIYI, Bilibili, Disney+ Hotstar, POPS และ TrueID

 

ตัวอย่างแอนิเมชันซีรีส์ Spy x Family

 

The post อาเนีย ลอยด์ ยอร์ และตัวละครใน Spy x Family แอนิเมชันซีรีส์ที่เรากำลังตกหลุมรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shin Ultraman การต่อสู้ของมนุษย์ยักษ์แห่งแสงและมนุษย์โลก ‘สีเทา’ ที่อาจไม่คู่ควรให้ปกป้อง https://thestandard.co/shin-ultraman/ Fri, 23 Sep 2022 11:21:56 +0000 https://thestandard.co/?p=685897 Shin Ultraman

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ Shin Ultrama […]

The post Shin Ultraman การต่อสู้ของมนุษย์ยักษ์แห่งแสงและมนุษย์โลก ‘สีเทา’ ที่อาจไม่คู่ควรให้ปกป้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shin Ultraman

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ Shin Ultraman*

 

Shin Ultraman คือภาพยนตร์ฉลองครบรอบ 55 ปีของซีรีส์ Ultraman โดยเป็นการนำซีรีส์ Ultraman ที่ออกฉายในปี 1966 มาตีความใหม่ ผ่านวิสัยทัศน์ของผู้กำกับมากฝีมืออย่าง ชินจิ ฮิงุจิ หนึ่งในผู้กำกับจาก Shin Godzilla (2016) พร้อมได้ ฮิเดอากิ อันโนะ ผู้กำกับอนิเมะระดับตำนานอย่าง Neon Genesis Evangelion (1995) รวมถึงแฟรนไชส์ Rebuild of Evangelion และผู้กำกับร่วมจาก Shin Godzilla มารับหน้าที่เขียนบทและดูแลในตำแหน่งโปรดิวเซอร์ 

 

ภาพยนตร์ด้วยเรื่องราวในประเทศญี่ปุ่น เมื่อมีสิ่งมีชีวิตปริศนาขนาดยักษ์ที่เกิดขึ้นเหนือธรรมชาติ หรือเรียกย่อๆ ว่า ไคจู (S-Class Species) ออกอาละวาดจนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ทางรัฐบาลญี่ปุ่นจึงก่อตั้งหน่วย S-Class Species Suppression Protocol (SSSP) หรือหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามไคจู เพื่อต่อกรกับวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อจู่ๆ ก็มีมนุษย์ยักษ์สีเงินปรากฏตัวขึ้นและเข้าต่อสู้กับไคจู ทาง SSSP จึงต้องเตรียมแผนรับมือกับมนุษย์ยักษ์สีเงินที่ถูกตั้งชื่อว่า Ultraman

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

Shin Ultraman

Shin Ultraman

 

ย้อนกลับไปในวันแรกที่ผู้เขียนได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่อง Shin Godzilla เราค่อนข้างตื่นตาตื่นใจกับกลวิธีนำเสนออันมีเอกลักษณ์ของสองผู้กำกับ ชินจิ ฮิงุจิ และ ฮิเดอากิ อันโนะ มากทีเดียว ทั้งการออกแบบมุมกล้อง ดนตรีประกอบ งานวิชวลเอฟเฟกต์สุดตื่นตา ไปจนถึงเนื้อหาอันเข้มข้นจริงจังด้วยการตีความให้ โกจิระ หรือ Godzilla คือภัยพิบัติที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องจัดการ ควบคู่ไปกับการวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเมืองของญี่ปุ่นอย่างถึงพริกถึงขิง 

 

ดังนั้นแล้วส่วนตัวเราจึงค่อนข้างตื่นเต้นและคาดหวังกับ Shin Ultraman ผลงานล่าสุดของทั้งคู่พอสมควรว่า พวกเขาจะตีความและนำเสนอเรื่องราวของมนุษย์ยักษ์แห่งแสงอย่าง Ultraman หนึ่งในฮีโร่ที่ใครหลายคนเติบโตมาพร้อมกันออกมาในรูปแบบไหน 

 

Shin Ultraman

Shin Ultraman

 

Shin Ultraman ยังคงมาพร้อมกับกลวิธีนำเสนออันมีเอกลักษณ์ของผู้กำกับ ชินจิ ฮิงุจิ และมือเขียนบท ฮิเดอากิ อันโนะ ไม่ว่าจะเป็นมุมกล้องที่ดูแปลกตาชวนวุ่นวาย การดำเนินเรื่องที่กระชับฉับไว การหยิบดนตรีประกอบและซาวด์เอฟเฟกต์สุดคลาสสิกจากเวอร์ชันต้นฉบับมาใช้ให้แฟนๆ ได้หายคิดถึง พร้อมกับดนตรีที่ถูกประพันธ์ขึ้นใหม่เพื่อให้ฉากแอ็กชันสนุกตื่นเต้นมากขึ้น ไปจนถึงท่วงท่าการต่อสู่ของ Ultraman ที่ยังคงเอกลักษณ์ของต้นฉบับไว้อย่างครบถ้วน  

 

การบาลานซ์ระหว่างความคลาสสิกและงานโปรดักชันสมัยใหม่เหล่านี้ จึงประกอบร่างให้เรื่องราวของภาพยนตร์นั่นอัดแน่นไปด้วยความตื่นตาตื่นใจและเปี่ยมมนตร์ขลัง กล่าวคือสำหรับผู้ชมที่เป็นแฟนตัวยงของ Ultraman อยู่แล้ว คุณก็จะได้ดื่มด่ำไปกับความคลาสสิกที่ผู้กำกับและทีมสร้างบรรจงใส่เข้ามา และสำหรับแฟนๆ รุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับฉากแอ็กชันสุดเวอร์วังจากซีรีส์ Ultraman ในยุคหลัง (หรือไม่ได้เป็นแฟนของซีรีส์ Ultraman มาก่อนก็ตาม) ก็ยังสามารถสนุกสนานไปกับฉากแอ็กชันของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เช่นกัน 

 

Shin Ultraman

 

ตัดสลับมาที่เนื้อหาของภาพยนตร์กันบ้าง แม้ว่า Shin Ultraman อาจไม่ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเมืองของญี่ปุ่นที่เข้มข้นมากนักเมื่อเทียบกับ Shin Godzilla แต่ ชินจิ ฮิงุจิ และ ฮิเดอากิ อันโนะ ก็ยังคงสอดแทรกประเด็นที่เข้มข้นจริงจังเอาไว้ เพื่อชวนให้ผู้ชมได้ร่วมกันตีความและแสดงความคิดเห็นเช่นเดิม

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการตีความให้มนุษย์โลกไม่ได้มอง Ultraman เป็นเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ที่เดินทางมาปกป้องโลก แต่เป็นมนุษย์ต่างดาวที่มาพร้อมกับพละกำลังเหลือล้น จนมนุษย์ต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวว่า Ultraman จะกลายเป็นภัยต่อมนุษยชาติหรือไม่ หรือจะเป็นการรุกรานของมนุษย์ต่างดาว Zarab และ Mefilas ที่มาในท่าทีของการเจรจาและยื่นข้อเสนอให้กับมนุษย์ เพื่อล่อลวงมนุษย์ที่ต้องการ ‘ผลประโยชน์’ จากวิทยาการสุดล้ำ 

 

Shin Ultraman

 

ความเอนเอียงของจิตใจมนุษย์ที่หวังว่าจะได้รับผลประโยชน์แก่ตนเอง จนถูกมนุษย์ต่างดาวซึ่งมีภูมิปัญญาล้ำหน้ากว่าปลุกปั่นอย่างง่ายดาย จึงกลายเป็นประเด็นหลักสำคัญที่ Shin Ultraman พยายามนำเสนออย่างชัดเจน ไม่เว้นแม้แต่ตัวตนของ Ultraman ซึ่งยังตกเป็นหนึ่งในเครื่องมือของทางการเมืองที่ทุกคนต่างหมายตาเช่นเดียวกัน ซึ่งประเด็นดังกล่าวก็ยิ่งเสริมให้ปมปัญหาของ Ultraman กับการหาคำตอบของคำถามที่ว่า ‘เจ้ารักมนุษย์มากขนาดนั้นเชียวหรือ’ หนักแน่นมากยิ่งขึ้น และชวนให้เราหาคำตอบไปพร้อมกับตัวละครอีกด้วย 

 

อีกด้านหนึ่ง บทบาทของ Ultraman รวมถึงสมาชิกหน่วย SSSP ก็อาจกำลังบอกกับผู้ชมไปพร้อมกันว่า แม้ว่ามนุษย์จะโหยหาผลประโยชน์ให้ตัวเองจนสายตามืดบอดแค่ไหน แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ยังคงลงมือทำหน้าที่ของตนเองเพื่อปกป้องและช่วยเหลือผู้อื่นอย่างซื่อตรง โดยไม่สนใจคำว่าผลประโยชน์อยู่เช่นเดียวกัน และความมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นอย่างซื่อตรง นี่แหละคือขุมพลังสำคัญที่ผลักดันให้มนุษย์สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองไปได้เกินกว่าที่เราจะจินตนาการถึง

 

Shin Ultraman

 

ในภาพรวมแล้ว Shin Ultraman นับว่าเป็นภาพยนตร์จากฝีมือของ ชินจิ ฮิงุจิ และ ฮิเดอากิ อันโนะ ที่ตื่นตาตื่นใจสมการรอคอยของเราจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากแอ็กชันที่สมจริงสมจัง การใส่องค์ประกอบต่างๆ ของซีรีส์ต้นฉบับเข้ามาให้เราได้หายคิดถึง และเรื่องราวที่เข้มข้นจริงจัง มีประเด็นให้เราได้ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นหลังออกมาจากโรงภาพยนตร์ และแน่นอนว่านี่คือภาพยนตร์ที่แฟนๆ ของมนุษย์ยักษ์แห่งแสงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง 

 

Shin Ultraman เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่

 

 

ภาพ: OfficialTohoMovie / YouTube 

The post Shin Ultraman การต่อสู้ของมนุษย์ยักษ์แห่งแสงและมนุษย์โลก ‘สีเทา’ ที่อาจไม่คู่ควรให้ปกป้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากซีรีส์ Ultra Q สู่ Shin Ultraman การเดินทางของซูเปอร์ฮีโร่สุดไอคอนิกจากญี่ปุ่น https://thestandard.co/ultraman-history/ Thu, 15 Sep 2022 05:45:27 +0000 https://thestandard.co/?p=681805 Ultraman

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วที่แฟนๆ ของมนุษย์ยักษ์แห่งแสงนาม Ult […]

The post จากซีรีส์ Ultra Q สู่ Shin Ultraman การเดินทางของซูเปอร์ฮีโร่สุดไอคอนิกจากญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ultraman

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วที่แฟนๆ ของมนุษย์ยักษ์แห่งแสงนาม Ultraman จะได้ไปร่วมติดตามเรื่องราวการปกป้องโลกครั้งใหม่กับ Shin Ultraman ภาพยนตร์เทคนิคพิเศษเหนือจินตนาการ ผ่านวิสัยทัศน์ของผู้กำกับ ชินจิ ฮิงุจิ หนึ่งในผู้กำกับจาก Shin Godzilla (2016) ซึ่งมีกำหนดฉายในวันที่ 22 กันยายนนี้ THE STANDARD POP จึงถือโอกาสชวนทุกคนมาร่วมย้อนชมการเดินทางของ Ultraman หนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่สุดไอคอนิกจากญี่ปุ่นกันอีกครั้ง 

 

 

1. Ultra Q ซีรีส์แนว Sci-Fi สืบสวน สารตั้งต้นสำคัญของซีรีส์ Ultraman

หากจะกล่าวถึงเรื่องราวต้นกำเนิดของซีรีส์ Ultraman เราเห็นจะต้องพาทุกคนย้อนเวลากลับไปทำความรู้จักกับ Ultra Q (1966) ซีรีส์โทคุซัทสึ (ภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่ถ่ายทำด้วยเทคนิคสเปเชียลเอฟเฟกต์) ที่นับว่าเป็นสารตั้งต้นสำคัญของซีรีส์ Ultraman กันก่อน  

 

โดยหลังจากที่ เอจิ สึบุรายะ หัวหน้าฝ่ายงานสเปเชียลเอฟเฟกต์ของ TOHO Studios และหนึ่งในทีมงานคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังงานสร้างของภาพยนตร์ไคจูระดับตำนานอย่าง Godzilla (1954) ได้เริ่มต้นก่อตั้งบริษัทสเปเชียลเอฟเฟกต์ของตนเองในชื่อ Tsuburaya Special Effects Productions ขึ้นในปี 1963 (ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น Tsuburaya Productions) เอจิ สึบุรายะ ก็ได้เริ่มต้นโปรเจกต์ของตนเองโดยใช้ชื่อว่า Unbalance ซีรีส์ขาว-ดำแนว Sci-Fi สืบสวน ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากซีรีส์อเมริกันชื่อดังอย่าง The Outer Limits (1963) และ The Twilight Zone (1959)  

 

โดยความตั้งใจแรกเริ่ม เอจิ สึบุรายะ ต้องการให้ซีรีส์ Unbalance เป็นซีรีส์แนวสืบสวน มีกลุ่มตัวละครหลักเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ และจะไม่มีไคจูปรากฏตัวมากนัก แต่เนื่องจากในช่วงยุค 60 เป็นช่วงเวลาที่ภาพยนตร์ไคจูกำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ทั้ง Godzilla ของ TOHO หรือ Gamera เต่ายักษ์จากค่าย Daiei Film ทางสถานีโทรทัศน์ Tokyo Broadcasting System หรือ TBS จึงได้ขอให้ทาง เอจิ สึบุรายะ และมือเขียนบท เท็ตสึโอะ คินโจ เพิ่มตัวละครไคจูลงไปในซีรีส์ให้มากขึ้น 

 

เอจิ สึบุรายะ ที่เคยร่วมงานกับทาง TOHO Studios ในการสร้างสรรค์ชุดไคจูและพร็อพประกอบฉากของภาพยนตร์ไคจูหลายเรื่อง จึงได้หยิบนำชุดไคจูเก่าๆ และพร็อพประกอบฉากเหล่านั้นมาปรับใช้สำหรับการถ่ายทำ ยกตัวอย่างเช่น ชุดของ Godzilla จากภาพยนตร์เรื่อง Mothra vs. Godzilla (1964) ได้ถูกหยิบมาดัดแปลงเป็นชุดของ Gomess หรือชุดของ King Kong จากภาพยนตร์เรื่อง King Kong vs. Godzilla (1962) ก็ถูกหยิบมาดัดแปลงเป็นชุดของ Goroh ฯลฯ และด้วยงานสร้างที่ใหญ่ขึ้น มีการใช้สเปเชียลเอฟเฟกต์ระดับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ และมีความยาวถึง 28 ตอน จึงทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็นซีรีส์ขาว-ดำทางโทรทัศน์ที่ใช้ต้นทุนสูงที่สุดของญี่ปุ่น ณ เวลานั้น

 

ต่อมา เอจิ สึบุรายะ ได้เปลี่ยนชื่อซีรีส์จาก Unbalance มาเป็น Ultra Q โดยคำว่า Ultra มีที่มาจากคำศัพท์ที่ใช้ในการแบ่งระดับความยากของแข่งขันกีฬายิมนาสติก ได้แก่ A, B และ C ซึ่งในการแข่งขัน 1964 Summer Olympics ที่จัดขึ้น ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ยูกิโอะ เอ็นโดะ หนึ่งในนักกีฬายิมนาสติกทีมชาติญี่ปุ่น สามารถทำคะแนนได้สูงถึงระดับ C และคว้ามาได้ 3 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน โดยในระหว่างการแข่งขัน บุนยะ ซุซูกิ ผู้ประกาศข่าวกีฬาช่อง NHK จะขานคำว่า Ultra ทุกครั้งที่เอ็นโดะทำคะแนนได้ จนในเวลาต่อมาคำว่า Ultra ก็ได้กลายเป็นคำฮิตติดหูของคนญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น

 

ส่วนคำว่า Q มีที่มาจากคำว่า Question และ Quest รวมถึงยังได้รับแรงบันดาลใจมาจากอนิเมะชื่อดัง ณ เวลานั้นอย่าง Obake no Q-Taro หรือที่รู้จักอย่างแพร่หลายในชื่อ Obake Q

 

ในที่สุด Ultra Q ก็ได้เริ่มฉายตอนแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 มกราคม 1966 โดยผู้ชมจะได้ติดตามเรื่องราวของ 3 ตัวละครหลักอย่าง จุน มันโจเมะ (เคนจิ ซาฮาระ) นักบินจากสายการบินโฮชิคาวะ และนักเขียนนิยายสมัครเล่นแนว Sci-Fi, ยูริโกะ เอโดคาวะ (ฮิโรโกะ ซาคุราอิ) นักข่าวหญิงจาก Daily News และ อิปเป โทกาวะ (ยาซูฮิโกะ ไซโจ) ผู้ช่วยนักบินของ จุน มันโจเมะ ที่ต้องเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ประหลาด และสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติมากมาย ทั้งดอกไม้ดูดเลือด แมงมุมยักษ์ และมนุษย์ต่างดาว  

 

ด้วยเรื่องราวที่สนุกสนานและงานสร้างที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่าภาพยนตร์ระดับบล็อกบัสเตอร์ จึงส่งให้ Ultra Q กลายเป็นซีรีส์ที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่นอย่างล้นหลาม และความสำเร็จครั้งนี้เองที่จะเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญของซูเปอร์ฮีโร่สุดไอคอนิกตลอดกาลของญี่ปุ่นอย่าง Ultraman 

 


 

 

2. กำเนิด Ultraman 

หลังจากที่ซีรีส์ Ultra Q ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ทางสถานีโทรทัศน์ TBS และ Tsuburaya Productions จึงเริ่มเดินหน้าสร้างซีรีส์เรื่องใหม่ทันที พร้อมปรับเปลี่ยนการถ่ายทำจากภาพขาว-ดำมาเป็นภาพสีทั้งหมด 

 

โดยในช่วงแรกเริ่ม เอจิ สึบุรายะ และมือเขียนบท เท็ตสึโอะ คินโจ เลือกหยิบโครงเรื่องของซีรีส์ Ultra Q กับเรื่องราวของกลุ่มตัวละครที่เข้าไปพัวพันกับไคจูและเหตุการณ์เหนือธรรมชาติมาต่อยอด พร้อมกับนำไอเดียของซีรีส์ Ultra Q ที่ไม่ได้ใช้มาปัดฝุ่นใหม่ ซึ่งเล่าถึงองค์กร Scientific Investigation Agency (SIA) ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเหตุการณ์เหนือธรรมชาติและต่อกรกับไคจูที่ปรากฏตัวขึ้น รวมถึงโปรเจกต์ที่ไม่ได้ใช้ชื่อ WoO ซึ่งบอกเล่าถึงสัตว์ประหลาดตาโตจากอวกาศที่กลายมาเป็นเพื่อนกับนักข่าวนาม โจจิ อากิตะ เข้ามาเสริม 

 

โครงเรื่องในช่วงแรกของซีรีส์เรื่องใหม่มีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า Scientific Special Search Party: Bemular โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับ ซาโกมิสึ หนึ่งในเจ้าหน้าที่หน่วย Science Patrol ที่สามารถแปลงร่างเป็นไคจูยักษ์มีปีกนาม Bemular เพื่อต่อกรกับเหล่าไคจู แต่เนื่องจากดีไซน์และพล็อตเรื่องที่เขียนให้ตัวเอกอย่าง Bemular ต้องต่อสู้กับไคจูเหมือนกัน จึงอาจทำให้ผู้ชมสับสนได้ ทาง ทาคาชิ คาโคอิ โปรดิวเซอร์จากสถานีโทรทัศน์ TBS จึงมอบหมายให้ เอจิ สึบุรายะ และทีมงาน ออกแบบตัวละครตัวนี้ขึ้นมาใหม่ 

 

ทาง โทรุ นาริตะ ผู้ออกแบบตัวละคร Bemular จึงปรับเปลี่ยนดีไซต์ของ Bemular ขึ้นใหม่ให้มีรูปร่างคล้ายมนุษย์มากขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะยุคคลาสสิกของกรีก อียิปต์โบราณ ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการของยุโรป และซามูไรในตำนานอย่าง มิยาโมโตะ มุซาชิ จึงเกิดเป็นดีไซน์ตัวละครที่มีรูปร่างเป็นมิตร มีศีรษะคล้ายยักษ์ มีร่างกายสีเงินคล้ายจรวดอวกาศ ตัดสลับกับสีแดงที่สื่อถึงพื้นผิวของดาวอังคาร  

 

จากนั้น เอจิ สึบุรายะ จึงได้เปลี่ยนชื่อของซีรีส์เรื่องนี้เป็น Redman ซึ่งตั้งตามสีของตัวละครหลัก พร้อมปรับเนื้อหาของเรื่องเพิ่มเติม โดยบอกเล่าถึงมนุษย์ต่างดาวนาม Redman ที่เดินทางมายังโลกหลังจากดาวบ้านเกิดของตัวเองถูกทำลาย ก่อนที่ Redman จะได้รวมร่างกับเจ้าหน้าที่ซาโกมิสึเพื่อช่วยกันต่อสู้กับเหล่าไคจูและมนุษย์ต่างดาวที่ออกอาละวาด 

 

ในช่วงสุดท้ายของการพัฒนา ทาง โทรุ นาริตะ ได้ปรับเปลี่ยนดีไซน์หน้าตาของ Redman อีกครั้ง โดยร่วมมือกับผู้ช่วยของเขาอย่าง อากิระ ซาซากิ ในการนำดินเหนียวมาปั้นใบหน้าของ Redman ขึ้นมาใหม่ จนกลายเป็นรูปร่างที่เราคุ้นตากันในปัจจุบัน พร้อมเปลี่ยนชื่อของซีรีส์อีกครั้งเป็น Ultraman แต่ก่อนที่ตัวซีรีส์จะออกฉายได้ไม่นาน ทางทีมสร้างก็ได้เพิ่ม Color Timer หรือปุ่มสีน้ำเงินบนหน้าอกของ Ultraman เข้ามา และเพิ่มเนื้อหาให้ Ultraman จะมีเวลาอยู่บนดาวโลกได้เพียง 3 นาทีเท่านั้น เพื่อไม่ทำให้พลังของ Ultraman ดูแข็งแกร่งเกินไป และหวังว่าจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้ชมอยากเอาใจช่วย Ultraman ในการต่อสู้มากขึ้น  

 

หลังจากที่มีการพัฒนาเนื้อเรื่องและปรับเปลี่ยนดีไซน์ตัวละครหลักอยู่หลายครั้ง ในที่สุดซีรีส์ Ultraman ก็ได้เริ่มต้นการถ่ายทำอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนมีนาคม 1966 โดยทางสถานีโทรทัศน์ TBS และ Tsuburaya Productions ได้วางกำหนดฉายของซีรีส์ไว้ในวันที่ 17 กรกฎาคม 1966 เพื่อให้ทันฉายต่อจากตอนสุดท้ายของซีรีส์ Ultra Q แต่เนื่องจากทีมสร้างไม่สามารถถ่ายทำซีรีส์ให้เสร็จทันกำหนดฉายที่ตั้งไว้ได้ ทาง TBS และ Tsuburaya Productions จึงตัดสินใจจัดรายการถ่ายทอดสดพิเศษในชื่อ The Birth of Ultraman ขึ้นในวันที่ 10 กรกฎาคม 1966 เพื่อเปิดตัวและแนะนำซีรีส์ Ultraman ก่อนที่ตอนแรกของซีรีส์จะออกอากาศ โดยในเวลาต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคมของทุกปีได้ถูกกำหนดให้เป็นวัน Ultraman 

 

และในที่สุดซีรีส์ Ultraman ก็ได้ออกมาโลดแล่นสู่สายตาผู้ชมเป็นครั้งแรกในวันที่ 17 กรกฎาคม 1966 โดยบอกเล่าเรื่องราวของ ชิน ฮายาตะ (ซูซูมุ คุโรเบะ) หนึ่งในสมาชิกหน่วย Scientific Special Search Party (SSSP) ที่ได้รับมอบหมายให้เดินทางไปสำรวจลูกบอลสีฟ้าปริศนาที่ตกลงมาแถวทะเลสาบ แต่แล้วก็เกิดเรื่องราวไม่คาดฝันขึ้น เมื่อจู่ๆ ก็มีลูกบอลสีแดงอีกหนึ่งลูกบินเข้ามาชนกับเครื่องบินของฮายาตะ จนเป็นเหตุให้ฮายาตะบาดเจ็บสาหัส

 

ณ เวลานั้นเอง มนุษย์ยักษ์นาม Ultraman ก็ปรากฏตัวขึ้นและได้รวมร่างเข้ากับฮายาตะเพื่อช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ ฮายาตะจึงได้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับใช้อุปกรณ์ที่ชื่อว่า เบตาแคปซูล ในการแปลงร่างเป็น Ultraman เพื่อเข้าต่อกรกับไคจูจากต่างดาวนาม Bemular จนสามารถเอาชนะมาได้สำเร็จ เรื่องราวของฮายาตะและ Ultraman ที่ต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องโลกจากเหล่าไคจูและมนุษย์ต่างดาวจึงเริ่มต้นขึ้น

 


 

 

3. แรงบันดาลใจและเรื่องราวของมนุษย์ยักษ์แห่งแสงที่ยังคงดำเนินมาถึงปัจจุบัน 

หลังจากที่ซีรีส์ Ultraman ออกฉายอย่างเป็นทางการ ก็ได้เสียงตอบรับจากผู้ชมอย่างล้นหลาม จนได้รับการต่อยอดเป็นซีรีส์ทางโทรทัศน์มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ไล่เรียงตั้งแต่ซีรีส์จากยุคโชวะอย่าง Ultraseven (1967), Return of Ultraman (1971), Ultraman 80 (1980) ฯลฯ มาจนถึงซีรีส์ในยุคเฮเซ เช่น Ultraman Tiga (1996), Ultraman Cosmos (2001), Ultraman Mebius (2006) ฯลฯ รวมถึงยุคเรวะ เช่น Ultraman Taiga (2019), Ultraman Z (2020), Ultraman Decker (2022) ฯลฯ โดยในปี 2013 ซีรีส์ Ultraman ได้รับการบันทึกสถิติจาก Guinness World Records ให้เป็นซีรีส์ที่มีจำนวนภาค Spin-off มากที่สุดในโลก 

 

ขณะเดียวกัน ซีรีส์ Ultraman ยังได้ถูกขยับขยายออกไปในสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ มังงะ อนิเมะ ของเล่น และวิดีโอเกมอีกมากมาย เช่น The Ultraman (1979) อนิเมะซีรีส์เรื่องแรกของ Ultraman ที่ได้สตูดิโอ Sunrise มารับหน้าที่ดูแลการผลิต, ภาพยนตร์ Ultraman Zearth (1996), มังงะเรื่อง ULTRAMAN ของนักเขียน เออิจิ ชิมิซุ และ โทโมฮิโระ ชิโมกุจิ ที่ออกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2011 ก่อนที่จะได้รับการดัดแปลงเป็นฉบับอนิเมะโดย Netflix ในปี 2019

 

ซีรีส์ Ultraman ยังพยายามขยายตลาดออกไปในต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้นผ่านการสร้างซีรีส์ Ultraman ภาษาต่างประเทศขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่น Ultraman: The Adventure Begins (1987) ภาพยนตร์อนิเมะที่เป็นความร่วมมือระหว่าง Tsuburaya Productions และสตูดิโอ Hanna-Barbera Productions จากสหรัฐอเมริกา, Ultraman: Towards the Future หรือ Ultraman Great (1990) ซึ่งเป็นผลงานร่วมทุนสร้างระหว่าง Tsuburaya Productions และ The South Australian Film Corporation จากประเทศออสเตรเลีย, Ultraman: The Ultimate Hero หรือ Ultraman Powered (1993) ซึ่งเป็นการร่วมทุนสร้างระหว่าง Tsuburaya Productions และ Major Havoc Entertainment จากสหรัฐฯ ไปจนถึงการร่วมมือกันระหว่าง Tsuburaya Productions และ Marvel Comics ในการออกหนังสือคอมิก Ultraman ชื่อ The Rise of Ultraman ซึ่งเขียนโดย Kyle Higgins, Matthew Groom และ Francesco Manna ออกมาในปี 2020 

 

นอกจากเรื่องราวของมนุษย์ยักษ์แห่งแสงที่ได้รับความนิยมจากแฟนๆ มาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ ซีรีส์ Ultraman ยังเป็นอีกหนึ่งตัวละครซูเปอร์ฮีโร่จากญี่ปุ่นที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้สร้างและสื่อบันเทิงอีกมากมาย 

 

เช่น อากิระ โทริยามะ นักวาดมังงะเจ้าของผลงานระดับตำนานอย่าง Dragon Ball ได้ออกแบบคาแรกเตอร์ของ จีจี้วัยเด็ก ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากซีรีส์เรื่อง Ultraseven หรือภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่จากจักรวาล MCU เรื่อง Ant-Man (2015) โดยผู้กำกับ Peyton Reed เคยออกมาเปิดเผยว่าชุดของตัวละคร Ant-Man นั้นได้รับแรงบันดาลใจจากซีรีส์ Ultraman และภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ของฮ่องกงอย่าง The Super Inframan (1975) รวมถึงแฟรนไชส์แอนิเมชันชื่อดังอย่าง Ben 10 กับการออกแบบคาแรกเตอร์ของเอเลี่ยนชื่อ Way Big ที่ได้รับแรงบันดาลมาจากตัวละคร Ultraman  

 

รวมถึงผู้กำกับมากฝีมือ Guillermo del Toro เจ้าของผลงานชั้นยอดอย่าง Pacific Rim (2013) และ The Shape of Water (2017) ก็เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเขาคือหนึ่งในแฟนตัวยงของซีรีส์ Ultraman และซีรีส์โทคุซัทสึระดับตำนานอีกหลายเรื่อง และในช่วงที่ซีรีส์ Ultraman X ออกฉายในปี 2015 ทางทีมงาน Tsuburaya Productions ที่ทราบข่าวว่า Guillermo del Toro คือแฟนคลับของ Ultraman ทางทีมสร้างก็ได้ใส่ Easter Egg เล็กๆ เอาไว้ในตอนที่ 5 ด้วยการตั้งชื่อดาวดวงหนึ่งว่า Planet Guillermo ซึ่งมีที่มาจากชื่อของผู้กำกับ Guillermo del Toro นั่นเอง  

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องราวส่วนหนึ่งที่เราหยิบยกมากล่าวถึง เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพว่า ซีรีส์ Ultraman ไม่ได้เป็นเพียงซีรีส์โทคุซัทสึจากญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จในแง่ความนิยมอย่างเดียวเท่านั้น แต่เรื่องราวการปกป้องโลกของมนุษย์ยักษ์แห่งแสงเรื่องนี้ยังได้ส่งมอบความสนุกและแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ชมทั่วโลกอย่างกว้างขวางมาจนถึงปัจจุบันอีกด้วย  

 


 

 

4. Shin Ultraman การหวนคืนสู่เรื่องราวสุดคลาสสิกอีกครั้งของมนุษย์ยักษ์แห่งแสง

Shin Ultraman คือภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง Tsuburaya Productions, TOHO และ Studio Khara ที่เริ่มประกาศสร้างอย่างเป็นทางการในปี 2019 โดยเป็นผลงานที่สร้างขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 55 ปีของซีรีส์ Ultraman อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในผลงานจากโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Shin Japan Heroes Universe ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง 4 สตูดิโอยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ได้แก่ TOHO, Toei Company, Tsuburaya Productions และ Studio Khara โดยเป็นการหยิบนำซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่สุดคลาสสิกของญี่ปุ่นมารีบูต ได้แก่ Shin Godzilla ในปี 2016, Evangelion: 3.0+1.0 Thrice Upon a Time ในปี 2021, Shin Ultraman ในปี 2022 และ Shin Kamen Rider ที่มีกำหนดฉายในเดือนมีนาคม 2023 

 

ส่วน Shin Ultraman จะได้ ชินจิ ฮิงุจิ หนึ่งในผู้กำกับจาก Shin Godzilla มานั่งแท่นผู้กำกับ พร้อมด้วย ฮิเดอากิ อันโนะ ผู้กำกับอนิเมะระดับตำนานอย่าง Neon Genesis Evangelion รวมถึงแฟรนไชส์ Rebuild of Evangelion และผู้กำกับร่วมจาก Shin Godzilla มารับหน้าที่เขียนบทและดูแลในตำแหน่งโปรดิวเซอร์ 

 

ภาพยนตร์จะว่าด้วยเรื่องราวในประเทศญี่ปุ่น เมื่อมีสิ่งมีชีวิตปริศนาขนาดยักษ์ที่เกิดขึ้นเหนือธรรมชาติ หรือเรียกย่อๆ ว่า ไคจู (S-Class Species) ออกมาอาละวาดจนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ทางรัฐบาลญี่ปุ่นจึงก่อตั้งหน่วย S-Class Species Suppression Protocol (SSSP) หรือหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามไคจู เพื่อต่อกรกับวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อจู่ๆ ก็มีมนุษย์ยักษ์สีเงินปรากฏตัวขึ้นและเข้าต่อสู้กับไคจู ทาง SSSP จึงต้องเตรียมแผนรับมือกับมนุษย์ยักษ์สีเงินที่ถูกตั้งชื่อว่า Ultraman

 

ภาพยนตร์ยังคับคั่งด้วยทีมนักแสดงมากฝีมือ นำโดย ทาคุมิ ไซโตะ ที่เคยร่วมงานกับ ชินจิ ฮิงุจิ มาแล้วใน Shin Godzilla มารับบทเป็น ชินจิ คามินากะ ผู้แปลงร่างเป็น Ultraman พร้อมด้วย มาซามิ นางาซาวะ จาก Our Little Sister (2015), ฮิเดโทชิ นิชิจิมะ จาก Drive My Car (2021), อาการิ ฮายามิ จาก Gintama Live Action the Movie (2017) และ ไดกิ อาริโอกะ จาก Code Blue Season 3 (2017) มารับบทเป็นสมาชิกหน่วย SSSP และ โคจิ ยามาโมโตะ จาก Kamen Rider Zero-One (2019) มารับบทเป็นเอเลี่ยนเมฟิลาส

 

โดยนอกจากบรรยากาศของเรื่องที่เข้มข้นจริงจัง การกลับมาอาละวาดอีกครั้งของเหล่าไคจูที่อยู่ในความทรงจำของแฟนๆ และงานสร้างสุดยิ่งใหญ่ อีกหนึ่งความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการที่ผู้กำกับและทีมสร้างตัดสินใจนำดีไซน์ดั้งเดิมของ Ultraman ซึ่งออกแบบโดย โทรุ นาริตะ ที่ไม่มีปุ่ม Color Timer บนหน้าอกกลับมาใช้อีกครั้ง ก็ยิ่งชวนให้เราติดตามต่อว่าเรื่องราวของมนุษย์ยักษ์แห่งแสงที่จะพาผู้ชมหวนคืนสู่ความคลาสสิกครั้งนี้ จะถูกนำเสนอออกมาให้เราได้ชมกันในรูปแบบไหน 

 

Shin Ultraman มีกำหนดเข้าฉาย วันที่ 22 กันยายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่ 

 

 

อ้างอิง:

The post จากซีรีส์ Ultra Q สู่ Shin Ultraman การเดินทางของซูเปอร์ฮีโร่สุดไอคอนิกจากญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
One Piece Film RED สีสันแปลกใหม่กับบทเพลงชวนหลงใหลจาก Ado แต่หลายจุดยังติดขัดจนไม่อาจกล่าวได้ว่า ‘สมการรอคอย’ https://thestandard.co/one-piece-film-red-5/ Sat, 27 Aug 2022 06:53:30 +0000 https://thestandard.co/?p=672744 One Piece Film RED

One Piece Film RED คือภาพยนตร์อนิเมะลำดับที่ 15 และเป็น […]

The post One Piece Film RED สีสันแปลกใหม่กับบทเพลงชวนหลงใหลจาก Ado แต่หลายจุดยังติดขัดจนไม่อาจกล่าวได้ว่า ‘สมการรอคอย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
One Piece Film RED

One Piece Film RED คือภาพยนตร์อนิเมะลำดับที่ 15 และเป็นผลงานฉลองครบรอบ 25 ปีของมังงะยอดฮิตอย่าง One Piece โดยได้ โกโร ทานิกูจิ ผู้กำกับจาก Code Geass (2006) มารับหน้าที่ถ่ายทอดการผจญภัยของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางในครั้งนี้ รวมถึงได้ Ado ศิลปินสาวเสียงร้องทรงพลัง มารับหน้าที่ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์สุดไพเราะ

 

ภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางที่ได้เดินทางไปยังเอเลเซีย หรือเกาะแห่งเสียงเพลง จึงนำพาให้ ลูฟี่ ได้มาพบกับ อูตะ เพื่อนสมัยเด็กที่ตอนนี้กลายเป็นนักร้องชื่อดัง จนได้รับการขนานนามว่าเป็นเจ้าหญิงแห่งเสียงเพลง แถมเธอยังเป็นลูกสาวของ แชงค์ โจรสลัดผมแดงผู้ยิ่งใหญ่อีกต่างหาก แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อความลับของอูตะถูกเปิดเผย ลูฟี่และกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางจึงต้องเข้ามาพัวพัน (อีกแล้ว) กับเหตุการณ์วุ่นวายครั้งนี้

 

One Piece Film RED

 

สำหรับแฟนๆ ที่ติดตามมังงะหรืออนิเมะ One Piece มาอย่างยาวนาน สิ่งหนึ่งที่หลายคนน่าจะรู้สึกคล้ายๆ กันคือ อาจารย์เออิจิโระ โอดะ ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการปรากฏตัวของตัวละครสำคัญของเรื่องพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นตัวละครฝั่งโจรสลัดอย่าง 4 จักรพรรดิ หรือจะเป็น 5 ผู้เฒ่าของฝั่งรัฐบาลโลก ที่เมื่อไรก็ตามที่ตัวละครเหล่านี้ปรากฏตัว พวกเขามักจะมาพร้อมกับบทสนทนาสำคัญที่ขับเคลื่อนโลกของ One Piece ให้เราได้ติดตามเสมอ

 

ดังนั้นแล้วส่วนตัวผู้เขียนจึงคิดว่าการที่ภาพยนตร์เลือกหยิบหนึ่งในตัวละครที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุดของเรื่องอย่าง แชงค์ และกลุ่มโจรสลัดผมแดง มาใช้เป็นประเด็นหลักของ One Piece Film RED ที่แม้ว่าจะไม่ได้ถูกนับเป็นเนื้อเรื่องหลักก็ตาม แต่ก็ถือเป็นโจทย์ที่ยากพอสมควรสำหรับผู้กำกับและทีมสร้าง ว่าพวกเขาจะนำเสนอเรื่องราวของผมแดงคนนี้ออกมาอย่างไรให้น่าสนใจและเหมาะสมจนไม่ไปทำลายเสน่ห์ของมังงะ

 

One Piece Film RED

 

ซึ่งดูเหมือนว่าการสร้างสรรค์ตัวละครหลักอย่างอูตะ ในบทบาทของลูกสาวแชงค์ จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะผู้กำกับและทีมสร้างค่อนข้างผูกโยงเรื่องราวและปมปัญหาระหว่างอูตะ แชงค์ และลูฟี่ ออกมาได้น่าสนใจและผลักดันให้ประเด็นของเรื่องขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างลื่นไหลและสมเหตุสมผลพอสมควร

 

นอกจากนี้การปรากฏตัวของแชงค์และกลุ่มโจรสลัดผมแดงก็นับว่าทำออกมาได้ค่อนข้างลงตัว ไม่ได้มากเกินไปจนเสียเสน่ห์ของฉบับมังงะ แต่ก็ไม่ได้น้อยเกินไปจนไม่น่าจดจำ โดยเฉพาะฉากแอ็กชันในช่วงสุดท้ายที่เราได้เห็นแชงค์และกลุ่มโจรสลัดผมแดงออกโรงกันอย่างพร้อมหน้า ทีมสร้างก็นำเสนอฉากดังกล่าวออกมาได้อย่างทรงพลัง ซึ่งทำให้เราตื่นเต้นและตั้งตารอการปรากฏตัวของแชงค์และกลุ่มโจรสลัดผมแดงที่จะเกิดขึ้นในภาคสุดท้ายของ One Piece มากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า

 

One Piece Film RED

 

อีกหนึ่งจุดเด่นที่เราชื่นชอบเป็นการส่วนตัว คือกลวิธีนำเสนอของภาพยนตร์ที่มีกลิ่นอายของมิวสิคัลอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งนับว่าเป็นรสชาติที่แปลกใหม่สำหรับ One Piece ฉบับภาพยนตร์ทีเดียว ทั้งการสร้างฉากคอนเสิร์ตของอูตะที่ผสมผสานงานแอนิเมชัน 2D และ 3D ออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ การเลือกใช้เพลงหลากสไตล์ให้เหมาะกับเนื้อหาในแต่ละฉาก ไปจนถึงเสียงร้องอันทรงพลังของ Ado ที่สะกดเราได้อย่างอยู่หมัด โดยเฉพาะเพลง Where the Wind Blows ในช่วงสุดท้ายของเรื่องที่ทีมสร้างนำเสนอออกมาได้อย่างน่าประทับใจ จนทำให้เราต้องกลับไปย้อนฟังเพลงนี้วนอีกหลายครั้ง

 

และสำหรับใครที่อยากฟังอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ของ Ado แบบเต็มๆ ก็สามารถไปตามฟังกันได้ที่นี่เลย

 

 

รวมถึงปมปัญหาหลักของอูตะที่ต้องการใช้พลังของตัวเองเพื่อสร้างโลกในอุดมคติขึ้นมา ผู้กำกับและทีมสร้างก็สามารถนำเสนอภูมิหลังและปมปัญหาของตัวละครออกมาได้อย่างมีน้ำหนัก และชักชวนให้เราทำความเข้าใจในการกระทำของเธอได้ว่าทำไมเธอถึงตัดสินใจทำแบบนี้ แม้ว่าสิ่งที่เธอทำจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องก็ตาม อีกทั้งปมปัญหาดังกล่าวยังเสริมให้เราได้เห็นมิติของแชงค์ในฐานะพ่อและในฐานะกัปตันที่รักในตัวลูกเรือมากขึ้นอีกด้วย

 

One Piece Film RED

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้กำกับและทีมสร้างจะสามารถนำเสนอเรื่องราวของอูตะและแชงค์ออกมาได้น่าสนใจ แต่ One Piece Film RED ก็ยังมีจุดที่เรารู้สึกเสียดายอยู่เช่นกัน ข้อแรกคือเนื่องจากในภาคนี้ทางทีมสร้างมีการใส่ตัวละครเข้ามาเยอะพอสมควร ด้วยความคาดหวังว่าตัวละครเหล่านี้จะชวนให้เรานึกถึงเรื่องราวที่เราเคยอ่านหรือเคยได้ชม

 

แต่ภาพยนตร์กลับกระจายบทบาทของตัวละครแต่ละตัวออกมาไม่ลงตัวเท่าไร และมีหลายตัวละครเหมือนกันที่เรารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องใส่เข้ามาก็ได้ มันจึงส่งผลให้ภาพยนตร์อัดแน่นไปด้วยตัวละครที่ไม่จำเป็นมากเกินไป และมีเนื้อหาที่ไม่จำเป็นต้องเล่าค่อนข้างเยอะจนทำให้เนื้อเรื่องดูยืดเยื้อไป แถมยังไปบดบังและตัดท่อนบทบาทของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางที่ควรจะเป็นตัวละครหลักของเรื่องอีกด้วย

 

ไม่เพียงเท่านั้น การใส่ตัวละครเข้ามามากเกินไปยังส่งผลกระทบไปถึงฉากแอ็กชัน ที่ส่วนตัวเราค่อนข้างคาดหวังการโชว์พลังเท่ๆ ของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง (โดยเฉพาะจินเบ) แต่ผู้กำกับและทีมสร้างกลับนำเสนอฉากการต่อสู้ของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางออกมาได้ไม่ค่อยสมการรอคอยเท่าไรนัก โดยเฉพาะการแบ่งแอร์ไทม์ของสมาชิกแต่ละคนที่ไม่ลงตัวเท่าภาคก่อนๆ ยกเว้นเพียงฉากการร่วมมือกันระหว่างกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางและกลุ่มโจรสลัดผมแดงในตอนสุดท้าย ที่พอจะเป็นไฮไลต์ของเรื่องให้เรารู้สึกตื่นเต้นได้อยู่บ้าง

 

One Piece Film RED

 

ตัดสลับมาที่งานพากย์ไทยกันบ้าง ส่วนตัวผู้เขียนรู้สึกชื่นชอบงานพากย์ไทยของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ยังคงรักษามาตรฐานไว้ได้ดีเช่นเดิม โดยเฉพาะ คิม-ประภัฒน์ สินธพวรกุล ผู้มารับหน้าที่พากย์เสียงเป็น โซโล ต่อจาก ไกวัล วัฒนไกร นักพากย์ผู้ล่วงลับ ซึ่งเขาก็สวมบทบาทเป็นโซโลในแบบฉบับของตัวเองออกมาได้อย่างน่าสนใจไม่แพ้ต้นฉบับ รวมถึงการตัดสินใจใช้นักพากย์กว่า 70 คน ทั้งนักพากย์รุ่นเก๋าและรุ่นใหม่ ซึ่งแม้ว่าจะมีเสียงพากย์ของตัวละครบางตัวที่เรายังรู้สึกโดดไปจากคาแรกเตอร์อยู่บ้าง แต่ในภาพรวมเราคิดว่าการตัดสินใจใช้นักพากย์ถึง 70 คน ก็เป็นการสร้างสีสันให้กับภาพยนตร์ได้ดีอีกด้วย

 

One Piece Film RED

 

ในภาพรวมแล้ว One Piece Film RED เรียกว่าเป็นผลงานที่นำเสนอเรื่องราวของแชงค์และกลุ่มโจรสลัดผมแดงที่ถือเป็นตัวละครสำคัญของโลก One Piece ออกมาได้อย่างมีเสน่ห์มากๆ รวมถึงตัวละครใหม่อย่างอูตะก็มีคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นและมีปมปัญหาที่ชวนให้ติดตาม โดยเฉพาะบทเพลงเพราะๆ ของ Ado ที่ยังคงซึมลึกอยู่ในหัวใจของเราจนถึงตอนนี้

 

แต่ในขณะเดียวกัน One Piece Film RED ก็เป็นผลงานที่เราคงไม่สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำเท่าไรนักว่าสมการรอคอย เนื่องจากการใส่ตัวละครเข้ามาเยอะเกินความจำเป็น การแบ่งแอร์ไทม์ของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางที่ยังดูติดขัด และฉากแอ็กชันที่เราคิดว่าทีมสร้างยังนำเสนอออกมาได้ไม่น่าสนใจเท่าไรนัก

 

One Piece Film RED เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

รับชมตัวอย่างฉบับพากย์ไทยได้ที่นี่

 

 

อ้างอิง:

The post One Piece Film RED สีสันแปลกใหม่กับบทเพลงชวนหลงใหลจาก Ado แต่หลายจุดยังติดขัดจนไม่อาจกล่าวได้ว่า ‘สมการรอคอย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: One Piece Film RED | CRACKED EP.36 https://thestandard.co/pop-cracked-ep36/ Fri, 26 Aug 2022 12:00:39 +0000 https://thestandard.co/?p=672335 One Piece Film RED

ดู One Piece Film RED แล้วรู้สึกอย่างไร? เพลง เสียงพากย […]

The post ชมคลิป: One Piece Film RED | CRACKED EP.36 appeared first on THE STANDARD.

]]>
One Piece Film RED

ดู One Piece Film RED แล้วรู้สึกอย่างไร?

เพลง เสียงพากย์ ฉากต่อสู้ เป็นอย่างไรบ้าง?

มีประเด็นทางสังคมแบบโอดะสไตล์แบบไหนซ่อนอยู่?

 

วันนี้ THE STANDARD POP และ โลกคือการ์ตูน จะมาชวนคุย และ Cracked ให้ฟัง!

The post ชมคลิป: One Piece Film RED | CRACKED EP.36 appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 ปีก็เกินพอถ้าดีจริง รวม 8 มังงะยอดฮิตที่ออกตีพิมพ์จนจบภายในเวลาไม่เกิน 8 ปี https://thestandard.co/eight-year-manga/ Wed, 24 Aug 2022 05:20:18 +0000 https://thestandard.co/?p=671208 มังงะ

แม้ว่าเรื่องราวของมังงะยอดฮิตหลายเรื่องจะมีระยะเวลาดำเน […]

The post 8 ปีก็เกินพอถ้าดีจริง รวม 8 มังงะยอดฮิตที่ออกตีพิมพ์จนจบภายในเวลาไม่เกิน 8 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
มังงะ

แม้ว่าเรื่องราวของมังงะยอดฮิตหลายเรื่องจะมีระยะเวลาดำเนินเนื้อหายาวนานนับสิบปี จนเรียกได้ว่าเป็นมังงะที่ผู้อ่านเติบโตมาพร้อมกัน แต่ขณะเดียวกัน ก็มีมังงะชื่อดังอีกหลายเรื่องที่ใช้เวลาในการดำเนินเรื่องราวจนจบเพียงไม่เกิน 8 ปี ฉะนั้นความยาวนานอาจจะไม่ได้เป็นมาตรวัดในเชิงคุณภาพเสมอไป แต่ผลงานที่ยอดเยี่ยมในช่วงที่ยังตีพิมพ์และการยังอยู่ในใจคนอ่านเมื่อหยุดตีพิมพ์แล้วต่างหาก คือหนึ่งในเครื่องวัดคุณภาพของมังงะเรื่องนั้นๆ 

 

THE STANDARD POP ได้รวบรวม 8 มังงะยอดฮิตที่ออกตีพิมพ์จนจบภายในเวลาไม่เกิน 8 ปี มาให้ผู้อ่านได้ชมกัน 

 

หมายเหตุ: ปีที่ออกตีพิมพ์อ้างอิงตามระยะเวลาการตีพิมพ์ในฉบับนิตยสาร 

 

มังงะ

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

อ้างอิง:

The post 8 ปีก็เกินพอถ้าดีจริง รวม 8 มังงะยอดฮิตที่ออกตีพิมพ์จนจบภายในเวลาไม่เกิน 8 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Burberry ร่วมงานกับแอนิเมชันญี่ปุ่น Blue Period สร้างตัวละครใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกระเป๋ารุ่น Lola https://thestandard.co/burberry-blue-period/ Thu, 18 Aug 2022 03:32:05 +0000 https://thestandard.co/?p=668589 Burberry

Burberry แบรนด์แฟชั่นจากอังกฤษ ร่วมงานกับซีรีส์แอนิเมชั […]

The post Burberry ร่วมงานกับแอนิเมชันญี่ปุ่น Blue Period สร้างตัวละครใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกระเป๋ารุ่น Lola appeared first on THE STANDARD.

]]>
Burberry

Burberry แบรนด์แฟชั่นจากอังกฤษ ร่วมงานกับซีรีส์แอนิเมชันจากญี่ปุ่นเรื่อง Blue Period ซึ่งเป็นผลงานของนักวาดการ์ตูนมังงะ ยามากุจิ ซึบาสะ ออกตัวละครใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกระเป๋ารุ่น Lola

 

ในภาพชุดแรกที่ทางแบรนด์ปล่อยออกมา เผยให้เห็นถึงตัวละครหลักทั้ง ยากุจิ ยาโทระ เด็กหนุ่มสุดเกเรของโรงเรียนมัธยมปลายที่ตกหลุมรักผลงานศิลปะ กำลังสะพายกระเป๋าคาดสีดำและหมวกแก๊ปลายตารางของ Burberry เช่นเดียวกับตัวละคร อายุคาวะ ริวจิ ที่สวมเสื้อ Trench Coat สีน้ำตาลคลาสสิก

 

ความพิเศษของการร่วมงานครั้งนี้คือการสร้างคาแรกเตอร์ขึ้นมาใหม่ชื่อว่า Lola ที่มาจากชื่อกระเป๋ารุ่นดังที่แบรนด์กำลังโปรโมตอย่างหนักหน่วง โดยตัวละครมีลายเส้นแบบเดียวกันกับตัวละครในเรื่อง เป็นคาแรกเตอร์ผู้หญิงผมสีชมพูยาว ตาสีเขียว ยืนโพสท่าคู่กับ ยากุจิ ยาโทระ ซึ่งเธอจะทำหน้าที่ตัวละครที่เป็นภาพสะท้อนของกระเป๋ารุ่นดัง

 

โดยเนื้อเรื่องแอนิเมชันของตัวละครและกระเป๋า Lola จะเปิดเผยอย่างเป็นทางการที่ร้านค้าในประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 20 สิงหาคม พร้อมกับกระเป๋ารูปแบบดิจิทัลบนเว็บไซต์ของ Burberry ในวันเดียวกัน

 

สำหรับกระเป๋ารุ่น Lola เป็นผลงานการออกแบบของ ริคคาร์โด ทิสซี หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ของ Burberry เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 ด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า วัสดุหนังปักลายตาราง มาพร้อมกับสายโซ่สีทอง และตัวล็อกแม่เหล็กกระเป๋าตรา TB Monogram

 

ภาพ: Burberry

อ้างอิง:

The post Burberry ร่วมงานกับแอนิเมชันญี่ปุ่น Blue Period สร้างตัวละครใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกระเป๋ารุ่น Lola appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 สิงหาคม – วันคล้ายวันเกิดของ โนบิ โนบิตะ https://thestandard.co/onthisday07082022/ Sat, 06 Aug 2022 23:00:13 +0000 https://thestandard.co/?p=661624 โนบิตะ

วันที่ 7 สิงหาคม เป็นวันคล้ายวันเกิดของ โนบิ โนบิตะ ตัว […]

The post 7 สิงหาคม – วันคล้ายวันเกิดของ โนบิ โนบิตะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โนบิตะ

วันที่ 7 สิงหาคม เป็นวันคล้ายวันเกิดของ โนบิ โนบิตะ ตัวละครจากการ์ตูนเรื่อง Doraemon โนบิตะมีนิสัยขี้แย สอบได้ 0 คะแนนเป็นประจำ แต่เขาก็เป็นคนจิตใจดีและมีน้ำใจกับเพื่อนฝูง หลายคนชื่นชอบโนบิตะและการ์ตูนเรื่องนี้

The post 7 สิงหาคม – วันคล้ายวันเกิดของ โนบิ โนบิตะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jujutsu Kaisen: Zero ดุเดือดสมการรอคอย ตีบวกด้วยงานพากย์ไทยคุณภาพที่อยากให้ลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง https://thestandard.co/jujutsu-kaisen-zero/ Sun, 26 Jun 2022 06:14:39 +0000 https://thestandard.co/?p=646649 Jujutsu Kaisen Zero

Jujutsu Kaisen: Zero หรือ มหาเวทย์ผนึกมารซีโร่ คือภาพยน […]

The post Jujutsu Kaisen: Zero ดุเดือดสมการรอคอย ตีบวกด้วยงานพากย์ไทยคุณภาพที่อยากให้ลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jujutsu Kaisen Zero

Jujutsu Kaisen: Zero หรือ มหาเวทย์ผนึกมารซีโร่ คือภาพยนตร์อนิเมะที่ดัดแปลงมาจากมังงะ Jujutsu Kaisen 0: Tokyo Toritsu Jujutsu Koutou Senmon Gakkou ของ อาคุทามิ เกเกะ ที่บอกเล่าเรื่องราวก่อนเหตุการณ์ในมังงะ Jujutsu Kaisen โดยยังคงได้สตูดิโอ MAPPA มารับหน้าที่ดูแลการผลิตเช่นเดิม

 

ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของ อคคตสึ ยูตะ เด็กหนุ่มชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ถูกคำสาปจาก ริกะ เพื่อนสมัยเด็กของเขา เข้ามารบกวนชีวิต กระทั่งวันหนึ่งเขาได้บังเอิญพบกับ โกะโจ ซาโตรุ อาจารย์แห่งโรงเรียนไสยเวทย์ โกะโจจึงตัดสินใจชวนอคคตสึเข้ามาเรียนในโรงเรียน เพื่อฝึกฝนให้เขากลายเป็นผู้ใช้พลังไสยเวทย์และปราบปรามเหล่าคำสาป

 

Jujutsu Kaisen Zero

 

ขึ้นชื่อว่าเป็นผลงานจากสตูดิโอ MAPPA ผู้อยู่เบื้องหลังอนิเมะงานภาพระดับเทพอย่าง Attack on Titan: The Final Season Part 1-2 และ Jujutsu Kaisen เราเชื่อว่า คออนิเมะทุกคนน่าจะต้องคาดหวังกับงานภาพและฉากแอ็กชันสุดตื่นตาตื่นใจจาก Jujutsu Kaisen: Zero อย่างแน่นอน 

 

และคงจะไม่เกินจริงนัก หากเราจะกล่าวว่า Jujutsu Kaisen: Zero คือหนึ่งในผลงานระดับขึ้นหิ้งของ MAPPA ที่สนุกและตื่นตาตื่นใจไม่แพ้ฉบับอนิเมะซีรีส์ เพราะแม้จะเป็นฉากแอ็กชันเล็กๆ สั้นๆ แต่ทีมสร้างก็ยังคงใส่ใจในทุกรายละเอียด ทั้งความพลิ้วไหวของเส้นผม การเคลื่อนไหวของตัวละครที่ลื่นไหล ดนตรีประกอบที่บิลด์อารมณ์ผู้ชมได้เป็นอย่างดี ไปจนถึงแสงและเงาที่สะท้อนผ่านสิ่งต่างๆ เรียกได้ว่าทีมสร้างเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในทุกฉาก ทุกตอน เพื่อเสิร์ฟงานภาพสุดงามให้แก่ผู้ชมจริงๆ (และแน่นอนว่าฉากแอ็กชันของอาจารย์โกะโจยังเป็นฉากแย่งซีนสุดเท่ไม่แพ้ฉบับอนิเมะซีรีส์เช่นเดิม)

 

Jujutsu Kaisen Zero

 

ขณะที่ตัวเนื้อหา เนื่องจากส่วนตัวผู้เขียนยังไม่มีโอกาสได้อ่านมังงะเล่มที่ 0 เราจึงค่อนข้างรู้สึกสดใหม่กับเรื่องราวที่ภาพยนตร์นำเสนอพอสมควร ทั้งเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างโกะโจและ เกะโท สุงุรุ รวมถึงการพาเราไปทำความรู้จักกับอคคตสึ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในภาคต่อๆ ไปของ Jujutsu Kaisen ก็ชวนให้เราอยากติดตามเรื่องราวของพวกเขาต่อในอนิเมะซีซันที่ 2 ได้เป็นอย่างดี

 

Jujutsu Kaisen Zero

 

อีกหนึ่งจุดเด่นของเรื่องที่ไม่กล่าวถึงคงไม่ได้คือ งานพากย์ไทยคุณภาพที่นักพากย์ทุกคนสามารถนำเสนอคาแร็กเตอร์และอารมณ์ความรู้สึกออกมาผ่านน้ำเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะ ปลาย-พิพัฒน์ บุญสิทธิเลิศ ผู้ให้เสียงพากย์เป็น อคคตสึ ยูตะ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของชายหนุ่มที่เจ็บปวดจากการสูญเสียคนรักไปออกมาได้อย่างทรงพลัง 

 

ส่วนเสียงพากย์ใน Jujutsu Kaisen: Zero ที่เราชื่นชอบเป็นการส่วนตัวคือ เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม นักแสดงและศิลปินหนุ่ม ที่ให้เสียงพากย์เป็น อินุมากิ โทเกะ เนื่องจากคาแร็กเตอร์ของ อินุมากิ โทเกะ ที่ใช้คำพูดเฉพาะเจาะจงเพื่อการสื่อสาร เช่น ปลาแซลมอน, ข้าวปั้น ฯลฯ ดังนั้นการใช้น้ำเสียงเพื่อให้ผู้ชมเข้าใจความรู้สึกของตัวละครนี้จึงสำคัญมากๆ ซึ่งแม้จะเป็นงานพากย์อนิเมะครั้งแรกของเจเจ แต่เขาก็นำเสนอตัวละครนี้ออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ทีเดียว

 

Jujutsu Kaisen Zero

 

ในภาพรวมแล้ว Jujutsu Kaisen: Zero คือภาพยนตร์อนิเมะจากฝีมือของสตูดิโอ MAPPA ที่สมการรอคอยจริงๆ ทั้งงานภาพสุดงาม ฉากแอ็กชันยิ่งใหญ่ตระการตา และงานพากย์ไทยจากทีมพากย์คุณภาพที่เราอยากให้ทุกคนได้ลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเองในโรงภาพยนตร์

 

Jujutsu Kaisen: Zero เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

รับชมตัวอย่างฉบับพากย์ไทยได้ที่

 

The post Jujutsu Kaisen: Zero ดุเดือดสมการรอคอย ตีบวกด้วยงานพากย์ไทยคุณภาพที่อยากให้ลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>