ภาวะสงครามในอิหร่านที่ลากยาวต่อเนื่องตลอดหนึ่งเดือนที่ผ […]
The post น้ำมันแพง…ใครได้ประโยชน์? ดีเซลส่อทะลุ 60 บาท/ลิตร วิเคราะห์หุ้นพลังงานไทยรับอานิสงส์แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาวะสงครามในอิหร่านที่ลากยาวต่อเนื่องตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชีย รวมทั้งไทยที่ต้องพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง ทำให้ผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงยิ่งรุนแรงมากขึ้น
ช่วงเวลาเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นจากราว 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่กว่า 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันขายปลีกในไทยเริ่มปรับขึ้นตาม หลังจากรัฐบาลพยายามตรึงราคาไว้ในช่วงก่อนหน้านี้
ล่าสุด คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมันทุกชนิดปรับเพิ่มขึ้นทันที 6 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป
หลังการปล่อยราคาน้ำมันให้กระชากขึ้นมาอย่างรุนแรง ทำให้เกิดแรงเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงานของไทยตามมาในวันนี้ (26 มีนาคม) ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจต้นน้ำอย่าง บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เพิ่มขึ้น 4% ธุรกิจกลางน้ำอย่างโรงกลั่น เช่น บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เพิ่มขึ้น 5% หรือธุรกิจปลายน้ำอย่าง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เพิ่มขึ้น 7%
หากราคาน้ำมันในไทยยิ่งปรับตัวขึ้นไปต่อเนื่อง หลังจากรัฐบาลลดการอุดหนุน หุ้นกลุ่มพลังงานจะยิ่งได้ประโยชน์จริงหรือไม่
หลังการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีก 6 บาทต่อลิตร เอกรินทร์ วงษ์ศิริ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ มองว่า การปรับราคาครั้งนี้สะท้อนถึงการสิ้นสุดการอุดหนุนราคา หรือต้นทุนนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มนี้หลังจากรัฐบาลเคยประกาศตรึงราคาไว้ 15 วัน ซึ่งหนึ่งในกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน อาทิ OR โดยการปรับราคาตามกลไกตลาดช่วยลดภาระกองทุนน้ำมัน และคาดว่าค่าการตลาด (Marketing Margin) จะกลับสู่ระดับที่เหมาะสม
ขณะที่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เป็นหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้จากน้ำมันสูง (Pure Play) ทำให้กำไรสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของค่าการตลาดได้รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ลูกค้าหลักเป็นภาคการเกษตรและขนส่ง ซึ่งอ่อนไหวต่อราคาดีเซล หากราคาสูงเกินไปอาจทำให้ปริมาณการขายลดลง นอกจากนี้ยังมีภาระหนี้ที่ต้องบริหารจัดการมากกว่า OR
แต่ความเสี่ยงต่อ OR, PTG หรือธุรกิจสถานีบริการน้ำมันอื่นๆ คือ การแทรกแซงราคาของรัฐบาลที่อาจเกิดขึ้นได้อีก ซึ่งจะกระทบต่ออัตรากำไร
ขณะที่ PTTEP เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากราคามักจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับราคาน้ำมัน ทำให้เราเห็นหุ้น PTTEP โดดเด่นกว่าตลาดชัดเจนนับแต่สงครามปะทุขึ้นมา
ส่วนกลุ่มโรงกลั่นที่ในช่วงแรกมีความกังวลว่าอุปทานน้ำมันจะลดลง และต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่หลังจากโรงกลั่นต่างๆ สามารถจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ และมั่นใจได้ว่าจะมีเพียงพอไปจนถึงเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 1 มีแนวโน้มจะออกมาดีกว่าที่คาด เพราะกำไรจากสต็อกน้ำมันและค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้น
เช่นเดียวกับกลุ่มปิโตรเคมีที่ได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้น และราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวขึ้น หลังจากอุปทานเริ่มขาดแคลน นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มไบโอดีเซล เช่น น้ำมันปาล์ม ก็เป็นกลุ่มที่จะได้อานิสงส์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น
“หากราคาน้ำมันในประเทศพุ่งขึ้นไปต่อ ผลบวกต่อหุ้นพลังงานอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก อย่างกลุ่มปั๊มน้ำมันมาร์จินอาจเท่าเดิม แต่หากน้ำมันยิ่งแพงจะยิ่งกระทบต่อการบริโภค จนกลายเป็นผลเสีย”
ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลขยับขึ้นมาอยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร หลังจากปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร ในความเป็นจริงแล้ว ราคาดังกล่าวยังต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นอยู่ในระดับหนึ่ง เนื่องจากยังมีการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันอยู่ 19.12 บาทต่อลิตร
เท่ากับว่า หากรัฐบาลยกเลิกการอุดหนุนที่ทำอยู่นี้ ราคาน้ำมันดีเซลอาจจะพุ่งไปถึง 60 บาทต่อลิตรได้ ถ้าองค์ประกอบอื่นๆ ไม่เปลี่ยนแปลง

ที่มา: กระทรวงพลังงาน
ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่า โอกาสที่จะเห็นราคาน้ำมันดีเซลไปถึง 60 บาท มีความเป็นไปได้มาก ถ้าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังสูงอยู่เช่นนี้ หรือปรับขึ้นไปต่อ
ที่ผ่านมา รัฐบาลสื่อสารออกมาแล้วว่าเราอุดหนุนได้จำกัด เนื่องจากสถานะการคลังที่ไม่ดีนักในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการอุดหนุนจะทำได้บางส่วนเท่านั้น
ขณะเดียวกัน หากประเมินราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งราคาน้ำมันในไทยอิงกับน้ำมันดิบดูไบเป็นหลัก และซาอุดีอาระเบียก็อาจจำกัดการส่งออกน้ำมันมาเอเชีย และเก็บค่าพรีเมียมในการขนส่งเพิ่ม ทำให้มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป และค่าการกลั่นก็อาจปรับเพิ่มขึ้นต่อได้
“ส่วนตัวเชื่อว่าความรุนแรงใกล้จบ แต่ราคาน้ำมันจะคงอยู่ในระดับสูงต่อไป ทุกคนเห็นแล้วว่าความมั่นคงทางพลังงานสำคัญ เราอาจเห็นการจัดการให้น้ำมันเป็นสินทรัพย์สำรองแห่งชาติ ทำให้ความต้องการน้ำมันทั่วโลกเพิ่มขึ้น” ประกิตกล่าว
ตลาดน้ำมันโลกได้เข้าสู่ภาวะ Backwardation แล้ว สะท้อนว่า “ส่วนชดเชยความเสี่ยง” (Risk Premium) ได้ถูกคำนวณเข้าไปในราคาพลังงานแล้ว แม้เทรดเดอร์จะคาดหวังให้ความขัดแย้งคลี่คลายอย่างรวดเร็วก็ตาม
ปัจจุบัน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) งวดส่งมอบเดือนใกล้ยังทรงตัวอยู่แถวระดับ 99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าช่วงก่อนเกิดการโจมตีครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึงเกือบ 36% ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนเมษายน ซื้อขายกันที่ประมาณ 87.76 ดอลลาร์ สูงกว่าก่อนเริ่มสงครามราว 30%
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปที่เส้นโค้งราคา (Futures curve) จะพบเรื่องราวที่แตกต่างออกไป ตลาดน้ำมันกำลังอยู่ในภาวะ Backwardation ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีกำหนดส่งมอบทันทีหรือในระยะใกล้ มีราคาแพงกว่า (Premium) สัญญาส่งมอบในระยะเวลาที่ไกลออกไป
“ภาวะ Backwardation ที่ราคาในอนาคตต่ำกว่าราคาในปัจจุบัน กำลังบ่งชี้ว่าตลาดมองว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในขณะนี้เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว” Toni Meadows หัวหน้าฝ่ายจัดการลงทุนของ BRI Wealth Management กล่าวกับ CNBC “มิฉะนั้นคุณคงต้องยอมจ่ายแพงขึ้นสำหรับการส่งมอบในอนาคตเนื่องจากความขาดแคลนของอุปทาน ใช่ ตอนนี้มีปัญหาจากการสู้รบ แต่ตลาดยังคาดหวังว่าจะมีการคลี่คลายในที่สุด”
Meadows ชี้ว่าตลาดยังคงระมัดระวังตัว เพราะขีปนาวุธเพียงลูกเดียวก็สามารถเปลี่ยนสมการได้ทั้งหมด “โรงงานก๊าซ LNG เมื่อถูกทำลายแล้ว ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะนำกลับมาเดินเครื่องได้อีกครั้ง”
ด้าน Katy Stoves ผู้จัดการการลงทุนจาก Mattioli Woods เสริมว่า พฤติกรรม Backwardation ถือเป็นเรื่องปกติเมื่อเกิดภาวะตื่นตระหนกเช่นนี้ “ผู้คนกำลังคาดหวังว่าการปะทะกันจะลดลง แต่มันอาจตีความในอีกมุมที่น่ากังวลกว่าได้ว่า นี่คือการคาดการณ์ว่าอุปสงค์จะลดลงด้วย แม้จะมีการหยุดยิง การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ถูกทำลายต้องใช้เวลา และฉันไม่แน่ใจว่าตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงนี้ลงไปในราคาแล้วหรือยัง”
The post น้ำมันแพง…ใครได้ประโยชน์? ดีเซลส่อทะลุ 60 บาท/ลิตร วิเคราะห์หุ้นพลังงานไทยรับอานิสงส์แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (25 มีนาคม 2569) พรเลิศ เตชะรัตโนภาส ประธานเจ้าห […]
The post efin group เปิดตัว ‘efin.finance’ แพลตฟอร์มข้อมูลการลงทุน อัจฉริยะผสาน AI ช่วยนักลงทุนเข้าถึง Insight ตลาดทุนได้ง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (25 มีนาคม 2569) พรเลิศ เตชะรัตโนภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออนไลน์แอสเซ็ท จำกัด หรือ efin group เปิดเผยว่า efin group ซึ่งพัฒนาแพลตฟอร์มด้านข้อมูลการลงทุนมากว่า 26 ปี ได้ต่อยอดสู่ ‘efin.finance’ เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่ที่ต้องเผชิญกับข้อมูลจำนวนมากในตลาดทุน ทั้งข่าวสาร บทวิเคราะห์ และข้อมูลบริษัทจดทะเบียน ซึ่งมักกระจัดกระจายอยู่หลายแหล่ง และต้องใช้เวลาในการค้นหา วิเคราะห์ และเชื่อมโยงข้อมูลก่อนนำไปใช้ ประกอบการตัดสินใจลงทุน
ด้านพสุธา ไดจิ อิเดะ Head of Business ของ efin group กล่าวว่า แนวคิดในการสร้าง efin.finance คือการเป็น Investment Intelligence Platform ซึ่งรวบรวมข้อมูลการลงทุน เครื่องมือวิเคราะห์ในเครือ efin เทคโนโลยี AI ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว รวมถึงเป็น Investment Ecosystem ที่จะเชื่อมต่อข้อมูล ข่าวสาร เครื่องมือวิเคราะห์ และคอมมูนิตี้ของนักลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถติดตามข้อมูล วิเคราะห์ และเข้าใจภาพรวมของตลาด ได้สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้ efin.finance เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มข้อมูลการลงทุนที่ครบวงจรและทรงพลังที่สุดในประเทศ
“เราอยู่ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเต็มไปหมด pain point การลงทุนในปัจจุบันคือ เราไม่ได้ขาดแคลน Data แต่ขาดความชัดเจนของข้อมูล ไม่รู้ว่าจะประยุกต์ใช้ข้อมูล เพื่อตัดสินใจในการลงทุนอย่างไรได้บ้าง”
ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ข้อมูลไม่ชัดเจน หลักๆ มาจาก 2 ปัจจัย คือ
2.ใช้เวลาวิเคราะห์ข้อมูลเยอะ แต่สุดท้ายไม่มีความมั่นใจในการตัดสินใจลงทุน
หากย้อนดู Investor journey หรือเส้นทางการลงทุนของนักลงทุนจะพบว่า ขั้นตอน ค้นคว้าและสรุปข้อมูล (Research and Evaluation) เป็นจุดที่เกิดคอขวด ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพราะข้อมูลนั้นมีมหาศาลทำให้ใช้เวลานานกว่าจะได้ ข้อมูลครบถ้วนเพื่อใช้ในการตัดสินใจ
ทั้งนี้แม้จะใช้ Generative AI เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลได้ลึกและเร็วขึ้น แต่ก็ไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้ต่อได้ทันที ถ้ายังไม่ได้ปรับแต่งบริบท AI ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเงินการลงทุนในขณะนั้น ดังนั้น ในบริบาททั่วไป นักลงทุนจึงไม่ได้เชื่อใจให้ AI ช่วยตัดสินใจลงทุน
แต่ Efin.finance แก้ pain point ดังกล่าวด้วยการใช้เทคโนโลยี AI ในการรวบรวมอินไซต์ข้อมูลจากหลายแหล่ง เปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้น ให้กลายเป็นข้อมูลที่เข้าใจง่าย ให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนได้ แต่ไม่ได้ชี้นำให้ตัดสินใจตาม ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจลงทุนอย่าง มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
AI Summarize ย่อยบทสนทนาข้อมูลการลงทุนทั้งหมดให้เหลือแค่แผ่นเดียว นำเสนอเป็น dashboard ของนักลงทุนแต่ละคน สามารถปรับแต่ง widget ตามพฤติกรรมของนักลงทุน
Personal Dashboard นักลงทุนสามารถจัดเรียงข้อมูลการลงทุนของตนเองได้ ตามความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่ติดตาม ข่าวที่เกี่ยวข้อง หรือข้อมูลสำคัญของตลาด ให้เหมาะกับรูปแบบการลงทุนของแต่ละคนได้
efinCalendar ปฏิทินข้อมูลตลาดทุนที่รวบรวม เหตุการณ์สำคัญของตลาดในแต่ละวัน เช่น การประกาศงบการเงิน การจ่ายเงินปันผล หรือเหตุการณ์สำคัญของบริษัท จดทะเบียน รวมถึงกิจกรรมและข่าวสารต่างๆ จากเครือ efin เพื่อให้นักลงทุนเห็นภาพรวมของความเคลื่อนไหวใน ตลาดทุนได้ในที่เดียว
ทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุน (ประเทศไทย) ให้มุมมองว่า ปัจจุบันโลกการลงทุนข้อมูลไหลเร็วขึ้น ทุกครั้งมีข่าวออกมามักจะมีคนนำมาวิเคราะห์เชิงลึกในแง่มุมต่างๆ ที่หลากหลาย สะท้อนว่าโลกเปลี่ยนเร็วขึ้น คนเก่งขึ้น ดังนั้นโลกหลังยุค AI จึงต้องการทำงานเป็นที่ใช้ AI เพิ่ม productivity ไม่ใช่คนที่ใช้ AI เป็น
เมื่อมองไปที่ตลาดหุ้นในช่วงที่โลกอยู่ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน มักมีองค์กรที่ปรับตัวไม่ทัน moat หรือความได้เปรียบทางการแข่งขันจะพังทลายลง ต้องสร้าง moat ใหม่ เวลาวิเคราะห์หุ้นจึงไม่สามารถประเมินแนวโน้มธุรกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะถ้าธุรกิจไหนปรับตัวไม่ทันโลกก็จะล้มหายไป สิ่งสำคัญคือ ต้องเลือกลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้ชนะ อย่างไรก็ตาม ในโลกการลงทุนมักเทรดกันด้วยสมมติฐานมากกว่าข้อเท็จจริง โอกาสทำกำไรมากขึ้น แต่ก็มาไวไปไว เช่นเดียวกับการขาดทุน
The post efin group เปิดตัว ‘efin.finance’ แพลตฟอร์มข้อมูลการลงทุน อัจฉริยะผสาน AI ช่วยนักลงทุนเข้าถึง Insight ตลาดทุนได้ง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางสมรภูมิเดือดในตะวันออกกลางที่กดดันความผันผวนของ […]
The post YLG ชี้ราคาทองคำเข้าสู่ช่วง ‘พักตัวระยะกลาง’ จับตาแนวต้านสำคัญ 72,200-77,300 บาท หากไม่ผ่านเสี่ยงทรุดต่อถึง 55,000 บาท แต่ยังคงเป้าหมายปี 2026 แตะระดับ 90,000 บาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางสมรภูมิเดือดในตะวันออกกลางที่กดดันความผันผวนของตลาดโลก ราคาทองคำกำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญในการเลือกทาง ระหว่างการ ‘พักฐาน’ เพื่อไปต่อ หรือการ ‘ปรับฐาน’ ลึกกว่าที่คาด ‘วายแอลจี’ ชี้เป็นโอกาสทองในการวางกลยุทธ์ Buy on Dip สำหรับนักลงทุนระยะยาว
สถานการณ์ราคาทองคำในประเทศวันนี้ (25 มี.ค.) อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ พบว่า ณ เวลา 15.09 น. ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้น 2,300 บาทต่อบาททองคำ โดยทองคำแท่งรับซื้อที่ 70,400 บาทต่อบาททองคำ และขายออกกท่ี 70,600 บาทต่อบาททองคำ ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อที่ 68,993.16 บาทต่อบาททองคำ และขายออกที่ 71,400 บาทต่อบาททองคำ
พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า การดีดตัวของราคาทองคำล่าสุด (25 มี.ค.) เป็นเพียงสัญญาณรีบาวด์ระยะสั้นหลังจากราคาสไลด์ตัวลงจนเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป (Oversold) และเกิดสัญญาณขัดแย้งเชิงบวก (Bullish Divergence) ในกราฟรายชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมระยะกลางยังอยู่ในช่วง ‘Correction’ หรือการพักฐาน ซึ่งนักลงทุนต้องระวังแรงเทขายบริเวณแนวต้าน 4,668 – 4,996 ดอลลาร์ (72,200 – 77,300 บาท) เพราะหากไม่สามารถทะลุผ่านได้ อาจเป็นการ ‘ดีดเพื่อลงต่อ’ ไปหาแนวรับสำคัญที่ 4,096 – 3,926 ดอลลาร์ (63,300 – 60,700 บาท)
แม้ระยะสั้นจะผันผวน แต่ YLG ยังคงเป้าหมายปีนี้ไว้ที่ 5,596 – 5,824 ดอลลาร์ (86,600 – 90,000 บาท) โดยมี 4 ปัจจัยสนับสนุน ดังนี้
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน YLG แนะนำดังนี้
ภาพ: THE STANDARD
The post YLG ชี้ราคาทองคำเข้าสู่ช่วง ‘พักตัวระยะกลาง’ จับตาแนวต้านสำคัญ 72,200-77,300 บาท หากไม่ผ่านเสี่ยงทรุดต่อถึง 55,000 บาท แต่ยังคงเป้าหมายปี 2026 แตะระดับ 90,000 บาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ […]
The post จับตา พ.ค.69 ชี้ทิศทางการลงทุนโลก ประธาน FED คนใหม่ เงินเฟ้อออกฤทธิ์ ตลาดหุ้นไทยรุ่งหรือร่วง? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาพลังงานในประเทศที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นตาม
ด้านราคาทอง ผันผวนหนัก -10% ทำจุดต่ำสุดที่ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา การปรับลดลงของราคาทองในช่วงที่ผ่านมา สอดคล้องกับทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ
สิ่งนี้สะท้อนว่านักลงทุนเทขาย ทุกสินทรัพย์เพื่อถือเงินสด เพราะกังวลความเสี่ยงเงินเฟ้อจากการส่งผ่านต้นทุนด้านพลังงาน สู่ภาคเศรษฐกิจจริง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation ที่เงินเฟ้อสูงควบคู่กับ เศรษฐกิจชะลอตัว
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ เดือนพฤษภาคม จะกลายเป็นจุดชี้ชะตา ‘ตลาดหุ้นไทย’ ครึ่งปีหลัง ว่าจะรุ่งหรือจะร่วง เนื่องจากเป็นช่วงที่คาดว่าจะมีการแต่งตั้งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ‘เควิน วอร์ช (Kevin Warsh)’ ที่จะมารับช่วงต่อจาก ‘เจอโรม พาวเวลล์’ ซึ่งจะหมดวาระในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เป็นช่วงเดียวกับที่นักวิเคราะห์ มองว่าราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจะส่งผ่านต้นทุนไปยังอัตราเงินเฟ้อในเดือนนี้
สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่จากเจอโรม พาวเวลล์ เป็นเควิน วอร์ช ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่มีนัยสำคัญต่อทิศทางการลงทุนโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย เนื่องจากมี 3 ปัจจัยหลักที่เข้ามาบรรจบกันในช่วงเวลาดังกล่าวพอดี
1. ความชัดเจนของทิศทางดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์
การเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินจากการเข้ามาดำรงตำแหน่งของเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed คนใหม่ จะเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ จะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นก่อนหน้านี้ (ระยะเวลาส่งผ่านต้นทุน 2-3 เดือน) ตลาดจึงให้การจับตามองว่าประธาน Fed คนใหม่จะกำหนดทิศทางนโยบายอย่างไร จะเลือกคงอัตราดอกเบี้ย หรือจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายตามที่เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งจะส่งผลโดยตรง ต่อค่าเงินดอลลาร์และทิศทางของตลาดทุน
2. การปรับลดน้ำหนักตลาดหุ้นอินโดนีเซียในดัชนี MSCI
เดือนพฤษภาคมเป็นเดือนชี้ชะตาตลาดหุ้นอินโดนีเซียว่าจะถูก MSCI ปรับลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) สู่ตลาดชายขอบ (Frontier Market) หรืออาจแค่ถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุนลง 15-20% เนื่องด้วยความกังวลด้านสภาพคล่องและสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free float) ที่ต่ำ ซึ่งอาจกดดันให้กองทุนต่างๆ ทั้ง Active Fund และ Passive Fund ย้ายเงินลงทุนออกจากตลาดอินโดนีเซียเข้าไปลงทุนในประเทศอาเซียนอื่นๆ รวมถึงตลาดหุ้นไทย
3. ฤดูกาลจ่ายเงินปันผลกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า
ตามสถิติย้อนหลัง 20 ปี พบว่าเดือนพฤษภาคมมักจะเป็นเดือนที่เงินบาท อ่อนค่าลงเฉลี่ยประมาณ 0.6-0.7 บาท เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลจ่ายเงินปันผล สำหรับรอบนี้คาดว่ายอดการจ่ายเงินปันผลจะทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยนักลงทุนต่างชาติอาจได้รับเงินปันผลรวมกันสูงถึง 150,000-200,000 ล้านบาท หากนักลงทุนต่างชาตินำเงินปันผลกลับประเทศ ก็จะยิ่งสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก
บลจ. กสิกรไทย (KAsset) ประเมินผลกระทบของสงครามอิหร่าน ต่อทิศทางของตลาดหุ้นไทย โดยแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenario) ตามระยะเวลาความยืดเยื้อของสงคราม ดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1 สงครามจบภายใน 1 เดือน: ประเมินว่าเป้าหมายของ SET Index จะอยู่ที่ระดับ 1,480 จุด
ฉากทัศน์ที่ 2 สงครามยืดเยื้อ 3 เดือน: ซึ่งเป็นกรณีที่มีความเป็นไปได้สูงสุด (Base Case) หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงระดับนี้ SET Index จะเปิดความเสี่ยงขาลง (Downside risk) โดยร่วงลงไปอยู่ที่ระดับ 1,385 จุด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้กำไรต่อหุ้น (EPS) ลดลงประมาณ 4 จุด รวมถึงฉุดให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยอาจปรับลดลงมาเหลือเพียงระดับ 1.3% จากประมาณการเดิมที่ 1.9%
ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามยืดเยื้อนาน 12 เดือน มีความเป็นไปได้น้อยที่สุด
ด้านมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ มีการประเมินฉากทัศน์เพิ่มเติม ในกรณีที่สงครามยืดเยื้อ 1 เดือนครึ่ง คาดว่าสถานการณ์ปริมาณน้ำมันดิบ ขาดแคลนจะเริ่มคลี่คลายในช่วงหลังสงกรานต์ ซึ่งจะทำให้เป้าหมาย SET Index จะอยู่ที่ระดับประมาณ 1,430-1,440 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้ตลาดมี Upside จำกัด
ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock
The post จับตา พ.ค.69 ชี้ทิศทางการลงทุนโลก ประธาน FED คนใหม่ เงินเฟ้อออกฤทธิ์ ตลาดหุ้นไทยรุ่งหรือร่วง? appeared first on THE STANDARD.
]]>
The post บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ Fed เผชิญ Inflation Shocks สองชั้น! อาจปิดตายโอกาสลดดอกเบี้ยปี 2026 เตือนกรณีเลวร้ายสุดอาจเห็นการ ‘ขึ้นดอกเบี้ย’ รอบใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
The post บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ Fed เผชิญ Inflation Shocks สองชั้น! อาจปิดตายโอกาสลดดอกเบี้ยปี 2026 เตือนกรณีเลวร้ายสุดอาจเห็นการ ‘ขึ้นดอกเบี้ย’ รอบใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หุ้นของ HYBE ต้นสังกัดของซูเปอร์สตาร์ K-pop อย่าง BTS ร […]
The post หุ้น HYBE ร่วง 15% รับวันคัมแบ็ก BTS เจาะเบื้องหลังยอดคนดูหน้างานพลาดเป้า ขณะที่ยอดสตรีมมิงบน Netflix พุ่งสวนทาง appeared first on THE STANDARD.
]]>
หุ้นของ HYBE ต้นสังกัดของซูเปอร์สตาร์ K-pop อย่าง BTS ร่วงลงอย่างหนักในช่วงต้นสัปดาห์ โดยปรับตัวลดลงมากถึง 15% ซึ่งถือเป็นการร่วงลงระหว่างวันครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 ทั้งนี้หุ้นของ HYBE เคยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนก่อนหน้า จากความคาดหวังต่อทัวร์คัมแบ็กและอัลบั้มใหม่
ราคาหุ้นตกลงมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 2.94 แสนวอน ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 4 เดือนนับตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2025 สาเหตุหลักมาจากจำนวนผู้เข้าร่วมชมคอนเสิร์ตคัมแบ็กที่น้อยกว่าที่เจ้าหน้าที่คาดการณ์ไว้
คอนเสิร์ตครั้งนี้ซึ่งได้รับการโปรโมตอย่างหนัก จัดขึ้นแบบไม่มีค่าใช้จ่ายที่จัตุรัส Gwanghwamun ในกรุงโซลเมื่อวันเสาร์ (21 มี.ค.) ที่ผ่านมา ถือเป็นการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของสมาชิกวงทั้ง 7 คน
ทั้ง Jin, Suga, J-Hope, RM, Jimin, V และ Jung Kook ได้กลับมาขึ้นเวทีพร้อมหน้าพร้อมตากันเป็นครั้งแรก หลังจากที่พวกเขาต้องพักวงไปตั้งแต่ปี 2022 เพื่อเข้ารับการเกณฑ์ทหารตามข้อบังคับของเกาหลีใต้
สื่อท้องถิ่นอย่าง Chosun Ilbo รายงานว่ามีแฟนคลับเข้าร่วมงานประมาณ 1.04 แสนคน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเคยประเมินตัวเลขผู้เข้าร่วมไว้สูงถึง 2.6 แสนคน ซึ่งหมายความว่าจำนวนคนดูจริงน้อยกว่าครึ่งของที่คาดไว้
ตัวเลขผู้เข้าชมที่ต่ำกว่าคาดอาจมีปัจจัยมาจากมาตรการควบคุมฝูงชนอย่างเข้มงวดของทางการ ซึ่งเป็นผลสะท้อนจากความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหตุการณ์ Itaewon
นอกจากนี้การถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตผ่าน Netflix ไปยังผู้ชมกว่า 190 ประเทศทั่วโลก รวมถึงเกาหลีใต้เอง ก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อจำนวนผู้เข้าร่วมชมในสถานที่จริง
สำหรับการแสดงสดความยาว 1 ชั่วโมง วงได้นำเสนอเพลงทั้งหมด 12 เพลง ซึ่งผสมผสานทั้งผลงานจากอัลบั้มใหม่อย่าง Arirang รวมถึงเพลงฮิตอย่าง Butter และ Dynamite
แม้ตัวเลขคนดูหน้างานจะไม่ตรงตามเป้า แต่งานนี้กลับดึงดูดผู้ชมบน Netflix ได้ดี โดยขึ้นสู่อันดับต้นๆ ของชาร์ตรายวันในหลายประเทศ รวมถึงเกาหลีใต้ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทาง Netflix เตรียมเปิดเผยตัวเลขยอดผู้ชมอย่างเป็นทางการในช่วงปลายสัปดาห์นี้
กระแสตอบรับเบื้องต้นสำหรับผลงานใหม่ถือว่าแข็งแกร่ง อัลบั้ม Arirang ขึ้นสู่อันดับต้นๆ บนชาร์ต Spotify อย่างรวดเร็วหลังจากเปิดตัว โดยหลายเพลงในอัลบั้มขึ้นอันดับหนึ่งทั้งบน Spotify และ iTunes ทางด้าน Big Hit Music ซึ่งเป็นค่ายเพลงในเครือ HYBE เปิดเผยว่าอัลบั้มใหม่ทำยอดขายได้ประมาณ 4 ล้านชุดตั้งแต่วันแรกของการวางจำหน่าย
พวกเขากำลังกลับมาสู่เวทีระดับโลกหลังจากพักวงไปเกือบ 4 ปี โดยเตรียมจัดทัวร์คอนเสิร์ตที่ใหญ่ที่สุดของวง ซึ่งตั๋วการแสดงทั้ง 82 รอบถูกจำหน่ายหมดแล้ว
ความสำเร็จของการกลับมาในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่มีเดิมพันสูงมากสำหรับทั้งตัวศิลปินและค่ายเพลง เนื่องจากผลงานของวงจะเป็นตัวกำหนดทิศทางและอนาคตของ HYBE ในระยะยาว
แม้ว่า HYBE จะพยายามขยายธุรกิจในระดับโลกผ่านการเข้าซื้อกิจการค่ายเพลงต่างๆ ตั้งแต่ฝั่งฮอลลีวูดไปจนถึงละตินอเมริกา แต่ BTS ก็ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้หลักของบริษัท ในช่วงที่ศิลปินต้องหยุดพักงาน อัตราการเติบโตของกำไรก็อยู่ในภาวะซบเซา
ในขณะเดียวกัน ตลาดเพลง K-pop ในระดับโลกก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ทัวร์คอนเสิร์ตครั้งล่าสุดของวงจบลงเมื่อปี 2019
นั่นหมายความว่าพวกเขาจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นเพื่อแย่งชิงความสนใจจากกลุ่มแฟนคลับ โดยมีคู่แข่งทั้งศิลปินระดับแนวหน้าอย่าง Blackpink, Seventeen และ Stray Kids รวมถึง Kpop Demon Hunters วงจากจักรวาลภาพยนตร์ของ Netflix
ทั้งนี้ Netflix กำลังมีแผนจัดทัวร์คอนเสิร์ตระดับโลกให้กับวง Kpop Demon Hunters เพื่อต่อยอดความสำเร็จของภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาลของแพลตฟอร์ม โดยทัวร์ดังกล่าวอาจจัดขึ้นในช่วงปีหน้าเพื่อโปรโมตภาคต่อของภาพยนตร์ ตามรายงานของ Reuters และ Bloomberg
ภาพ : Kim Min-Hee – Pool/Getty Images
อ้างอิง:
The post หุ้น HYBE ร่วง 15% รับวันคัมแบ็ก BTS เจาะเบื้องหลังยอดคนดูหน้างานพลาดเป้า ขณะที่ยอดสตรีมมิงบน Netflix พุ่งสวนทาง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตลาดโลหะมีค่าทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก โดยร […]
The post แห่ขายทองคำทั่วโลก! ราคาร่วงหลุด 65,000 บาท ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ทำไมสถานะ Safe Haven หยุดทำงาน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตลาดโลหะมีค่าทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก โดยราคาทองคำ โลหะเงิน และแพลทินัม ร่วงลงอย่างรุนแรง ท่ามกลางความขัดแย้งในอิหร่านที่ยังคงดำเนินอยู่ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนกำลังเทขายสินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เพื่อระดมเงินสดและชดเชยผลขาดทุนจากสินทรัพย์อื่นๆ
ราคาทองคำในประเทศไทยร่วงลงแตะระดับต่ำสุดที่ 64,400 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 3 เดือน โดยปรับตัวลดลงตามทิศทางราคาทองคำโลกที่ร่วงลงแตะ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 4 เดือน
ราคาทองคำสปอต (Spot gold) ทรุดตัวลงถึง 8.8% มาอยู่ใกล้ระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นการลบภาพการปรับตัวขึ้นของปีนี้ไปจนหมด
ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายเดือนมกราคม ราคาทองคำโลกเคยพุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,594.92 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในไทยเคยทำจุดสูงสุดที่ 81,950 บาท
นอกจากทองคำแล้ว ราคาแร่เงินสปอต (Spot silver) ก็ดิ่งลง 8.3% มาอยู่ที่ 62.24 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของปีนี้ และลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากระดับ 117 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามในอิหร่านเริ่มต้นขึ้น
การเทขายยังลุกลามไปยังโลหะมีค่าอื่นๆ โดยสัญญาแพลทินัมล่วงหน้าร่วงลง 10.6% แตะ 1,760.90 ดอลลาร์ และพัลลาเดียมลดลง 6.7% แตะ 1,347.50 ดอลลาร์
แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับกดดันให้ราคาปรับลดลงจากหลายปัจจัย นักลงทุนที่เป็นกลุ่ม Smart Money น่าจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าสงครามมีโอกาสจะปะทุขึ้น ทำให้ราคาทองคำขึ้นไปรับข่าว เมื่อไม่มีแรงซื้อใหม่เข้ามา ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเลือกเทขายออกมา
อีกเหตุผลคือ นักลงทุนเลือกขายสินทรัพย์ที่มีกำไรเพื่อนำเงินไปโปะผลขาดทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่ปรับตัวลง
“ราคาทองคำที่ขึ้นมากว่า 5,000 ดอลลาร์ ทำให้สูญเสียเสน่ห์ในฐานะ Safe Haven โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็น Safe Haven เหมือนกัน แต่ทองคำอยู่ในโซนที่สูง ขณะที่เงินดอลลาร์อยู่ในโซนต่ำ” ภาดลกล่าว
อย่างไรก็ตาม ภาดลมองว่าในระยะสั้นมีโอกาสจะเห็นราคาทองคำฟื้นตัวกลับมาได้ หลังจากลดลงมาต่ำกว่า 4,500 ดอลลาร์ หากสงครามยังคงยืดเยื้อต่อไป แต่ขณะเดียวกันหากสงครามคลายตัว ทองคำจะยิ่งสูญเสียปัจจัยหนุน ทำให้อาจเห็นราคาทองคำซึมลงต่อได้
ด้าน Johan Jooste ซีอีโอของ Pangaea Wealth AG ระบุว่า ทองคำกำลังเผชิญกับ “ปัญหาสภาพคล่อง” โดยการเทขายอย่างรวดเร็วเกิดจากความจำเป็นของนักลงทุนที่ต้องการระดมเงินสด ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ ความกังวลด้านเงินเฟ้อและดอกเบี้ย
สงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและกระตุ้นการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางอื่นๆ อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แนวโน้มดอกเบี้ยที่สูงขึ้นนี้ทำให้นักลงทุนหันไปสนใจพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าโลหะมีค่าที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
ขณะที่ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index ซึ่งเป็นมาตรวัดสกุลเงินดอลลาร์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3% ซึ่ง David Wilson ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของ BNP Paribas SA ชี้ว่า ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008, 2020 และ 2022 ทองคำก็เคยร่วงลงในระยะแรกเนื่องจากนักลงทุนเทขายสินทรัพย์เพื่อถือครองเงินดอลลาร์
จากความผันผวนนี้ การถือครองทองคำในกองทุน ETF พลิกกลับมาเป็นยอดเงินไหลออกสุทธิราว 11 ตันตั้งแต่ต้นปี ขณะที่สถานะคงค้าง (Open interest) ของสัญญาทองคำล่วงหน้าบนตลาด Comex ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2018 สะท้อนถึงการล้างสถานะเก็งกำไร
ภาพ: Mathieukor / GettyImages
อ้างอิง:
The post แห่ขายทองคำทั่วโลก! ราคาร่วงหลุด 65,000 บาท ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ทำไมสถานะ Safe Haven หยุดทำงาน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบโดย […]
The post สงครามตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรง จุดชนวนวิกฤตพลังงานรอบใหม่ หลังโครงสร้างพื้นฐานผลิตก๊าซฯ กาตาร์โดนถล่ม ดันราคาก๊าซ-น้ำมันพุ่ง ต้องลงทุนแบบไหนจึงรอด appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ยกระดับขึ้นเป็นการโจมตีแหล่งพลังงานโดยตรง โดยเริ่มต้นจากการที่อิสราเอลเข้าโจมตีแหล่งก๊าซของอิหร่าน และอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีแหล่งก๊าซลาฟาน (Laffan) ของกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่ระดับต้นๆ ของโลก การโจมตีครั้งนี้ทำให้กำลังการส่งออก LNG หายไปถึง 13 ล้านตัน หรือคิดเป็นเกือบ 20% ของการส่งออก
สุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department, InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุ ถึงผลกระทบของวิกฤตพลังงานต่อเศรษฐกิจไทยสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ยกระดับขึ้นเป็นการโจมตีแหล่งพลังงานโดยตรง โดยเริ่มต้นจากการที่อิสราเอลเข้าโจมตีแหล่งก๊าซของอิหร่าน และอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีแหล่งก๊าซลาฟาน (Laffan) ของกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่ระดับต้นๆ ของโลก การโจมตีครั้งนี้ทำให้กำลังการส่งออก LNG หายไปถึง 13 ล้านตัน หรือคิดเป็นเกือบ 20% ของการส่งออก
สิ่งที่น่ากังวลคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายอย่างหนัก และอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมยาวนานถึง 3-5 ปี ผลกระทบที่ตามมาคือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด นับตั้งแต่เริ่มสงคราม ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 50% จากปัจจัยด้านพรีเมียมความเสี่ยงและภาวะชะงักงัน (Disruption) ขณะที่ราคาก๊าซปรับตัวขึ้นแรงกว่าถึง 100%
โดยราคา LNG ในฝั่งเอเชีย (JKM) พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 22 ดอลลาร์ต่อ MMBtu (บวกขึ้นมาถึง 10% ในคืนเดียว) ส่วนราคาก๊าซในยุโรป (TTF) ก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 20-21 ดอลลาร์ ซึ่งสวนทางกับราคาก๊าซในสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ในระดับ 3-4 ดอลลาร์ สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ซื้อนำเข้าอย่างเอเชียและยุโรปเสียประโยชน์อย่างหนัก ในขณะที่ผู้ผลิตและส่งออกที่ไม่ได้รับผลกระทบ เช่น สหรัฐฯ และออสเตรเลีย กลายเป็นผู้รับอานิสงส์
สำหรับประเทศไทย การพุ่งขึ้นของราคาก๊าซธรรมชาติส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP เนื่องจากไทยต้องนำเข้า LNG เพื่อมาใช้ผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนถึง 1 ใน 3 หากต้นทุนสูงขึ้นแต่รัฐบาลไม่อนุญาตให้ปรับขึ้นค่าไฟ ส่วนต่างกำไร (Margin) ของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าก็จะหดตัวลง
นอกจากนี้ การขาดแคลน LNG ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมอื่น เช่น
ในมุมมองระดับมหภาค InnovestX ประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อกินเวลา 2-3 เดือน ราคาน้ำมันดิบอาจมีค่าเฉลี่ยที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เงินเฟ้อและต้นทุนพุ่งสูงขึ้น และอาจกดดันให้ GDP ของไทยที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.7% ปรับลดลงมาเหลือระดับ 1% กลางๆ ทิศทางนโยบายการเงินของไทยที่เคยคาดว่าจะลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งอาจต้องชะลอออกไป และเงินบาทมีสิทธิ์อ่อนค่าไปแตะ 33-34 บาทต่อดอลลาร์
ยิ่งไปกว่านั้น ใน กรณีเลวร้าย (Worst Case Scenario) หากบานปลายกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค (Regional War) ราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ GDP ไทยอาจเหลือเพียง 1% และนโยบายการเงินโลกอาจถึงขั้นต้องกลับทิศมาพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
วิกฤตครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งให้รัฐบาลทั่วโลกกลับมาตื่นตัวเรื่อง ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) อีกครั้ง หลังจากเคยตื่นตัวไปแล้วในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน เอเชียซึ่งพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางอย่างหนัก จะต้องหันมาพึ่งพาพลังงานสะอาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) พลังงานลม (Wind) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Storage) ซึ่งสอดรับกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มหาศาลจากการเติบโตของ AI และ Data Center
สำหรับประเทศไทย ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้ง Solar Roof, รถยนต์ EV รวมถึงพืชพลังงานที่นำมาทำไบโอดีเซล ทั้ง B5, B7 และอาจเพิ่มเป็น B10 จะได้รับประโยชน์ในระยะสั้น
ในแง่ของการจัดพอร์ตลงทุน จีนถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการกระจายความเสี่ยง จีนพยายามลดการพึ่งพาภายนอกและหันมาเน้นคุณภาพ ปัจจุบันจีนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้มากกว่าถ่านหินแล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังให้ความสำคัญกับ AI โดยวางเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ทั้งในกลุ่ม EV, Robotics และ Smart Devices โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg คาดว่าตลาด AI ของจีนจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 30% ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2028
เพื่อตอบรับเทรนด์เทคโนโลยีเอเชีย InnovestX ได้ออก DR23 ชุดใหม่จำนวน 14 หลักทรัพย์ ซึ่งครอบคลุมหุ้นชั้นนำในจีน ฮ่องกง และญี่ปุ่น โดยเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ธีมหลัก ได้แก่
ทั้งนี้ ทีมวิจัยของ InnovestX ได้คัดสรร Top 5 หุ้นเด่น ให้นักลงทุนพิจารณาเป็นพิเศษ ได้แก่ Tencent, NAURA, Kioxia, China Mobile และ FANUC
ภาพ: StreetOnCamara_Comeback/ Shutterstock
The post สงครามตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรง จุดชนวนวิกฤตพลังงานรอบใหม่ หลังโครงสร้างพื้นฐานผลิตก๊าซฯ กาตาร์โดนถล่ม ดันราคาก๊าซ-น้ำมันพุ่ง ต้องลงทุนแบบไหนจึงรอด appeared first on THE STANDARD.
]]>
คณะลูกขุนในศาลรัฐบาลกลางเมืองซานฟรานซิสโกได้มีคำตัดสินว […]
The post ‘อีลอน มัสก์’ แพ้คดีครั้งประวัติศาสตร์! ลูกขุนชี้มีความผิดฐานทวีตป่วนหุ้น Twitter เล็งสั่งปรับทะลุ 8 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
คณะลูกขุนในศาลรัฐบาลกลางเมืองซานฟรานซิสโกได้มีคำตัดสินว่า อีลอน มัสก์ มีความผิดฐานฉ้อโกงนักลงทุนของ Twitter Inc. (ปัจจุบันคือ X) หลังจากที่เขาพยายามดิสเครดิตแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแห่งนี้ในปี 2022 เพื่อหวังจะกดราคาซื้อขายให้ต่ำกว่าข้อเสนอเดิมที่ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท)
รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า คณะลูกขุนพบว่ามัสก์จงใจทำให้ผู้ถือหุ้นเข้าใจผิดผ่านการทวีตข้อความอ้างว่า Twitter มีบัญชีปลอมจำนวนมาก และพยายามจะถอนตัวจากข้อตกลงซื้อขาย อย่างไรก็ตาม คณะลูกขุนได้ยกฟ้องข้อกล่าวหาเรื่องการฉ้อโกงไป 2 จาก 4 ข้อหา และทีมทนายความของมัสก์ก็ประกาศเตรียมยื่นอุทธรณ์ทันที
ทางด้านคณะกรรมการทั้ง 8 คนได้คำนวณว่าคำพูดของมัสก์ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงไปมากเพียงใดในแต่ละวันที่มีการซื้อขายตลอดช่วงเวลาประมาณ 5 เดือน โดยจำนวนเงินค่าเสียหายที่เขาต้องจ่ายให้กับนักลงทุนรายย่อย ซึ่งอาจสูงถึงหลายร้อยล้านหรือทะลุพันล้านดอลลาร์สหรัฐ จะถูกกำหนดอีกครั้งในภายหลังเมื่อผู้ถือหุ้นยื่นเรื่องเรียกร้องค่าเสียหายเข้ามา
คำตัดสินซึ่งใช้เวลาพิจารณาถึง 3 วันในครั้งนี้ ถือเป็นความพ่ายแพ้ในศาลที่หาดูได้ยากสำหรับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ผู้ซึ่งได้รับฉายาว่า ‘Teflon Elon’ จากสถิติการเอาชนะคดีความเดิมพันสูงที่หลายคนคาดว่าเขาจะแพ้มาแล้วนักต่อนัก
รายงานจาก CNBC ระบุเพิ่มเติมว่า โจเซฟ คอตเชตต์ ทนายความของกลุ่มนักลงทุน Twitter ประเมินว่ามูลค่าความเสียหายรวมอาจพุ่งสูงถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.52 หมื่นล้านบาท) พร้อมกล่าวว่าคดีนี้เป็นกรณีศึกษาที่ดีเยี่ยมว่าคุณไม่สามารถทำอะไรแบบนี้กับนักลงทุนทั่วไปที่มีบัญชีออมทรัพย์เพื่อการเกษียณ มีลูก มีกองทุนบำนาญ อย่างเช่น ครู พนักงานดับเพลิง และพยาบาลได้
หลังมัสก์ยื่นข้อเสนอซื้อ Twitter ในเดือนเมษายน 2022 ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเมื่อเขาเริ่มตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับจำนวนบัญชีปลอม บอต และสแปมบนแพลตฟอร์ม ในเดือนถัดมาเขาก็ทวีตข้อความว่าข้อตกลงซื้อขายถูก ‘ระงับไว้ชั่วคราว’ จนกว่าซีอีโอของ Twitter จะพิสูจน์ได้ว่าจำนวนบัญชีปลอมมีสัดส่วนราว 5% ตามที่รายงานไว้กับหน่วยงานกำกับดูแล
ทวีตและความคิดเห็นเพิ่มเติมของมัสก์ส่งผลให้หุ้นของ Twitter ดิ่งลงเกือบ 10% ในการซื้อขายเพียงรอบเดียว คณะลูกขุนใช้เวลาหารือกัน 4 วันก่อนจะมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ทวีตของมัสก์ในวันที่ 13 และ 17 พฤษภาคม ถือเป็นข้อความที่เป็นเท็จหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างมีนัยสำคัญ
อดีตผู้ถือหุ้น Twitter แย้งว่าคำพูดของมัสก์เป็นแผนการเพื่อกดดันให้คณะกรรมการของบริษัทต้องยอมขายกิจการในราคาที่ต่ำกว่าข้อเสนอเดิม โดยอ้างว่าเขามีแรงจูงใจมาจากราคาหุ้นของ Tesla ที่ลดลง ซึ่งจะทำให้เขาต้องขายหุ้นในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่าที่ตั้งใจไว้เพื่อนำเงินมาเป็นทุนในการซื้อกิจการ Twitter
รายงานจาก CNN ระบุว่า มาร์ก โมลัมฟี ทนายความของโจทก์ กล่าวด้วยความยินดีว่าคำตัดสินในวันนี้ถือเป็นคำตัดสินของคณะลูกขุนในคดีหลักทรัพย์ที่ ‘มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา’ และเป็นการส่งข้อความที่ชัดเจนว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
แม้คณะลูกขุนจะพบว่ามัสก์มีความผิดจากทวีตเจ้าปัญหาทั้ง 2 ข้อความ แต่มัสก์ก็พยายามแก้ต่างระหว่างการให้การในศาลว่า “ถ้าคดีนี้เป็นเรื่องของการพิจารณาว่าผมทวีตข้อความโง่ๆ หรือเปล่า ผมก็คงต้องยอมรับผิด” แต่เขาก็ยืนยันว่าไม่ได้คิดว่าโพสต์เหล่านั้นจะก่อให้เกิดผลกระทบที่ ‘เป็นสาระสำคัญ’ แต่อย่างใด
ผู้ถือหุ้น Twitter ที่อยู่เบื้องหลังการฟ้องร้องแบบกลุ่มไม่ใช่กลุ่มเดียวที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมของมัสก์ในช่วงที่มีการเข้าซื้อกิจการ เพราะเมื่อเดือนมกราคม 2025 คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ก็ได้ยื่นฟ้องมัสก์ในข้อหาล้มเหลวในการเปิดเผยสัดส่วนการถือหุ้นใน Twitter อย่างเหมาะสม ซึ่งทำให้เขาสามารถกว้านซื้อหุ้นของแพลตฟอร์มได้ในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง
แม้ว่าคำตัดสินในครั้งนี้จะถือเป็นการตำหนิสำหรับมัสก์ แต่ผลกระทบทางการเงินที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของเขา ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 21.3 ล้านล้านบาท) ตามการประเมินของ Bloomberg
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.79 บาท ณ วันที่ 21 มีนาคม 2569
ภาพ : illustration by Chesnot/Getty Images
อ้างอิง:
The post ‘อีลอน มัสก์’ แพ้คดีครั้งประวัติศาสตร์! ลูกขุนชี้มีความผิดฐานทวีตป่วนหุ้น Twitter เล็งสั่งปรับทะลุ 8 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
กลุ่มทิสโก้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างส […]
The post วิกฤตน้ำมันเขย่ากำลังซื้อ! ทิสโก้หวั่นกระทบชำระหนี้ลูกหนี้ร่วง หลังน้ำมันพุ่งฉุด GDP ด้าน ตลท. ชี้ฟันด์โฟลว์เริ่มนิ่ง หุ้นไทยส่งสัญญาณปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.
]]>
กลุ่มทิสโก้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อ หลังราคาน้ำมันและพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หวั่นกระทบขีดความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มลูกค้าโดยตรง พร้อมกางผล Stress Test เตือนหากราคาน้ำมันขยับทุก 10% จะฉุด GDP ไทยร่วง 0.3% สวนทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ประเมินว่าหุ้นไทยเริ่มกลับเข้าสู่โซนปลอดภัยมากขึ้น หลังกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) เริ่มหยุดไหลออกอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ยังดำเนินต่อเนื่องในปัจจุบัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานอื่นๆ พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันถือเป็นสมมติฐานสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จากการทำ Stress Test ภายในพบว่า หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทุก 10% จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อขยับเพิ่มขึ้น 0.8% และฉุดการเติบโตของ GDP ลง 0.3% ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มลูกค้า
สำหรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากภาวะสงคราม “ผลกระทบต่อลูกค้าโดยตรงอาจยังไม่มี แต่แน่นอนว่ามีผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ” ศักดิ์ชัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม ทิสโก้มองว่ายังไม่ต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมายธุรกิจที่วางไว้ในปีนี้ แต่หากสถานการณ์รุนแรงหรือยืดเยื้อกว่านี้ อาจต้องกลับมาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ทิสโก้เชื่อมั่นว่าพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีสัดส่วนราว 30-35% ของพอร์ตสินเชื่อยานยนต์ จะช่วยบรรเทาผลกระทบด้านต้นทุนพลังงานของลูกค้าได้ส่วนหนึ่ง ประกอบกับโครงสร้างสินเชื่อของทิสโก้ทั้งหมดเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน (Secure Loan) จึงมีความเสี่ยงลดลงในภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง
ส่วนผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในปัจจุบันต่อตลาดหุ้นไทย อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ในปัจจุบันเริ่มผ่อนคลายลง ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะเริ่มปลอดภัยมากขึ้น หลังจากที่เริ่มเห็นการหยุดไหลออกของกระแสเงินลงทุนต่างชาติ
“ไม่แน่ใจว่าจะเรียกหุ้นไทยเป็น Safe Haven ได้หรือไม่ แต่เริ่มเห็นว่าฟันด์โฟลว์เริ่มสลับเข้าออก หลังจากที่เป็นการไหลออกต่อเนื่องก่อนหน้านี้” อัสสเดชกล่าว
ด้าน ชาตรี จันทรงาม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายควบคุมการเงินและบริหารความเสี่ยง TISCO ย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดทางธุรกิจในระยะยาวของทิสโก้ คือการรักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ซึ่งทำได้ดีมาตลอดเกือบ 2 ทศวรรษ โดยตั้งเป้าหมายไปจนถึงปี 2571 ไว้ที่ระดับ 15-17%
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ทิสโก้มีกำไรสุทธิ 6,659 ล้านบาท และยังคงรักษาระดับ ROAE ได้ที่ 15.4% ขณะที่นโยบายการจัดการเงินทุนเน้นการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง โดยในปี 2568 มีอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) สูงถึง 93% หรือคิดเป็น 7.75 บาทต่อหุ้น
ทั้งนี้ในมุมมองด้านการบริหารทุน ทิสโก้มองว่าการซื้อหุ้นคืนยังไม่เหมาะในขณะนี้ เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ P/BV มากกว่า 2 เท่า ซึ่งไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่ามูลค่า
นอกจากนี้ ทิสโก้ได้เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมแล้วจำนวน 144 บริษัท
สำหรับทิสโก้ตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ในระยะ 3 ปีต่อจากนี้ในระดับ 15-17% อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยวางกลยุทธ์ภายใต้แผนการเติบโต 3 ปีข้างหน้า ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านเทคโนโลยีและหลักธรรมาภิบาล ดังนี้
The post วิกฤตน้ำมันเขย่ากำลังซื้อ! ทิสโก้หวั่นกระทบชำระหนี้ลูกหนี้ร่วง หลังน้ำมันพุ่งฉุด GDP ด้าน ตลท. ชี้ฟันด์โฟลว์เริ่มนิ่ง หุ้นไทยส่งสัญญาณปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (19 มีนาคม 2569) สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองปิดต […]
The post ราคาทองวันนี้ (19 มี.ค. 69) ร่วงแรง 3,600 บาท หวั่น Fed คงดอกเบี้ย คุมเข้มเงินเฟ้อ ‘ทรัมป์’ ยกระดับสงครามอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (19 มีนาคม 2569) สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองปิดตลาด เวลา 17.22 น. ราคาร่วงแรง 3,600 บาท ทำจุดต่ำสุดในรอบ 1 เดือน และตลอดทั้งวันปรับราคาแล้ว 56 ครั้ง
ทำให้ปัจจุบันราคาทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 72,700 บาท ขายออกบาทละ 72,900
บาท ขณะที่ทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 71,252 บาท ขายออกบาทละ 73,700 บาท
ขณะที่ราคาทองคำโลก (Gold Spot) เวลา 19.05 น. ร่วงลงสู่ระดับ 4,630 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 3.78% ออก ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์
ทั้งนี้สาเหตุที่ราคาทองปรับลดลงแรงในวันนี้ YLG GROUP ประเมินว่า เป็นผลมาจากแรงกดดันของมุมมองนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งลดความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
โดย Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด พร้อมส่งสัญญาณว่าความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน และความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง จะทำให้การปรับลดดอกเบี้ยยังไม่เกิดขึ้นในระยะใกล้ แม้ยังคงคาดการณ์การลดดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในปีนี้ก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวหนุนค่าเงินดอลลาร์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลลบต่อราคาทองคำ
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงยกระดับ หลังอิหร่านยิงขีปนาวุธ โจมตีพื้นที่ในกาตาร์ที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญ ตอบโต้อิสราเอลที่โจมตีแหล่งก๊าซ South Pars สถานการณ์ดังกล่าวผลักดันราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ อีกทั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังส่งสัญญาณอาจยกระดับมาตรการทางทหารเพิ่มเติมในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม แม้ความตึงเครียดดังกล่าวจะหนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย แต่แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จำกัดการฟื้นตัวของราคาทองคำ
ภาพ: FOTOGRIN / Shuttersstock
The post ราคาทองวันนี้ (19 มี.ค. 69) ร่วงแรง 3,600 บาท หวั่น Fed คงดอกเบี้ย คุมเข้มเงินเฟ้อ ‘ทรัมป์’ ยกระดับสงครามอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างรวดเ […]
The post สงครามตะวันออกกลางปะทุหนัก จับตาทุนไหลออกประเทศนำเข้าน้ำมัน พร้อมเตือนไทยเสี่ยงเผชิญ Stagflation appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วต่อทิศทางตลาดการเงินทั่วโลก โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นทันที ขณะที่ทิศทางค่าเงินบาทของไทยทะลุระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ภาพรวมของตลาดการเงินขณะนี้เกิดการกลับทิศทางอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี ซึ่งในขณะนั้นตลาดมีการเทขายดอลลาร์ ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า และมีกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ค่อนข้างมาก ทว่าเมื่อเกิดสถานการณ์สงครามที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น Theme ของตลาดได้พลิกกลับด้านทันที โดยนักลงทุนหันกลับมาซื้อดอลลาร์และเทขายสินทรัพย์จากกลุ่มประเทศที่มีการนำเข้าน้ำมันในระดับสูง
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เกิดสภาวะเงินทุนไหลออก (Capital Outflow) จากประเทศที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Oil Importer) อย่างเกาหลีใต้รวมถึงประเทศไทย ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อบัญชีเดินสะพัดและเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง นอกจากนี้ ตลาดได้เริ่มลดน้ำหนักความสนใจในเรื่องการเมืองภายในประเทศลง และหันไปให้น้ำหนักกับปัจจัยเรื่องสงคราม (War Factor) มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนต้องการขายสินทรัพย์เพื่อกลับไปถือครองเงินสดและเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น
ประเด็นที่น่าจับตาและถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ในรอบนี้ คือพฤติกรรมของนักลงทุนต่อ ‘ทองคำ’ ซึ่งโดยปกติมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ผู้คนจะแห่ซื้อพร้อมกับเงินดอลลาร์ในช่วงสงคราม แต่ในครั้งนี้ทองคำกลับกลายเป็นสินทรัพย์ที่ถูกเทขายออกมา โดยราคาได้ปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ราว 5,400 ก่อนจะร่วงลงมาซื้อขายกันอยู่ที่ระดับประมาณ 5,000 ปรากฏการณ์นี้อาจเกิดจากการที่นักลงทุนเลือกขายสินทรัพย์ที่ยังมีกำไรออกมาเพื่อชดเชยกับพอร์ตส่วนอื่นที่ขาดทุน หรือเพื่อดึงกลับมาเป็นเงินสดสำหรับรอจังหวะการลงทุนใหม่ รวมถึงการเตรียมเงินสดไว้สำหรับเติมเงินหลักประกัน (Margin) ในยามจำเป็น
สำหรับทิศทางราคาน้ำมัน ตลาดประเมินว่าในช่วงต้นราคาน้ำมันจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง และไม่ได้ให้น้ำหนักว่าสงครามจะยุติลงอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 เดือน แต่คาดว่าจะไปจบลงในช่วงไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันกลับมาอยู่ที่ระดับประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตามเดิม
ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้สร้างแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้ธนาคารกลางในกลุ่มประเทศที่มีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อสูง เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป อาจชะลอการลดอัตราดอกเบี้ย โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเดิมทีในช่วงต้นปีคาดการณ์กันว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ปัจจุบันตลาดให้โอกาส 80-100% ว่าอาจจะปรับลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยจะต้องให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อควบคู่ไปกับการดูแลการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยังคงมีความเปราะบางอยู่
ทิศทางค่าเงินบาทในปัจจุบันมีความผันผวนสูงมาก จากที่ช่วงต้นปีประเมินว่าเงินบาทจะแข็งค่าไปอยู่ที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ แต่ล่าสุดได้พุ่งขึ้นไปซื้อขายสูงสุดถึงระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ทาง SCB ได้ประเมินแนวโน้มค่าเงินบาทออกเป็น 3 กรณี ได้แก่
ด้วยความผันผวนที่คาดเดาจุดจบของสงครามได้ยาก ภาคธุรกิจจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) อย่างใกล้ชิด แต่การป้องกันความเสี่ยงนั้นจะต้องมีความยืดหยุ่นสูง (Flexible) เพราะหากผู้นำเข้าล็อกอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าที่ระดับ 32.50 บาท แต่ภายหลังเงินบาทกลับมาแข็งค่าที่ 31 บาท ก็อาจทำให้สูญเสียโอกาส (Opportunity Loss) ได้ ดังนั้น การใช้เพียงเครื่องมือพื้นฐานอย่าง Spot หรือ Forward อาจไม่เพียงพอ จึงแนะนำให้นำเครื่องมืออย่าง FX Options เข้ามาปรับใช้ร่วมด้วย เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และปิดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความเสี่ยงสำคัญที่คนเริ่มพูดถึงกันมากขึ้น นั่นคือโอกาสที่ประเทศไทยจะเกิดภาวะ Stagflation โดยมีความเป็นไปได้ที่ภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจะผลักดันให้เกิดเงินเฟ้อและทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น ซึ่งเป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากฝั่งต้นทุน (Cost-push inflation) ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงมีความเปราะบาง และประชาชนไม่ได้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นความเสี่ยงระยะยาวที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด
ภาพ: Shutterstock Gen AI / Shutterstock, schankz / Shutterstock
The post สงครามตะวันออกกลางปะทุหนัก จับตาทุนไหลออกประเทศนำเข้าน้ำมัน พร้อมเตือนไทยเสี่ยงเผชิญ Stagflation appeared first on THE STANDARD.
]]>
จับตา sentiment ตลาดหุ้นไทยกระทบแค่ไหน หลังวันนี้ (18 ม […]
The post จับตาแรงกระแทก ‘ตลาดหุ้นไทย’ หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ปมบาร์โค้ดบัตรสืบรู้ต้นขั้วคะแนน หวั่นชี้เลือกตั้งเป็น ‘โมฆะ’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
จับตา sentiment ตลาดหุ้นไทยกระทบแค่ไหน หลังวันนี้ (18 มีนาคม 2569) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6:3 รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีบัตรเลือกตั้ง มีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ขัดต่อรัฐธรรมนูญ สามารถสืบทราบตัวตนผู้ลงคะแนน ทำให้การลงคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นความลับ
โดยล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ประกอบด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลขาธิการ กกต. และสำนักงาน กกต. ต้องทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน รวมถึงยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานและวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐาน
แม้ปัจจุบันศาลจะยังไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับกระบวนการรัฐสภา ทำให้การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ดำเนินต่อไปได้ แต่สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือ คำวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญ เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน หากการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ตลาดหุ้นไทยจะได้รับแรงกระแทกแค่ไหน?
ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ มองว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง ตลาดหุ้นไทยยังไม่ได้รับรู้ข่าวมากนัก จะเห็นได้จากช่วงเช้าที่หุ้น STECON ปรับตัวลงเล็กน้อย ก่อนปรับขึ้นมา ในการซื้อขายระหว่างวัน โดยตลาดจะจับตาผลโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้มากกว่า อย่างไรก็ตามคาดว่าตลาดจะตอบรับเชิงบวก
สำหรับ worst-case Scenario (กรณีเลวร้ายที่สุด) หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในช่วงปลายเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลใหม่จัดทำร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เสนอให้สภาฯ พิจารณาเห็นชอบในเดือนมิถุนายน เพื่อให้เสร็จทันประกาศใช้ 1 ตุลาคม 2569
จะส่งผลให้รัฐบาลชุดใหม่ต้องประกาศยุบสภา และ กกต.ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายใน 45-60 วัน หรืออาจยืดเยื้อกว่านั้น หากประธาน กกต.และพวก ถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ทำให้ต้องมีการสรรหา กกต.ชุดใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2571 ให้ล่าช้าออกไป
“หากต้องสรรหา กกต.ชุดใหม่ ทำให้การจัดการเลือกตั้งและการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า กว่าทุกอย่างจะลงตัว อาจยืดเยื้อไปช่วงกลางปี 2571 บนสถานการณ์ปัจจุบันที่จำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ ตายอย่างเดียว ตลาดหุ้นก็พินาศ”
ทั้งนี้กรณีดังกล่าวมีความเป็นไปได้น้อย หากดูที่การจัดการเลือกตั้งจริงๆ คอนเซปต์หลักคือต้องมีความบริสุทธิ์และสุจริต ซึ่งในภาพรวม กกต. ก็ยังสามารถจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามหลักการนั้นได้
สำหรับประเด็นที่โดนร้องเรียนว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สืบย้อนถึงต้นขั้วได้ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเพียงการอ้างถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมายโดยตรง ซึ่งหากขัดต่อรัฐธรรมนูญจะส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ก็ได้ อีกทั้งในทางปฏิบัติข้อมูลการลงคะแนนก็ยังสามารถปกปิดไว้เป็นความลับได้
ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะทั้งหมด จึงเป็นไปได้ยาก หากวินิจฉัยว่าการใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็อาจจัดให้มีการลงคะแนนเสียงใหม่แค่ในส่วนของสส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งไม่น่าจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) มองว่าแม้ในทางเทคนิคการโหวตนายกฯ 19 มี.ค. ยังดำเนินต่อได้ เนื่องจากยังไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับกระบวนการรัฐสภา แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดสุญญากาศทางการเมืองทั้งระยะสั้น (อาจมีการยื่นขอระงับโหวตนายกฯ) และระยะยาว (ถ้าศาลชี้ว่าเลือกตั้งโมฆะ รัฐบาลทั้งชุดหมดความชอบธรรมทันที)
โดยตัวแปรชี้ขาดในช่วงวันต่อจากนี้ที่ต้องติดตาม คือศาลจะออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ ก่อนที่รัฐสภาจะนัดโหวตนายกฯ ซึ่งหากมีการยื่นขอและศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว จะกดดันให้ SET ปรับตัวลดลง โดย Worst Case คาด SET ปรับตัวลงไปที่ระดับ 1,350 จุด ซึ่งเป็นระดับก่อนเลือกตั้งที่มี Fund Flow ไหลเข้ามาเพื่อเก็งกำไร (Election Rally) จึงมีความเป็นไปได้สูงที่แรงซื้อจะถูกดึงคืนทั้งหมดหากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลสะดุด
ประเด็นข้างต้นจะเป็น Sentiment ลบต่อบรรยากาศลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะสร้างความไม่แน่นอน หรือ Overhang เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 และความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนโดยเฉพาะต่างชาติ มีโอกาสสูงที่จะเทขายลดความเสี่ยงเพื่อรอดูความชัดเจนก่อน
โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่อิงกับนโยบายรัฐบาลใหม่ อาทิ รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCC) จากเสี่ยงโครงการรัฐล่าช้า, กลุ่มพลังงาน (GULF GPSC) จากนโยบายปรับโครงสร้างราคาพลังงานอาจไม่ต่อเนื่อง, กลุ่มนิคม (WHA AMATA) จาก FDI ชะลอความเชื่อมั่น และกลุ่มค้าปลีก (CPALL BJC CPN CRC) จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคล่าช้า
ทั้งนี้ ดัชนี SET ของตลาดหุ้นไทยล่าสุด (18 มีนาคม) ปิดที่ 1,440 จุด เพิ่มขึ้น 14% จากต้นปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ดัชนีเคยวิ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปีที่ 1,545 จุด ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ก่อนจะปรับตัวลงแรงและผันผวนหนักในช่วงตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นมา
ภาพ: PatiPati / Shutterstock, Bigc Studio/Shutterstock
The post จับตาแรงกระแทก ‘ตลาดหุ้นไทย’ หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ปมบาร์โค้ดบัตรสืบรู้ต้นขั้วคะแนน หวั่นชี้เลือกตั้งเป็น ‘โมฆะ’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
The post ตลาดหุ้นทั่วโลก Risk-off! สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยืดเยื้อ ดันน้ำมันพุ่ง-กระทบเรือสินค้าไทย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เตือนกรณีเลวร้ายสุด SET อาจถอยลึกถึง 1,275 จุด หากวิกฤตลากยาว appeared first on THE STANDARD.
]]>
The post ตลาดหุ้นทั่วโลก Risk-off! สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยืดเยื้อ ดันน้ำมันพุ่ง-กระทบเรือสินค้าไทย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เตือนกรณีเลวร้ายสุด SET อาจถอยลึกถึง 1,275 จุด หากวิกฤตลากยาว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางภัยคุกคามจากอาชญากรรมทางการเงินที่ซับซ้อนขึ้น ส […]
The post ก.ล.ต. กางเกณฑ์คุมเข้ม ‘บริษัทหลักทรัพย์’ ย้ำห้ามรับฝากเงินสดโดยตรง จ่อยกระดับมาตรการ KYC สกัดอาชญากรรมออนไลน์และขบวนการฟอกเงิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางภัยคุกคามจากอาชญากรรมทางการเงินที่ซับซ้อนขึ้น สำนักงาน ก.ล.ต. ออกโรงย้ำเกณฑ์การให้บริการของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ต้องโปร่งใส ไร้เงินสด พร้อมประสานพลังหน่วยงานความมั่นคง ยกระดับมาตรการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) ทั้งอุตสาหกรรม หวังปิดช่องโหว่การใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งฟอกเงิน
Checklist ความโปร่งใส บล. ต้องไม่รับเงินสด-ดอกเบี้ยต้องสมเหตุสมผล
เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยข้อมูลสำคัญเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่นักลงทุน เกี่ยวกับมาตรฐานการทำธุรกรรมของบริษัทหลักทรัพย์ในปัจจุบัน
โดยเน้นย้ำถึงกฎเหล็กด้านความปลอดภัย ดังนี้:
ยกระดับการตรวจสอบ จ่อผนึกกำลัง ปปง. สกัดฟอกเงิน
เอนกระบุว่า ตั้งแต่ปลายปี 2568 ได้มีการตรวจสอบเชิงลึกในประเด็นการใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางฟอกเงิน (Money Laundering) โดยได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) การบูรณาการข้อมูลร่วมกันที่ผ่านมา ช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถสกัดกั้นธุรกรรมที่น่าสงสัยและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ
และเพื่อให้เกิดการป้องกันในเชิงโครงสร้าง ก.ล.ต. เตรียมออกมาตรการใหม่เพื่อยกระดับมาตรการทำความรู้จักลูกค้า (Know Your Customer: KYC) ของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ทั้งระบบ เพื่อป้องกันการเปิด ‘บัญชีม้า’ ในตลาดทุน และตัดวงจรการฟอกเงินจากอาชญากรรมออนไลน์
The post ก.ล.ต. กางเกณฑ์คุมเข้ม ‘บริษัทหลักทรัพย์’ ย้ำห้ามรับฝากเงินสดโดยตรง จ่อยกระดับมาตรการ KYC สกัดอาชญากรรมออนไลน์และขบวนการฟอกเงิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ […]
The post จับตา Stagflation หากสงครามตะวันออกกลางลุกลาม มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ 2-6 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกอาจเสี่ยงก้าวเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากต่อการดำเนินนโยบายทางการเงิน
นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ ผู้อำนวยการ Wealth and Investment Advisory SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันในปัจจุบันมาจากความกังวลเชิงโครงสร้าง เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันถึง 30% ของโลก และมีจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ที่มีการขนส่งน้ำมันผ่านถึง 20% โดยในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูงมาก ระหว่างวันเคยพุ่งทะลุไปถึง 119 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับลดลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 87 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นนี้ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง เช่น ราคาตั๋วเครื่องบิน และต้นทุนการผลิต ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุน (Cost-Push Inflation)
อย่างไรก็ตาม SCB CIO ประเมินกรณีฐาน (Base Case) ว่าสงครามในครั้งนี้จะกินเวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์ และราคาน้ำมันจะเฉลี่ยอยู่ที่ราว 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว ประเมินว่าจะส่งผลให้เงินเฟ้อโลกปรับเพิ่มขึ้นเพียง 0.4% และกระทบต่อการเติบโตของจีดีพีโลก (GDP Growth) ให้ลดลงราว 0.2-0.4% เมื่อเทียบกับคาดการณ์ของ IMF ที่มองว่าจีดีพีโลกปีนี้จะเติบโตได้ 3.3% ผลกระทบดังกล่าวจึงไม่รุนแรงพอที่จะนำไปสู่ภาวะ Stagflation แต่เป็นเพียง Energy Shock ในระยะสั้นเท่านั้น เว้นแต่สถานการณ์จะลุกลามมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หรือยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ 2-6 สัปดาห์ ผลกระทบก็อาจจะรุนแรงขึ้นได้
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) นิสารัตน์ระบุว่า จากเดิมในเดือนธันวาคม ปี 2025 ที่ผ่านมา Fed ผ่าน Dot Plot เคยส่งสัญญาณอาจลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ขณะที่ตลาดคาดหวังว่าจะลดถึง 2 ครั้งในปีนี้ แต่จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่า Fed อาจจะต้อง เลื่อนการตัดสินใจลดดอกเบี้ยที่เคยมองไว้ในช่วงกลางปีออกไปก่อน
ทั้งนี้แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดในขณะนี้คือ เฟดจะ คงดอกเบี้ย เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันอย่างรอบคอบ และหากสงครามยืดเยื้อจนราคาน้ำมันค้างอยู่ในระดับสูง โอกาสที่ตลาดจะต้องเผชิญกับภาวะดอกเบี้ยสูงยาวนาน หรือ Higher for Longer ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และราคาน้ำทรงตัวในระดับสูงต่อไป
เมื่อเจาะลึกถึงผลกระทบต่อสินทรัพย์การลงทุน พบว่า ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market: EM) ได้รับผลกระทบหนักที่สุด และปรับตัวลดลงแรงกว่าตลาดสหรัฐฯ เนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
ในทางกลับกัน ผู้ชนะ ในสถานการณ์นี้คือ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) โดยมีเม็ดเงินไหลเข้าจนหนุนให้แข็งค่าขึ้นราว 2% ในระยะสั้น ขณะที่ ทองคำ แม้จะมีจังหวะย่อตัวลงมาบ้าง แต่ในภาพยาวถือเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น และทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) จากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks) ได้เป็นอย่างดี
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ยังไม่รู้จุดจบแน่ชัดว่าจะลากยาว 4-6 สัปดาห์หรือไม่ นิสารัตน์ได้ให้คำแนะนำ 3 ข้อในการปรับพอร์ตลงทุ ดังนี้
The post จับตา Stagflation หากสงครามตะวันออกกลางลุกลาม มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ 2-6 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (12 มีนาคม) ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพ […]
The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งเสนอลดอายุเปิดบัญชี TISA เหลือ 18 ปี ดึงคนรุ่นใหม่ลงทุนในตลาดหุ้นไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (12 มีนาคม) ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยแนวโน้มผลกระทบสงครามอิหร่าน ต่อตลาดทุนไทย โดยมองว่าในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยผ่านมาหลายวิกฤติ แต่หลังเลือกตั้งดัชนี SET ปรับดีขึ้น จากความเชื่อมั่นนักลงทุน พอเกิดสงครามอิหร่าน กดดันดัชนีหุ้นไทยให้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงภายในวันเดียว จนต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) ซึ่งมองว่าเป็นการปรับตัวลดลงตามกระแสโลก
โดยในช่วงแรกตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงน้อยกว่าประเทศอื่น ทำให้ปัจจุบัน (YTD) หลังเกิดสงครามอิหร่าน ดัชนีปรับตัวลดลงกว่า 7% ซึ่งยังน้อยกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค สะท้อนว่าพื้นฐานบริษัทจดทะเบียนยังดีอยู่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถคาดการณ์ ผลกระทบจากราคาน้ำมันได้ เนื่องจากสถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง
ด้านผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจจะกดดันกำไรของบริษัทจดทะเบียน ประเมินว่าจะมีบางธุรกิจได้รับผลกระทบ แต่จะเป็นผลกระทบเพียงระยะสั้น เพราะคาดว่าสงครามอิหร่านจะยืดเยื้ออีกไม่นาน เนื่องจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการจบสงครามให้เร็วที่สุด
สำหรับแนวโน้มที่นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง 5 วันติดต่อกัน ตั้งแต่ 5-11 มีนาคม มูลค่า 26,581 ล้านบาท มองว่าเป็นการเทขายเพื่อปรับพอร์ตการลงทุน บริหารความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน ทั้งนี้ตั้งแต่ต้นปี (YTD) นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยสุทธิ 32,600 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการปรับแก้กฎหมายตลาดทุน เช่น ease of doing business อำนวยความสะดวกธุรกิจต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยง่ายขึ้น หรือกิโยตินกฎหมาย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เชื่อว่าจะช่วยดึงดูดเงินลงทุนให้เข้ามาตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น
สำหรับความคืบหน้าโครงการ TISA บัญชีเงินออมเพื่อการลงทุน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีเงินไว้ใช้หลังเกษียณระยะยาว พร้อมสิทธิลดหย่อนภาษี กิติพงศ์กล่าวว่า ขณะนี้กำลังพิจารณาเสนอให้ลดอายุผู้เปิดบัญชีลงทุนของ TISA ให้เหลือ 18 ปี จากเดิม 20 ปีบริบูรณ์ โดยไม่ต้องเปิดบัญชีร่วมกับผู้ปกครอง เพื่อขยายฐานการลงทุนให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น
ทั้งนี้ อนุกรรมการตลาดทุน ซึ่งมีหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจะมีการประชุม ทบทวนข้อเสนอแนะการพัฒนาตลาดทุนว่าต้องการเพิ่มหรือแก้ไขตรงจุดไหน ก่อนปรับปรุงแผนภาพรวม และส่งต่อไปยังคณะกรรมการชุดใหญ่ในวันที่ 17-18 มีนาคมนี้ เพื่อเตรียมเสนอกระทรวงการคลังภายใน 1 เดือนหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างเป็นทางการ หรือประมาณเดือนเมษายน คาดว่ารายละเอียดโครงการ TISA จะมีความชัดเจนออกประกาศได้ในเดือนพฤษภาคม
The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งเสนอลดอายุเปิดบัญชี TISA เหลือ 18 ปี ดึงคนรุ่นใหม่ลงทุนในตลาดหุ้นไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางกองไฟสงครามในตะวันออกกลางที่ลุกลามจนถึง ‘ช่องแค […]
The post ‘ฮอร์มุซ’ กลายเป็นจุดเดือด ดันราคาน้ำมันพุ่งจนเขย่าสมมติฐานดอกเบี้ย Fed จับตา ‘ทองคำ’ จะยังเป็นผู้ชนะในวิกฤตครั้งนี้หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางกองไฟสงครามในตะวันออกกลางที่ลุกลามจนถึง ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เส้นเลือดใหญ่ทางพลังงานของโลก ตลาดการเงินกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อราคาน้ำมันดิบกระโดดขึ้นรับความเสี่ยง บีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจต้องทิ้งตำราเดิมและทบทวนเส้นทางดอกเบี้ยใหม่อีกครั้ง
โดยควาามเคลื่อนไหวราคาทองคำไทยล่าสุด วันนี้ (12 มี.ค.) ณ เวลา 11.00 น. ทองคำแท่งรับซื้อที่ 77,650 บาทต่อบาททองคำ และขายออกที่ 77,850 บาทต่อบาททองคำ ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อที่ 76,103.20 บาทต่อบาททองคำ และขายออกที่ 78,650 บาทต่อบาททองคำ
ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์สถานการณ์นี้ว่าเป็นปรากฏการณ์ ‘Supply Shock’ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซคือจุดยุทธศาสตร์ที่รองรับการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 20% ของอุปทานน้ำมันโลก รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มหาศาล
ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent และ WTI ทะยานขึ้นกว่า 14-15% ในเวลาเพียงไม่กี่วัน และหากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ ขยับขึ้นประมาณ 0.2-0.3% ทันที ซึ่งอาจทำให้ความหวังที่จะเห็นเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% กลายเป็นเรื่องที่ต้องรอคอยยาวนานกว่าที่คิด
สถานการณ์ราคาพลังงานที่พุ่งสูงกำลังสร้างแรงกดดันระลอกสอง (Second-round effects) ต่อความคาดหวังเงินเฟ้อของภาคครัวเรือนและธุรกิจ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ Fed หลายรายเริ่มส่งสัญญาณระมัดระวังมากขึ้น โดยตลาดประเมินว่า Fed มีแนวโน้มจะต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง (Higher for Longer) ที่ประมาณ 3.50% – 3.75% ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
แม้อดีต Fed มักมองข้ามแรงกระแทกด้านอุปทานชั่วคราว แต่หากความร้อนแรงของราคาน้ำมันลุกลามเข้าสู่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) Fed อาจเผชิญข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายของผู้บริโภคในวงกว้าง
ในระยะสั้น ‘ทองคำ’ ยังทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ยอดเยี่ยมท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ชนิดนี้กำลังเผชิญกับแรงต้านจากสองทาง:
ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าเป้าหมายราคาทองคำโลกมีโอกาสแตะระดับ 5,585 ดอลลาร์ (หรือประมาณ 81,350 บาทต่อบาททองคำ) หากสถานการณ์ลุกลามจนสร้างความสั่นคลอนต่อระบบการเงินโลก
สำหรับนักลงทุนไทย ต้องเพิ่มความระมัดระวังเรื่อง ‘ค่าเงินบาท’ ที่จะผันผวนตามราคาน้ำมันและทิศทางดอลลาร์ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาทองคำในประเทศ ในโลกที่ความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น ทองคำยังคงเป็นดัชนีชี้วัดความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจได้ดีที่สุด และอาจกลับมาเป็นผู้ชนะตัวจริงหากวิกฤตครั้งนี้รุนแรงเกินกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ภาพ: QQMinh88 / Shutterstock
The post ‘ฮอร์มุซ’ กลายเป็นจุดเดือด ดันราคาน้ำมันพุ่งจนเขย่าสมมติฐานดอกเบี้ย Fed จับตา ‘ทองคำ’ จะยังเป็นผู้ชนะในวิกฤตครั้งนี้หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘SET Zooom in’ ช่องรวมทุกสาระการลงทุนและความเคลื่อนไหวต […]
The post สรุปกลยุทธ์สู้ตลาดผันผวนจาก ‘SET Zooom in ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน’ ส่องเทคนิคบริหารพอร์ตให้รอดทุกวิกฤต [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘SET Zooom in’ ช่องรวมทุกสาระการลงทุนและความเคลื่อนไหวตลาดทุน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโต๊ะชวนกูรูผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมาร่วมเจาะกลยุทธ์สู้ตลาดผันผวนใน ‘SET Zooom in Live ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน’ ครั้งแรก เจาะลึกทุกกลยุทธ์ ตอบทุกข้อสงสัยแบบสดๆ
เปิดโต๊ะล้อมวงเล่าช่วงเช้าในหัวข้อ ‘พอร์ตแบบนี้…พี่ว่าไง’ เปิดพอร์ตคุยตรงกับ VI ตัวจริง แชร์มุมคิด ประสบการณ์ และวิธีเลือกหุ้นยาวๆ แบบมีเหตุผล ไม่ตามกระแส

วิบูลย์ พึงประเสริฐ ที่ปรึกษาสมาคมนักลงทุนหุ้นไทย ชวนย้อนดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสงครามอิรักหรืออัฟกานิสถาน ตลาดมักจะตกแรงในระยะแรก แต่หากสงครามไม่บานปลายสุดท้ายตลาดจะดีดกลับขึ้นมาเสมอ เลยมองเป็นโอกาสช้อนหุ้นไทย
“กลยุทธ์ที่แนะนำคือ หากราคาหุ้นลงแต่เงินสดหมด ใช้ Margin (เงินกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์) แค่ 10-20% ห้ามใช้ 100% และต้องใช้เมื่อตลาดแย่จริงๆ ไม่ใช่ใช้ตอนตลาดขาขึ้น”
ทั้งนี้ การใช้มาร์จิ้นต้องมีความรู้และใช้ความระมัดระวัง เพราะเป็นการกู้ยืมในการซื้อหลักทรัพย์

วราพรรณ วงศ์สารคาม กรรมการและเลขานุการ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) บอกว่า หลักในการลงทุนของเธอคือ ‘มองความผันผวนเป็นเพื่อน’
“การลงทุนในหุ้นคือการบริหารเงินเพื่อให้เราไปถึงเป้าหมายของการดำเนินชีวิต ดังนั้นถ้าเราจะใช้กลยุทธ์นี้ในการบริหารเงิน เราก็ต้องเข้าใจถึงความเสี่ยงที่มีอยู่ การไปเสียดายหรืออิจฉากับสิ่งที่ผ่านไปแล้วเป็นอารมณ์ที่ไร้ประโยชน์ที่สุด” พร้อมทั้งบอกว่า หุ้นปันผลคือ Safe Zone ที่ดีที่สุด เพราะให้กระแสเงินสดต่อเนื่อง และราคาจะถูกพยุงด้วยอัตราผลตอบแทน

ด้าน อมร โควานิชเจริญ กรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เน้นมองหาหุ้นดีที่ราคาลงแรง โดยให้วิเคราะห์ก่อนว่า สถานการณ์ต่างๆ ส่งผลต่อพอร์ตของเรามากแค่ไหน จากนั้นมองหาหุ้นที่พื้นฐานดี แต่ราคาปรับลงแรงจากปัจจัยชั่วคราวและใช้วิธีทยอยซื้อหลายไม้ เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุน ชี้หุ้นไทยยังน่าสนใจ อาจจะมีกำไร
สำหรับกลยุทธ์การบริหารเงินสดและซื้อหุ้น อมรลงทุนเต็มพอร์ต (หุ้น 100%) ไม่มีเงินสดสำรองรอซื้อ และใช้วิธี Switch ตัว ขายตัวที่กำไรหรือลงน้อย ไปซื้อตัวที่ลงหนักกว่าแต่มีอัปไซต์ หรือไม่ก็โยกเงินจาก RMF ที่พักไว้ใน Money Market หรือ Bond สับเปลี่ยนเข้ากองทุนหุ้น (SET50) เพื่อจับจังหวะตลาดรีบาวนด์

สุธน สิงหสิทธางกูร นักลงทุนเน้นคุณค่า – กก. และ ผอ. ฝ่ายการลงทุน ตปท. สมาคมนักลงทุนประเทศไทย มองว่าความกลัวจากปรากฏการณ์ ‘Black Swan’ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่นั่นคือกุญแจสำคัญที่ทำให้เขาเริ่มออกเดินทางค้นหาคำตอบว่า นักลงทุนทวนกระแสทำกำไรในทุกสภาวะด้วยการออกแบบระบบ ‘Hedging’ หรือการป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ
หนึ่งในวิธีที่ใช้คือ Short Call หรือการขายสิทธิซื้อเพื่อสร้างกระแสเงินสด สำหรับนักลงทุนกังวลการลงทุนต่างประเทศ เขาแนะ ‘หุ้นปันผลไทย’ เพราะประเมินมูลค่าง่ายกว่า ได้เครดิตภาษี และถ้าหุ้นลง Yield ปันผลจะสูงขึ้น เป็นอีกทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย

ด้าน ชัชวนันท์ สันธิเดช นายกสมาคมนักลงทุนหุ้นไทย บอกว่า อย่าตกใจกับราคาหุ้น แม้ดัชนีจะปรับตัวลง แต่ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งสะท้อนว่า ตลาดอาจกำลังตอบสนองต่อ ‘อารมณ์’ มากกว่าพื้นฐาน พร้อมแนะใช้ ‘ตะแกรงร่อนหุ้น’ คัดหุ้นที่ธุรกิจมีคุณภาพ มีการเติบโต และให้เงินปันผลมากกว่า 6.5% เพื่อหาโอกาสลงทุน
วิบูลย์ บอกว่าหัวใจสำคัญ 3 ข้อที่จะทำให้ถือหุ้นได้นานคือ 1. ‘เข้าใจธุรกิจ’ ว่าทิศทางบริษัทเป็นอย่างไรหรือผู้บริหารทำตามสัญญาหรือไม่ 2. ‘มองไปข้างหน้า’ หมั่นสังเกตว่าธุรกิจยังเดินตามเกมที่คิดไว้ไหม และมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาดิสรัปต์หรือไม่ และ 3. ‘บริหารจิตใจ’ ในตลาดหุ้นมีความรู้สึกแค่ 2 อย่าง คือ ความโลภเมื่อเห็นราคาหุ้นสูงและความกลัวเมื่อเห็นราคาหุ้นต่ำ ถ้าเราจัดการกับความโลภและความกลัวของตัวเองได้ ตลาดหุ้นทำอะไรเราไม่ได้
วราพรรณ เสริมว่า การลงทุนไม่ใช่เพียงเรื่องของการมองหาตัวเลขหรือกราฟ แต่คือการทำความเข้าใจความจริงของตลาดและศักยภาพของตนเอง เธอสะท้อนบทเรียนสำคัญจากหุ้นโภคภัณฑ์ว่าช่วงเวลาที่สร้างโอกาสได้ดีที่สุดคือตอนที่ตลาดกำลัง ‘นองเลือด’ หากอ่านใจคนส่วนใหญ่ออกและคุมใจตัวเองได้ เราจะพบที่ยืนที่มั่นคงในโลกที่ผันผวนนี้
“ถ้าจะเลือกหุ้นปันผลตอนนี้อาจต้องพิจารณาโมเดลธุรกิจเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์วิสัยทัศน์ของผู้บริหารและภาระหนี้สิน หากเราเป็นนักลงทุนที่รักษาวินัยทางการเงิน มีหนี้น้อย เราย่อมมีความคล่องตัวสูงในชีวิต บริษัทที่มีหนี้น้อยก็ย่อมมีเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งเช่นกัน”
สุธน เตือนให้มองบริษัทที่มีการเพิ่มทุนแบบ PP (Private Placement) ในราคาต่ำกว่าตลาด เพราะอาจกระทบผู้ถือหุ้นเดิม รวมถึงบริษัทที่ผู้บริหารเคยมีประเด็นด้านธรรมาภิบาล
“การเพิ่มทุน PP ในราคาต่ำกว่าตลาดคือการเอาเปรียบนักลงทุนรายย่อย เพราะสิทธิ์ซื้อหุ้นราคาถูกตกเป็นของคนกลุ่มเล็ก ไม่ใช่ทุกคน ต่างจากการเพิ่มทุน RO ที่ผู้ถือหุ้นทุกคนได้สิทธิ์เท่ากัน”
Red Flag ต่อมาที่เขาเตือนคือ ‘หนี้ส่วนตัว’ ไม่ว่าจะเป็นหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้กิจการ หรือ หนี้มาร์จิน เวลาระเบิดขึ้นมา มันพุ่งเข้าหาตัวคุณโดยตรง ไม่มีกันชน ดังนั้น ก่อนที่จะวิ่งหาหุ้นปันผล 7–10% ให้ถามตัวเองก่อนว่าหนี้ส่วนตัวหมดหรือยัง
อมร เสริมให้ระวังบริษัทที่กำไรทางบัญชีโต แต่กระแสเงินสดไม่มี เพราะบางบริษัทยอดขายโต กำไรโต แต่พอดูกระแสเงินสด กลับพบว่าเงินไม่เข้า กลายเป็นลูกหนี้ที่ค้างอยู่ บางเคสเป็นลูกหนี้ปลอม สัญญาณที่ต้องระวังเป็นพิเศษสำหรับหุ้นปันผล คือบริษัทที่กู้เงินมาจ่ายปันผล แทนที่จะจ่ายจากกำไรจริง สิ่งนี้อ่านออกได้จากงบกระแสเงินสด ไม่ใช่จากตัวเลขกำไรสุทธิเพียงอย่างเดียว
สุธนกล่าวปิดท้ายว่า สุดท้ายแล้ว ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสเตจของประเทศที่ลงทุนในประเทศที่ GDP โต 7–8% บริษัทที่มีหนี้แต่มี Pricing Power อาจเป็นโอกาสทอง แต่ในประเทศที่ GDP โตแค่ 1–2% อย่างไทยในตอนนี้ บริษัทหนี้เยอะอาจเป็นกับดักมากกว่าโอกาส
“อยากได้ผลตอบแทนสูง ต้องยอมรับความเสี่ยงที่สูงกว่า แต่ต้องกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่ All-in แล้วหวังโชค”
สำหรับเวทีช่วงบ่าย เปิดโต๊ะตั้งวงกับหัวข้อ ‘ถามมาตอบไว เจาะใจสายเทรด’ รวมนักกลยุทธ์ลงทุน นักวิเคราะห์ นักวางแผนการเงิน ตอบทุกคำถามลงทุน แนะนำเทรดแบบเข้าใจจริง พร้อมลุยทุกสภาพตลาด เปิดวงเล่าด้วยคำถามที่ว่า ‘บริหารจัดการพอร์ตอย่างไรในโลกที่คาดเดาไม่ได้’

“ทายไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือ เตรียมพอร์ตให้พร้อม” นี่คือสิ่งที่ วิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย บอก “สถานการณ์แบบนี้เป็นการพิสูจน์ว่าการจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยงทั่วโลก (Asset Allocation) ถูกต้องแล้ว”
เพราะหุ้นลง ทองคำอาจขึ้น หุ้นลง ตราสารหนี้อาจช่วยพยุงพอร์ต หรือต่อให้บางช่วง สินทรัพย์อาจลงพร้อมกัน แต่ในระยะยาว การกระจายพอร์ตช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้จริง
“แนะนำให้เพิ่มเงินสดเพื่อรอซื้อ พอร์ตที่แนะนำให้ปรับคือลดตราสารหนี้ไทยไปเพิ่มตราสารหนี้ต่างประเทศ เพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย (Big Cap, ปันผลสูง) และลดหุ้นต่างประเทศ”

พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ CFP® กรรมการผู้จัดการสายธุรกิจหลักทรัพย์ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เห็นด้วยว่า Asset Allocation สำคัญ แต่ในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง ต้องใช้ Tactical Asset Allocation (TAA) หรือการปรับพอร์ตแบบเชิงรุกตามสถานการณ์ ห้าม All-in ในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเด็ดขาด ควรกระจายตัวในหลายสินทรัพย์ จะช่วยลดแรงกระแทกได้ดีที่สุดในยามที่ตลาดโลกยังลงไม่สุด
“ควรเตรียมเงินสดไว้รอช้อนตอนที่เห็น 3 แรงขายพร้อมกัน คือ Redemption แรงขายคืนจากนักลงทุนสถาบันหรือกองทุนต่างชาติ, Panic ความตื่นตระหนกจากนักลงทุนรายย่อยเริ่มแห่ขายตามเพราะความกลัว และ Forced Sell เมื่อราคาลงมาถึงจุดหนึ่ง บัญชีที่ใช้ Margin จะถูกบังคับขายอัตโนมัติ เมื่อ 3 แรงขายมาเมื่อไร เป็นเวลาที่เหมาะจะซื้อ”
ในช่วงตลาด Panic มักจะมีแรงขายจากหลายด้าน และทำให้สินทรัพย์ดีๆ ปรับลงแรง การมีเงินสด คือ ‘กระสุนสำรอง’ จะช่วยให้สามารถรอจังหวะเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ราคาปรับลงได้ นฤมล บุญสนอง CFP® นักวางแผนการเงิน สมาคมนักวางแผนการเงินไทย แนะให้แบ่งเงินฉุกเฉินสำรอง 6-12 เดือน และควรเก็บใน Money Market หรือที่ที่มีสภาพคล่อง

วรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เชื่อว่า ทองยังทำหน้าที่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ระยะสั้นอาจขึ้นไม่มาก เนื่องจากดอลลาร์แข็งค่าและตลาดคาดการณ์ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังไม่ลดลงอย่างชัดเจน
“เชื่อว่าทองคำจะกลับมาขึ้นในระยะกลาง-ยาว ธนาคารกลางหลายแห่งยังคงเพิ่มทองคำเป็นทุนสำรอง เช่น ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีน เริ่มลดการถือพอร์ตพันธบัตรสหรัฐฯ และหันมาสะสมทองคำเป็นทุนสำรองต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์และป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ โลหะเงิน (Silver) ถูกมองว่าเป็นม้ามืดที่อาจกลายเป็นสินทรัพย์สำรองที่สำคัญในอนาคต”
วรุตแนะกลยุทธ์หากต้องการลงทุนทอง ระยะยาว (5-10 ปี) แนะนำให้มีทองคำติดพอร์ต 5-10% โดยเน้นทองคำแท่งเพื่อความมั่นคงที่สูงกว่ากองทุน เป้าหมายทองคำอาจถึง 90,000 บาท/บาททองคำ (เทียบเท่า 6,000 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ ที่อัตราแลกเปลี่ยน 31 บาท) แต่ถ้าเก็งกำไรต้องมีความรู้ ดูกราฟเป็น และต้อง Stop Loss ให้เป็น

ด้าน จรณเวท ศักดิ์ศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.พาย จำกัด (มหาชน) เลือกอ่านใจตลาดผ่าน Put-Call Ratio (PCR) เมื่อราคาทองทำ All-time High แต่ค่า PCR พุ่งสูงขึ้น แสดงว่ารายย่อยแห่กันถือฝั่ง Put (มองว่าราคาจะลง) ซึ่งมักเป็นจุดที่ต้องระวังจังหวะพลิกผัน
เขาบอกว่าหากดูค่า PCR ตอนนี้เริ่มนิ่งและลดลง เป็นสัญญาณที่น่ากังวลว่าแนวโน้มเดิมอาจเริ่มเปลี่ยนทิศทาง คล้ายกับปรากฏการณ์ที่เคยเกิดใน SET50 แนะย่อย Time Frame ให้เล็กลง เพื่อลดความผันผวนโดยรวม และสามารถหาจุด Stop Loss ที่ใกล้และสมเหตุสมผลมากขึ้น
นอกเหนือจากทองคำและหุ้น สินทรัพย์ที่กำลังถูกจับตาอย่างมากคือน้ำมัน ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงการเก็งกำไรจากสถานการณ์สงคราม แต่ในเชิงเทคนิคมีสัญญาณเตือนมาก่อนหน้านั้นแล้ว
จรณเวทมองว่าน้ำมันเป็นสินทรัพย์ที่มักได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ยกตัวอย่างในอดีต สงครามอ่าวเปอร์เซีย ราคาน้ำมันเคยปรับขึ้นกว่า 100% ภายในประมาณ 3 เดือน อย่างไรก็ตาม การลงทุนในน้ำมัน โดยเฉพาะผ่านการลงทุนใน Futures ต้องระวังเรื่อง Leverage คำแนะนำคือ นักลงทุนมือใหม่ไม่ควรใช้ Leverage สูง และควรบริหารความเสี่ยงและกำหนดจุด Stop Loss ให้เหมาะสมกับความผันผวนของตลาด เพราะน้ำมันเป็นสินทรัพย์สำหรับการเทรด ไม่ใช่การถือยาว”
พิชัยเสริมว่า สัปดาห์ที่แล้ว WTI (West Texas Intermediate น้ำมันดิบเกรดคุณภาพสูงจากสหรัฐฯ) ขึ้น 35% หุ้นที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันในไทยยังปรับตัวน้อย เนื่องจากนักลงทุนต้องการสภาพคล่อง เชื่อว่าหากตลาดหุ้นไทยกลับมา หุ้นน้ำมันกลุ่ม Big Cap ปันผลสูงน่าจะเป็นตัวนำ

นฤมล แชร์กลยุทธ์จัดพอร์ต Core + Satellite Portfolio รับความผันผวน
Core Port พอร์ตหลักที่เน้นการลงทุนระยะยาว เช่น หุ้น กองทุน ตราสารหนี้ และ Satellite Port คือพอร์ตสำหรับการเก็งกำไรหรือการเทรดระยะสั้น เช่น Futures หรือการเล่นตามธีมตลาด การแบ่งพอร์ตแบบนี้ช่วยให้พอร์ตหลักมีเสถียรภาพ ขณะที่ยังสามารถสร้างโอกาสทำกำไรจากการเทรดได้
“ซื้อหุ้นดีในช่วงชั่วโมงเลวร้าย” ฟังดูง่าย แต่ต้องมีเกณฑ์ชัดเจน ไม่ใช่แค่รู้สึกว่าถูก เกณฑ์ที่ใช้คัดกรองมี 3 ข้อ คือ 1. Market Cap ใหญ่ เน้นหุ้นใน SET50 และถือไม่เกิน 10 ตัว เพื่อให้ติดตามได้จริง 2. จ่ายปันผลมากกว่า 5% ทำให้รอได้แม้ราคายังไม่ขึ้น และ 3 ลงมาจาก 52 สัปดาห์สูงสุดมากกว่า 10% เป็นสัญญาณว่า Downside ถูก Price In ไปมากแล้ว หุ้นที่ผ่านเกณฑ์ทั้งสามข้อพร้อมกัน คือโอกาสที่ควรเริ่มสะสม”
วิน ชี้ให้เห็นว่า หน้าที่หลักของกองทุนรวมคือ “กระจายความเสี่ยง” ด้วยเงินหลักหมื่นบาท คุณสามารถลงทุนในหุ้นทั่วโลก ตราสารหนี้ และทองคำได้พร้อมกัน โดยมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยดูแลแทน “เราซื้อความสะดวก เราซื้อความเป็นมืออาชีพ ให้เขาช่วยทำงานแทนเรา” ยิ่งไปกว่านั้น กองทุนรวมไทยยังไม่เสียภาษี และบางประเภทยังช่วยลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ถือว่าได้ประโยชน์สองเด้งในคราวเดียว
นฤมล เสริมว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนเอง “กว่าจะเลือกหุ้นเสร็จ หุ้นมันไปเรียบร้อยแล้ว” เพราะต้องวิเคราะห์ถึง 5 ด้าน ตั้งแต่ภาพลักษณ์ธุรกิจ งบการเงิน ประวัติปันผล ไปจนถึงแนวโน้มอนาคต นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ “ค่าเทอม” ที่ต้องจ่ายผ่านความผิดพลาด ซึ่งอาจแพงกว่าที่คิด
“การลงทุนที่ดีไม่ใช่การเลือกทางที่ถูกที่สุด แต่คือการเลือกทางที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด ลองแบ่งพอร์ตออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งลงทุนผ่านกองทุน อีกส่วนลองลงทุนเองแล้วเปรียบเทียบผลลัพธ์ วิธีนี้ช่วยให้เรียนรู้ได้โดยไม่เสี่ยงทั้งหมด สิ่งสำคัญคืออย่าลืมดู Valuation ควบคู่กับทุกการตัดสินใจ โดยสามารถเช็กข้อมูล Consensus ของนักวิเคราะห์ได้ที่ https://www.settrade.com/ เพื่อเปรียบเทียบมูลค่าที่แท้จริงกับราคาตลาดปัจจุบัน” วิน กล่าว
ทั้งนี้ นักกลยุทธ์ลงทุน นักวิเคราะห์ นักวางแผนการเงิน ยังช่วยกันวิเคราะห์ธีมการลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจตอนนี้ ได้แก่
ธีมความมั่นคง (Defensive) ไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้นจากสงคราม แต่เป็นธีมระยะยาวที่ได้รับแรงหนุนจากการที่หลายประเทศต้องตั้งรับกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ยุโรปที่ถูกบีบให้เพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 5% ภายในปี 2035 และสหรัฐฯ ที่ประกาศเพิ่มงบกลาโหมขึ้นเกือบเท่าตัวเป็น 1.5 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งธีมนี้ไม่ได้ครอบคลุมแค่อาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่ใช้ในด้านความมั่นคงด้วย
ธีมเทคโนโลยีในเอเชีย ในขณะที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ อาจเริ่มอิ่มตัว เม็ดเงินกำลังมีแนวโน้มไหลเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีในฝั่งเอเชีย (เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีต่างๆ โดยมีจุดเด่นที่ผลประกอบการดีและราคาประเมิน (Valuation) ยังไม่แพง
ธีมโลหะมีค่า (Precious Metals) สินทรัพย์ที่จับต้องได้อย่างโลหะมีค่ากำลังได้รับความสนใจ โดยเฉพาะแร่เงิน (Silver), ทองแดง (Copper), แพลตตินัม (Platinum) และแร่หายาก (Rare Earth) ที่มีความต้องการสูงมาก เนื่องจากเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง AI, เซมิคอนดักเตอร์ และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
ธีมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และความยั่งยืน (ESG) เป็นเมกะเทรนด์ระยะยาวที่โลกไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะต่อให้สงครามจะสงบลง แต่โลกก็ยังคงร้อนขึ้นทุกวัน ปัจจุบันมีตัวเลือกในการลงทุนบนธีมนี้มากมาย ทั้งในรูปแบบกองทุนรวมและ ETF
ธีมอาหาร (Food) และการแพทย์/สุขภาพ (Healthcare & Wellness) เป็นธีมการลงทุนที่โดดเด่นมากสำหรับตลาดหุ้นไทย เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็น “ครัวของโลก” และมีมาตรฐานการรักษาพยาบาลในระดับสากล สินค้าเกษตรและอาหารอาจเป็นที่ต้องการสูงจากปัญหาการขาดแคลนที่เกิดจากสงครามหรือภัยแล้ง ในขณะที่ธุรกิจโรงพยาบาลก็เป็นหุ้นที่มีความแข็งแกร่ง เติบโตได้ในระยะยาว และหลายแห่งยังมีอัตราการจ่ายปันผลที่น่าสนใจและสม่ำเสมอ
ธีมตราสารหนี้โลก สำหรับผู้ที่มองหาผลตอบแทนระยะยาวจากดอกเบี้ย ตราสารหนี้โลกมีความน่าสนใจมากในจังหวะนี้ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Yield) ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงเกิน 4%
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทยเฉพาะบุคคล วิน แนะเพิ่มน้ำหนักในหุ้นไทย โดยเฉพาะ Big Cap ที่มีปันผลสูง เนื่องจากราคาเริ่มน่าสนใจ เนื่องจากไทยมีจุดแข็ง 2 เรื่องที่ไม่มีใครเหมือนคือ อาหาร และ Wellness & Healthcare ที่ได้มาตรฐานโลก
ด้านพิชัย มองหุ้นพลังงานและธนาคารที่ Big Cap และปันผลสูงน่าสนใจ ด้านนฤมล แนะนำหุ้น SET50 ที่มี Market Cap ใหญ่, จ่ายปันผลสูงกว่า 5% และราคาลงมาแล้วมากกว่า 10% จากจุดสูงสุดใน 52 สัปดาห์ ขณะที่ จรณเวท มองว่า ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนต่ำ เหมาะกับการขาย Options เพื่อสร้าง Passive Income
วิน ทิ้งท้ายว่า “อย่าปิดโอกาส ประตูไหนมีให้เปิดก็พยายามเปิดทุกประตู เพราะเราไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ประตูไหน ถ้ามีแค่ประตูเดียวโอกาสก็น้อยลง แต่ถ้าเปิดหลายประตูโอกาสก็มากขึ้น อย่าแค่เชียร์หุ้นไทยหรือหุ้นนอกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเราลงทุนได้ทั้งหมด”
สำหรับวรุฒ ทิ้งท้ายกับนักลงทุนว่า “อยากให้เน้นไปที่ความสุขในการลงทุนเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุนก็ขอให้มีความสุขและแฮปปี้ไปกับมัน กำไรหรือขาดทุนก็ไม่ใช่ปัญหา ถ้าแผนดี ความเสี่ยงน้อย โอกาสกำไรก็มีมาก แล้วถ้ากำไรด้วยมีความสุขด้วย ก็ได้ทั้งเงินและทางจิตใจ และถ้าเมื่อไรลงทุนแล้วเหนื่อยมากจนรับไม่ไหว ก็หยุดพักก่อน เมื่อหายเหนื่อยและมีกำลังแล้วค่อยกลับมาลุย”
สำหรับใครที่อยากฟังเทคนิคการคัดเลือกหุ้นแบบเจาะลึก และฟังมุมมองเต็มๆ จากเหล่านักลงทุน VI สามารถรับชมคลิปย้อนหลังฉบับเต็มได้ที่ YouTube ช่อง SET Zooom In
The post สรุปกลยุทธ์สู้ตลาดผันผวนจาก ‘SET Zooom in ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน’ ส่องเทคนิคบริหารพอร์ตให้รอดทุกวิกฤต [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.
]]>
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล […]
The post ก.ล.ต. เตรียมคลอดเกณฑ์ Travel Rule ใช้ตรวจสอบฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.
]]>
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการกำหนดหลักเกณฑ์การรับส่งข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล (Travel Rule) โดยมุ่งให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีข้อมูลประกอบการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยงด้านการฟอกเงินที่เพียงพอ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ
ตามที่ ก.ล.ต. ได้บูรณาการกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันและยับยั้งอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทั้งในประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย เมื่อเดือนมกราคม 2569 ได้มีมติให้ ก.ล.ต. ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจฯ ในระหว่างที่ ปปง. เตรียมความพร้อมเพื่อออกกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป
ภายหลังจากประสานงานกับ ปปง. แล้ว ก.ล.ต. เห็นควรกำหนดหลักเกณฑ์ระบบบริหารความเสี่ยงของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ให้มีข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลในทุกธุรกรรม เพื่อสนับสนุนการติดตามตรวจสอบและป้องกันการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีหลักการที่เป็นสาระสำคัญ ดังนี้
(1) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องกำหนดนโยบายหรือขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับการรับและส่งข้อมูลการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อลูกค้า รวมทั้งมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลธุรกรรม ข้อมูลของลูกค้าและคู่ธุรกรรมของลูกค้า เพื่อนำมาตรวจสอบและบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง และเก็บข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลในทุกธุรกรรมอย่างน้อย 5 ปี
(2) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลผู้ส่งคำสั่งโอน (Ordering Digital Asset Operator) ต้องส่งข้อมูลธุรกรรม ข้อมูลของผู้โอนและผู้รับโอน พร้อมกับคำสั่งโอนสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่รับคำสั่งโอน (Beneficiary Digital Asset Operator)
(3) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องมีมาตรการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการโอนหรือรับโอน DA ตามที่กำหนด
พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า “การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบและป้องกันการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามเอาคืนทรัพย์สิน ตลอดจนเป็นการป้องกันมิให้มีการใช้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงินผิดกฎหมาย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ยิ่งไปกว่านั้นยังถือเป็นหนึ่งในการดำเนินการที่สำคัญของ ก.ล.ต. ซึ่งมุ่งเน้นในเชิงป้องกันก่อนเกิดความเสียหาย ผ่านการยกระดับการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจตัวกลาง ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต.”
ก.ล.ต. จึงเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการข้างต้น โดยได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวบน
1. เว็บไซต์ ก.ล.ต. : https://www.sec.or.th/TH/Pages/PB_Detail.aspx?SECID=1144
2. ระบบกลางทางกฎหมาย : https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=NjY0M0RHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=
ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือทาง e-mail: [email protected] [email protected] และ [email protected] จนถึงวันที่ 25 มีนาคม 2569
The post ก.ล.ต. เตรียมคลอดเกณฑ์ Travel Rule ใช้ตรวจสอบฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.
]]>