Cryptocurrency – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-cryptocurrency/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 14 Aug 2026 05:33:04 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ยอดใช้ Stablecoin พุ่งทั่วโลก Binance แนะไทยเร่งผลักดัน ขณะที่ ธปท.-ก.ล.ต. กำลังจะคุมเข้ม https://thestandard.co/stablecoin-thailand-binance-regulation/ Thu, 13 Aug 2026 11:59:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1241630 ภาพ Richard Teng ซีอีโอ Binance คู่กับเหรียญ Stablecoin USDT พร้อมข้อความแสดงมูลค่าการใช้ที่พุ่งสูงขึ้น

Richard Teng ซีอีโอ Binance ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลา […]

The post ยอดใช้ Stablecoin พุ่งทั่วโลก Binance แนะไทยเร่งผลักดัน ขณะที่ ธปท.-ก.ล.ต. กำลังจะคุมเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Richard Teng ซีอีโอ Binance คู่กับเหรียญ Stablecoin USDT พร้อมข้อความแสดงมูลค่าการใช้ที่พุ่งสูงขึ้น

Richard Teng ซีอีโอ Binance ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัล หากเร่งผลักดันนโยบาย stablecoin และ tokenization แต่ในทางกลับกัน ก.ล.ต. และ ธปท. กำลังเดินหน้าออกเกณฑ์คุมเข้มธุรกรรม stablecoin ด้วยความกังวลเรื่องการฟอกเงินและการเลี่ยงระบบโอนเงินข้ามพรมแดน

 

ข้อมูลจาก Visa Onchain Analytics สะท้อนว่ามูลค่าธุรกรรมการใช้ stablecoin พุ่งทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 37 ล้านล้านบาท ในช่วง 30 วันล่าสุด ขณะที่ธุรกรรม stablecoin ขนาด retail ซึ่งเป็นตัวแทนการใช้งานของคนทั่วไป มีมูลค่าราว 7.2 พันล้านดอลลาร์ในรอบ 30 วันล่าสุด สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทจากที่พักเงินของนักเทรด ไปสู่เงินที่ใช้จ่ายจริงมากขึ้น

 

ด้าน Mercuryo เผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2026 ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ธุรกรรมแลกเปลี่ยนกลับเป็นเงินสกุลท้องถิ่น (off-ramp) บนแพลตฟอร์มที่เป็น USDC และ USDT มีสัดส่วน 57% ของธุรกรรมทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 25% ในปีก่อนหน้า ขณะที่สัดส่วนต่อมูลค่ารวมเพิ่มจาก 30% เป็น 56%

 

ที่โดดเด่นกว่านั้นคือจำนวนธุรกรรม off-ramp ของ stablecoin เพิ่มขึ้น 446% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่นเพิ่มขึ้นเพียง 38% และราว 80% ของการเติบโตทั้งหมดมาจาก stablecoin

 

Arthur Firstov ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของ Mercuryo ระบุว่าการรับเงินเดือนเป็นคริปโทกำลังเคลื่อนจากขอบไปสู่กระแสหลัก โดยให้เหตุผลว่าสำหรับแรงงานในประเทศที่เงินเฟ้อสูง การรับเงินเดือนเป็น stablecoin ช่วยรักษาอำนาจซื้อ ขณะที่บางส่วนใช้เพื่อการโอนเงินกลับประเทศด้วยต้นทุนต่ำ

 

สอดคล้องกับรายงาน Crypto Payroll ปี 2025 ของ Rise ที่พบว่า 25% ของธุรกิจใช้คริปโทในการจ่ายเงินเดือนแล้ว โดย Rise ระบุว่าประมวลผลเงินเดือนไปกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ และมากกว่าครึ่งของการถอนเงินของแรงงานเกิดขึ้นในรูป stablecoin ครอบคลุมกว่า 190 ประเทศ

 

ความต้องการกระจุกตัวเป็นพิเศษในตลาดที่ค่าเงินไม่มีเสถียรภาพหรือมีต้นทุนการโอนเงินสูง โดยข้อมูล Chainalysis ที่ถูกอ้างในรายงานปี 2026 ของ Rise ระบุว่าบราซิลประเทศเดียวรับมูลค่าคริปโทราว 3.188 แสนล้านดอลลาร์ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2024 ถึงมิถุนายน 2025 โดยราว 90% เชื่อมโยงกับ stablecoin

 

Binance ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ในบริบทนี้เอง Richard Teng ซีอีโอร่วม (Co-CEO) ของ Binance กล่าวว่า สินทรัพย์ดิจิทัลได้เปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เฉพาะกลุ่มไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระดับโลกแล้ว โดยปีนี้เห็นการบรรจบกันระหว่างการเงินดั้งเดิมกับโลกคริปโทอย่างชัดเจน

 

Teng ระบุว่าภายหลังสหรัฐฯ มีความชัดเจนทางกฎหมายเรื่อง stablecoin ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และ stablecoin ได้กลายเป็นเครื่องมือโอนเงินข้ามประเทศที่รวดเร็วในระดับทันที ด้วยต้นทุนเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับระบบธนาคารตัวแทน

 

สำหรับประเทศไทย Teng ประเมินว่าผู้กำกับดูแลไทยมีวิสัยทัศน์และออกเกณฑ์ที่ชัดเจน ซึ่งช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นและการคุ้มครองผู้ใช้ พร้อมระบุว่าไทยมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัล หากภาครัฐเร่งผลักดันนโยบายด้านนวัตกรรม stablecoin การทำ tokenization และสิทธิประโยชน์ทางภาษี

 

อย่างไรก็ตาม Teng ยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดสำคัญ คือปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่อนุญาตให้ใช้ stablecoin สกุลเงินต่างประเทศอย่าง USDT หรือ USDC ในการชำระค่าสินค้าและบริการทั่วไป ซึ่งทีมงานอยู่ระหว่างประสานงานหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

หน่วยงานกำกับไทยอาจคุมเข้ม stablecoin มากขึ้น

 

ทว่าทิศทางของหน่วยงานกำกับดูแลไทยในเวลานี้ดูจะสวนทางกับข้อเสนอดังกล่าว

 

ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประชุมหารือกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อวางกรอบการกำกับดูแลธุรกรรม stablecoin ท่ามกลางความกังวลว่าสินทรัพย์ดิจิทัลอาจถูกใช้ในการฟอกเงิน ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเลี่ยงการควบคุมการโอนเงินข้ามพรมแดน

 

ตามรายงาน ก.ล.ต. คาดว่าจะออกหลักเกณฑ์ภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยกำหนดให้เริ่มบังคับใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2027 ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การกำกับดูแลที่ครอบคลุมมากขึ้น ตามการใช้งาน stablecoin ที่แพร่หลายขึ้นในระบบการเงินไทย

 

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังปริมาณธุรกรรมของ stablecoin รายใหญ่อย่าง USDT และ USDC ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนผู้กำกับดูแลเห็นความจำเป็นต้องพิจารณามาตรการป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดเพิ่มเติม

 

ก่อนหน้านี้ ธปท. และ ก.ล.ต. ได้เริ่มตรวจสอบร่วมกันในธุรกรรม USDT มูลค่าสูง โดยมีรายงานว่าพบผู้ขาย USDT บนแพลตฟอร์มในไทยราว 40% เป็นชาวต่างชาติที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศ ซึ่งตามหลักเกณฑ์แล้วไม่ควรทำธุรกรรมในไทย

 

ขณะเดียวกัน ธปท. ยังเตรียมใช้มาตรการต่อต้านการฟอกเงินชุดใหม่ในไตรมาส 4 ปี 2026 ซึ่งกำหนดให้ผู้ฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต้องแสดงหลักฐานที่มาของเงิน โดยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเศรษฐกิจนอกระบบที่ครอบคลุมทั้งเงินสด การค้าทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ไทยเลือกทาง ‘เปิดหน้าบ้าน ปิดหลังบ้าน’?

 

อย่างไรก็ดี การตีความว่าไทยกำลัง ‘ต่อต้าน’ stablecoin คงไม่ถูกต้องนัก เพราะในเวลาเดียวกัน ธปท. ก็กำลังเดินหน้าสร้าง stablecoin ของตัวเอง

 

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ระบุเมื่อปลายเดือนมิถุนายนว่า การศึกษาออกแบบ stablecoin ที่หนุนหลังด้วยเงินบาทอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะภายในสิ้นปี 2026 และคาดว่าจะประกาศหลักเกณฑ์อย่างเป็นทางการภายในปี 2026 หรือต้นปี 2027

 

กรอบเบื้องต้นกำหนดให้ stablecoin ดังกล่าวต้องหนุนหลังด้วยเงินบาทเต็มจำนวนในอัตรา 1:1 โดยเก็บสินทรัพย์สำรองในบัญชีแยกที่สถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต ผู้ถือเหรียญมีสิทธิ์ไถ่ถอนเป็นเงินบาทได้ตลอดเวลา และสินทรัพย์สำรองจะถูกคุ้มครองไม่ให้นำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น

 

ที่สำคัญคือ ธปท. วางแผนทดสอบในแซนด์บ็อกซ์โดยจำกัดการใช้งานเฉพาะการชำระดุลระหว่างธนาคารพาณิชย์ก่อน แล้วจึงค่อยประเมินผลก่อนขยายสู่การค้าปลีก โดยเน้นย้ำว่าออกแบบเพื่อประสิทธิภาพการชำระเงินและการชำระดุล ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร

 

พร้อมกันนี้ ธปท. ยังเข้มงวดกับการชำระเงินข้ามพรมแดนที่ไม่ผ่านระบบ โดยกำหนดให้การชำระเงินผ่าน QR code ส่วนบุคคลในไทยต้องทำเป็นเงินบาทเท่านั้น และระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ถึงพฤษภาคม 2026 ได้ระงับบัญชีที่เชื่อมโยงกับการโอนเงินหยวนแบบ P2P ไปแล้วราว 5,000 บัญชี

 

ภาพ: lilgrapher/ Shutterstock

The post ยอดใช้ Stablecoin พุ่งทั่วโลก Binance แนะไทยเร่งผลักดัน ขณะที่ ธปท.-ก.ล.ต. กำลังจะคุมเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘New Demand’ ผู้เล่นทองคำรายใหม่ ‘Tether’ https://thestandard.co/tether-gold-new-demand/ Sat, 08 Aug 2026 04:02:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1239698 เหรียญคริปโทเคอร์เรนซี Tether ส่องประกาย

หนึ่งในพัฒนาการสำคัญที่ตลาดทองคำเริ่มจับตามองมากขึ้น คื […]

The post ‘New Demand’ ผู้เล่นทองคำรายใหม่ ‘Tether’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหรียญคริปโทเคอร์เรนซี Tether ส่องประกาย

หนึ่งในพัฒนาการสำคัญที่ตลาดทองคำเริ่มจับตามองมากขึ้น คือการเข้ามาของผู้เล่นจากโลกการเงินดิจิทัล โดยเฉพาะ Tether บริษัทคริปโทสัญชาติอเมริกัน ซึ่งกำลังเพิ่มบทบาทไปสู่หนึ่งในผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ของโลก

 

สิ่งนี้กำลังเปลี่ยนสมการราคาทองคำอย่างถาวร และจะทำให้ Floor ของราคาทองคำยกฐานขึ้น ตลาดทองคำโลกกำลังมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิด และมันไม่ใช่ธนาคารกลาง, กองทุน หรือบริษัทเหมืองแร่ แต่คือ ‘Tether’ บริษัทออก stablecoin

 

โดย stablecoin ‘USDT’ นั้นจะผูกมูลค่ากับสกุลเงินดอลลาร์แบบ 1:1 และ Tether จะนำเงินดอลลาร์ที่นักลงทุนนำมาแลก USDT ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ พร้อมเก็บดอกเบี้ยพันธบัตรเอาไว้ ดังนั้นตราบใดที่ความต้องการ USDT ยังคงสูงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังคงน่าสนใจ กระแสเงินสดนี้จะไม่มีวันหยุด และกลายเป็น ‘New Demand’ ของการเข้าซื้อทองคำ

 

ปัจจุบัน Tether ถือครองทองคำอยู่ราว 168 ตัน มูลค่าราว 2.18 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็นสัดส่วนดังนี้

 

  • ทองคำที่ใช้เป็นสินทรัพย์สำรองของบริษัทประมาณ 146 ตัน หรือมูลค่าราว 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ทองคำอีกประมาณ 22 ตัน ที่ใช้สนับสนุน Gold-backed Token หรือ XAUT

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ การสะสมทองคำของ Tether เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงปี 2025 ที่บริษัทเร่งซื้อทองคำต่อเนื่อง ทั้งในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปี 2025 รวมถึงไตรมาสแรกของปี 2026 ส่งผลให้ปริมาณทองคำสำรองเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในเวลาเพียงปีเดียว ซึ่งสอดคล้องกับ ‘Paolo Ardoino’ CEO ของ Tether ที่เคยกล่าวไว้ว่าบริษัทมีแผนจะเพิ่มการจัดสรรพอร์ตการลงทุนประมาณ 10% ถึง 15% ไปไว้ในทองคำแท่ง โดยเริ่มนำผลกำไรมาเข้าซื้อทองคำอย่างเงียบๆ มาตั้งแต่ปี 2020

 

ในปี 2025 Tether ยังซื้อทองคำมากกว่าธนาคารกลางเกือบทุกแห่งในโลก เป็นรองเพียงธนาคารกลางโปแลนด์ที่เข้าซื้อทองคำ 102 ตัน และในไตรมาส 1/2026 บริษัทยังคงเดินหน้าซื้อทองคำ 6.5 ตัน ต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 2/2026 ได้เข้าซื้อเพิ่มอีก 14.0 ตัน แรงซื้อเหล่านี้สะท้อนว่าความต้องการทองคำไม่ได้มาจากธนาคารกลางหรือภาคการเงินดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มมาจากระบบการเงินดิจิทัลด้วยเช่นกัน

 

ทองคำจึงกำลังมีบทบาทใหม่ในโลกการเงินยุคดิจิทัล ไม่ใช่เพียงในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยหรือทุนสำรองของรัฐ แต่กำลังกลายเป็นสินทรัพย์สำรองของ ‘Digital Financial Networks’ ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนเชิงโครงสร้างสำคัญของตลาดทองคำในระยะยาว

 

ภาพ: LEE WA DA / Shutterstock

The post ‘New Demand’ ผู้เล่นทองคำรายใหม่ ‘Tether’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดการแฮ็กคริปโตทั่วโลก ครึ่งปีแรก 2026 พุ่งแตะ 4.4 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/global-crypto-hacks-2026/ Thu, 06 Aug 2026 10:56:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1239040 ภาพชายสวมฮู้ดลึกลับพร้อมสัญลักษณ์ Bitcoin สื่อถึงการแฮ็กคริปโตและความปลอดภัยทางไซเบอร์

‘Not your Key, Not your coin’ หนึ่งในวลีที่ถูกพูดถึงในแ […]

The post ยอดการแฮ็กคริปโตทั่วโลก ครึ่งปีแรก 2026 พุ่งแตะ 4.4 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพชายสวมฮู้ดลึกลับพร้อมสัญลักษณ์ Bitcoin สื่อถึงการแฮ็กคริปโตและความปลอดภัยทางไซเบอร์

‘Not your Key, Not your coin’ หนึ่งในวลีที่ถูกพูดถึงในแวดวงนักลงทุนคริปโตมาโดยตลอดว่า หากคุณไม่ได้ถือรหัสบัญชีในการเก็บคริปโต (Private Key) เงินเหล่านี้ก็ไม่ใช่ของคุณอย่างแท้จริง จึงทำให้เหล่านักลงทุนคริปโตต่างเชื่อมั่นกับความปลอดภัยและอิสรภาพในการรักษารหัสบัญชีคริปโตเหล่านั้นไว้กับตนเองแทนที่จะเป็นธนาคาร

 

แต่จากรายงาน Hack3D ล่าสุดของ Certik เผยว่า ในช่วงครี่งปีแรกของปี 2026 (มกราคม – มิถุนายน) มูลค่าการแฮ็กบนโลกคริปโตพุ่งแตะ 1.3 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท ใน 344 เครือข่าย ทั้งนี้มูลค่าดังกล่าวก็ยังลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า 46.8%

 

ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากเลยครึ่งปีมาหนึ่งเดือน ช่วงกรกฎาคมปี 2026 ยอดการแฮ็กคริปโตในเดือนดังกล่าว ก็พุ่งแตะ 210 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 7.1 พันล้านบาท ซึ่งในยอดดังกล่าว ถูกแฮ็กมาจาก Coldcard Wallet ที่เป็นฮาร์ดแวร์วอลเล็ท แบบ Cold Storage สำหรับเก็บ Bitcoin โดยเฉพาะ มากถึง 70 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.3 พันล้านบาท

 

ดังนั้นแล้ว การกล่าวว่า Not your key, Not your coin อาจไม่สามารถพูดได้อย่างมั่นใจแบบร้อยเปอร์เซนต์ เพราะแม้เราจะเก็บรักษา Private Key เหล่านี้ด้วยตนเอง ก็อาจโดนแฮ็กไป โดยไม่มีความรับผิดชอบใดๆ เลยเช่นกัน

 

ในบทควาทนี้ทางทีมงาน THE STANDARD WEALTH พาไปเปิดยอดการยอดการแฮ็กคริปโตในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026

 


 

ภาพชายสวมฮู้ดลึกลับพร้อมสัญลักษณ์ Bitcoin สื่อถึงการแฮ็กคริปโตและความปลอดภัยทางไซเบอร์ 1

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post ยอดการแฮ็กคริปโตทั่วโลก ครึ่งปีแรก 2026 พุ่งแตะ 4.4 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียน Coldcard กับบั๊กอายุ 5 ปีที่ดูดเงินไปแล้วกว่า 115 ล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/coldcard-bug-bitcoin-stolen/ Mon, 03 Aug 2026 08:14:45 +0000 https://thestandard.co/coldcard-bug-bitcoin-stolen/ Coldcard

ประเด็นร้อนแรงบนโลกสินทรัพย์ดิจิทัลเวลานี้คือเรื่องราวข […]

The post ถอดบทเรียน Coldcard กับบั๊กอายุ 5 ปีที่ดูดเงินไปแล้วกว่า 115 ล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Coldcard

ประเด็นร้อนแรงบนโลกสินทรัพย์ดิจิทัลเวลานี้คือเรื่องราวของ Hardware Wallet ยี่ห้อ Coldcard ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ‘ตู้เซฟที่ปลอดภัยที่สุดของบิตคอยน์’ แต่ล่าสุดกลับกำลังถูกโจรกรรมครั้งใหญ่ โดยบิตคอยน์กว่า 1,800 BTC มูลค่าราว 115 ล้านดอลลาร์ ถูกดูดออกจากกระเป๋ากว่า 5,200 ใบ ทั้งที่กระเป๋าเหล่านั้นเก็บอยู่ในอุปกรณ์ที่ไม่เคยต่ออินเทอร์เน็ต บางใบอยู่ในตู้นิรภัยธนาคารด้วยซ้ำ

 

 

สำนักข่าว Bloomberg เปิดเผยเรื่องราวของ โจนาธาน กูดแมน ชายชาวแคนาดาที่เก็บกุญแจบิตคอยน์ของเขาไว้ใน Coldcard ที่วางอยู่ในตู้นิรภัยธนาคาร ไม่เคยเสียบเข้าคอมพิวเตอร์ ไม่เคยเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ตรงตามตำราความปลอดภัยทุกบรรทัดที่วงการคริปโตสอนกันมาสิบกว่าปี

 

หลังกระแสข่าวว่า Coldcard มีช่องโหว่ในอุปกรณ์รุ่นที่เขาใช้ เมื่อกูดแมนเปิดดูกระเป๋าเงินดิจิทัลของตัวเองกลับพบรายการถอนเงินต่อเนื่องภายในเวลาราว 7 นาที ทำให้บิตคอยน์ราว 18.25 BTC หรือราว 38 ล้านบาท ถูกขโมยออกไป

 

สิ่งที่เกิดขึ้นกับกูดแมนไม่ใช่การถูกแฮ็กในความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจ ไม่มีใครแตะอุปกรณ์ของเขา ไม่มีอีเมลฟิชชิง ไม่มีมัลแวร์ ผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร สิ่งที่พวกเขาทำคือ คำนวณกุญแจของเขาขึ้นมาใหม่จากศูนย์ ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป

 

บั๊กที่ซ่อนอยู่ภายใต้โค้ดตั้งแต่ 5 ปีก่อน

 

ต้นตอของเรื่องคือโค้ดบรรทัดหนึ่งที่ถูกคอมมิตเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2021 และถูกส่งออกไปพร้อมเฟิร์มแวร์ Coldcard เวอร์ชัน 4.0.x ในเดือนเดียวกัน

 

หัวใจของกระเป๋าคริปโตทุกใบคือ seed phrase หรือชุดคำภาษาอังกฤษ 12 หรือ 24 คำ ที่เป็นรากของกุญแจส่วนตัวทั้งหมด ความปลอดภัยของมันตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวคือ ชุดคำนั้นต้องสุ่มจริง มาตรฐาน BIP-39 กำหนดให้มีความสุ่ม (entropy) ที่ระดับ 128 บิต ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใหญ่เกินกว่าคอมพิวเตอร์ทั้งโลกรวมกันจะไล่เดาได้

 

แต่ตามรายงานทางวิศวกรรมของ Block Inc. บริษัทของแจ็ค ดอร์ซีย์ ซึ่งเป็นผู้ค้นพบและเปิดเผยช่องโหว่นี้ ข้อผิดพลาดในการเชื่อมต่อโค้ดทำให้กระบวนการสร้าง seed ถูกส่งไปยัง ตัวสร้างเลขสุ่มเทียมแบบซอฟต์แวร์ (PRNG) แทนที่จะเป็นชิปสร้างเลขสุ่มของฮาร์ดแวร์ STM32 ตามที่ออกแบบไว้ ผลลัพธ์คือค่าที่ได้ถูกกำหนดโดยตัวแปรที่คาดเดาได้ เช่น หมายเลขประจำเครื่อง (UID) สถานะตัวจับเวลา และประวัติการเรียกใช้ก่อนหน้า

 

ตัวเลขที่ตามมาคือหัวใจของหายนะครั้งนี้ Coinkite ยอมรับเองว่า seed ที่สร้างบนเครื่องรุ่น Mk3 มี entropy ใช้งานจริงเหลือราว 40 บิต ส่วนรุ่น Mk4, Mk5 และ Q ซึ่งมี secure element ช่วยเสริมความสุ่มบางส่วน เหลือราว 72 บิต

 

40 บิต หมายความว่าอะไร?

 

หมายความว่า จำนวนความเป็นไปได้ทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านล้านชุด ซึ่งฟังดูมหาศาลสำหรับมนุษย์ แต่สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ นั่นคืองานที่ทำเสร็จได้ภายในสุดสัปดาห์เดียว ผู้โจมตีเพียงไล่สร้าง seed ที่เป็นไปได้ทั้งหมดแบบออฟไลน์ แปลงเป็นแอดเดรสบิตคอยน์ แล้วเทียบกับแอดเดรสที่มีเงินอยู่จริงบนบล็อกเชนสาธารณะ

 

“มันเปิดโปงความเชื่อผิดๆ ที่ว่าคริปโตของคุณอยู่ออฟไลน์” อาเนริน ฟลินน์ ซีอีโอบริษัทเทคโนโลยีความมั่นคงไซเบอร์ Failsafe กล่าว เขาอธิบายว่าอุปกรณ์มีหน้าที่แค่สร้างรหัสผ่านให้ ถ้าคณิตศาสตร์ที่อยู่ข้างใต้พัง รหัสผ่านนั้นก็ถูกย้อนรอยได้

 

การโจมตีเปลี่ยนรูปแบบไป 4 ระลอก

 

Galaxy Research เป็นผู้ทำแผนที่การโจมตีบนเชนอย่างละเอียดที่สุด และสิ่งที่พวกเขาพบคือรูปแบบที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ในแต่ละระลอก

 

ระลอกที่ 1 (30 กรกฎาคม) ดูดบิตคอยน์ออกไป 1,082.65 BTC จาก 1,196 แอดเดรส ภายใน 41 นาที Chainalysis ซึ่งวิเคราะห์ชุดธุรกรรมคนละชุด ระบุว่าผู้โจมตีเลือกเจาะกระเป๋าใบใหญ่ก่อน โดยกวาดไปกว่า 30 ล้านดอลลาร์ในสิบนาทีแรก พฤติกรรมที่บ่งชี้ว่ารายชื่อกุญแจที่มีช่องโหว่ถูกไล่คำนวณเตรียมไว้ล่วงหน้าเงียบๆ ก่อนลงมือ

 

ระลอกที่ 2 Galaxy ไม่ได้เผยแพร่รายละเอียดแยก แต่จากยอดรวมสะสมสามารถอนุมานได้ว่าอยู่ที่ราว 76 BTC จากราว 1,477 แอดเดรส

 

ระลอกที่ 3 (31 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม) มีอีก 207.73 BTC หายไปจาก 1,912 แอดเดรส เฉลี่ยแล้วเหลือแค่ราวหนึ่งในสิบเหรียญต่อเหยื่อหนึ่งราย

 

ระลอกที่ 4 (3 สิงหาคม) อเล็กซ์ ธอร์น หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Galaxy Digital โพสต์เตือนบน X ขณะที่ธุรกรรมยังค้างอยู่ใน mempool ซึ่งต่างจากสามระลอกแรกที่ถูกวิเคราะห์หลังเหตุการณ์จบไปแล้ว

 

ตัวเลขชุดแรกคือ 388.93 BTC จาก 218 ธุรกรรม 462 แอดเดรส ไปยังปลายทางที่เพิ่งสร้างใหม่ 216 แห่ง ภายในบล็อก 960,778 ถึง 960,792 กินเวลาราวสองชั่วโมงครึ่ง ก่อนจะปรับขึ้นเป็น 448.7 BTC จาก 709 แอดเดรส หลังหักรายการที่ตรวจสอบแล้วว่าไม่ใช่

 

สิ่งที่ธอร์นชี้ว่าสำคัญกว่าตัวเลขคืออัตราเร็ว เขาวัดได้ 13.8 ธุรกรรมต่อบล็อก เทียบกับ 0.3 ต่อบล็อกในช่วงควบคุมก่อนเกิดเหตุ สูงกว่าปกติราว 45 เท่า

 

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ระลอก 4 ไม่มีกระเป๋ากลางสำหรับรวมเงินเลย เหยื่อทุกรายถูกจับคู่กับปลายทางใหม่แบบหนึ่งต่อหนึ่ง มีเพียงปลายทางเดียวเท่านั้นที่รับเงินสองครั้ง รูปแบบนี้ต่างจากระลอก 1 และ 2 อย่างสิ้นเชิง และใกล้เคียงระลอก 3 มากกว่า

 

จาก 4,585 แอดเดรสในสามระลอกแรก มีถึง 3,122 แอดเดรสที่สูญเสียน้อยกว่า 0.1 BTC ขณะที่ 288 แอดเดรสที่เสียมากกว่า 1 BTC รวมกันคิดเป็นราว 960 BTC ของยอดทั้งหมด

 

ฝั่งบริษัทยอมรับผิด แต่แก้ย้อนหลังไม่ได้

 

Coinkite ออกประกาศเตือนครั้งแรกในวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม โดยระบุว่าผู้ที่สร้าง seed บนเครื่อง Mk3 เวอร์ชัน 4.0.1 (มีนาคม 2021) หรือหลังจากนั้นควรถือว่าเงินของตนมีความเสี่ยง ก่อนขยายขอบเขตครอบคลุมรุ่น Mk4, Mk5 และ Q ในเวลาต่อมา และปล่อยเฟิร์มแวร์ฉุกเฉินสำหรับทุกรุ่นในวันที่ 31 กรกฎาคม

 

ขอบเขตที่ได้รับผลกระทบตามรายงานของ Block ครอบคลุม Mk2 และ Mk3 เวอร์ชัน 4.0.0 ถึง 4.1.9, Mk4 และ Mk5 ทุกเวอร์ชันก่อน 5.6.0 (Edge ก่อน 6.6.0X), และ Q ทุกเวอร์ชันก่อน 1.5.0Q (Edge ก่อน 6.6.0QX) ส่วน Mk1 อยู่นอกขอบเขต และผลิตภัณฑ์อื่นของบริษัทอย่าง TAPSIGNER, OPENDIME และ SATSCARD ใช้ฐานโค้ดคนละชุดจึงไม่ได้รับผลกระทบ

 

โรดอลโฟ โนวัค ซีอีโอของ Coinkite ออกมาขอโทษต่อสาธารณะในวันศุกร์ ระบุว่าบริษัทรับผิดชอบเต็มที่ต่อบั๊กเฟิร์มแวร์ครั้งนี้ และยอมรับว่ากระบวนการตรวจสอบภายในล้มเหลว บริษัทยังหยุดการจัดส่งและทำลายสต็อกอุปกรณ์ที่ยังมีช่องโหว่ทั้งหมด

 

ประเด็นที่โนวัคพูดถึงและควรค่าแก่การจับตาคือ เขาตั้งข้อสังเกตว่าช่องโหว่นี้อาจถูกค้นพบด้วยความช่วยเหลือของปัญญาประดิษฐ์ โดยเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “ความจริงอันหนักหน่วงของยุค AI” และเตือนว่าการตรวจสอบโค้ดด้วย AI สามารถขุดบั๊กที่ซ่อนตัวมานานได้เร็วกว่าผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยที่มีประสบการณ์

 

Galaxy ระบุว่าได้ส่งรายชื่อแอดเดรสต้องสงสัยของผู้โจมตีราว 600 แอดเดรสให้หน่วยงานสืบสวนกลาง บริษัทด้านคอมไพลแอนซ์ และเครือข่ายผู้สืบสวนไซเบอร์ข้ามอุตสาหกรรมแล้ว

 

ด้าน ฉางเผิง จ้าว ผู้ก่อตั้ง Binance ออกมาเตือนผู้ใช้อย่างตรงไปตรงมาว่าอย่าไว้ใจฮาร์ดแวร์วอลเล็ตแบบไร้เงื่อนไข ขณะที่นักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามเปิดเผยว่าคาถา “not your keys, not your coins” จำเป็นต้องมีวรรคที่สองว่าด้วยที่มาของเฟิร์มแวร์และการตรวจสอบ entropy หรือไม่

 

ตัวเลขจาก TRM Labs ช่วยวางเรื่องนี้ในบริบทที่กว้างขึ้น รายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนก่อนระบุว่าครึ่งแรกของปี 2569 มูลค่าคริปโตที่ถูกขโมยรวม 972 ล้านดอลลาร์ น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของ 2.3 พันล้านดอลลาร์ในครึ่งแรกของปี 2568 แต่ จำนวนครั้งของการโจมตีกลับเพิ่มเป็น 207 ครั้ง สูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกในรอบหกเดือนใดๆ

 

อารี เรดบอร์ด หัวหน้าฝ่ายนโยบายระดับโลกของ TRM ชี้ว่าการโจมตีที่โครงสร้างพื้นฐานและกุญแจคิดเป็นราว 15% ของจำนวนเหตุการณ์ แต่คิดเป็นถึง 76% ของมูลค่าความเสียหาย ซึ่ง “Coldcard แสดงให้เห็นว่า self-custody เป็นการย้ายความเสี่ยง ไม่ใช่การกำจัดความเสี่ยง”

 

ผู้ใช้ควรทำอย่างไร

 

คำแนะนำจากทั้ง Coinkite และ Galaxy Research ตรงกันคือ ใครก็ตามที่ยังถือเงินอยู่ในกระเป๋าแบบลายเซ็นเดียว (single-signature) ที่สร้าง seed บนเฟิร์มแวร์ที่ได้รับผลกระทบ โดยไม่ได้เพิ่ม entropy จากภายนอกหรือใช้ BIP-39 passphrase ที่แข็งแรง ควรดำเนินการตามลำดับนี้

 

  • ติดตั้งเฟิร์มแวร์ที่แก้ไขแล้ว
  • สร้าง seed ใหม่ทั้งชุดบนอุปกรณ์ที่ปลอดภัย
  • ตรวจสอบสำเนาสำรอง
  • ส่งธุรกรรมทดสอบจำนวนน้อยและยืนยันว่าใช้จ่ายได้
  • ย้ายยอดเงินทั้งหมด

 

ภาพ: BlackJack3D / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ถอดบทเรียน Coldcard กับบั๊กอายุ 5 ปีที่ดูดเงินไปแล้วกว่า 115 ล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. กล่าวโทษ Bitkub และ 2 อดีตกรรมการ ปมแจ้งข้อความเท็จหลังถูกโจรกรรมคริปโต 1,700 ล้านบาท ด้านบริษัทแจงตัดสินใจปิดข่าวเพื่อสกัดการแห่ถอนสินทรัพย์ https://thestandard.co/bitkub-sec-crypto-hack-false-report/ Thu, 23 Jul 2026 11:57:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1234256 โลโก้ ก.ล.ต. และ Bitkub พร้อมข้อความข่าวการกล่าวโทษ Bitkub ปมปกปิดโจรกรรมคริปโต

ก.ล.ต. กล่าวโทษ Bitkub ผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย […]

The post ก.ล.ต. กล่าวโทษ Bitkub และ 2 อดีตกรรมการ ปมแจ้งข้อความเท็จหลังถูกโจรกรรมคริปโต 1,700 ล้านบาท ด้านบริษัทแจงตัดสินใจปิดข่าวเพื่อสกัดการแห่ถอนสินทรัพย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ ก.ล.ต. และ Bitkub พร้อมข้อความข่าวการกล่าวโทษ Bitkub ปมปกปิดโจรกรรมคริปโต

ก.ล.ต. กล่าวโทษ Bitkub ผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ของไทย พร้อมอดีตกรรมการอีก 2 ราย ต่อ บก.ปอศ. ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อหน่วยงานกำกับดูแล หลังตรวจสอบพบว่าบริษัทไม่ได้รายงานผลกระทบจากเหตุโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าราว 1,700 ล้านบาท เมื่อปี 2564 ด้าน Bitkub ยืนยันว่าทรัพย์สินของลูกค้าปลอดภัยครบถ้วน และชี้แจงว่าการตัดสินใจไม่เปิดเผยข้อมูลในเวลานั้นมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการแห่ถอนสินทรัพย์

 

 
 

ก.ล.ต. กล่าวโทษ 3 ราย อ้าง 3 ฐานความผิดตาม พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ

 

วันนี้ (23 กรกฎาคม) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้กล่าวโทษบุคคลรวม 3 ราย ต่อ บก.ปอศ. ประกอบด้วย บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด, สกลกรย์ สระกวี และทวีทรัพย์ ราวรรณ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นอดีตกรรมการของบริษัท

 

โดยฐานความผิดที่ ก.ล.ต. ระบุ แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่

 

  • มาตรา 76 แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 กรณีแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นความผิดในส่วนของบริษัท
  • มาตรา 94 ประกอบมาตรา 76 ซึ่งกำหนดให้บุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนินงานต้องรับผิดเช่นเดียวกับบริษัท โดย ก.ล.ต. ระบุว่าอดีตกรรมการทั้ง 2 ราย เป็นผู้รับผิดชอบในการนำส่งแบบรายงานในช่วงเกิดเหตุ
  • มาตรา 88(2) ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 88 วรรคท้าย กรณีลงข้อความเท็จในเอกสารของนิติบุคคลเพื่อลวงบุคคลใดๆ

 

อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ระบุว่า ภายหลังการกล่าวโทษ กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาจะเข้าสู่ขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การพิจารณาสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรมตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ทั้งนี้ การกล่าวโทษของ ก.ล.ต. เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการทางอาญา ไม่ใช่การชี้ขาดว่ามีความผิด ผู้ถูกกล่าวโทษยังคงได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

 

ย้อนต้นเหตุ การโจมตีทางไซเบอร์เดือนพฤษภาคม 2564

 

ก.ล.ต. ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่าในช่วงเดือนพฤษภาคม 2564 Bitkub ถูกโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลรวม 16 สกุล จากการโจมตีทางไซเบอร์ เป็นเหตุให้สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าจำนวนหนึ่งถูกนำออกไปจากศูนย์ซื้อขาย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,700 ล้านบาท

 

ต่อมา ก.ล.ต. พบข้อมูลว่าบริษัทได้หาสินทรัพย์ดิจิทัลมาทดแทนส่วนที่ถูกโจรกรรมไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2564

 

‘แบบ ดจ.1’ จุดที่นำไปสู่การกล่าวโทษ

 

ข้อมูลสำคัญของการกล่าวโทษครั้งนี้อยู่ที่เอกสารรายงานฉบับหนึ่ง นั่นคือ แบบรายงานเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิรายวัน หรือแบบ ดจ.1 ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีหน้าที่นำส่งต่อ ก.ล.ต. เป็นรายวัน

 

ก.ล.ต. ระบุว่า Bitkub ไม่ได้แจ้งข้อมูลในแบบ ดจ.1 ให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยแบบรายงานฉบับวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2564 ไม่ปรากฏว่ายอดทรัพย์สินของบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากเหตุการณ์การถูกโจรกรรม ซึ่ง ก.ล.ต. เห็นว่าเข้าข่ายเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ

 

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังระบุว่าอดีตกรรมการทั้ง 2 ราย ลงข้อความเท็จในแบบ ดจ.1 ซึ่งเป็นเอกสารของบริษัท เพื่อลวงให้ ก.ล.ต. หลงเชื่อว่าทรัพย์สินของลูกค้ายังถูกเก็บรักษาไว้โดยปกติและไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นกับบริษัท

 

Bitkub แจงไม่ใช่การทุจริต แต่เป็นการตัดสินใจเพื่อสกัดการแห่ถอนสินทรัพย์

 

Bitub ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว โดยประเด็นแรกที่บริษัทเน้นย้ำคือ ทรัพย์สินของลูกค้าทุกรายที่บริษัทเก็บรักษาไว้ในขณะนี้มีความปลอดภัยและครบถ้วน พร้อมยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดในการดูแลและจัดเก็บทรัพย์สินของลูกค้า

 

บริษัทอธิบายว่า มูลเหตุของการกล่าวโทษเป็นเหตุการณ์ในอดีตตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2564 หรือประมาณ 5 ปีก่อน และ ไม่ได้มาจากการกระทำทุจริตของบุคคลดังกล่าว แต่เกิดจากการที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการเปิดเผยข้อมูลบางรายตัดสินใจไม่เปิดเผยเรื่องที่กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัท 1 ใบ ถูกโจรกรรม

 

เหตุผลของการตัดสินใจดังกล่าว บริษัทระบุว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแห่ถอนสินทรัพย์ หรือ Bank Run กล่าวคือ หากลูกค้าทราบว่ามีการโจรกรรมเกิดขึ้นและมาขอถอนสินทรัพย์ดิจิทัลพร้อมกันจำนวนมาก บริษัทจะไม่สามารถหาสินทรัพย์ดิจิทัลมาทดแทนให้ลูกค้าได้ครบถ้วน เพราะอยู่ระหว่างการแก้ปัญหา ซึ่งบริษัทเห็นว่าจะทำให้ลูกค้าได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง และกระทบต่ออุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย

 

บริษัทยังระบุด้วยว่า ในขณะเกิดเหตุ ระบบความปลอดภัยของกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัททุกใบเป็นไปตามมาตรฐานที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด และผ่านการตรวจสอบแล้ว

 

ผู้ร่วมก่อตั้งรับภาระซื้อสินทรัพย์มาทดแทน

 

ประเด็นสำคัญอีกข้อจากแถลงการณ์คือ แหล่งที่มาของสินทรัพย์ที่นำมาทดแทน โดยบริษัทระบุว่า เมื่อไม่เกิดการแห่ถอนสินทรัพย์ขึ้น แม้บริษัทจะยังติดตามสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกโจรกรรมคืนมาไม่ได้ แต่กลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มบริษัท Bitkub (Co-Founders) ได้เข้ารับความเสียหายไว้แทน ด้วยการซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลมาให้บริษัทเพื่อใช้ทดแทนตามสกุลและจำนวนที่ถูกโจรกรรมไป ส่งผลให้บริษัทและลูกค้าทั้งหมดไม่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว

 

บริษัทอ้างอิงถึงการตรวจสอบของ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ที่ระบุว่าสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้ามีความปลอดภัยและครบถ้วน ซึ่งเป็นการเข้าตรวจสอบหลังปรากฏข้อมูลในสื่อออนไลน์ว่าศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแห่งหนึ่งถูกโจมตีทางไซเบอร์ โดยในเวลานั้น ก.ล.ต. ระบุว่าอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอกสารที่ถูกอ้างถึง

 

นอกจากนี้ บริษัทยังระบุว่าได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อหาตัวผู้ก่อเหตุโจรกรรมและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2564 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ ก.ล.ต. ระบุว่าเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงแบบรายงาน ดจ.1 ที่มีปัญหา

 

ทั้งนี้ Bitkub ได้ระบุถึงมาตรฐานที่ได้รับการรับรองในปัจจุบัน ได้แก่ การจัดอันดับความปลอดภัยระดับ Top 20 ของโลกในหมวดศูนย์ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีโดยเว็บไซต์ Cer.Live, การรับรองมาตรฐานสากล ISO 27001 และ ISO 27701 รวมถึง SOC 2 Type I, ระบบงานที่เป็นไปตามกรอบ NIST Cybersecurity Framework และการนำเทคโนโลยี Passkey กับฟังก์ชัน Self-Freeze มาให้บริการลูกค้า

 

บริษัทยังระบุว่ามีความร่วมมือในการเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้ากับผู้ให้บริการรับฝากระดับโลก ได้แก่ Bitgo Trust Company, Inc. และ Coinbase Custody Trust Company, LLC. พร้อมเปิดให้ประชาชนตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าผ่านงบการเงินของบริษัท

 

ในด้านธรรมาภิบาล บริษัทระบุว่าปัจจุบันมีกรรมการอิสระซึ่งเป็นบุคคลภายนอกทำหน้าที่ตรวจสอบการประกอบธุรกิจ และมีระบบงานด้านการกำกับดูแลการปฏิบัติงานตามกฎหมายและการตรวจสอบภายในอย่างครบถ้วน

The post ก.ล.ต. กล่าวโทษ Bitkub และ 2 อดีตกรรมการ ปมแจ้งข้อความเท็จหลังถูกโจรกรรมคริปโต 1,700 ล้านบาท ด้านบริษัทแจงตัดสินใจปิดข่าวเพื่อสกัดการแห่ถอนสินทรัพย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติกำลังศึกษา ‘THAI BAHT Stablecoin’ โดยเตรียมเปิดเฮียริงภายในปีนี้ https://thestandard.co/bank-thailand-stablecoin-forex/ Fri, 26 Jun 2026 09:37:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1223313 เหรียญคริปโทเคอร์เรนซี Stablecoin ที่อ้างอิงมูลค่าเงินบาท

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเผยกำลังศึกษา ‘THAI BAHT Stablecoin’ โ […]

The post แบงก์ชาติกำลังศึกษา ‘THAI BAHT Stablecoin’ โดยเตรียมเปิดเฮียริงภายในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหรียญคริปโทเคอร์เรนซี Stablecoin ที่อ้างอิงมูลค่าเงินบาท

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเผยกำลังศึกษา ‘THAI BAHT Stablecoin’ โดยเตรียมเปิด Hearing ภายในปีนี้ ย้ำเป็นกระบวนการตามพัฒนาการตลาด ธปท.ไม่ใช่แบงก์ชาติแรกที่เปิดให้ทำ เบื้องต้นหวังเปิดให้สถาบันการเงินเข้าไปทำธุรกิจบางส่วนที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เพื่อสนับสนุนการเงินสีเขียวอีกต่อ

 

วันนี้ (26 มิถุนายน) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน efinance ESG Capital With Purpose 2026 โดยระบุว่า ธปท.กำลังศึกษา ‘THAI BAHT Stablecoin’ และเตรียมเปิด รับฟังความคิดเห็น (Hearing) ภายในปีนี้ โดยการศึกษาการออกสเตเบิลคอยน์นี้ทำไปเพื่อเปิดทางให้สถาบันการเงินเข้าไปทำธุรกิจบางส่วนที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เพื่อสนับสนุนการเงินสีเขียว เช่น คาร์บอนเครดิต

 

ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าวต่อว่า การศึกษาสเตเบิลคอยน์เป็นกระบวนการตามพัฒนาการของตลาด โดยธปท.ไม่ใช่ธนาคารกลางประเทศแรกที่เปิดให้ทำ พร้อมย้ำว่า การเปิดให้ทำจะไม่ใช้แนวทางแบบเชิงรุก (Aggressive) เท่าบางประเทศ

 

ทั้งนี้ Stablecoin เป็นหนึ่งในประเภทของคริปโทเคอร์เรนซี ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้มูลค่าใกล้เคียงกับเงินตราหรือสินทรัพย์ที่ต้องการอ้างอิง โดยหาก stablecoin อิงมูลค่ากับเงินบาท ก็จะมีมูลค่าเท่ากับเงินบาท ในอัตราส่วน 1:1

 

ย้ำไม่มีแนวคิดให้ไลเซนส์เทรด FOREX มองไม่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

 

วิทัย ยังตอบผู้สื่อข่าวประเด็นการลงทุนหรือเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FOREX) โดยระบุว่า ธปท.ไม่ได้มีแนวคิดจะเปิดให้ดำเนินธุรกิจขายเงินตราต่างประเทศ (FX) เพื่อเก็งกำไร เหตุมองว่า ไม่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศ

 

โดยผู้ว่าฯ ธปท.ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) มีหลายใบอนุญาต เช่น ธนาคารพาณิชย์ที่สามารถทำการซื้อขาย FX ได้อยู่แล้วในตลาดระหว่างสถาบันการเงิน (Interbank) และธนาคารพาณิชย์ยังให้บริการรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และบริการส่งเงินตราต่างประเทศได้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีใบอนุญาตการประกอบธุรกิจให้บริการแลกเปลี่ยนเงิน (Money Changer)

 

“แต่สิ่งที่ธปท.ยังไม่ได้ให้ทำและหลายประเทศไม่ได้ให้ทำคือ การเทรดเงินตราต่างประเทศ (FX) ในลักษณะการเก็งกำไร เนื่องจาก ธปท.ไม่ได้เห็นว่า มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ” วิทัยกล่าว

 

พร้อมทั้งระบุอีกว่า ปัจจุบัน บุคคลทั่วไปและภาคธุรกิจสามารถป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging) ได้อยู่แล้ว ถ้าใครต้องการส่งเงินออก แลกเงิน ก็ไปบริษัทที่ทำ Money Transfer Money Exchange หรือไปแบงก์พาณิชย์ได้

 

“เพราะฉะนั้น สรุปสั้นๆ คือ ธปท.ยังไม่มีแนวคิดหรือนโยบายที่จะเปิดให้ Speculation หรือการเก็งกำไรของค่าเงินเป็นธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาต” วิทัยกล่าว

The post แบงก์ชาติกำลังศึกษา ‘THAI BAHT Stablecoin’ โดยเตรียมเปิดเฮียริงภายในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin ร่วงหลุด 62,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบ 3 เดือน เพราะ Panic Sell จากแรงขายของ Strategy หรือความต้องการกำลังลดต่ำลง https://thestandard.co/bitcoin-price-drop-etf-outflow/ Thu, 04 Jun 2026 03:48:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1214372 ภาพแสดงเหรียญ Bitcoin และกราฟราคาที่กำลังปรับตัวลดลง

ความเคลื่อนไหวราคา Bitcoin ล่าสุด (3 มิถุนายน) ร่วงลงแต […]

The post Bitcoin ร่วงหลุด 62,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบ 3 เดือน เพราะ Panic Sell จากแรงขายของ Strategy หรือความต้องการกำลังลดต่ำลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงเหรียญ Bitcoin และกราฟราคาที่กำลังปรับตัวลดลง

ความเคลื่อนไหวราคา Bitcoin ล่าสุด (3 มิถุนายน) ร่วงลงแตะ 61,349 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบเกือบ 4 เดือน โดยตลอด 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคา Bitcoin ลดลงมากว่า 20% ก่อนที่ราคาจะฟื้นกลับมาสู่ระดับ 64,000 ดอลลาร์ ณ เวลา 10.30 น.

 

 
 

แรงขายจาก MicroStrategy ทำให้ตลาดตื่นตระหนก?

 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันราคา Bitcoin ล่าสุด เป็นผลจากการที่ Strategy (MSTR) หรือชื่อเดิมคือ MicroStrategy บริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก รายงานการขายออกมาจำนวน 32 BTC หรือราว 0.004% ของจำนวน Bitcoin ที่บริษัทถืออยู่ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าราว 2.5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 82 ล้านบาท

 

การขายดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่ราคาเฉลี่ย 77,135 ดอลลาร์ ซึ่งภายหลังการขายดังกล่าว MSTR ยังคงถือครอง Bitcoin ทั้งสิ้น 843,706 BTC

 

ไมเคิล เซย์เลอร์ ประธานกรรมการบริหาร MSTR ระบุว่า “เป้าหมายของเราคือการทำให้ STRC เป็นตราสารเครดิตที่ดีที่สุดในโลก”

 

ก่อนหน้านี้ เซย์เลอร์เคยกล่าวว่า Strategy จะเข้าซื้อ 10 ถึง 20 BTC สำหรับทุกๆ 1 BTC ที่บริษัทขายออกไป พร้อมอธิบายว่าคำมั่นสัญญาที่เขาเคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะไม่มีวันขายนั้น แท้จริงแล้วหมายถึงการยังคงสถานะเป็นผู้สะสมสุทธิต่อไป เขายังระบุด้วยว่า สินทรัพย์ที่ถือครองอยู่นั้นต้องการให้ราคา Bitcoin ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.3% ต่อปี เพื่อให้เพียงพอต่อการครอบคลุมการจ่ายเงินปันผลของ STRC โดยที่บริษัทไม่ต้องเทขายหุ้นสามัญออกไป

 

Citi ชี้ปัญหาความต้องการ Bitcoin ลดลง กระทบหนักกว่าการเทขายของ Strategy

 

Citi เผยว่าความต้องการที่อ่อนแอของนักลงทุนและกระแสเงินทุนไหลออกจาก ETF อย่างต่อเนื่อง กำลังเป็นปัจจัยกดดันราคา Bitcoin มากกว่าการเทขาย BTC เมื่อเร็วๆ นี้ของบริษัท Strategy

 

Citi ระบุว่าแรงเทขาย Bitcoin ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ถูกขับเคลื่อนโดยความต้องการที่อ่อนแอของนักลงทุน มากกว่าการเทขาย Bitcoin เพียงเล็กน้อยของบริษัท Strategy

 

ทางธนาคารกล่าวว่า แม้การเทขายของ Strategy จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น แต่นั่นไม่ใช่ปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin โดย Citi ระบุว่า เซย์เลอร์ได้เคยหารือถึงแผนการที่จะเทขายการถือครอง Bitcoin บางส่วนที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปรับสมดุลพอร์ตโฟลิโอ ในระหว่างการแถลงผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัทไปแล้ว

 

อเล็กซ์ ซอนเดอร์ส นักวิเคราะห์จาก Citi กล่าวว่า กระแสเงินทุนของ Spot Bitcoin ETF ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดราคา Bitcoin โดยทางธนาคารประเมินว่า กระแสเงินทุนของ ETF สามารถอธิบายความผันผวนของผลตอบแทน Bitcoin รายสัปดาห์ได้ถึงประมาณ 45%

 

ข้อมูลจาก SoSoValue ที่อ้างอิงในรายงานระบุว่า ขณะนี้ Bitcoin ETF มีกระแสเงินทุนไหลออกสุทธิ (Net Outflows) ติดต่อกันถึง 11 วันทำการ ซึ่งถือเป็นสถิติเงินทุนไหลออกรายวันที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ผลิตภัณฑ์นี้เปิดตัวในปี 2024

 

เม็ดเงิน 3.4 พันล้านดอลลาร์ ไหลออกจาก Bitcoin ETF ภายในสัปดาห์เดียว

 

Spot Bitcoin ETF เผชิญกับเหตุการณ์เงินทุนไหลออกครั้งใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์ โดย Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มีเงินทุนไหลออกสุทธิสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 3.4 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1.1 แสนล้านบาท ภายในสัปดาห์เดียวของช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งถือเป็นการไหลออกรายสัปดาห์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัว ETF ในเดือนมกราคม 2024

 

ก่อนหน้านี้ กระแสเงินทุนของ ETF ได้กลายมาเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคา Bitcoin ซึ่งส่งผลมากกว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อย เนื่องจากกองทุนเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้ซื้อรายย่อยในช่วงขาขึ้น และกลายเป็นผู้ขายรายย่อยในช่วงขาลง

 

กองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock เผชิญกับเงินทุนไหลออกประมาณ 980 ล้านดอลลาร์ในช่วงสัปดาห์ที่เป็นสถิติดังกล่าว ซึ่งถือเป็นสัปดาห์ที่แย่ที่สุด

 

ขณะที่กองทุน GBTC ของ Grayscale มีเงินทุนไหลออกราว 1.2 พันล้านดอลลาร์จากยอดสถิติการไหลออกรายสัปดาห์ทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 35% ของทั้งหมด

 

ความต้องการเชิงโครงสร้างยังคงอยู่

 

หากถอยหลังมามองภาพกว้างจากสัปดาห์ที่ย่ำแย่ ภาพรวมระยะยาวยังเป็นบวก โดยยอดสะสมของเงินทุนไหลเข้าสุทธิสำหรับ Spot Bitcoin ETF นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมกราคม 2024 ยังคงอยู่ที่ระดับเกือบ 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นฐานเงินทุนมหาศาลภายใต้การกำกับดูแลที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่ยั่งยืนและมีโครงสร้างในการเข้าถึง Bitcoin

 

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือทิศทางระยะสั้นของกระแสเงินทุน ไม่ใช่แนวโน้มในระยะยาว แม้ในขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์นี้มีเงินทุนไหลออก สถาบันการเงินรายใหญ่ก็ยังคงสร้างสถานะการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เช่น Bank of America ได้เพิ่มการถือครอง IBIT เป็น 972,590 หุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 37 ล้านดอลลาร์

 

อะไรจะพลิกสถานการณ์ได้?

 

ตัวเร่งที่จะทำให้เกิดจุดต่ำสุดของ Bitcoin ไม่ใช่ระดับทางเทคนิค แต่เป็นการกลับทิศทางของกระแสเงินทุน IBIT โดยกระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิเข้าสู่ IBIT เพียงวันเดียวหลังจากสถิติเงินไหลออกติดต่อกันนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนที่เป็นสัญญาณว่าสถาบันต่างๆ ได้ทำกำไรเสร็จสิ้นแล้วและกำลังก้าวกลับเข้ามา

 

นอกจากนี้ หากราคาน้ำมันปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะช่วยคลายความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ, รายงานตัวเลขการจ้างงานในวันศุกร์ที่อ่อนแอลงจะช่วยฟื้นความหวังเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ย, เซอร์ไพรส์ในทิศทางผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน (Dovish) จาก Fed ภายใต้การนำของ เควิน วอชช์ ประธานเฟด จะช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครอง Bitcoin

 

ภาพ: nitinan chumdavong/ Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

 

The post Bitcoin ร่วงหลุด 62,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบ 3 เดือน เพราะ Panic Sell จากแรงขายของ Strategy หรือความต้องการกำลังลดต่ำลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิตคอยน์ร่วงกลับมาแตะ 63,000 ดอลลาร์ ลดลง 50% จากจุดสูงสุด จ่อทำสถิติเดือนที่แย่สุดตั้งแต่ปี 2022 นักวิเคราะห์ชี้ Bitcoin ยังไปไม่ถึงขั้น ‘ทองคำดิจิทัล’ https://thestandard.co/bitcoin-price-falls-63000/ Tue, 24 Feb 2026 08:11:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1181322 ภาพประกอบแสดงกราฟราคา Bitcoin ที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง

Bitcoin ปรับตัวร่วงลงกว่า 5% จนหลุดระดับ 63,000 ดอลลาร์ […]

The post บิตคอยน์ร่วงกลับมาแตะ 63,000 ดอลลาร์ ลดลง 50% จากจุดสูงสุด จ่อทำสถิติเดือนที่แย่สุดตั้งแต่ปี 2022 นักวิเคราะห์ชี้ Bitcoin ยังไปไม่ถึงขั้น ‘ทองคำดิจิทัล’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงกราฟราคา Bitcoin ที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง

Bitcoin ปรับตัวร่วงลงกว่า 5% จนหลุดระดับ 63,000 ดอลลาร์ ทำให้ราคา Bitcoin ตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (ณ 24 กุมภาพันธ์) ติดลบไปแล้วกว่า 19% ซึ่งถือเป็นสถิติรายเดือนที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการล่มสลายของ TerraUSD และกองทุน Three Arrows Capital ในเดือนมิถุนายน 2022 และยังมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ยุคฟองสบู่ ICO แตกในปี 2018

 

หากนับจากจุดสูงสุดที่เคยทำไว้ทะลุ 125,000 ดอลลาร์เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ปัจจุบันบิตคอยน์สูญเสียมูลค่าไปแล้วถึง 50% และติดลบ 27% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ขณะที่เหรียญอันดับสองอย่าง Ether ก็ร่วงลงมาอยู่ที่ 1,830 ดอลลาร์

 

ทั้งนี้ จุดต่ำสุดเดิมของราคา Bitcoin ช่วงขาลงรอบนี้ อยู่ที่ 60,000 ดอลลาร์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Christopher Hamilton จาก Invesco มองว่า การร่วงลงของบิตคอยน์ดูเหมือนจะไม่ใช่ผลกระทบเฉพาะในวงการคริปโต แต่เป็นยุทธวิธีในการการลดความเสี่ยง มากกว่าจะเป็นการเทขายเพื่อออกจากตลาดอย่างถาวรเชิงโครงสร้าง

 

ด้าน Billy Leung จาก Global X Australia เสริมว่า บิตคอยน์มีความอ่อนไหวสูงต่อสภาพคล่องทั่วโลก หากตลาดตีความว่านโยบายการค้ากำลังทำให้ภาวะการเงินตึงตัว คริปโทตจะเป็นสินทรัพย์กลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ สอดคล้องกับ Rachael Lucas จาก BTC Markets ที่ระบุว่า เมื่อเกิดความกลัวในระดับมหภาค เงินทุนก็จะไหลหลบภัยไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม ซึ่ง Bitcoin ยังทำหน้าที่เป็นทองคำดิจิทัลในจุดนั้นไม่ได้

 

ในแง่ของเทคนิค Tony Sycamore จาก IG Australia ประเมินว่า Bitcoin กำลังขยับเข้าใกล้เส้นแนวรับสำคัญที่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 สัปดาห์ ระดับ 58,503 ดอลลาร์ หากราคาไม่สามารถยืนหยัดเหนือโซนแนวรับ 58,000 – 60,000 ดอลลาร์ได้ ก็อาจเป็นการเปิดประตูสู่การดิ่งลงที่ลึกกว่าเดิม

 

อ้างอิง:

The post บิตคอยน์ร่วงกลับมาแตะ 63,000 ดอลลาร์ ลดลง 50% จากจุดสูงสุด จ่อทำสถิติเดือนที่แย่สุดตั้งแต่ปี 2022 นักวิเคราะห์ชี้ Bitcoin ยังไปไม่ถึงขั้น ‘ทองคำดิจิทัล’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม.อนุมัติเทรด ‘คาร์บอนเครดิต’ และ ‘คริปโตฯ’ ในตลาดฟิวเจอร์ส https://thestandard.co/thai-cabinet-greenlights-crypto-carbon-trading/ Tue, 10 Feb 2026 12:20:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1177105 ภาพ บิทคอยน์วางอยู่บนแปลงดอกไม้ พร้อมข้อความ 'เทรด คาร์บอนเครดิต และ คริปโตฯ ในตลาดฟิวเจอร์สได้แล้ว' สื่อถึงการอนุมัติซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลและคาร์บอนเครดิตในตลาดอนุพันธ์

ครม.อนุมัติ เทรด ‘คาร์บอนเครดิต’ และ ‘คริปโตฯ’ ในตลาดฟิ […]

The post ครม.อนุมัติเทรด ‘คาร์บอนเครดิต’ และ ‘คริปโตฯ’ ในตลาดฟิวเจอร์ส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ บิทคอยน์วางอยู่บนแปลงดอกไม้ พร้อมข้อความ 'เทรด คาร์บอนเครดิต และ คริปโตฯ ในตลาดฟิวเจอร์สได้แล้ว' สื่อถึงการอนุมัติซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลและคาร์บอนเครดิตในตลาดอนุพันธ์

ครม.อนุมัติ เทรด ‘คาร์บอนเครดิต’ และ ‘คริปโตฯ’ ในตลาดฟิวเจอร์ส เอกนิติชี้ ช่วยพัฒนาตลาดตราสารอนุพันธ์ไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ และเตรียมความพร้อมด้าน ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ ย้ำ ‘คาร์บอนเครดิต’ จะเป็นเหมือนหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงทั้งในตลาด Spot และฟิวเจอร์ส

 

วันนี้ (10 กุมภาพันธ์) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบให้มีการเพิ่ม ‘คาร์บอนเครดิต’ และ ‘สินทรัพย์ดิจิตัล’ เป็นสินทรัพย์อ้างอิงในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX) แล้ว

 

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่ม ‘สิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance)’ และ ‘ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC)’ เป็นสินทรัพย์อ้างอิงใน TFEX ด้วยเช่นกัน

 

โดยมติดังกล่าว เป็นการเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ให้มีการปรับปรุงประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อส่งเสริม ‘Green Economy’ และ ‘Digital Economy’

 

ไม่เพียงเท่านั้น กระทรวงการคลังยังเสนอให้มีการขยายดัชนีอ้างอิงด้านอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย และค่าระวาง รวมถึงปรับขอบเขตสินค้าอ้างอิงด้านพลังงานและปิโตรเคมีให้สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดจริงอีกด้วย

 

ดร.เอกนิติระบุว่า การปรับเกณฑ์ดังกล่าว จะช่วยพัฒนาตลาดตราสารอนุพันธ์ไทยให้ทัดเทียมนานาประเทศ และเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ของประเทศไทย ถือเป็นการสร้างธุรกรรมที่ทั่วโลกในความสนใจใน ‘ตลาดรอง’ ทำให้ TFEX มีความเป็นสากล และรองรับให้นักลงทุนต่างชาติมาเทรด คาร์บอนเครดิตได้

 

ดร.เอกนิติชี้ว่า ปัจจุบัน ตลาดคาร์บอนเครดิตในไทยยังมีขนาดเล็ก และราคาต่ำกว่าตลาดในประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างเช่น ยุโรปและญี่ปุ่น เนื่องจากไทยยังเป็นระบบสมัครใจ (Voluntary Market) ซึ่งต่างจากหลายประเทศที่ใช้กลไกภาคบังคับ (Mandatory Market)

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติประเมินว่า หาก พ.ร.บ. ลดโลกร้อนมีการบังคับใช้ในอนาคต จะทำให้ประเทศไทยมีกลไกราคาภาคบังคับ ซึ่งจะทำให้คาร์บอนเครดิตเปรียบดั่ง ‘หุ้น’ ตัวหนึ่งที่มีสภาพคล่องทั้งในตลาดจร (Spot Market) และตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดย ก.ล.ต. จะเป็นผู้กำหนดรายละเอียดและหลักเกณฑ์การกำกับดูแลในลำดับถัดไป

 

ภาพ: Mabeline72/Shutterstock

The post ครม.อนุมัติเทรด ‘คาร์บอนเครดิต’ และ ‘คริปโตฯ’ ในตลาดฟิวเจอร์ส appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ก.ล.ต. – ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ – ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน https://thestandard.co/sec-amlo-fight-crypto-laundering/ Thu, 04 Dec 2025 10:50:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1151450 ‘ก.ล.ต. - ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ - ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน

ประเด็นร้อนวงการตลาดทุนไทยล่าสุด หนีไม่พ้นการแถลงของสำน […]

The post ‘ก.ล.ต. – ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ – ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ก.ล.ต. - ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ - ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน

ประเด็นร้อนวงการตลาดทุนไทยล่าสุด หนีไม่พ้นการแถลงของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เกี่ยวกับการยึดหุ้นของหลายบริษัทจดทะเบียนไทย และหนึ่งในนั้น ซึ่งมีมูลค่ามากที่สุดคือหุ้นของ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) มูลค่าราว 6 พันล้านบาท เพื่อตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่

 

ไม่เพียงแค่ ปปง. เท่านั้น แต่เรายังเห็นหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเพื่อสร้างความชัดเจนในเรื่องนี้ ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือแม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

ปปง. แจงยึดหุ้น ‘บางจาก’ มูลค่า 6 พันล้านบาท เชื่อมโยง ‘เบน สมิธ’ พร้อมระบุมีหุ้นอีกหลายตัวที่เกี่ยวข้อง

 

ในการแถลงเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ถึงผลสืบสวนขยายผลและบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักงาน ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) ที่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการฉ้อโกงประชาชน คณะกรรมการธุรกรรม มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีสำคัญ 4 กลุ่มคดีใหญ่ อายัดเงินในบัญชีรวมมูลค่ากว่า 10,165 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนมีการนับรวมหุ้นของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ที่มีความเชื่อมโยง เบน สมิธ มีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ คำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าวมีผลชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน โดยผู้ถูกยึดทรัพย์หรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ได้มาจากการกระทำความผิด ต่อเลขาธิการ ปปง. ได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

 

ด้านเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า ปปง.ได้ประสานงานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า คดีนี้มีจุดเริ่มต้นคือ บัญชีม้าที่ใช้ในการลักลอบทำธุรกรรมเกี่ยวกับเงินฝากของธนาคาร คือ นางสาวแตงไทยฯ เป็นบัญชีม้า ได้รับมอบอำนาจในการดำเนินการ พบว่าในช่วงปี 2560-2565 มีการทำธุรกรรมรับโอนเงินที่ได้จากการทำความผิดจากกลุ่มของนายยิม เลียก ภรรยา และกลุ่มเบน สมิธ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่ามีหุ้นอะไรบ้างของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ของบริษัทอะไรบ้างที่มีความโยงการยึดทรัพย์ในครั้งนี้ เลขาธิการ ปปง.ระบุว่า

 

“มีหุ้นหลายตัวที่มีความเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ แต่ตัวที่ใหญ่ ปปง. ยึดอายัดไว้ คือหุ้นของบริษัทบางจาก มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคา ณ วันที่ 28 พ.ย. ที่ผ่านมา หากราคาหุ้นขึ้นไปอีกมูลค่าก็อาจสูงกว่านี้ ซึ่งเราตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นทรัพย์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด หุ้นพวกนี้ยึดไว้ตามกรอบกำหนดคณะกรรมการธุรกรรมของ ปปง. มีระยะเวลา 90 วัน ซึ่งเขามีสิทธิ์พิสูจน์ภายใน 30 วัน หากพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิด ก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการธุรกรรมจะเพิกถอนคำสั่งอายัดต่อไป โดยยืนยันว่าการดำเนินการของ ปปง. มีการดำเนินการ อย่างรอบคอบและระมัดระวัง” เทพสุ กล่าว

 

ปมปริศนาผู้ถือหุ้นใหญ่บางจาก กดดันราคาหุ้น

 

นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับหุ้น BCP ในปัจจุบันและเป็นความกังวลของนักลงทุนซึ่งส่งผลต่อราคาหุ้นบางจากคือ ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่อย่าง ALPHA Chartered Energy

 

“ตราบใดที่ (ข้อสงสัยเกี่ยวกับ ALPHA Chartered Energy) ยังไม่คลี่คลาย เชื่อว่าจะยังเป็นประเด็นกดดันราคาหุ้นบางจากต่อไป”

 

เนื่องจาก 2 เหตุผลสำคัญ ได้แก่ 1.ความไม่มั่นใจของนักลงทุนว่าในอนาคต ALPHA Chartered Energy จะขายหุ้นที่ถืออยู่ออกมาหรือไม่ และ 2.กลยุทธ์ของ BCP จะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากการเข้ามาของ ALPHA Chartered Energy ซึ่งมีตัวแทนในบอร์ด 2 ที่นั่ง

 

ตลท. ยืนยันยึดหุ้นบางจาก ไม่กระทบสภาพคล่องซื้อขาย

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า สำหรับข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อสภาพคล่องในตลาด (Free float) จากหุ้น BCP ที่โดนยึดไปนั้น เบื้องต้น ตลท. ติดตามการซื้อขายหุ้นทุกตัวอยู่แล้ว พบว่าปริมาณการซื้อขายหุ้น BCP ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่กระทบกับ free float เนื่องจากหุ้นมูลค่า 6,000 ล้านบาท ไม่ได้ถูกซื้อขายในตลาดอยู่แล้ว

 

ปัจจุบันหุ้น BCP มี Free float อยู่ที่ประมาณ 50.6% โดยสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เป็นนักลงทุนสถาบัน ทำให้ผลกระทบต่อสภาพคล่องโดยรวมไม่มากนัก อีกทั้ง
ตลท.มีกฎเกณฑ์ที่ป้องกันอยู่แล้ว ส่วนทางด้านของบริษัทเองก็มีการประกาศตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ ประเมินสถานการณ์และเสนอแนวทางการดำเนินงานในเบื้องต้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุน

 

สำหรับกรณีบริษัทจดทะเบียนอีก 7 แห่ง ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ต่างชาติผ่านการใช้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน (นอมินี) ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ปัจจุบันยังไม่ได้มีหน่วยงานไหนติดต่อเข้ามาขอข้อมูลเพิ่มเติมจากตลท.

 

ทั้งนี้จากกรณีซุกหุ้นผ่านนอมินีดังกล่าว ทำให้เกิดข้อกังวลว่าเป็นผลพวงมาจากกระบวนการเปิดข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนที่ไม่โปร่งหรือไม่ อัสสเดช อธิบายเพิ่มเติมว่า บริษัทจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลผลประกอบการ สถานะการเงิน นโยบายกำกับกิจการ รวมไปถึงรายงานความยั่งยืน เพื่อให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงได้ จากการตรวจสอบของ ตลท.ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า บริษัทจดทะเบียน 800 แห่ง มีการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง แต่ในส่วนของธุรกรรมผู้ถือหุ้นไม่ใช่หน้าที่ของบริษัทจดทะเบียนที่ต้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

 

ก.ล.ต. เร่งสางโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า การตรวจสอบกรณีผู้ถือหุ้นที่อาจเกี่ยวข้องกับเงินไม่ถูกกฎหมายในบริษัทจดทะเบียนเป็นเรื่องที่ดำเนินการมานานแล้ว โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (ที่ถึงเกณฑ์ต้องรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ หรือเกณฑ์ทำ Tender Offer) เป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริง หรือไม่ (Beneficial Owner) ไม่ใช่เพียงผู้ถือหุ้นในนาม (Nominee)

 

การตรวจสอบดังกล่าวได้รวมถึงการขอความร่วมมือจากหน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์ในต่างประเทศภายใต้บันทึกความเข้าใจพหุภาคี (MMOU) โดยเป็นการประสานงานในเชิงลึก มีการประชุมร่วมกันเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่ร้องขอถูกต้อง และได้เริ่มการทำงานในส่วนของข้อมูลที่ได้รับจาก ปปง. แล้ว พร้อมย้ำว่าการตรวจสอบจะเน้นไปที่โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน

 

ก.ล.ต. ยืนยันว่าได้ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับ ปปง. อย่างต่อเนื่อง โดยมีการทำหนังสือขอความร่วมมือและขอเอกสารข้อมูล พยานหลักฐานต่างๆ จาก ปปง. ซึ่งรวมถึงการที่คณะผู้บริหารนำโดยเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้เข้าไปพบกับเลขาธิการ ปปง. เพื่อพูดคุยและประสานความร่วมมืออย่างเป็นทางการ

 

“เราได้รับข้อมูลมาแล้ว และ เริ่มทำงานเลย ในส่วนนี้เพิ่มเติม โดยสิ่งที่เราต้องการข้อมูลคือ เพื่อนำมาสนับสนุนในเรื่องของการตรวจสอบว่าใครเป็น ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง ตามที่ ก.ล.ต. กำลังพิจารณาอยู่” แหล่งข่าวจาก ก.ล.ต. ระบุ

 

อย่างไรก็ตาม ในการตอบคำถามเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการอายัดหุ้น และการเปิดเผยรายชื่อผู้ซื้อผู้ขายในเคสที่เกี่ยวข้อง ก.ล.ต. ไม่ลงไปในหุ้นใดหุ้นหนึ่ง แต่ยืนยันหลักการกำกับดูแลว่า:

  • ขอบเขตอำนาจ: สิ่งที่ ก.ล.ต. ดูอยู่คือ เรื่องของผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน ไม่ใช่การเข้าไปตรวจสอบในส่วนของการประกอบการของบริษัท
  • ความสำคัญ: การตรวจสอบเหล่านี้เป็นงานบังคับใช้กฎหมาย ที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก (Priority) และยืนยันว่าจากการตรวจสอบในที่สุด จะต้องทราบว่าใครเป็นผู้ซื้อผู้ขายและเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริง

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ขอชี้แจงว่า คำถามที่เกี่ยวข้องกับอำนาจการอายัดทรัพย์ของ ปปง. เช่น ระยะเวลาการอายัดนั้น ไม่ใช่อำนาจตามกฎหมายของ ก.ล.ต. จึงไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ แต่ในเชิงหลักการ ปปง. มีอำนาจในการอายัดอยู่เป็นระยะหนึ่ง

 

พรอนงค์ กล่าวย้ำว่า การดำเนินการทางกฎหมายของ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับความถูกต้องตามกระบวนการ (Due Process) และพร้อมจะดำเนินการกับผู้ที่มีหน้าที่รายงานหรือมีหน้าที่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer) หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

 

คุมเข้ม ‘ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล’ (DA) หวังสกัดเงินเทา

 

จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้กล่าวถึงมาตรการในการจัดการกับมิจฉาชีพที่ใช้คริปโตเป็นช่องทางในการฟอกเงิน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ

 

  • แพลตฟอร์มต่างประเทศ: ก.ล.ต. ดำเนินการกล่าวโทษแพลตฟอร์ม DA ต่างประเทศที่เข้ามาทำตลาดกับคนไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และประสานกระทรวง DE เพื่อใช้ พ.ร.ก. ไซเบอร์ ในการปิดกั้นการเข้าถึง
  • แพลตฟอร์มไทย: มีการยกระดับมาตรฐานการทำ KYC/CDD (Know Your Customer/Customer Due Diligence) และการจัดทำ Customer Profiling ของผู้ประกอบธุรกิจ DA ในประเทศ ทำให้สามารถยับยั้งบัญชีม้าได้จำนวนมาก และเตรียมพร้อมสำหรับการนำ Travel Rule มาใช้ร่วมกับ ปปง. เพื่อติดตามข้อมูลผู้โอน/ผู้รับโอนสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ยืนยันว่า ปัญหาเรื่องสแกมเมอร์และเงินเทาเป็นวาระสำคัญที่ได้ทำงานร่วมกับหลายหน่วยงานรัฐบาลอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการชุดของนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการ DE และคณะทำงาน Connecting the Dot ของกระทรวงการคลัง

 

“สำนักงานก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นของตลาดทุน โดยมุ่งมั่นที่จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการละเว้น หากหลักฐานไปถึงใคร สำนักงานพร้อมดำเนินการทันที เพื่อให้มั่นใจว่าตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจะไม่เป็นช่องทางในการกระทำความผิด” พรอนงค์กล่าวสรุป

 

สรุป 6 มาตรการหลัก ก.ล.ต. ในการสกัดเงินเทา-สแกมเมอร์

 

  • การทำงานร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ (ปปง., DE, ตำรวจ, ธนาคารพาณิชย์) ผ่านคณะกรรมการต่างๆ
  • การยกระดับมาตรฐานตัวกลาง (โบรกเกอร์/DA Platform) ในการทำ KYC/CDD และการติดตามธุรกรรมที่น่าสงสัย
  • การผลักดันแก้ไขกฎหมาย เพื่อกำหนดให้ตัวกลางต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายในกรณีที่มีมาตรการหละหลวม
  • การใช้กฎหมายเพื่อปิดแพลตฟอร์ม DA ต่างประเทศ ที่ไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.ก. ไซเบอร์
  • การติดตามดูเรื่องโครงสร้างการถือหุ้นใหญ่ของ บจ. และการบังคับใช้กฎหมายหากพบความผิดปกติ
  • การยับยั้งความเสียหายจากการหลอกลวงลงทุน เช่น การตั้งศูนย์ช่วยเหลือ และการปิดเว็บไซต์/แพลตฟอร์มหลอกลวง

 

แจงความคืบหน้าคดี JKN และการติดตามผู้ถูกกล่าวโทษ

 

สำนักงานก.ล.ต. ได้ชี้แจงถึงความคืบหน้าของเคส JKN โดยยืนยันว่า ก.ล.ต. ได้ดำเนินการทางกฎหมายในหลายด้าน

 

โดยด้านสถานะคดี ปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้ดำเนินการทั้งมาตรการทางแพ่ง และกล่าวโทษทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับงบการเงินตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา

 

ภายหลังการกล่าวโทษ ก.ล.ต. ได้ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนอย่างเต็มที่ และประสานงานกับ DSI จนมีการรับเป็นคดีพิเศษ ซึ่งเป็นผลมาจากการกล่าวโทษและการประสานความร่วมมือของสำนักงาน

 

ส่วนกรณีผู้บริหาร JKN หลบหนี ก.ล.ต. ชี้แจงว่า ในช่วงที่กล่าวโทษไม่ได้พบพฤติการณ์หลบหนีที่เข้าเงื่อนไขอำนาจตามกฎหมายในการห้ามออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ไม่ได้นิ่งนอนใจ ในกรณีที่มีการหลบหนีไปต่างประเทศในปัจจุบัน โดยได้ประสานงานกับพนักงานสอบสวนเพื่อหาหนทางในการนำตัวกลับมา หากเป็นไปได้

 

ในส่วนของการยึดทรัพย์นั้น เนื่องจากคดีอยู่ในขั้นตอนการกล่าวโทษทางอาญาแล้ว อำนาจในการดำเนินการจึงอยู่กับพนักงานสอบสวน ซึ่ง ก.ล.ต. พร้อมให้ความร่วมมือเพื่อให้สำนวนนำไปสู่การฟ้องร้องได้

 

แบงก์ชาติพร้อมเข้าตรวจสอบ ‘เส้นทางการเงิน’ ที่ผ่านระบบแบงก์พาณิชย์

 

ต่อคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่หุ้นก้อนใหญ่ของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท ว่า ธปท. ได้เข้าไปตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือไม่ ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า น่าจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเช่น ปปง. หรือ ก.ล.ต. ที่เข้าไปดูแล

 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ ธปท. จะเข้าไปตรวจสอบในมิติที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของสถาบันการเงิน โดยหากพบว่าธุรกรรมดังกล่าวผ่านเข้ามาในระบบธนาคารพาณิชย์ ธปท. ก็จะต้องเข้าไปดูในส่วนนั้น

 

สำหรับการกำกับดูแลสถาบันการเงินในกรณีธุรกรรมต้องสงสัย ธปท. ยืนยันหลักการว่า สถาบันการเงินทุกแห่งต้องปฏิบัติตามกฎหมายของ ปปง. อย่างเคร่งครัด โดยหน้าที่ของ ธปท. คือการกำกับดูแลให้ธนาคารส่งรายงานข้อมูลตามเกณฑ์ เช่น หากพบการใช้เงินสดเกินวงเงินที่กำหนด หรือมีธุรกรรมต้องสงสัย ต้องส่งรายงานให้ ปปง. ทราบ

 

ภาพ: Prateep Suttiso/Getty Images

The post ‘ก.ล.ต. – ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ – ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Binance TH เผย Bitcoin อาจหลุดจากวัฏจักร 4 ปี เหมือนอดีต หลังนักลงทุนสถาบันมีส่วนร่วมเพิ่มต่อเนื่อง https://thestandard.co/binance-bitcoin-cycle-break/ Thu, 27 Nov 2025 08:15:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1148504 Binance TH เผย Bitcoin อาจหลุดจากวัฏจักร 4 ปี เหมือนอดีต หลังนักลงทุนสถาบันมีส่วนร่วมเพิ่มต่อเนื่อง

Binance TH เชื่อว่าวัฏจักรของ Bitcoin และคริปโตอื่นๆ เป […]

The post Binance TH เผย Bitcoin อาจหลุดจากวัฏจักร 4 ปี เหมือนอดีต หลังนักลงทุนสถาบันมีส่วนร่วมเพิ่มต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Binance TH เผย Bitcoin อาจหลุดจากวัฏจักร 4 ปี เหมือนอดีต หลังนักลงทุนสถาบันมีส่วนร่วมเพิ่มต่อเนื่อง

Binance TH เชื่อว่าวัฏจักรของ Bitcoin และคริปโตอื่นๆ เปลี่ยนแปลงไปมากหลังจากที่นักลงทุนสถาบันเข้ามามีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เชื่อการปรับฐานอาจไม่รุนแรงเท่าในอดีต และอาจเห็นราคา Bitcoin กลับมาแตะ 120,000 ดอลลาร์ อีกครั้งช่วงไตรมาส 1 ปี 2026

 

ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์และผู้อำนวยการ Binance TH Academy กล่าวว่า ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันให้การยอมรับใน Bitcoin มากขึ้น ส่วนหนึ่งสะท้อนจากกองทุน Bitcoin อย่าง iShare Bitcoin Trust ETF ที่มีเงินลงทุนไหลเข้าสุทธิมากเป็นอันดับ 4 ของโลก คิดเป็นมูลค่า 2.03 หมื่นล้านดอลลาร์​

 

“หากดูข้อมูลจากฝั่งนักลงทุนสถาบันและสถาบันการเงินต่างๆ จะเห็นการยอมรับและบริการที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin และคริปโตมากขึ้น ขณะที่หลายประเทศก็มีกฎเกณฑ์ที่สนับสนุนคริปโตมากขึ้น”​

 

วัฏจักรของ Bitcoin และคริปโตเปลี่ยนไปมากตั้งแต่นักลงทุนสถาบันเข้ามามีส่วนร่วม ในอดีตทิศทางของคริปโตอาจได้รับอิทธิพลจากนักลงทุนรายใหญ่จำนวนหนึ่ง

 

“บางคนเชื่อว่าวัฏจักร 4 ปียังมีอยู่ ซึ่งราคา Bitcoin ก็ลดลงมาจริง แม้จะช้ากว่าเดิมเล็กน้อย ส่วนตัวเชื่อว่าราคา Bitcoin มีโอกาสจะฟื้นตัวไปพีคได้ช่วงไตรมาส 1 ปีหน้า อาจจะไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ แต่มีโอกาสจะกลับไปสู่ 120,000 ดอลลาร์”

 

ดร.กร กล่าวต่อว่า ปัจจัยหลัก 3 ประการที่จะขับเคลื่อนตลาด ได้แก่ การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของกรอบกำกับดูแลในประเทศไทย การเข้ามามีส่วนร่วมของภาคสถาบันและผู้เล่นกระแสหลัก และการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Stablecoins, Tokenization และ Real-World Assets (RWA)

 

“ปี 2026 จะเป็นปีที่สินทรัพย์ดิจิทัลจะเปลี่ยนจากแนวคิดสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของผู้คน เราคาดหวังว่าจะมีการยอมรับในวงกว้างมากขึ้น การประสานงานด้านกฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้น และการบูรณาการที่ลึกซึ้งขึ้นกับระบบการเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้จะปรับเปลี่ยนวิธีที่ผู้ใช้ชาวไทยมีปฏิสัมพันธ์กับมูลค่าทางดิจิทัล”

 

ด้าน นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Binance TH by Gulf Binance กล่าวว่า หากวัฏจักร 4 ปียังคงอยู่ เชื่อว่าราคา Bitcoin อาจจะลดลงไม่ถึง 30-40% ในปีหน้า เพราะการเปิดรับของนักลงทุนจากฝั่ง Traditional Finance ส่วนความเสี่ยงหลักคือภาวะฟองสบู่ในตลาดทุน โดยเฉพาะหุ้น AI

 

ส่วนภาพรวมธุรกิจของ Binance ในไทยปี 2025 ที่ผ่านมา จำนวนผู้ใช้งานที่ KYC แล้ว ณ เดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 7.1 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้น 5.5 เท่า จากต้นปีที่ผ่านมา สำหรับลูกค้าใหม่ของ Binance TH ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มพนักงานประจำ

 

ภาพ: BlackJack3D/Getty Images

The post Binance TH เผย Bitcoin อาจหลุดจากวัฏจักร 4 ปี เหมือนอดีต หลังนักลงทุนสถาบันมีส่วนร่วมเพิ่มต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. ยกระดับมาตรการสกัดฟอกเงิน ผ่านตลาดหุ้น-คริปโต https://thestandard.co/sec-anti-laundering-stock-crypto/ Thu, 20 Nov 2025 07:45:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1145453 ก.ล.ต. ยกระดับมาตรการสกัดฟอกเงิน ผ่านตลาดหุ้น-คริปโต

วันนี้ (20 พ.ย.2568) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์แ […]

The post ก.ล.ต. ยกระดับมาตรการสกัดฟอกเงิน ผ่านตลาดหุ้น-คริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. ยกระดับมาตรการสกัดฟอกเงิน ผ่านตลาดหุ้น-คริปโต

วันนี้ (20 พ.ย.2568) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกแถลงการณ์ ให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมาย และมาตรการเพื่อป้องกัน และยับยั้งการใช้ตลาดทุน-สินทรัพย์ดิจิทัล เป็นช่องทางในการฟอกเงินและเกี่ยวข้องกับ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีใจความสำคัญดังนี้

 

ภายใต้บริบทปัจจุบันที่การปราบปรามการก่ออาชญากรรมความสำคัญขึ้น และเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ก.ล.ต. ได้มีการดำเนินการอย่างเข้มข้น โดยมีการประสานงาน ร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ รวมทั้งการตรวจสอบ กรณีต้องสงสัยเกี่ยวกับการกระทำความผิด ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลักทรัพย์ กฎหมายสินทรัพย์ ดิจิทัล พร้อมทั้งยกระดับมาตรการ และการบูรณาการเพื่อให้เกิด การเชื่อมโยงข้อมูล (Connecting the dots) เพื่อประโยชน์ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ปิดช่องโหว่ ทำให้เห็นภาพในองค์รวม เพื่อการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ยังคงมุ่งเน้นกำกับดูแลให้ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้กำกับดูแลของ ก.ล.ต. ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เป็นไปตามกฎหมายฟอกเงินของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นอกจากนี้ ก.ล.ต. ทำงานเชิงรุกในการป้องกัน – ป้องปราม – ปิดกั้น ตลอดจนมีเครื่องมือในการช่วยเหลือและแจ้งเตือนผู้ลงทุนภายใต้การบูรณาการการทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน

 

โดยมุ่งเน้นดำเนินการใน 3 เรื่อง ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การป้องกันเชิงรุกและการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

 

1. การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

 

ซึ่งรวมถึงการกำกับผู้ประกอบธุรกิจ ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ให้ทำความรู้จักตัวตนของลูกค้า (KYC) การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) การติดตาม และรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัย (Suspicious Transaction Report) ตามกฎหมายฟอกเงิน หากพบความไม่สอดคล้องในการลงทุนกับฐานะทางการเงินของลูกค้า หรือได้รับคำสั่งจาก ปปง. หรือ ก.ล.ต. ผู้ประกอบธุรกิจ ต้องมีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูล เชิงลึกและรายงานข้อมูล ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย โดย ก.ล.ต. สามารถประสาน กับหน่วยงานอื่น เช่น ปปง. และพนักงานสอบสวน ในการส่งข้อมูลที่พบไปยังหน่วยงาน ดังกล่าวโดยตรงได้อีกทางหนึ่ง

 

นอกจากนี้เมื่อพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายซึ่งรวมถึงการไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ในเรื่องการ เปิดเผย ข้อมูล เช่น รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) การไม่ทำคำเสนอ ซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer) การเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้น ของบริษัทจดทะเบียน เป็นต้น ก.ล.ต. จะดำเนินการตามกฎหมายด้วย

 

สำหรับมาตรการป้องกันและยับยั้งการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางการฟอกเงิน นอกเหนือจากผู้ประกอบธุรกิจ สินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ต้องมีมาตรการ KYC และ CDD ตามมาตรฐานที่กำหนด ด้วยแล้ว

 

ปัจจุบันภายใต้กฎหมายเกี่ยวกับมาตรการ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยีผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลยังต้องมีกลไก เพื่อยับยั้งและการรายงานข้อมูล ตามมาตรฐานเดียวกับธนาคารพาณิชย์ เช่น การห้ามเปิดบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล ให้กับผู้ที่มีรายชื่อ เป็นบัญชีม้าดำและบัญชีม้าเทา การเพิ่มความเข้มข้นของการทำ Enhanced Customer Due Diligence กับลูกค้าต้องสงสัย และการจัดกลุ่มประเภทลูกค้า (customer profiling) ตามความเสี่ยง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการป้องกันและยับยั้งธุรกรรมน่าสงสัยในการฟอกเงิน หรือเข้าข่ายผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ปัจจุบัน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างประสานงานกับ ปปง. เพื่อนำเกณฑ์ Travel Rule มาใช้กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต่อไป

 

ภายใต้การดำเนินการดังกล่าว สามารถยับยั้งบัญชีม้าได้แล้ว 44,382 บัญชี มูลค่ารวมมากกว่า 200 ล้านบาท

 

2. การป้องกันเชิงรุก

 

มุ่งลดความสูญเสียของประชาชนจากภัยหลอกลวงลงทุน เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน ให้ประชาชนมีความรู้เท่าทัน รวมทั้งการปิดกั้นช่องทางหลอกลวงลงทุน และยกระดับมาตรการ สกัดกั้นบัญชีม้า ก.ล.ต. ได้ดำเนินการประสานงานกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ในการปิดกั้น การหลอกลงทุนได้ 100% ภายในระยะเวลา 7 นาที ถึง 48 ชั่วโมง

 

โดยในเดือนตุลาคม มียอดขอคำปรึกษาและแจ้งเบาะแสสูงเพิ่มขึ้น 100% จากเดือนสิงหาคม ซึ่งสะท้อนความต้องการของประชาชนในการขอคำปรึกษาว่าเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ ก่อนตัดสินใจลงทุน โดยสามารถดำเนินการปิดกั้นช่องทางหลอกลวงลงทุนจำนวน 3,134 บัญชี ในช่วง 1 ม.ค. – 31 ต.ค. 2568

 

ก.ล.ต. มีความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) ในการปิดกั้นเว็บไซต์และแอปพลิเคชันสินทรัพย์ดิจิทัลต่างประเทศที่เข้าข่ายประกอบธุรกิจที่ ไม่ได้รับอนุญาต เพื่อสกัดกั้นการใช้แพลตฟอร์มในต่างประเทศเป็นช่องทางการฟอกเงิน
รวมทั้ง ก.ล.ต. ยังยกระดับการดำเนินการมุ่งไปสู่การป้องกันเชิงรุก “Preventive Anti-Scam for All” เพื่อลดความสูญเสีย เพิ่มการรู้เท่าทัน และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
ผ่านกลไก 3Cs

 

  • Consultation: ให้คำปรึกษาเชิงรุกเพื่อช่วยประชาชนตัดสินใจก่อนที่จะลงทุนหรือโอนเงิน
  • Communication: จัดทำศูนย์รวม ข้อมูลด้านหลอกลงทุน เผยแพร่ให้ประชาชน เข้าถึงและตรวจสอบได้ด้วยตนเอง โดยมี Preventive Communication Campaign เพื่อสื่อสารให้ประชาชน “เอะใจก่อนโอน”
  • Collaboration: ขยายความ ร่วมมือเชิงรุกกับหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างการป้องกันภัยหลอกลงทุน เช่น การปิดกั้นเพจมิจฉาชีพ ที่แอบอ้างผู้ประกอบธุรกิจฯ และบริษัทจดทะเบียน รวมถึงอยู่ระหว่างการพัฒนาความร่วมมือในการตรวจสอบเพื่อยืนยันตัวตนก่อนเผยแพร่บนแพลตฟอร์ม

 

3. การประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

 

ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก.ล.ต. ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกัน และปราบปราม อาชญากรรม ทางเทคโนโลยี ระหว่าง 15 หน่วยงานภาครัฐและเอกชน และในฐานะ ก.ล.ต. เป็นหนึ่งใน คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน (Connecting the dots) ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อยกระดับในการติดตามและแก้ไขปัญหา ในการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ก.ล.ต. พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งประสานความร่วมมือภายใต้ข้อตกลงที่มีกับหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนในต่างประเทศก.ล.ต. จึงขอให้ทุกฝ่ายได้มั่นใจว่า ก.ล.ต. ได้ดำเนินการในทุกรูปแบบเพื่อป้องกัน และยับยั้ง ไม่ให้เกิดการฟอกเงินทั้งในตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความโปร่งใส และความเชื่อมั่นในตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ภาพ: Zakharchuk/Shutterstock

The post ก.ล.ต. ยกระดับมาตรการสกัดฟอกเงิน ผ่านตลาดหุ้น-คริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยผนึกกำลังเร่งตรวจสอบเส้นทาง ‘คริปโตเทา’ ปปง.ชี้แจงกฎหมายไทยยึดเงินเทาต้องมี ‘หลักฐานชัด’ https://thestandard.co/thai-seizure-gray-crypto-evidence/ Wed, 15 Oct 2025 09:55:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1130976 ไทยผนึกกำลังเร่งตรวจสอบเส้นทาง คริปโตเทา ปปง.ชี้แจงกฎหมายไทยยึดเงินเทาต้องมี หลักฐานชัด

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ – รมว.คลัง เผยยังไม่ได้พูดคุยเ […]

The post ไทยผนึกกำลังเร่งตรวจสอบเส้นทาง ‘คริปโตเทา’ ปปง.ชี้แจงกฎหมายไทยยึดเงินเทาต้องมี ‘หลักฐานชัด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยผนึกกำลังเร่งตรวจสอบเส้นทาง คริปโตเทา ปปง.ชี้แจงกฎหมายไทยยึดเงินเทาต้องมี หลักฐานชัด

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ – รมว.คลัง เผยยังไม่ได้พูดคุยเกี่ยวกับ ‘แนวทางยึดคริปโตเคอร์เรนซี’ แต่ตั้งเป้าสรุปกรอบการทำงานโครงการ Connect The Dots เพื่อเร่งหาต้นตอ ‘เงินไม่รู้ที่มาที่ไป’ ให้แล้วเสร็จภายในธ.ค. ขณะที่ ‘ดร.พรอนงค์’ เลขาธิการ ก.ล.ต รอคลอดกฎหมาย Travel Rule หวังตรวจสอบเส้นทางการเงินของคริปโตฯ ด้านโฆษก ปปง. ตอบปมสหรัฐฯ ยึด Bitcoin แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา โดยชี้แจงว่ากฎหมายฟอกเงินของไทยแตกต่างจากสหรัฐฯ โดยการจับยึดเงินเทาต้องมี ‘หลักฐานชัด’ แค่สงสัยเอาผิดไม่ได้

 

วันนี้ (15 ตุลาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม. เศรษฐกิจ) นัดแรก โดยระบุว่า ยังไม่มีการพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางยึด ‘คริปโตเคอร์เรนซี’

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการการเชื่อมโยงข้อมูล (Connect the Dots) เพื่อติดตามกระแสเงินทุนไหลเข้าและออกประเทศที่ไม่รู้ที่มาที่ไป (Net Errors and Omissions:NEO) ที่อาจมีความเสี่ยงเป็นเงินทุนสีเทา โดยระบุว่า แล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้มีการหารือกับ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว

 

สำหรับระยะต่อไป ดร.เอกนิติเตรียมทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพิ่มเติม เพื่อให้เข้ามาร่วมกำหนดกรอบกติกาการทำงานร่วมกัน

 

พร้อมทั้งตั้งเป้าว่า กรอบการทำงานดังกล่าวจะต้องเสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคมนี้ และจะถูกนำมารายงานในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจด้วย

 

ทั้งนี้ การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้องเพื่อริบทรัพย์สินทางแพ่งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยการยึด Bitcoin จำนวนประมาณ 127,271 BTC จากเฉิน จื้อ (Chen Zhi) หรือที่รู้จักในชื่อ วินเซนต์ (Vincent) วัย 37 ปี สัญชาติอังกฤษและกัมพูชา ผู้ก่อตั้งและประธานของ Prince Holding Group (Prince Group) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีฐานอยู่ในประเทศกัมพูชา ในข้อหาสมคบคิดกันฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และสมคบคิดกันฟอกเงิน จากการบงการเครือข่าย ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ ที่ใช้แรงงานที่ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวโดยไม่สมัครใจ ในการหลอกลวงการลงทุนคริปโตในรูปแบบ ‘Pig Butchering’ สร้างความเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์จากเหยื่อในสหรัฐฯ และทั่วโลก

 

โดยการดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยหน่วยงานของสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการประสานงานในระดับนานาชาติ โดยสหราชอาณาจักรก็ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ Prince Group เช่นกัน

 

ปปง. เผยความคืบหน้า คณะทำงาน Connect the Dots จะมีความชัดเจนภายใน 1 เดือน

 

วิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษกประจำสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ถึงความคืบหน้าของการดำเนินงานของคณะทำงาน Connect the Dots ที่มีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพหลักว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงมีการหารือทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยคณะทำงานนี้ประกอบด้วย ปปง. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมทั้งกระทรวงการคลัง และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

วิทยาระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในเชิงลึกได้ เนื่องจากกระบวนการทำงานมีความเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน และจำเป็นต้องสร้างความเห็นพ้องร่วมกัน เพราะข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานมีอาจแตกต่างกัน เช่น ข้อมูลที่ ปปง. มีอาจไม่ตรงกับข้อมูลของ ธปท. หรือ ก.ล.ต.

 

ขณะนี้คณะทำงานกำลังอยู่ในช่วงของการแบ่งภารกิจกันทำ และจะนำข้อมูลมาแบ่งปันและพูดคุยกันอีกครั้งในภายหลัง

 

วิทยาได้เล่าถึงกรอบการทำงานในเชิงหลักการ โดยระบุว่า ปปง. ได้ติดตามและตรวจสอบเรื่องที่เป็นข่าวมาโดยตลอด ตั้งแต่ประเด็นการแข็งค่าของเงินบาท ว่าสาเหตุมาจากเรื่องทองคำหรือเป็นเงินเทาหรือไม่ และการไล่ยอดเงินคงเหลือของเงินเทาโดย ธปท. รวมถึงการตรวจสอบว่าเรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล หรือไม่

 

ทั้งนี้ ธปท. และ ก.ล.ต. ได้เคยให้ข้อมูลว่าปัญหาดังกล่าวไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับคริปโต แต่ขอเวลาในการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด

 

สำหรับการดำเนินการด้านความมั่นคงและการตรวจสอบในเรื่องเหล่านี้ จะเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ได้แก่ หน่วยงานความมั่นคง เช่น ตำรวจ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ ปปง. ส่วนในเรื่องของสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) จะเป็นส่วนงานของ ก.ล.ต. ที่ต้องเข้ามาร่วมแบ่งปันและพูดคุยกัน

 

วิทยาได้ยืนยันว่า ข้อมูลเรื่องความคืบหน้าจะมีความชัดเจนภายใน 1 เดือนนี้ สอดคล้องกับที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดกรอบเวลาไว้

 

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตกลงร่วมกันว่าจะไม่แยกกันให้ข่าว โดยอาจจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง หรือบุคคลที่รัฐมนตรีมอบหมายที่จะเป็นผู้ให้ข้อมูลต่อสาธารณะ

 

กฎหมายไทยไม่เหมือนสหรัฐฯ! ปปง. ชี้จับเงินเทาต้องมี ‘หลักฐานชัด’ แค่สงสัยเอาผิดไม่ได้

 

เมื่อมีการสอบถามถึงกรณีที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ​ตั้งข้อหา เฉิน พร้อมยึด Bitcoin จำนวนประมาณ 127,271 BTC วิทยาชี้แจงว่า สำหรับกรณีดังกล่าว หากเปรียบเทียบกับในประเทศไทย ถือว่ามีความแตกต่างในเรื่องของกฎหมายในหลายประการ และเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน จึงยังไม่สามารถพูดรายละเอียดได้

 

วิทยายังระบุว่า เรื่องเหล่านี้หรือประเด็นการฟอกเงินที่ผิดกฎหมาย เป็นเรื่องที่หน่วยงานความมั่นคงของไทยติดตามมานานแล้ว แต่มีข้อจำกัดด้านข้อกฎหมาย โดยสรุปคือ กฎหมายของไทยมีความจำเป็นต้องมี ‘พยานหลักฐานที่ชัดเจน’ ในการดำเนินการ

 

ในทางกลับกัน กฎหมายของสหรัฐฯ มีความรุนแรง และสามารถดำเนินการได้หากใช้เพียงเหตุอันควรสงสัย แต่สำหรับประเทศไทย การใช้เพียงแค่เหตุสงสัยไม่สามารถทำได้

 

เหตุผลที่กฎหมายไทยไม่ได้ใช้ความเข้มงวดสูงเกินไปนั้น ส่วนหนึ่งมาจากประเด็นความไม่ไว้ใจต่อตัวผู้ใช้กฎหมายเอง หากกฎหมายแรงเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อบุคคลที่สุจริตได้ ดังนั้น ปปง. จึงต้องดูว่าอะไรอยู่ในบริบทที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย โดยคำนึงถึงกระแสสังคมที่กำลังจับตาดูอยู่

 

ก.ล.ต. รอคลอดกฎหมาย Travel Rule หวังใช้ไล่เส้นทางเงินคริปโต

 

ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ยืนยันว่ากระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพหลัก และได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยที่ผ่านมาได้มีการประชุมร่วมกันแล้ว 1 รอบ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแบ่งปันข้อมูล ระหว่างหน่วยงานไปแล้ว

 

ดร.พรอนงค์ เชื่อว่า แนวทางการจัดตั้งคณะทำงานดังกล่าวมีความชัดเจนแล้ว และแต่ละหน่วยงานมีความชัดเจนในการที่จะเข้าร่วม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังค่อนข้างมั่นใจว่าจะสามารถเห็นผลที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เนื่องจากคณะทำงานถูกแต่งตั้งโดยกระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพ ก.ล.ต. จึงขอให้กระทรวงการคลังเป็นผู้เผยแพร่ผลของการดำเนินงานดังกล่าว ในส่วนของ ก.ล.ต. นั้น การเข้าร่วมการเชื่อมโยงข้อมูลครั้งนี้เน้นไปที่คริปโทเคอร์เรนซี เป็นหลัก

 

เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวย้ำว่า หากธุรกรรมเกิดขึ้นผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ซึ่งก.ล.ต. มีความมั่นใจในธุรกรรมเหล่านั้น เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจมีกลไกการกำกับดูแลและการรายงานข้อมูล ซึ่งไม่ได้รายงานเฉพาะต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เท่านั้น แต่บางกรณีต้องรายงานไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตามเงื่อนไขและเกณฑ์ที่กำหนดไว้

 

สำหรับการยกระดับการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่องในคริปโทเคอร์เรนซี สิ่งที่ ก.ล.ต. ต้องการเดินหน้าต่อไปคือ การนำกฎหมาย Travel Rule ที่อยู่ระหว่างการปรับแก้ไขซึ่งเป็นกฎหมายของ ปปง. นำมาใช้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของคริปโทเคอร์เรนซี ปัจจุบันคณะทำงานมีความเห็นตรงกันว่าจะเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วขึ้น

 

โดยการมี Travel Rule จะช่วยให้สำนักงานสามารถติดตามธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่เป็นเอกชนหรือภาคส่วนที่ไม่ถูกกำกับดูแลได้ดีขึ้น

 

ดร.พรอนงค์ ระบุว่า สำนักงาน ก.ล.ต. พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจในการเดินตามกฎเกณฑ์นี้ และจะเร่งรัดให้กฎเกณฑ์ออกมาเร็วขึ้น เนื่องจากหากรอตามแผนเดิม กฎหมายหลายตัวอาจดำเนินการไม่เป็นไปตามกำหนด ดังนั้น อาจจะต้องพิจารณาในเรื่องของกฎกระทรวง หรือข้อตกลงร่วมกันของผู้ประกอบธุรกิจไปก่อนเพื่อยกระดับในการกำกับดูแล

The post ไทยผนึกกำลังเร่งตรวจสอบเส้นทาง ‘คริปโตเทา’ ปปง.ชี้แจงกฎหมายไทยยึดเงินเทาต้องมี ‘หลักฐานชัด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ether ทุบสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 4 ปี หลังเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย https://thestandard.co/ether-hits-4-year-high/ Sat, 23 Aug 2025 06:22:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1110393

Ether (ETH) สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ท […]

The post Ether ทุบสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 4 ปี หลังเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>

Ether (ETH) สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล (All-Time High) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (22 สิงหาคม) หลังจากสุนทรพจน์ของ เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณพร้อมปรับลดอัตราดอกเบี้ย จุดชนวนให้ตลาดกลับเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) และกระตุ้นให้เกิดการล้างพอร์ตสถานะ Short ครั้งใหญ่

 

ราคา Ether พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงถึง 15% ในช่วงค่ำวันศุกร์ แตะระดับสูงสุดที่ 4,885 ดอลลาร์ ทำลายสถิติเดิมที่เคยทำไว้ในเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ 4,866 ดอลลาร์ ขณะที่ Bitcoin (BTC) ก็ปรับตัวสูงขึ้น 4% สู่ระดับ 117,008 ดอลลาร์เช่นกัน

 

จอร์ดี้ อเล็กซานเดอร์ ซีอีโอของ Selini Capital บริษัทให้บริการซื้อขายคริปโต กล่าวว่า “ดูเหมือนว่าเทรดเดอร์จะคาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิงกับความคิดเห็นในเชิงผ่อนคลายของพาวเวลในวันนี้”

 

ก่อนหน้านี้นักลงทุนจำนวนมากได้วางสถานะไปในทิศทางปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) แต่สัญญาณลดดอกเบี้ยที่ชัดเจนขึ้น กำลังทำให้เกิดปรับพอร์ตอย่างรวดเร็ว

 

ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้เกิดการล้างพอร์ตสถานะชอร์ต (Short Squeeze) อย่างรุนแรง โดยข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่า ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง มีสถานะชอร์ตของ Ether ถูกบังคับปิดไปเป็นมูลค่ากว่า 120 ล้านดอลลาร์ ซึ่งการที่ผู้ที่เปิดสถานะชอร์​ตถูกบังคับให้ต้องซื้อ Ether คืนจากตลาดเพื่อตัดขาดทุน ยิ่งเป็นการผลักดันให้ราคาพุ่งสูงขึ้นไปอีก

 

นอกเหนือจากปัจจัยหนุนระยะสั้นจากท่าทีของเฟดแล้ว ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา Ether ได้แสดงบทบาทผู้นำในตลาดคริปโตอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้นเป็นแรงส่ง

 

ไม่ว่าจะเป็นความคืบหน้าของกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ เช่น GENIUS Act ได้กระตุ้นให้ความสนใจจากนักลงทุนสถาบันใน Stablecoins เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด รวมทั้งการมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ Stablecoin ปัจจุบัน Stablecoins คิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของค่าธรรมเนียมทั้งหมดบนบล็อกเชน และมากกว่าครึ่งหนึ่งของ Stablecoins เหล่านั้นทำงานอยู่บนบล็อกเชนของ Ethereum

 

การฟื้นตัวของ Ether ได้ส่งผลบวกไปยังหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องซึ่งเคยถูกเทขายอย่างหนักในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย Bitmine Immersion และ SharpLink Gaming ซึ่งเป็นบริษัทที่เน้นการสะสม Ether พุ่งขึ้น 12% และ 15% ตามลำดับ ขณะที่ Coinbase และ MicroStrategy ก็ปรับตัวสูงขึ้น 6% เท่ากัน

 

อย่างไรก็ตาม ETHzilla ซึ่งเป็นบริษัทคลัง Ether ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ปีเตอร์ ธีล กลับร่วงลงถึง 31.4% สวนทางตลาด หลังจากที่บริษัทเสนอขายหุ้นล็อตใหญ่ออกมา

 

อ้างอิง:

  • https://www.cnbc.com/2025/08/22/crypto-market-today.htm

The post Ether ทุบสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 4 ปี หลังเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังจับมือหลายหน่วยงานเปิดตัว ‘TouristDigiPay’ ฟีเจอร์เดียวในโลก เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาตินำคริปโตฯ แลก ‘เงินบาท’ ใช้ซื้อสินค้าได้ https://thestandard.co/touristdigipay-crypto-to-baht/ Tue, 19 Aug 2025 01:19:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1108664

กระทรวงการคลังได้ร่วมมือหลายหน่วยงานเปิดตัว ‘TouristDig […]

The post คลังจับมือหลายหน่วยงานเปิดตัว ‘TouristDigiPay’ ฟีเจอร์เดียวในโลก เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาตินำคริปโตฯ แลก ‘เงินบาท’ ใช้ซื้อสินค้าได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระทรวงการคลังได้ร่วมมือหลายหน่วยงานเปิดตัว ‘TouristDigiPay’ ถือเป็นฟีเจอร์ที่มีที่เดียวในโลกเปิดทางนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้คริปโตฯ แลกบาท จ่ายซื้อสินค้า หนุนภาคท่องเที่ยว

 

พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย กระทรวงการคลังได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่สำคัญ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดตัว ‘โครงการ TouristDigiPay’ เพื่ออำนวยความสะดวก และเพิ่มทางเลือกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถือครองอยู่เป็นเงินบาท เพื่อใช้ชำระค่าสินค้า และบริการกับร้านค้าต่าง ๆ ในประเทศไทยได้ปลอดภัย

 

โดยกระบวนการทั้งหมดจะดำเนินการผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

สำหรับโครงการนี้ว่า เป็นการนำระบบที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันมาเชื่อมโยงกัน โดยให้ Exchange ที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทยเป็นผู้แลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซี เป็นเงินบาท แล้วโอนเข้าบัญชี E-Money ของนักท่องเที่ยวที่เปิดใหม่ โดยจะมีการทำ KYC (Know Your Customer) อย่างเข้มงวด เพื่อตรวจสอบตัวตนและยืนยันว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจริง

 

“เรากำลังสร้างฟีเจอร์ที่จะเป็นรูปแบบเดียวของโลกที่มีไม่เหมือนใคร คือเราไม่ได้ใช้คริปโทฯ เป็นเงินโดยตรง แต่แลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทก่อน ซึ่งต่างจากบางประเทศที่ใช้คริปโทฯ เป็นสกุลเงินหลัก นอกจากนี้เรายังไม่ได้ผูกคริปโทฯ เข้ากับบัตรเครดิต เพราะร้านค้าในไทยจำนวนมากไม่ได้รองรับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต” พิชัยกล่าว

 

ภาพ: บรรยากาศงานแถลงข่าว การเปิดตัว ‘โครงการ TouristDigiPay’

 

ยืนยัน ‘TouristDigiPay ไม่ใช่ ‘Means of Payment’

 

พิชัย ได้ย้ำต่อว่าโครงการ ‘TouristDigiPay’ นี้ ไม่ใช่การใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็น Means of Payment หรือสื่อกลางในการชำระเงินโดยตรง แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นเงินบาทไทยก่อนการใช้จ่ายจริง

 

โดยการออกแบบนี้มีขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญที่ผู้ประกอบการและร้านค้ารายย่อยในประเทศอาจเผชิญ หากต้องรับคริปโทฯ โดยตรง ซึ่งมีความผันผวนสูงและจำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการที่ซับซ้อน

 

นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ยังไม่สนับสนุนการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสื่อกลางในการชำระเงินเข้าถึงร้านค้ารายย่อย

 

พิชัยกล่าวต่อว่า การแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทก่อนใช้จ่าย จะช่วยให้ร้านค้ารายย่อยทั่วไปสามารถรับการชำระเงินได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงระบบใด ๆ เนื่องจากเมื่อนักท่องเที่ยวชำระเงินเข้ามา ร้านค้าก็จะได้รับเป็นเงินบาทปกติ และไม่ต้องกังวลเรื่องความผันผวนของราคาสินทรัพย์ดิจิทัล

 

หวังดันนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายเพิ่มอีก 1.75 แสนล้านบาท

 

จากข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยปีละประมาณ 35 ล้านคน และมีการใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 50,000 บาทต่อทริป หากโครงการนี้สามารถจูงใจให้นักท่องเที่ยวเพิ่มการใช้จ่ายได้ 10% จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกถึง 1.75 แสนล้านบาท

 

“เราไม่ได้คาดหวังให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายด้วยคริปโทฯ 100% แต่หวังว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น จากเดิมคนละ 50,000 บาท อาจเพิ่มเป็น 55,000 บาท เนื่องจากความสะดวกในการใช้จ่าย” พิชัยกล่าว

 

มาตรการป้องกันการฟอกเงินและการใช้งาน

 

โครงการ TouristDigiPay ยังอยู่ในระยะของโครงการนำร่อง ‘Sandbox’ โดยมีการกำหนดวงเงินการใช้จ่ายไว้ที่ไม่เกิน 500,000 บาทต่อเดือน และวงเงินสูงสุดในการใช้จ่ายต่อรายการไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน เพื่อเป็นการควบคุมความเสี่ยงและป้องกันการฟอกเงิน โดยระบบทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. และธปท.

 

เฟสต่อไปจ่อเพิ่มวงเงินเปิดทางใช้ซื้อสินทรัพย์มูลค่าสูงได้

 

ด้านลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการนี้ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ปรับเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่จำกัดพื้นที่ มาเป็นการจำกัดวงเงินแทน โดยนักท่องเที่ยวสามารถใช้จ่ายเงินดิจิทัลได้ทั่วประเทศ แต่มีเพดานวงเงินแบบ

 

ลวรณ กล่าวต่อว่า ในอนาคตหากการใช้เงินดิจิทัลเป็นที่ยอมรับมากขึ้น มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการซื้อขายสินทรัพย์มูลค่าสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือเรือยอชต์ผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งหลายประเทศก็เริ่มมีการดำเนินการในลักษณะนี้แล้ว

 

ก.ล.ต. คาด TouristDigiPay เริ่มเปิดใช้ในไตรมาส 4 นี้

 

ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวว่า คาดว่าโครงการนี้จะเริ่มต้นในช่วงไตรมาส 4/2568 โดยคาดว่าจะมีผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม 1-2 รายแรกที่สามารถเริ่มให้บริการได้ ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการด้านสินทรัพย์ดิจิทัลให้ความสนใจแล้วกว่า 35 ราย

 

โปรเจกต์ Sandbox นี้มีระยะเวลา 18 เดือน หากการทดสอบเป็นไปอย่างราบรื่นและสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ก็เชื่อมั่นว่านวัตกรรมนี้จะสามารถขยายผลในวงกว้างได้ในอนาคต

 

สำหรับโครงสร้างของ TouristDigiPay ใช้ Ecosystem เดิม ที่มีอยู่แล้ว โดยฝั่งหนึ่งคือระบบของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. เช่น ศูนย์ซื้อขาย (Exchange) ส่วนอีกฝั่งหนึ่งคือระบบการชำระเงินของภาคธุรกิจทั่วไป ซึ่งรวมถึง Tourist Wallet ที่พัฒนาโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

 

ผู้ให้บริการในโครงการนี้จึงเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตจากทั้ง ก.ล.ต. และ ธปท. รวมถึงอยู่ภายใต้การดูแลเรื่องกฎหมายฟอกเงินของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยกำหนดวงเงินการใช้จ่ายไว้ดังนี้

 

  • ไม่เกิน 50,000 บาทต่อเดือน กรณีชำระเงินกับร้านค้ารายย่อย
  • ไม่เกิน 500,000 บาทต่อเดือน กรณีชำระเงินกับร้านค้าที่ผ่านกระบวนการ know your merchant (kym)

 

นอกจากนี้ โครงการนี้ไม่มีการจำกัดพื้นที่ สามารถเข้าถึงได้ทุกร้านค้าในประเทศไทย และคาดหวังว่าจะเริ่มใช้ได้ทันช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 4 นี้

 

 

ดร. พรอนงค์ ย้ำว่า TouristDigiPay ไม่ใช่ การใช้คริปโตฯ เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการโดยตรง (Means of payment) แต่เป็นการ แลกเปลี่ยนสินทรัพย์ จากคริปโตฯ เป็นเงินบาท แล้วนำเงินบาทที่ได้ไปใช้จ่ายผ่านระบบชำระเงินปกติ เช่น QR Code การทำเช่นนี้ช่วยลดความเสี่ยงและความผันผวนของราคาสินทรัพย์ดิจิทัลที่จะส่งผลกระทบต่อร้านค้า

 

สำหรับสกุลเงินคริปโตฯ ที่สามารถใช้ได้นั้น ไม่มีการจำกัด โดยขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการแต่ละรายว่าจะลิสต์เหรียญใดไว้บ้าง และเมื่อนักท่องเที่ยวแลกเงินบาทไปแล้ว แต่ใช้ไม่หมด ก็สามารถนำเงินบาทที่เหลือมาแลกกลับเป็นคริปโตฯ สกุลเดิม หรือสกุลอื่นเพื่อโอนกลับไปยัง Wallet ของตนเองได้เช่นกัน

 

 

ปปง. ยืนยันมีความพร้อมในการตรวจสอบการฟอกเงิน

 

เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ถึงมาตรการความพร้อมในการรับมือกับโครงการ TouristDigiPay โดยยืนยันว่า ปปง.มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการตรวจสอบและสกัดกั้นการฟอกเงินตั้งแต่ต้นทาง

 

โดย ปปง.ทำงานประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกระบวนการที่เงินจะถูกนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินดิจิทัล ซึ่งมีมาตรการตรวจสอบข้อมูลลูกค้าอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นทาง ทั้งในส่วนของ การยืนยันตัวตนลูกค้า (KYC) และ การตรวจสอบสถานะลูกค้า (CDD) “เรามั่นใจในกระบวนการทำงานของเรา เพราะเราเน้นการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยมีการตรวจสอบข้อมูลลูกค้าอย่างละเอียดตั้งแต่เริ่มต้น” เลขาธิการ ปปง.กล่าว

 

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่อาจมีเงินผิดกฎหมายหลุดรอดไปถึงปลายทาง เลขาธิการ ปปง.กล่าวว่า “หากมีการเปลี่ยนเงินดิจิทัลกลับมาเป็นเงินสด เราก็จะมีการตรวจสอบอีกครั้ง”

 

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่า ปปง. มีความพร้อมอย่างเต็มที่แม้จะมีการขยายเวลาโครงการหรือเพิ่มวงเงินในอนาคต

The post คลังจับมือหลายหน่วยงานเปิดตัว ‘TouristDigiPay’ ฟีเจอร์เดียวในโลก เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาตินำคริปโตฯ แลก ‘เงินบาท’ ใช้ซื้อสินค้าได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin ทุบสถิติใหม่ครั้งแรก 1.2 แสนดอลลาร์ครั้งแรก หลังสถานะ Short กว่า 1 พันล้านดอลลาร์ถูกบังคับปิด กลายเป็นแรงส่งสำคัญพาราคาทะลุแนวต้าน https://thestandard.co/bitcoin-breaks-120k/ Mon, 14 Jul 2025 05:22:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1096126 bitcoin-breaks-120k

Bitcoin ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการพุ่งทะยานทะ […]

The post Bitcoin ทุบสถิติใหม่ครั้งแรก 1.2 แสนดอลลาร์ครั้งแรก หลังสถานะ Short กว่า 1 พันล้านดอลลาร์ถูกบังคับปิด กลายเป็นแรงส่งสำคัญพาราคาทะลุแนวต้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
bitcoin-breaks-120k

Bitcoin ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการพุ่งทะยานทะลุระดับ 120,000 ดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก ท่ามกลางมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ราคาเคยเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ บริเวณ 100,000 ดอลลาร์มานานหลายเดือน จนทำให้นักวิเคราะห์หลายคนสงสัยว่าโมเมนตัมที่เคยร้อนแรงเป็นประวัติการณ์เมื่อช่วงต้นปีจะกลับมาอีกครั้งหรือไม่

 

ราคาของ Bitcoin ซึ่งเป็นมาตรวัดสำคัญของตลาดคริปโท ได้พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 1.9% แตะระดับ 121,344 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.94 ล้านบาท) ทำให้ราคาปรับตัวขึ้นแล้วประมาณ 30% นับตั้งแต่เดือนธันวาคม และเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 

 

การกลับมาพุ่งทะยานขึ้นอีกครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ตลาดเคยชะลอความร้อนแรงลงจากความกังวลต่อนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ขณะนี้เมื่อสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เช่น หุ้น กลับมาทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง Bitcoin ก็ได้กลับมาอยู่ในทิศทางขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

 

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยโหมกระแสในรอบล่าสุดคือการล้างพอร์ตสถานะขาย (Short Position) ของนักเทรดฝั่งที่มองว่าราคาจะลดลง โดยข้อมูลจาก Coinglass ระบุว่าในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีสถานะขายของนักลงทุนที่เดิมพันว่าราคา Bitcoin จะร่วง ถูกบังคับให้ปิดสถานะ (Liquidation) คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.24 หมื่นล้านบาท) ซึ่งการบังคับซื้อคืนนี้ได้กลายเป็นแรงส่งที่ผลักดันให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

George Mandres เทรดเดอร์อาวุโสของ XBTO Trading LLC กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งสัญญาณถึง ‘มุมมองที่เติบโตขึ้น’ ต่อ Bitcoin ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไรอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยมหภาคและเป็น ‘สินทรัพย์ที่ใช้เก็บความมั่งคั่ง’ ที่มีอยู่อย่างจำกัด” 

 

เขามองว่าแรงซื้อในตลาดหุ้นประกอบกับการไหลเข้าของเงินทุนสถาบันในกองทุน Spot Bitcoin และ Ethereum ETF เป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ทำให้ราคาปรับตัวขึ้นอย่างมั่นคงและมีความผันผวนน้อยกว่ารอบขาขึ้นในอดีต

 

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อ ‘สัปดาห์คริปโท’ (Crypto Week) ในสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะมีการอภิปรายและอาจลงมติในกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซี 

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนยังคงไม่ปักใจเชื่อกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้ “ในมุมมองของผม นี่ไม่ใช่การปรับขึ้นที่ขับเคลื่อนโดยปัจจัยมหภาค แต่เป็น ‘เหตุการณ์เฉพาะจุด’ มากกว่า” Nicolai Sondergaard นักวิเคราะห์วิจัยจาก Nansen กล่าว 

 

แต่เขาก็ยอมรับว่า “พัฒนาการด้านนโยบายล่าสุดของสหรัฐฯ เช่น การขยายตัวทางการคลังและความคาดหวังในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ได้สร้าง ‘ปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวย’ ต่อ Bitcoin อย่างปฏิเสธไม่ได้”

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.43 บาท ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2568 


อ้างอิง: 

The post Bitcoin ทุบสถิติใหม่ครั้งแรก 1.2 แสนดอลลาร์ครั้งแรก หลังสถานะ Short กว่า 1 พันล้านดอลลาร์ถูกบังคับปิด กลายเป็นแรงส่งสำคัญพาราคาทะลุแนวต้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หุ้น’ ไม่ใช่คำตอบ เศรษฐี Gen Y-Z แห่เทเงินสู่ทองคำ คริปโตฯ และศิลปะ หวัง ‘รวยเร็ว’ ไม่สนตลาดหุ้น https://thestandard.co/gen-y-z-shun-stocks-for-gold-crypto/ Fri, 27 Jun 2025 02:16:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1089790

‘ตลาดหุ้น’ เคยเป็นทางเลือกหลักสำหรับการลงทุ […]

The post ‘หุ้น’ ไม่ใช่คำตอบ เศรษฐี Gen Y-Z แห่เทเงินสู่ทองคำ คริปโตฯ และศิลปะ หวัง ‘รวยเร็ว’ ไม่สนตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘ตลาดหุ้น’ เคยเป็นทางเลือกหลักสำหรับการลงทุน แต่แนวโน้มนี้กำลังเปลี่ยนไป เมื่อ ‘คนรุ่นใหม่’ ที่มีอายุระหว่าง 21-43 ปี และมีสินทรัพย์อย่างน้อย 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 110 ล้านบาท) เข้าสู่สนามการลงทุน

 

ผลสำรวจล่าสุดจาก Bank of America เผยว่า พวกเขามีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเพียง 25% ของพอร์ตการลงทุน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับนักลงทุนที่มีอายุ 43 ปีขึ้นไปที่ลงทุนในหุ้นถึง 55% นอกจากนี้ เศรษฐีรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ ถึง 93% ระบุว่ามีแผนจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน ‘ลงทุนทางเลือก’ มากขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

เหตุผลหลักที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ คือความต้องการ ‘สร้างผลตอบแทน’ ที่ดีกว่า และความไม่เชื่อมั่นในตลาดหุ้นที่ผันผวน โดย ‘ลงทุนทางเลือก’ ที่กำลังดึงดูดความสนใจของเศรษฐีรุ่นใหม่เหล่านี้มีหลายประเภท

 

หนึ่งในนั้นคือ ทองคำ ผลสำรวจของ Bank of America ชี้ว่า 45% ของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เป็นเศรษฐีเป็นเจ้าของทองคำและอีก 45% แสดงความสนใจที่จะถือครองทองคำ

 

ในอดีต ทองคำทำหน้าที่เป็นหลักประกันป้องกัน ‘ภาวะเงินเฟ้อ’ และความผันผวนของตลาดได้เป็นอย่างดี โดยล่าสุด ณ เดือนมิถุนายน 2025 ราคาทองคำได้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์อยู่ราว 3,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์

 

อสังหาริมทรัพย์ ก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง อัตราค่าเช่าและมูลค่าทรัพย์สินมักจะเพิ่มขึ้นตาม ‘ภาวะเงินเฟ้อ’ ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่นักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูงไม่ว่าจะอายุเท่าใดก็ยังคงเห็นโอกาสในสินทรัพย์นี้ 31% ของคนรุ่นใหม่ในการสำรวจของ Bank of America กล่าวว่าอสังหาริมทรัพย์นำเสนอโอกาสการเติบโตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

 

งานศิลปะ ถือเป็นวิธีที่สร้างสรรค์ในการกระจายความเสี่ยง โดยกว่า 72% ของนักลงทุนรุ่นใหม่เชื่อว่าการลงทุนในหุ้นและพันธบัตรแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยได้อีกต่อไป

 

ตลาดศิลปะมีมูลค่าการทำธุรกรรมต่อปีมากกว่า 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีมูลค่ารวมทั่วโลกอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ขนาดใหญ่ และศิลปะร่วมสมัยยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 11.5% ระหว่างปี 1995-2023 ซึ่งสูงกว่า S&P 500 ที่ 9.6% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

Private Equity หรือการลงทุนในบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังคงเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ที่แสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น และต้องการการควบคุมการลงทุนมากขึ้น โดยกว่า 25% ของเศรษฐีรุ่นใหม่ระบุว่า Private Equity เป็นหนึ่งในโอกาสการเติบโตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แม้จะมีความเสี่ยงสูงและต้องใช้ความมุ่งมั่นในระยะยาว แต่ก็มอบศักยภาพในการเติบโตที่สำคัญ

 

สุดท้าย Cryptocurrency ก็ได้ก้าวเข้าสู่กระแสหลัก แม้ในอดีตจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง แต่ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดทั่วโลกสูงถึง 3.29 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นักลงทุนรุ่นใหม่ต่างชื่นชอบสินทรัพย์ประเภทนี้

 

โดย 29% ของคนรุ่นใหม่ในการสำรวจของ Bank of America กล่าวว่า Cryptocurrency นำเสนอโอกาสการเติบโตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เทียบกับเพียง 7% ของกลุ่มนักลงทุนรุ่นเก๋า และเศรษฐีรุ่นใหม่ยังจัดสรร 15% ของพอร์ตการลงทุนให้กับคริปโตฯ เทียบกับเพียง 2% ของคนรุ่นเก่า

 

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุน ‘คนรุ่นใหม่’ กำลังปรับกลยุทธ์การบริหารความมั่งคั่งอย่างกระตือรือร้น โดยกระจายการลงทุนไปสู่สินทรัพย์นอกเหนือจากตลาดดั้งเดิม เพื่อปกป้องและ ‘สร้างผลตอบแทน’ ให้กับความมั่งคั่งของตนในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

ภาพ: PeopleImages.com – Yuri A / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ‘หุ้น’ ไม่ใช่คำตอบ เศรษฐี Gen Y-Z แห่เทเงินสู่ทองคำ คริปโตฯ และศิลปะ หวัง ‘รวยเร็ว’ ไม่สนตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปากีสถานตั้ง ‘CZ Binance’ เป็นที่ปรึกษาคริปโต! หวังเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ด้านนักวิเคราะห์เตือน เสี่ยงกระทบ FATF https://thestandard.co/pakistan-cz-binance-crypto-advisor/ Tue, 15 Apr 2025 08:04:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1064746

การแต่งตั้ง Zhao Changpeng ผู้ก่อตั้ง Binance เป็นที่ปร […]

The post ปากีสถานตั้ง ‘CZ Binance’ เป็นที่ปรึกษาคริปโต! หวังเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ด้านนักวิเคราะห์เตือน เสี่ยงกระทบ FATF appeared first on THE STANDARD.

]]>

การแต่งตั้ง Zhao Changpeng ผู้ก่อตั้ง Binance เป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ให้กับสภาคริปโตของปากีสถานที่ตั้งขึ้นใหม่ สร้างความกังวลอย่างมาก เนื่องจากเขาเคยถูกจำคุกในสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วจากข้อหาฟอกเงิน

 

เศรษฐีพันล้านสัญชาติแคนาดาเชื้อสายจีนและผู้ก่อตั้งตลาดแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ให้กับ Pakistan Crypto Council (PCC) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 

 

Zhao ลาออกจากตำแหน่งซีอีโอของ Binance ในปี 2023 หลังจากบริษัทถูกปรับเป็นเงิน 4.3 พันล้านดอลลาร์เมื่อถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานละเมิดกฎหมายต่อต้านการฟอกเงินและมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

 

PCC ก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคมเพื่อสร้างกรอบการกำกับดูแลสำหรับอุตสาหกรรมคริปโต หลังจากได้รับการแต่งตั้ง Zhao หรือที่รู้จักกันในนาม CZ ได้มีการประชุมแยกกับนายกรัฐมนตรี Shahbaz Sharif และรองนายกรัฐมนตรี Ishaq Dar

 

Muhammad Aurangzeb รัฐมนตรีการคลังของปากีสถานและประธาน PCC เรียกการแต่งตั้ง Zhao ว่าเป็น ช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ แถลงการณ์ทางการระบุ “เรากำลังส่งข้อความชัดเจนถึงโลกว่า ปากีสถานเปิดรับนวัตกรรม

 

“ปากีสถานมีนักลงทุนที่ซื้อขายและลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีมากกว่าจำนวนนักลงทุนในตลาดหุ้นปากีสถานประมาณ 3-4 เท่า” Shoaib Lalani ผู้ก่อตั้ง FinPocket แพลตฟอร์มการลงทุนในปากีสถาน กล่าวกับสำนักข่าว Nikkei Asia 

 

“หากมีการนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง (PCC) อาจช่วยปรับปรุงธรรมาภิบาลและให้การคุ้มครองนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย” เขากล่าวเสริม

 

การแต่งตั้ง Zhao ได้สร้างความตื่นตระหนกในชุมชนการเงินและธุรกิจเนื่องจากประวัติที่เป็นที่ถกเถียง เขาถูกจำคุกเป็นเวลา 4 เดือนในสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วหลังจากยอมรับสารภาพว่าละเมิดกฎหมายต่อต้านการฟอกเงิน

 

Ikram ul Haq ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและภาษี เรียกการตัดสินใจของรัฐบาลว่าน่าตกใจ “มันแสดงให้เห็นถึงการขาดความสามารถในการตรวจสอบประวัติ หรือความพยายามโดยเจตนาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว” เขากล่าว “นี่ยืนยันอีกครั้งว่าเจ้าหน้าที่รัฐและผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งในปากีสถานทำงานเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์สาธารณะ”

 

อย่างไรก็ตาม Ahsan Hamid Durrani ผู้อำนวยการบริหารของ Policy Research Center ในอิสลามาบัด กล่าวว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่คำนวณมาแล้ว “แม้ว่าชื่อเสียงระดับโลกของ CZ จะมีข้อถกเถียง แต่บทบาทของเขาในการกำหนดระบบนิเวศคริปโตทั่วโลกนั้นยากที่จะมองข้าม” Durrani กล่าว “มีบุคคลไม่กี่คนที่มีเครือข่าย ความเข้าใจทางเทคนิค และประสบการณ์อย่างที่เขามี”

 

เจ้าหน้าที่รัฐบาลรายหนึ่งบอกกับ Nikkei โดยขอไม่เปิดเผยชื่อว่า บทบาทของ Zhao กับ PCC เป็นเพียงที่ปรึกษาไม่ใช่ผู้กำกับดูแล และเขาจะไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ “การมีส่วนร่วมของ Zhao ควรถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่แสดงว่าปากีสถานต้องการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก โดยไม่ได้หมายความว่าจะลดมาตรฐานหรือความเข้มงวดในการควบคุมดูแลแต่อย่างใด” เจ้าหน้าที่กล่าวเสริม

 

ผู้สังเกตการณ์เกรงว่าการที่ Zhao ถูกตัดสินความผิดในสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อสถานะของปากีสถานในกรอบการทำงานของ Financial Action Task Force (FATF) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับโลกที่ต่อต้านการฟอกเงิน

 

ปากีสถานเคยถูกจัดให้อยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง (Grey List) ของ FATF สามครั้งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ล่าสุดปากีสถานอยู่ในบัญชี Grey List ตั้งแต่ปี 2018 ถึง 2022 ซึ่งการอยู่ในบัญชีนี้ทำให้เศรษฐกิจปากีสถานสูญเสียมูลค่า 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2008 ถึง 2021 ตามรายงานวิจัยโดย Naafey Sardar รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่วิทยาลัย St. Olaf ในสหรัฐฯ

 

แม้จะมีความกังวล แต่ล่าสุดปากีสถานได้เริ่มโครงการริเริ่มหลายอย่างเพื่อควบคุมและรวมนวัตกรรมคริปโตเคอร์เรนซีเข้ากับกรอบการเงินแห่งชาติ นอกจากการก่อตั้ง PCC แล้ว ปากีสถานยังได้แต่งตั้ง Bilal bin Saqib ผู้ประกอบการเทคโนโลยีชาวปากีสถาน-อังกฤษ เป็น ‘ที่ปรึกษาหลัก’ ให้กับรัฐมนตรีการคลัง

 

Saqib กล่าวหลังจากได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนที่แล้วว่า ปากีสถานมีผู้ใช้คริปโตจำนวนมากอยู่แล้ว “ชาวปากีสถานประมาณ 15-20 ล้านคนถือครองคริปโตในปัจจุบัน ประเทศมีธุรกรรมคริปโตมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นเราต้องการทำให้สิ่งนี้ถูกกฎหมาย เราต้องการมีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนเพื่อที่เราจะสามารถดึงดูดการลงทุนและปล่อยให้ระบบนิเวศเติบโตในปากีสถาน” เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามสำคัญว่าปากีสถานมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับคริปโตเคอร์เรนซีหรือไม่ ด้วยการจัดอันดับที่ 97 ในความเร็วอินเทอร์เน็ตมือถือและ 142 ในความเร็วบรอดแบนด์ทั่วโลก โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่อ่อนแอของปากีสถานยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำคริปโตมาใช้ ขณะที่การขาดแคลนไฟฟ้าโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนยังคงส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค และราคาพลังงานยังคงสูง

 

ความท้าทายที่น่ากังวลอีกประการคือการใช้คริปโตโดยกลุ่มติดอาวุธ Tehreek-e-Taliban Pakistan (TTP) กลุ่มติดอาวุธต้องห้ามที่ทำสงครามกับรัฐตั้งแต่ปี 2007 ได้ประกาศแผนระดมทุนผ่านคริปโตเคอร์เรนซี โดยกระตุ้นให้ผู้สนับสนุนใช้ Binance สำหรับการบริจาค

 

ภาพ: Koshiro K/Shutterstock

อ้างอิง:

The post ปากีสถานตั้ง ‘CZ Binance’ เป็นที่ปรึกษาคริปโต! หวังเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ด้านนักวิเคราะห์เตือน เสี่ยงกระทบ FATF appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ราชาคริปโต’ เสียท่า Bitcoin ร่วงต่ำกว่า 78,000 ดอลลาร์ นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงหวั่นภาษี Trump https://thestandard.co/bitcoin-falls-below-78000-investors-sell-trump-tariff-fears/ Mon, 07 Apr 2025 05:54:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1061404 กราฟแสดงการร่วงลงของราคา Bitcoin ต่ำกว่า 78,000 ดอลลาร์หลังความกังวลเรื่องภาษีของทรัมป์

กระแสความตื่นตระหนกในตลาดการเงินโลกเริ่มส่งผลกระทบถึงวง […]

The post ‘ราชาคริปโต’ เสียท่า Bitcoin ร่วงต่ำกว่า 78,000 ดอลลาร์ นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงหวั่นภาษี Trump appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงการร่วงลงของราคา Bitcoin ต่ำกว่า 78,000 ดอลลาร์หลังความกังวลเรื่องภาษีของทรัมป์

กระแสความตื่นตระหนกในตลาดการเงินโลกเริ่มส่งผลกระทบถึงวงการสกุลเงินดิจิทัลแล้ว หลังจาก Bitcoin ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงสู่ระดับต่ำกว่า 78,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางความวิตกกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับนโยบายภาษีนำเข้าใหม่ของ Donald Trump ประธานาธิบดี ที่อาจนำไปสู่สงครามการค้าโลก

 

ล่าสุดราคา Bitcoin ดิ่งลง 6% มาอยู่ที่ 77,730.03 ดอลลาร์ ตามรายงานของ Coin Metrics ซึ่งนับเป็นการทิ้งดิ่งจากจุดสูงสุดตลอดกาลในเดือนมกราคมถึง 28% แม้ว่าก่อนหน้านี้ราคาจะยืนเหนือระดับ 80,000 ดอลลาร์มาเกือบตลอดทั้งปี ยกเว้นในช่วงผันผวนสั้นๆ ไม่กี่ครั้ง

 

ที่น่าสนใจคือในสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ตลาดหุ้นจะดิ่งหนัก แต่ Bitcoin กลับแสดงความแข็งแกร่งโดยรักษาระดับราคาไว้ได้ระหว่าง 82,000-83,000 ดอลลาร์ และยังปิดสัปดาห์ด้วยแนวโน้มบวกในขณะที่ทั้งตลาดหุ้นและทองคำต่างร่วงลง สวนทางกับธรรมชาติที่มักเคลื่อนไหวคล้ายหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และถูกมองว่าเป็น ‘สัญญาณเตือนล่วงหน้า’ ของความรู้สึกตลาด

 

อย่างไรก็ตาม สกุลเงินคริปโตอื่นๆ ไม่ได้โชคดีเท่า โดย Ether และโทเค็นของ Solana ต่างทรุดหนักถึงประมาณ 12% ในช่วงข้ามคืน

 

การร่วงลงของ Bitcoin ครั้งนี้ได้กระตุ้นให้เกิดคลื่นการ ‘ล้างพอร์ต’ ของนักลงทุนที่เดิมพันว่าราคาจะสูงขึ้น โดยพวกเขาถูกบังคับให้ขายสินทรัพย์ของตัวเองเพื่อนำเงินมาชดเชยส่วนที่ขาดทุน 

 

ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีการล้างพอร์ตของนักลงทุน Bitcoin ที่เดิมพันขาขึ้นเป็นมูลค่ากว่า 247 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Ether ก็มีการล้างพอร์ตในลักษณะเดียวกันเป็นมูลค่า 217 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน อ้างอิงจากข้อมูลของ CoinGlass

 

ความกังวลเรื่องนโยบายภาษีนำเข้าใหม่ของ Trump ที่ครอบคลุมทั้งภาษีทั่วไปสำหรับสินค้านำเข้าทั้งหมดและภาษีพิเศษสำหรับคู่ค้ารายใหญ่ ได้จุดชนวนความหวาดกลัวเรื่องสงครามการค้าที่อาจลุกลามเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท รวมถึงเหรียญคริปโตที่ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงสุดสัปดาห์

 

ผลกระทบจากประกาศมาตรการภาษีรุนแรงถึงขนาดทำให้มูลค่าตลาดหุ้นทั่วโลกหายไปถึง 7.46 ล้านล้านดอลลาร์เพียงแค่สองวันทำการ โดยแบ่งเป็นการสูญเสียในตลาดหุ้นสหรัฐฯ 5.87 ล้านล้านดอลลาร์ และในตลาดหลักทั่วโลกอื่นๆ อีก 1.59 ล้านล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก S&P Dow Jones Indices

 

ปัจจุบัน Bitcoin ติดลบ 15% ในปี 2025 และหากไม่มีปัจจัยหนุนเฉพาะสำหรับวงการคริปโตเกิดขึ้น คาดว่าราชาแห่งคริปโตนี้จะยังคงเคลื่อนไหวไปพร้อมกับตลาดหุ้น ขณะที่ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกได้บดบังความคาดหวังเชิงบวกจากการผ่อนคลายกฎระเบียบที่วงการคริปโตเคยหวังว่าจะได้รับในปีนี้

 

อ้างอิง: 

The post ‘ราชาคริปโต’ เสียท่า Bitcoin ร่วงต่ำกว่า 78,000 ดอลลาร์ นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงหวั่นภาษี Trump appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF ประกาศให้ ‘Bitcoin’ และ ‘คริปโต’ เป็นหนึ่งใน Asset Class ของโลกอย่างเป็นทางการ https://thestandard.co/imf-bitcoin-crypto-asset-class/ Mon, 24 Mar 2025 11:48:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1056049

เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา International Monetary F […]

The post IMF ประกาศให้ ‘Bitcoin’ และ ‘คริปโต’ เป็นหนึ่งใน Asset Class ของโลกอย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา International Monetary Fund หรือ IMF ประกาศให้ Bitcoin และ คริปโตเคอร์เรนซี เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ (Asset Class) ของโลกอย่างเป็นทางการใน BPM7 ฉบับล่าสุด หรือคู่มือบัญชีดุลการชำระเงินและสถานการลงทุนระหว่างประเทศฉบับบูรณาการ 

 

โดย IMF ได้พิจารณาให้ Bitcoin และเหรียญคริปโตที่ไม่มีสินทรัพย์ใดๆ หรือแพลตฟอร์มมารองรับ เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ใช่การเงินที่ไม่ได้เกิดจากการผลิต (Non-produced Non-financial Assets) ซึ่งอยู่ในประเภทเดียวกับทรัพย์สินประเภททรัพยากรธรรมชาติที่โอนกรรมสิทธิ์ได้หรือพวกกลุ่มทรัพย์สินทางปัญญา 

 

หากมีการทำธุรกรรมใน Bitcoin และเหรียญคริปโตประเภทนี้ระหว่างประเทศ (Cross boarder Transaction) ก็เทียบเคียงได้กับการทำธุรกรรมของทองคำหรือที่ดิน เป็นต้น

 

ในขณะที่เหรียญคริปโตที่มีแพลตฟอร์มมารองรับ เช่น Ethereum หรือ Solana ทาง BPM7 ก็พิจารณาว่าเป็นสินทรัพย์ประเภทคล้ายทุน (Equity-Like Holding) และจะพิจารณาคล้ายกับการถือครองหุ้นต่างประเทศหากถือครองสินทรัพย์ดังกล่าวบนคนละประเทศกับผู้พัฒนาเหรียญ

 

และท้ายที่สุด BPM7 ได้พิจารณาให้การถือเหรียญ Stablecoin ที่มีระบบการจ่ายดอกเบี้ยแบบ Staking อาทิ USDT ในฐานะเครื่องมือทางการเงินชนิดหนึ่ง (Financial Instrument) ที่หากมีการบันทึกสินทรัพย์จะบันทึกตามลักษณะของสินทรัพย์ที่ถูกนำมาค้ำประกัน

 

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากภายในกล่าวกันว่า IMF อาจมีแผนนำ Bitcoin เข้าไปคำนวณใน SDR หรือ Special Drawing Rights Index ซึ่ง SDR เป็นสินทรัพย์สำรองระหว่างประเทศที่ออกโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งมูลค่าของ SDR คำนวณจากตะกร้าสกุลเงินหลัก ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐ (USD), ยูโร (EUR), หยวนจีน (CNY), เยนญี่ปุ่น (JPY) และปอนด์อังกฤษ (GBP)

 

ไม่เพียงเท่านั้น IMF ยังมีมุมมองที่เปลี่ยนไปในทิศทางเชิงบวกต่อ Bitcoin มากขึ้นในช่วงหลังมานี้ จากที่เคยเป็นหนึ่งในองค์กรที่เคยมีมุมมองเชิงต่อต้าน Bitcoin ในอดีต

 

อ้างอิง:

The post IMF ประกาศให้ ‘Bitcoin’ และ ‘คริปโต’ เป็นหนึ่งใน Asset Class ของโลกอย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.

]]>