GenieRecords Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/podcast_tag/genierecords/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 08 Jun 2018 08:39:46 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 20 ปีในเบื้องหลัง กับประสบการณ์ของดาโน่ ดนัย โปรดิวเซอร์ผู้ปลุกปั้นวง Klear https://thestandard.co/podcast/eargasmdeep14/ Fri, 08 Jun 2018 08:36:53 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=96191

อาชีพโปรดิวเซอร์ต้องทำอะไรบ้าง และเส้นทางที่จะมุ่งหน้าไ […]

The post 20 ปีในเบื้องหลัง กับประสบการณ์ของดาโน่ ดนัย โปรดิวเซอร์ผู้ปลุกปั้นวง Klear appeared first on THE STANDARD.

]]>

อาชีพโปรดิวเซอร์ต้องทำอะไรบ้าง และเส้นทางที่จะมุ่งหน้าไปเป็นอาชีพผู้บงการเบื้องหลังของวงการเพลงนี้ต้องทำอย่างไร ไปฟัง ดาโน่-ดนัย ธงสินธุศักดิ์ โปรดิวเซอร์มือทอง ผู้ปลุกปั้นวงดังอย่าง Klear หรือ Retrospect เล่าเส้นทางสายอาชีพของเขาให้เราฟัง

 


 

 

ก่อนดาโน่จะเป็นโปรดิวเซอร์

ช่วงแรกที่เริ่มเข้าสู่แวดวงดนตรีคือการตั้งวงฟอร์มวงกับเพื่อนตอนมัธยม เพราะฟังเพลงจากพี่ๆ ที่บ้านมาตั้งแต่เด็ก ทั้งเพลงฝรั่งอย่าง บอน โจวี หรือเพลงการ์ตูน แต่เพลงที่ Touch จริงๆ คือพวกคาราบาว หรือ ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ หรือช่วงนั้นเทปเพลงที่เห็นในบ้านก็จะเป็นพี่เต๋อ เรวัต หรือคีตกวี เป็นต้น เราก็หล่อหลอมซึมซับจนได้มุ่งหน้าไปทางดนตรีเอง

 

พอมาเลือกฟังเอง ไม่ได้ฟังตามพี่ๆ ช่วงนั้นก็เล่นดนตรี ประกอบกับที่บ้านทำธุรกิจให้เช่าเครื่องดนตรี ทั้งพวกแอมป์ ไมค์ มิกเซอร์ ที่บ้านก็มีกีตาร์ไฟฟ้าวางอยู่ ก็เลยหัดเล่น ทีนี้ก็มีเพื่อนที่โรงเรียนเอากีตาร์มาหัดเล่นที่บ้านเรา แล้วบอกพี่สาวเราว่าเราเล่นกีตาร์ไม่ได้หรอก นิ้วสั้น เราก็เกิดแรงฮึดขึ้นมา

 

เราเป็นเด็กที่ฟังเพลงแล้วเปิดดูปกเทปว่ามีทีมงานเป็นใครบ้าง ใครทำอะไรบ้าง ใครมิกซ์ อัดที่สตูดิโอไหน รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เป็นไปโดยธรรมชาติ

 

ตอนนั้นรู้สึกว่าเราไม่มีพรสวรรค์ด้านการเล่น แต่อยากแต่งเพลง ประกอบกับพี่ปู พงษ์สิทธิ์ มาเล่นที่โรงเรียน เลยเริ่มแต่งเพลงเลียนแบบพี่ปู ซึ่งช่วงแรกก็ต้องเลียนแบบก่อนล่ะ แล้วค่อยพัฒนาสู่การเรียนรู้

 

เบนเข็มสู่วงการดนตรี

ช่วงนั้นเรียนมหาวิทยาลัยปี 3 ก็พบว่าเราไม่ชอบทำงานด้านโฆษณาที่เรียนมาเนี่ยหรอก สิ่งที่เราควรไปเรียนคือด้านโปรดักชันมากกว่า ก็เลยเรียนให้จบ แล้วก็หมกมุ่นกับการฟังเพลงมากขึ้น อ่านนิตยสารดนตรี วิดีโอแสดงสดคอนเสิร์ตซึ่งทำให้เราอินในดนตรีขึ้นไปอีก

โปรดิวเซอร์คือใคร

เอาง่ายๆ คือถ้ามองว่าเพลงคือโปรดักต์ โปรดิวเซอร์คือคนที่ต้องทำยังไงก็ได้ให้โปรดักต์นั้นเสร็จ ไม่ว่าจะทำเอง แต่งเพลงเอง หาคนมาร้อง ดูว่าโปรดักต์ที่จะเสร็จหน้าตาเป็นยังไง ได้ยินเสียงยังไง โยงใยทุกคนมาทำให้งานนี้เสร็จ

 

หรือเดี๋ยวนี้ที่ฮิปฮอปเริ่มฮิต ถ้าเทียบกับดนตรีฮิปฮอป คนที่ทำบีตของวงการฮิปฮอปก็คือโปรดิวเซอร์

 

แต่ก็ไม่ใช่ว่าโปรดิวเซอร์ต้องทำทุกอย่างเอง หรือทำเพลงเอง อย่างริก รูบิน (Rick Rubin) โปรดิวเซอร์ระดับโลก เขาเป็นโปรดิวเซอร์ที่ทำงานในมุมมองของแฟนเพลง เขาเหมือนจะเล่นกีตาร์พอเป็นอยู่ แต่แต่งเพลงไม่เป็น เล่นเครื่องดนตรีแทบไม่เป็น แต่เขารู้ว่าวงคุณต้องทำอย่างนี้ สมมติเขาอยากมอง Red Hot Chili Pepper หรือ Black Sabbath เขาจะมองว่าเขาอยากได้ยินเพลงอะไรจากคนคนนี้ เขาไม่แคร์เลยว่าคุณจะทำได้หรือไม่ แต่ด้วยความคาดหวังของแฟนเพลงแล้วเขาอยากได้ยินแบบนี้

 

เขาเหมือนแทบไม่ต้องทำอะไรเลย แต่เขาอยู่ในเนื้องาน เขาเป็นคนฟันธงงาน เป็นคนบอกว่าโปรดักต์นี้เสร็จแบบนี้ เอาแบบนี้

 

โปรดิวเซอร์เหมือนเป็นพาร์ตเนอร์กัน บางทีวงก็ต้องหาสิ่งที่ขาดในตัวโปรดิวเซอร์ให้มาเติมสิ่งที่วงมองหาอยู่

 

ผลงานโปรดิวซ์ของดาโน่

งานแรกที่คนรู้จักกันน่าจะเป็นงาน Little Rock Project (โปรเจกต์ของแกรมมี่ในปี 2546 ที่นำวงป๊อปร็อกชั้นนำในยุคนั้นมาร้องเพลงของวงไมโคร) ส่วนงานที่เรียกว่าแจ้งเกิดเราจริงๆ ในฐานะโปรดิวเซอร์ เราได้ทำงานตั้งแต่เริ่มต้น เลือกวงจริงๆ คือ Retrospect อัลบั้มแรก เหมือนเราโตไปด้วยกัน แฟนเพลงก็ให้เกียรติเรา

 

เราอยากทำงานเบื้องหลังมาตั้งแต่แรก คิดไปว่าการมาเป็นศิลปินออกเทปจะทำให้ได้รู้จักพี่ๆ ที่ทำงานเบื้องหลัง และทำให้ได้ทำงานเบื้องหลังในที่สุด เรารู้สึกว่าเราไม่ใช่คนที่อยู่บนเวที ไปเล่นก็เขินๆ

 

ต่อมาก็ได้ไปโปรดิวซ์ให้วง Klear ซึ่งพูดตามตรงว่าในช่วงแรกแพท (นักร้องนำวง Klear) เป็นคนปิดตัวเองและไม่ค่อยสื่อสารในทางบวกกับคนฟังเท่าไร แต่ก็โชคดีที่ช่วงนั้นเหมือนแพทจะเริ่มเปิดขึ้นนิดๆ ด้วยการโทรหาเราก่อนเพื่อทำความรู้จักกัน

 

พอทำงานร่วมกันสักพัก เราก็เห็นว่าแพทร้องเพลงเพราะมาก ซึ่งไม่เหมือนที่วงเคยทำชุดแรกที่ร็อกมาก ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของเสียงเพราะๆ ของแพทเท่าไร จึงทำให้วงได้มีเพลงฮิตๆ อย่าง รักไม่ต้องการเวลา

 

 

นินจาในเงามืด

เราอยากซ่อนอยู่ข้างหลัง อยู่ในงานทุกๆ งาน แต่ไม่ได้เอาหน้าไม่ได้ใส่สไตล์ของเราลงไปจนคนจำได้ว่านี้งานเรา งานดาโน่แน่ๆ

 

เราไม่ได้โชว์ความเป็นเรา แต่ถ้าใครอยากได้ส่วนผสมแบบเราก็ค่อยมาหา มาทำงานร่วมกันดู

 

แต่ถ้าถามถึงงานที่เราไม่อยากทำก็คงเป็นศิลปินที่อะไรยังไงก็ได้จนเกินไป เพราะงานของเราจะยากมากๆ เพราะเขาจะไหลไปตามที่เราเสนอหมด แล้วก็หาตัวตนไม่เจอ

 

พูดตามตรง การเป็นวงดนตรีไม่ควรมีประชาธิปไตย บางครั้งการแชร์กับเพื่อนมันทำให้เราไม่ได้ฟันธงอะไรสักที ไม่มีคนที่ดูภาพรวมของงาน ทุกอย่างโหวตหมด มันก็ไม่เสร็จเสียที

 

จากโปรดิวเซอร์สู่ผู้บริหารค่ายเพลง

พอทำงานโปรดิวเซอร์สักพักหนึ่ง คนก็มักจะเชียร์ให้เปิดค่ายเพลง ซึ่งจริงๆ เป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดจะทำเลย มันเป็นการออกจากคอมฟอร์ตโซนมากๆ จึงได้มาทำงานที่ค่าย Wayfer Records ที่มีศิลปินอย่าง Boom Boom Cash, Annalynn, TELEx TELEXs, D Gerrard และ Wonderframe

 

ตอนนี้ทำมาทุกตำแหน่งแล้ว ตั้งแต่นักดนตรี โปรดิวเซอร์ และผู้บริหารค่ายเพลง แต่ก็ยังฟังเพลงอยู่ เน้นฟังเพลงที่ชอบ ไม่ได้ฟังเพื่อตามว่ากระแสทุกวันนี้เป็นอย่างไรอย่างเดียว

 

แต่บางครั้งเวลาที่ฟังเพลงออกไปจากคอมฟอร์ตโซนของเรา โดยเฉพาะเวลาที่ Spotify มัน Shuffle มาเนี่ย ก็ยังเจอเพลงใหม่ๆ ที่ชอบนะ แม้จะไม่ใช่เพลงร็อกที่เราชอบมากๆ มาตั้งแต่เมื่อก่อนก็ตาม

 

ทุกวันนี้ไม่ได้ทำงานโปรดิวเซอร์เท่าไรแล้ว แต่ก็ยังอยากเจอวงที่เราอยากทำให้อยู่นะ ถ้าเรายังเห็นหน้าที่เราอยู่ในนั้นว่าเราทำอะไรให้เขาได้ เราก็อยากทำ

 

 

 

ดาโน่เคยเล่นอยู่วง Noir ที่มีเพลง เข็ด ในอัลบั้ม Intro 2000 เป็นวงเดียวที่ไม่มีนักร้อง เลยเชิญพลพล พลกองเส็ง มาร้องในเพลงร็อกเพลงนี้

 


 

Credits

 

The Host แพท บุญสินสุข

The Guest ดนัย ธงสินธุศักดิ์

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader พรนภัส ชำนาญค้า

Music Westonemusic

The post 20 ปีในเบื้องหลัง กับประสบการณ์ของดาโน่ ดนัย โปรดิวเซอร์ผู้ปลุกปั้นวง Klear appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ผู้ที่ชนะ Band Lab ไม่ใช่คนที่ได้เงินรางวัล แต่คือคนที่อยู่ในวงการนี้ได้นานที่สุด” https://thestandard.co/podcast/eargasmdeeptalk11/ Fri, 18 May 2018 06:34:40 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=91499

ท่ามกลางความงงงวยของธุรกิจค่ายเพลง ปัณฑพล ประสารราชกิจ […]

The post “ผู้ที่ชนะ Band Lab ไม่ใช่คนที่ได้เงินรางวัล แต่คือคนที่อยู่ในวงการนี้ได้นานที่สุด” appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่ามกลางความงงงวยของธุรกิจค่ายเพลง ปัณฑพล ประสารราชกิจ หรือ โอม Cocktail กลับลุกขึ้นมาก่อตั้งค่ายเพลงนาม Gene Lab และพร้อมกันนั้นก็เปิดตัวรายการค้นหาศิลปินเข้าสู่ค่ายนี้นามว่า Band Lab ซึ่งเขานิยามว่าเป็นรายการแข่งดนตรีที่ไม่ได้สอนเล่นดนตรี แต่สอนให้ศิลปินเอาชีวิตรอดได้ในวงการเพลง

 

กดปุ่มเพลย์ด้านบน เพื่อฟัง โอม และ อู๋ The Yers ในฐานะโปรดิวเซอร์คนหนึ่งของรายการ Band Lab เกี่ยวกับการอยู่ในวงการเพลงไทย และประสบการณ์ที่พวกเขาคิดว่าสอนกันได้ แต่ถ้าใครสะดวกอ่านก็เลื่อนลงไปด้านล่างได้เลย

 


 

 

อะไรคือ Band Lab

มันคือรายการประกวดวงดนตรีของ Gene Lab ค่ายเพลงใหม่ของแกรมมี่ที่มีโอม Cocktail นั่งตำแหน่งผู้บริหาร ซึ่งเริ่มมาจากการที่คุณนิค จีนี่ เรคคอร์ดส์ รู้สึกว่าพื้นที่ในค่ายจีนี่ไม่ค่อยเหมาะจะรับศิลปินใหม่เท่าไร ด้วยความที่มีศิลปินรุ่นเก๋าและรุ่นกลางอยู่มากมาย ศิลปินใหม่น่าจะเกร็ง เลยเปิดตัวค่ายใหม่ขึ้นมาเพื่ออิสระในการทำงานของทีมและศิลปินใหม่

 

อะไรคือ Band Lab

เป็นรายการที่เรียกได้หลายแบบ เป็นทั้งเรียลิตี้ ทั้ง documentary ทั้งเกมโชว์ ซึ่งอู๋ The Yers ก็ได้มานั่งเป็นหนึ่งในโค้ชของรายการนี้ ร่วมกับโอม Cocktail เอง เจ๋ง Big Ass และหนุ่ม กะลา

 

และ Band Lab ก็เริ่มขึ้นมาจากความคิดว่าอยากให้ความรู้ในเรื่องดนตรีและวงการดนตรี ตบกันไปมาก็กลายเป็นรูปแบบนี้ที่เหมือน entrepreneur ที่นักดนตรีเป็นเจ้าของไอเดีย ส่วนค่ายเป็นเจ้าของทุน ที่ต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เป็นเจ้านายกับลูกน้อง

 

ก็กลายเป็นว่ามีมิชชันขึ้นมา 12 มิชชันในแต่ละสัปดาห์ ให้ศิลปินมานำเสนอตัวเอง แล้วถ้าเราเชื่อใครก็จ่ายให้คนนั้นไป

 

และการทำเป็นรายการมันทำให้ค่ายมีคอนเทนต์ตั้งแต่วันที่เริ่มสร้างศิลปิน ซึ่งน่าจะดีกว่าการทำเพลงก่อนแล้วทำรายการมาสนับสนุนทีหลัง ที่อาจแป้กได้ถ้าเพลงไม่มา

 

และในแง่สปอนเซอร์ถ้าใครเข้ามาสนับสนุนก็ได้ช่วยเกื้อหนุนศิลปินตั้งแต่ day 1 ซึ่งอาจทำให้มีสิทธิ์ต่างๆ ในอนาคตหากศิลปินหรือค่ายมีชื่อเสียงมากขึ้น

 

รูปแบบของ Band Lab

อยากพาไปดูกระบวนการของการทำเพลงหนึ่งเพลง ตั้งแต่เริ่มแรกที่ศิลปินจรดปากกาเซ็นสัญญากับค่าย ไปจนถึงวันที่เพลงกลายเป็นเอ็มวีให้คุณดูและฟังในหน้าจอโทรศัพท์

 

ตัวคอนเทนต์ของรายการ โอมจะใช้คำว่า Startup ของวงดนตรี การเป็นศิลปินต้องเริ่มคิดตั้งแต่เมื่อเข้าค่ายมาต้องทำอะไร? ต้องแต่งเพลง งั้นแต่งกันเองมั้ย? หรือต้องจ้างคนแต่ง ทำเพลงให้เสร็จสมบูรณ์ยังไง? พอเพลงเสร็จก็ต้องคิดอีกว่า แสดงสดเพลงนี้ยังไง? รับมือกับสถานการณ์หน้างานยังไง? ซึ่งในรายการนี้จะมีสถานการณ์โยนลงไปให้เขาแก้ปัญหากัน ทั้งหมดล้วนเป็นปัญหาที่ทุกวงเคยเจอ ไม่ว่าจะเป็น The Yers, Cocktail หรือแม้แต่ Bodyslam

 

คนทั่วไปจะไม่รู้ว่าวงดนตรีต้องเจออะไรบ้าง แต่ถ้าดูรายการนี้จะได้รู้กัน

 

หรือมากไปกว่านั้นคือ รายการจะไม่ได้พูดถึงวงดนตรีในฐานะ Performer อย่างเดียว แต่จะเล่าไปถึงธุรกิจดนตรี ทั้งการตีความลูกค้า การตีโจทย์ การสื่อสารระหว่างคนกับเพลง ไปถึงการอยู่ร่วมกับเพื่อนในวง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การทำเอ็มวีที่นักดนตรีก็ควรจะรู้ เพื่อให้ทำงานกับคนอื่นรู้เรื่อง

 

เป็นการเอาประสบการณ์ของรุ่นพี่ทุกคนมาให้น้องๆ ได้เรียนรู้ในเวลาแค่ 12 สัปดาห์

 

การเลือกโค้ชในรายการ

ในรายการมีโค้ชคือหนุ่ม กะลา, เจ๋ง บิ๊กแอส และอู๋ เดอะเยอร์ส ซึ่งแต่ละคนมีที่มาน่าสนใจต่างกัน คนแรกมาจากการประกวด และใช้เวลา 12 ปีในวงการอยู่กับค่ายเดียว ตั้งแต่ยุคที่ค่ายทำทุกอย่างให้ มาถึงยุคที่ศิลปินต้องทำเกือบทุกอย่างเอง

 

พี่เจ๋ง โตมาในสลัม เดินทางเข้ากรุงมาเล่นดนตรีกลางคืน และได้มาเป็นนักร้องของวงดนตรีที่ดังที่สุดวงหนึ่งของไทย แถมมาแทนคนเดิมซึ่งก็ดังมากด้วย

 

อีกคนคืออู๋ที่เป็นศิลปินอินดี้มานานตั้งแต่กรุงเทพมาราธอน มีพี่ชายดังมาก่อน และเป็นศินปินที่มาจากอินดี้สู่แมสจริงๆ

 

หรือแม้แต่ผู้เข้าแข่งขันเองก็มาจากหลายที่มา มีทั้งยูทูเบอร์ที่มีคนติดตามหลักล้านคน มีทั้งวงดนตรีจากอุตรดิตถ์ที่เอาชื่อถนนที่ยาวที่สุดของจังหวัดมาตั้งเป็นชื่อวง ความหลากหลายนี่แหละที่ทำให้รายการสนุก

 

ซึ่งทางค่ายไม่ได้คีปลุคว่าต้องเป็นค่ายเพลงรุ่นใหม่ที่มีภาพลักษณ์เป็นวงดนตรีคนเมือง เพราะประเทศไทยไม่ได้มีแค่กรุงเทพมหานครนี่

 

คัดเลือกให้เหลือ 4 วง

จริงๆ มีคนส่งออดิชันมาถึง 400 กว่าวง แต่หลายวงไม่ได้เข้าคัดเลือกเพราะส่งรายละเอียดมาไม่ครบบ้าง เพราะโอมเขียนใบสมัครวางยาไว้ ว่าให้ส่งเพลงตัวเองหรือเพลงคัฟเวอร์มา 2 เพลง ให้เราสนใจที่สุด ซึ่งแปลว่าควรจะส่งเพลงตัวเองมาทั้ง 2 เพลงเลย เพราะนั่นคือสิ่งที่น่าสนใจกว่าเพลงคัฟเวอร์ แต่เกือบทุกวงก็ไม่เก็ตตรงนี้

 

หรือหลายวงที่ส่งรายละเอียดมาไม่ครบก็มีบ่นว่าไม่ครบแค่นิดๆ หน่อยๆ เอง หยวนๆ ไม่ได้เหรอ ก็ต้องบอกว่าทางรายการจะหาศิลปินมืออาชีพ การอ่านใบสมัครไม่ครบถ้วนก็เป็นคุณสมบัติที่ไม่ดีของศิลปินเช่นกัน อีกหน่อยไปทำงานจริงก็ต้องไปอ่านเอกสารพรีเซนเตอร์นะ ต้องอ่านให้ครบถ้วน เราไม่ได้อยากได้คนที่เล่นดนตรีเป็นอย่างเดียว

 

 

ปัญหาที่วงหน้าใหม่มักจะมี

อู๋คิดว่าเป็นการหาตัวเองไม่เจอ ซึ่งอาจจะมาจากการมีอินพุตน้อยหรือมากเกินไป ทำให้หาความเป็นวงของตัวเองไม่เจอ หลายครั้งที่สมาชิกในวงมีอินพุตต่างกัน ทำให้ความเป็นแบนด์ไม่โผล่ออกมา บ้างก็เป็นนักร้องแอนด์เดอะแบนด์

 

หรือบางทีอินพุตเยอะ ก็ทำให้มีดาต้าเยอะ แต่ไม่ได้สังเคราะห์มันมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวเอง เทคโนโลยีมัน disrupt ให้เด็กยุคใหม่มีอุปนิสัยที่เปลี่ยนไป การอ่านเรื่องคนอื่นเยอะๆ ทำให้เราคิดแต่ในมุมของเรา มันไม่มีการสังเคราะห์ข้อมูลที่จะทำให้เราเข้าใจคนอื่นจริงๆ

 

ในสังคมดนตรีก็ต้องเข้าใจคนอื่นแบบนี้ บางวงทำเพลงไม่ดังก็บอกว่าคนดูแม่ง…ไม่ฟัง ซึ่งศิลปินทุกคนน่าจะเคยผ่านจุดนี้มาก่อนแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือเราจะจัดการกับความรู้สึกหรือสถานการณ์นั้นอย่างไร

 

อีกประเด็นคือไม่เป็นตัวของตัวเอง ก๊อบปี้วงอื่น ไม่ว่าจะประกวดวงดนตรีจะกี่ปีก็ต้องเจอเพลงเดิมๆ ที่เล่นตามศิลปินต้นฉบับร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะมี Bodyslam สองวงทำไมล่ะ

 

การก๊อบปี้เพลงมาเล่นไม่ได้ผิดนะ การเล่นดนตรีเริ่มมาจากการเลียนแบบ แต่วงหน้าใหม่ควรจะเอาเพลงคัฟเวอร์นั้นมาเล่นในแบบของตัวเอง

 

มันจะกลับมาที่วิชาเศรษฐศาสตร์ 101 เราจะมีสินค้าเดียวกันเยอะๆ ทำไม ราคามันก็ตกสิ

 

วงดนตรีรุ่นเก่ามีปัญหาการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างไร

รุ่นใหญ่มักจะมีปัญหาว่าไม่หมุนตามโลก ไม่เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ จากศิลปินใหม่ๆ อย่าง เจค บักก์ (Jake Bugg) ที่เพิ่งมาก็เป็นรุ่นใหม่มากๆ เด็กมาก แต่ประสบความสำเร็จแล้ว เราก็ควรจะเรียนรู้อะไรบางอย่างจากเขาหรือเปล่า

 

เราจะคิดว่าเราเก๋าไม่ได้เลย มันมีรุ่นใหม่ที่คอยขึ้นมาใหม่เสมอ ถ้าเราไม่เรียนรู้จากเขาเราก็ไม่สามารถเป็นรุ่นพี่ที่ดีได้เลย คิดแบบนี้แล้วมันก็เห็นสัจธรรมเหมือนกันนะ

 

แม้แต่ศิลปินในตำนานอย่างเดวิด โบวี ยังทำเพลงใหม่ๆ สไตล์ใหม่ๆ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตเลย

 

เราเคยเห็นว่าเราแซงศิลปินรุ่นก่อนทั้งในแง่ค่าตัวหรือผลงาน ซึ่งมันทำให้เห็นสัจธรรมว่าถ้าเราแซงได้ เราก็โดนศิลปินใหม่ๆ แซงได้เหมือนกัน ฉะนั้นต้องโฟกัสที่การทำงาน พัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นไป

 

สิ่งที่รายการต้องการจากวงรุ่นใหม่

รายการไม่ได้อยากให้พวกเขาเก่งกว่า แต่อยากให้พวกเขาดีกว่าพวกเรา ไม่ใช่แค่การเล่นดนตรี แต่รวมถึงการทำงาน ทั้งการทำงานร่วมกับคนอื่น การเข้าใจคนอื่น การรับมือตามสถานการณ์ การยอมรับความจริง การให้ความเคารพผู้อื่น เคารพความเห็น การรับแรงกดดัน มันเห็นอยู่ทุกที่ไม่ใช่แค่ในวงการดนตรี

 

เพื่อนโอมคนหนึ่งเคยบอกว่าอยากให้โอมทำรายการการศึกษา และสุดท้ายมันก็รวมกันออกมาเป็นรายการ Band Lab นี่เอง

 

สุดท้ายมันไม่ใช่แค่รายการประกวดดนตรี แต่มันสอนวิธีการทำงาน การใช้ชีวิต ถ้าคุณไม่ได้เล่นดนตรี แค่ดูคุณก็อาจได้แนวคิดไปใช้ในชีวิตเหมือนกัน

 

ไม่ใช่แค่ผู้ชนะใน Band Lab เท่านั้นที่ได้อยู่ในค่าย ทุกวงที่แข่งขันได้เป็นศิลปินค่าย Gene Lab ทั้งหมด และผู้ชนะที่แท้จริงไม่ใช่คนที่ได้เงิน 100,000 ไปในตอนจบรายการ แต่คือคนที่อยู่ในวงการดนตรีได้นานที่สุดต่างหาก

 


ฟังรายการ Eargasm Deep talk พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน


Credits


The Host
แพท บุญสินสุข

The Guest ปัณฑพล ประสารราชกิจ, ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์


Show Creator
แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

Music Westonemusic

The post “ผู้ที่ชนะ Band Lab ไม่ใช่คนที่ได้เงินรางวัล แต่คือคนที่อยู่ในวงการนี้ได้นานที่สุด” appeared first on THE STANDARD.

]]>
genie records กับปรัชญาการทำค่ายเพลงร็อกให้ศิลปินถูกรัก https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce27/ Mon, 30 Apr 2018 17:01:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=87519

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ genie records ค่ายเพลงร็อก […]

The post genie records กับปรัชญาการทำค่ายเพลงร็อกให้ศิลปินถูกรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>

อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของ genie records ค่ายเพลงร็อกอันดับหนึ่งของประเทศ ที่มีศิลปินในค่ายอย่าง Bodyslam, Big Ass, Labanoon, Cocktail, Klear และอีกมาก


เรื่องราวการก่อตั้งค่ายเพลงเป็นมาอย่างไร มีวิธีคัดเลือกและบริหารศิลปินอย่างไร เคยเจอช่วงวิกฤตไหม และทำค่ายเพลงอย่างไรให้อยู่ได้มาถึงยุคนี้


เคน นครินทร์ คุยกับ นิค-วิเชียร ฤกษ์ไพศาล ผู้ก่อตั้งค่ายเพลง genie records    

 


 

 

genie records เริ่มต้นอย่างไร

ผมเรียนจบรัฐศาสตร์ แต่สนใจงานด้านนิเทศศาสตร์ เริ่มต้นมาจากคนธรรมดาที่อยากเป็นครีเอทีฟ อาชีพแรกคือทำงานเป็น Best Boy ในกองถ่ายรายการเพลง มีหน้าที่ซื้อของตามสั่งจากทีมงานคนอื่นเพื่อเอามาประกอบฉาก จนกระทั่งแกรมมี่เริ่มมีค่ายเพลง ยุคนั้น พี่เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ เข้ามาร่วมงานกับบริษัท ก่อตั้งเป็น Grammy Entertainment ตอนนั้นผมเริ่มขยับมาอยู่เบื้องหน้า ทำงานเป็นพิธีกรรายการเพลง ชื่อว่า ยิ้มใส่ไข่ พิธีกรร่วมของผมในสมัยนั้น ทุกวันนี้กลายเป็นกรุ๊ปซีอีโอกันหมดแล้ว นำทีมโดย คุณเล็ก-บุษบา ดาวเรือง และคุณภิญโญ รู้ธรรม

ยุคต่อมาแกรมมี่ใหญ่ถูกผ่าเป็นค่ายเพลงต่างๆ เช่น Grammy Grand, Grammy  Gold มีค่าย Green Beans ที่ทำเพลงวัยรุ่นอย่าง คูณ 3 ซูเปอร์แก๊งค์ และทาทา ยัง มีค่ายเพลงร็อกที่บริหารโดยคุณอัสนี โชติกุล ส่วนผมถูกส่งให้ไปทำค่ายเพลงรวมฮิตชื่อ Grammy Big ทำเรื่องคัดเลือกศิลปิน ทำรายการเพลง ได้ลองทำหลายอย่าง แต่ใจจริงอยากเปิดค่ายเพลงของตัวเองที่สุด เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ดี เลยพยายามไปเดินผ่านหน้าห้องอากู๋และเปรยเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ

 

จนในที่สุดก็ได้เปิดค่าย genie records ถ้าเทียบกับสมัยนี้ ผมว่าจีนี่เหมือนสตาร์ทอัพ อากู๋สั่งแค่อย่างเดียวคือห้ามเจ๊ง เพราะผมเปิดทีหลังสุด ศิลปิน โปรดิวเซอร์ คนทำงาน มีค่ายอื่นดึงตัวไปหมดแล้ว


ศิลปินคนแรกของค่าย

เป็นศิลปินดูโอชื่อว่า สุเมธแอนด์เดอะปั๋ง เป็นพนักงานธรรมดาของแกรมมี่ที่ชอบแต่งเพลงและร้องเอง ด้วยคาแรกเตอร์ภายนอกอาจดูไม่ค่อยเหมือนคนอื่นสักเท่าไร พวกเขาเลยไม่ได้ถูกทรีตเหมือนเป็นศิลปิน ไม่รู้จะส่งไปอยู่ค่ายไหนดี สุดท้ายเลยมาอยู่กับค่ายผม เพราะผมวางภาพไว้แล้วแต่แรกว่าค่ายเราอะไรก็ได้ ขอแค่เป็นตัวจริง ผมบริหารไปเรื่อยๆ จนในปีต่อมาวงนี้ก็ดังได้สำเร็จ

 

รู้ได้อย่างไรว่าเพลงไหนจะดังหรือดับ

ผมฟังเพลงมาตั้งแต่เด็ก ฟังเพราะชอบ ไม่มีเก๊กหล่อ เพราะก็บอกว่าเพราะ ไม่ชอบก็บอกว่าไม่ชอบ ผมว่าการฟังแบบนักดนตรีที่มีความเอาใจช่วย มันจะรู้สึกชื่นชมในผลงานเขาไปหมด แต่สุดท้ายเพลงขายไม่ได้จริงๆ เลยฟังแบบคนธรรมดาทั่วไป ฟังไปทำอย่างอื่นไป ไม่ได้ฟังในฐานะโปรดิวเซอร์ที่จริงจังและเข้าข้างศิลปินตัวเอง

 

 

คนทำค่ายเพลงที่ดีต้องเป็น A&R Man คือ Artists and Repertoire ดูให้ออกว่าใครจะดัง ฟังให้ออกว่าเพลงไหนจะฮิต ครั้งแรกที่ผมเจอพลพล ภายนอกเขาเป็นผู้ชายอ้วนดำ หน้าตาไม่ดี แต่ลองมองดีๆ ทำไมคนรักเขาเยอะมาก เพราะข้างในที่ดีของเขามันส่งออกมาหมด ผมรู้เลยว่าคนนี้เป็นศิลปินได้แน่นอน หรืออย่างวง Paradox เจอครั้งแรกเหมือนโรคจิตเลยด้วยซ้ำ (หัวเราะ) จำได้เลย ผมถามเขาว่าอยากรวยหรืออยากดัง ต้า (นักร้องนำ) ตอบว่าอยากดัง ผมบอก เออ ทำได้ เพราะเพลงเอ็งมันแหวกมาก ผมเชื่อว่าเพลงแบบนี้มันต้องมีในวงการบ้าง ก็ปั้นมาจนประสบความสำเร็จในที่สุด

 

 

เกณฑ์ในการคัดเลือกศิลปิน

ผมเปรียบศิลปินเป็นเพชร บางคนอาจคิดว่าการเป็นนักร้องใครก็เป็นได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยครับ คนเป็นนักร้องต้องมีคุณสมบัติและความสามารถ ต้องอึด อดทน ดังนั้นผมจะไม่มองคนฉาบฉวย แต่มองคนที่เติบโตได้ ไปดูได้เลย วง Bodyslam เข้าวงการปี 2539 แต่กว่าจะดังจริงคือปีไหน เพชรแต่ละเม็ดมีความแตกต่างกันออกไป จะไม่มี Bodyslam ที่ 2 เพราะคนที่ร้องตามพี่ตูนได้ก็เป็นแค่ก๊อบปี้ ดังนั้นศิลปินค่ายผม 20 วง 20 คาแรกเตอร์ ไม่มีการซ้ำรอย ถึงแม้จะมีแนวทางคล้ายกัน อย่างวง Retrospect กับ Sweet Mullet แต่ผมก็ดีไซน์วงออกมาให้แตกต่างกันว่าวงหนึ่งคือมารดำ อีกวงคือมารขาว อย่างนี้เป็นต้น

หลักการเลือกศิลปินของผมคือคัดเพชร อย่าโกยหิน คุณเจียระไนหินเท่าไร สุดท้ายมันก็ยังเป็นหินอยู่ดี เต็มที่ก็เป็นได้แค่หินที่สวย ไม่ใช่ไร้คุณค่านะ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเท่านั้นเอง


หลักการทำงาน

รากเหง้าของจีนี่คือความอ่อนน้อมถ่อมตน (humble) ผมเจอกวีบทหนึ่งบอกว่า ต่ำต้อยจึงยิ่งใหญ่ น้ำค้างจากยอดหญ้าบนที่สูงยังไหลมารวมกันที่ทะเล ผมเอาปรัชญานี้มาใช้ในการทำงาน ดูตัวอย่างพี่ตูนได้ ไหว้จนจะถึงพื้นอยู่แล้ว (หัวเราะ) ศิลปินของผมจะเป็นแบบนี้ เป็นคนอ่อนน้อม ไม่หยิ่งยโส ผมปกครองโดยไม่ปกครอง

ผมไม่ตีเส้นให้ศิลปินไต่ แต่จะสร้างถนนใหญ่ให้ศิลปินเดิน และมุ่งสู่ปลายทางที่เป็นเป้าหมายเดียวกัน

หมายความว่าผมไม่ได้บังคับให้ใครต้องเดินทางไหน แต่ให้อิสระในการตัดสินใจของแต่ละวง และให้มองไปในเป้าหมายเดียวกันคือความสำเร็จ

 

 

จีนี่เจอช่วงวิกฤตบ้างไหม

ตอนที่วิทยุบูม ตอนนั้นวิทยุเปิดเฉพาะเพลงฮิต แต่ไม่เปิดเพลงใหม่ และช่องทางเจอคนฟังสมัยนั้นยังไม่หลากหลายเท่าสมัยนี้ ผมเลยแก้ปัญหาด้วยการไปเปิดที่ต่างจังหวัดก่อน เพราะคลื่นพวกนั้นยังยินดีเปิดให้เราอยู่ เหมือนป่าล้อมเมือง ค่อยๆ เข้ามาหากรุงเทพฯ จนถึงยุคนี้เราเป็นเจ้าของสื่อได้ด้วยตัวเองแล้ว เผยแพร่เพลงผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ยูทูบ เฟซบุ๊ก ไม่ค่อยได้ยุ่งกับคลื่นวิทยุเท่าไร แต่ก็ยังพึ่งพาอาศัยกันอยู่

 

พอยุคที่แผ่นซีดีเริ่มขายยาก เราก็หาวิธีปรับตัวอย่างไม่ค่อยรู้ตัว อะไรเข้ามาเราก็เล่นตามเขาหมด จีนี่เล่นโซเชียลฯ เยอะมาก ผมค้นพบว่าถึงแม้เพลงจะขายยากขึ้น แต่คนก็ยังฟังเพลงอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ขายได้คือแบรนดิ้งของศิลปิน เพราะมันขโมยกันไม่ได้ ภาพที่เห็นชัดคือกลุ่มแฟนคลับที่ยอมไปยืนรอที่สนามราชมังฯ เพื่อดูคอนเสิร์ตตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืน ดังนั้นกลุ่มคนที่เราให้ความสำคัญมากคือแฟนคลับ กลุ่มคนที่มีกำลังพร้อมซัพพอร์ต

แฟนเพลงกับแฟนคลับต่างกัน แฟนเพลงคือกลุ่มคนที่ชอบฟังเพลง จะเป็นเพลงของใครก็ได้ทั้งนั้น แต่แฟนคลับคือคนที่รักศิลปินจริงๆ และพร้อมซัพพอร์ตมากกว่า ตัวอย่างที่เห็นชัดเลยคือเหล่านุชของคุณหลวงเป๊ก ผลิตโชค

https://www.instagram.com/p/Be2NLSUnc3q/?taken-by=nickgenie


สร้างแบรนดิ้งให้ศิลปินอย่างไร

ธรรมชาติของเพลงมีขึ้นมีลง มีร้อยล้านและไม่ถึงร้อยล้าน ผมไม่อยากให้ศิลปินซีเรียส อย่างเพลงใหม่ของปาล์มมี่ที่ชื่อ แม่เกี่ยว รู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางดังแบบรวยๆ แน่นอน แต่ผมอยากให้ทำ เพราะมันมีคุณค่า เป็นการสร้างแบรนด์ให้ตัวศิลปิน

 


เพลงมีขึ้นมีลง แต่แบรนดิ้งศิลปินต้องขึ้นอย่างเดียว ถ้าลงมันหมายถึงคุณไปทำเรื่องไม่ดีมา แต่ถ้าขึ้นแปลว่าคุณต้องไปทำอะไรดีสักอย่าง เช่น เรื่องฝีมือที่ไปได้รางวัล ทัศนคติที่แสดงออกมา บุคลิก เสื้อผ้าหน้าผม สิ่งที่ทำให้คนรู้สึกโดยไม่เกี่ยวกับเพลงคือแบรนดิ้งหมด อย่างคุณแพท วง Klear ตอนนี้มีภาพลักษณ์เป็นที่ปรึกษาเหมือนพี่อ้อย-พี่ฉอด เขียนบทความเกี่ยวกับผู้หญิงต่างๆ ผมไม่เคยไปบอกใครให้ทำแบบไหน แต่จะคอยเสริมและชี้แนะตลอด

 

 

กลยุทธ์ในการโปรโมตเพลง

เมื่อก่อนเราจะรู้ว่าเพลงไหนฮิตจากการโดนเปิดจากที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งเพื่อนข้างบ้าน แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนมีเพลย์ลิสต์อยู่ในหูฟังของตัวเอง ดังนั้นเราต้องดึงดูดคนเข้ามาฟังเพลงให้ได้มากที่สุด

 

วิธีคิดของผมคือ จงทำเรื่องของเขา อย่าเอาแต่ทำเรื่องของเรา เพราะถ้าเอาแต่พูดเรื่องของเรา เขาอาจไม่สนใจ หรือถ้าจะพูดเรื่องของตัวเอง ก็ต้องมาคิดต่อว่าจะทำยังไงให้เข้ากับเขา ยกตัวอย่างมิวสิกวิดีโอเพลง เชือกวิเศษ ของวง Labanoon มันจะเล่าเรื่องออกมายังไงก็ได้เลย แต่ตอนนั้นเรารู้ว่าแฟนคลับของ Labanoon กำลังสนใจเรื่องฟุตบอล เลยเอาตัง-สารัช อยู่เย็น มาเล่น ทำให้เกิดเป็นกระแสและมีคนสนใจขึ้นมาเป็นจำนวนมาก และคนก็ต่างรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง

 

 

หัวใจสำคัญในการทำงาน

ผมใช้หลัก 3S ในการทำงาน ตัวแรกคือ Start ทุกครั้งที่เริ่มต้นทำอะไรใหม่ เราให้ความสำคัญกับมันเสมอ และผมเชื่อว่า No way is no way ทุกอย่างมีทางไปเสมอ เราพร้อมทำทุกอย่างด้วยความไม่กลัวไปก่อน สองคือ Sustain ปีแรกเรามีไท ธนาวุฒิ ความยั่งยืนของเราคือทุกๆ ปีเราต้องมี ไท ธนาวุฒิ คนใหม่เกิดขึ้นตลอด เหมือนมีดาวดวงใหม่ของเราเสมอ และสุดท้าย Never Stop เราต้องปรับตัวและไม่หยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ ทำตัวเป็นวัยรุ่นเสมอ

 

 


ฟังรายการ The Secret Sauce พอดแคสต์ โดยแอปฯ Podcasts (สำหรับผู้ใช้ iOS), Podbean และแอปฯ ประเภท Podcast Player ยี่ห้อใดก็ได้ (สำหรับผู้ใช้ Android) หรือฟังทาง SoundCloud และ YouTube ก็ได้เช่นกัน

 

 


 

Credits

 

The Host นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

The Guest วิเชียร ฤกษ์ไพศาล


Show Creator นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

Episode Producer ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Episode Editor เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

Music Westonemusic

The post genie records กับปรัชญาการทำค่ายเพลงร็อกให้ศิลปินถูกรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Yers ขอคุยเรื่องอัลบั้มใหม่ CRY (คลาย) และซีนดนตรีของประเทศไทย https://thestandard.co/podcast/multipleeargasms13/ Mon, 04 Dec 2017 08:37:06 +0000 https://thestandard.co/?post_type=podcast&p=52636

  ด้วยการปล่อยซิงเกิลเปิดตัวอย่าง พายุหมุน The Yer […]

The post The Yers ขอคุยเรื่องอัลบั้มใหม่ CRY (คลาย) และซีนดนตรีของประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

ด้วยการปล่อยซิงเกิลเปิดตัวอย่าง พายุหมุน The Yers กลับมากับอัลบั้มอะคูสติกที่ชื่อว่า CRY (คลาย) ที่เป็นเหมือนความเศร้าที่เริ่มคลี่คลายด้วยเนื้อหาและบรรยากาศของดนตรี ฟังที่มาและการประกอบร่างของอัลบั้มพิเศษนี้ ต่อด้วยเรื่องสนุกสนานที่ได้จากการทัวร์ ตบท้ายด้วย Eargasm Combo เล่นสด 3 เพลงคัฟเวอร์ที่เป็นดั่งเพลงตัวแทนจากแนวเพลงที่อู๋ The Yers ชื่นชอบ

 

 

พูดถึงอัลบั้มใหม่ล่าสุด CRY (คลาย)

มาจากที่อู๋อยากพักจากการทำเพลงบ้าง แต่ปรากฏว่าเบรกไปสักพักก็มีวัตถุดิบในการแต่งเพลงที่น่าสนใจ เลยอยากทำเพลง แต่ไม่อยากทำอัลบั้มเต็ม พอคุยกับเพื่อนในวงก็คิดว่าตรงกลางระหว่างการพักกับอัลบั้มเต็มคืออัลบั้มอะคูสติก ก็คิดว่าน่าจะง่าย แต่มันไม่ง่ายเลย


วงอัดกันเองทั้งอัลบั้ม เลยต้องเรียนรู้เรื่องการเล่นการอัด การไมค์กิ้ง (ตั้งไมค์สำหรับอัด) ใหม่เกือบทั้งหมด และแม้จะเป็นอัลบั้มอะคูสติก แต่ก็ยังไม่ได้ทิ้งเครื่องดนตรีหนักๆ อย่างกลองไป เพียงแค่ลดรายละเอียดและลูกเล่นลงเท่านั้น แต่โบ๊ทต้องเปลี่ยนจากเบสไฟฟ้ามาเป็นเบสโปร่ง เลยต้องเรียนรู้การเล่นใหม่เกือบทั้งหมด


ตอนแรกก็คิดว่าจะเอาเพลงเก่ามาเปลี่ยนเป็นเวอร์ชันอะคูสติก แต่ปรากฏว่าแต่งเพลงเพิ่มใหม่ได้เรื่อยๆ ประกอบกับรู้สึกไม่ดีที่จะออกอัลบั้มแล้วเอาเพลงเก่ามาทำใหม่ มันดูเป็นเบสิกของการออกอัลบั้มอะคูสติกไปหน่อย ตอนนี้ก็ได้เพลงใหม่มากกว่าเพลงเก่าที่เอามาทำใหม่

 

 

ตอนนี้คุยกับที่ค่ายว่าจะมีสองแบบ แต่ยังไม่รู้ว่าจะได้ไหม คือถ้าได้ดิจิทัลดาวน์โหลดจะมี 9 เพลง แต่ถ้าซื้อซีดีจะได้ 11 เพลง แต่ยังไม่รับปาก


บอกตรงนี้ที่แรกในประเทศเลยว่าอัลบั้มนี้ชื่อ CRY (คลาย) เพื่อสื่อว่าเนื้อเพลงยังคงร้องไห้ หรือ cry แต่ดนตรีเป็นอะคูสติกที่คลี่คลาย ผ่อนคลาย เกิดจากอยากให้ชื่ออัลบั้มมีตัว Y เพราะมีมาตลอดทุกอัลบั้ม


และสิ่งที่ผ่านมาในช่วงที่ทำอัลบั้มของอู๋คือการร้องไห้ ไม่มีใครรู้ ทั้งเพื่อน แฟน ครอบครัว ช่วงที่ทำอัลบั้มนี้อู๋เครียดมากๆ แรงบันดาลใจก็คือน้ำตาของอู๋นี่แหละ และยังเป็นอัลบั้มที่เป็นเพลงร้องไห้ทั้งอัลบั้ม เลยใช้คำว่า cry เสียเลย

 

 

การอัดอัลบั้ม CRY

เป็นอัลบั้มที่อัดกันเองที่บ้านอู๋ ทำกันเองหมด ทั้งเล่น วางไมค์ เรียงแทร็ก ตัดต่อ สลับกันเป็นซาวด์เอ็นจิเนียร์ โบ๊ทเองก็ต้องไปทำการบ้านด้วยการดู Incubus Unplugged เพื่อหาวิธีการเล่นใหม่ๆ แรกๆ ก็ไม่ค่อยชินเท่าไร ปรับซาวด์ หาวิธีจ่อไมค์เอง


อัลบั้มนี้ทำงานแตกต่างจากสองชุดแรก ที่อู๋ทำเดโมไว้พร้อมมากๆ แต่อัลบั้มนี้เดโมค่อนข้างคร่าวๆ ให้สมาชิกแต่ละคนไปคิดไลน์เครื่องดนตรีกันเอง ต้องไปลองกันเองหน้าห้องอัดเกือบทุกชิ้น


ห้องอัดที่บ้านอู๋เองก็ไม่ใช่ห้องอัดมืออาชีพขนาดนั้น ไม่ได้เก็บเสียง 100% แต่อู๋เองก็ตั้งใจให้บรรยากาศของเพลงออกมาเป็นโล-ไฟ (Lo-Fi) อยู่เบาๆ ฉะนั้น เสียง reverb ห้อง เสียงไก่ เสียงหมา เก็บหมด แต่ถ้าเป็นเสียงรถ เสียงคนคุยกันจะไม่เอา เอาแค่เสียงบรรยากาศที่ไม่รบกวนมาก พอให้ได้อารมณ์


พอเพลง พายุหมุน ปล่อยออกไปแล้วได้ยอดวิวถึงล้าน ก็สะใจเหมือนกันว่าเราทำกันในห้องนอนเรานี่เอง


แล้วก็เป็นความตั้งใจที่อยากทำคอนเสิร์ตอะคูสติก อยากเล่นดนตรีเงียบๆ คนตั้งใจฟัง อยากมีสักโชว์ที่เป็นแบบนั้น และก่อนจะมีคอนเสิร์ตก็ต้องมีอัลบั้มอะคูสติกก่อน อีกหน่อยอาจจะได้ดู

 

 

ซีนดนตรีของประเทศไทย

สิ่งหนึ่งที่ได้จากการทัวร์คือได้เห็นว่าประเทศไทยมันมีซีนดนตรีเป็นของแต่ละภาค แต่ละจังหวัดจริงๆ อย่างของ The Yers จะได้แฟนเพลงแถวกรุงเทพฯ ภาคเหนือ ภาคอีสานซะเยอะ แต่ตอนไปทัวร์ภาคใต้นี่ค่อนข้างยาก เพลงที่ชาวใต้ฟังจะค่อนข้างร็อกและหนัก เคยไปนั่งร้านกินข้าวกันที่ภาคใต้ก็ได้ยินเพลย์ลิสต์ดนตรีในร้าน ก็เห็นเลยว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ ลาบานูนนี่คือ The Beatles ของที่นี่เลย หรือวงพัทลุง


เคยไปเล่นโรงเหล้าแสงจันทร์ โดนขอเพลงมา โอ้โห เป็นเพลงที่ไม่รู้จักเลย เล่นไม่ได้ แต่พอกลับมาเสิร์ชชื่อเพลงชื่อวงดูที่โรงแรม ยอดวิวเป็นร้อยล้าน! ซึ่งเป็นวงของภาคใต้จริงๆ เปิดโลกมาก

 

 

Eargasm Combo

เพลงที่ 1 เป็นเพลงชาติของคนที่ชอบแนวชูเกซ (Shoegaze) เป็นเพลงที่หวานที่สุด เพราะที่สุด ป๊อปที่สุดของแวดวงชูเกซ และยังมาจากวงที่เป็นวงบุกเบิกและโด่งดังที่สุดในแนวเพลงนี้ด้วย ถ้าใครชอบหนังเรื่อง Lost in Translation (2003) ไปญี่ปุ่นต้องเปิดเพลงนี้กลางชิบูย่า

 

เพลงที่ 2 เป็นเพลงชาติของสโตเนอร์ร็อก (Stoner rock) เป็นวงอันดับต้นๆ ไล่เลี่ยกัน The Cure เป็นวงที่อู๋ชอบมาก เป็นเพลงที่ป๊อปที่สุดของสโตเนอร์ร็อก เป็นเพลงที่คนคิดว่า The Yers ก๊อบมา แต่เปล่า กูก๊อบอีกเพลงหนึ่ง


เพลงที่ 3 เป็นเพลงที่ป๊อปที่สุดของแนวโพสต์พังก์ (Post Punk) ยุค 70s เป็นเพลงที่ฟังง่ายที่สุด บรรเลงโดยวงดนตรีที่เป็นโด่งดังและมีชื่อเสียง ทั้งยังเป็นวงที่บุกเบิกแนวโพสต์พังก์ด้วย

 

Eargasm Combo Song list

  1. Sometimes – My Bloody Valentine
  2. No one Knows – Queens of the Stone Age
  3. Love Will Tear Us Apart – Joy Division

 


 

Credits

The Host แพท บุญสินสุข

The Guest ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์

พนิต มนทการติวงค์

นิธิศ วารายานนท์

ถิรรัฐ ภู่ม่วง

 

Show Creator แพท บุญสินสุข

Show Producer นทธัญ แสงไชย

Episode Editor นทธัญ แสงไชย

Sound Designer & Engineer ศุภณัฐ เดชะอำไพ

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director กริณ ลีราภิรมย์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Photos ovkk, winterman

Proofreader ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

Music Westonemusic.com

The post The Yers ขอคุยเรื่องอัลบั้มใหม่ CRY (คลาย) และซีนดนตรีของประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>