Market – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-market/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 14 Feb 2026 05:07:32 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กัลฟ์ซื้อหุ้นกสิกรไทยเพิ่มเท่าตัว ทะลุ 10% ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 มูลค่ารวม 4.6 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/gulf-buys-kasikornbank-shares/ Sat, 14 Feb 2026 05:07:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1178450 โลโก้ GULF และ KBANK สื่อถึงการที่ GULF ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของธนาคารกสิกรไทย

‘กัลฟ์’ ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของธนาคารกสิกรไท […]

The post กัลฟ์ซื้อหุ้นกสิกรไทยเพิ่มเท่าตัว ทะลุ 10% ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 มูลค่ารวม 4.6 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ GULF และ KBANK สื่อถึงการที่ GULF ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของธนาคารกสิกรไทย

‘กัลฟ์’ ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของธนาคารกสิกรไทย หลังถือหุ้นเพิ่มเท่าตัวทะลุ 10%

 

บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ผ่านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์​ (ก.ล.ต.) หลังทำรายการซื้อหุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จาก 4.53% เมื่อเดือนกันยายน 2568 กลายเป็น 10.0298%

 

GULF ที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งคือ สารัชถ์ รัตนาวะดี มหาเศรษฐีที่ได้รับการจัดอันดับว่าร่ำรวยที่สุดของไทย ด้วยความมั่งคั่งกว่า 4 แสนล้านบาท จากการจัดอันดับของ Forbes

 

การถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นดังกล่าว ทำให้ GULF กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของ KBANK คิดเป็นมูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท หลังจากเริ่มเข้ามาลงทุนครั้งแรกในปี 2567

 

ล่าสุด ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์​ KBANK เป็นหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalizatoin) มากสุดเป็นอันดับ 8 ของไทย มูลค่า 4.63 แสนล้านบาท ส่วน GULF มีมาร์เก็ตแคปมากสุดเป็นอันดับ 4 ด้วยมูลค่า 8.85 แสนล้านบาท

The post กัลฟ์ซื้อหุ้นกสิกรไทยเพิ่มเท่าตัว ทะลุ 10% ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 มูลค่ารวม 4.6 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องงบ บจ. สหรัฐฯ ไตรมาส 4/25 สัญญาณดี แต่ตลาด ‘เสียงแตก’ หุ้นกลุ่มไหนน่าลงทุน-กลุ่มไหนควรถอย https://thestandard.co/us-earnings-q4-market-outlook/ Sat, 14 Feb 2026 03:04:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1178408 ภาพกราฟและตัวเลขทางการเงิน สะท้อนถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ และความผันผวนในตลาดหุ้น

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ช่วงนี้เต็มไปด้วยความผ […]

The post ส่องงบ บจ. สหรัฐฯ ไตรมาส 4/25 สัญญาณดี แต่ตลาด ‘เสียงแตก’ หุ้นกลุ่มไหนน่าลงทุน-กลุ่มไหนควรถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟและตัวเลขทางการเงิน สะท้อนถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ และความผันผวนในตลาดหุ้น

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ช่วงนี้เต็มไปด้วยความผันผวน แม้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ของสหรัฐฯ แม้จะทยอยประกาศงบไตรมาส 4/2025 ออกมาในทิศทางที่น่าพอใจ แต่ปฏิกิริยาของตลาดกลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า จากการเปิดเผยข้อมูลล่าสุด บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ของสหรัฐฯ จะทยอยประกาศงบไตรมาส 4/2025 ซึ่งมีการประกาศงบออกมาแล้วประมาณ 80% ของมูลค่าตลาด (Market Cap) พบว่าภาพรวมถือว่า แข็งแกร่ง โดยรายได้เติบโตเฉลี่ย 9% และกำไรสุทธิเติบโตถึง 13% สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Economies of Scale) ที่กำไรเติบโตเร็วกว่ารายได้

 

เมื่อเจาะลึกลงรายเซกเตอร์ พบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

 

  • กลุ่มเทคโนโลยีและ AI Infrastructure เป็นพระเอกที่ผลประกอบการออกมาดีกว่าคาดการณ์ โดย 76% ของบริษัทในกลุ่มนี้รายงานงบดีกว่าที่ตลาดคาดไว้
  • กลุ่มการเงินและอุตสาหกรรม ภาคธนาคารและการเงินฟื้นตัวได้ดี เช่นเดียวกับกลุ่มการผลิตและโลหะ ที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบาย Reshoring หรือ การดึงฐานการผลิตกลับประเทศ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวขึ้น
  • กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) เป็นกลุ่มที่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัว สะท้อนว่าผู้บริโภคชาวอเมริกันเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายจากภาวะค่าครองชีพสูง

 

เจาะลึก ‘AI Monetization’ ดาบสองคมของหุ้น Tech

 

ประเด็นร้อนแรงที่สุดในฤดูกาลประกาศงบครั้งนี้คือเรื่องของ AI แม้รายได้จากธุรกิจ Cloud AI ของบริษัทระดับ Hyperscaler Google, Microsoft จะเติบโตสูงถึง 40-50% ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าการลงทุนเริ่มสร้างรายได้จริง แต่ตลาดกลับตอบรับในเชิงลบ

 

โดยสาเหตุหลักมาจาก ตัวเลขเม็ดเงินลงทุน (Capex) ที่สูงเกินคาด ผู้บริหารต่างมุ่งมั่นทุ่มเงินลงทุนเพื่อรองรับยุคสมัยใหม่ของ AI ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายพุ่งสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลและเทขายทำกำไรออกมา โดยเฉพาะในหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นไปสูงแล้ว

 

นอกจากนี้ ยังเกิดภาพ Divergence ในกลุ่มเทคโนโลยีด้วยกันเอง ดังนี้

 

  • กลุ่ม Hardware/Infrastructure ยังคงได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
  • กลุ่ม Software แม้งบจะออกมาดีมาก แต่ราคาหุ้นกลับร่วงหนัก เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมองข้ามช็อตไปอีก 3-5 ปีข้างหน้า ด้วยความกังวลว่า AI จะเข้ามา Disruption ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบเดิม เช่น การเก็บค่าไลเซนส์ หรือค่าที่ปรึกษา อาจถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ทำให้หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ถูกเทขายสวนทางกับฮาร์ดแวร์

 

ปรับพอร์ตรับมือภูมิทัศน์การลงทุนที่เปลี่ยนไป

 

ชาตรีประเมินว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี มี Valuation ที่ค่อน ข้างตึงตัว มี PE ที่ 17-22 เท่า ในขณะที่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เทรดกันที่ PE เพียง 10-15 เท่า โดยมีคาดการณ์การเติบโตของกำไรสูงถึง 16-17% ซึ่งสูงกว่าสหรัฐฯ

 

เปิดกลยุทธ์คำแนะนำการลงทุน ต้องกระจายความเสี่ยง

 

  1. แนะนำให้กระจายความเสี่ยงลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่ราคาแพง และกระจายเงินลงทุนไปยังกลุ่มอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่
    • กลุ่มการเงิน (Financials) ได้ประโยชน์จากตลาดทุนที่ฟื้นตัวและ Wealth Management
    • กลุ่ม Healthcare รายได้เริ่มฟื้นตัวและเป็นกลุ่มที่ถูกลืมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
    • กลุ่ม Real Sector เช่น การผลิต โลหะ และเซมิคอนดักเตอร์ ที่เป็นการผลิตจริง
  2. มองหาโอกาสลงทุนในตลาดกลุ่มประเทศฝั่งตะวันออก ปีนี้เม็ดเงินมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดเอเชียและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี เช่น เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, ไต้หวันและประเทศที่การบริโภคเติบโตสูง เช่น อินเดีย, เวียดนาม รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่อาจได้อานิสงส์จากกระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) นี้เช่นกัน

 

สำหรับกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน โดยนักเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำให้ขายทำกำไร (Take Profit) ในหุ้น Tech สหรัฐฯ และโยกเงินมาลงทุนในฝั่งเอเชีย

 

ส่วนนักลงทุนระยะยาว หากถือครองหุ้นสหรัฐฯ ไม่เยอะ สามารถถือต่อได้ หรือรอจังหวะสะสมเมื่อตลาดย่อตัว แต่ต้องเลือกรายตัวอย่างระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงธุรกิจที่เสี่ยงถูก AI Disrupt

 

มอง ‘ทองคำ’ ยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ยังน่าสะสม

 

ในส่วนของทองคำ SCB CIO มองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ควรสะสมในระยะยาว เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงทยอยซื้อทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์สหรัฐฯ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ภาคครัวเรือนก็เริ่มหันมามองทองคำในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุนมากขึ้น โดยมองกรอบแนวรับสำคัญสำหรับการทยอยสะสมอยู่ที่บริเวณ 4,700-4,800 ดอลลาร์

 

โดยสรุป ฤดูประกาศงบครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้พื้นฐานบริษัทจะยังดี แต่ความคาดหวังของตลาดนั้นสูงกว่า การลงทุนในปีนี้จึงต้องเน้นลงทุนแบบ Selective และกระจายความเสี่ยงออกจากจุดที่ร้อนแรงเกินไป เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว

 

ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

The post ส่องงบ บจ. สหรัฐฯ ไตรมาส 4/25 สัญญาณดี แต่ตลาด ‘เสียงแตก’ หุ้นกลุ่มไหนน่าลงทุน-กลุ่มไหนควรถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นไทยไม่เซ็กซี่? Minor Food และ LINE MAN Wongnai จึงสนใจไปตลาดฮ่องกง ทั้งที่ SET พยามรั้ง https://thestandard.co/thai-companies-ipo-abroad-hong-kong-set/ Fri, 13 Feb 2026 07:55:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1178205 ภาพรวมกราฟแสดงผลการดำเนินงานตลาดหุ้นไทยและฮ่องกง พร้อมโลโก้ Minor Food และ LINE MAN Wongnai ประกอบข่าวการระดมทุน IPO

Bloomberg รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องน […]

The post ตลาดหุ้นไทยไม่เซ็กซี่? Minor Food และ LINE MAN Wongnai จึงสนใจไปตลาดฮ่องกง ทั้งที่ SET พยามรั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมกราฟแสดงผลการดำเนินงานตลาดหุ้นไทยและฮ่องกง พร้อมโลโก้ Minor Food และ LINE MAN Wongnai ประกอบข่าวการระดมทุน IPO

Bloomberg รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ว่า ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ของไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจบริการที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย กำลังพิจารณาที่จะนำธุรกิจร้านอาหารเข้าเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก หรือ ‘IPO’ ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นกรุงเทพฯ กำลังพยายามอย่างหนักที่จะฟื้นฟูกิจกรรมซื้อขายในประเทศ

 

Minor Food ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารแบรนด์ดังอย่าง Swensen’s และ The Pizza Company เป็นต้น กำลังชั่งน้ำหนักเรื่องการระดมทุนที่อาจมีมูลค่ามากกว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.24 หมื่นล้านบาท) ซึ่งอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดภายในปีนี้ ทั้งนี้ สื่อท้องถิ่นเคยรายงานเมื่อปีที่แล้วว่า บริษัทเคยพิจารณาที่จะเข้าจดทะเบียนในไทยมาก่อนหน้านี้

 

แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า การพิจารณายังคงดำเนินอยู่ ซึ่งรวมถึงรายละเอียดเรื่องขนาดและช่วงเวลาของข้อตกลง อย่างไรก็ตาม ตัวแทนของ ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้กับ Bloomberg

 

ข้อมูลจากเว็บไซต์ระบุว่า ปัจจุบัน Minor Food มีสาขารวมทั้งสิ้น 2,699 แห่งใน 24 ประเทศ และมีแบรนด์ในเครือถึง 80 แบรนด์

 

สถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยทำผลงานได้ต่ำกว่าเกณฑ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยดัชนีร่วงลง 10% ในปี 2025 และยังปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากปี 2023 และ 2024 ในทางตรงกันข้าม ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงพุ่งขึ้น 28% ในปีที่แล้ว และ 18% ในปี 2024 นอกจากนี้ ฮ่องกงเพิ่งทำสถิติยอดขายหุ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา

 

ตลาดหลักทรัพย์ไทยกำลังเผชิญปัญหาบริษัทต่างๆ แห่กันออกไปหาแหล่งเงินทุนที่มีขนาดใหญ่กว่าและมูลค่าที่สูงกว่าในต่างแดน แม้หน่วยงานกำกับดูแลและตลาดหลักทรัพย์จะออกมาตรการจูงใจ เช่น การผ่อนปรนกฎการจดทะเบียนเพื่อรั้งบริษัทที่มีการเติบโตสูงให้อยู่ในประเทศ

 

แต่ภาวะตลาดซบเซา เงินทุนต่างชาติไหลออก และผลงาน IPO ที่ย่ำแย่ ได้ลดทอนความน่าสนใจของตลาดไทยลงขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงก็พยายามดึงดูดบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนจากประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้น

 

ข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg เผยว่า ตลาด IPO ของไทยระดมทุนได้เพียงประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท (ประมาณ 408 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นยอดที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2010

 

ในบรรดาบริษัทไทยที่เลือกไปจดทะเบียนที่อื่น มีรายงานจาก Bloomberg News ว่าผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีอย่าง ‘Bitkub’ กำลังพิจารณาเสนอขายหุ้นในฮ่องกง ส่วนผู้ผลิตน้ำมะพร้าว IFBH Ltd (ที่ได้เปิดตัวในตลาดฮ่องกงไปเมื่อเดือนมิถุนายน) ราคาหุ้นได้ร่วงลงไปแล้วถึง 47% นับตั้งแต่นั้นมา

 

ขณะเดียวกัน สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอย่าง LINE MAN Wongnai ก็กำลังพิจารณาที่จะเสนอขายหุ้นในฮ่องกงเช่นกัน โดย Bloomberg อ้างบทสัมภาษณ์จาก ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารว่า กำลังศึกษาความเป็นไปได้สำหรับการ IPO ในฮ่องกงและสหรัฐอเมริกา หลังจากเลื่อนแผนการขายหุ้นในประเทศออกไป โดยคาดว่าจะตัดสินใจขั้นสุดท้ายได้ภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้

 

“ตลาดหุ้นไทยกำลังสูญเสียแรงดึงดูด เมื่อต้องเผชิญกับปัจจัยลบในภาพรวม ทั้งเศรษฐกิจที่ซบเซาและความไม่แน่นอนทางการเมือง” ยอด วัย 43 ปี กล่าวเปิดใจในการสัมภาษณ์กับ Bloomberg เมื่อวันพฤหัสบดี (5 ก.พ.) “ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ถือหุ้นของเรา คือการนำบริษัทไปจดทะเบียนในต่างประเทศ ซึ่งเป็นตลาดที่มีชีวิตชีวาและมีสภาพคล่องในการซื้อขายสูงกว่ามาก”

 

ก่อนหน้านี้ LINE MAN Wongnai ระดมทุนได้ 265 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.25 พันล้านบาท) ในรอบการระดมทุนปี 2022 นำโดยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสิงคโปร์ GIC และ Naver ส่งผลให้มูลค่ากิจการพุ่งสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.11 หมื่นล้านบาท) ปัจจุบันบริษัทมีผู้ใช้งานรายเดือนประมาณ 10 ล้านคน และมีร้านอาหารพันธมิตร 7 แสนแห่ง

 

นอกจากบริษัทที่กล่าวไปข้างต้น THE STANDARD WEALTH พบว่ายังมีบริษัทสัญชาติไทยอีกหลายแห่งที่แสดงความสนใจออกไประดมทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตลาดฮ่องกง ตลาดสหรัฐฯ อาทิ ‘เจี้ยนชา’ มีความสนใจระดมทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ, ‘YouTrip’ ซึ่งมีหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเป็นชาวไทย มีแผนจะระดมทุนผ่านตลาดหุ้นสหรัฐฯ, ‘บัซซี่บีส์’ ที่ก่อนหน้านี้มีแผนจะระดมทุนผ่านตลาดหุ้นไทย ล่าสุดมีความสนใจจะออกไประดมทุนผ่านตลาดหุ้นสหรัฐฯ

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.13 บาท ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

 

อ้างอิง:

The post ตลาดหุ้นไทยไม่เซ็กซี่? Minor Food และ LINE MAN Wongnai จึงสนใจไปตลาดฮ่องกง ทั้งที่ SET พยามรั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุนเทขายหุ้นเทคสหรัฐฯ กดดัชนี Nasdaq 100 ร่วง 2% กังวลการทุ่มงบ AI ฉุดรั้งธุรกิจหลังกระแสคลั่งไคล้ https://thestandard.co/us-tech-stocks-nasdaq-ai-concerns/ Fri, 13 Feb 2026 06:57:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1178191 กราฟดัชนี Nasdaq 100 แสดงการร่วงลงอย่างรุนแรง ท่ามกลางภาพรวมตลาดหุ้นเทคโนโลยี และความกังวลต่อการลงทุนใน AI

ดัชนี Nasdaq 100 ร่วง 2% เมื่อคืนนี้ (12 กุมภาพันธ์) หล […]

The post นักลงทุนเทขายหุ้นเทคสหรัฐฯ กดดัชนี Nasdaq 100 ร่วง 2% กังวลการทุ่มงบ AI ฉุดรั้งธุรกิจหลังกระแสคลั่งไคล้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟดัชนี Nasdaq 100 แสดงการร่วงลงอย่างรุนแรง ท่ามกลางภาพรวมตลาดหุ้นเทคโนโลยี และความกังวลต่อการลงทุนใน AI

ดัชนี Nasdaq 100 ร่วง 2% เมื่อคืนนี้ (12 กุมภาพันธ์) หลังนักลงทุนกังวลกำไรของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี พร้อมกับการร่วงลงของราคาทองคำ โลหะเงิน และบิตคอยน์

 

​​ก่อนการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อสำคัญในวันศุกร์นี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ลดลง 0.07% มาอยู่ที่ 4.10% ขณะที่การประมูลพันธบัตรอายุ 30 ปี มูลค่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ได้รับความต้องการซื้อในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ด้านบิตคอยน์ซื้อขายต่ำกว่า 66,000 ดอลลาร์ และราคาน้ำมันลดลงประมาณ 3%

 

ทางด้านราคาทองคำร่วงลงต่ำกว่า 5,000 ดอลลาร์ โดยมีสัญญาณว่าการซื้อขายด้วยระบบอัลกอริทึมยิ่งเร่งให้การปรับตัวลงของทองคำรุนแรงขึ้น ขณะที่ราคาเงินและทองแดงก็ปรับลดลงเช่นกัน ทองคำร่วงลงมากสุดถึง 4.1% ขณะที่ราคาเงินดิ่งลงถึง 11% ส่วนทองแดงในตลาดโลหะลอนดอน (LME) ลดลง 2.9% อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นโลหะมีค่าบางส่วนได้ฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้บางส่วน

 

Nicky Shiels หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์โลหะของ MKS PAMP SA ระบุว่า แรงเทขายอาจถูกเร่งจากการเรียกหลักประกันเพิ่ม (margin call) ทำให้นักลงทุนบางรายจำเป็นต้องปิดสถานะในสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงโลหะต่างๆ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในพอร์ตการลงทุน

 

ท่ามกลางการปรับตัวลงของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ หุ้นอย่าง Cisco Systems Inc. ดิ่งลง 12% หลังแนวโน้มอัตรากำไรที่ซบเซา ส่งสัญญาณว่าราคาชิปหน่วยความจำที่สูงขึ้นกำลังส่งผลกระทบ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่และกองทุน ETF ที่ติดตามบริษัทซอฟต์แวร์ร่วงลง 2.7% พร้อมกับความกังวลเกี่ยวกับการถูกดิสรัปต์จากปัญญาประดิษฐ์ (AI disruption)

 

นอกเหนือจากความกังวลว่าการลงทุนใน AI จะคุ้มค่าหรือไม่แล้ว ความกลัวเกี่ยวกับการถูกดิสรัปต์ทางธุรกิจก็กำลังเพิ่มสูงขึ้น ความกังวลเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่สตาร์ทอัพด้าน AI อย่าง Anthropic เปิดตัวเครื่องมือใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานอัตโนมัติในอุตสาหกรรมต่างๆ จุดชนวนความกลัวว่านวัตกรรมเหล่านี้จะส่งผลร้ายต่อธุรกิจจำนวนนับไม่ถ้วน

 

Steve Sosnick จาก Interactive Brokers บอกว่า รู้สึกว่าภูมิทัศน์ของตลาด “เต็มไปด้วยกับระเบิด AI ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนส่วนใหญ่มอง AI ในแง่ดี มันเคยเป็นคำถามที่ว่า AI จะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็น AI จะทำลายโมเดลการทำกำไรของธุรกิจหรืออุตสาหกรรมได้อย่างไร และแทนที่จะค้นหาผู้ชนะ นักลงทุนกำลังล่าหาผู้แพ้ที่มีศักยภาพ”

 

“AI อาจกำลังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนรายจ่ายฝ่ายทุน (capex) มหาศาลและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่มันกำลังกลายเป็นผลลบสุทธิต่อตลาดหุ้น” Adam Crisafulli จาก Vital Knowledge กล่าว

 

ตลอด 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา หุ้น AI ดูดซับกระแสเงินทุนแทบทั้งหมดขณะที่ตลาดส่วนที่เหลือซบเซา แต่การผูกขาดกระแสเงินทุนของ AI กำลังสิ้นสุดลง ตามความเห็นของ Brett Ewing จาก First Franklin Financial Services

 

ภาพ: Noam Galai/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post นักลงทุนเทขายหุ้นเทคสหรัฐฯ กดดัชนี Nasdaq 100 ร่วง 2% กังวลการทุ่มงบ AI ฉุดรั้งธุรกิจหลังกระแสคลั่งไคล้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสทช. สั่งถอนใบอนุญาต ช่อง JKN18 ของ ‘แอน จักรพงษ์’ พร้อมสั่งให้เยียวยาผู้ใช้บริการ https://thestandard.co/nbtc-revokes-jkn18-license-ann/ Fri, 13 Feb 2026 05:46:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1178159 ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช.

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการกิจการกระจายเส […]

The post กสทช. สั่งถอนใบอนุญาต ช่อง JKN18 ของ ‘แอน จักรพงษ์’ พร้อมสั่งให้เยียวยาผู้ใช้บริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช.

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีการประชุม กสทช. ครั้งที่ 6/2569 ณ สำนักงาน กสทช. โดยมีวาระที่ผ่านการพิจารณารวมทั้งสิ้น 23 วาระ จาก 69 วาระ

 

ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ในวันนี้ กสทช. มีการประชุมวาระที่น่าสนใจ คือ วาระการออกใบอนุญาตและถอนใบอนุญาตทั้งในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ผลการดำเนินการออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ FM และการจัดสรรเลขหมายสั้น 4 หลัก โดยมีวาระสำคัญ ดังนี้

 

วาระที่ 5.1 การขอยกเลิกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และประกอบกิจการโทรทัศน์ เพื่อให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล บริการทางธุรกิจระดับชาติ หมวดหมู่ข่าวสารและสาระ ของบริษัท จักรวาล พาณิชย์ โฮลดิ้ง จำกัด ช่องรายการ 18 หรือ JKN18 ที่ประชุม กสทช. เห็นชอบมาตรการเยียวยาผู้ใช้บริการกรณีการสิ้นสุดการอนุญาตให้ประกอบกิจการช่องรายการ 18 หรือ JKN18 ของบริษัทฯ และเห็นควรอนุญาตให้บริษัทฯ ยกเลิกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และประกอบกิจการโทรทัศน์ เพื่อให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล บริการทางธุรกิจระดับชาติ หมวดหมู่ข่าวสารและสาระ ช่องรายการ 18 หรือ JKN18 ในวันที่ 25 มกราคม 2569 พร้อมทั้งให้บริษัทฯ ดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปี และนำส่งเข้ากองทุน กทปส. จนถึงวันที่ยกเลิกการประกอบกิจการ ภายใน 60 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ยกเลิกการประกอบกิจการ

 

ทั้งนี้ JKN18 มี บมจ. เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) เป็นผู้ถือหุ้นซึ่งมี จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

 

ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ขยายผลการตรวจสอบโดยกล่าวโทษบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN รวมทั้งอดีตกรรมการและอดีตผู้บริหาร ผู้บริหาร และบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวม 12 ราย ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรณีส่งหรือเปิดเผยงบการเงินและแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1 One Report) โดยมีงบการเงินที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงในสาระสำคัญที่ควรแจ้ง

 

และกรณีร่วมกันทุจริตและตกแต่งงบการเงินของ JKN ในช่วงปี 2565 ถึงปี 2566 และกรณีขายหุ้น JKN โดยอาศัยข้อมูลภายใน (Insider Trading) ในช่วงปี 2566 รวมทั้งมีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิดกรณีทุจริตและตกแต่งงบการเงิน รวม 4 ราย พร้อมกันนี้ได้ส่งเรื่องต่อไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

 

จากการกล่าวโทษดังกล่าว ก.ล.ต. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ก.ล.ต. อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 267 พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ได้มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิดกรณีทุจริตและตกแต่งงบการเงิน รวม 4 ราย ได้แก่ (1) นายจักรพงษ์ (2) นางสาวพิมพ์อุมา (3) นางสาวพิสมัย และ (4) นางสาวกมลรัตน์ เป็นเวลา 180 วัน เนื่องจากปรากฏพฤติการณ์การกระทำผิดที่มีลักษณะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์ของประชาชนในวงกว้าง

 

โดยปรากฏมูลค่าความเสียหายจากเงินของบริษัท JKN ที่นำออกไปซื้อลิขสิทธิ์ที่ไม่มีจริง จำนวนประมาณ 557.63 ล้านบาท และจากการเปิดเผยงบการเงินและแบบ 56-1 One Report ที่มีงบการเงินอันเป็นเท็จ ไปประกอบการเสนอขายหุ้นกู้ รุ่น JKN255A ของ JKN เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2566 ได้รับเงินมาอีก 156.60 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหาย 714.23 ล้านบาท และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าผู้กระทำความผิดจะยักย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์สินออกไป

 

โดยปัจจุบันมีรายงานว่า แอน จักรพงษ์ อยู่ระหว่างการหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ

 

วาระที่ 5.14 การอนุญาตให้บริษัท ไทบ้านทีวี จำกัด ประกอบกิจการเพื่อให้บริการโทรทัศน์ สำหรับกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ แบบบอกรับสมาชิก จำนวน 3 ช่องรายการ ที่ประชุม กสทช. เห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ความเหมาะสมการประกอบกิจการฯ ของบริษัท ไทบ้านทีวี จำกัด จำนวน 3 ช่องรายการ และเห็นควรอนุญาตให้บริษัทฯ ประกอบกิจการฯ จำนวน 3 ช่องรายการ (1) ช่องรายการ สื่อออนไลน์ ทีวี (2) ช่องรายการ HAPPY TV (3) ช่องรายการ ไทบ้าน ทีวี โดยกำหนดให้มีอายุใบอนุญาต 5 ปี นับแต่วันที่ใบอนุญาตเดิมสิ้นอายุ โดยกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม คือ หากมีข้อร้องเรียนหรือข้อกล่าวหา มีผลการพิจารณาจนเป็นที่ยุติว่าเป็นการกระทำความผิด และคณะกรรมการมีคำสั่งทางปกครองว่ามีการกระทำความผิด ให้ใบอนุญาตมีอายุ 2 ปี

 

ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. 1

ภาพ : ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช.

 

วาระที่ 3.1 สรุปผลการดำเนินการตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้ คลื่นความถี่และประกอบกิจการกระจายเสียง ข้อ 21 ของผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ ประเภทกิจการทางธุรกิจระดับท้องถิ่น และผู้สมควรได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ประเภทกิจการบริการสาธารณะ และประเภทกิจการบริการชุมชน ที่ประชุม กสทช. รับทราบผลการดำเนินการตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์ฯ ดังต่อไปนี้

 

(1) การจัดทำและออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในระบบ FM สำหรับการให้บริการกระจายเสียง ประเภทกิจการทางธุรกิจ ระดับท้องถิ่น ให้แก่ผู้ชนะการประมูล จำนวน 1,861 คลื่นความถี่/นิติบุคคล

 

(2) การจัดทำและออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในระบบ FM สำหรับการให้บริการกระจายเสียง ประเภทกิจการบริการสาธารณะ ให้แก่ผู้สมควรได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ จำนวน 457 คำขอ (199 นิติบุคคล)

 

และ (3) การจัดทำและออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในระบบ FM สำหรับการให้บริการกระจายเสียง ประเภทกิจการบริการชุมชน ให้แก่ผู้สมควรได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ จำนวน 112 คำขอ (112 นิติบุคคล)

 

วาระที่ 5.17 มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีขอรับการจัดสรรเลขหมายโทรศัพท์แบบสั้น 4 หลัก หมายเลข 1575 เพื่อใช้สำหรับการบริการของศูนย์การแพทย์รามาธิบดีศรีอยุธยา และขอยกเว้นหรือลดค่าธรรมเนียมการพิจารณาคำขอและค่าธรรมเนียมเลขหมายโทรศัพท์แบบสั้น 4 หลัก ที่ประชุม กสทช. อนุมัติเลขหมาย 1575 และอนุมัติการยกเว้นค่าธรรมเนียม ทั้งนี้ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดสรรและบริหารเลขหมายโทรคมนาคมและที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยเคร่งครัด

The post กสทช. สั่งถอนใบอนุญาต ช่อง JKN18 ของ ‘แอน จักรพงษ์’ พร้อมสั่งให้เยียวยาผู้ใช้บริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MCOT เดินหน้าเปิดประมูลปล่อยเช่าที่ดิน รัชดา-พระราม 9 มูลค่า 9,000 ล้านบาท สัญญาเช่ายาว 30 ปี คาดเซ็นสัญญาภายในสิ้นปีนี้ แย้มมีเอกชนรายใหญ่สนใจกว่า 10 ราย https://thestandard.co/mcot-ratchada-rama-9-land-lease/ Fri, 13 Feb 2026 01:40:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1178031 ภาพถ่ายมุมสูงของที่ดินเปล่าขนาด 50 ไร่ ใจกลางเมืองย่านรัชดา-พระราม 9 ซึ่งเป็นของ MCOT มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท

บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT เดินหน้าปลดล็อกมูลค […]

The post MCOT เดินหน้าเปิดประมูลปล่อยเช่าที่ดิน รัชดา-พระราม 9 มูลค่า 9,000 ล้านบาท สัญญาเช่ายาว 30 ปี คาดเซ็นสัญญาภายในสิ้นปีนี้ แย้มมีเอกชนรายใหญ่สนใจกว่า 10 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายมุมสูงของที่ดินเปล่าขนาด 50 ไร่ ใจกลางเมืองย่านรัชดา-พระราม 9 ซึ่งเป็นของ MCOT มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท

บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT เดินหน้าปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สิน เตรียมเปิดประมูลปล่อยเช่าที่ดินใจกลางเมืองพื้นที่ 50 ไร่ ย่านรัชดา-พระราม 9 มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท เตรียมเปิดประมูลใน Q1/69 ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มเอกชนรายใหญ่แสดงความสนใจประมูลกว่า 10 ราย

 

สุนทรียา วงศ์ศิริกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานการเงิน และปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน (CFO) บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาที่ดินย่านรัชดา-พระราม 9 เนื้อที่รวมกว่า 50 ไร่ ภายหลัง เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาบริษัทฯ จัดการประชุมรับฟังข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็น (Market Sounding) จากนักลงทุนและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ต่อข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ การเข้าร่วมยื่นข้อเสนอโครงการให้เช่าเพื่อลงทุนพัฒนา และบริหารจัดการที่ดินเชิงพาณิชย์

 

โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) รายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และสถาบันการเงินกว่า 40 ราย โดย อสมท มุ่งเป้าที่จะสร้างรายได้จากธุรกิจ Non-Broadcast เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมสื่อดั้งเดิม

 

 

ภาพถ่ายมุมสูงของที่ดินเปล่าขนาด 50 ไร่ ใจกลางเมืองย่านรัชดา-พระราม 9 ซึ่งเป็นของ MCOT มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท 3

บรรยากาศการประชุม Market Sounding ของ อสมท ซึ่งมีกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และสถาบันการเงินกว่า 40 ราย ร่วมรับฟังข้อมูล และให้ความเห็น

 

เปิดไทม์ไลน์ประมูล ขายซองภายใน มี.ค. – เซ็นสัญญา ภาย ธ.ค. นี้

 

สำหรับแผนการดำเนินงาน อสมท เตรียมนำข้อเสนอแนะจากนักลงทุนไปปรับปรุง TOR และคาดว่าจะเปิดขายซองประมูลได้ภายในไตรมาส 1 นี้ หรือประมาณปลายเดือนมีนาคมนี้ หลังจากนั้นจะให้เวลาเอกชนจัดทำข้อเสนอ 60 วัน เปิดยื่นซองเดือนพฤษภาคมนี้ โดยกระบวนการคัดเลือกจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ในช่วงมิถุนายน-กรกฎาคมนี้

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมูลค่าทรัพย์สินโครงการนี้สูงเกินกว่า 50% ของสินทรัพย์รวม อสมท จำเป็นต้องจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) เพื่อขออนุมัติการทำรายการ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 4 นี้ และตั้งเป้าที่จะลงนามในสัญญาให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมปีนี้ เพื่อเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

 

ชูโมเดล ‘Landlord’ ปล่อยเช่า 30 ปี ปิดประตูร่วมทุนโครงการเอง

 

สุนทรียา ระบุต่อ ย้ำชัดเจนว่า รูปแบบการหาประโยชน์จะเป็นการ ให้เช่าที่ดินระยะยาว 30 ปี เท่านั้น โดยไม่มีนโยบายร่วมทุน (Joint Venture : JV) เนื่องจาก อสมท ขาดความเชี่ยวชาญ ในด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และต้องการลดความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยต้องการให้มืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ

 

ทั้งนี้ อสมท จะได้รับผลตอบแทนใน 3 ส่วนหลัก ในตลอดอายุสัญญา 30 ปี คือ 1. ค่าธรรมเนียมการจัดหาประโยชน์ (Upfront Fee) 2. ค่าเช่ารายปี โดยปรับขึ้น 10% ทุก 3 ปี และ 3. ส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) อีกยังเปิดเงื่อนไขให้ผู้ชนะประมูลเช่าพื้นที่สามารถเจรจาต่อสัญญาเช่าเพิ่มได้อีก 30 ปี ก่อนที่สัญญาเดิมจะครบอายุ 5 ปี ซึ่งปัจจุบันมีผู้กลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหารายใหญ่แสดงความสนใจมากว่า 10 ราย

 

สำหรับมูลค่าที่ดินแปลงนี้ จากการประเมินโดยบริษัทที่ปรึกษาเป็นรายชื่อที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ด้วย วิธี Market Approach บนสมมติฐานผังเมืองสีแดง ประเมินมูลค่าที่ดินต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 9,000 ล้านบาท

 

“รายได้รวมค่าเช่าที่บริษัทฯ คาดหวังไว้ในช่วงอายุเช่า 30 ปี ตอนนี้มีการคำนวณไว้แล้วภายในบริษัทฯ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะมีขั้นตอนของการประมูล ขณะที่ปัจจุบันในภาพรวมตลาดการเช่าที่ดินที่มีทำเลดีๆ เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ สัญญาณเช่า 30 ปี จะมีค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 30-40% ของมูลค่าที่ดินแปลงนั้นๆ” สุนทรียากล่าว

 

ปลดล็อก ‘ทางเข้า-ออก’ และปม ‘ผังเมือง’

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจคือเรื่องทางเข้า-ออก และผังเมือง สุนทรียาชี้แจงว่า ปัจจุบันที่ดินแปลงนี้มีทางเข้า-ออกหลัก 2 ทาง ทางละ 20 เมตร ได้แก่

 

  • ด้านติดถนนเทียมร่วมมิตร มี MOU กับ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) ไว้แล้ว สามารถใช้เป็นทางเข้า-ออกได้ โดยเสียค่าตอบแทนตามระเบียบ รฟม.
  • ด้านติดกระทรวงวัฒนธรรม มีภาระจำยอมให้สามารถออกสู่ถนนวัฒนธรรมได้กว้าง 14 เมตร

 

ส่วนประเด็นเรื่องผังเมืองที่ปัจจุบันยังเป็นพื้นที่สีน้ำตาล ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก แต่คาดการณ์ว่าผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ที่จะประกาศใช้ในปี 2570 จะปรับเป็นสีแดง ซึ่งจะทำให้ศักยภาพการพัฒนาสูงขึ้นมากจากเดิม แม้นักลงทุนจะมีความกังวลเรื่องความล่าช้าของการประกาศผังเมืองใหม่ แต่ อสมท ยืนยันที่จะใช้สมมติฐานราคาที่ดินแบบสีแดงในการประมูล แต่อาจมีการเจรจาเงื่อนไขสัญญาที่ยืดหยุ่นเพื่อความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

 

ภาพถ่ายมุมสูงของที่ดินเปล่าขนาด 50 ไร่ ใจกลางเมืองย่านรัชดา-พระราม 9 ซึ่งเป็นของ MCOT มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท 2

ที่ดินใจกลางเมืองพื้นที่ 50 ไร่ ย่านรัชดา-พระราม 9 มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท ของ อสมท

 

จับตากลุ่มทุน ‘Mixed-use’ และข้อกำหนดผู้ถือหุ้นไทย

 

อสมท เปิดกว้างรูปแบบโครงการ ขึ้นอยู่กับข้อเสนอของนักลงทุน แต่คาดว่าด้วยขนาดที่ดินและทำเล น่าจะพัฒนาเป็นโครงการ Mixed-use ขนาดใหญ่ โดยกำหนดคุณสมบัติผู้ยื่นข้อเสนอต้องเป็นนิติบุคคลไทย ซึ่งถือหุ้นโดยคนไทยเกิน 51% เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องนอมินีและการตรวจสอบในอนาคต

 

ส่วนกลุ่ม Data Center หรือ Tech ขนาดใหญ่ อาจมีข้อจำกัดเรื่องแหล่งพลังงาน (Green Energy) ที่ต้องใช้โรงไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งพื้นที่นี้อาจยังไม่ตอบโจทย์ในทันที

 

เปิดแผนยุทธศาสตร์ ‘Turnaround’ พลิกฟื้นองค์กรสู่ยุคหลังสัมปทาน

 

สุนทรียา ยอมรับว่าธุรกิจสื่อดั้งเดิม คือ วิทยุและทีวีดิจิทัล (Broadcast) อยู่ในภาวะถดถอยและคงไม่เติบโตไปกว่านี้ โดยใบอนุญาตทีวีดิจิทัลและคลื่นวิทยุจะทยอยหมดอายุในช่วงปี 2571-2572 ดังนั้นให้เช่าที่ดินเพื่อทำโครงการพัฒนาที่ดินรัชดา-พระราม 9 จึงเป็นปัจจัยสำคัญ ในการหารายได้จากธุรกิจ Non-Broadcast เข้ามาเสริม รวมทั้งจะช่วยสร้างกระแสเงินสดให้เข้ามายังบริษัทฯ เพิ่มเติมสามารถนำเงินที่ได้นไปใช้ลงทุนในกลุ่มธุรกิจ Non Broadcast ซึ่งเป็นเทรนด์ในอนาคตเพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัทฯ

 

แม้การบันทึกรายได้ทางบัญชีจะต้องหารเฉลี่ยตลอดสัญญา 30 ปี ทำให้ไม่ได้มีการรับกำไรแบบก้อนในปีแรก แต่กระแสเงินสดที่ได้จะนำไปลงทุนต่อยอดในธุรกิจใหม่ที่อยู่ในแผนงานของบริษัทฯ

 

ภาพถ่ายมุมสูงของที่ดินเปล่าขนาด 50 ไร่ ใจกลางเมืองย่านรัชดา-พระราม 9 ซึ่งเป็นของ MCOT มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท 1

สุนทรียา วงศ์ศิริกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานการเงิน และปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน (CFO) ของ MCOT

 

“เราตั้งเป้าว่าภายในปี 2571 สัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Non-Broadcast ซึ่งรวมถึงค่าเช่าที่ดินแปลงนี้ จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 20-25% ของรายได้รวม จากปัจที่มีสัดส่วนประมาณ 10% และคาดหวังว่าปี 2571 จะเป็นปีที่เห็นการ Turnaround หรือการพลิกฟื้นกลับมามีกำไรของ อสมท. ได้อย่างชัดเจน” สุนทรียากล่าว

 

นอกจากที่ดินแปลงนี้ อสมท ยังมีที่ดินรอการพัฒนาอีก 2 แปลง คือ ที่ดินย่านบางไผ่ ขนาดพื้นที่ประมาณ 59 ไร่ และหนองแขม ขนาดพื้นที่ประมาณ 40 ไร่ ซึ่งจัดเป็นทรัพย์สินเพื่อการลงทุน ที่จะทยอยนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มในลำดับถัดไปในอนาคต

The post MCOT เดินหน้าเปิดประมูลปล่อยเช่าที่ดิน รัชดา-พระราม 9 มูลค่า 9,000 ล้านบาท สัญญาเช่ายาว 30 ปี คาดเซ็นสัญญาภายในสิ้นปีนี้ แย้มมีเอกชนรายใหญ่สนใจกว่า 10 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ หวังฟื้นเสน่ห์หุ้นไทย รั้งธุรกิจไทยไอพีโอในประเทศ https://thestandard.co/set-aims-keep-thai-ipos/ Thu, 12 Feb 2026 12:03:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1177930 ภาพรวมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สื่อถึงความพยายามดึงดูดการลงทุนและไอพีโอ

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าว Bloomberg เผยแพร่บท […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ หวังฟื้นเสน่ห์หุ้นไทย รั้งธุรกิจไทยไอพีโอในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สื่อถึงความพยายามดึงดูดการลงทุนและไอพีโอ

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าว Bloomberg เผยแพร่บทความที่มีใจความสำคัญว่า “ความล้มเหลวในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทย ส่งผลให้ตลาดหุ้นและพันธบัตรตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก นั่นคือ มีราคาถูก แต่กลับไม่เป็นที่ต้องการ และกำลังลดความสำคัญลงเรื่อยๆ ในสายตานักลงทุน”

 

ประเด็นเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็เป็นการตอกย้ำความจริงให้ประเทศไทยต้องกลับมาทบทวนตัวเอง และต้องช่วยกันพลิกฟื้นตลาดทุนอย่างจริงจัง สำหรับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่อาจเรียกได้ว่ามีความรับผิดชอบโดยตรง นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ และเร่งประสานความร่วมมือจากทุกฝ่าย

 

ย้อนมองความเห็นต่างชาติ เมินหุ้นไทย ไร้เชื่อมั่นการเลือกตั้ง

 

Bloomberg ระบุว่า ผู้จัดการกองทุนรายใหญ่ระดับโลกบางรายระบุว่า การเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้พวกเขาต้องจำกัดสัดส่วนการลงทุนในไทย เนื่องจากมองว่าผลการเลือกตั้งอาจจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ แรงกดดันเหล่านี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ทำผลงานแย่ที่สุดในโลกเมื่อปีที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดพันธบัตรก็ให้ผลตอบแทนตามหลังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่ในปี 2026

 

บรรยากาศการลงทุนสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่น้อยมาก ว่าผู้นำคนที่ 4 ในรอบ 3 ปีของไทย จะสามารถผลักดันการปฏิรูปที่จำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลที่อ่อนแอและนโยบายที่ไร้ทิศทางได้ นักลงทุนมองว่า ผลที่ตามมาคือเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) อาจมีความชันมากขึ้น จากแรงขับเคลื่อนของการลดอัตราดอกเบี้ยและความคาดหวังเรื่องการใช้จ่ายของภาครัฐ ในขณะที่ตลาดหุ้นจะยังคงซบเซาเนื่องจากเม็ดเงินลงทุนไหลออกไปยังตลาดอื่น

 

Christopher Leow ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Principal Asset Management ในสิงคโปร์ กล่าวว่า “ในแง่ของมูลค่าหุ้นไทยดูเหมือนจะมีราคาถูก แต่แค่ราคาถูกอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ”

 

ด้าน Leonard Kwan ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอจาก T. Rowe Price ในฮ่องกงกล่าวว่า ประเทศไทยยังพอมีกำลังที่จะใช้จ่ายได้ แต่คำถามสำคัญคือประสิทธิภาพในการใช้เงินเหล่านั้น

 

รั้งธุรกิจไทยไอพีโอในประเทศ

 

ช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่าธุรกิจไทยใหม่ๆ หลายรายที่เติบโตจนขึ้นมาเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ และต้องการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ​ อาจเลือกไม่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย แต่กำลังพิจารณาตลาดหุ้นอื่นๆ ทั้งฮ่องกง สิงคโปร์ หรือสหรัฐฯ อาทิเช่น LINE MAN Wongnai และ เจี้ยนชา เป็นต้น

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง ธุรกิจไทยสนใจออกไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศมากขึ้น แต่ยืนยันว่ากำลังเร่งปรับปรุงในหลายส่วน เพื่อดึงดูดให้บริษัทเหล่านี้กลับมาจดทะเบียนในไทย

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ วิเคราะห์ว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจไทยอยากออกไปจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศ มาจากหลายส่วน ทั้งเรื่องการประเมินมูลค่าและสภาพคล่อง

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อธิบายว่า ดัชนีหุ้นไทยจากที่เคยเทรด P/E ระดับ 15-16 เท่า ขณะนี้กลับหล่นมาอยู่ที่ 14 เท่า และ 30 ปีที่ผ่านมา อันดับบริษัทจดทะเบียนใน SET มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงจากการควบรวมไม่ใช่จากธุรกิจ ไม่เหมือน S&P 500 ที่ในช่วงเวลาเดียวกัน อันดับของบริษัทจดทะเบียนเปลี่ยนไปมากกว่า 90%

 

ปัจจุบัน valuation ของตลาดหุ้นไทยได้เปลี่ยนแปลงไป ระดับดัชนีก่อนหน้านี้เคยอยู่ที่ระดับ 1,500-1,600 จุด มูลค่าซื้อขายเคยสูงถึงระดับ 5-6 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันพบว่าเกณฑ์การรับหลักทรัพย์มีความเข้มข้นเกินไป ภายใต้การแข่งขันรุนแรงของตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้

 

สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งทำในเวลานี้คือ การปฏิรูปกฎเกณฑ์ โดยทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อลดขั้นตอนการทำงานให้กระชับขึ้น ให้บริษัทเข้าตลาดได้เร็วขึ้น ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และเปลี่ยนไปเน้นการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล รวมถึงเปรียบเทียบเกณฑ์ของตลาดหุ้นไทย กับคู่แข่งอย่าง ตลาดหุ้นฮ่องกง และสิงคโปร์ เพื่อปิดจุดอ่อนและปรับปรุงให้แข่งขันได้

 

ดึงเม็ดเงินลงทุนระยะยาวกลับมา

 

อัสสเดชกล่าวต่อว่า โครงการ Jump+ เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนกลับมาลงทุนสร้างการเติบโต หาวิธีสร้างรายได้-กำไรใหม่ๆ อย่างไรก็ตามตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่สามารถบังคับบริษัทให้ลงทุนอะไรใหม่ๆ ได้ แต่การที่พาบริษัทในโครงการไปเจอนักลงทุนจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุนให้บริษัทเปิดรับโอกาสใหม่ๆ

 

“ตลท.เชื่อว่าสิ่งที่จะดึงให้ตลาดหุ้นไทยกลับมา คือฟันด์โฟลว์ หลังจากการเลือกตั้งแล้วเสร็จ เกิดการจัดตั้งรัฐบาล ตลท.จะนำทีมบจ.ไปโรดโชว์ต่างประเทศ สิงคโปร์ ฮ่องกง ลอนดอนเพื่อดึงเงินลงทุนระยะยาวกลับมา” อัสสเดชกล่าว

 

นอกจากนี้ การจะดึงมูลค่าการซื้อขายให้กลับมาได้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่า TISA หรือบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้นจะมีส่วนช่วยผลักดัน รวมถึงการเพิ่มสินค้าใหม่ที่มีศักยภาพผ่านโครงการ BOI to IPO ส่วนเกณฑ์การรับหลักทรัพย์ที่มีความเข้มข้นเกินไปนั้น จะเร่งหารือกับ ก.ล.ต. เพื่อหาแนวทางร่วมกัน

 

อีกประเด็นหนึ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาคือ การปลดล็อกข้อจำกัดของต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในหุ้นไทย อย่างกรณีของหุ้นกลุ่มธนาคารไทยซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนต่างชาติ แต่ด้วยหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จำกัดสัดส่วนการถือหุ้นนักลงทุนต่างชาติ ไว้ที่ 25% หากถือครบกำหนด (Foreign Limit) จะไม่สามารถซื้อหุ้นตัวนั้นในกระดานหลักได้อีก แต่ต้องซื้อผ่านกระดานต่างประเทศ หรือ NVDR แทน ซึ่งนักลงทุนต่างชาติมองว่าเป็นอุปสรรค

 

“หุ้นในกลุ่มแบงก์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจลงทุน ทางตลท.อาจเข้าหารือกับธปท. (ธนาคารแห่งประเทศไทย) เพื่อขอให้ขยายเพดานการลงทุนเพิ่มขึ้น แม้แต่การพิจารณาถึงการเพิ่มระยะเวลาซื้อขายในช่วงบ่ายก่อนหน้านี้ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะไม่ต้องการสร้างภาระให้อุตสาหกรรม เท่าที่รับฟังความคิดเห็นของหลายฝ่าย มีความเป็นไปได้ว่าอาจปรับเวลากลับไปให้ซื้อขายในช่วงเวลาเดิม”

 

หากอยากเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นไทยใน MSCI จากการศึกษาของตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่าวิธีที่ดีที่สุด จะต้องเพิ่มกำไรบริษัทจดทะเบียน โดยบริษัทจดทะเบียนต้องเพิ่มความคาดหวังต่อตัวเอง เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาซื้อ ผลักดัน P/E และมูลค่าตลาดให้สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการซื้อขายหุ้นรายตัวเพิ่มขึ้น ช่วยให้หุ้นไทยเป็นที่พักพิงและหลบความผันผวน

 

ด้านกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า หากต้องการให้ต่างชาติลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้น จะต้องปลดล็อกหุ้นบุริมสิทธิ, Dual Class Shares อนุญาตให้ต่างชาติหุ้นไทย โดยไม่จำกัดสัดส่วน แต่คนไทยยังมีสิทธิควบคุมอำนาจการตัดสินใจในบริษัท ป้องกันนักลงทุนต่างชาติตั้งบริษัทนอมินีมาถือหุ้น แก้ปัญหาทุนเทา ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น

 

ส่วนประเด็นความเสี่ยงที่ไทยอาจถูก MSCI ปรับลดสถานะ คล้ายกับตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่มีกระแสข่าว เสี่ยงถูกลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ลงสู่ตลาดชายขอบ (Frontier Market) เนื่องจากมีปัญหาสภาพคล่อง (Free float) และสัดส่วนการถือหุ้นของรายย่อยที่ต่ำ

 

ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อมั่นว่า หลักเกณฑ์ของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จึงไม่ได้มีปัญหา ทั้งนี้มูลค่าตลาด (Market Cap) และสภาพคล่องหุ้นรายตัว เป็น 2 ปัจจัยหลักที่ใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาน้ำหนักดัชนี MSCI

 

ภาพ: Amphol Thongmueangluang/SOPA Images/LightRocket via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ หวังฟื้นเสน่ห์หุ้นไทย รั้งธุรกิจไทยไอพีโอในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฮดจ์ฟันด์และ Non-bank ถือพันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว ทะลุ 30 ล้านล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ต้นเหตุบอนด์ยีลด์ผันผวนหนัก ระเบิดเวลาตลาดเงินโลก https://thestandard.co/hedge-funds-nonbanks-bond-volatility/ Thu, 12 Feb 2026 11:34:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1177916 ภาพกราฟิกแสดงถึงตลาดพันธบัตรรัฐบาลและสถาบันการเงินประเภท Non-bank ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้น พร้อมสัญลักษณ์เกี่ยวกับความผันผวนของตลาด

กองทุนเฮดจ์ฟันด์และ Non-bank ถือครองหนี้สาธารณะของประเท […]

The post เฮดจ์ฟันด์และ Non-bank ถือพันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว ทะลุ 30 ล้านล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ต้นเหตุบอนด์ยีลด์ผันผวนหนัก ระเบิดเวลาตลาดเงินโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงถึงตลาดพันธบัตรรัฐบาลและสถาบันการเงินประเภท Non-bank ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้น พร้อมสัญลักษณ์เกี่ยวกับความผันผวนของตลาด

กองทุนเฮดจ์ฟันด์และ Non-bank ถือครองหนี้สาธารณะของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว รวมกันมากกว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (928 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นปี 2567 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของหนี้สาธารณะทั้งหมด

 

โดยยอดหนี้สาธารณะคงค้างของ 27 ประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว อยู่ที่ 62.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,946 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นปี 2567 ตามการประมาณการของ Nikkei

 

โดยอ้างอิงข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และใช้ระเบียบวิธีของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ทั้งนี้ ยอดหนี้รวมเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าตัว นับตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเป็นปีก่อนเกิดวิกฤติการเงินโลก

 

ในจำนวนยอดหนี้สาธารณะทั้งหมด มีสัดส่วนการถือครองจากมากไปน้อย ดังนี้

 

  • Non-bank ถือครองราว 50% ของยอดหนี้ทั้งหมด
  • ธนาคารพาณิชย์และธนาคารกลางของแต่ละประเทศ ถือครองในสัดส่วนเท่ากันประมาณ 20%
  • รัฐบาลต่างประเทศและหน่วยงานภาครัฐต่างชาติอื่น ๆ ถือครองอยู่ที่ประมาณ 10%

 

ตามรายงานของ BIS และธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) พบว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ เข้ามามีบทบาทในตลาดพันธบัตรมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการออกพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้น แม้ว่าสิ่งนี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขาย แต่นักลงทุนกลุ่มนี้มักเน้นการซื้อขายระยะสั้น ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yields) มีความผันผวนมากขึ้น

 

ทั้งนี้ Non-bank ซึ่งครอบคลุมกองทุนเฮดจ์ฟันด์ บริษัทประกันภัย และกองทุนบำเหน็จ บำนาญ สถาบันเหล่านี้มักถูกเรียกว่า “ธนาคารเงา” (Shadow Banks) เนื่องจากเป็นสถาบันการเงินที่ไม่รับฝากเงิน แต่ให้บริการทางการเงิน โดยไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลแบบธนาคารพาณิชย์

 

โดยระหว่างปี 2550-2567 Non-bank ถือครองหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 15 ล้านล้านดอลลาร์ (464 ล้านล้านบาท) ธนาคารกลางในประเทศเพิ่มการถือครองขึ้น 10 ล้านล้านดอลลาร์ (309 ล้านล้านบาท) ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ เพิ่มขึ้นเพียง 5 ล้านล้านดอลลาร์ (154 ล้านล้านบาท) เท่านั้น เมื่อเทียบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) พบว่า Non-bank ถือครองหนี้สาธารณะเทียบเท่า 51% ของ GDP ขณะที่ธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์ถือครองเท่ากันอยู่ที่ราว 20% และหน่วยงานภาครัฐต่างประเทศถือครองอยู่ที่ 14% เท่านั้น

 

ในปี 2550 Non-bank ถือครองหนี้สาธารณะในสัดส่วนที่น้อยกว่า 40% ของ GDP แต่สัดส่วนกลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง นับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยหนึ่งในสาเหตุหลักที่ผลักดันการเพิ่มขึ้นนี้มาจากนโยบายลดขนาดงบดุล (Quantitative Tightening) ของธนาคารกลาง นับตั้งแต่ปี 2565 ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต่างลดสัดส่วนการซื้อพันธบัตร รัฐบาลลง ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ถือครองโดยธนาคารกลางหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากแตะจุดสูงสุดที่ 30% ในปี 2563

 

ประกอบกับหลังเกิดวิกฤติการเงิน กฎเกณฑ์ด้านธนาคารระหว่างประเทศที่เข้มงวดยิ่งขึ้น กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องลดซื้อพันธบัตรรัฐบาลลง เพื่อจำกัดความเสี่ยง จากความผันผวนของตลาดพันธบัตร และเมื่อธนาคารพาณิชย์รับความเสี่ยงได้น้อยลง จึงหันไปซื้อเซื้อพันธบัตรรัฐบาลผ่านกองทุนแทน

 

“ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะในประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว

 

ถูกดูดซับโดย Non-bank เป็นหลัก” Pablo Hernandez de Cos ผู้อำนวยการทั่วไปของ ธนาคาร BIS กล่าวในการบรรยายเมื่อเดือนพฤศจิกายน

 

ทั้งนี้ de Cos แสดงความกังวลเป็นพิเศษต่อแนวโน้มที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์หันมาใช้กลยุทธ์ การเทรดเลเวอเรจ (Leveraged Trading) โดยใช้พันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักประกันมากขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายออกมาตรการจำกัดพฤติกรรมดังกล่าว

 

ย้อนกลับไปในปี 2565 วิกฤติการเทขายพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ นำไปสู่การลาออกของนายกรัฐมนตรีลิซ ทรัสส์ในขณะนั้น ก็ถูกซ้ำเติมจากพฤติกรรม Non-bank เช่นกัน โดยกองทุนบำเหน็จบำนาญใช้พันธบัตรรัฐบาลอังกฤษเป็นหลักประกันเพื่อกู้ยืม แต่เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น กลับถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) จนถูกบังคับให้เทขายพันธบัตรที่ถือครองอยู่ สิ่งนี้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ในตลาดเงิน

 

อังกฤษ ดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก ในขณะที่ราคาพันธบัตรถูกทุบลงอย่างหนัก

 

ตามประมาณการของ Serkan Arslanalp นักเศรษฐศาสตร์จาก IMF และ Takahiro Tsuda อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านภาคการเงินของ IMF พบว่า หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นแตะ 1.29 ล้านล้านล้านเยน ณ สิ้นปี 2567 โดย BOJ ถือครองหนี้ดังกล่าวอยู่ถึง 45% และได้เริ่มลดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลลงแล้ว

 

ปัจจุบัน Non-bank ถือครองหนี้สาธารณะญี่ปุ่นราว 30% ของยอดหนี้รวมทั้งหมด แต่คาดว่าสัดส่วนของกองทุนต่างชาติและนักลงทุนอื่นๆ จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

 

“การขยายตัวของการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลโดยกองทุนทั่วโลก ทำให้การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางการเงินในแต่ละประเทศส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น” Shigeto Nagai หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นของ Oxford Economics บริษัทวิจัยจากสหราชอาณาจักรกล่าว

 

Nagai กล่าวว่า ความพยายามของญี่ปุ่นในการฟื้นฟูความแข็งแกร่งทางการคลัง เพื่อป้องกันความวุ่นวายในตลาดที่อาจมีจุดเริ่มต้นจากเศรษฐกิจเอเชีย ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

 

“การขึ้นดอกเบี้ยและการลดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลของ BOJ ในอนาคต ควรตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อตลาดการเงินระหว่างประเทศให้มากขึ้น” Nagai กล่าว

 

ภาพ: Westlight/ Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เฮดจ์ฟันด์และ Non-bank ถือพันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว ทะลุ 30 ล้านล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ต้นเหตุบอนด์ยีลด์ผันผวนหนัก ระเบิดเวลาตลาดเงินโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin จะร่วงไปถึงจุดไหน อะไรคือสาเหตุ? คริปโตมายด์มองแนวรับ 55,800 ดอลลาร์ https://thestandard.co/bitcoin-drop-reasons-cryptomind-support/ Thu, 12 Feb 2026 08:49:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1177830 ภาพกราฟแสดงราคา Bitcoin ร่วงลงและแนวรับที่สำคัญ

ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงอย่างรุนแรงช่วงวันที่ 5 – 6 […]

The post Bitcoin จะร่วงไปถึงจุดไหน อะไรคือสาเหตุ? คริปโตมายด์มองแนวรับ 55,800 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงราคา Bitcoin ร่วงลงและแนวรับที่สำคัญ

ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงอย่างรุนแรงช่วงวันที่ 5 – 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนแตะระดับ 60,000 ดอลลาร์ สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุนทั่วโลก

 

การร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้เกิดการขาดทุนที่รับรู้แล้ว (Realized Loss) ของบัญชีที่ลงทุนใน Bitcoin ครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นมูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1 แสนล้านบาท

 

การขาดทุนดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงขาลงของตลาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ข้อมูลจาก Glassnode ระบุว่า การขาดทุนที่รับรู้แล้วแบบปรับปรุงตามเอนทิตี (Entity-Adjusted Realized Loss) แตะระดับ 3.2 พันล้านดอลลาร์ โดยตัวชี้วัดนี้จะติดตามเฉพาะมูลค่าดอลลาร์สหรัฐของเหรียญที่ถูกเคลื่อนย้ายเพื่อขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาต้นทุนที่ได้มา โดยกรองการโอนภายในระหว่างเอนทิตีเดียวกันออกไป

 

การขาดทุนรวมกันครั้งนี้รุนแรงกว่าช่วงที่บิตคอยน์ร่วงลงอย่างหนักเมื่อปี 2022 คิดเป็นมูลค่าการขาดทุน 2.7 พันล้านดอลลาร์ ที่บันทึกไว้ในช่วงการล่มสลายของ LUNA

 

ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Checkonchain ระบุว่า “การเทขาย Bitcoin เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เข้าข่ายเหตุการณ์ Capitulation ตามตำรา มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่น และเป็นการขายขาดทุนจริงจากกลุ่มผู้ถือครองที่มีความเชื่อมั่นต่ำที่สุด”

 

คริปโตมายด์มองแนวรับ 55,800 ดอลลาร์ ต้นทุนเฉลี่ยบิตคอยน์ทั้งตลาด

 

สัญชัย ปอปลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-founder) บริษัท คริปโตมายด์ แอดไวเซอรี่ จำกัด ระบุผ่านบัญชี X ส่วนตัวว่า “คำถามคือ อะไรที่ทำให้ Bitcoin ร่วงได้ขนาดนี้ ? นี่เราอยู่ในตลาดหมีแล้วหรือ ? และมันจะร่วงลงไปถึงตรงไหน?”

 

1. 10/10 Liquidation Event

 

เหตุการณ์วันที่ 10 ตุลาคม นักลงทุนทั่วโลกถูกล้างพอร์ตรวมกันมากถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ นี่คือตัวเลขทางการ ความเป็นจริงอาจสูงกว่านี้มาก เท่ากับว่ารายย่อยจำนวนมากที่เพิ่งเข้ามาในตลาดหายไปพร้อมกัน สภาพคล่องในตลาดก็หายตามไปด้วย

 

สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลัง Bitcoin ทำสถิติสูงสุดใหม่ได้เพียง 6 วัน นี่คือบทเรียนที่สำคัญที่สุดของตลาดคริปโต ความโลภมักมากับความกลัว เมื่อตลาดขึ้นสูงมากๆ ทุกคนก็จะเริ่มใช้ leverage สูง คิดว่าจะทำกำไรได้เร็ว แต่พอตลาดกลับตัว leverage เหล่านั้นก็กลายเป็นมีดสองคม

 

2. Fed Policy & Kevin Warsh

 

ถึงแม้เฟดจะเลิกทำ QT และเริ่มทำ Reserve Management Purchases ที่ก็เป็นเหมือน QE กลายๆ แต่จากการประชุม FOMC ล่าสุด เฟดเริ่มมองว่าความเสี่ยงในตลาดแรงงานลดลงมาเท่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อแล้ว

 

ผลที่ตามมาคือ เฟดตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ต่อไป ทีนี้ถ้าเราไปดู Reserve Balance ของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเห็นได้ว่าตอนนี้ลดลงมาเหลือต่ำกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ถึงแม้จะทำการขยายงบดุลมา 3 สัปดาห์ติดต่อกันแล้ว

 

นอกจากนี้ Kevin Warsh ที่ได้รับการเสนอชื่อมาเป็นประธานเฟดคนใหม่ที่จะรับตำแหน่งต่อจาก Jerome Powell ในเดือนพฤษภาคมนี้ เคยแสดงความคิดเห็นว่า เฟดมีขนาดงบดุลที่ใหญ่เกินไป ทำให้ตลาดเกิดความกังวลว่า ถ้า Warsh ได้เข้ามาเป็นประธานเฟดจริง จะยิ่งทำให้งบดุลน้อยลงไปอีก

 

แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับบิตคอยน์ เพราะช่วงที่ผ่านมาบิตคอยน์มีการเคลื่อนไหวสอดคล้องตามขนาดของงบดุล เมื่อเฟดพิมพ์เงินบิตคอยน์ก็ขึ้น เมื่อเฟดลดงบดุล บิตคอยน์ก็ลง

 

3. หมดยุคเงินถูกจากญี่ปุ่น

 

ญี่ปุ่นเคยเป็นแหล่งเงินถูกของโลกมายาวนาน ด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำมากๆ นักลงทุนทั่วโลกจึงกู้เงินเยนไปเล่น leverage ในตลาดต่างๆ หรือที่เราเรียกกันว่า Yen Carry Trade

 

แต่ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนทิศทาง ทั้งประกาศเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล, กระตุ้นการลงทุนในประเทศ และมีแผนที่จะลดภาษี ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ใช้เงินมากขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นเลยพุ่งสูง และเงินเยนก็แข็งค่าขึ้น

 

นักลงทุนจำนวนมากที่ทำ Yen Carry Trade ด้วย Leverage สูง ต่างก็ถูกเรียกให้เพิ่มหลักประกัน หรือ Margin Call จึงต้องขายสินทรัพย์ออกมา รวมถึงบิตคอยน์ด้วย สภาพคล่องในระบบที่จากเดิมก็น้อยอยู่แล้วยิ่งน้อยลงไปอีก

 

4. สถาบัน Risk-off

 

จากปัจจัยข้างต้นได้ส่งผลให้นักลงทุนระดับสถาบัน และ ETFs ได้ทำการลดความเสี่ยงลง หรือ Risk-Off ซึ่งตรงนี้นอกจากจะทำให้แรงซื้อที่ค่อยผลักดันตลาดหายไป ยังทำให้เกิดแรงขายจำนวนมหาศาลกดดันใส่โครงสร้างของบิตคอยน์อีกด้วย

 

5. แล้ว Bitcoin จะลงได้ถึงตรงไหน?

 

ข้อมูลจาก Cryptomind Advisory ตอนนี้มีก้อนแนวรับในระยะสั้นรออยู่ที่ 66,900 – 70,600 ดอลลาร์ แต่ต้องระวังบริเวณ 70,000 – 80,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดที่นักลงทุนหน้าใหม่เข้าซื้อในช่วงที่ผ่านมา และถ้า 66,900 รับไม่อยู่ ก็ยังมีแนวรับสุดท้ายคือ Realized Price หรือต้นทุนเฉลี่ยของบิตคอยน์ทั้งหมดในตลาดที่ 55,800 ดอลลาร์

 

ณ จุด Realized Price ก็ควรจะเป็น Bottom ของตลาดหมีที่เราอยู่กันมาสักพักแล้ว และเป็นจุดที่นักลงทุนระยะยาวมีแนวโน้มที่จะเริ่มกลับมาเข้าซื้ออีกครั้ง

 

แต่ราคาบริเวณ Realized Price ก็ไม่ใช่จุดที่ลงไปแล้วจะเด้งขึ้นมาทันทีนะครับ

 

ในอดีตบิตคอยน์จะวนเวียนอยู่แถวนั้นอยู่สักพัก สร้างฐานราคา ก่อนที่จะเด้งกลับขึ้นมา

 

Binance TH เชื่อบิตคอยน์ไม่ได้เข้าสู่ขาลงถาวร

 

ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ BINANCE TH Academy, ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ (BINANCE TH) เปิดเผยว่า หากพิจารณาอย่างเป็นระบบ การปรับฐานครั้งนี้อาจไม่ได้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของบิตคอยน์ แต่เป็นผลจากความกลัวและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินในระดับมหภาคมากกว่า

 

คำถามสำคัญคือ ตลาดกำลังกลัวอะไรกันแน่ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็น ‘ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน’ หรือ policy uncertainty โดยเฉพาะกระแสข่าวเกี่ยวกับการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งตลาดเริ่ม price-in ความเป็นไปได้ที่ประธานเฟดคนใหม่อาจมีท่าทีคุมเข้มนโยบายการเงินมากกว่าที่คาด

 

หนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงมากคือ Kevin Warsh ซึ่งถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีจุดยืนชัดเจนในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ ไม่สนับสนุนนโยบายการเงินผ่อนคลาย (QE) และไม่เป็นมิตรกับสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น

 

ความกลัวนี้ทำให้นักลงทุนสถาบันจำนวนมากเลือกลดความเสี่ยงล่วงหน้า โดยขายสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง เช่น หุ้นเทคโนโลยีและคริปโต แล้วโยกเงินไปยังพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและสินทรัพย์ปลอดภัยอื่นๆ นี่ไม่ใช่การหนีตาย แต่เป็นการปรับพอร์ตตามความเสี่ยง ในช่วงที่ทิศทางนโยบายยังไม่ชัดเจน

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่ซ้ำเติมตลาดคือการปรับมูลค่าของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ในช่วงปี 2025 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี, AI และอวกาศ ได้รับการประเมินมูลค่าล่วงหน้าจากความคาดหวังรายได้ในอีก 2–3 ปีข้างหน้า เมื่อแนวโน้มนโยบายเปลี่ยน มูลค่าเหล่านี้จึงถูกปรับลดลงมา

 

อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงโครงสร้าง เหตุการณ์ครั้งนี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากวิกฤตในอดีตอย่างการล่มสลายของ FTX หรือ LUNA รอบนี้ไม่มีการล่มสลายของระบบ ไม่มีปัญหาสภาพคล่องไปทั้งระบบ และไม่มีกรณีการนำเงินลูกค้าไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ สภาพคล่องโลกยังอยู่ในระบบ โดยการถอดสภาพคล่อง (QT) ของ Fed ได้หยุดไปตั้งแต่ปีที่แล้ว และปริมาณเงิน M2 ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ในเชิงพื้นฐาน บิตคอยน์ยังไม่ได้เปลี่ยนไป Network ยังคงทำงานตามปกติ กองทุน ETF ยังคงถือครองบิตคอยน์ และบริษัทอย่าง MicroStrategy ยังไม่มีภาระหนี้ที่ต้องชำระในระยะสั้น ความเสี่ยงที่ตลาดกำลังกังวลจึงเป็น ‘ความกลัวล่วงหน้า’ มากกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

 

สุดท้าย การที่ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงมาแรงและรวดเร็ว ไม่ได้แปลว่าตลาดเข้าสู่ขาลงถาวร แต่สะท้อนถึงช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนที่นักลงทุนต้องการความชัดเจนด้านนโยบายมากขึ้น เมื่อใดที่ narrative เรื่อง Fed และทิศทางนโยบายการเงินเริ่มนิ่ง ตลาดมีโอกาสฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว สำหรับนักลงทุนระยะยาว การปรับฐานครั้งนี้อาจไม่ใช่สัญญาณจุดจบของบิตคอยน์ แต่เป็นบททดสอบของวินัยและมุมมองในช่วงที่ความกลัวครอบงำตลาดมากกว่า

 

ภาพ: Thomas Fuller/NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Bitcoin จะร่วงไปถึงจุดไหน อะไรคือสาเหตุ? คริปโตมายด์มองแนวรับ 55,800 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : นักลงทุนต่างชาติ ดันตลาดหุ้นไทยไปต่อ มั่นใจรัฐบาลภูมิใจไทย ไม่พลิกโผ แม้ กกต.นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ https://thestandard.co/thai-stocks-foreign-investors-election/ Wed, 11 Feb 2026 12:52:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1177523 กราฟดัชนี SET แสดงผลการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทย ท่ามกลางความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ

แม้ว่าพรรคภูมิใจไทยของอนุทิน ชาญวีรกูล จะชนะการเลือกตั้ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : นักลงทุนต่างชาติ ดันตลาดหุ้นไทยไปต่อ มั่นใจรัฐบาลภูมิใจไทย ไม่พลิกโผ แม้ กกต.นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟดัชนี SET แสดงผลการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทย ท่ามกลางความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ

แม้ว่าพรรคภูมิใจไทยของอนุทิน ชาญวีรกูล จะชนะการเลือกตั้ง 2569 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้ดัชนี SET ปรับตัวขึ้น 3.65% ภายในวันเดียวปิดตลาดที่ระดับ 1,400 จุด และมีมูลค่าซื้อขายทะลุแสนล้านบาท สูงสุดในรอบ 17 เดือน เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมีความคาดหวังต่อเศรษฐกิจไทย จากแนวโน้มรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในรอบหลายปี

 

โดยในช่วงสองวันที่ผ่านมา (9-10 กุมภาพันธ์ 2569) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมแล้ว 21,326 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับมา หลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ได้ประกาศผลคะแนนเลือกตั้ง อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางข้อเรียกร้องจากประชาชนให้มีการนับคะแนนใหม่ เนื่องจากพบการทุจริตคะแนนในหลายหน่วยเลือกตั้ง

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

การเรียกร้องให้ กกต. นับคะแนนใหม่ครั้งนี้ จะส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าหรือไม่ กระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นมากน้อยแค่ไหน?

 

ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า การพบการทุจริตในการเลือกตั้ง และเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งทั่วโลก ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่นักลงทุนต่างชาติให้ความกังวล โดยต่างชาติให้ความสำคัญกับภาพใหญ่มากกว่า

 

ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมามี 2 ประเด็นหลักที่นักลงทุนต่างชาติรู้สึกกังวลเมื่อต้องตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้นไทย คือ การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า และรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ โดยประเมินจากรัฐบาลที่ได้คะแนนเลือกตั้งอันดับหนึ่งไม่ได้เป็นรัฐบาล หรือสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แต่เป็นรัฐบาลผสม ทำให้บริหารจัดการนโยบายยาก นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสว.ที่มีอำนาจร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตามบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญปี 2560

 

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งปี 2569 สว. 250 คน ได้สิ้นสุดวาระดำรงตำแหน่งแล้ว นักลงทุนต่างชาติจึงมองว่า การเลือกตั้งเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย แต่การเรียกร้องให้ กกต. นับคะแนนใหม่ เป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับนักลงทุนไทยมากกว่า

 

ขณะเดียวกัน เชื่อว่าหลังการเลือกตั้งนักลงทุนต่างชาติจะกลับมาสนใจลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้น เนื่องจากราคาถูกและให้ปันผลดี หากรัฐบาลสามารถบริหารเศรษฐกิจได้มีประสิทธิภาพ แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ด้วยความที่ฐานต่ำก็จะสร้างการเติบโตในภาพรวมที่ดีให้กับตลาดหุ้นไทยได้เหมือนหุ้น Turn Around ประกอบกับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนที่เริ่มไหลเข้าภูมิภาคเอเชีย

 

ในช่วงที่ผ่าน ตลาดหุ้นไทยไม่ได้อยู่ในเรดาร์ของนักลงทุน เพราะตลาดมีแต่ข่าวร้าย หลังเลือกตั้งนักลงทุนเริ่มเห็นข่าวดี จากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพจึงมองว่า ตลาดหุ้นไทยอาจเดินรอยตามโมเดลตลาดหุ้นเกาหลีที่ปรับตัวขึ้นแรง หลังการเลือกตั้งใหม่

 

“นักลงทุนต่างชาติเขามองลึกกว่าเรา ครั้งแรกของเมืองไทยในรอบ 20 ปี ที่รัฐบาลมีเสถียรภาพ นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารในปี 2549 และเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ที่พรรคอันดับหนึ่งได้จัดตั้งรัฐบาล โดยไม่ต้องมากังวลเรื่องนิติสงคราม รัฐประหาร ทำให้ตลาดตอบรับดี” ประกิต กล่าว

 

ด้านไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า การเรียกร้องให้ กกต.ตรวจสอบผลการเลือกตั้งใหม่ มีความเสี่ยงน้อยมากต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องด้วยพรรคอันดับหนึ่งมีคะแนนเสียงทิ้งห่างจากพรรคอันดับสองค่อนข้างมาก นักลงทุนจึงไม่ได้กังวลถึงขั้นว่าการนับคะแนนที่ผิดปกติในบางหน่วยเลือกตั้งจะนำไปสู่การพลิกขั้วการจัดตั้งรัฐบาล

 

“ณ วันนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ความเสี่ยงที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากกว่า คือ การจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า” ไพบูลย์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวก็มีความเป็นไปได้น้อย เราจึงเห็นนักลงทุนต่างชาติกล้าเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยหลังการเลือกตั้ง

 

สำหรับวันนี้ (11 ก.พ.) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 1,085.48 ล้านบาท โดยหุ้นไทย ปิดการซื้อขายที่ 1,411.70 จุด เพิ่มขึ้น +1.26 จุด หรือคิดเป็นการเปลี่ยนแปลง +0.09%

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : นักลงทุนต่างชาติ ดันตลาดหุ้นไทยไปต่อ มั่นใจรัฐบาลภูมิใจไทย ไม่พลิกโผ แม้ กกต.นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TISCO เสนอคลังฯ ปรับเงื่อนไข TISA เพิ่มวงเงินลงทุน ลดหย่อนภาษีเต็มจำนวน ปลุกชีพ SET 1,500 จุด หนุนตลาดหุ้นไทย ‘ตัวหลัก’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ https://thestandard.co/tisco-proposes-tisa-boost-set/ Wed, 11 Feb 2026 01:51:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1177212 กราฟดัชนี SET พุ่งแตะ 1,500 จุด หลัง TISCO เสนอ กระทรวงการคลัง ปรับเงื่อนไข TISA เพิ่มแรงจูงใจลงทุน

TISCO เสนอกระทรวงการคลัง ปรับเงื่อนไข TISA ให้เข้าใจง่า […]

The post TISCO เสนอคลังฯ ปรับเงื่อนไข TISA เพิ่มวงเงินลงทุน ลดหย่อนภาษีเต็มจำนวน ปลุกชีพ SET 1,500 จุด หนุนตลาดหุ้นไทย ‘ตัวหลัก’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟดัชนี SET พุ่งแตะ 1,500 จุด หลัง TISCO เสนอ กระทรวงการคลัง ปรับเงื่อนไข TISA เพิ่มแรงจูงใจลงทุน

TISCO เสนอกระทรวงการคลัง ปรับเงื่อนไข TISA ให้เข้าใจง่าย เพิ่มวงเงินลงทุนยกเลิกตัวคูณ ลดหย่อนเต็มจำนวน ดึงกลุ่มกำลังลงทุนสูง ฟื้นสภาพคล่องตลาดหุ้นไทย

 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ปัญหาตลาดทุนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ สภาพคล่องที่หดหาย โดยหากย้อนไป 4 ปีที่แล้ว ตลาดหุ้นไทยเคยมีมูลค่าการซื้อขาย อยู่ที่ระดับเกือบแสนล้านบาท แต่ปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อวันเท่านั้น และในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งมาจากนักลงทุนระยะสั้น

 

การสานต่อโครงการ TISA จึงเป็นหนึ่งในแนวทาง ที่สามารถแก้ปัญหาสภาพคล่อง ตลาดทุนได้ตรงจุด โดยต้องออกแบบให้สร้างแรงจูงใจในการลงทุน โดยพุ่งเป้าไปยังคนที่มีกำลังซื้อ ไม่หว่านแห เพราะหากพุ่งเป้าไปคนที่ยังไม่มีกำลังซื้อก็ไม่สามารถสร้างแรงกระตุ้นอะไรได้ และต้องให้วงเงินลดหย่อนที่สูงพอ

 

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของโครงการต้องไม่โฟกัสแค่ทำให้คนไทยมีทางเลือกการออม แต่ต้องช่วยผลักดันตลาดหุ้นไทย ให้กลับมาเป็นตัวหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง โดยเสนอให้ ปรับเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีใหม่ ดังนี้

 

ปรับเงื่อนไข TISA ปลุกชีพตลาดหุ้นไทย

 

1. วงเงินลงทุน 500,000 บาท ต่อปี โดยแยกเป็นวงเงินเฉพาะ ไม่นับรวมอยู่กับวงเงินเดิม เพื่อการเกษียณอายุอย่าง RMF, PVD

 

2. ในช่วง 2 ปีแรก เพิ่มวงเงินพิเศษให้อีกปีละ 300,000 บาท

 

3. ลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน ถ้าลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET ESG หรือ ลงทุนในกองทุนรวมประเภท Thai ESG ไม่ต้องมีตัวคูณที่สร้างความสับสน

 

4. ลดหย่อนภาษีได้ 80% ถ้าลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่ไม่ใช่ ESG

 

5. ระยะเวลาถือครอง 5 ปีเต็ม สามารถสลับเปลี่ยนหุ้นหรือกองทุนได้ แต่ห้ามเอาเงินออก

 

รัฐบาลสร้างความหวังเศรษฐกิจโต 4% ลุ้น SET แตะ 1,500 จุด

 

สำหรับตลาดหุ้นไทยที่ตอบรับเชิงบวกเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยปิดตลาดที่ระดับ 1,400 จุด ปรับตัวขึ้น 3.65% ภายในวันเดียว และมีปริมาณซื้อขายทะลุแสนล้านบาทสูงสุดในรอบ 17 เดือน นับตั้งแต่ 6 กันยายน 2567 นั้น เป็นผลมาจากนักลงทุนเริ่มมีความคาดหวังต่อเศรษฐกิจไทย จากแนวโน้มการเมืองที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในรอบหลายปี หลังพรรคภูมิใจไทยของ อนุทิน ชาญวีรกุล ชนะการเลือกเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล กวาดคะแนนเสียงเกือบ 200 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร

 

“การลงทุนในตลาดหุ้นเป็นการซื้ออนาคต ที่ผ่านมานักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติมักเข้ามาซื้อขายหุ้นไทยเป็นครั้งคราวเพื่อเก็งกำไร เพราะไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ แต่วันนี้เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง จากรัฐบาลที่มีความมั่นคง มีทีมเศรษฐกิจที่ไม่ต้องเดาว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีพาณิชย์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งเป็นทีมเดิมที่รักษาการอยู่แล้ว ทำให้มีความต่อเนื่องของนโยบาย สะท้อนว่ารัฐบาลมีแนวโน้มที่จะอยู่ถึง 4 ปี ทำให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง”

 

สำหรับเป้าหมายดัชนี SET ปีนี้ มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุด หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปี ในช่วงถัดไป แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

โดยเงื่อนไขสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการ ได้ทันที ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาระยะยาวของเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง

 

4 ปัญหาเศรษฐกิจไทย ต้องเร่งแก้

 

ไพบูลย์ มองว่า เศรษฐกิจไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 ด้านที่ต้องได้รับการแก้ไข อย่างเร่งด่วน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าต่อได้แก่

 

1. ภาระหนี้ระดับสูง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้รัฐบาล และหนี้ภาคเอกชนซึ่งอยู่ในระดับสูง

 

2.คนไทยมีเงินออมต่ำ เมื่อมีเงินออมต่ำก็นำมาซึ่งปัญหาภาระหนี้สูง รวมถึงปัญหาสังคมสูงวัย เมื่อคนไทยแก่ตัวไปไม่มีเงินเก็บ

 

3. รัฐบาลลงทุนต่ำ ที่ผ่านมารัฐบาลมีการลงทุนในเศรษฐกิจไทยน้อยมาก เหมือนขับรถยนต์คันเก่าที่ไม่เคยปรับปรุง วันนี้ต้องกลับมาลงทุนเดินหน้าระบบ BOI Fastpast โดยต้องกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เหมาะกับประเทศ สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริง เช่น ยกระดับผลิตภาพในภาคเกษตรกรรม และภาคการผลิตด้วยนวัตกรรม สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

 

4.ใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เศรษฐกิจที่มีหนี้สูงไปต่อไม่ได้ ถ้าอยากลงทุนอะไรใหม่ๆ จึงต้องใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่

 

“ถ้าคุณไม่สามารถปลุกตลาดทุนขึ้นมาได้ เศรษฐกิจมีปัญหาแน่นอน เพราะเราจะไม่มีแหล่งเงินทุนระยะยาวที่พร้อมลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”

 

ภาพ: Proxima Studio/Shutterstock

The post TISCO เสนอคลังฯ ปรับเงื่อนไข TISA เพิ่มวงเงินลงทุน ลดหย่อนภาษีเต็มจำนวน ปลุกชีพ SET 1,500 จุด หนุนตลาดหุ้นไทย ‘ตัวหลัก’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมุมมองแบงก์ต่างชาติ DBS – UOB ต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย หลังผลเลือกตั้งเซอร์ไพรส์ตลาด https://thestandard.co/dbs-uob-thailand-election-outlook/ Tue, 10 Feb 2026 11:40:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1177068 ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจไทย มุมมอง DBS และ UOB ต่อตลาดหุ้น หลังผลเลือกตั้ง

ผลการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของไทย อย่างไม่เป็นท […]

The post เปิดมุมมองแบงก์ต่างชาติ DBS – UOB ต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย หลังผลเลือกตั้งเซอร์ไพรส์ตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจไทย มุมมอง DBS และ UOB ต่อตลาดหุ้น หลังผลเลือกตั้ง

ผลการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของไทย อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าสร้างความประหลาดใจให้กับหลายคนอยู่ไม่น้อย หลังจากพรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มจะชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงประมาณ 190 – 200 ที่นั่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งหมด 500 ที่นั่ง

 

การตอบรับที่ออกมาตลอดช่วง 2 วันที่ผ่านมา ในมุมของเศรษฐกิจและการลงทุน โดยเหมือนจะไปในทิศทางบวก ทั้งจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างรวดเร็วจากระดับ 31.6 บาทต่อดอลลาร์ สู่ 31.1 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่หุ้นไทยเปิดกระโดดอย่างร้อนแรงจาก 1,354 จุด มายืนเหนือ 1,400 จุด พร้อมกับแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามา 1.6 หมื่นล้านบาท ภายในวันเดียว มากสุดในรอบ 4 ปี

 

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ มุมมองของนักลงทุนต่างชาติต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในไทย เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด และ sentiment เชิงบวกนี้จะดำเนินต่อไปได้ต่อเนื่องหรือไม่

 

UOB ชี้ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ขึ้นอยู่กับความราบรื่นในการตั้งรัฐบาล

 

วันนี้ (10 กุมภาพันธ์) เอเบล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคารยูโอบี (UOB) ประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ความราบรื่นในการจัดตั้งรัฐบาลถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ก็ควรเร่งเพิ่มความชัดเจนในฝั่งนโยบายการคลัง ซึ่งควรมีแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายการเงินด้วย

 

 

 

นอกจากนี้ ในระยะข้างหน้า การนำนโยบายไปปฏิบัติ (Execution) ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ตลาดในวงกว้างยอมรับ

 

“หนึ่งในปัญหาหลักที่ฉุดรั้งประเทศไทยมาโดยตลอดคือความไม่แน่นอนทางการเมือง ดังนั้น การจัดตั้งรัฐบาลที่เรียบร้อยจึงทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น” ลิมกล่าว

 

ลิมกล่าวต่อว่า ในฐานะธนาคารระดับโลกยังมองว่า ไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในอาเซียน และเป็นหนึ่งในประเทศที่จะได้รับประโยชน์หลักจากยุทธศาสตร์ China Plus One อย่างไรก็ตาม หนึ่งในข้อกังวลของนักลงทุนขณะนี้คือ กระบวนงบประมาณปี 2570 ที่คาดว่าอาจล่าช้าออกไป เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาล กระนั้น หากรัฐบาลใหม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในช่วงหาเสียงได้ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็จะเพิ่มขึ้น

 

UOB แนะไทยเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง พร้อมไปกับพยุงการบริโภค

 

ลิมกล่าวต่อว่า รัฐบาลใหม่ยังควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการปรับเปลี่ยนนโยบายขนานใหญ่เพื่อจัดการกับปัญหาช่องว่างผลผลิต (Output Gap) ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เนื่องจาก ปัจจุบัน UOB คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.8% เท่านั้นต่ำกว่าระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย (Potential Growth) ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.7% เนื่องมาจากปัจจัยด้านสังคมสูงวัยและผลิตภาพต่ำ (Productivity)

 

ดังนั้น ลิมจึงอยากเห็นรัฐบาลใหม่มุ่งเน้การเพิ่มผลิตภาพและการเร่งส่งเสริมอุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะการต่อยอดจากกระแส AI และ EV

 

“เมื่อปีที่ผ่านมา ไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้กว่า 1.09 ล้านล้านบาท และยังคงเป็นจุดหมายที่น่าดึงดูดใจอย่างมากสำหรับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานสะอาด และกลุ่มบริษัทที่เชื่อมโยงกับศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะ (AI Data Center) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเราเห็นว่า ‘มาเลเซีย’ เป็นคู่แข่งสำคัญที่สามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้จำนวนมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม Data Center แต่เรายังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังคงมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในภูมิภาคนี้” ลิมกล่าว

 

นอกจากการส่งเสริมผลิตภาพแล้ว ลิมมองว่า รัฐบาลไทยยังควรออกนโยบายสนับสนุนภาคการบริโภคต่อไป เนื่องจากกังวลว่า ไทยจะเกิดภาวะที่ผู้บริโภคหยุดการจับจ่าย ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ‘เงินเฟ้อต่ำผิดปกติ’ (Low-flation)

 

ทั้งนี้ ในประมาณการล่าสุดของ UOB คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ของไทยปีนี้จะติดลบเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ -0.3% หนักกว่าปีก่อนหน้าที่ -0.1%

 

DBS ปรับเป้า SET 1,500 จุด จาก sentiment ไม่ใช่พื้นฐาน

 

จันทร์เพ็ญ ศิริธนารัตนกุล กรรมการบริหารอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า เราปรับเป้าหมายของดัชนี SET ขึ้นเป็น 1,500 จุด แต่ไม่ได้เป็นการปรับเพิ่มการเติบโตของกำไร ซึ่งเรายังมองว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) จะยังเติบโตที่ระดับ 7% เท่าเดิม ส่วนเป้าหมายที่เพิ่มขึ้นมาจากการปรับเพิ่ม Forward P/E ขึ้นเป็น 16 เท่า จากกระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้ามามากขึ้น

 

“ผลการเลือกตั้งออกมา เกินกว่าที่หลายฝ่ายคิด ก่อนหน้านี้เราคิดว่าคะแนน 3 พรรคใหญ่ จะใกล้เคียงกัน แต่ออกมาเป็นภูมิใจไทยที่ได้เยอะมาก ทำให้เห็นความชัดเจนมากขึ้นทางด้านการเมือง และน่าจะเห็นความต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งเป็นอันนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โฟลว์ของกองทุนต่างประเทศเข้ามาก พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายระดับแสนล้าน” จันทร์เพ็ญกล่าว

 

นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แต่ภาพการเมืองที่ชัดเจนขึ้นน่าจะเป็นปัจจัยบวก แต่ถามว่าหุ้นไทยจะพุ่งขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ต้องกลับมาดูที่ปัจจัยพื้นฐาน ถ้าดูการเติบโตของ GDP ไทย ยังค่อนข้างตามหลังประเทศใกล้เคียง อย่างปีนี้คาดไว้ที่ 1.6% เทียบกับภูมิภาคที่น่าจะเติบโตเฉลี่ย 4%

 

“เราต้องพิสูจน์ว่ารัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วจะส่งผ่านนโยบายอะไรบ้างที่ทำให้ปัจจัยพื้นฐานของเราแข็งแกร่งขึ้น และน่าจะดึงเงินลงทุนกลับมาได้มากกว่านี้ แต่ตอนนี้เป็นแค่การปรับพอร์ตเล็กน้อยเท่านั้น”​ จันทร์เพ็ญ

 

อย่างไรก็ดี จากเป้าหมาย 1,500 จุด เท่ากับว่าหุ้นไทยโดยเฉลี่ยยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อได้อีกประมาณ 7% แต่นักลงทุนต้องเลือกเป็นรายหุ้น เพราะช่วง 2 วันที่ผ่านมา หุ้นหลายตัวขึ้นมาแรงมาก และไปถึงราคาเหมาะสมแล้ว

 

ขณะที่รายงาน Regional Market Focus 2026 Outlook ของ DBS เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เปรียบเทียบความน่าสนใจของตลาดหุ้นใน 3 ประเทศ ที่อยู่ในอาเซียน โดยมองว่าหุ้นอินโดนีเซียน่าสนใจกว่าฟิลิปปินส์ และฟิลิปปินส์น่าสนใจกว่าไทย

 

ด้าน เวย์ ฟุก โหว Chief Investment Office, DBS Bank เปิดเผยว่า DBS อยู่ระหว่างการทบทวนมุมมองใหม่ สำหรับรายงานไตรมาสที่ 2 โดยจะประเมินมูลค่าเปรียบเทียบ (Relative Value) ระหว่างประเทศต่างๆ ใหม่อีกครั้ง ตามสถานการณ์การเมืองไทยที่ชัดเจนขึ้นและกระแสเงินทุนที่เปลี่ยนไป รวมทั้งประเด็นความกังวลที่เกิดขึ้นกับหุ้นอินโดนีเซียที่เสี่ยงจะถูกปรับลดจาก Emerging Market ไปสู่ Frontier Market

 

สำหรับกลุ่มหุ้นไทยที่ยังน่าสนใจลงทุน ดีบีเอสแนะนำว่าให้เน้นที่ปัจจัยพื้นฐาน อย่างกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่อัตราเงินปันผลสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการปล่อยกู้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่มานาน ก็มีแนวโน้มจะฟื้นตัวได้ และสุดท้ายคือหุ้นอิงกับการท่องเที่ยว

The post เปิดมุมมองแบงก์ต่างชาติ DBS – UOB ต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย หลังผลเลือกตั้งเซอร์ไพรส์ตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
YLG เปิด 5 จุดสังเกตแอปฯเทรดทองของแท้ vs. มิจฉาชีพ ชี้ทองร้อนแรงล่อใจมิจฉาชีพหลอกลวงพุ่ง ปีนี้มีมีลุ้นแตะ 5,100 ดอลลาร์ ระยะยาวลุ้น 5,400 ดอลลาร์ https://thestandard.co/ylg-gold-app-scam-price-forecast/ Tue, 10 Feb 2026 09:55:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1177002 ภาพประกอบการลงทุนทองคำในแอปพลิเคชัน พร้อมโลโก้ YLG และกราฟราคาทองคำที่คาดการณ์

วายแอลจีชี้ เปิด 5 จุดสังเกตแอปฯเทรดทองของแท้ เทียบ แอป […]

The post YLG เปิด 5 จุดสังเกตแอปฯเทรดทองของแท้ vs. มิจฉาชีพ ชี้ทองร้อนแรงล่อใจมิจฉาชีพหลอกลวงพุ่ง ปีนี้มีมีลุ้นแตะ 5,100 ดอลลาร์ ระยะยาวลุ้น 5,400 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการลงทุนทองคำในแอปพลิเคชัน พร้อมโลโก้ YLG และกราฟราคาทองคำที่คาดการณ์

วายแอลจีชี้ เปิด 5 จุดสังเกตแอปฯเทรดทองของแท้ เทียบ แอปฯมิจฉาชีพ เริ่มจากเงื่อนไขการถอนเงินต้องง่ายขายทองแล้วต้องถอนได้เลยไม่ต้องโอนเพิ่ม ไม่โหลดผ่านลิงก์ที่ส่งต่อกันมา ชื่อบัญชีที่โอนเงินเข้าไปต้องตรงกับชื่อแอปฯและไม่เป็นชื่อบุคคล ร้านทองต้องมีชื่อเป็นสมาชิกสมาคมค้าทองคำ และต้องไม่อวดอ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง มองทองคำปีนี้เทรนด์ยังไปต่อ หลังปรับฐานรอบใหญ่ คาดมีโอกาสทดสอบ 5,100-5,136 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หากผ่านได้มีโอกาสมุ่งสู่ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

 

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ราคาทองคำเริ่มเคลื่อนไหวในทิศทางบวกและสะสมกำลังเพื่อไปต่อ ซึ่งวายแอลจียังยืนยันว่ามีโอกาสที่ราคาทองคำโลกจะพุ่งทดสอบ 5,100-5,136 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หากผ่านได้มีโอกาสมุ่งสู่ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เนื่องจากทองคำได้ผ่านการปรับฐานปรับฐานจากภาวะ ‘ซื้อมากเกินไป’ มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ราคาทองคำร้อนแรงอย่างมากก็ส่งผลให้เกิดช่องทางให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสหลอกลวงนักลงทุนโดยเฉพาะการสร้างแอปพลิเคชันปลอมหลอกให้ซื้อขายทองคำขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

 

วายแอลจีมี 5 จุดสังเกต แอปฯเทรดทองคำแท้เทียบกับแอปฯมิจฉาชีพปลอมดังนี้

 

1. สังเกต ‘เงื่อนไขการถอนเงิน’ แอปฯจริงต้องถอนเงินได้ โดยไม่มีเงื่อนไขให้โอนเงินเพิ่ม

 

  • แอปฯแท้: เมื่อขายทองแล้วต้องถอนเงินกำไรหรือเงินต้นออกมาได้ทันที (ตามรอบเวลาธนาคาร) โดยไม่ต้องโอนเงินเข้าไปเพิ่ม ‘ไม่มี’ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมล่วงหน้า, ค่าภาษีที่ต้องจ่ายก่อนถอน หรือค่าปลดล็อกพอร์ต
  • แอปฯปลอม: จะอ้างว่า ต้องโอนเพิ่ม 10-20% เพื่อเป็นค่าภาษี/ค่าธรรมเนียม จึงจะถอนได้ หากพบเงื่อนไขลักษณะนี้คือมิจฉาชีพ 100% เพราะในโลกการเงิน ค่าธรรมเนียมและอื่นๆ จะหักจากยอดที่จะโอนไม่มีการให้โอนเข้าไปเพิ่มเด็ดขาด

 

2. เช็กชื่อในสมาคมค้าทองคำ

 

  • แอปฯ หรือบริษัทที่ รับเทรดทองในไทยต้องเป็นสมาชิกสมาคมค้าทองคำ ถ้าแอปฯ ที่ไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในสมาคม ให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพไว้ก่อน

 

3. ที่มาของแอปใน App Store / Play Store

 

  • แอปฯ แท้: ต้องโหลดจาก Store ทางการเท่านั้น และยอดดาวน์โหลดต้องมีจำนวนมากพอสมควร มีรีวิวที่ ไม่ใช่การรีวิวจากบอท
  • แอปฯ ปลอม: มักจะส่งเป็น ‘ลิงก์ส่งต่อ’ ในไลน์ หรือให้โหลดผ่านไฟล์ .APK นอก Store หรือหน้าเว็บที่ทำเลียนแบบแอปฯดัง

 

4. ชื่อบัญชีที่โอนเงินเข้าไป

 

  • แอปฯ แท้: เวลาเติมเงิน ชื่อบัญชีปลายทางต้องเป็น ‘ชื่อบริษัท’ ที่จดทะเบียนชัดเจนเท่านั้น
  • แอปฯ ปลอม: มักจะเป็น ‘ชื่อบุคคล’ (บัญชีม้า) หรือชื่อบริษัทแปลกๆ ที่ไม่ตรงกับชื่อแอปฯ

 

5. อัตราผลตอบแทนที่ ‘สูงเกินจริง’

 

  • แอปฯ แท้: ไม่โฆษณาชวนเชื่อเรื่องการให้ผลที่สูงเกินไป แต่จะเป็นไปตามการซื้อขายที่อิงตามราคาทองโลก (Gold Spot)
  • แอปฯ ปลอม: มักจะการันตีผลตอบแทนที่สูงเกินจริง เช่น ‘กำไรวันละ 10-20%’ ซึ่งในความเป็นจริงราคาทองคำจะเคลื่อนไหวไปสูงแค่ไหนเป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดการณ์และการันตีได้

 

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการลงทุน YLG มีบริการสำหรับการเริ่มต้นได้ง่ายๆผ่านแอปพลิเคชัน YLG Get Gold ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน

 

ภาพ: Jutharat Pinpan/Getty Images

The post YLG เปิด 5 จุดสังเกตแอปฯเทรดทองของแท้ vs. มิจฉาชีพ ชี้ทองร้อนแรงล่อใจมิจฉาชีพหลอกลวงพุ่ง ปีนี้มีมีลุ้นแตะ 5,100 ดอลลาร์ ระยะยาวลุ้น 5,400 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Alphabet ปิดดีลระดมทุน 6.6 แสนล้านบาท และเตรียมออกหุ้นกู้อายุ 100 ปี เพิ่ม เร่งลงทุน AI https://thestandard.co/alphabet-funding-bond-ai-investment/ Tue, 10 Feb 2026 06:08:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1176882 โลโก้ Alphabet บริษัทแม่ Google สื่อถึงการระดมทุนและลงทุน AI

Alphabet Inc. บริษัทแม่ของ Google ระดมทุน 6.6 แสนล้านบา […]

The post Alphabet ปิดดีลระดมทุน 6.6 แสนล้านบาท และเตรียมออกหุ้นกู้อายุ 100 ปี เพิ่ม เร่งลงทุน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Alphabet บริษัทแม่ Google สื่อถึงการระดมทุนและลงทุน AI

Alphabet Inc. บริษัทแม่ของ Google ระดมทุน 6.6 แสนล้านบาท ผ่านหุ้นกู้สกุลดอลลาร์ และมีแผนจะขายหุ้นกู้อายุ 100 ปี เพิ่มเติม

 

Alphabet ระดมทุนได้ถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 6.6 แสนล้านบาท ในการขายหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ตอนแรกที่ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจากมียอดจองซื้อสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะระดมทุนในสวิตเซอร์แลนด์และสหราชอาณาจักรเพิ่มเติม รวมถึงการขายหุ้นกู้อายุ 100 ปี ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก และนับเป็นครั้งแรกที่บริษัทเทคโนโลยีพยายามเสนอขายในลักษณะนี้ นับตั้งแต่ยุคดอทคอมในช่วงปลายทศวรรษ 1990

 

แผนการระดมทุนครั้งใหญ่นี้ เกิดขึ้นหลังจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อย่าง Meta Platforms Inc. และ Amazon.com Inc. ออกมาระบุว่า พวกเขากำลังเร่งการลงทุนเกี่ยวกับ AI ตามแผนที่วางไว้ จนเกิดความกังวลว่าหนี้สินหลายพันล้านดอลลาร์จะสร้างแรงกดดันต่อตลาดสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนนักลงทุนจะมองข้ามความกังวลเหล่านั้นไป เนื่องจากยอดขายหุ้นกู้ของ Alphabet มียอดจองซื้อเข้ามามากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Alphabet กล่าวว่า มีแผนลงทุน (Capex) สูงถึง 1.85 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งมากกว่ายอดรวมที่ใช้ไปในช่วงสามปีที่ผ่านมา เนื่องจากการลงทุนอย่างหนักในศูนย์ข้อมูล ซึ่งมีความสำคัญต่อเป้าหมายด้าน AI โดยบริษัทระบุว่าการลงทุนเหล่านี้เริ่มช่วยเพิ่มรายได้แล้ว เนื่องจาก AI กระตุ้นให้มีการค้นหาออนไลน์มากขึ้น

 

Morgan Stanley คาดการณ์ว่า กลุ่ม Hyperscalers หรือผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ จะกู้ยืมเงินรวม 4 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 1.65 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025

 

Vishwas Patkar หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินเชื่อสหรัฐฯ ของธนาคารระบุว่า มหกรรมการเสนอขายนี้จะผลักดันให้การออกตราสารหนี้เกรดน่าลงทุน (High-grade debt) พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 2.25 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้

 

ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ที่รู้จักกันในชื่อ Hyperscalers ต่างก็เพิ่มการใช้จ่ายเช่นกัน มีการคาดการณ์ว่า รายจ่ายฝ่ายทุนของบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุด 4 แห่งของสหรัฐฯ จะสูงถึงประมาณ 6.5 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2026 ซึ่งจะขับเคลื่อนให้เกิดความเฟื่องฟูด้านการจัดหาเงินทุน และเทคโนโลยีที่อาจพลิกโฉมเศรษฐกิจโลกได้อย่างสิ้นเชิง

 

ตามข้อมูลจากแหล่งข่าว การขายหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐของ Alphabet เมื่อวันจันทร์แบ่งออกเป็น 7 ชุด โดยอัตราผลตอบแทน (Yield) ของชุดที่มีอายุยาวนานที่สุด ซึ่งจะครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2066 อยู่ที่ระดับเดียวกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ บวกด้วยส่วนชดเชยความเสี่ยงอีก 0.95% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขส่วนชดเชยความเสี่ยงดังกล่าวต่ำกว่าที่ตลาดเคยพูดถึงกันก่อนหน้านี้ที่ 1.2%

 

ภาพ: Justin Sullivan/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post Alphabet ปิดดีลระดมทุน 6.6 แสนล้านบาท และเตรียมออกหุ้นกู้อายุ 100 ปี เพิ่ม เร่งลงทุน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท.สผ. กำไร ปี 68 ร่วง 18% เหลือ 1,830 ล้านดอลลาร์ ตามทิศทางราคาน้ำมันโลก คาดราคาน้ำมันปีนี้ทรุดต่อเหลือ 60-70 ดอลลาร์ จากปี 68 อยู่ที่ 79.58 ดอลลาร์ https://thestandard.co/pttep-profit-oil-price-drop/ Tue, 10 Feb 2026 03:07:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1176787 ตารางสรุปข้อมูลทางการเงินที่สำคัญของ ปตท.สผ. สำหรับปี 2568 แสดงกำไรสุทธิที่ลดลง

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปต […]

The post ปตท.สผ. กำไร ปี 68 ร่วง 18% เหลือ 1,830 ล้านดอลลาร์ ตามทิศทางราคาน้ำมันโลก คาดราคาน้ำมันปีนี้ทรุดต่อเหลือ 60-70 ดอลลาร์ จากปี 68 อยู่ที่ 79.58 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตารางสรุปข้อมูลทางการเงินที่สำคัญของ ปตท.สผ. สำหรับปี 2568 แสดงกำไรสุทธิที่ลดลง

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTTEP)แจ้งต่อตลาดหลักทรัพยฯ ถึงผลการดำเนินงานปี 2568 มีกำไรสุทธิสำหรับปี 2568 จำนวน 1,830 ล้านดอลลาร์ ลดลง 397 ล้านดอลลาร์ หรือ 18% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 สาเหตุหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงตามราคาตลาด เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ ของบริษัทลดลง 6% มาอยู่ที่ 43.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ตามทิศทางการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ประกอบกับต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 6% มาอยู่ที่ 31.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ

 

รวมทั้งสาเหตุหลักมาจากค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายใน การบริหารและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าปริมาณขายเฉลี่ย ปี 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4% มาอยู่ที่ 509,906 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยหลักจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นจากโครงการในอ่าวไทย รวมถึงจากการเข้าร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ ในปีที่ผ่านมา ได้แก่ โครงการ พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ18โครงการสินภูฮ่อม และโครงการแอลจีเรีย ทูอัท ที่สามารถเพิ่มปริมาณขายได้ทันที

 

ตารางสรุปข้อมูลทางการเงินที่สำคัญของ ปตท.สผ. สำหรับปี 2568 แสดงกำไรสุทธิที่ลดลง 1

สรุปข้อมูลทางการเงินที่สำคัญ ปี 2568 ของ ปตท.สผ.

 

ทั้งนี้ ในปี 2568 ราคาน้ำมันมันดิบถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่มีผลต่อการดำเนินงานของ ปตท.สผ. โดยราคาน้ำมันมันดิบดูไบมีความผันผวนตลอดทั้งปี 2568 โดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 69.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับลดลงจากปี 2567 ที่ 79.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนถึงภาวะอุปทานน้ำมันดิบที่ เพิ่มขึ้นและการเติบโตด้านอุปสงค์ที่ชะลอตัว โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากการเร่งปรับเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ (Production Unwinding)

 

รวมถึงการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตจากประเทศผู้ผลิตนอกกลุ่ม OPEC+ เช่น กายานาและบราซิล ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่อ่อนตัวลงจาก ความตึงเครียดทางการค้า

 

อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันยังได้รับแรงสนับสนุนเป็นระยะจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาทิ ความขัดแย้งระหว่าง รัสเซีย–ยูเครน สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลา

 

โดยในปี 2569 ปตท.สผ. คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลลี่จะอยู่ในช่วง 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ แนวโน้มอุปสงค์น้ำมันโลก ซึ่งเติบโตจากประเทศนอกกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (The Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ภายใต้ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและความตึงเครียดทางการค้า รวมถึงแนวโน้มด้านอุปทานที่อาจเพิ่มขึ้น จากการปรับเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC+ และผู้ผลิตนอกกลุ่ม การตัดสินใจด้านนโยบายการผลิตของกลุ่ม OPEC+ และความเสี่ยงด้าน ภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบเสถียรภาพราคาน้ำมันในระยะถัดไป

 

ด้านมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า สำหรับผลประกอบการในปี 2568 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 294,849 ล้านบาท (เทียบเท่า 8,970 ล้านดอลลาร์ สรอ.) โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 509,906 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 (G1/61) ได้ที่ระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตามสัญญาแบ่งปันผลผลิตเต็มปี และความสำเร็จจากการเข้าลงทุนในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 (MTJDA A18)

 

ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 43.82 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงประมาณ 6% ตามทิศทางการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 60,273 ล้านบาท (เทียบเท่า 1,830 ล้านดอลลาร์)

 

ตารางสรุปข้อมูลทางการเงินที่สำคัญของ ปตท.สผ. สำหรับปี 2568 แสดงกำไรสุทธิที่ลดลง 2

มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ.

 

เตรียมจ่ายเงินปันผลปี 2568 ที่ 8.75 บาทต่อหุ้น

 

คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2568 ให้แก่ผู้ถือหุ้น ที่ 8.75 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิที่ 595 รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 34,737 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 ไปแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ในอัตรา 4.10 บาทต่อหุ้น ส่วนที่เหลืออีก 4.65 บาทต่อหุ้น จะจ่ายในวันที่ 22 เมษายน 2569 ภายหลังจากที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569

 

“ปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มปริมาณการผลิตปิโตรเลียมจากโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะเริ่มการพัฒนาโครงการที่มีการค้นพบปิโตรเลียมแล้วในประเทศมาเลเซีย และเร่งพัฒนาโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ (Algeria Hassi Bir Rekaiz) ในระยะที่สอง โครงการสัมปทานกาชา(Ghasha Concession) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 (Mozambique Area 1) อีกด้วย โดยในปี 2569 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย (Averaged Sales Volume) ไว้ที่อัตรา 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณร้อยละ 10” มนตรีกล่าว

The post ปตท.สผ. กำไร ปี 68 ร่วง 18% เหลือ 1,830 ล้านดอลลาร์ ตามทิศทางราคาน้ำมันโลก คาดราคาน้ำมันปีนี้ทรุดต่อเหลือ 60-70 ดอลลาร์ จากปี 68 อยู่ที่ 79.58 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยพุ่งทะลุ 1,400 จุด หลังภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง โบรกคาดต่างชาติลุยซื้อเพิ่ม 1-2 หมื่นล้านบาท ในเดือนนี้ https://thestandard.co/bhumjaithai-election-thai-stocks-surge/ Mon, 09 Feb 2026 07:07:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1176469 กราฟดัชนี SET หุ้นไทยพุ่งสูง หลังพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อ

ดัชนี SET ของหุ้นไทย พุ่งแตะ 1,403.96 จุด +3.4% ทำสถิติ […]

The post หุ้นไทยพุ่งทะลุ 1,400 จุด หลังภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง โบรกคาดต่างชาติลุยซื้อเพิ่ม 1-2 หมื่นล้านบาท ในเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟดัชนี SET หุ้นไทยพุ่งสูง หลังพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อ

ดัชนี SET ของหุ้นไทย พุ่งแตะ 1,403.96 จุด +3.4% ทำสถิติสูงสุดรอบกว่า 1 ปี หลังพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กว่า 190 – 200 ที่นั่ง ส่วนพรรคอันดับสองมีแนวโน้มว่าจะเป็นพรรคประชาชน จำนวน 115 – 120 ที่นั่ง

 

3 ปีก่อนหน้านี้ หุ้นไทยติดลบไปเกือบ 20% แต่ช่วงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ก่อนจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2568 โดยดัชนี SET วิ่งขึ้นมาแล้ว 32% จากราว 1,050 จุด มาสู่ระดับ 1,400 จุด

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาถือว่า ‘เซอร์ไพรส์’ จากคะแนนเสียงระดับประมาณ 200 ที่นั่ง ซึ่งคล้ายคลึงกับการเลือกตั้งในปี 2554 ที่พรรคอันดับหนึ่งชนะการเลือกตั้งค่อนข้างขาดลอย

 

เมื่อเห็นภาพแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ต่างชาติคงจะเชื่อมั่นมากขึ้น ต่างชาติที่สะสมหุ้นไทยมาก่อนหน้านี้ น่าจะสะสมต่อ แต่ระดับการซื้อสุทธิอาจไม่รุนแรงเท่าปี 2554 ที่ครั้งนั้นต่างชาติซื้อสุทธิ 4 หมื่นล้านบาท ภายใน 1 เดือน ส่วนครั้งนี้ คาดว่าจะเห็นแรงซื้อในระดับ 1-2 หมื่นล้านบาท ในเดือนนี้

 

ทั้งนี้ ณัฐชาตประเมินว่า การจัดตั้งรัฐบาลต่อจากนี้จะแบ่งเป็น 2 ฉากทัศน์

 

1) รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผสมกับพรรคกล้าธรรม (พรรคประชาธิปัตย์) และพรรคขนาดเล็กอื่นๆ ซึ่งจะทำให้จำนวนเสียงฝั่งรัฐบาลในสภามีอยู่ประมาณ 280 เสียงบวกลบแม้อาจจะไม่ถึง 300 เสียง แต่ประเมินว่าการบริหารจัดการตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรีต่างๆ จะเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งถือเป็นฉากทัศน์ที่ยอมรับได้

 

2) รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผสมกับพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคขนาดเล็กบางพรรค ซึ่งจะทำให้เสียงฝั่งรัฐบาลในสภาจะทะลุระดับ 300 เสียง ไปอยู่ที่ราว 330 เสียง หากออกมาในกรณีนี้ ช่วงแรกอาจมีความตะกุกตะกักในการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีบ้าง แต่หากผ่านไปได้ จะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลในช่วง 4 ปีข้างหน้ามีความแข็งแกร่งอย่างสูง

 

ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบที่ 1 หรือ 2 มีโอกาสจะส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่มักให้น้ำหนักกับเสถียรภาพเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปได้ว่าเราอาจเห็นนักลงทุนกลุ่มนี้มีการเดินหน้าซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อไป หลังจากที่มีการซื้อสุทธินับจากต้นปีไปแล้วกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท คล้ายกับภาพที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งปี 2554 ที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายเกินครึ่ง (Landslide)

 

“ตั้งแต่เปิดปีนี้ หุ้นไทยกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ยอีกครั้งที่ระดับ 1,390 – 1,400 จุด กลุ่มหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศน่าจะนำตลาด อย่าง ค้าปลีก ไฟแนนซ์ ท่องเที่ยว นิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งล้อไปกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทย”

 

ด้าน อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงสร้างรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นโดยพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ คาดว่าจะสร้างสมดุลระหว่างการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นและระยะยาว และมีความต่อเนื่องจากการบริหารงานในช่วงที่ผ่านมา

 

โดยมีนโยบายมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ลดค่าครองชีพ และพยุงกำลังซื้อ ที่จะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม และส่งผลเชิงบวกต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในหลายภาคส่วน ควบคู่กับการเดินหน้าส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน เช่น โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) การผลักดันให้เกิดบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) รวมทั้งการปฏิรูปกฎหมายตลาดทุนไทยให้มีความทันสมัยและบังคับใช้รวดเร็วขึ้นจะยิ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นและสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุนไทยในระยะยาว

 

ขณะที่ ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาถือเป็นเซอร์ไพรส์ในทางบวก ก่อนหน้านี้ตลาดประเมินไว้แล้วว่าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นรัฐบาล แต่ไม่ได้คาดว่าจะได้คะแนนเสียงมากเท่านี้

 

“ต่างชาติน่าจะเชื่อมั่นในแง่เสถียรภาพ และซื้อสุทธิอย่างมีนัยสำคัญในวันนี้ ถ้ารอบนี้รัฐบาลเป็นการจับมือกันของภูมิใจไทย เพื่อไทย และกล้าธรรม น่าจะช่วยให้รัฐบาลอยู่ครบวาระ”​

 

ทั้งนี้ ดัชนี SET ที่ราว 1,400 จุด เป็นระดับใกล้กับระดับเหมาะสมที่ให้ไว้แล้ว ส่วนกรณีดีสุดของดัชนี SET ที่เคยประเมินไว้ 1,500 จุด มีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว รัฐบาลมาจากการจับมือของพรรคการเมืองน้อยพรรค

The post หุ้นไทยพุ่งทะลุ 1,400 จุด หลังภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง โบรกคาดต่างชาติลุยซื้อเพิ่ม 1-2 หมื่นล้านบาท ในเดือนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom https://thestandard.co/set-rally-government-kevin-warsh-ai/ Mon, 09 Feb 2026 05:29:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1176320 ภาพกราฟดัชนีตลาดหุ้นไทยและภาพสัญลักษณ์แสดงถึงการตัดสินใจนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแส AI

The post Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟดัชนีตลาดหุ้นไทยและภาพสัญลักษณ์แสดงถึงการตัดสินใจนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแส AI

The post Post-Election Rally! ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้าน 1,400 จุด หากรัฐบาลใหม่ตั้งเร็ว ขณะที่โลกจับตา ‘Kevin Warsh’ ว่าที่ประธาน Fed คนที่ 16 กับเดิมพันดอกเบี้ยต่ำยุค AI Boom appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคแบงก์ มองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปี 69 ยังมีความไม่แน่นอน ตั้งเป้าสินเชื่อโตเพียง 0-2% พร้อมคุมหนี้เสียให้น้อยกว่า 3.25% https://thestandard.co/kbank-economy-loan-growth-npl/ Fri, 06 Feb 2026 08:27:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1174593 ภาพแสดงเป้าหมายทางการเงินของ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2569

ธนาคารกสิกรไทยมองการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ต้องเผช […]

The post เคแบงก์ มองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปี 69 ยังมีความไม่แน่นอน ตั้งเป้าสินเชื่อโตเพียง 0-2% พร้อมคุมหนี้เสียให้น้อยกว่า 3.25% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงเป้าหมายทางการเงินของ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2569

ธนาคารกสิกรไทยมองการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ต้องเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อ ปี 2569 เติบโตเพียง 0-2%

 

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยธนาคารได้กําหนดเป้าหมายทางการเงินประจำปี 2569 ต่างๆ ไว้ดังนี้ โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ (Loan Growth) เติบโตที่ 0-2% สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารยังคงเน้นการเติบโตสินเชื่อที่มีคุณภาพ สินเชื่อที่มีหลักประกัน และกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการเติบโต พร้อมต่อยอดขีดความสามารถและความแข็งแกร่งด้านสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

 

อีกทั้งตั้งเป้าหมายผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ 2.75-2.95% สอดคล้องกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและการเติบโตของเงินให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพ

 

ส่วนการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ (Net Fee Income Growth) เติบโตที่ Mid-to-high single-digit โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการขยายบริการโซลูชันด้านการบริหารความมั่งคั่ง และความเป็นผู้นำด้านบริการชำระเงินทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน

 

สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ Mid-40s โดยธนาคารยังคงเน้นย้ำการดำเนินมาตรการควบคุมต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อรองรับแรงกดดันจากการเติบโตของรายได้ที่มีความท้าทาย

 

ด้าน เงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (NPL Ratio – Gross) อยู่ที่น้อยกว่า 3.25% ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน และอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Credit Cost) อยู่ที่ในช่วง 140-160 bps (Normalized Level) โดยธนาคารยังคงบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบและระมัดระวังสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ

 

ภาพแสดงเป้าหมายทางการเงินของ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2569 1

ภาพ : เป้าหมายทางการเงินของ ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2569

 

อีกทั้ง ธนาคารยังคงมีสถานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งเพียงพอรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

 

ในปี 2569 นี้ ธนาคารกสิกรไทยจะยกระดับยุทธศาสตร์ ‘3+1 และ Productivity’ ไปอีกขั้น ด้วยกลยุทธ์ ‘ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Strategy)’ ที่ให้ความสำคัญต่อความต้องการของลูกค้าใน แต่ละช่วงชีวิตและทุกบริบททางธุรกิจ ทั้งกลุ่มลูกค้าบุคคล ลูกค้าผู้ประกอบการ และลูกค้าธุรกิจ ขับเคลื่อนการทำงานเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มอย่างรอบด้านและตรงใจ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง

The post เคแบงก์ มองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปี 69 ยังมีความไม่แน่นอน ตั้งเป้าสินเชื่อโตเพียง 0-2% พร้อมคุมหนี้เสียให้น้อยกว่า 3.25% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin ร่วงแตะ 60,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบ 17 เดือน ‘Michael Burry’ เตือนเสี่ยงซ้ำรอยการล่มสลายปี 2021 – 2022 https://thestandard.co/bitcoin-crash-michael-burry-warning/ Fri, 06 Feb 2026 04:43:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1174525 กราฟราคา Bitcoin ที่กำลังร่วงลงอย่างรุนแรง พร้อมกับข้อความเตือนจาก Michael Burry

ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญการเทขายครั้งใหญ่ในอีกครั้งในส […]

The post Bitcoin ร่วงแตะ 60,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบ 17 เดือน ‘Michael Burry’ เตือนเสี่ยงซ้ำรอยการล่มสลายปี 2021 – 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟราคา Bitcoin ที่กำลังร่วงลงอย่างรุนแรง พร้อมกับข้อความเตือนจาก Michael Burry

ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญการเทขายครั้งใหญ่ในอีกครั้งในสัปดาห์นี้ หลัง Bitcoin (BTC) ราคาร่วงลงอย่างรุนแรงลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือลดลงมากสุด 17% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่า Bitcoin หายไปแล้วกว่า 1 ใน 3 นับตั้งแต่ต้นปี

 

การร่วงลงแตะระดับ 60,000 ดอลลาร์ นับเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 ก่อนที่จะมีการฟื้นตัวเล็กน้อยกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 63,000 – 64,000 ดอลลาร์ ในขณะที่ Ethereum (ETH) ก็ลดลงไปต่ำสุดที่ 1,750 ดอลลาร์

 

การดิ่งลงของราคาครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการล้างพอร์ต (Liquidation) ของนักลงทุนทั่วโลก คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 2.67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9 หมื่นล้านบาท ภายใน 24 ชั่วโมง โดยในจำนวนนี้เป็นการล้างสถานะ Long ถึง 2.31 พันล้านดอลลาร์

 

แม้ว่า Bitcoin จะเคยพุ่งแตะ 127,000 ดอลลาร์ จากความคาดหวังต่อนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางกฎระเบียบและภูมิรัฐศาสตร์ โดยร่างกฎหมายควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลที่หนุนโดยทรัมป์เกิดการชะงักงันในวุฒิสภา ขณะที่ World Liberty Financial บริษัทคริปโทฯ ของตระกูลทรัมป์ กำลังถูกเพ่งเล็งจากสภาคองเกรส หลังมีรายงานเรื่องข้อตกลงการลงทุน 500 ล้านดอลลาร์จากตัวแทนของอาบูดาบี

 

นอกจากนี้ แรงเทขายในตลาดคริปโทฯ ยังสอดคล้องกับการดิ่งลงของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยหุ้น Amazon ร่วงหนักกว่า 11% จากความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียอย่าง KOSPI ของเกาหลีใต้ก็ร่วงลงราว 5% รวมถึงราคาทองคำและโลหะเงินที่ปรับตัวลงแรงเช่นกัน โดยโลหะเงินร่วงลงมากถึง 18.5%

 

Michael Burry จาก ‘The Big Short’ เตือน Bitcoin อาจซ้ำรอยการล่มสลายปี 2022

 

Michael Burry นักลงทุนผู้โด่งดังจากการคาดการณ์วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ปี 2008 ได้ออกคำเตือนเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า คริปโทเคอร์เรนซีสกุลนี้อาจกำลังทำรูปแบบซ้ำรอยการล่มสลายในช่วงปี 2021-2022 ซึ่งนั่นหมายถึงความเป็นไปได้ที่จะร่วงลงเพิ่มเติมสู่ระดับ 50,000 ดอลลาร์ หรือต่ำกว่านั้น

 

Burry โพสต์กราฟเปรียบเทียบลงบนแพลตฟอร์ม X พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “$BTC Patterns” (รูปแบบ Bitcoin) โดยเขาได้วาดให้เห็นความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้างระหว่างการร่วงลงในปัจจุบัน จากระดับ 126,000 ดอลลาร์ เหลือ 70,000 ดอลลาร์ กับการดิ่งลงอย่างรุนแรงในครั้งก่อนหน้าที่พา Bitcoin ร่วงจาก 35,000 ดอลลาร์ ลงไปต่ำกว่า 20,000 ดอลลาร์

 

แม้ว่า Burry จะไม่ได้ระบุเป้าหมายราคาที่แน่นอน แต่การสื่อความหมายผ่านภาพนั้นชัดเจน หากรูปแบบเดิมซ้ำรอย Bitcoin มีพื้นที่ให้ร่วงลงไปได้ถึงโซน 50,000 ดอลลาร์

 

นอกจากนี้ ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เขาได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ขนาดยาวบน Substack โดยลงรายละเอียดว่าเหตุใดเขาจึงเชื่อว่า Bitcoin กำลังเข้าสู่เขตอันตราย ตามรายงานของ Bloomberg ระบุว่า Burry เตือนว่า “สถานการณ์ที่เลวร้ายใกล้เข้ามาแล้ว” หาก Bitcoin ร่วงลงอีก 10% จากระดับราคาเมื่อต้นสัปดาห์

 

การร่วงลงระดับนั้นจะทำให้ MicroStrategy ติดลบหลายพันล้านดอลลาร์ นอกเหนือจากนั้น การร่วงลงเพิ่มเติมสู่ระดับ 50,000 ดอลลาร์ ไม่เพียงแต่จะกระทบกับนักขุด Bitcoin จำนวนมาก ซึ่งหลายรายดำเนินงานด้วยกำไรส่วนต่างที่ต่ำและไม่อาจอยู่รอดได้ในราคาเหล่านั้น

 

ข้อสมมติฐานหลักของ Burry คือ Bitcoin เป็นเพียงสินทรัพย์เก็งกำไรล้วนๆ ที่ล้มเหลวในการเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงินอย่างแท้จริง ต่างจากทองคำและเงินซึ่งทำจุดสูงสุดตลอดกาลท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลเรื่องค่าเงินดอลลาร์ แต่ Bitcoin กลับเพิกเฉยต่อปัจจัยกระตุ้นแบบดั้งเดิมเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง

 

Burry หักล้างข้อโต้แย้งที่ว่าการยอมรับจากสถาบันว่าจะช่วยปกป้อง Bitcoin จากการปรับฐานรุนแรง เขาชี้ให้เห็นว่ามีบริษัทมหาชนประมาณ 200 แห่งถือครอง Bitcoin ในงบดุล แต่สิ่งนี้ไม่ได้รับประกันความมั่นคงเพราะ “ไม่มีสิ่งใดยั่งยืนเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่บริษัทถือครอง”

 

บรรยากาศในตลาดขณะนี้เต็มไปด้วยความหวาดวิตก โดยดัชนี Crypto Fear and Greed Index ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 5 ซึ่งถือเป็นภาวะ “กลัวขีดสุด” และเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการเปิดตัวดัชนีนี้ในเดือนมิถุนายน 2023

 

Rachael Lucas นักวิเคราะห์จาก BTC Markets ให้ความเห็นว่า นักเทรดเลิกพยายามที่จะ ‘รับมีดที่กำลังร่วง’ แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาเงินต้นแทน”

 

จับตาแนวรับสำคัญ

 

อ้างอิง:

The post Bitcoin ร่วงแตะ 60,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบ 17 เดือน ‘Michael Burry’ เตือนเสี่ยงซ้ำรอยการล่มสลายปี 2021 – 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โบรกชี้ สูตรจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย+เพื่อไทย ดีต่อใจนักลงทุน ลุ้นดันดัชนีหุ้นไทย ทะลุ 1,450 จุด เงินไหลเข้า Big cap https://thestandard.co/thailand-government-stock-market-rally/ Fri, 06 Feb 2026 01:58:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1174472 ภาพกราฟฟิกแสดงการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทยและดัชนี SET ที่อาจทะลุ 1,450 จุด ตามการวิเคราะห์ของโบรกเกอร์

สัปดาห์โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 […]

The post โบรกชี้ สูตรจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย+เพื่อไทย ดีต่อใจนักลงทุน ลุ้นดันดัชนีหุ้นไทย ทะลุ 1,450 จุด เงินไหลเข้า Big cap appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟฟิกแสดงการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทยและดัชนี SET ที่อาจทะลุ 1,450 จุด ตามการวิเคราะห์ของโบรกเกอร์

สัปดาห์โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทุกพรรคการเมืองต่างเร่งเดินสาย หาเสียงตามเขตพื้นที่ยุทธศาสตร์ และเปิดเวทีปราศรัยสรุปนโยบายสำคัญ เพื่อเรียกคะแนนเสียงส่งท้าย

 

การเลือกตั้งครั้งนี้เดิมพันด้วยอนาคตเศรษฐกิจไทย โดยหลายปัญหาต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ก่อนจะถึงจุดวิกฤติพลิกฟื้นกลับมาไม่ได้ หนึ่งในนั้นคือ ตลาดทุนไทยที่สภาพคล่องหดหาย เพราะนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ดัชนี SET ผลตอบแทนติดลบ 9.20%

 

ทั้งนี้ ‘พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้ง’ เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยมากที่สุด เพราะตลาดหุ้นต้องพึ่งพาความเชื่อมั่น มีเสถียรภาพของรัฐบาล เพื่อดึงดูดการลงทุน และความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลต่อรายได้ – กำไรของบริษัทจดทะเบียน THE STANDARD WEALTH สรุปฉากทัศน์หลังเลือกตั้ง SET จะไปทางไหน หุ้นกลุ่มใดได้รับผลประโยชน์บ้าง พร้อมกลยุทธ์การลงทุน

 

อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์ เชิงกลยุทธ์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า หลังการเลือกตั้ง บล.ทิสโก้มองการเมืองในประเทศจะมีความชัดเจน โดยไม่คาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งครั้งนี้จะใช้เวลานานเหมือนการจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งก่อน ทำให้มีโอกาสค่อนข้างสูงที่ตลาดหุ้นไทยจะตอบสนองเชิงบวก (Post-election Rally)  อิงจากสถิติในอดีตบ่งชี้ว่า SET Index ในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังการเลือกตั้ง มักจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ยอยู่ที่ 1.2%- 2.3% และมีโอกาสในการปรับขึ้นราว 67-80% ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มักปรับขึ้นและ Outperform ตลาดหลังการเลือกตั้ง คือ กลุ่ม FIN, MEDIA, PROP และ CONS

 

ทั้งนี้ บล.ทิสโก้ ประเมินฉากทัศน์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งและทิศทา งการตอบสนองของตลาดออกเป็น 3 ฉากทัศน์

 

ฉากทัศน์ที่ 1: พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้  

 

มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด คาดว่าพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 2 อย่างพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแทน และน่าจะจัดตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ได้ง่ายกว่า

 

ผลตอบรับตลาดหุ้น

 

คาดตลาดจะตอบสนองในทางบวกมากกว่ากรณีที่พรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยตลาดคาดหวังความต่อเนื่องของโนบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ขณะที่การจัดทำงบประมาณปี 2027 ที่อาจล่าช้า น่าจะบริหารจัดการได้ ให้มีความล่าช้าไม่น่าเกิน 3 เดือน

 

ฉากทัศน์ที่ 2: พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง และสามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่สำเร็จ  

 

มีโอกาสเกิดขึ้นปานกลาง หากพรรคประชาชนจะชนะเลือกตั้ง ได้คะแนนเสียง มากที่สุด แต่ไม่ถึง 250 เสียง จะต้องจับมือกับพรรคการเมืองอื่น เพื่อจัดตั้ง รัฐบาล โดยจะใช้เวลาต่อรองช้าหรือเร็วจะขึ้นอยู่กับคะแนนเสียงของแต่ละพรรคการเมือง

 

ผลตอบรับตลาดหุ้น

 

ตลาดอาจไม่ตอบสนองทางบวกมากนัก เนื่องจากนโยบายของพรรคประชาชนส่วนใหญ่เน้นการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ รวมทั้งแนวทางเป็นรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า จะเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงนโยบายจากภาครัฐ และภาระหนี้สาธารณะ รวมทั้งมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2027 มีความล่าช้า เพิ่มแรงกดดันให้ตลาดอาจกลับมาผันผวนได้ง่าย

 

ฉากทัศน์ที่ 3: พรรคภูมิใจไทยพลิกล็อกชนะเลือกตั้ง และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

 

มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยที่สุด แต่คาดว่าจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลมีความราบรื่น จับขั้วได้ง่าย ทำให้ได้รัฐบาลใหม่ภายในไตรมาส 2/2569

 

ผลตอบรับตลาดหุ้น

 

คาดกรณีนี้ตลาดจะตอบสนองทางบวกมากที่สุด เพราะนอกจากจะมีความต่อเนื่องของนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลน่าจะมีเสถียรภาพมากด้วย นอกจากนี้โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีน่าจะออกมาโดยคำนึงถึงการทำงานตามนโยบายมากกว่าโควต้าของ พรรคการเมือง

 

อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้มองตลาดหุ้นไทยจะค่อยๆ ตอบรับเชิงบวกเมื่อภาพ การเมืองหลังการเลือกตั้งมีความชัดเจน ผสานกับเงินต่างชาติมีแนวโน้มไหลเข้าตลาดหุ้น เอเชียจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของทรัมป์

 

3 ธีมหุ้นน่าลงทุนระยะสั้น เก็งผลเลือกตั้ง 

 

  • หุ้นเก็งผลเลือกตั้งรับรัฐบาลใหม่ แนะนำ BJC, MTC, STECON, WHA
  • หุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาอยู่ในโซนต่ำรับกระแสเงินทุนไหลเข้า แนะนำ CRC, TRUE
  • กลุ่มหุ้นปันผลดี (SETHD) AP, BBL  ดังนั้นหุ้นเด่นที่บล.ทิสโก้แนะนำ ในเดือน กุมภาพันธ์ คือ AP, BBL, BJC, CRC, MTC, STECON, TRUE และ WHA

 

ด้านแนวรับสำคัญของ SET Index เดือนนี้อยู่ที่ 1,280-1,300 จุด และแนวต้านสำคัญ ที่ 1,350 จุด และ 1,380-1,400 จุด ตามลำดับ

 

ด้านบล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประเมินฉากทัศน์การเมืองหลังการเลือกตั้ง และลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มี 4 ฉากทัศน์ ดังนี้

 

ฉากทัศน์ที่ 1: Inevitable พรรคภูมิใจไทย+พรรคเพื่อไทย (ความเป็นไปได้ 70%)

 

หากนายกรัฐมนตรี คือนายอนุทิน ชาญวีรกูล คาดเป้าหมายดัชนี SET Index 1,450-1,480 จุด เป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากที่สุด (70%) เนื่องจากทั้งสองพรรคใหญ่ ได้ประกาศต่อสาธารณชนว่าไม่มีเงื่อนไขในการจับมือระหว่างกัน

 

ส่วนนโยบายหลักของแต่ละพรรคอยู่ที่การเจรจากัน และคาดว่าจะได้เสียงสนับสนุน จากพรรคขนาดกลางอย่างพรรคกล้าธรรมเข้ามาด้วย ทำให้รัฐบาลมีความแข็งแกร่งมาก เสียงไม่ปริ่มน้ำ สามารถผ่านกฎหมายต่างๆ ได้โดยง่าย และทั้งสองพรรคไม่ได้มีนโยบาย ที่ต่างจากเดิมมากนักสำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จึงคาดว่าหุ้นขนาดใหญ่ ของไทยจะยังได้ประโยชน์

 

ฉากทัศน์ที่ 2: Grand Compromise พรรคภูมิใจไทย+พรรคประชาชน (ความเป็นไปได้ 20%)

 

หากนายกรัฐมนตรี คือ อนุทิน หรือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ คาดเป้าหมายดัชนี SET Index 1,420-1,450 จุด เป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เล็กน้อย (20%) แม้ก่อนการเลือกตั้งทั้งสองฝ่ายจะจบกันไม่ดีเท่าที่ควร แต่จากช่วงการหาเสียงที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้ปิดประตูการจับมือกันในอนาคต แต่อาจมีเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล

 

เช่น พรรคประชาชนวางเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และไม่เอาพรรคการเมือง บางพรรคมาร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคกล้าธรรม ส่วนพรรคภูมิใจไทยมีเงื่อนไขคือ การไม่แก้ไข ม.112 และรวมถึงรัฐธรรมนูญหมวดที่ 1 และ 2 หากการเจรจาลงตัว ฉากทัศน์นี้ก็มีความเป็นไปได้

 

ซึ่งจะเป็นการถอยคนละก้าวระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยม บรรยากาศความขัดแย้งในประเทศอาจลดลง ส่วนด้านนโยบายเศรษฐกิจและเรื่องอื่นๆ ทั้งสองพรรคแทบไม่มีนโยบายที่ขัดแย้งกันแบบรุนแรง ยกเว้นกรณีปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและทลายทุนผูกขาด ที่อาจต้องจับตาดูท่าทีของแต่ละฝ่ายอีกครั้ง ฉากทัศน์นี้อาจเป็นลบต่อหุ้นขนาดใหญ่

 

ฉากทัศน์ที่ 3: Reconcile พรรคประชาชน+พรรคเพื่อไทย (ความเป็นไปได้ 10%)

 

หากนายกรัฐมนตรี คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ ยศชนัน วงสวัสดิ์ คาดเป้าหมายดัชนี SET Index 1,380-1,420 จุด อย่างไรก็ตามฉากทัศน์นี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยที่สุด (10%) สืบเนื่องจากความล้มเหลวในการจัดตั้งรัฐบาลในปี 2566 การทำงานในสภาที่ขัดแย้งกัน และฐานเสียงที่ทับซ้อนกัน ทำให้ทั้งสองพรรคอยู่ในโหมดคู่แข่งกันมากกว่า แต่ความเป็นไปได้ก็มีบ้าง หากพรรคประชาชนเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยจะทำให้สมการเปลี่ยนทันที เพราะในฉากทัศน์อื่นๆ พรรคเพื่อไทยจะมีโอกาสน้อยมากในการชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรอบนี้

 

ทั้งนี้ ถึงจะตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ เสถียรภาพของรัฐบาลอาจไม่มั่นคง ด้วยประเด็นทางกฎหมายต่างๆ เงื่อนไขและข้อจำกัดทางการเมือง จึงทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการผ่านกฎหมายต่างๆ จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก

 

ฉากทัศน์พิเศษ: เลื่อนเลือกตั้งหรือเลือกตั้งโมฆะ

 

เป็นไปได้ยาก แต่หากมีเหตุให้การเลือกตั้งไม่สามารถจัดวันเดียวกันได้จนต้องโมฆะ หรือเลื่อนออกไป เพราะภาวะสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง และงบประมาณจะล่าช้า ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะโตต่ำกว่าเป้าหมาย 1.5% เป็นลบต่อดัชนี SET Index โดยมีเป้าหมายที่ 1,100-1,200 จุด

 

ทั้งนี้ มุมมองของ บล.ฟิลลิป ที่มองว่าตลาดจะตอบสนองเชิงบวกมากที่สุด หากพรรคภูมิใจไทย+พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล สอดคล้องกับผลสำรวจของ บล.บัวหลวงที่พบว่า นักลงทุนกว่า 36% เลือกสูตรจัดตั้งรัฐบาลผสมพรรคภูมิใจไทย + พรรคเพื่อไทยเป็นอันดับหนึ่ง เพราะมองว่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นมากที่สุด โดยคาดเป้าหมายดัชนี SET Index ตรงกันที่ 1,450-1,480 จุด

 

หุ้นแนะนำรับผลการเลือกตั้ง

 

  • การเงิน : MTC, KTC, SAWAD
  • ธนาคาร : KTB, KBANK, KKP, TISCO
  • การบริโภคในประเทศ : CPAXT, MOSHI, CBG, OSP
  • นิคมอุตสาหกรรม : WHA, AMATA
  • อสังหาริมทรัพย์ : SPALI, AP, SIRI, SC
  • ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง : CENTEL, ERW, BA, CPN
  • ก่อสร้าง : STECON, CK, UNIQ

The post โบรกชี้ สูตรจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย+เพื่อไทย ดีต่อใจนักลงทุน ลุ้นดันดัชนีหุ้นไทย ทะลุ 1,450 จุด เงินไหลเข้า Big cap appeared first on THE STANDARD.

]]>