Wealth Management – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-management/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 06 Aug 2026 06:05:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ttb reserve เปิด WE Program ปั้นทายาทธุรกิจรุ่นสองสานต่อความมั่งคั่ง ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าแตะ 11,000 ราย ดัน AUM เติบโต 10% ต่อปีในอีก 3-5 ปีข้างหน้า https://thestandard.co/ttb-reserve-we-program-business-heirs-wealth/ Thu, 06 Aug 2026 06:05:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1238804 ภาพผู้บริหาร ttb และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเปิดหลักสูตร WE Program สำหรับทายาทธุรกิจ

ttb เดินหน้ากลยุทธ์ Wealth Empowerment ผ่านบริการ ttb r […]

The post ttb reserve เปิด WE Program ปั้นทายาทธุรกิจรุ่นสองสานต่อความมั่งคั่ง ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าแตะ 11,000 ราย ดัน AUM เติบโต 10% ต่อปีในอีก 3-5 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร ttb และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเปิดหลักสูตร WE Program สำหรับทายาทธุรกิจ

ttb เดินหน้ากลยุทธ์ Wealth Empowerment ผ่านบริการ ttb reserve เปิดตัวหลักสูตร WE Program รุ่นที่ 2 ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หวังเชื่อมช่องว่างทางความคิดระหว่าง Wealth รุ่นที่ 1 ที่เน้นรักษาความมั่งคั่ง กับรุ่นที่ 2 ที่พร้อมต่อยอดความเติบโต หวังขยายฐานลูกค้า Wealth รวมเป็น 11,000 รายในปี 2569 และ AUM เติบโต 10% ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า

 

 
 

ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี กล่าวว่า ลูกค้ากลุ่ม Wealth รุ่นที่ 1 และทายาทรุ่นที่ 2 มีเป้าหมายชีวิต และนิยามความมั่งคั่งที่แตกต่างกัน โดยรุ่นพ่อแม่ในฐานะผู้ก่อตั้งและเจ้าของธุรกิจ ให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่งคั่ง ไม่ชอบการลงทุนที่มีความเสี่ยง เพื่อให้สามารถส่งต่อสินทรัพย์และกิจการให้คนรุ่นหลังได้อย่างราบรื่น

 

ในขณะที่ทายาทรุ่นที่ 2 มีความกล้าได้กล้าเสีย พร้อมพิสูจน์ศักยภาพตัวเองเพื่อพาธุรกิจเติบโต เพื่อให้การส่งต่อความมั่งคั่งระหว่างรุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 มีความมั่นคง ไม่สะดุดระหว่างทาง การเตรียมความพร้อมทายาทให้มีทักษะการบริหารธุรกิจและการเงินจึงสำคัญ

 

การจัด WE Program รุ่นที่ 2 จึงถูกออกแบบหลักสูตรให้เป็นมากกว่าพื้นที่การเรียนรู้ แต่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการและผู้นำธุรกิจผ่านการสร้าง Quality Network เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง ต่อยอดองค์ความรู้และพัฒนาความร่วมมือในระยะยาว

 

โดยเป็นหลักสูตรเข้มข้นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สำหรับผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ 41 คน ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ครอบคลุมการเสริมวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ การพัฒนาภาวะผู้นำและทักษะการสื่อสาร การสร้าง Personal Brand กลยุทธ์การตลาดและนวัตกรรมทางธุรกิจ

 

ตลอดจนการวางแผนส่งต่อธุรกิจและการบริหารความมั่งคั่งของครอบครัวอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างเครือข่ายทางธุรกิจและต่อยอดความร่วมมือระหว่างกัน โดยผู้สำเร็จหลักสูตรจะได้รับวุฒิบัตรร่วมจากทีทีบีและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ความมั่งคั่งที่มากกว่าผลตอบแทน

 

ท่ามกลางธุรกิจ Wealth Management ที่แข่งขันอย่างดุเดือด การที่จะทำให้ลูกค้าย้ายสินทรัพย์ทั้งหมดที่ฝากอยู่กับธนาคารอื่น มาอยู่ภายใต้การบริหารของ ttb เป็นเรื่องยาก เพราะโดยปกติกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งมักจะกระจายความเสี่ยงแบ่งสินทรัพย์ฝากในหลายธนาคาร การที่ลูกค้าจะตัดสินใจย้ายสินทรัพย์ก้อนใหญ่ จึงขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและธนาคาร ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างความเชื่อใจและทำความรู้จักความต้องการของลูกค้าแต่ละคน

 

จุดเด่นของ ttb คือต่อยอดการบริหารความมั่งคั่งให้สิทธิประโยชน์ลูกค้าที่เหนือกว่าผลตอบแทน นอกจากจะมี WE Program ที่ช่วยเตรียมความพร้อม ความรู้เรื่องการเงินและการบริหารธุรกิจสำหรับทายาทรุ่นสองแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพบริการด้วยการอบรม Relationship manager ให้มีทักษะการวางแผนการลงทุนเชิงลึก สามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้

 

ทั้งนี้กลยุทธ์การแข่งขันดึงดูดลูกค้าด้วยผลิตภัณฑ์เงินฝากดอกเบี้ยสูง ธนาคารมองว่าเป็นกลยุทธ์ที่ไม่ยั่งยืน เนื่องจากดอกเบี้ยมีการปรับขึ้นลงตามทิศทางดอกเบี้ยโลก ทำให้พอครบกำหนดระยะเวลาฝาก ลูกค้าก็จะถอนเงินออก ย้ายไปฝากที่อื่น ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่า

 

ด้วยเหตุนี้ธนาคารจึงเน้นออกแบบผลิตภัณฑ์การลงทุนให้มีความแตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง เช่น ประกันชีวิตออมทรัพย์ระยะยาว US Multi Asset Index Principal Protect 15/5 เน้นคุ้มครองเงินต้น 100% พร้อมเชื่อมโยงผลตอบแทนดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ และบัญชีสกุลเงินต่างประเทศ FCD e-Saving ที่ให้ดอกเบี้ยสูง และเชื่อมกับบัตรเดบิต ttb world pass ทำให้สามารถใช้จ่ายตัดสกุลเงินต่างประเทศจากบัญชีได้โดยตรง ไม่ต้องแปลงสกุลเงิน ทั้งนี้ ttb ในฐานะผู้บริหารจัดการการลงทุน มองว่าธนาคารต้องพยายามช่วยเหลือลูกค้าให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม

 

ขยายฐานลูกค้า Wealth 11,000 ราย ตั้งเป้า AUM โต 10% ต่อปี

 

ปัจจุบัน ttb มีกลุ่มลูกค้า Private Banking ซึ่งมีสินทรัพย์ตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 5,600 ราย เติบโตขึ้นจากระดับ 4,800 รายในปีก่อน ส่วนใหญ่ 60%-70% เป็นเจ้าของกิจการและผู้บริหารระดับสูง อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านธุรกิจ

 

และมีสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (AUM) กว่า 400,000 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับการบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวม ซึ่งครอบคลุมทั้งการวางแผนการเงิน การเตรียมผู้นำรุ่นใหม่และการส่งต่อธุรกิจครอบครัวอย่างยั่งยืน

 

โดยในปี 2569 ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้า Wealth รวมเป็น 11,000 ราย และในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าคาดว่า AUM จะเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อย 10% ต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุนรวมให้ถึง 40% (จากปัจจุบันที่ 32%) ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมา ttb พยายามจูงใจลูกค้าให้เปลี่ยนผ่านการลงทุนจากในผลิตภัณฑ์เงินฝากไปสู่การลงทุนที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งกองทุนในและต่างประเทศ รวมถึงบัญชี FCD

 

The post ttb reserve เปิด WE Program ปั้นทายาทธุรกิจรุ่นสองสานต่อความมั่งคั่ง ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าแตะ 11,000 ราย ดัน AUM เติบโต 10% ต่อปีในอีก 3-5 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล (ว.35094) กับ K WEALTH กสิกรไทย บทเรียนเรื่องความไว้ใจ จากห้องผ่าตัดสู่พอร์ตการลงทุน [เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย] https://thestandard.co/thananchai-asdamongkol-k-wealth-trust/ Sat, 25 Jul 2026 04:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1234553 นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล ผู้บริหารโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค ร่วมกับ K WEALTH แนะนำการบริหารการลงทุนจากบทเรียนความไว้วางใจ

ในห้องผ่าตัด นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล (ว. 35094)  คือแ […]

The post นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล (ว.35094) กับ K WEALTH กสิกรไทย บทเรียนเรื่องความไว้ใจ จากห้องผ่าตัดสู่พอร์ตการลงทุน [เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย] appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล ผู้บริหารโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค ร่วมกับ K WEALTH แนะนำการบริหารการลงทุนจากบทเรียนความไว้วางใจ

ในห้องผ่าตัด นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล (ว. 35094)  คือแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง แต่เมื่อถอดเสื้อกาวน์ออก เขาคือประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค และหัวหน้าครอบครัวที่กำลังเผชิญคำถามเดียวกับผู้ประกอบการและนักธุรกิจอีกหลายคน จะบริหารความมั่งคั่งอย่างไรให้เติบโตอย่างมั่นคง และส่งต่อไปถึงรุ่นลูกได้อย่างยั่งยืน

 

THE STANDARD WEALTH ชวนถอดรหัสปรัชญา Trusted Advisor ที่คุณหมอยึดถือมาตลอดเส้นทางการทำงาน เพื่อค้นหาว่าเหตุใด “ความไว้วางใจ” จึงเป็นรากฐานของทุกการตัดสินใจ ตั้งแต่การดูแลคนไข้ การบริหารองค์กร ไปจนถึงการเลือกพาร์ตเนอร์ด้านการเงินอย่าง K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย

 

นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล ผู้บริหารโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค ร่วมกับ K WEALTH แนะนำการบริหารการลงทุนจากบทเรียนความไว้วางใจ 1

 

เพราะ “ความไว้วางใจ” คือสินทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุด

 

สำหรับคุณหมอ หน้าที่ของเขาไม่ได้เริ่มที่การจับมีดผ่าตัด แต่เริ่มต้นด้วยการจับเข่าคุย ชวนคิด และตั้งคำถาม เพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง

 

“สิ่งสำคัญของการทำศัลยกรรม คือ การออกแบบผลลัพธ์ที่เหมาะสมและช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตให้กับคนไข้ เพราะแต่ละคนมีร่างกาย ไลฟ์สไตล์ และความคาดหวังที่แตกต่างกัน จึงต้องเริ่มจากการรับฟัง แนะนำทางเลือกอย่างตรงไปตรงมา 

 

คุณหมอพร้อมสวมบทบาทเป็น “Trusted Advisor” หรือที่ปรึกษาของคนไข้ นั่นเพราะคุณหมอเชื่อว่าความไว้วางใจเกิดจากความจริงใจที่กล้าจะบอกความจริง เพื่อผลลัพธ์และความปลอดภัยของคนไข้ในระยะยาว

 

ที่น่าสนใจก็คือ สินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุดในห้องตรวจของคุณหมอ กลับไม่ใช่เครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย ทว่าคือ “ความไว้วางใจ” ที่ต้องใช้เวลาสร้างขึ้นนานนับปี และปรัชญานี้เองที่เป็น DNA สำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลบางมดเอสเธติคดำเนินกิจการส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นมาตลอด 38 ปี

 

เมื่อคุณหมอก้าวออกนอกห้องผ่าตัดมาสวมหมวกหัวหน้าครอบครัวและนักบริหาร DNA เรื่อง “ความไว้วางใจ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่เขาให้คุณค่ามากที่สุดนี้เอง ได้กลายมาเป็นเกณฑ์สำคัญที่สุดในการเลือก K WEALTH จากธนาคารกสิกรไทย มาทำหน้าที่เป็น Trusted Partner หรือเพื่อนคู่คิดทางการเงินให้กับคุณหมอและครอบครัว

 

เมื่อโจทย์ชีวิตเปลี่ยนผ่าน: จาก High Risk สู่ High Trust

 

ในฐานะแพทย์ มองว่า เมื่อเวลาและกำลังของคนมีขีดจำกัด เงินที่หามาได้จึงควรถูกออกแบบให้ “เติบโตและต่อยอดได้” ในระยะยาวอย่างยั่งยืน และส่งต่อไปยังรุ่นลูกได้

 

“สมัยวัยรุ่น เราอาจมองหาโอกาสที่ตื่นเต้น มองเรื่อง High Risk, High Return เป็นเรื่องปกติ แต่พอเริ่มมีลูก มีครอบครัว เป้าหมายก็เปลี่ยนไป จากการสร้างผลตอบแทนสูงสุด มาเป็นการสร้างความมั่นคงให้คนข้างหลัง”

 

เมื่อเป้าหมายของชีวิตเปลี่ยน สิ่งที่คุณหมอมองหาจึงไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด หากคือสถาบันการเงินและผู้เชี่ยวชาญที่ไว้วางใจได้มากที่สุด

 

และสำหรับคุณหมอ เรื่องนี้ไม่ต่างจากการรักษาคนไข้ที่ซับซ้อน ซึ่งไม่อาจอาศัยแพทย์เพียงคนเดียว แต่ต้องมีทีมผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ทุกการตัดสินใจแม่นยำและปลอดภัย

 

“ด้าน Wealth Management ไม่ใช่แค่การบริหาร แต่คือ “เข้าใจและเชื่อใจ ผมเลือกลงทุนกับสถาบันการเงินที่ผมเชื่อถือและไว้วางใจ มีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำอย่างจริงใจ มีเทคโนโลยีช่วยเรื่องการลงทุน เพราะทั้งเรื่องสุขภาพและเรื่องเงิน เราต่างต้องการมืออาชีพที่ไว้ใจได้”

 

ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน คือการส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น

 

“หน้าที่ของคนเป็นพ่อคือการส่งต่อทั้งทรัพย์สิน คุณค่า และองค์ความรู้ให้ลูกสามารถรับไม้ต่อได้อย่างมั่นใจ”

 

นี่คือโจทย์สำคัญที่ทำให้คุณหมอ เลือกใช้บริการพาร์ตเนอร์ทางการเงินอย่าง K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งไม่ได้เริ่มต้นจากการเสนอผลิตภัณฑ์ แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจชีวิต เป้าหมาย และระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม

 

“ผมมี RM มืออาชีพที่เชี่ยวชาญของเคแบงก์ไพรเวท แบงกิ้ง และทีมกลยุทธ์ของ K WEALTH คอยดูแล เริ่มจากการทำความเข้าใจตัวตนของผมก่อนว่าชอบแบบไหน รับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด แล้วจึงช่วยออกแบบแนวทางที่เหมาะกับผม รวมถึงแนะนำมุมมองเรื่องการส่งต่อสู่รุ่นลูกจาก Lombard Odier มาช่วยวางแผนในระยะยาวให้ด้วย” 

 

ตลอดการสนทนา มีสองคำที่คุณหมอพูดถึงอยู่เสมอ คือ “ความเข้าใจ” และ “ความเชื่อใจ”

 

ในมุมมองของเขา บทบาทของ Trusted Partner ไม่ต่างจากทีมแพทย์เบื้องหลัง เพราะต้องกลั่นกรองข้อมูล ประเมินความเสี่ยง และกล้าพูดความจริงว่าสินทรัพย์ใดเหมาะหรือไม่เหมาะกับเป้าหมายของเจ้าของเงิน เพื่อให้พอร์ตเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

 

นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล ผู้บริหารโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค ร่วมกับ K WEALTH แนะนำการบริหารการลงทุนจากบทเรียนความไว้วางใจ 2

 

ผลตอบแทนที่มีค่าที่สุด คือเวลา

 

สำหรับคุณหมอ ผลลัพธ์ที่มีค่าที่สุดของการมี Trusted Partner คือการได้ “เวลา” กลับคืนมา

 

“เมื่อมี RM และทีม K WEALTH ผมก็ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอเพราะกังวลกับพอร์ต ทำให้ผมได้เวลากลับไปทำในสิ่งที่สำคัญกว่า ทั้งการดูแลคนไข้ การบริหารองค์กร การใช้เวลากับครอบครัว การออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพ บ้าง ก็ทำให้ชีวิตค่อนข้างลงตัว ซึ่งเอกสิทธิ์ด้านสุขภาพของเดอะวิสดอมไพรเวทแบงค์กิ้งกสิกรไทย ก็มาช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของผมได้พอดี”

 

เพราะสำหรับคุณหมอ ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ใช่เพียงตัวเลขในพอร์ต แต่คืออิสระในการใช้เวลากับสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต พร้อมความมั่นใจว่าอนาคตของครอบครัวกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง 

 

ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH ที่  https://www.kasikornbank.com/k_4fMeTmE 

 

*ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย

The post นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล (ว.35094) กับ K WEALTH กสิกรไทย บทเรียนเรื่องความไว้ใจ จากห้องผ่าตัดสู่พอร์ตการลงทุน [เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ray dalio เผย 5 บทเรียนชีวิต-การลงทุนที่คนรุ่นใหม่ต้องรู้ เมื่อคนเก่งหาได้ทั่วไป คนแบบไหนที่ชีวิตไปได้ไกลกว่า https://thestandard.co/ray-dalio-life-investment-lessons/ Sun, 19 Jul 2026 11:55:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1232507 ภาพ Ray Dalio พร้อมข้อความสรุป 5 บทเรียนชีวิต-การลงทุน สำหรับคนรุ่นใหม่

เมื่อพูดถึง Ray Dalio หลายคนคงจะจดจำเขาในฐานะมหาเศรษฐีผ […]

The post Ray dalio เผย 5 บทเรียนชีวิต-การลงทุนที่คนรุ่นใหม่ต้องรู้ เมื่อคนเก่งหาได้ทั่วไป คนแบบไหนที่ชีวิตไปได้ไกลกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Ray Dalio พร้อมข้อความสรุป 5 บทเรียนชีวิต-การลงทุน สำหรับคนรุ่นใหม่

เมื่อพูดถึง Ray Dalio หลายคนคงจะจดจำเขาในฐานะมหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) มูลค่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์ นักลงทุนผู้มาก่อนกาลผู้ทำนายว่าโลกจะเกิดวิกฤตการเงินในปี 2008 และเป็นผู้เขียนหนังสือ Principles ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริหารและนักลงทุนทั่วโลก

 

 

แต่ความสำเร็จในปัจจุบัน ไม่ได้มาจากความพยายามบนเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่มาจากการเรียนรู้จากความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมองเห็นโลกตามความเป็นจริง และสามารถเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน โดยที่ไม่ต้องเดิมพันชีวิตด้วยความเสี่ยงที่มากเกินไป

 

และนี่คือสรุป 5 บทเรียนชีวิต-การลงทุนของ Ray Dalio ที่อยากส่งต่อถึงคนรุ่นใหม่ จากรายการ The 1 on 1 with CNN

 

1. ชีวิตคือการผจญภัย เพื่อค้นหาตัวเอง

 

ดาลิโอให้มุมมองว่า แท้จริงแล้วชีวิตมักจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนอื่นคอยบอกหรือสอนเรามาเสมอ เพราะชีวิตจริงคือการผจญภัย สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องทำก็คือ ทำความเข้าใจกับความไม่แน่นอนนั้น และเข้าใจธรรมชาติของตัวเองว่าตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างไร เพื่อค้นหาเส้นทางชีวิตที่เหมาะกับตัวเอง

 

2. คนปรับตัวเก่ง มีโอกาสสำเร็จกว่าคนเรียนเก่ง

 

ในฐานะนายจ้างที่มีโอกาสเลือกจ้างคนที่เป็นหัวกะทิมากมาย ดาลิโอ พบความจริงที่น่าสนใจว่า เด็กที่เรียนเก่งและจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดีเยี่ยม มักจะขาดความสามารถในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ และความมุ่งมั่นที่จะก้าวผ่านอุปสรรค เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย เนื่องจากคนกลุ่มนี้มักไม่เคยผ่านความยากลำบากมาก่อน ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยคนฉลาด คนขยัน หรือคนที่มีจริยธรรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ทั่วไป

 

ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกำหนดความสำเร็จกลับไม่ใช่ระดับสติปัญญา แต่คือ ‘ความสามารถในการปรับตัว’

 

คนที่เคยเผชิญอุปสรรค ต้องอยู่กับการแก้ปัญหา และลองผิดลองถูกอยู่เสมอ มักจะถูกฝึกให้มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่สามารถสอนกันได้ในห้องเรียน คนที่ชีวิตจะไปได้ไกลกว่า จึงเป็นคนที่สามารถรับมือและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ดีที่สุด

 

3. ความล้มเหลว สอนให้รู้จักความถ่อมตัว

 

เขายกตัวอย่างความล้มเหลวในปี 1982 ซึ่งเป็นบทเรียนความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่สอนให้เขารู้จักถ่อมตัว และไม่ยึดมั่นในความรู้ของตัวเองมากเกินไป

 

โดยในปีนั้นเขาคาดการณ์ผิดว่า โลกกำลังเข้าสู่วิกฤตหนี้ครั้งใหญ่ ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นพัง และเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากตอนนั้นสหรัฐฯ เผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อสูงมาก จนกดดันให้ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว เพื่อสกัดเงินเฟ้อ

 

ด้วยความยึดมั่นในแนวคิด ทำให้ดาลิโอจัดพอร์ตลงทุนในทิศทางที่เป็นลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งเป็นการทำนายที่ผิดคาด เพราะตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับตัวขึ้นอย่างรุนแรง หลัง Fed ผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทำให้ปี 1982 กลายเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดกระทิง (Bull Market) ที่ยาวนานเกือบ 18 ปี

 

การจัดพอร์ตที่ผิดพลาดดังกล่าว ทำให้กองทุน Bridgewater ขาดทุนหนักเกือบล้มละลาย ลูกค้ารายใหญ่ถอนเงินทุนออก จนเขาต้องขอยืมเงินพ่อ 4,000 ดอลลาร์ เพื่อประคองชีวิตและธุรกิจ

 

“ความล้มเหลวครั้งนั้น สอนให้ผมรู้จักความถ่อมตัว เพื่อบาลานซ์กับความเย่อหยิ่ง หลักการสำคัญที่ผมตกผลึกได้ก็คือ คุณไม่จำเป็นต้องกังวลกับความกังวล แต่เมื่อไรที่คุณไม่รู้สึกกังวล นั่นแหละคือช่วงเวลาที่คุณต้องเริ่มกังวล เพราะการที่คุณไม่กังวล แสดงว่าคุณอาจมองข้ามบางสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการจัดการ”

 

4. รู้วิธีรับมือกับ ‘สิ่งที่ไม่รู้’ คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด

 

ในโลกของการลงทุนและการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เขาจึงใช้ชีวิตในฐานะ ‘ผู้เล่นเกมตามความเป็นจริง’ ที่รู้ว่าตัวเองสามารถตัดสินใจผิดพลาดได้เสมอ

 

ดังนั้นการรู้วิธีรับมือกับสิ่งที่เราไม่รู้นั้น ทรงพลังยิ่งกว่าสิ่งที่เรารู้ ซึ่งกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการจัดการกับความไม่รู้ ก็คือการรู้จัก ‘กระจายความเสี่ยง’ อย่างชาญฉลาด หลีกเลี่ยงการเดิมพันแบบกระจุกตัว จะทำให้เราเดิมพันได้แบบไม่ต้องเสี่ยงสูญเสียผลตอบแทนไปทั้งหมด

 

5. ฝึกทำสมาธิ ช่วยรับมือวิกฤตได้ดีขึ้น

 

ดาลิโอกล่าวว่าเขาฝึกทำสมาธิแบบ Transcendental Meditation มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1969 การทำสมาธิช่วยให้เขาเข้าถึงจิตใต้สำนึกและเกิดความสงบในจิตใจ ทำให้เขามีสติสามารถเผชิญกับแรงกดดันหรือปัญหาที่พุ่งเข้ามา โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง ราวกับนินจาที่มองเห็นสถานการณ์รอบตัวช้าลงและจัดการกับเป้าหมายได้อย่างง่ายดาย

 

ภาพ: Nailotl / Shutterstock

The post Ray dalio เผย 5 บทเรียนชีวิต-การลงทุนที่คนรุ่นใหม่ต้องรู้ เมื่อคนเก่งหาได้ทั่วไป คนแบบไหนที่ชีวิตไปได้ไกลกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
K WEALTH เผยวิกฤตเงียบ ครอบครัวไทยเกิน 80% ไร้แผนสืบทอด ดันดีมานด์ Family Office โตต่อ https://thestandard.co/k-wealth-thai-family-wealth-transfer/ Wed, 15 Jul 2026 08:44:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1231092 ภาพประกอบการวางแผนสืบทอดมรดกและความมั่งคั่งของครอบครัว

K WEALTH เปิดอินไซต์ ครอบครัวไทยกว่า 80% ยังไม่มีแผน วา […]

The post K WEALTH เผยวิกฤตเงียบ ครอบครัวไทยเกิน 80% ไร้แผนสืบทอด ดันดีมานด์ Family Office โตต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการวางแผนสืบทอดมรดกและความมั่งคั่งของครอบครัว

K WEALTH เปิดอินไซต์ ครอบครัวไทยกว่า 80% ยังไม่มีแผน วางแผนสืบทอดธุรกิจครอบครัวที่ชัดเจน พบมีเพียง 18.2% ของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงเท่านั้นที่มีแผนการสืบทอดที่เป็นรูปธรรม ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ 26.9% พร้อมเผยคาดการณ์สินทรัพย์มูลค่า 90 ล้านล้านบาท ในเอเชียจะถูกส่งต่อภายในปี 2573 และดันความต้องการจัดตั้ง Family Office ในเอเชียพุ่งโตต่อ หลังจากขยายตัวเกือบ 200% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

 

 
 

รายงาน Preservation and Succession: Family Wealth Transfer 2021 คาดการณ์ตัวเลขเม็ดเงินมหาศาลที่จะเปลี่ยนมือล่วงหน้าภายในปี 2573 ไว้ดังนี้

 

  • ระดับโลก: สินทรัพย์มูลค่า 18.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 622 ล้านล้านบาท) กำลังถูกส่งต่อจากรุ่นผู้ก่อตั้ง (Baby Boomers & Silent Generation) สู่มือทายาทรุ่นถัดไป (Gen X, Millennials และ Gen Z)
  • ระดับภูมิภาค: เฉพาะในเอเชีย เม็ดเงินที่จะเปลี่ยนมือมีมูลค่าสูงถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 90 ล้านล้านบาท ซึ่งเกือบทั้งหมดขับเคลื่อนอยู่ในรูปแบบของธุรกิจครอบครัว

 

3 วิกฤตเงียบในโครงสร้างมรดกไทยและเอเชีย

 

พีระพัฒน์ เหรียญประยูร Managing Director, Family Wealth Solution Head – Estate Planning Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยอินไซต์จากการศึกษาร่วมกับ ลอมบาร์ด โอเดียร์ (Lombard Odier) พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านไพรเวทแบงก์กิ้งระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ พบสัญญาณเตือนภัยเชิงโครงสร้างผ่าน 3 ประเด็นท้าทายสำคัญ:

 

  • วิกฤตการขาดแผนสืบทอดที่เป็นรูปธรรม แม้ผลสำรวจพบว่ากลุ่ม HNWIs ในไทยสูงถึง 72.7% จะให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่งคั่งเป็นเป้าหมายหลัก แต่ในความเป็นจริงมีเพียง 18.2% เท่านั้นที่มีแผนการสืบทอดชัดเจน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ที่อยู่ที่ 26.9% และมีเกือบ 40% ที่ยอมรับว่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวโดยไม่มีการวางแผนใดๆ
  • ช่องว่างทางความคิดในการรับช่วงต่อ ซึ่งเกิดจากโมเดลการบริหารแบบรวมศูนย์ (Centralized Management) ของรุ่นผู้ก่อตั้ง ทำให้ทายาทรุ่นใหม่ (Next Gen) ราว 29% รู้สึกว่าตนเองมีบทบาทที่จำกัดในองค์กร และเลือกที่จะปฏิเสธการรับช่วงต่อเพื่อออกไปสร้างเส้นทางอาชีพใหม่ของตนเอง
  • มรดกเป็นเรื่องห้ามพูด โดยผลสำรวจพบว่ากว่า 29% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า วัฒนธรรมเอเชียยังคงมองเรื่องการแบ่งทรัพย์สินหรือการคุยเรื่องความตายเป็นสิ่งต้องห้าม (Taboo) การขาดการสื่อสารอย่างโปร่งใส (Lack of Communication) สูงถึง 28.8% จึงกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งภายในครอบครัวในระยะยาว

 

การแยก ‘ความเป็นเจ้าของ’ ออกจาก ‘การบริหาร’

 

จากความซับซ้อนของทั้งข้อกฎหมาย ภาษีมรดก และทัศนคติที่ต่างขั้วระหว่างรุ่น ส่งผลให้ภูมิทัศน์การบริหารสินทรัพย์ครอบครัวในเอเชียเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structural Change) ครั้งใหญ่

 

แนวโน้มที่เด่นชัดที่สุดในปัจจุบันคือ ครอบครัวยุคใหม่เลือกที่จะแยกบทบาทระหว่างความเป็นเจ้าของ (Ownership) ออกจากการบริหารจัดการ (Management) อย่างเด็ดขาด โดยยินยอมให้ทายาทกำหนดเส้นทางชีวิตตนเอง แล้วเปลี่ยนผ่านไปสู่การจ้างผู้บริหารมืออาชีพ (Professional Management) เข้ามาดูแลธุรกิจแทน กลยุทธ์นี้ส่งผลให้ความต้องการจัดตั้ง Family Office ในภูมิภาคเอเชียขยายตัวอย่างก้าวกระโดดเกือบ 200% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

 

K WEALTH ยกระดับ Estate Planning สากล 6 แกนหลัก

 

เพื่อตอบสนองต่อปรากฏการณ์ The Great Wealth Transfer เคแบงก์ ไพรเวท แบงกิ้ง (KBank Private Banking) ภายใต้กลยุทธ์ ‘Your Future-Ready Wealth’ จึงได้นำสถาปัตยกรรมการบริหารความมั่งคั่งของลอมบาร์ด โอเดียร์ ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 230 ปี และสืบทอดมรดกสำเร็จถึง 7 รุ่น มาผสานเข้ากับบริบทกฎหมายและภาษีของไทย ผ่าน 6 บริการหลักเชิงรุก ประกอบด้วย

 

  • Family Continuity Planning: จัดทำธรรมนูญครอบครัว (Family Constitution) วางกรอบกติกาความสัมพันธ์และนโยบายธุรกิจ
  • Asset Holding Structures: ออกแบบโครงสร้างการถือครองสินทรัพย์เพื่อบริหารความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพทางภาษีตามมาตรฐานสากล
  • Inheritance and Wealth Transfer: วางแผนเปลี่ยนผ่านและสืบทอดกิจการระหว่างรุ่นอย่างราบรื่นผ่านเครื่องมือการเงินและกฎหมาย
  • Financial Asset, Liability and Risk Management: ควบคุมความเสี่ยงรอบด้านทั้งในและต่างประเทศ
  • Philanthropy: วางกลไกการจัดการกิจกรรมสาธารณกุศลเพื่อส่งต่อเจตจำนงของตระกูลภายใต้แนวคิดความยั่งยืน
  • Family Office: จัดตั้งสำนักงานครอบครัวเพื่อบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ ธรรมนูญครอบครัว และการลงทุนอย่างเป็นระบบ

The post K WEALTH เผยวิกฤตเงียบ ครอบครัวไทยเกิน 80% ไร้แผนสืบทอด ดันดีมานด์ Family Office โตต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกยุคใหม่วิกฤติรอบด้าน ความมั่งคั่งวัดกันที่ใครอยู่รอดนานกว่า https://thestandard.co/new-era-wealth-survival/ Fri, 26 Jun 2026 14:14:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1223488 ภาพปกบทความหัวข้อ โลกยุคใหม่วิกฤติรอบด้าน ความมั่งคั่งวัดกันที่ใครอยู่รอดนานกว่า ไม่ใช่ตัวเงิน

ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ความเสี่ยงไม่ได้มาเป็นเรื่องๆ อีกต่ […]

The post โลกยุคใหม่วิกฤติรอบด้าน ความมั่งคั่งวัดกันที่ใครอยู่รอดนานกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความหัวข้อ โลกยุคใหม่วิกฤติรอบด้าน ความมั่งคั่งวัดกันที่ใครอยู่รอดนานกว่า ไม่ใช่ตัวเงิน

ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ความเสี่ยงไม่ได้มาเป็นเรื่องๆ อีกต่อไป แต่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน จนทำให้ thesis การลงทุนของหลายสินทรัพย์เปลี่ยนไปจากเดิม สินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่าเป็น ‘หลุมหลบภัย’ อย่างทองคำและพันธบัตรที่ช่วยลด draw down ให้กับพอร์ตการลงทุน วันนี้ราคากลับผันผวนแรง ทำให้กลยุทธ์การลงทุนที่เคยให้ผลลัพธ์ดีในอดีต อาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์ดีเท่าเดิมหรืออาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป

 

 
 

ท่ามกลางบริบทการลงทุนที่เปลี่ยนไป จากปัจจัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ยุคทองการลงทุนที่เราสามารถคาดหวังผลตอบแทนที่ดีที่สุด อาจจบไปแล้ว นิยามของความมั่งคั่งยุคใหม่ จึงไม่ได้วัดแค่ว่าใครมีเงินมากกว่า แต่คือใครสามารถรักษาความมั่งคั่ง และจัดพอร์ตให้อยู่รอดได้ในทุกวิกฤติ

 

THE STANDARD WEALTH สรุปการเสวนาในหัวข้อ Wealth beyond Return-The New Era of Prosperity ยุคสมัยใหม่แห่งความมั่งคั่งที่เป็นมากกว่าผลตอบแทน ในงานสัมมนาประจำปี TFPA Wealth Management Forum

 

The Undertainty EdgeitheNew Frontiers of Wealth พลิกวิกฤตสู่โอกาส กลยุทธ์ความมั่งคั่งในโลกผันผวน

 

กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และสมาชิกกิตติมศักดิ์สมาคมนักวางแผนการเงินไทย กล่าวว่า นิยามความเสี่ยงในโลกยุคใหม่ คือ สินทรัพย์มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น ข้อดีนักลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น แต่สินทรัพย์ที่เคยเป็นหลุมหลบภัยชั้นดีอย่างทองคำ ได้เปลี่ยนสถานะเป็นสินทรัพย์ที่ผันผวนสูง เพราะคนเข้ามาเก็งกำไรจำนวนมาก

 

นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เข้ามากระทบบรรยากาศการลงทุนอยู่ตลอด โดยเฉพาะบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำโลกที่ถูกลดทอนลง จึงใช้เงินดอลลาร์เป็นเครื่องมือต่อรอง และการเติบโตของจีนในฐานะมหาอำนาจใหม่ กลายเป็นความเสี่ยงและตัวแปรสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต้องกระจายความเสี่ยงการลงทุน

 

อย่างไรก็ตาม พื้นฐานสำคัญที่สุดในการลงทุนคือ ต้องรู้จักการบริหารความเสี่ยง ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานะชีวิตของแต่ละคน

 

ด้านณริดา มานะสมจิตร Director, Regional Wealth Management Solution ICHAM PTE LTD และเจ้าของเพจ Gee Money & More มองว่า นิยามความเสี่ยงในยุคใหม่สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีมั่งคั่งสูง คือ ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น (Unseen risks) เช่น ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบซัพพลายเชน น้ำมัน ดอกเบี้ย และเงินเฟ้อ รวมถึง ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ (Regulatory risk) เช่น กฎหมายภาษีที่อัปเดตใหม่ นโยบายควบคุมเงินทุนหรือข้อบังคับด้านความโปร่งใสทางการเงินต่างๆ เช่น KYC, CRS รวมถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงที่มักลงทุนในที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์มากเกินไป เมื่อเกิดวิกฤติจึงไม่สามารถเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นกระแสเงินสดได้ทันท่วงที ทำให้ขาดสภาพคล่อง จนต้องขายสินทรัพย์ในราคาขาดทุน เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนธุรกิจ ในทุกวิกฤติคนที่มีสภาพคล่อง คือคนที่มีอำนาจตัดสินใจ และสามารถอดทนผ่านวิกฤติได้นานกว่า

 

ทั้งนี้ กรณ์ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันการถือครองที่ดินมีภาษีที่ดิน ทำให้การถือครองที่ดินที่เคยไม่มีค่าใช้จ่าย กลายมาเป็นต้นทุนและภาระที่ส่งผลต่อผลตอบแทน ประกอบโครงสร้างประชากรไทยที่อัตราการเกิดต่ำ ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จึงไม่น่าดึงดูดต่อไป เพราะไม่มีกำลังซื้อจากคนรุ่นใหม่มารองรับ ในขณะที่กฎหมายไทยก็ยังไม่ปลดล็อกให้ต่างชาติเข้ามาซื้อที่ดินได้หรือเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้

 

หุ้น AI ยังน่าลงทุนอยู่ไหม หรือไฮป์เกินไปแล้ว

 

กรณ์ มองว่า การลงทุนในหุ้น AI เป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส เนื่องจากตลาดมีการแข่งขันสูงมากในกลุ่มผู้ให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ซึ่งหากอ้างอิงจากบทเรียนในอดีตอย่างยุคอินเทอร์เน็ต สุดท้ายแล้วตลาดมักจะเหลือผู้ชนะที่ผูกขาดเพียงไม่กี่ราย อย่างไรก็ตามการคาดเดาว่าใครจะเป็นผู้ชนะเป็นเรื่องยาก ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทต่างๆ ก็ลงทุนมหาศาลใน AI แต่ยังกินส่วนแบ่งการตลาดได้ไม่คุ้มค่า หากจะลงทุนต้องประเมินความเสี่ยงเรื่อง Valuation

 

ด้านณริดา เห็นตรงกันว่า ยังมีหุ้น AI ในพอร์ตได้ แต่ต้องพิจารณา Valuation ว่าเหมาะสมกับเป้าหมายและกลยุทธ์การลงทุนไหม แม้หุ้น AI จะปรับตัวขึ้นแรงมากในช่วงที่ผ่านมา แต่นักลงทุนสถาบันก็ยังคงถือครองอยู่ เพราะมองว่า AI จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรให้น้ำหนักการลงทุน AI อย่างระมัดระวัง สำหรับพอร์ตเชิงรุกก็ไม่ควรมีหุ้นเกิน 40% และอาจใช้วิธีขายทำกำไรบางส่วนไป เพื่อนำไปลงทุนหุ้นกลุ่มอื่นที่ได้ประโยชน์ทางอ้อมจาก AI แทน เช่น กลุ่มพลังงานหรือเฮลธ์แคร์ เพื่อป้องกันความเสี่ยง

 

ความมั่งคั่งในยุคใหม่ หน้าตาเป็นอย่างไร

 

กรณ์ กล่าวว่า แต่ละคนมีความคาดหวังในชีวิตที่แตกต่างกัน แต่นิยามความมั่งคั่งที่แท้จริงสำหรับเขาคือ ‘ความสบายใจ’ และการไม่มีความกังวลเรื่องเงิน ต่อให้ผลตอบแทนการลงทุนบางส่วนจะขาดทุนหนัก แต่จะต้องไม่กระทบต่อวิถีชีวิตด้านอื่น หัวใจสำคัญคือ การนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ในการบริหารความเสี่ยงการลงทุน (Risk Management) ให้มีความพอดีและสอดคล้องกับความคาดหวังของตนเอง

 

ด้านณริดา มองว่า ความมั่งคั่งที่ให้มากกว่าผลตอบแทน คือ เงินต้องมีหน้าที่ใน 4 ด้าน ประกอบด้วย

  1. เงินปลอดภัย ไม่ได้หมายความว่าต้องหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด แต่ต้องรับรู้ความเสี่ยงที่น่าจะเกิดขึ้นล่วงหน้า และ ประเมินกรณีที่เลวร้ายที่สุด เพื่อวางแผนรับมือ
  2. เงินต้องเติบโต ชนะเงินเฟ้อ และ ค่าครองชีพ เพื่อไม่ให้เงินเสื่อมค่าไปตามเวลา
  3. มีระบบจัดการเงินที่ดี ถ้ารวยแต่ไม่มีระบบ ก็ไม่สามารถรักษา และ ส่งต่อความมั่งคั่ง
  4. มีสภาพคล่อง (Liquidity) เพราะสภาพคล่องสำคัญที่สุด หากเกิดวิกฤติแต่ไม่สามารถดึงเงินออกไปใช้ได้ ก็ไม่มีความหมาย

 

เครื่องมือสร้างความมั่งคั่งที่เหนือกว่า ‘ผลตอบแทน’

 

กรณ์ มองว่า เครื่องมือที่สำคัญที่สุดคือ ‘วินัย’ โดยอาจให้มืออาชีพช่วยดูแลพอร์ตหลักเพื่อลดใช้อารมณ์ตัดสินใจ และ หากต้องการลงทุนเก็งกำไรตามความชอบส่วนตัว ก็ควรแยกพอร์ตต่างหากไปเลย เพื่อป้องกันพอร์ตหลักเสียหาย สำหรับการส่งต่อมรดก ควรเริ่มจากการพูดคุยทำความเข้าใจกันในหมู่พี่น้องและพ่อแม่โดยตรง (ไม่ควรมีบุคคลภายนอกอย่างสะใภ้เข้ามาเกี่ยวในตอนแรก) เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง และตกลงกันด้วยความเข้าใจ

 

ด้านณริดา เสริมว่า นอกจากวินัย คนทั่วไปต้องมองให้ไกลไปกว่า การหาโปรดักต์การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง เพราะในกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งสูงให้ความสำคัญกับเครื่องมือปิดความเสี่ยงอย่างประกัน มากกว่าเครื่องมือที่ให้ผลตอบแทนสูง สำหรับครอบครัวใหญ่ควรทำทรัสต์เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินจาก ‘เจ้าของเดิม’ ไปให้ ‘ผู้ดูแลทรัสต์ (Trustee)’ ปกป้องสินทรัพย์จากความเสี่ยงทางธุรกิจ ป้องกันการถูกยึดทรัพย์จากเจ้าหนี้

 

รวมถึงสร้างความต่อเนื่องในการส่งต่อมรดก ส่วนข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งสูง คือ คนกลุ่มนี้มักยึดติดกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่ตัวเองคุ้นเคย ทำให้การลงทุนกระจุกตัว เช่น

 

3 วิธีไปสู่ความมั่งคั่ง

 

กรณ์ มองว่า พฤติกรรมการลงทุนที่จะเป็นบันไดพาตัวเองไปสู่ความมั่งคั่งประกอบด้วย

 

  • ลดอีโก้ เปิดใจรับฟังและให้ผู้เชี่ยวชาญ/มืออาชีพเข้ามาช่วยดูแล
  • มีวินัย ควบคุมสติและอารมณ์ไม่ให้หวั่นไหวไปตามความโลภ (FOMO)
  • ความสบายใจ เลือกลงทุนในรูปแบบที่ตอบโจทย์ความสุขและไม่สร้างความกังวลใจให้กับตัวเอง

 

ด้านณริดา มองคล้ายกันว่า วินัยคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้คนธรรมดามีโอกาสมั่งคั่งขึ้นได้ ทั้งในแง่ของการออมและการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับบริหารเงินให้รอด หลีกเลี่ยงการเสี่ยงเกินตัวจนเสียเงินต้น คาดหวังผลตอบแทนที่สมเหตุสมผล หากพอร์ตแตกจนต้องเริ่มลงทุนใหม่ จะทำให้เสียโอกาสในการสะสมผลตอบแทนแบบทบต้น และจัดพอร์ตและกระจายความเสี่ยง ไม่ทุ่มเงินไปกับสินทรัพย์เดียว เพื่อลดความผันผวนและปกป้องพอร์ตในระยะยาว เพื่อทำให้อยู่ในตลาดให้นานพอ

The post โลกยุคใหม่วิกฤติรอบด้าน ความมั่งคั่งวัดกันที่ใครอยู่รอดนานกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดยุคขายประกันแบบเดี่ยว InsureX พลิกโฉมสู่ที่ปรึกษาประกัน วางแผนชีวิตแบบองค์รวม เจาะกลุ่มลูกค้ากลาง-บน ตั้งเป้าเบี้ยแตะหมื่นล้าน https://thestandard.co/insurex-holistic-insurance-advisory-target/ Mon, 08 Jun 2026 13:59:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1216028 ณภัชชา พงศ์วัฒนกิจกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร InsureX แถลงข่าวกลยุทธ์ใหม่

วันนี้ (8 มิ.ย. 2569) บริษัท อินชัวร์ เอกซ์ จำกัด (Insu […]

The post หมดยุคขายประกันแบบเดี่ยว InsureX พลิกโฉมสู่ที่ปรึกษาประกัน วางแผนชีวิตแบบองค์รวม เจาะกลุ่มลูกค้ากลาง-บน ตั้งเป้าเบี้ยแตะหมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณภัชชา พงศ์วัฒนกิจกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร InsureX แถลงข่าวกลยุทธ์ใหม่

วันนี้ (8 มิ.ย. 2569) บริษัท อินชัวร์ เอกซ์ จำกัด (InsureX) พลิกโฉมธุรกิจนายหน้าประกันสู่ที่ปรึกษาด้านประกัน ช่วยลูกค้าวางแผนชีวิต บริหารความเสี่ยงแบบองค์รวม เน้นกลยุทธ์ Omni-Channel เชื่อมโยง 3 ช่องทางขาย ปั้นตัวแทนระดับ MDRT เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน ตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันเติบโตแตะ 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2030

 

หลังประกาศรีแบรนด์จาก SCB Protect สู่ InsureX ธุรกิจนายหน้าประกันภายใต้กลุ่มธุรกิจทางการเงิน SCBX และมีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้น 100%

 

ล่าสุด ณภัชชา พงศ์วัฒนกิจกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินชัวร์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนไทยไม่ได้มีความกังวลเรื่องรายได้เพียงอย่างเดียว ท่ามกลางความไม่แน่นอนในทุกมิติด้านสุขภาพ การเงิน และรูปแบบการใช้ชีวิต ผู้บริโภคยุคใหม่ จึงคาดหวังความคุ้มครองที่ออกแบบเฉพาะบุคคล และตอบโจทย์ทุกมิติความต้องการของชีวิต ดังนั้นอนาคตของธุรกิจประกัน จึงไม่ใช่การขายประกันแบบแยกเดี่ยวแต่ละกรมธรรม์ แต่คือการออกแบบความคุ้มครองแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของลูกค้า

 

ประกอบกับปัจจุบันอุตสาหกรรมประกันกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น InsureX จึงยกระดับบทบาทของทีมขายสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านประกัน (Holistic Protection Advisory) โดยมีแผนขยายจำนวนที่ปรึกษาด้านประกันจากปัจจุบัน 550 คน เป็น 5,000 คนภายในปี 2030 พร้อมเพิ่มจำนวนที่ปรึกษาด้านประกันระดับ MDRT และ TOT

 

จากปัจจุบัน 22 คน เป็น 200 คน เพื่อยกระดับคุณภาพการให้คำแนะนำและสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน

 

สำหรับเป้าหมายการเติบโตในช่วง 5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันรวม จะเติบโตสู่ระดับ 10,000 ล้านบาท พร้อมฐานลูกค้า 1 ล้านคน ภายในปี 2030 โดยมีเบี้ยประกันเฉลี่ยอยู่ที่ 40,000 บาทต่อคน และ 100,000 บาทต่อครอบครัว จากช่องทางนายหน้าประกันที่จะเติบโตและกลายเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลัก

 

ปัจจุบัน InsureX มีฐานลูกค้าสะสมที่ให้บริการแล้วกว่า 600,000 ราย และมีเบี้ยประกันรวม (ประกันชีวิตและประกันวินาศภัย) กว่า 4,300 ล้านบาท โดยเบี้ยประกันชีวิต และประกันวินาศภัย มีการเติบโตที่ใกล้เคียงกัน หากแยกตามช่องทางการขาย Telesales เป็นช่องทางที่มีการเติบโตมากที่สุด เป็นจุดแข็งของบริษัทตั้งแต่ช่วงโควิด -19 เนื่องจากเน้นขายประกันที่มีเงื่อนไขเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน โดยสัดส่วนลูกค้ามาจากธนาคารประมาณ 70% และลูกค้าภายนอก 30% ในขณะที่ช่องทางนายหน้าประกันชีวิต มาจากการหาลูกค้าด้วยตัวเองเป็นหลัก

 

สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมประกันในระยะข้างหน้า ณภัชชา มองว่า ในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางวิกฤติและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ประกันยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ยิ่งมีความไม่แน่นอนมากเท่าไร ความต้องการซื้อประกันยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เช่น ช่วงโควิด-19 เนื่องจากประกันเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ช่วยปิดช่องว่างของความไม่แน่นอนและสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตลูกค้า

 

ประกอบกับปัจจุบัน ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ คนไทยจึงมีแนวโน้มอายุยืนขึ้น ซึ่งตามมาด้วยความกังวลเรื่องภาระค่ารักษาพยาบาล ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 InsureX จึงเตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และเป็นเงินทุนไว้สำหรับใช้ชีวิตยามสูงวัย โดยเฉพาะประกันชีวิตที่ครอบคลุมด้านสุขภาพและโรคร้ายแรง รวมถึงประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์และประกันเพื่อวางแผนเกษียณ

The post หมดยุคขายประกันแบบเดี่ยว InsureX พลิกโฉมสู่ที่ปรึกษาประกัน วางแผนชีวิตแบบองค์รวม เจาะกลุ่มลูกค้ากลาง-บน ตั้งเป้าเบี้ยแตะหมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
KTC เผย ไทยเข้าสู่ยุค ‘Speed Economy’ คนใช้เวลาตัดสินใจสั้นลง https://thestandard.co/ktc-thailand-speed-economy-spending/ Wed, 20 May 2026 09:19:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1209303 ภาพประกอบบัตรเครดิต KTC และสัญลักษณ์การใช้จ่ายออนไลน์ สื่อถึงยุค Speed Economy

เศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ ‘ยุคความเร็ว’ หรือ Speed […]

The post KTC เผย ไทยเข้าสู่ยุค ‘Speed Economy’ คนใช้เวลาตัดสินใจสั้นลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบบัตรเครดิต KTC และสัญลักษณ์การใช้จ่ายออนไลน์ สื่อถึงยุค Speed Economy

เศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ ‘ยุคความเร็ว’ หรือ Speed Economy กระตุ้นให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนจาก Customer journey สั้นลง จาก ‘ค้นหา-เปรียบเทียบ’ ไปสู่ ‘ดู-เชื่อ-ซื้อ’ ในเวลาไม่กี่วินาที ‘ความเชื่อมั่น’ กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากที่สุดของเศรษฐกิจดิจิทัล และผู้ชนะในเศรษฐกิจแห่งความเร็ว อาจไม่ใช่คนที่เร็วที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจผู้บริโภค และสร้างความเชื่อมั่นได้ดีที่สุด

 

ณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต KTC กล่าวว่า ข้อมูลสมาชิกเคทีซีสะท้อนชัดว่า คนไทยมีพฤติกรรมในการซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่ แพลตฟอร์ม โดยมูลค่าการใช้จ่ายต่อครั้งน้อยลง แต่ ‘ซื้อบ่อยขึ้น’ เน้น Micro spending หรือการใช้จ่ายย่อยระหว่างวัน

 

สะท้อนจากจำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่ที่เติบโตเฉลี่ย 25% โดยไม่ได้จำกัดแค่การซื้อของออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่คนไทยกำลังใช้ชีวิตผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือ บริการฟู้ดเดลิเวอรี เช่น Grab, LINE MAN

 

KTC จึงร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างๆ สร้างแคมเปญที่ตอบสนองการใช้จ่ายของลูกค้า โดยเน้นความครอบคลุมและคุ้มค่า เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในยุคที่ผู้บริโภคใช้จ่ายเร็วขึ้น ระยะเวลาในการตัดสินใจสั้นลง ธุรกิจบัตรเครดิตจะอยู่รอดได้ ต้องรู้จักบริหารให้ลูกค้าใช้จ่ายได้สะดวกที่สุด สร้างระบบที่ช่วยลดความซับซ้อนในการตัดสินใจ ย่อยข้อมูลสิทธิประโยชน์ให้เข้าใจง่าย เปรียบเทียบให้ลูกค้าเห็นความคุ้มค่า โดยสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย แนะนำว่าใช้จ่ายอย่างไรถึงจะคุ้มค่าที่สุด ควบคู่ไปกับการให้ความรู้การจัดการเงิน ป้องกันไม่ให้ลูกค้าใช้จ่ายเกินตัว

 

ทั้งนี้ ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มียอดใช้จ่ายออนไลน์ผ่านบัตรเครดิตเฉพาะหมวดอีคอมเมิร์ซ เพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้ง (Ticket Size) อยู่ที่ 800-1,000 บาท โดยยอดใช้จ่ายที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ขับเคลื่อนโดยระบบ Loyalty Program และคูปองส่วนลดภายในของแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะช่วงแคมเปญส่งเสริมการขายวันเลขเบิ้ล (Double Day) ที่จะมีการใช้จ่ายมากเป็นพิเศษ

 

ปัจจุบันยอดใช้จ่ายออนไลน์มีสัดส่วนที่ประมาณ 40%-45% และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ สำหรับปี 2569 ตั้งเป้าหมายมียอดใช้จ่ายเติบโต 18%

 

อย่างไรก็ตาม ในยุคที่ทุกอย่างแข่งขันกันด้วยความเร็ว ในฐานะสถาบันการเงิน

 

KTC มองว่าความปลอดภัยในการใช้จ่ายถือเป็นเรื่องสำคัญ นอกเหนือจากความสะดวก ความคุ้มค่า บริษัทให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของลูกค้ามาเป็นอันดับแรก

 

ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยี ยกระดับความปลอดภัย Fraud monitoring ผู้ใช้งานบัตรเครดิตอย่างต่อเนื่อง เช่น บริการ OTP รหัสครั้งเดียว เพื่อยืนยันธุรกรรมใช้จ่ายออนไลน์ของลูกค้า, บัตรเครดิตแบบใส ‘KTC DIGITAL’ ที่ไม่มีหมายเลขบัตรหรือแถบแม่เหล็ก ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยเมื่อรูดใช้จ่ายที่หน้าร้าน และการควบคุมการใช้จ่ายออนไลน์ด้วยตัวเองผ่านแอป KTC Mobile ทั้งนี้ในอนาคตจะมีการนำระบบ Biometrics มาใช้ในการยืนยันตัวตนผู้ทำธุรกรรม

 

ด้านกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ให้มุมมองว่า ในยุคของ ‘Speed Economy’ ที่ความเร็วไม่ได้หมายถึงแค่การจัดส่งสินค้า แต่หมายถึง ‘ความเร็วในการตัดสินใจ ความเร็วในการเข้าถึงผู้บริโภค และความเร็วในการปรับตัวของธุรกิจ อีคอมเมิร์ซจึงไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการขายอีกต่อไป แต่กลายเป็น Economic Ecosystem ที่เชื่อมโยงผู้บริโภค ผู้ประกอบการ SME ครีเอเตอร์ / KOL แพลตฟอร์ม โลจิสติกส์ และภาคบริการดิจิทัลเข้าด้วยกันทั้งระบบ

 

ข้อมูลจาก Priceza ระบุว่า ตลาด E-Commerce ไทยในปี 2026 จะมีมูลค่ากว่า 1.6 ล้านล้านบาท และ ยังเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยราว 10–20% ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจดิจิทัลยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ส่วนในระดับสากล United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (UNESCAP) มองว่า Asia-Pacific เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดด้าน E-Commerce/Digital Trade และ Cross-border E-Commerce โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

 

สอดคล้องกับแนวคิดของสุวิตา จรัญวงศ์ อุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพ สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย และ CEO บริษัท เทลสกอร์ จำกัด

 

ที่มองว่า ปัจจุบัน Creator Economy กำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับ ‘การมองเห็น’ เพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับ ‘ความน่าเชื่อถือ’ และความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคมากขึ้น ครีเอเตอร์จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างคอนเทนต์ แต่มีบทบาทในการเชื่อมโยงข้อมูล ประสบการณ์ และความไว้วางใจกับการตัดสินใจของผู้บริโภคในโลกดิจิทัล

 

สะท้อนจากการเติบโตของไมโครครีเอเตอร์ที่มีฐานผู้ติดตามเฉพาะกลุ่ม แม้อาจมี Reach ไม่สูงเท่าครีเอเตอร์ขนาดใหญ่ แต่ในหลายกรณีกลับสามารถสร้าง Engagement ที่ใกล้ชิดและต่อเนื่องได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่ม Beauty, Food, Gadget และ Personal Finance

The post KTC เผย ไทยเข้าสู่ยุค ‘Speed Economy’ คนใช้เวลาตัดสินใจสั้นลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มนุษย์เงินเดือน 82% มีเงินไม่พอใช้หลังเกษียณ ttb เปิดตัวประกันสะสมทรัพย์ เงินต้นไม่หาย จ่ายเบี้ย 5 ปี คุ้มครองชีวิตนาน 15 ปี เพิ่มโอกาสทำกำไรทั้งตลาดขาขึ้น-ขาลง https://thestandard.co/ttb-savings-insurance-retirement/ Wed, 29 Apr 2026 04:46:43 +0000 https://thestandard.co/ttb-savings-insurance-retirement/ ภาพประกอบประกันสะสมทรัพย์ ttb สำหรับวัยทำงาน วางแผนเกษียณ

วันนี้ (28 เมษายน 2569) กนกวรรณ เพชรพิสิฐโชติ ประธานกลุ […]

The post มนุษย์เงินเดือน 82% มีเงินไม่พอใช้หลังเกษียณ ttb เปิดตัวประกันสะสมทรัพย์ เงินต้นไม่หาย จ่ายเบี้ย 5 ปี คุ้มครองชีวิตนาน 15 ปี เพิ่มโอกาสทำกำไรทั้งตลาดขาขึ้น-ขาลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบประกันสะสมทรัพย์ ttb สำหรับวัยทำงาน วางแผนเกษียณ

วันนี้ (28 เมษายน 2569) กนกวรรณ เพชรพิสิฐโชติ ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ ธุรกรรมธนาคาร และความมั่งคั่งทางการเงิน ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยว่า ปัจจุบัน 82% ของมนุษย์เงินเดือน มีเงินไม่พอใช้หลังเกษียณ เพราะรายได้จำกัด โตไม่ทันค่าใช้จ่ายที่ปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะคนวัยนี้จะเริ่มมีเงินเก็บ อยากนำไปต่อยอดสร้างความมั่งคั่ง แต่มี pain point คือไม่กล้าลงทุนเอง เพราะกลัวสูญเสียเงินต้น เนื่องจากไม่มีความรู้มากพอ และไม่มีเวลาติดตามข้อมูลข่าวสาร อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการลดหย่อนภาษี

 

แม้หลายคนจะอยากลงทุน แต่มีคนไทยเพียง 0.9% เท่านั้น ที่เข้าถึงเครื่องมือการลงทุน ประกันสะสมทรัพย์ที่มีอยู่ในตลาดทั่วไป แม้จะสามารถลดหย่อนภาษีได้ แต่กลับให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ย 1-2% ต่อปีเท่านั้น

 

TTB จึงตั้งโจทย์จากความกังวลของมนุษย์เงินเดือน และข้อจำกัด ของประกันสะสมทรัพย์ในปัจจุบันว่าจะมีโซลูชั่นไหนที่ประกันสะสมทรัพย์จะสามารถให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และสร้างความมั่งคั่งไปพร้อมกันได้ จึงร่วมมือกับพาร์ตเนอร์บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดตัว “ประกันชีวิต ทีทีบี ยูเอส มัลติ-แอสเซต อินเด็กซ์ พรินซิเพิล โพรเทค 15/5” นวัตกรรมการเงินที่ผสานความคุ้มครองชีวิตเข้ากับ โอกาสการรับผลตอบแทนสูงจากการลงทุน โดยจ่ายเบี้ย 5 ปี แต่รับความคุ้มครองยาวถึง 15 ปี ด้วยเบี้ยเริ่มต้น 50,000 บาท

 

ด้านชวมนต์ วินิจตรงจิตร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้ากลุ่มลูกค้าธนบดีธนกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์มนุษย์เงินเดือน 3 เรื่อง ได้แก่

 

  • เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนสูง ในตลาดที่มีความแข็งแกร่งอย่างสหรัฐฯ โดยผลตอบแทนทวีคูณสูงถึง 260% อ้างอิงผลดำเนินงานดัชนีระดับโลกอย่าง Citi QuantCube Multi-Asset
  • ผลิตภัณฑ์นี้เชื่อมต่อการลงทุนในตลาดสหรัฐฯ ผ่านดัชนีหลายสินทรัพย์ (Multi-Asset) ใช้ AI คาดการณ์เศรษฐกิจล่วงหน้าได้แม่นยำ จากข้อมูลทางเลือกที่หลากหลาย และ real-time สามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ทันท่วงที คว้าโอกาสทำกำไรในช่วงตลาดขาขึ้นและขาลง ทำให้วัยทำงานที่มีเวลาน้อยไม่ต้องคอยติดตามสภาวะตลาดด้วยตนเองตลอด
  • คุ้มครองเงินต้นไม่ต้องกลัวขาดทุน คุ้มครองเงินต้น 100% เมื่อถือจนครบตามเงื่อนไขกรมธรรม์
  • สิทธิลดหย่อนภาษี สูงสุดถึง 100,000 บาท อาศัยโครงสร้างของการเป็นประกันชีวิต ทำให้ผู้ซื้อสามารถนำไปลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้ ตอบโจทย์เป้าหมายหลักของมนุษย์เงินเดือน

 

ทั้งนี้ หลังเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในเดือนกุมภาพันธ์ ปัจจุบันมียอดขายทะลุ 2,000 ล้านบาทใน 2 เดือน สำหรับปี 2569 ตั้งเป้าหมายมียอดขายเติบโตขึ้น 8,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4 เท่าจากยอดขาย ปัจจุบัน TTB มีฐานลูกค้าประกันรวมทุกแบบจำนวน 400,000 คน โดยลูกค้าส่วนใหญ่ 80% เป็นกลุ่มพนักงานประจำหรือมนุษย์เงินเดือน

 

AI ดิสรัปต์มนุษย์เงินเดือน ประกันกระทบแค่ไหน

 

กนกวรรณ ให้มุมมองว่า การเข้ามาดิสรัปต์ตลาดแรงงานของเทคโนโลยี AI พนักงานออฟฟิศซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของ TTB ได้รับผลกระทบน้อยกว่ากลุ่มแรงงานทั่วไป เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มีความมั่นคง สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ และเป็นกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวสูง จึงพยายามพัฒนาทักษะ (Upskill) ตนเองอยู่เสมอ ในทางกลับกันการเกิดขึ้นของ AI ช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานของคนกลุ่มนี้

 

ทั้งนี้ อัตราการจ่ายเบี้ยประกันของลูกค้ากลุ่มนี้ยังคงแข็งแกร่ง โดยมีจ่ายเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ใกล้เคียงเดิมและมีแนวโน้มปรับดีขึ้น เนื่องจากฐานลูกค้าของ TTB ทำงานกระจายอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะผันผวน หรือเปลี่ยนแปลงแค่ไหน ประกันยังคงเป็น ‘เครื่องมือวางแผนการเงิน’ ที่ช่วยลดภาระภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน

The post มนุษย์เงินเดือน 82% มีเงินไม่พอใช้หลังเกษียณ ttb เปิดตัวประกันสะสมทรัพย์ เงินต้นไม่หาย จ่ายเบี้ย 5 ปี คุ้มครองชีวิตนาน 15 ปี เพิ่มโอกาสทำกำไรทั้งตลาดขาขึ้น-ขาลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องความมั่งคั่งมหาเศรษฐีโลก เปลี่ยนแปลงอย่างไรจากต้นปี 2026 https://thestandard.co/global-billionaires-wealth-2026-change/ Tue, 28 Apr 2026 02:05:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1201756 ภาพปกประกอบด้วย Larry Page, Elon Musk และ Jeff Bezos แสดงถึงมหาเศรษฐีระดับโลกในปี 2026

ปี 2026 นับว่าเป็นปีที่มีความเปลี่ยนแปลงทั่วโลกใหญ่ๆ เก […]

The post ส่องความมั่งคั่งมหาเศรษฐีโลก เปลี่ยนแปลงอย่างไรจากต้นปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกประกอบด้วย Larry Page, Elon Musk และ Jeff Bezos แสดงถึงมหาเศรษฐีระดับโลกในปี 2026

ปี 2026 นับว่าเป็นปีที่มีความเปลี่ยนแปลงทั่วโลกใหญ่ๆ เกิดขึ้นหลายอย่างทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามอิหร่านกับสหรัฐฯ จนนำไปสู่วิกฤตพลังงานบนราคาน้ำมันพุ่งสูงทั่วโลก ไปพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคกระทบต่อความมั่งคั่งของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งบรรดามหาเศรษฐีทั่วโลก

 

THE STANDARD WEALTH อยากชวนไปอัปเดตความมั่งคั่งของบรรดามหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุด 10 อันดับแรกของโลกว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นที่เกิดขึ้นตลอด 4 เดือนแรกของปีนี้

 

โดยภาพรวม Elon Musk ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Tesla, SpaceX และอีกหลายบริษัทในเครือ ยังคงครองตำแหน่งมหาเศรษฐีที่มีความมั่งคั่งมากที่สุดในโลกอยู่ ด้วยสินทรัพย์สุทธิราว 25.5 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้นราว 11.8% จากต้นปี เช่นเดียวกับ Larry Page ผู้ร่วมก่อตั้ง Alphabet (Google) และ Jeff Bezos ผู้ร่วมก่อตั้ง Amazon ที่ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีที่มีความมั่งคั่งมากเป็นอันดับ 2 และ 3 ของโลกตามลำดับ ในขณะที่มหาเศรษฐีอีก 7 ลำดับที่เหลือ ก็มีการเปลี่ยนแปลงกันตามมูลค่าบริษัทที่ถือครองในมือ

 

ภาพปกประกอบด้วย Larry Page, Elon Musk และ Jeff Bezos แสดงถึงมหาเศรษฐีระดับโลกในปี 2026 1

 

อ้างอิง:

 

The post ส่องความมั่งคั่งมหาเศรษฐีโลก เปลี่ยนแปลงอย่างไรจากต้นปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ttb เผยยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตโต 15% เหนือตลาด แม้เศรษฐกิจซึม คนไทยยังกินข้าวนอกบ้านฉ่ำ แต่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น https://thestandard.co/ttb-credit-card-spending-grows/ Fri, 27 Mar 2026 10:36:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1192072 ภาพผู้ใช้บัตรเครดิตชำระค่าอาหารในร้าน

ttb เผยยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตโตกระฉูด 15% สูงกว่าตลาด 15 […]

The post ttb เผยยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตโต 15% เหนือตลาด แม้เศรษฐกิจซึม คนไทยยังกินข้าวนอกบ้านฉ่ำ แต่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้ใช้บัตรเครดิตชำระค่าอาหารในร้าน

ttb เผยยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตโตกระฉูด 15% สูงกว่าตลาด 15 เท่า! แม้เผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ชี้กลุ่ม Wealth ยังมีกำลังซื้อสูง ขณะที่กลุ่ม Mass เน้นกินข้าวนอกบ้านที่คุ้มราคา เตรียมรุกหนักปี 69 มุ่งเป้าติด Top 4 ผู้นำตลาดภายใน 3 ปี

 

อรพิม ขาวสอาด รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้า Retail Customer Segment and Marketing ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ttb เปิดเผยถึงแนวโน้มการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ท่ามกลางผลกระทบ Oil shock จากสงครามอิหร่าน ว่า ตั้งแต่โควิดที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจไม่ดีแต่ธนาคารพบว่าคนที่รวยก็ยังรวยอยู่ ไม่ได้รับผลกระทบมาก ในขณะที่คนระดับล่างค่อนข้างลำบาก ดังนั้นคนที่อยู่ในระดับมั่งคั่งไม่ว่าอย่างไรก็ยังมีกำลังซื้อ

 

ทำให้ปี 2569 ttb หันมารุกทำตลาดกับลูกค้า กลุ่ม wealth มากขึ้น ผ่านการนำเสนอ โปรโมชันที่ตอบโจทย์การใช้จ่ายในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่บัตรเครดิต สินเชื่อ ประกัน และการลงทุน รวมถึงรุกหาพาร์ตเนอร์โรงเรียนอินเตอร์ เพื่อเจาะกลุ่มผู้ปกครอง โดยล่าสุดได้เป็นพาร์ตเนอร์ร่วมกับ King’s College International School Bangkok มอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต ttb reserve เมื่อชำระค่าการศึกษา

 

สำหรับกลุ่มลูกค้า Middle income เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการใช้จ่ายมากกว่ากลุ่มอื่น ต้องเฝ้าระวัง ไม่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเกินตัว เพราะสุดท้ายจะกลับมาเป็นหนี้เสียที่ธนาคาร ทั้งนี้ที่ผ่านมามีการวางเกมการตลาด บริหารพอร์ตลูกค้า นำเสนอโปรโมชันที่เหมาะกับกำลังซื้อของลูกค้า เน้นความคุ้มค่า โดยร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในหมวดการใช้จ่ายชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องใช้จ่ายอยู่

 

ยอดใช้จ่ายโต 15% คนไทยยังทานอาหารนอกบ้าน แม้เศรษฐกิจซึม

 

ภาพรวมการเติบโตของธุรกิจบัตรเครดิต ttb โดยในปี 2568 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโตมากกว่า 15% เมื่อเทียบเป็นรายปี สูงกว่าการเติบโตของตลาดที่อยู่ที่ระดับ 1% และในไตรมาสที่ 4/2568 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโตสูงถึง 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยอดใช้จ่ายเติบโตขึ้นทุกๆ segment โดยลูกค้ากลุ่ม Wealth เติบโต 35%, Mass Affluent เติบโต 28% และ Middle income เติบโต 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

เมื่อเจาะประเภทหมวดการใช้จ่ายพบว่า หมวดใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเติบโต 13% โดยเฉพาะการใช้จ่ายผ่านร้านอาหารที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าคนไทย ให้ความสำคัญกับการทานอาหารนอกบ้าน อย่างไรก็ตามด้วยภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ลูกค้าได้ลดระดับการทานอาหารในร้านอาหารที่แพง มาเลือกร้านที่ให้ความคุ้มค่ามากขึ้น

 

ด้านหมวดการท่องเที่ยวและต่างประเทศเติบโต 15% และหมวดประกัน สุขภาพ และความงามเติบโตแรงสุดที่ 20% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากลูกค้ากลุ่ม Wealth และ Mass Affluent ที่หันมาทำประกันเพิ่มเพื่อป้องกันความเสี่ยง ในภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน สอดคล้องกับยอดใช้จ่ายซื้อสินค้าแบรนด์เนมที่ลดลง

 

ปัจจุบัน ttb มีฐานลูกค้าบัตรเครดิตมากกว่า 1.6 ล้านใบ โดยแบ่งตามสัดส่วนลูกค้าเป็นกลุ่ม Wealth 4% กลุ่ม Mass Affluent 16% และกลุ่ม Middle Income 80%

 

ทิศทางธุรกิจบัตรเครดิต ปี 2569

 

วีระยุทธ ศัลยประดิษฐี เจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์และการตลาดผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคาร กลุ่มลูกค้าบุคคลระดับกลาง ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ttb กล่าวว่า กลยุทธ์บัตรเครดิตในปี 2569 โดยเน้นมอบความคุ้มค่ารอบด้าน สร้างความแตกต่างให้สิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้จริง ผ่าน 4 กลยุทธ์

 

  • ขยายฐานลูกค้าผ่านพันธมิตร
  • ทำการตลาดเชิงรุกและรับโดยใช้ข้อมูลเชิงลึก และ AI Tool
  • เป็นที่หนึ่ง เป็นเจ้าแรก และเป็นผู้นำเทรนด์
  • ร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ชั้นนำสร้างประสบการณ์ใช้จ่ายและสร้างความคุ้มค่าให้กับลูกค้า ใน ttb Ecosystem

 

ทั้งนี้ในไตรมาส 2/2569 ttb จะเดินหน้ากลยุทธ์โปรโมชันรอบด้าน ครอบคลุมช้อป กิน เที่ยวและการเดินทาง ผ่าน Smart Value Usage Program เพื่อสร้างความแตกต่าง เพิ่มความคุ้มค่าในการใช้จ่ายชีวิตประจำวัน

 

สำหรับปี 2569 ตั้งเป้าหมายมีจำนวนบัตรเปิดใหม่ 300,000 ใบ โดยเน้นลูกค้ากลุ่ม Middle income กว่า 80% ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของธุรกิจอยู่แล้ว และคาดว่ายอดใช้จ่ายทั้งปีจะเติบโตแตะ 183,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบเป็นรายปี ตั้งเป้าก้าวเป็น Top 4 ผู้นำตลาดบัตรเครดิต ภายใน 3 ปี

 

ภาพ: Rawpixel.com / Shutterstock

The post ttb เผยยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตโต 15% เหนือตลาด แม้เศรษฐกิจซึม คนไทยยังกินข้าวนอกบ้านฉ่ำ แต่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่อง 9 ทีมฟุตบอลชั้นนำ ที่มูลค่าเติบโตสูงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา หลายบริษัทมูลค่าเพิ่มนับแสนล้านบาท https://thestandard.co/top-football-club-value-growth/ Tue, 24 Feb 2026 05:46:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1181243 ภาพประกอบโลโก้สโมสรฟุตบอลและกราฟแสดงมูลค่าสโมสรที่เติบโตสูงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

วงการฟุตบอล หนึ่งในวงการที่มีเงินไหลเวียนมากกว่าหลายแสน […]

The post ส่อง 9 ทีมฟุตบอลชั้นนำ ที่มูลค่าเติบโตสูงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา หลายบริษัทมูลค่าเพิ่มนับแสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบโลโก้สโมสรฟุตบอลและกราฟแสดงมูลค่าสโมสรที่เติบโตสูงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

วงการฟุตบอล หนึ่งในวงการที่มีเงินไหลเวียนมากกว่าหลายแสนล้านบาทต่อปี หากให้ยกตัวอย่างมาหนึ่งลีก ก็คือ Premier League สโมรฟุตบอลอังกฤษ ที่มีทีมฟุตบอลเพียง 20 ทีม แต่กลับมีผู้ติดตามถึง 1.87 พันล้านคนทั่วโลก

 

ปัจจุบัน เม็ดเงินลงทุนในสิ่งที่เรียกว่า Sport Franchises กลายเป็นหนึ่งในการลงทุนที่ได้รับความนิยมจากมหาเศรษฐี หรือบริษัทลงทุนทั่วโลก สำหรับทศวรรษที่ผ่านมาเราเห็นมูลค่าของสโมสรฟุตบอลเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และหนึ่งในสโมสรที่เติบโตอย่างรวดเร็วคือ Manchester City

 

จากข้อมูลของ Forbes และ DBS พบว่า Manchester City มีการเติบโตของมูลค่าสโมสรเฉลี่ยทบต้นถึง 16% ต่อปี (CAGR) จากมูลค่าเพียง 262 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 8.38 พันล้านบาท ในช่วงปี 2005 พุ่งแตะ 5.3 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ​ 1.69 แสนล้านบาท ไม่เพียงแต่ Manchester City เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายทีมฟุตบอลที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

 

ในบทความนี้ทางทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปส่องมูลค่าของ 9 ทีมฟุตบอลชั้นนำของโลกในรอบ 20 ปี ที่ผ่านมา ที่มูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ

 

ภาพประกอบโลโก้สโมสรฟุตบอลและกราฟแสดงมูลค่าสโมสรที่เติบโตสูงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา 1

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post ส่อง 9 ทีมฟุตบอลชั้นนำ ที่มูลค่าเติบโตสูงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา หลายบริษัทมูลค่าเพิ่มนับแสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สูตรลับ Tax Magic: วิธีประหยัดภาษีฉบับคนทํางาน | WEALTH IN DEPTH https://thestandard.co/tax-magic-for-employee/ Wed, 28 Jan 2026 11:00:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1170529 tax-management-for-employee

ทำไมต้องรีบวางแผนภาษีตั้งแต่เดือนมกราคม? หลายคนรอไปจัดก […]

The post ชมคลิป: สูตรลับ Tax Magic: วิธีประหยัดภาษีฉบับคนทํางาน | WEALTH IN DEPTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
tax-management-for-employee

ทำไมต้องรีบวางแผนภาษีตั้งแต่เดือนมกราคม? หลายคนรอไปจัดการช่วงท้ายปีจนเสียโอกาสในการกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า WEALTH IN DEPTH จะพาไปเจาะลึกกลยุทธ์การบริหารภาษีฉบับคนทำงาน ให้เงินภาษี วนกลับมาเป็นเงินออมก้อนโตในกระเป๋าเรา

 

ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกันกับ คุณนวรัตน์ เจียมกิจรุ่ง Director, ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด

 

ดำเนินรายการโดย ศรวณีย์ พรมเสน

The post ชมคลิป: สูตรลับ Tax Magic: วิธีประหยัดภาษีฉบับคนทํางาน | WEALTH IN DEPTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น https://thestandard.co/health-insurance-shift-copayment/ Thu, 15 Jan 2026 01:09:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1165336 จุดเปลี่ยน ประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’

คนไทยต้องแบกค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น เพราะ ‘ประกันสุขภาพแบ […]

The post จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดเปลี่ยน ประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’

คนไทยต้องแบกค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น เพราะ ‘ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย’ จะไม่มีอีกต่อไป นี่คือความกังวลลล่าสุดของเหล่าผู้บริโภคที่มีประกันอยู่แล้ว และคนที่กำลังจะตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพเล่มแรก หลังจากต้นสัปดาห์นี้ บริษัท AIA ประเทศไทย ผู้นำตลาดประกัน ประกาศยุติการขาย AIA Health Happy แผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย (สูงสุด 25 ล้านบาท) ที่ครองใจตลาดมาอย่างยาวนาน โดยมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้ ตามรอยบริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิตที่ประกาศยุติการขายแผนประกันโรคร้ายแรงยอดฮิตอย่าง iCare (คุ้มครอง 5 กลุ่มโรคร้ายแรง) ในวันที่ 31 มกราคม 2569 นี้

 

การประกาศยกเลิกแผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายของสองยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมประกัน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกมานาน ‘ค่ารักษาพยาบาล’ (Medical Inflation) ของไทยที่พุ่งสูงขึ้นเฉลี่ย มากกว่า 10% ต่อปี และพฤติกรรมการเคลมประกัน ที่ไม่เหมาะสมของผู้เอาประกัน ส่งผลกระทบยังลามไปถึง sentiment ตลาดหุ้นไทย กดดันให้เกิดแรงขาย ในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนกังวล แนวโน้มรายได้ที่อาจลดลงจากผู้ป่วยที่พึ่งพากรมธรรม์เหมาจ่าย

 

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ การเกิดขึ้นของประกันร่วมจ่าย (Copayment) จะเป็นตัวพลิกเกมอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทประกันแห่ยกเลิกการขายประกันสุขภาพ แบบเหมาจ่ายในตลาดเลยหรือไม่, ส่งผลกระทบต่อรายได้กลุ่มโรงพยาบาลแค่ไหน, ค่าเบี้ยที่ถูกลง แลกกับการร่วมแบกรับความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาล ผู้บริโภคได้ประโยชน์จริงไหม?

 

THE STANDARD WEALTH ชวนร่วมหาคำตอบไปกับ ทอมมี่ – พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคชัวเรียล บิสซิเนส โซลูชั่น จำกัด (ABS) และ อดีตนายกสมาคมนักคณิต ศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย และภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)

 

Copayment ดึงเบี้ยถูกลง ใครได้ – เสียประโยชน์

 

พิเชฐ มองว่า ในมุมของบริษัทประกัน ‘ประกันร่วมจ่าย’ (Copayment) ถูกนำมาใช้ให้ความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ค่าครองชีพ และค่ารักษา พยาบาลสูงขึ้น และป้องกันการโกงการเคลมค่ารักษา โดยกำหนดเงื่อนไข การเคลมระหว่างโรงพยาบาลคู่สัญญาในเครือข่ายและโรงพยาบาลนอกเครือข่าย ในกรณีของบริษัท AIA แผนประกันร่วมจ่ายตั้งแต่บาทแรกที่เสนอให้ คปภ.พิจารณานั้น กำหนดเงื่อนไขการร่วมจ่ายออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

 

1. หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลคู่สัญญาของ AIA จะไม่ต้องร่วมจ่ายค่ารักษา

 

2. หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญา จะต้องร่วมจ่ายค่ารักษา

 

ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขการเคลมดังกล่าว จะทำให้บริษัทประกันบริหารค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น รู้ต้นทุนค่ารักษาที่แท้จริง เพราะมีระบบตรวจจับเคลม จากฐานข้อมูลโรงพยาบาลคู่สัญญา

 

จึงสามารถตรวจสอบได้ว่า โรงพยาบาลประเมินค่ารักษาเกินจริงไหม ผู้เอาประกัน

 

มีพฤติกรรมการเคลมที่ไม่เหมาะสมมากน้อยแค่ไหน เมื่อควบคุมค่าใช้จ่ายการเคลมได้ บริษัทจึงให้เบิกเคลมเต็มจำนวนได้ เมื่อเทียบกับโรงพยาบาลนอกเครือข่าย ซึ่งบริษัทประกันไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้มากนัก กระบวนการฉ้อโกงเคลมจึงเกิดขึ้นบ่อย

 

ส่วนในมุมของผู้บริโภค แม้ Copayment จะทำให้ผู้บริโภคมีความสะดวกน้อยลง แต่จะช่วยลดการฉ้อโกงการเคลมในระบบ และส่งผลทางอ้อมให้เบี้ยประกันเฉลี่ย

 

ของกรมธรรม์แต่ละบุคคลถูกลงได้

 

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ ก่อนหน้านี้ที่มีปัญหาเบี้ยประกันสุขภาพแพงขึ้น เพราะมีคนกลุ่มน้อย เช่น 100 คนจาก 1 ล้านคน ฉ้อโกงเคลมเป็นจำนวนเงินมหาศาล ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ที่เหลือต้องแบกรับภาระเบี้ยประกันที่แพงขึ้นตามไปด้วย ตามคอนเส็ปต์ของประกันที่เน้น ‘เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข’

 

“ระบบ Copayment เปรียบเสมือนกฎของร้านบุฟเฟต์ที่ว่า กินเหลือต้องปรับ เพื่อป้องกันไม่ให้คนกินทิ้งขว้างหรือใช้บริการเกินความจำเป็น ”

 

นอกจากนี้การหันมาทำประกันร่วมจ่าย อาจเป็นกุศโลบาย ของบริษัทประกัน ที่จะดึงโรงพยาบาลนอกเครือข่ายมาเป็นคู่สัญญาร่วมกันมากขึ้น

 

ปิดฉาก ‘ประกันสุขภาพเหมาจ่าย’ ทุกพื้นที่มีแต่ Copayment ?

 

กลุ่มคนที่ซื้อประกันสุขภาพเป็นคนกลุ่มเดิม ประเทศไทยมีความแตกต่างทางรายได้ค่อนข้างสูง คนที่ไม่มีกำลังซื้ออยู่แล้วก็จะไม่ซื้อ คนที่ซื้อกรมธรรม์อยู่แล้วก็จะต่ออายุของกรมธรรม์เล่มเดิม แต่คนที่ไม่เคยมีกรมธรรม์เลย ก็อาจจะต้องพิจารณาประกัน ท่ีมีเงื่อนไข Copayment มากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้บริโภคยังมีตัวเลือกจากบริษัทประกันอื่นๆ เพราะตลาดยังแข่งขันกันเองอยู่ ไม่ใช่ทุกบริษัทที่ต้องมีประกันรูปแบบ Copayment ดังนั้นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายจะไม่หายไปจากตลาด

 

“ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้น โดยสามารถเปรียบเทียบได้ว่า ประกันที่มี Copayment อาจจะเบี้ยถูกกว่าประกันรูปแบบไม่มี Copayment ถ้าใครไม่ชอบประกันรูปแบบนี้ ก็ไปหาซื้อประกันตัวอื่นได้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทประกันเจ้าไหน บริหารต้นทุน ค่าเคลมได้ดีกว่า บริษัทนั้นก็มีแนวโน้มที่จะคิดเบี้ยประกันลูกค้าถูกกว่า เป็นหน้าที่ของผู้บริโภคที่จะต้องเลือกว่าตัวเองจะเข้าไปอยู่กลุ่มไหน”

 

ทั้งนี้ระบบ Copayment เป็นสิ่งที่ใช้กันทั่วโลกมานานกว่า 10 ปีแล้ว (เช่น ในฮ่องกง) แต่ประเทศไทยค่อนข้างล่าช้ากว่าที่อื่น เนื่องจากความเข้าใจของประชาชน และข้อกังวลจากหน่วยงานกำกับดูแล

 

ประกันสุขภาพ Copayment เหมาะกับใคร

 

คนที่กำลังซื้อน้อยหรือไม่อยากจ่ายเบี้ยสูง การเลือกประกันรูปแบบ Copayment ก็เป็นทางเลือกที่ดี สำหรับคนที่ไม่อยากทุ่มเงินไปกับประกัน อาจกันเงินบางส่วนไว้เอง ยกตัวอย่างเช่น ปกติจ่ายเบี้ยประกัน 30,000 บาทต่อปี อาจปรับเบี้ยลดลงเหลือ 25,000 แล้วเก็บเงิน 5,000 ไว้เป็นค่ารักษาเพิ่มเติม จากวงเงินประกัน

 

หุ้นโรงพยาบาลถูกถล่มขาย

 

ตั้งแต่ต้นปี 2569 ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลเป็นหนึ่งในกลุ่ม ที่ถูกเทขายมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในตลาดหุ้นไทย กดดันให้ดัชนีกลุ่มการแพทย์​ (HELTH) ร่วงลงมา 8.16% (ณ วันที่ 13 มกราคม) โดยหุ้นใหญ่สุด 3 อันดับแรกอย่าง กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) -8.8% โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) -13.3% และบางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) -9.6%

 

สาเหตุหนึ่งที่กดดันหุ้นโรงพยาบาลก็เป็นผลจากความกังวลว่า การที่ AIA กำลังจะยุติประกันเหมาจ่าย จะทำให้ลูกค้าและรายได้ของโรงพยาบาลลดลง

 

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งในวันนี้ (14 มกราคม) หลังจากร่วงลงมา 3 วันทำการติดต่อกัน

 

โบรกชี้หุ้นโรงพยาบาล ‘ร่วงหนักเกินเหตุ’

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า นักลงทุนอาจกังวลว่าเมื่อไม่มีประกันแบบเหมาจ่าย ปริมาณการรักษาจะลดลง แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าผลกระทบอาจไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิด

 

อย่างหุ้น BDMS, BH และ BCH โดยเฉลี่ยมีฐานลูกค้าจากประกันประมาณ 30% ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำประกันมาก่อนหน้านี้ เมื่อบริษัทประกันเลิกขายประกันแบบเหมาจ่าย ลูกค้าที่อาจจะลดลงคือกลุ่มลูกค้าอายุน้อยที่ยังไม่มีประกัน ซึ่งผลกระทบไม่น่าจะเกิน 5% ของสัดส่วนรายได้จากประกันที่โรงพยาบาลได้รับ

 

“โครงสร้างประชากรไทยเป็นสูงอายุอยู่แล้ว คนอายุ 30-40 ปีขึ้นไป มีประกันอยู่แล้ว ส่วนลูกค้าที่ทำประกันกลุ่มใหม่อาจจะลดลงไปบ้าง แต่ราคาหุ้นในกระดานลงมา เหมือนกับว่าลูกค้า 30% นี้จะหายไปทั้งหมด อีกส่วนที่คนอาจยังรู้น้อยคือ จริงๆ แล้ว

 

หุ้น BH มีปัจจัยลบเฉพาะตัวคือ อาจจะหลุดจาก MSCI (ประกาศ 11 กุมภาพันธ์นี้) ทำให้ราคาหุ้นร่วงในช่วงที่มีข่าวประกัน จนเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่” ภาดลกล่าว

 

ภาดลกล่าวต่อว่า ปัจจุบันหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลบางตัว เช่น BDMS ราคาต่ำกว่าช่วงโควิด ซึ่งตอนนั้นโรงพยาบาลปิด แต่ตอนนี้ยังสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทุกวัน ขณะที่หุ้นอย่าง BCH ให้เงินปันผลเกือบ 6%

 

“คุณจะหาช่วงเวลาแบบนี้ได้กี่ครั้งเชียว ที่หุ้นปัจจัย 4 ให้เงินปันผลเกือบ 6%”

The post จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียนประกันสิงคโปร์ถึงไทย บริหารต้นทุนอย่างไร ค่าเบี้ยถูก-คุ้มครองสูง จนคนรวยแห่ทำกรมธรรม์สำรอง https://thestandard.co/singapore-insurance-model-lessons/ Mon, 29 Dec 2025 06:10:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1159652 ถอดบทเรียนประกันสิงคโปร์ถึงไทย บริหารต้นทุนอย่างไร ค่าเบี้ยถูก-คุ้มครองสูง จนคนรวยแห่ทำกรมธรรม์สำรอง

หากพูดถึง ‘ประกัน’ หลายคนคงมีภาพจำที่ไม่ดีต่ออุตสาหกรรม […]

The post ถอดบทเรียนประกันสิงคโปร์ถึงไทย บริหารต้นทุนอย่างไร ค่าเบี้ยถูก-คุ้มครองสูง จนคนรวยแห่ทำกรมธรรม์สำรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียนประกันสิงคโปร์ถึงไทย บริหารต้นทุนอย่างไร ค่าเบี้ยถูก-คุ้มครองสูง จนคนรวยแห่ทำกรมธรรม์สำรอง

หากพูดถึง ‘ประกัน’ หลายคนคงมีภาพจำที่ไม่ดีต่ออุตสาหกรรมประกันไทย สาเหตุหลักๆ คงหนีไม่พ้นการถูกตัวแทนประกันหลอกขายกรมธรรม์ ทำให้เกิดสารพัดปัญหาตามมา ไม่ว่าจะเป็นความยุ่งยากการเคลมค่าสินไหม หรือการโดนบริษัทยกเลิกสัญญาอย่างไม่เป็นธรรม แถมเบี้ยประกันก็แพงขึ้นทุกปี พร้อมเงื่อนไขความคุ้มครองที่ซับซ้อนขึ้น จนผู้บริโภคมองว่าไม่ ‘คุ้มค่า’ ที่จะจ่ายเบี้ยประกัน

 

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เราจึงเห็นข่าวชนชั้นกลางค่อนบน และกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งสูงหันไปซื้อ ประกันชีวิตในต่างประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ ในขณะที่กลุ่มคนหาเช้ากินค่ำ และชนชั้นกลางยังกลัวการซื้อประกัน เลือกยอมรับเสี่ยงเอง ดีกว่าต้องจ่ายเบี้ยประกัน แล้วลุ้นความคุ้มครอง

 

THE STANDARD WEALTH สัมภาษณ์ บุ้งกี๋ – ณัฐชนก มานะสมจิตร Senior Financial Advisor สิงคโปร์ เจ้าของเพจ GEE Money & More ชวนเจาะลึกเบื้องหลังอุตสาหกรรมประกันสิงคโปร์ มีดีอะไร ทำไมคนมีเงินถึงยอมบินไปทำประกัน, พร้อมเปิดสาเหตุทำไมประกันไทย ต้นทุนแพงขึ้น จนคนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง

 

และพูดคุยถึงแนวทางแก้ไข กับทอมมี่ – พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคชัวเรียล บิสซิเนส โซลูชั่น จำกัด (ABS) และ อดีตนายกสมาคมนักคณิต ศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย

 

ประกันชีวิตสิงคโปร์ โตแรงแซงค่าครองซีพ

 

สิงคโปร์ได้ชื่อว่า เป็นประเทศที่คนมีความรู้การเงินสูงอันดับต้นๆ ของโลก โดยได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อม การเป็น “ศูนย์กลางการเงิน” ระดับโลก

 

ทำให้แม้เศรษฐกิจจะโตช้าลง ค่าครองชีพสูง แต่อุตสาหกรรมประกันยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

ข้อมูลล่าสุดโดยสมาคมประกันชีวิตสิงคโปร์ (The Life Insurance Association, Singapore หรือ LIA Singapore) รายงานว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 (มกราคม-มิถุนายน) มีเบี้ยรับรายใหม่ (Weighted New Business Premiums) มูลค่า 2.99 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (7.23 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้น 7.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การเติบโตหลักๆ มาจากเบี้ยประกันรับปีต่อไป ซึ่งเติบโตขึ้นถึง 22% ในขณะที่เบี้ยประกันภัย แบบชำระครั้งเดียวลดลง 21.3%

 

โดยประกันควบการลงทุน (Investment-Linked Policies หรือ ILPs) ยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ของอุตสาหกรรม เนื่องจากคนสิงคโปร์ส่วนใหญ่วางแผนการเงินระยะยาว จึงซื้อประกันไม่ใช่แค่ไว้ป้องกันความเสี่ยง ลดผลกระทบจากความไม่แน่นอน แต่ต้องได้ผลตอบแทนกลับมาด้วย สะท้อนจากเบี้ยรายรับใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 1.28 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (3.09 หมื่นล้านบาท) เติบโต 31.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ 975 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (2.36 หมื่นล้านบาท)

 

ปัจจัยที่ทำให้อุตสาหกรรมประกันในสิงคโปร์โตแรง ไม่ได้มาจากความตื่นตัวของคน ในการวางแผนการเงินเท่านั้น แต่การเข้ามาการแข่งขันของกลุ่มบริษัทประกัน เพื่อแย่งชิงลูกค้าจากคู่แข่งที่มาจากทั่วทุกมุมโลก ผลักดันให้บริษัทประกัน ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากที่สุดทั้งในความคุ้มค่าการคุ้มครองและราคา อีกจุดเด่นที่ดึงดูดให้ชาวต่างชาตินิยมทำประกันในสิงคโปร์คือประกันบางประเภท มีเฉพาะที่สิงคโปร์เท่านั้น

 

ทำไมสิงคโปร์เบี้ยถูก ความคุ้มครองสูงกว่าไทย

 

  • สิงคโปร์เป็นตลาดที่เปิดกว้างมาก มีบริษัทประกันจากต่างประเทศเข้ามาทำการตลาดเยอะ ทั้งยุโรป ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ทำให้ต้องแข่งขันกันหนักมาก ค่าเบี้ยจึงถูกลงประกอบกับ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกระบบการขายผ่านช่องทางออนไลน์หรือ การใช้เทคโนโลยีประกันภัย (InsurTech) แทนที่ตัวแทนขายบางส่วน ต้นทุนการหาลูกค้าจึงต่ำกว่าไทย
  • สิงคโปร์เป็นประเทศที่คนมีอายุขัยเฉลี่ยสูงสุขภาพโดยรวมดี ประชาชนจึงอายุยืนกว่าไทย ทำให้ความเสี่ยงของบริษัทประกันลดลง สามารถคิดเบี้ยต่ำลงได้แต่ยังให้ทุนประกันสูงอยู่
  • โครงสร้างตลาดโปร่งใส บริษัทประกันในสิงคโปร์อยู่ภายใต้กฎหมาย และการกำกับดูแล ของธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) มีระบบเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส ทำให้ลูกค้าสามารถ เปรียบเทียบราคาเบี้ยประกันแต่ละเจ้าได้ง่าย บริษัทประกันจึงต้องแข่งกัน เรื่องความคุ้มค่าของเบี้ย เพื่อรักษาฐานลูกค้า
  • บูรณาการข้อมูลร่วมกันทั้งระบบตั้งแต่สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ จนถึงอุปกรณ์เพื่อสุขภาพ เช่น นำนาฬิกา smartwatch มาช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงรายบุคคน ทำให้เบี้ยออก มาตรงกับพฤติกรรมจริง ไม่ต้องบวกค่าความเสี่ยงแบบเหมารวมเหมือนระบบเดิม

 

“ประกันฝั่งไทย เรายังพึ่งตัวแทนขายเป็นหลัก ต้นทุนค่านายหน้า ค่าอบรม ค่าโครงสร้างองค์กรยังสูง อีกทั้งตลาดยังไม่เปิดเสรีมากนัก การแข่งขันเลยน้อย และการใช้ข้อมูลยังไม่ลึกเท่า พอรวมกันแล้ว เบี้ยเลยออกมาสูงกว่า ทั้งที่ทุนประกันอาจต่ำกว่า”

 

สรุปคือ ประกันสิงคโปร์มีข้อได้เปรียบด้านตลาดที่เปิดกว้างกว่า การปรับใช้เทคโนโลยีเยอะกว่า ทำให้ข้อมูลแม่นยำ และต้นทุนต่ำกว่า จึงสามารถออกแบบกรมธรรม์ที่เบี้ยถูกแต่ทุนประกันสูงได้ ในขณะที่ประกันไทยยังอยู่ในระบบที่มีต้นทุนการขายสูง และการกำหนดราคาโดยเฉลี่ยที่ยังไม่ personalized เท่าที่ควร

 

เปิดปัญหาต้นทุนประกันไทย แพงจนคนเอื้อมไม่ถึง

 

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ประกันไทยแข่งขันด้านต้นทุนได้ไม่ดีเท่าสิงคโปร์ พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคชัวเรียล บิสซิเนส โซลูชั่น จำกัด (ABS) และ อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การที่ประกันสิงคโปร์มีความยืดหยุ่นด้านการบริหารต้นทุนประกันมากกว่าไทย หลักๆ มาจาก 4 ปัจจัย ได้แก่

 

1. การเข้าถึงแหล่งเงินทุน

 

ประกันต่างประเทศสามารถกระจายความเสี่ยงการลงทุนด้วยเครื่องมือทางการเงิน ที่ซับซ้อนได้มากกว่าประเทศไทย แต่ก็จะมีความเสี่ยงในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ในขณะที่กรมธรรม์ไทยมีมูลค่าเป็นเงินบาท จึงต้องเน้นลงทุนในหุ้นไทย หรือพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าเพื่อจัดการความเสี่ยงหนี้ความคุ้มครอง และความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

 

2. เงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลสูง

 

ด้วยความเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ (Medical Hub) ทำให้โรงพยาบาลไทยแข่งขันกันด้านเทคโนโลยีอัปเกรดเครื่องมือทางการแพทย์ ให้ทันสมัย ซึ่งตามมาด้วยต้นทุนที่สูงส่งผลให้ต้นทุนการเคลมประกันสูงตาม

 

ประกอบกับกรมธรรม์ไม่ได้จำกัดสิทธิการเลือกโรงพยาบาล จึงเป็นช่องโหว่ให้ผู้เอาประกัน เคลมค่าสินไหมจากโรงพยาบาลที่ค่ารักษาแพงเพื่อความคุ้มค่า นอกจากนี้การเข้ามา ใช้บริการโรงพยาบาลระดับ 5 ดาวของกลุ่มคนต่างชาติ เป็นตัวเร่งค่ารักษาพยาบาล เฉลี่ยต่อครั้งแพงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี เพราะคนไทยต้องแบกรับค่าเฉลี่ยต้นทุนการรักษา ร่วมกับคนต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการในไทยด้วย

 

3. การเคลมประกันไม่มีระบบกลาง

 

บริษัทประกันจึงไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลประวัติการรักษาของโรงพยาบาลได้โดยตรง ทำให้ต้นทุนข้อมูลสูง ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี ข้อมูลทุกอย่างเชื่อมกันภายใต้ Ecosystem เดียวกัน บริษัทประกันจึงเห็นข้อมูล การเคลมของลูกค้าแต่ละคนและสามารถประเมินสัดส่วนกลุ่มลูกค้าที่ใช้ประกันในทางที่ไม่ เหมาะสมได้แม่นยำขึ้น

 

4. ระดับความรู้ประกันของคนไทย

 

ส่งผลต่อต้นทุนช่องทางขายประกันเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์ ที่คนมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับประกันอยู่แล้ว จึงมีโอกาสปิดการขายได้เร็วกว่า เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ตัวแทนประกันในไทยมีลูกค้าเข้ามาขอคำแนะนำ 10 คน มีโอกาสปิดการขายได้เพียง 1 คนเท่านั้น และลูกค้าแต่ละคนต้องมีการนัดคุยไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งเพื่อปูพื้นฐานความรู้ประกันก่อนเสนอขาย จึงใช้ระยะเวลานานกว่าเมื่อเทียบตัวแทนประกันสิงคโปร์ที่สามารถปิดการขายลูกค้าได้ 1 ใน 5 คน ดังนั้นบริษัทประกันจึงต้องต้องแบกรับต้นทุนค่าคอมมิชชันเพื่อจูงใจตัวแทนขาย

 

พิเชฐ กล่าวทิ้งทายว่า ถ้าคนไทยมีความรู้เรื่องของการจัดการความเสี่ยงระดับครัวเรือน ซึ่งก็คือ การซื้อประกัน จะช่วยลดต้นทุนระหว่าง Customer Journey ซึ่งจะทำให้ต้นทุน ช่องทางจำหน่ายถูกลงไปด้วย

 

‘ประกัน’ ยาสามัญประจำบ้าน คนสิงคโปร์

 

ในสายตาประเทศเพื่อนบ้าน สิงคโปร์เป็นต้นแบบของประเทศที่รัฐบาลออกแบบระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมเกษียณให้ประชาชนอย่างแท้จริง แต่ทุกระบบมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่มีระบบไหนที่จะถูกใจทุกคน

 

สำหรับคนสิงคโปร์ ‘ประกัน’ เปรียบเสมือน ‘ยาสามัญประจำบ้าน’ ที่ทุกคนต้องมี เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลในประเทศค่อนข้างแพง โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชน อีกทั้งสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลที่ไม่ดีนัก ประกันสุขภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น

 

ประกอบกับรัฐบาลมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จะบังคับให้ทุกคนต้องออมเงิน โดยประชาชนสามารถแบ่งเงินออมในกองทุนไปซื้อประกัน ทำให้ทุกคนเข้าถึงประกันได้ คนสิงคโปร์จึงนิยมซื้อประกันชีวิตและประกันสะสมทรัพย์เพื่อวางแผนการเงินระยะยาว ให้อยู่ได้หลังเกษียณ

 

สำหรับหลักการเลือกซื้อประกัน คนสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นอันดับแรก โดยพิจารณาจากค่าเบี้ยประกัน ผลตอบแทนและวงเงินคุ้มครอง เน้นจ่ายเบี้ยน้อย วงเงินคุ้มครองสูง ด้วยความที่ตลาดเปิดกว้างบริษัทประกันไม่ใช่แค่แข่งกันเองในประเทศ แต่ต้องแข่งขันกับผู้เล่นที่มาจากทั่วโลก จึงเปิดโอกาสให้ประกันเจ้าเล็กแข่งขันกับเจ้าใหญ่ ด้วยราคาที่คุ้มค่ากว่า

The post ถอดบทเรียนประกันสิงคโปร์ถึงไทย บริหารต้นทุนอย่างไร ค่าเบี้ยถูก-คุ้มครองสูง จนคนรวยแห่ทำกรมธรรม์สำรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำเนียบ 10 มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก ปี 2025 https://thestandard.co/10-richest-billionaires-world-2025/ Thu, 25 Dec 2025 05:48:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1158106 ทำเนียบ 10 มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก ปี 2025

ทำเนียบมหาเศรษฐีโลกประจำปี 2025 อิงจาก Forbes World’s B […]

The post ทำเนียบ 10 มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก ปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำเนียบ 10 มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก ปี 2025

ทำเนียบมหาเศรษฐีโลกประจำปี 2025 อิงจาก Forbes World’s Billionaires List, The Richest In 2025 อันดับหนึ่งยังคงเป็น Elon Musk เจ้าบริษัทอย่าง Tesla และ SpaceX ซึ่งมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 75% หรือราว 4.6 ล้านล้านบาท ขณะที่อันดับ 2 มีการเปลี่ยนมือมาเป็น Mark Zuckerberg เจ้าของ Meta ขึ้นมาแทนที่ Jeff Bezos แห่ง Amazon.com ที่กลายมาเป็นอันดับ 3 ในปีนี้

 

Forbes ได้ทำการสำรวจและค้นหามหาเศรษฐีทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1987 ซึ่งในปีแรกพบมหาเศรษฐีจำนวน 140 คน ต้องใช้เวลาถึง 2 ทศวรรษกว่าที่จำนวนของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นทะลุ 1,000 คน และขยับขึ้นมาเป็น 2,000 คนในปี 2017

 

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ นักลงทุน และทายาทธุรกิจรวมทั้งสิ้น 3,028 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 247 คน ไม่เพียงแต่จำนวนคนจะเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่พวกเขายังร่ำรวยยิ่งกว่าเดิม โดยมีความมั่งคั่งรวมกันถึง 16.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 565.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ จากปี 2024

 

ทำเนียบ 10 มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก ปี 2025 1

 

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์

The post ทำเนียบ 10 มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก ปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ https://thestandard.co/8-life-lessons-warren-buffett/ Sat, 15 Nov 2025 02:36:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1143575 8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 9

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนมหาเศรษฐีวัย 95 ปี ผู้เป็นดั่ง […]

The post 8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 9

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนมหาเศรษฐีวัย 95 ปี ผู้เป็นดั่งสัญลักษณ์ของตลาดทุนโลกและเป็นผู้ปั้น Berkshire Hathaway ให้กลายเป็นอาณาจักรที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ได้ประกาศความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่จะเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยของ ‘เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา’ อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าเขากำลัง ‘จะเงียบลง’ (Going Quiet)

 

ในจดหมายที่เปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (10 พฤศจิกายน) บัฟเฟตต์ได้แจ้งถึงการหยุดเขียนจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้น และหยุดพูดในที่ประชุมประจำปีของบริษัท ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างเฝ้ารอเพื่อศึกษาแนวคิดการลงทุนและการใช้ชีวิตของเขามายาวนานนับ 60 ปี ตั้งแต่จดหมายฉบับแรกเมื่อปี 1965

 

และในจดหมายฉบับล่าสุดนี้เอง บัฟเฟตต์ก็ยังได้ให้คำแนะนำและแง่คิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิต ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับทุกๆ ซึ่ง The Standard Wealth ได้สรุปและรวบรวมไว้เป็นคำแนะนำที่ทรงคุณค่า 8 ข้อ

 


 

1. “ผมมีความสุขที่จะบอกว่า ผมรู้สึกดีต่อครึ่งหลังของชีวิตมากกว่าครึ่งแรก”

 

8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 1

 

2. “อย่าตำหนิตัวเองเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีต เรียนรู้จากมันอย่างน้อยสักเล็กน้อยและก้าวต่อไป”

 

8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 2

 

3. “คุณอยากให้คำไว้อาลัยพูดถึงคุณอย่างไร จงใช้ชีวิตให้คู่ควรกับมัน”

 

8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 3

 

4. “เลือกฮีโร่ของคุณให้ดี แล้วเลียนแบบพวกเขา คุณจะไม่มีวันสมบูรณ์แบบ แต่คุณสามารถดีขึ้นได้เสมอ”

 

8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 4

 

5. “ความยิ่งใหญ่ไม่ได้มาจากการมีเงินจำนวนมาก ชื่อเสียง หรืออำนาจ”

 

8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 5

 

6. “จำไว้ว่าพนักงานทำความสะอาดก็เป็นมนุษย์เท่ากับประธานบริษัท”

 

8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 6

 

7. “ความเมตตาไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ก็ประเมินค่าไม่ได้เช่นกัน”

 

8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 7

 

8. “ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะปรับปรุง แม้แต่คนงี่เง่า ก็ไม่สายเกินไปที่จะเปลี่ยน”

 

8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 8

The post 8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยคนปิดบัตรเครดิต มากกว่าเปิดใหม่ ลูกค้าใหม่หดตัว 4.7% แต่ยอดใช้จ่ายยังโตได้ 1% https://thestandard.co/spending-grows-despite-card-closures/ Thu, 06 Nov 2025 12:31:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1140471 กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยคนปิดบัตรเครดิต มากกว่าเปิดใหม่ ลูกค้าใหม่หดตัว 4.7% แต่ยอดใช้จ่ายยังโตได้ 1%

วันนี้ (6  พ.ย.2568) อธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้า […]

The post กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยคนปิดบัตรเครดิต มากกว่าเปิดใหม่ ลูกค้าใหม่หดตัว 4.7% แต่ยอดใช้จ่ายยังโตได้ 1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยคนปิดบัตรเครดิต มากกว่าเปิดใหม่ ลูกค้าใหม่หดตัว 4.7% แต่ยอดใช้จ่ายยังโตได้ 1%

วันนี้ (6  พ.ย.2568) อธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการด้านบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนแรก ทุกแบงก์ที่มีการออกบัตรเครดิต มียอดปิดบัญชีบัตรเครดิต มากกว่ายอดเปิดบัญชีใหม่ โดยยอดปิดบัญชี บัตรเครดิตเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มลูกค้า เช่นเดียวกับยอดใช้จ่ายผ่านบัตรที่ลดลง ทั้งนี้เป็นการหดตัวทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการที่ลูกค้าระมัดระวังการใช้จ่าย ลดการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น โดยลูกค้าที่ติดต่อยกเลิกบัตรเครดิต ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า ไม่อยากถือบัตรเครดิตหลายใบ เพราะต้องการลดภาระค่าใช้จ่าย

 

สำหรับลูกค้าระดับบนที่มีรายได้สูง แม้จะไม่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัว ของเศรษฐกิจมากนัก แต่ก็ใช้จ่ายผ่านบัตรลดลง เนื่องจากความเชื่อมั่นเศรษฐกิจลดลง โดยได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ตลาด และข่าวลบต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เข้ามาซ้ำเติม sentiment ให้แย่ลง

 

คนใช้บัตรเครดิตน้อยลง มองหา ‘ความคุ้มค่า’ มากกว่าส่วนลด

 

ด้วยธุรกิจบัตรเครดิตได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยตรง ทำให้กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด เน้นการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง พร้อมบริหารต้นทุนเพื่อรักษาระดับผลการดำเนินงาน โดยปรับกลยุทธ์การตลาด และวิธีทำโปรโมชัน เน้นเป็นตัวช่วยแบ่งภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น การให้เครดิตเงินคืน เพิ่มคะแนนการใช้จ่าย แทนที่การแข่งขันมอบความคุ้มค่าด้วยส่วนลด

 

เดิมทีธุรกิจบัตรเครดิต มักแข่งกันมอบสิทธิประโยชน์ วัดความคุ้มค่าด้วยส่วนลด เพื่อกระตุ้น การใช้จ่าย แต่ปัจจุบันกลยุทธ์ดังกล่าว เริ่มไม่ดึงดูดลูกค้า เนื่องจากจุดความคุ้มค่าของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน เช่น การทำโปรโมรชันส่วนลด 5-10% ในอดีตช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ดี แต่ปัจจุบันต้องเสนอมากกว่านั้น เพื่อให้ลูกค้ายอมใช้จ่าย ซึ่งในระยะยาวธุรกิจ จะแบกรับต้นทุนไม่ไหว 

 

ธุรกิจโตดีกว่าอุตสาหกรรม แม้ยอดลูกค้าใหม่หดตัว

 

สำหรับผลประกอบการ ณ สิ้นสุดไตรมาส 3 ในภาพรวมยังเติบโตดีกว่าตลาด ทั้งในแง่ของจำนวนบัตรและยอดใช้จ่ายผ่านบัตร โดยมียอดบัญชีลูกค้าใหม่ 422,800 บัญชี หดตัว 4.7% ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร 286,300 ล้านบาท เติบโต 1% ยอดสินเชื่อใหม่ 68,400 ล้านบาท หดตัว 2.2% และยอดสินเชื่อคงค้าง 134,300 หดตัว 2.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ขณะที่อัตราส่วนหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน อยู่ที่ระดับ 1.3% สำหรับบัตรเครดิต และ 2.2% สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในธุรกิจจากการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม

 

ทั้งนี้หมวดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงสุดเรียงตามยอดใช้จ่าย ได้แก่ 1. ประกันภัย, 2. ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ, 3.ปั๊มน้ำมัน, 4. ตกแต่งบ้านและเครื่องใช้ในครัวเรือน และ 5. ช้อปออนไลน์

 

ส่วนหมวดใช้จ่ายที่มีอัตราเติบโตสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.โซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชัน, 2. แอปดิลิเวอรี 3.กองทุนรวม, 4.ตัวแทนท่องเที่ยว และ 5.ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคระมัดระวังมากขึ้นชะลอการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย เน้นการใช้จ่ายในหมวดที่จำเป็นและการวางแผนระยะยาวมากขึ้น

 

มั่นใจปิดปี 68 ยอดใช้จ่ายถึงเป้า 4 แสนล้าน

 

สำหรับผลประกอบการสิ้นปี 2568 ตั้งเป้ามียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 400,000 ล้านบาท เติบโต 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า, ยอดสินเชื่อใหม่ 94,000 ล้านบาท และยอดสินเชื่อคงค้าง 143,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ จากอานิสงส์ในช่วงไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวและจับจ่าย ประกอบกับมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส, เที่ยวดีมีคืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและกำลังซื้อในระบบ โดยเฉพาะในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยว ส่งผลเชิงบวกต่อภาพรวมธุรกิจ และอาจต่อยอดส่งผลดีไปถึงช่วงต้นปี 2569 ได้

The post กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยคนปิดบัตรเครดิต มากกว่าเปิดใหม่ ลูกค้าใหม่หดตัว 4.7% แต่ยอดใช้จ่ายยังโตได้ 1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีไอเอ็มบี ไทย ตั้งเป้าเบี้ยประกันชีวิตปีแรก เพิ่มขึ้นเท่าตัว แตะ 1,000 ล้านบาท รุกประกันมรดกในกลุ่มลูกค้าเวลท์ https://thestandard.co/cimb-targets-inheritance-wealth/ Mon, 27 Oct 2025 08:40:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1136081

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ตั้งเป้าเบี้ยประกันปีแรกจากผลิตภั […]

The post ซีไอเอ็มบี ไทย ตั้งเป้าเบี้ยประกันชีวิตปีแรก เพิ่มขึ้นเท่าตัว แตะ 1,000 ล้านบาท รุกประกันมรดกในกลุ่มลูกค้าเวลท์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ตั้งเป้าเบี้ยประกันปีแรกจากผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตเพิ่มขึ้นเท่าตัว แตะระดับ 1,000 ล้านบาท ในปีหน้า ขยายฐานผ่านลูกค้ากลุ่ม High Net Worth ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น

 

ภูดินันท์ เศรษฐนันท์, Head, Affluent & Wealth Management ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กำลังเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) โดยมีธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ (Bancassurance) เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างคุณค่าให้ลูกค้า

 

เพราะประกันชีวิตเป็นส่วนสำคัญของการวางแผนความมั่งคั่งในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ความต้องการด้านความมั่นคงทางการเงินและการส่งต่อความมั่งคั่งอย่างมีประสิทธิภาพจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประกันมรดกที่เข้ามาช่วยลดผลกระทบจากภาษีมรดก

 

“ทำไมต้องเน้นผลิตภัณฑ์ประกัน เพราะลูกค้ายังต้องใช้ประกัน เพื่อบริหารความมั่งคั่งให้สมบูรณ์ ทั้งการสร้าง สะสม และส่งต่อ” ภูดินันท์กล่าว

 

สิตางค์ ประดิษฐพงษ์ Head, Bancassurance Products ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคารมีเป้าหมายเพิ่มเบี้ยประกันชีวิตปีแรกจากปีนี้ที่คาดว่าจะทำได้ราว 510 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัวสู่ระดับ 1,000 ล้านบาท ในปี 2569

 

“ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ซึ่งเคยได้รับความนิยม ต้องปรับอัตราผลตอบแทนให้สอดคล้องกับภาวะตลาด ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับความคุ้มครองชีวิตมากขึ้น เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางสุขภาพและเศรษฐกิจ รวมถึงเริ่มสนใจประกันมรดกมากขึ้น เนื่องจากเป็นทางเลือกในการบริหารมรดกที่ช่วยลดภาระภาษีและเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว” สิตางค์กล่าว

 

ปัจจุบันธุรกิจประกันคิดเป็นสัดส่วนรายได้ราว 30% ของธุรกิจ Wealth Management อย่างไรก็ตาม จากฐานลูกค้ากลุ่ม High Net Worth ราว 100,000 ราย ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมกันประมาณ 3-4 แสนล้านบาท มีสัดส่วนเพียง 15% ที่มีผลิตภัณฑ์ประกันของธนาคาร จึงเป็นช่องว่างในการเติบโต

 

สิตางค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ลูกค้าประกันยุคใหม่หันมาช็อปผลิตภัณฑ์ประกันผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยมองหาผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของตนเอง ธนาคารจึงนำข้อมูลเชิงลึกของลูกค้ามาวิเคราะห์ เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์และแผนคุ้มครองเฉพาะบุคคล (Tailor-Made Solution) ที่ตอบโจทย์ที่สุด”

 

ภาพ: ilkercelik / Getty Images

The post ซีไอเอ็มบี ไทย ตั้งเป้าเบี้ยประกันชีวิตปีแรก เพิ่มขึ้นเท่าตัว แตะ 1,000 ล้านบาท รุกประกันมรดกในกลุ่มลูกค้าเวลท์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายย่อยลงทุนหุ้นกู้ วางเป้าคงมาร์เก็ตแชร์ 30% https://thestandard.co/cimb-thai-expands-retail-debentures/ Tue, 07 Oct 2025 09:02:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1127660

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายบุคคลที่ลงทุน […]

The post ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายย่อยลงทุนหุ้นกู้ วางเป้าคงมาร์เก็ตแชร์ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายบุคคลที่ลงทุนในหุ้นกู้ หวังคงส่วนแบ่งตลาด 30% สำหรับหุ้นกู้ตลาดรองบุคคลธรรมดาที่ปีนี้น่าจะมีมูลค่าราว 5.5 หมื่นล้านบาท เผยคนไทยยังลงทุนหุ้นกู้น้อยเพียง 2 แสนราย แม้เป็นเครื่องมือช่วยลดความผันผวนพอร์ตลงทุน

 

ภูดินันท์ เศรษฐนันท์, Head, Affluent & Wealth Management ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นกู้ในประเทศไทยปัจจุบันมีผู้ลงทุนเพียงประมาณ 2 แสนราย สะท้อนว่าความรู้ความเข้าใจเรื่องหุ้นกู้ยังค่อนข้างกระจุกตัว และเพื่อให้หุ้นกู้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น CIMBT จึงมุ่งขยายตลาดในส่วนนี้ โดยเฉพาะในฝั่งของหุ้นกู้ตลาดรอง

 

“(การซื้อขาย) หุ้นกู้ตลาดรองบุคคลธรรมดาปีก่อนอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท ปีนี้น่าจะโตได้ 10% เป็น 5.5 หมื่นล้านบาท”​

 

ภูดินันท์กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ธนาคารมีมาร์เก็ตแชร์สำหรับหุ้นกู้ตลาดรองบุคคลธรรมดาประมาณ 30% และตั้งเป้าจะยังรักษาอัตราส่วนไว้ในระดับนี้ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

 

ทั้งนี้ ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นกู้ปัจจุบันอยู่ระหว่าง 2-5% แม้จะไม่มากเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ แต่หุ้นกู้ถือเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน และให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากค่อนข้างมาก ในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยกำลังลดลง

 

สำหรับการขยายเพิ่มเติมนี้ ภูดินันท์บอกว่าปัจจัยหลักที่จะช่วยผลักดันคือ การมีเจ้าหน้าที่ผู้ให้ข้อมูลถูกต้องแก่ลูกค้า และผู้เชี่ยวชาญให้มุมมองการลงทุนสอดคล้องกับสภาวะตลาด ธนาคารจึงมุ่งขยายฐานที่ปรึกษาการเงินอิสระ (Independent Financial Advisor: IFA) เพื่อช่วยชี้ช่องผลิตภัณฑ์ลงทุนที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละราย ทั้งหุ้นกู้ตลาดแรก-ตลาดรอง และเงินฝากดอกเบี้ยสูงให้ลูกค้าพักเงิน จึงยังคงตั้งเป้าหมายเพิ่ม IFA ให้ถึง 500 คนภายในปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 140 – 150 คน

 

ด้าน กษิรา คล่องอนันต์ Head, Independent Wealth Sales ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภายใต้โลกที่เปลี่ยนแปลง คนต้องการอิสรภาพทางการใช้ชีวิตและการทำงาน ต้องการเลือกเวลาทำงานได้เอง จึงมีผู้แนะนำการลงทุนมืออาชีพ ที่ผันตัวมาเป็นผู้แนะนำการลงทุนอิสระมากขึ้น

 

ขณะเดียวกันบทบาทของ IFA กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ปัจจุบันแวดวงการเงินต้องการ IFA มืออาชีพมาเติมเต็มการลงทุนให้ลูกค้าอย่างครบวงจร ปัจจุบันทั้งอุตสาหกรรมมี IFA กว่า 2 หมื่นราย โดยในจำนวนนี้มีไม่ถึง 50% ที่ทำเป็นอาชีพหลัก

The post ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายย่อยลงทุนหุ้นกู้ วางเป้าคงมาร์เก็ตแชร์ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาณาจักรแฟชั่นหรูจะเป็นอย่างไรต่อ หลัง Giorgio Armani เสียชีวิตแบบไร้ทายาท https://thestandard.co/giorgio-armani-fashion-empire-future/ Sat, 06 Sep 2025 02:36:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1116128 Giorgio Armani ดีไซเนอร์ระดับตำนานชาวอิตาลี เจ้าของอาณาจักรแฟชั่นหรูระดับโลก

Armani จะเป็นอย่างไรต่อ หลัง Giorgio Armani ดีไซเนอร์ระ […]

The post อาณาจักรแฟชั่นหรูจะเป็นอย่างไรต่อ หลัง Giorgio Armani เสียชีวิตแบบไร้ทายาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Giorgio Armani ดีไซเนอร์ระดับตำนานชาวอิตาลี เจ้าของอาณาจักรแฟชั่นหรูระดับโลก

Armani จะเป็นอย่างไรต่อ หลัง Giorgio Armani ดีไซเนอร์ระดับตำนานชาวอิตาลี หนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์ และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เพียงรายเดียว ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 91 ปี โดยไร้ซึ่งทายาท หรือคู่สมรสมารับช่วงต่อ

 

ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นในปี 1975 Giorgio Armani ก่อตั้งบริษัทขึ้นร่วมกับ Sergio Galeotti หุ้นส่วนทางธุรกิจผู้ล่วงลับ โดยที่ Galeotti คอยรับผิดชอบด้านการบริหาร ส่วน Armani มุ่งทุ่มเทงานสร้างสรรค์และเป็นหน้าเป็นตาให้กับแบรนด์

 

ตลอดระยะเวลาการทำงานอันยาวนานที่ Giorgio Armani ได้ครอบครองอำนาจในการบริหารกิจการไว้เพียงผู้เดียว ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่า เขาหวงแหนอำนาจนี้อย่างมาก และคอยระวังไม่ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่รายใดก็ตาม เข้ามาเจือจางอำนาจควบคุมของเขาไป 

 

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Armani ปฏิเสธการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงคอยปฏิเสธข้อเสนอขอเข้าซื้อกิจการจาก Kering และ LVMH อยู่บ่อยครั้ง

 

แบ่งกิจการให้ทายาท

 

อย่างไรก็ตาม Armani ได้วางมาตรการต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากิจการจะมีความเป็นอิสระ และมีความต่อเนื่องไว้แล้ว ผ่านการแบ่งอำนาจให้กับสมาชิกในครอบครัวและผู้ร่วมงานใกล้ชิด ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในบริษัทอยู่แล้ว ดังนี้

 

  • Rosanna Armani น้องสาว – มีตำแหน่งในคณะกรรมการบริษัท
  • Silvana Armani หลานสาว – ดูแลคอลเลกชันสตรี
  • Roberta Armani หลานสาว – ดูแลเซเลบริตี
  • Andrea Camerana หลานชาย – ดูแลความยั่งยืน
  • Pantaleo Dell’Orco มือขวาผู้ถูกยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ปัจจุบันคอยดูแลคอลเลกชันเสื้อผ้าผู้ชาย

 

ตั้งมูลนิธิกำกับการรับช่วงต่อ

 

ทั้งนี้ Armani ได้วางมาตรการป้องกันมรดกผ่านการก่อตั้งมูลนิธิในปี 2016 ซึ่งมีกลไกรักษาทรัพย์สินของบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างจะดำเนินตามหลักการสำคัญที่ Armani ยึดถือ ไม่ให้ล้มละลายหรือถูกซื้อกิจการต่อ

 

โดยปัจจุบันมูลนิธิดังกล่าวถือครองหุ้นกิจการไว้ 0.1% และคาดว่าจะมีการกระจายหุ้นเพิ่มเติมหลังการเสียชีวิตของ Armani ซึ่งจะมอบให้กับบรรดาผู้สืบทอดกิจการด้วย ซึ่ง Armani เคยกล่าวไว้ว่าได้คัดเลือกไว้แล้ว 3 บุคคลให้มาบริหารมูลนิธิ 

 

กำหนดข้อบังคับบริษัทใหม่ มีผลหลังเสียชีวิต

 

นอกจากนี้ Armani ยังได้กำหนด ‘ข้อบังคับบริษัท’ (Company Bylaws) ขึ้นใหม่ ให้มีผลหลังเขาเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งจะคอยกำกับหลักการดูแลบริษัทในอนาคต

 

โดยจะมีการแบ่งหุ้นบริษัทออกเป็นหลายประเภท ที่มีสิทธิ์และอำนาจในการออกเสียงแตกต่างกันไปให้กับผู้สืบทอดแต่ละคน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจน

 

นอกจากนี้ ข้อบังคับบริษัทยังระบุด้วยว่า การควบรวมกิจการ (M&A) และการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ใดๆ ก็ตามจะต้องได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการส่วนใหญ่ และจะเกิดขึ้นได้หลังข้อบังคับบริษัทมีผลแล้ว 5 ปี 

 

ไม่เพียงแค่การบริหารทางการเงิน ข้อบังคับบริษัทฉบับใหม่ยังกล่าวถึงแนวทางด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยกำหนดให้แบรนด์ต้องรักษาสไตล์ที่ “เรียบง่าย ทันสมัย สง่างาม และไม่โอ้อวด” ไว้

 

ผลประกอบการยังแข็งแกร่ง

 

ธุรกิจของ Armani ไม่ได้มีแค่เสื้อผ้า แต่ยังขยายกิจการไปยังสินค้าและบริการไลฟ์สไตล์อื่นๆ ดังนี้ 

 

  • Armani Privé: เสื้อผ้าชั้นสูง (Haute Couture)
  • Emporio Armani: เสื้อผ้าสำเร็จรูป ตามกระแสสำหรับวัยรุ่น
  • Armani Exchange: เสื้อผ้าสตรีทแฟชั่นเข้าถึงง่าย
  • Armani Casa: สินค้าตกแต่งบ้าน
  • Armani Dolci: ธุรกิจขนมหวาน และเครือข่ายร้านอาหารและคาเฟ่

 

นอกจากนี้ Armani ยังอนุญาตให้โรงแรมหรูในมิลานและดูไบ นำชื่อแบรนด์ไปใช้อีกด้วย

 

โดยในปี 2024 บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 2,700 ล้านดอลลาร์ แม้จะมีผลกำไรและยอดขายที่ลดลงจากภาวะถดถอยของอุตสาหกรรม แต่ Armani ยังคงเป็นบริษัทที่มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยถือครองเงินสดสุทธิราว 668 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2024 

 

ภาพ: Robert Way/Getty Images 

อ้างอิง: 

The post อาณาจักรแฟชั่นหรูจะเป็นอย่างไรต่อ หลัง Giorgio Armani เสียชีวิตแบบไร้ทายาท appeared first on THE STANDARD.

]]>