<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?><articles><UUID>TSTD202609122300</UUID><time>1789254056</time>		<article>
			<ID>12311610</ID>
			<nativeCountry>TH</nativeCountry>
			<language>th</language>
			<publishCountries><country>th</country></publishCountries>
			<startYmdtUnix>1784113340000</startYmdtUnix>
			<endYmdtUnix>2099732540000</endYmdtUnix>

			<title>ฟิตร่างกายลุย Hybrid Race กับโปรแกรมฝึกแบบ Team Under Armour</title>
			<category>LIFE</category>

			<publishTimeUnix>1784113340000</publishTimeUnix>
			<publishTime>2026-07-15 18:02:20</publishTime>
			<updateTimeUnix>1784114528000</updateTimeUnix>
			<updateTime>2026-07-15 18:22:08</updateTime>
			<contents>
				<image>
					<title>ฟิตร่างกายลุย Hybrid Race กับโปรแกรมฝึกแบบ Team Under Armour</title>
					<description>ฟิตร่างกายลุย Hybrid Race กับโปรแกรมฝึกแบบ Team Under Armour</description>
					<url>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-1.jpg</url>
					<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-1.jpg</thumbnail>
				</image>
								<text>
					<content>
					<![CDATA[
					<p>นอกจากจะเป็นที่พูดถึงกันในทุกกลุ่มของสายฟิตสายลุยแล้ว แต่ ‘Hybrid Race’ กีฬาสายวิ่งผสมสายฟิตเนสก็กำลังเป็นเป้าหมายที่รอการพิชิตของใครหลาย ๆ คนอย่างแน่นอน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แน่นอนว่าหลากหลายผู้พิชิตและหลากหลายทีมกำลังเตรียมตัวอย่างเข้มข้น รวมถึงที่ RYSE Arena เมื่อวันศุกร์ที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมาที่เหล่า TeamUA หรือ Team <a href="https://thestandard.co/tag/Under-Armour/" target="_blank" rel="dofollow noopener">Under Armour</a> ทั้ง 22 คนก็ได้เริ่มออกมา Full Body Shake เรียกเหงื่อเรียกแรงกันอย่างเข้มข้น ในอีก 5 สัปดาห์ข้างหน้าที่จะให้สายฟิตทุกคนได้ท้าทายตัวเองกันอีกครั้งในปีนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231147" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-1.jpg?x59709" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 1" width="1280" height="1700" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2>ฟิต 5 สัปดาห์ก่อนแข่งกับ Under Armour</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>ระยะเวลา 5 สัปดาห์ของแคมป์ฝึกซ้อม Team UA จะได้เจอกับโปรแกรมที่วางรากฐานการพัฒนาศักยภาพร่างกายอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นจากการปรับพื้นฐานการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนจะไต่ระดับความเข้มข้นไปสู่การจำลองสถานการณ์ในสนามแข่งจริง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231148" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-2.jpg?x59709" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 2" width="2500" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ช่วงสัปดาห์แรกเริ่มด้วยการทดสอบ Movement Foundation เพื่อประเมินความพร้อม จากนั้นสร้าง Aerobic Base เสริมความทนทาน และยกระดับสู่ Strength Endurance สำหรับสถานีที่ใช้พละกำลัง พร้อมฝึกเทคนิค Transition การคุมเพซ และวางกลยุทธ์เฉพาะตัว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231149" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-3.jpg?x59709" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 3" width="2500" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อเข้าสู่โค้งสุดท้าย จะเน้น Race Simulation เพื่อฝึกซ้อมภายใต้ความกดดันและความเหนื่อยล้าจริง ก่อนเข้าช่วง Taper เพื่อลดการซ้อม ให้ร่างกายได้ฟื้นฟูและสะสมพลังงานเต็มเปี่ยมสำหรับวันแข่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231151" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-4.jpg?x59709" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 4" width="2500" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2>เผยโฉม ‘Team UA’ ก่อนลง Full Body Shake</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับสัปดาห์แรกของ Team Under Armour ทั้ง 22 คนได้มาพบหน้ากันเพื่อทำความรู้จักและ Ice Breaking แบบฉบับสายฟิตสายลุยที่จะมาทำความรู้จักกันขณะ Planking และ Squat เรียกเหงื่อ ซึ่งแต่ละคนเดินเข้ามาพร้อมเป้าหมายที่แตกต่างกัน ทั้งการทำลายสถิติเดิมของตัวเอง หรือกลับมาทวงฟอร์มหลังผ่านสนามมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็น Junior (@ju.nio.r12) และ Jaynoppa (@jaynoppa), Emma Arocha (@emmarchh), Pim Pimkanok (@pimmypiam) Pipe Kamtapong (@pipekubkib) นอกจากนี้ยังมี ‘รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น’ หนึ่งในนักกีฬา Under Armour มาเข้าร่วม Full Body Shakeout ในฐานะ Team UA ด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231152" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-5.jpg?x59709" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 5" width="1920" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดยสำหรับคลาสสัปดาห์แรก TEAM UA เริ่มด้วย Easy Run ก่อนฝึกคุมแรงที่สถานี SkiErg และ RowErg ต่อด้วยโจทย์คู่อย่าง Sled Push ร่วมกับ Farmer Hold ที่ต้องถือ Kettlebell ให้มั่นคงขณะเพื่อนดัน Sled</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231153" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-6.jpg?x59709" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 6" width="2500" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ครึ่งหลังทวีความเข้มข้นด้วย Burpee Broad Jump, Wall Ball, Walking Lunge และท่าท้าทายใจอย่าง Sandbag Reverse Lunge, Ab-mat Sit-up กับ Bearhug Sandbag Carry ในเวลาจำกัด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231154" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-7.jpg?x59709" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 7" width="1920" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้เป็นท่าที่คุ้นเคย แต่เมื่อฝึกต่อเนื่อง บททดสอบจริงคือการคุมหายใจและรักษาฟอร์มเพื่อออมแรง คลาสนี้ช่วยให้ทุกคนพบจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุง เพื่อเตรียมลุยต่อสำหรับการแข่งที่กำลังจะเข้ามา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231155" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-8.jpg?x59709" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 8" width="1920" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2>เทรนก่อนเจอสนามจริงแบบ Team UA ได้กับยิมพาร์ตเนอร์</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากใครอยากฝึกร่างกายให้พร้อมกับเวทีท้าทายตัวเองใน Hybrid Race แบบ Team UA ก็ไม่ต้องอิจฉาไป เพราะ Under Armour เปิดโอกาสให้ทุก ๆ คนที่อยากเตรียมตัวก่อนลง Hybrid Race ได้เข้ามาฝึกในระบบเดียวกันด้วย โดยโปรแกรมนี้ร่วมมือกับยิมพาร์ตเนอร์ 3 แห่ง ได้แก่ RYSE Arena, ONTRACK Campus (เขตพระโขนง) และ FIT:D Thailand</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231156" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-9.jpg?x59709" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 9" width="1920" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่ละคลาสจะเป็นการค่อย ๆ ทำความเข้าใจองค์ประกอบที่จำเป็นต่อ Hybrid Race ตั้งแต่การสร้าง Aerobic Base การเพิ่ม Strength Endurance การควบคุมเพซ ไปจนถึงการฝึก Transition ระหว่างการวิ่งและสถานีต่าง ๆ ก่อนนำทุกอย่างมาทดลองร่วมกันผ่าน Race Simulation</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231157" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-10.jpg?x59709" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 10" width="1280" height="1700" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผู้สนใจร่วมซ้อมแบบ Team UA สามารถรับ Training Class Pass (3 เครดิต) เมื่อซื้อสินค้าครบ 6,900 บาทที่ Under Armour Brand House เพื่อเข้าเซสชันกับยิมพาร์ตเนอร์และแบ่งปันให้เพื่อนได้ โดยผู้ที่เข้าครบ 3 คลาสตามเงื่อนไข จะได้รับสิทธิ์ลงทะเบียน Race Simulation เพื่อทดสอบความพร้อมของร่างกาย จังหวะเปลี่ยนสถานี และแผนการแบ่งแรงก่อนเจอสนามจริง สามารถรับรายละเอียดและโค้ดลงทะเบียนได้จากทีมงานหน้าร้าน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2>มาทดสอบตัวเองเพื่อพัฒนาตัวเองไปอีกขั้น</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในการฝึกซ้อมสัปดาห์แรกนี้ Under Armour ได้ให้การสนับสนุนผู้ท้าชิง Hybrid Race อย่างเต็มที่กับทุกคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน โดยมีระบบสนับสนุนตลอดเส้นทาง ทั้งโปรแกรมฝึก โค้ช ยิมพาร์ตเนอร์ เสื้อผ้าอุปกรณ์ และการฟื้นฟูร่างกาย ทำให้แบรนด์เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงการฝึก ความรู้ และคอมมูนิตี้ เพื่อผลักดันแนวคิด Make Athletes Better ให้เกิดขึ้นจริงผ่านการลงมือทำ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231158" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-11.jpg?x59709" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 11" width="2500" height="1280" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับใครที่กำลังมอง Hybrid Race เป็นเป้าหมายถัดไป อย่ารีรอให้ใกล้วันแข่ง เวลานี้คือเวลาที่ดีที่สุดแล้วที่จะได้ท้าทายตัวเอง และพัฒนาตัวเองไปในอีกขั้นก่อนการแข่งจริงในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231159" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-12.jpg?x59709" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 12" width="1920" height="1280" /><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1231160" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/under-armour-hybrid-race-training-13.jpg?x59709" alt="นักกีฬา Team Under Armour กำลังฝึกซ้อมร่างกาย 13" width="1920" height="1280" /></p>
					]]>
					</content>
				</text>
			</contents>
			<recommendArticles>
									<article>
							<title>BOYNEXTDOOR ขึ้นแท่นเป็นโกลบอลแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Under Armour</title>
							<url>https://thestandard.co/boynextdoor-under-armour-ambassador/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/07/boynextdoor-under-armour-ambassador-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>UNDER ARMOUR X MARINE SERRE แคปซูลคอลเล็กชันเพื่อฉลอง 30 ปีของแบรนด์กีฬา</title>
							<url>https://thestandard.co/under-armour-marine-serre-capsule/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/06/under-armour-marine-serre-1.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>สเตฟเฟน เคอร์รี แยกทาง Under Armour หลังร่วมงานกันนาน 13 ปี</title>
							<url>https://thestandard.co/stephen-curry-parts-under-armour/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2025/11/stephen-curry-parts-under.jpg</thumbnail>
						</article>
						</recommendArticles>
			<author>thestandard.co</author>
			<sourceUrl>https://thestandard.co/under-armour-hybrid-race-training/</sourceUrl>
		</article>

			<article>
			<ID>12541351</ID>
			<nativeCountry>TH</nativeCountry>
			<language>th</language>
			<publishCountries><country>th</country></publishCountries>
			<startYmdtUnix>1789217815000</startYmdtUnix>
			<endYmdtUnix>2104837015000</endYmdtUnix>

			<title>คนโสดญี่ปุ่นวัย 18-34 ปี เกิน 30% ไม่อยากมีลูกเลย สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลปี 2002 ขณะที่กว่า 20% ประกาศไม่แต่งงานตลอดชีวิต</title>
			<category>News</category>

			<publishTimeUnix>1789217815000</publishTimeUnix>
			<publishTime>2026-09-12 19:56:55</publishTime>
			<updateTimeUnix>1789218046000</updateTimeUnix>
			<updateTime>2026-09-12 20:00:46</updateTime>
			<contents>
				<image>
					<title>คนโสดญี่ปุ่นวัย 18-34 ปี เกิน 30% ไม่อยากมีลูกเลย สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลปี 2002 ขณะที่กว่า 20% ประกาศไม่แต่งงานตลอดชีวิต</title>
					<description>คนโสดญี่ปุ่นวัย 18-34 ปี เกิน 30% ไม่อยากมีลูกเลย สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลปี 2002 ขณะที่กว่า 20% ประกาศไม่แต่งงานตลอดชีวิต</description>
					<url>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/japan-singles-no-kids-cover.jpg</url>
					<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/japan-singles-no-kids-cover.jpg</thumbnail>
				</image>
								<text>
					<content>
					<![CDATA[
					<p>สัดส่วนคนหนุ่มสาว<a href="https://thestandard.co/tag/Japan/" target="_blank" rel="dofollow noopener">ญี่ปุ่น</a>ที่ระบุว่าไม่มีความตั้งใจจะแต่งงานเลยพุ่งทะลุ 20% เป็นครั้งแรก ตามผลสำรวจของรัฐบาลที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) ขณะที่จำนวนลูกที่ผู้คนต้องการมีก็ลดลงต่อเนื่อง</p>
<p>&nbsp;</p>
<div style="background: #fff; border-radius: 16px; padding: 20px; box-shadow: 0 10px 25px rgba(0,0,0,0.12); max-width: 600px;">
<div style="margin-bottom: 12px;">
<h2 style="font-size: 22px; font-weight: bold;">ประเด็นสำคัญ</h2>
<div style="height: 6px; background-color: #c19380; margin-top: 6px; width: 100%;">&nbsp;</div>
</div>
<ul style="padding-left: 20px; margin: 0; list-style: disc;">
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section1">ตั้งใจแต่งงานลดต่ำกว่า 80% เป็นครั้งแรก</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section2">คนโสดเกิน 30% ไม่อยากมีลูกเลย</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section3">แอปหาคู่ขึ้นมาเทียบเท่าการเจอกันที่ทำงาน</a></li>
</ul>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<p>ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเจริญพันธุ์แห่งชาติ ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยประชากรและความมั่นคงทางสังคมแห่งชาติของญี่ปุ่นเมื่อปีที่ผ่านมา ระบุว่าในกลุ่มคนโสดอายุ 18-34 ปี มีผู้ชาย 24% และผู้หญิง 21.5% ที่วางแผนจะครองตัวเป็นโสดตลอดไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสัดส่วนสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจในปี 1940 โดยรายงานตั้งข้อสังเกตว่าบางส่วนเป็นคนที่เคยอยากแต่งงานในสักวันหนึ่ง แต่ทำไม่ได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง จนสุดท้ายเลิกล้มความคิดนั้นไปเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section1" style="border-left: 12px solid #c19380; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;"><b>ตั้งใจแต่งงานลดต่ำกว่า 80% เป็นครั้งแรก</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>สัญญาณที่ชัดไม่แพ้กันคือสัดส่วนคนโสดที่ยังตั้งใจจะแต่งงานในอนาคต ซึ่งลดลงต่ำกว่า 80% เป็นครั้งแรกทั้งชายและหญิง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดยผู้ชายที่ระบุว่าตั้งใจจะแต่งงานในสักวันอยู่ที่ 75.1% ลดลงจาก 81.4% ในการสำรวจครั้งก่อน ส่วนผู้หญิงลดจาก 84.3% เหลือ 77.8%</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มุมมองต่อการแต่งงานก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยสัดส่วนผู้ที่มองว่าการแต่งงานมีข้อดีลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 56.3% ในผู้ชาย และ 63.4% ในผู้หญิง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากมองจากอีกด้าน ผู้ชายที่ระบุว่าไม่เห็นประโยชน์ของการแต่งงานเลยเพิ่มขึ้นเป็น 42.8% จาก 35.3% ในการสำรวจครั้งก่อน ขณะที่ผู้หญิงเพิ่มจาก 28.3% เป็น 36%</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างให้เปลี่ยนใจได้ เพราะราว 40-50% ของผู้ที่บอกว่าไม่อยากแต่งงานระบุว่าความคิดอาจเปลี่ยนไป หากเจอคนที่ใช่ หรือมีรายได้และเงินเก็บมากกว่านี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อีกตัวเลขที่สะท้อนสภาพความสัมพันธ์ของคนรุ่นนี้คือผู้ชาย 42.3% และผู้หญิง 36.7% ระบุว่าไม่เคยคบหาเพศตรงข้ามมาก่อนเลย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section2" style="border-left: 12px solid #c19380; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;"><b>คนโสดเกิน 30% ไม่อยากมีลูกเลย</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในฝั่งของการมีลูก ผลสำรวจพบว่าคนโสดอายุ 18-34 ปีมากกว่า 30% ไม่ต้องการมีลูก ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีข้อมูลที่เทียบเคียงกันได้ในปี 2002</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อแยกตามเพศ ผู้ชายโสด 33% ระบุว่าไม่ต้องการมีลูกเลย เพิ่มขึ้น 9.8 จุดจากการสำรวจครั้งก่อนในปี 2021 ส่วนผู้หญิงเพิ่มขึ้น 8.8 จุด มาอยู่ที่ 32.4%</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จำนวนลูกที่คนโสดต้องการโดยเฉลี่ยก็ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยผู้ชายอยู่ที่ 1.3 คน และผู้หญิง 1.36 คน เทียบกับการสำรวจครั้งก่อนที่ทั้งสองเพศอยู่ที่ 1.56 คนเท่ากัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากดูเฉพาะกลุ่มคนโสดที่ยังต้องการแต่งงาน ตัวเลขจะสูงกว่านั้นแต่ก็ยังลดลง โดยผู้หญิงอายุ 18-34 ปีต้องการลูกเฉลี่ย 1.7 คน ลดลง 0.09 จากการสำรวจครั้งก่อน ส่วนผู้ชายลดลงมากกว่าที่ 0.19 มาอยู่ที่ 1.64 คน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เจ้าหน้าที่ของสถาบันมองว่าวิถีชีวิตและค่านิยมที่หลากหลายขึ้น รวมถึงความกังวลด้านการเงิน อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องการมีลูกน้อยลง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับคู่สมรสนั้น จำนวนลูกในอุดมคติเฉลี่ยอยู่ที่ 2.18 คน ลดลงจาก 2.25 คนในการสำรวจครั้งก่อนเมื่อปี 2021 ขณะที่จำนวนลูกที่วางแผนจะมีจริงลดลงต่ำกว่า 2 คนเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ มาอยู่ที่ 1.95 คน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับคู่ที่แต่งงานมาไม่เกิน 4 ปี ทั้งจำนวนลูกในอุดมคติและจำนวนที่วางแผนจะมีต่างต่ำกว่า 2 คนทั้งคู่ ส่วนคู่ที่แต่งงานมาแล้ว 15-19 ปี มีจำนวนลูกจริงเฉลี่ย 1.86 คน ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เหตุผลที่คู่สมรสระบุมากที่สุดว่าทำให้มีลูกไม่ได้ตามที่ต้องการคือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูและการศึกษาที่สูงเกินไป ซึ่งอยู่ที่ 52.9%</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตามมาด้วยการไม่อยากมีลูกตอนอายุมากที่ 35% และการรับภาระทางร่างกายและจิตใจในการเลี้ยงลูกไม่ไหวที่ 27.8%</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section3" style="border-left: 12px solid #c19380; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;"><b>แอปหาคู่ขึ้นมาเทียบเท่าการเจอกันที่ทำงาน</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>อีกความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือวิธีที่คู่รักพบกัน โดยในกลุ่มที่แต่งงานครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 2020 มีถึง 20.2% ที่ระบุว่าพบกันทางออนไลน์ รวมถึงผ่านแอปหาคู่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 11% ในการสำรวจครั้งก่อน และขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่องทางดั้งเดิม ทั้งการพบกันที่ทำงานซึ่งอยู่ที่ 20.9% และการรู้จักผ่านเพื่อนหรือพี่น้องที่ 20.2%</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ฉากหลังของตัวเลขทั้งหมดนี้คือญี่ปุ่นที่ยังรับมือกับอัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจะพยายามพลิกสถานการณ์มาแล้วก็ตาม โดยจำนวนการเกิดลดลงอย่างมากจาก 2.09 ล้านคนในปี 1973 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศอยู่ในยุคเบบี้บูมระลอกที่ 2</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับวิธีการสำรวจนั้น สถาบันได้จัดทำการสำรวจเกี่ยวกับแนวโน้มการเกิดและการแต่งงานมาราวทุก 5 ปีนับตั้งแต่ปี 1940 โดยรอบล่าสุดจัดทำเมื่อเดือนมิถุนายน 2025</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แบบสอบถามถูกส่งไปยังคนโสด 15,000 คน และคู่สมรส 10,000 คู่ ซึ่งมีอัตราการตอบกลับ 42.7% และ 47.9% ตามลำดับ คิดเป็นคำตอบที่ใช้ได้จริงจากคนโสด 6,756 คน และคู่สมรส 5,024 คู่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทั้งนี้ สถาบันระบุว่าจะวิเคราะห์ต่อไปว่าเหตุใดคนจึงต้องการแต่งงานน้อยลง และเหตุใดคู่สมรสจึงวางแผนมีลูกน้อยกว่าจำนวนที่ตัวเองมองว่าเหมาะสม โดยหวังว่าผลการศึกษาจะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายออกมาตรการรับมือปัญหาเหล่านี้ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #999999;"><strong style="color: #999999;">ภาพ :</strong><span style="color: #999999;"> VTT Studio / Shutterstock</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #999999;"><strong style="color: #999999;">อ้างอิง:</strong></span></p>
<ul>
<li><span style="color: #999999;"><a style="color: #999999; text-decoration: underline;" href="https://asia.nikkei.com/spotlight/society/over-20-of-young-japanese-plan-to-never-marry-survey" target="_blank" rel="noopener">https://asia.nikkei.com/spotlight/society/over-20-of-young-japanese-plan-to-never-marry-survey</a></span></li>
<li><span style="color: #999999;"><a style="color: #999999; text-decoration: underline;" href="https://www.straitstimes.com/asia/east-asia/over-30-of-single-japanese-do-not-want-to-have-kids-survey-shows" target="_blank" rel="noopener">https://www.straitstimes.com/asia/east-asia/over-30-of-single-japanese-do-not-want-to-have-kids-survey-shows</a></span></li>
<li><span style="color: #999999;"><a style="color: #999999; text-decoration: underline;" href="https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/news/20260911de49788/" target="_blank" rel="noopener">https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/news/20260911de49788/</a></span></li>
</ul>
					]]>
					</content>
				</text>
			</contents>
			<recommendArticles>
									<article>
							<title>สองพี่น้อง Butterbear และ Biancabear เตรียมไปจัด Meet &#038; Greet ที่โตเกียว 12 ก.ย. นี้</title>
							<url>https://thestandard.co/butterbear-biancabear-tokyo-meet-greet/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/butterbear-biancabear-tokyo-meet-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>‘ส่งเสด็จครั้งสุดท้าย’ ประมุข-ผู้นำโลก ร่วมพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์</title>
							<url>https://thestandard.co/king-harald-v-funeral-norway/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/king-harald-v-funeral-1.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>เอเชียนเกมส์ 2026 เริ่มแล้ว! กีฬาประเภททีมทยอยแข่งขันก่อนพิธีเปิด 19 กันยายน</title>
							<url>https://thestandard.co/asian-games-2026-team-sports-start/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/asian-games-2026-team-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
						</recommendArticles>
			<author>thestandard.co</author>
			<sourceUrl>https://thestandard.co/japan-singles-no-kids-marriage/</sourceUrl>
		</article>

			<article>
			<ID>12541312</ID>
			<nativeCountry>TH</nativeCountry>
			<language>th</language>
			<publishCountries><country>th</country></publishCountries>
			<startYmdtUnix>1789213890000</startYmdtUnix>
			<endYmdtUnix>2104833090000</endYmdtUnix>

			<title>Oasis: Don’t Look Back In Anger สารคดีรียูเนียนที่เปลี่ยน ‘สงครามสองพี่น้อง’ ให้เป็นมิตรภาพอันงดงาม</title>
			<category>Culture</category>

			<publishTimeUnix>1789213890000</publishTimeUnix>
			<publishTime>2026-09-12 18:51:30</publishTime>
			<updateTimeUnix>1789213890000</updateTimeUnix>
			<updateTime>2026-09-12 18:51:30</updateTime>
			<contents>
				<image>
					<title>Oasis: Don’t Look Back In Anger สารคดีรียูเนียนที่เปลี่ยน ‘สงครามสองพี่น้อง’ ให้เป็นมิตรภาพอันงดงาม</title>
					<description>Oasis: Don’t Look Back In Anger สารคดีรียูเนียนที่เปลี่ยน ‘สงครามสองพี่น้อง’ ให้เป็นมิตรภาพอันงดงาม</description>
					<url>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/oasis-gallagher-brothers-reunion-1.jpg</url>
					<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/oasis-gallagher-brothers-reunion-1.jpg</thumbnail>
				</image>
								<text>
					<content>
					<![CDATA[
					<p>*บทความนี้อาจมีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของสารคดี*</p>
<p>&nbsp;</p>
<div style="background: #fff; border-radius: 16px; padding: 20px; box-shadow: 0 10px 25px rgba(0,0,0,0.12); max-width: 600px;">
<div style="margin-bottom: 12px;">
<h2 style="font-size: 22px; font-weight: bold;">ประเด็นสำคัญ</h2>
<div style="height: 6px; background-color: #0000ff; margin-top: 6px; width: 100%;">&nbsp;</div>
</div>
<ul style="padding-left: 20px; margin: 0; list-style: disc;">
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section1">หนังสารคดีดนตรีที่ทรงพลังและชวนให้ผู้ชมเสียน้ำตา</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section2">เรื่องราวของแฟนเพลงที่กลายเป็นตัวเอกของสารคดี</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section3">การเปลี่ยนภาพจาก ‘สงครามสองพี่น้อง’ ให้กลายเป็นเรื่องราวสุดกินใจ</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section4">เรื่องราวหลังกล้องจากทีมงาน</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section5">การอุทิศเรื่องราวให้กับบุคคลสำคัญของวง</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section6">บทเทศนาแห่งการให้อภัยพี่น้องที่ไม่ได้ถูกจัดฉากล่วงหน้า</a></li>
<li style="margin: 8px 0; overflow-wrap: break-word; word-break: normal;"><a href="#section7">Don’t Look Back In Anger</a></li>
</ul>
</div>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากความบาดหมางที่กินเวลายาวนานกว่า 16 ปี สู่ปรากฏการณ์ทางดนตรีที่ผู้คนทั่วโลกรอคอย กับการกลับมาของ 2 พี่น้อง Gallagher ในคอนเสิร์ต <a href="https://thestandard.co/tag/Oasis/" target="_blank" rel="dofollow noopener">Oasis</a> Live’25 ที่ถูกบันทึกไว้ใน Oasis: Don’t Look Back In Anger ภาพยนตร์สารคดีคอนเสิร์ตที่ผู้ชมและแฟนเพลงทั่วโลกต่างตั้งตารอชมมากที่สุดในเวลานี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สารคดีเรื่องนี้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยโมเมนต์ของ 2 พี่น้อง Noel และ Liam Gallagher ที่ทั้งคู่มาเยือนเทศกาลหนังเวนิสและงานพรีเมียร์ที่กรุงลอนดอนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งยังได้รับเสียงปรบมือกึกก้องในเทศกาลภาพยนตร์กว่า 8 นาทีหลังจากหนังจบ และการันตีคุณภาพด้วยรีวิวชั้นเยี่ยมจากแฟนเพลงและนักวิจารณ์หนังทั่วโลก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือหนังไม่ได้พาเราไปชมแค่ความยิ่งใหญ่ของทัวร์ Oasis Live’25 หรือการที่ Oasis หวนคืนสู่บัลลังก์ความเป็นตำนานเท่านั้น เพราะหนังกลับพาเราไปสำรวจมุมมองใหม่ๆ ที่มีต่อวง โดยเฉพาะพลังของเสียงดนตรีที่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงชีวิตและเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน พร้อมกับหาคำตอบว่าเหตุใดบทเพลงของวงในยุค 90 ถึงเดินทางมาสู่หัวใจแฟนเพลงรุ่นใหม่ รวมทั้งมองภาพความสัมพันธ์ของพี่น้องกัลลาเกอร์ว่าพวกเขา ‘ให้อภัย’ แล้วพาตัวเองและดนตรีกลับมาสู่คำว่า ‘ครอบครัว’ อีกครั้งได้อย่างไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ดังนั้นคอลัมน์ POP PULSE ประจำเดือนนี้ THE STANDARD POP อยากชวนแฟนเพลงหรือคนรักหนังสารคดีมาร่วมเดินทางไปกับ 2 พี่น้อง ในวันที่พวกเขาไม่มี Anger ให้ Look back อีกต่อไป รวมทั้งเกร็ดสนุกอีกหลายอย่างที่เรารวมมาให้แล้วว่าเมื่อคุณได้อ่านแล้ว สิ่งนี้จะทำให้คุณเอ็นจอยและอิ่มเอมกับการชมสารคดีมากขึ้นอย่างแน่นอน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1254120" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/oasis-gallagher-brothers-reunion-documentary-1.jpg?x59709" alt="ภาพคอลลาจของสองพี่น้อง Gallagher วง Oasis พร้อมภาพแฟนคลับและบรรยากาศงานเทศกาลหนัง 1" width="850" height="680" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section1" style="border-left: 12px solid #0000ff; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;"><b>หนังสารคดีดนตรีที่ทรงพลังและชวนให้ผู้ชมเสียน้ำตา</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>“คุณต้องเตรียมทิชชูไปด้วย” นั่นคือคำพูดของผู้เขียนบท Steven Knight จากงานพรีเมียร์หนังว่าแฟนๆ ควรจะเตรียมทิชชูไปชมภาพยนตร์ เพราะสารคดีเรื่องนี้เต็มไปด้วยเหตุการณ์หลายอย่างที่ ‘Emotional’ เสียจนอาจชวนให้ผู้ชมเสียน้ำตา เพราะแม้ว่าหนังกำลังเล่าถึงคนสองคนที่ไม่ได้เป็นคนที่แสดงออกทางอารมณ์หรือสิ่งที่อยู่ในใจพวกเขามากนัก แต่สิ่งที่ทั้งสองคนทำกับโลกดนตรีกลับเป็นสิ่งที่สร้างความทรงจำและอารมณ์มากมายให้กับผู้ชมอย่างน่าเหลือเชื่อ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สารคดีเรื่องนี้ทำให้เห็นอารมณ์ของผู้ชมในคอนเสิร์ตที่หลากหลาย ทั้งใบหน้าที่ยิ้มกว้างเปี่ยมสุขของการได้เห็นวงกลับมายืนบนเวทีเดียวกัน หยดน้ำตาจากความอิ่มเอม ความตื่นเต้นในแววตาที่เปล่งประกาย ไปจนถึงความรู้สึกของการกลับมาสู่ ‘โลกแห่งความจริง’ อีกครั้งหลังจากที่คอนเสิร์ตจบลงแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มวลอารมณ์ที่ท่วมท้นเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับผู้ชมที่ไปร่วมเป็นสักขีพยานในคอนเสิร์ต แต่มันยังมีผลกับตัวศิลปินอย่างโนลด้วย เพราะเขาถึงกับยอมรับในสารคดีว่าหลายครั้งเขาต้องหันหลังให้กับผู้ชม เพราะเขาเองก็รู้สึก ‘ท่วมท้น’ กับภาพที่เห็นเช่นกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ภาพของผู้ชมที่อายุน้อยกว่า 30 ปีกำลังร้องไห้ตอนชมคอนเสิร์ตนั้นเป็นภาพที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในยุค 90 โนลไม่ได้คิดว่าเพลงของวงจะมีความหมายกับคนรุ่นใหม่มากขนาดนี้ เพราะหลายคนเกิดไม่ทันในช่วงที่วงเริ่มต้น แต่กลายเป็นว่าเพลงที่เขาเขียนเมื่อหลายสิบปีก่อนยังโลดแล่นและมีชีวิตอยู่ในโลกของผู้ฟังหลายเจเนอเรชัน และแฟนเพลงรุ่นใหม่ก็ยังร้องเพลงตามได้อย่างสุดเสียง จนเขาแทบไม่เชื่อในสิ่งที่เห็นด้วยซ้ำไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>“ผมไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับกระแสแห่งความสุขและน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาอย่างท่วมท้นแบบนี้เลย มันปะทะผมเข้าอย่างจัง โดยเฉพาะตอนที่ผมเห็นว่ามันมีความหมายกับผู้คนมากแค่ไหน ซึ่งมันทำให้ผมเซอร์ไพรส์นะ เอาจริงๆ มันทำผมเซไปเลยเหมือนกัน ตอนนี้ดูเหมือนว่าบทเพลงเหล่านี้จะมีความหมายต่อคนรุ่นใหม่ยิ่งกว่าที่มีต่อคนรุ่นเราเสียอีก”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1254121" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/oasis-gallagher-brothers-reunion-documentary-2.jpg?x59709" alt="ภาพคอลลาจของสองพี่น้อง Gallagher วง Oasis พร้อมภาพแฟนคลับและบรรยากาศงานเทศกาลหนัง 2" width="850" height="567" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section2" style="border-left: 12px solid #0000ff; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;"><b>เรื่องราวของแฟนเพลงที่กลายเป็นตัวเอกของสารคดี</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตัวเอกของสารคดีเรื่องนี้อาจไม่ได้มีแค่เพียง 2 พี่น้องกัลลาเกอร์ แต่ดาวเด่นที่แท้จริงคือแฟนเพลงทุกคนทั่วโลกที่รอคอยการกลับมาของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นคนที่ฟังเพลงของพวกเขาตั้งแต่ยุคนั้น ลูกๆ ที่เติบโตมากับเพลงที่พ่อแม่เปิดให้ฟัง ไปจนถึงแฟนเพลงรุ่นใหม่ที่เพิ่งได้ค้นพบวงในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของพวกเขาในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในสารคดีมีการหยิบยกเรื่องราวหรือคำพูดและความรู้สึกของแฟนๆ มาใส่ในหลายๆ ฉาก ตั้งแต่แฟนเพลงที่ผ่านอาการซึมเศร้ามาได้จากการฟังเพลงของวง เด็กชายที่มีภาวะบกพร่องทางการสื่อสารแต่กลับผูกพันกับเพลง Talk Tonight หญิงสาวที่ได้รับกำลังใจจากเพลง Don’t Look Back In Anger หลังเธอรอดชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิดในแมนเชสเตอร์เมื่อปี 2017 นักดำน้ำแฮนยอในเกาหลีที่มี Acquiesce เป็นเพลงเชื่อมมิตรภาพของเธอและเพื่อนสาว หรือแม้แต่แฟนคลับชาวบราซิลที่ตั้งชื่อสุนัขของเธอเป็นชื่อของ Bonehead (ที่ฉากนี้ก็ทำเอาแฟนๆ ในโรงหนังหัวเราะครืนด้วยเช่นกัน)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1254122" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/oasis-gallagher-brothers-reunion-documentary-3.jpg?x59709" alt="ภาพคอลลาจของสองพี่น้อง Gallagher วง Oasis พร้อมภาพแฟนคลับและบรรยากาศงานเทศกาลหนัง 3" width="850" height="567" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้ เราจะได้เห็นโมเมนต์แฟนเพลงในคอนเสิร์ตที่หลากหลายและแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นคนที่กระโดดโลดเต้นไปกับเพลงอย่างสนุกสนาน คนที่กอดคอคนข้างๆ ทำท่าเชียร์ Poznan คนที่ยืนฟังเพลงทั้งน้ำตา คนที่จูบกับคนรักของพวกเขา ไปจนถึงคนที่นั่งคุกเข่ายกมือสวดมนต์ตอนฟังเพลง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนบ่งบอกว่าเพลงของ Oasis มีคุณค่ากับพวกเขาแค่ไหน และเพลงเหล่านี้เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปอย่างไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แฟนเพลงแต่ละคนต่างหยิบยกบทเพลงของ Oasis มาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต แม้แต่ละเจเนอเรชันจะให้ความหมายกับเพลงเหล่านั้นแตกต่างกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นแฟนเพลงยุค 90 หรือคนรุ่นใหม่ เราทุกคนต่างมีเพลงสักเพลงที่รู้สึกว่า ‘นี่แหละ เพลงของฉัน’ เพราะมันมีความหมายกับชีวิตในแบบที่เป็นของเราเอง และนั่นสะท้อนให้เห็นว่าเพลงของ Oasis ยังคงมีอิทธิพลต่อผู้คนทั่วโลก และจะยังคง Live Forever อยู่ในโลกดนตรี แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 30 ปีแล้วก็ตาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นี่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่าพลังของเสียงดนตรีมีอยู่จริง เพราะบทเพลงเหล่านี้กลายเป็นสะพานที่เชื่อมโยงผู้คนต่างเจนเข้าด้วยกัน ทั้งยังเป็นยารักษาทางใจให้คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความตึงเครียด เพราะเพียงแค่พวกเขาได้ฟังหรือมาร่วมร้องเพลงด้วยกันกับผู้คนนับหมื่นชีวิตในสเตเดียม สิ่งนี้ก็ช่วยเติมพลังใจและทำให้พวกเขารู้สึกว่าโลกใบนี้ยังมีความหวังให้สู้ต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1254123" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/oasis-gallagher-brothers-reunion-documentary-4.jpg?x59709" alt="ภาพคอลลาจของสองพี่น้อง Gallagher วง Oasis พร้อมภาพแฟนคลับและบรรยากาศงานเทศกาลหนัง 4" width="850" height="567" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section3" style="border-left: 12px solid #0000ff; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;"><b>การเปลี่ยนภาพจาก ‘สงครามสองพี่น้อง’ ให้กลายเป็นเรื่องราวสุดกินใจ</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>โนลและเลียมพูดในหนังว่าพวกเขามีโอกาสได้เปลี่ยน ‘มุมมองที่มีต่อวง’ จากการรียูเนียนครั้งนี้ ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย เพราะมันใช้ทั้งเวลา จังหวะ เหตุการณ์ ผู้คน แฟนเพลง และอะไรหลายอย่างมาประกอบกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถ้าหากเราย้อนกลับไปในยุค 90 ซึ่งเป็นยุคที่วงกำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด สองพี่น้องมีทั้งอีโก้ ความเลือดร้อน และความบ้าระห่ำ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานเพลงและความเป็นตัวเองของพวกเขาก็ ‘เท่’ ในเวย์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ ทว่าด้วยความที่พวกเขาเป็นวงที่หัวขบถเช่นนั้น มุมมองที่ผู้คนมีต่อพวกเขาจึงเป็นเรื่องความบาดหมางหรือการปะทะกันอย่างเผ็ดร้อน แม้แต่ช่วงก่อนรียูเนียน หลายคนก็ตั้งคำถามกันขำๆ ว่าพวกเขาจะตีกันก่อนที่การทัวร์จะเกิดขึ้นหรือเปล่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จนกระทั่งเวลาผ่านไป 2 ปี ตั้งแต่วันที่ประกาศรียูเนียน วันที่พวกเขาขึ้นโชว์ด้วยกัน ยาวมาจนถึงวันที่สารคดีเรื่องใหม่ Don’t Look Back In Anger เปิดตัวออกมาแล้ว กลายเป็นว่าสารคดีเรื่องนี้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อวงไป เพราะหนังทำให้เราได้เห็นทั้งสองคนกลับมาเป็นพี่น้องกันในวัยที่เป็น ‘รุ่นใหญ่’ จากทั้งการทำงานที่เป็นมืออาชีพ การชื่นชมซึ่งกันและกัน ตลอดจนการจับมือกันสร้างปรากฏการณ์ในโลกดนตรี ที่ไม่ได้เด่นแค่เรื่อง Sold Out คอนเสิร์ตสเกลสเตเดียม แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าเพลงของพวกเขามีอิทธิพลกับโลกอย่างไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Don’t Look Back In Anger จึงเป็นสารคดีที่เปลี่ยนแปลงภาพและมุมมองที่ผู้คนเคยมีกับวงไปโดยสิ้นเชิง เพราะจากเดิมที่เคยเป็นเรื่องอีโก้และสงครามพี่น้อง ตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องพลังของแฟนเพลงทั่วโลก การให้อภัย และภาพของความหวัง เพราะทั้งสองคนรับรู้แล้วว่าพลังของเสียงดนตรีที่พวกเขาสร้างไว้เมื่อหลายปีก่อนนั้นยิ่งใหญ่กว่าตัวตนของพวกเขาไปแล้วนั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1254124" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/oasis-gallagher-brothers-reunion-documentary-5.jpg?x59709" alt="ภาพคอลลาจของสองพี่น้อง Gallagher วง Oasis พร้อมภาพแฟนคลับและบรรยากาศงานเทศกาลหนัง 5" width="850" height="567" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section4" style="border-left: 12px solid #0000ff; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;"><b>เรื่องราวหลังกล้องจากทีมงาน</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในช่วงต้นของสารคดี เราอาจรู้สึกถึงความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจาก 2 พี่น้อง เพราะหนังพาเราไปย้อนเหตุการณ์ความบาดหมางทั้งหมดโดยสังเขป ไล่เรียงตั้งแต่ช่วงยุค 90 มาถึงยุคที่พวกเขาไม่คุยกันมาเป็นสิบปีหลังจากที่แยกทาง จวบจนถึงช่วงเวลาที่ทั้ง 2 คนต้องกลับมาซ้อมโชว์ในห้องเดียวกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ซึ่งทีมงานและเพื่อนร่วมวงก็นึกไม่ออกว่าสถานการณ์จะเป็นแบบไหน หรือแม้แต่ตัวพี่ชายอย่างโนลเองก็นึกภาพไม่ออกว่าจะอยู่บนเวทีกับน้องชายคนนี้อย่างไร ดังนั้นฉากบรรยากาศในห้องซ้อมช่วงแรกๆ จึงเต็มไปด้วยความอึดอัดและตึงเครียด แม้ว่าวงจะซ้อมและทำงานด้วยกันอย่างตั้งใจก็ตาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ด้วยสถานการณ์ต่างๆ ข้างต้น ผู้กำกับ Will Lovelace และ Dylan Southern จึงวางแผนการถ่ายทำล่วงหน้าด้วยการใช้วิธีตั้งกล้องถ่ายทำหลายสิบตัวไว้ในห้อง แทนที่จะใช้ทีมวิดีโอมาคอยจับภาพตลอดเวลา เพราะพวกเขาเองต้องการเรื่องราวที่เป็นธรรมชาติ และวงก็จะไม่รู้สึกอึดอัดกับการมีกล้องมาตามถ่ายขณะซ้อม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตลอดระยะเวลาการซ้อมหลายสัปดาห์นั้น 2 พี่น้องไม่เคยเห็นหน้าทีมงานเลย เพราะพวกเขามาตั้งกล้องไว้ก่อนที่ศิลปินจะมา และกลับหลังจากที่วงกลับไปแล้ว ซึ่งผู้กำกับก็เผยว่าพวกเขาต้องทำตัวเหมือนกล้องวงจรปิด คอยมอนิเตอร์ภาพในห้องพักเล็กๆ ที่ไม่มีแอร์ทั้งๆ ที่ตอนนั้นอังกฤษกำลังเผชิญหน้ากับคลื่นความร้อน แต่พวกเขาก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่า เพราะคงไม่บ่อยนักที่ชีวิตจะได้เห็นวงระดับตำนานกลับมาทำงานด้วยกันอีกครั้งด้วยตาตัวเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อีกเกร็ดที่น่าสนใจจากผู้กำกับก็คือในช่วงที่พวกเขาต้องตามถ่ายรีแอ็กชันของผู้ชมในคอนเสิร์ต พวกเขาจะยึดตามแนวคิดที่ว่าถ้าตากล้องเห็นแฟนเพลงคนไหนน่าสนใจ ตากล้องก็จะตามติดไปถ่ายคนๆ นั้น ซึ่งฟังดูแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่กลายเป็นว่าช่วงแรกๆ ทีมงานหลายคนก็กังวลเรื่องความวุ่นวายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ชม ดังนั้นพวกเขาก็จะมีโมเมนต์ถามๆ กันว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>‘แล้วใครกันจะรับหน้าที่ไปถ่ายคนดู?’</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่เมื่อทีมงานร่วมไปเป็นส่วนหนึ่งกับผู้ชมคอนเสิร์ตแล้ว มันก็มี Magic moment บางอย่างเกิดขึ้นในหมู่ผู้ชม จนกลายเป็นว่าในหลายๆ คืนต่อมาหลังจากนั้น การไปถ่ายทำในกลุ่มผู้ชมก็ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาอยากจะหลีกเลี่ยง แต่เป็นสิ่งที่พวกเขากระตือรือร้นอยากจะทำไปเสียแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1254125" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/oasis-gallagher-brothers-reunion-documentary-6.jpg?x59709" alt="ภาพคอลลาจของสองพี่น้อง Gallagher วง Oasis พร้อมภาพแฟนคลับและบรรยากาศงานเทศกาลหนัง 6" width="850" height="567" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section5" style="border-left: 12px solid #0000ff; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;"><b>การอุทิศเรื่องราวให้กับบุคคลสำคัญของวง</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>น่าเสียดายที่สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้บอกเล่าถึงคนใกล้ตัวหรือครอบครัวของพี่น้องกัลลาเกอร์มากนักเมื่อเทียบกับสารคดีเรื่องก่อนหน้าอย่าง Supersonic เพราะพวกเขาเน้นให้แอร์ไทม์กับเรื่องราวของแฟนเพลง แต่ก็มีหลายครั้งที่สารคดีทำให้เรารู้สึกอบอุ่นในหัวใจ โดยเฉพาะการที่โนลและเลียมพูดถึงลูกๆ ของพวกเขาว่าเด็กๆ ไม่เคยเจอกันมาก่อน จนกระทั่งพวกเขากลับมาทำทัวร์ ลูกๆ ถึงมีโอกาสมาเจอกันและตอนนี้ก็กลายเป็นเพื่อนซี้กันไปเรียบร้อยแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การรียูเนียนครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องการทัวร์คอนเสิร์ตหรือการเติมเต็มความฝันของแฟนเพลงเท่านั้น แต่มันยังมีเรื่องสายสัมพันธ์บางอย่างในครอบครัวกัลลาเกอร์ที่ค่อยๆ กลับมาผูกพันกันอีกครั้งด้วยนั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1254126" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/oasis-gallagher-brothers-reunion-documentary-7.jpg?x59709" alt="ภาพคอลลาจของสองพี่น้อง Gallagher วง Oasis พร้อมภาพแฟนคลับและบรรยากาศงานเทศกาลหนัง 7" width="850" height="567" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>พวกเขายังทริบิวต์ช่วงเวลาหนึ่งในหนังให้กับการชื่นชมมือกีตาร์อย่าง Bonehead ว่าเขาคนนี้เป็นคนสำคัญ ทั้งในฐานะนักดนตรีที่เก่งกาจ เพื่อนร่วมวงที่เต็มไปด้วยพลังบวก รวมทั้งการรับตำแหน่งเป็น ‘กาวใจ’ ที่ประสานรอยร้าวระหว่างสองพี่น้อง เพราะถ้าหากไม่มีเขาคนนี้ ไดนามิกของวง Oasis ก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้ด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในทางเดียวกัน สารคดีก็จำเป็นต้องเล่าถึงสถานการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น นั่นก็คือช่วงเวลาการสูญเสียศิลปินผู้เป็นทั้งเพื่อนและแรงบันดาลใจของโนลและเลียม นั่นก็คือ Mani แห่งวง The Stone Roses ที่เขาจากไปในระหว่างที่วงกำลังทัวร์อยู่ในบราซิล ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็สร้างความตกใจและความเศร้าโศกให้กับสองพี่น้อง ทีมงาน รวมทั้งผู้ชมคอนเสิร์ตในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผู้กำกับเปิดเผยว่าการพูดคุยเรื่องการจากไปของ Mani เป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองคนยอมรับและแสดงเรื่องอารมณ์ออกมามากที่สุด ดังนั้นเขาจึงคิดว่า Mani มีความหมายและสำคัญกับทั้งสองคนมาก เขาจึงเลือกใส่ช่วงเวลาการรำลึกถึงไว้ในหนัง เพื่อเป็นการให้เกียรติและยกย่องความเป็นตำนานของ Mani ด้วยเช่นกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1254127" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/oasis-gallagher-brothers-reunion-documentary-8.jpg?x59709" alt="ภาพคอลลาจของสองพี่น้อง Gallagher วง Oasis พร้อมภาพแฟนคลับและบรรยากาศงานเทศกาลหนัง 8" width="850" height="567" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section6" style="border-left: 12px solid #0000ff; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;"><b>บทเทศนาแห่งการให้อภัยพี่น้องที่ไม่ได้ถูกจัดฉากล่วงหน้า</b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>“ข้าพเจ้าต้องให้อภัยพี่น้องที่ทำผิดต่อข้าพเจ้ากี่ครั้ง?”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นี่คือฉากหนึ่งในสารคดีที่โดดเด่นไม่แพ้ฉากใดๆ กับฉากบาทหลวงเทศนาคริสตชนในโบสถ์ St Bernard เกี่ยวกับการให้อภัยซึ่งกันและกัน โดยที่บาทหลวงมีการปรับแต่งเรื่องราวให้ผู้ฟังเข้าถึงง่ายมากขึ้นด้วยการยกเรื่องราวของพี่น้องกัลลาเกอร์มาพูด รวมทั้งเปรียบเทียบว่าการไปคอนเสิร์ตก็เหมือนการไปแสวงบุญอยู่กลายๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้จะดูเป็นเรื่องที่เป๊ะเสียจนเราอาจจะคิดว่านี่เป็นบทที่ตั้งใจเขียนขึ้นมา แต่จริงๆ แล้วสิ่งนี้ไม่ได้ถูกวางแผนเอาไว้ เพราะทีมงานตั้งใจแค่จะไปเก็บฟุตเทจในย่านนั้นซึ่งเป็นพื้นที่ที่สองพี่น้องเติบโตมา ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ในวัยเด็ก โรงเรียนประถม รวมทั้งโบสถ์แห่งนี้ที่คุณแม่เพ็กกี้ (Peggy Gallagher) ยังคงไปอยู่เรื่อยๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่เรื่องบังเอิญอันแสนพิเศษนี้กลับเกิดขึ้นมาโดยที่ทีมงานไม่ได้เตรียมล่วงหน้า เพราะโดยปกติแล้วการอ่านพระคัมภีร์ในประเด็นต่างๆ จะถูกกำหนดล่วงหน้ามาแล้วตามปฏิทินของศาสนจักร (Liturgical Calendar) แต่จังหวะดันประจวบเหมาะกับแก่นของสารคดีที่พูดถึง ‘การให้อภัยและการพยายามแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดไป’ อย่างน่าเหลือเชื่อ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1254128" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/oasis-gallagher-brothers-reunion-documentary-9.jpg?x59709" alt="ภาพคอลลาจของสองพี่น้อง Gallagher วง Oasis พร้อมภาพแฟนคลับและบรรยากาศงานเทศกาลหนัง 9" width="850" height="567" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผู้กำกับจึงมองว่าฉากนี้ทรงพลังมากจนต้องใส่เข้ามา เพราะนอกจากจะตรงกับธีมหนังแล้ว ตัวเลียมเองก็ชอบใช้ศัพท์แสงทางศาสนาอยู่บ่อยๆ ทั้งคำว่า Biblical หรือ Celestial ส่วนบรรยากาศในคอนเสิร์ตก็ให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และเยียวยาจิตใจเหมือนกับพิธีกรรมทางศาสนา ดังนั้นการใช้คำเทศนามาเป็นส่วนหนึ่งในสารคดีจึงทำให้หนังเรื่องนี้ทรงพลังและ ‘BIBLICAL’ เหมือนกับที่เลียมชอบพูดนั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>และอีกหนึ่งเกร็ดน่ารู้ก็คือบาทหลวงลุค ผู้เทศนาคำสอนนี้ยังเป็นแฟนเพลงวงเฮฟวีเมทัลอย่าง Slayer และคุณพ่อก็ได้มาร่วมงานพรีเมียร์หนังที่ลอนดอนด้วยเช่นกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1254129" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/oasis-gallagher-brothers-reunion-documentary-10.jpg?x59709" alt="ภาพคอลลาจของสองพี่น้อง Gallagher วง Oasis พร้อมภาพแฟนคลับและบรรยากาศงานเทศกาลหนัง 10" width="850" height="567" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 id="section7" style="border-left: 12px solid #0000ff; padding-left: 15px; background-color: #f8f8f8; padding: 10px;"><b>Don’t Look Back In Anger </b></h2>
<p>&nbsp;</p>
<p>คงไม่มีสารใดในสารคดีเรื่องนี้ที่จะทรงพลังและหนักแน่นไปกว่าคำว่า ‘ให้อภัย’ เพราะถึงแม้หนังจะไม่ได้เฉลยว่า 2 พี่น้องคืนดีกันอย่างไร หรือใครเป็นคนขอโทษก่อน แต่บทสรุปของเรื่องนี้คือการที่พวกเขาสามารถปล่อยวางทุกอย่างในอดีต ให้อภัยโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดมากมาย และเดินหน้าต่อไปด้วยกัน เหมือนกับความหมายของคำว่า Don’t Look Back In Anger ชื่อเพลงสุดอมตะของวงที่โนลและเลียมคงไม่คิดว่าวันหนึ่งจะกลายมาเป็นชื่อของสารคดีที่เล่าถึงการคืนดีของพวกเขาได้ในที่สุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โนลยังกล่าวว่าตอนนี้พวกเขาสามารถส่งข้อความหรือวิดีโอตลกๆ หากันได้เหมือนคนทั่วไป พวกเขาไม่ได้โกรธเคืองอะไรกัน คุยกันมากกว่าเดิม และมากกว่าที่เคยเป็นมาด้วยซ้ำ ในขณะที่เลียมก็ยังย้ำว่าดนตรีและ Oasis เป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเขาทั้งสองคนกลับมาหากันได้อีกครั้งจริงๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผู้เขียนจึงคิดว่า Don’t Look Back In Anger ไม่ได้เป็นสารคดีที่มีเพียงแฟนเพลงของ Oasis เท่านั้นที่ดูได้ เพราะหนังนำเสนอแก่นสารสำคัญที่ไปไกลกว่าการเป็นสารคดีคอนเสิร์ตที่เล่าถึงการกลับมาของวงบริตป๊อประดับตำนาน โดยเฉพาะเรื่องพลังของเสียงดนตรีที่ยิ่งใหญ่จนสามารถขับเคลื่อนและเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน ทั้งยังมอบข้อคิดเตือนใจว่าชีวิตของคนเรานั้นแสนสั้น ดังนั้นเราจึงต้องปล่อยวางความแค้นเคือง และเดินหน้าต่อไปด้วยหัวใจที่ไม่หนักอึ้ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1254130" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/oasis-gallagher-brothers-reunion-documentary-11.jpg?x59709" alt="ภาพคอลลาจของสองพี่น้อง Gallagher วง Oasis พร้อมภาพแฟนคลับและบรรยากาศงานเทศกาลหนัง 11" width="850" height="568" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สุดท้ายแล้วหนังเรื่องนี้อาจไม่ได้ตอบคำถามเราว่าการกลับมารียูเนียนครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่หนังกำลังสื่อสารว่าพลังของเสียงดนตรีเป็นสิ่งสำคัญที่คอยขับเคลื่อนผู้คน และโลกของเราจะหมุนเคลื่อนไปข้างหน้าได้จากสิ่งที่เรียกว่าความรัก ความหวัง และการให้อภัย เฉกเช่นที่สองพี่น้องกัลลาเกอร์ตัดสินใจยุติความบาดหมางที่ยาวนานเกินหนึ่งทศวรรษแล้วกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เคยแตกร้าว พร้อมทั้งจับมือกันสร้างปรากฏการณ์ทางดนตรีที่คงไม่มีวงดนตรีใดในโลกยุคนี้สามารถทำได้อย่างพวกเขา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>และเหนือสิ่งอื่นใด Oasis: Don’t Look Back In Anger ตอบคำถามเราว่าเพราะอะไรวงดนตรีจากแมนเชสเตอร์วงนี้ถึงมีความหมายกับผู้คนทั่วโลกมากขนาดนี้ และไม่ว่าเมื่อใดที่พวกเขาจับมือกันขึ้นเวทีอีกครั้ง แฟนเพลงทั่วโลกก็พร้อมที่จะไปร้องเพลงของพวกเขาอย่างสุดเสียงด้วยเช่นกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #999999;"><strong style="color: #999999;">ภาพ:</strong><span style="color: #999999;"> Big Brother Recordings, Disney</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #999999;"><strong style="color: #999999;">อ้างอิง:</strong></span></p>
<ul>
<li><span style="color: #999999;"><a style="color: #999999; text-decoration: underline;" href="https://www.nme.com/news/film/steven-knight-interview-oasis-dont-look-back-in-anger-documentary-watch-liam-noel-gallagher-3967700" target="_blank" rel="noopener">https://www.nme.com/news/film/steven-knight-interview-oasis-dont-look-back-in-anger-documentary-watch-liam-noel-gallagher-3967700</a></span></li>
<li><span style="color: #999999;"><a style="color: #999999; text-decoration: underline;" href="https://www.nme.com/news/film/dylan-lovelace-will-southern-interview-oasis-dont-look-back-in-anger-film-watch-mani-bonehead-3967716" target="_blank" rel="noopener">https://www.nme.com/news/film/dylan-lovelace-will-southern-interview-oasis-dont-look-back-in-anger-film-watch-mani-bonehead-3967716</a></span></li>
<li><span style="color: #999999;"><a style="color: #999999; text-decoration: underline;" href="https://www.youtube.com/watch?v=KgF7-d7pG3M" target="_blank" rel="noopener">https://www.youtube.com/watch?v=KgF7-d7pG3M</a></span></li>
<li><span style="color: #999999;"><a style="color: #999999; text-decoration: underline;" href="https://www.instagram.com/p/Dc_8w9FIYJq/" target="_blank" rel="noopener">https://www.instagram.com/p/Dc_8w9FIYJq/</a></span></li>
</ul>
					]]>
					</content>
				</text>
			</contents>
			<recommendArticles>
									<article>
							<title>Harry Styles ประกาศทัวร์คอนเสิร์ตปี 2027 ในฝั่งยุโรปและอเมริกาเหนือ</title>
							<url>https://thestandard.co/harry-styles-tour-2027-europe-america/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/harry-styles-tour-2027-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>ภาพยนตร์ Bunker สร้างสถิติ ได้รับการยืนปรบมือนานถึง 15.5 นาทีที่ Venice Film Festival</title>
							<url>https://thestandard.co/bunker-standing-ovation-venice-film-festival/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/bunker-standing-ovation-venice-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>สารคดี Don’t Look Back in Anger ของ Oasis ได้รับการปรบมือนาน 8 นาที ที่ Venice Film Festival</title>
							<url>https://thestandard.co/oasis-documentary-venice-ovation/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/oasis-documentary-venice-ovation-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
						</recommendArticles>
			<author>thestandard.co</author>
			<sourceUrl>https://thestandard.co/oasis-gallagher-brothers-reunion-documentary/</sourceUrl>
		</article>

			<article>
			<ID>12499323</ID>
			<nativeCountry>TH</nativeCountry>
			<language>th</language>
			<publishCountries><country>th</country></publishCountries>
			<startYmdtUnix>1788350265000</startYmdtUnix>
			<endYmdtUnix>2103969465000</endYmdtUnix>

			<title>Rhode บุกยุโรป เตรียมขายใน 19 ประเทศที่ Sephora เริ่ม 30 กันยายนนี้</title>
			<category>Lifestyle</category>

			<publishTimeUnix>1788350265000</publishTimeUnix>
			<publishTime>2026-09-02 18:57:45</publishTime>
			<updateTimeUnix>1788350372000</updateTimeUnix>
			<updateTime>2026-09-02 18:59:32</updateTime>
			<contents>
				<image>
					<title>Rhode บุกยุโรป เตรียมขายใน 19 ประเทศที่ Sephora เริ่ม 30 กันยายนนี้</title>
					<description>Rhode บุกยุโรป เตรียมขายใน 19 ประเทศที่ Sephora เริ่ม 30 กันยายนนี้</description>
					<url>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/rhode-sephora-europe-cover.jpg</url>
					<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/rhode-sephora-europe-cover.jpg</thumbnail>
				</image>
								<text>
					<content>
					<![CDATA[
					<p>เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Tarang Amin ผู้บริหารแห่ง e.l.f. Beauty บริษัทบิวตี้ที่ซื้อกิจการแบรนด์ Rhode ของ <a href="https://thestandard.co/tag/Hailey-Bieber/" target="_blank" rel="dofollow noopener">Hailey Bieber</a> มาตั้งแต่ปี 2025 ได้พูดถึงความสำเร็จของแบรนด์ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ของบริษัท ด้วยยอดขายถล่มทลาย และ ความต้องการสินค้าที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้พวกเขาพร้อมเดินหน้าขยายสาขาแบรนด์ Rhode ในร้าน Sephora ทั่วพื้นที่ยุโรปอีกทั้งหมด 19 ประเทศ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นับตั้งแต่วันที่ 30 กันยายนนี้เป็นต้นไป Rhode จะเริ่มวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่โฟกัสกับการดูแลผิวผ่าน Sephora ทั้งทางออนไลน์ และ ทางร้านทั่วพื้นที่ยุโรป โดยจะเปิดตัวสาขาใหม่ในทั้งหมด 19 ประเทศ นั่นคือที่ เบลเยียม, บัลแกเรีย, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก, เดนมาร์ก, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, กรีซ, อิตาลี, ลักเซมเบิร์ก, โมนาโก, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, เซอร์เบีย, สเปน (รวมไปถึงหมู่เกาะคานารี), สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์ และตุรเคีย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Rhode เผยว่าการขยายสาขาครั้งใหญ่นี้ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่บันไดขั้นถัดไป และแบรนด์ก็มีเป้าหมายในการตีตลาดไปทั่วโลกด้วยการใช้กลยุทธ์ให้ลูกค้าได้เข้าถึงโปรดักต์ในร้าน โดยการขยายสาขาใน Sephora ไปทั่วยุโรปของ Rhode เกิดขึ้นหลังจากที่แบรนด์ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับยอดขายของร้านใน Sephora ที่ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ อังกฤษ เมื่อปีก่อน ซึ่งสำหรับการตีตลาดยุโรป Rhode ก็จะนำเสนอไอเท็มเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ยุโรปและ อังกฤษ รวมไปถึงนำโปรดักต์ลิมิเต็ดเอดิชันกลับมาวางจำหน่ายใหม่ด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Hailey Bieber เปิดตัว Rhode เมื่อปี 2022 ในฐานะแบรนด์ สกินแคร์ วีแกน ก่อนที่จะขยายเข้าสู่การผลิตเครื่องสำอางเฉพาะโปรดักต์ที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างดีอย่าง Hybrid Makeup ที่เป็นทั้งเมกอัพและสกินแคร์ไปในตัว โดยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2027 (เมษายน-มิถุนายนที่ผ่านมา) Rhode สามารถกวาดรายได้ไปทั้งหมด 160 ดอลลาร์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #999999;"><strong style="color: #999999;">ภาพ:</strong><span style="color: #999999;"> Rhode</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #999999;"><strong style="color: #999999;">อ้างอิง:</strong><span style="color: #999999;"> <a style="color: #999999; text-decoration: underline;" href="https://th.fashionnetwork.com/news/Rhode-to-expand-european-distribution-with-sephora-from-september-30-launching-in-19-countries,1862089.html" target="_blank" rel="noopener">https://th.fashionnetwork.com/news/Rhode-to-expand-european-distribution-with-sephora-from-september-30-launching-in-19-countries,1862089.html</a></span></span></p>
					]]>
					</content>
				</text>
			</contents>
			<recommendArticles>
									<article>
							<title>หน่วยข่าวกรองอังกฤษเตือน ‘วินาศกรรมช็อกโลก’ แบบ 9/11 อาจกำลังก่อตัวในจุดที่โลกยังไม่มอง</title>
							<url>https://thestandard.co/mi5-warns-new-9-11-threat/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/mi5-warns-new-911-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>ครบรอบ 25 ปี 9/11 ย้อนนาที ‘บุช’ ได้รับแจ้ง ‘อเมริกากำลังถูกโจมตี’ กลางห้องเรียน</title>
							<url>https://thestandard.co/9-11-bush-attacked-classroom/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/911-bush-attacked-classroom-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>เงินเฟ้อสหรัฐฯ ทรงตัวสูง 3.4% ในส.ค. กดดัน FOMC ประชุมสัปดาห์หน้า KResearch คาด Fed จ่อคงดอกเบี้ยนัด 15-16 ก.ย.นี้ แต่สัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเริ่มชัดขึ้น</title>
							<url>https://thestandard.co/us-inflation-fed-rate-hike-signal/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/us-inflation-fed-rate-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
						</recommendArticles>
			<author>thestandard.co</author>
			<sourceUrl>https://thestandard.co/rhode-sephora-europe/</sourceUrl>
		</article>

			<article>
			<ID>12534254</ID>
			<nativeCountry>TH</nativeCountry>
			<language>th</language>
			<publishCountries><country>th</country></publishCountries>
			<startYmdtUnix>1789044037000</startYmdtUnix>
			<endYmdtUnix>2104663237000</endYmdtUnix>

			<title>ชมคลิป: FROM TURING AND SHANNON TO AI | 100 ปีแห่งความคิดที่เปลี่ยนโลก | WEALTH HISTORY EP.69</title>
			<category>Video</category>

			<publishTimeUnix>1789044037000</publishTimeUnix>
			<publishTime>2026-09-10 19:40:37</publishTime>
			<updateTimeUnix>1789044037000</updateTimeUnix>
			<updateTime>2026-09-10 19:40:37</updateTime>
			<contents>
				<image>
					<title>ชมคลิป: FROM TURING AND SHANNON TO AI | 100 ปีแห่งความคิดที่เปลี่ยนโลก | WEALTH HISTORY EP.69</title>
					<description>ชมคลิป: FROM TURING AND SHANNON TO AI | 100 ปีแห่งความคิดที่เปลี่ยนโลก | WEALTH HISTORY EP.69</description>
					<url>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/AD-WEALTH-HISTORY-x-ARK-EP1_COVER-WEB.jpg</url>
					<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/AD-WEALTH-HISTORY-x-ARK-EP1_COVER-WEB.jpg</thumbnail>
				</image>
									<text>
						<content>
						<![CDATA[
							<iframe width="932" height="516" src="https://www.youtube.com/embed/cvOknbYcM7I" title="ชมคลิป: FROM TURING AND SHANNON TO AI | 100 ปีแห่งความคิดที่เปลี่ยนโลก | WEALTH HISTORY EP.69" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture" allowfullscreen></iframe>
						]]>
						</content>
					</text>
								<text>
					<content>
					<![CDATA[
					<p>WEALTH HISTORY เอพิโสดนี้จะขอพาทุกท่านร่วมออกเดินทางย้อนเวลา เจาะลึกประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์​ และเทคโนโลยีการสื่อสารจาก เครื่องถอดรหัสของ Alan Turing และรากฐานวิธีคิดทางคณิตศาสตร์ของ Claude Shannon สู่ยุคสมัยแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาพลิกโฉมภูมิทัศน์เศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกตลอดกาลร่วมกับ คุณสมชัย อัครวิทยาภูมิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์คิเทคทูรา จำกัด (มหาชน) ผู้ที่มีประสบการณ์อย่างยาวนานในโลกของเทคโนโลยี และผู้คิดค้นเทคโนโลยี Mappage ที่จดสิทธิบัตรไปถึง 5 ประเทศ เพื่อเชื่อมโยงอดีต มองเห็นโอกาส และจับกระแสเมกะเทรนด์ในยุค AI</p>
					]]>
					</content>
				</text>
			</contents>
			<recommendArticles>
									<article>
							<title>ชมคลิป: จิตวิญญาณเรเนสซองส์ มรดกวัฒนธรรมสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจอิตาลี PART 2 | WEALTH HISTORY EP.62</title>
							<url>https://thestandard.co/wealth-history-ep62/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2024/11/wealth-history-ep62.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>ชมคลิป: ย้อนรอยจุดกำเนิด กฟผ. และเส้นทางสู่ความมั่นคงทางไฟฟ้าของไทย | WEALTH HISTORY EP.57</title>
							<url>https://thestandard.co/wealth-history-ep57/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2024/08/AD-WEALTH-HISTORY-EP57_COVER-WEB.jpg</thumbnail>
						</article>
						</recommendArticles>
			<author>thestandard.co</author>
			<sourceUrl>https://thestandard.co/wealth-history-ep-69/</sourceUrl>
		</article>

			<article>
			<ID>12539305</ID>
			<nativeCountry>TH</nativeCountry>
			<language>th</language>
			<publishCountries><country>th</country></publishCountries>
			<startYmdtUnix>1789182891000</startYmdtUnix>
			<endYmdtUnix>2104802091000</endYmdtUnix>

			<title>วิธีคิดแบบ PLATFORM การเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่</title>
			<category>Opinion</category>

			<publishTimeUnix>1789182891000</publishTimeUnix>
			<publishTime>2026-09-12 10:14:51</publishTime>
			<updateTimeUnix>1789182891000</updateTimeUnix>
			<updateTime>2026-09-12 10:14:51</updateTime>
			<contents>
				<image>
					<title>วิธีคิดแบบ PLATFORM การเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่</title>
					<description>วิธีคิดแบบ PLATFORM การเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่</description>
					<url>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/platform-thinking-mechai-pattana-1.jpg</url>
					<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/platform-thinking-mechai-pattana-1.jpg</thumbnail>
				</image>
								<text>
					<content>
					<![CDATA[
					<p>​ในปี 2550 <a href="https://thestandard.co/tag/%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%9F-%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B9%8C/" target="_blank" rel="dofollow noopener">สตีฟ จ็อบส์</a> เปิดตัว iPhone เป็นครั้งแรก และจากวันนั้นโลกก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากที่คุ้นเคยกับโทรศัพท์ของโนเกีย ที่ครองตลาดมาช้านาน หรือโทรศัพท์ที่มีปุ่มเป็นแป้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คีย์บอร์ดอย่างแบล็กเบอร์รี แอปเปิลกลับสร้างโทรศัพท์ที่มีปุ่มให้กดเพียงปุ่มเดียว และมีหน้าจอแบบทัชสกรีนที่ใช้นิ้วกดไปตรงไหนก็ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่สิ่งที่ปฏิวัติวงการยิ่งกว่ารูปร่างหน้าตาของโทรศัพท์ ก็คือวิธีคิดเรื่องการสร้างฟังก์ชันต่างๆ ในโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ก่อนจะมีไอโฟน ทุกบริษัทก็พยายามเพิ่มลูกเล่นให้โทรศัพท์ที่ตัวเองผลิต ทั้งถ่ายรูปได้ เล่นเกมได้ จดโน้ตได้ ดูปฏิทินได้ แต่ทุกฟังก์ชันในโทรศัพท์เครื่องนั้นถูกออกแบบและพัฒนาโดยเจ้าของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ทุกสิ่งที่เราเห็นในโทรศัพท์โนเกียล้วนถูกออกแบบโดยบริษัทโนเกีย และทุกสิ่งที่เราเห็นในโทรศัพท์แบล็คเบอร์รีล้วนถูกออกแบบและดูแลโดยบริษัทแบล็คเบอร์รี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่แอปเปิลนั้นคิดใหม่ทำใหม่ มองว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องออกแบบทุกฟังก์ชั่นในโทรศัพท์อีกต่อไป สิ่งที่แอปเปิลทำคือสร้างโทรศัพท์ที่เปิดพื้นที่ให้ใครก็ได้เข้ามาสร้างแอปพลิเคชัน (application) ที่สามารถใช้งานบนไอโฟนได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ห้างสรรพสินค้าไม่ได้เป็น ‘เจ้าของร้านค้า’ ที่มาเปิด แต่เป็น ‘เจ้าของพื้นที่’ ให้ร้านค้าต่างๆ มาขอเช่าเพื่อเปิดร้านในห้างได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ฉันใดฉันนั้น แอปเปิลก็ไม่ได้เป็นเจ้าของแอปทุกแอปที่อยู่บนเครื่องไอโฟน เพียงแต่เป็น ‘เจ้าของพื้นที่’ ที่ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันสามารถสร้างแอปไปโลดแล่นอยู่บนไอโฟนได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สิ่งที่แตกต่างก็คือห้างสรรพสินค้านั้นมีพื้นที่จำกัด แต่โลกออนไลน์มีพื้นที่ไม่จำกัด ทุกวันนี้ App Store ของแอปเปิลจึงมีแอปพลิเคชันถึง 2 ล้านแอปที่ถูกพัฒนาโดยผู้คนจากทั่วโลกและสร้างความมั่งคั่งให้กับแอปเปิลและนักพัฒนาอย่างมากมายมหาศาล</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คำว่า ‘แพลตฟอร์ม’ หรือ Platform ถ้าแปลตามตัวอักษรก็คือ “ชานชาลา” ในสถานีรถไฟ หรือเวทีที่ยกพื้นขึ้นมา หรือแท่นยิงจรวด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มันคือฐานที่มั่นเพื่อการกระทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นรถไฟ การขึ้นปาฐกถา หรือการยิงกระสวยอวกาศ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สิ่งที่แอปเปิลทำกับไอโฟน คือ ‘วิธีการคิดแบบแพลตฟอร์ม’ เพราะแอปเปิลรู้ตัวว่าเขาไม่ฉลาดและเก่งกาจพอที่จะสามารถสร้างแอปทุกอย่างด้วยตัวเองได้ แอปเปิลจึงสร้างแพลตฟอร์มที่เรียกว่าไอโฟนขึ้นมา และเปิดพื้นที่ให้ใครก็ตามที่เหมาะสมมาร่วมสร้างต่างๆ ที่จะถูกใช้งานอยู่บนแพลตฟอร์มนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มันคือการ ‘กระจายอำนาจทางปัญญา’ เพื่อระดมมันสมองจากคนทั่วทุกมุมโลก มาทำให้ไอโฟนกลายเป็นโทรศัพท์มือถือที่ทรงพลังมากที่สุดในประวัติศาสตร์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การมาของไอโฟน ทำให้เจ้าตลาดเดิมอย่างโนเกียและแบล็คเบอร์รีต้องล่มสลายไป และเปิดศักราชใหม่ให้กับ ‘สมาร์ตโฟน’ ให้กลายเป็นอุปกรณ์ที่ใครก็ขาดไม่ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าการทำแพลตฟอร์มเป็นเรื่องยาก ต้องมีเทคโนโลยีล้ำสมัยและต้องมีเงินลงทุนมหาศาล</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่จริงๆ แล้วแก่นสำคัญของแพลตฟอร์มไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องวิธีคิด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถ้ามองว่าแพลตฟอร์ม คืออะไรก็ตามที่เราสร้างขึ้นมาเป็น ‘ฐานที่มั่น’ และเปิดทางให้เรา ‘ต่อยอด’ ได้ เราจะมองเห็น ‘แพลตฟอร์ม’ อยู่เต็มไปหมด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>Disney เป็นตัวอย่างหนึ่งของแพลตฟอร์มที่ดี เริ่มต้นจากการ์ตูนมิคกี้ เมาส์ ก่อนจะเริ่มสร้างหนังเทพนิยายอย่างสโนว์ไวท์และเจ้าหญิงนิทรา และส่งเทพนิยายจากแผ่นฟิล์มมาสู่โลกแห่งความจริงด้วยการสร้างสวนสนุก Disneyland ก่อนจะออกสินค้าอีกมากมายที่ใช้ตัวละครในการ์ตูนของมาเป็นตัวเพิ่มมูลค่าและทำการตลาด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตัวละครตัวหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็คือ ‘เอลซ่า’ เจ้าหญิงน้ำแข็งจากเรื่อง Frozen ที่เด็กผู้หญิงทั่วโลกตกหลุมรัก เสื้อเอลซ่า กระเป๋าเอลซ่า แก้วน้ำเอลซ่า สมุดเอลซ่า แค่แปะรูปเอลซ่าลงไป สินค้าธรรมดาก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แบรนด์ Disney จึงเป็นแพลตฟอร์มที่เข้มแข็งมากและสามารถต่อยอดได้แทบไม่มีที่สิ้นสุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อเราเข้าใจวิธีคิดแบบแพลตฟอร์มแล้ว ก็ถึงเวลาทำความรู้จักกับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>‘โรงเรียนมีชัยพัฒนา’</p>
<p>​</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1253928" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/platform-thinking-mechai-pattana-school-1.jpg?x59709" alt="ภาพอาคารเรียนหรือกิจกรรมที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา 1" width="850" height="884" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แนวคิดของโรงเรียนมีชัยพัฒนา ก็คือการใช้โรงเรียนเป็นแพลตฟอร์มเช่นกัน​ ​</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โรงเรียนทั่วประเทศมีจำนวน 32,000 แห่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>​มีชุมชนล้อมรอบหมู่บ้าน75,668 แห่ง รวม 7,256 ตำบล ลองประเมินกันดูว่าโรงเรียนหนึ่งแห่งมีสินทรัพย์อะไรบ้าง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่ดินที่ไม่ได้มีภาระค่าเช่าหรือค่าผ่อน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทำเลที่อยู่ใกล้ชุมชน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โรงเรียนมีน้ำ มีไฟฟ้า มีเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ เพื่อการเรียนรู้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คณะครูอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถ และมีความผูกพันกับชุมชน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เด็กนักเรียนที่มีจิตใจดีงามและมีแรงกายเหลือเฟือ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>พ่อแม่ผู้ปกครอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ความต้องการทางด้านอาหาร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เวลาว่างทั้งก่อนและหลังเลิกเรียน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เหล่านี้ล้วนเป็นสินทรัพย์ที่โรงเรียนหนึ่งพึงมี คำถามคือเราจะนำสินทรัพย์นี้ไปต่อยอดอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คุณมีชัย วีระไวทยะ สร้างโรงเรียนมีชัยพัฒนาขึ้นมาที่ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วยความมุ่งหมายที่จะให้เป็นโรงเรียนต้นแบบของเส้นทางสายใหม่การศึกษาไทย ที่ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคม และสร้างคนรุ่นใหม่ให้สังคมไทย นับถึงปัจจุบันดำเนินมาได้ถึง 17 ปีแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากจะสร้างคนแล้ว มีชัยพัฒนายังสร้างโอกาสและรายได้ให้กับโรงเรียน นักเรียน ผู้ปกครอง และคนในชุมชนอีกด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ใช้ที่ดินที่มีอยู่ในการทำแปลงเกษตร โดยใช้ความรู้ความสามารถของบุคลากรที่มี และให้นักเรียนช่วยดูแลและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อนักเรียนมีความรู้แล้ว นักเรียนสามารถกู้เงินไปทำธุรกิจของตนหรือเข้าไปแนะนำและร่วมมือกับชาวบ้านให้ปลูกผักหรือเพาะเห็ด และรับซื้อผลิตผลของชาวบ้านปรุงเป็นอาหารให้ทุกคนในโรงเรียนรับประทาน รวมทั้งขายเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน​​​​​​</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โรงเรียนยังสามารถ ‘จัดตั้งธนาคาร’ ของโรงเรียน เพื่อสร้างนิสัยการออมให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง และบุคลากรของโรงเรียน และเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยให้ผู้คนในชุมชนหลุดจากวงจรหนี้นอกระบบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โรงเรียนยังร่วมกับโรงพยาบาลลำปลายมาศ ร่วมกับวัดโนนสุวรรณ อำเภอโนนสุวรรณ มาร่วมกันทำแปลงเกษตรในวัด ในโรงพยาบาล จนบัดนี้ กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางการเกษตร เพื่อยกระดับชีวิตของชุมชนได้อย่างเป็นผล</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เหล่านี้คือตัวอย่างของการคิดแบบแพลตฟอร์ม ที่ใช้ศักยภาพของโรงเรียนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในวงกว้าง​​​​​​​​</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ลองจินตนาการดูว่าหากโรงเรียนทั้ง 32,000 แห่งในประเทศไทยใช้ตัวเองเป็นแพลตฟอร์ม จะสร้างคุณูปการเพิ่มคุณภาพชีวิตและรายได้ให้คนในชุมชนไปได้กว้างไกลแค่ไหน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1253929" src="https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/platform-thinking-mechai-pattana-school-2.jpg?x59709" alt="ภาพอาคารเรียนหรือกิจกรรมที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา 2" width="850" height="811" /></p>
<div id="gtx-trans" style="position: absolute; left: 150px; top: 5788px;">
<div class="gtx-trans-icon">&nbsp;</div>
</div>
					]]>
					</content>
				</text>
			</contents>
			<recommendArticles>
									<article>
							<title>5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026</title>
							<url>https://thestandard.co/5-risks-market-2026/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/5-risks-market-2026-1.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>Mousetrap: นิทานหนูขโมยร่าง และกับดักตัวตน ที่ย้อนมาสอนคนดูว่า ‘เป็นตัวเองดีที่สุด’</title>
							<url>https://thestandard.co/mousetrap-identity-be-yourself/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/mousetrap-identity-be-yourself-1.jpg</thumbnail>
						</article>
									<article>
							<title>กรมสุขภาพจิตห่วงวิกฤตความรุนแรงในโรงเรียน ชี้ปัญหาซับซ้อน แนะทุกฝ่ายเร่งเฝ้าระวังสัญญาณเตือน</title>
							<url>https://thestandard.co/school-violence-warning-signs/</url>
							<thumbnail>https://thestandard.co/wp-content/uploads/2026/09/school-violence-warning-signs-cover.jpg</thumbnail>
						</article>
						</recommendArticles>
			<author>thestandard.co</author>
			<sourceUrl>https://thestandard.co/platform-thinking-mechai-pattana-school/</sourceUrl>
		</article>

	</articles>
<!--
Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: https://www.boldgrid.com/w3-total-cache/

Page Caching using Disk: Enhanced (Requested URI is rejected) 

Served from: _ @ 2026-09-13 06:00:56 by W3 Total Cache
-->