Market – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 23 Jan 2026 07:22:17 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 กรุงเทพคริสเตียนฯ จัด BCC Scholar Market 2026 ปีที่ 4 ชูโมเดล ‘Seamless Education’ ปั้นเด็กตอบโจทย์โลกอนาคต https://thestandard.co/bcc-scholar-market-seamless-education/ Fri, 23 Jan 2026 07:22:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1168563 ภาพกิจกรรมงาน BCC Scholar Market 2026 ของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ที่ส่งเสริมการศึกษาแบบ Seamless Education และศักยภาพนักเรียน

วันนี้ (23 มกราคม) โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จัด […]

The post กรุงเทพคริสเตียนฯ จัด BCC Scholar Market 2026 ปีที่ 4 ชูโมเดล ‘Seamless Education’ ปั้นเด็กตอบโจทย์โลกอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกิจกรรมงาน BCC Scholar Market 2026 ของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ที่ส่งเสริมการศึกษาแบบ Seamless Education และศักยภาพนักเรียน

วันนี้ (23 มกราคม) โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จัดงานมหกรรมวิชาการ BCC Scholar Market 2026 ประจำปีการศึกษา 2568 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ระหว่างวันที่ 20-23 มกราคม 2569 ที่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้และบริการวิชาการสู่สังคม พร้อมเปิดเวทีให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพทั้งด้านวิชาการ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์

 

ในงานนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เรวัต ฉ่ำเฉลิม ประธานคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย อดีตอัยการสูงสุด และศิษย์เก่า BCC รุ่น 108 เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมีคณะผู้บริหาร ผู้แทนสมาคมผู้ปกครองและครู สมาคมศิษย์เก่า และนักเรียนเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

 

สำหรับการจัดงานในปีนี้ โรงเรียนมุ่งเน้นการนำเสนอแนวคิดการจัดการศึกษาแบบ Seamless Education หรือการศึกษาไร้รอยต่อที่ตอบโจทย์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล โดยมีการร้อยเรียงหลักสูตรอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนสามารถออกแบบเส้นทางชีวิตและอาชีพได้อย่างมั่นคง ซึ่งประกอบด้วย

 

  • ระดับประถมศึกษา: หลักสูตร BCC NEXT Junior 
การค้นหาตนเอง: กิจกรรม Self Discovery and Navigation 

  • ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย: หลักสูตร BCC NEXT Program ที่มีแผนการเรียนรองรับถึง 14 แผนการเรียน 



 

ภายในงาน BCC Scholar Market 2026 อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมทางวิชาการที่น่าสนใจจำนวนมาก อาทิ:

 

  • นิทรรศการวิชาการ: BCC Scholar Exhibition และ BCC EIP Academic Days ของนักเรียนหลักสูตรสามัญและ EIP 


  • การประกวดนวัตกรรม: BCC Innovation Contest for Sustainable Development สำหรับนักเรียนประถมฯ และมัธยมฯ เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 


  • เวทีวิชาการ: การแข่งขัน Scholar Competitions และเวทีนำเสนองานวิจัยระดับมัธยมศึกษา (BCC Educational Forum) 


  • เปิดบ้านวิชาการ: BCC Open House ให้ผู้ปกครองและผู้สนใจได้สัมผัสหลักสูตรการเรียนการสอนจริง 

  • กิจกรรมสร้างสรรค์: กิจกรรมสภากาแฟร์ ซึ่งดำเนินงานโดยสภานักเรียนทั้งระดับประถมและมัธยมศึกษา รวมถึงนิทรรศการศิลปะดีเด่น 



 

งานมหกรรมวิชาการในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child Centered) โดยคำนึงถึงความถนัดและความสุขของนักเรียนเป็นสำคัญ เพื่อสร้างรากฐานความสำเร็จในอนาคต

 

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ งานประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โทร. 02 637 1852 ต่อ 6001-6005

The post กรุงเทพคริสเตียนฯ จัด BCC Scholar Market 2026 ปีที่ 4 ชูโมเดล ‘Seamless Education’ ปั้นเด็กตอบโจทย์โลกอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
11 แบงก์ไทย รายได้ทรงตัว 1 ล้านล้าน แต่กำไรยังโต 3.6% สู่ระดับ 2.6 แสนล้าน หลังหุ้นพุ่ง 18% ในปี 68 https://thestandard.co/thai-banks-profit-stock-2025/ Thu, 22 Jan 2026 11:04:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1168253 กราฟแสดงผลประกอบการและราคาหุ้นกลุ่มธนาคารไทยในปี 2568 ที่มีกำไรและการเติบโตของหุ้นโดดเด่น

หุ้นกลุ่มแบงก์เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นถึง 18% […]

The post 11 แบงก์ไทย รายได้ทรงตัว 1 ล้านล้าน แต่กำไรยังโต 3.6% สู่ระดับ 2.6 แสนล้าน หลังหุ้นพุ่ง 18% ในปี 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงผลประกอบการและราคาหุ้นกลุ่มธนาคารไทยในปี 2568 ที่มีกำไรและการเติบโตของหุ้นโดดเด่น

หุ้นกลุ่มแบงก์เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นถึง 18% เรียกได้ว่าให้ผลตอบแทนค่อนข้างโดดเด่น เมื่อเทียบกับภาพรวมของหุ้นไทย ที่ดัชนี SET ร่วงลงมา 10% และไม่ใช่แค่ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้น หุ้นกลุ่มแบงก์ยังเป็นกลุ่มที่ให้เงินปันผลเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 6%

 

ล่าสุด 11 หุ้นแบงก์ไทยต่างรายงานผลการดำเนินงานของปีก่อนออกมาเป็นที่เรียบร้อย โดยรายได้ทรงตัวที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท แต่กำไรยังเติบโตได้ 3.6% สู่ระดับ 2.6 แสนล้านบาท

 

THE STANDARD WEALTH รวบรวมรายได้จากการดำเนินงาน กำไรสุทธิ และ NPLs เพื่อฉายภาพรวมให้เห็นถึงอุตสาหกรรมแบงก์ไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา

 

กราฟแสดงผลประกอบการและราคาหุ้นกลุ่มธนาคารไทยในปี 2568 ที่มีกำไรและการเติบโตของหุ้นโดดเด่น 1

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post 11 แบงก์ไทย รายได้ทรงตัว 1 ล้านล้าน แต่กำไรยังโต 3.6% สู่ระดับ 2.6 แสนล้าน หลังหุ้นพุ่ง 18% ในปี 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทเลนอร์ส่อขายหุ้น TRUE ทั้งหมดให้ ศุภชัย เจียรวนนท์ มูลค่า 1.23 แสนล้านบาท โบรกชี้นักลงทุนอาจห่วงวินัยการเงิน กดหุ้น TRUE ดิ่ง 15% https://thestandard.co/telenor-sells-true-suphachai-shares/ Thu, 22 Jan 2026 10:49:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1168249 กราฟราคาหุ้น TRUE ที่ร่วงลง พร้อมโลโก้ Telenor และ TRUE

เทเลนอร์ขายหุ้น TRUE 24.95% ให้กับ ศุภชัย เจียรวนนท์ แล […]

The post เทเลนอร์ส่อขายหุ้น TRUE ทั้งหมดให้ ศุภชัย เจียรวนนท์ มูลค่า 1.23 แสนล้านบาท โบรกชี้นักลงทุนอาจห่วงวินัยการเงิน กดหุ้น TRUE ดิ่ง 15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟราคาหุ้น TRUE ที่ร่วงลง พร้อมโลโก้ Telenor และ TRUE

เทเลนอร์ขายหุ้น TRUE 24.95% ให้กับ ศุภชัย เจียรวนนท์ และตกลงให้มีสิทธิการซื้อขายหุ้น (put/call option) สําหรับหุ้นส่วนที่เหลือ 5.35% ของเทเลนอร์ภายหลังครบระยะเวลา 2 ปี

 

ราคาหุ้น บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) หรือ TRUE เปิดการซื้อขายช่วงบ่ายวันนี้ (22 มกราคม) ที่ 11.50 บาท ก่อนจะร่วงลงไปแตะระดับ 10.50 บาท (ณ เวลา 15.45 น.) ลดลง 15.32% จากวันก่อนหน้า

 

TRUE แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัทได้รับแจ้งจาก Telenor Thailand Investments Pte. Ltd. หรือ เทเลนอร์ ผู้ถือหุ้นของบริษัทว่า เทเลนอร์ได้ลงนามในสัญญากับบริษัท อะไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยคุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการของ TRUE เพื่อขายหุ้นของบริษัทในสัดส่วน 24.95%

 

นอกจากนี้ เทเลนอร์และอะไรซ์ยังได้ตกลงให้มีสิทธิการซื้อขายหุ้น (put/call option) สําหรับหุ้นส่วนที่เหลือ 5.35% ของเทเลนอร์ภายหลังครบระยะเวลา 2 ปีนับจากวันที่ปิดการขายครั้งแรก โดยการทํารายการขายดังกล่าวยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขตามแบบปฏิบัติทั่วไป บริษัทไม่คาดว่าการขายหุ้นของเทเลนอร์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อ บริษัทและการดําเนินธุรกิจของบริษัทแต่อย่างใด

 

สำหรับเทเลนอร์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งของ TRUE ในสัดส่วน 30.30% ตั้งแต่ต้นปี 2566 หลังจากการควบรวมกิจการระหว่าง TRUE และ DTAC

 

ด้าน ศุภชัย วัฒนวิเทศกุล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า การขายหุ้น TRUE ของเทเลนอร์เป็นหนึ่งในแผนของบริษัทมาหลายปี โดยต้องการจะลดสัดส่วนการลงทุนในเอเชีย แต่ไม่เคยบอกชัดเจนว่าจะขายหุ้น TRUE ออกมา

 

“หนึ่งในเป้าหมายของเทเลนอร์คือการลงทุนเพิ่มในยุโรป ตลาดคิดว่าเทเลนอร์อยากจะขายหุ้น TRUE แต่ไม่คิดว่าจะขายที่ระดับนี้ เพราะ TRUE กำลังดีขึ้น กำไรดีขึ้น และอุตสาหกรรมเหลือผู้เล่นแค่ 2 ราย”

 

อย่างไรก็ดี การที่คุณศุภชัยซื้อหุ้น TRUE ที่ระดับ 11.70 บาท หากมีการซื้อขายหุ้นทั้งหมดของเทเลนอร์ จะคิดเป็นมูลค่าราว 1.23 แสนล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อธุรกิจค่อนข้างมาก

 

ส่วนความกังวลว่าการขายหุ้นของเทเลนอร์ครั้งนี้ สะท้อนว่าอุตสาหกรรมเทเลคอมกำลังแย่ลงหรือไม่นั้น ศุภชัยมองว่า อาจจะเป็นคนละประเด็น เพราะช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ากำไรของธุรกิจเทเลคอมเติบโตสูงมาก เมื่อเทียบกับ GDP และยังน่าจะเห็นการเก็บเกี่ยวกำไรไปได้อีกอย่างน้อย 2-3 ปี

 

ดังนั้นราคาหุ้น TRUE ที่ร่วงลงแรงล่าสุด เป็นการตอบสนองที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าความเป็นจริง เพราะอุตสาหกรรมยังเหมือนเดิม ขณะที่ผู้บริหารส่วนใหญ่ยังเป็นชุดเดิม

 

สิ่งที่ตลาดกังวลมีอย่างเดียว คือวินัยการเงินอาจจะลดลงหรือไม่ หากเทเลนอร์ขายหุ้นออกไปแล้ว ก็เป็นไปได้ว่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น

The post เทเลนอร์ส่อขายหุ้น TRUE ทั้งหมดให้ ศุภชัย เจียรวนนท์ มูลค่า 1.23 แสนล้านบาท โบรกชี้นักลงทุนอาจห่วงวินัยการเงิน กดหุ้น TRUE ดิ่ง 15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud https://thestandard.co/sarath-gulf-edge-partners-google-cloud/ Thu, 22 Jan 2026 03:20:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1168003 ‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud

บริษัท กัลฟ์ เอ็ดจ์ จำกัด (Gulf Edge) ในเครือกลุ่มบริษั […]

The post ‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud

บริษัท กัลฟ์ เอ็ดจ์ จำกัด (Gulf Edge) ในเครือกลุ่มบริษัทกัลฟ์ ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Google Cloud เพื่อนำเทคโนโลยี AI มาใช้ยกระดับการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งมีแผนจะร่วมกันจัดตั้ง Center of Excellence (CoE) ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ในประเทศไทย

 

สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) กล่าวว่า การขยายความร่วมมือกับ Google Cloud ครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลแห่งอนาคตของประเทศไทย เพื่อผลักดันให้กลุ่มบริษัทกัลฟ์และบริษัทในเครือก้าวสู่การเป็นผู้นำในยุค AI อย่างแท้จริง GULF ตั้งเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่าจะเป็นผู้บุกเบิกการนำเทคโนโลยี Sovereign Cloud ที่มีความปลอดภัยสูงสุด และ Agentic AI ที่ชาญฉลาด มาปรับใช้ในธุรกิจของเราและบริษัทในเครือ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ความร่วมมือนี้จะช่วยจุดประกายการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลในไทย

 

ทั้งการสร้างบุคลากรที่มีทักษะแห่งอนาคต และการเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ สอดรับกับเทรนด์ AI โลก การนำจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานของกัลฟ์ มาผสานกับเทคโนโลยีระดับโลกจาก Google จะช่วยปลดล็อกศักยภาพให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าถึง AI ซึ่งไม่เพียงแต่จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเท่านั้น แต่ยังช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP และเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน

 

สร้างแพลตฟอร์ม Agentic AI ยุคใหม่

 

ทั้งนี้เพื่อก้าวสู่ยุคใหม่แห่ง Agentic AI ผ่านการผสานข้อมูลและอัจฉริยภาพทางเทคโนโลยีหัวใจสำคัญของความร่วมมือระหว่าง Google Cloud และ Gulf Edge โดยมี AIS เป็นทั้งองค์กรต้นแบบและพันธมิตรในระบบนิเวศ คือการสร้างแพลตฟอร์ม Agentic AI ยุคใหม่ที่สามารถรวบรวมข้อมูลเครือข่ายและการดำเนินงานที่มีอยู่อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลประสิทธิภาพเครือข่ายแบบเรียลไทม์ หรือความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป การนำข้อมูลเหล่านี้มาบูรณาการภายใต้สภาพแวดล้อมที่มั่นคงปลอดภัยและยืดหยุ่น จะช่วยเร่งการส่งมอบ AI Agents ไปทั่วทั้งองค์กรผ่าน Gemini Enterprise ซึ่งมีความสามารถเหนือกว่าระบบอัตโนมัติทั่วไป สามารถคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อน พร้อมทั้งยกระดับการดูแลลูกค้าไปอีกขั้น

 

‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud 1

 

สำหรับตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ AIS ที่มุ่งยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าสู่มาตรฐานใหม่ในทุกช่องทางบริการ ผ่านการนำ AI Models และโซลูชั่นคลาวด์ชั้นนำของ Google มาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน myAIS หรือศูนย์บริการลูกค้าที่เพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI นอกจากนี้ การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลยังช่วยให้พนักงานทำงานได้คล่องตัวขึ้น ด้วยเครื่องมืออัจฉริยะที่ช่วยจัดการงานประจำให้โดยอัตโนมัติ ทำให้พนักงานสามารถทุ่มเทเวลาไปกับการดูแลลูกค้าในส่วนที่สำคัญและมีความซับซ้อนได้มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ใช้บริการได้รับประสบการณ์ที่รวดเร็ว ตรงใจ และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างชาญฉลาด

 

โดยเร่งสร้างนวัตกรรมทั่วประเทศด้วย Sovereign AI และ Agentic AI

 

ความร่วมมือที่ขยายขอบเขตขึ้นในครั้งนี้ ได้วางบทบาทให้ Gulf Edge เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในการบุกเบิกตลาด (Go-to-market partner) ในการผลักดันการเข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยี Agentic AI ระดับองค์กร อาทิ Gemini Enterprise รวมไปถึงการให้บริการ Sovereign Cloud ที่มีอธิปไตยทางข้อมูล ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมควบคู่ไปกับการตอบโจทย์ด้านการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ (Data Residency) สำหรับอุตสาหกรรมที่มีกฎระเบียบควบคุมเข้มงวดส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจสามารถพัฒนานวัตกรรมได้อย่างเต็มที่ โดยมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ละเอียดอ่อนจะถูกจัดเก็บและดูแลอยู่ภายใต้ขอบเขตอธิปไตยของประเทศ

 

เปิดแผนจับมือตั้ง Center of Excellence ในไทย

 

นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทมีแผนที่จะร่วมกันจัดตั้ง Center of Excellence (CoE) ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและ AI เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเชิงลึกและการนำไปปรับใช้งานจริงภายใน Gulf Edge โดยศูนย์แห่งนี้จะพัฒนาต้นแบบนวัตกรรม (Innovation Blueprints) เฉพาะทางสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจค้าปลีก การเงิน และการผลิต ซึ่งจะเป็นโครงร่างทางเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูงบนระบบของ Google Cloud เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ การยกระดับทักษะผู้เชี่ยวชาญในศูนย์ความเป็นเลิศนี้จะเปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) โดยเริ่มจากกลุ่มบริษัทกัลฟ์ ก่อนจะขยายผลไปสู่การส่งเสริมการใช้งาน AI ในวงกว้างแก่องค์กรทุกขนาดทั่วประเทศไทย

 

ด้านคาร์ธิก นาเรน (Karthik Narain) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และธุรกิจ Google Cloud กล่าวว่า AI คือโอกาสครั้งสำคัญที่สุดแห่งยุคที่จะพลิกโฉมทั้งวิธีการทำงาน การดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เราภูมิใจที่ได้ผนึกกำลังกับ Gulf Edge เพื่อร่วมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะพาสังคมไทยก้าวสู่อนาคตดิจิทัลอย่างเต็มตัว เรามุ่งหวังที่จะเสริมศักยภาพให้ทุกองค์กรในประเทศไทยมีความคล่องตัว พร้อมรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อน และเปลี่ยนไอเดียที่ยิ่งใหญ่ให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้

The post ‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า 6,000 ดอลลาร์ ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’ https://thestandard.co/gold-forecast-6000-warning/ Wed, 21 Jan 2026 09:19:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1167753 ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า** 6,000 ดอลลาร์** ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง** ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’**

ทองคำยังคงความร้อนแรงต่อเนื่อง ล่าสุด (21 มกราคม) ราคาพ […]

The post ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า 6,000 ดอลลาร์ ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า** 6,000 ดอลลาร์** ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง** ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’**

ทองคำยังคงความร้อนแรงต่อเนื่อง ล่าสุด (21 มกราคม) ราคาพุ่งขึ้นไปทำสถิติใหม่ที่ 4,870 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 12.1% เช่นเดียวกับราคาทองคำไทย (ทองคำแท่ง 96.5%) ก็พุ่งแตะ 71,600 บาทต่อบาททองคำ เพิ่มขึ้นแล้ว 6,650 บาท จากปลายปีก่อน

 

เมื่อปี 2025 ราคาทองคำพุ่งทะยานถึง 63% และถ้านับตั้งแต่สิ้นปี 2019 เป็นต้นมา ราคาปรับตัวขึ้นไปแล้วประมาณ 210% จนทำให้ใครหลายคนที่กำลังให้ความสนใจกับทองคำมีคำถามขึ้นมาว่า ราคาทองคำจะวิ่งขึ้นไปถึงจุดไหน?

 

จากมุมมองของ 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ทำนายว่าราคาทองคำในปี 2026 มีโอกาสจะไปได้ถึง 6,600 ดอลลาร์ ส่วนคำทำนายต่ำสุดคือ 4,500 ดอลลาร์

 

ราคาทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน?

 

หลังจากพุ่งขึ้นมากว่า 210% ตั้งแต่ปลายปี 2019 สู่ระดับ 4,870 ดอลลาร์ ขณะที่ทองคำไทยก็ทะยานแตะ 71,600 บาท ไปแล้ว

 

จากมุมมองของ 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ทำนายว่าราคาทองคำในปี 2026 มีโอกาสจะไปได้ถึง 6,600 ดอลลาร์ ส่วนคำทำนายต่ำสุดคือ 4,500 ดอลลาร์

 

ส่วนภาพระยะยาวกว่านั้น บางคนถึงขั้นมองว่าราคาทองคำจะไปถึง 8,000 – 10,000 ดอลลาร์ แต่ประวัติศาสตร์สอนเราอยู่เสมอว่า ทองคำไม่ได้มีแต่ขาขึ้น และเมื่อขาลงปรากฎ ราคาอาจจะร่วงลงได้ 40-60%

 

อะไรคือปัจจัยหนุนราคาทองคำตอนนี้ แล้วในอดีตอะไรคือสิ่งที่จะทำให้ราคาทองคำล่มสลายลง

 

 

ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า** 6,000 ดอลลาร์** ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง** ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’** 2

 

ทองคำ 10,000 ดอลลาร์ เป็นไปได้แค่ไหน?

 

แต่หากมองไกลไปกว่าปี 2026 นักวิเคราะห์บางส่วนก็เชื่อว่ามีโอกาสที่จะเห็นราคาทองคำพุ่งขึ้นไปได้ถึงระดับ 8,000 – 10,000 ดอลลาร์

 

Juerg Kiener จาก Swiss Asia Capital บริษัทในสิงคโปร์ มองว่าทองคำจะแตะระดับ 8,000 ดอลลาร์ ในปี 2028 ขณะที่ Ed Yardeni ผู้บริหารของ Yardeni Research มองว่าทองคำมีโอกาสจะไปถึง 10,000 ดอลลาร์ ภายในปี 2030 โดยมีตัวการคือ การขาดดุลงบประมาณมหาศาลของรัฐบาลทั่วโลก, ความตึงเครียดระหว่างประเทศที่ต่อเนื่อง และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ทำให้นโยบายนำไปสู่เงินเฟ้อ

 

อย่างไรก็ดี Charley Blaine บรรณาธิการข่าวสายการเงินของ TheStreet ระบุว่า ความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับทองคำอาจเปลี่ยนแปลงได้ ในฐานะผู้ที่ทำข่าวเรื่องทองคำและโลหะมีค่ามานานกว่า 40 ปี “ผมจำได้ว่าเคยได้ยินข้อโต้แย้งแบบเดียวกันนี้ในปี 1980 ตอนนั้นเงินเฟ้อสูง ราคาน้ำมันพุ่ง และค่าเงินดอลลาร์ร่วง เมื่อทองคำแตะระดับ 850 ดอลลาร์ ผู้คนต่างพูดกันว่าเป้าหมายต่อไปคือ 1,000 ดอลลาร์”

 

แต่หลังจากนั้นราคากลับพังทลายลงและพังลงอย่างหนัก ทองคำร่วงลงกว่า 60% ไปอยู่ที่ 350 ดอลลาร์ภายในปี 1985 และไม่เคยกลับไปแตะระดับ 850 ดอลลาร์ได้อีกเลยจนกระทั่งเดือนเมษายนปี 2008

 

“ผมรู้ดีว่าสิ่งเลวร้ายสามารถเกิดขึ้นได้และจะเกิดขึ้น ทั้งกับทองคำและแร่เงิน ซึ่งช่วงหลังมานี้ราคาพุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าทองเสียอีก โดยเฉพาะในปี 2026 ปีเดียวราคาแร่เงินพุ่งไปแล้ว 23% คำถามเดียวคือ อะไรจะเป็นตัวจุดชนวน”

 

ด้าน JPMorgan Global Research คาดการณ์ว่าราคาทองคำปีนี้จะอยู่ที่ 5,055 ดอลลาร์ และจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 5,400 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2027 โดยปกติแล้ว ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวและอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ต่ำลง จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

 

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์มักเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เนื่องจากสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven) และความสามารถในการรักษามูลค่าที่เชื่อถือได้ อีกทั้งทองคำยังมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ประเภทอื่นต่ำ จึงทำหน้าที่เสมือนประกันความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลงหรือยามเกิดความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ

 

สำหรับปี 2026 ความต้องการที่ยังคงแข็งแกร่งจากนักลงทุนและธนาคารกลาง ซึ่งคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ราว 585 ตันต่อไตรมาส

 

จำเป็นต้องมีความต้องการสุทธิรายไตรมาสจากนักลงทุนและธนาคารกลางอยู่ที่ประมาณ 350 ตันขึ้นไป ราคาทองคำจึงจะปรับตัวขึ้นได้ และทุกๆ 100 ตันที่เกินระดับ 350 ตัน จะส่งผลให้ราคาทองคำปรับขึ้นราว 2% ต่อไตรมาส

 

“เมื่อมองไปในปี 2026 เราคาดว่าจะมีดีมานด์เฉลี่ยรวม 585 ตันต่อไตรมาส ประกอบด้วยจากธนาคารกลาง 190 ตัน, ทองคำแท่งและเหรียญ 330 ตัน และความต้องการรายปีจาก ETF และฟิวเจอร์สอีก 275 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า”

 

ย้อนรอยการพังทลายของราคาทองคำ

 

ตัวจุดชนวนการพังทลายของราคาทองคำในปี 1980 มาจาก 1.ตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ปรับขึ้นอัตราเงินวางประกัน (Margin rates) อย่างรุนแรง เพื่อสกัดกั้นการเก็งกำไรในทองคำและเงิน และ 2.เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่ว เพื่อปราบเงินเฟ้อ นโยบายนี้ทำเอานักเก็งกำไรเจ็บตัวอย่างหนัก

 

นักเก็งกำไรส่วนใหญ่มักกู้เงินมาเพื่อเปิดสถานะซื้อขาย และเมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหล่านั้นสูงขึ้น คุณจะเห็นเทรดเดอร์เทขายสถานะของตนทิ้งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางคนรอด แต่หลายคนไม่รอด

 

ส่วนปี 2013 ราคาพุ่งขึ้นอีกครั้งเพราะดูเหมือนว่าสหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าสู่การผิดนัดชำระหนี้ (Debt Default) แต่เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซง ประกอบกับรัฐบาลโอบามาและสภาคองเกรสที่ควบคุมโดยพรรครีพับลิกันหาทางออกร่วมกันได้ ราคาทองคำก็ร่วงลงถึง 40%

 

สำหรับปัจจุบัน การพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของราคาทองคำมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความต้องการซื้อจากทั่วโลกจำนวนมหาศาล ทั้งธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย กำลังไล่ซื้อทองคำเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกัน (Hedge) ความเสี่ยงจากค่าเงินที่อ่อนตัวลง

 

รวมทั้งการซื้ออย่างบ้าคลั่งในจีนและอินเดีย ซึ่งในประเทศเหล่านี้ การครอบครองทองคำถือเป็นเรื่องสำคัญและยิ่งใหญ่มาก นอกจากนี้ กองทุนเฮดจ์ฟันด์กำลังเข้าซื้อเพื่อเพิ่มสินทรัพย์ประเภทใหม่เข้าไปในพอร์ตการลงทุน ซึ่งตามธรรมเนียมเดิมมักจะกระจุกตัวอยู่ในหุ้น พันธบัตร ตราสารหนี้รัฐบาล และระยะหลังรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ เช่นเดียวกับนักลงทุนรายย่อย อย่างในสหรัฐอเมริกาและที่อื่นๆ สามารถหาซื้อทองคำได้แล้วที่ร้านค้าปลีกส่ง เช่น Costco Wholesale และร้านค้าปลีกทองคำและอัญมณีในท้องถิ่น

 

YLG ชี้ 3 ปัจจัยหนุนราคาทองคำขึ้นเร็วกว่าคาด

 

ด้าน YLG ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่าตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวัน 20 มกราคมที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาดโลก (Gold Spot) พุ่งขึ้นมาทะลุระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นกว่า 9% จากราคาเปิดต้นปี

 

“ราคาที่ปรับขึ้นมาในระดับนี้เพียง 20 วันถือว่าเป็นการปรับขึ้นที่เร็วกว่าคาดหมาย แถมยังเป็นการเปิด gap ในวันจันทร์ทุกสัปดาห์ ขานรับความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์”

 

ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า** 6,000 ดอลลาร์** ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง** ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’** 1

 

ฐิภากล่าวต่อว่า ปัจจัยที่กระตุ้นให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงมาจากปัจจัยหลัก 3 ด้าน ได้แก่

 

1. ทรัมป์เปิดศึกชิง ‘กรีนแลนด์’ และความเสี่ยงด้านสงครามการค้ากับยุโรป

 

ภายหลังจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขู่จะเก็บภาษีนำเข้าจาก 8 ประเทศในยุโรปสูงถึง 10-25% เนื่องจากกรณีที่ขัดขวางไม่ให้สหรัฐฯ ซื้อเกาะกรีนแลนด์ ส่งผลให้ผู้นำยุโรปกำลังจัดการประชุมด่วนสร้างความตึงเครียดทั้งภูมิภาค ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลและหันมาซื้อทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) โดยทรัมป์กล่าวไว้ว่าแม้เน้นการเข้าปกครองด้วยการเจรจาทางการทูต แต่ก็ไม่ตัดวิธีการยึดครองด้วยกำลังทางทหาร

 

2. เงินดอลลาร์อ่อนค่า และเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย

 

ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) ร่วงฉับพลันจากความกังวลของตลาดที่คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะต้องปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้มากกว่าที่แสดงใน Dot Plot ที่เพียง 1 ครั้ง หลังเกิดการปรับเปลี่ยนหลายตำแหน่งในเฟดโดยเฉพาะ เจอโรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระประธานเฟดในเดือนพฤษภาคมนี้

 

อีกทั้ง เริ่มเกิดการคาดการณ์ว่าเฟดอาจจำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับสงครามการค้าที่ทรัมป์จุดชนวนขึ้น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะต้องสกัดการเร่งตัวขึ้นของ Bond Yield สหรัฐ หากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถูกเทขายจากประเทศในยุโรป หากความขัดแย้งปะทุรุนแรงมากขึ้น

 

3. ธนาคารกลางทั่วโลกแห่ตุนทอง

 

ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและรัสเซียที่ยังคงโยกเงินออกจากดอลลาร์สหรัฐฯ ตามนโยบาย De-Dollarization มาซื้อทองคำเก็บไว้เป็นทุนสำรองฯ เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯ แรงซื้อมหาศาลจากธนาคารกลางทั่วโลก เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง

 

อ้างอิง:

The post ทองคำจะวิ่งไปถึงจุดไหน? เปิดคำทำนาย 10 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มองว่า 6,000 ดอลลาร์ ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ระวัง ‘งานเลี้ยงมีวันเลิกรา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘เงินบาท’ ครึ่งปีแรกยังแข็งค่าจากราคาทอง-ดอลลาร์อ่อน ก่อนพลิกกลับทิศช่วงครึ่งปีหลัง https://thestandard.co/thai-baht-outlook-2026-scb-analysis/ Wed, 21 Jan 2026 06:36:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1167686 The provided headline already complies with the specified Khaosod/Thairath spacing rule (add a space before proper nouns that follow a verb). * **‘เงินบาท’** is a proper noun that follows the verb จับตา. A space already exists before it. * **ดอลลาร์** is a proper noun, but it follows ราคาทอง- (a noun phrase with a hyphen), not a verb directly. Therefore, no changes are needed based on the given rule. **Original Headline (and reformatted as no changes are needed):** จับตา ‘เงินบาท’ ครึ่งปีแรกยังแข็งค่าจากราคาทอง-ดอลลาร์อ่อน ก่อนพลิกกลับทิศช่วงครึ่งปีหลัง

ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่าค่าเงินบาทในช่วงครึ่งปีแรกจะ […]

The post จับตา ‘เงินบาท’ ครึ่งปีแรกยังแข็งค่าจากราคาทอง-ดอลลาร์อ่อน ก่อนพลิกกลับทิศช่วงครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
The provided headline already complies with the specified Khaosod/Thairath spacing rule (add a space before proper nouns that follow a verb). * **‘เงินบาท’** is a proper noun that follows the verb จับตา. A space already exists before it. * **ดอลลาร์** is a proper noun, but it follows ราคาทอง- (a noun phrase with a hyphen), not a verb directly. Therefore, no changes are needed based on the given rule. **Original Headline (and reformatted as no changes are needed):** จับตา ‘เงินบาท’ ครึ่งปีแรกยังแข็งค่าจากราคาทอง-ดอลลาร์อ่อน ก่อนพลิกกลับทิศช่วงครึ่งปีหลัง

ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่าค่าเงินบาทในช่วงครึ่งปีแรกจะยังเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าจากปัจจัยต่างประเทศและราคาทองคำ แต่มีแนวโน้มจะกลับมาอ่อนค่าได้ในช่วงครึ่งปีหลัง จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแกร่งและวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงที่สิ้นสุด

 

วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ .ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ความผันผวนของค่าเงินบาทที่กลับมาแข็งค่าในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะราคาทองคำที่พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับภาพปลายปีที่แล้วที่เงินบาทแข็งค่าพร้อมกับการขยับขึ้นของราคาทองคำ

 

นอกจากนี้ ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เช่น ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หรือข่าวเรื่องมาตรการกำแพงภาษี (Reciprocal Tariff) กับกลุ่มประเทศยุโรป ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลและหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ส่งผลให้มีความต้องการทองคำและค่าเงินสวิสฟรังก์เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแรงส่งให้เงินบาทแข็งค่าตามไปด้วย

 

จับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด มองลดเร็วกว่าตลาดคาด

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งตลาดมองว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดย SCB ประเมินสอดคล้องกับตลาดว่าจะลด 2 ครั้ง แต่คาดว่าจะเริ่มลดได้เร็วกว่า ที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย โดยตลาดมองช่วงกลางปี แต่มองว่าไตรมาส 2 มีโอกาสเริ่มใลดดอกเบี้ย มุมมองนี้เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงและกดดันให้เงินบาทแข็งค่าในช่วงครึ่งปีแรก

 

ภาพครึ่งปีหลัง จุดเปลี่ยนสู่การ ‘อ่อนค่า’ ของเงินบาท

 

วชิรวัฒน์ชี้ว่า แม้ครึ่งปีแรกบาทจะแข็งค่า แต่ในช่วงครึ่งปีหลังภาพอาจพลิกกลับมาเป็นการอ่อนค่าได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดีจากกระแส AI และ Investment Cycle ซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่แตก

 

เมื่อประกอบกับวัฏจักรการลดดอกเบี้ย (Easing Cycle) ของเฟดที่น่าจะจบลงในช่วงปลายไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4 จะทำให้ดอลลาร์สหรัฐมีโอกาสกลับมารีบาวด์ (Rebound) หรือแข็งค่าขึ้นได้ในช่วงปลายปี ส่งผลให้เงินบาทค่อยๆ กลับมาอ่อนค่าลง

 

ทฤษฎี Dollar Smile และเศรษฐกิจโลก

 

วชิรวัฒน์อธิบายปรากฏการณ์ Dollar Smile ซึ่งสะท้อนว่าดอลลาร์มักจะแข็งค่าใน 2 กรณี คือเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตโดดเด่น หรือเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ทำให้นักลงทุนต้องการถือดอลลาร์เพื่อความปลอดภัย

 

ข้อมูลจาก IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกปี 2025 จะโตประมาณ 3.2-3.3% ใกล้เคียงเดิม ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอลงเหลือ 2.1% ในปี 2025 ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นเป็น 2.4% ในปี 2026 ภาพการฟื้นตัวดังกล่าวทำให้มีโอกาสที่สินทรัพย์สหรัฐฯ จะกลับมาน่าสนใจและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกลับไป

 

ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ทองคำ’ และ ‘ค่าเงินบาท’

 

สำหรับราคาทองคำ ปีนี้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 20% จากเดิมที่เคยมองไว้ 10-15% ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้บาทแข็งค่า แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีความพยายามออกมาตรการเพื่อลดทอนความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำกับค่าเงินบาท แต่ปัจจุบันมาตรการยังอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็น (Hearing) คาดว่าจะเริ่มเห็นผลในช่วงครึ่งปีหลัง หากมาตรการมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยลดแรงกดดันด้านแข็งค่าลงได้

 

ความเสี่ยงการเมืองไทยและสหรัฐฯ วชิรวัฒน์เตือนให้จับตาความผันผวนจากการเมืองในประเทศช่วง 2-3 สัปดาห์ต่อจากนี้ที่จะเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีสมมติฐาน ดังนี้

 

  • กรณีพื้นฐาน (Base Case) หากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว มีเสถียรภาพ (Stability) ผลกระทบต่อค่าเงินและตลาดการเงินจะมีน้อย
  • กรณีเลวร้าย (Worst Case) หากมีความไม่แน่นอนหรือการประท้วงเกิดขึ้น ตลาดอาจเกิดอาการ Shock ซึ่งอาจเห็นเงินบาทอ่อนค่าได้มากกว่า 30 สตางค์ภายในวันเดียว

 

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการเมืองสหรัฐฯ เรื่องนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจถูกศาลตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะสร้างความผันผวนให้ตลาดได้เช่นกัน

 

โดยสรุป SCB มองว่ากระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) ที่เคยไหลเข้าตลาดเอเชียและไทยในปีที่แล้วจะเริ่มลดลงในปีนี้ เนื่องจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงในเอเชียใกล้สิ้นสุด ทำให้ประเมินว่าในช่วงครึ่งปีหลัง เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่ากลับขึ้นไปแตะระดับ 32-33 บาทต่อดอลลาร์ ได้

 

ภาพ: k-mookpan/Shutterstock

The post จับตา ‘เงินบาท’ ครึ่งปีแรกยังแข็งค่าจากราคาทอง-ดอลลาร์อ่อน ก่อนพลิกกลับทิศช่วงครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้นตลาดทุนไทย https://thestandard.co/urgent-policies-revive-thai-capital/ Wed, 21 Jan 2026 04:39:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1167644 เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้น ตลาดทุนไทย

นับถอยหลังการเลือกตั้งปี 2569 ก่อนเข้าคูหาวันที่ 8 ก.พ. […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้นตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้น ตลาดทุนไทย

นับถอยหลังการเลือกตั้งปี 2569 ก่อนเข้าคูหาวันที่ 8 ก.พ.นี้ ศึกชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย ใครจะเป็นผู้นำคนใหม่ นำพาเศรษฐกิจออกจากวังวนโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง คอร์รัปชันครอบงำ

 

การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนไม่ได้คาดหวังแค่นโยบาย ‘แก้ปัญหาปากท้อง’ แต่ต้องการรัฐบาล ที่รื้อจัดระบบโครงสร้าง แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ ซึ่งไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมได้

 

‘ตลาดทุน’ เป็นตัวชี้วัดสำคัญ ที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย

 

ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อมั่นที่หดหาย จากคดีทุจริตของบริษัทจดทะเบียน, ความล่าช้า ของหน่วยงานกำกับดูแล, การเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ และขาดธุรกิจใหม่ที่สร้างการเติบโต ปัจจัยเหล่านี้ล้วนกดดัน sentiment ตลาด ทำให้ปริมาณซื้อขายต่อวัน ลดลงเหลือเพียง 30,000 – 40,000 ล้านบาท จากระดับ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

 

THE STANDARD WEALTH เปรียบเทียบนโยบายเร่งด่วนแก้ ‘วิกฤติตลาดหุ้นซึม’ ของ 8 พรรคการเมือง พรรคไหนให้ความสำคัญเรื่องอะไรบ้าง

 

เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้น ตลาดทุนไทย 4

The post เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบายเร่งด่วน ฟื้นตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
WASH หยุดขายแฟรนไชส์ เน้นเปิดสาขาเอง สู้ตลาด Red Ocean ตั้งเป้าปี 69 ขยายเพิ่ม 100 สาขา รายได้โต 25% https://thestandard.co/wash-red-ocean-halts-franchise-own/ Wed, 21 Jan 2026 01:21:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1167532 WASH หยุดขายแฟรนไชส์ เน้นเปิดสาขาเอง สู้ตลาด Red Ocean ตั้งเป้า ปี 69 ขยายเพิ่ม 100 สาขา รายได้โต 25%

วันนี้ (20 ม.ค.2569) บริษัท ลอนดรี้ ยู จํากัด (มหาชน) ห […]

The post WASH หยุดขายแฟรนไชส์ เน้นเปิดสาขาเอง สู้ตลาด Red Ocean ตั้งเป้าปี 69 ขยายเพิ่ม 100 สาขา รายได้โต 25% appeared first on THE STANDARD.

]]>
WASH หยุดขายแฟรนไชส์ เน้นเปิดสาขาเอง สู้ตลาด Red Ocean ตั้งเป้า ปี 69 ขยายเพิ่ม 100 สาขา รายได้โต 25%

วันนี้ (20 ม.ค.2569) บริษัท ลอนดรี้ ยู จํากัด (มหาชน) หรือ WASH ผู้นำธุรกิจ ร้านสะดวกซัก WashXpress ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินกลยุทธ์เชิงรุก ยกระดับมาตรฐานใหม่ ร้านสะดวกซักภายใต้แนวคิด Olympics Standard ชูโมเดลขยายสาขาเปิดเอง ปั้นกำไรเติบโตระยะยาว ทางรอดตลาด Red ocean

 

กวิน กลองกระโทกประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH เปิดเผยว่า ตลาดร้านสะดวกซักคือ Red Ocean ของธุรกิจแฟรนไชส์ ที่เน้นขยายตัวแต่ขาดมาตรฐาน ตลาดถูกครอบงำ โดยโมเดลแฟรนไซส์ ที่ให้ความสำคัญกับการขยายสาขามากกว่าการรักษาคุณภาพบริการ ทำให้ลูกค้าและผู้ประกอบการต้องทนกับ Pain Points เดิมๆ ดังนี้

 

  • ร้านไม่สะอาด (Unclean Stores) เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ลูกค้าต้องการความสะอาด แต่กลับเจอร้านสกปรก
  • เครื่องเสียบ่อยและซ่อมนาน (Frequent & Slow Repairs) เครื่องเสียเป็นเดือน ไม่มาซ่อม ทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึก และผู้ประกอบการเสียรายได้
  • บริการลูกค้าที่ติดต่อไม่ได้ (Unresponsive Customer Service) เมื่อเกิดปัญหา Call Center โทรไปก็ไม่มีคนรับสาย ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ทันที่

 

ด้วยเหตุนี้ WASH จึงเลือกลงทุนในระบบและบริหารจัดการสาขาด้วยตัวเอง 100% เพราะไม่ได้ต้องการแข่งขันด้านราคา แต่เชื่อว่าการควบคุมคุณภาพ และมาตรฐาน คือทางเดียวที่สร้างแบรนด์ที่อยู่ได้นานและยั่งยืนในตลาด Red Ocean สะท้อนจากยอดขายในสาขาเดิม (SSSG) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่เติบโตเร่งตัวขึ้นเป็น 9.7% จาก 7.9% ในปีก่อนหน้า

 

ในปี 2569 บริษัทจะดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจเชิงรุก เน้นสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Olympics Standard หรือมาตรฐานระดับโอลิมปิก ที่เราคาดว่าจะเป็นมาตรฐานใหม่ของร้านสะดวกซัก โดยมีกลยุทธ์หลักๆ ดังนี้

 

  • ทุ่มเงินลงทุน 400 ล้าน เปิดร้าน WashXpress บริหารเอง 100 สาขาใหม่ ครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศไทยในปี 2569 ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 591 สาขาใน 21 จังหวัดหลัก ในปี 2569 สาขาที่เปิดใหม่ 50-60% จะเปิดใน 21 จังหวัดเดิม เพื่อขยายพื้นที่ให้บริการให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และเดินหน้ารุกสู่ภูมิภาคสำคัญ อย่างภาคเหนือ และภาคใต้
  • ชูโมเดลแบรนด์ร้านสะดวกซักที่บริษัทบริหารเอง (Own Store)

 

หยุดขายแฟรนไชส์ เน้นเปิดสาขาเอง ทำให้สามารถควบคุมมาตรฐาน ของร้านทุกสาขา ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันได้ ทั้งปัจจุบันมีแฟรนไชส์ทั้งหมด

 

79 สาขา ซึ่งไม่ได้มีการขยายสาขาเพิ่มมา 3 ปีแล้ว เพื่อให้ลูกค้าที่ซื้อแฟรนไชส์ มีพื้นที่เติบโตระยะยาวไปกับธุรกิจได้

 

ทั้งนี้ในอนาคตบริษัทฯ มีแผนจะขยายบริการเสริมต่อเนื่องจากบริการซักอบพับ เป็นรับรีดผ้า และส่งผ้ากับลูกค้าทั้ง B2C และ B2B ซึ่งทั้งสองบริการนี้อยู่ระหว่างการ ทดลองในบางพื้นที่ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายครบจบในที่เดียว

 

มั่นใจปี 69 รายได้โต 25% เหนือตลาด

 

สำหรับเป้าหมายในปี 2569 ในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 25 % และตั้งเป้ายอดขายในสาขาเดิม (SSSG) เติบโต 10% เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการมอบบริการ และประสบการณ์ในการใช้งานร้านสะดวกซักที่ดีที่สุด ทั้งนี้คาดว่าตลาดธุรกิจร้านสะดวกซักในประเทศไทย จะเติบโตต่อเนื่องประมาณ 10% ต่อปี

 

ทั้งนี้ผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2568 WASH มีรายได้รวม 745.82 ล้านบาท เติบโต 24.79% และมีกำไรสุทธิ 87.29 ล้านบาท เติบโต 50.60% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน อัตรากำไรสุทธิ 11.70% และประกาศปันผลระหว่างกาล (งวด ม.ค.-มิ.ย. 68) จ่าย 0.0722 บาท/หุ้น ตามนโยบายของ บริษัทฯ ในการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ

 

โมเดลเปิดสาขาเอง ทางรอดธุรกิจร้านสะดวกซัก ในตลาด Red Ocean

 

ธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH เปิดเผยว่า การขายแฟรนไชส์ในระยะเริ่มต้น สร้างผลกำไรที่ดีกว่าเพราะไม่มีต้นทุน ขายแล้วรับรู้รายได้เลย เมื่อเทียบกับการเปิดสาขาเอง (Own store) ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง (CAPEX) ทั้งค่าเช่าที่ ค่าตกแต่งร้าน ค่าจ้างพนักงาน แต่เมื่อขยายสาขา ไปถึงจุดหนึ่งจะถึงจุดคุ้มทุน จากรายได้ประจำ (Recurring income) ซึ่งจะทำให้กำไรเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว ในขณะที่การขายแฟรนไชส์ รายได้จากการขายเครื่องซักผ้าเกิดขึ้นครั้งเดียว และยอดขายพึ่งพาภาวะเศรษฐกิจสูง ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ยอดขายก็ไม่ดีตามไปด้วย

 

สำหรับความกังวลด้านการแข่งขันตัดราคา และการเข้ามาของธุรกิจรายใหญ่ ในภาพใหญ่ของตลาดยังไม่มีสงครามราคา แต่ถ้าลงไปดูในภาพเล็ก บางพื้นที่ที่มีร้านสะดวกซักเปิดใกล้กัน อาจมีการแข่งตัดราคากันอยู่บ้าง สำหรับรายใหญ่ที่เป็นเจ้าตลาดร้านสะดวกซื้อ อาจมองว่าธุรกิจนี้ไม่คุ้มทุน

The post WASH หยุดขายแฟรนไชส์ เน้นเปิดสาขาเอง สู้ตลาด Red Ocean ตั้งเป้าปี 69 ขยายเพิ่ม 100 สาขา รายได้โต 25% appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยวิ่งทะลุ 1,300 จุด นักวิเคราะห์เผยต่างชาติเก็งกำไร ‘หุ้น’ และ ‘เงินบาท’ ในคราวเดียว https://thestandard.co/thai-stocks-baht-foreign-speculation/ Tue, 20 Jan 2026 10:05:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1167249 หุ้นไทยวิ่งทะลุ 1,300 จุด นักวิเคราะห์เผย ต่างชาติเก็งกำไร ‘หุ้น’ และ ‘เงินบาท’ ในคราวเดียว

หุ้นไทยบวก 5 วันรวด ทะลุ 1,300 จุด พร้อมแรงซื้อสุทธิของ […]

The post หุ้นไทยวิ่งทะลุ 1,300 จุด นักวิเคราะห์เผยต่างชาติเก็งกำไร ‘หุ้น’ และ ‘เงินบาท’ ในคราวเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยวิ่งทะลุ 1,300 จุด นักวิเคราะห์เผย ต่างชาติเก็งกำไร ‘หุ้น’ และ ‘เงินบาท’ ในคราวเดียว

หุ้นไทยบวก 5 วันรวด ทะลุ 1,300 จุด พร้อมแรงซื้อสุทธิของต่างชาติเฉียด 10,000 ล้านบาท (14 – 19 มกราคม) นักวิเคราะห์มองเป็นแรงเก็งกำไรระยะสั้น ที่มาพร้อมแนวโน้มเงินบาทแข็งค่า หลังจากทองคำทำสถิติใหม่

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 13 มกราคมที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทย (SET) ร่วงลงไปทำจุดต่ำสุดในรอบกว่า 4 เดือนที่ 1,232 จุด ก่อนจะพุ่งขึ้นราว 70 จุด กลับมาแตะระดับ 1,306 จุด สูงสุดในรอบ 2 เดือน

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า แรงซื้อสุทธิของต่างชาติในช่วงที่ผ่านมามีลักษณะเป็น ‘เงินร้อน’ (Hot Money) ที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น

 

“ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยอดการซื้อสุทธิของต่างชาติกับ Program Trading สอดคล้องกัน ขณะที่โฟลว์ของ ETF ก็ไม่ได้เข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ และบังเอิญสอดคล้องกับค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ที่บาทแข็งค่านำหน้าประเทศอื่นๆ โดดเด่นมาก เพราะสาเหตุสำคัญจากทองคำอีกครั้ง” ณัฐชาตกล่าว

 

โดยปกติแล้ว หากราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่ เงินบาทจะแข็งค่าขึ้น และเมื่อเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่ามากๆ ก็จะมีฟันด์โฟลว์เข้ามาเพื่อเก็งกำไรค่าเงินด้วยส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นแรงซื้อสุทธิรอบนี้อาจเป็นเพียงการเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น

 

ณัฐชาตกล่าวต่อว่า แรงเก็งกำไรจะเริ่มแผ่วลงเมื่อเงินบาทถึงจุดวกกลับ และเมื่อเงินบาทแข็งค่าเพราะทองคำ อาจต้องรอดูว่าราคาทองคำจะหยุดขึ้นเมื่อใด ซึ่งจะทำให้เงินบาทหยุดการแข็งค่า และเริ่มเห็นการขายทำกำไรชั่วคราวของ Hot Money รอบนี้

 

“ถ้ามอง Valuation หุ้นไทย ไปต่อได้อยู่แล้ว แม้จะขึ้นมาตรงนี้ (1,300 จุด) ก็ยังไม่ถึงค่าเฉลี่ย หากอิงค่าเฉลี่ย P/E 14 เท่า ดัชนี SET มีระดับเหมาะสมที่ 1,360 จุด”​

 

Election Rally ส่งผลแค่ไหน?

 

คำถามต่อมาคือ การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีของไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ส่งผลต่อหุ้นไทยแค่ไหน ณัฐชาตมองว่า ในอดีตนักลงทุนต่างชาติมักจะไม่เก็งกำไรก่อนหน้าการเลือกตั้ง แต่จะเห็นแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศเข้ามาก่อน

 

“ตอนนี้ยังไม่เห็นแรงซื้อของสถาบันเข้ามา ส่วนต่างชาติมักจะรอให้เห็นความแน่นอนของผลการเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วก่อนจะซื้อเข้ามา เรามักจะไม่เห็นต่างชาติเก็งกำไรไปก่อน”​

 

ด้าน ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวว่า โดยปกติแล้ว Election Rally มักเกิดขึ้นก่อนเลือกตั้งประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ครั้งนี้ไม่อยากให้น้ำหนักกับประเด็นนี้มากนัก เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกหลังจากหุ้นไทยเปิดเผยความจริงว่า ที่ผ่านมาคือบุญเก่า และบุญนั้นหมดแล้ว ดังนั้นสถิติเดิมอาจจะใช้ไม่ได้อีกแล้ว

 

“เศรษฐกิจไทยจมอย่างเดียว แต่ปฏิเสธเลยไม่ได้ว่าตั้งแต่ประกาศยุบสภา เงินไม่ได้ไหลออกนอกประเทศ”

 

หุ้นไทยจะไปได้ถึงตรงไหน?

 

ประกิตกล่าวต่อว่า หุ้นไทยขึ้นมารอบนี้ค่อนข้างเป็นไปตามคาด ปีนี้หุ้นไทยน่าจะให้ผลตอบแทนรวม (Total Return) ประมาณ 10% ซึ่งยังต่ำกว่าหุ้นเอเชียที่มีการคาดการณ์กันว่าจะให้ผลตอบแทนถึง 18% ในปีนี้

 

“หุ้นไทยยัง undervalue มากๆ รีเทิร์น 10% ไม่ได้ยาก ส่วนตัวเชื่อว่าหุ้นไทยจะไปได้ถึงอย่างน้อย 1,400 จุด แต่จะสังเกตว่าหุ้นที่วิ่งขึ้นรอบนี้ส่วนมากจะเป็นการ buy the dip ก่อนจะค่อยๆ เวียนหุ้นไปเรื่อยๆ ส่วนโอกาสที่หุ้นไทยจะวิ่งไปไกลกว่านั้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าผลการเลือกตั้งออกมาเป็นอย่างไร”​ ประกิตกล่าว

 

ภาพ: hallojulie/Getty Images

The post หุ้นไทยวิ่งทะลุ 1,300 จุด นักวิเคราะห์เผยต่างชาติเก็งกำไร ‘หุ้น’ และ ‘เงินบาท’ ในคราวเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. ประกาศสงครามกับ ‘ทุนเทา’ รุกตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น-นอมินี จ่อบังคับใช้ Travel Rule ตรวจสอบเส้นทางเงินคริปโต คาดเห็นความชัดเจนใน Q1/69 นี้ https://thestandard.co/sec-thailand-strategic-plan-2026-anti-money-laundering/ Tue, 20 Jan 2026 08:51:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1167197 ก.ล.ต. ประกาศสงครามกับ ‘ ทุนเทา ’ รุกตรวจสอบ โครงสร้างผู้ถือหุ้น - นอมินี จ่อบังคับใช้ Travel Rule ตรวจสอบ เส้นทางเงิน คริปโต คาดเห็นความชัดเจน ใน Q1 / 69 นี้

สำนักงาน ก.ล.ต. ย้ำจุดยืน ‘ยอมรับไม่ได้’ กับปัญหาทุนเทา […]

The post ก.ล.ต. ประกาศสงครามกับ ‘ทุนเทา’ รุกตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น-นอมินี จ่อบังคับใช้ Travel Rule ตรวจสอบเส้นทางเงินคริปโต คาดเห็นความชัดเจนใน Q1/69 นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. ประกาศสงครามกับ ‘ ทุนเทา ’ รุกตรวจสอบ โครงสร้างผู้ถือหุ้น - นอมินี จ่อบังคับใช้ Travel Rule ตรวจสอบ เส้นทางเงิน คริปโต คาดเห็นความชัดเจน ใน Q1 / 69 นี้

สำนักงาน ก.ล.ต. ย้ำจุดยืน ‘ยอมรับไม่ได้’ กับปัญหาทุนเทาในตลาดทุนไทย กางแผนจัดการรอบด้านทั้งบริษัทจดทะเบียนและตัวกลาง พร้อมปิดช่องโหว่สินทรัพย์ดิจิทัล เตรียมประกาศใช้กฎเกณฑ์ Travel Rule ตรวจสอบเส้นทางเงินคริปโต

 

ท่ามกลางกระแสความกังวลของนักลงทุนต่อปัญหาความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ‘ทุนสีเทา’ ที่เข้ามาใช้ช่องทางตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลในการฟอกเงิน

 

ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้สัมภาษณ์พิเศษผ่านรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ถึงแนวทางการยกระดับการจัดการปัญหาดังกล่าว โดยระบุชัดเจนว่า ก.ล.ต. มีจุดยืนที่ยอมรับไม่ได้กับการกระทำผิดกฎหมายไม่ว่าจะรูปแบบใด

 

เลขาธิการ ก.ล.ต. อธิบายว่า ปัญหาทุนเทานั้นเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายฟอกเงิน (ปปง.) หรือเรื่องนอมินีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ แต่เมื่อเข้ามาสู่ตลาดทุน ก.ล.ต. ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อจัดการกับปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

 

1. ฝั่งผู้ระดมทุน เจาะลึกโครงสร้างผู้ถือหุ้นและนอมินี

 

ในส่วนของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ก.ล.ต. กำลังดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้นในเรื่องโครงสร้างผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะกรณีที่มีความซับซ้อน หรือมีลักษณะเป็นลำดับขั้นที่อาจเข้าข่ายการเป็นนอมินี ซึ่งในบางกรณีต้องอาศัยความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก

 

ศ. ดร.พรอนงค์ ยืนยันว่า ก.ล.ต. ไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังทำงานในเชิงรุกร่วมกับหลายหน่วยงาน แต่สาเหตุที่ไม่ค่อยมีการให้ข่าว เนื่องจากต้องการให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจนก่อน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริต

 

2. ฝั่งตัวกลาง ขันน็อตโบรกเกอร์ เข้มงวด KYC/CDD

 

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจตัวกลาง (Intermediaries) เช่น โบรกเกอร์และดีลเลอร์ ก.ล.ต. เน้นย้ำหน้าที่ในการคัดกรองลูกค้า (Screening) ผ่านกระบวนการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) อย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามกฎหมายฟอกเงิน หากพบว่าผู้ประกอบธุรกิจรายใดละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ ก.ล.ต. จะมีการลงโทษตามกฎหมาย

 

ปิดช่องโหว่ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ เตรียมใช้ Travel Rule

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองคือการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เป็นช่องทางของทุนเทา ซึ่งเลขาธิการ ก.ล.ต. ยอมรับว่ายังมีช่องว่างอยู่จริง จึงได้มีการขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการที่มีดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานคณะทำงาน Connecting the Dots เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินของธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซีได้

 

ก.ล.ต. เตรียมนำเครื่องมือที่เรียกว่า Travel Rule มาบังคับใช้กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการกำกับดูแลเพื่อป้องกันการฟอกเงิน โดย ก.ล.ต. ได้ทำข้อตกลงร่วมกับ ปปง. เพื่อนำเกณฑ์นี้มาใช้ก่อนที่กฎหมายหลักของ ปปง. จะปรับปรุงเสร็จสิ้น

 

Travel Rule คืออะไร และจะถูกนำมาใช้อย่างไร

 

ศ. ดร.พรอนงค์ อธิบายว่า โดยปกติในมาตรฐานสากล Travel Rule เป็นเกณฑ์ที่อยู่ภายใต้กฎหมายฟอกเงิน (AML) ซึ่งในประเทศไทยหน่วยงานหลักที่ดูแลคือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ ก.ล.ต. จึงไม่รอให้กระบวนการแก้กฎหมายหลักของ ปปง. เสร็จสิ้น แต่ได้ทำ ‘ข้อตกลงร่วม’ เพื่อนำเกณฑ์ Travel Rule มาบังคับใช้กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ก่อน

 

โดยสาระสำคัญของมาตรการนี้คือ

 

  • การระบุตัวตน ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจะต้องสามารถระบุและส่งต่อข้อมูลของผู้โอนและผู้รับโอนสินทรัพย์ดิจิทัลไปพร้อมกับการทำธุรกรรมได้
  • การตรวจสอบย้อนกลับ เมื่อนำ Travel Rule มาใช้ จะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ทันทีหากมีเหตุอันควรสงสัย ซึ่งต่างจากเดิมที่เป็นช่องว่างในการตรวจสอบ

 

“เราจะเห็นความชัดเจนในไตรมาส 1 ปีนี้ โดยสำนักงาน ก.ล.ต. จะนำ Travel Rule มาใช้กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลก่อน เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมได้หากมีข้อสงสัย และทาง ปปง. จะรับลูกไปดำเนินการในส่วนของกฎหมายต่อไป” ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าว

 

ไทม์ไลน์เริ่มบังคับใช้ไตรมาส 1 ปีนี้

 

เลขาธิการ ก.ล.ต. ยืนยันกรอบเวลาที่ชัดเจนว่า ความชัดเจนเรื่องการบังคับใช้ Travel Rule จะเกิดขึ้นภายในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ โดย ก.ล.ต. จะเป็นผู้นำร่องบังคับใช้กฎเกณฑ์นี้ก่อน เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมได้ทันที จากนั้นทาง ปปง. จะรับช่วงต่อในการดำเนินการปรับปรุงกฎหมายในส่วนของตนเองต่อไป

 

“สำนักงาน ก.ล.ต. ค่อนข้างเชื่อมั่นว่าจะสามารถจัดการกับปัญหาทุนเทาได้ หากมีหลักฐานการกระทำผิดที่ชัดเจน เราพร้อมดำเนินการทันที ควบคู่ไปกับการปิดช่องว่าง (Gap) ในอนาคตเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา” ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าว

 

จัดระเบียบ ‘Finfluencer’ เส้นแบ่งระหว่าง ‘ให้ข้อมูล’ กับ ‘ชี้เป้า’

 

ด้าน จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวในงานแผนยุทธศาสตร์ ปี 2569-2571 ระบุว่า ก.ล.ต. ได้ประกาศแนวทางการควบคุมดูแล Finfluencer ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันการหลอกลวงและการแนะนำที่ผิดกฎหมาย โดยแบ่งเกณฑ์ดังนี้

 

1. การให้ข้อมูลข้อเท็จจริง (Fact) สามารถทำได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาต

 

2. การแนะนำหลักทรัพย์เฉพาะเจาะจง หากมีการฟันธงหรือแนะนำให้ซื้อขายหลักทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่ง ผู้ให้ข้อมูลต้องมีใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน (Investment Advisor – IA)

 

3. การชี้ช่องเพื่อรับผลตอบแทน หากมีการแนะนำลูกค้าไปเปิดพอร์ตหรือซื้อขายเพื่อรับค่าคอมมิชชัน ต้องดำเนินการในลักษณะตัวแทน หรือ Introducing Broker Agent (IBA)

 

มาตรการนี้ออกมาเพื่อสร้างความชัดเจนให้กับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และสร้างเกราะป้องกันให้กับนักลงทุนจากการรับคำแนะนำที่ไม่มีคุณภาพหรือเข้าข่ายการหลอกลงทุน

 

ก.ล.ต. ประกาศสงครามกับ ‘ ทุนเทา ’ รุกตรวจสอบ โครงสร้างผู้ถือหุ้น - นอมินี จ่อบังคับใช้ Travel Rule ตรวจสอบ เส้นทางเงิน คริปโต คาดเห็นความชัดเจน ใน Q1 / 69 นี้ 1

จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต.

 

นอกจากนี้ ก.ล.ต. เตรียมเปิดทางเลือกใหม่ในการลงทุนเพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลก ดังนี้

 

  • Carbon Credit สนับสนุนให้เกิดการซื้อขายทั้งในรูปแบบ Tokenized Carbon Credit และตลาดล่วงหน้า (Futures) รวมถึงร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อพิจารณากลไกการซื้อขายในตลาด Spot
  • Crypto ETF อยู่ระหว่างออกเกณฑ์สนับสนุนให้ บลจ. และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลร่วมมือกันออกกองทุน ETF เพื่อให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงเข้าถึงคริปโตฯ ได้ผ่านกลไกที่มีการจัดการดูแลความปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บรักษาเหรียญเอง
  • Crypto Futures เสนอให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินค้าอ้างอิงภายใต้ พ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อให้มีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ครบวงจร

 

คาด TISA มีความชัดเจนภายในปีนี้

 

ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าวในงานแผนยุทธศาสตร์ ปี 2569-2571 Thai Individual Saving Account หรือ TISA ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบในหลักเกณฑ์ตรงกันแล้ว โดยอยู่ระหว่างรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาพิจารณาอนุมัติ ทั้งนี้ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ภายในปีนี้

 

นอกจากนี้ สำหรับความคืบหน้าของการออก Crypto ETF ปัจจุบันได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. เรียบร้อยแล้ว โดยขณะนี้ก็มีทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แสดงความสนใจในการจัดตั้ง และเข้ามาพูดคุยกับทาง ก.ล.ต. แล้ว

 

ไม่จำกัดเพดาน HFT แต่ยอมรับว่า ‘ไม่สบายใจ’

 

ต่อข้อซักถามถึงความกังวลเรื่องการเติบโตของ High-Frequency Trading (HFT) ในตลาดหุ้นไทยที่ปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 50% และความจำเป็นในการจำกัดการเติบโตไม่ให้สูงถึง 80-90% เหมือนต่างประเทศนั้น

 

ศ. ดร.พรอนงค์ ยอมรับตรงไปตรงมาว่า ‘ไม่สบายใจ’ ต่อสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากโครงสร้างนักลงทุนของไทยประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก คือ นักลงทุนในประเทศ นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งต้องบริหารจัดการให้เกิดความสมดุล

 

เลขาธิการ ก.ล.ต. อธิบายบริบทของประเทศไทยว่า เศรษฐกิจและกำลังซื้อภายในประเทศ รวมถึงปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน ส่งผลให้เม็ดเงินออมและการลงทุนที่จะไหลเข้าสู่ตลาดทุนอาจได้รับผลกระทบ ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้เทคโนโลยีอย่าง Program Trading หรือ HFT เข้ามาช่วย

 

ก.ล.ต. ประกาศสงครามกับ ‘ ทุนเทา ’ รุกตรวจสอบ โครงสร้างผู้ถือหุ้น - นอมินี จ่อบังคับใช้ Travel Rule ตรวจสอบ เส้นทางเงิน คริปโต คาดเห็นความชัดเจน ใน Q1 / 69 นี้ 2

ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต.

 

“เราไม่ได้บอกว่าจะแคป หรือจำกัดเพดานตัวเลข แต่เรากำลังชวนผู้ร่วมตลาดพิจารณาหาจุดที่เหมาะสม แม้ตัวเลข HFT ที่สูงขึ้นจะเป็นเรื่องปกติในต่างประเทศ แต่ในบริบทของไทยเป็นสิ่งที่เราต้องติดตาม” ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าว

 

ก.ล.ต. ยืนยันว่าการออกมาตรการต่างๆ จะต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูล (Evidence-based) ซึ่งขณะนี้มีการทำวิจัยร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อทบทวนมาตรการว่าจุดไหน ‘ตึงไป’ หรือ ‘หย่อนไป’ โดยปัจจุบันมีเกณฑ์คัดกรองหุ้น (Eligible Securities) สำหรับ HFT และการลงทะเบียนเพื่อระบุตัวตนผู้ใช้งานอยู่แล้ว แต่ในอนาคตคีย์เวิร์ดสำคัญคือการทบทวน เพื่อยกระดับการกำกับดูแลให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน โดยได้มีการหารือทำความเข้าใจกับผู้ประกอบธุรกิจต่างประเทศเพื่อลดความกังวลและสร้างความเข้าใจถึงความจำเป็นในการออกมาตรการของไทยด้วย

 

คุม FinFluencer เน้น Clarity-Empower ไม่ใช่การคุมเข้มแบบเหวี่ยงแห

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการกำกับดูแลกลุ่ม Influencer ด้านการเงิน ซึ่ง ศ. ดร.พรอนงค์ ชี้แจงว่า เป้าหมายไม่ใช่การเข้าไปกำกับดูแลอย่างเข้มงวดจนทำอะไรไม่ได้ แต่หัวใจสำคัญคือการสร้าง ‘ความชัดเจน’ (Clarity) ในบทบาทหน้าที่

 

ก.ล.ต. ต้องการแบ่งแยกให้ชัดเจนระหว่างกลุ่มต่างๆ ได้แก่

 

1. Investment Analyst (IA) นักวิเคราะห์การลงทุน

 

2. Independent Investment Advisor (IBA) ที่ปรึกษาการลงทุนอิสระ

 

3. Influencer ผู้มีอิทธิพลบนสื่อโซเชียล

 

“เราอยากบอก FinFluencer ว่าอะไรทำได้ อะไรไม่ควรทำ คงไม่ใช่ลักษณะการไปกำกับดูแล FinFluencer อย่างเข้มงวด แต่เน้น Empower ให้เขารู้ว่าตรงไหนทำได้” ศ. ดร. พรอนงค์ กล่าว

 

ประเด็นสำคัญคือ หากกิจกรรมใดเข้าข่ายเป็นการ ‘แนะนำการลงทุน’ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องได้รับใบอนุญาต ก็ควรต้องมีมาตรฐานและการกำกับดูแลเช่นเดียวกับผู้แนะนำการลงทุนในระบบ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม และคุ้มครองผู้ลงทุน แต่หากไม่ได้ทำกิจกรรมในลักษณะดังกล่าว Influencer ก็สามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติ

 

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังได้เริ่มโครงการ Responsible Voices ซึ่งเชิญ Influencer เข้ามาร่วม Workshop เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันว่าขอบเขตไหนคือการให้ข้อมูลทั่วไป และขอบเขตไหนเริ่มเข้าข่ายการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ เพื่อสร้าง Community ที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง

 

ส่วนสุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่าการเพิ่มเสน่ห์ตลาดหุ้นไทยนั้น สำนักงาน ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการ ลด ละ เลิก กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความล่าช้า โดยเฉพาะเรื่องการปรับปรุงกระบวนการ IPO ให้มีความรวดเร็วมากขึ้น ผ่านการลดกระบวนการใช้ดุลพินิจและปรับกฎเกณฑ์ให้กระชับเวลา

 

ก.ล.ต. ประกาศสงครามกับ ‘ ทุนเทา ’ รุกตรวจสอบ โครงสร้างผู้ถือหุ้น - นอมินี จ่อบังคับใช้ Travel Rule ตรวจสอบ เส้นทางเงิน คริปโต คาดเห็นความชัดเจน ใน Q1 / 69 นี้ 3

สุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ ก.ล.ต.

 

ทั้งนี้ต้องไม่ทำให้ความเชื่อมั่นหายไป พร้อมมีการเจรจากับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในการมุ่งเป้าธุรกิจที่ดีเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือของบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ รวมถึงเจรจากับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อผลักดันให้มีบริษัทในต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุนไทย

 

ยกเครื่องกระบวนการตรวจสอบเพิ่มทีมสอบสวนเป็น 14 คน

 

ด้านธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. สำหรับปีนี้คาดว่ากระบวนการบังคับใช้กฎหมายจะรวดเร็วมากขึ้น เนื่องจาก ก.ล.ต. มีทรัพยากรหรือเจ้าหน้าที่ด้านการสอบสวนที่เพิ่มขึ้นเป็น 14 คน จากเดิมที่มีอยู่ 4 คน และมีการปรับโครงสร้างการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้น

 

สำหรับสถิติในช่วงปี 2566-2569 ที่ผ่านมา พบว่าการบังคับใช้กฎหมายมีระยะเวลาที่ลดลงต่อเนื่อง โดยเริ่มจากปี 66 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 7.9 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 2.3 ปี, ปี 2567 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 8 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 2.1 ปี, ปี 2568 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 4.8 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 1.6 ปี และ 1 ม.ค. 2569 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 3.9 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 1.3 ปี

 

 

ภาพ: สถิติการบังคับใช้กฎหมายของ สำนักงาน ก.ล.ต. ปี 2566-2568

สถิติการบังคับใช้กฎหมายของ สำนักงาน ก.ล.ต. ปี 2566-2568

 

ธวัชชัยกล่าวต่อถึงทิศทางการดำเนินงานเพื่อยกระดับการตรวจสอบการกระทำความผิดในตลาดทุน โดยยอมรับว่าที่ผ่านมา ก.ล.ต. เผชิญกับความคาดหวังเรื่องความรวดเร็วในการดำเนินคดี ซึ่งปัจจุบันทางสำนักงานฯ ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างและเพิ่มทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาคอขวดดังกล่าว โดยเน้นไปที่ 2 ประเด็นหลัก คือ การบริหารจัดการกำลังคน และ การแก้ไขกฎหมาย

 

ผนึกกำลัง ‘นักกฎหมาย-ผู้เชี่ยวชาญตลาดทุน’ เพิ่มทีมสอบสวนเป็น 14 คน

 

ธวัชชัยระบุว่า หนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้ ก.ล.ต. เริ่มจัดการคดีได้รวดเร็วขึ้นในช่วงหลัง เกิดจากการได้รับจัดสรรทรัพยากรบุคคลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของทีมสอบสวน จากเดิมที่มีเจ้าหน้าที่เพียง 4 คน ปัจจุบันได้ทยอยรับเพิ่มขึ้นเป็น 14 คน

 

กลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มคนครั้งนี้ คือการดึงตัวบุคลากรที่มีประสบการณ์เป็นพนักงานสอบสวนเข้ามาร่วมทีม เพื่อนำมาผสมผสานการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. เดิมที่มีจุดแข็งเรื่องความเข้าใจในระบบตลาดทุน

 

“คนของ ก.ล.ต. มีจุดแข็งเรื่องการตรวจสอบเคสในตลาดทุน ส่วนคนที่รับเข้ามาใหม่มีประสบการณ์ด้านการสอบสวน เมื่อนำ 2 ส่วนนี้มาผสมผสานกัน จะช่วยปิดจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้กันและกัน” ธวัชชัยกล่าว

 

พร้อมย้ำว่าแม้กฎหมายเพิ่มอำนาจสอบสวนให้กับ ก.ล.ต. จะยังไม่ออกมา แต่โครงสร้างทีมใหม่นี้ก็เป็นประโยชน์ทันที เพราะช่วยสนับสนุนการทำงานให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

เกาะติดการแก้กฎหมาย ดัน ก.ล.ต. เป็น ‘พนักงานสอบสวนร่วม’

 

ในประเด็นเรื่องข้อกฎหมาย รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ชี้แจงถึงความคืบหน้าในการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้พนักงาน ก.ล.ต. มีอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนร่วม ซึ่งจะช่วยลดรอยต่อในการส่งต่อคดีไปยังหน่วยงานอื่นและทำให้กระบวนการกระชับขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม สถานะปัจจุบันของร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ผ่านการพิจารณาออกมาบังคับใช้ โดยประเด็นที่ต้องจับตาต่อไปคือรูปแบบของกฎหมายว่าจะออกมาในลักษณะใด ระหว่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซึ่งเน้นความเร่งด่วน หรือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งเป็นกระบวนการปกติ

 

ธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต.

ธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต.

 

“เดิมที ก.ล.ต. ผลักดันในรูปแบบ พ.ร.ก. เพราะมองว่าเป็นสถานการณ์เร่งด่วนที่ต้องเร่งกอบกู้ความเชื่อมั่น แต่สุดท้ายจะออกมาในรูปแบบใดขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาล ซึ่ง ก.ล.ต. ได้เตรียมร่างกฎหมายไว้พร้อมแล้ว” ธวัชชัยระบุ

 

ธวัชชัยย้ำว่า การขอแก้ไขกฎหมายนี้ไม่ได้ทำเพราะหน่วยงานต้องการมีอำนาจล้นฟ้า แต่ทำเพื่อให้การทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะดีขึ้น หากกฎหมายผ่านสภาฯ นั่นแปลว่าสังคมเล็งเห็นว่า ก.ล.ต. ควรได้รับเครื่องมือนี้เพื่อความยุติธรรม

 

เป้าหมาย ลดระยะเวลาคดีค้างท่อ แต่ไม่ทิ้ง ‘ความถูกต้อง’

 

จากการปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าว ก.ล.ต. เริ่มเห็นสัญญาณบวก โดยเคสที่ค้างท่อนานที่สุดในขณะนี้มีอายุประมาณ 3.9 ปี และคาดว่าแนวโน้มอายุความของคดีจะลดลงเรื่อยๆ หากรักษาความเร็วในการทำงานระดับนี้ไว้ได้

 

อย่างไรก็ตาม รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ทิ้งท้ายว่า แม้ความเร็วเป็นเรื่องสำคัญ แต่กระบวนการที่ถูกต้อง สำคัญที่สุด ก.ล.ต. จะไม่เร่งปิดคดีเพียงเพื่อทำตัวเลข หากพบพยานหลักฐานใหม่ที่ขยายผลไปยังผู้กระทำผิดรายอื่นได้ ก็จำเป็นต้องเดินหน้าตรวจสอบต่อให้ครบถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อส่งเรื่องออกไปแล้วจะมีน้ำหนักเพียงพอและเป็นธรรมที่สุด

 

เปิดแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ปี 69 – 71

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ประกาศแผนยุทธศาสตร์ ปี 2569 – 2571 ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” มุ่งเป้าหมายสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้

 

สำหรับในปี 2569 นี้ ก.ล.ต. ยังคงมุ่งมั่นสานต่อการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตามแผนยุทธศาสตร์ ปี 2569 – 2571 ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้

 

1. ตลาดทุนแข่งขันได้และสร้างความเชื่อมั่น (Competitiveness & Confidence)

 

2. ตลาดทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Leveraging Digital & Technology) มุ่งเน้นการพัฒนาตลาดทุนดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีมาส่งเสริมระบบนิเวศ (ecosystem) ให้พร้อมรองรับการพัฒนา Tokenization และสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน (crypto as an asset class) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึงและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดทุนของผู้ลงทุนในวงกว้าง เช่น การจัดทำหลักเกณฑ์รองรับ crypto ETF และศึกษาการออก crypto ETF ในรูปแบบทรัสต์

 

3. ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญสู่ความยั่งยืน (Sustainable Capital Market) โดยส่งเสริมให้ตลาดทุนไทยมีความโดดเด่นในภูมิภาคด้าน ESG และนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน เช่น การเปิดเผยข้อมูลและการลงทุนอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน International Sustainability Standards Board (ISSB) พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่รองรับ green finance และ transition finance รวมทั้งการซื้อขาย carbon credit ในตลาดทุน

 

4. ผู้ลงทุนมีสุขภาพทางการเงินที่ดีและวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว (Long-term Investment) โดยส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการลงทุนในตลาดทุน เพื่อสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดี ส่งเสริมวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวผ่าน “บัญชีการลงทุนส่วนบุคคล” เพิ่มประสิทธิภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ยกระดับการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจ และป้องกันการหลอกลงทุน โดยยกระดับไปสู่การเป็น “preventive anti-scam for all” ต่อเนื่องจากปี 2568 เพื่อลดความสูญเสีย เพิ่มการรู้เท่าทัน และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

 

5. เพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงานของ ก.ล.ต. (Organization Transformation) เช่น ยกระดับการกำกับดูแลด้วยการใช้ Supervisory Technology (SupTech) และนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างต่อเนื่อง

The post ก.ล.ต. ประกาศสงครามกับ ‘ทุนเทา’ รุกตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น-นอมินี จ่อบังคับใช้ Travel Rule ตรวจสอบเส้นทางเงินคริปโต คาดเห็นความชัดเจนใน Q1/69 นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ https://thestandard.co/fed-us-inflation-gold-5000-surge/ Tue, 20 Jan 2026 03:01:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1167022 บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

The post บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

The post บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำ อาจเป็นภาพลวงตาจากเหตุ Shutdown คาด Fed คงดอกเบี้ยมกราคมนี้ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น จับตาทองคำมีสิทธิพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF จับตาภาวะฟองสบู่ เตือนการปรับฐานหุ้น AI อาจฉุด GDP โลกลง 0.4% https://thestandard.co/imf-ai-stock-correction-hits-gdp-04/ Mon, 19 Jan 2026 10:19:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1166809

IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 เป็นโต 3.3% แต่คงป […]

The post IMF จับตาภาวะฟองสบู่ เตือนการปรับฐานหุ้น AI อาจฉุด GDP โลกลง 0.4% appeared first on THE STANDARD.

]]>

IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 เป็นโต 3.3% แต่คงประมาณการเศรษฐกิจไทยไว้ที่จะขยายตัว 1.6% ในปี 2569 และ 2.2% ในปี 2570 พร้อมจับตาการลงทุนใน AI เป็นพิเศษ โดยประเมินว่า หาก AI สามารถหนุนผลิตภาพได้จริง จะช่วยดัน GDP โลกเพิ่มขึ้นได้ 0.3% แต่หากหุ้นกลุ่ม AI เกิดการปรับฐานในระดับปานกลางอาจจะฉุด GDP โลกลดลง 0.4%

 

IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 โต 3.3% สะท้อนความยืดหยุ่นจากมาตรการภาษี

 

วันนี้ (19 มกราคม) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงาน WORLD ECONOMIC OUTLOOK ฉบับ UPDATE ประจำเดือนมกราคม 2569 โดยระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงแสดงความยืดหยุ่น (resilience) อย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความชะงักงันทางการค้าครั้งสำคัญจากการนำของสหรัฐอเมริกาและความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น

 

โดยการคาดการณ์ล่าสุดของ IMF ชี้ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะทรงตัวอยู่ที่ 3.3% ในปีนี้ นับเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับการคาดการณ์เดือนตุลาคม โดยการปรับตัวดีขึ้นส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกาและจีนเป็นหลัก โดยตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนหน้านี้ สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกสามารถก้าวข้ามผลกระทบระยะสั้นจากมาตรการกีดกันทางภาษีมาได้

 

นอกจากนี้ การปรับเพิ่มคาดการณ์ยังมาจาก ปัจจัยหลายประการที่สอดประสานกัน ได้แก่ ความตึงเครียดทางการค้าที่ผ่อนคลายลง มาตรการกระตุ้นทางการคลังที่สูงกว่าคาด ภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวย ความคล่องตัวของภาคเอกชนในการบรรเทาผลกระทบจากการหยุดชะงักทางการค้า และกรอบนโยบายที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่างๆ กำลังก่อตัวขึ้น ทั้งจากการกระจุกตัวของการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและผลกระทบเชิงลบจากการหยุดชะงักทางการค้า ซึ่งอาจสะสมและทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

 

การลงทุน AI พุ่ง พยุงเศรษฐกิจโลก

 

อีกหนึ่งปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกที่สำคัญนี้คือ การลงทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในภาคเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในขณะที่กิจกรรมในภาคการผลิตยังคงซบเซา

 

โดยการลงทุนด้านไอทีในฐานะสัดส่วนต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งช่วยกระตุ้นการลงทุนและกิจกรรมทางธุรกิจในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าการเติบโตของภาคไอทีนี้จะกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกา แต่ก็ส่งผลดีต่อเนื่อง (Positive Spillovers) ไปยังทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของภูมิภาคเอเชีย

 

IMF เตือนความเสี่ยง ‘ฟองสบู่ AI’ อาจฉุดระบบการเงินโลกเสี่ยงหนัก

 

ความเฟื่องฟูของการลงทุนด้านไอทีสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและตลาดที่มีต่อศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโลกของนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบอัตโนมัติและ AI ว่าจะสามารถสร้างผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลและช่วยยกระดับผลกำไร

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เริ่มมีการใช้งานเครื่องมือ Generative-AI อย่างแพร่หลาย ราคาหุ้นก็ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวยและผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้ช่วยพยุงราคาหุ้น และยังเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการใช้จ่ายลงทุนใหม่ๆ อย่างไรก็ดี เมื่อการขยายตัวเร่งเครื่องขึ้น การระดมทุนด้วยการก่อหนี้ (Debt Financing) ก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สิน (Leverage) เพิ่มสูงขึ้น

 

โดยการเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงที่สำคัญ กล่าวคือ สัดส่วนหนี้สินที่สูงขึ้นอาจขยายผลกระทบของวิกฤตหากผลตอบแทนไม่เป็นไปตามคาด หรือหากภาวะทางการเงินในภาพรวมตึงตัวขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อบริษัทและสร้างความกังวลว่าจะลุกลามไปยังระบบการเงินในวงกว้าง

 

ยิ่งไปกว่านั้น ความสามารถในการทำกำไรอาจมีความอ่อนไหวต่อสมมติฐานเกี่ยวกับการตัดค่าเสื่อมราคาของหน่วยประมวลผลขั้นสูง การอัปเกรดอุปกรณ์บ่อยครั้งจะกดดันอัตรากำไร ฉุดรั้งผลประกอบการ และต้องอาศัยการระดมทุนด้วยหนี้สินเพิ่มเติมจำนวนมาก ปัจจัยเหล่านี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการติดตามการสะสมของสัดส่วนหนี้สินและศักยภาพของมันที่จะขยายความเปราะบางให้รุนแรงขึ้น

 

เทียบกับยุค Dot-Com: การลงทุนแรงพอกัน แต่ความเสี่ยง Overvaluation ต่ำกว่าครึ่ง

 

เมื่อเปรียบเทียบกับยุคฟองสบู่ดอทคอม (Dot-com Boom) ในช่วงปี 2538-2543 ให้บทเรียนที่น่าสนใจ แม้ว่าการลงทุนด้านไอทีในฐานะสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงเวลาดังกล่าว แต่การปรับตัวขึ้นในรอบนี้เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า โดยเพิ่งมาเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อปีที่แล้ว

 

นอกจากนี้ ขณะที่มูลค่าตลาดเมื่อเทียบกับผลผลิตทางเศรษฐกิจได้ขยายตัวในอัตราที่ใกล้เคียงกันทั้งสองเหตุการณ์ แต่การเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ในรอบนี้กลับไม่สูงเท่า เนื่องจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งกว่า

 

ดังนั้น โดยรวมแล้ว การวิเคราะห์ของ IMF ชี้ว่า ความเสี่ยงที่มูลค่าจะสูงเกินจริง (Overvaluation) ของดัชนีหุ้นในภาพรวมของสหรัฐฯ มีเพียงประมาณ ‘ครึ่งหนึ่ง’ ของยุคดอทคอมเท่านั้น

 

เปิด 3 เหตุผลทำไมการปรับฐานของหุ้น AI อาจกระทบเศรษฐกิจโลก

 

อย่างไรก็ดี ความเปราะบางโดยรวมของเศรษฐกิจมหภาคระดับโลกต่อการประเมินมูลค่าใหม่ของนักลงทุน (Repricing) ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีครั้งนี้มีนัยสำคัญด้วยเหตุผล 3 ประการ ดังนี้

 

  • ประการแรก ราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนโดยภาคเทคโนโลยีเป็นหลัก โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และกลุ่มหุ้นจำนวนไม่มากนี้ได้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของดัชนี
  • ประการที่ 2 บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่มีความสำคัญหลายแห่งยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การกู้ยืมหนี้สินของบริษัทเหล่านี้อาจส่งผลกระทบในรูปแบบที่ไม่เคยเห็นในยุคดอทคอม
  • ประการที่ 3 มูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) ในปัจจุบันสูงกว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจมาก โดยเพิ่มจาก 132% ในปี 2544 เป็น 226% ในปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา

 

IMF ประเมินหาก AI หนุนผลิตภาพจริงจะดัน GDP โลกเพิ่ม 0.3%

 

เมื่อมองไปข้างหน้า ความเฟื่องฟูของเทคโนโลยีในปัจจุบันก่อให้เกิดทั้งความเสี่ยงด้านบวก (Upside Risks) และด้านลบ (Downside Risks) ต่อเศรษฐกิจโลก

 

โดยในด้านบวก AI อาจเริ่มส่งผลต่อผลิตภาพ ( productivity) ตามที่คาดหวัง ซึ่งจะช่วยยกระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และโลกเพิ่มขึ้น 0.3% ในปีนี้เมื่อเทียบกับกรณีฐาน

 

IMF เตือนความเสี่ยง ‘ฟองสบู่ AI’ อาจฉุด GDPโลกหาย 0.4%

 

ในด้านลบ หากบริษัท AI อาจไม่สามารถสร้างผลกำไร (earnings) ได้สมกับมูลค่าที่ถูกประเมินไว้สูงลิ่วได้ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนอาจเปลี่ยนไปในทางลบ ตัวอย่างเช่น IMF ได้ทำสถานการณ์สมมติในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) เดือนตุลาคม 2568 ว่าหากเกิดการปรับฐานในระดับปานกลางของมูลค่าหุ้นกลุ่ม AI (moderate correction in AI stock valuations) พร้อมกับภาวะทางการเงินที่ตึงตัวขึ้น (a tightening of financial conditions) จะส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับกรณีฐาน

 

เมื่อพิจารณาจากการถือครองหุ้นสหรัฐฯ โดยชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นตลอดทศวรรษที่ผ่านมา การปรับฐานอย่างรุนแรงนี้อาจก่อให้เกิดความสูญเสียความมั่งคั่ง (Wealth Losses) ขนาดใหญ่ภายนอกสหรัฐฯ และฉุดรั้งการบริโภค ซึ่งจะทำให้ภาวะขาลงแผ่ขยายไปทั่วโลกมากขึ้น

 

แม้แต่ระบบเศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีน้อย รวมถึงประเทศที่มีหนี้สูงและรายได้ต่ำจำนวนมาก ก็จะได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ภายนอกที่เป็นลบและต้นทุนการกู้ยืมจากต่างประเทศที่สูงขึ้น

 

ความเสี่ยงด้านลบเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูงขึ้น มีการใช้มาตรการควบคุมการส่งออกปัจจัยการผลิตที่สำคัญและข้อจำกัดทางการค้าเพิ่มขึ้น รวมถึงขีดความสามารถทางการคลัง (Fiscal Space) ที่ลดน้อยลงในหลายประเทศ ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลเกี่ยวเนื่องกับการประเมินการเติบโตของผลิตภาพจาก AI และการปรับมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงใหม่ ในลักษณะที่ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น (Self-reinforcing manner)

 

IMF คงประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้-ปีหน้า

 

สำหรับประมาณการการเติบโตเศรษฐกิจไทย IMF คาดการณ์ว่า GDP ไทยจะขยายตัวเพียง 1.6% ในปี 2569 และ 2.2% ในปี 2570 ไม่เปลี่ยนแปลงจากรายงานเดือนตุลาคม

 

เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศ ASEAN-5 (อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย) พบว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคและเพื่อนบ้านอย่างมาก

 

โดยภาพรวมกลุ่ม ASEAN-5 IMF คาดว่า จะเติบโตเฉลี่ย 4.2% ในปีนี้ และ 4.4% ในปีหน้า นำโดย ฟิลิปปินส์ 5.6% อินโดนีเซีย 5.1% และมาเลเซีย 4.3% ในปีนี้

The post IMF จับตาภาวะฟองสบู่ เตือนการปรับฐานหุ้น AI อาจฉุด GDP โลกลง 0.4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ถือหุ้นกู้ 5 รุ่นรวด ‘ไฟเขียว’ ผ่อนผัน D/E Ratio – งดทบทวนอันดับเครดิต จับตาวาระ 2 ‘เลื่อนจ่ายหนี้ 3 ปี’ นัดใหม่ 27 ม.ค. นี้ https://thestandard.co/bondholders-5-waive-de-ratio/ Mon, 19 Jan 2026 04:04:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1166642 ผู้ถือหุ้นกู้ 5 รุ่นรวด ‘ไฟเขียว’ ผ่อนผัน D/E Ratio - งด ทบทวนอันดับเครดิต จับตา วาระ 2 ‘เลื่อนจ่ายหนี้ 3 ปี’ นัดใหม่ 27 ม.ค. นี้

ที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ITD มีมติเอกฉันท์ให้หุ้นกู้ทั้ง […]

The post ผู้ถือหุ้นกู้ 5 รุ่นรวด ‘ไฟเขียว’ ผ่อนผัน D/E Ratio – งดทบทวนอันดับเครดิต จับตาวาระ 2 ‘เลื่อนจ่ายหนี้ 3 ปี’ นัดใหม่ 27 ม.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ถือหุ้นกู้ 5 รุ่นรวด ‘ไฟเขียว’ ผ่อนผัน D/E Ratio - งด ทบทวนอันดับเครดิต จับตา วาระ 2 ‘เลื่อนจ่ายหนี้ 3 ปี’ นัดใหม่ 27 ม.ค. นี้

ที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ITD มีมติเอกฉันท์ให้หุ้นกู้ทั้ง 5 รุ่น วงเงินรวมกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ได้รับผ่อนผันการดำรง D/E Ratio และงดรายงาน Credit Update ตลอดอายุหุ้นกู้ แต่วาระสำคัญเรื่องการ ‘ขยายเวลาไถ่ถอน 3 ปี’ ต้องเลื่อนออกไปพิจารณาใหม่ในวันที่ 27 มกราคมนี้ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบตามเงื่อนไข

 

บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าจากการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD สำหรับหุ้นกู้ 5 รุ่น (ITD242A, ITD24DA, ITD254A, ITD24DB และ ITD266A) ที่ประชุมได้มีมติ ‘อนุมัติ’ ในวาระที่ 1 ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นในทุกรุ่น โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

 

  • ยกเว้นเหตุผิดนัด (Default): อนุมัติผ่อนผันให้กรณีการไม่สามารถดำรงอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ไม่ถือเป็นเหตุผิดนัดตามข้อกำหนดสิทธิ
  • งดรายงานอันดับเครดิต: ผ่อนผันให้บริษัทไม่ต้องจัดให้มีการทบทวนหรือรายงานผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Update) ตลอดอายุหุ้นกู้
  • เปิดทางเจรจาหนี้: (เฉพาะรุ่น ITD24DA, ITD254A, ITD24DB และ ITD266A) อนุมัติให้บริษัทสามารถเจรจาหรือเข้าทำสัญญากับเจ้าหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้และผ่อนผันการชำระหนี้ได้

 

วาระ 2 ‘ขยายเวลาไถ่ถอน’ ต้องลุ้นต่อ หลังองค์ประชุมไม่ครบ

 

แม้ว่าวาระการผ่อนเกณฑ์เงื่อนไขจะผ่านพ้นไปด้วยดี แต่ วาระที่ 2 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การขอแก้ไขเงื่อนไขการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย รวมถึงการขยายระยะเวลาไถ่ถอนหุ้นกู้ออกไปอีก 3 ปี กลับยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในวันดังกล่าว

 

สาเหตุการเลื่อน เนื่องจากเมื่อล่วงเลยเวลานัดประชุมไป 45 นาที ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมไม่ครบเป็นองค์ประชุมสำหรับการพิจารณาวาระที่ 2 ตามข้อกำหนดสิทธิ

 

ทั้งนี้ ประธานที่ประชุมจึงประกาศเลื่อนวาระนี้ออกไปประชุมอีกครั้งใน วันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น. ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting)

The post ผู้ถือหุ้นกู้ 5 รุ่นรวด ‘ไฟเขียว’ ผ่อนผัน D/E Ratio – งดทบทวนอันดับเครดิต จับตาวาระ 2 ‘เลื่อนจ่ายหนี้ 3 ปี’ นัดใหม่ 27 ม.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้าสหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน https://thestandard.co/chinese-tech-ai-leads-us/ Sun, 18 Jan 2026 04:36:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1166422 หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้า สหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนเปิดฉากปีใหม่อย่างร้อนแรง โดยดัชนี […]

The post หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้าสหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้า สหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนเปิดฉากปีใหม่อย่างร้อนแรง โดยดัชนีหุ้นเทคโนโลยีในประเทศ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น Nasdaq ของจีน ปรับตัวพุ่งขึ้นเกือบ 13% นับตั้งแต่ต้นเดือน ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีจีนที่จดทะเบียนในตลาดฮ่องกงเพิ่มขึ้นเกือบ 6% ทำผลงานโดดเด่นเหนือกว่าดัชนี Nasdaq 100 ของสหรัฐฯ ได้อย่างชัดเจน

 

แรงหนุนสำคัญมาจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อเทคโนโลยีที่จีนพัฒนาขึ้นเอง ซึ่งได้กลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวก็ตาม

 

แนวโน้มเชิงบวกดังกล่าวมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยได้รับแรงส่งจากการเตรียมเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่นใหม่ของ DeepSeek ควบคู่ไปกับการประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ของรัฐบาลจีน ซึ่งจะมุ่งเน้นนโยบายพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ

 

นับเป็นเวลากว่าเกือบหนึ่งปีนับตั้งแต่ DeepSeek สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ด้วยการเปิดตัว AI ต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba, Tencent และบริษัทเทคโนโลยีจีนรายอื่นๆ เร่งเดินหน้าแข่งขัน พัฒนา และนำ Generative AI ไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวาง

 

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของจีนก็แสดงศักยภาพที่โดดเด่น ทั้งในภาคการผลิตและการใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยมีการผสานโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เข้ากับเครื่องจักรความแม่นยำสูง รวมถึงโดรนขนส่ง ซึ่งช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของจีนในสายตานักลงทุน จากประเทศฐานการผลิตต้นทุนต่ำ สู่การเป็นคู่แข่งด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่ท้าทายสหรัฐฯ อย่างจริงจัง

 

ปัจจัยทั้งหมดนี้สะท้อนถึง ‘คลื่นนวัตกรรมรอบใหม่’ ที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้น ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความเปราะบาง

 

มาร์ก โมเบียส กรรมการผู้จัดการกองทุน Mobius Emerging Opportunities Fund กล่าวว่า ทิศทางเทคโนโลยีของจีนมีความคึกคักอย่างมาก โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำเหนือสหรัฐฯ ในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ชิป และ AI ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวกำลังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลให้ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง

 

สอดคล้องกับข้อมูลจาก Jefferies Financial Group ระบุว่า มูลค่าตลาดรวมของหุ้น AI จีนจำนวน 33 บริษัทที่ติดตาม เพิ่มขึ้นแตะระดับ 7.32 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา และยังมีช่องว่างในการเติบโตอีกมาก เนื่องจากปัจจุบันมูลค่าตลาด AI ของจีนคิดเป็นเพียง 6.5% ของสหรัฐฯ เท่านั้น

 

กระแสความร้อนแรงยังส่งผลเชิงบวกต่อตลาด IPO โดยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI หลายแห่งทำผลงานได้โดดเด่นหลังเข้าจดทะเบียน ส่งผลให้บริษัทดาวรุ่งรายอื่นๆ เตรียมเข้าระดมทุนในตลาดตามมา ไม่ว่าจะเป็น Xpeng Aeroht หน่วยธุรกิจรถบินได้ของ Xpeng, LandSpace Technology ผู้พัฒนาจรวดเชิงพาณิชย์ รวมถึง BrainCo สตาร์ตอัปด้านอินเทอร์เฟซสมองและคอมพิวเตอร์

 

อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาหุ้นได้จุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับระดับมูลค่าที่ตึงตัว ตัวอย่าง เช่น Cambricon ผู้ผลิตชิป AI ที่มีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ล่วงหน้าสูงถึง 120 เท่า ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มหุ่นยนต์ของจีนมีค่า P/E เฉลี่ยมากกว่า 40 เท่า สูงกว่าดัชนี Nasdaq 100 ของสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ราว 25 เท่า โดยล่าสุดรัฐบาลจีนเริ่มออกมาตรการคุมเข้มการให้กู้ยืมเพื่อซื้อหุ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไรที่ร้อนแรงเกินไปในภาคเทคโนโลยี

 

นักวิเคราะห์จาก Gavekal Research ระบุว่า กลยุทธ์ AI ราคาถูกแต่คุณภาพสูงของจีนอาจสร้างผลตอบแทนได้รวดเร็วกว่ารูปแบบ AI ต้นทุนสูงของสหรัฐฯ โดยจุดที่ตลาดจับตาอยู่ในขณะนี้ คือการเปิดตัวโมเดล R2 จาก DeepSeek ในไตรมาสแรกของปี 2026 ซึ่งหากสามารถยกระดับประสิทธิภาพได้ในต้นทุนที่ต่ำลงอีก ก็อาจกลายเป็นตัวเร่งการเติบโตรอบใหม่ให้กับตลาดหุ้นจีน

 

นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะประกาศในเดือนมีนาคม 2026 และให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ว่าหุ้นเทคโนโลยีจีนในกลุ่ม AI เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ และไบโอเทคโนโลยี มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดสหรัฐฯ ได้ในระยะยาว

 

ภาพ:C.Aphirak/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้าสหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดนโยบายพลิกฟื้นตลาดหุ้นไทย จากตัวแทน 8 พรรคการเมือง ‘ปฏิรูป ก.ล.ต. – สานต่อ TISA – คืนชีพ LTF – ลดขั้นตอน IPO’ อะไรคือสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในสายตาว่าที่รัฐบาลใหม่ https://thestandard.co/policies-revive-thai-stock-market/ Fri, 16 Jan 2026 02:32:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1165822 เปิดนโยบายพลิกฟื้นตลาดหุ้นไทย จากตัวแทน 8 พรรคการเมือง ปฏิรูป ก.ล.ต. - สานต่อ TISA - คืนชีพ LTF - ลดขั้นตอนIPO อะไรคือสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในสายตาว่าที่รัฐบาลใหม่

จากงาน ‘ประชันวิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ-ตลาดทุ […]

The post เปิดนโยบายพลิกฟื้นตลาดหุ้นไทย จากตัวแทน 8 พรรคการเมือง ‘ปฏิรูป ก.ล.ต. – สานต่อ TISA – คืนชีพ LTF – ลดขั้นตอน IPO’ อะไรคือสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในสายตาว่าที่รัฐบาลใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดนโยบายพลิกฟื้นตลาดหุ้นไทย จากตัวแทน 8 พรรคการเมือง ปฏิรูป ก.ล.ต. - สานต่อ TISA - คืนชีพ LTF - ลดขั้นตอนIPO อะไรคือสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในสายตาว่าที่รัฐบาลใหม่

จากงาน ‘ประชันวิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด?’ ที่จัดขึ้นโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โดยมีตัวแทนจาก 8 พรรคการเมือง ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายที่จะถูกนำมาใช้ หากได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่

 

นิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม

 

ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่

 

สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย

 

ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

 

กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์

 

ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย

 

อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

 

ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติ

 

โดยมี นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

 

ไฮไลต์สำคัญจากงานอยู่ในรอบที่ 2 ซึ่งมีคำถามว่า ‘หากพรรคการเมืองของท่านได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ท่านคิดว่านโยบายตลาดทุนเรื่องใดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด 3 เรื่อง ที่พรรคการเมืองของท่านจะดำเนินการโดยเร็ว เพราะอะไร และดำเนินการอย่างไร?’

 

พรรคกล้าธรรม: จัดอันดับเรตติ้งบริษัทจดทะเบียน ปั้น Road show ดึงดูดทุนต่างชาติ

 

นิกร บอกว่า แม้ตลาดมีบริษัทจำนวนมาก แต่หลายแห่งกำไรดีแต่ราคาหุ้นไม่ขึ้น เนื่องจากขาดความโปร่งใส และความต่อเนื่องของนโยบาย โดยเสนอนโยบาย สนับสนุนตลาดทุนดังนี้

 

1. รัฐบาลทำหน้าที่เป็น Facilitator สนับสนุนให้ใช้ AI Monitoring ในตลาดหุ้น

 

เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างเจ้าของบริษัทและนักลงทุน (Agency conflict) โดยการทุจริตที่เกิดส่วนนึงเกิดจาก mindset ของเจ้าของบริษัทที่ยังรู้สึกอยาก มีอำนาจควบคุมทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงผู้ถือหุ้นและนักลงทุนรายย่อย แม้จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนแล้ว

 

2. จัดอันดับเรตติ้งบริษัทจดทะเบียน

 

เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่อยู่ในภาค New economy ให้มาตั้งฐานการผลิตใน EEC ตั้งเงื่อนไขให้ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้กับบริษัทในไทยแลกกับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนสินค้า made in Thailand พร้อมต่อยอดจัด Road show ให้กับบริษัทที่มีเรตติ้งดี

 

พรรคไทยก้าวใหม่: ตั้งศาลตลาดทุน-กำหนด KPI ตัดสินคดีทุจริตหุ้น

 

ดร. คเณศ มองว่า 3 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำเพื่อแก้ปัญหาตลาดทุนมีดังนี้

 

1. ฟื้นความเชื่อมั่น

 

ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีปริมาณการซื้อขายลดลงจากระดับ 100,000 ล้านบาทต่อวัน เหลือระดับ 30,000 – 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากคดีบริษัทจดทะเบียน โกงหุ้นและหนีไปต่างประเทศที่เกิดขึ้นหลายครั้ง บั่นทอนความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทย

 

โดยมีแนวทางแก้ไขดังนี้

 

  • รัฐบาลและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องเป็นแกนนำออกมาตรการเชิงรุก ‘Prevention action’ ร่วมกับหน่วยที่เกี่ยวข้องได้แก่ ปปง., ก.ล.ต, ธปท. และสมาคมธนาคารไทย ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตบริษัทจดทะเบียน ด้วยการแบ่งปันข้อมูลผ่านระบบกลาง ประเมินความเสี่ยงผู้ลงทุนว่ามีความผิดปกติ หรือไม่อย่างไร รวมถึงโบรกเกอร์ที่ต้องมีมาตรการตรวจสอบ kyc และ dcc ที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น
  • ตั้งศาลตลาดทุน เพื่ออำนวยความสะดวก เร่งการพิจารณาคดีทุจริตในตลาดทุน

 

ให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

  • ตั้ง KPI พิจารณาคดีตลาดทุน กำหนดเป้าหมายจำนวนคดีที่ถูกตัดสินแล้ว
  • ใช้ AI รวมศูนย์ข้อมูลบริษัทจดทะเบียนให้ตลท.สามารถตรวจจับการถือหุ้นที่ผิดปกติ
  • เมื่อพบธุรกรรมที่ผิดปกติให้อำนาจธนาคารในการยึดเงินชั่วคราวให้เร็วที่สุด เพื่อจำกัดความเสียหาย

 

2. เพิ่มสภาพคล่องในตลาด

 

  • ฟื้นสิทธิประโยชน์ทางภาษีกองทุน LTF และการลงทุนในหุ้น โดยกำหนดระยะเวลาการถือหุ้นแต่ละตัว ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระดับนึง
  • จัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ช่วยเพิ่มตัวเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุน และไม่กระทบหนี้ภาครัฐ
  • รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องประชาสัมพันธ์กับนักลงทุนถึง

 

การปฏิรูปโครงสร้างตลาดหุ้นไทยให้มีความโปร่งใสมากขึ้น ผ่านกระบวนการตรวจสอบ และบทลงโทษอย่างชั

 

3. สร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่

 

  • นโยบาย SME และ Start up แสนล้าน กลไกคล้าย Venture capital โดยรัฐบาลต้องให้เงินทุนสนับสนุน SME เพื่อเตรียมความพร้อมจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ด้านตลาดหลักทรัพย์ต้องเปิดพื้นที่ให้ SME มีพื้นที่แสดงศักยภาพ

 

ทั้งนี้หากพรรคไทยก้าวใหม่มีโอกาสได้เป็นรัฐบาล จะผลักดันให้สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาล เพื่อกำหนดทิศทาง และยุทธศาสตร์การทำงานให้สอดคล้องกับตลาดทุน โดยจะบรรจุแผนพัฒนาตลาดทุน ในแผนพัฒาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 14 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2570 นี้ เพราะตลาดทุนคือกลไกหลักในการพัฒนา ความมั่งคั่งของรัฐบาลและประชาชน เป็นเครื่องมือส่งเสริมการออม และการลงทุนระยะยาว

 

พรรคไทยสร้างไทย: Tokenized Thailand เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรที่ถูกกดราคา

 

สุรเดช กล่าวว่า ปัญหาของตลาดหุ้นไทยวันนี้คือ ขาดความโปร่งใส และบทลงโทษที่เด็ดขาด ดังนั้นตลาดหุ้นไทยต้องเปลี่ยน mindset มองบริษัทที่เตรียม IPO เป็นลูกค้าที่ต้องดูแล ในขณะเดียวกันถ้ามีการทำความผิด จะต้องมีบทลงโทษ ที่เด็ดขาดและทันท่วงที โดยไม่เหมารวมออกกฎระเบียบ เพื่อป้องกันการทุจริต จนเป็นอุปสรรคต่อบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ ผ่านการดำเนินนโยบายดังนี้

 

1. ตั้งกองทุนรวมหุ้น ป้องกันการ Forced sell โดยให้บริษัทจดทะเบียนจำนำหุ้นไว้

 

พอครบ 3 ปีค่อยไถ่ถอนคืนพร้อมจ่ายดอกเบี้ย

 

2. สอนเยาวชนให้ออมผ่านหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี จนมีความมั่งคั่ง เพื่อจูงใจให้คนมีลูกในอนาคต

 

3. ทำ market maker ให้ถูกกฎหมาย โดยมีหน้าที่ช่วยจัดสมดุลปริมาณการ ซื้อขายในตลาดหุ้น แทนการปั่นหุ้น

 

4.โครงการ Tokenized thailand นำสินค้าโภคภัณฑ์ของไทย ที่ถูกกำหนดราคา โดยตลาดโลกมาแปลงให้อยู่ในรูปแบบโทเคน เปิดให้มีการซื้อขาย บนกระดานสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มอำนาจการกำหนดราคา

 

พรรคประชาชน: ดัน sme เข้าซัพพลายเชนโลก เพิ่มมูลค่าตลาดหุ้น

 

ดร. ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน กลายเป็นสินทรัพย์ที่ถูกด้อยค่า เพราะขาดบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่เป็น growth engines จึงต้องการแนวทางการกระตุ้นจากภาครัฐอย่างเร่งด่วน ด้วยการสนับสนุนนโยบายดังนี้

 

1. Orange mega project สนับสนุนให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชน สินค้าเทคโนโลยี หรือสินค้าที่ประเทศไทยมีความต้องการนำเข้าสูง เพื่อผลักดันศักยภาพ ให้พร้อมจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าตลาดให้เติบโตขึ้น

 

2. Tax individual account

 

ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เมื่อมีการลงทุนหุ้นแทนที่การลงทุนในกองทุน ลดหย่อนภาษีดั้งเดิม ซึ่งคิดค่าธรรมเนียมแพง การสนับสนับสนุนให้คนลงทุนในหุ้น จะเพิ่มการแข่งขันกับกองทุนให้ลดราคาค่าธรรมเนียมลงมา ซึ่งเป็นประโยชน์แก่นักลงทุน

 

3. เพิ่มสภาพคล่องตลาดทุน

 

ปรับกฎระเบียบการซื้อขายให้มีความซับซ้อนน้อยลง และมีความทันสมัยมากขึ้น โดยต้องพิจารณาแก้ปัญหาให้ถูกจุด เปรียบเทียบกับแนวปฏิบัติของตลาดต่างประเทศ

 

4. ปรับปรุงการกำกับดูแลตลาดทุน

 

โดยต้องแยกการกำกับดูแลออกจากการเมือง ต้องปรับโครงสร้างตั้งแต่ หน่วยงานกำกับดูแล และโครงสร้างของบริษัทจดทะเบียน

 

พรรคประชาธิปัตย์: เร่งสร้างความเชื่อมั่น ปราบทุจริต-ฟอกเงิน ปฏิรูป ก.ล.ต.

 

กรณ์กล่าวว่า ลำพังเศรษฐกิจดีอย่างเดียวไม่พอให้ตลาดหุ้นฟื้น แต่ต้องประกอบด้วย 3 เงื่อนไข ได้แก่ 1. ความเชื่อมั่น 2. สินค้ามีคุณภาพ และ 3. กติกาที่เป็นธรรม

 

กรณ์เน้นย้ำปัญหา “วิกฤตศรัทธา” โดยแยกปัญหาออกเป็น 2 ส่วน คือ การทุจริตโดยตรง (เช่น กรณีหุ้น MORE, STARK) และการใช้ตลาดหุ้นเป็นแหล่งฟอกเงิน โดยชี้เป้าไปที่โบรกเกอร์ในฐานะด่านหน้าที่ต้องคัดกรองลูกค้า ไม่ใช่ปล่อยให้ทุนสีเทาเข้ามาได้ และตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องติดตามพฤติกรรมการซื้อขาย

 

แต่เป้าใหญ่ที่สุดที่กรณ์พุ่งเป้าคือ ก.ล.ต. โดยเขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า จากประสบการณ์ที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้ ผมผิดหวังในการทำงานของ ก.ล.ต. ถ้าจะเรียกศรัทธากลับมา ต้องเอาจริงมากกว่านี้

 

“ต้องขอออกตัว ผมเป็นคนที่เพื่อนไม่ค่อยเยอะ และในฐานะคนที่เกี่ยวโยงกับตลาดทุนมาแต่ไหนแต่ไร ก็อาจจะเป็นเรื่องที่แปลกที่ผมไม่เคยเรียนหลักสูตร วตท. ในฐานะนักการเมืองผมเป็นคนขี้เกรงใจคน และผมกลัวว่าถ้ารู้จักคนเยอะ ผมจะไม่กล้าขยับ สังคมไทยประเด็นปัญหาหุ้น การฟอกเงิน หันซ้ายหันขวา คนรู้จักทั้งนั้น”

 

“พรรคเราเอาจริงกับเรื่องแบบนี้แน่นอน และผมขอบอกนะครับ ตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. อำนาจโดยตรงอยู่ที่คณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถ้าจะเอาจริงกับเรื่องนี้ สามารถจัดการได้เลย”

 

อีกส่วนคือ ผลักดันกฎหมายให้ ปปง. มีอำนาจยึดทรัพย์สินได้ทันทีโดยไม่ต้องรอหมายศาล หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครคือ ผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficiary Owner) เพื่อตัดวงจรนอมินีและทุนสีเทา

 

ขณะเดียวกันการซื้อสินทรัพย์มูลค่าสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ ไม่ควรทำได้ด้วยเงินสด เพื่อป้องกันการฟอกเงิน รวมทั้งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างรายย่อยกับโปรแกรมเทรดความเร็วสูง (HFT) และการยืมหุ้นขายชอร์ต (Short Selling)

 

พรรคเพื่อไทย: ดัน Digital Asset เชื่อมโยงเศรษฐกิจจริง ลดขั้นตอน IPO

 

ดร. เผ่าภูมิ ระบุว่า เน้นย้ำบทบาทของตลาดทุนในการเป็นกลไกปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และมองว่าตลาดทุนต้องเดินตามภาคเศรษฐกิจจริง โดยพรรคเพื่อไทยมีนโยบายผลักดันสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งการแยก ก.ล.ต. เพื่อกำกับดูแล Digital Asset ออกมาโดยเฉพาะ การออก G Token เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้น การทำ Tourist Digipay ดึงเม็ดเงินคริปโตจากนักท่องเที่ยว การผลักดัน พ.ร.บ. Financial Hub และการ Tokenization of Real World Assets

 

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายลดขั้นตอน IPO ให้เหลือ 1 ปี แก้ไขกฎระเบียบเพื่อเอื้อให้ SMEs เข้าจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น รวมถึงโครงการ ‘หวยเกษียณ’ ที่จะสร้างเม็ดเงินเข้าสู่กองทุน กอช. และไหลเวียนเข้าสู่ตลาดทุนและตลาดบอนด์ โดยตั้งเป้าให้มีสินทรัพย์ดิจิทัล 1 แสนล้านบาท และ 4 ล้านบัญชี

 

“เราตั้งเป้าลดระยะเวลา IPO จากปัจจุบันเฉลี่ย 2 ปี จะทำให้เหลือ 1 ปี โดยการลดขั้นตอนและแก้กฎหมายและระเบียบต่างๆ รวมทั้งปลดล็อก SMEs ในการจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องทำให้มีกฎเกณฑ์ง่ายกว่าบริษัทขนาดใหญ่”

 

พรรคภูมิใจไทย: สร้างเสถียรภาพการเมือง-วินัยการคลัง สานต่อ TISA ส่งเสริมการออมระยะยาว

 

อนุชา มองว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือฟื้นฟูความเชื่อมั่น ผ่านนโยบายรัฐที่ชัดเจนและต่อเนื่องตลอด 4 ปี เพื่อสร้างเสถียรภาพทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงการแสดงให้เห็นถึงวินัยทางการคลังที่เข้มแข็ง การบังคับใช้กฎหมายอย่างศักดิ์สิทธิ์ ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างรวดเร็ว และคัดเลือกกรรมการอิสระที่มีความสามารถจริง ไม่ใช่แค่เอาคนมีชื่อเสียงเข้ามา

 

“ต้องทำให้มั่นใจว่า (ไทย) มีความมั่นคงทั้งเศรษฐกิจ และการเมืองด้วย นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ คงต้องดำเนินการให้ผู้กระทำความผิด หรือวางแผนจะกระทำความผิด ต้องได้รับโทษชัดเจน ไม่ใช่รอให้ผ่านไป 3 – 4 ปี เพราะตลาดหุ้นรอไม่ได้ รวมถึงกรรมการอิสระต้องมีความรับผิดชอบ มีความรู้ความสามารถ ไม่ใช่เอา big name เข้าไป แล้วไม่ดำเนินการอะไร ”

 

ในส่วนของการออม พรรคภูมิใจไทยจะสานต่อกองทุนการออมแห่งชาติ (TISA) เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและทางเลือกการลงทุนที่หลากหลาย เพื่อดึงดูดเม็ดเงินกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย แทนที่จะไหลออกไปลงทุนใน ETF หรือกองทุนต่างประเทศ และพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ของไทยให้ดียิ่งขึ้น

 

พรรครวมไทยสร้างชาติ: ปลดล็อกนวัตกรรม คืนชีพ LTF ตั้งเป้า SET 2,000 จุด

 

ดร. อรรถวิชช์ กล่าวว่า ปัญหาตลาดหุ้นไทยไม่เติบโตเพราะขาดนวัตกรรม โดยเฉพาะพลังงานสะอาดที่ถูกผูกขาด จึงเสนอกฎหมายเสรีโซลาร์เพื่อให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กลับมาอีกครั้ง โดยลดระยะเวลาถือครองเหลือ 5 ปีปฏิทิน (หรือเพียง 3 ปีกับ 3 วัน) เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ “รวยเร็ว จนไว”

 

“เศรษฐกิจยุคใหม่รวยเร็วจนไว ท่านจะไปเก็บภาษีเขาในปีที่เขาพีคที่สุด แล้วในวันที่เขาจนที่สุด ดูแลเขาหรือไม่ นี่คือเศรษฐกิจรุ่นใหม่ ซึ่งรัฐต้องโตตามให้ทัน” ดร. อรรถวิชช์กล่าว โดยเชื่อว่าการนำ LTF กลับมาจะสร้างความคึกคักให้ตลาดหุ้น และตั้งเป้าดัชนี SET แตะ 2,000 จุดในปี 2570 พร้อมทั้งเสนอให้ปรับระบบเครดิตบูโรเป็น Credit Scoring และลบข้อมูลเครดิตบูโรทันทีเมื่อปิดบัญชีหนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อและการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์

The post เปิดนโยบายพลิกฟื้นตลาดหุ้นไทย จากตัวแทน 8 พรรคการเมือง ‘ปฏิรูป ก.ล.ต. – สานต่อ TISA – คืนชีพ LTF – ลดขั้นตอน IPO’ อะไรคือสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในสายตาว่าที่รัฐบาลใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุน ‘วายุภักษ์ หนึ่ง’ เผยปันผล 6.09% ในปี 68 สวนทาง SET ติดลบ 10% เชื่อปี 69 ดีขึ้น พร้อมปรับพอร์ตทุกเดือน https://thestandard.co/vayupak-fund-dividend-2025-set/ Thu, 15 Jan 2026 11:06:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1165707 กองทุน ‘วายุภักษ์ หนึ่ง’ เผยปันผล 6.09% ในปี 68 สวนทาง SET ติดลบ 10% เชื่อปี 69 ดีขึ้น พร้อมปรับพอร์ตทุกเดือน

กองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง ชนะตลาดในปี 2568 ปันผลจริง 6.09% […]

The post กองทุน ‘วายุภักษ์ หนึ่ง’ เผยปันผล 6.09% ในปี 68 สวนทาง SET ติดลบ 10% เชื่อปี 69 ดีขึ้น พร้อมปรับพอร์ตทุกเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุน ‘วายุภักษ์ หนึ่ง’ เผยปันผล 6.09% ในปี 68 สวนทาง SET ติดลบ 10% เชื่อปี 69 ดีขึ้น พร้อมปรับพอร์ตทุกเดือน

กองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง ชนะตลาดในปี 2568 ปันผลจริง 6.09% สวน SET ติดลบ ‘ชวินดา’ ย้ำสภาพคล่องเพียงพอจ่ายปันผล ยันคัดหุ้นเข้ม พร้อมดำเนินคดีหากพบทุจริต มั่นใจกลไก Auto-Redemption พร้อมใช้ หาก SET หลุด 800 เชื่อปี 69 ดีขึ้น พร้อมปรับพอร์ตทุกเดือน

 

วันนี้ (15 มกราคม) กระทรวงการคลังแถลงผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ของกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง (VAYU 1) ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการลงทุนเต็มปี โดยสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี สวนทางตลาดอย่างชัดเจน ทั้งในแง่เงินปันผลและมูลค่าหน่วยลงทุน ท่ามกลางภาวะตลาดทุนไทยที่เผชิญแรงกดดันสูง

 

ชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM กล่าวว่า กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง จ่ายเงินปันผลในปี 2568 รวม 6.09% แบ่งเป็นครึ่งปีแรกที่ 1.48% และครึ่งปีหลังที่ 4.61% ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนขั้นต่ำ 3% ที่กำหนดไว้เกือบเท่าตัว ขณะที่ดัชนี SET Index ปรับตัวลดลงราว 10% ตลอดปี 2568

 

นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับดัชนีที่ใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการเปรียบเทียบ (Benchmark) ที่ใช้ภายใต้โครงการ ซึ่งเป็นดัชนีผสมระหว่าง SET Index และตราสารหนี้แล้ว กองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง ยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้เหนือเกณฑ์ทั้งหมด สะท้อนกลยุทธ์การลงทุนที่ลดความผันผวนของพอร์ตผ่านการคัดเลือกหุ้นปันผลและการบริหารสัดส่วนสินทรัพย์อย่างเข้มข้น

 

สำหรับกำหนดการจ่ายเงินปันผล กองทุนกำหนดวันที่ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล (XD) ในวันที่ 5 มกราคม และปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหน่วยวันที่ 7 มกราคม โดยจะมีกำหนดจ่ายเงินปันผลจริงในวันที่ 22 มกราคม

 

มีสภาพคล่องเพียงพอจ่ายปันผล

 

ทั้งนี้ กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ราว 4.8 แสนล้านบาท แบ่งเป็น หน่วยลงทุนประเภท ก. มูลค่า 1.50 แสนล้านบาท และหน่วยลงทุนประเภท ข. มูลค่า 3.35 แสนล้านบาท

 

ชวินดากล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง มีสภาพคล่องสำรองอยู่ราว 36,000 ล้านบาท จัดเตรียมไว้สำหรับการจ่ายปันผลโดยเฉพาะ พร้อมระบุว่า เงินปันผลที่จ่ายออกมา ไม่ได้มาจากการขายหุ้นหลักในพอร์ต แต่เกิดจากการบริหารสภาพคล่องล่วงหน้า โดยในปี 2568 กองทุนจ่ายเงินปันผลครึ่งปีแรก 1.48% คิดเป็นเงินราว 2,400 ล้านบาท และครึ่งปีหลัง 4.61% คิดเป็นเงินราว 3,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในกรอบสภาพคล่องที่เตรียมไว้

 

ทั้งนี้ บางส่วนของสภาพคล่องมาจากการลงทุนใน หุ้นกู้ระยะสั้นคุณภาพสูง (Duration ไม่เกิน 1 ปี) ซึ่งจะครบกำหนดสอดคล้องกับรอบการจ่ายปันผลต้นปีและกลางปี

 

ขณะเดียวกัน หุ้นที่กองทุนถืออยู่ยังสร้างกระแสเงินสดจากเงินปันผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ช่วยเติมสภาพคล่องเพิ่มเติม ทำให้การจ่ายปันผล ไม่กระทบต่อโครงสร้างพอร์ตการลงทุนระยะยาว และถือว่ามีระดับสภาพคล่องสูงกว่าที่จำเป็นเมื่อเทียบกับขนาดกองทุนทั้งหมด

 

ยันคัดหุ้นเข้ม พร้อมดำเนินคดีหากพบทุจริต

 

ท่ามกลางความกังวลด้านธรรมาภิบาลในตลาดหุ้นไทย จากกรณีหุ้น JKN, STARK และ MORE ชวินดา ระบุว่า กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง จะใช้กรอบ ESG โดยเฉพาะมิติ Governance เป็นตัวกรองหลักในการบริหารความเสี่ยงการลงทุน และดำเนินบทบาทเชิงรุก (Proactive) ในการประเมินความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล ก่อนหน่วยงานกำกับจะมีคำวินิจฉัย

 

หากพบว่าบริษัทจดทะเบียนใดมีความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล กลุ่มหุ้นดังกล่าวจะถูก ตัดออกจากรายชื่อหลักทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ทันที โดยขอบเขตการลงทุนของกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่งมีความเข้มข้นมากกว่าตลาดโดยรวม เนื่องจากจำกัดเฉพาะหุ้นที่ผ่านการกลั่นกรองด้าน ESG อย่างรอบด้าน

 

ในกรณีที่ปัญหาด้านธรรมาภิบาลเกิดขึ้นภายหลัง กองทุนจะดำเนินมาตรการเป็นลำดับ เริ่มจาก หยุดการลงทุนเพิ่มเติม ลดสัดส่วนการลงทุน และหากเข้าข่ายการทุจริต จะพิจารณา ดำเนินการทางกฎหมายร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน

 

ชี้ปี 69 ดีขึ้น พร้อมปรับพอร์ตทุกเดือน

 

สำหรับแนวโน้มปี 2569 ชวินดามองว่าแรงกดดันต่อตลาดมีแนวโน้มน้อยกว่าปี 2568 โดยปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยเริ่มเข้าสู่ช่วงทรงตัว ขณะที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่ถูกสะท้อนในราคาสินทรัพย์ไปแล้ว

 

ปัจจัยบวกสำคัญคือ ความชัดเจนทางการเมือง ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นจากการจัดตั้ง รัฐบาลใหม่เสร็จสิ้นในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 2569 ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและตลาดทุนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

 

ในเชิงกลยุทธ์ กองทุนยังคงใช้การ Reallocation และปรับพอร์ตทุกเดือน ผ่านคณะกรรมการกำกับการลงทุน (IC) ที่ประชุมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำหนดน้ำหนักการลงทุนแบบ Underweight/Overweight ลดสัดส่วนหุ้นผันผวนสูง และเพิ่มน้ำหนักหุ้น Low Beta

 

ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของกองทุนมีสัดส่วนลงทุนใน หุ้นไทยกว่า 90% และที่เหลือเป็นตราสารหนี้คุณภาพสูง เพื่อควบคุมความเสี่ยงและรักษาผลตอบแทนให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย 3-9% ตามที่กำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มโครงการ

 

ยันกลไก Auto-Redemption พร้อมใช้ หาก SET หลุด 800

 

ชวินดาระบุว่า กองทุนได้กำหนด ระดับวิกฤต (Trigger Point) ไว้ที่กรณีดัชนี SET Index ปรับตัวลงต่ำกว่า 800 จุด ซึ่งในสถานการณ์ดังกล่าว กลไก Auto-Redemption มีความพร้อมในการคืนเงินให้ผู้ถือหน่วยลงทุนรายย่อยทันที เป็นวงเงินรวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท

 

ขณะเดียวกัน ชวินดาประเมินว่า ความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และมาตรการ Tariff ต่างๆ ได้สะท้อนอยู่ในราคาสินทรัพย์ในระดับหนึ่งแล้ว ประกอบกับภาคธุรกิจไทยมีการเตรียมความพร้อมรับมือไว้ล่วงหน้า จึงไม่คาดว่าจะก่อให้เกิดแรงกระแทกรุนแรงต่อตลาดทุนในระยะสั้น

The post กองทุน ‘วายุภักษ์ หนึ่ง’ เผยปันผล 6.09% ในปี 68 สวนทาง SET ติดลบ 10% เชื่อปี 69 ดีขึ้น พร้อมปรับพอร์ตทุกเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธาน ตลท. หวังรัฐบาลใหม่เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ยื่นฟ้องบริษัททุจริตคดีหุ้นโดยตรง ชงสานต่อ TISA พร้อมเปิดใช้หน่วยลงทุนเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ https://thestandard.co/set-sec-power-fraud-stocks/ Thu, 15 Jan 2026 10:38:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1165697 ประธาน ตลท. หวัง รัฐบาลใหม่เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ยื่นฟ้องบริษัททุจริตคดีหุ้นโดยตรง ชงสานต่อ TISA พร้อมเปิดใช้หน่วยลงทุนเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ ประธาน ตลท. หวังรัฐบาลใหม่เพิ่ […]

The post ประธาน ตลท. หวังรัฐบาลใหม่เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ยื่นฟ้องบริษัททุจริตคดีหุ้นโดยตรง ชงสานต่อ TISA พร้อมเปิดใช้หน่วยลงทุนเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธาน ตลท. หวัง รัฐบาลใหม่เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ยื่นฟ้องบริษัททุจริตคดีหุ้นโดยตรง ชงสานต่อ TISA พร้อมเปิดใช้หน่วยลงทุนเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ ประธาน ตลท. หวังรัฐบาลใหม่เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ให้สามารถยื่นฟ้องบริษัทที่ทุจริตได้โดยตรง ไม่ต้องรอกระบวนการศาล

 

วันนี้ (15 ม.ค.2569) ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง ความคาดหวังต่อแนวทางนโยบายตลาดทุน ของรัฐบาลใหม่ ในงานสัมนา ‘ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใคร พาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด’

 

กิติพงศ์ กล่าวว่า ตลท. คาดหวังให้รัฐบาลใหม่ ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดูแลเศรษฐกิจและตลาดทุน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคต่อการเสนอหลักทรัพย์ เพราะติดระเบียบข้อกำกับของหน่วยงานราชการ ถ้ารัฐบาลตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ทำเป็นวาระเร่งด่วน จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประเทศ โดยกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อตลาดทุนที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ

 

1. การให้อำนาจคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ฟ้องร้องดำเนินคดีกับบริษัทจดทะเบียนที่ทุจริตได้โดยตรง ไม่ต้องรอกระบวนการศาล เนื่องจากในปัจจุบันมีหลายคดีใหญ่ที่ศาลยังไม่สั่งฟ้อง การจะเรียกคืนความเชื่อมั่น จากนักลงทุน ต้องแนวทางจัดการกับบริษัทที่ทุจริตโดยเร็ว และมีบทลงโทษที่เด็ดขาด

 

2. ปลดล็อกข้อจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศ เราจะให้สิทธิประโยชน์อย่างไรบ้าง

 

สร้างความโปร่งใสของบริษัทจดทะเบียนและคู่ค้าได้อย่างไร

 

“รัฐบาลต้องดูภาพรวมว่า จะทำอย่างไรให้ตลาดทุนไทยแข่งขันได้ โครงการ JUMP+ ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน เป็นโครงการ ที่เราก็รอดูซึ่งต้องใช้เวลา แต่เราสามารถเร่งรัดการให้สิทธิประโยชน์ภาษี กับบริษัทที่สนใจเข้ามาจดทะเบียน ต้องคิดระยะยาว 3-5 ปี ว่าเราจะฟื้นฟู โครงสร้างตลาดทุนไทยอย่างไร ซึ่งต้องมีการใช้ทั้งยาแรง ยาเบา พร้อมๆ กัน ถ้าพึ่งกระบวนการปกติจะต้องใช้เวลาแก้กฎหมายเฉลี่ย 8-12 เดือน ซึ่งไม่ทันการ เพราะเวลาเรามีน้อย”

 

ชงใช้ TISA เป็นหลักทรัพย์ให้คนไทยยื่นกู้เงิน

 

ขณะที่นโยบายผลักดันตลาดทุนเร่งด่วนที่ ตลท. อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่คือ การแก้กฎหมายที่เป็นข้อจำกัดการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ, กฎหมาย trust and confidence ที่ค้างอยู่ในรัฐบาลชุดที่แล้ว รวมถึงกิโยตินกฎหมาย ถ้ารัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ และสามารถดำเนินงานต่อโดยไม่คำนึง ว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลไหน ในส่วนของร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ในกฤษฎีกา หรือที่ผ่านวาระแล้วในสภา การผลักดันกฎหมายเหล่านี้ต่อก็จะทำให้การดำเนินการต่างๆ เร็วขึ้น

 

เช่น การสานต่อโครงการ TISA หรือ Thailand Individual Savings Account บัญชีการออมเพื่อการลงทุนส่วนบุคคล ที่นักลงทุนสามารถซื้อสินทรัพย์ทั้งใน และต่างประเทศตามเงื่อนไขของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี

 

สำหรับ TISA ต้องมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่งเสริมให้ประชาชนลงทุนในระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไร ไม่ควรมองเพียงประเด็นรายได้ที่หายไปในระยะสั้น รัฐบาลต้องสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจ และต้องออกแบบกองทุน เพื่อดึงดูดการลงทุนจากประชาชน โดยอาจพิจารณาเป็นกองทุนเฉพาะเรื่อง เช่น การลงทุนใน start up นอกจากนี้ แม้จะมีการกำหนดเงื่อนไขให้ถือครองหน่วยลงทุน จนอายุครบ 55 ปี แต่ระหว่างนี้อาจมีการเพิ่มเงื่อนไขให้ประชาชนขายหน่วยลงทุนคืนได้ เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อขอกู้เงินได้

 

สิ่งที่ต้องทำลำดับถัดมาคือ การปลดล็อกนำธุรกิจใน BOI เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้น ไทย รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่เคยเสนอไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และข้อจำกัดทางกฎหมายอื่นๆ

 

ปรับโครงสร้างภาษี เพิ่มรายได้ ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุ

 

ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุน ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือน และรายได้ต่อหัวที่ไม่เพิ่มขึ้น รัฐบาลต้องเร่งปรับโครงสร้างภาษี โดยต้องพิจารณา ว่าจะต้องเพิ่มการจัดเก็บภาษีส่วนไหน และจะช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างไร

 

อย่างไรก็ตาม กิติพงศ์ เน้นย้ำว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายที่เน้นประชานิยม เช่น การแจกเงิน เพราะถ้าจะแจกเงินก็ต้องหารายได้เพิ่ม รวมถึงแจกแจงให้ได้ว่างบประมาณที่นำมาใช้ มีแหล่งที่มาจากไหน อย่างไรก็ตาม การหารายได้เข้ารัฐบาลเพิ่ม อาจมาจากการจัดเก็บภาษี ค่าธรรมเนียม ซึ่งมีไม่กี่แนวทางที่รัฐบาลสามารถทำได้ โดยที่เดือดร้อนน้อยที่สุด ก็หวังว่าทุกพรรคการเมืองจะเห็นชอบเรื่องนี้ร่วมกัน

 

การปรับโครงสร้างภาษีจะช่วยปลดล็อกปัญหาความเชื่อมั่น สร้างความมั่นคง จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีมุมมองบวกขึ้นว่า ประเทศไทย ไม่ได้มีหนี้ล้นพ้นตัว หรือขาดดุลทางการคลังจนเป็นปัญหา

 

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีเงินกองทุนจำนวนมาก จากหน่วยงานต่างๆ หากมีการรวมเงินกันจัดตั้งกองทุนประเทศแบบคล้ายกองทุนวายุภักษ์ เพื่อลงทุนในตลาดทุน แต่ต้องคัดเลือกบริษัทดีและมีคุณภาพ ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้

The post ประธาน ตลท. หวังรัฐบาลใหม่เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ยื่นฟ้องบริษัททุจริตคดีหุ้นโดยตรง ชงสานต่อ TISA พร้อมเปิดใช้หน่วยลงทุนเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทนพรรคการเมืองให้คะแนนการทำงาน ก.ล.ต. บางพรรคให้ศูนย์จนถึงขั้นติดลบ ส่วน ตลท. มีตั้งแต่ต่ำ 5 ไปจนถึง 10 https://thestandard.co/sec-set-negative-party-rating/ Thu, 15 Jan 2026 07:44:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1165600 ตัวแทนพรรคการเมืองให้คะแนนการทำงาน ก.ล.ต. และ ตลาดหลักทรัพย์ฯ บางพรรคให้ศูนย์จนถึงขั้นติดลบ

‘กรณ์’ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตัดเกรด ก.ล.ต. และตลาด […]

The post ตัวแทนพรรคการเมืองให้คะแนนการทำงาน ก.ล.ต. บางพรรคให้ศูนย์จนถึงขั้นติดลบ ส่วน ตลท. มีตั้งแต่ต่ำ 5 ไปจนถึง 10 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทนพรรคการเมืองให้คะแนนการทำงาน ก.ล.ต. และ ตลาดหลักทรัพย์ฯ บางพรรคให้ศูนย์จนถึงขั้นติดลบ

‘กรณ์’ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตัดเกรด ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้คะแนนติดลบ ส่วน ดร. อรรถวิชช์ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เต็มสิบ ส่วน ก.ล.ต. ให้ศูนย์

 

จากงาน ‘ประชันวิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด?’ ที่จัดขึ้นโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โดยมีตัวแทนจาก 8 พรรคการเมือง ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายที่จะถูกนำมาใช้ หากได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่

 

นิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม

 

ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่

 

สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย

 

ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

 

กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์

 

ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย

 

อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

 

ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติ

 

โดยมี นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

 

หนึ่งในคำถามจากนักลงทุนที่ถามเข้ามาในช่วงท้ายคือ “จากการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คะแนนเต็มสิบท่านให้เท่าไหร่”

 

กรณ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “ผมให้ติดลบอยู่แล้วครับ อาจจะให้ตลาดหลักทรัพย์มากหน่อย แต่ผมว่า ก.ล.ต. ติดลบครับ”

 

ขณะที่ ดร. อรรถวิชช์ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า “ตลาด (ตลท.) ผมให้ 10 เต็ม โคตรเจ๋ง ท่านทำชีวิตรอดมาได้ยังไง ไอพีโอแต่ละตัวปวดหัวทั้งนั้น แต่ผมว่าผู้บริหารท่านเข้มแข็งครับ ส่วน ก.ล.ต. ผมให้ศูนย์ครับ ตู้มากครับ อะไรที่ควรจะแข็งไม่แข็ง อะไรที่ควรจะอ่อนไม่อ่อน”

 

“ผมไม่เข้าใจ ก.ล.ต. พอนวัตกรรมเยอะๆ งงทุกที พอจะพูดเรื่องเหรียญงง เป็นการดักไม่ให้ตลาดโต สิ่งที่ต้องทำคืออะไรรู้มั้ย ทุนเทา พอทุนเทาต้องเด็ดขาด ไม่ใช่ว่าหัวกระดาษมาบริษัทใหญ่หน่อย ปล่อยละ”

 

ด้าน อนุชา จากพรรคภูมิใจไทย มองว่า ให้คะแนนต่ำกว่า 5 สำหรับทั้งสององค์กร โดยบอกว่า “อย่างน้อยต้องปรับปรุงและทำให้ดีขึ้นกว่านี้ และอนาคตอาจจะมีความจำเป็นต้องตั้งศาลคดีการเงินและตลาดทุน”

 

ส่วน ดร. คเณศ จากพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า ให้เท่ากันที่ 7 คะแนน ซึ่ง ก.ล.ต. มีหน้าที่ดูแลบริษัทจดทะเบียน แต่ต้องทำหน้าที่ให้ดียิ่งขึ้นในการที่จะดูความผิดปกติ ดูโครงสร้างผู้ถือหุ้น ดูการเปิดเผยข้อมูล ส่วนตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องดูแลโบรกเกอร์ซึ่งมีภารกิจในการทำ KYC และ DCC ให้เข้มข้นมากขึ้น

 

สำหรับ นิกร จากพรรคกล้าธรรม บอกว่า “ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ 6 คะแนน ก.ล.ต. ให้ 3 คะแนน ขอฝากตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าอยากให้เปลี่ยน mindset ของนักลงทุนระดับย่อยว่า (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) ไม่เป็นคาสิโน อยากให้มีการให้ความรู้มากขึ้น ส่วน ก.ล.ต. อยากให้มาช่วยแก้เรื่อง HFT และ Agency Listing”

The post ตัวแทนพรรคการเมืองให้คะแนนการทำงาน ก.ล.ต. บางพรรคให้ศูนย์จนถึงขั้นติดลบ ส่วน ตลท. มีตั้งแต่ต่ำ 5 ไปจนถึง 10 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น https://thestandard.co/health-insurance-shift-copayment/ Thu, 15 Jan 2026 01:09:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1165336 จุดเปลี่ยน ประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’

คนไทยต้องแบกค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น เพราะ ‘ประกันสุขภาพแบ […]

The post จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดเปลี่ยน ประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’

คนไทยต้องแบกค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น เพราะ ‘ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย’ จะไม่มีอีกต่อไป นี่คือความกังวลลล่าสุดของเหล่าผู้บริโภคที่มีประกันอยู่แล้ว และคนที่กำลังจะตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพเล่มแรก หลังจากต้นสัปดาห์นี้ บริษัท AIA ประเทศไทย ผู้นำตลาดประกัน ประกาศยุติการขาย AIA Health Happy แผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย (สูงสุด 25 ล้านบาท) ที่ครองใจตลาดมาอย่างยาวนาน โดยมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้ ตามรอยบริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิตที่ประกาศยุติการขายแผนประกันโรคร้ายแรงยอดฮิตอย่าง iCare (คุ้มครอง 5 กลุ่มโรคร้ายแรง) ในวันที่ 31 มกราคม 2569 นี้

 

การประกาศยกเลิกแผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายของสองยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมประกัน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกมานาน ‘ค่ารักษาพยาบาล’ (Medical Inflation) ของไทยที่พุ่งสูงขึ้นเฉลี่ย มากกว่า 10% ต่อปี และพฤติกรรมการเคลมประกัน ที่ไม่เหมาะสมของผู้เอาประกัน ส่งผลกระทบยังลามไปถึง sentiment ตลาดหุ้นไทย กดดันให้เกิดแรงขาย ในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนกังวล แนวโน้มรายได้ที่อาจลดลงจากผู้ป่วยที่พึ่งพากรมธรรม์เหมาจ่าย

 

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ การเกิดขึ้นของประกันร่วมจ่าย (Copayment) จะเป็นตัวพลิกเกมอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทประกันแห่ยกเลิกการขายประกันสุขภาพ แบบเหมาจ่ายในตลาดเลยหรือไม่, ส่งผลกระทบต่อรายได้กลุ่มโรงพยาบาลแค่ไหน, ค่าเบี้ยที่ถูกลง แลกกับการร่วมแบกรับความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาล ผู้บริโภคได้ประโยชน์จริงไหม?

 

THE STANDARD WEALTH ชวนร่วมหาคำตอบไปกับ ทอมมี่ – พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคชัวเรียล บิสซิเนส โซลูชั่น จำกัด (ABS) และ อดีตนายกสมาคมนักคณิต ศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย และภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)

 

Copayment ดึงเบี้ยถูกลง ใครได้ – เสียประโยชน์

 

พิเชฐ มองว่า ในมุมของบริษัทประกัน ‘ประกันร่วมจ่าย’ (Copayment) ถูกนำมาใช้ให้ความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ค่าครองชีพ และค่ารักษา พยาบาลสูงขึ้น และป้องกันการโกงการเคลมค่ารักษา โดยกำหนดเงื่อนไข การเคลมระหว่างโรงพยาบาลคู่สัญญาในเครือข่ายและโรงพยาบาลนอกเครือข่าย ในกรณีของบริษัท AIA แผนประกันร่วมจ่ายตั้งแต่บาทแรกที่เสนอให้ คปภ.พิจารณานั้น กำหนดเงื่อนไขการร่วมจ่ายออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

 

1. หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลคู่สัญญาของ AIA จะไม่ต้องร่วมจ่ายค่ารักษา

 

2. หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญา จะต้องร่วมจ่ายค่ารักษา

 

ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขการเคลมดังกล่าว จะทำให้บริษัทประกันบริหารค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น รู้ต้นทุนค่ารักษาที่แท้จริง เพราะมีระบบตรวจจับเคลม จากฐานข้อมูลโรงพยาบาลคู่สัญญา

 

จึงสามารถตรวจสอบได้ว่า โรงพยาบาลประเมินค่ารักษาเกินจริงไหม ผู้เอาประกัน

 

มีพฤติกรรมการเคลมที่ไม่เหมาะสมมากน้อยแค่ไหน เมื่อควบคุมค่าใช้จ่ายการเคลมได้ บริษัทจึงให้เบิกเคลมเต็มจำนวนได้ เมื่อเทียบกับโรงพยาบาลนอกเครือข่าย ซึ่งบริษัทประกันไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้มากนัก กระบวนการฉ้อโกงเคลมจึงเกิดขึ้นบ่อย

 

ส่วนในมุมของผู้บริโภค แม้ Copayment จะทำให้ผู้บริโภคมีความสะดวกน้อยลง แต่จะช่วยลดการฉ้อโกงการเคลมในระบบ และส่งผลทางอ้อมให้เบี้ยประกันเฉลี่ย

 

ของกรมธรรม์แต่ละบุคคลถูกลงได้

 

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ ก่อนหน้านี้ที่มีปัญหาเบี้ยประกันสุขภาพแพงขึ้น เพราะมีคนกลุ่มน้อย เช่น 100 คนจาก 1 ล้านคน ฉ้อโกงเคลมเป็นจำนวนเงินมหาศาล ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ที่เหลือต้องแบกรับภาระเบี้ยประกันที่แพงขึ้นตามไปด้วย ตามคอนเส็ปต์ของประกันที่เน้น ‘เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข’

 

“ระบบ Copayment เปรียบเสมือนกฎของร้านบุฟเฟต์ที่ว่า กินเหลือต้องปรับ เพื่อป้องกันไม่ให้คนกินทิ้งขว้างหรือใช้บริการเกินความจำเป็น ”

 

นอกจากนี้การหันมาทำประกันร่วมจ่าย อาจเป็นกุศโลบาย ของบริษัทประกัน ที่จะดึงโรงพยาบาลนอกเครือข่ายมาเป็นคู่สัญญาร่วมกันมากขึ้น

 

ปิดฉาก ‘ประกันสุขภาพเหมาจ่าย’ ทุกพื้นที่มีแต่ Copayment ?

 

กลุ่มคนที่ซื้อประกันสุขภาพเป็นคนกลุ่มเดิม ประเทศไทยมีความแตกต่างทางรายได้ค่อนข้างสูง คนที่ไม่มีกำลังซื้ออยู่แล้วก็จะไม่ซื้อ คนที่ซื้อกรมธรรม์อยู่แล้วก็จะต่ออายุของกรมธรรม์เล่มเดิม แต่คนที่ไม่เคยมีกรมธรรม์เลย ก็อาจจะต้องพิจารณาประกัน ท่ีมีเงื่อนไข Copayment มากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้บริโภคยังมีตัวเลือกจากบริษัทประกันอื่นๆ เพราะตลาดยังแข่งขันกันเองอยู่ ไม่ใช่ทุกบริษัทที่ต้องมีประกันรูปแบบ Copayment ดังนั้นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายจะไม่หายไปจากตลาด

 

“ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้น โดยสามารถเปรียบเทียบได้ว่า ประกันที่มี Copayment อาจจะเบี้ยถูกกว่าประกันรูปแบบไม่มี Copayment ถ้าใครไม่ชอบประกันรูปแบบนี้ ก็ไปหาซื้อประกันตัวอื่นได้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทประกันเจ้าไหน บริหารต้นทุน ค่าเคลมได้ดีกว่า บริษัทนั้นก็มีแนวโน้มที่จะคิดเบี้ยประกันลูกค้าถูกกว่า เป็นหน้าที่ของผู้บริโภคที่จะต้องเลือกว่าตัวเองจะเข้าไปอยู่กลุ่มไหน”

 

ทั้งนี้ระบบ Copayment เป็นสิ่งที่ใช้กันทั่วโลกมานานกว่า 10 ปีแล้ว (เช่น ในฮ่องกง) แต่ประเทศไทยค่อนข้างล่าช้ากว่าที่อื่น เนื่องจากความเข้าใจของประชาชน และข้อกังวลจากหน่วยงานกำกับดูแล

 

ประกันสุขภาพ Copayment เหมาะกับใคร

 

คนที่กำลังซื้อน้อยหรือไม่อยากจ่ายเบี้ยสูง การเลือกประกันรูปแบบ Copayment ก็เป็นทางเลือกที่ดี สำหรับคนที่ไม่อยากทุ่มเงินไปกับประกัน อาจกันเงินบางส่วนไว้เอง ยกตัวอย่างเช่น ปกติจ่ายเบี้ยประกัน 30,000 บาทต่อปี อาจปรับเบี้ยลดลงเหลือ 25,000 แล้วเก็บเงิน 5,000 ไว้เป็นค่ารักษาเพิ่มเติม จากวงเงินประกัน

 

หุ้นโรงพยาบาลถูกถล่มขาย

 

ตั้งแต่ต้นปี 2569 ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลเป็นหนึ่งในกลุ่ม ที่ถูกเทขายมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในตลาดหุ้นไทย กดดันให้ดัชนีกลุ่มการแพทย์​ (HELTH) ร่วงลงมา 8.16% (ณ วันที่ 13 มกราคม) โดยหุ้นใหญ่สุด 3 อันดับแรกอย่าง กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) -8.8% โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) -13.3% และบางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) -9.6%

 

สาเหตุหนึ่งที่กดดันหุ้นโรงพยาบาลก็เป็นผลจากความกังวลว่า การที่ AIA กำลังจะยุติประกันเหมาจ่าย จะทำให้ลูกค้าและรายได้ของโรงพยาบาลลดลง

 

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งในวันนี้ (14 มกราคม) หลังจากร่วงลงมา 3 วันทำการติดต่อกัน

 

โบรกชี้หุ้นโรงพยาบาล ‘ร่วงหนักเกินเหตุ’

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า นักลงทุนอาจกังวลว่าเมื่อไม่มีประกันแบบเหมาจ่าย ปริมาณการรักษาจะลดลง แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าผลกระทบอาจไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิด

 

อย่างหุ้น BDMS, BH และ BCH โดยเฉลี่ยมีฐานลูกค้าจากประกันประมาณ 30% ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำประกันมาก่อนหน้านี้ เมื่อบริษัทประกันเลิกขายประกันแบบเหมาจ่าย ลูกค้าที่อาจจะลดลงคือกลุ่มลูกค้าอายุน้อยที่ยังไม่มีประกัน ซึ่งผลกระทบไม่น่าจะเกิน 5% ของสัดส่วนรายได้จากประกันที่โรงพยาบาลได้รับ

 

“โครงสร้างประชากรไทยเป็นสูงอายุอยู่แล้ว คนอายุ 30-40 ปีขึ้นไป มีประกันอยู่แล้ว ส่วนลูกค้าที่ทำประกันกลุ่มใหม่อาจจะลดลงไปบ้าง แต่ราคาหุ้นในกระดานลงมา เหมือนกับว่าลูกค้า 30% นี้จะหายไปทั้งหมด อีกส่วนที่คนอาจยังรู้น้อยคือ จริงๆ แล้ว

 

หุ้น BH มีปัจจัยลบเฉพาะตัวคือ อาจจะหลุดจาก MSCI (ประกาศ 11 กุมภาพันธ์นี้) ทำให้ราคาหุ้นร่วงในช่วงที่มีข่าวประกัน จนเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่” ภาดลกล่าว

 

ภาดลกล่าวต่อว่า ปัจจุบันหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลบางตัว เช่น BDMS ราคาต่ำกว่าช่วงโควิด ซึ่งตอนนั้นโรงพยาบาลปิด แต่ตอนนี้ยังสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทุกวัน ขณะที่หุ้นอย่าง BCH ให้เงินปันผลเกือบ 6%

 

“คุณจะหาช่วงเวลาแบบนี้ได้กี่ครั้งเชียว ที่หุ้นปัจจัย 4 ให้เงินปันผลเกือบ 6%”

The post จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ ‘เอเชีย’ อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่ https://thestandard.co/geopolitics-investment-oil-asia-spotlight/ Wed, 14 Jan 2026 09:09:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1165153 เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ เอเชีย อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่

ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitic […]

The post เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ ‘เอเชีย’ อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ เอเชีย อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่

ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี ไปเจาะลึกทิศทางการลงทุนที่น่าสนใจ โดยแม้ความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ในภาพรวมระยะยาวกลับส่งผลบวกต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในบางมิติ

 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ถึงทิศทางการลงทุนที่น่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นว่าแม้ความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ในภาพรวมระยะยาวกลับส่งผลบวกต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในบางมิติ

 

น้ำมันล้นตลาด-ทองคำขาขึ้น สองด้านของความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์

 

ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ ทั้งกรณีของเวเนซุเอลาที่จบลงอย่างรวดเร็ว หรือการประท้วงใหญ่ในอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะ ‘น้ำมัน’ ชาตรี โรจนอาภา วิเคราะห์ว่าปัจจุบันปริมาณการผลิตน้ำมัน (Supply) เกินกว่าความต้องการ (Demand) อยู่แล้วประมาณ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากเวเนซุเอลากลับมาผลิตเพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมาย หรือหากมีการยกเลิกการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่าน จะยิ่งทำให้ปริมาณน้ำมันล้นตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันในระยะยาวมีแนวโน้มเป็นขาลง

 

ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงนี้ถือเป็นผลบวกต่อประเทศเกิดใหม่ที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมัน เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงไทย ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและปูทางให้ธนาคารกลางต่างๆ สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดทุน

 

ในทางกลับกัน ‘ทองคำ’ ยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ได้รับประโยชน์จากความไม่แน่นอน นอกเหนือจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และหันมาสะสมทองคำเป็นเงินทุนสำรองมากขึ้น รวมถึงนักลงทุนรายย่อยที่ให้ความสำคัญกับการจัดสรรทองคำในพอร์ตการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ส่องกลยุทธ์การลงทุน เอเชียคือสปอตไลท์ – สหรัฐฯ ต้องระวัง

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ ชาตรี ให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นเอเชียมีความน่าสนใจมากที่สุด เนื่องจากได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันขาลง และราคาหุ้นที่ยังคงตามหลัง (Laggard) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป นอกจากนี้ หลายประเทศในเอเชียยังเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งยังมีระดับราคา (Valuation) ที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดพัฒนาแล้ว

 

ส่วน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้กำไรสุทธิของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะมีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยคาดการณ์การเติบโตที่ 14-15% และเริ่มมีการกระจายตัวของกำไรไปยังกลุ่มอื่นๆ นอกเหนือจาก AI เช่น อุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ แต่ด้วยราคาที่พุ่งขึ้นแรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

 

หุ้นไทย รอจุดเปลี่ยนความเชื่อมั่น

 

ในส่วนของ ตลาดหุ้นไทย ชาตรี โรจนอาภา ยอมรับว่าราคาหุ้นหลายตัวอยู่ในระดับที่ “ถูกเกินไป” เมื่อเทียบกับพื้นฐาน โดยค่า PE Ratio ของหุ้นใหญ่หลายตัวลดลงมาเหลือเพียง 10 เท่า อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักคือ “ความเชื่อมั่น” ที่ยังต่ำ ทั้งจากปัจจัยการเมืองและการขาดแรงกระตุ้นใหม่ๆ ตลาดหุ้นไทยจึงต้องการจุดเปลี่ยน (Catalyst) ที่ชัดเจน เช่น นโยบายรัฐบาลที่ทำได้จริง เพื่อดึงดูดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศให้กลับมา

 

สินทรัพย์ที่น่าสนใจและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม

 

ชาตรี สรุปคำแนะนำการลงทุนดังนี้

 

  • ตราสารหนี้ มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะตราสารหนี้สหรัฐฯ และ Mortgage-Backed Securities (MBS) เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลงและการที่เฟดอาจปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ คาดการณ์จะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายนและกันยายนปีนี้
  • เงินสด เป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจน้อยที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากผลตอบแทนต่ำและแพ้เงินเฟ้อ
  • ความเสี่ยงที่ต้องระวัง คำพิพากษาของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เกี่ยวกับการใช้อำนาจตั้งกำแพงภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งหากรัฐบาลแพ้คดีอาจนำไปสู่การฟ้องร้องจำนวนมากและสร้างความผันผวนต่อตลาดในระยะสั้น รวมถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนและไต้หวัน

 

โดยสรุป ภาพรวมการลงทุนในปีนี้ยังคงมีความสดใสในหลายกลุ่มสินทรัพย์ แต่ต้องอาศัยการจัดสรรพอร์ตอย่างระมัดระวังและติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิดเพื่อให้พอร์ตการลงทุนเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

ภาพ: Miha Creative/shutterstock

The post เจาะลึกผลกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อการลงทุน เมื่อน้ำมันขาลงเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ ‘เอเชีย’ อาจกลายเป็นสปอตไลท์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>