Cryptocurrency – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 06 Dec 2025 07:04:07 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ‘ก.ล.ต. – ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ – ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน https://thestandard.co/sec-amlo-fight-crypto-laundering/ Thu, 04 Dec 2025 10:50:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1151450 ‘ก.ล.ต. - ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ - ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน

ประเด็นร้อนวงการตลาดทุนไทยล่าสุด หนีไม่พ้นการแถลงของสำน […]

The post ‘ก.ล.ต. – ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ – ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ก.ล.ต. - ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ - ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน

ประเด็นร้อนวงการตลาดทุนไทยล่าสุด หนีไม่พ้นการแถลงของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เกี่ยวกับการยึดหุ้นของหลายบริษัทจดทะเบียนไทย และหนึ่งในนั้น ซึ่งมีมูลค่ามากที่สุดคือหุ้นของ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) มูลค่าราว 6 พันล้านบาท เพื่อตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่

 

ไม่เพียงแค่ ปปง. เท่านั้น แต่เรายังเห็นหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเพื่อสร้างความชัดเจนในเรื่องนี้ ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือแม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

ปปง. แจงยึดหุ้น ‘บางจาก’ มูลค่า 6 พันล้านบาท เชื่อมโยง ‘เบน สมิธ’ พร้อมระบุมีหุ้นอีกหลายตัวที่เกี่ยวข้อง

 

ในการแถลงเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ถึงผลสืบสวนขยายผลและบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักงาน ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) ที่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการฉ้อโกงประชาชน คณะกรรมการธุรกรรม มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีสำคัญ 4 กลุ่มคดีใหญ่ อายัดเงินในบัญชีรวมมูลค่ากว่า 10,165 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนมีการนับรวมหุ้นของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ที่มีความเชื่อมโยง เบน สมิธ มีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ คำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าวมีผลชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน โดยผู้ถูกยึดทรัพย์หรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ได้มาจากการกระทำความผิด ต่อเลขาธิการ ปปง. ได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

 

ด้านเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า ปปง.ได้ประสานงานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า คดีนี้มีจุดเริ่มต้นคือ บัญชีม้าที่ใช้ในการลักลอบทำธุรกรรมเกี่ยวกับเงินฝากของธนาคาร คือ นางสาวแตงไทยฯ เป็นบัญชีม้า ได้รับมอบอำนาจในการดำเนินการ พบว่าในช่วงปี 2560-2565 มีการทำธุรกรรมรับโอนเงินที่ได้จากการทำความผิดจากกลุ่มของนายยิม เลียก ภรรยา และกลุ่มเบน สมิธ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่ามีหุ้นอะไรบ้างของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ของบริษัทอะไรบ้างที่มีความโยงการยึดทรัพย์ในครั้งนี้ เลขาธิการ ปปง.ระบุว่า

 

“มีหุ้นหลายตัวที่มีความเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ แต่ตัวที่ใหญ่ ปปง. ยึดอายัดไว้ คือหุ้นของบริษัทบางจาก มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคา ณ วันที่ 28 พ.ย. ที่ผ่านมา หากราคาหุ้นขึ้นไปอีกมูลค่าก็อาจสูงกว่านี้ ซึ่งเราตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นทรัพย์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด หุ้นพวกนี้ยึดไว้ตามกรอบกำหนดคณะกรรมการธุรกรรมของ ปปง. มีระยะเวลา 90 วัน ซึ่งเขามีสิทธิ์พิสูจน์ภายใน 30 วัน หากพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิด ก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการธุรกรรมจะเพิกถอนคำสั่งอายัดต่อไป โดยยืนยันว่าการดำเนินการของ ปปง. มีการดำเนินการ อย่างรอบคอบและระมัดระวัง” เทพสุ กล่าว

 

ปมปริศนาผู้ถือหุ้นใหญ่บางจาก กดดันราคาหุ้น

 

นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับหุ้น BCP ในปัจจุบันและเป็นความกังวลของนักลงทุนซึ่งส่งผลต่อราคาหุ้นบางจากคือ ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่อย่าง ALPHA Chartered Energy

 

“ตราบใดที่ (ข้อสงสัยเกี่ยวกับ ALPHA Chartered Energy) ยังไม่คลี่คลาย เชื่อว่าจะยังเป็นประเด็นกดดันราคาหุ้นบางจากต่อไป”

 

เนื่องจาก 2 เหตุผลสำคัญ ได้แก่ 1.ความไม่มั่นใจของนักลงทุนว่าในอนาคต ALPHA Chartered Energy จะขายหุ้นที่ถืออยู่ออกมาหรือไม่ และ 2.กลยุทธ์ของ BCP จะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากการเข้ามาของ ALPHA Chartered Energy ซึ่งมีตัวแทนในบอร์ด 2 ที่นั่ง

 

ตลท. ยืนยันยึดหุ้นบางจาก ไม่กระทบสภาพคล่องซื้อขาย

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า สำหรับข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อสภาพคล่องในตลาด (Free float) จากหุ้น BCP ที่โดนยึดไปนั้น เบื้องต้น ตลท. ติดตามการซื้อขายหุ้นทุกตัวอยู่แล้ว พบว่าปริมาณการซื้อขายหุ้น BCP ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่กระทบกับ free float เนื่องจากหุ้นมูลค่า 6,000 ล้านบาท ไม่ได้ถูกซื้อขายในตลาดอยู่แล้ว

 

ปัจจุบันหุ้น BCP มี Free float อยู่ที่ประมาณ 50.6% โดยสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เป็นนักลงทุนสถาบัน ทำให้ผลกระทบต่อสภาพคล่องโดยรวมไม่มากนัก อีกทั้ง
ตลท.มีกฎเกณฑ์ที่ป้องกันอยู่แล้ว ส่วนทางด้านของบริษัทเองก็มีการประกาศตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ ประเมินสถานการณ์และเสนอแนวทางการดำเนินงานในเบื้องต้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุน

 

สำหรับกรณีบริษัทจดทะเบียนอีก 7 แห่ง ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ต่างชาติผ่านการใช้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน (นอมินี) ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ปัจจุบันยังไม่ได้มีหน่วยงานไหนติดต่อเข้ามาขอข้อมูลเพิ่มเติมจากตลท.

 

ทั้งนี้จากกรณีซุกหุ้นผ่านนอมินีดังกล่าว ทำให้เกิดข้อกังวลว่าเป็นผลพวงมาจากกระบวนการเปิดข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนที่ไม่โปร่งหรือไม่ อัสสเดช อธิบายเพิ่มเติมว่า บริษัทจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลผลประกอบการ สถานะการเงิน นโยบายกำกับกิจการ รวมไปถึงรายงานความยั่งยืน เพื่อให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงได้ จากการตรวจสอบของ ตลท.ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า บริษัทจดทะเบียน 800 แห่ง มีการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง แต่ในส่วนของธุรกรรมผู้ถือหุ้นไม่ใช่หน้าที่ของบริษัทจดทะเบียนที่ต้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

 

ก.ล.ต. เร่งสางโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า การตรวจสอบกรณีผู้ถือหุ้นที่อาจเกี่ยวข้องกับเงินไม่ถูกกฎหมายในบริษัทจดทะเบียนเป็นเรื่องที่ดำเนินการมานานแล้ว โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (ที่ถึงเกณฑ์ต้องรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ หรือเกณฑ์ทำ Tender Offer) เป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริง หรือไม่ (Beneficial Owner) ไม่ใช่เพียงผู้ถือหุ้นในนาม (Nominee)

 

การตรวจสอบดังกล่าวได้รวมถึงการขอความร่วมมือจากหน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์ในต่างประเทศภายใต้บันทึกความเข้าใจพหุภาคี (MMOU) โดยเป็นการประสานงานในเชิงลึก มีการประชุมร่วมกันเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่ร้องขอถูกต้อง และได้เริ่มการทำงานในส่วนของข้อมูลที่ได้รับจาก ปปง. แล้ว พร้อมย้ำว่าการตรวจสอบจะเน้นไปที่โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน

 

ก.ล.ต. ยืนยันว่าได้ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับ ปปง. อย่างต่อเนื่อง โดยมีการทำหนังสือขอความร่วมมือและขอเอกสารข้อมูล พยานหลักฐานต่างๆ จาก ปปง. ซึ่งรวมถึงการที่คณะผู้บริหารนำโดยเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้เข้าไปพบกับเลขาธิการ ปปง. เพื่อพูดคุยและประสานความร่วมมืออย่างเป็นทางการ

 

“เราได้รับข้อมูลมาแล้ว และ เริ่มทำงานเลย ในส่วนนี้เพิ่มเติม โดยสิ่งที่เราต้องการข้อมูลคือ เพื่อนำมาสนับสนุนในเรื่องของการตรวจสอบว่าใครเป็น ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง ตามที่ ก.ล.ต. กำลังพิจารณาอยู่” แหล่งข่าวจาก ก.ล.ต. ระบุ

 

อย่างไรก็ตาม ในการตอบคำถามเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการอายัดหุ้น และการเปิดเผยรายชื่อผู้ซื้อผู้ขายในเคสที่เกี่ยวข้อง ก.ล.ต. ไม่ลงไปในหุ้นใดหุ้นหนึ่ง แต่ยืนยันหลักการกำกับดูแลว่า:

  • ขอบเขตอำนาจ: สิ่งที่ ก.ล.ต. ดูอยู่คือ เรื่องของผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน ไม่ใช่การเข้าไปตรวจสอบในส่วนของการประกอบการของบริษัท
  • ความสำคัญ: การตรวจสอบเหล่านี้เป็นงานบังคับใช้กฎหมาย ที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก (Priority) และยืนยันว่าจากการตรวจสอบในที่สุด จะต้องทราบว่าใครเป็นผู้ซื้อผู้ขายและเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริง

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ขอชี้แจงว่า คำถามที่เกี่ยวข้องกับอำนาจการอายัดทรัพย์ของ ปปง. เช่น ระยะเวลาการอายัดนั้น ไม่ใช่อำนาจตามกฎหมายของ ก.ล.ต. จึงไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ แต่ในเชิงหลักการ ปปง. มีอำนาจในการอายัดอยู่เป็นระยะหนึ่ง

 

พรอนงค์ กล่าวย้ำว่า การดำเนินการทางกฎหมายของ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับความถูกต้องตามกระบวนการ (Due Process) และพร้อมจะดำเนินการกับผู้ที่มีหน้าที่รายงานหรือมีหน้าที่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer) หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

 

คุมเข้ม ‘ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล’ (DA) หวังสกัดเงินเทา

 

จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้กล่าวถึงมาตรการในการจัดการกับมิจฉาชีพที่ใช้คริปโตเป็นช่องทางในการฟอกเงิน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ

 

  • แพลตฟอร์มต่างประเทศ: ก.ล.ต. ดำเนินการกล่าวโทษแพลตฟอร์ม DA ต่างประเทศที่เข้ามาทำตลาดกับคนไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และประสานกระทรวง DE เพื่อใช้ พ.ร.ก. ไซเบอร์ ในการปิดกั้นการเข้าถึง
  • แพลตฟอร์มไทย: มีการยกระดับมาตรฐานการทำ KYC/CDD (Know Your Customer/Customer Due Diligence) และการจัดทำ Customer Profiling ของผู้ประกอบธุรกิจ DA ในประเทศ ทำให้สามารถยับยั้งบัญชีม้าได้จำนวนมาก และเตรียมพร้อมสำหรับการนำ Travel Rule มาใช้ร่วมกับ ปปง. เพื่อติดตามข้อมูลผู้โอน/ผู้รับโอนสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ยืนยันว่า ปัญหาเรื่องสแกมเมอร์และเงินเทาเป็นวาระสำคัญที่ได้ทำงานร่วมกับหลายหน่วยงานรัฐบาลอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการชุดของนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการ DE และคณะทำงาน Connecting the Dot ของกระทรวงการคลัง

 

“สำนักงานก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นของตลาดทุน โดยมุ่งมั่นที่จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการละเว้น หากหลักฐานไปถึงใคร สำนักงานพร้อมดำเนินการทันที เพื่อให้มั่นใจว่าตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจะไม่เป็นช่องทางในการกระทำความผิด” พรอนงค์กล่าวสรุป

 

สรุป 6 มาตรการหลัก ก.ล.ต. ในการสกัดเงินเทา-สแกมเมอร์

 

  • การทำงานร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ (ปปง., DE, ตำรวจ, ธนาคารพาณิชย์) ผ่านคณะกรรมการต่างๆ
  • การยกระดับมาตรฐานตัวกลาง (โบรกเกอร์/DA Platform) ในการทำ KYC/CDD และการติดตามธุรกรรมที่น่าสงสัย
  • การผลักดันแก้ไขกฎหมาย เพื่อกำหนดให้ตัวกลางต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายในกรณีที่มีมาตรการหละหลวม
  • การใช้กฎหมายเพื่อปิดแพลตฟอร์ม DA ต่างประเทศ ที่ไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.ก. ไซเบอร์
  • การติดตามดูเรื่องโครงสร้างการถือหุ้นใหญ่ของ บจ. และการบังคับใช้กฎหมายหากพบความผิดปกติ
  • การยับยั้งความเสียหายจากการหลอกลวงลงทุน เช่น การตั้งศูนย์ช่วยเหลือ และการปิดเว็บไซต์/แพลตฟอร์มหลอกลวง

 

แจงความคืบหน้าคดี JKN และการติดตามผู้ถูกกล่าวโทษ

 

สำนักงานก.ล.ต. ได้ชี้แจงถึงความคืบหน้าของเคส JKN โดยยืนยันว่า ก.ล.ต. ได้ดำเนินการทางกฎหมายในหลายด้าน

 

โดยด้านสถานะคดี ปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้ดำเนินการทั้งมาตรการทางแพ่ง และกล่าวโทษทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับงบการเงินตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา

 

ภายหลังการกล่าวโทษ ก.ล.ต. ได้ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนอย่างเต็มที่ และประสานงานกับ DSI จนมีการรับเป็นคดีพิเศษ ซึ่งเป็นผลมาจากการกล่าวโทษและการประสานความร่วมมือของสำนักงาน

 

ส่วนกรณีผู้บริหาร JKN หลบหนี ก.ล.ต. ชี้แจงว่า ในช่วงที่กล่าวโทษไม่ได้พบพฤติการณ์หลบหนีที่เข้าเงื่อนไขอำนาจตามกฎหมายในการห้ามออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ไม่ได้นิ่งนอนใจ ในกรณีที่มีการหลบหนีไปต่างประเทศในปัจจุบัน โดยได้ประสานงานกับพนักงานสอบสวนเพื่อหาหนทางในการนำตัวกลับมา หากเป็นไปได้

 

ในส่วนของการยึดทรัพย์นั้น เนื่องจากคดีอยู่ในขั้นตอนการกล่าวโทษทางอาญาแล้ว อำนาจในการดำเนินการจึงอยู่กับพนักงานสอบสวน ซึ่ง ก.ล.ต. พร้อมให้ความร่วมมือเพื่อให้สำนวนนำไปสู่การฟ้องร้องได้

 

แบงก์ชาติพร้อมเข้าตรวจสอบ ‘เส้นทางการเงิน’ ที่ผ่านระบบแบงก์พาณิชย์

 

ต่อคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่หุ้นก้อนใหญ่ของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท ว่า ธปท. ได้เข้าไปตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือไม่ ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า น่าจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเช่น ปปง. หรือ ก.ล.ต. ที่เข้าไปดูแล

 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ ธปท. จะเข้าไปตรวจสอบในมิติที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของสถาบันการเงิน โดยหากพบว่าธุรกรรมดังกล่าวผ่านเข้ามาในระบบธนาคารพาณิชย์ ธปท. ก็จะต้องเข้าไปดูในส่วนนั้น

 

สำหรับการกำกับดูแลสถาบันการเงินในกรณีธุรกรรมต้องสงสัย ธปท. ยืนยันหลักการว่า สถาบันการเงินทุกแห่งต้องปฏิบัติตามกฎหมายของ ปปง. อย่างเคร่งครัด โดยหน้าที่ของ ธปท. คือการกำกับดูแลให้ธนาคารส่งรายงานข้อมูลตามเกณฑ์ เช่น หากพบการใช้เงินสดเกินวงเงินที่กำหนด หรือมีธุรกรรมต้องสงสัย ต้องส่งรายงานให้ ปปง. ทราบ

 

ภาพ: Prateep Suttiso/Getty Images

The post ‘ก.ล.ต. – ปปง.’ ผนึกกำลังสยบสแกมเมอร์ ยกระดับตรวจเข้มผู้ถือหุ้นใหญ่ – ปิดแพลตฟอร์มคริปโตเถื่อน ชู 6 มาตรการอุดช่องฟอกเงินตลาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Binance TH เผย Bitcoin อาจหลุดจากวัฏจักร 4 ปี เหมือนอดีต หลังนักลงทุนสถาบันมีส่วนร่วมเพิ่มต่อเนื่อง https://thestandard.co/binance-bitcoin-cycle-break/ Thu, 27 Nov 2025 08:15:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1148504 Binance TH เผย Bitcoin อาจหลุดจากวัฏจักร 4 ปี เหมือนอดีต หลังนักลงทุนสถาบันมีส่วนร่วมเพิ่มต่อเนื่อง

Binance TH เชื่อว่าวัฏจักรของ Bitcoin และคริปโตอื่นๆ เป […]

The post Binance TH เผย Bitcoin อาจหลุดจากวัฏจักร 4 ปี เหมือนอดีต หลังนักลงทุนสถาบันมีส่วนร่วมเพิ่มต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Binance TH เผย Bitcoin อาจหลุดจากวัฏจักร 4 ปี เหมือนอดีต หลังนักลงทุนสถาบันมีส่วนร่วมเพิ่มต่อเนื่อง

Binance TH เชื่อว่าวัฏจักรของ Bitcoin และคริปโตอื่นๆ เปลี่ยนแปลงไปมากหลังจากที่นักลงทุนสถาบันเข้ามามีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เชื่อการปรับฐานอาจไม่รุนแรงเท่าในอดีต และอาจเห็นราคา Bitcoin กลับมาแตะ 120,000 ดอลลาร์ อีกครั้งช่วงไตรมาส 1 ปี 2026

 

ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์และผู้อำนวยการ Binance TH Academy กล่าวว่า ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันให้การยอมรับใน Bitcoin มากขึ้น ส่วนหนึ่งสะท้อนจากกองทุน Bitcoin อย่าง iShare Bitcoin Trust ETF ที่มีเงินลงทุนไหลเข้าสุทธิมากเป็นอันดับ 4 ของโลก คิดเป็นมูลค่า 2.03 หมื่นล้านดอลลาร์​

 

“หากดูข้อมูลจากฝั่งนักลงทุนสถาบันและสถาบันการเงินต่างๆ จะเห็นการยอมรับและบริการที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin และคริปโตมากขึ้น ขณะที่หลายประเทศก็มีกฎเกณฑ์ที่สนับสนุนคริปโตมากขึ้น”​

 

วัฏจักรของ Bitcoin และคริปโตเปลี่ยนไปมากตั้งแต่นักลงทุนสถาบันเข้ามามีส่วนร่วม ในอดีตทิศทางของคริปโตอาจได้รับอิทธิพลจากนักลงทุนรายใหญ่จำนวนหนึ่ง

 

“บางคนเชื่อว่าวัฏจักร 4 ปียังมีอยู่ ซึ่งราคา Bitcoin ก็ลดลงมาจริง แม้จะช้ากว่าเดิมเล็กน้อย ส่วนตัวเชื่อว่าราคา Bitcoin มีโอกาสจะฟื้นตัวไปพีคได้ช่วงไตรมาส 1 ปีหน้า อาจจะไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ แต่มีโอกาสจะกลับไปสู่ 120,000 ดอลลาร์”

 

ดร.กร กล่าวต่อว่า ปัจจัยหลัก 3 ประการที่จะขับเคลื่อนตลาด ได้แก่ การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของกรอบกำกับดูแลในประเทศไทย การเข้ามามีส่วนร่วมของภาคสถาบันและผู้เล่นกระแสหลัก และการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Stablecoins, Tokenization และ Real-World Assets (RWA)

 

“ปี 2026 จะเป็นปีที่สินทรัพย์ดิจิทัลจะเปลี่ยนจากแนวคิดสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของผู้คน เราคาดหวังว่าจะมีการยอมรับในวงกว้างมากขึ้น การประสานงานด้านกฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้น และการบูรณาการที่ลึกซึ้งขึ้นกับระบบการเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้จะปรับเปลี่ยนวิธีที่ผู้ใช้ชาวไทยมีปฏิสัมพันธ์กับมูลค่าทางดิจิทัล”

 

ด้าน นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Binance TH by Gulf Binance กล่าวว่า หากวัฏจักร 4 ปียังคงอยู่ เชื่อว่าราคา Bitcoin อาจจะลดลงไม่ถึง 30-40% ในปีหน้า เพราะการเปิดรับของนักลงทุนจากฝั่ง Traditional Finance ส่วนความเสี่ยงหลักคือภาวะฟองสบู่ในตลาดทุน โดยเฉพาะหุ้น AI

 

ส่วนภาพรวมธุรกิจของ Binance ในไทยปี 2025 ที่ผ่านมา จำนวนผู้ใช้งานที่ KYC แล้ว ณ เดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 7.1 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้น 5.5 เท่า จากต้นปีที่ผ่านมา สำหรับลูกค้าใหม่ของ Binance TH ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มพนักงานประจำ

 

ภาพ: BlackJack3D/Getty Images

The post Binance TH เผย Bitcoin อาจหลุดจากวัฏจักร 4 ปี เหมือนอดีต หลังนักลงทุนสถาบันมีส่วนร่วมเพิ่มต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. ยกระดับมาตรการสกัดฟอกเงิน ผ่านตลาดหุ้น-คริปโต https://thestandard.co/sec-anti-laundering-stock-crypto/ Thu, 20 Nov 2025 07:45:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1145453 ก.ล.ต. ยกระดับมาตรการสกัดฟอกเงิน ผ่านตลาดหุ้น-คริปโต

วันนี้ (20 พ.ย.2568) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์แ […]

The post ก.ล.ต. ยกระดับมาตรการสกัดฟอกเงิน ผ่านตลาดหุ้น-คริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. ยกระดับมาตรการสกัดฟอกเงิน ผ่านตลาดหุ้น-คริปโต

วันนี้ (20 พ.ย.2568) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกแถลงการณ์ ให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมาย และมาตรการเพื่อป้องกัน และยับยั้งการใช้ตลาดทุน-สินทรัพย์ดิจิทัล เป็นช่องทางในการฟอกเงินและเกี่ยวข้องกับ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีใจความสำคัญดังนี้

 

ภายใต้บริบทปัจจุบันที่การปราบปรามการก่ออาชญากรรมความสำคัญขึ้น และเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ก.ล.ต. ได้มีการดำเนินการอย่างเข้มข้น โดยมีการประสานงาน ร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ รวมทั้งการตรวจสอบ กรณีต้องสงสัยเกี่ยวกับการกระทำความผิด ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลักทรัพย์ กฎหมายสินทรัพย์ ดิจิทัล พร้อมทั้งยกระดับมาตรการ และการบูรณาการเพื่อให้เกิด การเชื่อมโยงข้อมูล (Connecting the dots) เพื่อประโยชน์ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ปิดช่องโหว่ ทำให้เห็นภาพในองค์รวม เพื่อการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ยังคงมุ่งเน้นกำกับดูแลให้ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้กำกับดูแลของ ก.ล.ต. ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เป็นไปตามกฎหมายฟอกเงินของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นอกจากนี้ ก.ล.ต. ทำงานเชิงรุกในการป้องกัน – ป้องปราม – ปิดกั้น ตลอดจนมีเครื่องมือในการช่วยเหลือและแจ้งเตือนผู้ลงทุนภายใต้การบูรณาการการทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน

 

โดยมุ่งเน้นดำเนินการใน 3 เรื่อง ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การป้องกันเชิงรุกและการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

 

1. การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

 

ซึ่งรวมถึงการกำกับผู้ประกอบธุรกิจ ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ให้ทำความรู้จักตัวตนของลูกค้า (KYC) การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) การติดตาม และรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัย (Suspicious Transaction Report) ตามกฎหมายฟอกเงิน หากพบความไม่สอดคล้องในการลงทุนกับฐานะทางการเงินของลูกค้า หรือได้รับคำสั่งจาก ปปง. หรือ ก.ล.ต. ผู้ประกอบธุรกิจ ต้องมีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูล เชิงลึกและรายงานข้อมูล ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย โดย ก.ล.ต. สามารถประสาน กับหน่วยงานอื่น เช่น ปปง. และพนักงานสอบสวน ในการส่งข้อมูลที่พบไปยังหน่วยงาน ดังกล่าวโดยตรงได้อีกทางหนึ่ง

 

นอกจากนี้เมื่อพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายซึ่งรวมถึงการไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ในเรื่องการ เปิดเผย ข้อมูล เช่น รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) การไม่ทำคำเสนอ ซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer) การเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้น ของบริษัทจดทะเบียน เป็นต้น ก.ล.ต. จะดำเนินการตามกฎหมายด้วย

 

สำหรับมาตรการป้องกันและยับยั้งการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางการฟอกเงิน นอกเหนือจากผู้ประกอบธุรกิจ สินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ต้องมีมาตรการ KYC และ CDD ตามมาตรฐานที่กำหนด ด้วยแล้ว

 

ปัจจุบันภายใต้กฎหมายเกี่ยวกับมาตรการ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยีผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลยังต้องมีกลไก เพื่อยับยั้งและการรายงานข้อมูล ตามมาตรฐานเดียวกับธนาคารพาณิชย์ เช่น การห้ามเปิดบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล ให้กับผู้ที่มีรายชื่อ เป็นบัญชีม้าดำและบัญชีม้าเทา การเพิ่มความเข้มข้นของการทำ Enhanced Customer Due Diligence กับลูกค้าต้องสงสัย และการจัดกลุ่มประเภทลูกค้า (customer profiling) ตามความเสี่ยง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการป้องกันและยับยั้งธุรกรรมน่าสงสัยในการฟอกเงิน หรือเข้าข่ายผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ปัจจุบัน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างประสานงานกับ ปปง. เพื่อนำเกณฑ์ Travel Rule มาใช้กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต่อไป

 

ภายใต้การดำเนินการดังกล่าว สามารถยับยั้งบัญชีม้าได้แล้ว 44,382 บัญชี มูลค่ารวมมากกว่า 200 ล้านบาท

 

2. การป้องกันเชิงรุก

 

มุ่งลดความสูญเสียของประชาชนจากภัยหลอกลวงลงทุน เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน ให้ประชาชนมีความรู้เท่าทัน รวมทั้งการปิดกั้นช่องทางหลอกลวงลงทุน และยกระดับมาตรการ สกัดกั้นบัญชีม้า ก.ล.ต. ได้ดำเนินการประสานงานกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ในการปิดกั้น การหลอกลงทุนได้ 100% ภายในระยะเวลา 7 นาที ถึง 48 ชั่วโมง

 

โดยในเดือนตุลาคม มียอดขอคำปรึกษาและแจ้งเบาะแสสูงเพิ่มขึ้น 100% จากเดือนสิงหาคม ซึ่งสะท้อนความต้องการของประชาชนในการขอคำปรึกษาว่าเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ ก่อนตัดสินใจลงทุน โดยสามารถดำเนินการปิดกั้นช่องทางหลอกลวงลงทุนจำนวน 3,134 บัญชี ในช่วง 1 ม.ค. – 31 ต.ค. 2568

 

ก.ล.ต. มีความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) ในการปิดกั้นเว็บไซต์และแอปพลิเคชันสินทรัพย์ดิจิทัลต่างประเทศที่เข้าข่ายประกอบธุรกิจที่ ไม่ได้รับอนุญาต เพื่อสกัดกั้นการใช้แพลตฟอร์มในต่างประเทศเป็นช่องทางการฟอกเงิน
รวมทั้ง ก.ล.ต. ยังยกระดับการดำเนินการมุ่งไปสู่การป้องกันเชิงรุก “Preventive Anti-Scam for All” เพื่อลดความสูญเสีย เพิ่มการรู้เท่าทัน และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
ผ่านกลไก 3Cs

 

  • Consultation: ให้คำปรึกษาเชิงรุกเพื่อช่วยประชาชนตัดสินใจก่อนที่จะลงทุนหรือโอนเงิน
  • Communication: จัดทำศูนย์รวม ข้อมูลด้านหลอกลงทุน เผยแพร่ให้ประชาชน เข้าถึงและตรวจสอบได้ด้วยตนเอง โดยมี Preventive Communication Campaign เพื่อสื่อสารให้ประชาชน “เอะใจก่อนโอน”
  • Collaboration: ขยายความ ร่วมมือเชิงรุกกับหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างการป้องกันภัยหลอกลงทุน เช่น การปิดกั้นเพจมิจฉาชีพ ที่แอบอ้างผู้ประกอบธุรกิจฯ และบริษัทจดทะเบียน รวมถึงอยู่ระหว่างการพัฒนาความร่วมมือในการตรวจสอบเพื่อยืนยันตัวตนก่อนเผยแพร่บนแพลตฟอร์ม

 

3. การประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

 

ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก.ล.ต. ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกัน และปราบปราม อาชญากรรม ทางเทคโนโลยี ระหว่าง 15 หน่วยงานภาครัฐและเอกชน และในฐานะ ก.ล.ต. เป็นหนึ่งใน คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน (Connecting the dots) ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อยกระดับในการติดตามและแก้ไขปัญหา ในการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ก.ล.ต. พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งประสานความร่วมมือภายใต้ข้อตกลงที่มีกับหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนในต่างประเทศก.ล.ต. จึงขอให้ทุกฝ่ายได้มั่นใจว่า ก.ล.ต. ได้ดำเนินการในทุกรูปแบบเพื่อป้องกัน และยับยั้ง ไม่ให้เกิดการฟอกเงินทั้งในตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความโปร่งใส และความเชื่อมั่นในตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ภาพ: Zakharchuk/Shutterstock

The post ก.ล.ต. ยกระดับมาตรการสกัดฟอกเงิน ผ่านตลาดหุ้น-คริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยผนึกกำลังเร่งตรวจสอบเส้นทาง ‘คริปโตเทา’ ปปง.ชี้แจงกฎหมายไทยยึดเงินเทาต้องมี ‘หลักฐานชัด’ https://thestandard.co/thai-seizure-gray-crypto-evidence/ Wed, 15 Oct 2025 09:55:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1130976 ไทยผนึกกำลังเร่งตรวจสอบเส้นทาง คริปโตเทา ปปง.ชี้แจงกฎหมายไทยยึดเงินเทาต้องมี หลักฐานชัด

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ – รมว.คลัง เผยยังไม่ได้พูดคุยเ […]

The post ไทยผนึกกำลังเร่งตรวจสอบเส้นทาง ‘คริปโตเทา’ ปปง.ชี้แจงกฎหมายไทยยึดเงินเทาต้องมี ‘หลักฐานชัด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยผนึกกำลังเร่งตรวจสอบเส้นทาง คริปโตเทา ปปง.ชี้แจงกฎหมายไทยยึดเงินเทาต้องมี หลักฐานชัด

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ – รมว.คลัง เผยยังไม่ได้พูดคุยเกี่ยวกับ ‘แนวทางยึดคริปโตเคอร์เรนซี’ แต่ตั้งเป้าสรุปกรอบการทำงานโครงการ Connect The Dots เพื่อเร่งหาต้นตอ ‘เงินไม่รู้ที่มาที่ไป’ ให้แล้วเสร็จภายในธ.ค. ขณะที่ ‘ดร.พรอนงค์’ เลขาธิการ ก.ล.ต รอคลอดกฎหมาย Travel Rule หวังตรวจสอบเส้นทางการเงินของคริปโตฯ ด้านโฆษก ปปง. ตอบปมสหรัฐฯ ยึด Bitcoin แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา โดยชี้แจงว่ากฎหมายฟอกเงินของไทยแตกต่างจากสหรัฐฯ โดยการจับยึดเงินเทาต้องมี ‘หลักฐานชัด’ แค่สงสัยเอาผิดไม่ได้

 

วันนี้ (15 ตุลาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม. เศรษฐกิจ) นัดแรก โดยระบุว่า ยังไม่มีการพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางยึด ‘คริปโตเคอร์เรนซี’

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการการเชื่อมโยงข้อมูล (Connect the Dots) เพื่อติดตามกระแสเงินทุนไหลเข้าและออกประเทศที่ไม่รู้ที่มาที่ไป (Net Errors and Omissions:NEO) ที่อาจมีความเสี่ยงเป็นเงินทุนสีเทา โดยระบุว่า แล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้มีการหารือกับ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว

 

สำหรับระยะต่อไป ดร.เอกนิติเตรียมทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพิ่มเติม เพื่อให้เข้ามาร่วมกำหนดกรอบกติกาการทำงานร่วมกัน

 

พร้อมทั้งตั้งเป้าว่า กรอบการทำงานดังกล่าวจะต้องเสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคมนี้ และจะถูกนำมารายงานในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจด้วย

 

ทั้งนี้ การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้องเพื่อริบทรัพย์สินทางแพ่งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยการยึด Bitcoin จำนวนประมาณ 127,271 BTC จากเฉิน จื้อ (Chen Zhi) หรือที่รู้จักในชื่อ วินเซนต์ (Vincent) วัย 37 ปี สัญชาติอังกฤษและกัมพูชา ผู้ก่อตั้งและประธานของ Prince Holding Group (Prince Group) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีฐานอยู่ในประเทศกัมพูชา ในข้อหาสมคบคิดกันฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และสมคบคิดกันฟอกเงิน จากการบงการเครือข่าย ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ ที่ใช้แรงงานที่ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวโดยไม่สมัครใจ ในการหลอกลวงการลงทุนคริปโตในรูปแบบ ‘Pig Butchering’ สร้างความเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์จากเหยื่อในสหรัฐฯ และทั่วโลก

 

โดยการดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยหน่วยงานของสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการประสานงานในระดับนานาชาติ โดยสหราชอาณาจักรก็ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ Prince Group เช่นกัน

 

ปปง. เผยความคืบหน้า คณะทำงาน Connect the Dots จะมีความชัดเจนภายใน 1 เดือน

 

วิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษกประจำสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ถึงความคืบหน้าของการดำเนินงานของคณะทำงาน Connect the Dots ที่มีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพหลักว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงมีการหารือทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยคณะทำงานนี้ประกอบด้วย ปปง. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมทั้งกระทรวงการคลัง และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

วิทยาระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในเชิงลึกได้ เนื่องจากกระบวนการทำงานมีความเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน และจำเป็นต้องสร้างความเห็นพ้องร่วมกัน เพราะข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานมีอาจแตกต่างกัน เช่น ข้อมูลที่ ปปง. มีอาจไม่ตรงกับข้อมูลของ ธปท. หรือ ก.ล.ต.

 

ขณะนี้คณะทำงานกำลังอยู่ในช่วงของการแบ่งภารกิจกันทำ และจะนำข้อมูลมาแบ่งปันและพูดคุยกันอีกครั้งในภายหลัง

 

วิทยาได้เล่าถึงกรอบการทำงานในเชิงหลักการ โดยระบุว่า ปปง. ได้ติดตามและตรวจสอบเรื่องที่เป็นข่าวมาโดยตลอด ตั้งแต่ประเด็นการแข็งค่าของเงินบาท ว่าสาเหตุมาจากเรื่องทองคำหรือเป็นเงินเทาหรือไม่ และการไล่ยอดเงินคงเหลือของเงินเทาโดย ธปท. รวมถึงการตรวจสอบว่าเรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล หรือไม่

 

ทั้งนี้ ธปท. และ ก.ล.ต. ได้เคยให้ข้อมูลว่าปัญหาดังกล่าวไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับคริปโต แต่ขอเวลาในการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด

 

สำหรับการดำเนินการด้านความมั่นคงและการตรวจสอบในเรื่องเหล่านี้ จะเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ได้แก่ หน่วยงานความมั่นคง เช่น ตำรวจ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ ปปง. ส่วนในเรื่องของสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) จะเป็นส่วนงานของ ก.ล.ต. ที่ต้องเข้ามาร่วมแบ่งปันและพูดคุยกัน

 

วิทยาได้ยืนยันว่า ข้อมูลเรื่องความคืบหน้าจะมีความชัดเจนภายใน 1 เดือนนี้ สอดคล้องกับที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดกรอบเวลาไว้

 

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตกลงร่วมกันว่าจะไม่แยกกันให้ข่าว โดยอาจจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง หรือบุคคลที่รัฐมนตรีมอบหมายที่จะเป็นผู้ให้ข้อมูลต่อสาธารณะ

 

กฎหมายไทยไม่เหมือนสหรัฐฯ! ปปง. ชี้จับเงินเทาต้องมี ‘หลักฐานชัด’ แค่สงสัยเอาผิดไม่ได้

 

เมื่อมีการสอบถามถึงกรณีที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ​ตั้งข้อหา เฉิน พร้อมยึด Bitcoin จำนวนประมาณ 127,271 BTC วิทยาชี้แจงว่า สำหรับกรณีดังกล่าว หากเปรียบเทียบกับในประเทศไทย ถือว่ามีความแตกต่างในเรื่องของกฎหมายในหลายประการ และเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน จึงยังไม่สามารถพูดรายละเอียดได้

 

วิทยายังระบุว่า เรื่องเหล่านี้หรือประเด็นการฟอกเงินที่ผิดกฎหมาย เป็นเรื่องที่หน่วยงานความมั่นคงของไทยติดตามมานานแล้ว แต่มีข้อจำกัดด้านข้อกฎหมาย โดยสรุปคือ กฎหมายของไทยมีความจำเป็นต้องมี ‘พยานหลักฐานที่ชัดเจน’ ในการดำเนินการ

 

ในทางกลับกัน กฎหมายของสหรัฐฯ มีความรุนแรง และสามารถดำเนินการได้หากใช้เพียงเหตุอันควรสงสัย แต่สำหรับประเทศไทย การใช้เพียงแค่เหตุสงสัยไม่สามารถทำได้

 

เหตุผลที่กฎหมายไทยไม่ได้ใช้ความเข้มงวดสูงเกินไปนั้น ส่วนหนึ่งมาจากประเด็นความไม่ไว้ใจต่อตัวผู้ใช้กฎหมายเอง หากกฎหมายแรงเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อบุคคลที่สุจริตได้ ดังนั้น ปปง. จึงต้องดูว่าอะไรอยู่ในบริบทที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย โดยคำนึงถึงกระแสสังคมที่กำลังจับตาดูอยู่

 

ก.ล.ต. รอคลอดกฎหมาย Travel Rule หวังใช้ไล่เส้นทางเงินคริปโต

 

ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ยืนยันว่ากระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพหลัก และได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยที่ผ่านมาได้มีการประชุมร่วมกันแล้ว 1 รอบ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแบ่งปันข้อมูล ระหว่างหน่วยงานไปแล้ว

 

ดร.พรอนงค์ เชื่อว่า แนวทางการจัดตั้งคณะทำงานดังกล่าวมีความชัดเจนแล้ว และแต่ละหน่วยงานมีความชัดเจนในการที่จะเข้าร่วม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังค่อนข้างมั่นใจว่าจะสามารถเห็นผลที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เนื่องจากคณะทำงานถูกแต่งตั้งโดยกระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพ ก.ล.ต. จึงขอให้กระทรวงการคลังเป็นผู้เผยแพร่ผลของการดำเนินงานดังกล่าว ในส่วนของ ก.ล.ต. นั้น การเข้าร่วมการเชื่อมโยงข้อมูลครั้งนี้เน้นไปที่คริปโทเคอร์เรนซี เป็นหลัก

 

เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวย้ำว่า หากธุรกรรมเกิดขึ้นผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ซึ่งก.ล.ต. มีความมั่นใจในธุรกรรมเหล่านั้น เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจมีกลไกการกำกับดูแลและการรายงานข้อมูล ซึ่งไม่ได้รายงานเฉพาะต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เท่านั้น แต่บางกรณีต้องรายงานไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตามเงื่อนไขและเกณฑ์ที่กำหนดไว้

 

สำหรับการยกระดับการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่องในคริปโทเคอร์เรนซี สิ่งที่ ก.ล.ต. ต้องการเดินหน้าต่อไปคือ การนำกฎหมาย Travel Rule ที่อยู่ระหว่างการปรับแก้ไขซึ่งเป็นกฎหมายของ ปปง. นำมาใช้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของคริปโทเคอร์เรนซี ปัจจุบันคณะทำงานมีความเห็นตรงกันว่าจะเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วขึ้น

 

โดยการมี Travel Rule จะช่วยให้สำนักงานสามารถติดตามธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่เป็นเอกชนหรือภาคส่วนที่ไม่ถูกกำกับดูแลได้ดีขึ้น

 

ดร.พรอนงค์ ระบุว่า สำนักงาน ก.ล.ต. พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจในการเดินตามกฎเกณฑ์นี้ และจะเร่งรัดให้กฎเกณฑ์ออกมาเร็วขึ้น เนื่องจากหากรอตามแผนเดิม กฎหมายหลายตัวอาจดำเนินการไม่เป็นไปตามกำหนด ดังนั้น อาจจะต้องพิจารณาในเรื่องของกฎกระทรวง หรือข้อตกลงร่วมกันของผู้ประกอบธุรกิจไปก่อนเพื่อยกระดับในการกำกับดูแล

The post ไทยผนึกกำลังเร่งตรวจสอบเส้นทาง ‘คริปโตเทา’ ปปง.ชี้แจงกฎหมายไทยยึดเงินเทาต้องมี ‘หลักฐานชัด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ether ทุบสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 4 ปี หลังเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย https://thestandard.co/ether-hits-4-year-high/ Sat, 23 Aug 2025 06:22:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1110393

Ether (ETH) สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ท […]

The post Ether ทุบสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 4 ปี หลังเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>

Ether (ETH) สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล (All-Time High) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (22 สิงหาคม) หลังจากสุนทรพจน์ของ เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณพร้อมปรับลดอัตราดอกเบี้ย จุดชนวนให้ตลาดกลับเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) และกระตุ้นให้เกิดการล้างพอร์ตสถานะ Short ครั้งใหญ่

 

ราคา Ether พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงถึง 15% ในช่วงค่ำวันศุกร์ แตะระดับสูงสุดที่ 4,885 ดอลลาร์ ทำลายสถิติเดิมที่เคยทำไว้ในเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ 4,866 ดอลลาร์ ขณะที่ Bitcoin (BTC) ก็ปรับตัวสูงขึ้น 4% สู่ระดับ 117,008 ดอลลาร์เช่นกัน

 

จอร์ดี้ อเล็กซานเดอร์ ซีอีโอของ Selini Capital บริษัทให้บริการซื้อขายคริปโต กล่าวว่า “ดูเหมือนว่าเทรดเดอร์จะคาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิงกับความคิดเห็นในเชิงผ่อนคลายของพาวเวลในวันนี้”

 

ก่อนหน้านี้นักลงทุนจำนวนมากได้วางสถานะไปในทิศทางปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) แต่สัญญาณลดดอกเบี้ยที่ชัดเจนขึ้น กำลังทำให้เกิดปรับพอร์ตอย่างรวดเร็ว

 

ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้เกิดการล้างพอร์ตสถานะชอร์ต (Short Squeeze) อย่างรุนแรง โดยข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่า ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง มีสถานะชอร์ตของ Ether ถูกบังคับปิดไปเป็นมูลค่ากว่า 120 ล้านดอลลาร์ ซึ่งการที่ผู้ที่เปิดสถานะชอร์​ตถูกบังคับให้ต้องซื้อ Ether คืนจากตลาดเพื่อตัดขาดทุน ยิ่งเป็นการผลักดันให้ราคาพุ่งสูงขึ้นไปอีก

 

นอกเหนือจากปัจจัยหนุนระยะสั้นจากท่าทีของเฟดแล้ว ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา Ether ได้แสดงบทบาทผู้นำในตลาดคริปโตอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้นเป็นแรงส่ง

 

ไม่ว่าจะเป็นความคืบหน้าของกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ เช่น GENIUS Act ได้กระตุ้นให้ความสนใจจากนักลงทุนสถาบันใน Stablecoins เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด รวมทั้งการมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ Stablecoin ปัจจุบัน Stablecoins คิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของค่าธรรมเนียมทั้งหมดบนบล็อกเชน และมากกว่าครึ่งหนึ่งของ Stablecoins เหล่านั้นทำงานอยู่บนบล็อกเชนของ Ethereum

 

การฟื้นตัวของ Ether ได้ส่งผลบวกไปยังหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องซึ่งเคยถูกเทขายอย่างหนักในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย Bitmine Immersion และ SharpLink Gaming ซึ่งเป็นบริษัทที่เน้นการสะสม Ether พุ่งขึ้น 12% และ 15% ตามลำดับ ขณะที่ Coinbase และ MicroStrategy ก็ปรับตัวสูงขึ้น 6% เท่ากัน

 

อย่างไรก็ตาม ETHzilla ซึ่งเป็นบริษัทคลัง Ether ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ปีเตอร์ ธีล กลับร่วงลงถึง 31.4% สวนทางตลาด หลังจากที่บริษัทเสนอขายหุ้นล็อตใหญ่ออกมา

 

อ้างอิง:

  • https://www.cnbc.com/2025/08/22/crypto-market-today.htm

The post Ether ทุบสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 4 ปี หลังเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังจับมือหลายหน่วยงานเปิดตัว ‘TouristDigiPay’ ฟีเจอร์เดียวในโลก เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาตินำคริปโตฯ แลก ‘เงินบาท’ ใช้ซื้อสินค้าได้ https://thestandard.co/touristdigipay-crypto-to-baht/ Tue, 19 Aug 2025 01:19:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1108664

กระทรวงการคลังได้ร่วมมือหลายหน่วยงานเปิดตัว ‘TouristDig […]

The post คลังจับมือหลายหน่วยงานเปิดตัว ‘TouristDigiPay’ ฟีเจอร์เดียวในโลก เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาตินำคริปโตฯ แลก ‘เงินบาท’ ใช้ซื้อสินค้าได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระทรวงการคลังได้ร่วมมือหลายหน่วยงานเปิดตัว ‘TouristDigiPay’ ถือเป็นฟีเจอร์ที่มีที่เดียวในโลกเปิดทางนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้คริปโตฯ แลกบาท จ่ายซื้อสินค้า หนุนภาคท่องเที่ยว

 

พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย กระทรวงการคลังได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่สำคัญ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดตัว ‘โครงการ TouristDigiPay’ เพื่ออำนวยความสะดวก และเพิ่มทางเลือกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถือครองอยู่เป็นเงินบาท เพื่อใช้ชำระค่าสินค้า และบริการกับร้านค้าต่าง ๆ ในประเทศไทยได้ปลอดภัย

 

โดยกระบวนการทั้งหมดจะดำเนินการผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

สำหรับโครงการนี้ว่า เป็นการนำระบบที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันมาเชื่อมโยงกัน โดยให้ Exchange ที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทยเป็นผู้แลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซี เป็นเงินบาท แล้วโอนเข้าบัญชี E-Money ของนักท่องเที่ยวที่เปิดใหม่ โดยจะมีการทำ KYC (Know Your Customer) อย่างเข้มงวด เพื่อตรวจสอบตัวตนและยืนยันว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจริง

 

“เรากำลังสร้างฟีเจอร์ที่จะเป็นรูปแบบเดียวของโลกที่มีไม่เหมือนใคร คือเราไม่ได้ใช้คริปโทฯ เป็นเงินโดยตรง แต่แลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทก่อน ซึ่งต่างจากบางประเทศที่ใช้คริปโทฯ เป็นสกุลเงินหลัก นอกจากนี้เรายังไม่ได้ผูกคริปโทฯ เข้ากับบัตรเครดิต เพราะร้านค้าในไทยจำนวนมากไม่ได้รองรับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต” พิชัยกล่าว

 

ภาพ: บรรยากาศงานแถลงข่าว การเปิดตัว ‘โครงการ TouristDigiPay’

 

ยืนยัน ‘TouristDigiPay ไม่ใช่ ‘Means of Payment’

 

พิชัย ได้ย้ำต่อว่าโครงการ ‘TouristDigiPay’ นี้ ไม่ใช่การใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็น Means of Payment หรือสื่อกลางในการชำระเงินโดยตรง แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นเงินบาทไทยก่อนการใช้จ่ายจริง

 

โดยการออกแบบนี้มีขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญที่ผู้ประกอบการและร้านค้ารายย่อยในประเทศอาจเผชิญ หากต้องรับคริปโทฯ โดยตรง ซึ่งมีความผันผวนสูงและจำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการที่ซับซ้อน

 

นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ยังไม่สนับสนุนการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสื่อกลางในการชำระเงินเข้าถึงร้านค้ารายย่อย

 

พิชัยกล่าวต่อว่า การแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทก่อนใช้จ่าย จะช่วยให้ร้านค้ารายย่อยทั่วไปสามารถรับการชำระเงินได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงระบบใด ๆ เนื่องจากเมื่อนักท่องเที่ยวชำระเงินเข้ามา ร้านค้าก็จะได้รับเป็นเงินบาทปกติ และไม่ต้องกังวลเรื่องความผันผวนของราคาสินทรัพย์ดิจิทัล

 

หวังดันนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายเพิ่มอีก 1.75 แสนล้านบาท

 

จากข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยปีละประมาณ 35 ล้านคน และมีการใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 50,000 บาทต่อทริป หากโครงการนี้สามารถจูงใจให้นักท่องเที่ยวเพิ่มการใช้จ่ายได้ 10% จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกถึง 1.75 แสนล้านบาท

 

“เราไม่ได้คาดหวังให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายด้วยคริปโทฯ 100% แต่หวังว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น จากเดิมคนละ 50,000 บาท อาจเพิ่มเป็น 55,000 บาท เนื่องจากความสะดวกในการใช้จ่าย” พิชัยกล่าว

 

มาตรการป้องกันการฟอกเงินและการใช้งาน

 

โครงการ TouristDigiPay ยังอยู่ในระยะของโครงการนำร่อง ‘Sandbox’ โดยมีการกำหนดวงเงินการใช้จ่ายไว้ที่ไม่เกิน 500,000 บาทต่อเดือน และวงเงินสูงสุดในการใช้จ่ายต่อรายการไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน เพื่อเป็นการควบคุมความเสี่ยงและป้องกันการฟอกเงิน โดยระบบทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. และธปท.

 

เฟสต่อไปจ่อเพิ่มวงเงินเปิดทางใช้ซื้อสินทรัพย์มูลค่าสูงได้

 

ด้านลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการนี้ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ปรับเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่จำกัดพื้นที่ มาเป็นการจำกัดวงเงินแทน โดยนักท่องเที่ยวสามารถใช้จ่ายเงินดิจิทัลได้ทั่วประเทศ แต่มีเพดานวงเงินแบบ

 

ลวรณ กล่าวต่อว่า ในอนาคตหากการใช้เงินดิจิทัลเป็นที่ยอมรับมากขึ้น มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการซื้อขายสินทรัพย์มูลค่าสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือเรือยอชต์ผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งหลายประเทศก็เริ่มมีการดำเนินการในลักษณะนี้แล้ว

 

ก.ล.ต. คาด TouristDigiPay เริ่มเปิดใช้ในไตรมาส 4 นี้

 

ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวว่า คาดว่าโครงการนี้จะเริ่มต้นในช่วงไตรมาส 4/2568 โดยคาดว่าจะมีผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม 1-2 รายแรกที่สามารถเริ่มให้บริการได้ ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการด้านสินทรัพย์ดิจิทัลให้ความสนใจแล้วกว่า 35 ราย

 

โปรเจกต์ Sandbox นี้มีระยะเวลา 18 เดือน หากการทดสอบเป็นไปอย่างราบรื่นและสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ก็เชื่อมั่นว่านวัตกรรมนี้จะสามารถขยายผลในวงกว้างได้ในอนาคต

 

สำหรับโครงสร้างของ TouristDigiPay ใช้ Ecosystem เดิม ที่มีอยู่แล้ว โดยฝั่งหนึ่งคือระบบของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. เช่น ศูนย์ซื้อขาย (Exchange) ส่วนอีกฝั่งหนึ่งคือระบบการชำระเงินของภาคธุรกิจทั่วไป ซึ่งรวมถึง Tourist Wallet ที่พัฒนาโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

 

ผู้ให้บริการในโครงการนี้จึงเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตจากทั้ง ก.ล.ต. และ ธปท. รวมถึงอยู่ภายใต้การดูแลเรื่องกฎหมายฟอกเงินของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยกำหนดวงเงินการใช้จ่ายไว้ดังนี้

 

  • ไม่เกิน 50,000 บาทต่อเดือน กรณีชำระเงินกับร้านค้ารายย่อย
  • ไม่เกิน 500,000 บาทต่อเดือน กรณีชำระเงินกับร้านค้าที่ผ่านกระบวนการ know your merchant (kym)

 

นอกจากนี้ โครงการนี้ไม่มีการจำกัดพื้นที่ สามารถเข้าถึงได้ทุกร้านค้าในประเทศไทย และคาดหวังว่าจะเริ่มใช้ได้ทันช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 4 นี้

 

 

ดร. พรอนงค์ ย้ำว่า TouristDigiPay ไม่ใช่ การใช้คริปโตฯ เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการโดยตรง (Means of payment) แต่เป็นการ แลกเปลี่ยนสินทรัพย์ จากคริปโตฯ เป็นเงินบาท แล้วนำเงินบาทที่ได้ไปใช้จ่ายผ่านระบบชำระเงินปกติ เช่น QR Code การทำเช่นนี้ช่วยลดความเสี่ยงและความผันผวนของราคาสินทรัพย์ดิจิทัลที่จะส่งผลกระทบต่อร้านค้า

 

สำหรับสกุลเงินคริปโตฯ ที่สามารถใช้ได้นั้น ไม่มีการจำกัด โดยขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการแต่ละรายว่าจะลิสต์เหรียญใดไว้บ้าง และเมื่อนักท่องเที่ยวแลกเงินบาทไปแล้ว แต่ใช้ไม่หมด ก็สามารถนำเงินบาทที่เหลือมาแลกกลับเป็นคริปโตฯ สกุลเดิม หรือสกุลอื่นเพื่อโอนกลับไปยัง Wallet ของตนเองได้เช่นกัน

 

 

ปปง. ยืนยันมีความพร้อมในการตรวจสอบการฟอกเงิน

 

เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ถึงมาตรการความพร้อมในการรับมือกับโครงการ TouristDigiPay โดยยืนยันว่า ปปง.มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการตรวจสอบและสกัดกั้นการฟอกเงินตั้งแต่ต้นทาง

 

โดย ปปง.ทำงานประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกระบวนการที่เงินจะถูกนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินดิจิทัล ซึ่งมีมาตรการตรวจสอบข้อมูลลูกค้าอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นทาง ทั้งในส่วนของ การยืนยันตัวตนลูกค้า (KYC) และ การตรวจสอบสถานะลูกค้า (CDD) “เรามั่นใจในกระบวนการทำงานของเรา เพราะเราเน้นการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยมีการตรวจสอบข้อมูลลูกค้าอย่างละเอียดตั้งแต่เริ่มต้น” เลขาธิการ ปปง.กล่าว

 

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่อาจมีเงินผิดกฎหมายหลุดรอดไปถึงปลายทาง เลขาธิการ ปปง.กล่าวว่า “หากมีการเปลี่ยนเงินดิจิทัลกลับมาเป็นเงินสด เราก็จะมีการตรวจสอบอีกครั้ง”

 

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่า ปปง. มีความพร้อมอย่างเต็มที่แม้จะมีการขยายเวลาโครงการหรือเพิ่มวงเงินในอนาคต

The post คลังจับมือหลายหน่วยงานเปิดตัว ‘TouristDigiPay’ ฟีเจอร์เดียวในโลก เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาตินำคริปโตฯ แลก ‘เงินบาท’ ใช้ซื้อสินค้าได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin ทุบสถิติใหม่ครั้งแรก 1.2 แสนดอลลาร์ครั้งแรก หลังสถานะ Short กว่า 1 พันล้านดอลลาร์ถูกบังคับปิด กลายเป็นแรงส่งสำคัญพาราคาทะลุแนวต้าน https://thestandard.co/bitcoin-breaks-120k/ Mon, 14 Jul 2025 05:22:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1096126 bitcoin-breaks-120k

Bitcoin ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการพุ่งทะยานทะ […]

The post Bitcoin ทุบสถิติใหม่ครั้งแรก 1.2 แสนดอลลาร์ครั้งแรก หลังสถานะ Short กว่า 1 พันล้านดอลลาร์ถูกบังคับปิด กลายเป็นแรงส่งสำคัญพาราคาทะลุแนวต้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
bitcoin-breaks-120k

Bitcoin ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการพุ่งทะยานทะลุระดับ 120,000 ดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก ท่ามกลางมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ราคาเคยเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ บริเวณ 100,000 ดอลลาร์มานานหลายเดือน จนทำให้นักวิเคราะห์หลายคนสงสัยว่าโมเมนตัมที่เคยร้อนแรงเป็นประวัติการณ์เมื่อช่วงต้นปีจะกลับมาอีกครั้งหรือไม่

 

ราคาของ Bitcoin ซึ่งเป็นมาตรวัดสำคัญของตลาดคริปโท ได้พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 1.9% แตะระดับ 121,344 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.94 ล้านบาท) ทำให้ราคาปรับตัวขึ้นแล้วประมาณ 30% นับตั้งแต่เดือนธันวาคม และเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 

 

การกลับมาพุ่งทะยานขึ้นอีกครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ตลาดเคยชะลอความร้อนแรงลงจากความกังวลต่อนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ขณะนี้เมื่อสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เช่น หุ้น กลับมาทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง Bitcoin ก็ได้กลับมาอยู่ในทิศทางขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

 

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยโหมกระแสในรอบล่าสุดคือการล้างพอร์ตสถานะขาย (Short Position) ของนักเทรดฝั่งที่มองว่าราคาจะลดลง โดยข้อมูลจาก Coinglass ระบุว่าในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีสถานะขายของนักลงทุนที่เดิมพันว่าราคา Bitcoin จะร่วง ถูกบังคับให้ปิดสถานะ (Liquidation) คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.24 หมื่นล้านบาท) ซึ่งการบังคับซื้อคืนนี้ได้กลายเป็นแรงส่งที่ผลักดันให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

George Mandres เทรดเดอร์อาวุโสของ XBTO Trading LLC กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งสัญญาณถึง ‘มุมมองที่เติบโตขึ้น’ ต่อ Bitcoin ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไรอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยมหภาคและเป็น ‘สินทรัพย์ที่ใช้เก็บความมั่งคั่ง’ ที่มีอยู่อย่างจำกัด” 

 

เขามองว่าแรงซื้อในตลาดหุ้นประกอบกับการไหลเข้าของเงินทุนสถาบันในกองทุน Spot Bitcoin และ Ethereum ETF เป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ทำให้ราคาปรับตัวขึ้นอย่างมั่นคงและมีความผันผวนน้อยกว่ารอบขาขึ้นในอดีต

 

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อ ‘สัปดาห์คริปโท’ (Crypto Week) ในสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะมีการอภิปรายและอาจลงมติในกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซี 

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนยังคงไม่ปักใจเชื่อกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้ “ในมุมมองของผม นี่ไม่ใช่การปรับขึ้นที่ขับเคลื่อนโดยปัจจัยมหภาค แต่เป็น ‘เหตุการณ์เฉพาะจุด’ มากกว่า” Nicolai Sondergaard นักวิเคราะห์วิจัยจาก Nansen กล่าว 

 

แต่เขาก็ยอมรับว่า “พัฒนาการด้านนโยบายล่าสุดของสหรัฐฯ เช่น การขยายตัวทางการคลังและความคาดหวังในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ได้สร้าง ‘ปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวย’ ต่อ Bitcoin อย่างปฏิเสธไม่ได้”

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.43 บาท ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2568 


อ้างอิง: 

The post Bitcoin ทุบสถิติใหม่ครั้งแรก 1.2 แสนดอลลาร์ครั้งแรก หลังสถานะ Short กว่า 1 พันล้านดอลลาร์ถูกบังคับปิด กลายเป็นแรงส่งสำคัญพาราคาทะลุแนวต้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หุ้น’ ไม่ใช่คำตอบ เศรษฐี Gen Y-Z แห่เทเงินสู่ทองคำ คริปโตฯ และศิลปะ หวัง ‘รวยเร็ว’ ไม่สนตลาดหุ้น https://thestandard.co/gen-y-z-shun-stocks-for-gold-crypto/ Fri, 27 Jun 2025 02:16:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1089790

‘ตลาดหุ้น’ เคยเป็นทางเลือกหลักสำหรับการลงทุ […]

The post ‘หุ้น’ ไม่ใช่คำตอบ เศรษฐี Gen Y-Z แห่เทเงินสู่ทองคำ คริปโตฯ และศิลปะ หวัง ‘รวยเร็ว’ ไม่สนตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘ตลาดหุ้น’ เคยเป็นทางเลือกหลักสำหรับการลงทุน แต่แนวโน้มนี้กำลังเปลี่ยนไป เมื่อ ‘คนรุ่นใหม่’ ที่มีอายุระหว่าง 21-43 ปี และมีสินทรัพย์อย่างน้อย 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 110 ล้านบาท) เข้าสู่สนามการลงทุน

 

ผลสำรวจล่าสุดจาก Bank of America เผยว่า พวกเขามีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเพียง 25% ของพอร์ตการลงทุน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับนักลงทุนที่มีอายุ 43 ปีขึ้นไปที่ลงทุนในหุ้นถึง 55% นอกจากนี้ เศรษฐีรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ ถึง 93% ระบุว่ามีแผนจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน ‘ลงทุนทางเลือก’ มากขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

เหตุผลหลักที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ คือความต้องการ ‘สร้างผลตอบแทน’ ที่ดีกว่า และความไม่เชื่อมั่นในตลาดหุ้นที่ผันผวน โดย ‘ลงทุนทางเลือก’ ที่กำลังดึงดูดความสนใจของเศรษฐีรุ่นใหม่เหล่านี้มีหลายประเภท

 

หนึ่งในนั้นคือ ทองคำ ผลสำรวจของ Bank of America ชี้ว่า 45% ของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เป็นเศรษฐีเป็นเจ้าของทองคำและอีก 45% แสดงความสนใจที่จะถือครองทองคำ

 

ในอดีต ทองคำทำหน้าที่เป็นหลักประกันป้องกัน ‘ภาวะเงินเฟ้อ’ และความผันผวนของตลาดได้เป็นอย่างดี โดยล่าสุด ณ เดือนมิถุนายน 2025 ราคาทองคำได้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์อยู่ราว 3,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์

 

อสังหาริมทรัพย์ ก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง อัตราค่าเช่าและมูลค่าทรัพย์สินมักจะเพิ่มขึ้นตาม ‘ภาวะเงินเฟ้อ’ ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่นักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูงไม่ว่าจะอายุเท่าใดก็ยังคงเห็นโอกาสในสินทรัพย์นี้ 31% ของคนรุ่นใหม่ในการสำรวจของ Bank of America กล่าวว่าอสังหาริมทรัพย์นำเสนอโอกาสการเติบโตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

 

งานศิลปะ ถือเป็นวิธีที่สร้างสรรค์ในการกระจายความเสี่ยง โดยกว่า 72% ของนักลงทุนรุ่นใหม่เชื่อว่าการลงทุนในหุ้นและพันธบัตรแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยได้อีกต่อไป

 

ตลาดศิลปะมีมูลค่าการทำธุรกรรมต่อปีมากกว่า 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีมูลค่ารวมทั่วโลกอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ขนาดใหญ่ และศิลปะร่วมสมัยยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 11.5% ระหว่างปี 1995-2023 ซึ่งสูงกว่า S&P 500 ที่ 9.6% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

Private Equity หรือการลงทุนในบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังคงเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ที่แสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น และต้องการการควบคุมการลงทุนมากขึ้น โดยกว่า 25% ของเศรษฐีรุ่นใหม่ระบุว่า Private Equity เป็นหนึ่งในโอกาสการเติบโตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แม้จะมีความเสี่ยงสูงและต้องใช้ความมุ่งมั่นในระยะยาว แต่ก็มอบศักยภาพในการเติบโตที่สำคัญ

 

สุดท้าย Cryptocurrency ก็ได้ก้าวเข้าสู่กระแสหลัก แม้ในอดีตจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง แต่ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดทั่วโลกสูงถึง 3.29 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นักลงทุนรุ่นใหม่ต่างชื่นชอบสินทรัพย์ประเภทนี้

 

โดย 29% ของคนรุ่นใหม่ในการสำรวจของ Bank of America กล่าวว่า Cryptocurrency นำเสนอโอกาสการเติบโตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เทียบกับเพียง 7% ของกลุ่มนักลงทุนรุ่นเก๋า และเศรษฐีรุ่นใหม่ยังจัดสรร 15% ของพอร์ตการลงทุนให้กับคริปโตฯ เทียบกับเพียง 2% ของคนรุ่นเก่า

 

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุน ‘คนรุ่นใหม่’ กำลังปรับกลยุทธ์การบริหารความมั่งคั่งอย่างกระตือรือร้น โดยกระจายการลงทุนไปสู่สินทรัพย์นอกเหนือจากตลาดดั้งเดิม เพื่อปกป้องและ ‘สร้างผลตอบแทน’ ให้กับความมั่งคั่งของตนในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

ภาพ: PeopleImages.com – Yuri A / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ‘หุ้น’ ไม่ใช่คำตอบ เศรษฐี Gen Y-Z แห่เทเงินสู่ทองคำ คริปโตฯ และศิลปะ หวัง ‘รวยเร็ว’ ไม่สนตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปากีสถานตั้ง ‘CZ Binance’ เป็นที่ปรึกษาคริปโต! หวังเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ด้านนักวิเคราะห์เตือน เสี่ยงกระทบ FATF https://thestandard.co/pakistan-cz-binance-crypto-advisor/ Tue, 15 Apr 2025 08:04:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1064746

การแต่งตั้ง Zhao Changpeng ผู้ก่อตั้ง Binance เป็นที่ปร […]

The post ปากีสถานตั้ง ‘CZ Binance’ เป็นที่ปรึกษาคริปโต! หวังเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ด้านนักวิเคราะห์เตือน เสี่ยงกระทบ FATF appeared first on THE STANDARD.

]]>

การแต่งตั้ง Zhao Changpeng ผู้ก่อตั้ง Binance เป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ให้กับสภาคริปโตของปากีสถานที่ตั้งขึ้นใหม่ สร้างความกังวลอย่างมาก เนื่องจากเขาเคยถูกจำคุกในสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วจากข้อหาฟอกเงิน

 

เศรษฐีพันล้านสัญชาติแคนาดาเชื้อสายจีนและผู้ก่อตั้งตลาดแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ให้กับ Pakistan Crypto Council (PCC) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 

 

Zhao ลาออกจากตำแหน่งซีอีโอของ Binance ในปี 2023 หลังจากบริษัทถูกปรับเป็นเงิน 4.3 พันล้านดอลลาร์เมื่อถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานละเมิดกฎหมายต่อต้านการฟอกเงินและมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

 

PCC ก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคมเพื่อสร้างกรอบการกำกับดูแลสำหรับอุตสาหกรรมคริปโต หลังจากได้รับการแต่งตั้ง Zhao หรือที่รู้จักกันในนาม CZ ได้มีการประชุมแยกกับนายกรัฐมนตรี Shahbaz Sharif และรองนายกรัฐมนตรี Ishaq Dar

 

Muhammad Aurangzeb รัฐมนตรีการคลังของปากีสถานและประธาน PCC เรียกการแต่งตั้ง Zhao ว่าเป็น ช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ แถลงการณ์ทางการระบุ “เรากำลังส่งข้อความชัดเจนถึงโลกว่า ปากีสถานเปิดรับนวัตกรรม

 

“ปากีสถานมีนักลงทุนที่ซื้อขายและลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีมากกว่าจำนวนนักลงทุนในตลาดหุ้นปากีสถานประมาณ 3-4 เท่า” Shoaib Lalani ผู้ก่อตั้ง FinPocket แพลตฟอร์มการลงทุนในปากีสถาน กล่าวกับสำนักข่าว Nikkei Asia 

 

“หากมีการนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง (PCC) อาจช่วยปรับปรุงธรรมาภิบาลและให้การคุ้มครองนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย” เขากล่าวเสริม

 

การแต่งตั้ง Zhao ได้สร้างความตื่นตระหนกในชุมชนการเงินและธุรกิจเนื่องจากประวัติที่เป็นที่ถกเถียง เขาถูกจำคุกเป็นเวลา 4 เดือนในสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วหลังจากยอมรับสารภาพว่าละเมิดกฎหมายต่อต้านการฟอกเงิน

 

Ikram ul Haq ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและภาษี เรียกการตัดสินใจของรัฐบาลว่าน่าตกใจ “มันแสดงให้เห็นถึงการขาดความสามารถในการตรวจสอบประวัติ หรือความพยายามโดยเจตนาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว” เขากล่าว “นี่ยืนยันอีกครั้งว่าเจ้าหน้าที่รัฐและผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งในปากีสถานทำงานเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์สาธารณะ”

 

อย่างไรก็ตาม Ahsan Hamid Durrani ผู้อำนวยการบริหารของ Policy Research Center ในอิสลามาบัด กล่าวว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่คำนวณมาแล้ว “แม้ว่าชื่อเสียงระดับโลกของ CZ จะมีข้อถกเถียง แต่บทบาทของเขาในการกำหนดระบบนิเวศคริปโตทั่วโลกนั้นยากที่จะมองข้าม” Durrani กล่าว “มีบุคคลไม่กี่คนที่มีเครือข่าย ความเข้าใจทางเทคนิค และประสบการณ์อย่างที่เขามี”

 

เจ้าหน้าที่รัฐบาลรายหนึ่งบอกกับ Nikkei โดยขอไม่เปิดเผยชื่อว่า บทบาทของ Zhao กับ PCC เป็นเพียงที่ปรึกษาไม่ใช่ผู้กำกับดูแล และเขาจะไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ “การมีส่วนร่วมของ Zhao ควรถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่แสดงว่าปากีสถานต้องการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก โดยไม่ได้หมายความว่าจะลดมาตรฐานหรือความเข้มงวดในการควบคุมดูแลแต่อย่างใด” เจ้าหน้าที่กล่าวเสริม

 

ผู้สังเกตการณ์เกรงว่าการที่ Zhao ถูกตัดสินความผิดในสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อสถานะของปากีสถานในกรอบการทำงานของ Financial Action Task Force (FATF) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับโลกที่ต่อต้านการฟอกเงิน

 

ปากีสถานเคยถูกจัดให้อยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง (Grey List) ของ FATF สามครั้งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ล่าสุดปากีสถานอยู่ในบัญชี Grey List ตั้งแต่ปี 2018 ถึง 2022 ซึ่งการอยู่ในบัญชีนี้ทำให้เศรษฐกิจปากีสถานสูญเสียมูลค่า 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2008 ถึง 2021 ตามรายงานวิจัยโดย Naafey Sardar รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่วิทยาลัย St. Olaf ในสหรัฐฯ

 

แม้จะมีความกังวล แต่ล่าสุดปากีสถานได้เริ่มโครงการริเริ่มหลายอย่างเพื่อควบคุมและรวมนวัตกรรมคริปโตเคอร์เรนซีเข้ากับกรอบการเงินแห่งชาติ นอกจากการก่อตั้ง PCC แล้ว ปากีสถานยังได้แต่งตั้ง Bilal bin Saqib ผู้ประกอบการเทคโนโลยีชาวปากีสถาน-อังกฤษ เป็น ‘ที่ปรึกษาหลัก’ ให้กับรัฐมนตรีการคลัง

 

Saqib กล่าวหลังจากได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนที่แล้วว่า ปากีสถานมีผู้ใช้คริปโตจำนวนมากอยู่แล้ว “ชาวปากีสถานประมาณ 15-20 ล้านคนถือครองคริปโตในปัจจุบัน ประเทศมีธุรกรรมคริปโตมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นเราต้องการทำให้สิ่งนี้ถูกกฎหมาย เราต้องการมีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนเพื่อที่เราจะสามารถดึงดูดการลงทุนและปล่อยให้ระบบนิเวศเติบโตในปากีสถาน” เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามสำคัญว่าปากีสถานมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับคริปโตเคอร์เรนซีหรือไม่ ด้วยการจัดอันดับที่ 97 ในความเร็วอินเทอร์เน็ตมือถือและ 142 ในความเร็วบรอดแบนด์ทั่วโลก โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่อ่อนแอของปากีสถานยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำคริปโตมาใช้ ขณะที่การขาดแคลนไฟฟ้าโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนยังคงส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค และราคาพลังงานยังคงสูง

 

ความท้าทายที่น่ากังวลอีกประการคือการใช้คริปโตโดยกลุ่มติดอาวุธ Tehreek-e-Taliban Pakistan (TTP) กลุ่มติดอาวุธต้องห้ามที่ทำสงครามกับรัฐตั้งแต่ปี 2007 ได้ประกาศแผนระดมทุนผ่านคริปโตเคอร์เรนซี โดยกระตุ้นให้ผู้สนับสนุนใช้ Binance สำหรับการบริจาค

 

ภาพ: Koshiro K/Shutterstock

อ้างอิง:

The post ปากีสถานตั้ง ‘CZ Binance’ เป็นที่ปรึกษาคริปโต! หวังเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ด้านนักวิเคราะห์เตือน เสี่ยงกระทบ FATF appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ราชาคริปโต’ เสียท่า Bitcoin ร่วงต่ำกว่า 78,000 ดอลลาร์ นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงหวั่นภาษี Trump https://thestandard.co/bitcoin-falls-below-78000-investors-sell-trump-tariff-fears/ Mon, 07 Apr 2025 05:54:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1061404 กราฟแสดงการร่วงลงของราคา Bitcoin ต่ำกว่า 78,000 ดอลลาร์หลังความกังวลเรื่องภาษีของทรัมป์

กระแสความตื่นตระหนกในตลาดการเงินโลกเริ่มส่งผลกระทบถึงวง […]

The post ‘ราชาคริปโต’ เสียท่า Bitcoin ร่วงต่ำกว่า 78,000 ดอลลาร์ นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงหวั่นภาษี Trump appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงการร่วงลงของราคา Bitcoin ต่ำกว่า 78,000 ดอลลาร์หลังความกังวลเรื่องภาษีของทรัมป์

กระแสความตื่นตระหนกในตลาดการเงินโลกเริ่มส่งผลกระทบถึงวงการสกุลเงินดิจิทัลแล้ว หลังจาก Bitcoin ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงสู่ระดับต่ำกว่า 78,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางความวิตกกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับนโยบายภาษีนำเข้าใหม่ของ Donald Trump ประธานาธิบดี ที่อาจนำไปสู่สงครามการค้าโลก

 

ล่าสุดราคา Bitcoin ดิ่งลง 6% มาอยู่ที่ 77,730.03 ดอลลาร์ ตามรายงานของ Coin Metrics ซึ่งนับเป็นการทิ้งดิ่งจากจุดสูงสุดตลอดกาลในเดือนมกราคมถึง 28% แม้ว่าก่อนหน้านี้ราคาจะยืนเหนือระดับ 80,000 ดอลลาร์มาเกือบตลอดทั้งปี ยกเว้นในช่วงผันผวนสั้นๆ ไม่กี่ครั้ง

 

ที่น่าสนใจคือในสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ตลาดหุ้นจะดิ่งหนัก แต่ Bitcoin กลับแสดงความแข็งแกร่งโดยรักษาระดับราคาไว้ได้ระหว่าง 82,000-83,000 ดอลลาร์ และยังปิดสัปดาห์ด้วยแนวโน้มบวกในขณะที่ทั้งตลาดหุ้นและทองคำต่างร่วงลง สวนทางกับธรรมชาติที่มักเคลื่อนไหวคล้ายหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และถูกมองว่าเป็น ‘สัญญาณเตือนล่วงหน้า’ ของความรู้สึกตลาด

 

อย่างไรก็ตาม สกุลเงินคริปโตอื่นๆ ไม่ได้โชคดีเท่า โดย Ether และโทเค็นของ Solana ต่างทรุดหนักถึงประมาณ 12% ในช่วงข้ามคืน

 

การร่วงลงของ Bitcoin ครั้งนี้ได้กระตุ้นให้เกิดคลื่นการ ‘ล้างพอร์ต’ ของนักลงทุนที่เดิมพันว่าราคาจะสูงขึ้น โดยพวกเขาถูกบังคับให้ขายสินทรัพย์ของตัวเองเพื่อนำเงินมาชดเชยส่วนที่ขาดทุน 

 

ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีการล้างพอร์ตของนักลงทุน Bitcoin ที่เดิมพันขาขึ้นเป็นมูลค่ากว่า 247 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Ether ก็มีการล้างพอร์ตในลักษณะเดียวกันเป็นมูลค่า 217 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน อ้างอิงจากข้อมูลของ CoinGlass

 

ความกังวลเรื่องนโยบายภาษีนำเข้าใหม่ของ Trump ที่ครอบคลุมทั้งภาษีทั่วไปสำหรับสินค้านำเข้าทั้งหมดและภาษีพิเศษสำหรับคู่ค้ารายใหญ่ ได้จุดชนวนความหวาดกลัวเรื่องสงครามการค้าที่อาจลุกลามเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท รวมถึงเหรียญคริปโตที่ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงสุดสัปดาห์

 

ผลกระทบจากประกาศมาตรการภาษีรุนแรงถึงขนาดทำให้มูลค่าตลาดหุ้นทั่วโลกหายไปถึง 7.46 ล้านล้านดอลลาร์เพียงแค่สองวันทำการ โดยแบ่งเป็นการสูญเสียในตลาดหุ้นสหรัฐฯ 5.87 ล้านล้านดอลลาร์ และในตลาดหลักทั่วโลกอื่นๆ อีก 1.59 ล้านล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก S&P Dow Jones Indices

 

ปัจจุบัน Bitcoin ติดลบ 15% ในปี 2025 และหากไม่มีปัจจัยหนุนเฉพาะสำหรับวงการคริปโตเกิดขึ้น คาดว่าราชาแห่งคริปโตนี้จะยังคงเคลื่อนไหวไปพร้อมกับตลาดหุ้น ขณะที่ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกได้บดบังความคาดหวังเชิงบวกจากการผ่อนคลายกฎระเบียบที่วงการคริปโตเคยหวังว่าจะได้รับในปีนี้

 

อ้างอิง: 

The post ‘ราชาคริปโต’ เสียท่า Bitcoin ร่วงต่ำกว่า 78,000 ดอลลาร์ นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงหวั่นภาษี Trump appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF ประกาศให้ ‘Bitcoin’ และ ‘คริปโต’ เป็นหนึ่งใน Asset Class ของโลกอย่างเป็นทางการ https://thestandard.co/imf-bitcoin-crypto-asset-class/ Mon, 24 Mar 2025 11:48:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1056049

เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา International Monetary F […]

The post IMF ประกาศให้ ‘Bitcoin’ และ ‘คริปโต’ เป็นหนึ่งใน Asset Class ของโลกอย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา International Monetary Fund หรือ IMF ประกาศให้ Bitcoin และ คริปโตเคอร์เรนซี เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ (Asset Class) ของโลกอย่างเป็นทางการใน BPM7 ฉบับล่าสุด หรือคู่มือบัญชีดุลการชำระเงินและสถานการลงทุนระหว่างประเทศฉบับบูรณาการ 

 

โดย IMF ได้พิจารณาให้ Bitcoin และเหรียญคริปโตที่ไม่มีสินทรัพย์ใดๆ หรือแพลตฟอร์มมารองรับ เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ใช่การเงินที่ไม่ได้เกิดจากการผลิต (Non-produced Non-financial Assets) ซึ่งอยู่ในประเภทเดียวกับทรัพย์สินประเภททรัพยากรธรรมชาติที่โอนกรรมสิทธิ์ได้หรือพวกกลุ่มทรัพย์สินทางปัญญา 

 

หากมีการทำธุรกรรมใน Bitcoin และเหรียญคริปโตประเภทนี้ระหว่างประเทศ (Cross boarder Transaction) ก็เทียบเคียงได้กับการทำธุรกรรมของทองคำหรือที่ดิน เป็นต้น

 

ในขณะที่เหรียญคริปโตที่มีแพลตฟอร์มมารองรับ เช่น Ethereum หรือ Solana ทาง BPM7 ก็พิจารณาว่าเป็นสินทรัพย์ประเภทคล้ายทุน (Equity-Like Holding) และจะพิจารณาคล้ายกับการถือครองหุ้นต่างประเทศหากถือครองสินทรัพย์ดังกล่าวบนคนละประเทศกับผู้พัฒนาเหรียญ

 

และท้ายที่สุด BPM7 ได้พิจารณาให้การถือเหรียญ Stablecoin ที่มีระบบการจ่ายดอกเบี้ยแบบ Staking อาทิ USDT ในฐานะเครื่องมือทางการเงินชนิดหนึ่ง (Financial Instrument) ที่หากมีการบันทึกสินทรัพย์จะบันทึกตามลักษณะของสินทรัพย์ที่ถูกนำมาค้ำประกัน

 

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากภายในกล่าวกันว่า IMF อาจมีแผนนำ Bitcoin เข้าไปคำนวณใน SDR หรือ Special Drawing Rights Index ซึ่ง SDR เป็นสินทรัพย์สำรองระหว่างประเทศที่ออกโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งมูลค่าของ SDR คำนวณจากตะกร้าสกุลเงินหลัก ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐ (USD), ยูโร (EUR), หยวนจีน (CNY), เยนญี่ปุ่น (JPY) และปอนด์อังกฤษ (GBP)

 

ไม่เพียงเท่านั้น IMF ยังมีมุมมองที่เปลี่ยนไปในทิศทางเชิงบวกต่อ Bitcoin มากขึ้นในช่วงหลังมานี้ จากที่เคยเป็นหนึ่งในองค์กรที่เคยมีมุมมองเชิงต่อต้าน Bitcoin ในอดีต

 

อ้างอิง:

The post IMF ประกาศให้ ‘Bitcoin’ และ ‘คริปโต’ เป็นหนึ่งใน Asset Class ของโลกอย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัฏจักรของคริปโตรอบนี้จะยาวนานแค่ไหน? ในวันที่ผู้คนกำลังเปิดรับมากขึ้น https://thestandard.co/crypto-cycle-mainstream-adoption/ Fri, 28 Feb 2025 04:10:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1045951

โลกของคริปโตไม่ต่างจากประวัติศาสตร์ที่ทิ้งร่องรอยให้ผู้ […]

The post วัฏจักรของคริปโตรอบนี้จะยาวนานแค่ไหน? ในวันที่ผู้คนกำลังเปิดรับมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

โลกของคริปโตไม่ต่างจากประวัติศาสตร์ที่ทิ้งร่องรอยให้ผู้ลงทุนหน้าใหม่ศึกษาและติดตาม 

 

วัฏจักรของคริปโต โดยเฉพาะเหรียญที่มีมูลค่ามากที่สุดอย่างบิทคอยน์ จะเห็นว่ามีรูปแบบที่เห็นได้ชัดบางอย่างคือ ‘ตลาดกระทิง (Bull Market)’ ที่จะเกิดขึ้นทุกๆ ช่วงเวลาประมาณ 4 ปี ไล่ตั้งแต่ปี 2013, 2017, 2021 จนมาถึง 2024

 

 

และในทุกๆ ตลาดกระทิงเราจะเห็นราคาของบิทคอยน์เพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่อยู่ตลอด คำถามสำคัญคือ แล้วตลาดกระทิงรอบนี้จะจบลงที่ตรงไหน?

 

บทความนี้จะพาทุกคนไปสำรวจสถานการณ์ปัจจุบัน โอกาสที่รออยู่ และความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงและเข้าใจโลกของคริปโตได้ดีมากยิ่งขึ้น

 

ตลาดกระทิงรอบนี้อาจยาวกว่าที่ผ่านมา

 

หลังจากราคาบิทคอยน์พุ่งทำสถิติใหม่ปิดทะลุ 100,000 ดอลลาร์ ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม ปี 2024 อิงจากข้อมูลของ CoinMarketCap ทำให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มกลับมาสนใจคริปโตอีกครั้ง ทั้งคนที่ติดตามบิทคอยน์มาอย่างยาวนาน รวมถึงคนที่ไม่เคยสนใจบิทคอยน์ หรือคนที่อาจจะลังเลก็เริ่มให้การยอมรับบิทคอยน์และคริปโตมากขึ้น

 

หนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัยคือ แล้วขาขึ้นรอบนี้จะนานแค่ไหน? จากงานใหญ่ล่าสุดของวงการคริปโตไทย ‘Street of the Future’ ที่จัดโดย Binance TH by Gulf Binance เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา สรวิศ ศรีนวกุล CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Band Protocol เชื่อว่า “เราจะได้เห็นวัฏจักรขาขึ้นที่ยาวนานมากกว่าที่ผ่านๆ มา”

 

อีก 4 ปีถัดจากนี้ ในยุคสมัยของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ค่อนข้างสนับสนุนคริปโตผ่านการผ่อนปรนและปลดล็อกกฎหมายที่เป็นข้อจำกัด ถือเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ รวมทั้งการที่นักลงทุนสถาบันให้การยอมรับมากขึ้น

 

ข้อมูลจาก Bitwise ระบุว่า ตลอดทั้งปี 2024 จะเห็นว่า Bitcoin ETF มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิถึง 3.68 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท

 

 

ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานของคริปโตก็พัฒนามาค่อนข้างไกล อย่างเช่นการพัฒนาของ Blockchain Oracle หรือเรียกสั้นๆ ว่า Oracle ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts) กับข้อมูลภายนอกเครือข่าย ก็มีการพัฒนา Layer 2 ขึ้นมาช่วย ทำให้ประมวลผลธุรกรรมต่างๆ ได้เร็วขึ้น และค่าธรรมเนียมต่ำลง ช่วยให้แพลตฟอร์มต่างๆ เชื่อมต่อกันได้มากขึ้น

 

 

Nicholas Larsen จาก International Banker วิเคราะห์ว่า ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้คริปโตมีแนวโน้มจะวิ่งขึ้นไปต่อได้มาจากนโยบายของทรัมป์ที่ต้องการจะทำให้สหรัฐฯ เป็น ‘เมืองหลวงคริปโตของโลก’ จนทำให้บริษัทอย่าง Charles Schwab เชื่อว่าบิทคอยน์มีโอกาสจะไปถึง 1 ล้านดอลลาร์ได้ หากได้รับการสนับสนุนด้านกฎระเบียบที่เหมาะสม

 

เช่นเดียวกับความเห็นของ Marion Laboure นักวิเคราะห์ของ Deutsche Bank ที่เชื่อว่าการสนับสนุนของทรัมป์จะช่วยให้ตลาดกระทิงในปัจจุบันดำเนินต่อไป

 

อีกประเด็นที่น่าติดตามคือความเห็นของนักลงทุนสถาบันทั่วโลกว่าจะเพิ่มการถือครองคริปโตมากขึ้นหรือไม่

 

Larry Fink ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BlackRock บอกว่า มีการพูดคุยกันว่าควรจะเพิ่มน้ำหนักบิทคอยน์ในพอร์ตลงทุนหรือไม่ ทั้งตัวเลข 2% หรือ 5% และหากทุกคนลงทุนโดยอิงตามน้ำหนักนี้ ก็มีโอกาสจะทำให้ราคาบิทคอยน์พุ่งไปถึงระดับ 500,000-700,000 ดอลลาร์

 

ความเสี่ยงยังอยู่ แต่หน้าตาอาจเปลี่ยนไป

 

ตลาดคริปโตในปัจจุบันยังคงมีความผันผวนและความเสี่ยงอยู่เช่นเดิม แต่ด้วยพัฒนาการที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้รูปแบบของความเสี่ยงและสภาพแวดล้อมในตลาดเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร

 

Victor Ji ผู้ร่วมก่อตั้ง Manta Network มองว่าตลาดคริปโตในปัจจุบันมีความชัดเจนมากขึ้นในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของกฎเกณฑ์ในการควบคุม ซึ่งเปิดให้นักลงทุนสถาบันเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น รวมทั้งการเข้ามามีส่วนร่วมของบริษัทต่างๆ มากขึ้น

 

 

สำหรับความเสี่ยงที่จะส่งผลต่อทั้งตลาด (Systematic Risk) หากเปรียบเทียบกับวัฏจักรขาขึ้นในรอบก่อน ช่วงปี 2020 จะเห็นว่าความเสี่ยงในลักษณะนี้ลดลงมาก โดยเฉพาะการใช้อัตราทดหรือการปล่อยกู้ที่ค่อนข้างง่ายจนนำไปสู่การล้มละลายของบริษัทอย่าง Genesis แต่ปัจจุบันการปล่อยกู้ในโลกคริปโตถูกควบคุมเข้มงวดขึ้นมาก

 

หรือแม้แต่ความเสี่ยงจากการควบคุมดูแลให้บริษัทต่างๆ จัดการกับทรัพย์สินของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีกลไกในการตรวจสอบและป้องกันความเสี่ยง รวมทั้งบทลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิด

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญอย่างหนึ่งในปัจจุบันคือคริปโตเริ่มเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริงมากขึ้น และเชื่อมโยงกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ มากขึ้นเช่นกัน หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เกิดชะลอตัวรุนแรงก็จะส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตโดยรวมได้

 

คริปโตกำลังได้ ‘การยอมรับ’ มากขึ้น

 

แล้วอนาคตของคริปโตจะเป็นอย่างไรต่อไป และจะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของผู้คนทั่วไปมากขึ้นหรือไม่ ในมุมนี้ U-Chyung ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Lumia บอกว่า ผู้คนอาจไม่ทันรู้สึกตัวว่าเรากำลังเปิดรับคริปโตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการที่คริปโตถูกนำมาเป็นสื่อกลางในการชำระเงินมากขึ้น หรือการใช้งาน Stablecoin ที่มากขึ้น

 

ที่ผ่านมาผู้คนอาจพูดถึงเรื่องของการทำกำไรจากคริปโตเป็นหลัก แต่ตอนนี้คริปโตเริ่มเข้ามาอยู่ในธุรกิจต่างๆ ทำให้เราเห็นบริษัทอย่าง Stripe เข้าซื้อธุรกิจ Stablecoin อย่าง Bridge (มูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการทำธุรกรรม รวมถึงการทำ Tokenization กับสินทรัพย์ในโลกจริง ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ต่างๆ ที่มีราคาสูงเช่นอสังหาริมทรัพย์ได้ง่ายขึ้น

 

 

นอกจากนี้ เราจะได้เห็นเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทในโลกคริปโตมากขึ้น โดยเฉพาะการทำงานในฐานะ AI Agents ด้านการวิเคราะห์ตลาด การซื้อขายอัตโนมัติ และการจัดการพอร์ตการลงทุน รวมถึงการเกิดเหรียญ Crypto AI

 

ไม่เพียงการนำมาใช้งานจริงมากขึ้น แต่ในแง่ของผู้ที่มีอำนาจในการผลักดันคริปโต หรือกำหนดนโยบายและวางกฎเกณฑ์ก็ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจจากข้อมูลของ Stand With Crypto และ Coinbase ระบุว่า สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน มีผู้ที่สนับสนุนคริปโตมากกว่าผู้ที่ไม่สนับสนุนอย่างชัดเจน

 

 

Franklin Templeton บริษัทจัดการสินทรัพย์ระดับโลกเชื่อว่าบิทคอยน์จะก้าวขึ้นมาเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งสะสมมูลค่าดิจิทัลในปีนี้ หลังจากรัฐบาลและสถาบันต่างๆ ให้การรับรองมากขึ้น หลายประเทศจะเพิ่มบิทคอยน์เป็นทุนสำรอง

 

ปี 2025 จะเป็นปีที่เปลี่ยนแปลงจาก ‘การเก็งกำไรไปสู่การใช้งาน’ เนื่องจากเทคโนโลยีพื้นฐานของคริปโตกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบการเงินและการดำเนินงานทั่วโลก

 

ตลอดวัฏจักรขาขึ้นและขาลงของคริปโต 10 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าคริปโตกำลังได้รับการยอมรับมากขึ้น ทั้งในแง่สินทรัพย์สำหรับใช้ลงทุนและเทคโนโลยีเบื้องหลังที่ถูกนำมาใช้งานจริง หลังจากนี้เชื่อว่าจำนวนผู้ใช้งานคริปโตจะค่อยๆ เติบโตขึ้น แต่สำหรับคนที่เพิ่งจะเข้าสู่โลกคริปโต โดยเฉพาะในตลาดกระทิง สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืมคือวัฏจักรมีทั้งขึ้นและลง เพราะฉะนั้นการคำนึงถึงความเสี่ยงอยู่เสมอจึงเป็นทักษะสำคัญที่ต้องมีเช่นกัน

 

คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

The post วัฏจักรของคริปโตรอบนี้จะยาวนานแค่ไหน? ในวันที่ผู้คนกำลังเปิดรับมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
มุก Joke จาก Meme Coins กลายเป็นการลงทุนจริงจังได้ด้วยพลังคอมมูนิตี้ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/meme-coins-to-serious-investment/ Fri, 14 Feb 2025 07:20:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1041399

ในโลกของคริปโทเคอร์เรนซีที่มีเหรียญมากมาย ประเภทของเหรี […]

The post มุก Joke จาก Meme Coins กลายเป็นการลงทุนจริงจังได้ด้วยพลังคอมมูนิตี้ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในโลกของคริปโทเคอร์เรนซีที่มีเหรียญมากมาย ประเภทของเหรียญกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความสนใจและถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายก็คือเหรียญมีม (Meme Coins) ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากเรื่องตลกขบขันบนโลกอินเทอร์เน็ต แต่กลับกลายเป็นปรากฏการณ์โด่งดังจนสามารถสร้างมูลค่าตลาดได้หลายพันล้านดอลลาร์ในแบบที่บางคนอาจคาดไม่ถึง

 

เหรียญมีมในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 340 เหรียญ และมีมูลค่ารวมกว่า 6.4 หมื่นล้านดอลลาร์ (ข้อมูล ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568) แต่อะไรทำให้เรื่องตลกขบขันบนโลกอินเทอร์เน็ตที่ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบของเหรียญคริปโตมีมูลค่าได้มากขนาดนี้ และสำหรับใครที่อยากตบเท้าเข้ามา ‘ศึกษาและลงทุน’ เราควรมองเหรียญมีมเป็นเรื่องจริงจังขนาดไหน? 

 

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นพูดคุยบนเวที ‘Meme Coins: The joke that became serious’ ในงาน Street of the Future ที่จัดโดย BINANCE TH อีเวนต์ใหญ่ใจกลางสยาม ที่ทีมงาน THE STANDARD WEALTH มีโอกาสเข้าไปฟังและถอดความคิดมาให้ทุกคนได้ติดตาม เพื่อหาคำตอบว่านักลงทุนรุ่นใหม่ๆ ควรพิจารณาเหรียญมีมในมุมไหนบ้าง

 

เหรียญมีม: ความตลกที่สร้างมูลค่าได้

 

เหรียญมีมได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องตลกและวัฒนธรรมบนอินเทอร์เน็ต ที่รวมความสนใจของผู้คนที่คล้ายกันและอยากส่งต่อให้กับผู้อื่นผ่าน Meme Coins ซึ่งเหรียญมีมนั้นแตกต่างจาก Bitcoin ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อต้องการปฏิวัติระบบการเงิน

 

ถ้าเอ่ยถึงเหรียญมีมที่ยืนยาวและมีมูลค่ามากที่สุดในปัจจุบัน ก็คงจะลืมนึกถึง Dogecoin (DOGE) เหรียญรูปสุนัขสายพันธุ์ชิบะไปไม่ได้ เพราะ DOGE คือเหรียญมีมอันดับ 1 และเป็นเหรียญคริปโตที่ครองมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 8 ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ตามการจัดเรียงของเว็บ CoinMarketCap

 

 

DOGE ถูกสร้างขึ้นในปี 2013 โดย Billy Markus และ Jackson Palmer ด้วยเหตุผลที่เขาต้องการจะเติมสีสันให้กับวงการคริปโตที่ก่อนหน้านี้มีแต่เรื่องซีเรียสและซับซ้อน ซึ่งผลงานของพวกเขาก็เริ่มได้รับความนิยมจากชุมชน โดย DOGE ถูกใช้สำหรับการให้ทิปออนไลน์และกิจกรรมการกุศล ต่อมาในช่วงปี 2021 Elon Musk ก็ผลักดัน DOGE เป็นที่รู้จัก และเปลี่ยนเหรียญที่มีจุดเริ่มต้นจากเรื่องตลกให้กลายเป็นส่วนสำคัญในตลาดคริปโทเคอร์เรนซี

 

ด้วยลักษณะที่ดูเข้าถึงง่าย เหรียญมีมจึงกลายเป็นหนึ่งทางเลือกของนักลงทุนหลายกลุ่ม ในขณะที่เหรียญใหม่ๆ ก็เข้ามาในตลาดเพิ่มมากขึ้น ในงาน Street of the Future ของ BINANCE TH เองก็มีโปรเจกต์เหรียญมีมที่มาร่วมงาน ได้แก่ MOODENG SOL (เหรียญหมูเด้งบนบล็อกเชน Solana), MEMELAND, และ PNUT เป็นต้น

 

ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษาของ FWX และอาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาบนเวทีอธิบายปรากฏการณ์ของเหรียญมีมที่นักลงทุนหลายคนให้ความสำคัญอย่างน่าสนใจว่า “เหรียญมีมเปรียบได้กับศิลปะ ที่บางคนก็แค่ชอบในผลงาน และนั่นคือวิธีที่งานศิลปะนั้นๆ มีคุณค่า เหมือนกับการเดี่ยวไมโครโฟนเล่าเรื่องตลก ที่อาจดูไม่จริงจังแต่มันก็สร้างคุณค่าในสังคมได้ในตัวมันเอง”

 

ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษาของ FWX และอาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

ความไม่ซีเรียสของเหรียญมีม ที่บางคนกลับเลือกจะ ‘ซีเรียส’ กับมัน

 

แม้ว่ากลุ่มคนบางกลุ่มจะมองเหรียญมีมเป็นเรื่องที่ไม่มีสาระ แต่กับอีก 2 ผู้ร่วมเสวนาบนเวทีที่เลือกทำงานอย่างจริงจังเพื่อพัฒนาระบบนิเวศของเหรียญมีมอย่าง Antoine Rousseaux ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม Handsome Finance และ Ray Chan ซีอีโอของ Memeland ต่างมองว่าเหรียญมีมนั้นมีคุณสมบัติพิเศษ 2 อย่างที่น่าดึงดูดในแบบที่การลงทุนดั้งเดิมไม่สามารถทำได้ จนทั้งสองคนตัดสินใจที่จะมองเหรียญมีมด้วยความจริงจัง

 

1. ความสามารถในการสร้างผลกำไร: Antoine มองว่าการที่เหรียญมีมถูกใช้เป็นเครื่องมือเก็งกำไรนั้นเป็นประเด็นที่ต้องยอมรับ โดยเหรียญอย่าง Dogecoin คือจุดสร้างกระแสด้วยราคาที่พุ่งขึ้นกว่า 12,000% ในช่วงกลางปี 2021 แต่เขากล่าวเสริมว่า “ในบางกรณีตลาดหุ้นก็คือการเก็งกำไรเช่นกัน หากคุณอยากสร้างรายได้ คุณก็ต้องจริงจังกับมัน ดังนั้นการเก็งกำไรไม่ใช่เรื่องผิด”

 

อย่างไรก็ตาม การเก็งกำไรนั้นมาพร้อมความเสี่ยงเสมอ โดย Antoine ย้ำว่า อย่าลงทุนด้วยเงินที่เสียไม่ได้ และการศึกษาค้นคว้าข้อมูลก่อนลงทุนนั้นยังเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

 

Antoine Rousseaux ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม Handsome Finance

 

2. พลังของคอมมูนิตี้: Ray Chan ซีอีโอของ Memeland เล่าว่า การเลือกมองเหรียญมีมแค่มิติของการ ‘เก็งกำไร’ อาจจะไม่ได้สรุปศักยภาพของเหรียญอย่างรอบด้าน เพราะ Ray มีเป้าหมายในบริษัทของเขาที่อยากจะทำให้เหรียญมีมถูกใช้ประโยชน์มากขึ้น ไม่ใช่แค่ไว้เก็งกำไร แต่เป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมคอมมูนิตี้

 

Ray เชื่อว่าเหรียญมีมเป็นมากกว่าเครื่องมือทางการเงิน สิ่งนี้คือปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่สร้างคอมมูนิตี้นั้นๆ หรือดึงผู้คนที่สนใจสิ่งเดียวกันเข้ามารวมตัวกันเป็นชุมชน แบ่งปันเรื่องราวและความรู้สึก

 

“เมื่อพวกเขาชนะ พวกเขาชนะด้วยกัน และเมื่อแพ้ พวกเขาก็แบ่งปันความรู้สึกนั้นด้วย” Ray กล่าวพร้อมอธิบายว่า นี่คือพลังที่คอมมูนิตี้สร้างขึ้น ซึ่งนำไปสู่กิจกรรมในโลกความจริง เช่น การบริจาคเพื่อการกุศล การระดมทุน และแม้แต่การใช้จ่ายสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับคุณค่าคอมมูนิตี้นั้นๆ

 

Ray Chan ซีอีโอของ Memeland

 

อะไรที่นักลงทุนควรเข้าใจก่อนกระโจนลงทุนในเหรียญมีม?

 

อีกหนึ่งคำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามาในตลาดนี้ก็คือ แล้วเราจะแยกเหรียญมีมที่มีแนวโน้มประสบความสำเร็จจากที่มีอยู่ทั้งหมดในตลาดได้อย่างไร

 

อุดมศักดิ์เผยว่า มี 3 ปัจจัยสำหรับนักลงทุนที่ควรใช้พิจารณาโปรเจกต์เหรียญมีมดังนี้

 

  1. สภาพคล่อง หรือ Liquidity ซึ่งเป็นปัจจัยที่บ่งชี้ว่าเหรียญมีปริมาณการซื้อขายและการทำธุรกรรมที่เพียงพอหรือไม่ 
  2. เรื่องราว หรือ Story ที่เป็นเหมือนสิ่งยึดเหนี่ยวของชุมชน เหมือนกับที่ Ray กล่าวไว้บนเวทีว่า “หนึ่งในธรรมชาติของมนุษย์คือความต้องการที่จะมีความเชื่อในบางสิ่งบางอย่างเสมอ” 
  3. การกระจายตัว หรือ Distribution ที่จะเป็นตัวกำหนดว่าเหรียญสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานและนักลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน 

 

อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนของเหรียญมีมยังคงเป็นความท้าทาย เนื่องจากเหรียญประเภทนี้มักพึ่งพา ‘กระแส’ อาจไม่สามารถคงอยู่เป็นระยะเวลานานได้ สภาพคล่องก็มักจะไหลไปตามเหรียญอื่นที่กำลังเป็นที่นิยม ณ เวลานั้นๆ เช่น MELANIA เหรียญมีมที่เปิดตัวโดยสตรีหมายเลข 1 อย่าง Melania Trump ที่เหรียญของเธอสูญมูลค่าไปแล้วกว่า 81%

 

ความผันผวนของตลาดเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ฉะนั้นการ DYOR: Do Your Own Research และการซื้อขายแลกเปลี่ยนบนแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือจะเป็นการคุ้มครองผู้ลงทุนได้ในระดับหนึ่ง

 

แต่ Ray ยังยืนยันจากมุมมองของเขาว่า “แม้เหรียญมีมบางตัวอาจล้มหายไป แต่ประเภทของเหรียญมีมในภาพรวมจะอยู่ตลอดไป”

 

 

บทบาทของเหรียญมีมในโลกการเงินอนาคต

 

ท่ามกลางความไม่แน่นอน เหรียญมีมยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อไปด้วยแรงผลักดันจากพลังของคอมมูนิตี้ โดยธุรกิจอย่าง Memeland เริ่มหาวิธีการผนวกเหรียญมีมเข้ากับระบบการชำระเงินอย่าง MemePay ซึ่งถือเป็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงจากเหรียญที่เน้นความตลกไปสู่เหรียญที่จะเกิดการใช้งานจริง 

 

ทั้งนี้ อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เหรียญมีมจะยังเติบโตและมีพัฒนาการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นได้แน่ แต่คำถามคือเติบโตต่อไปแบบไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ เหรียญมีมให้พื้นที่และคุณค่าที่สินทรัพย์การลงทุนอื่นทำไม่ได้ นั่นคือการหลอมรวมพลังของการรับรู้ถึงการมีอยู่ของสกุลเงินดิจิทัลในวงกว้าง ผสานความตลก โลกการเงิน และพลังของคอมมูนิตี้เข้าไว้ด้วยกันในแบบโลกเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

 

 

คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาข้อมูลและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

The post มุก Joke จาก Meme Coins กลายเป็นการลงทุนจริงจังได้ด้วยพลังคอมมูนิตี้ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
คริปโตกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย https://thestandard.co/crypto-thailand-lifestyle/ Tue, 04 Feb 2025 11:42:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1037798

ถ้าย้อนกลับไป 4-5 ปีก่อน คำว่า ‘คริปโต’ (Crypto) อาจเป็ […]

The post คริปโตกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้าย้อนกลับไป 4-5 ปีก่อน คำว่า ‘คริปโต’ (Crypto) อาจเป็นเรื่องที่ฟังดูไกลตัวสำหรับคนไทยจำนวนมาก แต่มาวันนี้หลายคนเริ่มคุ้นชินกับคริปโต หรือแม้แต่เทคโนโลยีเบื้องหลังอย่างบล็อกเชน (Blockchain) มากขึ้นเรื่อยๆ

 

ถามว่ามากขึ้นแค่ไหน? หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจคือ ไทยเป็น 1 ใน 20 ประเทศที่ผู้คนยอมรับ (Adoption) คริปโตมากที่สุดในโลก รั้งอันดับ 16 จากรายงาน The 2024 Global Crypto Adoption Index ของ Chainalysis

 

และหากคิดเป็นสัดส่วนต่อคนไทยทั้งประเทศ นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ซีอีโอของ BINANCE TH บอกว่า “ตอนนี้การยอมรับคริปโตของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 12% ซึ่งมากกว่าสัดส่วนของทั่วโลกแค่ 1%”

 

Binance TH

 

แม้ตัวเลข 12% อาจยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่กระแสคริปโตก็กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนหน้าใหม่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาด ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นผลมาจากราคาของเหรียญต่างๆ โดยเฉพาะบิทคอยน์ที่พุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ที่กว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.5 ล้านบาท ช่วงปลายปีก่อน ทำให้ความสนใจต่อคริปโตกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

และถ้าไปดูสถิติใน Google Trend ก็จะเห็นว่าคนไทยเสิร์ชคำว่าบิทคอยน์หรือคริปโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

Binance TH

\ Binance TH

 

ไม่เพียงแค่ความสนใจบนโลกออนไลน์ แต่งานใหญ่ล่าสุดของวงการคริปโตไทย ‘Street of the Future’ ที่จัดโดย BINANCE TH by Gulf BINANCE สะท้อนความตื่นตัวของผู้สนใจหน้าใหม่ต่อวงการคริปโตเป็นอย่างดี THE STANDARD WEALTH เห็นประเด็นอะไรบ้างที่ทุกคนควรรู้ มาดูกัน!

 

Binance TH

 

การเปลี่ยนภูมิทัศน์โลกการเงินปัจจุบันกับการมาถึงยุค Web 3.0 เป็นอย่างไร?

 

Web 3.0 ได้รับการพูดถึงบ่อยมากในงาน สิ่งนี้คืออะไร?

 

สิ่งนี้คือวิวัฒนาการของโลกอินเทอร์เน็ตที่แอดวานซ์ขึ้นไปอีกขั้น จากความสามารถในการอ่าน โต้ตอบ สร้างคอนเทนต์ บนอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ผู้ใช้งานทุกคนจะสามารถเข้าถึงและแก้ไขข้อมูลได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น จุดสำคัญของการทำงานรูปแบบนี้คือ Decentralized หรือการเก็บข้อมูลแบบกระจายออกจากศูนย์กลาง ภายใต้การทำงานบนเทคโนโลยีบล็อกเชน ผู้ใช้งานทุกคนที่อยู่ในสเตจนี้จะมีสิทธิ์ถือครองแก่ผู้ใช้งาน เช่น การเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนตัวและสินทรัพย์ดิจิทัลของตัวเอง ฉะนั้นสินทรัพย์ดิจิทัลเสมือนเป็นภาพสะท้อนการมาของยุค Web 3.0 อย่างชัดเจน

 

Binance TH

 

คริปโตกำลังเชื่อมโยงกับชีวิตของเรามากแค่ไหน?

 

ถ้าใครตามข่าวอุตสาหกรรมคริปโตในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าไทยเริ่มสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการอนุญาตให้กองทุนรวมสามารถลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้ หรือแม้แต่แนวคิดที่จะทดลองให้มีการใช้งานคริปโตในชีวิตประจำวัน

 

สิ่งที่จะตามมาภายหลังการปลดล็อกจากนโยบายภาครัฐ ต่อไปการยอมรับคริปโตของคนไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเด็นที่ควรทำควบคู่กันคือ ‘การเตรียมความพร้อมของผู้คนสู่วิถีโลกการเงินยุคใหม่’ ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับคริปโตจะเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจในแต่ละไซเคิล เช่นเดียวกับบุคลากรที่จะเข้ามาขับเคลื่อนวงการ การเกิดอีเวนต์จากภาคเอกชนรูปแบบนี้จึงเป็นหลักฐานชั้นดีที่สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องคริปโตไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นรูปแบบทางการเงินที่มาแน่ๆ และประเทศไทยยังมีช่องให้พัฒนาและเติบโตอีกมาก

 

“ตอนนี้หลายคนเริ่มเข้าใจแล้วว่าคริปโตไม่ใช่แค่การพยายามทำกำไรอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีเรื่องของความเสี่ยง พื้นฐานของเทคโนโลยีที่ต้องเข้าใจ รวมถึงการ Do Your Own Research (DYOR)”

 

Binance TH

 

มีมคอยน์ (Meme Coin) สินทรัพย์ที่อยู่ในบทสนทนาตลอดกาล ด้วยการสร้างมูลค่าจากไวรัล

 

ตลาดเหรียญมีมฮอตตลอดกาล จากการเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่เล่นกับกระแส การสร้างเรื่องราวเรียกคะแนนจากนักลงทุน หนึ่งในกอสซิปตลอดงานทั้ง 2 วัน คือการเก็งสถานการณ์เหรียญทรัมป์ ‘TRUMP’ บนบล็อกเชน Solana ก่อนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งราคาพุ่งสูงพอดิบพอดีระหว่างการจัดงาน Street of the Future ก่อนจะเข้ากระดานเทรด BINANCE TH เป็นที่เรียบร้อยในช่วงเวลาต่อมา

 

เหรียญมีมไม่มีการจำกัดปริมาณการผลิตอย่างบิทคอยน์ มีราคาถูกกว่า และเป็นที่รู้จักได้ง่ายกว่าการศึกษาเหรียญประเภทอื่น จึงจุดประกายความต้องการลงทุนในเหรียญประเภทนี้ทั้งนักลงทุนหน้าเก่าและหน้าใหม่ในตลาด ในฝั่งผู้ผลิต ผู้พัฒนาก็เติบโตพร้อมกับตลาด ทั้งนี้ โปรเจกต์ระดับโลกที่มาร่วมงาน ได้แก่ Memeland, MOODENG/SOL (เหรียญหมูเด้ง), PNUT (ได้รับแรงบันดาลใจจากกระรอกที่ถูกช่วยเหลือโดยศูนย์สัตว์พึ่งพิง) ฯลฯ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงผู้คน แปรเปลี่ยนเป็นคอมมูนิตี้จากหลากหลายประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนระดับโลกอย่าง BINANCE TH ที่เปิดกว้างทางการลงทุนให้แก่ผู้ใช้งานคนไทย ด้วยการมีสกุลเหรียญดิจิทัลมากที่สุดในตลาดเป็นจำนวนมากกว่า 350 เหรียญ (ณ วันที่ 18 มกราคม 2025) และยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง

 

Binance TH

 

การเร่งสร้างบุคลากรต้นน้ำเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ปัจจุบันคอร์สสำหรับเรียนรู้เรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลมีแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งก็รวมถึง BINANCE TH Academy ที่จับมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในไทย เพื่อให้ความรู้เหล่านี้ เช่น คอร์สระยะสั้นที่จัดขึ้นผ่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยอื่นๆ อีกหลายแห่ง ตลอดปี 2024 มีผู้ผ่านหลักสูตรของอะคาเดมีมากกว่า 50,000 คน ครอบคลุมทั้งนักศึกษา คณาจารย์ และบุคคลทั่วไป

 

โอกาสในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการลงทุนอีกต่อไป แต่ขยายประเด็นไปสู่ ‘โอกาสทางอาชีพ’ ทั้งนักพัฒนา นักวิเคราะห์ข้อมูล นักวิจัย หรือแม้แต่สายงานการตลาด เพราะปัจจุบันมีโปรเจกต์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอด

 

ยิ่งไปกว่านั้นอุตสาหกรรมนี้ยังสร้างบุคลากรเข้าสู่ตลาดได้ไว จะเห็นว่า Gen Z หรือ Gen Alpha หลายคนกลายเป็นเจ้าของผู้ผลิตเหรียญสำคัญเข้าสู่วงการ

 

Vishal Sacheendran, Head of Regional Markets ของ BINANCE มองในทิศทางเดียวกันว่า การยอมรับคริปโตในระดับโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 1% ไปสู่ 10% ได้นั้นต้องอาศัย 2 ปัจจัยที่สำคัญ คือ กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนของแต่ละประเทศ และการให้ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นในระบบการศึกษา รวมทั้งการให้ความรู้กับผู้ที่มีอำนาจในการกำกับดูแลหรือแม้แต่รัฐบาล

 

Binance TH

 

นอกเหนือจากการให้ความรู้ในห้องเรียน ในมุมของ นที เทพโภชน์ ที่ปรึกษาสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย บอกว่า คอมมูนิตี้ในไทยขยายตัวขึ้นมาก โดยเฉพาะในหัวเมืองต่างๆ เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ และถ้ามองย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 จะเห็นการเติบโตที่ชัดเจน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการ Educate ตลาดและผลักดันวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทย

 

การปรากฏตัวของอีเวนต์ที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอมมูนิตี้ ให้ความรู้ และเป็นพื้นที่ให้ผู้คนทั้งที่เป็นคริปโตเนทีฟหรือบุคคลทั่วไป พบปะ แลกเปลี่ยน แบ่งปันมุมมองระหว่างกัน เพื่อให้ทุกคนก้าวทันกับโลก Web 3.0 ที่มาถึง และทันเกมโลกการเงินที่กำลังจะเปลี่ยนไป

 

Binance TH

 

การเดินทางของคริปโตมาถึงจุดนี้ไม่ได้เป็นเพียงกระแสหรือปรากฏการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังหลอมรวมเข้ากับ ‘ไลฟ์สไตล์ของคนไทย’ มากขึ้นเรื่อยๆ ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คอมมูนิตี้คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนปรับตัวและเดินหน้าสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง โดยมี ‘ความปลอดภัย’ และ ‘ความโปร่งใส’ เป็นที่ตั้งสำคัญ และคริปโตไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องการลงทุน แต่คือการสร้างสังคมที่พร้อมเปิดรับความเปลี่ยนแปลง และเข้าใจถึงโอกาสที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ

คำถามคือ คุณพร้อมที่จะก้าวไปบนเส้นทางสายนี้แล้วหรือยัง?

 

คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาข้อมูลและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

The post คริปโตกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stable Coin ไทยบาท: จุดเปลี่ยนของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย? https://thestandard.co/opinion-stable-coin-thai-baht/ Tue, 04 Feb 2025 04:40:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1037867

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสินทรัพย์ดิจ […]

The post Stable Coin ไทยบาท: จุดเปลี่ยนของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสินทรัพย์ดิจิทัล หลังจากที่ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศแนวทางการออก Stable Coin ไทยบาท มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท โดยมีพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักประกัน และจะถูกนำมาใช้ควบคู่กับ Investment Token เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถระดมทุนผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลได้

 

ฟังดูเป็นก้าวที่น่าสนใจและอาจเป็นการเปิดโอกาสให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลของภูมิภาค อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังเต็มไปด้วยโจทย์ท้าทาย ทั้งในแง่ของโครงสร้างพื้นฐานด้านบล็อกเชน (Blockchain Interoperability) กฎระเบียบเกี่ยวกับการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล และโอกาสทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นหรือสูญเสียไป ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยจะเลือกเดินไปในทิศทางไหน

 

โจทย์แรก: Blockchain ไทยจะก้าวไปสู่ระดับสากลได้หรือไม่?

 

หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยคือปัญหาการเชื่อมโยงระหว่างบล็อกเชน (Interoperability) ปัจจุบันประเทศไทยมี Local Blockchain ได้แก่ Bitkub Chain, JFIN Chain และ JIB Chain

 

แต่สิ่งที่ยังขาดคือความสามารถในการสื่อสารกันระหว่าง Chain ซึ่งอาจทำให้เกิดข้อจำกัดในการพัฒนาโทเคนดิจิทัลและสินทรัพย์ดิจิทัลภายในประเทศ ในขณะที่โครงการระดับโลกอย่าง LayerZero, Axelar และ Connext กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ Blockchain จากหลากหลายระบบสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

 

หากประเทศไทยต้องการแข่งขันในตลาดโลก กุญแจสำคัญอยู่ที่การสร้างเครือข่าย Blockchain ที่เชื่อมโยงและเปิดกว้าง ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนา Chain ของตัวเองโดยไม่มีการรองรับมาตรฐานสากล

 

โจทย์ที่สอง: ระบบ KYC และข้อจำกัดในการเข้าถึง

 

อีกประเด็นที่น่าจับตามองคือการกำหนดข้อบังคับเรื่อง KYC (Know Your Customer) ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำหรับการนำผู้ใช้จาก Traditional Finance มาอยู่ในโลกของ On-Chain Finance

 

แนวคิด ‘Chain เอื้ออาทร’ ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังพิจารณา อาจช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลได้ง่ายขึ้น แต่หากมีการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ใช้งานทุกคนต้องผ่าน KYC ก่อนเข้าถึงระบบ อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยเติบโตช้ากว่าที่ควรจะเป็น

 

ในทางตรงกันข้าม แพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Base Chain ของ Coinbase เปิดให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้โดยไม่มี KYC ซึ่งช่วยให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบได้อย่างมหาศาล และทำให้ Base Chain กลายเป็นหนึ่งใน Blockchain ที่มีมูลค่าหมุนเวียนสูงสุดในโลก

 

หากประเทศไทยต้องการเป็นศูนย์กลางของสินทรัพย์ดิจิทัล จำเป็นต้องพิจารณาว่าจะเลือกควบคุมเข้มงวดเพื่อความปลอดภัย หรือจะเปิดตลาดให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นเพื่อกระตุ้นการเติบโต

 

โจทย์ที่สาม: จะดึงนักลงทุนจากตลาดหุ้นได้หรือไม่?

 

หนึ่งในความหวังสำคัญของการออก Stable Coin และ Investment Token คือการดึงดูดนักลงทุนจากตลาดหุ้นแบบดั้งเดิมให้เข้ามาสู่สินทรัพย์ดิจิทัลผ่านแนวคิด Corporate Bond Token ซึ่งเป็นการแปลงหุ้นกู้ให้กลายเป็นโทเคนดิจิทัลที่สามารถซื้อขายได้ 24 ชั่วโมงผ่าน Decentralized Exchange (DEX)

 

แนวคิดนี้ฟังดูดีในทางทฤษฎี แต่ยังต้องติดตามว่านักลงทุนฝั่งตลาดทุนจะเชื่อมั่นกับการลงทุนในรูปแบบดิจิทัลนี้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความผันผวนของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และปัญหาทางกฎหมายที่ยังไม่ชัดเจน

 

ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย: ทางแยกของ ก.ล.ต.

 

ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ก.ล.ต. จะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะเลือกแนวทางใดในการกำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ทางเลือกที่ 1: ควบคุมเข้มงวด

 

  • ควบคุม Blockchain, DeFi และ DApp อย่างเข้มงวด
  • บังคับใช้ KYC และมาตรการป้องกันความเสี่ยง
  • ตรวจสอบโค้ดของ Smart Contract เพื่อป้องกันการโกง

 

ทางเลือกที่ 2: เปิดเสรีและให้ตลาดกำกับตัวเอง

 

  • อนุญาตให้ภาคเอกชนดูแลด้านความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม
  • เปิดให้ผู้ใช้จากทั่วโลกเข้าถึง Blockchain ไทย
  • มีโอกาสที่เม็ดเงินมหาศาลจะไหลเข้ามา

 

หากเลือกแนวทางแรก ตลาดจะมีความปลอดภัยขึ้น แต่การดึงดูดผู้ใช้ใหม่จะยากขึ้น ในขณะที่หากเลือกแนวทางที่สอง ไทยอาจกลายเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก แต่ก็มีความเสี่ยงจากช่องโหว่ทางเทคนิคและการโกง

 

Stable Coin ไทย: จะเป็นโอกาสใหม่หรือข้อจำกัดที่มองข้ามไม่ได้?

 

ท้ายที่สุด Stable Coin ไทยบาท 1 หมื่นล้านบาท อาจเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเต็มตัว แต่ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับกรอบนโยบายที่กำหนดโดยภาครัฐ

 

  • หากรัฐบาลและ ก.ล.ต. สามารถสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมอุตสาหกรรมและการปกป้องนักลงทุน ประเทศไทยอาจกลายเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลของเอเชีย
  • แต่หากกฎระเบียบเข้มงวดเกินไป ตลาดอาจหดตัว และโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะนำเม็ดเงินเข้าสู่ไทยอาจหายไป

 

นี่คือช่วงเวลาที่ทุกสายตาจับจ้องไปที่การตัดสินใจของหน่วยงานกำกับดูแลว่าจะเลือกเส้นทางใด เปิดตลาดให้แข่งขันระดับโลก หรือสร้างเกราะป้องกันที่อาจจำกัดโอกาสของประเทศในอนาคต

The post Stable Coin ไทยบาท: จุดเปลี่ยนของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ท๊อป บิทคับ’ ถกอนาคตสินทรัพย์ดิจิทัลในงาน WEF 2025 ชี้โทเคนอสังหา-คาร์บอนเครดิตบูมต่อปีนี้ https://thestandard.co/top-bitkub-digital-assets-wef/ Fri, 24 Jan 2025 11:12:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1034115 สินทรัพย์ดิจิทัล

“สินทรัพย์ในอนาคตจะถูกแปลงสภาพการใช้งานไปอยู่ในรูปของสิ […]

The post ‘ท๊อป บิทคับ’ ถกอนาคตสินทรัพย์ดิจิทัลในงาน WEF 2025 ชี้โทเคนอสังหา-คาร์บอนเครดิตบูมต่อปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินทรัพย์ดิจิทัล

“สินทรัพย์ในอนาคตจะถูกแปลงสภาพการใช้งานไปอยู่ในรูปของสินทรัพย์ดิจิทัลและโทเคนดิจิทัล” จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวในงาน World Economic Forum ประจำปี 2025 บนเวที ‘การเปลี่ยนแปลงจากสินทรัพย์สู่สินทรัพย์ดิจิทัล’

 

จิรายุสได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านการเงินครั้งนี้ร่วมกับผู้นำด้านการเงินจากหลากหลายหน่วยงานทั่วโลก ทั้ง Ola Doudin ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BitOasis, Jeremy Allaire ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Circle Internet Financial และ Marc Bayle de Jessé ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CLS Bank International ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส

 

ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย จิรายุสมองว่าประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพและความพร้อมในการเป็นผู้นำด้านสินทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจากมีการส่งเสริมจากรัฐบาลและกฎระเบียบกำกับดูแลที่ชัดเจน โดยหนึ่งในกรณีใช้งานที่เริ่มใช้งานแล้วคือการทำ ‘โทเคนอสังหาริมทรัพย์’ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้แม้จะไม่มีทุนมาก ซึ่งแทนที่จะต้องซื้อทั้งห้องในราคา 10 ล้านบาท การซื้อด้วยโทเคนทำให้เราสามารถแบ่งสินทรัพย์นั้นออกเป็นหน่วยที่เล็กลงได้ อาจทำให้ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 10 บาทต่อหน่วย

 

นอกจากนี้การทำโทเคนมิได้จำกัดแค่สินทรัพย์ที่จับต้องได้เท่านั้น แต่ยังสามารถทำได้กับทั้งโทเคนคาร์บอนเครดิตและโทเคนค่าไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า ‘Green Token’ ที่จะได้เห็นการเปิดตัวในปีนี้ และจิรายุสเชื่อว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้าเราจะเห็นสินทรัพย์ที่มากกว่าแค่อสังหาริมทรัพย์ถูกทำเป็นโทเคนมากขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญในการทำโทเคนให้เกิดการใช้งานอย่างแพร่หลายคือการสร้างมาตรฐานและกฎระเบียบร่วมกัน ทั้งระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากช่องว่างทางกฎหมายและทำให้สภาพคล่องสามารถไหลเวียนได้อย่างอิสระและปลอดภัย 

 

รวมถึงความท้าทายอีกหนึ่งประเด็น นั่นคือการทำให้การใช้งานเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่ายและสามารถเข้าถึงได้ เช่น การยกเลิกคำศัพท์เฉพาะที่ยากต่อการเข้าใจ อย่าง Cryptographic Hash Function หรือ Private Key และพยายามทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยที่คนอาจไม่จำเป็นต้องรู้ว่ากำลังใช้งานอยู่ ซึ่งคิดว่าจะช่วยสร้างประโยชน์ได้อีกมาก

 

สำหรับในปี 2568 ความเคลื่อนไหวในโลกคริปโตจากมุมมองของจิรายุส คือการที่เราน่าจะได้เห็นการทำโทเคนอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงโทเคนคาร์บอนเครดิตที่แพร่หลายในไทยมากขึ้น หรือในสิงคโปร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่จะเป็นผู้นำในด้านนี้

 

 

The post ‘ท๊อป บิทคับ’ ถกอนาคตสินทรัพย์ดิจิทัลในงาน WEF 2025 ชี้โทเคนอสังหา-คาร์บอนเครดิตบูมต่อปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังเผย กำลังศึกษาแนวทางใช้บิทคอยน์-เงินดิจิทัลในแซนด์บ็อกซ์ เตรียมหารือแบงก์ชาติต่อ https://thestandard.co/bitcoin-digital-currency-finance-ministry/ Tue, 21 Jan 2025 07:04:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1032611 บิทคอยน์-เงินดิจิทัล

รมช.คลัง เผย กำลังศึกษาแนวทางใช้บิทคอยน์-เงินดิจิทัลในแ […]

The post คลังเผย กำลังศึกษาแนวทางใช้บิทคอยน์-เงินดิจิทัลในแซนด์บ็อกซ์ เตรียมหารือแบงก์ชาติต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิทคอยน์-เงินดิจิทัล

รมช.คลัง เผย กำลังศึกษาแนวทางใช้บิทคอยน์-เงินดิจิทัลในแซนด์บ็อกซ์ รอได้ข้อสรุปก่อน หารือแบงก์ชาติ ชี้เรื่อง พ.ร.บ.เงินตรา อยู่ในประเด็นที่ต้องมีการหารือ ส่วนประเด็นเรื่องความคืบหน้าโครงการแจกเงินหมื่นเฟส 3 ยืนยันว่าพร้อมแจกภายในไตรมาส 2-3 ของปีนี้

 

วันนี้ (21 มกราคม) เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงประเด็นการจัดตั้งแซนด์บ็อกซ์สำหรับการใช้เงินดิจิทัลและบิทคอยน์ในจังหวัดภูเก็ต ตามข้อเสนอแนะของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ประเด็นดังกล่าวอยู่ในการหารือภายในของกระทรวงการคลัง ว่าแนวทางกลไกในการใช้และการกำกับดูแลจะเป็นอย่างไร จากนั้นเมื่อได้ข้อสรุปจะไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะขัดกับ พ.ร.บ.เงินตรา ของ ธปท. หรือไม่ เผ่าภูมิกล่าวว่า เรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องหารือ ทั้งเรื่องของข้อกฎหมายและเรื่องของกลไกในการกำกับต่างๆ ซึ่งก็ต้องดูข้อสรุปทั้งหมดในการศึกษาออกมาก่อน 

 

สำหรับไทม์ไลน์ของแซนด์บ็อกซ์ดังกล่าว รมช.คลัง ระบุว่า ทุกอย่างต้องทำให้เร็วที่สุด หากมีความพร้อมเมื่อไรก็จะสามารถเปิดเป็นแซนด์บ็อกซ์ในพื้นที่แรกที่มีความพร้อมได้

 

พร้อมแจกเงินหมื่นเฟส 3 ไตรมาส 2-3 ของปีนี้

 

เผ่าภูมิยังกล่าวถึงความพร้อมในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินหมื่นในเฟสที่ 3 ให้กับประชาชนที่ลงทะเบียนแล้ว ซึ่ง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพิ่งประกาศว่าจะแจกเงินภายในเดือนมีนาคม-เมษายนนั้น

 

เผ่าภูมิกล่าวว่าถือว่าใกล้เคียงกับไทม์ไลน์ที่รัฐบาลวางไว้ “อย่างที่บอกว่าอยากจะให้เงินลงไปในช่วงที่เหมาะสมในช่วงที่เป็นโลว์ซีซันของการท่องเที่ยว ซึ่งปกติจะอยู่ในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ซึ่งรัฐบาลก็วางแผนว่าจะทำงานเพื่อให้เม็ดเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจในช่วงนั้นอยู่แล้ว”

The post คลังเผย กำลังศึกษาแนวทางใช้บิทคอยน์-เงินดิจิทัลในแซนด์บ็อกซ์ เตรียมหารือแบงก์ชาติต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถนนสายอนาคต: เปิดประสบการณ์คริปโตแบบจัดเต็มครั้งแรกในไทย https://thestandard.co/street-of-the-future-crypto-event/ Tue, 14 Jan 2025 09:00:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1030231 crypto-event

หลายคนน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับบิทคอยน์ โดยเฉพาะ […]

The post ถนนสายอนาคต: เปิดประสบการณ์คริปโตแบบจัดเต็มครั้งแรกในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
crypto-event

หลายคนน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับบิทคอยน์ โดยเฉพาะเส้นทางการเติบโตของราคาหลายเท่าตัว รวมทั้งเรื่องราวของดิจิทัลโทเคนอื่นๆ แล้วเคยสงสัยไหมว่า อนาคตของโลกคริปโทเคอร์เรนซีและเทคโนโลยีบล็อกเชนจะเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้อย่างไร? หรือจะเป็นเพียงกระแสที่มาแล้วไป? โลกการเงินอนาคตจะเป็นอย่างไร? การมีสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงการลงทุนของเราอย่างไร?

 

สกุลเงินดิจิทัลจะเป็นประเด็นในวงสนทนาของคนไทยปี 2568

 

คุณอาจไม่รู้ว่ามากกว่า 1 ใน 5 ของประชากรไทยเข้าวงการคริปโตเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจำนวนผู้ใช้งานจะเพิ่มสูงถึง 17 ล้านรายในปี 2571

 

การที่ค่าเงินเสื่อมลงทุกวัน รายรับฝืดเคือง กระตุ้นให้คนมองหาสินทรัพย์ที่มีอนาคต ในยุคนี้บิทคอยน์เป็น Store of Value ที่เก็บความมั่งคั่งสำหรับปัจจุบันไปจนถึงยุคหน้า ซึ่งจะทำให้ผู้เก็บสะสมอยู่เหนือปัญหาเงินเฟ้อ สถานการณ์ All Time High ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 นับเป็นอีกหนึ่งการจุดพลุวงการสินทรัพย์ดิจิทัลในตลาด เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนหน้าใหม่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดนี้มากขึ้น

 

เรื่องราวของเหรียญมีม (Meme Coin) หนึ่งในเหรียญคริปโตที่สร้างกระแสคึกคักให้วงการ ตลกร้าย ล้อเลียน เล่นตามกระแสไวรัลที่มีมูลค่ามหาศาล อย่างเหรียญ MOODENG บนเชน Solana ที่ทำให้ชื่อหมูเด้งจากสวนสัตว์ดังไกลทั่วโลกผ่านกระดานเทรด

 

 

การเข้ามาของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ช่วยเร่งปฏิกิริยาของผู้คน และตลาด RWA Tokenization จะไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่ยังคงถูกพูดถึงต่อ แม้ว่าจะโดดเด่นใน Tokenization ในวงการอสังหาริมทรัพย์ แต่ในปีนี้จะเห็นการขยายตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ศิลปะ, การเกษตร, พลังงานหมุนเวียน และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งแต่เดิมยากต่อการลงทุน เนื่องจากต้นทุนสูงหรือยากต่อการจัดการ แต่ Tokenization กำลังจะเปิดโอกาสให้คนหน้าใหม่ๆ เข้าถึงการลงทุนมากขึ้น

 

สำหรับบิทคอยน์ ส่งท้ายปี 2567 ด้วยมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น 123.4%YTD เมื่อเทียบกับต้นปี ความสำเร็จนี้ทำให้บิทคอยน์กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก แซงหน้า Saudi Aramco และเงิน ในบรรดาสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุด 10 อันดับแรกของโลก บิทคอยน์มีผลงานดีที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจาก NVIDIA และมีโอกาสที่ปี 2568 จะเป็นปีที่บิทคอยน์จะไต่อันดับสูงขึ้นเป็นสินทรัพย์ชั้นนำระดับโลก

 

เปิดโลกคริปโตในงาน Street of the Future: อีเวนต์คริปโตที่แรกและที่เดียวในประเทศไทยที่พูดเรื่องคริปโตสำหรับ ‘ทุกคน’

 

อยากสัมผัสอนาคตคริปโต? รวบรวมบรรยากาศโลกการเงินอนาคตมาไว้ให้แล้วกับงานที่น่าตื่นเต้นที่สุดแห่งปี! ‘Street of the Future’ โดย Binance TH ใจกลางสยามสแควร์ วันที่ 18-19 มกราคมนี้ ม่วนจอยบรรยากาศโลกคริปโตแบบที่ไม่ว่าใครก็เข้าใจได้ งานนี้ไม่ได้มีแค่ข้อมูลเกี่ยวกับโลกคริปโตที่ทุกคนสงสัย แต่ยังมาพร้อมกับกิจกรรมเอ็นเตอร์เทนที่จะช่วยให้เราเข้าใจโลกคริปโตมากยิ่งขึ้น

 

อีเวนต์นี้ตอกย้ำว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่กระแสหลัก (Mass Adoption) ที่จะไม่พูดคุยกันในวงสนทนานักลงทุนอีกต่อไป

 

 

  • จำลองบรรยากาศการใช้คริปโตและเหรียญสกุลดิจิทัลต่างๆ ผ่านกิจกรรมโซนต่างๆ ในงาน

 

  • สะสมแสตมป์บน Passport Card รับ SWAG รุ่น Rare Item ในวงการคริปโตที่ไม่มีการผลิตซ้ำและผลิตเพิ่ม มีแจกเฉพาะที่นี่ที่เดียว!

 

  • ขนเกมยอดนิยมในชาวคริปโตอย่าง ตึกถล่ม (Jenga), บันไดงู และอีกมากมาย มาในไซส์จัมโบ้ เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กในงาน

 

  • Binance TH Square เวิร์กช็อปแบบจับมือทำ 101 ตั้งแต่พื้นฐานการเปิดบัญชี การเริ่มลงทุนบิทคอยน์ มายด์เซ็ตก่อนเริ่มลงทุนคริปโต

 

  • Binance TH Tuk Tuk อีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ถ่ายทอดความเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มในสังคมไทย

 

  • โอกาสในโลกการเงินยุคใหม่ มากกว่าการซื้อขายเหรียญ นี่คืองานที่จะเปิดโลกทางอาชีพ หรือการนำเทคโนโลยีมาสร้างสิ่งที่ไม่เคยเป็นไปได้มาก่อน!

 

  • Talk Space รับฟังเทรนด์สด ใหม่ ย่อยง่าย เกี่ยวกับคริปโตและบล็อกเชนจากสปีกเกอร์แนวหน้าของวงการ พร้อมรับอินไซต์ที่คุณจะนำไปต่อยอดได้จริง ไม่ว่าจะเป็น 
    • Driving Crypto Adoption in Thailand: การนำคริปโตมาใช้ในชีวิตประจำวันของคนไทย
    • Meme Coins: Fad or Financial Revolution?: กระแสชั่วคราวหรือการปฏิวัติการเงิน?
    • สำรวจระบบนิเวศของเกมในยุค Web3 ที่จะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างผู้พัฒนา ผู้เล่น และนักลงทุนไปตลอดกาล ที่หัวข้อ Who Owns the Game? Power, Profit, and Possibility in Web3 Gaming
    • Investment Thesis 2025 ครบจบประเด็นการลงทุนที่ทุกคนควรรู้
    • อาชีพใหม่รับการมาของเทคโนโลยีคริปโต, Web3 หรือบล็อกเชน ที่เซสชัน Building Careers in Web3 and Crypto: สร้างเส้นทางอาชีพในโลกใหม่
    • และการปรากฏตัวของแขกรับเชิญสุดพิเศษที่คุณต้องมาสัมผัส!

 

 

ฟรีคอนเสิร์ตปิดท้ายสุดปัง เตรียมพบกับโชว์จากศิลปินชื่อดังอย่าง BNK48, ต้าห์อู๋-ออฟโรด, วี วิโอเลต, PERSES, PROXIE และ BOWKYLION ที่จะทำให้งานนี้สนุกและเก็บความประทับใจกลับบ้าน

 

กิจกรรมตลอด 2 วันนี้จะจัดขึ้นบนถนนกลางสยามสแควร์ ที่ได้รับการเนรมิตให้เป็นเหมือนเส้นทางที่จะค่อยๆ พาทุกคนเข้าสู่โลกคริปโตอย่างสมบูรณ์

 

ลงทะเบียนล่วงหน้าเข้าร่วมฟรีได้แล้ววันนี้ผ่านลิงก์นี้: https://lu.ma/883jke53 และคลิกดูขั้นตอนการลงทะเบียนเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/share/p/1KgoAE1Kdc/

 

แล้วเจอกันบน ‘ถนนสู่อนาคต’ Street of the Future ณ สยามสแควร์ วันที่ 18-19 มกราคม 2568! งานที่คุณจะไม่อยากพลาด หากอยากรู้ว่าคริปโตคืออนาคตหรือแค่กระแส… และงานที่ทำให้คุณเข้าใจโลกคริปโตได้ด้วยความสนุกและความสร้างสรรค์แบบไม่เหมือนใคร!

 

คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาข้อมูลและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

The post ถนนสายอนาคต: เปิดประสบการณ์คริปโตแบบจัดเต็มครั้งแรกในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stablecoins กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลักของสถาบันการเงิน-นักวิเคราะห์คาด Bitcoin อาจแตะ 2 แสนดอลลาร์ในปีนี้ https://thestandard.co/stablecoins-bitcoin-200k-prediction/ Thu, 02 Jan 2025 01:55:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1026372 Stablecoins Bitcoin

การทะยานของ Bitcoin เหนือ 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นหนึ […]

The post Stablecoins กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลักของสถาบันการเงิน-นักวิเคราะห์คาด Bitcoin อาจแตะ 2 แสนดอลลาร์ในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stablecoins Bitcoin

การทะยานของ Bitcoin เหนือ 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นหนึ่งในประเด็นพาดหัวข่าวที่โดดเด่นในปี 2024 แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น บริษัทการเงินหลายแห่งกลับพุ่งเป้าความสนใจไปยังสกุลเงินดิจิทัลประเภทที่ราคาไม่ได้ผันผวนมากอย่างมีนัยสำคัญ

 

Stablecoins เริ่มเตะตาผู้เล่นระดับสถาบันมากขึ้น

 

Bloomberg รายงานว่า ผู้ประกอบการในตลาดอย่าง Visa, PayPal, Stripe และบริษัทอื่นๆ ต่างลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับ Stablecoins ซึ่งเป็นโทเคนคริปโตเคอร์เรนซีที่ถูกออกแบบมาให้ตรึงมูลค่ากับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐหรือสกุลเงินประเทศต่างๆ

 

เหรียญคริปโตประเภทนี้ในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลกลายเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างกำไรได้ เนื่องจากผู้ออกเหรียญสามารถนำเงินสำรองที่หนุนหลัง Stablecoins ไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริการะยะสั้น โดยในปัจจุบันการใช้งาน Stablecoins ในฐานะสกุลเงินสำหรับการทำธุรกรรมกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก

 

ปี 2025 ถูกมองว่าตลาด Stablecoins จะได้เห็นการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมของตลาดอยู่ที่ประมาณ 2.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จากข้อมูลของ DeFiLlama แม้ว่าเหรียญ USDT ของ Tether ที่ยังครองตำแหน่งผู้นำตลาดอยู่ด้วยมูลค่าประมาณ 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงในปี 2025 ที่อาจกระทบต่อสถานะเบอร์ 1 ในตลาดของ Tether ได้

 

ปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวถึงคือการที่สหภาพยุโรปออกกฎ MiCA ที่กำหนดให้ Stablecoins ทั้งหมดที่อยู่ในตลาดซื้อขายแบบรวมศูนย์ (Centralized Exchanges) ต้องมาจากบริษัทผู้ออกเหรียญที่มีใบอนุญาต e-Money ซึ่ง ณ ขณะนี้ Circle บริษัทคู่แข่งหลักของ Tether ได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้วในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ Tether ยังไม่ได้สมัครขอใบอนุญาต หมายความว่าโทเคน USDT มีความเสี่ยงที่จะถูกถอดออกจากศูนย์ซื้อขาย ซึ่งเกิดขึ้นแล้วกับบางศูนย์ซื้อขายในสหภาพยุโรป

 

ในขณะเดียวกัน บริษัทหลายแห่งในสหรัฐฯ ก็กำลังก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้ เช่น Visa ที่เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่อย่าง Visa Tokenized Asset Platform สำหรับธนาคารเพื่อออก Stablecoins และโทเคนอื่นๆ หรือบริษัทฟินเทคอย่าง Revolut กำลังพิจารณาออก Stablecoins ของตัวเอง รวมทั้ง PayPal ที่สร้าง Stablecoins ที่ผูกกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐของตัวเองชื่อ PYUSD ร่วมกับบริษัท Paxos

 

หลังจากชัยชนะของ Donald Trump หลายฝ่ายมองบวกว่าอุตสาหกรรมนี้จะเติบโตยิ่งขึ้นในปี 2025 และการฟื้นตัวในปีนี้ Stablecoins อาจเป็นเส้นทางที่ง่ายที่สุดสำหรับบริษัทนอกวงการคริปโตที่ต้องการเข้าสู่โลกของสินทรัพย์ดิจิทัล

 

Bitcoin อาจขึ้นแตะ 2 แสนดอลลาร์สหรัฐในปี 2025

 

สำหรับ Bitcoin ที่เพิ่งทำราคาเพิ่มขึ้น 2 เท่าตลอดปี 2024 ในปี 2025 ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็มองว่าเหรียญคริปโตอันดับ 1 ของโลกจะทำสถิติเชิงราคาในทำนองเดียวกันกับปีที่ผ่านมา โดยบางสำนักมองว่ามีโอกาสที่ Bitcoin จะขึ้นไปแตะ 2 แสนดอลลาร์สหรัฐ

 

Geoffrey Kendrick หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลจากธนาคาร Standard Chartered กล่าวกับ CNBC ว่าราคา Bitcoin จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าที่ระดับ 2 แสนดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 BTC ภายในสิ้นปี 2025 เนื่องจากเขาคาดว่ากระแสเงินทุนจากสถาบันที่จะไหลเข้าสู่ Bitcoin จะเดินหน้าต่อไปในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าปี 2024

 

เหตุผลสนับสนุนราคา Bitcoin มาจากการไหลเข้าของเงินทุนสถาบันผ่านกองทุน ETF ในสหรัฐฯ รวมทั้งการเข้าซื้อโดย MicroStrategy บริษัทซอฟต์แวร์ที่กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่ของโลก

 

Kendrick ระบุว่า การซื้อ Bitcoin ของ MicroStrategy ในปี 2025 น่าจะเทียบเท่าหรือมากกว่ายอดการซื้อในปี 2024

 

นอกจากนี้ กองทุนบำเหน็จบำนาญก็น่าจะเริ่มพิจารณาเพิ่ม Bitcoin ในพอร์ตการลงทุนของพวกเขาผ่านกองทุน ETF ในปี 2025 เช่นกัน เนื่องจากการปฏิรูปเชิงกฎระเบียบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของทรัมป์ที่กำลังใกล้เข้ามา ซึ่งจะปรับกฎสำหรับบริษัทการเงินดั้งเดิมที่ต้องการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

 

อ้างอิง:

The post Stablecoins กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลักของสถาบันการเงิน-นักวิเคราะห์คาด Bitcoin อาจแตะ 2 แสนดอลลาร์ในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เส้นทาง ‘รถไฟเหาะ’ ของ Bitcoin หลังปี 2020 https://thestandard.co/bitcoin-rollercoaster-journey-post-2020/ Mon, 30 Dec 2024 00:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1023647 bitcoin-rollercoaster-journey-post-2020

นอกเหนือจาก AI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2024 อีกหนึ่ […]

The post เส้นทาง ‘รถไฟเหาะ’ ของ Bitcoin หลังปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
bitcoin-rollercoaster-journey-post-2020

นอกเหนือจาก AI ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2024 อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ฟื้นตัวและกลับมาพุ่งได้แรงก็คือคริปโตเคอร์เรนซี นำโดยเหรียญอันดับ 1 อย่าง Bitcoin (BTC) ที่นับตั้งแต่ต้นปีนี้เติบโตมาแล้วกว่า 140% หรือเกือบ 1.5 เท่า

 

การดีดตัวสูงขึ้นของ Bitcoin ในปีนี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งการอนุมัติกองทุน Spot Bitcoin ETFs ที่เกิดขึ้นในเดือนมกราคม ซึ่งเปิดช่องให้เงินทุนสถาบันหรือนักลงทุนที่ไม่ต้องการจัดเก็บสินทรัพย์ดังกล่าวด้วยตัวเองสามารถเข้าถึงความเคลื่อนไหวของราคา Bitcion ได้ หรือการคว้าชัยของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังจะกลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดี ก็ผลักให้ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้น

 

ก่อนที่จะจบปี 2024 THE STANDARD WEALTH ขอรวบรวมเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับ Bitcoin นับตั้งแต่การระบาดของโควิดในช่วงปี 2020 ว่าเส้นทาง ‘รถไฟเหาะ’ ของคริปโตเคอร์เรนซีอันดับ 1 มีความเคลื่อนไหวอย่างไร และในปี 2025 มีโอกาสและความเสี่ยงอะไรรอสินทรัพย์อย่าง Bitcoin อยู่

 

สำหรับในปี 2025 ทิศทางที่ Bitcoin จะยังเติบโตต่อมีความเป็นไปได้สูง

 

สำหรับในปี 2025 ทิศทางที่ Bitcoin จะยังเติบโตต่อมีความเป็นไปได้สูง โดย นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ (Binance TH) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุน Bitcoin คือการเข้ามาลงทุนโดยนักลงทุนสถาบันและผู้จัดการสินทรัพย์ขนาดใหญ่ที่จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีหน้า

 

รวมถึงข้อเสนอของทรัมป์ที่จะพิจารณาให้ Bitcoin

เป็นสินทรัพย์สำรองเชิงกลยุทธ์ของสหรัฐฯ

 

“ภายใต้การนำของทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดี สหรัฐฯ

จะมีมุมมองที่เอื้อต่อสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งพัฒนาการเชิงบวกด้านกฎระเบียบของสหรัฐฯ

อาจกลายเป็นแนวทางให้ประเทศอื่นสามารถปรับใช้กรอบการทำงานที่ชัดเจน และสนับสนุนตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น” นิรันดร์กล่าว

 

นอกจากนี้ นิรันดร์ยังเผยถึงสถิติที่น่าสนใจสำหรับ Bitcoin นั่นก็คือวัฏจักร 4 ปี

ซึ่งหากมองตามประวัติศาสตร์ ปี 2025 อาจเป็นปีที่ราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

แต่แน่นอนว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในวัฏจักรที่ผ่านมา มิได้เป็นตัวการันตีว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นซ้ำอีกกับวัฏจักรปัจจุบัน ฉะนั้นนักลงทุนต้องทำความเข้าใจ ศึกษา

และประเมินความเสี่ยงที่รับได้ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

อีกความเสี่ยงที่จะมองข้ามไม่ได้คือ ‘การตัดสินใจที่คาดเดาไม่ได้’ ของทรัมป์ เพราะแม้ว่าเขาจะมีทีท่าสนับสนุน Bitcoin แต่การที่เขายังไม่ขึ้นดำรงตำแหน่งและนโยบายที่ยังไม่ถูกใช้จริง ปัจจัยเหล่านี้ก็ยังเป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องระมัดระวังอยู่ รวมทั้งความผันผวนของราคาในระยะสั้นด้วย

 

นิรันดร์เชื่อว่า Milestone หรือหมุดหมายสำคัญของ Bitcoin ในปี 2025 จะอยู่ที่ความชัดเจนด้านกฎระเบียบของสหรัฐฯ และการได้รับการยอมรับจากบริษัทชั้นนำระดับโลก ซึ่งจะช่วยยกระดับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในปัจจุบันไปสู่การเป็นส่วนสำคัญในระบบการเงินโลกอย่างแท้จริง

 

อย่างไรก็ตาม การยอมรับ Bitcoin เป็นวงกว้างยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น และมีคนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ยอมรับ เนื่องจากคนกลุ่มดังกล่าวอาจมองว่า Bitcoin เป็นแค่สินทรัพย์เก็งกำไร ซึ่งนิรันดร์ชี้แจงประเด็นนี้ว่าเป็นความเข้าใจผิดที่ได้ยินบ่อยที่สุด 

 

“Bitcoin ถูกใช้งานในหลายประเทศที่มีมูลค่าสกุลเงินไม่เสถียร ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษามูลค่าและทำธุรกรรมทางการเงิน อีกทั้ง Bitcoin

ยังสามารถโอนมูลค่าแบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องใช้ตัวกลาง ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนระบบการเงินโลก” นิรันดร์กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post เส้นทาง ‘รถไฟเหาะ’ ของ Bitcoin หลังปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: คลายข้อสงสัย! อนาคตสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องรู้ | Thailand Future EP.6 https://thestandard.co/thailand-future-ep-6/ Sat, 28 Dec 2024 02:03:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1024918 thailand-future-ep-6

ไขคำตอบ 4 คำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัล! […]

The post ชมคลิป: คลายข้อสงสัย! อนาคตสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องรู้ | Thailand Future EP.6 appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-future-ep-6

ไขคำตอบ 4 คำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัล! โลกของ Bitcoin, Ethereum และ Blockchain อาจฟังดูซับซ้อน แต่ถ้าคุณกำลังสงสัยว่าสินทรัพย์ดิจิทัลคืออะไร จะเริ่มต้นอย่างไร และมีโอกาส-ความเสี่ยงแบบไหน วิดีโอนี้มีคำตอบที่ควรต้องรู้

 

พบกับบทสรุปจากสถาบันอนาคตไทยศึกษา ที่รวบรวมข้อสงสัยและข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ตั้งแต่พื้นฐานเทคโนโลยี Blockchain ประเภทของคริปโต โอกาสการลงทุนรูปแบบใหม่ ไปจนถึงความเสี่ยงและแนวโน้มนโยบายล่าสุด ใครที่อยากเข้าใจและเตรียมพร้อมเข้าสู่โลกดิจิทัล ห้ามพลาด

The post ชมคลิป: คลายข้อสงสัย! อนาคตสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องรู้ | Thailand Future EP.6 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คริปโตพุ่งหลังทรัมป์ชนะเลือกตั้ง Bitget เผย Gen Z แห่สนใจสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่ม 683% ในเดือนเดียว https://thestandard.co/bitget-digital-assets-gen-z/ Fri, 27 Dec 2024 08:15:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1024627

Bitget เผยตัวเลขสัดส่วนผู้ใช้งานหน้าใหม่ พบกลุ่มผู้ใช้ง […]

The post คริปโตพุ่งหลังทรัมป์ชนะเลือกตั้ง Bitget เผย Gen Z แห่สนใจสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่ม 683% ในเดือนเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>

Bitget เผยตัวเลขสัดส่วนผู้ใช้งานหน้าใหม่ พบกลุ่มผู้ใช้งาน Gen Z พุ่งสองเท่าตัวจาก 26.2% ในเดือนตุลาคม เป็น 53.8% ในเดือนพฤศจิกายน 

 

ในเชิงจำนวน เดือนพฤศจิกายนมีผู้ใช้ Gen Z รายใหม่กว่า 844,000 คน เพิ่มขึ้นจาก 110,000 คนในเดือนตุลาคม หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 683% หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ ซึ่งท่าทีสนับสนุนอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีก็ดึงคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาในตลาดเพิ่มมากขึ้น 

 

เกรซี เฉิน กรรมการผู้จัดการของ Bitget แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซีและบริษัท Web 3.0 อันดับ 6 ของโลก (ตามข้อมูลของ CoinMarketCap) กล่าวว่า “การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ Gen Z สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญว่าคริปโตเคอร์เรนซีไม่ใช่แค่การเก็งกำไรเท่านั้น แต่เป็นส่วนสำคัญของอนาคตทางการเงินของพวกเขา ความสามารถในการปรับตัวของคนรุ่นนี้ทำให้พวกเขาสามารถรับคลื่นลูกใหม่ของการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ โดยเฉพาะการตอบสนองต่อเหตุการณ์ทางสังคม การเมือง และโอกาสทางการตลาด” 

 

การเติบโตของผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มในเวลาอันสั้น แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของคนรุ่นใหม่ที่กำลังสนใจในสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น

 

ขณะเดียวกันราคา Bitcoin ที่พุ่งสูงขึ้น 40% หลังการเลือกตั้งสหรัฐฯ ก็ยิ่งกระตุ้นให้เกิดกระแส FOMO (กลัวตกรถ) ในหมู่นักลงทุนรุ่นใหม่ รวมถึงการสนับสนุนจากบุคคลที่มีอิทธิพล อย่างเช่น อีลอน มัสก์ และ โจ โรแกน

The post คริปโตพุ่งหลังทรัมป์ชนะเลือกตั้ง Bitget เผย Gen Z แห่สนใจสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่ม 683% ในเดือนเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: นโยบายสินทรัพย์ดิจิทัล ไทยวางเกณฑ์อย่างไรให้ประเทศได้ประโยชน์? | Thailand Future EP.5 https://thestandard.co/thailand-future-ep-5/ Thu, 26 Dec 2024 10:23:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1024175

การเข้ามาของเทคโนโลยีกระจายศูนย์ กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนโฉ […]

The post ชมคลิป: นโยบายสินทรัพย์ดิจิทัล ไทยวางเกณฑ์อย่างไรให้ประเทศได้ประโยชน์? | Thailand Future EP.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>

การเข้ามาของเทคโนโลยีกระจายศูนย์ กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมของ ‘ตลาดทุน’ ที่หลายคนเคยรู้จักให้ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

 

บทบาทของเทคโนโลยีกระจายศูนย์ในตลาดทุนก็มีอยู่อย่างหลากหลาย ทั้งการลดต้นทุน การเพิ่มสภาพคล่องจากตลาดที่เชื่อมต่อกันทั้งโลก หรือการทำให้สินทรัพย์ดั้งเดิมคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต

 

แต่ประเทศไทยก็ยังคงมีช่องว่างเชิงนโยบาย ซึ่งทำให้การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างเต็มศักยภาพเป็นเรื่องที่ท้าทาย แล้วเราควรวางนโยบายเรื่องนี้ให้ประเทศได้ประโยชน์มากที่สุดอย่างไร? หาคำตอบพร้อมกันในคลิปนี้

The post ชมคลิป: นโยบายสินทรัพย์ดิจิทัล ไทยวางเกณฑ์อย่างไรให้ประเทศได้ประโยชน์? | Thailand Future EP.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tether กวาดกำไรปี 2024 ทะลุ 1 หมื่นล้าน รับเทรนด์บวกตลาดคริปโต https://thestandard.co/ether-rakes-in-10-billion-in-profits-in-2024/ Sun, 22 Dec 2024 11:45:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1022336 Tether

Bloomberg รายงานว่า Tether บริษัทผู้ออก Stablecoin รายใ […]

The post Tether กวาดกำไรปี 2024 ทะลุ 1 หมื่นล้าน รับเทรนด์บวกตลาดคริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tether

Bloomberg รายงานว่า Tether บริษัทผู้ออก Stablecoin รายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังจะปิดปี 2024 ด้วยกำไรมากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามประกาศที่ Paolo Ardoino ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าวในการสัมภาษณ์

 

ในระหว่างที่ราคาของ Bitcoin และเหรียญคริปโตสกุลอื่นๆ พุ่งทะยาน ความต้องการ USDT ที่เป็น Stablecoin ของ Tether ที่ผูกกับค่าเงินดอลลาร์ก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย โดย USDT มีมูลค่าตลาดเพิ่มเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ และปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมเฉียด 1.4 แสนล้านดอลลาร์ (ตามข้อมูลจาก CoinMarketCap)

 

สำหรับกำไรส่วนใหญ่ของ Tether มาจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ทองคำ และหลักทรัพย์อื่นๆ ที่เอาไว้ใช้ค้ำประกันเหรียญ Stablecoin

 

Ardoino กล่าวกับ Bloomberg เมื่อวันศุกร์ (20 ธันวาคม) ที่ผ่านมาว่า Tether นำกำไรมากกว่าครึ่งของปีนี้ไปลงทุน โดย 775 ล้านดอลลาร์ถูกนำไปลงทุนใน Rumble แพลตฟอร์มแชร์วิดีโอที่วางตัวเองเป็นคู่แข่งของ YouTube

 

นอกจากนี้ Tether ยังมีแผนที่จะเปิดตัวแพลตฟอร์ม AI ของตัวเองในไตรมาสแรกปี 2025 จากการให้ข้อมูลของ Ardoino ซึ่งมีเป้าหมายที่จะทำให้ผู้คนสามารถใช้ AI ผ่านโทรศัพท์มือถือของพวกเขาได้ รวมทั้งการลงทุนในธุรกิจเหมืองขุด Bitcoin และอุตสาหกรรมไบโอเทคโนโลยี

 

Ardoino ให้ข้อมูลเพิ่มว่า ตอนนี้บริษัทกำลังพิจารณาการลงทุนในสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง จากการกำกับดูแลในอุตสาหกรรมคริปโตที่มีแนวโน้มเป็นมิตรมากขึ้นภายใต้การนำของ Donald Trump ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 

 

อ้างอิง:

 

 

The post Tether กวาดกำไรปี 2024 ทะลุ 1 หมื่นล้าน รับเทรนด์บวกตลาดคริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตือนหากรัฐบาลต้องการออกสเตเบิลคอยน์ ต้องศึกษารอบด้าน ป้องกันการฟอกเงิน-ภาวะเงินกลายเป็นกระดาษ https://thestandard.co/wealth-in-depth-govt-stablecoin/ Wed, 18 Dec 2024 06:41:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1020954

ผู้เชี่ยวชาญวงการสินทรัพย์ดิจิทัลยินดีหากรัฐบาลเดินหน้า […]

The post เตือนหากรัฐบาลต้องการออกสเตเบิลคอยน์ ต้องศึกษารอบด้าน ป้องกันการฟอกเงิน-ภาวะเงินกลายเป็นกระดาษ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้เชี่ยวชาญวงการสินทรัพย์ดิจิทัลยินดีหากรัฐบาลเดินหน้าออกสเตเบิลคอยน์ เห็นด้วยที่เริ่มทำจากพื้นที่นำร่องหรือแซนด์บ็อกซ์ก่อน แนะควรออกตามกรอบวินัยการเงินการคลัง ท่ามกลางความกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับการพิมพ์เงินเองของรัฐบาลจนอาจทำให้เงินบาทสูญเสียมูลค่ากลายเป็นแค่กระดาษ ขณะที่นักวิชาการแนะรัฐศึกษาผลกระทบให้รอบด้าน หวั่นเกิดการฟอกเงิน

 

ไม่นานมานี้ ในงานสัมมนาพรรคเพื่อไทย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำเสนอแนวคิดการอนุญาตใช้บิทคอยน์ โดยใช้ภูเก็ตเป็นพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ รวมทั้งการออกสเตเบิลคอยน์ที่ค้ำประกันด้วยพันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)

 

พร้อมเปิดเผยว่า แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงการคลังศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินการดังกล่าวแล้ว โดยหวังจะใช้การออกสเตเบิลคอยน์เพิ่มเม็ดเงินไหลเวียนในเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจเติบโต

 

โดยทักษิณกล่าวว่า GDP ปี 2568 คาดว่าจะโตได้ 3.5% ส่วนปี 2569 จะโตได้ 4% ซึ่งวันนี้เราไม่พอใจ เพราะหาก GDP ไม่ถึง 5% ประเทศไทยจะด้อยกว่าประเทศอื่นในอาเซียน เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจเราถูกดูดออกหมด เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ไม่อยากปล่อยกู้ธุรกิจที่ยังไม่มั่นคง จึงต้องหาเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยที่ไม่เป็นภาระกับประเทศ เพราะขณะนี้หนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงถึง 68% จากเพดานหนี้สาธารณะ 70%

 

“วันนี้มีวิธีลดหนี้สาธารณะอยู่ 2 อย่างคือ ทำ GDP ให้โต และลดการขาดดุล หรือจัดเก็บภาษีให้เพียงพอ ซึ่งทั้ง 2 เรื่องเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยากทั้งคู่ แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรง เพราะพรรคเพื่อไทยเกิดมาด้วยความสามารถทางเศรษฐกิจ” อดีตนายกฯ กล่าวในงาน

 

ทั้งนี้ สเตเบิลคอยน์เป็นคริปโตเคอร์เรนซีประเภทหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเด่นตรงที่มีการตรึงมูลค่า (Peg) ไว้กับสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง เช่น ทองคำ พันธบัตร สกุลเงินต่างๆ ตัวอย่างเช่น กำหนดให้ 1 เหรียญสเตเบิลคอยน์มีมูลค่าเท่ากับ 1 บาท

 

ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนในต่างประเทศเคยออกสเตเบิลคอยน์ลักษณะเดียวกันนี้ โดยตรึงมูลค่าไว้กับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในโปรเจกต์ M^0 (M Zero) เป็นสเตเบิลคอยน์ที่ใช้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นหลักประกัน เน้นความโปร่งใส เหมาะสมสำหรับสถาบันการเงิน และสามารถใช้งานระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ได้ (DeFi)

 

กูรูมองทำได้ แต่ควรทำภายใต้กรอบนโยบายการเงินการคลัง

 

ศุภกฤษฎ์ บุญสาตร์ Managing Director Trustender, Founder Thai Bitcast และกรรมการสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH เห็นด้วยที่รัฐบาลจะลองดำเนินโครงการดังกล่าวนำร่องในพื้นที่เล็กๆ ก่อน โดยระบุว่า “กรอบคิดที่ว่าเป็นหมุดหมายที่ดี อีกอย่างพอทำเป็นแซนด์บ็อกซ์หมายความว่าเราจะเห็นผลก่อนว่ามันดีหรือไม่ดี มีผลด้านบวกด้านลบในแง่มุมไหนบ้าง”

 

พร้อมกล่าวอีกว่า “หากทดลองเป็นแซนด์บ็อกซ์ก็สามารถสำรวจในท้องที่ก่อนได้ แล้วค่อยมาดูว่าต้องพิมพ์เท่าไร”

 

ท่ามกลางความกังวลที่ว่า การที่รัฐบาลสามารถออกสเตเบิลคอยน์ได้เอง อาจจะเป็นการพิมพ์เงิน และอาจทำให้เงินบาทสูญเสียมูลค่า ศุภกฤษฎ์แสดงความคิดเห็นว่า “โดยปกติรัฐบาลจะพิมพ์ (Mint) เงินขึ้นมาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ารูปแบบที่ออกมาจะเป็นรูปแบบกระดาษ ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการออกสเตเบิลคอยน์ก็ขอให้อยู่ในกรอบของนโยบายทางการเงินการคลัง หมายความว่า ในกรอบทำได้เท่านี้ ก็ไม่ควรเกิน มันอาจจะไปลดส่วนอื่นและไปเพิ่มส่วนนี้แทน” 

 

แนะรัฐศึกษาผลกระทบ หวั่นเกิดการใช้สเตเบิลคอยน์ฟอกเงิน

 

ด้าน ผศ. ดร.ณพล หงสกุลวสุ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เน้นย้ำว่า ปัจจุบันการใช้งานสเตเบิลคอยน์มีความเป็นส่วนตัวสูงมาก เนื่องจากบนบล็อกเชนไม่มีการ KYC แต่กลับกันก็ทำให้การตรวจสอบที่มาของเงินเป็นเรื่องยากมากขึ้น

 

ดังนั้นจึงห่วงว่าการใช้สเตเบิลคอยน์อาจทำให้เกิดผลกระทบคือ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบที่มาของเงินได้ยากขึ้น ไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นเจ้าของเงินที่ใช้จ่าย และไม่ทราบที่มาของเงินว่าถูกกฎหมายหรือไม่ จำเป็นต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามากำกับเรื่องนี้ จึงจะสามารถออกนโยบายได้จริง

 

ทั้งนี้ KYC คือกระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ เพื่อยืนยันว่าลูกค้าเป็นบุคคลที่เขาบอกว่าเขาเป็นจริงๆ โดย KYC มักถูกใช้ในธุรกิจทางการเงิน เช่น ธนาคาร สถาบันการเงิน และบริษัทที่ให้บริการทางดิจิทัล เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงิน การทุจริต

 

ภาพ: Funtap / Shutterstock

The post เตือนหากรัฐบาลต้องการออกสเตเบิลคอยน์ ต้องศึกษารอบด้าน ป้องกันการฟอกเงิน-ภาวะเงินกลายเป็นกระดาษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Binance TH เตือน กลลวงมิจฉาชีพพุ่งแรงตามตลาดคริปโตเคอร์เรนซี https://thestandard.co/binance-th-warning-crypto-scams/ Tue, 17 Dec 2024 09:46:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1020551 binance-th-warning-crypto-scams

ท่ามกลางตลาดคริปโตเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลัง […]

The post Binance TH เตือน กลลวงมิจฉาชีพพุ่งแรงตามตลาดคริปโตเคอร์เรนซี appeared first on THE STANDARD.

]]>
binance-th-warning-crypto-scams

ท่ามกลางตลาดคริปโตเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำโดยราคา Bitcoin ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นไปแตะจุดสูงสุดใหม่ที่ 105,208 ดอลลาร์สหรัฐ (ณ วันที่ 16 ธันวาคม) นี่จึงเป็นจังหวะที่นักลงทุนหน้าใหม่เริ่มตบเท้าเข้าสู่ตลาดมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสของเหล่ามิจฉาชีพที่จะใช้สถานการณ์เชิงบวกนี้มาหลอกลวงเช่นกัน 

 

Binance TH by Gulf Binance แพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยเปิดเผยตัวเลขแนวโน้มสำคัญในวงการคริปโตและความเสี่ยงการถูกหลอกลวงจากสหรัฐฯ ตามรายงานของ VPNRanks เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ที่กำลังสะท้อนมาถึงความเสี่ยงของตลาดประเทศไทย ดังนี้

 

– มูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงคริปโตอาจสูงถึง 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 

 

– ความเสียหายเฉลี่ยต่อเหยื่อในสหรัฐฯ สามารถสูงได้ถึง 39,000 ดอลลาร์สหรัฐ

 

– หากจำแนกมูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงประเภทต่างๆ สามารถแบ่งเป็นวิธีการแอบอ้างตัวตน คาดว่าจะสร้างมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 154 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, วิธีการ Romance Scam คาดว่าจะสร้างมูลค่าความเสียหายประมาณ 167 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และวิธีการหลอกลงทุน คาดว่าจะสร้างความเสียหายสูงสุดถึง 888 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025

 

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในประเทศไทยเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะใน Cycle นี้ที่จะเพิ่มจำนวนนักลงทุนหน้าใหม่ในตลาด โดย Statista เผยว่า ตั้งแต่ต้นปีมีจำนวนบัญชีเปิดใหม่มากถึง 1.2 แสนบัญชี และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ Binance TH by Gulf Binance จึงเห็นถึงความเสี่ยงจากเหล่ามิจฉาชีพที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์จากนักลงทุน และขอหยิบยกรูปแบบกลโกงเพื่อป้องกันให้ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพและสามารถลงทุนได้อย่างปลอดภัย

 

3 วิธีการหลอกลวง

 

  1. เสนอบริการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง ระวังการติดต่อจากบุคคลที่เสนอตัวเป็น ‘คนกลาง’ ในการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล หรืออาจแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมักเสนอผลตอบแทนสูงเกินจริง สุดท้ายจะหลอกลวงให้โอนเงินไปให้ โดยไม่ได้รับสินทรัพย์จริง

 

  1. หลอกรักผ่านแอปหาคู่ มิจฉาชีพจะสร้างโปรไฟล์ที่น่าสนใจเพื่อให้หลงเชื่อ จากนั้นจะชักชวนให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล พึงระวังคนที่เพิ่งรู้จักในแอปหาคู่มาชวนลงทุนคริปโต ที่จะหลอกให้รักแล้วหลอกให้สูญเงินในที่สุด

 

  1. แอปพลิเคชันปลอม ระวังแอปพลิเคชันปลอมที่เลียนแบบแอปพลิเคชันของบริษัทซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลก่อนดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใดๆ ให้ตรวจสอบที่มาของแอปพลิเคชันให้ดี

 

‘DYOR’ หรือ Do Your Own Research คือกุญแจสำคัญสู่การลงทุนสกุลเงินดิจิทัล

 

การลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลหรือคริปโตเคอร์เรนซีกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับหลายคน แต่ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนไปกับเหรียญใดเหรียญหนึ่ง การศึกษาข้อมูลด้วยตนเอง (DYOR) นั้นสำคัญมาก

 

เพราะในโลกของคริปโตเต็มไปด้วยข้อมูลมากมาย บางส่วนเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แต่บางส่วนก็อาจเป็นเพียงการโปรโมตหรือข่าวปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อหลอกล่อให้นักลงทุนตัดสินใจผิดพลาด หากไม่ศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ อาจนำไปสู่การสูญเสียเงินลงทุนได้ และสิ่งที่นักลงทุนทั้งเก่าและใหม่ต้องตระหนักไว้เสมอคือ ‘อย่าไว้ใจใครง่ายๆ ต้องหมั่นศึกษาข้อมูลก่อนลงทุนในโลกคริปโต’

 

หากพลาดท่าตกเป็นเหยื่อ Binance TH แนะนำว่า

 

– แจ้งความทันที รวบรวมหลักฐานทั้งหมด เช่น หลักฐานการโอนเงิน ข้อความสนทนา และแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ หรือแจ้งความออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือติดต่อกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้ที่สายด่วน 1441 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

 

– แจ้งผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่โดนแอบอ้างชื่อให้ทราบ เพื่อดำเนินการตามมาตรการ และป้องกันไม่ให้ผู้อื่นตกเป็นเหยื่อรายต่อไป

 

– ระวังการโดนหลอกซ้ำจากบริการติดตามทวงคืนเงิน มิจฉาชีพมักใช้โอกาสนี้หลอกลวงซ้ำซ้อนในช่วงเวลาที่เหยื่อขาดสติจากการสูญเงินก้อนแรก ดังนั้นต้องระมัดระวังบริการที่อ้างว่าสามารถช่วยติดตามเงินคืน เพราะอาจเป็นการหลอกลวงซ้ำสองได้

 

 

The post Binance TH เตือน กลลวงมิจฉาชีพพุ่งแรงตามตลาดคริปโตเคอร์เรนซี appeared first on THE STANDARD.

]]>
MicroStrategy หรือหุ้น MSTR เตรียมเข้าสู่ดัชนี Nasdaq-100 หลัง Bitcoin ดันราคาพุ่งเกือบ 6 เด้ง https://thestandard.co/mstr-join-nasdaq-100-index/ Sun, 15 Dec 2024 05:50:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1019745 MSTR

MicroStrategy (MSTR) บริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin มากท […]

The post MicroStrategy หรือหุ้น MSTR เตรียมเข้าสู่ดัชนี Nasdaq-100 หลัง Bitcoin ดันราคาพุ่งเกือบ 6 เด้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
MSTR

MicroStrategy (MSTR) บริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลกถึง 423,650 Bitcoin (ข้อมูลจาก Bitbo ณ วันที่ 9 ธันวาคม) ซึ่งมีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นจากต้นปีแล้วเกือบ 600% กำลังจะถูกบรรจุเข้าสู่ดัชนี Nasdaq-100 ตามประกาศของตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 ธันวาคม)

 

Reuters รายงานความเคลื่อนไหวดังกล่าวว่า หุ้นของ MicroStrategy จะถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในดัชนี Nasdaq-100 ภายในวันจันทร์ที่ 23 ธันวาคมนี้ก่อนตลาดเปิด

 

การเข้าไปอยู่ในดัชนี Nasdaq-100 หรือดัชนีที่รวบรวม 100 อันดับบริษัทจดทะเบียนมูลค่ามากที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ของสหรัฐฯ (ไม่รวมบริษัทการเงิน) หมายความว่าเงินจากกองทุน ETFs จำนวนมากจะไหลเข้ามาสู่หุ้นที่อยู่ในดัชนีดังกล่าว เนื่องจากกองทุนมีเป้าหมายที่ต้องการจะสร้างผลตอบแทนให้ล้อตามดัชนี ซึ่งในกรณีนี้ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มราคาให้กับหุ้นของ MicroStrategy

 

ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2020 บริษัท MicroStrategy เริ่มทยอยซื้อและถือครอง Bitcoin เพื่อรักษามูลค่าสินทรัพย์ของตน เนื่องจากรายได้ธุรกิจซอฟต์แวร์ลดลง

 

นักวิเคราะห์ระบุกับ Reuters ว่า การตัดสินใจเข้าซื้อ Bitcoin ของ MicroStrategy เพื่อปกป้องมูลค่าสินทรัพย์สำรองบริษัท ส่งผลให้ความน่าสนใจในหุ้นของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นตามความเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin

 

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จาก Bernstein คาดว่า หลังจากที่ MicroStrategy ถูกบรรจุรวมในดัชนี Nasdaq-100 แล้ว ตลาดจะเริ่มจับตาเป้าหมายต่อไป นั่นคือการเข้าไปอยู่ในดัชนี S&P 500 ในปี 2025

 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่เห็นต่างกลับมองว่าราคาหุ้นของ MicroStrategy พึ่งพาการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin มากเกินไป แทนที่จะเป็นธุรกิจหลักของบริษัท นั่นคือการให้บริการคลาวด์และซอฟต์แวร์ และแม้ว่าการเข้าไปอยู่ในดัชนี Nasdaq-100 อาจเป็นข่าวเชิงบวกในระยะสั้น แต่ระยะยาว Insider Monkey เว็บไซต์ข่าวการเงินวิเคราะห์ว่า ธุรกิจหลักที่ไม่แข็งแรงพออาจนำมาสู่ความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนและขาลงของหุ้นในระยะยาวได้

 

อ้างอิง:

 

The post MicroStrategy หรือหุ้น MSTR เตรียมเข้าสู่ดัชนี Nasdaq-100 หลัง Bitcoin ดันราคาพุ่งเกือบ 6 เด้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ถือหุ้น Microsoft ส่วนใหญ่ปฏิเสธคำเชิญจาก Michael Saylor ที่ให้บริษัทหันมาเก็บ Bitcoin เข้าคลัง https://thestandard.co/microsoft-reject-michael-saylor-invitation/ Wed, 11 Dec 2024 04:26:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1018208 Microsoft Michael Saylor

Michael Saylor ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท MicroStrategy หรือบ […]

The post ผู้ถือหุ้น Microsoft ส่วนใหญ่ปฏิเสธคำเชิญจาก Michael Saylor ที่ให้บริษัทหันมาเก็บ Bitcoin เข้าคลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Microsoft Michael Saylor

Michael Saylor ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท MicroStrategy หรือบุคคลที่เป็นที่รู้จักในฐานะผู้สนับสนุน Bitcoin คนหลักของวงการ มีการเชื้อเชิญ Microsoft ให้เปลี่ยนเงินสดบางส่วนที่บริษัทบิ๊กเทครายนี้ถือครองให้กลายเป็น Bitcoin แทน

 

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ Saylor เสนอแนวคิดดังกล่าวในงานสัมมนาประจำปีของผู้ถือหุ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (10 ธันวาคม) แนวคิดของเขากลับถูกปฏิเสธโดยผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่

 

 

 

เครดิต: Michael Saylor

 

ระหว่างการนำเสนอ Saylor แสดงแผนภูมิที่ชี้ว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่อปีที่ 62% ระหว่างเดือนสิงหาคม 2020 – พฤศจิกายน 2024 เมื่อเปรียบเทียบกับ 18% ของ Microsoft และ 14% ของ S&P 500 ในขณะที่พันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ขาดทุนไป 5% 

 

“Microsoft ไม่ควรที่จะพลาดคลื่นลูกต่อไปของเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ที่ว่านี้ก็คือ Bitcoin” Saylor กล่าวในวิดีโอ

 

นอกจากนี้ Saylor ยังให้ข้อมูลเสริมว่า Microsoft สามารถที่จะเปลี่ยนกระแสเงินสด เงินปันผล เงินสำหรับซื้อหุ้นคืน และหนี้สินของบริษัทให้กลายเป็น Bitcoin ได้ ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้น Microsoft ก็จะสามารถเพิ่มราคาหุ้นของตนได้อีกหลายร้อยดอลลาร์สหรัฐ

 

CNBC รายงานว่า Microsoft เคยระบุในการยื่นหนังสือมอบฉันทะ (Proxy Filing) เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า ทีมการลงทุนของบริษัทเคยประเมินความเป็นไปได้ในการใช้สินทรัพย์อย่างเช่น Bitcoin หรือคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ สำหรับการเป็นเงินทุนสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงการใช้สำหรับป้องกันความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจ

 

แต่ล่าสุดผู้ถือหุ้นของ Microsoft ส่วนใหญ่กลับไม่เห็นด้วย แม้ว่า Amy Hood หัวหน้าฝ่ายการเงินประจำบริษัทจะกล่าวในการประชุมเมื่อวันอังคารว่า “เรายังคงจับตาและพิจารณาพัฒนาการของอุตสาหกรรมคริปโตต่อไป” ก็ตาม

 

หากกลับมามองในมุมของผลประกอบการหุ้นโดยรวม หุ้นของ Microsoft ปรับตัวขึ้นราว 19% ในปีนี้ ตามหลัง MicroStrategy มีราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นแล้วกว่า 500% ในปีนี้จากกลยุทธ์ Bitcoin ของ Saylor ที่ผูกราคาหุ้นของ MicroStrategy ไว้กับทิศทางราคาของ Bitcoin แล้ว

 

ข้อมูลจาก Bitbo เผยว่า ณ วันที่ 9 ธันวาคม MicroStrategy ถือครองแล้วกว่า 423,650 Bitcoin ด้วยต้นทุนประมาณ 58,219 ดอลลาร์สหรัฐ

 

ส่วนในฝั่งของ Saylor มูลค่าความมั่งคั่งรวมของเขาจากข้อมูลของ Forbes ก็เผยให้เห็นว่าเจ้าตัวขยับขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีพันล้านอันดับที่ 287 ด้วยทรัพย์สินมูลค่า 9.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

อ้างอิง:

The post ผู้ถือหุ้น Microsoft ส่วนใหญ่ปฏิเสธคำเชิญจาก Michael Saylor ที่ให้บริษัทหันมาเก็บ Bitcoin เข้าคลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
KTAM เปิดขายกองทุน Bitcoin เน้นลงทุนผ่าน Bitcoin ETF ต่างประเทศ https://thestandard.co/ktam-bitcoin-etf/ Mon, 02 Dec 2024 05:27:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1015045 KTAM กองทุน Bitcoin

KTAM รุกตลาด Bitcoin มองโอกาสเติบโตระยะยาว เปิดขาย KT-B […]

The post KTAM เปิดขายกองทุน Bitcoin เน้นลงทุนผ่าน Bitcoin ETF ต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
KTAM กองทุน Bitcoin

KTAM รุกตลาด Bitcoin มองโอกาสเติบโตระยะยาว เปิดขาย KT-BTCETFFOF-UI วันที่ 2-11 ธันวาคมนี้

 

ชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM เปิดเผยว่า กระแสเงินลงทุนไหลเข้ากองทุน Spot Bitcoin ETFs มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนราคา Bitcoin ในระยะยาว

 

ความต้องการลงทุนใน Bitcoin ที่เพิ่มขึ้นทำให้ KTAM เปิดขายกองทุนเปิดเคแทม Bitcoin ETF Fund of Funds ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (KT-BTCETFFOF-UI) โดยจะเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 2-11 ธันวาคม 2567 ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 10,000 บาท

 

ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าวเป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อน และมีความเสี่ยงระดับ 8+

 

“จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ปรับลดดอกเบี้ยเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และคาดว่าจะปรับลดลงอีก 0.25% ในเดือนธันวาคมนี้ ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเรื่องของเงินเฟ้อได้ รวมถึงแนวโน้มของนโยบายภายใต้รัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการผลักดันให้สหรัฐฯ กลายเป็นศูนย์กลางคริปโตเคอร์เรนซีระดับโลก หรือแผนการจัดตั้งคลังสำรอง Bitcoin แห่งชาติ สิ่งเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้” ชวินดากล่าว

 

สำหรับกองทุน KT-BTCETFFOF-UI เน้นลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ เช่น หน่วย CIS และ/หรือกองทุนรวม ETF และ/หรือหลักทรัพย์ประเภท ETP (Exchange Traded Products) ซึ่งเป็นกองทุนปลายทาง ตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV

 

กองทุนจะลงทุนในกองทุนปลายทางทั่วโลกที่มีนโยบายการลงทุนและ/หรือสร้างผลตอบแทนในสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ในสกุลเงินดิจิทัล Bitcoin ซึ่งกองทุนสามารถลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลในสกุลเงินดิจิทัล Bitcoin สูงสุดได้ไม่เกิน 100% ของ NAV ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนในกองทุนใดกองทุนหนึ่งโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 79% ของ NAV

 

เบื้องต้นคาดว่ากองทุนจะลงทุนมากกว่า 20% ในกองทุน iShares Bitcoin Trust ETF (IBIT) และกองทุน Fidelity Wise Origin Bitcoin Fund (FBTC) อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการลงทุนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

 

ภาพ: Bigboss101 / Shutterstock

The post KTAM เปิดขายกองทุน Bitcoin เน้นลงทุนผ่าน Bitcoin ETF ต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธาน SEC ประกาศลาออกจากตำแหน่งในวันเดียวกับที่ทรัมป์ขึ้นนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี https://thestandard.co/sec-chair-resigns-on-trump-inauguration/ Fri, 22 Nov 2024 08:51:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1011642

BBC รายงานการประกาศลาออกของ แกรี เจนส์เลอร์ หัวหน้าหน่ว […]

The post ประธาน SEC ประกาศลาออกจากตำแหน่งในวันเดียวกับที่ทรัมป์ขึ้นนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>

BBC รายงานการประกาศลาออกของ แกรี เจนส์เลอร์ หัวหน้าหน่วยงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ของสหรัฐอเมริกา ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 20 มกราคมปีหน้า วันเดียวกันกับการขึ้นนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์

 

 

“ผมขอขอบคุณประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่เชื่อใจและมอบหมายความรับผิดชอบใหญ่หลวงนี้ให้กับผม ทางหน่วยงาน SEC ทำหน้าที่และบังคับใช้กฎหมายโดยไม่หวั่นเกรงและไม่มีความลำเอียง” เจนส์เลอร์กล่าวเพิ่มเติมผ่านการโพสต์บนแพลตฟอร์ม X

 

เจนส์เลอร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธาน SEC ในปี 2021 โดยวาระการดำรงตำแหน่งตามเดิมควรจะสิ้นสุดในปี 2026 แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้นำหน่วยงานรัฐใดๆ จะเลือกลาออกเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงคณะทำงานของรัฐบาล

 

ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยพูดอย่างเปิดเผยว่า เขามีแผนจะปลดเจนส์เลอร์ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานเป็นประธานาธิบดี สืบเนื่องจากที่เจนส์เลอร์ดำเนินการทางกฎหมายกับบริษัทคริปโตเคอร์เรนซีหลายแห่ง ซึ่งสร้างความขัดแย้งในบางส่วนของอุตสาหกรรม

 

ทรัมป์และเจนส์เลอร์มีมุมมองที่ต่างกันในเรื่องสกุลเงินดิจิทัล ทำให้เกิดความขัดแย้งทางแนวคิดระหว่างทั้งสองฝ่าย

 

นักลงทุนเชื่อว่าภายใต้การนำของทรัมป์ การบังคับใช้กฎระเบียบที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคริปโตจะผ่อนปรนมากกว่าภายใต้การบริหารของพรรครีพับลิกัน

 

ในการประชุม Bitcoin เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า เขาจะทำให้สหรัฐฯ เป็น “เมืองหลวงแห่งคริปโตของโลก”

 

ในทางกลับกัน เจนส์เลอร์เคยกล่าวกับ BBC ในเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า อุตสาหกรรมคริปโต “เต็มไปด้วยการฉ้อโกงและนักต้มตุ๋น” โดยภายใต้การบริหารของคณะทำงานไบเดน หน่วยงาน SEC ได้เพิ่มระดับความเข้มงวดเพื่อเข้าปราบปรามอุตสาหกรรมคริปโต ทำให้ในปีที่ผ่านมามีการบังคับใช้กฎหมายถึง 46 ครั้ง ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุด

 

คดีเหล่านี้นำไปสู่การลงโทษจำคุกผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก 2 ราย ได้แก่ แซม แบงก์แมน-ฟรีด ของ FTX และ ฉางเผิง จ้าว ของ Binance

 

นอกจากนี้ Bloomberg ยังมีรายงานออกมาเพิ่มเติมว่า ทรัมป์กำลังพิจารณาแต่งตั้งที่ปรึกษาประธานาธิบดีที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมคริปโตเพียงอย่างเดียว โดยถ้าเกิดขึ้นจริงนี่จะเป็นครั้งแรกของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการมีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านคริปโตโดยเฉพาะ

 

มูลค่าของเหรียญคริปโตต่างๆ เริ่มทยอยพุ่งขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง นำโดย Bitcoin ที่ทะยานทำสถิติสูงสุดที่ระดับ 99,000 ดอลลาร์สหรัฐ

 

อ้างอิง:

The post ประธาน SEC ประกาศลาออกจากตำแหน่งในวันเดียวกับที่ทรัมป์ขึ้นนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถกวิสัยทัศน์ ‘เงินเฟ้อ’ ผู้ร้ายทำลายความมั่งคั่งหรือสิ่งจำเป็นที่ต้องมีเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โต? https://thestandard.co/inflation-wealth-economic/ Wed, 20 Nov 2024 12:44:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1010917

“เงินเฟ้อเร่งให้เกิดการบริโภคที่เกินจำเป็น จนดันให้ราคา […]

The post ถกวิสัยทัศน์ ‘เงินเฟ้อ’ ผู้ร้ายทำลายความมั่งคั่งหรือสิ่งจำเป็นที่ต้องมีเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โต? appeared first on THE STANDARD.

]]>

“เงินเฟ้อเร่งให้เกิดการบริโภคที่เกินจำเป็น จนดันให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น”

 

“เงินเฟ้อช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ทำให้ธุรกิจไปต่อได้ ถ้าเงินไม่เฟ้อ ภาคธุรกิจก็จะเจอปัญหาในการสร้างกำไร และทำให้การจ้างงานลดลง”

 

นี่คือ 2 แนวคิดที่ต่างกันบนหนึ่งเวทีที่น่าสนใจในงาน ‘Thailand Blockchain Week 2024’ ที่เป็นการสนทนากันระหว่าง พิริยะ สัมพันธารักษ์ ผู้ก่อตั้ง Right Shift และกรรมการผู้จัดการ CDC ChalokeDotCom กับ ซีเค เจิง (CK Cheong) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แพลตฟอร์มรวมฟรีแลนซ์ Fastwork ในหัวข้อ ‘เป็นไปได้หรือที่คนจะรวยในระบบเงินเฟ้อ’

 

ในช่วงแรกซีเคอธิบายถึงความจำเป็นของเงินเฟ้อว่าปัจจุบันประเทศผู้นำอย่างสหรัฐฯ มี ‘ค่าใช้จ่าย’ มากกว่า ‘รายได้’ จึงต้องทำให้เกิดเงินเฟ้อที่มาจากหนี้เพื่อโปะค่าใช้จ่ายส่วนเกิน และเมื่อประเทศมหาอำนาจทำเช่นนี้ ประเทศอื่นๆ ก็จำเป็นต้องทำตาม เพราะถ้าไม่เป็นหนี้ ประเทศนั้นก็จะไม่สามารถแข่งขันได้

 

“วันนี้รัฐบาลมีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ ถึงอย่างไรก็มีเงินเฟ้อ เพราะไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่จะบอกว่าจะลดค่าใช้จ่าย คนคงไม่เลือกนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลที่จะเข้ามาแล้วจะบอกว่าจะขึ้นภาษี เพราะฉะนั้นเงินเฟ้อคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” ซีเคกล่าว

 

อีกหนึ่งเหตุผลที่ซีเคมองว่าต้องมีเงินเฟ้อเพราะต้นทุนการเงินจะต่ำลง ทำให้ธุรกิจสามารถกู้เงินมาสร้างสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กและกลาง (SMEs) เกิดขึ้นได้เพราะมีเงินเฟ้อ นวัตกรรม อย่างเช่น สมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตก็เช่นเดียวกัน

 

แต่ซีเคก็ย้ำว่า เงินเฟ้อที่เยอะเกินไปอย่างในสถานการณ์ปัจจุบันก็ไม่เป็นผลดีกับการใช้ชีวิตของผู้คน

 

ในฝั่งของพิริยะก็เห็นด้วยกับซีเคว่า ปัจจุบันเงินเฟ้อคือสิ่งที่เลี่ยงได้ยาก และเงินเฟ้อที่มากเกินไปเป็นปัจจัยที่ทำให้ประชาชนรักษาความมั่งคั่งและสร้างตัวได้ยาก แต่จุดหนึ่งที่มีความเห็นต่างออกไปคือ การเกิดขึ้นของ ‘นวัตกรรม’ ไม่จำเป็นเสมอไปว่าจะต้องอาศัยเงินเฟ้อเป็นตัวช่วย เพราะนวัตกรรมสามารถเกิดขึ้นภายใต้ระบบการเงินมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) เช่นกัน ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์ ระบบท่อประปา ระบบทำความร้อน และอื่นๆ อีกหลายอย่าง

 

“อย่าลืมว่าก่อนปี 1971 ที่ระบบการเงินอยู่ภายใต้มาตรฐานทองคำ ธุรกิจขนาดเล็กก็เกิดขึ้นเหมือนกัน การกู้เงินก็ทำได้เช่นกัน เพราะมนุษย์อยากจะสร้างนวัตกรรมใหม่ตลอดเวลา” พิริยะกล่าว

 

นอกจากนี้อีกหนึ่งประเด็นที่พิริยะมองว่าเป็นหนึ่งปัญหาสำคัญเชิงระบบของการเงินในปัจจุบันคือ การเอื้อให้เกิดธุรกิจที่ใหญ่เกินล้ม (Too Big to Fail) หรือธุรกิจที่แบกรับความเสี่ยงเกินตัวอย่างไม่มีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2008

 

วิกฤตครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะธนาคารปล่อยกู้สินเชื่อเกินตัวโดยไม่ประเมินให้ถี่ถ้วนถึงศักยภาพในการชำระหนี้ของผู้กู้ ทั้งที่รู้ว่ามีความเสี่ยงสูง แต่ก็ตัดสินใจทำอยู่ดี เนื่องจากธุรกิจกลุ่มนั้นมีกลไกที่ทำให้ตัวเองใหญ่เกินล้ม จนภาครัฐไม่มีทางเลือกนอกจากผลิตเงินเพิ่มเพื่อมาพยุงไม่ให้วิกฤตลุกลาม แต่สุดท้ายผลกระทบของเงินที่ผลิตออกมาทำให้มูลค่าเงินออมของประชาชนถูกลดค่า จนบางคนต้องขายสินทรัพย์เพื่อประคองตัวเอง ในขณะที่ต้นตอวิกฤตกลับไม่ต้องรับโทษ 

 

แน่นอนว่าการเสื่อมค่าของเงินคงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ซีเคชวนมองในมุมของคณะรัฐบาลที่บริหารประเทศในเวลานั้น การอัดฉีดเงิน ณ วิกฤตปี 2008 ก็อาจเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ เพื่อรักษาไม่ให้ทั้งเศรษฐกิจและชื่อเสียงของตนพังเสียหายในยุคสมัยที่ตัวเองบริหารประเทศ

 

ในช่วงท้าย แม้ว่าทั้งสองท่านจะมีความเห็นต่างกันบ้างในบางมุม แต่จุดที่พวกเขาเห็นตรงกันก็คือ ตอนนี้โลกมีสิ่งที่เรียกว่า Bitcoin ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่คนบนโลกมีทางเลือกในการเก็บความมั่งคั่งในสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัดและมีนโยบายการเงินมั่นคงและโปร่งใส

 

“อย่าซื้อ Bitcoin เพราะราคา ต้องซื้อเพราะมูลค่า ต้องเข้าใจว่าทำไมมันสำคัญและเข้าใจว่ามันถูกสร้างมาเพื่อจุดประสงค์อะไร ผมเชื่อว่า Bitcoin คือทองและเครื่องมือรักษาความมั่งคั่งของอนาคต” ซีเคกล่าวทิ้งท้าย

 

The post ถกวิสัยทัศน์ ‘เงินเฟ้อ’ ผู้ร้ายทำลายความมั่งคั่งหรือสิ่งจำเป็นที่ต้องมีเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โต? appeared first on THE STANDARD.

]]>
MicroStrategy ถือ Bitcoin มูลค่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ จนกลายเป็นหุ้นสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดนับแต่ปี 2020 https://thestandard.co/microstrategy-bitcoin-26000-million-return-2020/ Sun, 17 Nov 2024 09:50:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1009817 microstrategy

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 Michael Saylor ผู้ร่วมก่อตั้ง แล […]

The post MicroStrategy ถือ Bitcoin มูลค่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ จนกลายเป็นหุ้นสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดนับแต่ปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
microstrategy

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 Michael Saylor ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานกรรมการของ MicroStrategy ตัดสินใจเริ่มลงทุนใน Bitcoin ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนขึ้นต่อเนื่อง จนปัจจุบันมูลค่าการถือครอง Bitcoin ของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9 แสนล้านบาท

 

มูลค่าของ Bitcoin ในระดับนี้ทำให้ MicroStrategy กลายเป็นบริษัทที่มีเงินสดและสินทรัพย์ทางการเงินคิดเป็นมูลค่ามากกว่าบริษัทชั้นนำอย่าง IBM, Nike และ Johnson & Johnson จากข้อมูลของ Bloomberg โดยมีบริษัทชั้นนำเพียง 10 กว่าแห่ง เช่น Apple และ Alphabet ที่มีสินทรัพย์ในคลังมากกว่า

 

ราคาหุ้นของ MicroStrategy เพิ่มขึ้นกว่า 2,500% หรือกว่า 250 เท่า ตั้งแต่กลางปี 2020 ซึ่งมากกว่าการปรับตัวขึ้นของ Bitcoin ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 700% ในช่วงเวลาเดียวกัน และทำให้บริษัทกลายเป็นหุ้นสหรัฐอเมริกาที่มีผลตอบแทนสูงสุดท่ามกลางราคา Bitcoin ที่กำลังพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 93,500 ดอลลาร์

 

อย่างไรก็ตาม Dave Zion ผู้ก่อตั้ง Zion Research Group กล่าวว่า “งบดุลของบริษัทขึ้นอยู่กับราคาของ Bitcoin เป็นหลัก” โดย MicroStrategy ไม่มีอำนาจควบคุมราคา Bitcoin และกลยุทธ์นี้ขึ้นอยู่กับความผันผวนของตลาดที่อาจสูงขึ้นหรือลดลง

 

ในขณะที่บริษัทส่วนใหญ่ใช้สินทรัพย์ทางการเงินเพื่อสนับสนุนธุรกิจหรือคืนผลตอบแทน เช่น การจ่ายเงินปันผลหรือซื้อหุ้นคืน แต่ Saylor โต้แย้งว่ากลยุทธ์ ‘ซื้อและถือ’ ของเขาจะสร้างผลประโยชน์ให้ผู้ถือหุ้นโดยตรง

 

Saylor ยังคงเพิ่มการลงทุน โดยตั้งเป้าระดมทุน 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 3 ปีข้างหน้า รวมถึงการสะสม Bitcoin ที่ใช้ต้นทุนรวมประมาณ 1.19 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าปัจจุบันเกินครึ่ง

 

อ้างอิง:

The post MicroStrategy ถือ Bitcoin มูลค่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ จนกลายเป็นหุ้นสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดนับแต่ปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิทคอยน์ทะลุ 9 หมื่นดอลลาร์ รับกระแสข่าวทรัมป์หนุนคริปโต ขณะที่นักลงทุนมองบวกสุดโต่ง คาดราคาวิ่งแตะ 1 แสนดอลลาร์สิ้นปีนี้ https://thestandard.co/bitcoin-exceeds-90000/ Wed, 13 Nov 2024 09:48:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1008215 บิทคอยน์

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) ในช่วงระหว่างการซื้อขาย ราคาบิทคอ […]

The post บิทคอยน์ทะลุ 9 หมื่นดอลลาร์ รับกระแสข่าวทรัมป์หนุนคริปโต ขณะที่นักลงทุนมองบวกสุดโต่ง คาดราคาวิ่งแตะ 1 แสนดอลลาร์สิ้นปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิทคอยน์

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) ในช่วงระหว่างการซื้อขาย ราคาบิทคอยน์พุ่งขึ้น 2% มาอยู่ที่ระดับ 89,338.20 ดอลลาร์ ตามข้อมูลของ Coin Metrics และไต่ระดับขึ้นสู่ 90,036.17 ดอลลาร์ในช่วงสั้นๆ หลังจากที่ทะลุระดับ 80,000 ดอลลาร์อย่างรวดเร็วในช่วง 2 วันก่อนหน้า นักลงทุนหลายคนคาดว่าราคาจะยังคงทำสถิติใหม่ต่อไปจนกว่าจะแตะระดับ 100,000 ดอลลาร์ในช่วงปลายปีนี้

 

ปัจจุบันราคาบิทคอยน์พุ่งขึ้นมากกว่า 33% นับตั้งแต่วันเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม โดย Ether ลดลง 1% ในวันอังคาร (12 พฤศจิกายน) หลังจากเพิ่มขึ้น 28% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ไมค์ โคลอนเนส นักวิเคราะห์จาก H.C. Wainwright กล่าวว่า ปัจจุบันบิทคอยน์กำลังอยู่ในโหมดค้นหาราคาฐาน หลังจากทะลุระดับสูงสุดตลอดกาลเมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักของการปรับขึ้นรอบนี้มาจากการประกาศชัยชนะอย่างเป็นทางการของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสร้าง Sentiment เชิงบวกที่แข็งแกร่งให้กับนักลงทุน และน่าจะคงอยู่ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2024 และคาดว่าราคาบิทคอยน์อาจแตะระดับหกหลักได้ภายในสิ้นปีนี้

 

นักลงทุนด้านคริปโตต่างก็แสดงความยินดีกับคำสัญญาของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะสร้างกฎระเบียบให้เอื้ออำนวยและเป็นมิตรกับธุรกิจคริปโตมากขึ้น หลังจากอยู่กับกฎเกณฑ์ที่ขาดความชัดเจนมานาน

 

แม้ว่าบิทคอยน์จะถือเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยในสหรัฐฯ มาเป็นเวลานานแล้ว หรือก็คือไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ แต่คริปโตและสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับคริปโตจำนวนมากกลับดำเนินการในพื้นที่สีเทาที่มีความเสี่ยงมากกว่า

 

แมตต์ ฮูกัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Bitwise Asset Management กล่าวกับ CNBC ว่า “สภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนไป 180 องศา โดยตอนนี้เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีกฎระเบียบเชิงบวก เรามีแรงหนุนจากเรื่องนี้ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ตลาดไปต่อ”

 

ในตลาดคริปโต เหรียญที่พุ่งสูงขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มหักหัวในวันอังคาร รวมถึงเหรียญมีมอย่าง Shiba Inu ซึ่งลดลง 4% หลังจากที่พุ่งสูงขึ้น 57% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม Dogecoin เป็นสกุลเงินที่แตกต่างออกไป โดย Dogecoin เพิ่มขึ้นมากกว่า 125% ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน ซึ่งอาจเป็นเพราะความเชื่อมโยงกับ อีลอน มัสก์ ที่ช่วยให้ทรัมป์ได้รับเลือกตั้ง โดยครั้งล่าสุดที่ราคาพุ่งสูงขึ้นคือ 17%

 

สำหรับหุ้นที่เกี่ยวโยงกับคริปโตก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ โดย MicroStrategy ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% Coinbase ลดลง 1.5% หลังจากที่พุ่งขึ้น 19% เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา จนราคาหุ้นซื้อขายเหนือระดับ 300 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021 

 

อ้างอิง: 

The post บิทคอยน์ทะลุ 9 หมื่นดอลลาร์ รับกระแสข่าวทรัมป์หนุนคริปโต ขณะที่นักลงทุนมองบวกสุดโต่ง คาดราคาวิ่งแตะ 1 แสนดอลลาร์สิ้นปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องผลตอบแทนของ Top 10 คริปโตใหญ่สุดของโลก ในขณะที่ Bitcoin ทำนิวไฮ https://thestandard.co/top-10-coinmarketcap-cryptocurrency/ Tue, 12 Nov 2024 14:32:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1007922 Top 10 คริปโต

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘2024’ ถือได้ว่าเป็นปีที่มีความไม่แ […]

The post ส่องผลตอบแทนของ Top 10 คริปโตใหญ่สุดของโลก ในขณะที่ Bitcoin ทำนิวไฮ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Top 10 คริปโต

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘2024’ ถือได้ว่าเป็นปีที่มีความไม่แน่นอนทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์มากที่สุดปีหนึ่ง แต่ 2024 ก็นับได้ว่าเป็นปีที่ดีที่สุดปีหนึ่งของคริปโตเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นปีที่ Bitcoin กลับมา Halving อีกครั้งหนึ่ง และแม้ในระหว่างปีจะมีการปรับฐานลงไปบ้าง แต่ในท้ายที่สุดก็สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลที่กว่า 89,000 ดอลลาร์ ไปในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

 

ซึ่งไม่ได้มีเพียงแต่เหรียญ Bitcoin เท่านั้นที่สามารถทำผลตอบแทนได้เป็นอย่างดีในปีนี้ แต่เหรียญคริปโตอื่นๆ ในตลาดก็ได้รับผลเชิงบวกไปด้วยเช่นกัน

ในบทความนี้ทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปดูผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี (YTD) ของ 10 เหรียญคริปโตที่มีมูลค่าตามตลาด (Market Capitalization) มากที่สุดในโลกว่าเป็นอย่างไร

 

Top 10 คริปโต

 

The post ส่องผลตอบแทนของ Top 10 คริปโตใหญ่สุดของโลก ในขณะที่ Bitcoin ทำนิวไฮ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin ทำสถิติใหม่! พุ่งทะลุ 89,000 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 32% นับตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อ 5 พ.ย. https://thestandard.co/bitcoin-89000-usd-32-percents/ Tue, 12 Nov 2024 06:41:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1007706 Bitcoin

ราคาบิทคอยน์พุ่งขึ้นแตะ 89,599 ดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดใหม […]

The post Bitcoin ทำสถิติใหม่! พุ่งทะลุ 89,000 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 32% นับตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อ 5 พ.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin

ราคาบิทคอยน์พุ่งขึ้นแตะ 89,599 ดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง คิดเป็นการปรับตัวขึ้นประมาณ 32% นับตั้งแต่การเลือกตั้งของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 ให้คำมั่นว่าจะออกกฎระเบียบที่เป็นมิตรกับคริปโต รวมถึงการจัดตั้งคลังบิทคอยน์สำรองของสหรัฐฯ และการสนับสนุนการขุดคริปโตภายในประเทศ 

 

นโยบายนี้แตกต่างอย่างมากจากการกวาดล้างอุตสาหกรรมคริปโตที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องขัดแย้งในช่วงการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่ผ่านมา นโยบายดังกล่าวกระตุ้นการเก็งกำไรเหรียญคริปโตต่างๆ ช่วยให้มูลค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก CoinGecko

 

คริส เวสตัน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Pepperstone Group กล่าวว่า คำถามสำหรับนักลงทุนที่ยังไม่ได้ซื้อบิทคอยน์คือ ยังมีช่องว่างในการไล่ตามการลงทุนที่ร้อนแรงนี้หรือไม่ หรือควรรอให้ราคาย่อตัวเล็กน้อย 

 

ในตลาดออปชัน นักลงทุนกำลังวางเดิมพันว่าราคาบิทคอยน์จะทะลุ 100,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ ตามข้อมูลจาก Deribit Exchange ขณะเดียวกันบริษัท MicroStrategy Inc. ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่ถือบิทคอยน์รายใหญ่ที่สุด ซื้อบิทคอยน์จำนวน 27,200 BTC มูลค่าราว 2 พันล้านดอลลาร์ ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคมถึง 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา 

 

ทั้งนี้ ราคาบิทคอยน์เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในปี 2024 อันเป็นผลจากความต้องการกองทุน ETF ของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นและการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของบิทคอยน์นี้แซงหน้าผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นโลกและทองคำ

 

ด้าน Changpeng Zhao หรือ CZ ผู้ร่วมก่อตั้ง Binance และอดีตซีอีโอของ Binance กล่าวผ่านงาน Binance Blockchain Week Dubai 2024 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า เขาไม่สามารถทำนายอนาคตได้ แต่ทำได้เพียงวิเคราะห์จากข้อมูลในอดีต ซึ่งที่ผ่านมาวัฏจักรของบิทคอยน์ค่อนข้างเป็นรูปแบบที่ชัดเจนคือ ปี 2012 เป็นปีแห่งการฟื้นตัว, ปี 2013 เป็นตลาดกระทิง ต่อมาที่ปี 2016 เป็นปีแห่งการฟื้นตัว และปี 2017 เป็นตลาดกระทิง เช่นเดียวกับปี 2020 และ 2021 ที่เป็นปีแห่งการฟื้นตัวต่อด้วยตลาดกระทิง 

 

สำหรับปี 2024 เป็นปีแห่งการฟื้นตัวเช่นกัน ส่วนปีหน้า “ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่โดยรวมแล้วผมยังมองบวกในระยะยาว ผู้คนจะใช้คริปโตมากขึ้น แต่ก็ยังมีอะไรอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องช่วยกันสร้าง ส่วนระยะสั้นเป็นอะไรที่ยากจะคาดเดา” CZ กล่าว

 

อ้างอิง:

The post Bitcoin ทำสถิติใหม่! พุ่งทะลุ 89,000 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 32% นับตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อ 5 พ.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB 10X ส่ง Rubie Wallet นำ Stablecoin เข้าทดสอบบน Regulatory Sandbox ของ ธปท. และ ก.ล.ต. ช่วงวันที่ 5-25 พ.ย. นี้ https://thestandard.co/scb-rubie-wallet-stablecoin-sandbox/ Mon, 11 Nov 2024 08:49:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1006827 SCB 10X Rubie Wallet

เอสซีบี เท็นเอกซ์ (SCB 10X) บริษัท Venture Capital ที่ม […]

The post SCB 10X ส่ง Rubie Wallet นำ Stablecoin เข้าทดสอบบน Regulatory Sandbox ของ ธปท. และ ก.ล.ต. ช่วงวันที่ 5-25 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB 10X Rubie Wallet

เอสซีบี เท็นเอกซ์ (SCB 10X) บริษัท Venture Capital ที่มุ่งเน้นการลงทุนในสตาร์ทอัพด้าน Disruptive Technology ทั่วโลก และเป็นผู้วิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวกับ Disruptive Technology ของกลุ่มเอสซีบี เอกซ์ (SCBX Group) ล่าสุด ประกาศความร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB), บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) เปิดตัว Rubie Wallet เข้าร่วมทดสอบภายใต้กรอบ Enhanced Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย และโครงการ Digital Asset Regulatory Sandbox ของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยร่วมกับบริษัทชั้นนำ เช่น Fireblocks, Elliptic, Circle และ Base เพื่อนำเสนอโซลูชันด้านการชำระเงินที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

 

Rubie Wallet คือแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อชาวต่างชาติที่เดินทางมาเข้าร่วมงานสัมมนา Devcon 2024 ณ กรุงเทพฯ โดยเปิดให้ทดสอบระหว่างวันที่ 5-25 พฤศจิกายน 2567 ด้วยการใช้ Stablecoin ในการแปลงสกุลเงินดิจิทัลที่ผูกกับเงินดอลลาร์สหรัฐ (Regulated US-Dollar Pegged Stablecoin) เป็นสกุลเงินบาทดิจิทัล (Thai Baht Stablecoin: THBX) ได้แบบเรียลไทม์เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการด้วยทางเลือกใหม่ที่รวดเร็วและคุ้มค่ากว่าการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแบบดั้งเดิม เฉพาะร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทดสอบ 

 

Rubie Wallet คือ โชว์เคสนวัตกรรมใหม่ด้านการเงิน โดยมีการนำนวัตกรรม Purpose Bound Money (PBM) หรือ ‘การกำหนดวัตถุประสงค์ในการใช้เงิน’ ที่ช่วยให้กระบวนการชำระเงินเป็นเรื่องง่ายและจำกัดขอบเขตการใช้งานได้ โดย PBM จะสามารถตั้งเงื่อนไขอัตโนมัติเพื่อกำหนดการใช้จ่ายได้ในเขตพื้นที่และร้านค้าที่กำหนดเท่านั้น ซึ่งในระหว่างการทดสอบนี้จะยังไม่สามารถใช้งานเป็นการทั่วไปได้

 

กลุ่ม SCBX เล็งเห็นประโยชน์จากการทดสอบนวัตกรรมทางการเงินในครั้งนี้ หากประสบความสำเร็จจะทำให้เกิดบริการทางการเงินใหม่ที่ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในการใช้จ่ายเงินในประเทศไทยได้ เช่น ความไม่สะดวกจากการพกพาเงินสด, การลดขั้นตอนในการติดต่อธนาคารหรือบูธแลกเงินเพื่อแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ รวมทั้งการประหยัดค่าธรรมเนียมหรืออัตราแลกเปลี่ยนที่สูงจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต

 

Rubie Wallet จะทำการทดสอบไปจนถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 โดยผู้เข้าร่วมทดสอบในครั้งแรกนี้จะจำกัดเฉพาะชาวต่างชาติที่เดินทางมาร่วมงานสัมมนา Devcon 2024 ที่จัดขึ้นโดย Ethereum Foundation และงาน Side Events ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น และจะยังไม่เปิดทดลองกับบุคคลที่มีสัญชาติไทย 

 

ผู้ใช้งานที่เข้าร่วมทดสอบจะต้องดำเนินการยืนยันตัวตน (KYC) เพื่อให้มั่นใจในการปฏิบัติตามข้อกำหนดของโครงการ โดยเมื่อผู้ใช้งานติดตั้งแอปพลิเคชันและผ่านกระบวนการ KYC เสร็จสมบูรณ์ ผู้ใช้งานสามารถใช้ Stablecoin ในการแปลงสกุลเงินดิจิทัลที่ผูกกับเงินดอลลาร์สหรัฐเป็น THBX และใช้ชำระเงินค่าสินค้าและบริการได้ที่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกว่า 100 แห่งในเขตพื้นที่ที่กำหนด

 

ทั้งนี้ ระบบ ‘สแกนเพื่อชำระเงิน’ (Scan to Pay) บนแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินดิจิทัล Rubie Wallet ของ SCB 10X ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) นำเสนอการชำระเงินผ่าน Closed-Loop QR Code ตามร้านค้าที่เข้าร่วมรายการและในเขตพื้นที่ที่กำหนด จะช่วยผลักดันการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลในประเทศไทย โดยแอปพลิเคชันนี้นับเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้นวัตกรรมการเงินที่กำหนดวัตถุประสงค์ในการใช้ (PBM) และ Stablecoin มาใช้ผ่าน Rubie Wallet ด้วยค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่ต่ำกว่าบน Base Chain และสะดวกกว่าการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแบบดั้งเดิม

 

โครงการนี้ได้รับการรักษาความปลอดภัยผ่านโครงสร้างพื้นฐาน Wallets-as-a-Service ของ Fireblocks และนำบริการของ Elliptic มาใช้เพื่อวิเคราะห์บล็อกเชนสำหรับตรวจสอบธุรกรรมเพื่อความโปร่งใสของธุรกรรมที่ใช้ Stablecoin อีกทั้งใช้บริการของ Base แปลงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นโซลูชัน Layer 2 ที่ทำงานบนบล็อกเชน ผสานความร่วมมือกับ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) เรือธงด้านการลงทุนภายใต้กลุ่มเอสซีบี เอกซ์ (SCBX Group) โดยการใช้ประโยชน์จาก Stablecoin ในการแปลงสกุลเงินดิจิทัลที่ผูกกับเงินดอลลาร์สหรัฐเป็น THBX 

 

มุขยา (ใต้) พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Venture and Investment Officer บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 10X) กล่าวว่า “SCB 10X เชื่อว่าการเข้าร่วมทดสอบระบบภายใต้กรอบการกำกับดูแล Regulatory Sandbox ของ ธปท. และ ก.ล.ต. จะเป็นก้าวสำคัญในการช่วยยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานและช่วยผลักดันการเข้าถึงบริการทางการเงินทั่วโลก รวมถึงส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินของไทย ทั้งนี้ เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้” 

 

ด้าน อีวอนน์ อึ้ง Regional Director, APAC ของ Elliptic เปิดเผยว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับผู้นำในอุตสาหกรรมอย่างกลุ่ม SCBX, Fireblocks, Circle และ Base ในการนำ Rubie Wallet แอปพลิเคชันกระเป๋าเงินดิจิทัลมาเข้าทดสอบในครั้งนี้ ด้วยการผสานการวิเคราะห์บล็อกเชนของ Elliptic ช่วยให้เราสามารถนำเสนอโซลูชันที่สร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความโปร่งใส ด้วยศักยภาพในการตรวจจับกิจกรรมที่ผิดกฎหมายของ Elliptic จะช่วยให้ผู้ใช้ของเราได้รับประสบการณ์ด้านมาตรฐานความปลอดภัย ความโปร่งใส และบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

 

“Fireblocks มุ่งมั่นที่จะนำเสนอโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินสินทรัพย์ดิจิทัลที่ปลอดภัยและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ ความร่วมมือของเรากับ SCB 10X บน Rubie Wallet แอปพลิเคชันกระเป๋าเงินดิจิทัลนับเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Wallets-as-a-Service ของเรา ช่วยให้มั่นใจว่าทุกธุรกรรมที่ใช้จ่ายผ่าน Rubie Walltet จะได้รับความปลอดภัย พร้อมขับเคลื่อนคลื่นลูกใหม่แห่งนวัตกรรมผ่านเงินที่ถูกตั้งโปรแกรมเพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ในการใช้จ่าย” ไมเคิล ชอลอฟ ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Fireblocks กล่าวทิ้งท้าย 

 

SCB 10X เดินหน้าสร้างเวทีใหม่สำหรับนวัตกรรมทางการเงินแห่งอนาคตในประเทศไทยและอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง โดย Rubie Wallet พร้อมที่จะเข้าร่วมทดสอบเพื่อสรรค์สร้างและผลักดันบริการทางการเงินใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมภาคการเงิน ภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย และประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้บริการ

The post SCB 10X ส่ง Rubie Wallet นำ Stablecoin เข้าทดสอบบน Regulatory Sandbox ของ ธปท. และ ก.ล.ต. ช่วงวันที่ 5-25 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรมคริปโตเฮ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ทวงคืนตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยท่าทีที่เป็นมิตรกับสินทรัพย์ดิจิทัล https://thestandard.co/trump-crypto-market-impact/ Thu, 07 Nov 2024 06:11:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1005744 โดนัลด์ ทรัมป์ คริปโต

ผู้สนับสนุนคริปโตเคอร์เรนซีต่างแสดงความยินดีหลัง โดนัลด […]

The post อุตสาหกรรมคริปโตเฮ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ทวงคืนตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยท่าทีที่เป็นมิตรกับสินทรัพย์ดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ คริปโต

ผู้สนับสนุนคริปโตเคอร์เรนซีต่างแสดงความยินดีหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (6 พฤศจิกายน) เนื่องจากเงินจำนวนมหาศาลที่พวกเขาลงทุนไปกำลังกลับมาให้ผลตอบแทนอีกครั้ง โดยมีผลมาจากการที่ทรัมป์มีท่าทีที่เป็นมิตรกับอุตสาหกรรม

 

ครั้งหนึ่งในอดีต ทรัมป์เคยเป็นผู้ไม่เชื่อในคริปโต แต่เมื่อไม่นานมานี้เขาเปลี่ยนมุมมองมาสนับสนุนอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น โดยให้คำมั่นว่าจะทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจด้าน Bitcoin ของโลก ซึ่งในช่วงหาเสียงเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมาเขายังให้คำมั่นว่าจะปลด แกรี เจนส์เลอร์ ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของสหรัฐฯ ออกจากตำแหน่ง และสร้างคลังเงินทุนสำรองของรัฐบาลด้วย Bitcoin รวมทั้งจะทำให้ Bitcoin ในอนาคตทั้งหมดถูกขุดบนแผ่นดินสหรัฐฯ

 

Bitcoin พุ่งสู่ระดับสูงสุดใหม่ตลอดกาล (All Time High) ในวันพุธ หลังจากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง รวมถึง Ethereum และ Uniswap ก็พุ่งขึ้นเช่นเดียวกัน

 

ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมคริปโตจากบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่ง เช่น บริษัท Coinbase Global หรือพี่น้องฝาแฝด Winklevoss และบริษัท Ripple Labs ทุ่มเงินมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนเพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าผู้สมัครที่สนับสนุนอุตสาหกรรมนี้จะได้รับตำแหน่งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร

 

ไทเลอร์ วิงเคิลวอสส์ ผู้ก่อตั้งร่วมเว็บเทรดคริปโต Gemini Trust Co. รวมถึง นายิบ บูเคเล ประธานาธิบดีแห่งเอลซัลวาดอร์ ไปจนถึง เบรน อาร์มสตรอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Coinbase แสดงความยินดีต่อผลการเลือกตั้งในครั้งนี้

 

ติโม เลเฮส ผู้ก่อตั้งร่วม Swarm Markets แสดงความเห็นว่า “ทรัมป์เป็นฝ่ายสนับสนุนอุตสาหกรรมคริปโตมากกว่าแฮร์ริส ซึ่งหากเราพิจารณาจาก 4 ปีที่ผ่านมาโดยคณะทำงานของไบเดน เราก็จะบอกได้ทุกอย่างว่าพรรคเดโมแครตปฏิบัติต่ออุตสาหกรรมคริปโตอย่างไร”

 

แน่นอนว่าตลาดคริปโตเคยประสบกับภัยจากการล่มสลายของเว็บเทรด FTX และเหตุการณ์อื่นๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใด นโยบายของทรัมป์ในครั้งนี้อาจยุติการกีดกันทางกฎระเบียบในอุตสาหกรรมนี้ได้

 

อนาโตลี แครชิโลฟ ซีอีโอของ Nickel Digital กล่าวว่า ราคา Bitcoin ที่เคลื่อนไหวในชั่วข้ามคืน สะท้อนถึงความคาดหวังของตลาดต่อนโยบายด้านคริปโตภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนใหม่ โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นสัญญาณการสิ้นสุดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ให้กับสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำระดับโลกในพื้นที่สินทรัพย์ดิจิทัล ทำให้บรรยากาศในตลาดปัจจุบันเป็นไปในทิศทางบวก

 

อ้างอิง:

The post อุตสาหกรรมคริปโตเฮ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ทวงคืนตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยท่าทีที่เป็นมิตรกับสินทรัพย์ดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
คริปโตพุ่ง Bitcoin แตะ 71,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางนักลงทุนที่รอลุ้นผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ https://thestandard.co/bitcoin-crypto-market-election-day/ Wed, 06 Nov 2024 05:13:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1005113 Bitcoin

Bitcoin (BTC) คริปโตเคอร์เรนซียอดนิยมทำราคาทะลุระดับ 71 […]

The post คริปโตพุ่ง Bitcoin แตะ 71,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางนักลงทุนที่รอลุ้นผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin

Bitcoin (BTC) คริปโตเคอร์เรนซียอดนิยมทำราคาทะลุระดับ 71,000 ดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนกำลังรอผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

ข้อมูลจาก Coin Metrics เผยว่า ราคา Bitcoin พุ่งสูงขึ้นราว 5% ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 71,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับห่างจากจุดสูงสุดตลอดกาลเพียง 3% 

 

Solana เพิ่มขึ้นกว่า 5% ขณะที่ XRP เพิ่มขึ้นมากกว่า 1% เหรียญมีม (Memecoins) พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน โดย Dogecoin และ Shiba Inu ปรับตัวสูงขึ้น 7% และ 4% ตามลำดับ 

 

นอกจากนี้ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลได้รับแรงหนุนด้วยเช่นกัน โดย Coinbase และ MicroStrategy เพิ่มขึ้น 4% และ 2% ตามลำดับ

 

การแข่งขันระหว่างรองประธานาธิบดี Kamala Harris และอดีตประธานาธิบดี Donald Trump เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปถือเป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมคริปโต โดยหลายคนคาดว่าหาก Harris ชนะอาจเป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีต่อตลาด ในขณะที่หลายคนกลับมองบวกมากกว่าหากเป็น Trump หลังจากที่เขาแสดงตัวเมื่อต้นปีว่าจะสนับสนุนคริปโต และพยายามตีตัวใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมมากกว่า Harris

 

Gautam Chhugani นักวิเคราะห์ของ Bernstein กล่าวว่า “ไม่ว่าสุดท้ายแล้วผู้ชนะจะเป็นใครก็ตาม Bitcoin ก็มีแนวโน้มที่จะอยู่รอดและเติบโตต่อได้” เขาตั้งเป้าราคา Bitcoin ไว้ที่ 2 แสนดอลลาร์ในปี 2025 แม้ว่าเขาจะมองถึงความเป็นไปได้ว่าราคาอาจร่วงลงมาเหลือ 50,000 ดอลลาร์ได้เช่นกันในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หาก Harris ชนะการเลือกตั้ง 

 

อย่างไรก็ตาม เขายังคาดการณ์ว่าราคาจะพุ่งขึ้นในระยะสั้นสูงถึง 90,000 ดอลลาร์ในปีนี้ หาก Trump ชนะการเลือกตั้ง

 

Chhugani แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของกองทุน Bitcoin ETF ซึ่งมีเงินไหลเข้ามากกว่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ และมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ จะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุน Bitcoin ต่อไป ทว่าตลาดคริปโตโดยรวมจะได้รับความเสี่ยงมากกว่าจากการเลือกตั้งครั้งนี้

 

การมีหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นมิตรกับคริปโตจะเปิดโอกาสให้กับสินทรัพย์คริปโตทั้งหมดนอกเหนือจาก Bitcoin สิ่งสำคัญคือแรงสนับสนุนจากทั้งสองพรรคต่อกฎระเบียบคริปโต และแรงผลักดันให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นมิตรกับคริปโต ซึ่งฝ่าย Trump เคยให้คำมั่นว่าจะทำให้สำนักงาน ก.ล.ต. เป็นมิตรกับคริปโต ในขณะที่ฝ่าย Harris ให้คำมั่นว่าจะปกป้องการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัล  

 

แม้ว่า Trump จะดูเป็นมิตรกับคริปโตมากกว่า แต่ท่าทีของ Harris ก็เริ่มผ่อนคลายลง ซึ่งอาจไม่ส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมอย่างที่เคยกลัวกัน หากเธอได้ดำรงตำแหน่ง โดยก่อนหน้านี้ความกลัวดังกล่าวมีสาเหตุจากท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การบริหารของสำนักงาน ก.ล.ต. ชุดปัจจุบันจากการนำของ Gary Gensler ที่ถูกมองว่าเขาไม่ได้ให้คำแนะนำที่ชัดเจนสำหรับธุรกิจคริปโตที่ต้องการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับเลือกที่จะควบคุมโดยบังคับใช้กฎหมายแทน 

 

อ้างอิง:

 

 

The post คริปโตพุ่ง Bitcoin แตะ 71,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางนักลงทุนที่รอลุ้นผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คริปโตจะเข้าสู่กระแสหลักในอีก 3 ปี! ส่องอนาคตโลกคริปโตผ่านงาน Binance Blockchain Week https://thestandard.co/binance-blockchain-week-dubai-2024/ Tue, 05 Nov 2024 10:15:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1004672 Binance Blockchain Week Dubai 2024

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสไปร่วมงาน Binance Blockchain […]

The post คริปโตจะเข้าสู่กระแสหลักในอีก 3 ปี! ส่องอนาคตโลกคริปโตผ่านงาน Binance Blockchain Week appeared first on THE STANDARD.

]]>
Binance Blockchain Week Dubai 2024

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสไปร่วมงาน Binance Blockchain Week Dubai 2024 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 30-31 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยงานนี้มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 4,000 คน ธีมหลักของงานในปีนี้คือ Momentum ซึ่งหมายถึงแรงส่งที่จะทำให้คริปโตเคอร์เรนซีได้รับการยอมรับในวงกว้าง 

 

คริปโตจะเข้าสู่กระแสหลักในอีก 3 ปี

 

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสพูดคุยกับ Rachel Conlan, Chief Marketing Officer (CMO) ของ Binance 

 

Rachel Conlan บอกว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ Binance คือ เราจะเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานไปถึงระดับ 1 พันล้านรายได้อย่างไร จากปัจจุบันจำนวนผู้ใช้งานของ Binance อยู่ที่ 240 ล้านราย

 

“เป้าหมายของเราชัดเจนว่าคือการมีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1 พันล้านราย ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงการเติบโตจากเฉพาะกลุ่ม (Niche) สู่กระแสหลัก (Mainstream)” 

 

แม้ผู้คนจะเริ่มสนใจและเข้าถึงคริปโตมากขึ้น แต่ถ้าดูอัตราส่วนผู้ใช้งานคริปโตทั่วโลกต่อจำนวนประชากรโลกยังอยู่ที่เพียง 6% เท่านั้น ขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการใช้งานคริปโตประมาณ 20% ของประชากรทั้งประเทศ

 

ทั้งนี้ การที่คริปโตจะเข้าสู่กระแสหลักนั้น Rachel Conlan มองว่า ทุกๆ 5 คนของประชากรจะต้องมีผู้ใช้คริปโต 1 คน ไม่ว่าจะเป็นการถือครอง ซื้อขาย หรือทำธุรกรรม ซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาอีก 36 เดือนเพื่อไปถึงจุดนั้น 

 

สำหรับ 6 เดือนที่ผ่านมา เฉพาะแค่ Binance มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 60 ล้านราย แต่ความท้าทายและโอกาสของเราในฐานะตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนระดับโลกคือ เราจะเข้าถึงคนแต่ละประเทศที่แตกต่างกันได้อย่างไร ซึ่งปัจจุบัน Binance เปิดบริการอยู่ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก 

 

Rachel Conlan กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะช่วยให้คริปโตเข้าถึงผู้คนในวงกว้างมากขึ้น นอกจากการปรับตัวเข้ากับตลาดท้องถิ่นและการสร้างคอมมูนิตี้แล้ว ส่วนสำคัญคือการหาพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจดั้งเดิมที่เรียกว่า WEB 2.0 และช่วยกันผลักดันสู่ WEB 3.0 เพื่อให้เกิดการใช้งานในโลกจริงมากขึ้น

 

Binance TH หนึ่งในตลาดที่กำลังขยายตัวสูง

 

ปัจจุบัน Binance TH ในประเทศไทยเป็น 1 ใน 20 ตลาดหลักของ Binance และเป็นตลาดสำคัญที่จะช่วยหนุนให้คริปโตขยายตัวได้ในวงกว้าง

 

ไม่เพียงแค่ในไทยเท่านั้น แต่ Rachel Conlan กล่าวว่า ผู้ใช้งานในเอเชียจะเป็นหนึ่งในการเติบโตที่สำคัญ ด้วยประชากรที่อายุน้อยและคุ้นชินกับดิจิทัล 

 

อย่างไรก็ตาม การที่คนไทยจะใช้คริปโตมากขึ้นจำเป็นต้องมีอีก 2 องค์ประกอบสำคัญ คือ การให้ความรู้ เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าใจว่าคริปโตมีประโยชน์อย่างไร และการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านการออกกฎหมายรองรับในหลายๆ ด้าน เพราะปัจจุบันคนไทยสามารถซื้อขายได้เท่านั้น 

 

ส่วนประเทศที่มีสัดส่วนผู้ใช้งานคริปโตมากที่สุดต่อประชากรคือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานในปีนี้ โดยมีสัดส่วนราว 33% ต่อประชากร และผู้ใช้งานสามารถใช้คริปโตในการชำระค่าสินค้าหรือบริการได้ในหลากหลายสถานที่

 

ประโยชน์ของคริปโต

 

นอกจากการซื้อขายแลกเปลี่ยนทั่วไปแล้ว คริปโตจะได้รับการยอมรับและมีผู้ใช้งานมากขึ้นได้ด้วยประโยชน์ต่อผู้คน และหนึ่งในนั้นคือการนำมาใช้เพื่อ Tokenization สินทรัพย์ต่างๆ หรือการแปลง หรือทำให้สินทรัพย์ต่างๆ อยู่ในรูปแบบดิจิทัล เป็นกระบวนการที่สินทรัพย์ถูกแปลงเป็น ‘โทเคน’ (Token) ที่สามารถย้าย จัดเก็บ หรือบันทึก บน Blockchain ได้

 

Amira Sajwani ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ PRYPCO กล่าวว่า กระบวนการ Tokenization จะช่วยลดข้อจำกัดของการลงทุน อย่างการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เงินลงทุนเฉลี่ย 2.5 ล้านดอลลาร์ สามารถลดลงมาเหลือเพียง 1,000 ดอลลาร์ ซึ่งกระบวนการนี้สามารถทำกับสินทรัพย์ได้หลากหลาย แม้แต่ตราสารหนี้หรือเครื่องมือการเงินดั้งเดิมต่างๆ 

 

ด้าน Dr.Mahmoud AlBurai, Senior Director Real Estate Policies & Innovation, Dubai Land Department กล่าวว่า หนึ่งในเป้าหมายของดูไบในปี 2033 คือ การเพิ่มมูลค่าธุรกรรมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จาก 6 แสนล้านดอลลาร์ เป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ ผ่านการใช้เทคโนโลยี ซึ่งกระบวนการ Tokenization จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้กับผู้ลงทุน

 

อนาคตของเงินดิจิทัล

 

อีกหนึ่งเวทีที่น่าสนใจในงานครั้งนี้เป็นประเด็นเกี่ยวกับปัจจุบันและอนาคตของสกุลเงินดิจิทัล โดย Jeremy Allaire ซีอีโอของ Circle ผู้สร้าง USDC ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ใหญ่ที่สุดในเวลานี้ มองว่า ปัจจุบันมูลค่าของ Stablecoin ที่หมุนเวียนในระบบคิดเป็นเพียง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ เทียบกับตลาดเงินอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกมูลค่า 130 ล้านล้านดอลลาร์

 

“12 เดือนข้างหน้าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ค่อนข้างใหญ่สำหรับ Stablecoin” Jeremy Allaire กล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกรอบการกำกับดูแลในหลายประเทศทั่วโลกเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น พร้อมเปรียบเทียบพัฒนาการของ Stablecoin กับสื่อดิจิทัลในยุคแรกเริ่ม ซึ่งการลดต้นทุนการสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด

 

Jeremy Allaire บอกว่า เงินในยุคถัดไปคือเงินที่สามารถเขียนโปรแกรมได้ (Programmable Money) ซึ่งอนุญาตให้เราสามารถใส่กฎต่างๆ เข้าไปในสื่อตัวกลางทางการเงินได้โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎระเบียบภายนอก

 

“Stablecoin มีศักยภาพในการปฏิวัติระบบการเงินโลก ด้วยการลดต้นทุนการทำธุรกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพในการโอนและจัดการมูลค่า” Jeremy Allaire กล่าว

 

ในประเด็นกฎระเบียบ Jeremy Allaire แสดงความเชื่อมั่นว่า ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ เริ่มตระหนักถึงคุณค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การกำกับดูแลที่ส่งเสริมนวัตกรรม

 

มุมมองจาก CZ ต่อ Bitcoin

 

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานในครั้งนี้คือ การกลับมาขึ้นเวทีของ Changpeng Zhao หรือ CZ ผู้ร่วมก่อตั้ง Binance และอดีตซีอีโอของ Binance ซึ่งได้รับการตัดสินโทษจำคุก 4 เดือนในสหรัฐฯ และต้องยุติบทบาทซีอีโอของ Binance ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา 

 

เมื่อถูกถามถึงอนาคตของ Bitcoin ต่อจากนี้ CZ กล่าวว่า เขาไม่สามารถทำนายอนาคตได้ แต่ทำได้เพียงวิเคราะห์จากข้อมูลในอดีต ซึ่งที่ผ่านมาวัฏจักรของ Bitcoin ค่อนข้างเป็นรูปแบบที่ชัดเจนคือ ปี 2012 เป็นปีแห่งการฟื้นตัว, ปี 2013 เป็นตลาดกระทิง ต่อมาที่ปี 2016 เป็นปีแห่งการฟื้นตัว และปี 2017 เป็นตลาดกระทิง เช่นเดียวกับปี 2020 และ 2021 ที่เป็นปีแห่งการฟื้นตัวต่อด้วยตลาดกระทิง 

 

สำหรับปี 2024 เป็นปีแห่งการฟื้นตัวเช่นกัน ส่วนปีหน้า “ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่โดยรวมแล้วผมยังมองบวกในระยะยาว ผู้คนจะใช้คริปโตมากขึ้น แต่ก็ยังมีอะไรอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องช่วยกันสร้าง ส่วนระยะสั้นเป็นอะไรที่ยากจะคาดเดา” CZ กล่าว

The post คริปโตจะเข้าสู่กระแสหลักในอีก 3 ปี! ส่องอนาคตโลกคริปโตผ่านงาน Binance Blockchain Week appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สินทรัพย์ดิจิทัล กับอนาคตที่ลึกและมากกว่าแค่เหรียญคริปโต | Thailand Future EP.4 https://thestandard.co/thailand-future-ep-4/ Fri, 25 Oct 2024 12:22:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1000206

ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปีของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่เ […]

The post ชมคลิป: สินทรัพย์ดิจิทัล กับอนาคตที่ลึกและมากกว่าแค่เหรียญคริปโต | Thailand Future EP.4 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปีของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่เต็มไปโปรเจกต์ที่ ‘รุ่ง’ และโปรเจกต์ที่ ‘ล้มหายไป’

 

แต่ความชัดเจนหนึ่งที่ปรากฏกับทุกฝ่ายคือสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีกระจายศูนย์ ที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ

 

การเติบโตสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและการใช้งานที่เพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ดิจิทัลในชีวิตประจำวันของพวกเรา ทั้งการถูกใช้เป็นที่กักเก็บมูลค่า เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนในบางประเทศ หรือต่อยอด Smart Contract จนกลายเป็นแอปพลิเคชันที่หลากหลาย

 

เอพิโสดนี้จะชวนคุยถึงอนาคตสินทรัพย์ดิจิทัล แนวโน้มที่น่าสนใจ รวมถึงนัยที่กำลังจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ภาพอนาคตจะเป็นอย่างไร สามารถหาคำตอบไปได้พร้อมกัน

The post ชมคลิป: สินทรัพย์ดิจิทัล กับอนาคตที่ลึกและมากกว่าแค่เหรียญคริปโต | Thailand Future EP.4 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขคำตอบเครื่องมือฟอกเงินของบอสใหญ่ ‘ดิไอคอนกรุ๊ป’ ใช้ USDT เป็นตัวเลือกที่สะดวกและตามตัวยากจริงหรือ? https://thestandard.co/wealth-in-depth-the-icon-group/ Mon, 21 Oct 2024 02:43:06 +0000 https://thestandard.co/?p=998279

หากพูดถึงคดีอื้อฉาวแห่งเดือนตุลาคมปีนี้ คงจะไม่มีชื่อไห […]

The post ไขคำตอบเครื่องมือฟอกเงินของบอสใหญ่ ‘ดิไอคอนกรุ๊ป’ ใช้ USDT เป็นตัวเลือกที่สะดวกและตามตัวยากจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากพูดถึงคดีอื้อฉาวแห่งเดือนตุลาคมปีนี้ คงจะไม่มีชื่อไหนที่เป็นกระแสทั่วประเทศไปมากกว่า ‘ดิไอคอนกรุ๊ป’ (The iCon Group) แล้ว เนื่องจากเป็นเคสที่มีบุคคลดังระดับประเทศเกี่ยวพันในฐานะผู้ต้องหาการฉ้อโกงครั้งนี้ผ่านการเชิญชวนสมาชิกใหม่ให้มาเข้าร่วมเพื่อนำสินค้าไปขายต่อ แต่ผู้เข้าร่วมหลายรายกลับขายสินค้าไม่ได้จนนำมาสู่ความเสียหายในวงกว้าง

 

นอกเหนือจากรูปแบบธุรกิจที่ไม่ชอบมาพากล อีกหนึ่งประเด็นที่ผุดขึ้นมาในคดีนี้คือการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน

 

เอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจ ‘สายไหมต้องรอด’ ออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด จ่ายสินบนมูลค่ามหาศาลให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของภาครัฐด้วยเหรียญ USDT ซึ่งเป็นคริปโตเคอร์เรนซีประเภท Stablecoin ที่เป็นที่นิยมมากที่สุด และมีมูลค่าสอดคล้องกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ 

 

 

โดยจุดประสงค์ของการใช้เหรียญ USDT ทำธุรกรรมก็เพื่อปกปิดร่องรอยธุรกรรม และทำให้การสาวกลับมาหาตัวต้นทางทำได้ยากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองจากมุมของผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมคริปโต เหรียญ USDT เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมกับการฟอกเงินจริงหรือ ในเมื่อธุรกรรมทุกรายการถูกบันทึกไว้บนบล็อกเชน แล้วการตามตัวมันยากเหมือนที่หลายคนคิดหรือเปล่า?

 

THE STANDARD WEALTH จะขอพาย้อนกลับไปดูกรณีที่ Tether เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นเครื่องมือ ‘ฟอกเงิน’ พร้อมทั้งถอดมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในวงการคริปโตว่า เหรียญดังกล่าวเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับใช้ฟอกเงินมากน้อยแค่ไหน

 

ย้อนรอยคำกล่าวหา USDT ในฐานะเหรียญฟอกเงิน

 

เมื่อช่วงต้นปี 2024 องค์การสหประชาชาติ (UN) ตีพิมพ์รายงานที่มีส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่พาดพิงบริษัท Tether ผู้ออกเหรียญ USDT ว่ากำลังเป็นเครื่องมือที่มิจฉาชีพนิยมใช้กันมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งของเนื้อหารายงานมีใจความดังนี้

 

“USDT กลายเป็นตัวเลือกที่นิยมสำหรับการฟอกเงินในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากราคามีความเสถียร ใช้งานง่าย ไม่เปิดเผยตัวตน และค่าธรรมเนียมต่ำ โดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยข่าวกรองทางการเงินในภูมิภาครายงานว่า USDT เป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มอาชญากรรมฉ้อโกงทางไซเบอร์ ซึ่งเราพบได้จากจำนวนคดีและจำนวนแพลตฟอร์มพนันออนไลน์กับศูนย์ซื้อขายคริปโตที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งล้วนแล้วแต่ให้บริการ ‘ธุรกิจใต้ดิน’ บนพื้นฐานของสกุลเงิน USDT”

 

 

อย่างไรก็ตาม ในเวลาเพียงไม่กี่วันหลังจากรายงานฉบับดังกล่าวจาก UN เผยแพร่สู่สาธารณะ บริษัท Tether ก็ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหา โดยระบุถึงความลำเอียงของรายงานที่เลือกโฟกัสเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับการใช้งานโดยมิจฉาชีพ และเพิกเฉยต่อประโยชน์ที่ USDT มีให้กับประเทศที่กำลังพัฒนา

 

พร้อมกันนี้ Tether ระบุเพิ่มเติมถึงความสามารถในการติดตามธุรกรรมที่บริษัทร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น FBI, DOJ หรือ USSS ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้ศักยภาพที่เหนือกว่า ‘ระบบธนาคารดั้งเดิม’ ที่ Tether อ้างว่า “เป็นแหล่งฟอกเงินจำนวนมหาศาลมาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จากหลักฐานค่าปรับที่เหล่าธนาคารถูกเรียกเก็บ”

 

นอกจากนี้ Tether ยังแนะนำให้ UN ศึกษาการทำงานของบล็อกเชนให้เข้าใจก่อน โดยชี้ว่า “เหรียญที่ออกโดย Tether ใช้ระบบบล็อกเชนสาธารณะ (Public Blockchain) ซึ่งหมายความว่าเราสามารถติดตามธุรกรรมทุกรายการได้อย่างละเอียด ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่ไม่เหมาะมากนักในการนำไปใช้ก่ออาชญากรรม”

 

เมื่อธุรกรรมทุกรายการสามารถติดตามได้อย่างละเอียด ทำไมมิจฉาชีพบางคนถึงยังเลือกใช้? 

 

เหรียญ USDT ช่องทางการส่งเงินที่อาจตามได้ยาก แต่ไม่ใช่ตามไม่ได้

 

ด้วยระบบที่เปิดกว้างและโปร่งใสของ USDT ผู้ใช้งานหรือใครก็ตามสามารถเข้ามาตรวจสอบประวัติธุรกรรมได้ แต่หนึ่งในข้อจำกัดของการติดตามที่ ศุภกฤษฎ์ บุญสาตร์ Managing Director Trustender, Founder Thai Bitcast และกรรมการสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย มองว่ายังมีอยู่ คือเรื่องของความเข้าใจในระบบ

 

“ในปัจจุบันความรู้และความเข้าใจยังอยู่ในวงแคบ ดังนั้นการจะมีผู้รู้ที่สามารถเข้ามาตรวจสอบยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย ซึ่งถ้าเทียบกับระบบธนาคารปัจจุบัน การโอนเงินจำนวนมากจำเป็นจะต้องมีการรายงานจากธนาคาร แต่ถ้าเป็นเหรียญอย่าง USDT การรายงานจากตัวกลางทางการเงินอาจไม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะถ้าเป็นการโอนบนบล็อกเชนระหว่างผู้รับและผู้ส่งโดยตรง” ศุภกฤษฎ์กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH

 

ศุภกฤษฎ์ บุญสาตร์

ศุภกฤษฎ์ บุญสาตร์ Managing Director Trustender, Founder Thai Bitcast และกรรมการสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย

 

อย่างไรก็ดี ศูนย์ซื้อขายที่ได้รับการอนุมัติตามกฎหมายจะมีระบบการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน (KYC) ทำให้การระบุตัวตนที่เชื่อมโยงกับกระเป๋าเงินดิจิทัลของบุคคลนั้นๆ ทำได้ไม่ยาก 

 

ส่วนกระเป๋าเงินดิจิทัลที่อยู่นอกเหนือศูนย์ซื้อขายและไม่ได้รับการยืนยันตัวตน จะทำให้การตามตัวยิ่งท้าทายมากขึ้น แต่ยังคงทำได้อยู่ เพราะในที่สุดแล้วขอบเขตการใช้งานคริปโตอย่าง USDT ในฐานะ ‘สื่อกลางการแลกเปลี่ยน’ ยังอยู่ในวงจำกัด ทำให้เหรียญต้องถูกแปลงออกมาเป็นสกุลเงินท้องถิ่นเพื่อใช้จ่าย ซึ่งเป็นจุดที่หน่วยงานรัฐสามารถย้อนกลับไปดูประวัติเพื่อตามตัวได้

 

หนึ่งในตัวอย่างของการตามแกะรอยเส้นทางธุรกรรม USDT ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อช่วงตลาดกระทิงปี 2021 คือกรณีการโจรกรรมไซเบอร์ด้วยการปล่อยมัลแวร์เพื่อแลกกับค่าไถ่เป็นสกุลเงินคริปโตจากเหยื่อ แต่เนื่องจากบล็อกเชนมีความโปร่งใส ทำให้เมื่อมีการโอนเงินเข้าไปสู่กระเป๋าใดกระเป๋าหนึ่งในลักษณะที่ผิดปกติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็สามารถจับตาดูกระเป๋าเงินนั้นและสาวหาต้นตอ เมื่อมีการเปลี่ยนจากคริปโตออกมาเป็นสกุลเงินท้องถิ่นของแต่ละประเทศผ่านระบบธนาคาร

 

แม้ว่า USDT จะไม่ใช่เหรียญที่ให้ความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริงกับมิจฉาชีพเพื่อใช้สำหรับฟอกเงิน แต่ความสะดวกรวดเร็ว สภาพคล่องสูง และต้นทุนการตามตัวที่มากกว่าระบบการเงินทั่วไป ทำให้มิจฉาชีพบางรายยังเลือกที่จะใช้ USDT

 

ในฟากของ พิริยะ สัมพันธารักษ์ ผู้ก่อตั้ง Right Shift แสดงความเห็นที่คล้ายกันในเรื่องนี้ว่า USDT ไม่ใช่เครื่องมือฟอกเงินที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเมื่อบริษัทผู้ออกเหรียญอย่าง Tether ร่วมมือกับหน่วยงานของประเทศต่างๆ ในการพยายามปราบปรามการฟอกเงิน ทำให้บริษัทมีสิทธิที่จะอายัดสินทรัพย์ในกระเป๋าที่ถูกตั้งข้อสงสัยให้ใช้งานไม่ได้

 

คดีอื้อฉาวของ ‘ดิไอคอนกรุ๊ป’ เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการใช้คริปโตในทางที่ผิด แต่ความผิดอาจไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีอย่างเหรียญ USDT แต่เป็นที่ตัวของบุคคลที่ต้องการหาผลประโยชน์จากสิ่งใหม่ที่หลายภาคส่วนในสังคมยังไม่เข้าใจ ผนวกกับความเร็ว ความสะดวก และสภาพคล่องที่ USDT มีให้ แม้ว่ามันจะไม่สมบูรณ์แบบ

 

ดังนั้นตราบใดที่ยังมีผู้แสวงหาประโยชน์จากระบบการเงิน คนกลุ่มนี้ก็จะสำรวจและปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นของหน่วยงานกำกับดูแลในการเตรียมแผนรับมือที่ต้นตอของปัญหา นั่นคือ ‘อาชญากร’ แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การควบคุมเทคโนโลยี

 

อ้างอิง:

The post ไขคำตอบเครื่องมือฟอกเงินของบอสใหญ่ ‘ดิไอคอนกรุ๊ป’ ใช้ USDT เป็นตัวเลือกที่สะดวกและตามตัวยากจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
การเข้ามาของนักลงทุนสถาบันและความสนใจของคนรุ่นใหม่ในสินทรัพย์ดิจิทัลคือจุดเปลี่ยนที่จะดัน ‘คริปโต’ สู่กระแสการลงทุนหลักในปี 2024? https://thestandard.co/crypto-mainstream-2024-investors-trend/ Wed, 16 Oct 2024 06:27:36 +0000 https://thestandard.co/?p=996470 คริปโต

ย้อนกลับไปในปี 1995 บิล เกตส์ เคยถูกถามกลางรายการทีวีว่ […]

The post การเข้ามาของนักลงทุนสถาบันและความสนใจของคนรุ่นใหม่ในสินทรัพย์ดิจิทัลคือจุดเปลี่ยนที่จะดัน ‘คริปโต’ สู่กระแสการลงทุนหลักในปี 2024? appeared first on THE STANDARD.

]]>
คริปโต

ย้อนกลับไปในปี 1995 บิล เกตส์ เคยถูกถามกลางรายการทีวีว่า “ทำไมคนต้องสนใจอินเทอร์เน็ต?”

 

คำตอบของบิลในเวลานั้นคืออินเทอร์เน็ตทำให้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลตามเวลาที่ต้องการได้ เช่น ฟังการแข่งขันกีฬาและเลือกฟังเมื่อตนเองสะดวก แต่คำอธิบายของเขาก็กลับถูกโต้โดยพิธีกรว่าวิทยุกับเทปบันทึกเสียงก็ทำได้เช่นกัน

 

ความใหม่ ความไม่เข้าใจ และการไม่เห็นประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ณ เวลานั้น ล้วนเป็นเหตุผลที่บางคนเลือกจะมองข้ามมันไป แต่ในปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธ ‘ประโยชน์’ ที่อินเทอร์เน็ตมอบให้กับชีวิตประจำวันของคนทั่วโลกและบทบาทของมันต่อระบบเศรษฐกิจยุคดิจิทัลได้

 

การเข้าสู่กระแสหลักโลกของ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีใหม่อย่างสินทรัพย์ดิจิทัลก็กำลังเผชิญกับการถูกตั้งข้อสงสัยเฉกเช่นเดียวกับที่อินเทอร์เน็ตเคยเจอในอดีต แต่ นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Binance TH โดย Gulf Binance มองว่าภาพเหล่านั้นกำลังจะเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเทคโนโลยีเริ่มมีการถูกใช้ประโยชน์ในโลกจริงแล้ว

 

“แม้ว่าวันนี้คนบางกลุ่มอาจจะยังไม่เข้าใจสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ถ้าเรามองจากมุมของคนในบางประเทศที่ต้องเจอกับเงินเฟ้อระดับสองหลัก สินทรัพย์อย่างเช่น Bitcoin ก็เข้ามาตอบโจทย์การเก็บมูลค่าของพวกเขา หรือในวันนี้สถาบันการเงินระดับโลกก็เริ่มยอมรับมันมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและประโยชน์ที่กำลังแพร่กระจายออกไป” นิรันดร์กล่าว

 

คริปโต

 

นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Binance TH โดย Gulf Binance

 

ความมั่นใจและแนวโน้มการยอมรับระดับโลกจึงทำให้เกิดคำถามว่า…

 

ปี 2024 จะเป็นปีที่ดีที่สุดสำหรับตลาด คริปโต หรือไม่?

 

นเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ย้ำถึงความสำคัญของปี 2024 โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมจากสถาบันการเงินระดับโลกและความชัดเจนด้านกฎระเบียบของหน่วยงานกำกับดูแล

 

“ตลาดสำคัญต่างๆ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และดูไบ เริ่มมีความก้าวหน้าในการกำหนดกฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งช่วยผลักดันการเติบโตของตลาดคริปโตที่ผมมองว่าปีนี้จะเป็นปีที่ คริปโต เริ่มเข้าสู่กระแสหลัก” นเรศกล่าว

 

การเข้าสู่กระแสหลักของอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีที่นำโดย Bitcoin ได้รับปัจจัยสนับสนุนในช่วงที่ผ่านมา เช่น Bitcoin Halving เมื่อกลางเดือนเมษายนของปีนี้ และการอนุมัติกองทุน Bitcoin Spot ETF ในสหรัฐฯ ที่ทำให้ผู้เล่นระดับสถาบันการเงินเข้าถึงได้โดยมีกฎเกณฑ์กำกับดูแลอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจาก TrackInsight เผยว่ากองทุน Bitcoin Spot ETF ที่ได้รับการอนุมัติไปเมื่อต้นปีถือครองสินทรัพย์รวมกว่า 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ทั้งนี้ เทรนด์ที่สภาพคล่องทางการเงินมีแนวโน้มที่จะเดินหน้าสู่ช่วงผ่อนคลายก็จะเป็นปัจจัยหนุนให้นักลงทุนบางกลุ่มยอมรับระดับความเสี่ยงในการลงทุนได้มากขึ้น

 

“ถ้าพูดถึงเรื่องผลตอบแทน Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในปีนี้ เป็นโอกาสให้นักลงทุนเริ่มศึกษาก่อนที่จะหาโอกาสลงทุน” พิริยะ สัมพันธารักษ์ ผู้ก่อตั้ง Right Shift กล่าว

 

นอกจากนี้หากมองในภาพรวมของอุตสาหกรรม การนำสินทรัพย์ในโลกจริงมาแปลงให้อยู่ในรูปแบบโทเคน (Real World Assets Tokenization) ภายใต้การเข้ามาของเหล่าสถาบันการเงินก็เป็นอีกหนึ่งเทรนด์สำคัญที่จะเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างโลกดั้งเดิมและโลกดิจิทัล โดยสินทรัพย์ที่ใช้โทเคนเป็นตัวแทน เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรืออสังหาริมทรัพย์

 

รายงานจาก Binance ระบุว่า มูลค่ารวมของสินทรัพย์ในโลกจริง (Real World Assets: RWAs) บนบล็อกเชนแตะระดับ All-Time Highs อยู่ที่ 12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไม่รวมตลาด Stablecoins ที่มีมูลค่ากว่า 175 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยตราสารหนี้นอกตลาด (Private Credit) คิดเป็นส่วนที่มีมูลค่ามากที่สุดในตลาด ประมาณ 9.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วนถึง 70% ของมูลค่า RWA

 

ผศ. ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน ผู้ร่วมก่อตั้ง FWX มองว่าการเปลี่ยนสินทรัพย์ดั้งเดิมให้อยู่ในรูปแบบโทเคนจะยิ่งทำให้การเข้าถึงผลิตภัณฑ์การเงินเป็นไปได้อย่างไร้พรมแดนและสามารถจัดการชำระบัญชี (Settlement) ได้แบบเรียลไทม์ เช่น การซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ ก็จะเข้าถึงได้ง่ายขึ้นโดยที่ผู้ใช้งานจะได้เงินทันที ถือเป็นการเปิดโอกาสให้กับสินทรัพย์ทางการเงินให้ไปสู่คนทั่วโลกได้ง่ายขึ้น

 

 

 

ลมเปลี่ยนทิศในตลาดทุน เมื่อคนรุ่นใหม่เริ่มสนใจสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ข้อมูลจาก World Population Review เผยว่า ประเทศไทยมีจำนวนการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลราว 6.9 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด หรือราว 9.6% ซึ่งอยู่ที่อันดับ 13 ของโลก

 

แม้ว่าตัวเลขราว 10% อาจฟังดูน้อย แต่ ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการ Binance TH Academy มองว่าแนวโน้มกำลังเปลี่ยนไป โดยเขาระบุว่า “ในปัจจุบันนักศึกษาที่เริ่มเข้าสู่โลกการลงทุนส่วนใหญ่แทบจะลงทุนในคริปโตเกือบหมดแล้ว หากเราย้อนกลับไปดูข้อมูลเพียงแค่ 4 ปีที่ผ่านมา เราจะพบว่าการลงทุนของกลุ่มวัยรุ่นจะมี ‘หุ้น’ เป็นสินทรัพย์ที่ครองสัดส่วนหลัก ในขณะที่ตอนนี้ 50-60% เป็นการลงทุนคริปโตแล้ว และมีประมาณ 10% ที่เป็นหุ้น”

 

อย่างไรก็ตาม ข้อท้าทายสำคัญที่ในฝั่งของ Binance TH ต้องการจะแก้ไขคือการให้ความรู้เพื่อทำให้กลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่เข้าใจว่าตนเองกำลังนำเงินไปลงทุนกับอะไรและไม่ประมาทจนเกิดความเสียหาย

 

สินทรัพย์มีตั้งมากมาย เหตุใดต้องหันมาสนใจเหรียญอย่าง Bitcoin?

 

ท่ามกลางสินทรัพย์และผลิตภัณฑ์การเงินที่มีให้นักลงทุนเลือกอย่างหลากหลายในปัจจุบัน คำถามที่มักจะตามมาคือทำไมนักลงทุนจำเป็นต้องหันมาสนใจ Bitcoin?

 

ประเด็นนี้ พิริยะชวนตั้งคำถามให้เห็นความสำคัญของ Bitcoin ผ่านแนวคิดที่ถูกบอกต่อๆ กันมาว่า “เราต้องนำเงินที่ได้มาไปลงทุนต่อ” ซึ่งอาจจะไม่เป็นสิ่งที่จริงเสมอไป เพราะสาเหตุที่หลายคน ‘ต้อง’ นำเงินของตนไปลงทุนมาจากสิ่งที่ถูกใช้เป็น ‘เงิน’ ในปัจจุบันเสื่อมมูลค่าลงตลอดเวลา ส่งผลให้คนถูกบีบเข้าสู่ตลาดทุนทั้งที่บางคนยังไม่มีความรู้เพียงพอที่จะลงทุน

 

พิริยะ สัมพันธารักษ์ ผู้ก่อตั้ง Right Shift

 

“เงินควรจะเป็นสิ่งที่เก็บรักษามูลค่าได้ แต่ในปัจจุบันผู้คนไม่สามารถออมเงินเฉยๆ เพื่อรักษาความมั่งคั่งเอาไว้ได้ ทำให้หลายคนต้องนำเงินไปลงกับสินทรัพย์ที่สร้างได้ยาก ซึ่ง Bitcoin ก็เป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ไม่สามารถถูกทำให้เสื่อมมูลค่าได้ มีความแตกต่างจากสินทรัพย์อื่น มีจำนวนจำกัด ผลิตเพิ่มไม่ได้ มีต้นทุนในการผลิตที่ชัดเจน และใครก็สามารถตรวจสอบได้ว่ามี Bitcoin จำนวนเท่าไรอยู่ในตลาด”

 

แม้ว่าในประเทศไทยอาจจะยังไม่มีจำเป็นต้องใช้ Bitcoin แต่ถ้าเราข้ามไปมองผ่านเลนส์ของคนในประเทศอย่างเช่น อาร์เจนตินา เอลซัลวาดอร์ หรือตุรกี ที่ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรง เหรียญดิจิทัลตัวนี้ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ประชาชนในประเทศเหล่านั้นเลือกที่จะใช้เป็นที่เก็บมูลค่าในวันที่สกุลเงินของพวกเขาแทบไม่เหลือมูลค่าแล้ว

 

ในอดีตการถูกตั้งข้อสงสัยและความไม่มั่นใจคือสิ่งปกติที่เกิดขึ้นกับเทคโนโลยีใหม่ แต่เวลาจะเป็นผู้ตัดสินคุณค่าที่แท้จริงของมัน เหมือนกับที่อินเทอร์เน็ตเคยผ่านมา ซึ่งการเริ่มเข้ามามีบทบาทของสินทรัพย์ดิจิทัลในระบบเศรษฐกิจของบางประเทศ การเริ่มยอมรับจากสถาบันการเงินระดับโลก และความสนใจจากนักลงทุนรุ่นใหม่ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญในวงการมองว่าปี 2024 เป็นช่วงเวลาที่สำคัญต่อการเข้าสู่กระแสหลักของคริปโตเคอร์เรนซี

 

คำเตือน: 

  • คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

The post การเข้ามาของนักลงทุนสถาบันและความสนใจของคนรุ่นใหม่ในสินทรัพย์ดิจิทัลคือจุดเปลี่ยนที่จะดัน ‘คริปโต’ สู่กระแสการลงทุนหลักในปี 2024? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขัดกับตรรกะ! ผู้เชี่ยวชาญงง นักลงทุนรุ่นใหม่ ‘สายคอนเซอร์เวทีฟ’ ถือครองคริปโตมากกว่า ‘สายกล้าเสี่ยง’ https://thestandard.co/conservative-invest/ Sat, 12 Oct 2024 06:04:38 +0000 https://thestandard.co/?p=995201 Conservative

การลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีมักถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่มี […]

The post ขัดกับตรรกะ! ผู้เชี่ยวชาญงง นักลงทุนรุ่นใหม่ ‘สายคอนเซอร์เวทีฟ’ ถือครองคริปโตมากกว่า ‘สายกล้าเสี่ยง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Conservative

การลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีมักถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ ‘กล้าเสี่ยง’ (Aggressive) เพื่อโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะยาว ในขณะที่นักลงทุนแบบ ‘Conservative’ จะให้ความสำคัญกับการรักษาทรัพย์สินมากกว่า

 

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ผลการศึกษาของ Bank of America Private Bank พบว่า นักลงทุนรุ่นใหม่ (อายุ 21-43 ปี) ที่มีสินทรัพย์อย่างน้อย 3 ล้านดอลลาร์ หรือราว 100 ล้านบาท และระบุว่า ตัวเองเป็นนักลงทุนแบบ Aggressive ถือครองคริปโตเฉลี่ย 14% ของพอร์ตการลงทุน ในขณะที่นักลงทุนแบบ Conservative ถือครองคริปโตเฉลี่ย 17% 

 

Stéphane Ouellette ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ FRNT Financial บริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล มองว่าผลลัพธ์นี้อาจเป็นเพราะช่วงเวลาที่ทำการสำรวจ “เราไม่ได้อยู่ในตลาดคริปโตที่มีโมเมนตัมแบบ Aggressive ที่มักจะดึงดูดนักลงทุนที่กล้าเสี่ยง”

 

โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า “หากแบบสำรวจนี้ทำขึ้นในปี 2021 อาจได้คำตอบที่แตกต่างออกไปมาก”

 

ในช่วงที่ราคาคริปโตพุ่งสูงขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักลงทุนที่กล้าเสี่ยงต่างแห่กันเข้ามาลงทุน แต่หลายคนก็ถอนตัวออกไปเมื่อราคาตกต่ำในปี 2022 การฟื้นตัวของตลาดคริปโตในปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากนักลงทุนที่เชื่อมั่นใน Bitcoin ซึ่งมองว่าเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงนอกเหนือจากระบบการเงินที่มีอยู่

 

Brad Klontz นักวางแผนการเงิน และศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาการเงินจาก Creighton University กล่าวว่า การมองว่าคริปโตเป็นการลงทุนแบบอนุรักษ์นิยมนั้น ‘ขัดกับตรรกะทั้งหมด’ 

 

เพราะนักลงทุนคริปโตหลายคนมักจะต่อต้านระบบ ไม่เชื่อใจในระบบ และไม่เชื่อใจรัฐบาล “สิ่งที่น่าขันก็คือ พวกเขาอาจรู้สึกว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่าที่จะกระจายการลงทุนออกจากดอลลาร์และหุ้น”

 

สำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ร่ำรวย การจัดสรรเงินลงทุนในคริปโตจำนวนเล็กน้อยอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน เพื่อแลกกับโอกาสในการเพิ่มผลตอบแทนอย่างมาก แต่หากคุณมีเงินมากอยู่แล้ว ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่เท่านั้นที่จะส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของคุณได้

 

คริปโตในฐานะรูปแบบทางเลือกของสกุลเงินและแหล่งเก็บมูลค่า ในทางทฤษฎี สามารถสร้างความอุ่นใจให้กับนักลงทุนบางประเภทได้ 

 

Mike Pelzar หัวหน้าฝ่ายการลงทุนของ Bank of America Private Bank กล่าวว่า หากเงินดอลลาร์สหรัฐหรือเศรษฐกิจโดยรวมล่มสลายในที่สุด นักลงทุนบางคนมองว่าคริปโตเป็นการลงทุนที่จะยังคงเติบโตต่อไปในขณะที่การลงทุนแบบดั้งเดิมล้มเหลว

 

“เป็นที่น่าตกใจปนประหลาดใจที่นักลงทุนรุ่นใหม่หลายคนมองว่าการลงทุน (คริปโต) นั้นปลอดภัยกว่า” เขากล่าว

 

อ้างอิง:

 

The post ขัดกับตรรกะ! ผู้เชี่ยวชาญงง นักลงทุนรุ่นใหม่ ‘สายคอนเซอร์เวทีฟ’ ถือครองคริปโตมากกว่า ‘สายกล้าเสี่ยง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองโอกาสลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านเลนส์ Merkle Capital หลัง Fed ลดดอกเบี้ย ดัน Bitcoin ปรับตัวขึ้น 25% https://thestandard.co/merkle-capital-digital-assets/ Fri, 04 Oct 2024 03:53:04 +0000 https://thestandard.co/?p=991575

ราคา Bitcoin (BTC) ปรับตัวขึ้นกว่า 25% ในเดือนกันยายนที […]

The post มองโอกาสลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านเลนส์ Merkle Capital หลัง Fed ลดดอกเบี้ย ดัน Bitcoin ปรับตัวขึ้น 25% appeared first on THE STANDARD.

]]>

ราคา Bitcoin (BTC) ปรับตัวขึ้นกว่า 25% ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ 0.5% หรือ 50 Basis Points (Bps) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของวัฏจักรตลาด (Market Cycle) ส่งผลให้นักลงทุนเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น และเป็นโอกาสของสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะยาว

 

วรเมธ จันทร์เสน ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด เผยว่า Bitcoin และภาพรวมคริปโต โดยเฉพาะกลุ่ม Ethereum ecosystem มีแนวโน้มเติบโตได้สูงในเดือนตุลาคม ด้วย 3 ปัจจัยหลักดังนี้

 


 

1. Dot Plot แสดงถึงโอกาสของสินทรัพย์เสี่ยงในระยะยาว

 

จาก Dot Plot ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เผยแพร่ในเดือนกันยายน เมื่อพิจารณาอัตราดอกเบี้ยในระยะยาวที่กรอบ 2.5-3.0% จะพบว่า อัตราดอกเบี้ยต่างจากปี 2025 เพียง 25-50 Bps เท่านั้น แสดงให้เห็นถึงตลาดลงทุนที่มีแนวโน้มผ่อนคลายในระยะยาว ซึ่งถือเป็นโอกาสที่มีนัยสำคัญของสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งด้านปัจจัยพื้นฐานและสถิติ 

 

อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยจริงในอนาคตอาจมีความผันผวนจาก Dot Plot ที่ประกาศออกมา

 

ภาพ: Cmegroup.com

 

2. ปริมาณอุปทานเหรียญ Stablecoin ทดสอบระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี

 

ข้อมูลของ Total Stablecoin Supply แสดงให้เห็นถึงมูลค่าเงินสดที่อยู่ในตลาดคริปโต และแม้ในปัจจุบันราคาของ BTC จะผ่านเคยผ่านจุดสูงสุดเดิมแล้ว แต่สกุลเงินอื่นนั้นยังไม่สามารถทดสอบระดับเดิมได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลนี้จะพบว่า Total Stablecoin Supply ที่ระดับสุดนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่แสดงถึงความเชื่อที่เพิ่มสูงขึ้นของนักลงทุนในปัจจุบัน

 

ภาพ: Theblock.co

 

3. Total3 หรือมูลค่าตลาดเหรียญคริปโตที่ไม่รวม Bitcoin และ Ethereum (Altcoins Market Cap) ผ่านแนวทดสอบสำคัญ

 

Total3 คือข้อมูลที่แสดงถึงมูลค่าตลาดของคริปโต ยกเว้น Bitcoin และ Ethereum ซึ่งปรับตัวขึ้นกว่า 25% และผ่านแนวทดสอบสำคัญในรอบ 6 เดือน แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อภาพรวมตลาดคริปโต โดยเฉพาะกลุ่ม Ethereum Ecosystem ที่ดีดตัวขึ้นนำสกุลเงินอื่น

 

ภาพ: Tradingview.com

 

มานะ คานิโยว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านพัฒนาธุรกิจและพาณิชย์ บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวไปข้างต้น อาจมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น การบานปลายของสงคราม โดยอาจทำให้มีตลาดตื่นตระหนกและเกิดการเทขายสินทรัพย์ต่างๆ (Panic Sell) หากสถานการณ์ลุกลาม ซึ่งตรงข้ามกับสภาพเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม สัญชัย ปอปลี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คริปโตมายด์ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ให้ความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า “ในภาพรวมเรายังมองว่ามีปัจจัยบวกหลายอย่างที่จะทำให้ตลาดเติบโตได้ในระยะยาว แม้ว่าภาวะสงครามอาจทำให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง แต่เราน่าจะเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวในเวลาสั้นๆ เท่านั้น และสุดท้ายตลาดคริปโตจะสามารถฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับก่อนหน้าสงครามได้”

 

หมายเหตุ:

 

  • บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนแต่อย่างใด การลงทุนมีความเสี่ยง ควรวิเคราะห์อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน
  • คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง และสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

The post มองโอกาสลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านเลนส์ Merkle Capital หลัง Fed ลดดอกเบี้ย ดัน Bitcoin ปรับตัวขึ้น 25% appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากความน่ารักของ ‘หมูเด้ง’ สู่ Meme Coin อย่าง Moo Deng Coin ที่ราคาพุ่ง 1,400% ในเวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์ https://thestandard.co/moo-deng-coin-meme-1400-percent/ Mon, 30 Sep 2024 05:35:43 +0000 https://thestandard.co/?p=989595

จากความนิยมอย่างล้นหลามของ ‘หมูเด้ง’ ลูกฮิปโปแคระขวัญใจ […]

The post จากความน่ารักของ ‘หมูเด้ง’ สู่ Meme Coin อย่าง Moo Deng Coin ที่ราคาพุ่ง 1,400% ในเวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากความนิยมอย่างล้นหลามของ ‘หมูเด้ง’ ลูกฮิปโปแคระขวัญใจชาวไทย จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีคนสร้างเหรียญดิจิทัลอย่าง Moo Deng Coin และด้วยลักษณะของ Meme Coin ที่ไม่มีมูลค่าจริงและซื้อ-ขายกันเพียงเพราะกระแสเท่านั้น ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นถึง 1,400% นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อไม่ถึง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ถึงแม้จะมีเทรดเดอร์นิรนามรายหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเงิน 800 ดอลลาร์ หรือราว 25,000 บาท ให้กลายเป็น 3.5 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 113 ล้านบาท จาก Moo Deng Coin แต่ก็มีข้อสงสัยว่าเทรดเดอร์รายนี้อาจเป็น ‘คนวงใน’ เนื่องจากซื้อเหรียญหลังจากเปิดตัวเพียง 4 ชั่วโมง ดังนั้น CNN จึงระบุว่า ไม่ว่าเหรียญมีมจะน่ารักแค่ไหน ก็ไม่ใช่การลงทุนที่ชาญฉลาดนัก

 

CNN ย้ำว่า Moo Deng Coin เป็นแค่ตัวอย่างล่าสุดของเทรนด์อินเทอร์เน็ตแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในกลุ่มคนที่ชอบสร้างและเล่นกับเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีแบบตลกๆ เหมือนที่เคยสร้าง Dogecoin (สร้างขึ้นเพื่อล้อเลียน Bitcoin) และ Shiba Inu Coin (ล้อเลียน Dogecoin)

 

ดังนั้น Meme Coin มักมีอายุสั้นและพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดกระแส FOMO (Fear of Missing Out) ในหมู่เทรดเดอร์ที่กลัวพลาดโอกาส แล้วก็ร่วงลงอย่างรวดเร็วเมื่อนักลงทุนรุ่นแรกขายทำกำไรและถอนตัวออกไป

 

ความน่ารักเหลือทนของหมูเด้งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของ Moo Deng Coin ซึ่งราคาเพิ่มขึ้น 90% ใน 24 ชั่วโมงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (27 กันยายน) ซื้อ-ขายกันที่ประมาณ 25 เซนต์ต่อเหรียญ

 

นอกจากนี้การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ของธนาคารหลางสหรัฐฯ (Fed) ในสัปดาห์ก่อน และสัญญาณของการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดคริปโตโดยรวมคึกคัก 

 

ตั้งแต่ Moo Deng Coin ไปจนถึง Bitcoin และ Ethereum ที่เป็นที่รู้จักกันดี เนื่องจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมักจะเป็นผลดีต่อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง อาทิ คริปโตเคอร์เรนซี

 

Bitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ก็มีราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 14% ในช่วงสัปดาห์ก่อนเช่นกัน

 

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา / THE STANDARD

อ้างอิง:

The post จากความน่ารักของ ‘หมูเด้ง’ สู่ Meme Coin อย่าง Moo Deng Coin ที่ราคาพุ่ง 1,400% ในเวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เส้นบางๆ ระหว่าง ‘ปกป้อง’ กับ ‘ปิดโอกาส’ ของนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย | Thailand Future EP.3 https://thestandard.co/thailand-future-ep3/ Thu, 29 Aug 2024 10:01:58 +0000 https://thestandard.co/?p=977115

ทำไมคนไทยรายย่อยถึงยังไม่สามารถซื้อขาย Spot Bitcoin ETF […]

The post ชมคลิป: เส้นบางๆ ระหว่าง ‘ปกป้อง’ กับ ‘ปิดโอกาส’ ของนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย | Thailand Future EP.3 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทำไมคนไทยรายย่อยถึงยังไม่สามารถซื้อขาย Spot Bitcoin ETF ได้? ทำไมการทำ Tokenization ในประเทศไทยถึงยังไม่เป็นที่นิยมเป็นวงกว้างเสียที?

 

การลงทุนในผลิตภัณฑ์ Digital Assets ในไทยถือว่าทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็มีอีกหลายแง่มุมที่ทั้งนักลงทุนและฝั่งผู้ระดมทุนไม่สามารถเข้าถึงได้

 

ประเด็นนี้จึงทำให้ต้องตั้งคำถามว่า การกำกับดูแลของประเทศไทยกำลังพยายามปกป้องนักลงทุนมากเกินไปจนกลายเป็นการปิดโอกาสหรือไม่?

The post ชมคลิป: เส้นบางๆ ระหว่าง ‘ปกป้อง’ กับ ‘ปิดโอกาส’ ของนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย | Thailand Future EP.3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดขาขึ้นของ Bitcoin ปีนี้ สร้างเศรษฐีเงินล้านกว่า 84,000 คน เพิ่มขึ้น 95% https://thestandard.co/bitcoin-bull-run-84k-millionaires/ Thu, 29 Aug 2024 06:33:17 +0000 https://thestandard.co/?p=976957

จากข้อมูลของ New World Wealth and Henley & Partners […]

The post ตลาดขาขึ้นของ Bitcoin ปีนี้ สร้างเศรษฐีเงินล้านกว่า 84,000 คน เพิ่มขึ้น 95% appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากข้อมูลของ New World Wealth and Henley & Partners เผยว่า ในช่วงปีนี้ (ปี 2024) การปรับตัวขึ้นของ Bitcoin ราว 45% นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) รวมทั้งคริปโตเคอร์เรนซีเหรียญอื่นๆ ทำให้มีเศรษฐีเงินล้าน (สินทรัพย์ในรูปแบบคริปโตที่มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์) จากคริปโตเพิ่มขึ้น 84,000 คน คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 95% จากปีก่อนหน้า (YoY) จนมีจำนวน 172,300 คนทั่วโลก

 

ไม่เพียงเท่านั้น ในรายงานดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ณ ขณะนี้มีเศรษฐีคริปโตที่มีสินทรัพย์มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.4 พันล้านบาท) จำนวน 325 คน และเศรษฐีคริปโตที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท) จำนวน 28 คน

 

โดยการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ภายใต้การจัดการของ Bitcoin ETF จนแตะ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท) ทำให้เหล่านักลงทุนได้รับผลบวกจากการปรับราคาสูงขึ้นของ Bitcoin มากขึ้น

 

จนกระทั่งล่าสุดมูลค่าตามตลาด (Market Capitalization) ของคริปโตพุ่งแตะ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 78 ล้านล้านบาท) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพิ่มขึ้นจากเพียง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 41 ล้านล้านบาท) ในปีก่อน

 

จากข้อมูลของ Forbes เผยว่า บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกคริปโตอย่าง Changpeng Zhao ผู้ร่วมก่อตั้ง Binance มีสินทรัพย์ถึง 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท) พุ่งขึ้นกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.4 แสนล้านบาท) ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา

 

ตามมาด้วยเศรษฐีอันดับ 2 อย่าง Brian Armstrong ผู้ร่วมก่อตั้ง Coinbase ด้วยสินทรัพย์รวมราว 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.7 แสนล้านบาท) ตามมาด้วย Giancarlo Devasini ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีของ Tether และ Michael Saylor ผู้ร่วมก่อตั้งของ MicroStrategy

 

และการสนับสนุนของกองทุน BlackRock, Fidelity และ Morgan Stanley ทำให้อาจมีปัจจัยสนับสนุนให้คริปโตเติบโตขึ้นต่อเนื่อง

 

ในรายงานดังกล่าวระบุว่า คริปโตจะไม่เพียงสร้างเศรษฐีเงินล้านหรือพันล้านเท่านั้น แต่มันจะเปลี่ยนวิธีการหาเงินและการทำงานของคนรวยใหม่

 

Dominic Volek หัวหน้าฝ่าย Private Client ของ Henley & Partners ระบุว่า คนร่ำรวยต่างกำลังมองหาที่อยู่และการย้ายถิ่นที่พักอาศัยใหม่ในตอนนี้

 

โดยข้อมูลของ Henley & Partners เผยว่า จาก Crypto Adoption Index สิงคโปร์ได้คะแนนมากที่สุดเป็นอันดับแรก ทั้งในแง่ของการสนับสนุนด้านกฎหมาย ปัจจัยพื้นฐานที่รองรับ และเทคโนโลยีที่พร้อม โดยมีฮ่องกง, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศอันดับที่ 2, 3 และ 4 ตามลำดับ 

 

อ้างอิง:

The post ตลาดขาขึ้นของ Bitcoin ปีนี้ สร้างเศรษฐีเงินล้านกว่า 84,000 คน เพิ่มขึ้น 95% appeared first on THE STANDARD.

]]>
NFT ผ่านยุคล่มสลายสู่ยุคฟื้นฟู แต่ความท้าทายที่สำคัญคือการนำไปใช้งานจริงและขจัดการหลอกลวง https://thestandard.co/nft-recovery-era-challenges/ Tue, 20 Aug 2024 09:34:46 +0000 https://thestandard.co/?p=973147 NFT

Non-Fungible Token (NFT) ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 2014 […]

The post NFT ผ่านยุคล่มสลายสู่ยุคฟื้นฟู แต่ความท้าทายที่สำคัญคือการนำไปใช้งานจริงและขจัดการหลอกลวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
NFT

Non-Fungible Token (NFT) ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 2014 แต่กลายเป็นที่รู้จักในปี 2021 ความร้อนแรงของ NFTในช่วงเวลานั้นทำให้ Collins Dictionary ยกให้คำว่า ‘NFT’ เป็นคำศัพท์แห่งปี 2021 เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ยอดขายและปริมาณการซื้อขายที่ลดลงในปีนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า NFTยังคงได้รับความนิยมหรือไม่ และอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป

 

จากยุครุ่งเรืองสู่ตลาดหมีของ NFT

 

ตลาด NFTเติบโตอย่างรวดเร็วในปี 2021 ได้แรงหนุนจากยอดขายและความสนใจที่เพิ่มขึ้นจากผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีและเหล่าคนดัง คอลเล็กชันผลงาน NFTของ Mike Winkelmann ศิลปินดิจิทัลที่รู้จักกันในชื่อ Beeple ถูกขายไปในราคาสูงถึง 69 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้คอลเล็กชันต่างๆ เช่น CryptoPunks และ Rare Pepes ได้จุดประกายความสนใจในหมู่ผู้ใช้งานกลุ่มแรกๆ ซึ่งปูทางไปสู่ยุคทองของNFT

 

NFTคือสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่สามารถทดแทนกันได้ เช่น งานศิลปะ เพลง ไอเท็มในเกม วิดีโอ และอื่นๆ อีกมากมายที่ถูกแปลงเป็นโทเคนผ่านบล็อกเชน ซึ่งโทเคนคือรหัสประจำตัวเฉพาะที่สร้างขึ้นจากข้อมูลเมตาผ่านฟังก์ชันคริปโต การเชื่อมต่อระหว่างโทเคนและสินทรัพย์คือสิ่งที่ทำให้สินทรัพย์เหล่านี้ไม่ซ้ำใคร

 

อย่างไรก็ตาม NFTได้เจอกับตลาดหมีครั้งใหญ่ ทำให้ราคาร่วงลงอย่างรุนแรง เนื่องจากปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความอิ่มตัวของตลาด NFTที่ส่งผลให้มูลค่าโดยรวมและปริมาณการซื้อขายลดลง การหลอกลวงในอุตสาหกรรมคริปโตและ NFTที่เพิ่มขึ้น เช่น Rug Pull, Wash Trading และการฉ้อโกง ทำให้ผู้คนไม่มั่นใจในระบบนิเวศ NFTนอกจากนี้ การล่มสลายของแพลตฟอร์มคริปโต เช่น FTX, BlockFi, Three Arrows และอื่นๆ อีกมากมาย ส่งผลให้ตลาดสกุลเงินดิจิทัลเข้าสู่ตลาดหมีและส่งผลให้ราคา NFTดิ่งลงด้วย

 

แม้ว่าตลาดจะแตะระดับสูงสุดใหม่ได้ในต้นปี 2022 ด้วยปริมาณการซื้อขายรายสัปดาห์ที่เกิน 1.5 พันล้านดอลลาร์ แต่ตลาด NFTก็ประสบกับความล้มเหลวครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี คอลเล็กชันยอดนิยมอย่าง Bored Ape Yacht Club (BAYC) และ CryptoPunks ร่วงลงกว่า 75% จากระดับสูงสุดตลอดกาล

 

แนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรม NFT ในปี 2024

 

ภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรม NFT ยังคงพัฒนาต่อไป และแนวโน้มสำคัญหลายประการก็กำลังเกิดขึ้นในปี 2024 และต่อไปข้างหน้า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับ NFT มากขึ้นเรื่อยๆ ในการคัดเลือกคอลเล็กชัน NFT ที่น่าดึงดูด อัลกอริทึม AI ถูกนำมาใช้เพื่อตรวจสอบการตั้งค่าของลูกค้า ประวัติของผู้ใช้งาน และปรับปรุงการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานผ่านการจัดหาเนื้อหาที่เฉพาะทางมากขึ้น

 

การผสานรวมกับเกมและ Metaverse ที่เป็นพื้นที่เสมือนจริงที่ผู้ใช้สามารถโต้ตอบและทำธุรกรรมได้ ได้ขับเคลื่อนความต้องการของ NFTในอสังหาริมทรัพย์เสมือนจริง แพลตฟอร์มชื่อดัง เช่น Decentraland และ The Sandbox ช่วยให้ผู้ใช้สามารถซื้อขายและพัฒนาที่ดินเสมือนจริง ทำให้เกิดเศรษฐกิจเสมือนจริงที่เจริญรุ่งเรือง โปรเจกต์ต่างๆ เช่น Portal และ Enjin นำเสนอชุดผลิตภัณฑ์แบบบูรณาการที่ทำให้ NFTเป็นเรื่องง่ายสำหรับบุคคล ธุรกิจ และนักพัฒนา

 

การยอมรับโดยแบรนด์ธุรกิจแบบดั้งเดิมสิ่งนี้ทำให้เกิดการรับรู้ที่เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การนำไปใช้กระแสหลักในหมู่ศิลปิน แบรนด์แฟชั่นรายใหญ่เริ่มเปิดตัวคอลเล็กชัน NFTแล้ว และบริษัทอสังหาริมทรัพย์ก็เสนอการเป็นเจ้าของทรัพย์สินเสมือนจริงผ่าน NFTแนวโน้มนี้คาดว่าจะดำเนินต่อไป

 

ในขณะที่ความนิยมเริ่มแรกเกี่ยวกับ NFTวนเวียนอยู่กับงานศิลปะดิจิทัลและของสะสมเป็นหลัก แต่แนวคิดของ Utility NFTได้นำเสนอมิติใหม่ให้กับอรรถประโยชน์และการใช้งานจริง โดยมีการมอบสิทธิหรือฟังก์ชันบางอย่างแก่ผู้ถือ เช่น การเข้าถึงบริการเฉพาะ, สิทธิพิเศษของสมาชิก, สิทธิในการโหวต หรือแม้แต่การเป็นเจ้าของบางส่วนในสินทรัพย์ทางกายภาพ

 

นอกจากนี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น โซลูชันการปรับขนาดเลเยอร์ 2 และเครือข่ายบล็อกเชนที่สามารถทำงานร่วมกันได้ ได้เข้ามาช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของตลาด NFTมากขึ้น โดยนวัตกรรมเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเอาชนะข้อจำกัดในปัจจุบันและผลักดันการนำไปใช้ในวงกว้างมากขึ้นในอุตสาหกรรมต่างๆ

 

ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับอนาคตของ NFT

 

แม้ว่ายอดขาย NFTจะลดลงถึง 45% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2024 แต่ผู้เชี่ยวชาญด้าน Web 3.0 คาดว่าความสนใจและการนำไปใช้จะฟื้นตัวอีกครั้ง พวกเขาคาดหวังว่า NFTจะมีความก้าวหน้าอย่างมากในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะเกมและโปรแกรมสะสมคะแนน

 

ซีอีโอของบริษัท Web 3.0 เช่น Magic Eden และ Fantasy.top เชื่อว่าศักยภาพของ NFTที่จะผสานรวมเข้ากับแบรนด์และการโฆษณาเพื่อเพิ่มการมองเห็นนั้นเริ่มเกิดขึ้นมากมาย ผู้บริหารบางคนเปรียบสถานะปัจจุบันของ NFTกับยุคแรกๆ ของอินเทอร์เน็ต โดยเน้นย้ำความเชื่อของพวกเขาในวิถีระยะยาวของการเป็นตัวแทนคุณค่าที่สำคัญภายในทศวรรษหน้า

 

จากรายงานของ MarketsandMarkets ล่าสุดเผยว่า ตลาด NFTคาดว่าจะเติบโต 35% ภายในปี 2027 เสน่ห์หลักอยู่ที่คุณสมบัติโดยธรรมชาติของโทเคน ซึ่งให้คุณสมบัติเฉพาะตัวในเรื่องความเป็นเจ้าของและการรับรองแหล่งที่มา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในภาคส่วนต่างๆ เช่น ศิลปะ เกม และการมีส่วนร่วมของลูกค้า

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าการให้ความรู้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ตลาดกระแสหลักเข้าใจถึงศักยภาพของการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัลกรณีการใช้งานที่เกิดขึ้นใหม่ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก Web 3.0 เนื่องจากคนที่อยู่นอกชุมชนจำนวนมากเข้าใจว่าตลาด NFTเป็นภาคส่วนที่เป็นการหลอกลวง

 

ความท้าทายและโอกาสของอุตสาหกรรม NFT

 

Wash Trading และสแกมเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สำคัญที่ตลาด NFTเผชิญ แพลตฟอร์มการซื้อขายแลกเปลี่ยนบางแห่งมีการหลอกลวงแบบ Wash Trading ทำให้เกิดภาพมูลค่าและสภาพคล่องของสินทรัพย์ที่ทำให้เข้าใจผิด ผู้ขาย NFTบางรายได้ทำการซื้อขายแบบ Wash Trading หลายร้อยครั้ง โดยรวมทำกำไรได้เกือบ 8.9 ล้านดอลลาร์ ความท้าทายอีกประการของ NFTคือการกำกับดูแลด้านกฎระเบียบ เพราะการที่ตลาดเป็นพื้นที่สีเทาอาจทำให้เกิดการฟอกเงินได้ และการใช้ NFTในทางที่ผิดสำหรับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

 

แม้ว่า NFTจะได้รับความสนใจจากผู้ใช้งานกลุ่มแรกๆ และผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี แต่การบรรลุถึงการยอมรับในกระแสหลักยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของธุรกรรมบล็อกเชนที่ใช้พลังงานสูงยังทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนของ NFTซึ่งอาจขัดขวางการยอมรับในหมู่ผู้บริโภคที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การสร้างสรรค์โซลูชันบล็อกเชนที่ยั่งยืน ภูมิทัศน์ของ NFTยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อตลาดเติบโตเต็มที่เรากำลังเปลี่ยนไปสู่ ​​NFTที่ขับเคลื่อนด้วย Utility และแอปพลิเคชันที่เป็นนวัตกรรมมากกว่างานศิลปะดิจิทัล

 

NFTที่เคยถูกขายในราคาสูงลิ่วในอดีตแสดงให้เห็นถึงความไม่ยั่งยืนในระยะยาวที่นักลงทุนจ่ายในราคาที่สูงโดยไม่เข้าใจมูลค่าที่แท้จริงของ NFTตัวอย่างเช่น ในเดือนมกราคมปี 2022 นักเรียนคนหนึ่งขายรูปเซลฟีในราคาที่สูง นอกจากนี้ การซื้อทวีตNFT ครั้งแรกของ Jack Dorsey ในราคา 2.9 ล้านดอลลาร์ และราคาที่ร่วงในเวลาต่อมาแสดงให้เห็นถึงฟองสบู่ในตลาดNFT

 

อย่างไรก็ตาม ตลาด NFTและฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้เกิดขึ้นมากมายในปีนี้ ทั้งการผสานรวมกับ DeFi โดยใช้ NFTก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น รวมถึงNFT Staking และการกู้ยืมด้วย สิ่งนี้ยังเป็นสัญญาณว่าตลาดยังคงพัฒนาต่อไป เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปและมีผู้คนสำรวจNFT มากขึ้น เราอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงในการซื้อขาย การประเมินมูลค่า นอกจากนี้เราอาจได้เห็น NFTถูกนำมาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรมนอกเหนือไปจากงานศิลปะและของสะสมมากขึ้นในอนาคต

 

อ้างอิง:

The post NFT ผ่านยุคล่มสลายสู่ยุคฟื้นฟู แต่ความท้าทายที่สำคัญคือการนำไปใช้งานจริงและขจัดการหลอกลวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาดูปัจจัยที่จะหนุน Bitcoin ให้ทะลุ All Time High เหนือ 73,000 ดอลลาร์ https://thestandard.co/keep-an-eye-on-factors-support-bitcoin/ Thu, 01 Aug 2024 05:58:22 +0000 https://thestandard.co/?p=965957

ราคา Bitcoin (BTC) ฟื้นตัวกลับขึ้นมาอยู่ในกรอบประมาณ 65 […]

The post จับตาดูปัจจัยที่จะหนุน Bitcoin ให้ทะลุ All Time High เหนือ 73,000 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ราคา Bitcoin (BTC) ฟื้นตัวกลับขึ้นมาอยู่ในกรอบประมาณ 65,000-70,000 ดอลลาร์ หลังจากที่ลดลงไปต่ำกว่า 55,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา การฟื้นตัวต่อเนื่องของราคา Bitcoin ทำให้นักลงทุนกำลังคาดหวังว่าอาจเห็น Bitcoin ขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง หลังจากที่เคยพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 73,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา อะไรจะเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ราคาพุ่งสูง All Time High ได้อีกครั้ง

 

ตลาดจับตานโยบายสนับสนุนคริปโตเคอร์เรนซีของ โดนัลด์ ทรัมป์

 

ทรัมป์ ผู้เคยวิจารณ์ Bitcoin เมื่อปี 2019 ได้เปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลแล้ว โดยได้ขึ้นเวทีปราศรัยภายในงาน Bitcoin Conference 2024 ที่เมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี กล่าวว่า หากเขาได้รับเลือกตั้ง รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะถือครอง Bitcoin ทั้งหมดที่ได้มาไว้ 100% ในอนาคต

 

ทรัมป์ยังพยายามเอาใจเหล่านักเทรดคริปโต โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาด้านคริปโต และจะสร้าง ‘คลัง Bitcoin ระดับชาติเชิงกลยุทธ์’ คำมั่นของเขายังรวมถึงการไล่ แกรี เจนส์เลอร์ ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกจากตำแหน่ง ซึ่งเจนส์เลอร์เป็นตัวร้ายที่ชุมชนคริปโตเกลียดชัง นโยบายของทรัมป์ทำให้ตลาดเกิดความเชื่อมั่นเชิงบวกเป็นอย่างมาก และผลักดันให้ราคาคริปโตพุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

 

ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐฯ ถือครอง BTC ไว้จำนวนมหาศาล แต่ก็มีการเทขายอยู่เสมอ ทำให้ตลาดวิตกกังวลกับผลกระทบต่อราคาในบางครั้ง ไบรอัน คอร์เชน ผู้จัดการสินทรัพย์ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่าการนำ Bitcoin มาใช้เป็นสินทรัพย์สำรองของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของทรัมป์ในอนาคตนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

 

คอร์เชนชี้ให้เห็นถึงการถือครอง Bitcoin ของกระทรวงยุติธรรมจำนวนมหาศาลถึง 200,000 BTC ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เป็นผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุด รองจากผู้สร้างนามแฝงอย่าง ซาโตชิ นากาโมโตะ ซึ่งหากรัฐบาลสหรัฐฯ มุ่งสนับสนุน Bitcoin นี่อาจช่วยเปิดทางให้กระทรวงการคลังเริ่มสะสมและถือครองสินทรัพย์หายากนี้ในระยะยาว ทำให้เกิดการคาดเดาว่ารัฐบาลทรัมป์ในอนาคตอาจหมายถึงยุคใหม่ของสกุลเงินดิจิทัล ซึ่ง Bitcoin จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินปัจจุบันอย่างสมบูรณ์

 

การสนับสนุนของรัฐบาลอาจเร่ง Mass Adoption สำหรับโลกคริปโต

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ Bitcoin จะได้รับความนิยมและถูกยอมรับจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่มีอิทธิพลระดับโลก เห็นได้จากการที่บริษัทรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ Tesla เริ่มซื้อ Bitcoin เก็บไว้ในคลังบริษัทครั้งแรกมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2021 เหตุการณ์นี้ทำให้บริษัทเอกชนหลายแห่งทั่วโลกเริ่มถือครอง Bitcoin ไว้ในงบดุลของบริษัทด้วย ซึ่งแน่นอนว่าหากทรัมป์สนับสนุนคริปโตอย่างที่ให้คำมั่นไว้ สิ่งนี้จะเพิ่ม Mass Adoption มากขึ้นอย่างแน่นอน

 

Open Interest ของ Bitcoin ที่สูงเป็นประวัติการณ์ บ่งชี้ว่าราคาอาจพุ่งทะลุในเร็วๆ นี้

 

จำนวนสัญญาที่มีการเปิดสถานะคงค้างอยู่ หรือที่เรียกว่า Open Interest เป็นสิ่งที่ใช้วัดความสนใจและสภาพคล่องของสินทรัพย์ การที่ Open Interest ของ Bitcoin เพิ่มขึ้นและยืนอยู่ใกล้ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นถึงความสนใจของนักลงทุนใน Bitcoin ที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นสัญญาณ Breakout ของราคาที่นำไปสู่การพุ่งทะลุระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่

 

 

นอกจากนี้ ตัวชี้วัดอื่นๆ ยังแสดงให้เห็นว่าราคา Bitcoin อาจอยู่ในเส้นทางที่จะทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลใหม่ได้ โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม เผยว่าผู้ถือครอง Bitcoin ระยะสั้นมากกว่า 75% ได้กำไร ซึ่งอาจส่งผลให้ BTC มีโมเมนตัมขาขึ้นมากขึ้น เนื่องจากกำไรของนักเทรดระยะสั้นมักใช้เป็นตัวชี้วัดความต้องการ Bitcoin ของรายย่อย

 

โอกาสลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก

 

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะมีการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งจะตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool คาดการณ์ว่า Fed มีโอกาส 95.9% ที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 5.25-5.5% และมีโอกาส 85.8% ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเหลือ 5.0-5.25% ซึ่งจะเป็นการปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้ออยู่ภายใต้การควบคุม

 

นอกจาก Fed ธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลกต่างก็เตรียมพร้อมที่จะลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งถือเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อตลาดคริปโต โดยปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยที่สูงมักหมายถึงเงินที่น้อยลงสำหรับนักลงทุน ซึ่งลดความต้องการสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง เช่น สกุลเงินดิจิทัลลง ส่งผลให้ราคาสกุลเงินดิจิทัลลดลงด้วย

 

อย่างไรก็ตาม โอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในเดือนกันยายนยังขึ้นอยู่กับรายงานการจ้างงานของสหรัฐฯ และอัตราการว่างงาน ที่จะประกาศในวันศุกร์นี้ด้วย รายงานเหล่านี้จะบ่งชี้ถึงทิศทางของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ Fed เตรียมพร้อมสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ ซึ่งนักลงทุนจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

อ้างอิง:

The post จับตาดูปัจจัยที่จะหนุน Bitcoin ให้ทะลุ All Time High เหนือ 73,000 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ลั่น เตรียมใช้ Bitcoin เป็นทุนสำรอง พร้อมดันสหรัฐฯ สู่ชาติมหาอำนาจที่สนับสนุน Bitcoin หากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี https://thestandard.co/trump-plans-to-use-bitcoin-as-reserves/ Sun, 28 Jul 2024 06:01:53 +0000 https://thestandard.co/?p=964111

“ผมไม่ชอบ Bitcoin และเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ เพราะม […]

The post ทรัมป์ลั่น เตรียมใช้ Bitcoin เป็นทุนสำรอง พร้อมดันสหรัฐฯ สู่ชาติมหาอำนาจที่สนับสนุน Bitcoin หากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ผมไม่ชอบ Bitcoin และเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ เพราะมันไม่ใช่เงิน ซึ่งมูลค่าของพวกมันมีพื้นฐานมาจากอากาศ และผันผวนอย่างมาก” – โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ผ่าน Twitter เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2019

 

อย่างไรก็ตาม ในวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2024 อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับเปลี่ยนทิศทางของตัวเองที่มีต่อ Bitcoin โดยการขึ้นเวทีปราศรัยภายในงาน Bitcoin Conference 2024 ที่เมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ซึ่งทรัมป์เผยถึงความยินดีที่จะโอบรับคริปโตอย่างเต็มกำลัง หากได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 และความต้องการที่จะผลักดันให้สหรัฐอเมริกาเป็น ‘Bitcoin Superpower’ หรือประเทศมหาอำนาจที่สนับสนุน Bitcoin ภายใต้การนำของเขา

 

ทรัมป์ ผู้ท้าชิงตำแหน่งจากพรรครีพับลิกัน ให้สัญญาว่าเขาจะสร้างสหรัฐฯ เป็น ‘ศูนย์กลางของอุตสาหกรรมคริปโต’ และจะเพิ่มจำนวนการถือครอง Bitcoin ในฐานะ ‘ทุนสำรอง’ โดยทรัมป์กล่าวว่าจะไม่มีการขายเหรียญดิจิทัลดังกล่าวออกจากคลัง

 

“ถ้าผมได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ผมจะผลักดันนโยบายให้รัฐบาลสหรัฐฯ จำเป็นต้องถือครอง Bitcoin ทั้งหมดที่มีอยู่ตอนนี้ 100% หรือจำนวนใดๆ ก็ตามที่หน่วยงานรัฐจะซื้อเพิ่มในอนาคต” ทรัมป์กล่าว

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศว่าเขาจะปลด แกรี เจนส์เลอร์ ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หากได้รับเลือกตั้ง “เราจะยังมีกฎระเบียบ แต่จากนี้ไปกฎจะถูกเขียนขึ้นโดยผู้ที่รักอุตสาหกรรมคริปโต ไม่ใช่คนที่เกลียดมัน” อีกทั้งทรัมป์วางแผนจะจัดตั้งสภาที่ปรึกษาคริปโตขึ้นด้วย

 

การขึ้นปราศรัยครั้งนี้ของทรัมป์แสดงให้เห็นถึงจุดยืนของเขาที่เปลี่ยนแปลงไปแบบ ‘หน้ามือเป็นหลังมือ’ เกี่ยวกับคริปโต จากในอดีตที่เคยเป็น ‘ผู้ต่อต้าน’ กลายมาเป็น ‘ผู้สนับสนุน’

 

ตลอดเวลาการขึ้นพูดเกือบ 50 นาที ทรัมป์พยายามเปรียบเทียบการสนับสนุนของเขาที่มีต่อคริปโตกับความพยายามในทางตรงกันข้ามของรัฐบาลโจ ไบเดน ที่จะควบคุม โดยทรัมป์กล่าวกับผู้ที่ไปร่วมงานว่ารัฐบาลกลางกำลัง “ขัดขวางคุณ” แต่สำหรับทรัมป์ เขาต้องการให้คริปโต ‘ขุดและผลิต’ ในสหรัฐฯ

 

ณ กรอบเวลาปัจจุบัน Bitcoin มีระดับราคาอยู่ราว 68,000 ดอลลาร์สหรัฐ ฟื้นตัวขึ้นมาประมาณ 25% จากจุดต่ำสุดของเดือนกรกฎาคมที่ 53,725 ดอลลาร์สหรัฐ โดยหลายสำนักข่าวตั้งข้อสังเกตว่าการพุ่งขึ้นของราคาส่วนหนึ่งมาจากท่าทีเชิงบวกของผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนนี้

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ลั่น เตรียมใช้ Bitcoin เป็นทุนสำรอง พร้อมดันสหรัฐฯ สู่ชาติมหาอำนาจที่สนับสนุน Bitcoin หากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวนวิเคราะห์ทิศทาง BTC หลัง Bitcoin Halving ผ่านไป อะไรคือปัจจัยบวกและลบที่รออยู่ https://thestandard.co/analysis-of-btc-direction-after-bitcoin-halving/ Wed, 17 Jul 2024 07:35:48 +0000 https://thestandard.co/?p=959081

Mt. Gox เว็บเทรดคริปโตเคอร์เรนซีในโตเกียวที่ล้มละลายเมื […]

The post ชวนวิเคราะห์ทิศทาง BTC หลัง Bitcoin Halving ผ่านไป อะไรคือปัจจัยบวกและลบที่รออยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Mt. Gox เว็บเทรดคริปโตเคอร์เรนซีในโตเกียวที่ล้มละลายเมื่อ 10 ปีที่แล้วจากการโดนแฮ็ก Bitcoin (BTC) กำลังเตรียมชำระหนี้ประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์แก่เจ้าหนี้ เมื่อพิจารณาจาก BTC จำนวนมหาศาลที่ต้องจ่ายคืนนั้น สิ่งนี้ได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดคริปโตเป็นอย่างมาก หลังจากที่เว็บเทรดคริปโต Kraken ประกาศว่า การจ่ายคืน BTC กำลังจะเริ่มขึ้น

 

Halving จบแล้วหรือยัง หรือแค่รอเวลาไปต่อ

 

หลัง Bitcoin Halving เมื่อเดือนเมษายน ราคา BTC แกว่งตัวอยู่ในกรอบประมาณ 55,000-70,000 ดอลลาร์ โดยล่าสุดราคาปรับตัวจากจุดต่ำสุดในรอบ 5 เดือน ที่ 55,000 ดอลลาร์ ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 65,000 ดอลลาร์

 

Bull Run หลัง Halving รอบล่าสุด จบแล้วหรือยัง?

 

แรงกดดันในการขายคริปโตยังคงมีสูง หลังจากเหตุการณ์ Bitcoin Halving ในเดือนเมษายน ซึ่งทำให้รางวัลที่นักขุดได้รับจากการขุดเหรียญใหม่ลดลงครึ่งหนึ่ง แม้ว่าแรงกดดันนี้จะเริ่มลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงสูง ส่งผลให้ราคาในระยะสั้นอาจผันผวนหรือมีโอกาสปรับตัวลงได้

 

ราคา Bitcoin มักจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วง 2-3 เดือนหลังจากเหตุการณ์ Bitcoin Halving และเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเป็นเวลา 7 เดือน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ Bitcoin Halving ครั้งที่ 4 ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2024 ดูเหมือนจะแตกต่างออกไป การฟื้นตัวครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นสัญญาณเตือนภัยถึงสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับตลาดที่ตกต่ำ เนื่องจากมีนักลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะยาว ที่ขาย Bitcoin ที่ถือครองและรับเงินจากกำไรที่เพิ่มขึ้นหลังจาก Halving

 

ในทางกลับกัน นักวิเคราะห์คาดว่าการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin จะแตกต่างออกไปเล็กน้อย นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank และ JPMorgan กล่าวว่า การพุ่งขึ้นของราคาส่วนใหญ่จากความคาดหวังเกิดขึ้นแล้วก่อน Halving ครั้งล่าสุด และราคา BTC แตะระดับสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ก่อนที่จะถึงเหตุการณ์ Bitcoin Halving ด้วยซ้ำ โดยมีการอนุมัติกองทุน Spot Bitcoin ETF ของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวผลักดันมูลค่า BTC ให้สูงขึ้นไปอีก

 

จากการสำรวจของ CoinGecko เผยว่า นักลงทุนและนักเก็งกำไรในตลาดน้อยกว่า 49.3% มั่นใจในคริปโตหลังจากเหตุการณ์ Bitcoin Halving ในเดือนเมษายน 2024 ท่ามกลางการพักฐานและปรับฐานของราคา

 

นักวิเคราะห์คริปโตมองว่าความต้องการเพิ่มเติมสำหรับกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนคริปโตอาจผลักดันให้ราคาสูงขึ้นได้ Matt Hougan ซีไอโอของ Bitwise คาดประมาณการเงินทุนที่ไหลเข้ากองทุน Ether ETF จำนวน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายใน 18 เดือนแรก ในขณะเดียวกัน Seyffart คาดว่ากองทุน Spot Bitcoin ETF จะดึงดูดเงินไหลเข้ามาราว 20-25% ของที่เคยทำไว้ในช่วงเดือนแรกของการเปิดตัว

 

การชำระคืน Bitcoin ของ Mt. Gox อาจสร้างแรงกดดันในตลาดคริปโต

 

Mt. Gox ประกาศเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ว่าจะเริ่มชำระหนี้เป็น BTC และ Bitcoin Cash (BCH) ให้กับเจ้าหนี้ โดยระบุว่า การชำระหนี้จะดำเนินการให้กับเจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการผ่านเว็บเทรดที่กำหนด ตลาดคาดว่าแผนการชำระคืนทันทีอาจบรรลุก่อนเดือนสิงหาคม ทางด้าน Nobuaki Kobayashi ผู้ดูแลผลประโยชน์ของ Mt. Gox ประกาศว่า ได้โอนคืน BTC และ BCH ให้กับเจ้าหนี้บางรายผ่านแพลตฟอร์มการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลที่กำหนดไว้ และปัจจุบันโอนคืน BTC และ BCH ให้กับเจ้าหนี้มากกว่า 13,000 รายแล้ว

 

นอกจากนี้ เมื่อวันอังคารที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตามข้อมูลของ Arkham Intelligence เผยว่า Mt. Gox เคลื่อนย้าย Bitcoin เกือบ 140,000 BTC มูลค่าเกือบ 9 พันล้านดอลลาร์ ไปยังกระเป๋าเงินเย็น (Cold Wallet) และที่อยู่อีก 2 แห่งที่ไม่รู้จัก ซึ่งเป็นการเคลื่อนย้ายเหรียญเป็นครั้งแรกในรอบ 2 สัปดาห์

 

การเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin ในระยะสั้นอาจขึ้นอยู่กับผลตอบแทนที่เจ้าหนี้ของ Mt. Gox จะได้รับและจำนวนเจ้าหนี้ที่จะขาย BTC ทิ้ง ตลาดเกิดความกังวลว่าเจ้าหนี้อาจเทขาย BTC ที่พวกเขาได้รับกำไรมหาศาล จนราคาร่วงลงอีกครั้ง

 

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และอนาคตของอุตสาหกรรมคริปโต

 

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้อาจส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมคริปโตเช่นกัน ตลาดคาดการณ์ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้ง และการที่เขารอดจากเหตุการณ์พยายามลอบสังหารที่รัฐเพนซิลเวเนียอาจเพิ่มโอกาสในการชิงตำแหน่งที่ทำเนียบขาวในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ช่วงปลายปีนี้

 

นักวิเคราะห์มองว่าตลาดคริปโตอาจปรับตัวสูงขึ้นและเป็นแนวโน้มขาขึ้นครั้งใหม่ของสกุลเงินดิจิทัลหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ เนื่องจากเขาออกมาสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลมากกว่าที่เคยเป็นมา

 

Shiven Moodley ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และนักยุทธศาสตร์ระดับมหภาคของ 80eight Group กล่าวว่า ทรัมป์ค่อนข้างสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมคริปโตของสหรัฐฯ ในระยะยาว โดยอุดมการณ์ในเรื่องตลาดเสรี คำมั่นสัญญาในการลดภาษีนิติบุคคล และกฎระเบียบที่เป็นมิตรต่อคริปโต จะส่งผลดีต่อตลาดในอนาคต สิ่งนี้ทำให้ทรัมป์เป็นที่ชื่นชอบในหมู่นักลงทุนคริปโตมากกว่าฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่สนับสนุนกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น

 

อ้างอิง:

The post ชวนวิเคราะห์ทิศทาง BTC หลัง Bitcoin Halving ผ่านไป อะไรคือปัจจัยบวกและลบที่รออยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มูลค่าคริปโตที่ถูกแฮ็กในช่วงครึ่งปีแรกพุ่ง 2 เท่า เป็น 4.83 หมื่นล้านบาท เพราะราคาเหรียญที่สูงขึ้น https://thestandard.co/crypto-hack-losses-double/ Wed, 10 Jul 2024 06:58:33 +0000 https://thestandard.co/?p=955961

จากรายงานของ TRM Labs บริษัทด้านข้อมูลเผยว่า มูลค่าคริป […]

The post มูลค่าคริปโตที่ถูกแฮ็กในช่วงครึ่งปีแรกพุ่ง 2 เท่า เป็น 4.83 หมื่นล้านบาท เพราะราคาเหรียญที่สูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากรายงานของ TRM Labs บริษัทด้านข้อมูลเผยว่า มูลค่าคริปโตที่ถูกแฮ็กในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 พุ่งแตะ 1.38 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.83 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

 

โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2023 มูลค่าการแฮ็กคริปโตอยู่ที่ประมาณ 657 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.29 หมื่นล้านบาท แต่จากรายงานระบุว่า สิ่งที่ยังเหมือนกับปีที่แล้วคือเหตุการณ์การแฮ็กคริปโต 5 อันดับแรก คิดเป็นมูลค่ากว่า 70% ของมูลค่าการแฮ็กทั้งหมด

 

โดยการแฮ็กที่เกิดขึ้นมากที่สุดในปีนี้เป็นการเข้าถึง Private Key และ Seed Phrase ซึ่งเป็นกลุ่มคำที่ใช้เป็นรหัสในการเข้าถึงวอลเล็ตคริปโตด้วยกลวิธีต่างๆ

 

ส่วนมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงครึ่งปีแรก เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มชื่อ DMM Bitcoin ซึ่งเป็นศูนย์ซื้อขายคริปโตในญี่ปุ่น คิดเป็นมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม TRM Labs กล่าวว่า ปัจจัยพื้นฐานด้านความปลอดภัยของคริปโตไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แม้มูลค่าการถูกแฮ็กจะเพิ่มขึ้น รูปแบบและจำนวนการแฮ็กยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากปีก่อนหน้าเท่าไร

 

แต่ด้วยราคาคริปโตในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2024 เทียบกับปีก่อนหน้าที่สูงขึ้น ทำให้มูลค่าการถูกแฮ็กปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

นอกจากนี้แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตมักตกเป็นเป้าสำหรับเหล่าแฮกเกอร์จากปริมาณเงินที่หมุนเวียนอยู่มหาศาล

 

โดยช่วงปี 2014 Mt. Gox ต้องประกาศล้มละลายจากการโดนแฮ็กอย่างต่อเนื่องจนเสีย Bitcoin ไปมากถึง 9.5 แสน BTC คิดเป็นมูลค่า 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.89 ล้านล้านบาท ในปัจจุบัน

 

หรือช่วงพฤศจิกายน ปี 2023 ที่แพลตฟอร์ม HTX และบล็อกเชน HECO Chain ที่อยู่ภายใต้นักธุรกิจคริปโตชื่อดังอย่าง Justin Sun ก็โดนแฮ็กไปกว่า 115 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4 พันล้านบาท

 

TRM Labs ชี้ว่าแพลตฟอร์มคริปโตเหล่านี้สามารถป้องกันการแฮ็กได้ด้วยการทำกลยุทธ์แบบ Multi-Layered Defense อย่างการตรวจสอบระบบความปลอดภัยสม่ำเสมอ และมีการเข้ารหัสที่แน่นหนา ร่วมไปกับการให้ความรู้แก่พนักงานและนำไปใช้จริง

 

อ้างอิง:

The post มูลค่าคริปโตที่ถูกแฮ็กในช่วงครึ่งปีแรกพุ่ง 2 เท่า เป็น 4.83 หมื่นล้านบาท เพราะราคาเหรียญที่สูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
MicroStrategy ซื้อ Bitcoin เพิ่ม 27,000 ล้านบาท รวมถือ 226,331 BTC https://thestandard.co/microstrategy-119k-more-bitcoin/ Fri, 21 Jun 2024 06:52:10 +0000 https://thestandard.co/?p=948024

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (20 มิถุนายน) MicroStrategy ร […]

The post MicroStrategy ซื้อ Bitcoin เพิ่ม 27,000 ล้านบาท รวมถือ 226,331 BTC appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (20 มิถุนายน) MicroStrategy รายงานว่า บริษัทมีการเข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 11,931 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 786 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 27,000 ล้านบาท) หลังจากที่บริษัทได้ออกหุ้นกู้แปลงสภาพให้กับนักลงทุนสถาบันมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 28,000 ล้านบาท)

 

จากข้อมูล ณ สิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา MicroStrategy ถือครอง Bitcoin สุทธิ 214,400 BTC และการเข้าซื้อ Bitcoin ครั้งล่าสุดก็จะทำให้บริษัทมีการถือครองสุทธิ 226,331 BTC คิดเป็นมูลค่ากว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 530,000 ล้านบาท) ณ ราคา Bitcoin ที่ระดับ 66,000 ดอลลาร์

 

ต้นทุนการซื้อ Bitcoin เฉลี่ยของ MicroStrategy อยู่ที่ 36,798 ดอลลาร์ ในขณะที่มูลค่าต้นทุนรวมอยู่ที่ 8,300 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 290,000 ล้านบาท) ทำให้ ณ ปัจจุบัน MicroStrategy มีกำไรทางบัญชีจากการลงทุนใน Bitcoin กว่า 6,700 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 230,000 ล้านบาท)

 

โดย MicroStrategy ได้เริ่มเข้าลงทุนใน Bitcoin นับตั้งแต่ช่วงปี 2020 เพื่อเป็นสินทรัพย์ในการรักษามูลค่าและป้องกันความเสี่ยง ภายใต้วิสัยทัศน์ของ Michael Saylor ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริษัท

 

ทำให้ราคาหุ้นของ MicroStrategy (MSTR) ปรับตัวขึ้นกว่า 10 เท่า ในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่การเข้าซื้อ Bitcoin ครั้งแรก

 

อ้างอิง:

The post MicroStrategy ซื้อ Bitcoin เพิ่ม 27,000 ล้านบาท รวมถือ 226,331 BTC appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: กับดักความเสี่ยงสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผู้ลงทุนไม่ควรมองข้าม | Thailand Future EP.2 https://thestandard.co/thailand-future-ep2/ Tue, 18 Jun 2024 12:54:24 +0000 https://thestandard.co/?p=946786 กับดักความเสี่ยง สินทรัพย์ดิจิทัล ที่ผู้ลงทุนไม่ควรมองข้าม | Thailand Future EP.2

การล่มสลายของเหรียญ LUNA รวมถึงศูนย์ซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ […]

The post ชมคลิป: กับดักความเสี่ยงสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผู้ลงทุนไม่ควรมองข้าม | Thailand Future EP.2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กับดักความเสี่ยง สินทรัพย์ดิจิทัล ที่ผู้ลงทุนไม่ควรมองข้าม | Thailand Future EP.2

การล่มสลายของเหรียญ LUNA รวมถึงศูนย์ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง FTX และ Zipmex ถือเป็นเคสความเสียหายครั้งใหญ่ และเหตุผลสำคัญว่า ทำไมนักลงทุนต้องเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะเหรียญคริปโตไม่ได้มาแค่ผลตอบแทนที่สูงลิ่ว แต่มาพร้อมกับความเสี่ยงที่อาจทำให้ผู้ลงทุนที่มองข้ามต้องสูญเสียเงินทุนจำนวนมหาศาล บทเรียนจากวิกฤตที่เคยเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง? นักลงทุนควรป้องกันตัวเองอย่างไร? หาคำตอบพร้อมกันในคลิปนี้

The post ชมคลิป: กับดักความเสี่ยงสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผู้ลงทุนไม่ควรมองข้าม | Thailand Future EP.2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ Binance ชี้ คริปโตเข้าสู่ยุคเริ่มต้นของการมีผู้ใช้จำนวนมาก (Early Majority) https://thestandard.co/binance-ceo-richard-teng-crypto-industry-shifted-early-adopters-majority/ Tue, 11 Jun 2024 10:24:37 +0000 https://thestandard.co/?p=943904 Binance

Richard Teng ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Binance กล่าวกั […]

The post ซีอีโอ Binance ชี้ คริปโตเข้าสู่ยุคเริ่มต้นของการมีผู้ใช้จำนวนมาก (Early Majority) appeared first on THE STANDARD.

]]>
Binance

Richard Teng ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Binance กล่าวกับ Cointelegraph ว่า อุตสาหกรรมคริปโตได้เปลี่ยนยุคสมัยจาก Early Adopter หรือยุคของกลุ่มคนแรกๆ ที่เปิดรับคริปโต มาเป็น Early Majority หรือยุคเริ่มต้นของการมีผู้ใช้อย่างแพร่หลาย เป็นที่เรียบร้อย

 

การแสดงความเห็นของ Richard เกิดขึ้นหลังจากที่ Binance ประกาศจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกแตะ 200 ล้านคน ขึ้นเป็นแพลตฟอร์มที่มีบัญชีผู้ใช้งานมากเป็นอันดับ 1 ของโลก

 

Richard ยังได้แสดงความขอบคุณกับผู้ใช้งานจำนวนกว่า 200 ล้านคนในขณะนี้ พร้อมแสดงความเห็นว่า จำนวนผู้ใช้งานที่มากขนาดนี้ เป็นการบ่งบอกถึงความไว้ใจของชุมชนชาวคริปโตที่มีต่อ Binance เช่นกัน

 

ปัจจุบันผู้ถือครองคริปโตทั่วโลกมีจำนวนกว่า 560 ล้านคน จากข้อมูลของ triple-a.io โดย 72% ของผู้ที่ถือครองมีอายุต่ำกว่า 34 ปี 

 

Binance ใช้เวลาเพียงแค่ 26 เดือนในการทำให้ยอดผู้ใช้งานพุ่งขึ้นจาก 100 ล้านคน แตะ 200 ล้านคน ทั้งนี้ Richard กล่าวว่า การมียอดผู้ใช้งานถึง 200 ล้านคน ไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของ Binance เท่านั้น หากแต่ตัวเลขการเติบโตดังกล่าวยังแสดงถึงความแข็งแกร่งและการเติบโตของอุตสาหกรรมโดยรวมอีกเช่นกัน

 

ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านจาก Early Adopter มาเป็น Early Majority ที่ประชากรของโลกอีกจำนวนมากกำลังมีโอกาสจะเข้ามาสู่อุตสาหกรรมคริปโต พร้อมกับขยายโอกาสความเป็นไปได้อื่นๆ ในอุตสาหกรรมดังกล่าวได้อย่างไม่จำกัด

 

นอกจากนี้ Binance ยังมีเป้าหมายต่อไปสู่การมียอดผู้ใช้งานแตะ 1 พันล้านคนเช่นเดิม พร้อมทั้งอยู่บนวิสัยทัศน์เดิมที่จะเพิ่มการเข้าถึงทางการเงินแก่ผู้คน (Financial Inclusion) และการสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

 

แต่ถึงอย่างนั้นเอง เป้าหมายผู้ใช้งานระดับ 1 พันล้านคนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจำเป็นที่จะต้องเห็นจำนวนผู้ถือครองคริปโตเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เท่ากับว่าประชากรโลกทุก 8 คน จะเป็นลูกค้าของ Binance 1 คน

 

นอกจากนี้ยังต้องอาศัยการสนับสนุนทางการเมืองจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผู้ถือคริปโตเกือบ 50 ล้านคน หรือประมาณ 10% ของผู้ใช้ทั่วโลก ที่ยังคงอยู่ในภาวะไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง กำลังพิจารณาท่าทีทางกฎหมายของประเทศเกี่ยวกับอุตสาหกรรมคริปโตในหลายแง่มุม

 

อ้างอิง: 

The post ซีอีโอ Binance ชี้ คริปโตเข้าสู่ยุคเริ่มต้นของการมีผู้ใช้จำนวนมาก (Early Majority) appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงการคลังสั่งถอนใบอนุญาตทำธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล Zipmex มีผลตั้งแต่ 28 พ.ค. เหตุมีฐานะการเงินเสี่ยงทำความเสียหายแก่ลูกค้า https://thestandard.co/finance-ministry-withdrawal-zipmex-license/ Tue, 11 Jun 2024 05:12:26 +0000 https://thestandard.co/?p=943776 Zipmex

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล […]

The post กระทรวงการคลังสั่งถอนใบอนุญาตทำธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล Zipmex มีผลตั้งแต่ 28 พ.ค. เหตุมีฐานะการเงินเสี่ยงทำความเสียหายแก่ลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Zipmex

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. มีคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลของ Zipmexตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2567 เนื่องจากมีฐานะทางการเงินที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ลูกค้า และโครงสร้างการบริหารจัดการและบุคลากรที่ไม่เหมาะสมและเพียงพอที่จะทำให้การประกอบธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความรับผิดชอบ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องตามการสั่งการของคณะกรรมการ ก.ล.ต.

 

สืบเนื่องจาก Zipmexซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทการเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลและนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล ตาม พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ปรากฏข้อเท็จจริงต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ว่ามีฐานะทางการเงินที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ลูกค้า และโครงสร้างการบริหารจัดการและบุคลากรที่ไม่เหมาะสมและเพียงพอที่จะทำให้การประกอบธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความรับผิดชอบ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

 

โดยคณะกรรมการ ก.ล.ต. มีมติสั่งการตาม พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ให้ Zipmexแก้ไขการดำเนินงาน แต่ Zipmexไม่สามารถแก้ไขได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 จึงได้มีมติสั่งการให้ Zipmexระงับการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และแก้ไขการดำเนินงานต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด รวมทั้งสั่งการให้ Zipmexคืนทรัพย์สินตามความประสงค์ของลูกค้า

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 พิจารณาแล้วเห็นว่า Zipmexฝ่าฝืนไม่แก้ไขการดำเนินงานข้างต้นตามการสั่งการของคณะกรรมการ ก.ล.ต. จึงได้มีมติเสนอแนะต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทการเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของZipmex และสั่งให้ Zipmexระงับการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต่อไป และต้องดำเนินการโอนทรัพย์สินคืนลูกค้าหรือตามคำสั่งของลูกค้าภายใน 15 วัน หากลูกค้าไม่มาแจ้งความประสงค์หรือรับทรัพย์สินคืนภายในกำหนด Zipmexต้องจัดให้มีการฝากทรัพย์สินไว้ในระบบที่มีความมั่นคงปลอดภัยภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนด 15 วันดังกล่าวข้างต้น พร้อมทั้งรายงานการดำเนินการแต่ละขั้นตอนให้ ก.ล.ต. รับทราบ

 

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. พิจารณาแล้วเห็นว่า Zipmexยังคงฝ่าฝืนไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการสั่งการของคณะกรรมการ ก.ล.ต. จึงอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ สั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทการเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของZipmex

 

รวมทั้งให้ Zipmexดำเนินการโอนทรัพย์สินคืนลูกค้าหรือตามคำสั่งของลูกค้า หากลูกค้าไม่มาแจ้งความประสงค์หรือรับทรัพย์สินคืน Zipmexต้องจัดให้มีการฝากทรัพย์สินไว้ในระบบที่มีความมั่นคงปลอดภัย โดยให้ Zipmexรายงานการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนให้ ก.ล.ต. ทราบ

 

ทั้งนี้ Zipmexยังคงมีสถานะเป็นบริษัทจำกัด ซึ่งมีสิทธิหน้าที่และความรับผิด ตลอดจนอาจถูกฟ้องร้องตามกฎหมายได้ โดยลูกค้าZipmex สามารถติดต่อเพื่อรับคืนทรัพย์สินผ่านช่องทางติดต่อของบริษัท หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ ‘ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส’ โทร. 1207 กด 8 หรืออีเมล [email protected] หรือ Facebook: สำนักงาน กลต. หรือ SEC Live Chat ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. www.sec.or.th

The post กระทรวงการคลังสั่งถอนใบอนุญาตทำธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล Zipmex มีผลตั้งแต่ 28 พ.ค. เหตุมีฐานะการเงินเสี่ยงทำความเสียหายแก่ลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
IBIT ของ BlackRock กลายเป็นกองทุน Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท https://thestandard.co/ibit-the-largest-bitcoin-fund/ Thu, 30 May 2024 07:51:23 +0000 https://thestandard.co/?p=939266

iShares Bitcoin Trust (IBIT) กองทุน Bitcoin Spot ETF จา […]

The post IBIT ของ BlackRock กลายเป็นกองทุน Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

iShares Bitcoin Trust (IBIT) กองทุน Bitcoin Spot ETF จาก BlackRock กลายเป็นกองทุนที่มีการถือครอง Bitcoinมากที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการเฉียด 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7 แสนล้านบาท) หลังจากเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนมกราคม 2024 

 

ข้อมูลของ Bloomberg เผยว่า กองทุน IBIT ถือครองBitcoin 19,680 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.88 แสนล้านบาท) ตามมาด้วยอันดับสอง Grayscale Bitcoin Trust ด้วยมูลค่าการถือครอง 19,650 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.87 แสนล้านบาท) และอันดับสามจากกองทุนของ Fidelity ที่มีมูลค่าการถือครอง 11,100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.88 แสนล้านบาท)

 

ในขณะที่กองทุนBitcoin Spot ETF ทั้งหมดมีมูลค่ารวมกว่า 58,500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2 ล้านล้านบาท) จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในหมวด ETF ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเลยทีเดียว ซึ่งกลุ่มคนที่เห็นต่างก็มองว่าด้วยความผันผวนของBitcoin จึงทำให้เป็นสินทรัพย์ที่เหมาะจะได้รับการลงทุนอย่างแพร่หลายเช่นนี้ แม้จะผ่าน ETF ก็ตาม

 

การที่กองทุนBitcoin ETF ได้รับการอนุมัติในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้เงินทุนจำนวนมากไหลเข้าสินทรัพย์ดังกล่าว โดยมีกองทุน IBIT ที่ดึงดูดเงินทุนได้มากที่สุด จนกระทั่งในช่วงเดือนมีนาคมBitcoin ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) ที่ 73,798 ดอลลาร์ต่อ BTC

 

ตัวแทนจาก BlackRock กล่าวว่า ความสำเร็จของ IBIT เกิดมาจากความต้องการของนักลงทุนที่สนใจในBitcoin แต่ต้องการความง่ายและมีคุณภาพในระดับสถาบันการเงินผ่าน ETF ซึ่ง BlackRock ก็ยังมองความต้องการของนักลงทุนเป็นหลัก โดยคอยจัดทั้งความรู้และการเข้าถึงการลงทุนในBitcoin ด้วยความสะดวกและโปร่งใสให้กับนักลงทุน

 

นอกจากนี้ เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน (24 พฤษภาคม) ก.ล.ต.สหรัฐฯ ก็ได้อนุมัติกองทุน Ethereum Spot ETF ซึ่งเป็นเหรียญคริปโตที่มีมูลค่าตามตลาดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองลงมาจากBitcoin

 

ถึงอย่างนั้นประเด็นด้านคริปโตก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าควรจะเปิดให้ผู้คนเข้าถึงได้มากเพียงใด แม้ในระดับประเทศก็ตาม เพราะอย่างสิงคโปร์หรือจีนก็ไม่ให้นักลงทุนเข้าถึงสินทรัพย์ดังกล่าว หากมองในระดับที่เล็กลงอย่าง Vanguard บริษัทจัดการกองทุนเบอร์ต้นของโลกก็ยังไม่มีแผนสำหรับการตั้งกองทุนBitcoin อย่างที่ BlackRock ทำเช่นกัน

 

อ้างอิง: 

The post IBIT ของ BlackRock กลายเป็นกองทุน Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
PEPE เหรียญมีม ถูกแห่เก็งกำไร ดันมูลค่าพุ่ง 7,000 เท่า ติดท็อป 20 ของโลกคริปโต https://thestandard.co/pepe-meme-coin-surges-7000x/ Mon, 27 May 2024 03:52:30 +0000 https://thestandard.co/?p=937889 เหรียญมีม PEPE

จากข้อมูลของ CoinMarketCap ณ สิ้นวันจันทร์ (27 พฤษภาคม) […]

The post PEPE เหรียญมีม ถูกแห่เก็งกำไร ดันมูลค่าพุ่ง 7,000 เท่า ติดท็อป 20 ของโลกคริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหรียญมีม PEPE

จากข้อมูลของ CoinMarketCap ณ สิ้นวันจันทร์ (27 พฤษภาคม) พบว่า เหรียญมีมคริปโตเคอร์เรนซี PEPE กำลังไต่ขึ้นมาติดเหรียญที่มีมูลค่าตามตลาด (Market Capitalization) แตะ 6.7 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ​ 2.4 แสนล้านบาท มากเป็นอันดับที่ 20 ของโลก หลังมีการปรับตัวขึ้นกว่า 40% ในเวลาเพียงแค่ 1 สัปดาห์ ไม่เพียงเท่านั้น PEPE ยังสร้างผลตอบแทนรวมมากกว่า 7,000 เท่าในเวลาเพียงแค่ 1 ปี

 

โดยในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์หลังจากที่เหรียญมีม PEPE เปิดตัวมาบนเครือข่ายบล็อกเชน Ethereum ในช่วงเดือนเมษายน ปี 2023 ก็มีมูลค่าตามตลาดแตะ 1 พันล้านดอลลาร์​ หรือประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาทอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไต่ขึ้นมาแตะ 6.7 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.4 แสนล้านบาทในเวลาอีกประมาณ 1 ปีถัดมา

 

และนักลงทุนต่างใช้เหรียญ PEPE ควบคู่ไปกับเหรียญมีมอย่าง MOG เพื่อเป็นตัวเก็งกำไรสำหรับการอนุมัติกองทุน Ethereum Spot ETF ในสหรัฐอเมริกา ที่มีการอนุมัติไปเมื่อช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้

 

จากข้อมูลการวิเคราะห์บนเครือข่ายของ Lookonchain พบว่า นักลงทุนรายหนึ่งที่เข้าซื้อเหรียญ PEPE ไว้ตั้งแต่ช่วงแรกในการเข้าเทรดด้วยเงินเพียง 460 ดอลลาร์ หรือประมาณ 16,000 บาท ก็กลายมาเป็นมูลค่ากว่า 3.4 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 124 ล้านบาทไปเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ก่อน

 

โดยวันที่ 15 เมษายน ปี 2023 นักลงทุนรายดังกล่าวใช้เงิน 0.22 ETH เพื่อซื้อ 3.249 แสนล้าน PEPE ก่อนโอนมายังแพลตฟอร์มเทรดคริปโตอย่าง Binance ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (22 พฤษภาคม) ซึ่งคาดว่าน่าจะเพื่อขายทำกำไร

 

ทั้งนี้ ไม่มีใครรู้ว่าบัญชีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับนักพัฒนาเหรียญหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามเทรดเดอร์ในเหรียญมีมมักจะใช้กลยุทธ์แบบเทรดแบบอัตโนมัติ โดยจะกระจายซื้อหลายๆ เหรียญมีมด้วยปริมาณเงินน้อยๆ ที่เปิดตัวมา แล้วหวังว่าเหรียญเหล่านั้นจะทำกำไรให้มหาศาล

 

เทรดเดอร์บางรายถึงกับมองว่าเหรียญ PEPE จะกลายไปเป็นเหมือนเหรียญ Shiba Inu (SHIB) ที่มีมูลค่าตลาด ณ วันจันทร์ (27 พฤษภาคม) กว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ​ 5.1 แสนล้านบาท

 

เหรียญ PEPE ยังสร้างเศรษฐีเงินล้านเพิ่มขึ้นมาอีกหลายคนตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา เพราะจากข้อมูลยังพบว่า มีเงินลงทุนของบางวอลเล็ตที่เปลี่ยนเงินจาก 1,200 ดอลลาร์ หรือประมาณ​ 43,000 บาท ให้กลายเป็นมูลค่ามากกว่า 9 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ​ 329 ล้านบาทในเวลาเพียงแค่ 1 สัปดาห์หลังเหรียญ PEPE เปิดตัว หรือนักลงทุนอีกรายที่ลงทุนในเหรียญ PEPE แค่เพียง 260 ดอลลาร์ หรือประมาณ 9,500 บาท และกลายเป็น 3 ล้านดอลลาร์ ​หรือประมาณ​ 109 ล้านบาทในภายหลัง

 

แต่ทั้งนี้ เหรียญ PEPE ก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นเหรียญมีม ทำให้การลงทุนในเหรียญดังกล่าวมีความผันผวนมากกว่าเหรียญคริปโตโดยทั่วไป นักลงทุนจึงควรศึกษาและประเมินอัตราความคุ้มค่าความเสี่ยงต่อการลงทุนให้ดี เนื่องจากนักลงทุนที่ขาดทุนจากการลงทุนในเหรียญดังกล่าวก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน หากไม่ศึกษาอย่างดีพอหรือประเมินอัตราความเสี่ยงต่อกำไรในการลงทุนผิดพลาดไป

 

บทความนี้ไม่ใช่การแนะนำการลงทุน และการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซีและความผันผวนให้ดีก่อนการลงทุน

 

อ้างอิง:

The post PEPE เหรียญมีม ถูกแห่เก็งกำไร ดันมูลค่าพุ่ง 7,000 เท่า ติดท็อป 20 ของโลกคริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ จ่อเจอทางตัน? สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายป้องกันการสอดส่องจาก CBDC ขวางทาง Fed รุกดอลลาร์ดิจิทัล https://thestandard.co/us-bill-blocks-fed-digital-dollar/ Fri, 24 May 2024 04:57:51 +0000 https://thestandard.co/?p=937109 ดอลลาร์ดิจิทัล

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลงมติอนุมัติร่างกฎหมายห้าม […]

The post ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ จ่อเจอทางตัน? สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายป้องกันการสอดส่องจาก CBDC ขวางทาง Fed รุกดอลลาร์ดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดอลลาร์ดิจิทัล

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลงมติอนุมัติร่างกฎหมายห้ามธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ออกสกุลเงินดิจิทัล ( CBDC ) พร้อมส่งต่อวุฒิสภา อย่างไรก็ดี ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ร่างกฎหมายนี้ได้รับการโหวตอย่างไรในชั้นวุฒิสภา ซึ่งพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากอยู่

 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (23 พฤษภาคม) ผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต 3 คน พร้อมกับ สส. จากพรรครีพับลิกันทั้งหมด 213 คน ร่วมโหวตผ่านร่างกฎหมาย The CBDC Anti-Surveillance State Act ขณะที่ สส. พรรคเดโมแครตอีก 192 คนลงคะแนนไม่เห็นด้วย

 

โดยร่างกฎหมายนี้มี Tom Emmer วิปผู้นำเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกันเป็นหัวหอกในการผลักดัน เนื่องจากกังวลว่า CBDCหรือดอลลาร์ดิจิทัล อาจถูกนำมาใช้เพื่อสอดส่อง และเป็นการลิดรอนค่านิยมอเมริกัน

 

“เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่เราทำงานเพื่อให้ความรู้ เพิ่มการสนับสนุน และผ่านกฎหมายที่สำคัญนี้ ซึ่งป้องกันไม่ให้ข้าราชการที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งออกเครื่องมือสอดแนมทางการเงินเพื่อบ่อนทำลายค่านิยมอเมริกันของเรา” Emmer กล่าวกับ Fox News 

 

Emmer กล่าวอีกว่า “กฎหมายฉบับนี้ทำให้มั่นใจได้ว่า นโยบายสกุลเงินดิจิทัลของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในมือของชาวอเมริกัน เพื่อให้การพัฒนาเงินดิจิทัลสะท้อนถึงคุณค่าของเราในด้านความเป็นส่วนตัว อธิปไตยส่วนบุคคล และความสามารถในการแข่งขันในตลาดเสรี นี่คือสิ่งที่เศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลกต้องการในอนาคต”

 

อย่างไรก็ดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต ได้แสดงความเห็นในระหว่างการดีเบตก่อนการลงคะแนนว่า การสั่งห้ามอาจขัดขวางนวัตกรรมและการวิจัยของภาครัฐ อีกทั้งข้อกังวลหลายประเด็นเป็นเรื่องที่ ‘มากเกินไป’

 

โดย Maxine Waters สส. จากพรรคเดโมแครต กล่าวว่า “ร่างกฎหมายดังกล่าวคุกคามความเป็นอันดับ 1 ของเงินดอลลาร์สหรัฐ และอำนาจของประเทศเรา

 

“ในปัจจุบันเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินสำรองทั่วโลก และมากกว่าครึ่งหนึ่งของการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดเป็นเงินดอลลาร์

 

“แต่โลกกำลังมองหาวิธีเพิ่มความเร็วในการทำธุรกรรมและลดต้นทุน รวมถึงการออกCBDC” Waters กล่าว 

 

“ปัจจุบัน 13 ประเทศกำลังเร่งพัฒนา CBDCรวมถึงประเทศ G7 ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา CBDCที่ก้าวหน้ากว่าสหรัฐฯ มาก ในความเป็นจริง หากร่างกฎหมายนี้กลายเป็นกฎหมาย เราก็จะเป็นประเทศเดียวในโลกที่ห้ามการทำCBDC”

 

อ้างอิง:

The post ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ จ่อเจอทางตัน? สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายป้องกันการสอดส่องจาก CBDC ขวางทาง Fed รุกดอลลาร์ดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
JPMorgan ประเมินต้นทุนการขุด Bitcoin ลดลงจาก 50,000 ดอลลาร์ เหลือ 45,000 ดอลลาร์ https://thestandard.co/bitcoin-mining-cost-estimate-drops-to-45k-as-inefficient-miners-exit-jpmorgan/ Mon, 20 May 2024 05:12:04 +0000 https://thestandard.co/?p=935686

จากรายงานในช่วงสัปดาห์ก่อน (16 พฤษภาคม) ของ JPMorgan สถ […]

The post JPMorgan ประเมินต้นทุนการขุด Bitcoin ลดลงจาก 50,000 ดอลลาร์ เหลือ 45,000 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากรายงานในช่วงสัปดาห์ก่อน (16 พฤษภาคม) ของ JPMorgan สถาบันการเงินชั้นนำของโลก เผยว่า ด้วยค่า Hashrate (ความยากในการขุด Bitcoin) และพลังงานที่ใช้ในปัจจุบัน จะทำให้ต้นทุนการขุด Bitcoin อยู่ที่ราว 45,000 ดอลลาร์ต่อ BTC ลดลงจาก 50,000 ดอลลาร์ต่อ BTC ในช่วงก่อนหน้านี้

 

สาเหตุสำคัญเป็นเพราะหลังเหตุการณ์ Halving ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้ผลตอบแทนของ Bitcoin ต่อบล็อกลดลงไป 50% กดดันเหล่านักขุดที่ไม่สามารถทำกำไรต้องเลิกจากธุรกิจขุด Bitcoin ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องให้ค่า Hashrate ลดต่ำลง

 

แต่สถานการณ์ Hashrate ที่ลดลงในตอนนี้มีความล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากการเกิดขึ้นของ Runes Protocol บนเครือข่าย ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมธุรกรรมดีดขึ้นชั่วคราว

 

Nikolaos Panigirtzoglou นักกลยุทธ์จาก JPMorgan ชี้ว่า การดีดขึ้นของค่าธรรมเนียมธุรกรรมทำให้รายได้ของนักขุดเพิ่มขึ้นชั่วคราว เพื่อมาทดแทนผลตอบแทนจากการขุดที่ลดลง ทำให้รายได้ของเหล่านักขุดยังดูเหมือนไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป

 

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมจาก Runes Protocol เป็นเหตุการณ์ระยะสั้น หลังจากที่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมากิจกรรมของนักลงทุนและค่าธรรมเนียมบนเครือข่ายก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาที่ท้าทายสำหรับนักขุด เพื่อที่จะสามารถรักษาระดับรายได้ให้คงเดิมในสภาวะแวดล้อมหลังการ Halving

 

รายงานของ JPMorgan ยังชี้ว่า ตัวเลขการใช้พลังงานในการขุด Bitcoin ลดลงเร็วแซงหน้าอัตราการลดลงของ Hashrate หลังกระแสของ Runes Protocol หดหายไป สะท้อนให้เห็นว่านักขุดที่ไม่สามารถรักษารายได้ไว้ได้กำลังออกจากตลาดนี้ไปเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ไม่เพียงเท่านั้น ยิ่งราคา Bitcoin ปรับลดลงก็ยิ่งส่งผลต่อรายได้ของนักขุดที่ลดลง จนท้ายที่สุดนักขุดที่ไม่สามารถทำกำไรได้ก็ต้องออกจากตลาดไปเช่นกัน

 

เหตุการณ์เหล่านี้ก็จะยิ่งกลายเป็นวงจรให้ Hashrate และพลังงานในการขุด Bitcoin ลดลง แล้วส่งผลต่อต้นทุนของ Bitcoin ต่อเหรียญลดลงตามมา

 

นักวิเคราะห์ของ JPMorgan ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในระยะสั้นถึงกลางต่อจากนี้ โอกาสในการปรับขึ้นของ Bitcoin ดูจะมีจำกัด เนื่องจากปัจจัยกดดันตลาดที่ค่อนข้างสูง การขาดปัจจัยกระตุ้นเชิงบวก และการขับเคลื่อนตลาดจากนักลงทุนรายย่อย

 

อ้างอิง:

The post JPMorgan ประเมินต้นทุนการขุด Bitcoin ลดลงจาก 50,000 ดอลลาร์ เหลือ 45,000 ดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อดีตนักศึกษา MIT ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ปล้น 1 พันล้านบาทภายใน 12 วินาที ผ่านช่องโหว่ Ethereum Blockchain https://thestandard.co/ex-mit-student-suspected-1bn-usd-ethereum-hack/ Thu, 16 May 2024 11:15:28 +0000 https://thestandard.co/?p=934390 MIT

สองพี่น้องอดีตนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) […]

The post อดีตนักศึกษา MIT ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ปล้น 1 พันล้านบาทภายใน 12 วินาที ผ่านช่องโหว่ Ethereum Blockchain appeared first on THE STANDARD.

]]>
MIT

สองพี่น้องอดีตนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในการโจรกรรมเงินดิจิทัล Ethereum มูลค่า 25 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1 พันล้านบาท) ภายในเวลาเพียง 12 วินาที นับเป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการก่ออาชญากรรมทางการเงิน

 

แอนตัน เปเร-บูเอโน อายุ 24 ปี และ เจมส์ เปเร-บูเอโน อายุ 28 ปี ถูกกล่าวหาว่าใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะทางที่ได้เรียนรู้จากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกในการวางแผนและดำเนินการโจรกรรมดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยแอนตันจบการศึกษาจาก MIT ในเดือนกุมภาพันธ์ ด้วยปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์ ขณะที่เจมส์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาการบินและอวกาศในปี 2021

 

ทางการสหรัฐฯ ระบุว่า พี่น้องคู่นี้ได้สร้าง ‘Validators’ ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยจัดลำดับธุรกรรมบนเครือข่าย Ethereum และช่วยให้บอตทำเงินจากการเก็งกำไรและการซื้อขายที่ทำกำไรได้ 

 

แต่พวกเขากลับใช้ Validators ของตนเองเพื่อหลอกลวงผู้ค้าที่ใช้บอต โดยเข้าถึงธุรกรรมที่รอดำเนินการและเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหวของสกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อขโมยคริปโต จากนั้นจึงยักย้ายคริปโตผ่านเครือข่ายธุรกรรมเพื่อปกปิดที่มาของเงินทุน

 

การโจรกรรมครั้งนี้ถูกวางแผนมาเป็นเวลาหลายเดือน รวมถึงการศึกษาพฤติกรรมการซื้อขายของบอต Ethereum หลังจากได้เงินมาแล้วทั้งคู่พยายามปกปิดที่มาของเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายด้วยการทำธุรกรรมซ้ำๆ ผ่านบริษัทที่ตั้งขึ้นบังหน้า รวมถึงค้นหาช่องโหว่ในกระบวนการ KYC (Know Your Customer) ของแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตต่างๆ เพื่อฟอกเงินที่ได้มา

 

ทั้งนี้แอนตันและเจมส์ถูกจับกุมแล้วที่บอสตันและนิวยอร์ก และคาดว่าจะต้องโทษจำคุกมากกว่า 20 ปี หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง

 

ปัจจุบันกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังให้ความสำคัญกับการปราบปรามการฉ้อโกงและการประพฤติมิชอบในอุตสาหกรรมคริปโต 

 

อ้างอิง:

The post อดีตนักศึกษา MIT ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ปล้น 1 พันล้านบาทภายใน 12 วินาที ผ่านช่องโหว่ Ethereum Blockchain appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สินทรัพย์ดิจิทัลในอีกด้านที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง | Thailand Future EP.1 https://thestandard.co/thailand-future-ep1/ Tue, 14 May 2024 11:01:37 +0000 https://thestandard.co/?p=933410

คนไทยถือครองคริปโตเคอร์เรนซีติดอันดับ 10 ของโลก แต่จากก […]

The post ชมคลิป: สินทรัพย์ดิจิทัลในอีกด้านที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง | Thailand Future EP.1 appeared first on THE STANDARD.

]]>

คนไทยถือครองคริปโตเคอร์เรนซีติดอันดับ 10 ของโลก แต่จากการสำรวจโดยสถาบันอนาคตไทยศึกษาถึงความเข้าใจของคนไทยที่มีต่อสินทรัพย์ดิจิทัลกลับให้ข้อมูลที่น่าสนใจ และทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามว่า ประเทศไทยควรทำอย่างไรเพื่อเตรียมพร้อมรับทั้งโอกาสและความท้าทายของโลกในอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล

The post ชมคลิป: สินทรัพย์ดิจิทัลในอีกด้านที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง | Thailand Future EP.1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
มูลค่าการเทรด คริปโต บนแพลตฟอร์มชั้นนำของโลก ลดลง 32% ติดลบครั้งแรกในรอบ 7 เดือน https://thestandard.co/crypto-trade-value-down-32-percent/ Mon, 13 May 2024 05:17:33 +0000 https://thestandard.co/?p=932725 มูลค่าการเทรด คริปโต

จากข้อมูลของ CCData เผยว่า ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ม […]

The post มูลค่าการเทรด คริปโต บนแพลตฟอร์มชั้นนำของโลก ลดลง 32% ติดลบครั้งแรกในรอบ 7 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มูลค่าการเทรด คริปโต

จากข้อมูลของ CCData เผยว่า ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา มูลค่าการเทรด Spot คริปโตบนแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตแบบรวมศูนย์ (Centralized Exchange) อย่าง Coinbase Global, Binance และ Kraken ลดลงกว่า 32.6% มาแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 70 ล้านล้านบาท ในขณะที่มูลค่าการเทรดคริปโตบนตลาดอนุพันธ์ก็ปรับลดลงกว่า 26.1% ลงไปแตะ 4.57 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 160 ล้านล้านบาท เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน 

 

ปริมาณการเทรดบนแพลตฟอร์มคริปโตปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2023 ที่ผ่านมา ก่อนจะมาดีดตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งในช่วงเดือนมกราคมของปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการอนุมัติกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ร่วมกับการเก็งกำไรล่วงหน้าต่อการเกิด Bitcoin Halving ในช่วงเดือนเมษายน

 

ทั้งนี้ หลังจากปัจจัยดังกล่าวเริ่มซาลง หลังจากที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงอยู่ในระดับสูงต่อ และตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังตึงตัว จึงมีผลให้ราคาของสินทรัพย์เสี่ยงถูกขายทำกำไรและปรับตัวลดลง

 

Jacob Joseph นักวิเคราะห์ของ CCData ชี้ว่า จากการสังเกตรูปแบบของปริมาณการเทรดคริปโตบน Centralized Exchange ตั้งแต่ในวัฏจักร 2 รอบก่อน มักจะปรับตัวลดลงในช่วง 2 เดือน หลังจากที่เกิด Bitcoin Halving อยู่แล้ว

 

แต่ในรอบวัฏจักรนี้กลับมีตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ที่ยังสูงอยู่ และการขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความไม่แน่นอนของภาพรวมตลาดสินทรัพย์ต่างๆ จนทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดคริปโตเร็วกว่าในอดีต

 

หลังจากที่ปริมาณการเทรดคริปโตในเดือนเมษายน 2024 ลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2023 ส่วนแบ่งทางการตลาดของการเทรด Spot บน Binance แพลตฟอร์มเทรดคริปโตอันดับ 1 ของโลกก็มีการปรับลดลงเหลือ 33.8% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งระบบ คิดเป็นส่วนแบ่งที่ลดลงกว่า 4% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม

 

หรืออย่าง CME Group ที่มีแพลตฟอร์มเทรดคริปโต มีมูลค่าการซื้อขายลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือนเช่นกัน โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปริมาณการเทรดลดลงกว่า 20% เหลือเพียง 1.24 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.34 ล้านล้านบาท

 

Jacob กล่าวว่า แม้มูลค่าการเทรดคริปโตจะลดลงอย่างที่เห็นก็ตาม แต่ตัวเลขปริมาณการเทรดคริปโตที่ลดลงมาในช่วงเดือนเมษายนก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่สูงอยู่เช่นกัน หากเทียบกับปริมาณการเทรดคริปโตในเดือนอื่นๆ

 

อ้างอิง: 

The post มูลค่าการเทรด คริปโต บนแพลตฟอร์มชั้นนำของโลก ลดลง 32% ติดลบครั้งแรกในรอบ 7 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter คาด Bitcoin จะพุ่งไป 1 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 https://thestandard.co/jack-dorsey-twitter-bitcoin/ Fri, 10 May 2024 07:09:01 +0000 https://thestandard.co/?p=931973 Jack Dorsey

Jack Dorsey ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter กล่าวว่า ราคาของ Bit […]

The post Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter คาด Bitcoin จะพุ่งไป 1 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jack Dorsey

Jack Dorsey ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter กล่าวว่า ราคาของ Bitcoin จะพุ่งไปถึง 1 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 จากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับ Pirate Wires

 

“สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับ Bitcoin นอกเหนือจากประวัติการก่อตั้งคือ ทุกคนที่ทำงานเกี่ยวกับมันจะได้รับค่าตอบแทนเป็น Bitcoin หรือซื้อด้วยตัวเอง ทุกคนที่ทุ่มเทความพยายามเพื่อทำให้ Bitcoin ดีขึ้นนั้นล้วนแล้วแต่ทำให้ระบบนิเวศทั้งหมดดีขึ้น ซึ่งนั่นจะทำให้ราคาของ Bitcoin สูงขึ้น” 

 

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin ล่าสุด จากข้อมูลของ Bloomberg และ CoinGecko พบว่า Bitcoin เผชิญการปรับตัวลงต่อเนื่องถึง 5 วันติดต่อกัน ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม ปี 2023 กดดันให้มูลค่าตลาดรวมของคริปโตลดลงไปกว่า 17% มาอยู่ที่ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 84 ล้านล้านบาท หลัง Bitcoin ปรับตัวลงจากสูงสุดที่ 73,798 ดอลลาร์เมื่อเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ราว 62,000 ดอลลาร์ 

 

ซึ่งการที่ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงต้นปีนี้มาจากการที่กองทุน Bitcoin Spot ETF จะสามารถดึงเงินทุนไหลเข้ามาได้มากถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.2 แสนล้านบาท

 

แต่กระแสเงินที่ไหลเข้า Bitcoin Spot ETF ชะลอตัวลง ร่วมกับแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ที่ยังสูงต่อไป ทำให้ภาพรวมตลาดคริปโตชะลอตัวลง

 

Benjamin Celermajer ผู้อำนวยการของ Magnet Capital ชี้ว่า นักเก็งกำไรจำนวนมากที่เข้ามาลงทุนในคริปโต เพราะคาดหวังว่าจะมีเงินทุนไหลเข้า Bitcoin Spot ETF ปริมาณมากไปต่อเนื่อง กำลังเผชิญการขาดทุนอยู่ในตอนนี้ 

 

แต่ทั้งนี้ ผู้อำนวยการของ Magnet Capital ก็มองว่า ตลาดกระทิงของ Bitcoin ยังไม่ได้สิ้นสุดในตอนนี้ และมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ในช่วงปลายปี 2024 ได้

 

นอกจากนี้ T3 Bitcoin Volatility Index ตัวเลขดัชนีบ่งบอกโอกาสความผันผวนของราคา Bitcoin ในช่วง 30 วันข้างหน้า พบว่า เคลื่อนลงมาอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 2 เดือน

 

ในช่วงเช้าวันนี้ (10 พฤษภาคม) Bitcoin ก็กำลังเคลื่อนไหวบริเวณ 62,916 ดอลลาร์ คิดเป็นการปรับตัวลงราว 0.25% ในรอบ 24 ชั่วโมง

 

อ้างอิง:

The post Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter คาด Bitcoin จะพุ่งไป 1 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานวิจัยเผย นักลงทุนคริปโตจะใช้จ่ายราว 9% จากกำไรที่ทำได้ และซื้ออสังหาแทนที่จะเป็นสินค้าหรู https://thestandard.co/crypto-profits-real-estate/ Tue, 07 May 2024 07:32:33 +0000 https://thestandard.co/?p=930729 นักลงทุน คริปโต และ กำไร

สำนักข่าว Bloomberg เผยว่า นักเศรษฐศาสตร์ได้ศึกษาปรากฏก […]

The post งานวิจัยเผย นักลงทุนคริปโตจะใช้จ่ายราว 9% จากกำไรที่ทำได้ และซื้ออสังหาแทนที่จะเป็นสินค้าหรู appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุน คริปโต และ กำไร

สำนักข่าว Bloomberg เผยว่า นักเศรษฐศาสตร์ได้ศึกษาปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Crypto Wealth Effect’ ว่าการปรับตัวขึ้นของราคาคริปโตเคอร์เรนซีจะมีผลต่อการจับจ่ายใช้สอยของนักลงทุนคริปโตในสหรัฐอเมริกาอย่างไร

 

จากการศึกษาพบว่า ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา ความมั่งคั่งใหม่ที่เกิดขึ้นเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยไปแล้วกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท และยังพบว่าพฤติกรรมการใช้เงินของนักลงทุนคริปโตไม่ได้เหมือนกับคนที่ทำกำไรได้จากการพนันหรือการถูกลอตเตอรี่

 

โดยกำไรทุกๆ 1 ดอลลาร์แบบที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Profit) จะนำไปสู่การใช้จ่ายประมาณ 9 เซนต์ คิดเป็นสัดส่วน 9% ขณะที่กำไรทุกๆ 1 ดอลลาร์จากตลาดหุ้นแบบที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized) จะมีการใช้จ่ายประมาณ 5 เซนต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 5% ซึ่งต่างจากกำไรจากการชนะลอตเตอรี่ทุกๆ 1 ดอลลาร์ ที่นำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยกว่า 52 เซนต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 52% เลยทีเดียว

 

ไม่เพียงเท่านั้น การจับจ่ายหลังการลงทุนในคริปโตที่เกิดขึ้นยังไม่ได้ไปอยู่ที่รถยนต์ซูเปอร์คาร์อย่าง Lamborghini หรือสินค้าหรูแบบที่เข้าใจกันเพียงอย่างเดียว แต่บางคนได้นำกำไรดังกล่าวไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ จนทำให้ราคาอสังหาร้อนแรงและปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยจากการศึกษาพบว่า กำไรทุกๆ 1 ดอลลาร์จากคริปโตที่เกิดขึ้น จะทำให้ค่าเฉลี่ยของราคาบ้านเพิ่มขึ้น 15 เซนต์ในช่วง 3 เดือนต่อมา

 

Darren Aiello ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการเงินของ Marriott School of Business ของมหาวิทยาลัย Brigham Young ชี้ว่า ถ้าหากนักลงทุนมองคริปโตเหมือนการพนัน การใช้จ่ายหลังกำไรจากคริปโตน่าจะมีทิศทางที่คล้ายกัน

 

หากแต่ในความเป็นจริงพฤติกรรมหลังจากขายทำกำไรของนักลงทุนคริปโตกลับคล้ายกับนักลงทุนในสินทรัพย์ดั้งเดิมแบบหุ้น

 

งานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการเงินจากกลุ่มตัวอย่าง 60 ล้านราย ตั้งแต่ปี 2010-2023 ที่เสนอต่อ FDIC ของสหรัฐฯ ยังพบว่า 16% ของกลุ่มตัวอย่างมีการเก็บเงินในรูปคริปโตในช่วงใดช่วงหนึ่งมาจนกระทั่งถึงปี 2023

 

ซึ่งสามารถตีความได้ว่าประชาชนหลายคนเก็บเงินในรูปคริปโตเพื่อทำให้เงินออมเติบโต แทนที่จะลงทุนในคริปโตเพื่อเก็งกำไรในระยะเวลาสั้นๆ แล้วนำไปจับจ่ายใช้สอยเพื่อซื้อของมูลค่าสูง

 

นักวิจัยยังศึกษาพฤติกรรมของนักลงทุนคริปโตในสหรัฐฯ ที่ถอนเงินมากกว่า 5,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 175,000 บาท) ออกจากบัญชีคริปโตตั้งแต่ปี 2018-2023 พบว่า ในปีหลังจากที่ถอนจะมีการใช้เงินถึงราว 5,754 ดอลลาร์ (ประมาณ 200,000 บาท)

 

และ 1 ใน 20 ของนักลงทุนที่ถอนเงิน 5,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 175,000 บาท) ออกมาจากแพลตฟอร์มคริปโต เป็นคนที่เพิ่งซื้อบ้านหลังแรกอีกด้วย

 

อ้างอิง: 

The post งานวิจัยเผย นักลงทุนคริปโตจะใช้จ่ายราว 9% จากกำไรที่ทำได้ และซื้ออสังหาแทนที่จะเป็นสินค้าหรู appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดือนเมษายนปีนี้ขึ้นแท่น ‘เดือนที่ย่ำแย่สุดของ Bitcoin’ ราคาร่วงกว่า 16% นับแต่การล่มสลายของ FTX https://thestandard.co/april-2023-bitcoin-worst-month-since-ftx-collapse/ Fri, 03 May 2024 07:00:54 +0000 https://thestandard.co/?p=929613 Bitcoin

ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ราคา Bitcoin ลดลงไปกว่า 16% […]

The post เดือนเมษายนปีนี้ขึ้นแท่น ‘เดือนที่ย่ำแย่สุดของ Bitcoin’ ราคาร่วงกว่า 16% นับแต่การล่มสลายของ FTX appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin

ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ราคา Bitcoin ลดลงไปกว่า 16% ถือว่าเป็นเดือนที่ลดลงรุนแรงมากที่สุดนับตั้งแต่การล่มสลายของ FTX ในช่วงปี 2022 คาดเป็นผลมาจากเงินทุนที่ไหลเข้ากองทุน Bitcoin Spot ETF ที่เริ่มลดลง ร่วมกับแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) ที่อาจอยู่ในระดับสูงต่อไป

 

ก่อนหน้านี้ราคาของBitcoinปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี จนขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลในช่วงเดือนมีนาคมที่ราว 74,000 ดอลลาร์ ก่อนที่ราคาจะลดลงมาอยู่ที่ราว 57,760 ดอลลาร์ และปรับตัวลงต่อเนื่องอีก 4.72% ในรอบ 24 ชั่วโมง หลังจากก้าวเข้าสู่เดือนพฤษภาคม

 

แม้ในช่วงวันอังคาร (30 เมษายน) จะเพิ่งมีการอนุมัติกองทุนBitcoinและ Ethereum Spot ETF ในประเทศฮ่องกง แต่ก็มีเงินทุนไหลเข้าเพียง 12.7 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 444 ล้านบาท

 

ขณะที่BitcoinSpot ETF ในสหรัฐฯ มีเงินทุนไหลเข้าในเดือนมีนาคมถึงกว่า 4.6 พันล้านดอลลาร์​ หรือประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ตามข้อมูลของ Bloomberg Intelligence

 

ซึ่งแนวโน้มการชะลอการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ทำให้ภาพรวมสินทรัพย์เสี่ยงลดความร้อนแรงลง โดยทาง Chris Weston หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Pepperstone Group ชี้ว่า การปรับเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรสหรัฐฯ และอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นผลร้ายต่อสินทรัพย์อย่างทองคำBitcoinและหุ้น

 

ขณะที่ Alex Kuptsikevich นักวิเคราะห์จาก FxPro กล่าวว่า จากสถิติย้อนหลังพบว่าในเดือนพฤษภาคมมักเป็นเดือนที่ไม่ค่อยดีต่อคริปโตเคอร์เรนซีอยู่แล้ว โดยBitcoinมีการปรับลดลงต่อเนื่องถึง 3 ปีติดกันในช่วงเดือนนี้ ด้วยการปรับลงเฉลี่ยที่ 20%

 

นอกจากนี้ Seth Ginns ผู้บริหารกองทุนของ CoinFund กล่าวกับ Bloomberg Television เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า การเกิดขึ้นของกองทุน BitcoinSpot ETF ทำให้ความนิยมของBitcoinและราคาของBitcoinปรับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่ใครหลายคนคาดการณ์

 

และ Matteo Greco นักวิเคราะห์จาก Fineqia International กล่าวว่า การปรับตัวลดลงของBitcoinในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เป็นผลจากการที่นักลงทุนที่สะสมBitcoinไว้ตั้งแต่ปี 2022 และ 2023 ประกอบกับนักลงทุนที่ถือ BitcoinSpot ETF ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2024 เริ่มขายทำกำไรจากการที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

อ้างอิง:

The post เดือนเมษายนปีนี้ขึ้นแท่น ‘เดือนที่ย่ำแย่สุดของ Bitcoin’ ราคาร่วงกว่า 16% นับแต่การล่มสลายของ FTX appeared first on THE STANDARD.

]]>
Peter Brandt ผู้เคยทำนายจุดสิ้นสุดตลาดกระทิงปี 2018 เตือนว่า ‘ขาขึ้นของคริปโตรอบนี้กำลังสิ้นสุด’ https://thestandard.co/peter-brandt-warns-end-of-crypto-uptrend/ Thu, 02 May 2024 06:06:09 +0000 https://thestandard.co/?p=929038 Peter Brandt

Peter Brandt ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Factor LLC และผู้เ […]

The post Peter Brandt ผู้เคยทำนายจุดสิ้นสุดตลาดกระทิงปี 2018 เตือนว่า ‘ขาขึ้นของคริปโตรอบนี้กำลังสิ้นสุด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Peter Brandt

Peter Brandt ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Factor LLC และผู้เชี่ยวชาญด้านกราฟเทคนิค ที่เคยทำนายจุดสิ้นสุดของตลาดกระทิงของคริปโตในช่วงปี 2018 ได้อย่างแม่นยำ และมีความเห็นเชิงบวกต่อ Bitcoin อย่างมากในช่วงก่อนหน้านี้ ได้ออกมาเตือนอีกครั้งว่าช่วงเวลาขาขึ้นของคริปโตในปี 2024 ก็กำลังจะสิ้นสุด

 

โดย Peter เคยรายงานการวิเคราะห์ไว้ว่าแนวโน้มขาขึ้นของ Bitcoin อาจผ่านจุดสูงสุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นความเห็นที่เปลี่ยนไปจากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่าตลาดกำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นตั้งแต่ช่วงจุดต่ำสุดในเดือนพฤศจิกายน ปี 2022 และมีโอกาสไปแตะจุดสูงสุดได้ราว 200,000 ดอลลาร์ ในช่วงเดือนกันยายน ปี 2025 ได้เลยทีเดียว

 

ซึ่งการทำนายครั้งล่าสุดนี้ได้ใช้โมเดลทางสถิติที่เรียกว่า ‘Exponential Decay’ ที่อธิบายเกี่ยวกับหลักการการลดลงของปริมาณต่างๆ ด้วยอัตราคงที่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

 

Peter กล่าวว่า จากอดีตที่ผ่านมา Bitcoin มีวัฏจักรขาขึ้นและลงอยู่ในช่วงระยะเวลา 4 ปี โดยมีการ Halving เป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Bitcoin มีตลาดกระทิงถึง 3 ครั้ง และช่วงเวลาขาขึ้นในแต่ละครั้ง ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่าครั้งก่อนหน้ากว่า 80% ตามหลักการของ Exponential Decay

 

เขาขยายความต่อว่า หากใช้ตัวเลขอัตราการเพิ่มขึ้นที่น้อยกว่าครั้งก่อน 80% ก็หมายความว่าในช่วง 14 มีนาคม ปี 2024 นี้ Bitcoin ที่ระดับราคา 73,835 ดอลลาร์ ก็ได้ขึ้นไปทำจุดสูงสุด ซึ่งน้อยกว่าการปรับเพิ่มขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบก่อนหน้า 79.1% แล้ว

 

Peter ได้นำตารางราคาของ Bitcoin ทั้งจุดสูงสุด จุดต่ำสุด ในแต่ละครั้งมาแสดง โดยพบว่าในตลาดกระทิงรอบแรก (ปี 2010-2011) ราคา Bitcoin ปรับขึ้นจาก 0.01 ดอลลาร์ มาสู่ 31.91 ดอลลาร์ ปรับขึ้นมาราว 3,391 เท่า 

 

และในตลาดกระทิงรอบถัดไป (ปี 2011-2013) ราคา Bitcoin ก็ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 572 เท่า น้อยกว่าการปรับเพิ่มขึ้นในครั้งก่อนหน้า 82.1% และในตลาดกระทิงรอบถัดไป (ปี 2015-2017) ปรับเพิ่มขึ้น 122 เท่า น้อยกว่าการปรับเพิ่มขึ้นครั้งก่อนหน้า 78.6% 

 

Peter กล่าวเพิ่มเติมว่า มีหลักฐานบางประการที่ชี้ว่าแนวคิด Exponential Decay อาจไม่แม่นยำ จากข้อมูลในช่วงตลาดขาขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2022

 

อย่างไรก็ตาม Peter ชี้ว่า หากใช้แนวคิด Pre/Post Halving ก็อาจมองได้ว่าภาวะกระทิงของ Bitcoin ในปัจจุบันอาจขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ราว 140,000-160,000 ดอลลาร์ได้ ในช่วงกันยายน-ตุลาคมของปี 2025

 

อ้างอิง:

The post Peter Brandt ผู้เคยทำนายจุดสิ้นสุดตลาดกระทิงปี 2018 เตือนว่า ‘ขาขึ้นของคริปโตรอบนี้กำลังสิ้นสุด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Changpeng Zhao’ ผู้ก่อตั้ง Binance ยังครองความมั่งคั่งหลายหมื่นล้านดอลลาร์ แม้ต้องโทษจำคุก 4 เดือน https://thestandard.co/changpeng-zhao-billionaire-jail/ Thu, 02 May 2024 02:25:36 +0000 https://thestandard.co/?p=928927 CZ ผู้ก่อตั้ง Binance

ผู้พิพากษา Richard Jones จากศาลแขวงสหรัฐฯ เขตวอชิงตันตะ […]

The post ‘Changpeng Zhao’ ผู้ก่อตั้ง Binance ยังครองความมั่งคั่งหลายหมื่นล้านดอลลาร์ แม้ต้องโทษจำคุก 4 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
CZ ผู้ก่อตั้ง Binance

ผู้พิพากษา Richard Jones จากศาลแขวงสหรัฐฯ เขตวอชิงตันตะวันตก ได้ตัดสินจำคุก Changpeng Zhao หรือ CZ ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นเวลา 4 เดือน ฐานละเมิดกฎหมายต่อต้านการฟอกเงิน ซึ่งเป็นระยะเวลาจำคุกที่น้อยกว่าที่ฝ่ายอัยการเรียกร้องให้ลงโทษจำคุก 36 เดือน 

 

ด้านทนายความของ CZ ได้ยื่นร้องขอศาลให้พิพากษารอลงอาญา 

 

เว็บไซต์ข่าวของสถานีโทรทัศน์ CNBC รายงานว่า คำตัดสินของศาลล่าสุดไม่กระทบความมั่งคั่งร่ำรวยของ CZ แม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม ความร่ำรวยของ CZ กลับมีแต่จะเพิ่มขึ้น แม้จะเป็นช่วงเวลาที่เจ้าตัวต้องไปใช้ชีวิตในเรือนจำตามคำพิพากษาของศาลก็ตาม 

 

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและนักกฎหมายที่พูดคุยกับทาง CNBC กล่าวว่า ความมั่งคั่งส่วนตัวอันมหาศาลของ CZ จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ แถมยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น

 

โดย Tre Lovell ทนายความของบริษัทกฎหมายลอสแอนเจลิส บอกกับ CNBC ว่า รัฐบาลมีสิทธิได้รับการชดใช้หรือค่าปรับที่กำหนดเท่านั้น แต่ไม่มีสิทธิเข้าไปจัดการกับทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งโดยรวมของ CZ โดยความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับอดีตอัยการรัฐบาลกลางอย่าง Neama Rahmani ซึ่งชี้ว่า ความมั่งคั่งส่วนตัวของ CZ จะไม่ได้รับผลกระทบจากโทษตัดสินจำคุกของเจ้าตัวในครั้งนี้ รวมถึงตัว CZ กับศาลเองได้บรรลุข้อตกลงในเรื่องค่าปรับเท่านั้น ดังนั้น รัฐจึงไม่มีสิทธิร้องขอชดใช้ค่าเสียหายจาก CZ และค้นทรัพย์สินของเจ้าตัว ซึ่งเมื่อคำนวณจากความเคลื่อนไหวของตลาดคริปโตในเวลานี้ มีความเป็นไปได้ว่า CZ จะมีความมั่งคั่งรออยู่มากมาย เมื่อเจ้าตัวได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ 

 

รายงานระบุว่า CZ ได้ยอมรับผิดโดยดุษณีกับทางอัยการ แถมความผิดดังกล่าวยังเป็นการกระทำผิดครั้งแรกและครั้งเดียว ทำให้เจ้าตัวสามารถบรรลุข้อยุติกับหน่วยงานรัฐบาลกลาง ซึ่งรวมถึงการยินยอมก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอ Binance ทำให้ผลประโยชน์หรือทรัพย์สินใดๆ ของ CZ ไม่ถูกอายัด ดังนั้น แม้ CZ จะถูกจำคุก แต่การถือหุ้นของเจ้าตัวใน Binance หมายความว่า CZ จะยังคงเป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดในอุตสาหกรรมคริปโตในปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ อ้างอิงจากทำเนียบมหาเศรษฐีพันล้านล่าสุด หรือ World’s Billionaires List ที่จัดทำโดยนิตยสาร Forbes ด้วยการพิจารณาจากราคาหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยน พบว่า CZ มีมูลค่าสุทธิส่วนบุคคลประมาณ 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สิ้นสุด ณ วันที่ 8 มีนาคม 2024 เพิ่มขึ้นจาก 1.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

 

ด้าน Billionaires Index ของ Bloomberg ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดความมั่งคั่งร่ำรวยของบรรดามหาเศรษฐีโลก ชี้ว่า มูลค่าสุทธิของ CZ อาจมีแนวโน้มพุ่งแตะ 4.29 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจนถึงขณะนี้ CNBC ระบุว่า ยังไม่สามารถตรวจสอบมูลค่าทรัพย์สินส่วนบุคคลทั้งหมดของ CZ ได้ กระนั้น การที่มีรายงานอยู่เสมอว่า CZ เป็นผู้ถือหุ้น Binance มากกว่า 90% ดังนั้น ความร่ำรวยของเจ้าตัวส่วนใหญ่จึงมาจากการเป็นเจ้าของหุ้นบริษัท 

 

ทั้งนี้ จนถึงขณะนี้ Binance ถือเป็นแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกตามปริมาณการซื้อขาย โดยข้อมูลจาก CCData บริษัทข้อมูลตลาดคริปโต ประมวลว่า ในปี 2023 แพลตฟอร์มดังกล่าวมีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 18.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยราว 80% หรือ 14.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มาจากผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ (Derivatives Products) เช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ในขณะที่ส่วนที่เหลือ 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มาจากการซื้อขายแบบทันที การซื้อขายตราสารอนุพันธ์เป็นส่วนสำคัญของธุรกิจของ Binance

 

ขณะเดียวกัน แม้ว่า Binance จะเห็นส่วนแบ่งการตลาดลดลงเหลือ 41.6% นับตั้งแต่ CZ ก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ในเดือนพฤศจิกายน 2023 บริษัทยังคงเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดของอุตสาหกรรมเหนือ UPbit ของเกาหลีใต้ Bybit ในดูไบ และ Coinbase ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อ้างอิง: 

The post ‘Changpeng Zhao’ ผู้ก่อตั้ง Binance ยังครองความมั่งคั่งหลายหมื่นล้านดอลลาร์ แม้ต้องโทษจำคุก 4 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin ประเดิมเดือน พ.ค. ร่วงหนัก แตะที่ 57,000 ดอลลาร์ หลัง Fed ยึดจุดยืน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ https://thestandard.co/bitcoin-tumbles-57k-fed-holds-rates/ Thu, 02 May 2024 02:20:15 +0000 https://thestandard.co/?p=928923 บิทคอยน์

ราคาของ Bitcoin สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีการซื้อขายมากที่สุ […]

The post Bitcoin ประเดิมเดือน พ.ค. ร่วงหนัก แตะที่ 57,000 ดอลลาร์ หลัง Fed ยึดจุดยืน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิทคอยน์

ราคาของ Bitcoin สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก ประเดิมเดือนใหม่คือเดือนพฤษภาคมอย่างไม่ค่อยสดใสสักเท่าไรนัก โดยในการซื้อขายเมื่อวันพุธที่ 1 พฤษภาคม ราคา Bitcoin ร่วงลงอย่างหนัก แตะระดับต่ำสุดในรอบสองเดือน ขานรับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปที่ระดับ 5.25-5.50%

 

รายงานระบุว่า ก่อนหน้าที่จะประกาศผล ราคาของ Bitcoin ร่วงลงอย่างมากจนแตะระดับที่ 56,526.00 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ อยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะกระเตื้องขึ้นมาอยู่ที่ 57,300 ดอลลาร์สหรัฐ หลังประกาศผล Fed และขยับมาทรงตัวที่ 57,227.50 ดอลลาร์สหรัฐ

 

โดยก่อนหน้านี้ราคาของ Bitcoin พุ่งขึ้นในระยะสั้นๆ แตะ 60,989.58 ดอลลาร์สหรัฐ หลังมีการ Halving ก่อนที่จะปรับตัวลดลงมา

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นโฟกัสของนักลงทุนในการจับตามองการตัดสินเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งการตัดสินใจของ Fed ล่าสุดที่ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมเป็นไปตามการคาดหวังของบรรดานักวิเคราะห์และนักลงทุนที่ออกมาแสดงความเห็นก่อนหน้านี้

 

Geoff Kendrick หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลของ Standard Chartered ออกมาแสดงความเห็นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม โดยระบุว่า ฉากหลังด้านเศรษฐกิจมหภาคไม่ได้เอื้อต่อการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างคริปโตเคอร์เรนซีที่ค่อนข้างเติบโตได้ดีจากตลาดที่มีสภาพคล่องสูง ซึ่งสภาพคล่องของตลาดสหรัฐฯ ในเวลานี้มีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา

 

ด้าน Zach Pandl หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Grayscale Investments ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่สูงขึ้นน่าจะสนับสนุนเงินดอลลาร์และมีน้ำหนักต่อ Bitcoin ในช่วงเดือนที่ผ่านมา พร้อมชี้ว่า แถลงการณ์ของ FOMC แสดงความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ แต่ไม่ได้ตัดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออก ซึ่งความคาดหวังของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะสนับสนุนราคาของ Bitcoin และตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในวงกว้างมากขึ้น

 

ทั้งนี้ Bitcoin มีการซื้อขายในช่วงแคบในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมีตัวเร่งสำคัญสำหรับสกุลเงินดิจิทัล คือความต้องการจากกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนของสหรัฐฯ (ETF) และการ Halving โดยในช่วงสัปดาห์นี้ Bitcoin ปรับตัวลดลงแล้ว 9% ทำให้เดือนเมษายนกลายเป็นเดือนที่เลวร้ายที่สุดของ Bitcoin นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2022

 

อย่างไรก็ตาม บรรดานักลงทุน Bitcoin ต่างคาดหวังที่จะได้เห็นการฟื้นตัวกลับมาแกร่งของ Bitcoin และตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในช่วงครึ่งปีหลังนี้ แต่ในระยะสั้นคือประมาณ 3-4 สัปดาห์ ราคาของ Bitcoin อาจปรับตัวร่วงลงอีก อันเป็นผลจากเศรษฐกิจมหภาคที่ชะลอตัวและแรงกดดันจากความขัดแย้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โดยนักวิเคราะห์จาก Bitfinex ประเมินว่า ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าอาจจะได้เห็นการแกว่งตัวของ Bitcoin ทั้งบวกและลบในช่วง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่นักวิเคราะห์คาดหวังที่จะได้เห็นผลกระทบเชิงบวกจากการ Halving ซึ่งทำให้ซัพพลาย Bitcoin ในตลาดลดลงครึ่งหนึ่งในช่วงไม่กี่เดือนหลังจากนี้มากกว่า

 

อ้างอิง:

The post Bitcoin ประเดิมเดือน พ.ค. ร่วงหนัก แตะที่ 57,000 ดอลลาร์ หลัง Fed ยึดจุดยืน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
USDC แซงหน้า USDT ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของ Stablecoin ที่ถูกใช้มากที่สุดในโลกคริปโต https://thestandard.co/usdc-overtakes-usdt-to-become-no-1-stablecoin/ Tue, 30 Apr 2024 06:47:56 +0000 https://thestandard.co/?p=928435

จากข้อมูลของ Visa เผยว่า นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2024 จนถึง […]

The post USDC แซงหน้า USDT ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของ Stablecoin ที่ถูกใช้มากที่สุดในโลกคริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากข้อมูลของ Visa เผยว่า นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2024 จนถึงปัจจุบัน (YTD) ยอดการทำธุรกรรมของของเหรียญ Stablecoin ‘USDC’ ของบริษัท Circle Internet Financial คิดเป็นสัดส่วนถึง 50% ของธุรกรรมทั้งหมด แซงหน้าอดีตเหรียญ Stablecoin เบอร์ 1 ของโลกอย่าง USDT ของ Tether เป็นที่เรียบร้อย

 

โดย Visa ประกาศผ่านเว็บไซต์ของบริษัทว่า มีการร่วมมือกับบริษัท Allium Labs เพื่อพัฒนาตัวชี้วัดสำหรับติดตามข้อมูลธุรกรรมของเหรียญ Stablecoin บนโลกบล็อกเชนที่มีความแม่นยำสูง และตัดธุรกรรมเทียมของแต่ละเหรียญออกไป

 

และเพียงช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยอดธุรกรรมของเหรียญ USDC พุ่งแตะ 4.56 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 15 ล้านล้านบาท ในขณะที่เหรียญ USDT มีปริมาณธุรกรรมเพียง 8.9 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3 ล้านล้านบาทเท่านั้น

 

การที่ยอดธุรกรรมของ USDC แซงหน้า USDT ได้นั้น นับว่าน่าประหลาดใจ เนื่องจากข้อมูลของ DefiLlama พบว่า มูลค่าของเหรียญ USDT คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 68% ของมูลค่า Stablecoin ทั้งระบบ ในขณะที่ USDC มีเพียง 20% เท่านั้น

 

Noelle Acheson ผู้เขียน Crypto is Macro Now แสดงความเห็นว่า การถือครองของ USDT อยู่นอกสหรัฐฯ เป็นหลัก ซึ่งถูกมองเป็นที่เก็บรักษาเงินในรูปดอลลาร์สำหรับนักลงทุนมากกว่า ในขณะที่ USDC มีการใช้งานในสหรัฐฯ เป็นหลัก โดยนักลงทุนมองว่าเป็นสกุลเงินไว้สำหรับการแลกเปลี่ยนมากกว่า จึงอาจเป็นเหตุผลที่อธิบายสถานการณ์ดังกล่าวได้

 

แต่ถึงอย่างนั้น จากข้อมูลของ DefiLlama ชี้ว่า มูลค่าของเหรียญ USDC ที่อยู่ในระบบก็ปรับลดลงมาจากจุดสูงสุดช่วงต้นปี 2023 ที่ราว 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.96 ล้านล้านบาท เหลือเพียง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 8 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2023 

 

สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งเป็นเพราะช่วงต้นปี 2023 Circle Internet Financial เก็บเงินสดของบริษัทไว้กับธนาคารที่มีข่าวว่าเสี่ยงล้มละลายจากการขาดสภาพคล่องอย่าง Silicon Valley Bank กว่า 3.3 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.1 แสนล้านบาท ก่อนที่มูลค่าของเหรียญ USDC ในระบบจะกลับมาสู่ระดับ 3.28 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.14 ล้านล้านบาท ในปัจจุบัน

 

อ้างอิง: 

The post USDC แซงหน้า USDT ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของ Stablecoin ที่ถูกใช้มากที่สุดในโลกคริปโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต.สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะปัดตกการขออนุมัติตั้งกองทุน Ethereum Spot ETF https://thestandard.co/approval-to-establish-ethereum-spot-etf/ Sat, 27 Apr 2024 07:34:33 +0000 https://thestandard.co/?p=927420

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (25 เมษายน) สำนักข่าว Reuters […]

The post ก.ล.ต.สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะปัดตกการขออนุมัติตั้งกองทุน Ethereum Spot ETF appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (25 เมษายน) สำนักข่าว Reuters เผยว่า บริษัทผู้ออกกองทุน ETF ในสหรัฐอเมริกาประเมินว่า ก.ล.ต.สหรัฐฯ มีโอกาสปัดตกการขอยื่นอนุมัติกองทุน Ethereum Spot ETF ออกไปก่อน หลังแนวโน้มการเข้าเจรจากว่า 4 สัปดาห์ไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่ดี

 

VanEck, ARK Investment Management และอีก 7 บริษัทจัดการกองทุน เป็นผู้ยื่นเอกสารขออนุมัติกองทุน Ethereum Spot ETF เพื่อติดตามสินทรัพย์คริปโตเคอร์เรนซีเบอร์ 2 ของโลกต่อ ก.ล.ต.สหรัฐฯ ตามหลัง Bitcoin ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

 

โดย ก.ล.ต.สหรัฐฯ ต้องพิจารณาเอกสารดังกล่าวของ VanEck และ ARK Investment ภายในวันที่ 23 และ 24 พฤษภาคมนี้ตามลำดับ

 

ซึ่งเหล่าผู้ออกกองทุนเหล่านี้ได้เข้าพบฝ่ายกำกับดูแลและพยายามชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านกำกับดูแลที่น่ากังวล และทาง ก.ล.ต.สหรัฐฯ ก็รับฟัง แต่กลับไม่ได้มีการแสดงความสนใจในการถามกลับหรืออภิปรายเพิ่มเติม ซึ่งอาจตีความเป็นนัยได้ว่าการขออนุมัติอาจโดนปัดตกไปก่อน

 

Todd Rosenbluth หัวหน้านักวิเคราะห์ ETF ของ VettaFi ชี้ว่า การอนุมัติกองทุน Ethereum Spot ETF มีแนวโน้มที่จะล่าช้าไปจนถึงปลายปี 2024 หรืออาจนานกว่านั้นได้ เนื่องจากฝ่ายกำกับดูแลที่ยังไม่ชัดเจนเท่าไรนัก ณ​ ขณะนี้

 

ซึ่งทาง Jan van Eck ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ VanEck ก็ยังได้กล่าวกับสำนักข่าว CNBC ในช่วงต้นเดือนเมษายนว่า “การขออนุมัติกองทุนน่าจะโดนปฏิเสธ”

 

ในขณะที่ทาง ARK Investment กลับยังไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับการอนุมัติแต่อย่างใด Cathie Wood ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ARK Investment ชี้แค่ว่า Ethereum มีโอกาสเป็นสินทรัพย์หลักอันดับ 1 ของโลก

 

โดยทาง ก.ล.ต.สหรัฐฯ ยอมอนุมัติกองทุน Bitcoin Spot ETF ด้วยเหตุผลว่ากลไกการดูแลตลาด (Market Surveillance) ของ Bitcoin Futures ETF ดีเพียงพอสำหรับ Spot ETF เช่นกัน

 

Matt Hougan ประธานฝ่ายการลงทุนของ Bitwise Asset Management มองว่าทางฝ่ายกำกับดูแลอาจอ้างว่า สำหรับการอนุมัติ Ethereum Spot ETF อาจยังเป็นไปได้ยาก เพราะมีระยะเวลาในการทดสอบกลไกตลาดของ Ethereum Futures ที่สั้นเกินไป

 

อ้างอิง:

The post ก.ล.ต.สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะปัดตกการขออนุมัติตั้งกองทุน Ethereum Spot ETF appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุปทาน Bitcoin อาจลดลงต่ำกว่าอุปสงค์ถึง 5 เท่า หลังการ Halving รอบล่าสุด https://thestandard.co/bitcoin-supply-and-demand-after-halving/ Wed, 24 Apr 2024 07:33:19 +0000 https://thestandard.co/?p=926151

นักวิเคราะห์จาก Bitfinex ประเมินว่า หลังการ Halving ของ […]

The post อุปทาน Bitcoin อาจลดลงต่ำกว่าอุปสงค์ถึง 5 เท่า หลังการ Halving รอบล่าสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักวิเคราะห์จาก Bitfinex ประเมินว่า หลังการ Halving ของ Bitcoin ในช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมา (20 เมษายน) ความต้องการหรืออุปสงค์ของ Bitcoin มีโอกาสพุ่งแซงหน้าอุปทานของ Bitcoin กว่า 5 เท่าตัว

 

เนื่องจากการ Halving จะทำให้ผลตอบแทน Bitcoin ต่อบล็อกลดลงจาก 6.25 BTC เหลือเพียง 3.125 BTC ซึ่งจากข้อมูลของ Glassnode พบว่าอุปทานของ Bitcoin ที่เพิ่มเข้ามาในระบบต่อวันเหลือเพียง 450 BTC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 30 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท จากที่ประมาณ 900 BTC ต่อวัน โดยอุปทานดังกล่าวยังน้อยกว่าความต้องการซื้อที่เกิดขึ้นกับ Bitcoin Spot ETF ต่อวันถึง 5 เท่าตัว

 

นักวิเคราะห์จาก Bitfinex กล่าวว่า หลังจากการ Halving จบลงไป ทำให้ปริมาณ Bitcoin ที่ถูกผลิตขึ้นมาต่อวันเหลือเพียง 40-50 ล้านดอลลาร์ต่อวัน (ประมาณ 1,400-1,750 ล้านบาทต่อวัน) และอาจลดต่ำลงไปถึง 30 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,000 ล้านบาท)

 

นักวิเคราะห์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะที่ปริมาณเงินที่ไหลเข้า Bitcoin Spot ETF ต่อวันตกอยู่ที่ราว 150 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5,200 ล้านบาท แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะเป็นตัวเลขที่ปรับตัวลดลงจากช่วงก่อนหน้าก็ตาม

 

แต่ทั้งนี้ในช่วงหลังการ Halving อาจพบว่าเหล่านักขุด (Miners) จะมีการเทขาย Bitcoin ออกมาบางส่วนเพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์และเตรียมการสำหรับการขุดในช่วงถัดจากนี้ ซึ่งจากข้อมูลของ Glassnode ชี้ว่า 6 เดือนก่อนการ Halving ปริมาณ Bitcoin ในวอลเล็ตของนักขุดจะลดลงราว 18,000 BTC ถึง 1.82 ล้าน BTC

 

จากข้อมูลของ Bitfinex ยังชี้ว่า นักลงทุนเริ่มกลับมาโอนย้ายสินทรัพย์จากแพลตฟอร์มออกไปยัง Cold Wallet เพื่อมาดูแลสินทรัพย์ของตนเองมากขึ้น (Self Custody) จากการเก็งกำไรว่าราคา Bitcoin มีโอกาสปรับตัวขึ้น ทำให้ตลาดฝั่งอุปทานอ่อนตัวลงไปอีกระดับ

 

ในวันนี้ (24 เมษายน) ราคา Bitcoin เคลื่อนไหวบริเวณ 66,985 ดอลลาร์ คิดเป็นการปรับตัวขึ้นราว 0.98% ในรอบ 24 ชั่วโมง และเป็นการปรับตัวขึ้นราว 6% นับตั้งแต่การ Halving ในขณะที่ CoinDesk 20 Index ก็มีการปรับตัวราว 7% ในทิศทางเดียวกัน

 

อ้างอิง:

The post อุปทาน Bitcoin อาจลดลงต่ำกว่าอุปสงค์ถึง 5 เท่า หลังการ Halving รอบล่าสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาทิศทาง Bitcoin หลัง Halving ครั้งที่ 4 สถิติชี้ ผลตอบแทนลดต่ำลงต่อเนื่องตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา https://thestandard.co/bitcoin-halving-round-4/ Sat, 20 Apr 2024 03:07:14 +0000 https://thestandard.co/?p=924854 Bitcoin Halving

Bitcoin Halving หรือปรากฏการณ์ที่ผลตอบแทนจากการขุด Bitc […]

The post จับตาทิศทาง Bitcoin หลัง Halving ครั้งที่ 4 สถิติชี้ ผลตอบแทนลดต่ำลงต่อเนื่องตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin Halving

Bitcoin Halving หรือปรากฏการณ์ที่ผลตอบแทนจากการขุด Bitcoin จะลดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 ในวันนี้ (20 เมษายน) ได้เสร็จสมบูรณ์ ส่งผลให้ผลตอบแทนจากการขุด Bitcoin ลดลงจาก 6.25 เหรียญ BTC มาเหลือ 3.125 เหรียญ BTC 

 

ขณะที่ราคา Bitcoin ค่อนข้างผันผวนในช่วงก่อนหน้านี้ และปรับตัวลดลง 4% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยซื้อ-ขายอยู่ที่ราว 64,000 ดอลลาร์ 

 

ทั้งนี้ หากย้อนดูสถิติของราคา Bitcoin ตลอดการ Halving 3 ครั้งที่ผ่านมา จะเห็นว่าผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา Bitcoin นับจากวันที่ Halving ไปจนถึงระดับราคาสูงสุดในแต่ละรอบล้วนเป็นบวกทั้งสิ้น แต่เป็นผลตอบแทนที่ลดลงมาต่อเนื่องตลอด 3 วัฏจักรที่ผ่านมา 

 

  • Halving รอบที่ 1 วันที่ 28 พฤศจิกายน 2012 ราคา Bitcoin ณ วัน Halving 12.5 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นไปสูงสุดที่ 1,163 ดอลลาร์ หรือ 93 เท่าตัว

 

  • Halving รอบที่ 2 วันที่ 9 กรกฎาคม 2016 ราคา Bitcoin ณ วัน Halving 638.51 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นไปสูงสุดที่ 19,333 ดอลลาร์ หรือ 30 เท่าตัว

 

  • Halving รอบที่ 3 วันที่ 11 พฤษภาคม 2020 ราคา Bitcoin ณ วัน Halving 8,475 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นไปสูงสุดที่ 68,982.2 ดอลลาร์ หรือ 8 เท่าตัว

 

ผลกระทบจากการ Halving นอกจากจะทำให้อุปทานในตลาดลดลงแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อผู้ขุด Bitcoin ทั้งนี้ จำนวน Bitcoin ที่ถูกขุดออกมาแล้วในปัจจุบันอยู่ที่ราว 19.6 ล้าน BTC จากทั้งหมดที่จะไม่เกิน 21 ล้าน BTC 

 

อ้างอิง:

The post จับตาทิศทาง Bitcoin หลัง Halving ครั้งที่ 4 สถิติชี้ ผลตอบแทนลดต่ำลงต่อเนื่องตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิ่งที่นักลงทุนควรรู้เกี่ยวกับ Bitcoin Halving ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 14 ชั่วโมงถัดจากนี้ https://thestandard.co/bitcoin-halving-2/ Fri, 19 Apr 2024 08:01:11 +0000 https://thestandard.co/?p=924561 Bitcoin Halving

Bitcoin Halving ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในตลาดคริปโ […]

The post สิ่งที่นักลงทุนควรรู้เกี่ยวกับ Bitcoin Halving ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 14 ชั่วโมงถัดจากนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin Halving

Bitcoin Halving ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นทุกประมาณ 4 ปี และ Halving ครั้งต่อไปคาดว่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่เกิน 14 ชั่วโมงข้างหน้า เหตุการณ์นี้มีความสำคัญต่อ Bitcoin อย่างไร และนักวิเคราะห์มีมุมมองต่อราคาอย่างไรหลังจากเหตุการณ์นี้

 

เหตุการณ์ Bitcoin Halving คืออะไร

 

ทุกๆ ครั้งที่จำนวนบล็อกใหม่ถูกสร้างขึ้นครบ 210,000 บล็อก ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4 ปี จำนวน Bitcoin (BTC) ใหม่ที่ถูกขุดขึ้นมาได้ต่อบล็อกจะลดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเราเรียกเหตุการณ์นี้ว่า Halving หลังจากที่ Bitcoin ถูกสร้างขึ้นในปี 2008 รางวัลจากการขุดแต่ละบล็อกจะอยู่ที่ 50 BTC และ 4 ปีต่อมาในเหตุการณ์ Halving ครั้งแรก ผลตอบแทนลดลงอยู่ที่ 25 BTC และลดลงเหลือ 12.5 BTC ในเหตุการณ์ Halving ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2016 และอยู่ที่ล่าสุด 6.25 BTC เมื่อปี 2020

 

เหตุการณ์ Halving ครั้งต่อไป ซึ่งเป็นครั้งที่ 4 ที่จะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 20 เมษายนนี้ สำหรับเวลาที่แน่นอนขึ้นอยู่กับอัตราการทำธุรกรรมในปัจจุบัน เหตุการณ์นี้จะเป็นการที่จำนวน BTC ที่สร้างขึ้นใหม่ในแต่ละบล็อกจะลดลงจาก 6.25 BTC เหลือครึ่งหนึ่งที่ 3.125 BTC สำหรับการตรวจสอบบล็อกของธุรกรรม รางวัลที่ได้จากการขุดแต่ละบล็อกจะลดลงครึ่งหนึ่งแบบนี้ทุกๆ 4 ปี จนกว่า Bitcoin จะถูกขุดจนครบ 21 ล้าน BTC ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นประมาณปี 2140 ที่เครือข่ายจะไม่สามารถขุด Bitcoin ใหม่ได้อีกต่อไป

 

เกิดอะไรขึ้นในช่วง Halving ของ Bitcoin ที่ผ่านมา

 

การที่รางวัลจากการขุด Bitcoin ลดลงครึ่งหนึ่งทุก 4 ปี ทำให้ BTC หายากมากขึ้น และสิ่งนี้ส่งผลให้ราคาสกุลเงินดิจิทัลปรับตัวสูงขึ้นหลังจาก Halving 3 ครั้งที่ผ่านมา โดยหลังจากเหตุการณ์ Halving ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2012 ราคา Bitcoin เพิ่มขึ้นจาก 12.35 ดอลลาร์ เป็น 127 ดอลลาร์ภายใน 5 เดือน ต่อมาในช่วง Halving ครั้งที่ 2 ในปี 2016 ราคา BTC เพิ่มขึ้น 2 เท่า เป็น 1,280 ดอลลาร์ภายใน 8 เดือน และระหว่าง Halving ครั้งที่ 3 เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2021 ราคา BTC พุ่งขึ้นจาก 8,700 ดอลลาร์ เป็น 60,000 ดอลลาร์

 

Bitcoin จะเคลื่อนไหวอย่างไรหลังจาก Halving ครั้งนี้

 

นักวิเคราะห์ต่างมีความเห็นที่หลากหลายหลังจาก Halving ที่กำลังจะเกิดขึ้น เริ่มจาก David Chao นักยุทธศาสตร์ของ Invesco ได้วิเคราะห์เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมาว่า นักลงทุนในตลาดต่างมองโลกในแง่ดี โดยเฉพาะหลังจากที่กองทุน Bitcoin ETF ได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (15 เมษายน) คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของฮ่องกงได้อนุมัติกองทุน Bitcoin ETF และคริปโต ETF อื่นๆ หลายแห่ง ความต้องการของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับจำนวน Bitcoin ที่จะขุดได้ยากขึ้น คาดว่าจะส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตบางส่วนมองว่า Halving ครั้งนี้ไม่น่าจะทำให้ราคาเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากตลาดรับรู้เหตุการณ์ดังกล่าวไปมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ในเหตุการณ์ Halving หรือโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในปีนี้ ดังนั้นสิ่งนี้อาจทำให้เทรดเดอร์ใช้กลยุทธ์ ‘ขายตามข่าว’ (Sell on Fact) แทน

  

ในขณะที่นักลงทุนจำนวนมากมองโลกในแง่ดีต่อ Bitcoin โดยคาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากการ Halving แต่บางส่วนมองว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในครั้งนี้มีความแตกต่างจาก Halving ใน 3 ครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ Bitcoin ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์เสี่ยงมีแนวโน้มที่จะถูกขายมากขึ้น ผลตอบแทนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จึงไม่สามารถรับประกันว่าผลตอบแทนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตได้

 

จะเกิดอะไรขึ้นกับนักขุด Bitcoin ในช่วง Halving

 

การที่ผลตอบแทนจากการขุด Bitcoin ลดจำนวนลงครึ่งหนึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายอุตสาหกรรมการขุด BTC อย่างมาก เนื่องจากรางวัลของนักขุดสำหรับการประมวลผลธุรกรรมใหม่จะลดลงจาก 6.25 BTC เป็น 3.125 BTC ดังที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งนี่ถือเป็นการลดลงอย่างมากของรายได้ เหตุการณ์นี้ให้ทำให้การขุด Bitcoin สำหรับนักขุดรายย่อยทำกำไรได้ยากมากขึ้นและเสียเปรียบบริษัทขุดที่มีการดำเนินงานที่ใหญ่กว่า นำไปสู่การปิดกิจการของบริษัทขุด BTC มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม Laurent Benayoun ซีอีโอของ Acheron Trading กล่าวว่า แม้ว่ารางวัลบล็อกจะลดลงครึ่งหนึ่ง แต่รายได้จากการขุด BTC ก็ไม่จำเป็นต้องลดลงในรูปของเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการลดลงของรางวัลการขุดจะได้รับการชดเชยด้วยค่าธรรมเนียมเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น

 

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงและความผันผวนสูงมาก นักลงทุนจึงควรกระจายความเสี่ยง ศึกษาหาข้อมูล และวางแผนในการลงทุนด้วยความรอบคอบ บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น

 

อ้างอิง:

 

The post สิ่งที่นักลงทุนควรรู้เกี่ยวกับ Bitcoin Halving ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 14 ชั่วโมงถัดจากนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดค้นหา Bitcoin Halving พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใน Google https://thestandard.co/searches-for-bitcoin-halving-all-time-high-on-google/ Fri, 19 Apr 2024 01:14:45 +0000 https://thestandard.co/?p=924366

กลายเป็นคำค้นหายอดฮิตติดเทรนด์จนแตะระดับสูงสุดเป็นประวั […]

The post ยอดค้นหา Bitcoin Halving พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใน Google appeared first on THE STANDARD.

]]>

กลายเป็นคำค้นหายอดฮิตติดเทรนด์จนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเสิร์ชเอนจินของ Google สำหรับ Bitcoin Halving ที่บรรดากูรูทั้งหลายคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 เมษายนนี้ โดยทาง Google เปิดเผยว่า ยอดคำค้นหา Bitcoin Halving พุ่งแตะระดับสูงสุด พร้อมคาดการณ์ว่าการค้นหาของ Bitcoin Halving ในครั้งนี้มีมากกว่า 2 เท่าของการ Halving ที่เกิดขึ้นในปี 2020 

 

รายงานระบุว่า ความสนใจในการค้นหาคำว่า ‘Bitcoin Halving’ มีคะแนนถึง 45 แล้ว ตามข้อมูลของ Google Trends โดย Google คาดการณ์ว่าจะมีคะแนนประมาณ 100 ภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้ ซึ่งทาง Google Trends อธิบายว่าค่า 100 แปลว่า ‘ความนิยมสูงสุด’ หรือ Peak Popularity สำหรับคำค้นหานี้

 

ขณะเดียวกัน ทาง Google Trends แสดงให้เห็นว่า Bitcoin Halving กำลังได้รับความสนใจมากที่สุดจากไนจีเรีย เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และไซปรัส

 

ทั้งนี้ Bitcoin Halving หมายถึง การปรับลดเงินรางวัลที่จ่ายให้กับนักขุดลดลงครึ่งหนึ่ง โดยรางวัลจะลดจาก 6.25 BTC เหลือ 3.125 BTC ซึ่งจะส่งผลให้มีการลดจำนวน Bitcoin ลงครึ่งหนึ่งในปี 2024 

 

จับตา 20 เมษายน Halving เกิดแน่

 

ตามข้อมูลจากเครื่องนับเวลาถอยหลังของ Cointelegraph พบว่า การ Halving ในปี 2024 มีกำหนดจะเกิดขึ้นประมาณ 04.00 น. UTC ของวันเสาร์ที่ 20 เมษายนนี้ 

 

รายงานระบุว่า เมื่อพิจารณาจากประสิทธิภาพของ Bitcoin ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ระดับความสนใจเป็นประวัติการณ์ที่มีต่อ Halving จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจหรือเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด 

 

โดย Bitcoin เริ่มต้นปี 2024 ที่ราคา 42,200 ดอลลาร์ และเพิ่มขึ้น 74% สู่ระดับสูงสุดใหม่ตลอดกาลที่ 73,600 ดอลลาร์ในวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin ได้ปรับตัวชะลอความร้อนแรงลง เห็นได้จากการซื้อขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม โดยในขณะที่เผยแพร่รายงานฉบับนี้ ราคาของ Bitcoin ปรับตัวแตะที่ 61,078 ดอลลาร์ ลดลง 17% จากระดับสูงสุดตลอดกาล

 

แม้จะมีความเห็นไม่พอใจจากผู้เข้าร่วมตลาด แต่นักวิจารณ์ตลาดหลายคนได้ชี้ไปที่รูปแบบในอดีตของการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin เพื่อแนะนำว่า Bitcoin อาจพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายเดือนหลังจากเสร็จสิ้นการ Havling 

 

ทั้งนี้ การ Halving เป็นเงื่อนไขสำคัญที่มีอยู่นับตั้งแต่การถือกำเนิดของ Bitcoin ซึ่งตรงกับหลังช่วงวิกฤตการเงินในปี 2008 โดยทาง Satoshi Nakamoto ผู้สร้างเหรียญ Bitcoin มีเป้าหมายในการสร้างสกุลเงินต่างประเทศที่จะดำเนินงานนอกการควบคุมของรัฐบาลหรือธนาคารกลาง ซึ่ง Bitcoin จะมีจำกัดเพียง 21 ล้าน Bitcoin เท่านั้น หากเกินกว่านั้นก็จะต้อง Halving เพื่อลดภาวะเงินเฟ้อ และเพื่อทำให้แต่ละ Bitcoin มีมูลค่ามากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

 

ในขณะนี้ ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาสามารถปรับอุปทานของเงินดอลลาร์ได้เมื่อเห็นว่าจำเป็น Bitcoins จะถูกปล่อยออกมาตามอัตราที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและช้าลงเรื่อยๆ ซึ่งทาง Nakamoto กำหนดว่าประมาณทุกๆ 4 ปี รางวัลในการขุด Bitcoin ใหม่จะลดลงครึ่งหนึ่งในเหตุการณ์ที่เรียกว่า Halving โดยตามหลักทฤษฎีแล้ว เมื่อการสร้าง Bitcoin ใหม่เป็นสิ่งที่ยากขึ้น Bitcoin ก็จะเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากขึ้นและมีคุณค่ามากขึ้น และในที่สุด Bitcoin ใหม่จะหยุดสร้างขึ้นโดยสิ้นเชิง ซึ่งการหยุดสร้างนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นอย่างน้อยอีกศตวรรษ หรือราว 100 ปีข้างหน้า

 

การ Halving เกิดขึ้นมาแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งที่ผ่านมาหลัง Halving ได้ดันให้ราคา Bitcoin ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยการ Halving ครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2012 ราคาของ Bitcoin ก็เพิ่มขึ้นจาก 12.35 ดอลลาร์ เป็น 127 ดอลลาร์ใน 5 เดือนต่อมา ขณะที่การ Halving ครั้งที่ 2 ในปี 2016 ราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้น 2 เท่าเป็น 1,280 ดอลลาร์ภายใน 8 เดือน และการ Halving ครั้งที่ 3 ในปี 2020 ราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้นจาก 8,700 ดอลลาร์ เป็น 60,000 ดอลลาร์ในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม 2020 – มีนาคม 2021

 

อ้างอิง: 

 

The post ยอดค้นหา Bitcoin Halving พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใน Google appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin ร่วงต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์ชี้การปรับฐานแค่เริ่มต้น https://thestandard.co/bitcoin-drops-below-60000/ Thu, 18 Apr 2024 08:15:26 +0000 https://thestandard.co/?p=924138

Joel Kruger นักวิเคราะห์จาก LMAX Group ประเมินว่า การปร […]

The post Bitcoin ร่วงต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์ชี้การปรับฐานแค่เริ่มต้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

Joel Kruger นักวิเคราะห์จาก LMAX Group ประเมินว่า การปรับฐานของ Bitcoin ยังไม่สิ้นสุด และมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไป หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมา (17 เมษายน) ราคา Bitcoin ปรับตัวลงไปมากกว่า 3% ในรอบ 24 ชั่วโมง แตะ 59,900 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงมีนาคม ก่อนจะปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 62,081 ดอลลาร์ในช่วงเช้านี้ (18 เมษายน)

 

Joel ให้เหตุผลว่า Bitcoin ยังมีโอกาสปรับตัวลงต่อเนื่อง โดย ณ ราคาปัจจุบันยังไม่มีแรงซื้อเข้ามาจากนักลงทุนรายใหญ่ให้เห็น ดังนั้นจึงอาจเห็นการอ่อนตัวลงของ Bitcoin ในระยะนี้ก่อนที่จะกลับตัวขึ้นมาใหม่อีกครั้งได้

 

ไม่เพียงเท่านั้นในช่วงคืนที่ผ่านมา (17 เมษายน) Ethereum ยังปรับตัวลงไปต่ำกว่า 3,000 ดอลลาร์ คิดเป็นการปรับตัวมากกว่า 2.5% ในรอบ 24 ชั่วโมงเช่นกัน ก่อนที่จะปรับขึ้นมาเคลื่อนไหวบริเวณ 3,025 ดอลลาร์ในช่วงเช้านี้ (18 เมษายน)

 

โดยภาพรวมตลาดคริปโตปรับตัวลงไปในทิศทางเดียวกัน อ้างอิงจาก CoinDesk 20 Index ชี้ว่า โดยเฉลี่ยแล้วคริปโตปรับตัวลดลงกว่า 1.8%

 

ซึ่งการปรับฐานในช่วงสัปดาห์นี้เป็นการยืนยันว่า ตลาดคริปโตกำลังลดความร้อนแรงลง หลังปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือน และขึ้นไปทำจุดสูงสุดในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดย Bitcoin เองก็ปรับตัวลงมา 15% จากจุดสูงสุด ในขณะที่เหรียญคริปโตอื่นๆ ปรับตัวลดลง 40-50% จากจุดสูงสุด คล้ายคลึงวัฏจักรของตลาดในรอบก่อน

 

Joel กล่าวว่า แนวรับทางเทคนิคที่สำคัญสำหรับ Bitcoin ณ ขณะนี้อยู่ที่ 59,000 ดอลลาร์ เพราะเป็นระดับราคาที่มีการทดสอบแล้วฟื้นตัวขึ้นถึง 2 ครั้งในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งหาก Bitcoin สามารถยืนเหนือแนวรับดังกล่าวไปได้ก็มีโอกาสขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 100,000 ดอลลาร์ได้

 

แต่หาก Bitcoin หลุดแนวรับที่ 59,000 ดอลลาร์ ก็มีโอกาสที่มุมมองตลาดขาขึ้นจะชะลอออกไป และมีโอกาสที่จะปรับตัวลงในกรอบ 45,000-50,000 ดอลลาร์

 

อ้างอิง: 

The post Bitcoin ร่วงต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์ชี้การปรับฐานแค่เริ่มต้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิเคราะห์ที่เคยทำนาย Bitcoin จะแตะ 70,000 ดอลลาร์ เปลี่ยนมุมมองมาเป็นขาลง https://thestandard.co/bitcoins-pre-halving-rally-to-70k-turns-bearish/ Wed, 17 Apr 2024 11:37:04 +0000 https://thestandard.co/?p=923744 Bitcoin

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา Markus Thielen ผู้ก่อตั้งบริษัทด […]

The post นักวิเคราะห์ที่เคยทำนาย Bitcoin จะแตะ 70,000 ดอลลาร์ เปลี่ยนมุมมองมาเป็นขาลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา Markus Thielen ผู้ก่อตั้งบริษัทด้านการวิจัยข้อมูล 10x ปรับมุมมองต่อ Bitcoin ว่า กำลังจะกลับสู่ภาวะหมี (ตลาดขาลง) หลังจากที่เคยทำนายไว้ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2022 ที่ Bitcoin ลงไปทำจุดต่ำสุดว่า Bitcoin จะกลับเข้าสู่ทิศทางขาขึ้น และขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้สำเร็จ 

 

Markus กล่าวว่า ณ ขณะนี้ความกังวลต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นหรือคริปโตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และอาจทำให้ราคาของสินทรัพย์เหล่านี้ปรับฐานครั้งใหญ่ได้ เนื่องจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาโดยไม่คาดคิด และยังคงอยู่ต่อเนื่องนานหลายปี และตอกย้ำด้วยตลาดแรงงานที่ยังร้อนแรง

 

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นักลงทุนในตลาดพันธบัตรคาดการณ์กันล่วงหน้าว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสลดดอกเบี้ยน้อยกว่า 3 ครั้งในปีนี้ จนทำให้อัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 0.4% ไปแตะ 4.61% ในเดือนนี้ ถือได้ว่าเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2023 

 

Markus เผยว่า เขาได้ขายหุ้นเทคโนโลยีในพอร์ตโฟลิโอออกไปทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย ทั้งยังสังเกตได้ว่ามูลค่าการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีปริมาณการซื้อขายที่ลดลงจากการตอบสนองต่ออัตราผลตอบแทนของพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้น และถือไว้แค่เพียงไม่กี่เหรียญคริปโตที่ยังมีความน่าเชื่อมั่นสูงอยู่

 

ทั้งนี้ เหตุผลที่ทำให้ราคา Bitcoin ตั้งแต่ในช่วงปี 2023-2024 ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็มาจากความคาดหวังของนักลงทุนว่า Fed จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่สมมติฐานเหล่านี้ก็กำลังถูกท้าทายอยู่ในตอนนี้

 

นั่นทำให้เงินทุนที่ไหลเข้ากองทุน Bitcoin Spot ETF เริ่มจางลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่มีเงินทุนไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ผ่านการอนุมัติในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา จนมูลค่าไหลเข้ารวมแล้วกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.2 แสนล้านบาท

 

ล่าสุด ณ วันที่ 17 เมษายน ราคา Bitcoin เคลื่อนไหวที่บริเวณ 63,915 ดอลลาร์ คิดเป็นการปรับตัวขึ้นราว 0.6% ในรอบ 24 ชั่วโมง และปรับตัวขึ้น 44.71% นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

 

อ้างอิง:

 

The post นักวิเคราะห์ที่เคยทำนาย Bitcoin จะแตะ 70,000 ดอลลาร์ เปลี่ยนมุมมองมาเป็นขาลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุนถล่มขาย Bitcoin ราคาดิ่ง 8% หลังอิหร่านส่งโดรนโจมตีอิสราเอล https://thestandard.co/bitcoin-btc-steadies-after-sinking-most-since-2023-on-iran-attack/ Sun, 14 Apr 2024 05:55:07 +0000 https://thestandard.co/?p=922833 Bitcoin

ราคา Bitcoin ดิ่งลงมากสุด 8% เมื่อวานนี้ (13 เมษายน) ลง […]

The post นักลงทุนถล่มขาย Bitcoin ราคาดิ่ง 8% หลังอิหร่านส่งโดรนโจมตีอิสราเอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin

ราคา Bitcoin ดิ่งลงมากสุด 8% เมื่อวานนี้ (13 เมษายน) ลงไปทำจุดต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ที่ระดับ 61,604 ดอลลาร์ ถือเป็นการปรับตัวลดลงระหว่างวันมากที่สุดตั้งแต่เดือนมีนาคมปีก่อน ขณะที่ราคาเหรียญคริปโตอื่นๆ ต่างก็ปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกัน 

 

แรงเทขายที่เกิดขึ้นใน Bitcoin เกิดขึ้นหลังจากอิหร่านปล่อยโดรนและมิสไซล์เข้าโจมตีอิสราเอล เพื่อเป็นการตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในซีเรียซึ่งคร่าชีวิตทหารของอิหร่านไปด้วย 

 

Zaheer Ebtikar ผู้ก่อตั้งกองทุนคริปโต Split Capital กล่าวว่า แรงเทขายที่เกิดขึ้นจะดำเนินต่อไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความขัดแย้งว่าจะเลวร้ายลงอีกหรือไม่ ขณะที่นักลงทุนจะจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าสินทรัพย์ต่างๆ จะเป็นอย่างไรในวันจันทร์นี้ 

 

ขณะที่ข้อมูลจาก Coinglass ระบุว่า ความขัดแย้งดังกล่าวที่มีสัญญาณความรุนแรงมาตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา (12 เมษายน) ทำให้นักลงทุนปิดสัญญาณซื้อขายล่วงหน้าบนสถานะ Long ในตลาดคริปโตระหว่างวันที่ 12-13 เมษายนที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าราว 1.5 พันล้านดอลลาร์ 

 

ทั้งนี้ ราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงมาราว 10,000 ดอลลาร์ หลังจากพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 73,798 ดอลลาร์ นับแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สำหรับเหตุการณ์สำคัญสำหรับ Bitcoin และตลาดคริปโตคือ Bitcoin Havling ที่จะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 20 เมษายนนี้ 

 

อ้างอิง:

The post นักลงทุนถล่มขาย Bitcoin ราคาดิ่ง 8% หลังอิหร่านส่งโดรนโจมตีอิสราเอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Deutsche Bank เผยผลสำรวจ นักลงทุนครึ่งหนึ่งเชื่อว่าราคา Bitcoin จะปรับฐานรุนแรงภายใน 2 ปี https://thestandard.co/deutsche-bank-survey-bitcoin-price/ Thu, 11 Apr 2024 06:27:53 +0000 https://thestandard.co/?p=921853 ราคา Bitcoin

รายงานล่าสุดในเดือนเมษายนนี้ Deutsche Bank สถาบันการเงิ […]

The post Deutsche Bank เผยผลสำรวจ นักลงทุนครึ่งหนึ่งเชื่อว่าราคา Bitcoin จะปรับฐานรุนแรงภายใน 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคา Bitcoin

รายงานล่าสุดในเดือนเมษายนนี้ Deutsche Bank สถาบันการเงินชั้นนำของเยอรมนี เผยว่า หลังจากการทำแบบสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 3,600 ราย ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่านักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อคริปโตมากขึ้นในช่วงไตรมาส 1 ปี 2024 และมีเพียงไม่ถึง 1% เท่านั้นที่มองว่าคริปโตเป็นเพียงกระแสระยะสั้น

 

โดยนักวิเคราะห์ของ Deutsche Bank มองว่า มุมมองของนักลงทุนที่เปลี่ยนไปนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากการที่ Bitcoin เริ่มมีการปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการอนุมัติกองทุน Bitcoin Spot ETF ไปในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

 

แต่ถึงอย่างนั้นรายงานดังกล่าวก็ชี้ว่านักลงทุนยังไม่ได้มอง Bitcoin เชิงบวกมากจนเกินไป เนื่องจากมีเพียงแค่ 10% เท่านั้นที่มองว่า Bitcoin จะพุ่งทะลุ 75,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ และมีนักลงทุนอีกประมาณ 33% ที่มองว่า Bitcoin จะปรับตัวต่ำกว่า 20,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ 

 

ในขณะที่นักลงทุนมากกว่า 50% มองว่า Bitcoin มีโอกาสเผชิญการปรับฐานอย่างรุนแรงในอีก 2 ปีข้างหน้า ดังที่เคยเกิดขึ้นกับวัฏจักรของ Bitcoin ในช่วงที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้นักลงทุนกว่า 40% มองว่า Bitcoin จะยังคงอยู่ต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้านี้ แต่อีก 38% ก็มองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลจะหายไป

 

“78% ของคนอเมริกันมองว่าคริปโตเป็นรูปแบบหนึ่งของสินค้าโภคภัณฑ์ ในขณะที่ 76% มองว่าเป็นสินทรัพย์ทางเลือก และ 74% มองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ใช้รักษามูลค่า (Store of Value) และมี 65% มองว่าเป็นสินทรัพย์ที่จะมาแทนเงินสด โดยมี 52% มองว่าคริปโตเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญและจะมาเป็นรูปแบบหนึ่งของการชำระเงิน” รายงานระบุ

 

อ้างอิง:

The post Deutsche Bank เผยผลสำรวจ นักลงทุนครึ่งหนึ่งเชื่อว่าราคา Bitcoin จะปรับฐานรุนแรงภายใน 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Costco บริษัทค้าส่งยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ มียอดขายทองคำแท่งประมาณ 7 พันล้านบาทต่อเดือน https://thestandard.co/costco-selling-200-million-in-gold-bars-a-month/ Wed, 10 Apr 2024 08:32:30 +0000 https://thestandard.co/?p=921527 Costco

Wells Fargo สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา ประเมินว่า Cost […]

The post Costco บริษัทค้าส่งยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ มียอดขายทองคำแท่งประมาณ 7 พันล้านบาทต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Costco

Wells Fargo สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา ประเมินว่า Costco บริษัทค้าส่งยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ อาจมียอดขายทองคำแท่งอยู่ที่ประมาณ 100-200 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน (ประมาณ 3,500-7,000 ล้านบาทต่อเดือน) หลังจากที่เริ่มนำมาขายในช่วงปลายปี 2023 ที่ผ่านมา ประกอบกับราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 2,365 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงเดือนเมษายนปีนี้

 

นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) ราคาของทองคำมีการปรับตัวขึ้นมากว่า 13% จากปัจจัยเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างสูงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2022 ร่วมกับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่อยู่สูงถึง 35 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,225 ล้านล้านบาท) จนทำให้นักลงทุนกลัวการเสื่อมค่าของเงินดอลลาร์และสกุลเงินต่างๆ จึงมีการขายเงินสกุลต่างๆ (Fiat) เพื่อไปถือทองคำแทน

 

Edward Kelly นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จาก Wells Fargo ประเมินว่า ความสนใจของลูกค้าต่อทองคำที่ Costco นำมาขายกำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก ทั้งในแง่ของราคาและความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อตัวบริษัท

 

โดยทองคำที่ Costco นำมาขายนั้นเป็นทองคำแท่งแบบ 1 ออนซ์ ที่มีความบริสุทธิ์ 24 กะรัต อย่างไรก็ตาม ราคาที่ Costco ขายไม่ได้เปิดเผยต่อบุคคลที่ไม่ได้ทำบัตรสมาชิก แต่ก็มีการประเมินกันออกมาว่าราคาน่าจะสูงกว่าราคา Spot อยู่ราว 2%

 

ซึ่งหากคิดตามราคา Spot ทองคำในช่วงวันอังคารที่ผ่านมา (9 เมษายน) ที่ 2,357 ดอลลาร์ ทองคำที่ขายผ่าน Costco ก็จะตกอยู่ที่ประมาณ 2,400 ดอลลาร์

 

แต่ทั้งนี้ การซื้อขายทองคำในสหรัฐฯ มีข้อจำกัดบางประการอยู่ เช่น ลูกค้าต่อรายห้ามซื้อเกิน 5 ชิ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นจากที่เคยซื้อได้เพียงแค่ 2 ชิ้น

 

แม้การขายทองคำจะเพิ่มรายได้ให้กับ Costco ได้ประมาณ 3% แต่สำหรับกำไรของบริษัทอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เนื่องจากว่าทาง Costco มีการเสนอโปรโมชัน 2% Cash Back (เงินคืน) สำหรับลูกค้าที่เป็นสมาชิกแบบ Executive และ 2% Cash Back เพิ่มอีกสำหรับคนที่ใช้บัตรเครดิต Citigroup

 

นอกจากนี้ จากข้อมูลของ DataTrek เผยว่า ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ โดยเฉพาะธนาคารกลางในเอเชีย และจากปัจจัยการปรับเพิ่มขึ้นของราคาทองคำในปีนี้ ทำให้ปริมาณการซื้อขายทองคำมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ว่าจะชะลอตัวลงในช่วงครึ่งแรกของปีนี้

 

อ้างอิง:

The post Costco บริษัทค้าส่งยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ มียอดขายทองคำแท่งประมาณ 7 พันล้านบาทต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ Ripple ทำนายมูลค่าตลาดคริปโตพุ่งแตะ 175 ล้านล้านบาทในปีนี้ https://thestandard.co/brad-garlinghouse-predict-cryptocurrency-value/ Tue, 09 Apr 2024 10:17:23 +0000 https://thestandard.co/?p=921185 Brad Garlinghouse

Brad Garlinghouse ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Ripple บริ […]

The post ซีอีโอ Ripple ทำนายมูลค่าตลาดคริปโตพุ่งแตะ 175 ล้านล้านบาทในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Brad Garlinghouse

Brad Garlinghouse ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Ripple บริษัทสตาร์ทอัพด้านบล็อกเชน กล่าวกับสำนักข่าว CNBC ว่า มูลค่ารวมของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว เป็น 5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 175 ล้านล้านบาท ภายในสิ้นปี 2024 

 

จากข้อมูล ณ วันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา มูลค่าตลาดรวมของคริปโตอยู่ที่เพียง 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 91 ล้านล้านบาทเท่านั้น

 

Garlinghouse กล่าวว่า เขาอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างยาวนาน เห็นกระแสทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งในปีนี้เขาค่อนข้างมองบวกต่อคริปโตอย่างมาก 

 

ปัจจัยสนับสนุนตลาดคริปโตล้วนเกิดขึ้นพร้อมกันในปีนี้ เช่น การอนุมัติกองทุน Spot Bitcoin ETF ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเพิ่มความต้องการของ Bitcoin เป็นอย่างมาก ด้วยเงินทุนจากสถาบันการเงิน และการเกิด Bitcoin ‘Halving’ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ที่จะทำให้ปริมาณ Bitcoin ที่ได้รับจากการขุดลดลงครึ่งหนึ่ง 

 

“จากเหตุการณ์ที่ความต้องการเพิ่มขึ้น ในขณะที่การผลิตลดลง ไม่จำเป็นต้องจบเอกเศรษฐศาสตร์ก็น่าจะสามารถคาดการณ์ได้แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามมา” Garlinghouse กล่าว

 

ไม่เพียงเท่านั้น Garlinghouse ยังมองว่าในปีนี้จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และมีโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในด้านนโยบายการกำกับดูแลของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อคริปโต

 

โดยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา Bitcoin ปรับตัวขึ้นไปมากกว่า 140% และจากข้อมูลของ CoinGecko ชี้ว่า ในช่วงวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา เคยพุ่งไปทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 73,000 ดอลลาร์ ก่อนจะปรับตัวลงมาเคลื่อนไหวต่ำกว่า 70,000 ดอลลาร์ในขณะนี้

 

ณ วันที่ 1 เมษายน Bitcoin คิดเป็นสัดส่วน 49% ของมูลค่าตลาดคริปโตทั้งหมด ด้วยมูลค่าตลาดที่ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 45 ล้านล้านบาท

 

นอกจากนี้ Marshall Beard ประธานฝ่ายปฏิบัติการของ Gemini แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตชั้นนำ กล่าวกับสำนักข่าว CNBC ว่า เราทุกคนจะเห็นความผันผวนของ Bitcoin ในปีนี้ค่อนข้างมาก ทั้งขึ้นและลง จนกระทั่งทำจุดสูงสุดใหม่และมีโอกาสแตะ 150,000 ดอลลาร์ภายในปลายปีนี้

 

อ้างอิง: 

The post ซีอีโอ Ripple ทำนายมูลค่าตลาดคริปโตพุ่งแตะ 175 ล้านล้านบาทในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มูลค่าเทรดคริปโตเดือน มี.ค. พุ่งแตะ 3.18 ล้านล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ https://thestandard.co/crypto-trading-value-march-2024/ Fri, 05 Apr 2024 10:47:18 +0000 https://thestandard.co/?p=919923

จากข้อมูลของ CCData ระบุว่า ปริมาณการเทรดคริปโตเคอร์เรน […]

The post มูลค่าเทรดคริปโตเดือน มี.ค. พุ่งแตะ 3.18 ล้านล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากข้อมูลของ CCData ระบุว่า ปริมาณการเทรดคริปโตเคอร์เรนซีของทั้ง Spot และอนุพันธ์บนแพลตฟอร์ม Centralized Exchange (CEX) พุ่งทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 9.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 3.18 ล้านล้านบาท ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นราวเท่าตัวจากค่าเฉลี่ยในช่วง 3 เดือนก่อนหน้านี้ ท่ามกลางการปรับตัวขึ้นของราคา Bitcoin 

 

ข้อมูลยังเปิดเผยอีกว่า ยอดการเทรดของ Spot ปรับตัวขึ้นกว่า 108% เพิ่มขึ้นเป็น 2.94 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 1 ล้านล้านบาท สูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2021

 

ซึ่งแพลตฟอร์มเทรดคริปโตชั้นนำของโลกอย่าง Binance ก็มียอดการเทรดคริปโตปรับขึ้นทำจุดสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงพฤษภาคม 2021 เช่นเดียวกัน 

 

โดยปริมาณการเทรดบน Binance แบบ Spot ปรับเพิ่มขึ้น 121% แตะ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 40 ล้านล้านบาท และปริมาณการเทรดอนุพันธ์ปรับเพิ่มขึ้น 89.7% แตะ 2.91 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 100 ล้านล้านบาท

 

ส่งผลให้ Binance มีส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาด Spot เพิ่มขึ้นราว 6.21% คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาดรวม 38%

 

ขณะที่ในเดือนมีนาคม ราคา Bitcoin เพิ่มขึ้นกว่า 15% แตะจุดสูงสุดที่ 73,797 ดอลลาร์ ในวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา ต่อเนื่องจากการปรับเพิ่มขึ้น 67% ในช่วง 2 เดือนแรกของปี จากผลของการอนุมัติกองทุน Bitcoin Spot ETF

 

นอกจากนี้ ในเดือนมีนาคมปริมาณการเทรดคริปโตของนักลงทุนสถาบันบน Chicago Mercantile Exchange (CME) ก็ทำจุดสูงสุดตลอดกาลเช่นกัน โดยปรับเพิ่มขึ้น 60.6% พุ่งแตะ 1.55 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 5.45 ล้านล้านบาท

 

อ้างอิง:

The post มูลค่าเทรดคริปโตเดือน มี.ค. พุ่งแตะ 3.18 ล้านล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถิติชี้ กลยุทธ์ ‘เทรดตามแนวโน้ม’ กับ Bitcoin ทำกำไรได้ดีกว่าแค่ ‘ซื้อแล้วถือ’ https://thestandard.co/bitcoin-probability-trade-stats/ Thu, 04 Apr 2024 05:42:08 +0000 https://thestandard.co/?p=919144 Bitcoin

นับตั้งแต่ต้นปีหากนักลงทุนท่านใดก็ตามที่นำเงินไปลงทุนไว […]

The post สถิติชี้ กลยุทธ์ ‘เทรดตามแนวโน้ม’ กับ Bitcoin ทำกำไรได้ดีกว่าแค่ ‘ซื้อแล้วถือ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin

นับตั้งแต่ต้นปีหากนักลงทุนท่านใดก็ตามที่นำเงินไปลงทุนไว้ใน Bitcoin ด้วยกลยุทธ์ ‘Buy and Hold’ หรือ ‘การซื้อแล้วถือเฉยๆ’ มาจนถึงปัจจุบันก็จะสามารถทำกำไรไปได้แล้วราว 50% ซึ่งถือว่าเป็นผลตอบแทนที่น่าพอใจ

 

แต่ในโลกการลงทุนแบบเฮดจ์ฟันด์และงานวิจัยหลายชิ้นอย่างจากมหาวิทยาลัยโมนาชและเคมบริดจ์ เป็นต้น ต่างชี้ว่ามีกลยุทธ์การลงทุนแบบอื่นที่ดีกว่าการ Buy and Hold เพียงอย่างเดียวอยู่พอสมควร และยังสามารถทำกำไรจากช่วงที่ราคาปรับฐานรุนแรง

 

นักลงทุนสามารถทำกำไรจากขาขึ้นของคริปโตได้อย่างน่าพอใจ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเผชิญกับโดนการปรับฐานจากขาลงของตลาด

 

โดยผู้บริหารเฮดจ์ฟันด์ Man Group ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ณ สิ้นปี 2023 แตะ 1.67 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 5.85 ล้านล้านบาท) เผยว่า การลงทุนด้วยวิธี ‘Trend Following’ หรือ ‘การซื้อและถือตามเทรนด์’ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพกับสินทรัพย์อย่าง Bitcoin ค่อนข้างมาก

 

นับแต่ปลายปี 2016 จนถึงปัจจุบัน กลยุทธ์การซื้อและถือ Bitcoin ให้ผลตอบแทนราว 163% ขณะที่การใช้กลยุทธ์ Trend Following ทั้งกับขาขึ้นและขาลงของ Bitcoin และ Ether ให้ผลตอบแทนราว 200-260% 

 

ซึ่งกองทุนอย่าง Florin Court Capital ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 7 หมื่นล้านบาท) ได้นำกลยุทธ์ Trend Following มาใช้ตั้งแต่ช่วงปี 2017 กับสินทรัพย์ประเภทคริปโต 

 

โดย Doug Greenig ผู้ก่อตั้งกองทุน Florin Court Capital ก็กล่าวว่า คริปโตมีความคล้ายคลึงกับสินค้าโภคภัณฑ์ นักลงทุนต้องการเพียงแค่โมเดลสำหรับการลงทุนตามเทรนด์และการควบคุมความเสี่ยงที่ดี

 

ซึ่งสามารถคุมความเสี่ยงได้โดยการเลือกแพลตฟอร์มสำหรับการเทรดที่น่าเชื่อถือและมีใบอนุญาตก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนจะขยายไปถึงกลยุทธ์ที่เลือกใช้ในการลงทุน

 

Tarek Abou Zeid หุ้นส่วนและผู้จัดการกองทุน Man AHL กล่าวว่า การลงทุนแบบ Trend Following อยู่ที่การขจัดอคติในใจออกไปให้หมด แล้วมองหาความบ้าคลั่ง การกลัวตกกระแส และการตื่นตระหนก เพื่อให้คุณสามารถใช้กลยุทธ์ดังกล่าวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

ซึ่งกองทุน AQR Capital Management เฮดจ์ฟันด์ที่มีความเชี่ยวชาญในสินทรัพย์ประเภทพิเศษและมีการลงทุนใน Bitcoin และ Ethereum ด้วยกลยุทธ์ Trend Following ตั้งแต่ปี 2017 ก็สามารถเร่งผลตอบแทนของกองทุนได้อย่างน่าพอใจนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน

 

และล่าสุดก็มีการออกกองทุน ETF ที่ชื่อ Global X Bitcoin Trend Strategy (Ticker: BTRN) ที่เพิ่งเปิดตัวในช่วงเดือนที่ผ่านมา ที่จะมีการสับเปลี่ยนไปมาระหว่าง Bitcoin Futures และตราสารหนี้ 

 

หากช่วงไหนราคา Bitcoin พุ่งสูงขึ้นก็จะมีการทยอยขาย Bitcoin แล้วแปลงเป็นตราสารหนี้ และหากช่วงไหน Bitcoin ปรับตัวลงก็จะทยอยขายตราสารหนี้ไปซื้อ Bitcoin แทน

 

แต่ถึงกลยุทธ์การลงทุนแบบ Trend Following จะได้ผลดีกับ Bitcoin และ Ethereum แค่ไหน แต่การไปใช้กับเหรียญคริปโตประเภทอื่นอย่าง Memecoin และ Altcoins อื่นๆ ก็ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง

 

อ้างอิง:

The post สถิติชี้ กลยุทธ์ ‘เทรดตามแนวโน้ม’ กับ Bitcoin ทำกำไรได้ดีกว่าแค่ ‘ซื้อแล้วถือ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitkub เตรียมขายหุ้น IPO เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของไทยภายในปี 2568 https://thestandard.co/bitkub-ipo-set-2568/ Tue, 02 Apr 2024 02:07:44 +0000 https://thestandard.co/?p=918213

จากข้อมูลของสำนักข่าว Bloomberg เผยว่า ในวันจันทร์ที่ผ่ […]

The post Bitkub เตรียมขายหุ้น IPO เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของไทยภายในปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากข้อมูลของสำนักข่าว Bloomberg เผยว่า ในวันจันทร์ที่ผ่านมา (1 เมษายน) จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Bitkub Capital Group Holdings ให้สัมภาษณ์ว่ามีแผนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย (SET) ภายในปี 2568

 

โดยแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะเป็นไปเพื่อระดมเงินทุนไว้สำหรับการขยายธุรกิจและการเพิ่มความน่าเชื่อถือของบริษัท ซึ่งในระหว่างนี้ Bitkub ก็อยู่ในช่วงของการจ้างที่ปรึกษาทางการเงินสำหรับการเข้าตลาดหลักทรัพย์

 

พร้อมกับมีแผนการขยายทีมงานจากระดับ 2,000 คนในปัจจุบันไปสู่ 3,000 คนภายในปี 2568 อีกเช่นกัน หลังจากที่เคยลดขนาดพนักงานลดไป 6% ในช่วงปี 2565-2566

 

ทั้งนี้ จิรายุสได้เคยส่งสัญญาว่าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์มาตั้งแต่ในช่วงปี 2566 ผ่านจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Bitkub แต่ ณ ขณะนั้นยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาว่าภายในกี่ปี

 

ในช่วงปีที่ผ่านมา Bitkub ยังได้ขายหุ้นจำนวน 9.2% ของบริษัทให้กับ Asphere Innovations เป็นมูลค่า 600 ล้านบาท สะท้อนว่า Bitkub ถูกประเมินมูลค่าตลาดไว้ที่ราว 6 พันล้านบาท 

 

ซึ่งน้อยกว่าที่ทางธนาคาร SCBX ได้เคยประกาศว่าจะซื้อหุ้นของ Bitkub Online ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้ Bitkub Capital Group Holdings ในสัดส่วน 51% ด้วยมูลค่ากว่า 1.78 หมื่นล้านบาท ก่อนที่จะล้มเลิกดีลดังกล่าวในท้ายที่สุด

 

โดยรายได้ของ Bitkub Online คิดเป็นสัดส่วนถึงกว่า 80% ของรายได้ในเครือ Bitkub Capital Group Holdings ทั้งหมด

 

แต่ทางจิรายุสประเมินว่าในอนาคตมูลค่าของ Bitkub มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะในปัจจุบันยอดเทรดบนแพลตฟอร์มก็เริ่มฟื้นตัวกลับมาสู่ระดับที่ไม่ได้เห็นมาตั้งแต่ช่วงตลาดขาขึ้นในปี 2564

 

ไม่เพียงเท่านั้น ตลาดการแข่งขันในอุตสาหกรรมคริปโตของประเทศไทยก็เริ่มดุเดือดขึ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานี้ หลังจากที่ธนาคารกสิกรไทยได้เปิดตัว orbix Trade และทาง Binance ที่หวังชิงส่วนแบ่งทางการตลาดนี้จาก Bitkub

 

โดยข้อมูลล่าสุดจากทางสำนักงาน ก.ล.ต. ของไทย เผยว่า ตัวเลขนักลงทุนคริปโตของไทยที่ใช้งานสม่ำเสมอ (Active) ในเดือนมีนาคม มีตัวเลขสูงถึง 238,000 บัญชี ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายนของปี 2565

 

อ้างอิง:

The post Bitkub เตรียมขายหุ้น IPO เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของไทยภายในปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความเสียหายจากการแฮ็กบนโลกคริปโตลดลง 23% แต่ยังสูงถึง 321 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสแรกปีนี้ https://thestandard.co/crypto-hacking-declined-23-percents/ Mon, 01 Apr 2024 06:20:00 +0000 https://thestandard.co/?p=917783 คริปโต

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 มีนาคม) Immunefi บริษัทด้านค […]

The post ความเสียหายจากการแฮ็กบนโลกคริปโตลดลง 23% แต่ยังสูงถึง 321 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสแรกปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คริปโต

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 มีนาคม) Immunefi บริษัทด้านความปลอดภัยบน คริปโต ออกรายงานล่าสุดเผยว่า ยอดการแฮ็กของคริปโตในไตรมาส 1 ของปี 2024 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 23% 

 

ในรายงานชี้ว่าในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ความเสียหายบนโลกคริปโตเกิดขึ้นจากการแฮ็ก 46 ครั้ง คิดเป็นมูลค่า 321 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 95.6% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด และอีก 15 เหตุการณ์ที่เข้าข่ายการหลอกลวง มูลค่า 14.7 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 4.4% ของมูลค่าทั้งหมด 

 

ซึ่งยอดอาชญากรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนคริปโตในไตรมาส 1 ที่ผ่านมานี้ อยู่ที่ราว 336 ล้านดอลลาร์ ราว 11,760 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราว 437 ล้านดอลลาร์ ราว 15,000 ล้านบาท โดยการแฮ็กเหล่านี้ที่เกิดขึ้นบนเครือข่ายบล็อกเชนของ Ethereum มากที่สุด มากถึง 33 เหตุการณ์ ตามมาด้วย BNB ที่เกิดขึ้น 12 เหตุการณ์ 

 

ปัจจุบันมูลค่าเงินฝาก (Value Locked) บนแพลตฟอร์ม DeFi (Decentralized Finance) ต่างๆ รวมกันคิดเป็นกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 3.6 ล้านล้านบาท ทำให้แพลตฟอร์มต่างๆ ของ DeFi ตกเป็นเป้าของการก่ออาชญากรรมมากกว่าแพลตฟอร์มที่เป็น CeFi (Centralized Finance) ซึ่งไตรมาสแรกที่ผ่านไม่ได้รับความเสียหายจากการแฮ็กเกิดขึ้นเลย 

 

Orbit Bridge Protocol เป็นแพลตฟอร์ม DeFi ที่เกิดความเสียหายมากที่สุดอันดับหนึ่ง คิดเป็นมูลค่าราว 81.7 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2,800 ล้านบาท และ Munchables เป็นแพลตฟอร์มที่เกิดความเสียหายเป็นอันดับที่สอง คิดเป็นมูลค่าราว 62 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2,170 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการแฮ็กบนแพลตฟอร์ม Munchables สามารถกู้คืนได้ภายใน 24 ชั่วโมงต่อมา

 

ทั้งนี้ จำนวนเงินที่สามารถกู้คืนได้ (Recovered Fund) ทั้งหมดในไตรมาสแรกอยู่ที่ 73.9 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2,500 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 22% ของเงินที่ถูกแฮ็กทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตามทาง Mitchell Amador ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Immunefi ได้กล่าวว่า ความเปราะบางหรือจุดอ่อนของแพลตฟอร์มบน DeFi เหล่านี้ที่ทำให้แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงกุญแจส่วนตัว (Private Key) เป็นสิ่งที่บรรดานักพัฒนาของแพลตฟอร์มต้องเร่งสร้างโครงสร้างความปลอดภัยใหม่และแนวทางการป้องกันอย่างเร่งด่วน

 

อ้างอิง:

The post ความเสียหายจากการแฮ็กบนโลกคริปโตลดลง 23% แต่ยังสูงถึง 321 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสแรกปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากราชาคริปโตสู่นักฉ้อโกง ‘แซม แบงก์แมน-ฟรีด’ ถูกตัดสินจำคุก 25 ปี และจ่ายค่าปรับ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/king-to-convict-bankman-fried/ Fri, 29 Mar 2024 09:20:49 +0000 https://thestandard.co/?p=917113 แซม แบงก์แมน-ฟรีด

แซม แบงก์แมน-ฟรีด ผู้ก่อตั้ง FTX อดีตเว็บเทรดคริปโตชั้น […]

The post จากราชาคริปโตสู่นักฉ้อโกง ‘แซม แบงก์แมน-ฟรีด’ ถูกตัดสินจำคุก 25 ปี และจ่ายค่าปรับ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แซม แบงก์แมน-ฟรีด

แซม แบงก์แมน-ฟรีด ผู้ก่อตั้ง FTX อดีตเว็บเทรดคริปโตชั้นนำอันดับ 2 ของโลก ถูกศาลตัดสินจำคุก 25 ปีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 มีนาคม) ฐานฉ้อโกงทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ โดยแซมพยายามฉ้อโกงลูกค้าและนักลงทุนจากเว็บเทรด FTX ของเขาคิดเป็นมูลค่ามากถึง 8 พันล้านดอลลาร์ 

 

ผู้พิพากษาเขตของสหรัฐฯ Lewis Kaplan และคณะลูกขุนได้ตัดสินว่า แซม แบงก์แมน-ฟรีด ฉ้อโกงและสมรู้ร่วมคิด 7 กระทง จากการล่มสลายของ FTX ในปี 2022 โดยมีความผิดฐานขโมยเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากลูกค้าของเขา ก่อนหน้าแซมอาจถูกจำคุกถึง 100 ปี แต่ทนายของเขาแย้งว่าโทษจำคุกดังกล่าวนั้นรุนแรง และโทษจำคุก 5 ปีน่าจะเหมาะสมกว่า อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแซมก็ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี แต่ต่อมาได้รับการแก้ไขเป็น 25 ปี

 

นิโคลัส รูส ผู้ช่วยอัยการกล่าวว่า แบงก์แมน-ฟรีดเป็นผู้นำการสมรู้ร่วมคิดในการโกงเงินของลูกค้าเพื่อนำไปลงทุน บริจาคเงินทางการเมืองให้กับทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน และเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของเขา รวมถึงการชำระคืนเงินกู้ของ Alameda Research อีกด้วย แม้แซมจะยืนยันว่าเงินของลูกค้าหลายพันล้านดอลลาร์ที่สูญเสียไปนั้นเป็นผลมาจาก ‘วิกฤตสภาพคล่อง’ และ ‘การจัดการที่ผิดพลาด’ ไม่ใช่การฉ้อโกงก็ตาม แต่นี่ไม่ใช่วิกฤตสภาพคล่อง แต่เป็นการขโมยเงินของลูกค้ามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และเป็นการสูญเสียที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนและอุตสาหกรรมอย่างมาก

 

เดเมียน วิลเลียมส์ อัยการสหรัฐฯ เขตทางใต้ของนิวยอร์ก กล่าวในแถลงการณ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน ภายหลังพิพากษาลงโทษของแบงก์แมน-ฟรีดว่า แซมได้กระทำการฉ้อโกงทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกา โดยมีโปรเจกต์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้เขาเป็นราชาแห่งคริปโต ในขณะที่อุตสาหกรรมคริปโตอาจเป็นเรื่องใหม่ แต่การฉ้อโกงประเภทนี้มีมายาวนาน

 

แซม แบงก์แมน-ฟรีด เคยได้รับฉายาว่าเป็น ‘ราชาคริปโต’ และเป็นเด็กมหัศจรรย์ที่เปลี่ยนแปลงโลกแห่งการเงิน ซึ่งเขาใช้เวลาไม่ถึง 3 ปีก็สร้างอาณาจักรมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ แม้แต่นิตยสาร Forbes และ Fortune ก็เคยคาดว่าเขาจะกลายมาเป็น วอร์เรน บัฟเฟตต์ คนต่อไป บริษัท FTX ของเขาได้กลายเป็นเว็บเทรดสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งในเดือนพฤศจิกายนปี 2022 เขาต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปเมื่อ FTX ล้มละลาย ส่งผลให้บัญชีของผู้ใช้หลายล้านรายถูกระงับ และไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ และเงินทุนของลูกค้ามูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์หายไป

 

อ้างอิง:

The post จากราชาคริปโตสู่นักฉ้อโกง ‘แซม แบงก์แมน-ฟรีด’ ถูกตัดสินจำคุก 25 ปี และจ่ายค่าปรับ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
HSBC ประกาศออกโทเคนทองคำที่ทำงานบนคริปโตสำหรับนักลงทุนรายย่อย https://thestandard.co/hsbc-gold-token/ Thu, 28 Mar 2024 04:06:47 +0000 https://thestandard.co/?p=916468 HSBC

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (27 มีนาคม) HSBC สถาบันการเงินชั้น […]

The post HSBC ประกาศออกโทเคนทองคำที่ทำงานบนคริปโตสำหรับนักลงทุนรายย่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
HSBC

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (27 มีนาคม) HSBC สถาบันการเงินชั้นนำของโลก ประกาศตัวว่าเป็นธนาคารแห่งแรกในฮ่องกงที่จะนำสินทรัพย์บนโลกความเป็นจริงอย่าง ‘ทองคำ’ มา ‘Tokenized’ อยู่บนบล็อกเชน สำหรับนักลงทุนรายย่อย

 

โดยโทเคนทองคำดังกล่าวถูกสร้างขึ้นมาผ่านแพลตฟอร์ม HSBC Orion Digital Asset ของธนาคาร HSBC และเปิดตัวให้นักลงทุนสามารถซื้อขายผ่านแอปพลิเคชัน HSBC Online Banking และ HSBC HK Mobile App

 

ซึ่งธนาคารและสถาบันการเงินหลายแห่งทั่วโลกต่างต้องการนำสินทรัพย์โลกความเป็นจริง (Real World Asset) มา Tokenized หรือการทำให้กลายเป็นโทเคนบนเครือข่ายบล็อกเชนอย่าง Ethereum เป็นต้น เพื่อทำให้สินทรัพย์ต่างๆ สามารถปลดล็อกมูลค่า และเข้าถึงนักลงทุนรายย่อยได้มากขึ้นด้วย

 

สำหรับ HSBC ได้มีการประกาศแผนการนำสินทรัพย์อย่างทองคำมา Tokenized ไว้ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2023 เป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัลของธนาคาร ด้วยความร่วมมือกับ Metaco บริษัทด้านคัสโตดีคริปโตสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์

 

การเริ่มต้นของโทเคนทองคำในฮ่องกงที่ออกโดยธนาคารดังกล่าว มีโอกาสจะเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการออกโทเคนทองคำของหลายธนาคารตามมา ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจมีผลต่อความผันผวนของราคาทองคำในระยะสั้น ให้นักลงทุนสามารถซื้อขายได้มากขึ้น 

 

แต่ทั้งนี้ในระยะยาวย่อมมีประโยชน์ต่อมูลค่าของทองคำที่จะเพิ่มขึ้น หากจะแตกต่างกันก็เพียงแค่ช่องทางการซื้อขายของนักลงทุนเท่านั้นว่าเป็นทองคำก้อนหรือทองคำในรูปแบบดิจิทัล

 

ไม่เพียงเท่านั้น การเริ่มต้นดังกล่าวของ HSBC อาจเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่การ Tokenization สินทรัพย์อื่นๆ มากกว่าแค่เพียงทองคำ ไม่ว่าจะเป็นตราสารทางการเงิน อสังหา หรือแม้แต่รถยนต์ 

 

อ้างอิง: 

The post HSBC ประกาศออกโทเคนทองคำที่ทำงานบนคริปโตสำหรับนักลงทุนรายย่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Robert Kiyosaki ทำนาย Bitcoin แตะ 1 แสนดอลลาร์ภายในเดือนกันยายนนี้ https://thestandard.co/robert-kiyosaki-predicts-bitcoin-hitting-100k-by-september/ Wed, 27 Mar 2024 05:11:55 +0000 https://thestandard.co/?p=915993 Robert Kiyosaki

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (25 มีนาคม) Robert Kiyosaki นัก […]

The post Robert Kiyosaki ทำนาย Bitcoin แตะ 1 แสนดอลลาร์ภายในเดือนกันยายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Robert Kiyosaki

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (25 มีนาคม) Robert Kiyosaki นักลงทุนและนักเขียนหนังสือการเงินชื่อดัง พ่อรวยสอนลูก แสดงความเห็นผ่าน X ว่าเขาจะเก็บ Bitcoin เข้าพอร์ตอีก 10 เหรียญในช่วงสัปดาห์นี้ โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากเหตุการณ์ Halving ที่กำลังจะเกิดขึ้น พร้อมทำนายว่า Bitcoin มีโอกาสพุ่งแตะ 1 แสนดอลลาร์ ภายในเดือนกันยายนนี้

 

ไม่เพียงเท่านั้น Robert ยังสนับสนุนให้นักลงทุนเก็บ Bitcoin ไว้ในพอร์ตการลงทุนบ้าง หากใครก็ตามที่ยังไม่เคยลงทุนใน Bitcoin เลย หากไม่สามารถซื้อ 1 Bitcoin ก็ซื้อไว้ 1 ใน 10 ของเหรียญก็ได้ ผ่านการลงทุนด้วยตนเอง หรือไม่ก็ผ่าน Spot ETFs

 

โดย Robert ชี้ว่า ‘Smart Money’ หรือกลุ่มนักลงทุนที่เป็นวงใน ต่างเริ่มเก็บ Bitcoin กันอย่างต่อเนื่อง เพราะรู้ว่าสหรัฐฯ ซึ่งเป็นชาติที่มีหนี้มากที่สุดในโลก ตลาดอสังหาในเศรษฐกิจจีนก็กำลังย่ำแย่ ญี่ปุ่นก็อยู่ในภาวะซบเซามาตั้งแต่ปี 1990 เยอรมนีก็กำลังจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ผู้คนในยุคนี้ก็ใช้ชีวิตกันอยู่บนหนี้บัตรเครดิต ธนาคารต่างกำลังจะมีปัญหา และโลกอาจกำลังจะเผชิญสงคราม

 

แต่ทั้งนี้ Robert ยังกล่าวว่า หากนักลงทุนคนไหนไม่สบายใจในการลงทุน Bitcoin ก็สามารถซื้อแร่เงินแทนก็ได้ ประกอบกับราคาแร่เงินที่สามารถเข้าถึงได้ทุกคน ด้วยมูลค่าที่ 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์เท่านั้นเอง เมื่อเทียบกับ Bitcoin ที่สูงถึง 70,000 ดอลลาร์ และทองคำที่ 2,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

นอกจากนี้ Robert ยังได้อ้างคำกล่าวของ Michael Saylor ประธานกรรมการของ MicroStrategy บริษัทเอกชนที่ถือครอง Bitcoin มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกว่า “ผมมีคำเรียกให้กับใครก็ตามที่ถือเงินเฟียต (Fiat Money) นั่นก็คือคนจน”

 

Robert ได้ย้ำปิดท้ายว่า อย่าเป็นคนจนที่เก็บเงินปลอม (สกุลเงินเฟียต) และทุกคนในโลกสามารถซื้ออย่างน้อย 1 เหรียญแร่เงิน และ 1 Bitcoin Satoshi เพราะฉะนั้นจงฉลาดและลงมือทำ

 

อ้างอิง:

The post Robert Kiyosaki ทำนาย Bitcoin แตะ 1 แสนดอลลาร์ภายในเดือนกันยายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนเตรียมลิสต์กองทุน Bitcoin และ Ethereum Exchange-Traded Note (ETN) ภายในเดือนพฤษภาคม https://thestandard.co/lse-bitcoin-etn/ Wed, 27 Mar 2024 02:17:22 +0000 https://thestandard.co/?p=915926 Bitcoin

ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSE) ประกาศเตรียมเปิดให้มีการซื้อ […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนเตรียมลิสต์กองทุน Bitcoin และ Ethereum Exchange-Traded Note (ETN) ภายในเดือนพฤษภาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin

ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSE) ประกาศเตรียมเปิดให้มีการซื้อขายกองทุน Exchange-Traded Note (ETN) ของ Bitcoin และ Ethereum ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยกองทุนแบบ ETN จะมีความคล้ายคลึงกับกองทุนแบบ ETF (Exchange-Traded Fund) ที่จะอิงผลตอบแทนสินทรัพย์อ้างอิงเหมือนกัน และสามารถซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้โดยตรง

 

เพียงแต่ว่ากองทุน ETN มีโครงสร้างกองทุนเป็นประเภทตราสารหนี้ระยะยาวที่อิงตัวสินทรัพย์ แต่ไม่ได้มีการถือครองสินทรัพย์อ้างอิงจริง ในขณะที่กองทุน ETF จะมีการถือครองสินทรัพย์อ้างอิงจริง 

 

ทำให้กองทุนแบบ ETN มีความเสี่ยงประเภทการถือครองที่เพิ่มขึ้นตามความสามารถของผู้ออกกองทุนที่จะจ่ายเงินคืน ต่างจากที่ ETFs ขึ้นตรงกับผลตอบแทนของสินทรัพย์จริง

 

โดยในประกาศช่วงก่อนหน้าของทางตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSE) ชี้ว่า ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายนเป็นต้นไป จะเริ่มเปิดรับการพิจารณากองทุนคริปโตแบบ ETN และยื่นเอกสารที่สำคัญให้เสร็จภายใน 15 เมษายน เพื่อเตรียมความพร้อมของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ตลาดเงินและตลาดทุนของสหราชอาณาจักรจะเปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามามากขึ้น

 

และในช่วงถัดจากนั้นจะเป็นขั้นตอนระหว่างการพิจารณาและรออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงิน (FCA) ซึ่งจะแล้วเสร็จและเปิดให้มีการซื้อขายกองทุนคริปโต ETN ได้จริงผ่านตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคมเป็นต้นไป 

 

ซึ่งเป้าหมายของการออกกองทุน Bitcoin และ Ethereum ETNs ในอังกฤษ คือการดึงดูดเงินทุนของนักลงทุนและบริษัทจัดการกองทุนทั่วโลกเข้ามา อย่างที่กองทุน Bitcoin Spot ETF สามารถทำได้ในช่วงมกราคมที่ผ่านมา

 

อ้างอิง:

The post ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนเตรียมลิสต์กองทุน Bitcoin และ Ethereum Exchange-Traded Note (ETN) ภายในเดือนพฤษภาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดแรงงานคริปโตฟื้นตัวตามราคา สำรวจพบความต้องการงานด้านคริปโตเพิ่ม 50% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน https://thestandard.co/crypto-jobs-listings-are-rebounding-with-the-market-recovery/ Mon, 25 Mar 2024 06:56:45 +0000 https://thestandard.co/?p=915141 ตลาดแรงงานคริปโต

นับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นกว่า 62% […]

The post ตลาดแรงงานคริปโตฟื้นตัวตามราคา สำรวจพบความต้องการงานด้านคริปโตเพิ่ม 50% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดแรงงานคริปโต

นับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นกว่า 62% และเหรียญอื่นๆ ของตลาดคริปโตเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดแรงงานคริปโตเริ่มฟื้นตัวไปในทิศทางเดียวกัน 

 

ข้อมูลของ Bloomberg เผยว่า Coinbase Global แพลตฟอร์มเทรดคริปโตชั้นนำของสหรัฐฯ เริ่มกลับมาทำกำไร และกำลังขยายตำแหน่งเพิ่มอีก 200 ตำแหน่ง เช่นเดียวกับ Kraken, Binance, Gemini และบริษัทการเงินดั้งเดิมอย่าง Fidelity ที่กำลังเริ่มขยายทีมงาน

 

ด้วยความที่อุตสาหกรรมคริปโตเริ่มปรับตัวดีขึ้น ทำให้บริษัทสตาร์ทอัพคริปโตจำนวนมากในขณะนี้เริ่มสามารถกลับมาระดมทุนกันได้ใหม่อีกครั้ง จึงมีทุนทรัพย์ในการจ้างงานตำแหน่งใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

 

จากข้อมูลของ Cryptocurrency Jobs เผยว่า จำนวนงานด้านคริปโตเพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์) และเพิ่มขึ้น 45% ในช่วงเดือนมีนาคมเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้ จำนวนโฆษณาหางานด้านคริปโตยังเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน

 

Blockchain Association ที่เป็นตัวแทนของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 100 บริษัทคริปโต มีการเพิ่มงานมากกว่า 1,700 ตำแหน่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีการเปิดเพิ่มไม่ถึง 1,000 ตำแหน่ง แต่หากเทียบกับช่วงตลาดกระทิงในปี 2021 ที่ตำแหน่งเคยเปิดมากกว่า 3,000 ก็ยังน้อยกว่าพอสมควร

 

โดยหลังจากบริษัทอย่าง Coinbase ที่ต้องผ่านการไล่พนักงานออกในช่วงตลาดขาลงที่ผ่านมา ทาง Alesia Haas ประธานฝ่ายการเงินของ Coinbase ก็ประกาศว่า เรามีการวางแผนขยายคนในปี 2024 อย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการขยายทีมเกินความจำเป็นอย่างที่เคยเกิดขึ้น

 

Pranesh Anthapur ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของ Kraken เผยว่า ทางบริษัทได้มีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอทั้งในช่วงตลาดขาขึ้นและลงของคริปโต และกำลังพร้อมที่จะขยายธุรกิจในช่วงจุดเปลี่ยนที่ปี 2024 นี้ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต

 

ในขณะที่ Fidelity สถาบันการเงินชั้นนำ ยังมีการขยายตำแหน่งคริปโตกว่า 22 ตำแหน่ง ทั้งเทรดเดอร์ในสินทรัพย์ดิจิทัล และรองประธานฝ่ายความเสี่ยงด้านการลงทุนในคริปโต หรืออย่าง BlackRock บริษัทจัดการกองทุนเบอร์ต้นของโลก ก็มีการพูดถึงการขยายตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเช่นกัน หลังประสบความสำเร็จในการออกกองทุน Spot Bitcoin ETF เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

 

อ้างอิง: 

 

The post ตลาดแรงงานคริปโตฟื้นตัวตามราคา สำรวจพบความต้องการงานด้านคริปโตเพิ่ม 50% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bernstein ปรับหมายราคา Bitcoin ขึ้นไปที่ 90,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2024 พร้อมกับปรับราคาหุ้นขุด Bitcoin ขึ้นต่อเช่นกัน https://thestandard.co/bernstein-bitcoin-year-end-target-90k/ Fri, 22 Mar 2024 06:52:08 +0000 https://thestandard.co/?p=914335

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (21 มีนาคม) Bernstein บริษัทห […]

The post Bernstein ปรับหมายราคา Bitcoin ขึ้นไปที่ 90,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2024 พร้อมกับปรับราคาหุ้นขุด Bitcoin ขึ้นต่อเช่นกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (21 มีนาคม) Bernstein บริษัทหลักทรัพย์ออกรายงานปรับเป้าหมายราคา Bitcoin ขึ้นไปที่ 90,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2024 จากการคาดการณ์ในช่วงก่อนหน้าไว้ที่เพียง 80,000 ดอลลาร์ ไปพร้อมกับการปรับราคาเป้าหมายของหุ้นขุด Bitcoin โดยปรับราคาของ CleanSpark จาก 14.20 ดอลลาร์ ไปที่ 30 ดอลลาร์ และ Marathon Digital จาก 14.30 ดอลลาร์ เป็น 23 ดอลลาร์

 

โดย Gautam Chhugani และ Mahika Sapra นักวิเคราะห์ของ Bernstein อธิบายต่อไปว่า ในภาวะตลาดขาขึ้นตอนนี้ของ Bitcoin กำลังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเงินที่กำลังไหลเข้า Spot Bitcoin ETF อย่างต่อเนื่อง 

 

และการขยายกำลังการขุด Bitcoin ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เหล่านักขุด Bitcoin จะได้รับเงินต่อการขุดที่มากขึ้น ทาง Bernstein จึงปรับคำแนะนำในการลงทุนในหุ้นขุด Bitcoin ในวัฏจักรขาขึ้นคริปโตเคอร์เรนซีรอบนี้

 

ในรายงานดังกล่าวประเมินว่า Hashrate ซึ่งเป็นพลังงานคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้ในการขุด Bitcoin จะลดลงไป 7% หลังการ Halving ของ Bitcoin ที่กำลังจะเกิดในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้ เทียบกับในช่วงก่อนหน้าที่ 15% 

 

โดยวันนี้ (22 มีนาคม) Bitcoin เคลื่อนไหวบริเวณ 66,227 ดอลลาร์ คิดเป็นการปรับตัวลงเล็กน้อยจากวันก่อนหน้าที่ 0.65% แต่คิดเป็นการปรับตัวขึ้นมาราว 56% นับจากต้นปี (YTD) และคิดเป็นการปรับตัวขึ้นมากว่า 135% ในรอบ 1 ปี

 

อ้างอิง:

The post Bernstein ปรับหมายราคา Bitcoin ขึ้นไปที่ 90,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2024 พร้อมกับปรับราคาหุ้นขุด Bitcoin ขึ้นต่อเช่นกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Standard Chartered คาดราคา Bitcoin พุ่งแตะ 2.5 แสนดอลลาร์ ในปี 2025 หลังเหตุการณ์ Halving ที่จะเกิดขึ้น 15 เม.ย. นี้ https://thestandard.co/standard-chartered-bitcoin-in-2025/ Wed, 20 Mar 2024 09:10:48 +0000 https://thestandard.co/?p=913371

Bitcoin Halving ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในตลาดคริปโต และเป […]

The post Standard Chartered คาดราคา Bitcoin พุ่งแตะ 2.5 แสนดอลลาร์ ในปี 2025 หลังเหตุการณ์ Halving ที่จะเกิดขึ้น 15 เม.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Bitcoin Halving ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในตลาดคริปโต และเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลต่ออุปทานของสินทรัพย์ดิจิทัลหลักอย่าง Bitcoin (BTC) จากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา ราคาของ BTC ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทุกครั้งหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเหตุการณ์ Bitcoin Halving ครั้งต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นวันที่ 15 เมษายน 2024 จะส่งผลอย่างไรต่อราคา BTC ในอนาคต

 

เหตุการณ์ Bitcoin Halving คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร?

 

ทุกๆ 4 ปี จำนวน Bitcoin ใหม่ที่ถูกขุดขึ้นมาได้ต่อบล็อกจะลดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเราเรียกว่าเหตุการณ์ Halving หลังจาก Bitcoin ถูกสร้างขึ้นในปี 2008 รางวัลจากการขุดแต่ละบล็อกจะอยู่ที่ 50 BTC และ 4 ปีต่อมาในเหตุการณ์ Halving ครั้งแรก ผลตอบแทนลดลงอยู่ที่ 25 BTC และลดลงเหลือ 12.5 BTC ในเหตุการณ์ Halving ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2016 และอยู่ที่ล่าสุด 6.25 BTC เมื่อปี 2020

 

เหตุการณ์ Halving ครั้งต่อไป ซึ่งเป็นครั้งที่ 4 น่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 15 เมษายน 2024 จะเป็นการที่จำนวน BTC ที่สร้างขึ้นใหม่ในแต่ละบล็อกจะลดลงจาก 6.25 BTC เหลือครึ่งหนึ่งที่ 3.125 BTC สำหรับการตรวจสอบบล็อกของธุรกรรม รางวัลที่ได้จากการขุดแต่ละบล็อกจะลดลงครึ่งหนึ่งแบบนี้ทุกๆ 4 ปี และจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีการขุด Bitcoin ครบทั้งหมด 21 ล้าน BTC ด้วยเหตุนี้ การขุด Bitcoin จึงยากมากขึ้นเรื่อยๆ และมักจะส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นหลังจากเหตุการณ์นี้ แม้ว่าผลตอบแทนในอดีตจะไม่รับประกันผลลัพธ์ในอนาคตก็ตาม

 

Bitcoin Halving ส่งผลต่อราคา Bitcoin อย่างไร

 

จนถึงขณะนี้เหตุการณ์ที่เรียกว่า Bitcoin Halving เคยเกิดขึ้นเพียง 3 ครั้งเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าเป็นการยากที่จะสรุปว่า BTC มีแนวโน้มที่จะดำเนินการก่อนและหลังการลดลงครึ่งหนึ่งอย่างไร

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้จากเหตุการณ์ Halving แต่ละรอบที่ผ่านมาคือ ราคาของ BTC จะปรับตัวขึ้นได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

 

สำหรับรอบที่ผ่านมาเมื่อปี 2020 ช่วงเวลา 1 เดือนก่อนที่จะถึง Halving ราคา Bitcoin จะปรับตัวลดลง และปรับตัวสูงขึ้นจนทำจุดสูงสุดใหม่ (All Time High) หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์ Halving ไปแล้ว เนื่องจากเหรียญที่ถูกขุดออกมาน้อยลง ทำให้นักลงทุนมองว่าเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้เกิด ‘ตลาดกระทิง’ ราคา BTC เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 35.8% ในเวลาเพียง 3 เดือนหลังจากเหตุการณ์ Halving

 

ทางด้าน CoinCodex คาดการณ์ว่าราคา Bitcoin จะซื้อขายที่ประมาณ 74,600 ดอลลาร์ ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2024 ซึ่งเป็นช่วง 1 เดือนหลังจาก Halving ครั้งต่อไป และ 3 เดือนถัดจากนั้นคาดว่า Bitcoin จะขยับขึ้นไปซื้อขายที่ประมาณ 83,150 ดอลลาร์

 

เหตุการณ์ Bitcoin Halving ที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งนี้มีตัวกระตุ้นสำคัญที่พร้อมจะเติมความต้องการของตลาดได้ เนื่องจากปัจจุบันกองทุน Spot Bitcoin ETF เข้าซื้อสกุลเงินดิจิทัลหลักประมาณ 2,450 BTC ในแต่ละวัน ขณะที่มีการขุดเพียง 900 BTC ต่อวันเท่านั้น และหลังจาก Halving ในช่วงเดือนเมษายน ตัวเลขการขุด Bitcoin ต่อวันจะลดลงเหลือเพียง 450 BTC

 

นักวิเคราะห์มองว่าอุปสงค์ที่สูงกว่าอุปทานมากถึง 5 เท่าอาจนำไปสู่วิกฤต Supply Shock ซึ่งหากอุปสงค์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสิ่งนี้จะทำให้ราคา BTC พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

Standard Chartered คาดราคา Bitcoin แตะ 2.5 แสนดอลลาร์

 

Standard Chartered สถาบันการเงินชั้นนำของโลก ปรับเป้าหมายราคา Bitcoin ขึ้นใหม่ ประเมินว่ามีโอกาสพุ่งแตะ 1.5 แสนดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2024 จากที่ก่อนหน้านี้เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.2 แสนดอลลาร์

 

ไม่เพียงเท่านั้น Standard Chartered ยังมองต่อไปอีกว่าภายในสิ้นปี 2025 ราคา Bitcoin มีโอกาสพุ่งแตะ 2.5 แสนดอลลาร์

 

ปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนให้ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงมาจากกองทุน Bitcoin Spot ETF ที่ทำให้มีเงินไหลเข้า Bitcoin ต่อเนื่อง และเหตุการณ์ Halving ที่ทำให้อุปทานลดลง ซึ่งมีโอกาสทำให้ราคาสินทรัพย์ดังกล่าวขึ้นอย่างรุนแรงได้

 

Geoffrey Kendrick หนึ่งในนักวิเคราะห์ของ Standard Chartered มองว่า Bitcoin มีความคล้ายคลึงกับทองคำ จึงได้นำเป้าหมายราคาของ Bitcoin มาเทียบกับเหตุการณ์ตอนเกิดขึ้นของกองทุน ETF ของทองคำในยุคก่อนหน้า ซึ่งมีส่วนช่วยให้ราคาทองคำปรับตัวมาถึงจุดปัจจุบัน

 

สำหรับพอร์ตการลงทุนใดๆ ของนักลงทุนที่ต้องการจะถือครอง 2 สินทรัพย์ คือ Bitcoin และทองคำ Geoffrey แนะให้แบ่งสัดส่วนการถือ 80% ไว้ที่ทองคำ ในขณะที่อีก 20% ไปถือ Bitcoin แต่การจะยึดตามสัดส่วนดังกล่าวไว้เช่นเดิมจำเป็นที่ราคา Bitcoin จะต้องเพิ่มขึ้นไปแตะ 190,000 ดอลลาร์

 

ด้าน Richard Teng ซีอีโอของ Binance กล่าวในเชิงบวกต่อราคา Bitcoin เช่นกันว่า ปัจจุบัน ‘ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของตลาดคริปโต’ พร้อมกับให้มุมมองส่วนตัวว่าเราอาจจะเห็นราคา Bitcoin เพิ่มขึ้นไปสูงกว่า 80,000 ดอลลาร์

 

แต่ทั้งนี้ Richard ก็ได้ให้มุมมองไว้ว่า การปรับตัวขึ้นจะไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่จะมีทั้งช่วงขาขึ้นและลง ซึ่งจะเป็นภาวะที่ดีต่อ Bitcoin อยู่เช่นกัน

 

Bitcoin กำลังถูกถล่มขายก่อน Halving

 

นับตั้งแต่ต้นปีมานี้ ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นมากว่า 56% จนแตะจุดสูงสุดถึง 73,798 ดอลลาร์ จนทำให้นักลงทุนหลายคนกังวลว่านี้อาจเป็นฟองสบู่หรือไม่ และมีการขายทำกำไรจนทำให้ Bitcoin เกิดความผันผวนและปรับตัวลงแรงได้

 

ล่าสุดราคา Bitcoin ร่วงลงมาแตะ 60,000 ดอลลาร์ ลดลงมาเกือบ 20% จากจุดสูงสุด

 

Peter Schiff นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ Bitcoin อยู่บ่อยครั้ง ได้เปิดเผยผ่านบัญชี X ส่วนตัวว่า “จำได้ไหมเมื่อปี 2021 บรรดาผู้ที่เรียกตัวเองว่า HODLer ต่างคาดหวังว่าราคา Bitcoin จะไปได้สูงกว่านั้น ในขณะที่ราคาซื้อขายกันอยู่ที่ 69,000 ดอลลาร์ แต่ในอีก 1 ปีถัดมา ราคาของมันดิ่งลงกว่า 80% มาซื้อขายต่ำกว่า 16,000 ดอลลาร์เท่านั้น ครั้งนี้ที่ผู้คนยิ่งมองบวกกว่าเดิม จะนำไปสู่การดิ่งลงอย่างรุนแรงมากกว่าครั้งก่อน”

 

นอกจากนี้ Peter ได้เปิดเผยอีกว่า ยิ่งมีกองทุน ETF เข้าไปถือ Bitcoin มากเท่าไร Bitcoin ยิ่งเปราะบางมากยิ่งขึ้นและมีความเสี่ยงที่จะล้มลง เพราะนักลงทุนที่เข้ามาซื้อ ETF นั้นมักจะเป็นนักเก็งกำไรมากกว่าผู้ที่เชื่อมั่นใน Bitcoin ซึ่งเมื่อราคา Bitcoin พุ่งขึ้น พวกเขาเหล่านั้นก็จะเกาะไปด้วย แต่ถ้าหากตลาดกลับเป็นขาลง พวกเขาก็จะเทขายทันที

 

อ้างอิง:

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 

The post Standard Chartered คาดราคา Bitcoin พุ่งแตะ 2.5 แสนดอลลาร์ ในปี 2025 หลังเหตุการณ์ Halving ที่จะเกิดขึ้น 15 เม.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Starbucks ยุติ ‘NFTs รีวอร์ด’ แม้กระแสคริปโตวนมาอีกครั้ง https://thestandard.co/starbucks-ended-nfts-reward/ Mon, 18 Mar 2024 10:17:01 +0000 https://thestandard.co/?p=912493 Starbucks NFTs รีวอร์ด

จากรายงานล่าสุดของ Starbucks (15 มีนาคม) ประกาศว่า ‘Ody […]

The post Starbucks ยุติ ‘NFTs รีวอร์ด’ แม้กระแสคริปโตวนมาอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Starbucks NFTs รีวอร์ด

จากรายงานล่าสุดของ Starbucks (15 มีนาคม) ประกาศว่า ‘Odyssey Beta Program’ โปรแกรมที่ลูกค้าสามารถซื้อขายและสะสมรีวอร์ดเพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของร้านกาแฟในรูปแบบของ NFTs จะสิ้นสุดภายในช่วงสิ้นเดือนนี้ (31 มีนาคม) สวนทางกระแสตลาดคริปโตขาขึ้น

 

โดย Starbucks ยังกล่าวต่อไปว่า Odyssey Marketplace แพลตฟอร์มที่มีไว้สำหรับซื้อขาย NFTs ดังกล่าว และเซิร์ฟเวอร์บน Discord สำหรับคอมมูนิตี้ของคนสะสม NFTs Starbucks ก็จะถูกปิดตัวไปพร้อมกัน

 

แต่ทั้งนี้ Odyssey Marketplace จะถูกเปลี่ยนกลายไปเป็น Nifty Marketplace แทน โดยที่ลูกค้าจะยังสามารถซื้อ, ขาย และโอน NFTs มายัง Nifty Marketplace ได้อยู่

 

ซึ่ง Starbucks ก็ไม่ได้เปิดเผยเหตุผลเบื้องหลังในการหยุดโปรแกรมดังกล่าวในครั้งนี้ และก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าจะมีแพลตฟอร์ม Web 3.0 อันใหม่มาทดแทนหรือไม่

 

โดย Starbucks ได้ริเริ่มโปรแกรม NFTs รีวอร์ด ในช่วงเดือนกันยายน ปี 2022 ที่ตลาดคริปโตกำลังอยู่ในช่วงยากลำบากหลังจากเกิดเหตุเครือข่าย Terra ล่มสลายไปในช่วงก่อนหน้า (เดือนพฤษภาคม ปี 2022) และการล้มละลายของ Celsius (เดือนกรกฎาคม ปี 2022)

 

ซึ่งถัดจากการเปิดตัวของ Starbucks ‘NFTs รีวอร์ด’ ไปไม่กี่เดือน FTX อดีตแพลตฟอร์มคริปโตของโลกก็ล่มสลายตามมาเช่นกัน (เดือนพฤศจิกายน ปี 2022)

 

ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงปีที่ผ่านมาบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Meta (Facebook) ก็ได้ยกเลิกโครงการที่เกี่ยวข้องกับ NFTs ในแพลตฟอร์มทั้ง Facebook และ Instagram ไปเช่นกัน

 

แต่ถึงอย่างนั้น Vineet Budki ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Cypher Capital บริษัทด้านการลงทุนในสตาร์ทอัพ Web 3.0 ประเมินว่าในปี 2024 จะเริ่มเห็น NFTs พัฒนาเต็มที่ไปสู่การใช้งานในโลกความเป็นจริง

 

หรืออย่างประธานฝ่ายการตลาดจาก ALTAVA Group บริษัทที่เชื่อมต่อ Web 3.0 และแฟชั่นแบรนด์หรู ก็มองว่า NFTs เป็นอะไรมากกว่าแค่รูปภาพโปรไฟล์ และมันมีคุณค่ามากกว่านั้น

 

อ้างอิง:

The post Starbucks ยุติ ‘NFTs รีวอร์ด’ แม้กระแสคริปโตวนมาอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนแห่เสิร์ช Bitcoin บน Google มากกว่า Taylor Swift และ Beyoncé รวมกัน แต่สถิติชี้ว่าอาจเป็นสัญญาณปรับฐาน https://thestandard.co/bitcoin-google-taylor-swift-beyonce/ Fri, 15 Mar 2024 06:47:44 +0000 https://thestandard.co/?p=911492 คนแห่เสิร์ช Bitcoin มากกว่า Taylor Swift และ Beyonce รวมกัน

จากข้อมูลของ Google Trend เผยว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ หลังจ […]

The post คนแห่เสิร์ช Bitcoin บน Google มากกว่า Taylor Swift และ Beyoncé รวมกัน แต่สถิติชี้ว่าอาจเป็นสัญญาณปรับฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนแห่เสิร์ช Bitcoin มากกว่า Taylor Swift และ Beyonce รวมกัน

จากข้อมูลของ Google Trend เผยว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ หลังจากที่ Bitcoin ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่จนขึ้นไปแตะ 73,000 ดอลลาร์ ก็ส่งผลให้ผู้คนต่างค้นหาคำว่า ‘Bitcoin’ เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนแซงการค้นหานักร้องชื่อดังอย่าง ‘Taylor Swift’ และ ‘Beyoncé’ รวมกัน

 

หลังจากที่กองทุน Bitcoin Spot ETF ได้รับการอนุมัติไปในช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา เงินจำนวนมากของนักลงทุนก็ไหลเข้ามายัง Bitcoin และเหรียญอื่นๆ ในคริปโตอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงเท่านั้น นักลงทุนยังเก็งกำไรต่อเหตุการณ์ ‘Halving’ ของ Bitcoin ที่จะทำให้ปริมาณเหรียญที่ผลิตขึ้นมาใหม่ลดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนนี้อีกเช่นกัน

 

แต่ถึงอย่างนั้นเอง ทางสำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า ยอดคำค้นหาไม่ได้บ่งบอกหรือเป็นสัญญาณการซื้อเหรียญของ Bitcoin แต่อย่างใด เนื่องจากในช่วงเดือนมิถุนายน 2022 ที่ผ่านมา ยอดคำค้นหาของ Bitcoin ก็พุ่งสูงอยู่ในระดับเดียวกับปัจจุบัน แต่ปรากฏว่าในเวลาเพียงสัปดาห์เดียวราคาเหรียญปรับตัวลงมากว่า 40%

 

หากย้อนกลับไปในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยอดคำค้นหาของ Taylor Swift กลับสูงกว่า Bitcoin ถึงกว่า 13 เท่า แต่หลังจากช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ความสนใจต่อสินทรัพย์ดิจิทัลก็ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว 

 

โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายอดการค้นหาของ Bitcoin ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 53 หน่วย เทียบกับ Taylor Swift และ Beyoncé ที่ระดับ 38 และ 9 หน่วย ตามลำดับ

 

และถึงแม้ Bitcoin จะปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงจนทำลายจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ยอดคำค้นหาก็ยังน้อยกว่าที่เคยขึ้นไปถึงในช่วงที่ตลาดกำลังเป็นที่พูดถึงในช่วงปี 2021

 

นอกจากนี้เอง ตัวเลขเงินไหลเข้ากองทุน Bitcoin Spot ETF นับตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน พุ่งแตะ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.2 แสนล้านบาท 

 

โดยในช่วงเช้าวันนี้ (15 มีนาคม) Bitcoin เคลื่อนไหวบริเวณ 69,707 ดอลลาร์ คิดเป็นการปรับตัวลงมาเล็กน้อยราว 2.32% ในรอบ 24 ชั่วโมง

 

อ้างอิง:

The post คนแห่เสิร์ช Bitcoin บน Google มากกว่า Taylor Swift และ Beyoncé รวมกัน แต่สถิติชี้ว่าอาจเป็นสัญญาณปรับฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำ vs. Bitcoin: 2 สุดยอดสินทรัพย์ พุ่งแรงแซงทุกตลาด แต่เหตุผลต่างกันสุดขั้ว! https://thestandard.co/bitcoin-vs-gold-record/ Fri, 15 Mar 2024 01:53:51 +0000 https://thestandard.co/?p=911327

ตลาดทองคำและ Bitcoin ตอนนี้กำลังร้อนแรง โดยทั้งสองสินทร […]

The post ทองคำ vs. Bitcoin: 2 สุดยอดสินทรัพย์ พุ่งแรงแซงทุกตลาด แต่เหตุผลต่างกันสุดขั้ว! appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดทองคำและ Bitcoin ตอนนี้กำลังร้อนแรง โดยทั้งสองสินทรัพย์ทำจุดสูงสุดใหม่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดหุ้นกลับเงียบเหงา เพราะนักลงทุนกำลังจับตาว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเมื่อไร

 

นักวิเคราะห์มองว่าทั้งทองคำและ ‘ทองคำดิจิทัล’ นั้นได้รับผลประโยชน์จากบรรยากาศเศรษฐกิจมหภาคที่ไม่ปกติ เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยยังคงเป็นปัจจัยหลักที่น่ากังวล

 

นักวิเคราะห์จากบริษัท XTB มองว่า ความเคลื่อนไหวนี้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ เพราะคนสนใจทองคำกับสนใจ Bitcoin แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

 

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สองสินทรัพย์นี้ได้กลายเป็นสินทรัพย์สุดฮิตในยุคนี้ไปแล้ว หลายปัจจัยช่วยหนุนให้ทั้งคู่ราคาทะลุเพดานเดิม แต่จริงๆ แล้วแรงขับเคลื่อนกลับต่างกันอย่างมาก

 

หลังจากเจอมรสุมช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา Bitcoin กลับเปิดปี 2024 ได้อย่างสวยงาม ตอนนี้ซื้อขายกันอยู่ที่ระดับ 73,000 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเกือบ 75% ตั้งแต่ต้นปี แซงหน้าสถิติสูงสุดเดิม 69,000 ดอลลาร์ที่ทำไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2021

 

ปัจจัยสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม ที่ ก.ล.ต.สหรัฐฯ อนุมัติ Bitcoin Spot ETFs ถึง 11 กองทุน ทำให้สถาบันการเงินจำนวนมากเข้ามาลงทุนในคริปโตกันเป็นครั้งแรก!

 

อีกแรงหนุนล่าสุดคือปรากฏการณ์ Halving ของ Bitcoin ที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายนนี้ โดยในอดีตเหตุการณ์นี้มักจะช่วยดันราคา Bitcoin ให้พุ่งขึ้นเพราะทำให้ Supply น้อยลง

 

และแม้ราคาจะไม่ได้พุ่งกระฉูดแบบ Bitcoin แต่ทองคำก็ถือว่าทำผลงานได้ดีตั้งแต่ต้นปี 2024 และเมื่อวันอังคาร (12 มีนาคม) ก็ทำสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วย ราคาตอนนี้อยู่ที่ทรอยออนซ์ละ 2,159 ดอลลาร์

 

แรงซื้อสำคัญมาจากธนาคารกลางของหลายประเทศ ทั้งจีน ตุรกี และอินเดีย ที่ทยอยเข้ามาซื้อทองในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 

ดูเหมือนว่าหลายๆ ธนาคารกลางจะต้องการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุน และลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ Fed ส่งสัญญาณจะลดอัตราดอกเบี้ย

 

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์มองว่าราคาทองที่ทำสถิติใหม่ครั้งนี้ ยังตอกย้ำสถานะของทองคำในฐานะ ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ ท่ามกลางความไม่แน่นอน ทั้งสงครามยูเครน-รัสเซียที่ยืดเยื้อ และเงินเฟ้อที่ยังสูง

 

สรุปคือ…ทั้งทองคำและ Bitcoin ตอนนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนสูงมาก เพียงแต่ทั้งคู่มีปัจจัยผลักดันคนละชุด นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจที่ควรติดตามกันต่อไป

 

อ้างอิง:

The post ทองคำ vs. Bitcoin: 2 สุดยอดสินทรัพย์ พุ่งแรงแซงทุกตลาด แต่เหตุผลต่างกันสุดขั้ว! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ethereum อัปเกรดระบบครั้งใหญ่ในรอบปี ช่วยลดค่าธรรมเนียมการใช้เครือข่ายลง 90-95% https://thestandard.co/ethereum-dencun-upgrade-reduce-data-fees/ Thu, 14 Mar 2024 10:55:51 +0000 https://thestandard.co/?p=910978 Ethereum อัพเกรดระบบ

ในช่วงวันพุธที่ผ่านมา (13 มีนาคม) Ethereum ได้มีการอนุม […]

The post Ethereum อัปเกรดระบบครั้งใหญ่ในรอบปี ช่วยลดค่าธรรมเนียมการใช้เครือข่ายลง 90-95% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ethereum อัพเกรดระบบ

ในช่วงวันพุธที่ผ่านมา (13 มีนาคม) Ethereum ได้มีการอนุมัติการ อัปเกรดระบบ ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปีที่เรียกว่า ‘Dencun’ หลังการอัปเกรด ‘Shapella’ ในช่วงปีก่อน (2023) ซึ่ง ‘Dencun’ จะเข้ามาทำให้ค่าธรรมเนียมบนเลเยอร์ 2 ของ Ethereum (เช่น Arbitrum, Optimism หรือ Polygon) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อทำให้สามารถขยายฐานผู้ใช้งานได้มากขึ้น

 

โดยในการอัปเกรด Dencun เป็นการรวมคำของ 2 การอัปเกรดเข้าไว้ด้วยกัน คือ ‘Deneb อัปเกรด’ และ ‘Cancun อัปเกรด’ เป็นไปตามข้อเสนอ ‘EIP’ (Ethereum Improvement Proposal 4844) 9 รูปแบบ ได้แก่ EIP-1153, EIP-4788, EIP-4844, EIP-5656, EIP-6780, EIP-7044, EIP-7045, EIP-7514 และ EIP-7516

 

และจะมุ่งเน้นตามข้อเสนอ EIP-4844 หรือ ‘Proto-Danksharding’ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการบันทึกข้อมูลธุรกรรมของเครือข่าย Ethereum พร้อมกับข้อเสนออื่นๆ ที่จะขยายเครือข่ายทำให้สามารถรองรับธุรกรรมต่อหนึ่งหน่วยเวลาได้มากขึ้น เพื่อให้สามารถลดต้นทุนในการทำธุรกรรมลงอย่างมาก

 

เนื่องจากว่าการทำธุรกรรมบนเลเยอร์ 2 ของ Ethereum จะมีค่าใช้จ่าย 2 ส่วน คือค่าการบันทึกธุรกรรมบนเลเยอร์ 2 กับค่าธรรมเนียมการดำเนินการธุรกรรมบนเลเยอร์ 1 ซึ่งกว่า 90% ของค่าธรรมเนียมมาจากส่วนแรก

 

ซึ่งทาง Jesse Pollak ผู้ก่อตั้ง Base เครือข่ายเลเยอร์ 2 บน Coinbase ให้สัมภาษณ์กับ CoinDesk ว่าภายหลังการอัปเกรดดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนการทำธุรกรรมบนเลเยอร์ 2 ลดลงกว่า 90-95% หากผู้ใช้งานยังคงใช้งานในระดับเดิม

 

ภายหลังการอัปเกรดเสร็จสมบูรณ์ช่วงคืนที่ผ่านมา (13 มีนาคม) ราคา Ethereum กลับไม่ตอบสนองในเชิงบวก โดยราคาปรับตัวลงเล็กน้อยราว 0.5% มาเคลื่อนไหวบริเวณ 3,968 ดอลลาร์ หลังจากที่ปรับตัวขึ้นมากว่า 50% ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน

 

อ้างอิง:

The post Ethereum อัปเกรดระบบครั้งใหญ่ในรอบปี ช่วยลดค่าธรรมเนียมการใช้เครือข่ายลง 90-95% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดสถิติกองทุน Bitcoin Spot ETF หลังเปิดตัวได้ 9 สัปดาห์ https://thestandard.co/bitcoin-spot-etf-9-weeks-fund-stats/ Thu, 14 Mar 2024 05:57:12 +0000 https://thestandard.co/?p=910924 Bitcoin Spot ETF

Bitcoin (BTC) และทองคำมักถูกเปรียบเทียบว่าเป็นสินทรัพย์ […]

The post เปิดสถิติกองทุน Bitcoin Spot ETF หลังเปิดตัวได้ 9 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin Spot ETF

Bitcoin (BTC) และทองคำมักถูกเปรียบเทียบว่าเป็นสินทรัพย์ที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะมูลค่าที่สูงขึ้นที่เกิดจากการขาดแคลน (Scarcity) ดังนั้นนักลงทุนจึงนำมาใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ ขณะนี้ดูเหมือนว่ากองทุน Bitcoin Spot ETF จะได้รับความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแซงหน้าทองคำ นับตั้งแต่กองทุนได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกา THE STANDARD WEALTH จะพาไปดูสถิติที่น่าสนใจระหว่างกองทุน Bitcoin Spot ETF และกองทุน Gold Spot ETF

 

เงินทุนที่ไหลเข้ากองทุน Bitcoin Spot ETF แตะ 1,000 ล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว

 

ข้อมูลจาก BitMEX Research ชี้ให้เห็นว่ากองทุน Bitcoin Spot ETF ได้สร้างสถิติที่น่าสนใจเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเงินทุนที่ไหลเข้า (Inflows) สู่กองทุน ETF ได้แตะระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว ในขณะเดียวกัน กองทุน IBIT ของ BlackRock มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) มากกว่า 200,000 BTC คิดเป็นมูลค่าที่สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 849 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้มูลค่าเงินทุนที่ไหลเข้าสุทธิ (Net Inflows) ของกองทุน Bitcoin Spot ETF มีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 110,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากที่เปิดตัวได้เพียง 2 เดือนกว่าๆ

 

มูลค่ากองทุน Bitcoin Spot ETF คิดเป็นครึ่งหนึ่งของ Gold Spot ETF

 

หลังจากการเปิดตัวเพียง 9 สัปดาห์ กองทุน Bitcoin Spot ETF ในสหรัฐฯ มีสินทรัพย์รวมภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) มากกว่า 51.5% ของ Gold Spot ETF หลังจากที่ราคา BTC พุ่งสูงขึ้นทะลุระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 73,000 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา

 

BlackRock มี AUM ทะลุ 10,000 ล้านดอลลาร์ในเวลาเพียงประมาณ 39 วัน นับตั้งแต่เปิดตัว

 

ตัวเลขที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งคือกองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการทะลุ 10,000 ล้านดอลลาร์ โดยใช้เวลาเพียงประมาณ 39 วันทำการนับตั้งแต่เปิดตัว ในขณะที่กองทุนทองคำ ETF ตัวแรกของสหรัฐฯ อย่าง SPDR Gold Shares (GLD) ใช้เวลานานกว่า 2 ปีในการไปถึงระดับนี้ หลังจากเปิดตัวในปี 2004

 

เงินทุนที่ไหลเข้ากองทุน Bitcoin Spot ETF ในช่วง 2 เดือน มากกว่ากองทุน Gold Spot ETF ทั้งหมดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

 

Nate Geraci ประธานของ ETF Store แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสนใจที่เพิ่มขึ้นในกองทุน Bitcoin Spot ETF ว่ายอดรวมเงินทุนไหลเข้าสู่ Bitcoin ETF 9 แห่งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานั้นมากกว่าเงินทุนรวมที่เข้าสู่ Gold Spot ETF ทั้งหมดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว เงินทุนที่ไหลเข้าสู่ Bitcoin Spot ETF อย่างรวดเร็ว ตอกย้ำถึงความสนใจที่เปลี่ยนแปลงไปในหมู่ของนักลงทุน และการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นในวงกว้าง

 

แม้ว่าราคา Bitcoin จะปรับตัวขึ้นมากกว่า 50% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางตลาดกระทิงที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุน Bitcoin Spot ETF แต่ปัจจุบัน สถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่แนะนำให้ลูกค้าที่มีรายได้สูงลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลคิดเป็นเพียง 2-3% เท่านั้น แม้จะมีรายงานว่า Bank of America, Wells Fargo Bank, Charles Schwab และ Robinhood กำลังเสนอการลงทุน Bitcoin ETF ให้กับลูกค้าที่สนใจบริหารความมั่งคั่งก็ตาม สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Bitcoin ยังมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมากในอนาคต

 

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงและความผันผวนสูงมาก นักลงทุนจึงควรกระจายความเสี่ยง ศึกษาหาข้อมูล และวางแผนในการลงทุนด้วยความรอบคอบ บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น

 

อ้างอิง:

The post เปิดสถิติกองทุน Bitcoin Spot ETF หลังเปิดตัวได้ 9 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล แอ็กแมน เชื่อขาขึ้น Bitcoin อาจดึงเงินเฟ้อกลับมาจนทำให้เศรษฐกิจพัง https://thestandard.co/bill-ackman-bitcoin/ Thu, 14 Mar 2024 05:39:53 +0000 https://thestandard.co/?p=910918 บิล แอ็กแมน

บิล แอ็กแมน มหาเศรษฐีและผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ชื่อดัง มองว […]

The post บิล แอ็กแมน เชื่อขาขึ้น Bitcoin อาจดึงเงินเฟ้อกลับมาจนทำให้เศรษฐกิจพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล แอ็กแมน

บิล แอ็กแมน มหาเศรษฐีและผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ชื่อดัง มองว่าราคา Bitcoin มีโอกาสพุ่งต่อ ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานสูงขึ้นจนอาจทำเงินเฟ้อขึ้น

 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (10 มีนาคม) บิล แอ็กแมน มหาเศรษฐีและผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ Pershing Square Capital Management เผยว่าราคา Bitcoin มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนด้านพลังงานสูงขึ้น และจะทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง

 

แอ็กแมนโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า การเพิ่มขึ้นของราคา Bitcoin จะทำให้มีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น เมื่อการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นจะทำให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อสูงขึ้น และทำให้มูลค่าของเงินดอลลาร์ต่ำลง 

 

เมื่อนั้นความต้องการ Bitcoin ก็จะกลับมาเพิ่มมากขึ้น และจะทำให้การขุด Bitcoin เพิ่มขึ้น ความต้องการใช้พลังงานจะสูงขึ้น เป็นวงจรไปเรื่อยๆ และดันราคา Bitcoin พุ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง

 

แอ็กแมนกล่าวว่า สุดท้าย Bitcoin จะพุ่งไปไม่มีที่สิ้นสุด ต้นทุนพลังงานพุ่งทะยาน และจะทำให้เศรษฐกิจพังลงมา พร้อมปิดท้ายว่า “บางทีผมอาจควรซื้อ Bitcoin เก็บไว้บ้าง”

 

แต่ในภายหลังแอ็กแมนได้โพสต์ข้อความเพิ่มว่า “แน่นอนว่าปัญหาหลักคือมันทำงานในทิศทางตรงกันข้าม (วัฏจักรที่กล่าวมา) ด้วยเช่นกัน”

 

และก็ไม่น่าแปลกใจที่โพสต์ของแอ็กแมนจะดึงความสนใจของเหล่านักลงทุนใน Bitcoin อย่างรวดเร็ว ซึ่ง ไมเคิล เซย์เลอร์ ประธานกรรมการ MicroStrategy บริษัทเอกชนที่ลงทุนใน Bitcoin เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ได้ตอบกลับข้อความดังกล่าวอย่างรวดเร็ว

 

โดยเซย์เลอร์ตอบกลับว่า “คุณควรซื้อ Bitcoin บ้าง แต่ไม่ใช่ตามเหตุผลที่กล่าวมา เพราะนักขุด Bitcoin จำนวนมากทำให้ต้นทุนพลังงานไฟฟ้าต่ำลง และหากคุณอยากรู้อะไรเพิ่มเติมสามารถบอกผมเพื่อคุยกันเป็นการส่วนตัวได้”

 

แอ็กแมนเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ยืนยันชัดเจนมาโดยตลอดที่จะไม่ลงทุนใน Bitcoin และเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ แต่ในช่วงปี 2022 ก็ได้ออกมาเปิดเผยว่ามีการลงทุนในบางโปรเจกต์ที่มองว่ามีรูปแบบที่น่าสนใจ และกล่าวในช่วงนั้นว่าเขาลงทุนในคริปโตเหล่านี้เป็นงานอดิเรกเพื่อเรียนรู้แทนที่จะระมัดระวังจนเกินไป

 

ภาพ: SEAN GLADWELL/Getty Images 

อ้างอิง:

The post บิล แอ็กแมน เชื่อขาขึ้น Bitcoin อาจดึงเงินเฟ้อกลับมาจนทำให้เศรษฐกิจพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. อนุมัติยกเว้นภาษีซ้ำซ้อนลงทุนโทเคน เสียครั้งเดียว 15% จากส่วนต่างกำไร https://thestandard.co/thailand-crypto-taxation/ Tue, 12 Mar 2024 09:54:17 +0000 https://thestandard.co/?p=910221

ครม. อนุมัติยกเว้นไม่ต้องนำกำไรหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้ […]

The post ครม. อนุมัติยกเว้นภาษีซ้ำซ้อนลงทุนโทเคน เสียครั้งเดียว 15% จากส่วนต่างกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ครม. อนุมัติยกเว้นไม่ต้องนำกำไรหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการลงทุนในโทเคนไปคำนวณรวมเป็นรายได้บุคคลธรรมดา แต่ยังต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากส่วนต่างกำไร 15%

 

คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) โทเคนดิจิทัล กำหนดให้ผู้มีเงินได้ซึ่งได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไรหรือผลประโยชน์อื่นใดในลักษณะเดียวกันที่ได้จากการถือหรือครอบครองโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) และผู้จ่ายเงินได้ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วในอัตรา 15% สามารถเลือกไม่นำเงินส่วนแบ่งของกำไรหรือผลประโยชน์อื่นใดนั้นมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เฉพาะกรณีไม่ขอรับเงินภาษีที่ถูกหักไว้คืนหรือไม่ขอเครดิตภาษีที่ถูกหักไว้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ทั้งนี้ สำหรับเงินส่วนแบ่งของกำไรหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป

 

ทั้งนี้ เพื่อยกระดับการดูแลโทเคนเพื่อการลงทุนให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกับเกณฑ์หลักทรัพย์ทั่วไป รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยระดมทุน และเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล

 

โดยคาดการณ์ว่าจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ประมาณ 50 ล้านบาท แต่ผลประโยชน์ที่จะได้รับจะมีการจ้างงานและการลงทุน ตลอดจนช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการระดมทุนด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้คาดการณ์ว่าในปี 2567 จะมีการระดมทุนด้วยโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนถึง 18,500 ล้านบาท

 

กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า “มาตรการนี้จะทำให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านการเป็นศูนย์กลางการระดมทุนเพิ่มขึ้น และทำให้ผู้ประกอบธุรกิจในประเทศไทยมีทางเลือกในการระดมทุนด้วย Investment Token เพิ่มเติมจากการระดมทุนด้วยเครื่องมือดั้งเดิม อันจะส่งผลดีต่อการระดมทุน การลงทุน และการจ้างงานในประเทศ รวมทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศ โดยสำนักงาน ก.ล.ต. ได้คาดการณ์ว่าในปี 2567 จะมีการระดมทุนด้วย Investment Token ถึง 18,500 ล้านบาท ซึ่งเงินที่ได้จากการระดมทุนดังกล่าวจะเป็นเงินลงทุนในระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไป”

 

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) โทร. 1161

The post ครม. อนุมัติยกเว้นภาษีซ้ำซ้อนลงทุนโทเคน เสียครั้งเดียว 15% จากส่วนต่างกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cryptomind เดินหน้ากลยุทธ์รับตลาดคริปโตเคอร์เรนซีขาขึ้น พร้อมระดมทุน Serie-A ได้เงินกว่า 120 ล้านบาท ใช้ต่อยอดธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล https://thestandard.co/cryptomind-strategy-in-rising-cryptocurrency-market/ Tue, 12 Mar 2024 08:57:48 +0000 https://thestandard.co/?p=910154

คริปโตมายด์ชูกลยุทธ์ ‘3Cs’ เดินหน้าธุรกิจรับตลาดคริปโตเ […]

The post Cryptomind เดินหน้ากลยุทธ์รับตลาดคริปโตเคอร์เรนซีขาขึ้น พร้อมระดมทุน Serie-A ได้เงินกว่า 120 ล้านบาท ใช้ต่อยอดธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>

คริปโตมายด์ชูกลยุทธ์ ‘3Cs’ เดินหน้าธุรกิจรับตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเข้าภาวะ Bull Run ล่าสุดระดมทุน Serie-A ได้กว่า 120 ล้านบาทจาก Beacon Venture Capital ใช้ต่อยอดธุรกิจในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล

 

อัครเดช เดี่ยวพานิช ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท คริปโตมายด์ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด หรือ Cryptomind Group เปิดเผยว่า แม้ว่าอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีจะประสบกับภาวะตลาดหมีในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบเชิงลบต่อหลากหลายบริษัท แต่ Cryptomind ยังมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์ของตลาด โดยในช่วงภาวะตลาดหมีที่ผ่านมา บริษัทมุ่งเน้นการวิจัย การพัฒนา และการทดลองแนวคิดทางธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อให้พร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการสร้างผลกำไรครั้งใหญ่ในภาวะตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเป็นขาขึ้นครั้งต่อไปในปี 2024 หรือภาวะสู่ภาวะตลาด Bull Run 

 

สำหรับในปีนี้บริษัทพร้อมเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ 3Cs ได้แก่ 

 

  1. Community (ชุมชน) คือรากฐานที่บริษัทวางในฐานะผู้นำตลาดมาตั้งแต่ก่อตั้ง ส่งเสริมชุมชนสินทรัพย์ดิจิทัล สร้างความตื่นรู้และมอบความรู้ เพื่อที่ทุกคนจะสามารถเข้าถึงโลกสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยผ่านงาน ‘Blockchain Thailand Genesis’ สู่ ‘Thailand Blockchain Week’ 

 

  1. Contribution (การมีส่วนร่วม) นำเสนอบทวิเคราะห์เชิงลึกครอบคลุมทุกแง่มุมทั้งด้านโปรดักต์, โทเคน, การระดมทุน และการตลาด โดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง พร้อมทั้งช่วยออกแบบและให้คำปรึกษา เพื่อให้ Web3 Founders สามารถปั้น Unicorn ได้สำเร็จ พิสูจน์ได้จากโปรเจกต์ต่างๆ ที่บริษัทให้คำและแนะนำดูแล ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ 
     

    ทั้งนี้ ในโลกที่เทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีเทรนด์ใหม่ๆ เข้ามาอยู่เสมอ Cryptomind จึงถือเป็นส่วนที่สำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้กับโปรเจกต์ต่างๆ ในการก้าวไปสู่ระดับโลก และสร้างผลตอบแทนจากตลาดคริปโตเคอร์เรนซีได้

 

  1. Confidence (ความมั่นใจ) คือแนวทางของบริษัทในการนำโอกาสด้าน Web3 ไปสู่ผู้คนในวงกว้างมากขึ้นผ่านธุรกิจของบริษัทในฐานะสถาบันการเงิน บริการให้คำปรึกษาและการจัดการสินทรัพย์ นำเสนอผลิตภัณฑ์ระดับสถาบันให้กับนักลงทุนที่เป็นผู้ได้รับใบอนุญาต ประกอบธุรกิจ ‘ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล’ (Digital Asset Fund Manager) รายแรกภายใต้การกำกับและดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยบริษัทวางเป้าหมายที่จะสร้างธุรกิจอย่างยั่งยืนภายในอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซี โดยโมเดลธุรกิจของบริษัทถูกวางโครงสร้าง 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจที่เน้นการเติบโต กลุ่มธุรกิจหลักที่สร้างรายได้มั่นคง และคลังสินทรัพย์

 

ระดมทุน Serie-A ได้เงินกว่า 120 ล้านบาท 

 

สัญชัย ปอปลี ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คริปโตมายด์ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า ภายในเวลา 3-5 ปี Cryptomind Group จะก้าวขึ้นสู่การเป็นดัชนีมูลค่าของอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซี ธุรกิจของเราไม่ได้เพียงตั้งอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมสร้างกำไรจากภาวะตลาดขาขึ้นและสร้างรายได้ที่มั่นคงเท่านั้น แต่ยังได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนอันแข็งแกร่งและโอกาสที่หาได้ยากจากตลาดเงินทุนที่เกิดจากเทคโนโลยีที่กำลังเติบโต

 

ล่าสุดทางบริษัทสามารถระดมทุน Serie-A ได้กว่า 120 ล้านบาทจาก Beacon Venture Capital บริษัทเงินร่วมทุนของธนาคารกสิกรไทย รวมทั้ง Aviary Asia Capital และ HashKey โดยมีแผนจะนำเงินที่ระดมทุนได้ไปต่อยอดธุรกิจในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมั่นคงต่อไป 

 

สำหรับอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยและตลาดโลกมีความเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง เราเชื่อว่าสินทรัพย์ดิจิทัลจะข้ามพรมแดนทางการเงิน ช่วยให้ประเทศไทยเติบโตบนเวทีโลก เราเห็นภาพสตาร์ทอัพไทยสร้างผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงผู้ใช้ทั่วโลก ในขณะเดียวกันโปรเจกต์ต่างประเทศก็เริ่มให้ความสนใจกับชุมชนไทยมากขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือ สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือที่ช่วยปลดปล่อยศักยภาพนักลงทุนไทย โดยเปิดโอกาสให้เข้าถึงนวัตกรรมระดับโลกผ่านโทเคน ซึ่งเป็นโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อน 

 

Cryptomind ในฐานะบริษัทไทยที่ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อคว้าโอกาสในตลาดโลก รวมไปถึงเชื่อมโยงชุมชนท้องถิ่น โดยมีแนวคิดคือ การให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ดิจิทัลไทยและต่างประเทศ ดังนั้นเมื่อตลาดพัฒนาขึ้น บริษัทเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่า ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางใหม่สำหรับผู้ใช้ นักลงทุน และนักพัฒนาจากทั่วโลก

 

 

เตือนลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีด้วยความระวัง

 

พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน บริษัท คริปโตมายด์ แอดไวเซอรี่ จำกัด กล่าวว่า ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั้งในแง่ของมูลค่าตลาดและจำนวนผู้ใช้งาน สถาบันการเงินเริ่มให้ความสนใจและลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีมากขึ้น กฎระเบียบเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซีเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดย Bitcoin ยังคงเป็นเหรียญหลักที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะสิน ทรัพย์สำรองอย่าง Ethereum เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดย Ethereum 2.0 กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ DeFi บน Ethereum ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว และ Altcoins มีศักยภาพในการเติบโตสูง มีโปรเจกต์บล็อกเชนใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย 

 

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากตลาดคริปโตเคอร์เรนซียังมีความผันผวนและมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนควรลงทุนด้วยความระมัดระวัง และควรเลือกบริษัทที่น่าเชื่อถือ ได้รับใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจ

 

ขณะที่ พีระสิทธิ์ จิวะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด หรือ Merkle Capital กล่าวว่า Merkle Capital คือผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจและผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ในปีนี้การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น ถือเป็นปีที่ดีในการแบ่งสัดส่วนมาลงทุนในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี แต่การที่จะประสบความสำเร็จในตลาดที่ผันผวนนี้นั้น จำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดและการจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทเข้าใจดีถึงความท้าทายเหล่านี้ และพร้อมที่จะช่วยให้นักลงทุนบรรลุเป้าหมายทางการเงินด้วยบริการจัดการกองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ครอบคลุม

 

Merkle Capital มีทีมผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างลึกซึ้ง พร้อมนำเสนอกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนทุกรูปแบบ 

 

หมายเหตุ: คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน และสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

The post Cryptomind เดินหน้ากลยุทธ์รับตลาดคริปโตเคอร์เรนซีขาขึ้น พร้อมระดมทุน Serie-A ได้เงินกว่า 120 ล้านบาท ใช้ต่อยอดธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>